The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระราชทานเพลิงศพพระปัญญาโมลี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

พระราชทานเพลิงศพพระปัญญาโมลี

พระราชทานเพลิงศพพระปัญญาโมลี

อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ อดีตรองเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี อดีตเจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง (พระอารามหลวง) ตำ�ำบลท่าหิน อำ�ำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี วันเสาร์ที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๖ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก)


สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ประทานพัดยศเลื่อนสมณศักดิ์ที่ พระราชปัญญาโมลี ณ พระวิหารหลวง วัดเสาธงทอง จังหวัดลพบุรี เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๐


4 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก)


อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 5 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ประวัติวัดเสาธงทอง (พระอารามหลวง) ตําบลท่าหิน อําเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ข้อมูลหลักได้จากหนังสือ “ประวัติวัดเสาธงทอง และงานของกรมศิลปากร” พิมพ์แจก ในงานกฐินพระราชทาน ณ วัดเสาธงทอง จังหวัดลพบุรี เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2513 โดยนายประพัฒน์ ตรีณรงค์ บ้านเกิดตำ บลโก่งธนู อำ เภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี อดีตครูใหญ่ โรงเรียนวินิตศึกษา (พ.ศ. 249๓ - 2494) เป็นผู้รวบรวมและเรียบเรียง ผลงานของนายประพัฒน์ ตรีณรงค์ เช่น มหามงคลพิธี ชีวิตและงานของกรมพระยา ดํารงราชานุภาพ ความเป็นมาของพุทธศาสนาในเมืองไทย และอื่น ๆ อีกมากที่เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ (นายอำ นวย จั่นเงิน) บรรณาธิการ นายประพัฒน์ ตรีณรงค์


6 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก)


อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 7 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ประวัติ วัดเสาธงทอง จังหวัดลพบุรี ชั้นและที่ตั้ง วัดเสาธงทอง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ ตั้งอยู่ตําบลท่าหิน อําเภอเมือง ลพบุรี จังหวัดลพบุรี ระหว่างพระนารายณ์ราชนิเวศน์กับบ้านหลวงรับแขกเมือง (หรือ บ้านเจ้าพระยาวิชาเยนทร์) เป็นวัดโบราณ ยังไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อไร สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า “วิหารและพระประธานที่ปรากฏบัดนี้ เป็นแบบอย่างช่างสมัยครั้งแรกตั้งกรุงศรีอยุธยา”(๑) เขตวัด ที่ธรณีสงฆ์ และกัลปนา เขตวัด บริเวณที่ตั้งวัดเสาธงทองเป็นที่สูง สูงกว่าถนนรอบวัดประมาณ ๔ - ๔ ศอก ลักษณะเกือบจะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า คือ ทางทิศเหนือจดถนนวิชาเยนทร์ กว้าง ๓ เส้น ๑ วา ทิศใต้จดถนนราชดําเนิน กว้าง ๒ เส้น ๑๘ วา ทิศตะวันออกจดถนนนารายณ์ ยาว ๔ เส้น ๑๕ วา และทิศตะวันตกจดถนนพระราม ยาว ๕ เส้น ๔ วา ที่ธรณีสงฆ์ เป็นที่ที่ทางวัดจัดให้เช่าเพื่อเก็บผลประโยชน์บํารุงวัดตามแนวเขตของวัด ๓ ด้าน เว้นด้านตะวันออกหรือหน้าวัดเท่านั้น ที่ทําเป็นรั้วซีเมนต์กั้น (ปัจจุบันด้านตะวันตก ที่ให้เช่าปลูกอาคารไฟไหม้หมด) กัลปนา มี ๑ แห่ง คือที่นาตําบลบางขันหมาก อําเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ซึ่งเข้าใจ กันว่าเป็นที่ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงถวายเพื่อแลกกับที่ ในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ซึ่งจะทรงจัดเป็นที่ประทับอีกแห่งหนึ่ง เมื่อวันพุธ ปีจอ เดือน ๑๒ แรม ๑๓ คํ่า พ.ศ. ๒๔๐๕(๒) เหตุที่ทรงแลกที่แห่งนี้ก็เพราะในประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า ตอนจะสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทรงถวายเป็นวิสุงคามสีมาเพื่อให้พระราชาคณะ ให้การอุปสมบทแก่ข้าราชการที่ทรงเกรงว่าจะได้รับภัยจากพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์ (พระเจ้าเสือ) ที่ท้องพระโรงเนื่องกับมุขเด็จพระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญมหาปราสาท ส่วนผลประโยชน์อื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวนั้น มีทรัพย์ที่ทางวัดได้รับจากผู้มีศรัทธา ถวายไว้เป็นทุนเก็บผลประโยชน์บํารุงวัด (๑) ดู - เรื่องเที่ยวตามทางรถไฟ พระนิพนธ์สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ พิมพ์ พ.ศ. ๒๔๙๗ น. ๕๐. (๒) ดู - ประกาศรัชกาลที่ ๔ พิมพ์ พ.ศ. ๒๔๖๖ น. ๔๒ - ๕๖.


8 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) วัดเสาธงทอง กับ วัดรวก บริเวณที่เป็นเขตของวัดเสาธงทองในปัจจุบัน ได้รวมเอาวัดอีกวัดหนึ่งเข้าไว้ด้วย คือ วัดรวก วัดเสาธงทองอยู่ทางเหนือ วัดรวกอยู่ทางใต้ และวัดทั้งสองวัดนี้ แต่ก่อนไม่ได้รวมกัน นอกจากเวลาทําสังฆกรรม เพราะวัดเสาธงทองมีพระวิหาร ไม่มีพระอุโบสถ แต่วัดรวกมี พระอุโบสถ ไม่มีพระวิหาร เมื่อพระภิกษุสงฆ์วัดเสาธงทองจะทาสังฆกรรม จ ํ าเป็นต้องมารวมท ําํ ในพระอุโบสถวัดรวก เป็นอย่างนี้มาโดยตลอดจนถึง พ.ศ. ๒๔๕๗ ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา วชิรญาณวโรรส ผู้ทรงดํารงตําแหน่งสกลมหาสังฆปริณายกขณะนั้น เสด็จตรวจการคณะสงฆ์ มณฑลกรุงเก่า ได้เสด็จเมืองลพบุรี จึงโปรดให้รวมวัดทั้งสองเป็นวัดเดียวกัน เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๗ ดังข้อความตอนหนึ่งในรายงานการเสด็จตรวจการคณะสงฆ์มณฑล กรุงเก่าครั้งนั้นว่า “หมายเหตุเฉพาะวันฯ วัดเสาธงทอง กับ วัดรวก ที่เสด็จทอดพระเนตรวันนี้นั้น มีเขตแดนติดต่อกัน พระยาโบราณราชธานินทร์(๑) สมุหเทศาภิบาล กราบทูลว่า วัดเสาธงทอง มีวิหาร วัดรวกมีโบสถ์ สมควรจะรวมเป็นวัดเดียวกันได้ ทรงพระดําริเห็นชอบด้วย และ ทรงอนุมัติให้เรียกชื่อว่า วัดเสาธงทอง ยกเจ้าอาวาสวัดรวกเป็นเจ้าอาวาสโดยกิตติมศักดิ์ ให้พระครูสังฆภารวาหะ เป็นเจ้าอาวาสวัดเสาธงทองที่รวมใหม่นั้น”(๒) ผู้สร้างและผู้ปฏิสังขรณ์ ผู้สร้างวัด การกล่าวถึงผู้สร้างวัดเสาธงทอง จะแยกกล่าวออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่ เป็นเรื่องของวัดรวก และส่วนที่เป็นเรื่องของวัดเสาธงทอง ทั้งนี้เพื่อให้ทราบประวัติความเป็นมา ของวัดทั้งสองก่อนจะรวมกัน และจะขอกล่าวถึงวัดรวกก่อน การที่กล่าวถึงวัดรวกก่อน ก็เพราะมีหลักฐานหลายอย่างทั้งในทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่แสดงว่า วัดนี้มีมาก่อน วัดเสาธงทอง หลักฐานที่ว่านั้นขอกล่าวถึงเป็นข้อ ๆ ดังนี้ ๑. วัดรวกมีพระอุโบสถหรือโบสถ์ อันเป็นหลักสําคัญของวัด เพราะเกี่ยวกับการทํา สังฆกรรมของสงฆ์ วัดเสาธงทองไม่มี มีแต่พระวิหารซึ่งจะใช้ทําสังฆกรรมหาได้ไม่ ทําไมวัด เสาธงทองจึงไม่มีพระอุโบสถ เรื่องนี้น่าจะเป็นเพราะมีวัดที่มีพระอุโบสถอยู่แล้วตั้งอยู่ใกล้กัน คือ วัดรวก จึงไม่จาเป็นต้องสร้างขึ้นมาใหม่ สมเด็จฯ กรมพระยาด ํ ารงราชานุภาพเคยทรงปรึกษา ํ เรื่องนี้กับสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์แล้วทรงอธิบายว่า “สมัยโบราณวิหาร (๑) พระยาโบราณราชธานินทร์ นามเดิม พร เดชะคุปต์ (๒) ดู - เรื่องพระประวัติ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ฉบับกรมการศาสนา พิมพ์ พ.ศ. ๒๕๑๐ เล่ม ๓ น. ๖.


อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 9 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) สําคัญกว่าพระอุโบสถ และนิยมสร้างวิหารให้ใหญ่โตกว่า หรือบางวัดไม่มีพระอุโบสถเลย มีแต่วิหารก็มี เวลาทําสังฆกรรมก็ไปรวมทํากับวัดใกล้ ๆ เพราะแต่ก่อน วัดหนึ่ง ๆ มีพระภิกษุ ไม่มากนัก ต่อมาวัดมีพระภิกษุมากรูปขึ้น การสร้างพระอุโบสถจึงจําเป็นต้องมีและขยายให้ ใหญ่ขึ้น เพื่อให้เพียงพอแก่การประชุมสงฆ์ ความนิยมในเรื่องสร้างพระอุโบสถจึงเป็นหลักสาคัญ ํ ขึ้นในวัด”(๑) ส่วนวิหารอันเป็นที่อยู่ของพระภิกษุนั้น ครั้นมีการสร้างกุฏิให้พระภิกษุอยู่จาพรรษาํ แล้ว วิหารก็กลายเป็นที่สําหรับเก็บพระพุทธรูปไป วัดเสาธงทองซึ่งเป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา และสร้างในระยะเวลาที่วัดต่าง ๆ นิยมสร้างพระอุโบสถเป็นหลักสาคัญของวัดแล้ว การที่วัดเสาธงทองไม่มีพระอุโบสถ ก็น่าจะเป็น ํ เพราะเห็นว่า วัดรวกซึ่งตั้งอยู่ติดกันนั้นเองมีพระอุโบสถอยู่แล้วและพอแก่การที่ไปทาสังฆกรรม ํ ด้วยได้ จึงไม่จําเป็นต้องสร้างขึ้นใหม่ อย่างที่อธิบายไว้ ๒. ลักษณะของพระอุโบสถวัดรวกเป็นฝีมือของช่างสมัยโบราณและเก่ากว่าฝีมือช่าง สร้างวิหารวัดเสาธงทอง จริงอยู่ พระอุโบสถหลังเดิมของวัดรวกได้ถูกไฟไหม้เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๐ แต่การสร้างใหม่ผู้สร้างได้พยายามรักษาแบบอย่างของเดิมไว้ แม้จะหล่อส่วน ที่เป็นหลังคา ตลอดจนกระเบื้องให้เป็นซีเมนต์ทั้งหมดก็ตาม แต่ก็ได้พยายามทําตามแบบอย่าง ของเดิม สิ่งที่สร้างเสริมขึ้นใหม่ คือ เสริมผนังทั้ง ๔ ด้านของพระอุโบสถขึ้นอีกประมาณ ๑ ศอกเศษ กับสร้างมุขทางด้านหน้า เมื่อดูลักษณะของพระอุโบสถโดยเฉพาะแล้วมีลักษณะ เป็นฝีมือช่างสมัยกรุงศรีอยุธยา หน้าต่างมี ๔ หน้าต่างที่ทําเป็นช่อง ๆ ให้ลมและแสงสว่างเข้า เหมือนกับช่องหน้าต่างที่วัดพระเมรุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันถูกอุดตัน มองทางผนัง ด้านในจึงจะเห็น และมีหน้าต่างแบบมีบานปิดเปิดอีก ๔ บาน อาจเป็นของทําขึ้นภายหลัง เมื่อเห็นว่าภายในพระอุโบสถมีแสงสว่างน้อยไป ส่วนพระวิหารวัดเสาธงทองนั้น บานหน้าต่างเป็นแบบโค้งอย่างฝรั่ง อันเป็นสถาปัตยกรรม ที่นิยมทําตามแบบฝรั่งในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ๓. สีมารอบพระอุโบสถวัดรวกเป็นสีมาคู่ ทําด้วยหินทรายแดง ประดิษฐานอยู่บนแท่น มีลวดลายตรงด้านล่างกับขอบบน ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นสีมาแบบอยุธยาตอนปลาย คือ ตั้งแต่รัชสมัย พระเจ้าปราสาททองลงมา ส่วนพระวิหารวัดเสาธงทองนั้นปฏิสังขรณ์ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ดังจะกล่าวถึงโดยละเอียดทีหลัง (๑) ดู - ประวัติวัดราชบพิธ ของกรมศิลปากร พิมพ์ พ.ศ. ๒๕๑๓ น. ๙๓ - ๙๘.


10 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ๔. พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปยืนทรงเครื่องปางห้ามสมุทร ผู้เขียน ได้ทูลขอให้ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทอดพระเนตรภาพถ่ายและกําหนดสมัย รับสั่งว่าเป็นอยุธยาตอนปลาย ซึ่งก็เป็นสมัยเดียวกันกับสีมารอบพระอุโบสถ ส่วนพระประธานในพระวิหารวัดเสาธงทอง เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย แบบกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเจ้าหน้าที่หน่วยศิลปากรลพบุรีปัจจุบันให้ความเห็นว่ายังมีอิทธิพลของ สุโขทัยอยู่ อย่างไรก็ตาม พระพุทธรูปองค์นี้ พระธรรมารามมุนีอดีตเจ้าอาวาสวัดนี้ ซึ่งเป็น พระเถระผู้ใหญ่ เป็นนักก่อสร้างและเคยครองวัดนี้มาเป็นเวลานาน เคยเล่าให้พระภิกษุในวัด ฟังว่า พระพุทธรูปองค์นี้สร้างหุ้มกางเขนเหล็กของคริสต์ศาสนาไว้ คงจะเป็นเพราะท่านได้เห็น หลักฐานด้วยสายตาของท่านแล้วก็ได้ จึงได้กล่าวอย่างนั้น และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง การปฏิสังขรณ์ พระวิหารวัดเสาธงทอง อย่างที่สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพตรัสไว้ อาจเป็นการทํา ศาสนสถานของคริสต์ให้เป็นพระวิหารในพุทธศาสนาก็ได้ ๕. ทางวัดเสาธงทองมีตึกเก่า ๆ ซึ่งใช้เป็นที่จําพรรษาของภิกษุสงฆ์อยู่ ๒ หลัง คือ ตึกปิจู กับตึกโคระซานหรือตึกคชสาร กล่าวกันว่า เป็นของที่สร้างขึ้นในสมัยเดียวกันกับวิหาร ซึ่งตึกทั้งสองหลังนั้น สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพตรัสว่า สร้างในสมัยสมเด็จ พระนารายณ์มหาราช ดังมีข้อความในพระนิพนธ์กล่าวถึงไว้ว่า “ที่ริมวัดเสาธงทองมีตึกสร้างในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ๒ หลัง ชาวเมือง เรียกกันว่า ตึกปิจู หลัง ๑ ตึกคชสารหลัง ๑ พวกศึกษาโบราณคดีวินิจฉัยกันเมื่อในรัชกาลที่ ๕ ว่า ที่เรียกว่าตึกปิจู นั้น เห็นจะมาแต่คําว่า ปิจู ภาษาฝรั่งเศสแปลว่า เล็ก เห็นจะโปรดให้สร้าง พระราชทานเป็นที่อยู่ของฝรั่งเศสคนใดคนหนึ่ง ซึ่งรับราชการในสมัยนั้น และตึกคชสารนั้น คงมาแต่คําว่า โคระสาน ซึ่งเราเรียกเมืองสําคัญประเทศเปอร์เซียในสมัยนั้น เพราะปรากฏใน พงศาวดารว่า ราชทูตโคระสานได้เข้ามาเจริญทางพระราชไมตรี และได้ขึ้นไปเฝ้าสมเด็จ พระนารายณ์ฯ ที่เมืองลพบุรี ตึกหลังนี้ (คชสารหรือโคระสาน) คงโปรดให้สร้างขึ้นรับราชทูตไมตรี ในครั้งนั้น จึงเรียกว่า ตึกโคระสาน ตึกปิจูและตึกคชสารเดี๋ยวนี้ เป็นกุฎีพระวัดเสาธงทอง”(๑) ตึกทั้งสองหลังตามพระนิพนธ์นี้ ปัจจุบันยังคงมีอยู่ สําหรับตึกโคระสานนั้น มีส่วนที่ สร้างเสริมเพิ่มเติมตัวตึกขึ้นใหม่ทางด้านใต้ ส่วนตึกปิจูก็อยู่ในกลุ่มกุฏิที่สร้างล้อมไว้ สําหรับ ตึกปิจูนี้มีหลักฐานจากทางอื่นเพิ่มเติมว่า อาจมาจากคําว่า ปิจูร์ ซึ่งแปลว่า เพชรพลอย โดยอ้าง เรื่องว่า ตึกหลังนี้ นอกจากจะสร้างขึ้นให้เป็นที่อยู่ของบาทหลวงฝรั่งเศสและอิตาเลียนที่ เข้ามาคุมการสร้างประปาที่ลพบุรีแล้ว ยังเคยเป็นที่อยู่ของพ่อค้าเพชรพลอยชาวเปอร์เซียที่ฝรั่ง เรียกว่า ปิจุติเอ เป็นครั้งคราวอีกด้วย(๒) (๑) ดู - เรื่องเที่ยวตามทางรถไฟ พิมพ์ พ.ศ. ๒๔๙๗ น. ๕๐. (๒) ดู - เรื่องเมืองลพบุรี ของ กมล เกตุสิริ น. ๕๗.


อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 11 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ๖. บางท่านกล่าวว่า พระวิหารของวัดเสาธงทองเดิมเป็นสุเหร่าหรือศาสนสถานของ ศาสนาอิสลาม ดังข้อความตอนหนึ่งในหนังสือเรื่องเมืองลพบุรี ว่า “เมื่อพิจารณาตามหลักฐานจากแผนที่ในสมัยก่อน ซึ่งเขียนโดยช่างแผนที่ฝรั่งเศส ในคราวเดียวกันกับการสร้างเมืองลพบุรีของสมเด็จพระนารายณ์นั้น ปรากฏว่าพื้นที่อันเป็น วัดเสาธงทองปัจจุบันเป็นบ้านพักของทูตเปอร์เซีย ฉะนั้นจึงพิจารณาตามหลักฐานดังกล่าวแล้ว ได้ว่าสิ่งก่อสร้างอันเป็นวิหารปัจจุบันเดิมคงใช้เป็นสุเหร่าเพื่อทูตและชาวเปอร์เซีย ซึ่งเข้ามา พํานักอยู่ในลพบุรีสมัยนั้น จะได้ใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของเขา ศาสนาที่ชาวเปอร์เซีย นับถือนั้น คือศาสนาอิสลาม”(๑) ความเห็นของท่านผู้นี้อ้างแผนที่ ดังนั้น จึงเกิดเป็นปัญหาขึ้นว่า ที่ตรงวัดเสาธงทอง หรือพูดกันตรง ๆ ก็คือ พระวิหารวัดเสาธงทองเดิมนั้นเป็นอะไรกันแน่ เป็นสุเหร่าของอิสลาม หรือเป็นโบสถ์ของคริสต์ ในข้อที่ ๔ ข้างต้นได้กล่าวถึงความเห็นเรื่องพระวิหารหลังนี้มาแล้วว่า เป็นโบสถ์คริสต์ เพราะภายในพระพุทธรูปมีกางเขนเหล็กอันเป็นสัญลักษณ์ของคริสต์ศาสนา ส่วนในความเห็นในข้อนี้ว่าเป็นสุเหร่า จึงดูชักจะสับสนเพราะความเห็นเกี่ยวกับการสร้าง ศาสนสถานแห่งนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทั้งสิ้น ตามความเห็นของผู้เขียน เห็นว่าพระวิหารแห่งนี้เดิมอาจเป็นทั้งสองอย่าง กล่าวคือ อาจเป็นศาสนาอิสลามมาก่อนก็ได้ ขอให้ท่านพิจารณาข้อความในข้อที่ ๔ โดยเฉพาะข้อความ ในพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ที่ทรงไว้ว่า ตึกโคระซาน หรือตึก โคระสานนั้น สร้างเพื่อรับราชทูตเปอร์เซียอยู่ ตึกปิจูนั้นบาทหลวงฝรั่งเศสและอิตาเลียนอยู่ เมื่อราชทูตเปอร์เซียมาอยู่นาน ก็น่าจะมีศาสนสถานของตน และน่าจะเป็นศาสนสถานที่เกิด มีขึ้นก่อนคริสต์ด้วย ยิ่งกว่านั้นยังปรากฏว่ามีพวกนับถือศาสนาอิสลามเป็นจํานวนมาก เข้ารับราชการในราชสํานักในสมัยนั้น ที่มีตําแหน่งสูง ๆ ก็หลายคน เพราะฉะนั้นเมื่อรวมทั้ง ราชทูตและข้าราชการที่นับถือศาสนาอิสลามแล้ว จํานวนก็คงจะมากพอควรแก่การจะสร้าง ศาสนสถานของตนขึ้น ซึ่งก็ไม่ขัดกับพระราชนิยมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแต่อย่างใด ดังข้อความตอนหนึ่งที่บาทหลวงนิโกลาส แซร์แวส (Nicolas Gervaise) เขียนไว้ และนายสันต์ ท. โกมลบุตรแปลว่า “พระองค์ทรงอนุญาตให้ทุกคน (ชาวต่างประเทศ) อยู่กันตามถนัด ให้สร้างโบสถ์ และ ปฏิบัติศาสนกิจตามแบบอย่างในประเทศของตนได้อย่างเปิดเผย ขออย่าให้เป็นการทําลาย ความสงบสุขของแผ่นดินก็แล้วกัน ยิ่งกว่านั้น พระองค์ยังทรงอนุญาตให้พสกนิกรของพระองค์ (๑) ดู - เรื่องเมืองลพบุรี ของ กมล เกตุสิริ น. ๕๕.


12 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) เลือกนับถือลัทธิศาสนาที่ตนเห็นว่าเป็นที่น่าพอใจยิ่งกว่าตามใจชอบ โดยมิต้องเกรงกลัวว่า จะได้รับโทษทัณฑ์ หรือการกลั่นแกล้งประการใด”(๑) และข้อความอีกตอนหนึ่งที่กล่าวถึงการสิ้นอํานาจของพวกอิสลามหรือเปอร์เซีย ในหนังสือเล่มเดียวกันกับที่อ้างมา กล่าวว่า “แต่พระกรุณาซึ่งน่าจะน้อมนํ้าใจพวกนี้ให้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตต่อพระเจ้ากรุงสยาม กลับทําให้พวกนี้เกิดที่จะทรยศต่อพระองค์ พวกเขานึกว่าตนเองมีอํานาจเพียงใด และได้รับ การ โปรดปรานจากพระเจ้ากรุงสยามมาก เพราะฉะนั้นจึงเชื่อว่าพวกเขาสามารถทาการทั้งปวงได้ ํ โดยไม่ต้องหวาดหวั่น เป็นต้นว่า ยื้อแย่งตําแหน่งขุนนาง ปล้นบ้านเรือนเสีย และเชื่อว่าในเวลา ไม่ช้านักจะเข้ายึดท้องพระคลังและกุมองค์พระเจ้าอยู่หัวเสียด้วย หากพระองค์ปฏิเสธไม่ยอม นับถือศาสนาอิสลาม นายก็องสตังซ์ผู้มีความฉลาดเฉลียว เป็นที่หวั่นเกรงแก่ศัตรูของแผ่นดิน ได้สืบรู้แผนการ จึงได้นําความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา และทูลเกล้าฯ ถวายความคิดที่จะ ทาลายบุคคลเหล่าร้ายเหล่านี้มิให้เอิกเกริกและโดยลับ ซึ่งพวกเขาได้ท ํ าการเนรคุณต่อน ํ ํ้าพระทัย อันอารีของพระเจ้ากรุงสยาม ในที่สุดพระเจ้าแผ่นดินก็ทรงตกลงให้จัดการได้ พระองค์ทรงเริ่ม จัดการให้พวกมันอ่อนกําลังลงโดยทรงคุมขังหัวหน้าพวกที่คิดอุบายนี้ และทรงทําให้พวกมัน อัปยศโดยทรงปลดออกจากตาแหน่งที่ได้ทรงพระกรุณาพระราชทานแก่พวกมัน และทรงปฏิเสธ ํ การช่วยเหลือแก่บุคคลอื่นซึ่งต้องการพระกรุณาของพระองค์เพื่อการคงอยู่”(๒) นายก็องสตังซ์ที่อ้างในข้อความตอนนี้ คือ ฟอลคอน หรือเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ฝรั่งชาติกรีกนั่นเอง และเมื่อพิจารณาข้อความตอนนี้แล้วจะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์อันดี ระหว่างสมเด็จพระนารายณ์มหาราชกับพวกเปอร์เซียคงจะสิ้นสุดลงเพียงนี้ และก็คงจะเป็น เหตุหนึ่งให้สถานที่ต่าง ๆ อันเคยพระราชทานให้แก่พวกเปอร์เซียต้องเป็นอันเลิกราไป แล้ว เปลี่ยนไปเป็นสถานที่อยู่และศาสนสถานของฝรั่งเศส อย่างตึกปิจูที่สร้างขึ้นนั้นก็กล่าวว่า พระราชทานให้เป็นที่อยู่อาศัยของบาทหลวงฝรั่งเศสและอิตาเลียน เพื่อวางผังสร้างการประปา ในลพบุรี บาทหลวงอิตาเลียน คือ บาทหลวงโธมาส วาลกัวเนรา แต่ก็มีบาทหลวงอื่น ๆ อีก หลายองค์ทั้งที่เป็นชาวอิตาเลียนและฝรั่งเศสที่ช่วยให้โครงการประปาสําเร็จ เช่น บาทหลวง ดาโกลี เป็นต้น และคงจะไม่ใช้ที่พักแต่ที่ตึกปิจูเท่านั้น คงจะพักที่ตึกโคระซานด้วย อีกประการ หนึ่ง ซึ่งอยู่ในตอนนี้อีกเหมือนกันที่บรรดาราชทูตฝรั่งเศสและบาทหลวงเข้ามาเมืองไทย และได้ขึ้นมาอยู่ลพบุรีมากขึ้น ศาสนสถานของเปอร์เซียเก่าคงจะได้ถูกแปลงไปเป็นโบสถ์คริสต์ เพราะบาทหลวงและราชทูตฝรั่งเศส ตลอดจนผู้ติดตามที่นับถือคริสต์มีมากขึ้นโดยลำดับ (๑) ดู - วารสารสามทหาร ปีที่ ๒ เล่มที่ ๒. (๒) ดู - วารสารสามทหาร ปีที่ ๒ เล่มที่ ๒.


อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 13 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ต่อมาเมื่อได้สร้างบ้านหลวงรับราชทูตหรือแขกเมือง ในบริเวณตอนเหนือเล็กน้อย สถานที่แห่งนี้นอกจากจะเป็นที่พักราชทูตแล้ว ยังมีตึกโรงสวดและที่พํานักของบาทหลวงด้วย บาทหลวงคนแรกที่พักที่นี่คือ เชวาเลีย เดอ โชมองต์ นอกจากนั้นเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ หรือ ฟอลคอนก็เคยพักอยู่ที่นี่(๑) และเมื่อมีสถานที่อื่นอันน่าอยู่กว่า ตลอดจนมีศาสนสถานอยู่ด้วย สถานที่ต่าง ๆ ในวัดเสาธงทองก็คงจะไมสู้จําเป็นสําหรับพวกบาทหลวงนัก ดังนั้น จึงได้ถูก ดัดแปลงให้เป็นวัดในพุทธศาสนา นี่คือเหตุผลต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่ว่า วัดรวกมีมาก่อนวัดเสาธงทอง และนับเป็นประวัติ ของวัดเสาธงทองในตอนต้นไปในตัวด้วย ซึ่งเหตุผลเหล่านี้ผู้เขียนใคร่ขอฝากไว้แก่ท่านผู้รู้ ได้โปรดช่วยกันพิจารณาและวินิจฉัยกันต่อไปด้วย ต่อจากเรื่องความเป็นมาของวัดทั้งสอง ก็เป็นเรื่องชื่อวัด ทําไมชื่อวัดรวก และวัด เสาธงทอง วัดที่ชื่อ วัดรวก นั้น คงจะเป็นเพราะวัดนี้เดิมมีป่าไม้รวกล้อม เมื่อไม่นานมานี้เอง ทางเขตวัดด้านใต้ที่กั้นระหว่างเขตวัดกับเขตอาคารที่เช่าที่ดินของวัด ยังมีแนวไม้รวกอยู่ และ ทางด้านทิศตะวันตกของพระอุโบสถก็มี การตั้งชื่อวัดตามภูมิสถานอย่างนี้เคยมีมาแล้ว เช่น วัดป่ามะม่วง วัดไทร เป็นต้น ส่วนชื่อ วัดเสาธงทอง นั้น กล่าวกันว่า เมื่อพระวิหารยังเป็นโบสถ์ของคริสต์ มีกางเขน ติดอยู่บนหลังคาและมีธง จึงเรียกกันว่า วัดเสาธง แต่ที่มีคําว่า ทอง ต่อท้ายนั้น อาจเรียก เมื่อเปลี่ยนเป็นวัดในพระพุทธศาสนาแล้วก็ได้ และคงใช้เรียกในทางราชการเท่านั้น เพราะ ชาวบ้านยังเรียกกันว่า วัดเสาธง เป็นส่วนใหญ่ การที่เรียกโบสถ์ฝรั่งเป็นวัดดังกล่าวมานี้ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แม้ที่จังหวัดลพบุรีในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้นเอง ก็ยังมี โบสถ์ของฝรั่งของบาทหลวงเยซูอิต ถูกเรียกว่า วัด อีกแห่งหนึ่ง คือ วัดสันเปาโล อยู่ทางทิศ ตะวันออก เหนือคลองท่อเล็กน้อย คําว่า สันเปาโล นี้คงเพี้ยนมาจากคําว่า เซนต์ปอล หรือ แซงต์เพาโล (Sainte Paulo)(๒) ผู้ปฏิสังขรณ์วัดทั้งวัดรวกและวัดเสาธงทอง เมื่อสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แล้วไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้มีการปฏิสังขรณ์สิ่งใดขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเมื่อสิ้นรัชสมัย ของพระมหากษัตริย์พระองค์นั้นแล้ว พระเจ้าแผ่นดินผู้ครองกรุงศรีอยุธยาองค์ต่อ ๆ มา (๑) ดู - นําชมโบราณวัตถุสถานในจังหวัดลพบุรี ของ บรรจบ เทียมทัด กรมศิลปากร พิมพ์ พ.ศ. ๒๕๐๔ น. ๑๙. (๒) ดู - นําชมโบราณวัตถุสถาน ในจังหวัดลพบุรี ของ บรรจบ เทียมทัต กรมศิลปากร พิมพ์ พ.ศ. ๒๕๐๔ น. ๑๘.


14 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) เสด็จมาประทับอยู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยตลอด การปฏิสังขรณ์อันเป็นส่วนทางราชการ จึงไม่ปรากฏ แต่การปฏิสังขรณ์วัดทางของพุทธศาสนิกชนคงจะมี เพราะสถานที่ต่าง ๆ ที่สร้าง ไว้เป็นเวลานาน ๆ นั้น ย่อมจะชํารุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลาและตามภาวะของสิ่งก่อสร้าง การปฏิสังขรณ์ ทางวัดคงจะอาศัยกําลังศรัทธาของพุทธศาสนิกชนอย่างที่ปฏิบัติกันทั่ว ๆ ไป ในขณะนี้ การปฏิสังขรณ์ของทางราชการมาปรากฏหลักฐานอีกครั้ง ก็คือ ในรัชสมัยพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ การปฏิสังขรณ์ครั้งนี้ เนื่องจาก ได้ทรงพระราชดําริให้สร้างลพบุรีเป็นเมืองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้เสด็จ ขึ้นมา ประทับเป็นราชธานีที่สองสํารองไว้ เพราะเหตุที่สมัยนั้นฝรั่งเที่ยวรุกรานบ้านเมืองมาทาง ประเทศตะวันออก จึงโปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมแซมพระราชวังเก่า แล้วสร้างพระที่นั่งและตําหนัก น้อยใหญ่ขึ้นไว้ แต่เนื่องจากหลักฐานในประวัติศาสตร์กล่าวว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ถวายพระราชวัง (คือพระนารายณ์ราชนิเวศน์ปัจจุบัน) เป็นวิสุงคามสีมาเพื่อให้อุปสมบท แก่ข้าราชการดังกล่าวมาแล้ว จึงได้ทรงทําผาติกรรมไถ่พระราชวังโดยทรงบูรณะวัดชุมพล นิกายาราม ที่บางปะอิน วัดเสนาสนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดกวิศราราม จังหวัดลพบุรี และในคราวเดียวกันนี้ คงจะได้ปฏิสังขรณ์วัดเสาธงทองด้วย เพราะที่พระวิหารนั้นเอง ตรงด้านหน้าทําเป็นซุ้มรูปคล้ายมงกุฎ และกล่าวกันว่าเคยมีตราพระมหามงกุฎอันเป็น พระราชลัญจกรประจําพระองค์ทําเป็นปูนปั้นติดไว้ ปัจจุบันตราดังกล่าวหลุดหายไปเสียแล้ว ส่วนการปฏิสังขรณ์อันเป็นหน้าที่ของวัดและพุทธศาสนิกชนผู้เลื่อมใสศรัทธา มีหลักฐาน ปรากฏในหนังสือเรื่องวัดเสาธงทอง ลพบุรี ที่ทางยุวพุทธิกสมาคม ลพบุรี(๑) ได้บันทึกไว้ เป็นลําดับดังนี้ สมัยพระครูสังฆภารวาหะ (ชื่น) ครองวัด บูรณะตึกโคระซานกับตึกปิจู ซึ่งทรุดโทรม มากให้ดีขึ้น สมัยพระครูสังฆภารวาหะ (เล็ก) ไม่ได้บูรณะของเก่า แต่สร้างถาวรวัตถุขึ้นใหม่ คือ ๑. กุฏิตึกยาว ๕ วา กว้าง ๑๐ ศอก มุงกระเบื้อง ๒. หอสวดมนต์ไม้จริง ๑ หลัง ๓. ศาลาการเปรียญไม้จริง ๑ หลัง สิ่งก่อสร้างทั้ง ๓ รายการนี้ นางแจ่ม (ไม่ทราบนามสกุล) เป็นผู้บริจาคทุนทรัพย์ (๑) ยุวพุทธิกสมาคม ลพบุรี พิมพ์ พ.ศ. ๒๕๐๙.


อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 15 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) สมัยพระสังฆภารวาหมุนี (เนียม) มีทั้งการบูรณะและก่อสร้างขึ้นใหม่ ดังนี้ บูรณะตึกโคระซานกับตึกปิจู ซึ่งทรุดโทรมลงอีก การบูรณะครั้งนี้เปลี่ยนกระเบื้องกับ พื้นของเก่า ต่อเฉลียงรอบตึกโคระซาน ส่วนตึกปิจู ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งใด ทุนบูรณะโบราณสถานทั้งสองนี้ เป็นของพระสังฆภารวาหมุนี กับนายพิน นางมาก สุวรรณประกร บริจาคร่วมกัน บูรณะศาลาการเปรียญ พระเจดีย์ใหญ่ พระประธานในพระวิหาร ด้วยเงินเรี่ยไรกับเงิน ของนายจีน นางมาก ภรรยา (ไม่ทราบนามสกุล) ร่วมบริจาคเพิ่มเติม บูรณะพระอุโบสถ ด้วยเงินของนายสุก และนางตุ่ม ผู้เป็นบุตร (ไม่ทราบนามสกุล) กับเงินของผู้บริจาคร่วม ย้ายหอสวดมนต์หลังเก่าที่สร้างสมัยพระครูสังฆภารวาหะ (เล็ก) ไปแปลงเป็นศาลา สําหรับผู้รักษาอุโบสถศีลพักอาศัย สร้างหอสวดมนต์ขึ้นใหม่ด้วยไม้สักล้วน ยาว ๖ วา กว้าง ๔ วา ๒ ศอก จีนเชย และ นางพลัด ภรรยา บริจาคทรัพย์ (หอสวดมนต์หลังนี้ถูกไฟไหม้ พ.ศ. ๒๔๗๕) สมัยพระธรรมารามมุนี (ขุน) มีสิ่งก่อสร้างขึ้นในวัดหลายอย่างดังนี้ ๑. โรงเรียนปริยัติธรรม (ตึกธรรมาราม) ยาว ๒๘ เมตร กว้าง ๙ เมตร เป็นตึก ๒ ชั้น ๒. เมรุและเตาเผาศพแบบทันสมัย นายพิน สุวรรณประกร บริจาคทรัพย์ประมาณ ๒ แสนบาท (พ.ศ. ๒๔๙๔) ๓. สร้างศาลาธรรมสังเวชหลังเมรุ ยาว ๑๕ เมตร กว้าง ๗ เมตร นายพิน สุวรรณประกร บริจาคเงินสร้าง ๔. ศาลาการเปรียญคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น มุงกระเบื้องเคลือบ ยาว ๑๖ วา ๒ ศอก กว้าง ๗ วา นายเล็ก นางชิ้น สุวรรณประกร บริจาคเงินสร้าง ๑ แสน ๕ หมื่นบาท กับเงินที่ได้ จากการเรี่ยไรอีก คิดเป็นเงินราว ๔ แสนบาทเศษ ๕. สร้างรั้วคอนกรีตหน้าวัด ยาว ๒๐๐ เมตร สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์วัดเสาธงทอง บริจาคเงิน ๖ หมื่นบาทเศษ กับเงินที่มีผู้บริจาคร่วม รวมเป็นเงินทั้งสิ้นแสนบาทเศษ (พ.ศ. ๒๔๙๕) ๖. สร้างกุฏิใหม่ ๕ หลัง และซ่อมแซมเสนาสนะ ไม่ทราบทุนผู้บริจาคและจํานวนเงิน (พ.ศ. ๒๕๐๓)


16 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) สมัยพระราชวรรณเวที (คล้อย) มีสิ่งก่อสร้างและปรับปรุงเพิ่มเติมในสมัยนี้ดังนี้ ๑. สร้างศาลาพ่อพิน เพื่อบําเพ็ญกุศลศพ โดยคณะบุตรและธิดาของนายพิน สุวรรณประกร บริจาคเงินแสนบาทเศษ (พ.ศ. ๒๕๐๗) ๒. ตึกพุทธารี สถานที่แห่งนี้เป็นทั้งกุฏิเจ้าอาวาสและสํานักงานคณะสงฆ์จังหวัดลพบุรี เป็นตึกสองชั้น ยาว ๑๒ เมตร กว้าง ๔ เมตร มีมุขหน้ามุขหลัง มุงกระเบื้องเคลือบ นางกิม พุทธารี และบุตรธิดา บริจาคทรัพย์ประมาณ ๑ แสนบาทเศษ สร้างอุทิศให้นายกิจ พุทธารี (พ.ศ. ๒๕๐๗) ๓. ศาลาพ่อมั่น เป็นศาลารายหน้าระเบียงพระอุโบสถ นายพินิจ ตรีสุวรรณ บริจาค ทรัพย์ประมาณ ๒ หมื่นบาท สร้างอุทิศให้บิดา (พ.ศ. ๒๕๐๘) ๔. ปรับปรุงเพิ่มเติมสิ่งก่อสร้างที่ศาลาการเปรียญ โดยเพิ่มพนักพิง และปิดอาสน์สงฆ์ นายม้วน นางสําเภา เจริญเมือง บริจาคเงิน ทําลูกกรงเหล็กดัดปิดชั้นบน ใส่ประตูเหล็กชั้นล่าง โดยใช้เงินของผู้บริจาคเป็นช่อง ๆ ปูชนียวัตถุและโบราณสถาน ๑. พระอุโบสถ อยู่ทางด้านตะวันตกของหมู่กุฏิทางวัดรวก กว้าง ๔ วา ๒ ศอก ยาว ๗ วา ๒ ศอก สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่หลังคาถูกไฟไหม้หมดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ พระสังฆภารวาหมุนี (เนียม) เจ้าอาวาสขณะนั้นทําใหม่ โดยเสริมผนังทั้ง ๔ ด้าน ให้สูงกว่าเดิมประมาณ ๑ ศอกเศษ แล้วเทคอนกรีตหลังคาทั้งหมดรวมทั้งกระเบื้องด้วย แต่รักษารูปทรงของเดิมไว้ ความประสงค์ ก็เพื่อป้องกันไฟไหม้ หน้าต่างมีทั้งที่เจาะเป็นช่อง และมีบานปิดเปิดดังกล่าวมาแล้วในตอนต้น ๒. พระประธานและพระพุทธรูปในพระอุโบสถ ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี พระประธานเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นทรงเครื่อง ยืน ปางห้ามสมุทร สูง ๕ ศอก ไม่มีพระนาม เบื้องซ้าย มีพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๕ ศอก ๑ องค์ และหน้าตักกว้าง ๑ ศอก ๑ องค์ เบื้องขวามีพระพุทธรูปนั่งปางสมาธิ หน้าตักกว้าง ๕ ศอก ๑ องค์ กว้าง ๑ ศอก ๑ องค์ พระพุทธรูปทั้งหมดเป็นปูนปั้น ความจริงยังมีพระพุทธรูปเล็ก ๆ นั่งบ้างยืนบ้างอยู่ด้านหลังอีกหลายองค์ บางองค์ พระเศียรกับองค์พระนํามาจากที่อื่นมาปะติดปะต่อกัน ๓. พระวิหาร อยู่ทางด้านวัดเสาธงทอง กว้าง ๔ วา ๒ ศอก ยาว ๑๒ วา ๒ ศอก หลังคามุงกระเบื้องรางหรือกระเบื้องกาบู ติดช่อฟ้าใบระกาแบบไทย ลักษณะของพระวิหาร แห่งนี้ แบ่งเป็น ๒ ตอน ตอนที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไปจนกระทั่งสุดมุมหลัง กว้างกว่า ข้างหน้า คล้ายกับว่าส่วนข้างหน้าที่ย่อให้แคบกว่าเรื่อยมาจนถึงประตูหน้านั้น เป็นส่วนที่


อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 17 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) สร้างเสริมขึ้นใหม่ เรื่องเดิมที่ว่า พระวิหารเคยเป็นอะไรมาก่อน ได้นาหลักฐานต่าง ๆ มากล่าวไว้ใน ํ ตอนต้นแล้ว จะไม่บอกกล่าวซํ้าอีก ตามผนังข้างใน ทั้งด้านเหนือด้านใต้ เจาะเป็นซุ้มประดิษฐาน พระพุทธรูปปางนาคปรกบ้าง พระพุทธรูปปางอื่นบ้าง เป็นพระพุทธรูปที่ขนาดไม่โตนัก ส่วนมาก ชํารุด ตอนที่เป็นชุกชีประดิษฐานพระประธาน ไม่มีหน้าต่าง ข้างหลังก็ไม่มีประตูออก มีแต่ หน้าต่าง ๑ บาน เป็นหน้าต่างโค้งแบบฝรั่งอย่างตอนหน้า สําหรับซุ้มหน้าพระวิหารเข้าใจกันว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ ปฏิสังขรณ์ เพราะเคยมีตราปูนปั้นพระมหามงกุฎอันเป็นพระราชลัญจกรประจําพระองค์ติดอยู่ นอกจากนั้นก็ยังมีปีกเชิงทั้งด้านเหนือด้านใต้ด้วย ที่กล่าวมากันว่ามีขึ้นเมื่อโปรดให้ปฏิสังขรณ์ คราวนั้น ๔. พระประธานและพระพุทธรูปในพระวิหาร พระประธานเป็นพระพุทธรูปปูนปั้น หน้าตักกว้างประมาณ ๓ วา สูง ๔ วา ๒ ศอก ปางมารวิชัย พระพักตร์เป็นแบบอยุธยา แต่มี อิทธิพลสุโขทัยดังกล่าวแล้ว พระประธานองค์นี้ไม่มีพระนามเป็นทางการ แต่ชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงพ่อโต เบื้องพระปฤษฎางค์ของพระประธานมีพระพุทธรูปปูนปั้นอีกองค์หนึ่ง ปางมาร วิชัย พระพักตร์เป็นแบบอู่ทอง หน้าตักกว้าง ๕ ศอก และสูง ๖ ศอก ผินพักตร์ไปทางตะวันตก นอกจากนี้ ยังมีพระกัจจายนะหรือพระสังข์กระจาย นํามาจากวัดนครโกษา ซึ่งเป็นวัดร้าง อยู่ริมทางรถไฟด้านใต้ศาลพระกาฬ กับมีพระพุทธรูปสี่ทิศสลักอยู่ในหินเป็นสี่เหลี่ยมอีก ๒ หลัก นำ เอามาจากวัดพระศรีมหาธาตุหลังสถานีรถไฟลพบุรี ๑ หลัก และอีก ๑ หลักนำ มาจาก ถํ้าพระพุทธ เขากา ๕. พระเจดีย์ใหญ่ อยู่ระหว่างพระวิหารและศาลาการเปรียญ เป็นพระเจดีย์ก่ออิฐ ถือปูนฐานแปดเหลี่ยม กว้าง ๙ วา ๑ คืบ สูง ๑๗ วา ตรงกลางเหนือฐานขึ้นไปมีซุ้มประดิษฐาน พระพุทธรูปปูนปั้นบ้าง พระพุทธรูปศิลาบ้าง แปดซุ้ม และเป็นแปดทิศเหมือนฐาน เลยซุ้ม ขึ้นไปเป็นทรงแบบลังกา ๖. ตึกโคระซานหรือโคระสาน ตัวตึกก่ออิฐถือปูน ๒ หลังแฝด แต่ละหลังยาวประมาณ ๘ วา และกว้างประมาณ ๔ วาเศษ มีระเบียงกลาง หลังคารูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว มุงกระเบื้อง ดินเผา ประวัติความเป็นมาของตึกหลังนี้ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น ตึกหลังนี้นอกจากจะสร้าง ให้เป็นที่อยู่ของชาวต่างประเทศแล้ว ยังเคยให้เป็นโรงเรียนประจําจังหวัดเมื่อแรกมีในจังหวัดนี้ และพระธรรมารามมุนี อดีตเจ้าอาวาส ก็เคยจําพรรษาอยู่ที่นี่ ๗. ตึกปิจู อยู่ทางด้านตะวันออกของตึกโคระซานเป็นตึกก่ออิฐถือปูน ยาวประมาณ ๔ วาเศษ กว้างประมาณ ๒ วาเศษ เป็นตึกรูปตัวแอล (L) ปัจจุบันเป็นกุฏิภิกษุจําพรรษา


18 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ๘. ธรรมาสน์เจ้าพระยาโกษาปาน ธรรมาสน์หลังนี้ปัจจุบันอยู่บนศาลาการเปรียญ เล่ากันว่า เป็นของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) หรือที่เรียกกันว่า เจ้าพระยาโกษาปาน ในรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นผู้สร้างถวายวัด และนํามาจากวัดนครโกษา แต่บางท่านว่า นํามาจากวัดราชาซึ่งเป็นวัดร้างอยู่หน้าพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ลวดลายแกะสลักงามมาก แต่น่าเสียดายที่ตอนบนถูกเปลี่ยนแปลงเสียแล้วด้วยการบูรณะในตอนหลัง กล่าวว่าเป็นฝีมือ เดียวกับธรรมาสน์ในวัดเชิงท่า จังหวัดลพบุรี สิ่งของพระราชทานสําหรับวัด สิ่งของพระราชทานสําหรับวัดนี้ เท่าที่ยังปรากฏอยู่ในปัจจุบันมีดังนี้ คือ ๑. ตู้พระไตรปิฎก และพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างถวายพระอารามหลวงต่าง ๆ ๒. ธรรมาสน์ชั้นตรี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทาน เมื่อคราว ถวายพระเพลิง พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ๓. พระบรมรูปหล่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องยศจอมพล ทหารบก ลำดับเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสผู้ครองวัดเสาธงทองทั้งในสมัยกรุงศรีอยุธยาและสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตอนต้น ไม่มีหลักฐานปรากฏ ลําดับเจ้าอาวาสที่ปรากฏนามตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ มีดังนี้ ๑. ท่านเจ้าอยู่ ๒. พระครูสังฆภารวาหะ (ชื่น) ๓. พระครูสังฆภารวาหะ (เล็ก) ๔. พระสังฆภารวาหมุนี (เนียม) ๕. พระธรรมารามมุนี (ขุน ป.ธ.๖) ๖. พระราชวรรณเวที (คล้อย ป.ธ.๖) ๗. พระธรรมมหาวีรานุวัตร (สงวน โฆสโก) ป.ธ.๗ ๘. พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร) ป.ธ.๖


อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 19 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ความสําคัญของวัด วัดเสาธงทองเป็นวัดสําคัญ วัดหนึ่งในจังหวัดลพบุรี นอกจากได้ชื่อว่า เป็นพระอารามหลวงที่มีอยู่ในจังหวัดนี้ เพียง ๓ วัดเท่านั้น วัดเสาธงทองยังมีส่วน สําคัญเกี่ยวกับเรื่องราวประวัติศาสตร์ ของไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มหาราชซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์แห่ง กรุงศรีอยุธยาพระองค์หนึ่งที่ได้รับการ เชิดชูพระเกียรติและพระสมญานามว่า เป็นมหาราชสมัยกรุงศรีอยุธยาอีกด้วย วัดรวกซึ่งเป็นวัดหนึ่งที่รวมเข้าอยู่ในวัด นี้ ก็ได้ชื่อว่าเป็นวัดโบราณตั้งอยู่ใกล้ พระราชฐาน เป็นวัดเก่ามีมานาน ในพระ ราชพิธีต่าง ๆ ที่ทรงบาเพ็ญเป็นพระราช ํ กุศลในทางพระพุทธศาสนา ก็คงจะได้ มีพระภิกษุสงฆ์จากพระอารามนี้มีส่วน ได้รับอาราธนาให้เข้ามาในพระราชพิธี นั้น ๆ ด้วย ดังนั้น จึงมีนักค้นคว้า บางท่านกล่าวว่า แม้ในเวลาที่สมเด็จ พระนารายณ์มหาราชจะสวรรคตก็ โปรดอาราธนาให้พระภิกษุสงฆ์ในวัดนี้ กระทําพิธีให้อุปสมบทแก่ข้าราชบริพาร ที่ทรงเกรงว่าจะได้รับภัยในพระราชฐาน อันได้ถวายเป็นวิสุงคามสีมาด้วย แม้ ในประวัติศาสตร์จะระบุไว้เพียงว่าพระ ราชาคณะเท่านั้น แต่อาจมีพระภิกษุสงฆ์ จากวัดเสาธงทองร่วมอยู่ด้วยก็ได้ เพราะ เป็นวัดใกล้พระราชฐานและเป็นวัดที่ พระองค์ทรงสร้างและปฏิสังขรณ์ขึ้น พระประธานในพระอุโบสถ วัดเสาธงทอง


20 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) หมายเหตุ พระวิมลปัญญาภรณ์ รักษาการเจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง จ.ลพบุรี กล่าวถึงการเตรียมงานพระราชทานเพลิงศพ พระธรรมมหาวีรานุวัตร (สงวน โฆสโก ป.ธ.๗) อดีตเจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง และที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัด ลพบุรี วัดเสาธงทอง ตำำบลท่าหิน อำำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี โดยก่อนหน้านี้มีการตั้งศพเพื่อบำำเพ็ญกุศลศพ ตามประเพณี ณ ศาลาการเปรียญวัดเสาธงทอง จ.ลพบุรี โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราช กุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพวงมาลา และพระราชทานพระราชานุเคราะห์ในการบำำเพ็ญ กุศลศพครบ ๕๐ วันและ ๑๐๐ วัน อีกทั้งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ได้ประทานพวงมาลาวางไว้หน้าโกศศพพระธรรมมหาวีรานุวัตร นับว่าเป็นพระกรุณาธิคุณแก่พระธรรมมหา วีรานุวัตร คณะสงฆ์วัดเสาธงทอง และศิษยานุศิษย์ หาที่สุดมิได้ รักษาการเจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง จ.ลพบุรี กล่าวอีกว่าสำำหรับพิธีพระราชทานเพลิงศพในครั้งนี้มีการแต่งตั้งพระมหาเถระ พระเถรานุเถระ พระสังฆาธิการ ในจังหวัดลพบุรี สระบุรี รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ พ่อค้าประชาชนผู้มีเกียรติ ที่มี ความรู้ความสามารถเป็นคณะกรรมการจัดงานพระราชทานเพลิงศพพระมหาวีรานุวัตร ซึ่งจัดพิธีอย่างสมเกียรติ โดยได้แบ่งเป็นฝ่าย ๆ รวมทั้งร่างกรอบการทำำงานให้รู้ภารกิจหน้าที่เบื้องต้น รวม ๙ ฝ่าย ให้การทำำงานมี ความคล่องตัวและสะดวกมากขึ้น โดยมีการประชุมคณะกรรมการการเตรียมการจัดงานฯ มาแล้ว ๒ ครั้ง เพื่อปรึกษาหารือความคืบหน้าด้านต่าง ๆ อาทิการดำำเนินงานด้านงบประมาณต้องใช้เงินเกือบ ๒ ล้านบาท ในการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพครั้งนี้ รวมทั้งการสร้างเหรียญบูชาพร้อมหนังสือให้กับพุทธศาสนิกชน เพื่อเป็นของที่ระลึก อีกทั้งการรับบริจาคของผู้มีจิตศรัทธาต่าง ๆ มาเป็นค่าใช้จ่ายในงานนี้ นอกจากนี้ได้ ปรึกษาหารือกับพระอุดมประชาทร วัดพระบาทน้้ำำพุ จ.ลพบุรี โดยเชิญนายขวัญแก้ว วัชโรทัย หรือพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี มาเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพฯ ในวันพุธที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ณ วัดเสาธงทอง จ.ลพบุรี ซึ่งข่าวความคืบหน้าจะนำำมาเสนอต่อไป วัดเสาธงทอง เท่าที่ทราบนามของท่านเจ้าอาวาสก็ปรากฏว่า เกือบทุกรูปดารงตํ าแหน่ง ํ เป็นเจ้าคณะจังหวัดของลพบุรีตลอดมา อนึ่ง ในวัดนี้ยังเป็นที่ตั้งของสมาคมทางพุทธศาสนาเกี่ยวกับยุวชนของชาติด้วย คือ ยุวพุทธิกสมาคมลพบุรี ซึ่งมีวัตถุประสงค์ส่วนใหญ่ในการน้อมนําจูงใจยุวชนของชาติให้สนใจ ในหลักธรรมทางพุทธศาสนา และช่วยกันศึกษาธํารงไว้ซึ่งวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาติ สืบต่อไปอีกด้วย * ประมวลไว้เพื่อเป็นหลักฐาน - บรรณาธิการ


อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 21 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) พระอุโบสถ หน้าต่างช่องลม สีมาคู่รอบพระอุโบสถ มองจากด้านในพระอุโบสถ


22 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) พระพุทธรูปตามซุ้มที่เจาะตามผนังพระวิหาร พระวิหารและซุ้มประตูหน้าพระวิหาร


อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 23 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) พระประธานในพระวิหาร


24 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) พระเจดีย์ใหญ่ ระหว่างศาลาการเปรียญและพระวิหาร


อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 25 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ศาลาการเปรียญ ปี ๒๕๑๓


26 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ธรรมาสน์ที่กล่าวกันว่าเป็นของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ตอนบนบูรณะใหม่


อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 27 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ลวดลายธรรมาสน์ตอนล่าง


28 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ตึกคชสาร หรือ โคระซาน


อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 29 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ตึกปิจู * หนังสือเล่มนี้มีภาพสำำคัญเกี่ยวกับวัดเสาธงทองอยู่หลายภาพ - บรรณาธิการ


30 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ภาพบน เป็นศาลาการเปรียญหลังเก่า ไม่ทราบว่าสร้างมา ตั้งแต่เมื่อใด สร้างด้วยไม้ มุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา ตั้งอยู่ ริมกําแพงวัดขางประตูทางเข้าวัดในปัจจุบัน ซึ่งในสมัยก่อนด้านนี้ จะเป็นหลังวัดส่วนหน้าวัดจะอยู่ทางถนนพระราม ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ศาลาการเปรียญหลังนี้ถูกรื้อถอนไป แล้วสร้างเป็น อาคารไม้ยกพื้นสูงมุงหลังคาสังกะสี ไม่มีฝาด้านข้าง ไว้สําหรับ จัดแสดงลิเกหรืองิ้วในงานประจําปีของวัด แล้วต่อมาอีกไม่นานนัก ก็ถูกรื้อถอนออกไปอีกครั้งหนึ่ง เพื่อสร้างหอสมุดพิพิธภัณฑ์ พระราชวรรณเวทีเพื่อจัดแสดงวัตถุโบราณและเอกสารเก่าแก่ ของวัดเสาธงทอง ตามที่เห็นในปัจจุบัน * สมพงษ์ นิติกุล - ภาพและคำำบรรยาย


อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 31 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ประวัติอดีตเจ้าอาวาส วัดเสาธงทอง (พระอารามหลวง) ตําบลท่าหิน อําเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี * เบื้องต้นรวบรวมได้แค่นี้ - บรรณาธิการ


32 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) หลวงพ่อเนียม ภุมสโร หลวงพ่อเนียม วัดเสาธงทอง จังหวัดลพบุรี ประวัติโดยสังเขป : หลวงพ่อเนียม ภุมสโร ท่านถือกำ เนิดเมื่อกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๐๗ ที่บ้านท่าหิน อำ เภอเมือง จังหวัดลพบุรี โยมบิดาชื่อ นายสิงห์โต โยมมารดาชื่อ นางเกตุ ในวัยเยาว์ท่านได้ศึกษาอักขระภาษานิยมที่วัดเสาธงทอง ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๔๒๗ เมื่อท่านมีอายุครบ ๒๐ ปี ก็ได้อุปสมบท ณ (วัดเชิงท่า) ตำ บล ท่าหิน อำ เภอเมือง จังหวัดลพบุรี โดยมี (พระอาจารย์สาธุ) วัดกกโก เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายาว่า “ภุมสโร” เมื่อบวชแล้วท่านก็ได้ศึกษาพระธรรมวินัย ตลอดถึงบทเจ็ดตำ นาน ศึกษาพระบาลีและคัมภีร์มูลกัจจายน์ หลวงพ่อเนียมท่านเป็นพระที่ปฏิบัติเคร่งครัดใน พระธรรมวินัย สนใจต่อการศึกษาทางด้านพระปริยัติและนักธรรม รวมทั้งด้านการเจริญวิปัสสนา กรรมฐานเป็นกรณีพิเศษ ต่อมาหลวงพ่อเนียมท่านได้เป็นพระสมุห์ฐานานุกรมของ “พระครูสังฆภารวาหะ” (เล็ก) เจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง เมื่อพระครูสังฆภารวาหะ (เล็ก) มรณภาพลง ท่านจึงได้รักษาการ เจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็น “พระครูสังฆภารวาหะ” ในตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง


อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 33 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตร ที่ “พระครูลวะบุรี คณาจารย์” ถึงปี พ.ศ. ๒๔๖๑ “พระธรรมราชานุวัตร” เจ้าคณะมณฑลกรุงเก่า จังหวัด พระนครศรีอยุธยา ได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเนียม ท่านได้บูรณปฏิสังขรณ์ เสนาสนะต่าง ๆ ที่ชำ รุดทรุดโทรมให้กลับดีเหมือนเดิม จากผลงานและความสามารถของ หลวงพ่อเนียม จึงเจริญในตำแหน่งหน้าที่การงานเรื่อยมา ถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ท่านได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ที่ “พระครูสังฆภาวราหมุนี” และต่อมา ก็ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ “พระสังฆภาวราหมุนี” ในช่วงปลายอายุขัยยังได้รับการแต่งตั้งให้ดำ รงตำแหน่งเป็นผู้กำกับการเจ้าคณะสงฆ์จังหวัด ลพบุรีอีกด้วย เหรียญหลวงพ่อเนียม วัดเสาธงทอง รุ่นแรก ปี พ.ศ. ๒๔๗๑ เหรียญหลวงพ่อเนียม วัดเสาธงทอง ลพบุรี เหรียญรุ่นแรก สร้างขึ้นปี พ.ศ. ๒๔๗๑ เนื่องในโอกาสที่หลวงพ่อเนียม ได้รับสมณศักดิ์เป็น พระสังฆภารวาหมุนี ลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่ ด้านหนึ่งเป็นรูปหลวงพ่อเนียมนั่งเต็มองค์ พิมพ์ข้อความ “ที่ระฤกหลวงพ่อพระครูสังฆพาวราหะ วัดเสาธงทอง ลพบุรี” ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นพระพุทธรูป พระพุทธนิมิตร กรุงมัณฑะเลย์ พิมพ์ข้อความ “พระพุทธนิมิตร กรุงมัน ตะเล พ.ศ. ๒๔๗๑” http://www.amuletheritage.com/p-8.html


34 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) พระเหรียญหลวงพ่อเนียม วัดเสาธงทอง ลพบุรี เหรียญรุ่นแรก สร้างขึ้นปี พ.ศ. ๒๔๗๑ เนื่องในโอกาสที่หลวงพ่อเนียมได้รับสมณศักดิ์เป็น พระสังฆภารวาหมุนี หลวงพ่อเนียมท่านตั้งใจประกอบคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา เป็นที่ศรัทธาต่อ ประชาชนโดยทั่วไป ต่อมาท่านยังได้สร้างเหรียญที่ระลึกแก่ลูกศิษย์ เหรียญหลวงพ่อเนียมนั้น เป็นเหรียญที่ผู้คนต่างเสาะแสวงหากันมาก เป็นเหรียญรูปไข่และรูปใบโพธิ์เหรียญรูปไข่นั้น ด้านหลังเป็นรูปพระพุทธนิมิตร กรุงมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา ตามประวัติกล่าวกันว่า พระพุทธนิมิตรเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ในอดีตนั้น พระสงฆ์ ที่ธุดงค์ไปทางเหนือนิยมไปนมัสการพระพุทธชินราช พระแท่นศิลาอาสน์ บางองค์ก็ธุดงค์ไป ทางประเทศเมียนมาจะไปชมพระพุทธนิมิตร กรุงมัณฑะเลย์ และเจดีย์ชะเวดากอง ในตอนที่ท่าน จะทำ เหรียญนั้น ท่านได้นิมิตเห็นพระพุทธนิมิตรมีรัศมีเปล่งออกมาจากองค์พระ ท่านจึงให้ช่าง นำ รูปพระพุทธนิมิตร กรุงมัณฑะเลย์ มาไว้ในเหรียญ และเป็นเหรียญแรกที่นำ พระพุทธรูป ต่างประเทศมาจัดสร้างเป็นวัตถุมงคล เหรียญพระครูสังฆภาวราหมุนี (หลวงพ่อเนียม) วัดเสาธงทอง จังหวัดลพบุรี รุ่นแรก ปี พ.ศ. ๒๔๗๑ สำ หรับเหรียญรุ่นนี้สร้างขึ้นเนื่องในโอกาสที่ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็น (พระครูสังฆ ภารวราหมุนี) เหรียญรูปไข่นั้น ด้านหนึ่งจะเป็นรูปหลวงพ่อเนียมนั่งเต็มองค์และอีกด้านหนึ่งเป็น พุทธรูปพระพุทธนิมิตร กรุงมัณฑะเลย์ ด้านล่างจะเป็นปี พ.ศ. ๒๔๗๑ หลวงพ่อเนียมท่านเป็นอดีตเจ้าคณะจังหวัดลพบุรีและเป็นอดีตพระเกจิอาจารย์ ผู้เข้มขลังอันดับต้น ๆ ของเมืองละโว้เลยก็ว่าได้ วัตถุมงคลของท่านมีผู้เสาะแสวงหากันมาก ซึ่งวัตถุมงคลของท่านนั้นมีประสบการณ์สูงมาก เนื่องจากมีประสบการณ์สูง คนพื้นที่ต่างก็ หวงแหนกันมาก และเหรียญของท่านปัจจุบันนี้ก็หาชมยากด้วยเช่นกัน


อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 35 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) สถานะเดิม พระสังฆภารวาหมุนี มีนามเดิมว่า เนียม เกิดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๐๗ ที่บ้านท่าหิน ตำ บลท่าหิน อำ เภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี โยมบิดาชื่อ นายสิงห์โต โยมมารดา ชื่อ นางเกตุ อุปสมบท พ.ศ. ๒๔๒๗ ณ พัทธสีมาวัดเชิงท่า ตำ บลท่าหิน อำ เภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ตำแหน่งและฝ่ายปกครอง พ.ศ. ๒๔๔๐ เป็นเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี พ.ศ. ๒๔๕๗ - ๒๔๗๘ เป็นเจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง พ.ศ. ๒๔๖๑ เป็นพระอุปัชฌาย์ มรณกาล พระสังฆภาวราหมุนี (เนียม ภุมสโร) ถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ สิริรวมอายุได้ ๗๘ ปี พรรษา ๕๘ สมณศักดิ์ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๑ เป็นพระราชาคณะ ที่ พระสังฆภารวาหมุนี ที่มา จารุพงศ์ พลเดช, มูลนิธิเพื่อลิงลพบุรี, http://lmf-lopburi.com/, วัดเสาธงทอง ลพบุรี, โพสต์วันศุกร์ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๐. ภิเดช อัชนกุล. ทำ เนียบพระราชาคณะ จังหวัดลพบุรี. กรุงเทพมหานคร : ยอดสิงห์การพิมพ์. หน้า ๗๒ - ๗๓. Ecatba, https://ecatba.wordpress.com/, สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดลพบุรี, โพสต์ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๕.


36 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) Legendknowledge888, ตำ นานเล่าขานพระผู้ทรงฌานอภิญญา ครูบาอาจารย์ผู้เรืองวิชาอาคม, www.facebook.com/Legendknowledge888/, หลวงพ่อเนียม วัดเสาธงทอง จังหวัดลพบุรี, โพสต์ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๙. Legendknowledge888, ตำ นานเล่าขานพระผู้ทรงฌานอภิญญา ครูบาอาจารย์ผู้เรือง วิชาอาคม, www.facebook.com/Legendknowledge888/, พิธียิ่งใหญ่ หนึ่งใน หน้าประวัติศาสตร์รวมสุดยอดพระเกจิคณาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมเข้มขลัง มีชื่อเสียง โด่งดังจากทั่วแผ่นดิน, โพสต์ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๘. Photographer: Kasem Theerakittayakorn, World Wide Note, http://worldwidenote. com/, วัดเสาธงทอง, Date: December 2017. Ruchaphum Yuktapreecha, www.addsiam.com/, วัดเสาธงทอง. Tourism Authority of Thailand, https://thai.tourismthailand.org/, วัดเสาธงทอง.


อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 37 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) พระธรรมารามมุนี (ขุน ขตฺตปญฺโ ป.ธ.๖) เกิด ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๓ อุปสมบท ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ มรณภาพ ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๖ วัด วัดเสาธงทอง ท้องที่ ลพบุรี สังกัด มหานิกาย วุฒิการศึกษา น.ธ.โท, ป.ธ.๖ สถานะเดิม พระธรรมารามมุนี มีนามเดิมว่า ชุน มณีกรณ์ เกิดเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๓ ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น ๗ ค่่ำำ เดือน ๘ ปีขาล ณ บ้านถนนแค ตำำบลทะเลชุบศร อำำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี บิดาชื่อนายพิมพ์ มารดาชื่อนางเพียร มณีกรณ์


38 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) บรรพชาอุปสมบท บรรพชาในสำ นักของหลวงพ่อพรหม (พระรตนวิมล) เจ้าอาวาสวัดถนนแค อุปสมบท เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๓ ค่่ำำ เดือน ๘ ณ วัดถนนแค ตำำบลทะเลชุบศร อำำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี โดยมี พระสังฆภารวาหมุนี วัดเสาธงทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอุปัชฌาย์ชิน วัดถนนใหญ่ และพระอธิการเรือง วัดถนนแค เป็นพระคู่สวด การศึกษา นักธรรมชั้นโท เปรียญธรรม ๖ ประโยค ตำแหน่ง ฝ่ายปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๗ เป็นเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี พ.ศ. ๒๔๗๘ - ๒๕๐๖ เป็นเจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง ฝ่ายการศึกษา พ.ศ. ๒๔๗๒ เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม วัดเสาธงทอง สมณศักดิ์ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๗ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระธรรมารามมุนี ลพบุรี สุนทรนายก สังฆปาโมกข์ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๖ เป็นพระราชาคณะเสมอชั้นราช ในราชทินนามเดิม ที่มา ๑. ทำ เนียบอดีตพระราชาคณะภาคกลาง ๒. ภิเดช อัชนกุล. ทำ เนียบพระราชาคณะ จังหวัดลพบุรี. กรุงเทพมหานคร : ยอดสิงห์ การพิมพ์. หน้า ๖๒-๖๓.


อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 39 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ศาลาการเปรียญ ที่คุณพ่อเล็กและคุณแม่ชิ้น สุวรรณประกร อุทิศเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งแสนบาท) ถวายเป็นทุนสร้างเริ่มแรก วัดเสาธงทอง สิ่งสำคัญในวัดนี้คือพระวิหาร มีผู้สันนิษฐานว่าเดิมวิหารหลังนี้เป็นโบสถ์คริสต์ หรือโบสถ์อิสลาม และเปลี่ยนวิหารเป็นศาสนาพุทธภายหลัง นอกจากนี้ก็มีตึกปิจู และตึกโคระซาน ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของคณะทูตชาวเปอร์เซีย เจ้าคุณธรรมารามมุนี เจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง ผู้ออกแบบและอำนวยการสร้างศาลา กำลังทำโครงตัวช่อฟ้า


40 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) เมรุพร้อมเตาเผา วัดเสาธงทอง คุณพ่อพิน สุวรรณประกร บริจาคเงินสร้างเป็นจำนวน ๑๗๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งแสนเจ็ดหมื่นบาทถ้วน)


อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 41 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ซุ้มประตูและกำแพงวัด ผลงานการออกแบบและก่อสร้าง โดยพระธรรมารามมุนี (ขุน)


42 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก)


อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 43 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) หอระฆังเก่าแก่ที่สุดของวัด ตั้งอยู่ข้างพระอุโบสถ ถือเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามมาก


44 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก)


อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 45 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) พระราชวรรณเวที (คล้อย สิริวฑฺโฒ ป.ธ.๖) เกิด ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๑ อายุ ๖๒ ปี อุปสมบท ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ พรรษา ๔๒ มรณภาพ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ วัด วัดเสาธงทอง ท้องที่ ลพบุรี สังกัด มหานิกาย วุฒิการศึกษา น.ธ.โท, ป.ธ.๖ สถานะเดิม พระราชวรรณเวที มีนามเดิมว่า คล้อย ศรีสอน เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๑ (วันขึ้น ๓ ค่่ำำ เดือน ๙ ปีวอก) เวลา ๑๗.๑๕ น. ณ บ้านกระแซง หมู่ที่ ๕ ตำำบลตะลุง อำำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี โยมบิดาชื่อนายบุตร ศรีสอน โยมมารดาชื่อนางพลบ ศรีสอน


46 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) บรรพชาอุปสมบท บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ อุปสมบท เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมี พระธรรมไตรโลกาจารย์ (เฮง เขมจารี) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระญาณสมโพธิ (สวัสดิ์ กิตฺติสาโร) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระศรีสมโพธิ (ช้อย านทตฺโต) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ การศึกษา พ.ศ. ๒๔๖๙ สอบได้นักธรรมชั้นตรี พ.ศ. ๒๔๗๐ สอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค พ.ศ. ๒๔๗๑ สอบได้นักธรรมชั้นโท พ.ศ. ๒๔๗๑ สอบได้เปรียญธรรม ๔ ประโยค พ.ศ. ๒๔๗๒ สอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค พ.ศ. ๒๔๗๓ สอบได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค ตำแหน่ง ฝ่ายปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๔ เป็นเจ้าคณะ ๑๔ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นเลขานุการเจ้าคณะมณฑลอยุธยา พ.ศ. ๒๔๗๙ เป็นเจ้าอาวาสวัดบัว พ.ศ. ๒๔๘๐ เป็นเจ้าคณะตำ บลตะลุง พ.ศ. ๒๔๘๗ เป็นศึกษาจังหวัดลพบุรี พ.ศ. ๒๕๐๖ - ๒๕๑๓ เป็นเจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง พ.ศ. ๒๕๐๖ เป็นเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี มรณกาล พระราชวรรณเวที (คล้อย สิริวฑฺโฒ ป.ธ.๖) มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ สิริรวมอายุได้ ๖๒ ปี พรรษา ๔๒


อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 47 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) สมณศักดิ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นพระครูสัญญาบัตร ที่ พระครูสิริวัฒโนดม ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระสิริวัฒโนดม ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชวรรณเวที ศรีปริยัติ วัฒนดิลก ตรีปิฎกธรรมาภรณ์ ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี ที่มา ๑. ทำ เนียบอดีตพระราชาคณะภาคกลาง ๒. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำ นักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานสัญญาบัตร ตั้งสมณศักดิ์, เล่ม ๗๖, ตอนที่ ๑๑๕ ง, ๑๖ ธันวาคม ๒๕๒, หน้า ๗. ศาลาปรกวัดเสาธงทอง นายฉันท์ สุวรรณประกร พร้อมบุตรธิดา ร่วมกันสร้างเป็นอนุสรณ์ และอุทิศส่วนกุศลให้คุณพ่อพิน สุวรรณประกร ๑๑ เมษายน ๒๕๐๗


48 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก)


อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 49 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) พระธรรมมหาวีรานุวัตร (สงวน โฆสโก ป.ธ.๗) เกิด ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ อุปสมบท ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ มรณภาพ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ วัด วัดเสาธงทอง ท้องที่ ลพบุรี สังกัด มหานิกาย วุฒิการศึกษา น.ธ.เอก, ป.ธ.๗ สถานะเดิม พระธรรมมหาวีรานุวัตร มีนามเดิมว่า สงวน คงมีสุข เกิดเมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๖ ณ บ้านกระแชง หมู่ ๕ ตำ บลตะลุง อำ เภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี บิดาชื่อ นายหลิน มารดาชื่อนางเหนียง คงมีสุข อุปสมบท อุปสมบท เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ ณ วัดบัว ตำ บลโพธิ์เก้าต้น อำ เภอเมือง ลพบุรี จังหวัดลพบุรี โดยมี พระราชวรรณเวที (คล้อย) วัดบัว เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดโปรย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์น้อม เป็นพระอนุสาวนาจารย์


Click to View FlipBook Version