150 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ๘. ช่วยฝากลูกเข้าโรงเรียนและทํางาน ๙. ถวายสังฆทานอุทิศ ๑๐. จิตเป็นกุศล สนทนาธรรม, ฟังธรรม, ปฏิบัติธรรม ๓. เลิกได้เป็นกําไรชีวิต ๑. เลิกดื่มเหล้าเข้าบาร์ ๒. เลิกบ้าอารมณ์ ๓. เลิกนิสัยฟุ้งเฟ้อ ๔. เลิกเห่อยศเห่อศักดิ์ ๕. เลิกรักเมียเขา ๖. เลิกจับเจ้าเกียจคร้าน ๗. เลิกทํางานเอาหน้า ๘. เลิกเจรจาเสียดสี ๙. เลิกเป็นหนี้สิน ๑๐. เลิกหากินด้วยการรีดไถ ๔. ภัยพระ ในทางพระพุทธศาสนา ท่านแสดงถึงภัยหรืออันตรายของภิกษุไว้ ๔ ชนิด คือ ๑. ภัยจากคลื่น - อดทนต่อคําแนะนําตักเตือนของอุปัชฌาย์อาจารย์ไม่ได้ ๒. ภัยจากจระเข้ - เป็นผู้เห็นแก่ปากแก่ท้อง ทนความหิวกระหายไม่ได้ ๓. ภัยจากนํ้าวน - ทนต่อความยั่วยวนให้เคลิ้มในกามคุณไม่ได้ ใคร่จะลิ้มลอง ๔. ภัยจากปลาร้าย - หมกมุ่นผูกพันกับมาตุคาม จนสิ้นความเป็นพระ * ภัยพระศาสนา ธรรมดาที่อยู่อาศัย มักจะมีภัยอันเกิดจากสัตว์ ๓ ชนิด คือ ๑. มด - ทําให้รําคาญ ๒. มอด - ทําให้พื้น, ฝา ผุ ๓. ปลวก - อันตรายถึงกับทําให้บ้านพัง หากอุปมาบ้านเรือนเช่นพระพุทธศาสนาก็เห็นชัดว่าพระศาสนาก็มีภัยอันเกิดจากสัตว์ ๓ ประเภทนี้ ดุจเดียวกัน คือ ๑. มด - ความไม่สารวจอินทรีย์ของพระภิกษุสามเณร บางเรื่องแม้จะมีโทษเบาบาง ํ ทางพระวินัย แต่มีโทษร้ายทางสังคมที่เรียกว่า โลกวัชชะ แปลว่า ชาวบ้านติเตียน สมณะพึงมี อินทรีย์สังวรมิใช่อินทรีย์ผยอง ๒. มอด - พิธีกรรมที่สอนมิให้คนนับถือตนเอง, ไม่เชื่อผลกรรม, และไม่ทําตาม พระพุทธเจ้า หากเชื่อถือผิด ๆ เกิดวิกฤตศรัทธา ก็เสียหลัก เสียคน
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 151 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ๓. ปลวก - เกิดปลอมแปลงหลักธรรมคำ สอน ที่เรียกว่า สัทธรรม ปฏิรูป และ การก้าวล่วงพระวินัยอย่างร้ายแรงจนสิ้นสภาพภิกษุ กลายเป็นตาลยอดด้วน ไม่งอกงามใน พระธรรมวินัย แก้ไขอะไรมิได้เป็นไข้ที่แม้หมอก็หมดสิทธิ์เยียวยาฯ * ภัยปทุมชาติ (ดอกบัว) ๑. พายุพัดกระจัดกระจาย - ถูกลมปากคนพาลพูดให้เกิดการท้อแท้ ๒. หนอนชอนไช - ถูกโรคภัยเบียดเบียน ๓. ฝูงกินรีเก็บไปเชยชม - ถูกมาตุคามหมายปอง ๔. เต่าปลากัดแทะให้เสียโฉม - ถูกมัจจุราชพรากไป ๕. นํ้าและเปือกตมไม่บริบูรณ์ - ขาดบุญวาสนา ขาดผู้อุปถัมภ์บํารุง ทําให้อยู่ใน พระศาสนามิได้ * ภัยชีวิต ๑. ชรา - ภัยคือความแก่ ๒. พยาธิ - ภัยคือความเจ็บไข้ ๓. มรณะ - ภัยคือความตาย ๕. บวชทําไม บวชได้อะไร * บวชทําไม? ๑. บวชยกระดับ - ยกระดับจากหีนเพศ (เพศที่ต่า) ขึ้นสู่อุดมเพศ (เพศที่สูง) ํ ๒. บวชขยับขยาย - ได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวาง วิสัยทัศน์กว้างไกล ๓. บวชลบลาย - ทําลายความไม่ดีที่มีในสันดาน ๔. บวชหมายพระนิพพาน - แสวงหาทางพ้นทุกข์ * บวชได้อะไร? ๑. ได้เป็นทายาทสืบพระศาสนา ๒. ได้สนองความประสงค์ของบิดามารดา ๓. ได้ศึกษาพระธรรมวินัย ๔. ได้ฝึกหัดกาย วาจา ใจ ให้ดีงามขึ้น
152 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) * บวชขาดทุน กําไร ๑. บวชแล้ว - พฤติกรรมดีกว่าเมื่อยังไม่บวช ได้กําไร ๒. บวชแล้ว - พฤติกรรมทุกอย่างเหมือนเดิม เสมอตัว ๓. บวชแล้ว - พฤติกรรมเลวกว่าเมื่อยังไม่ได้บวช เท่ากับเอาความดีที่เคยมีเมื่อครั้ง เป็นคฤหัสถ์มาทิ้งเสียขณะเป็นสมณะ ขาดทุนมหาศาล * ฝากไว้ให้คิด... ๑. บวชแล้วดี - สึกไปเป็นบัณฑิต ๒. บวชแล้วเสีย - สึกไปเป็นบรรลัย ๓. บวชแล้วฉลาด - สึกไปเป็นไอ้ทิด ๔. บวชแล้วโง่ - สึกไปเป็นไอ้ถึก - ไอ้ทึ่ม ฉะนั้น บวชทั้งที เอาดีให้ได้ จะสึกทั้งที่ให้เอาดีติดไป ๖. ธรรมะเพื่อสันติภาพ (อยู่ร่วมกันฉันมิตร) ๑. หันหน้าเข้าหากัน - มีปัญหาให้หันหน้าเข้าหากันปรึกษาหารือกัน อย่าเผชิญหน้า หรือประจันหน้ากัน ๒. หมั่นแก้ไข - อยากดีให้แก้ไข อยากบรรลัยให้แก้ตัว อย่ามัวแต่คิดแก้กฎ กติกาให้เข้ากับกิเลสตน แต่จงแก้นิสัยสันดานตนให้เข้ากับ กติกา ๓. รู้จักให้อภัย - วิสัยปุถุชนย่อมมีความผิดพลาดเป็นธรรมดา คําที่ว่า “สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้ผิด บรรพชิตยังรู้เผลอ” “ความผิดพลาดเป็นเรื่องของมนุษย์ แต่การรู้จักให้อภัยเป็น วิสัยของเทวดา” เพราะ… ถ้าไม่มีการให้อภัยผิด และไม่คิดที่จะลืมซึ่งความหลัง จะหาสามัคคียากลำ บากจัง ความพลาดพลั้งย่อมมีทั่วทุกตัวตน
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 153 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ๔. ปลูกไมตรี - ปลูกไมตรีอย่ารู้ร้าง สร้างกุศลอย่ารู้โรย หัดเมตตาปรารถนาดี ต่อผู้อื่น หัดเห็นใจด้วยกรุณาจิต คิดช่วยเหลือเอื้ออาทร ซึ่งกันและกัน ๕. สามัคคีกันไว้ - ความรักมีเพราะสามัคคีมา ความรักโรยราเพราะไม่มาของ สามัคคี รักกันเหมือนพี่ดีกันเหมือนน้อง ปรองดองกัน เสมือนญาติ สามัคคีจะมีได้ ด้วย… ๑. ไม่จับผิด ๒. ไม่ริษยา ๓. ไปมาหาสู่ ๔. อยู่อย่างมีนํ้าใจ สรุป…สันติภาพจะมีไม่ได้ ถ้าสังคมไร้ซึ่งสันติธรรม จําเป็นที่ทุกคนจะต้องช่วยกันแก้ ให้ได้ ๒ ประการ คือ ๑. แก้ผิด - อย่าแก้เผ็ด ๒. แก้ไข - อย่าแก้แค้น ๗. คาถาแก้จน ๑. จนทรัพย์ เสกคาถาหัวใจเศรษฐี อุ อา กะ สะ อุ - อุฏฺานสัมปทา - ขยันหา อา - อารักขสัมปทา - รักษาไว้ กะ - กัลยาณมิตตตา - ใกล้บัณฑิต สะ - สมชีวิตา - เลี้ยงชีวิตเหมาะสม *ปฏิรูปการี ธุรวา อุฏฺ าตา วินฺทเต ธนํ ผู้ขยัน หมั่นเอาธุระ ทํางานเหมาะแก่จังหวัด ย่อมหาทรัพย์ได้ * คาถาภาวนาเอาตัวรอด หมั่นหาใช้ ให้เหลือ ไว้เผื่อจ่าย ค่อยออมใช้ ให้เหลือ ไว้เผื่อเก็บ หากหาใช้ ไม่เหลือ ไว้เผื่อเซฟ คราวป่วยเจ็บ เอาไหน มาใช้เอย
154 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ๒. จนความรู้ เสกคาถาหัวใจบัณฑิต สุ จิ ปุ ลิ สุ - สุตะ - ฟัง จิ - จินตะ - คิด ปุ - ปุจฉา - ไต่ถาม ลิ - ลิขิตะ - บันทึก *สรุป…ฟังให้หมด จดให้มาก ปากต้องไว ใจต้องคิด ๓. จนความรัก เสกคาถาหัวใจพระพรหม เม กะ มุ อุ เม - เมตตา - ปรารถนาให้เขาสุข กะ - กรุณา - ปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์ มุ - มุทิตา - ปลื้มใจยามเขาได้ดี อุ - อุเบกขา - ไม่ซํ้าเติมยามเขาผิดพลาด ๔. จนยศศักดิ์ เสกคาถามหานิยม ๓ อ. คือ ๑. อ่อนน้อม - มารยาทสุภาพเรียบร้อย ๒. อ่อนหวาน - พูดจาสุภาพชวนฟัง ๓. อ่อนโยน - จิตใจงดงาม เปี่ยมด้วยเมตตา กรุณา และรู้จักยกย่องให้เกียรติ ผู้อื่น ทั้งมีดีรอบด้าน คือ… ๑. รู้ดี ๒. สามารถดี ๓. ประพฤติดี ๕. จนเพื่อน เสกคาถาหัวใจสังคหะ ทา ปิ อัต สะ ทา - ทาน - การเสียสละ ให้ปัน ไม่ตระหนี่ มีนํ้าใจ ปิ - ปิยวาจา - การพูดสุภาพอ่อนหวาน นํามาซึ่งไมตรีจิตมิตรภาพ อัต - อัตถจริยา - การบําเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ สะ - สมานัตตตา - การวางตนได้เหมาะสมแก่ฐานะ ภาวะ ไม่ตํ่าเกินไป ไม่สูง เกินไป พอเหมาะพอดี *สรุป…คาถาแก้จนเพื่อนคือ โอบอ้อมอารี วจีไพเราะ สงเคราะห์ชุมชน วางตนพอดี
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 155 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ๖. จนบุญกุศล เสกคาถาบุญกิริยาวัตถุ ๓ คือ ทา ศี ภา ทา - ทาน - การเสียสละ ศี - ศีล - การรักษากาย วาจา ใจ ให้เรียบร้อย ภา - ภาวนา - อบรมพัฒนาจิตให้ดีงามขึ้น โดยพิสดาร ให้ปฏิบัติตามหลักกุศลธรรมบท (ทางแห่งความดี) ๑๐ ประการ ๗. จนความดี เสกสุจริตทั้ง ๓ ประการให้เกิดขึ้น ๑. กายสุจริต (ทําดี) - เว้นกายทุจริต (ทําชั่ว) ๒. วจีสุจริต (พูดดี) - เว้นวจีทุจรติ (พูดชั่ว) ๓. มโนสุจริต (คิดดี) - เว้นมโนทุจริต (คิดชั่ว) *สรุป…มีความรักใคร่ มีจิตใจสงสาร เบิกบานพลอยยินดี มีใจเป็นธรรม ๘. จนปัญญา เสกคาถามหารอบรู้ จิ สุ ภา จิ - จินตามยปัญญา - ปัญญาเกิดจากการขบคิด สุ - สุตมยปัญญา - ปัญญาเกิดจากการได้สดับมามาก ภา - ภาวนามยปัญญา - ปัญญาเกิดจากการภาวนาอบรม ๙. จนใจ ความไม่รู้จักยินดี ไม่รู้จักพอดีในสิ่งที่ตนมีตนได้ จนหิวกระหาย เป็นคนใจเติบ และเป็นคนใจแตก แก้ด้วยสันโดษ ความรู้จักอิ่มใจ พอใจ และยินดี สมด้วยบทกวีที่ว่า… ความไม่พอใจจนเป็นคนเข็ญ พอแล้วเป็นเศรษฐีมหาศาล จนทั้งนอกจนทั้งในไม่ได้การ จงคิดอ่านแก้จนเป็นคนพอ ๘. คาถาเจริญยศ อุฏฺานวโต สตีมโต สุจิกมฺมสฺส นิสมฺมการิโน สญฺตสฺส จ ธมฺมชีวิโน อปฺปมตฺตสฺส ยโสภิวฑฺฒติ. แปลถอดความว่า… ผู้ขยัน - อุฏฺานวโต ตั้งมั่นสติ - สตีมโต ดำ ริงานชอบ - สุจิกมฺมสฺส รอบคอบก่อนทํา - นิสมฺมการิโน
156 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) สํารวมอินทรีย์ - สญฺตสฺส ใจมีธรรมะ - ธมฺมชีวิโน ละความประมาท - อปฺปมตฺตสุส ยศ (ความเจริญยิ่ง) ย่อมเจริญแก่บุคคลเช่นนั้น *ยศ ๓ ระดับ ๑. อิสริยยศ ยศคือ ความเป็นใหญ่ ๒. เกียรติยศ ยศคือ ความดี ๓. บริวาร ยศคือ ความมีพวกพ้อง *คาถากันเมา…พระพุทธเจ้า ได้ตรัสเตือนไว้ว่า ยโส ลทฺธา น มชฺเชยฺย แปลว่า ได้ยศอย่าประมาท ได้อํานาจอย่าไปเมา ทุกอย่าง มีได้ มีเสีย, มีขึ้น มีลง, มีชื่นชม มีขมขื่นฯ “ยามบุญมีเขาก็ยก ยามตํ่าตกเขาก็หยาม” ฉะนั้น…ท่านอย่ามัวหลงพะวงแต่โลกสุขแล้วกลับโศก มันไม่เป็นแก่นสารฯ ให้รู้เท่าทัน ว่าเป็นโลกธรรม เป็นหัวโขน อยู่ชั่วครู่ยามแล้วก็จากไป… หัวโขนสวมหัวคนเต้น หมายเป็นลิงยักษ์สักครู่ ถอดโขนแล้วคนเดิมดู ใช่ผู้ยักษ์ลิงสิ่งลวงฯ ยามเมื่อนั่งบนเก้าอี้มีคนไหว้ ก็อย่าให้เหิมจิตคิดจองหอง ฉวยพลาดพลั้งพลัดตกถึงฟอกพอง น่ากลัวต้องถูกซํ้าชํ้ากายา *ข้อคิด... เมื่อมีอํานาจ อย่าลืมนึกถึงยามหมดอำ นาจ เมื่อมีความสุข อย่าลืมนึกถึงยามมีความทุกข์ เวลาอิ่ม อย่าลืมนึกถึงเวลาหิว เวลารํ่ารวย อย่าลืมนึกถึงยามยากจน *ลืมข้าวของพอหาใหม่ได้ แต่ลืมที่อันตรายคือ ลืมตัว ลืมตน
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 157 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ๙. ชีวิตเหมือนอะไร…? ท่านอุปมาชีวิตไปตามบทบาทลีลาต่าง ๆ กันดังนี้ ๑. ดวงอาทิตย์ - เช้าขึ้นเย็นตก ยามใดท้องฟ้าไร้เมฆหมอก แสงอาทิตย์ก็แผดเผา กล้าสว่างไสว (ชีวิตแจ่มใส ทํากิจใดก็สําเร็จ) ๒. ดวงจันทร์ - มีข้างขึ้นข้างแรม เหมือนชีวิตมีสุขมีทุกข์ มีมืด มีสว่าง ๓. จราจร - มีราบรื่น ติดขัด มีโปร่งใส วายวุ่น ๔. นํ้า - มีขุ่น ใส, มีขึ้น มีลง, ไม่แน่นอน (นํ้าขึ้นรีบตัก) ๕. ปลา - ต้องแหวกว่ายในวัฏฏะทั้ง ๓ คือ กิเลส กรรม วิบาก ๖. ธนาคาร - ต้องเก็บสิ่งที่ถูกนํามาฝาก ทั้งเลวร้าย และคุณความดี ๗. ดอกไม้ - มีสด แห้ง มีเบิกบานและร่วงโรย เปลี่ยนไปตามกาล ชีวิตคิดอะไร? เด็ก - คิดแต่จะเล่น จะเรียน เรียนจบ - คิดจะทํางาน ทําเงิน ทํางานแล้ว - คิดจะแต่งงาน - สร้างหลักฐาน มีคู่แล้ว - คิดจะมีสุข มีบ้าน มีรถ มีทายาท มีความมั่นคงแล้ว - คิดแสวงหาเกียรติ ยศศักดิ์ ความยกย่องจากสังคม *ข้อคิด… อดีตไม่ขยัน ปัจจุบันไม่ขวนขวาย ไม่ต้องทํานายอนาคต... ๑๐. สังคมสดใส โลกสดสวยด้วย ๘ ย ดังนี้ ๑. เยือกเย็น - ไม่วู่วาม ไม่เจ้าอารมณ์ ทําอะไรด้วยเหตุผล ๒. ยิ้มแย้ม - แสดงความเป็นมิตร ยิ้มแย้มแจ่มใส ๓. ยืดหยุ่น - ไม่ตึงเกินไป ไม่เจ้าระเบียบจนผู้อื่นรับไม่ได้ ๔. ยืนยัน - กล้าคิด กล้าพูด กล้าทํา กล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ไม่ไขว้เขวเรรวน ๕. ยืนหยัด - ไม่เอนเอียงด้วยอคติทั้ง ๔ ดําเนินชีวิตบนพื้นฐานของความถูกต้อง ยุติธรรม
158 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ๖. หยิบยื่น - ไม่ไร้นํ้าใจ ไม่ตระหนี่ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ “ยามเรียกใช้ เจ็บไข้รักษา” ๗. ยินยอม - เห็นชอบ อนุมัติ ไม่ขัดขวาง ๘. ยกย่อง - ให้ความดีความชอบ ให้รางวัล ให้ยศ ให้เกียรติ ไม่เหยียบยํ่า เหยียดหยาม ของฝากท้ายเล่ม ถ้าเราไม่ช่วยตัวเองแล้วใครจะช่วยเรา ขอฝากให้ช่วยตัวเองเพื่อสุขภาพแข็งแรง มีอายุยืน มีสติดี ความจําดี ข้อสําคัญคือ เมื่อแก่เฒ่าบั้นปลายชีวิตจะไม่เป็นคนขี้หลง ขี้ลืม (เลอะเลือน) ให้สวดพระคาถานี้ อย่างน้อย วันละ ๑ จบ ก็ยังดี (สวดเวลาใดก็ได้ สุดแต่จะสะดวก) รับรองว่าได้ผลดี มีผู้ประสบความสําเร็จ มาแล้วมากมาย คำสวดคาถา อายุโท พละโท ธีโร วัณณะโท ปฏิภาณะโท สุขัสสะ ทาตา เมธาวี สุขังโส อะธิคัจฉะติ อายุง ทัตตะวา พลังวัณณัง สุขัญจะ ปฏิภาณะโท ทีฆายุ ยะสะวาโหติ ยัตถะ ยัตถูปะ ปัชชะตีติ ถ้าตัวเราไม่ช่วยตัวเอง แล้วจะรอให้ใครช่วยเรา - ความทุกข์ จะไม่อยู่กับเราตลอดไป ถ้าเรามี ความอดทน - ความจน จะไม่อยู่กับเราตลอดไป ถ้าเรามี ความขยัน แด่ผู้สูงอายุ ขอให้คติว่า อยู่ไปทีละวัน ทุกข์ก็ไม่นาน งานก็ไม่มาก
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 159 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) กิจวัตรของพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ดังนี้ ๑. ตื่นนอน ประมาณเวลา ๐๔.๒๐ น. หรือ ๐๕.๐๐ น. ๒. เวลาประมาณ ๐๕.๐๐ น. ครองผ้าไตรจีวร ทำวัตรสวดมนต์ส่วนตัว ๓. ห่มผ้าจีวร (ห่มคุมปิดบ่าทั้งสอง) ออกบิณฑบาต ๔. เวลาประมาณ ๐๖.๕๐ น. กลับจากบิณฑบาต ๕. เวลา ๐๗.๒๐ น. ตีระฆังทำวัตรเช้า ที่พระวิหารหลวงวัดเสาธงทอง ๖. ประมาณ ๐๘.๒๐ น. ทำวัตรเช้าเสร็จ ๗. ประมาณเวลา ๐๘.๓๐ น. ทำ ภารกิจส่วนตัว ๘. เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น. เป็นต้น ควรดูหนังสือนวโกวาท พุทธประวัติ หรือหนังสือ พุทธกิจ ๔๕ ปีของพระพุทธเจ้า และหนังสือทั่ว ๆ ไป ๙. เวลา ๑๑.๐๐ น. ฉันเพล ก่อนขึ้นไปทำ ภารกิจส่วนตัว ควรดูหนังสือ สวดมนต์ทำวัตร เช้า - เย็น พักผ่อน ๑๐. เวลา ๑๖.๓๐ น. ตีระฆังทำวัตรเย็น ๑๑. เวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. ทำ ภารกิจส่วนตัว เช่น ทำความสะอาดกวาดถูที่จำวัด (นอน) ๑๒. ประมาณ ๑๙.๐๐ เศษ ทำวัตร นั่งสมาธิ กัมมัฏฐาน จะมีญาติโยมบางวันจะมา สวดมนต์ด้วย ประมาณ ๒๐.๐๐ น. เสร็จกิจ ต่อจากนั้นพักผ่อน ให้พร ว่าในใจตั้งนะโม ๓ จบ สัพเพ สัตตา อะเวลา อัพพะยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ว่าครั้งเดียว เรียกว่าแผ่เมตตา เวลาบิณฑบาตอาจเหยียบสัตว์ตามพื้นดิน เดินบิณฑบาต จะไม่สวมรองเท้า เมื่อรับบาตรจากโยมที่ตักบาตรให้พรในใจย่อ ๆ ว่า อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง หรือจัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง (อย่างน้อย ๑ จบ) หรือ เอวัง โหตุ ก็ได้ ภิกษุผู้บวชใหม่อย่าประมาท ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะกลายเป็นบวชสร้างบาป
160 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ข้อควรจำเรื่องการฉันอาหารของพระสงฆ์ ของที่ภิกษุพึงฉันให้ล่วงลํ้าคำลงไป ท่านเรียกว่า กาลิก คือ ๑. ยาวกาลิก คือ ของที่รับประเคนไว้และฉันได้ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงวัน เช่น อาหาร คาวหวาน โภชนะต่าง ๆ ๒. ยามกาลิก คือ นํ้าปานะที่คั้นจากผลไม้ชนิดต่าง ๆ เช่น นํ้าส้ม หรือ เป๊ปซี่ โคล่า ฯลฯ รับประเคนไว้และฉันได้ชั่ววันหนึ่งคืนหนึ่งเท่านั้น ๓. สัตตาหกาลิก คือ ของที่รับประเคนไว้ฉันได้ภายใน ๗ วัน ได้แก่ นมกล่อง นมข้น นมสด เนยสด นํ้าผึ้ง นํ้าอ้อย ฯลฯ ๔. ยาวชีวิก คือ ของที่ภิกษุรับประเคนไว้ฉันได้ตลอดไปไม่จำกัดเวลา เช่น เภสัช (ยา) ทุกชนิด ทั้งยาโบราณ ยาปัจจุบัน ยาจีน ยาสมุนไพรชนิดต่าง ๆ รับประเคนครั้งเดียวฉันได้ ตลอดชีวิต บางอย่างไม่ต้องรับประเคนก็ฉันได้ไม่ต้องอาบัติ เช่น นํ้าเปล่าบริสุทธิ์ ยาสมุนไพรที่เกิด ในป่า ขิง ข่า แห้วหมู เป็นต้น หรือพระเดินธุดงค์ไปในป่าเห็นผลไม้ เช่น กล้วย ฝรั่ง ชมพู่ เงาะ มังคุด น้อยหน่า เป็นต้น ของเหล่านี้ไม่มีเจ้าของเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่มีคนประเคนก็ทรงอนุญาต ให้ภิกษุฉันได้ แม้บางครั้งมีคนประเคนแต่เขาไม่อยู่ถึงเวลาเพลแล้วหาใครไม่ได้ก็ถือวิสาสะก็ได้ อีกประการหนึ่งของที่รับประเคนไว้แล้วตั้งแต่เช้า เวลาเพลแล้วไม่ต้องประเคนใหม่ ถ้ามีฆราวาส มาจับของที่รับประเคนไว้แล้วแต่เช้าก็ตาม สายก็ตาม เราเห็นเขาจับต้องประเคนใหม่ แต่อาจารย์ บางท่านบอกว่าไม่ต้องประเคนใหม่ ท่านบอกว่าเราไม่ได้อนุญาต (ไม่อย่างนั้นแมลงวันหรือมดไป ไต่อาหารมิต้องประเคนหรือ) ถวายคำแนะนำ ไว้เป็นกรณีพิเศษ (พระราชปัญญาโมลี) ผู้ค้นคว้า
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 161 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ก่อนปิดเล่ม ผมมาเป็นเด็กวัดเสาธงทองตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2501 พักอาศัยเป็นเด็กวัด อยู่ที่กุฏิ พระครูสุวรรณธัช (ไหล ธมฺมสโร) เพราะต้องมาศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนวินิตศึกษาฯ เริ่มรู้จักคุ้นเคยกับหลวงพี่ต่วน พระมหาสมพร คนฺธาโร หรือพระราชปัญญาโมลี มาเป็นเวลานานมาก ฤดูร้อนเด็กวัดมักจะพากันหอบเสื่อหอบหมอนไปนอนบริเวณห้องโถง หน้าพระอุโบสถ ซึ่งเป็นที่พักจำ พรรษาแห่งแรกของหลวงพี่ต่วน พระคุณเจ้าผู้มากด้วยความ สุภาพเรียบร้อย มีจิตใจ เปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตากรุณา ท่านเคารพนับถือในวัตรปฏิบัติ ของหลวงพ่อไหล ผู้มีส่วนสำคัญในการจัดทำ พระเนื้อผงรูปพระสมเด็จองค์เล็ก ๆ ซึ่งเป็นผงสำคัญ ที่ได้มาจากวัดสัมฤทธิ์ วัดร้างแห่งหนึ่งในตำ บลหัวสำ โรง อำ เภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เพื่อให้ หลวงพ่อไหล แจกจ่ายแก่ผู้ที่เคารพนับถือและเตรียมการไว้ เพื่อแจกจ่ายแก่งานทำ บุญอายุครบ 76 ปี ในวันที่ 21 มีนาคม 2513 ของหลวงพ่อไหล หลวงพี่ต่วนหรือพระมหาสมพร เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่ช่วยจัดเตรียมงานทำ บุญอายุดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมต่าง ๆ อีกมากมาย ที่ผมมีโอกาสได้รับใช้ใกล้ชิดกับพระคุณเจ้า เจ้าอาวาสวัดเสาธงทองรูปที่ ๘ ทำ ให้ผมเคารพนับถือและศรัทธาท่านอย่างสนิทใจยิ่ง ตลอดมา เมื่อท่านมรณภาพลงเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2566 เวลา 14.15 น. ที่โรงพยาบาลลพบุรี และจัดพิธีสรงนํ้าศพในช่วงเย็นของวันศุกร์ที่ 31 มีนาคม 2566 เวลา 17.00 น. บนศาลา การเปรียญวัดเสาธงทอง ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานสำคัญดังกล่าวด้วย พร้อมกับตั้งใจไว้เงียบ ๆ ว่า อยากจะเป็นกำลังสำคัญในการจัดพิมพ์หนังสืออนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพของท่าน ซึ่งกำ หนด ไว้ในวันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม 2566 เวลา 16.00 น. จนถึงบ่ายวันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม 2566 ในการประชุมคณะสงฆ์และประชาชนที่ เคารพนับถือ เพื่อเตรียมงานทำ บุญ 50 วัน 100 วัน และวันพระราชทานเพลิงศพ ของท่านเจ้าคุณ ผมจึงได้ประกาศอาสาต่อที่ประชุม ที่จะช่วยทำ หนังสือเล่มดังกล่าว สุดท้าย ที่ประชุมได้ให้ ความเห็นชอบ ผมวางแผนเตรียมงานเพื่อให้หนังสือเล่มดังกล่าวออกมาดีและมีคุณค่ามากที่สุด ทั้งการประสานงานติดต่อขอข้อเขียนจากวงการคณะสงฆ์และฆราวาสที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ภาพ ประวัติชีวิตและผลงานที่สำคัญและเป็นแบบอย่างของท่านเจ้าคุณต่วน ชัดเจนครบถ้วนมากที่สุด
162 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) จากประสบการณ์ในการจัดเตรียมพิมพ์หนังสือถวายพระภาวนาวชิรมงคล เจ้าอาวาส วัดป่าธรรมโสภณ ประวัติของวัดป่าและประวัติอดีตเจ้าอาวาสทุกองค์ พร้อมวัตถุมงคล ที่ได้ มีการสร้างขึ้นเป็นที่ระลึกของแต่ละยุคแต่ละสมัย รู้สึกซาบซึ้งและประทับใจ ในความร่วมมือ ของคณะสงฆ์และประชาชนที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ช่วยกันบันทึกไว้ค่อนข้างละเอียดและชัดเจน ถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดเล่มหนึ่ง แต่เมื่อหันกลับมาศึกษาประวัติวัดเสาธงทอง ที่ผมเคยอยู่พักอาศัยมานานกว่า 10 ปี รู้จักกับท่านเจ้าอาวาสทุกองค์ตั้งแต่ปี 2501 จนถึงปัจจุบัน ปรากฏว่าข้อมูลเกี่ยวกับวัดเสาธงทอง กลับไม่มีใครศึกษาค้นคว้า รวบรวมและเรียบเรียง ทั้งเรื่องและภาพไว้อย่างเป็นระบบเท่าที่ควร ทั้ง ๆ ที่เป็นพระอารามหลวง ผมจึงให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว วิ่งเต้นขอยืมหนังสือ จาก บุคคลต่าง ๆ รวมทั้งการเข้าไปศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากหอสมุดแห่งชาติ โชคดีที่ได้เจอ หนังสือสำ คัญของกรมศิลปากร ซึ่งมีทั้งเรื่องและภาพ รวบรวมและเรียบเรียงโดยอาจารย์ ประพัฒน์ ตรีณรงค์ ชาวตำ บลโก่งธนู อำ เภอเมืองลพบุรี อดีตครูใหญ่โรงเรียนวินิตศึกษา ท่านที่ ๓ ก่อนที่ท่านจะย้ายไปเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณคดีและประวัติศาสตร์ของกรมศิลปากร ซึ่ง โดยส่วนตัว ผมเคยพบและสนทนากับท่านไม่ตํ่ากว่าสองถึงสามครั้ง ในโอกาสที่ท่านอาจารย์ ประพัฒน์ เดินทางมาร่วมงานทำ บุญอายุวัฒนมงคลของพระธรรมญาณมุนีหรือพระพุทธวรญาณ วัดกวิศราราม ผู้ให้กำ เนิดโรงเรียนวินิตศึกษาฯ ผมรู้สึกเคารพและศรัทธาท่านมากที่สุดในความรู้ ความสามารถที่ลํ้าเลิศของท่าน และเพื่อให้ได้ภาพและประวัติวัดเสาธงทองที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ยิ่งขึ้น ผมได้เดินทางไปพบกับคุณสำ เริง วรศรี (แซม) หลานเขยของพ่อพิณ สุวรรณประกร ซึ่ง เคยอบรมนักบริหารระดับสูงของสำ นักงาน กพ. รุ่นที่ 37 ด้วยกัน ได้เห็นหนังสือที่ระลึกงาน ฌาปนกิจศพของพ่อพิณ นายเล็ก และนายฉันท์ สุวรรณประกร ทำ ให้ได้เรื่อง ภาพ และข้อมูล สำคัญที่ลํ้าค่าของวัดเสาธงทองมาประกอบในเรื่อง พร้อมกับรวบรวมและเรียบเรียงประวัติ ของอดีตเจ้าอาวาสองค์ต่าง ๆ ย้อนไปถึงพระครูสังฆภารวาหมุนี (หลวงปู่เนียม) ซึ่งเป็น อดีตเจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง พระอารามหลวง องค์ที่ ๔ เรื่อยมาถึงองค์ที่ ๘ คือเจ้าคุณต่วน แม้ข้อมูลที่ได้นำ มารวบรวมและเรียบเรียงไว้จะยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ดังใจนึก แต่ก็ถือเป็นข้อมูล เบื้องต้นที่สำคัญยิ่ง ซึ่งควรจะมีการศึกษาค้นคว้า รวบรวมและเรียบเรียง จัดทำ ให้ครบถ้วน สมบูรณ์แบบมากที่สุดในโอกาสต่อไป
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 163 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ขอกราบนมัสการขอบพระคุณ พระคุณเจ้าทุกรูปและขอบคุณบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ได้ช่วยเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ ที่ลํ้าค่า จนหนังสืออนุสรณ์เล่มนี้สำ เร็จออกมาทันการและ ทันเวลา หากมีข้อบกพร่องประการใดที่เกิดขึ้นด้วยความไม่ตั้งใจ กระผมขอน้อมรับไว้ทั้งหมด (นายอำ นวย จั่นเงิน) บรรณาธิการ เสาร์ที่ 8 กรกฎาคม 2566
164 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) อดีตรองเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี อดีตเจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง พระอารามหลวง ISBN 978-616-603-653-4 จัดทำำโดย นายอำำนวย จั่นเงิน พิมพ์ครั้งที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๖ จำำนวน ๑,๐๐๐ เล่ม ที่ปรึกษา พระครูประภัสร์สุตคุณ (ประธานที่ปรึกษา) พระครูสีลวราทร (วิชัย สุชโย) พระครูสิริจริยาภรณ์ (ศิลปชัย สิปฺปชโย) พระครูสิริสิกขวิธาน (อำำนาจ มหาธีโร) บรรณาธิการ นายอำำนวย จั่นเงิน กองบรรณาธิการ นายสมพงษ์ นิติกุล นายสมบัติ ชุนรักษา นางเอิบ อยู่ชื่น นางหวั่น มีหิรัญ นางผานิตณิภา จั่นเพชร นายอนันทชัย (ใบ้) อยู่ชื่น ศิลปกรรม ศุภฤกษ์ มีลาด พิสูจน์อักษร กานต์สิรี พัฒนากุลทรัพย์ พิมพ์ที่ บริษัท อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์ จำำกัด (มหาชน) ๓๗๖ ถนนชัยพฤกษ์ แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ๑๐๑๗๐ โทรศัพท์ ๐ ๒๔๒๒ ๙๐๐๐, ๐ ๒๘๘๒ ๑๐๑๐ โทรสาร ๐ ๒๔๓๓ ๒๗๔๒, ๐ ๒๔๓๔ ๑๓๘๕ E-mail: [email protected] Homepage: http://www.amarin.com
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ภาพถ่ายมุมสูง ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๖