วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปีท่ี 28 ฉบับที่ 3 ประจาเดือน กันยายน – ธนั วาคม 2563
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี
ความเปน็ มา กอ่ ต้ังในปี พ.ศ.2536 ใชช้ อ่ื ว่า วารสารการแพทย์กลมุ่ เครือขา่ ย 6/2 (6/2 Region Medical Journal)
ISSN 0858 – 6632 ต่อมาในปี พ.ศ.2547 ไดเ้ ปล่ียนชื่อเปน็ วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี (Udonthani Hospital
Medical Journal)
เจา้ ของ โรงพยาบาลอดุ รธานี
ท่ปี รึกษา พญ.ฤทยั วรรธนวินจิ ผ้อู านวยการโรงพยาบาลอดุ รธานี
นพ.เทียนชัย รัศมมี าสเมอื ง รองผู้อานวยการกลมุ่ ภารกจิ ดา้ นพัฒนาระบบบริการฯ
บรรณาธกิ าร พญ.สกุ ญั ญา ภยั หลกี ลี้ โรงพยาบาลอดุ รธานี
กองบรรณาธิการ พญ.ปิยรัตน์ โรจน์สงา่ โรงพยาบาลอุดรธานี
พญ.นษิ ฐา นภิ าวงศ์ โรงพยาบาลอดุ รธานี
นพ.ศราวุธ ลอมศรี โรงพยาบาลอดุ รธานี
ทพญ.สิริรตั น์ วรี ะเศรษฐกุล โรงพยาบาลอดุ รธานี
นางสาวจิราวรรณ ลลี าพัฒนาพาณชิ ย์ โรงพยาบาลอดุ รธานี
นางเนาวนติ ย์ พลพนิ จิ โรงพยาบาลอุดรธานี
นางสาวพมิ ลรัตน์ พมิ พด์ ี โรงพยาบาลอุดรธานี
นางสาววาสนา วงษศ์ ลิ ป์ โรงพยาบาลอดุ รธานี
ดร. ชลการ ทรงศรี วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี
นางศภุ ลักษณ์ รายยวา ขา้ ราชการบานาญ จงั หวัดอุดรธานี
บรรณาธิการมีหน้าท่ีดาเนินการให้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านและผู้นิพนธ์ ทาการปรับปรุง
วารสารสม่าเสมอ รับรองคุณภาพของงานวิจัยท่ีได้รับกรตีพิมพ์ สนับสนุนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น คงไว้ซึ่งความ
ถูกตอ้ งของรายงานการศึกษา ปกปอ้ งมาตรฐานทางปัญญาจากความต้องการทางธุรกิจ และช้ีแจงการแก้ไขด้วยความเต็มใจ
การทาให้เกดิ ความกระจา่ ง การถอน และการขออภัยหากจาเปน็ ตาม Committee on Publication Ethics (COPE)
ฝา่ ยธุรการประสานงาน นางสาววิจิตรา ซุยกระเด่อื ง โรงพยาบาลอุดรธานี
กาหนดออก ราย 4 เดือน (มกราคม – เมษายน, พฤษภาคม – สงิ หาคม, กนั ยายน – ธนั วาคม)
แจกจา่ ยแก่ รพศ., รพท., รพช., และคณะแพทยศาสตร์ทัว่ ประเทศ ในรูปแบบของซดี ี (CD)
ฉบับออนไลน์ https://www.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/index ISSN 2697-4118 (Online)
ส่งต้นฉบบั ท่ี นางสาววจิ ิตรา ซยุ กระเด่อื ง
กลุม่ งานพัฒนาระบบบรกิ ารและสนบั สนุนบริการสขุ ภาพ
33 ถ.เพาะนยิ ม ต.หมากแขง้ อ.เมือง จ.อุดรธานี 41000
โทร. 042-246-655 (ตอ่ 3419-21)
ความรบั ผิดชอบ
บทความทลี่ งตพี ิมพใ์ นวารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี ถอื เปน็ ผลงานวชิ าการ งานวิจัย วเิ คราะห์ วิจารณ์
ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผนู้ พิ นธ์ กองบรรณาธกิ ารไมจ่ าเป็นตอ้ งเห็นด้วยเสมอไป และผ้นู ิพนธ์จะตอ้ งรบั ผดิ ชอบ
ต่อบทความของตนเอง
ออกแบบและจัดพิมพ์ โรงพิมพบ์ า้ นเหลา่ การพิมพ์
333 ถ.บา้ นเหลา่ ต.หมากแข้ง อ.เมอื ง จ.อดุ รธานี 41000 โทร.042-325-938
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
คาแนะนาสาหรับผลู้ งบทความตีพมิ พ์
วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี เป็นวารสาร เอกสารอา้ งอิง ใชร้ ะบบ Vancouver โดยใส่หมายเลข
การแพทยข์ องโรงพยาบาลอุดรธานี จดั ทาขน้ึ โดยมีวตั ถุประสงค์ อารบิค (Arabic) เอกสารอ้างอิงไว้บนไหล่บรรทัดด้านขวาไม่
เพื่อเผยแพร่ผลงานการวิจัยและค้นคว้าวิชาการด้านการแพทย์ ต้องใส่วงเล็บ เรียงตามลาดับและตรงกับท่ีอ้างอิงไว้ในเน้ือเรื่อง
บทความฟ้ืนวิชาการ บรรยายพิเศษ รายงานผู้ป่วยที่น่าสนใจ ถ้าต้องการอ้างอิงซ้าให้ใช้หมายเลขเดิม การอ้างอิงผู้เขียนใน
และบทความงานวิชาการอื่น ๆ ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และ บทความภาษาไทยให้เรียงลาดับจากช่ือต้นตามด้วยนามสกุล
สังคมศาสตร์ วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี ยินดีรับ การอ้างอิงผู้เขียนในบทความภาษาอังกฤษให้เรียงลาดับจาก
พิจารณาบทความวชิ าการทงั้ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษท่ียังไม่ นามสกุลผเู้ ขียนตามด้วยอกั ษรย่อของชอ่ื ต้นและชื่อกลาง
เคยพิมพ์เผยแพร่ท่ีใดมาก่อน ทั้งจากบุคลากรในโรงพยาบาล
และบุคคลภายนอก ท้ังนี้ ต้องผ่านการพิจารณาด้านจริยธรรม การอา้ งอิงเอกสาร ใหใ้ ชช้ ื่อเรียงตามรปู แบบของ In-
การวิจัยแลว้ ternational Committee of Medical Journal Editors:
Uniform requirements for manuscripts submitted to
บทความทกุ บทความจะได้รบั การประเมินบทความจาก biomedical journals. Last updated: 15 July 2011 ที่
ผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ในสาขาที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่ไม่มีส่วน ตพี มิ พ์ใน Index Medicus ทุกปี หรือดูจาก Website http://
ได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์ และต่างหน่วยงาน/ต่างสถาบัน อย่าง www.nlm.nih.gov/bsd/uniform_requirements.html
น้อยจานวน 2 ท่าน โดยผู้ประเมินจะไม่ทราบช่ือผู้นิพนธ์
บทความ ผ้นู พิ นธต์ ้องรับผดิ ชอบในความถกู ต้องของเอกสารอ้าง
องิ หรอื ใช้ตามเอกสารนน้ั ๆ
ตน้ ฉบบั ตวั อยา่ งการเขยี นเอกสารอ้างองิ
ต้นฉบับให้พิมพ์ด้วยโปรแกรม Microsoft word พิมพ์ 1. การอ้างองิ จากวารสารวชิ าการ
หน้าเดียวกันด้วยกระดาษ A4 คอลัมน์เดียว ตัวอักษร ลาดับที่. ชื่อผู้นิพนธ์. ชื่อบทความ. ช่ือย่อวารสาร ปีที่
TH Sarabun PSK ขนาด 16 รวมแล้วเอกสารไม่ควรเกิน 10- พมิ พ;์ ปีที่ (Vol):หนา้ แรก–หนา้ สุดท้าย
12 หน้า ส่งต้นฉบับทางออนไลน์ กรณีงานวิจัยให้ส่งพร้อม ถ้ามีผู้แต่งไม่เกิน 6 คน ให้ใส่ช่ือผู้แต่งทุกคน แต่ถ้ามี 7
เอกสารท่ีแสดงว่าผ่านการพิจารณาดา้ นจรยิ ธรรมการวจิ ยั คนหรือเกนิ กว่าน้ี ให้ใสเ่ พียง 6 ช่อื แรก และตามด้วย et al
1. สันทติ บญุ ยสง่ . สาเหตุการขาดอากาศของทารกแรก
การเตรียมตน้ ฉบับ คลอดในโรงพยาบาลศรีสังวาล. วารสารกรมการแพทย์
ชื่อเรื่อง ควรกระชับและส่ือความหมายชัดเจนมีท้ัง 2540;24:7-16
ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ชื่อผู้นิพนธ์ใช้ระบบชื่อ นามสกุล 2 . Apgar. A Proposol for a new method of
คุณวฒุ ิ และสถานทีท่ างานดว้ ยท้งั ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ evaluation of the newborn infant. Anes Analog
บทคดั ย่อ ทง้ั ภาษาไทยและภาษาองั กฤษควรใช้ภาษาที่ 1953;32:260
รัดกุมและเป็นประโยคสมบูรณ์ ควรระบุเนื้อหาท่ีจาเป็น 2. การอา้ งอิงจากหนงั สือ ตารา หรอื รายงาน
วัตถปุ ระสงค์ วิธีการศึกษา ผลการศึกษา ส่ิงตรวจพบ หลักฐาน 2.1 หนงั สอื หรอื ตาราที่ผูน้ พิ นธเ์ ขียนท้ังเล่ม
และผลสรุป และข้อมูลทางสถิติที่สาคัญ ภาษาอังกฤษควรเป็น ลาดับท่ี. ผู้นิพนธ์/หน่วยงาน. ชื่อหนังสือ. ครั้งที่พิมพ์.
ประโยคอดีต จานวนคาไม่เกิน 300 ตัวอักษร ไม่ควรมีคาย่อ เมอื งท่พี ิมพ:์ สานักพมิ พ์; ปีท่พี ิมพ์.
ควรมีคาสาคัญ (Key word) สั้นๆ ไม่มีการอ้างอิงเอกสารใน 1. พรจันทร์ สุวรรณชาติ. กฎหมายกับการประกอบ
บทคัดยอ่ วิชาชีพการพยาบาลและผดุงครรภ์. กรุงเทพมหานคร: เดอะ
เนื้อเร่ือง ควรเสนอตามลาดับขั้นตอนคือ บทนา เบสทก์ ราฟฟคิ แอนด์ปร้ินท;์ 2542.
วัตถุประสงค์ วัสดุและวิธีการศึกษา ผลการศึกษา วิจารณ์ และ 2. Jones KL. Smith’s recognizable patterns of
สรุปผลการศึกษา แผนภูมิหรือตารางนาเสนอตามหลังเนื้อหา human malformation. 5th ed.Philadephia: WWB Saun-
สว่ นนั้น ๆ (ถา้ ม)ี der; 1997.
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีท่ี 28 ฉบบั ท่ี 3 ประจาเดอื น กนั ยายน – ธันวาคม 2563
2.2 หนังสือมบี รรณาธกิ าร 5. การอ้างอิงจากสอ่ื อเิ ล็กทรอนกิ ส์
ล า ดั บ ที่ . ผู้ นิ พ น ธ์ . ชื่ อ บ ท ค ว า ม . ใ น : ชื่ อ
ลาดับที่. ช่ือผู้แต่ง. ชื่อบทความ [ประเภทของส่ือ/วัสดุ]. ปี
บรรณาธิการ. ช่ือหนังสือ. ครั้งที่พิมพ์. เมืองท่ีพิมพ์: พิมพ์ [เข้าถงึ เมื่อ/cited ปี เดอื น วันที]่ . เข้าถึงได้จาก/ Avail-
สานักพิมพ์; ปีท่พี มิ พ์. able from: http://………….
1. วิลาวัณย์ จึงประเสริฐ, สุจริต สุนทรธรรม, 1 . Morse SS. Factors in the emergence of
บ ร ร ณ า ธิ ก า ร . อ า ชี ว เ ว ช ศ า ส ต ร์ ฉ บั บ พิ ษ วิ ท ย า . infectious disease. Emerg Infect Dis [serial online]
กรุงเทพมหานคร: ไซเบอรเ์ พรส; 2542. 1995; Jan-Mara [cited 1996 Jun 5]: 1(1): [24
screens]. Available from: http://www.cdc.gov/
2. Norman IJ, Reddfern SJ, editers. Mental ncidod/EID/edi.htm.
health care for elderly people. New York: Churchill
Livingstone; 1996. 2. Hemodynamics III: the ups and sown of
hemodynamics [computer program]. Version 2.2
2.3 บทใดบทหนึง่ ในหนงั สือหรือตารา Orlando (FL): Computerized Educational systems:
ลาดับท่ี. ผู้นิพนธ์. ชื่อเรื่อง. ใน: ช่ือบรรณาธิการ, 1993.
บรรณาธิการ. ช่ือหนังสือ. คร้ังที่พิมพ์. เมืองท่ีพิมพ์:
สานักพิมพ์, ปีพมิ พ์: หน้าแรก-หนา้ สดุ ทา้ ย. 6. อนื่ ๆ
1. ธีระ ลีลานันทกจิ , ชูทิตย์ ปานปรชี า. นิเวศบาบัด 6.1 เอกสารอ้างอิงประเภทพจนานกุ รม
(Milieu Theraphy) ใน: เกษม ตันติผลาชีวะ, บรรณาธิการ. ลาดับที่. ชื่อหนังสือ. คร้ังท่ีพิมพ์. เมืองที่พิมพ์:
ตาราจติ เวชศาสตร์ เลม่ 2. พมิ พค์ รงั้ ที่ 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ สานกั พมิ พ์ (Publisher); ป.ี คาศัพท;์ หน้า.
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร,์ 2536:961-996. 1. พจนานุกรมราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2535. พิมพ์
2 . Merril JA, Creasman WT. Lesions of ครง้ั ท่ี 5. กรงุ เทพมหานคร: อักษรเจรญิ ทัศน;์ 2538. 545.
corpus uteri. In: DN, Scott JR, eds. Obsterics and 6.2 การอา้ งองิ บทความในหนังสือพิมพ์
gynecology. 5th ed. Philadelphia: JB Lippincott, ลาดับที่. ชื่อผู้เขียน. ชื่อเรื่อง. ช่ือหนังสือพิมพ์. ปี
1986:0368-83. เดอื น วนั ท่;ี ส่วนท:่ี เลขหนา้ (เลขคอลมั น์).
3. การอ้างอิงรายงานการประชุม/สัมมนา 1. ซี 12. ตุลาการศาล ปค, เข้ารอบ. ไทยรัฐ. 2543
(Conference Proceedings) พ.ย. 20; ข่าวการศึกษา ศาสนา-สาธารณสุข: 12 (คอลัมน์
ลาดับท่ี. ชื่อบรรณาธิการ, บรรณาธิการ. ชื่อเร่ือง. 1).
ชื่อการประชุม; วัน เดือน ปีที่ประชุม; สถานท่ีจัดประชุม. 2 . Lee G. Hospitalizations tied to ozone
เมืองที่พมิ พ:์ สานักพมิ พ์; ปีพมิ พ์. pollution; study estimates 50,000 admissions
1 . Kimura J, Shibasaki H, editors. Recent annually. The Washington Post. 1996 Jun 21; Sect.
advances in clinical neurophysiology. Proceedings A: 3 (col. 5).
of the 10th International Congress of EMG and Clin-
ical Neurophysiology; 1995 Oct. 15-19; Kyoto, Ja- สาเนาพมิ พ์ (Reprint)
pan. Amsterdam: Elsevier; 1996. ผเู้ ขียนบทความท่ไี ดร้ บั การลงพมิ พ์ในวารสารจะไดร้ บั
4. การอ้างอิงวทิ ยานพิ นธ์ สาเนาพมิ พจ์ านวน 2 ชุด
ลาดับท่ี. ช่ือผู้เขียน. ช่ือเร่ือง [ประเภท/ระดับ
ปรญิ ญา] ภาควิชา, คณะ. เมอื งทีพ่ ิมพ:์ มหาวทิ ยาลัย; ปี ที่ได้
ปรญิ ญา.
1. พรทิพย์ อุ่นโกมล. ปัจจัยท่ีมีผลต่อการปฏิบัติงาน
ตามบทบาทหน้าท่ีของหัวหน้าฝ่ายสุขาภิบาลและป้องกันโรค
ในโรงพยาบาลชุมชน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ
ประเทศไทย [วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต] สาขา
บ ริ ห า ร ส า ธ า ร ณ สุ ข , ค ณ ะ ส า ธ า ร ณ สุ ข ศ า ส ต ร์ .
กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลยั มหิดล; 2553.
Vol.28 No.3 September – December 2020 สารบัญ Udonthani Hospital Medical Journal
เรื่อง หนา้
นพิ นธ์ต้นฉบับ
ความรูแ้ ละทัศนคติของมารดาหลงั คลอดปกตทิ ี่ต้องการเลย้ี งบุตรด้วยนมมารดาอยา่ งเดยี วนาน 275
6 เดือน หอผ้ปู ่วยหลังคลอด โรงพยาบาลบรุ รี ัมย์
284
ปัณณทตั บนขนุ ทด, วิภาดา กาญจนสิทธิ์, ชนาธิป สันติวงศ,์ สพุ รรษา จิตรสม,
พิมพ์รดา ธรรมภี กั ดี, ศุกลรัตน์ ชาญวิรตั น์, นภารินทร์ นวลไธสง 295
การพฒั นาตัวบง่ ชส้ี มรรถนะดา้ นจรยิ ธรรม จรรยาบรรณและกฎหมายวชิ าชีพของนักศึกษา 306
พยาบาล 315
จริ ัชญา เหล่าคมพฤฒาจารย์, ธติ ิรตั น์ เหลา่ คมพฤฒาจารย์, เขมิกา เสียงเพราะ, 326
จริ ภา วิลาวรรณ, ยุวดี บุญเนาว์, สมฤทยั ผดงุ พล 336
ประเมนิ ผลการให้บรกิ ารของหนว่ ยบรกิ ารปฐมภูมิทผ่ี า่ นเกณฑป์ ระเมินมาตรฐานหน่วยบริการ 348
ปฐมภมู ิ ตามการรับรู้ของประชาชนที่เคยใชบ้ ริการ
มณีรัตน์ ปัจจะวงษ์, ปยิ ะนุช พรหมสาขา ณ สกลนคร
โรคไตอกั เสบเฉียบพลันจากการติดเชื้อสเตรปโตคอคคัสของผู้ป่วยเด็กในโรงพยาบาลอุดรธานี
สณุ สิ า ศิลาเดช
ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความแข็งแกรง่ ในชีวติ ต่อการปรบั ตัวของนกั ศึกษาคณะ
พยาบาลศาสตร์ รนุ่ ท่ี 1 มหาวทิ ยาลัยราชภัฏบรุ ีรมั ย์
ณรงค์กร ชัยวงศ,์ ณิชาภทั ร มณีพันธ์
คณุ ภาพชีวติ ของเด็กธาลสั ซีเมยี ชนดิ เบตา้ และผูด้ ูแลที่มารบั บรกิ ารที่โรงพยาบาลนา้ โสม
ภผู า วงศร์ ัศมีเดอื น
การพัฒนารูปแบบการมอบหมายงานในหอผปู้ ่วยในชายโรงพยาบาลโพนพสิ ัย
สุภาพร เวียงสีมา, นเรนทรฤ์ ทธิ์ ผาจันทร์
Diagnostic Performance of Abnormal Conventional Cervical Pap smear result
at Mahasarakham Hospital
Sukjai Booranabunyat
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีท่ี 28 ฉบับท่ี 3 ประจาเดือน กันยายน – ธนั วาคม 2563
เรอื่ ง สารบญั (ต่อ)
นพิ นธ์ตน้ ฉบบั (ตอ่ )
หน้า
การพัฒนารปู แบบการเยย่ี มผ้ปู ว่ ยทเี่ ขา้ รบั บรกิ ารตรวจสวนหัวใจ ณ หอ้ งตรวจสวนหัวใจ 356
โรงพยาบาลอุดรธานี 366
374
มกุ ดา นาผล 384
ผลของโปรแกรมการออกกาลังกายประยกุ ต์ท่าฤๅษีดดั ตนขณะฟอกเลือดต่ออาการเหนอื่ ยล้าใน 397
ผปู้ ว่ ยโรคไตเร้ือรังทไ่ี ดร้ ับการฟอกเลอื ดด้วยเครื่องไตเทยี ม
413
ฐาปนันท์ มหศิ นันท์
ผลของโปรแกรมเสรมิ พลงั อานาจผดู้ แู ลตอ่ ความรคู้ วามสามารถในการดูแลเด็กโรคปอดเรอ้ื รงั
ศิรมิ า สาระนันท์
ผลของโปรแกรมบรหิ ารกลา้ มเนื้อและข้อเขา่ ในผปู้ ่วยโรคข้อเขา่ เส่ือมหลังผา่ ตัดเปล่ียนข้อเขา่
นิลุบล ไชยโกมล
ผลของโปรแกรมพฒั นาการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของผู้ปว่ ยทีเ่ ขา้ รบั การรกั ษาโรคหัวใจเต้นผดิ
จังหวะแบบหัวใจเต้นชา้ โดยการผ่าตดั ฝงั เครอ่ื งกระตุ้นหัวใจแบบถาวร โรงพยาบาลอุดรธานี
อุมารงั ษี พิมพส์ กั กะ, นฤมล อนุ าภาค
ประสทิ ธผิ ลการใชแ้ นวทางปฏบิ ตั ใิ นการพยาบาลผปู้ ่วยบาดเจบ็ หลายระบบ หน่วยงานอุบัติเหตุ
และฉุกเฉิน โรงพยาบาลอดุ รธานี
มะลิสา โรจนหิรณั ย์
บทความวิชาการ 426
อาการปวดฟนั ทไ่ี ม่ไดม้ สี าเหตุมาจากฟนั 436
มนสั วี ตันยะ
การวิเคราะหก์ ระบวนการนโยบาย นโยบายการจดั การสภาพแวดล้อมรอบตวั เด็ก 24 ชั่วโมง
กรณเี ดก็ ไทยกบั ไอที เร่ืองเด็กติดเกม
กนิษฐา จอดนอก, ฉวีวรรณ ยอดอินทร์
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
ความรแู้ ละทัศนคติของมารดาหลังคลอดปกตทิ ี่ตอ้ งการเลีย้ งบุตรด้วยนมมารดาอย่างเดยี วนาน 6 เดือน
หอผู้ป่วยหลงั คลอด โรงพยาบาลบรุ รี ัมย์
ปัณณทตั บนขุนทด (ปร.ด.) อาจารย์ คณะพยาบาลศาสตร์ บรุ รี ัมย์ มหาวิทยาลัยเวสเทิรน์
วภิ าดา กาญจนสิทธ์ิ (พย.ม.) อาจารย์ คณะพยาบาลศาสตร์ บรุ รี มั ย์ มหาวทิ ยาลัยเวสเทริ น์
ชนาธปิ สันติวงศ์ (พย.ม.) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ คณะพยาบาลศาสตร์ บรุ ีรมั ย์ มหาวทิ ยาลยั เวสเทริ น์
สพุ รรษา จิตรสม (พย.ม.) อาจารย์ คณะพยาบาลศาสตร์ วชั รพล มหาวทิ ยาลัยเวสเทริ น์
พิมพร์ ดา ธรรมีภักดี (พย.ม.) อาจารย์ วทิ ยาลยั การพยาบาล มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พบิ ูลสงคราม
ศกุ ลรตั น์ ชาญวิรัตน์ (พย.ม.) อาจารย์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยวงษช์ วลติ กลุ
นภารนิ ทร์ นวลไธสง (พย.ม.) อาจารย์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชธานี วทิ ยาเขตอดุ รธานี
บทคดั ย่อ
งานวิจยั น้เี ป็นการวจิ ัยเชิงพรรณนา เพื่อศึกษาความรู้และทัศนคติของมารดาหลังคลอดปกติท่ีต้องการเลี้ยงบุตรด้วย
นมมารดาอย่างเดียวนาน 6 เดอื น หอผปู้ ่วยหลงั คลอด โรงพยาบาลบรุ รี ัมย์ กลมุ่ ตวั อย่างมารดาหลังคลอดปกติ จานวน 181
คน โดยการคานวณจากตารางสาเร็จรปู เครจ์ซี และมอร์แกน เครอื่ งมือทใ่ี ชเ้ ป็นแบบสอบถามความรู้เร่ืองนมแม่ 15 ข้อ และ
ทัศนคติการเลี้ยงลกู ดว้ ยนมแม่ 17 ข้อ โดยมีค่าความตรง 0.86 และ 0.82 และค่าความเชื่อม่ัน 0.80 และ 0.83 ตามลาดับ
วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สาเร็จรูป โดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ศึกษาโดยใช้สัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน
(Pearson’s product moment correlation coefficient)
ผลการวจิ ยั พบว่า ความรูข้ องมารดาหลงั คลอดปกติท่ีต้องการเลย้ี งบตุ รดว้ ยนมแม่ เรียงตามลาดับคะแนนมากไปน้อย
คือ การสนับสนุนการเล้ียงลูกด้วยนมแม่ กลไกการสร้างและการหล่ังน้านมประโยชน์ของการเล้ียงลูกด้วยนมแม่ต่อทารก
และการปฏิบัติตัวในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ตามลาดับส่วนทัศนคติของมารดาหลังคลอดในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนม
แม่ พบว่า แม่หลังคลอดมีทัศนคติในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ในรายด้านเรียงจากมากไปน้อยคือ ประโยชน์ของ
การเลย้ี งลกู ดว้ ยนมแมต่ ่อเศรษฐกิจ และสังคม (x̄ = 4.91, S.D. 0.29) การสร้างความม่ันใจแก่มารดาในการเล้ียงลูกด้วยนม
แม่ (x̄ = 4.48, S.D. 0.94) และประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อมารดาและทารก (x̄ = 3.72, S.D. 1.15) และ
ตามลาดับ สว่ นความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ และทัศนคติของมารดาหลังคลอดในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ พบว่า
ไมม่ คี วามสัมพนั ธก์ ัน (r= .062, p= .521) ข้อเสนอแนะเพ่อื การพัฒนาพืน้ ท่ี สขุ ภาวะคอื ควรสนับสนนุ ให้ชุมชนมีการจัดการ
พื้นที่ให้มีแหล่งให้ความรู้ปัจจัยที่จะช่วยทาให้พฤติกรรมในการเล้ียงลูกด้วยนมแม่ยาวนานข้ึน ซ่ึงได้แก่ การมีญาติช่วยเล้ียง
การใหค้ วามรเู้ ก่ยี วกับประโยชน์ในการเล้ียงลูกด้วยนมมารดา รวมถึงการจัดให้มีแหล่งช่วยเหลือในการให้นมบุตรในชุมชนมี
มากข้ึน
คาสาคัญ: ความร้แู ละทัศนคติ, มารดาหลงั คลอดปกติ, การเลยี้ งบตุ รด้วยนมมารดา
Corresponding author: ปัณณทัต บนขุนทด โทรศพั ท์ 081-1766547 E-mail: [email protected]
คณะพยาบาลศาสตร์ บรุ รี ัมย์ มหาวิทยาลยั เวสเทิร์น 123 หมู่ 11 ตาบลบา้ นยาง อาเภอเมือง จังหวดั บุรรี มั ย์ 31000
275
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปีที่ 28 ฉบบั ท่ี 3 ประจาเดอื น กันยายน – ธันวาคม 2563
Knowledge and Attitude about Postpartum breast feeding only for six months
at Postpartum ward, Burirum Hospital
Punnathut Bonkhunthod, Lecturer, Faculty of Nursing Western University, Buriram Campus
Wipada Kanjanasit, Lecturer, Faculty of Nursing Western University, Buriram Campus
Chanathib Suntiwong, Asst. prof., Faculty of Nursing, Western University, Buriram Campus
Supansa Chitsom, Lecturer, Faculty of Nursing Western University, Watcharapol Campus
Pimradar Tummeepukdee, Lecturer, College of Nursing, Pibulsongkram Rajabhat University
Sukolrat Chanvirat, Lecturer, Faculty of Nursing, Vongchavalitkul University
Naparin Nualthaisong, Lecturer, Faculty of Nursing, Ratchathani University, Udonthani Campus
Abstract
This descriptive research aims to study about knowledge and attitude of postpartum breast
feeding single only for long six months at Postpartum ward in Buriram Hospital. The sample was 181
normal labour postpartum, calculated from the Krejcie & Morgan table. Tool was questionnaire
consisted 1) general information 2) knowledge about breast feeding (15 items) and 3) attitude for breast
feeding at least 6 months (17 items). Content validity were 0.86 and 0.82, respectively, with reliability
were 0.80 and 0.83, respectively. Data were analyzed using descriptive statistics; frequency, percentage,
mean and standard deviation. To analyze the relationships of variables studied using Pearson’s product
moment correlation coefficient.
The research found that knowledge of normal labour postpartum mothers with breast-fed. sort
descending;. 1) support for breastfeeding, 2) creating mechanisms and lactation benefits of breastfeeding
for babies and 3) practice of breastfeeding. The attitude of postpartum mothers to encourage breast
feeding postpartum mothers found that attitude in promoting breastfeeding; In descending order: 1) the
adventage of breastfeeding on the economy and society 2) ensuring the mother in breastfeeding and
3) the benefits of breastfeeding for mothers and infants. The relationship between knowledge and the
attitude of postpartum mothers to encourage breastfeeding showed no correlation. Suggestions for the
next step to improving for healthy space is supposed to encourage the community to manage the area,
sources, knowledge of the factors that will make the breastfeeding practice longer and longer, i.e. there
relatives support postpartum breast-fed, help mother realized about the benefits of breastfeeding, as
well as provide sources of assistance in breast-fed in the community.
Keyword: Knowledge and Attitude, Postpartum, Breastfeeding
276
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
บทนา การพยาบาล และการผดุงครรภ์ พ.ศ.2528 และที่แก้ไข
นมแม่เป็นอาหารท่ีดีท่ีสุด และเหมาะสมต่อการ เพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาล และ
การผดุงครรภ์ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2540 ได้ระบุการส่งเสริม
เจริญเติบโตของทารก ส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญา การเล้ียงลูกด้วยนมแม่ เป็นหนึ่งในสมรรถนะหลักที่
และพฒั นาการทางสงั คมของทารก ชว่ ยลดอัตราการตาย จาเปน็ ของผปู้ ระกอบวิชาชพี การพยาบาล และผดุงครรภ์
และอัตราการเจ็บป่วยของทารก1 การเล้ียงลูกด้วย ช้ันหนึ่ง จะต้องสามารถให้ความรู้ ให้คาปรึกษาและ ให้
นมแม่มีประโยชน์ ท้ังต่อทารก มารดา ครอบครัว สังคม การช่วยเหลือมารดาในการเลี้ยงลกู ด้วยนมแม่ได้4
และประเทศชาติ2 องค์การอนามัยโลก และองค์การทุน
เพ่ือเด็กแห่งสหประชาชาติ จึงแนะนาให้เลี้ยงลูกด้วยนม ผู้วิจัยในฐานะผู้ช่วยเหลือดูแลบุคคล ครอบครัว
แม่อย่างเดียว (Exclusive breastfeeding) เป็นเวลา และสังคมให้มีสุขภาพที่ดี จึงสนใจศึกษาเกี่ยวกับความรู้
6 เดือน และหลังจากนั้นให้เล้ียงลูกด้วยนมแม่ควบคู่กับ เรื่อง นมแม่ของมารดาหลังคลอด และทัศนคติของ
อาหารตามวัยจนอายุ ครบ 2 ปีหรือนานกว่านั้น 3 มารดาหลงั คลอดในการเลี้ยงบตุ รด้วยนมแม่นาน 6 เดือน
ประเทศไทยได้ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่โดย เพ่ือนามาใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน ท้ังใน
กระทรวง สาธารณสุขไดก้ าหนดนโยบายไว้ชัดเจน มีแนว โรงพยาบาล และชุมชน และทาใหน้ ิสติ นักศึกษาพยาบาล
ปฏบิ ตั ใิ นการดาเนนิ โครงการโรงพยาบาลสายสัมพนั ธ์แม่- ได้มีความรู้ความสามารถ มีทักษะ และมีทัศนคติที่ดีใน
ลูกใช้บันได 10 ข้ัน สู่ความสาเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนม การสนับสนุน และส่งเสริมการเล้ียงลูกด้วยนมแม่ได้ แม้
แม่ โดยกาหนดเปา้ หมายให้มอี ตั ราการเล้ยี งลูกด้วยนมแม่ บางคนจะไม่ได้ปฏิบัติงานโดยตรงในการดูแลมารดาและ
อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน ให้ได้ร้อยละ 30 เมื่อส้ิน เด็ก แต่ยังมีความรู้พ้ืนฐานท่ีสามารถนาไปใช้เพื่อเป็น
แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาตฉิ บับที่ 10 (พ.ศ. ประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคมได้รวมทั้งทาให้
2550-2554) จากสถิติกระทรวงสาธารณสุขในปี พ.ศ. บรรลุตามนโยบายของประเทศ และขององค์การอนามัย
2549, 2551 และ ปี พ.ศ. 2552 พบว่า อัตราการเลี้ยง โลกคอื มารดาสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวเป็น
ลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน ร้อยละ 5.4, 24.4, เวลา 6 เดือน และเล้ียงต่อไปร่วมกับอาหารตามวัยจน
29.6 ตามลาดับ4 และจากการสารวจสถานการณ์เด็ก อายุ 2 ปีหรอื นานกวา่ น้ันเพ่ือประโยชน์ต่อการเสริมสร้าง
และสตรีในประเทศไทย โดยสานักงานสถิติแห่งชาติ และ ภูมิคุ้มกันของลูก และความรัก ความอบอุ่นระหว่างแม่
องค์การทุนเพ่ือเด็กแห่งสหประชาชาติหรือยูนิเซฟ ในปี และลกู ต่อไป
2555 พบว่าเด็กอายุต่ากว่า 6 เดือนที่ได้รับนมแม่ วตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั
อย่างเดียว ร้อยละ 12.35 แต่กรมอนามัย กระทรวง
สาธารณสุขไดว้ างเป้าหมายให้เด็กทารกร้อยละ 50 ได้รับ 1. เพอื่ ศกึ ษาระดับความรขู้ องมารดาหลงั คลอดใน
การเลย้ี งลกู ด้วย นมแม่ จนอายุ 6 เดือน ดังน้ันจะเห็นได้ การส่งเสรมิ การเลี้ยงลกู ด้วยนมแม่
ว่า การเลีย้ งลูกด้วยนมแม่ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่
กาหนดไว้ 2. เพื่อศึกษาทัศนคติของมารดาหลังคลอดในการ
สง่ เสรมิ การเล้ียงลูกดว้ ยนมแม่
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้ประสบความสาเร็จน้ัน
ข้ึนอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านสุขภาพของ 3. เพ่ือศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และ
มารดา และทารก ปจั จัยแรงสนับสนุนทางสังคมจากสามี ทัศนคติของมารดาหลังคลอดในการส่งเสริมการเล้ียงลูก
ญาติ และบุคลากรในทีมสุขภาพ6 โดยเฉพาะอย่างย่ิง ดว้ ยนมแม่
พยาบาลซึ่งเป็นบุคคลที่ใกลช้ ดิ กบั มารดา และทารกตั้งแต่ วธิ ีดาเนนิ การวจิ ยั
ในระยะต้ังครรภ์ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
หน่วยทารกแรกเกิด และหอผู้ป่วยเด็ก รวมทั้ง เป็นผู้ที่ ขอบเขตการวิจัย
ปฏิบัติงานในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ทั้งใน กา ร วิ จั ย ค รั้ ง นี้ เป็ น กา ร วิ จั ย เ ชิ ง พ ร ร ณ น า
โรงพยาบาล และในชุมชนตามพระราชบัญญัติวิชาชีพ (Descriptive Research) เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติของ
277 มารดาหลังคลอดปกติที่ต้องการเล้ียงบุตรด้วยนมมารดา
อยา่ งเดียวนาน 6 เดอื น หอผูป้ ่วยหลังคลอด โรงพยาบาล
บุรรี ัมย์
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีท่ี 28 ฉบับที่ 3 ประจาเดอื น กนั ยายน – ธนั วาคม 2563
มีทัศนคติเชิงบวกในระดับดีคะแนนเฉลี่ย 2.34-3.67
ประชากรและกล่มุ ตวั อย่าง หมายถงึ มีทศั นคตเิ ชงิ บวกในระดับปานกลาง คะแนนเฉล่ีย
กลมุ่ ตวั อยา่ งเป็นมารดาหลงั คลอดที่ต้องการเล้ยี งลูก 1.00-2.33 หมายถึง มีทศั นคตเิ ชงิ บวกในระดบั น้อย
ด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือน จานวน 181 คน ช่วง การหาคณุ ภาพของเครื่องมือ
ระยะเวลาในการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม ถึงเดือน
ธนั วาคม พ.ศ.2561 ตรวจสอบความตรงของเน้ือหา (Content validity)
วิธีดาเนนิ การ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจานวน 3 คน และใช้เกณฑ์ค่าดัชนีความ
1. สารวจขอ้ มลู กลุ่มตัวอย่างมารดาหลงั คลอดปกตทิ ี่ ตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity Index: CVI) มากกว่า
ต้องการเล้ียงบุตรด้วยนมมารดาอย่างเดียวนาน 6 เดือน 0.8 แบบวัดความรู้เร่ืองนมแม่ และทัศนคติในการเลี้ยงลูก
หอผปู้ ว่ ยหลงั คลอด โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ด้วยนมแม่ ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเน้ือหา เท่ากับ 0.86
2. ดาเนินการขอพิจารณาจริยธรรมการวิจัยใน และ 0.82 ตามลาดับ และตรวจสอบความเชื่อมั่นของ
มนษุ ยข์ องโรงพยาบาลบรุ ีรัมย์ เคร่ืองมือ (Reliability) โดยผู้วิจัยนาแบบสอบถามท่ี
3. การเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม โดยใช้ ตรวจสอบความตรงตามเนอื้ หา และผ่านการปรับปรุงแก้ไข
แบบสอบถามข้อมูลความรู้ ทัศนคติของมารดาหลังคลอด แ ล้ ว ไ ป ท ด ล อ ง ใ ช้ กั บ ม า ร ด า ห ลั ง ค ล อ ด ท่ี มี คุ ณ ส ม บั ติ
ปกติท่ีต้องการเล้ียงบุตรด้วยนมมารดาอย่างเดียวนาน 6 คล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่าง จานวน 30 คน แล้วนาข้อมูลที่
เดอื น ผวู้ ิจัยเกบ็ ข้อมูลด้วยตนเอง ได้ไปคานวณหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของ ครอนบาค
4. ผู้วิจัยตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของ (Cronbach’s coefficient alpha) ได้ค่าความเชื่อม่ันของ
แบบสอบถาม หากมีข้อคาถามที่เก็บรวบรวมข้อมูลไม่ เคร่อื งมือเทา่ กับ 0.80 และ 0.83 ตามลาดบั
สมบูรณ์ ผูว้ ิจัยจะสอบถามกล่มุ ตวั อยา่ งเพ่มิ เติมทันที ขอ้ พจิ ารณาทางจริยธรรม
5. เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ของการ
เก็บข้อมูลแล้ว ผู้วิจัยจะให้คาแนะนาความรู้การเล้ียงบุตร ผู้วจิ ัยไดด้ าเนนิ การขอพิจารณาจริยธรรมการวิจัยใน
ด้วยนมมารดาอย่างเดยี วนาน 6 เดือนในขณะเก็บขอ้ มูล ม นุ ษ ย์ ข อ ง โ ร ง พ ย า บ า ล บุ รี รั ม ย์ เ ล ข ท่ี โ ค ร ง ก า ร
6. นาข้อมูลท่ีได้จากการตอบแบบสอบถามท้ังหมด BR 04-10/01.0 และอธิบายให้กลุ่มตัวอย่างเข้าใจว่า
มาวเิ คราะหต์ ามวิธกี ารทางสถติ ิต่อไป การศึกษาคร้ังนี้ข้ึนอยู่กับความสมัครใจของกลุ่มตัวอย่าง
เครอื่ งมือทีใ่ ช้ในการวิจยั ว่าจะยินยอมเข้าร่วมในการทาวิจัยหรือไม่ก็ได้ โดยใช้รหัส
เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ีเป็นแบบสอบถาม เลขที่ของแบบสอบถามแทนช่ือ-นามสกุลของกลุ่มตัวอย่าง
ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนตัว การนาเสนอผลการวิจัยเป็นภาพรวม และนามาใช้
2) แบบสอบถามความรเู้ ร่ืองนมแม่ จานวน 15 ขอ้ ลกั ษณะ ประโยชน์เพ่ือการศึกษาวิจัยเท่าน้ัน กลุ่มตัวอย่างสามารถ
คาตอบเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 2 ตัวเลือก คือ ใช่ ขอยุติการเข้าร่วมการวิจัยก่อนครบกาหนด โดยไม่มี
และไม่ใช่ คะแนนรวมของแบบสอบถามอยู่ระหว่าง 0 ถึง ผลกระทบอ่ืนใด
15 คะแนน แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือคะแนนมากกว่าร้อย การวิเคราะหข์ ้อมลู
ละ 80 (มากกว่า 43.2 คะแนน) หมายถึง มีความรู้ดี
คะแนนร้อยละ 60-80 (32.4-43.1 คะแนน) หมายถึง มี วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สาเร็จรูป
ความรู้ปานกลาง คะแนนต่ากว่าร้อยละ 60 (ต่ากว่า 32.4 โดยใช้สถิติพ รรณนา ได้ แก่ การแจ กแจงความ ถี่
คะแนน) หมายถึง มีความรู้น้อย และ 3) แบบสอบถาม ร้อยละ คา่ เฉล่ีย และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์
ทัศนคติในการเล้ียงลูกด้วยนมแม่ จานวน 17 ข้อ ลักษณะ ความสัมพันธ์ของตัวแปร ท่ีศึกษาโดยใช้สัมประสิทธ์ิ
คาตอบเปน็ แบบมาตรประมาณคา่ (rating scale) 5 อันดับ สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s product moment
ตั้งแต่ เห็นด้วยอย่างยิ่ง จนถึงไม่เห็นด้วยอย่างย่ิง คะแนน correlation coefficient)
เฉล่ียของแบบสอบถามอยู่ระหว่าง 1 ถึง 5 คะแนน แบ่ง
ออกเป็น 3 ระดับ คือคะแนนเฉล่ีย 3.68-5.00 หมายถึง 278
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
ผลการวิจัย ความรู้ของกลุ่มตัวอย่างเรียงตามลาดับคะแนน
ข้อมูลทั่วไปของแม่หลังคลอด จานวน 181 คน มากไปน้อยดังนี้คือ การสนับสนุนการเล้ียงลูกด้วยนมแม่
คิดเป็นร้อยละ 97.47 กลไกการสร้างและการหลั่งน้านม
จาแนกตามอายุเฉลี่ยของมารดาหลังคลอดปกติที่เล้ียง คิดเป็นร้อยละ 87.91 ประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยนม
บุตรด้วยนมแม่ พบว่า มารดาหลังคลอดส่วนใหญ่ อยู่ แม่ต่อทารก คิดเป็นร้อยละ 86.06 การปฏิบัติตัวในการ
ในช่วงอายุ 21-30 ปี ร้อยละ 43.65 รองลงมาอยู่ในช่วง เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คิดเป็นร้อยละ 83.08 ประโยชน์ของ
อายุ 31-40 ปี ร้อยละ 30.94 และอยู่ในช่วงอายุ 16-20 การเล้ียงลูกด้วยนมแม่ต่อมารดา คิดเป็นร้อยละ 81.82
ปี ร้อยละ 20.99 ตามลาดับ สถานภาพสมรส ร้อยละ และปัญหาการเล้ียงลูกด้วยนมแม่ คิดเป็นร้อยละ 78.18
76.24 รองลงมาสถานภาพโสด ร้อยละ 22.66 ตามลาดบั ดงั ตารางท่ี 2
การศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 56.35 รองลงมา
การศกึ ษาระดับมัธยมศกึ ษา/ปวช. ร้อยละ 31.51 อาชีพ แมห่ ลงั คลอดมที ศั นคตใิ นการส่งเสริมการเลี้ยงลูก
ลูกจ้าง/พนักงานบริษัท ร้อยละ 30.94 รองลงมาอาชีพ ด้วยนมแม่ ในรายด้านเรียงจากมากไปน้อยดังน้ีคือ
แม่บ้าน/เกษียณ ร้อยละ 23.20 และอาชีพรับจ้างทั่วไป ประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อเศรษฐกิจและ
ร้อยละ 21.00 ตามลาดับ และรายได้ตั้งแต่ 10,000 สังคม (x̄ =4.91, S.D. 0.29) การสร้างความม่ันใจแก่
บาท/เดือนข้ึนไป ร้อยละ 60.22 รองลงมารายได้ต่ากว่า มารดาในการเล้ียงลูกด้วยนมแม่ (x̄ =4.48, S.D. 0.94)
10,000 บาท/เดือน ร้อยละ 39.78 และส่วนใหญ่ไม่มีโรค ประโยชนข์ องการเล้ียงลูกด้วยนมแม่ต่อมารดาและทารก
ประจาตวั รอ้ ยละ 92.82 (x̄ =3.72, S.D. 1.15) และปัญหาในการเลี้ยงลูกด้วยนม
แม่ (x̄ =2.01, S.D. 0.26) ตามลาดับ ดังตารางท่ี 2
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มีระดับความรู้ของมารดา
หลังคลอดปกติที่ต้องการเล้ียงบุตรด้วยนมแม่ ในระดับดี ผลการวิเคราะหค์ วามสมั พันธ์ระหวา่ งความรู้ และ
คิดเป็นร้อยละ 67.40 ความรู้ในระดับปานกลาง คิดเป็น ทัศนคติของมารดาหลังคลอดในการส่งเสริมการเล้ียงลูก
ร้อยละ 30.94 มีคะแนนทัศนคติในการส่งเสริมการเลี้ยง ด้วยนมแม่ พบว่า ไม่มีความสัมพันธ์กัน ( r=0.062,
ลูกด้วยนมแม่สูงสุด 5.00 คะแนนต่าสุด 2.69 (คะแนน p=0.521) ดังตารางที่ 3
เฉลี่ย 3.59) มีทัศนคติเชิงบวกอยู่ในระดับปานกลาง ตารางที่ 2 คะแนนความรู้และทัศนคติของมารดาหลัง
(คะแนนเฉล่ีย 2.34-3.67) คิดเป็นร้อยละ 63.54 และ คลอดปกติท่ีต้องการเล้ียงบุตรด้วยนมแม่จาแนกราย
ทัศนคติเชิงบวกอยู่ในระดับดี (คะแนนเฉลี่ย 3.68-5.00) ด้าน (N=181)
คิดเปน็ รอ้ ยละ 36.46 ตามลาดบั ดังตารางท่ี 1
x̄ แปล
ตารางที่ 1 ระดับความรู้และทัศนคติของมารดาหลัง คะแนน รอ้ ยละ (S.D.) ความหมาย
คลอดปกตทิ ่ีต้องการเลีย้ งบตุ รด้วยนมแม่ (N=181)
I. ความรูข้ องมารดาหลงั คลอดรายด้าน
ระดบั จานวน (ร้อยละ) การสนับสนนุ การเล้ยี งลูกดว้ ย 97.47 - ดี
สI.่งคเสวารมิมรกขู้าอรเงลมย้ี างรลดูกาดห้วลยังนคมลแอมด่ในการ นมแม่
122 (67.40)
ความรดู้ ี 56 (30.94) กลไกการสร้างและการหลั่ง 87.91 - ดี
ความรูป้ านกลาง 3 (1.66) น้านม
ความรูน้ ้อย
IสI.่งทเสัศรนิมคกตาริขเอลงยี้ มงาลรกู ดดาว้หยลนังมคแลมอ่ดในการ 66 (36.46) ประโยชน์ของการเล้ียงลกู ด้วย 86.06 - ดี
ทัศนคตเิ ชิงบวกระดบั ดี 115 (63.54) นมแม่ต่อทารก
ทัศนคติเชิงบวกระดบั ปานกลาง
ทศั นคติเชิงบวกระดับนอ้ ย 0 (0) การปฏบิ ตั ติ วั ในการเลีย้ งลูก 83.08 - ดี
ด้วยนมแม่
ประโยชน์ของการเลย้ี งลกู ด้วย 81.82 - ดี
นมแมต่ อ่ มารดา
ปัญหาการเลี้ยงลกู ด้วยนมแม่ 78.18 - ปานกลาง
279
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปที ่ี 28 ฉบับท่ี 3 ประจาเดือน กนั ยายน – ธนั วาคม 2563
ตารางท่ี 2 คะแนนความรู้และทัศนคติของมารดาหลัง เล้ียงลูกด้วยนมแม่ (x̄ =4.48, S.D. 0.94) และประโยชน์
คลอดปกติที่ต้องการเล้ียงบุตรด้วยนมแม่จาแนกรายด้าน ของการเล้ียงลูกด้วยนมแม่ต่อมารดาและทารก (x̄ =3.72,
(N=181) (ตอ่ ) S.D. 1.15) ตามลาดับ และผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์
ระหว่างความรู้ และทัศนคติของมารดาหลังคลอดในการ
คะแนน ร้อยละ x̄ แปล ส่งเสริมการเลยี้ งลูกด้วยนมแม่ พบว่า ไม่มีความสัมพันธ์กัน
(S.D.) ความหมาย (r=0.062, p=0.521)
II. คะแนนทัศนคตขิ องมารดาหลงั คลอดรายด้าน ดี จากการศึกษาความรู้ ทัศนคติของมารดาหลังคลอด
ดี ปกติท่ีต้องการเล้ียงบุตรด้วยนมมารดาอย่างเดียวนาน 6
ประโยชน์ของการเลยี้ งลกู ดว้ ย - 4.91 ดี เดือน หอผู้ป่วยหลังคลอด โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ผลการวิจัย
นมแมต่ อ่ เศรษฐกจิ และสงั คม (0.29) น้อย สามารถนามาอภิปรายผลไดด้ ังนี้
การสรา้ งความมั่นใจแก่มารดา - 4.48 1. ระดับความรู้ของมารดาหลังคลอดปกติท่ีเล้ียง
ในการเลีย้ งลูกดว้ ยนมแม่ (0.94) บุตรด้วยนมแม่ พบว่า คะแนนเฉล่ียอยู่ในระดับดี แสดงว่า
กิจกรรมส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ประกอบด้วยการ
ประโยชนข์ องการเล้ียงลกู ด้วย - 3.72 เปิดโอกาสให้ได้พูดคุย ค้นหาเจตคติเดิม ความรู้ ความเช่ือ
นมแมต่ ่อมารดาและทารก (1.15) แลกเปล่ียนความคิดเห็น และให้ความรู้ คาแนะนาต่าง ๆ
การวางแผนการเล้ียงลูกด้วยนมแม่ การแสวงหาข้อมูล
ปัญหาในการเลย้ี งลูกด้วยนม - 2.01 ทางเลือกที่เอื้อต่อวิธีการเล้ียงลูกด้วยนมแม่ จาก
แม่ (0.26) แหล่งข้อมูล และแนวปฏิบัติต่าง ๆ ร่วมกับกับการคล้อย
ตามกลุ่มอ้างอิงในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
ตารางท่ี 3 ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างความรู้และ ร่วมกับการทางานนอกบ้านให้ประสบความสาเร็จ จะช่วย
ทัศนคติของมารดาหลังคลอดในการส่งเสริมการเลี้ยงลูก ให้มารดาหลังคลอด เกิดความเช่ือว่าทาแล้วจะได้รับผล
ดว้ ยนมแม่ ทางบวก ก็จะมีแนวโน้มที่จะมีความรู้ เจตคติที่ดีต่อสิ่งนั้น
เข้าใจและมั่นใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ นาไปสู่การ
ตวั แปร ความรู้ ทัศนคติ p-value df ปรับเปล่ียน และส่งเสริมเจตคติใหม่ที่ดีในการเล้ียงลูกด้วย
1 นมแม่นาไปสู่ความต้ังใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ใน
ความรู้ - 0.062 0.521 ระยะตั้งครรภ์ สอดคล้องกับทฤษฎีพฤติกรรมตาม แผน7 ที่
กล่าววา่ ความรู้ และเจตคติตอ่ พฤติกรรมเปน็ ปัจจัยหน่ึงท่ีมี
ทศั นคติ - ผลต่อความต้ังใจหรือเจตนาในการที่จะแสดงพฤติกรรม
และสอดคล้องกับการศึกษาท่ีพบว่า เจตคติมีความสัมพันธ์
อภิปรายและสรปุ ผล กับความต้ังใจเล้ียงลูกด้วยนมแม่ของ Persad and
มารดาหลังคลอดส่วนใหญ่ อยู่ในช่วงอายุ 21-30 ปี Mensinger8 ซึง่ สอดคลอ้ งกบั การศึกษาของ สุวรรณา ชนะ
ภัย และคณะ9 พบว่า ปัจจัยท่ีสามารถทานายการเลี้ยงลูก
ร้อยละ 43.65 สถานภาพสมรสร้อยละ 76.24 การศึกษา ด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 สัปดาห์ ในมารดาหลังคลอดบุตร
ระดับประถมศึกษาร้อยละ 56.35 อาชีพลูกจ้าง/พนักงาน คนแรกได้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ คือ อายุ ความรู้
บริษัทร้อยละ 30.94 รายได้ต้ังแต่ 10,000 บาท/เดือนข้ึน ทัศนคติ การรับรูส้ มรรถนะในตนเอง การสนับสนนุ จากสามี
ไปร้อยละ 60.22 และส่วนใหญ่ไม่มีโรคประจาตัวร้อยละ หรือญาติ และการสนับสนุนจากพยาบาล สามารถร่วมกัน
92.82 มรี ะดบั ความรใู้ นระดับดี คดิ เปน็ ร้อยละ 67.40 เรียง ทานายการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 สัปดาห์ แต่มี
ตามลาดบั ความรรู้ ายดา้ นคอื การสนบั สนุนการเลี้ยงลกู ด้วย เพียงการสนับสนุนจากญาติหรือสามี และการรับรู้
นมแม่รอ้ ยละ 97.47 กลไกการสร้างและการหลั่งน้านมร้อย สมรรถนะในตนเองท่ที านายได้ และสอดคล้องกบั การศกึ ษา
ละ 87.91 ประโยชน์ของการเล้ียงลูกด้วยนมแม่ต่อทารก
ร้อยละ 86.06 และการปฏิบัติตัวในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 280
ร้อยละ 83.08 ตามลาดับ มีระดับทัศนคติเชิงบวกอยู่ใน
ระดับปานกลางร้อยละ 63.54 และทัศนคติเชิงบวกอยู่ใน
ระดับดีร้อยละ 36.46 เรียงตามลาดับทัศนคติรายด้านคือ
ประโยชน์ของการเล้ียงลูกดว้ ยนมแมต่ อ่ เศรษฐกจิ และสังคม
(x̄ =4.91, S.D. 0.29) การสร้างความมั่นใจแก่มารดาในการ
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
ปัจจัยหน่ึงที่มีผลต่อความต้ังใจหรือเจตนาในการที่จะ
ของ Scott et al10 พบว่า ความรู้ และทัศนคติหรือเจต แสดงพฤติกรรม และสอดคลอ้ งกับการศกึ ษาที่พบว่า เจต
คติที่ดีต่อการให้น้านมบุตรมีความสัมพันธ์ทางบวกกับ คติมีความสัมพันธ์กับความตั้งใจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของ
ความต้ังใจในการให้น้านมบุตร และเสนอแนะว่า ควร Persad and Mensinger8 สอดคล้องกับการศึกษาของ
ประเมินความรู้ และทัศนคติหรือเจตคติในการเลี้ยงลูก ธิดารตั น์ หวังสวสั ด์ิ และคณะ11 พบว่า มารดาหลังคลอด
ด้วยนมแม่ของหญิงตั้งครรภทุกราย ซ่ึงหากหญิงตั้งครรภ มีทัศนคติเรื่องประโยชน์ของนมแม่อยู่ในระดับมาก
มีเจตคติในด้านบวก มีแนวโน้มที่จะประสบความสาเร็จ มารดาส่วนใหญ่มีความต้ังใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
ในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ นอกจากความรู้ในการเลี้ยงลูก อยา่ งเดียวนาน 6 เดอื นอยูใ่ นระดับปานกลาง พบว่า การ
ด้วยนมแม่ ปจั จัยอ่นื ที่มีความสาคัญที่จะช่วยส่งเสริมการ ยงั คงให้ทารกไดร้ ับนมแม่นานถงึ 6 เดอื น ขน้ึ อยู่กับปัจจัย
เลี้ยงลูกด้วย นมแม่คือ ทัศนคติเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วย สาคญั คอื การสนบั สนุนจากบคุ ลากรสาธารณสขุ
นมแม่
3. ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ และทัศนคติของ
2. ทัศนคติของมารดาหลังคลอดในการส่งเสริม มารดาหลังคลอดปกติที่เล้ียงบุตรด้วยนมมารดาอย่าง
การเล้ียงลูกดว้ ยนมแม่ จากการศึกษาพบว่า กลุม่ ตัวอยา่ ง เดียวนาน 6 เดือน หอผู้ป่วยหลังคลอด โรงพยาบาล
มีคะแนนทัศนคติ ในการส่งเสริมการเล้ียงลูกด้วยนมแม่ บุรีรัมย์ พบว่า ไม่มีความสัมพันธ์กันซึ่งสอดคล้องกับ
สูงสุด ส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวก อยู่ในระดับปานกลาง การศึกษาของ สุพรรณิการ์ ปานบางพระ และพรรณ
และทัศนคติเชิงบวกอยู่ในระดับดี เม่ือพิจารณาในราย รัตน์ แสงเพม่ิ 12 พบว่า ความรูก้ ับทัศนคติของพยาบาลใน
ด้านเกีย่ วกับทศั นคติของมารดาหลังคลอดในการส่งเสริม โรงพยาบาลเอกชนเกี่ยวกับการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วย
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่รายด้าน พบว่า แม่หลังคลอดมี นมแม่ไม่สัมพันธ์กัน โดยที่ปัจจัยที่มีผลต่อทัศนคติในการ
ทัศนคติในการสง่ เสรมิ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ในรายด้าน เล้ียงลูกด้วยนมแม่คือ การรับรู้ประโยชน์และอุปสรรค
เรียงจากมากไปน้อยดังนี้คือ ประโยชน์ของการเล้ียงลูก ข อ ง ก า ร เ ลี้ ย ง ลู ก ด้ ว ย น ม แ ม่ ใ น ด้ า น ป ร ะ โ ย ช น์ ข อ ง
ด้วยนมแม่ต่อเศรษฐกิจ และสังคม การสร้างความม่ันใจ นมแมไ่ ด้แก่ ทาให้มารดาได้ใกล้ชิดกับลูกมากข้ึน ป้องกัน
แก่มารดาในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ประโยชน์ของการ ทารกจากการเป็นโรคทารกที่ได้รับนมแม่มีสุขภาพที่
เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อมารดา และทารก และปัญหาใน แข็งแรงกว่าทารกที่ได้รับนมผสมและอุปสรรคด้าน
การเล้ียงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งอธิบายได้ว่า กิจกรรมส่งเสริม ทั ศ น ค ติ ไ ด้ แ ก่ ค ว า ม รู้ สึ ก อ า ย จ า ก ก า ร ใ ห้ น ม แ ม่ ใ น ที่
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ประกอบด้วย การเปิดโอกาสให้ สาธารณะหรือมีการไหลของน้านมเปื้อนเส้ือผ้า การขาด
ไดพ้ ดู คยุ คน้ หาเจตคตเิ ดิม ความรู้ ความเชือ่ แลกเปล่ียน การมีส่วนร่วมของสามี และการที่มารดาต้องใช้เวลามาก
ความ คิดเห็น และให้ความรู้ คาแนะนาต่าง ๆ การ ในการอยู่กบั ลกู 13 นอกจากนี้ ความเช่ือเกี่ยวกับการเลี้ยง
วางแผนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การแสวงหาข้อมูล ลูกด้วยนมแม่แบบอย่างการสนับสนุนและทัศนคติ
ท า ง เ ลื อ ก ท่ี เ อ้ื อ ต่ อ วิ ธี ก า ร เ ลี้ ย ง ลู ก ด้ ว ย น ม แ ม่ จ า ก เกี่ยวกับการเล้ียงลูกด้วยนมแม่ของบุคลรอบข้างมีผลต่อ
แหลง่ ข้อมลู และแนวปฏบิ ัติตา่ ง ๆ รว่ มกบั การคล้อยตาม ทัศนคติที่ดีต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จากการศึกษาคร้ัง
กลุ่มอ้างอิงในการส่งเสริมการเล้ียงลูกด้วยนมแม่ร่วมกับ น้ี เม่ือพิจารณาความรู้ในแต่ละด้านได้แก่ ประโยชน์ของ
การทางานนอกบ้านให้ประสบความสาเร็จ จะช่วยให้ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อทารก ประโยชน์ของการเล้ียง
หญิงต้ังครรภ์ทางานนอกบ้านเกิดความเช่ือว่าทาแล้วจะ ลูกด้วยนมแม่ต่อมารดา กลไกการสร้างและการหลั่ง
ได้รับผลทางบวก ก็จะมีแนวโน้มท่ีจะมีเจตคติที่ดีต่อสิ่ง น้านม การปฏิบตั ิตวั ในการเลยี้ งลูกด้วยนมแม่ ปัญหาการ
นั้น มารดาหลังคลอดปกติทเ่ี ลย้ี งบตุ รดว้ ยนมมารดาอย่าง เลี้ยงลูกด้วยนมแม่และการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนม
เดียวนาน 6 เดือนเข้าใจ และมัน่ ใจในการเล้ยี งลูกด้วยนม แม่ ทกุ ดา้ นอยู่ในระดับดี และเม่ือพิจารณาทัศนคติในแต่
แม่ นาไปสู่การปรับเปล่ียนและส่งเสริมเจตคติใหม่ท่ีดีใน ละด้านพบว่า ประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อ
การเล้ียงลูกด้วยนมแม่นาไปสู่ความต้ังใจในการเลี้ยงลูก มารดา และทารก ประโยชน์ของการเล้ียงลูกด้วยนมแม่
ด้วยนมแม่ได้ใน ระยะต้ังครรภ์ สอดคล้องกับทฤษฎี ต่อเศรษฐกิจ และสังคม และการสร้างความมั่นใจแก่
พฤติกรรมตามแผน7 ท่ีกล่าวว่า เจตคติต่อพฤติกรรมเป็น
281
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีที่ 28 ฉบับท่ี 3 ประจาเดือน กันยายน – ธันวาคม 2563
ดังนั้น ในการศึกษาครั้งต่อไป ควรมีการศึกษาเพื่อติดตาม
มารดาในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อยู่ในระดับดี แต่ปัญหาใน อัตราการประสบความสาเร็จในการเล้ียงลูกด้วยนมแม่ของ
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อยู่ในระดับน้อย อาจเนื่องจาก กล่มุ ตัวอยา่ ง
มารดาหลังคลอดได้รับรู้จากประสบการณ์ในการส่งเสริม
การเล้ียงลูกด้วยนมแม่โดยเฉพาะในปัญหาต่าง ๆ บางส่วน 2. ควรมีการศึกษาความรู้และทัศนคติของมารดา
ยังไม่ได้รับการแก้ไขท่ีจะทาให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ หลังคลอดที่เลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาในกลุ่มเสี่ยงท่ีไม่
ประสบความสาเรจ็ ประสบความสาเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ กลุ่มอ่ืน ๆ
เช่น มารดาวัยรุ่น มารดาครรภ์แรก เป็นต้น เพ่ือทาให้
ดังนั้น การพัฒนามารดาหลังคลอดให้สามารถ สามารถเข้าถึงปัญหาและความต้องการในการส่งเสริมการ
ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จึงควรเร่ิมตั้งแต่การให้ เล้ียงลูกด้วยนมแม่ ท้ังในพยาบาลวิชาชีพและมารดาหลัง
ความรู้ และสร้างทศั นคตทิ ดี่ เี พื่อใหม้ ารดาหลงั คลอดมีความ คลอด
ต้ังใจในการปฏบิ ัตพิ ฤติกรรมส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เอกสารอา้ งอิง
ซ่ึงจะนาไปสูก่ ารประสบความสาเรจ็ ในการส่งเสรมิ การเล้ียง
ลูกด้วยนมแมไ่ ด้ 1. American Academy of Pediatrics. Breast-
ข้อเสนอแนะ feeding and the use of human milk. Pediatrics
2005; 115(2): 496-506.
จากผลของการศกึ ษาวจิ ัยมีข้อเสนอแนะดงั นี้
1. ด้านการปฏบิ ตั ิทางการพยาบาล ในการให้ความรู้ 2. American College of Obstetricians and
การส่งเสริมการเล้ียงลูกด้วยนมแม่ พยาบาลวิชาชีพควรให้ Gynecologist. Breastfeeding: Maternal and infant
ความสาคญั กบั กลมุ่ หญิงต้ังครรภ์ท่ีทางานนอกบ้าน และนา aspect [Internet]. 2007 [cited 2014 Feb 3]. Availa-
ความรู้ ทัศนคติของมารดาหลังคลอดปกติท่ีเลี้ยงบุตรด้วย ble from: http//www.oumedicine.com/docs/ado
นมมารดาอย่างเดียวนาน 6 เดือน ไปประยุกต์ใช้ และ bgynworkfiles/acogclinreviewbfdg2 0 0 7 . pdf?sfvrsn
เผยแพร่ให้บุคลากรทางสุขภาพในหน่วยงานอื่น ๆ ท่ี =2.
เกี่ยวข้องนาไปประยุกต์ใช้ เพ่ือสร้างเจตคติทางบวกให้เกิด
ความตง้ั ใจในการเลยี้ งลกู ด้วยนมแม่ 3. World Health Organization (WHO), United
2. ด้านการบริหารการพยาบาล ผู้บริหารการ Nations Children’s Fund (UNICEF). Baby-friendly
พยาบาลควรสนับสนุนจัดส่ิงอานวยความสะดวกต่าง ๆ ใน hospital initiative revised updated and expanded
การส่งเสริมมารดาหลังคลอดปกติ เพื่อให้มีเจตคติ และ for integrated care [Internet]. 2009 [cited 2014
ความตงั้ ใจเล้ียงลูกด้วยนมแม่อยา่ งเดยี ว นาไปสู่ความสาเร็จ Sep 8]. Available from: http//www.unicef.org/
ในการเลยี้ งลกู ดว้ ยนมแม่ อยา่ งเดียวนาน 6 เดอื น french/nutrition/files/BFHI_2009_s3.slides.pdf
3. ดา้ นการศกึ ษาพยาบาล ในด้านการเรยี นการสอน
การฝึกปฏิบัติ อาจารย์สามารถนาหลักการ แนวคิดใน 4. สุภางค์พิมพ์ รัตตสัมพันธ์. ความรู้และทัศนคติ
ความรู้ ทัศนคติของมารดาหลังคลอดปกติท่ีเล้ียงบุตรด้วย ของนักศึกษาพยาบาลในการส่งเสริมการเล้ียงลูกด้วยนม
นมมารดาอย่างเดียว นาน 6 เดือน ไปใช้ให้สอดคล้องใน แม่. ว.พัฒนาการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยรังสิต 2560;
การนิเทศ นิสิต/นักศึกษาพยาบาล เพ่ือให้สามารถนาองค์ 11(1): 2560.
ความรู้ไปประยกุ ต์ใชใ้ นการส่งเสริมมารดาหลังคลอดปกติท่ี
เลย้ี งบุตรดว้ ยนมมารดาไดอ้ ย่างเหมาะสม 5. National Statistic Office. Major findings of
ข้อเสนอแนะในการทาวจิ ัยครัง้ ต่อไป multiple indicator cluster survey 2012. Bangkok:
1. การวิจัยคร้ังนี้ทาการศึกษาความรู้และทัศนคติ Text and Journal Publication; 2013.
ของมารดาหลังคลอดปกติที่ต้องการเล้ียงบุตรด้วยนม
มารดาไม่ได้มีการติดตามกลุ่มตัวอย่างในระยะ 6 เดือน 6. Scott, J. A., Binns, C. W., Oddy, W. H., Gra-
ham, K. I. Predictors of breastfeeding duration:
Evidence from a cohort study. Pediatric 2006; 117
(4): 646-655.
282
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
7. Ajzen, I. The theory of planned behav-
ior. Organization Behavior and Human Decision
Processes 1991; 50(2): 179-211.
8. Persad, M. D., Mensinger, J. L. Maternal
breastfeeding attitudes: Association with breast-
feeding intent and socio-demographics among
urban primiparas. Community Health 2008; 3 3
(2): 53-60.
9. สุวรรณา ชนะภัย, นิตยา สินสุกใส, นันทนา
ธนาโนวรรณ, วรรณา พาหุวัฒนกร. ความรู้ทัศนคติการ
รับรู้สมรรถนะในตนเอง และการสนับสนุนจากสามีและ
พยาบาล ในการทานายการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว
6 สัปดาห.์ ว.พยาบาลศาสตร์ 2557; 32(1): 51-60.
10. Scott, J., Shaker, M., Reid, R. Parental
attitude toward breastfeeding: their association
with feeding outcome at hospital discharge.
Birth 2004;31(1):19-26.
11. ธิดารตั น์ หวงั สวสั ด์,ิ นนั ทา กาเลย่ี ง, อนงค์ ภิ
บาล, รัตนา ใจสมคม, วนิสา หะยีเซะ. ปัจจัยที่มีอิทธิพล
ต่อความต้งั ใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 6
เดือน ของมารดาในจังหวัดนราธิวาส. ว. พยาบาล ส า ร
2014; 41(5): 123-133.
12. สุพรรณิการ์ ปานบางพระ, พรรณรัตน์ แสง
เพ่ิม. ความรู้ทัศนคติ และการปฏิบัติของพยาบาลในการ
ส่งเสริมการเล้ียงลูกด้วยนมแม่ในโรงพยาบาลเอกชน. J
Nurse Sci 2013; 31(1): 70-79.
13. McCann, M. F., Baydar, N., Williams, R.
L. Breastfeeding attitudes and reported prob-
lems in a national sample of WIC participants.
Journal of Human Lactation 2007; 23(4): 314-
324.
รบั ตน้ ฉบับ: 19 กมุ ภาพันธ์ 2563, ไดร้ บั บทความปรับปรงุ : 9 กรกฎาคม 2563, รบั ลงตีพมิ พ:์ 13 กรกฎาคม 2563
283
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปีที่ 28 ฉบบั ที่ 3 ประจาเดอื น กนั ยายน – ธนั วาคม 2563
การพัฒนาตวั บ่งชสี้ มรรถนะด้านจริยธรรม จรรยาบรรณและกฎหมายวชิ าชพี ของนักศึกษาพยาบาล
จริ ชั ญา เหลา่ คมพฤฒาจารย์ ศษ.ม., อาจารย์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ชยั ภมู ิ
ธติ ิรัตน์ เหลา่ คมพฤฒาจารย์ รป.ด., อาจารย์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั ชัยภมู ิ
เขมิกา เสียงเพราะ พย.ม., อาจารย์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ชัยภมู ิ
จริ ภา วิลาวรรณ พย.ม., อาจารย์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชยั ภูมิ
ยวุ ดี บญุ เนาว์ พย.ม., อาจารย์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภมู ิ
สมฤทัย ผดงุ พล พย.ม., อาจารย์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั ชัยภูมิ
บทคัดยอ่
การวิจัยน้ีเป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสารวจ (Exploratory factor analysis) มีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนา
องค์ประกอบและตัวบ่งชี้รวมทั้งการยืนยันองค์ประกอบและตัวบ่งชี้สมรรถนะด้านจริยธรรม จรรยาบรรณและกฎหมาย
วิชาชพี ของนักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏชัยภูมิ กลมุ่ ตัวอยา่ งไดแ้ ก่ อาจารย์พยาบาลทุกสาขาทางการ
พยาบาลและกลุ่มผู้ใช้บัณฑิต ท่ีเป็นแหล่งฝึกภาคปฏิบัติของนักศึกษาพยาบาล กลุ่มตัวอย่างจานวน 320 คน ใช้วิธีการสุ่ม
ตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามสมรรถนะด้านจริยธรรม จรรยาบรรณและกฎหมายวิชาชีพ
ของนักศกึ ษาจานวน 62 ข้อ ผ่านการตรวจสอบความเชือ่ ม่ันโดยใช้สูตรสัมประสิทธ์ิแอลฟาของครอนบาคได้ค่าความเช่ือม่ัน
ทั้งฉบับเท่ากับ 0.92 วเิ คราะหข์ ้อมลู โดยใชเ้ ทคนคิ การวิเคราะหเ์ น้อื หา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสารวจด้วยวิธีการสกัด
ปจั จยั ดว้ ยเทคนคิ Principal Factor Analysis และการหมุนแกนแบบแวรแิ มกซ์ (Varimax Rotation)
ผลการศึกษา พบว่า 1) องค์ประกอบสมรรถนะด้านจริยธรรม จรรยาบรรณและกฎหมายวิชาชีพของนักศึกษา
พยาบาล ประกอบด้วย 3 สมรรถนะ 18 ตัวบ่งช้ี ได้แก่ ก) สมรรถนะด้านคุณลักษณะทางจริยธรรม มี 11 ตัวบ่งชี้
ข) สมรรถนะดา้ นจรรยาบรรณวชิ าชพี มี 5 ตวั บ่งช้ี และ ค) สมรรถนะดา้ นกฎหมายวชิ าชพี การพยาบาลและการผดุงครรภ์ มี
2 ตัวบง่ ชี้ 2) การยนื ยนั องคป์ ระกอบสมรรถนะด้านจริยธรรม จรรยาบรรณและกฎหมายวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาล โดย
ผู้ทรงคณุ วุฒยิ นื ยันองค์ประกอบในประเด็นความเหมาะสมความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์และความถูกต้องครอบคลุม
อยู่ในระดับดีมาก จากผลการวิจัยน้ีให้ข้อเสนอแนะว่า ควรนาตัวบ่งชี้สมรรถนะด้านจริยธรรม จรรยาบรรณและกฎหมาย
วิชาชพี ของนกั ศึกษาพยาบาลไปประยกุ ต์ใชใ้ นการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนานักศึกษาเพ่อื เสริมสรา้ งสมรรถนะด้าน
จริยธรรม จรรยาบรรณและกฎหมายวิชาชพี ใหแ้ ก่นักศึกษาพยาบาล
คาสาคัญ: การพฒั นาตัวบ่งช,้ี สมรรถนะ, จรยิ ธรรม, จรรยาบรรณ, กฎหมายวชิ าชีพ, นักศึกษาพยาบาล
Corresponding author: จริ ัชญา เหลา่ คมพฤฒาจารย์ โทรศัพท์ 081-6616725 E-mail: [email protected]
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ชยั ภูมิ 167 หมู่ 2 ตาบลนาฝาย อาเภอเมือง จงั หวัดชัยภมู ิ 36000
284
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
The Competencies Indicators Development in Morality, Ethics and Professional Law for Nursing
Students
Jiratchaya Laokhompruttajarn M.Ed., Lecturer, Faculty of Nursing, Chaiyaphum Rajabhat University
Thitirat Laokhompruttajarn D.PA., Lecturer, Faculty of Political Science, Chaiyaphum Rajabhat University
Khemika Siangphroa M.N.S., Lecturer, Faculty of Nursing, Chaiyaphum Rajabhat University
Jirapa Vilawan M.N.S., Lecturer, Faculty of Nursing, Chaiyaphum Rajabhat University
Yuwadee Boonnao M.N.S., Lecturer, Faculty of Nursing, Chaiyaphum Rajabhat University
Somruethai Phadungphol M.N.S., Lecturer, Faculty of Nursing, Chaiyaphum Rajabhat University
Abstract
This Exploratory Factor Analysis research aimed to development and to confirm the components
and indicators of morality, ethics and professional law among nursing students in Faculty of Nursing,
Chaiyaphum Rajabhat University. Samples were 320 nurse lecturers and employers working in the
hospitals under the training places for nursing students. Stratified sampling was used. Research
instrument was a questionnaire of morality, ethics and professional law for nursing students including 62
items. Reliability of the questionnaire was tested using Cronbach’s alpha coefficient yielding a value of
0.92. Data were analyzed using content analysis, principal component factor analysis by principal factor
analysis technique and varimax rotation.
The results showed that; 1) The components of community health nursing competencies of the
nursing students included 3 dimensions namely, a) morality according to professional standards compe-
tencies (11 indicators), b) ethics (5 indicators), and c) professional law (2 indicators). 2) Confirmation of
components by experts. The components of morality, ethics and professional law of the nursing
students included 4 dimensions in the issue of propriety, feasibility, utility, and accuracy were at a high
level. The findings from this study suggest that the indicators of morality, ethics and professional law
should be applied in teaching and learning academic services. As well as student development to
enhance the capacity of morality, ethics and professional law for nursing students.
Keywords: The Indicators Development, Competencies, Morality, Ethics, Professional Law, Nursing
Students
285
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีท่ี 28 ฉบับที่ 3 ประจาเดือน กนั ยายน – ธนั วาคม 2563
บทนา
มากขึ้น รวมท้ังการต่ืนตัวในสิทธิมนุษยชนและความ
สาขาพยาบาลศาสตร์เป็นวิชาชีพท่ีต้องปฏิบัติ ต้องการมาตรฐานของชีวิต2 เพื่อให้การดูแลผู้รับบริการบน
โดยตรงต่อชีวิต สุขภาพและอนามัยของประชาชนด้วย พ้ืนฐานของคณุ ธรรม จรยิ ธรรมและไดร้ ับความปลอดภัย ซ่ึง
ความเอาใจใสแ่ ละเออ้ื อาทร ซึ่งการจัดการเรียนการสอนได้ เป็นส่ิงบ่งบอกถึงคุณภาพและแนวทางในการควบคุม
ให้ความสาคัญกับการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ คุณภาพด้านการพยาบาล3 ดังน้ันมาตรฐานผลการเรียนรู้
นักศึกษาพยาบาล ดังนี้ 1) มีความรอบรู้ในศาสตร์ทางการ ด้านคุณธรรม จริยธรรมที่สาคัญสาหรับนักศึกษาพยาบาล
พยาบาล การผดงุ ครรภ์และศาสตร์ท่ีเกี่ยวข้องและสามารถ เพ่ือการพัฒนาตนเองเป็นพยาบาลวิชาชีพท่ีมีคุณภาพได้แก่
ประยุกต์ได้อย่างเหมาะสม 2) สามารถปฏิบัติการพยาบาล เป็นผู้มีความซื่อสัตย์มีวินัย ตรงต่อเวลามีความรับผิดชอบ
องค์รวม เน้นความปลอดภัยของผู้รับบรกิ ารทกุ ชว่ งชวี ติ ทุก ต่อตนเองและสังคมสามารถใช้ดุลยพินิจในการจัดการ
ภาวะสุขภาพทุกระดับและคานึงถึงความแตกต่างทาง ประเด็นหรือปัญหาทางจริยธรรมแสดงออกถึงการเคารพ
วัฒนธรรม โดยใชศ้ าสตรแ์ ละศลิ ป์ทางการพยาบาลการผดุง สิทธิ คุณค่าความแตกต่างและศักด์ิศรีของความเป็นมนุษย์
ค ร ร ภ์ แ ล ะ ศ า ส ต ร์ ท่ี เ กี่ ย ว ข้ อ ง ภ า ย ใ ต้ ก ฎ ห ม า ย แ ล ะ ของผู้อื่นและตนเองแสดงออกถึงการมีจิตสาธารณะ
จรรยาบรรณวิชาชีพ 3) สื่อสารด้วยภาษาไทยและ คานงึ ถงึ ส่วนรวมและสงั คมแสดงออกถึงการมที ัศนคตทิ ี่ดีต่อ
ภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4) คิดอย่างเป็นระบบ วิชาชพี การพยาบาล ตระหนักในคณุ ค่าวิชาชพี และสิทธิของ
คิดสร้างสรรค์คิดอย่างมีวิจารณญาณ ตัดสินใจและ พยาบาล1 โดยมีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้นักศึกษาพยาบาลมี
แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ 5) มีความรู้และสมรรถนะด้าน คุณธรรม จริยธรรม ตระหนักในคุณค่าและศักดิ์ศรี
ดิจิทัลในการศึกษาค้นคว้า การปฏิบัติงาน การส่ือสารและ ตลอดจนสิทธิมนุษยชนของผู้รับบริการตอบสนองความ
การทางานร่วมกบั ผู้อ่ืน 6) สามารถใชก้ ระบวนการวิจัยและ ต้องการและความปลอดภัยของผู้รับบริการ รวมทั้งรักษา
กระบวนการสร้างนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาทางการ มาตรฐานวิชาชีพ2,4 อันนาไปสู่การพัฒนามาตรฐานผลการ
พยาบาลและทางสุขภาพ 7) แสดงภาวะผู้นาและสามารถ เรียนรู้ในด้านอื่น ได้แก่ ด้านความรู้ ทักษะทางปัญญา
บริหารจัดการในการทางานร่วมกับทีมสุขภาพ สหวิชาชีพ ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งบคุ คลและความรับผดิ ชอบ ทกั ษะการ
และผู้เกี่ยวข้อง 8) มีคุณธรรม จริยธรรม เคารพในศักด์ิศรี วิเคราะห์เชิงตัวเลข การส่ือสารและการใช้เทคโนโลยี
ของความเป็นมนุษย์ มีความรับผิดชอบและมีความเอ้ือ สารสนเทศและทักษะการปฏิบัติทางวิชาชีพได้อย่างมี
อาทร 9) สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองและสนใจใฝ่รู้ในการ ประสทิ ธิภาพต่อไป
พฒั นาตนเองอยา่ งต่อเน่ือง 10) สามารถใชก้ ารวิเคราะห์เชิง
ตัวเลขและใช้สถิติอย่างเหมาะสมในวิชาชีพ 11) แสดงออก สภาการพยาบาลได้กาหนดสมรรถนะพยาบาล
ถึงการมีทัศนคติท่ีดีต่อวิชาชีพการพยาบาล ตระหนักใน วิชาชีพสาหรับผู้สาเร็จการศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์
คุณคา่ วชิ าชีพและสทิ ธิของพยาบาล 12) เป็นพลเมืองดีของ หมายถึง ผูท้ ี่มีความรู้ ความสามารถและเจตคติท่ีดี สามารถ
ชาติภูมิภาคและประชาคมโลกและ 13) มีสมรรถนะทาง ปฏิบัติการพยาบาลได้ตามขอบเขตของวิชาชีพอย่าง
วัฒนธรรม สามารถปฏิบัติงานในสภาพการณ์ของความ ปลอดภัยมีความรับผิดชอบ เป็นผู้ร่วมงานท่ีมีประสิทธิภาพ
แตกต่างทางวัฒนธรรม1 เพื่อสนองตอบความต้องการด้าน มีศกั ยภาพในการพัฒนาตนเองและพฒั นางานอยา่ งต่อเนอ่ื ง
สุ ข ภ า พ ข อ ง ป ร ะ ช า ช น แ ล ะ ผู้ รั บ บ ริ ก า ร โ ด ย ยึ ด ม่ั น ใ น และเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมโดยแบ่งเป็น 8 ด้าน ได้แก่
จรรยาบรรณวิชาชีพและความเท่าเทียมกันของคุณค่าชีวิต 1) ด้านจริยธรรม จรรยาบรรณและกฎหมาย 2) ด้านการ
มนษุ ย์ ปฏิบัติการพยาบาล 3) ดา้ นคุณลักษณะเชิงวิชาชีพ 4) ด้าน
ภาวะผู้นา การจัดการและการพัฒนาคุณภาพ 5) ด้าน
การกาหนดมาตรฐานผลการเรียนรู้ของนักศึกษา วิชาการและการวิจัย 6) ด้านการส่ือสารและสัมพันธภาพ
ส า ข า พ ย า บ า ล ศ า ส ต ร์ ต า ม ก ร อ บ ม า ต ร ฐ า น คุ ณ วุ ฒิ 7) ด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ และ 8) ด้านสังคม5 โดย
ระดับอุดมศึกษาแห่งชาติและลักษณะบัณฑิตท่ีพึงประสงค์ สมรรถนะแรกที่พยาบาลทุกคนควรพึงปฏิบัติ เพื่อเป็น
ซ่ึงสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปล่ียนแปลงทางด้าน พ้ืนฐานสู่การพัฒนาสมรรถนะด้านอ่ืน ๆ คือด้านจริยธรรม
การศึกษา เทคโนโลยีและปัญหาสุขภาพที่มีความซับซ้อน จรรยาบรรณและกฎหมาย อันประกอบด้วย 1) ตระหนักใน
286
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
คุณค่า ความเช่ือของตนเองและผู้อ่ืนและไม่ใช้คุณค่า สามารถประกอบวชิ าชพี ได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยจึง
ความเชื่อของตนเองในการตัดสินผู้อ่ืน ให้การพยาบาล มีความสนใจที่จะศึกษาการพัฒนาตัวบ่งช้ีสมรรถนะด้าน
โดยแสดงออกถึงการเคารพในคุณค่า ความเช่ือและ จริยธรรม จรรยาบรรณและกฎหมายของนักศึกษา
ศักด์ิศรีของความเป็นมนุษย์ 2) ตระหนักในข้อจากัดของ พยาบาล เพื่อจะได้นาผลการวิจัยไปพัฒนาการเรียนการ
สมรรถนะตนเอง ไม่เส่ียงในการปฏิบัติงานท่ีอาจเกิด สอนและสรา้ งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมให้กับนักศึกษา
ผลเสียต่อผู้ใช้บริการและปรึกษาผู้รู้อย่างเหมาะสมเพื่อ พยาบาลให้มีประสิทธิภาพและช่วยหล่อหลอมให้เป็น
ความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ 3) แสดงออกถึงความ พยาบาลวิชาชพี ท่ดี ีและมคี ณุ ภาพในอนาคตต่อไป
รับผิดชอบตอ่ ผลที่เกิดขน้ึ จากการปฏิบัตกิ ารพยาบาลของ วัตถปุ ระสงค์
ตน 4) ส่งเสรมิ ให้ผู้ใชบ้ รกิ ารได้รับรู้และเข้าใจในสิทธิของ
ตน 5) ปกป้องผู้ท่ีอยู่ในภาวะเส่ียงต่อการถูกละเมิดสิทธิ 1. เพ่ือพัฒนาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้สมรรถนะ
หรือได้รับการปฏิบัติที่ผิดหลักคุณธรรมจริยธรรมอย่าง ด้านจริยธรรม จรรยาบรรณและกฎหมายวิชาชีพของ
เหมาะสม 6) วิเคราะห์ประเด็นจริยธรรมและกฎหมายที่ นักศกึ ษาพยาบาล
เกี่ยวข้องในการปฏิบัติการพยาบาล ตัดสินใจเชิง
จริยธรรมและดาเนินการไดอ้ ย่างเหมาะสมในสถานการณ์ 2. เพ่ือยืนยันองค์ประกอบและตัวบ่งชี้สมรรถนะ
ท่ีมีความขัดแย้งทางจริยธรรมและ/หรือกฎหมายท่ีไม่ ด้านจริยธรรม จรรยาบรรณและกฎหมายวิชาชีพของ
ซับซ้อน และ 7) ปฏิบัติการพยาบาลโดยแสดงออกซึ่ง นักศึกษาพยาบาล
ความเมตตา กรุณา คานึงถึงประโยชน์สูงสุดของ วัสดแุ ละวิธีการศกึ ษา
ผู้ใช้บริการจรรยาบรรณวิชาชีพ กฎหมายและข้อบังคับท่ี
เก่ยี วขอ้ ง5 ขอบเขตการวิจัย: การศึกษาวิจัยคร้ังนี้เป็น
การศึกษาเฉพาะของนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์
ปั จ จุ บั น ปั ญ ห า ด้ า น คุ ณ ธ ร ร ม จ ริ ย ธ ร ร ม แ ล ะ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ชยั ภูมิ ปีการศึกษา 2562
จรรยาบรรณวชิ าชพี การพยาบาล เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทาให้
ภาพลักษณ์ของวิชาชีพพยาบาลเส่ือมเสีย โดยพบว่า วิธีการดาเนินการวิจัย: การวิจัยคร้ังนี้เป็นการ
ปญั หาของการถูกรอ้ งเรยี นมีแนวโนม้ สูงขึน้ ทัง้ น้สี ว่ นใหญ่ วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสารวจ (Exploratory Factor
มาจากพฤติกรรมการแสดงออกด้วยวาจา กริ ยิ า ท่าทางที่ Analysis: EFA) กระบวนการวิจัยแบ่งออกเป็น 3
ไม่เหมาะสม ขาดจิตวิญญาณของการเป็นพยาบาล ขาด ขน้ั ตอน ดังนี้
ความเอ้ืออาทร ละเมิดสิทธิผู้ป่วยผ่านสังคมออนไลน์
ปฏิบัติตนไม่เหมาะสมกับบริบท เช่น แสดงออกขัดแย้ง ข้ันตอนที่ 1 การกาหนดองค์ประกอบและตัวบ่งชี้
กับภาพลักษณ์ที่ดีของวิชาชีพ ประกอบอาชีพไม่ได้ สมรรถนะด้านจริยธรรม จรรยาบรรณและกฎหมาย
มาตรฐาน บังคับขู่เข็ญ ไม่คานึงถึงความปลอดภัยและ วชิ าชพี ของนักศกึ ษาพยาบาล
เปิดเผยความลับของผู้ป่วย6 จากปัญหาดังกล่าว คณะ
พยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ จึงได้ 1. วิธีดาเนินการวิจัย โดยการศึกษาและวิเคราะห์
เ ล็ ง เ ห็ น ค ว า ม ส า คั ญ ใ น ก า ร ผ ลิ ต บั ณ ฑิ ต ท่ี มี ค ว า ม รู้ แนวคิด ทฤษฎีงานวิจัยเก่ียวข้อง การสัมภาษณ์จาก
ความสามารถ มีเจตคติท่ีดีต่อวิชาชีพ มีคุณธรรม ผู้ เ ช่ี ย ว ช า ญ ท่ี มี ค ว า ม รู้ แ ล ะ ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ แ ล ะ น า
จริยธรรมและมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติวิชาชีพ แหล่งข้อมูลที่ได้จากท้ังเอกสาร และการสัมภาษณ์ มา
เคารพและปกป้องสทิ ธิของผรู้ ับบริการ มคี วามสานึกและ ประมวลเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้องค์ประกอบและตัวบ่งช้ี
รับผิดชอบต่อสังคม7 โดยนักศึกษาพยาบาลทุกคนจะ สมรรถนะทง้ั 3 ด้าน
ได้รับการส่งเสริมสมรรถนะดังกล่าวในทุก ๆ ช้ันปีและ
คาดหวังว่าเม่ือสาเร็จการศึกษา นักศึกษาจะเป็นผู้ที่มี 2. แหลง่ ขอ้ มลู ไดแ้ ก่ 1) อาจารยพ์ ยาบาลประจาสาขา
สมรรถนะด้านจริยธรรม จรรยาบรรณและกฎหมายและ การพยาบาลทกุ สาขาวชิ า จานวน 6 ทา่ น และ 2) กลุ่มผู้ใช้
287 บัณฑิตในแหล่งฝึกภาคปฏิบัติ จานวน 5 ท่าน โดยใช้
วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง มีเกณฑ์การพิจารณาจาก
คุณวุฒแิ ละประสบการณใ์ นการดูแลนักศึกษาไม่น้อยกว่า
5 ปี
3. เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบบันทึก
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปีท่ี 28 ฉบบั ที่ 3 ประจาเดอื น กนั ยายน – ธนั วาคม 2563
ข้อมูล สาหรับศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2) แบบสัมภาษณ์ผู้เช่ียวชาญ โดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งมี ภู มิ ต า ม สั ด ส่ ว น ( Proportional Stratified Random
โครงสร้าง (Semi-Structured Interview) ผ่านการตรวจ Sampling)
สอบคณุ ภาพเคร่ืองมือการวิจัย โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 5
ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Congru- 3. เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม
ence: IOC) ระหว่าง 0.60-1.00 และปรับปรุงแก้ไข (Questionnaires) เพื่อวัดระดับความคิดเห็นแบบลิเคอร์ท
เกี่ยวกับรายละเอียดของคาถามให้มีความชัดเจนสามารถ (Likert Scale) ตรวจสอบความตรง (Content Validity)
ส่ือความไดง้ ่ายตามคาแนะนาของผทู้ รงคุณวุฒิ ของแบบสอบถาม โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้องรายข้อ
(Index of Item Congruence: IOC) ได้ค่าระหว่าง 0.60-
4. การเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ 1) กาหนดประเด็น 1.00 นามาปรับปรุงแก้ไขเคร่ืองมือและทดลองใช้เครื่องมือ
ท่ีต้องการรวบรวมข้อมูล 2) คัดเลือกแหล่งข้อมูลจาก (Try Out) กับกลุ่มตัวอย่างท่ีไม่ใช่กลุ่มท่ีใช้วิจัย และนามา
เอกสารฯ ท่ีเก่ียวข้องท่ีมีความตรงประเด็น (Relevance) วิเคราะห์หาค่าความเที่ยง (Reliability) โดยวิธีหาค่า
และความเช่ือถือได้ (Credibility) ของข้อมูล8 3) ศึกษา สัมประสิทธ์ิแอลฟาของ Cronbach,L.J.11 (Cronbach’s
ข้อมูลทปี่ รากฏในเอกสาร ทาการบันทึกและทาการจาแนก Alpha Coefficient)ไดค้ ่าความเชือ่ มัน่ ท้งั ฉบบั ในแต่ละด้าน
ข้อมูล 4) นาผลการศึกษาเอกสาร ที่ได้มาใช้เป็นข้อมูลใน เท่ากับ 0.95, 0.94 และ 0.96 ตามลาดับ
การกาหนดประเด็นการสัมภาษณ์ผู้เชยี่ วชาญ 5) ทาหนงั สือ
ขอความรว่ มมอื ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล 6) ดาเนินการนัด 4.การเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ 1) ยกร่างและ
หมายและสัมภาษณ์ผู้เช่ียวชาญ 7) นาสารสนเทศท่ีได้จาก ตรวจสอบความเหมาะสมตัวบ่งช้ีสมรรถนะทั้ง 3 ด้าน
การสงั เคราะหเ์ อกสารและสมั ภาษณ์ผ้เู ช่ยี วชาญมาสรปุ 2) ตรวจสอบร่างตัวบ่งชี้ด้านความตรงเชิงเนื้อหาโดยใช้
ผู้ทรงคุณวุฒิ 3) หาคุณภาพตัวบ่งชี้โดย ทดลองใช้กับกลุ่ม
5. การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) วิเคราะห์หา ตัวอย่าง 4) นาข้อมูลที่ได้มาดาเนนิ การวิเคราะห์ข้อมูล
คุณภาพของเครือ่ งมือเพื่อหาความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหา โดย
ประยุกต์ใช้วิธีการหาดัชนีความสอดคล้อง ตามแนวคิดของ 5. การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์
Rovinelli and Hambleton9 และ 2) วิเคราะห์เอกสาร องค์ประกอบเชิงสารวจ (Exploratory Factor Analysis)
และการสัมภาษณ์ ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content ด้วยวิธีการสกัดปัจจัยด้วยเทคนิค Principal Factor
Analysis) และนาเสนอผลการวิเคราะห์โดยการบรรยาย Analysis (PCA) แ ล ะ ก า ร หมุ น แ ก น แ บ บ แ ว ริ แ ม ก ซ์
(varimax rotation) โดยใช้ค่า factor loading ที่ 0.06
ข้ันตอนที่ 2 การวิเคราะห์องค์ประกอบและพัฒนา ข้ึนไปเปน็ ตัวแปรทตี่ อ้ งการและต้องมีการรวมกลุ่มกันตั้งแต่
ตัวบ่งช้ีสมรรถนะดา้ นจริยธรรม จรรยาบรรณและกฎหมาย 3 ตวั แปรขึ้นไปจึงจะกาหนดเป็นองคป์ ระกอบใหม่
วชิ าชพี ของนกั ศกึ ษาพยาบาล
ข้ันตอนท่ี 3 การยืนยันองค์ประกอบและตัวบ่งชี้
1. วิธีดาเนินการวิจัย โดยการยกร่างและตรวจสอบ สมรรถนะด้านจรยิ ธรรม จรรยาบรรณและกฎหมายวิชาชีพ
ความเหมาะสมขององค์ประกอบและพัฒนาตัวบ่งชี้ ของนกั ศกึ ษาพยาบาล
สมรรถนะท้ัง 3 ด้านโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์
องคป์ ระกอบเชงิ สารวจ 1. วิธีดาเนินการวิจัย โดยการยืนยันองค์ประกอบ
และตัวบ่งชี้สมรรถนะด้านจริยธรรม จรรยาบรรณและ
2. แหล่งข้อมูล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ี กฎหมายวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธีการยืนยัน
ได้แก่ อาจารย์พยาบาลประจาสาขาการพยาบาลทุก โดยการอ้างอิงผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เช่ียวชาญจานวน 11 คน
สาขาวิชาฯจานวน 6 ท่าน และกลุ่มผู้ใช้บัณฑิต ท่ี กาหนดกรอบการยืนยันองค์ประกอบ 4 ด้าน ตามเกณฑ์
ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลชุมชน มาตรฐานการประเมิน (Joint Committee Evaluation)12
โรงพยาบาลจิตเวช โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลและ คือ ความเหมาะสม (propriety standards) ความเป็นไป
โรงพยาบาลเอกชน ผู้วจิ ัยใชเ้ กณฑ์การกาหนดกลุ่มตัวอย่าง ได้ (feasibility standards) ความเป็นประโยชน์ (utility
โดยใช้วิธีการเปิดตารางของ Krejcie and Morgan10 ได้ standards) และความถูกต้องครอบคลุม ( accuracy
กลมุ่ ตัวอย่างจานวน 320 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้น standards)
2. แหล่งข้อมูลได้แก่ หัวหน้าทุกภาควิชาทางการ
288
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
พยาบาล จานวน 6 คน และกลุ่มผูใ้ ช้บณั ฑิตจากแหลง่ ฝึก เมทริกซ์สหสัมพันธ์แตกตึ่างจากศูนย์อย่างมีนัยสาคัญท่ี
ภาคปฏิบัติ จานวน 5 คน รวม 11 คน โดยใช้วิธีการ ระดับ 0.01 และค่าดัชนี Kaiser-Meyer-Olkin of Sam-
คัดเลือกแบบเจาะจง มีเกณฑ์การพิจารณาจากคุณวุฒิ pling Adequacy: KMO เท่ากับ 0.918 ซึ่งมีค่าเข้าใกล้
และประสบการณ์ในการดูแลนักศึกษาไมน่ ้อยกว่า 5 ปี 1 แสดงว่าโมเดลน้ีสามารถอธิบายได้ 91.8 % ถือว่าอยู่
ในระดับดีมาก ดังนั้น จึงสามารถทาการวิเคราะห์ EFA
3. เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมิน ต่อไปได้ ดงั ตารางท่ี 1
องค์ประกอบและตัวบ่งช้ีท้ัง 3 ด้าน ซ่ึงมีลักษณะเป็น
แบบมาตรส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ตารางที่ 1 แสดงการวัดค่า KMO และการทดสอบ
ต ร ว จ ส อ บ ค ว า ม ต ร ง ( Content Validity) ข อ ง Bartlett’s test
แบบสอบถาม โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้องรายข้อ
(Index of Item Congruence: IOC) ได้ค่าระหว่า ง Kaiser-Meyer-Olkin of Sampling 0.918
0.80-1.00 นามาปรับปรุงแก้ไขเคร่ืองมือและจัดทา Adequacy 41741.461
เครื่องมอื ฉบบั สมบูรณ์
Bartlett’s Test Approx. 4950
4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 1) ขอความอนุเคราะห์ of Sphericity Chi-Square 0.000
ผู้เชี่ยวชาญในการประเมนิ เพื่อยืนยันองค์ประกอบและตัว
บ่งชี้ทั้ง 3 ด้าน 2) ดาเนินการรวบรวมข้อมูลที่ได้จาก df.
ผทู้ รงคุณวฒุ ิ 3) วเิ คราะห์ข้อมลู Sig.
5. การวิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าร้อยละ ของ ตัวบ่งชีส้ มรรถนะดา้ นจรยิ ธรรม จรรยาบรรณและ
องคป์ ระกอบ 4 ดา้ น กฎหมา ยวิชา ชีพของนักศึก ษาพย าบาล จัดเป็ น
การพิทกั ษส์ ทิ ธแิ์ ละจริยธรรม องค์ประกอบได้ 3 องค์ประกอบ สามารถร่วมกันอธิบาย
ความแปรปรวนของตัวบ่งชี้ 18 ตัวบ่งช้ี ได้ร้อยละ 45.66
ผู้วจิ ัยตระหนักและให้ความสาคัญอย่างยิ่ง ต่อการ โดยมีค่าความแปรปรวนหรือค่าไอเกน (Eigen values)
พิทกั ษส์ ทิ ธ์ิของกลุ่มตัวอย่างโดยดาเนินการวิจัยตามหลัก เท่ากับ 23.01, 16.90 และ 5.74 ตามลาดับ ท้ังนี้ ความ
จริยธรรมของการวิจัยโดยเคร่งครัดสาหรับผู้ร่วมวิจัย แปรปรวนสมรรถนะด้านคุณลักษณะทางจริยธรรม มี
ได้ รั บ ค าอธิ บ า ยเก่ี ย ว กับ วั ต ถุ ปร ะ ส ง ค์ก า ร วิ จั ย ค่าสูงสุดร้อยละ 23.01 รองลงมาเป็นสมรรถนะด้าน
กระบวนการ ระเบียบวิธีวิจัย และประโยชน์ให้ผู้เข้าร่วม จรรยาบรรณวชิ าชีพ มคี ่าความแปรปรวน ร้อยละ 16.90
วิจัยรับทราบ และลงนามในเอกสารยินยอมในการเข้า และสมรรถนะดา้ นกฎหมายวิชาชีพ มีค่าความแปรปรวน
ร่วมการวิจัย ซึ่งสามารถขอถอนตัวจากงานวิจัยได้ รอ้ ยละ 5.74 ดงั ตารางที่ 2
ตลอดเวลาการรายงานผลการวิจัยเป็นภาพรวมและไม่มี
การเปดิ เผยชอ่ื สกุลของผ้รู ว่ มวจิ ัยโดยได้ผา่ นการพจิ ารณา ตารางที่ 2 ค่าไอเกน ร้อยละของความแปรปรวนและ
จากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์คณะ ร้อยละสะสมของความแปรปรวน องค์ประกอบ
พยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ตามหนังสือ สมรรถนะของนักศึกษาพยาบาล
เลขท่ี อว 0646.03/250
ผลการศกึ ษา องคป์ ระกอบ ค่า รอ้ ยละ ร้อยละสะสม
ไอเกน ของความ ของความ
1. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบและตัวบ่งช้ี แปรปรวน แปรปรวน
สมรรถนะด้านจริยธรรม จรรยาบรรณและกฎหมาย ดา้ นคณุ ลักษณะ 23.01 23.01 23.01
วิชาชพี ของนกั ศึกษาพยาบาล ทางจรยิ ธรรม
ดา้ นจรรยาบรรณ 16.90 16.90 39.91
ก่อนการวเิ คราะห์ EFA ได้ทาการทดสอบเมทริกซ์ วชิ าชีพ
สหสัมพันธ์แตกต่างจากศูนย์ได้ค่า Bartlett’s Test of ด้านกฎหมาย 5.74 5.74 45.66
Sphericity เท่ากับ 41741.461 และ p < 0.01 แสดงว่า วิชาชพี ฯ
289
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีที่ 28 ฉบบั ที่ 3 ประจาเดือน กนั ยายน – ธนั วาคม 2563
องค์ประกอบด้านท่ี 1 มีตัวบ่งชี้ย่อยจานวน 11 ตัว
ประกอบวิชาชีพการผดุงครรภ์ มีค่าน้าหนักองค์ประกอบ
ซึ่งมีค่าน้าหนักขององค์ประกอบระหว่าง 0.739-0.865 นอ้ ยที่สุดคือ 0.716 ดังตารางที่ 3
ค่าไอเกน (Eigen values) สงู สุดเท่ากับ 23.015 ค่าร้อยละ
ของความแปรปรวน (Percent of Variance) 23.015 และ ตารางท่ี 3 ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบด้วยวิธีการหมุน
ค่าร้อยละความแปรปรวนสะสมของตัวแปร (Cumulative แกนแวริแมกซ์ (Varimax)
Percent of Variance) 23.015 ซ่ึงเมื่อเทียบกับความ
แปรปรวนของตัวบ่งชี้กับองค์ประกอบอ่ืน ๆ พบว่า ปรอะงกคอ์ บ นา้ หนัก (คค่าวคาวมรสาแอ้มะปยสแลรมปปะ)รรปวรนวน
องคป์ ระกอบนม้ี คี วามสาคัญเปน็ อนั ดบั ท่ี 1 กลา่ วคอื ตวั บ่งช้ี 23.015 (23.015)
ทั้ง 11 ตัวบ่งช้ีเป็นตัวบ่งชี้ที่ร่วมบรรยายองค์ประกอบที่ 1 ด้านท่ี 1 คณุ ลกั ษณะดา้ นจริยธรรม 0.865
ได้ดีที่สุดและเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ตัวบ่งช้ีข้อท่ี 1 ข้อท่ี 1 ความรบั ผิดชอบ 16.903 (39.918)
ความรับผิดชอบ มีค่าน้าหนักองค์ประกอบมากท่ีสุดคือ ข้อท่ี 2 ความซอ่ื สตั ย์ 0.863
0.865 สาหรับตัวบ่งชี้ข้อที่ 8 การประหยัด มีค่าน้าหนัก 5.743 (45.611)
องคป์ ระกอบน้อยท่สี ุดคอื 0.739 ดังตารางที่ 3 ขอ้ ท่ี 3 ความมเี หตผุ ล 0.802
องค์ประกอบด้านท่ี 2 มีตัวบ่งชี้ย่อยจานวน 5 ตัว ข้อที่ 4 การรกั ษาระเบยี บวินัย 0.799
ซึ่งมีค่าน้าหนักขององค์ประกอบระหว่าง 0.747-0.847
ค่าไอเกน (Eigen values) สงู สุดเท่ากับ 16.903 ค่าร้อยละ ขอ้ ที่ 5 ความกตญั ญกู ตเวที 0.790
ของความแปรปรวน (Percent of Variance) 16.903 และ
ค่าร้อยละความแปรปรวนสะสมของตัวแปร (Cumulative ข้อท่ี 6 ความเสียสละ 0.786
percent of variance) 39.918 ซึ่งเมื่อเทียบกับความ
แปรปรวนของตัวบ่งช้ีกับองค์ประกอบอ่ืน ๆ พบว่า ขอ้ ท่ี 7 ความสามคั คี 0.796
องคป์ ระกอบนี้มีความสาคญั เปน็ อันดบั ที่ 2 กลา่ วคือตวั บง่ ช้ี
ท้ัง 5 ตวั บ่งชเ้ี ป็นตัวบ่งชี้ท่ีร่วมบรรยายองคป์ ระกอบท่ี 2 ได้ ขอ้ ท่ี 8 การประหยัด 0.739
ดีที่สุดและเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ตัวบ่งช้ีข้อท่ี 1
จรรยาบรรณวิชาชพี การพยาบาลตอ่ ประชาชน มีค่าน้าหนกั ขอ้ ท่ี 9 ความยตุ ธิ รรม 0.776
องค์ประกอบมากท่ีสุดคือ 0.847 สาหรับตัวบ่งช้ีข้อท่ี 5
จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลต่อตนเอง ค่าน้าหนัก ขอ้ ที่ 10 ความอุตสาหะ 0.748
องคป์ ระกอบน้อยท่ีสุดคอื 0.747 ดงั ตารางที่ 3
ข้อท่ี 11 ความเมตตา-กรณุ า 0.827
องค์ประกอบด้านท่ี 3 มีตัวบ่งชี้ย่อยจานวน 2 ตัว ดา้ นท่ี 2 ดา้ นจรรยาบรรณวิชาชพี
ซึ่งมีค่าน้าหนักขององค์ประกอบระหว่าง 0.716-0.738 ค่า พข้อยทาบี่ 1าลจตรอ่รยปารบะรชราณชนวชิ าชพี การ 0.847
ไอเก็น (Eigenvalues) สูงสุดเท่ากับ 5.743 ค่าร้อยละของ
ความแปรปรวน (Percent of Variance) 5.743 และค่า ขพป้อรยะทาเบี่ ท2าศลจชตราอ่รตยสิ างั บคมรรแณละวิชาชพี การ 0.802
ร้อยละความแปรปรวนสะสมของตัวแปร (Cumulative ขพอ้ยทาบี่ 3าลจตรอ่รยวาชิ บาชรรีพณวิชาชีพการ 0.794
Percent of Variance) 45.661 ซ่ึงเม่ือเทียบกับความ
แปรปรวนของตัวบ่งช้ีกับองค์ประกอบอื่น ๆ พบว่า พขปอ้รยะทากบี่ 4อาลบจตวรชิอ่รยาผชารู้ บีพว่ มรอรวื่นณชิ าวชชิ ีพาแชีพละกผาู้ร 0.787
องค์ประกอบนี้มีความสาคัญเป็นอันดับที่ 3 ตัวบ่งชี้ท้ัง 2
ตวั บ่งช้เี ป็นตวั บง่ ชที้ ีร่ ว่ มบรรยายองค์ประกอบท่ี 3 ไดด้ ที ่สี ุด พข้อยทาบี่ 5าลจตร่อรยตานบเอรรงณวิชาชพี การ 0.747
และเม่ือพจิ ารณาเปน็ รายข้อพบว่า ตัวบ่งชี้ข้อที่ 1 กฎหมาย ด้านท่ี 3 กฎหมายวชิ าชพี
การประกอบวชิ าชีพการพยาบาล มคี า่ น้าหนักองคป์ ระกอบ ขกวชิ้อาราทพชี่ 1พียากบฎาหลมายการประกอบ
มากที่สุดคือ 0.738 สาหรับตัวบ่งช้ีข้อที่ 2 กฎหมายการ 0.738
วกขชิ้อาราทผชี่ 2พีดุงกคฎรหรภม์ายการประกอบ 0.716
จาก กา รวิเคร าะห์ อง ค์ป ระก อบ เชิง สา รว จ
(Exploratory Factor Analysis) เพ่ือสกัดตัวบ่งชี้ให้เหลือ
ตัวบ่งชี้องค์ประกอบท่ีสาคัญของสมรรถนะด้านจริยธรรม
จรรยาบรรณและกฎหมายวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาล
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิโดยการ
290
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
ของสังคมต่อวิชาชีพพยาบาล ดังน้ันจึงต้องมีหลัก
วิ เ ค ร า ะ ห์ ด้ ว ย วิ ธี วิ เ ค ร า ะ ห์ ภ า ว ะ น่ า จ ะ เ ป็ น สู ง สุ ด จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพเพ่ือให้พยาบาลทุกคน
(maximum likelihood) เพื่อให้ได้ตัวบ่งช้ีที่สาคัญ ซึ่ง ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพสอดคล้องกับแนวคิดของ
ปรากฏได้ว่าองค์ประกอบของมีค่าน้าหนักองค์ประกอบ Johnstone (1981)14 ที่กล่าวว่า จริยธรรมในการ
(Factor loading) ท่ี 0.60 และมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่ ปฏิบัติการพยาบาลประกอบด้วย 1) การทาหน้าที่แทน
กาหนด ประกอบดว้ ย 3 องค์ประกอบดังกล่าว ผู้ ป่ ว ย ( Patient Advocacy) 2) ค ว า ม รั บ ผิ ด ช อ บ
(Responsibility) 3) คว าม ร่ว มมื อจา กที มสุ ขภ า พ
2. การยืนยันองค์ประกอบและตัวบ่งช้ีสมรรถนะ (Cooperation) และ 4) ความเอื้ออาทร ( Caring)
ด้านจริยธรรม จรรยาบรรณและกฎหมายวิชาชีพของ รวมท้ังบทบาทเดิม ได้แก่ ความซื่อสัตย์ (Fidelity) การ
นักศกึ ษาพยาบาลพบวา่ องค์ประกอบ 2 องคป์ ระกอบ ใน บอกความจริง (Veracity) ความเป็นส่วนตัว (Privacy)
ประเด็นความเหมาะสมความเป็นไปได้ ความเป็น ก า ร รั ก ษ า ค ว า ม ลั บ ข อ ง ผู้ ป่ ว ย ( Confidentiality)
ประโยชน์และความถูกต้องครอบคลุม คิดเป็นร้อยละ ความสามารถทางจริยธรรม (Ethical Agency) ความ
100 มีเพียงองค์ประกอบท่ี 3 สมรรถนะด้านกฎหมาย ซื่อตรงต่อหน้าท่ี (Conscientiousness) และความ
วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ในประเด็นความ น่าเชื่อถือ (Trustwor thiness) สอดคล้องกับงานวิจัย
เหมาะสม ความเป็นประโยชน์ ความเป็นไปได้ คิดเป็น ของกิตติพร เนาว์สุวรรณ และคณะ15 ได้ทาการวิจัยเร่ือง
ร้อยละ 100 ส่วนในประเด็นความถูกต้องครอบคลุม กลวิธีการพัฒนาอัตลักษณ์ของนักศึกษา วิทยาลัย
คิดเปน็ ร้อยละ 80.00 พยาบาล กระทรวงสาธารณสุขพบว่า องค์ประกอบย่อย
วิจารณ์ ด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพในอัตลักษณ์ของ
นักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกระทรวง
ผลการวิจัย พบว่า สมรรถนะด้านจริยธรรม สาธารณสุขได้แก่ ปฏิบัติต่อผู้รับบริการอย่างเป็นธรรม
จรรยาบรรณและกฎหมายวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาล เทา่ เทยี ม พิทกั ษส์ ิทธิผูร้ บั บรกิ าร เคารพในความแตกต่าง
มี 3 องค์ประกอบ 18 ตัวบง่ ชดี้ ังนี้ ระหว่างบุคคลและมีความซ่ือสัตย์สุจริตสอดคล้องกับ
ผลการวิจัยของสุทธิศักดิ์ สุริรักษ์และคณะ16 ได้ทาการ
องค์ประกอบท่ี 1 สมรรถนะด้านคุณลักษณะทาง วิจัยเรื่อง ผลการสังเคราะห์ตัวช้ีวัดสมรรถนะตามอัต
จริ ย ธ รร ม จ าแ น ก ได้ เป็ น 1 1 ตัว บ่ ง ชี้ ย่อย โ ด ย ลัก ษณ์ ของบั ณฑิ ต หลั กสู ตร สา ธ าร ณสุ ขศ าส ต ร์
องคป์ ระกอบนีม้ ีความสาคญั เป็นอันดับท่ี 1 ท้ังนี้อาจเป็น (สาธารณสุขชุมชน)วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร
เพราะคุณลักษณะทางจริยธรรม เป็นคุณสมบัติ พื้นฐาน สถาบันพระบรมราชชนก พบว่า อัตลักษณ์บัณฑิต
อย่างแรกที่พึงมีในบุคคล ไม่ว่าจะเป็นความมีระเบียบ หลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ (สาธารณสุขชุมชน)
วินัย การตรงต่อเวลา ความเมตตากรุณา ความอดทน วทิ ยาลยั การสาธารณสุขสริ ินธร สถาบนั พระบรมราชชนก
ความซ่ือสัตย์ ความเสียสละ/ไม่เห็นแก่ตัว การมี จาแนกได้เป็น 3 องค์ประกอบหลัก 7 องค์ประกอบย่อย
กาลเทศะและการมีทัศนคติท่ีดีต่อวิชาชีพวิชาชีพ ส่วน 45 ตัวช้ีวัด โดยองค์ประกอบท่ีมีน้าหนักสูงสุด ได้แก่
สมรรถนะด้านจรรยาบรรณและการปฏิบัติตามกฎหมาย องค์ประกอบหลักด้านจิตบริการประกอบด้วย ด้าน
และข้อบังคับแห่งวิชาชีพนั้นเป็นสิ่งท่ีนักศึกษาจะต้อง จรรยาบรรณวิชาชีพ 6 ตัวช้ีวัด ด้านคุณสมบัตินัก
เรียนรู้ตามวิชาชีพแห่งตน จึงต้องใช้เวลาในการสะสม สาธารณสขุ 7 ตวั ชวี้ ดั ด้านคุณภาพในการบริการดุจญาติ
แ ล ะ ห ล่ อ ห ล อ ม พ ฤ ติ ก ร ร ม ข อ ง นั ก ศึ ก ษ า เ พ่ื อ ใ ห้ ไ ด้ มิตร 10 ตัวช้ีวัด การคานึงถึงสิทธิผู้รับบริการและการมี
คณุ สมบัติตามสมรรถนะท่กี าหนดซึง่ จะเปน็ การพฒั นาขนึ้ ส่วนร่วมของผู้รับบริการและการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย 4
มาอีกตามลาดับข้ันหนึ่ง สอดคล้องกับแนวคิดของฟลอ ตัวชวี้ ัด
เรนซ์ ไนติงเกล13 ท่ีกล่าวว่า หัวใจของวิชาชีพพยาบาล
คือ ความเอ้ืออาทรและความเมตตากรุณาซ่ึงเป็น องค์ประกอบท่ี 2 สมรรถนะด้านจรรยาบรรณ
จรยิ ธรรมท่ีควรมใี นตัวพยาบาลและควรแสดงออกทุกครั้ง วิชาชีพ จาแนกได้เปน็ 5 ตัวบ่งชี้ย่อย โดยองค์ประกอบน้ี
ที่ดูแลผู้ป่วย ในการควบคุมให้พยาบาลประกอบวิชาชีพ
ได้อยา่ งมคี ณุ ภาพเกิดความปลอดภัย สามารถตอบสนอง
ความต้องการของผู้รับบริการ รวมทั้งสร้างความเชื่อม่ัน
291
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปีที่ 28 ฉบับที่ 3 ประจาเดอื น กนั ยายน – ธันวาคม 2563
มีความสาคัญเป็นอันดับท่ี 2 ท้ังนี้อาจเป็นเพราะ อาจเปน็ เพราะสมรรถนะการปฏบิ ัตติ นตามกฎหมายวิชาชีพ
จรรยาบรรณวิชาชีพสาหรับนักศึกษาพยาบาลเป็นส่ิงท่ีต้อง การพยาบาลและการผดงุ ครรภ์นั้นเป็นสิง่ ท่ีนักศึกษาจะต้อง
ได้เรียนรู้ตามวิชาชีพ จึงต้องใช้เวลาในการสะสมและหล่อ ใช้เวลาในเรียนรู้ พัฒนาและหล่อหลอมพฤติกรรม
หลอมพฤติกรรมของตนเพ่ือให้ได้คุณสมบัติตามสมรรถนะ เช่นเดียวกับสมรรถนะด้านจรรยาบรรณวิชาชีพเพื่อให้ได้
ด้านน้ีซ่ึงจะเป็นการพัฒนาขึ้นมาอีกตามลาดับข้ันหนึ่งใน คุณสมบัติตามสมรรถนะด้านน้ีถือเป็นเครื่องมือสาคัญท่ีใช้
การรับผิดชอบต่อประชาชนและผู้รับบริการด้านสุขภาพ ในการควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพไม่ให้ละเมิด
รวมถึงสามารถมีปฏิสัมพันธ์ทางวิชาชีพกับผู้รับบริการ สิทธิส่วนบุคคลของผู้รับบริการเพื่อให้ได้รับความเชื่อถือ
ผู้ร่วมงานและประชาชนด้วยความเคารพในศักด์ิศรีและ ไวว้ างใจและศรัทธาในวชิ าชีพ อันนามาซ่ึงศักดศ์ิ รีและความ
สิทธมิ นุษยชนของบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้อง ภาคภูมิใจของวิชาชีพสอดคล้องกับแนวคิดของสภาการ
กั บ แ น ว คิ ด ข อ ง ส ม า ค ม พ ย า บ า ล แ ห่ ง ส ห รั ฐ อ เ ม ริ ก า พยาบาล5 ท่ีได้กาหนดสมรรถนะด้านกฎหมายวิชาชีพ
(The America Nurses Association A.N.A.)17 ท่ีกล่าวว่า เพ่อื ให้พยาบาลวชิ าชพี ไดย้ ึดถือและปฏิบตั กิ ารพยาบาลและ
จรรยาบรรณวิชาชีพพยาบาลพึงให้บริการพยาบาลด้วย การผดุงครรภ์ตามข้อบังคับของสภาการพยาบาล รวมทั้ง
ความเคารพในศักด์ิศรีและความแตกต่างระหว่างบุคคล ข้อบังคับของวิชาชีพอื่นท่ีเก่ียวข้องด้วยจิตสานึกทาง
โดยไม่จากัดในเรื่อง สถานภาพทางสังคม เศรษฐกิจ จริยธรรมและประยุกต์สู่การปฏิบัติการพยาบาลได้อย่าง
คุณสมบัติเฉพาะกิจหรือสภาพปัญหาทางด้านสุขภาพ เหมาะสมสอดคล้องกบั ผลการวจิ ัยของศนิกานต์ ศรีมณีและ
อนามัยของผู้ป่วยมีส่วนร่วมและสนับสนุนในการพัฒนา คณะ20 ได้ทาการวิจัยเรื่องการพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะด้าน
วิชาชีพและส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบัติการพยาบาล การพยาบาลอนามัยชุมชนของนักศึกษาพยาบาล คณะ
สอดคล้องกับแนวคิดของสมาคมพยาบาลแห่งประเทศ พยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม พบว่า ตัวบ่งชี้
ไทย18 ที่กล่าวว่า จรรยาบรรณวิชาชีพที่ผู้ประกอบวิชาชีพ สมรรถนะสมรรถนะด้านการพยาบาลอนามัยชุมชนมี 7
เพิ่งมี คือ มีความรับผิดชอบต่อประชาชน มีความเมตตา องค์ประกอบ 44 ตัวบ่งชี้ โดยองค์ประกอบด้านจริยธรรม
กรณุ า เคารพในคุณค่าของชีวิตมีปฏิสัมพันธ์ทางวิชาชีพกับ จรรยาบรรณและกฎหมาย (b=.48) ประกอบด้วย 7 ตัว
ผู้ใช้บริการ ผู้ร่วมงานและประชาชนเคารพในศักด์ิศรีและ บ่งช้ี ได้แก่ 1) วิเคราะห์ประเด็นจริยธรรมและกฎหมายท่ี
สิทธิมนุษยชนของบุคคลรับผิดชอบในการปฏิบัติให้สังคม เก่ียวข้องในการปฏิบัติการพยาบาลได้อย่างเหมาะสมใน
เกิดความเชื่อถือไว้วางใจต่อพยาบาลและต่อวิชาชีพการ สถานการณ์ที่ไม่ซับซ้อน(ET6) 2) ปฏิบัติการพยาบาลด้วย
พยาบาลสอดคลอ้ งกับผลการวจิ ยั ของจริยา กฤติยาวรรณ19 ความเมตตา กรณุ า คานงึ ถงึ ประโยชนส์ งู สุดของผูร้ บั บริการ
ได้ทาการวิจัยเรื่องปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเชิง เคารพในคุณค่า ความเชื่อและศักด์ิศรีของความเป็นมนุษย์
จริยธรรมตามจรรยาบรรณวิชาชีพพยาบาลของนักศึกษา (ET1) 3) ปกป้องผู้ท่ีอยู่ในภาวะเส่ียงต่อการถูกละเมิดสิทธิ
พยาบาลคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชธานีพบว่า หรือได้รับการปฏิบัติท่ีผิดหลักคุณธรรมจริยธรรมอย่าง
นักศึกษาพยาบาลมีพฤติกรรมเชิงจริยธรรม โดยรวมอยู่ใน เหมาะสม (ET5) 4) แสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อผลที่
ระดับมาก (x̄ =4.35, S.D. 0.56) เม่ือจาแนกตามรายด้าน เกิดขึ้นจากการปฏิบัติการพยาบาลของตน ( ET3)
ของจรรยาบรรณวิชาชีพทั้ง 5 ด้าน พบว่าทุกด้านอยู่ใน 5) ตระหนักในข้อจากัดของสมรรถนะตนเองไม่เส่ียงในการ
ระดับมากโดยข้อท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านท่ี 5 ปฏิบัติงานท่ีอาจเกิดผลเสียต่อผู้ใช้บริการและปรึกษาผู้รู้
จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลตอ่ สงั คมและประเทศชาติ อย่างเหมาะสมเพ่ือความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ (ET2) 6)
(x̄ =4.77, S.D. 0.45) ส่วนด้านท่ีมีค่าเฉล่ียต่าสุด คือด้าน ส่งเสริมให้ผใู้ ชบ้ ริการได้รับรู้และเข้าใจในสทิ ธิของตน (ET4)
จ ร ร ย า บ ร ร ณ วิ ช า ชี พ ก า ร พ ย า บ า ล ต่ อ ป ร ะ ช า ช น แ ล ะ และ 7) ปฏิบัติการพยาบาลภายใต้จรรยาบรรณวิชาชีพ
ผูร้ ับบรกิ าร (x̄ =4.03, S.D. 0.66) กฎหมายและข้อบงั คับทีเ่ กย่ี วขอ้ ง (ET7)
องค์ประกอบท่ี 3 สมรรถนะด้านกฎหมายวิชาชีพ 292
การพยาบาลและการผดุงครรภ์ จาแนกได้เป็น 2 ตัวบ่งช้ี
ย่อย โดยองค์ประกอบน้ีมีความสาคัญเป็นอันดับที่ 3 ท้ังนี้
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
สรุปผลการศกึ ษา เอกสารอ้างองิ
1. องค์ประกอบและตัวบ่งชี้สมรรถนะด้าน
จริยธรรม จรรยาบรรณและกฎหมายวิชาชีพของ 1 . ก ร ะ ท ร ว ง ศึ ก ษ า ธิ ก า ร . ป ร ะ ก า ศ
นักศึกษาพยาบาล ประกอบด้วย 3 สมรรถนะ 18 ตัวบ่งช้ี กระทรวงศึกษาธิการ มาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี
ได้แก่ 1) สมรรถนะด้านคุณลักษณะทางจริยธรรม มี 11 สาขาพยาบาลศาสตร์ พ.ศ.2560. ราชกจิ จานุเบกษา เล่ม
ตัวบ่งชี้ 2) สมรรถนะด้านจรรยาบรรณวิชาชีพ มี 5 ตัว ที่ 135, ตอนพิเศษ 1ง (ลงวันที่ 3 มกราคม 2561).
บ่งช้แี ละ 3) สมรรถนะด้านกฎหมายวิชาชีพการพยาบาล
และการผดุงครรภ์ มี 2 ตัวบ่งชี้ และการยืนยัน 2. นฤนาท ยืนยง. พฤติกรรมเชิงจริยธรรมของ
องค์ประกอบสมรรถนะท้ัง 3 ด้าน ในประเด็นความ พยาบาลวิชาชพี . ว.พยาบาล 2551; 57(3-4): 1-12.
เหมาะสมความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์และความ
ถูกต้องครอบคลุมอยู่ในระดบั ดีมาก 3. โกสุมภ์ หมู่ขจรพันธ์, อรัญญา ชวลิต, นงนชุ
2. สมรรถนะด้านคุณลักษณะทางจริยธรรมเป็น บุญยัง. คณะกรรมการจริยธรรมทางการพยาบาลตาม
ด้านท่ีมีน้าหนักองค์ประกอบสูงสุด เนื่องจากเป็น ความคิดเห็นของผู้บริหารทางการพยาบาลและพยาบาล
คุณสมบัติพ้ืนฐานอย่างแรกที่พึงมีในบุคคลไม่ว่าจะเป็น ประจาการในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยภาคใต้. ว.
ความมีระเบียบวินัย การตรงต่อเวลา ความเมตตากรุณา พยาบาล 2551; 57(1-2): 1-10.
ความอดทน ความซื่อสัตย์ ความเสียสละ/ไม่เห็นแก่
ตัวการมีกาลเทศะและการมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพส่วน 4. Chitty K K. Professional nursing: Con-
สมรรถนะด้านจรรยาบรรณและการปฏิบัติตามกฎหมาย cepts & Challenges. 3rded. Philadelphia: W.B.
และข้อบังคับแห่งวิชาชีพน้ันเป็นสิ่งท่ีนักศึกษาจะต้อง Saunders; 2001.
เรียนรู้ตามวิชาชีพแห่งตน จึงต้องใช้เวลาในการสะสม
แ ล ะ ห ล่ อ ห ล อ ม พ ฤ ติ ก ร ร ม ข อ ง นั ก ศึ ก ษ า เ พ่ื อ ใ ห้ ไ ด้ 5. สภาการพยาบาล. สมรรถนะพยาบาลวิชาชีพ
คณุ สมบัติตามสมรรถนะทกี่ าหนดซึง่ จะเป็นการพฒั นาข้ึน ท่ัวไปที่สาเร็จการศึกษาในหลักสูตรระดับปริญญาตรี
มาอีกตามลาดบั ขน้ั หน่ึง พ.ศ. 2552 [อินเทอร์เน็ต]. 2562 [เข้าถึงเมื่อ 20
ข้อเสนอแนะในการทาวิจยั ครัง้ ตอ่ ไป กันยายน 2562]. เข้าถงึ ได้จาก: http://www.tnc.or.th
ตัวบง่ ชี้สมรรถนะด้านจริยธรรม จรรยาบรรณและ
กฎหมายวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาลที่ได้จากการวิจัย 6. พรจันทร์ สุวรรณชาติ. พยาบาลกับการ
ค ว ร น า ไ ป ป ร ะ ยุ ก ต์ ใ ช้ ใ น ก า ร จั ด ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น ประกอบวชิ าชีพท่อี าจถูกฟ้องร้องได.้ ว.สภาการพยาบาล
ตลอดจนการพัฒนานักศึกษาเพ่ือเสริมสร้างสมรรถนะ 2552;24(2): 11-3.
ด้านน้ใี ห้มีประสิทธิภาพตอ่ ไป
กติ ตกิ รรมประกาศ 7. มหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภูมิ คณะพยาบาล
ผู้วจิ ัยขอแสดงความขอบคุณสาหรับการมีส่วนรว่ ม ศาสตร์. หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (หลักสูตร
ของอาจารย์พยาบาลผู้เชี่ยวชาญ ผู้ใช้บัณฑิตนักศึกษา ปรับปรุง พ.ศ. 2560). ชัยภูมิ: มหาวิทยาลัยราชภัฎ
พยาบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิและผู้ที่เก่ียวข้องใน ชัยภูมิ; 2560.
การทาวิจยั คร้งั น้ี ตลอดจนงบประมาณสนับสนนุ ด้านการ
เ ผ ย แ พ ร่ ผ ล ง า น วิ จั ย จ า ก ส ถ า บั น วิ จั ย แ ล ะ พั ฒ น า 8. ไพศาล วรคา. การวิจัยทางการศึกษา. พิมพ์
มหาวิทยาลยั ราชภัฏชัยภมู ิ ครง้ั ที่ 8. มหาสารคาม: ตกั สลิ าการพิมพ์; 2560.
293 9. Rovinelli, R.J., & Hambleton, R.K. On
the use of content specialists in the assessment
of criterion-referenced test item validity. Dutch
Journal of Educational Research 1977; 2 ; 49-60.
10. Krejcie, R.V., Morgan, D. W. Determin-
ing Sample Size for Research Activities. Educa-
tional and Psychological Measurement 1970; 30:
607-610.
1 1 . Cronbach, L.J. Coefficient alpha and
the internal structure of tests. Psychometrika
1951; 16: 297-334.
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีที่ 28 ฉบบั ท่ี 3 ประจาเดอื น กันยายน – ธันวาคม 2563
12. Joint Committee on Standards of Edu- 20. ศนิกานต์ ศรีมณี, ชนิดา มัททวางกูร, เพ็ญรุ่ง
cational Evaluation. The program evaluation นวลแจ่ม. การพัฒนาตัวบ่งช้ีสมรรถนะด้านการพยาบาล
standards. 2nd ed. London: SAGE Publications; อนามัยชุมชนของนักศึกษาพยาบาลคณะพยาบาลศาสตร์
1994. มหาวิทยาลัยสยาม. ว.พยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม
2562; 20(39): 20-35.
1 3 . Baly, Monica E., H. C. G. Matthew,
"Nightingale, Florence (1820–1910) ". Oxford Dic-
tionary of National Biography. Oxford University
Press; 2004.
1 4 . Johnstone. Indicators of Education
System. London : Unesco;1981.
15. กิตติพร เนาว์สุวรรณ, เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์,
วิทวัส ดิษยะศริน สัตยารักษ์. กลวิธีการพัฒนาอัตลักษณ์
ของนักศึกษา วิทยาลัยพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข. ว.
หาดใหญว่ ชิ าการ 2558; 3(2): 117-132.
16. สุทธิศักดิ์ สุริรักษ์, อุไร จักษ์ตรีมงคล, อนันต์
มาลารัตน์, ปริญญา จิตอร่าม. ผลการสังเคราะห์ตัวช้ีวัด
สมรรถนะตามอัตลักษณ์ของบัณฑิตหลักสูตรสาธารณสุข
ศาสตร์ (สาธารณสุขชุมชน)วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร
สถาบันพระบรมราชชนก. ว.การพยาบาลและการศึกษา
2560; 10(4): 76-94.
17. American Association College of Nursing.
The essentials of master’s education in nursing.
Washington, DC: National Academies Press.
National Association of Colleges and Employers;
2011.
18. สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย. จรรยาบรรณ
พยาบาลฉบับปีพุทธศักราช 2546. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์
สถาบนั พฒั นาการสาธารณสุขอาเซยี น มหาวิทยาลัยมหิดล;
2546.
19. จรยิ า กฤติยาวรรณ. ปจั จัยทีม่ คี วามสัมพันธ์กับ
พฤติกรรมเชิงจริยธรรมตามจรรยาบรรณวิชาชีพพยาบาล
ของนักศึกษาพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ราชธานี. การประชุมวิชาการและนาเสนอผลงานวิจัย
ระดับชาติ ราชธานีวิชาการ ครั้งที่ 1 “สร้างเสริมสห
วิทยาการ ผสมผสานวัฒนธรรมไทย ก้าวอย่างม่ันใจเข้าสู่
AC”; วันท่ี 29 กรกฎาคม 2559; ณ มหาวิทยาลัยราชธานี.
อุบลราชธานี: โรงพมิ พม์ หาวิทยาลัยราชธาน;ี 2559.
รับตน้ ฉบบั : 20 เมษายน 2563, ไดร้ ับบทความปรบั ปรงุ : 9 กนั ยายน 2563, รบั ลงตีพมิ พ์: 11 กันยายน 2563
294
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปที ่ี 28 ฉบับท่ี 3 ประจาเดือน กันยายน – ธนั วาคม 2563
ประเมนิ ผลการใหบ้ รกิ ารของหนว่ ยบรกิ ารปฐมภูมิทผ่ี ่านเกณฑ์ประเมนิ มาตรฐานหนว่ ยบรกิ ารปฐมภูมิ ตามการรับรู้ของ
ประชาชนท่ีเคยใช้บรกิ าร
มณีรตั น์ ปจั จะวงษ์ พย.ม พยาบาลวชิ าชีพชานาญการ โรงพยาบาลอุดรธานี
ปิยะนชุ พรหมสาขา ณ สกลนคร พย.ม พยาบาลวิชาชีพชานาญการพิเศษ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี
บทคัดยอ่
การวิจัยเชิงพรรณนาน้ีมีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินผลการให้บริการของหน่วยบริการปฐมภูมิที่ผ่านเกณฑ์ประเมิน
มาตรฐาน (รพ.สต.ติดดาว) จานวน 32 แห่ง โดยสอบถามประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปท่ีเคยใช้บริการท่ีหน่วยบริการปฐมภูมิ
เครือข่ายโรงพยาบาลอุดรธานี เก็บข้อมูลระหว่างเดือน มีนาคม ถึงกันยายน พ.ศ.2561 สุ่มตัวอย่างแบบสุ่มเลือกอย่างเป็น
ระบบโดยแบ่งกลุ่มตามขนาดของหน่วยบริการปฐมภูมิ ได้จานวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1,660 คน เคร่ืองมือท่ีใช้เป็น
แบบสอบถามประเมนิ การใหบ้ รกิ ารของหนว่ ยบริการปฐมภูมิ ซง่ึ ผา่ นการตรวจสอบความตรงเชิงเน้ือหาจากผู้เช่ียวชาญ และ
ทดสอบความเชอื่ มนั่ โดยวิธีอัลฟาของครอนบาค มคี ่าเท่ากับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่
จานวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความคิดเห็นบางส่วนเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้
กระบวนการตีความเพือ่ การวเิ คราะหเ์ นื้อหา
ผลการวจิ ยั พบว่า กล่มุ ตัวอย่างรบั รูถ้ ึงการพฒั นาของหนว่ ยบริการปฐมภูมิ ในเร่ืองสถานที่ บุคลากรและเครื่องมือท่ี
ทันสมัย เหตุผลทีม่ าใช้บริการที่หนว่ ยบริการปฐมภูมิ เพราะความสะดวกในการเดินทาง ไม่แออัด บริการรวดเร็ว เจ้าหน้าที่
เก่ง/ทางานดี สนิทคุ้นเคยกับเจ้าหน้าท่ี มีแพทย์มาตรวจ และมียาจ่ายให้ เหมือนที่ได้รับจากโรงพยาบาล ความคาดหวังคือ
อยากใหม้ แี พทยม์ าตรวจประจา เจา้ หนา้ ท่พี ูดจาไพเราะกับคนไขแ้ ละเปิดบริการช่วงเช้าตรู่และช่วงเท่ียงเพิ่มหากทาได้ ส่วน
ความพึงพอใจใน 3 ด้านของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า 1) ด้านพฤติกรรมการให้บริการของพยาบาลและเจ้าหน้าท่ีสาธารณสุขอยู่
ในระดับมาก (x̄ =4.32, S.D. 0.62) 2) ด้านการให้บริการทั้งในสถานบริการและในชุมชนอยู่ในระดับมาก (x̄ =4.01,
S.D. 0.69) และ 3) ดา้ นการจัดระบบบรกิ ารอยู่ในระดบั ปานกลาง (x̄ =3.53, S.D. 0.75)
ข้อเสนอแนะ การประเมินผลการพฒั นาจากมมุ มองของผรู้ ับบริการจะทาให้ทราบผลการพัฒนาที่เป็นผลลัพธ์สุดท้าย
ท่ีแท้จริง การวิจัยนี้ช่วยยืนยัน แนวคิดการจัดบริการแบบใกล้บ้านใกล้ใจในหน่วยบริการปฐมภูมิ จึงควรทาให้เป็นรูปธรรม
ชัดเจนโดยเน้นบรกิ ารเชิงรุกในชมุ ชนควบคูก่ ับการพฒั นาบรกิ ารตามเกณฑ์มาตรฐานของบริการปฐมภูมิ และเช่ือมโยงบรกิ าร
ระหว่าง รพ.สต. กับรพ.แม่ข่ายให้ประชาชนเข้าถึงบริการง่าย ส่งต่อได้ไว หากบริการปฐมภูมิเข้มแข็งจะทาให้ระบบบริการ
สขุ ภาพมปี ระสิทธิภาพ และชว่ ยลดความแออดั ของโรงพยาบาลได้
คาสาคัญ: บริการของหนว่ ยบริการปฐมภมู ิ, เกณฑ์มาตรฐานบริการปฐมภมู ,ิ รพ.สต.ตดิ ดาว
Corresponding author: มณรี ตั น์ ปจั จะวงษ์ โทรศพั ท์ 086-8569032 E-mail: [email protected]
กลมุ่ งานการพยาบาลชมุ ชน โรงพยาบาลอุดรธานี 33 ถนนเพาะนยิ ม ตาบลหมากแข้ง อาเภอเมอื ง จงั หวัดอุดรธานี 41000
295
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
Evaluation of services in primary care unit network of Udonthani Hospital by The Client
Maneerat Patchawong, MNS. Udonthani Hospital, Udonthani.
Piyanuch Promsaka na sakolnakorn, MNS. Boromarajonani College of Nursing, Udonthani.
Abstract
This descriptive research aimed to evaluated and satisfication of primary care services of Udon
Thani primary care networks. The 1,660 convenient participants the age more than 15 years old were
included. The questionnaire survey had been used to collect data from participants who accessed 32
primary health care unit PCU (28 health promoting hospitals and 4 Urban Health Centers) in 2018. The
reliability of the instrument was 0.92 and the content validity had been checked by experts. Data
collection had been conducted in March-September, 2018. Descriptive statistics such as Percentage,
Means (x̄ ), Standard deviation (S.D.) had been used for Data analysis. Analyze opinions as qualitative
data using the content analysis.
The results showed that the participants’ had realized for development of primary care services
in renovate area, added the staffs and higher instrument technology. The reasons for received service in
primary care unit were convenient to travel, not crowded, fast service, informally service, the doctor
had been on duty in primary care unit and up level for medical drug use for Diabetes/Hypertension as
same as Udonthani hospital. The data analysis showed that the participants’ perspectives for overall
primary care services at high levels; the primary care services should be provided in daytime to evening
that clients can access easily. The participants suggested that services should be provided extra time in
early morning and lunch time. The satisfaction of primary care service in 3 dimensions found that
service behaviors at high level (x̄ =4.32, S.D. 0.62), services activities or subjects provided in primary care
service at high level (x̄ =4.01, S.D. 0.69), and primary care service management at fair level (x̄ =3.53,
S.D. 0.75).
The recommendations were mobile primary care services in community should be provided and
primary care service should be improved continuity to reach the standard criteria of the star health
promoting hospital.
Keywords: primary care services, standard criteria of the star health promoting hospital
296
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีท่ี 28 ฉบับที่ 3 ประจาเดือน กันยายน – ธันวาคม 2563
บทนา พ.ศ.2560
การปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข (Health Care จังหวัดอุดรธานไี ด้เร่มิ ประเมินคุณภาพหน่วยบริการ
Reform) และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal ปฐมภูมิโดยใช้เกณฑ์มาตรฐาน รพ.สต.ติดดาวต้ังแต่ปี
Coverage) ในประเทศไทย มีการปรับแนวทางการปฏิรูป พ.ศ.2559 ซ่ึงเขตอาเภอเมืองอุดรธานีมีหน่วยบริการปฐม
ระบบบรกิ ารจากเดิม ท่ีเน้นการบรกิ ารในระดับโรงพยาบาล ภูมิในเครือข่ายโรงพยาบาลอุดรธานีท้ังหมด 32 แห่ง โดย
(Secondary and Tertiary medical care) ซ่ึงมุ่งให้การ หน่วยบริการท่ีผ่านการประเมินตามเกณฑ์มาตรฐาน รพ.
รักษาพยาบาลผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ เปลี่ยนไปเน้นท่ี สต.ตดิ ดาวตง้ั แต่ปี พ.ศ.2559-2561 คิดเป็นร้อยละ 53.12,
การบริการระดับปฐมภูมิ (Primary medical care) และ 78.12 และ 100.00 ตามลาดับ ซ่ึงเกณฑ์มาตรฐานเหล่านี้
การสาธารณสุขมูลฐาน (Primary Health Care) ซ่ึงมุ่งเน้น เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการประเมินในลักษณะการบริหาร
ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคและให้การรักษาพยาบาล จัดการ การจัดระบบบริการ การมองผลลัพธ์การพัฒนา
เบื้องต้น เพ่ือลดการเจ็บป่วยและเพิ่มศักยภาพการดูแล เฉพาะด้าน และการมสี ว่ นร่วมของภาคีเครือข่าย แต่ยังขาด
ตนเองของประชาชน รัฐจึงกาหนดให้หน่วยบริการปฐมภูมิ ผลการประเมินจากผู้ใช้บริการ ในการเสนอความคิดเห็น
ทาหน้าท่ีเป็นหน่วยให้บริการแก่ประชาชนท่ีชัดเจน อย่าง และความรู้สึกของผู้ที่รับผลลัพธ์จากการพัฒนาหน่วย
ต่อเน่ืองและประสานการดาเนินงานจากระดับปฐมภูมิ บริการปฐมภูมิ ดังน้ันผู้วิจัย จึงมีแนวคิดให้ผู้รับบริการได้
(Primary care) ที่อยู่นอกโรงพยาบาล ให้บริการเบื้องต้น ประเมินการให้บริการของหน่วยบริการปฐมภูมิท่ีเคยผ่าน
ทุกเร่ือง เน้นให้เกิดความใกล้ชิดชุมชน โดยใช้หลักการใกล้ การประเมินคุณภาพหน่วยบริการปฐมภูมิมาแล้ว เพ่ือนา
บ้านใกล้ใจ และเชื่อมโยงการบริการปฐมภูมิ ไปยังบริการ ผลการวิจัยมาเป็นข้อมูลพ้ืนฐานในการพัฒนาระบบบริการ
ทุติยภูมิและตติยภูมิ (Secondary และ Tertiary care) ปฐมภูมิและพัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิเครือข่ายบริการ
เพ่อื ให้เกิดระบบบรกิ ารแบบไร้รอยต่อ (Seamless)1 ดังน้ัน ปฐมภูมิโรงพยาบาลอุดรธานีให้เป็นหน่วยบริการปฐมภูมิ
หน่วยบริการปฐมภูมิหรือที่เรียกว่าโรงพยาบาลส่งเสริม หรือคลินิกหมอครอบครัวต้นแบบ และขยายผลให้
สุขภาพตาบล (รพ.สต.) จาเป็นต้องพัฒนาศักยภาพและ ครอบคลุมทุกพื้นที่ต่อไป
ปรับปรุงระบบบริการเพ่ือตอบสนองต่อความต้องการของ วตั ถปุ ระสงค์งานวจิ ยั
ประชาชนและทศิ ทางการพัฒนาของประเทศ
เพื่อประเมินผลการให้บริการแบบผู้ป่วยนอกของ
ประเทศไทยมีการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิมา หน่วยบริการปฐมภูมิท่ีผ่านเกณฑ์ประเมินมาตรฐานหน่วย
อย่างต่อเนือ่ งโดยเริ่มตั้งแตย่ ุคของการพฒั นาสาธารณสขุ มูล บรกิ ารปฐมภมู ิ ตามการรับรขู้ องประชาชนท่ีเคยใช้บรกิ าร
ฐานทเี่ น้นใหป้ ระชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพพื้นฐานเพิ่มข้ึน นิยามศัพท์
ต่อมาเป็นยุคทศวรรษการพัฒนาสถานีอนามัยซ่ึงเน้นการ
สร้างโครงสร้างระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิท่ีเป็นด่านแรก การให้บริการของหน่วยบริการปฐมภูมิ หมายถึง
ให้มีความทั่วถึงทุกภูมิภาค ยุคท่ี 3 ถือว่าเป็นการปฏิรูป การให้บรกิ ารในสถานบรกิ ารปฐมภมู ิทโ่ี รงพยาบาลอุดรธานี
ระบบสขุ ภาพ โดยเน้นพัฒนาให้หน่วยบริการปฐมภูมิเป็นท่ี เปน็ แมข่ า่ ยในเวลาราชการ รวมถึงการส่งต่อเพื่อรักษา และ
ยอมรับมากขึ้น เช่น กาหนดคุณสมบัติของหน่วยบริการ การดูแลต่อเนื่องทีบ่ า้ น
และให้ประชาชนเลือกขึ้นทะเบียนหน่วยบริการในปี
พ.ศ.2545 โดยสานกั งานหลกั ประกันสขุ ภาพแห่งชาตไิ ดเ้ ริ่ม หน่วยบรกิ ารปฐมภูมิที่ผ่านเกณฑ์ประเมินมาตรฐาน
กาหนดมาตรฐานหน่วยบริการปฐมภูมิ (Primary Care หน่วยบริการปฐมภูมิ หมายถึง หน่วยบริการปฐมภูมิ
Unit: PCU) และมีการกาหนดเกณฑ์คุณภาพเครือข่าย เครือข่ายบริการปฐมภูมิที่โรงพยาบาลอุดรธานีเป็นแม่ข่าย
บริการปฐมภูมิ (Primary Care Award: PCA)2 ปัจจุบันมี ได้แก่ รพ.สต. 28 แห่ง และศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง (ศสม.)
การพัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิโดยใช้มาตรฐานรพ.สต.ติด 4 แห่ง รวม 32 แห่ง (size M 19 แห่ง, size L 13 แห่ง) ที่
ดาว3 โดยเขตสขุ ภาพท่ี 8 ได้เร่ิมนารอ่ งใช้มาตรฐานดงั กล่าว ผ่านเกณฑ์การประเมินตามมาตรฐานหน่วยบริการปฐมภูมิ
ตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 และมีการประกาศใช้ทั่วประเทศในปี ได้แก่ มาตรฐาน PCA, เกณฑ์ประเมนิ รพ.สต.ตดิ ดาว
297
การประเมินผลการให้บริการของหน่วยบริการ
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
ปฐมภมู ิ หมายถึง การประเมิน 3 ดา้ นไดแ้ ก่ ด้านการจัดระบบบรกิ ารแบบผ้ปู ว่ ยนอกของหน่วยบริการ ด้านพฤติกรรมการ
ให้บริการในสถานบริการและในชุมชนของพยาบาลและเจ้าหน้าท่ีสาธารณสุข และด้านความพึงพอใจโดยรวมต่อบริการ
ของหนว่ ยบริการ ดังรูปภาพที่ 1
เกณฑค์ ุณภาพเครอื ข่ายบรกิ าร เกณฑ์มาตรฐาน รพ.สต.ตดิ ดาว ตัวช้วี ดั การพัฒนาคุณภาพ
ปฐมภมู ิ (PCA) หมวด 2: การให้ความสาคัญกับประชากรกลุ่ม บรกิ ารพยาบาล ปี 25614
เป้าหมาย ชมุ ชน และผ้มู ีสว่ นไดส้ ว่ นเสยี แบบสอบถามความพึงพอใจของ
หมวด 3: การให้ความสาคัญกับ หมวด 4: การจัดระบบบริการทคี่ รอบคลุม ผใู้ ช้บรกิ ารในชมุ ชน
ประชากรเป้าหมาย ชุมชน และผู้
มีส่วนได้สว่ นเสีย
แบบสอบถามการประเมินการให้บริการของหน่วยบรกิ ารปฐมภมู ิ (ในมุมมองผูใ้ ช้บริการ)
1.ด้านการจัดระบบบริการของ 2.ด้านพฤติกรรมการให้บริการในสถานบริการและใน 3.ด้านความพึงพอใจโดยรวมต่อ
หน่วยบริการปฐมภูมิ ชุมชนของพยาบาลและเจ้าหนา้ ทส่ี าธารณสขุ บรกิ ารของหน่วยบริการ
ขอ้ มูลเชิงคุณภาพ: การรับรู้การพฒั นา ความคิดเหน็ ต่อการพฒั นา เหตผุ ลที่มาใชบ้ รกิ าร ภาพทอ่ี ยากเห็น ขอ้ เสนอแนะ ฯลฯ
รปู ภาพที่ 1 กรอบแนวคดิ การวจิ ัย
รูปแบบการวิจยั แบบเชิงพรรณนา (Descriptive Research) มีกลุ่มตัวอย่าง คือประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปท่ีอยู่ใน
พ้ืนที่รบั ผดิ ชอบและเคยมาใชบ้ รกิ ารท่ีหนว่ ยบริการในเครือขา่ ยบริการปฐมภมู โิ รงพยาบาลอดุ รธานี โดยคานวณขนาดกลุ่ม
ตัวอย่างตามข้อกาหนดของมาตรฐานการพยาบาลชุมชน สานักการพยาบาล พ.ศ.2561 คือ ร้อยละ 5 ของสถิติค่าเฉล่ีย
จานวนผรู้ บั บริการผูป้ ว่ ยนอกทีม่ ีอายุ 15 ปีข้ึนไปในช่วงเดือนตุลาคม 2559-กันยายน 2560 ท่ีมีค่าเฉลี่ยเดือนละ 36,140
ราย คิดเปน็ จานวน 1,807 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มตามขนาดของหน่วยบริการปฐมภูมิ แล้วสุ่มเลือกอย่าง
เปน็ ระบบได้แบบสอบถามที่สมบูรณ์ จานวน 1,660 ฉบับ ดังรปู ภาพท่ี 2
รพ.สต./ศสม. Size M รพ.สต./ศสม. Size L แบง่ หน่วยบรกิ ารตามขนาด
19 แหง่ 13 แห่ง รวม 32 แห่ง
ส่มุ ตวั อยา่ งแบบเป็นระบบ สมุ่ ตวั อย่างแบบเป็นระบบ 5% จานวนผู้รับบริการ15 ปขี น้ึ ไป
แหง่ ละ 35-49 คน แหง่ ละ 50-80 คน เฉลีย่ /เดือน ของปี 2560 =1,807 คน
960 คน 847 คน
913 คน
747 คน คดั แบบสอบถามทส่ี มบรู ณ์
ได้ 1,660 ฉบบั (คดิ เปน็ 91.87 %)
รปู ภาพที่ 2 การคานวณขนาดกลุ่มตวั อยา่ ง
298
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีที่ 28 ฉบบั ที่ 3 ประจาเดือน กันยายน – ธันวาคม 2563
ข้อ ได้แก่ ความบ่อยในการได้พบกับพยาบาล/เจ้าหน้าที่
เครอื่ งมอื ที่ใชเ้ กบ็ ข้อมูล เม่ือไปใชบ้ รกิ ารในสถานบริการความรู้สกึ เปน็ สว่ นตัวในการ
สร้างแบบสอบถามโดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดตาม รบั บริการและระยะเวลารอรับการตรวจรกั ษา
เกณฑ์มาตรฐานการพัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิของ ส่วนที่ 7 ความคิดเห็น/ความพึงพอใจต่อพฤติกรรม
กระทรวงสาธารณสุขและสานักการพยาบาล ซึ่งมีเน้ือหาที่ การให้บรกิ ารในสถานบรกิ ารและในชุมชนของพยาบาลและ
ครอบคลุมเกณฑป์ ระเมินคุณภาพหน่วยบริการปฐมภูมิและ เจา้ หน้าทส่ี าธารณสุข จานวน 16 ข้อ ไดแ้ ก่ การตรวจเย่ียม
เครือข่ายบริการปฐมภูมิ (มาตรฐาน PCA)2 มาตรฐาน ประชาชนตามบ้าน, กิริยามารยาทในการให้บริการ, การ
รพ.สต.ติดดาวกระทรวงสาธารณสขุ พ.ศ.25603 และเกณฑ์ แสดงความสนใจและเอาใจใส่ผู้รับบริการ, การให้บริการ
ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บริการในชุมชนตาม อ ย่ า ง เ ท่ า เ ที ย ม แ ล ะ ต า ม ล า ดั บ ก่ อ น -ห ลั ง , ก า ร
มาตรฐานการพยาบาลชุมชน สานักการพยาบาล ประชาสัมพันธ์บริการต่าง ๆ ของ รพ.สต./ศสม. ให้
พ.ศ.25614 (รูปภาพท่ี 1) ได้แบบสอบถามประเมินผลการ ประชาชนในพ้ืนที่ทราบอย่างทั่วถึง, การให้คาอธิบาย
ให้บรกิ ารของหน่วยบริการปฐมภูมิ เครอื ข่ายบรกิ ารปฐมภูมิ เกีย่ วกบั โรคและวธิ กี ารรกั ษา, การใหค้ าแนะนาเกี่ยวกับการ
โร งพ ยา บ าล อุด รธ า นี เพื่ อใ ช้ เก็ บร วบ ร วม ข้อมู ล ป ฏิ บั ติ ตั ว เ ม่ื อ เ จ็ บ ป่ ว ย ห รื อ เ พื่ อ ป้ อ ง กั น ก า ร เ จ็ บ ป่ ว ย ,
แบบสอบถามแบง่ เปน็ 9 สว่ น ประกอบด้วย ความสามารถในการตรวจรกั ษาโรคของพยาบาล/เจ้าหน้าท่ี
รพ.สต./ศสม., ความรวดเร็วในการให้บริการ, การเปิด
ส่วนท่ี 1 ข้อมูลท่ัวไปประกอบด้วย ข้อมูลเก่ียวกับ โอกาสให้สอบถามข้อข้องใจเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล,
เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส อาชีพ รายได้ การซักถามอาการและตรวจโดยละเอียด, การรับฟังส่ิงที่
สิทธิการรกั ษา และ การเจ็บป่วย/มีโรคประจาตวั ผู้ปว่ ยพูดอย่างตง้ั ใจ, ความรสู้ กึ ผ่อนคลายหรอื สบายใจขณะ
ตรวจร่างกาย, การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการ
ส่วนที่ 2 ข้อมูลเก่ียวกับการเข้าถึงบริการและความ รักษา, การแสดงความห่วงใยในตัวผรู้ ับบริการ, ความเข้าใจ
คิดเห็นต่อการเปิดทาการ จานวน 2 ข้อ ประกอบด้วย เก่ียวกับปัญหาของผู้รับบริการ, ความรู้สึกภายหลังการรับ
จานวนครัง้ การมาใช้บรกิ าร และความต้องการให้มีการเปิด บรกิ ารจากพยาบาล/เจ้าหน้าท่ีสาธารณสุขและความเข้าใจ
ทาการเพ่ิมเตมิ ปัญหาสุขภาพของตนเองตามที่พยาบาล/เจ้าหน้าท่ีอธิบาย
โดยใช้มาตราส่วนประมาณค่า (rating scale) 5 ระดับ คือ
ส่วนท่ี 3 ข้อมูลเก่ียวกับการจัดระบบบริการของ นอ้ ยท่ีสดุ น้อย ปานกลาง มาก และมากที่สดุ
สถานบริการ จานวน 6 ข้อ ประกอบด้วย ความคิดเห็น
เก่ียวกบั การตอ้ นรบั ของเจ้าหน้าท่ีบัตร ความสะดวกในการ ส่วนท่ี 8 ความพึงพอใจโดยรวมต่อการบริการของ
เดินทางมาใช้บริการ ช่วงเวลาท่ีเปิดทาการทความสะอาด สถานบริการโดยใช้มาตราส่วนประมาณค่า (rating scale)
ของสถานบริการ ความสะดวกสบายของสถานที่และความ 5 ระดบั คอื น้อยทีส่ ุด นอ้ ย ปานกลาง มาก และมากที่สดุ
ปลอดภัยในสถานบริการ โดยใช้มาตราส่วนประมาณค่า
(rating scale) 5 ระดับ คอื นอ้ ยที่สุด นอ้ ย ปานกลาง มาก ส่วนที่ 9 คาถามปลายเปิด เกี่ยวกับการรับรู้การ
และมากที่สุด พัฒนา ความคิดเห็นต่อการพัฒนา เหตุผลที่มาใช้บริการ
ภาพท่อี ยากเหน็ ข้อเสนอแนะอืน่
ส่วนท่ี 4 ข้อมูลการรับรู้เก่ียวกับพยาบาลหรือ
เจ้าหน้าท่ีสาธารณสขุ ประจาครอบครัว จานวน 1 ข้อ ผู้วิจัยใช้แบบสอบถามประเมินการให้บริการของ
หน่วยบริการปฐมภูมิเครือข่ายโรงพยาบาลอุดรธานี เป็น
ส่วนท่ี 5 ข้อมูลการรบั รูเ้ กี่ยวกบั แพทยผ์ ู้ให้บริการใน แบบประมาณค่าในส่วนที่ 3 ส่วนท่ี 7 และส่วนที่ 8 โดย
สถานบริการสาธารณสุข จานวน 3 ข้อ เก่ียวกับการรับรู้ว่า กาหนดใหผ้ ตู้ อบ ตอบระดับความคิดเห็นเป็น 5 ระดับ โดย
มีแพทย์จากโรงพยาบาลมาให้บริการตรวจรักษาท่ีหน่วย มีระดับคะแนนตั้งแต่น้อยทส่ี ดุ (1 คะแนน) ไปถึงระดับมาก
บริการปฐมภูมิ ความรู้สึกเกี่ยวกับพฤติกรรมการให้บริการ ที่สดุ (5 คะแนน) จากนั้นนาคะแนนรวมที่ได้ของแต่ละส่วน
ของแพทย์ที่ออกตรวจในสถานบริการปฐมภูมิ และความ มาแปลผลแลว้ จาแนกความพงึ พอใจเป็น 3 ระดับ ดังนี้มาก
ต้องการอยากให้แพทย์มาตรวจที่หน่วยบริการปฐมภูมิ หมายถึง มีคา่ คะแนนเฉล่ีย ระหว่าง 3.68-5.00, ปานกลาง
บอ่ ยครั้งเพียงใด
ส่วนท่ี 6 ข้อมูลเก่ียวกับการให้บริการในสถาน
บริการของพยาบาลและเจ้าหน้าท่ีสาธารณสุข จานวน 3
299
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
หมายถงึ มีคา่ คะแนนเฉล่ยี ระหวา่ ง 2.34-3.67และ น้อย สาธารณสุข
หมายถึง มีค่าคะแนนเฉล่ีย ระหว่าง 1.00-2.33 จากน้ัน 2. ใช้ค่าเฉล่ีย (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบน
จัดระบบข้อมูลท้ังหมดเป็น 3 ช่วง ตามการแปลผลและ
คานวณสถิติเป็นค่าเฉลี่ยและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน มาตรฐาน (Standard deviation) อธิบายข้อมูลของ
ตามวัตถุประสงค์งานวิจัย แล้วจัดลาดับความพึงพอใจ หน่วยบริการปฐมภูมิ ได้แก่ ข้อมูลการจัดระบบบริการ
รายข้อ รายด้าน และสรุปความพึงพอใจในภาพรวมทั้ง ของสถานบริการ ข้อมูลความพึงพอใจต่อพฤติกรรมการ
เครือขา่ ยบริการปฐมภูมโิ รงพยาบาลอดุ รธานี ให้บริการในสถานบริการและในชุมชนของพยาบาลและ
การตรวจสอบคณุ ภาพเคร่อื งมือ เจ้าหนา้ ท่สี าธารณสขุ ข้อมูลความพึงพอใจต่อการบริการ
โดยรวมของหน่วยบริการปฐมภูมิ และใช้อธิบายข้อมูล
ตรวจสอบความตรง (Validity) ของเน้ือหา โดย ของเครือข่ายบริการปฐมภูมิ (Contracting Unit for
นาแบบสอบถามไปให้ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบ จานวน 3 Primary Care: CUP) โดยสรุปความพึงพอใจต่อการ
ท่าน และปรบั ปรุงแก้ไขจนแบบสัมภาษณ์มีความตรงเชิง ให้บริการของหน่วยบริการปฐมภูมิในภาพรวมของ
เนอื้ หา เครือขา่ ยบริการปฐมภมู ิโรงพยาบาลอุดรธานี
ตรวจสอบความเช่ือมั่น (Reliability) โดยนา 3. ใชก้ ระบวนการตีความเพื่อการวิเคราะห์เน้ือหา
แบบสอบถามที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่างท่ี (content analysis) เกี่ยวกับการรับรู้การพัฒนา ความ
มีลักษณะคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่างจริง โดยสอบถาม คิดเห็นต่อการพัฒนา เหตุผลที่มาใช้บริการ ภาพที่อยาก
ผู้รบั บรกิ ารท่รี พ.สต.และศสม.ในเขตอาเภอเมืองอุดรธานี เหน็ และข้อเสนอแนะอ่ืน ๆ
จานวน 30 คน และทดสอบความเชื่อมั่นโดยวิธีอัลฟา ผลการวจิ ัย
ของครอนบาค ไดค้ ่าความเช่ือม่นั เทา่ กบั 0.92
ส่วนท่ี 1 ข้อมูลท่ัวไปกลุ่มตัวอย่าง 1,660 คน
งานวิจัยน้ีดาเนินการเก็บข้อมูลหลังได้รับการ ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 69.10, ร้อยละ 43.13
รับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ โรงพยาบาลอุดรธานี เป็นผู้สูงอายุ มากกว่าครึ่งจบช้ันประถมศึกษา ร้อยละ
ตามเลขท่ี EC 45/2560 81.93 ใช้สิทธกิ ารรกั ษาเป็นสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า
การเก็บรวบรวมข้อมูล (บัตรทอง), ร้อยละ 43.31 ประกอบอาชีพเกษตรกร,
หนึ่งในสามเปน็ ผู้มีรายได้น้อย โดยพบว่าน้อยกว่า 1,500
โดยนาแบบสอบถามไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างท่ีมารับ บาทต่อเดือน คิดเป็นร้อยละ 35.18 และพบว่าร้อยละ
บรกิ ารที่หน่วยบริการปฐมภูมิในเขตอาเภอเมืองอุดรธานี 52.29 ของกลุ่มตัวอย่างมีปัญหาสุขภาพหรือมีโรค
ได้แก่ รพ.สต. 28 แห่ง และศสม.4 แห่ง รวม 32 แห่ง ประจาตัว
ระหวา่ งเดอื นมนี าคม –กันยายน พ.ศ. 2561
การวิเคราะหข์ อ้ มูล ส่วนที่ 2 ข้อมูลการเขา้ ถึงบริการและความคิดเห็น
ต่อการเปิดทาการของสถานบริการ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง
นาแบบสอบถามทั้งหมดมาตรวจสอบความ ใช้บริการในสถานบริการปฐมภูมิที่เป็นหน่วยบริการหลัก
ถูกต้องและความสมบรู ณข์ องคาตอบของแต่ละฉบับ แล้ว ของตนเองเป็นประจา และมาใช้บริการมากกว่า 7 คร้ัง
นาไปคานวณดว้ ยโปรแกรมสาเร็จรูป โดยวิเคราะห์ข้อมูล คิดเป็นรอ้ ยละ 38.22, ร้อยละ 50.00 คิดวา่ ไม่จาเป็นต้อง
ดังนี้ เพ่ิมเวลาท่ีเปิดทาการ และหากจะมีการเปิดเพิ่มเติม
อยากให้หน่วยบริการปฐมภูมิเปิดในช่วงเวลาเช้าตรู่และ
1. สถิติเชงิ พรรณนา คานวณค่าสถิติ จานวน ร้อย ช่วงพักเท่ียง คิดเป็นร้อยละ 22.90 และ 15.50
ละ ค่าเฉล่ีย ใช้อธิบายเก่ียวกับข้อมูลทั่วไปของกลุ่ม ตามลาดบั
ตัวอยา่ ง ข้อมลู การเข้าถึงบริการและความคิดเห็นต่อการ
เปิดทาการของสถานบริการ การรับรู้เก่ียวกับพยาบาล/ ส่วนท่ี 3 ด้านการจัดระบบบริการของสถาน
เจ้าหน้าท่ีสาธารณสุขประจาครอบครัว การรับรู้เก่ียวกับ บริการ พบว่า ความคิดเห็นต่อการจัดบริการแบบผู้ป่วย
แพทย์ผู้ให้บริการในสถานบริการ และความคิดเห็นต่อ นอกของหน่วยบริการปฐมภูมิเครือข่ายโรงพยาบาล
การใหบ้ ริการในสถานบริการของพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ อุดรธานีในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉล่ีย 4.24
300
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปที ่ี 28 ฉบบั ท่ี 3 ประจาเดือน กนั ยายน – ธนั วาคม 2563
และเมอื่ พิจารณาเปน็ รายข้อ พบว่า มีความพึงพอใจต่อการ ส่วนท่ี 7 ความพึงพอใจต่อพฤติกรรมการให้บริการ
จัดบริการของหน่วยบริการปฐมภูมิอยู่ในระดับมากทุกข้อ ในสถานบริการและในชุมชนของพยาบาลและเจ้าหน้าที่
โดยมีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ความสะอาดของ สาธารณสุข พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับความพึงพอใจต่อ
สถานบริการ ความสะดวกสบายของสถานท่ีบริการ ความ พฤติกรรมการให้บริการของพยาบาลและเจ้าหน้าที่
ปลอดภัยในสถานบริการ ช่วงเวลาที่เปิดทาการ ความ สาธารณสุขในภาพรวมอยู่ระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อ
สะดวกในการเดินทางมาสถานบริการ และการต้อนรับจาก พบเพยี ง 1 ขอ้ ท่มี ีความพึงพอใจในระดบั ปานกลาง คอื การ
เจ้าหนา้ ทีบ่ ัตร ตามตารางที่ 1 ตรวจเยย่ี มประชาชนตามบ้านอยา่ งสม่าเสมอ ดังตารางที่ 2
ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ยและระดับของความพึงพอใจต่อการ ตารางท่ี 2 ค่าเฉลี่ยและระดับของความพึงพอใจต่อ
จัดระบบบริการของสถานบรกิ าร (N=1,660) พฤติกรรมการให้บริการของพยาบาลและเจ้าหน้าที่
สาธารณสขุ ในสถานบริการและในชมุ ชน (N=1,660)
ดา้ นการจดั บริการ ความพึงพอใจ
ของสถานบริการ x̄ (S.D.) ระดับ พฤตกิ รรมการใหบ้ รกิ ารของพยาบาลและ ความพึงพอใจ
1. ความสะอาดของสถานบริการ 4.34 (0.80) มาก เจ้าหนา้ ที่สาธารณสุขในสถานบริการและ
2. ความสะดวกสบายของสถานที่ 4.34 (0.79) มาก x̄ (S.D.) ระดับ
บรกิ าร 4.33 (0.81) มาก ในชมุ ชน
3. ความปลอดภยั ในสถานบริการ 4.21 (0.80) มาก 1. ความร้สู กึ ภายหลงั การรับบรกิ ารจากเจา้ หน้าท่ี 4.09 (0.68) มาก
4. ชว่ งเวลาท่ีเปิดทาการ 4.20 (0.84) มาก 2. การให้คาแนะนาการปฏบิ ตั ติ วั เม่ือเจ็บป่วย 4.06 (0.68) มาก
5. ความสะดวกในการเดินทางมา 4.19 (0.78) มาก 3. การให้คาอธบิ าย เก่ยี วกับโรคและวธิ กี ารรกั ษา 4.04 (0.69) มาก
สถานบริการ 4.24 (0.70) มาก 4. ผู้ใหบ้ ริการแสดงความหว่ งใยในตวั ผรู้ บั บรกิ าร 4.01 (0.69) มาก
6. การตอ้ นรับจากเจา้ หนา้ ท่หี ้อง 5. การซกั ถามอาการและความรู้สกึ โดยละเอยี ด 4.01 (0.67) มาก
บัตร 6. การดแู ลผรู้ ับบริการเท่าเทยี มกนั และตามลาดบั 4.0 (0.71) มาก
7. การแสดงความสนใจและเอาใจใส่ เมอื่ มาใช้ 4.0 (0.68) มาก
รวม บรกิ าร
8. ความเขา้ ใจปัญหาสุขภาพของตนเอง ตามที่ 4.00 (0.62) มาก
เจ้าหน้าทอี่ ธิบาย
ส่วนที่ 4 ข้อมูลการรับรู้ว่ามีพยาบาลหรือเจ้าหน้าท่ี 9. พยาบาล/เจ้าหนา้ ที่ รับฟงั สิ่งท่ีพูดอย่างตั้งใจ 3.98 (0.68) มาก
สาธารณสุขประจาครอบครัว พบว่า ร้อยละ 62.05 ของ 10.ความสามารถในการตรวจรกั ษาโรคของ 3.98 (0.68) มาก
กลุ่มตัวอย่างรับรู้ว่าตนเองมีพยาบาลหรือเจ้าหน้าท่ี เจา้ หนา้ ท่ี
สาธารณสขุ (หมอ)ประจาครอบครัว 11.ความเข้าใจเกี่ยวกบั ปัญหาของผู้รบั บรกิ าร 3.97 (0.70) มาก
12.การเปดิ โอกาสให้สอบถาม เกยี่ วกับการ 3.97 (0.68) มาก
ส่วนท่ี 5 ข้อมลู การรบั รเู้ ก่ียวกบั แพทย์ผู้ให้บริการใน รกั ษาพยาบาล
สถานบริการ ในส่วนน้ีผู้วิจัยประเมินเฉพาะหน่วยบริการ 13. กิรยิ ามารยาท ในการใหบ้ รกิ าร 3.95 (0.67) มาก
ปฐมภูมิ ที่มีแพทย์ออกตรวจประจา จานวน 6 แห่ง พบว่า 14.เปิดโอกาสใหม้ สี ่วนร่วมตัดสนิ ใจเกีย่ วกบั การ 3.94 (0.68) มาก
ร้อยละ 67.66 ของกลุ่มตัวอย่างรับรู้ว่ามีแพทย์ออกตรวจท่ี รกั ษา
สถานบริการสาธารณสุขที่ตนไปใช้บริการ ร้อยละ 93.73 15. การประชาสัมพนั ธบ์ รกิ ารต่าง ๆ ในพื้นที่ 3.92 (0.74) มาก
แสดงความเห็นเก่ียวกับพฤติกรรมบริการของแพทย์ใน 16. ความรวดเรว็ ในการให้บรกิ าร 3.91 (0.71) มาก
ระดับดีข้ึนไป และร้อยละ 49.69 อยากให้แพทย์ออกมา 17.การตรวจเยี่ยมประชาชนตามบา้ นอย่าง 3.65 (0.87) ปาน
ตรวจรกั ษาที่หน่วยบริการปฐมภูมทิ ุกวนั สมา่ เสมอ 3.92 (0.56) กลาง
มาก
ส่วนท่ี 6 การใหบ้ รกิ ารในสถานบรกิ ารของเจา้ หนา้ ที่ เฉล่ยี
พบว่า รอ้ ยละ 66.20 ไดพ้ บพยาบาล/เจา้ หนา้ ที่สาธารณสุข
ทุกคร้ัง ร้อยละ 53.49 รู้สึกถึงความเป็นส่วนตัวขณะรับ ส่วนท่ี 8 ความพึงพอใจโดยรวมต่อสถานบริการ
บรกิ าร และรอ้ ยละ 92.05 ใช้เวลาเฉล่ียรอการตรวจไม่เกิน พบว่า ร้อยละ 84.64 ของกลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจ
30 นาที โดยรวมตอ่ สถานบรกิ ารในระดบั มาก
301 ส่วนที่ 9 เกี่ยวกับการรับรู้การพัฒนา ความคิดเห็น
ต่อการพัฒนา เหตุผลท่ีมาใช้บริการ ภาพที่อยากเห็น
ข้อเสนอแนะอื่น ๆ พบว่า กลุ่มตัวอย่างรับรู้ถึงการพัฒนา
ของหนว่ ยบริการปฐมภมู ิ ในเรื่องสถานที่ บุคลากรและการ
มีเครื่องมือทันสมัย เหตุผลที่มาใช้บริการที่หน่วยบริการ
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
ปฐมภูมิ เพราะความสะดวกในการเดินทาง ไม่แออัด อภิปรายผล
บริการรวดเร็ว มีแพทย์มาตรวจ เจ้าหน้าท่ีเก่ง/ทางานดี กลมุ่ ตัวอยา่ งสว่ นใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 69.10
คุ้นเคยกับเจ้าหน้าที่ และมียาเบาหวาน-ความดันจ่ายให้
เหมือนท่ีได้รับจากโรงพยาบาล ความคาดหวังคือ อยาก อยูใ่ นวัยทางานและยังพบว่ามีผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 60
ให้มีแพทย์มาตรวจประจา เจ้าหน้าท่ีพูดเพราะกับคนไข้ ปีมาใช้บริการถึงร้อยละ 43.13 ซึ่งสอดคล้องกับ
และอยากให้เปิดบริการช่วงเช้าตรู่และช่วงเท่ียงเพ่ิมหาก การศึกษาที่พบว่า เพศหญิงจะมีแนวโน้มมาใช้บริการที่
ทาได้ สถานบริการปฐมภมู ิมากกว่าเพศชาย เน่ืองจากเพศหญิง
เป็นเพศที่มีความสนใจหรือเอาใจใส่ดูแลสุขภาพของ
ผลการประเมินการให้บริการของหน่วยบริการ ตนเองมากกว่าเพศชาย หากมีปัญหาสุขภาพและอาการ
ปฐมภูมิ สรุปเป็นภาพรวมของเครือข่ายบริการปฐมภูมิ เจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ จะตัดสินใจใช้บริการการแพทย์
โรงพยาบาลอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างพึงพอใจใน 3 ด้าน ปฐมภูมิหรือคลินิกหมอครอบครัวมากกว่าเพศชาย และ
เรยี งจากมากไปหาน้อย ดังน้ี ความพึงพอใจต่อพฤติกรรม พบว่าการมีอายุที่มากข้ึนทุก 1 ปีจะมีแนวโน้มมาใช้
การให้บริการของพยาบาลและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอยู่ บริการท่ีสถานบริการปฐมภูมิเพ่ิมขึ้นร้อยละ 35 มีรายได้
ในระดับมาก (x̄ =4.32, S.D.=0.62) ความพึงพอใจ ต่อเดือนประมาณ 5,001-15,000 บาทคิดเป็นร้อยละ
โดยรวมต่อการให้บริการทั้งในสถานบริการสาธารณสุข 35.5 ส่วนรายได้น้อยกว่า 1,500 บาทต่อเดือน คิดเป็น
และในชมุ ชนอย่ใู นระดบั มาก (x̄ =4.01, S.D.=0.69) และ ร้อยละ 35.18 ซึ่งขอ้ มูลมลี ักษณะคล้ายกับการศึกษาของ
ความพึงพอใจต่อการจัดระบบบริการของหน่วยบริการ อรทัย มานะธุระ6ท่ีพบว่า ประชาชนที่มีรายได้ต้ังแต่
ปฐมภูมิอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ =3.53, S.D.=0.75) ดัง 15,000 บาทต่อเดือนลงมาจะมีแนวโน้มมารับบริการที่
ตารางท่ี 3 สถานบริการปฐมภูมิมากกว่ากลุ่มรายได้สูงกว่าถึง 1.8
เท่า6 การที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 52.29 มีปัญหาสุขภาพ
ตารางท่ี 3 ค่าเฉล่ียและระดับความพึงพอใจต่อการ หรือมีโรคประจาตัว แสดงให้เห็นว่าประชาชนมากกว่า
ใ ห้ บ ริ ก า ร ข อ ง ห น่ ว ย บ ริ ก า ร ป ฐ ม ภู มิ ใ น ภ า พ ร ว ม ข อ ง ครึ่งทมี่ ารับบรกิ ารผูป้ ่วยนอกทีห่ น่วยบรกิ ารปฐมภมู ิ CUP
เครือข่ายบริการปฐมภูมิโรงพยาบาลอุดรธานี จาแนกเป็น โรงพยาบาลอุดรธานีเป็นผู้ป่วยท่ีมีโรคเร้ือรังหรือมีโรค
รายดา้ น (N=1,660) ประจาตวั ซง่ึ แตกต่างจากการศกึ ษาของธรี ะ วรธนารตั น์5
ที่พบว่าในกรณีเป็นโรคเร้ือรังจะไม่มีอิทธิพลต่อการ
ดา้ นการใหบ้ ริการของหนว่ ยบริการ ความพึงพอใจ ตัดสินใจเลือกรับบริกา รดูแลรักษาพยาบาลใ น
เครอื ขา่ ยบรกิ ารปฐมภมู ิ x̄ (S.D.) ระดับ โรงพยาบาลและสถานบริการปฐมภูมิอย่างมีนัยสาคัญ
โรงพยาบาลอดุ รธานี ทางสถิติ ผลการศึกษาท่ีต่างกันนี้อธิบายได้ว่า ในช่วง
1. ด้านพฤติกรรมการให้บริการของ 4.32 (0.63) มาก ระยะเวลาที่ศึกษาต่างกันรวมท้ังการเกิดนโยบายการ
พยาบาลและเจ้าหน้าทส่ี าธารณสุขใน พัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิที่ได้เร่ิมดาเนินการมาอย่าง
สถานบริการและในชุมชน CUP รพ. ต่อเน่ือง นโยบายลดความแออัดจากโรงพยาบาลแม่ข่าย
อุดรธานี พร้อมกับมีการพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
โดยเฉพาะโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงให้
2. ดา้ นความพงึ พอใจโดยรวมต่อการ 4.01 (0.69) มาก หน่วยบริการปฐมภูมิสามารถดูแลกลุ่มผู้ป่วยที่สามารถ
บริการของสถานบริการในเครือข่าย ควบคุมโรคได้ดีให้มารับบริการต่อเน่ืองท่ีหน่วยบริการ
บรกิ ารปฐมภมู ิ ปฐมภูมิได้ จึงทาให้ข้อมูลการมารับบริการแบบผู้ป่วย
3. ด้านการจัดการระบบบริการของ 3.53 (0.75) ปาน นอกของผู้ปว่ ยโรคเร้อื รงั ท่ีหน่วยบรกิ ารปฐมภูมิมีเพ่ิมมาก
เครือข่ายบริการปฐมภูมิ (CUP รพ. กลาง ข้นึ
อุดรธาน)ี
การเข้าถึงบริการและความคิดเห็นต่อการเปิดทา
การของสถานบริการ พบว่า รอ้ ยละ 92.5 มาใชบ้ รกิ ารใน
302
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีที่ 28 ฉบับที่ 3 ประจาเดอื น กนั ยายน – ธนั วาคม 2563
หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพประจา
สถานบริการปฐมภมู ิท่ีเปน็ หนว่ ยบรกิ ารหลักของตนเองเป็น ครอบครัว สอดคล้องกับการศึกษาท่ีพบว่าการให้บริการใน
ประจา และเคยมาใช้บริการมากกว่า 7 ครั้งมีถึงร้อยละ หน่วยบริการปฐมภูมิในระดับดีจะมีความสัมพันธ์กับทักษะ
38.22 ซง่ึ ถอื ไดว้ า่ ประชาชนให้ความไว้วางใจในการเลอื กมา การให้บริการเชิงจิตสังคม (Psychosocial care) ซ่ึงการท่ี
ใช้บริการที่หน่วยบริการปฐมภูมิ และร้อยละ 50.00 ของ เจ้าหน้าท่ีได้สอบถามหรือแนะนาเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา
กลุ่มตัวอย่างคิดว่าไม่จาเป็นต้องเพ่ิมเวลาที่เปิดทาการ สุขภาพของผู้รับบริการและครอบครัว จะทาให้เกิด
แสดงได้ว่าการให้บริการในเวลาราชการสามารถตอบสนอง ความรู้สึกมีท่ีพึ่ง เป็นท่ีปรึกษา เกิดความไว้วางใจและ
ต่อความต้องการที่จาเป็นของประชาชนได้ อย่างไรก็ตาม ยอมรับนับถือกัน6 การรับรู้ว่ามีแพทย์ให้บริการในหน่วย
หากมีการเพ่ิมช่วงเวลากลุ่มตัวอย่างอยากให้หน่วยบริการ บริการปฐมภูมิเป็นบางเวลา ส่วนน้ีผู้วิจัยประเมินเฉพาะ
ปฐมภูมิเปิดให้บริการเพ่ิมในช่วงเวลาเช้าตรู่และช่วงพัก หนว่ ยบริการปฐมภูมิของเครือข่ายโรงพยาบาลอุดรธานีท่ีมี
เท่ียง ร้อยละ 22.90 และ 15.50 ตามลาดับสอดคล้องกับ แพทย์ออกตรวจ พบว่า ร้อยละ 67.66 รับรู้ว่ามีแพทย์ออก
การศึกษาของ อรทัย มานะธุระ6 ที่พบว่าผู้รับบริการมารับ ตรวจที่หน่วยบริการปฐมภูมิท่ีตนเองไปใช้บริการ ร้อยละ
บริการปฐมภูมิเฉล่ียอย่างน้อย 2 คร้ังต่อปี และการท่ีผู้มา 93.73 แสดงความเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมบริการของแพทย์
รับบริการมาใช้บริการบ่อยคร้ังกว่า เช่นมากกว่า 7 ครั้งทา ที่ออกตรวจอยู่ในระดับดีข้ึนไป และรอ้ ยละ 49.69 อยากให้
ให้เกดิ สมั พนั ธภาพท่ดี รี ะหว่างผ้รู ับบริการและหน่วยบริการ แพทย์ออกมาตรวจรักษาท่ีหน่วยบริการปฐมภูมิทุกวันจาก
ปฐมภูมิ และจากการศึกษาของโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผลการวิจัยสะท้อนความต้องการบริการจากแพทย์ที่หน่วย
และประชาธิป กะทา7 ที่ได้ข้อสรุปว่า การบริการปฐมภูมิ บริการปฐมภูมิทุกวัน ซ่ึงในสถานการณ์ปัจจุบันไม่สามารถ
เป็นการบริการที่เข้าถึงง่ายจะเป็นท่ีพ่ึงด้านสุขภาพของ จัดแพทย์ประจาหน่วยบริการปฐมภูมิได้ครบทุกแห่ง
ประชาชนได้ อย่างไรก็ตามแม้จะไม่มีแพทย์ให้บริการได้เต็มท่ีแต่หากให้
ความสาคัญกับการจัดบริการสุขภาพให้หน่วยบริการปฐม
การจดั ระบบบริการของสถานบริการ กลุ่มตัวอย่าง ภูมิมีความสะดวกสบาย เข้าถึงง่ายและส่งต่อได้รวดเร็ว มี
แสดงความพงึ พอใจต่อการจัดบริการของหน่วยบริการปฐม การเชื่อมโยงบริการระหว่างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ
ภูมิเครือข่ายโรงพยาบาลอุดรธานีอยู่ในระดับมากทุกหัวข้อ ตาบลกับโรงพยาบาลเครือข่าย พัฒนาระบบยาและ
ซ่ึงแสดงใหเ้ ห็นว่าการพัฒนาระบบบริการของหน่วยบริการ เวชภัณฑ์ และพัฒนาระบบบริการเชิงรุกในชุมชนและการ
ปฐมภูมติ ามแนวทางทีผ่ า่ นมาเปน็ การพฒั นาที่สอดคลอ้ งกบั ดูแลต่อเนื่องร่วมกับสหสาขาวิชาชีพ ก็ถือเป็นกลยุทธ์ของ
ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ส่งผลให้ การพัฒนาระบบการจัดบริการแบบผู้ป่วยนอกท่ีดีในสถาน
ประชาชนท่ีมาใชบ้ ริการเกิดความพึงพอใจตอ่ การจัดบริการ บริการปฐมภูมิ สอดคล้องกับ แนวคิดของบาร์บาร่าสตาร์
ของหน่วยบริการปฐมภูมิ สอดคล้องกับ อรทัย มานะธุระ6 ฟิลด์8 ท่ีให้เน้นองค์ประกอบหลักของการเป็นหน่วยบริการ
ท่ีพบว่า ความคดิ เห็นของผู้รับบริการเก่ียวกับการให้บริการ ปฐมภูมิที่ดีไว้ ได้แก่ การสามารถให้บริการประจาการ
มีคะแนนเฉลี่ยในระดับดีมากและเสนอแนะว่าการประเมิน ให้บริการที่สามารถเข้าใจผู้รับบริการมากกว่าการเข้าใจแค่
มาตรฐานของเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิควรมีการ โรคที่ผู้รับบริการเป็น และการบริการที่รับผิดชอบสุขภาพ
ประเมินผลการดาเนนิ งานในมมุ มองผรู้ ับบรกิ ารอย่างน้อยปี ของผู้ป่วยอย่างรอบด้านทั้งส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค
ละ 1 ครั้งโดยพิจารณาตามคุณลักษณะของหน่วยบริการ รกั ษาโรคและฟืน้ ฟูสภาพรา่ งกาย
ปฐมภูมิเพื่อให้เกิดระบบบริการสุขภาพท่ีมีประสิทธิภาพ
และคุณภาพและเกิดระบบบริการดูแลประชาชนอย่าง การให้บริการในสถานบริการและในชุมชนของ
ตอ่ เน่อื งสอดคลอ้ งกับสภาพความตอ้ งการของประชาชน พยาบาลหรือเจ้าหน้าทส่ี าธารณสขุ ผลการวจิ ยั สอดคล้องกับ
การศึกษาของ อรทัย มานะธุระ6 ท่ีพบว่าผลการให้บริการ
การรับรู้ว่ามีพยาบาลหรือเจ้าหน้าท่ีสาธารณสุข ในหน่วยปฐมภูมิในระดับดีจะมีความสัมพันธ์กับทักษะการ
ประจาครอบครัวร้อยละ 62.05 รับรู้ว่าตนเองมีพยาบาล ให้บรกิ ารเชงิ จติ สงั คมและการศกึ ษาของฮาร์ทอ้างถึงใน คัท
หรือเจ้าหน้าท่ีสาธารณสุข (หมอ) ประจาครอบครัว ซ่ึง ลิยา วสุธาดา9 พบวา่ ระยะเวลารอคอยการรับบริการไม่ควร
หนว่ ยบริการปฐมภูมิควรประชาสัมพนั ธ์ตนเองใหป้ ระชาชน
ในพ้นื ทีไ่ ดร้ บั ทราบว่าตนเองและคนในครอบครัวมีพยาบาล
303
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
นานกวา่ 30 นาที ท้ังน้ีระยะเวลารอคอยการรับบริการท่ี การจัดระบบบริการผู้ป่วยนอกของหน่วยบริการที่อยู่ใน
ยาวนานเกินไปจะส่งผลกระทบต่อความพึงพอใจใน ระดบั ปานกลาง กเ็ ปน็ สง่ิ ทสี่ ะท้อนให้เห็นว่าประชาชนยัง
บริการอ่ืน ๆ ได้ซ่ึงหน่วยบริการปฐมภูมิเครือข่าย ต้องการใหห้ นว่ ยบริการปฐมภูมพิ ฒั นาด้านการจัดบริการ
โรงพยาบาลอดุ รธานี แมส้ ามารถจดั บริการได้รวดเร็ว ลด ให้ดีข้ึนกว่าเดิมอีกถึงแม้หน่วยบริการจะผ่านเกณฑ์
ระยะเวลารอคอยตรวจรักษาได้ แต่ยังต้องพัฒนาในเรื่อง มาตรฐานแล้วก็ตาม และหากอยากให้มีผลรวมมากข้ึน
การจัดบรกิ ารให้มคี วามเปน็ ส่วนตัวมากขน้ึ ผู้วิจัยเห็นว่าควรจัดบริการและกิจกรรมเชิงรุก ดังเช่น
ความพงึ พอใจตอ่ พฤติกรรมการให้บรกิ ารในสถาน งานวิจัยของ กิตติศักด์ิ ด่านวิบูลย์และคณะ10 ที่เสนอว่า
บ ริ ก า ร แ ล ะ ใ น ชุ ม ช น ข อ ง พ ย า บ า ล แ ล ะ เ จ้ า ห น้ า ที่ การให้บริการคลินิกเชิงรุก พร้อมกับการจัดให้มีกิจกรรม
สาธารณสุขพบว่า อยู่ในระดับมากโดยมีค่าเฉลี่ย 3.92 กลุ่มร่วมกัน การใช้กระบวนการกลุ่มเรียนรู้ ร่วมกันถอด
แสดงให้เห็นว่าหน่วยบริการปฐมภูมิควรเพ่ิมการบริการ บ ท เ รี ย น เ ป็ น แ น ว ท า ง ดู แ ล ต น เ อ ง ใ ห้ ป ล อ ด ภั ย จ า ก
เชงิ รกุ ให้มากข้ึนโดยเฉพาะการตรวจเย่ียมประชาชนตาม ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ของโรค ซ่ึงผู้วิจัยเห็นว่าการ
บ้านอย่างสม่าเสมอของพยาบาล/เจ้าหน้าท่ีสาธารณสุข ติดตามเย่ียมเครือข่ายของทีมสหสาขาวิชาชีพการใช้
ซ่ึงโรงพยาบาลแม่ข่ายอาจต้องสนับสนุนทีมสหสาขา ระบบ IT ทาให้เชื่อมโยงข้อมูลการดูแลผู้ป่วยร่วมกันท้ัง
วิชาชีพในการร่วมเยี่ยมบ้านในรายที่มีปัญหายุ่งยาก ระบบ ทั้งหมดนี้จะส่งผลต่อระดับความพึงพอใจของ
ซับซ้อน หรือเกินศักยภาพของบุคลากรในหน่วยบริการ ผู้รับบริการและในปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขมี
ปฐมภูมิ รวมทั้งการจัดทาแนวทางการดูแลต่อเน่ืองใน นโยบายการพัฒนาหนว่ ยบริการปฐมภมู ใิ ห้มีคุณภาพตาม
ชุมชนในกลุ่มโรคท่ีสาคัญและเป็นปัญหาของพ้ืนที่ เพื่อ เกณฑ์ รพ.สต. ติดดาวและมีคู่มือแนวทางการพัฒนา
ร่วมดแู ลเปน็ ทีมสหสาขาวิชาชีพ รวมถึงการพัฒนาระบบ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลติดดาว (รพ.สต.
การส่งต่อข้อมูลการดูแลต่อเนื่องระหว่างโรงพยาบาลกับ ติดดาว) ปี 256211 ซ่ึงผู้วิจัยเห็นว่าแนวทางการพัฒนา
หน่วยบรกิ ารปฐมภูมิ หน่วยบริการปฐมภูมิตามมาตรฐาน รพ.สต. ติดดาวและ
ความพึงพอใจโดยรวมต่อสถานบริการพบว่า อยู่ การพัฒนาคลินิกหมอครอบครัว (PCC) น่าจะเป็น
ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 84.64 แสดงให้เห็นว่า แนวทางใหห้ น่วยบรกิ ารปฐมภูมิจัดบรกิ ารให้ได้มาตรฐาน
หน่วยบริการปฐมภูมิสามารถจัดบริการได้สอดคล้องกับ และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากขึ้นได้
ความต้องการของผู้รับบริการในพื้นท่ี แต่ก็มีร้อยละ ทั้งนี้ต้องอาศัยกระบวนการนิเทศ ติดตามกากับการ
15.36 ท่พี อใจในระดับน้อยถงึ ปานกลาง ซึ่งหน่วยบริการ พัฒนาตามมาตรฐานทีก่ าหนดไปควบคูก่ ัน
ปฐมภูมติ อ้ งพฒั นาสถานบริการตามบริบทของแต่ละพนื้ ที่ ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวิจัยไปใช้
ให้ครอบคลุมทั้งด้านสถานที่ การบริหารจัดการ การ
จัดระบบบริการให้ทันสมัยและตอบสนองความต้องการ ดา้ นบรกิ ารสขุ ภาพ
ของประชาชน การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร และ 1. หน่วยบริการปฐมภูมิแต่ละแห่งควรเพิ่มการ
การปรบั ปรุงพฤติกรรมบรกิ ารของบคุ ลากรทุกระดับ ให้ดี บริการเชิงรุกในชุมชนและการตรวจเยี่ยมประชาชนตาม
ย่งิ ขึน้ ต่อไป บ้านโดยอาศัยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในพื้นท่ี
ผลการประเมินความพึงพอใจต่อการให้บริการ อย่างสม่าเสมอให้มากขึ้น รวมท้ังมีการพัฒนาศักยภาพ
แบบผู้ป่วยนอกของ CUP โรงพยาบาลอุดรธานี แสดงให้ ทีมใหม้ คี วามพรอ้ มในการปฏิบตั งิ านในชุมชน
เห็นว่า เม่ือประชาชนในพ้ืนท่ีมีความพึงพอใจต่อ 2. ควรกาหนดทิศทางการพัฒนาศักยภาพหน่วย
พฤติกรรมการให้บริการของพยาบาลและเจ้าหน้าที่ บรกิ ารปฐมภูมิ (รพ.สต.) ใหส้ ามารถรองรบั การจัดบริการ
สาธารณสขุ ในหนว่ ยบริการปฐมภมู แิ ลว้ จะประทบั ใจเกิด ท่ีสูงข้ึน เช่นการพิจารณากรอบยาในหน่วยบริการปฐม
ความรักความผูกพันกับพยาบาลและบุคลากรในหน่วย ภูมิ การนาเทคโนโลยีหรือนวตกรรมมาใช้พัฒนาระบบ
บริการปฐมภูมิ ส่งผลให้ความพึงพอใจโดยรวมต่อสถาน บริการของหน่วยบริการปฐมภูมิให้ทันสมัยและมีระบบ
บรกิ ารอยใู่ นระดับมากไปดว้ ยกนั สว่ นความพึงพอใจด้าน สนบั สนนุ จากโรงพยาบาลแม่ข่าย
304
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปีที่ 28 ฉบบั ที่ 3 ประจาเดอื น กันยายน – ธันวาคม 2563
เข้าถึงได้จาก: http://kb.hsri.or.th/dspace/bitstream/
3. เครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ (CUP) ควรมีการ handle/11228/4457/hs2270.pdf?
ปรับปรุงแนวทางปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยตามกลุ่มโรค sequence=3&isAllowed=y.
ต่าง ๆ ที่สาคัญของพ้ืนที่ และแนวทางการจัดบริการแบบ
ผู้ป่วยนอกให้กับหน่วยบริการปฐมภูมิให้เป็นปัจจุบัน เพ่ือ 6. อรทัย มานะธุระ. การให้บริการปฐมภูมิของ
เป็นคู่มือในการปฏิบัติงานให้กับบุคลากรในหน่วยบริการ เครือข่ายบริการสุขภาพจากมุมมองผู้รับบริการ อาเภอจัก
ปฐมภมู ิ ราช จังหวัดนครราชสีมา. ว.วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี
นครราชสมี า 2555;18(1): 17-28.
ดา้ นการวจิ ยั
ควรมกี ารศกึ ษาวจิ ยั เชงิ ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมใน 7. โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์,ประชาธิป กะทา.
การพัฒนารูปแบบการสร้างความพึงพอใจต่อระบบบริการ สุขภาพปฐมภูมิบริการปฐมภูมิจากปรัชญาสู่การปฏิบัติการ
ของหน่วยบริการปฐมภูมิ โดยการศึกษาในประเด็นเฉพาะ สุขภาพมิติใหม่. พิมพ์คร้ังท่ี 2. กรุงเทพฯ: มีดีกราฟฟิค;
ด้าน เชน่ การเยีย่ มบา้ นเชิงรกุ ในกลมุ่ ผ้ปู ่วยเฉพาะ หรือการ 2551.
จัดระบบบริการส่งต่อที่เชื่อมโยงระหว่าง รพ.สต. และ
โรงพยาบาลแมข่ ่าย เป็นต้น 8. Starfield, B. Primary care concept: Evalua-
เอกสารอา้ งอิง tion and Policy. Rev ed. England: Oxford Universi-
1. สตางค์ ศุภผล. Primary care บริการปฐมภูมิ ty; 1998.
บริการที่ใกล้ใจ ใกล้บ้าน.[อินเทอร์เน็ต]. 2553 [เข้าถึงเมื่อ
1 1 ธั น ว า ค ม 2 5 6 0 ] . เ ข้ า ถึ ง ไ ด้ จ า ก : http// 9. คัทลิยา วสุธาดา. การพัฒนารูปแบบการ
www.thaiichr.org/upload/forum/PCFM01.pdf. ดาเนินงานเพื่อลดระยะเวลารอคอยการรับบริการในผู้ป่วย
2. สานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. เกณฑ์ โรคเรือ้ รงั ศนู ยส์ ขุ ภาพชุมชนเมอื งท่าช้าง จงั หวัดจันทบุรี. ว.
ประเมินคุณภาพหน่วยบริการปฐมภูมิและเครือข่ายบริการ วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี 2560; 28(1): 80-
ปฐมภมู ิ. มปท; 2554. เอกสารอัดสาเนา. 89.
3. กระทรวงสาธารณสุข กองยุทธศาสตร์และ
แผนงาน. เกณฑ์ประเมินโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบล 10. กิติศักด์ิ ด่านวิบูลย์, พิสิฐ อินทรวงษ์โชติ,
ติดดาว (รพ.สต.ติดดาว). [อินเทอร์เน็ต]. 2560 [เข้าถึงเมื่อ มณีวรรณ ต้ังขจรศักดิ์, เสาวลักษณ์ สัจจา.ประสิทธิผลการ
1 0 ม ก ร า ค ม 2 5 6 1 ] . เ ข้ า ถึ ง ไ ด้ จ า ก : http// พัฒนาระบบบริการงานผู้ป่วยนอกและหน่วยบริการปฐม
www.ylo.moph.go.th/webssj/file 2018/d26122560- ภูมิเครือข่าย โรงพยาบาลหนองคาย. ว.ศูนย์การศึกษา
1 pdf. แพทยศาสตรคลินิก โรงพยาบาลพระปกเกล้า 2556; 30
4. สานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กองการ (1): 56-70.
พยาบาล. แนวทางการจัดเก็บตัวชี้วัดการพัฒนาคุณภาพ
บริการพยาบาล ประจาปีงบประมาณ 2561. กรุงเทพฯ: 11. สานักสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ. คู่มือ
ส่อื ตะวนั ; 2561. แนวทางการพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลติด
5. ธีระ วรธนารัตน์, ภัทรวัณย์ วรธนารัตน์, ณัฐพล ดาว(รพ.สต.ติดดาว) ปี 2562. [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเม่ือ
แยม้ ฉมิ , พิมชนก สงิ หา, มณฑิชา เจนพานิชย์ทรัพย์,ปณัชช์ 1 0 มี น า ค ม 2 5 6 2 ] . เ ข้ า ถึ ง ไ ด้ จ า ก : http://
ฐิตา ผากานนท์. โครงการวจิ ัยเพือ่ พฒั นารูปแบบและระบบ cro.moph.go.th/cppho/download/969_2612
บ ริ ก า ร ป ฐ ม ภู มิ เ ข ต เ มื อ ง : ก ร ณี ศึ ก ษ า ใ น พ้ื น ที่ 2018.pdf
กรุงเทพมหานคร 2559. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
(สวรส.). [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 11 ธันวาคม 2561].
รับตน้ ฉบบั : 19 กุมภาพนั ธ์ 2563, ไดร้ บั บทความปรบั ปรงุ : 8 ตลุ าคม 2563, รบั ลงตีพิมพ์: 15 ตุลาคม 2563
305
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีท่ี 28 ฉบบั ท่ี 3 ประจาเดอื น กนั ยายน – ธนั วาคม 2563
โรคไตอักเสบเฉียบพลันจากการติดเชื้อสเตรปโตคอคคัสของผู้ปว่ ยเดก็ ในโรงพยาบาลอดุ รธานี
สณุ สิ า ศิลาเดช กมุ ารแพทย์ พบ., ว.ว. (กมุ ารเวชศาสตร์)
บทคัดยอ่
โรคไตอักเสบเฉียบพลันจากการติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส (Acute Post Streptococcal Glomerulonephritis:
APSGN) เป็นสาเหตขุ องโรคไตอักเสบท่ีพบบ่อยในเด็กในประเทศกาลังพัฒนา ในประเทศไทยการศึกษาเกี่ยวกับอุบัติการณ์
ลักษณะทางคลินิก และผลการรักษายังไม่ทราบแน่ชัดการพยากรณ์ของโรค APSGN ส่วนใหญ่ดีแต่พบมีภาวะแทรกซ้อนท่ี
รุนแรงได้ การพยากรณ์โรคในระยะยาวยังไม่ทราบแน่ชัด การศึกษาแบบย้อนหลังน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุบัติการณ์
ลักษณะทางคลินิก ผลการรักษา ภาวะแทรกซ้อน และผลการติดตามการรักษาของผู้ป่วยเด็ก APSGN ในโรงพยาบาล
อุดรธานี ทาการศกึ ษาโดยการเก็บรวบรวมข้อมลู จากเวชระเบยี นของผปู้ ว่ ยเด็กอายุนอ้ ยกว่า 15 ปีทไ่ี ดร้ บั การวนิ ิจฉัยเป็นโรค
APSGN ในโรงพยาบาลอุดรธานรี ะหว่างวันท่ี 1 มกราคม 2559 ถึง 31 ธนั วาคม 2562 โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาแสดงผลเป็น
จานวน ร้อยละ สัดส่วน ค่าเฉลี่ย สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน พิสยั ค่ามธั ยฐาน
ผลการศึกษา ผู้ป่วยท้ังหมด 43 ราย พบอุบัติการณ์การเกิดโรคต้ังแต่ปี 2559 ถึง 2562 เท่ากับ 8.9, 3.6, 1.9, 1.5
รายตอ่ แสนของประชากรเด็กอายนุ อ้ ยกว่า 15 ปี ตามลาดับ เป็นเพศชาย 27 คน (ร้อยละ 62.8) เพศหญิง 16 คน (ร้อยละ
37.2) อัตราส่วนชายต่อหญิง 1.7:1 ผู้ป่วยมีอายุระหว่าง 9.4 ปีถึง 14.9 ปี อายุเฉล่ีย 11.6 ปี การเกิดโรคพบมากในช่วง
ฤดูฝน (กรกฎาคม-กันยายน) อาการแสดงท่ีพบมากสุดคือความดันโลหิตสูงร้อยละ 90.7 ปัสสาวะมีเลือดปนร้อยละ 90.7
และบวมร้อยละ 81.4 ผปู้ ว่ ยมปี ระวตั กิ ารตดิ เช้อื ในลาคอและทางเดินหายใจส่วนบนนามาก่อนร้อยละ 60.5 มีการติดเช้ือท่ี
ผิวหนังร้อยละ 11.6 ไม่มีประวัติการติดเช้ือนามาก่อนร้อยละ 27.9 ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบ microscopic
hematuria ร้อยละ 93.0 proteinuria (urine dipstick test) ร้อยละ 88.0 ผลการตรวจเลือด ASO titer ให้ผลบวก
ร้อยละ 97.7 serum C3 ต่ากว่าค่าปกติทุกรายผลของ BUN และ creatinine มีค่าเฉลี่ย 25.5 mg/dL และ 1.2 mg/dL
ตามลาดับ พบภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้แก่ hypertensive encephalopathy 4 ราย (ร้อยละ 9.3) congestive heart
failure 5 ราย (ร้อยละ 11.6) และ rapidly progressive glomerulonephritis 2 ราย (ร้อยละ 4.6) ระยะเวลาที่ตรวจไม่
พบความดันโลหิตสูง proteinuria และ microscopic hematuriaเฉลี่ย 1.6, 19.0 และ 33.7 สัปดาห์หลังเกิดโรค
ตามลาดบั
สรปุ อุบตั ิการณข์ องโรค APSGN ในเดก็ อายนุ อ้ ยกวา่ 15 ปี ในโรงพยาบาลอุดรธานลี ดลง เชน่ เดียวกบั ในประเทศ อืน่
ๆ อาการแสดงท่ีพบบ่อย คือ ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะมีเลือดปน และบวม การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ช่วยในการ
วินจิ ฉัยคือ ASO titer และ C3 พบผู้ปว่ ยทม่ี ีภาวะแทรกซ้อนท่รี นุ แรงจากโรคค่อนขา้ งสูงได้แก่ hypertensive encephalo-
pathy, congestive heart failure และ RPGN แต่ผลการรักษาดี ผลการตดิ ตามการรกั ษาพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่หายดี และ
มกี ารพยากรณ์โรคในระยะสนั้ ดีมาก
คาสาคญั : acute post streptococcal glomerulonephritis, children, incidence
Corresponding author: พ.ญ.สุณสิ า ศิลาเดช โทรศพั ท์ 081-7395087 E-mail: [email protected]
กลุ่มงานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลอุดรธานี 33 ถนนเพาะนิยม ตาบลหมากแขง้ อาเภอเมือง จงั หวัดอุดรธานี 41000
306
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
Acute post streptococcal glomerulonephritis (APSGN) of children in Udonthani Hospital
Sunisa Siladet, MD.
Abstract
Acute post streptococcal glomerulonephritis (APSGN) is the most common acute glomerulone-
phritis of children in developing country. The incidence and clinical course of disease in Udonthani
hospital have not been reported yet.
This is a retrospective study of patients under 15 years old who were diagnosed with APSGN
between 1st January 2016 to 31st December 2019, objective to study the incidence, clinical manifesta-
tions, results, acute complications, and clinical course in pediatric patients with APSGN in Udonthani
Hospital. This study reviewed the incidence, clinical manifestations, laboratory investigation results, out-
come and acute complications of APSGN from medical records. Descriptive analysis using frequency,
percentage, ratio, mean, S.D., median and range.
Result: Forty-three patients were enrolled in this study. The incidence in 2016 to 2019 were 8.9,
3.6, 1.9, 1.5 cases per 100,000 children under 15 years old, respectively. There were 27 male (62.8%)
and 16 female (37.2), male to female ratio was 1.7:1. The ages of the patients were 9.4-14.9, the mean
age was 11.6 years old. The incidence was high in the rainy season (July-September). Common clinical
manifestations were hypertension (90.7%), gross hematuria (90.7%) and edema (81.4%). The rates of
infection before onset of APSGN were pharyngitis (60.5%) and skin infection (11.6%). Laboratory investi-
gations showed microscopic hematuria (93.0%), proteinuria (88.0%). ASO titer were positive (97.7%), low
serum C3 (100%)., The mean blood urea nitrogen and serum creatinine were 25.5 mg/dL and 1.2 mg/dL.
There were 11 patients with severe complications including hypertensive encephalopathy (9.3%),
congestive heart failure (11.6%), and rapidly progressively glomerulonephritis (4.6%). All patients had
excellent results. Hypertension, proteinuria, and microscopic hematuria were disappeared within 1.6,
19.0 and 33.7 weeks respectively.
Conclusion: The incidence of APSGN in pediatric patients in Udonthani Hospital has decrease
compared with the past, The common manifestations were hypertension, gross hematuria and
edema. The, ASO titer and serum C3 are essential for diagnosis APSGN, The severe complications are
hypertensive encephalopathy, congestive heart failure and RPGN. The result and short-term prognosis of
APSGN in children is excellent.
Keywords: acute post streptococcal glomerulonephritis, children, incidence
307
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีที่ 28 ฉบับท่ี 3 ประจาเดอื น กนั ยายน – ธันวาคม 2563
บทนา นอกจากน้ีการเติมฟลูออไรด์ในน้าซ่ึงมีฤทธ์ิในการฆ่าเช้ือ
แบคทีเรียมีผลทาให้ความรุนแรงของเช้ือ GABHS ลดลง5
Acute poststreptococcal glomerulonephritis
(APSGN) คือภาวะไตอักเสบเฉียบพลันจากการติดเช้ือส อุบัติการณ์ของโรค APSGN ในประเทศไทยยังไม่
เตรปโตคอคคัส ภาวะไตอักเสบเฉียบพลันน้ีเป็นผลมาจาก ทราบแน่นอน เน่อื งจากส่วนใหญข่ องเดก็ ทีเ่ ป็นโรคนี้มักเป็น
กลไกทางอิมมูนซึ่งเกิดตามหลังการติดเชื้อ group A beta แบบไม่แสดงอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อยจึงไม่ได้มา
hemolytic streptococcus (GABHS), Streptococcus พบแพทย์ โดยอัตราส่วนของผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการต่อ
pyogenes ผู้ป่วยมักจะมีการติดเชื้อในลาคอหรือติดเช้ือท่ี ผู้ป่วยที่แสดงอาการไตอักเสบอยู่ระหว่าง 4-5:16 มี
ผิวหนังนามากอ่ นประมาณ 1-4 สปั ดาหแ์ ลว้ จะมอี าการของ การศึกษาพบว่า APSGN มักเกิดในเด็กอายุ 4-14 ปี
ไตอักเสบเฉียบพลันตามมาโดยอาการแสดงของโรคมี โดยเฉพาะช่วงอายุ 5-9 ปี พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
หลากหลาย ตงั้ แตไ่ ม่มอี าการ หรือมีอาการเพยี งเลก็ นอ้ ยคือ 1.7-2:1 รายงานการศึกษาต่าง ๆ ต้องอาศัยข้อมูลจาก
มี ปั ส ส า ว ะ ป น เ ลื อ ด แ บ บ ท่ี ม อ ง ไ ม่ เ ห็ น ด้ ว ย ต า เ ป ล่ า ผู้ป่วยทเ่ี ขา้ รับการรกั ษาในโรงพยาบาล
(microscopic hematuria) ไปจนถึงมอี าการของไตอักเสบ
เฉียบพลัน คือมีอาการบวม ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะมี โรงพยาบาลอุดรธานีเป็นโรงพยาบาลศูนย์ท่ีรับดูแล
เลอื ดปนเหน็ ไดด้ ว้ ยตาเปลา่ (gross hematuria) และ/หรือ ผู้ปว่ ยเดก็ ภายในจงั หวัดอุดรธานีและรับส่งต่อผู้ป่วยในกรณี
มีโปรตนี รั่วในปัสสาวะ (proteinuria) บางรายอาจมีโปรตีน ที่มีความซับซ้อนจากโรงพยาบาลในเขตสุขภาพที่ 8
รั่วถงึ เกณฑ์ nephrotic range มกี ารทางานลดลงของไตได้ ผู้ทาวจิ ยั จงึ มคี วามสนใจทาการศึกษารวบรวมรายงานผปู้ ่วย
บางรายมีการเพ่ิมข้ึนของระดับ creatinine ในเลือด เด็กท่ีวินิจฉัย APSGN ในโรงพยาบาลอุดรธานีขึ้นเพื่อให้
พ บ ภ า ว ะ rapidly progressive glomerulonephritis ทราบถึงอุบัติการณ์ ลักษณะทางคลินิก ผลตรวจทาง
(RPGN)1 ได้ร้อยละ 0.5 ผู้ป่วยบางรายมีภาวะแทรกซ้อนที่ ห้องปฏิบัติการ ผลการรักษา ภาวะแทรกซ้อนของโรค
รุ น แ ร ง ไ ด้ แ ก่ hypertensive encephalopathy, ตลอดจนผลการติดตามการรักษา เพื่อเป็นข้อมูลที่เป็น
congestive heart failure และไตวายเฉยี บพลันได้ ประโยชนใ์ นการดูแลรกั ษาผู้ปว่ ยกล่มุ น้ีต่อไป
วตั ถุประสงค์
การวินิจฉัยโรคอาศัยท้ังอาการและอาการแสดง
ร่วมกับผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยผู้ป่วยจะมี เพ่ือศึกษาอุบัติการณ์ ลักษณะทางคลินิกผลการ
อาการแสดงของไตอักเสบเฉียบพลันตรวจปัสสาวะพบมี ตรวจทางห้องปฏิบัติการ ผลการรกั ษา ภาวะแทรกซอ้ นและ
เ ลื อ ด ป น ร่ ว ม กั บ ต ร ว จ พ บ ห ลั ก ฐ า น ก า ร ติ ด เ ช้ื อ การดาเนินโรคของผู้ป่วย APSGN ท่ีอายุน้อยกว่า 15 ปี ใน
streptococcus จากการตรวจ Anti streptolysin O titer โรงพยาบาลอุดรธานี ระหว่าง วันท่ี 1 มกราคม พ.ศ.2559
(ASO titer), Anti-deoxyribonuclease (AntiDNaseB) ถงึ วันท่ี 31 ธนั วาคม พ.ศ.2562
และตรวจพบว่ามีปฏิกิริยาทางอิมมูน คือ ระดับของ com- ประชากรและวธิ ีการศกึ ษา
plement 3 (C3) ในเลือด ต่า2 APSGN เป็นสาเหตุของไต
อักเสบเฉียบพลันที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก อุบัติการณ์ของโรค ทาการศึกษาย้อนหลังข้อมูลผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า
พบประมาณ 450,000 รายต่อปที ่ัวโลก และเปน็ สาเหตุการ 15 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น APSGN และเข้ารับการ
ตายถึง 5,000 รายต่อปี ประมาณร้อยละ 97 ของโรคเกิด รักษาในโรงพยาบาลอุดรธานี ตั้งแต่วันท่ี 1 มกราคม
ในประเทศกาลังพัฒนาอุบัติการณ์ของโรคAPSGN ใน พ.ศ.2559 ถึงวันท่ี 31 ธันวาคม พ.ศ.2562 ทุกรายจานวน
ประเทศกาลังพัฒนาพบได้ 9.5 ถึง 28.5 ต่อประชากร 43 ราย โดยสบื คน้ จากเวชระเบียนผูป้ ว่ ยใน และผู้ป่วยนอก
100,000 รายต่อปี3-4 ในปัจจุบันอุบัติการณ์การเกิดโรค โดยเก็บข้อมูลพื้นฐานได้แก่อายุ เพศ ภูมิลาเนา ช่วงเวลาที่
APSGN ลดลงอย่างมีนัยสาคัญทั้งในประเทศท่ีพัฒนาและ พบการเกิดโรค ข้อมูลเก่ียวกับอาการและอาการแสดง การ
ประเทศกาลังพัฒนา เนื่องจากมีสาธารณะสุขท่ีดีขึ้น มีการ ติดเชื้อก่อนเกิดโรค ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ให้ยาปฏิชีวนะรักษาการติดเช้ือ streptococcus เร็วและ ผลการรักษา ภาวะแทรกซ้อนและการติดตามการดาเนิน
ครอบคลุมมากขึ้น ทาให้การแพร่กระจายของเช้ือลดลง โรคของผู้ป่วย APSGN
308
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
ขอ้ พจิ ารณาทางจริยธรรม
การศึกษานี้ผ่านการพิจารณาและรับรองจาก ช่วงระยะท่ีพบผู้ป่วยโรคนี้มากที่สุดคือช่วงฤดูฝน
ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร จ ริ ย ธ ร ร ม ก า ร วิ จั ย ใ น ม นุ ษ ย์ ข อ ง และฤดูหนาว คือช่วงเดอื นกรกฎาคมถึงกันยายน จานวน
โรงพยาบาลอุดรธานี เลขท่ี 27/2563 17 ราย (ร้อยละ 39.5) และช่วงเดือนพฤศจิกายนถึง
การวเิ คราะห์ขอ้ มูลทางสถิติ มกราคม จานวน 15 ราย (ร้อยละ 34.9) ในช่วงฤดูร้อน
ข้อมูลท่ีได้จากการศึกษานามาวิเคราะห์ทางสถิติ พบผ้ปู ่วยเพียง 4 ราย ดังแสดงในแผนภูมิที่ 2
โดยโปรแกรมSPSS version 23 แสดงผลเป็นจานวน แผนภูมิท่ี 2 แสดงจานวนผู้ป่วย APSGN ในแต่ละ
ร้อยละ (percent) ค่าเฉล่ีย (mean) ค่าเบ่ียงเบน เดือนเปน็ จานวนคนต่อเดอื น
มาตรฐาน (standard deviation) พิสัย (range) ค่ามัธย
ฐาน (median) และสัดสว่ น (ratio) ตารางท่ี 1 ข้อมลู พืน้ ฐานของผู้ป่วย APSGN (N=43)
ผลการศกึ ษา
ในช่วงท่ีทาการศึกษามีผู้ป่วยเด็ก APSGN ท่ีเข้า ขอ้ มูลพนื้ ฐาน จานวน (รอ้ ยละ)
รับการรักษาในโรงพยาบาลอุดรธานี ต้ังแต่ วันที่ 1 ผ้ปู ่วยท้ังหมด 43
มกราคม พ.ศ.2559 ถึง วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2562 อายเุ ฉล่ยี (ปี) mean (S.D.)
รวมระยะเวลา 4 ปี ทั้งหมดจานวน 43 ราย 11.6 (1.43)
อุบตั กิ ารณ์ ผู้ปว่ ยท้งั หมด 43 ราย อุบัติการณ์การ Range 9.4 - 14.9
เกดิ โรคในปี 2559 ถึง 2562 คือ 8.9, 3.6, 1.9, 1.5 ราย เพศ 27 (62.8)
ต่อแสนประชากรอายุน้อยกว่า 15 ปี ตามลาดับ ท้ังหมด 16 (37.2)
เป็นผู้ป่วยชาย 27 ราย (ร้อยละ 62.8) ผู้ป่วยหญิง 16 ชาย
ราย (ร้อยละ37.2) คิดเป็นอัตราส่วน ชาย:หญิง เป็น หญิง 17 (39.5)
1.7:1 ผ้ปู ่วยมีอายตุ ัง้ แต่ 9.4 - 14.9 ปี อายุเฉล่ีย 11.9 ปี ภูมลิ าเนา 26 (60.5)
โดยช่วงอายุท่ีพบบ่อยที่สุดคือ 10-13 ปี จานวน 39 ราย
คิดเป็นร้อยละ 90.6 ดังแสดงในแผนภูมิที่ 1 ผู้ป่วยส่วน อาเภอเมอื ง
ใหญ่เป็นคนไข้ที่รับส่งต่อมาจากโรงพยาบาลชุมชนใน ส่งต่อจากโรงพยาบาลอ่นื
จังหวัดอุดรธานีจานวน 22 ราย (ร้อยละ 51.2) จาก
จังหวัดอื่น 2 ราย (ร้อยละ 4.6) เป็นผู้ป่วยในเขตอาเภอ ลักษณะทางคลินกิ ผปู้ ว่ ยมปี ระวตั กิ ารติดเชื้อนามา
เมอื ง 19 ราย (ร้อยละ 44.2) ดงั ในตารางที่ 1 ก่อนเกิดโรค 31 รายโดยแบ่งเป็นผู้ป่วยท่ีมีการติดเช้ือใน
แผนภมู ทิ ี่ 1 แสดงจานวนผู้ป่วย APSGN แยกตามเพศ ลาคอและทางเดนิ หายใจสว่ นบน 26 ราย (ร้อยละ 60.5)
และอายุ ผู้ป่วยทมี่ กี ารติดเชอ้ื ทผ่ี วิ หนัง 5 ราย (ร้อยละ 11.6) และ
ไม่พบประวัติการติดเช้ือนามาก่อน 12 ราย (ร้อยละ
309 29.7) จากการศึกษาน้ีพบว่าส่วนใหญ่ผู้ป่วย APSGN มา
ด้วยอาการของไตอักเสบเฉียบพลันโดยมีอาการหลักที่
สาคญั ครบทัง้ 3 อาการ คอื ปัสสาวะปนเลือดเห็นด้วยตา
เปลา่ ความดนั โลหติ สูงและบวม นอกจากนี้ยังพบผ้ปู ว่ ยท่ี
มีอาการทางระบบ (systemic) ทีเ่ ป็นอาการสาคัญคือ ไข้
ปวดท้อง อาเจียน ผู้ป่วยมีอาการบวม 35 คน (ร้อยละ
81.4) ความดันโลหิตสูง 39 คน (ร้อยละ 90.7) ปัสสาวะ
ปนเลือด 39 คน (ร้อยละ 90.7) ไข้ 12 ราย (ร้อยละ
27.9) ปัสสาวะนอ้ ย 8 คน (ร้อยละ 18.6) และปวดศีรษะ
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปที ี่ 28 ฉบับท่ี 3 ประจาเดอื น กนั ยายน – ธันวาคม 2563
ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ผลการตรวจ
7 คน (ร้อยละ16.3) พบผู้ป่วยท่ีมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ปัสสาวะในผ้ปู ว่ ย 43 ราย พบมี microscopic hematuria
ได้แก่ hypertensive encephalopathy 4 คน (ร้อยละ 40 ราย (ร้อยละ 93.0) pyuria 13 ราย (ร้อยละ 30.2)
9.3) congestive heart failure 5 คน (ร้อยละ 11.6) proteinuria (dipstick) 38 ราย (ร้อยละ 88.0) เป็น
Rapidly progressive nephropathy (RPGN) 2 คน (ร้อย proteinuria ในระดับ nephrotic range 3 ราย (ร้อยละ
ละ4.6) ในผู้ป่วยท่ีมีภาวะความดันโลหิตสูงจานวน 6.8) ผลการตรวจเลือด พบว่าค่า Hemoglobin (Hb) 6.5-
39 รายจาแนกเป็น stage 1 hypertension 13 ราย (ร้อย 13.7 g/dL เฉลี่ย 10.6 g/dL Hematocrit 21-41% เฉล่ีย
ละ30.2) stage 2 hypertension จานวน 26 ราย (ร้อยละ 32.6% ซึ่งมีค่าเฉล่ียต่ากว่าค่าปกติตามอายุ โดยในผู้ป่วยที่
60.5) ผ้ปู ว่ ยท่ีมีความดันโลหติ ปกติ 4 ราย (รอ้ ยละ 9.3) ดัง มี Hb ต่ากว่าปกติได้มีการส่งตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติมพบมี
แสดงในตารางที่ 2 ภาวะซีดจากโรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia 5 ราย ผู้ป่วย
ทุกรายได้รับการตรวจเลือดเพื่อประเมินการทางานของไต
ตารางท่ี 2 ลักษณะทางคลินิก และภาวะแทรกซ้อนของ พบว่า serum BUN มีค่าตั้งแต่ 7-117 mg/dL เฉลี่ย
ผปู้ ่วย APSGN (N=43) 25.5mg/dL, serum Creatinine (Cr) มีค่าต้ังแต่ 0.6-
11.9 mg/dL คา่ เฉล่ยี 1.2 mg/dL มผี ูป้ ่วยจานวน 14 ราย
ลกั ษณะทางคลนิ ิก จานวน (ร้อยละ 32.6) มีค่า Cr มากกว่า 1.0 ประเมินการทางาน
ความดันโลหติ สูง และภาวะแทรกซ้อน (รอ้ ยละ) ของไตโดยการคานวณค่า estimated glomerular infil-
I. ประวตั ิ อาการ และอาการแสดง 31 (72.1) tration rate(eGFR) คานวณโดยใช้ Jaffe method มีค่า
ประวตั ิการติดเชอื้ นามากอ่ นเกิดโรค 26 (60.5) ต้ังแต่ 10.1-187.8 ml/min/1.73m2 ค่าเฉล่ียที่ 103.2
5 (11.6) mm/min/1.73m2 พบมีผู้ป่วยท่ีมีค่า eGFR น้อยกว่าค่า
- ติดเชือ้ ในลาคอ, ทางเดินหายใจส่วนบน 12 (27.9) ปกติตามอายจุ านวน 19 ราย (รอ้ ยละ 44.2) serum albu-
- ติดเชอ้ื ทีผ่ ิวหนัง 35 (81.4) min ส่งตรวจ 28 ราย มีค่าในช่วง 2.6-4.1 mg/dL เฉล่ีย
ไม่มีประวัตติ ดิ เชอ้ื 39 (90.7) 3.2 mg/dL ผู้ป่วย 17 ราย ได้ตรวจ cholesterol มีค่า
บวม 8 (18.6) ตั้งแต่ 110- 215 mg/dL เฉล่ีย 158.6 mg/dL ทุกรายได้
ปัสสาวะมีเลือดปน 5 (11.6) ส่งตรวจเลือดหาหลักฐานการติดเชื้อ streptococcus โดย
ปัสสาวะนอ้ ยลง 4 (9.3) ส่งตรวจ ASO titer มีผลบวก 42 ราย (ร้อยละ 97.7) โดย
หอบ เหนอื่ ย นอนราบไม่ได้ 7 (16.3) พบค่าตั้งแต่ 200-1600 units/ml มีผู้ป่วยจานวน 9 ราย
ชัก 12 (27.9) ได้ส่งตรวจ AntiDNaseB ซึ่งให้ผลบวกท้ังหมดโดยมีค่าตั้ง
ปวดศรี ษะ 4 (9.3) 266-4100 unit/ml ผู้ป่วยทุกรายได้รับการส่งตรวจวัด
ไข้ 3 (7.0) ระดับ complement โดยวัดค่าระดับ C3 ทุกราย พบ
อาเจยี น 4 (9.3) ระดับ C3 ต่ากว่าค่าปกติทุกรายโดยมีค่าต้ังแต่ 6.6–76.4
ปวดทอ้ ง 39 (90.7) ดงั แสดงในตารางที่ 3
0 (0.0)
II. ระดบั ความดันโลหติ 13 (30.2)
ความดนั โลหิตปกติ (<90th percentile) 26 (60.5)
ความดนั โลหิตสงู
- Prehypertension (90- <95th 4 (9.3)
5 (11.6)
percentile) 2 (4.6)
- Stage 1 hypertension (95- 99th
percentile+ <5 mmHg)
- Stage 2 hypertension (>99th
percentile+ 5 mmHg)
III. ภาวะแทรกซอ้ น
Hypertensive encephalopathy
Congestive heart failure
RPGN
310
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
ตารางที่ 3 แสดงผลการตรวจทางห้องปฏบิ ัตกิ ารของผ้ปู ว่ ย APSGN
ผลการตรวจทางห้องปฏบิ ตั กิ าร N จานวนทอ่ี า่ นผลบวก ค่าเฉลยี่ คา่ มธั ยฐาน พสิ ัย
(รอ้ ยละ) x̄ (S.D.) (median) 6.0 - 14.0
ผลการตรวจปสั สาวะ 10.6 (1.8) 21.0 - 41.0
Microscopic hematuria 43 40 (93.0) 32.6 (4.6) 19.5 2.6 - 4.0
Pyuria 43 13 (30.2) 3.26 (0.4) 0.85 100.0 - 215
Proteinuria (drip stick) 43 38 (88.4) 158.6 (33.3) 111.7 7.0 - 117
ผลการตรวจเลือด 25.5 (21.6) 0.5 - 11.9
Hb g/dL 43 1.2 (1.7) 10.1 - 187.8
Hct % 43 103.2 (39.0) 200 - 1600
Alb g/dL 28 257 - 4100
Cholesterol mg/dL 17 6.6–74.6
Bun mg/dL 43
Cr mg/dL 43
eGFR ml/min/1.73m2 43
ASO titer > 200 units/ml 43 42 (97.7)
Anti DNase B > 200 units/ml 9 9 (100.0)
Low C3< 90 43 43 (100.0)
ผลการรักษาและภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วย Hypertensive encephalopathy 4 ราย (ร้อยละ 9.3)
APGSN ผู้ป่วยทุกรายรักษาเป็นคนไข้ในโดยเป็นการ และ Congestive heart failure 5 ราย (ร้อยละ 11.6)
รักษาตามอาการ และแก้ไขภาวะแทรกซ้อน พบว่าผู้ป่วย (ตารางท่ี 2) โดยผปู้ ว่ ย RPGN ทง้ั 2 ราย ได้รับยา Pulse
ทุกรายรักษาหายไม่มีผู้ป่วยท่ีต้องส่งต่อไปรับการรักษาที่ methylprednisolone ท า ง เ ส้ น เ ลื อ ด ด า พ บ ว่ า
อ่ืน ระยะเวลานอนโรงพยาบาลตั้งแต่ 2-13 วัน เฉลี่ย 6 ตอบสนองดี ค่า Cr ลดลงปกตกิ อ่ นจาหน่ายกลบั บา้ น
วัน ผู้ป่วยได้รับการชั่งน้าหนักทุกวันเพื่อประเมินการ
เปล่ียนแปลงของน้าหนักจากภาวะบวม พบว่าผู้ป่วยทุก จากการติดตามการรักษาพบว่าผู้ป่วยมารับการ
คนมีน้าหนักลดลงโดยมีน้าหนักลดลงเฉลี่ย 4.4 กิโลกรัม ติดตามการรกั ษาจนถูกจาหน่ายจากคลินิกโรคไตโดยการ
พิสัย 1.1-7 กโิ ลกรัม ผู้ปว่ ยไดร้ ับยาปฏิชีวนะทุกราย เป็น ตรวจปสั สาวะจนไมพ่ บเม็ดเลอื ดแดงในปสั สาวะตดิ ต่อกัน
ยา Amoxycillin 38 ราย (รอ้ ยละ 88.4) ได้รับยาอ่ืนเป็น อย่างน้อย 2 ครั้ง พบว่าผู้ป่วยหายขาด 23 ราย (ร้อยละ
Cefdinir 2 ร า ย Azithromycin 2 ร า ย แ ล ะ ย า 53.5) ไม่มาติดตามการรักษาต่อเนื่อง 14 ราย (ร้อยละ
Cefotaxime ฉีดเข้าเส้นเลือดดา 1 ราย ผู้ป่วยได้รับยา 32.6) ยังอยู่ระหว่างติดตามการรักษา 4 ราย (ร้อยละ
ขับปัสสาวะเป็น Furosemide 32 ราย (ร้อยละ 74.4) 9.3) สง่ กลบั ไปติดตามการรักษาท่โี รงพยาบาลใกล้บ้าน 2
ในผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง 39 ราย ได้รับยาลด ราย (ร้อยละ 4.6) ในผู้ป่วยที่มาติดตามการรักษาพบว่า
ความดันโลหิตชนิดกินคือ Nifedipine 20 ราย (ร้อยละ ความดันโลหิตกลับมาปกติทุกคนภายในเวลา 0.4-4.2
52.3) Amlodipine 6 ราย (ร้อยละ 15.4) ผู้ป่วยท่ีมี สัปดาห์เฉลี่ย 1.6 สัปดาห์ ระยะเวลาท่ีตรวจไม่พบ pro-
ภาวะความดันโลหิตสูงที่ต้องได้รับยาลดความดันเป็น teinuria ในช่วง 2-48 สัปดาห์ เฉล่ีย 19.0 สัปดาห์
ชนิดฉีด Nicardipine 5 ราย (ร้อยละ 12.8) Hydrala- ระยะเวลาตรวจไม่พบ microscopic hematuria
zine 1 ราย (ร้อยละ 2.7) จากการศึกษาพบผู้ป่วยที่มี ในชว่ ง 3-56 สปั ดาห์ เฉลย่ี 33.7 สัปดาห์ (ตารางท่ี 4)
ภาวะแทรกซ้อนท่ีรุนแรงคือ RPGN 2 ราย (ร้อยละ4.6)
311
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปีท่ี 28 ฉบบั ที่ 3 ประจาเดือน กันยายน – ธันวาคม 2563
ตารางที่ 4 แสดงระยะเวลาของการติดตามผลการรักษา เชือ้ กลุ่ม Streptococcus จากการศกึ ษาพบผู้ป่วยมีประวัติ
จนกลับมาปกติ การติดเชื้อในลาคอและทางเดินหายใจส่วนบนนามาก่อน
มากท่ีสุดร้อยละ 60.5 และการติดเชือ้ ที่ผิวหนังรองลงมาซึ่ง
ปญั หาท่ีการตดิ ตาม จานวน mean range ใกลเ้ คยี งกับการศกึ ษาอนื่ ๆ9-10
Hypertension (ราย) (weeks) (weeks)
Proteinuria 35 0.4 - 4.2 อาการและอาการแสดงของผู้ป่วยในการศึกษาน้ี
Microscopic hematuria 34 1.6 2 - 48 พบว่าผู้ป่วยที่มีอาการของไตอักเสบเฉียบพลันครบทั้งสาม
33 19.0 3 - 56 อาการได้แก่ บวม ความดนั โลหติ สูง ปัสสาวะปนเลือด ร้อย
33.7 ละ 80.1 ผู้ป่วยท่ีมีความดันโลหิตสูงและปัสสาวะปนเลือด
พบได้ร้อยละ 90.7 อาการบวมรอ้ ยละ 80.1 ซงึ่ ใกลเ้ คยี งกับ
วจิ ารณ์ การศึกษาอนื่ 11 ท่ีพบทั้งสามอาการมากกว่ารอ้ ยละ 90
ในช่วงเวลา 4 ปีท่ีทาการศึกษาโรค APSGN ของ
จากผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการณ์พบผู้ป่วยมี
ผู้ปว่ ยเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี ในโรงพยาบาลอุดรธานี พบมี proteinuria (dipstick) ร้ อย ล ะ 8 8 . 0 แ ต่ เข้ า ไ ด้ กั บ
อุบัติการณ์การเกิดโรค 8.9, 3.6, 1.9, 1.5 รายต่อแสน nephrotic range ร้อยละ 6.8 โดยปกติจะพบภาวะมี
ประชากรอายุน้อยกว่า 15 ปี โดยมีอุบัติการณ์การเกิดโรค โปรตนี ในปัสสาวะไดแ้ ตป่ รมิ าณไม่มากประมาณ 1+ ถึง 2+
ลดลง พบการเกิดโรคในเพศชายมากกว่าเพศหญิงสัดส่วน พบถึง nephrotic range ได้น้อย12 ตรวจเลือดพบภาวะ
1.7:1 ใกล้เคียงกับหลายการศึกษาท่ีพบอุบัติการณ์ลดลง โลหิตจางโดยค่าเฉล่ีย Hb 10.6 ซ่ึงต่ากว่าค่าปกติตามอายุ
อย่างมีนัยสาคัญท้ังในประเทศพัฒนาและกาลังพัฒนา พบ ในรายที่ค่า Hb ต่ากว่าค่าปกติตามอายุได้มีการส่งตรวจหา
ในเพศชายมากกว่าเพศหญิงใกล้เคียงกับการศึกษาอ่ืนที่พบ สาเหตุของโลหิตจางเพิ่มเติมพบว่าผู้ป่วยมีโรคเลือด
สัดส่วนชายต่อหญิงประมาณ 2:15 อุบัติการณ์ของโรคที่ จางธาลัสซีเมยี รว่ มด้วยจานวน 5 ราย ซึ่งจากกลไกการเกิด
แท้จรงิ อาจจะมากกวา่ ที่พบจากการศึกษานี้เน่ืองจากผู้ป่วย โรคจะพบภาวะโลหิตจางได้จากการมีน้าค่ังในร่างกาย การ
ส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการหรืออาการไม่รุนแรงจึงไม่ได้มา ตรวจหาการทางานของไตพบค่าเฉล่ีย BUN 25.5 ml/dL
โรงพยาบาล นอกจากนน้ั ผ้ปู ่วยบางส่วนอาจไดร้ ับการรักษา และค่าเฉล่ยี serum Cr 1.2 mg/dL ค่าเฉล่ีย eGFR 103.2
ท่ีโรงพยาบาลชมุ ชนที่มกี ุมารแพทย์ประจาเน่ืองจากจังหวัด ml/min/1.73 m2 แม้ว่าจะพบว่า BUN และ Cr จะ
อุดรธานีเป็นจังหวัดที่มีโรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่หลาย ค่อนขา้ งสงู แต่ค่า eGFR มกั ไม่ต่ากว่าคา่ ปกติตามอายุ จาก
แห่งและมีกุมารแพทย์ประจาท่ีโรงพยาบาลชุมชน จานวน การศึกษาน้ีพบว่ามีค่า eGFR มากกว่าการศึกษาของ
5 แห่งทาให้สามารถรักษาโรค APSGN ได้อาจส่งต่อมา Gunasekaran K. และคณะ13 ซ่ึงทาการศึกษาในผู้ป่วย
โรงพยาบาลอดุ รธานีเฉพาะกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง APSGN ในอนิ เดยี พบคา่ เฉลีย่ eGFR 64.1 ml/min/1.73 m2
จึงทาให้พบอุบัติการณ์ท่ีโรงพยาบาลอุดรธานีน้อยกว่า
การศึกษาอ่ืน การศึกษานี้จึงไม่สามารถเป็นตัวแทนผู้ป่วย การตรวจหาหลักฐานการติดเช้ือ GABHS โดยการ
APSGN ทัง้ หมดได้ ส่งตรวจ ASO titerและ AntiDNaseB มีความไวและใช้กัน
แพร่หลายกว่าการตรวจอย่างอื่น โดย ASO titer จะให้
ช่วงอายทุ ่พี บ APSGN บ่อยเป็นกลุ่มเด็กวัยเรียนพบ ผลบวกในกรณีที่ติดเชื้อในลาคอมากกว่าการติดเช้ือท่ี
มีอายุระหว่าง 9.4 -14.9 ปีอายุเฉลี่ย 11.9 ปี ผู้ป่วยส่วน ผิวหนัง ส่วน AntiDNaseB จะให้ผลบวกทั้งจากการติดเชื้อ
ใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 10-13 ปี ซ่ึงเป็นช่วงอายุที่พบได้บ่อย ในลาคอและผิวหนัง ดังนั้นการตรวจ AntiDNaseB น่าจะ
โดยปกติจะพบโรคนี้ในช่วงอายุ 2-15 ปี7-8 การระบาดของ เป็นการที่เหมาะสมมากกว่าสาหรับผู้ป่วย APSGN ใน
โรค พบผู้ป่วย APSGN มากทีส่ ดุ 2 ชว่ ง คอื เดอื นกรกฎาคม ประเทศเขตร้อนท่ีพบการติดเช้ือที่ผิวหนังได้บ่อย จาก
ถึงกันยายน และเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมพบมาก การศกึ ษาพบวา่ ผลการตรวจ ASO titer และ AntiDNaseB
ในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวซ่ึงสอดคล้องกับการศึกษาอ่ืนใน ให้ผลบวกร้อยละ 97.7 และ 100 ตามลาดับ สนับสนุนว่า
ประเทศไทย9-10 เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวมีการติดเช้ือใน การส่งตรวจ ท้ังสองอย่างจะช่วยทาให้การวินิจฉัยแม่นยา
ลาคอได้บ่อย และประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อนจะพบ ขึ้น แต่เนื่องด้วยข้อจากัดของโรงพยาบาลอุดรธานี ในการ
การติดเช้ือผิวหนังได้บ่อยโรค APSGN เกิดตามหลังการติด
312
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
ส่งตรวจ AntiDNaseB ต้องส่งตรวจห้องปฏิบัติการนอก เสียชีวิต ถึงแม้จะพบภาวะแทรกซ้อนท่ีรุนแรงการ
โรงพยาบาลและต้องรอผลตรวจอย่างน้อย 3-7 วันจึง พยากรณ์โรคในระยะส้ันดีมาก ส่วนการพยากรณ์โรคใน
ไม่ได้ส่งตรวจในผู้ป่วยทุกคน จากการศึกษาพบส่งตรวจ ระยะยาวมีการศึกษาในปี ค.ศ. 2008 ของ Rodriguez-
เพียง 8 ราย และใหผ้ ลบวกทงั้ หมด Iturbe และ Musser4 ที่ติดตามผู้ป่วยเด็ก APSGN
จานวน 110 รายไป 15-18 ปี พบวา่ ผู้ป่วยมี proteinuria
การรักษาเป็นการรักษาตามอาการโดยเป้าหมาย 7.2 %, microscopic hematuria 5.4 %, hyperten-
คือ ลดอาการบวมและควบคุมความดันโลหิตเพ่ือลด sion 3.0 % และ azotemia 0.9 % ในการศึกษาน้ีมี
ภาวะแทรกซ้อนโดยให้นอนพักบนเตียงจากัดน้าและ ข้อจากัดในเรื่องของเวลาและการติดตามการรักษาของ
เกลือ ใหย้ าขับปสั สาวะ ให้ยาลดความดันโลหิตในรายท่ีมี ผู้ป่วยและผปู้ ว่ ยขาดการติดตามการรักษาจานวนมากทา
ความดันโลหิตสูง14 จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยทุกคนได้ ให้ไม่สามารถบอกการพยากรณ์โรคในระยะยาวได้จาก
รักษาตามอาการและได้รับยาขับปัสสาวะเป็น furo- การศึกษานี้
semide 32 ราย มีการประเมินน้าหนักทุกวัน พบว่า สรุป
ผู้ป่วยน้าหนักลดลงตั้งแต่ 1-7 กิโลกรัมเฉล่ีย 4 กิโลกรัม
ซึ่งน้าหนักท่ีเปลี่ยนแปลงเป็นน้าหนักจากการบวมน้าซึ่ง อุบัติการณ์ของโรค APSGN ในเด็กอายุน้อยกว่า
เป็นลักษณะของโรค APSGN ผู้ป่วยได้รับยาปฏิชีวนะ 15 ปีในโรงพยาบาลอุดรธานีลดลง เช่นเดียวกับใน
กลุ่มPenicillin เพื่อช่วยจากัดการกระจายเชอื้ ประเทศอนื่ ๆ อาการแสดงท่ีพบบ่อย คือ ความดันโลหิต
สูง ปัสสาวะมีเลือดปน และบวม การส่งตรวจทาง
ภาวะแทรกซอ้ นที่รุนแรงของโรคพบ congestive ห้องปฏิบัติการที่ช่วยในการวินิจฉัยคือ ASO titer และ
heart failure มากที่สุดคือร้อยละ 11.6 รองลงมาคือ C3 พบผู้ป่วยท่ีมีภาวะแทรกซ้อนท่ีรุนแรงจากโรค
hypertensive encephalopathy ร้อยละ 9.3 และ ค่อนข้างสูงได้แก่ hypertensive encephalopathy,
RPGN ร้อยละ 4.6 จากการศึกษาน้ีพบผู้ป่วยท่ีมี congestive heart failure และ RPGN แต่ผลการรักษา
ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงใกล้เคียงกับการศึกษาการอื่น 15 ดี ผลการติดตามการรักษาพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่หายดี
แต่จะพบ hypertensive encephalopathy ได้มากกว่า การพยากรณ์โรคในระยะส้ันดีมาก แต่การพยากรณ์โรค
การศึกษาอ่ืน อาจเนื่องจากผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อน ใ น ร ะ ย ะ ย า ว ยั ง ไ ม่ ส า ม า ร ถ บ อ ก ไ ด้ จ า ก ก า ร ศึ ก ษ า น้ี
รุนแรงจะถูกส่งต่อมาจากโรงพยาบาลอ่ืนจึงทาให้พบ เนื่องจากมีผู้ป่วยขาดการติดตามการรักษาจานวนมาก
ผู้ป่วยท่ีมภี าวะแทรกซอ้ นได้มาก และประชากรในการศกึ ษามีจานวนน้อย
กติ ตกิ รรมประกาศ
การตดิ ตามการรักษา มีผู้ปว่ ย 23 รายท่ีมาตดิ ตาม
การรักษาจนจาหน่ายจากคลินิกโรคไต โดยการติดตาม ขอขอบคุณแพทย์หญิงสุภาพ ซ่ือพัฒนะ หัวหน้า
การรักษาจะประเมินจากอาการและการตรวจปัสสาวะ กลุ่มงานกุมารเวชกรรมโรงพยาบาลอุดรธานี เจ้าหน้าที่
ทุกครั้ง พบว่าผู้ป่วยทุกคนมีความดันโลหิตปกติต้ังแต่มา ศูนยค์ อมพิวเตอร์ กมุ ารแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าท่ีใน
ติดตามอาการคร้ังแรกคือ 2 สัปดาห์หลังจากกลับบ้าน หอผ้ปู ว่ ยเด็กท่มี สี ่วนร่วมในการดแู ลผู้ปว่ ยทุกทา่ น
ผลตรวจปัสสาวะจนไม่พบโปรตีนในปัสสาวะใช้เวลา เอกสารอ้างองิ
ต้ังแต่ 2-48 สัปดาห์ เฉล่ยี 19.0 สปั ดาห์ ช่วงเวลาทีต่ รวจ
ไม่พบเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะคือ 3-56 สัปดาห์ เฉลี่ย 1. Rodriguez-Iturbe B. Epidemic poststrep-
33.7 สัปดาห์ ผู้ป่วยมารับการติดตามอาการในช่วงแรก tococcal glomerulonephritis. Journal of interna-
แล้วขาดการติดตามการรักษาร้อยละ 32.6 การที่พบ tional society of Nephrology 1984; 25(1): 129-36.
ผู้ ป่ ว ย ข า ด ก า ร ติ ด ต า ม ก า ร รั ก ษ า จ า น ว น ม า ก อ า จ
เนื่องมาจากผู้ป่วยร้อยละ 60.5 เป็นผู้ป่วยท่ีส่งต่อมาจาก 2. ยุภาพร อมรชัยเจริญสุข. Acute Poststrep-
โรงพยาบาลอ่ืนอาจจะลาบากในการมาเดนิ ทางมาตดิ ตาม tococcal Glomerulonephritis. ใน: ประไพพิมพ์ ธีร
การรกั ษาตามนัดจึงทาให้ขาดการติดตามการรักษา คุปต์, กาญจนา ต้ังนรารัชชกิจ, อนิรุจ ภัทรากาญจน์,
บรรณาธิการ. ปัญหาสารน้าอิเล็กโทรไลต์และโรคไตใน
การพยากรณ์โรค จากการศึกษานี้ไม่พบผู้ป่วย
313
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปที ่ี 28 ฉบับท่ี 3 ประจาเดือน กันยายน – ธันวาคม 2563
เด็ก ฉบับเรียบเรียงคร้ังท่ี 4. กรุงเทพฯ: เนติกุลการพิมพ์; 11. Takeno S, Wisanuyotin S, Jiravittipong A,
2554: 176-85. Sirivichayakul C, Limkittikul K. Risk factors and out-
come of atypical acute post-streptococcal glo-
3 . Carapetis JR, Steer AC, Mulholland EK, merulonephritis in pediatrics. Southeast Asian J
Weber M. The global burden of group A strepto- Trop Med public Health 2013; 44: 281-8.
coccal disease. The lancet Infectious diseases
2005; 5(11): 685-94. 12. สุวรรณี วิษณุโยธิน. Acute glomerulone-
phritis. ใน: โรคไตท่ีพบบ่อยในเด็ก. ขอนแก่น: โรงพิมพ์
4. Rodrigues- Iturbe B, Musser JM. The cur- คลังนานาวทิ ยา; 2557: 117-28.
rent state of poststreptococcal glomerulonephri-
tis. Journal of the American Society of Nephrology 1 3 . Gunasekaran K, Krishnamurthy S, Ma-
2008; 19(10): 1855-64. hadevan S, Harish BN, Kumar AP. Clinical charac-
teristics and outcome of Post-infectious glomeru-
5. Thongboonkerd V, Luengpailin J, Cao J, lonephritis in children in Southern India: A Pro-
Pierce WM, Cai J, Klein JB, et al. Fluoride expo- spective study. Indian journal of pediatrics 2015;
sure attenuates expression of streptococcal py- 82(10): 896-903.
ogenes virulence factor. Journal of biological
chemistry 2002; 277(19): 16599-605. 14. วิวัฒน์ ตปนียโอฬาร. Poststreptococcal
glomerulonephritis: oliguria, anuria, and acute
6. สุขชาติ เกิดผล. Acute glomerulonephritis. renal failure. ใน: วนิช วรรณพฤกษ์, อรุณ งวษ์จิราษฎร์,
ใน: โรคไตในเด็ก. พิมพ์คร้ังที่ 2. ขอนแก่น: โรงพิมพ์ศิริ บรรณาธิการ. ปัญหาสารน้าอิเล็กโตไลต์และโรคไตในเด็ก.
ภณั ฑ์ ออฟเซท็ ; 2531. 103-18. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพช์ วนพมิ พ์; 2529. 161-8.
7. Rodriguez-Iturbe B, Hass M. Post-Strepto 1 5 . Sarkissian A, Papazian M, Azatian G,
coccal Glomerulonephritis. In: Ferretti JJ, Stevens Arikiants N, Babloyan A, Leumann E. An epidemic
DL, Fischetti VA, editors. Streptococcus pyogenes: of acute postinfectious glomerulonephritis in Ar-
Basic Biology to Clinical Manifestations. Oklahoma menia. Archives of disease in childhood 1997; 77
City: University of Oklahoma Health Sciences Cen- (4): 342-4.
ter; 2016. p. 611-30.
8. Wong W, Lennon DR, Crone S Neutze JM,
Reed PW. Prospective population-based study on
the burden od disease from poststreptococcal
glomerulonephritis of hospitalized children in
New Zealand: Epidemiology, clinical features, and
complications. Journal of Pediatrics and Child
Health 2013; 49(10): 850-5.
9. วิภาพร คงศรียาตรา. โรคไตอักเสบเฉียบพลัน
จากการติดเช้ือสเตรปโตคอคคัสในเด็กที่โรงพยาบาล
ขอนแกน่ .ขอนแก่นวารสาร 2549; (2): 169-75.
10. ปิยพร พงศ์จรรยากุล. โรคไตอักเสบเฉียบพลัน
จากเชื้อสเตรปโตคอคคัสในเด็กที่โรงพยาบาลศรีษะเกษ. ว.
การแพทย์โรงพยาบาลศรีษะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ 2548;
20: 37-51.
รับต้นฉบับ: 18 มิถนุ ายน 2563, ได้รับบทความปรบั ปรุง: 9 พฤศจิกายน 2563, รับลงตีพมิ พ:์ 13 พฤศจิกายน 2563
314
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิตต่อการปรับตัวของนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ รุ่นที่ 1
มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรรี ัมย์
ณรงคก์ ร ชัยวงศ์ พย.ม, ปร.ด (การบริหารการศึกษา) อาจารย์สาขาวิชาการพยาบาลผูใ้ หญแ่ ละผู้สงู อายุ
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั บรุ รี ัมย์
ณิชาภัทร มณพี ันธ์ พย.ม, ปร.ด (วิจยั และประเมนิ ผลการศกึ ษา) อาจารยส์ าขาวิชาการพยาบาลสุขภาพจติ และจิตเวช
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั บรุ ีรมั ย์
บทคัดยอ่
การวิจัยคร้ังน้ีเป็นงานวิจัยก่ึงทดลอง (quasi-experimental research) แบบหนึ่งกลุ่มทดสอบก่อนและหลังการ
ทดลอง มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิตต่อการปรับตัวของนักศึกษาคณะ
พยาบาลศาสตร์ รุ่นท่ี 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 รุ่นท่ี 1
มหาวิทยาลัยราชภัฏบรุ รี ัมย์ จานวน 32 คน ซึ่งได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิต จานวน 8 คร้ัง สัปดาห์
ละ 2 คร้ัง คร้ังละ 60-90 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการ
ปรับตัวของนักศึกษาของพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลก่อนการทดลอง หลังการทดลองเสร็จส้ิน 1 สัปดาห์ และติดตามผล 3
เดือน โดยใช้สถิติบรรยายและวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้า (one-way repeated measure analysis of
variance) และเม่ือคา่ เฉลย่ี คะแนนการปรบั ตัวมีความแตกต่างในแต่ละระยะ ทาการทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีการ
เปรยี บเทียบเชงิ พหุคูณบอนเฟอร์โรนี
ผลการวิจยั พบว่า พฤตกิ รรมการปรับตวั ของนักศกึ ษาพยาบาล หลงั การทดลองเสร็จส้ิน 1 สัปดาห์ และระยะติดตาม
ηผล2=3.8เ8ด7ือ)นเมมือ่ ีคเปะรแยี นบนเทเฉยี ลบี่ยคสวูงาขม้ึนแตอกยต่าา่ งงมรีนายัยคส่คู าะคแัญนทนาเฉงสลถย่ี ิตพิทฤต่ีระกิ ดรรับมก0า.0ร0ป1รบั (ตWัวiขlkอsง' นLักaศmกึ bษdาaพย=า.บ1า1ล3ภ, าFย(2ห, 3ล0งั) ก=าร1ท1ด7.ล4อ5ง,
ในช่วงระยะเวลาทแ่ี ตกตา่ งกนั ด้วยวธิ ี Bonferroni พบว่า คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการปรับตัวของนักศึกษาพยาบาลในระยะ
ก่อนการทดลอง และระยะหลังการทดลองเสร็จสิ้น 1 สัปดาห์ และระยะติดตามผล 3 เดือนมีความแตกต่างกันอย่างมี
นัยสาคญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดับ .001 โดยพบว่า นกั ศึกษาพยาบาลมีพฤติกรรมการปรับตวั ดขี นึ้ ตามชว่ งระยะเวลาท่ีผ่านไป
ผลการวจิ ยั แสดงใหเ้ ห็นวา่ การเสรมิ สร้างความแขง็ แกร่งในชีวติ สามารถส่งเสริมการปรับตัวนักศึกษาพยาบาลได้ดีข้ึน
คณาจารย์ในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ สามารถนารูปแบบของโปรแกรมการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิตไปประยุกต์ใช้
เพอื่ ส่งเสริมให้นักศกึ ษาใหมห่ รอื นกั ศกึ ษากลุม่ อื่น ๆ สามารถปรับตัวได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ
คาสาคัญ: โปรแกรมการเสรมิ สรา้ งความแข็งแกรง่ ในชีวิตการปรบั ตัว, นักศกึ ษาพยาบาล
Corresponding author: ณรงค์กร ชยั วงศ์ โทรศพั ท์ 080-2060100 E-mail: [email protected]
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏบรุ ีรมั ย์ 439 ถนนจิระ ตาบลในเมอื ง อาเภอเมอื ง จงั หวดั บุรีรมั ย์ 31000
315
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีที่ 28 ฉบบั ที่ 3 ประจาเดือน กันยายน – ธนั วาคม 2563
The Effects of the Resilience Enhancement Program on Adjustment of the First Year Nursing
Students in Faculty of Nursing at Buriram Rajabhat University
Narongkorn Chaiwong, M.N.S., Ph.D (Educational administration) Nurse Instructors,
Adult and elderly nursing at Faculty of Nursing, Buriram Rajabhat University
Nichapat Maneepun, M.N.S., Ph.D (Educational Research and Evaluation) Nurse Instructors,
Psychiatric and Mental Health Nursing at Faculty of Nursing, Buriram Rajabhat University
Abstract
The study of quasi experimental one group pre-test and post-test research design aimed to
investigate the effects of the resilience enhancement program on adjustment of the 1st year nursing
students in faculty of nursing at Buriram Rajabhat University. Thirty two participants were 1st year nursing
students, Buriram Rajabhat University, received 8 sessions (two session per week and each session took
about 60 to 90 minutes) of resilience enhancement program. The adjustment of nursing student
questionnaire was used to collect data at pre-post test and 3 months follow-up. Descriptive statistics,
dependent t-test, one-way repeated measure ANOVA and multiple comparisons by Bonferroni were
employed to analyze the data.
The results of the study showed that adjustment behavior of nursing students after the
experiment was completed for 1 week and the follow-up period for 3 month had a higher average score
were significantly (p<0.001), Wilks' Lambda = .113, F(2, 30) = 117.45, η2=.887) when comparing the
differences in pairs, the average score, the adjustment behavior of nursing students after the
experiment. During the different periods by Bonferroni method, it was found that the average score of
adjustment behavior of nursing students in the period before the experiment And 1 week after the
experiment and the follow up period of 3month were significantly different (p< .001). It was found that
nursing students had improved behavior according to the past period.
The research shows that resilience enhancement can improve the adjustment of nursing students.
The lecturer in education institution could apply this resilience enhancement program to new students
or other groups of students to adjust effectively.
Keywords: Resilience Enhancement Program, Adjustment, Nursing Student
316
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
เรยี นหรอื ไม่สามารถปรับตวั ได้ อาจส่งผลให้นักศึกษาเกิด
บทนา การเรียนรู้ที่ไม่ดี เกิดความเบื่อหน่ายในการเรียน ส่งผล
การพยาบาลเป็นศาสตร์แห่งการปฏิบัติ ดังน้ันใน ให้นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่าทาให้เกิดปัญหา
สุขภาพจิตตามมา เช่น ความเครียด ภาวะซึมเศร้า6
การจดั การศกึ ษาทางพยาบาลศาสตรจ์ ะมงุ่ เนน้ การปฏบิ ตั ิ ตลอดจนต้องลาออกจากการเรียนกลางคัน7 ในทาง
ให้บริการด้านสุขภาพอนามัยแก่บุคคล ครอบครัว และ ตรงกันข้ามหากนักศึกษาสามารถปรับตัวได้ดี ก็จะส่งผล
ชุมชน ท้ังในด้านการสง่ เสรมิ สุขภาพ การปอ้ งกนั โรค การ ให้มีความสุขในการเรียนเพ่ิมข้ึน เกิดการเรียนรู้ที่ดี มี
รักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพ เพ่ือเสริมสร้างสุข ความกระตือรือร้น การจดจาที่ดีการทางานเกิด
ภาวะที่ดีแก่ผู้รับบริการ การศึกษาพยาบาลจึงมีความ ประสิทธิภาพ จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า การ
แตกต่างจากการศึกษาวิชาชีพอ่ืน เพราะเป็นวิชาชีพท่ีมุ่ง เสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิต จะเป็นปัจจัยสาคัญท่ี
ปฏิบัติโดยตรงต่อชีวิตมนุษย์ ซ่ึงนักศึกษาท่ีเลือกเรียน ช่วยให้บุคคลปรับตัวได้ดี8 ทาให้นักศึกษามีความ
วิชาชีพน้ีจะต้องเป็นผู้ท่ีมีความรับผิดชอบอย่างสูง 1 ภาคภูมิใจในตนเอง มีความสามารถในการเผชิญปัญหา
บางครั้งอาจทาให้นักศึกษาเกิดความเครียดและไม่มี และมคี วามสขุ ในการเรียนรู้9
ความสุขในการเรียน เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวได้2
โดยเฉพาะนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ซ่ึงเป็นกลุ่มบุคคลที่อยู่ ความแข็งแกร่งในชีวิต เป็นความสามารถของ
ในช่วงของการเปล่ียนผ่านจากนักเรียนมัธยมสู่การเป็น บุคคลในการเผชญิ ปญั หาท่ามกลางเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิด
นักศกึ ษาระดับอุดมศึกษาเปน็ ช่วงเปล่ียนแปลงของชีวิตที่ ความเครียด อันจะนาไปสู่การเปล่ียนแปลงท่ีดีขึ้น ส่งผล
ต้องมีการปรับตัวมาก จากการศึกษาพบว่า นักศึกษา ใหบ้ คุ คลพรอ้ มทจี่ ะเรยี นรู้สง่ิ ต่าง ๆ ได้อย่างมคี วามสุข ซง่ึ
พยาบาล ซง่ึ เปน็ นกั ศกึ ษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มี Grotberg (1995)10 ได้แบง่ โครงสร้างของความแข็งแกร่ง
ความสุขน้อยกว่านักศึกษากลุ่มสาขาวิชาสังคมศาสตร์ ในชีวิตออกเป็น 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) ฉันมี...
และมนุษย์ศาสตร์ และกลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์และ (I have) หมายถึง การมีแหล่งสนับสนุนภายนอกท่ี
เทคโนโลยี3 ส่งเสริมให้เกิดความแข็งแกร่งในชีวิต เช่น ครอบครัว
เพ่ือน ครู เป็นต้น 2) ฉันเป็นคนท่ี.... (I am) หมายถึง
การปรับตัวของบุคคลในการอยู่ร่วมกันสังคมเป็น ความเข้มแข็งภายในของบุคคล เช่น มีความภูมิใจใน
เรือ่ งสาคญั โดยเฉพาะนกั ศึกษาระดบั อุดมศึกษาเป็นกลุ่ม ตนเอง มีความรับผิดชอบในส่ิงท่ีตนเองกระทา มีพ้ืน
บุคคลท่ีจัดอยู่ในวัยรุ่นตอนปลายซึ่งเป็นช่วงวัยท่ีต้อง อารมณ์ดี เป็นต้น และ 3) ฉันสามารถท่ีจะ.... (I can)
เผชิญกับการปรับตัวทางสังคมอย่างมาก เนื่องจากเป็น เป็นปัจจัยด้านทักษะในการจัดการแก้ไขปัญหา และ
ช่วงวัยท่ีมีการเปลี่ยนแปลงบทบาทตนเองจากวัยรุ่นสู่วัย สัมพนั ธภาพระหว่างบุคคลหากนักศกึ ษามคี วามแข็งแกร่ง
ผู้ใหญ่ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ กระบวนการคิด ในชีวิตสงู จะสามารถดงึ ศักยภาพของตนเองดังกล่าวมาใช้
และสังคม4 เป็นระยะท่ีมีการพัฒนาอัตลักษณ์ของตนเอง แก้ปญั หาไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ11 มีความสามารถในการ
ไปสู่ความม่ันคงนาไปสู่ความพร้อมในการแสดงบทบาท ใช้ชีวิตและมีทักษะในการเผชิญปัญหาที่ดี10 ส่งผลให้มี
แล ะ กา รมีสั มพั น ธ ภา พ กับ บุคคล อื่น ไ ด้ อย่ า ง ส มบูรณ์ 5 ความเครียดลดลง12 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น13
บุคคลจึงต้องมีการปรับตัวเพื่อรักษาความสมดุลร่างกาย ดังน้ัน การเสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิตให้กับ
จิตใจ และสังคม บุคคลที่ประสบความสาเร็จในการ นักศึกษาพยาบาลต้ังแต่ก้าวเข้าสู่วิชาชีพ จึงเป็นส่ิงท่ีจะ
ปรับตัวจะมีความม่ันคงในชีวิต6 ซ่ึงนักศึกษาพยาบาล ช่วยให้นักศึกษามีความภาคภูมิใจ สามารถหาแหล่ง
ศาสตรช์ ้ันปที ่ี 1 เปน็ นักศึกษาช้ันปีแรก คุ้นเคยกับการใช้ ประโยชน์ในการเผชิญปัญหา และปรับตัวเข้ากับ
ชีวติ อยกู่ บั ครอบครัว เมื่อมาศึกษาในวิชาชพี พยาบาลต้อง สถานการณ์ท่ีกดดันได้เป็นอย่างมีประสิทธิภาพ มี
มาอยู่ร่วมกันในหอพักมหาวิทยาลัย ต้องมีการปรับตัวใน สัมพันธภาพระหว่างบุคคลที่ดี และนาไปสู่ความสุขใน
ด้านการใชช้ ีวติ ร่วมกับเพื่อนและรุ่นพ่ีในหอพัก ตลอดจน การเรยี นรู้
รูปแบบการเรียนการสอนวิชาชีพพยาบาลท่ีเน้นหนักทั้ง
ภาคทฤษฎีและปฏบิ ัติ รวมทั้งต้องเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ
ของมหาวิทยาลัย ซ่ึงหากนักศึกษาไม่มีความสุขในการ
317