138
กรณีที่ 2 การใช+ข+อมูลจากการทดสอบกDอนเรียนและหลังเรียนโดยใช+นวัตกรรมการจัดการ
เรียนรู+ (pretest-posttest) : การหาความก+าวหน+าของผลการเรยี นร+ู
ในกรณีที่จัดการเรียนร2ูโดยใช2นวัตกรรมการจัดการเรียนรู2ประเภทใดประเภทหนึ่งที่มีการออกแบบ
การทดลองโดยใช2นักเรียนกลุAมเดียว มีการทดสอบกAอนเรียนและหลังเรียน (one group pretest-
posttest design) ซง่ึ อาจกำหนดวตั ถุประสงคข[ องการวิจัยไวด2 ังนี้
• เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนประโยคภาษาอังกฤษกAอนและหลังการเรียนจาก
ชุดฝóกทักษะการเรยี น
• เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร[กAอนและหลังเรียนจากชุดกิจกรรมฝóก
ทักษะ
• เพื่อศึกษาความก2าวหน2าผลการเรียนรู2ของนักเรียนที่เรียนจากชุดการสอนรายวิชาคณิตศาสตร[
(ค 101)
การวิเคราะห[ข2อมูลเพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู2กAอนเรียนและหลังเรียนจากนวัตกรรมการ
จัดการเรียนรู2 หรือการศึกษาความก2าวหน2าของผลการเรียนรู2ของนักเรียนที่เรียนจากนวัตกรรมการจัดการ
เรียนร2ู ชดุ ฝóกการเขียน ชุดกจิ กรรมฝóกทักษะ ชดุ การสอน มกี ารวิเคราะหข[ 2อมูลในกรณตี าA ง ๆ ดังนี้
กรณที ี่ 2.1 การวเิ คราะหKขอ+ มูลเป[นรายบุคคล
ถ2านักเรียนที่ต2องแก2ปÉญหาหรือพัฒนาการเรียนรู2มีจำนวนไมAมากหรือนักวิจัยต2องการที่จะ
ประเมินผลการเรียนรู2ของนักเรียนเปRนรายบุคคล ควรวิเคราะห[ข2อมูลเปRนรายบุคคลโดยการเปรียบเทียบผล
การเรียนรู2กAอนเรียนและหลังเรียนจากนวัตกรรมการจัดการเรียนรู2 หรือตรวจสอบความก2าวหน2าของผลการ
เรียนรู2 ซึ่งพิจารณาได2จากคะแนนการสอบกAอนเรียนและสอบหลังการเรียน แล2วนำเสนอผลการวิเคราะห[
ข2อมลู โดยใช2ตารางประกอบการบรรยาย หรอื แปลผลขอ2 มูลใต2ตาราง
ดังตัวอยAางงานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู2เรื่อง การพัฒนาความสามารถในการเขียนประโยค
ภาษาอังกฤษ Past Simple Tense โดยใช2ชุดฝóกทักษะการเขียนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปÖที่ 3
ผลการวิเคราะห[ขอ2 มูลและนำเสนอผลการวเิ คราะห[ขอ2 มูลดัง ตารางท่ี 9.2
139
ตารางท่ี 9.2 ผลการเปรียบเทยี บความสามารถในการเขยี นประโยคภาษาอังกฤษ Past Simple Tense
ของนกั เรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปÖท่ี 3 กAอนเรียนและหลงั เรียนจากชดุ ฝกó ทกั ษะการเขียน
นกั เรียนคนท่ี คะแนนกอ. นเรยี น คะแนนหลังเรยี น คะแนนความก9าวหนา9
(X1) (X2) (X2-X1)
1 16 36 +20
2 12 32 +20
3 14 32 +18
4 15 35 +20
5 16 32 +16
6 14 35 +21
7 12 27 +15
8 15 30 +15
9 12 24 +12
10 14 27 +13
11 12 24 +12
12 10 27 +17
13 10 26 +16
14 12 27 +15
15 12 30 +18
16 10 26 +16
17 10 26 +16
18 12 30 +18
19 12 30 +18
20 14 35 +21
21 14 35 +21
22 15 32 +17
23 15 35 +20
24 14 32 +18
25 16 36 +20
26 14 35 +21
27 12 32 +20
28 16 36 +20
29 14 26 +12
30 12 30 +18
คะแนนรวม 396 920 +524
คะแนนเฉล่ยี 13.20 (X̅ 1) 30.66 (X̅ 2) +17.46
140
จากตารางท่ี 9.2 พบวAา โดยภาพรวมคะแนนเฉลี่ยกAอนเรียนเทAากับ 13.20 และคะแนนเฉลี่ยหลัง
เรียนเทAากับ 30.66 คะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น +17.46 เมื่อพิจารณาเปRนรายบุคคลพบวAา นักเรียนได2คะแนน
เพิ่มขึ้นทุกคน (คะแนนความก2าวหน2า) ตั้งแตA +12 ถึง +21 คะแนน แสดงวAานักเรียนที่เรียนจากชุดฝóก
ทักษะการเขียนมีความสามารถในการเขียนประโยค past simple tense สงู ขึน้
จากกรณีตัวอยAางงานวิจัยนี้ หากมีการกำหนดเกณฑ[การประเมินหรือเกณฑ[การแปลผลซึ่งใช2
สำหรับตัดสินการผAานการประเมินผลการเรียนรู2ไว2ด2วย ก็จะทำให2การแปลผลหรือการตัดสินผลการประเมิน
มีความชัดเจนยิ่งข้ึน ซึ่งโดยทั่วไปกำหนดเกณฑ[แปลผลความก2าวหน2าของผลการเรียนรู2ไว2ที่ร2อยละ 20 หรือ
25 ขึ้นไป คาA ร2อยละของคะแนนความกา2 วหน2าของผลการเรียนร2รู ายบคุ คลหาไดจ2 ากสูตรดงั นี้
รอ2 ยละของความก2าวหน2าของ = คะแนนหลังเรียน (#ค!ะ)แ%นนคเตะแม็ นนก4อนเรียน (#") x 100
ผลการเรียนรูร2 ายบคุ คล
ดังนั้น จากผลการวิเคราะห[ข2อมูลในตารางที่ 9.2 ถ2าคะแนนเต็ม 40 คะแนน และกำหนดเกณฑ[
การประเมินความก2าวหน2าของผลการเรียนเทAากับร2อยละ 25 คะแนน เกณฑ[ผAานการประเมินจะเทAากับ
!)
(** x 40 =10 คะแนน ซงึ่ อาจแปลผลการวเิ คราะหข[ อ2 มูลได2ดังน้ี
จากตารางที่ 9.2 พบวAา นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการเขียนประโยค past simple tense
เพิ่มขึ้นตั้งแตA +12 ถึง +21 คะแนน ซึ่งสูงกวAาเกณฑ[ที่กำหนด (10 คะแนน คิดเปRนร2อยละ 25) แสดงวAา
นักเรียนที่เรียนจากชุดฝóกทักษะการเขียนมีความสามารถในการเขียนประโยค past simple tense สูงขึ้น
ทุกคน
กรณีที่ 2.2 การวิเคราะหKขอ+ มูลทั้งกลุDมหรอื รายหอ+ งเรียน
ถ2านักเรียนที่ต2องแก2ปÉญหาหรือพัฒนาการเรียนรู2มีจำนวนมาก หรือนักวิจัยต2องการวิเคราะห[ข2อมูล
เปRนรายกลุAมหรือรายห2องเรียนเพื่อดูภาพรวม อาจวิเคราะห[ข2อมูลโดยการเปรียบเทียบความก2าวหน2าของ
ผลการเรียนรเู2 ปนR รายกลAมุ หรอื รายห2องเรยี น ซ่งึ ดำเนนิ การไดด2 งั น้ี
1. หาคAาคะแนนเฉลี่ยกAอนเรียน (X̅ 1) และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (X̅ 2) จากนวัตกรรมการจัดการ
เรียนรู2
2. หาคะแนนความก2าวหน2าหรือคะแนนที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย จากผลตAางระหวAางคะแนนเฉลี่ยหลัง
เรยี นและคะแนนเฉล่ียกAอนเรียน (X̅ 2 - X̅ 1)
3. หาคาA รอ2 ยละของความกา2 วหน2าของผลการเรยี นร2ู จากสูตร
141
ร2อยละของความกา2 วหน2าของผลการเรยี นร2ู = !ค"#ะแ %นน เ!ต็ม"& x 100
4. นำเสนอผลการวเิ คราะห[ขอ2 มูลโดยการบรรยายหรอื ในรูปตารางประกอบการบรรยาย
จากขอ2 มูลการวิจยั ตารางท่ี 9.2 นำมาวเิ คราะหห[ าคาA ร2อยละความก2าวหนา2 ของผลการเรยี นร2ูเปนR
รายห2องเรยี นได2ดงั น้ี
ร2อยละของความก2าวหนา2 ของผลการเรยี นร2ู = +*.--.%*(+.!* x 100
= 43.65
นำเสนอผลการวเิ คราะหข[ อ2 มูลได2ดงั ตารางที่ 9.3
ตารางที่ 9.3 ร2อยละของความกา2 วหน2าของความสามารถในการเขยี นประโยค past simple tense ของ
นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปทÖ ี่ 3 ท่ีเรียนจากชดุ ฝกó ทกั ษะการเขียน
คะแนนเฉลย่ี กอD นเรียน คะแนนเฉล่ียหลังเรียน ร+อยละความก+าวหน+า
(X̅ 1) (X̅ 2)
13.20 30.66 43.65
จากตารางที่ 9.3 พบวAา คะแนนเฉลี่ยกAอนเรียนและคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเทAากับ 13.20 และ
30.66 ตามลำดับ โดยมีคAาร2อยละความก2าวหน2าของความสามารถในการเขียนประโยค past simple
tense เทAากับร2อยละ 43.65 ซึ่งสูงกวAาเกณฑ[ที่กำหนด (ร2อยละ 25) แสดงวAา นักเรียนที่เรียนจากชุดฝóก
ทักษะการเขยี นมีความสามารถในการเขียนประโยค past simple tense สงู ขึ้น
กรณีท่ี 3 การเปรยี บเทยี บความแตกตาD งของผลการเรยี นรู+
การวิเคราะห[ข2อมูลเพื่อเปรียบเทียบความแตกตAางของผลการเรียนรู2ในกรณีนี้เหมือนกับกรณี
ตัวอยAางที่ 2 ที่วิเคราะห[ความก2าวหน2าโดยใช2ร2อยละความก2าวหน2าของผลการเรียนรู2กAอนและหลังการเรียน
แตAกรณีตัวอยAางที่ 3 นี้ หากนักวิจัยต2องการเปรียบเทียบความแตกตAางของผลการเรียนรู2กAอนและหลังการ
เรียน หรอื ทดสอบสมมตฐิ านการวจิ ยั โดยใชส2 ถติ ทิ ดสอบที (t-test แบบ dependent) ซงึ่ มีสตู รดังนี้
142
t = Ʃ/ ; dƒ = n-1
0"Ʃ$!" &&()Ʃ$)!
เมอ่ื D แทน ผลตาA งระหวาA งข2อมูลแตAละคAู
ƩD แทน
ƩD2 แทน ผลรวมทัง้ หมดของผลตาA งระหวAางข2อมูลแตAละคAู
n แทน
ผลรวมท้ังหมดของผลตาA งระหวAางข2อมลู แตลA ะคยูA กกำลงั สอง
จำนวนกลAุมตวั อยาA งหรอื จำนวนคAู
เมื่อคำนวณคAา t ได2จากสูตรแล2วให2นำไปเปรียบเทียบกับคAา t ที่ได2จากการเป†ดตารางการแจกแจง
แบบ t ที่ระดบั นัยสำคญั ตาA ง ๆ โดยมแี นวทางการแปลความหมายดงั นี้
1. ถ2าคAา t ที่คำนวณได2มีคAาน2อยกวAา คAา t จากตารางการแจกแจงแบบ t แปลความหมายวAา ผล
การเรียนรู2ของนักเรียนกAอนเรียน และหลังการเรียนจากนวัตกรรมไมAแตกตAางกัน (หรือแตกตAางกันอยAางไมA
มีนัยสำคัญ) หรืออาจอธิบายได2วAา ผลการเรียนของนักเรียนทั้งกAอนและหลังการเรียนใกล2เคียงกันหรือพอ ๆ
กัน
2. ถ2าคAา t ที่คำนวณได2มีคAามากกวAาหรือเทAากับ คAา t ที่ได2จากตารางการแจกแจงแบบ t แปล
ความหมายวAา ผลการเรียนรู2ของนักเรียนกAอนเรียน และหลังการเรียนจากนวัตกรรมแตกตAางกันอยAางมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ... (ระดับนัยสำคัญ α ที่กำหนดไว2) หรือผลการเรียนรู2หลังการเรียนสูงกวAากAอน
เรียนอยAางมีนยั สำคัญทางสถิตทิ ่รี ะดบั (ท้ังนี้ แลว2 แตรA ปู แบบการตงั้ สมมตฐิ านการวิจัย)
ตัวอยDาง 9.1 การวิเคราะห[ข2อมูลจากการทดสอบกAอนเรียนและหลังเรียนจากชุดการเรียนรายวิชา
ส 203 สังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปÖที่ 2 โดยมุAงตรวจสอบวAา หลังเรียนจากชุดการเรียน
นักเรียนมผี ลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นสูงกวาA กAอนเรียนหรอื ไมA
143
ตารางที่ 9.4 แสดงการเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนกAอนเรยี นและหลงั การเรียนจากชดุ การเรียน
ของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปทÖ ่ี 2
คนที่ คะแนนสอบกDอนเรียน คะแนนสอบหลังเรียน ผลตDางของคะแนน D2
(เต็ม 10) (เตม็ 10) (D)
13 6 39
24 8 4 16
32 6 4 16
43 7 4 16
51 5 4 16
63 6 39
74 8 4 16
85 9 4 16
93 7 4 16
10 2 6 4 16
รวม 30 68 38 146
t = Ʃ/ = +1 = +1 = 28.57
0)*()+,/)&(-.)! (.++
0"Ʃ$!" &&()Ʃ$)!
คAา t จากตาราง (เมอื่ df = 9, α = .05) เทาA กับ 1.833
คAา t ที่คำนวณได2 (28.57) มีคAามากกวAา t จากตาราง (1.833) แสดงวAา หลังการเรียนจากชุด
การเรียนนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา ส 203 สังคมศึกษา สูงกวAากAอนเรียนอยAางมีนัยสำคัญ
ทางสถิตทิ ี่ระดบั .05 นำเสนอผลการวเิ คราะหข[ 2อมลู ได2ดงั ตารางท่ี 7.5
ตารางที่ 9.5 ผลการเปรียบเทยี บผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นวิชา ส 203 สงั คมศกึ ษา กAอนเรียนและหลงั เรียน
จากชดุ การเรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปÖที่ 2
สภาพการเรยี น n X̅ ƩD ƩD2 t
กอA นการเรียน 10 3.00 38 146 28.57*
หลังการเรียน 10 6.80
*มนี ยั สำคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดับ .05
จากตารางที่ 9.5 พบวAา หลังการเรียนจากชุดการเรียน นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา
ส 203 สังคมศึกษา สูงกวAากAอนเรียนอยAางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นั่นแสดงวAา การเรียนจาก
ชุดการเรยี นทำให2นักเรียนมีผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นรายวชิ า ส 203 สงั คมศึกษา สงู ขึน้ จรงิ
144
กรณที ี่ 4 การวิเคราะหขK +อมลู และการนำเสนอผลการวเิ คราะหโK ดยใช+แผนภมู ิ
ในกรณีที่นักวิจัยต2องการวิเคราะห[ข2อมูลและนำเสนอผลการวิเคราะห[ข2อมูลเปรียบเทียบคะแนน
สอบกAอนและหลังการเรียนจากนวัตกรรม อาจวิเคราะห[ข2อมูลโดยใช2คAาร2อยละและนำเสนอโดยใช2ตาราง
กราฟ แผนภาพ หรือแผนภูมิ ดังตัวอยAางงานวิจัย เรื่อง การฝ&กทักษะการอ,านคำในแม, ก กา ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาป>ที่ 2/1 โรงเรียนบEานลาดพรEาว โดยใชEแบบฝ&กการอ,าน ซึ่งมีนักเรียน จำนวน 4 คน
นกั วิจัยนี้ไดน2 ำเสนอผลการวเิ คราะห[ขอ2 มลู ในรูปตารางและแผนภาพดงั น้ี
ตารางที่ 9.6 การเปรยี บเทยี บคะแนนการทดสอบกAอนและหลงั การเรียนโดยใชแ2 บบฝกó การอAานของ
นักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปÖท่ี 2/1
ลำดบั ท่ี ช่อื -สกุล การทดสอบกDอนการฝกg การทดสอบหลังการฝgก
20 คะแนน รอ+ ยละ 20 คะแนน ร+อยละ
1 ด.ช.AA 8 40 19 95
2 ด.ช.BB 5 25 17 85
3 ด.ญ.CC 1 5 15 75
4 ด.ญ.DD 4 20 14 70
คะแนน (ร9อยละ)
100 95
90 85
80 75
70
70
60
50 25 กอ# นการใช*แบบฝ.ก
40 หลงั การใชแ* บบฝ.ก
40 20
30
20
10 5
0
คนท่ี 1 คนท่ี 2 คนท่ี 3 คนท่ี 4
ภาพท่ี 9.1 แสดงการเปรียบเทียบคะแนนการทดสอบกAอนเรียนและหลงั การเรยี น
โดยใชแ2 บบฝóกการอาA นของนกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปÖที่ 2/1
145
จากตารางที่ 9.6 และภาพที่ 9.1 จะเห็นได2วAา นักเรียนมีการพัฒนาการการอAานคำใน แมA ก กา ได2
ดีขึ้นกวAาเดิมมาก กลAาวคือ จากเดิมนักเรียนคนที่ 1, 2, 3 และคนที่ 4 กAอนเรียนโดยใช2แบบฝóกการอAานได2
คะแนนร2อยละ 40, 25, 5 และ 20 ตามลำดับ หลังการเรียนโดยใช2แบบฝóกการอAาน นักเรียนคนที่ 1, 2, 3
และคนที่ 4 ได2คะแนนร2อยละ 95, 85, 75 และ 70 ตามลำดับ แสดงวAา การฝóกทักษะการอAานโดยใช2แบบ
ฝóกการอAานทำให2นักเรยี นทง้ั 4 คนมที กั ษะในการอาA นคำในแมA ก กา ดขี ้ึน
กรณีท่ี 5 การวเิ คราะหKขอ+ มูลและเสนอผลการประเมินนวัตกรรมโดยผเ+ู ชยี่ วชาญ
ในกรณีที่นักวิจัยให2ผู2เชี่ยวชาญหรือเพื่อนครูประเมินนวัตกรรมเพื่อการปรับปรุงกAอนนำไปใช2
จัดการเรียนรู2 ซึ่งอาจใช2แบบประเมินเก็บรวบรวมข2อมูลจากผู2เชี่ยวชาญ หากแบบประเมินเปRนแบบ
มาตรประมาณคAาที่ให2คะแนนเปRน 5 ระดับ คือ 5, 4, 3, 2 และ 1 อาจวิเคราะห[ข2อมูลโดยหาคAาเฉลี่ย (X̅ )
และคAาเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และนำเสนอผลการวิเคราะห[ข2อมูลหรือผลการประเมินโดยผู2เชี่ยวชาญ
จำนวน 10 คน ได2ดังตารางที่ 7.7 กำหนดเกณฑ[การตัดสินระดับผลการประเมินหรือการแปลความหมาย
คAาเฉลีย่ โดยใชเ2 กณฑ[ดงั น้ี
คAาเฉลี่ย 4.51-5.00 หมายถึง มากทส่ี ุด
คAาเฉลี่ย 3.51-4.50 หมายถงึ มาก
คAาเฉลย่ี 2.51-3.50 หมายถึง ปานกลาง
คาA เฉลย่ี 1.51-2.50 หมายถงึ น2อย
คาA เฉลีย่ 1.00-1.50 หมายถงึ น2อยที่สดุ
ตารางท่ี 9.7 ผลการประเมินชุดกิจกรรมฝกó ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร[สำหรับนักเรียน
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปทÖ ี่ 1 โดยผ2ูเช่ียวชาญเปRนผูป2 ระเมนิ
รายการ X̅ S.D. ผลการประเมนิ
1. ภาษาท่ีใช2ในชุดกจิ กรรมฝóกทักษะนีม้ คี วามเหมาะสม 4.51 0.98 มากทีส่ ุด
2. กิจกรรมในชดุ กจิ กรรมฝóกทกั ษะนส้ี ามารถปฏิบตั ไิ ดจ2 ริง 3.58 0.71 มาก
3. กิจกรรมในชุดกิจกรรมฝกó ทักษะเพียงพอท่ีจะทำให2 3.50 0.75 มาก
บรรลจุ ุดประสงค[การเรยี นรู2 มาก
4. กจิ กรรมในชุดกิจกรรมฝóกทกั ษะเนน2 ให2ผ2เู รยี นลงมอื 3.62 0.91
ปฏบิ ัติ
5. กจิ กรรมเน2นให2ผู2เรียนคน2 พบคำตอบด2วยตนเอง 2.73 0.84 ปานกลาง
6. ชดุ กจิ กรรมฝกó ทักษะมAุงใหผ2 2ูเรียนทำงานเปนR 2.73 0.84 ปานกลาง
กระบวนการ
146
รายการ X̅ S.D. ผลการประเมิน
3.34 0.69 ปานกลาง
7. ชดุ กิจกรรมฝóกทักษะมกี จิ กรรมและสื่อหลากหลาย
นาA สนใจ 3.53 0.79 มาก
8. เม่อื พิจารณาโดยรวมแลว2 ชดุ กิจกรรมฝกó ทักษะเปRน
ประโยชนต[ อA การพัฒนาทกั ษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร[
จากตารางที่ 9.7 พบวAา ผู2เชี่ยวชาญที่เปRนผู2ประเมินมีความคิดเห็นตAอชุดกิจกรรมฝóกทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร[อยูAในระดับมากที่สุด 1 รายการ คือ ภาษาที่ใช2ในชุดกิจกรรมฝóกทักษะ
ท่เี หมาะสมมากทส่ี ดุ (X̅ = 4.51) และเห็นด2วยในระดบั มาก 4 รายการ คือ กจิ กรรมในชดุ กจิ กรรมฝกó ทกั ษะ
เนน2 ให2ผูเ2 รยี นลงมือปฏิบัติ สามารถปฏิบัตไิ ดจ2 รงิ โดยรวมแลว2 ชดุ กจิ กรรมฝกó ทักษะฯ น้ีเปนR ประโยชนต[ Aอการ
พัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร[ และกิจกรรมในชุดกิจกรรมฝóกทักษะเพียงพอที่จะทำให2บรรลุ
จุดประสงค[การเรียนรู2 (X̅ = 3.62, 3.58, 3.53 และ 3.50 ตามลำดับ) นอกนั้นผู2ประเมินเห็นด2วยในระดับ
ปานกลาง
4. การวเิ คราะห2ข3อมลู และการนำเสนอผลการวเิ คราะห2ข3อมูลเชิงคณุ ภาพ
ลกั ษณะของขอ+ มลู เชงิ คุณภาพ
การวิจัยเชิงคุณภาพเปRนการศึกษาปรากฏการณ[สังคมจากสภาพแวดล2อม ตามสภาพที่เปRน
ธรรมชาติและตามความเปRนจริง ลักษณะของข2อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพจึงเปRนข2อมูลที่เกี่ยวกับความรู2สึก
นึกคิดและพฤติกรรมของมนุษย[ในสังคม เปRนความคิดเห็น ความเชื่อ เจตคติ คุณคAา โลกทัศน[ อารมณ[
ความรส2ู กึ วิถชี วี ติ ปฏิสมั พันธ[ระหวาA งบคุ คลในสงั คม หรือกระบวนการดำเนินการตาA ง ๆ ในสังคมซ่ึงมคี วาม
เปRนนามธรรม ข2อมูลดังกลAาวได2มาจากการสังเกต สัมภาษณ[ หรือวิธีการอื่น ๆ โดยนำเสนอในลักษณะ
ข2อความบรรยายตามความคิดและความหมายของผู2ให2ข2อมูล ซึ่งจะอยูAในรูปของบันทึกภาคสนาม จึงเปRน
ข2อมลู ทีไ่ มAใชตA วั เลข ไมสA ามารถนำวิธกี ารทางสถติ มิ าใชว2 ิเคราะห[ได2
วิธกี ารวเิ คราะหขK อ+ มลู เชิงคุณภาพ
เปíาหมายสูงสุดของการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู2ก็คือ การใช2ข2อค2นพบจากการวิจัยนำไปสูAการ
ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนให2มีประสิทธิภาพ การที่นักวิจัยจะไปถึงเปíาหมายดังกลAาวได2น้ัน
การรวบรวมข2อมูลและผลการวิเคราะห[ข2อมูลจะต2องมีความถูกต2อง มีความนAาเชื่อถือ ความถูกต2อง ในที่นี้
หมายถึง ข2อมูลที่ได2มาและผลการวิเคราะห[ข2อมูลสามารถบAงชี้สภาพจริงตรงตามที่สังเกตเห็นและสามารถ
นำไปสูAการตัดสินใจที่ดี เหมาะสมกับสถานการณ[ปÉญหาการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นจริง สAวนความนAาเชื่อถือ
ของผลการวิเคราะห[ข2อมูลก็คือ ผลการวิเคราะห[นั้นสามารถทำให2นักวิจัยและผู2เกี่ยวข2องให2การยอมรับ
ไว2วางใจทจี่ ะนำผลไปใชป2 ระโยชนไ[ ดอ2 ยาA งม่ันใจ
147
วิธีการวิเคราะห[ข2อมูลเชิงคุณภาพ ใช2วิธีการวิเคราะห[เนื้อหา (Content Analysis) ซึ่งเริ่มด2วย
(1) การอAานหรือพิจารณาข2อความ/ข2อมูลที่เก็บมาได2 และกำหนด/ขีดเส2นประเด็นสำคัญในข2อความนั้นๆ
ตั้งชื่อประเด็นแล2วกำหนดเปRนคำสำคัญ (2) การจัดกลุAมประเภทของประเด็นสำคัญที่ได2จากการอAาน (3)
การหารูปแบบความสัมพันธ[ของคำสำคัญ/ประเด็นตAาง ๆ (4) การนำเสนอผลการวิเคราะห[ข2อมูล สำหรับ
ประเด็นขอ2 มูลท่ไี มสA ามารถจดั เข2ากลุมA ไดก2 ็จะจดั แยกกลAุมตAางหาก
ตารางท่ี 9.8 แสดงขอ2 มูลเชงิ คุณภาพและวิธีการวเิ คราะห[ข2อมลู
ข+อมลู เชงิ คุณภาพ วธิ ีการวิเคราะหขK อ+ มูล
• ขอ2 มลู ท่รี วบรวมจากเอกสารบันทึกตาA ง ๆ โดยไมAใช2วธิ กี ารทางสถติ ิ การวเิ คราะห[ขอ2 มูลจะใช2
การวิเคราะหเ[ น้อื หา โดยนำเอาข2อมลู ท่ีอยูใA น
• ขอ2 มูลทีไ่ ด2จากการบนั ทกึ การสงั เกต ประเด็นหรือเรื่องราวเดียวกันมาพิจารณาแยกแยะ
การสมั ภาษณ[ หาความสำคญั ของสิง่ ทแ่ี ตกตAางกนั สงิ่ ที่คลา2 ยคลึง
กัน หรอื หาสAวนทเ่ี ก่ยี วข2องสมั พนั ธก[ ัน แลว2 จงึ สรุป
• ข2อมูลท่ีเปRนบนั ทกึ เหตกุ ารณต[ าA ง ๆ เปRนผลการวเิ คราะห[ในแตลA ะประเด็นหรือแตลA ะเร่อื ง
• ข2อมูลจากคำถามปลายเปด†
ฯลฯ
แนวทางการวเิ คราะหKขอ+ มูลเชิงคุณภาพ
แนวทางการรวบรวมข2อมูลและวิเคราะห[ข2อมูลเชิงคุณภาพให2มีความถูกต2อง (Accuracy) และ
ความนาA เชอ่ื ถอื (Credibility) 7 ประการ (อทิ ธิพัทธ[ สวุ ทันพรกลู ,2561) ไดแ2 กA
1. บันทึกข2อมูลการสังเกตด2วยความรอบคอบและถูกต2องตรงตามที่เห็น โดยมีการตรวจสอบซ้ำ
เพื่อใหเ2 กดิ ความแนAใจวAาข2อมลู ทไี่ ดบ2 ันทกึ ตรงกับส่งิ ทีส่ ังเกตเหน็ จริง ๆ
2. อธิบายกระบวนการรวบรวมและวิเคราะห[ข2อมูลในทุกชAวงของการรวบรวมและวิเคราะห[ข2อมูล
เพื่อเปRนการยกระดับให2รายงานวิจัยขั้นสุดท2ายมีความชัดเจนมากขึ้น จนทำให2ผู2อื่นสามารถปรับใช2
กระบวนการดงั กลาA วได2
3. ต2องสร2างความมั่นใจวAาได2บันทึกข2อมูลและรายงานประเด็นที่สำคัญอยAางเต็มรูปแบบ ไมAมีการ
ละเลยข2อมลู บางอยAางท่ไี มตA รงกบั ความเช่ือของตนเอง ทง้ั นี้ เพือ่ ใหเ2 กิดความเขา2 ใจในทุกมติ ิของข2อมูล
4. อธิบายและตีความหมายข2อมูลให2เกิดความชัดเจนหรือมีความเปRนปรนัยมากที่สุดเทAาที่จะทำได2
ต2องระวังไมAให2เกิดความลำเอียงหรือมีวัตถุประสงค[แอบแฝงที่จะทำให2ไมAสามารถมองเห็นและเข2าใจในทุก
มติ ขิ องขอ2 มูล
5. ใช2แหลAงข2อมูลอยAางเพียงพอ ข2อมูลที่รวบรวมได2และผลการวิเคราะห[ข2อมูลจะมีความถูกต2อง
และมีความนAาเชื่อถือมากขึ้น ถ2านักวิจัยสามารถค2นหารูปแบบของข2อมูลที่เหมือน ๆ กันจากชุดข2อมูลที่มา
จากหลายแหลงA ข2อมลู หรือหลายวิธีที่ใช2ในการรวบรวมขอ2 มลู
148
6. ใช2ประเภทของแหลAงข2อมูลให2ถูกต2อง ประเภทของข2อมูลที่นักวิจัยเลือกเก็บรวบรวมและ
วิเคราะห[จะชAวยให2เกิดความถูกต2องและเข2าใจในประเด็นของการวิจัย จึงจำเปRนต2องใช2ข2อมูลจากหลาย
แหลAง เชAน ถ2าสนใจศึกษาประเด็นความสุขในการเรียนของนักเรียน อาจใช2การสัมภาษณ[จากครูผู2สอน การ
สังเกตพฤติกรรมในชั้นเรียน การบันทึกภาพวิดีโอ การสำรวจความคิดเห็นของนักเรียนการพิจารณาจาก
บนั ทกึ สวA นตัวของนักเรียน
7. ใช2เวลาสังเกตยาวนานพอที่จะให2ได2ข2อทูลเชิงลึก ควรพิจารณาข2อมูลในเชิงลึกและเชิงกว2าง โดย
การสังเกตที่ใช2เวลานาน เชAน มากกวAา 3 เดือน จะทำให2ได2ข2อมูลเชิงลึกและครอบคลุมสิ่งที่ต2องการศึกษา
มากขึ้น ทำให2เห็นแบบแผนของพฤติกรรมของผู2เรียนมากกวAาและดีกวAาการสังเกตระยะสั้น ๆ ข2อมูลก็จะมี
ความถกู ต2องและมคี วามนาA เชอ่ื ถอื มากข้นึ
นอกจากนี้ ผAองพรรณ ตรัยมงคงกูล (2543) ได2ให2แนวทางเบื้องต2นในการวิเคราะห[ข2อมูล
เชงิ คุณภาพซง่ึ จำแนกตามประโยชนข[ องการใชข2 2อมูลในการวจิ ยั ในช้นั เรยี นดังน้ี
1. การใช2ข2อมูลเชิงคุณภาพเปRนข2อมูลประกอบในการวิจัย เพื่อเสริมด2านลึกหรือเพื่อยืนยันข2อมูล
(ตามหลักการของเทคนิคสามเส2า) การวิเคราะห[ข2อมูลจะไมAยุAงยากซับซ2อนมากนัก ผู2วิจัยจะเลือกข2อมูลใน
สวA นท่ีเกย่ี วข2องมาบรรยาย โดยอาจจะมคี ำพดู (Quotes) ของนกั เรยี นหรอื ผ2ูให2ข2อมูลมาเสริมการบรรยาย
2. การใช2ข2อมูลเชิงคุณภาพเปRนข2อมูลหลักในการวิจัย การวิจัยที่ใช2แนวทางของการวิจัยเชิง
คุณภาพเต็มรูปแบบ เชAน การศึกษาเฉพาะกรณี (Case Study) จะมีการวิเคราะห[ข2อมูลที่คAอนข2างยุAงยาก
ซักซ2อนซึ่งเริ่มตั้งแตAระยะแรกของการเก็บข2อมูล การวิเคราะห[จึงเปRนกระบวนการที่ตAอเนื่องตั้งแตAระหวAาง
การเก็บข2อมูลจนถึงภายหลังการเก็บข2อมูล และมีระดับของการวิเคราะห[จากระดับเบื้องต2นถึงระดับ
ซบั ซอ2 น ดังน้ี
2.1 การวิเคราะห[เชิงบรรยาย (Descriptive Account) เปRนการวิเคราะห[เบื้องต2นเพ่ือ
นำเสนอข2อมูลรายละเอียดตามข2อเท็จจริงประกอบกับการตีความของผู2วิจัย โดยมีการนำคำพูดของผู2ให2
ขอ2 มูลมาประกอบ
2.2 การวเิ คราะหค[ วามเชอ่ื มโยง เปนR การหารปู แบบของความเช่ือมโยงในขอ2 มลู (Pattern
Construction) เพื่อใช2อธิบายข2อค2นพบให2ลึกซึ้งขึ้น เชAน นักเรียนหญิงและนักเรียนชายมีรูปแบบของ
พฤติกรรมการทำงานแตกตาA งกันอยาA งไร
2.3 การสร2างทฤษฎีจากข2อมูล เปRนการวิเคราะห[ขั้นสูงเพื่อให2ได2ข2อสรุปเชิงทฤษฎีจาก
รูปแบบของความเชื่อมโยงตAาง ๆ (จากในข2อ 2.2) ทฤษฎีที่ได2เรียกวAา ทฤษฎีจากฐาน (Grounded
Theory)
149
ขั้นตอนการวเิ คราะหKข+อมูลเชิงคณุ ภาพและตีความหมายของข+อมลู
กรอบในการวิเคราะห[ข2อมูลเชิงคณุ ภาพและการตคี วามหมายข2อมลู
ตคี วามหมายข2อมลู
หาความสัมพนั ธร[ ะหวAางหัวเรือ่ ง
และสรา2 งคำอธิบาย
กรอบตรวจสอบ หวั เรือ่ ง สรา2 งคำอธบิ าย
ความถูกต2องของข2อมลู
ลงรหสั ขอ2 มลู
อAานข2อมลู ทงั้ หมด
จดั เตรยี มขอ2 มลู เพอ่ื วเิ คราะห[
ข2อมูลดิบ
ภาพท่ี 9.2 กรอบในการวเิ คราะหข[ อ2 มลู เชงิ คุณภาพและการตีความหมายขอ2 มูลของเครสเวลล[
ทีม่ า: พิชิต ฤทธจิ รูญ (2561)
จากกรอบในการวิเคราะห[ข2อมูลเชิงคุณภาพและการตีความหมายข2อมูล สรุปเปRนขั้นตอนในการ
ปฏิบตั ไิ ด2 6 ข้ันตอน (อิทธพิ ัทธ[ สุวทนั พรกลู ,2561) ดงั น้ี
ขั้นตอนที่ 1 จัดและเตรียมข+อมูลเพื่อวิเคราะหK เปRนการจัดข2อมูลและเตรียมข2อมูลที่ได2จากการ
สัมภาษณ[ บันทึกข2อมูลจากแหลAงตAาง ๆ โดยจัดกลุAมหรือจำแนกข2อมูลตามประเภทและความแตกตAางของ
ชนิดขอ2 มลู
ขั้นตอนที่ 2 อDานข+อมูลทั้งหมด ในขั้นตอนนี้อAานข2อมูลที่ได2จัดเตรียมไว2ทั้งหมดโดยอAานครAาว ๆ
เพื่อทำความเข2าใจเกี่ยวกับข2อมูลทั้งหมดและสะท2อนความคิดในเชิงความหมายของข2อมูลในภาพรวม แล2ว
กำหนดแนวคิดหลายสาระในเชิงลึกและความนAาเชื่อถือของข2อมูลในการใช2เปRนสารสนเทศ จัดทำข2อมูล
สAวนท่เี ปนR แกนA แท2 และบันทกึ แนวความคดิ ทัว่ ๆ ไปไว2ด2วย
150
ขั้นตอนที่ 3 เริ่มวิเคราะหKรายละเอียดด+วยกระบวนการลงรหัสข+อมูล การลงรหัสข2อมูล
(Coding) เปRนกระบวนการจัดจำแนกข2อมูลให2เปRนกลุAมหรือชุดข2อมูลที่มีความหมายในลักษณะเดียวกันโดย
กำหนดหัวเรื่องและคำอธิบายหัวเรื่องนั้น การลงรหัสข2อมูลอาจใช2การขีดเส2นใต2 การให2สีที่ข2อความหรือการ
ตัดปะ (Cut and Paste) ข2อความจากข2อมูลชุดตAาง ๆ แล2วจัดข2อมูลที่เปRนประเด็นเดียวกันหรือเรื่อง
เดียวกนั ให2อยูAในกลุAมเดียวกนั
ขั้นตอนที่ 4 สร+างคำอธิบายในหัวเรื่องแตDละกลุDม โดยใช2กระบวนการลงรหัสข2อมูล จัดกลุAมตาม
รหสั ขอ2 มูล วเิ คราะหห[ ารูปแบบความสมั พนั ธแ[ ละสร2างคำอธบิ ายในแตAละหัวเร่อื ง
ขั้นตอนที่ 5 นำเสนอผลการวิเคราะหKข+อมูล โดยนำเสนอแตAละหัวเรื่องและคำอธิบายให2ตอบ
คำถามวิจัย ซึ่งผลการวิจัยที่นำเสนอในเชิงการบรรยายหรือเลาเรื่อง ซึ่งอาจมีการอภิปราย การยกคำพูด
หรือข2อมลู ประกอบการนำเสนอดว2 ย
ขั้นตอนที่ 6 ตีความหมายข+อมูล เปRนการตีความหมายของข2อมูลหรือดึงความหมายจากผลการ
วิเคราะห[ข2อมูลออกมาให2ชัดเจน โดยเชื่อมโยงหรือยืนยันกับทฤษฎีหรือวรรณกรรมที่เกี่ยวข2องและให2
ขอ2 เสนอแนะตAอคำถามวิจยั ใหมAที่ยังไมAไดก2 ำหนดไว2ตง้ั แตกA Aอนทจี่ ะศกึ ษา
นอกจากนี้ ผอA งพรรณ ตรัยมงคลกูล (2543) ไดเ2 สนอข้นั ตอนการวเิ คราะห[ข2อมลู เชิงคณุ ภาพไวด2 งั นี้
1. การวิเคราะห[ขั้นต2น (Initial Analysis) เปRนการวิเคราะห[ข2อมูลที่ดำเนินการในระหวAางการเก็บ
ข2อมูล เชAน ภายหลังที่ครูดำเนินการสังเกตพฤติกรรมนักเรียน ภายหลังที่ได2พูดคุย (สัมภาษณ[) นักเรียน ส่ิง
ที่ดำเนินการได2แกA การบันทึกและกลั่นกรองข2อมูล (รวมถึงการถอดเทปบทสัมภาษณ[) และการจดบันทึก
ข2อสงั เกต (Observer’s Comments)
2. การจัดกลAมุ ข2อมูล (Categorizing) เปนR การลดทอนขอ2 มูลใหเ2 ปนR หมวดหมูตA ามคุณลักษณะตAางๆ
3. การเชื่อมโยงความสัมพันธ[ระหวAางกลุAมข2อมูล (Relating Categories) เปRนการวิเคราะห[เพ่ือ
ค2นหารูปแบบของความเชื่อมโยงในข2อมูล (Pattern of Relationship) เพื่อใช2อธิบายปรากฏการณ[ที่ได2
ศกึ ษา
การวิเคราะห[ข2อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพ เน2นวิธีการลดทอนข2อมูลจากข2อมูลรายละเอียดที่มี
ปริมาณมากเพื่อให2ได2ข2อสรุปที่คมชัดในระดับนามธรรมมากขึ้น ซึ่งเปRนวิธีการที่เรียกวAา การอุปมาน
(Inductive Method)
5. บทสรุป
การวิเคราะห[ข2อมูลเปRนกระบวนการจัดกระทำกับข2อมูลที่รวบรวมมาได2 โดยนำมาจัดระเบียบ
จำแนกหมวดหมูA แยกประเภท คำนวณคAา สรุป และนำเสนอให2อยูAในรูปที่เหมาะสมและสื่อความหมาย
ที่เข2าใจได2งAาย เพื่อตอบคำถามวิจัยได2อยAางถูกต2องและมีความนAาเชื่อถือ การวิเคราะห[ข2อมูลสำหรับการ
วิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู2 นักวิจัยต2องวางแผนการวิเคราะห[ โดยยึดวัตถุประสงค[ของการวิจัยเปRนหลัก และ
เลือกใช2วิธีการวิเคราะห[ข2อมูลให2เหมาะสมกับประเภทของข2อมูล โดยใช2การวิเคราะห[ข2อมูลอยูA 2 วิธี คือ
151
การวิเคราะห[ข2อมูลเชิงปริมาณ จะใช2วิธีการทางสถิติซึ่งต2องคำนึงถึงจุดประสงค[ของการวิเคราะห[ข2อมูล
และพิจารณาเกี่ยวกับลักษณะหรือระดับของข2อมูล กลAาวคือ ข2อมูลแบบนามบัญญัติ วิธีวิเคราะห[ข2อมูล
อาจใช2ความถี่ ร2อยละ ฐานนิยม ข2อมูลแบบจัดอันดับ ซึ่งเปรียบเทียบความมากน2อยได2 วิธีวิเคราะห[ข2อมูล
อาจใช2ความถี่ ร2อยละ ฐานนิยม มัธยฐาน หรือเปอร[เซ็นไทล[ ข2อมูลแบบชAวง ซึ่งเปRนข2อมูลตAอเนื่องใช2สถิติ
วิเคราะห[ข2อมูลเชAนเดียวกับข2อมูลแบบนามบัญญัติและข2อมูลแบบจัดอันดับ แตAสามารถหาคAาเฉลี่ย
คAาเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช2สถิติทดสอบที่ใช2คAาความถี่และคAาเฉลี่ยได2เกือบทุกชนิด ข2อมูลแบบอัตราสAวน
เปRนข2อมูลตAอเนื่องที่เปRนข2อมูลเชิงปริมาณที่แท2จริง สามารถใช2สถิติเพื่อวิเคราะห[ข2อมูลได2ทุกประเภท สAวน
การวิเคราะห[ข2อมูลเชิงคุณภาพ ใช2วิธีการวิเคราะห[เนื้อหา สามารถทำได2 2 ระยะ คือ การวิเคราะห[ข2อมูล
ระหวAางการเก็บรวบรวมข2อมูล จะชAวยในการตัดสินใจเพื่อวางแผน และดำเนินการเก็บรวบรวมข2อมูลได2
ละเอียด ตรงประเด็นคำถามวิจัยและขจัดข2อมูลซ้ำซ2อนและมีมากเกินไป และการวิเคราะห[ข2อมูลภายหลัง
การเก็บรวบรวมขอ2 มลู จะมีการจัดข2อมูลให2เปนR ระบบ การกำหนดรหัสของข2อมูล การจดั เรียงข2อมลู ใหมตA าม
รหัสเดียวกัน การสร2างข2อสรุปชั่วคราว การตรวจสอบข2อสรุปชั่วคราว และการสร2างข2อสรุปหรือบทสรุป
การวจิ ัย
แบบฝกL หัดทา3 ยบทท่ี 9
คำชแ้ี จง ใหน+ ักศึกษาตอบคำถาม แสดงความคดิ เหน็ หรืออภปิ รายในประเด็นตDอไปนี้
1. ข2อมลู เชงิ ปริมาณและขอ2 มูลเชงิ คณุ ภาพมีความแตกตAางกนั อยAางไร
2. จากข2อความตAอไปน้ี จงวเิ คราะหส[ รปุ ผลจากเหตุการณท[ เี่ กิดขึ้น
นักศึกษาครู A: ผลวAาบางทีก็เสียเวลานะครับ ใช2เวลาทำคAอนข2างนาน เสียเงินด2วย ทำให2เตรียมการ
สอนไมAทนั อีกตาA งหาก
นักศึกษาครู B: แผนก็ต2องเขียน สื่อก็ต2องทำ บางที่ไมAรู2จะทำอะไรกAอนดี ใช2แคAคาบเดียวก็ใช2ไมAได2อีก
แลว2
นักศึกษาครู C: เปลืองตังมากเลยครับ กาว กระดาษ พอซื้อรวมกันหลาย ๆ อยAางก็แพงแล2วครับ คAา
ขนมแทบไมAมีเหลือเลย ต2องเบกิ เงนิ เดอื นจากแมอA ีกตAางหาก
นกั ศกึ ษาครู D: หนูวาดรปู ไมAเกAง หวั ครเี อตไมAคอA ยมีเลยคะA ไมAศิลป™เลย ตอ2 งให2เพ่อื น ๆ ชAวยทำทุกทีเลย
นักศึกษาครู E: ต2องนอนดึก ๆ ทุกทีเลยคAะ นั่งตัดกระดาษทำสื่อการสอน เพราะกวAาจะเขียนแผนเสร็จ
กค็ ำ่ ซะแล2ว ทำวันตอA วนั เลยคะA
นักศึกษาครู F: ส่อื การสอนทำยาก กวAาจะคิดไดก2 ็ลำบาก แถมต2องทำเกอื บทกุ คาบอกี
2.1 จากขอ2 มลู น้เี ปนR สถานการณข[ องใคร และเปRนสถานการณ[อะไร
2.2 ให2สรุปปรากฎการณ[ที่เกดิ ข้ึน
152
3. จากสถานการณต[ Aอไปนี้ จะต2องใช2สถติ ใิ ดในการวเิ คราะห[ เพราะเหตุใด
3.1 ครูวิทยากรต2องการทราบวAาการสอนให2นักเรียนเรียนรู2โปรแกรม Photoshop ได2อยAางรวดเร็วนั้น
ต2องใช2วิธีการสาธิตพร2อมกับปฏิบัติไปพร2อม ๆ กันหรือไมA โดยสุAมนักเรียนมาสอนเสริมจำนวน 10
คน และทำการวัดคะแนนผลงานของนักเรียนกAอนเรียน หลังจากนั้นจึงลงมือสอนตามวิธีการ
ดังกลาA ว เมอ่ื สอนจบจึงวัดคะแนนผลงานของนักเรยี นอีกคร้งั เพ่ือเปรียบเทยี บผลคะแนนดังกลAาว
3.2 ครูวิทยาการ ต2องการเปรียบเทียบคะแนนวิชาเคมีเรื่องอะตอมของนักเรียนที่ได2รับการเรียนด2วย
วิธกี ารใชภ2 าพประกอบกับวิธกี ารใชก2 ารดูวดี ีทศั น[ประกอบวAาวิธกี ารสอนใดดีกวาA กนั
3.3 ครูวิทยากิต ต2องการทราบวAานักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ตAางกัน ได2แกA กลุAมเกAง กลุAม
ปานกลาง และกลAมุ อAอน จะมีจิตอาสาแตกตาA งกนั หรือไมA
4. ครูวิทยาจารย[ ต2องการเปรยี บเทียบคะแนนวิชาภาษาไทยกAอนและหลังเรยี นของนกั เรียนจำนวน 10
คน ท่ีเรยี นด2วยวิธกี ารแบบรAวมมือ โดยมีผลคะแนนดังน้ี
กอA นเรียน 12 11 10 8 9 7 13 14 6 11
หลังเรยี น 15 13 15 17 15 18 14 16 12 12
ขอให2นักศึกษาคำนวณหาคAา
4.1 คะแนนเฉล่ียและสAวนเบีย่ งเบนมาตรฐาน ของคะแนนกอA นเรยี นและหลังเรียน
4.2 รอ2 ยละของความก2าวหนา2 กAอนเรียนและหลงั การเรยี น
4.3 เปรียบเทยี บผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนกAอนเรยี นและหลงั การเรยี น
4.4 สรปุ ผลการศกึ ษาเบือ้ งตน2
บทที่ 10
การเขียนรายงานและการเผยแพร5ผลการวิจยั
การเขียนรายงานการวิจัยเป0นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการวิจัย ซึ่งนักวิจัยจะต=องนำเสนอข=อมูล
รายละเอียดทั้งหมดของการดำเนินการวิจัยไว=เป0นหลักฐานโดยบอกเลGาถึงสิ่งที่ได=ดำเนินการไปแล=ว ให=
ผู=สนใจได=ทราบถึงเหตุผลในการทำวิจัย ที่มาของปMญหาการวิจัย กรอบแนวคิดในการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย
และผลการวิจัย รายงานการวิจัยจึงมีบทบาทในการสื่อสารที่เป0นสื่อกลางสร=างความรู=ความเข=าใจระหวGาง
นกั วิจัยกับผใู= ชผ= ลงานวิจัย ซงึ่ จะกอG ให=เกิดการขยายพรมแดนขององคRความรใ=ู นศาสตรสR าขาตGาง ๆ และจะมี
ผลตGอการพัฒนาวิชาการ และวิชาชีพให=มีมาตรฐานสูงขึ้น รายงานการวิจัยจึงเป0นแหลGงขององคRความรู=และ
นวัตกรรมตGาง ๆ ที่จะเป0นประโยชนRตGอการพัฒนาคุณภาพงานและพัฒนาศาสตรRสาขาวิชาชีพตGาง ๆ ให=มี
ความเจริญก=าว หน=ามากขึ้นการเขียนรายงานการวิจัยจึงถือวGาเป0นภารกิจและหน=าที่สำคัญของนักวิจัยท่ี
ต=องต=องดำเนินการให=มีคุณภาพเพื่อให=เกิดคุณคGาและเป0นประโยชนRตGอทั้งวงการวิชาการและวงการวิชาชีพ
ดังนั้น ในบทน้ี จะนำเสนอ 1) การเขียนรายงานวิจัย และ 2) การเผยแพรGผลการวิจัย โดยมีรายละเอียด
ดงั นี้
1. การเขยี นรายงานวิจยั
ความหมายของรายงานวิจัย
รายงานวิจัย เป0นเอกสารที่นักวิจัยได=เรียบเรียงขึ้นหลังจากที่ได=ดำเนินการวิจัยเสร็จแล=วเพ่ือ
นำเสนอเหตุผลที่ต=องทำวิจัยกรอบแนวคิดวิธีดำเนินการวิจัยและข=อค=นพบท่ีได=จากการวิจัยเพื่อให=เป0นแหลGง
องคRความรู=และหลักฐานทางวิชาการที่นำไปใช=ประโยชนRในการเรียนรู=และพัฒนางานองคRกรวิชาชีพและ
วิชาการให=กวา= งขวางตอG ไป (สทิ ธิ ธสี รณ,R 2550; บญุ ธรรม กิจปรดิ าบรสิ ุทธ์,ิ 2553)
จุดมุ2งหมายของการเขยี นรายการวจิ ยั
1. เพือ่ เปน0 หลักฐานแสดงความมีคณุ คGาหรือประโยชนขR องงานวิจยั ทที่ ำและศกั ยภาพของนกั วจิ ยั
2. เพื่อเป0นสะพานเชื่อมโยงความรู=ความจริงที่เป0นผลงานวิจัยทั้งในอดีตปMจจุบันและอนาคต
ซ่งึ จะเป0นการเพ่มิ พนู บรู ณาการ และสงั เคราะหRองคRความร=ใู ห=เกิดประโยชนRตอG การพฒั นาอยGางตGอเนื่อง
3. เพื่อเผยแพรGผลงานการวิจัยและสGงเสริมสนับสนุนการใช=ประโยชนRจากผลงานวิจัยให=คม=ุ คGาซึ่งจะ
มีผลตGอการพฒั นาทัง้ ทางวิชาการและวิชาชพี สาขาวชิ าตGาง ๆ
4. เพื่อเป0นแหลGงข=อมูลสารสนเทศให=กับองคRกร สถาบัน ชุมชน ผู=บริหาร นักวิจัยและสาธารณชน
นำไปใช= เพื่อการกำหนดนโยบายการวางแผนแก=ปMญหาและพัฒนางานรวมทั้งเสริมสร=างและพัฒนาองคR
ความรขู= องศาสตรRสาขาวชิ าตGาง ๆ
154
หลักการเขยี นรายงานการวิจัย (บญุ ธรรม กิจปริดาบรสิ ทุ ธ์,ิ 2553; นงลักษณR วิรชั ชยั ,2543)
1. ความเป0นระบบ (Systematic) โดยมีการจัดรูปแบบวิธีการเขียนให=สวยงาม จัดระบบการ
กำหนดหัวข=อใหญG หัวข=อยGอยให=เหมือนกันและสอดคล=องกันทั้งเลGม รวมทั้งวิธีการอ=างอิงและพิมพRจะต=อง
เปน0 ไปตามกรอบโครงสรา= งหรอื สGวนประกอบของรายงานที่กำหนดไว=
2. ความถูกต=อง (Correctness หรือ Accuracy) เนื้อหาสาระทุกรายการที่เขียนรวบรวมหรือ
นำมาเรียบเรียงไว=ในรายงานการวิจัยทั้งหมดต=องมีความถูกต=อง แมGนยำ มีหลักฐานและข=อเท็จจริงท่ี
แนGนอน สามารถอ=างอิงได= เป0นไปตามหลักวิชาการ หลักการใช=ภาษา และรูปแบบของรายงานการวิจัยท่ี
กำหนดไว=
3. ความสมบูรณRครบถ=วน (Completeness) เนื้อหาสาระในรายงานการวิจัยต=องมีความสมบูรณR
ครบถ=วนทุกหัวข=อตามขั้นตอนของกระบวนการวิจัย หรือตามรูปแบบสGวนประกอบของรายงานที่ควรจะ
เป0น ในแตGละหัวข=อมเี น้อื หาสาระครบถว= นคำถามวิจยั หรอื วตั ถุประสงคขR องการวจิ ัยทีก่ ำหนดไว=ด=วย
4. ความเป0นเอกภาพของเนื้อหา (Unity) การเรียบเรียงเนื้อหาสาระตั้งแตGต=นจนจบในแตGละบท
แตGละตอนหรือแตGละเรื่องจะต=องดำเนินไปอยGางสอดคล=องเป0นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีความเป0นเอกภาค
กลมกลืนเปน0 เร่อื งหรอื เนือ้ หาเดยี วกนั ตลอด
5. ความสัมพันธRเชื่อมโยงสอดคล=อง (Correspondence หรือ Concatenation) การนำเสนอ
เนื้อหาสาระต=องมีการจัดระเบียบเป0นอยGางดี ทุกยGอหน=า ทุกหัวข=อ ระหวGางบท ระหวGางตอนจะต=องมี
ความสมั พนั ธเR ชือ่ มโยงกนั โดยตลอด เป0นเหตุเป0นผลสอดคล=องกนั อยาG งตอG เน่ือง ไมGสะดดุ หรือขาดตอน
6. ความสม่ำเสมอหรือความคงเส=นคงวา (Consistency) รายงานวิจัยที่ดีต=องมีความสม่ำเสมอ
หรอื มีลกั ษณะคงเสน= คงวาในการใชค= ำหรือข=อความเป0นแบบเดยี วกนั ตลอดทง้ั ฉบับ
7. ความแจGมแจ=งชัดเชน (Clarity) ข=อความทุกประโยค ทุกหัวข=อ ทุกตอน หรือภาษาที่ใช=ใน
รายงานการวิจัยต=องมีความชัดเจน ไมGกำกวมหรือคลุมเครือ ผู=อGานสามารถเข=าใจได=งGายโดยไมGต=องตีความ
หรอื คาดคะเนความหมายของข=อความเหลาG น้ัน
8. ความมีเหตุผลมั่นคง (Cogency) เนื้อหาสาระของรายงานการวิจัยจะต=องมีเหตุผลที่แนGนหนา
รับฟงM ได= นGาเชือ่ ถือ ไมเG ลอื่ นลอย และมหี ลกั ฐานอา= งองิ สนับสนุนที่เชอื่ ถอื ได=
ขนั้ ตอนการเขียนรายงานการวจิ ัย
การเขียนรายงานการวิจัยถือวGาเป0นภาระงานที่สำคัญของนักวิจัยที่จะดำเนินการให=เป0นระบบมี
ความถูกต=อง การเขียนรายงานการวิจัยให=ได=ดีมีคุณภาพนักวิจัยจะต=องมีความรู=อยGางน=อย 2 ประการ คือ มี
ความรู=ในเนื้อหาสาระที่จะทำวิจัย (Content) กลGาวคือ จะต=องศึกษาค=นคว=าให=มีความรู=ในเรื่องที่จะทำวิจัย
เป0นอยGางดี และต=องมีความรู=ในเรื่องระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology) ได=แกG กระบวนการวิจัย
การกำหนดตัวแปร การออกแบบวิจัย การเลือกกลุGมตัวอยGาง การสร=างเครื่องมือวิจัย การเก็บรวบรวม
ข=อมูล การวิเคราะหRข=อมูล การแปลผลข=อมูล การเขียนรายงานการวิจัย นอกจากความรู=ดังกลGาวข=างต=น
155
แล=ว นักวิจัยตะจ=องมีความเข=าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการเขียนรายงานการวิจัย ซึ่ง นงลักษณR วิรัชชัย (2543)
ไดเ= สนอขั้นตอนการเขียนรายงานวิจัยไวด= งั นี้
1. การวางโครงรGาง (Outline) นักวิจัยต=องกำหนดโครงรGางของรายงานการวิจัยกGอนลงมือเขียน
โดยยึดรูปแบบของรายการวิจัยเป0นแนวทางในการกำหนดแจกแจงหัวข=อใหญG หัวข=อยGอยตามลำดับขั้นของ
กระบวนการวจิ ยั
2. การเตรียมเนื้อหาสาระ ในขณะที่นักวิจัยคิดและดำเนินการตามขั้นตอนของกระบวนการวิจัย
นั้น นักวิจัยจะต=องจดบันทึกความคิด รายละเอียดของข=อเท็จจริง หลักฐานอ=างอิงทฤษฎี และสาระอื่น ๆ
ตามหัวข=อที่กำหนดไว=ในโครงรGางของรายงานการวิจัย วิธีการจดบันทึกที่ดีนิยมบันทึกลงบัตรขนาด 5x8 น้ิว
หรือบันทึกลงในกระดาษบันทึก โดยบันทึกหน=าเดียวและแยกหัวข=อการบันทึกลงในบัตรหัวข=อละใบ เพื่อ
ความสะดวกในการจัดเรียงลำดับ การสลับที่ การเพิ่มหรือการตัดทอนสาระ ในปMจจุบันมีวิทยาการ
คอมพิวเตอรRก=าวหน=ามาก นักวิจัยอาจบันทึกและเตรียมเนื้อหาสาระโดยใช=โปรแกรม Word Processor
แบบตGาง ๆ ก็ได=
3. การเขียนรGาง (Draft) ขั้นตอนนี้เป0นการนำเนื้อหาสาระที่เตรียมไว=แล=วมาเรียบเรียงตามโครง
รGางที่กำหนดทำเป0นรายงานการวิจัยฉบับรGาง ในขั้นตอนนี้นักวิจัยไมคG วรพะวงกับการใช=ภาษาให=มากนั้น แตG
ควรให=ความสนใจกับการเรียบเรียงเนื้อหาสาระแตGละหัวข=อและแตGละยGอหน=าให=ถูกต=องตามหลักการวิจัย
สิ่งที่ควรระมัดระวังคือ ยGอหน=าแตGละยGอหน=าควรมีใจความสำคัญเพียงประเด็นเดียวและทุกอยGางต=องมี
ความสอดคล=องเชื่อมโยงกันตลอด วิธีการเขียนต=องเป0นไปตามหลักเกณฑRและวิธีการเขียนรายงานการวิจัย
โดยเฉพาะในสGวนทีเก่ียวขอ= งกบั การอา= งอิง การเสนอตาราง หรือแผนภาพและบรรณานกุ รม
4. การขัดเกลาสำนวน ขัน้ ตอนน้ีเปน0 การแกไ= ขปรบั ปรงุ ภาษาที่ใชแ= ละสำนวนให=มคี วามสละสลวย
มากขึ้น นักวิจัยควรเลือกใช=ถ=อยคำงGายๆ ใช=ประโยคสั้น กะทัดรัด อGานเข=าใจงGาย หลีกเลี่ยงคำหรือข=อความ
ที่ไมGจำเป0น เชGน วลี “ยGอมเป0นที่ทราบกันดีอยูGแล=ววGา” “ตามความเป0นจริง” ไมGใช=คำซ้ำซ=อน โดยเฉพาะ
การใช=คำเชื่อม “และ” “แตG” “ซึ่ง” หรือรวมทั้งคำสันธานอื่น ๆ ควรใช=ให=เหมาะสมกับข=อความและควรใช=
แตGท่ีจำเป0น
5. การบรรณาธิกรและการปรับปรุง เมื่อผGานขั้นตอนที่ 4 นักวิจัยจะได=รายงานวิจัยจะได=รายงาน
วิจัยที่เกือบสมบูรณRแล=ว ควรเก็บไว= 4-5 วันแล=วนำกลับมาอGานทบทวนใหมG หากเป0นไปได=อาจทำให=เพื่อน
หรือผู=รู=ชGวยอGานและวิจารณR แล=วแก=ไขปรับปรุงหากทำได=หลายๆ ครั้ง จะยิ่งทำให=ได=รายงานการวิจัยที่ดีมี
คณุ ภาพมากยงิ่ ขึน้
รูปแบบการเขียนรายงานการวจิ ยั
โดยที่การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู=เป0นการวิจัยปฏิบัติการสำหรับครูที่มุGงพัฒนาการเรียนรู=ของ
ผู=เรียน การดำเนินการวิจัยจึงควรดำเนินการสอดแทรกในกระบวนการจัดการเรียนรู=โดยให=การวิจัยเป0น
สGวนหนึ่งของกระบวนการจัดการเรียนร=ูมีรูปแบบการเขียนรายการวิจัยไว= 3 รูปแบบ คือ รูปแบบที่ไมGเน=น
156
วิชาการ รูปแบบกึ่งวิชาการ และรูปแบบเชิงวิชาการ โดยมีแนวทางการเขียนรายงานการวิจัย (พิชิต ฤทธ์ิ
จรญู ,2561) ดังน้ี
1. การเขียนรายงานการวิจัยรปู แบบทีไ่ ม2เนนB วชิ าการ
การเขียนรายงานการวิจัยตามรูปแบบนี้เป0นการนำเสนอรายงานผลการวิจัยแบบไมGเป0นทางการ
โดยการนำเสนอเนื้อหาสาระโดยสรุปอยGางสั้น ๆ เพียง 1-2 หน=า ไมGเน=นภาษาทางวิชาการ และไมGยึด
รูปแบบการนำเสนอที่ตายตัวแตGมีความยืดหยุGนสูง จึงเหมาะสำหรับครูที่เริ่มเรียนรู=และทำวิจัยเพื่อ
พัฒนาการเรียนรู=ในระยะเริ่มต=น และทำให=ครูมีหลักฐานในการปฏิบัติการแก=ปMญหาการเรียนรู=ในชั้นเรียน
ของตนเอง ซึ่งจะเป0นข=อมูลเชิงประสบการณRที่ครูสามารถพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู=ในชั้นเรียนของ
ตนเอง ซึ่งจะเป0นข=อมูลเชิงประสบการณRที่ครูสามารถพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู=ในระยะตGอไปด=วย
สาระสำคัญทีน่ ำเสนอควรประกอบดว= ย
1.1 ปMญหาการเรียนรู=ทีต่ =องแกไ= ขหรือพัฒนา
1.2 วิธกี ารแก=ไขปMญหาการเรยี นรูห= รอื พัฒนาผเู= รยี น
1.3 ผลการแก=ไขปญM หาการเรยี นร=ูหรือผลการวิจัย
1.4 การสะทอ= นผลกลบั ตอG การวิจัย
แนวทางการเขียนรายงานการวิจัยตามรูปแบบนี้ อาจเขียนในลักษณะการบรรยายหรือเลGาเรื่อง
ตามสภาพหรือประเด็นท่จี ะนำเสนอ
2. การเขียนรายงานการวจิ ัยรูปแบบกึง่ วชิ าการ
รายงานการวิจัยรูปแบบกึ่งวิชาการเป0นรูปแบบที่เป0นทางการมากขึ้นกวGารูปแบบแรก ไมGยึด
รูปแบบที่ตายตัว มีความยืดหยุGน ประกอบด=วย (1) ชื่อเรื่องวิจัย (2) ความสำคัญของปMญหาวิจัย
(3) วัตถุประสงคRของการวิจัย (4) ประโยชนRที่คาดวGาจะได=รับ (5) วิธีดำเนินการวิจัย (6) ผลการวิจัย และ
(7) การสะท=อนผลกลบั ตGอการวจิ ยั
นอกจากสาระดังกลGาว นักวิจัยอาจเพิ่มสGวนประกอบที่เป0นสGวนนำและสGวนอ=างอิง (เชGน ปก คำนำ
สารบัญ บรรณานุกรม และภาคผนวก) เพอื่ ใหร= ายงานวจิ ยั มีความสมบูรณRมากขนึ้
3. การเขยี นรายงานการวจิ ยั รปู แบบเชงิ วชิ าการ
รายงานการวิจัยรูปแบบเชิงวิชาการ เป0นการนำเสนอรายงานผลการวิจัยที่เป0นแบบทางการมาก
ที่สุด เป0นลักษณะของรายงานเชิงวิชาการ (Academic Report) ซึ่งจะมีรูปแบบหรือโครงสร=างของ
รายงานการวิจัยที่มีลักษณะเฉพาะ เป0นแบบสากลที่ใช=กันโดยทั่วไป ประกอบด=วยสGวนสำคัญ 3 สGวน คือ
สGวนนำ สGวนเนือ้ หา และสGวนอา= งองิ
3.1 แนวทางในการเขยี นส2วนนำ
1. ปกนอกและปกใน ให=เขียนรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อเรื่องวิจัย ชื่อผู=วิจัย ชื่อ หนGวยงาน
และปèที่ทำการวิจัยสำเร็จ โดยจัดข=อความไว=ในแนวกึ่งกลางของหน=ากระดาษ แบGงข=อความออกเป0น 3 สGวน
157
ให=สGวนบนเป0นชื่อเรื่องวิจัย สGวนกลางเป0นชื่อผู=วิจัย และสGวนลGางเป0นชื่อหนGวยงานที่ทำการวิจัยและปèที่ทำ
การวจิ ยั สำเร็จ
2. บทคัดยGอ เป0นสGวนที่กลGาวถึงกระบวนวิจัยและผลการวิจัยอยGางสั้น ๆ และยGอที่สุด
โดยให=ครอบคลุมถึงวัตถุประสงคRของการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย ซึ่งประกอบด=วยรูปแบบของการวิจัย
ประชากรและกลุGมตัวอยGาง หรือกลุGมเปêาหมายผู=เรียนที่จะพัฒนา เครื่องมือเก็บรวบรวมข=อมูล การ
วิเคราะหRข=อมูลและสรุปผลการวิจัย โดยเขียนทั้งภาษาไทยและภาษาตGางประเทศ มีความยาวไมGเกิน 2
หนา= กระดาษพิมพR
3. กิตติกรรมประกาศ หรือประกาศคุณปการ เป0นสGวนที่นักวิจัยเขียนแสดงความ
ขอบคุณแกGผู=ให=ความชGวยหลือสนับสนุนจนทำให=การวิจัยเรื่องนั้นสำเร็จ เชGน หนGวยงานหรือแหลGงที่ให=
เงินทุนอุดหนุนการวิจัย ผู=ให=คำปรึกษา หนGวยงานหรือบุคคลที่เป0นแหลGงข=อมูล ผู=ให=ความชGวยเหลือในการ
เกบ็ รวบรวมข=อมลู และวิเคราะหRข=อมลู
4. สารบัญ เป0นสGวนที่บอกโครงสร=างหัวข=อเรื่องของรายงานทั้งหมด เพื่อชGวยให=ผู=อGาน
ค=นหาแตGละหัวข=อได=สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเขียนรายการหัวข=อเรื่องแยกเป0นบทๆ และเรียงลำดับ
หวั ข=อตามเนือ้ หา พรอ= มทั้งระบเุ ลขหนา= กำกับไวด= =วย
5. สารบัญตาราง เป0นสGวนที่แสดงรายการตารางที่มีทั้งหมดในรายงานการวิจัยโดยบอก
เลขที่ตาราง ช่ือตาราง และเลขหน=ากำดับไวเ= พ่ือความสะดวกในการคน= หา
6. สารบัญภาพหรือสารบัญภาพประกอบ เป0นสGวนที่แสดงรายการภาพประกอบที่มี
ทั้งหมดในรายงานการวิจัย ภาพประกอบ หมายรวมทั้งรูปภาพ แผนภูมิ แผนผัง แผนภาพทางสถิติตGาง ๆ ท่ี
มีปรากฏในรายงานการวิจัย วิธีการเขียนก็ทำเชGนเดียวกับสารบัญตารางคือ บอกเลขที่ภาพ ชื่อภาพ และ
บอกเลขหนา= กำกับด=วย
3.2 แนวทางในการเขยี นสว2 นเนอ้ื หา
สGวนเนื้อหาเป0นสGวนที่สำคัญที่สุดของรายงานการวิจัย เพราะประกอบด=วยรายละเอียดที่เกี่ยวข=อง
กับงานวิจัยทั้งหมด โดยทั่วไปจะแบGงเนื้อหาออกเป0นสGวนที่สำคัญ 5 บท ซึ่งแตGละบทมีสาระสำคัญและ
แนวทางในการเขยี นดังน้ี
1. แนวทางการเขียน บทที่ 1 บทนำ การเขียนบทนำ (Introduction) เป0นการนำเข=าสูGเรื่องที่
จะทำการวิจัยเพื่อแก=ปMญหาและพัฒนาการเรียนรู=เพื่อให=ผู=อGานเข=าใจและเห็นความสำคัญของปMญหาที่ทำ
การวิจัย ซึ่งมีหัวข=อและรายละเอียดคล=ายคลึงกับที่เขียนไว=ในโครงการวิจัย ตGางกันที่โครงการวิจัยเป0น
แผนการทำวิจัยที่ยังไมGได=ดำเนินการ แตGรายงานการวิจัยเป0นการนำเสนอสาระเกี่ยวกับการวิจัยที่ได=
ดำเนินการเสร็จแลว= หัวขอ= สำคญั ทีค่ วรระบุในบทนำมีดังน้ี
1.1 ความเป0นมาและความสำคัญของปMญหาวิจัย เป0นการเขียนถึงภูมิหลัง (Background) ที่มา
ของปMญหาที่จะทำการวิจัย โดยมุGงตอบคำถามวGา ทำไมจึงต=องทำการวิจัยเรื่องนี้ มีเหตุผลและความจำเป0น
อยGางไร มีปMญหาการเรียนรู=ที่จะต=องแก=ไขหรือพัฒนาผู=เรียนในเรื่องอะไรและเมื่อทำการวิจัยแล=วคาดวGาจะ
158
ได=ประโยชนRอะไร การเขียนจะเริ่มต=นด=วยการนำเข=าสูGปMญหาการวิจัย อธิบายที่มาของปMญหาวิจัย ระบุ
ปMญหาวิจัย ปMญหาการเรียนรู= และระบุวิธีแก=ปMญหาหรือนวัตกรรมที่นำมาใช=แก=ปMญหาการเรียนรู= และลง
สรุปด=วยความสำคัญของปMญหาวจิ ยั มีหลกั การเขียนดงั น้ี
1) ความตรงประเด็น ต=องเขียนให=ตรงประเด็นโดยชี้ให=เห็นวGา ปMญหาที่จะศึกษานั้นคืออะไร เรื่อง
ท่ีจะศึกษามคี วามสำคญั อยGางไร หลกี เล่ียงการเสนอรายละเอียดตGาง ๆ ทไ่ี มGเก่ยี วขอ= ง
2) ความมีเหตุผล ต=องเขียนให=มีเหตุผล โดยมีการนำทฤษฎี แนวคิดของบุคคลที่เชื่อถือได= เป0นที่
ยอมรับ มากลGาวเป0นข=อมูลสนับสนุนเร่ืองที่จะทำการวิจัยพร=อมทั้งมีหลักฐานอ=างอิงเพื่อความ
เชอื่ ถอื ได=
3) ความสัมพันธRเชื่อมโยง ต=องเขียนให=สาระระหวGางประเด็นหรือแตGละตอนมีความตGอเนื่อง
สมั พันธเR ชื่อมโยงกนั อยาG ใหเ= น้อื หาสาระขาดตอนเป0นทอG นๆ
4) ความกระชับ รัดกุม ต=องเขียนแตGละประเด็นให=มีสาระที่กระชับ รัดกุม ไมGยืดยาวจนผู=อGานเกิด
ความเบ่อื หนGาย
5) ความเข=าใจได=งGาย สาระที่นำเสนอต=องทำให=เกิดความเข=าใจงGาย เสนอประเด็นตGาง ๆ เป0น
ลำดบั ข้ันตอน โดยใชภ= าษางGายๆ
6) การลงสรุป ในสGวนตอนท=ายต=องเขียนขมวดท=าย หรือสรุปให=มีสGวนเชื่อมโยงหรือสGงตGอให=กับ
วัตถุประสงคRของการวิจัยและความสำคัญของการวิจัยตGอไป ไมGใชGเขียนลงสรุปจบประโยค
ห=วน ๆ
1.2 วัตถุประสงคRของการวิจัย (Research Objective) หรือจุดมุGงหมายของการวิจัย (Research
Objective) วัตถุประสงคRของการวิจัยเป0นข=อความที่แสดงถึงความต=องการหรือเปêาหมายของผู=วิจัยที่จะ
ดำเนินการวิจัยให=บรรลุผลในแตGละครั้ง การเขียนวัตถุประสงคRของการวิจัยจึงเป0นการกำหนดเปêาหมายของ
การวิจัยวGาต=องการศึกษาค=นคว=าหาคำตอบในเรื่องอะไร สGวนใหญGนิยมเขียนในรูปประโยคบอกเลGาที่เป0น
เปêาหมายรวม และเขียนวัตถุประสงคRยGอยตามคำถามวิจัย แยกเป0นประเด็นยGอย ๆ ออกไปอีก โดยมี
แนวทางในการเขียนดังนี้
1) ต=องเขียนสิ่งที่เป0นเปêาหมายในการศึกษาค=นคว=าหาคำตอบ ไมGไชGเขียนสิ่งที่เป0นวิธีการดำเนิน
งานวิจัย สง่ิ ท่ีตอ= งการให=เกดิ ข้ึน หรือประโยชนRทีค่ าดวGาจะได=รับจากการวจิ ยั ดงั ตัวอยGาง
“เพื่อให=นักเรียนมีนิสัยรักการอGานดีขึ้น เพื่อให=นักเรียนมีทักษะการอGานและการเขียนภาษาไทยดีขึ้น” การ
เขียนในลักษณะนี้เป0นการเขียนสิ่งที่ต=องการให=เกิดขึ้นซึ่งเป0นลักษณะของจุดประสงคRของการสอนหรือการ
จัดกิจกรรมพัฒนา “เพื่อให=ได=แนวทางในการปรับปรุงการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตรR” การเขียนใน
ลกั ษณะน้ีคลา= ยกบั การเขยี นประโยชนทR คี่ าดวGาจะไดร= ับจากการวิจัย (ถ=าตดั “เพื่อให=” ออก)
2) เขียนใหส= อดคล=องหรอื อยูใG นขอบขGายและครอบคลมุ ประเดน็ ปMญหาวิจัย
3) เขียนให=ชัดเจน ใช=ภาษาที่เข=าใจงGาย สั้น กะทัดรัด ชี้เฉพาะเจาะจงวGาต=องการจะทำอะไร
ต=องการศกึ ษาคำตอบอะไร ซึ่งจะสะทอ= นถงึ ตวั แปรท่ีศึกษา
159
4) เขียนเรียงลำดับตามความสำคัญของการวิจัยหรือตามขั้นตอนของการวิจัย โดยข=อแรกๆ ควร
เป0นวัตถุประสงคRที่ตรงหรือสอดคล=องกับชื่อเรื่องหรือหัวข=อวิจัย ข=อตGอ ๆ ไปจึงควรเป0น
วตั ถุประสงคRท่ีตอ= งการศกึ ษารองลงมา
5) วัตถุประสงคRของการวิจัยที่กำหนดขึ้นจะต=องมีความเป0นไปได=มีขอบเขตที่พอเหมาะและ
สามารถหาขอ= มูลเพอื่ ตอบคำถามหรือทดสอบได=
6) วัตถุประสงคRของการวิจัย ควรเขียนขึ้นต=นด=วยคำสำคัญตGอไปนี้ เพื่อบรรยาย (Describe) เพื่อ
ศึกษา (Study) เพื่อสำรวจ (Explore) เพื่อเปรียบเทียบ (Compare) เพื่อศึกษาความสัมพันธR
(Association หรือ Correlation) เพื่อวิเคราะหR (Analyze) เพื่อสังเคราะหR (Synthesize)
เพื่อประเมิน/ตรวจสอบ (Evaluate) เพื่อสร=าง (Construct) เพื่อพัฒนา (Develop) เพื่อ
ตรวจสอบความตรง (Validate)
1.3 สมมติฐานการวิจัย (Research Hypothesis) เป0นข=อความที่คาดคะเนคำตอบของปMญหาวิจัย
ไว=ลGวงหน=าอยGางมีเหตุผล โดยศึกษาแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข=องเพื่อเป0นฐานความคิดในการ
ตงั้ สมมตฐิ านรองรับ โดยมีแนวทางในการเขียนดงั นี้
1) ควรเขียนสมมติฐานการวิจัยอยางมีเหตุผล โดยเขียนขึ้นภายหลังจากที่ได=มีการศึกษาเอกสาร
และงานวิจัยท่ีเก่ยี วข=องอยาG งละเอยี ดแล=ว
2) เขียนสมมติฐานการวจิ ยั ให=สอดคลอ= ง สมั พนั ธกR บั ปญM หาวจิ ยั และวตั ถุประสงคขR องการวิจัย
3) เขียนให=มีความชัดเจน เฉพาะเจาะจง โดยระบุทิศทางของการคิดคะเนคำตอบของปMญหาวิจัย
วาG จะเกดิ ส่ิงใด หลกี เลี่ยงคำทมี่ คี วามหมายกว=างเกินไป
4) เขียนเป0นประโยคบอกเลGาที่แสดงความสัมพันธRระหวGางตัวแปรอาจระบุทิศทางของ
ความสมั พันธR หรอื บอกถงึ ความแตกตาG งระหวGางตวั แปรก็ได=
5) สมมติฐานการวิจัยควรเป0นสิ่งที่สามารถทดสอบหาคำตอบได=ด=วยข=อมูลหรือหลักฐานตGาง ๆ
หากไมสG ามารถทดสอบไดก= ไ็ มสG ามารถหาคำตอบปญM หาวิจัยได=
6) เขียนให=เข=าใจงาG ย ไมGใช=ขอ= ความท่ีสลบั ซับซ=อน ยดื ยาว และควรเขียนแยกเปน0 ข=อๆ
1.4 ขอบเขตของการวิจัย (Scope and Limitation) เป0นการกำหนดกรอบของเรื่องที่จะศึกษาวGา
จะให=กว=าง แคบ หรือครอบคลุมถึงเรื่องอะไรบ=าง เพื่อให=เป0นไปตามวัตถุประสงคRของการวิจัย โดยทั่วไป
ขอบเขตของการวิจัยจะกำหนดให=ครอบคลุมเรื่องประชากร ตัวแปรที่ศึกษาระยะเวลาที่ทำการวิจัย
นอกจากนี้ งานวิจัยบางประเภทยังกำหนดขอบเขตของเนื้อหาและพื้นที่ที่ทำการวิจัยไว=ด=วย ขอบเขตของ
แตGละเร่ืองควรระบสุ าระสำคัญ ๆ ดังนี้
1) ระบวุ Gาประชากรในการวิจยั คอื อะไร มลี กั ษณะอยาG งไร มขี นาดหรอื จำนวนเทาG ไร
2) ตัวแปรที่ศึกษา ให=ระบุตัวแปรที่ศึกษาทั้งหมดโดยแยกตัวแปรแตGละประเภทให=ชัดเจน เชGน
ตวั แปรอสิ ระ ตัวแปรตาม ตวั แปรควบคุม ประกอบด=วยอะไรบา= ง
160
3) ระยะเวลาที่ทำการวิจัย ให=ระบุชGวงระยะเวลาในการวิจัยตั้งแตGเริ่มต=นจนเสร็จสิ้นการวิจัยการ
วิจยั พร=อมระบุปทè ีท่ ำการวิจยั ไวด= =วย
4) เนื้อหาในการวิจัย งานวิจัยบางประเภท เชGน การวิจัยเชิงทดลองหรือการวิจัยเชิงพัฒนาที่ต=อง
พัฒนาสื่อหรือนวัตกรรมทางการศึกษา จำเป0นต=องมีเนื้อหาสาระในการสร=างสื่อหรือนวัตกรรม
จงึ ตอ= งระบุขอบเขตของเนือ้ หาท่ใี ชใ= นการวจิ ยั ไว=ดว= ยวGาประกอบด=วยเนื้อหาเรอื่ งอะไรบ=าง
1.5 คำนิยามศัพทRเฉพาะ หรือคำจำกัดความของคำที่ใช=ในการวิจัย (Definition of Terms) เป0น
การให=ความหมายของคำ กลุGมคำ ข=อความ หรือตัวแปรที่ศึกษาเฉพาะงานวิจัยของแตGละเรื่อง เพื่อสื่อ
ความหมายให=เกิดความเข=าใจตรงกันระหวGางนักวิจัยกับผู=อGานงานวิจัย การเขียนคำนิยามศัพทRเฉพาะมี
แนวทางในการเขยี นดงั นี้
1) นิยามตัวแปรที่ศึกษาให=ชัดเจน และเป0นนิยามเชิงปฏิบัติการสามารถสังเกตและวัดได= โดย
เฉพาะตัวแปรอิสระ นิยามให=เห็นโครงสร=างหรือกระบวนการ สGวนตัวแปรตามนิยามให=เห็น
โครงสรา= งหรือกลุGมตัวแปรยGอย และเหน็ แนวทางในการวัดตวั แปรด=วย
2) ให=นิยามคำศัพทRเฉพาะที่สำคัญและต=องการสื่อความหมายให=ผู=อGานเข=าใจตรงกับผู=วิจัย
คำศัพทRบางคำไมGจำเป0นต=องนิยามเพราะชัดเจนและเข=าใจแล=ว เชGน ประชากรได=อธิบายไว=ใน
หัวขอ= ประชากรชัดเจนแลว= ไมGจำเป0นตอ= งเขยี นเป0นนยิ ามศัพทRเฉพาะอกี
3) ควรเป0นนยิ ามท่ผี =วู ิจัยเขยี นขึ้นเองโดยศึกษาจากเอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วขอ= ง
1.6 ประโยชนRที่คาดวGาจะได=รับจากการวิจัย (Significance of The Study) เป0นการอธิบายถึง
ความสำคัญหรือประโยชนRท่คี าดวาG จะไดร= ับหลังจากดำเนนิ การวจิ ยั เรื่องนน้ั เสรจ็ แลว= โดยระบวุ Gาผลการวจิ ัย
นั้นจะเป0นประโยชนRตGอใครและเป0นประโยชนRอยGางไร ทั้งในเชิงวิชาการสร=างเสริมองคRความรู=ใหมGและเชิง
ปฏิบัติที่ชGวยแก=ปMญหาหรือพัฒนางาน การเขียนประโยชนRที่คาดวGาจะได=รับจากการวิจัยควรกลGาวถึง
ประโยชนR 2 ระดับ คือ ประโยชนRโดยตรง (ประโยชนRทันที) ที่เป0นข=อค=นพบหรือคำตอบที่คาดวGาจะได=รับ
จากการวิจัยตามวัตถุประสงคRของการวิจัย และประโยชนRโดยอ=อม (ประโยชนRสืบเนื่อง) ที่จะเกิดตามมาเม่ือ
มกี ารนำผลการวจิ ัยไปใช=หรือบรรลุตามวตั ถปุ ระสงคขR องการวจิ ัยแล=ว มีแนวทางในการเขยี นดงั นี้
1) ควรเขียนเป0นข=อ ๆ เรียงลำดับความสำคัญ โดยเริ่มจากข=อที่เป0นประโยชนRโดยตรงมากที่สุด
ไปสขGู อ= ที่เป0นประโยชนRนอ= ยท่ีสดุ
2) เขียนให=สอดคล=องเชื่อมโยงกับวัตถุประสงคRของการวิจัย โดยระบุวGาเมื่อได=ผลตาม
วตั ถุประสงคRของการวิจัยแลว= จะนำผลน้ันไปใชป= ระโยชนRกบั ใคร หนวG ยงานใด และใชอ= ยGางไร
3) ไมGควรเขียนต=นประโยคด=วยคำวGา “เพื่อ...” เพราะจำทำให=เกิดความสับสนกับวัตถุประสงคR
ของการวจิ ัย ควรเขียนในลกั ษณะทน่ี ักวจิ ยั เหน็ วGาหรือคาดวGาจะได=อะไรจากการวิจัย
4) ไมGเขียนโดยคาดหวงั ประโยชนRหรอื ขยายความสำคัญจนเกินความเปน0 จริง
2. แนวทางการเขียนบทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวขBอง เป0นการนำเสนอแนวคิด ทฤษฎี
และงานวิจัยที่เกี่ยวข=องกับเรื่องที่ทำการวิจัย (Review of Related Literature) โดยเขียนในลักษณะ
161
สังเคราะหRเนื้อหาให=มีความสัมพันธRเชื่อมโยงตGอเนื่องกันระหวGางตอนหรือระหวGางหัวข=อ พร=อมทั้งสรุปแตGละ
ประเด็นที่นำเสนอตามแนวคิดของผู=วิจัย และสรุปเป0นกรอบแนวคิดในการวิจัย การนำเสนอผลการศึกษา
เอกสารและงานวิจยั ทีเ่ กีย่ วขอ= งมแี นวทางการเขียนดังนี้
2.1 เลือกศึกษาและนำเสนอสาระเฉพาะเอกสารและงานวิจัยที่มีความเกี่ยวข=องสอดคล=องกับ
ปMญหาวิจยั หรอื ตัวแปรทศ่ี ึกษา
2.2 จัดลำดับเนื้อหาที่จะนำเสนอโดยเริ่มจากภาพรวมกว=าง แล=วคGอย ๆ นำเข=าสูGปMญหาวิจัยหรือ
หัวข=อวิจัย อาจแบGงเนื้อหาเป0นหัวข=อตามความเหมาะสม แล=วนำเสนอสาระตามความรู=ที่ได=จากการศึกษา
ค=นควา=
2.3 นำเสนอเนื้อหาแตGละหัวข=อให=มีความสัมพันธRสอดคล=องกันและอภิปรายให=เชื่อมโยงเนื้อหาแตG
ละหัวข=อ โดยให=เห็นความเกี่ยวข=องกับปMญหาวิขัยหรือหัวข=อวิจัยอยGางชัดเจนรวมทั้งมีการสรุปแตGละหัวข=อ
และการสรุปรวม สาระสำคัญของการสรุปควรนำไปสูGการกำหนดตวั แปรทศ่ี ึกษาในหวั ข=อวิจยั
2.4 พยายามนำเสนอให=เห็นวGา งานวิจัยที่ศึกษามาแล=วทั้งหมดยังไมGสมบูรณRและมีประเด็นที่ควร
ศึกษาเพิ่มเติมโดยเชื่อมโยงเข=าสูGปMญหาวิจัยหรือหัวข=อที่กำลังจะทำวิจัย เพื่อให=เห็นความสำคัญและจำเป0น
ในการวจิ ยั เร่อื งนั้น
2.5 ต=องมีรูปแบบการนำเสนอถูกต=องตามหลักการเขียนเอกสารวิชาการ โดยมีการอ=างอิง
แหลงG ท่ีมาของเอกสารและงานวิจยั ท่ีเกี่ยวขอ= งให=ถูกตอ= ง เป0นระบบ และเชอื่ ถือได=
2.6 การนำเสนอเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข=องควรประกอบด=วยเนื้อหาสาระที่สำคัญ 2 สGวน คือ
สGวนแรกเป0นแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข=องกับเรื่องวิจัย ประกอบด=วย (1) นิยามหรือความหมายของตัวแปร
หรือสิ่งที่จะศึกษาวิจัย (2) แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข=องกับสิ่งที่จะศึกษาวิจัย สGวนที่ 2 เป0นงานวิจัยที่เกี่ยวข=อง
กับเรอื่ งวิจยั ซง่ึ ประกอบดว= ยงานวิจยั ทที่ ำทัง้ ในประเทศและตGางประเทศ
3. แนวทางการเขียนบทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย (Research Methodology) เป0นการเขียน
อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับระเบียบวิจัยวGามีขั้นตอนและวิธีดำเนินการอยGางไรเพื่อให=บรรลุวัตถุประสงคR
ของการวิจยั โดยทัว่ ไปจะมีหัวขอ= สำคัญดังนี้
3.1 รูปแบบของการวิจัย เป0นการกลGาวถึงวิธีการหรือรูปแบบของการวิจัยที่นำมาใช= เชGน การวิจัย
เชิงบรรยาย การวิจัยเชิงพัฒนาหรือการวิจัยเชิงทดลอง ถ=าเป0นการวิจัยเชิงทดลองก็ให=ระบุแผนการวิจัย
หรอื แบบแผนการทดลองใหช= ัดเจนดว= ย
3.2 ประชากรและกลุGมตัวอยGาง ให=ระบุวGา ประชากรคืออะไรหรือคือใคร มีลักษณะอยGางไร มี
จำนวนเทGาไร การวิจัยครั้งนี้นะศึกษาจากประชากรทั้งหมดหรือศึกษาจากกลุGมตัวอยGาง ถ=าศึกษาจากลุGม
ตัวอยGางให=ระบุวิธีการสุGมหรือเลือกตัวอยGางให=ชัดเจนวGาสุGมหรือเลือกด=วยวิธีใด ขั้นตอนการดำเนินการ
อยGางไร
3.3 เครื่องมือที่ใช=ในการวิจัย ในกรณีเป0นเครื่องมือที่ผู=วิจัยใช=ในการเก็บรวบรวมข=อมูล เชGน
แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสังเกต แบบวัดตGาง ๆ ฯลฯ ให=ระบุประเภทลักษณะของเครื่องมือ ในกรณี
162
ที่เป0นเครื่องมือวิจัยที่ใช=ในการทดลอง เชGน เป0นนวัตกรรม ชุดการสอน บทเรียนโปรแกรม บทเรียน
คอมพิวเตอรRชGวยสอน ฯลฯ ให=ระบุลักษณะของนวัตกรรม เนื้อหาสาระสGวนประกอบ กระบวนการสร=าง
การตรวจสอบคณุ ภาพ และวธิ กี ารใช=
3.4 การเก็บรวบรวมข=อมูล เป0นการอธิบายถึงวิธีการที่ใช=ในการเก็บรวบรวมข=อมูลวGาจะดำเนินการ
อยGางไร ในชGวงเวลาใด เชGน สGงทางไปรษณียRหรือนำไปให=กลุGมตัวอยGางเอง โดยวิธีการสอบถาม ทดสอบ
สัมภาษณR หรือสังเกต ในกรณีที่เป0นการวิจัยเชิงทดลอง จะต=องกลGาวถึงขั้นตอนในการดำเนินการทดลอง
พร=อมระบุการเกบ็ รวบรวมข=อมลู ใหส= อดคล=องกนั ตลอดการทดลอง
3.5 การวิเคราะหRข=อมูล เป0นการอธิบายถึงขึ้นตอนและวิธีจัดกระทำกับข=อมูล ให=ระบุสถิติที่ใช=ใน
การวเิ คราะหRขอ= มลู
4. แนวทางการเขยี นบทที่ 4 ผลการวิเคราะหOขBอมลู การเขียนผลการวเิ คราะหขR =อมูล (Analysis
of Data) เป0นการจัดกระทำกับข=อมูลและนำเสนอผลการวิเคราะหRข=อมูล สาระสำคัญในบทนี้จะนำเสนอ 2
สGวน คืน ส2วนที่ 1 เปPนผลการวิเคราะหOขBอมูลหรือผลการวิจัย ซึ่งอาจนำเสนอเป0นบทความหรือการ
บรรยาย เสนอเป0นแบบบรรยายกึ่งตาราง เสนอในรูปแบบของตาราง และเสนอด=วยรูปภาพ แผนภูมิหรือ
กราฟตGาง ๆ ส2วนที่ 2 คือ การแปลผลการวิเคราะหOขBอมูล ซึ่งเป0นการชี้ให=ผู=อGานทราบ การวิจัยนั้นได=ข=อ
ค=นพบหรือข=อเท็จจริงอะไรบ=าง แนวทางการนำเสนอผลการวิเคราะหRข=อมูลหรือผลการวิจัยที่สำคัญ ๆ มี
ดังนี้
4.1 นำเสนอผลการวิจยั เรียงลำดับตามวตั ถปุ ระสงคขR องการวจิ ัยให=ครบถ=วน
4.2 นำเสนอผลการวิจัยภายใต=ขอบเขตท่ีคน= พบเทGานนั้ ไมGสอดแทรกความเหน็ สวG นตวั ของผ=ูวิจัยลง
ไปในขอ= คน= พบหรอื ผลการวจิ ัย
4.3 นำเสนอผลการวิจัยในลักษณะที่สื่อความหมายให=ผู=อGานเข=าใจได=งGายอาจนำเสนอในรูปของ
ตาราง แผนภูมิภาพ หรือกราฟประกอบคำบรรยายโดยใช=ภาษาที่งGาย กรณีที่นำเสนอในรูปแบบตาราง ให=
แปลผลจากตารางโดยแปลผลในระดับการแปลความ (Translation) กลGาวคือ แปลความเชิงสถิติเป0นหลัก
ไมคG วรตคี วาม (Interpretation) หรอื ขยายความ (Extrapolation) เพม่ิ เตมิ
4.4 ควรนำเสนอให=เห็นภาพรวมของบริบทเป0นตอน ๆ ตามวัตถุประสงคRของการวิจัยกGอน แล=วจึง
นำเสนอรายละเอียดของแตGละตอนตGอไป
5. แนวทางการเขียนบทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และขBอเสนอแนะ (Summary and
Discussion) เป0นการกลGาวสรุปการทำวิจัยทั้งหมดตั้งแตGต=นจนจบ พร=อมทั้งอภิปราย วิจารณRผลการวิจัยที่
ได=และการให=ข=อเสนอแนะ สGวนแรกให=นำเสนอสรุปวิธีดำเนินการวิจัยโดยสังเขป และนำเสนอสาระสำคัญ
3 สวG น คอื สรปุ ผลการวจิ ยั การอภิปรายผล และขอ= เสนอแนะ ซงึ่ มีรายละเอียดการนำเสนอดังน้ี
5.1 สรุปผลการวิจัย เป0นสรุปผลการวิจัยสั้น ๆ ให=กระชับและสอดคล=องหรือเรียงลำดับตาม
วตั ถปุ ระสงคRของการวิจยั หรอื เป0นการนำเสนอผลการวิจยั ในระดบั ตคี วาม (Interpretation)
163
5.2 การอภิปรายผล เป0นการแปลผลในระดับการขยายความ (Extrapolation) โดยมGุง
วิพากษRวิจารณRเกี่ยวกับผลการวิจัยที่ได=วGามีความสอดคล=องหรือขัดแย=งกับสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว=หรือไมG
เพราะเหตุใด และอภิปรายเชื่อมโยมระหวGางผลการวิจัยที่ได=กับผลการวิจัยในอดีตและแนวคิดทฤษฎีที่ใช=
เป0นกรอบแนวคิดในการวิจัยวGามีความสอดคล=องหรือขัดแย=งกันอยGางไรการอภิปรายผลการวิจัยไมG
จำเป0นต=องอภิปรายผลทุกรายการตามข=อสรุปผลการวิจัย อาจยกเพียงประเด็นที่นGาสังเกต โดดเดGน หรือได=
ข=อสรปุ ทเ่ี ปน0 หรือไมเG ปน0 ตามสมมติฐานการวิจัย
5.3 ข=อเสนอแนะ การเขียนข=อเสนอแนะทำได= 2 ลักษณะคือ ข=อเสนอแนะในกานำผลการวิจัยไป
ใชเ= พอื่ แกป= Mญหาหรอื พัฒนางาน และข=อเสนอแนะเพือ่ การศึกษาวจิ ัยคร้งั ตอG ไปซง่ึ มแี นวทางในการเขยี นดงั นี้
1) การเขยี นขอ= เสนอแนะในการนำผลการวจิ ยั ไปใช=
- ข=อเสนอแนะจะต=องตั้งอยูGบนฐานข=อมูลสารสนเทศที่ได=จากการวิจัยเทGานั้น ไมGใชGเขียน
จากความคิดเห็นหรือสามญั สำนึกของผ=ูวิจัยโดยท่ไี มGต=องทำวจิ ัยเร่อื งน้นั กเ็ สนอแนะได=
- มุGงเน=นให=แนวทางในการนำผลการวิจัยไปใช=ประโยชนR ในแงGของการปฏิบัติและ/หรือ
เพิม่ พนู องคคR วามร=ทู มี่ ีอยเGู ดิม
- เสนอแนะให=ชดั เจนวาG ใครหรือหนวG ยงานใดควรทำอะไรและทำอยาG งไร
- เสนอแนะให=มีทางเลือกที่หลากหลายและมีความเปน0 ไปไดใ= นทางปฏิบัติ
2) การเขยี นข=อเสนอแนะในการศึกษาวจิ ัยคร้ังตอG ไป
- มุGงเน=นให=แนวทางในการปรับปรุงแก=ไขข=อบกพรGองและปMญหาตGาง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการ
ดำเนนิ การวิจยั
- ชแ้ี นวทางทีเ่ ป0นไปไดส= ำหรบั การวจิ ยั ในปMญหาเดยี วกนั แกGนกั วจิ ัยคนอ่ืนทสี่ นใจ
- ข=อเสนอแนะต=องตั้งอยูGบนฐานข=อมูลของผลการวิจัยและอิงหลักวิชาการโดยให=มีความ
เปน0 ไปไดใ= นทางปฏิบัติ
- ข=อเสนอแนะอาจเขียนในลักษณะการขยายหรือปรับเปลี่ยนประชากรและกลุGมตัวอยGาง
การปรบั เปลย่ี นหรอื เพิ่มตวั แปรทีศ่ ึกษา การปรับเปลย่ี นวิธกี ารศกึ ษาวจิ ยั
3.3 แนวทางในการเขยี นส2วนอาB งองิ
สGวนอ=างอิง (Referenced Materials) เป0นสGวนสุดท=ายของรายงานการวิจัยที่ชGวยให=รายงาน การ
วิจยั มคี วามสมบูรณRยิ่งขึน้ สวG นอา= งองิ น้ีประกอบด=วยบรรณานุกรม (Bibliography) และภาคผนวก
1. บรรณานุกรม เป0นรายชื่อเอกสารหนังสือ สิ่งพิมพR และวัสดุอ=างอิงทั้งหมดที่ผู=วิจัยนำมาใช=
ประกอบการเขียน ศึกษาค=นคว=าและอ=างอิงในงานวิจัยของตนเพื่อเป0นหลักฐานยืนยันวGาการเขียนรายงาน
การวิจัยเป0นการศึกษาค=นคว=าจากแหลGงที่เชื่อถือได= โดยรวบรวมไว=ตอนท=ายของรายงานเพื่อเป0นประโยชนR
สำหรับผู=สนใจได=ติดตามศึกษาเพิ่มเติมจากเอกสารเหลGานั้นหลักการเขียนบรรณานุกรมของแตGละสถาบันจะ
กำหนดหลักการและรายละเอียดตGาง ๆ ของเอกสารในลักษณะที่คล=ายคลึงกัน จะแตกตGางกันเฉพาะ
164
รูปแบบการเขียนเทGานั้น ซึ่งถ=าผู=วิจัยเลือกใช=รูปแบบการเขียนแบบใดก็จะต=องใช=รูปแบบนั้นในการเขียน
รายงานการวิจัยตลอดทั้งฉบับ
2. ภาคผนวก เป0นรายละเอียดตGาง ๆ ที่เกี่ยวข=องกับงานวิจัยที่ต=องการนำเสนอยืนยันเพื่อแสดง
ถึงการดำเนินการวิจัยอยGางเป0นระบบ และเพิ่มความนGาเชื่อถือของผลงานวิจัย อีกทั้งจะเป0นการชGวยให=
ผู=อGานเข=าใจรายงานการวิจัยได=ดียิ่งขึ้น และได=เห็นแบบอยGางหรือแนวทางการดำเนินงานในบางประการ
ภาคผนวกมีหลายลักษณะซึ่งอาจนำเสนอแยกเป0นหมวดหมูGเป0นภาคผนวก ก,ข หรือ ค ฯลฯ และอาจ
เรยี งลำดับตามขนั้ ตอนของกระบวนการวจิ ัยดงั ตัวอยาG ง
2. การเผยแพร5ผลการวจิ ยั
การเผยแพรGงานวิจัย เป0นกระบวนการเสนอองคRความรู=ที่ได=จากการดำเนินการวิจัยไปยังบุคคล
อื่นๆ หรือสาธารณชนในวงวิชาการเพื่อนำไปสูGการแลกเปลี่ยนเรียนรู=การตGอยอดองคRความรู=การอ=างอิงใน
เชิงวิชาการ การนำผลการวิจัยไปใช=ประโยชนRการสร=างความรGวมมือทางวิชาการโดยการเผยแพรGงานวิจัย
สามารถทำได=ในหลายลักษณะ ได=แกG การนำเสนอผลงานวิจัยการตีพิมพRเผยแพรGงานวิจัยหรือการเผยแพรG
ในลักษณะอื่น ๆ โดยมรี ายละเอียด (อทิ ธพิ ัทธR สวุ ทันพรกลู ,2561) ดงั นี้
1. การนำผลเสนองานวจิ ัย
การนำเสนอผลงานวิจัยอาจแบGงได=ในลักษณะของการนำเสนอภายในสถาบัน หนGวยงานหรือการ
นำเสนอ เสนอในทปี่ ระชุมวชิ าการระดับชาต/ิ นานาชาติ โดยมรี ายละเอียดดังน้ี
1.1 การนำเสนอผลงานวิจัยในสถาบัน/หนGวยงาน เป0นการจัดการนำเสนอโดยสถาบันหรือองคRกร
ในการแลกเปลี่ยนองคRความรู=ระหวGางบุคลากรอาจเป0นในลักษณะรูปแบบทางการ กึ่งทางการ ไมGเป0น
ทางการ อาจเป0นการนำเสนอแบบปากเปลGา (Oral Presentoation) หรือการนำเสนอด=วยโปสเตอรR
(Posterpresentation) อาจเชิญผู=ทรงคุณวุฒิ หรือผู=เชี่ยวชาญในการให=ข=อสะท=อนคิดเกี่ยวกับการ
ดำเนินการวิจัยหรือข=อเสนอแนะในการใช=ประโยชนRจากงาน วิจัยเพื่อเป0นประโยชนRในการพัฒนางานของ
ผูว= ิจยั ในโอกาสตGอไป
1.2 การนำเสนอผลการวิจัยในที่ประชุมวิชาการระดับชาติ/ระดับนานาชาติ เป0นการนำเสนอ
ผลงานวิจัยในประเทศและตGางประเทศที่เน=นการนำเสนอและเผยแพรGผลงานวิจัยโดยนักวิจัย ภายใน
สถาบันหรือจากตGางสถาบันทั้งในประเทศและระหวGางประเทศในการรGวมนำเสนอแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
และประสบการณR อาจเป0นการนำเสนอแบบปากเปลGา (Oral Presentation) การนำเสนอด=วยโปสเตอรR
(Poster Presentation) หรือการนำเสนอแบบอภิปรายกลุGมยGอย (Symposia or Panel Presintations)
และผู=วิจัยจะได=นำผลผลิตจากนำเสนอเป0นบทคัดยGองานวิจัย (Abstract) บทความวิชาการ (Acdemic
Paper) หรือบทความวิจัยฉบับสมบูรณR (Fullpaper) ที่ผGานการพิจารณาและตรวจสอบจากผู=ทรงคุณวุฒิ
อยGางน=อย 2 คน (Peer Review)
165
1.2.1 ขั้นตอนการคัดเลือกเวทีประชุมวิชาการระดับชาติ/ระดับนานาชาติ ผู=วิจัยต=องทำการสืบค=น
เวที ประชุมวิชาการระดับชาติ/ระดับนานาชาติ โดยอาจพิจารณาจากประเด็นหรือหัวข=อที่เวทีการประชุม
นั้น ๆ ได=ประกาศไว= เชGน หากเป0นด=านการศึกษาผู=จัดงานอาจประกาศรับงานวิจัยทางด=านการศึกษาแบบ
กว=าง ๆ วGาเป0นงานวจิ ยั ดา= นครศุ าสตร/R ศึกษาศาสตรหR รือระบุสาขายGอย ๆ
1.2.2 ขั้นตอนการเตรียมบทความวิชาการ/บทความวิจัยและการสGงผลงานวิจัยผู=วิจัยต=อง
ทำการศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับหัวข=อที่กำหนด หัวข=อหลัก หัวข=อรอง (ซึ่งอาจไมGสอดคล=องกับหัวข=อใน
เลGมงานวิจัย สGวนนี้ผู=วิจัยต=องปรับให=สอดคล=องตามรูปแบบของเวทีท่ีไปนำเสนอ) รวมถึงการจัดพิมพR
รูปแบบการพิมพR การกั้นหน=า ขนาดอักษร การRอ=างอิงตามเงื่อนไขที่กำหนดอยGางเครGงครัด บางเวทีการ
นำเสนอได=จัดทำเทมเพลต (Template) ให=ผู=วิจัยใสGข=อมูลเพื่อความสะดวกรวดเร็ว และให=เป0นรูปแบบที่
ชัดเจนสGวนเนื้อหาสาระในการเขียนบทความวิจัยนั้นผู=วิจัยต=องเรียบเรียงและทบทวนการเขียนใหมGอีกคร้ัง
(Rewrite and Revise)
1.2.3 ขั้นตอนการนำเสนองานวิจัย ผู=วิจัยต=องเตรียมการนำเสนอลGวงหน=ากGอนการนำเสนอในการ
นำเสนองานวิจัยในลักษณะของโปสเตอรR (Poster Presentation) ผู=วิจัยต=องจัดเตรียมโปสเตอรRขนาด
เทGากับที่งานนำเสนอได=ระบุไว=รวมถึงหัวข=อและเนื้อหาที่ทางผู=จัดงานได=ระบุอาจนำเสนอเนื้อหาสาระสำคัญ
ที่นGาเกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัยและผลการวิจัย อาจใช=กราฟ¢กและภาพประกอบเพื่อดึงดูดความนGาสนใจเพื่อ
ไมGให=โปสเตอรRเต็มไปด=วยข=อความที่มากเกินความจำเป0น และศึกษาข=อมูลเกี่ยวกับการติดตั้งและจัดเก็บ
โปสเตอรRในสถานที่ และเวลาที่ผู=จัดกำหนดไว=รวมถึงการอยูGประจำในชGวงเวลาที่นำเสนอเพื่อนำเสนอ
ผลงานและตอบคำถามระหวGางมีผู=เข=าชมงานรวมถึงคณะกรรมการตรวจเยี่ยมชมโปสเตอรRเพื่อแสดงวGา
ผลงานดังกลGาวได=รับการเผยแพรGในการประชุมวิชาการระดับชาติแล=วการนำเสนอในลักษณะบรรยาย
(Oral Presentation) ผู=วิจัยต=องซักซ=อมการนำเสนอลGวงหน=าจนกวGาจะเกิดความแมGนยำและความมั่นใจใน
การนำเสนอโดยปกติการนำเสนอในเวทีที่ประชุมวิชาการจะกำหนดเวลา 15-20 นาทีตGองานวิจัย 1 เรื่อง
ซึ่งรวมการนำเสนอ การชักถาม และการวิพากษR และต=องเตรียมการสื่อสาร การแตGงกาย และบุคลิกภาพท่ี
เหมาะสม เชGน การทักทาย การพูด การตอบคำถามอยGางสุภาพ สร=างสรรคR อยากเป0นวิชาการและที่สำคัญ
ผ=ูนำเสนอตอ= งควบคมุ เวลาในการนำเสนอให=ทนั ภายในระยะเวลาทกี่ ำหนด
2. การตีพมิ พเO ผยแพรผ2 ลงานวจิ ยั
การตีพิมพRเผยแพรGผลงานวิจัย เป0นการนำเสนอผลงานวิจัยในวารสารระดับหนGวยงาน ระดับชาติ
และระดับนานาชาติ โดยหัวข=อเรื่องของบทความที่ตีพิมพR จะสอดคล=องกับวัตถุประสงคRของหนGวยงานหรือ
องคRการที่เป0นผู=จัดทำวารสาร โดยผู=วิจัยจะได=ผลผลิตจากการตีพิมพRเผยแพรGเป0นบทความวิชาการ
(Academic Paper) หรือบทความวิจัย (Research Paper) ที่ผGานการพิจารณาและตรวจสอบจาก
ผู=ทรงคุณวุฒิอยGางน=อย 2 คน (Peerreview) เพื่อให=ผู=วิจัยได=ใช=เป0นหลักฐานในการจบการศึกษาหรือเป0น
ผลงานทางวิชาการตGอไป โดยผู=วิจัยสามารถตีพิมพRในวารสารทั้งระดับชาติและนานาชาติดังรายละเอียด
ตอG ไปน้ี
166
2.1 ขนั้ ตอนการคัดเลือกวารสารระดบั ชาติ/ระดบั นานาชาติ
ผู=วิจัยต=องทำการสืบค=นวารสารระดับชาติหรือระดับนานาชาติที่ต=องการนำเสนอที่สอดคล=องกับ
สาขาของผู=วิจัย โดยอาจพิจารณาหนGวยงานที่จัดทำวารสารหรือจากนโยบายและวัตถุประสงคRของบริษัท
นั้น ๆ วGามีขอบเขตเนื้อหาสาระใดที่รับในการตีพิมพRเผยแพรGบ=างและผู=วิจัยต=องตรวจสอบสถานะของ
วารสารวGาได=รับการรองรับและ อยูGในฐานข=อมูลใด เชGน วารสารระดับชาติอยูGในฐานของ TCI (Thai
Journal Citation Index) กลุมG ที่ 1 กลมุG ที่ 2 หรือไมไG ดอ= ยูใG นกลGุมดังกลGาว หรอื ฐานข=อมลู ระดบั นานาชาติ
2.2 ข้นั ตอนการเตรียมบทความวิชาการ/บทความวจิ ยั และการสงG ผลงานวิจยั
กGอนการเตรียมบทความวิชาการหรือบทความวิจัยนั้นผู=วิจัยต=องมั่นใจวGาบทความที่จะนำไปตีพิมพR
นั้นต=องไมGเคยพิมพRเผยแพรGหรืออยูGระหวGางการเสนอตีพิมพRในวารสารฉบับอื่น ๆ หรือบทความมีเนื้อหา
บางสGวนที่ใกล=เคียงหรือซ้ำซ=อนกับที่บทความเคยตีพิมพRไปแล=ว การสGงผลงานวิจัยอาจเป0นลักษณะการ
จัดสGงทางออนไลนRหรือการสGงไปรษณียRซึ่งเป0นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนดจากนั้นบรรณาธิการจะสGง
บทความให=ผู=ทรงคุณวุฒิ 2-3 คน พิจารณาบทความโดยผลการประเมินบทความอาจเป0นไปได=ใน 3 กรณี
คือ ยอมรับบทความหรือบทความผGานการพิจารณา (Accept as is) ยอมรับบทความแบบนี้เงินไขโดยการ
ปรับแก=ตามข=อเสนอแนะของผู=ทรงคุณวุฒิ (Accept with Revisions) หรือปฏิเสธบทความหรือไมGผGานการ
พิจารณา (Reject)
3. การเผยแพร2ผลงานวจิ ยั ในลักษณะอื่น
นอกเหนือจากการเผยแพรGผลงานวิจัยในลักษณะของการนำเสนอผลงานวิจัยรวมถึงการตีพิมพRเผย
แพรGลงในวารสารทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติแล=ว ผู=วิจัยอาจเผยแพรGผลงานวิจัยในลักษณะอื่น ๆ
ได=ในลักษณะของการแปรรูปผลงานวิจัย เป0นสื่อนวัตกรรม ชิ้นงานหนังสือ ตำรา งานเขียนหรือลักษณะ
ตGางๆ หรือการนำไปใช=ประโยชนRเชิงปฎิบัติเชิงพาณิชยR เชGน การนำผลการวิจัยบางสGวนออกมาเขียนเป0น
หนังสือเพื่อเสนอความรู=ทั่วไป (Pocket Book) หรือหนังสือเชิงวิชาการ (Academic Book) การนำไปใช=
เป0นข=อมูลสGวนหนึ่งในตำรา การจัดทำเอกสารแผGนพับเพื่อเผยแพรG การออกนำ เสนอตGอสื่อมวลชนกับ
สาธารณะชน หรอื นำไปสกGู ารพัฒนาเป0นส่ิงประดษิ ฐR นวัตกรรมสกูG ารออกจำหนGาย เป0นตน=
3. สรุป
การนำผลการวิจัยไปใช=ประโยชนRการสร=างความรGวมมือทางวิชาการโดยการเผยแพรGงานวิจัย
สามารถทำได=ในหลายลักษณะ ได=แกG 1) การนำเสนอผลงานวิจัย (ในสถาบัน/หนGวยงานในที่ประชุมวิชาการ
ระดับชาติ/ระดับนานาชาติ) โดยมีขั้นตอนที่สำคัญ ได=แกG (1) การคัดเลือกเวทีประชุมวิชาการระดบั ชาติ/
ระดบั นานาชาติ (2) การเตรยี มบทความวชิ าการ/บทความวจิ ัยและการสงG ผลงานวิจยั และ (3) การนำเสนอ
งานวิจัย 2) การตีพิมพRเผยแพรGผลงานวิจัยโดยมีขั้นตอนสำคัญ ได=แกG (1) ขั้นตอนการคัดเลือกวารสาร
ระดับชาติ/ระดับนานาชาติ (2) ขั้นตอนการเตรียมบทความวิชาการ/บทความวิจัยและการสGงผลการวิจัย
167
และ 3) การเผยแพรGในลกั ษณะอื่น ๆ ในลักษณะของการเปรรูปผลงานวิจัยเป0นสื่อวัตกรรม ชิ้นงาน หนังสือ
ตำรา งานเขยี นในลักษณะตGาง ๆ หรือการนำไปใชป= ระโยชนเR ชงิ ปฏบิ ัติหรอื เชิงพาณชิ ยตR อG ไป
แบบฝก= หดั ทAายบทท่ี 10
คำชี้แจง ใหนB ักศึกษาตอบคำถาม แสดงความคดิ เหน็ หรอื อภิปรายในประเดน็ ต2อไปน้ี
1. องคปR ระกอบของรายงานการวจิ ยั ทีส่ ำคัญมอี ะไรบ=าง
2. รายงานการวจิ ัยและบทความวิจัยมคี วามเหมอื นและแตกตาG งกันอยาG งไร
3. นกั ศกึ ษาเรียงสGวนประกอบของรายงานวิจยั ลงในชอG งวGางให=เหมาะสม
การสร=างเครื่องมอื การวิจยั และการตรวจสอบคณุ ภาพ ความสำคัญของการวจิ ัย ปก บทคดั ยGอ
นิยามศพั ทRเฉพาะ บรรณานกุ รม วิธีการวิเคราะหRขอ= มลู ประกาศคุณปู การ สารบญั
ความเป0นมาและความสำคัญของปญM หา วิธกี ารเก็บรวบรวมข=อมูล ภาคผนวก
กลุGมเปาê หมาย แนวคดิ ทฤษฏีเก่ยี วกบั ตวั แปรท่ีศึกษา สรุปผล อภิปรายผล ขอ= เสนอแนะ
สมมติฐานการวจิ ยั การวิเคราะหขR =อมลู ประวัตผิ =วู ิจัย กิตติกรรมประกาศ จดุ มงุG หมาย
สว2 นตนB /ส2วนนำ สว2 นเนื้อหา สว2 นทBาย
บทที่ 11
แนวทางการประเมนิ ผลงานวิจยั เพ่อื พัฒนาการเรยี นรู=
นักวิจัยนอกจากจะต,องมีความรู,ความสามารถในการทำวิจัย การนำเสนอผลงานวิจัย และการ
เผยแพร>ผลงานวิจัยแล,ว จำเป@นจะต,องมีความรู,และทักษะในการประเมินงานวิจัยจึงจะทำให,นักวิจัย
สามารถคัดเลือกผลงานวิจัยที่มีคุณภาพให,สอดคล,องกับความต,องการ ทั้งในด,านการนำไปใช,เป@นกรอบ
แนวคิด แนวทางในการดำเนินงานวิจัยของตนเอง และในด,านการนำผลการวิจัยไปใช,เพื่อการปรับปรุงและ
พัฒนางานในหน,าที่หรือในหน>วยงานของตนเองให,มีความก,าวหน,าต>อไป หากครูนักวิจัยได,ทราบแนวทาง
หลักเกณฑQ และวิธีการประเมินงานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู, จะสามารถประเมินงานวิจัยของผู,อื่นเพ่ือ
ตัดสินใจนำผลงานวิจัยดังกล>าวมาใช,ประโยชนQในการพัฒนาผู,เรียนและการจัดการเรียนรู,ของตนเองได,
ดังนั้นในบทที่จะประกอบด,วยเนื้อหา คือ 1) ความหมาย จุดมุ>งหมายและความสำคัญของการประเมิน
งานวิจยั และ 2) ประเดน็ การประเมนิ งานวจิ ัยเพอ่ื พัฒนาการเรยี นรู, โดยมรี ายละเอยี ดดงั น้ี
1. ความหมาย จุดม-ุงหมายและความสำคญั ของการประเมนิ งานวิจยั
การประเมินงานวิจัย (Evaluation of Research หรือ Research Evaluation) หมายถึง การ
พิจารณารายงานวิจัยในประเด็นต>าง ๆ เทียบกับเกณฑQ (Criteria) ที่กำหนดขึ้น แล,วนำผลการพิจารณามา
ตัดสินคุณภาพของงานวิจัยและความสามารถของผู,วิจัยว>ามีความเหมาะสมหรือไม>อย>างไร ดังนั้นเมื่อมีการ
ประเมินงานวิจัย ผู,ประเมินจะต,องศึกษารายละเอียดของงานวิจัย ทำให,ทราบจุดอ>อน จุดแข็ง คุณค>า และ
ให,ขอ, เสนอแนะเพ่อื การปรับปรงุ งานวจิ ัย (นงลักษณQ วิรัชชัย, 2543)
สำหรับกรณีของการประเมินงานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู,เป@นการตรวจสอบคุณภาพของงานวิจัย
เพื่อตัดสินว>างานวิจัยนั้นมีความถูกต,อง มีความตรง และความเชื่อถือได,มากน,อยเพียงใด วิธีการแก,ปqญหา
หรอื นวัตกรรมท่คี รูนำมาใช,พัฒนาผ,ูเรยี นนั้นสามารถชว> ยพัฒนาผู,เรยี นได,จรงิ หรือไม> อย>างไรผลการประเมิน
จะนำไปใช,ปรับปรุง พัฒนาคุณภาพงานวิจัยของครู และพัฒนาความสามารถในการทำวิจัยเพื่อพัฒนาการ
เรยี นรขู, องครูด,วย
จุดมุ&งหมายของการประเมินงานวิจัย การประเมินงานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู, มีจุดมุ>งหมาย
ดงั นี้
1. เพื่อสร<างความมั่นใจในการนำผลการวิจัยไปใช< การประเมินงานวิจัยจะช>วยให,นักวิจัยได,มี
โอกาสตรวจสอบความถูกต,อง ความสมบูรณQ และความตรง (Validity) ของการวิจัยโดยตรวจสอบผลท่ี
เกิดขึ้นจริงจากการวิจัย และความเชื่อถือได,ของผลการวิจัย ทำให,นักวิจัย เพื่อนร>วมงาน ผู,บริหารและ
ผู,สนใจทว่ั ไปมีความเชือ่ ถอื ในผลการวิจัย และมนั่ ใจในการนำผลการวิจยั ไปใช,ประโยชนQ
170
2. เพื่อปรับปรุงงานและพัฒนางานวิจัยของครูนักวิจัย การประเมินงานวิจัยเพื่อพัฒนาการ
เรียนรู,ซี่งมีการประเมินโดยนักวิจัยเอง กลุ>มเพื่อนครู และประเมินโดยนักวิชาการหรือผู,ทรงคุณวุฒิที่มี
ประสบการณQตรงและมีความเชี่ยวชาญ จะช>วยให,นักวิจัยทราบจุดเด>น จุดที่ควรปรับปรุง พัฒนาเกี่ยวกับ
การทำวิจัย ทำให,ได,เรียนรู, เกิดแง>คิดต>าง ๆ เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒรางานวิจัยของตนให,มีคุณภาพมาก
ขนึ้
3. เพื่อส&งเสริมสนับสนุนการวิจัยและการนำผลการวิจัยไปใช< การประเมินงานวิจัยอย>างต>อเนื่อง
เป@นระบบของครูและผู,บริหารสถานศึกษา จะช>วยให,ได,สารสนเทศเชิงคุณค>าที่เกี่ยวกับการทำวิจัยเพ่ือ
พัฒนาการเรียนร,ูของครูทั้งโรงเรียนและภายในเขตพื้นที่การศึกษา หรือทั้งภาพรวมในระดับประเทศว>า ครู
มีข,อค,นมีค,นพบเกี่ยวกับวิธีการแก,ปqญหา พัฒนาผู,เรียน หรือทำให,ได,นวัตกรรมการจัดการเรียนรู,ที่เป@น
ประโยชนQต>อการจัดการเรียนรู, ซึ่งผลการประเมินงานวิจัยอาจสะท,อนว>า ครูยังไม>สามารถทำวิจัยเพ่ือ
พัฒนาการเรียนรู,ได,ดี ครูอาจมีปqญหาและอุปสรรคในการทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู,ข,อมูลผลการประเมิน
งานวิจัยดังกล>าวจะเป@นประโยชนQต>อการตัดสินใจในการส>งเสริม สนับสนุนการวิจัยของครู และการนำ
ผลการวจิ ยั ไปใช,ของผ,ูบริหารและหนว> ยงานทีเ่ กย่ี วข,อง
4. เพื่อฝLกทักษะในการอ&านรายงานการวิจัย การประเมินงานวิจัยจะทำให,นักวิจัยได,ฝyกอ>าน
งานวิจัยหลาย ๆ รูปแบบ จะช>วยให,มีทักษะในการอ>าน สามารถวิเคราะหQวิจารณQได,กว,างขวางและมั่นใจ
ยิ่งขึ้น สามารถติดตามงานวิจัยใหม> ๆ ได,อย>างมีหลักเกณฑQซึ่งจะเป@นประโยชนQต>อการตัดสินใจเลือกใช,
ผลการวจิ ยั เพื่อพฒั นาการเรยี นรู,หรอื จัดทำวิจยั ของตนเองไดอ, ยา> งมนั่ ใจมากขนึ้
ความสำคัญของการประเมินงานวิจัย การประเมินงานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู, มีความสำคัญ
ตอ> ผ,ูเก่ยี วขอ, งในลักษณะตา> งๆ ดงั น้ี
1. ความสำคัญต&อครูนักวิจัย การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู,เป@นงานเสริมที่ช>วยเพิ่มคุณภาพงาน
สอนของครู ทำให,ครูต,องมีบทบาทเป@นนักวิจัย ครูได,ทำวิจัยและมีการส>งเสริมสนับสนุนให,ครูทำวิจัยเพ่ือ
พัฒนาการเรียนรู,มากขึ้น แต>ผลงานวิจัยของครูยังไม>ได,รับการประเมินคุณภาพอย>างเป@นระบบและต>อเนื่อง
จึงมีครูส>วนหนึ่งเท>านั้นที่มีโอกาสเสนอผลงานวิจัยเข,าคัดเลือกเพื่อนำเสนอในการประชุมทางวิชาการที่
สถาบันหรือหน>วยงานทางการศึกษาได,จัดขึ้น ผลงานวิจัยของครูเหล>านี้จะได,รับการประเมินจาก
ผู,ทรงคุณวุฒิที่เป@นกรรมการคัดเลือกผลงานวิจัย ซึ่งหากมีการกำหนดแนวทางการประเมินงานวิจัยเพื่อ
พัฒนาการเรียนรู,ให,เป@นระบบและชัดเจน ก็จะช>วยให,ครูนักวิจัยเห็นแนวทางในการประเมินงานวิจัยได,
สามารถปรับปรุงพัฒนาคุณภาพของการปฏิบัติการวิจัยและผลงานวิจัยให,เกิดประโยชนQต>อผู,เรียนและการ
จัดการเรียนร,ขู องครู
2. ความสำคัญต&อกลุ&มเพื่อนครู ในกระบวนการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู, มีกระบวนการหนึ่งที่
สำคัญคือ การสะท,อนผลกลับต>อการวิจัย ซึ่งเป@นกิจกรรมที่ทำให,กลุ>มเพื่อนครูมีบทบาทในการประเมิน
งานวิจัย โดยการวิพากษQวิจารณQและร>วมแลกเปลี่ยนเรียนรู,จากประสบการณQในการวิจัยและการจัดการ
171
เรียนรู, ทำให,กลุ>มเพื่อนครูได,เรียนรู,และพัฒนารตนเองทั้งในด,านการวิจัยและการจัดการเรียนรู, จนสามารถ
นำไปประยกุ ตใQ ชใ, นการวิจัยเพอื่ พฒั นาการเรียนรใู, นสาขาวชิ าและกลม>ุ สาระการเรียนรทู, ตี่ นเองสอนได,
3. ความสำคัญต&อผู<บริหารสถานศึกษาและผู<บริหารการศึกษา ผู,บริหารสถานศึกษาและ
ผู,บริหารการศึกษามีบทบาทในฐานะเป@นผู,สนับสนุนส>งเสริมการวิจัยและการใช,ประโยชนQจากการวิจัยของ
ครู ซึ่งผลงานวิจัยจะนำไปใช,ประโยชนQได,ดีนั้นจะต,องผ>านการตรวจสอบประเมินคุณภาพว>ามีความตรง
มีความเชื่อถือได,ที่จะสามารถนำไปใช,ในการพัฒนาผู,เรียนและการจัดการเรียนรู,ได, รวมทั้งเป@นแนวทางใน
การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู,ในสาขาวิชาหรือกลุ>มสาระการเรียนรู,อื่น ๆ นอกจากนี้ผู,บริหารยังอาจใช,
ผลงานวิจยั ที่ผา> นการประเมนิ แล,วประกอบการตัดสนิ ใจในเชงิ การบรหิ ารจดั การศึกษาได,
4. ความสำคัญต&อนักวิจัยรุ&นใหม& นักวิจัยที่เริ่มต,นทำการวิจัยใหม> ๆ หากได,เรียนรู,เกี่ยวกับ
แนวทางในการประเมินงานวิจัย โดยเฉพาะแนวทางการประเมินงานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู, ก็จะทำให,
ทราบแนวทางและเกณฑQในการประเมินงานวิจัย ซึ่งจะช>วยตัดสินใจได,ว>างานวิจัยแต>ละเรื่องมีคุณภาพ
หรือไม> มีจุดเด>นจุดด,อยในเรื่องใด ทำให,ได,แนวคิดในการดำเนินงานวิจัยของตนเองให,มีความถูกต,อง
สมบรู ณQ และมคี ุณภาพท่เี ชอ่ื ถือได,มากยิง่ ขนึ้
5. ความสำคัญต&อนักวิจัยอาชีพ นักวิจัยอาชีพจำเป@นต,องศึกษาค,นคว,าหรืออ>านรายงานการวิจัย
อยู>เสมอๆ เพื่อติดตามความก,าวหน,าในการวิจัย เพิ่มพูนความรู,ในศาสตรQที่เกี่ยวข,องกับตนเองและเพื่อเป@น
หลักฐานอ,างอิงสนับสนุนการดำเนินงานวิจัยของตนเอง การได,รู,หลักการ แนวทาง และเกณฑQในการ
ประเมินงานวิจัย ก็จะช>วยให,นักวิจัยสามารถพิจารณาเลือกสรรงานวิจัยที่มีคุณภาพไปใช,ประโยชนQได,
สอดคลอ, งกับความต,องการของตนเองไดอ, ย>างมีคณุ คา>
6. ความสำคัญต&อนักบริโภคงานวิจัยและผู<สนใจทั่วไป นักบริโภคงานวิจัยและผู,สนใจทั่วไปหาก
มีความเข,าใจในแนวทางการประเมินงานวิจัย ก็จะช>วยให,สามารถพิจารณาตัดสินได,ว>าควรเลือกอ>านหรือใช,
ผลงานวิจยั เร่ืองใดจงึ จะคุม, ค>าหรือกอ> ให,เกิดประโยชนQสูงที่สุด
2. วิธกี ารประเมินงานวจิ ยั เพ่อื พัฒนาการเรียนรFู
งานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู,เป@นงานวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนเป@นการแก,ปqญหาการเรียนร,ู
ของผู,เรียน จึงมุ>งเน,นผลที่เกิดขึ้นกับผู,เรียนเป@นสำคัญ ดังนั้น วิธีการประเมินงานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู,
จึงประเมินจากผลการเรียนรู, พฤติกรรมของผู,เรียน บรรยากาศของโรงเรียน ประโยชนQที่สืบเนื่องจากการ
วิจยั ความถกู ต,องและประสิทธิผลอนั เนื่องจากผลของการกระทำ ซง่ึ มีสาระสำคัญดังน้ี
1. การประเมินจากผลการเรียนรู<ของผู<เรียน การทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยปกติมุ>งเน,นถึงผลของ
การกระทำที่ส>งผลต>อการเรียนรู,ของผู,เรียน และโดยเฉพาะอย>างยิ่งเป~าหมายสำคัญทางการศึกษาคือ เพ่ือ
ปรับปรุงการเรียนรู,ของผู,เรียนเป@นสำคัญ ดังนั้น จึงควรประเมินผลการเรียนรู,ของผู,เรียนซึ่งสามารถใช,
วิธีการประเมินได,หลายวิธีตามความเป@นจริงและความเหมาะสม เช>น ใช,แบบทดสอบแฟ~มสะสมงาน
กิจกรรมภาคปฏบิ ตั ิ การสังเกตพฤติกรรมการเรยี นร,ู และการประเมินแบบไม>เปน@ ทางการ
172
2. การประเมินจากพฤติกรรมของผู<เรียน พฤติกรรมของผู,เรียนมักเกี่ยวข,องโดยตรงกับ
การปฏิบัติงานของผู,เรียน เพราะผ,ูเรียนที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนจะไม>ได,รับการเรียนรู,อย>างเต็มที่และมักจะ
รบกวนการเรียนรู,ของผู,เรียนอื่น ๆ ตัวอย>างการประเมินพฤติกรรมของผู,เรียน เช>น จำนวนครั้งของการทำ
ผิดวินัย แรงจูงใจของผู,เรียน ระดับขวัญกำลังใจ การเคารพตนเอง การให,ความร>วมมือ การเข,าสังคม การมี
ปฏสิ ัมพนั ธQกับกลุม> และปรมิ าณของเวลาทผี่ ู,เรียน มีพฤติกรรมอย>กู ับงานหรือไม>อยู>กับงาน
3. การประเมินจากบรรยากาศของโรงเรียน การทำวิจัยเชิงปฏิบัติการมีส>วนช>วยปรับปรุง
บรรยากาศของโรงเรียน การทำงานกลม>ุ และภาพรวมของการเคารพของตนเอง วิธีการประเมินบรรยากาศ
ของโรงเรยี นสามารถใชแ, บบสำรวจหรอื การสังเกตโดยตรง
4. การประเมินจากประโยชนZท่ีไดร< บั สบื เนอ่ื งจากการวจิ ยั ปจq จยั ทพ่ี จิ ารณาจากประโยชนทQ ไ่ี ดร, บั
การสืบเนื่องจากการกระทำที่ใช,ในการปฏิบัติการวิจัยคือ สิ่งสนับสนุนทั้งหมดที่ใช,ในระหว>างการวิจัย เช>น
บุคลากร งบประมาณ วัสดอุ ปุ กรณQ เน้อื หาสาระทีไ่ ดร, ับมปี ระโยชนQหรอื มีความเหมาะสมเพยี งใด
5. การประเมินจากความถูกต<องและประสิทธิผล การประเมินประสิทธิผลของสิ่งที่ใช,ในการวิจัย
เชิงปฏิบัติการนำมาซึ่งความมั่นใจในระยะยาว โดยเฉพาะการประเมินเบื้องต,นต,องการที่จะปรับปรุงการ
เรียนรู,ของผู,เรียน ต,องทำให,เกิดความมั่นใจว>าการเรียนรู,ของผู,เรียนมีความหมายในระยะยาวด,วย
นอกจากนี้ การรวบรวมข,อมูลที่ไม>ถูกต,อง หรือความไม>ถูกต,องของการแปลความหมายอันเนื่องจากความ
ลำเอียงส>วนบุคคลในการแปลความหมาย มีส>วนส>งผลอย>างมากต>อประสิทธิผลของการปฏิบัติการวิจัย
โดยตรงอกี ด,วย
2. ประเดน็ การประเมินงานวิจยั เพอ่ื พฒั นาการเรยี นรFู
นงลักษณQ วิรัชัย (2543) ได,ให,แนวคิดเกี่ยวกับประเด็นการประเมินงานวิจัยเชิงวิชาการ ซึ่งอาจ
ปรับใช,เปน@ แนวทางในการประเมินงานวจิ ยั เพอ่ื พฒั นาการเรียนรู,ได,ดงั นี้
1. คุณค&า ประโยชนZ และความสำคัญของงานวิจัย เป@นการพิจารณาว>าปqญหาวิจัยหรือเรื่องที่ทำ
วิจัยนั้นมีคุณค>ามากน,อยเพียงใด ผลการวิจัยเป@นประโยชนQตอ> การพัฒนาผู,เรียนหรือการจัดการเรียนรู,ของ
ครูมากน,อยเพียงใด รวมทั้งอาจพิจารณาว>า ผลงานวิจัยนั้นเป@นประโยชนQต>อผู,เรียนในระดับชั้นต>าง ๆ ครูใน
กล>มุ สาระการเรียนรูอ, นื่ หรอื ผู,บริหารสถานศึกษามากน,อยเพยี งใด
2. ความเหมาะสมและความถูกต<องตามหลักการวิจัย เป@นการตรวจสอบความตรง (Validity)
ของงานวิจัย โดยเฉพาะความตรงภายในซึ่งเป@นการตรวจสอบพิจารณว>า งานวิจัยนั้นตอบคำถามวิจัยได,
ถูกต,องหรือไม> เพียงใด มีการออกแบบการวิจัยที่เหมาะสมมากน,อยเพียงใด ทั้งการกำหนดกลุ>มเป~าหมายที่
จะแก,ปqญหาหรือพัฒนาอย>างชัดเจน การเลือกวิธีการหรือนวัตกรรมสำหรับการแก,ปqญหาพัฒนาผู,เรียนได,
อย>างสมเหตุสมผลและเหมาะสมกับลักษณะของปqญหาการเรียนรู,มากน,อยเพียงใดการออกแบบเทคนิคและ
เครื่องมือเก็บรวบรวมข,อมูล รวมทั้งออกแบบการวิเคราะหQข,อมูลได,อย>างถูกต,อง เหมาะสมมากน,อยเพียงใด
สำหรับการตรวจสอบความตรงภายนอกของงานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู,มักกำหนดกลุ>มเป~าหมายผู,เรียน
173
เพื่อแก,ปqญหาหรือพัฒนา จึงไม>มีการสุ>มหรือเลือกกลุ>มตัวอย>างมาศึกษาเพื่อสรุปอ,างอิงผลงานวิจัยไปสู>กลุ>ม
ประชากรสำหรับการวิจัย (Population Generalization) แต>ถ,าครูนักวิจัยได,ทำการวิจัยเพื่อมุ>งเน,นพัฒนา
นวัตกรรมการจัดการเรียนรู,ที่ต,องการพิสูจนQประสิทธิภาพของนวัตกรรมก>อนนำไปใช,จริงก็ต,องการ
ส>มุ ตวั อยา> งมาเปน@ กล>ุมทดลอง ในการประเมินงานวิจยั กค็ วรพิจารณาตรวจสอบความตรงภายนอกดว, ย
ในการประเมินงานวิจัยด,านความเหมาะสมและความถูกต,องตามหลักการวิจัยนี้ ผู,ประเมินจะต,อง
พิจารณาตรวจสอบรายละเอียดของงานวิจัยทุกหัวข,อ นับแต>ความเป@นมาและความสำคัญของปqญหาวิจัย
ปqญหาวิจัยและวัตถุประสงคQของการวิจัย เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข,อง กรอบแนวคิดและสมมติฐาน
งานวิจัย ประชากรและกลุ>มตัวอย>าง ผู,ให,ข,อมูล หรือการกำหนดกลุ>มเป~าหมายในการวิจัย เครื่องมือและ
วิธีการรวบรวมข,อมูล การวิเคราะหQข,อมูล ผลการวิเคราะหQข,อมูล การอภิปรายผลการวิจัยและข,อเสนอแนะ
ทั้งนี้ นอกจากจะตรวจสอบเนื้อหาสาระว>าถูกต,องตามหลักการวิจัยแล,ว ยังต,องตรวจสอบความสอดคล,อง
และความเช่อื มโยง ตลอดจนความสมเหตุสมผลของเน้ือหาสาระแต>ละตอนดว, ย
3. ความเชื่อถือของผู<วิจัยและงานวิจัย ตามหลักการประเมินคุณภาพเอกสาร นอกจากจะ
พิจารณาตรวจสอบจากคุณภาพของตัวรายงานวิจัยโดยตรง ซึ่งได,แก> การตรวจสอบความตรวจของงานวิจัย
แล,ว ยังต,องมีการตรวจสอบพิจารณาศักยภาพนักวิจัยผู,ผลิตผลงานวิจัย ตลอดจนรูปลักษณQ และลักษณะ
การพิมพQเผยแพร>งานวิจัยนั้นด,วยว>าน>าเชื่อถือเพียงใด การประเมินศักยภาพของนักวิจัยส>วนหนึ่งพิจารณา
ได,จากเนื้อหาสาระในรายงานวิจัย ได,แก> เนื้อหาสาระในส>วนของการนำเสนอรายงานเอกสารที่เกี่ยวกับ
การวิจัย และเนื้อหาสาระเกี่ยวกับวิธีดำเนินการวิจัยและการเสนอผลการวิจัยรายงานเอกสารที่เกี่ยวข,องกับ
การวิจัยจะสะท,อนให,เห็นว>า นักวิจัยมีความรู,ในเรื่องที่ทำวิจัยมีความรู,เรื่องที่จะทำวิจัยเท>าที่ทำมาให,อดีต
เป@นอย>างดี ส>วนที่เกี่ยวข,องกับวิธีการดำเนินการวิจัยและการเสนอผลการวิจัยจะสะท,อนให,เห็นถึงศักยภาพ
ของนักวิจัยในด,านการวิจัย สำหรับการประเมินรูปลักษณQและลักษณะการพิมพQเผยแพร>รายงานวิจัยนั้น
ผู,ประเมินให,ความสนใจกับลีลาการเขียน การจัดระบบหัวข,อและสาระการเขียนที่ดี คุณภาพของการพิมพQ
รวมทงั้ ระบบการอา, งองิ ทถี่ ูกต,องเหมาะสมดว, ย
ประเด็นที่ควรนำมาพิจารณาสำหรับเป@นแนวปฏิบัติในการประเมินงานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนร,ู
มีรายละเอยี ดดงั ตอ> ไปนี้
1. ชือ่ เรือ่ งหรอื หวั ข<อวจิ ยั ประเมนิ จากส่งิ ตอ> ไปน้ี
1.1 มคี วามชัดเจนหรอื รดั กมุ
1.2 ระบุวิธีการหรือเนอื้ หาสาระท่จี ะทำวิจยั
1.3 ระบตุ วั แปรหรอื เน้อื หาสาระทจี่ ะทำวิจัย
1.4 ระบุนักเรียนกลุ>มเป~าหมายทตี่ อ, งการแกป, qญหาหรือพฒั นา
1.5 มคี วามสอดคล,องกับปญq หาวิจยั วัตถปุ ระสงคQ และสมมตฐิ านการวจิ ัย
1.6 ชว> ยกระตุ,น หรอื จงู ใจให,ผ,ูอา> นสนใจ
174
2. ส&วนนำของรายงานการวจิ ยั ประเมินจากส่ิงต>อไปน้ี
2.1 นำเสนอส>วนนำครบถ,วน ได,แก> หน,าชื่อเรื่อง หน,าประกาศคุณูปการหรือกิตติกรรมประกาศ
หนา, สารบัญ หน,าบญั ชตี าราง และหนา, บัญชภี าพประกอบ
2.2 หัวข,อที่ปรากฏในสารบัญ บัญชีตาราง และบัญชีภาพประกอบ เรียงลำดับสอดคล,องกัน และ
ตรงตามหน,าท่ีกลา> วถงึ ในเน้อื หาของรายงาน
3. ความสำคญั ของป]ญหาวจิ ยั ประเมนิ จากส่งิ ตอ> ไปนี้
3.1 ระบุท่มี าของปqญหาการเรยี นร,ู
3.2 มขี อ, ความทก่ี ลา> วถงึ ปญq หาการเรียนรูท, ีม่ >งุ ศึกษาหรือมุง> แกป, ญq หาอยา> งชดั เจน
3.3 กลา> วถึงปญq หาโดยได,ใชข, ,อเทจ็ จริงหรือขอ, มลู หลักฐานประกอบการอธิบาย
3.4 ระบวุ ธิ ีการหรอื นวตั กรรมท่จี ะใชแ, กป, ญq หาหรือพฒั นาการเรยี นรู,
3.5 นำเสนอปqญหาเป@นระบบตามลำดับและมีความเช่ือมโยงสมั พนั ธกQ นั
4. วตั ถุประสงคZ ขอบเขต และความสำคญั ของการวิจยั ประเมนิ จากส่งิ ต>อไปนี้
4.1 วัตถุประสงคQของการวิจัยสอดคล,องกับปqญหาวิจัย มีความชัดเจนและอยู>ในประเด็นของปqญหา
วิจยั
4.2 กำหนดขอบเขตของการวิจัย ทั้งกลุ>มเป~าหมายที่มุ>งแก,ปqญหาหรือพัฒนา ตัวแปรที่ศึกษา
เนือ้ หา และระยะเวลาดำเนนิ การวิจยั ไว,อยา> งชัดเจน
4.3 งานวิจัยเป@นประโยชนQต>อการพัฒนาผู,เรียน การจัดการเรียนรู,ของครู และวงวิชาชีพครูหรือ
วิชาชพี ทางการศึกษา
5. คำนยิ ามศพั ทเZ ฉพาะ ประเมนิ จากส่ิงต>อไปนี้
5.1 ตัวแปรท่ศี ึกษาและคำศพั ทสQ ำคัญทเ่ี กยี่ วข,องให,คำนิยามไวค, รอบคลุมและมีความชดั เจน
5.2 ตัวแปรทตี่ ,องการนยิ ามในรูปนิยามเชิงปฏบิ ัตกิ าร ได,นิยามไว,ถกู ต,องซึ่งสามารถสงั เกตหรอื วัดได,
5.3 การใช,คำศพั ทเQ ฉพาะในรายงานทงั้ ฉบบั มีความสมำ่ เสมอหรอื คงเสน, คงวา
5.4 คำนิยามทใี่ หม, เี หตผุ ลและหลักฐานอ,างอิงท่ีเชอ่ื ถอื ได,
6. การศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วขอ< ง ประเมินจากสง่ิ ต>อไปน้ี
6.1 การนำเสนอ มีการกล>าวนำภาพรวมของการศึกษาและมีการจัดลำดับหัวข,อเนื้อหาอย>างเป@น
ระบบ มีความสอดคล,องกบั หวั ข,อเรื่องวิจัย
6.2 หวั ข,อเรอ่ื งและสาระท่นี ำเสนอเก่ยี วข,องและครอบคลุมกบั เร่อื งหรือตวั แปรทศี่ กึ ษา
6.3 การนำเสนอไดเ, สนอในลักษณะนำแนวคดิ ทฤษฎี หรอื ขอ, มูลต>าง ๆ และผลงานวจิ ัยทเ่ี กี่ยวข,อง
มาเชอ่ื มโยงกบั ปญq หาเพ่ือให,ผ,ูอา> นมองเห็นความสมั พันธQกัน
6.4 การนำเสนอมีการจัดหมวดหมู>ให,เห็นความเกี่ยวข,องสอดคล,องและเห็นความขัดแย,งโดยมี
ตวั แปรทีศ่ กึ ษาเป@นหลัก และแต>ละตอนตอ, งสรุปสาระหรือแนวคิด
6.5 สาระทนี่ ำเสนอชว> ยใหผ, ูว, ิจัยได,แนวคดิ และแนวทางในการดำเนนิ งานวิจัย
175
7. สมมตฐิ านการวจิ ัย (ถ,ามี) ประเมนิ จากสิ่งตอ> ไปน้ี
7.1 ถา, งานวิจยั นน้ั จำเป@นต,องมีสมมติฐาน ได,กำหนดสมมติฐานไว,อย>างสมเหตุสมผล
7.2 สมมติฐานเหล>านั้นสามารถอธิบายหรือตอบคำถามวิจัยได,ครบถ,วน และอยู>ในรูปแบบที่จะลง
สรปุ ว>าจะสนับสนุนหรอื คดั ค,านได,
7.3 สมมติฐานเหลา> นน้ั มีความชดั เจนและสามารถทำการทดสอบได,
8. กล&ุมเปาb หมายทจี่ ะพฒั นา ประเมนิ จากสง่ิ ต>อไปน้ี
8.1 มีการระบลุ ักษณะของกลม>ุ เป~าหมายทจี่ ะพัฒนาไว,อย>างชัดเจน
8.2 มีการอธิบายวิธกี ารเลือกหรอื กำหนดกลมุ> เป~าหมายท่ีจะพฒั นาไวอ, ย>างสมเหตุผล
9. เคร่อื งมือวิจัย ประเมนิ จากสิ่งตอ> ไปนี้
9.1 วิธีการหรือนวัตกรรมที่ใช,แก,ปqญหาหรือพัฒนาผู,เรียนเหมาะสมกับลักษณะของปqญหาการ
เรียนรู,
9.2 อธบิ ายวิธีการหรือนวตั กรรมทใี่ ช,แกป, ญq หาหรอื พฒั นาผู,เรยี นไว,อยา> งชัดเจน
9.3 เครื่องมือที่ใช,เก็บรวบรวมข,อมูลเหมาะสมกับลักษณะและประเภทของข,อมูลหรือตัวแปรที่
ต,องการศกึ ษา
9.4 มีการอธิบายข้นั ตอนและวิธีการสรา, งเครอื่ งมอื อยา> งชดั เจน
9.5 มีการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ และวิธีการตรวจสอบคุณภาพนั้นมีความถูกต,องเหมาะสม
กบั ลักษณะของเครอ่ื งมือ
10. การเกบ็ รวบรวมข<อมูล ประเมนิ จากสิ่งตอ> ไปน้ี
10.1 มกี ารกำหนดวธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ, มลู และจัดกระทำกบั ข,อมลู ไว,อย>างชัดเจน
10.2 การเกบ็ รวบรวมขอ, มูลทำอยางเป@นระบบและเป@นปรนัย
11. การวิเคราะหZข<อมูล ประเมินจากส่ิงตอ> ไปน้ี
11.1 วิธีการทางสถิติที่ใช,วิเคราะหQข,อมูลเหมาะสมกับระดับข,อมูลและข,อตกลงเบื้องต,นของวิธีการ
ทางสถติ ินนั้ ๆ
11.2 ขอ, มลู มจี ำนวนพอเพยี งทีจะใชว, ธิ ีการทางสถติ ใิ นการทดสอบสมมติฐานได,
11.3 ข,อความที่ใช,อธิบาย แผนภูมิ กราฟ ตาราง มีความชัดเจนและถูกต,อสอดคล,องกับผล
วคิ ราะหQท่ีได,
11.4 นำเสนอผลวิเคราะหQขอ, มูลอย>างชดั เจน
12. การนำเสนอผลการวเิ คราะหZขอ< มลู และการแปลความหมาย ประเมนิ จากส่งิ ต>อไปนี้
12.1 ใชว, ธิ ีการนำเสนอข,อมลู ทีช่ ดั เจน น>าสนใจ
12.2 การนำเสนอข,อมลู เปน@ ตาราง แผนภูมิ หรือกราฟ ถกู ตอ, งตามหลักเกณฑQ
12.3 การให,สัญลกั ษณQทุกประเภทมคี วามถูกต,อง
176
12.4 การนำเสนอผลการวิเคราะหQข,อมูลสอดคล,องครบถ,วนตรงวัตถุประสงคQหรือสมติฐานของการ
วิจัย
12.5 การแปลความผลการวเิ คราะหQขอ, มูลมีความถูกตอ, ง
13. การสรุปผลการวิจัย ประเมนิ จากสิ่งตอ> ไปนี้
13.1 การสรปุ ผลการวิจัยตอบคำถามวิจยั วตั ถุประสงคกQ ารวจิ ัย หรือสมมติฐานการวจิ ัย
13.2 การสรปุ ผลการวจิ ยั เปน@ ไปตามผลการวิจัยเคราะหขQ ,อมลู
13.3 การสรุปผลการวจิ ยั ชดั เจนและอยูใ> นขอบเขตของการวจิ ัย
14. การอภิปรายผลและขอ< เสนอแนะ ประเมินจากส่งิ ต>อไปน้ี
14.1 การอภิปรายผลน้ันได,ใช,กรอบแนวคิด ทฤษฎี หรือผลงานวิจัยที่ได,นำเสนอไว,ในตอนต,นมา
สนับสนนุ การอภิปรายผล
14.2 การอภิปรายผลน้นั ได,เรยี งลำดับสอดคลอ, งกับวัตถปุ ระสงคขQ องการวิจัย
14.3 หลักฐาน เหตุผลที่นำมาใช,อ,างอิงในการอภิปรายผลสมเหตุสมผล ทันสมัยและเกี่ยวข,องกับ
ปญq หาทศี่ ึกษา
14.4 การให,ข,อเสนอแนะตา> ง ๆ อยบ>ู นฐานข,อมลู จากผลการวจิ ัยหรอื ขอ, คน, พบ
14.5 ให,ขอ, เสนอแนะทม่ี คี วามเป@นไปได,ในการปฏิบัติเพ่ือการปรับปรงุ พฒั นาการวิจัยตอ> ไป
14.6 มีการเสนอแนะทงั้ การนำผลการวจิ ัยไปใช,ใชห, รือการทำวจิ ัยคร้ังต>อ ๆ ไป
15. บรรณานกุ รมและภาคผนวก
15.1 การอ,างอิงและการเขียนบรรณานุกรมถูกต,องตามรูปแบบมาตรฐานหรือหลักเกณฑQท่ีสถาบัน
หรอื หนว> ยงานกำหนดไว,
15.2 รายการท่ีอ,างอิงไวใ, นเน้ือหาได,นำมาเขียนบรรณานกุ รมครบถว, นทุกราย
15.3 การจดั เรยี งลำดับเนอื้ หาถกู ตอ, งเหมาะสมและมคี รบถว, น
16. รูปแบบและแนวการเขยี นรายการวจิ ัย ประเมินจากสง่ิ ตอ> ไปน้ี
16.1 รูปแบบของรายงานและการจัดเรียงลำดับเนื้อหาถูกต,องตามหลักเกณฑQที่สถาบันหรือ
หน>วยงานกำหนดไว,
16.2 มีการเรียบเรยี งข,อความตา> ง ๆ อยา> งสมเหตุสมผล
16.3 การใชภ, าษาในรายงานมีความคงเส,นคงวา
16.4 ภาษาท่ใี ชเ, ขียนมคี วามกระชับ ชดั เจน และเขา, ใจง>าย
16.5 การเว,นวรรคตอน ตวั สะกดการันตมQ คี วามถกู ต,อง
16.6 ในรายงานได,ตอบคำถามวิจัยได,ครบถว, น
16.7 รายงานมคี วามเรียบร,อยและกระทำด,วยความประณีต
177
3. บทสรปุ
การประเมินงานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู, ซึ่งเป@นงานวิจัยปฏิบัติการในห,องเรียน เป@นการ
ตรวจสอบคุณภาพของงานวิจัยเพื่อตัดสินว>างานวิจัยนั้นมีความถูกต,อง มีความตรง และความเชื่อถือได,มาก
น,อยเพียงใด วิธีการแก,ปqญหาหรือนวัตกรรมที่ครูนำมาใช,พัฒนาผู,เรียนนั้นสามารถช>วยพัฒนาผู,เรียนได,จริง
หรือไม> ผลการประเมินจะนำไปใช,ปรับปรุง พัฒนาคุณภาพงานวิจัยของครู และพัฒนาความสามารถในการ
ทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู,ของครูด,วยได,หรือไม> รวมทั้งสามารถใช,เป@นเครื่องยืนยันคุณภาพของงานวิจัยที่
ครูได,ดำเนินการไปแล,ว โดยประเด็นในการประเมินที่สำคัญ ได,แก> 1) คุณค>า ประโยชนQ และความสำคัญ
ของงานวิจัย 2) ความเหมาะสมและความถูกต,องตามหลักการวิจัย และ 3) ความเชื่อถือของผู,วิจัยและ
งานวจิ ยั ซ่งึ การประเมินจะพจิ ารณาจากหวั ขอ, ของรายงานวิจยั 16 หวั ข,อ
แบบฝLกหดั ทาF ยบทท่ี 11
คำช้ีแจง ให<นกั ศกึ ษาตอบคำถาม แสดงความคดิ เห็น หรอื อภปิ รายในประเด็นตอ& ไปนี้
1. นักศึกษาคิดว>าการประเมินงานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู,มีความสำคัญอย>างไร ต>อการพัฒนาการ
จัดการเรียนการสอน
2. การประเมินงานวิจยั เพ่อื พฒั นาการเรยี นร,ูส>วนใดมคี วามสำคญั ท่ีสดุ เพราะเหตใุ ด
3. นักศึกษาจะมีแนวทางการพจิ ารณาการประเมนิ งานวิจัยเพ่ือพฒั นาการเรยี นร,ูอย>างไรบา, ง
บทท่ี 12
การนำผลการวิจัยไปใชพ8 ัฒนาผ8ูเรียนและการจัดการเรยี นรู8
ผลการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู5 เป7นผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียนของครูที่ได5ใช5
ความรู5 ความสามารถ ความเพียรพยายาม ความปรารถนาดีตGอผู5เรียน เพื่อแก5ปIญหาการเรียนรู5หรือพัฒนา
คุณภาพผู5เรียน ผลการวิจัยดังกลGาวอาจจะเป7นข5อค5นพบเกี่ยวกับปIญหาและสาเหตุของปIญหากาเรียนรู5
หรือเป7นผลของการแก5ปIญหาการเรียนรู5โดยใช5นวัตกรรมการจัดการเรียนรู5ประเภทตGาง ๆ จะทำให5ทราบถึง
ประสิทธิภาพของนวัตกรรมที่นำมาใช5แก5ปIญหาการเรียนรู5 จากประสบการณUในการทำวิจัยของครูจะทำให5
ครูมีแนวคิด ได5แนวทางในการแก5ปIญหาและพัฒนาการจัดการเรียนรู5 ผลการวิจัยจึงมีคุณคGาและเป7น
ประโยชนUตGอการพัฒนาการปฏิบัติงานในวิชาชีพของครู ดังนั้น ถ5าครูได5ทำวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนและ
เมื่อได5ผลการวิจัยแล5ว ก็ควรนำผลการวิจัยนั้นมาใช5ประโยชนUในการปรับปรุงพัฒนาการจัดการเรียนรู5หรือ
พัฒนาผู5เรียน รวมทั้งเผยแพรGหรือสื่อสารผลการวิจัยให5เพื่อนครูได5มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู5เพ่ือ
ประยุกตUใช5ผลการวิจัยตGอไป นอกจากนี้ ผู5บริหารสถานศึกษาก็ควรสนับสนุนสGงเสริมการนำผลการวิจัยไป
ใช5ประโยชนUในการพัฒนาการจัดการเรียนรู5ของครูและการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาด5วย
ซง่ึ เปน7 การใชป5 ระโยชนจU ากผลการวิจัย (Research Utilization) ไดอ5 ยาG งคมุ5 คGา
ดังนั้นในบทนี้จึงมีเนื้อหาในการนำผลงานวิจัยไปใช5ในการพัฒนาผู5เรียนและการจัดการเรียนรู5 โดย
มีเนื้อหา ประกอบด5วย 1) วัตถุประสงคUของการนำผลการวิจัยไปใช5 2) บทบาทของครูในการใช5ผลการวิจัย
เพือ่ พัฒนาผ5เู รียนและการจดั การเรียนรู5 และ 3) แนวปฏบิ ัติในการนำผลการวิจยั ไปใชพ5 ฒั นาผเู5 รียนและการ
จดั การเรียนร5ู โดยมรี ายละเอียดดังนี้
1. วตั ถุประสงค/ของการนำผลการวจิ ยั ไปใช>
หัวใจสำคัญของการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู5หรือการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน อยูGที่กิจกรรม
การวิจัย (Research) และกิจกรรมที่เป7นการกระทำ (Action) ซึ่งต5องมีการสะท5อนผล หรือการคิดสะท5อน
(Reflection) ถึงการกระทำโดยมีการเรียนรู5จากการกระทำ (Action Learning) เป7นเปqาหมาย นั่นคือ
เมื่อเสร็จสิ้นการวิจัย กิจกรรมสำคัญของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนที่ต5องกระทำคือ การนำผลการวิจัย
ไปใช5ปฏิบัติ นักวิจัยต5องคิดสะท5อนถึงผลงานวิจัยวGาได5เรียนรู5อะไร จะนำผลงานวิจัยไปใช5ปฏิบัติอยGางไร
จะดำเนินการวิจัยตGอเนื่องอยGางไร จะดำเนินการให5มีการเผยแพรG แลกเปลี่ยนเรียนรู5 (Sharing) งานวิจัย
เพื่อให5เกิดการนำผลงานวิจัยไปใช5ประโยชนUอยGางกว5างขวางอยGางไร โดยที่เปqาหมายสำคัญของการวิจัยเพื่อ
พัฒนาการเรียนรู5ก็คือ การแก5ปIญหาการเรียนรู5 หรือพัฒนาคุณภาพของผู5เรียน ซึ่งครูจะต5องแสวงหาวิธีการ
หรือนวัตกรรมเพื่อนำมาใช5ในการแก5ปIญหาหรือพัฒนาผู5เรียนกลุGมเปqาหมายที่อยูGในความรับผิดชอบของ
ตนเอง เมื่อครูสามารถแก5ปIญหาหรือพัฒนาผู5เรียนได5สำเร็จด5วยวิธีการหรือนวัตกรรมดังกลGาวแล5วก็แสดงวGา
180
ครูได5ทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู5แล5ว จึงควรนำผลการวิจัยไปใช5ประโยชนUตGอไปให5คุ5มคGา การนำ
ผลการวจิ ยั ไปใชจ5 ึงมีวัตถุประสงคUสำคัญ ๆ ดงั น้ี
1. การนำผลการวิจัยไปใช4เพื่อแก4ป;ญหาการเรียนรู4ของผ4ูเรียน ในสภาพจริงของการจัดการ
เรียนรู5ของครูมักประสบปIญหาการจัดการเรียนรู5ในลักษณะตGาง ๆ เชGน ผู5เรียนขาดความพร5อมในการเรียน
มีพฤติกรรมและคุณลักษณะที่ไมGพึงประสงคU ขาดทักษะการอGาน การเขียน การคิดวิเคราะหU เมื่อครูศึกษา
หาสาเหตุของปIญหาดังกลGาวจนทราบแนGชัดแล5ว จึงได5ศึกษาหาวิธีการหรือนวัตกรรมเพื่อแก5ปIญหาดังกลGาว
เชGน ครูสำรวจหรือสังเกตพฤติกรรมของผู5เรียนแล5วพบวGา นักเรียนไมGคGอยมีนิสัยรักการอGาน ซึ่งมีสาเหตุมา
จากการอGานหนังสือไมGคลGอง การไมGมีทักษะการอGานที่ดี ไมGมีสิ่งจูงใจให5อGาน ครูจึงตัดสินใจจัดกิจกรรม
เสริมสร5างนิสับรักการอGาน การดำเนินการของครูเชGนนี้แสดงถึงการนำผลการวิจัยไปใช5แก5ปIญหาการเรียนร5ู
ของผูเ5 รยี นแล5ว
2. การนำผลการวิจัยไปใช4เพื่อพัฒนาผู4เรียน เปqาหมายสำคัญของการจัดการเรียนรู5ก็คือการ
พัฒนาผู5เรียนให5มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู5 แตGในสถาพจริงเมื่อครูได5จัดการเรียนรู5และประเมินผล
การเรียนรู5แล5วมักจะพบวGามีนักเรียนสGวนหนึ่งที่ยังไมGผGานเกณฑUหรือมาตรฐานการเรียนรู5ที่กำหนดไว5 ครูจึง
ต5องทำวิจัยโดยค5นหาวิธีการหรือนวัตกรรมมาใช5พัฒนาผู5เรียนและสะท5อนผลกลับตGอการทำวิจัย เพื่อการ
เรยี นรแ5ู ละพฒั นาผ5เู รยี นอยาG งตGอเนอื่ งจนผูเ5 รยี นมีคุณภาพตามมาตรฐานท่กี ำหนด
3. การนำผลการวิจัยไปใช4เพื่อปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนรู4 ปIญหาการเรียนการสอน
ตGาง ๆ ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน ถ5าครูได5ศึกษาการวิเคราะหUสาเหตุของแตGละปIญหาแล5วก็จะพบวGามีสาเหตุมา
จากหลายปIจจัย ทั้งคน สื่อ อุปกรณUการเรียนการสอน และสภาพแวดล5อม เชGน การที่ผู5เรียนมีพฤติกรรมไมG
พึงประสงคUนั้น อาจมาจากสภาพครอบครัวที่แตกแยก หรือการเลียนแบบตัวอยGางจากสื่อตGาง ๆ การที่
ผู5เรียนมีผลการเรียนต่ำกวGาเกณฑUอาจมาจากพื้นฐานที่ไมGพร5อม วิธีการเรียนรู5ที่ไมGเหมาะสม ผู5ปกครองหรือ
ผู5เกี่ยวข5องไมGได5ให5การแนะนำชGวยเหลือ อยGางไรก็ตาม ปIญหาการเรียนรู5ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน บุคคลที่มี
บทบาทและอาจเป7นสาเหตุของปIญหาการเรียนรู5ของผู5เรียนก็คือครูเพราะครูเป7นผู5มีหน5าที่รับผิดชอบ
โดยตรงในการจัดการเรียนรู5เพื่อพัฒนาผู5เรียนให5มีคุณภาพ ครูจึงเป7นเจ5าของปIญหาการเรียนที่เกิดขึ้นในชั้น
เรียนและอาจจะเป7นสาเหตุของปIญหา กลGาวคือ เพราะครูจัดการเรียนรู5ไมGมีประสิทธิภาพ ขาดเทคนิควิธี
จัดการเรียนรู5ที่ดี เมื่อมีปIญหาการเรียนรู5เกิดขึ้นครูก็ไมGได5ปรับวิธีเปลี่ยนวิธีสอนให5สามารถพัฒนาผู5เรียนได5ดี
ขึ้น หากครูตระหนักตGอการปฏิบัติหน5าที่และแสดงถึงความรับผิดชอบ ครูต5องพยายามปรับปรุงและ
พัฒนาการจัดการเรียนรู5โดยการแสดงหาและใช5นวัตกรรมการจัดการเรียนรู5เพื่อแก5ปIญหาเพื่อที่จะพัฒนา
ผู5เรียนให5มีคุณภาพ เมื่อได5ข5อค5นพบจากการวิจัยวGา วิธีการแก5ปIญหาหรือนวัตกรรมที่นำมาใช5นั้นมี
ประสิทธิภาพที่สามารถชGวยแก5ปIญหาหรือพัฒนาผู5เรียนได5 ครูก็ควรจะได5นำไปใช5ปรับปรุงและพัฒนาการ
จดั การเรยี นร5ูของครูอยาG งตGอเน่อื งเพ่อื ยกระดับมาตรฐานการปฏิบตั งิ านทางวชิ าชีพของครูใหส5 ูงขนึ้
4. การนำผลการวิจัยไปใช4เพื่อประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการศึกษา ในการบริหาร
จัดการศึกษาผู5บริหารจำเป7นต5องใช5ข5อมูลสารสนเทศประกอบการตัดสินใจทุกชGวงระยะเวลาของการบริหาร
181
หรือการปฏิบัติงาน จึงจะทำให5การบริหารงานและการปฏิบัติงานในสถานศึกษามีประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผล ข5อมูลสารสนเทศจึงเป7นหัวใจสำคัญตGอการตัดสินใจของผู5บริหาร ข5อมูลสารสนเทศสGวนหนึ่ง
ได5มาจากการวิจัยของครู การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู5จึงเป7นกระบวนการที่กGอให5เกิดสารสนเทศเชิงคุณคGา
เพื่อการตัดสินใจของผู5บริหารในการกำหนดนโยบายสGงเสริมการวิจัยและการพัฒนาการเรียนการสอน การ
จัดปIจจัยสนับสนุนสGงเสริมการทำวิจัย และการใช5ผลการวิจัยของครูเพื่อพัฒนาผู5เรียนและการจัดการเรียนร5ู
รวมทัง้ จดั โครงการสGงเสริมพฒั นาการเรยี นรขู5 องผเ5ู รียนในเรือ่ งตGาง ๆ
2. บทบาทของครใู นการใช>ผลการวิจยั เพื่อพัฒนาผู>เรยี นและการจดั การเรียนรู>
ในการนำผลการวิจัยไปใช5พัฒนาผู5เรียนและการจัดการเรียนรู5 ครูจะเป7นผู5มีบทบาทสำคัญซึ่งอาจ
แบงG ไดเ5 ป7น 2 บทบาทใหญG ๆ โดยมีรายละเอียดดงั ตอG ไปน้ี (นงลักษณU วริ ชั ชยั ,2550)
1. บทบาทในการเปPนผู4ใช4ประโยชนRจากผลการวิจัยของผู4อื่น เป7นการดำเนินการในบทบาท
ของครูในฐานะที่เป7นผู5บริโภคหรือผู5ใช5งานวิจัย (Research Consumer) ที่มีผู5อื่นทำไว5แล5วมาใช5เพื่อพัฒนา
ผู5เรียนและการจัดการเรียนรู5ของครู โดยครูมีบทบาทสำคัญในการค5นคว5า เสาะแสวงหา และศึกษาทำความ
เข5าใจงานวิจัยงานวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน เพื่อนำความรู5ที่ได5จากงานวิจัยมาพัฒนางานในหน5าท่ีของตน
และเพื่อพัฒนาศักยภาพของตน สิ่งที่ครูควรกระทำ (Action) ในการใช5ประโยชนUงานวิจัยประกอบด5วย
กิจกรรมสำคัญ 3 กิจกรรม คือ การแสวงหางานวิจัย การศึกษาทำความเข5าใจในงานวิจัยและการนำความร5ู
จากงานวจิ ยั ไปใช5ประโยชนU
2. บทบาทในการเปPนผู4ทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนร4ู เป7นการดำเนินการในบทบาทของนักวิจัย
นักทดลองหรือนักตรวจสอบผลการทดลอง (Hypothesis Tester) ที่ครูเป7นผู5ผลิตหรือทำวิจัยด5วยตนเอง
การทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู5มีจุดมุGงหมายสำคัญเพื่อแก5ปIญหาการเรียนรู5ของผู5เรียนเฉพาะ
กลุGมเปqาหมายของครูแตGละคน ซึ่งอาจมีสภาพปIญหาและสาเหตุของปIญหา รวมทั้งสภาพบริบทของผู5เรียน
ห5องเรียน หรือโรงเรียนที่แตกตGางกัน ทำให5ครูอาจเลือกวิธีการหรือนวัตกรรมในการแก5ปIญหาที่แตกตGางกัน
ดังนั้น ผลการวิจัยที่ทำโดยครูคนหนึ่งจึงอาจไมGเหมาะสมที่จะนำมาใช5พัฒนาผู5เรียนและการจัดการเรียนรู5
ของครูอีกคนหนึ่งก็ได5 ครูจึงจำเป7นต5องทำวิจัยและนำผลการวิจัยมาใช5พัฒนาผู5เรียนและการจัดการเรียนรู5
ของตนเอง ครูจึงมีบทบาทเป7นครูนักวิจัย (Teacher-Researcher) ทั้งในฐานะผู5เรียนรู5จากงานวิจัย
(Research) และจากการกระทำ (Action) ในฐานะผู5เผยแพรGงานวิจัย และในฐานะผู5ใช5ประโยชนUงานวิจัย
เพื่อนำความรู5ที่ได5จากงานวิจัยมาพัฒนางานในหน5าที่ของตนและเพื่อพัฒนาศักยภาพของตน สิ่งที่ครูควร
กระทำประกอบด5วยกิจกรรมสำคัญ 3 กิจกรรม คือ การเรียนรู5จากการวิจัยและการกระทำในการทำวิจัย
ปฏิบัติการในชั้นเรียน การเผยแพรGงานวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน และการใช5ประโยชนUงานวิจัยปฏิบัติการ
ในชน้ั เรียน
การนำผลการวิจัยมาใช5เป7นสGวนหนึ่งในกระบวนการจัดการเรียนรู5นี้เป7นเทคนิควิธีจัดการเรียนรู5
แบบหนึ่งที่เรียกกันวGา การจัดการเรียนรู5โดยใช5การวิจัยเป7นฐาน ซึ่งครูผู5สอนและผู5เรียนตGางก็มีบทบาทใน
182
การทำกิจกรรมการเรียนการสอนที่แตกตGางกัน เอื้ออำนวยและสGงเสริมตGอบทบาทกัน ซึ่งขึ้นอยูGกับรูปแบบ
หรือลักษณะการนำการวิจัยไปใช5ในการเรียนการสอน ทิศนา แขมมณี (2548) ได5ให5แนวคิดเกี่ยวกับ
บทบาทของครูผู5สอนและผู5เรียนในการจัดการเรียนรู5โดยใช5การวิจัยเป7นฐาน ซึ่งแบGงออกเป7น 4 แนวทาง
คือ แนวทางที่ 1 ครูใช5ผลการวิจัยในการเรียนการสอน แนวทางที่ 2 ผู5เรียนใช5ผลวิจัยในการเรียนการสอน
แนวทางที่ 3 ครูใช5กระบวนการวิจัยในการเรียนการสอน และแนวทางที่ 4 ผู5เรียนใช5กระบวนการวิจัยใน
การเรียนการสอน ดังน้ี
ตารางที่ 12.1 บทบาทของครูและผู5เรียนในการเรียนการสอนแบบครูในผลการวิจัย (ทิศนา แขมมณี,
2548)
แนวทางการใช4การวิจยั บทบาทของครู บทบาทของผูเ4 รียน
ในการเรยี นการสอน
แนวที่ 1 ครูใช4ผลการวิจัย 1. ครสู บื ค5นแหลGงข5อมลู ท่ี 1. เรียนรูเ5 นื้อหาสาระโดยมี
ในการเรียนการสอน เกีย่ วขอ5 งกับสาระทส่ี อน ผลการวิจยั ประกอบ ทำให5
ครใู ช5ผลการวจิ ยั 2. ครสู บื คน5 งานวจิ ยั /ขอ5 มูล ผู5เรียนคน5ุ เคยกบั เรอ่ื งของการ
ประกอบการเรียนการสอน ขาG วสาร/องคUความรเ5ู กย่ี วกบั วจิ ัย การแสวงหาความรู5 การ
เนื้อหาสาระตGาง ๆ ชGวยให5 เนอื้ หาสาระ ใช5เหตุผล ฯลฯ
ผเ5ู รียนขยายขอบเขตของ 3. ครเู ลือกผลงานวจิ ยั ทีเ่ หมาะสม 2. อภปิ รายประเดน็ ตGาง ๆ ที่
ความรู5 ไดค5 วามรู5ทีท่ ันสมัย กับสาระทส่ี อนและวัยของ เกี่ยวข5องกบั ผลการวิจยั
และคุ5นเคยกับแนวคิดการ ผู5เรียน กระบวนการวจิ ยั และ
วจิ ยั 4. ครนู ำผลการวิจัยมาใช5 ความสำคญั ของการวิจัย
4.1 ประกอบเนื้อหาสาระที่
สอนเสริมใหผ5 5ูเรยี นได5ความร5ูเพมิ่ ข้นึ
เชนG ครูนำผลงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่อง
พืชหรอื สุขภาพมาเสรมิ การเรียนรู5
สาระดงั กลGาว
4.2 ประยกุ ตใU ชใ5 นการเรียนการ
สอน เชนG ครอู าG นผลการวจิ ัย
เกีย่ วกบั ทฤษฎีความคาดหวังและ
นำมาใชก5 บั นักเรยี น
5. ครแู ละผูเ5 รียนรวG มอภิปราย
เกี่ยวกับผลการวิจยั
กระบวนการวิจยั ความสำคัญ
183
แนวทางการใช4การวจิ ยั บทบาทของครู บทบาทของผ4ูเรยี น
ในการเรียนการสอน
ของการวจิ ยั ครวู ัดและ 1. แสวงหา สบื ค5นขอ5 มลู เกี่ยวกบั
แนวทางที่ 2 ผ4ูเรยี นใชผ4 ล ประเมินผลการเรียนรเ5ู กย่ี วกบั การวิจยั ท่ีเก่ียวขอ5 งกบั สาระท่ี
วิจยั ในการเรยี นการสอน ผลการวิจัย กระบวนการวิจยั เรียนรู5ตามความสนใจของตน
การให5ผู5เรียนสืบค5นและ ควบคGูกับการเรียนรสู5 าระ
ศึกษางานวจิ ัยเก่ียวข5องกับ ตามปกติ 2. ศึกษารายงานวจิ ัยตGาง ๆ โดย
สาระที่เรยี นด5วยตนเอง 1. ครสู ืบคน5 แหลงG ขอ5 มูลและศึกษา ฝãกทักษะการเรียนร5ูท่ีจำเปน7
งานวจิ ัยท่เี กยี่ วขอ5 งกบั สาระท่ี เชนG ทกั ษะการอGานงานวิจยั
สอน การสรปุ ผลงานวิจยั การ
2. ครกู ระต5ุนใหผ5 ู5เรยี นเกดิ ความ อภปิ รายผลการวจิ ยั
สนใจใฝรâ ู5 เกดิ ขอ5 สงสัย อยากรู5
อยากแสวงหาคำตอบของขอ5 3. นำเสนอสาระของงานวิจัย
สงสยั เช่ือมโยงกับสารที่กำลงั เรยี นร5ู
3. ครูให5คำแนะนำเกย่ี วกบั
แหลงG ข5อมูลและงานวจิ ัยท่ี 4. อภิปรายปรายประเดน็ ตGาง ๆ
ผ5เู รยี นจะตอ5 งสบื คน5 เพื่อ ทเี่ กีย่ วข5องกับผลการวิจัย
การศกึ ษาหาความร5ู รวมทง้ั กระบวนการวจิ ัยความสำคัญ
คดั เลือกงานวิจัยทเี่ หมาะกบั วยั ของการวิจัย ประเมนิ ตนเอง
ของผเู5 รียน เกี่ยวกบั ทกั ษะการอGาน
4. ครอู าจตอ5 งสรุปงานวจิ ัยให5 รายงานและการเรียนร5ู
เหมาะสมกบั ระดับของผ5ูเรียน เกย่ี วกบั ผลการวจิ ัยและ
5. ครูแนะนำวธิ กี ารอGาน ศกึ ษา กระบวนการวิจัย
วิเคราะหกU รายงานการวิจัยตาม
ความเหมาะสมกับระดบั ผเ5ู รยี น
ได5แกG องคUประกอบตGาง ๆ ของ
งานวิจัย วตั ถุประสงคU
วธิ ดี ำเนนิ การวจิ ัย ขอบเขต
ข5อจำกดั ผลการวิจัย อภิปราย
ผล การอา5 งองิ ฯลฯ
6. ครูเชือ่ มโยงสาระของงานวิจัย
กับสาระของการเรยี นการสอน
184
แนวทางการใชก4 ารวจิ ัย บทบาทของครู บทบาทของผูเ4 รียน
ในการเรียนการสอน
7. ครแู ละผเู5 รียนรวG มกนั อภิปราย
เกีย่ วกบั ผลการวิจยั
กระบวนการวจิ ัยและ
ความสำคัญของการวิจยั
8. ครวู ัดและประเมินผลทักษะการ
อาG นรายงานการวจิ ยั และการ
เรยี นร5เู กี่ยวกับผลการวจิ ยั
กระบวนการวิจัยควบคไGู ปกับ
การเรยี นรูส5 าระตามปกติ
แนวที่ 3 ครูใช4 1. ครูพิจารณาวตั ถุประสงคUและ 1. เรียนร5ตู ามข้ันตอนของ
กระบวนการวจิ ัย สาระที่จะให5แกผG 5ูเรยี นแล5ว กระบวนการวจิ ยั ทค่ี รูกำหนด
ในการเรียนการสอน วเิ คราะหวU Gาสามารถใช5ขั้นตอน 2. ฝกã ทกั ษะกระบวนการวิจัยที่
ครใู ช5กระบวนการวิจยั การวิจัยข้นั ตอนใดได5บางในการ จำเปน7 ตอG การดำเนนิ การตาม
อาจจะเปน7 บางขั้นตอนหรือ สอน ซ่ึงอาจจะใช5 ข้นั ตอนการวจิ ัยทกี่ ำหนด
ครบทุกขัน้ ตอนในการ กระบวนการวจิ ยั บางข้นั ตอน 3. อภปิ รายประเด็นท่ีเก่ยี วกบั
จดั การเรียนการสอน โดย หรือครบทุกข้นึ ตอน กระบวนการวจิ ยั ทต่ี นเองมี
พจิ ารณาตามความ 2. ครอู อกแบบกจิ กรรมการเรียนรู5 ประสบการณแU ละผลการวิจัยที่
เหมาะสมของสาระการ โดยใชก5 ระบวนการวิจยั ขั้นตอน เกดิ ขนึ้
เรียนการสอนและวยั ของ การวจิ ยั ท่กี ำหนด เพ่อื การ 4. ประเมินตนเองในดา5 นทักษะ
ผเู5 รียน เรียนรสู5 าระทีต่ 5องการตามแผน กระบวนการวิจยั และ
3. ครูดำเนนิ กิจกรรมโดยใช5 ผลการวิจัยท่ไี ดร5 ับ
กระบวนการวิจยั ข้ันตอนการ
วิจยั ทก่ี ำหนดในการสอน
4. ครูฝกã ทักษะทจี่ ำเป7นตGอการ
ดำเนินการตามกระบวนการวจิ ัย
ใหแ5 กผG 5เู รยี น (ทกั ษะการระบุ
ปIญหา ให5คำนิยาม
ตั้งสมมตฐิ านคดั เลือกตวั แปร
การสมGุ ตวั อยGางการสรา5 ง
เคร่ืองมือ การพิสูจนU การ
185
แนวทางการใชก4 ารวิจัย บทบาทของครู บทบาทของผเ4ู รยี น
ในการเรยี นการสอน
ทดสอบ การรวบรวมข5อมลู
วิเคราะหขU 5อมูล สงั เคราะหUและ
สรปุ ผลการวิจยั การอภิปราย
และการให5ข5อเสนอแนะ)
5. ครสู ังเกตพฤตกิ รรมการเรียนร5ู
ทกั ษะกระบวนการวิจัยของ
ผ5ูเรียนและพจิ ารณาวาG ควรจะ
เสรมิ ทักษะด5านใดใหก5 ับผเ5ู รียน
6. ครแู ละผ5ูเรยี นรวG มกนั อภปิ ราย
เกี่ยวกับกระบวนการวจิ ยั และ
ผลการวิจยั ทเี่ กิดข้ึน
7. ครูวัดและประเมนิ ทกั ษะ
กระบวนการวจิ ยั ควบคูGไปกับผล
การเรยี นรู5สาระตามปกติ
แนวที่ 4 ผ4เู รยี นใช4 1. ครูพจิ ารณาและวเิ คราะหU 1. คดิ ประเดน็ วจิ ยั ท่ตี นสนใจ
กระบวนวจิ ยั ในการเรยี น วตั ถปุ ระสงคUและสาระการ 2. ฝกã ทักษะกระบวนการวจิ ัยที่
การสอน เรียนรว5ู Gามสี วG นใดที่เออื้ ให5ผเ5ู รียน จำเป7นตอG การดำเนินการ เชGน
ครใู หผ5 เู5 รยี นทำวิจยั โดยใช5 สามารถทำวิจยั ได5 การระบุปญI หาวจิ ยั
กระบวนการวจิ ัย (ครบทกุ 2. ครูออกแบบกิจกรรมการเรยี นรู5 วตั ถุประสงคU การตั้งสมมติฐาน
ขั้นตอนในการทำวิจยั เพือ่ ทเ่ี ปçดโอกาสใหผ5 ู5เรียนทำวิจัยได5 การออกแบบการวจิ ัย การ
แสวงหาคำตอบหรอื ความรู5 3. ครกู ระตุ5นใหผ5 เ5ู รยี นเกิดความ สร5างเครื่องมอื ฯลฯ
ใหมตG ามความสนใจของตน) สนใจใฝâร5ู 3. ปฏบิ ัติการวจิ ัยตาม
4. ครฝู กã ทักษะกระบวนการวิจัย กระบวนการวิจัยที่เหมาะสม
ให5แกGผ5ูเรียน (การระบุปIญหา 4. บนั ทึกความคดิ และ
วิจยั วัตถุประสงคU ตง้ั สมมติฐาน ประสบการณรU วมทง้ั ข5อสังเกต
การออกแบบการวิจัย สร5าง ตGาง ๆ ท่ตี นประสบจากการ
เครื่องมอื เกบ็ รวบรวมขอ5 มูล ดำเนินการ
วิเคราะหUข5อมลู สรุปผลอภปิ ราย 5. อภิปรายประเด็นเกี่ยวกบั
ผลการวจิ ยั ฯลฯ) กระบวนการวิจยั และ
5. ครูใหผ5 5เู รียนทำวจิ ยั ผลการวจิ ัยท่เี กดิ ขน้ึ
186
แนวทางการใช4การวิจัย บทบาทของครู บทบาทของผ4ูเรียน
ในการเรียนการสอน
6. ครสู งั เกตพฤติกรรมการเรียนร5ู 6. ประเมินตนเอง ดา5 นทักษะ
และทักษะกระบวนการวิจัยของ กระบวนการวจิ ยั
ผูเ5 รียน
7. ครูและผู5เรยี นรGวมกบั อภปิ ราย
เกย่ี วกับกระบวนการวจิ ัยและ
ผลการวจิ ัยที่เกิดข้นึ
8. ครูวัดและประเมินทกั ษะ
กระบวนการวิจยั ควบคGูไปกบั ผล
การเรยี นรู5สาระตามปกติ
3. แนวปฏบิ ตั ใิ นการนำผลการวจิ ยั ไปใชพ> ัฒนาผู>เรียนและการจดั การเรยี นร>ู
ในการนำผลการวิจัยไปใช5พฒั นาผเู5 รียนและการจดั การเรยี นร5ู มีแนวปฏิบตั ิดังน้ี
1. สำหรับนักวิจัยที่ใช4ผลการวิจัยของตนเอง นักวิจัยสามารถนำผลการวิจัยไปใช5ได5ในหลาย
ลักษณะ กรณีที่ใช5วิธีการวิจัยเชิงสำรวจแล5วทำให5ทราบปIญหาและสาเหตุของปIญหาการเรียนรู5 สามารถใช5
ผลการวิจัยดังกลGาวนำไปสูGการทำวิจัยปฏิบัติการเพื่อการแก5ปIญหาหรือพัฒนาผู5เรียน โดยใช5วิธีการหรือ
นวัตกรรมที่คัดสรรแล5ว ผลการวิจัยที่ได5อาจพบวGาสามารถแก5ปIญหาได5หรือแก5ปIญหาไมGได5ทั้งหมด ต5องคิด
ทบทวนหรือสะท5อนกลับตGอการปฏิบัติการวิจัย ซึ่งเป7นการนำผลการวิจัยมาใช5เพื่อการเรียนรู5และวางแผน
ปรับปรุง พัฒนาการวิจัยและการจัดการเรียนรู5อยGางตGอเนื่อง กรณีที่ผลการวิจัยบงชี้วGาวิธีการหรือนวัตกรรม
สำหรับแก5ปIญหาการเรียนรู5สามารถชGวยแก5ปIญหาได5อยGางมีประสิทธิภาพหรือชGวยให5ผู5เรียนมีคุณภาพดีขึ้น
ครูก็สามารถนำวธิ กี ารหรอื นวัตกรรมน้ันไปใช5สำหรับพัฒนาผู5เรียนหรือจัดการเรยี นรต5ู Gอไปได5
2. สำหรับนักวิจัยที่จะใช4ผลการวิจัยของผู4อื่น การนำผลการวิจัยของผู5อื่นมาใช5จะต5องพิจารณา
ให5รอบคอบ เพราะการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนร5ูมีลักษณะเฉพาะเจาะจงในเชิงบริบท (Context specific)
มาก ดังนั้น การนำผลการวิจัยมาใช5จึงควรพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข5องคือ ผลการวิจัยนั้นต5องมีความตรง
ประเด็นกับสภาพปIญหาการเรียนรู5ที่ต5องการแก5ปIญหา ซึ่งควรเรียนรู5วิธีการใช5นวัตกรรมที่จะแก5ปIญหาและ
กระบวนการวิจัยที่จะนำมาใช5ในการทำวิจัยวGามีความเหมาะสมกับบริบทของชั้นเรียนของตนเองมากน5อย
เพียงใด นอกจากนี้ จะต5องพิจารณาถึงคุณภาพของงานวิจัยวGามีความตรงและความนGาเช่ือถือได5มากน5อย
เพียงใด รวมทั้งอาจต5องมีการปรับเงื่อนไขให5สอดคล5องหรือนำมาทดลองซ้ำอีก แตGโดยหลักการวิจัยเพื่อ
พัฒนาการเรียนรู5นั้นมุGงให5ครูเป7นศูนยUกลางของกระบวนการวิจัย โดยเป7นเจ5าของปIญหาการเรียนรู5และ
ปIญหาวิจัย และต5องแสวงหาแนวทางแก5ไขปIญหา ปฏิบัติการทดลอง ตรวจสอบการแก5ไขปIญหา จึงเป7นการ
วิจยั ปฏบิ ัติการของครู โดยครู เพื่อผู5เรียนและครูที่เป7นกลGุมเปqาหมายเฉพาะ
187
3. สำหรับผู4บริหารสถานศึกษา ผู5บริหารสถานศึกษาในฐานะผู5ใช5ผลการวิจัยประกอบการ
ตัดสินใจในเชิงการบริหาร นอกจากจะต5องสGงเสริมสนับสนุนให5ครูทำการวิจัยและใช5ผลการวิจัยเพื่อพัฒนา
ผู5เรียนและการจัดการเรียนรู5แล5ว ผู5บริหารจะต5องติดตามการทำวิจัยและใช5ผลการวิจัยของครูอยGางตGอเนื่อง
เมื่อรับรู5ผลการวิจัยของครูแล5วต5องใช5ผลการวิจัยเหลGานั้นมาประกอบการตัดสินใจในการสGงเสริมสนับสนุน
การทำวิจัยในรูปแบบตGาง ๆ เชGน จัดโครงการฝãกอบรมพัฒนาครูด5านการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู5 การจัด
ปIจจัยเอื้ออำนวยตGอการวิจัย การจัดกิจกรรมและบรรยากาศทางวิชาการที่เน5นการทำวิจัยและใช5
ผลการวิจัยของครู รวมทั้งจัดกิจกรรมยกยGองเชิดชูเกียรติครูนักวิจัยที่ได5ทำวิจัยและใช5ผลการวิจัยเพื่อพัฒนา
ผู5เรยี นและการจดั การเรียนร5ู
4. บทสรุป
ภารกิจสำคัญของครูคือ การจัดการเรียนรู5เพื่อพัฒนาคุณภาพผู5เรียน โดยจะต5องมีการวางแผนและ
จัดการเรียนรู5อยGางเป7นระบบ รวมทั้งมีการตรวจสอบประเมินผลการเรียนรู5ของผู5เรียนวGาบรรลุผลตาม
จุดประสงคUการเรียนร5หู รอื ไมG หากพบวGาผลการเรียนรไ5ู มGเปน7 ไปตามจุดประสงคUการเรยี นร5ู ครูกต็ อ5 งแสวงหา
วิธีการแก5ปIญหา โดยใช5การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู5หรือการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน การวิจัยจึงมี
ความสัมพันธUกับการพัฒนาผู5เรียนและการจัดการเรียนร5ู โดยวัตถุประสงคUของการนำผลงานวิจัยไปใช5ใน
การพัฒนาผู5เรียนและการจัดการเรียนรู5 ประกอบด5วย การนำผลการวิจัยไปใช5เพื่อแก5ปIญหาการเรียนรู5ของ
ผู5เรียน เพื่อพัฒนาผู5เรียน เพื่อปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนรู5 และเพื่อประกอบการตัดสินใจในการ
บริหารจัดการศึกษา โดยในการนำผลการวิจัยไปใช5พัฒนาผู5เรียนและการจัดการเรียนรู5 ครูจะเป7นผู5มี
บทบาทสำคัญซ่งึ อาจแบGงไดเ5 ปน7 2 บทบาทใหญG ๆ คือ บทบาทในการเปน7 ผู5ใช5ประโยชนUจากผลการวจิ ยั ของ
ผู5อื่นและบทบาทในการเป7นผู5ทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู5 โดยการนำผลการวิจัยมาใช5เป7นสGวนหนึ่งใน
กระบวน การจัดการเรียนรู5โดยใช5การวิจัยเป7นฐาน 4 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1 ครูใช5ผลการวิจัยในการ
เรียนการสอน แนวทางท่ี 2 ผู5เรียนใช5ผลวิจัยในการเรียนการสอน แนวทางที่ 3 ครูใช5กระบวนการวิจัยใน
การเรียนการสอน และแนวทางที่ 4 ผู5เรียนใช5กระบวนการวิจัยในการเรียนการสอน ซึ่งแนวปฏิบัติในการ
นำผลการวิจัยไปใช5พัฒนาผู5เรียนและการจัดการเรียนรู5 3 ระดับคือ สำหรับนักวิจัยที่ใช5ผลการวิจัยของ
ตนเอง สำหรับนกั วจิ ยั ทีจ่ ะใชผ5 ลการวิจยั ของผ5ูอ่ืนและสำหรบั ผ5ูบริหารสถานศึกษา
แบบฝOกหดั ท>ายบทที่ 12
คำชี้แจง ให4นกั ศึกษาตอบคำถาม แสดงความคิดเหน็ หรืออภิปรายในประเดน็ ตYอไปนี้
1. นักศึกษาคิดวGาการนำผลงานวจิ ยั ไปใชป5 ระโยชนตU อG การเรยี นการสอนมคี วามสำคัญอยาG งไร
2. ในฐานะทนี่ ักศกึ ษาเป7นนกั ศกึ ษาครู จะมบี ทบาทอยาG งไรในการนำผลงานวจิ ยั ไปใชใ5 นการพฒั นาการ
จัดการเรียนร5ทู ง้ั ของตนเอง และในฐานะของครู
3. นักศึกษาคิดวGาจะนำผลงานวิจัยที่นักศึกษาสนใจ ไปใช5ประโยชนUไดอ5 ยGางไร เพราะเหตใุ ด