เอกสารประกอบการสอน
วิชาการวิจยั เพือ่ พัฒนาการเรยี นร3ู
(Research for Learning Development)
RP RP
OA OA
RP
OA
วทิ เอก สว/างจิตร
คณะครศุ าสตร7 มหาวทิ ยาลัยราชภฏั ลำปาง
เอกสารประกอบการสอน
วชิ าการวจิ ัยเพ่ือพัฒนาการเรยี นรู3
(Research for Learning Development)
วิทเอก สวา/ งจติ ร
คณะครุศาสตร7 มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏลำปาง
คำนำเอกสารประกอบการสอน
วชิ าการวจิ ัยเพือ่ พัฒนาการเรียนรOู (Research for Learning Development)
รหสั วิชา 1044403
เอกสารประกอบการสอนวิชาการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู8 ฉบับนี้เป;นเอกสารประกอบการจัด
กิจกรรมการเรียนรู8ของนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต (ค.บ.) เพื่อเตรียมความพร8อมสำหรับการทำวิจัยใน
ชน้ั เรียน หรือการทำวจิ ยั เพอ่ื พัฒนาการเรยี นรู8 ในชนั้ ปทP ี่ 4 โดยมจี ดุ มุงS หมายของรายวิชา คือ
1) ออกแบบการวิจัยและเขียนเค8าโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและพัฒนาผู8เรียน
ได8อยSางถูกตอ8 งตามหลักวชิ า
2) จดั ทำรายงานวจิ ยั พัฒนาการเรยี นการสอนและพฒั นาผู8เรยี นได8อยSางถูกต8องตามหลักวชิ า
3) นำเสนอผลงานวิจัยในรูปแบบตSาง ๆ ได8
4) นำกระบวนการและผลการวิจัยไปใช8พัฒนาหรือแก8ป\ญหาที่เกี่ยวข8องกับการเรียนการสอน
และการเรยี นรขู8 องผ8เู รยี นในระหวSางทดลองสอนได8
รายวิชาการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนร8ูมีคำอธิบายรายวิชาการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู8 คือ หลักการ
และแนวคิดเกี่ยวกับการวิจัย การออกแบบการวิจัย กระบวนการวิจัย สถิติเพื่อการวิจัย การวิจัยเพื่อพัฒนาการ
เรียนรู8 การฝ`กปฏิบัติการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและพัฒนาผู8เรียน การนำเสนอผลงานวิจัย การใช8
และผลติ งานวจิ ยั การนำผลการวจิ ัยไปใช8ในการจดั การเรียนการสอนและแก8ป\ญหาในชัน้ เรียน
ดังนั้น ในเอกสารประกอบการสอนวิชาการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนร8ู จึงจัดทำขึ้นเพื่อให8สอดคล8องกับ
จุดมุSงหมายและคำอธิบายรายวิชาการ ประกอบด8วยเนื้อหา 12 สSวน ประกอบด8วย 1) มโนทัศนbเบื้องต8นของ
การวิจัย 2) การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู8 3) การออกแบบการวิจัย 4) ตัวแปร สมมติฐานและกรอบแนวคิด
การวจิ ยั 5) ประชากรและการสมุS กลมุS ตัวอยSาง 6) การวิเคราะหโb จทยbวิจยั เพื่อพฒั นาการเรยี นรู8 7) แนวทางการ
ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข8อง 8) เครื่องมือและแนวทางการรวบรวมข8อมูลวิจัย 9) ข8อมูลและการ
วิเคราะหbข8อมูล 10) การเขียนรายงานและการเผยแพรSผลการวิจัย 11) แนวทางการประเมินผลงานวิจัยเพื่อ
พัฒนาการเรียนรู8 12) การนำผลการวิจัยไปใช8ในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน ซึ่งสามารถนำมาเป;น
แนวทางและใช8ประกอบการจัดการเรียนรู8ในรายวิจัยการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู8 เพื่อเตรียมความพร8อม
สำหรบั นกั ศึกษาครูในการฝก` ประสบการณbวชิ าชพี และเปน; แนวทางในการประกอบวิชาชีพครตู อS ไปในอนาคต
วิทเอก สวSางจติ ร
2564
สารบญั หน0า
1
บทที่ เรื่อง/หัวขอ0 1
1 มโนทศั น7เบ้อื งต0นของการวจิ ยั 3
หลักความเชือ่ และการแสวงหาความรูค8 วามจรงิ 5
ความหมาย ลักษณะสำคัญและจดุ มงSุ หมายของการวิจัย 10
การจำแนกประเภทการวจิ ัย 13
กระบวนการวจิ ัย 16
จรรยาบรรณนกั วิจยั และแนวปฏบิ ัติ 16
บทสรปุ 17
แบบฝ`กหดั ทา8 ยบทท่ี 1 17
2 การวิจัยเพ่อื พัฒนาการเรียนรู0 19
แนวคิดของการวจิ ัยเพอ่ื พัฒนาการเรียนรู8 20
ความสำคญั ของการวิจยั เพือ่ พฒั นาการเรยี นร8ู 23
ลกั ษณะสำคัญของการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรยี นร8ู
ความสมั พันธbระหวาS งกระบวนการจัดการเรียนร8ูและกระบวนการวิจยั เพอื่ พัฒนาการ 24
เรียนรู8 26
ความแตกตSางระหวSางการวจิ ยั เพอ่ื พฒั นาการเรียนรแู8 ละการวจิ ัยเชงิ วชิ าการ 27
บทสรุป 29
แบบฝ`กหัดท8ายบทที่ 2 29
3 การออกแบบการวจิ ัย 36
แนวคดิ การออกแบบการวิจยั 42
แบบแผนการทดลอง 46
การออกแบบการวจิ ัยตามแนวคิด Design Thinking 47
บทสรุป 49
แบบฝ`กหัดทา8 ยบทที่ 3 49
4 ตัวแปร สมมตฐิ านการวจิ ยั และกรอบแนวคิดการวิจยั 52
ตัวแปร 56
สมมติฐานการวิจยั 63
กรอบแนวคดิ การวจิ ยั 63
บทสรุป 65
แบบฝ`กหัดท8ายบทท่ี 4 65
5 ประชากรและการสมุQ กลมQุ ตัวอยาQ ง
ประชากรและกลุมS ตัวอยาS ง
บทที่ เร่ือง/หวั ขอ0 หนา0
ประเภทของการเลือกกลมSุ ตัวอยาS ง 67
บทสรปุ 78
แบบฝ`กหดั ท8ายบทที่ 5 79
81
6 การวเิ คราะหโ7 จทย7วจิ ยั เพ่ือพฒั นาการเรยี นร0ู 81
โจทยวb จิ ยั หรอื ปญ\ หาวจิ ยั 83
เทคนิคการวิเคราะหbโจทยbวิจยั 98
บทสรุป 98
แบบฝ`กหดั ท8ายบทที่ 6 99
99
7 แนวทางการทบทวนเอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วข0อง 100
ความสำคัญของการศึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ท่เี กี่ยวขอ8 ง 101
แหลงS ข8อมลู ของเอกสารและงานวจิ ัยทเี่ กี่ยวข8อง 104
กระบวนการศึกษาเอกสารและงานวิจยั ท่ีเกย่ี วขอ8 ง 107
แนวทางการนำเสนอเน้อื หาของการศึกษาเอกสารและงานวิจยั ที่เกยี่ วขอ8 ง 107
บทสรุป 109
แบบฝ`กหัดท8ายบทท่ี 7 109
110
8 เครือ่ งมอื และแนวทางการรวบรวมขอ0 มลู วิจัย 124
ความหมายและประเภทของข8อมลู 128
ประเภทของเครอ่ื งมือเกบ็ รวบรวมข8อมูล 129
การตรวจสอบคุณภาพของเครอื่ งมือเกบ็ รวบรวมขอ8 มูล 131
บทสรุป 131
แบบฝ`กหดั ท8ายบทท่ี 8 132
132
9 ข0อมลู และการวเิ คราะห7ขอ0 มลู 146
ความหมายของการวิเคราะหขb อ8 มูลและการนำเสนอผลการวเิ คราะหขb 8อมูล 150
หลกั และแนวปฏิบตั ิในการวเิ คราะหbขอ8 มูล 151
การวิเคราะหขb 8อมูลและการนำเสนอผลการวเิ คราะหbขอ8 มลู เชงิ ปริมาณ 153
การวิเคราะหbขอ8 มูลและการนำเสนอผลการวิเคราะหbขอ8 มูลเชงิ คุณภาพ 153
บทสรปุ 164
แบบฝ`กหัดทา8 ยบทที่ 9 166
10 การเขียนรายงานและการเผยแพรQผลการวจิ ยั
การเขียนรายงานวิจยั
การเผยแพรSผลการวิจัย
บทสรุป
บทท่ี เรือ่ ง/หัวข0อ หน0า
แบบฝ`กหดั ทา8 ยบทท่ี 10 167
169
11 แนวทางการประเมินผลงานวจิ ยั เพื่อพัฒนาการเรียนร0ู 169
ความหมาย จุดมงSุ หมายและความสำคัญของการประเมนิ งานวิจยั 172
ประเดน็ การประเมนิ งานวิจยั เพ่อื พฒั นาการเรยี นรู8 177
บทสรปุ 177
แบบฝก` หดั ทา8 ยบทที่ 11 179
177
12 การนำผลการวิจัยไปใชใ0 นการจดั การเรียนการสอนในช้นั เรียน 181
วัตถปุ ระสงคขb องการนำผลการวิจัยไปใช8 186
บทบาทของครใู นการใช8ผลการวจิ ยั เพื่อพฒั นาผู8เรียนและการจดั การเรียนรู8 187
แนวปฏบิ ตั ิในการนำผลการวจิ ยั ไปใชพ8 ัฒนาผูเ8 รียนและการจดั การเรียนร8ู 187
บทสรปุ 189
แบบฝ`กหดั ทา8 ยบทที่ 12 191
192
เอกสารอ0างอิง 195
ตัวอยQางรปู แบบเอกสารท่ีเก่ียวข0องกับรายงานวิจัย 206
ตวั อยSางโครงรSางข8อเสนอโครงการวจิ ัย
ตัวอยาS งการเขียนอา8 งอิง
ตวั อยาS งแบบฟอรมb การเขยี นบทความวจิ ัย
สารบัญภาพ หนา0
12
ภาพที่ 18
1.1 กระบวนการวิจัย 23
2.1 วงการวจิ ยั ปฏบิ ตั กิ ารในช้นั เรียน
2.2 ความสมั พันธรb ะหวSางกระบวนการจดั การเรยี นรูแ8 ละกระบวนการวิจยั เพื่อพฒั นา 42
43
การเรียนร8ู 46
3.1 ประมวลหลกั การของ Design Thinking 53
3.2 กระบวนการ Design Thinking 55
3.3 ขน้ั ตอนการวิจัยองิ การออกแบบ 58
4.1 การกำหนดสมมัติฐานการวจิ ยั 59
4.2 สมมติฐานทางการวจิ ัยและสมมติฐานทางสถติ ิ 59
4.3 กรอบแนวคิดของตวั แปรต8น 1 ตัวแปร ตัวแปรตาม 1 ตวั 60
4.4 กรอบแนวคิดของตวั แปรต8น 1 ตัว (3 ระดบั ) ตัวแปรตาม 1 ตัว 60
4.5 กรอบแนวคิดของตวั แปรต8น 1 ตัว (2 ระดับ) ตวั แปรตาม 2 ตัว 61
4.6 กรอบแนวคดิ ของตัวแปรต8น 1 ตัว (2 ระดบั ) ตัวแปรตาม 3 ตวั 61
4.7 กรอบแนวคดิ ของตัวแปรต8น 2 ตวั ตัวแปรตาม 1 ตัว 62
4.8 กรอบแนวคดิ ของตัวแปรตน8 2 ตวั ตวั แปรตาม 1 ตวั 62
4.9 กรอบแนวคดิ ของตวั แปรต8น 4 ตัว ตัวแปรตาม 1 ตัว
4.10 กรอบแนวคดิ ของตัวแปรต8น 1 ตวั (2 ระดบั ) ตัวแปรตาม 1 ตวั 65
4.11 กรอบแนวคดิ ของตวั แปรต8น 1 ตวั (2 ระดบั ) ตัวแปรตาม 2 ตวั และตัวแปรปรับ 66
66
(ตัวแปรรSวม) 1 ตวั 68
5.1 ประชาการทัว่ ไป ประชาการเปาw หมาย และประชาการที่เข8าถึงได8 70
5.2 ประชาการ (Population) และตัวอยSาง (Sample) 71
5.3 หนวS ยการวเิ คราะหb (Unit of Analysis) 72
5.4 ตวั อยSางตารางเลขสมุS 73
5.5 การสมุS แบบมรี ะบบ (Systematic Random Sampling) 74
5.6 การสมุS แบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) 75
5.7 หารสุมS แบบแบSงกลSุม (Cluster Random Sampling) 76
5.8 การสมSุ แบบหลายขัน้ ตอน (Multi-Stage Sampling) 76
5.9 การเลอื กตวั อยาS งแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
5.10 การเลอื กตวั อยSางตามสะดวกหรอื ความบังเอญิ (Convenience Sampling)
5.11 ความเป;นตัวแทนของการเลือกตัวอยาS งตามสะดวกหรอื ความบงั เอิญ
5.12 การเลือกตวั อยSางแบบสโนบอล (Snowball Sampling)
ภาพที่ หนา0
5.13 การเลอื กตัวอยSางแบบโควตา (Quota Sampling) 77
5.14 การเลือกตวั อยาS งแบบอาศยั ความนSาจะเปน; และไมอS าศัยความนSาจะเป;น 78
6.1 ตัวอยาS งการใช8แผนผงั ความคดิ ป\ญหาการเรียนรคู8 ือ นกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปทP ่ี 6 84
6.2 ตัวอยSางการใช8แผนผงั ความคิดปญ\ หาการเรยี นร8ู คือ นกั เรยี นไมSมีลักษณะนสิ ยั รักการอาS น 86
6.3 ตวั อยSางการใชแ8 ผนผังกางปลาวเิ คราะหb 88
6.4 ตัวอยSางการใช8แผนผงั ก8างปลาวเิ คราะหb การสอบ O-NET 89
6.5 ความสมั พนั ธทb เี่ ป;นระบบของการวางแผนแบบ Log Frame 94
6.6 ความสมั พันธเb ชงิ เหตผุ ลของ Log Frame 94
6.7 ความสัมพนั ธbขององคbประกอบแนวตั้งในระดบั ตาS ง ๆ 95
6.8 ตัวอยาS งการวเิ คราะหb Problem tree 96
6.9 ตัวอยาS งการวเิ คราะหb Problem tree กรณีนกั ศกึ ษาเขา8 เรียนสาย 96
6.10 ตวั อยSางการวิเคราะหb Objective Tree 97
6.11 ตัวอยSางการวเิ คราะหb Objective tree กรณนี ักเรียนกลา8 แสดงความคดิ เห็น 97
9.1 การเปรียบเทยี บคะแนนการทดลองกSอนเรยี นและหลังการเรียนโดยใช8แบบฝก` 144
การอาS นของนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปPท่ี 2/1 149
9.2 กรอบในการวิเคราะหขb 8อมลู เชิงคณุ ภาพและการตีความหมายขอ8 มลู ของเครสเวลลb
ตารางที่ สารบญั ตาราง หนา0
2.1 24
การเปรียบเทียบความแตกตSางระหวSางการวจิ ยั เพื่อพฒั นาการเรียนร8ูกบั การวจิ ยั เชงิ
3.1 วชิ าการ 41
4.1 แบบแผนการทดลองแบบแฟกทอเรยี ล 55
6.1 ตวั อยาS งสมมตฐิ านทางการวิจยั และสมมติฐานทางสถติ ิ 85
การกำหนดป\ญหาวจิ ยั และการต้งั ชอ่ื เรอื่ งวิจยั จากปญ\ หานกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษา
6.2 ปPท่ี 6 อSานไมอS อกและเขยี นหนงั สือไมคS ลอS ง 87
การกำหนดป\ญหาวจิ ยั และการตัง้ ช่อื เร่ืองวจิ ยั จากปญ\ หานกั เรียนไมSมี
6.3 ลักษณะนิสยั รักการอSาน 90
การกำหนดวธิ ีการแกป8 \ญหาการเรยี นรูแ8 ละการกำหนดชอื่ เร่ืองวจิ ัยจากการวิเคราะหb
6.4 ปญ\ หาและสาเหตุโดยใช8แผนผังกา8 งปลา 92
7.1 การวเิ คราะหbป\ญหาการเรยี นรู8โดยเทคนคิ การต้งั คำถาม 103
8.1 ตัวอยาS งแบบฟอรมb บันทกึ ข8อมูลพน้ื ฐานและข8อคน8 พบของงานวิจยั 111
8.2 ตัวอยาS งเทคนิควธิ ีและเคร่ืองมือเกบ็ รวบรวมขอ8 มลู และการนำไปใช8 113
8.3 ข8อดีและขอ8 จำกัดของการสงั เกต 114
8.4 ขอ8 ดแี ละข8อจำกัดของการสัมภาษณb 116
8.5 ตัวอยาS งแบบวัดเจตคตติ ามวธิ ขี องลิเคอรbท ซึง่ เป;นแบบวัดเจตคตติ SอการอSาน 119
8.6 ข8อดีและข8อจำกัดของการสนทนากลSมุ 122
8.7 ขอ8 ดแี ละข8อจำกัดของแบบสอบถาม 123
9.1 ขอ8 ดีและข8อจำกดั ของแบบทดสอบ
9.2 การเลือกใชส8 ถิติใหส8 อดคลอ8 งกับขอ8 มูลและจดุ ประสงคbของการวิเคราะหbข8อมลู 139
ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการเขยี นประโยคภาษาองั กฤษ
9.3 Past Simple Tense ของนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปPที่ 3 กSอนเรยี นและหลงั เรยี นจาก 141
ชดุ ฝ`กทักษะการเขยี น
9.4 ร8อยละของความกา8 วหน8าของความสามารถในการเขียนประโยค Past simple tense 143
ของนกั เรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปPท่ี 3 ที่เรียนจากชดุ ฝ`กทกั ษะการเขียน
9.5 แสดงการเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นกSอนเรยี นและหลกั การเรยี นจาก 143
ชุดการเรยี นของนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปทP ี่ 2
9.6 ผลการเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวิชา ส 203 สังคมศกึ ษา กอS นเรียนและ 144
หลังเรียนจากชุดการเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปทP ี่ 2
การเปรียบเทียบคะแนนการทดสอบกSอนและหลกั การเรยี นโดยใชแ8 บบฝก` การอSาน
ของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปPที่ 2/1
ตารางท่ี ผลการประเมินชุดกจิ กรรมฝ`กทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรสb ำหรบั นกั เรยี น หนา0
9.7 ชั้นมธั ยมศึกษาปPที่ 1 โดยผเ8ู ชี่ยวชาญเปน; ผ8ปู ระเมิน 145
9.8 แสดงข8อมลู เชงิ คณุ ภาพและวิธีการวเิ คราะหขb อ8 มลู 147
12.1 บทบาทของครูและผเู8 รียนในการเรยี นการสอนแบบครใู นผลการวจิ ยั 182
บทที่ 1
มโนทศั น,เบือ้ งตน3 ของการวจิ ยั
การแสวงหาความรู-ความจริงเป2นพื้นฐานการเรียนรู-ของมนุษย>มาแต@โบราณกาล โดยเริ่มจากการ
บอกเล@า บอกต@อ จนถึงการส@งต@อความรู- ค-นหาความรู-อย@างเป2นระบบ โดยการออกแบบกระบวนการและ
ใช-หลักเหตุและผล นำมาซึ่งกระบวนการวิจัย ซึ่งถือเป2นวิธีการแสวงหาความรู-ความจริง นำไปสู@ความร-ู
เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบสนองความต-องการและความจำเป2นในการดำรงชีวิตของมนุษย>ในปSจจุบัน
ดังนั้น หากจะศึกษาเรื่องการวิจัยอย@างถ@องแท-จะต-องเข-าใจพื้นที่ของหลักการ แนวคิด และ
กระบวนการวจิ ัย หรือมโนทัศนเ> บอื้ งตน- ของการวิจัย ทีเ่ ป2นทมี่ าท่ีไปของการวจิ ยั
โดยในบทที่ 1 มโนทัศน>เบื้องต-นของการวิจัย จะนำเสนอแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการวิจัย
ประกอบด-วยเนื้อหา 5 ส@วน ได-แก@ 1) หลักความเชื่อและการแสวงหาความรู-ความจริง 2) ความหมาย
ลักษณะ ความสำคัญและจุดมุ@งหมายของการวิจัย 3) การจำแนกประเภทของการวิจัย 4) กระบวนการวิจัย
และ 5) จรรยาบรรณนักวิจัยและแนวปฏิบัติ เพื่อเป2นการปูพื้นฐานของการวิจัย นำไปสู@ความเข-าใจในการ
ดำเนินการวจิ ัยเพอื่ พฒั นาการเรียนร-ตู @อไป
1. หลักความเช่อื และการแสวงหาความรูค7 วามจรงิ
ความเชื่อเป2นธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับมนุษย> และถือว@าเป2นวัฒนธรรมของมนุษย>อย@างหนึ่ง การ
ดำรงชีวิตของมนุษย>ในสมัยโบราณที่มีความเจริญทางด-านวิชาการน-อย ความเชื่อจึงเกิดจากการเกิดขึ้น
และการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่มนุษย>เชื่อว@าเป2นการบันดาลให-เกิดขึ้นจากอำนาจของเทวดา พระเจ-า
หรือภูตผีป_ศาจ ดังนั้นเมื่อเกิดปรากฏการณ>ต@าง ๆ ขึ้น เช@น ฝนตก ฟcาร-อง ฟcาผ@า แผ@นดินไหว ภูเขาไฟ
ระเบิด อุทกภัย และวาตภัย ต@าง ๆ ขึ้น ล-วนเป2นสิ่งที่มีอิทธิพลต@อชีวิตหรือความเป2นอยู@ของมนุษย> ซึ่งยากท่ี
จะปcองกันหรือแก-ไขได-ด-วยตัวเอง บางอย@างเป2นเหตุการณ>ที่อำนวยประโยชน> แต@บางเหตุการณ>ก็เป2น
อันตรายต@อชีวิตและความเป2นอยู@ของมนุษย> มนุษย>จึงพยายามที่จะคิดหาวิธีการที่จะก@อให-เกิดผลในทางท่ีดี
และเกิดความสุขให-กับตนเอง เพื่อกระทำต@อสิ่งที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติเหล@านั้น ทำให-เกิดเป2นแนวทาง
ปฏิบตั ทิ ่เี ปน2 พิธกี รรม หรอื ศาสนาเกดิ ขน้ึ
แนวคิดและความเป2นมาของความเชื่อ มีวิวัฒนาการตามลำดับขั้นตอน ดังต@อไปน้ี (ดนัย ไชยโยธา,
2538)
1. ความเชื่อในธรรมชาติ ความเชื่อระดับต่ำสุดของมนุษย> คือ ความเชื่อในธรรมชาติ เพราะ
ธรรมชาติเกิดอยู@ข-างเคียงกับมนุษย> และอย@ูรอบตัวมนุษย>และธรรมชาติต@าง ๆ เหล@านั้น ได-แก@ ความมืด
ความสว@าง ความหนาว ความร-อน ดวงอาทิตย> ดวงจันทร> ดวงดาว แม@น้ำลำธาร ต-นไม- ฟcาร-องฟcาผ@า
แผ@นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด มนุษย>เชื่อว@าธรรมชาติเหล@านั้นมีตัวตน มีอำนาจพิเศษและสามารถก@อให-เกิด
2
คุณและโทษแก@มนุษย>ได- จึงเกรงกลัวและกราบไหว- ดังนั้น การนับถือธรรมชาติจึงนับเป2นขั้นแรกแห@งความ
เชือ่ ของมนุษย>
2. ความเชื่อในคติถือผีสาง เทวดา วิวัฒนาการแห@งความคิดของมนุษย>เกิดขึ้นพร-อมกับความ
เจริญรอบข-างอย@างอื่น มนุษย>มีความสงสัยว@าธรรมชาติรอบตัว ที่สามารถบันดาลให-เกิดความผันแปรไปได-
เหล@านั้น และมีผลบันดาลให-เกิดความสุขและความทุกข>แก@มนุษย> จึงสร-างรูปเทวดาบ-าง รูปมนุษย>บ-าง หรือ
รูปครึ่งมนุษย>คร่ึงสัตว>บ-าง เช@น พระภูมิเจ-าที่ แม@ย@านางเรือ และเทพารักษ>ต@าง ๆ เป2นต-น เพื่อบูชา
ธรรมชาติเหล@านี้คงมีอำนาจอะไรอย@างหนึ่งสิงสถิตอยู@ อำนาจที่สามารถบันดาลให-เป2นได-นั้น เรียกว@า
เจตภูตหรือวิญญาณ เจตภูตที่มีอำนาจทำความทุกข>ให-เกิดขึ้น อาจเป2นมารร-ายหรือ ผีสางอย@างใดอย@างหน่ึง
ส@วนที่นำความสุขมาให- อาจเป2นเทวะประเภทใดประเภทหนึ่ง และในขั้นนี้ เจตภูตที่ทรงอำนาจสิงอยู@ใน
ธรรมชาตนิ ัน้ ๆ
3. ความเชื่อในวิญญาณบรรพบุรุษ ความเชื่อเรื่องวิญญาณบรรพบุรุษ ได-แก@ มารดา บิดา ปูhย@า
และตายายที่ตายไปแล-ว วิญญาณของบุคคลเหล@านั้นไม@ได-ไปไหน ยังคงอยู@เพื่อปกปSกรักษาดูแลบุตรหลาน
ของพวกตน ทำให-เกิดการบูชาวิญญาณบรรพบุรุษ
4. ความเชื่อในเทพเจDาหลายองคH ความคิดของมนุษย>ได-พัฒนาติดต@อมาจากความคิดเรื่องสร-าง
ภาพเทพเจ-าตามมโนคติของตน โดยคิดเห็นว@าธรรมชาติอย@างใดควรมีรูปเป2นอย@างไร และธรรมชาติ
อย@างไหนมีอำนาจสูงต่ำกว@ากันอย@างไร บางพวกเชื่อว@าพระอาทิตย>เป2นเทพเจ-าสูงสุด บางพวกชื่อว@าฟากฟcา
เป2นเทพเจ-าผู-ยิ่งใหญ@ บางพวกเชื่อว@าพระจันทร>เป2นเทพเจ-าสูงสุดกว@าเทพเจ-าองค>ใด เทพเจ-าแต@ละองค>มี
อำนาจลดหลั่นกัน และมหี น-าท่แี ตกตา@ งกัน
ดังนั้น ความเชื่อเหล@านี้ จึงเป2นจุดเริ่มต-นของการแสวงหาความรู-ความจริง ซึ่งเกิดจากความรู-สึก
อยากศึกษาเรียนรู-ด-วยตนเอง การศึกษาเอกสารและแหล@งข-อมูลต@าง ๆ การสอบถามจากผู-รู-หรือจาก
ประสบการณ> การฝiกฝนจากการลองผิดลองถูก การใช-หลักเหตุและผล ฯลฯ ซึ่งการแสวงหาความร-ูของ
มนุษย>หรือวิธีการให-เหตุผล Methods of acquiring knowledge มี 6 วิธีการ (ธรรมนัด โถบำรุง,2543)
ไดแ- ก@
1. การสอบถามจากผูDรูD (Authority) เช@น สอบถามผู-ที่เกิดก@อนว@าจะทำอย@างไร ซึ่งในสมัยนั้นผู-ท่ี
เกิดกอ@ นกจ็ ะแนะนำให-ทำพิธีสวดมนต>ออ- นวอนสงิ่ ศกั ดสิ์ ทิ ธ์ิตา@ ง ๆ
2. การศึกษาจากขนบธรรมเนียมประเพณี (Tradition) ท่ีปฏิบตั สิ ืบต@อกนั มา
3. การใชDประสบการณH (Experience) เป2นประสบการณ>ตรงของตนเอง แต@ถ-าใช-ไม@ถูกวิธี
อาจจะทำใหไ- ดข- อ- สรปุ ท่ไี มถ@ ูกตอ- งได-
4. วิธีการอนุมาน (Deductive method) เป2นกระบวนการคิดค-นจากเรื่องทั่ว ๆ ไป ไปสู@เรื่อง
เฉพาะเจาะจง หรือคดิ จากส@วนใหญไ@ ปสส@ู ว@ นยอ@ ย จากส่ิงทร่ี ู-ไปส@ูสงิ่ ที่ไม@ร-ู วิธกี ารอนมุ านนปี้ ระกอบด-วย
1) ขอ- เทจ็ จริงใหญ@ ซึง่ เป2นเหตกุ ารณ>ที่เป2นจริงอย@แู ล-วในตวั มนั เอง
2) ข-อเท็จจรงิ ย@อย ซ่ึงมีความสมั พนั ธก> บั กรณีของข-อเทจ็ จริงย@อย และ
3
3) ขอ- สรุป (Conclusion) ถ-าขอ- เท็จจริงใหญแ@ ละขอ- เท็จจริงย@อยเป2นจรงิ ขอ- สรปุ กจ็ ะตอ- ง
เปน2 จรงิ เชน@ สตั ว>ทกุ ชนดิ ตอ- งตาย สนุ ัขเปน2 สตั วช> นดิ หนึง่ ขอ- สรปุ สุนัขต-องตาย
5. วิธีการอุปมาน (Inductive method) จะเริ่มจากส@วนย@อยไปหาส@วนใหญ@ วิธีการอุปมานนี้
อาจ จะจดั แยกเปน2 2 ชนิด คอื
1) วิธีการอุปมานแบบสมบูรณ> (perfect inductive method) เป2นวิธีการเสาะแสวงหา
ความรูโ- ดยรวบรวมข-อเทจ็ จริงย@อย ๆ จากทุกหนว@ ยของกลม@ุ ประชากร จึงสรปุ ไปสู@ส@วนใหญ@
2) วิธีการอุปมานแบบไม@สมบูรณ> (Imperfect inductive method) เป2นวิธีการเสาะ
แสวงหาความร-ูโดยรวบรวมข-อเท็จจรงิ ยอ@ ย ๆ จากบางสว@ นของกลม@ุ ประชากรแล-วสรุปรวมไปสส@ู @วนใหญ@
6. วิธีการทางวิทยาศาสตรH (Scientific method) เป2นวิธีการแสวงหาความรู-โดยใช-หลักการ
ของวิธีการอุปมานและวิธีการอนุมานมาผสมผสานกัน โดยมีขั้นตอนการเสาะแสวงหาความรู-โดยเริ่มจาก
การที่มนุษย>เริ่มเรียนรู-ทีละเล็กทีละน-อยจากประสบการณ>ตรง ความรู-เก@า ๆ และการสังเกตเป2นต-น
จนกระทั่งรวบรวมแนวความคิดเป2นแนวความรู-ต@าง ๆ ที่สมมติขึ้นมา ซึ่งเป2นวิธีการอุปมานและหลังจากน้ัน
ก็ใช-วิธีการอนุมานในการแสวงหาความรู-ทั่วไป โดยเริ่มจากสมมติฐานซึ่งเป2นส@วนรวม แล-วศึกษาไปถึง
ส@วนย@อย ๆ เพื่อที่จะศึกษาถึงการหาความสัมพันธ>ระหว@างส@วนย@อยกับส@วนรวม เพื่อให-ได-ข-อสรุปของ
ความรู-ต@าง ๆ วิธีการทางวิทยาศาสตร> (Scientific method) เป2นวิธีการแสวงหาความรู-ที่ดีในการแก-
ปSญหาต@าง ๆ ไม@เพียงแต@ปSญหาที่เกิดขึ้นในห-องปฏิบัติการวิทยาศาสตร>เท@านั้น แต@ยังสามารถนำมา
ประยกุ ต>ใช-ในการแกป- Sญหาทางการศึกษาไดด- -วย
2. ความหมาย ลักษณะสำคัญ และจดุ มงBุ หมายของการวิจัย
การวิจัย (research) เป2นคำที่คนส@วนใหญ@รู-จักกันโดยทั่วไป คำว@า “การวิจัย” นั้นมีความหมาย
ลักษณะสำคัญ และจุดมุ@งหมายของการวิจัยโดยมีรายละเอียด ดังนี้ (พิชัย ฤทธิ์จรูญ, 2561; อิทธิพัทธ>
สุวทันพรกูล, 2561)
ความหมายของการวจิ ยั
การวิจัย (research) คือ กระบวนการในการแสวงหาความรู-ความจริงของปรากฏการณ>ด-วย
วิธีการที่มีระบบ มีเหตุผล น@าเชื่อถือ และมีความสร-างสรรค> โดยเกิดจากการค-นคว-าหลายครั้ง (re+search)
จนเกิดความมั่นใจและความน@าเชื่อถือของผลการวิจัย ทั้งนี้หมายรวมถึงกระบวนการเก็บรวบรวมข-อมูล
วเิ คราะหข> อ- มลู และการตคี วามสารสนเทศเพ่อื ทำความเขา- ใจปรากฏการณ>ที่ผวู- จิ ยั สนใจศกึ ษา
นักวิจัย (researcher) หมายถึง บุคคลที่ดำเนินการค-นคว-าหาความรู-อย@างเป2นระบบ เพื่อตอบ
ประเด็นปSญหาที่ต-องการหาคำตอบ โดยใช-ระเบียบวิธีเหมาะสมและน@าเชื่อถือโดยครอบคลุมทั้ง
แนวความคิด มโนทศั น> และวธิ กี ารทใ่ี ช-ในการรวบรวมและวเิ คราะห>ข-อมูล
การวิจัยทางการศึกษา (educational research) เป2นการประยุกต>ใช-กระบวนการทาง
วิทยาศาสตร>อย@างเป2นระบบเพื่อศึกษาประเด็นปSญหาทางการศึกษา รวมถึงการเรียนการสอนทั้งภายใน
4
และภายนอกสถานศึกษา การวิจัยทางการศึกษากับวิจัยในสาขาอื่นแตกต@างที่ธรรมชาติของปรากฏการณ>ท่ี
ทำการศกึ ษา (nature of the phenomena) ที่ค@อนข-างยากในการอธบิ ายทำนาย และควบคุมสถานการณ>
ท่เี กี่ยวข-องกับมนษุ ย> (Check and Schutt, 2010; Gay, Mills and Airasian, 2011)
ลักษณะสำคัญของการวิจยั
การวิจัยไมใ@ ชเ@ พยี งการรวบรวมขอ- มลู ไมใ@ ชเ@ พียงการสำรวจหาข-อมูล และไม@ใชเ@ พียงการนำข-อมูล
หรอื ข-อเทจ็ จรงิ จากทห่ี นง่ึ ไปยังอีกที่หน่ึง (Leedy and Ormrod, 2013) ดังน้นั การวิจยั ทีม่ คี วามสมบูรณ>
และมปี ระสิทธภิ าพน้ันมีลกั ษณะสำคัญบางประการ ดังนี้ (วรรณี แกมเกต,ุ 2555)
1) การวิจัยเป2นกระบวนการที่เป2นระบบ การวิจัยที่ดีต-องดำเนินการอย@างมีแบบแผน มีการวาง
แผนการดำเนินงานอย@างรัดกุม ขั้นตอนกระบวนการมีความชัดเจน มีความสัมพันธ>เชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกัน
ในแตล@ ะขน้ั ตอนอยา@ งสมเหตุสมผลเพื่อให-ได-มาซง่ึ คำตอบที่ตรงตามวัตถปุ ระสงค>ของการวิจัย
2) การวิจัยนั้นมีความเป2นเหตุเป2นผลของประเด็นที่ทำการศึกษา ภายใต-การดำเนินการที่ชัดเจน
สามารถตรวจสอบผลการวิจัยไดเ- พื่อใหเ- ป2นทยี่ อมรบั และสร-างความน@าเชือ่ ถือของผลการวจิ ัย
3) การวิจัยใช-ข-อเท็จจริงเชิงประจักษ>ในการสรุปข-อค-นพบที่เป2นองค>ความรู-ใหม@โดยข-อเท็จจริงต-อง
มาจากแหล@งข-อมูลที่มีความน@าเชื่อถือ ถูกต-อง และมีความชัดเจนที่จะนำไปสู@การสรุปผลข-อมูล ด-วยเหตุนี้
จึงควรให-ความสำคัญกับวิธีการและเครื่องมือที่ใช-การการวิจัยต-องมีความเหมาะสมกับประเด็นวิจัยและมี
คุณภาพเพยี งพอต@อการเกบ็ รวบรวมขอ- มูล
4) การวิจัยเป2นกระบวนการเรียนรู-อย@างต@อเนื่อง อาจมีการทำซ้ำ ส@งต@อหรือเชื่อมโยงองค>ความร-ู
ของงานวิจัยหนึ่งสู@งานวิจัยหนึ่ง องค>ความรู-หรือข-อค-นพบที่ได-อาจใช-เป2นแนวทางในการศึกษาประเด็นวิจัย
ในเรอื่ งตอ@ ไปไดใ- นลกั ษณะการทำซำ้ หรือถา@ ยเทความรู-
5) การวิจัยที่ดีต-องมีการศึกษาค-นคว-าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข-อง โดยการศึกษาเอกสารทำให-
เกิดองค>ความรู-ที่ชัดเจนในประเด็นที่ทำการศึกษา ส@วนการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข-องทำให-เห็นแนวโน-มของ
การวิจยั และแนวทางในการตอ@ ยอดองค>ความร-ใู หม@ หรอื เติมเตม็ องค>ความร-ทู ย่ี ังขาดอย@ู
ข-อสังเกตเกี่ยวกับลักษณะสำคัญบางประการของการวิจัย คือ การวิจัยมาจากคำถามหรือปSญหา
การวิจัยที่มีความชัดเจนโดยมักแบ@งปSญหาหลักออกเป2นปSญหาย@อย ๆ และมีการกำหนดสมมติฐาน รวมถึงมี
แผนสำหรับการดำเนนิ การและมกี ารรวบรวมและตคี วามข-อมลู เพื่อตอบปญS หาวจิ ยั
จุดมงmุ หมายของการวจิ ัย
จุดมุ@งหมายของการวิจัย 4 ประเด็น ได-แก@ เพื่อการสำรวจหรือการบรรยาย (to explore or to
describe) เพอ่ื การอธบิ าย (to explain) เพือ่ การทำนาย (to predict) และ เพอ่ื การควบคมุ (to control)
(Babbie, 2011) ดังนี้
1) เพื่อการบรรยาย (to describe) เป2นการนำข-อค-นพบจากการวิจัยมาบรรยายสภาพและ
ลักษณะของปรากฏการณ>โดยให-รายละเอียดวา@ มลี ักษณะเป2นอย@างไร
5
2) เป2นการนำข-อค-นพบจากการวิจัยมาบรรยายสภาพและลักษณะของปรากฏการณ>โดยให-
รายละเอียดว@ามลี ักษณะเปน2 อยา@ งไร
3) เพื่อการทำนาย (to predict) เป2นการนำข-อค-นพบจากการศึกษาที่แสดงถึงความสัมพันธ>ของ
ประเด็นทีเ่ กิดขึน้ สก@ู ารทำนายแนวโนม- เพอ่ื พยากรณ>และคาดเดาเหตุการณ>ท่ีอาจเกดิ ข้นึ ในอนาคต
4) เพื่อการควบคุม (to control) เป2นการนำข-อค-นพบจากแนวโน-มของเหตุการณ>ที่เกิดขึ้นไปสู@
การควบคุมเหตกุ ารณ> หรือสถานการณท> ไ่ี มพ@ งึ ประสงค>ได-
ทั้งนี้ ในงานวิจัยแต@ละเรื่องนั้นอาจมีจุดมุ@งหมายเพียงข-อใดข-อหนึ่งหรือหลายข-อรวมกันก็ได- ขึ้นอย@ู
กับผู-วจิ ยั ว@าศึกษาในประเด็นท่ีเป2นมุมกวา- งหรอื มมุ ลกึ เพยี งใด
3. การจำแนกประเภทการวิจยั
1) จำแนกตามแนวคิดพ้นื ฐานการวจิ ัย และการวิเคราะหHขอD มูล
1. การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) เป2นการวิจัยที่นำเอาข-อมูลทางด-านคุณภาพมา
วิเคราะห> ข-อมูลทางด-านคุณภาพเป2นข-อมูลที่ไม@เป2นตัวเลขแต@จะเป2นข-อความบรรยายลักษณะสภาพ
เหตุการณ>ของสิ่งต@าง ๆ ที่เกี่ยวข-อง และการเสนอผลการวิจัยก็จะออกมาในรูปของข-อความที่ไม@มีตัวเลข
ทางสถิติสนับสนุนเช@นเดียวกัน การวิจัยประเภทนี้จึงมุ@งบรรยายหรืออธิบายเหตุการณ>ต@าง ๆ โดยอาศัย
ความคิดวิเคราะห> เพอื่ ประเมนิ ผลหรอื สรุปผลน่ันเอง
2. การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) เป2นการวิจัยที่นำเอาข-อมูลเชิงปริมาณมา
วิเคราะห> กล@าวคือใช-ตัวเลขประกอบการวิเคราะห> สรุปผล และการเสนอผลการวิจัยก็ออกมาเป2นตัวเลข
เช@นเดียวกัน ดังนั้น การวิจัยประเภทนี้จึงมุ@งที่จะอธิบายเหตุการณ>ต@าง ๆ โดยอาศัยตัวเลขยืนยันแสดง
ปริมาณมากนอ- ยแทนที่จะใชข- -อความบรรยายใหเ- หตุผล
อนึ่ง การวิจัยที่ดีนั้นไม@ควรใช-แบบใดแบบหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะจะทำให-ผลที่ได-ไม@สมบูรณ>
เท@าที่ควร ดังนั้น ในการปฏิบัติมักจะประยุกต>การวิจัยทั้ง 2 ประเภทนี้เข-าด-วยกัน เพื่อให-ผลการวิจัยมีท้ัง
เหตแุ ละผล และมีตวั เลขสนบั สนนุ อนั จะทำใหผ- ลการวิจยั น@าเชอ่ื ถอื มากยงิ่ ขน้ึ
2) จำแนกโดยพจิ ารณาจากประโยชนHของการวจิ ัย
การแบ@งประเภทของการวิจัยโดยยึดประโยชน>ที่ได-จากการวิจัยเป2นเกณฑ>นั้น เราจะต-องพิจารณา
ว@าในการทำการวิจัยมุ@งที่จะนำผลไปใช-ประโยชน>หรือไม@ ดังนั้น จึงสามารถแบ@งการวิจัยออกเป2น 2 ประเภท
ดงั น้ี
1. การวิจัยพื้นฐาน (Basic research) หรือการวิจัยบริสุทธิ์ (Pure research) หรือการวิจัยเชิง
ทฤษฎี (Theoretical research) เป2นการวิจัยที่เสาะแสวงหาความรู-ใหม@เพื่อสร-างเป2นทฤษฎี หรือเพ่ือ
เพิ่มพูนความรู-ต@าง ๆ ให-กว-างขวางสมบูรณ>ยิ่งขึ้นโดยมิได-คำนึงว@าความรู-นั้นจะนำไปแก-ปSญหาใดได-หรือไม@
การวิจัยประเภทนี้มีความลึกซึ้งและสลับซับซ-อนมาก เช@น การวิจัยทางวิทยาศาสตร>และคณิตศาสตร> เป2น
ตน-
6
2. การวิจัยประยุกต> (Applied research) หรือการวิจัยเพื่อหาแนวทางปฏิบัติ (Operational
research) เป2นการวิจัยที่มุ@งเสาะแสวงหาความรู- และประยุกต>ใช-ความรู-หรือวิทยาการต@าง ๆ ให-เป2น
ประโยชน>ในทางปฏิบัติหรือเป2นการวิจัยที่นำผลที่ได-ไปแก-ปSญหาโดยตรง การวิจัยประเภทนี้อาจนำ
ผลการวิจัยพื้นฐานมาวิจัยต@อแล-วทดลองใช- เช@น การวิจัยเกี่ยวกับอาหาร ยารักษาโรค การเกษตร การเรียน
การสอน เป2นต-น ดังนั้นเราจึงไม@สามารถที่จะแยกการวิจัยพื้นฐานและการวิจัยประยุกต>ออกจากกันได-โดย
เดด็ ขาด
3. การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) การวิจัยแบบนี้มีวัตถุประสงค>เพื่อพัฒนาทักษะ
ใหม@ ๆ หรือวิธีการใหม@ ๆ และนำมาใช-แก-ปSญหาที่เกิดขึ้นในการทำงานโดยตรง เป2นการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ
ปSญหาต@าง ๆ ในการทำงาน โดยหวังที่จะปรับปรุง แก-ไขสภาพการทำงานให-ดีขึ้นกว@าเดิม การวิจัยแบบนี้
แท-จริงเป2นการวิจัยประยุกต>ลักษณะหนึ่ง แต@ต@างกับการวิจัยประยุกต>ทั่วไปตรงที่การวิจัยเชิงปฏิบัติการจะ
ศกึ ษาเฉพาะที่ เฉพาะหน@วยงาน ผลการวจิ ยั นำไปใช-สรุปอ-างองิ ไปยังกลม@ุ อื่นหรอื ประชากรไม@ได-
3) จำแนกโดยพิจารณาจดุ มงุm หมายและวธิ กี ารนำเสนอขอD มลู
การแบง@ ประเภทของการวจิ ัยโดยใชจ- ุดมง@ุ หมายของการวิจัยเปน2 เกณฑ>ในการแบ@งนนั้ อาจแบง@ ได-
เปน2 4 ประเภทดังน้ี
1. การวิจัยขั้นสำรวจ (Exploratory Research) เป2นการวิจัยที่ต-องการรวบรวมข-อมูลพื้นฐาน
เบื้องต-น เพื่อหาข-อเท็จจริงต@าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนั้นเท@านั้น ไม@มีการตั้งสมมติฐาน และไม@มีการวิเคราะห>
เปรยี บเทยี บขอ- มลู ในลกั ษณะตัวแปรท่แี ตกต@างกนั
2. การวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Research) เป2นการวิจัยที่ต-องการหาคำตอบว@าอะไรและ
อย@างไรมากกว@าที่ต-องการหาคำตอบว@าทำไม รวมทั้งไม@มีการคาดคะเนปรากฏการณ>ในอนาคตแต@
อยา@ งไร การวเิ คราะหข> อ- มลู อาจจะมีการเปรยี บเทียบความแตกต@างระหว@างตวั แปรท่ศี กึ ษาด-วย
3. การวิจยั เชิงพยากรณ> (Predictive Research) เป2นการวจิ ัยเพอ่ื ที่จะนำผลทไ่ี ดน- น้ั ไปใชท- ำนาย
สิ่งที่จะเกิดขึ้นต@อไปในอนาคต เช@น การวิจัยเรื่อง “การศึกษาความสัมพันธ>ระหว@างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วิชาวิทยาศาสตร>กับคณิตศาสตร>ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา” การวิจัยนี้ต-องการจะทดสอบว@า ผลการเรียน
วิชาคณิตศาสตร>มีความคล-อยตามกันหรือสัมพันธ>กันกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของวิชาวิทยาศาสตร>
หรือไม@ ทั้งนี้เพื่อจะนำผลที่ได-ไปทำนายว@านักเรียนที่มีผลการเรียนวิชาวิทยาศาสตร>ดีจะเรียนวิชา
คณิตศาสตร>ได-ดีเพียงใด แต@การพยากรณ>นี้เป2นการพยากรณ>นักเรียนทั้งกลุ@ม มิได-พยากรณ>เป2นรายบุคคล
และมิได-หมายความว@าจะถูกต-องเสมอไป เพราะอาจมีสาเหตุอื่นมากมายที่ทำให-เกิดความคลาดเคลื่อนใน
การพยากรณ>ได-
4. การวิจัยเชิงวินิจฉัย (Diagnostic Research) เป2นการวิจัยเพื่อศึกษาสาเหตุของปSญหาต@าง ๆ
ที่เกิดขึ้นกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง กลุ@มชน หรือชุมชน เพื่อให-เกิดความเข-าใจในปSญหา เข-าใจในพฤติกรรม
ตลอดจนเข-าใจในสาเหตุที่ทำให-เกิดปSญหาอันจะเป2นประโยชน>ในการช@วยเหลือ อนุเคราะห> และทำการ
แก-ไขตอ@ ไป การวจิ ยั ประเภทนีน้ กั สังคมสงเคราะห>นยิ มใช-กันมาก เพอ่ื จะไดแ- ก-ไขปSญหาไดถ- ูกจดุ
7
4) จำแนกโดยพิจารณาจากการเกบ็ รวบรวมขอD มูล
วิธีการเก็บรวบรวมข-อมูลเพื่อนำมาใช-ในการวิจัยนั้นมีหลายวิธี ดังนั้นจึงมีผู-แบ@งประเภทของการ
วิจัยตามวธิ ีการเก็บรวบรวมขอ- มูล ซงึ่ แบง@ ไดด- งั น้ี
1. การวิจัยจากเอกสาร (Documentary Research) เป2นการวิจัยที่ผู-วิจัยทำการเก็บรวบรวม
ข-อมูลจากเอกสาร รายงาน จดหมายเหตุ ศิลาจารึก แล-วเสนอผลในเชิงวิเคราะห> ส@วนใหญ@เอกสารที่ผู-วิจัย
เก็บรวบรวมนี้จะอยู@ในห-องสมุด ดังนั้นจึงอาจเรียกการวิจัยประเภทนี้อีกอย@างหนึ่งว@า การวิจัยจากห-องสมุด
(Library Research)
2. การวิจัยจากการสังเกต (Observation Research) เป2นการวิจัยที่ผู-วิจัยทำการเก็บรวบรวม
ข-อมูลด-วยวิธีการสังเกต การวิจัยประเภทนี้นิยมใช-มากทางด-านมานุษยวิทยา ซึ่งส@วนใหญ@เป2นการสังเกต
พฤติกรรมของบุคคลในสังคมในแง@ของสถานภาพ (Status) และบทบาท (Role)
3. การวิจัยแบบสำมะโน (Census Research) เป2นการวิจัยที่ผู-วิจัยทำการเก็บรวบรวมข-อมูลจาก
ทุก ๆ หน@วยของประชากร
4. การวิจัยแบบสำรวจจากตัวอย@าง (Sample Survey Research) เป2นการวิจัยที่ผู-วิจัยทำการเก็บ
รวบรวมขอ- มลู จากกล@ุมตัวอย@าง
5. การศึกษาเฉพาะกรณี (Case Study) การศึกษาเฉพาะกรณีเป2นการวิจัยที่นักสังคมสงเคราะห>
นิยมใช-มาก ที่เรียกว@าการศึกษาเฉพาะกรณีก็เพราะเป2นการศึกษาเรื่องที่สนใจในขอบเขตจำกัดหรือแคบ ๆ
และใช-จำนวนตัวอย@างไม@มากนัก แต@จะศึกษาอย@างลึกซึ้งในเรื่องนั้น ๆ เพื่อให-ได-มาซึ่งข-อเท็จจริงที่จะทำให-
ทราบว@าบุคคลนั้นหรือกลุ@มบุคคลนั้นมีความบกพร@องในเรื่องใด เนื่องมาจากสาเหตุใด เพื่อจะได-หาทาง
แก-ไขหรอื ชว@ ยเหลอื ตอ@ ไป
6. การศึกษาแบบตอ@ เน่ือง (Panel Study) เปน2 การศึกษาที่มกี ารเกบ็ ข-อมูลเป2น ระยะ ๆ เพอ่ื ดูการ
เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาของกลุ@มตัวอย@าง ซึ่งการศึกษาแบบต@อเนื่องนี้จะช@วยให-เข-าใจและทราบถึง
ลกั ษณะการเปลีย่ นแปลงไดเ- ป2นอย@างดี
7. การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) เป2นการวิจัยที่ผู-วิจัยเก็บข-อมูลมาจากการ
ทดลอง ซึ่งเป2นผลมาจากการกระทำ (Treatment) โดยมีการควบคุมตัวแปรต@าง ๆ ให-เป2นไปตาม
วตั ถปุ ระสงคท> ีก่ ำหนดไว-
5) จำแนกตามลักษณะวิชาหรอื ศาสตรH
เมื่อยึดลักษณะวิชาหรือศาสตร>เป2นเกณฑ>ในการแบ@งประเภทของการวิจัย จะแบ@งการวิจัยออกได-
เป2น 2 ประเภทดงั นี้
1. การวิจัยทางวิทยาศาสตร> (Scientific Research) เป2นการวิจัยที่เกี่ยวกับปรากฏการณ>
ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตและไม@มีชีวิต ทั้งที่มองเห็นและมองไม@เห็น การวิจัยประเภทนี้ได-กระทำกันมานาน
แล-ว และก@อให-เกิดประโยชน>ต@อมวลมนุษย>อย@างมากมาย เช@น การค-นพบยา รักษาโรค การค-นพบ
สิ่งประดิษฐ>ใหม@ ๆ เป2นต-น นอกจากนี้การวิจัยทางวิทยาศาสตร>ยังสามารถใช-แก-ปSญหาที่เกิดจากธรรมชาติ
8
ได-อีกด-วย เนื่องจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร>มีเครื่องมือและอุปกรณ>ที่เที่ยงตรงและมีกฎเกณฑ>แน@นอน
ตลอดจนสามารถควบคุมการทดลองได-เพราะทำการทดลองในห-องปฏิบัติการ จึงทำให-ผลการวิจัยทางด-าน
วิทยาศาสตร>ไดร- ับความเชือ่ ถือมาก การวจิ ัยทางวิทยาศาสตร>อาจจำแนกตามสาขาต@าง ๆ ได-ดังน้ี
• สาขาวทิ ยาศาสตร>กายภาพและคณิตศาสตร> เช@น ฟสü กิ ส> คณิตศาสตร> ฯลฯ
• สาขาวทิ ยาศาสตร> เชน@ ศิลปศาสตร> รงั สีวิทยา ฯลฯ
• สาขาวิทยาศาสตรเ> คมีและเภสชั เชน@ อนิ ทรยี เ> คมี เภสชั ศาสตร> ฯลฯ
• สาขาเกษตรศาสตรแ> ละชีววทิ ยา เชน@ สัตวศาสตร> วนศาสตร> ฯลฯ
• สาขาวิศวกรรมศาสตร>และอตุ สาหกรรมวจิ ัย เชน@ วิศวกรรมชลประทาน วิศวกรรมไฟฟาc
ฯลฯ
2. วิจัยทางสังคมศาสตร> (Social Research) เป2นการวิจัยที่เกี่ยวกับสภาพแวดล-อม สังคม
วัฒนธรรม และพฤติกรรมของมนุษย> เช@น การวิจัยด-านปรัชญา สังคมวิทยาศาสตร> เศรษฐศาสตร> เปน2 ต-น
การวิจัยทางสังคมศาสตร>นี้แตกต@างกับการวิจัยทางวิทยาศาสตร>มาก เนื่องจากสังคมศาสตร>เป2นวิชาที่ว@า
ด-วยสังคม สิ่งแวดล-อม และพฤติกรรมของมนุษย> ซึ่งวัดไม@ได-โดยตรงและควบคุมได-ยาก แต@มนุษย>ก็ได-
พยายามวัดโดยใช-เครื่องมือวัดทางอ-อม เช@น ใช-แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบวัดเจตคติ ฯลฯ และได-
นำเอาวิธีการทางวิทยาศาสตร>มาช@วยในการวิจัย ทำให-ผลการวิจัยเป2นที่น@าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น การวิจัยทาง
สงั คมศาสตรอ> าจจำแนกตามสาขาต@าง ๆ ไดด- ังน้ี
• สาขาปรัชญา เชน@ วรรณคดี การศกึ ษา ฯลฯ
• สาขานิตศิ าสตร> เชน@ กฎหมายแพ@ง กฎหมายการปกครอง ฯลฯ
• สาขารัฐศาสตรแ> ละรฐั ประศาสนศาสตร> เชน@ การเมอื ง การปกครอง การบรหิ ารราชการ
ทว่ั ไป ฯลฯ
• สาขาเศรษฐศาสตร> เชน@ การเงินและการคลงั เศรษฐศาสตรก> ารพัฒนา ฯลฯ
• สาขาสงั คมวทิ ยาศาสตร> เช@น ประชากรศาสตร> พัฒนาชมุ ชน ฯลฯ
6) จำแนกโดยพจิ ารณาจากระเบียบวธิ ีวจิ ยั
การแบ@งประเภทการวิจัยโดยยึดระเบียบวิธีวิจัยเป2นเกณฑ>นั้นเป2นที่นิยมใช-กันมาก ซึ่งแบ@งออกได-
เปน2 3 ประเภท ดงั น้ี
1. การวิจัยเชิงประวัติศาสตร> (Historical Research) เป2นการวิจัยเพื่อค-นหาข-อเท็จจริงของ
เหตุการณ>ที่ผ@านมาแล-วในอดีต โดยมีจุดมุ@งหมายที่จะบันทึกอดีตอย@างมีระบบ และมีความเป2นปรนัยจาก
การรวบรวมประเมินผล ตรวจสอบ และวิเคราะห>เหตุการณ>เพื่อค-นหาข-อเท็จจริงในอันที่จะนำมาสรุปอย@าง
มีเหตุผล การวิจัยประเภทนี้ต-องอ-างอิงเอกสารและวัตถุโบราณที่มีเหลืออยู@ ซึ่งโดยส@วนใหญ@แล-วมักไม@ใช-
สถิติ สรุปได-ว@าการวิจัยประเภทนี้มุ@งที่จะบอกว@า “เป2นอะไรในอดีต” (What was) เช@น การวิจัยเรื่อง
“ระบบการศึกษาของไทยในสมัยสมเดจ็ พระปยü มหาราช” เป2นต-น
9
2. การวิจัยเชิงบรรยายหรือพรรณนา (Descriptive Research) เป2นการวิจัยเพื่อค-นหาข-อเท็จจริง
ในสภาพการณ>หรือภาวการณ>ของสิ่งที่เป2นอยู@ในปSจจุบันว@าเป2นอย@างไร การวิจัยประเภทนี้มักจะทำการ
สำรวจหรือหาความสัมพันธ>ต@าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องของความเชื่อ ความคิดเห็น และเจตคติ จึงกล@าวได-ว@าเป2น
การวิจัยที่มุ@งจะบอกว@า “เป2นอะไรในปSจจุบัน” (What is) นั่นเองเช@น การวิจัยเรื่อง “เจตคติของครูน-อยที่มี
ต@อผบู- ริหารการศึกษา”
3. การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) เป2นการวิจัยเพื่อค-นหาความสัมพันธ>เชิงเหตุ
และผลของปรากฏการณ>ต@าง ๆ การวิจัยประเภทนี้ต-องมีการควบคุมตัวแปรต-น เพื่อสังเกตตัวแปรตามท่ี
เปลี่ยนแปลงไปเพื่อจะได-ทราบว@าอะไรเป2นสาเหตุที่ทำให-เกิดผล ดังนั้นตัวแปรในการวิจัยจึงต-องมีทั้งกลุ@ม
ควบคุมและกลุ@มทดลอง สรุปได-ว@า การวิจัยประเภทนี้มุ@งที่จะบอกว@า “อะไรอาจจะเกิดขึ้น” (What may
be) เช@น การวิจัยเรื่อง “การเปรียบเทียบความมีเหตุผลระหว@างกลุ@มที่สอนเรขาคณิตกับกลุ@มที่สอน
ตรรกศาสตร>”
7) จำแนกโดยพจิ ารณาจากความสามารถในการควบคุมตัวแปร
1. การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) เป2นการวิจัยที่ผู-วิจัยจัดสร-างสถานการณ>และ
เงื่อนไขต@าง ๆ ขึ้นมาทดลอง โดยพยายามควบคุมตัวแปรที่เกี่ยวข-อง ซึ่งไม@ต-องการให-มีผลกับการวิจัยน้ัน
ออกไป แลว- สังเกตหรอื วดั ผลการทดลองออกมา
2. การวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research) เป2นการวิจัยที่ผู-วิจัยสามารถสร-าง
สถานการณ> และเงื่อนไขเพื่อใช-ในการทดลองได-บ-างเป2นบางประเด็นและสามารถควบคุมตัวแปรที่เกี่ยวข-อง
ซงึ่ ไม@ต-องการให-มผี ลกบั การวิจัยนน้ั ได-เพียงบางตัวเน่อื งจากไมส@ ามารถสมุ@ ตัวอยา@ งใหเ- ทา@ กันได-
3. การวิจัยเชิงธรรมชาติ (Naturalistic Research) เป2นการวิจัยที่ไม@มีการจัดสร-างสถานการณ>
หรอื เงอ่ื นไขใด ๆ เลย ปลอ@ ยใหเ- ป2นไปตามธรรมชาติ ผว-ู จิ ยั ไม@มีอิทธพิ ลใด ๆ ต@อการวิจยั ทีไ่ ด-น้ันเลย
8) จำแนกโดยพจิ ารณาจากกรอบเวลาหรอื ระยะเวลาในการเกบ็ ขDอมูล
การจำแนกประเภทของการวิจัยตามระยะเวลาของการเก็บรวบรวมข-อมูล คือการพิจารณาว@า
นักวจิ ัยใช-เวลาในการเกบ็ รวบรวมข-อมลู ยาวนานเพียงไร แบง@ เปน2 2 ชนิด คือ
1. การวิจัยแบบตัดขวาง (Cross-sectional Research) เป2นการวิจัยที่ผู-วิจัยใช-เวลาเก็บข-อมูล
ในช@วงสั้น ๆ จงึ ได-ขอ- มลู ทีเ่ ป2นสภาพการณใ> นชว@ งเวลาหน่งึ เทา@ นน้ั เช@น ศกึ ษาภาวการณม> งี านทำของบัณฑิต
ก็จะได-ข-อมูลในช@วงเวลาที่ศึกษานั้น แม-ว@าการศึกษากลุ@มตัวอย@างที่มีขนาดใหญ@อาจต-องใช-เวลาหลาย
อาทิตย>หรือหลายเดือน แต@ก็เป2นข-อมูล ณ ช@วงเวลานั้น การวิจัยส@วนใหญ@โดยเฉพาะการสำรวจ (survey)
เป2นการวิจัยในลักษณะนี้ทั้งสิ้น ข-อดีของการศึกษาด-วยวิธีการนี้ คือ สามารถศึกษาคนได-จำนวนมาก และ
นำมาเปรียบเทียบกันได- เพราะอยู@ช@วงเวลาเดียวกัน ส@วนข-อเสีย คือไม@มีข-อมูลต@อเนื่อง จึงศึกษาในเชิง
พัฒนาการหรอื แนวโนม- ไม@ได-
2. การวิจัยต@อเนื่องระยะยาว (Longitudinal Research) เป2นการวิจัยที่ติดตามผลการ
เปลี่ยนแปลงของเรื่องที่ศึกษาเป2นเวลานาน เป2นหลายสัปดาห> หลายเดือน หรือหลายป_ เช@น ศึกษาการ
10
ปรับตัวของผู-ย-ายถิ่นว@าผู-ที่ย-ายถิ่นนาน ๆ จะมีการปรับตัวดีขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม@ การศึกษาในลักษณะนี้ต-อง
อาศัยเวลาและค@าใช-จ@ายจำนวนมาก จึงศึกษาคนได-ไม@มากนัก แต@มีประโยชน>มากในแง@การแสดงการ
เปลยี่ นแปลงในช@วงเวลายาว และแสดงแนวโน-มของสถานการณใ> นอนาคต
4. กระบวนการวจิ ัย
กระบวนการวิจัย (Research Process) เป2นกิจกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินการวิจัยเพื่อให-
บรรลุตามความมุ@งหมายของผู-วิจัย โดยมีขั้นตอนการวิจัยแบ@งออกเป2น 8 ขั้นตอน โดยมีรายละเอียดดังนี้
(อทิ ธิพทั ธ> สวุ ทนั พรกูล, 2561)
1) ก า ร ก ำ ห น ด ป u ญ ห า แ ล ะ ค ำ ถ า ม ว ิ จ ั ย ( Research problem(s) and Research
Question(s)) เป2นจุดเริ่มต-นของการดำเนินการวิจัย และเป2นขั้นตอนที่มีความสำคัญสำหรับผู-วิจัย
เนื่องจากการกำหนดปSญหาวิจัยที่เฉพาะเจาะจง ทำให-ผู-วิจัยสามารถกำหนดคำถามและวัตถุประสงค>ของ
การวิจัยได-อย@างชัดเจน เพื่อนำไปสู@การออกแบบการวิจัยได-อย@างรัดกุมและมีทิศทาง โดยการกำหนดปSญหา
ต-องมคี วามใหม@ ทันเหตกุ ารณ> มปี ระโยชน> และได-องคค> วามรใ-ู หม@
2) การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวขDอง (Literature Review) การศึกษาเอกสารทำให-
ผู-วิจัยได-ศึกษาอย@างละเอียดเกี่ยวกับประเด็นหรือตัวแปรที่ผู-วิจัยต-องการศึกษา ได-แก@ นิยามความหมาย
แนวคิดทฤษฎี องค>ประกอบ ขั้นตอน ทำให-ผู-วิจัยเข-าใจในสาระสำคัญนั้นอย@างถ@องแท- สามารถสรุป
เรียบเรียง วิเคราะห> สังเคราะห> สารสนเทศสำคัญของเนื้อหาได- ส@วนการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข-อง ทำให-
ผู-วิจัยเห็นแนวโน-มและทิศทางของการวิจัยที่ผ@านมาว@ามีการศึกษาในประเด็นใดบ-าง มีช@องว@างขององค>
ความรูใ- ดบา- งทีย่ งั ขาดอยู@ และเพอ่ื หลีกเลี่ยงความซำ้ ซอ- นของประเดน็ การวิจยั
3) การกำหนดวัตถุประสงคHการวิจัย (Research Objective(s)) เปรียบเสมือนจุดหมาย
ปลายทางของผู-วิจัยที่มีความเฉพาะเจาะจง โดยผู-วิจัยต-องมุ@งศึกษาหาคำตอบตามคำถามวิจัยที่ได-กำหนดไว-
โดยวัตถุประสงค>ของการวิจัยต-องมีความสอดคล-องกับชื่อเรื่องและปSญหาวิจัยหรือคำถาม และต-องมี
ความสัมพันธ>กับการออกแบบการวิจัยที่ผู-วิจัยได-ออกแบบไว-เพื่อให-ผลการวิจัยที่ได-นั้นตอบวัตถุประสงค>
ของการวจิ ัยไดอ- ย@างครบถ-วน
4) การกำหนดกรอบแนวคิด (Research Conceptual Framework) และสมมติฐานการ
วิจัย (Research Hypotheses) เป2นผลมาจากการที่ผู-วิจัยได-ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข-องจนทำ
ให-ผู-วิจัยได-ขอบเขตหรือขอบข@ายการวิจัยที่มีแนวคิดและทฤษฎีรองรับอย@างเหมาะสม ชัดเจน ว@าในการวิจัย
มีตัวแปรอะไรบ-างที่เกี่ยวข-องและสัมพันธ>กัน ตัวแปรใดคือตัวแปรต-น ตัวแปรตาม หรือมีตัวแปรควบคุม
เพิ่มเติม นอกจากนี้กรอบแนวคิดยังทำให-ผู-วิจัยได-สมมติฐานการวิจัยที่เป2นสิ่งที่ผู-วิจัยคาดหวังเกี่ยวกับ
ผลการวิจัยท่รี อการทดสอบในการดำเนนิ การวิจัยตอ@ ไป
5) การออกแบบการวิจัย (Research Design) เป2นขั้นตอนสำคัญที่ผู-วิจัยต-องพิจารณาอย@าง
รอบคอบและพิถีพิถันในการออกแบบการวิจัย โดยการเลือกแบบแผนหรือระเบียบวิธีการวิจัยที่เหมาะสม
11
ภายใต-เงื่อนไขหรือบริบทการวิจัยของผู-วิจัย ทั้งนี้ เพื่อให-ตอบวัตถุประสงค>การวิจัยได-อย@างชัดเจนและ
ควบคุมอิทธิพลของตัวแปรแทรกซ-อนที่อาจเกิดขึ้นในการวิจัย การออกแบบการวิจัยจึงเกี่ยวข-องและ
ครอบคลุมถึงการออกแบบ 3 ด-าน ได-แก@ การออกแบบการเลือกตัวอย@าง (Sampling Design) การ
ออกแบบการวัดตัวแปร (Measurement Design) และการออกแบบการวิเคราะห>ข-อมูล (Analysis
Design) กลา@ วคือ
- การออกแบบการเลือกตัวอย@าง (Sampling Design) ผู-วิจัยต-องเลือกวิธีการเลือกตัวอย@างท่ี
เหมาะสมกับสภาพการณ>ในการวิจัย ตัวอย@างที่เลือกต-องมีความที่เป2นตัวแทนที่ดีของประชากรหรือมีการ
กำหนดเกณฑ>การคดั เลอื กท่ีเหมาะสม และตอ- งมีขนาดตัวอยา@ งทเี่ พยี งพอสำหรบั การวจิ ัยในแตล@ ะเรื่อง
- การออกแบบการวัดตัวแปร (Measurement Design) ผู-วิจัยต-องกำหนดรูปแบบการวัด
ตัวแปรที่เหมาะสมว@าจะใช-วิธีการเก็บรวบรวมข-อมูลด-วยวิธีใด เครื่องมือการวิจัยประเภทใด ทั้งนี้วิธีการเก็บ
รวบรวมข-อมูลและเครื่องมือการวิจัยต-องมีการสอดคล-องกัน และเครื่องมือดังกล@าวมีการตรวจสอบคุณภาพ
ของเครอื่ งมือวจิ ัยด-วยวธิ ีใด และมีกระบวนการอย@างไร
- การออกแบบการวิเคราะห>ข-อมูล (Analysis Design) ผู-วิจัยต-องทำความเข-าใจเกี่ยวกับ
ประเภทของการวิเคราะห>ข-อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยต-องเลือกใช-ให-เหมาะสมและสอดคล-องกับ
การวัดตวั แปร และตอ- งกำหนดวธิ ีการวิเคราะห>เพ่อื ใหต- อบได-ตามวตั ถุประสงคข> องการวจิ ัย
6) การดำเนินการรวบรวมขDอมูลวิจัย เป2นการนำการออกแบบและเครื่องมือต@างที่ตอบโจทย>
วิจัยหรือการค-นหาคำตอบไปใช-กับกลุ@มตัวอย@างตามที่ได-ออกแบบไว- ตามเงื่อนไขหรือสถานการณ>ที่กำหนด
อย@างเคร@งครดั
7) การวิเคราะหHและแปรผลขDอมูล (Data Analysis and Data Interpretation) ผู-วิจัยต-อง
ใช-ความละเอียดรอบคอบในการวิเคราะห>อย@างถูกวิธี หากเป2นการวิจัยเชิงปริมาณ ผู-วิจัยต-องศึกษาวิธีการ
วิเคราะห> การตรวจสอบข-อตกลงเบื้องต-น การแปลผลที่ถูกต-อง กรณีงานวิจัยเชิงคุณภาพ ผู-วิจัยต-องศึกษา
กระบวนการวิเคราะห>เนื้อหาด-วยเทคนิควิธีต@าง ๆ อย@างเหมาะสม โดยการวิเคราะห>ข-อมูลทั้งเชิงปริมาณ
และเชิงคุณภาพนี้เน-นที่ความถูกต-องของข-อมูล และวิเคราะห>ตามประเด็นเพื่อให-ตอบวัตถุประสงค>ของการ
วจิ ัย
8) สรุปและเขียนรายงานการวิจัย (Research Writing) และ/หรือ การเขียนบทความวิจัย
(Research Article Writing) เป2นการเรียบเรียงความคิดและถ@ายทอดเนื้อหาสาระสำคัญของการวิจัย
เพื่อนำเสนอในภาพรวมทั้งหมด ผู-วิจัยต-องใช-ทักษะในการเขียนสื่อความตามหลักวิชาการที่ถูกต-องและ
เหมาะสมตามรูปแบบ โดยคำนึงถึงความถูกต-องของเนื้อหาและการกลั่นกรองประเด็นการวิจัยในแต@ละส@วน
ออกมาเพื่อให-ผู-อ@านเข-าใจได-อย@างชัดเจน นอกจากนี้การเขียนบทความวิจัยเป2นการนำเสนอผลผลิตอีกส@วน
หนึ่งที่ได-จากการวิจัย โดยผู-วิจัยเรียบเรียงประเด็นหรือผลการวิจัยทั้งหมดหรือคัดเลือกเนื้อหาเพียงบางส@วน
ของการวิจัย โดยย@อและเรียบเรียงในลักษณะของบทความเพื่อนำไปสู@การนำเสนอหรือเผยแพร@ผลการวิจัย
ต@อไป
12
9) การเผยแพรmงานวิจัย (Research Dissemination) และ/หรือการนำผลการวิจัยไปใชD
(Use of Research Results) ในปSจจุบันนั้นเมื่อผู-วิจัยได-ดำเนินการวิจัยเสร็จสิ้นลง ขั้นตอนเผยแพร@
งานวิจัยนับว@าเป2นขั้นตอนที่สำคัญโดยมีจุดมุ@งหมายเพื่อนำเสนอผลการวิจัยที่ได-ผู-วิจัยได-ศึกษาค-นคว-า โดย
เป2นการแลกเปลี่ยนเรียนรู-ซึ่งกันและกันระหว@างผู-วิจัย ผู-ทรงคุณวุฒิ หรือผู-ที่สนใจ การเผยแพร@งานวิจัย
สามารถทำได-ในหลายรูปแบบ ได-แก@ การนำเสนอในท่ีประชมุ วิชาการระดับชาติหรอื นานาชาติ การนำเสนอ
ในวารสารวิชาการทั้งระดับชาติและนานาชาติ หรือการนำผลการวิจัยหรือนวัตกรรมที่ได-สู@การใช-ประโยชน>
หรืออาจขยายไปสู@เชิงพาณิชย>เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย> องค>การ และสังคมในวงกว-างต@อไป ซึ่งสามารถ
นำเสนอกระบวนการวจิ ยั ไดด- งั ภาพท่ี 1.1
1) กำหนดประเด็น/ 6) การดำเนินการ 7) วเิ คราะห3และแปร
โจทยว3 จิ ยั รวบรวมขอD มูลวิจัย ผลขDอมูล
2) ศึกษาเอกสารและ 5) ออกแบบการวิจัย 8) สรปุ และเขยี น
งานวจิ ยั ทีเ่ กยี่ วขDอง รายงานผลการวิจัย
3) กำหนดเปาF หมาย/ 4) กำหนดกรอบ 9) การเผยแพรแW ละนำ
วตั ถุประสงค3การวิจยั แนวคดิ และสมมติฐาน ผลการวิจยั ไปใชD
ภาพที่ 1.1 กระบวนการวิจยั (research process)
5. จรรยาบรรณนกั วจิ ัยและแนวปฏบิ ัติ
ผลที่ได-จากการทำวิจัยมีความสำคัญต@อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเป2นอย@างยิ่ง หากงานวิจัย ท่ี
ปรากฏสู@สาธารณชน มีความเที่ยงตรง นำเสนอสิ่งที่เป2นความจริงสะท-อนให-เห็นสภาพปSญหาที่เกิดข้ึน
อย@างแท-จริง ก็จะนำไปสู@การแก-ไขปSญหาได-ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ การที่จะให-ได-มาซึ่งงานวิจัยที่ดีมี
คุณภาพ จำเป2นต-องมีส@วนประกอบสำคัญหลายประการ นอกจากการดำเนินตามระเบียบวิธีการวิจัย อย@าง
มีคณุ ภาพแล-ว คณุ ธรรมหรือจรรยาบรรณของนกั วิจัยเป2นปจS จัยสำคัญยง่ิ ประการหนึ่ง
คณะกรรมการสภาวิจัยแห@งชาติ (วช.) สาขาสังคมวิทยาตระหนักถึงความสำคัญของจรรยาบรรณ
นักวิจัยดังกล@าว จึงได-ริเริ่มดำเนินการยกร@างจรรยาบรรณนักวิจัยเพื่อเป2นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ
เพื่อให-นักวิจัย นักวิชาการในสาขาวิชาการต@าง ๆ สามารถนำไปปฏิบัติได-โดยผ@านกระบวนการขอรับความ
คิดเห็นจากนักวิจัย ผู-ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาต@าง ๆ และได-ปรับปรุงให-เหมาะสม รัดกุม ชัดเจน จนกระทั่ง
13
ได-รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารสภาวิจัยแห@งชาติ ประกาศให-เป2นหลักเกณฑ>ควร ประพฤติ
ของนักวิจยั ทว่ั ไป ดังนี้ (สำนักงานคณะกรรมการวจิ ัยแหง@ ชาต,ิ 2555)
ขอD 1 นักวจิ ัยตอD งซอ่ื สัตยHและมคี ณุ ธรรมในทางวิชาการและการจัดการ
นักวิจัยต-องมีความซื่อสัตย>ต@อตนเองไม@นำผลงานของผู-อื่นมาเป2นของตนไม@ลอกเลียนงานของผู-อื่น
ต-องให-เกียรติและอ-างถึงบุคคลหรือแหล@งที่มาของข-อมูลที่นำมาใช-ในงานวิจัย ต-องซื่อตรงต@อการแสวงหา
ทุน วจิ ัยและมีความเป2นธรรมเกี่ยวกับผลประโยชนท> ่ีไดจ- ากการวิจยั
1.1 นกั วิจัยตอ- งมีความซอื่ สัตย>ต@อตนเองและผ-อู ่นื
1.1.1 นกั วิจยั ตอ- งมีความซอ่ื สัตยใ> นทกุ ขั้นตอนของกระบวนการวจิ ัย ตงั้ แต@การเลือกเรือ่ งที่จะ
ทำวิจัย การเลือกผู-เข-าร@วมทำวิจัย การดำเนินการวิจัย ตลอดจนการนำผลงานวิจัยไป
ใชป- ระโยชน>
1.1.2 นักวิจยั ต-องให-เกียรตผิ ูอ- ่ืนโดยการอา- งถึงบุคคลหรือแหล@งทม่ี าของข-อมูลและความ
คดิ เหน็ ทนี่ ำมาใชใ- นงานวจิ ัย
1.2 นกั วจิ ัยต-องซือ่ ตรงต@อการแสวงหาทนุ วิจยั
1.2.1 นักวิจัยต-องเสนอข-อมูลและแนวคิดอย@างเปüดเผยและตรงไปตรงมาในการเสนอ
โครงการวิจยั เพ่อื ขอรบั ทนุ
1.2.2 นกั วจิ ัยต-องเสนอโครงการวิจัยด-วยความซือ่ สตั ยโ> ดยไม@ขอทนุ ซํา้ ซอ- น
1.3 นกั วจิ ยั ต-องมคี วามเปน2 ธรรมเกยี่ วกับผลประโยชนท> ่ีไดจ- ากการวจิ ัย
1.3.1 นกั วจิ ัยต-องจดั สรรสัดสว@ นของผลงานวจิ ัยแก@ผ-รู @วมวจิ ยั อยา@ งยตุ ิธรรม
1.3.2 นักวิจัยต-องเสนอผลงานอย@างตรงไปตรงมาโดยไม@นำผลงานของผอ-ู นื่ มาอา- งว@าเป2นของ
ตน
ขDอ 2 นักวิจัยตDองตระหนักถึงพันธกรณีในการทำวิจัย ตามขDอตกลงที่ทำไวDกับหนmวยงานที่
สนับสนุน การวิจัยและตอm หนวm ยงานที่ตนสังกดั
นักวิจัยต-องปฏิบัติตามพันธกรณีและข-อตกลงการวิจัยที่ผู-เกี่ยวข-องทุกฝhายยอมรับร@วมกัน อุทิศ
เวลาทำงานวิจัยให-ได-ผลดีที่สุดและเป2นไปตามกำหนดเวลา มีความรับผิดชอบไม@ละทิ้งงานระหว@าง
ดำเนินการ
2.1 นักวจิ ยั ตอ- งตระหนกั ถึงพนั ธกรณีในการทำวจิ ยั
2.1.1 นักวิจัยต-องศึกษาเงื่อนไขและกฎเกณฑ>ของเจ-าของทุนอย@างละเอียดรอบคอบเพ่ือ
ปcองกนั ความขดั แยง- ที่จะเกิดขนึ้ ในภายหลัง
2.1.2 นกั วจิ ัยต-องปฏิบัติตามเงอื่ นไข ระเบยี บและกฎเกณฑ> ตามขอ- ตกลงอยา@ งครบถว- น
2.2 นักวจิ ยั ต-องอุทศิ เวลาทำงานวจิ ัย
2.2.1 นักวิจัยต-องทุ@มเทความรู- ความสามารถและเวลาให-กับการทำงานวิจัยเพื่อให-ได-มาซึ่ง
ผลงานวิจัยที่มีคณุ ภาพและเป2นประโยชน>
14
2.3 นักวจิ ัยต-องมีความรับผดิ ชอบในการทำวจิ ยั
2.3.1 นักวิจัยต-องมีความรับผิดชอบไม@ละทิ้งงานโดยไม@มีเหตุผลอันควรและส@งงานตาม
กำหนดเวลาไมท@ ำผดิ สญั ญาข-อตกลงจนกอ@ ให-เกดิ ความเสียหาย
2.3.2 นักวิจัยต-องมีความรับผิดชอบในการจัดทำรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ>เพื่อให-ผลอัน
เกิดจากการวจิ ัยได-ถกู นำไปใชป- ระโยชนต> @อไป
ขอD 3 นกั วจิ ัยตDองมพี นื้ ฐานความรูใD นสาขาวชิ าการทีท่ ำวิจัย
นักวิจัยต-องมีพื้นฐานความรู-ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัยอย@างเพียงพอและมีความรู-ความชำนาญหรือ
มีประสบการณ>เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ทำวิจัยเพื่อนำไปสู@งานวิจัยที่มีคุณภาพและเพื่อปcองกันปSญหาการ
วเิ คราะห> การตคี วาม หรือการสรุปท่ีผิดพลาด อนั อาจก@อใหเ- กดิ ความเสยี หายต@องานวิจยั
3.1 นักวิจัยต-องมีพื้นฐานความรู- ความชำนาญหรือประสบการณ>เกี่ยวกับเรื่องที่ทำวิจัยอย@าง
เพยี งพอเพอื่ นำไปสู@งานวจิ ัยทม่ี ีคุณภาพ
3.2 นักวิจัยต-องรักษามาตรฐานและคุณภาพของงานวิจัยในสาขาวิชาการนั้น ๆ เพื่อปcองกันความ
เสยี หายต@อวงการวชิ าการ
ขDอ 4 นกั วจิ ยั ตอD งมคี วามรับผดิ ชอบตmอสงิ่ ท่ศี ึกษาวจิ ยั ไมmวmาเปäนสิ่งทม่ี ีชวี ิตหรอื ไมมm ชี วี ิต
นักวิจัยต-องดำเนินการด-วยความรอบคอบระมัดระวังและเที่ยงตรงในการทำวิจัยที่เกี่ยวข-องกับคน
สัตว> พืช ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากรและสิ่งแวดล-อม มีจิตสำนึกและปณิธานที่จะอนุรักษ> ศิลปวัฒนธรรม
ทรพั ยากรและสงิ่ แวดล-อม
4.1 การใช-คนหรือสตั ว>เป2นตวั อย@างทดลอง ต-องทำในกรณีท่ีไมม@ ีทางเลอื กอื่นเทา@ น้นั
4.2 นักวิจัยต-องดำเนินการวิจัยโดยมีจิตสำนึกที่จะไม@ก@อความเสียหายต@อคน สัตว> พืช
ศิลปวัฒนธรรม ทรพั ยากรและสง่ิ แวดล-อม
4.3 นักวิจัยต-องมีความรับผิดชอบต@อผลที่จะเกิดแก@ตนเอง กลุ@มตัวอย@างที่ใช-ในการศึกษาและ
สังคม
ขอD 5 นกั วจิ ัยตDองเคารพศักด์ิศรแี ละสิทธขิ องมนษุ ยHท่ีใชDเปäนตัวอยาm งในการวิจัย
นักวิจัยต-องไม@คำนึงถึงผลประโยชน>ทางวิชาการจนละเลยและขาดความเคารพในศักดิ์ศรีของเพื่อน
มนุษย> ต-องถือเป2นภาระหน-าที่ที่จะอธิบายจุดมุ@งหมายของการวิจัยแก@บุคคลที่เป2นกลุ@มตัวอย@างโดยไม@
หลอกลวงหรือบีบบังคบั และไม@ละเมิดสิทธสิ @วนบคุ คล
5.1 นักวิจัยต-องมีความเคารพในสิทธิของมนุษย>ที่ใช-ในการทดลองโดยต-องได-รับความยินยอมก@อน
ทำการวิจยั
5.2 นักวิจัยต-องปฏิบัติต@อมนุษย>และสัตว>ที่ใช-ในการทดลองด-วยความเมตตาไม@คำนึงถึงแต@
ผลประโยชนท> างวิชาการจนเกดิ ความเสียหายท่อี าจกอ@ ให-เกิดความขัดแย-ง
5.3 นกั วจิ ัยตอ- งดูแลปกปcองสทิ ธปิ ระโยชน>และรกั ษาความลบั ของกล@มุ ตวั อย@างทใี่ ช-ในการทดลอง
15
ขอD 6 นกั วจิ ัยตDองมีอิสระทางความคดิ โดยปราศจากอคตใิ นทกุ ขั้นตอนของการทำวจิ ยั
นักวิจัยต-องมีอิสระทางความคิด ต-องตระหนักว@า อคติส@วนตนหรือความลำเอียงทางวิชาการ
อาจสง@ ผลให-มกี ารบดิ เบอื นขอ- มูลและข-อคน- พบทางวชิ าการ อันเป2นเหตุใหเ- กิดผลเสียหายตอ@ งานวิจัย
6.1 นกั วิจัยต-องมีอสิ ระทางความคิดไม@ทำงานวิจยั ด-วยความเกรงใจ
6.2 นักวจิ ัยต-องปฏิบตั งิ านวิจยั โดยใช-หลักวิชาการเป2นเกณฑ>และไมม@ ีอคติมาเกี่ยวข-อง
6.3 นักวิจัยต-องเสนอผลงานวิจัยตามความเป2นจริงไม@จงใจเบี่ยงเบนผลการวิจัยโดยหวัง
ผลประโยชน>สว@ นตนหรือตอ- งการสร-างความเสียหายแกผ@ -ูอนื่
ขอD 7 นกั วจิ ยั พึงนำผลงานวจิ ยั ไปใชปD ระโยชนHในทางท่ชี อบ
นักวิจัยพึงเผยแพร@ผลงานวิจัยเพื่อประโยชน>ทางวิชาการและสังคมไม@ขยายผลข-อค-นพบจนเกิด
ความเป2นจริงและไม@ใช-ผลงานวจิ ัยไปในทางมิชอบ
7.1 นกั วจิ ัยพึงมีความรบั ผดิ ชอบและรอบคอบในการเผยแพรผ@ ลงานวจิ ัย
7.2 นักวิจัยพึงเผยแพร@ผลงานวิจัยโดยคำนึงถึงประโยชน>ทางวิชาการและสังคมไม@เผยแพร@
ผลงานวิจยั เกินความเปน2 จริงโดยเห็นแก@ประโยชนส> ว@ นตนเป2นท่ตี งั้
7.3 นักวิจัยพึงเสนอผลงานวิจัยตามความเป2นจริงไม@ขยายผลข-อค-นพบโดยปราศจากการ
ตรวจสอบ ยืนยนั ในทางวิชาการ
ขDอ 8 นักวจิ ัยพึงเคารพความคดิ เหน็ ทางวิชาการของผอDู ่ืน
นักวิจัยพึงมีใจกว-าง พร-อมที่จะเปüดเผยข-อมูลและขั้นตอนการวิจัยยอมรับฟSงความคิดเห็นและ
เหตุผลทางวชิ าการของผ-อู ืน่ และพรอ- มท่ีจะปรับปรุงแก-ไขงานวจิ ัยของตนให-ถกู ต-อง
8.1 นักวิจัยพึงมีมนุษยสัมพันธ>ที่ดี ยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร-างความเข-าใจในงานวิจัย
กับเพือ่ นร@วมงานและนกั วิชาการอื่น ๆ
8.2 นักวิจัยพึงยอมรับฟSงแก-ไขการทำวิจัยและการเสนอผลงานวิจัยตามข-อแนะนำที่ดีเพื่อสร-าง
ความรท-ู ถ่ี กู ตอ- งและสามารถนำผลงานวจิ ยั ไปใชป- ระโยชนไ> ด-
ขDอ 9 นักวจิ ัยพึงมีความรับผดิ ชอบตmอสงั คมทุกระดบั
นักวิจัยมีจิตสำนึกที่จะอุทิศกำลังสติปSญญาในการทำวิจัยเพื่อความก-าวหน-าทางวิชาการเพื่อความ
เจรญิ และประโยชนส> ุขของสังคมและมวลมนุษยชาติ
9.1 นักวิจัยพึงไตร@ตรองหาหัวข-อการวิจัยด-วยความรอบคอบและทำการวิจัยด-วยจิตสำนึกที่จะ
อุทิศกำลังปSญญาของตน เพื่อความก-าวหน-าทางวิชาการเพื่อความเจริญของสถาบันและ
ประโยชนส> ุขตอ@ สังคม
9.2 นักวิจัยพึงรับผิดชอบในการสร-างสรรค>ผลงานวิชาการเพื่อความเจริญของสังคมไม@ทำการวิจัย
ทขี่ ดั กับ กฎหมาย ความสงบเรียบรอ- ยและศลี ธรรมอันดขี องประชาชน
16
9.3 นักวิจัยพึงพัฒนาบทบาทของตนให-เกิดประโยชน>ยิ่งขึ้นและอุทิศเวลา นํ้าใจ กระทำการ
ส@งเสริมพัฒนาความร-ู จิตใจ พฤติกรรมของนักวิจัยรุ@นใหม@ให-มีส@วนสร-างสรรค>ความรู-แก@สังคม
สืบไป
6. บทสรปุ
วิธีการแสวงหาความรู-ของมนุษย>เกิดจากความรู-สึกและอยากเรียนรู-ของตนเอง การศึกษาเอกสาร
และแหล@งข-อมูล การสอบถามผู-รู-หรือประสบการณ> การฝiกฝนลองถูกลองผิด การใช-หลักเหตุและผลด-วย
วิธีการต@าง ๆ เช@น วิธีการนิรนัย หรืออุปนัย และวิธีการทางวิทยาศาสตร>เป2นวิธีการแสวงหาความรู-ท่ี
ประกอบด-วย 5 ขั้นตอน ได-แก@ การกำหนดปSญหา การตั้งสมมติฐาน การเก็บรวบรวมข-อมูล การวิเคราะห>
ข-อมูล และการสรุปผล ทั้งนี้การวิจัยมีลักษณะสำคัญหลายประการ โดยเป2นกระบวรการที่เป2นระบบ มี
ความเป2นเหตุเป2นผล ใช-ข-อเท็จจริงเชิงประจักษ>ในการสรุปข-อค-นพบ เป2นกระบวนการเรียนรู-อย@างต@อเนื่อง
และต-องการศึกษาค-นคว-าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข-อง โดยมีกระบวนการวิจัย 8 ขั้นตอน ได-แก@ การ
กำหนดปSญหาและคำถามวิจัย การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข-อง การกำหนดวัตถุประสงค>การวิจัย
การกำหนดกรอบแนวคิดและสมมติฐานการวิจัย การออกแบบการวิจัย การวิเคราะห>และแปลผลข-อมูล
การเขียนรายงานและการเผยแพร@งานวิจัย นอกจากนี้ นักวิจัยควรมีคุณลักษณะ 3 ด-าน ได-แก@ ด-านความร-ู
และความคดิ ดา- นเจตคติ และดา- นทักษะ บนพ้นื ฐานของจรรยาบรรณนกั วิจัยที่ดี
แบบฝกP หัดท7ายบทที่ 1
คำชีแ้ จง ใหนD ักศึกษาตอบคำถาม แสดงความคดิ เห็น หรอื อภปิ รายในประเดน็ ตอm ไปน้ี
1. นักศึกษายกตัวอย@างความรู-จากภูมิปSญญาในชุมชนท-องถิ่น และนักศึกษาคิดว@าเป2นความเช่ือ
ประเภทใด มีการแสวงหาความรูอ- ยา@ งไร
2. นกั ศกึ ษายกตวั อย@างวิธกี ารแสวงหาความรู-โดยวิธกี ารทางวทิ ยาศาสตร> พร-อมเหตผุ ลประกอบ
3. กระบวนการวิจัยในขน้ั ตอนใดทีน่ ักศึกษาคิดว@ามีความสำคญั มากท่ีสดุ เพราะเหตใุ ด
4. นักศกึ ษาคดิ ว@าตนเองมีลกั ษณะความเป2นนักวจิ ัยทด่ี ีอยา@ งไรบา- ง
5. จากสถานการณ>การแพร@ระบาดของเชื้อโควิด-19 สามารถพัฒนางานวิจัยประเภทใดได-บ-าง
จงยกตัวอยา@ งประกอบ
บทที่ 2
การวจิ ยั เพือ่ พฒั นาการเรยี นร6ู
ระบบการศึกษาของไทยเป1นระบบใหญ6 มีความซับซ>อน มีความสัมพันธBเชื่อมโยงกัน จากสาเหตุ
ปJจจัยหลายสถานการณB ส6งผลให>เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู6ตลอดเวลาและมีความเป1นพลวัต นำไปสู6กับดัก
ทางการศึกษาที่เป1นอุปสรรคต6อการพัฒนาการศึกษาในระดับต6าง ๆ ทั้งระดับปJจเจกบุคคล (บุคลากร
ทางการศึกษา) ระดับชั้นเรียน ระดับโรงเรียน หรือจนกระทั่งระดับชาติได> แม>มีการศึกษาค>นคว>าเกี่ยวกับ
ปJญหาการศึกษาอย6างต6อเนื่องเพื่อแก>ไขปJญหาหรือเพื่อพัฒนาการศึกษาให>มีประสิทธิภาพ แต6เนื่องด>วย
ความเป1นพลวัตทางสังคม สถานการณBการจัดการศึกษาจนต>องปรับเปลี่ยน ปรับปรุง แก>ไขอยู6ตลอด เพ่ือ
หาคำตอบหรือแนวทางในการคลี่คลายสถานการณBทางการศึกษาในระดับต6าง ๆ โดยกระบวนการศึกษา
เพื่อค>นหาวิธีการหรือองคBความรู>นี้จะต>องมีความน6าเชื่อถือบนพื้นฐานของหลักการของเหตุและผลใน
การศึกษา คือ “กระบวนการวจิ ยั ”
ทั้งนี้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห6งชาติ พ.ศ.2542 และฉบับแก>ไข พ.ศ.2554 มาตรา 30 ระบุว6า
“ให>สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการส6งเสริมให>ผู>สอนสามารถ
วิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู>ที่เหมาะสมกับผู>เรียนในแต6ละระดับการศึกษา” ดังนั้นครูและบุคลากรทางการ
ศึกษาจึงต>องเรียนรู>และต>องทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู> ดังนั้น ในบทที่ 2 นี้ จะนำเสนอรูปแบบการวิจัย
เพื่อพัฒนาการเรียนรู> ประกอบด>วย 5 ส6วน ได>แก6 1) แนวคิดของการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู> 2)
ความสำคัญของการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู> 3) ลักษณะสำคัญของการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู> 4)
ความสัมพันธBระหว6างกระบวนการจัดการเรียนรู>และกระบวนการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนร>ู และ 5) ความ
แตกตา6 งระหว6างการวจิ ยั เพอ่ื พัฒนาการเรยี นรแู> ละการวจิ ยั เชงิ วชิ าการ โดยมีรายละเอียดดงั น้ี
1. แนวคิดของการวิจัยเพอ่ื พัฒนาการเรียนรู:
ความหมายของการวิจัยเพอื่ พัฒนาการเรยี นรู8
การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู> เป1นการวิจัยปฏิบัติการที่มีเปfาหมายเพื่อแก>ปJญหาหรือพัฒนาการ
เรียนรู>ของผู>เรียน โดยครูเป1นผู>มีบทบาทสำคัญในการวางแผนแก>ปJญหาโดยศึกษาปJญหาการเรียนที่เกิด
ขึ้นกับผู>เรียน และครูแสวงหาวิธีการแก>ปJญหาหรือการเรียนรู> ปฏิบัติการแก>ปJญหา ตรวจสอบผลแก>ปJญหา
และสะท>อนผลต6อการแก>ปJญหาการเรียนรู>ของผู>เรียนเพื่อหาทางปรับปรุง พัฒนาอย6างต6อเนื่องจนบรรลุผล
สำเรจ็ ของการแก>ปJญหาหรอื พฒั นาการเรียนรูข> องผเู> รยี น
18
หลกั การทำวจิ ยั เพ่ือพฒั นาการเรยี นรู8
1. ให>ถือหลักการสำคัญว6า ภาระงานสอนหรือการจัดการเรียนรู>ของครูเป1นงานหลัก ส6วนการวิจัย
เป1นงานเสริมเพิ่มคุณภาพการสอน การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู>จึงเป1นงานเสริมเพิ่มคุณภาพการสอนของ
ครเู พอ่ื พัฒนาการเรยี นร>ูและคณุ ภาพของผเู> รยี น
2. ปฏิบัติการวิจัยตามสภาพจริง ไม6ให>เกิดความยุ6งยากกับภาระการสอน โดยสอดแทรกให>การ
วิจัยเป1นส6วนหนึ่งของกระบวนการจัดการเรียนรู>หรือส6วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู> การดำเนินการวิจัย
จึงไม6ควรทำความยุ6งยากหรือกระทบต6อการจัดการเรียนรู>ตามปกติ ถ>าครูเข>าใจในหลักการข>อนี้แล>วยอมรับ
และนำไปปฏิบัติได>จริง ครูก็จะมีเจตคติที่ดีต6อการทำงานวิจัยว6าไม6ใช6ภาระงานที่มาเพิ่มขึ้นจากภาระงาน
สอนทีม่ ีอย6เู ดมิ
3. ให>ครูนึกถึงประโยชนBหรือคุณค6าที่จะเกิดต6อผู>เรียนเป1นสำคัญ เพราะจุดมุ6งหมายหลักของการ
วิจัยเพ่อื พัฒนาการเรียนร>ูน้ันก็เพอ่ื แก>ปญJ หาหรอื พัฒนาการเรียนร>ูของผู>เรยี นให>มีประสทิ ธภิ าพมากขน้ึ
4. กลยุทธBสำคัญในการวิจัยก็คือ ความคิดและจิตใจของครู ที่จะต>องมีความเมตตา ปรารถนาดี มี
ความห6วงใยและเป1นกัลยาณมิตรที่ดีต6อศิษยB อยากเห็นศิษยBมีความก>าวหน>า พัฒนาในเชิงคุณภาพที่ได>
มาตรฐาน หรือครูมีความไม6สบายใจและทำใจไม6ได>ที่เห็นศิษยBยังไม6มีความก>าวหน>าหรือพัฒนาทั้งในด>าน
ความรู> ทักษะและคุณลักษณะอันพึงประสงคB การปฏิบัติตามหลักการข>อนี้ของครูจะแสดงถึงความ
รับผดิ ชอบทางวิชาชีพครแู ละจิตวิญญาณของความเป1นครู
5. ลงมอื ทำ หรือปฏบิ ตั ติ ามแผนการวิจัยทีว่ างไว>
6. ปฏิบัติการวิจัยด>วยวงจรการทำงานแบบ PAOR กล6าวคือ มีการวางแผนปฏิบัติการแก>ปJญหา
(Plan) มีการลงมือปฏิบัติการตามแผนที่กำหนดไว> (Act) การสังเกตผล (Observe) โดยมีการสังเกตผลการ
พัฒนาหรือรวบรวมข>อมูลและวิเคราะหBข>อมูลจากผลการแก>ปJญหาหรือพัฒนาผู>เรียน และมีการสะท>อนผล
กลับต>อการปฏิบัติการแก>ปJญหา (Reflect) โดยนำข>อค>นพบที่ได>ย>อนกลับไปสู6การปรับปรุงและพัฒนา
คุณภาพการจัดการเรียนรู>และคุณภาพผู>เรียนอย6างต6อเนื่องในวงจรปฏิบัติการในรอบต6อไปจนบรรจุ
ผลสำเร็จของการแกป> ญJ หา
ภาพท่ี 2.1 วงจรการวจิ ยั ปฏิบัติการในชน้ั เรียน
19
2. ความสำคญั ของการวิจัยเพอื่ พัฒนาการเรียนร:ู มคี วามสำคญั ดังน้ี (พิชัย ฤทธ์จิ รูญ, 2561)
1. ช?วยขจัดปBญหาการเรียนรู8และพัฒนาคุณภาพผู8เรียน ในการจัดการเรียนรู>ครูต>องกำหนด
จุดประสงคBการเรียนรู>หรือผลลัพธBการเรียนรู>ที่ต>องการให>เกิดขึ้นกับผู>เรียน เมื่อครูได>จัดการเรียนรู>แล>วอาจ
พบว6าผลลัพธBที่ได>ไม6เป1นไปตามจุดประสงคBการเรียนรู> ซึ่งแสดงว6าได>เกิดปJญหาการเรียนรู>แล>ว ปJญหาการ
เรียนรู>ดังกล6าวนี้จะยังคงมีอยู6ต6อไปและส6งผลต6อคุณภาพของผู>เรียน หากครูยังไม6ได>คิดหาวิธีการแก>ไข แต6
ถ>าครูมีความปรารถนาดีต6อผู>เรียนในฐานะศิษยB และมีความสำนึกรับผิดชอบต6อคุณภาพของผู>เรียน แล>วคิด
หาวิธีการหรือใช>นวัตกรรมการจัดการเรียนรู>ที่เหมาะสมเพื่อแก>ปJญหาหรือพัฒนาการเรียนรู>ของผู>เรียนก็จะ
ช6วยให>ปJญหาลดลงหรือหมดไป ผู>เรียนก็จะมีคุณภาพ การดำเนินการของครูในลักษณะดังกล6าวถือว6าครูได>
ทำการวิจัยเพ่ือพัฒนาการเรียนรู>แล>ว ซึ่งช6วยขจัดปJญหาการเรียนรู>ของผู>เรียนและพัฒนาคุณภาพผู>เรียนให>
เปน1 ไปตามมาตรฐานการศึกษาท่ีกำหนดไว>
2. ได8สื่อ นวัตกรรมการจัดการเรียนรู8 ในการทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู>ซึ่งครูได>มีโอกาสคิดหา
วิธีการหรือใช>นวัตกรรมการจัดการเรียนรู>ประเภทต6าง ๆ สำหรับแก>ปJญหาหรือพัฒนาผู>เรียน ถ>าวิธีการหรือ
นวัตกรรมดังกล6าวสามารถแก>ปJญหาการเรียนรู>หรือพัฒนาผู>เรียนให>มีคุณภาพได>ก็ถือว6าวิธีการหรือ
นวัตกรรมนั้นมีประสิทธิภาพและเป1นประโยชนBต6อครูที่จะได>เรียนรู> ดูเป1นแบบอย6าง และนำไปปรับใช>หรือ
เป1นแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของตนเองได> การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู>จึงมีส6วน
สำคัญท่ชี ว6 ยใหไ> ด>สอื่ นวัตกรรมการจัดการเรยี นร>ทู เ่ี ป1นประโยชนตB อ6 ผูป> ระกอบวิชาชพี ครู
3. มีฐานข8อมูลสารสนเทศเพื่อการวางแผนพัฒนาโรงเรียน ในการวางแผนพัฒนาโรงเรียนต>อง
อาศัยข>อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข>อง การประเมินและการวิจัยเป1นกระบวนการที่ทำให>ได>ข>อมูลสารสนเทศที่มี
คุณภาพ ซึ่งสามารถนำไปใช>วางแผนพัฒนาโรงเรียนได>อย6างถูกทิศทาง ข>อมูลสารสนเทศที่ถูกต>องทำการ
วางแผนถูกต>อง ข>อมูลสารสนเทศที่ได>มาอย6างรวดเร็วทำให>โรงเรียนตัดสินใจได>เร็วไม6ลา> สมัย โรงเรียนจึง
ต>องมีฐานข>อมูลสารสนเทศในการพัฒนาโรงเรียน ซึ่งประกอบด>วยระบบฐานข>อมูลสำคัญ 3 ฐาน ข>อมูล
หลักคือ ฐานข>อมูลเพื่อพัฒนาการเรียนรู> ฐานข>อมูลเพื่อพัฒนาหลักสูตรและการสอน และฐานข>อมูลเพื่อ
การบริหารจัดการ (สุวิมล ว6องวานิช, 2554) ฐานข>อมูลทั้ง 3 ส6วนได>มาจากครูนักวิจัย ในโรงเรียนซึ่งครู
ส6วนหนึ่งเมื่อทำวิจัยแล>วอาจทำให>ได>ข>อมูลที่นำไปสู6ฐานข>อมูลเพื่อพัฒนาการเรียนรู> ในขณะที่งานวิจัยของ
ครูอีกส6วนหนึ่งอาจนำไปสู6ฐานข>อมูลเพื่อพัฒนาหลักสูตรและการสอน และครูบางคนทำวิจัยแล>วช6วยให>ได>
ฐานข>อมูลเพื่อการบริหารจัดการโรงเรียนครูที่ทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู>จึงมีส6วนสำคัญในการช6วยให>ได>
ฐานข>อมูลเพอ่ื การวางแผนพัฒนาโรงเรยี น
4. ช?วยเพิ่มพูนความรู8ทางวิชาชีพของครู ครูที่ได>ทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู>จะทำให>ครูมี
ความรู> ทักษะ และประสบการณBในการแก>ปJญหาและพัฒนาการเรียนรู>ของผู>เรียน ซึ่งจะช6วยให>ครูได>
เพิ่มพูนความรู>ทางวิชาชีพ ของครูมากขึ้นอย6างต6อเนื่อง ซึ่งการวิจัยปฏิบัติการหรือการวิจัยเพื่อพัฒนาการ
เรียนร>ู ช6วยใหค> รูเหน็ ผลของการไดเ> พ่มิ พนู ความรู>ทางวชิ าชีพ 3 ประการ คือ
20
4.1 การวิจัยที่ครูทำ ช6วยตรวจสอบการปฏิบัติงานวิชาชีพของครูว6าปฏิบัติการจัดการเรียนการ
สอนมีความก>าวหน>าและพัฒนาไปถึงระดบั ความคาดหวงั ทีค่ รูตัง้ ไวห> รือไม6
4.2 การแลกเปลี่ยนความรู>จากงานวิจัยที่ได>ทำระหว6างครูนักวิจัย เพื่อนร6วมงานวิชาชีพ และ
บุคลากรทางการศึกษาที่เกี่ยวข>อง จะทำให>ครูเกิดการเรียนรู>และเพิ่มพูนความรู>ทางวิชาชีพที่สามารถ
ประเมินการปฏิบัติงานของครู และปรบั ปรงุ พัฒนาการปฏบิ ัติงานทางวิชาชีพของครใู หม> ีมาตรฐานสงู ขนึ้
4.3 จากการที่ครูนักวิจัยได>เรียนรู>และมีประสบการณBทางการวิจัย ครูสามารถกำหนดมาตรฐาน
หรือเกณฑBการตัดสินคุณภาพงานของครูได>เอง โดยใช>มาตรฐานหรือเกณฑBเดียวกับที่ผู>อื่นใช>ตัดสินคุณภาพ
งานของครู และปรับให>เข>ากับวิธีการของผู>อื่นที่ได>จัดว6าเป1นการพัฒนาทางวิชาชีพครูและครูควรจะได>
เรียนรู>ทางวิชาชีพอย6างต6อเนื่อง ซึ่งจะทำให>มีการเพิ่มพูนความรู> ความก>าวหน>าทางวิชาชีพ ดังนั้นจึงควร
พิจารณาให>เห็นถึงความสำคัญของการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู>สำหรับเป1นฐานของการพัฒนาวิชาชีพครู
อยา6 งยั่งยนื ตอ6 ไป
5. ช?วยยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครู การที่ครูได>ทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู>และมีการส6งเสริม
สนับสนุนของสถาบันการศึกษาและหน6วยงานทางการศึกษาให>ครูได>ร6วมประชุมสัมมนานำเสนอผลงานวิจัย
อย6างต6อเนื่อง ทำให>เกิดการพัฒนาทักษะด>านการวิจัยและมีผลงานวิจัยของครูเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีการสร>าง
เครือข6ายการเรียนรู>และการพัฒนาการวิจัยของครูมากขึ้น ครูได>พัฒนาการจัดการเรียนรู>โดยใช>
กระบวนการวิจัยเป1นฐาน ซึ่งจะทำให>หลักการจัดการเรียนรู>หรือศาสตรBการสอนมีความก>าวหน>าพัฒนาและ
มคี วามเขม> แขง็ ยิ่งข้นึ เป1นการยกระดับมาตรฐานการทำงานของครหู รือวิชาชพี ครูให>มมี าตรฐานสูงขึ้น
3. ลักษณะสำคญั ของการวิจยั เพอ่ื พฒั นาการเรยี นร:ู
จากการศึกษาวิเคราะหBจุดเน>นของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 17 ประการ ตามแนวคิดของเคมมิสและ
แมกเทกการBต ได>ใช>เป1นฐานความคิดในการปรับเป1นลักษณะสำคัญของการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู>ได>
ดังน้ี (พิชยั ฤทธ์ิจรญู , 2561)
1. เป1นวิธีการวิจัยที่ครูหรือบุคลากรทางการศึกษาที่เกี่ยวข>องมุ6งปรับปรุงคุณภาพการศึกษาหรือ
คุณภาพการเรียนการสอน โดยทำให>เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาหรือการจัดการเรียนการสอนและ
อาศยั การเรียนรู>จากผลสบื เนอื่ งของการเปลีย่ นแปลงทีเ่ กิดขึ้นนั้น ๆ
2. เป1นการวิจัยที่ครูหรือผู>ปฏิบัติงานทางการศึกษาต>องเข>าไปร6วมในกิจกรรม และดำเนินการเพ่ือ
ปรบั ปรุงการเรยี นการสอนและงานทางการศกึ ษาที่ตนปฏิบตั อิ ย6ู
3. ครูหรือผู>ปฏิบัติงานดำเนินการผ6านขั้นตอนของการสะท>อนผลกลับของการปฏิบัติงานการเรียน
การสอนของตนเองในลักษณะเกลียวสว6าน ซึ่งมีวัฏจักรของการวางแผน การดำเนินงานตามแผนการสังเกต
อย6างมีระบบ การสะท>อนผลกลับ แล>วเริ่มต>นรอบใหม6ด>วยการวางแผนการดำเนินงานการสังเกตผล และ
การสะท>อนกลับซึ่งจะต>องดำเนินการตามขั้นตอนอย6างเป1นระบบ โดยผ6านการกลั่นกรองวิพากษBวิจารณB
21
จากครูและบุคลาการทางการศึกษาที่เกี่ยวข>องเพื่อให>การจัดการเรียนการสอนรอบใหม6มีการพัฒนาและ
สามารถแกป> ญJ หาได>บรรลเุ ปfาหมาย
4. เป1นการวิจัยที่มีลักษณะร6วมมือกันทำงานระหว6างครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เกี่ยวข>องซ่ึง
ต>องมีความรับผิดชอบในการกระทำเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนให>ดีขึ้น ขยายขอบเขตของความร6วมมือ
ระหวา6 งกลมุ6 ที่ทำงานดว> ยกนั โดยตรงใหก> วา> งทสี่ ุดเท6าท่ีจะทำไดเ> พือ่ ผลของการปฏิบตั ทิ ่จี ะตามมา
5. เป1นการวิจัยที่ก6อให>เกิดชุมชนหรือเครือข6ายการเรียนรู>และพัฒนาตนเอง โดยสมาชิกจะเข>าร6วม
กิจกรรมและให>ความร6วมมือทุกขั้นตอนของกระบวนการวิจัย (การวางแผนการปฏิบัติงานตามแผน การ
สังเกต และการสะท>อนผลกลับ) โดยมีจุดหมายที่จะสร>างชุมชนหรือเครือข6ายทางวิชาการให>พึ่งตนเอง มี
ความรับผิดชอบต6อการพัฒนาตนเองในด>านการจัดการเรียนการสอนที่มีความเป1นอิสระในการที่จะคิด
เกี่ยวกับการจัดการ การพัฒนาสถานศึกษา และชั้นเรียนของตนเอง เพื่อที่จะให>เกิดความก>าวหน>าและมี
คุณคา6 ตอ6 วชิ าชีพของตนเอง
6. เป1นการวิจัยที่เสริมสร>างกระบวนการเรียนรู>อย6างมีระบบ ที่ครูและบุคลากรทางการศึกษาได>
ปฏิบัติตามแผนที่ไตร6ตรองดีแล>ว ไม6ใช6เป1นการกระทำโดยบังเอิญหรือไม6มีแผนดำเนินงาน จึงเป1น
กระบวนการของการใช>สติปJญญาอย6างรอบคอบ เพื่อให>การดำเนินการใด ๆ ในการพัฒนาการศึกษาหรือ
การจัดการเรียนการสอนเป1นที่ยอมรบั และมีคุณค6าต6อผม>ู สี ว6 นได>ส6วนเสยี ทางการศกึ ษา
7. เป1นการวิจัยที่เกี่ยวข>องกับครูและบุคลากรทางการศึกษา ในการสร>างทฤษฎี หลักการเกี่ยวกับ
การเรียนการสอนหรือการปฏิบัติงานทางการศึกษาซึ่งแสดงถึงความสัมพันธBระหว6างปJญหาการเรียนการ
สอน การปฏิบัติงาน การปฏิบัติการแก>ปJญหา และผลการแก>ปJญหาหรือพัฒนาสืบเนื่องที่เกิดขึ้น ทำให>
เข>าใจภาพความสัมพันธBระหว6างการปฏิบัติการแก>ปJญหา และผลของการแก>ปJญหาซึ่งจะใช>เป1นแนวทาง
เพอื่ พัฒนาการเรียนการสอนหรือการปฏิบตั งิ านโดยผ6านกระบวนการของการวิจัยปฏิบัติการ
8. เปÄดโอกาสให>ครูหรือบุคลากรทางการศึกษาได>ตรวจสอบการปฏิบัติการเรียนการสอนหรือ
การปฏิบัติงานของตนเอง ซึ่งหากมีความผิดพลาดก็ควรใช>ผลการตรวจสอบตนเองเพื่อปรับปรุงการเรียน
การสอนหรอื การปฏบิ ตั งิ านในคร้งั ตอ6 ไป
9. ครูหรือผู>ปฏิบัติงานทางการศึกษาจะเปÄดใจกว>างในการรวบรวมข>อมูลหรือเหตุการณBในชั้นเรียน
หรือสถานศึกษา ไม6เพียงแต6เก็บรายละเอียดที่จะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นอย6างชัดเจนถูกต>องที่สุดเท6าน้ัน
แตจ6 ะต>องวิเคราะหขB อ> มูลตนเอง ประเมินผลสะทอ> นและความประทับใจกับสิง่ ที่กำลังเกิดขน้ึ ในขณะน้นั
10. การเก็บรวบรวมข>อมูลของครูหรือผู>ปฏิบัติงาน สามารถบันทึกความก>าวหน>าและสะท>อน
ความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับการเรียนรู> 2 ชุดคู6ขนานกันไปด>วย คือ การเรียนรู>เกี่ยวกับการเรียนการ
สอนหรอื การปฏบิ ัตงิ าน และการเรียนรเ>ู กีย่ วกบั กระบวนการวิจยั เพอื่ พัฒนาการเรียนรู>ทก่ี ำลังดำเนนิ การอย6ู
11. มีลักษณะเป1นกระบวนการทางการเมือง เพราะการวิจัยลักษณะนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงใน
การปฏิบัติงานที่จะมีผลกระทบต6อผู>อื่นทั้งผู>เรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา จึงทำให>เกิดการต6อต>าน
การเปลี่ยนแปลงในวิธีการปฏิบัติงาน การจัดการเรียนการสอนที่ครูต>องมีบทบาทเป1นครูนักวิจัยเพ่ือ
22
พัฒนาการเรียนรู> และบุคลากรทางการศึกษาก็ต>องมีบทบาทในการส6งเสริมสนับสนุนให>ครูทำวิจัยและ
ตนเองก็ตอ> งทำวิจัยเพ่อื พฒั นาการเรียนร>ดู ว> ย
12. มีการดำเนินการที่เกี่ยวข>องกับคน ในการวิเคราะหBสถานการณBวิกฤติในชั้นเรียนของโรงเรียน
หรือระบบการศึกษาที่ดำเนินการอยู6 สภาพการณBเหล6านี้เป1นระบบของสถานศึกษาหรือองคBกรทาง
การศึกษาที่นักวิจัยปฏิบัติการพบก็คือ การเปลี่ยนแปลงแนวทางปฏิบัติที่จะขึ้นความขัดแย>งระหว6าง
แนวทางใหม6กับแนวทางเดิมท่ีได>รับการยอมรับในสถานศึกษาหรือองคBกรทางการศึกษาอยู6แล>ว (การ
ยอมรับในแง6ของการสื่อสาร การปฏิบัติ การตัดสินใจ และงานด>านการศึกษา) ด>วยการวิเคราะหBใน
สถานศึกษาหรือองคBกรทางการศึกษานั้น นักวิจัยปฏิบัติการสามารถจะเข>าใจรากฐานของการต6อต>านและ
ความขัดแย>ง โดยมีการแข6งขันระหว6างการปฏิบัติ แนวคิดด>านการศึกษา และคุณค6าด>านองคBกร และการ
ตัดสินใจ ซึ่งความเข>าใจนี้จะช6วยให>นักวิจัยปฏิบัติการสามารถผ6านพ>นอุปสรรคและการต6อต>านนี้ไปได> เช6น
การขอความร6วมมือกับผู>อื่นในกระบวนการวิจัยชักชวนให>ผู>อื่นตรวจสอบการปฏิบัติงาน หรือโดยการ
ทำงานร6วมกันในบริบทของโรงเรียนที่กว>างออกไปเพื่อที่จะเข>าใจระบบการศึกษา ระบบการตัดสินใจ และ
งานการศกึ ษาด>านอ่นื ๆ ทีเ่ ก่ียวข>องได>ดียงิ่ ขึ้น
13. เป1นการวิจัยที่เริ่มต>นด>วยประเด็นปJญหาการเรียนรู>เล็ก ๆ และแก>ปJญหาด>วยกระบวนการ
วิธีการต6าง ๆ เพียงครูคนเดียว แล>วเลือกประเด็นปJญหาการเรียนรู>ที่มีขนาดใหญ6หรือกว>างมากขึ้นเพื่อ
แก>ปJญหาให>เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งระดับชั้นเรียนหรือทั้งโรงเรียน โดยมีครูและผู>เกี่ยวข>องในการแก>ปJญหา
มากขึ้น ซึ่งอาจจะร6วมกันวิพากษBวิจารณBแนวคิด วิธีการแก>ปJญหาที่จะนำไปสู6การปฏิรูปนโยบายการจัด
การศึกษา การจัดการเรียนการสอน แนวปฏิบัติ ในชั้นเรียน โรงเรียน หรือเขตพื้นที่การศึกษาในวงกว>าง
ตอ6 ไป
14. เป1นการวิจัยที่เป1นวงจรเดียวกับการปฏิบัติงานตามปกติ โดยเริ่มจากวงจรเล็ก ๆ ของการ
วางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท>อนผล ซึ่งจะช6วยให>เห็นปJญหาการเรียนรู> แนวคิด วิธีการ
แก>ปJญหาที่ชัดเจนขึ้น อันจะนำไปสู6การกำหนดปJญหาการเรียนรู>ที่มีความยากและซับซ>อนมากขึ้นและใช>
เปน1 แนวทางปรับปรุงการปฏบิ ัตงิ านในวงจรรอบตอ6 ไป
15. เป1นการวิจัยที่เริ่มจากครูหรือบุคลากรทางการศึกษาร6วมมือกันในกลุ6มเล็ก ๆ ในสถานศึกษา
แห6งเดียว แล>วขยายเครือข6ายการเรียนรู>และทำงานแก>ปJญหาการเรียนการสอนร6วมกันในโรงเรียนหลาย
แหง6 ภายในเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาเดียวกัน
16. เป1นการวิจัยที่ครูมีบทบาทสำคัญเป1นศูนยBกลางของการวิจัย เป1นเจ>าของปJญหาการเรียนรู>เป1น
ผู>คิดหาวิธีการหรือนวัตกรรมในการแก>ปJญหา ปฏิบัติการแก>ปJญหาการเรียนรู>ด>วยตนเอง ซึ่งครูเกิดการ
เรียนรู> ได>องคBความรู>และมีทักษะการพัฒนาผู>เรียนด>วยตนเอง นอกจากนี้ ยังช6วยให>ครูสามารถรวบรวม
บันทึกความก>าวหน>า และพัฒนาการต6าง ๆ ไว>เป1นฐานข>อมูลสำหรับส6งเสริมและพัฒนาการเรียนรู>ของ
ผู>เรียนได>อย6างต6อเนื่อง ไม6ใช6การวิจัยที่นักวิชาการหรือนักวิจัยภายนอกที่อ>างตนว6าเป1นผู>เชี่ยวชาญเข>ามา
ศกึ ษาวิจัยในชัน้ เรยี นแล>วสรปุ เปน1 องคBความร>ูเพื่อใหค> รูนำไปปฏบิ ัติ
23
17. เป1นการวิจัยที่ไม6มีจุดมุ6งหมายเพื่อการอ>างผลจากกลุ6มตัวอย6างไปสู6ประชากรเหมือนการวิจัย
อื่น ๆ แต6เป1นการวิจัยที่มุ6งปฏิบัติการแก>ไขปJญหาหรือพัฒนาการเรียนรู>ของผู>เรียนเฉพาะกลุ6มเปfาหมายที่อยู6
ในความรับผิดชอบของครู ซึ่งในการปฏิบัติการอาจเน>นวิธีการทางสังคมศาสตรBหลาย ๆ วิธีร6วมกันเพ่ือ
ก6อให>เกิดการปรับปรุงเปล่ียนแปลงของสถานการณBในชั้นเรียนหรือสถานศึกษามากกว6าการอธิบายหรือ
ตคี วามสถานการณขB องการเรียนการสอนที่เกิดขน้ึ
4. ความสมั พันธGระหวาI งกระบวนการจัดการเรยี นร:ูและกระบวนการวิจยั เพอื่ พฒั นาการเรียนรู:
กระบวนการจัดการเรียนรู>และกระบวนการวิจัยมีความสัมพันธBเชื่อมโยงกัน สามารถที่จะ
ดำเนินการวิจัยไปพร>อมพร>อมกับการจัดการเรียนรู>ตามปกติ ในลักษณะตอนไปทำวิจัยไปด>วย เป1นการ
เรียนรู>คู6วิจัย โดยกระบวนการจัดการเรียนรู>จะเริ่มต>นด>วยการวางแผนการจัดการเรียนรู> จัดกิจกรรมการ
เรียนรู> หากมีปJญหาการเรียนรู>เกิดขึ้นในระหว6างการกิจกรรมการเรียนรู>ก็นำไปสู6กระบวนการวิจัย เมื่อ
ประเมินผลการเรียนรู>และวิเคราะหBผลการเรียนรู>แล>ว หากมีปJญหาการเรียนรู>ก็นำไปสู6กระบวนการวิจัยซ่ึง
ประกอบด>วยการวางแผนการแก>ปJญหา ปฏิบัติการแก>ปJญหา ตรวจสอบผลการแก>ปJญหา สะท>อนผลกลับ
ต6อการแก>ปJญหา และเสนอผลการแก>ปJญหาหรือเขียนรายงานการวิจัยแล>วนำผลการวิจัยไปใช>เพื่อปรับปรุง
พัฒนาผู>เรียนและการจัดการเรียนรู>ของครู ซึ่งเป1นวงจรของกระบวนการจัดการเรียนรู>และกระบวนการวิจัย
ทมี่ ีความสัมพันธเB ชอื่ มโยงกนั ตลอดไป
ความสัมพันธร* ะหวา. ง
กระบวนการจัดการเรยี นรู/ กระบวนการวจิ ยั
วางแผนการจดั การเรยี นรู/ เพอ่ื พัฒนาการเรยี นรู/
การวางแผนการแก/ปญE หา
จดั กจิ กรรมการเรยี นรู/ พบปญE หา ปฏบิ ตั กิ ารแก/ปญE หา
ประเมินผลการเรยี นรู/ การเรียนร/ู ตรวจสอบผลการแกป/ ญE หา
วเิ คราะหผ? ลการเรียนร/ู สะท/อนผลกลบั ตอK
แก/ปญE หา
นำผลการวิจยั ไปใช/ เขยี นรายงานการวจิ ยั
ปรบั ปรงุ และพฒั นา
ภาพท่ี 2.2 ความสมั พนั ธBระหวา6 งกระบวนการจดั การเรียนร>แู ละกระบวนการวิจยั เพื่อพฒั นาการเรียนร>ู
ทีม่ า: พชิ ติ ฤทธ์ิจรูญ, 2553
24
5. ความแตกตIางระหวาI งการวจิ ยั เพ่อื พฒั นาการเรยี นร:ูและการวิจยั เชิงวชิ าการ
โดยการศึกษาแนวคิดและข>อเสนอแนะของนักวิชาการ (สุวิมล ว6องวานิช, 2554 ; ผ6องพรรณ
ตรัยมงคลกูล, 2543 ; พิชิต ฤทธิ์จรูญ, 2553) ได>ประมวลสังเคราะหBสรุปสาระสำคัญของความแตกต6าง
ระหว6างการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู> (Classroom Action Research) และการวิจัยเชิงวิชาการ
(Academic Research) ดังตารางท่ี 2.1
ตารางที่ 2.1 การเปรยี บเทียบความแตกตา6 งระหวา6 งการวจิ ัยเพ่อื พฒั นาการเรยี นรู>กับการวจิ ยั เชิงวิชาการ
ประเดน็ การวิจัยเพอ่ื พฒั นาการเรียนร8ู การวจิ ยั เชิงวชิ าการ
1. จดุ เร่มิ ตน> ของ เริ่มตน> จากสภาพปญJ หาการเรียนร>ขู อง จุดเร่มิ ตน> การวจิ ัยอาจมาจาก
การวจิ ยั ผู>เรียนหรือปJญหาการจดั การเรยี นการ นโยบายความต>องการของหนว6 ยงาน
สอนของครู และครูมคี วามคดิ มีความ ความสนใจของนกั วิจยั ทตี่ >องการ
ปรารถนาดที จ่ี ะแกป> ญJ หาการเรียนรูห> รอื ศกึ ษา ค>นหาคำตอบในประเดน็ ท่ี
ปรบั ปรงุ พัฒนาการจดั การเรียนการสอน ตอ> งนำไปใชป> ระโยชนBต6อการพฒั นา
ของตนเอง
2. ปญJ หาวจิ ยั ปญJ หาเกี่ยวกบั การเรยี นรูข> องผู>เรยี นและ เป1นปJญหาในวงกวา> งทางการศกึ ษาท่ี
ปJญหาการเรียนการสอนในช้ันเรียน เปน1 อาจเป1นปJญหาเชิงนโยบายการศกึ ษา
ประเดน็ ปญJ หาทีเ่ ลก็ แต6มคี วามสำคัญและ หลกั สตู ร การบริหารการศกึ ษา ฯลฯ
ความหมายต6อการเรยี นรขู> องผ>ูเรยี น การ
เรยี นการสอนตามหลกั สตู รและมาตรฐาน
การเรียนร>ู
3. วตั ถปุ ระสงค/B เพอื่ แกป> Jญหา/พัฒนาการเรยี นรูข> อง เพอ่ื สรา> งองคBความรู> ข>อความรู>ทว่ั ไป
เปาf หมายของการ ผเู> รียนและปรบั ปรงุ /พัฒนาการจดั การ ซึ่งสามารถสรปุ อา> งอิงในประชากร
วิจยั เรยี นการสอนของครู ระดับกว>างได>
4. ผว>ู จิ ัย ดำเนินการโดยครผู ู>สอนท่ีรับผิดชอบในแต6 ดำเนนิ การโดยนกั วชิ าการหรือนกั
ละรายวิชา การศึกษาทีไ่ มไ6 ดป> ฏบิ ัตงิ านการสอน
5. ประชากรหรอื ม6งุ ศึกษาผู>เรียนท่เี รยี นในแตล6 ะรายวชิ าทมี่ ี กล6ุมนกั เรียน หรอื กลุ6มครบู ุคลากร
กล6ุมเปาf หมายท่ีต>อง ปญJ หาการเรียนรู> ปJญหาการจดั การเรยี น ทางการศึกษา หรอื กลมุ6 เปาf หมายอ่ืน
ทำวจิ ัย การสอนซง่ึ อาจเปน1 รายบคุ คลรายกล6มุ ที่เปน1 ตัวแทนประชากรท่ีผ>วู จิ ัยเลอื ก
รายหอ> งเรยี น หรือทั้งระดบั ชั้นเรยี นทีค่ รู มาศกึ ษา
นักวจิ ยั มีส6วนรับผดิ ชอบในการจัดการ
เรียนการสอน
25
ประเด็น การวจิ ัยเพื่อพฒั นาการเรียนรู8 การวิจัยเชงิ วิชาการ
6. ช6วงเวลาในการ โดยครนู กั วจิ ยั ทำวิจยั ควบคก6ู บั การเรียน โดยนักวิจัยภายนอกทำวิจยั เม่อื มี
ทำวจิ ัย การสอนหรือใหเ> ป1นสว6 นหน่ึงของ ปJญหาทางการศึกษาหรือมคี วาม
กระบวนการเรยี นการสอน เพอ่ื ใหท> นั ตอ6 ตอ> งการท่จี ะศึกษาหาคำตอบใน
การแก>ปญJ หาหรอื พฒั นาการเรยี รูข> อง ประเดน็ ท่สี นใจ ซึง่ อาจเกีย่ วขอ> งกับ
ผ>ูเรียนทีเ่ กิดขน้ึ ในชั้นเรยี นสว6 นใหญ6ใช> การเรียนการสอนหรือประเด็น
เวลาในการทำวิจยั ไมน6 านนัก ปJญหาอ่นื อาจใชเ> วลาการทำวจิ ยั
นานกวา6 การวจิ ยั เพอื่ พัฒนาการ
เรยี นรู>
7. กระบวนการวจิ ยั ใชก> ระบวนการวจิ ยั ปฏิบัตกิ ารวงจร PAOR ใช>กระบวนการวจิ ัยโดยกำหนด
เป1นวงจรเดยี วกบั การปฏิบตั งิ านตามปกติ ปJญหาศกึ ษาเอกสารทเี่ กยี่ วข>อง
โดย เร่มิ จากวงจรเลก็ ๆ ของการวางแผน ออกแบบการวจิ ัย (โดยกำหนด
(Plan) การปฏิบตั ิ (Art) การสงั เกต ประชากร กล6มุ ตวั อยา6 งสร>าง
(Observe) และการสะท>อนผล (Reflect) เคร่ืองมอื เกบ็ ขอ> มูล วิเคราะหB
ท่ีนำไปสูก6 ารพฒั นาการเรยี นการสอนเป1น ขอ> มูล) และนำเสนอผลการวจิ ัย
วงจรอยา6 งตอ6 เน่อื ง
8. วธิ ีดำเนนิ การ ไมเ6 นน> การกำหนดกรอบแนวคิดทฤษฎไี ม6 มีการกำหนดกรอบแนวคดิ ทฤษฎี
วจิ ยั เน>นแบบแผนการวจิ ยั และการออกแบบ และพฒั นาทฤษฎี ยึดแบบแผนการ
การวิจัยทเ่ี ครง6 ครดั วิจยั และการออกแบบการวิจยั ที่
รดั กมุ
9. การกำหนด โดยอาศยั ประสบการณBของครูนกั วิจยั การ ศึกษาทฤษฎหี รอื ผลการวจิ ยั ที่
วิธกี ารแก>ปญJ หา เรียนร>จู ากกรณีตวั อย6างของเพือ่ นครหู รือ เกี่ยวข>อง
หรือพฒั นาการเรียน การศกึ ษาคน> หาวธิ กี าร/นวตั กรรมจาก
การสอน แหลง6 ความร>ูตา6 ง ๆ แล>วนำมาทดลองใช>
และตรวจสอบผล
10. การเก็บ ครเู ป1นผ>เู ก็บขอ> มูล โดยใช>วธิ ีการสงั เกต ผวู> จิ ัยเปน1 ผ>เู ก็บขอ> มลู โดยอาจใช>
รวบรวมข>อมลู หลกั ฐานการแสดงพฤติกรรมของผ>ูเรียน วิธีการทห่ี ลากหลาย ทัง้
การทดสอบ ประเมินความรู> ทกั ษะ แบบสอบถามแบบทดสอบ การ
ผ>เู รยี น สมั ภาษณB การสนทนากล6มุ
11. การวิเคราะหB ใชก> ารวเิ คราะหBเนอื้ หาและการวเิ คราะหB สว6 นใหญใ6 ช>วธิ กี ารวเิ คราะหBทางสถิติ
ข>อมลู ด>วยสถิตขิ ้ันพน้ื ฐาน ไมเ6 น>นการวเิ คราะหB ท้งั สถิติขนั้ พ้ืนฐานและสถิตขิ นั้ สงู เน>น
ดว> ยสถติ ิข้ันสูง การสรปุ อ>างอิง
26
ประเดน็ การวจิ ัยเพอ่ื พฒั นาการเรยี นร8ู การวิจยั เชงิ วชิ าการ
12. การเขยี น
รายงานการวิจัย ครนู ำเสนอผลการวจิ ัยไวเ> ป1นหลักฐานการ มีรปู แบบการเขียนรายงานการวิจัยที่
ปฏิบัตงิ านในวิชาชีพครู โดยไมเ6 นน> รูปแบบ เป1นทางการใหม> คี ณุ ภาพมาตรฐาน
13. การนำ รายงาน แตม6 งุ6 นำผลการวจิ ัยไปใช>เพอื่ ทางวชิ าการ
ผลการวิจยั ไปใช>
ปรบั ปรงุ พฒั นาการเรยี นการสอน
นำผลไปใช>แกป> Jญหา พฒั นาการเรียนร>ู ผลการวิจัยอาจไม6ได>นำไปใชใ> นทาง
ของผเ>ู รยี น และปรบั ปรงุ พัฒนาการเรยี น ปฏบิ ัติจรงิ แต6อาจมกี ารตพี มิ พB
การสอนของครูในแต6ละรายวชิ า ไม6มงุ6 นำ เผยแพรเ6 ป1นบทความวิจัยหรอื
ผลไปใช>ในวงกวา> งหรือไม6เนน> การสรุป บทความทางวิชาการเพื่อให>เป1น
อา> งอิง และตีพิมพBเผยแพร6เป1นบทความ ประโยชนBต6อวงการวิชาการและ
วิชาการ วงการวชิ าชพี
6. บทสรุป
การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู> ถือเป1นการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่มุ6งแก>ปJญหาการจัดการเรียนการ
สอนของครู โดยหลักการแล>วการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู>มีความสัมพันธBเป1นอันหนึ่งอันเดียวกันกับการ
จัดการเรียนการสอน ซึ่งปฏิบัติการวิจัยด>วยวงจรการทำงานแบบ PAOR คือมีการวางแผนปฏิบัติการ
แก>ปJญหา (Plan) มีการลงมือปฏิบัติการตามแผนที่กำหนดไว> (Act) การสังเกตผล (Observe) โดยมีการ
สังเกตผลการพัฒนาหรือรวบรวมข>อมูลและวิเคราะหBข>อมูลจากผลการแก>ปJญหาหรือพัฒนาผู>เรียน และมี
การสะท>อนผลกลับต>อการปฏิบัติการแก>ปJญหา (Reflect) อย6างไรก็ตามถึงแม>การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู>
จะมีความสัมพันธBกับการจัดการเรียนการสอน แต6ก็มีความแตกต6างจากการวิจัยเชิงวิชาการ ซึ่งเปfาหมาย
ของงานวิจัยทั้งสองแบบมีความแตกต6างกัน รวมทั้งวิธีการหรือกระบวนการ การเขียนรายงานและการนำ
ผลการวิจยั ไปใชป> ระโยชนB แตห6 ากพิจารณาถึงประโยชนBทค่ี าดวา6 จะเกิดขึ้นแลว> จะไมม6 ีความแตกต6างกนั
อย6างไรก็ตาม การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู>ในบทนี้เป1นการนำเสนอหลักการ แนวคิดเบื้องต>นท่ี
เป1นลักษณะและความสำคัญ ในส6วนของแนวทางหรือกระบวนการในการดำเนินการวิจัยจะได>นำเสนอใน
บทตอ6 ไป
27
แบบฝSกหดั ทา: ยบทท่ี 2
คำชแี้ จง ใหน8 กั ศึกษาตอบคำถาม แสดงความคดิ เหน็ หรืออภิปรายในประเดน็ ตอ? ไปนี้
1. การวจิ ัยเพ่ือพัฒนาการเรยี นร>ู คืออะไร แตกต6างจากงานวจิ ยั ทวั่ ไปอยา6 งไร
2. นวัตกรรมหรือผลการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู>ที่นักศึกษาเคยเห็นหรือรู>จักมีอะไรบ>าง และมีลักษณะ
อย6างไรบ>าง จงยกตวั อย6างประกอบ
3. ยกตัวอย6างงานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู>หรือบทความวิจัย และวิเคราะหBสู6วงจร PAOR พร>อม
ยกตวั อย6างประกอบวงจร
บทที่ 3
การออกแบบการวจิ ยั
เนื้อหาสาระของบทนี้มุ3งนำเสนอสาระสำคัญเกี่ยวกับการออกแบบการวิจัย (Research Design)
ซึ่งเปOนกระบวนการที่สำคัญในการเตรียมความพรSอมของผูSวิจัยในการเก็บรวบรวมขSอมูลเพื่อการวิเคราะหX
และสรุปผลการวิจัยต3อไป ดังนั้น การออกแบบการวิจัยจึงมีความสำคัญที่เปรียบเสมือนแผนที่ของการ
ดำเนินการวิจัย หากผูSวิจัยทำการออกแบบการวิจัยที่มีความชัดเจน ถูกตSอง เหมาะสม และสมเหตุผลบน
พื้นฐานของความเปOนไปไดS ทำใหSการเก็บรวบรวมขSอมูลของผูSวิจัยนั้นเปOนไปอย3างมีทิศทางและสามารถ
ตอบผลการวิจัยไดSตรงตามวัตถุประสงคX หัวขSอหลักในบทนี้แบ3งออกเปOน 3 เรื่อง คือ 1) แนวคิดการ
ออกแบบการวิจัย 2) แบบแผนการทดลอง ซึ่งใชSสำหรับการออกแบบการวิจัยเชิงทดลองในรูปแบบต3าง ๆ
ที่สอดคลSองกับคำถามวิจัยที่มีลักษณะที่แตกต3างกัน และ 3) การออกแบบการวิจัยตามแนวคิด Design
Thinking ซึ่งแนวทางการออกแบบการวิจัยที่กำลังเปOนที่น3าสนใจ จึงไดSนำเสนอในบทนี้ดSวย โดยเนื้อหาใน
แต3ละหัวขSอมีรายละเอยี ดดงั น้ี
1. แนวคดิ การออกแบบการวิจยั
การออกแบบการวิจัยเปOนกระบวนการหนึ่งของการดำเนินการวิจัยที่มีความสำคัญซึ่งทำใหSผูSวิจัย
ไดSคำตอบท่ีตรงกับวตั ถุประสงคขX องการวจิ ยั โดยมรี ายละเอียดดงั น้ี
ความหมายของการออกแบบการวิจยั
การออกแบบการวิจัยเปOนการกำหนดขอบเขตของการวิจัยเพื่อใหSไดSคำตอบของปhญหาวิจัยที่มี
ความเที่ยงตรง เหมาะสม และเชื่อถือไดS โดยการกำหนดแผนการดำเนินงานที่แสดงถึงแนวทางหรือวิธีการ
ที่มรี ะบบ มีขน้ั ตอนในการแสวงหาขSอเท็จจริงใหไS ดคS ำตอบของปhญหาที่เทย่ี งตรงเชอื่ ถือไดS การออกแบบการ
วิจัยนั้นประกอบดSวย 1) แผน (Plan) ที่แสดงถึงโครงร3างแนวทางและชั้นตอนการดำเนินการวิจัยที่ผูSวิจัย
ดำเนินการตั้งแต3การตั้งสมมติฐาน การเก็บรวบรวมขSอมูล การเก็บขSอมูล และการวิเคราะหXขSอมูล
2)โครงสรSาง (Structure) เปOนรูปแบบของการแสดงความสัมพันธXระหว3างตัวแปรในการวิจัยที่ผูSวิจัย
ตSองการศึกษา และ 3) ยุทธวิธี (Strategy) เปOนวิธีการท่ีนักวิจัยเลือกใชSในการเก็บรวบรวมขSอมูลและ
วิเคราะหขX Sอมลู (นงลักษณX วิรัชชยั , 2543; วรรณี แกมเกต,ุ 2555; Kerlinger and Lee, 2000)
จดุ มุ4งหมายของการออกแบบการวิจยั
การออกแบบการวิจัยมีจุดม3ุงหมายสำคัญ 2 ประการ คือ 1) การออกแบบเพื่อใหSไดSคำตอบของ
ปhญหาวิจัยที่ถูกตSอง น3าเชื่อถือ เที่ยงตรง เปOนปรนัย และมีความเหมาะสมกับเงื่อนไขและสภาพการณXใน
การดำเนินการวิจัย และ 2) เพื่อควบคุมความแปรปรวนของตัวแปรในการวิจัย โดยผูSวิจัยควรศึกษาปhญหา
30
วิจัยใหSครอบคลุมขอบข3ายของสาระเนื้อหาหรือตวั แปรที่มุ3งศึกษา มีการควบคุมอิทธิพลแทรกที่อาจเกิดขึ้น
ในการวจิ ัย และมกี ารลดความผิดพลาดคลาดเคลอื่ นในการวัดตัวแปร
ความสำคญั ของการออกแบบการวจิ ัย
หากผูSวิจัยไดSดำเนินการออกแบบการวิจัยที่มีความชัดเจนแลSวนั้น ทำใหSผูSวิจัยสามารถกำหนด
กิจกรรมหรือวางแผนการวิจัยในแต3ละขั้นตอนไดSอย3างรัดกุม มีการควบคุมตัวแปรในการวิจัย ซึ่งจะทำใหS
ผลการวิจัยตอบไดSตรงตามวัตถุประสงคXของการวิจัย และมีความน3าเชื่อถืองานวิจัยมีความเท่ียงตรงภายใน
และความเที่ยงตรงภายนอก นอกจากนี้ยังทำใหSผูSวิจัยสามารถกำหนดตัวอย3างที่มีความเหมาะสม สามารถ
สรSางเครื่องมือที่สอดคลSองกับประเด็นหรือตัวแปรที่ทำการศึกษา และสามารถเลือกใชSวิธีการวิเคราะหX
ขอS มลู ไดอS ยา3 งเหมาะสม
หลักการออกแบบการวจิ ัย
หลักการออกแบบการวิจัยที่สำคัญนั้นมุ3งเนSนที่การควบคุมความแปรปรวนของตัวแปรที่ผูSวิจัยม3ุง
ศึกษาโดยใชSหลักการ Max Min Con (Max Min Con Principle) โดยรายละเอียด (อิทธิพัทธX
สุวทนั พรกูล, 2561) ดังน้ี
1. การทำใหSความแปรปรวนที่เปOนระบบมีค3าสูงสุด (Maximization of systematic variance:
MAX) กล3าวคือ ความแปรปรวนที่เปOนระบบนี้เปOนความแปรปรวนของตัวแปรซึ่งเกิดจากการตัวแปรอิสระ
หรือตัวแปรจัดกระทำ (treatment variable) ดังนั้น ผูSวิจัยตSองพยายามทำใหSความแปรปรวนของตัวแปร
อิสระที่ศึกษามีความแตกต3างกันใหSไดSมากที่สุด เช3น การออกแบบการวิจัยใหSมีสภาพการวิจัยหรือการวิจัย
หรือการดำเนินการทดลองใหSมีความแตกต3างกันมากที่สุดดังตัวอย3างการเปรียบเทียบวิธีการสอน 2 แบบ
คือ การสอนโดยใชSปhญหาเปOนฐานและการสอนแบบบรรยายผูSวิจัยควรออกแบบใหSวิธีการสอนทั้ง 2 แบบน้ี
มีความแตกต3างกันอย3างชดั เจน เพ่อื ใหเS หน็ ความแตกตา3 งของค3าที่วัดไดSจากตัวแปรตาม
2. การทำใหSความแปรปรวนที่เกิดจากความคลาดเคลื่อนมีค3านSอยที่สุด (Minimization of error
varince: MIN) กล3าวคือ การลดความแปรปรวนที่เกิดจากความคลาดเคลื่อน โดยความคลาดเคลื่อนน้ัน
อาจเกิดจากความแตกต3างระหว3างบุคคลหรือเกิดจากกระบวนการวัดตัวแปรที่ผูSวิจัยศึกษา โดยแบ3งเปOน
ความคลาดเคลื่อนอย3างเปOนระบบ (Systematic Error) ที่เปOนความคลาดเคลื่อนที่มีผลต3อตัวอย3างโดยเท3า
เทียมกัน ไดSแก3 ความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นจากเครื่องมือวัด เช3น เครื่องมือวิจัยขาดคุณภาพเพียงพอ ขาด
ความชัดเจน ไม3เปOนปรนัย ซึี่งทำใหSตัวอย3างทุกหน3วยไดSรับอย3างเท3าเทียมกัน และความคลาดเคลื่อนอย3าง
สุ3ม (Random Error) เปOนความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากความไม3เท3าเทียมกันของคุณลักษณะของตัวอย3าง
แต3ละหน3วย เช3น ประสบการณX หรือความสนใจของตัวอย3างที่มีความแตกต3าง เปOนตSน ดังนั้น ผูSวิจัยควร
สรSางเครอื่ งมือวิจยั ทมี่ ีประสิทธภิ าพและมีการตรวจสอบคุณภาพอย3างครบถSวนและสมบูรณX
3. ก า ร ค ว บ ค ุ ม ค ว า ม แ ป ร ป ร ว น จ า ก ต ั ว แ ป ร แ ท ร ก ซ S อ น ( Control of extraneous
systematic variance: CON) เปOนการควบคุมตัวแปรแทรกซSอนที่เกิดขึ้นระหว3างการดำเนินการวิจัยและ
อาจมีผลต3อตัวแปรตาม (ซึ่งผูSวิจัยไม3ตSองการใหSเกิดขึ้น) โดยผูSวิจัยตSองควบคมุ อิทธิพลของตัวแปรแทรกซSอน
31
เพื่อใหSการวัดตัวแปรตามนั้นมาจากอิทธิพลของตัวแปรอิสระที่ผูSวิจัยศึกษาเท3านั้น วิธีการควบคุมความ
แปรปรวนท่เี กดิ จากตัวแปรแทรกซSอนมีหลายวิธี ไดSแก3
3.1) การจัดกระทำแบบสุ3ม (Randomization) โดยผูSวิจัยดำเนินการสุ3มตัวอย3างในแต3ละ
กลุ3มใหSมีความเท3าเทียมกัน เช3น ในการวิจัยเชิงทดลอง ผูSวิจัยสุ3มตัวอย3าง 2 กล3ุม เพื่อทดลองเปรียบเทียบ
วิธีการสอน โดยตัวอย3างทั้ง 2 กลุ3มที่มีพื้นฐานความรูSใกลSเคียงกัน เรียนอยู3ในแผนการเรียนเดียวกัน มี
คุณลักษณะคลSายคลึงกัน ทั้งนี้เพื่อขจัดอิทธิพลแทรกซSอนของความแตกต3างระหว3างกลุ3มที่ทำการศึกษา
เปนO ตSน
3.2) การขจัดตัวแปรออก (Elimination) เช3น เมื่อผูSวิจัยพบว3ามีตัวแปรแทรกซSอนที่อาจ
เกิดขึ้น จึงกำหนดใหSตัวแปรนั้นเปลี่ยนเปOนค3าคงที่ เช3น การเลือกศึกษากับตัวอย3างที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนที่ต่ำเท3านั้น หรือศึกษาเพศใดเพศหนึ่งเท3านั้น เปOนตSน แต3อาจมีขSอจำกัดในการสรุปอSางอิงผลการวิจัย
ทสี่ ามารถนำไปอาS งอิงไดกS ับกลม3ุ ทคี่ ลาS ยคลึงกบั เงือ่ นไขทีเ่ ปนO ขอS จำกดั ในงานวิจัยเท3านั้น
3.3) การนำตัวแปรแทรกซSอนมาเปOนตัวแปรอิสระที่สนใจศึกษา (Build into the
Research Design) เมื่อผูSวิจัยพบว3าตัวแปรแทรกซSอนที่มีผลต3อตัวแปรตามในการวิจัย ผูSวิจัยจึงนำตัวแปร
แทรกซSอนมาเปOนตัวแปรอิสระอีก 1 ตัว เช3น ผูSวิจัยตSองการเปรียบเทียบวิธีการสอน 2 แบบที่มีผลต3อ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูSเรียน และพบว3าความรูSเดิมของผูSเรียนน3าจะมีอิทธิพลดSวยเช3นกัน ผูSวิจัยจึงนำ
ตัวแปรความรูSเดิมมาเปOนตัวแปรอิสระอีกตัวหนึ่งโดยแบ3งเปOนช3วงไดSแก3 ระดับสูง ระดับกลาง และระดับต่ำ
ทั้งนี้นอกจากผูSวิจัยจะศึกษาอิทธิพลหลัก (Main Effect) ของตัวแปรแต3ละตัว (วิธีการสอนระดับความรูS
เดมิ ) ที่มีผลตอ3 ตัวแปรตามแลSว ยังสามารถศึกษาปฏสิ ัมพันธXร3วม (Interaction Effect) ของตัวแปรอสิ ระทง้ั
สองไดอS กี ดวS ย
3.4) การจับคู3 (Matching) โดยเมื่อผูSวิจัยพบตัวแปรแทรกซSอนบางตัวที่อาจมีผลต3อตัว
แปรตาม ผูSวิจัยจึงนำตัวแปรแทรกซSอนนั้นมาทำการจับคู3ตัวอย3างที่มีคุณลักษณะหรือคุณสมบัติใกลSเคียงกัน
เปOนค3ู ๆ แลSวกระจายเขาS สก3ู ลุม3 ทดลองและกลมุ3 ควบคมุ
3.5) การควบคุมดSวยวิธีการทางสถิติ (Statistical Control) โดยผูSวิจัยสามารถใชS
กระบวนการทางสถิติวิเคราะหXมาใชSในการควบคุมตัวแปรแทรกซSอน โดยการใชSการวิเคราะหXความ
แปรปรวนร3วม (Analysis of Covariance: ANCOVA) เช3น ผูSวิจัยตSองการเปรียบเทียบผลของการสอนดSวย
วิธีการเรียนรูSแบบร3วมมือและการสอนแบบปกติที่มีต3อความสามารถในการทำงานเปOนทีมของผูSเรียน ทั้งน้ี
ผูSวิจัยไดSควบคุมอิทธิพลของคุณลักษณะการนำตนเอง จึงนำตัวแปรคุณลักษณะการนำตนเองไปเปOนตัวแปร
ปรับหรือตัวแปรรว3 มในการวิเคราะหXผลการวจิ ัยดวS ย
ความเท่ียงตรงภายในและความเทย่ี งตรงภายนอก
ความเที่ยงตรงภายใน (Internal Validity) และความเที่ยงตรงภายนอก (External Validity) เปOน
เกณฑXการพิจารณาหรือเกณฑXการประเมินการออกแบบการวิจัย การวิจัยที่มีคุณภาพนั้นเกิดจากการที่
ผูSวิจัยไดSออกแบบหรือวางแผนการวิจัยอย3างชัดเจน ถูกตSอง เหมาะสม มีความเปOนไปไดS สอดคลSองกับตัว
32
แปรที่ทำการศึกษา สามารถอธิบายความสัมพันธXระหว3างตัวแปรในเชิงเหตุผลเพื่อตอบวัตถุประสงคXของ
การวิจัยไดSอย3างตรงประเด็นและสามารถสรุปอSางอิงไปยังประชากรไดS โดยความเที่ยงตรงภายในและความ
เท่ยี งตรงภายนอกมรี ายละเอียด ดงั น้ี
1) ความเที่ยงตรงภายใน (Internal Validity) หมายถึง การที่ผลการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรตาม
ไดSรับอิทธิพลหรือเปOนผลมาจากตัวแปรอิสระหรือตัวแปรทดลอง โดยไม3ไดSผลมาจากตัวแปรอื่น (ตัวแปร
แทรกซSอน) การออกแบบการวิจัยใหSมีความเที่ยงตรงภายในสูงนั้น ผูSวิจัยตSองทำใหSตัวแปรอิสระส3งผลต3อตัว
แปรตามใหSไดSมากที่สุด และควบคุมการเกิดความคลาดเคลื่อนจากการวัดตัวแปรตามใหSนSอยที่สุด รวมถึงมี
การควบคุมตัวแปรแทรกซSอนอาจส3งผลต3อตัวแปรตาม (ซึ่งคลSายคลึงกับหลักการของ Max Min Con) โดย
ปจh จัยท่สี 3งผลตอ3 ความเท่ียงตรงภายใน (Threts to Internal Validity) ไดSแก3
1.1) ประวัติ/ภูมิหลัง/ประสบการณX/เหตุการณXแทรกซSอน/เหตุการณXพSองของตัวอย3าง
หรือประชาชน (History) เปOนลักษณะของการเกิดเหตุการณXใด ๆ ขึ้นระหว3างการทดลองซึ่งเหตุการณX
ดังกล3าวนั้นมีผลต3อการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรตาม จึงทำใหSผูSวิจัยสรุปผลว3าการเปลี่ยนแปลงของตัวแปร
ตามนั้นเกิดจากตัวแปรอิสระทั้ง ๆ ที่อาจไม3ไดSเปOนเช3นนั้น อาจมีการปนเปîïอนของตัวแปรแทรกซSอนอยู3 เช3น
ผูSวิจัยตSองการพัฒนาคุณธรรมของผูSเรียนดSานจิตอาสาและความมีวินัย โดยใชSโปรแกรมการสอนที่ผูSวิจัย
สรSางขึ้น แต3ในระหว3างช3วงของการทดลองนั้นสถานศึกษาเขSาร3วมโครงการโรงเรียนคุณธรรมและโครงการ
วิถีพุทธที่มีการจัดกิจกรรมแลSวผูSเรียนไดSเขSาร3วม จึงอาจอธิบายไดSยากกว3าการที่ผูSเรียนมีจิตอาสาและความ
มีวินัยนั้นเกิดขน้ึ จากการใชSโปรแกรมการสอนของผวูS จิ ัยอยา3 งเดียวหรอื ไม3 หรอื อาจเกิดจากโครงการอื่นดSวย
1.2) วุฒิภาวะ (Maturation) เปOนลักษณะของการเปลี่ยนแปลงของตัวอย3างที่
ทำการศึกษา การเปลี่ยนแปลงอาจเปOนไปในดSานร3างกาย จิตใจ เช3น เมื่อการทดลองดำเนินการไป ผูSเรียนที่
อยู3ในช3วงวัยรุ3นมีการเปลี่ยนแปลงทั้งร3างกายและความคิด หรือเมื่อทดลองไปช3วงเวลาหนึ่งแลSวเกิดความ
เหนื่อยลSา ทำใหSมีการแสดงออกที่เปลี่ยนไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้อาจไม3ไดSมาจากตัวแปรอิสระที่ผูSวิจัยไดS
กำหนดไวS แตเ3 กดิ ขน้ึ โดยวฒุ ิภาวะหรอื ช3วงวยั ของตัวอยา3 ง
1.3) การทดลอง (Testing) เปOนลักษณะของอิทธิพลจากการทดสอบก3อน (Pretesting)
ที่ทำใหSตัวอย3างสามารถเห็นแนวหรือวิธีการถาม ทำใหSการวัดในครั้งหลังนั้นมีแนวโนSมของการเปลี่ยนแปลง
ไปในทางที่ดีขึ้น ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้อาจไม3ไดSมาจากตัวแปรอิสระที่ผูSวิจัยไดSกำหนดไวSเท3านั้น
ดังนั้นผูSวิจัยสามารถออกแบบการทดลองไดSโดยการเวSนระยะการทดสอบอย3างนSอย 2 สัปดาหXขึ้นไป เพ่ือ
ไม3ใหSตัวอย3างสามารถจดจำสาระจากการทดสอบจากการวัดครั้งแรกไดS แต3ไม3ควรนานเกินไปจนทำใหS
ตวั อย3างเกดิ ปhจจัยแทรกดSานวุฒภิ าวะ (Maturation) (ดงั ท่กี ลา3 วในขอS 1.2)
1.4) เครื่องมือที่ใชSในการวัด (Instrumentation) เปOนลักษณะของคุณภาพของเครื่องมือ
ในทุกประเภทที่ใชSในการวัดที่ตSองมีคุณภาพและมีความเหมาะสมกับการวัดตัวแปรและเหมาะสมกับ
ตัวอย3าง โดยผ3านการทดสอบทั้งดSานความเที่ยงตรง (Validity) ความเชื่อมั่น (Reliability) อำนาจจำแนก
(Discrimination) หรือความยาก (Difficulty) (สำหรับแบบทดสอบ) นอกจากนี้อาจเกิดจากการใชS
33
เครื่องมือที่ไม3ชัดเจน เช3น คำชี้แจง คำสั่ง ที่ทำใหSเกิดความเขSาใจไม3ตรงกัน การมีผูSเก็บรวบรวมขSอมูลหลาย
คนที่ไม3ไดSมีการซักซSอมร3วมกัน หรือเกณฑXการแปลความหมายไม3ชัดเจน เช3น การใหSคะแนนการวัดทักษะ
ปฏิบัติที่อาจไม3เปOนปรนัยเพียงพอทำใหSผูSประเมินใหSคะแนนไม3สอดคลSองกันจึงส3งผลที่คลาดเคลื่อนต3อการ
วัดตัวแปรตามทำใหSไม3สามารถอธิบายผลการวิจัยที่ชัดเจนไดS รวมถึงกรณีที่ผูSวิจัยไม3ไดSใชSเครื่องมือในการวัด
ก3อนและวัดหลังชุดเดียวกัน และทั้งสองชุดไม3คู3ขนานกัน อาจส3งผลการวัดดSวยตัวแปรตามดSวยเช3นกัน หรือ
แมผS ูSวิจยั ใชSเคร่ืองมอื วดั ชุดเดียวกันแต3มวี ิธกี ารใชSไมเ3 หมือนกนั คา3 ท่วี ัดกอ็ าจตา3 งกนั ไดS
1.5) การถดถอยทางสถิติ (Regression) เกิดจากการวัดครั้งแรกตัวอย3างบางคนอาจไดS
คะแนนสูงมาก การวัดครั้งหลังจึงมีแนวโนSมไดSคะแนนนSอยกว3าในครั้งแรกเช3นเดียวกันกับตัวอย3างบางคน
อาจไดSคะแนนนSอยมากในการวัดครั้งแรก การวัดครั้งหลังจึงมีแนวโนSมไดSคะแนนสูงกว3าในครั้งแรก ซึ่งเปOน
แนวโนSมการเปลี่ยนแปลงเขSาสู3ค3าเฉลี่ยหรือการถดถอยเขSาสู3ส3วนกลาง และอาจเกิดการวัดที่มากกว3า 2 ครั้ง
ขึ้นไป โดยการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรตามที่เกิดขึ้นนี้เปOนอิทธิพลที่ปนเปîïอนจากการถดถอยทางสถิติที่
ไม3ไดเS กิดจากตัวแปรอิสระเท3าน้นั
1.6) การคัดเลือกตัวอย3าง (Selection) เปOนความเท3าเทียมกันของตัวอย3างในแต3ละกล3ุม
อาจเกิดขึ้นจากการเลือกตัวอย3างของผูSวิจัยที่ไม3ชัดเจน ไม3มีกระบวนการเลือกหรือการสุ3มตามหลักการหรือ
เหมาะสมเพียงพอ หรือผูSวิจัยอาจเกิดความลำเอียงเลือกตัวอย3างที่มีคุณสมบัติพรSอมกว3าหรือเลือกตาม
สะดวกในการเปOนกลุ3มทดลองและใหSตัวอย3างทั่วไปเปOนกลุ3มควบคุม ซึ่งปhจจัยแทรกซSอนเหล3านี้ทำใหSไม3
สามารถอธิบายไดSว3าผลการวิจัยที่เกิดขึ้นนั้นมาจากตัวแปรอิสระ ดังนั้น ผูSวิจัยจึงตSองใหSความสำคัญกับ
กระบวนการสม3ุ (Random Selection) หรือการทำใหSกลม3ุ เปรียบเทียบมีความเท3าเทียมกัน
1.7) การขาดหายของตัวอย3าง (Mortality) เกิดจากการทดลองหรือการเก็บรวบรวม
ขSอมูลที่ใชSระยะเวลานาน แลSวตัวอย3างขาดหายไประหว3างการทดลอง ทำใหSผูSวิจัยเสียตัวอย3างโดยไม3
สามารถหาตัวอย3างมาทดแทนไดS (ผูSวิจัยอาจไดSเพียงขSอมูลที่มาจากการวัดครั้งแรกแต3ไม3มีขSอมูลที่มาจาก
การวดั คร้งั หลงั ) ทำใหSมขี Sอมูลท่ีไมเ3 พยี งพอในการสรปุ ผลการวิจัย หรืออาจทำใหผS ลการวจิ ยั คลาดเคลอ่ื นไดS
2) ความเที่ยงตรงภายนอก (External Validity) หมายถึง การที่ผลของการวิจัยสามารถสรุปผล
อSางอิงไปยังประชากร เนื้อหา และบริบทที่ใกลSเคียงกันไดSอย3างถูกตSอง ซึ่งการออกแบบวิจัยใหSมีความตรง
ภายนอกสูงน้ัน ผูSวิจัยตSองคัดเลือกตัวอย3างที่เปOนตัวแทนที่ดีของประชากร มีการใชSสถิติสรุปอSางอิงส3ู
ประชากรไดSอย3างเหมาะสมและมีการแปลผลการวิเคราะหXขSอมูลไดSอย3างถูกตSอง โดยปhจจัยที่ส3งผลต3อความ
เที่ยงตรงภายใน (Threats to External Validity) ไดแS ก3
2.1) ปฏิสัมพันธXระหว3างการคัดเลือกตัวอย3างกับการจัดกระทำ (Interaction Effedts of
Selection Biases and Treatment) เปนO ลักษณะการเลือกตัวอยา3 งกับการจดั กระทำทม่ี ีการโนSมเอียงและ
เอื้อต3อกัน เช3น ผูSวิจัยตSองการศึกษาผลของการสอนวิชาสถิติโดยใชSปhญหาเปOนฐานโดยผูSวิจัยเลือกตัวอย3างท่ี
เรียนสายวิทยาศาสตรXซึ่งผูSเรียนสายนี้มีความสามารถในเชิงคณิตศาสตรXอยู3แลSว ดังนั้นผลการวิจัยจึงอาจมี
34
ขSอจำกัดในการนำไปใชSว3าการสอนสถิติโดยใชSปhญหาเปOนฐานอาจใชSไดSดีกับกลุ3มที่เปOนผูSเรียนสาย
วิทยาศาสตรXแต3ไม3อาจระบุไดชS ัดเจนว3าสามารถใชSกับผSูเรยี นสายสงั คมศาสตรไX ดS เปนO ตนS
2.2) ปฏิสัมพันธXระหว3างการวัดครั้งแรกกับการจัดกระทำ (Interaction Effects of
Pretesting and Treatment) เปOนลักษณะของการวัดครั้งแรก (Pretesting) ที่ส3งผลต3อการเปลี่ยนแปลง
ของตัวอย3าง กล3าวคือ ตัวอย3างอาจมีลักษณะเปลี่ยนไปเมื่อรูSว3ามีการวัดหรือการทดสอบและการจัดกระทำ
เกิดขึ้น ทั้งในการตื่นตัว ความตระหนัก ความสนใจในสิ่งที่ผูSวิจัยดำเนินการจัดกระทำ เปOนตSน ทำใหS
ลักษณะของตวั อยา3 งไมเ3 ปนO ไปตามธรรมชาติจงึ เปนO ขอS จำกดั ในการสรุปอSางองิ ผลไปยังประชากรไดS
2.3) ป ฏ ิ ก ิ ร ิ ย า จ า ก ก ร ะ บ ว น ก า ร ท ด ล อ ง ( Reactive Effects of Experimental
Procedures) อิทธิพลของกระบวนการทดลองนี้ เมื่อตัวอย3างรูSตัวว3าเปOนกลุ3มทดลองหรือไดSเขSาร3วมการ
ทดลอง ทำใหSการปฏิบัติตนเปลี่ยนไป ซึ่งไม3ใช3พฤติกรรมที่แทSจริง โดยตัวอย3างอาจตั้งใจหรือใหSความสนใจ
มากกว3าปกติหรืออาจเปOนไปในลักษณะตรงกันขSามที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม3ดี ทำใหSเกิดขSอจำกัด
เนื่องจากตัวอย3างขาดความเปOนธรรมชาติจึงทำใหSขาดความเที่ยงตรงภายนอก ปฏิกิริยานี้อาจเรียกไดSอีก
อย3างว3า Hawthorne Effect
2.4) ปฏิกิริยาจากการจัดกระทำหลายวิธี (Reactive Effects of Multiple Treatment
หรือ Multiple-Treatment Interaction) เกิดจากการที่ผูSวิจัยใชSวิธีการจัดกระทำหลายวิธีพรSอมกัน เมื่อ
ผูSวิจัยศึกษาผลจากการวัดตัวแปรตามที่เกิดขึ้นนั้นจึงอธิบายไดSยากว3าเปOนผลมาจากการจัดกระทำใดของสิ่ง
ใด เนื่องจากการเปลี่ยนวิธีการจัดกระทำนั้นอาจมีผลตกคSางจากการจัดกระทำเดิมคงอยู3ไดS หรือเรียกว3า
Carry Over Effect เช3น การทดลองวิธีการสอนแบบ ก ต3อดSวยวิธี ข และ ค ผูSวิจัยไม3สามารถอธิบายไดSว3า
ผลที่เกิดขึ้นนั้นมาจากวิธี ค เนื่องจากตัวอย3างอาจมีการสั่งสมประสบการณXจากวิธี ก และ ข มาก3อนแลSวก็
ไดS
2.5) อิทธิพลจากความแปลกใหม3 (Novelty Effect) เกิดขึ้นในกรณีที่ผูSที่ไม3คุSนเคยกับการ
เปลี่ยนแปลงหรือสิ่งที่ไดSรับ จึงอาจมีปฏิกิริยาตอบสนองต3อการจัดกระทำที่แปลกใหม3ไปจากเกิดมากกว3า
ผูSที่คุSนเคยกับการเปลี่ยนแปลง ทำใหSค3าที่ผูSวิจัยตSองการวัดจากการตัวอย3างอาจไดSรับอิทธิพลดังกล3าวท่ี
นอกเหนอื จากตวั แปรอิสระ
2.6) อิทธิพลของผูSกระทำการทดลอง (Experimenter Effect) เกิดจากคุณลักษณะ
เฉพาะตัวของผูSทำการทดลองที่อาจมีผลต3อผูSที่เขSารับการทดลอง เช3น ผูSทำการทดลองมีคุณลักษณะเด3น
ดSานการพูดไดSอย3างน3าสนใจ มีบุคลิกภาพดี หรือผูSเขSารับการทดลองชื่นชอบหรือไม3ชอบผูSทำการทดลอง
ดงั นน้ั การวัดค3าของตวั แปรอาจไดSรับอิทธพิ ลจากส่ิงเหล3าน้ี โดยไมไ3 ดSมาจากตัวแปรอิสระเพยี งอย3างเดยี ว
องคปB ระกอบของการออกแบบการวจิ ยั
ในการออกแบบการวิจัยนั้นผูSวิจัยตSองดำเนินการออกแบบใหSสอดคลSองกับคำถามหรือ
วัตถุประสงคXของการวิจัย นอกจากนี้ผูSวิจัยควรคำนึงและพิจารณาถึงกรอบแนวคิดและสมมติฐานการวิจัย
35
เพื่อทำความเขSาใจเกี่ยวกับความสัมพันธXของตัวแปรที่ทำการศึกษา จากนั้นผูSวิจัยจึงกำหนดการออกแบบ
การวิจยั ใน 3 ดSาน ไดSแก3
1. การออกแบบการเลือกตัวอย3าง (Sampling Design) เปOนการกำหนดตัวอย3างที่ใชSในการ
วิจัย โดยการเลือกหรือการส3ุมดSวยวิธีการที่เหมาะสม โดยใชSวิธีการอาศัยความน3าจะเปOนหรือไม3อาศัยความ
น3าจะเปOน หรือการกำหนดเกณฑXในการคัดเลือกตามความเหมาะสมกับลักษณะของกลุ3มที่ทำการศึกษา
รวมถึงการพิจารณาถึงขนาดตัวอย3างที่มีความเหมาะสมตามหลักการวิจัยเพื่อเปOนตัวแทนที่ดีของประชากร
หรือกลุ3มที่ทำการศึกษา ทั้งนี้เพื่อใชSในการสรุปผลอSางอิงไปยังประชากรหรือบริบทใกลSเคียงไดSอย3างมี
ประสิทธิภาพ
2. การออกแบบการวัดตัวแปร (Measurement Design) เปOนการกำหนดวิธีการและเครื่องมือที่
ใชSในการวัดตัวแปรหรือใชSในการศึกษาประเด็นสำคัญในการวิจัย โดยผูSวิจัยตSองทำการศึกษาสาระสำคัญ
ของตัวแปรหรือประเด็นที่ศึกษาอย3างลึกซึ้ง มีการนิยามเชิงปฏิบัติการของตัวแปรแต3ละตัวใหSชัดเจน สู3การ
สรSางเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงวิธีการเก็บรวบรวมขSอมูลและลักษณะหรือรูปแบบของ
เครื่องมือที่มีความเหมาะสม เช3น การใชSการสอบถามดSวยแบบสอบถาม การใชSการทดสอบดSวย
แบบทดสอบการใชSการสัมภาษณXดSวยแบบสัมภาษณXเปOนตSน และนำเครื่องมือดังกล3าวไปตรวจสอบคุณภาพ
ดSวยวิธีการต3าง ๆ เช3น ความเที่ยงตรง (Validity) ความเชื่อมั่น (Reliability) อำนาจจำแนก
(Discrimination) หรือความยาก (Difficulty) (สำหรับแบบทดสอบ) ทั้งนี้เพื่อใหSผูSวิจัยเกิดความมั่นใจใน
การนำเครอ่ื งมอื ไปใชSในการวจิ ยั ไดSอย3างมปี ระสิทธิภาพ
3. การออกแบบการวิเคราะหXขSอมูล (Analysis) เปOนการกำหนดวิธีการจัดกระทำขSอมูลที่
สอดคลSองกับวัตถุประสงคXและสมมติฐานของการวิจัย อาจเปOนการวิเคราะหXขSอมูลเชิงปริมาณ
(Quantitative Data Analysis) ดSวยการใชSสถิติของการบรรยาย (Descriptive Statistics) หรือการใชS
สถิติอSางอิง (Inferential Ststistics) โดยผูSวิจัยควรพิจารณาถึงลักษณะของขSอมูล ระดับของตัวแปรที่ศึกษา
และขSอตกลงเบื้องตSนของการใชSสถิติแต3ละประเภท ส3วนการวิเคราะหXขSอมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative
Data Analysis) ผูSวิจัยอาจใชSการวิเคราะหXเนื้อหา (Content Analysis) ดSวยเทคนิควิธีการที่แตกต3างกัน
ออกไปตามประเด็นเนื้อหาสาระท่ีตอS งการวเิ คราะหXเพื่อตอบวตั ถุประสงคXของการวิจัย
ท้งั นีก้ ารออกแบบการวิจัยนั้นตSองเหมาะสมกับสภาพการณXหรือบรบิ ท ระยะเวลา และงบประมาณ
ที่มีอยู3 รวมถึงความเปOนไปไดSที่ผูSวิจัยทำการศึกษาตามความเหมาะสมบนพ้ืนฐานของความชัดเจนบน
หลกั การของเหตุผล
36
2. แบบแผนการทดลอง
แบบแผนการทดลอง (Experimental Design) ไดSมีการกำหนดไวSหลายลักษณะและหลายรูปแบบ
เน้ือหาในสว3 นนน้ี ำเสนอแบบแผนการทดลองโดยแบง3 เปOน 4 กลมุ3 ไดSแก3
ลักษณะ Tx หมายถึง การจดั กระทำ (treatment) ทีส่ ะทSอนถงึ ตัวแปรตSน
Obs หมายถึง การสงั เกตหรือการวดั ค3าตวั แปรตาม (observation)
- หมายถงึ ไม3มีการจดั กระทำหรือการจัดกระทำอีกรปู แบบหนงึ่
2.1 กลม4ุ ที่ 1 แบบแผนการทดลองเบอื้ งตJน (Pre-experimental Design)
แบบแผนการทดลองประเภทนี้สามารถอธิบายความสัมพันธXระหว3างความเปOนเหตุและผลไดS
ค3อนขSางนSอย กลุ3มทดลองหรือกลุ3มควบคุมอาจไม3เท3าเทียมกันเนื่องดSวยไม3ไดSมาจากการสุ3มทำใหSขาดความ
เทีย่ งตรงภายใน (Internal Validity) ประกอบดวS ยแบบแผนย3อย ดงั น้ี
1) แบบแผนกรณศี ึกษาการทดลอง 1 กลม3ุ (One Shot Experimental Case Study)
กลุม3 1 Tx Obs
ลักษณะของแบบแผนนี้เปOนการศึกษาขSอมูลจาก 1 กลุ3ม ไม3มีการวัดก3อน (Pretest) หรือ อาจเรียก
แบบแผนนี้ไดSว3าเปOนแบบแผนการวัดหลัง 1 ครั้ง (Posttest Only Design) มีขSอดีคือการปราศจากอิทธิพล
ของการทดสอบก3อนเรียน (Pretest) ที่มีผลต3อการวัดครั้งหลัง หรือในบางครั้งการวัดบางสิ่งไม3สามารถวัด
ก3อนไดS เช3น การวัดทักษะปฏิบัติที่ไม3ไดSผ3านการจัดกระทำหรือเรียนรูSมาก3อน เปOนตSน แบบแผนนี้ผูSวิจัยอาจ
เทียบคะแนนการวัดครั้งหลัง (Posttest) กับเกณฑXมาตรฐานหรือเกณฑXที่ผูSวิจัยไดSกำหนดไวS หรือเกณฑXจาก
งานวิจัยที่มีลักษณะที่คลSายคลึงกัน เปOนตSน ขSอจำกัดของแบบแผนนี้คือไม3สามารถเปรียบเทียบพัฒนาการ
ไดS เนื่องจากเปOนการวัดเพียงครั้งเดียว และไม3มีกลุ3มควบคุมเพื่อเปรียบเทียบความแตกต3างระหว3างกลุ3ม จึง
ทำใหSงานวิจัยขาดความเที่ยงตรงภายใน
2) แบบแผน 1 กลม3ุ วดั ก3อนและหลงั (One Grop Pretest-Posttest Design)
กล3ุม 1 Obs Tx Obs
ลักษณะของแบบแผนนี้เปOนการศึกษาขSอมูลจาก 1 กลุ3ม มีการวัดก3อน (Pretest) และวัดหลัง
(Posttest) มีขSอดีคือผูSวิจัยสามารถเปรียบเทียบพัฒนาการก3อนและหลังจากการจัดกระทำไดS แบบแผนน้ี
เปOนที่นิยมในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนที่เนSนการแกSปhญหาและพัฒนาผูSเรียนโดยมีจุดมุ3งหมายเพื่อ
พัฒนาและศึกษาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในกลุ3มเปùาหมายเฉพาะ อาจมีขSอจำกัดของการที่ตัวอย3างอาจ
จำการทดสอบครั้งแรกไดS และช3วงเวลาในการทดลองที่ผ3านไปอาจทำใหSตัวอย3างมีการพัฒนาการที่ดีขึ้น
ตามชว3 งวัยโดยไมไ3 ดเS ปนO ผลจากการจัดกระทำตัวแปร จงึ ทำใหอS ธบิ ายความเปOนเหตุเปOนผลไดSค3อนขาS งยาก