100 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก)
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 101 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) บําเพ็ญเพียร บําเพ็ญประโยชน์ บําเพ็ญบุญกุศลคุณงามความดี เสียตั้งแต่บัดนี้ อย่าคิดผัดวันประกันพรุ่งเป็นอันขาด เพราะไม่มีใครรู้ว่าพญามัจจุราชนั้นจะมาพรากชีวิตเราไป เมื่อไร ฉะนั้นการเกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ มิมีเวลาทําอย่างอื่น นอกจากการบําเพ็ญบุญกุศล ตามบุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการ คือ ทาน ศีล ภาวนา ตามหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา นําไปสู่หนทางแห่งความพ้นทุกข์ อย่าได้ประมาทโดยเด็ดขาด พระเดชพระคุณพระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร) อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัด ลพบุรี อดีตเจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง พระอารามหลวง ท่านเป็นพระมหาเถระที่มีจิตใจงดงาม โอบอ้อมอารี มีไมตรีจิตต่อศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนทุกระดับ ท่านถือการทําวัตรเช้า - เย็น - บิณฑบาต เป็นกิจวัตรประจําตัวของท่านมิเคยขาด สงเคราะห์ อนุเคราะห์ พระภิกษุ สามเณร และศิษยานุศิษย์ด้วยไมตรีจิตเมตตา เพราะท่านมีนิสัยให้เกียรติผู้อื่นเสมอ ให้อภัย ผู้อื่นเสมอ ให้ความปรารถนาดีต่อผู้อื่นเสมอ จึงทําให้ท่านเป็นที่รักเคารพนับถือของพระภิกษุ สามเณร ศิษยานุศิษย์ และประชาชนทั่วไป ขออำ นาจบุญบารมีของท่าน กับกุศลทักษิณานุปทานของคณะสงฆ์วัดเสาธงทอง และศิษยานุศิษย์ และท่านที่เคารพนับถือได้ร่วมกันบําเพ็ญอุทิศให้ จงสัมฤทธิ์เป็นอิฏฐวิบูล มนูญผลบันดาลให้ดวงวิญญาณของพระเดชพระคุณ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร) เสวยทิพยสมบัติในสุคติสัมปรายภพเบื้องหน้าโน้น เทอญ. (พระภาวนาวชิรมงคล) รองเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี เจ้าอาวาสวัดป่าธรรมโสภณ พระผู้มีแต่ให้ อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ โก ชญฺา มรณํ สุเว น หิ โน สงฺครนฺเตน มหาเสเนน มจฺจุนา
102 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) นับตั้งแต่ท่านเจ้าคุณต่วน หรือพระราชปัญญาโมลีได้มาพํานักอยู่วัดเสาธงทองนี้ เป็นระยะเวลาอันยาวนานเกือบ ๖๐ ปี ซึ่งท่านเจ้าคุณได้บําเพ็ญคุณงามความดีมาโดยตลอด โดยเฉพาะเป็นผู้เคร่งในธรรมวินัย เอาใจใส่ต่อกิจวัตรของพระสงฆ์ ท่านเจ้าคุณออกบิณฑบาต เป็นประจํา ไม่ว่าฝนตกหรือแดดออก เป็นผู้ฝึกตน เอาใจใส่ต่อการศึกษา ใฝ่รู้ใฝ่เรียนมาตั้งแต่ยังหนุ่มยังแน่น ได้มุ่งมั่นเล่าเรียน จนได้นักธรรมเอก และได้ขวนขวายเล่าเรียนบาลี จนกระทั่งสอบได้เปรียญ ๕ ประโยค นับเป็น พระวัดเสาธงทองรูปแรกที่สอบเปรียญ ๕ ประโยคได้ แม้เมื่อท่านเจ้าคุณเป็นรองเจ้าคณะจังหวัด ลพบุรีแล้ว อายุก็มากแล้ว มจร. ได้เปิดสาขาปริญญาตรีในต่างจังหวัด (วัดพิกุลทอง) สิงห์บุรี ท่านเจ้าคุณก็ได้ไปสมัครเรียนเป็นรุ่นแรก และด้วยความมุ่งมั่นขยันหมั่นเพียรในการศึกษา เล่าเรียน จนได้ปริญญาตรี ซึ่งขณะนั้นหน้าที่การงานการคณะสงฆ์ก็มีมากมาย และที่ควร ยกย่องท่านเจ้าคุณอีกประการหนึ่งคือ การประชุมสงฆ์ไม่ว่าจะจัดประชุมที่ไหน ท่านจะพยายาม ไปทุกครั้ง ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าใกล้หรือไกล แต่มาบั้นปลายชีวิตที่ท่านเจ้าคุณได้ดารงตํ าแหน่งเจ้าอาวาสวัดเสาธงทองแล้ว โรคาพยาธิ ํ เข้าเบียดเบียนท่าน จนในที่สุดท่านต้องยอมหยุดกิจวัตรต่าง ๆ ถึงกระนั้น ระยะแรกท่านเจ้าคุณ ก็ยังนั่งรถเข็นออกบิณฑบาต จนญาติโยมต้องขอร้องให้หยุด เพราะเกรงจะเกิดอันตราย ถูกรถ เฉี่ยวชนเอาก็ยิ่งจะไปกันใหญ่ ถึงกระนั้นก็ตามการทาวัตรเช้า ํ- เย็น แม้สวดองค์เดียวท่านเจ้าคุณ ก็ทํา เมื่ออายุวัฒนมงคลของท่านเจ้าคุณพระราชปัญญาโมลี ครบ ๘๐ ปี ในวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๐ บรรดาคณะสงฆ์วัดเสาธงทอง และคณะศิษยานุศิษย์จึงได้พร้อมใจกันจัดงานทาบุญอายุ ํ ถวายท่านเจ้าคุณ ในวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ เพื่อถวายเป็นสิริมงคลแก่ท่านเจ้าคุณ และ บรรดาศิษย์จะได้มีโอกาสมุทิตาสักการะ พระผู้มุ่งมั่น ขยันหมั่นเพียรในการศึกษา
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 103 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ด้วยเดชอานาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และบุญกุศลที่ท่านเจ้าคุณ พระราชปัญญาโมลี ํ ได้บําเพ็ญตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ในเพศสมณะถึง ๕๖ ปี รวมบุญกุศลที่ญาติโยมและ คณะศิษย์ได้ร่วมกันบําเพ็ญในครั้งนี้ จงรวมเป็นตบะพลวปัจจัย หนุนนําส่งให้ดวงวิญญาณ ของท่านเจ้าคุณพระราชปัญญาโมลี สู่สุคติภพภูมิ (พระครูประภัสร์สุตคุณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง ประธานคณะสงฆ์ วัดเสาธงทอง
104 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) พระผู้ทำคุณประโยชน์ยิ่ง ต่อพระพุทธศาสนา พระราชปัญญาโมลี นามเดิม พระมหาต่วน อยู่ชื่น เป็นชาวตำ บลท้ายตลาด อำ เภอ เมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนประชาบาลวัดหลวง ท้ายตลาด เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขชาวตำ บลท้ายตลาด ซึ่งชาวตำ บลท้ายตลาดมีความชื่นชมยินดี ในความสำ เร็จในชีวิตที่เจริญก้าวหน้า ทำคุณประโยชน์ที่สูงยิ่งแก่พระพุทธศาสนา สูงยิ่งถึง ตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี พระราชปัญญาโมลีได้เริ่มการศึกษาเบื้องต้นที่โรงเรียนประชาบาลวัดหลวงท้ายตลาด มีความสนใจใฝ่ศึกษาในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่วัยเด็ก เมื่ออุปสมบทแล้วได้มาศึกษา พระธรรมวินัย ณ สำ นักวัดเสาธงทอง ด้วยความสนใจใฝ่ศึกษา จากเบื้องต้นนักธรรมจนจบถึง ชั้นเปรียญธรรม ๖ ประโยค จากสำ นักเรียนคณะจังหวัดลพบุรี และพุทธศาสตรบัณฑิตจาก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จัดได้ว่าท่านเจ้าคุณเป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียนอย่างมาก ท่านหนึ่ง “ท่านเจ้าคุณต่วน” เป็นขวัญและกำลังใจของชาวตำ บลท้ายตลาด บุตรหลานจะเข้าเรียน ระดับมัธยมศึกษา ก็ได้อาศัยเจ้าคุณต่วนรับดูแลให้ที่พักอาศัยที่วัดเสาธงทอง จนเรียนจบระดับ มัธยมศึกษา มีความเจริญก้าวหน้า มีอาชีพการงานตามอัตภาพ ท่านเจ้าคุณเข้าเยี่ยมเยียน ช่วยเหลือวัดต่าง ๆ ในตำ บลอย่างต่อเนื่อง ให้การทะนุบำ รุงเป็นประจำ ท่านเจ้าคุณจึงเป็นขวัญ กำลังใจแก่ชาวตำ บลท้ายตลาดเสมอมา ในฐานะตำ แหน่งผู้บริหารคณะสงฆ์จังหวัดลพบุรี ได้ปฏิบัติงานที่เป็นประโยชน์แก่ คณะสงฆ์เป็นอันมาก ได้แก่ ส่งเสริมความสงบเรียบร้อยดีงาม การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่ พระพุทธศาสนา การสาธารณูปการ การสาธารณสงเคราะห์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา พระพุทธศาสนาในจังหวัดลพบุรีเป็นอันมาก
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 105 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ท่านเจ้าคุณได้ล้มป่วย เข้ารับการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลเป็นเวลานาน ท้ายที่สุด ได้ถึงแก่มรณภาพ ท่ามกลางความเสียใจของบรรดาญาติ ศิษย์ ท่านที่เคารพนับถือ โดยเฉพาะ ชาวตำ บลท้ายตลาดเป็นอย่างมาก ที่สุดนี้ขอเชิญอำ นาจคุณพระศรีรัตนตรัย ตลอดจนบุญกุศล ที่ท่านเจ้าคุณได้ประกอบมา จงดลบันดาลให้ดวงวิญญาณของท่านเจ้าคุณ จงประสบความสุข สงบเย็น ณ แดนสุขาวดี ตลอดกาลนานเทอญ (ครูจันทร์ บัวสนธิ์)
106 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) คารวาลัยพระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร) หลวงพ่อพระราชปัญญาโมลี เป็นพระมหาเถระที่มีความสมถะ เป็นอยู่เรียบง่าย ขวนขวายเอาธุระในวัดนอกวัดอย่างสมํ่าเสมอ จึงเป็นที่เคารพศรัทธาของสาธุชนเป็นอย่างดี ผมได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมทั้งในส่วนของกิจนิมนต์ของส่วนราชการ และในส่วนสังคมทั่วไป หลายครั้ง ได้สนทนาธรรมกับท่านหลายหน เห็นถึงความเมตตาและคุณธรรมอันสําคัญ ประจําตัวของท่าน สมบูรณ์ด้วยหิริโอตตัปปะ อันเป็นตัวเทวธรรมของเทวดา ปฏิปทาสมเป็น สมณะในพระพุทธศาสนา ต่อมาได้ออกปฏิบัติตามโครงการธรรมสัญจรของยุวพุทธิกสมาคม ลพบุรี ในความ อุปถัมภ์ของหลวงพ่อพระครูประภัสร์สุตคุณ (พระครูสุทัศน์) ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลมุ่งอบรม ให้เยาวชนเป็นคนดี โดยมีกิจกรรมสัญจรไปตามโรงเรียนต่าง ๆ ในจังหวัดลพบุรี และจังหวัด ใกล้เคียง ท่านเจ้าคุณได้เสียสละร่วมเดินทางไปเป็นพระวิทยากรด้วยหลายปี โดยทําหน้าที่ ให้ศีลให้ข้อธรรม แนวปฏิบัติของนักเรียน เช่น ความกตัญญู ความเมตตากรุณา พร้อมด้วย นิทานชาดกให้ความสนุกสนานแก่ผู้ฟัง ภายหลังเมื่อท่านสุขภาพไม่เอื้ออํานวย จึงได้งดไป ประจวบกับสถานการณ์โรคโควิด 19 แพร่ระบาดด้วย ทําให้ไม่ได้ร่วมกิจกรรมกับท่านอีก ระยะที่ท่านอาพาธพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ก็ได้หมั่นไปเยี่ยมเยียนถวายกําลังใจอยู่ หลายครั้ง จนกระทั่งเมื่อมาอยู่ที่วัดแล้วก็ได้ไปเยี่ยมถวายกําลังใจตามโอกาส โดยท่านชาญวุฒิ เจิมจารูญ (ขณะเป็นพระ) ได้อุปัฏฐากดูแล สลับกับญาติโยมของท่าน บางครั้งก็สนทนาถึงสภาพ ํ ของสังขารกับการปฏิบัติธรรม สุขภาพร่างกายถือว่าเป็นสิ่งสําคัญมาก ดังที่พระจักขุบาล บอกกับน้องชายที่พยายามไม่ให้พี่ชายออกบรรพชาปฏิบัติธรรมว่า แก่กว่านี้อายุมากกว่านี้ ค่อยบวชเถิด พระจักขุบาลจึงพูดว่า
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 107 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ชราชชฺชริตา โหนฺติ หตฺถปาทา อนสฺสวา ยสฺส โส วิหตตฺถาโม กถํ ธมฺมํ จริสฺสติ ผู้แก่หง่อมเพราะชรา มือเท้าใช้ไม่ได้ดั่งใจ เรี่ยวแรงก็ถดถอยไปหมดแล้ว จักประพฤติธรรมอย่างไรได้ ซึ่งท่านเจ้าคุณก็เข้าใจเป็นอย่างดี ท่านจึงอยู่ด้วยอารมณ์กรรมฐานอย่างมีสติตลอดเวลา บัดนี้หลวงพ่อเจ้าคุณได้หมดอายุขัยในปัจฉิมวัยตามกฎของธรรมชาติอันไม่มีผู้ใด จะขัดขืนได้ จึงกราบขอขมา สิ่งอันใดที่ล่วงเกินด้วยกาย วาจา ใจ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขอหลวงพ่อ ได้เมตตาอโหสิกรรมในสิ่งนั้น ๆ ด้วย ขออํานาจคุณพระศรีรัตนตรัยอดิศัยบุญเขตที่ท่านเจ้าคุณดํารงเพศพรหมจรรย์ จนถึง ที่สุดแห่งอายุขัย จงรวมเป็นพลวปัจจัยหนุนนาดวงวิญญาณของท่านเจ้าคุณพระราชปัญญาโมลี ํ เสวยสุขในสุคติสถาน ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานในอนาคตกาลโน้น เทอญ. (พันเอก (พิเศษ) ประชุม สุขสําราญ) อดีตอนุศาสนาจารย์ทหารบก หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิพุทธสถานลพบุรีศรีสุวรรณภูมิ
108 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ได้เคารพด้วยความรักสมัครสมาน เรียกคำว่า “หลวงพี่” นี้บางวาร เรียกคำว่า “อาจารย์” เมื่อพบเจอ ปี ๑๙ สอบเปรียญธรรม ๕ ประโยค เหมือนเป็นโชคช่วยคํ้านำ เสนอ วัดกวิศร์, เสาธงทอง ก้องอำ เภอ ศรัทธาเอ่อว่าสอบไล่ได้พร้อมกัน ผมเป็นเณรท่านเป็นพระสมประสิทธิ์ จากนั้นก็กรรมลิขิตเดินตามขั้น ผมลาสึกเป็นนุศาสน์ประกาศธรรม์ หลวงพี่นั้นคงอยู่สมณ์พรหมจารี “พระราชปัญญาโมลี” นามนี้เลิศ แปลว่า “เชิดชูปัญญาสง่าศรี” เป็นพระผู้รักสงบเมืองลพบุรี เมื่อกราบไหว้ทุกทีสบายใจ หลวงพี่ “ต่วน” หรือ “สมพร” ชื่อก่อนหน้า แม้จากลายังตราตรึงซึ้งนิสัย ขอท่านจง “อยู่ชื่น” รื่นฤทัย ภพภูมิใดทุกข์นิราศทุกชาติเทอญ ฯ พันเอก (พิเศษ) ศรัณยภูมิ ผู้พึ่ง ความพันผูกปลูกโดยกาลมานานนัก พันเอก (พิเศษ) ศรัณยภูมิ ผู้พึ่ง อดีตผู้อํานวยการกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารบก
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 109 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) พระผู้มีจริยาวัตรไร้มัวหมอง “พระราช ปัญญาโมลี” ศรีศาสน์พุทธ พระคุณเจ้า ผู้ผ่องผุด สุดเลื่อมใส นามเดิม... “สมพร อยู่ชื่น” ลูกชาวนาไทย “คันธาโร” ครั้งบวชได้ รับฉายา โยมบิดา ท่านนั้นหรือ ชื่อว่า “สังข์” น้องพ่อผม ที่พอยัง จำ ได้ว่า ท่านเติบโต บ้านท้ายตลาด แต่เยาว์มา จบ ป.สี่ การศึกษา ประชาบาล อุปสมบท วัดหลวง ท้ายตลาด ย้ายนิวาส มาวัดเสาธงทอง ต้องการศึกษา ท่านพักใน พระอุโบสถ ตลอดมา ผมเคยแวะ ไปสนทนา หาเยี่ยมยล ป.ธ.๖ เปรียญธรรม ท่านนำ หน้า เป็นครูบา สอนทางบาลี ที่เข้มข้น ท่านเป็นมหา เป็นเจ้าคุณ เสริมสร้างตน รองเจ้าคณะลพบุรี ที่อำ พล ล้นชํ่าชอง เป็นพระราช ปัญญาโมลี ที่สุดท้าย ขจรขจาย จริยาวัตร ไร้มัวหมอง ที่ปรึกษาเจ้าคณะ จังหวัดลพบุรี ที่สมปอง เจ้าอาวาส วัดเสาธงทอง จวบสิ้นชีวัน ณ โอกาส พระราชทานเพลิงศพ ในครั้งนี้ ขอท่านสู่ แดนวิถี สรวงสวรรค์ เสวยบรมสุข ทุกทิวา วิลาวัลย์ น้อมก้มกราบท่าน ด้วยความเคารพ เทิดนบบูชา พันโท ประสิทธิ์ อยู่ชื่น ข้าราชการบำ�นาญ มณฑลทหารบกที่ ๑๓ (ผู้เป็นญาติฝ่ายโยมบิดาท่าน) ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๖
110 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ดิฉันและครอบครัวเป็นศิษย์วัดเสาธงทองพระอารามหลวง นับตั้งแต่บิดา มารดา ญาติพี่น้อง ล้วนเป็นพุทธศาสนิกชนที่เข้าวัดทาบุญ คุ้นเคยกับพระเถระ พระคุณเจ้า และชาววัด ํ เสาธงทองตลอดมา ทั้งด้วยในฐานะที่วัดเสาธงทองเป็นวัดสาคัญ เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธ ํ ในจังหวัดลพบุรี โดยเฉพาะชาวเมืองลพบุรี และทั้งด้วยเป็นวัดที่มีความสาคัญทางประวัติศาสตร์ ํ ตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และประวัติศาสตร์ต้นกาเนิดของโรงเรียนพิบูลวิทยาลัย ํ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการทางานของดิฉันเอง ท ํ าให้มีหลายงานกิจกรรมที่ต้องด ํ าเนินการร่วมกับ ํ วัดเสาธงทองเป็นเนืองนิจ ตลอดจนท่านเจ้าอาวาสวัดเสาธงทององค์ก่อนคือหลวงพ่อ พระธรรมมหาวีรานุวัตร (สงวน โฆษโก) มีพื้นเพภูมิลําเนาบ้านเดิมเป็นชาวแม่นํ้าลพบุรี ซึ่งเป็น คนพื้นเพเดิม เป็นนักเรียนโรงเรียนวัดโคกโพธิกุญชร รุ่นเดียวกับมารดาของดิฉัน ดังนั้นในการพิธี อุปสมบท บวชเรียนพี่ชายทั้ง ๓ คนของครอบครัว “ธาราภูมิ” จึงได้บวชเรียนเป็นศาสนทายาท ภายใต้ร่มเงาพระพุทธศาสนาวัดเสาธงทองกันทุกคน ตั้งแต่เป็นเด็กจนถึงปัจจุบัน ดิฉันนับตัวเอง เป็นศิษย์วัดเสาธงทองที่มีความศรัทธาเลื่อมใสในวัตรปฏิบัติของพระเถระผู้ใหญ่ของวัดทุกรูป โดยครอบครัวเรามีความผูกพันกับวัดเสาธงทองอย่างยิ่ง นับจากปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งเมื่อพระราชปัญญาโมลี (สมพร หรือ (ต่วน) คันธาโร) ขึ้นดารงํ ฐานะครองตําแหน่งเจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง ดิฉันมีโอกาสได้กราบนมัสการ และได้มีโอกาส รับทราบถึงวัตรปฏิบัติในการครองตน ครองคน และครองงานของหลวงพ่อหลายครั้งหลายโอกาส โดยมีคราวหนึ่งดิฉันมีโอกาสได้พบพระเดชพระคุณหลวงพ่อเดินทางไปเยี่ยมวัดที่อยู่ห่างไกล ในอาเภอต่าง ๆ ด้วยความเมตตาและท่านมีความตั้งใจบริหารปกครองวัดเสาธงทองให้เป็นศรีสง่า ํ ในฐานะวัดสําคัญของจังหวัดลพบุรี กราบถวายความอาลัยหลวงพ่อ พระราชปัญญาโมลี (สมพร) - เจ้าคุณต่วน ด้วยความเคารพอย่างสูง
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 111 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) หลวงพ่อท่านมีวัตรปฏิบัติที่เรียบง่าย ท่านให้ความเมตตาต่อสานุศิษย์เสมอต้น เสมอปลายท่านเผยแผ่หลักธรรมคาสอน และพระธรรมวินัยต่อพุทธศาสนิกชนให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ํ สามารถนําไปใช้ในชีวิตประจําวันได้เป็นอย่างดี เมื่อหลวงพ่ออาพาธ ดิฉันมีโอกาสไปกราบนมัสการเยี่ยมหลวงพ่อ ทั้งที่โรงพยาบาล และที่กุฏิของท่าน แม้หลวงพ่ออาพาธท่านยังคงมีวัตรปฏิบัติในการดํารงตนและบริหารวัด อย่างเต็มกําลัง ทุกครั้งที่ไปงานบุญที่วัดเสาธงทองแม้ไม่มีโอกาสขึ้นไปกราบเยี่ยมท่านที่กุฏิ แต่ดิฉันรำลึกเสมอว่า หลวงพ่อท่านพำ นักอยู่ ท่านเป็นหลักใจให้พุทธศาสนิกชนและคณะศิษย์ เสมอ เมื่อหลวงพ่อมรณภาพ นับเป็นความสูญเสียพระเถระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ในพระพุทธศาสนา ศิษย์ทั้งหลายขอกราบถวายความอาลัย และขอกราบน้อมส่งหลวงพ่อสู่แดน พระนิพพาน (น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔
112 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) หลวงพ่อต่วน เป็นชื่อที่เราคุ้นเคยพูดกันในหมู่ลูกศิษย์และชาวจังหวัดลพบุรี นามเดิมของท่านชื่อพระสมพร อยู่ชื่น ท่านบวชเรียนเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อพระพุทธวรญาณ อดีตเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี ท่านเป็นพระลูกวัดจำ พรรษาอยู่ที่วัดเสาธงทอง สอบเปรียญธรรม ได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค หลายคนจึงติดกับชื่อพระมหาสมพร คนฺธาโร ท่านปฏิบัติศาสนกิจ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธากับคณะสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา และพุทธศาสนิกชนจังหวัดลพบุรี มีผลงาน การพัฒนาการศาสนาดีเด่นจนได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระวิมลปัญญาภรณ์ เป็นรองเจ้าอาวาส วัดเสาธงทอง ต่อมาได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง และรองเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี พ.ศ. ๒๕๕๙ ท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชปัญญาโมลี และเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัด ลพบุรี กระผมและครอบครัวรู้จักหลวงพ่อต่วนมากกว่า ๒๐ ปี เคยไปกราบท่านที่กุฏิ ได้สนทนาธรรม ได้รับความรู้ และแนวดำ เนินชีวิตที่เหมาะสมอยู่เสมอ ตอนรุ่งเช้าท่านจะไปเดิน บิณฑบาตเป็นประจำ มีพุทธศาสนิกชนรอใส่บาตรเป็นจำ นวนมาก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๑ ลูกชายของ กระผม (นายแพทย์วีรภัทร โอวัฒนาพานิช) และเพื่อน (นายแพทย์ภานุวัฒน์ ศรีสวัสดิ์) ได้มา อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดเสาธงทองเป็นเวลา ๑๐ วัน ก่อนเข้าปฏิบัติงานเป็นแพทย์เพิ่มพูน ทักษะ พระภิกษุทั้งสองรูปได้รับความกรุณาจากหลวงพ่อต่วนอย่างมาก ท่านได้แนะนำแนว ปฏิบัติที่ถูกต้องของการเป็นพระภิกษุ โดยท่านกรุณาให้พักที่กุฏิของท่าน นำ ปฏิบัติให้ตื่นแต่เช้า สวดมนต์ไหว้พระ ออกบิณฑบาต ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น นั่งสมาธิ ศึกษาธรรมะ ร่วมพิธีสงฆ์ ในวาระต่าง ๆ ท่านเทศน์สอนหลักธรรมที่สำคัญเพื่อนำ ไปใช้เป็นประโยชน์อย่างมากในการปฏิบัติ งานในหน้าที่แพทย์ที่ดี ได้แก่ ความมีสัจจะ เมตตา และสามัคคี ซึ่งทั้งสองคนได้นำ ไปปฏิบัติใน ชีวิตประจำวันจนมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หลวงพ่อต่วน ท่านมีจิตใจเต็มเปี่ยมด้วยความเมตตากรุณากับทุกคนและทุกองค์กร ท่านมีจิตศรัทธาบริจาคให้โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราชหลายครั้ง ยอดเงินกว่า ๒ แสนบาท ในปี พ.ศ. ๒๕๕๗ - ๒๕๕๙ ท่านอาพาธต้องเข้าโรงพยาบาลหลายครั้งขณะท่านอาพาธท่านเป็น น้อมถวายความอาลัย แด่หลวงพ่อต่วน พระสุปฏิปันโน
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 113 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ผู้ป่วยที่ดีมากปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ขณะป่วยท่านยังได้สวดมนต์ภาวนา ทำ ให้อาการป่วยหายได้อย่างปาฏิหาริย์ หลังจากนั้นท่านกลับมาพักที่กุฏิก็พยายามจะฟื้นฟูสภาพ ร่างกายแม้จะต้องใช้ความพยายามอดทนอย่างมากท่านก็มีความเพียรที่จะปฏิบัติพร้อม ๆ กับ การปฏิบัติธรรมไปด้วย อาการอาพาธของท่านจึงค่อย ๆ ทุเลากลับเข้าสู่ปรกติ หลังจากท่านได้ฉลองครบรอบวันเกิด 80 ปี ท่านมีอาการอาพาธอยู่บ่อยครั้ง ต้องนอน รักษาในโรงพยาบาลหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2566 เป็นโรคปอดอักเสบ รุนแรงต้องรักษาใน ไอ.ซี.ยู. นานมากจวบจนท่านมรณภาพอย่างสงบ ขออานิสงส์ผลบุญที่หลวงพ่อต่วนได้บำ เพ็ญมาตลอดชีวิตได้น้อมนำ ส่งดวงวิญญาณ ของท่านสู่สุคติภพ สู่นิพพาน เทอญ น้อมถวายความอาลัยด้วยความเคารพยิ่ง นายแพทย์สมชาย โอวัฒนาพานิช อดีตประธานกองทุน ๑๐๐ ปีพระพุทธวรญาณ อดีตรองผู้อำ นวยการโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช
114 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก)
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 115 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) วัดเสาธงทอง ตําบลท่าหิน อําเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ประกาศแจ้งข่าวการมรณภาพ พระเดชพระคุณพระราชปัญญาโมลี (หลวงพ่อสมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖) อดีตเจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง/ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี ตามที่ พระเดชพระคุณพระราชปัญญาโมลี (หลวงพ่อสมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖) เจ้าอาวาส วัดเสาธงทอง/ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี เข้ารับการรักษาอาการอาพาธที่โรงพยาบาล พระนารายณ์มหาราช คณะแพทย์ผู้ดูแลรักษาได้ให้การรักษาอย่างใกล้ชิดเต็มความสามารถ ล่วงถึงวันพุธที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ พระเดชพระคุณพระราชปัญญาโมลี (หลวงพ่อ สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖) มีอาการทรุดลงและได้ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการอันสงบ ในเวลา ๑๔.๑๕ น. สิริอายุ ๘๕ ปี พรรษา ๖๔ วัดเสาธงทองและคณะแพทย์ผู้ดูแลรักษา จึงขอประกาศแจ้งข่าวการมรณภาพของ พระเดชพระคุณพระราชปัญญาโมลี (หลวงพ่อสมพร คนธาโร ป.ธ.๖) ให้ได้ทราบโดยทั่วกัน ทั้งนี้ ฺ กําหนดการอื่น ๆ ทางวัดจักแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป วัดเสาธงทองและคณะแพทย์ผู้ดูแลรักษา วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๖
116 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) กําหนดการ พิธีพระราชทานนํ้าหลวงสรงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖) อดีตเจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง/ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี วันศุกร์ที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ ณ ศาลาการเปรียญวัดเสาธงทอง ตําบลท่าหิน อําเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี วันศุกร์ที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ เวลา ๑๒.๓๐ น. เคลื่อนศพพระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖) มายังศาลาการเปรียญวัดเสาธงทอง เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. คณะสงฆ์ ศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชน สรงนํ้าศพ เวลา ๑๗.๐๐ น. พิธีพระราชทานนํ้าหลวงสรงศพ - เจ้าหน้าที่อัญเชิญนํ้าหลวง มาถึงบริเวณพิธี - นายอําพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ประธานในพิธี - เจ้าหน้าที่ฯ ประกอบพิธีสุกําสพ บรรจุใส่หีบ - ประธานในพิธี ทอดผ้าบังสุกุล จํานวน ๑๐ ไตร - พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ ๑๐ รูป พิจารณาผ้าบังสุกุล - พระสงฆ์สวดพระอภิธรรม - เสร็จพิธี วันเสาร์ที่ ๑ เมษายน ถึงวันจันทร์ที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๖ เวลา ๑๙.๐๐ น. พิธีสวดพระอภิธรรม (เป็นประจําทุกคืน) วันอังคารที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๖ (พิธีบําเพ็ญกุศลครบ ๗ วัน) เวลา ๑๐.๐๐ น. พระสงฆ์ ๑๐ รูป สวดพระพุทธมนต์ ฉันภัตตาหารเพล เวลา ๑๙.๐๐ น. พระสงฆ์สวดพระอภิธรรม คณะสงฆ์วัดเสาธงทอง และศิษยานุศิษย์ เจ้าภาพ
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 117 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) คำนำ อาตมาได้เขียนและรวบรวมเรียบเรียงคํากลอน คติธรรม ธรรมโอวาท และสาระน่ารู้ ต่าง ๆ เพื่อแจกแก่ผู้มาร่วมแสดงมุทิตาสักการะทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ ในงานทําบุญ อายุครบ ๘๐ ปี (๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๐) โดยได้ปรึกษาหารือกับท่านพระครูประภัสร์สุตคุณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง ซึ่งท่านเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในเรื่องนี้เป็นอย่างดี ท่านได้ ให้ความอนุเคราะห์เป็นภารธุระให้เป็นอย่างดียิ่ง ทั้งนี้ได้พิจารณาเห็นว่าจะเป็นหนังสือที่มี คุณประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกเพศ ทุกวัย ซึ่งมีสาระหลายอรรถรส เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติเตือนใจ แก่ผู้อ่าน เป็นแนวทางในการนําไปปฏิบัติในชีวิตประจําวัน เป็นการยับยั้งจิตใจในช่วงชีวิต ที่ประสบปัญหาบ้าง ซึ่งเมื่อได้อ่านแล้วจะได้ช่วยเป็นกําลังใจในอันที่จะทําให้พูดดี ทําดี คิดดี พูดถูก ทําถูก เป็นการแก้ไขปัญหาชีวิตในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตได้ตามสมควร และขออนุโมทนาแด่พระเถระทุกรูป ตลอดกระทั่งญาติโยม ผู้มีส่วนอุปถัมภ์ ในส่วนทานมัยก็ดี จากการขวนขวายช่วยเหลือการงานทุกอย่างก็ดี ให้สําเร็จลุล่วงไปด้วยดี ขอคุณพระศรีรัตนตรัย และความดีทั้งหลายที่ข้าพเจ้าบําเพ็ญมาด้วยดี จงเป็นพลวปัจจัย ขอแผ่เมตตาให้ท่านทั้งหลายทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ทุกท่าน มีอายุมั่นขวัญยืน มีความสดชื่น ในชีวิต มีความสุขกายสบายใจ คิดประสงค์สิ่งใดจงพลันสําเร็จสมดังใจปรารถนาทุกประการ พร้อมทั้งมีพลานามัยสุขสมบูรณ์ตลอดกาล เป็นนิตย์นิรันดร์เทอญ (พระราชปัญญาโมลี) เจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง (พระอารามหลวง) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๐
118 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) โอวาทธรรม ของครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ล้วนน่าสนใจยิ่ง
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 119 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) โอวาทธรรม หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล วัดเลียบ อําเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ธรรมะก็มีอยู่ในกาย เพราะกายมีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย พระพุทธเจ้าและพระสาวกเจ้า ทั้งหลาย ท่านได้เสียสละ เช่น ความสุขอันเป็นไปด้วยราชสมบัตินั้น พระองค์ท่านผู้มีคนยกย่อง สรรเสริญ คอยปฏิบัติวัตถากแล้วได้เสียสละมานอนกับดินกับหญ้า ใต้โคนต้นไม้ถึงกับอดอาหาร เป็นต้น การเสียสละเหล่านี้เพื่อประโยชน์อะไร ก็เพื่อให้ได้ถึงซึ่งวิโมกธรรม คือ ธรรมะ เป็น เครื่องพ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย และเมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้ก็ทรงนั่งสมาธิใต้ร่มไม้ อันเป็น สถานที่สงบสงัด และได้ทรงพิจารณาซึ่งความจริง คืออริยสัจ ๔ นี้เป็นมูลเหตุอันเป็นเบื้องต้น ของพระพุทธเจ้า โอวาทธรรม หลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ วัดป่าสุทธาวาส อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร สิ่งที่ล่วงไปแล้วไม่ควรไปทาความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง แม้จะท ําํ ความผูกพันและมั่นใจในสิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบันก็เป็นไปมิได้ ผู้ทําความสําคัญมั่นหมายนั้น เป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป อนาคตที่ยังไม่มาถึงก็เป็นสิ่งไม่ควรยึดเหนี่ยว เกี่ยวข้องเช่นกัน อดีตควรปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตก็ควรปล่อยไว้ตามกาลของมัน ปัจจุบันเท่านั้น ที่จะสําเร็จเป็นประโยชน์ได้เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทําได้ไม่สุดวิสัย
120 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) โอวาทธรรม หลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม อําเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ แม้จบพระไตรปิฎกหมดแล้ว จําพระธรรมได้มากมายมีคนเคารพนับถือมาก ทําการ ก่อสร้างวัตถุได้อย่างมากมาย หรือสามารถอธิบายถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้อย่างละเอียด แค่ไหนก็ตาม ถ้ายังประมาทอยู่ก็ยังว่าไม่ได้รสชาติของพระพุทธศาสนาแต่ประการใด เพราะ สิ่งเหล่านี้เป็นของภายนอกเท่านั้น เมื่อพูดถึงประโยชน์ก็เป็นประโยชน์ภายนอก คือเป็นไปเพื่อ สงเคราะห์สังคม เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่น เพื่อสงเคราะห์อนุชนรุ่นหลัง หรือเพื่อสัญลักษณ์ของ ศาสนวัตถุ ส่วนประโยชน์ของตนที่แท้นั้นคือ ความพ้นทุกข์ จะพ้นทุกข์ได้ก็ต่อเมื่อรู้จิตหนึ่ง - จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย - ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์ - จิตเห็นจิต เป็นมรรค - ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต เป็นนิโรธ โอวาทธรรม พระนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาจารย์ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง อําเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ใจ คือ ผู้อยู่เฉย ๆ และรู้ตัวว่าเฉย ไม่คิด ไม่นึก อันนั้นแหละ เรียก ตัว ใจ จิต คือ ผู้คิดนึก มันคิด มันนึก มันปรุง มันแต่ง สัญญาอารมณ์ ทั้งปวงหมด อันนั้นเรียก จิต เรื่องเรียนพระพุทธศาสนา ไม่ต้องเรียนอื่นไกล เรียนเข้ามาหาใจ เสียก่อนแล้วหมดเรื่อง พระพุทธเจ้าทรงสอนสาวกทั้งหลาย ก็สอนถึงใจทั้งนั้น ถึงที่สุดก็คือใจ เรียกว่า พุทธศาสนา สอนถึงที่สุดก็คือ ใจ เท่านั้น แต่ว่าเรายังทาไม่ถึงละซี เราจะต้องพยายามฝึกหัดอบรมใจของตนนี้ ํ ให้มันถึงที่สุด มันจึงจะเข้าถึงที่สุดของพุทธศาสนา หมดพุทธศาสนาได้ “ผู้ใดทําใจให้เป็นกลางได้ ผู้นั้นจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวง”
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 121 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) โอวาทธรรม หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ อําเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ให้พิจารณาความตาย นั่งก็ตาย นอนก็ตาย ยืนก็ตาย เดินก็ตาย โอวาทธรรม พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) วัดบรมนิวาส แขวงรองเมือง กรุงเทพมหานคร ในปวงเราชาวสยามนี้ ควรเห็นได้ว่าเป็นคนมีบุญมาก เกิดมาได้พบพุทธศาสนาทีเดียว ด้วยบุรพบุรุษถือมานานกว่า ๒,๐๐๐ ปีแล้ว อย่าพากันมีความประมาท พึงตั้งใจปฏิบัติให้เห็นผล จนรู้สึกตัวว่า เรามีที่พึ่งอันใดแล้ว จึงจะเป็นคนที่ไม่เสียทีที่ได้พบพระพุทธศาสนา อะไรเป็นปัจจัยของอวิชชา เรานั่นแหละเป็นปัจจัยของอวิชชา อะไรเป็นปัจจัยของเรา อวิชชานั่นแหละเป็นของเรา ถ้ามีอวิชชาก็มีเรา ถ้ามีเราก็มีอวิชชา ตําราแบบแผนมิใช่ยา ยามิใช่ตําราแบบแผน ความไข้ไม่ได้หายด้วยยาอย่างเดียว ต้อง อาศัยกินยานั้นด้วยไข้จึงหาย
122 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) โอวาทธรรม หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ไม่มีตัวตน สัตว์บุคคลเราเขาอะไรสักอย่าง เราเพ่งดูซี มันไม่เป็นแก่นสารที่ไหนเลย ถ้าเป็นแก่นสารทําไมคนจึงล้มหายตายจาก ถ้าเป็นแก่นสารตัวตนของเราทําไมเป็นหวัด เป็นไอ เป็นไข้ ทําไมเป็นหนาว เป็นร้อน เป็นทุกข์เป็นร้อน เพราะเหตุนี้ จึงเห็นว่าไม่ใช่ตัวตน ตาสําหรับเห็นรูป ใจ เป็นผู้รู้ว่า รูปดี รูปชั่ว รูปไม่ดี รูปไม่ชั่ว แท้ที่จริง รูปทั้งหลาย เขาไม่ได้ว่า รูปเขาดีเขาไม่ได้ว่าเขาชั่ว เราเป็นผู้ไปว่าเอา สมมติเอา - พระสติ หมายถึง ลมเข้า - พระวินัย หมายถึง ลมออก - พระปรมัตถ์ หมายถึง ผู้รู้ลมเข้าลมออก เป็นอันจบพระไตรปิฎก นอกนั้นเป็นแต่กิ่งก้านสาขาเท่านั้น โอวาทธรรม หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ อันว่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งมนุษย์ และเทวดา ได้ถูกไฟ ๑๑ กอง เผาอยู่เสมอ เป็นเหตุ ให้ได้รับความทุกข์นานาประการ ๑๑ กอง คือ ๑. ไฟราคะ ความกําหนัดชอบใจ อยากได้กามคุณ ๕ มีรูป เป็นต้น ๒. ไฟโทสะ คือ ความโกรธ มีความไม่พอใจเป็นลักษณะ ๓. ไฟโมหะ ได้แก่ ความลุ่มหลงในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ลังเล ใจฟุ้งซ่าน ๔. ชาติ คือ ไฟแห่งความเกิดอันเป็นทุกข์
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 123 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ๕. ชรา คือ ไฟแห่งความแก่อันเป็นทุกข์ ๖. มรณะ คือ ไฟแห่งความตาย อันเป็นทุกข์ ๗. โสกะ คือ ไฟแห่งความเศร้าโศก ๘. ปริเทวะ คือ ไฟบ่นเพ้อรํ่าไรรําพัน ๙. ทุกขัง คือ ไฟแห่งความทุกข์ลําบากกายใจ ๑๐. โทมนัส คือ ไฟแห่งความเสียใจ ๑๑. อุปายโส คือ ไฟแห่งความคับแค้นใจ ไฟทั้ง ๑๑ กองนี้แหละเผาลนสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ต้องพากันงมงายเวียนว่ายตายเกิด ได้รับทุกข์ต่าง ๆ โอวาทธรรม หลวงปู่สิม พุทธาจาโร วัดถํ้าผาปล่อง อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ พระพุทธเจ้าท่านจึงให้ปล่อยวางอย่าไปยึดถือ ตัวกูของกู ตัวเราของเรา มันเป็นเพียง สมมุติให้เป็นตัวเราของเราเท่านั้นแหละ ธาตุแท้มันไม่ได้เป็นของใคร เมื่อมีเหตุปัจจัยเกิดขึ้น มันก็เกิดขึ้นอย่างนี้ เมื่อหมดเหตุปัจจัยมันไปไหน ก็ละลายลงไปสู่พื้นแผ่นดิน ธาตุดินก็ไปสู่ ธาตุดิน ธาตุนํ้าก็ไหลไปสู่ธาตุนํ้า ไหลไปในอากาศ ธาตุลมก็ไปกับลม ธาตุไฟฟ้าความร้อน ความอบอุ่นมันก็ไปตามธาตุไฟ ธาตุเหล่านี้เมื่อเขาไหลเข้าไปอยู่ในสภาพของเขา เขาก็ไม่มี ความทุกข์ความเดือดร้อนอย่างไร เพราะธาตุดิน นํ้า ไฟ ลม เป็นธรรมชาติประจําโลก ประจํา วัฏสงสาร มานับไม่ถ้วนแล้ว มาถึงพวกเราภาวนาจะต้องให้รู้เข้าใจ จิตมายึดมาถือความทุกข์ ความเวทนานี้เป็นความหลง
124 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) โอวาทธรรม ท่านพ่อลี ธัมมธโร วัดอโศกราม อําเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ คนบางคนที่มีปัญญาฉลาดหลักแหลม สามารถจะอธิบายข้ออรรถ ข้อธรรมได้อย่าง ชัดเจนแจ่มแจ้ง แต่กิเลสเพียงหยาบ ๆ อันเป็นคู่ปรับแห่งศีล แค่นี้ยังละกันไม่ค่อยจะออกนี้ เป็นเพราะขาดความสมบูรณ์แห่งศีล สมาธิ ปัญญากระมัง จึงได้เป็นอย่างนี้ ศีลก็คงเป็นศีลอย่างเปลือก สมาธิก็คงเป็นสมาธิอย่างเปื้อนเปรอะ ปัญญาก็คงเป็นปัญญา อย่างเลอะเลือน เคลือบเอาเสมอเหมือนกับดวงกระจกที่ทาด้วยปรอท ฉะนั้นจึงไม่สามารถ เป็นเหตุให้สาเร็จด้วยความมุ่งหวังของพุทธบริษัทได้ ตกอยู่ในลักษณะมีดที่คมนอกฝัก คือฉลาด ํ ในเชิงพูด เชิงคิด แต่ดวงจิตไม่มีสมาธิ นี้เรียกว่า คมนอกฝัก โอวาทธรรม หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถํ้ากลองเพล อําเภอหนองบัวลําภู จังหวัดอุดรธานี การปฏิบัติธรรมนั้นไม่มีโทษมีแต่คุณ คือจิตไม่ขุ่นมัว จิตผ่องใส จิตเบิกบาน จะยืน เดิน นั่ง นอน ก็มีความสุข ไม่มีความทุกข์ จะเข้าสู่สังคมใด ๆ ก็องอาจกล้าหาญ การทําความเพียร เมื่อสมาธิเกิดมีขึ้น แล้วจะไม่มีความหวั่นไหว ไม่มีความเกียจคร้านต่อการงาน ทั้งทางโลก ทั้งทางธรรม จากนั้นก็เป็นปัญญาที่จะมาเป็นกําลัง เมื่อปัญญาเกิดขึ้นแล้วรู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ จะเรียนทางโลกก็สําเร็จ จะทําการธรรมก็สําเร็จ พระพุทธเจ้าท่านจึงสั่งสอนอบรมให้เกิดให้มี ขึ้นมาเบื้องต้นตั้งแต่ศีล ศีลเป็นที่ตั้งของสมาธิ สมาธิเป็นที่ตั้งของปัญญา ไม่ว่าศีล สมาธิ ปัญญา เป็นทางแห่งวิมุตติ คือความหลุดพ้นด้วยกัน
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 125 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) โอวาทธรรม หลวงปู่หลุย จันทสาโร วัดถํ้าผาบิ้ง อําเภอวังสะพุง จังหวัดเลย นี้แหละ…จิตของปุถุชนมันดื้อมันด้าน ดื้อด้านมันไม่ลงรอย จิตชนิดนี้ต้องทรมานด้วย กําลังศีลหนึ่ง กําลังทานหนึ่ง ทานของอวัยวะนะ ไม่ใช่ทานอามิส นี่ทาน…ขี้เกียจมาเอาทานมัน ให้ขยันนั่น คิดอดีตมาเอ้า ! ทานมันนะบริจาคนั้น ง่วงเหงาหาวนอน ทานมันนะไม่ต้องนอนนั่น หัดมันนะนั่น ทานละ ไอ้ความชั่วนะนั่น นี้แหละฉันใดก็ดีให้ตั้งอกตั้งใจ โอวาทธรรม หลวงปู่คําดี ปภาโส วัดถํ้าผาปู่นิมิต อําเภอเมือง จังหวัดเลย การปฏิบัติ ศีล - ธรรม ต้องมีเหตุมีผล เหตุดี ผลก็ดี ถ้าเหตุร้าย ผลก็ร้าย เปรียบเหมือน ของภายนอก อย่างผลไม้ต่าง ๆ มันก็เกิดจากต้นของมัน ถ้าไม่มีต้น ก็ไม่มีผล จะเป็นข้าวกล้า ผลไม้ ในไร่ในสวนก็เช่นกัน ดอกหรือผลของมัน พวกชาวสวนทั้งหลายเขาก็ปฏิบัติตกแต่ง แต่ลาต้นของมันเท่านั้น คือเขาต้องใส่ปุ๋ย ดายหญ้า รดน ํ ํ้า และรักษาสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ต้นไม้ของเรา ทั้งนั้น เมื่อเขาปฏิบัติลําต้นของมันดังกล่าว เรื่องของดอกและผลมันก็เป็นเองดังนี้ ทีนี้การปฏิบัติทางพระพุทธศาสนาก็คล้ายคลึงกัน ถ้าเราอยากเป็นคนมีเงินทอง อยากรํ่ารวยเหมือนเขา เราจะไปปฏิบัติตรงไหน พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ปฏิบัติ กาย วาจา ใจ ถ้ากายของเราดี วาจาของเราดี จิตใจของเราดี ได้ลาภมาก็มากและใหญ่ได้ ยศก็ใหญ่ได้ อะไร มาก็มีแต่ของดีทั้งนั้น ถ้ากาย วาจา ใจดีแล้ว เมื่อกาย วาจา ใจ ของเราเป็นบาปแล้วได้อะไรมาก็เป็นของที่ไม่ดีทั้งนั้น
126 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) โอวาทธรรม หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ วัดอรัญบรรพต อําเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย “เรือที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างแข็งแรง เมื่อถูกคลื่นกระทบแล้วไม่เสียหายฉันใด จิตของ บุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้าย่อมไม่หวั่นไหวก็ฉันนั้น” อธิบายว่า เมื่อบุคคลใดฝึกจิตนี้ให้มั่นอยู่ในศีล อยู่ในสมาธิ อยู่ในปัญญา เต็มที่แล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรมแปดประการฉันนั้น คือ เมื่อมีลาภ มียศ มีสรรเสริญ และมีความ สุขกายสบายใจ ก็ไม่เพลิดเพลินมัวเมาในลาภ เป็นต้น และเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา ถูกทุกข์ ครอบงํากายและจิตก็ไม่หวั่นไหว คือไม่เศร้าโศกเสียใจ ทั้งนี้ก็เพราะมีปัญญาเห็นแจ้งตาม เป็นจริงว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอนอะไรเลย มีเกิดขึ้นแล้วแปรปรวนแตกดับ ไปเป็นธรรมดา เหมือนกับเรือที่นายช่างต่อดีแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวต่อคลื่นฉันนั้น โอวาทธรรม พระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี “พระพุทธเจ้าองค์เอก สอนธรรมชั้นเอกทั้งนั้น ๆ ให้เราประพฤติ ปฏิบัติ นาเข้าไปต่อกร ํ กับกิเลส เมื่อถึงขั้นเอกจิตแห่งผู้ปฏิบัติแล้ว ทําไมจะไม่เป็นเอกธรรม สําหรับจิตดวงที่พ้นจาก สมมุติโดยประการทั้งปวงแล้ว ต้องเป็นเอกจิต เอกธรรม นั้นละความเลิศความประเสริฐอยู่ ตรงนั้น พระพุทธเจ้าพ้นจากทุกข์ก็พ้นที่ตรงนั้น เลิศก็เลิศที่ตรงนั้น ไม่มีใครบอกว่าเลิศก็เลิศ ที่ตรงนั้นเป็นของอัศจรรย์ที่ตรงนั้นนอกนั้นไม่ปรากฏว่าสิ่งใดเป็นสิ่งอัศจรรย์ และเป็นคู่แข่ง แห่งธรรมอันเอกของพระพุทธเจ้าที่หลุดพ้นแล้ว หรือบริสุทธิ์แล้วนั้นเลย”
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 127 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) โอวาทธรรม พระอาจารย์วัน อุตฺตโม วัดถํ้าอภัยดํารงธรรม อําเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เพราะฉะนั้นตัณหานี้เราจะต้องเพียรพยายามละ คือ ตั้งความเพียงของเราไว้ “ปหาน ปธาน” เพียรละความชั่วของเรา “สังวรปธาน” เพียรระวังไม่ให้ความชั่วเกิดขึ้น “ภาวนา ปธาน” เพียรให้ความดีเกิดขึ้น “อนุรักขนาปธาน” เพียรรักษาความดีของเราไว้ นี้เรียกว่าหลัก ของความเพียรจะต้องเพียรพยายาม ที่เราจะละความชั่วของเราได้ การเพียรปหานปธานนี้ เราต้องทบทวนเข้ามาภายใน มาดูที่จิตใจของเรา ดูที่กายของเรา ดูวาจาของเราต้องให้ดูกิริยา มารยาทของเราที่แสดงออก ที่เราปฏิบัติอย่างหนึ่งนั้นดีหรือชั่ว เราต้องมาตรวจค้นดู ทบทวนดู หรือส่องดู เงาของเจ้าของ การภาวนา นี้แหละเท่ากับว่าเป็นการส่องดู เป็นแว่นธรรมเป็นกระจก สําหรับส่องดูตัวของเรา ให้รู้ให้เห็นว่าเป็นอย่างไรดีหรือชั่ว สะอาดหรือเศร้าหมอง เราจะได้รู้ ได้เห็นด้วยอาศัยการภาวนานี้แหละ โอวาทธรรม พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ วัดเจติยาคีรีวิหาร อําเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย อย่าพากันไว้ใจในชีวิตของตน ชีวิตเป็นของไม่เที่ยงไม่แน่นอน วันนี้ เรามีชีวิตอยู่ หายใจอยู่ วันหลังมาชีวิตจะเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ ชีวิตของเรานั้นวันหลังจะเป็นอย่างไรในพรรษานี้ พวกเราทั้งหลายเชื่อหรือชีวิตเราจะตลอดพรรษา เพราะความตายเป็นของไม่มีกาลเวลา จิตมัน จะตายเวลาไหนก็ไม่รู้ เพราะชีวิตเป็นของไม่เที่ยง สุดแท้แต่มันจะเป็นไป เมื่อเรามีชีวิตอยู่ อย่าพากันประมาท จงพากันรีบบําเพ็ญความดี ให้เกิดให้มีขึ้นในดวงจิต ความคิดของเรา รู้อื่นหมื่นแสน ยังไม่แม้นเท่ารู้ตน รู้อื่นหมื่นล้าน ยังไม่พ้นพาลเหมือนดีตน ชนะอื่นหมื่นโกฏิ ยังไม่พ้นโทษเหมือนชนะตน รู้ตนดี ตนชนะตน นั้นยอมคนผู้ชนะดี
128 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) โอวาทธรรม พระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร วัดป่าแก้ว อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร สุขได้สบายได้ แต่สุขสบายเพราะความหลงของใจ ถ้าเกิดโรคภัยเจ็บปวดขึ้น เขาจะ มาเต้นรําขนาดไหนให้ดูมันก็ไม่เพลิน จะเอาเงินจะเอาทองมาวางกองเป็นไว้ใหญ่โตขนาดไหน มันก็ไม่มีความสุข เพราะใจมันเป็นทุกข์มันห่วง มันหวงในชีวิต คนที่ไม่มีความสุขของใจ โดยส่วนใหญ่ไปสถานที่ใด ใครเข้ามาหาก็บ่นทุกข์อย่างนั้น ก็บ่นทุกข์อย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่มีสมบูรณ์ ทุกอย่าง บ้านช่องห้องหออะไรก็ใหญ่โต เงินทองข้าวของอะไรเยอะแยะ แต่ก็บ่นว่าทุกข์ ทุกข์ มันทุกข์อะไร มันทุกข์ใจ โอวาทธรรม หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต วัดอุดมคงคาคีรีเขต อําเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น เป็นครูสอนคนอื่นก็ดีอยู่ หากสอนตัวเองด้วยก็จะดีมากขึ้น เราตรวจคะแนนให้คนอื่น ข้อนี้ถูก ข้อนั้นผิด เราเคยตรวจดูตัวเองบ้างหรือเปล่า วันเวลาผ่านไปตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน คะแนนฝ่ายดีกับคะแนนฝ่ายชั่วนั้น ข้างไหนมันมากน้อยกว่ากัน กลับไปตรวจตัวเองเด้อ ศีลมีมากหลายข้อ ไม่ต้องรักษาหมดทุกข้อดอก รักษาแต่ใจของเจ้าให้ดีอย่างเดียวให้ดี กาย วาจา ก็จะดีไปด้วยกันนั่นแหละ
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 129 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) โอวาทธรรม หลวงปู่หล้า เขมปัตโต วัดบรรพตคีรี อําเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร “การพิจารณาไตรลักษณ์ ให้เห็นชัดประจักษ์แจ้งนี้นา ไม่หวังว่าจะหอบใส่รถไป พระนิพพานด้วยหรอก อนิจจาเอ๋ย พิจารณาเพื่อถอนความหลงของเจ้าตัวที่เข้าใจผิดคิดว่าเป็น ของเที่ยงเป็นของสุขเป็นตัว เราเขาสัตว์ บุคคลต่างหากเพื่อให้หน่ายความหลงของเจ้าตัวที่หลงมา อวิชชาก็ว่าปัญญาเป็นหัวหน้าของสมาธิและศีลตอนนี้มีพละกําลังมาก”
130 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) คติธรรม - คำกลอน สอนธรรม
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 131 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) คติธรรม “ยามมีบุญเขาก็ยก ยามตกตํ่าเขาก็หยาม ยามมีศัตรูก็ต้องคอยระวัง ยามหมดความหวังก็ต้องทําใจ” คติธรรม “เมื่อเจ้ามามีอะไรมาด้วยเจ้า เจ้าจะเอาแต่สุขสนุกไฉน เมื่อเจ้ามามือเปล่าเจ้าจะเอาอะไร เจ้าก็ไปมือเปล่าเหมือนเจ้ามาฯ” คำกลอนสอนธรรม พระรัตนตรัย พระพุทธะ พระธรรมะ และพระสงฆ์ ล้วนต่างองค์ เป็นสามพระ หรือไฉน หรือเป็นองค์ เดียวกัน ที่ชั้นใน ดูเท่าไร ก็ไม่เห็น เป็นสามองค์ นั่นถูกแล้ว ถ้าดูกัน แต่ชั้นนอก คือดูออก มีพุทธะ จอมพระสงฆ์ ได้ตรัสรู้ ซึ่งพระธรรม ทรงจํานง สอนพระสงฆ์ ทั้งหลาย ให้รู้ตาม แต่เมื่อดู ชั้นใน กลับได้พบ ว่าธรรมหนึ่ง ซึ่งอยู่ครบ ในพระสาม ทั้งพุทธ สงฆ์ หรือว่าองค์ พระธรรมงาม ล้วนมีความ สะอาด สว่าง-สงบ บรรจบกันฯ (พุทธทาสภิกขุ)
132 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) อรหันต์ อรหันต์ นั้นคือถูก ถึงที่สุด ทางวิมุตติ จากทุกข์ ทุกสาขา ถึงความเต็ม แห่งมนุษย์ สุดพรรณนา ควรแก่การ วันทา ยิ่งกว่าใคร ท่านหักแล้ว ซึ่งวง แห่งวัฏฏ์วน ไม่มีตน เวียนว่าย ในภพไหน เหนือบุญ บาป ชั่ว ดี มีแต่ใจที่ว่างไป จากตัวกู และของกู จิตหลุดจาก ทุกอย่าง ที่เคยติด ไม่มีพิษ มีภัย อะไรอยู่ เหนือความเกิด ความตาย ใคร่ครวญดู จะได้รู้ พระนิพพาน เหมือนท่านแล ฯ (พุทธทาสภิกขุ) เป็นมนุษย์ หรือ เป็นคน? เป็นมนุษย์ เป็นได้ เพราะใจสูง เหมือนหนึ่งยูง มีดี ที่แววขน ถ้าใจตํ่า เป็นได้ แต่เพียงคน ย่อมเสียที ที่ตน ได้เกิดมา ใจสะอาด ใจสว่าง ใจสงบ ถ้ามีครบ ควรเรียก มนุสสา เพราะทําถูก พูดถูก ทุกเวลา เปรมปรีดา คืนวัน สุขสันต์จริง ใจสกปรก มืดมัว และร้อนเร่า ใครมีเข้า ควรเรียก ว่าผีสิง เพราะพูดผิด ทําผิด จิตประวิง แต่ในสิ่ง นำำตัว กลั้วอบาย
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 133 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) คิดดูเถิด ถ้าใคร ไม่อยากตก จงรีบยก ใจตน รีบขวนขวาย ให้ใจสูง เสียได้ ก่อนตัวตาย ก็สมหมาย ที่เกิดมา อย่าเชือนเอย (พุทธทาสภิกขุ) ศีล ๕ ศีลข้อหนึ่ง นั้นหนา เว้นฆ่าสัตว์ สารพัด น้อยใหญ่ ในพื้นหล้า ไม่เบียดเบียน ยํ่ายี หรือบีฑา มีเมตตา แก่กัน นั่นแหละดี ศีลข้อสอง อย่าปองทรัพย์ ของผู้อื่น เป็นพันหมื่น มากน้อย แม้สามสี่ ทั้งลักชิง วิ่งราว เขาไม่ดี พวกเรานี้ ควรเลี้ยงชีพ ด้วยสัมมา ศีลข้อสาม เว้นกาเม เถลไถล ผัวหรือลูก เมียใคร ไม่ไว้หน้า ทำำมั่วซั่ว ชั่วตํ่า เข้าตำำรา จึงควรมา ระวัง ตั้งมะโน ศีลข้อสี่ เว้นพูดปด ทําลดเลี้ยว ทำำปากเบี้ยว เรื่องราว เหม็นฉาวโฉ่ เรื่องนิดเดียว เที่ยวคุยใหญ่ จะให้โต องค์พุทโธ ท่านให้ถือ ซื่อต่อกัน ศีลข้อห้า เว้นสุรา ยาเสพติด ทุกชนิด ถ้าใครละ จะสุขสันต์ เที่ยวกินสูบ ดมเป่า พัลวัน สตินั้น คอยป้องปัด ขจัดภัย
134 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ศีลทั้งห้า ถ้าใครมี ดีแน่แน่ ประเสริฐแท้ ทุกถิ่นฐาน หรือบ้านไหน ทั้งญาติมิตร ที่ชิดเชื้อ จะเชื่อใจ ชีวิตใส สวยสด หมดเวรกรรม (ฤๅษีแต่งใหม่ - ๒๔ มกราคม ๒๕๓๙) มองแต่แง่ดีเถิด เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่ เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ดายเปล่าเลย ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง (พุทธทาสภิกขุ) สิบนิ้วประนม สิบนิ้วที่ ที่ประนม บังคมไหว้ ลําดับได้ ห้าคู่ ดูงามสม ยามที่เรา ยกตั้ง หวังประนม ควรจะก้ม มองรู้ อย่าดูดาย คู่ที่หนึ่ง นั้นหรือ คือนิ้วโป้ ชื่อก็โก้ นิ้วก็แข็ง แรงเหลือหลาย จับสิ่งใด โป้ต้องช่วย ด้วยทุกราย เป็นเครื่องหมาย สอนให้ ใฝ่วิชา คู่ที่สอง นั้นหรือ คือนิ้วชี้ เป็นนิ้วที่ มีอำำนาจ วาสนา ชี้สิ่งใด ได้สิ่งนั้น เห็นทันตา นี้สอนว่า ชายหญิง ต้องจริงใจ
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 135 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) คู่ที่สาม นิ้วกลาง ระหว่างเพื่อน เสมือนเดือน มีดาว พราวไสว ญาติสนิท มิตรสหาย รายล้อมไว้ นี้สอนให้ เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่กัน คู่ที่สี่ นี้คือ นิ้วนางน้อง ให้ปรองดอง ทรัพย์สิ่ง เป็นมิ่งขวัญ ใส่แหวนเพชร มีราคา ค่าหมื่นพัน ทรัพย์สินนั้น ออมไว้ ให้คงคลัง คู่ที่ห้า นั้นหรือ คือนิ้วก้อย นิ้วน้อยน้อย ธรรมดา ถ้าอยู่หลัง ยามไหว้พระ อยู่ข้างหน้า สง่าจัง อย่ามัวรั้ง รีบทำำดี อย่ารีรอ (พระครูกิตติวัฒนคุณ วัดวชิราลงกรณ์วราราม) พระคุณแม่ พระคุณแม่ เลิศฟ้า มหาสมุทร พระคุณแม่ สูงสุด มหาศาล พระคุณแม่ เลิศหล้า สุธาธาร ใครจะปาน แม่ฉัน นั้นไม่มี ความรักของแม่ รักใดเล่า รักแน่ เท่าแม่รัก ผูกสมัคร รักมั่น ไม่หวั่นไหว ห่วงใดเล่า เท่าห่วง ดังดวงใจ ที่แม่ให้ กับลูก อยู่ทุกครา ยามลูกขื่น แม่ขม ตรมหลายเท่า ยามลูกเศร้า แม่โศก วิโยคกว่า ยามลูกหาย แม่ห่วง คอยดวงตา ยามลูกมา แม่หมด ลดห่วงใย
136 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ยามมีกิจ หวังให้เจ้า เฝ้ารับใช้ ยามป่วยไข้ หวังให้เจ้า เฝ้ารักษา ครั้งถึงคราว ล่วงลับ ดับชีวา หวังให้เจ้า เฝ้าปิดตา คราสิ้นใจ พระคุณแม่ ทั้งสามภพ ยกตั้ง ขึ้นชั่งเปรียบ หนักไม่เทียบ พระคุณแม่ สุดแลหา ถึงอบอุ่น สุริยัน และจันทรา อกมารดา อิงอุ่น กว่าสูรย์จันทร์ ถึงธารทิพย์ หลั่งไหล มาให้ดื่ม ไม่ปลาบปลื้ม ซาบซ่าน เท่าธารถัน ถึงนางฟ้า มาอุ้ม ช่วยคุ้มกัน ไม่เทียมทัน ตาแม่ ที่แลมอง แม้สังขาร ลาญแหลก แม่แลกได้ หวังจะให้ ลูกตน พ้นภัยผอง แม้สูญสิ้น ดินฟ้า ธารานอง พระคุณของ แม่ข้านี้ ย่อมมีเอย (พระมหาสงวน กาญจนพรหม นครศรีธรรมราช) ผู้มีแต่ ให้ คําว่า “แม่” นั้นยิ่งใหญ่ หาใดเปรียบ สุดจะเทียบ เทียมได้ ในโลกหล้า เพราะแม่นั้น ให้กําเนิด เกิดลูกมา คุณของค่า นํ้านม หาใดปาน แม่มีแต่ คําว่า “ให้” ไม่คิดรับ แม่ให้ทรัพย์ ให้วิชา ให้อาหาร ให้ชีวิต ให้ความคิด ให้วิญญาณ สุดประมาณ จะนับได้ มากมายจริง
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 137 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) พระคุณพ่อ พระคุณพ่อ เหมือนแผ่นฟ้า มาปกป้อง คอยคุ้มครอง ลูกจน เติบใหญ่หนา ทนเหนื่อยยาก ตรากตรํา คลํ้ากายา สุดจะหา ใครเหมือนท่าน นั้นไม่มี ถึงวันพ่อ แล้วหนอ เพื่อนทั้งหลาย ขอให้พ่อ สุขสบาย เกษมศรี ทั้งโรคภัย ไข้เจ็บ อย่าได้มี พ่อแม่เฒ่า เรานี้ ทดแทนคุณ (บุษกริน ลิ่มสกุล) เสียงจากพ่อ พ่อไม่มี เงินทอง จะกองให้ จงตั้งใจ พากเพียร เรียนหนังสือ หาวิชา ความรู้ เป็นคู่มือ เพื่อยึดถือ เอาไว้ ใช้เลี้ยงกาย (ครู ที่กาญจนบุรี) ครูดี-ศิษย์ดี เมื่อครูดี ก็เป็นศรี แก่มวลศิษย์ จําเริญวิทย์ วาสนา ชูราศี แม้ศิษย์ดี มีใจ ใฝ่ไมตรี ก็เป็นศรี แก่ครู ผู้การุณย์ (วิทยาลัยครูเทพสตรี)
138 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) หนึ่งนาทีก็มีค่า การอบรม บ่มนิสัย ให้ศิษย์นั้น เพียงแต่วัน ละนาที ก็ดีถม ศิษย์จะดี มีค่า หรือล่มจม อาจเป็นเพราะ การอบรม หนึ่งนาที (ม.ล.ปิ่น มาลากุล) ความรู้คู่คุณธรรม เมื่อความรู้ ยอดเยี่ยม สูงเทียมเมฆ แต่คุณธรรม ตํ่าเฉก ยอดหญ้านั้น อาจเสกสร้าง มิจฉา สารพัน เพราะจิตอัน ไร้อาย ในโลกา แม้คุณธรรม สูงเยี่ยม ถึงเทียมเมฆ แต่ความรู้ ตํ่าเฉก เพียงยอดหญ้า ย่อมเป็นเหยื่อ ทรชน จนอุรา ด้วยปัญญา อ่อนด้อย น่าน้อยใจ หากความรู้ สูงลํ้า คุณธรรมเลิศ แสนประเสริฐ กอปรกิจ วินิจฉัย จะพัฒนา ประชาราษฎร์ ทั้งชาติไทย ต้องฝึกให้ ความรู้ คู่คุณธรรม (ศาสตราจารย์อําไพ สุจริตกุล) เสียงจากครู สักวันหนึ่ง คงจะรู้ ว่าครูรัก สักวันหนึ่ง คงประจักษ์ เป็นสักขี สักวันหนึ่ง คงจะรู้ ว่าครูดี สักวันหนึ่ง คงได้ดี เพราะเชื่อครู (โรงเรียนชุมชนบ้านท่าสะอาด)
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 139 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ครูคือใคร ใครคือครู ครูคือใคร ในวันนี้ ใช่อยู่ที่ ปริญญา มหาศาล ใช่อยู่ที่ เรียกว่า ครูอาจารย์ ใช่อยู่นาน สอนนาน ในโรงเรียน ครูคือผู้ ชี้นำำ ทางความคิด ให้รู้ถูก รู้ผิด คิดอ่านเขียน ให้รู้ทุกข์ รู้ยาก รู้พากเพียร ให้รู้เปลี่ยน แปลงสู้ รู้สร้างงาน ครูคือผู้ ยกระดับ วิญญาณมนุษย์ ให้สูงสุด กว่าสัตว์ เดรัจฉาน ปลุกสํานึก สั่งสม อุดมการณ์ มีดวงมาน เพื่อมวลชน ใช่ตนเอง ครูจึงเป็น นักสร้าง ผู้ใหญ่ยิ่ง สร้างคนจริง สร้างคนกล้า สร้างคนเก่ง สร้างคนให้ ได้เป็นตัว ของตัวเอง ขอมอบเพลง นี้มา บูชาครู (เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์) นักเรียนที่ดี ไม่โยกเก้าอี้ ไม่หนีโรงเรียน ไม่เขียนข้างฝา ไม่ด่าครูสอน ไม่นอนตื่นสาย ไม่หน่ายการเรียน ไม่เกลียดการงาน ไม่ผลาญเงินตรา ไม่ซ่าหาเรื่อง ไม่เคืองโกรธกัน ไม่พลันทําผิด ไม่คิดมุ่งร้าย มีใจเมตตา กรุณาทั่วกัน สุขสันต์ทั่วหน้า สิ้นปัญหาแน่ ๆ คุณครูและพ่อแม่ ก็ชื่นใจ (พระปลัดพวง สุตาจาโร)
140 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ภัยร้ายของนักเรียน เป็นนักเรียน เพียรศึกษา อย่าริรัก ถูกศรปัก เรียนไม่ได้ ดั่งใจหมาย สมาธิ จะหักเหี้ยน เตียนมลาย ถึงเรียนได้ ก็ไม่ดี เพราะผีกวน แต่เตือนกัน สักเท่าไร ก็ไม่เชื่อ มันแรงเหลือ รักร้าย หลายกระสวน หลอกพ่อแม่ ได้มากมาย หลายกระบวน หน้าขาวนวล ใจบาปดำำ ซํ้าละลาย การเล่าเรียน เบื่อหน่าย คล้ายจะบ้า ใช้เงินอย่าง เทนํ้าเทท่า น่าใจหาย ไม่เท่าไร ใจกระด้าง สิ้นยางอาย หญิงหรือชาย เรียนไม่ดี สิ่งนี้เอง มีสัจจะ ทมะ และขันติ กตัญญู กตเวที อย่าโฉงเฉง รักพ่อแม่ พวกพ้อง ต้องยำำเกรง เรียนให้เก่ง ได้ยิ้มแปล้ แก่ทุกคน (พุทธทาสภิกขุ) เด็กดี มีความขยัน อันเด็กดี ย่อมมี ความขยัน ทุกคืนวัน หมั่นเพียร เรียนหนังสือ ช่วยพ่อแม่ ทํางาน หมั่นฝึกปรือ โลกเลื่องลือ ว่าเด็กนั้น ขยันเอย
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 141 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) นานาสาระ…ข้อคิด คนเราจะเห็นนํ้าใจกัน ๓ ยาม คือ ๑. ยามจน ๒. ยามเจ็บ ๓. ยามจาก ยามทั้ง ๓ หมายถึงอะไร ยามจน คือ จนทรัพย์สิน หรือจนใจ ยามเจ็บ คือ ยามเจ็บไข้ได้ป่วย ยามจาก คือ ยามจากตอนเป็นหรือยามจากตอนตาย ความจริงของชีวิต ๓ ๑. มีความเกิดขึ้น ๒. มีความแปรปรวนในท่ามกลาง ๓. มีความแตกสลายดับลงในที่สุด คือมนุษย์ - สัตว์, สรรพสิ่ง, เหมือน ๆ กัน คือ เกิดขึ้น อุทยะ ดํารงอยู่ ฐิติ สิ้นไปเสื่อมไป วยะ แบบคน ๓ แบบ ๑. แบบอย่าง คือ ปฏิบัติตัวเองให้เป็นตัวอย่างของอนุชน ๒. แบบแผน คือ ระเบียบต่าง ๆ และกฎข้อบังคับ ๓. แบบฉบับ คือ ทําให้เป็นแบบอย่างที่ดี เช่น เป็นแม่พิมพ์ พ่อพิมพ์ คนมีบุญมีความดี ๓ สมัย ๑. เป็นผู้มาดี มีบุญติดตัวมา ๒. เป็นอยู่ดี อยู่ด้วยบุญ อยู่เพื่อทําบุญต่อไป ๓. เป็นผู้ไปดี มีบุญติดตัวไป ไปสู่สุคติโลกสวรรค์
142 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) คนมีสมบัติ ๓ อย่าง ๑. สมบัติติดตัว ได้แก่ ความแก่ ความเจ็บ และความตาย ติดตัวมาตั้งแต่เกิด เป็นต้นไป ๒. สมบัติไม่ติดตาม ได้แก่ ทรัพย์สิน - เงินทอง - ที่ดิน และสิ่งของต่าง ๆ ๓. สมบัติติดตาม ได้แก่ บาป บุญ หรือ ความดี ความชั่ว ภูมิ ๓ ภูมิ ในที่นี้แปลว่า ชั้น คือ ๑. ภูมิรู้ดี คือมีความรู้หลาย ๆ ด้าน หรือรู้อย่างเดียวแต่เชี่ยวชาญ ๒. ภูมิธรรมดี คือมีความประพฤติดี มีคุณธรรมปฏิบัติอยู่เสมอ ๓. ภูมิฐานดี คือมีความสามารถ ความฉลาด ความรอบคอบ เรือน ๓ ๑. เรือนกาย คือมีรูปร่างการแต่งกายเรียบร้อย ๒. เรือนใจ คือมีจิตใจงดงาม มรรยาทเรียบร้อย ๓. เรือนครัว คือความสะอาดเรียบร้อยดูงามตา ให้เท่าไรไม่รู้จักพอ ๓ ประการ ๑. กองไฟ ไหม้เท่าไรไม่รู้จักพอ ๒. มหาสมุทร (ทะเล) นํ้าลงทะเลไม่รู้จักพอ ๓. คนมักมาก (คนโลภ) มีเท่าไรไม่รู้จักพอ ชีวิตของคนอยู่ด้วยนํ้า ๔ ประเภท ๑. นํ้ากิน ๒. นํ้าใช้ ๓. นํ้าใจ ๔. นํ้าคํา (วาจา) ๑. นํ้ากิน สําหรับรับประทานเมื่อยามต้องการ ๒. นํ้าใช้ สําหรับใช้อาบ ซักเครื่องนุ่งห่ม ๓. นํ้าใจ ใจดีมรรยาทงดงาม ใจงาม ๔. นํ้าคํา (วาจา) พูดจาอ่อนหวานน่าฟัง พูดจาไพเราะนิ่มนวล บรรดานํ้าทั้ง ๔ ประเภทนี้ นํ้าใจเป็นนํ้าที่ศักดิ์สิทธิ์และประเสริฐที่สุด โบราณท่าน กล่าวไว้ว่า “นํ้าบ่อนํ้าคลองยังเป็นรองนํ้าใจ นํ้าอะไร ๆ ก็สู้นํ้าใจไม่ได้”
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 143 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) วิ่งดูแล้วไม่งาม ๔ จําพวก ๑. พระสงฆ์ (ไม่สํารวมอินทรีย์) ๒. พระราชา (ทรงประดับเครื่องวรกายไม่งาม) ๓. หญิงสาว (เว้นเล่นกีฬา) ๔. ช้างคชสาร (พระยาช้างมีเครื่องประดับ) ไม่ควรเชื่อ ๔ ประเภท ๑. ทูตที่มาเจรจาความเมือง ๒. คู่ความคดี ๓. แม่ค้าพ่อค้าที่ขายของ ๔. ชายหนุ่มที่กําลังหลงรักสตรี ไม่ควรเข้าใกล้ ๔ ประเภท นี้ ๑. ฤๅษีขาดตบะ ๒. พระขาดศีล ๓. แผ่นดินขาดต้น (พฤกษชาติ) ๔. คนขาดธรรม ความวิบัติเสียหาย ๔ ๑. ศีลวิบัติ ศีลเสีย ๒. อาจารย์วิบัติ ความประพฤติเสีย ๓. ทิฏฐิวิบัติ ความเห็นเสีย ๔. อาชีววิบัติ อาชีพเสีย (เลี้ยงชีพในทางที่ผิด) ว่าด้วยมรรยาทในการพูด ๔ ประการ ๑. ไม่พูดคําเท็จ (โกหก) ๒. ไม่พูดส่อเสียด ๓. ไม่พูดแข่งดี ๔. พูดมีหลักน่าเชื่อถือตามกาลอันควร
144 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) สิ่งที่แพ้กัน ๔ อย่าง ไฟแดงแสงร้อนลํ้า ยังแพ้นํ้าเป็นนิจมา เหล็กแข็งอันแรงกล้า ยังต้อนอ่อนเพราะร้อนไฟ ลมโบกสะบัดแรง ต้นไม้แข็งยังโค่นได้ ชายเรืองฤทธิไกร ยังต้องแพ้แก่สตรีฯ อันตรายของผู้บวชใหม่ ๔ อย่าง ๑. เบื่อต่อคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตามไม่ไหว ไม่มีความอดทน เกียจคร้าน ที่จะทําตาม ๒. ทนต่อความอดอยากไม่ได้ เป็นคนเห็นแก่ปาก แก่ท้อง ๓. เพลิดเพลินในกามคุณทั้ง ๕ อยากมีความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป ๔. รักผู้หญิง (ผู้ที่หวังจะพบความเจริญแก่ตน พึงระวังอย่าให้เกิดอันตรายนี้ได้) บุคคลที่กลัวตาย ๔ จําพวก ๑. ยังไม่ปราศจากความทะยานอยากในกามทั้งหลาย ๒. ยังไม่ปราศจากความทะยานอยากในกาย ๓. เป็นผู้ไม่ได้ทําความดีไว้ ไม่ได้ทํากุศลไว้ ๔. มีความสงสัยเคลือบแคลงในพระสัทธรรม บุคคลที่ไม่กลัวตาย ๔ จําพวก ๑. เป็นผู้ปราศจากความทะยานอยากในกามทั้งหลาย ๒. เป็นผู้ปราศจากความทะยานอยากในกาย ๓. เป็นผู้ทําความดีไว้ ทํากุศลไว้ ๔. เป็นผู้ไม่มีความสงสัยเคลือบแคลงในพระสัทธรรม (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ ข้อ ๑๘๔)
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 145 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) สี่คนหาม “สี่คนหาม สามคนแห่ หนึ่งคนนั่งแคร่ สองคนพาไป” สี่คนหาม ได้แก่ ธาตุทั้งสี่ที่มีอยู่ในกาย สามคนแห่ ได้แก่ สามัญลักษณะทั้งสาม หนึ่งคนนั่งแคร่ ได้แก่ จิตที่ตั้งอยู่ในกาย สองคนพาไป ได้แก่ บุญและบาป (หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม) ๕ พอ จงรู้จักพอ…เพื่อชีวิต พอ ๑ - พอใจในชีวิตของเราที่เกิดมาเป็นเรา พอ ๒ - พอใจในความเป็นอยู่ที่เราทําให้ดีที่สุดแล้ว ไม่โลภ รู้จักพอ พอ ๓ - พอใจในงาน พอใจในสังคมของเรา พอ ๔ - พอใจในสิ่งที่จําเป็นสําหรับการดํารงชีวิต พอ ๕ - พระศาสนาให้มีประจําใจ หญิงงามทั้ง ๕ เรียกว่าเบญจกัลยาณี ๑. ผมงาม ๒. เนื้องาม ๓. กระดูกงาม ๔. ผิวงาม ๕. วัยงาม ตามหลักพระพุทธศาสนา ความงามของนางวิสาขาทั้ง ๕ ประการนี้ เรียกว่า เบญจกัลยาณี ๕ รัก ๑. รักวัวให้ผูก ๒. รักลูกให้ตี ๓. รักมีให้ค้า ๔. รักหน้าให้คิด ๕. รักชีวิตอย่าประมาท
146 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) รอยร้าวของคน ๕ รอย โหดร้าย มือไว ใจเร็ว ขี้ปด หมดสติ คือ ศีล ๕ นั่นเอง ๑. โหดร้าย คือศีลข้อที่ ๑ เว้นจากการฆ่าสัตว์ ทําให้มั่นคงถาวร โดยมีเมตตา กรุณา เป็นต้น ๒. มือไว คือศีลข้อที่ ๒ เว้นจากการลักทรัพย์ ทําให้คงถาวรด้วยการเลี้ยงชีพชอบ ๓. ใจเร็ว คือศีลข้อที่ ๓ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม ทําให้มั่นคงถาวรด้วยการ สํารวมในกาม ๔. ขี้ปด คือศีลข้อที่ ๔ เว้นจากเหตุ คือ พูดเท็จ พูดไม่จริง พูดคำ หยาบ และเพ้อเจ้อ ๕. หมดสติ คือศีลข้อที่ ๕ เว้นจากดื่มของมึนเมา ทาให้มั่นคงถาวรด้วยการมีสติ ระลึกรู้ ํ อยู่เสมอ ความยาก คนเอ๋ยคน จนอะไรไม่เท่าจนปัญญา หาอะไรยาก ไม่ยากเท่าหาปัญญา คนเอ๋ยคน ยากอะไรไม่ยากเท่าปฏิสังขรณ์ ถอนอะไร ไม่ยากเท่าถอนมานะ ละอะไร ไม่ยากเท่าละกามคุณ บุญอะไร ไม่เท่าบุญบรรพชา คนเอ๋ยคน ว่ายากสอนยากกว่าใครนั้น คือ สอนตัวเองยังไม่ได้ บุญอยู่ที่ละ ละอยู่ที่ใจ ใกล้อยู่ที่ดิน ศีลอยู่ที่ตัวเรา สิขีภูโต มีตนเองเป็นพยาน เพราะประสบการณ์มา ความจน คนเอ๋ยคน จนอะไรไม่เท่าจนทรัพย์ อับอะไรไม่เท่ากับอับปัญญา ค่าอะไรไม่เท่าค่าตัวเอง
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 147 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ข้อคิด ใครคิดว่าเราเป็นอะไร…ไม่สําคัญ สําคัญที่เรารู้ว่าเราเป็นอะไร หลักธรรมประจําใจ รู้จักพอใจในสิ่งที่ตัวมี ยินดีกับสิ่งที่ตัวได้ เมื่อไม่มีสิ่งที่ตัวชอบก็ต้องชอบสิ่งที่ตัวมี เพราะฉะนั้นเราต้องรู้จักพอ (สันโดษ) รู้จักให้ (ทาน) และช่างเถอะ (ละอุปาทาน) ความไม่พอใจจนเป็นคนเข็ญ พอแล้วเป็นเศรษฐีมหาศาล จนทั้งนอกทั้งในไม่ได้การ ต้องคิดอ่านแก้จนเป็นคนพาล การพัฒนาชีวิต พัฒนาชาติให้เริ่มต้นที่ประชาชน พัฒนาคนให้ให้เริ่มต้นที่จิตใจ พัฒนาอะไร ๆ ให้เริ่มต้นที่ตนเองก่อน ชีวิตที่มีความสุข ๑๐ ประการ อยู่ง่าย กินง่าย ใช้จ่ายประหยัด ไม่ขัดผลประโยชน์ ไม่โทษเวรกรรม ไม่ซํ้าเติมผู้อื่น ไม่ขมขื่นกับอารมณ์ ไม่ตรอมตรมกับความรัก ไม่อกหักกับความใคร่ ไม่เสียใจกับความทุกข์ จะมีสุขตลอดไป ชีวิตคน ๑๐ วัย ๑๐ ปีอาบนํ้าบ่หนาว...................... ๒๐ ปีเว้าสาวบ่เบื่อ ๓๐ ปีเสือสู้ทุกท่า........................... ๔๐ ปีลาเมื่อก่อนไก่ ๕๐ ปีไปนากลับมาทอด................. ๖๐ ปีเป่าขลุ่ยบ่ดัง ๗๐ ปีเดินทางบ่ตรง........................ ๘๐ ปีลงเดินบ่ได้ ๙๐ ปีขี้ไหลบ่ฮู้................................ ๑๐๐ ปี ไข้ก็ตาย บ่ไข้ก็ตาย
148 อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) หลักพลานามัย คนมีอายุยืนอยู่ได้ ท่านมีสูตร ๖ ประการ คือ ๑. อาหาร เป็นสิ่งสําคัญมากสัตว์อยู่ได้เพราะอาหาร ๒. อากาศ ต้องบริสุทธิ์ สูดอากาศที่บริสุทธิ์ ๓. อารมณ์ ต้องใจเย็น รู้ว่าอารมณ์ของตนชอบอะไร ๔. อาจม ต้องถ่ายทุกข์เป็นประจํามิฉะนั้นจะเจ็บป่วย ๕. อาชีพ ต้องบริสุทธิ์สุจริต ไม่ผิดศีลธรรม ๖. อนามัย มีความสะอาด ปราศจากเชื้อโรคทั้งร่างกาย และสิ่งแวดล้อม อาหาร การบริโภค อยู่ไหนให้เขาคิดถึง เมื่ออยู่ให้เขาไว้ใจ เมื่อไปให้เขาคิดถึง ไปแล้วให้รําพึง ให้นึกถึงแต่เรา “คนดีเขามีนํ้าใจ คนจัญไรนํ้าใจแล้งเหลือ” “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” “อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น” จะทําดีให้ได้ดีนั้นมี ๓ วิธี คือ ๑. ทําดีให้ “ถูกดี” ๒. ทําดีให้ “ถึงดี” ๓. ทําดีให้ “พอดี” จึงจะได้ดี
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ 149 พระราชปัญญาโมลี (สมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ นธ.เอก) ธรรมวาทะ…ข้อคิด ของพระพิจิตรธรรมพาที (ชัยวัฒน์ ธมฺมวฑฺฒโน) ๑. พระพุทธศาสนาและชาติไทยจะไม่รอด ถ้า… ๑. สาวกพิกล - ประพฤติตนนอกพระธรรมวินัย ๒. ประชาชนวิบัติ - เกิดวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ๓. สถาบันกษัตริย์พินาศ - เกิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๔. ศาสนาพิการ - เกิดสัทธรรมปฏิรูป ดุจต้นไม้ไร้แก่น ๕. ชาวบ้านแตกสามัคคี - ขาดความกลมเกลียวเป็นนํ้าหนึ่งใจเดียวกัน ๒. ทําไมคนไม่เข้าวัด ๑. ตัดห่วงไม่ขาด - ห่วงสมบัติ ห่วงบ้าน ห่วงลูกหลาน ๒. อวดฉลาดกว่าพระ - อะไร ๆ ก็รู้แล้ว ไม่ต้องสดับ ไม่ต้องศึกษา ๓. ทิฐิมานะแก่กล้า - ถือองค์ทะนงศักดิ์ว่ามีศักดิ์ มีทรัพย์มาก ๔. ศรัทธายังไม่เกิด - ยังไม่เลื่อมใส จิตใจยังไม่พร้อม * เข้าวัดได้เพราะ ๑. ตัดห่วงได้ขาด - หมดห่วงใย ไร้ปลิโพธ ๒. ไม่อวดฉลาดกว่าพระ - มีสิ่งต้องศึกษา และปฏิบัติอีกมาก ๓. ทิฐิมานะเบาบาง - รู้ว่าตนมีฐานะเป็นอุบาสก-อุบาสิกา ๔. เห็นทางพ้นทุกข์ - พระช่วยให้เกิดความเข้าใจ เกิดความมั่นใจและพบทางที่จะไป * เข้าวัดทําไม (ส่วนใหญ่) ๑. เจิมรถ ๒. ตรวจดวงชะตา ๓. มางานศพ ๔. รดนํ้ามนต์ ๕. ดูหมอ ๖. ขอหวย ๗. สะเดาะเคราะห์ล้างซวย