The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอน-วิจัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by eak_scsw69, 2021-11-25 00:02:58

เอกสารประกอบการสอน-วิจัย

เอกสารประกอบการสอน-วิจัย

88

สาเหตุรอง ปจP จยั ปจP จยั ประเด็นปญP หา
สาเหตยุ อ* ย สาเหตุรอง ผลลพั ธY (Effect)
สาเหตยุ *อย

สาเหตหุ ลกั
ปPจจัย ปPจจยั

สาเหตุ (Causes)

ภาพท่ี 6.3 ตวั อยาO งการใช*แผนผังกา* งปลาวิเคราะหS

วธิ กี ารเขยี นแผนผงั กาC งปลามแี นวปฏิบัติดงั น้ี
1) หัวปลา ให*เขียนข*อความที่เปTนป:ญหาการเรียนรู*ที่ผู*สอนได*สำรวจวิเคราะหSอยOางชัดเจนแล*ววOา
เปTนป:ญหาที่แท*จริง ไมOใชOเปTนเพียงอาการของป:ญหา เชOน ป:ญหาที่แท*จริง คือ ผลการสอบทางการศึกษา
ระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปgที่ 6 วิชาคณิตศาสตรSของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปgท่ี
6 คะแนนเฉลี่ยต่ำกวOาครึ่งหนึ่งของคะแนนเต็ม (เชOน การทดสอบประจำปgการศึกษา 2556 มีคะแนนเฉล่ีย
20.48 คะแนน) ป:ญหาดังกลOาวนี้ครูผู*สอนจะต*องพยายามวิเคราะหSให*ลึกซึ้งวOามีสาเหตุหลักและสาเหตุยOอย
มาจากอะไรบา* ง
2) กา* งปลา แบงO ออกเปTน 2 ลกั ษณะ คอื

2.1 ก*างใหญO ให*เขียนด*วยลูกศรใหญOเปTนลักษณะแทนป:จจัยหลักโดยให*หัวลูกศรชี้เข*าหา
กระดูกสันหลังของปลา ก*างปลาแตOละก*างจะแสดงให*เห็นวOามีสาเหตุใหญOกี่สาเหตุที่สOงผลให*เกิดป:ญหานั้นๆ
ได* ดังกรณีตัวอยOางป:ญหาผลการสอบ O-NET วิชาคณิตศาสตรSของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปgที่ 6 ที่มี
คะแนนเฉลี่ยต่ำกวOาครึ่งหนึ่งของคะแนนเต็มดังกลOาวข*างต*นอาจมีสาเหตุใหญOๆ มาจากครูนักเรียน สื่อการ
สอน และสถานศกึ ษา เปนT ตน*

2.2 ก*างยOอย เขียนแทนด*วยหัวลูกศรชี้เข*าหาลูกศรใหญO เปTนลักษณะแทนสาเหตุรองและ
สาเหตุยOอยซึ่งแบOงได*หลายระดับตามเหตุและผลที่นำมาวิเคราะหS ซึ่งเปTนสิ่งที่แสดงให*เห็นอยOางชัดเจนวOา
ผู*เขียนแผนผังก*างปลาสามารถวิเคราะหSป:ญหาได*ละเอียดชัดเจนเพียงใด จากรณีผลการสอบ O-NET วิชา
คณิตศาสตรSของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปgที่ 6 ที่มีคะแนนเฉลี่ยต่ำดังกลOาวนี้เมื่อได*วิเคราะหSวOา ครูเปTน
ป:จจัยหลักหรือสาเหตุใหญOสำคัญเปTนลำดับแรกแล*ว หลังจากนั้นต*องมาวิเคราะหSในลำดับถัดมาวOาสาเหตุ
ยOอยๆ ที่เกิดจากครูมีอะไรบ*าง มีกี่สาเหตุ แล*วนำมาเขียนไว*ทั้งหมดอยOางชัดเจน ซึ่งอาจสรุปได*วOา สาเหตุ
ยOอยจากครู ได*แกO ครูใช*วิธีการสอนไมOเหมาะสม โดยเน*นการสอนแบบบรรยาย ครูไมOเสริมสร*างแรงจูงใจ
และไมOได*เน*นการฝoกทักษะทางคณิตศาสตรSให*แกOนักเรียน ถ*าวิเคราะหSได*วOานักเรียนเปTนสาเหตุใหญOด*วย ก็
ต*องวิเคราะหSตOอไปอีกวOามีสาเหตุยOอยอะไรบ*าง ซึ่งอาจสรุปวOานักเรียนมีความรู*พื้นฐานทางคณิตศาสตรSไมO

89

เพียงพอ ทักษะทางคณิตศาสตรSไมOดี มีเจตคติที่ไมOดีตOอการเรียนวิชาคณิตศาสตรS และขาดความพร*อมใน
การสอบโดยไมOมีการทบทวนหรือเตรียมตัวกOอนสอบให*ดีพอ ถ*าวิเคราะหSได*วOา สื่อการสอนเปTนสาเหตุใหญO
อีกสาเหตุหนึ่ง ผลการวิเคราะหSสาเหตุยOอยๆ อาจมาจากสาเหตุที่มีสืOอการสอนวิชาคณิตศาสตรSไมOเพียงพอ
สอื่ การสอนไมมO ีคณุ ภาพและไมจO ูงใจใหผ* เู* รยี นสนใจในการเรยี นร*ู หากวเิ คราะหSไดว* าO สถานศกึ ษาเปนT สาเหตุ
หลักด*วย และเมื่อวิเคราะหSสาเหตุยOอยๆ อาจพบวOามีสาเหตุมาจากการที่สถานศึกษาไมOได*จัดกิจกรรม
สOงเสริมพัฒนาทางคณิตศาสตรSเทOาที่ควร ไมOมีการจัดระบบซOอมเสริมชOวยเหลือนักเรียน และไมOมีการนิเทศ
การสอนอาจารยผS ูส* อนวิชาคณติ ศาสตรS

ผลการวิเคราะหสS าเหตหุ ลกั และสาเหตุยOอยดงั กลาO ว เขยี นแสดงเปนT แผนผังก*างปลาได*ดังภาพ

ครู นกั เรยี น

ไม'สร)างแรงจงู ใจ ความรพ)ู ื้นฐานไม'เพยี งพอ เจตคตไิ มด' ตี 'อการเรยี น
ฝ0กทักษะน)อย ขาดความพรอ) มในการสอบ ทกั ษะทางคณติ ศาสตรJไมด' ี
วธิ ีการสอนไม'เหมาะสม

เนน) สอนโดยการบรรยาย ไม'ทวบทวนก'อนการสอบ ผลการสอบ O-NET
ไมจ' ัดกจิ กรรมพฒั นา ไมม' ีคุณภาพ คณติ ศาสตJ ม.6 เฉล่ยี ตำ่

กว'าคร่งึ หนง่ึ

ไม'จดั ระบบซ'อมเสริม ไมเ' พยี งพอ

ไม'นเิ ทศการสอน ไมจ' ูงใจนักเรียน

สถานศึกษา ส่อื การสอน

ภาพที่ 6.4 ตัวอยOางการใช*แผนผงั กา* งปลาวเิ คราะหS การสอบ O-NET

จากผลการวิเคราะหSสาเหตุของป:ญหาดังกลOาว ครูผู*สอนอาจเลือกป:ญหามาทำวิจัยเพื่อแก*ป:ญหา
การเรียนรู*หรือเพิ่มคะแนนการสอบ O-NET ในรายวิชาคณิตศาสตรSจากสาเหตุที่มาจากครูนักเรียนและสื่อ
การสอน โดยปรับเปลี่ยนวิธีการสอนที่เน*นการลงมือปฏิบัติ เสริมสร*างแรงจูงใจและแรงบันดาลใจในการ
เรียนรู* รวมทั้งฝoกทักษะให*นักเรียนมากขึ้น พร*อมกับจัดหาหรือพัฒนาสื่อ นวัตกรรมการสอนที่มีคุณภาพ
และนOาสนใจที่จะชOวยให*นักเรียนเรียนรู*ทางคณิตศาสตรSได*ดีขึ้นกวOาเดิม แล*วลงมือดำเนินการ และ
ตรวจสอบผลการดำเนินการวOา คะแนนการสอบ O-NET ในรายวิชาคณิตศาสตรSมีพัฒนาการดีขึ้นหรือไมO
เพียงใด

90

จากการวิเคราะหSป:ญหาและสาเหตุของป:ญหาการเรียนรู*จากแผนผังก*างปลาในภาพที่ 3.7 นำไปสOู
การเลอื กนวตั กรรมหรอื วิธีการแกไ* ข พัฒนา และกำหนดชื่อเร่ืองวิจยั ได*ดงั น้ี

ตารางที่ 6.3 การกำหนดวิธกี ารแก*ปญ: หาการเรยี นรู*และการกำหนดช่อื เรอ่ื งวิจยั จากการวิเคราะหSปญ: หา
และสาเหตโุ ดยใชแ* ผนผงั กา* งปลา

สาเหตหุ ลกั และสาเหตยุ Tอย นวตั กรรม/วิธกี าร ช่ือเรือ่ งวิจัย
ของปญ4 หาการเรียนรCู แกปC 4ญหา

สาเหตหุ ลักจากครู โดยมสี าเหตุยOอยดังนี้

• ครใู ชว* ธิ กี ารสอนไมเO หมาะสมโดย ปรับวธิ ีการจดั การเรยี นการ ผลการจัดการเรยี นการสอนท่เี นน*
เนน* การสอนแบบบรรยาย สอนท่เี นน* การปฏบิ ตั ิแบบ การปฏบิ ตั ิแบบกลOุมในรายวิชา
กลOมุ คณติ ศาสตรSสำหรับนกั เรียนชัน้
• ครูไมOได*เน*นการฝoกทักษะทาง มัธยมศึกษาปgท่ี 6............
คณิตศาตรS

สาเหตหุ ลกั จากนกั เรียน โดยมสี าเหตยุ Oอย
ดงั น้ี
ชดุ ฝกo ปฏิบตั กิ ารเสรมิ การพัฒนาชุดฝoกปฏิบตั กิ ารเสริม
• นกั เรยี นมคี วามรู*พนื้ ฐานทาง ความรพู* ืน้ ฐานและทกั ษะ ความรพู* น้ื ฐานและทกั ษะทาง
คณิตศาสตรSไมOเพียงพอ ทางคณติ ศาสตรS คณติ ศาสตรสS ำหรบั นกั เรยี นชน้ั
มธั ยมศึกษาปgที่ 6.............
• นกั เรียนมีทักษะทางคณติ ศาสตรS
ยงั ไมOดพี อ

• นักเรียนมเี จตคตไิ มOดตี Oอการเรยี น ชดุ สือ่ ประสมการเรยี นการ การใช*ชุดสือ่ ประสมเพื่อเสรมิ สรา* ง
วิชาคณิตศาสตรS สอนวชิ าคณิตศาสตรS เจตคติตอO การเรียนวชิ า

คณติ ศาสตรสS ำหรบั นกั เรยี น
มัธยมศกึ ษาปgที่ 6................

•นกั เรยี นขาดความพรอ* มในการสอบโดย • กิจกรรมเสรมิ ความ • ผลการจดั กิจกรรมเสรมิ ความ

ไมOมกี ารทบทวนเตรยี มตวั กOอนสอบให*ดี พร*อมในการสอบดว* ย พร*อมในการสอบดว* ยพลัง
พอ พลงั ความรวO มมอื ของ ความรวO มมือของเพอ่ื นนกั เรยี น

เพ่ือน ชนั้ มธั ยมศึกษาปgที่ 6.......

สาเหตุหลักจากส่อื การสอน
โดยมีสาเหตยุ อOยดงั น้ี

• มีส่อื การสอนวิชาคณติ ศาสตรไS มO ชดุ ส่อื ประสมสำหรบั การ
เพยี งพอ สอนวชิ าคณิตศาสตรS

91

สาเหตหุ ลักและสาเหตุยTอย นวัตกรรม/วธิ ีการ ช่อื เรื่องวิจัย
ของป4ญหาการเรยี นรCู แกปC ญ4 หา
การพฒั นาชุดสื่อประสมสำหรับ
• สื่อการสอนไมมO ีคุณภาพและไมOจงู ใจให* การสอนวิชาคณติ ศาสตรS นกั เรียน
ผ*ูเรียนสนใจในการเรียนรู* มธั ยมศกึ ษาปทg ี่ 6...............

สาเหตุหลกั จากสถานศึกษา • จัดกิจกรรมพฒั นาการ • ผลการจัดกจิ กรรมพฒั นาการ
โดยมสี าเหตุยอO ยดังนี้ เรียนรู*ทางคณติ ศาสตรS เรียนรู*ทางคณติ ศาสตรแS บบเข*ม
แบบเขม* สำหรบั นกั เรยี นชัน้ มธั ยมศึกษา
•สถานศึกษาไมOไดจ* ดั กิจกรรมสงO เสรมิ ปgที่ 6..........
พัฒนาทางคณิตศาสตรเS ทOาท่คี วร
• ผลการใชร* ปู แบบการสอนซOอม
•ไมOมีการจดั ระบบสอนซอO มเสริมเพ่ือ • รูปแบบการสอนซOอม เสริมวชิ าคณิตศาสตรSแบบรวม
ชOวยเหลอื นักเรยี น เสรมิ วิชาคณติ ศาสตรS พลังสำหรับนักเรยี นชน้ั
แบบรวมพลงั มธั ยมศกึ ษาปทg ่ี 6..............

•ไมOมกี ารนิเทศการสอนอาจารยSผสู* อน • การนเิ ทศแบบ • ผลการนเิ ทศแบบกลั ยาณมติ ร
เพอื่ เสรมิ สร*างทักษะการจดั การ
วชิ าคณิตศาสตรS กลั ยาณมิตร เรียนรู*สำหรบั ครสู อนวชิ า
คณิตศาสตรS...........

4) การวเิ คราะห.โจทย.วิจยั โดยใชเC ทคนิคการต้งั คำถาม
การวิเคราะหSป:ญหาวิธีนี้จะใช*วิธีการตั้งคำถามเกี่ยวกับสภาพป:ญหาการเรียนรู*ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน
โดยใช*คำถามหลักคือ อะไร ทำไม และอยOางไร แล*วนำไปสูOการกำหนดเปTนคำถามวิจัยที่ครูนักวิจัยสอนใจ
อยากค*นหาคำตอบหรือหาวิธีการแก*ป:ญหา ซึ่งจะทำให*ได*คำถามวิจัย หัวข*อวิจัย หรือชื่อเรื่องวิจัยที่
หลากหลาย ดังตัวอยOางตอO ไปนี้

92

ตารางท่ี 6.4 การวิเคราะหปS ญ: หาการเรยี นรู*โดยเทคนิคการตงั้ คำถาม

ปญ4 หาการเรียนรูC คำถามวิจัย ช่อื เร่อื งวิจัย

(อะไร/ทำไม/อยTางไร)

1. นักเรียนมพี ฤติกรรมการ 1. อะไรเปTนสาเหตุที่ทำให*นกั เรยี นมี 1. การวิเคราะหSสาเหตกุ ารมี
พฤติกรรมการเรียนรูท* ีไ่ มเO หมาะสม
เรียนรูท* ไ่ี มเO หมาะสม พฤติกรรมการเรียนรท*ู ี่ไมเO หมาะสม ของนกั เรยี นช้นั ....โรงเรยี น.......

2. พฤติกรรมการเรียนร*ูท่ีไมเO หมาะสม 2. การวิเคราะหSลกั ษณะพฤตกิ รรม

ของนกั เรียนมลี ักษณะอยOางไร การเรียนรทู* ไ่ี มเO หมาะสมของนักเรียน
ชนั้ .....โรงเรยี น.........

3. จะใชน* วตั กรรมหรือวิธีการใดชOวย 3.1 การปรบั พฤติกรรมการเรียนร*ูของ

2. นักเรยี นขาดลักษณะ ปรบั พฤตกิ รรมการเรียนรท*ู ่เี หมาะสม นกั เรยี นช้ัน...โดยใช*กระบวนการกลมOุ
นิสยั ใฝเt รียนรู*ดว* ยตนเอง ใหก* ับนักเรยี น 3.2 การพฒั นาพฤตกิ รรมการเรยี นรท*ู ่ี
1. ทำไมนกั เรยี นจงึ ขาดลักษณะนิสยั พ่ึงประสงคสS ำหรับนักเรยี นชัน้ ...โดยใช*
ใฝเt รยี นรดู* *วยตนเอง ชุดเสริมสร*างแรงบนั ดาลใจ

1. การวิเคราะหสS าเหตุการขาด
ลักษณะนิสยั ใฝเt รยี นรูด* *วยตนเองของ

2. มปี :จจยั อะไรบ*างท่ีเสรมิ สรา* ง นกั เรยี นชั้น...
ลักษณะนิสยั ใฝเt รยี นรูด* *วยตนเองของ
นักเรียน 2. การวเิ คราะหSป:จจยั ท่ีเสริมสรา* ง
ลกั ษณะนสิ ัยใฝtเรยี นรดู* *วยตนเองของ
นักเรียนชั้น...

3. ควรจะใช*วธิ กี ารหรือนวัตกรรมการ 3.1 การจดั กิจกรรมการเรียนรู*แบบ

จัดการเรยี นร*ูแบบใดทจ่ี ะชOวย บรู ณาการเพื่อเสรมิ สร*างลกั ษณะนิสยั
เสริมสรา* งลักษณะนิสยั ใฝเt รยี นรู*ด*วย ใฝเt รยี นรด*ู ว* ยตนเองสำหรับนักเรียน
ตนเองใหก* ับนกั เรียน ชน้ั ...

3.2 การพฒั นาชดุ กจิ กรรมเสริมสร*าง
ลกั ษณะนิสัยใฝtเรียนรดู* ว* ยตนเอง
สำหรับนกั เรียนชน้ั ...

3. นักเรียนขาดทักษะ 1. ควรจะใช*นวตั กรรมหรือวิธีการใด 1. การพัฒนาชดุ กจิ กรรมฝกo ทกั ษะ
กระบวนการทาง ฝกo ทักษะกระบวนการทาง กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรSสำหรับ
วทิ ยาศาสตรS วิทยาศาสตรSให*กับนกั เรยี น นกั เรยี นช้นั ...

93

ป4ญหาการเรยี นรCู คำถามวิจยั ชอื่ เร่อื งวิจัย
(อะไร/ทำไม/อยาT งไร)

2. ชุดกจิ กรรมฝกo ทกั ษะฯ ชOวยให* 2. ผลการใช*ชดุ กิจกรรมฝoกทกั ษะ
นกั เรยี นมที ักษะกระบวนการทาง กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรสS ำหรบั

วิทยาศาสตรSดขี ้ึนหรอื ไมO นกั เรียนชน้ั .....

4. นกั เรียนขาดทกั ษะการ 1. ควรจะใช*วิธีการใดเสรมิ สรา* ง 1. การพฒั นาชุดเสรมิ สรา* งทกั ษะการ
ทำงานกลุมO ทักษะการทำงานกลมOุ ของนกั เรยี น ทำงานกลมุO สำหรับนักเรยี นช้ัน...

2.ทักษะการทำงานกลมุO หลังการ 2. การเปรยี บเทียบทกั ษะการทำงาน
เรยี นรู*แบบรOวมมอื สูงกวาO ทักษะกอO น กลุOมของนักเรียนช้ัน... กอนและหลัง
เรียนหรือไมO การเรยี นรู*แบบรวO มมือ

5. นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิ ควรจะใช*นวตั กรรม/วธิ ีการใดชวO ยให* ผลการใชช* ุดการสอนแบบสือ่ ประสม
ทางการเรียนต่ำและไมO นกั เรยี นมคี วามสนใจในการเรียนและ ในการสอนวชิ า...เรือ่ ง...สำหรับ
สนใจการเรยี น มผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นสูงขน้ึ นักเรยี นชัน้ ....โรงเรยี น...

6. นกั เรียนขาดแรงจงู ใจใน ควรจะใช*นวตั กรรม/วธิ ีการใดเสริม 1. การพัฒนาบทเรียนคอมพวิ เตอรS
การเรียนรผ*ู ลสัมฤทธ์ิ พ้นื ฐานความรู* สร*างแรงจงู ใจในการ ชOวยสอนเรื่อง...สำหรบั นกั เรยี นช้นั ...
ทางการเรยี นตำ่ และพืน้ เรยี นร*ูและชวO ยให*นกั เรียนมี โรงเรยี น...

ฐานความรู*แตกตาO งกนั มาก ผลสมั ฤทธ์ิสงู ขน้ึ 2. การเปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ทิ างการ
เรียน เรื่อง...กOอนและหลงั การเรียน
แบบบรู ณาการสำหรับนกั เรียนชน้ั ...

7. นกั เรยี นมคี วามรเ*ู กี่ยวกับ ควรใช*นวตั กรรม/วิธกี ารใดเสรมิ สร*าง 1. การสร*างหนงั สืออาO เพม่ิ เตมิ เรอื่ ง
ทอ* งถ่ินน*อยและขาด ใหน* กั เรยี นมคี วามรเ*ู กี่ยวกับท*องถ่ิน ประเพณที *องถิน่ สำหรบั นักเรยี นชัน้ ...

หนงั สือเพิม่ เตมิ โรงเรียน...
2. การเสริมความร*ูเก่ียวกับทอ* งถน่ิ
โดยใชห* นังสอื อOานเพิม่ เติมเรอื่ ง

ประเพณีทอ* งถน่ิ สำหรบั นักเรยี นช้นั ...
โรงเรียน...

5) การวิเคราะห.โจทยว. ิจยั โดยใชC Logic Framework เบือ้ งตCน
Logical Frameworkหรือที่เรียกสั้น ๆ วOา Log-Fame หรือตารางเหตุผลสัมพันธS เปTนเทคนิคหนึ่ง
ที่ใช*ในการจัดทำโครงการที่แตกตOางจากการเขียนโครงการแบบดั้งเดิมหรือแบบประเพณีนิยม
(Convention Method) การเขียนโครงการโดยใช*ตารางเหตุผลสัมพันธSนี้ เหมาะกับการจัดทำงบประมาณ
แบบมุOงเน*นผลงาน มีหลักการงOาย ๆ คือ หลักการแสดงความสัมพันธSในเชิงเปTนเหตุเปTนผลซึ่งกันและกัน

94
และประสานกัน ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ขององคSประกอบที่เปTนโครงสร*างพื้นฐานของโครงการ โดย
แสดงรายละเอียดในรูปตาราง 4x4 Matrix ซึ่งมีตารางรวมทั้งสิ้น 16 ชOอง เพื่อให*ทราบวOาโครงการมี
วัตถุประสงคSอยOางไร (What) จะดำเนินการอยOางไร (How) ป:จจัยสำคัญอะไรบ*างที่จะมีผลกระทบตOอ
ความสำเร็จของโครงการ และยังระบุไว*ด*วยวOาจะสามารถวัดผลงานและความสำเร็จของโครงการได*อยOางไร
จะไดข* *อมูลมาจากแหลOงใดและโดยวธิ กี ารใด

ภาพที่ 6.5 ความสัมพนั ธSที่เปTนระบบของการวางแผนแบบ Log Frame
โดยสรุป การวางแผนโครงการแบบ Log Frame หมายถึง การวางแผนโครงการอยOางเปTน
ระบบ ยึดหลักตรรกะ โดยมีการเชื่อมโยงให*เห็นถึงความสัมพันธSเชิงสาเหตุและผลในด*านตOาง ๆ ของ
องคSประกอบการโครงการ อาทิ การกำหนดจุดมุOงหมาย (Goal) วัตถุประสงคS (Purpose) ผลงาน
(Output) กจิ กรรมตาO ง ๆ (Activies) ท่ีต*องกระทำ ตลอดจนทรพั ยากรตOาง ๆ (Input) ท่ีต*องใช*
องคป. ระกอบของ Log-Frame
องคSประกอบพื้นฐานของโครงสร*าง Log-Frame มี 2 ประเภท คือ องคSประกอบการแนวต้ัง
และองคSประกอบแนวนอน มีรายละเอียดและความสัมพนั ธS ดงั นี้

ภาพที่ 6.6 ความสมั พันธเS ชิงเหตผุ ลของ Log Frame

95

1) องคปS ระกอบตามแนวตง้ั จะแบงO ระดบั การดำเนินงานโครงการ แบOงออกเปนT 4 ระดับ คือ
- ระดบั นโยบาย ไดแ* กO อุดมการณSหรอื จุดมงุO หมายของแผนงาน หรอื Goal (G)
- ระดับวัตถุประสงคS ไดแ* กO วัตถปุ ระสงคขS องโครงการ หรอื Purpose (P)
- ระดบั ผลงาน ได*แกO ผลผลติ ของโครงการ หรอื Output (O)
- ระดับป:จจัย ได*แกO กิจกรรมตOาง ๆ ในโครงการที่จะต*องดำเนินการ รวมทั้งทรัพยากร

ที่ใช*ในการดำเนินงาน ซึ่งรวมเรียกวOากิจกรรมและทรัพยากร (Activities and Resources) กลOาวอีกนัย
หน่งึ คือ ปจ: จัย หรอื Input (I)

จุดมุงO หมาย Goal (G)

อยOางไร วตั ถปุ ระสงคS Purpose (P) ทำไม

ผลงาน Output (O)

ป:จจยั หรือกจิ กรรมและทรัพยากร Input (I)

ภาพที่ 6.7 ความสมั พนั ธขS ององคปS ระกอบแนวต้งั ในระดับตาO งๆ

2) องคSประกอบตามแนวนอน เปTนรายละเอียดขององคSประกอบแนวตั้งในแตOละระดับ
ประกอบดว* ย
- คำสรปุ (Narrative Summary-NS) เปนT คำอธิบายสน้ั ๆ ขององคปS ระกอบการแนวต้ัง

ระดับตOาง ๆ ในชOองจุดหมาย วัตถุประสงคS ผลงาน และป:จจัยหรือกิจกรรมและทรัพยากร เวลาเขียนลง
ตารางนยิ มเขียนใหส* ้นั ท่สี ดุ

- ตัวบOงชี้ความสำเร็จของโครงการ (Objective Verifiable Indicators:O.V.I) เปTน
ข*อความที่แสดงให*เห็นความสำเร็จของโครงการ โดยสามารถชี้วัดความสำเร็จนั้นได*ทั้งเชิงปริมาณและ
คุณภาพ

- แหลOงตรวจสอบและวัดความสำเร็จ (Means of Verification: M.O.V.) เปTนข*อความ
ที่แสดง ให*เห็นวOาตัวบOงชี้ความสำเร็จ ในการทำโครงการในแตOละชOองของตาราง สามารถตรวจสอบหรือ
อ*างอิงได*จากอะไร จะใช*ข*อมูลใดในการอ*างอิง และสอดคล*องกันกับขั้นตอนตOาง ๆ ในการดำเนินงานของ
โครงการหรือไมO

- ข*อสมมติฐานที่สำคัญ (Important Assumptions: I.A.) เปTนป:จจัยภายนอกหรือ
เงื่อนไขที่สำคัญตOอการที่ดำเนินโครงการให*สำเร็จ กลOาวโดยงOายคือการที่จะดำเนินโครงการให*ประสบ
ความสำเรจ็ ข้ึนอยกูO ับป:จจยั หรือเงื่อนไขทีส่ ำคญั อะไรบา* ง ถา* ไมOมีป:จจยั ดงั กลOาวการดำเนนิ โครงการ

96
การใชC Log frame ในการพัฒนาโจทยว. ิจยั ทางการศึกษา
แนวทางการใช* Log frame ในการพัฒนาโจทยSวิจัยทางการศึกษา สามารถประยุกตSใช*แนวคิดใน
การวิเคราะหSป:ญหา โดยใช* Problem tree และ Objective tree มาเปTนแนวทางในการเริ่มต*นการ
วิเคราะหโS จทยวS จิ ัยทางการศกึ ษา โดยขั้นตอนดงั น้ี
1. วิเคราะหจS ากป:ญหาหรือสิ่งที่เห็น อาการที่เกิดขึ้น สิ่งที่เปTนอยOู และไมOพึงประสงคS/ไมOอยากได*/
ไมOอยากให*เกิด โดยใช* Problem tree โดยป:ญหาหลัก และหาสาเหตุของป:ญหา และสาเหตุของสาเหตุ
ของปญ: หาอีกชน้ั หน่งึ

ภาพที่ 6.8 ตวั อยาO งการวเิ คราะหS Problem tree

ภาพที่ 6.9 ตวั อยาO งการวิเคราะหS Problem tree กรณีนักศกึ ษาเข*าเรียนสาย

97

2. นำป:ญหามากำหนดเปา> หมาย Objective Tree

ภาพที่ 6.10 ตวั อยาO งการวเิ คราะหS Objective Tree

ภาพท่ี 6.11 ตัวอยOางการวิเคราะหS Objective Tree กรณนี กั เรยี นกล*าแสดงความคดิ เห็น

98

3. บทสรุป

ป:ญหาการเรียนรู*หรือโจทยSวิจัย เปTนสิ่งสำคัญที่ครูผู*สอนหรือผู*ทำวิจัยจะต*องรู*อยOางชัดเจน เปTน
ประเด็นข*อสงสัยหรือคำถามที่ผู*วิจัยต*องการดำเนินการเพื่อหาคำตอบให*ถูกต*อง ตรงกับความเปTนจริงด*วย
กระบวนการวิจัย คำถามวิจัยจะมีลักษณะเปTนข*อสงสัยของผู*วิจัยตOอสภาพการณSตOาง ๆ ทั้งที่เปTนความ
แตกตOางและไมOแตกตOางระหวOางสภาพที่คาดหวังกับสภาพที่เปTนจริงเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู* โดยเทคนิค
วิธีการวิเคราะหSโจทยSวิจัยมีหลายวิธีการ เชOน การใช*วิธีการเชิงระบบ (นำเสนอสาเหตุด*านป:จจัย ด*าน
กระบวนการ และผลผลิต) วิธีการแผนผังความคิด (Mind map) แผนผังก*างปลา (Fishbone Diagram)
เทคนิคการตั้งคำถาม วิธี Logic Framework เบื้องต*น ซึ่งเปTนกรณีตัวอยOางเพื่อใช*เปTนแนวทางในการ
วิเคราะหSโจทยSป:ญหาการวิจัย แล*วจึงนำมาสูOการวิเคราะหSแนวทางการแก*ไขป:ญหาด*วยกระบวนการวิจัย
ซง่ึ นำไปสOูการออกแบบเครือ่ งมือ รวมทง้ั วิธกี ารรวบรวมข*อมลู ตOอไป

แบบฝBกหัดทาD ยบทท่ี 6

คำช้ีแจง ใหCนักศกึ ษาตอบคำถาม แสดงความคดิ เหน็ หรอื อภิปรายในประเด็นตTอไปนี้
1. การวเิ คราะหSโจทยวS จิ ยั มีประโยชนอS ยาO งไรตOอการวจิ ยั เพ่ือพฒั นาการเรยี นรู*
2. ให*นักศึกษาพิจารณาชื่องานวิจัยตOอไปนี้ โดยวิเคราะหSโจทยSวิจัยจากชื่อ และแสดงการวิเคราะหSโจทยS

วจิ ยั โดยใช*เทคนคิ วิธีการวเิ คราะหSโจทยSวจิ ัยท่นี กั ศึกษาสนใจ
2.1 ผลการจัดการเรียนรู*ภาษาไทยด*วยเทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบ ที่มีตOอความสามารถในการคิด

วิเคราะหแS ละการอOานวเิ คราะหขS องนักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปgท่ี 6
2.2 บทบาทของภาคีหุ*นสOวนในการสOงเสริมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในสถานศึกษาสังกัดสำนักงาน

คณะกรรมการอาชีวศกึ ษา: พหกุ รณศี ึกษา
2.3 ผลการสอนภาษาอังกฤษในวิชาการภาษาอังกฤษสำหรับมัคคุเทศกSน*อยจังหวัดลำปาง ที่มีตOอ

ทกั ษะการสื่อสารของนกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปgท่ี 6
3. นักศึกษายกตัวอยOางงานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนร*ูหรือบทความวิจัย โดยวิเคราะหSโจทยSวิจัย การ

ออกแบบการวจิ ยั ตวั แปรที่เกย่ี วข*อง สมมตฐิ าน (หากมี) รวมท้งั ประชากรและการเลอื กกลุOมตวั อยาO ง

บทที่ 7
แนวทางการศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกีย่ วขอ; ง

ในบทนี้มุ*งนำเสนอแนวทางการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข@อง ซึ่งเปCนขั้นตอนที่มี
ความสำคัญตั้งแต*เริ่มต@นการกำหนดปIญหาวิจัยจนถึงการเขียนรายงานการวิจัย เพราะตลอดทุกขั้นตอนของ
การวิจัยนั้นผู@วิจัยต@องศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข@องตลอดเวลา เพื่อใช@ในการอ@างอิงในแต*ละขั้นตอน
ของการวิจัย ดังนั้นจึงเปCนสิ่งจำเปCนอย*างยิ่งที่นักวิจัยต@องทราบถึงกระบวนการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่
เกี่ยวข@องที่ถูกต@องเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อให@งานวิจัยมีความน*าเชื่อถือในเชิงหลักการและเหตุผลเชิงวิชาการ
ประกอบด@วยเนื้อหา ได@แก* 1) ความสำคัญของการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข@อง 2) แหล*งข@อมูล
ของเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข@อง 3) กระบวนการศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข@อง และ
4) แนวทางการนำเสนอเน้อื หาของการศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเก่ยี วขอ@ ง โดยมีรายละเอยี ดดงั น้ี

1. ความสำคัญของการศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ยั ที่เกย่ี วขอ? ง

การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข@องนั้นมีความสำคัญในการดำเนินการวิจัย ดังนี้ (วรรณี
แกมเกต,ุ 2555; Leedy and Ormrod, 2013)

1. เปCนการศึกษาตัวแปรหรือประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับหัวข@อที่ผู@วิจัยสนใจในการทำวิจัยเพื่อให@
ผู@วิจัยมีความเข@าใจที่ลึกซึ้ง ชัดเจน เกี่ยวกับความหมาย แนวคิด ทฤษฎี องคkประกอบในเชิงรายละเอียดเชิง
ลึกเพื่อทำความเข@าใจอย*างถ*องแท@ ถูกต@อง ครบถ@วน และครอบคลุม ทั้งนี้การศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ี
เกี่ยวข@องทำให@ผู@วิจัยได@ความคิดใหม* มุมมอง หรือวิธีการที่เกี่ยวข@องและสอดคล@องกับประเด็นหรือตัวแปรท่ี
ทำการศึกษาเพอื่ ตอบปญI หาวิจัยได@อย*างชัดเจน

2. เปCนการกำหนดขอบเขตและกรอบแนวคิดในการทำวิจัยที่มีความน*าเชื่อถือ จากประเด็นหรือตัว
แปรที่ได@ทำการศึกษา ทำให@เห็นภาพความสัมพันธkระหว*างตัวแปรได@อย*างชัดเจน เพื่อนำไปสู*การกำหนด
สมมติฐานหรือทิศทางของผลการวจิ ยั

3. เปCนการกำหนดภาพรวมขององคkความรู@จากงานวิจัยที่มีอยู* ทำให@เห็นทิศทางและแนวโน@มของ
ทั้งในอดีต ปIจจุบัน และอนาคต องคkความรู@ที่จำเปCนต@องต*อยอด ซึ่งเปCนข@อมูลสำคัญที่ทำให@ผู@วิจัยได@เห็น
ประเด็นทนี่ า* สนใจที่จะศึกษาวจิ ัยต*อ

4. เปCนการปoองกันการทำวิจัยซ้ำซ@อนจากงานวิจัยที่ทำการศึกษาก*อนหน@า โดยผู@วิจัยสามารถ
ตรวจสอบได@ว*า มีผู@ศึกษางานวิจัยในลักษณะใดไว@แล@วบ@าง ศึกษาในลักษณะใด ระเบียบวิธีใด เมื่อใด และ
ทำการศึกษากบั กล*มุ เปoาหมายกล*ุมใด

5. เปCนการกำหนดยุทธวิธีการวิจัย กระบวนการวิจัย และเครื่องมือการวิจัย รวมถึงการกำหนด
เครือ่ งมอื การวัดตวั แปรได@อย*างมีประสิทธภิ าพ

100

2. แหลงB ข?อมูลของเอกสารและงานวิจัยท่เี กี่ยวข?อง

การศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข@อง ผู@วิจัยสามารถศึกษาจากแหล*งข@อมูลเอกสารและงานวิจัยได@
ในลกั ษณะทเ่ี ปCนข@อมลู จากแหล*งต@นทาง (Primary Scource) (อิทธิพันธk สวุ ทนั พรกลู ,2561) ดงั นี้

1. หนังสือ/ตำรา เปCนเอกสารที่มีเปoาหมายเพื่อเผยแพร*ความรู@อาจเปCนในลักษณะหนังสือที่ให@
ความรู@โดยทั่วไป หนังสือวิชาการ หรือตำราที่ใช@ในการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาที่ให@ความรู@เชิงลึก
เฉพาะเจาะจงในประเด็นที่นำเสนอ ปIจจุบันมีการเผยแพร*ในลักษณะของทั้งสิ่งพิมพkและหนังสือ
อิเลก็ ทรอนกิ สk (E-book)

2. หนังสืออ1างอิงหรือเอกสารอ1างอิง ได@แก* พจนานุกรมบัณฑิตยสถาน พจนานุกรมเฉพาะ
สาขาวิชา (เช*น พจนานุกรมศึกษาศาสตรk) สารานุกรม นามานุกรม ที่เน@นการให@ความหมายของคำศัพทk
หรือคำศพั ทkเฉพาะทาง (Technical Term))

3. รายงานการวิจัย รายงานการปฏิบัติงานของหน=วยงานหรือองค?การ หรือเอกสารทาง
ราชการ เปCนเอกสารที่สามารถใช@อ@างอิงในเชิงนโยบาย แนวการดำเนินงาน กระบวนการขั้นตอน ผลที่
เกิดข้ึน หรือการประเมนิ ผลโครงการตา* ง ๆ

4. วิทยานิพนธ?ระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท-ปริญญาเอก) ของสถาบันการศึกษาเปCนแหล*ง
เอกสารที่ใช@ในการอ@างอิงผลการวิจัยที่ได@ดำเนินการเสร็จสิ้นลงแล@ววามีข@อสรุปองคkความรู@อย*างไร มี
ประเด็นเพือ่ การต*อยอดใดบา@ ง

5. วารสารวิชาการ เปCนเอกสารที่รวบรวมบทความวิจัยและบทความวิชาการทีนำเสนอองคk
ความรู@หรือผลการวิจัยตามสาขาวิชาของวารสารนั้น ซึ่งตีพิมพkเปCนระยะตามช*วงเวลา เช*น ทุก 3 หรือ 6
เดือน โดยมีระดับของวารสานปรากฏจำแนกตามกลุ*มเพื่อแสดงความน*าเชื่อถือของวารสานนั้น เช*น
ฐานขอ@ มลู ระดับนานาชาติ SCOPUS, ISI ฐานขอ@ มลู ระดับชาติ TCI กล*มุ ที่ 1 และ กล*ุมที่ 2

6. เอกสารรายงานในที่ประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ (Proceeding) เปCนลักษณะ
ของบทความวิชาการ หรือบทความวิจัยที่ผ*านการนำเสนอในที่ประชุมวิชาการทั้งในระดับชาติและระดับ
นานาชาติ โดยมีคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวิจัย (Peer Review) ตามที่หน*วยงานหรือผู@จัดงานเปCนผู@
กำหนด

7. แหล=งข1อมูลจากสื่ออิเล็กทรอนิกส? เช*น ฐานข@อมูลงานวิจัยออนไลนk วารสารอิเล็กทรอนิกสkทั้ง
ฐานขอ@ มลู ระดบั ชาติและนานาชาติ

8. หนังสือพิมพ? เปCนแหล*งข@อมูลที่ใช@ในการอ@างอิงข@อเท็จจริงของเหตุการณk แต*มีข@อจำกัดบาง
ประการ คอื ควรมีการตรวจสอบแหลง* ทีม่ าท่ีมคี วามนา* เชือ่ ถือทางวิชาการ

9. การสื่อสารระหว=างบุคคล ได@แก* ข@อมูลจากการสัมภาษณk การนำเสนอ การบรรยายของ
นักวิชาการ ซึ่งเปCนข@อมูลที่เปCนความคิดเห็น ข@อเสนอแนะ ข@อโต@แย@ง หรือการวิพากษkวิจารณkของผู@ให@ข@อมูล
สำคัญหรืออาจเปCนผู@เชี่ยวชาญ โดยการใช@ความรู@และประสบการณkของผู@ให@ข@อมูล การใช@แหล*งข@อมูลนี้ใช@ใน
กรณีที่เอกสารและงานวิจัยมีข@อมูลหรือมีน้ำหนักที่ไม*เพียงพอ จึงศึกษาแหล*งข@อมูลบุคคลเพิ่มเติม ซึ่งข@อมูล

101

ลักษณะนี้อยู*ในลักษณะของข@อมูลที่ไม*ใช*ข@อมูลเชิงประจักษkเพียงพอ (Non-Empirical Scource) เพราะยัง
ไมไ* ดผ@ า* นการตรวจสอบความถูกตอ@ งสมบูรณขk องขอ@ มูล ผู@วิจยั อาจคำนงึ ถึงการใช@อย*างเหมาะสม

แหล*งของเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข@องที่ได@กล*าวถึงในข@างต@นนั้นผู@วิจัยควรคัดเลือกเอกสารที่มี
ความใหม*และทันสมัย ส*วนใหญ*มักกำหนดให@แหล*งข@อมูลที่สืบค@นมีช*วงระยะเวลาย@อนหลังไม*เกิด 5-10 ปâ
หรือการใช@กฎเกณฑkอื่น เช*น เอกสารที่ปรากฎหลังปâที่มีการปฏิรูปการศึกษา เอกสารที่ตีพิมพkหลังการ
ปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปCนต@น ยกเว@นกรณีที่เปCนเอกสารต@นฉบับที่มีความสำคัญ
กับประเด็นที่ทำการศึกษา เอกสารเกี่ยวกับแนวคิด ทฤษฎีหลักในการวิจัย เอกสารทางราชการเชิงนโยบาย
หรือเอกสารที่นำเสนอเพื่อให@เห็นความเปCนมาตั้งแต*อดีตจนถึงปIจจุบัน นอกจากนี้ผู@วิจัยควรหลีกเลี่ยงการใช@
แหลง* ข@อมลู ที่ยังไม*มีการพจิ ารณาหรอื ตรวจสอบความถกู ต@องและความนา* เช่อื ถอื ของแหล*งขอ@ มลู น้นั

3. กระบวนการศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ยั ที่เก่ียวขอ? ง

1. การกำหนดขอบเขตประเด็นที่ศึกษาหรือการกำหนดคำสำคัญ (Keywords) โดยผู@วิจัย
กำหนดคำทีต่ อ@ งการสืบคน@ ว*ามคี ำวา* อะไรบา@ ง คำหลัก คำรอง จากตวั แปร หรือประเด็นทท่ี ำการศึกษา

2. การสืบค1น/ค1นคว1าข1อมูล โดยสบื คน@ จากแหลง* ตา* ง ๆ และรวบรวมจัดเปCนหมวดหมู*เก็บไว@อย*าง
เปCนระบบ จัดเปCนระบบฐานข@อมูลเพื่อการสืบค@น ทบทวน และการเรียบเรียงที่ชัดเจน อาจเปCนในลักษณะ
ของการสืบค@นจากหนังสือ ตำรา ในห@องสมุด การใช@ฐานข@อมูลคอมพิวเตอรk การสืบค@นในเว็บไซตk การเปCน
สมาชกิ องคกk ารทางวิชาชพี ฯลฯ

3. การคัดกรองและคัดเลือกเอกสาร โดยผู@วิจัยคัดเลือกเอกสารและงานวิจัยที่ตรงกับประเด็นท่ี
ศึกษาจากที่ได@สืบค@นมา อาจคัดกรองจากชื่อเรื่อง บทคัดย*อ และคำสำคัญของเอกสารว*าสอดคล@องกับตัว
แปร หรือประเดน็ ทที่ ำการศกึ ษาหรอื ไม* จากน้นั ให@เรียงเอกสารตามลำดับความสำคัญของเนอ้ื หา

4. การติดต=อขอเอกสารและการฝkกค1นเอกสารฉบับเต็ม การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่ดี
นั้น ผู@วิจัยควรศึกษาจากเอกสารต@นฉบับและเปCนเอกสารฉบับเต็มเพื่อให@เห็นภาพรวมของเนื้อหาและ
รายละเอียดทั้งหมด เพื่อปoองกันความ คาดเคลื่อนจากการศึกษาเนื้อหาเพียงบางส*วน แต*ในบางกรณีที่
ผู@วิจัยสามารถสืบค@นเอกสารหรืองานวิจัยได@เพียงบางส*วน เช*น บทสรุปผู@บริหาร บทคัดย*องานวิจัย ตัวอย*าง
บทความฉบับย*อ หรือตัวอย*างเครื่องมือการวิจัย ผู@วิจัยอาจติดต*อเจ@าของผลงานหรือผู@วิจัยโดยตรงเพื่อขอ
เอกสารเพอื่ การศึกษาทบทวน

5. การประเมินคุณภาพเอกสาร เมื่อผู@วิจัยได@เอกสารที่เพียงพอต*อการศึกษาและทบทวนแล@ว ควร
มีการประเมินคุณภาพของเอกสารว*ามีความน*าเชื่อถือในเชิงวิชาการหรือไม* ทั้งนี้เพื่อให@มั่นใจได@ว*าข@อมูลที่
ใช@ในการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข@องนั้น เปCนข@อมูลที่มาจากแหล*งที่เปCนวิชาการเพียงพอ มี
แนวคิดเชงิ ทฤษฎรี องรับไม*ได@เปนC เพียงความคิดเห็นหรือทัศนะของผ@ูเขียนอยา* งเดียวเท*าน้นั

6. การลดทอนข1อมูล การวิเคราะห? การจัดระบบ และสังเคราะห?ข1อมูล เมื่อได@รับข@อมูลผู@วิจัย
คัดเลือกเอกสารที่ผ*านการประเมินคุณภาพแล@ว ผู@วิจัยควรทำความเข@าใจเนื้อหาสาระของประเด็นที่ศึกษา

102

ทั้งประเด็นหลัก ประเด็นรองอย*างถ*องแท@ หากมีประเด็นใดที่ยังไม*ชัดเจน หรือคลุมเครือผู@วิจัยควรศึกษา
เพิ่มเติมจากเอกสารอื่นประกอบ จากนั้นผู@วิจัยต@องทำการลดทอนข@อมูลเนื่องจากสาระที่ได@ศึกษานั้นอาจมี
จำนวนมากและมีความซ้ำซ@อนกัน จึงควรทำการลดทอนข@อมูลด@วยการวิเคราะหkโดยการจำแนกแยกแยะ
ข@อมูลเนื้อหาสาระและทำการสังเคราะหkข@อมูลเพื่อสรุปเปCนองคkความรู@ใหม*ที่ได@จากการทบทวนเอกสารและ
งานวิจยั ท่ีเก่ยี วข@อง

7. การบันทึกข1อมูล เขียนเรียบเรยี ง และนำเสนอขอ1 มูล เมอ่ื ผ@วู ิจยั ศกึ ษาเอกสารทบทวนเอกสาร
และงานวิจัยที่เกี่ยวข@อง ที่ผ*านการจัดระบบ วิเคราะหk และสังเคราะหkแล@ว ผู@วิจัยต@องบันทึกข@อมูลประเด็น
ที่สำคัญเพื่อสรุปความคิดจากการอ*านเอกสารแต*ละฉบับ อาจเปCนในลักษณะของการนำเสนอข@อมูลด@วย
การเขียนย*อหน@า หรือสร@างตาราง แผนผัง แผนภาพความคิด ภาพกราฟฟåกเพื่อเชื่อมโยงสาระสำคัญของ
เนื้อหา และต@องแนวคิด ทฤษฎี หรืองานวิจัย ได@วิเคราะหkและสังเคราะหkข@อมูล และควร ระวังและให@
ความสำคัญเกี่ยวกับการคัดลอกข@อมูลจากเอกสารต@นฉบับ เพื่อปoองกันปIญหาเกี่ยวกับการคัดลอก
วรรณกรรม (plagiarism) ทั้งนี้ผู@วิจัยควรสรุปเรียบเรียงความคิดให@เปCนภาษาของตนเองเพื่อให@ผู@อ*านอ*าน
แล@วไมต* ิดขดั มีความชัดเจนและความสอดคล@องกันของเนือ้ หาในแตล* ะส*วน

8. การปรทิ ศั นเ? พือ่ ทบทวนการเขยี นรายงานและการตรวจสอบรายการอ1างอิง ข้นั ตอนสุดทา@ ย
นี้เปCนการสร@างความมั่นใจให@กับผู@วิจัยในการปริทัศนk (review) ในการทบทวนการเขียน (rewrite) ราย
งานการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข@องอีกครั้ง โดยผู@วิจัยควรตรวจสอบความสมบูรณk ความครบถ@วน
และความครอบคลุมของเนื้อหา การลำดับไล*เรียงของหัวข@อหลักหัวข@อรอง ความเปCนวิชาการของภาษาท่ี
ใช@ การใชค@ ำศพั ทเk ฉพาะสาขา รวมถงึ การตรวจสอบการสะกดคำ และตรวจสอบการอ@างอิงสาระเนื้อหาตาม
รปู แบบท่ีกำหนดไว@ เชน* ตามรปู แบบของ APA หรอื รปู แบบของหน*วยงาน องคกk าร สถาบนั ทไี่ ด@กำหนดไว@

การวเิ คราะห?และสงั เคราะหง? านวิจยั ที่เกี่ยวขอ1 ง
การวิเคราะหkและสังเคราะหkงานวิจัยที่เกี่ยวข@องนั้น ทำให@ผู@วิจัยเห็นภาพรวมขององคkความรู@จาก
งานวิจัยที่มีอยู* ทำให@เห็นทิศทางและแนวโน@มจากในอดีต ปIจจุบัน และอนาคต ซึ่งเปCนข@อมูลที่สำคัญในการ
กำหนดประเด็นหรือปIญหาที่น*าสนใจในการศึกษาวิจัยต*อไป และเพื่อปoองกันการทำวิจัยซ้ำซ@อน ผู@วิจัย
สามารถตรวจสอบได@ว*ามีผู@ศึกษางานวิจัยในลักษณะใดไว@แล@วบ@าง ศึกษาในลักษณะใด เมื่อไร ศึกษากับ
กลุ*มเปoาหมายกลุ*มใด โดยการวิเคราะหkงานวิจัยนั้นเมื่อผู@วิจัยเลือกงานวิจัยมาแล@วอาจบันทึกข@อมูลพื้นฐาน
และขอ@ ค@นพบของงานวิจัยดว@ ยการจัดทำตารางดงั ตวั อย*างตอ* ไปนี้

103

ตารางท่ี 7.1 ตัวอย*างแบบฟอรมk บนั ทึกข@อมูลพื้นฐานและขอ@ คน@ พบของงานวจิ ัย

ลำดับ เรอื่ ง ผวู/ ิจยั ป5 สถาบนั / ลักษณะ กลม?ุ ตวั อยา? ง ระเบียบ ผลการวจิ ยั ขอ/ เสนอแนะ
พ.ศ. หน?วยงาน ตวั แปร วธิ วี จิ ัย
อนบุ าล/ ม. ม.
ตน/ ตาม ประถม ตน/ ปลาย

1

2

3

4



หมายเหตุ อาจเพิ่ม-ลดรายการวิเคราะหkได@ เชน* องคkประกอบที่ศึกษา กลุม* สาระการเรยี นร@ู
สงั กดั /บริบท โรงเรยี น เคร่ืองมือท่ใี ช@ในการวจิ ยั วิธีการวเิ คราะหkข@อมลู ฯลฯ

เมื่อผู@วิจัยสังเคราะหkงานวิจัยที่เกี่ยวข@องกับตัวแปร/ประเด็นที่ศึกษาแล@ว ผู@วิจัยต@องทำการ
เปรียบเทียบข@อมูลของงานวิจัยเพื่อพิจารณาแนวโน@มของการวิจัยทั้งเรื่องของตัวแปลที่ศึกษา
กลม*ุ เปoาหมายท่ีทำการศกึ ษา ระเบยี บวธิ ีที่ใช@ ผลการวิจยั โดยอาจพิจารณาได@จากประเดน็ ตอ* ไปนี้

• ประเดน็ การวจิ ัยมกี ารศึกษามากน@อยเพยี งใด ซ้ำซ@อนกันหรือไม*

• งานวิจยั ทำในช*วงระยะเวลาใด มีแนวโนม@ ทคี่ วรทำต*อไปในปจI จบุ ันหรอื ไม*

• ตัวแปลทศ่ี กึ ษาสว* นใหญ*ใชเ@ ปนC ตัวแปรต@น ตัวแปรคนั่ กลาง หรอื ตัวแปลตาม

• งานวจิ ยั ส*วนใหญท* ำการศึกษากบั ใคร เชน* ผูบ@ ริหาร ครู นกั เรยี นในระดบั ใด

• การใช@ระเบียบวิธีที่ใช@ในการวิจัย ส*วนใหญ*ใช@แบบแผนการวิจัยแบบใด มีการใช@เครื่องมือ
การวจิ ัย และวธิ ีการวิเคราะหkขอ@ มูลใดบ@าง

• ผลการวิจัยมีความสอดคล@องกันในแต*ละเรอ่ื งหรือไม*

• มีการเสนอแนะการใช@ประโยชนkจากการวิจัยอย*างไร ควรศึกษาประเด็นใดเพื่อต*อยอด
องคkความร@ูบา@ ง

จากการวิเคราะหkและสังเคราะหkความรู@จากงานวิจัยประกอบกับการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข@อง ทำ
ให@ผู@วิจัยเห็นช*องว*างหรือพื้นที่ที่สามารถทำวิจัยซึ่งเปCนองคkความรู@ที่ยังขาดอยู*หรือยังไม*สมบูรณkโดยเปCน
ประเด็นปIญหาใหม*ที่มีความน*าสนใจไม*เกิดความซ้ำซ@อนกับงานวิจัยที่ผ*านมา ทั้งกลุ*มตัวอย*างและวิธี
การศึกษา

104

4. แนวทางการนำเสนอเนอื้ หาของการศึกษาเอกสารและงานวิจัยทีเ่ ก่ยี วข?อง

หลักการนำเสนอเนื้อหาในส*วนของการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข@องนั้น มีประเด็นการ
พิจารณาจากเนื้อหาจากตัวแปร/ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข@องกับเรื่องที่ทำวิจัย แล@วจำแนกและจัดลำดับความ
เหมาะสมของเนื้อหาให@เปCนหมวดหมู* กำหนดหัวข@อหลัก หัวข@อรองที่มีความต*อเนื่องกัน เนื้อหาส*วนใดที่ไม*
เกี่ยวข@องและไม*ได@นำมาใช@ประโยชนkในการวิจัยอาจไม*จำเปCนต@องทำการรายงานหรืออาจนำเสนอเพียง
เล็กน@อยเท*านั้น และพิจารณาความครอบคลุมประเด็นที่เกี่ยวข@องกับเรื่องที่ทำวิจัย โดยผู@วิจัยต@องรวบรวม
เนื้อหาให@ครอบคลุมทุกประเด็นเพื่อให@มองเห็นภาพรวมทั้งหมด ของการศึกษาเอกสาร และเพื่อเปCน
ประโยชนใk นการสังเคราะหkเปCนกรอบแนวคิดในการวจิ ยั สกู* ารกำหนดสมมติฐานทชี่ ัดเจนตอ* ไป

ตัวอยา= ง 7.1 หัวขอ@ การศึกษาเอกสารและรายงานวจิ ยั ทเ่ี ก่ยี วขอ@ ง
ตัวแปร/ประเด็นทีส่ นใจศึกษา : การสรา@ งบทเรียนคอมพวิ เตอรkช*วยสอน
การศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยที่เก่ียวข@อง
ตอนท่ี 1 ความหมายและคำจำกัดความความของบทเรียนคอมพิวเตอรkชว* ยสอน
ตอนท่ี 2 ทฤษฎที ี่เกย่ี วข@องกับการใช@บทเรยี นคอมพิวเตอรkชว* ยสอน
ตอนท่ี 3 ประเภทของบทเรยี นคอมพวิ เตอรkช*วยสอน
ตอนท่ี 4 ขอ@ ดแี ละขอ@ จำกัดของบทเรยี นคอมพิวเตอรkช*วยสอน
ตอนที่ 5 ขั้นตอนและกระบวนการจัดทำบทเรียนคอมพิวเตอรkช*วยสอน
ตอนที่ …………………………………………………………………
ตอนที่ X งานวิจัยที่เกี่ยวข@องกับการใช@บทเรียนคอมพิวเตอรkช*วยสอน (ทั้งในและต*างประเทศ งานวิจัยที่
เกี่ยวข@องกับการใชบ@ ทเรยี นคอมพวิ เตอรชk ว* ยสอนทัง้ ในและต*างประเทศ)
จากตัวอย*างสังเกตได@ว*าเนื้อหาในแต*ละตอนนั้นผู@วิจัยสามารถนำสิ่งที่ได@ศึกษาเอกสารและงานวิจัย

มาใช@ในการดำเนินการวิจัยได@ เช*น ผู@วิจัยจำเปCนต@องรู@และเข@าใจความหมายและคำจำกัดความความของ
บทเรียนคอมพิวเตอรkช*วยสอน เพื่อให@เกิดความกระจ*างในลักษณะของบทเรียนดังกล*าว และจะต@องทราบ
ทฤษฎีที่เกี่ยวข@องเพื่อเปCนพื้นฐานในการพัฒนาบทเรียนว*ามีพื้นฐานคิดอย*างไร และผู@วิจัยต@องทราบ
ประเภทของบทเรียนคอมพิวเตอรkช*วยสอนเพื่อจะได@กำหนดรูปแบบในการวิจัยว*าจะพัฒนาโปรแกรมใน
ประเภทใดหรือรูปแบบใด และผู@วิจัยต@องทราบว*าบทเรียนคอมพิวเตอรkช*วยสอนมีข@อดีอย*างไร เพื่อ
ออกแบบให@สอดคล@องและมีข@อจำกัดอย*างไรที่พึงต@องระมัดระวังไม*ให@เกิดขึ้น และผู@วิจัยต@องทราบขั้นตอน
และกระบวนการจัดทำเพื่อเปCนแนวทางในการสร@างบทเรียนคอมพิวเตอรkช*วยสอนต*อไป ทั้งนี้ในบาง
ประเด็นอาจไม*จำเปCนต@องมีการทบทวนเอกสาร เช*น ประวัติและพัฒนาการของบทเรียนคอมพิวเตอรkช*วย
สอน เปนC ตน@ โดยเนื้อหาส*วนนไี้ ม*ได@นำมาใช@ในการสร@างบทเรยี นดงั กล*าวเปนC ตน@

105

นอกจากตัวอย*างพื้นฐานในการกำหนดประเด็นการศึกษา และเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข@องใน
ข@างต@น จากตัวอย*างต*อไปนี้ เปCนการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข@องจากงานวิจัยที่มีความสอดคล@อง
กับตัวแปรและประเด็นที่ทำการศึกษา เพื่อใช@เปCนประโยชนkในการดำเนินการวิจัยทางการศึกษาแนวคิด
การกำหนดนยิ ามศัพทkเฉพาะ และการสร@างเครื่องมือในการวิจยั ต*อไป

ตวั อยา= ง 7.2 การนำเสนอเนอ้ื หาของการศึกษาเอกสารและงานวิจยั ทเี่ ก่ยี วขอ@ ง (เรื่องท1่ี )

งานวิจัยเรื่องผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู/รายวิชาสังคมศึกษาโดยใช/เครือข?ายสังคมออนไลนVที่มีต?อความสามารถในการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู/และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาป5ที่ 4 ผู/วิจัยได/ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่
เก่ยี วข/องโดยนำเสนอรายละเอยี ดดังนี้

1. เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี ก่ียวข/องกบั ความสามารถในการแลกเปลี่ยนเรียนร/ู
1.1 ความหมายของการแลกเปลีย่ นเรยี นรู/
1.2 กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู/
1.3 ป[ญหา อปุ สรรค และวธิ ีการแบ?งปน[ ความรู/
1.4 การแลกเปลยี่ นเรียนรบ/ู นเครอื ข?ายสังคมออนไลนV
1.5 งานวิจัยท่เี กย่ี วขอ/ งกับความสามารถในการแลกเปลย่ี นเรยี นร/ู

2. เอกสารและงานวจิ ัยท่ีเกยี่ วข/องกบั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
2.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
2.3 องคVประกอบทม่ี อี ทิ ธพิ ลต?อผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น
2.4 เครอื่ งมอื วดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น
2.5 หลักการสร/างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียน
2.6 งานวิจัยที่เก่ียวข/องกบั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น

3. เอกสารรายงานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วขอ/ งกบั การเรียนการสอนโดยใช/เครอื ขา? ยสังคมออนไลนV
3.1 แนวคดิ เกี่ยวกับเครือข?ายสงั คมออนไลนV
3.2 ความหมายของเครือขา? ยสงั คมออนไลนV
3.3 บทบาทของเครอื ข?ายสังคมออนไลนVตอ? การจดั การเรียนการสอน
3.4 ประโยชนขV องเครอื ข?ายสงั คมออนไลนตV ?อการเรียนการสอน
3.5 ผลดีและผลเสียของการใช/บรกิ ารเครือข?ายสังคมออนไลนV
3.6 งานวิจยั ท่ีเกย่ี วข/องกบั การจัดการเรยี นการสอนโดยใช/เครอื ข?ายสงั คมออนไลนV

จากตัวอย*างคำสำคัญ/ตัวแปรสำคัญในการวิจัยเริ่มนี้ 3 คำ ได@แก* 1) การจัดกิจกรรมการเรียนร@ู
โดยใช@เครือข*ายสังคมออนไลนk (ตัวแปรต@น) 2) ความสามารถในการแลกเปลี่ยนเรียนรู@ (ตัวแปรตามตัวที่ 1)
และ 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ตัวแปรตามตัวที่ 2) โดยผู@วิจัยได@กำหนดหัวข@อประเด็นสำคัญที่จำเปCนใน
การศึกษาเอกสารรายงานวิจัยที่เกี่ยวข@องเพื่อเปCนข@อมูลพื้นฐานในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู@โดย
ใช@เครือข*ายออนไลนk และศึกษาเอกสารและงานวิจัยเกี่ยวกับความสามารถในการ แรกเรียนรู@และ
ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนเพอื่ นำไปสูก* ารวดั ผลตัวแปรตามทตี่ อ@ งการศกึ ษาได@อยา* งชัดเจน

106

ตัวอย=าง 7.3 การนำเสนอเนื้อหาของการศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ัยทเี่ ก่ียวข@อง (เร่ืองท่ี2)

งานวจิ ยั เรือ่ งการศึกษาโมเดลเชงิ สาเหตทุ ีม่ ีอทิ ธิพลกำกบั และอิทธพิ ลส?งผ?านของพฤติกรรมตดิ อนิ เตอรVเนต็ ของนกั เรียน
ชนั้ มัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดนนทบรุ ี ผว/ู ิจยั ได/ศึกษา เอกสารและงานวิจัยทเ่ี กย่ี วขอ/ งโดยนำเสนอรายละเอียดดังน้ี

1. มโนทศั นทV ีเ่ กีย่ วข/องกับอินเทอรเV น็ต
1.1 ความหมายของอนิ เทอรเV นต็
1.2 ความเปน` มาของอินเทอรเV น็ตในประเทศไทย
1.3 สถิตกิ ารใช/อินเทอรVเนต็ ในประเทศไทย
1.4 ประโยชนVและโทษของอนิ เทอรเV นต็

2. มโนทศั นทV ี่เกี่ยวขอ/ งกับพฤตกิ รรมตดิ อินเทอรVเน็ต
2.1 พฤตกิ รรมติดอนิ เทอรเV น็ต
2.2 พฤตกิ รรมติดอนิ เทอรVเน็ต
2.3 ผลกระทบจากพฤตกิ รรมติดอนิ เทอรเV นต็
2.4 งานวจิ ยั ท่เี กี่ยวข/องกบั พฤติกรรมติดอินเทอรเV น็ต

3. แนวคิดและทฤษฎที เ่ี กีย่ วข/อง
3.1 ทฤษฎีการเรยี นรูท/ างป[ญญาสงั คม (social cogntitive theory)
3.2 ทฤษฎปี ฏิสัมพนั ธนV ิยม (tnteractionism model)

4. ปจ[ จัยท่ีสง? ผลตอ? พฤติกรรมติดอนิ เทอรเV น็ต
4.1 สัมพนั ธภาพในครอบครวั (family relation)
4.2 การสนับสนุนทางครอบครวั (social support)
4.3 ภาวะซึมเศรา/ (depression)
4.5 การรบั ร/เู กย่ี วกับอินเทอรเV น็ต (self-control)

5. เคร่อื งมอื ทใ่ี ช/ วดั พฤติกรรมตดิ อนิ เทอรVเนต็
6. การวเิ คราะหอV ิทธิพลปฏิสัมพนั ธVของตวั แปรกำกบั และตัวแปรส?งผ?าน

6.1 มโนทัศนขV องตัวแปรกำกับและตวั แปรส?งผา? น
6.2 อทิ ธิพลของตัวแปรสง? ผ?านทม่ี กี ารกำกับ (moderated mediarion) และอทิ ธิพลของตวั แปรกำกับที่มกี าร
สง? ผ?าน (medited moderation)
6.3 การวิเคราะหอV ิทธพิ ลปฏิสัมพันธVตามแนวคดิ ของ ชวู VเมเกอรV และโลแม็กซV

จากตัวอย*าง คำสำคัญ/ตัวแปรสำคัญในการวิจัยเรื่องนี้มี 3 คำ ได@แก* 1) พฤติกรรมติดอินเทอรkเน็ต
2) ปIจจัยที่ส*งผลต*อพฤติกรรมติดอินเทอรkเน็ต ได@แก* (1) สัมพันธkภาพในครอบครัว (Family Relation) (2)
การสนับสนุนทางสังคม (Social Support) (3) ภาวะซึมเศร@า (Depression) (4) การควบคุมตนเอง (Self-
Control) และ (5) การรับรู@เกี่ยวกับอินเทอรkเน็ต (Internet Perception) โดยผู@วิจัย ได@กำหนดหัวข@อที่
จำเปCนในการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข@องเพื่อเปCนข@อมูลพื้นฐานในการสร@างโมเดลเชิงสาเหตุเพ่ือ
นำไปสู*การศึกษาปIจจยั ทส่ี *งผลตอ* พฤติกรรมตดิ อินเทอรkเน็ตของนักเรียนระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

107

5. บทสรุป

การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข@องเปCนขั้นตอนที่มีความสำคัญขั้นตอนหนึ่ง โดยตั้งแต*การ
กำหนดปIญหาวิจัย ตลอดจนถึงการเขียนรายงานวิจัย การศึกษาตัวแปรหรือประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข@องกับ
ข@อที่ผู@วิจัยสนใจ การกำหนดขอบเขตและกรอบแนวคิดในการทำวิจัย ทำให@เห็นภาพรวมขององคkความร@ู
จากงานวิจัยที่มีอยู*เพื่อปoองกันการทำวิจัยซ้ำซ@อน รวมถึงเปCนการกำหนดยุทธวิธีการวิจัย กระบวนการวิจัย
และเครื่องมอื การวิจยั

การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข@องสามารถศึกษาจากแหล*งข@อมูลเอกสารและงานวิจัย อาทิ
หนังสือ/ตำรา หนังสือหรือเอกสารอ@างอิง รายงานวิจัย วิทยานิพนธk วารสารวิชาการ เปCนต@น โดย
กระบวนการในการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข@อง ได@แก* 1) การกำหนดขอบเขตประเด็นที่ศึกษา
หรือการกำหนดคำสำคัญ 2) การสืบค@น/ค@นคว@าข@อมูล 3) การคัดกรองและคัดเลือกเอกสาร 4) การติดต*อ
ขอเอกสารแบะการสืบค@นเอกสารฉบับเต็ม 5) การประเมินคุณภาพเอกสาร 6) การลดทอนข@อมูล การ
วิเคราะหk การจัดระบบและการสังเคราะหkข@อมูล 7) การบันทึกข@อมูล เขียนเรียบเรียงและนำเสนอข@อมูล
และ 8) การปริทัศนkเพื่อทบทวนการเขียนรายงานและการตรวจสอบรายงานอ@างอิง ในส*วนของการ
นำเสนอนั้นจะพิจารณาจากเนื้อหาจากตัวแปร/ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข@องกับเรื่องที่ทำวิจัย แล@วจำแนกและ
จัดลำดับความเหมาะสมของเนื้อหาให@เปCนหมวดหมู* กำหนดหัวข@อหลัก หัวข@อรองที่มีความต*อเนื่องกัน และ
พิจารณาความครอบคลุมของประเด็นท่เี กี่ยวขอ@ งกับเร่อื งที่ทำวจิ ยั

แบบฝกM หัดท?ายบทท่ี 7

คำช้แี จง ใหน1 กั ศกึ ษาตอบคำถาม แสดงความคิดเหน็ หรืออภิปรายในประเด็นตอ= ไปนี้
1. นักศกึ ษาคดิ ว*าเพราะเหตใุ ดจงึ ต@องมีการศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ยั ที่เก่ียวข@อง
2. นักศึกษาเลือกประเด็นที่กำหนดให@ต*อไปนี้ แล@วกำหนดหัวข@อที่จำเปCนที่จะต@องศึกษาและหัวข@อ

ดังกล*าวสามารถหาได@จากแหลง* ใด
- การสอนวรรณคดีไทย
- การสอนโดยใช@โครงการวิทยาศาสตรk
- การสอนภาษาอังกฤษผา* นเพลง
- ความสามารถในการคำนวณของนักเรียน
3. นักศึกษายกตัวอย*างงานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู@หรือบทความวิจัย แล@วให@ข@อเสนอเกี่ยวกับการศึกษา
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข@องว*ามีความครบถ@วนหรือเหมาะสมเพียงใดกับประเด็นหรือตัวแปรที่
ศึกษา



บทท่ี 8
เครือ่ งมอื และแนวทางการรวบรวมขอ6 มูลวจิ ยั

ในการออกแบบการวิจัย นอกจากการออกแบบการเลือกตัวอย3างแล5ว การออกแบบการวัดตัวแปร
และวัดผลได5อย3างมีประสิทธิภาพ จะต5องรู5วิธีการเก็บรวบรวมข5อมูล และเครื่องมือในการวิจัย ซึ่งทั้งสอง
อย3างนี้ความสอดคล5องและสัมพันธJกัน ดังนั้นในบทนี้จึงจะมุ3งนำเสนอสาระเกี่ยวกับเครื่องมือและแนว
ทางการรวบรวมขอ5 มลู วิจยั ซึ่งมเี นือ้ หาประกอบดว5 ย 1) ความหมายและประเภทของข5อมูล 2) ประเภทของ
เครื่องมือเก็บรวบรวมข5อมูล และ 3) การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือเก็บรวบรวมข5อมูล โดยมี
รายละเอยี ดดงั น้ี

1. ความหมายและประเภทของขอ5 มลู

ความหมายของขอ* มลู (พชิ ิต ฤทธจ์ิ รญู ,2561)
ข5อมูล (Data) หมายถึง ข5อเท็จจริงหรือข3าวสาร (information) ต3าง ๆ ที่อาจเปgนตัวเลขหรือไม3
เปgนตัวเลขก็ได5 ข5อมูลที่เปgนตัวเลขเรียกว3า ข5อมูลเชิงปริมาณ เช3น ด.ช.สมศักดิ์ สอบวิชาคณิตศาสตรJได5 15
คะแนน จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน ส3วนข5อมูลที่ไม3เปgนตัวเลข เรียกว3า ข5อมูลเชิงคุณภาพ เช3น ด.ญ.ศศิธร
ไดร5 ับรางวลั “นักเรยี นยอดนักอ3านแห3งปl” ของโรงเรยี น
ข5อมูลที่ใช5สำหรับการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู5 หมายถึง ข5อเท็จจริงหรือข3าวสารที่เก่ียวกับตัวแปร
หรือสิ่งที่จะนำมาเปgนหลักฐานเพื่อใช5ในการบรรยายประเด็นต3าง ๆ ที่เกี่ยวข5องกับปpญหาการเรียนรู5ของ
ผู5เรียน การแก5ปpญหาการจัดการเรียนรู5ของครู ผลการแก5ปpญหาการเรียนรู5หรือผลการพัฒนาผู5เรียน รวมทั้ง
การสะท5อนผลต3อการปฏบิ ัตกิ ารวิจัยของครู
ประเภทของขอ* มูล
1. ถ5าจำแนกข5อมูลตามแหลง3 ท่ีมาของข5อมลู แบง3 ข5อมลู ได5 2 ประเภท คอื

1) ข5อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) เปgนข5อมูลที่เก็บรวมรวมขึ้นใหม3จากแหล3งข5อมูลโดยตรง
ไม3มีการเปลี่ยนรูปหรือเปลี่ยนความหมาย เช3น ข5อมูลที่ได5จากการสอบถาม การสัมภาษณJ การสังเกต และ
ขอ5 มูลจากผลการปฏบิ ัตกิ ารวจิ ยั เพ่ือแก5ปpญหาหรอื พัฒนาผู5เรยี น

2) ข5อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) เปgนข5อมูลที่ไม3สามารถเก็บรวบรวมจากแหล3งข5อมูลได5
โดยตรง แต3ได5จากแหล3งที่รวบรวมข5อมูลไว5แล5ว เช3น ข5อมูลผลการทดสอบหรือประเมินผลในระดับต3างๆ
ขอ5 มลู สถิติทม่ี กี ารบันทึกไวแ5 ล5ว ข5อมูลจากรายงานการวิจยั ข5อมลู บันทกึ ส3วนตวั ของครแู ละนกั เรียน

2. ถ5าจำแนกขอ5 มูลตามลกั ษณะของขอ5 มลู แบ3งข5อมลู ได5 2 ประเภท คือ

110

1) ข5อมูลเชิงปริมาณ (quantitative data) เปgนข5อมูลที่บอกเปgนตัวเลขหรือเปgนปริมาณที่มี
อยู3จริงของตัวแปรแต3ละตัวที่ผู5วิจัยกำลังสนใจศึกษาอยู3 เช3น จำนวนนักศึกษา คะแนนสอบระดับผลการ
เรยี น คะแนนพฤติกรรมการเรยี นหรือการทำงาน จำนวนครั้งหรอื จำนวนนกั เรยี นที่ประพฤตผิ ิดวินัย

2) ข5อมูลเชิงคุณภาพ (qualitative data) เปgนข5อมูลที่ไม3สามารถบอกเปgนปริมาณหรือ
ตัวเลขได5 แต3จะบอกในลักษณะคำพูด หรือข5อความบรรยายที่แสดงคุณลักษณะที่แตกต3างกันของตัวแปร
ต3าง ๆ โดยพยายามแยกเปgนกลุ3มตามคุณสมบัติ เช3น อาชีพ ศาสนา สถานภาพสมรส เพศ ความรักในการ
อ3านและการเรียน พฤติกรรมการเรียน พฤติกรรมการทำงานกลุ3ม ความคิดเห็นและข5อเสนอแนะ
บรรยากาศในการเรยี นการสอน ปpญหาในการเรียนร5ู สาเหตุท่ีนกั เรียนไม3รกั การอา3 น

ในการเก็บรวบรวมข5อมูลผู5วิจัยต5องตัดสินใจก3อนว3าจะเก็บรวบรวมข5อมูลใหม3ด5วยตนเองหรือใช5
ข5อมูลที่องคJกรหรือบุคคลหรือเก็บไว5แล5ว การใช5ข5อมูลใหม3ด5วยตนเองหรือใช5ข5อมูลที่องคJกรหรือบุคคลอื่น
เก็บไว5แล5วเรียกว3า การใช5ข5อมูลจากแหล3งข5อมูล (source of data) หากผู5วิจัยจะเก็บรวบรวมข5อมูลใหม3
ด5วยตนเองจะต5องพิจารณาเลือกวิธีการรวบรวมข5อมูลให5เหมาะสมกับลักษณะของตัวแปรที่จะวัด ซึ่งอาจใช5
วิธีการทดสอบ การสอบถาม การสัมภาษณJ หรือการสังเกต พร5อมทั้งมีการจัดเตรียมเครื่องมือที่จะใช5เก็บ
รวบรวมข5อมูล ซึ่งผู5วิจัยอาจจะสร5างขึ้นมาใหม3หรือเลือกใช5เครื่องมือที่มีอยู3แล5วให5เหมาะสมกับสิ่งที่ต5องการ
จะวัด

2. ประเภทของเครื่องมือเก็บรวบรวมขอ5 มลู

เทคนิควิธีและเครื่องมือที่ใช5ในการรวบรวมข5อมูลสำหรับการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู5 แบ3งเปgน
ประเภทใหญ3 ๆ ได5 2 วิธี (พิชติ ฤทธิจ์ รญู , 2561) คอื

1. การวิธีเก็บรวบรวมข5อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data Collection Techniques) ได5แก3
การสำรวจ (Surveys) การสอบถาม (Questionnaires) มาตรประมาณค3า (Rating Scales) การตรวจสอบ
รายการ (Checklists) การทดสอบและการใช5เครื่องมือวันที่เปgนทางการ (Tests and Formal
Instruments) ซึ่งเปgนแหล3งข5อมูลเชิงปริมาณ เช3น การทดสอบย3อย การทดสอบกลางภาค การทดสอบ
ปลายภาค ระดับผลการเรียนแต3ละรายวิชา การประเมินคุณภาพการศึกษาในระดับโรงเรียนระดับเขตพื้นที่
การศกึ ษาระดับชาติ

2. การวิธีเก็บรวบรวมข5อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data Collection Techniques) ได5แก3
การสังเกต (Observations) การสัมภาษณJ (Interviews) การสนทนากลุ3ม (Focus Group) การใช5ข5อมูล
บันทึกส3วนตัว (Personal Journals) หลักฐานทางเอกสารและการบันทึกต3าง ๆ (Documents and
Records)

111

ตัวอยา3 งเทคนิควิธแี ละเครื่องมอื เกบ็ รวบรวมขอ5 มูลและการนำไปใช5 สรุปดังตาราง

ตารางท่ี 8.1 ตวั อย3างเทคนคิ วธิ แี ละเคร่ืองมือเกบ็ รวบรวมข5อมลู และการนำไปใช5

เทคนิควธิ ีและเครอื่ งมือ การนำไปใช*
รวบรวมขอ* มลู

1. การสงั เกต ใชส5 ำหรับเกบ็ รวบรวมขอ5 มูลเกย่ี วกบั พฤติกรรมของนักเรยี นหรือเหตุการณJ
(แบบบันทึกการสังเกต) ปรากฏการณทJ ี่เกิดขนึ้ ในชนั้ เรียนในระหว3างการจัดการเรยี นรู5

2. การสมั ภาษณJ ใช5สำหรับเกบ็ ขอ5 มูลเชิงลกึ เจาะประเด็นสำคัญ ๆ รอบด5านจากนักเรยี นหรือ
(แนวคำถามการสมั ภาษณ)J ผู5เกยี่ วขอ5 ง โดยเลือกผ5ูใหข5 5อมลู สำคัญ (Key informants) ซึ่งมจี ำนวนไม3มาก

3. แบบวดั เจตคติ ใช5สำหรบั วดั เจตคติของนกั เรยี นที่มีต3อการเรียนโดยใชน5 วตั กรรม หรือเจตคติ

ของครู ผ5ปู กครอง หรอื ผู5เก่ยี วข5องต3อการวัดการเรยี นรู5

4. การสนทนากลมุ3 ใช5สำหรับเกบ็ ขอ5 มลู โดยเลอื กผ5ูให5ขอ5 มลู สำคัญทมี่ ลี ักษณะคลา5 ยคลึงกนั จำนวน
(แนวคำถามสนทนากลุม3 ) 10-12 คน ร3วมพดู คยุ สนทนากนั ตามแนวคำถามทีก่ ำหนดไว5

5. แบบสอบถาม ใช5สำหรบั วัดขอ5 เท็จจรงิ สภาพการณJต3าง ๆ ความรู5สกึ ความคิดเห็น ความเชอ่ื
ความต5องการของนักเรียน ครู หรือผป5ู กครอง

6. แบบทดสอบ ใชส5 ำหรับวัดความรู5 ความเขา5 ใจ ความสามารถของผ5เู รยี นตามจดุ ประสงคJ/
ผลลพั ธกJ ารเรียนรหู5 รอื เนอื้ หาสาระทก่ี ำหนดในหลักสูตรหรอื รายวิชา

โดยเทคนิควิธีและเครื่องมือที่ใช5ในการรวบรวมข5อมูลสำหรับการวิจัย เพื่อพัฒนาการเรียนรู5 ได5แก3
การสังเกต การสัมภาษณJ แบบสอบถาม แบบวัดเจตคติ การสนทนากลุ3ม การเก็บรวบรวมข5อมูลจาก
เอกสารหลกั ฐานและแบบทดสอบ ซึ่งมรี ายละเอยี ดดังน้ี

2.1 การสงั เกต
ความหมายของการสงั เกต
การสังเกตเปgนเทคนิควิธีการเก็บรวบรวมข5อมูลที่เปgนที่นิยมใช5กันมากในการวิจัยปฏิบัติการในช้ัน
เรียนโดยเฉพาะครูหรือบุคคลที่ทำหน5าที่ในการวัดผลการศึกษา การสังเกตเปgนวิธีการเก็บรวบรวมข5อมูล
โดยใช5ประสาทสัมผัสทั้งห5า ในลักษณะของการเฝîาดู ศึกษาเหตุการณJ ปรากฏการณJ เพื่อให5เข5าใจธรรมชาติ
ของสิ่งที่สังเกต หรือพฤติกรรมของสิ่งที่ต5องการศึกษา อาจจะเปgนลักษณะบุคลิกภาพ การใช5คำพูด ภาษา
ท3าทาง กิจกรรม ทักษะและความสามารถ และสภาพแวดล5อม ข5อมูลที่ได5จะถูกต5องเพียงใดขึ้นอยู3กับสิ่งท่ี
สงั เกต ผส5ู งั เกต และผ5ูถกู สงั เกต โดยใชแ5 บบบันทึกการสังเกตเปนg เครอ่ื งมอื ในการเกบ็ รวบรวมข5อมลู
ประเภทของการสงั เกต การสงั เกตแบ3งไดเ5 ปgน 2 ประเภท คอื
1. การสังเกตแบบมีส3วนร3วม (Participant Observation) เปgนการสังเกตที่ผู5สังเกตเข5าไปเปgน
สมาชิกในกิจกรรมที่ต5องการสังเกต หรือเข5าไปมีส3วนร3วมในกลุ3มที่ศึกษา ซึ่งจะทำให5ได5ข5อมูลที่ละเอียด

112

ถูกต5อง ชัดเจน เปgนลักษณะของการสังเกตทางตรง (Direct Observation) เช3น ครูสังเกตพฤติกรรมการ
เรยี นหรอื การทำงานกล3ุมของนักเรียนในชน้ั เรยี น ผูป5 กครองสงั เกตพฤตกิ รรมการอ3านของนกั เรียนท่บี า5 น

2. การสังเกตแบบไม3มีส3วนร3วม (Non-Participant Observation) เปgนการสังเกตที่ผู5สังเกตไม3ได5
เข5าไปร3วมกิจกรรมในเหตุการณJที่ศึกษา แต3คอยเฝîาดูอยู3ห3าง ๆ อาจให5ผู5สังเกตรู5ตัวหรือไม3รู5ตัวก็ได5 การ
สังเกตการเรียนการสอนในห5องเรียน ผู5สังเกต เช3น ผู5ปกครอง อาจไม3สามารถเข5าไปมีส3วนร3วมจัดการเรียน
การสอนได5 ครูสังเกตพฤติกรรมการเล3นกีฬาของนักเรียนโดยที่ครูไม3ได5มีส3วนร3วมในการเล3นกีฬากับนักเรียน
การสังเกตแบบนี้อาจมีการใช5อุปกรณJต3าง ๆ เข5าช3วยในการเก็บรวบรวมข5อมูล เช3น กล5องถ3ายภาพ กล5อง
ถา3 ยวดิ โี อ

เคร่ืองมือบันทึกการสงั เกต
เครื่องมือที่ใช5เก็บรวบรวมข5อมูลในการสังเกตโดยทั่วไป เรียกว3า แบบสังเกต หรือแบบบันทึกการ
สังเกต ซึ่งเปgนเครื่องมือที่ผู5วิจัยจัดทำขึ้นเพื่อใช5สำหรับเก็บรวบรวมข5อมูลโดยการสังเกตในสิ่งที่สังเกตได5 ซึ่ง
จะต5องบันทึกรายละเอียดของข5อเท็จจริงทันทีเพื่อปîองกันการลืม แบบบันทึกการสังเกตมีหลายลักษณะ
ได5แก3 แบบบนั ทกึ พฤติกรรม แบบตรวจสอบรายการ (Check List) และมาตรประมาณคา3 (Rating Scale)
1. แบบบันทึกพฤติกรรม เปgนแบบบันทึกข5อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู5เรียนที่ได5จากการสังเกต
ณ ช3วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ถ5าบันทึกพฤติกรรมได5อย3างละเอียด เที่ยงตรง ข5อมูลที่ได5จะเปgนประโยชนJต3อการ
วิจัยมาก แบบบันทึกนี้ไม3มีรูปแบบที่แน3นอน ขึ้นอยู3กับนักวิจัยแต3ละคนว3าต5องการออกแบบและนำไปใช5เก็บ
รวบรวมข5อมูลให5มีรายละเอียดในเรื่องอะไรบ5าง เช3น ถ5าครูต5องสังเกตพฤติกรรมการใช5ห5องสมุดของ
นกั เรยี น อาจกำหนดแบบบันทึกพฤติกรรม
2. แบบตรวจสอบรายการ เปgนแบบบันทึกการสังเกตที่มีการกำหนดรายการหรือสิ่งที่ต5องการ
สังเกตไว5ล3วงหน5า แล5วให5ผู5สังเกตบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม3เกิดขึ้นตามรายการที่กำหนดไว5 และอาจบันทึก
ขอ5 มูลเพมิ่ เตมิ ด5วยก็ได5
3. มาตรประมาณค3า เปgนแบบบันทึกพฤติกรรมในรูปของระดับความเข5มของพฤติกรรมตามการ
กำหนดน้ำหนักความเข5มข5นของผู5วิจัยหรือเปgนแบบประเมินคุณลักษณะของสิ่งที่ประเมินที่ได5จากการ
สงั เกต โดยท่ัวไปจะเปนg การประเมินค3าแบบให5คะแนน
การสร*างแบบบันทกึ การสงั เกต มแี นวปฏบิ ัตดิ งั น้ี
1. ศึกษาลกั ษณะ ขอบขา3 ยของพฤตกิ รรมที่ต5องสังเกตจากเอกสารที่เกี่ยวข5อง
2. กำหนดตัวบ3งชี้พฤติกรรม และจัดทำรายละเอียดของพฤติกรรมที่ต5องการสังเกตให5ครอบคลุม
ชัดเจน และควรจัดกลุ3มหรือหมวดหมข3ู องพฤตกิ รรมใหเ5 ปนg ระบบ
3. ตัดสินใจเลือกแบบบันทึกการสังเกตที่จะใช5 โดยพิจารณาในด5านความเหมาะสม ความสะดวก
และตรงตามความต5องการของผู5วิจัยมากทีส่ ุด

113

4. จัดทำแบบบันทึกการสังเกตฉบับร3าง สำหรับครูนักวิจัยอาจให5เพื่อนร3วมงานหรือผู5เชี่ยวชาญ
ตรวจสอบคุณภาพของแบบบันทึกการสังเกต และอาจนำไปทดลองใช5บันทึกการสังเกตในสถานการณJจริง

หากมขี 5อบกพร3องก็ปรบั ปรงุ แกไ5 ขแบบบนั ทกึ การสงั เกตให5มคี วามสมบูรณมJ ากข้นึ
5. จดั ทำแบบบนั ทกึ การสังเกตฉบบั จริงเพ่อื นำไปใช5เกบ็ รวบรวมขอ5 มูลตอ3 ไป
ข*อดีและขอ* จำกดั ของการสังเกต

ตารางท่ี 8.2 ขอ5 ดีและขอ5 จำกดั ของการสงั เกต (พิชติ ฤทธจิ์ รูญ, 2561; อทิ ธพิ ัทธJ สวุ ทันพรกลู , 2561)

ข*อดี ข*อจำกัด

1. ครูหรอื ผสู5 ังเกตสามารถเก็บรวบรวมขอ5 มลู ได5 1. ถา5 เหตกุ ารณหJ รอื พฤตกิ รรมท่ีตอ5 งการสังเกตไม3
รายละเอยี ดตา3 ง ๆ อย3างลึกซ้งึ และมองเหน็ เกิดข้นึ ในขณะท่ีสงั เกต กไ็ ม3สามารถเกบ็ รวบรวม
พฤตกิ รรมการเรียน การทำงานของนกั เรียน หรือ ข5อมลู ทเี่ ปนg จรงิ ได5

เหตุการณทJ ส่ี ังเกตดว5 ยตนเอง 2. การสังเกตในบางกรณีอาจจะต5องใช5เวลาและ
2. สามารถเก็บรวบรวมขอ5 มลู กบั ผทู5 ่ไี มส3 ามารถ คา3 ใชจ5 3ายมากจนกว3าจะไดข5 5อมลู ที่เปgนจริง
ตอบข5อซักถามไดด5 5วยวาจา เช3น เด็ก ทารก หรอื เนื่องจากเหตุการณJหรือพฤตกิ รรมนัน้ ๆ เกิดขนึ้ ช5า

คนหูหนวก 3. กรณกี ารสังเกตที่เขา5 ไปรว3 มอยใ3ู นเหตุการณJ ผู5
3. สามารถใชเ5 ครอ่ื งมืออน่ื ร3วมกบั ด5วยได5 เชน3 ถูกสังเกตอาจจะรู5ตวั และอาจมพี ฤติกรรมผิดไป
กล5องถ3ายภาพ กล5องถา3 ยวิดีโอ จากเดิมได5

4. สามารถเกบ็ รวบรวมขอ5 มลู ท่ผี ถู5 กู สงั เกตไม3เต็ม 4. เหตุการณบJ างอย3างอาจเกิดขน้ึ เรว็ มากอาจ
ใจท่ีจะใหข5 อ5 มลู ที่เปนg จรงิ เพราะไมแ3 นใ3 จในข5อเทจ็ สังเกตไม3ทนั หรอื ไดข5 5อมลู ไมค3 รบถ5วน หรือเพยี งพอ
จรงิ หรอื เกรงจะเปgนภัยตอ3 ตวั เอง ต3อการลงสรปุ

5. การสังเกตจะเริม่ หรือหยุดสงั เกตเวลาใดก็ได5 5. หากผ5ูสังเกตมปี ระสาทสมั ผัสไม3ดี ขาดทักษะ
6. การสังเกตชว3 ยใหข5 อ5 มูลทีเ่ ปgนหลกั ฐานสนบั สนนุ การสังเกตทดี่ ี และมีอารมณJอยใู3 นภาวะท่ไี มป3 กติ
หรอื ขดั แย5งในเร่ืองเดยี วกนั ท่ที ราบจากการเก็บ อาจทำให5ผลการสงั เกตมคี วามคลาดเคล่ือนหรือไม3

รวบรวมข5อมลู โดยวิธอี นื่ ชัดเจนได5
7. การสังเกตช3วยให5ได5ขอ5 มูลจากเหตุการณทJ ี่
เกดิ ขึ้นจริง ๆ ทันทีและสามารถลำดบั เหตุการณทJ ี่

เกิดขึน้ ได5

2.2 การสมั ภาษณL
ความหมายของการสมั ภาษณL
การสัมภาษณJ หมายถึง การสนทนาอย3างมีจุดมุ3งหมายที่แน3นอนทั้ง 2 ฝöาย ได5แก3 ผู5สัมภาษณJ และ
ผู5ให5สัมภาษณJ ผู5สัมภาษณJจะต5องมีการวางแผนและเตรียมการให5พร5อม รวมทั้งดำเนินตามขั้นตอนที่จะช3วย
ให5ได5ความจริงจากผู5ให5สัมภาษณJ จุดประสงคJทั่วไปของการสัมภาษณJเพื่อให5ได5ข5อมูลสำหรับศึกษาเรื่องใด

114

เรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ โดยใช5แบบสัมภาษณJเปgนเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข5อมูลรายละเอียดของเรื่องท่ี
ผ5ูวจิ ยั สนใจศึกษา

ประเภทของการสมั ภาษณL แบ3งได5เปgน 2 ประเภท คือ
1. การสัมภาษณJแบบมีโครงสร5าง (Structured Interviews) เปgนการสัมภาษณJที่มีการกำหนด
รูปแบบการสัมภาษณJ ประเด็น และรายละเอียดของคำถามไว5แน3นอน เพื่อผู5ให5สัมภาษณJดำเนินการ

เหมือนกันหมด ไม3ว3าจะสัมภาษณJกี่คนก็ตาม ข5อดีคือ จัดหมวดหมู3ข5อมูลได5ง3ายและสะดวกในการวิเคราะหJ
การสัมภาษณแJ บบนอ้ี าจใช5เกบ็ รวบรวมข5อมลู เปgนรายบคุ คลหรอื กลุ3มย3อย ๆ กไ็ ด5
2. การสัมภาษณJแบบไม3มีโครงสร5าง (Non-Structured Interviews) เปgนการสัมภาษณJที่ไม3มี

การกำหนดคำถามไว5แน3นอน ให5อิสระแก3ผู5สัมภาษณJและผู5ให5สัมภาษณJในการตอบอย3างเต็มที่ โดยกำหนด
เพียงแนวคำถามหรือประเด็นการสัมภาษณJกว5าง ๆ ผู5สัมภาษณJอาจใช5คำถามลึกหรือคำถามกี่คำถามก็ได5จน
ได5คำตอบเปgนที่พอใจ และไม3จำเปgนต5องใช5คำถามที่เหมือนกันกับผู5ให5สัมภาษณJทุกคน การจะได5ข5อเท็จจริง

มากน5อยเพียงใดข้ึนกบั ความสามารถของผ5ูสมั ภาษณJ
เครือ่ งมือเกบ็ รวบรวมขอ* มลู ดว* ยการสมั ภาษณL
เครื่องมือเก็บรวบรวมข5อมูลด5วยการสัมภาษณJ บางทีเรียกว3า แบบสัมภาษณJ ซึ่งเปgนชุดของคำถาม

ที่ใช5ถามและใช5จดบันทึกคำตอบของการสัมภาษณJ โดยผู5สัมภาษณJจะเปgนผู5บันทึกคำตอบที่ได5จากผู5ให5
สัมภาษณJ
ข*อดีและข*อจำกดั ของการสมั ภาษณL

ตารางท่ี 8.3 ข5อดแี ละข5อจำกดั ของการสมั ภาษณJ (พชิ ติ ฤทธ์ิจรูญ, 2561; อทิ ธิพัทธJ สวุ ทันพรกลู , 2561)

ขอ* ดี ข*อจำกัด

1. ใช5ได5กบั บคุ คลทุกระดับการศึกษา ทกุ ประเภท 1. ถ5าเปนg กลุ3มตวั อย3างขนาดใหญ3จะเสยี เวลาใน
อาชพี ทุกเพศ ทกุ วยั และเหมาะสำหรบั ผู5ทอ่ี า3 น การสมั ภาษณมJ าก สนิ้ เปลอื งแรงงานและเสีย
หนังสอื ไมอ3 อกหรอื เขยี นหนังสือไมไ3 ด5 หรือมีปญp หา ค3าใช5จ3ายสงู

ในการอา3 นและเขยี น 2. ความร3วมมือจากผ5ูใหส5 ัมภาษณอJ าจจะน5อยลง
2. การสมั ภาษณแJ บบไม3มีโครงสร5างสามารถปรบั หากผ5สู มั ภาษณJไม3มีมนษุ ยสัมพนั ธJดีพอ
คำถามให5ชดั เจน ยดื หยน3ุ ได5 3. ตอ5 งอาศยั ประสบการณขJ องผู5สัมภาษณJมาก

3. การสัมภาษณชJ 3วยให5ไดข5 5อมลู ท่ลี ะเอยี ด และ เพราะผ5ใู ห5สมั ภาษณJมักจะระมดั ระวงั ตวั นึกวา3 เปgน
สามารถสงั เกตพฤตกิ รรมของผใ5ู หส5 มั ภาษณJไดด5 5วย เร่ืองของราชการ
4. ผ5ใู หส5 ัมภาษณJจะให5ความรว3 มมือมากกว3าการ 4. กรณีการสัมภาษณแJ บบไมม3 โี ครงสรา5 งจะทำให5

เก็บรวบรวมขอ5 มูลโดยการใช5แบบสอบถาม การรวบรวมคำตอบคอ3 นข5างยาก
5. ผสู5 ัมภาษณอJ าจทราบไดท5 ันทวี 3า คำตอบทไ่ี ด5 5. กรณกี ารสัมภาษณแJ บบมีโครงสร5าง คำตอบทีไ่ ด5
เปgนคำตอบจากใจจรงิ ของผใู5 ห5สมั ภาษณหJ รือไม3 อาจเปนg เพียงขอ5 มลู บางสว3 น และผสู5 ัมภาษณJก็ไม3มี

สิทธิไ์ ดค5 ำตอบเพ่ิมเติมเพื่อใหไ5 ดข5 อ5 มูลเพิม่ อกี ได5

115

2.3 แบบวดั เจตคติ
ความหมายของแบบวดั เจตคติ
เจตคติเปgนความรู5สึก ความเชื่อ ความศรัทธาของบุคคลต3อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเปgนผลมาจากการ
เรียนรู5และประสบการณJที่ช3วยกระตุ5นจูงใจให5บุคคลแสดงพฤติกรรมต3อสิ่งต3าง ๆ ไปในทิศทางใดทิศทาง
หน่ึง เช3น สนับสนุนหรอื ต3อต5าน ชอบหรือไม3ชอบ เหน็ ดว5 ยหรือไม3เห็นด5วย
แบบวัดเจตคติ เปgนเครื่องมือวัดพฤติกรรมด5านจิตพิสัย (Affective Domain) ซึ่งประกอบด5วยชุด
ของขอ5 ความจำนวนหนง่ึ ทีใ่ ช5วัดความรู5สึก ความเชือ่ ความศรทั ธาของบุคคลท่มี ีตอ3 ส่งิ ต3าง ๆ
ประเภทของแบบวดั เจตคติ
แบบวัดเจตคติที่ใช5ในการวิจัยมีหลายประเภท ในที่นี้กล3าวถึงเพียง 2 ประเภท คือ แบบวัดเจตคติ
ตามวิธีของลเิ คอรJท และแบบวดั เจตคตติ ามวธิ ีของออสกดู ซ่งึ มีรายละเอียดดงั น้ี
1. แบบวัดเจตคติตามวิธีของลิเคอรJท (Likert’s Scale) ผู5ให5แนวคิดและสร5างแบบวัดเจตคตินี้คือ
R.A. Likert โดยใช5หลักการวัดค3ารวม (Summative Scale) ซึ่งบางทีเรียกว3า Summated Rating หรือ
Sigma Scale หรือ Likert Type ลักษณะที่สำคัญของแบบวัดนี้ก็คือกำหนดช3วงความรู5สึกของคนเปgน 5
ช3วง หรือ 5 ระดับ คือ เห็นด5วยอย3างยิ่ง เห็นด5วย ไม3แน3ใจ ไม3เห็นด5วย และไม3เห็นด5วยอย3างยิ่ง แบบวัด
ประกอบด5วยข5อความที่แสดงความรู5สึกต3อสิ่งใดสิ่งหนึ่งทั้งในทางบวกและทางลบ และมีจำนวนเท3า ๆ กัน มี
การประเมินน้ำหนักความรู5สึกของข5อความหรือกำหนดน้ำหนักและการตอบแต3ละตัวเลือกภายหลังจากที่ได5
รวบรวมขอ5 มูลมาแลว5 การสรา5 งแบบวดั เจตคติตามวิธขี องลเิ คอรJทมขี ้นั ตอน ดงั น้ี

1) กำหนดเปîาเจตคติ (Attitude Object) ที่ต5องการจะศึกษาหรือต5องการจะวัด ซึ่งอาจจะเปgน
คน วัตถุสิ่งของ องคJกร สถาบัน อาชีพ วิชา ฯลฯ เช3น เจตคติต3ออาชีพครู เจตคติต3อวิชาภาษาไทย เจตคติ
ต3อโรงเรียน เจตคติต3อการเรียนแบบร3วมมือ

2) ให5ความหมายหรือระบุขอบข3ายของเปîาเจตคติที่ต5องการจะวัดให5ชัดเจนว3าประกอบด5วย
คุณลักษณะใดบ5าง เพื่อให5สามารถเขยี นขอ5 ความแสดงความร5สู กึ ต3อเปาî เจตคติน้ันไดอ5 ยา3 งครอบคลมุ ชัดเจน

3) เขียนข5อความแสดงความรู5สึกต3อเปîาเจตคติที่ต5องการจะวัดให5ครอบคลุมคุณลักษณะที่
สำคัญๆ ตามที่กำหนดไว5ในข5อ 2 ให5มีข5อความทั้งทางบวกและทางลบมากพอ เมื่อวิเคราะหJแล5วเหลือ
จำนวนขอ5 ความที่ตอ5 งการนำไปใชว5 ัดเจตคตไิ ด5 ขอ5 ความควรมลี กั ษณะดังน้ี

3.1 เปgนขอ5 ความทีแ่ สดงความรู5สึกตอ3 สิ่งทตี่ อ5 งการวดั สามารถโตแ5 ย5งได5ไมใ3 ช3ขอ5 เท็จจรงิ
3.2 เปนg ข5อความทม่ี คี วามสมบรู ณชJ ช้ี ัดประเด็นเดียว
3.3 เปgนข5อความงา3 ยๆ ไมย3 ง3ุ ยากซับซ5อน มคี วามแจ3มชัด สน้ั กะทดั รัด
3.4 เปgนขอ5 ความทใ่ี ช5ภาษาที่เขา5 ใจงา3 ย ไม3ใชศ5 ัพทเJ ทคนิคทางวิชาการ
3.5 หลกี เลีย่ งการใช5คำคุณศัพทหJ รือคำกริยาวเิ ศษณJ เชน3 เสมอ ๆ บ3อย ๆ ไมเ3 คย ไม3มเี ลย

ทง้ั หมด

116

3.6 ไม3ควรใช5ประโยคปฏเิ สธหรือซ5อนปฏิเสธ เช3น ไม3ใช3 ไมม3 ี ไมใ3 ชไ3 มเ3 คย เพราะอาจทำ
ให5ผ5ูตอบเข5าใจได5ยากหรอื สบั สน

4) ตรวจสอบข5อความที่เขียนไว5ด5วยตนเองหรือให5ผู5เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ ตรวจสอบ โดย
พจิ ารณาในเรื่องของความครบถว5 นของคณุ ลักษณะของสง่ิ ทศ่ี กึ ษา ความถกู ตอ5 งเหมาะสม และการใช5ภาษา

5) ตรวจสอบคุณภาพเบื้องต5น โดยการทดลองใช5แบบวัดเจตคติกับกลุ3มตัวอย3างจำนวนหนึ่ง
เพื่อตรวจสอบความชัดเจนของข5อความและภาษาที่ใช5 รวมทั้งการตรวจสอบคุณภาพด5านอื่น ๆ ได5แก3
ความตรงและความเที่ยงของแบบวดั เจตคติ

6) กำหนดการให5คะแนนการตอบของแต3ละตัวเลือก โดยทั่วไปนิยมกำหนดคะแนนเปgน 5 4 3
2 1 สำหรบั ข5อความทางบวก และ 1 2 3 4 5 สำหรบั ข5อความทางลบ

7) จัดชุดแบบวัดเจตคติ ซึ่งโดยทั่วไปจะมีจำนวนข5อความตั้งแต3 20 ข5อขึ้นไป เพราะถ5าจำนวน
ข5อน5อย ค3าความเที่ยงมักจะมีค3านอ5 ย ความตรงกไ็ ม3ดี

ตารางท่ี 8.4 ตัวอย3างแบบวัดเจตคติตามวิธขี องลเิ คอรทJ ซ่ึงเปนg แบบวดั เจตคตติ อ3 การอา3 น

ขอ* ความ เหน็ ด*วย เหน็ ด*วย ไมOแนOใจ ไมเO หน็ ด*วย ไมเO ห็นด*วย

อยาO งยิ่ง อยาO งยิ่ง

1. การอ3านทำใหเ5 ปนg คนรูก5 วา5 ง .................. .................. .................. .................. ..................

2. การอ3านทำให5เสียเวลา .................. .................. .................. .................. ..................
3. การอา3 นทำใหเ5 ปนg คนทนั โลก .................. .................. .................. .................. ..................
4. การอา3 นทำใหเ5 สยี สขุ ภาพ .................. .................. .................. .................. ..................

5. อา3 นมากกร็ 5ูมาก .................. .................. .................. .................. ..................
6. คนท่อี 3านมากจะสายตาสน้ั .................. .................. .................. .................. ..................
7. อ3านน5อยกร็ นู5 5อย .................. .................. .................. .................. ..................

8. การอ3านทำใหง5 ว3 งนอน .................. .................. .................. .................. ..................
9. ย่ิงอา3 น ยง่ิ เกง3 .................. .................. .................. .................. ..................
10. อา3 นมากกส็ อบได5 .................. .................. .................. .................. ..................

2. แบบวัดเจตคติตามวิธีของออสกูด (Osgood’s Scale) ผู5ให5แนวคิดสร5างแบบวัดนี้คือ G.E.
Osgood และให5ใช5ชื่อแบบวัดนี้ว3า วิธีการแห3งความแตกต3างของความหมาย หรือเทคนิคจำแนกความ
แตกตา3 งทางภาษา (Semantic Differential Scale: SDS) ซึง่ มลี ักษณะสำคัญดงั น้ี

1) แบบวัดนี้ใช5คำคุณศัพทJมาอธิบายความหมายของสิ่งเร5าที่เราต5องการจะวัด ซึ่ง Osgood
เรยี กวา3 มโนทัศนJ (Concept) เชน3 อาชพี ครู วชิ าวทิ ยาศาสตรJ พฤติกรรมการสอนของครู

117

2) คำคุณศัพทJที่ใช5อธิบายมโนทัศนJหรือคุณลักษณะของสิ่งเร5าจะเปgนคู3ที่มีความหมายตรงกัน
ขา5 ม (Bipolar Adjective) ซึง่ มี 3 รูปแบบ หรือ 3 องคปJ ระกอบ คือ

2.1 องคJประกอบด5านการประเมิน (Evaluation Factor) เปgนคำคุณศัพทJที่แสดงออกใน
เชงิ คณุ คา3 เชน3 ดี-เลว สวย-น3าเกลียด ฉลาด-โง3 ใจดี-ใจรา5 ย

2.2 องคJปรกอบดา5 นศกั ยภาพ (Potency Factor) เปgนคำคณุ ศพั ททJ ี่แสดงถึงพลังอำนาจ
เช3น แข็งแรง-อ3อนแอ หนัก-เบา หยาบ-ละเอยี ด กลา5 -กลวั

2.3 องคปJ ระกอบด5านกิจกรรม (Activity Factor) เปgนคำคุณศพั ททJ ่แี สดงถงึ ลักษณะ
กิจกรรม หรือกิรยิ าอาการต3าง ๆ เช3น เรว็ -ชา5 ร5อน-เย็น ขยัน-ขีเ้ กียจ ร3าเริง-ซมึ เศรา5

3) วิธีการสร5างแบบวดั เจตคติตามวธิ ขี องออสกูด มขี ั้นตอนดงั นี้
1. เลือกสิ่งเร5าที่ต5องการจะวัดหรือมโนทัศนJที่เข5าใจตรงกันมีความหมายเดียว แจ3มชัด

เพ่อื ใหส5 ามารอธบิ ายลกั ษณะทเ่ี กยี่ วกับมโนทศั นJนน้ั ได5ชดั เจน
2. ศึกษาวิเคราะหJ รวบรวมคำคุณศัพทJที่เกี่ยวข5องกับมโนทัศนJ แล5วนำมาจัดเปgนคำตรง

ขา5 มกันเปนg คู3 ๆ โดยให5ครอบคลมุ ท้ัง 3 องคJประกอบ คอื องคปJ ระกอบดา5 นการประเมิน ด5านศักยภาพ และ
ด5านกจิ กรรม

3. ให5ผู5เชี่ยวชาญทางภาษาไทยช3วยตรวจสอบความถูกต5องเหมาะสมของคำคุณศัพทJคู3ท่ี
เลอื กไว5 แล5วปรับปรงุ แก5ไขใหส5 มบูรณJยิง่ ข้นึ

4. นำคำคุณศัพทJแต3ละคู3มาสร5างเปgนแบบวัดเจตคติต3อมโนทัศนJที่เลือกไว5 โดยอาจ
กำหนดมาตรวัดสำหรับการตอบไว5เปgน 3 ถึง 7 คำตอบ (3-7 ช3อง) กรณีที่กำหนดมาตรวัดไว5 5 คำตอบ ดัง
ตัวอย3าง

5. นำแบบวัดเจคติไปทดลองใช5กับกลุ3มตัวอย3างแล5วนำมาวิเคราะหJหาค3าจำแนกของแต3
ละขอ5 หาความตรงและความเท่ียง

6. จัดชุดของแบบวัดเจตคติที่ได5ผ3านการตรวจสอบคุณภาพแล5วเพื่อนำไปใช5วัดเจตคติ
ของกลุม3 เปîาหมายท่ีจะศึกษาตอ3 ไป

118

ลักษณะนสิ ยั การทำงานของนักเรยี น
ขยัน ขเ้ี กยี จ

รอบคอบ ไม3รอบคอบ

เปนg ระเบียบ ไมเ3 ปนg ระเบยี บ

ตรงเวลา ไม3ตรงเวลา
ฯลฯ

แบบวัดเจตคติที่ได5ควรเขียนคำชี้แจงเกี่ยวกับจุดประสงคJของการวัดและวิธีการตอบให5
ชัดเจน และในช3องมาตรวัดที่จะให5ตอบอาจมีตัวเลขหรือไม3มีตัวเลขก็ได5 ถ5าเปgนตัวเลขนิยมใช5ทางบวกเปgน
ตวั เลขมาก ทางลบเปgนตัวเลขนอ5 ย ดงั ตัวอย3าง

เปgนสุข 3 2 การทำงานเปgนกลุ3ม -3 เปgนทุกขJ
1 0 -1 -2

ร3วมมอื 3 2 1 0 -1 -2 -3 ไมร3 ว3 มมือ

รวดเร็ว 3 2 1 0 -1 -2 -3 ล3าชา5

งา3 ย 3 2 1 0 -1 -2 -3 ยาก

ฯลฯ

การตรวจให5คะแนน กำหนดให5คำหรือความรู5สึกทางบวกเปgนคะแนนมาก คำหรือ
ความรู5สึกทางลบจะให5คะแนนน5อย ดังนั้นจึงให5คะแนนจากความรู5สึกทางลบหรือไม3ดี จนถึงความรู5สึก
ทางบวกหรอื ทางดีเปgน 1 2 3 4 5 6 และ 7 ตามลำดับ

119

2.4 การสนทนากลOมุ
ความหมายของการสนทนากลมOุ
การสนทนากลุ3ม (Focus Group Discussion) หมายถึง การรวบรวมข5อมูลที่มีลักษณะคล5ายการ
สัมภาษณJเปgนกลุ3ม โดยให5ผู5เข5าร3วมสนทนากลุ3มแต3ละคนมีโอกาสนำเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับ
ประสบการณJและอภิปรายในประเด็นที่ต5องศึกษา โดยจัดให5มีการสนทนากันระหว3างนักวิจัยกับกลุ3มคนท่ี
เปgนผู5รู5หรือผู5ให5ข5อมูลสำคัญ (Key Informants) ซึ่งผู5ร3วมสนทนากลุ3มนี้ได5มาจากการเลือกสรรตาม
หลักเกณฑJที่นักวิจัยกำหนดไว5ว3าเปgนผู5ที่สามารถให5คำตอบตรงประเด็นและตรงวัตถุประสงคJที่สนใจศึกษา
มากทส่ี ดุ
ลักษณะสำคญั ของการสนทนากลมOุ
1. เปgนวิธีการรวบรวมข5อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเปgนการวิจัยเพื่อให5เกิดความรู5 ความเข5าใจ
เกยี่ วกบั การนึกคิด จติ ใจ และพฤติกรรมของบคุ คล รวมทง้ั ปจp จยั ท่มี ีอิทธพิ ลตอ3 พฤติกรรมนน้ั ๆ
2. เกิดจากสมมติฐานที่เชื่อว3า เราจะได5รับความรู5โดยการฟpงและการสังเกตปฏิกิริยาโต5ตอบของคน
ได5อย3างละเอียดลึกซึ้ง โดยการกระตุ5นให5คนมีความสนใจสิ่งเดียวกันและมาแสดงความคิดเห็นร3วมกัน ซึ่งอยู3
ในลกั ษณะเคล่ือนไหวภายในกลุม3 นกั วิจัยก็จะสังเกตพฤติกรรมของบคุ คลในกลมุ3 ท่ศี ึกษา
3. มีลักษณะเปgนการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันอย3างกว5างขวางของผู5เข5าร3วม
สนทนากลุ3มและกับนักวิจัย การถกประเด็นสนทนามีความเปgนอิสระในการแสดงความคิดเห็น ตลอดจนมี
การโต5แย5งปpญหา การสนทนากลุ3มจึงเปgนการจัดกลุ3มสนทนากันระหว3างนักวิจัยกับกลุ3มผู5ให5ข5อมูลที่มี
ลักษณะทางเศรษฐกิจ สังคม อาชีพ หรือคุณลักษณะภูมิหลังในหลาย ๆ ด5านที่ใกล5เคียงกันที่สุด
(Homogeneius)
4. มีการกำหนดปpญหาหรือหัวข5อการสนทนาโดยนักวิจัย คำถามในการสนทนากลุ3มจะถาม
เกี่ยวกับความรส5ู กึ การตัดสนิ ใจ การใหเ5 หตผุ ล แรงจูงใจ หรือสถานการณJต3าง ๆ ตลอดจนความประทบั ใจ
5. เลือกสรรบุคคลเข5าร3วมสนทนากลุ3ม จะต5องเปgนบุคคลที่สามารถให5คำตอบตรงกับวัตถุประสงคJ
ของการวจิ ัยที่เปgนเหตเุ ปนg ผลไดม5 ากทสี่ ุด
ขอ* ดีและขอ* จำกัดของการสนทนากลมOุ

ตารางที่ 8.5 ขอ5 ดีและข5อจำกดั ของการสนทนากลมุ3 (พชิ ติ ฤทธ์ิจรูญ, 2561; อทิ ธิพัทธJ สวุ ทนั พรกลู , 2561)
ข*อดี ขอ* จำกัด

1. ผู5วิจัยสามารถดำเนินการการสนทนากับผู5รู5หรือ 1. ถ5ากำหนดประเด็นการศึกษาไม3ชัดเจน ก็จะยาก
ผู5ให5ข5อมูลหลาย ๆ คนที่เปgนกลุ3ม ซึ่งทำให5เกิดการ ต3อการกำหนดกรอบแนวคำถามทำให5สร5างแนว
เสวนาในเรอ่ื งทม่ี คี วามสนใจร3วมกนั มีการอภปิ ราย คำถามไม3ครอบคลุมชัดเจน ข5อมูลหรือคำตอบที่ได5
แสดงความคิดเห็นในประเด็นเดียวกัน มีการ จากการสนทนากลุ3มจะไม3ตรงหรือสอดคล5องกับส่ิง

ทต่ี อ5 งการรู5จรงิ ๆ

120

ขอ* ดี ข*อจำกัด

กลั่นกรองแนวคิดเชิงเหตุและผลจนได5คำตอบท่ี 2. ถ5าสร5างแนวคำถามและจัดหมวดหมู3 หรือ
ชัดเจนทสี่ ุด เรียงลำดับแนวคำถามไม3ดี จะทำให5การถามวกวน
2. ผู5เข5าร3วมสนทนากลุ3มที่มีลักษณะคล5ายคลึงกัน การสนทนาไม3ราบรื่นและไม3ต3อเนื่องกัน ทำให5ได5

สามารถสร5างบรรยากาศในการเสวนาแบบเปgน ข5อมูลไม3ค3อยสมบูรณJ อาจตอบคำถามวิจัยได5ไม3
กันเองได5ทำให5ไม3รู5สึกขัดเขินหรือเกรงใจ สมาชิก ชดั เจน
กลุ3มสนทนากล5าพูด และสามารถแสดงความ 3. การคัดเลือกผู5เข5าร3วมสนทนากลุ3ม จะต5องได5

คิดเห็นได5เต็มที่และไม3กังวลใจเกี่ยวกับการบันทึก บุคคลตามหลักเกณฑJที่กำหนดไว5โดยต5องมี
คำพูดสนทนา เพราะข5อสรุปจะเปgนคำตอบของ ลักษณะต3าง ๆ ที่คล5ายคลึงกัน (Homogeneous)
กลุ3มสนทนา และสามารถเข5าร3วมกลุ3มสนทนากันได5 ซึ่งจะทำให5

3. การสนทนากลุ3มโดยมีผู5ให5ข5อมูลหลาย ๆ คนทำ บรรยากาศการสนทนาราบรื่นและประสบ
ให5มีการแลกเปลี่ยน ถกเถียงในสาระสำคัญอย3าง ผลสำเรจ็ ในการสนทนากล3มุ
กว5างขวางและลึก ได5ข5อมูลทีมีความละเอียดและ 4. ถ5าผู5เข5าร3วมสนทนาคิดว3า สิ่งที่จะตอบหรือพูด

ครอบคลุมมากขึ้น ไปนั้นเปgนสิ่งที่นักวิจัยรู5ได5เองหรือรู5ดีอยู3แล5ว จึง
4. ผู5วิจัยที่เปgนผู5ดำเนินการสนทนาด5วยตนเอง ไม3ได5ให5คำตอบในประเด็นนั้น ทำให5นักวิจัยไม3ได5
สามารถซักถามได5ตรงประเด็น และในขณะ ข5อมูลตามที่ต5องการ ในบางกรณีถ5าผู5ร3วมสนทนา

ดำเนินการสนทนากลุ3ม หากคำถามที่เตรียมไว5ไม3 เห็นว3าความคิดเห็นของตนหรือทัศนะในบางเรื่อง
เหมาะสมหรือเพียงพอที่จะทำให5ได5ข5อมูล อาจจะไม3ได5รับการยอมรับจากกลุ3มหรือถ5าพูด
ครอบคลุมละเอียดชัดเจน ผู5วิจัยก็สามารถปรับ ออกไปอาจสร5างความขัดแย5ง รวมทั้งเรื่องที่เปgน

หรือคิดคำถามเพิ่มเติมได5เพื่อให5ได5ข5อมูล ความลับเฉพาะตนเองที่ไม3กล5าพูดในวงสนทนาจึง
ครอบคลมุ ละเอยี ดชดั เจนมากขนึ้ ไม3เป¶ดเผยออกมา นักวิจัยอาจต5องนั่งสนทนาตัวต3อ
5. ประหยัดเวลาและงบประมาณ การรวบรวม ตวั นอกวงสนทนาแทนจงึ จะไดค5 ำตอบ

ข5อมูลเชิงคุณภาพด5วยเทคนิควิธีอื่น เช3น การ 5. ถ5าการคัดเลือกผู5เข5าร3วมสนทนากลุ3มไม3
สังเกตแบบมีส3วนร3วมหรือการสัมภาษณJรายบุคคล เหมาะสม ทำให5ได5ผู5เข5าร3วมสนทนากลุ3มที่ไม3มี
จะต5องใช5เวลาในการสังเกตหรือสัมภาษณJนาน คุณลักษณะคล5ายคลึงกัน อาจทำให5มีการครอบงำ

เนื่องจากการสังเกตก็ต5องสังเกตหลายครั้ง การ ทางความคิดจากผู5อื่นที่มีสถานะเหนือกว3าสมาชิก
สัมภาษณJก็มีผู5ให5สัมภาษณJหลายคน แต3ต5อง ของกลุ3มได5 และอาจมีการผูกขาดการพูดคนเดียว
สัมภาษณJทีละคนหรือต5องใช5ผู5สัมภาษณJหลายคน หรือสมาชิกบางคนอาจไม3พูดแสดงความคิดเห็น

แต3การจัดสนทนากลุ3มกับผู5ให5ข5อมูลพร5อมกันเปgน เลย ซึ่งผู5ดำเนินการสนทนาจะต5องพยายามสร5าง
กลุ3มโดยผู5วิจัยเปgนผู5ดำเนินการเอง จะช3วย แรงจงู ใจให5ร3วมสนทนาให5ได5
ประหยัดเวลาและงบประมาณในการเก็บรวบรวม 6. ภาษาในการพูดสนทนามีความสำคัญและมีผล

ขอ5 มูล ต3อการเสวนาในกลุ3ม ถ5าผู5ดำเนินการสนทนา

121

ขอ* ดี ข*อจำกัด
6. การสนทนากลุ3ม จะทำให5ได5คำตอบในเชิงเหตุ เลือกใช5ภาษาที่ไม3เหมาะสมกับลักษณะของกลุ3ม
และผลได5ลึกซึ้งและกว5างขวางมากขึ้น ซึ่งใช5เปgน สนทนา เช3น กลม3ุ วยั เดก็ กลมุ3 วยั รนุ3 กลุม3 ผูป5 กครอง
ประโยชนJเสริมในการอภิปรายข5อมูลในการวิจัยเชิง กลุ3มครู นักวิชาการ หรือกลุ3มผู5สูงวัย รวมทั้งบริบท
คุณภาพ หรือใช5เปgนข5อมูลพื้นฐานในการสร5างข5อ ของแต3ละท5องถิ่นด5วย อาจทำให5มีปpญหาในการ
คำถามสำหรับการสำรวจข5อมูลเชิงปริมาณ และ สื่อสารความหมาย การถาม การตอบคำถาม และ
การใช5ประโยชนJสำหรับการวิจัยแบบกรณีศึกษา บรรยากาศในการสนทนาอาจตึงเครียดไม3เปgน
(Case Study) หรือเจาะข5อมูลเปgนแนวทางในการ กันเอง ทำให5การสนทนาไม3บรรลุวัตถุประสงคJ
สำรวจข5อมูลใหญ3ต3อไป คือการใช5ในการศึกษานำ หรือได5ขอ5 มลู ไม3ครอบคลุมชดั เจน
รอ3 ง (Pilot Study) นัน่ เอง

2.5 แบบสอบถาม
ความหมายของแบบสอบถาม
แบบสอบถามเปgนชุดคำถามทใ่ี ช5สอบถามข5อเทจ็ จริง หรอื ความคิดเหน็ ตา3 ง ๆ ของผตู5 อบ ทำใหไ5 ด5
ข5อเทจ็ จรงิ ทง้ั ในอดีต ปpจจบุ ัน และการคาดคะเนเหตุการณใJ นอนาคต
ประเภทของแบบสอบถาม ข้นึ อย3กู ับรปู แบบของคำถามในแบบสอบถาม ซงึ่ โดยทัว่ ไป ลักษณะ
ของคำถามในแบบสอบถามมี 2 ประเภท คือ
1. คำถามปลายป¶ด (Closed Form) เปgนคำถามที่มีคำตอบให5ผู5ตอบเลือกตอบ แบ3งเปgนลักษณะ
ย3อย ๆ

1.1 แบบใหจ5 ัดอันดับ (Ranking) ใหเ5 รยี งลำดบั กอ3 น-หลัง โดยใส3หลายเลข 1,2,3,… ตามลำดับ
1.2 แบบใช5มาตรประมาณค3า (Rating Scale) เปgนรูปแบบของการถามที่ใช5ประเมินค3าสิ่งท่ี
ต5องการวัด ซึ่งไม3อาจวัดออกมาเปgนตัวเลขได5อย3างชัดเจน แต3บอกให5ทราบถึงระดับของความคิดเห็น
ความรู5สึก หรอื เจตคติว3ามมี ากนอ5 ยเพยี งใด รปู แบบนมี้ ี 3 ชนดิ คอื

1) มาตรประมาณคา3 แบบตัวเลข (Numerical Rating Scale) เปนg การจดั อนั ดับคุณภาพ
โดยกำหนดระดับความเข5มเปgนตัวเลข เช3น มาตรวัดพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน ซึ่งกำหนดให5 5
หมายถึง ดีมาก 4 หมายถึงดี 3 หมายถึงพอใช5 2 หมายถึงควรปรับปรุง และ 1 หมายถึงต5องปรับปรุงอย3าง
ยิง่

2) มาตรประมาณค3าแบบกราฟ¶ก (Graphic Rating Scale) เปgนแบบให5ทำเครื่องหมาย
ลงบนเส5นตรงเพ่อื แสดงระดบั ทป่ี ระเมิน

3) มาตรประมาณค3าแบบบรรยาย (Descriptive Rating Scale) เปgนแบบเขียนคำ
บรรยายระดับของคุณลักษณะที่จะประเมิน แลว5 ทำเครอ่ื งหมายใหต5 รงกบั ระดับนน้ั ๆ

122

2. แบบคำถามปลายเป¶ด (Opened Form) เปgนคำถามท่ไี ม3มีคำตอบใหเ5 ลอื ก ผ5ตู อบสามารถตอบ
ได5โดยอิสระ

ข*อดแี ละขอ* จำกดั ของแบบสอบถาม
ตารางท่ี 8.6 ขอ5 ดีและข5อจำกัดของแบบสอบถาม (พชิ ิต ฤทธจิ์ รญู , 2561; อิทธิพทั ธJ สุวทนั พรกูล, 2561)

ขอ* ดี ข*อจำกัด

1. สามารถเก็บรวบรวมขอ5 มลู ได5เปนg จำนวนมาก 1. ใช5ได5ดเี ฉพาะผู5ตอบทีส่ ามารถอา3 นออกเขียนได5
2. สามารถเกบ็ รวบรวมข5อมูลกบั ผทู5 ีอ่ ยหู3 า3 งไกล เทา3 นั้น

อยก3ู ระจดั กระจายกนั ได5โดยการสง3 ทาง 2. ใช5เวลานานในการรอคอยแบบสอบถาม
ไปรษณียJ กลับคนื มา
3. สรา5 งงา3 ย ใช5สะดวก ผูต5 อบสามารถตอบพร5อม 3. ไมส3 ามารถโตต5 อบหรอื ชี้แจงกบั ผตู5 อบได5

กันจำนวนมาก ๆ ได5 โดยตรงในกรณีทีม่ ขี อ5 สงสัยในการตอบเพราะ
4. ประหยัดเวลา ค3าใชจ5 3าย และแรงงานในการ เปนg การส่อื สารทางเดียว
เก็บรวบรวมขอ5 มลู 4. แบบสอบถามทค่ี ำถามเปนg ปลายเป¶ด ผต5ู อบ

5. สามารถนำข5อมลู มาวเิ คราะหJและสรุปผลได5 จะเสียเวลาในการตอบมากและอาจไมอ3 ยาก
งา3 ย ตอบ หรือตอบไมช3 ดั เจน ขณะเดียวกันผู5วจิ ยั ก็
6. สามารถปกป¶ดขอ5 มลู ของผ5ตู อบแบบสอบถาม วเิ คราะหขJ 5อมลู และสรุปผลคอ3 นข5างยาก

ทำให5ผต5ู อบมคี วามสบายใจในการตอบ
รวมทั้งมีอสิ ระในการตอบมากขนึ้ และ
สามารถคดิ พิจารณาปญp หาตา3 ง ๆ ได5อย3าง

ละเอียดเพราะมเี วลาในการตอบมาก

2.6 แบบทดสอบ
ความหมายของแบบทดสอบ
แบบทดสอบ (Test) คือ ชุดของข5อคำถามหรือกลุ3มงานใด ๆ ที่ผู5วิจัยสร5างขึ้นเพื่อจะชักนำให5ผู5ถูก
สอบแสดงพฤติกรรมอย3างใดอย3างหนึ่งออกกมาให5ผู5สอบ สังเกตได5 และวัดได5 จะเห็นว3า เรื่องราวของการ
ทดสอบทั้งหลายนั้น จะประกอบด5วยภาคกระตุ5นยุแหย3 (Stimulus) กับภาคตอบสนอง (Response) เสมอ
สิ่งท่ีใชเ5 ปนg ตัวกระต5ุนยุแหย3ให5เดก็ เกดิ ปฏิกริ ยิ าตอบสนองน้เี รียกว3า แบบทดสอบ
ประเภทของแบบทดสอบ แบบทดสอบท่นี ิยมใชใ5 นการวิจยั เพือ่ พฒั นาการเรียนร5ู มดี ังนี้
1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Achievement Test) หมายถึง แบบทดสอบที่มุ3งวัด
ความรู5 ทักษะ และสมรรถภาพทางสมองด5านต3าง ๆ ที่เด็กได5รับจากประสบการณJทั้งปวงทั้งจากโรงเรียน
และทางบ5าน ยกเว5นการวัดทางร3างกาย ความถนัด และทางบุคคลกับสังคม ถ5าแบ3งแบบทดสอบวัด
ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นตามจุดมุง3 หมายในการสรา5 งแบง3 ได5 2 ประเภท คือ

123

1) แบบทดสอบอัตนัยหรือแบบความเรียง (Subjective Test or Essay Type) เปgนแบบทดสอบ
ที่ให5อิสระในการตอบมากที่สุด โดยให5เขียนบรรยายตอบยาว ๆ ภายในเวลาที่กำหนด

แบบทดสอบประเภทนี้ แต3ละข5อมักวัดความสามารถหรือคุณลักษณะได5หลายด5าน เช3น
ความร5ู การใช5ภาษา ความคิดเหน็ การวิเคราะหJ
2) แบบทดสอบปรนัยหรือแบบให5ตอบสั้น ๆ (Objective Test or Short Answer) เปgน

แบบทดสอบที่กำหนดให5ตอบสั้น ๆ หรือมีคำตอบให5เลือก ได5แก3 แบบถูก-ผิด (True-False)
แบบเติมคำหรือเติมความ (Completion) แบบจับคู3 (Matching) และแบบเลือกตอบ
(Multiple Choices)

2. แบบทดสอบภาคปฏิบัติ (Performance Test) หมายถึง แบบทดสอบที่ใช5สำหรับทดสอบ
ภาคปฏิบัติหรือการวัดทักษะปฏิบัติ ซึ่งเปgนกระบวนการที่วัดทักษะปฏิบัติ โดยสิ่งที่วัดหรือทักษะที่วัดอาจ
เปgนความสามารถด5านใดก็ได5 รวมทั้งความสามารถด5านภาษา แต3จุดสำคัญคือพฤติกรรมที่แสดงออกเปgน

การตอบสนองต3อส่งิ เรา5 ในรูปของการปฏบิ ตั ิ ซงึ่ จะถือวา3 การวดั ทกั ษะนั้นมีความเหมาะสม
ข*อดีและขอ* จำกดั ของแบบทดสอบ
ตารางที่ 8.7 ขอ5 ดแี ละขอ5 จำกัดของแบบทดสอบ (พชิ ติ ฤทธิจ์ รูญ, 2561; อทิ ธิพัทธJ สวุ ทันพรกลู , 2561)

ข*อดี ขอ* จำกัด

1. แบบทดสอบสามารถใช5วัดได5ทั้งผลสัมฤทธ์ิ 1. การสร5างแบบทดสอบที่มีคณุ ภาพทำไดย5 าก

ทางการเรียน ความถนัดทางการเรียนบุคลิกภาพ 2. แบบทดสอบไมส3 ามารถวัดพฤติกรรมของผส5ู อบ
และการปรับตวั ของผูเ5 รียน ได5ครบถว5 น วดั ได5เพยี งเฉพาะตัวแทนของ
2. ผลการทดสอบสามารถใช5พัฒนาผู5เรียนทั้งใน พฤติกรรมทแี่ สดงออกเทา3 นนั้

ด5านการวินิจฉัยผู5เรียน การปรับปรุง การเรียนร5ู 3. ความผิดปกติของผู5สอบ หรอื สภาพการณJ
และการตดั สนิ ผลการเรยี นของผู5เรยี น บางอยา3 งอาจส3งผลกระทบตอ3 การสอบในครง้ั น้ันๆ
3. ผลการสอบจะเปgนตัวชี้ผลการจัดการเรียนการ ของผูส5 อบได5 เชน3 การเจบ็ ปöวย ความกงั วล ความ

สอนของครู หากผลการสอบของผู5เรียนอยู3ใน ต่นื เต5น ซึง่ อาจมผี ลทำใหผ5 ส5ู อบมคี ะแนนต่ำกว3าท่ี
เกณฑJไม3ดี จะทำให5ครูได5พิจารณาทบทวนปรับปรุง เปนg จริงก็ได5 หรือในทางตรงกนั ข5าม สถานการณJ
และพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให5มี บางอยา3 งอาจส3งผลให5ผูส5 อบมีคะแนนสงู กว3าทเี่ ปนg

ประสิทธิภาพยง่ิ ขึ้น จริงได5 เช3น การเก็งขอ5 สอบได5ถกู ต5อง การรข5ู 5อสอบ
4. โรงเรียนสามารถแสดงความรับผิดชอบต3อการ ก3อนลว3 งหน5า
จัดการศึกษาของโรงเรียนได5โดยใช5ผลการสอบแจ5ง 4. การนำแบบทดสอบไปใช5 หากดำเนินการสอบ

ให5ผู5ปกครองทราบ จะทำให5ผู5ปกครองร3วมมือใน ไมด3 ี ไม3เรยี บร5อย จะทำใหค5 ะแนนของผูส5 อบมี
การปรับปรงุ แก5ไขหรือพัฒนาผู5เรียนไปดว5 ย ความคลาดเคลอ่ื น ผลการการวดั ยอ3 มไม3เทีย่ งตรง
และเมอ่ื นำผลการวดั ไปใชใ5 นการประเมนิ ผลจึง

ผดิ พลาดตามไปด5วย

124

3. การตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือเก็บรวบรวมขอ5 มูล

การเก็บรวบรวมข5อมูลสำหรับการวิจัยที่ดีจะต5องใช5เครื่องมือเก็บรวบรวมข5อมูลที่มีคุณภาพจึงจะ
ทำให5ได5ข5อมูลที่ถูกต5อง เที่ยงตรง และเชื่อถือได5 ดังนั้น ก3อนใช5เครื่องมือเก็บรวบรวมข5อมูลจึงจำเปgนที่
จำต5องตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือก3อน โดยทั่วไปจะตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือในด5านความตรง
(Validity) ความเที่ยง (Reliability) ถ5าเปgนเครื่องมือวัดความรู5ต5องตรวจสอบคุณภาพด5านความยาก
(Difficulty) และอำนาจจำแนก (Discriminant) ด5วย การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือทำได5 2 วิธี
ใหญ3ๆ คือ วิธีการตรวจสอบที่ไม3ใช5สถิติ และวิธีการตรวจสอบที่ใช5สถิติ (พิชิต ฤทธิ์จรูญ, 2561; อิทธิพัทธJ
สวุ ทันพรกูล, 2561) ดังนี้

1. วิธีการตรวจสอบที่ไมใO ชส* ถติ ิ
วธิ กี ารตรวจสอบทีไ่ มใ3 ชส3 ถิติ เปgนวธิ ีการตรวจสอบคณุ ภาพของเคร่อื งมอื ทกุ ชนดิ โดยมงุ3 ตรวจสอบ
ในเรื่องความครอบคลุมของขอ5 คำถามหรือประเด็นที่จะใช5เกบ็ รวบรวมขอ5 มลู ความชัดเจนความเหมาะสม
ของภาษาทใ่ี ช5 วิธกี ารตรวจสอบลักษณะเช3นนเ้ี พื่อใหเ5 ออ้ื อำนวยต3อสภาพการปฏบิ ตั ิงานจรงิ ของครู ซ่ึงแบง3
วธิ ตี รวจสอบได5 2 วธิ ีดังน้ี
1.1 การตรวจสอบความครอบคลุมของเนื้อหาหรือนิยาม เปgนการตรวจสอบดูความสอดคล5อง
และความครอบคลุมระหว3างข5อคำถาม ข5อสอบ หรือประเด็นคำถามที่อยู3ในเครื่องมือ ไม3ว3าจะเปgน
แบบทดสอบ แบบสังเกต แบบสอบถาม แบบสัมภาษณJ แนวคำถามในการสนทนากลุ3ม ว3าข5อคำถาม
เหล3านั้นมีความสอดคล5อง ครอบคลุมตามเนื้อหา นิยาม องคJประกอบ หรือตัวบ3งชี้ของตัวแปรที่ต5องการจะ
วัดหรือไม3 วิธีการตรวจสอบขั้นต5นนักวิจัยตรวจสอบด5วยตนเอง และให5ผู5เชี่ยวชาญในสาขาวิชาหรือผู5มี
ประสบการณJในเรื่องนั้น ๆ หรือเพื่อนร3วมงานที่มีประสบการณJ จำนวนอย3างน5อย 3 คน หรือกำหนด
จำนวนตามความเหมาะสมเปgนผู5ตรวจสอบ โดยอาจประชุมร3วมกันเพื่อประเมินหรือวิพากษJและให5
ข5อเสนอแนะเพือ่ การปรบั ปรุงแกไ5 ข
1.2 การตรวจสอบความถูกต*องเหมาะสมของภาษาที่ใช*ในเครื่องมือ โดยพิจารณาว3าข5อคำถาม
ประเด็น หรือแนวคำถามมีความถูกต5องชัดเจน สามารถสื่อความเหมายให5ผู5ตอบเข5าใจได5ง3าย เข5าใจได5
ตรงกันหรือไม3 รวมทั้งการใช5ภาษาเหมาะสมกับวัยหรือลักษณะของกลุ3มผู5ที่จะตอบคำถาม หรือให5ข5อมูล
หรือไม3 การตรวจสอบทำได5โดยนักวิจัยตรวจสอบด5วยตนเอง และให5ผู5เชี่ยวชาญหรือเพื่อร3วมงานที่มี
ประสบการณJทางภาษาเปgนผู5ตรวจสอย วิพากษJ ให5ข5อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงแก5ไข รวมทั้งผู5ที่มีลักษณะ
เหมือนผู5ที่จะตอบจริง จำนวน 2-3 คน เปgนผู5ลองอ3านข5อคำถามว3าเข5าใจตรงกันหรือไม3 เพียงใด แล5วนำ
ข5อมูล ข5อสังเกตท่ีได5มาปรบั ปรุงขอ5 คำถามใหเ5 หมาะสมมากขน้ึ
2. วธิ ีการตรวจสอบทีใ่ ช*สถิติ
วิธีการตรวจสอบที่ใช5สถิติ เปgนวิธีการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยใช5วิธีการทางสถิติมาช3วย
บ3งชี้และอธิบายความมีคุณภาพของเครื่องมือ โดยทั่วไปจะตรวจสอบคุณภาพที่สำคัญของเครื่องมือ 4 ด5าน

125

คือ ความตรง ความเที่ยง ความยาก และอำนาจจำแนก ซึ่งจะกล3าวถึงวิธีการตรวจสอบคุณภาพแต3ละด5าน
โดยสังเขปดังน้ี

2.1 ความตรง
ความตรง หมายถึง คุณสมบัติหรือความสามารถของเครื่องมือในการวัดสิ่งที่ต5องการจะวัดได5 หรือ
วัดได5ตรงตามวัตถุประสงคJของการวิจัย คะแนนที่ได5จากเครื่องมือที่มีความตรงสูงสามารถบอกสภาพท่ี

แท5จริงไดถ5 กู ตอ5 ง แมน3 ยำกว3าคะแนนทไี่ ด5จากเครอ่ื งมือท่ีมคี วามตรงต่ำกวา3
ความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) หมายถึง ความสอดคล5องของเนื้อหาสาระในเครื่องมือ
กับเนื้อหาและพฤติกรรมที่ต5องการจะวัดหรือเปgนคุณสมบัติของเครื่องมือที่สามารถวัดได5ตรงและครอบคลุม

เน้อื หาสาระท่ตี 5องการจะวดั
ความตรงเชิงเนื้อหาเปgนคุณสมบัติที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
เพราะหากไม3สามารถวดั ในสิ่งท่ีตอ5 งการจะวัดได5 คะแนนท่ไี ด5มาย3อมขาดความเช่อื ถือไปดว5 ย

การหาความตรงเชิงเนื้อหาทำได5โดยให5ผู5เชี่ยวชาญในเนื้อเรื่องที่ต5องการจะวัดเปgนผู5พิจารณา
เครื่องมือ ถ5าเครื่องมือเปgนแบบทดสอบก็จะพิจารณาข5อคำถามของข5อสอบว3าสอดคล5องกับพฤติกรรมที่
ต5องการจะวัดในตารางวิเคราะหJหลักสูตรหรือไม3 แต3ถ5าเปgนเครื่องมือชนิดอื่นก็ตรวจสอบว3าเครื่องมือ

สามารถวัดตัวแปรที่ผู5วิจัยจะศึกษาได5จริงหรือไม3 ซึ่งผู5เชี่ยวชาญจะต5องพิจารณาจากนิยามของตัวแปร
ขอบเขต และองคJประกอบของเนื้อหาที่จะวัดด5วย การหาความตรงเชิงเนื้อหาโดยให5ผู5เชี่ยวชาญตรวจสอบ
ในลักษณะนี้เรียกว3าเปgนการหาดัชนี ความสอดคล5องของข5อคำถามกับจุดประสงคJ (index of item-

Objective Congruence: IOC) ซึ่งอาจทำเปgนแบบสำรวจให5ผู5เชี่ยวชาญพิจารณาข5อคำถามแต3ละข5อใน
เครอ่ื งมือวัด โดยกำหนดคะแนนสำหรับการพจิ ารณาขอ5 คำถามแตล3 ะข5อดงั นี้
ให5 +1 ถ5าแนใ3 จวา3 ข5อคำถามนั้นสอดคล5องกับเน้ือหาตามจุดประสงคทJ ่ีตอ5 งการวัด

ให5 0 ถา5 ไม3แนใ3 จวา3 ขอ5 คำถามนนั้ สอดคลอ5 งกบั เน้ือหาตามจุดประสงคJท่ตี อ5 งการวัด
ให5 -1 ถา5 แน3ใจว3า. ขอ5 คำถามน้ันไมส3 อดคล5องกบั เนอ้ื หาตามจุดประสงคJที่ต5องการวัด
จากผลการพิจารณาของผู5เชี่ยวชาญแต3ละคนไปคำนวณค3า IOC ตามสูตรดังนี้ (Rovinelli and

Hambleton, 1977 อ5างถงึ ใน ล5วน สายยศ และองั คณา สายยศ, 2538)
!"
IOC = #

IOC แทน ดชั นคี วามสอดคล5องระหว3างขอ5 คำถามกับจดุ ประสงคJ
ΣR แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเหน็ ของผเู5 ชยี่ วชาญ

N แทน จำนวนผูเ5 ชี่ยวชาญ

2.2 ความเทย่ี ง
ความเที่ยง หมายถึง คุณสมบัติของเครื่องมือที่แสดงความคงที่ของผลการวัด ไม3ว3าจะวัดกี่ครั้งก็
ตามกบั กลมุ3 เดมิ วธิ กี ารตรวจสอบความเท่ยี งท่นี ิยมใช5กันมี 3 วิธีดังนี้

126

1. การวัดความคงที่ (Measure of Stability) วิธีนี้นิยมเรียกว3า วิธีการสอบซ้ำ (Test-Retest
Method) ซึ่งทำได5โดยใช5เครื่องมือชุดเดิมทดสอบซ้ำกับกลุ3มตัวอย3างเดิม 2 ครั้ง โดยเว5นระยะเวลาให5ห3าง
กันไม3น5อยกว3า 1 สัปดาหJ แล5วนำคะแนนการทดสอบทั้ง 2 ครั้งมาหาค3าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธJ ซึ่งค3าที่
คำนวณได5เรียกวา3 สัมประสิทธคิ์ วามคงท่ี (Coefficient of Stability)

2. การวัดความสมมูลกัน (Measure of Equivalence) วิธีนี้ใช5เครื่องมือหรือแบบทดสอบ 2 ฉบับ
ที่คล5ายกันหรือคู3ขนาน (Parallel Form) มาใช5เพื่อแก5ปpญหาการหาความเที่ยงโดยวิธีการสอบซ้ำที่พบ
ปpญหาการเว5นระยะเวลา วิธีนี้ข5อสอบทั้ง 2 ฉบับจะต5องมีลักษณะที่สมมูลกัน (Equivalents) วัดในเรื่อง
เดียวกัน จำนวยข5อเท3ากัน ความยากง3ายเท3ากัน คะแนนเฉลี่ย และส3วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท3ากัน นำ
คะแนนทั่ง 2 ชุด มาหาค3าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธJเช3นเดียวกับวิธีการวัดความคงที่หรือแบบสอบซ้ำ การหา
ความเที่ยงโดยวิธีนี้ทำได5ดีในแบบทดสอบ ส3วนแบบสอบถามทำได5ค3อนข5างยาก จึงไม3ค3อยมีผู5นิยมใช5วิธีหา
ความเที่ยงมากนัก

3. การวัดความสอดคล5องภายใน (Measure of Internal Consistency) เปgนการหาความ
เที่ยงตรงที่ใช5แบบทดสอบฉบับเดียวกัน โดยพิจารณาจากความสอดคล5องของข5อคำถามภายในแบบทดสอบ
ว3าวัดในเรื่องเดียวกันหรือไม3 ถ5าวัดในเรื่องเดียวกันจะมีความสอดคล5องในการวัดสูง ความเที่ยงโดยวิธีนี้วิธี
คำนวณไวด5 ังน้ี

1) วิธีแบ3งครึ่งฉบับของแบบทดสอบ วิธีใช5หลักการเดียวกันกับการใช5แบบทดสอบคู3ขนาน
โดยนำแบบทดสอบไปทดสอบ ตรวจให5คะแนนแลว5 แบง3 คะแนนรวมเปgน 2 สว3 น โดยอาจแบ3งเปนg ขอ5 คก3ู บั ข5อ
คี่ หรือแบ3งเปgนครึ่งชุดแรกกับครึ่งชุดหลัง จากนั้นนำคะแนน 2 ส3วนดังกล3าวไปหาค3าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธJ
เช3นเดียวกับวิธีการวัดความคงที่หรือแบบสอบซ้ำ แต3ค3าที่ได5เปgนค3าความเที่ยงเพียงครึ่งฉบับเท3านั้น ต5อง
ปรับขยายให5เปนg ค3าความเท่ียงท้งั ฉบับโดยใช5สูตรของสเปlยรJแมน-บราวนJ (Spearman-Brown)

2) วิธีของคูเดอรJ-ริชารJดสัน คูเดอรJ-รารJดสัน (Kuder and Richardson) เสนอสูตรหา
ความเที่ยง ซึ่งเปgนวิธีที่นิยมเนื่องจากทดสอบหรือวัดกับกลุ3มตัวอย3างครั้งเดียว โดยมีข5อตกลงว3าเครื่องมือชุด
นั้นจะต5องมีความเปgนเอกพันธJหรือวัดลักษณะเดียวร3วมกัน สหสัมพันธJระหว3างข5อเท3ากัน และมีระบบการ
ให5คะแนนเปgน Dichotomous คือตอบถูกให5 1 คะแนน ตอบผิดให5 0 คะแนน มีวิธีการคำนวณโดยใช5สูตร
KR-20 มาเปgนสัมประสิทธิ์แอลฟา ใช5กับเครื่องมือที่ให5คะแนนที่ไม3ใช3ระบบ 0-1 เช3น แบบทดสอบอัตนัย
แบบสอบถามที่ให5คะแนนแบบเรียงอันดับหรือเปgนมาตรประมาณค3า วิธีนี้เรียกว3า การหาค3าสัมประสิทธิ์
แอลฟา (α-Coefficient)

2.3 ความยาก
ความยากเปgนคุณลักษณะเฉพาะของเครื่องมือที่เปgนแบบทดสอบที่บ3งบอกว3าข5อสอบข5อนั้นมีคนทำ
ถูกมากน5อยเพียงใด ถ5าข5อนั้นมีคนทำถูกน5อย ข5อสอบข5อนั้นก็มีความยากมาก ถ5าข5อนั้นมีคนทำถูกมาก
ข5อสอบข5อนั้นก็มีความยากน5อยหรือง3ายนั้นเอง และถ5าข5อสอบข5อนั้นมีคนทำถูกปานกลาง ข5อสอบข5อนั้นก็

127

มีความยากปานกลาง การตรวจสอบความยากเปgนรายข5อหาได5จากสัดส3วนหรือร5อยละของผู5ที่ตอบข5อสอบ
ขอ5 นั้นถกู คำนวณได5จากสูตร

ความยาก ($) = จำนวนคนทีต่ อบข5อนั้นถูก
จำนวนคนที่ตอบข5อนั้นทงั้ หมด

คา3 ความยากมีคา3 ตั้งแต3 0 ถงึ 1.00 ขอ5 สอบทีม่ คี า3 ความยากใกล5 1 หมายถงึ ขอ5 สอบน้ันคอ3 นขา5 ง
งา3 ย ข5อสอบทม่ี ีคา3 ความยากใกล5 0 หมายถงึ ขอ5 สอบขอ5 น้นั ค3อนขา5 งยาก โดยท่วั ไปข5อสอบทีใ่ ชไ5 ดค5 วรมีค3า

ความยากต้ังแต3 0.20-0.80 ซ่งึ มรี ายละเอียดดงั น้ี
0.81-1.00 แสดงว3า เปgนขอ5 สอบทง่ี 3ายมาก ควรตัดท้ิงหรือปรบั ปรงุ
0.61-0.80 แสดงว3า เปgนขอ5 สอบท่ีค3อนขา5 งง3าย (ดี)

0.41-0.60 แสดงวา3 เปgนขอ5 สอบทย่ี ากงา3 นปานกลาง (ดีมาก)
0.20-0.40 แสดงว3า เปgนขอ5 สอบที่ยาก (ดี)
0.00-0.19 แสดงว3า เปgนข5อสอบทีย่ ากมาก ควรตัดทิง้ หรอื ปรับปรุง

2.4 อำนาจจำแนก
อำนาจจำแนกเปgนคุณสมบัติของเครื่องมือที่สามารถจำแนกบุคคลออกเปgน 2 กลุ3มที่มีคุณลักษณะ
แตกต3างกันในเรื่องที่ศึกษา เช3น ข5อสอบจำแนกคนที่มีความรู5ออกจากคนที่ไม3มีความรู5หรือเปgนกลุ3มเก3งกับ

กลุ3มอ3อน ถ5าเปgนความคิดเห็นก็จำแนกเปgนความคิดเห็นต3างกัน ถ5าเปgนเจตคติก็จำแนกเปgนเจตคติทางบวก
กับเจตคตทิ างลบ การหาคา3 อำนาจจำแนกทำได5ดังนี้
1. กรณีเครื่องมือเปgนแบบทดสอบ การหาค3าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบทำได5หลายวิธี เช3น

หาจากความแตกต3างระหว3างสัดส3วนของกลุ3มสูงและกลุ3มต่ำที่ตอบเปgนข5อนั้น ๆ ถูกใช5ดัชนีความไว (Index
of sensitivity) ใชส5 ตู รของ Brennan หรอื ทีเ่ รียกวา3 B-Index หรือ Point Biserial Correlationค3าอำนาจ
จำแนกมีค3าตั้งแต3 -1.00 ถึง +1.00 ข5อสอบที่ดีควรมีค3าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต3 0.20 ขึ้นไป ส3วนค3าอื่น ๆ

มีความหมายดังนี้
0.40 ≤ r ≤ 1.00 แสดงว3า จำแนกไดด5 ี เปgนข5อสอบทีด่ ี
0.30 ≤ r ≤ 0.39 แสดงว3า จำแนกได5ดี เปgนขอ5 สอบท่ีดีพอสมควร อาจตอ5 งปรบั ปรงุ บา5 ง
0.20 ≤ r ≤ 0.29 แสดงวา3 จำได5ได5พอใช5 แตต3 5องปรบั ปรุง
-1.00 ≤ r ≤ 0.19 แสดงว3า ไม3สามารถจำแนกไดต5 อ5 งปรบั ปรงุ หรอื ตดั ทิง้

ถา5 ค3า r มีค3าเปgนลบ แสดงวา3 ข5อสอบข5อน้ันจำแนกกลบั กันเปนg ว3า คนเก3งทำไมไดแ5 ต3คนอ3อนทำได5
ต5องปรับปรงุ ใหมห3 รือตัดทิ้ง

2. กรณีเครื่องมือเปgนแบบสอบถามความคิดเห็นหรือเปgนมาตรประมาณค3าการหาค3าอำนาจ
จำแนกโดยใช5เทคนิค 25% กล3าวคือ กลุ3มสูง 25% และกลุ3มต่ำ 25% นำคะแนนของแต3ละกลุ3มมา

128

เปรียบเทียบความแตกต3างเปgนรายข5อ โดยใช5การทดสอบที (t-test) ถ5าค3า t ข5อใดมีนัยสำคัญทางสถิติ
แสดงวา3 เปgนขอ5 ความทมี่ ีอำนาจจำแนกใช5ได5 การคำนวณคา3 t ใชส5 ตู ร

( = *)**$*)*%
+-,$$& + -,%&%

เมอ่ื XH แทน คะแนนเฉล่ยี ของคนในกลุม3 สงู
XL แทน คะแนนเฉล่ียของคนในกลุ3มต่ำ
SH2 แทน ความแปรปรวนของคนในกลุ3มสูง
SL2 แทน ความแปรปรวนของคนในกลุม3 ต่ำ
NH แทน จำนวนคนทงั้ หมดในกลมุ3 สูง
NL แทน จำนวนคนทัง้ หมดในกล3ุมต่ำ

4. สรปุ

ข5อมูลมีความสำคัญต3อการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู5 เพราะจะเปgนสิ่งบ3งชี้ อธิบาย หรือบรรยายถึง
สภาพปpญหาและผลการแก5ปpญหาการเรียนรู5 ซึ่งจะใช5ทั้งข5อมูลเชิงปริมาณและข5อมูลเชิงคุณภาพ การได5มา
ซึ่งข5อมูลดังกล3าวนี้ ต5องอาศัยเทคนิควิธีและเครื่องมือเก็บรวบรวมข5อมูลหลากหลายชนิด เทคนิควิธีและ
เครื่องมือเก็บรวบรวมข5อมูลจึงมีความสำคัญต3อการวิจัยเปgนอย3างมาก เพราะเปgนสิ่งที่ใช5วัดตัวแปรที่ผู5วิจัย
ต5องการจะศึกษา ซึ่งผลที่ได5จากการวัดจะเปgนข5อเท็จจริงหรือข3าวสารต3าง ๆ ที่เรียกว3า ข5อมูลเทคนิควิธีและ
เคร่ืองมอื เก็บรวบรวมขอ5 มลู แบง3 ไดเ5 ปนg 2 ประเภทใหญ3 ๆ คือ 1) เทคนิควธิ ีและเครื่องมือเก็บรวบรวมข5อมลู
เชิงคุณภาพ ได5แก3 การสังเกต การสัมภาษณJ การสนทนากลุ3ม การใช5ข5อมูลหลักฐานทางเอกสารและการ
บันทึกต3าง ๆ 2) เทคนิควิธีและเครื่องมือรวบรวมข5อมูลเชิงปริมาณ ได5แก3 แบบสำรวจ แบบสอบถาม แบบ
วัดเจตคติ และแบบทดสอบ ซึ่งเครื่องมือแต3ละประเภท แต3ละชนิด จะมีลักษณะขอดีและข5อจำกัด ลักษณะ
การนำไปใช5 กระบวนการสร5าง การตรวจสอบคุณภาพที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต3างกัน เครื่องมือที่ผู5วิจัย
สร5างขึ้นเองจะต5องดำเนินการสร5างตามวิธีการสร5างเครื่องมือแต3ละชนิด และเพื่อให5ได5เครื่องมือที่มีคุณภาพ
จึงต5องตรวจสอบคุณภาพก3อนนำไปใช5จริง สำหรับเครื่องมือแต3ละชนิด และเพื่อให5ได5เครื่องมือมาตรฐาน
หรือเคยตรวจสอบกับกลุ3มตัวอย3างทีเปgนคนละกลุ3มกับที่ผู5วิจัยต5องการจะศึกษา ก็จำเปgนต5องตรวจสอบ
คณุ ภาพใหมอ3 กี ครงั้

การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือจะช3วยให5การวัดมีความถูกต5อง เชื่อถือได5 ซึ่งจะต5องตรวจสอบใน
เรื่องของความตรง ความเที่ยง ความยาก และอำนาจจำแนก เครื่องมือบางชนิดอาจตรวจสอบคุณภาพ
เพียงบางรายการ เช3น แบบสัมภาษณJอาจตรวจสอบเพียงความตรงเชิงเนื้อหา แบบสอบถามอาจตรวจสอบ
ความตรงและความเที่ยง แต3เครื่องมือบางชนิด เช3น แบบทดสอบ จำเปgนต5องตรวจสอบคุณภาพครบทั้ง 4
ด5าน คอื ความตรง ความเทยี่ ง ความยาก และอำนาจจำแนก

129

แบบฝกF หัดท5ายบทที่ 8
คำชีแ้ จง ให*นกั ศกึ ษาตอบคำถาม แสดงความคิดเหน็ หรอื อภิปรายในประเด็นตOอไปนี้

1. นักศึกษาคิดว3าการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือในการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู5 มีความสำคัญและ
จำเปนg หรอื ไม3 ให5เหตุผลประกอบ
2. เมื่อมีนักเรียนคนหนึ่งมีอาการเซื่องซึมในการเรียนอยู3เสมอ นักศึกษาจึงอยากทราบว3าเกิดจากสาเหตุ

อะไร นักศึกษาจะเลือกใช5เทคนิคการเก็บข5อมูลด5วยวิธีการใด มีเครื่องมืออะไรบ5าง แล5วเก็บจาก
แหล3งข5อมูลใดบ5าง
3. วิทยาทราบว3าโรงเรียนในจังหวัดลำปางมีกิจกรรมตลาดนัดของโรงเรียนทุกวันศุกรJสัปดาหJสุดท5ายของ

เดือน วิทยาจึงอยากทราบว3ากิจกรรมมีอะไรบ5าง ครู นักเรียนและผู5ปกครองรู5สึกอย3างไรกับกิจกรรม
ตลาดนัดของโรงเรียนนี้ ถ5านักศึกษาเปgนวิทยาจะใช5เทคนิควิธีการอะไรในการเก็บรวบรวมข5อมูล และ
ใชเ5 ครื่องมอื หรอื อุปกรณJวจิ ัยอะไรบา5 ง

4. ใหน5 ักศกึ ษาแปลผลการวิเคราะหJข5อสอบต3อไปนี้

ขอ* p r แปลผล

1 .35 .75

2 .20 -.43

3 .90 .21

5. นักศึกษายกตัวอย3างงานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู5หรือบทความวิจัย โดยวิเคราะหJสาเหตุหรือความ
เปนg มาของงานวิจยั เคร่อื งมอื และวธิ กี ารรวบรวมข5อมูล และผลการวจิ ัย



บทท่ี 9
ขอ( มลู และการวเิ คราะห7ขอ( มูล

หลังจากที่นักวิจัยได2ดำเนินการรวบรวมข2อมูลด2วยเทคนิคและเครื่องมือรวบรวมข2อมูลชนิดตAาง ๆ
แล2ว สิ่งที่นักวิจัยได2มาเรียกวAา “ข2อมูลดิบ” (Raw Data) ซึ่งอาจมีทั้งข2อมูลเชิงปริมาณที่เปRนตัวเลข และ
ข2อมูลเชิงคุณภาพที่ไมAใชAตัวเลข ข2อมูลเหลAานี้ยังไมAสามารถจะใช2ตอบคำถามวิจัยหรือนำเสนอเปRน
ผลการวิจัยได2 เนื่องจากข2อมูลยังกระจัดกระจาย ไมAเปRนหมวดหมูAที่ดี จึงตีความหมายยังไมAได2 นักวิจัย
จะต2องจัดกระทำกับข2อมูลเหลAานี้ให2เปRนระบบ จัดประเภทให2ได2 “แกAนหรือสาระสำคัญ” ที่สามารถ
ตีความหมายได2อยAางถูกต2อง ชัดเจน และเชื่อถือได2 เพื่อใช2สำหรับตอบคำถามวิจัยหรือเสนอเปRนผลการวิจัย
ได2อยAางครอบคลุมครบถ2วน การจัดกระทำกับข2อมูลดังกลAาวเปRนวิธีการวิเคราะห[ข2อมูลและนำเสนอผลการ
วิเคราะห[ข2อมูล ซึ่งนักวิจัยอาจเลือกวิธีการวิเคราะห[ข2อมูลเชิงปริมาณหรือการวิเคราะห[ข2อมูลเชิงคุณภาพ
อยาA งใดอยาA งหนึง่ หรอื ไมกA ็ใชก2 ารวิเคราะห[ขอ2 มูลทั้ง 2 วิธีประกอบกนั ก็ได2

ดังนั้น ในบทนี้จะนำเสนอ 4 หัวข2อ ได2แกA 1) ความหมายของการวิเคราะห[ข2อมูลและการนำเสนอ
ผลการวิเคราะห[ข2อมูล 2) หลักและแนวปฏิบัติในการวิเคราะห[ข2อมูล 3) การวิเคราะห[ข2อมูลและการ
นำเสนอผลการวิเคราะห[ข2อมูลเชิงปริมาณ และ 4) การวิเคราะห[ข2อมูลและการนำเสนอผลการวิเคราะห[
ข2อมลู เชิงคุณภาพ โดยมรี ายละเอยี ดดังนี้

1. ความหมายของการวเิ คราะห2ข3อมลู และการนำเสนอผลการวเิ คราะหข2 อ3 มลู

เมื่อกลAาวถึงการวิเคราะห[ข2อมูล มักจะเกี่ยวโยงไปถึงการนำเสนอผลการวิเคราะห[ข2อมูลและ
การตีความหมายข2อมูลด2วย จึงจะทำให2ผลการวิเคราะห[ข2อมูลสื่อสารให2เกิดความเข2าใจในผลการวิจัยหรือ
ข2อค2นพบที่ได2 การวิเคราะห[ข2อมูลเปRนกระบวนการจัดกระทำกับข2อมูลที่นักวิจัยรวบรวมมาได2 โดยนำมาจัด
ระเบียบ จำแนกหมวดหมูA แยกประเภท คำนวณคAา สรุป และนำเสนอให2อยูAในรูปแบบที่เหมาะสม และ
สื่อความหมายที่เข2าใจได2งAายเพื่อตอบคำถามวิจัยหรือวัตถุประสงค[ของการวิจัย ดังนั้น การวิเคราะห[ข2อมูล
จึงหมายถึง การจัดกระทำกับข2อมูลที่จะเข2าไปสูAสAวนประกอบตAางๆ ของข2อมูล โดยจัดระเบียบ จำแนก
ประเภท คำนวณคAา และสรุปผล เพื่อให2สามารถเข2าใจในสิ่งที่ต2องการศึกษาได2งAาย ในกรณีของการวิจัยเพ่ือ
พัฒนาการเรียนรู2การวิเคราะห[ข2อมูลเปRนการจัดการข2อมูลให2เปRนกลุAมข2อมูลตามคุณลักษณะตAาง ๆ เพื่อให2
เกดิ ความเขา2 ใจในสภาพจรงิ ท่ตี อ2 งการนำเสนอผลการวจิ ัย

ผลการวิเคราะห[ข2อมูลจะนำเสนอเปRนข2อค2นพบที่ได2จากการวิจัย ซึ่งจะมีการตีความหมายของ
ข2อมูลด2วย ดังนั้นการวิเคราะห[ข2อมูลสำหรับการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู2จึงเปRนความพยายามของนักวิจัย
เพื่อข2อสรุปที่รวบรวมมาให2อยูAในรูปที่สามารถสื่อสารได2อยAางถูกต2อง แนAนอน ชัดเจน และเชื่อถือได2 รวมทั้ง
เปRนการนำเสนอข2อค2นพบจากการวิจัย สAวนการตีความหมายข2อมูลเปRนความพยายามของนักวิจัยที่จะ

132

ค2นหาความหมายจากผลการวิเคราะห[ข2อมูลเพื่อมุAงตอบคำถามวAา ข2อมูลบอก “อะไรบ2าง” (so what?)
หรือกลAาวอีกนัยหนึ่งได2วAาการวิเคราะห[ข2อมูลเปRนความพยายามของนักวิจัยที่จะรายงานผลลัพธ[หรือ
ข2อค2นพบที่ได2จากข2อมูลที่รวบรวมมาได2 สAวนการตีความหมายข2อมูลจะเน2นที่การค2นหาความหมายของ
ขอ2 คน2 พบเหลAาน้นั

2. หลักและแนวปฏิบตั ใิ นการวเิ คราะห2ขอ3 มลู

ในการวเิ คราะหข[ 2อมูลสำหรับการวจิ ัยเพื่อพัฒนาการเรยี นร2ู จึงควรยึดหลกั และแนวปฏบิ ัติ (พชิ ติ
ฤทธ์จิ รญู ,2561; อทิ ธพิ ทั ธ[ สวุ ทันพรกลู ,2561) ดังนี้

1. ควรศึกษาทำความเข2าใจให2ถAองแท2ในวิธีการวิเคราะห[ข2อมูลเชิงปริมาณและการวิเคราะห[ข2อมูล
เชิงคุณภาพ จนมั่นใจวAาสามารถดำเนินการวิเคราะห[ข2อมูลได2 หากไมAเข2าใจและไมAมั่นใจในการวิเคราะห[
ข2อมูล ควรจะปรึกษา ขอคำแนะนำชี้แนะจากผู2รู2ที่เปRนผู2เชี่ยวชาญทางสถิติวิจัยหรือวัดผลการศึกษา ซึ่งอาจ
เปRนครู ศกึ ษานเิ ทศก[ นกั วชิ าการ อาจารยใ[ นสถาบนั อดุ มศกึ ษาท่เี ปนR กลั ยาณมติ รทางวชิ าการ

2. วางแผนการวิเคราะห[ข2อมูล โดยจัดข2อมูลให2เปRนระบบ หมวดหมูA และตรวจสอบความถูกต2อง
สมบูรณ[ครบถ2วนของข2อมูลให2พร2อม เพื่อจะนำไปวิเคราะห[ รวมทั้งวางแผนการนำเสนอผลการวิเคราะห[
ข2อมลู ไวด2 2วย เชAน การนำเสนอโดยใช2รปู แบบตาราง กราฟ หรือแผนภูมิ

3. ยึดวัตถุประสงค[ของการวิจัยหรือคำถามวิจัยเปRนกรอบแนวทางในการวิเคราะห[ เพราะ
วัตถุประสงค[ของการวิจัยจะเปRนสิ่งที่ชี้ให2เห็นแนวทางในการวิเคราะห[ข2อมูล และผลการวเิ คราะหข[ อ2 มูลตอ2 ง
ตอบคำถามวจิ ัยหรือวัตถปุ ระสงคข[ องการวิจยั

4. สำหรับการวิเคราะห[ข2อมูลเชิงปริมาณ วิเคราะห[ทบทวนวัตถุประสงค[ของการวิจัยแตAละข2อ
เพื่อพิจารณาเลือกใช2สถิติวิเคราะห[ข2อมูลให2ถูกต2อง เหมาะสมกับวัตถุประสงค[ของการวิจัยและลักษณะของ
ข2อมูล ซึ่งโดยทั่วไปถ2านักวิจัยได2จัดทำโครงการวิจัยให2ชัดเจนกAอนการทำวิจัย ในโครงการวิจัยก็จะมีสาระ
สAวนที่เปRนวัตถุประสงค[ของการวิจัยและระบุวิธีวิเคราะห[ข2อมูลไว2ในหัวข2อ วิธีดำเนินการวิจัย ซึ่งได2พิจารณา
ตดั สนิ ใจเลอื กใช2สถิตสิ ำหรบั การวิเคราะหข[ อ2 มูลไว2แล2ว

5. ลงมือวิเคราะห[ข2อมูลด2วยความรอบคอบตามแผนที่กำหนดไว2 และแปลผลการวิเคราะห[ข2อมูล
ใหถ2 กู ตอ2 งตามหลักการทางสถติ ดิ 2วย

6. นำเสนอผลการวิเคราะห[ข2อมูลให2สอดคล2องกับวัตถุประสงค[ของการวิจัยให2ครบถ2วนตามท่ี
กำหนดไว2

3. การวเิ คราะห2ขอ3 มลู และการนำเสนอผลการวิเคราะห2ขอ3 มลู เชิงปรมิ าณ

ลักษณะของขอ+ มูลเชิงปริมาณ
ข2อมูลเชิงปริมาณ เปRนข2อมูลที่เปRนตัวเลขซึ่งวัดได2ในเชิงปริมาณ เชAน คะแนน ผลการสอบ จำนวน
เวลาที่ใช2ในการทำงาน ซึ่งอาจวัดจากแบบทดสอบ แบบสอบถาม หรือแบบประเมินตAางๆ การวิเคราะห[

133

ข2อมูลต2องใช2วิธีการวิเคราะห[เชิงปริมาณ โดยใช2วิธีการทางสถิติ และต2องพิจารณาลักษณะของข2อมูลด2วย
เพื่อเลือกใช2สถิติให2ถูกต2องเหมาะสม ข2อมูลเชิงปริมาณจำแนกได2 4 ประเภทตามความละเอียดของมาตรวัด
ดงั นี้

1.1 ขอ+ มลู แบบนามบญั ญัติ (Nominal Data) เปนR ข2อมูลแบบกลมุA (Categorical Data) ทีจ่ ำแนก
เปRนกลุAมหรือจัดประเภทตามคุณสมบัติที่รAวมกันอยAางใดอยAางหนึ่ง นิยมเรียกวAา ข2อมูลเชิงคุณลักษณะ
ข2อมูลประเภทนี้ไมAสามารถบอกปริมาณหรือคAามากน2อยระหวAางกลุAมได2 เพียงแตAแสดงให2เห็นความแตกตAาง
เทAานั้น เชAน เพศ แบAงเปRนชาย-หญิง (2 กลุAม) ห+องเรียน แบAงเปRนห2อง ม.1/1 ม.1/2 และ ม.1/3 (3 กลุAม)
บางทีการบอกประเภทอาจกำหนดเปRนตัวเลขหรือสัญลักษณ[ก็ได2 เชAน กำหนดให2 1 แทนเพศชาย และ 2
แทนเพศหญิง หรือใช2สัญลักษณ[ A แทนห2อง ม.1/1 B แทนห2อง ม.1/2 และ C แทนห2อง ม.1/3 ในกรณีนี้
มิได2หมายความวAา 2 (เพศหญิง) มีคAามากกวAา 1 (เพศชาย) หรือ B (ห2อง ม.1/2) เรียนอAอนกวAา A (ห2อง
ม.1/1)

ตัวเลขหรือสัญลักษณ[ที่แทนข2อมูลในระดับนี้ไมAมีความหมายทางคณิตศาสตร[ ไมAสามารถนำมาบวก
ลบ คูณ หารกันได2 แตAสามารถนับจำนวนรวมกันได2 สถิติที่ใช2ในการวิเคราะห[ข2อมูลแบบนามบัญญัตินี้คือ
ความถี่ ร2อยละ ฐานนิยม และการทดสอบทางสถิติที่ไมAคำนึงถึงการกระจายข2อมูล เชAน การทดสอบ
ไคสแควร[ (c2-test)

1.2 ข+อมูลแบบจัดอันดับ (Ordinal Data) เปRนข2อมูลแบบกลุAม หรือข2อมูลเชิงคุณลักษณะอีก
ประเภทหนึ่งที่มีคุณสมบัติเปRนกลุAมหรือจัดประเภทเชAนเดียวกับข2อมูลแบบนามบัญญัติ แตAมีคุณสมบัติ
เพิ่มขึ้นคือ ลำดับคAาของกลุAมมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ หรือจัดเรียงลำดับ มาก-น2อย สูง-ต่ำ ดี-เลวได2
แตAมีข2อจำกัดที่ไมAสามารถบอกคAาความแตกตAางระหวAางกลุAมได2 เชAน ในการจัดอันดับผลงานการปÉÑนของ
นักเรียน 3 คน เปRนอันดับที่ 1, 2 และ 3 บอกได2แตAเพียงวAา อันดับที่ 1 ดีกวAาอันดับที่ 2 และอันดับที่ 2
ดีกวAาอันดับที่ 3 แตAไมAสามารถบอกได2วAา คนที่ได2อันดับที่ 1 เกAงกวAาคนได2อันดับที่ 2 เทAากับคนที่ได2อันดับที่
2 เกAงกวAาคนที่ได2อันดับที่ 3 เพราะชAวงหAางของแตAละอันดับที่ของสิ่งที่เปรียบเทียบกันจะไมAเทAากัน ตัวอยAาง
อื่น เชAน การจัดกลุDมระดับการเรียน เปRนเกAง ปานกลาง และอAอน หรือจัดกลุAมคุณภาพงาน เปRนดีมาก ดี
พอใช2 ต2องปรับปรงุ

ตัวเลขที่แทนอันดับที่ของสิ่งที่จัดอันดับหรือจัดกลุAมไมAสามารถนำมาบวก ลบ คูณ หารกันได2
แตAสามารถนับจำนวนรวมกันได2 สถิติที่ใช2ในการวิเคราะห[ข2อมูลคือ ความถี่ ร2อยละ ฐานนิยม มัธยฐาน
เปอร[เซ็นไทล[ และการทดสอบทางสถิติที่ไมAคำนึงถึงการกระจายของข2อมูลของประชากร เชAน ไคสแควร[
สัมประสิทธิ์สหสัมพันธข[ องสเปÖยร[แมน (Spearman Brown)

1.3 ข+อมูลแบบชDวง (Interval Data) เปRนข2อมูลตAอเนื่อง (Continuous Data) ที่จัดวAาเปRนข2อมูล
เชิงปริมาณที่แท2จริง คือเปRนตัวเลขที่มีความตAอเนื่อง มีความละเอียด สามารถบอกความแตกตAางหรือ
ชAวงหAางระหวAางข2อมูลที่วัดได2วAาแตกตAางหรือหAางกันอยูAมากน2อยเทAาใด เชAน นักเรียนที่สอบได2 20 คะแนน
ได2คะแนนมากกวAานักเรียนที่สอบได2 15 คะแนนอยูA 5 คะแนน เนื่องจากหนAวยการวัดจะมีระยะหAางเทAาๆ

134

กันจึงสามารถเปรียบเทียบกันได2วAาตAางกันมากน2อยเทAาใด แตAไมAสามารถบอกได2วAาเปRนกี่เทAาของกันและกัน
เพราะข2อมูลแบบชAวงไมAมีศูนย[แท2 เชAน ณ อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส ไมAใชAวAาไมAมีความร2อนอยูAเลย แตAยังมี
ความรอ2 นอยูA ดังนนั้ 0 องศาเซลเซยี สจงึ เปRน 0 เทียม หรอื นกั เรียนสอบได2 0 คะแนนในรายวชิ าหน่งึ มิใชAวAา
ไมมA ีความรูใ2 นรายวชิ านนั้ เลย เปนR เพยี งแตวA าA เขาทำขอ2 สอบฉบบั นน้ั ไมAไดเ2 ลย

ตัวเลขหรือข2อมูลแบบชAวงนี้สามารถบวกและลบได2เทAานั้น สAวนการคูณและการหารยังใช2ไมAได2 เชAน
ความร2อน 40°C ร2อนกวAาความร2อน 20°C เทAากับ 20°C แตAไมAสามารถพูดได2วAา 40°C ร2อนเปRน 2 เทAาของ
20°C เพราะจุดเริ่มต2นที่ไมAมีความร2อยเลยไมAใชA 0°C ข2อมูลแบบชAวงจึงมีข2อจำกัดตรงที่ไมAทราบขนาด
จำนวน และคุณสมบัติที่แท2จริงของสิ่งที่ศึกษา เพราะ 0 เปRนเพียงคAาศูนย[สมมติเทAานั้น ข2อมูลที่วัดได2จาก
การวดั ทางการศึกษา จติ วิทยา พฤติกรรมศาสตร[ จงึ จดั เปนR ขอ2 มูลแบบชAวง

สถิติที่ใช2ในการวิเคราะห[ข2อมูลแบบชAวงใช2เชAนเดียวกับข2อมูลแบบนามบัญญัติและข2อมูลแบบจัด
อันดับ แตAยังหาคAาเฉลี่ย คAาเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช2สถิติทดสอบที่ใช2คAาความถี่ และคAาเฉลี่ยได2เกือบ
ทกุ ชนดิ เชนA ไคสแควร[ สหสัมพนั ธ[ และการทดสอบที (t-test)

1.4 ข+อมูลแบบอัตราสDวน (Ratio Data) เปRนข2อมูลตAอเนื่อง (Continuous Data) ที่จัดวAาเปRน
ข2อมูลเชิงปริมาณที่แท2จริงเชAนเดียวกับข2อมูลแบบชAวง แตAมีศูนย[แท2 หรือศูนย[สัมบูรณ[ (True Zero or
Absolute Zero) ซึ่งแปลวAา “ไมAมีเลย หรือไมAมีคุณลักษณะนั้น ๆ เลย” เชAน ความยาว 0 เซนติเมตร
หมายความวAา ไมAมีความยาวเลย หรือมีเงิน 0 บาท แปลวAาไมAมีเงินเลย ตัวเลขหรือข2อมูลแบบนี้สามารถ
บอกความแตกตAางกันได2 สามารถจัดเรียงลำดับได2 หรือเปรียบเทียบความมากน2อยวAาแตกตAางกันอยูAกี่เทAา
ได2 เชAน ความแตกตAางของน้ำหนัก 20 กับ 30 กิโลกรัม จะเทAากับความแตกตAางของน้ำหนัก 40 กับ 50
กิโลกรัม คือจะตAางกันอยูA 10 กิโลกรัม และสามารถบอกได2วAาน้ำหนัก 40 กิโลกรัม หนักเปRน 2 เทAาของ 20
กิโลกรัม ตัวเลขในระดับนี้สามารถนำมาบวก ลบ คูณ หารกันได2 และสามารถใช2สถิติเพื่อวิเคราะห[ข2อมูลได2
ทุกประเภท

จุดประสงคขK องการวเิ คราะหขK +อมลู
ในการวิเคราะห[ข2อมูลเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค[ในการวิเคราะห[ 3 ประการตามจุดประสงค[ของ
การวิจัย คือ เพื่อการบรรยายข2อมูลหรือตัวแปรที่ศึกษา เพื่อเปรียบเทียบความแตกตAางระหวAางสิ่งที่ศึกษา
หรือกลุAมที่ศึกษา และเพื่อวิเคราะห[ความสัมพันธ[ระหวAางตัวแปรที่ศึกษา ในการวิเคราะห[ข2อมูลเชิงปริมาณ
จะต2องเลือกใช2สถิติวิเคราะห[ข2อมูลให2สอดคล2องกับจุดประสงค[ของการวิเคราะห[ข2อมูลและเหมาะสมกับ
ลักษณะของขอ2 มลู ดังนี้

135

ตารางท่ี 9.1 การเลือกใชส2 ถติ ใิ หส2 อดคลอ2 งกบั ข2อมลู และจดุ ประสงค[ของการวเิ คราะห[ข2อมูล

จุดประสงคKของ ลักษณะขอ+ มูล วธิ ีวเิ คราะหKขอ+ มูล

การวิเคราะหขK +อมูล โดยสถิติ

1. เพื่อบรรยายขอ2 สรุปโดยสรุป 1.1 ข2อมูลแบบกลมAุ หรือนาม 1.1 การแจกแจงความถ่ี (n)

เปRนการบรรยายคุณลักษณะของ บญั ญตั ิ เชนA เพศ ระดบั ชน้ั อาชีพ คาA ร2อยละ (%)
กลุAมตัวอยาA งนกั เรียน ของผู2ปกครอง
กลมAุ เปาí หมายที่ศกึ ษาหรือตัวแปร 1.2 ขอ2 มลู ตAอเนือ่ ง เชAน อายุ 1.2 คาA เฉล่ีย (X̅ ) คาA พิสยั
ท่ีศกึ ษา คะแนนผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น คAาเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D)
เจตคตติ Aอการเรยี น ทักษะการ
ทำงานกลมAุ ลักษณะนสิ ยั รัก

การอAาน

1.3 ขอ2 มลู ตอA เน่ืองทแ่ี ปลงเปนR 1.3 การแจกแจงความถี่ (n)
ขอ2 มลู กลมAุ เชAน แจกแจงคะแนน คาA ร2อยละ (%)

เปนR ชAวงช้ัน

2. เพือ่ เปรยี บเทียบความแตกตAาง ขอ2 มูล 2 ชดุ ทีน่ ำมาเปรียบเทียบ บรรยายโดยใช2สถิติพนื้ ฐาน
ต2องเปRนข2อมูลตAอเนือ่ ง ไดแ2 กA คAาเฉลย่ี (X̅ ) คAาเบย่ี งเบน

มาตรฐาน (S.D.) เสริมดว2 ย
กราฟ (graph)

2.1 กรณี 1 กลุAม เชนA ทดสอบกรณี 1 กลมAุ
เปรียบเทยี บคะแนนผลสมั ฤทธิ์ ใช2การทดสอบที (t-test แบบ
ทางการเรยี นกAอนเรยี นกับหลัง dependent) เพอื่ ยนื ยนั วAา

เรียนโดยใชน2 วตั กรรมการจัดการ ความแตกตAางมนี ยั สำคัญ
เรียนรู2 หรอื ไมA

2.2 กรณี 2 กลุมA เชนA ทดสอบกรณี 2 กลAุม

เปรียบเทยี บคะแนนเจตคติตAอ ใช2การทดสอบที (t-test แบบ
การเรียนของนกั เรียนหญิงกับ independent) เพือ่ ยืนยันวาA
นักเรียนชาย ความแตกตาA งมีนัยสำคญั

หรอื ไมA

3. เพอื่ วิเคราะหค[ วามสัมพนั ธ[ ข2อมูล 2 ชดุ (วัดจาก 2 ตัวแปร) บรรยายโดยใช2สถติ ิพ้นื ฐาน
เชAน ความสมั พันธ[ระหวAาง ซงึ่ ไดม2 าจากกลมุA ตวั อยAางเดียวกัน อยAางใดอยาA งหนึ่ง เชAน คาA เฉล่ยี

ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนกบั (X̅ ) คAาเบี่ยงเบนมาตรฐาน
เจตคตติ Aอการเรียน หรอื (S.D.) และคาA สัมประสทิ ธิ์

136

จดุ ประสงคขK อง ลกั ษณะข+อมลู วธิ วี ิเคราะหKข+อมลู
การวิเคราะหขK +อมลู โดยสถติ ิ
ความสมั พนั ธร[ ะหวาA งผลงานกบั ในขน้ั ตน2 น้แี นะนำให2ใช2ข2อมลู
พฤติกรรมมงAุ งาน ตAอเนอ่ื งทัง้ 2 ชุด (เชAน วดั เปนR สหสมั พันธ[ (โดยทว่ั ไปคือ คAา r)
คะแนน) ทดสอบ ใช2 t-test (กรณที ี่
สัมประสิทธิ์สหสัมพนั ธเ[ ปRนคAา
r) เพ่อื ยนื ยันวาA ความสมั พันธ[มี
นัยสำคัญหรือไมA

ท่ีมา : ปรบั จาก ผAองพรรณ ตรัยมงคลกูล, 2543 : 94

กรณีตัวอยDางการวเิ คราะหKและนำเสนอผลการวิเคราะหขK อ+ มูลเชงิ ปริมาณ (ปรบั จาก อิทธิพัทธ[
สุวทันพรกูล,2561)

กรณที ี่ 1 การใช+ขอ+ มูลจากการทดสอบหลังการเรยี น (posttest)

ในกรณีที่จัดการเรียนรู2โดยใช2นวัตกรรมการจัดการเรียนรู2ประเภทใดประเภทหนึ่งที่มีการออกแบบ
การทดลองโดยใช2นักเรียนกลุAมเดียว มีการทดสอบเฉพาะหลังการเรียนจากนวัตกรรม (one group
posttest only design) ซึง่ อาจกำหนดวตั ถปุ ระสงคข[ องการวจิ ยั ไวด2 งั น้ี

• เพื่อศึกษาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นวิชาคณติ ศาสตรข[ องนกั เรียนท่เี รียนจากชุดการเรยี น

• เพื่อศกึ ษาความสามารถในการอAานประสมคำของนกั เรียนทเ่ี รียนจากแบบฝกó การอAาน

การวิเคราะห[ข2อมูลเพื่อศึกษาผลการเรียนรู2จากนวัตกรรมการจัดการเรียนรู2 ชุดการเรียน หรือแบบ
ฝóกการอาA น มกี ารวิเคราะห[ข2อมลู ในกรณีตAางๆ ดังนี้

กรณีที่ 1.1 การวิเคราะหKขอ+ มลู เปน[ รายบุคคล
ถ2านักเรียนที่ต2องการแก2ปÉญหาการเรียนรู2มีจำนวนน2อย (ประมาณ 4-10 คน) หรือนักวิจัยมีความ
ประสงค[ที่จะประเมินผลการเรียนรู2เปRนรายบุคคล ควรวิเคราะห[ข2อมูลเปRนรายบุคคล โดยเปรียบเทียบ

คะแนนที่ได2กับเกณฑ[การประเมินที่กำหนดไว2 ซึ่งเปRนระดับคะแนนที่จะยอมรับวAานักเรียนมีผลสัมฤทธิ์หรือ
พฒั นาแลว2 ใหน2 ำเสนอผลการวิเคราะห[ขอ2 มลู เปรียบเทยี บกบั เกณฑโ[ ดยการบรรยายดงั ตวั อยAาง
นกั เรียนชั้นประถมศึกษาปÖที่ 1 จำนวน 5 คนท่ีอาA นประสมคำยงั ไมไA ด2 ครจู งึ จัดสอนซAอมเสริมโดย

ใช2แบบฝกó การอAานแล2วทดสอบการอาA นประสมคำ 20 ขอ2 จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน นักเรียนได2คะแนน
ดงั นี้

นักเรียนคนที่ 1 2 3 4 5

คะแนนที่ได2 18 17 18 19 20

137

ถ2ากำหนดเกณฑ[การประเมินผAานเทAากับ 16 คะแนน ครูอาจนำเสนอผลการวิเคราะห[ข2อมูลโดย
การบรรยายไดด2 ังนี้

“โดยการเปรียบเทียบกับเกณฑ[ประเมินซึ่งกำหนดไว2 16 คะแนน พบวAา มีนักเรียนทั้ง 5 คนมี
คะแนนสูงกวAาเกณฑ[ที่กำหนด นั่นแสดงวAา นักเรียนที่ฝóกอAานจากแบบฝóกการอAานมีความสามารถในการ
อAานประสมคำได2ตามเกณฑ[”

กรณีท่ี 1.2 การวเิ คราะหขK +อมูลเปน[ รายกลมDุ หรอื รายห+องเรียน
ถ2านักเรียนที่มีปÉญหาการเรียนรู2ซึ่งต2องแก2ไขหรือพัฒนามีจำนวนมากเปRนกลุAมใหญAหรือ
ทั้งห2องเรียน และนักวิจัยมีความประสงค[ที่จะวิเคราะห[ข2อมูลเปRนรายกลุAม โดยอาจหาคAาเฉลี่ย (X̅ ) และ
คAาเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) แล2วเปรียบเทียบกับเกณฑ[ประเมินที่กำหนดไว2 และนำเสนอผลการวิเคราะห[
ข2อมลู โดยการบรรยาย ดงั ตวั อยาA ง
จากการทดสอบความสามารถในการอAานประสมคำของนักเรียน 40 คน หลังจากฝóกการอAานจาก
แบบฝóกการอAาน นักวิจัยได2ทดสอบความสามารถในการอAานประสมคำแล2วหาคAาเฉลี่ยและคAาเบี่ยงเบน
มาตรฐานของคะแนนจากสูตร

คาA เฉล่ีย (X̅ ) = คะแนนรวมของนักเรยี นทงั้ กลุม4 = Ʃ#
จำนวนนกั เรียนทง้ั กลม4ุ $

เมอ่ื X̅ แทน คคาA เาA ฉเบลีย่ีย่ คงเะบแนนมนาขตอรงฐนาักนเร(Sยี .นDท.)ั้ง=กล$Aมุ $Ʃ$#(!$%%(Ʃ(#))!

S.D. แทน คาA เบ่ียงเบนมาตรฐานของคะแนน
Ʃx แทน ผลรวมของคะแนนของนักเรียนท้งั กลุมA
Ʃx! แทน ผลรวมของคะแนนของนกั เรยี นแตAละคนยกกำลังสอง
n แทน จำนวนนกั เรยี นทง้ั กลAุม
ถ2าคำนวณโดยใช2สูตรดังกลAาวได2คAาเฉลี่ย (X̅ ) = 17.24 และคAาเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.98
ถา2 กำหนดเกณฑ[ประเมนิ ผาA นไว2ที่ 16 คะแนน นำเสนอผลการวเิ คราะหข[ 2อมูลโดยการบรรยายได2ดังนี้
ผลการวิเคราะห[ข2อมูลโดยหาคAาเฉลี่ยและคAาเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนความสามารถในการ
อAานประสมคำ ได2คAาเฉลี่ยและคAาเบี่ยงเบนมาตรฐานเทAากับ 17.24 และ 0.98 ตามลำดับ ซึ่งได2คAาเฉลี่ยสูง
กวAาเกณฑ[ (16 คะแนน) แสดงวAา นักเรียนที่ฝóกการอAานประสมคำจากแบบฝóกหัดการอAานมีความสามารถ
ในการอAานประสมคำได2สงู กวาA เกณฑ[


Click to View FlipBook Version