The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอน-วิจัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by eak_scsw69, 2021-11-25 00:02:58

เอกสารประกอบการสอน-วิจัย

เอกสารประกอบการสอน-วิจัย

37

3) แบบแผน 2 กลม3ุ วัดหลัง (Static Group Comparison)

กลมุ3 1 TX Obs

กลมุ3 2 - Obs

ลักษณะของแบบแผนนี้เปOนการศึกษาขSอมูลจาก 2 กลุ3ม มีการวัดหลัง (Posttest) แต3ไม3มีการวัด
ก3อน (Pretest) โดยกลุ3มหนึ่งมีการจัดกระทำ อีกกลุ3มหนึ่งไม3มีการจัดกระทำหรือจัดกระทำอีกรูปแบบหน่ึง
มีขSอดีคือไม3มีอิทธิพลจากการวัดก3อน (Pretest) หรือการทดลองบางอย3างที่ไม3สามารถวัดก3อนไดS
นอกจากนี้ผูSวิจัยสามารถเปรียบเทียบกลุ3มทดลองและกลุ3มควบคุมหรือกลุ3มทดลองอื่น ๆ ไดS แต3มีขSอจำกัด
คือความเท3าเทียมกันของกลุ3มที่ 1 และ กลุ3มที่ 2 ดังนั้นผูSวิจัยตSองตรวจสอบความเท3าเทียมกันของทั้งสอง
กลมุ3 เพอ่ื ใหSมน่ั ใจวา3 ไมม3 ตี วั แปรแทรกซSอนในเรื่องของความเทา3 เทยี มกันของตัวอย3าง

2.2 กลุ4มท่ี 2 แบบแผนการทดลองทแ่ี ทJจรงิ (True Experimental Design)
แบบแผนการทดลองประเภทนี้มีการควบคุมอย3างรัดกุม มีกลุ3มเปรียบเทียบ และมีการสุ3มตัวอย3าง
เขSาสู3กลุ3ม (Random Assignment) ทำใหSมีความเที่ยงตรงภายใน (Internal Validity) สูงประกอบดSวย
แบบแผนยอ3 ย ดังน้ี
1) แบบแผน 2 กลุ3มมีการวัดก3อนและหลัง มีกลุ3มควบคุม และมีการสุ3มตัวอย3างเขSาสู3กล3ุม
(Pretest-Posttest Control Group Design)

การสุ3มตัวอย3างเขาS ส3ูกลมุ3 กลม3ุ 1 Obs Tx Obs
กลุม3 2 Obs - Obs

ลักษณะของแบบแผนนี้เปOนการศึกษาขSอมูลจากตัวอย3าง 2 กลุ3ม มีการสุ3มตัวอย3างเขSาสู3กลุ3ม
(Random Assignment) มีการวัดก3อน (Pretest) และการวัดหลัง (Posttest) กลุ3มหนึ่งมีการจัดกระทำ
อีกกลุ3มหนึ่งไม3มีการจัดกระทำหรือจัดกระทำอีกรูปแบบหนึ่ง มีขSอดีคือมีความเที่ยงตรงภายในที่ชัดเจน
กล3าวคือ มีการสุ3มตัวอย3างเขSาสกู3 ลุ3มเพื่อแสดงถึงความเท3าเทียมกันของตัวอย3างในแต3ละกลุ3ม ผูSวิจัยสามารถ
เปรียบเทียบพัฒนาการในกลุ3มทดลองโดยเปรียบเทียบผลการวัดก3อนและการวัดครั้งหลัง และสามารถ
เปรยี บเทียบการวัดครัง้ หลังระหวา3 งกล3ุมทดลองและกลมุ3 ควบคมุ ไดS

38

2) แบบแผน 4 กลุม3 ของโซโลมอน (Solomon Four Group Design) Obs
กลม3ุ 1 Obs Tx Obs
Obs
การส3มุ ตัวอย3างเขาS สกู3 ล3มุ กล3มุ 2 Obs - Obs
กลม3ุ 3 - Tx

กลม3ุ 4 - -

ลักษณะของแบบแผนนี้เปOนการศึกษาขSอมูลจากตัวอย3าง 4 กลุ3ม มีการส3ุมตัวอย3างเขSาส3ู
กลุ3ม (Random Assignment) มีการวัดก3อน (Pretest) ในกลุ3มที่ 1 และ 2 ส3วนใหญ3กลุ3มที่ 3 และ 4 ไม3มี
การวัดก3อนและมีการวัดหลัง (Posttest) ในทุกกลุ3ม กลุ3ม 1 และ 3 มีการจัดกระทำในส3วนกลุ3มที่ 2 และ 4
ไม3มีการจัดกระทำ แบบแผนนี้ใชSเมื่อผูSวิจัยตSองการทดสอบอิทธิพลของการวัดก3อน (Effect of Pretesting)
ว3ามีผลกระทบต3อตัวแปรตามหรือไม3มีโดยการตรวจสอบอิทธิพลปฏิสัมพันธX ขSอจำกัดของแบบแผนนี้คือการ
ใชSกลุ3มทดลองที่มากถึง 4 กลุ3มที่มีการสุ3มตัวอย3างเขSาสู3กลุ3มซึ่งผูSวิจัยตSองศึกษาความเปOนไปไดSก3อนการ
นำไปใชS

3) แบบแผน 2 กลุ3มวัดหลังอย3างเดียวและมีกลุ3มควบคุม (Posttest Only Control Group
Design)

การสุ3มตัวอย3างเขาS สู3กลม3ุ กลม3ุ 1 Tx Obs

กลุม3 2 - Obs

ลักษณะของแบบแผนนี้เปOนการศึกษาขSอมูลจาก 2 กลุ3ม มีการสุ3มตัวอย3างเขSาสู3กล3ุม
(Random Assignment) ไม3มีการวัดก3อน (Pretest) มีเพียงการวัดหลัง (Posttest) เท3านั้น กลุ3มหนึ่งมีการ
จัดกระทำ อีกกลุ3มหน่ึงไม3มีการจัดกระทำหรือจัดกระทำอีกรูปแบบหนึ่ง มีขSอดีคือไม3มีอิทธิพลของการ
ทดสอบก3อนเรียน (Pretest) สามารถควบคมุ มีการส3ุมตวั อย3างเขSาสก3ู ล3มุ เพ่ือแสดงถงึ ความเท3าเทยี มกนั ของ
ตวั อย3างในแตล3 ะกล3ุม ผSวู ิจัยสามารถเปรยี บเทยี บการวัดครั้งหลงั ระหว3างกลุม3 ทดลองและกลุม3 ควบคมุ ไดS

2.3 กลุ4มท่ี 3 แบบแผนการทดลองแบบกึง่ ทดลอง (Quasi-Experimental Design)
แบบแผนการทดลองที่แทSจริงดังที่กล3าวในขSางตSนเนSนที่การใหSความสำคัญของการสุ3มตัวอย3างเขSาส3ู
กลุ3มทดลอง (Random Assignment) ซึ่งในความเปOนจริงในบางครั้งนั้นไม3สามารถกระทำไดSในทางปฏิบัติ
หรือเปOนไดSยาก ผSูวิจัยจึงใชSแบบแผนการทดลองแบบกึ่งทดลอง ที่อาจไม3สามารถควบคุมตัวแปรแทรกซSอน
ไดSทง้ั หมด แตผ3 วSู จิ ยั สามารถเลือกใชSไดตS ามความเหมาะสมประกอบดSวยแบบแผนย3อย ดงั นี้

39

1) แบบแผน 2 กล3ุมวัดก3อนและหลังและมีกล3มุ ควบคมุ แต3ไม3มกี ารสม3ุ แบบสมบูรณX
(Nonrandomized Control Group Pretest-Posttest Design)

กลุ3ม 1 Obs Tx Obs
กลมุ3 2 Obs - Obs

ลักษณะของแบบแผนนี้เปOนการศึกษาขSอมูลจาก 2 กลุ3ม แต3ไม3มีการสุ3มตัวอย3างเขSาสู3กลุ3ม
(Random Assignment) มีการวัดก3อน (Pretest) และการวัดหลัง (Posttest) กลุ3มหนึ่งมีการจัดกระทำ
อีกกลุ3มหนึ่งไม3มีการจัดกระทำหรือจัดกระทำอีกรูปแบบหนึ่ง มีขSอดีคือ ผูSวิจัยสามารถเปรียบเทียบ
พัฒนาการในกลุ3มทดลองโดยเปรียบเทียบผลการวัดก3อนและการวัดหลัง และสามารถเปรียบเทียบการวัด
ครั้งหลังระหว3างกลุ3มทดลองและกลุ3มควบคุมไดS ส3วนขSอจำกัด คือ กล3ุมทั้งสองอาจมีความไม3เท3าเทียมกัน
แต3ผูSวิจัยสามารถใชSคะแนนการวัดก3อน (Pretest) ในการทดสอบความเท3าเทียมกันเพื่อทดแทนการสุ3ม
ตัวอย3างเขSาสู3กลุ3มไดS หรือใชSเปOนตัวแปรควบคุมไดS หรือในกรณีที่กลุ3มที่ 1 และ 2 มีวุฒิภาวะหรือการ
เจริญเติบโต (Maturation) ที่แตกต3างกัน (เนื่องจากไม3ไดSมีการส3ุมตัวอย3างเขSาสู3กลุ3ม ทำใหSไม3มีความเท3า
เทียมกันทช่ี ดั เจน) อาจทำใหSการเปลี่ยนแปลงทเ่ี กดิ ขน้ึ นนั้ อธิบายความเปนO เหตเุ ปOนผลไดยS าก

2) แบบแผนอนุกรมเวลาอยา3 งงา3 ย (การวดั ซ้ำอยา3 งงา3 ย) (Simple Time-Series Design)

กลม3ุ 1 Obs Obs Tx Obs Obs

ลักษณะของแบบแผนนี้เปOนการศึกษาขSอมูลจาก 1 กลุ3ม มีการวัดก3อน (Pretest) และการวัดหลัง
(Posttest) ในลักษณะของการวัดซ้ำ (Repeted Mesures) (จำนวนกี่ครั้งก็ไดS) โดยช3วงก3อนการจัดกระทำ
การวัดนั้นเรียกว3าสภาพปกติหรือระยะเสSนฐาน (Baseline) มักใชSในกรณีที่ผูSวิจัยตSองการศึกษาระยะยาว
โดยมีการศึกษาความคงที่ของการวัดทั้งก3อนและหลังการจัดกระทำ แบบแผนนี้อาจใชSในกรณีการศึกษา
รายบุคคลไดS (Single Subject Design) ทั้งนี้การใชSแบบแผนนี้อาจมีอิทธิพลของการวัดก3อน (Pretest)
รวมถึงการวัดซ้ำหลายครั้งที่ส3งผลต3อการวัดในครั้งหลัง (Posttest) และอาจเกิดอิทธิพลของเหตุการณXพSอง
(History) ที่ทำใหSผลการวัดในแต3ละครั้งเกิดตัวแปรแทรกซSอนขึ้นไดSและอาจทำใหSอธิบายความเปOนเหตุและ
ผลไดยS าก

40

3) แบบแผนอนุกรมเวลาทีม่ ีกล3ุมควบคุม (Control Group, Time-Series Design)

กล3มุ 1 Obs Obs Tx Obs Obs

กลุม3 2 Obs Obs - Obs Obs

ลักษณะของแบบแผนนี้เปOนการศึกษาขSอมูลจาก 1 กลุ3ม มีการวัดก3อน (pretest) และการวัดหลัง
(posttest) ในลักษณะของการวัดซ้ำ (repeated measures) (จำนวนกี่ครั้งก็ไดS) คลSายกับแบบแผนที่
กล3าวมาในขSางตSน แต3ในแบบแผนนี้มีขSอดีกว3าคือการมีกลุ3มควบคุมที่ทำใหSงานวิจัยมีความเที่ยงตรงภายใน
มากขึ้น

4) แบบแผนอนุกรมเวลาทมี่ กี ารยSอนกลับ (reversal time-series design)

กลม3ุ ท่ี 1 Tx Obs - Obs Tx Obs

ลักษณะของแบบแผนนี้เปOนการศึกษาโดยการจัดกระทำและการวัด จากนั้นทิ้งช3วงระยะเวลาและ
ทำการวัดอีกครั้งหนึ่งแลSวจึงจัดกระทำและวัดซ้ำอีกครั้ง ลักษณะของแบบแผนการวิจัยประเภทนี้เปOน
รูปแบบของ AB Design ABA Design หรือ ABAB Design กล3าวคือ A เปOนการศึกษาสภาพปกติหรือระยะ
เสSนฐาน (Baseline) ส3วน B เปOนการจัดกระทำ (Treatment or Intervention) โดยกระทำสลับกันไป
แบบแผนนี้มักใชSกับการวิจัยเชิงทดลองทางจิตวิทยา ที่มุ3งเนSนการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของ
ผูSถูกทดลอง เปนO ตนS

5) แบบแผนการสลบั การจัดกระทำ (Alternating Treatments Design)

กลุ3ม 1 TXa Obs - Obs Txb Obs

ลักษณะของแบบแผนนี้เปOนการศึกษาโดยการจัดกระทำดSวยวิธีที่ 1 แลSวสังเกตผลจากนั้นท้ิงช3วง
ระยะเวลาและทำการวัดอีกครั้งหนึ่งแลSวจัดกระทำดSวยวิธีที่ 2 แลSวทำการวัด โดยแบบแผนนี้มุ3งศึกษาว3าใน
ตัวอย3างกลุ3มหนึ่งหรือบุคคลหนึ่งนั้นหากมีการทดลองดSวยการจัดกระทำมากกว3า 1 ประเภท ผลที่เกิดจะ
แตกต3างกนั หรอื ไม3 โดยไมพ3 จิ ารณาจากการจัดกระทำทแ่ี ตกตา3 งกันชว3 งเวลาท่ีแตกตา3 งกนั

41

6) แบบแผนการศึกษาสภาพเร่ิมตSน (ระยะเสSนฐาน) ท่ีหลากหลาย (Multiple Baseline Design)

กลุม3 1 - Obs Tx Obs Tx Obs

กลมุ3 2 - Obs - Obs Tx Obs

ลักษณะของแบบแผนนี้เปOนการศึกษาจาก 2 กลุ3ม ที่มีช3วงเวลาเริ่มตSนในการจัดกระทำที่แตกต3าง
กัน โดยกลุ3มที่ 1 เริ่มการจัดกระทำก3อน ส3วนกลุ3มที่ 2 เวSนช3วงแลSวเริ่มการจัดกระทำตามลำดับ แบบแผนน้ี
มีจุดมุ3งหมายเพื่อศึกษาผลของการจัดกระทำที่เริ่มตSนในระยะเวลาที่แตกต3างกันในกลุ3ม บุคคล หรือ
สถานการณXทแี่ ตกตา3 งกัน ทง้ั น้ีผวSู จิ ัยสามารถเพ่มิ กล3มุ หรอื บุคคลรวมถงึ ช3วงระยะเวลาในการวดั เพมิ่ เติมไดS

3.4 กล4ุมท่ี 4 แบบแผนแฟกทอเรยี ล (Factorial Design)
แบบแผนการทดลองแบบแฟกทอเรียล (Factorial Design) เปOนแบบแผนการทดลองที่เนSน
การศึกษาในการวิจัยที่มีตัวแปรเหตุ (อาจเปOนตัวแปรทดลองหรือตัวแปรอิสระ) ที่มากกว3า 1 ตัว เพื่อศึกษา
อิทธิพลของตัวแปรตSนแต3ละตัวที่มีผลต3อตัวแปรตาม และเพื่อศึกษาปฏิสัมพันธXของตัวแปรตSนที่มีผลร3วมกัน
ต3อตัวแปรตามจึงทำใหSการอธิบายผลการวิจัยมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เช3น ผูSวิจัยตSองการเปรียบเทียบ
วิธีการสอน 2 วิธี คือการสอนโดยใชSปhญหาเปOนฐานและการสอนแบบบรรยาย และประเภทของการใชSส่ือ
การสอน 2 แบบ คือ การใชSสื่ออิเล็กทรอนิกสXและการใชSสื่อสิ่งพิมพXที่มีต3อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ
ผูSเรียน ผูSวิจัยตSองการทราบอิทธิพลหลัก (Main Effect) ของการจัดกระทำ โดยผูSวิจัยตSองการทราบว3า
1) การสอนดSวยวิธีใดที่ทำใหSผูSเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีกว3า (โดยไม3พิจารณาถึงประเภทของการ
สื่อการสอน) 2) การสอนโดยใชSสื่อประเภทใดที่ทำใหSผูSเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีกว3า (โดยไม3
พิจารณาวิธีการสอน) และผูSวิจัยตSองการทราบอิทธิพลปฏิสัมพันธX (Interaction Effect) ระหว3างวิธีการ
สอนและของประเภทของการใชSสื่อการสอนว3ามีผลร3วมกันหรือไม3 จากสถานการณXดังกล3าวนี้เปOนการ
ทดลองแบบแฟกทอเรียล 2 x 2 (2 x 2 Factorial Design) กล3าวคือ ในการศึกษา มีตัวแปรตSน 2 ตัว คือ
1) วิธีการสอน 2 วิธี คือการสอนโดยใชSปhญหาเปOนฐานและการสอนแบบบรรยาย และ 2) ประเภทของการ
ใชSสื่อการสอน 2 แบบ คือ การใชSสื่ออิเล็กทรอนิกสXและการใชSสื่อสิ่งพิมพX ส3วนตัวแปรตามคือผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน
ตาราง 3.1 แบบแผนการทดลองแบบแฟกทอเรียล

ประเภทสอื่ การสอน วิธีการสอน

การสอนโดยใชSปญh หาเปOนฐาน (a1) การสอนแบบบรรยาย (a2)

การใชSส่อื อเิ ล็กทรอนกิ สX (b1) a1b1 a2b1

การใชสS อ่ื สิง่ พิมพXโดยทัว่ ไป (b2) a1b2 a2b2

42

3. การออกแบบการวิจัยตามแนวคิด Design Thinking

Design Thinking คือ กระบวนการคิดดSวยการทำความเขSาใจในปhญหาต3างๆ อย3างลึกซึ้ง โดยเอา
ผูSใชSประโยชนXจากผลงานที่สรSางขึ้นเปOนศูนยXกลาง และนำเอาความคิดสรSางสรรคXและมุมมองจากคนหลายๆ
ฝ§ายมาคิดหาแนวทางการแกSไข และนำเอาแนวทางต3างๆ ที่ร3วมกันคิดมาออกแบบ ทดสอบและพัฒนา
รว3 มกนั เพือ่ ใหSไดแS นวทางหรอื นวัตกรรมทีต่ อบโจทยกX บั ผูSใชSในบริบทสถานการณนX ัน้ ๆ จรงิ

ภาพท่ี 3.1 ประมวลหลกั การของ Design Thinking
ทีม่ า: เอกสารประกอบการจัดอบรม Coaching in Design Thinking for Education (Train the trainer) พ.ศ.2562

Design Thinking จึงเปOนเครื่องมือที่ช3วยใหSครูสามารถออกแบบการเรียนการสอนสรSาง
“นวัตกรรมการเรียนรSู” โดยเริ่มจากการทำความเขSาใจความตSองการที่แทSจริงของนักเรียน ผูSปกครอง และ
ชุมชน ส3งเสริมใหSกลSาทดลอง ออกแบบและพัฒนาการเรียนการสอนรูปแบบใหม3 ๆ เปOนการบูรณาการ
หลายวิชาเขSาดSวยกัน ดSวย“การสรSางโครงงาน” ดังนั้น Human Centered Design Thinking จึงเปOน
กระบวนการทำใหSมีการสรSางนวัตกรรมใน Service Learning โดยมี กระบวนการ Design Thinking มี 5
ขัน้ ตอน

Design Thinking คือ กระบวนการวิจัย (Scientific Method) : เครื่องมือการเรียนรูSดSวยการวิจัย
(RBL) เมื่อพิจารณาแลSว Design Thinking มีหลักการเดียวกับ กระบวนการวิจัย (Scientific Method) ซึ่ง
เปOนหลักอริยสัจสี่ จึงสามารถนำกระบวนการนี้มาเปOนเครื่องมือการเรียนรูSดSวยการวิจัย (RBL) เพื่อสรSาง
นวตั กรรม

43

การพัฒนาขSอเสนอโครงการวิจยั ดวS ยกระบวนการ Design Thinking มี 5 ขัน้ ตอนดังนี้ คอื

ภาพที่ 3.2 กระบวนการ Design Thinking
ที่มา: เอกสารประกอบการจดั อบรม Coaching in Design Thinking for Education (Train the trainer)

1. ศึกษาสภาพปhญหา : Empathy ศึกษาสภาพความเปOนจริงของปhญหาในสถานการณXจริง เม่ือ
เขSาไปในสถานการณX แนะนำตนเองว3าเปOนใคร มาทำอะไร เพื่อสรSางความไวSวางใจต3อกัน ใชSเทคนิคการเก็บ
ขSอมูลโดยการสังเกต สัมภาษณX ประชุมหารือแบบมีส3วนร3วม นำตนเองอยู3ในเหตุการณX (Immerse :
Experience What Your User Experience) จนเปOนส3วนหนึ่งในสถานการณX เพื่อจะไดSสังเกตว3า เขาทำอะไร
ทำอย3างไร มีอารมณX และความรูSสึกอย3างไร และมีท3าทางกิริยาอะไร แลSวกลับมาสืบคSนขSอมูลจากเอกสารท่ี
เกีย่ วกับประเดน็ ปญh หา

2. วิเคราะหXสาเหตุของปhญหาเพื่อกำหนดประเด็นปhญหา (Problem Statement) : Define
นำขSอมูลที่วิเคราะหXความตSองการของกลุ3มเปùาหมาย ว3าพูดอะไร ทำอะไร รูSสึกอย3างไร คิดอย3างไร มา
เชื่อมโยงเพื่อใหSเห็นมุมมองในภาพรวม (Articulate a Point of View) ดSวยการคิดเชิงระบบ (System
Thinking) เพื่อนำผลการวิเคราะหXมากำหนดกรอบปhญหาคืออะไร เปOนเรื่องของกรอบความคิดความเขSาใจ
ปhญหา ที่นำไปสู3ความเขSาใจรากของปhญหา มองขSามปhญหาเฉพาะหนSา จะพบว3าสิ่งที่เห็นกับสิ่งที่เปOนจริง
ตา3 งกนั อาจมองหาวธิ ีการใหม3 มาจากการเกบ็ ขSอมูลหลายๆ ทาง ตง้ั คำถาม เพอื่ เขาS ใจปญh หา โดยตัง้ คำถาม
Why ก3อนแลSวจึง What ตามมาดSวย How เปOนการ Find the RIGHT Problem to Solve จึงตSองเร่ิม
จาก Why ก3อน เพ่ือไดขS Sอมลู ในมมุ กวSาง หลังจากนั้นจงึ คำถาม How เพอ่ื หาความตอS งการทเ่ี ฉพาะเจาะจง

3. ตั้งสมมติฐาน : Ideate นำประเด็นปhญหามาร3วมกันระดมความคิดว3า“ใชSวิธีการอะไร
แกSปhญหา” โดยผูSที่มีส3วนเกี่ยวขSองเสนอความคิดใหSมากที่สุด (Ideate Alternatives) ดSวยการชื่นชมทุก
ความคิด ทำใหSเกิดความคิดจำนวนมากที่มีความหลากหลาย เอื้อใหSต3อยอดความคิดของผูSอื่น ขั้นระดม
ความคิด”จะทำอะไรบSาง” (What) เพื่อ”แกSปhญหา”หรือใหSไดSตาม“ความตSองการ” โดยมีหลักการระดม
ความคดิ ใหSไดSจำนวนมาก ๆ เพอื่ นำไปตอ3 ยอดความคิด ตามกตกิ าการคดิ แบบธรรมชาติ ดงั นี้

44

1) ไม3ตดั สนิ ว3าความคิดของใครดไี ม3ดี (Defer Judgement)
2) ปล3อยใหSมีความคิดออกมาใหSเต็มที่ไม3ว3าจะหลุดโลกแค3ไหนก็ตาม (Encourage Wild
Ideas)
3) คดิ ต3อยอดจากความคิดน้นั (Build on The Ideas of Others)
4) ใหคS ยุ กันทลี ะเรื่อง (One Conversation at a time)
5) อย3าออกนอกประเด็นหลกั (Stay focused on the topic)
6) ใชภS าพประกอบไปดSวย อาจเปนO ภาพวาดหยาบ ๆ กไ็ ดS ไมต3 Sองสวยงาม (Be Visual)
7) คิดออกมาใหมS ีปริมาณมากท่ีสุด (Go for Quantity)
หลังจากไดSความคิดที่หลากหลายแลSว จัดกลุ3มความคิด นำมาวิเคราะหXความสำคัญ และความ
เปOนไปไดSที่จะนำไปปฏิบัติจริง การจัดกลุ3มความคิดใหSเปOนหมวดหมู3 ทำใหSมองเห็นความคิดหลักไดSชัดเจน
ขึ้น อาจทำใหSเกิดการสรSางสรรคXความคิดใหม3ๆ ที่ไม3เคยคาดคิดมาก3อน หรือเกิดแนวคิดใหม3ๆ จากการ
รวบรวมหลายๆ แนวคิดเขSาดSวยกัน นอกจากนี้ การจัดกลุ3มความคิดยังเปOนการพัฒนาความคิดสรSางสรรคX
อีกดSวย เมื่อนำความคิดมาจัดกลุ3มเปOนหัวขSอความคิดแลSว นำหัวขSอความคิดจากแต3ละกลุ3มมาวิเคราะหX หา
ความเปOนไปไดใS นการนำไปปฏิบัติ และความสำคัญในการก3อเกิดประโยชนX
4. ออกแบบวิธีการวิจัย : Prototype นำหัวขSอความคิดที่มีความเปOนไปไดSในการนำไปปฏิบัติ
สงู สดุ และนา3 จะเกิดประโยชนXสูงสดุ ท่ีเปนO ความคดิ ทด่ี ีทส่ี ุดมาสราS งตSนแบบ Prototype/Project/โครงงาน
รว3 มกนั หรอื ออกแบบกระบวนวิธกี ารวิจยั แบบมีส3วนร3วมกบั ผเูS ก่ยี วขSอง
5. ดำเนินการวิจัย : Test ก3อนปฏิบัติการทดลอง มีกระบวนการใหSความเห็นแบบมีส3วนร3วม ต3อ
Prototype ก็เปOนอีกกระบวนการเรียนรูSที่สรSางสรรคXดSวย ผลการวิจัย : Innovation หากไม3ประสบ
ความสำเร็จในการสรSางนวัตกรรม ก็เริ่มตนS ใหม3 และเรยี นรูจS ากความไม3สำเร็จดวS ย
Design Thinking ในการวจิ ยั ทางการศึกษา
การวิจัยทางการศึกษามักใหSผลผลิตจากการวิจัยที่ไม3สามารถนำไปใชSไดSในบริบทจริง กระบวนการ
ออกแบบการวิจัยเพื่อพัฒนาสิ่งทดลองหรือตัวแทรกแซงมักดำเนินการภายใตSเงื่อนไขของสถานการณXที่มี
การควบคุมปhจจัยแทรกซSอนเพื่อมิใหSเกิดผลกระทบต3อความตรงภายในของการวิจัย จึงเกิดแนวคิดการวิจัย
ที่เรียกว3า “การทดลองการออกแบบ” (Design Experiments) ซึ่งมีเปùาหมายเพื่อนำสิ่งที่ออกแบบไป
ทดลองปฏิบัติและปรับปรุงแกSไขระหว3างการทดลองเพื่อใหSสิ่งที่พัฒนาใชSไดSเกิดผลในสภาพบริบทจริง โดยมี
คณุ ลกั ษณะสำคัญของการวิจยั อิงการออกแบบ (สวุ ิมล วอ3 งวาณชิ , 2561) ดงั นี้
1) เปùาหมายของการวิจัยอิงการออกแบบตSองการแกSปhญหาที่เกิดจากสภาพการปฏิบัติงานจริง
(Grounded) เนSนการออกแบบนวัตกรรมหรือการแทรกแซง (Interventionist) ที่สามารถนำไปปฏิบัติไดS
ในโลกแห3งความจริง (Pragmatic) และตอบสนองการใชSประโยชนXของผูSใชS (Utility-Oriented) การวิจัยอิง
การออกแบบจึงไม3พยายามควบคุมตัวแปรทั้งหมดที่อยู3ในสถานการณXจริงเหมือนการวิจัยในหSองปฏิบัติการ

45

และไม3แยกตัวอย3างวิจัยออกจากสภาพที่เปOนอยู3จริงในธรรมชาติ แต3กลับนำบริบทของสภาพการปฏิบัติจริง
เขSามาเก่ยี วขอS งในการวจิ ัย

2) การวจิ ยั ทางการศกึ ษาแบบด้ังเดิมใหSความสำคญั กับการทดสอบทฤษฎีเดิมทีม่ อี ย3แู ลSว ผา3 นการ
ทดลองในบริบทที่มีการควบคุม นักวิจัยจะนำทฤษฎีหรือผลการวิจัยก3อนหนSามาใชSเปOนหลักในการออกแบบ
การเรียนการสอน ในขณะที่การวิจัยอิงการออกแบบจะไม3มุ3งเนSนหรือใหSความสนใจกับการทดสอบทฤษฎี
แต3ใหSความสำคัญกับเชื่อมโยงทฤษฎีต3าง ๆ ที่เกี่ยวกับการออกแบบการเรียนการสอนตลอดช3วงระยะเวลา
ของกระบวนการวิจัย ธรรมชาติการวิจัยประเภทนี้จึงเปOน “การออกแบบโดยยึดทฤษฎี” (Theory-
Oriented Design)

3) การวิจัยอิงการออกแบบเปOนวิธีวิจัยที่ลักษณะของปฏิสัมพันธXของผูSเกี่ยวขSอง การกระทำซ้ำ
และมีความหยึดหยุ3น (Interactive, Iterative and Flexible) การวิจัยทางการศึกษาแบบดั้งเดิมนั้น ผูSวิจัย
ส3วนใหญ3เปOนครูที่พัฒนาการเรียนการสอนของตนเองเพียงลำพัง แต3การวิจัยอิงการออกแบบ ครูจะทำงาน
ร3วมกับนักวิชาการ นอกจากนี้การวิจัยอิงการออกแบบจะใชSเวลาในการทำวิจัยค3อนขSางยาวนานและมีความ
ยืดหยุ3นสูง เพราะตSองปรับปรุงการออกแบบและทฤษฎีที่นำมาใชSตลอดเวลาจากผลการประเมิน
ความกาS วหนSาท่ดี ำเนินการอย3างต3อเนื่อง

4) การวิจัยอิงการออกแบบมีการบูรณาการ (Integrative) วิธีการวิจัย (Research Methods)
หลายวิธีในการศึกษา โดยใชSทั้งกระบวนทัศนXการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ แต3ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู3กับความ
จำเปนO ของการวจิ ยั ในแต3ละครั้ง

5) การวิจัยอิงการออกแบบตSองยึดติดหรืออิงกับบริบท (Contextual) ที่ทำวิจัย เนื่องจาก
เปùาหมายของการวิจัยตSองการสรุปอSางอิงหลักการออกแบบจากการวิจัยดSวย สิ่งที่อSางอิงจึงกำหนดขึ้น
ภายใตSบริบทและเน้ือหาทท่ี ำวจิ ยั เพอ่ื ใหSหลกั การออกแบบใหม3สามารถนำไปอSางอิงเพื่อปรบั ใชSใหเS หมาะสม
กับบริบทน้นั

6) การวิจัยการออกแบบเนSนกระบวนการ (Process Oriented) ใหSความสำคัญกับการทำความ
เขSาใจและการปรบั ปรุงตวั แทรกแซงและกระบวนการนำส3กู ารปฏิบตั ิ

7) การวิจัยอิงการออกแบบเนSนทฤษฎีการออกแบบ (Theory Oriented) โดยการออกแบบสิ่ง
ทดลองภายใตSขSอเสนอเชิงทฤษฎีที่นำเขSามาใชSในการออกแบบนวัตกรรม (Theory in) หลังการนำตัว
แทรกแซงไปทดลองปฏิบัติในภาคสนาม เพื่อทดสอบผลของการออกแบบและปรับปรุงจนไดSผลผลิตตามท่ี
นำไปปฏิบัติไดSจริง จะมีการสรSางทฤษฎีหรือหลักการออกแบบใหม3ที่สามารถนำไปสรุปอSางอิงไดS (Theory
out) แต3การออกแบบจะอยู3ภายใตSทฤษฎีที่นำมาใชSในการพัฒนา (Theory under) นวัตกรรมซึ่งมีความ
เกี่ยวขอS งกบั ผลลพั ธXที่ตอS งการ

ข้ันตอนการวจิ ัยอิงการออกแบบทางการศกึ ษา
การทำงานแบ3งออกเปOน 3 ขั้น คือ 1) ขั้นการวิเคราะหXความตSองการจำเปOนและบริบท ซึ่งใชS
การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวขSองหรือการตรวจเยี่ยมพื้นที่ 2) ขั้นการออกแบบพัฒนาและการประเมิน

46

ความกSาวหนSา โดยการสรSางตSนแบบ (Prototype) หรือออกแบบโมเดลหรือตSนแบบ แลSวพัฒนาใหSเปOนสิ่ง
ทดลอง และนำไปทดลองใชS มีการประเมินความกSาวหนSาและปรับปรุงอยู3ตลอดเวลาจนใชSงานไดSสำเร็จ
และ 3) ขัน้ การประเมินผล

การวิจัยสำรวจข้ันตนS เพ่ือเขาS ใจความ กกาาอรอรสทอสทอรกรฤกฤSาSาแษแษงงบบฎหฎหบบกีลกีลใากัใากั หหรรกกมมาา3 3รร//
ตอS งการจำเปนO ของผSใู ชS

การออกแบบและพฒั นาตSนแบบภายใตS
ทฤษฎี/หลักการ

การนำตนS แบบสกู3 ารทดลองปฏบิ ัตแิ ละ
ประเมนิ ผล

ภาพที่ 3.3 ข้ันตอนการวจิ ัยอิงการออกแบบ
ที่มา: ปรบั จาก สวุ มิ ล ว3องวาณิช (2560)

4. บทสรุป

การออกแบบการวิจัยนั้นมีจุดมุ3งหมายสำคัญ 2 ประการ คือ 1) เพื่อใหSไดSคำตอบของวัตถุประสงคX
การวิจัยที่ถูกตSอง น3าเชื่อถือ เที่ยงตรง เปOนปรนัย และมีความเหมาะสมกับเงื่อนไขและสภาพการณXในการ
ดำเนินการวิจัย และ 2) เพื่อควบคุมความแปรปรวนของตัวแปรในการวิจัย โดยหลักการออกแบบการวิจัยที่
สำคัญนั้นมุ3งเนSนที่การควบคุมความแปรปรวนของตัวแปรที่ผูSวิจัยมุ3งศึกษาโดยใชSหลักการ Max Min Con
ทั้งนี้ผูSวิจัยควรออกแบบการวิจัยใน 3 ประเด็น ไดSแก3 การออกแบบการเลือกตัวอย3าง การออกแบบการวัด
ตัวแปร และการออกแบบการวิเคราะหXขSอมูล ความเที่ยงตรงภายในเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของตัวแปร
ตามที่ไดSรับอิทธิพลหรือเปOนผลมาจากตัวแปรอิสระหรือตัวแปรทดลอง โดยไม3ไดSมีผลมาจากตัวแปรอื่น
(ตามตัวแปรแทรกซSอน) โดยปhจจัยที่ส3งผลต3อความเที่ยงตรงภายใน ไดSแก3 ประวัติ/ภูมิหลัง/ประสบการณX/
เหตุการณXแทรกซSอน/เหตุการณXพSองของกลุ3มตัวอย3างหรือประชากร วุฒิภาวะ การทดสอบ เครื่องมือที่ใชS
ในการวัดการถดถอยทางสถิติ การคัดเลือกกลุ3มตัวอย3าง การขาดหายของตัวอย3าง ส3วนความเที่ยงตรง
ภายนอก เปOนการที่ผลของการวิจัยสามารถสรุปผลอSางอิงไปยังประชากร เนื้อหา และบริบทที่ใกลSเคียงกัน
ไดSอย3างถูกตSอง โดยปhจจัยที่ส3งผลต3อความเที่ยงตรงภายใน ไดSแก3 ปฏิสัมพันธXระหว3างการคัดเลือกกลุ3ม
ตัวอย3างกับการจัดกระทำ ปฏิสัมพันธXระหว3างการทดสอบครั้งแรกกับการจัดกระทำ ปฏิกิริยาจาก
กระบวนการทดลอง ปฏิกิริยาจากการจัดกระทำหลายวิธี อิทธิพลจากความแปลกใหม3 และอิทธิพลของ
ผูSทำการทดลอง แบบแผนการทดลองแบ3งเปOน 4 กลุ3ม ไดSแก3 1) แบบแผนการทดลองเบื้องตSน 2) แบบ
แผนการทดลองทีแ่ ทSจริง 3) แบบแผนการทดลองแบบกึ่งทดลอง และ 4) แบบแผนแฟกทอเรียล นอกจากน้ี
ยังมีการออกแบบการวจิ ัยแนวใหม3คือ Design Thinking หรอื การวจิ ัยองิ การออกแบบ

47

แบบฝHกหัดทJายบทท่ี 3

คำชี้แจง ใหJนกั ศกึ ษาตอบคำถาม แสดงความคดิ เห็น หรอื อภิปรายในประเดน็ ต4อไปนี้
1. นักศึกษาคิดว3าการออกแบบการวิจัยมีความสำคัญอย3างไร และจะมีผลต3องานวิจัยหรือไม3 อย3างไร

ยกตวั อย3างประกอบ
2. ใหSนักศกึ ษาอ3านขอS ความตอ3 ไปนี้ แลSวระบวุ 3าเก่ียวขSองกบั หลัก Max Min Con ขSอใด เพราะเหตใุ ด

2.1 ครู A จัดประชุมคณะกรรมการคุมสอบทุก ๆ คนเกี่ยวกับการวัดการคิดสรSางสรรคXของนักเรียนช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปท¨ ี่ 3 ใหเS ปนO ไปตามเงือ่ นไข และหลักการท่กี ำหนดไวS

2.2 ครู B พยายามสรSางบทเรียนช3วยสอน เรื่อง นางในวรรณคดีไทย ที่ไดSมาจากการศึกษาเอกสาร
ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวขSองใหSถูกตSองตามหลักเกณฑX และปรับปรุงคุณภาพใหSดียิ่งขึ้นก3อน
นำไปสอนนักเรียนในชน้ั เรยี นจริง ๆ

2.3 ครู C ตSองการเก็บขSอมูลจากครูในจังหวัดลำปาง แต3เพื่อใหSไดSกลุ3มตSวอย3างที่คละและหลากหลาย
จึงสุ3มครูแบ3งตามเขตพื้นที่การศึกษาใหSไดSจำนวนเท3า ๆ กัน แลSวจึงส3งแบบสอบถามไปใหSครู
โรงเรยี นต3าง ๆ

3. นักศึกษาคิดว3า ความเทีย่ งตรงภายใน และความเท่ยี งตรงภายนอก มีความสัมพันธกX ันอย3างไร
4. นักศึกษายกตัวอย3างงานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรูSหรือบทความวิจัย โดยวิเคราะหXองคXประกอบตาม

หลัก Max Min Con พรอS มเหตผุ ลประกอบ



บทที่ 4
ตวั แปร สมมติฐานและกรอบแนวคิดการวจิ ยั

เนื้อหาในบทนี้จะมุ1งนำเสนอสาระของตัวแปร สมมติฐาน เพื่อนำไปสู1กรอบแนวคิดการวิจัย เพื่อจะ
ใชGเปHนแนวทางในการดำเนินงานตามการออกแบบการวิจัย ซึ่งจะนำเสนอความหมาย ลักษณะ หรือ
ประเภทของแต1ละแบบ รวมทั้งนำเสนอตัวอย1างที่สามารถนำมาประยุกตPใชGไดG ซึ่งสอดคลGองกับลักษณะของ
งานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรูG และเพื่อเตรียมความพรGอมสำหรับการปฏิบัติการวิจัยและการเขียนรายงาน
วิจัยไดGต1อไป เนื้อหาหรือหัวขGอหลักในบทนี้ประกอบดGวย 3 เรื่อง ไดGแก1 1) ตัวแปร 2) สมมติฐานการวิจัย
และ 3) กรอบแนวคิดการวจิ ยั โดยเนือ้ หาในแต1ละหวั ขอG มรี ายละเอียดดังน้ี

1. ตัวแปร

ความหมายของตวั แปร
ตัวแปร (Variables) หมายถึง คุณลักษณะของสิ่งที่ผูGวิจัยสนใจจะศึกษา ซึ่งมีค1าแปรเปลี่ยน
แตกต1างกันไปตามแต1ละหน1วยของสิ่งนั้น ๆ โดยค1าการวัดที่ไดGหรือลักษณะของสิ่งเหล1านั้นจะใชGเปHนขGอมูล
สำหรับการวจิ ยั
ประเภทของตัวแปร โดยทัว่ ไปตวั แปรจะแบ1งออกเปนH 2 ประเภท ไดแG ก1
1) ตัวแปรเชิงปริมาณ (Qualitative Variable) คือ ตัวแปรที่ประกอบดGวยขGอมูลที่เปHนตัวเลข
เกี่ยวขGองกับสิ่งที่เปHนรูปธรรมสามารถวัดขGอมูลสามารถแสดงออกมาในรูปสถิติไดG ใชGแทนขนาดหรือปริมาณ
เช1น อายุ ประกอบดGวยอายุตา1 ง ๆ หน1วยเปนH ปi เปนH ตนG
2) ตัวแปรเชิงคุณภาพ (Quantitative Variable) หรืออาจเรียกว1าตัวแปรเชิงกล1ุม คือ ตัวแปรท่ี
ประกอบดGวยขGอมูลที่ไม1สามารถวัดออกมาเปHนตัวเลขไดG เช1น เพศ อายุ รายไดG เชื้อชาติ ความคิดเห็น
เจตคติ ความคิดเห็น การมีส1วนร1วม ความเปHนผูGนำ ทัศนคติ ตัวอย1าง เพศ จะประกอบดGวยเพศต1าง ๆ ไม1มี
หน1วยวัด แต1สามารถแทนค1าเปHนตัวเลขไดGโดยไม1สามารถนำมาคำนวณแทนไดG เช1น เพศชายใหGแทนค1าเปHน
หมายเลข 1 เพศหญิงใหแG ทนค1าเปนH หมายเลข 2 เปHนตนG เกย่ี วขGองกบั ส่งิ ท่เี ปHนนามธรรม
ลักษณะและชนิดของตวั แปร
ในการวิจัยจำเปHนตGองจำแนกตัวแปรตามการวิเคราะหPว1าตัวแปรทั้งหมดกี่ตัว มีอะไรบGาง และเปHน
ตวั แปรชนิดใดบGาง ซึ่งสามารถจำแนกตัวแปรไดG ดงั น้ี
1) ตัวแปรตAนหรือตัวแปรอิสระ (Independent Variable) คือ ตัวแปรที่เกิดขึ้นก1อนหรือเปHน
ตวั แปรที่เปนH เหตุ ทำใหGเกิดผลตามมา
2) ตัวแปรตาม (Dependent Variable) คือ ตัวแปรที่เกิดขึ้นเนื่องจากตัวแปรตGน หรือเปHนตัว
แปรผล อนั เกดิ จากเหตุ

50

ตวั อยาR งของตัวแปรอสิ ระกบั ตวั แปรตาม

• การศกึ ษาเปรียบเทียบพฤติกรรมเชงิ จรยิ ธรรมของผนูG ำทGองถิ่น

ตวั แปรอิสระ ประกอบดวG ย ตัวแปรตาม ประกอบดวG ย

1) เพศ มี 2 เพศ คอื เพศชาย เพศหญงิ 1) พฤติกรรมดาG นการเสียสละ
2) ตำแหน1ง มี 3 ตำแหน1ง คือ นายก 2) พฤตกิ รรมดาG นการมวี ินัย
อบต. ประธานสภา อบต. ส.อบต. 3) พฤตกิ รรมดาG นความขยันหมัน่ เพยี ร

4) พฤติกรรมดGานความซื่อสตั ยP
5) พฤติกรรมดาG นความมีนำ้ ใจนกั กีฬา
6) พฤตกิ รรมดาG นการใหGความร1วมมอื

7) พฤตกิ รรมดาG นการรจูG กั ชว1 ยตนเอง

• ตัวอยRางการวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบการมีวินัยแห1งตนและผลสัมฤทธิ์ทางการอบรม

ผูGนำ ของสมาชิก อบต.ตำบลสะเดียง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณP ระหว1างวิธีการอบรมแบบกระบวนการ
กลุ1มสัมพนั ธกP ับการอบรมแบบบรรยาย

ตวั แปรอสิ ระ คือ วธิ ีการอบรม ซ่งึ มี 2 วิธี ตวั แปรตาม

1) วธิ ีอบรมแบบกระบวนการกลมุ1 สัมพันธP 1) ผลสมั ฤทธทิ์ างการอบรมผGนู ำ
2) วิธอี บรมแบบบรรยาย 2) ความมีวินยั แห1งตน

3) ตัวแปรควบคุม (Control Variable) เปHนตัวแปร คือ ตัวแปรที่เราตGองจัดใหGเหมือนกัน
ทั้งหมดในชดุ ทดลอง

4) ตัวแปรแทรกซAอนหรือเรียกวRาตัวแปรเกิน (Extraneous Variable) เปHนตัวแปรที่ไม1
ตGองการศึกษาของงานวิจัยเรื่อง หนึ่ง ๆ ในขณะนั้น มีลักษณะเหมือนตัวแปรอิสระ ตัวแปรแทรกซGอนนี้จะ
ส1งผลมารบกวนตัวแปรอิสระที่ศึกษา ทำใหGผลการวัดค1าตัวแปรคลาดเคลื่อนไปไดG ตัวแปรชนิดนี้จึงตGองทำ
การควบคุมใหGเกิดขึ้นนGอยที่สุด ตัวแปรชนิดนี้ผูGวิจัยคาดการณPไดGว1าจะมีอะไรบGาง จึงสามารถทำการควบคุม
ไดGล1วงหนาG

ตัวอย1างเช1น ในการทดลองการอบรมที่กล1าวมาแลGว เพื่อจะศึกษาว1า ผูGนำจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการ
อบรมแตกต1างกันหรือไม1 สิ่งที่เปHนตัวแปรแทรกซGอนจะไดGแก1 วิทยากร ถGาใชGวิทยากรคนละคนอาจจะมีผล
ทำใหGผลสัมฤทธิ์ทางการอบรมของผูGนำต1างกันไดG ดังนั้นจึงตGองควบคุมโดยใชGวิทยากรคนเดียวกัน
นอกจากนั้น พื้นฐานของผูAเขAาอบรม ทัศนคติและความสนใจของผูAเขAาอบรมที่มีต1อวิธีการอบรม
กระบวนการวิชาที่ใชGอบรม เพศของผูGเขGาอบรม เปHนตGน สิ่งเหล1านี้เปHนตัวแปรแทรกซGอน ผูGวิจัยตGองทำการ
ควบคุมตัวแปรเหล1านี้ใหGเกิดมีขึ้นนGอยที่สุด เพื่อใหGตัวแปรตามที่วัด เกิดจากการกระทำของตัวแปรอิสระแต1
เพียงอยา1 งเดยี ว ผลการวิจัยจงึ จะถกู ตGองมากท่สี ุด

51

ตัวอยาR งเร่อื งตวั แปร
ตัวอยRางที่ 4.1 เด็กชาย ก. ตGองการศึกษาว1าดินต1างชนิดกันมีผลต1อความสูงของตGนพืช
หรือไม1 โดยทำการทดลองโดยปลูกตGนถั่วเขียว ลงในกระถางที่มีขนาดเท1าๆ กัน โดยกระถางแต1ละใบใส1
ดนิ 3 ชนิด คอื ดินเหนยี ว ดินรว1 น ดินทราย รดนำ้ ปกติ ทำการทดลองเปนH เวลาสามสัปดาหP

ตัวแปรตAน คือ ชนิดของดินที่เราใชGปลูกตGนถั่วเขียวนั่นเอง (เปลี่ยนชนิดของดิน เพื่อดูความสูง
ของตนG ถ่วั เขยี วว1าเหมอื นกนั หรือไม1)

ตวั แปรตาม คอื ความสงู ของตGนถว่ั เขียว (เปนH ผลของการทดลอง เปHนส่งิ ทีเ่ ราตGองเกบ็ คา1 )
ตัวแปรควบคุม คือ พันธุPของถั่วเขียวที่ปลูก, ปริมาณน้ำที่รด, ปริมาณแสง, ขนาดกระถาง
เปHนตGน (เปHนสิ่งที่เราตGองทำใหGเหมือนกัน เปHนสิ่งที่เราตGองควบคุม เพราะส1งผลต1อการทดลอง สมมติว1าถGา
กระถางหนง่ึ รดน้ำ อกี กระถางหนงึ่ ไมไ1 ดGรด ก็อาจทำใหGความสูงของตนG ถ่ัวเขยี วแตกตา1 งกนั กไ็ ดG )
ตัวอยRางท่ี 4.2 การสรGางแบบฝxกทักษะการอ1านคำที่ใชGอักษร ร ล ว ควบกล้ำ สำหรับ
นกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปiท่ี 6
ตัวแปรตAน คอื แบบฝกx ทกั ษะการอา1 นคำท่ใี ชGอกั ษร ร ล ว ควบกลำ้
ตัวแปรตาม คือ ความสามารถในการอา1 นคำทใ่ี ชGอักษร ร ล ว
ตัวแปรควบคุม คอื พ้ืนฐานของนักเรยี นประถมศึกษาปทi ่ี 6
ตัวอยRางที่ 4.3 การสรGางความรับผิดชอบต1อสังคมของนักเรียนชั้นมัธยมปลาย โรงเรียนราชวินิต
ในการใชGเคร่ืองคอมพิวเตอรทP ห่ี นGาศูนยPปฏบิ ตั กิ ารคอมพิวเตอรPโดยใชGส่อื ปyายนเิ ทศแบบอนิ โฟกราฟฟก{
ตัวแปรตนA คือ สือ่ ปyายนิเทศแบบอนิ โฟกราฟฟก{
ตวั แปรตาม คือ ความรบั ผิดชอบตอ1 สงั คมของนกั เรยี นช้ันมธั ยมปลาย โรงเรียนราชวนิ ติ
ตวั แปรควบคุม คอื ทศั นคติความรสGู ึกรบั ผดิ ชอบต1อสงั คมของนกั เรียน
ตวั อยRางท่ี 4.4 ปจ| จยั ทางเศรษฐกจิ ทไี่ มด1 ีท่มี ีอทิ ธิพลต1อลักษณะของการประกอบอาชีพในสงั คม
ของคนชนบท
ตัวแปรตAน คือ ป|จจยั ทางเศรษฐกจิ ทไ่ี ม1ดี
ตัวแปรตาม คอื ลักษณะของการประกอบอาชพี ในสังคมของคนชนบท
ตวั แปรควบคมุ คอื เจตคติของคนทอี่ ย1ใู นสังคมชนบท
ตัวอยRางท่ี 4.5 การสำรวจความคิดเห็นเรื่อง นักเรียนที่ผูGปกครองรับราชการ และนักเรียนที่
ผูGปกครองประกอบอาชพี เกษตรกรรมมีพฤติกรรมความเปHนผนูG ำแตกตา1 งกัน
ตัวแปรตAน คือ นักเรียนที่ผูGปกครองรับราชการ และนักเรียนที่ผูGปกครองประกอบอาชีพ
เกษตรกรรม
ตวั แปรตาม คือ พฤตกิ รรมความเปนH ผGนู ำ
ตัวแปรควบคุม คือ ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องความมีภาวะผูGนำของนักเรียน, การปลูกฝ|ง
ทศั นคติ

52

2. สมมตฐิ านการวิจัย

ความหมายของสมมตฐิ าน
สมมติฐานของการวิจัยเปHนขGอความที่แสดงถึงคำตอบ ขGอสันนิษฐาน การทำนายปรากฏการณP
หรือความคาดหวังเกี่ยวกับผลการวิจัยที่ผูGวิจัยคาดคะเนคำตอบไวGล1วงหนGาอย1างมีเหตุผลโดยแสดงถึงความ
เกี่ยวขGองสัมพันธPระหว1างตัวแปร (วรรณี แกมเกตุ, 2555; Check and Schutt, 2012; Frenkel and
Wallen, 2009) สมมติฐานไดGมาจากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวขGอง โดยสมมติฐานอาจ
เปHนไปตามแนวคิดหรือทฤษฎีที่ผูGวิจัยกำหนดไวGหรือไม1ก็ไดG ทั้งนี้ขึ้นอยู1กับผลการทดสอบสมมติฐาน และ
สมมติฐานการวิจัยตGองมีความสอดคลอG งกบั วัตถุประสงคPและกรอบแนวคดิ ของการวจิ ัย
ท่ีมาของสมมติฐาน
การไดGมาซึ่งสมมติฐานนั้นมีที่มาจากหลากหลายแนวทางทั้งในลักษณะของความเปHนวิชาการและ
กึ่งวิชาการ ไดGแก1 จากความรูGประสบการณP การศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวขGอง โดย
มรี ายละเอียดดังนี้
1. ความรูGและประสบการณPส1วนตัวของผูGวิจัยที่ไดGศึกษาหรือขGองเกี่ยวกับประเด็นที่ศึกษาทั้งใน
ลักษณะของประสบการณPการทำงาน ประสบการณPการเรียนรูG การมีส1วนร1วมในการดำเนินงาน ประกอบ
กบั การคดิ เช่อื มโยงเนอื้ หาสาระแลวG สราG งสมมติฐานขึน้ อย1างสมเหตสุ มผล
2. การศึกษาหรือทบทวนเอกสาร แนวคิด และทฤษฎี ทำใหGผูGวิจัยไดGศึกษาองคPความรูGหลัก เห็น
รายละเอียดในแต1ละส1วน รวมถึงความเชื่อมโยงและที่มาที่ไปของเนื้อหาสาระ ที่มาของสมมติฐานควรมี
หลักเหตุและผลเชิงแนวคดิ ทฤษฎีทมี่ คี วามน1าเช่ือถอื ในการศึกษา
3. ผลงานวิจัยที่ผ1านมา ทั้งในประเด็นเดียวกันหรือใกลGเคียงกัน เพื่อใหGนักวิจัยศึกษาความ
เชื่อมโยงเชิงเหตุผลและผลจากขGอคGนพบที่เกิดจากการวิจัยในการนำมาสนับสนุนความคิดของผูGวิจัยในการ
สรGางสมมตฐิ าน
ที่มาของสมมติฐานทั้ง 3 แหล1งดังกล1าวในขGางตGน หากผูGวิจัยสามารถนำมาเชื่อมโยงอย1าง
ครอบคลุม ทำใหGการกำหนดสมมตุ ิฐานมีความชัดเจน น1าเชือ่ ถือ ความเปนH ไปไดGมากขน้ึ
การกำหนดสมมติฐาน
ที่มาของสมมติฐานที่ผูGวิจัยไดGมาจากแหล1งที่แตกต1างกัน ซึ่งสารสนเทศเหล1านั้นนำมาสู1การกำหนด
สมมติฐานการวิจัยไดGอย1างชัดเจน โดยข้ันตอนการกำหนดสมมุติฐานการวิจัยที่เชื่อมโยงและสอดคลGองกับ
ป|ญหาวิจัยนั้น Graziano and Raulin (2004) ไดGเสนอวิธีการกำหนดสมมุติฐานโดยเริ่มจากความคิด
เริ่มตGนของประเด็นการวิจัยของผูGวิจัย ที่อาจเปHนประเด็นที่กวGางหรือประเด็นทั่วไป จากนั้นผูGวิจัยพิจารณา
ปรากฏการณPที่เกี่ยวขGองกับประเด็นที่ศึกษารวมถึงการศึกษาประเด็นขGอมูลจากเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวขGอง
เพื่อทำการระบุป|ญหาวิจัยที่เฉพาะเจาะจงและชัดเจน และนำไปสู1การกำหนดนิยามปฎิบัติการของ
โครงสรGาง ตวั แปรและนำขGอมลู ไปใชใG นการกำหนดเปHนสมมตฐิ านการวจิ ยั

53

ความคดิ เริ่มต+น
(อาจกว+างๆ หรือท่วั ไป)

ข+อสังเกตเบื้องตน+ การศึกษาเอกสารและ
(ปรากฏการณA / บริบท) งานวิจัยทเี่ กี่ยวข+อง

การระบปุ ญL หาวจิ ยั

นยิ ามปฏิบตั ิการของ
โครงสรา+ งตวั แปร

สมมติฐานการวจิ ัย

ภาพ 4.1 การกำหนดสมมติฐานการวจิ ัย
ที่มา: ปรับจาก Graziano and Raulin (2004)

จากขั้นตอนการกำหนดสมมติฐานในขั้นตGนนั้น ผูGวิจัยสามารถกำหนดสมมติฐานดGวยการนิรนัย
(Deductive Method) หรืออุปนัย (Inductive Method) ไดG (ลGวน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2538)
โดยการอนมุ านนน้ั ผวGู จิ ยั นำความคดิ และทฤษฎเี ปนH พน้ื ฐานหลกั โดยตรงในการกำหนดสมมตุ ฐิ านในการวจิ ยั
ส1วนวิธีการอุปมานั้น ผูGวิจัยใชGสารสนเทศจากการเก็บรวบรวมขGอมูล การคGนควGาเอกสารอGางอิง แลGวนำมา
สงั เคราะหเP พ่อื กำหนดเปนH สมมตฐิ านการวจิ ัย

ประเภทของสมมติฐาน
สมมติฐานสำหรับการวิจัยนั้นแบ1งออกเปHน 2 ประเภท คือ สมมติฐานทางการวิจัย (Research
Hypothesis) และสมมติฐานทางสถิติ (Statistical Hypothesis) โดยสมมติฐานทั้ง 2 ประเภทมีความ
แตกต1างกนั ดังน้ี
1. สมมติฐานทางการวิจัย (Research Hypothesis) เปHนขGอความที่แสดงถึงความคาดหวังของ
ผูวG จิ ยั เชน1

“นักศึกษาที่เรียนในเขตชุมชนเมืองความสามารถ ในการปรับตัวแตกต1างจากนักศึกษาที่อาศัย
อยนู1 อกเมอื ง”

“นักเรียนที่เรียนดGวยกระบวนการกลุ1มมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว1านักเรียนที่เรียนดGวย
การฟง| บรรยาย” เปนH ตGน

54

สมมติฐานทางการวิจัย แบ1งไดG 2 ลักษณะคือ สมมุติฐานแบบไม1มีทิศทาง (non-directional test)
และสมมุตฐิ านแบบมีทศิ ทาง (directional test) โดยมรี ายละเอียดดังน้ี

สมมุติฐานแบบไมRมีทิศทาง มุ1งทดสอบการวิจัยโดยไม1ระบุว1าเปHนไปในทิศทางใด ในการวิจัยเชิง
เปรียบเทียบและการวิจัยเชิงทดลอง มักใชGคำว1าแตกต1างกันหรือไม1แตกต1างกัน สำหรับการวิจัยเชิงสัมพันธP
มกั ใชGคำวา1 สมั พันธPกนั หรอื ไมส1 มั พันธกP ัน เชน1

“นักศึกษา ที่เรียนในเขตชุมชนเมืองมีความสามารถในการปรับตัวแตกต1างกับนักศึกษาท่ี
อาศยั อยูน1 อกเมือง” เปนH ตนG
“คะแนนวิชา คณิตศาสตรPและวิชาวิทยาศาสตรPของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปiที่ 1 มี

ความสัมพันธPกัน” เปHนตนG
สมมุติฐานแบบมีทิศทาง มุ1งทดสอบผลการวิจัยโดยระบุชัดเจนว1าเปHนไปในทิศทางใด ในการวิจัย
เชิงเปรียบเทียบและการวิจัยเชิงทดลอง มักใชGคำว1า มากกว1า นGอยกว1า สูงกว1า ต่ำกว1า การวิจัยเชิง

ความสัมพนั ธมP ักใชคG ำว1า สัมพันธPกันทางลบ เช1น
“นักศึกษาที่เรียนในเขตชุมชนเมืองมีความสามารถในการปรับตัวสูงกว1านักศึกษาที่อาศัยอย1ู
นอกเมือง” เปนH ตนG

“คะแนน วิชาคณิตศาสตรPและคะแนนวิชาวิทยาศาสตรPของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปiที่ 1 มี
ความสมั พนั ธPกนั ทางบวก” เปนH ตนG
2. สมมติฐานทางสถิติ (statistical hypothesis) เปHนการใชGสัญลักษณPทางสถิติเพื่อใชGในการ

ทดสอบสถิติ ซึ่งมีความสอดคลGองกับสมมติฐานการวิจัย ทั้งนี้สมมติฐานทางสถิติเปHนการทดสอบค1าของ
ประชากร การใชGเครื่องหมายทางสถิติที่แทนค1าของประชากรจะใชGสัญลักษณPของค1าพารามิเตอรP
(parameter) โดยสมมติฐานทางสถิตินั้นแบ1งออกเปHนสมมติฐานหลัก สมมติฐานศูนยP หรือสมมติฐานกลาง

(null hypothesis เขียนแทนดGวย H0) และสมมติฐานทางเลือก (alternative hypothesis เขียนแทนดGวย
H1)
สัญลักษณPของคา1 พารามิเตอรP (parameter) ที่ใชGในการกำหนดสมมติฐานทางสถิติ
μ (มวิ )
ค1าเฉล่ีย ใชสG ญั ลกั ษณP σ (ซิกมา)

ค1าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใชสG ญั ลักษณP σ2 (ซิกมากำลังสอง)

ความแปรปรวน ใชสG ัญลกั ษณP ρ (โร)

ค1าความสมั พันธP ใชสG ัญลักษณP

จากเนื้อหาสาระเรื่องสมมติฐานทางการวิจัยและสมมติฐานทางสถิตินั้น สามารถสรุปเปHนภาพไดGดัง

ภาพที่ 4.2 และตารางท่ี 4.1 ดงั นี้

55

สมมตฐิ าน

สมมตฐิ านทางการวจิ ยั สมมตฐิ านทางสถติ ิ
(ขอG ความ) (สัญลกั ษณทP างสถิต)ิ
สมมตฐิ าน หลัก H0 สมมติฐานทางเลอื ก H1
มที ิศทาง (>,<) ไม1มที ิศทาง (=,≠ )

ภาพที่ 4.2 สมมติฐานทางการวจิ ยั และสมมติฐานทางสถติ ิ

ตารางที่ 4.1 ตวั อย1างสมมตฐิ านทางการวิจยั และสมมตฐิ านทางสถติ ิ

สมมตฐิ านทางการวจิ ยั สมมติฐานทางสถติ ิ อธิบายความหมายเพ่มิ เติม

นักเรยี นกลม*ุ A และ กลม*ุ B มี H0 : μ1 = μ2 H0 คา* เฉลยี่ ความสามารถในการคิด
ความสามารถในการคิด H1 : μ1 ≠ μ2 วิเคราะหข: องนกั เรยี นกลุม* A และ B ไม*
วเิ คราะหแ: ตกต*างกัน แตกตา* งกัน
H1 ค*าเฉลยี่ ความสามารถในการคดิ
μ1 แทนนกั เรยี นกลมุ* A วิเคราะห:ของนกั เรยี นกลุ*ม A และ B
μ2 แทนนักเรยี นกลม*ุ B แตกต*างกัน (เปนH สมมติฐานท่ีไม*มที ิศทาง)

นักเรียนหญิงมีความสามารถใน H0 : μ1 ≤ μ2 H0 นักเรียนหญงิ มคี วามสามารถในการ
การประกอบอาหารมากกว*า H1 : μ1 > μ2 ประกอบอาหารนอR ยกวา* หรอื เทา* กับ
นกั เรยี นชาย นักเรียนชาย
H1 นักเรียนหญิงมคี วามสามารถในการ
μ1 แทนนักเรยี นหญิง ประกอบอาหารมากกวา* นักเรยี นชาย (เปนH
μ2 แทนนกั เรียนชาย สมมติฐานทมี่ ีทิศทาง)

นกั เรยี นทเ่ี รยี นดวR ยวธิ กี ารสอน H0 : μ1 = μ2 = μ3 H0 นักเรียนท่ีเรียนดวR ยวธิ กี ารสอน 3 วิธีมี
ท่แี ตกต*างกัน 3 วิธี มคี ะแนน H1 : มีอย=างน>อย 1 คูท= แ่ี ตกต=าง คะแนนผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนไม*แตกต*าง
สัมฤทธ์ทิ างการเรยี นแตกตา* ง กนั กัน
กนั μ1 แทนนกั เรียนท่ีเรยี นวิธที ี่ 1 H1 นกั เรยี นท่เี รียนดRวยวิธกี ารสอน 3 วิธี มี
μ2 แทนนักเรียนท่เี รยี นวิธที ี่ 2 วธิ ีการสอนอยา* งนRอย 1 ค*ูทีม่ ีคะแนน
μ3 แทนนกั เรียนทเี่ รียนวิธที ่ี 3 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นท่แี ตกตา* งกนั (เปนH
สมมตฐิ านที่ไม*มที ิศทาง)

56

คณุ ลักษณะของสมมตฐิ านการวจิ ัยทด่ี ี ควรมดี งั นี้
1. สมมติฐานตGองสอดคลGองกับวัตถุประสงคPของการวิจัยและกรอบแนวคิดในการวิจัยและเปHนไป
ในทิศทางเดยี วกนั
2. สมมติฐานควรเปHนประโยคที่ชัดเจน เขGาใจง1าย และเฉพาะเจาะจง สามารถระบุลักษณะและ
ทิศทางความสัมพันธPของตัวแปร อาจหลีกเลี่ยงการใชGคำที่วัดไดGไม1ชัดเจน เช1น ดี เหมาะสม (เนื่องจากไม1
สามารถสรปุ ไดวG า1 ดหี รือเหมาะสมอย1างไร เปHนไปตามสมมติฐานหรอื ไม)1
3. สมมติฐานควรมีหลักการหรือเหตุผลอGางอิงในการกำหนด ควรสอดคลGองกับสถานการณPหรือ
สภาพความเปHนจริงในการศึกษา และตGองไม1ขัดกับหลักปรากฏการณPความจริงหรือไม1ควรกำหนดแบบขาด
ที่มาที่ไป เช1น การนำตัวแปรคุณลักษณะส1วนบุคคลมาเปรียบเทียบกันโดยไม1มีหลักฐานอGางอิง ไดGแก1 เพศ
ศาสนา ชว1 งอายุ ประสบการณPการทำงาน ตำแหนง1 งาน ฯลฯ
4. สมมติฐานตGองสามารถทดสอบไดGจากกระบวนการวิจัยภายใตGเงื่อนไขของระยะเวลาและ
งบประมาณทก่ี ำหนด

3. กรอบแนวคดิ การวิจัย

กรอบแนวคดิ การวิจยั
กรอบแนวคิดการวิจัย (Research Conceptual Framework) เปHนแบบจำลองของแนวความคิด
ของผูGวิจัยที่ไดGมาจากการศึกษากรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี (Theoretical Framework) ที่เกี่ยวขGองกับ
ความสัมพันธPระหว1างตัวแปรที่ผูGวิจัยตGองการศึกษา และงานวิจัยที่เกี่ยวขGองรวมถึงแนวคิดของผูGวิจัย โดย
ผูGวิจัยคัดเลือกตัวแปร ลดตัวแปร หรือควบคุมตัวแปรบางตัวใหGมีความเหมาะสมกับการวิจัยและเปHนการ
กำหนดขอบเขตของการวิจัยที่มีความเฉพาะเจาะจงกับกลุ1มเปyาหมายที่ศึกษา เพื่อนำไปตรวจสอบความ
สอดคลอG งกบั ขอG มูลเชิงประจกั ษตP ามวตั ถุประสงคPของการวิจยั
กรอบแนวคดิ กับประเภทของงานวจิ ยั
โดยทั่วไปนั้นการนำเสนอกรอบแนวคิดมักพบในงานวิจัยเชิงปริมาณที่มุ1งเนGนการอธิบาย
ความสมั พนั ธรP ะหว1างตวั แปร ท้งั การศกึ ษาเชงิ เปรียบเทยี บหรือการศกึ ษาความสัมพันธP ทัง้ น้เี พื่อการอธิบาย
ความเปHนเหตุและผลของตัวแปร โดยมีการแสดงตัวแปรตGน ตัวแปรตาม หรือตัวแปรควบคุม และมีการ
อธิบายในเชงิ แนวคดิ ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกย่ี วขอG งอย1างมีหลกั การและชัดเจน
สำหรับงานวิจัยเชิงคุณภาพที่มีประเด็นโตGแยGงเกี่ยวกับกรอบแนวคิดในการวิจัยเชิงคุณภาพว1าควร
มีหรือไม1 หรือหากมีกรอบแนวคิด กรอบแนวคิดดังกล1าวควรมีลักษณะอย1างไร ผูGวิจัยอาจระบุกรอบแนวคิด
ในการวิจัยเชิงคุณภาพไดGในลักษณะของกรอบแนวคิดชั่วคราว (Tentative Hypothesis) ซึ่งเปHนกรอบ
แนวคิดตั้งตGนของการวิจัยที่ไดGจากการทบทวนเอกสารและงานวิจัยอย1างคร1าว ๆ ที่สามารถยืดหยุ1นและ
ปรับเปลี่ยนไดGตลอดระหว1างการดำเนินการวิจัย โดย สุภางคP จันทวานิช (2559) ไดGกล1าวถึงลักษณะของ
การวิจัยเชิงคุณภาพที่เนGนกระบวนการแสวงหาความรูGจากขGอเท็จจริงสู1ขGอสรุปที่เปHนองคPความรูGเชิงทฤษฎี

57

โดยการวิจัยเชิงคุณภาพใชGแนวคิดทฤษฎีตลอดการดำเนินการวิจัย ทั้งในช1วงก1อนเก็บรวบรวมขGอมูล
ระหว1างเก็บรวบรวมขGอมูล และขั้นวิเคราะหPขGอมูลเพื่อสรGางบทสรุป โดยกรอบแนวคิดในการวิจัยเชิง
คุณภาพนั้นมีลักษณะเปHนสหสาขาวิชา สรGางขึ้นจากหลายแนวคิดประกอบกัน ไม1เนGนการใชGแนวคิดหรือ
ทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งมาสรGางกรอบแนวคิด และในการสรุปผลการวิจัย กรอบแนวคิดจะมีความเปHนรูปธรรม
เพราะขGอสรุปของการวิจัยสรGางขึ้นจากขGอเท็จจริงหรือความจริงที่สรGางขึ้นมาอย1างเปHนระบบ กล1าวโดยสรุป
คือ การกำหนดกรอบแนวคิดทฤษฎีในงานวิจัยเชิงคุณภาพผูGวิจัยอาจไม1จำเปHนตGองยึดติดกับกรอบเพื่อสกัด
กั้นความคิดของตนเอง ควรเป{ดกวGางในการศึกษาขGอมูลแต1ทั้งนี้ผูGวิจัยก็จำเปHนตGองศึกษาแนวคิดและทฤษฎี
ควบคไ1ู ปดวG ยเพอ่ื ใชGในการอธิบายขGอคGนพบของการวิจยั

การวิจัยไม1ว1าเปHนการวิจัยปริมาณหรือเชิงคุณภาพผูGวิจัยควรมีการกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย
เนื่องจากงานวิจัยควรมีแนวคิด ทฤษฎี หรือผลงานวิจัยที่เกี่ยวขGองรองรับ ถึงแมGว1าจะเปHนกรอบแนวคิด
ชัว่ คราวเพือ่ การสรGางหรอื ตรวจสอบองคPความรูG

ที่มาของกรอบแนวคิดในการวิจยั
กรอบแนวคิดในการวิจัยมีที่มาจากหลายแหล1ง ทั้งจากประสบการณPของผGูวิจัย แนวคิดทฤษฎีที่
เกยี่ วขGองกับตัวแปรทศ่ี กึ ษา รวมถงึ ผลการวจิ ัยจากงานวจิ ัยท่ผี า1 นมา โดยมรี ายละเอียดดงั นี้
1) แนวคิดและประสบการณnของผูAวิจัย โดยผูGวิจัยใชGประสบการณPของตนเองในการสรGางกรอบ
แนวคิดในการวิจัยซึ่งเปHนที่มาของความคิดเบื้องตGนของผูGวิจัยที่อาจเคยไดGผ1านการดำเนินการหรือการอยู1ใน
แหล1งขGอมูลที่เกี่ยวขGอง ขGอดีของการใชGแนวคิดและประสบการณPส1วนตัวคือทำใหGผูGวิจัยเห็นสภาพ
ปรากฏการณPจริงของประเด็นที่ทำการศึกษา ทั้งนี้เพื่อใหGกรอบแนวคิดมีความน1าเชื่อถือ ผูGวิจัยควรกำหนด
กรอบแนวคิดในการวจิ ยั จากประสบการณPควบคู1ไปกับแนวคิดทฤษฎี และงานวจิ ัยทเ่ี ก่ยี วขอG งดGวยเชน1 กัน
2) แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวขAอง โดยผูGวิจัยศึกษาสาระจากประเด็นที่ทำการศึกษาจากแนวคิด
และทฤษฎีที่เกี่ยวขGองเพื่อใหGไดGกรอบแนวความคิดที่ชัดเจนในเชิงทฤษฎี เพื่อใหGผูGวิจัยไดGเห็นโครงสรGางและ
ภาพรวมของความสัมพันธPระหว1างตัวแปร และเพื่อใหGกรอบแนวคิดมีการอGางอิงแหล1งที่มา มีคำอธิบาย
อย1างมีเหตุผล และสรGางความน1าเชื่อถือรวมถึงใชGในการอภิปรายผลเชิงยืนยันหรือหักลGางแนวคิดทฤษฎี
ต1อไป
3) งานวิจัยที่เกี่ยวขAอง โดยผูGวิจัยไดGทำการศึกษาจากงานวิจัยที่ดำเนินการก1อนหนGาในประเด็นท่ี
คลGายคลึงกัน ขGอดีของการใชGขGอมูลจากงานวิจัยที่เกี่ยวขGองคือ ผลการวิจัยไดGผ1านการตรวจสอบขGอมูลเชิง
ประจักษPมาแลGว ทั้งนี้ผูGวิจัยควรเลือกงานวิจัยที่มีความน1าเชื่อถือเพื่อใหGผลการนำขGอมูลมาสรGางกรอบ
แนวคิดในการวิจยั มีความนา1 เชือ่ ถือมากขน้ึ
การสรAางกรอบแนวคิดในการวิจัย
การสรGางกรอบแนวคิดในการวิจัยมีขั้นตอนที่คลGายคลึงกับการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่
เกี่ยวขGอง แต1แตกต1างกันตรงที่การศึกษาขGอมูลดังกล1าวมีเปyาหมายเพื่อกำหนดทิศทางเฉพาะในการ

58

ดำเนินการวิจัย มุ1งที่การแสดงความสัมพันธPของตัวแปรที่ตGองการศึกษาตามแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยท่ี
เก่ียวขGอง โดยมีขัน้ ตอนการสราG งกรอบแนวคิดดังน้ี

1) กำหนดแหลง1 ขอG มูลที่เก่ยี วขGองกบั ประเดน็ ที่ศกึ ษาท้งั เอกสารและงานวิจยั
2) ทำผังขGอมูลที่ผูGวิจัยไดGคัดเลือกไวGจากเอกสารและงานวิจัยดGวยการจัดประเภทหรือการจัด
หมวดหมู1ของเนื้อหาสาระ
3) อ1านและจัดหมวดหมู1ขGอมลู จากเอกสารและงานวิจยั ท่ไี ดคG ดั เลอื กไวG
4) นำขGอมูลที่ไดGจากการอ1านวิเคราะหP สังเคราะหP และกำหนดร1างของโครงสรGางความสัมพันธPของ
ตัวแปรตามประเด็นวจิ ยั ท่กี ำหนด
5) อธิบายกรอบความคิดของการวิจัยดGวยการบรรยายและอาจมีภาพประกอบที่แสดงความ
เช่อื มโยงความสัมพนั ธรP ะหว1างตวั แปร
6) ตรวจสอบความสมบูรณPของกรอบแนวคิดที่ไดGจากการวิเคราะหPและสังเคราะหPแนวคิดอีกครั้ง
และปรบั ปรงุ ใหมG ีความเหมาะสม ความถกู ตGอง และความเปHนไปไดG
ตัวอยาR งกรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั
การนำเสนอกรอบแนวคิดในการวิจัยผูGวิจัยสามารถนำเสนอไดGหลากหลายวิธี เช1น การใชG
การบรรยายเชิงอธิบาย การใชGแผนภาพ การใชGรูปภาพ หรือการใชGแบบผสานหลายลักษณะโดยมีตัวอย1าง
ของกรอบแนวคิดในการวจิ ยั สำหรับการวิจยั หลากหลายประเภท ดังน้ี
ตัวอยาR ง 4.6 กรอบแนวคิดของตวั แปรตนG 1 ตวั (2 ระดับ) ตัวแปรตาม 1 ตัว
กรอบแนวคิดแสดงความสัมพันธPของตัวแปรระหว1างตัวแปรตGน 1 ตัว (แบ1งเปHน 2 วิธี) ไดGแก1
วิธีการสอนที่แบ1งเปHน 1) การสอนโดยใชGกรณีศึกษาเปHนฐาน และ 2) การสอนแบบบรรยายที่ส1งผลต1อ
ตัวแปรตาม 1 ตัว คือ ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน

ตัวแปรตนG ตวั แปรตาม

วธิ ีการสอน แบ1งเปนH 2 วิธี ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น
1) การสอนโดยใชกG รณศี กึ ษาเปHนฐาน
2) การสอนแบบบรรยาย

ภาพท่ี 4.3 กรอบแนวคิดของตวั แปรตGน 1 ตัว ตัวแปรตาม 1 ตวั

59

ตัวอยาR ง 4.7 กรอบแนวคดิ ของตัวแปรตนG 1 ตวั (3 ระดบั ) ตวั แปรตาม 1 ตัว
กรอบแนวคิดแสดงความสัมพันธPของตัวแปรระหว1างตัวแปรตGน 1 ตัว (แบ1งเปHน 3 กลุ1ม) ไดGแก1

ระดับการศึกษาที่แบ1งเปHน 1) ปริญญาตรีหรือต่ำกว1าปริญญาตรี 2) ปริญญาโท และ 3) ปริญญาเอกที่ส1งผล
ตอ1 ตัวแปรตาม 1 ตวั คอื รายไดตG อ1 เดอื น
ตัวแปรตGน ตัวแปรตาม

ระดบั การศึกษา แบ1งเปHน 3 ระดับ รายไดตG อ1 เดือน
1) ปริญญาตรหี รือตำ่ กว1าปรญิ ญาตรี
2) ปรญิ ญาโท
3) ปรญิ ญาเอก

ภาพท่ี 4.4 กรอบแนวคดิ ของตัวแปรตนG 1 ตวั (3 ระดับ) ตวั แปรตาม 1 ตัว

ตัวอยาR ง 4.8 กรอบแนวคดิ ของตวั แปรตGน 1 ตัว (2 ระดบั ) ตัวแปรตาม 2 ตัว
กรอบแนวคิดแสดงความสัมพันธPของตัวแปรระหว1างตัวแปรตGน 1 ตัว (แบ1งเปHน 2 วิธี) ไดGแก1

วิธีการสอนที่แบ1งเปHน 1) การสอนโดยใชGป|ญหาเปHนฐาน และ 2) การสอนแบบบรรยายที่ส1งผลต1อตัวแปร
ตาม 2 ตัว คือ 1) ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน และ 2) ความสามารถในการแกปG |ญหา
ตัวแปรตGน ตัวแปรตาม

วิธกี ารสอน แบ1งเปนH 2 วิธี ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
1) การสอนโดยใชGกรณีศกึ ษาเปนH ฐาน ความสามารถในการแกไG ขป|ญหา
2) การสอนแบบบรรยาย

ภาพท่ี 4.5 กรอบแนวคดิ ของตัวแปรตGน 1 ตวั (2 ระดบั ) ตัวแปรตาม 2 ตวั

ตัวอยRาง 4.9 กรอบแนวคิดของตัวแปรตัว 1 ตัว (2 ระดบั ) ตัวแปรตาม 3 ตวั
กรอบแนวคิดแสดงความสัมพันธPของตัวแปรระหว1างตัวแปรตGน 1 ตัว (แบ1งเปHน 2 วิธี) ไดGแก1
วิธีการสอนที่แบ1งเปHน 1) การสอนโดยใชGกรณีศึกษาเปHนฐาน และ 2) การสอนแบบบรรยายที่ส1งผลต1อตัว
แปรตาม 3 ตัว คือ 1) ความสามารถในการทำโครงงานคณิตศาสตรP 2) ทักษะการแสวงหาความรูGดGวย
ตนเอง และ 3) เจตคตติ 1อวชิ าคณิตศาสตรP

60

ตัวแปรตนG ตัวแปรตาม
ความสามารถในการทำโครงงานคณิตศาสตรP
วธิ ีการสอน แบ1งเปนH 2 วธิ ี ทักษะแสวงหาความรดGู วG ยตนเอง
1) การสอนโดยใชGกรณศี กึ ษาเปHนฐาน เจตคติต1อวิชาคณิตศาสตรP
2) การสอนแบบบรรยาย

ภาพท่ี 4.6 กรอบแนวคดิ ของตวั แปรตนG 1 ตัว (2 ระดับ) ตัวแปรตาม 3 ตวั

ตัวอยาR ง 4.10 กรอบแนวคิดของตวั แปรตGน 2 ตัว ตวั แปรตาม 1 ตวั
กรอบแนวคิดแสดงความสัมพันธPของตัวแปรระหว1างตัวแปรตGน 2 ตัว ไดGแก1 1) วิธีการสอน
(แบ1งเปHน 2 วิธี คือ การสอนโดยใชGสมองเปHนฐาน และการสอนแบบบรรยาย) และ 2) เจตคติต1อการเรียน
(แบ1งเปHน 3 ระดับ คือ เจตคติต1อการเรียนสูง ปานกลาง และต่ำ) ที่ส1งผลต1อตัวแปรตาม 1 ตัว คือ
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น

ตัวแปรตGน ตวั แปรตาม

วิธกี ารสอน แบ1งเปนH 2 วิธี ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
1) การสอนโดยใชสG มองเปHนฐาน
2) การสอนแบบบรรยาย

เจตคติตอ1 การเรียน แบง1 เปนH 3 ระดบั
1) เจตคติต1อการเรียนสูง
2) เจตคตติ 1อการเรยี นกลาง
3) เจตคติต1อการเรียนต่ำ

ภาพท่ี 4.7 กรอบแนวคิดของตัวแปรตGน 2 ตัว ตวั แปรตาม 1 ตวั

ตัวอยRาง 4.11 กรอบแนวคดิ ของตวั แปรตGน 2 ตวั แปรตาม 3 ตวั
กรอบแนวคิดแสดงความสัมพันธPของตัวแปรระหว1างตัวแปรตGน 2 ตัว ไดGแก1 1) วิธีการสอน
(แบ1งเปHน 2 วิธี คือ การใชGชุดการเรียนรูGดGวยตนเอง และการใชGกิจกรรมตามแบบเรียน) และ 2)

61

ความสามารถทางการเรียน (แบ1งเปHน 3 ระดับ คือ ความสามารถสูง ปานกลาง และต่ำ ที่ส1งผลต1อตัวแปร
ตาม 3 ตวั คือ 1) ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น 2) ความสนใจในการเรยี นรูG และ 3) ความมวี ินัยในตนเอง

ตัวแปรตGน ตัวแปรตาม

วธิ ีการสอน แบง1 เปHน 2 วิธี ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน
1) การใชGชุดการเรียนรูGดGวยตนเอง ความสนใจในการเรียนรGู
2) การใชกG จิ กรรมตามแบบเรยี น ความมวี ินัยในตนเอง

ความสามารถทางการเรียน แบง1 เปนH 3 ระดับ
1) ความสามารถสงู
2) ความสามารถปานกลาง
3) ความสามารถตำ่

ภาพท่ี 4.8 กรอบแนวคดิ ของตัวแปรตGน 2 ตวั ตวั แปรตาม 3 ตวั

ตวั อยRาง 4.12 กรอบแนวคดิ ของตัวแปรตนG 4 ตัว ตัวแปรตาม 1 ตัว
กรอบแนวคิดแสดงความสัมพันธPของตัวแปรระหว1างตัวแปรตGน 4 ตัว ไดGแก1 วิธีการสอนที่แบ1งเปHน
1) คุณภาพครู 2) คุณลักษณะนักเรียน 3) สภาพครอบครัว และ 4) คุณภาพการบริหาร ที่ส1งผลต1อตัวแปร

ตาม 1 ตัว คือ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน ตวั แปรตาม
ตัวแปรตนG

คุณภาพครู

คณุ ลักษณะนักเรยี น ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
สภาพครอบครวั

คุณภาพการบรหิ าร
ภาพที่ 4.9 กรอบแนวคิดของตวั แปรตนG 4 ตวั ตัวแปรตาม 1 ตวั

ตัวอยRาง 4.13 กรอบแนวคิดของตัวแปรตGน 1 ตัว (2 ระดับ) ตัวแปรตาม 1 ตัว และตัวแปรปรับ
(หรอื ตัวแปรร1วม) 1 ตวั

กรอบแนวคิดแสดงความสัมพันธPของตัวแปรระหว1างตัวแปรตGน 1 ตัว (แบ1งเปHน 2 วิธี) ไดGแก1
วิธีการสอนที่แบ1งเปHน 1) การสอนโดยใชGกรณีศึกษาเปHนฐาน และ 2) การสอนแบบบรรยายท่ีส1งผลต1อตัว

62

แปรตาม 1ตัว คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ภายใตGการควบคุมอิทธิพลของตัวแปรปรับ (ตัวแปรร1วม) 1 ตัว
คอื ความสามารถในการอา1 น

ตัวแปรตนG ตวั แปรตาม

วิธกี ารสอน แบ1งเปนH 2 วิธี ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น
1) การสอนโดยใชGกรณศี ึกษาเปHนฐาน
2) การสอนแบบบรรยาย

ความสามารถในการอ1าน

ตวั แปรปรบั (ตัวแปรร1วม)

ภาพท่ี 4.10 กรอบแนวคิดของตวั แปรตGน 1 ตัว (2 ระดับ) ตัวแปรตาม1 ตวั
และตัวแปรปรับ (ตัวแปรร1วม) 1 ตัว

ตัวอยRาง 4.14 กรอบแนวคิดของตัวแปรตGน 1 ตัว (2 ระดับ) ตัวแปรตาม 2 ตัว และตัวแปรปรับ
(ตัวแปรร1วม) 1 ตวั

กรอบแนวคิดแสดงความสัมพันธPของตัวแปรระหว1างตัวแปรตGน 1 ตัว (แบ1งเปHน 2 วิธี) ไดGแก1
วิธีการสอนที่แบ1งเปHน 1) การสอนโดยใชGป|ญหาเปHนฐาน และ 2) การสอนแบบบรรยายที่ส1งผลต1อตัวแปร
ตาม 2 ตัว คือ 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 2) ความสามารถในการแกGป|ญหา ภายใตGการควบคุม
อทิ ธพิ ลของตัวแปรปรับ (ตวั แปรรว1 ม) 1 ตวั คอื ความถนัดทางการเรียน

ตัวแปรตนG ตัวแปรตาม
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วิธีการสอน แบง1 เปนH 2 วิธี ความสามารถในการแกGปญ| หา
1) การสอนโดยใชปG ญ| หาเปนH ฐาน
2) การสอนแบบบรรยาย

ความถนัดทางการเรยี น
ภาพท่ี 4.11 กรอบแนวคิดของตวั แปรตGน 1 ตวั (2 ระดับ) ตวั แปรตาม 2 ตวั

และตวั แปรปรับ (ตวั แปรรว1 ม) 1 ตัว

63

4. บทสรปุ

ตัวแปรเปHนคุณลักษณะของสิ่งที่ผูGวิจัยสนใจจะศึกษา ซึ่งมีค1าแปรเปลี่ยนแตกต1างกันไปตามแต1ละ
หน1วยของสิ่งนั้น ๆ โดยค1าการวัดที่ไดGหรือลักษณะของสิ่งเหล1านั้นจะใชGเปHนขGอมูลสำหรับการวิจัย แบ1งเปHน
4 ลักษณะ แต1ที่นิยมใชGคือ ตัวแปรตGน และตัวแปรตาม ส1วนตัวแปรควบคุมและตัวแปรแทรกซGอนหรือตัว
แปรเกิน มักจะใชGในงานวิจัยที่มีความซับซGอน ส1วนสมมุติฐานเปHนขGอความที่แสดงถึงคำตอบ ขGอสันนิษฐาน
การทำนายปรากฏการณP หรือความคาดหวังเกี่ยวกับผลการวิจัยที่ผูGวิจัยคาดคะเนคำตอบไวGล1วงหนGาอย1างมี
เหตุผลโดยแสดงถึงความเกี่ยวขGองสัมพันธPระหว1างตัวแปร แบ1งออกเปHน 2 ประเภท คือ สมมติฐานทางการ
วิจัย และสมมติฐานทางสถิติ แบ1งไดG 2 ลักษณะคือ สมมุติฐานแบบไม1มีทิศทาง และสมมุติฐานแบบมี
ทิศทาง ซึ่งมาสู1การสรGางกรอบแนวคิดการวิจัย ที่เปHนแบบจำลองของแนวความคิดของผูGวิจัยที่ไดGมาจาก
การศึกษากรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีที่เกี่ยวขGองกับความสัมพันธPระหว1างตัวแปรที่ผูGวิจัยตGองการศึกษา และ
งานวิจัยที่เกี่ยวขGองรวมถึงแนวคิดของผูGวิจัย และเปHนการกำหนดขอบเขตของการวิจัยที่มีความ
เฉพาะเจาะจงกับกลุ1มเปyาหมายที่ศึกษา ซึ่งการนำเสนอกรอบแนวคิดในการวิจัยผูGวิจัยสามารถนำเสนอไดG
หลากหลายวิธี เช1น การใชGการบรรยายเชิงอธิบาย การใชGแผนภาพ การใชGรูปภาพ หรือการใชGแบบผสาน
หลายลกั ษณะไดG โดยตัวแปร สมมติฐาน และกรอบแนวคดิ การวิจยั นจ้ี ะนำไปสกู1 ารดำเนนิ การวิจยั อย1างเปนH
ระบบและทำใหงG านวิจยั เปนH ตามทิศทางหรอื แนวทางทีค่ าดหวังไดG

แบบฝ=กหดั ทา? ยบทที่ 4

คำช้ีแจง ใหนA กั ศกึ ษาตอบคำถาม แสดงความคิดเห็น หรอื อภปิ รายในประเดน็ ตRอไปน้ี
1. นักศึกษาคิดวา1 ตวั แปร และสมมติฐานมีความสำคญั ต1องานวิจัยอยา1 งไร และมีทม่ี าอยา1 งไร
2. การกำหนดกรอบแนวคิดการวิจัยมีท่มี าอยา1 งไร และมีประโยชนอP ย1างไรบาG ง
3. กรอบแนวคดิ และสมมติฐานในการวิจัยมีความสัมพนั ธกP นั อย1างไร
4. นักศึกษาเขียนแผนภาพกรอบแนวคิดในการวิจัย และตั้งสมมติฐานการวิจัยและสมมติฐานทางสถิติจาก

ช่ือเรอื่ งงานวิจัยตอ1 ไปน้ี
4.1 ผลของการออกเสียงของครูภาษาอังกฤษที่มีต1อความสามารถในการฟ|งเพื่อความเขGาใจของ

นกั เรียนมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
4.2 ผลของการเรียนการสอนวิทยาศาสตรPโดยใชGวิธีออกแบบที่มีต1อการอนุรักษPพลังงานและ

ความสามารถในการแกGปญ| หาของนกั เรียนมธั ยมศึกษาตอนตนG
4.3 ผลของการใชGรูปแบบการเรียนการสอนเชิงผลิตภาพที่มีต1อมโนทัศนPทางการคิด และการเขียนของ

นกั เรียนมัธยมศกึ ษาตอนตนG
5. นักศึกษายกตัวอย1างงานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรูGหรือบทความวิจัย โดยวิเคราะหPแยกตัวแปร

สมมติฐานงานวจิ ัย และกรอบแนวคดิ การวจิ ัย

บทท่ี 5
ประชากรและการเลือกกลุ3มตวั อย3าง

การเลือกตัวอย-าง (Sampling) หรืออาจใช=คำว-าการคัดเลือกผู=เข=าร-วมวิจัย (Participant
Selection) เปMนกระบวนการหนึ่งของการออกแบบการวิจัยในการคัดสรรหน-วยตัวอย-างออกจากประชากร
เพื่อให=ได=ตัวอย-างที่ใช=สำหรับการศึกษา การที่ผู=วิจัยได=ตัวอย-างที่เหมาะสมนั้นจะส-งผลต-อความเที่ยงตรง
ภายนอก (External Validity) ของงานวิจัย กล-าวคอื ผลของการวิจยั นัน้ สามารถสรปุ อ=างอิงไปยังประชากร
ได=อย-างน-าเชื่อถือ การออกแบบตัวอย-างในการวิจัยทางการศึกษานั้นส-วนใหญ-ทำการศึกษาตัวอย-างจาก
ข=อมูลเพียงบางส-วนของประชากร เพื่อเปMนการประหยัดเวลาและค-าใช=จ-าย และในทางปฏิบัติในการเก็บ
รวบรวมข=อมูลจากตัวอย-างมีความเปMนไปได=สูงกว-าการเก็บรวบรวมจากประชากรทั้งหมด ดังนั้นผู=วิจัยจึง
ตอ= งเลอื กตวั อยา- งทเี่ ปMนตัวแทนทดี่ ี (Good Representative) และควรมขี นาดท่พี อเพยี ง (Sufficient Size)
ในบทนี้มุ-งนำเสนอสาระสำคัญของการออกแบบการวิจัยในประเด็นการเลือกตัวอย-าง ทั้งด=านประชากร
และตัวอย-าง รวมถึงประเภทของการเลือกตวั อย-าง โดยมรี ายละเอยี ดดังน้ี

1. ประชากรและตัวอย1าง

ประชากร (Population) เปMนหน-วยสมาชิก (Element) หรือชุดของข=อมูลทั้งหมด (Entire Set)
ที่ผู=วิจัยได=กำหนดไว=ในขอบเขตของการวิจัย ประชากรอาจเปMนคน สัตวo สิ่งของ หรือเหตุการณoใด ๆ ก็ได=
และเปMนหน-วยที่ผู=วิจัยสนใจต=องการศึกษาหาคำตอบและเพื่อการสรุปอ=างอิงผลไปยังหน-วยดังกล-าว
(Fraenkel and Wallen, 2009; Graziano and Raulin, 2004) แบ-งออกเปMน 3 ลักษณะ ได=แก- 1)
ประชากรทั่วไป (General Population) ซึ่งเปMนประชากรแบ-งกว=าง ๆ ยังไม-เฉพาะเจาะจง ได=แก- คน
เหตุการณoทั่วไป ฯลฯ 2) ประชากรเปÄาหมาย (target population) และ 3) ประชากรที่เข=าถึงได=
(Accessible Population) เปMนประชากรที่ผู=วิจัยสามารถเข=าถึงได=ในงานวิจัย ซึ่งสามารถแสดงได=ดังภาพ
ที่ 5.1 ก.ประชากรทว่ั ไป (general population)

ข.ประชากรเปาÄ หมาย (target population)
ค.ประชากรทเ่ี ขา= ถึงได= (accessible population)

ง.ตัวอยา- ง (sample)
ภาพท่ี 5.1 ประชากรท่วั ไป ประชากรเปÄาหมาย และประชากรที่เข=าถึงได=

66

ตัวอย8าง (Sample) เปMนหน-วยของข=อมูลที่ถูกเลือกจากประชากรเพื่อเปMนตัวแทน เนื่องจากหาก
ประชากรมีขนาดใหญ- ผู=วิจัยอาจไม-สามารถเก็บรวบรวมข=อมูลได=จากประชากรทั้งหมด ทั้งนี้ตัวอย-างที่ใช=ใน
การเก็บรวบรวมข=อมูลนั้นต=องมีความเปMนตัวแทนที่ดีเพื่อให=ผลการวิจัยมีความเปMนจริงหรือใกล=เคียงกับ
ความเปนM จริงมากทีส่ ดุ โดยความสมั พันธoและเก่ยี วข=องกนั ระหวา- งประชากรและตวั อย-าง

LKJLKJ ประชากร
LKJLKJ
LKJLKJ
LKJLKJ

LKJ ตวั อย-าง
LKJ
LKJ = หนว% ยของขอ+ มลู LKJ

ภาพที่ 5.2 ประชากร (Population) และตัวอยา- ง (Sample)
ทม่ี า: ปรบั จาก Babbie (2011)

นอกจากนี้ผู=วิจัยควรทำความเข=าใจเกี่ยวกับหน-วยการวิเคราะหo (Unit of Analysis) หรือหน-วย
ตัวอย-าง (Sampling Unit) ของตัวอย-างที่ผู=วิจัยทำการศึกษา กล-าวคือ ตัวอย-างหรือผู=ให=ข=อมูลในบาง
งานวิจัยมีหน-วยที่เปMนระดับบุคคล (Individual) ระดับครอบครัว (Families) ระดับครัวเรือน
(Households) หรือระดับอื่น ๆ หากหน-วยการวิเคราะหoเปMนระดับบุคคล ดังนั้น 1 คน เท-ากับ 1 หน-วย
หากเปนM ระดับครอบครัว ถึงแมค= รอบครัวนั้นจะมีสมาชิกกค่ี นกต็ าม แตห- นว- ยการวเิ คราะหเo ทา- กับ 1 หนว- ย
ครอบครัวเท-านั้น สำหรับในการเลือกตัวอย-างในการวิจัยนั้น หน-วยการวิเคราะหoอาจเปลี่ยนไปตาม
ระดับช้ันของการสุ-มได= เช-น การสุ-มในชั้นปçที่ 1 อาจใช=โรงเรียนเปMนหน-วยในการสุ-ม ในชั้นที่ 2 ใช=ห=องเรียน
เปMนหน-วยในการส-มุ และชั้นท่ี 3 ใช=นักเรียนเปนM หนว- ยในการสมุ- เปMนต=น

€ ” B

ระดบั บคุ คล (Individual) ระดับครอบครัว (Families) ระดบั ครวั เรอื น (Households)

ภาพท่ี 5.3 หนว- ยการวเิ คราะหo (Unit of Analysis)
ทม่ี า: ปรับจาก Babbie (2011)

67

ประโยชนoหรือข=อดีของการเลือกตัวอย-างในการวิจัยมีหลายประการ กล-าวคือ ช-วยให=ผู=วิจัย
ประหยัดเวลาและประหยัดค-าใช=จ-ายในการดำเนินงาน หากผู=วิจัยเก็บข=อมูลจากตัวอย-างที่มากจนเกินไปย่ิง
ทำให=เสียเวลาและค-าใช=จ-ายที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้การเก็บข=อมูลกับตัวอย-างทำให=ผู=วิจัยสามารถ
ดำเนินการได=อย-างคล-องตัวและควบคุมการดำเนินการได=อย-างทั่วถึง เนื่องจากการวิจัยบางประเภท เช-น
การวิจัยเชิงทดลองผู=วิจัยต=องจัดกระทำตัวแปรและมีการควบคุมตัวแปรผู=วิจัยจึงต=องให=ความสำคัญกับ
การคัดเลือกตัวอย-างที่ชัดเจน ทั้งนี้แม=ว-าการเลือกตัวอย-างมีข=อดีดังที่ได=กล-าวในข=างต=นแล=วนั้น แต-การเลือก
ตวั อยา- งตอ= งอยบู- นเง่ือนไขของการเลอื กตัวอยา- งที่เปนM ตวั แทนทด่ี แี ละมจี ำนวนท่ีเพียงพอและเหมาะสม

กรอบการเลือกตัวอย8าง (Aampling Frame) เปMนรายการของหน-วยตัวอย-างทั้งหมดที่อยู-ใน
ขอบเขตประชากรของการวิจัยที่ผู=วิจัยมุ-งศึกษา เช-น รายชื่อของประชากรของผู=อำนวยการสถานศึกษาใน
โรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รายชื่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปçที่ 5 ในโรงเรียนที่ผู=วิจัยต=องการทำ
การทดลอง ซึ่งจะนำไปใช=ในการเลือกตัวอย-างบางประเภท เช-น การสุ-มแบบง-าย การสุ-มแบบมีระบบ
เปMนตน=

2. ประเภทของการเลอื กตวั อยา1 ง

1) การเลอื กตัวอย8างแบบอาศยั ความน8าจะเปLน (Probability Sampling)
การเลือกตัวอย-างแบบอาศัยความน-าจะเปMน (Probility Sampling) เปMนการเลือกตัวอย-างที่หน-วย
ตัวอย-างทุกหน-วยในประชากรมีโอกาสได=รับคัดเลือกให=เปMนตัวอย-างเท-าเทียมกัน การเลือกตัวอย-างประเภท
นม้ี ีวิธีการย-อย ประกอบด=วย
1.1 การสุม8 แบบงา8 ย (Simple Random Sampling)
การส-ุมแบบง-ายเปMนการเลือกตัวอย-างโดยที่ตัวอย-างแต-ละหน-วยมีโอกาสถูกเลือกเท-ากัน ผู=วิจัย
ทราบโอกาสที่ตัวอย-างจะถูกสุ-ม เปMนวิธีการส-ุมที่ไม-เกิดความลำเอียง แต-มีข=อจำกัดคือการสุ-มตัวอย-างต=องมี
จำนวนครั้งที่เท-ากับขนาดของตัวอย-าง และอาจเสียค-าใช=จ-ายสูงกรณีที่ต=องเก็บข=อมูลจากตัวอย-างที่กระจาย
พื้นที่กัน วิธีการที่ใช=ในการสุ-มแบบง-ายคือวิธีการจับสลากหรือการใช=ตารางเลขสุ-ม (Table of Random
Numbers)
(1) วิธีการจับฉลาก วิธีการนี้ใช=ในกรณีที่มีประชากรที่มีจำนวนไม-มาก โดยผู=วิจัยนำรายชื่อของ
ประชากรทั้งหมดนำมาทำเปMนสลากแล=วสุ-มตัวอย-างขึ้นมา โดยหลังจากการสุ-มตัวอย-างแล=วมี 2 กรณี คือ
การไม-ใส-คืนสลาก (Sampling Without Replacement) เพื่อไม-ให=ได=ซ้ำคนเดิม วิธีการนี้ทำให=โอกาสใน
การถูกเลือกของแต-ละหน-วยตัวอย-างไม-เท-ากัน ผู=วิจัยอาจทำการใส-สลากคืน (Sampling With
Replacement) เพื่อให=โอกาสในการถูกเลือกของตัวอย-างเท-ากัน หากจับได=รายชื่อเดิมให=ส-ุมเลือกรายชื่อ
ตอ- ไป
(2) วิธีการใช=ตารางเลขสุ-ม (Table of Random Numbers) เปMนวิธีการที่คล=ายคลึงกับวิธีการจับ
สลาก โดยผู=วิจัยใช=ตารางเลขสุ-มสำเร็จรูป มาช-วยในการสุ-มตัวอย-างที่ต=องการ ตารางเลขสุ-มโดยทั่วไปมักมี

68

5 หลัก ผู=วิจัยสามารถกำหนดระบบการใช=ตารางเลขสุ-มได=โดยใช=ระบบเดียวกันตลอดทั้งการสุ-มตัวอย-าง
โดยคำนงึ ถึงขนาดของประชากรท่ีกำหนดจำนวนหลกั ของการใชต= ารางเลขสุม- เชน- ประชากรมที ง้ั หมด 500
คน (เท-ากับหน-วยประชากรมี 3 หลัก คือ 001-500) และผู=วิจัยต=องการตัวอย-างทั้งสิ้น 200 คน ผู=วิจัยใช=
ตารางเลขส-ุมในสามหลักสุดทา= ยของแต-ละแถว ทำให=ผว=ู ิจยั ไดต= วั อย-างหมายเลข

164 054 806 032 714 486 478 953 224 092 137 177 415 168 …

ทั้งนี้เนื่องจากประชากรมีลำดับที่ 001-500 ทำให=ข=อมูลบางตัวที่เกิน 500 ไม-สามารถใช=ได= ผู=วิจัย
ต=องเลือกตัวเลขลำดับต-อไป (ตัวหนาคือหน-วยที่เลือก ตัวที่ขีดเส=นใต=คือหน-วยที่เกิน 500 ที่ผู=วิจัยต=องคัด
ออกแลว= ทำการเลอื กหนว- ยตอ- ไป)

164 054 806 032 714 486 478 953 224 092 137 177 415 168 …

11164 36318 54346 21346 48907 12765 78654 34891 45096 43211 13577 87897 65420 43786
87054 31687 89867 54328 09811 78954 34216 89076 76590 11265 09674 43246 98701 54391
01806 02977 09112 45389 56412 09867 65743 09867 43256 89045 12546 00976 54327 78635
12032 51414 78934 21346 89795 54327 09876 32416 55674 87965 43521 09086 11235 78954
68714 18048 98975 56546 23415 98005 23435 89756 43565 12343 08675 51235 98134 65735
51486 72875 89734 23768 12078 35986 86411 67018 67984 34290 76432 09784 13639 89472
48478 09610 78522 09746 72897 73523 98645 67836 97367 89764 12539 87357 09724 15389
02953 85474 67389 12934 09458 23945 13098 43981 28490 32474 12904 23895 12780 12398
38224 29301 37869 09123 11567 90745 34165 87412 98032 88764 93519 07356 72576 15429
51092 37780 45834 18970 22356 35758 13285 39804 33214 34758 46862 45468 54680 32432
78137 98768 56892 12644 43267 23535 78697 43216 33235 28794 98563 09886 65386 55725
19177 14733 89732 10987 45725 90012 87973 24868 12475 09933 13264 44234 33353 12893
10415 36457 23257 98932 12659 33520 90756 34816 88907 59023 15438 54387 43276 66854
71168 57609 56853 28764 34796 38790 12346 67809 34647 21435 56798 43267 43257 35874

ภาพท่ี 5.4 ตวั อย-างตารางเลขสุม- (Table of Random Numbers)
ทม่ี า: ปรบั จาก Babbie (2011)

การสุ-มแบบง-ายมีข=อดี ข=อจำกัด และเงื่อนไขบางประการ คือ ผู=วิจัยสามารถดำเนินการได=ง-าย ได=
จำนวนตัวอย-างที่มีความแน-นอน ทั้งนี้ผู=วิจัยต=องทราบหน-วยตัวอย-างทั้งหมดจากประชากร และต=องจัดทำ

69

ตัวเลขสำหรับหน-วยตัวอย-างแต-ละหน-วยเพื่อใช=ในการสุ-มข=อมูลและในกรณีที่หน-วยตัวอย-างที่ได=จากการส-ุม
นั้นกระจายอยู-ในพื้นที่ที่แตกต-างกัน อาจส-งผลให=ผู=วิจัยไม-สามารถเข=าถึงแหล-งข=อมูลได=จึงเปMนข=อจำกัดใน
การเกบ็ รวบรวมข=อมลู

1.2 การสุม8 แบบมีระบบ (Systematic Random Sampling)
การสุ-มแบบมีระบบเปMนการใช=การสุ-มตัวอย-างหน-วยแรกเพื่อกำหนดตัวอย-างในหน-วยต-อไปอย-าง
เปMนระบบ ทำให=เกิดความสะดวกรวดเร็วเพราะสุ-มครั้งแรกเพียงครั้งเดียว และมีความคล=ายคลึงกับการส-ุม
แบบง-าย กล-าวคือ ผู=วิจัยต=องมีรายชื่อของประชากร โดยวิธีการสุ-มตัวอย-างผู=วิจัยต=องจัดเตรียมรายชื่อ
ประชากร และกำหนดช-วงการสุ-มตัวอย-าง (Sampling Interval) โดยมีสูตรคือ ขนาดของประชากร
(Population Size) หารด=วยขนาดของตัวอย-าง (Sample Size) ซึ่งสอดคล=องกับอัตราส-วนการสุ-มตัวอย-าง
(Sampling Ratio) ที่เปMนค-าสัดส-วนของสมาชิกหรือหน-วยในประชากรที่ได=รับเลือก โดยมีสูตรคือ ขนาด
ของตวั อยา- ง (Sample Size) หารด=วยขนาดของประชากร (Population Size)

ชว- งการสุม- ตัวอยา- ง (#$%&'()* ()+,-.$') = ขนาดของประชาการ (12&3'$+(2) #(4,)
ขนาดของตวั อย-าง (5$%&', #(4,)

อตั ราส-วนการสุม- ตวั อย-าง (sampling ratio) = ขนาดของตวั อย%าง ($%&'() *+,))
ขนาดของประชากร (./'0(%1+/2 *+,))
ทีม่ า: Babbie (2011)

ตวั อยา8 ง 5.1 ผว=ู ิจัยตอ= งการสุ-มตัวอย-างจากประชากรจำนวน 300 คน และผว=ู ิจัยต=องการตัวอยา- ง
จำนวน 30 คน โดยผู=วิจัยคำนวณช-วงการส-ุมตัวอย-าง 300 / 30 = 10 (เท-ากับมีอัตราส-วนการส-ุม
ตัวอย-าง 30 / 300 = 0.1 หมายถึง ค-าสัดส-วนของสมาชิกหรือหน-วยในประชากรที่ได=รับการเลือก) จากนั้น
ผู=วิจัยนำรายชื่อประชากร 10 คนแรก มาสุ-มอย-างง-ายโดยเลือกหน-วยตัวอย-างหนึ่งคน สมมติว-าได=หมายเลข
5 หน-วยตัวอย-างคนต-อไปที่จะถูกเลือกจะเพิ่มไปทีละ 10 คน คือ หน-วยตัวอย-างหมายเลข 15 (5+10), 25
(15+10), 35 (25+10), 45 (35+10), … ตามลำดบั ในรายชอื่ ประชากร จนกว-าจะไดต= วั อย-างครบ 300 คน
การสุ-มแบบมีระบบมีข=อดี ข=อจำกัด และเงื่อนไขบางประการ คือ มีวิธีการดำเนินการที่ง-ายและทำ
ให=เกิดความสะดวกรวดเร็วเพราะส-ุมครั้งแรกเพียงครั้งเดียว แต-อาจไม-เหมาะสมกรณีที่ประชากรที่ลำดับ
รายชื่อไว=มีการกระจายที่ไม-สม่ำเสมอกันทำให=การสุ-มอาจเกิดความสำเอียงได= หรือในกรณีที่หน-วยตัวอย-าง
สุ-มมาได= แต-ผู=วิจัยไม-สามารถเข=าถึงได= หรือตัวอย-างอยู-กระจายไกลกัน ทำให=มขี อ= จำกดั ดา= นการเก็บรวบรวม
ขอ= มลู ซง่ึ เปMนขอ= จำกัดทคี่ ลา= ยคลงึ กบั การส-มุ แบบง-าย
1.3 การสม8ุ แบบชน้ั ภมู ิ (Stratified Random Sampling)
การส-ุมแบบชั้นภูมิ เปMนการสุ-มที่กำหนดให=ตัวอย-างกระจายไปตามคุณลักษณะที่ผู=วิจัยต=องการ
ศึกษา โดยทำการแบ-งประชากรออกเปMนกลุ-มหรือชั้นที่ผู=วิจัยกำหนด (Strata) โดยให=แต-ละกลุ-มมีตัวอย-าง

70
ภายในที่มีความคล=ายคลึงกัน ส-วนแต-ละกลุ-มใหญ-ให=มีตัวอย-างที่มีคุณลักษณะแตกต-างกัน ทั้งนี้การสุ-มแบบ
ชั้นภูมิอาจแบ-งได=เปMน 2 ลักษณะ คือ การสุ-มแบบอิงสัดส-วน (Proportionate) โดยกำหนดให=แต-ละกกลุ-มมี
จำนวนตามสัดส-วนของประชากรที่มีความมากน=อยแตกต-างกัน หรือการสุ-มแบบไม-อิงสัดส-วน
(Disproportionate Sample) โดยให=ในแต-ละกลุ-มมีอัตราส-วนจำนวนตัวอย-างที่เท-ากันตามที่ผู=วิจัยกำหนด
ตามจำนวนที่ต=องการ ซึ่งวิธีการนี้เหมาะสมในกรณีที่ผู=วิจัยต=องการเปรียบเทียบระหว-างชั้นภูมิเพื่อให=มี
จำนวนตัวอยา- งท่ีใกลเ= คียงกนั

ภาพท่ี 5.5 การสุม- แบบมรี ะบบ (Systematic Random Sampling)
ท่มี า: Babbie (2011)

การสุ-มแบบชั้นภูมิทำให=ผู=วิจัยได=พิจารณาถึงคุณลักษณะของประชากร ทำให=ได=ตัวอย-างของ
ประชากรที่เปMนตัวแทนคุณลักษณะที่ครอบคลุมกับสิ่งที่ผู=วิจัยต=องการศึกษาและสามารถศึกษาหรือ
วเิ คราะหขo =อมลู แยกเปMนรายกล-มุ หรอื เปรยี บเทียบผลการวิเคราะหขo อ= มูลระหวา- งกลม-ุ ได=

ตัวอย8าง 5.2 ผู=วิจัยต=องการเก็บรวบรวมข=อมูลกับผู=อำนวยการสถานศึกษาในเขตภาคกลางจำนวน
2,400 คน และต=องการขนาดตัวอย-าง 400 คน โดยใช=เพศเปMนตัวแบ-งชั้นภูมิ ผู=วิจัยจึงทำการแบ-ง
ผู=อำนวยการสถานศึกษาเปMนเพศชายและเพศหญิง และกำหนดจำนวนตัวอย-างได= 2 แบบ แบบแรกเปMน
การสุ-มแบบชน้ั ภูมิแบบไม-อิงส-วน (ภาพซ=าย) โดยให=ในแต-ละกลุ-มมีอัตราส-วนจำนวนตัวอย-างที่เท-ากัน แบบ
ท่ีสองกำหนดให=แตล- ะกลมุ- มีจำนวนตามสัดส-วนของประชากรทม่ี คี วามมากนอ= ยแตกต-างกัน (ภาพขวา)

71

ผ=อู ำนวยการในเขตภาคกลาง ผู=อำนวยการในเขตภาคกลาง
จำนวน 2,400 คน จำนวน 2,400 คน

ชาย 1,800 คน หญงิ 600 คน ชาย 1,800 คน (ร+อยละ 75) หญิง 600 คน (ร+อยละ 25)

ชาย 200 คน ขาย 200 คน ชาย 300 คน หญงิ 100 คน
(ร+อยละ 75) (ร+อยละ 25)

การสม-ุ แบบแบ-งชั้นภมู ิแบบไม-องิ สดั สว- น การสม-ุ แบบแบ-งชัน้ ภมู ิแบบอิงสดั ส-วน

ภาพที่ 5.6 การสมุ- แบบชั้นภมู ิ (Stratified Random Sampling)
ท่ีมา: อทิ ธิพัทธo สุวทันพรกูล (2561)

ตัวอย8าง 5.3 ผู=วิจัยต=องการสุ-มนักศึกษาชั้นปçที่ 4 จำนวน 300 คน จาก 6 คณะ เพื่อศึกษา
คุณลักษณะมุ-งอนาคตของนักศึกษา โดยผู=วิจัยใช=คณะเปMนตัวแบ-งชั้นภูมิ โดยต=องการให=จำนวนตัวอย-าง
เปนM ไปตามสดั ส-วนของประชากรของนักศกึ ษา ผว=ู จิ ัยศึกษาจำนวนประชากร 3,000 คน จำแนกตามคณะ

คณะศกึ ษาศาสตรo จำนวนนกั ศกึ ษา 200 คน
คณะสงั คมศาสตรo จำนวนนกั ศกึ ษา 500 คน
คณะวทิ ยาศาสตรo จำนวนนักศกึ ษา 1,200 คน

คณะมนุษยศาสตรo จำนวนนกั ศึกษา 400 คน
คณะศลิ ปศาสตรo จำนวนนกั ศึกษา 300 คน
คณะพลศึกษา จำนวนนกั ศึกษา 400 คน

การคำนวณสดั สว- นของตัวอยา- งในแตล- ะชั้นนนั้ ผ=ูวิจัยสามารถคำนวณดว= ยสตู ร
ni = Ni (n / N)
ni คอื ขนาดของตวั อย-างในช้นั ภมู ิที่ i

Ni คอื ขนาดของประชากรในชนั้ ภูมิที่ i
n คือ ขนาดของตัวอย-าง
N คือ ขนาดของประชากร

72

คณะศึกษาศาสตรo จำนวน 200x (300 / 3000) = 20 คน
คณะสังคมศาสตรo จำนวน 500 x (300 / 3000) = 50 คน

คณะวิทยาศาสตรo จำนวน 1,200 x (300 / 3000) = 120 คน
คณะมนษุ ยoศาสตรo จำนวน 400 x (300 / 3000) = 40 คน
คณะศลิ ปกรรมศาสตรo จำนวน 300 x (300 / 3000) = 30 คน

คณะพลศกึ ษา จำนวน 400 x (300 / 3000) = 40 คน
เมื่อผู=วิจัยกำหนดสัดส-วนแล=ว ทำให=ได=จำนวนตัวอย-างนักศึกษาทั้งหมด 300 คน ตามสัดส-วนของ
ประชากรในแต-ละคณะเพื่อดำเนินการเกบ็ รวบรวมขอ= มูลต-อไป

การส-ุมแบบชั้นภูมิมีข=อดี ข=อจำกัด และเงื่อนไขบางประการ คือ ตัวอย-างที่ได=มีความเปMนตัวแทนที่
ดีกว-าการส-ุมแบบงา- ยและการสมุ- แบบมีระบบ ผูว= จิ ัยสามารถเปรยี บเทยี บความแตกต-างระหว-างกลุ-มหรอื ชั้น
ที่มีคุณลักษณะที่แตกต-างกันของตัวอย-างได= ทั้งนี้หากผู=วิจัยใช=ในการสุ-มแบบชั้นภูมิ ผู=วิจัยต=องมีสารสนเทศ

ของตัวอย-างเพื่อใช=ในการจัดแบ-ง เช-น หากผู=วิจัยต=องการแบ-งชั้นภูมิตามความสามารถทางการเรียน ผู=วิจัย
ต=องมีข=อมูลคะแนนของตัวอย-างแต-ละคนเพื่อทำการจำแนกต-อไปได= และอาจเสียค-าใช=จ-ายและเสียเวลา
เพิม่ ขนึ้ ในการเข=าถงึ ตวั อย-าง

1.4 การสม8ุ แบบแบ8งกล8ุม (Cluster Random Sampling)
การส-ุมแบบแบ-งกลุ-มเปMนการสุ-มในกรณีที่มีประชากรจำนวนมากและประชากร ค-อนข=างกระจัด
กระจาย การสุ-มประเภทนี้จึงเปMนการสุ-มยกกลุ-ม โดยมีการแบ-งประชากรออกเปMนกลุ-มย-อย ๆ และแต-ละ

กลุ-มนั้นต=องมีประชากรที่คละคุณลักษณะที่ผู=วิจัยต=องการศึกษา การสุ-มประเภทนี้ช-วยให=ผู=วิจัย
ประหยดั เวลาและงบประมาณเพราะทำการเกบ็ รวบรวมเฉพาะบางกลม-ุ เท-านนั้

ABABCABC
CABC

ประชากร ABABCABC ABABCABC ตวั อย-าง
ABABCABC CABC CABC AAAAAAAA

CABCBACA ABABCABC BBBBBBBB
BCAABBCC CABC CCCCCCCC

ABABCABC
CABC

ABABCABC ABABCABC
CABC CABC

ภาพท่ี 5.7 การส-มุ แบบแบ-งกล-มุ (Cluster Random Sampling)
ทม่ี า: ปรบั จาก อทิ ธิพัทธo สวุ ทนั พรกูล (2561)

ถนนเทศบาล1 73
ถนนเทศบาล2
การสุ-มแบบแบ-งกลุ-มมีข=อดี ข=อจำกัด และเงื่อนไขบางประการ คือ ผู=วิจัยประหยัดเวลาและ
ค-าใช=จ-ายมากกว-าการสุ-มแบบแบ-งชั้นภูมิ เนื่องจากตัวอย-างได=จากการเลือกมาแบบกลุ-ม และการส-ุม
ประเภทนี้เหมาะกับประชากรที่มีขนาดใหญ- แต-ทำให=ความแม-นยำต่ำกว-าการสุ-มแบบง-าย การสุ-มแบบมี
ระบบ และการสมุ- แบบแบ-งชนั้ ภูมิ

1.5 การสุ8มแบบหลายขน้ั ตอน (Multi-Stage Sampling)
การส-ุมแบบหลายขั้นตอนเปMนการผสานรูปแบบของการสุ-มดังที่กล-าวไปในข=างต=น โดยผู=วิจัย
สามารถเลือกวิธีการสุ-มแบบเดียวกันหรือผสมผสานกันก็ได=เพื่อให=ได=ตัวอย-างที่ผู=วิจัยต=องการ โดยวิธีการสุ-ม
แบบหลายขั้นตอนนี้เปMนที่นิยมในการวิจัย เนื่องจากในการวิจัยเรื่องหนึ่ง ผู=วิจัยต=องการให=ผลการวิจัย
สามารถสรุปอ=างอิงไปยังประชากรได= และส-วนใหญ-ประชากรที่ผู=วิจัยศึกษานั้นมีขนาดใหญ-จึงต=องมี
กระบวนการส-ุมหลายข้ันตอนเพอื่ ให=ตวั อย-างเปนM ตวั แทนทด่ี ขี องประชากร
ตวั อยา8 ง 5.4 ผูว= จิ ยั ต=องการศกึ ษาการรับรู= ความคิดเห็น และข=อเสนอแนะของประชากรในทอ= งถิน่
โดยรอบสถานศึกษาเกี่ยวกับการมีส-วนร-วมของชุมชนกับสถานศึกษาในการพัฒนาการศึกษา ผู=วิจัยใช=การ
สุ-มตัวอย-างแบบหลายขั้นตอน โดยผู=วิจัยวาดแผนที่ชุมชนที่เปMนบริเวณรอบสถานศึกษา แล=วผู=วิจัยกำหนด
ขั้นตอนการสุ-ม โดยเริ่มจากขั้นตอนแรก ผู=วิจัยส-ุมอย-างง-ายโดยสุ-มบล็อกของแผนที่ที่ต=องการเก็บข=อมูลจาก
ตัวอย-าง (ที่เปMนสีเข=ม) จากภาพผู=วิจัยได=มาทั้งหมด 4 บล็อก จากนั้นผู=วิจัยรวบรวมจำนวนตัวอย-างในแต-ละ
บล็อกที่สุ-มได= และทำการส-ุมอย-างเปMนระบบโดยคัดเลือกบ=านทุกๆ 3 หลังเพื่อเปMนตัวอย-างในการเก็บ
รวบรวมข=อมลู ตอ- ไป

ข้นั ตอนท่ี 1 การสุ-มบลอ็ ก

ถนนนอกเมอื ง

ถนนกลางเมือง

ถนนในเมอื ง

ภาพท่ี 5.8 การส-มุ แบบหลายขนั้ ตอน (Multi-Stage Sampling)
ท่ีมา: Babbie (2011)

74

ข้ันตอนที่ 2 การเลอื กหน-วยในการเกบ็ รวบรวมข=อมูล
บา= นหลังที่ 1 ถนนในเมอื ง บ=านหลังที่ 2 ถนนในเมอื ง บ=านหลังท่ี 3 ถนนในเมือง
บ=านหลงั ท่ี 4 ถนนในเมือง บา= นหลงั ที่ 5 ถนนในเมอื ง บา= นหลงั ที่ 6 ถนนเทศบาล 1
บา= นหลงั ที่ 7 ถนนเทศบาล 1 บา= นหลงั ที่ 8 ถนนเทศบาล 1 บา= นหลังท่ี 9 ถนนเทศบาล 1
บ=านหลงั ที่ 10 ถนนเทศบาล 1 บ=านหลังที่ 11 ถนนเทศบาล 2 บ=านหลงั ท่ี 12 ถนนเทศบาล 2
บา= นหลงั ท่ี 13 ถนนเทศบาล 2 บา= นหลังที่ 14 ถนนเทศบาล 2 บ=านหลงั ท่ี 15 ถนนเทศบาล 2

2) การเลือกตัวอย8างแบบไมอ8 าศยั ความนา8 จะเปนL (Nonprobabiliry Sampling)
การเลือกตัวอย-างแบบไม-อาศัยความน-าจะเปMน (Nonprobabiliry Sampling) เปMนการเลือก
ตัวอย-างที่ตัวอย-างมีโอกาสที่ไม-เท-าเทียมกันในการได=รับการเลือกเข=าสู-กระบวนการวิจัยทำให=อาจเกิดความ
ลำเอียง (Bias) หรือความคลาดเคลื่อนของการเลือกตัวอย-าง (Sampling Error) ได=ข=อสังเกตของการเลือก
ตัวอย-างในกลุ-มนี้ไม-มีกระบวนการสุ-ม (Random) เกิดขึ้น ดังนั้น การระบุวิธีการเลือกตัวอย-างในกลุ-มน้ี
ผู=วิจัยไม-ควรระบุคำว-า “การสุ-ม” แต-ควรระบุคำว-า “การเลือก” ซึ่งน-าจะเหมาะสมกว-า โดยการเลือก
ตวั อยา- งแบบไมอ- าศยั ความนา- จะเปMน
2.1 การเลือกตวั อย8างแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
การเลือกแบบเจาะจงเปMนการเลือกตัวอย-างจากเกณฑoการคัดเลือกที่ผู=วิจัยได=กำหนดไว=โดยการ
อาศัยหลักของความสมเหตุสมผลทางวิชาการ โดยผู=วิจัยกำหนดเกณฑoของตัวอย-างหรือผู=ให=ข=อมูลที่สามารถ
ให=คำตอบได=ตรงตามวัตถุประสงคoของการวิจัยที่ผู=วิจัยกำหนดไว=ได= ดังนัน้ ผู=วิจัยควรกำหนดเกณฑoที่มีความ
เจาะจงและชัดเจนที่นำไปสู-การกำหนดตัวอย-างได=เฉพาะเจาะจงและชัดเจนที่นำไปสู-การกำหนดตัวอย-างได=
เฉพาะเจาะจง โดยอาจกำหนดเกณฑoจาก อายุ คุณวุฒิ ตำแหน-งงาน ประสบการณoการทำงานหรืออาจ
กำหนดเกณฑoได=มากกว-า 1 เกณฑoขึ้นไป เพื่อคัดกรองตัวอย-างหรือผู=ให=ข=อมูลที่เหมาะสมและเนื่องจากการ
เจาะจงไปยังตัวอย-างหรือผู=ให=ข=อมูล วิธีการนี้จึงเรียกว-า “การเลือกแบบเจาะจง” ไม-ควรเรียกว-า “การส-ุม
แบบเจาะจง” โดยในภาษาอังกฤษใช=คำว-า Purposive Sampling จึงไม-มีการสุ-ม (Random) เกิดขึ้นใน
วิธกี ารนนี้ ัน้ เอง

ประชากร QAZWS AXF
XEDCRF GYH

VTGBY ตัวอย-างทีม่ ีคณุ สมบัติเจาะจง
HNUJ M

ภาพท่ี 5.9 การเลอื กตัวอยา- งแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
ทม่ี า: ปรับจาก อทิ ธพิ ัทธo สุวทนั พรกลู (2561)

75

การเลือกตัวอย-างแบบเจาะจงมีข=อดี ข=อจำกัด และเงื่อนไขบางประการ คือ ผู=วิจัยสะดวกในการ
เลือกตัวอย-างที่ตรงตามคุณสมบัติที่ต=องการ ประหยัดเวลาและค-าใช=จ-ายในการเข=าถึงตัวอย-าง และตัวอย-าง
อาจให=ข=อมูลที่ตรงตามความมุ-งหมายของผู=วิจัย (เนื่องจากเจาะจงผู=ที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว=แล=ว) ทั้งนี้
การเลือกแบบเจาะจงมีข=อจำกัดบางประการในเรื่องการสรุปอ=างอิงไปยังประชากร และการเลือกใน
ลักษณะนี้ไม-เปMนตัวแทนที่ดีของประชากร และมีแนวโน=มที่ผลการวิจัยมีความโน=มเอียง (ความลำเอียง) ตาม
ข=อมลู ของตัวอย-างทีเ่ ลือกมาได=

2.2 การเลอื กตวั อยา8 งตามสะดวกหรือความบงั เอิญ (Convenience/Accidental/Availability
Haphazard Sampling)

วิธีการเลือกตัวอย-างตามสะดวกหรือบังเอิญ การเลือกในลักษณะนี้มีการใช=หลากหลายคำตาม
หนงั สือแตล- ะเลม- ได=กำหนดไว= เชน- การเลือกตามสะดวก การเลือกแบบบังเอิญการเลือกแบบอบุ ตั กิ ารณo ซ่งึ
ในภาษาอังกฤษก็มีการใช=หลายคำเช-นกัน ได=แก- Convenience Sampling, Accidental Sampling,
Availability Sampling, Haphazard Sampling เปMนต=น วิธีการเลือกประเภทนี้ง-ายในการดำเนินการเก็บ
รวบรวมข=อมูล ผู=วิจัยสามารถเก็บข=อมูลได=ตามสะดวกตามสถานที่ต-าง ๆ เก็บข=อมูลจากตัวอย-างที่เข=าถึงได=
ง-าย และตัวอย-างหรือผู=ให=ข=อมูลยินดีในการให=ความร-วมมือในการให=ข=อมูลแก-ผู=วิจัย เช-น ผู=วิจัยสอบถาม
ความคิดเห็นของนักเรียนที่เรียนพิเศษตามศูนยoการค=า ผู=วิจัยจึงเก็บรวบรวมข=อมูลกับนักเรียนที่มาเรียน
พิเศษตามหน=าสถาบันกวดวิชา เปMนต=น แต-วิธีการนี้ยังไม-เปMนตัวแทนที่ดี ที่ผู=วิจัยทำการเก็บรวบรวมข=อมูล
กับคนกลุ-มหนึ่งที่ตัวอย-างส-วนใหญ-เปMนเพศหญิงและจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ทั้ง ๆ ที่ประชากรของ
งานวิจัยมีทั้งผู=ที่จบการศึกษาระดับปริญญาโทด=วยเช-นกันและมีสัดส-วนของเพศชายที่พอ ๆ กับเพศหญิง
ทำให=การเกบ็ รวบรวมข=อมลู ไม-เปMนตวั แทนทีด่ ีของประชากรและไม-ครบถ=วนตามท่ผี ู=วิจยั ไดก= ำหนดไว=

QAZWS ประชากร
XEDCRF

VTGBY
HNUJM

เขา= ถงึ ไดต= ามสะดวก

TGB
NUJ

ภาพที่ 5.10 การเลอื กตัวอย-างตามสะดวกหรือความบงั เอญิ (Convenience Sampling)
ท่ีมา: ปรบั จาก อทิ ธพิ ัทธo สุวทันพรกูล (2561)

76

ปรญิ ญาโท ปริญญาตรี
€€€€€€€€€€€€€€€€€€€€

€€€€€€€€€€€€€€€€€€€€




ภาพท่ี 5.11 ความเปนM ตัวแทนของการเลอื กตวั อยา- งตามสะดวกหรอื ความบงั เอญิ

การเลือกตัวอย-างตามสะดวกหรือบังเอิญมีข=อดี ข=อจำกัด และเงื่อนไขบางประการ คือ ช-วยให=
ประหยัดเวลาและค-าใช=จ-ายของผู=วิจัย การดำเนินการเลือกตัวอย-างเปMนด=วยความสะดวก ข=อจำกัดที่สำคัญ
คือความไม-เปMนตัวแทนที่ดีของประชากร มีแนวโน=มเกิดความลำเอียงหรือความคลาดเคลื่อนจากข=อมูลท่ี
ได=รับ ทำให=การสรปุ อา= งอิงผลการวจิ ัยไปยังตัวอย-างทีม่ บี รบิ ทใกลเ= คยี งกันหรอื ประชากรมขี อ= จำกัด

2.3 การเลอื กตัวอยา8 งแบบสโนวบอล (Snowball Sampling)
การเลือกตัวอย-างแบบสโนวบอลหรือแปลตรงตามความหมายว-าก=อนหิมะ เปMนการเลือกตัวอย-างท่ี
เริ่มจากคนจำนวนหนึ่งแล=วค-อยๆ ขยายวงกว=างออกไป เหมือนกับก=อนหิมะที่เมื่อกลิ้งไปเรื่อย ๆ แล=วจะมี
ขนาดใหญ-ขึ้น วิธีการเลือกตัวอย-างแบบสโนบอลได=จากการกำหนดตัวอย-างด=วยการสอบถาม การกล-าวอ=าง
ถึง หรือคำแนะนำของตัวอย-างหรือผู=ให=ข=อมูล ผู=วิจัยจึงเก็บรวบรวมข=อมูลจากคนต-อไปเรื่อย ๆ จนกว-าจะ
ครบจำนวนตามที่ผู=วิจัยต=องการ เช-น ผู=วิจัยเก็บรวบรวมข=อมูลกับตัวอย-างกับนักศึกษาที่มีคุณลักษณะและ
พฤติกรรมการคลั่งไคล=ศิลป•นต-างชาติ ผู=วิจัยจึงสอบถามและขอให=นักศึกษาคนดังกล-าวช-วยแนะนำบุคคล
หรือกลุ-มบุคคลที่มีคุณลักษณะคล=ายคลึงกัน เนื่องจากคนที่มีคุณลักษณะที่คล=ายคลึงกันมีความชอบแบบ
เดียวกันจะมีสังคมหรือเปนM สมาชกิ ในกลม-ุ เดียวกัน เปนM ต=น

) ))

€ €‚

T TT

ภาพท่ี 5.12 การเลอื กตวั อยา- งแบบสโนวบอล (Snowball Sampling)
ทีม่ า: ปรบั จาก อทิ ธพิ ัทธo สุวทนั พรกลู (2561)

การเลือกตัวอย-างแบบสโนวบอลมีข=อดี ข=อจำกัด และเงื่อนไขบางประการ คือ การดำเนินการ
เลือกตัวอย-างเปMนด=วยความสะดวกเนื่องจากใช=ผู=ให=ข=อมูลหรือตัวอย-างในการแนะนำต-อกันตามคุณสมบัติท่ี

77

ต=องการ ข=อจำกัดที่สำคัญคือความไม-เปMนตัวแทนที่ดีของประชากร มีแนวโน=มเกิดความลำเอียงหรือความ
คลาดเคลื่อนจากข=อมูลที่ได=รับ ข=อมูลมีแนวโน=มที่ผลการวิจัยมีความโน=มเอียง (ความลำเอียง) ตามข=อมูล
ของตัวอยา- งท่เี ลอื กมาได=

2.4 การเลอื กตัวอยา8 งแบบโควตา (Quota Sampling)
การเลือกตัวอย-างแบบโควตาเปMนวิธีการเลือกตัวอย-างที่มีการจัดตัวอย-างตามสัดส-วนที่ผู=วิจัยได=
กำหนดคุณลักษณะไว= เพื่อให=สอดคล=องกับประเด็นหรือปßญหาวิจัยและเปMนไปตามตัวแปรควบคุมที่ผู=วิจัยได=
กำหนดขึ้น ตัวอย-างเช-น ผู=วิจัยต=องการเลือกตัวอย-างในการวิจัย โดยคุณลักษณะของประชากรของผู=วิจัยน้ัน
มีเพศชายและเพศหญิงคละกันหรือร=อยละ 50 ส-วนระดับการศึกษาประกอบด=วยปริญญาตรีร=อยละ 60
ปริญญาโทร=อยละ 30 และปริญญาเอกร=อยละ 10 เมื่อผู=วิจัยพิจารณาความเปMนไปได=ในการเก็บรวบรวม
ข=อมูลผู=วิจัยจึงกำหนดโควตาของการเก็บข=อมูลโดยผู=วิจัยเลือกตัวอย-างเพศชายและเพศหญิงร=อยละ 50
เท-ากัน ส-วนระดับการศึกษาประกอบด=วยปริญญาตรีร=อยละ 80 ปริญญาโทร=อยละ 15 และปริญญาเอก
ร=อยละ 5 จากการเลือกแบบโควตาดังตัวอย-างนี้แสดงให=เห็นถึงความเปMนตัวแทนของเพศที่มีสัดส-วนเท-ากัน
แตร- ะดับการศกึ ษาอาจไม-เปMนตวั แทนเทา- ทคี่ วร

คุณลกั ษณะของประชากร
เพศ เพศชาย ร=อยละ 50 เพศหญงิ ร=อยละ 50

ระดับการศึกษา €ปรญิ ญาตรี รอ= ยละ 60 ‚ ปริญญาโท ร=อยละ 30  ปรญิ ญาเอก ร=อยละ 10
€ €€ ‚ 
€ €€ ‚ ‚
€ €€ ‚ ‚
€ €€  

การเลือกแบบโควตา (ผู=วิจยั เปMนผ=กู ำหนด)
เพศ เพศชาย รอ= ยละ 50 เพศหญงิ ร=อยละ 50

ระดบั การศกึ ษา €ปริญญาตรี ร=อยละ 80 ‚ ปริญญาโท ร=อยละ 15  ปริญญาเอก ร=อยละ 5
€ €€ ‚ 
€ €€ ‚ ‚
€ €€ ‚ ‚
€ €€  

ภาพท่ี 5.13 การเลือกตวั อยา- งแบบโควตา (Quota Sampling)
ท่ีมา: ปรบั จาก อทิ ธิพัทธo สุวทันพรกูล (2561)

78

การเลือกตัวอย-างแบบโควตามีข=อดี ข=อจำกัด และเงื่อนไขบางประการ คือ การเลือกตัวอย-างวิธีนี้
ทำให=ผู=วิจัยได=ตัวอย-างที่เปMนไปตามเงื่อนไขหรือข=อกำหนดที่ได=ตั้งไว= และมีความเปMนตัวแทนที่ดีกว-าการ
เลือกแบบเจาะจงและการเลือกแบบบังเอิญหรือตามสะดวก ทั้งนี้ผลการวิจัยนั้นขึ้นอยู-กับคุณลักษณะ
เฉพาะของตัวอยา- งทเ่ี ลือกมาไดภ= ายใตก= ารกำหนดสัดสว- นของผู=วิจยั

3. บทสรปุ

ประชากรเปMนหน-วยสมาชิก หรือชุดของข=อมูลทั้งหมดที่ผู=วิจัยได=กำหนดไว=ในขอบเขตของการวิจัย
ส-วนกลุ-มตัวอย-างเปMนหน-วยของข=อมูลที่ถูกเลือกจากประชากรเพื่อเปMนตัวแทน ซึ่งการเลือกตัวอย-างแบบ
อาศัยความน-าจะเปMนและการเลือกตัวอย-างแบบไม-อาศัยความน-าจะเปMนที่มีประเภทและวิธีการท่ี
หลากหลายสามารถสรปุ ได=ดงั ภาพ

การเลอื กตัวอยา- งแบบอาศยั ความนา- จะเปนM การเลอื กตวั อยา- งแบบไม-อาศัยความนา- จะเปนM
(Probability Sampling) (Nonprobability Sampling)

1) การสุ-มแบบงา- ย 1) การเลือกแบบเจาะจง
(Simple Random Sampling) (Purposive Sampling)

2) การส-ุมแบบมรี ะบบ 2) การเลือกตามสะดวกหรอื บงั เอิญ
(Systematic Random Sampling) (Convenience Sampling)

3) การส-มุ แบบช้ันภมู ิ 3) การเลือกแบบสโนวบอล
(Stratified Random Sampling) (Snowball Sampling)

4) การส-ุมแบบแบ-งกลมุ- 4) การเลอื กแบบโควตา
(Cluster Random Sampling) (Quota Sampling)

5) การสุ-มแบบหลายขั้นตอน
(Multi-Stage Sampling)
ภาพที่ 5.14 การเลอื กตวั อยา- งแบบอาศัยความนา- จะเปนM และไมอ- าศัยความนา- จะเปนM

79

ทั้งนี้ ในการนำวิธีการเลือกกลุ-มตัวอย-างไปใช=ในงานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู= โดยส-วนมากใน
ฐานะของครู คงไม-อาจจะเลือกกลุ-มตัวอย-างได= จำเปMนจะต=องดำเนินการกับกลุ-มเปÄาหมายทั้งหมด (ทั้งห=อง)
เพราะในฐานะครูจะต=องดำเนินการพัฒนาการเรียนรู=กับนักเรียนทุกคนที่สอน ดังนั้น ประชากรและการ
เลอื กกลุม- ตัวอย-างนีเ้ ปนM หลักการในการออกแบบการวจิ ยั โดยทวั่ ไปตอ- ไป

แบบฝก> หดั ทาA ยบทที่ 5

คำช้ีแจง ใหzนกั ศกึ ษาตอบคำถาม แสดงความคิดเห็น หรอื อภิปรายในประเด็นต8อไปนี้
1. จากชื่องานวจิ ัยต-อไปน้ี ให=นกั ศกึ ษาแสดงวิธีการไดม= าซงึ่ กลม-ุ ตัวอยา- ง พร=อมให=เหตผุ ลประกอบ

1.1 การใช=แบบฝ©กการเขียนสรุปความวิชาภาษาไทยเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนของนักเรียนช้ัน
มธั ยมศึกษาปทç ่ี 1/3 โรงเรยี นตั้งใจเรยี นดี อำเภอเมือง จังหวดั ลำปาง

1.2 การศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่ใช=บริการห=องสมุดของคณะครุศาสตรo มหาวิทยาลัยราชภัฏ
ลำปาง

1.3 ปจß จยั ท่ีส-งผลตอ- ความพึงพอใจของลกู ค=าทีม่ ีตอ- การบรกิ ารของรา= นกาแฟในปß´มในแต-ลละภูมิภาค
2. นักศึกษาคิดว-าการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู=ส-วนใหญ-มีการสุ-มกลุ-มตัวอย-าง/เลือกกลุ-มเปÄาหมาย

แตกตา- งจากงานวิจยั เชงิ วชิ าการหรอื ไม- อย-างไร
3. นักศึกษายกตัวอย-างงานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู=หรือบทความวิจัย โดยวิเคราะหoประชากรและการ

เลอื กกล-มุ ตวั อย-าง พรอ= มให=เหตุผลประกอบ



บทที่ 6
การวเิ คราะหโ0 จทย0วจิ ยั เพ่ือพัฒนาการเรียนร;ู

การเริ่มต*นการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู* คือ การที่ผู*เรียนมีป:ญหาการเรียนรู* หรือครูผู*สอนมี
เป>าหมายที่ต*องการยกระดับคุณภาพของผู*เรียนให*สูงขึ้น ซึ่งผู*ทำวิจัยจะต*องค*นหาประเด็นป:ญหาการเรียนรู*
หรือประเด็นที่ต*องการพัฒนาคุณภาพผู*เรียน เพื่อจะได*ชOวยเหลือผู*เรียนให*มีพัฒนาการดีขึ้นหรือมีคุณภาพ
ตามมาตรฐานที่กำหนดไว* ป:ญหาการเรียนรู*หรือโจทยSวิจัยจึงเปTนสิ่งสำคัญที่ครูผู*สอน หรือผู*ทำวิจัยจะต*องร*ู
อยOางชัดเจน โดยการวิเคราะหSโจทยSวิจัยและสาเหตุของป:ญหาการเรียนรู*เพื่อจะได*เลือกวิธีการแก*ไขป:ญหา
หรือวิธีการพัฒนาผู*เรียนให*ถูกต*องเหมาะสมกับสภาพและสาเหตุของป:ญหา ครูหรือผู*ทำวิจัยจึงควรเรียนร*ู
ใหม* คี วามเขา* ใจเกย่ี วกบั ปญ: หาการเรยี นร*ู โจทยวS จิ ยั หรอื ปญ: หาวจิ ยั หรอื คำถามวจิ ยั ประเภทของปญ: หาการ
เรียนรู* เทคนิควิธีการวิเคราะหSป:ญหาการเรียนรู* ซึ่งจะชOวยให*ครูหรือผู*ทำวิจัยสามารถวิเคราะหSโจทยSวิจัย
และเลอื กใช*วธิ กี ารแก*ปญ: หาการเรียนรูไ* ดอ* ยOางเหมาะสม

1. โจทยว' ิจยั หรือปญ0 หาวจิ ัย

ความหมายของโจทย.วจิ ยั หรอื ป4ญหาวิจยั
โจทยSวิจัยหรือป:ญหาวิจัย หมายถึง ประเด็นข*อสงสัยหรือคำถามท่ีผู*วิจัยต*องการดำเนินการเพื่อหา
คำตอบให*ถูกต*อง ตรงกับความเปTนจริงด*วยกระบวนการวิจัย คำถามวิจัยจะมีลักษณะเปTนข*อสงสัยของ
ผู*วิจัยตOอสภาพการณSตOาง ๆ ทั้งที่เปTนความแตกตOางและไมOแตกตOางระหวOางสภาพที่คาดหวังกับสภาพที่เปTน
จริงเกย่ี วกบั การจดั การเรียนรู*
ระดบั ของโจทยว. ิจัย โดยทว่ั ไปโจทยวS ิจยั แบงO ออกไดเ* ปนT 3 ระดบั (พิชติ ฤทธิ์จรญู ,2561) ดงั นี้
ระดับที่ 1 โจทย.วิจัยเกี่ยวกับสภาพการเรียนรูC เปTนประเด็นข*อสงสัยที่ผู*วิจัยต*องการศึกษาค*นหา
คำตอบเกี่ยวกับสภาพการเรียนรู*ที่เปTนอยูOจริงหรือป:ญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการเรียนรู*ของผู*เรียน โจทยSวิจัย
ระดับนี้อาจตั้งคำถามวOา “สภาพการเรียนรู*เปTนอยOางไร” เชOน สภาพหรือทักษะการอOาน การเขียนและการ
คิดคำนวณของนักเรียนเปTนอยOางไร ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรSของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปg
ที่ 3 เปนT อยาO งไร
ระดับที่ 2 โจทย.วิจัยเกี่ยวกับสาเหตุของป4ญหาการเรียนรูC เปTนประเด็นข*อสงสัยที่ผู*วิจัยต*องการ
ศึกษาหรือค*นหาคำตอบเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให*เกิดป:ญหาการเรียนรู*ของผู*เรียน โจทยSวิจัยระดับนี้อาจตั้ง
คำถามวOา “ทำไม” หรือ “อะไรเปTนสาเหตุ” เชOน ทำไมนักเรียนจึงไมOมีนิสัยรักการอOาน อะไรเปTนสาเหตุท่ี
ทำให*นักเรียนอOานหนังสือไมOออกเขียนไมOคลOอง ทำไมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรSจึงต่ำกวOา
เกณฑS อะไรเปนT สาเหตุที่ทำใหน* กั เรยี นไมสO ามารถคดิ วเิ คราะหS คดิ สังเคราะหSได*ดี

82

ระดับที่ 3 โจทย.วิจัยเกี่ยวกับวิธีแกCป4ญหา เปTนประเด็นข*อสงสัยที่ผู*วิจัยต*องการศึกษาค*นหา
คำตอบวิธีแก*ป:ญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการเรียนรู*ของผู*เรียนหรือการจัดการเรียนรู*ของครู โจทยSวิจัยระดับนี้
อาจตั้งคำถามได*วOา “จะทำอยOางไร” หรือ “จะจัดการเรียนรู*อยOางไร” เชOน จะทำอยOางไรหรือจะจัดการ
เรียนรู*อยOางไรจึงจะทำให*นักเรียนมีทักษะการอOาน การเขียน การคิดคำนวณ การคิดวิเคราะหS คิด
สังเคราะหSหรอื มนี ิสัยรกั การอOานดีขนึ้

ลกั ษณะของโจทย.วิจัยที่ดี
1. มีความหมายและเอื้อประโยชนSตOอการเรียนรู*ของผู*เรียนและการพัฒนาการจัดการเรียนรู*ของ
ครูโดยตรง
2. เปTนป:ญหาที่มีผลตOอการพัฒนาการเรียนรู*ของผู*เรียน จำเปTนต*องหาทางแก*ไขหรือพัฒนา หาก
ไมมO กี ารแก*ไขจะสOงผลกระทบตอO การเรยี นรูข* องผู*เรยี นและการจัดการเรียนร*ขู องครู
3. ตอ* งสามารถหาคำตอบหรอื แก*ไขพัฒนาได*ตามศกั ยภาพของผู*วิจัยเอง
4. เปTนโจทยSหรือป:ญหาที่ผู*วิจัยมีความสนใจ มีความถนัดและมีประสบการณSที่สามารถ
ดำเนินการค*นหาคำตอบ แก*ไขปรับปรุง หรือพัฒนาผู*เรียนให*บรรลุผลสำเร็จตามกรอบระยะเวลาที่สามารถ
ดำเนินการได*
ประเภทและลกั ษณะของโจทย.การเรียนรCู โจทยSวิจัยอาจแบงO ได*หลายลกั ษณะตามเกณฑดS งั น้ี
1. แบOงตามเกณฑลS ักษณะของป:ญหา แบOงได* 3 ประเภท คอื

1) ป:ญหาเชิงแก*ไขปรับปรุง เปTนป:ญหาการเรียนรู*ที่เกิดขึ้นในป:จจุบัน โดยเกิดจากสภาพที่
เปTนจริงในป:จจุบัน ตำ่ กวาO สภาพท่ีคาดหวังในปจ: จบุ ัน

2) ป:ญหาเชิงป>องกัน เปTนป:ญหาที่คาดวOาจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเกิดจากการพิจารณา
แนวโน*มจากอดีตถึงป:จจุบันแล*วเห็นวOา สภาพการเรียนรู*ที่เปTนจริงหรือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงจะต่ำกวOาสภาพการ
เรียนรู*ที่คาดหวังในระยะตOอไป ซึ่งเปTนการเปรียบเทียบสภาพที่คาดหวังในป:จจุบันกับสภาพที่จะเปTนจริงใน
อนาคต หรือป:จจุบันยงั ไมOเกิดป:ญหานี้ แตOคาดวาO จะเกดิ ป:ญหาไดใ* นอนาคตถ*าไมปO >องกันไว*กOอน

3) ป:ญหาเชิงพัฒนา เปTนป:ญหาที่คาดวOาจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเกิดจากความต*องการเพ่ิม
ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอนหรือคุณภาพของผลการเรียนรู*ให*ดีขึ้นกวOาเดิม ซึ่งเปTนการเปลี่ยน
ระดับสภาพการเรียนรู*ที่คาดหวังในอนาคตให*มีมาตรฐานสูงขึ้นกวOาเดิม ฉะนั้น สภาพที่เปTนจริงหรือสิ่งท่ี
เกิดขึ้นในป:จจุบันที่ยังไมOเปTนป:ญหาแตOจะเกิดเปTนป:ญหาในระยะตOอไป ถ*ายังปฏิบัติการเรียนการสอน
เชOนเดมิ สภาพทเี่ ปTนจริงจะมโี อกาสตำ่ กวOาสภาพทคี่ าดหวัง

2. แบงO ตามเกณฑลS ักษณะของผลทีเ่ กิดกับนกั เรียน แบงO ได* 2 ประเภท คอื
1) ป:ญหาเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เปTนป:ญหาของผลการเรียนรู*ที่เกิดจากการจัดการ

เรียนรู*ในรายวิชาตOาง ๆ แล*วนักเรียนยังไมOมีความรู* ความเข*าใจ และทักษะทางวิชาการไมOเปTนไปตาม
เป>าหมายหรือเกณฑSที่กำหนดไว* เชOน ผลการสอบวิชาตOาง ๆ ของนักเรียนไมOผOานจุดประสงคSหรือผลลัพธS
การเรียนร*ูหรอื ตำ่ กวOาเกณฑคS ณุ ภาพทีก่ ำหนดไว*

83

2) ป:ญหาเกี่ยวกับคุณลักษณะของผู*เรียน เปTนป:ญหาด*านคุณลักษณะหรือพฤติกรรมของ
นักเรียนที่ครูและโรงเรียนได*จัดการเรียนรู*และจัดกิจกรรมพัฒนาแล*ว ก็ยังไมOมีคุณลักษณะหรือพฤติกรรม
อันพึงประสงคSตามเกณฑSคุณภาพที่กำหนด เชOน นักเรียนยังไมOมีวินัยในการเรียนรู* ขาดความรับผิดชอบ ไมO
ขยันหมน่ั เพยี ร ไมOมีความซ่อื สัตยS ไมOรจ*ู กั เสยี สละเพ่อื สวO นรวม ขาดจติ อาสา เปTนต*น

2. เทคนคิ วิธีการวิเคราะหโ' จทย'วจิ ยั

1) การวิเคราะหโ. จทย.วจิ ยั โดยใชวC ิธกี ารเชิงระบบ
โดยระบุป:ญหาการเรียนรู*ที่เปTนป:ญหาด*านผลผลิตการเรียนรู* ซึ่งอาจมาจากการวิเคราะหSผลการ
สังเกต ผลการตรวจชิ้นงาน ผลการทดสอบการทำแบบฝoกหัด หรือการซักถาม แล*ววิเคราะหSย*อนกลับไปท่ี
กระบวนการจัดการเรียนรู* กระบวนการบริหารจัดการหลักสูตรกับวิธีการหรือพฤติกรรมการเรียนรู*ของ
ผู*เรียน และวิเคราะหSย*อนไปถึงสาเหตุที่มาจากสาเหตุใดบ*าง มีสาเหตุมาจากกระบวนการจัดการเรียนรู*ของ
ครู หรือมาจากสาเหตุด*านป:จจัยที่ยังขาดทักษะการจัดการเรียนรู*ของครู เชOน ถ*ามีป:ญหาการเรียนรู*วOา
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปgที่ 1 แก*โจทยSป:ญหาสมการไมOได* สาเหตุที่ทำให*นักเรียนแก*โจทยSป:ญหาสมการ
ไมOได*นี้นOาจะมาจากสาเหตุด*านกระบวนการจัดการเรียนรู*ของครูหรือวิธีการเรียนรู*ของนักเรียน หรือมาจาก
สาเหตุด*านปจ: จัยท่เี กีย่ วกับครหู รอื เก่ียวกับผ*ูเรยี น

สาเหตุดาC นป4จจยั สาเหตดุ Cานกระบวนการ ปจ4 จัยดCานผลผลติ
เก่ียวกับครู เกีย่ วกบั ครู • นกั เรียน ม.1 แกโ* จทยS

• ขาดทักษะการจดั การเรียนร*ู • ใช*วธิ ีการจัดการเรยี นรูไ* มO ป:ญหาสมการไมไO ด*
เหมาะสม
• ไมOวางแผนการจัดการเรยี นรู* • นักเรยี น ม.1 จำนวน 10
• ไมเO นน* ฝกo ทกั ษะการแก*โจทยS คน ไมชO อบวชิ าคณติ ศาสตรS
• ขาดจิตวทิ ยาการสอน ฯลฯ ปญ: หา
เกยี่ วกับนกั เรียน • นกั เรียน ม.1 จำนวน 7 คน
• ไมเO สรมิ สรา* งแรงจงู ใจ ฯลฯ ไมOชอบทำงานกลุOม
• ความร*/ู ทักษะพืน้ ฐานต่ำ เกีย่ วกับนักเรียน

• ไมOสนใจเรยี น/ขาดเรียนบอO ย •ไมตO งั้ ใจเรียน

• เจตคตไิ มดO ีตอO คณิตศาสตรS ฯลฯ • ไมOทำแบบฝoกหัด
ปจ4 จยั เออ้ื อำนวยอื่นๆ
•ไมใชก* ระบวนการแก*โจทยS
• สอื่ ไมเO พยี งพอ/ขาดคุณภาพ ปญ: หา ฯลฯ

• สภาพห*องเรยี น/สง่ิ แวดลอ* มไมO
เหมาะสม

• ผ*ูปกครองเอาใจใสนO อ* ยไป ฯลฯ

84

2) การวิเคราะหโ. จทย.วจิ ยั โดยใชแC ผนผังความคดิ
การวิเคราะหSป:ญหาวิธีนี้จะใช*การเขียนแผนผังความคิดซึ่งจะชOวยรวบรวมและจัดระบบความคิด
ของครูนักวิจัยเกี่ยวกับป:ญหาที่จะทำวิจัยให*เห็นภาพชัดเจนขึ้นวOา ป:ญหานั้น ๆ อยูOในระดับใด เกี่ยวข*องกับ
เรื่องใด เชื่อมโยงกันอยOางไร และแงOมุมหรือประเด็นใดที่ควรนำมาเปTนป:ญหาวิจัย วิธีการวิเคราะหSโดยเขียน
ป:ญหาการเรยี นรูเ* ปTนแผนภาพหลักกOอนจึงเขียนภาพยอO ยเปTนสาเหตุที่เช่ือมโยงกัน
ตัวอยTาง 6.1 จากป:ญหาการเรียนรู*คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปgที่ 6 อOานไมOออกและเขียน
หนังสอื ไมOคลOอง นำมาเขียนแผนผงั ความคดิ เพ่อื วเิ คราะหSปญ: หาและสาเหตุ

ความรพ>ู น้ื ฐานไม/ ขาดการฝCกทักษะ มีเจตคติไมด/ ตี อ/ การ
เพยี งพอ นักเรยี น อ/านและการเขยี น

ขาดสื่อการสอนที่ ขาดความพรอ> ม ครูขาดทกั ษะการจัด
มีคณุ ภาพ นกั เรยี นชน้ั ป.6 อา/ นไม/ออก ดารเรยี นรู>
ขาดปIจจัยสนับสนนุ การ และเขยี นหนังสือไมค/ ลอ/ ง
จดั การเรียนรู> ครจู ดั การเรยี นรู>ไม/
เหมาะสม

ผ>ปู กครองไมเ/ อาใจ สภาพแวดล>อมไม/ คร/ไู มส/ ง/ เสรมิ ครไู ม/วางแผนการ
ใส/ เอือ้ อำนวย แรงจูงใจ จดั การเรียนรู>

ภาพที่ 6.1 ตัวอยาO งการใช*แผนผงั ความคดิ ปญ: หาการเรียนร*ูคอื นักเรียนช้ันประถมศึกษาปgท่ี 6

จากภาพแสดงวOา สาเหตุที่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปgที่ 6 อOานไมOออกและเขียนหนังสือไมOคลOองมา
จากสาเหตุสำคัญ 3 ประการ คือ 1) ครูจัดการเรียนรู*ไมOเหมาะสมโดยครูไมOวางแผนการจัดการเรียนรู* ครู
ขาดทักษะจัดการเรียนรู* และขาดการเสริมแรงจูงใจให*แกOนักเรียน 2) นักเรียนขาดความพร*อม โดยนักเรียน
มีความรู*พื้นฐานไมOเพียงพอ มีเจตคติไมOดีตOอการอOานและการเขียนหนังสือ ขาดการฝoกทักษะการอOานและ

85

การเขียน และ 3) ขาดป:จจัยสนับสนุนการจัดการเรียนรู* โดยขาดสื่อการสอนที่มีคุณภาพ สภาพแวดล*อมไมO
เอือ้ อำนวยตOอการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู* และผู*ปกครองไมOเอาใจใสOตOอการเรยี นของนกั เรียน

จากการวิเคราะหSป:ญหาการเรียนรู*และสาเหตุนี้ ครูนักวิจัยอาจพิจารณาเลือกกำหนดป:ญหาวิจัย
หรอื ตง้ั คำถามวิจัยเพอ่ื คน* หาคำตอบและตัง้ ชือ่ เร่ืองวิจยั ได*หลายเรอ่ื งดังนี้

ตารางท่ี 6.1 การกำหนดป:ญหาวิจัยและการตั้งชอื่ เร่อื งวจิ ยั จากป:ญหานกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปgท่ี 6 อาO น
ไมOออกและเขยี นหนงั สือไมOคลOอง

ปญ4 หาวจิ ยั /คำถามวิจัย ชือ่ เร่ืองวจิ ยั

1. นกั เรียนชัน้ ป.6 มีความพร*อมในการอาO นและ 1. การศกึ ษาความพร*อมในการอOานและการเขยี น
การเขียนในดา* นความรพู* น้ื ฐาน ทักษะและเจตคติ ของนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปgที่ 6 โรงเรียน...

ทดี่ ตี OอการอาO นและการเขยี นเพยี งใด

2. ควรจะใช*กจิ กรรมอะไรพัฒนาทกั ษะการอาO น 2. ผลการจัดกจิ กรรมพฒั นาทกั ษะการอOานและ
และการเขยี นใหน* ักเรยี นชนั้ ป.6 จงึ จะชวO ยให* การเขียนสำหรบั นักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปgที่ 6

นกั เรยี นมที กั ษะการอOานและการเขียนดีข้นึ โรงเรียน...

3. ควรจะใชก* ิจกรรมเสรมิ ประสบการณSใหก* ับ 3.1 การพฒั นาชุดกิจกรรมเสริมประสบการณกS าร
นักเรียนอยาO งไรจงึ จะทำใหน* กั เรียนอาO นและเขียน อาO นและการเขียนสำหรบั นักเรยี นช้นั ประถมศึกษา

หนังสือได*คลอO ง ปทg ่ี 6 โรงเรียน...
3.2 ผลการใชช* ุดกจิ กรรมเสริมประสบการณกS าร
อาO นและการเขียนสำหรับนักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษา

ปทg ่ี 6 โรงเรยี น...

4. นกั เรียนช้ัน ป.6 ทีเ่ รียนจากชดุ ฝoกทกั ษะการ 4.1 ผลการใชช* ุดฝกo ทกั ษะการอาO นและการเขยี นที่
อาO นและการเขยี นจะมีความสามารถในการอOาน มีตOอความสามารถในการอOานและการเขยี นของ

และการเขยี นดขี น้ึ หรือไมO นักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปทg ี่ 6 โรงเรยี น...
4.2 การเปรยี บเทยี บความสามารถในการอOานและ
การเขยี นกอO นและหลงั การเรยี นจากชดุ ฝoกทักษะ

การอOานและการเขียนสำหรบั นกั เรียนชน้ั
ประถมศึกษาปทg ่ี 6 โรงเรยี น...

86
ตัวอยTาง 6.2 ป:ญหาการเรียนรู* คือ นักเรียนไมOมีลักษณะนิสัยรักการอOาน นำมาเขียนแผนผัง
ความคิดเพ่อื วิเคราะหSป:ญหาและสาเหตไุ ด*

ความร<พู ้นื ฐานไม* มคี วามบกพร*อง
เพยี งพอ ทางกาย/สายตาไม*

ดี

อ*านหนังสือไม* ไม*เห็นคุณค*าของ
ออก การอ*าน

นักเรยี น
ขาดความพร<อม

ผปู< กครองดแู ล นกั เรยี นไม*มีลกั ษณะนิสยั ขาดเทคนคิ วิธกี าร
เอาใจใส*น<อยไป รกั การอา* น จดั กจิ กรรม

ขาดการสนบั สนุน ครจู ดั กจิ กรรมการ
ส*งเสริม เรียนร<ูไมเ* หมาะสม

ขาดส่อื หนงั สอื โรงเรียนจดั ไม*ใชส< อ่ื ไมเ* สรมิ แรงจงู ใจ
ท่มี คี ณุ ภาพ กจิ กรรมส*งเสรมิ นวตั กรรมท่ี
เหมาะสม
น<อยไป
ภาพที่ 6.2 ตัวอยาO งการใชแ* ผนผังความคดิ ป:ญหาการเรียนร*ู คอื นักเรียนไมOมีลกั ษณะนสิ ัยรกั การอOาน

จากภาพแสดงวOา สาเหตุที่นักเรียนไมOมีลักษณะนิสัยรักการอOานมาจากสาเหตุสำคัญ 3 ประการ
คือ 1) ครูจัดกิจกรรมการเรียนไมOเหมาะสม โดยครูขาดความรู*หรือทักษะด*านเทคนิควิธีการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู*ไมOใช*สื่อ นวัตกรรมการเรียนรู*ที่เหมาะสม และขาดการเสริมสร*างแรงจูงใจให*แกOนักเรียน 2) นักเรียน
ขาดความพร*อม โดยนักเรียนมีความรู*พื้นฐานไมOเพียงพอ มีความบกพรOองทางกาย สายตาไมOดี ไมOเห็น
คุณคOาของการอOาน มีเจตคติไมOดีตOอการอOาน อOานหนังสือไมOออก และอOานไมOคลOอง และ 3) ขาดการ
สนับสนุนสOงเสริม โดยโรงเรียนจัดกิจกรรมสOงเสริมน*อยไป ขาดการสนับสนุนสื่อหนังสือที่มีคุณภาพ และ
ผปู* กครองดูแลเอาใจใสOตอO การอาO นของนกั เรียนนอ* ยไป

87

จากการวิเคราะหSป:ญหาการเรียนรู*และสาเหตุนี้ ครูนักเรียนอาจพิจารณาเลือกกำหนดป:ญหาวิจัย
หรือตง้ั คำถามวิจยั เพ่ือค*นหาคำตอบและตัง้ ชอื่ เร่อื งวจิ ยั ไดห* ลายเรอื่ งดงั นี้

ตารางที่ 6.2 การกำหนดป:ญหาวิจยั และการตัง้ ชอ่ื เรื่องวิจัยจากปญ: หานักเรียนไมOมลี กั ษณะนสิ ัยรกั การอาO น

ปญ4 หาวจิ ยั /คำถามวจิ ยั ชอ่ื เรอ่ื งวิจยั

1. ทำไมนกั เรียนจงึ ไมOมีลกั ษณะนสิ ยั รกั การอาO น 1. การวิเคราะหSสาเหตุการไมOมลี กั ษณะนิสยั รักการ
(อะไรเปนT สาเหตุที่ทำใหน* ักเรยี นไมOรักการอาO น) อาO นของนกั เรียนช้ัน... โรงเรียน...

2. ควรใช*นวัตกรรมหรอื จัดกิจกรรมการเรียนร*ู 2.1 การพัฒนาชดุ เสริมสร*างลักษณะนสิ ยั รักการ
อยาO งไรจงึ จะสร*างลกั ษณะนิสัยรกั การอาO นของ อOานสำหรับนักเรยี นชน้ั ... โรงเรยี น ...
นกั เรียนได*ดขี ึ้น 2.2 ผลการจัดกิจกรรมเสรมิ สรา* งวนิ ยั รักการอOาน

สำหรบั นกั เรียนชนั้ ... โรงเรียน...

3. การใช*กจิ กรรม “คOายใฝเt รยี นร*ู” หรอื 3.1 การพัฒนาลักษณะนิสัยรกั การอาO นของ
“กระบวนการกลOุมบรรณารกั ษอS าสา” หรือ นกั เรียนช้ัน ... โรงเรียน... โดยการจัดกจิ กรรมคาO ย

“กิจกรรมตามลOาหาความร*”ู จะสามารถพฒั นา ใฝเt รียนรู*
หรือเสรมิ สรา* งนิสัยรักการอOานของนกั เรยี นให*ดขี ึน้ 3.2 การใช*กระบวนการกลุOมบรรณารักษSอาสา
ไดห* รอื ไมO สำหรบั เสรมิ สร*างลักษณะนสิ ัยรักการอOานของ

นกั เรยี นชนั้ ... โรงเรียน...
3.3 ผลการจดั กจิ กรรมตามลาO หาความร*ูทมี่ ตี Oอ
ลกั ษณะนสิ ยั รกั การอาO นสำหรบั นักเรยี นช้ัน...

โรงเรียน....

3) การวิเคราะหโ. จทยว. จิ ยั โดยใชCแผนผงั กCางปลา (Fishbone Diagram)
แผนผังก*างปลาหรือเรียกเปTนทางการวOา แผนผังสาเหตุและผล (Cause and Effect Diagram)
เปTนแผนผังที่แสดงถึงความสัมพันธSระหวOางป:ญหา (Problem) กับสาเหตุทั้งหมดที่เปTนไปได*ที่อาจกOอให*เกิด
ป:ญหานั้น (Possible Cause) ที่สามารถวิเคราะหSสาเหตุของป:ญหาได*คOอนข*างชัดเจนเชิงเหตุผลและงOาย
ตOอการวิเคราะหSหาสาเหตุยOอย ในการใช*แผนผังก*างปลาวิเคราะหSป:ญหาและสาเหตุของป:ญหานั้น ให*เขียน
หัวปลาไปไว*ทางขวามือและเขียนลูกศรช้ใี ห*ถูกทางอยOางชัดเจนรปู แบบการเขยี นแผนผังก*างปลา


Click to View FlipBook Version