วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีที่ 28 ฉบับที่ 3 ประจาเดือน กนั ยายน – ธนั วาคม 2563
บทนา สะโพก เข่าและข้อเท้า 3 คร้ังต่อสัปดาห์ ครั้งละ 20 นาที
เป็นเวลา 2 เดือนและพบว่าระดับความเหน่ือยล้าลดลงใน
โรคไตเรื้อรังเป็นโรคท่ีพบบ่อยและเป็นปัญหาด้าน สัปดาห์ที่ 5 และ 9 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ7 ซ่ึงการเพ่ิม
สาธารณสุขของประเทศไทยเนื่องจากเป็นโรคท่ีต้องรับการ พิสยั ข้อน้ันมีข้อดีที่สะดวก ไมซ่ บั ซ้อน ไมต่ ้องใช้อุปกรณ์ อีก
รักษาอย่างต่อเน่ืองและมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงมาก ทั้งยังกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตไปยังกล้ามเน้ือต่าง ๆ เพ่ือ
โดยเฉพาะเมื่อเขา้ ส่โู รคไตวายระยะสดุ ทา้ ย สถานการณ์โรค ขจัดยูเรียกล้ามเน้ือได้รับสารอาหารและออกซิเจนเพิ่มขึ้น
ไตในปัจจุบันจากข้อมูลของสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย รา่ งกายผอ่ นคลายและลดอาการปวดเม่ือย
พบว่าคนไทยป่วยเป็นโรคไตเร้ือรังประมาณร้อยละ 17.6
โดยคิดเป็นผ้ปู ่วยราว 8 ล้านคนมผี ู้ปว่ ย 80,000 คน เป็นไต ฤๅษีดัดตนเป็นท่าบริหารรักษาโรคตามตาราแพทย์
วายระยะสุดท้ายและมีแนวโน้มมากขึ้นทุกปี1 ถ้าเกิดภาวะ แผนไทยท่ีมีการใช้รักษาโรคมายาวนานดังปรากฏใน
ไตวายจะพบวา่ ไตหยุดทางานของเสียจะค่ังค้างในเลือดและ หลักฐานรูปฤๅษีดัดตนท่ีสร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 ซ่ึง
ร่างกายผู้ป่วยจะมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน การศึกษาของกรมการแพทย์พบว่า กายบริหารฤๅษีดัดตนมี
อ่อนเพลีย โลหิตจาง คันตามตัว มีจ้าตามตัว อาเจียนเป็น ประโยชน์คือ ทาให้ร่างกายมีสุขภาพสมบูรณ์เช่นเดียวกับ
เลือด น้าท่วมปอด กระดูกเปราะบาง หักง่าย ปวดกระดูก การออกกาลงั กายประเภทอ่ืน ๆ เช่น แอโรบิค ไทเก็ก ชีกง
ในกรณีที่ของเสียค้างในสมองมากจะมีอาการชักและสมอง โยคะ สามารถฟื้นฟูและรักษาสุขภาพ เน่ืองจากฤๅษีดัดตน
หยุดทางานในส่วนของอาการเหนื่อยล้า (fatigue) จาก เป็นกายบริหารร่างกายท่ีใช้การดัดส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
การศึกษาความชุกของ Micol Artom และคณะ2 พบ และบริหารระบบลมหายใจซ่ึงเป็นเรื่องสาคัญสาหรับการ
อุบัติการณ์ถึงร้อยละ 42-89 อีกทั้งยังส่งผลต่อการการ ฟ้ืนฟูสุขภาพ8 ท่าฤๅษีดัดตนประกอบไปด้วย 15 ท่าโดยท่า
พยากรณโ์ รคทแ่ี ย่ลง ดังกลา่ วช่วยทาให้โลหิตหมุนเวียนเลือดลมเดินได้สะดวก มี
การใช้สมาธิร่วมด้วยซึ่งจะช่วยลดอารมณ์ขุ่นมัว หงุดหงิด
ค ว า ม เ ห น่ื อ ย ล้ า ห ม า ย ถึ ง ก า ร แ ส ด ง อ อ ก ข อ ง ความท้อแท้ ความเครียด และช่วยเพ่ิมประสิทธิภาพของ
ประสบการณใ์ นแตล่ ะบคุ คลท่ีเก่ียวเน่ืองกับความรู้สึกเหน็ด การหายใจ อีกทั้งเป็นการออกกาลังกายท่ีมีการบริหาร
เหน่ือย ความอ่อนเพลีย ขาดแรงจูงใจในการดารงชีวิต ซึ่ง ร่างกายได้ครอบคลุมทุกส่วนต้ังแต่คอ ไหล่ แขน อก เอว
อาการดังกล่าวไม่ได้มีลักษณะเฉพาะ โดยจะส่งผลต่อการ เข่าไปจนถึงเท้า ท่าฤๅษีดัดตนมีลักษณะรูปแบบคล้ายกับ
ปฏิบัติทางกายสติปัญญาลดลงและไม่สามารถบรรเทาได้ การออกกาลังกายด้วยการเพิ่มพิสัยข้อ ผู้วิจัยจึงได้นามา
ด้วยการพักผอ่ นเพียงอย่างเดียว3 อาการเหน่ือยล้าในผู้ป่วย ประยุกต์ใช้ในผู้ปว่ ยโรคไตเร้ือรังขณะฟอกเลอื ดโดยการวิจัย
ที่ได้รับการฟอกเลือดเกิดจากหลายปัจจัยตามการศึกษา นี้มีจุดมุ่งหมาย เพ่ือศึกษาผลของโปรแกรมการออกกาลัง
ของ Wang et al4 พบว่ามีความสัมพนั ธ์กบั เวลาในการออก กายประยุกต์ท่าฤๅษีดัดตนขณะฟอกเลือดต่ออาการเหน่ือย
กาลังกาย, ค่าความเพียงพอของการฟอกเลือด (Kt/V), ล้าและระดับความดันโลหิต ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังท่ีได้รับ
ระดับครีเอตินินในเลือด, ระดับกิจกรรมในแต่ละวัน, การ การฟอกเลือดด้วยเคร่ืองไตเทยี ม
นอนหลับ, สังคมและครอบครัว จากการศึกษาของ Soli- วัตถุประสงคข์ องโครงการวจิ ัย
man5 พบว่าการออกกาลังกายขณะฟอกเลือดสามารถลด
ความเหนื่อยล้า ลดระดับความดันโลหิตขณะพัก ลดระดับ 1. เพ่ือเปรียบเทียบอาการเหน่ือยล้าของผู้ป่วยโรค
ฟอสเฟตโพแทสเซียม แคลเซียม ยูเรีย ครีเอตินิน ในเลือด ไตเร้ือรังที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมก่อนและ
อยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถิติ การทบทวนวรรณกรรม การออก หลังการเข้าร่วมโปรแกรมการออกกาลังกายประยุกต์ท่า
กาลังกายขณะฟอกเลือดมีหลายการศึกษา เช่น ใน ฤๅษีดัดตนขณะฟอกเลือด
การศกึ ษาของ Gomes et al6 พบว่าการปั่นจักรยานอยู่กับ
ที่สามารถลดระดับความเหน่ือยล้าและเพิ่มกิจกรรมทาง 2. เพ่ือเปรียบเทียบระดับความดันโลหิตของผู้ป่วย
กายในผู้ป่วย, การศึกษาของ Injan and Preechawong7 โรคไตเร้ือรังท่ีได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมก่อน
ได้จัดทาโปรแกรมให้ผู้ป่วยได้บริหารด้วยการเพ่ิมพิสัยข้อ และหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการออกกาลังกายประยุกต์
ประกอบด้วยการออกกาลังกายบริเวณคอ ไหล่ ศอก ท่าฤๅษีดดั ตนขณะฟอกเลือด
368
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
ออกกาลังกายประยุกต์ท่าฤๅษีดัดตนขณะฟอกเลือด
รูปแบบการวจิ ยั จานวน 5 ท่า ซ่งึ ผู้ป่วยสามารถทาได้ขณะฟอกไต เป็นท่า
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi- ที่ครอบคลุมได้ทุกส่วนของร่างกาย ผ่านการตรวจสอบ
จากผเู้ ชีย่ วชาญ ประกอบไปด้วย
experimental research) แบบวัดผลก่อนและหลังการ
ทดลอง (The pretest-posttest design) 1) ท่าตบทา้ ยทอยเป็นทา่ ในการบริหารส่วนต้นคอ
ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง ใช้ส้นมอื ด้านท่ีไม่ได้ฟอกเลือดปิดหูไว้โดยให้ปลายน้ิววาง
บริเวณท้ายทอยแล้วก้มศีรษะลงคางชิดหน้าอกพร้อมกับ
ทาการศึกษาในผู้ปว่ ยโรคไตเร้อื รังท่ไี ดร้ ับการฟอก หายใจเข้าจนสดุ จากนนั้ เงยศรี ษะขึ้นพรอ้ มกับหายใจออก
เลือดด้วยเครื่องไตเทียมที่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาล จนสุด
สมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ช่วงเวาลาศึกษาสิงหาคม-
ตุลาคม 2563 เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาที่ประยุกต์ใช้ 2) ท่าอวดแหวนเพชรเป็นท่าบริหารส่วนแขน
การออกกาลังกายแบบฤๅษีดัดตนในผู้ป่วยกลุ่มนี้มาก่อน ข้อมือ นิ้วมือ โดยให้ย่ืนแขนข้างที่ไม่ได้ฟอกเลือดออกไป
ผู้วิจัยจึงจะทาวิจยั นารอ่ งในการศึกษาโดยใช้กลุ่มตัวอย่าง ข้างหน้าให้อยู่ในระดับเดียวกันกับหัวไหล่ตั้งข้อมือขึ้น
30 ราย พร้อมหายใจเข้าจนสุดจากนั้นกระดกข้อมือลง พร้อม
หายใจออกจนสดุ
เกณฑค์ ดั เข้า
1) อายรุ ะหว่าง 18-70 ปี 3) ท่ายิงธนูเป็นท่าบริหารส่วนอก ไหล่ แก้
2) ฟอกเลือดดว้ ยเครือ่ งไตเทียม 3 คร้ังต่อสัปดาห์ กร่อนปตั คาต หมายถงึ ภาวะอาการขัดเจ็บของกล้ามเนื้อ
และครงั้ ละ 4 ชัว่ โมง บริเวณต่าง อันเน่ืองจากความเสื่อมจากการใช้งาน
3) ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมสม่าเสมอนาน 3 ผิดปกติ ทาโดยกาหมัดมือด้านที่ไม่ได้ฟอกเลือดและงอ
เดือนข้ึนไป ศอกเข้าหาตัวระดับอกพร้อมกับหายใจออกเข้าจนสุด
4) ค่าความเพียงพอของการฟอกเลือด (Kt/V) จากนัน้ เหยยี ดศอกจนสุด พร้อมกบั หายใจออกจนสุด
มากกว่าหรือเท่ากับ 0.7
5) สามารถส่ือสารและเขา้ ใจภาษาไทยอย่างดี 4) ท่าดารงกายอายุยืนเป็นท่าบริหารส่วนเอว ขา
เกณฑ์คัดออก และเข่า โดยนั่งเหยียดเข่าท้ัง 2 ข้างจากน้ันงอเข่าท้ัง 2
1) มีอาการปวดข้อผ่าตัดข้อมือ,เท้า,เข่า หรือ ข้างพร้อมหายใจเข้าจนสุด จากน้ันเหยียดเข่าตรงพร้อม
สะโพก หายใจออกจนสดุ
2) มีภาวะแทรกซ้อนทางคลินิกท่ีเป็นข้อห้าม
สาหรบั การออกกาลงั กาย 5) ท่ากระดกข้อเท้า ประยุกต์มาจากท่าน่ังนวด
เกณฑก์ ารยตุ ิการศกึ ษาสาหรับอาสาสมัคร เข่าโดยเปน็ ทา่ แก้กรอ่ น หมายถงึ โรคความเสื่อมซึ่งจะทา
1) ขณะออกกาลงั กายผ้ปู ว่ ยมีภาวะความดนั โลหิต บริหารส่วนขาและข้อเท้าโดยน่ังเหยียดขาทั้ง 2 ข้าง
สูงมากกว่าหรือเทา่ กับ 180/110 มิลลิเมตรปรอทหรือต่า จากน้ันกระดกขอ้ เทา้ ขนึ้ และลง
กว่า 90/60 มลิ ลิเมตรปรอท
2) ขณะออกกาลังกาย ผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อน การออกกาลังกายจะทาให้เสร็จภายใน 2 ช่ัวโมง
เช่น อาการเจ็บหน้าอก ชีพจรเต้นผิดจังหวะ ใจสั่น แรกของการฟอกเลือดซึ่งจะทาต่อเนื่องนาน 15 นาทีต่อ
หายใจหอบเหนือ่ ย ครัง้ ความถี่ 3 คร้ังต่อสัปดาห์ ระยะเวลานาน 8 สัปดาห์
3) การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อในระหว่าง ความหนักในการออกกาลงั กายคือระดับเบา
การศกึ ษา
เคร่อื งมอื ท่ีใช้ดาเนินการทดลอง
การออกกาลังกายประกอบด้วยการสาธิตโดย
ผู้วจิ ยั พรอ้ มมอบเอกสารแผน่ พับทา่ บริหารโปรแกรมการ
369
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีที่ 28 ฉบบั ที่ 3 ประจาเดือน กันยายน – ธนั วาคม 2563
เคร่อื งมอื ทีใ่ ช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ได้แก่ การวิเคราะหข์ อ้ มูลทางสถิติ
1. แบบบันทึกข้อมูลท่ัวไปประกอบด้วยข้อมูลส่วน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม SPSS version 19
บุคคล ข้อมูลพฤติกรรมการออกกาลังกายและข้อมูลการ วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาความแตกต่างของ Revised Piper
เจ็บป่วยและการรักษาท่ีสัมพันธ์กับอาการเหนื่อยล้าใน Fatigue Scale, ความดันโลหิต systolic และ diastolic
ผู้ป่วยฟอกเลือด ประกอบด้วยสาเหตุของโรคไตเร้ือรัง โดยใชก้ ารวเิ คราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้า (Repeated
จานวนและชนิดของโรคร่วม ระยะเวลาท่ีได้รับการรักษา Measures ANOVA) และการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยรายคู่
ด้วยการฟอกเลือดด้วยเคร่ืองไตเทียม วิธีการฟอกเลือด โดยใช้ Bonferroni method กาหนดระดับนัยสาคัญทาง
ความถ่ีในการฟอกเลือดต่อสัปดาห์ จานวนช่ัวโมงในการ สถิติทรี่ ะดบั 0.05
ฟอกเลือดต่อคร้ัง ระดับความดันโลหิตท้ัง systolic และ
diastolic รวมถึงผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการจากเวช ขอ้ พิจารณาดา้ นจริยธรรม
ระเบียน ประกอบด้วยค่าความเพียงพอของการฟอกเลือด โครงการวิจัยนี้ได้รับการรับรองจากคณะกรรม-การ
(Kt/V) ระดบั ฮีโมโกลบินระดับอัลบูมิน แคลเซียม ฟอสเฟต
โพแทสเซยี ม โซเดยี มและยเู รียในเลอื ด พิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์สานักงานสาธารณสุข
จังหวัดหนองคาย เลขท่ีโครงการ 48/2563 กลุ่มตัวอย่าง
2. แบบประเมินอาการเหน่ือยล้าใช้แบบประเมิน ทุกรายไดร้ ับการชีแ้ จงวตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัยและลงนาม
ความเหนื่อยล้า (Revised Piper Fatigue Scale, R-PFS) ในเอกสารยนิ ยอมเขา้ รว่ มวิจัย
เ ป็ น แ บ บ ป ร ะ เ มิ น ค ว า ม เ ห น่ื อ ย ล้ า ท่ี พั ฒ น า โ ด ย น า ร า
กุลวรรณวจิ ติ ร9 ลกั ษณะคาตอบเป็นตวั เลขต้ังแต่ 1-10 โดย ผลการวจิ ยั
ด้านซ้ายกากับด้วยวลี “ไม่เลย” และทางด้านขวากากับ อาสาสมัครมีอายุเฉล่ีย 57.20 ปี ( S.D. 10.5)
ด้วยวลี “มากที่สุด” การให้คะแนนรวมกันมีต้ังแต่ 22-220
คะแนนพบว่ามีค่าความตรงและความเท่ียงที่ดีโดยพบค่า ส่วนมากเปน็ เพศชายคดิ เปน็ ร้อยละ 63.33 คา่ ดชั นีมวลกาย
Cronbach’s alpha coefficient เท่ากับ0.89 และจาก เฉล่ีย 23.84 กิโลกรัม/ตารางเมตร (S.D. 3.5) อาสาสมัคร
การศึกษาของ Yamma10 ได้ทดสอบเครื่องมือกับกลุ่ม ส่วนใหญ่ออกกาลังกายน้อยกว่า 4 วันต่อสัปดาห์ในช่วง 3
ตัวอย่างจานวน 30 ราย พบว่ามีค่าความเท่ียงท่ีดีโดยมีค่า เดือนกอ่ นการทดลองคิดเป็นร้อยละ 63.33 สาเหตุการเกิด
Cronbach’s alpha coefficient เท่ากับ 0.97 โดยมี ภาวะไตเร้ือรังส่วนใหญ่เกิดจากโรคเบาหวาน (ร้อยละ
วิธกี ารแปลผลดังน้ี หากผลรวมของคะแนนความเหนื่อยล้า 50.00) อาสาสมคั รทกุ รายได้รบั การฟอกเลือดด้วยเคร่ืองไต
ได้เท่ากับ 22-88, 89-155 และ 156-220 คะแนนอยู่ใน เทียม High-flux hemodialysis โดยได้รับการฟอกเลือด
ระดับไม่เหน่ือยล้า, เหน่ือยล้าปานกลางและเหนื่อยล้ามาก เฉลี่ย 64.4 เดือน (S.D. 52.9) ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ตามลาดับ ได้แก่ความเพียงพอของการฟอกเลือด (Kt/V) ค่าเฉลี่ย
การเกบ็ รวบรวมข้อมลู เท่ากับ 1.3 (S.D. 0.5) ค่าฮีโมโกลบินเฉล่ีย 10.2 g/dl
(S.D.=2.6) และค่าซีรัมอัลบูมินเฉลี่ย 3.8 g/dl (SD=0.3)
การวิจัยในครั้งน้ีผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งแรก ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการท้ังหมดอยู่ในเกณฑ์ปกติดัง
และประเมินความเหน่ือยล้าใน สัปดาห์ที่ 0, 5 และ 9 แสดงในตารางที่ 1
ผู้วิจัยจะสอนโปรแกรมการออกกาลังกายประยุกต์ท่าฤๅษี
ดัดตนขณะฟอกเลอื ดแก่อาสาสมัครเป็นเวลา 15 นาที โดย ตารางท่ี 1 แสดงจานวนร้อยละ ค่าเฉล่ีย และส่วน
จะสอนต้ังแต่ครั้งแรกที่เข้ารวมการศึกษา ซึ่งอาสาสมัคร เบย่ี งเบนมาตรฐานของอาสาสมคั ร (N=30)
จะต้องออกกาลังกายตามโปรแกรมทุกคร้ังที่ได้รับการฟอก
เลือด 3 คร้ังต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ โดยมีผู้วิจัย ขอ้ มูลสว่ นบคุ คล จานวน (ร้อยละ)
และพยาบาลประจาห้องฟอกเลือดเป็นผู้ติดตามการออก อายุ (ป)ี mean (S.D.) 57.20 (S.D. 10.53)
กาลังกาย เพศชาย (%) 19 (63.33)
ค่าเฉลีย่ ดชั นมี วลกาย (kg/m2) mean 23.84 (S.D. 3.45)
(S.D.)
คา่ เฉลย่ี ออกกาลงั กายในชว่ ง 3 เดอื นก่อนหนา้
< 4 วนั ต่อสปั ดาห์ (%) 19 (63.33)
370
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
ตารางที่ 1 แสดงจานวนร้อยละ ค่าเฉล่ีย และส่วน พ บ ว่ า ก่ อ น ก า ร อ อ ก ก า ลั ง ก า ย ป ร ะ ยุ ก ต์
เบย่ี งเบนมาตรฐานของอาสาสมคั ร (N=30) (ตอ่ ) อาสาสมัครที่ไม่เหนื่อยล้ามีสัดส่วนร้อยละ 50.00
ภายหลังการออกกาลังกายประยุกต์ท่าฤๅษีดัดตนขณะ
ขอ้ มลู สว่ นบุคคล จานวน (รอ้ ยละ) ฟอกเลือดมีสัดส่วนอาสาสมัครท่ีอยู่ในกลุ่มไม่เหน่ือยล้า
คา่ เฉลย่ี ออกกาลังกายในช่วง 3 เดือนกอ่ นหนา้ (ตอ่ ) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ เพ่ิมขึ้นเป็นร้อยละ
≥ 4 วันตอ่ สปั ดาห์ (%) 11 (36.66) 60.00 และ 73.33 ในสัปดาห์ท่ี 5 และที่ 9 ตามลาดับ
ค่าเฉลี่ยสาเหตุของโรคไตเร้ือรงั โดยเพ่มิ อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ (p<0.001) ดังแสดงใน
โรคเบาหวาน (%) 15 (50.00) ตารางที่ 2 และอาสาสมัครมีค่าเฉลี่ยของคะแนนความ
โรคความดันโลหติ สูง (%) 8 (26.67) เหน่ือยล้าลดลงจากค่าเฉลี่ย 96.1 ในช่วงก่อนการศึกษา
ภาวะอุดก้นั ทางเดนิ ปสั สาวะ (%) 5 (16.66) เป็น 80.6 และ 68.8 ในสัปดาห์ท่ี 5 และที่ 9 ตามลาดับ
โรคหน่วยไตอักเสบ (%) 2 (6.67) ลดลงอย่างมีนัยสาคัญ (p<0.001) ดังแสดงในตารางที่ 2
ระยะเวลาเฉลยี่ ไดร้ ับการฟอกเลือด 64.4 (S.D. 52.9) ทั้งนี้ไมพ่ บวา่ มกี ารเปลย่ี นแปลงของการลดความดันโลหิต
(เดือน) mean (S.D.) ทั้ง systolic และ diastolic อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
ค่าเฉลย่ี ความเพียงพอของการฟอก 1.3 (S.D. 0.5) ดงั แสดงในตารางท่ี 2
เลอื ด (Kt/V) mean (S.D.)
คา่ เฉลยี่ ฮโี มโกลบนิ (g/dl) mean 10.2 (S.D. 2.6)
(S.D.)
ค่าเฉลย่ี ซรี ัมอลั บูมิน (g/dl) mean 3.8 (S.D. 0.3)
(S.D.)
ตารางท่ี 2 แสดงความถ่ีระดับความเหน่ือยล้า ค่าเฉลี่ยคะแนนความเหน่ือยล้า ความดันโลหิต ก่อนและหลังการศึกษา
สปั ดาหท์ ี่ 5 และ 9
กอ่ น (0) หลังสัปดาห์ท่ี 5 หลงั สปั ดาหท์ ี่ 9
ไม่ ปาน ไม่ ปาน ไม่ ปาน
เหน่อื ย กลาง มาก มาก มาก
เหนือ่ ย กลาง เหนอ่ื ย กลาง
ระดับความเหนอื่ ยล้า
ความถ่ี (ร้อยละ) 50.00 46.67 3.33 60.00 36.67 3.33 73.34 23.33 3.33
80.63 (66.82-94.45) 68.83 (55.65-82.02)
Mean (95%CI) 96.07 (83.37-108.76)
<0.001# <0.001##
p-value
ระดับความดันโลหติ
- Systolic
Mean (95%CI) 143.27 (137.55-148.99) 145.1 (139.33-150.87) 138.9 (132.54-145.26)
0.985# 0.211##
p-value
76.20 (71.19 - 81.21) 74.50 (70.19 - 78.81)
- Diastolic >0.999# >0.999##
Mean (95%CI) 75.67 (71.09 - 80.25)
p-value
# เปรยี บเทียบ สปั ดาห์ 0 และ 5
## เปรียบเทียบ สปั ดาห์ 0 และ 9
371
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีท่ี 28 ฉบับที่ 3 ประจาเดอื น กันยายน – ธนั วาคม 2563
อภิปรายผลการวจิ ยั กระบวนการฟอกเลือด จึงสามารถลดอาการเหนือ่ ยล้าได้12
การศึกษานีม้ จี ดุ ม่งุ หมายเพอ่ื ศกึ ษาผลของโปรแกรม ท้ังน้ีการศึกษาครั้งน้ีอาสาสมัครให้ข้อมูลแก่ผู้วิจัย
การออกกาลังกายประยุกต์ท่าฤๅษีดัดตนขณะฟอกเลือดต่อ เพ่ิมเตมิ ว่าหลังการฝึกโปรแกรมการออกกาลังกายประยุกต์
อาการเหน่ือยล้าและระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคไต ท่าฤๅษีดัดตนขณะฟอกเลือด อาสาสมัครมีความรู้สึกผ่อน
เรื้อรังที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเคร่ืองไตเทียม จาก คลายมีสมาธิมากข้ึน รู้สึกอ่อนเพลียลดลง ความวิตกกังวล
ผลการวิจัยพบวา่ อาสาสมคั รท่ไี ดร้ บั โปรแกรมการออกกาลัง ลดลง รู้สึกว่ามีความจาดีข้ึน คิดอะไรได้แจ่มแจ้งมากขึ้น
กายด้วยท่าฤๅษีดัดตนประยุกต์มีระดับคะแนนเฉล่ียความ นอนหลับได้ง่ายมากข้ึน และมีความอดทนในการทางาน
เหนื่อยล้าลดลงอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติเม่ือเปรียบเทียบ มากขึ้น
คะแนนความเหน่ือยล้าก่อนการศึกษาสัปดาห์ที่ 5 และ
สัปดาห์ท่ี 9 อย่างไรก็ตามการศึกษาน้ีไม่พบความ การศึกษาน้ีพบว่าภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการ
เปลี่ยนแปลงความดันโลหิตท้ังsystolic และ diastolic ออกกาลังกายด้วยท่าฤๅษีดัดตนประยุกต์ ความดันโลหิต
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ systolic แ ล ะ diastolic ข อ ง อ า ส า ส มั ค ร ไ ม่ มี ก า ร
เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติซึ่งผลการศึกษาน้ี
การลดลงของความเหน่ือยล้าในอาสาสมัครท่ีเป็น แตกต่างจากการศึกษาของ Soliman5 ท่ีพบว่าการออก
โรคไตเร้ือรังขณะฟอกเลือดน้ีจากการออกกาลังกายด้วยท่า กาลังกายด้วยวิธีการเพิ่มพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อขณะ
ฤๅษีดัดตนประยุกต์ขณะฟอกเลือดมีความสอดคล้องกับ ฟอกเลือดทาให้ระดับความดันโลหิตท้ัง systolic และ
การศึกษาที่ผ่านมาโดย Soliman5 ซึ่งพบว่าการออกกาลัง diastolic ลดลงอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ทั้งนี้อาจเป็นผล
กายดว้ ยวิธีการทาเพมิ่ พิสัยการเคล่ือนไหวของข้อขณะฟอก เนื่องมาจากการลดยาความดันโลหิตสูง โดยพบว่าระหว่าง
เลือดครั้งละ 15 นาที ความถ่ี 3 ครั้งตอ่ สปั ดาห์ เป็นเวลา 8 การเข้าร่วมโครงการวิจัยมีอาสาสมัครจานวน 9 ราย ที่มี
สัปดาห์ ทาให้อาการเหนื่อยล้าในกลุ่มทดลองลดลงอย่างมี ภาวะความดันโลหิตต่าหลังจากการได้รับฟอกไต แพทย์
นัยสาคัญทางสถิติ และสอดคล้องกับการศึกษาของ เฉพาะทางโรคไตจึงได้ลดปริมาณยารักษาความดันโลหิตสูง
Maniam et al11 ทาการศึกษาในผู้ป่วยไตวายที่ได้รับการ โดยในช่วงสปั ดาห์ท่ี 2-5 แพทยไ์ ดล้ ดปริมาณยารักษาความ
ฟอกเลือดซึ่งพบว่า การออกกาลังกายขณะได้รับการฟอก ดันโลหิตสูงของอาสาสมัคร 8 ราย และในช่วงสัปดาห์ท่ี 5-
เลือด ด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อร่วมกับมีแรงต้านโดยมี 9 แพทย์ได้ลดยารักษาความดันโลหิตสูงของอาสาสมัคร 1
ความหนกั ในการออกกาลังกายที่ระดบั เบาถึงปานกลางครั้ง ราย
ละ 30-40 นาที ความถ่ี 3 คร้ังต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 12
สัปดาห์ สามารถลดอาการเหน่ือยล้าและเพ่ิมคุณภาพการ เนื่องจากการศึกษาน้ีอาสาสมัครทราบว่าเข้าร่วม
นอนหลับได้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ซึ่งให้คาอธิบายว่า การศึกษาซ่ึงอาจมีผลต่อการประเมินความเหนื่อยล้าทาให้
การออกกาลังกายเพิ่มการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินทาให้ อาสาสมัครมีการประเมินอาการเหน่ือยล้าดีมากกว่าความ
กล้ามเน้ือทั่วร่างกายผอ่ นคลายและลดความเหนอ่ื ยลา้ 11 ผล เป็นจริงได้ (overestimation) และเนื่องจากยังไม่เคยมี
การศึกษาน้ียังสอดคล้องกับการศึกษาของ Mohseni et การศึกษาผลของโปรแกรมการออกกาลงั กายดว้ ยทา่ ฤๅษีดัด
al12 ซึ่งพบวา่ การออกกาลังกายด้วยวิธีแอโรบิคขณะท่ีได้รับ ตนประยุกตใ์ นผูป้ ่วยโรคไตวายมาก่อน ทาให้เป็นการศึกษา
การฟอกเลือดที่ความหนักในการออกกาลังกายระดับเบา นาร่องจึงไม่มีการสุ่มอาสาสมัครและไม่มีการเปรียบเทียบ
คร้ังละ15 นาที ความถี่ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 8 กับกลุ่มอ่ืน รวมถึงการศึกษาน้ีมีระยะเวลาเพียง 8 สัปดาห์
สัปดาห์ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการขจัดยูเรีย (Kt/V) ได้ อาจทาให้ยังไม่เห็นผลระยะยาวของการออกกาลังกายด้วย
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ โดยให้เหตุผลว่าการออกกาลัง ท่าฤๅษีดัดตนประยกุ ต์ การศึกษาในอนาคตควรมีการศึกษา
กายขณะฟอกเลือด ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตไปยัง แบบสุ่มและปกปิดเปรียบเทียบกับการออกกาลังกายแบบ
ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายท่ีมีการเคล่ือนไหว ทาให้มีการนา อื่น เชน่ การออกกาลังกายเพื่อเพ่ิมพิสัยข้อเพื่อเปรียบเทียบ
สารอาหารไปเลี้ยงกล้ามเนื้อเพ่ิมข้ึนและนาของเสียจาก ว่ามีผลดีแตกต่างกันหรือไม่ ควรมีการศึกษาถึงผลลัพธ์อื่น
อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายกลั บมาขจัดออกด้ว ย ร่วม ด้ว ย เช่ นผ ลต่ อค่ าก าร ทา งา นข อง ไต ผ ลต่ อ
ประสิทธิภาพการขจดั ยูเรีย (Kt/V) ผลต่อระดับสมรรถภาพ
372
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
6. Gomes EP, Reboredo MM, Carvalho EV,
ทางกายด้วยการเดิน 6 นาที (6 minutes walk test) Teixeira DR, Carvalho LFCdO, Filho GFF, et al.
เป็นต้นและควรมีการศึกษาติดตามผลของโปรแกรมการ Physical Activity in Hemodialysis Patients Meas-
ออกกาลังกายด้วยท่าฤๅษีดัดตนประยุกต์ระยะยาวอย่าง ured by Triaxial Accelerometer. Biomed Research
ต่อเน่อื งเชน่ ในระยะ 6 หรือ 12 เดือน เป็นตน้ International 2515 (2): 1-7
บทสรปุ 7. Patcharin Injan, Sunida Preechawong.
The Effect of Integrated Exercise Oriented Pro-
จากการศึกษาวิจัยครั้งนี้พบว่าโปรแกรมการออก gram on Fatigue in Persons with Chronic Kidney
กาลังกายด้วยท่าฤๅษีดัดตนประยุกต์ส่งผลลดความ Disease Receiving Hemodialysis. Journal of Nurs-
เหนอ่ื ยล้าในผู้ป่วยโรคไตเรอื้ รังทฟี่ อกเลือดโดยใช้ไตเทียม ing Science Chulalongkorn University 2019;31(1):
อีกท้ังยังมีความสะดวก ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ไม่ต้องใช้ 49-60
อุปกรณ์เพิ่มเติม ไม่เสียเวลาเพิ่มจากปกติ มีความ 8. สถาบันการแพทยแ์ ผนไทยกระทรวงสาธารณสุข.
เหมาะสมและสามารถนาไปใช้ในผู้ป่วยฟอกเลือดด้วย กายบริหารแบบไทยฤาษีดัดตน. กรุงเทพมหานคร:
เครือ่ งไตเทยี ม สานกั พิมพอ์ งคก์ ารสงเคราะห์ทหารผา่ นศกึ ; 2537.
เอกสารอ้างองิ 9. นารา กลุ วรรณวิจติ ร. อัตราความชุกของการเกิด
ความออ่ นล้าขณะขบั รถ. และปจั จัยที่ เกีย่ วข้องในพนกั งาน
1 . The Nephrology Society of Thailand, ขับรถโดยสารประจาทางในเส้นทางภาคเหนือภาคกลาง
Thailand Renal Replacement Therapy 2019. และภาคตะวันออกเฉียงเหนือในสถานีขนส่งผู้โดยสาร
[online]. Access date 22 July 2020. Available from กรุงเทพฯ(จตุจักร). วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต,
http://www.nephrothai.org/ฐานข้อมูลงาน วิจัยของ สาขาวิชาอาชีวเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย -1 / trt-annual-report-1/333-annual- มหาวทิ ยาลัย, 2549.
report-thailand-renal-replacement-therapy-2007- 1 0 . Chonticha Yamma. Sleep Problems,
2019-th. Fatigueand Work Efficiency Among Registered
Nurseat King Chulalongkorn Memorial Hospital
2. Artom M, Moss-Morris R, Caskey F, Chil- [Dissertation]. Bangkok: Chulalongkorn University;
cot J. Fatigue in advanced kidney disease. Kidney 2013;58(2): 183-196.
Int 2014;86(3):497-505. 11. Maniam, R, Subramanian, P, Singh, S. K.
S., Lim, S. K., Chinna, K., Rosli, R. Preliminary
3. McCann K, Boore JRP. Fatigue in persons study of an exercise programme for reducing fa-
with renal failure who require maintenance hae- tigue and improvingsleep among long-term hae-
modialysis. J Adv Nurs 2000; 32(5): 1132-1142. modialysis patients. Singapore Medical Journal
2014;55(9): 476-482.
4. Wang, S. Y, Zang, X. Y, Fu, S. H, Bai, J. B, 12. Mohseni, R, Zeydi, A. E, Ilali, E, Adib-
Liu, J. D, Tian, L., et al. Factorsrelated to fatigue in Hajbaghery, M., Makhlough, A. The effect of intra-
Chinese patients with end-stage renal disease dialytic aerobic exercise on dialysis efficacy in
receiving maintenance hemodialysis: a multi- hemodialysis patients: a randomized controlled
center cross-sectional study. Renal Failure 2016; trial. Oman Medical Journal 2013;28(5): 345-349.
38(3): 442-450.
5. Soliman HMM. Effect of intradialytic ex-
erciseon fatigue, electrolytes level and blood-
pressure in hemodialysis patients: A randomized
controlled trial. Journal of Nursing Education and
Practice 2015; 5(11): 16-28.
รับต้นฉบับ: 14 ตุลาคม 2563, ไดร้ บั บทความปรบั ปรงุ : 17 ธันวาคม 2563, รบั ลงตีพมิ พ์: 20 ธันวาคม 2563
373
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปีที่ 28 ฉบับท่ี 3 ประจาเดือน กนั ยายน – ธนั วาคม 2563
ผลของโปรแกรมเสริมพลังอานาจผู้ดูแลต่อความรูค้ วามสามารถในการดแู ลเด็กโรคปอดเร้อื รัง
ศิริมา สาระนันท์ พย.บ. พยาบาลวิชาชีพชานาญการ กลุ่มงานกมุ ารเวชกรรม โรงพยาบาลอดุ รธานี
บทคดั ยอ่
การวิจัยนี้เป็นแบบการทดลองเบื้องต้น (Pre-experimental research) แบบ One group pretest-posttest de-
sign มีวัตถปุ ระสงค์ เพือ่ ศึกษาผลของโปรแกรมเสรมิ พลงั อานาจผู้ดแู ลตอ่ ความรูค้ วามสามารถในการดูแลเด็กโรคปอดเร้ือรัง
ก่อนทดลองและหลังทดลอง โดยใช้โปรแกรมเสริมพลังอานาจผู้ดูแลตามแนวคิดการเสริมสร้างพลังอานาจของกิ๊บสัน
(Gibson) ซึ่งประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมในโปรแกรมเสริมพลังอานาจ แผนการสอนความรู้โรคปอดเร้ือรังรายบุคคล
แผนการสอนสาธิตการฝึกปฏิบัติการดูแลเด็กโรคปอดเร้ือรัง และคู่มือการดูแลเด็กโรคปอดเร้ือรัง ส่วนเครื่องมือที่ใช้เก็บ
ข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามขอ้ มูลทัว่ ไป แบบทดสอบความรู้ และแบบสงั เกตความสามารถของผูด้ ูแลเดก็ โรคปอดเรอื้ รัง
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคปอดเรื้อรัง ท่ีเข้ารับการรักษาในแผนกกุมารเวชกรรม
โรงพยาบาลอุดรธานี ระหว่างเดือน สิงหาคม ถึงพฤศจิกายน 2563 เลือกกลุ่มตัวอย่าง แบบเฉพาะเจาะจง ( Purposive
sampling) ตามเกณฑ์คัดเขา้ จานวน 14 ราย ซ่ึงได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนอ้ื หาจากผู้ทรงคุณวุฒิ หาค่าความตรง
ของเนื้อหา (Content validity) ได้ค่า IOC=1 และนาไปทดลองใช้กับผู้ดูแลเด็กโรคปอดเรื้อรัง ความเชื่อม่ัน (Reliability)
โดยใช้สตู รของคูเดอร์รชิ าร์ดสัน (Kuder Richardson (KR-20) ค่าความเชื่อมั่น = 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลท่ัวไปโดยใช้ ความถ่ี
ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความรู้ และความสามารถของผู้ดูแลเด็กโรคปอด
เรอ้ื รังกอ่ นและหลงั ทดลอง ใชส้ ถิติ Paired t-test
ผลการวิจัยพบว่า ลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง ท้ังหมด 14 คน เป็นเพศหญิง ร้อยละ 100 มีอายุระหว่าง 18-64 ปี
(Mean 33.85, S.D. 16.53) มคี วามสมั พันธ์กบั เด็ก คือเปน็ มารดามากที่สดุ ร้อยละ 78.57 ค่าเฉลย่ี ความรู้และความสามารถ
ของผู้ดูแลเด็กก่อนได้รับโปรแกรม 12.28 (S.D. 1.81) และ 9.43 (S.D. 0.43) ซ่ึงเพ่ิมขึ้นหลังการได้โปรแกรมเสริมพลัง
อานาจเป็น 15.07 (S.D. 1.26) และ 35.94 (S.D. 0.14) ตามลาดับ เพ่ิมขึ้นอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p< 0.001 และ
p< 0.001 ตามลาดบั ) จึงควรนารูปแบบโปรแกรมการเสรมิ สร้างพลังอานาจมาพัฒนาแนวทางในการดูแลของผู้ดูแลเด็กโรค
เร้ือรังอื่น ๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการดูแลผู้ป่วยเด็กโดยเน้นการค้นพบสถานการณ์ตามจริง เพ่ือให้เกิดวิธีปฏิบัติที่
เหมาะสมในแตล่ ะบรบิ ทของบคุ คล และมีความยง่ั ยืนทจ่ี ะปฏิบตั ิในการดูแลให้มีประสทิ ธภิ าพตอ่ ไป
คาสาคญั : โรคปอดเรื้อรงั ในเด็ก, การเสริมสร้างพลงั อานาจ, ผดู้ ูแล, ความสามารถ
Corresponding author: ศริ ิมา สาระนันท์ โทรศัพท์ 089-4222100 E-mail: [email protected]
โรงพยาบาลอุดรธานี 33 ถนนเพาะนิยม ตาบลหมากแข้ง อาเภอเมอื ง จังหวัดอุดรธานี 41000
374
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
Effects of Caregiver Empowerment Program on Caregiver Knowledge and Ability for Children with
Bronchopulmonary Dysplasia
Sirima Saranan, RN., Pediatric Department, Udonthani Hospital, Thailand
Abstract
This research was a pre-experimental research in a one group pretest - posttest design aimed to
study the effects of caregiver empowerment program on caregiver knowledge and ability for children
with bronchopulmonary dysplasia. The empowerment program included 4 stages: 1) discovering of the
real situation, 2) reflecting critical thinking, 3) choosing suitable practice for oneself, and 4) maintaining
of efficient practices. The sample were 14 caregivers of children with bronchopulmonary dysplasia who
had admitted to the pediatric department Udonthani hospital between August to November 2020,
selected by purposive sampling method according to inclusion criteria. The Content validity and
reliability of caregiver’s knowledge and ability questionnaire were accepted (IOC=1, KR-20=0.85). Data
were analyzed using frequency, percentage, mean and standard deviation. Average score of knowledge
and ability of caregiver were compared by paired t-test
The results showed all of 14 caregivers were female (11 mothers, 3 cousins), age between 18-64
years old (mean 33.85, S.D. 16.53). The most relationship was mother 78.57%. The mean score of
knowledge and ability of the caregivers before receiving the program were 12.28 (S.D. 1.81) and 9.43
(S.D. 0.43), these increased after receiving the empowerment program to 15.07 (S.D. 1.26) and 35.94
(S.D. 0.14) respectively, increased statistically significant (p<0.001 and p<0.001, respectively). Therefore,
this empowerment program should be applied to developed guidelines for the care of other caregiver’s
chronic disease, to enhance the ability to care for pediatric patients with an especially on finding real
situations, to developed appropriate action in the individual context and there is a sustainability that
will continue to practice to maintain efficiency.
Keywords: Bronchopulmonary Dysplasia, Empowerment, Caregiver, Ability
375
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปที ี่ 28 ฉบบั ที่ 3 ประจาเดอื น กันยายน – ธันวาคม 2563
บทนา
อาจส่งผลต่อใช้ชีวิตประจาวันหรือภาวะโรคเรื้อรังของเด็ก
ปั จ จุ บั น พ บ ว่ า โ ร ค ป อ ด เ ร้ื อ รั ง ใ น เ ด็ ก กลุ่มนี้ นอกจากนี้ยังพบว่ายังมีผู้ดูแลผู้ป่วยบางส่วนยังขาด
(Bronchopulmonary Dysplasia: BPD) เป็นโรคที่มี มี ความรู้และทักษะการดูแลท่ีจาเป็นสาหรับการดูแลผู้ป่วย
แนวโน้มสูงข้ึนมากเมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน จากสถิติผู้ป่วย เด็ก ถึงแม้จะมีการให้ความรู้กับผู้ดูแลเด็กโรคปอดเร้ือรัง
เด็กโรคปอดเรื้อรัง หอผู้ป่วยเด็ก 2 โรงพยาบาลอุดรธานี มี ตามแนวทางการพยาบาลเด็กป่วยโรคปอดเรื้อรังอยู่แล้วก็
แนวโน้มสูงข้ึนคือต้ังแต่ปี 2560 ถึงปี 2562 คือ มีจานวน ตาม อาจเน่ืองมาจากการได้รับขอ้ มลู ท่ีไม่เพียงพอทาให้เกิด
15, 22 และ 29 รายตามลาดับ1 ผู้ป่วยเด็กโรคปอดเร้ือรัง ความไม่ม่ันใจในความสามารถของตน ขาดการมีส่วนร่วม
ส่วนใหญ่จะอยู่โรงพยาบาลเป็นระยะเวลานานอาจตั้งแต่ และขาดการพัฒนาทักษะที่จาเป็น2 ความไม่พร้อมด้าน
แรกเกิดจนอายหุ ลายเดอื น เน่ืองจากอาการของโรคมีความ ร่างกายและสภาพจิตใจในการรับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่
รุนแรง และเรื้อรัง คือ หายใจหอบเหนื่อย หายใจลาบากมี พยาบาล เนื่องจากภาระในการดูแลที่ยาวนานส่งผลให้เกิด
Secretion มาก เลือดขาดออกซิเจน และคาร์บอนได- ปัญหาดา้ นจติ ใจของผดู้ แู ลผ้ปู ว่ ยในครอบครวั และอาจทาให้
ออกไซด์ในเลือดค่ัง ด้วยภาวะความรุนแรงของโรค บางราย ผู้ดูแล เกิดความเจ็บป่วยท้ังด้านร่างกายและจิตใจตามมา
ตอ้ งเข้าตึกไอซยี ูเด็ก ในปี 2562 มผี ู้ป่วยท่ีต้องกลับเขา้ ไอซยี ู ได้2 สอดคล้องกับการศึกษาของเรณู ชมพิกุล3 ท่ีพบว่า
2 ราย อัตราการนอนในโรงพยาบาลซ้า (Readmission) ความยากลาบากของผู้ดูแลท่ีต้องประสบและหาหนทางใน
ร้อยละ 10.33 ระยะเวลานอน 18.56 วัน1 บางรายต้อง การกา้ วผา่ นความยากลาบากในการดูแลเด็กโรคปอดเร้ือรัง
นอนท่ีโรงพยาบาลตลอด ทาใหม้ ีค่าใชจ้ ่ายในการดูแลรักษา ที่บ้านให้ได้ตามแผนการรักษา ไม่มีภาวะแทรกซ้อน และ
สูง บิดา มารดา หรือญาติผู้ดูแล เกิดความเครียด มีความ เพอื่ การฟ้ืนหายได้3 ซึ่งความเครียด ความเหน่ือยล้าจากการ
เหน่ือย ยากลาบากในการดาเนินชีวิต มีหลายครอบครัวที่ ดูแลเด็กโรคปอดเร้ือรังอาจจะส่งผลต่อความรู้ และ
ต้องขาดรายได้หรือต้องลาออกจากงานเพ่ือมาดูแลบุตรท่ี ความสามารถในการดูแลเด็ก ผู้ดูแลจึงควรได้รับการ
โรงพยาบาล และเม่ือกลับบ้านมีเด็กหลายรายที่หาผู้ดูแล ส่งเสริม สนับสนุนให้มีความรู้ ความม่ันใจ มีพลังอานาจใน
หลักไม่ได้ จงึ ต้องมีการสับเปล่ียนผู้ดูแลหลายคน ทาให้เกิด ความสามารถของตนในการดูแลเด็กโรคปอดเร้ือรัง โดย
ปัญหาได้รับการดูแลท่ีไม่ถูกต้อง ต้องวนเวียนเข้าออก ได้รับการพัฒนาความสามารถจากพยาบาลผู้มีบทบาทใน
โรงพยาบาลบอ่ ย ๆ ดว้ ยปัญหาการสาลัก การติดเช้ือท่ีปอด การช่วยเหลือ สนับสนุนให้ผู้ดูแลพิจารณาตัดสินใจ
การคั่งค้างของเสมหะ ตามมาด้วยภาวะพร่องออกซิเจน ปรับเปล่ียน และลงมือปฏิบัติกิจกรรมในการดูแลเด็กการ
ภาวะทุพโภชนาการเน่ืองจากพร่องออกซิเจนเร้ือรังและ เสริมพลังอานาจจะช่วยให้ผู้ดูแลเด็กรับรู้พลังอานาจของ
เจบ็ ปว่ ยบอ่ ย ๆ ตนเองมีความเช่ือมั่น มั่นใจและสามารถดูแลเด็กได้อย่าง
เหมาะสม ลดความกลวั ความเครียดและความวติ กกงั วล
การวางแผนให้การดูแลผู้ป่วยเด็กและการเพ่ิม
ศักยภาพแก่ผู้ดูแล (Caregiver) เป็นสิ่งสาคัญโดยเฉพาะใน จากขอ้ มลู สภาพปญั หาและแนวคิดดังกล่าวผู้วิจัยจึง
เรื่องการดูแลทางเดินหายใจ การระบายเสมหะ ส่งเสริม ได้ใช้แนวคิดการเสริมสร้างพลังอานาจ (Empowerment)
ภาวะโภชนาการ การป้องกันการติดเช้ือซ้า ซ่ึงการติดเชื้อ ของกิ๊บสัน (Gibson)4 มาประยุกต์ใช้ในการเสริมสร้างพลัง
ซ้าบ่อย ๆ คร้ังน้ีเองจะทาให้อาการของโรคเลวลง และ อานาจผูด้ ูแลเด็กโรคปอดเร้ือรัง โดยมีหลักการให้ผู้ดูแลเด็ก
ก่อให้เกิดความพิการของทางเดินหายใจมากขึ้นตามมา สามารถค้นพบปัญหาด้วยตนเอง พยาบาลเป็นผู้สนับสนุน
หรือเกิดอาการรุนแรงจนเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ความ อย่างต่อเนื่องหรือช้ีแนะส่งเสริมพัฒนาความรู้และทักษะท่ี
เจ็บป่วยน้ีส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็ก และผู้ดูแลเป็น จาเป็น เพื่อให้ผู้ดูแลเด็กมีความรู้ความสามารถ มีความ
อย่างมาก ผู้ดูแลจึงมีบทบาทสาคัญในการดูแลผู้ป่วยเร้ือรัง มั่นใจในการดูแลเด็ก ซ่ึงแนวคิดการเสริมสร้างพลังอานาจ
เนือ่ งจากเปน็ คนท่มี อี านาจในการตดั สินใจเก่ียวกับการดูแล (Empowerment) ของกิ๊บสัน (Gibson)4 เป็นแนวคิดแบบ
รักษามีหน้าท่ีช่วยเหลือดูแลกิจวัตรประจาวันของผู้ป่วย พลวัตร (Dynamic concepts) ท่ีมีทั้งการให้และการรับ มี
และให้การดูแลผู้ป่วยท่ีบ้าน2 ที่โรงพยาบาล เม่ือผู้ดูแลเกิด การแลกเปล่ียนและมีการปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืน สร้างความ
ความยากลาบาก เหนื่อยล้า ย่อมมีผลต่อการดูแลเด็ก ซึ่ง เข้มแข็งใหก้ บั บคุ คลเพื่อมุ่งเน้นการแก้ปัญหา โดยมีรูปแบบ
376
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
การเสริมสร้างพลังอานาจ 4 ข้ันตอน ได้แก่ 1) การ สม่าเสมอและต่อเนื่อง, เป็นผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กมีอายุตั้งแต่
ค้นพบสภาพการณ์จริง 2) การสะท้อนความคิดอย่างมี 1 เดอื น – 15 ปี ทไ่ี ดร้ ับการวินจิ ฉยั ว่าเป็นโรคปอดเรอ้ื รงั ,
วิจารณญาณ 3) การตัดสินใจเลือกวิธีปฏิบัติกิจกรรมท่ี มีการรบั รแู้ ละสติสัมปชัญญะดี มีความสามารถส่ือสารได้
เหมาะสมและลงมือปฏิบัติ และ 4) การคงไว้ในการ ตามปกติ การไดย้ นิ ปกต,ิ สมัครใจและยินดเี ขา้ ร่วมในการ
ปฏบิ ัติทมี่ ีประสทิ ธภิ าพ เป็นเครื่องมือพัฒนาคุณภาพการ วิจัย และผู้ป่วยเด็กนอนโรงพยาบาล ตงั้ แต่ 3 วนั ข้นึ ไป
ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคปอดเรื้อรัง ซึ่งโปรแกรมเสริมพลัง
อานาจน้ีจะส่งผลให้ผู้ดูแลเด็กโรคปอดเรื้อรังมีกาลังใจ เกณฑ์การแยกอาสาสมัครออกจากโครงการ
เกิดแรงจูงใจ มีความเชื่อม่ันและมีความรู้และความ (Exclusion criteria) ไดแ้ ก่ ผ้ปู ว่ ยอาการหนักที่ต้องได้ใส่
สามาร ถที่จะดู แลเด็ กโรคป อดเรื้ อรังได้ อย่าง มี เครื่องชว่ ยหายใจ, ยา้ ยเข้า ไอ ซี ยเู ดก็
ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นการศึกษาคร้ังนี้จะเป็นแนวทางใน
การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการดูแลเด็กโรคเรื้อรัง ขนาดกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยคานวณจากสูตรการ
ตอ่ ไป คานวณกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกันตาม
วัตถุประสงคก์ ารวิจยั การศกึ ษา จรณิต แกว้ กังวาน5 มสี ูตร ดงั น้ี
1. เพ่ือพัฒนาโปรแกรมเสริมพลังอานาจของ n= 2(Zα+Zβ)2σ2
ผ้ดู แู ลเด็กโรคปอดเร้อื รัง (µ0-µ)2
2. เพ่ือเปรียบเทียบความรู้และความสามารถของ แทนค่าในสตู ร n= 2(1.96+0.84)2 (1.58)2
ผู้ดูแลเด็กโรคปอดเร้ือรังก่อนและหลังได้รับโปรแกรม (3.35-4.78)2
เสริมพลังอานาจ
วธิ ดี าเนินการวิจัย = 39.137
2.86
การวิจัยคร้ังน้ีเป็นแบบการทดลองเบ้ืองต้น (Pre-
experimental research) แบบกลุ่มเดียวมีการทดสอบ n = 13.684 ราย
ก่อน และหลังการทดลอง (One group pretest – แทนค่าในสูตรโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบ่ียงเบน
posttest design) เพ่ื อเป รี ย บ เที ย บ ค ว า ม รู้ แ ล ะ มาตรฐานของประชากรจากการศึกษาท่ผี า่ นมาของกรกฎ
ความสามารถของผู้ดูแลเด็กโรคปอดเรื้อรังในระยะก่อน เจริญสุข และคณะ6 ที่ศึกษาผลของ ผลของโปรแกรม
และหลังการได้รบั โปรแกรมเสรมิ พลงั อานาจ เสรมิ พลังอานาจผู้ดูแลต่อความสามารถในการดูแลเด็กที่
ประชากรและกลุม่ ตัวอยา่ ง มีการติดเช้ือทางเดินหายใจ แทนค่าในสูตรแล้ว ได้ขนาด
กลมุ่ ตวั อย่างท้ังหมด 14 ราย
ประชากรคือ ผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคปอดเรื้อรัง ที่
เข้ารับการรักษาในแผนกกุมารเวชกรรม โรงพยาบาล เครอ่ื งมือที่ใชใ้ นการวิจัย
อดุ รธานี 1. เคร่ืองมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรม
กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลผู้ป่วยเด็ก (อายุ 1 เดือน- การเสริมพลังอานาจ ซึ่งผู้วิจัยได้ประยุกต์มาจากทฤษฎี
15 ปี) ท่ีเข้ารับการรักษาในแผนกกุมารเวชกรรม การเสริมสร้างพลังอานาจของก๊ิบสัน4 ประกอบด้วย 4
โรงพยาบาลอุดรธานี ระหว่างเดือนสิงหาคม 2563 ถึง ข้ันตอนคอื 1) การค้นพบปัญหาของผู้ดูแลเด็ก โดยผู้วิจัย
เดอื นพฤศจกิ ายน 2563 จะให้ความรู้เร่ืองโรคปอดเร้ือรังในเด็ก สภาพปัญหาการ
เจ็บปว่ ยของเดก็ กระบวนการดูแลรกั ษา และเปิดโอกาส
เกณฑ์การคัดเลือกอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการ ให้ผู้ดูแลได้ซักถามประเด็นท่ีสงสัยต่าง ๆ พร้อมท้ังแจก
(Inclusion criteria) กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเฉพาะ แผ่นพับเร่ืองโรคปอดเรื้อรังในเด็ก 2) การสะท้อน
เจาะจง (Purposive sampling) จานวน 14 ราย โดย ความคิดของผดู้ ูแล ผู้วิจัยกระตุ้นและให้โอกาสผู้ดูแลเด็ก
คัดเลอื กตามเกณฑ์คัดเขา้ ได้แก่ เป็นผดู้ ูแลหลกั ผปู้ ว่ ยเดก็ ได้เปิ ดใจ พูดคุ ยถึงปั ญหา ท่ีมีอยู่รวม ท้ังท บทว น
โ ร ค ป อ ด เ รื้ อ รั ง ท่ี รั บ ผิ ด ช อ บ ดู แ ล เ ด็ ก โ ด ย ต ร ง อ ย่ า ง ประสบการณ์ ความสามารถท่ีเคยดูแลเด็กว่าทาถูกต้อง
377
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปีท่ี 28 ฉบบั ที่ 3 ประจาเดือน กนั ยายน – ธันวาคม 2563
แลว้ หรือไม่ ผวู้ จิ ยั และผู้ดูแลเด็กร่วมกันสรุปประเด็นปัญหา คะแนนเต็ม 37 คะแนน แบ่งเกณฑ์การให้คะแนนมีดังน้ี
ท้ังหมดท่ีมีเพื่อที่จะร่วมวางแผนแก้ไขปัญหาโดยมีผู้วจิ ัยเป็น ปฏบิ ตั ถิ กู ต้อง ให้ 1 คะแนน, ปฏิบัติไม่ถกู ตอ้ งให้ 0 คะแนน
คนคอยให้คาชี้แนะ สนับสนุนการแก้ไขปัญหาในทางท่ี และไม่ปฏบิ ตั ิ ให้ 0 คะแนน
ถูกต้อง 3) การตัดสินใจเลือกวิธีปฏิบัติท่ีเหมาะสม ข้ันตอน
น้ีจะเป็นการสอนสาธิตให้กับผู้ดูแลปฏิบัติกับผู้ป่วยเด็ก ก า ร แ ป ล ผ ล พิ จ า ร ณ า จ า ก ค่ า ค ะ แ น น เ ฉ ลี่ ย
ได้แก่ การเช็ดตัว การเช็ดตัวลดไข้ การนับหายใจ การดูด ความสามารถโดยรวม และการแปลความสามารถในการ
เสมหะด้วยลูกสูบยางแดง การป้อนยา และมอบคู่มือการ ดแู ล พจิ ารณาตามเกณฑ์ ดงั นี้
ดูแลเด็กโรคปอดเรื้อรัง 4) การคงไว้ซึ่งการปฏิบัติที่มี
ประสิทธิภาพ ผู้วิจัยจะทาการประเมินความรู้เร่ืองโรคปอด - ระดับมาก หมายถึง คะแนนมากกว่าร้อยละ 80
เรื้อรังโดยให้ผู้ดูแลตอบแบบสอบถามซ้า และประเมินการ (ตัง้ แต่ 29 คะแนนข้ึนไป)
ปฏบิ ตั กิ ิจกรรมโดยการสงั เกตการปฏบิ ตั ิของผ้ดู ูแล
- ระดับปานกลาง หมายถึง คะแนนระหว่างร้อยละ
2. เครอ่ื งมือที่ใช้ท่ีใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ใช้สอบถาม 60-80 (ตงั้ แต่ 22-28 คะแนน)
ผ้ดู แู ลหลัก ประกอบด้วย 3 ส่วน
- ระดับน้อย หมายถึง คะแนนน้อยกว่าร้อยละ 60
ส่วนท่ี 1 แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ (ต่ากว่า 22 คะแนน)
ข้อมูลปลายปิดและปลายเปิด ประกอบด้วย เพศ อายุ การตรวจสอบคุณภาพเครอ่ื งมือทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัย
การศกึ ษา อาชพี รายได้ และความสัมพนั ธก์ บั ผปู้ ว่ ย
ความตรงของเน้ือหา (Content Validity) เครอื่ งมือ
ส่วนท่ี 2 แบบวัดความรเู้ ร่อื งปอดเรอ้ื รงั ในเดก็ ได้แก่ ที่ผู้วิจัยสร้างข้ึนเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ แพทย์
ความรู้เรื่องปอดเรื้อรัง ด้านอาการและการสังเกตอาการ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านโรคปอดเร้ือรัง 1 ท่าน, พยาบาล
ผิดปกติ การดูแลผู้ป่วยที่จาเป็น และการกลับมาตรวจตาม ผู้เช่ียวชาญในการดูแลเด็กโรคปอดเร้ือรัง 1 ท่าน และ
นัด จานวน 16 ขอ้ อาจารยส์ าขาวิชาการพยาบาลเดก็ 1 ท่าน หาค่า Index of
Item-Objective Congruence Index (IOC) ได้ค่า IOC
เกณฑก์ ารให้คะแนน ข้อคา(ถ1า1มขท้อา)งบวก ขอ้ คา(ถ5าขม้อท)างลบ เท่ากบั 1
คาตอบว่า ใช่ 1 คะแนน ให้ 0 คะแนน ความเชื่อม่ัน (Reliability) ผู้วิจัยได้นาเครื่องมือที่
ผ่านการตรวจสอบจากผเู้ ชีย่ วชาญและปรับปรงุ แล้วไปใช้ใน
คาตอบว่า ไม่ใช่ 0 คะแนน ให้ 1 คะแนน การเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณสมบัติ
คล้ายกันและนาไปหาค่าความเชื่อม่ัน (Reliability) โดยใช้
คาตอบวา่ ไม่ทราบ 0 คะแนน ให้ 0 คะแนน สูตรของคเู ดอร์ริชารด์ สัน (Kuder Richardson (KR-20) ได้
คา่ ความเชือ่ ม่ัน เทา่ กบั 0.85
คะแนนเต็ม 16 คะแนน ระดับคะแนนความรู้โดย การพทิ กั ษส์ ทิ ธิผ์ เู้ ข้ารว่ มวิจัย
พิจารณาตามเกณฑ์ ดังนี้
ก า ร วิ จั ย นี้ ไ ด้ รั บ ก า ร อ นุ มั ติ จ า ก ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร
- ระดับมาก หมายถึง คะแนนมากกว่าร้อยละ 80 จริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ โรงพยาบาลอุดรธานี เลขท่ี
(ตง้ั แต่ 13 คะแนนข้ึนไป) รับรอง 55/2563 ผู้วิจัยติดต่อกับผู้ดูแลเด็กโรคปอดเร้ือรัง
โดยผู้วิจัยเริ่มสร้างสัมพันธภาพ แนะนาตัวช้ีแจงเพ่ือบอก
- ระดับปานกลาง หมายถึง คะแนนระหว่างร้อยละ วัตถุประสงค์ ข้ันตอนการศึกษา และวิธีการศึกษา การเก็บ
60-80 (ตงั้ แต่ 10-12 คะแนน) รวบรวมข้อมลู อธิบายรายละเอียดการศึกษา ประโยชน์ของ
การศึกษา การรักษาความลับของกลุ่มตวั อยา่ ง การนาเสนอ
- ระดับน้อย หมายถึง คะแนนน้อยกว่าร้อยละ 60 ผลการศึกษาในลักษณะภาพรวม ตลอดจนสิทธ์ิของ
(น้อยกวา่ หรอื เท่ากบั 9 คะแนน) ผู้เขา้ รว่ มศึกษาให้ทราบถงึ การมีอสิ ระในการท่ีเข้ารว่ มศึกษา
และสามารถออกจากการศึกษาได้ตลอดเวลา โดยจะไม่มี
ส่วนท่ี 3 แบบสังเกตความสามารถในการปฏิบัติของ ผลกระทบต่อการดแู ลรักษาเด็กของผเู้ ข้าร่วมศึกษาในคร้ังนี้
ผู้ดูแลเด็กแบบสังเกตความสามารถของผู้ดูแลเด็กโรคปอด
เร้ือรัง มีท้ังหมด 5 เร่ือง 37 ข้อ คือ แบบสังเกตการเช็ดตัว 378
เด็ก 8 ขอ้ , แบบสังเกตการเช็ดตวั ลดไข้ 10 ข้อ, แบบสังเกต
การนับการหายใจ 5 ข้อ, แบบสังเกตการดูดเสมหะด้วย
ลูกสูบยางแดง 8 ข้อ และแบบสังเกตการป้อนยา 6 ข้อ
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
เพ่ือให้ผู้ดูแลเด็กรับทราบพร้อมท้ังขอความร่วมมือใน คร้งั ท่ี 4 วนั ที่ 4 ของการนอนโรงพยาบาล ใชเ้ วลา
การศกึ ษา 1 ชั่วโมง
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
กิจกรรมท่ี 4 เพ่ือสง่ เสริมให้ผ้ดู ูแลเดก็ มกี ารปฏิบัติ
เก็บรวบรวมข้อมูลโดยผู้วิจัยและพยาบาลประจา ที่ถูกต้องเหมาะสม ครั้งนี้ผู้วิจัยสอนสาธิตและให้ปฏิบัติ
หอผู้ปว่ ย จริงกับผู้ป่วยเรื่อง 1. การนับหายใจ 2. การดูดเสมหะ
ด้วยลูกสูบยางแดง 3. การป้อนยา บันทึกข้อมูลในแบบ
คร้งั ท่ี 1 วันแรกทผ่ี ู้ปว่ ยนอนโรงพยาบาล ที่แผนก สังเกต ครั้งที่ 1 และทากิจกรรมซ้าเป็นครั้งที่ 2 ในช่วง
กมุ ารเวชกรรม ใช้เวลา 45 นาที เวรบ่ายพรอ้ มทงั้ สงั เกตการปฏบิ ตั ขิ องผดู้ แู ลและลงข้อมูล
คร้งั ท่ี 2
กจิ กรรมท่ี 1 เพือ่ ให้ผู้ดแู ลเดก็ คน้ พบปัญหา
1. ให้ผู้ดูแลเด็กตอบแบบสอบถามความรู้เร่ือง คร้งั ท่ี 5 วนั ที่ 5 ของการนอนโรงพยาบาล ใช้เวลา
ปอดเรือ้ รงั ในเด็ก (pre-test) 1 ชัว่ โมง
2. แจกแผน่ พบั ความรเู้ ร่ืองโรคปอดเร้ือรงั
3. บรรยายให้ความรู้เร่ืองโรคปอดเรื้อรัง บอก กิจกรรมที่ 5 เพ่ือส่งเสริมให้ผู้ดูแลเด็กมีการคงไว้
สภาพปัญหาการเจ็บป่วยของเด็กและกระบวนการดูแล ซึ่งการปฏิบัติท่ีมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยให้ผู้ดูแลเด็กตอบ
รักษา เปดิ โอกาสให้ผูด้ แู ลได้ซักถามจนเขา้ ใจ แบบสอบถามความรู้เร่ืองโรคปอดเรื้อรังซ้า (Post test)
คร้งั ท่ี 2 วันที่ 2 ของการนอนโรงพยาบาล ใช้เวลา และประเมนิ การปฏิบตั กิ ิจกรรมโดยการสังเกตการปฏิบัติ
40 นาที ของผู้ดูแลเป็นครั้งท่ี 3 พร้อมท้ังลงบันทึก กิจกรรมท่ีทา
กิจกรรมท่ี 2 เพื่อส่งเสริมให้ผู้ดูแลเด็กมีการ ท้ังหมดผดู้ ูแลจะได้ปฏิบัติ 3 ครั้ง ถ้าผู้ดูแลทาไม่ถูกผู้วิจัย
สะท้อนคิดอย่างมวี จิ ารณญาณ ผู้วจิ ยั กระตนุ้ ให้ผู้ดูแลเด็ก จะให้กาลังใจและให้ทาใหม่ ถ้าทาได้ถูกต้องจะกล่าว
เปิดใจพดู คุยถงึ ปญั หาท่มี อี ยูร่ วมทัง้ ทบทวนประสบการณ์ ชมเชย
ความสามารถท่ีเคยดูแลเด็กว่าทาถูกต้องแล้วหรือไม่
ผู้วิจัยและผู้ดูแลเด็กร่วมกันสรุปประเด็นปัญหา และถ้า กิจกรรมท่ี 6 เตรียมพร้อมการจาหน่ายในรายที่
เก่ียวข้องกับสหวิชาชีพอื่นผู้วิจัยจะเป็นผู้ประสานงาน ต้องมีอุปกรณ์ เคร่ืองมือกลับไปดูแลต่อที่บ้าน เช่นสอน
หาทางช่วยเหลือหรือขอคาปรึกษาเช่น การส่งปรึกษา การใช้อุปกรณ์เครื่องมือ สอนการดูแลความสะอาด
กายภาพบาบัดโภชนาการ นักสังคมสงเคราะห์ แล้ว ติดต่อส่งเครือข่ายเพื่อการดูแลต่อเน่ือง ติดตามเยี่ยม
บนั ทึกลงในบันทึกทางการพยาบาล ผู้ป่วยทางโทรศัพท์ ให้นามบัตรและเบอร์โทรศัพท์ของ
ครง้ั ที่ 3 วนั ที3่ ของการนอนโรงพยาบาล ใช้เวลา หนว่ ยงาน
1 ช่ัวโมง การวิเคราะหข์ อ้ มูล
กิจกรรมที่ 3 เพ่ือส่งเสริมให้ผู้ดูแลเด็กมีการ
ปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสม โดยผู้วิจัยแจกคู่มือการดูแล ข้อมูลทั่วไปวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ความถ่ีร้อยละ
ผู้ปว่ ยโรคปอดเรอ้ื รงั ที่ประกอบไปด้วยเน้ือหาความรู้เร่ือง ค่าเฉล่ีย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบ
โรคปอดเร้ือรัง ขั้นตอนวิธีการปฏิบัติเร่ือง การเช็ดตัว ค่าเฉล่ยี ความรู้ และความสามารถของผู้ดูแลเด็กโรคปอด
การเชด็ ตวั ลดไข้ การนับหายใจ การดูดเสมหะด้วยลูกสูบ เร้อื รังกอ่ นและหลังทดลอง ใชส้ ถิติ Paired t-test
ยางแดง การป้อนยา และสอนสาธิตการปฏิบัติเสร็จแล้ว ผลการวิจัย
ให้ปฏิบัติจริงกับผู้ป่วยโดยมีผู้วิจัยให้คาแนะนา และให้
กาลังใจโดยครั้งน้ีกาหนดให้ทา 1. กิจกรรมการเช็ดตัว 1. ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างพบว่า กลุ่ม
ดูแลความสะอาดร่างกาย 2. การเช็ดตัวลดไข้ พร้อมท้ัง ตัวอยา่ งทัง้ หมด 14 คน เปน็ เพศหญิง รอ้ ยละ 100 มีอายุ
บันทึกข้อมูลในแบบสังเกตว่าทาถูกต้องหรือไม่ ครั้งที่ 1 เฉลี่ย 33.85 ปี (S.D. 16.53) ระดับการศึกษาจบ
และทากิจกรรมซ้าเป็นคร้ังที่ 2 ในช่วงเวรบ่ายพร้อมทั้ง การศึกษาระดับมัธยมศึกษา/ปวช. มากที่สุด ร้อยละ
สังเกตการปฏบิ ัตติ ิของผู้ดูแลและลงขอ้ มูลครงั้ ที่ 2 57.14 ประกอบอาชีพแม่บ้านมากท่ีสุด ร้อยละ 57.14 มี
379 รายได้ต่อเดือนสูงท่ีสุด 15,000 บาทต่อเดือน ต่าที่สุด
2,000 บาทต่อเดือน เฉลี่ย 5,821.43 บาทต่อเดือน
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปที ่ี 28 ฉบบั ที่ 3 ประจาเดือน กนั ยายน – ธันวาคม 2563
(S.D. 3,450.79) และมีความสัมพันธ์กับเด็กคือเป็นมารดา ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
มากที่สุด ร้อยละ 78.57 รายละเอียด ดงั แสดงในตารางที่ 1 ระดับความรู้และความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรค
ปอดเรอ้ื รงั (N=14)
ตารางที่ 1 แสดงจานวนและร้อยละข้อมูลส่วนบคุ คลของกลมุ่
ตัวอย่าง จาแนกตามเพศ อายุ ระดบั การศึกษา อาชีพ รายได้ หวั ข้อ คะแนน การให้โปรแกรม
ต่อเดือน และความสัมพันธก์ บั เดก็ (N=14) I. ความรู้ของผู้ดแู ล เตม็ กอ่ น หลัง
ผู้ปว่ ยเดก็ โรคปอด 16 x̄ (S.D.) x̄ (S.D.)
ข้อมูลทวั่ ไป จานวนคน (ร้อยละ) เรอ้ื รงั 12.28 15.07 (1.26)
เพศ ระดบั 37 (1.81)
14 (100.00) II. ความสามารถของ
หญิง 0 (0.00) ผู้ดูแล 8 ปานกลาง มาก
ชาย ระดับ 10 9.43 (0.43) 35.94 (0.14)
อายุ (ปี) 33.85 (16.53) 5
Mean (S.D.) 18-64 1. การเช็ดตัว 8 น้อย มาก
Min-Max เดก็ 6 3.13 (0.5) 7.93 (0.99)
ระดับการศกึ ษา 0 (0.00)
ไม่ไดเ้ รยี น 3 (21.43) 2. การเช็ดตัวลด 2.57 (0.9) 9.71 (0.10)
ประถมศึกษา 8 (57.14) ไข้
มธั ยมศึกษา/ปวช. 1 (7.14) 0.79 (0.9) 4.86 (0.10)
อนุปรญิ ญา/วส. 2 (14.29) 3. การนบั หายใจ 1.50 (0.6) 7.79 (0.10)
ปรญิ ญาตรี หรอื เทียบเทา่ 4. การดูดเสมหะ
อาชพี 2 (14.29) ดว้ ยลกู สบู ยางแดง 1.90 (0.49) 5.57 (0.15)
เกษตรกรรม 3 (21.43) 5. การป้อนยา
รบั จา้ ง 1 (7.14)
ค้าขาย 8 (57.14) 3. ความรขู้ องผดู้ ูแลก่อนการทดลอง มีคะแนนเฉล่ีย
แม่บ้าน (x̄ 12 .2 8, S.D. 1.81) หลัง ทด ลอง มีค ะแน นเ ฉล่ี ย
รายได้ตอ่ เดอื น 5,821.43 (3,450.79) (x̄ 15.07, S.D. 1.26) เมื่อนามาทดสอบด้วยสถิติ Pair
Mean (S.D.) 2,000-15,000 t-test พบว่าค่าคะแนนเฉล่ียความรู้หลังการทดลองสูงกว่า
Min-Max ก่อนการทดลองอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.001
ความสมั พันธ์ 11 (78.57) ความสามารถของผู้ดูแลก่อนการทดลองมีคะแนนเฉล่ีย
มารดา 3 (21.43) (x̄ 9.43, S.D. 0.43) หลงั ทดลองมีคะแนนเฉลี่ย (x̄ 35.94,
ญาติ S.D. 0.14) เมื่อนามาทดสอบด้วยสถิติ พบว่าค่าคะแนน
เฉลยี่ ความสามารถ หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง
2. ระดับความรู้ของผู้ดูแลก่อนการทดลองอยู่ใน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 รายละเอียด ดัง
ระดับปานกลาง (x̄ 12.28, S.D. 1.81) หลังการทดลองอยู่ แสดงในตารางที่ 3
ใ น ร ะ ดั บ ม า ก ( x̄ 1 5 . 0 7 , S.D. 1.26) แ ล ะ ร ะ ดั บ
ความสามารถของผู้ดูแลก่อนการทดลองอยู่ในระดับน้อย ตารางท่ี 3 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้และ
(x̄ 9.43, S.D. 0.43) หลังการทดลองอยู่ในระดับมาก ความสามารถของผู้ดูแลเด็กผู้ป่วยเด็กโรคปอดเรื้อรัง
(x̄ 35.94, S.D. 0.14) รายละเอยี ด ดงั แสดงในตารางที่ 2 ระหว่างก่อน และหลงั การทดลอง (N=14)
หัวขอ้ การใหโ้ ปรแกรม P-Value
ความรู้ กอ่ น หลัง t-test
ความสามารถ x̄ (S.D.) x̄ (S.D.) 0.001
12.28 (1.81) 15.07 (1.26) 0.001
9.43 (0.43) 35.94 (0.14)
380
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
มารดาหลงั คลอดที่มีเด็กติดผู้ต้องขังมีคะแนนความรู้ด้าน
อภิปรายผล สุขภาพหลังได้รับโปรแกรมเสริมพลังอานาจสูงกว่าก่อน
การเปรียบเทียบความรู้ของผู้ดูแลเด็กโรคปอด ไดร้ ับโปรแกรมเสรมิ พลงั อานาจอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
(p<0.05) สอดคล้องกับการศึกษาของวิจิตรา เชาว์พา
เรื้อรังก่อนและหลังได้รับโปรแกรมเสริมพลังอานาจ นนท์ และคณะ9 ศึกษาผลของการสร้างพลังอานาจใน
พบว่ามีค่าคะแนนเฉล่ียของความรู้ในการดูแลเด็กโรค การเตรียมความพร้อม ผู้ป่วยผ่าตัดกระดูกสันหลังต่อ
ปอดเร้ือรัง ภายหลังได้รับโปรแกรมเสริมพลังอานาจสูง ความรู้ การรับรู้ และการปฏิบัติตัวเพื่อฟ้ืนสภาพหลัง
กว่าก่อนได้รับโปรแกรมเสริมพลังอานาจจากคะแนน ผ่าตดั ท่โี รงพยาบาลตารวจ ปี 2561 พบวา่ การสร้างพลัง
12.28 (S.D.1.81) เป็น 15.07 (S.D.1.26) เพิ่มข้ึนอย่างมี อานาจมผี ลตอ่ ความรู้เก่ียวกับการปฏบิ ัตติ นกอ่ นและหลัง
นัยสาคัญทางสถิติ (p < 0.05 ) สามารถอธิบายได้ว่า ใน ผ่าตัดของผู้ป่วยท่ีได้รับการผ่าตัดกระดูกสันหลังครั้งแรก
การจัดโปรแกรมเสริมพลังอานาจผู้ดูแลเด็กโรคปอด โดยกล่มุ ทดลองมีคะแนนเฉล่ียความรู้สูงกว่ากลุ่มควบคุม
เรื้อรัง ขั้นตอนท่ี 1 การค้นพบสภาพการณ์จริง ในการ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p < 0.05) และสอดคล้องกับ
ค้นพบปัญหา ได้มีการประเมินความรู้เร่ืองปอดเร้ือรังใน วรุณวรรณ ผาโคตร และสุภาพ ไทยแท้10 ท่ีกล่าวไว้ว่า
เด็กของผู้ดูแล ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคปอดเร้ือรังโดยใช้ การเรียนรู้จะเกิดข้ึนได้เมื่อบุคคลนั้นได้รับกระบวนการ
คู่มอื การดูแลผปู้ ว่ ยโรคปอดเรอื้ รังประกอบการสอน สอน เสรมิ สรา้ งพลังอานาจจึงจะเกิดการเรียนรู้ มีความเช่ือม่ัน
สาธิต และให้คาแนะนาผู้ดูแลเป็นรายบุคคลขณะ และรับรู้คุณค่าในความสามารถของตนเองว่าสามารถ
ปฏิบัตกิ ารดแู ลเดก็ โรคปอดเรื้อรัง สง่ ผลให้ผู้ดูแลมีความรู้ ควบคุมการเปลี่ยนแปลงได้
เพิ่มข้ึน ซ่ึงการสอนหรือการให้คาแนะนาที่ทาควบคู่กับ
การปฏิบัติ ผ้ดู แู ลจะมคี วามเขา้ ใจมากกว่าการรับฟังเพียง การเปรียบเทียบความสามารถของผู้ดูแลเด็กโรค
อย่างเดียว และเม่ือบุคคลจึงเกิดความรู้สึกมีอานาจใน ปอดเร้ือรังก่อนและหลังได้รับโปรแกรมเสริมพลังอานาจ
การดูแลตนเองและมุ่งม่ันที่จะปฏิบัติตามแนวทางท่ี พบวา่ มีคา่ คะแนนเฉลี่ยของความสามารถในการดูแลเด็ก
ตนเองเลือกให้ประสบผลสาเร็จ ซ่ึงการเรียนรู้เป็นผลจาก โรคปอดเร้ือรัง ภายหลังได้รับโปรแกรมเสริมพลังอานาจ
การจัดกิจกรรมให้ความรู้โดยการบรรยาย ตลอดจนการ สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมเสริมพลังอานาจจากคะแนน
สาธิตและฝึกปฏิบัติทาให้ผู้ดูแลสามารถซักถามข้อสงสัย 9.43 (S.D. 0.43) เป็น 35.94 (S.D. 0.14) เพ่ิมอย่าง
แลกเปล่ียนความคิดเห็น ตลอดจนยอมรับความคิดเห็น อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05 ) สามารถอธิบายได้
ซึ่งกันและกัน ระหว่างพยาบาลและผู้ดูแล อันเป็นผลให้ ว่าโปรแกรมเสรมิ พลังอานาจผู้ดูแลเด็กโรคปอดเร้ือรังน้ัน
เกิดการเรียนรู้ท่ีถูกต้องผู้ดูแลมีความรู้เก่ียวกับโรคและ เป็นกระบวนการที่ส่งเสริมให้ผู้ดูแลเกิดความมั่นใจใน
การดูแลเด็กโรคปอดเร้ือรัง เพ่ิมมากขึ้น สอดคล้องกับ ความสามารถของตนในการปฏิบัติการดูแลเด็กโรคปอด
การศึกษาของ กนกจันทร์ เขม้นการและคณะ7 ศึกษาผล เร้ือรัง โดยกิจกรรมในวันแรกได้มีการเริ่มจากการค้นพบ
ของโปรแกรมการให้ข้อมูลของพยาบาลต่อความรู้และ สภาพการณ์จริง การสร้างสัมพันธภาพที่ดี และการ
การรับรู้ถึงความพึงพอใจ ของผู้ปกครองต่อการดูแล ค้นพบปัญหาเป็นแบบปัจเจกบุคคลเพ่ือให้ได้ข้อมูลจาก
ผู้ป่วยเด็กท่ีเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมหาสารคาม สถานการณ์จริงและตรงกับผู้ป่วยและผู้ดูแลมากท่ีสุด
ปี 2560 พบวา่ ความรขู้ องผู้ปกครองในการดแู ลผู้ป่วยเด็ก จากนั้นมีการสะท้อนคิดอย่างมีวิจารณญาณ การมี
ท่ีเขา้ รับการรกั ษาในโรงพยาบาลของกลมุ่ ทดลองมากกวา่ ปฏิสัมพันธ์แลกเปล่ียนประสบการณ์ สะท้อนปัญหา
กลุม่ ควบคุมอยา่ งมนี ยั สาคัญทางทางสถิต (p<0.01) และ ปัญหาและผลกระทบจากการท่ีเด็กเจ็บป่วย และการ
สอดคล้องกับการศึกษาของพรรณทิพา บัวคล้าย กระตุน้ ความสามารถของผู้ดูแลและการสร้างความมั่นใจ
และคณะ8 ศึกษาผลของโปรแกรมเสริมพลังอานาจต่อ ให้กับผู้ดูแล โดยการให้ความรู้เร่ืองโรคปอดเร้ือรัง และ
ความรู้การรับรู้พลังอานาจ ในตนเองและพฤติกรรม สอนสาธิต ฝึกทักษะปฏิบัติการเช็ดตัว การเช็ดตัวลดไข้
สุขภาพขณะตั้งครรภ์และหลังคลอดของผู้ต้องขังหญิง การนับการหายใจ การดดู เสมหะด้วยลูกสูบยางแดง และ
ตั้งครรภ์ของ มารดาหลังคลอดที่มีเด็กติดผู้ต้องขัง การป้อนยา การฝึกตามขั้นตอนและการประเมินตาม
ในทัณฑสถานหญิง พบว่าผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์และ
381
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีท่ี 28 ฉบับท่ี 3 ประจาเดอื น กันยายน – ธนั วาคม 2563
สภาพจริง ในขณะเดียวกันก็ให้กาลังใจ และให้แรงเสริม
ผู้ดูแลในการปฏิบัติกิจกรรม หลังจากน้ันมีค้นหาปัญหา สุขภาพชุมชนเมืองโรงพยาบาลอุดรธานี 2 อาเภอเมือง
เพิ่มเติม การประเมินทักษะของผู้ดแู ลการสอนแนะนา และ จังหวัดอุดรธานี พบว่าหลังให้โปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีคา
สาธิตย้อนกลับในการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง และเม่ือถึงเวลา เฉล่ียคะแนนความรู้ และค่าเฉล่ียคะแนนพฤติกรรมการ
ก ลั บ บ้ า น ไ ด้ มี ก า ร ใ ห้ ค ว า ม ช่ ว ย เ ห ลื อ ใ น ก า ร เ ต รี ย ม จัดการตนเองสูงกว่าก่อนให้โปรแกรมอย่างมีนัยสาคัญทาง
ส่ิงแวดลอ้ ม อปุ กรณ์ รวมถึงหน่วยงานให้ความช่วยเหลือใน สถิติ (p<.001 และ p<.001) และสอดคล้องกับ แนวคิด
ผู้ป่วยแต่ละราย สอดคล้องกับการศึกษาของ กรกฎ เจริญ ของกิบ๊ สนั (Gibson)14 การสร้างพลงั อานาจทาใหเ้ พ่มิ ความ
สุข และคณะ6 ศึกษาผลของโปรแกรมเสริมพลังอานาจ เชื่อมั่นในความสามารถดูแลของตนเองซ่ึงเป็นหัวใจสาคัญ
ผู้ดูแลต่อความสามารถในการดูแลเด็กที่มีการติดเชื้อ ในการรักษาและควบคุมโรค กระบวนการเสริมสร้างพลัง
ทางเดินหายใจส่วนล่างเฉียบพลัน พบว่ากลุ่มทดลองมีค่า อานาจในครั้งนี้จึงส่งผลให้ผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กป่วยโรคปอด
คะแนนเฉลี่ยภายหลังได้รับการพัฒนาโปรแกรมเสริมพลัง เร้ือรังมีความเข้มแข็ง และความสามารถในการดูแลเด็ก
อานาจสูงกว่าก่อนได้รับการพัฒนาโปรแกรมเสริมพลัง เพ่ิมข้ึนหลงั จากเข้ารว่ มโปรแกรม
อานาจ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<.001) สอดคล้องกับ
การศึกษาของรุ่งนพนันท์ เขียวสุประเสริฐ และนุจรี ไชย สรุปได้ว่า การนาแนวคิดการเสริมพลังอานาจของ
มงคล11 ศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอานาจ ก๊ิบสัน มาประยุกต์ใช้ในโปรแกรมเสรมิ สร้างพลังอานาจ ทา
มารดาต่อความสามารถของมารดาในการดูแลทารกแรก ให้ผู้ดูแลเด็กมีคะแนนความรู้และความสามารถหลังจาก
เ กิ ด น้ า ห นั ก น้ อ ย ม า ก ใ น ห อ ผู้ ป่ ว ย ห นั ก ท า ร ก แ ร ก เ กิ ด ได้รับโปรแกรมสร้างเสริมพลังอานาจสูงกว่าก่อน ได้รับ
โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ปี 2559 พบว่าหลังจาก โปรแกรม มีความมั่นใจในความสามารถที่จะทากิจกรรม
ได้รบั โปรแกรมเสริมสรา้ งพลังอานาจมารดามีความสามารถ การดแู ลเด็กไดด้ ีขน้ึ
ในการดูแลทารกแรกเกิดน้าหนักน้อยมากในหอผู้ป่วยหนัก ข้อเสนอแนะ
ทารกแรกเกิดได้ดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการเสริมสร้าง
พลังอานาจอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<.001) และ ค ว ร น า แ น ว ท า ง ใ น ก า ร ส ร้ า ง พ ลั ง อ า น า จ ไ ป
สอดคล้องกับการศึกษาของของนาถอนงค์ บารุงชน และ ประยุกต์ใช้ในการพยาบาลผู้ดูแลเด็กโรคเร้ือรังประเภท
คณะ12 ศึกษาการพัฒนาโปรแกรมเสริมพลังอานาจผู้ดูแลผู้ อื่น ๆ เพื่อเป็นการสง่ เสรมิ ประสิทธิภาพการดูแลเด็กป่วยให้
บกพร่องทางพัฒนาการและสติปัญญาพบว่ากลุ่มทดลองมี ดียิ่งข้ึน และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเด็กและผู้ดูแล ลด
ค่าคะแนนเฉล่ียภายหลังได้รับการพัฒนาโปรแกรมเสริม ภาวะแทรกซ้อน ลดระยะเวลาและความถ่ีในการมา
พลังอานาจสูงกว่าก่อนได้รับการพัฒนาโปรแกรมเสริมพลัง โรงพยาบาล และในการวิจัยคร้ังต่อไปควรมีกลุ่ม
อานาจและแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05) เปรียบเทียบเพ่อื ให้สามารถเปรียบเทียบผลของโปรแกรมได้
ซ่งึ การสรา้ งพลังอานาจเปน็ กระบวนการปฏิสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง ในมุมอ่นื ๆ
พยาบาลกับผู้ดูแลและผู้ป่วย ภายใต้ความไว้วางใจ เห็นอก เอกสารอ้างอิง
เห็นใจ ความร่วมมือกัน การมีส่วนร่วม มีโอกาสเรียนรู้ คิด
วิเคราะห์และตัดสินใจเลอื กวิธีการจัดการแก้ ไขปัญหา ของ 1. กลุ่มงานกุมารเวชกรรม. โรงพยาบาลอุดรธานี.
ตัวเอง โดยตระหนักถึงศักยภาพและข้อจากัดของตน ผ่าน รายงานประจาปี 2562 โรงพยาบาลอุดรธานี. 2562
กระบวนการเผชญิ ปัญหาและกระบวนการคิดรู้และอารมณ์
ได้แก่ กระบวนการ เรียนรู้การตัดสินใจโดยพยาบาลมี 2. สุภาพร แนวบุตร. ผลของโปรแกรมการเสริมสร้าง
บทบาทเป็นผู้ช่วยเหลือ ผู้ให้คาปรึกษา ผู้ให้การสนับสนุน พลังอานาจต่อความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ดูแลผู้ป่วย
จัดหา แหล่งประโยชน์และผู้พิทักษ์สิทธิ์ สอดคล้องกับ ในครอบครวั .วารสารการพยาบาลและการศึกษา.[อินเตอร์เน็ต]
สังวาลย์ พิพธิ พร13 ศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมพลังอา [เข้าถึงเม่ือ 7 ม.ค. 63] เข้าถึงได้จาก https://he01.tci-
นาจต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน ศูนย์ thaijo.org/index.php/JNAE/arti cle/view/48003/39839
3. เรณู ชมพิกุลและวีณา จีระแพทย์.ประสบการณ์
ความยากลาบากของผู้ดูแลในการดูแลทารกแรกเกิดโรคปอด
เร้ือรังท่ีบ้าน.วารสารพยาบาลทหารบก.[อินเตอร์เน็ต].[เข้าถึง
เมอ่ื 20 ม.ค . 63 ]เขา้ ถึงได้จาก https://he01.tci-thaijo.org/
index.php/JRTAN/article/view/184951/130141
382
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
4. Gibson, C. H. A concept analysis of em- 10. วรุณวรรณ ผาโคตร และสุภาพ ไทยแท้.
ประสทิ ธผิ ลของโปรแกรมสง่ เสริมความผาสุกทางจิตวิญญาณ
powerment.Journal of Advanced Nursing, ของแม่วัยรุ่นหลังคลอดต่อการรับรู้สมรรถนะในตนเองของ
[อินเตอร์เน็ต]. [เข้าถึงเม่ือ 20 ม.ค . 63] เข้าถึงได้จาก การเล้ียงลุกด้วยนมแม่ท่ีบ้านอย่างต่อเนื่อง.วารสารพยาบาล
https://he01.tcithaijo.org/index.php/hhsk/issue/ สาธารณสุข.[อินเตอร์เน็ต] [เข้าถึงเม่ือ 7 ม.ค.63] เข้าถึงได้
view/15281 จ า ก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/phn/arti
cle/view/47907
5. จรณิต แกว้ กงั วาน,พรรณี ปิติสุทธิธรรมและชยันต์ 11. ร่งุ นพนันท์ เขียวสุประเสริฐ และนุจรี ไชยมงคล.
พิเชียรสุนทร.ขนาดกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยทางคลินิก ใน: ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอานาจมารดาต่อ
พรรณี ปติ ิสทุ ธิธรรม บรรณาธิการ. ตาราการวิจัยทางคลินิก. ความสามารถของมารดาในการดูแลทารกแรกเกิดน้าหนัก
พิมพ์ครัง้ ที่ 2 มหาวิทยาลยั มหิดล. 2557:8 (4): 107-144. น้อยมากในหอผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด. วารสารคณะ
พยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา. [อินเตอร์เน็ต] [เข้าถึง
6. กรกฎ เจริญสุข,สิริมา ชุ่มศรี และพรทิพา ศุภ เมอื่ 7 ม.ค. 63] เขา้ ถึงได้จาก https://he02.tci-thaijo.org/
ราศรี. ผลของโปรแกรมเสริมพลังอานาจผู้ดูแลต่อ index.php/Nubuu/article/view/51948
ความสามารถในการดูแลเด็กที่มีการติดเช้ือทางเดินหายใจ 12. นาถอนงค์ บารุงชน, พนดิ า รตั นไพโรจน์และจารุ
ส่วนล่างเฉียบพลัน.; วารสารหัวหินสุขใจไกลกังวล. วรรณ ประดา. การพัฒนาโปรแกรมเสริมพลังอานาจผู้ดูแลผู้
[อินเตอร์เน็ต] [ เข้าถึงเม่ือ 20 ม.ค .63] เข้าถึงได้จาก บกพร่องทางพัฒนาการและสติปัญญา.วารสารจิตเวชและ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/hhsk/article/ สุขภาพจติ . [อนิ เตอร์เน็ต] [ เข้าถงึ เม่ือ 7 ม.ค . 63] เข้าถึงได้
view/202790/150336 จ า ก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JPNMH/
article/view/24639/20967
7. กนกจันทร์ เขม้นการ, สุวิชัย พรรษา,จิดาภา 13. สงั วาลย์ พิพธิ พร. ผลของโปรแกรมการเสริมพลัง
ผูกพันธ์, จิระวรรณ บุตรพูลและรรฤณ แสงแก้ว. ผลของ อานาจตอ่ พฤติกรรมการดแู ลตนเองของผปู้ ่วยเบาหวาน ศูนย์
โปรแกรมการให้ขอ้ มลู ของพยาบาลต่อความรู้และการรับรู้ถึง สุขภาพชุมชนเมืองโรงพยาบาลอุดรธานี 2 อาเภอเมือง
ความพึงพอใจ ของผู้ปกครองต่อการดูแลผู้ป่วยเด็กท่ีเข้ารับ จังหวัดอุดรธานี.วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี.
การรักษาในโรงพยาบาล.พยาบาลสาร. [อินเตอร์เนต] 44 2563,28(1), 30-42.
พิเศษ(2) 2560[ เข้าถึงเม่ือ 20 ม.ค . 63] เข้าถึงได้จาก 14. Gibson, C. H. The process of empower-
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/cmunursing/ ment in mothers of chronically ill children.
article/download/169193/121718/. Journal of Advanced Nursing .[Internet]. Available
from: https://citeseerx.ist.psu.edu/viewdoc/downlo
8. พรรณทิพา บัวคล้าย, ประทุมา ฤทธิ์โพธ์ิ และทยุ ad?doi=10.1.1.488.4008&rep=rep1&type=pdf
ตา อินทร์แก้ว. ผลของโปรแกรมเสริมพลังอานาจต่อความรู้
การรับรู้พลังอานาจ ในตนเองและพฤติกรรมสุขภาพขณะ
ตั้งครรภแ์ ละหลงั คลอดของผู้ตอ้ งขังหญงิ ต้ังครรภ์ของ มารดา
หลังคลอดที่มีเด็กติดผู้ต้องขังในทัณฑสถานหญิง. การ
พยาบาล การสาธารณสุข และการศึกษา.[อินเตอร์เน็ต]
[เข้าถึงเม่ือ 20 ม.ค . 63] เข้าถึงได้จาก https://he01.tci-
thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/140380
9. วิจิตรา เชาว์พานนท์, สุวรรณา วิภาคสงเคราะห์
และสาลินี ไทยธวัช. ผลของการสร้างพลังอานาจในการ
เตรียมความพรอ้ มผปู้ ว่ ยผา่ ตัดกระดูกสันหลัง ต่อความรู้ การ
รับรู้ และการปฏิบัติตัวเพื่อฟื้นสภาพหลังผ่าตัด.วารสารกอง
การพยาบาล. [อินเตอร์เน็ต] [ เข้าถึงเมื่อ 7 ม.ค. 63] เข้าถึง
ไ ด้ จ า ก https://kmnurse.files.wordpress.com/2011/
12/journal36v2.pdf
รับต้นฉบับ: 6 ธันวาคม 2563, ไดร้ บั บทความปรบั ปรงุ : 17 ธนั วาคม 2563, รับลงตพี มิ พ:์ 21 ธนั วาคม 2563
383
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปีที่ 28 ฉบับท่ี 3 ประจาเดือน กันยายน – ธนั วาคม 2563
ผลของโปรแกรมบริหารกล้ามเน้อื และขอ้ เขา่ ในผู้ปว่ ยโรคขอ้ เข่าเส่ือมหลังผา่ ตัดเปลยี่ นขอ้ เข่า
นิลบุ ล ไชยโกมล, พยาบาลวิชาชพี ชานาญการ โรงพยาบาลอุดรธานี
บทคัดยอ่
การวิจัยครั้งนี้เป็นแบบการทดลองเบื้องต้น (Pre-experimental research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาผลของ
โปรแกรมการบริหารกล้ามเนื้อและข้อเข่า ในผู้ป่วยนอกโรคข้อเข่าเส่ือม หลังผ่าตัดเปล่ียนข้อเข่า และเปรียบเทียบผลของ
โปรแกรมดังกลา่ วกับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตวั อยา่ งได้แก่ ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเส่ือมหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าคร้ังแรก ที่มา
ตรวจตดิ ตามการรักษาทีห่ อ้ งตรวจออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลอดุ รธานี ระหว่างเดือนสงิ หาคม ถึง ตุลาคม พ.ศ.2563 เพศหญิง
และเพศชาย อายุ 50 ปีขึ้นไป จานวน 40 คน สุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 20
คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการบริหารกล้ามเน้ือหลังผ่าตัดเปลี่ยนเข่า โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็ม
และแนวคิดในการออกกาลังกาย กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วน
บุคคล และแบบประเมินความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อม Modified Womac Score ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลโดย
สถติ พิ รรณนา ร้อยละ คา่ เฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะหข์ อ้ มูลเชงิ อนมุ าน ไดแ้ ก่ ANOVA และ T-test
ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ยของกลุ่มทดลอง 66.35 ปี อายุเฉล่ียของกลุ่มควบคุม
62.60 ปี ดัชนีมวลกายมคี า่ เฉลี่ยมากกว่าเกณฑ์ปกตทิ ั้ง 2 กลุม่ ผลของการใชโ้ ปรแกรมบริการกล้ามเนื้อและข้อเข่า ในผู้ป่วย
โรคข้อเข่าเสื่อมหลังผ่าตัดเปล่ียนข้อเข่าระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมพบว่า มีระดับอาการปวดลดลง ข้อฝืดหรือข้อ
ติดลดลง และเพิ่มความสามารถในการใช้ข้อเข่า มากข้ึนกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติทางสถิติ (p<0.05) ส่วน
พสิ ยั การเคลือ่ นไหวของขอ้ เขา่ พบวา่ ไม่มีความแตกตา่ งกนั
คาสาคัญ: โรคเข่าเส่ือม, โปรแกรมการบรหิ ารกล้ามเนอ้ื และขอ้ เข่า, การผา่ ตดั เปลย่ี นข้อเข่า
Corresponding author: นลิ ุบล ไชยโกมล โทรศพั ท์ 081-5447652 E-mail: [email protected]
โรงพยาบาลอดุ รธานี 33 ถนนเพาะนยิ ม ตาบลหมากแข้ง อาเภอเมอื ง จังหวดั อุดรธานี 41000
384
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
The effects of muscles and knee exercises program in patient with Knee osteoarthritis post total
knee arthroplasty
Nilubon Chaikomol, Register Nurse, Orthopedics Udonthani Hospital
Abstract
The pre-experimental study aimed to 1) examine the effects of muscles and knee exercises pro-
gram in patient with knee osteoarthritis post total knee arthroplasty (TKA). 2) compare the effects of
muscles and knee exercises program with knee osteoarthritis post total knee arthroplasty between
the effects of muscles and knee exercises program and normal nursing care. Participants were 40
patients, age 50 years old or more than with knee osteoarthritis post total knee arthroplasty who follow
up as out-patient at orthopedics department, Udonthani hospital between August-October 2020. There
were 40 Subjects separated in 2 groups, 20 subjects in each experimental and control groups. Select by
simple random sampling. The experimental group received muscles and knee exercises program
performed every day for 3 months. The exercise program base on Orem’s Self-Care Deficit theory and
exercise concepts. The control group received conventional nursing care. Questionnaire was tool use to
collect severity evaluation by Modified Womac Score, Thai version. The data were analyzed presented
as frequency, percentage, mean and standard deviation. For comparative analysis t- test and ANOVA
statistics was used.
The results found that: Both experimental and control group were aging female with body mass
index slightly more than normal. The effects of muscles and knee exercises program with knee osteoar-
thritis post TKA in experimental group had decreased Modified Womac pain score, increased physical
function score than those in the control group at p<0.001. Range of motion of knee was not significantly
difference.
Keyword: Knee osteoarthritis, muscles and knee exercises program, Total Knee arthoplasty
385
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปีท่ี 28 ฉบับท่ี 3 ประจาเดอื น กนั ยายน – ธันวาคม 2563
บทนา ทากิจวัตรประจาวัน ได้ดี ยิ่งข้ึน8 การรักษาด้วยการผ่าตัด
เปลี่ยนเข่ามีแนวโน้มสูงข้ึนทุกปี และการฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย
โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นปัญหาสุขภาพและปัญหา ห ลั ง ผ่ า ตั ด เ ป ลี่ ย น เ ข่ า จึ ง เ ป็ น ส่ ว น ห นึ่ ง ที่ ส า คั ญ ยิ่ ง ใ น
สาธารณสุขที่สาคัญของผู้สูงอายุในทุกภูมิภาคทั่วโลก กระบวนการดูแลรักษาของสหสาขาวิชาชีพ เพ่ือให้ผู้ป่วยมี
สาเหตุหลักของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมเกิดจากสภาพอายุท่ี การฟ้ืนตัวหลังผ่าตัดได้เร็ว และเพ่ือให้การดูแลรักษามี
มากข้ึน ทาให้มีการเสือ่ มของกระดูกและเน้ือเยื่อรอบ ๆ ข้อ ประสิทธิภาพย่ิงข้ึน การให้ข้อมูลความรู้และคาแนะนา
เข่า1-2 ในคนไทยพบว่าพฤติกรรม การน่ังยอง ๆ น่ังพับ รวมถึงการจัดโปรแกรมการบริหารกล้ามเนื้อและข้อเข่า
เพียบ น่ังคุกเข่าหรือนั่งขัดสมาธิ ทาให้ข้อเข่าถูกงอพับเป็น เพ่ือทาให้ผู้ป่วยสามารถบริหารกล้ามเนื้อและข้อเข่าได้
เวลานาน จากพฤตกิ รรมเหล่านี้จึงเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิด ถูกต้องต่อเน่ืองสม่าเสมอ สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจาวัน
โรค2 พยาธิสภาพของโรคข้อเข่าเส่ือมเกิดจากการเส่ือม ได้อยา่ งปลอดภัย
ส ล า ย ข อ ง ผิ ว ข้ อ ต า ม ก า ร เ ป ล่ี ย น แ ป ล ง ท า ง ชี ว เ ค มี
(Biochemical changes) การเปล่ียนแปลงของโครงสร้าง ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุซึ่งเป็นวัยที่มี ความ
ของกระดูกอ่อนผิวข้อ (Articular cartilage)3 ซึ่งได้แก่ มี เส่ือมทางด้านโครงสร้างและการทาหน้าท่ีของอวัยวะทุก
น้าสะสมในข้อเข่าเพ่ิมข้ึน กระดูกงอกผิดปกติ กล้ามเน้ือ ส่วน ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพจิตใจและการ
และเอ็นรอบข้อเข่าหย่อนยาน การเปลี่ยนแปลงท้ังหมด เปลยี่ นแปลงทางสงั คม การเปลี่ยนแปลงเหล่าน้ีมีผลต่อการ
ดังกล่าวจะทาให้เคลื่อนไหวข้อเข่าได้จากัด1 โดยพบในเพศ ดูแลตนเองภายหลังได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและอาจ
หญิงได้มากกว่าเพศชาย3 มักจะเกิดในข้อต่อชนิดท่ีมีเยื่อบุ เกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตดั ไดง้ ่าย เช่น การเกิดขอ้ เข่าตดิ
ผิวข้อมากท่ีสุด และดาเนินไปอย่างช้า ๆ และเพิ่มความ แขง็ แผลตดิ เชื้อ หลอดเลอื ดดาอกั เสบหรืออุดตัน9 จากการ
รุนแรงของโรคตามเวลาท่ีผ่านไป4 ผิวกระดูกอ่อนถูกทาลาย สอบถามผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อ
จนไม่สามารถรักษาให้กลับคืนสภาพเดิมได้ทาให้ข้อเข่าติด เข่า ส่วนใหญ่ผู้ป่วยไม่ได้บริหารข้อเข่าอย่างต่อเน่ือง
แขง็ มเี สียงดงั ในข้อเข่า ไม่สามารถน่ังยอง ๆ น่ังงอเข่าหรือ เน่ืองจากกอ่ นหนา้ นีก้ ารให้ขอ้ มลู เก่ียวกับการปฏิบัติตัวและ
นั่งพับเพียบได้เลย1ในรายที่เป็นรุนแรงจะก่อให้เกิดอาการ การบริหารข้อเข่าเป็นการให้ข้อมูลด้วยวาจาไม่มีรูปแบบที่
ปวดอย่างมาก มีอาการข้อฝืดแข็ง กล้ามเน้ือรอบข้อเข่า แน่นอน ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาผลของโปรแกรมบริหาร
อ่อนแรง โครงสร้างของข้อเปล่ียนแปลง ข้อผิดรูปจนทาให้ กล้ามเนอื้ และข้อเข่าในผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมหลัง
ไม่สามารถเดินได้ตามปกติ1,3-5 และมีอาการปวดเข่าอย่าง ออกจากโรงพยาบาล เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนให้
รุนแรงขณะทากิจวัตรประจาวัน แม้กระทั่งขณะนอนพัก การดูแลรักษาผู้ป่วยให้ ครอบคลุม ครบถ้วนอย่างต่อเน่ือง
หรือตอนกลางคืน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดาเนิน และผปู้ ่วยสามารถบรรเทาอาการปวด ไม่มีภาวะแทรกซ้อน
ชีวิตประจาวัน อีกทัง้ ผ้ปู ่วยยังสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษา ท่ีป้องกันได้ สามารถปรับเปล่ียนพฤติกรรมท่ีเหมาะสม
และมีคณุ ภาพ ชวี ติ ลดลง ทาให้ผู้ปว่ ยทนทกุ ข์ทรมาน สง่ ผล เพื่อให้สามารถใช้ข้อเทียมได้นาน ๆ และกลับมาใช้งานข้อ
กระทบ ต่อรา่ งกาย จติ ใจ เข่าได้ปกติหรือใกล้เคียงปกติมากท่ีสุด พยาบาลที่
ปฏิบัติงานดแู ลผู้ปว่ ยหลงั ออกจากโรงพยาบาล จงึ มบี ทบาท
สถานการณ์โรคข้อเข่าเสื่อมในโรงพยาบาลอุดรธานี สาคญั ในให้ข้อมลู ความรู้ เกี่ยวกับการบริหารกล้ามเน้ือและ
มีผู้ปว่ ยโรคขอ้ เขา่ เสื่อมมารบั บรกิ ารสงู เป็นอันดับ 1 ของทุก ข้อเข่า อย่างมีประสิทธิภาพ การให้ความรู้และคาแนะนา
ปี และมีแนวโน้มเพิ่มข้ึนทุกปี ในปี 2561 และ 2562 พบ รวมถึงการจัดโปรแกรมการบริหารกล้ามเนื้อและข้อเข่ากับ
ผู้ป่วยโรคข้อเขา่ เสือ่ ม จานวน 165 และ 218 คน โดยได้รับ ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมท่ีได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนเข่า ท่ี
การผ่าตัดเปลี่ยนเข่า 118 และ 160 คน ตามลาดับ6-7 การ สามารถปฏิบัติได้ง่าย สม่าเสมอ และต่อเนื่อง จะส่งผลให้
รักษาด้วยการผ่าตัดเปล่ียนข้อเข่าเทียม จึงเป็นทางเลือก ประสทิ ธิภาพในการดแู ลตนเองของผู้ปว่ ยเพ่มิ ข้นึ
หน่ึงของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า
เทียม มีจุดมุ่งหมายเพ่ือช่วยให้ผู้ป่วยหายจากอาการปวด 386
เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพ ของข้อเข่าหลังผ่าตัดเปล่ียนเข่า
แกไ้ ขปัญหาขอ้ ติด และสามารถกลับมาใช้งานข้อเขา่ ในการ
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
วตั ถุประสงคใ์ นการศกึ ษา กรอบแนวคดิ ตัวแปรตาม
1. เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการบริหาร ตวั แปรต้น
ความรนุ แรงของ
กล้ามเน้ือและข้อเข่า ในผู้ป่วยนอกโรคข้อเข่าเสื่อม หลัง กล่มุ ทดลองไดร้ ับ โปรแกรมการบริหารกลา้ มเนื้อ โรคประเมนิ โดย
ผา่ ตดั เปลีย่ นเข่าเทียม และขอ้ เข่า (5 ทา่ บริหาร) Modified
Womac score
2. เพื่อเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการบริหาร 1. กิจกรรม ครง้ั ที่ 1 เม่ือผู้เข้าร่วมโครงการ ดังนี้
กลา้ มเน้อื ขอ้ เขา่ โรคขอ้ เขา่ เสอ่ื ม หลงั ผ่าตัดเปลย่ี นเข่า มาตรวจตามนัด 2 สัปดาห์หลังผ่าตัด ท่ีห้อง - อาการปวด
กับ การพยาบาลปกติ ตรวจกระดกู และข้อ - อาการขอ้ ยดึ
กรอบแนวคดิ การศึกษาวจิ ัย หรือขอ้ ติด
ผู้วิจัย สอน/สาธิต ใช้สื่อการสอนโดย ส่ือ - ความสามารถ
เป็นแนวคิดเกี่ยวกับการออกกาลังกาย10 และ การสอนคือ ในการใชข้ ้อพสิ ัย
แนวคิดของโอเรม็ ทฤษฎีดูแลตวั เอง (Self–care Theory) การเคล่อื นไหว
การออกกาลังกายรวมถึง การบริหารกล้ามเนื้อและข้อ 1.1 สไลดใ์ ห้ข้อมลู ประโยชน์ วตั ถุประสงค์ ขอ้ เข่า
เข่ามคี วามสาคัญสาหรบั ผสู้ งู อายุโรคข้อเข่าเสื่อมหลังการ ในการบริหารกลา้ มเน้ือและขอ้ เขา่ การใชง้ านข้อ
ผ่าตัดเปล่ยี นขอ้ เข่า หลกั ของการออกกาลังกายก็คือ ควร เข่า ทถ่ี กู วธิ ีขณะปฏบิ ัตกิ ิจวัตรประจาวันข้อห้าม
เป็นการออกกาลังกายที่ใช้กล้ามเน้ือมัดใหญ่ ๆ และควร และการใช้ทเ่ี ข่าอยา่ งผดิ วธิ ี
เป็นการการออกกาลังกายเฉพาะส่วน เช่น การบริหาร
กล้ามเนื้อและข้อเข่า เป็นต้น หลักในการจัดโปรแกรม 1.2 วีดีทัศน์ คลิปวีดีโอ วิธีปฏิบัติ การ
การบริหารกล้ามเน้ือและข้อเข่า คร้ังน้ี มุ่งเน้นบริหาร บริหารกล้ามเน้ือและข้อเข่า 5 ท่าและให้ปฏิบัติ
กลา้ มเน้ือและข้อเขา่ เพอ่ื การบาบัดรักษา (Therapeutic ตามชา้ ๆ ทลี ะท่า
exercise) ซ่ึงต้องคานึงถึงประสิทธิภาพความปลอดภัย,
ข้อห้าม (contraindication) และข้อควรระวัง (pre- 1.3 มอบคู่มือและแบบบันทึกสอนการ
caution) ผวู้ จิ ัยได้นาหลักในการออกกาลังกายมาปรับใช้ บัน ทึก ข้อมูลตามแบบบันทึก ก ารบริหาร
ในการจัดทาโปรแกรมการบริหารกล้ามเนื้อและข้อเข่า กลา้ มเน้ือและขอ้ เข่า
และได้จัดทาแผนการสอน โดย ยึดหลักเกณฑ์การออก
กาลังกาย ของวิทยาลัยเวชศาสตร์การกีฬาแห่ง 1.4 ผู้ร่วมโครงการวิจัย ตอบแบบสอบถาม
สหรฐั อเมรกิ า10 โดยมอี งค์ประกอบของการออกกาลังกาย Modified Womac ฉบับภาษาไทย
ตามหลักเกณฑ์ของ “ฟิทท์” (Frequency Intensity
Time Type; FITT) ซ่ึงนามากาหนด ท่าในการบริหาร 1.5 ผู้วิจัยวัดพิสัยข้อด้วย โกนิโอมิเตอร์
จานวนท่าบรหิ าร จานวนครั้ง ความถี่ และความหนกั 11 (Goniometer)
แนวคิดของโอเร็ม เรื่องทฤษฎีดูแลตัวเอง (Self- 2. กิจกรรมครัง้ ที่ 2,3 เม่ือมาตรวจตามนัด
care Theory)12 เปน็ รูปแบบหน่งึ ของการกระทาอย่างจง 1 และ 3 เดอื น
ใจและมีเป้าหมายและเป็นแนวคิดท่ีอธิบายการดูแล
ตนเองของบุคคล และการดูแลบุคคลท่ีพ่ึงพา กล่าวคือ 2.1 ใหค้ าแนะนาการปฏบิ ัติตัวซา้
บุคคลที่มีวุฒิภาวะเป็นผู้ใหญ่และกาลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ มี 2.2 ผู้เข้าร่วมโครงการปฏิบัติ 5 ท่าบริหาร
การเรียนรู้ในการกระทาและผลของการกระทาเพื่อ ตามวีดที ศั น์
สนองตอบความต้องการดูแลตนเองท่ีจาเป็น โดยการ 2.3 ตอบแบบสอบถาม Modified Womac
ควบคุมปัจจัยท่ีมีผลต่อหน้าที่ หรือพัฒนาการของบุคคล Score ซา้
เพ่ือคงไว้ซ่ึงชีวิต สุขภาพ และความผาสุก การกระทา 2.4 ประเมินผลของโปรแกรมบริการ
ดังกล่าวรวมไปถึงการกระทาเพื่อบุคคลที่ต้องพึ่งพาซ่ึง กลา้ มเนื้อและขอ้ เขา่
สมาชกิ ในครอบครวั หรอื บคุ คลอ่ืน
387 กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ
หมายถึง การให้คาแนะนาหลังตรวจ ตาม
แนวทางปฏิบัตดิ ังนี้ ดังนี้ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการ
ดูแลสุขภาพตนเองท่เี กีย่ วข้องกับปัญหาสุขภาพ/
โรค ของผู้ใชบ้ รกิ าร ในกรณีต่าง ๆ ดงั น้ี
กิจกรรม คร้ังที่ 1 2 และ3 เม่ือผู้เข้าร่วม
โครงการมาตรวจตามนัด 2 สัปดาห์ 1 และ 3
เดือน หลังผ่าตัด ที่หอ้ งตรวจกระดกู และข้อ
1. การอธบิ าย/ให้คานา เร่อื ง การใช้ยา การ
เดินด้วยเครื่องช่วยเดิน อาการผิดปกติที่ต้องมา
พบแพทย์ทันที การรับประทานอาหาร การ
ปฏิบัตติ วั และการบริหารร่างกายที่สอดคล้องกับ
โรคที่เป็น การดูแลต่อเนื่องที่บ้าน การมาตรวจ
ตามนดั
2 . วั ด พิ สั ย ข้ อ ด้ ว ย โ ก นิ โ อ มิ เ ต อ ร์
(Goniometer)
3. ตอบแบบสอบถาม Modified Womac
Score ฉบับภาษาไทย
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีท่ี 28 ฉบับท่ี 3 ประจาเดือน กนั ยายน – ธันวาคม 2563
วิธีดาเนินการวิจยั เคร่ืองมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัย
เป็นแบบการทดลองเบื้องต้น (Pre-experimental 1. แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล โดยข้อคาถาม
research) แบบสองกลุม่ เปรียบเทียบเปน็ อสิ ระตอ่ กัน เป็นลักษณะปลายปิด เลือกตอบเกี่ยวกับ เพศ ดัชนีมวล
สถานที่การศึกษาวจิ ัย กาย และ โรคประจาตัวและปลายเปิด เร่ืองอายุ
กลุ่มงานการพยาบาลผูป้ ว่ ยนอก ห้องตรวจออร์โธปิ 2. แบบประเมินความรุนแรงของผู้ป่วยโรคข้อเส่ือม
ดิกส์ โรงพยาบาลอุดรธานี เริ่มตั้งแต่เดือน สิงหาคม ถึง ฉบับภาษาไทย Modified Womac14 ซ่ึงมีความตรงเชิง
เดอื นตุลาคม 2563 เนื้อหาเท่ากับ 0.77 และมีค่าความเชื่อม่ันเท่ากับ 0.97
กลุ่มประชากรทศ่ี ึกษา ประกอบด้วย 22 คาถาม แต่ละข้อมีคะแนนตั้งแต่ 0-10
คะแนน คะแนนเต็ม 220 คะแนน แบ่งเป็น 3 ด้าน คือ
ประชากร คือ ผู้ป่วยโรค ข้อเข่าเส่ือม ที่ได้รับการ อาการปวดที่สัมพันธ์กับการทากิจกรรม คือ อาการปวด
ผ่าตดั เปล่ียนข้อเขา่ เทียมชนิดเตม็ ข้อ คร้ังแรก ทั้ง เพศหญิง ขณะเดิน ขึ้นลงบันได ขณะนอน น่ังและยืน จานวน 5 ข้อ
และชายอายุ 50 ปี ข้นึ ไป มารับการตรวจติดตามการรักษา (0 ถึง 50 คะแนน) การฝืดหรือติดของข้อหลังจากต่ืนนอน
หลังผ่าตดั 2 สัปดาห์ 1 และ 3 เดอื น ตามลาดบั และระหว่างวัน จานวน 2 ข้อ (0 ถึง 20 คะแนน) และ
ความสามารถในการทากิจกรรม เช่น การใช้บันได การ
กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้ป่วยนอก โรคข้อเข่า เปล่ียนจากท่านั่งสู่ท่ายืน การขึ้นลงรถ การจ่ายตลาดหรือ
เส่ือมที่ได้รับการผ่าตัดเปล่ียนข้อเข่าคร้ังแรก ที่มาตรวจ การทางานบ้าน เป็นต้น จานวน 15 ข้อ (0 ถึง 150
ติดตาม การรักษาหลังผ่าตัด ได้รับโปรแกรมการบริหารข้อ คะแนน) การแปลผลคะแนนน้อยหมายถึงความรุนแรงของ
เข่าด้วยตนเอง ที่ผูว้ ิจยั จดั ให้ โรคตา่ คะแนนสูงหมายถงึ ความรุนแรงของโรคสงู
กล่มุ ควบคมุ คอื ผปู้ ว่ ยนอก โรคขอ้ เข่าเสอ่ื ม ท่ีได้รับ 3. โปรแกรมการบริหารกล้ามเน้ือและข้อเข่า
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมคร้ังแรก ท่ีมาตรวจติดตาม ประกอบดว้ ย 1) สไลด์ วตั ถุประสงค์ ประโยชน์ ในการ
หลงั ผา่ ตัด และได้รับการพยาบาลตามปกติ บริหารกล้ามเน้ือและข้อเข่า 2) วีดีทัศน์ วิธีปฏิบัติ การ
เกณฑค์ ัดเขา้ (Inclusion criteria) บริหารกล้ามเนื้อและข้อเข่า 5 ท่า 3) สไลด์ การใช้งานข้อ
เขา่ ท่ถี ูกวธิ ขี ณะปฏบิ ตั กิ ิจวัตรประจาวัน 4) สไลด์ ข้อห้าม
1. ยนิ ยอมเข้ารว่ มโครงการโดยสมคั รใจ และการใช้เข่าอย่างผิดวิธี 5) คมู่ อื การบริหารกล้ามเนื้อและ
2. ไม่มีข้อห้ามในการบริหารข้อเข่าหรือภาวะแทรก ข้อเข่า 6) สมุดแบบบันทึกพฤติกรรมการบริหารกล้ามเนื้อ
ซอ้ นใด ๆ และข้อเข่า
3. ร้สู กึ ตวั ดี ส่อื สารภาษาไทยได้
4. ไม่มโี รคผิดปกติจากการเคลอ่ื นไหวร่วมดว้ ย 4. แถบวัดอาการปวดขณะพัก (Visual Analog
5. สามารถมาตามนัด และสามารถเข้าร่วมกิจกรรม Scale) ท่มี คี ่า ต้ังแต่ 0-10 (0 คอื ไม่มีความเจ็บปวด 10 คือ
ไดต้ ามกาหนด มี อาการปวดมากท่ีสุด ให้ผู้ป่วยกาหนดจุดบนค่าดังกล่าว
เกณฑ์คัดออก (Exclusion Criteria) เพือ่ แทนคา่ ความเจ็บปวด วดั ระยะทางจากจดุ ซ้ายมือสุดถึง
อาสาสมัครท่ีขาดคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข้ากลุ่ม จุดท่ีกาหนดและคิดเป็นคะแนนความปวด (0-10 คะแนน)
ตวั อยา่ งท่กี าหนด คา่ มากหมายถงึ ปวดมาก คา่ น้อยหมายถงึ ปวดนอ้ ย
การคานวณกลุ่มตัวอย่าง
ขนาดกลุ่มตัวอย่าง อ้างอิงจากการศึกษาของ มน 5. โกนิโอมิเตอร์ (Goniometer) วัดช่วงองศาการ
ทกานต์ ยอดราช และทัศนา ชวู รรธนปกรณ์13 ซงึ่ ใชแ้ นวคิด เคล่ือนไหวของข้อเข่าโดยใช้ วัดองศาการเคล่ือนไหวของ
ของ Burns & Grove ประชากรกลุ่มตัวอย่างมีจานวน 40 การงอเหยียดเข่า (knee flexion-extension) โดยใช้
ราย แบ่งเปน็ 2 กลุ่ม คอื กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่ม goniometer วัด ซ่ึงผู้เข้าร่วมวิจัยอยู่ในท่านอนคว่าทาการ
ละ 20 ราย โดยคัดเลอื กกลุม่ ตัวอย่างทง้ั 2 กลมุ่ ตามเกณฑ์ งอ-เหยียดเข่าด้วยตนเอง ซึ่งผู้วิจัยจะ ทาการ เคร่ืองหมาย
คัดเขา้ โดยการสมุ่ อยา่ งง่าย (simple random sampling) ที่ ต า แ หน่ ง ข อง lateral epicondyle of the femur,
ดว้ ยวิธจี ับฉลาก lateral malleous และ greater trochanter ทาการวัด 3
388
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
ผู้วจิ ัย สอน/สาธิต ใช้สอ่ื การสอนโดย ส่ือการสอน
คร้ังและหาคา่ เฉลย่ี คอื
ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (Content 1.1 สไลด์ให้ข้อมูล ประโยชน์ วัตถุประสงค์ ใน
การบริหารกล้ามเน้ือและข้อเข่า การใช้งานข้อเข่า ท่ีถูก
Validity Index) วิธีขณะปฏิบัติกิจวัตรประจาวันข้อห้ามและการใช้ท่ีเข่า
โปรแกรมบริหารกล้ามเน้ือและข้อเข่า ได้ให้ อย่างผิดวธิ ี
1.2 วีดีทัศน์ คลิปวีดีโอ วิธีปฏิบัติ การบริหาร
ผเู้ ชย่ี วชาญจานวน 3 ทา่ น ดังนี้ นายแพทยเ์ ชีย่ วชาญดา้ น กลา้ มเนอ้ื และขอ้ เขา่ 5 ทา่ และให้ปฏิบัตติ ามช้าๆทลี ะท่า
ออร์โธปิดิกส์ 1 ท่าน นายแพทย์เฉพาะทางออร์โธปิดิกส์ 1.3 มอบคู่มือและแบบบันทึกสอนการบันทึก
สาขาข้อสะโพกและข้อเข่า 1 ท่าน พยาบาลวิชาชีพหอ ขอ้ มลู ตามแบบบนั ทกึ การบริหารกลา้ มเนือ้ และขอ้ เข่า
ผู้ป่วยข้อสะโพกและข้อเข่า 1 ท่าน ตรวจสอบความ 1.4 ผู้วิจัยสัมภาษณ์ ตอบแบบสอบถาม Modi-
เท่ียงตรง ครอบคลุมในเนื้อหา ตลอดจนความถูกต้อง fied Womac ฉบับภาษาไทย
เหมาะสมของ ภาษาที่ใช้ มผี ลการตรวจสอบเท่ากับ 0.86 1. 5 ผู้วิ จัย วัด พิสั ยข้ อด้ วย โ กนิ โอมิเตอร์
ผู้วิจัยได้ปรับปรุงโปรแกรมการบริหารกล้ามเนื้อและข้อ (Goniometer)
เข่าตามท่ีผ้เู ชีย่ วชาญให้คาแนะนา 2) กิจกรรมคร้ังท่ี 2, 3 เมื่อมาตรวจตามนัด 1
ขนั้ ตอนการศกึ ษาวิจัย และ 3 เดอื น
2.1 ให้คาแนะนาการปฏบิ ตั ิตัวซ้า
1. ทบทวนวรรณกรรม เอกสารวิชาการและ 2.2 ผู้เข้าร่วมโครงการปฏิบัติ 5 ท่าบริหาร ตามวี
งานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง เร่ือง โรคเข่าเส่ือม ความรุนแรงของ ดีทศั น์
โรคข้อเข่าเส่ือม แนวคิดการออกกาลังกาย และ ทฤษฎี 2.3 ตอบแบบสอบถาม Modified Womac ฉบับ
การดแู ลตนเองของโอเรม็ งานวจิ ยั ที่เก่ยี วข้อง ภาษาไทย ซ้า
2.4 ประเมินผลของโปรแกรมบริการกล้ามเน้ือ
2. ออกแบบโปรแกรมการบริหารกล้ามเน้ือและ และข้อเข่า
ข้อเข่า ตรวจสอบความเท่ียงตรง และค่าความเช่ือม่ัน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ หมายถึง
ปรับปรงุ แกไ้ ขตามที่ได้รบั คาแนะนา การใหค้ าแนะนาหลังตรวจ ตามแนวทางปฏิบัติดังน้ี ดังนี้
ให้ข้อมูลเก่ียวกับการดูแลสุขภาพตนเองที่เกี่ยวข้องกับ
3. ออกแบบบันทึกการบริหารกล้ามเน้ือและข้อ ปญั หาสขุ ภาพ/โรค ของผู้ใช้บรกิ าร ในกรณตี า่ ง ๆ ดงั น้ี
เขา่ ให้ผู้เขา้ ร่วมวิจยั นากลบั ไปบนั ทกึ ดว้ ยตนเอง กิจกรรม ครัง้ ท่ี 1 2 และ3 เมือ่ ผู้เข้ารว่ มโครงการมาตรวจ
ตามนัด 2 สัปดาห์ 1 และ 3 เดือน หลังผ่าตัด ที่ห้อง
4. ขออนุมัติโครงการวิจัยผ่านคณะกรรมการ ตรวจกระดกู และขอ้
จรยิ ธรรมการวิจัยในมนุษย์โรงพยาบาลอุดรธานี 1. การอธิบาย/ให้คาแนะนา เร่ือง การใช้ยา การ
เดนิ ดว้ ยเครอื่ งชว่ ยเดนิ อาการผิดปกติท่ีต้องมาพบแพทย์
5. อธิบายผู้ป่วยที่เข้าร่วมวิจัยให้ทราบเก่ียวกับ ทันที การรับประทานอาหาร การปฏิบัติตัวและการ
การวจิ ัย และขอความยินยอมโดยใช้แบบยินยอมเข้าร่วม บริหารรา่ งกายท่สี อดคล้องกบั โรคทีเ่ ป็น การดแู ลตอ่ เน่ือง
วิจัย ให้ผู้ยินยอมร่วมโครงการวิจัย ลงชื่อ เข้าร่วม ท่บี า้ น การมาตรวจตามนัด
โครงการโดยสมัครใจ 2. วัดพสิ ยั ข้อด้วย โกนิโอมเิ ตอร์ (Goniometer)
3. ตอบแบบสอบถาม Modified Womac ฉบับ
6. กล่มุ ทดลองไดร้ ับโปรแกรม การสอนสาธติ โดย ภาษาไทย
ใช้สื่อการสอนคือ วีดีทัศน์ สไลด์ และให้ฝึกปฏิบัติ เป็น จากการทบทวนวรรณกรรมและเอกสารวิชาการ
รายบุคคลใชเ้ วลาประมาณ 15-30 นาที เมื่อมาตรวจตาม
นัด 2 สัปดาห์หลังผ่าตัด และทบทวนฝึกการบริหาร
กล้ามเน้อื และขอ้ เข่า เมอ่ื มาตรวจตามนดั 1 และ 3 เดอื น
ตามลาดับ โดยมกี จิ กรรมดังน้ี
กลุ่มทดลองได้รับ โปรแกรมการบริหารกล้ามเนื้อ
และข้อเข่า (5 ท่าบริหาร)
1) กิจกรรม คร้ังท่ี 1 เม่ือผู้เข้าร่วมโครงการมา
ตรวจตามนัด 2 สัปดาห์หลังผ่าตัด ท่ีห้องตรวจกระดูก
และขอ้
389
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีที่ 28 ฉบับท่ี 3 ประจาเดือน กนั ยายน – ธันวาคม 2563
ท่ีเกี่ยวข้อง มีข้อมูลเชิงประจักษ์ เกี่ยวกับท่าบริหาร สม่าเสมอ เพื่อให้เกิดผลดีอย่างต่อเนื่อง นอกจากการ
กล้ามเนื้อและข้อเข่าทีสามารถนามาอ้างอิงได้ ดังน้ี วิไล บริหารกล้ามเน้ือและข้อเข่า ส่ิงท่ีต้องคานึงถึงร่วมด้วย คือ
คุปต์นิรัติศัยกุล15 กล่าวถึงการบริหารกล้ามเนื้อข้อเข่าเพ่ือ ใช้ข้อเข่าอย่างถูกวิธี เพราะเป็นวิธีท่ีจะช่วยถนอมข้อเข่าให้
เพ่ิมความแข็งแรง โดยเน้นกล้ามเนื้อหน้าขาหรือกล้ามเน้ือ สามารถใช้งานได้นานข้ึน และชะลอความเสื่อมของข้อเข่า
เหยียดเขา่ เป็นหลัก ทา่ บรหิ ารเรมิ่ จากงา่ ยไปยาก ท่ีผวู้ จิ ัยได้ รวมท้ัง การควบคุมน้าหนักตัวไม่ให้มากเกิน หลีกเลี่ยง
นามาประยุกต์ใช้ในจัดโปรแกรมในการบริหารกล้ามเนื้อ กิจกรรมที่ตอ้ งงอเขา่ พับเพียบ ขัดสมาธิ หรือการนั่งยอง ๆ
และข้อเข่า มีดังนี้ (1) ท่าน่ังเก้าอ้ีตัวตรงหลังพิงพนักเก้าอี้ ขึ้นลงบนั ไดเท่าท่จี าเป็น หากอยู่บ้านชั้นล่างได้จะเป็นการดี
ยกขาข้างหน่ึงขึ้นกระดกข้อเท้า เกร็งข้อเข่าและข้อเท้า นับ มาก ไม่ต้องข้ึนลงบ่อย ๆ เลือกประเภท ของ การบริหาร
1-10 แล้วสลับข้างกัน (2) ท่านอนหงาย เอาหมอนเล็ก ๆ กลา้ มเนือ้ และขอ้ เข่าทไ่ี มม่ ีผลรา้ ยต่อขอ้ เขา่ ช่วงเวลาในการ
วางใต้เข่า เหยียดเข่าตรงเกร็งค้างนับ 1-10 ทาสลับข้าง บริหารกล้ามเนื้อและข้อเข่า ใช้เวลาประมาณ 20-25 นาที
(3) นอนหงายราบหนุนหมอนกระดกข้อเท้าขางหนึ่งยก ตอ่ ครัง้ เริม่ จากนอ้ ยไปหามาก
สูงขึน้ จากพนื้ 1 คบื เกรง็ และกระดกขอ้ เท้าค้างไว้ นับ1-10 วิธกี ารเก็บรวบรวมขอ้ มูล
สลับข้างทาแบบเดียวกัน เพิ่มเติมด้วยท่าบริหารของ รัตถ
พล เจริญพันธุ์ 16 (4) ท่านอนคว่า งอเข่าเข้าหาลาตัวเท่าที่ กลุ่มควบคมุ ได้รบั การพยาบาลปกติ และเก็บข้อมูล
ไมป่ วด แล้วเหยียดออกไปจนสุด แลว้ สลับไปทาอีกข้างหนึ่ง โดยใช้แบบสอบถาม Modified Womac ฉบับภาษาไทย
ท่าบริหารของจิตตศิ กั ด์ิ ทมิ แจ้ง17 (5) ทา่ ยนื ยืนมือจับเก้าอี้ วัดพิสัยข้อด้วย โกนิโอมิเตอร์ (Goniometer) เม่ือตรวจ
เหยยี ดสะโพกเตะขาไปด้านหลัง ชา้ ๆ ค้างไว้ 5 วินาที สลับ ตามนัด 2 สปั ดาห์หลงั ผา่ ตัด 1 และ 3 เดอื นตามลาดบั
ข้างทาแบบเดียวกัน
กลุ่มทดลอง ได้รับโปรแกรม การสอนสาธิต โดยใช้
ภาสกร วัธนธาดา18 กล่าวถึงหลักการพื้นฐานของ ส่ือการสอนคือ วีดีทัศน์ สไลด์ และให้ฝึกปฏิบัติ เป็น
การออกกาลังกายโดย มีความหนัก ระยะเวลา และความถี่ รายบุคคลใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที เมื่อมาตรวจตาม
ท่ีเหมาะสม และท่ีสาคัญต้องมีความสม่าเสมอ เพ่ือให้ นัด 2 สัปดาห์ และเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม Modi-
เกิดผลดีอย่างต่อเนื่อง โดยผู้วิจัยได้นามาเป็นหลักในการ fied Womac ฉบบั ภาษาไทย วัดพสิ ยั ขอ้ ดว้ ย โกนิโอมิเตอร์
บริหารกล้ามเนอื้ และข้อเข่าในการวิจัย ดังนี้คือ ความถ่ีของ (Goniometer) และได้รับการทบทวนฝึกการบริหาร
การบรหิ ารกลา้ มเนอื้ และข้อเข่า (Frequency of Exercise) กล้ามเน้ือและข้อเข่า และเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม
โดยให้ บริหารกล้ามเน้ือและข้อเข่า 3-5 คร้ังต่อสัปดาห์ มี Modified Womac ฉบับภาษาไทย เม่ือมาตรวจตามนัด 1
ความแรงหรือความหนักของการบริหารกล้ามเนื้อและข้อ และ 3 เดอื น วัดพสิ ยั ข้อด้วย โกนิโอมิเตอร์ (Goniometer)
เข่า (Intensity of Exercise) โดยการประเมินการทดสอบ การวเิ คราะห์ทางสถติ ิ
การพูด (Talk Test) หมายถึง ในขณะออกกาลังกาย หาก
ท่านสามารถร้องเพลงได้ ถือเป็นการออกกาลังกายระดับ วิเคราะห์ค่าทางสถิติโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์
เบา หรือในขณะออกกาลังกายหากท่านสามารถพูดได้แต่ ผลของสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จานวน ความถ่ี ร้อยละ
ร้องเพลงไม่ได้ ถือเป็นการออกกาลังกายระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย และค่าเฉลี่ย เบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลท่ีมีความ
หรือในขณะออกกาลังกาย หากท่านไม่สามารถพูดได้ ถือ แตกต่างกัน จะพิจารณาจากค่านัยสาคัญที่น้อยกว่าหรือ
เป็นการออกกาลงั กายระดบั หนกั มคี วามนานหรอื ระยะเวลา เท่ากับ 0.05 (p≤0.005) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงอนุมาน
ของการบริหารกล้ามเนื้อและข้อเข่า(Time or Duration ANOVA และ T-test
of Exercise) โดยบริหารประมาณ 25 คร้ัง/ท่า ใช้เวลา การพทิ ักษส์ ิทธกิ์ ลมุ่ ตวั อยา่ ง
ประมาณ 20-25 นาที ต่อครัง้ การวิจัยคร้ังนผ้ี ้วู จิ ัยไดเ้ น้นให้
ข้อมูลเร่ือง โทษของการไม่บริหารกล้ามเน้ือและข้อเข่า การศึกษาวิจัยคร้ังนี้ ได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบ
และประโยชนท์ ่ีจะได้รับในการบริหารกล้ามเน้ือและข้อเข่า จากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ โรงพยาบาล
และเน้นย้าเรื่องการบริหารกล้ามเนื้อและข้อเข่าอย่าง อดุ รธานี เลขที่ 49/2563
390
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
ผลการวิจัย
กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย อายุของกลุ่มทดลองมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 66.35 ปี อายุ
ของกลุม่ ควบคุมมีค่าเฉล่ียเทา่ กบั 62.60 ปี สว่ นคา่ เฉลย่ี ดัชนมี วลกาย มคี ่ามากกวา่ เกณฑ์ ปกติ ทั้ง 2 กลุ่ม กลุ่มทดลอง มี
โรคประจาตวั รอ้ ยละ 55.00 กลุม่ ควบคมุ มีโรคประจาตวั คดิ เป็นร้อยละ 80.00 ดงั ตารางท่ี 1
ตารางท่ี 1 จานวนและร้อยละขอ้ มลู ทัว่ ไปของกลมุ่ ทดลองจาแนกตามเพศ อายุ ดัชนีมวลกาย โรคประจาตวั N=40
ขอ้ มูลสว่ นบุคคล กลุม่ ทดลอง(n=20) กลุ่มควบคมุ (n=20) จานวน (n=40)
จานวน (ร้อยละ) จานวน (รอ้ ยละ) จานวน (ร้อยละ)
เพศ
ชาย 4 (20.00) 1 (10.00) 5 (15.00)
หญงิ 16 (80.00) 19 (95.00) 34 (85.00)
อายุเฉลี่ย(ป)ี (SD) 66.35 (7.22) 62.60 (7.74) -
ค่าเฉลีย่ ดชั นมี วลกาย (BMI) 26.16(4.16) 25.30 (3.06) -
โรคประจาตวั
ไม่มโี รคประจาตวั 9 (45.00) 4 (20.00) 13 (32.50)
มโี รคประจาตวั 11 (55.00) 16 (80.00) 27 (67.50)
ความดันโลหติ สงู 7 (35.00) 12 (60.00) 19 (47.50)
ไขมนั ในเส้นเลือดสงู 1 (5.00) 4 (20.00) 5 (12.50)
เบาหวาน 4 (20.00) 4 (20.00) 8 (20.00)
โรคไต - 1 (5.00) 1 (2.50)
โรคหัวใจ 1 (5.00) 2 (10.00) 3 (7.50)
โรคอ่นื ๆ 1 (5.00) 6 (30.00) 7 (17.50)
ในกลุ่มควบคุม คะแนนเฉลี่ยลดลงจาก 63.90 ใน 2 สัปดาห์หลังผ่าตัดเหลือ 46.95 และ 19.75 ในสัปดาห์ท่ี 5
และ 9 หลังผ่าตัด ในกลุ่มทดลองค่าเฉลี่ยคะแนนลดลงได้ดีกว่าจาก 65.10 ในสัปดาห์ท่ี 2 เหลือ 35.95 และ 11.10 ใน
สัปดาห์ท่ี 5 และ 9 ท้ัง 2 กลมุ่ มีระดับอาการปวด อาการข้อฝืดข้อติด และ ความสามารถในการใช้ข้อเข่า ไม่แตกต่างกัน
ใน 2 สปั ดาหห์ ลังผา่ ตัด แตห่ ลงั ผา่ ตดั 1 และ 3 เดอื น แตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถิติ (p<0.05) ดังตารางท่ี 2
ตารางที่ 2 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของ ความรุนแรงของข้อเข่าเสื่อมโดยใช้ Modified
Womac Score ในผู้ป่วยโรคขอ้ เข่าเสือ่ ม หลงั ผ่าตัดเปลีย่ นขอ้ เข่า 2 สปั ดาห์ 1 และ 3 เดอื น (N=40)
ระยะเวลา/ตวั แปร คะแนนเต็ม กลุ่มทดลอง กลุ่มควบคุม T-test p-value
(n=20) (n=20)
2 สัปดาห์ 220 x̄ (S.D.) x̄ (S.D.) 1.66 0.211
ระดบั อาการปวด 50 0.31 0.75
ข้อฝืดหรือข้อติด 20 65.10 (3.83) 63.90 (1.65) 0.67 0.75
การใช้งานของขอ้ เข่า 150 25.00 (1.33) 24.85 (1.63) 1.92 0.50
2.35 (0.48) 2.65 (0.48)
37.75 (3.82) 36.00 (1.37)
391
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปที ี่ 28 ฉบบั ท่ี 3 ประจาเดอื น กันยายน – ธนั วาคม 2563
ตารางท่ี 2 เปรียบเทยี บคา่ เฉล่ียและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของ ระดับอาการปวด อาการข้อฝืดหรือข้อติด การใช้งาน
ของขอ้ เขา่ ในผปู้ ว่ ยโรคข้อเขา่ เสอ่ื ม หลงั ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า 2 สัปดาห์ 1 และ 3 เดอื น (N=40) (ตอ่ )
ระยะเวลา/ตวั แปร คะแนนเต็ม กลมุ่ ทดลอง กลุ่มควบคมุ T-test p-value
(n=20) (n=20)
x̄ (S.D.) x̄ (S.D.)
1 เดือน 220 35.95 (5.18) 46.95 (3.84) 7.63 <0.001
ระดับอาการปวด 50 10.65 (5.47) 15.95 (4.32) 3.40 0.002
ขอ้ ฝดื หรือข้อตดิ 20 1.55 (0.51) 2.85 (0.74) 6.43 <0.001
การใช้งานของข้อเข่า 150 23.75 (1.29) 28.15 (2.13) 7.88 <0.001
220 11.10 (4.36) 19.75 (3.67) 6.79 <.0001
3 เดือน 20 4.15 (3.32) 9.75 (3.61) 5.09 <.001
ระดับอาการปวด 50 0.50 (0.66) 2.35 (0.48) 9.79 <.001
ขอ้ ฝดื หรอื ข้อติด
การใชง้ านของขอ้ เขา่ 150 6.45 (1.46) 7.65 (1.34) 2.69 0.01
กลุ่มทดลองและกล่มุ ควบคุม มีพิสยั ของการเคลื่อนไหวข้อเข่า >90 ใกล้เคียงกัน ทั้งระยะ 2 สัปดาห์ 1 และ 3 เดือน
หลงั ผ่าตดั ดังตารางที่ 3
ตารางท่ี 3 เปรียบเทียบจานวนและร้อยละพิสัยการเคลื่อนไหวข้อเข่า ของกลุ่มทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่ม
ควบคุม (N=40) ในผปู้ ่วยโรคข้อเข่าเส่ือม หลังผ่าตดั เปลย่ี นข้อเข่า 2 สปั ดาห์ 1 และ 3 เดือน
การงอเข่าเข่า กลุ่มทดลอง (n=20) กลุม่ ควบคุม (n=20) จานวน (n=40)
จานวน (ร้อยละ) จานวน (รอ้ ยละ) จานวน (รอ้ ยละ)
2 สัปดาห์ หลังผ่าตดั
งอเข่าได้ > 90 18 (90.00) 18 (90.00) 36 (90.00)
งอเขา่ ได้ < 90 2 (10.00) 2 (10.00) 4 (10.00)
1 เดอื น หลังผา่ ตดั
งอเข่าได้ > 90 19 (90.00) 18 (90.00) 37 (92.50)
งอเขา่ ได้ < 90 1 (5.00) 2 (10.00) 3 (7.50)
3 เดือน หลังผา่ ตัด
งอเข่าได้ > 90 19 (90.00) 19 (90.00) 38 (95.00)
งอเข่าได้ < 90 1 (5.00) 1 (5.00) 2 (10.00)
392
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
โดยเปรียบเทียบค่าความแตกต่างที่ค าเฉลี่ยการ
อภิปรายผล เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ค ว า ม รุ น แ ร ง ข อ ง โ ร ค แ ล ะ ค า เ ฉ ลี่ ย ก า ร
ผลของโปรแกรมโปรแกรมการบริหารกล้ามเนื้อ เปล่ียนแปลงของการทดสอบสมรรถภาพทางกาย
ระหว่างกลุมท่ีได้รับโปรแกรมการออกกาลังกายและ
และข้อเข่าในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเส่ือมหลังผ่าตัดเปล่ียนข้อ กลุมท่ีได้รับการดูแลแบบมาตรฐาน มีผู้เขาร่วมวิจัย 50
เข่า มีผลต่อระดับอาการปวด อาการข้อฝืดข้อติดลดลง คน กลุมทดลองได้รับโปรแกรมการออกกาลังกายเป็น
และความสามารถในการใช้งานของข้อเข่า ดีขึ้น และ ดี ระยะเวลา 8 สปั ดาห และกลุมควบคมุ ได้รบั การดแู ลแบบ
ขึ้นกว่าผู้ป่วยโรคข้อเข่าเส่ือมหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าที่ มาตรฐาน ผลการวจิ ยั พบวา่ กลุมทดลองมผี ลคะแนนรวม
ไม่ได้รับโปรแกรมการบริหารกล้ามเนื้อและข้อเข่าอย่างมี ของ Modified Womac score เม่ือ 1 เดือน มีค่า
นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ (p<0.05) อธิบายได้ว่า การ แตกต่างอย่างมีนัยสาคัญ (p-value < 0.01) คล้ายกับ
บริหารกล้ามเนื้อและข้อเข่า อย่างสม่าเสมอ ทาให้ การศกึ ษาของ อังคณารชั ต์ แกว้ แสงใส และคณะ20 ซ่ึงได้
สามารถบรรเทาอาการปวดได้ เนอ่ื งจากกลา้ มเน้ือบริเวณ ศึกษา ผลของการออกกาลังกายแบบโยคะไอเย็นต่อ
ข้อเข่าแข็งแรงขึ้น และยังมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นจึง ความรนุ แรงของโรคขอ้ เขา่ เสื่อมในกลุ่มทดลอง เป็นเวลา
สามารถเคลื่อนไหวข้อได้สะดวกข้ึน ช่วยลดอาการข้อฝืด 12 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมให้ออกกาลังกายตามปกติ
หรือข้อติด และยังมีผลต่อเนื่องในการเพิ่มความสามารถ ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉล่ียความรุนแรงของโรคข้อ
ในการใชข้ ้อเข่า สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจาวันได้อย่าง เข่าเส่ือมในผู้สูงอายุภายหลังการออกกาลังกายแบบ ไอ
ปกติเร็วข้ึน แสดงให้เห็นว่า โปรแกรมการบริหาร เยนกะโยคะลดลงกว่าก่อนการออกกาลังกายอย่างมี
กล้ามเนื้อและข้อเข่าซ่ึงเป็นการออกกาลังกายท่ีมีความ นัยสาคัญทางสถิติ (p< .001) และคะแนนเฉล่ียความ
ห นั ก เ บ า ร ะ ดั บ ป า น ก ล า ง ( moderate-intensity รุนแรง ของโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุท่ีออกกาลังกาย
activity) เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคข้อเข่าเส่ือมหลังผ่าตัด แบบไอเยนกะโยคะลดลงกว่ากลุ่มท่ีออกกาลังกาย
เปลยี่ นข้อเข่า นอกจากน้ีการบรหิ ารกล้ามเนื้อและข้อเข่า ตามปก ติอย่า งมี นั ยสาคั ญทาง สถิติ ( p< .001 )
อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง ในแตล่ ะท่า สง่ ผลให้เนื้อเย่ือบริเวณรอบ ๆ เช่นเดียวกับการศึกษาของชยารัตน์ ฤกษ์หร่าย21 ได้
ข้อเข่า เอ็นมีความแข็งแรงและยืดหยุ่นดีขึ้น มีการฟื้นตัว ศึกษา ผลของโปรแกรมการจดั การตนเองมุ่งเน้นการออก
ไดเ้ รว็ กว่าผู้ป่วยท่ีไม่ได้รับโปรแกรมการบริหารกล้ามเน้ือ กาลงั กายต่อความรนุ แรงของโรคในผปู้ ว่ ยโรคขอ้ เข่าเสื่อม
และข้อเข่า อีกท้ังการฝึกบริหารกล้ามเนื้อด้วยการเกร็ง วัยพบวา่ ความรุนแรงของโรคข้อเข่าเส่ือมในผู้ป่วยโรคข้อ
กล้ามเน้ือค้างไว้และคลายตัวอย่างช้า ๆ จะส่งผลให้เพิ่ม เข่าเส่ือมวัยผู้ใหญ่ภายหลังได้รับโปรแกรมการจัดการ
ความสามารถในการใช้ ออกซิเจนและใช้พลังงานจาก ต น เ อ ง มุ่ ง เ น้ น ก า ร อ อ ก ก า ลั ง ก า ย ต่ า ก ว่ า ก่ อ น ไ ด้ รั บ
กระบวนการใช้ออกซเิ จน เกดิ การแลกเปลี่ยนออกซิเจนดี โปรแกรม อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ
ข้ึน ไม่เกิดความเหนื่อยล้าได้นอกจากจะสามารถลด ความรุนแรงของโรคข้อเข่าเส่ือมในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเส่ือม
อาการปวดได้แล้วยังทาให้ความสามารถการเคล่ือนไหว วัยผู้ใหญ่กลุ่มท่ีได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองมุ่งเน้น
ของข้อเข่าเพ่ิมมากข้ึนหรือสามารถใช้งานข้อเข่าได้ดีข้ึน การออกกาลังกายต่ากว่ากลุ่มผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมวัย
และร่างกายเคล่ือนไหวได้ดีขึ้น และโปรแกรมการบริหาร ผู้ใหญท่ ่ไี ด้รบั การพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสาคัญทาง
กล้ามเนื้อและข้อเข่า นี้ยังมีเหมาะสมกับผู้ป่วยที่ในวัย สถิติที่ระดับ 0.05 และการศึกษาของ ดวงกมล สีมันตะ
ผู้สูงอายุที่มีความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของร่างกาย และคณะ22 ศึกษาผลของโปรแกรมการออกกาลังกาย
น้อย ในขณะเดียวกัน ผู้ป่วยท้ัง 2 กลุ่ม ส่วนมากเป็นวัย ด้วยยางยืดร่วมกับการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ ต่อการ
ผู้สูงอายุการเปลี่ยนแปลง ทางสรีรวิทยาท่ีเส่ือมลง เป็น ชะลอโรคข้อเขา่ เส่อื มของผูส้ งู อายตุ าบลกดุ แห่ อาเภอเลิง
ข้อจากัดของการออกกาลังกายอย่างหนัก การวิจัยคร้ังน้ี นกทา จังหวดั ยโสธร โดยแบง่ ประชากร กลุ่มทดลองและ
สอดคล้องกับ ของธนพงศ์ แสงส่องสิน และ ชนนท์ กง กลุม่ ควบคมุ กลมุ่ ละ 47 คน กลุ่มทดลองได้รับกิจกรรมที่
กมล19 ซ่ึงได้ศึกษาผลของโปรแกรมการออกกาลังกาย จัดขึ้น ผลการวิจัย พบว่า ก่อนการทดลอง กลุ่มทดลอง
แบบเพ่มิ แรงตา้ นต่อความรนุ แรงของโรคและสมรรถภาพ
ข้อเข่าในชาวสวนยางพาราสูงอายุท่ีเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม
393
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปีท่ี 28 ฉบับที่ 3 ประจาเดอื น กันยายน – ธันวาคม 2563
และกลุ่มควบคุมมีระดับความแข็งแรงของกล้ามเน้ือขา ข้อเสนอแนะการนาผลการศึกษาไปใช้
ความรู้ การรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม 1. นาเสนอผลการวิจัยแก่ผู้บริหารการพยาบาลเพื่อ
ไม่แตกต่างกัน หลังการทดลอง 12 สัปดาห์ท่ี พบว่า กลุ่ม
ทดลองมีความแข็งแรงกล้ามเนื้อขา ความรู้ การรับรู้และ พิจารณาเป็นแนวการดูแลผู้สงู อายโุ รคขอ้ เข่าเสอ่ื ม
พฤติกรรมการป้องกันโรคข้อเขา่ เส่ือมดีขนึ้ มากกว่าก่อนการ 2. ควรมกี ารศึกษาเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการ
ทดลองอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p-value<0.001) และ
มากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p-value บริหารกล้ามเนื้อและข้อเข่า ในผู้ป่วยกลุ่มเดียวกัน ก่อน
<0.001) การศึกษาของปิยะพล พูลสุขและคณะ23 ได้ และหลังผ่าตัดโดยการวัดซ้า ทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่ม
ศึกษาผลของโปรแกรมการบริหารข้อเข่าด้วยท่าฤๅษีดัดตน ควบคุม และมีการติดตามและประเมินผลการ บริหาร
เพ่ือบรรเทาอาการปวดในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเส่ือม ใช้เวลา กล้ามเน้ือและข้อเข่า ใช้ระยะเวลานานขึ้น เช่น 6 และ12
ศึกษา 8 สัปดาห์ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม วัดก่อนและหลัง พบว่า เดือนเป็นต้น และควรศึกษาท่าบริหารอ่ืน ๆ ในการจัด
กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ เจตคติ ทักษะ และ โปรแกรมการบริหารกล้ามเนอื้ และข้อเขา่ เพ่ือให้ผู้รับบริการ
การปฏิบัติการบริหารข้อเข่ามากกว่าก่อนการทดลองและ มที างเลอื กเพ่มิ ขึน้ และเพ่อื ประโยชน์สงู สดุ ของผู้รบั บริการ
ม า ก ก ว่ า ก ลุ่ ม เ ป รี ย บ เ ที ย บ อ ย่ า ง มี นั ย ส า คั ญ ท า ง ส ถิ ติ
(p< .001) ส่วนค่าเฉลี่ยการปวดเข่าลดลงกว่าก่อนการ 3. นารูปแบบการจดั โปรแกรมบริหารกล้ามเนื้อและ
ทดลอง (p< 0.001) และลดลงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมี ข้อเข่า ไปขยายผล เพ่ือพัฒนาแนวทางการวางแผน
นัยสาคัญทางสถิติ (p=0.003) จาหนา่ ยรว่ มกับ แผนกอนื่ ๆ หรือหอผปู้ ว่ ยใน
ประโยชน์ทจี่ ะได้รับจากการวิจยั
4. นารูปแบบการจัดโปรแกรมบริหารกล้ามเนื้อและ
1. ผูป้ ว่ ยได้รับการพยาบาลโดยได้รับคาแนะนาหลัง ข้อเข่า ไปขยายผล เพ่ือพัฒนาแนวทางการวางแผน
ตรวจเร่ืองการบริหารกล้ามเนื้อและข้อเข่า ในผู้ป่วยโรคข้อ จาหนา่ ยร่วมกับหอผูป้ ว่ ยใน
เข่าเสอ่ื มหลงั ผา่ ตดั เปลี่ยนขอ้ เขา่ คร้งั แรก อย่างมีแบบแผน
5. นาผลการศึกษาไปใช้เป็นข้อมูลทางเลือกหนึ่ง ใน
2. เป็นแนวทางในการวางแผนการดูแลผู้ป่วยให้ การใหค้ าแนะนาเก่ียวกบั การบรหิ ารกล้ามเนือ้ และขอ้ เขา่ ใน
ครอบคลุมและบรรลุเปา้ หมายเพ่อื ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ ผู้ป่วยโรคเข่าเสื่อมหลังผ่าตัดเปล่ียนข้อเข่า แก่ทีมสุขภาพ
ผรู้ ับบรกิ าร และนักศึกษา และผู้สนใจให้มีพฤติกรรมการบริหาร
สรุปผลการศึกษาวิจยั กล้ามเนอื้ และขอ้ เขา่ หลงั ผ่าตดั อยา่ งเหมาะสมได้นาปญั หาที่
ได้จากการศึกษาวิจัย ไปพัฒนาต่อยอดงานวิจัยครั้งต่อไป
ผู้เข้าร่วมโครงการ เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย เช่น ปัญหาท่าบริหารท่านอนคว่าหรือนอนตะแคงเป็นท่าที่
อายุเฉลี่ยของกลุ่มทดลองมีค่าเท่ากับ 66.35 ปี อายุเฉล่ีย ผู้ป่วยท่ีมีน้าหนักมากทาได้ไม่ง่ายนัก ดังน้ัน การพัฒนา
ของกลุ่มควบคุมมีค่าเท่ากับ 62.85 ปี มีค่าเฉลี่ยดัชนีมวล งานวจิ ยั เพอ่ื ต่อยอด ควรมีการทดสอบท่าบริหารในผู้ป่วยที่
กาย มากกว่าเกณฑ์ปกติ ฃท้ัง 2 กลุ่มในกลุ่มทดลองมีโรค มีลักษณะคลา้ ยกลมุ่ ตวั อยา่ งกอ่ นเพอื่ หาแนวทางท่ีดีที่สุดใน
ประจาตัวรอ้ ยละ 55 ส่วนในกลุ่มควบคุม ส่วนใหญ่เป็นโรค การจัดโปรแกรมการบริหารกล้ามเน้ือและข้อเข่า รวมทั้ง
ความดันโลหิตสูง คิดเป็นร้อยละ 65 โปรแกรมการบริหาร เปน็ แนวทางการออกแบบการติดตามผปู้ ว่ ยอยา่ งต่อเน่อื ง
กล้ามเน้ือและข้อเข่าในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเส่ือมหลังผ่าตัด กิตติกรรมประกาศ
เปลย่ี นขอ้ เขา่ มผี ลลดระดบั อาการปวด อาการข้อฝืดข้อติด
ลดลง และเพิ่มความสามารถในการใช้งานของข้อเข่า เมื่อ ขอขอบคณุ ผ้ปู ว่ ยและญาติทุกท่านท่ีให้ความร่วมมือ
นาผลการวิจัยมาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองท่ีได้รับ ในการดาเนนิ งานวิจยั เปน็ อย่างดี ขอขอบคุณนายแพทย์ศม
โปรแกรมการบริหารกล้ามเนื้อและข้อเข่ากับกลุ่มควบคุมที่ ภู นรานันทน์ นายแพทย์สรพงษ์ สร้อยมงคล คุณณัฐมน
ไดร้ ับการพยาบาลปกติ แตกตา่ งอย่างมีนัยสาคัญ (p<0.05) ภัทรเกริกชัย คุณชญานินญ์ รัศมีมาสเมือง และคุณพิชัย
สว่ นพสิ ยั การเคลือ่ นไหวของข้อเข่าไม่มีความแตกต่างกนั สุขสบาย ท่ีให้การสนับสนุน ช่วยเหลือ ชี้แนะ และ
ขอขอบคุณเจ้าของเอกสารและงานวิจัยทุกท่านที่ ผู้ศึกษา
ค้นคว้าได้นามาอ้างอิงในการดาเนินงานวิจัย จนกระทั่ง
งานวจิ ยั ฉบับนส้ี าเร็จลลุ ่วงไปไดด้ ว้ ยดี
394
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
[ASCM]. ACSM's guidelines for exercise testing
เอกสารอา้ งองิ and prescription. 8th ed. Philadelphia: Lip-
1. พรสินี เต็งพาริชกุล. การพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัด pincott Williams & Wilkins; 2010.
เปล่ียนข้อเข่าเทียมในการพยาบาลผู้ป่วยทางออร์โธปิ 11. อรรถพล แก้วสัมฤทธ์ิ. แนะหลักการ FITT
ดิกส์. ใน: อรพรรณ โตสิงห์, พรสินี เต็งพานิชกุล, ธิลา ช่วยสุขภาพดี. [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 5 ตุลาคม
วัลย์ เชอ้ื ตาเล็ง, ณัฐมา ทองธีรธรรม, บรรณาธิการ. การ 2562]. เข้าถงึ ไดจ้ าก: https://www.thaihealth.or.th.
พยาบาลผู้ป่วยทางออร์โธปิดิกส์. กรุงเทพฯ: โครงการ
ตาราคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล; 2559: 12. พารุณี วงษ์ศรี, ทีปทัศน์ ชินตาปัญญากุล.
159-170. การประยกุ ตใ์ ชท้ ฤษฎีของโอเร็มกบั การดูแลและการให้
คาแนะนาผู้ป่วยท่ีมีภาวะหัวใจล้มเหลว. ว.พยาบาล
2. ชนิดา อินทร์แก้ว. การศึกษาประสิทธิผลของ ตารวจ 2561;10(1):209-219.
การใชโ้ ปรแกรมในการลดปญั หาขอ้ เข่าเส่ือมของผู้สูงอายุ
โรคข้อเข่าเสื่อม รพ.สต.ช้างซ้าย อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุ 13. มนทกานต์ ยอดราช, ทัศนา ชูวรรธนปกรณ์.
ราษฎรธ์ านี. ว.วิชาการแพทย์เขต 11 2562; ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลเตรียมความพร้อมร่วมกับ
33(2):294-301. ก า ร ออก ก า ลั ง ก า ย ด้ ว ย ย า ง ยื ด ต่ อค ว า ม รู้ แ ล ะ
ความสามารถในการทาหน้าท่ีของร่างกายของผู้สูงอายุ
3. พรฑิตา ชัยอานวย, สุมาภา ชัยอานวย. ปรับ หลังผ่าตัดเปล่ียนข้อเข่าเทียม. ว.พยาบาลกระทรวง
ชวี ติ พิชิตขอ้ เสอ่ื ม. กรเุ ทพฯ: อมรินทร์สุขภาพ; 2560. สาธารณสุข 2557;23(3):63-75.
4. วชิ ัย องึ พินิจพงศ์, กานดาชัยภญิ โญ, สมรรถชัย 1 4 . Kuptniratsaikul V, Rattanachaiyanont
จานงค์กิจ. คู่มือการฟื้นฟูผู้สูงอายุหลังการผ่าตัดเปล่ียน M. Validation of a modified Thai version of the
ขอ้ เข่า. กรงุ เทพฯ: สมานมติ รการพมิ พ์; 2558. 1-5. Western Ontario and McMaster (WOMAC) osteo-
arthritis index for knee osteoarthritis. Clinical
5. ขวัญสุวีย์ อภิจันทรเมธากุล, สุวรรณี สร้อย Rheumatolog 2007;26:1641-5.
สงค์, บุศริน เอ่ียวสีหยก. การพยาบาลผู้ป่วยโรคข้อเข่า
เส่ือมทไี่ ด้รับการผา่ ตดั เปลี่ยนขอ้ เขา่ . ว.วิทยาลัยพยาบาล 15. วิไล คุปต์นิรัติศัยกุล. ออกกาลังกายต้านข้อ
พระปกเกล้า จันทบุรี 2561;29(1):223-238. เข่าเส่ือมก่อนวัย [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเม่ือ 16 ตุลาคม
2563]. เข้าถึงได้จาก: http://www.lokwannee.com
6. งานเวชระเบยี นและสถิติโรงพยาบาลอุดรธานี.
แผนกออรโ์ ธปดิ ิกส์ ระบบสารสนเทศ: 10 อันดับโรคทาง 16. รัตถพล เจริญพันธุ์. เมนูดูแลเข่า แอปฯ ช่วย
ออรโ์ ธปิดกิ ส์. อดุ รธาน:ี โรงพยาบาล; 2561. ฟื้นฟูหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเม่ือ
1 ตุ ล า ค ม 2 5 6 2 ] . เ ข้ า ถึ ง ไ ด้ จ า ก : https://
7. งานเวชระเบยี นและสถิติโรงพยาบาลอุดรธานี. m.mgronline.com
แผนกออร์โธปิดิกส์ ระบบสารสนเทศ: 10 อันดับโรคทาง
ออรโ์ ธปิดิกส์. อุดรธาน:ี โรงพยาบาล; 2562. 17. จิตติศักด์ิ ทิมแจ้ง. การป้องกันและท่าออก
กาลงั กายเพอื่ ข้อเข่าทแ่ี ขง็ แรง [อินเทอรเ์ น็ต]. [เข้าถึงเม่ือ
8. สักกาเดช ลม้ิ มหาคณุ . การผ่าตัดเปล่ียนข้อเข่า 15 สิงหาคม 2562]. เข้าถึงได้จาก: https://bangpo-
เทียม (Knee Arthroplasty) [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเม่ือ hospital.com
15 ตุลาคม 2562]. เข้าถึงได้จาก: https://web.med.
c m u . a c . t h / i n d e x . p h p / t h / k n o wl e d g e -t o -t h e - 18. ภาสกร วัธนธาดา. หลักการพ้ืนฐานของการ
p e o p l e / 5 4 -s i c k -c l i n i c / k n o w l e d g e -t o -t h e - ออกกาลังกาย [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 1 กันยายน
people/589-knee-arthroplasty 2562]. เข้าถึงได้จาก: https://www.haijai.com
9. ขวัญสุวีย์ อภิจันทรเมธากุล, สุวรรณี สร้อย 19. ธนพงศ์ แสงส่องสิน, ชนนท์ กองกมล. ผล
สงค์, บุศริน เอี่ยวสีหยก. การพยาบาลผู้ป่วยโรคข้อเข่า ของโปรแกรมการออกกาลังกายแบบเพิ่มแรงต้านและ
เสื่อมท่ไี ด้รบั การผ่าตัดเปลีย่ นข้อเข่า. ว.วิทยาลัยพยาบาล การจัดการด้านกายศาสตร์แบบมีส่วนร่วมต่อการดูแล
พระปกเกลา้ จนั ทบรุ ี 2561;29(1):223-238. ตนเอง ความรุนแรงของโรค และสมรรถภาพข้อเข่าใน
10 . American Collage of Sport Medicine
395
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปีท่ี 28 ฉบบั ที่ 3 ประจาเดือน กันยายน – ธนั วาคม 2563
ชาวสวนยางพาราสูงอายุที่เป็นโรคข้อเข่าเส่ือม. เวชสาร
แพทยทหารบก 2560:70(3);139-147.
20. อังคณารัชต์ แก้วแสงใส, กนกพรม สุคาวัง,
ภารดี นานาศิลป์. ผลของการออกกาลังกายแบบไอเยนกะ
โยคะต่อความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ.
พยาบาลสาร 2563:47(1);175-184.
21. ชยารัตน์ ฤกษ์หร่าย. ผลของโปรแกรมการ
จัดการตนเองมุ่งเน้นการออกกาลังกายต่อความรุนแรงของ
โรคในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมวัยผู้ใหญ่ [วิทยานิพนธ์].
กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั ; 2559.
22. ดวงกมล สีมันตะ, กู้เกียรติ ทุดปอ, ประเสริฐ
ประสมรักษ์. ผลของโปรแกรมการออกกาลังกายด้วยยาง
ยืดร่วมกับการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพต่อการชะลอโรค
ข้อเข่าเสื่อมของผู้สูงอายุ ตาบลกุดแห่ อาเภอเลิงนกทา
จังหวัดยโสธร. ว.การพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
2561;36(2):44-48.
23. ปิยะพล พูลสุข, มณฑา เก่งการพานิช, ธราดล
เก่งการพานิช, ศรัณญา เบญจกุล. ผลของโปรแกรมการ
บริหารข้อเข่าด้วยท่าฤๅษีดัดตนร่วมกับการประคบร้อนเพ่ือ
บรรเทาความปวดในผู้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม. ว.พยาบาล
กระทรวงสาธารณสขุ 2559;46(2);191-202.
รบั ต้นฉบบั : 6 ธันวาคม 2563, ไดร้ ับบทความปรับปรงุ : 18 ธันวาคม 2563, รบั ลงตีพมิ พ์: 21 ธันวาคม 2563
396
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
ผลของโปรแกรมพัฒนาการรบั รสู้ มรรถนะแห่งตนของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบหัวใจเต้นช้า
โดยการผ่าตดั ฝงั เครือ่ งกระตุน้ หวั ใจแบบถาวร โรงพยาบาลอดุ รธานี
อมุ ารงั ษี พิมพส์ กั กะ พยาบาลวชิ าชีพชานาญการ ห้องตรวจหัวใจ โรงพยาบาลอุดรธานี
นฤมล อุนาภาค พยาบาลวชิ าชพี ปฏบิ ตั กิ าร ห้องตรวจหัวใจ โรงพยาบาลอุดรธานี
บทคัดยอ่
การวิจัยแบบผสมผสานเชิงคุณภาพและปริมาณคร้ังน้ี มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาผลของการเสริมสร้างการรับรู้
สมรรถนะแห่งตนของผู้ป่วยท่ีเข้ารับการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ แบบหัวใจเต้นช้าโดยการผ่าตัดฝังเคร่ืองกระตุ้นหัวใจ
แบบถาวร เลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์เฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) จากผู้ป่วยท่ีเข้ารับผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้น
หัวใจแบบถาวร โรงพยาบาลอุดรธานี จานวน 80 ราย ระหว่างเดือนตุลาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน 2563 แบ่งเป็นกลุ่ม
ควบคุมจานวน 40 ราย ได้รับการพยาบาลตามปกติตามมาตรฐานเดิม และกลุ่มทดลองจานวน 40 รายได้รับการพยาบาล
ปกติร่วมกับโปรแกรมเสริมสร้างการรับรู้สมรรถนะแห่งตนท่ีผู้วิจัยคิดค้นข้ึน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป
และแบบประเมินการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในป่วย ทาการวิเคราะห์และนาเสนอข้อมูลด้วยความถ่ี ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน
เบยี่ งเบนมาตรฐาน และ Independent Sample T-test
ผลการวิจัย พบว่า ผู้ป่วย 80 ราย ส่วนใหญ่ร้อยละ 83.75 เป็นเพศชาย ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 41-50 ปี ร้อยละ
31.25 และระดบั การศกึ ษาต่ากว่าปรญิ ญาตรี ร้อยละ 75.00 ในการศึกษาผลของโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนพบว่า
ผู้ป่วยในกลุ่มทดลอง จานวน 40 คน มีระดับการรับรู้สมรรถนะแห่งตนสูงกว่ากลุ่มควบคุม คะแนนเฉล่ีย 4.57 (S.D. 2.12)
และ 3.25 (S.D. 1.27) ตามลาดับ ซ่ึงแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05) การวิจัยน้ีเสนอแนะว่า โปรแกรมการ
เสรมิ สรา้ งการรบั ร้สู มรรถนะแห่งตนน้ี สามารถนามาใช้เพือ่ สง่ เสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในกลุ่มโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ
แบบช้า และสามารถนาไปพัฒนาแนวทางในการใหก้ ารพยาบาลผปู้ ว่ ยได้
คาสาคญั : สมรรถนะแหง่ ตน, โรคหัวใจเตน้ ผิดจังหวะ, การผา่ ตัดฝังเครื่องกระตุ้นหวั ใจแบบถาวร
Corresponding author: อมุ ารังษี พมิ พ์สกั กะ โทรศัพท์ 094-6426569 E-mail: [email protected]
โรงพยาบาลอุดรธานี 33 ถนนเพาะนิยม ตาบลหมากแข้ง อาเภอเมอื ง จงั หวัดอดุ รธานี 41000
397
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปที ่ี 28 ฉบับที่ 3 ประจาเดือน กันยายน – ธันวาคม 2563
The Effect of Perceived Self-Efficacy Promoting Program of Bradycardia Patients treated by
Permanent Pacemaker Implantation in Udonthani Hospital
Umarangsee Pimsakka, Registered Nurse , Non-invasive cardiac Division, Udonthani Hospital
Naruemon Unaphak, Registered Nurse , Non-invasive cardiac Division, Udonthani Hospital
Abstract
This mixed method research (quantitative and qualitative method) aimed to study the effect of
perceived self-efficacy promoting program of Bradycardia patients treated by permanent pacemaker
implantation. The research was conducted from the implanted permanent pacemaker patients in
Udonthani hospital from October to November 2020. The 80 samples were selected by purposive
sampling method divided in control group which received the conventional nursing practice (n=40) and
experiment group with conventional nursing practice collaborate with invented perceived self-efficacy
promoting program (n=40). The data was collected by observation notes and questionnaires. Data
analyzed by using frequency, percentage, mean and Independent Sample T-test.
This research found that the most are male (83.75%), Age Between 41-50 years old (31.25%) and
under-graduated education level (75.00%), the perceived self-efficacy of experiment group (mean 4.57
S.D. 2.12) is higher than control group (mean 3.25 S.D. 1.27) with statistically significant (p<0.05). The
research suggests the perceived self-efficacy promoting program can serve as guideline in designing
nursing practice to promote perceived self-efficacy in bradyarrhythmia patients.
Keywords: Self-efficacy, Arrhythmia, Permanent pacemaker implantation.
398
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
ตามลาดบั 2 ห้องตรวจหวั ใจโรงพยาบาลอดุ รธานี ได้มีการ
บทนา พัฒนาระบบการให้คาแนะนาในการดูแลตนเองแก่ผู้ป่วย
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Bradyarrhythmia) กลุ่มน้ีทั้งก่อนการผ่าตัดและหลังการผ่าตัดตลอดจน
คาแนะนาในการปฏบิ ตั ติ นในชีวติ ประจาวันอย่างตอ่ เนื่อง
เป็นปัญหาสาธารณสุขท่ีสาคัญ ท่ีมีอัตราการเกิดภาวะ แต่ยังคงพบปัญหาว่ามีผู้ป่วยบางส่วน ที่ยังไม่สามารถ
ทุพพลภาพและเสียชีวิตกะทันหัน สาเหตุเกิดจาก ดูแลตนเองไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพเท่าท่ีควร อีกทั้งยังพบ
คลื่นไฟฟ้าหัวใจทางานผิดปกติหรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจรใน ปัญหาในการดูแลตนเองหลังใส่เคร่ืองกระตุ้นหัวใจแบบ
ห้องหัวใจ ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะเร็วเกินไปหรือช้า ถาวร โดยพบการติดเชื้อท่ีแผลผ่าตัด3-4 มากกว่าร้อยละ
เกินไป และเกิดการสูบฉีดเลือดไปส่วนต่าง ๆ ของ 5 ซงึ่ โดยปกติพบไดป้ ระมาณร้อยละ 1-25 การผิดนัดการ
ร่างกายไม่มีประสิทธิภาพเท่าท่ีควร ทาให้ผู้ป่วยมีภาวะ ตรวจติดตามการรักษาและการทางานของเครื่องกระตุ้น
หัวใจล้มเหลวหรือหลอดเลือดสมองอุดตันได้ อีกทั้ง หัวใจตามนัดหมายมากถึง ร้อยละ 5 และพบปัญหาข้อ
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดช้า มีโอกาสทาให้เกิดการ ไหล่ติดเนื่องจากการปฏิบัติตัวไม่ถูกต้องหลังผ่าตัดฝัง
เสียชีวิตสูง ส่วนใหญ่มักพบในกลุ่มผู้สูงอายุ สาเหตุหลัก เคร่ืองกระตุ้นหัวใจแบบถาวรมากถึงร้อยละ 5 โดยปกติ
เกิดจากความผิดปกติของวงจรไฟฟ้าหัวใจเกิดการ พบไดป้ ระมาณร้อยละ 3.82,5
เส่ือมสภาพในระบบทางเดินไฟฟ้าหัวใจ โดยมักจะเกิด
ร่วมกับโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเส้นเลือด การรับรู้สมรรถนะแห่งตน หมายถึงการตัดสิน
โรคเบาหวาน โรคต่อมไทรอยด์ และโรคหัวใจอ่ืน เช่น ความสามารถของตนเองในด้านการปฏิบัติกิจกรรม
โรคเสน้ เลือดหวั ใจตีบ โรคหัวใจพิการแต่กาเนิด ลิ้นหัวใจ เพื่อให้บรรลุความสามารถในเชิงปฏิบัติท่ีได้กาหนดไว้
รั่ว ผนังหัวใจหนา หรืออาจจะเกิดข้ึนในระหว่างการ เป็นเป้าหมายภายใต้สถานการณ์ท่ีเฉพาะเจาะจง3 การ
ผ่าตัดหัวใจ จากสถิติทั่วโลก พบว่ามีผู้ป่วยโรคหัวใจเต้น รับรู้สมรรถนะแห่งตน มีการศึกษาทางด้านการพยาบาล
ผิดจังหวะชนิดช้ามีจานวนเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยพบอัตรา ผู้ป่วยในหลายกลุ่ม โดยพบว่ามีประสิทธิภาพต่อการดูแล
การเกิดโรค 0.8 คนต่อจานวนประชากร 1,000 คน ตนเองของผู้ป่วย ภายหลงั จากการเรยี นรู้ผ่านแหลง่ ขอ้ มูล
อัตราการเสยี ชวี ติ มากถงึ รอ้ ยละ 21 ของโรคหัวใจทั้งหมด ดังกล่าว บุคคลจะใชก้ ระบวนการทางปัญญา (cognitive
การรักษาสามารถทาได้ด้วยการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้น processing) เพื่อเลือกขอ้ มลู จากแหล่งที่ตนสนใจและชั่ง
หัวใจแบบถาวรเพ่ือกระตุ้นการทางานของหัวใจผู้ป่วยให้ น้าหนกั เกย่ี วกบั ความน่าเชื่อถือ รวมท้ังผสมผสานข้อมูล
อยู่ในอัตราปกติท่ีเหมาะสมกับสภาวะทางกายภาพและ เหล่านั้นเพ่ือใช้ตัดสินเกี่ยวกับความสามารถของตนเอง
การใช้ชีวิตประจาวันของผู้ป่วย ข้อมูลเชิงสถิติเก่ียวกับ (efficacy judgment)6-8 ซ่ึงการรับรู้สมรรถนะแห่งตนที่
จานวนผู้ป่วยในประเทศไทยมีจานวนเพิ่มมากขึ้นจากปี จะสง่ ผลให้บุคคลตัดสินใจทาพฤติกรรมตามทีได้คาดหวัง
2555 จานวน 78,000 ราย เพ่มิ เป็น 172,000 ราย ในปี ไว้ด้วยความมานะพยายาม ปัจจุบันทฤษฎีการรับรู้
25591 สมรรถนะของตนเองได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
มากขึ้นว่าเป็นตัวทานายพฤติกรรมสุขภาพการธารง
โรงพยาบาลอุดรธานี เป็นโรงพยาบาลศูนย์ท่ีรับ พฤติกรรมสุขภาพ การรับรู้สมรรถนะแห่งตนมีความเชื่อ
การส่งต่อจากโรงพยาบาลชุมชน 17 แห่งและ ในสมรรถนะ ท่ีเป็นความเช่ือของบุคคลที่จะสามารถทา
โรงพยาบาลในเขตบรกิ ารสขุ ภาพท่ี 8 ได้แก่ โรงพยาบาล พฤตกิ รรมทกี่ าหนดได้รวมถึงตัดสินความสามารถของตน
หนองบัวลาภู หนองคาย เลย สกลนคร นครพนม และบึง ว่าสามารถเพียงพอที่จะกระทาพฤติกรรมนั้นได้ ก็จะ
กาฬ ตลอดจนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ปฏิบัติตัวตามพฤติกรรมนั้นอย่างต่อเนื่อง ต้ังใจ อดทน
ให้บริการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ และคลินิกตรวจ อุตสาหะ ไม่ท้อถอย และจะประสบความสาเร็จในท่ีสุด
ติดตามการทางานของเครื่องกระตุ้นหัวใจมาต้ังแต่ปี โดยแนวคิดการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อการแสดง
พ.ศ.2547 มีจานวนผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดช้า พฤติกรรมของบุคคล9ุ การศึกษาของ ศิริพร ชุดเจือจีน
ท่ีรักษาโดยการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจแบบถาวร และคณะ10 ทาการศึกษาการวิจัยแบบก่ึงทดลองเพื่อ
เพ่ิมข้ึนทุกปี โดยข้อมูล 3 ปีย้อนหลัง ต้ังแต่ปี พ.ศ.2560
ถึงปี พ.ศ.2562 มีจานวน 86, 92 และ 108 ราย
399
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปที ี่ 28 ฉบบั ท่ี 3 ประจาเดอื น กันยายน – ธนั วาคม 2563
ศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถผ่านจากหัวใจห้องบนกระตุ้นหัวใจ
ในการสร้างเสริมทักษะชีวติ ต่อพฤติกรรมสขุ ภาพทางเพศใน ห้องล่างได้เลย ซึ่งทาให้เกิดภาวะหัวใจเต้นซ้าผิดปกติได้
วัยรุ่นตอนตน้ ในนกั เรยี นอายุ 14-15 ปใี นเขตเทศบาลเมือง หรือภาวะหัวใจเต้นช้าผิดปกติ หมายถึง ภาวะท่ี
อาเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ทากาศึกษาในปี 2557 โดย กระแสไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวาง (block) การเหน่ียวนา
มีนักเรียนในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 34 ราย กระแสไฟทาตามทิศทางปกติ ส่งผลให้การไหลเวียนของ
โดยใช้โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการ เลอื ดทไ่ี ปเลยี้ งส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่สม่าเสมอ14 ภาวะ
สร้างเสริมทักษะ ชีวิต คู่มือสาหรับศึกษาด้วยตนเองและ หัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น หัวใจเต้นช้า (bradycardia) การ
แบบสอบถามการวิจัย ประกอบด้วยแบบสอบถามการรับรู้ ขวางกัน้ ของกระแสไฟฟา้ ระหว่างหัวใจห้องบนและห้องล่าง
สมรรถนะ แห่งตนในการดูแลสุขภาพทางเพศ แบบวัด ( atrioventricular block) การผิดปกติของไซนัสโนด
ความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับพฤติกรรมทางเพศที่เหมาะสม (sick sinus syndrome) หรือ การภาวะหัวใจห้องบนเต้น
แบบวัดพฤติกรรมสุขภาพทางเพศและแบบวัดทักษะชีวิต พล้ิว (Atrial fibrillation) จะส่งผลให้อัตราการเต้นของ
พบว่า การรับรู้สมรรถนะแห่งตน ทักษะชีวิต และ หัวใจห้องล่างช้าลง จาเป็นต้องผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ
พฤติกรรมสุขภาพทางเพศ ของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่ม แบบถาวรเพ่ือควบคุมให้อัตราการเต้นของหัวใจกลับมา
ควบคมุ 10 การศึกษาของ สปุ ราณี หมนื่ ยา11 พบว่า การรับรู้ ทางานได้อย่างปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่าง
สมรรถนะในตนเองเป็นปัจจัยหน่ึงที่มีความสาคัญเนื่องจาก กะทันหนั 15
ผู้สูงอายุที่ได้รับการส่งเสริมสมรรถนะในตนเองจะเกิดการ
รับรู้สมรรถนะในตนเองเพิ่มข้ึน ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีการ การศึกษาของ Malm et al16 ทาการศกึ ษาในผู้ป่วย
ปรับเปล่ียนพฤติกรรมในการออกกาลังกายและทา ให้เกิด ท่ีผ่าตัดฝังเคร่ืองกระตุ้นหัวใจ ในประเทศสวีเดน จานวน
ความมน่ั ใจในสมรรถนะแหง่ ตนในการท่ีจะปฏิบตั ิพฤติกรรม 220 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 102 ราย และกลุ่มควบคุม
การออกกาลังกายได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และย่ังยืน 118 ราย โดยในกลุ่มทดลองท่ีผ่านโปรแกรมพัฒนาการ
ต่อไป การศกึ ษาของณัชศฬา หลงผาสุก12 พบว่า ผู้สงู อายุท่ี พัฒนาสุขภาพแห่งตน โดยมีการให้ความรู้ และคาปรึกษา
ได้รับการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะของตนเอง จะเกิดการ ผ่านทางโทรศัพท์ตลอดระยะเวลาที่ทาการศึกษา โดย
รับรู้ความสามารถของตนเองเพิ่มขน้ึ ส่งผลใหผ้ ู้สูงอายุมีการ ทาการศึกษาทั้งส้ินเป็นระยะเวลา 10 เดือน พบว่าผลของ
ปรับเปล่ียนพฤติกรรมในการออกมีกิจกรรมทางกาย และ โปรแกรมดูแลตนเองเพ่ือสร้างคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยผ่าตัด
เกิดความมั่นใจในการที่จะปฏิบัติพฤติกรรมการมีกิจกรรม ฝังเคร่ืองกระตุ้นหัวใจแบบถาวรมีความสาคัญมากต่อการ
ทางกายได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และยั่งยืนส่งผลให้ พัฒนาสุขภาพของผู้ป่วย โดยบุคลากรทางการแพทย์ท่ี
ผู้สูงอายุเป็นอิสระจากภาวะพึ่งพา และพัฒนาคุณภาพชีวิต เก่ียวข้องจะต้องให้ความแนะนาในด้านความรู้ ทัศนคติ
ที่ดีต่อไป นพรัตน์ ธาระณะ และรัตนาภรณ์ ธนศิริจิรา และการปฏิบัติตนท่ีชัดเจน และเหมาะสมและสัมพันธ์กับ
นนท์13 ทาการศึกษาผลของโปรแกรมสร้างเสริมสมรรถนะ ความสามารถและความต้องการเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพที่
แห่งตนต่อการรับรู้สมรรถนะในตนเอง ความรู้ และความ จาเพาะต่อผู้ป่วย16 ผู้วิจัยจึงสนใจพัฒนาโปรแกรมการรับรู้
พึงพอใจ ในการเลย้ี งลูกด้วยนมแม่ในมารดาหลังคลอดบุตร สมรรถนะแห่งตนของผู้ป่วย เพ่ือนาไปใช้เป็นแนวทางใน
คนแรก ท่ีหน่วยหลังคลอด โรงพยาบาลลาพูน จานวน 60 การพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพการบริการพยาบาลให้ได้
ราย โดยแบง่ เปน็ กล่มุ ทดลอง 30 ราย และกลุ่มควบคุม 30 มาตรฐาน เพื่อสร้างเสริมให้ผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ราย พบว่า กลุ่มทดลองท่ีได้รับโปรแกรมสร้างเสริม แ บ บ เ ต้ น ช้ า แ ล ะ เ ข้ า รั บ ก า ร รั ก ษ า ด้ ว ย ก า ร ผ่ า ตั ด ฝั ง
สมรรถนะแห่งตนร่วมกับการพยาบาลปกติมีคะแนนเฉล่ีย เคร่ืองกระตุ้นหัวใจแบบถาวร มีความตระหนักถึงความรู้
การรับรู้สมรรถนะในตนเองในการเลย้ี งลกู ด้วยนมแม่สงู กว่า และความสาคญั ของการดแู ลตนเองและสามารถดแู ลตนเอง
กลุ่มควบคมุ อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติ (p < 0.05) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลดปัญหาและการเกิด
ภาวะแทรกซ้อน และสง่ เสริมมีคุณภาพชวี ิตที่ดีตอ่ ไป
ภาวะหวั ใจเต้นชา้ ผดิ ปกติ (bradyarrhythmia) เป็น
ภาวะท่ีมีการขัดขวางกระแสไฟฟ้าให้ช้าลงหรือทาให้ 400
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
วัตถุประสงค์
1. เพื่อพัฒนาแนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วย รักษาภาวะหัวใจเต้นช้า (ขั้นตอน vicarious experi-
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้น ence) อีกทั้งการสร้างบรรยากาศในการพัฒนาการรับรู้
หัวใจแบบถาวรในโรงพยาบาลอุดรธานี สมรรถภาพแห่งตนระหว่างการดาเนินกิจกรรม (ข้ันตอน
2. เพ่ือศึกษาผลของโปรแกรมพัฒนาการรับรู้ emotional arousal) ทาให้ผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิด
สมรรถนะแห่งตนของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโรคหัวใจ จังหวะแบบหัวใจเต้นช้าโดยการผ่าตัดฝังเคร่ืองกระตุ้น
เ ต้ น ผิ ด จั ง ห ว ะ แ บ บ หั ว ใ จ เ ต้ น ช้ า โ ด ย ก า ร ผ่ า ตั ด ฝั ง หัวใจแบบถาวรรับรู้สมรรถแห่งตนมากยิ่งขึ้น จนเกิด
เครือ่ งกระตุ้นหัวใจแบบถาวร โรงพยาบาลอุดรธานี ความรู้ และมีทัศนคติท่ีถูกต้องต่อการรักษา นาไปสู่การ
กรอบแนวคดิ ทใี่ ช้ในการวิจัย ปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องส่งผลให้ผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิด
การศกึ ษาครงั้ น้ีใช้แนวคดิ ทฤษฎสี มรรถนะแห่งตน จังหวะแบบหัวใจเต้นช้าโดยการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้น
ของแบนดูรา(Bandura)6 โดยเช่ือว่า การสร้างความ หัวใจแบบถาวรมีคุณภาพชีวิตท่ีดีต่อไป การศึกษาของ
ม่ันใจในความสามารถของตนเองให้บุคคลสามารถบรรลุ Shu-Fen Su15 พบว่า ทาการศึกษาในผู้ป่วยที่ผ่าตัดฝัง
พฤติกรรมน้ันได้สาเร็จ หรือมีการรับรู้สมรรถนะแห่งตน เคร่ืองกระตุ้นหัวใจถาวรจานวน 118 คน ในประเทศ
ในการดูแลตนเองต้องอาศัยแหล่งสนับสนุน 4 แหล่งคือ ไต้หวัน พบว่าปัจจัยท่ีมีอิทธิพลในการสร้างเสริม
1) ประสบการณ์ความสาเร็จของตนเอง (mastery ความสามารถในการดูแลผู้ป่วยคือ ผู้ป่วยต้องมีความรู้
experience) หมายถงึ บุคคลท่ไี ดล้ งมือ จนเกดิ ผลสาเร็จ เก่ียวกับการดูแลตัวเอง (self-care knowledge) การ
จะทาให้บุคคลมีการรับรู้สมรรถนะในตนเองมากขึ้น รับรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ( arrhythmia
2) การเรียนรู้ผ่านตัวแบบหรือประสบการณ์จากผู้อื่น perception) และ พฤติกรรมการดูแลสุขภาพ (self-
(vicarious experience) โดยให้บุคคลสังเกตการกระทา care behavior) การวิจัยคร้ังน้ีจึงทาการศึกษาการ
ของตัวแบบทีม่ ลี ักษณะคล้ายตนเอง และสามารถกระทา สมรรถนะแห่งตนทั้ง 3 มิติ คือ ด้านความรู้ ด้านทัศนคติ
พฤติกรรมน้ันได้สาเร็จ ทาให้เกิดการรับรู้ว่าตนเองมีคาม และด้านการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ
สามารถทจี่ ะกระทาพฤตกิ รรมนน้ั ไดส้ าเร็จเชน่ กัน 3) การ โดยการผ่าตดั ฝังเคร่ืองกระตนุ้ หัวใจแบบถาวร
ไดร้ ับคาแนะนา หรอื การพดู ชักจูง (verbal persuasion) รปู แบบการวิจยั
เปน็ รปู แบบการพูดเพือ่ ชักจูงใจ รวมท้ังชี้แนะ สร้างความ
เชอ่ื มั่นว่าตนเองมีความสามารถทจ่ี ะกระทาพฤติกรรมนั้น การศึกษาครั้งน้ีเป็นการศึกษาแบบผสมผสานเชิง
ได้สาเร็จ และ 4) การกระตุ้นทางอารมณ์ (emotional คุณภาพและเชิงปริมาณ (mixed methods research)
arousal) ในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเอง โดย โดยการศึกษาเชิงปริมาณเป็นแบบก่อนทดลอง (pre-
โปรแกรมพัฒนาการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของผู้ป่วย experimental design) แบบสองกลุ่มวัดผลคร้ังเดียว
โรคหัวใจเตน้ ผิดจงั หวะแบบหัวใจเต้นช้าโดยการผ่าตัดฝัง โดยที่กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมสร้างเสริมสมรรถนะ
เคร่ืองกระตุ้นหัวใจแบบถาวร ประกอบด้วยกิจกรรม แห่งตน ส่วนกลุ่มควบคุมไม่ได้รับโปรแกรมดังกล่าว
เสริมสร้างความรู้ การช่วยเหลือ การสอน การให้ การศึกษาเชิงคุณภาพ ( qualitative research) ทา
คาแนะนา ผ่านกระบวนการการพูดชักจูง (ขั้นตอน Focus group และบันทึกข้อมูลระหว่างวิจัย โดยมีผู้จด
verbal persuasion) เพื่อสรา้ งให้ผู้ปว่ ยมคี วามเช่ือม่ันว่า บันทึกข้อมูล วิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ (content
ตนเองสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และมีการฝึก analysis) นาผลท่ีได้มาวิเคราะห์เพ่ือพัฒนาการแนวทาง
ทักษะในการสังเกตอาการของตนเองและการจับชีพจร ปฏิบตั ิการพยาบาลผปู้ ่วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยการ
(ข้ันตอน mastery experience) รวมทั้งมีการแลก ผ่าตัดฝังเคร่ืองกระตุ้นหัวใจแบบถาวรในโรงพยาบาล
เปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ป่วยที่ประสบความสาเร็จใน อุดรธานี
การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจเพื่อ ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
401 ประชากรในการวิจัยคร้ังน้ี ได้แก่ ผู้ป่วยโรคหัวใจ
เต้นผิดจังหวะโดยการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจแบบ
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปที ่ี 28 ฉบับท่ี 3 ประจาเดือน กันยายน – ธนั วาคม 2563
ถาวรในโรงพยาบาลอดุ รธานี จังหวัดอุดรธานี คัดเลือกกลุ่ม เคร่ืองมอื ท่ีใชใ้ นการวิจยั
ตวั อย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) คดั เลอื กกล่มุ ประกอบดว้ ย 3 ส่วน ดงั นี้
ตัวอย่างจาก ผู้ป่วยภายหลังการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบ 1. โปรแกรมเสริมสร้างการรับรู้สมรรถนะแห่งตน
ถาวร จากโรงพยาบาลอุดรธานี ในปีงบประมาณ 2563 มี
ผลประเมินการรักษาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่มีการติดเชื้อหรือ ผู้ วิ จั ย พั ฒ น า ข้ึ น เ อ ง ต า ม แ น ว ท า ง ข อ ง แ บ น ดู ร า
การผ่าตัดแก้ไข ปฏิเสธปัญหาในด้านความวิตกกังวล ทุก (Bandura)6,18 ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้ดูแลในการมี
รายใส่เคร่ืองกระตุ้นหัวใจแบบถาวรในครั้งแรก แบ่งเป็น ส่วนร่วมดูแลของผู้ป่วยท่ีเข้ารับการรักษาโรคหัวใจเต้นผิด
กลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 40 ราย เริ่มเก็บ จังหวะแบบหัวใจเต้นช้าโดยการผา่ ตัดฝงั เครอื่ งกระตุ้นหัวใจ
ข้อมูลในกลุ่มควบคุมในเดือนตุลาคม 2563 จนครบจึงเร่ิม แบบถาวร ซึงเครื่องมือท้ังหมดผ่านการตรวจสอบเนื้อหา
เก็บข้อมูลในกลุ่มทดลอง เดือนพฤศจิกายน 2563 การ (Content Validation) จ า ก ผู้ ท ร ง คุ ณ วุ ฒิ 3 ท่ า น
คานวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างจากกรณีทราบจานวน ประกอบด้วย แพทย์อายุรศาสตร์โรคหัวใจ จานวน 1 คน
ประชากรของ ทาโร่ ยามาเน่17 ท่ีระดับความเชื่อมั่น 95% และพยาบาลวิชาชีพผู้ปฏิบัติงานในด้านโรคหัวใจเต้นผิด
โดยคานวณจากประชากรทั้งหมด 100 ราย2 ได้ขนาดกลุ่ม จังหวะแบบหัวใจเต้นชา้ โดยการผา่ ตัดฝงั เคร่ืองกระตุ้นหัวใจ
ตัวอย่างเท่ากับ 80 ราย โดยแบ่งเป็นกลุ่มควบคุมท่ีได้การ แบบถาวร จานวน 2 คน ประกอบด้วยกจิ กรรมตามขัน้ ตอน
บริการตามมาตรฐานปกติ 40 ราย และกลุ่มทดลอง 40 ตารางท่ี 1
ราย ที่เข้าโปรแกรมกลุ่มเสริมสร้างการรับรู้สมรรถนะแห่ง
ตน ระหว่างเดอื นตุลาคม-พฤศจิกายน 2563
ตารางท่ี 1 โปรแกรมเสริมสร้างการรับรู้สมรรถนะแห่งตน กลุ่มควบคมุ กลุ่มทดลอง
โปรแกรม/กิจกรรม ทา ทา
1) การให้ความรู้ก่อนผ่าตัดวันแรกท่ีรับการรักษา (ท้ังผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน) ทา ทา
ประกอบด้วย ทา ทา
1.1 การแนะนาตนเองเพอื่ การสรา้ งสมั พันธภาพและลดความวติ กกังวล
1.2 การให้ความรู้โดยวาจาและการดวู ดี ทิ ศั น์
1.3 การมอบคู่มือ“ผู้ป่วยท่ีเข้ารับการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบหัวใจเต้นช้า
โดยการผ่าตดั ฝังเครอ่ื งกระตนุ้ หวั ใจแบบถาวร”
1.4 การแอดไลนก์ ลุ่ม
2) การให้ความรู้หลังผ่าตัด1วันก่อนจาหน่าย(ผู้ป่วยใน)กิจกรรมการมีส่วนร่วมทบทวน
การดูแลผู้ป่วยหลงั ผา่ ตดั ฝงั เครือ่ งกระตุ้นหัวใจ ประกอบด้วย
- การแนะนาหลังการหลังการผ่าตัด (ผู้ป่วยในวันราชการ) และใช้ไลน์กลุ่มหรือ
โทรศพั ท์ทบทวนความรู้ (กรณีจาหนา่ ยในวนั หยดุ )
3) การติดตามรักษาหลังผ่าตัด 7-10วัน (สถานะผู้ป่วยนอกหลังการจาหน่าย)
ประกอบด้วย
3.1 การตัดไหม ดูแผลผ่าตัด
3.2 ตรวจคลน่ื ไฟฟ้าหัวใจติดตามการทางานของหวั ใจ
3.3 การถา่ ยภาพทรวงอกดตู าแหน่งของเคร่ืองและสาย
402
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
ตารางท่1ี โปรแกรมเสรมิ สรา้ งการรบั รู้สมรรถนะแห่งตน ประกอบดว้ ยกิจกรรมตามขัน้ ตอน ตารางที่ 1 (ต่อ)
โปรแกรม/กิจกรรม กลุม่ ควบคุม กลุ่มทดลอง
4) การนดั เช็คเครื่อง ทา ทา
ทา
- 14-30 วนั หลงั การผา่ ตดั ไม่ไดท้ า
- 3 เดอื น หลังการผ่าตดั
- 6 เดือน หลังการผ่าตดั
- ทุก 6 เดอื น
ขัน้ ตอนประกอบดว้ ย
4.1 การตรวจคลื่นไฟฟ้าหวั ใจ
4.2 การตรวจเช็คการทางานของเครอื่ งดว้ ยเครอ่ื งกระตุ้น
4.3 การพบแพทย์ ส้นิ สุดกระบวนการปกติ
5) การเขา้ โปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแหง่ ตน โดยประเมนิ และคดั เลอื กผปู้ ่วยเขา้
กลุ่มทดลอง
5.1 การชแ้ี จง/วัตถปุ ระสงค์ และการบันทึกข้อมลู
5.2 การทากิจกรรมทบทวนและเพิม่ เตมิ ประสบการณส์ ง่ เสริมการมีส่วนร่วมของ
ผปู้ ่วยในกลุ่มทดลอง ในรปู แบบการสนทนากลมุ่ (Group Discussion) เพม่ิ ทกั ษะ 3
ด้านไดแ้ ก่ ด้านความรู้ ด้านทัศนคตแิ ละดา้ นการปฏิบัติตวั โดยแบง่ เป็น 4 รอบ รอบ
ละ 10 คน ความยาว 1 ชั่วโมง โดย ทคี่ ลนิ ิกเครื่องกระต้นุ หัวใจ(Pacemaker clinic)
- การแนะนาตนเอง สมาชกิ (ผู้ป่วยตัวอย่าง) ทมี่ ีประสบการณก์ ารดูแลตนเองเป็น
อยา่ งดแี ละกลุ่มผู้ป่วยกลมุ่ ทดลองเพือ่ การสร้างสัมพนั ธภาพและละลายพฤติกรรม
- การใหค้ วามร้แู ก่กล่มุ ทดลองโดยผ้วู ิจัย หากเกิดความสงสยั เก่ียวกับข้อมูล ผู้วิจัย
จะตอบทันทใี นระหว่างการวิจัย โดยมีรปู แบบการให้ความรู้ คาแนะนา ทัศนคติ และ
การปฏิบัติตวั ตามโปรแกรม เพอ่ื ให้ผู้ปว่ ยสะทอ้ นคิด
- การแลกเปล่ียนความรู้ของผู้ป่วยตัวอย่างท่ีมีประสบการณ์การดูแลตนเองเป็น
อย่างดีแกผ่ ปู้ ว่ ยกล่มุ ทดลอง โดยมกี ารกระตุน้ การถาม-ตอบและสรปุ โดยผู้วจิ ยั
- การบันทึกเหตุการณ์ ผู้ช่วยวิจัยจะบันทึกปัญหาของผู้ป่วย กิจกรรม การให้
ความช่วยเหลอื และเหตุการณส์ าคัญท่ีเกิดขึ้น ระหว่างการดาเนินการทดลองและเกบ็
รวบรวมข้อมูล เพื่อเป็นข้อมูลในการดาเนินโปรแกรมแต่ละวัน พร้อมทาการ
บันทึกภาพเคลอื่ นไหวในระหวา่ งการดาเนินกิจกรรมในแต่ละรอบ เพื่อเป็นประโยชน์
สาหรับการอภิปรายและสรปุ ผลการวจิ ยั
6) การเกบ็ ขอ้ มูลจากแบบสอบถาม (Questionnaire) ทา ทา
403
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปที ี่ 28 ฉบบั ที่ 3 ประจาเดอื น กันยายน – ธนั วาคม 2563
2. แบบสอบถาม (Questionnaire) ซ่ึงแบ่งออกเป็น
ข้ันตอนการวิจัย
2 สว่ น ดงั น้ี 1. ศกึ ษาปญั หา
ส่วนท่ี 1 ข้อมูลท่ัวไปและข้อมูลเชิงพฤติกรรมของ 2. ทบทวนวรรณกรรม
3. รวบรวมข้อมูลเพื่อเขียนโครงการวิจัย
ผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง ได้แก่ เพศ อายุ 4. ขอรับการพิจารณาด้านจริยธรรมการวิจัยใน
ระดบั การศกึ ษา
มนษุ ย์
ส่วนท่ี 2 คาถามเกี่ยวกับการรับรู้สมรรถนะแห่งตน 5. เม่ือผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจเต้น
เพอ่ื ใช้ประเมนิ การรับรสู้ มรรถนะแหง่ ตนของผู้ป่วย ท่ีผู้วิจัย
ได้พัฒนาขึ้นเอง แบ่งเป็น 3 มิติ ได้แก่ มิติความรู้ จานวน ผิดจังหวะแบบเต้นช้า และได้รับการผ่าตัดใส่เคร่ืองกระตุ้น
10 ข้อ มิติด้านทัศนคติ จานวน 10 ข้อ และมิติด้านการ หัวใจแบบถาวรเป็นคร้ังแรกและอยู่ในเกณฑ์คัดเข้า ผู้วิจัย
ปฏิบัติตัว จานวน 10 ข้อ รวมท้ังหมด 30 ข้อ โดยมีเกณฑ์ จะทาการเขา้ ชี้แจงวตั ถปุ ระสงค์ การบนั ทึกข้อมูล การลงล
การให้คะแนนแบบมาตรวัดประมาณค่า (Rating scale) นามยินยอม
ดังนี้
6. ดาเนินการทากิจกรรม โดยการปฏิบัติตาม
5 หมายถงึ เหน็ ด้วยเปน็ อยา่ งยง่ิ โปรแกรมเดิม ทั้งกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองเหมือนกัน
4 หมายถงึ ค่อนข้างเหน็ ดว้ ย ดังนี้
3 หมายถงึ เหน็ ด้วยและไม่เห็นด้วยพอๆกนั
2 หมายถึง ค่อนขา้ งไม่เห็นด้วย - การใหค้ วามรกู้ ่อนผ่าตดั
1 หมายถงึ ไม่เหน็ ดว้ ยเปน็ อยา่ งยง่ิ - การใหค้ วามร้หู ลังผา่ ตัด
ผลการให้คะแนนท่ีได้นามาวิเคราะห์ค่าเฉล่ียและ - การติดตามรกั ษาหลงั ผ่าตัดและตัดไหม ตรวจแผล
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พร้อมกาหนดเกณฑ์การแปล - การนดั เชค็ เครื่อง
ความหมายของคะแนนตามเกณฑ์ ดงั ต่อไปนี้ 7. ดาเนินการทากิจกรรมเพิ่มเติม โดยการปฏิบัติ
คา่ เฉล่ยี ระดบั การรบั รู้ ตามโปรแกรมใหมเ่ ฉพาะในกลุ่มทดลอง ดังนี้
4.50-5.00 แปลความว่า รบั รูเ้ ปน็ อยา่ งมาก - การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion)
3.50-4.49 แปลความว่า รบั รคู้ อ่ นขา้ งมาก 8. ดาเนินการเก็บแบบสอบถาม (Questionnaire)
2.50-3.49 แปลความวา่ รบั รปู้ านกลาง เก็บขอ้ มลู ครั้งเดยี ว (two groups post test only)
1.50-2.49 แปลความว่า รบั รู้เลก็ น้อย 9. วิเคราะห์ขอ้ มลู
1.00-1.49 แปลความว่า รบั รนู้ อ้ ยมาก 10. สรุปผล
ผู้วิ จั ยไ ด้ ทา ก าร ต รว จ สอบ หา ค วา ม เช่ื อมั่ น การเก็บรวบรวมข้อมลู
(Reliability) ของแบบสอบถาม โดยใช้วิธีการหาค่า ห ลั ง จ า ก ไ ด้ รั บ ก า ร อ นุ มั ติ จ า ก ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร
สัมประสิทธ์ิอัลฟาของคอนบราค (Cronbach alpha จรยิ ธรรมการวิจัยแลว้ ผู้วิจัยได้เข้าพบกลุ่มตัวอย่าง ทาการ
coefficient) มีค่ามากกว่า 0.80 ได้ค่าความเชื่อมั่น โดย ประเมนิ ความพร้อมทางด้านร่างกาย และจิตใจ จากน้ันทา
ด้านความรู้ ด้านทัศนคติ และด้านการปฏิบัติตัว เท่ากับ การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sam-
0.87, 0.89 และ 0.89 ตามลาดบั pling) เพื่อเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 40
3. คู่มือ ผู้ป่วยท่ีเข้ารับการรักษาโรคหัวใจเต้นผิด ราย และผู้วิจัยได้เร่ิมดาเนินการกับกลุ่มควบคุมและกลุ่ม
จังหวะแบบหวั ใจเต้นช้าโดยการผ่าตดั ฝงั เคร่ืองกระตุ้นหัวใจ ทดลอง โดยกลุ่มควบคุมผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบ
แบบถาวร ท่ีผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเอง ผ่านการตรวจสอบจาก ถามชุดเดียวกับกลุ่มทดลองและทาการตรวจสอบว่าได้รับ
ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ประกอบด้วย แพทย์ผู้เช่ียวชาญ คู่มอื ผู้ปว่ ยทเ่ี ขา้ รบั การรักษาโรคหวั ใจเต้นผิดจงั หวะแบบหัว
โรคหัวใจ 1 คน พยาบาลหวั หน้าหอผู้ป่วยวิกฤติโรคหัวใจ 1 ใจเต้นชา้ โดยการผา่ ตดั ฝงั เคร่ืองกระตุ้นหัวใจแบบถาวรและ
คน และพยาบาลหัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลตรวจรักษา ได้รับการพยาบาลตามปกติครบถ้วน ทาการกล่าวขอบคุณ
พเิ ศษ 1 คน ในความร่วมมือ ส่วนกลุ่มทดลองท่ีได้รับโปรแกรมสร้าง
เสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ร่วมกับการพยาบาลปกติ
404
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
ผู้วิจัยสร้างสัมพันธภาพ และประเมินความพร้อมท้ังทาง ตารางท่ี 1 ขอ้ มูลทัว่ ไปของกลมุ่ ตัวอย่าง (N=80)
ร่างกาย และจิตใจ จากน้ันจัดกิจกรรมตามโปรแกรม
สร้างเสริมสมรรถนะแห่งตนในรูปแบบการสนทนากลุ่ม จานวน (ร้อยละ)
รอบละ 10 คน ความยาว 1 ช่ัวโมง ต่อรอบ ภายหลัง ลกั ษณะ กลุ่มควบคุม กลมุ่ ทดลอง รวม
ดาเนินกิจกรรมเสร็จสิ้น จึงทาการเก็บข้อมูลด้วย (n=40) (n=40) (N=80)
แบบสอบถาม ในระหว่างที่ทาการสนทนากลุ่มและการ เพศ
เกบ็ แบบสอบถาม หากผู้ป่วยมีคาถามหรือข้อสงสัยผู้วิจัย ชาย 32 (80.00) 35 (87.50) 67 (83.75)
ได้ทาการจดบันทึกเหตุการณ์เพื่อนามาวิเคราะห์ผล หญิง 8 (20.00) 5 (12.50) 13 (16.25)
การศึกษา
การวิเคราะห์ขอ้ มลู อายุ (ปี)
Mean (S.D.) 54.21 (6.52) 47.46 (7.52) -
1. ข้อมูลเชิงปริมาณนาเสนอโดย ความถ่ี ร้อยละ 21 - 30 1 (2.50) 4 (10.00) 5 (6.25)
ค่าเฉลยี่ สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน สถติ วิ ิเคราะหใ์ ช้ 31 – 40 6 (15.00) 9 (22.50) 15 (18.75)
independent sample T-test ค่านัยสาคัญท่ี 0.05 41 – 50 12 (30.00) 13 (32.50) 25 (31.25)
(p=0.05) 51 – 60 8 (20.00) 7 (17.50) 15 (18.75)
61 ขึ้นไป 13 (32.50) 7 (17.50) 20 (25.00)
2. ข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหา ระดับการศกึ ษาสงู สดุ
(Content analysis)
การพิทกั ษ์สทิ ธิก์ ลุ่มตัวอยา่ ง ตา่ กว่า 28 (70.00) 32 (80.00) 60 (75.00)
ปรญิ ญาตรี
การวิจัยคร้ังนี้ได้ผ่านการพิจารณาจริยธรรมจาก
คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย โรงพยาบาลอุดรธานี ปริญญาตรี 10 (25.00) 5 (12.50) 15 (18.75)
เลขท่ี 67/2563 ก่อนการวิจัย ผู้วิจัยพิทักษ์สิทธิ์กลุ่ม
ตัวอย่างทกุ รายโดยช้แี จงกล่มุ ตัวอย่างถึงวตั ถุประสงคก์ าร สงู กวา่ 2 (5.00) 3 (7.50) 5 (6.25)
วิจัย ประโยชน์ของการวิจยั วิธเี ก็บรวบรวมขอ้ มูล สิทธใิ น ปริญญาตรี
การตอบรับ หรือปฏิเสธเข้าร่วมวิจัย และการเก็บข้อมูล
ไว้เป็นความลับ ภายหลังได้รับความยินยอมเข้าร่วมการ กลมุ่ ควบคมุ มีระดับความรู้ปานกลาง คะแนนเฉลี่ย
วิจัย ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างลงนามในเอกสารยินยอมเข้า 2.91 (S.D. 0.78) และกลุ่มทดลองมีระดับความรู้
ร่วมวิจัย ค่อนข้างมาก คะแนนเฉล่ีย 4.30 (S.D. 0.80) ในกลุ่ม
ผลการวจิ ยั ควบคุม คะแนนเฉลี่ยความรู้ของข้อ 6 อยู่ในเกณฑ์
ค่อนขา้ งมาก (x̄ 3.58, S.D. 0.75) ในขณะทก่ี ลมุ่ ทดลองจะ
1. ข้อมลู เชิงปริมาณ มีค่าคะแนนอยู่ในเกณฑ์รับรู้เป็นอย่างมากในข้อ 4 เฉล่ีย
กลุ่มควบคุมส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 4.59 (S.D. 0.87) ดา้ นทัศนคติ กลุ่มควบคุมมีระดับทัศนคติ
80.00) มีอายุเฉลี่ย 54.21 ปี (S.D. = 6.52) อยู่ในช่วง ปานกลาง คะแนนเฉล่ีย 2.94 (S.D. 0.74) ในขณะที่กลุ่ม
อายุ 60 ปีข้ึนไป (ร้อยละ 32.50) ระดับการศึกษาสูงสุด ทดลองอยู่ในระดับค่อนข้างมาก คะแนนเฉล่ีย 4.15 (S.D.
ต่ากวา่ ปริญญาตรี (ร้อยละ 70.00) กลุ่มทดลองส่วนใหญ่ 0.74) ท้ัง 2 กลุ่มมีค่าคะแนนเฉล่ียท่ีสูงในหัวข้อที่ 20 โดย
เปน็ เพศชาย (รอ้ ยละ 87.50) มีอายุเฉลี่ย 47.76 ปี (S.D. อยู่ในเกณฑ์การรับรู้ค่อนข้างมาก กลุ่มควบคุมมีคะแนน
=7.52) อยู่ในช่วงอายุ 41-50 ปี (ร้อยละ 32.50) ระดับ เฉลี่ย 3.82 (S.D. 0.75) และกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ย
การศึกษาสูงสุดต่ากว่าปริญญาตรี (ร้อยละ 80.00) 4.47 (S.D. 0.74) ด้านการปฏิบัติตัวทั้ง 2 กลุ่มอยู่ในระดับ
ดังตารางที่ 1 ค่อนข้างมาก โดยในกลุ่มควบคุมคะแนนเฉล่ีย 3.75 (S.D.
0.78) ในขณะที่กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉล่ีย 4.40 (S.D.
0.78) ผู้ป่วยกลุ่มควบคุมมีการรับรู้ในหัวข้อ 25 ระดับการ
รับรู้ค่อนข้างมาก คะแนนเฉลี่ย 4.21 (S.D. 0.80) ในขณะท่ี
กลุ่มทดลองมีระดับการรับรู้เป็นอย่างมาก คะแนนเฉลี่ย
4.74 (S.D. 0.81) ในหัวข้อที่ 23 ดังตารางที่ 2
405
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปที ี่ 28 ฉบบั ที่ 3 ประจาเดอื น กันยายน – ธันวาคม 2563
ตารางที่ 2 ค่าเฉลยี่ ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน และการแปลผลของการรับรู้สมรรถนะแห่งตนด้านความรู้ ทัศนคติ และ
การปฏบิ ตั ิตวั ของกลุ่มควบคมุ และกลุ่มทดลองที่ผ่านโปรแกรม (N=80)
การรบั รูส้ มรรถนะแห่งตน กลมุ่ ควบคุม n= 40 กล่มุ ทดลอง n= 40
x̄ (S.D.) ระดับการรับรู้ x̄ (S.D.) ระดบั การรับรู้
I. มติ ิด้านความรู้ รวม 2.91 (0.78) ปานกลาง 4.30 (0.80) คอ่ นข้างมาก
1. โรคหัวใจผดิ จงั หวะสามารถเกิดข้นึ ไดก้ ับผปู้ ่วยสูงอายุ 2.89 (0.79) ปานกลาง 4.12 (0.80) ค่อนข้างมาก
เทา่ นน้ั 2.14 (0.82) เล็กนอ้ ย 4.14 (0.80) คอ่ นขา้ งมาก
2. เครือ่ งกระตุ้นหัวใจชนดิ ถาวรคอื อปุ กรณท์ ่ถี กู ออกแบบมา 3.36 (0.72) ปานกลาง 4.36 (0.76) ค่อนข้างมาก
เพอ่ื การชว่ ยกระตนุ้ หัวใจให้เตน้ ในอัตราเรว็ ทเี่ หมาะสม
3 ตัวเครอ่ื งควบคมุ การทางานมลี กั ษณะคลา้ ยเหรยี ญ ซึง่ 3.18 (0.80) ปานกลาง 4.59 (0.87) เป็นอย่างมาก
มักจะฝังไวท้ ใ่ี ต้ผวิ หนงั บรเิ วณตา่ กวา่ กระดกู ไหปลารา้
ด้านซ้ายหรือด้านขวา 3.24 (0.82) ปานกลาง 4.24 (0.80) คอ่ นข้างมาก
4. สายสง่ สญั ญาณไฟฟ้ากระตุ้น จะถกู สอดผา่ นหลอดเลือด
ดาบริเวณใตไ้ หปลารา้ ไปสู่หวั ใจหอ้ งบนและลา่ งเพ่อื กระตนุ้ 4.28 (0.81) ค่อนข้างมาก
ให้หวั ใจเกิดการบีบตัว
5. ในสภาวะปกตเิ ซลลต์ ้นกาเนดิ กระแสไฟฟา้ หลกั ซ่ึงอยู่ที่ 4.33 (0.82) คอ่ นขา้ งมาก
หัวใจหอ้ ง บนขวา หลังจากนัน้ กระแสไฟฟ้าจึงกระจายต่อไป
ยงั หัวใจห้องล่างทัง้ 2 ขา้ งทาใหเ้ กิดการบบี ตัวตอ่ เน่ืองกัน 4.32 (0.81) ค่อนข้างมาก
ไป ซ่งึ จะทาใหห้ วั ใจเต้นปกติ 60-100 ครงั้ ต่อนาที
6. เซลลต์ น้ กาเนิดกระแสไฟฟ้าทผี่ ดิ ปกติจะสง่ ผลให้เลือดท่ี 3.58 (0.75) คอ่ นขา้ งมาก 4.37 (0.75) ค่อนข้างมาก
สูบ ฉีดจากหวั ใจไม่เพียงพอตอ่ ความตอ้ งการของอวัยวะ 4.27 (0.78) ค่อนข้างมาก
ต่าง ๆ 4.15 (0.74) ค่อนข้างมาก
7. ผู้ทีอ่ ตั ราการเตน้ ของหัวใจชา้ มากกว่า 40 คร้ังต่อนาที 2.33 (0.76) เล็กนอ้ ย 2.82 (0.80) ค่อนขา้ งมาก
จะต้องเข้ารบั การรกั ษาด้วยการผ่าตดั ฝังเคร่ืองกระตุ้นหวั ใจ 4.08 (0.64) คอ่ นขา้ งมาก
แบบถาวร
8. ผู้ท่ีมีภาวะหวั ใจหอ้ งล่างหยดุ เตน้ นานเกนิ 3 วินาที 2.45 (0.80) เลก็ นอ้ ย 3.88 (0.78) คอ่ นข้างมาก
จะตอ้ งเข้ารับการรกั ษาด้วยการผา่ ตัดฝังเครอื่ งกระตนุ้ หวั ใจ
แบบถาวร
9. การปฏิเสธการรักษาจะทาให้ผปู้ ว่ ย เกิดอาการเปน็ ลม 3.37 (0.68) ปานกลาง
หมดสติเนอื่ งจากปรมิ าณเลือดไปเล้ียงสมองลดลงได้ 2.58 (0.82) ปานกลาง
10. เครื่องกระตนุ้ หัวใจชนดิ ถาวรจะช่วยกระตุ้นหวั ใจใน 2.94 (0.74) ปานกลาง
เวลาทีเ่ ซลลต์ น้ กาเนิดกระแสไฟฟา้ ไม่ทางานตามปกติ 2.32 (0.71) เลก็ นอ้ ย
II. มติ ิดา้ นทศั นคติ รวม 3.45 (0.68) ปานกลาง
11. การใส่ฝังเคร่ืองกระตนุ้ หวั ใจแบบถาวรทาใหเ้ กดิ ความ
ยงุ่ ยาก และสิน้ เปลือง
12. ผปู้ ่วยที่ใชส้ ิทธิบ์ ตั รทอง 30 บาท รกั ษาทุกโรคมสี ทิ ธิใน
การรักษาโดยเครื่องกระตนุ้ หวั ใจแบบถาวรโดยไมม่ ีค่าใชจ้ า่ ย
เพมิ่ เตมิ
13. การฝงั เครื่องกระตุ้นหวั ใจแบบถาวรทาใหส้ มรรถภาพ 3.59 (0.75) คอ่ นข้างมาก
ทางเพศลดลง
406
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
ตารางที่ 2 คา่ เฉลี่ย สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน และการแปลผลของการรับรู้สมรรถนะแห่งตนด้านความรู้ ทัศนคติ และ
การปฏิบตั ิตัวของกล่มุ ควบคมุ และกลุ่มทดลองที่ผา่ นโปรแกรม (N=80) (ตอ่ )
การรบั รู้สมรรถนะแห่งตน กลมุ่ ควบคุม n= 40 กล่มุ ทดลอง n= 40
x̄ (S.D.) ระดับการรับรู้ x̄ (S.D.) ระดบั การรบั รู้
II. มิตดิ ้านทัศนคติ (ต่อ) 2.97 (0.80) ปานกลาง 4.18 (0.74) คอ่ นขา้ งมาก
14. การเดนิ ทางมาตรวจตดิ ตามการทางานของ
เครื่องกระต้นุ หวั ใจแบบถาวรทกุ 6 เดือนเป็นเรื่องยงุ่ ยาก 4.26 (0.73) ค่อนข้างมาก
และไมม่ คี วามจาเป็น 4.27 (0.75) ค่อนขา้ งมาก
15. การผ่าตดั ฝงั เคร่อื งกระตนุ้ หวั ใจแบบถาวรสามารถทาให้ 3.54 (0.68) คอ่ นข้างมาก 4.32 (0.83) คอ่ นข้างมาก
ผปู้ ่วยมคี ณุ ภาพชีวติ ที่ดีขน้ึ และมอี ายยุ าวนานขึ้น 2.27 (0.78) เล็กน้อย 4.01 (0.71) ค่อนขา้ งมาก
16. การรกั ษาด้วยการฝังเครอื่ งกระตุ้นหัวใจของทา่ น 2.45 (0.80) เลก็ น้อย 3.87 (0.81) ค่อนขา้ งมาก
สามารถรักษาโรคหัวใจเต้นผดิ จงั หวะไดท้ ุกประเภท 2.43 (0.67) เล็กนอ้ ย
17. เคร่อื งกระตุ้นหัวใจแบบถาวร ทาใหท้ า่ นมโี อกาสโดน 2.57 (0.70) ปานกลาง 4.47 (0.66) คอ่ นขา้ งมาก
ฟา้ ผา่ มากขึ้น 4.40 (0.78) คอ่ นขา้ งมาก
18. การใสเ่ คร่อื งกระต้นุ หัวใจแบบถาวร มีข้อหา้ มไมใ่ ห้ทา่ น 4.38 (0.72) คอ่ นข้างมาก
โดยสารรถยนต์ที่มรี ะบบเคร่อื งยนต์แบบ Hybrid 4.43 (0.70) ค่อนข้างมาก
19. ท่านไม่สามารถเขา้ รับการตรวจดว้ ยเครื่องมือแพทย์ท่ีมี
แม่เหลก็ เป็นส่วนประกอบ เช่น เครือ่ ง MRI หากท่านใส่ 4.74 (0.81) เปน็ อย่างมาก
เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบถาวรแล้ว 4.15 (0.82) คอ่ นขา้ งมาก
20. การใสเ่ ครื่องกระต้นุ หัวใจทาใหท้ า่ นมีคุณภาพชีวิตทด่ี ี 3.82 (0.75) ค่อนข้างมาก 4.55 (0.79) เป็นอยา่ งมาก
ข้นึ 3.75 (0.78) คอ่ นข้างมาก
III. มิตดิ า้ นการปฏบิ ัติตวั รวม 4.11 (0.71) ค่อนขา้ งมาก 4.32 (0.80) คอ่ นขา้ งมาก
21. หลงั จากที่ทา่ นได้รับการฝังเครื่องกระตนุ้ หัวใจชนดิ ถาวร 3.87 (0.74) คอ่ นข้างมาก
แลว้ ในชว่ ง 1-2 สปั ดาห์แรก ทา่ นควรดูแลแผลไม่ใหถ้ ูกนา้
22. ทา่ นไม่ควรกางแขนขา้ งเดยี วกับทไ่ี ด้รบั การฝังเครื่องเกนิ
90 องศาหรือเกินระดับหวั ไหลเ่ ปน็ เวลา 4-6 สปั ดาห์หลัง
ผ่าตัด
23. ทา่ นสามารถทากิจวัตรประจาวันได้ตามปกติ เมอ่ื พ้น 2- 4.12 (0.71) คอ่ นข้างมาก
3 เดอื นภายหลงั ท่ที า่ นไดร้ บั การฝงั เครื่องแลว้ 3.02 (0.76) ปานกลาง
24. ท่านสามารถเลน่ กีฬา เชน่ การว่ายน้าได้ ภายหลงั การ 4.21 (0.80) ค่อนขา้ งมาก
ผ่าตัด 4-6 สปั ดาห์
25. ทา่ นควรหลีกเลี่ยงกีฬาที่มโี อกาสเกดิ การปะทะ เชน่
มวย ฟุตบอล บาสเกตบอล เนอื่ งจากการกระแทกบริเวณที่
ฝังเคร่อื งไว้ อาจทาให้เกดิ อันตรายตอ่ ผิวหนงั และมคี วาม
เสีย่ งทจ่ี ะติดเชือ้ ได้
26. ท่านควรพกบัตรประจาตัวผ้ปู ว่ ย ท่อี อกโดยบริษัทที่ 3.79 (0.76) คอ่ นข้างมาก
จาหนา่ ยเคร่ืองกระตุน้ ไฟฟา้ หัวใจไว้เสมอ โดยเฉพาะเม่อื
เดินทาง สาหรับแสดง เพอ่ื ยกเวน้ การตรวจดว้ ยเครอ่ื งตรวจ
อาวุธหรือโลหะตามสถานท่ีจาเพาะบางแห่ง
407
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปที ี่ 28 ฉบบั ที่ 3 ประจาเดือน กนั ยายน – ธันวาคม 2563
ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และการแปลผลของการรับรู้สมรรถนะแห่งตนด้านความรู้ ทัศนคติ และ
การปฏบิ ัติตวั ของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองทผี่ ่านโปรแกรม (N=80) (ตอ่ )
การรบั รสู้ มรรถนะแห่งตน กลมุ่ ควบคุม n= 40 กล่มุ ทดลอง n= 40
III. มติ ดิ า้ นการปฏิบัตติ ัว (ต่อ) x̄ (S.D.) ระดับการรบั รู้ x̄ (S.D.) ระดับการรบั รู้
27. ท่านตอ้ งพบแพทย์เพ่อื ตรวจตดิ ตามการทางานของ 3.89 (0.89) ค่อนข้างมาก 4.28 (0.79) คอ่ นขา้ งมาก
เครอ่ื งอยา่ งนอ้ ยทุก 6 เดอื น เพอ่ื ปรับการทางานของเครอ่ื ง 2.82 (0.89) ปานกลาง 4.17 (0.84) คอ่ นขา้ งมาก
หรือปรบั ยาเพื่อให้หวั ใจทางานได้ใกล้เคียงปกติ 3.57 (0.75) ค่อนข้างมาก 4.32 (0.78) ค่อนขา้ งมาก
28. ท่านไม่จาเปน็ ตอ้ งเปล่ียนเครอื่ งใหม่ เพราะแบตเตอรี่
ของเคร่อื งกระตนุ้ หวั ใจแบบถาวรสามารถใช้งานไดต้ ลอดไป 4.12 (0.80) คอ่ นข้างมาก 4.67 (0.79) เปน็ อยา่ งมาก
29. ท่านจาเป็นตอ้ งเปลีย่ นเครอื่ งใหม่หากแบตเตอร่ี 3.32 (1.27) ปานกลาง 4.57 (2.12) ค่อนข้างมาก
หมดอายุ เพราะอายุการใชง้ านของเคร่อื งกระตุน้ หัวใจแบบ
ถาวรขน้ึ กับปริมาณพลังงานทใี่ ช้และความถ่ที เี่ ครือ่ งตอ้ งสง่
พลังงานไฟฟ้าไปกระตุ้นหัวใจ
30. หากท่านมีอาการคล้ายกับกอ่ นใส่เคร่ืองกระตุ้นหวั ใจ
หลงั จากใส่เครอ่ื งกระตุ้นหวั ใจแบบถาวรแล้ว ใหร้ ีบกลับมา
พบแพทยท์ ันที
รวมทุกดา้ น
ค่าเฉลี่ยของคะแนนการรับรู้สมรรถนะแห่งตน พยาบาลผู้ทาวิจัยเป็นวิทยากรและให้ผู้ป่วยที่ประสบ
โดยรวมของผู้ป่วยในกลุ่มทดลอง 4.57 (2.12) มีค่าเฉล่ียสูง ความสาเร็จในการดูแลตนเองอย่างดี เข้าร่วมกลุ่ม
กว่ากลุ่มควบคุม 3.32 (1.27) สูงกว่าอย่างมีนัยสาคัญทาง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีพยาบาล1คนช่วยบันทึกข้อมูล จาก
สถติ ิทีร่ ะดบั 0.05 ดงั ตารางท่ี 3 การสังเกตและสอบถามปัญหาในเชิงลึก พบว่าผู้ป่วยมี
ตารางท่ี 3 การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะ ปัญหาด้านการดาเนินชีวิตประจาวัน ในช่วงแรกเท่าน้ัน
แห่งตนระหวา่ งกล่มุ ควบคมุ และกลุ่มทดลอง (N=80) ส่วนใหญ่เกิดจากความกังวล เน่ืองจากคิดว่าหัวใจเป็น
อวัยวะท่สี าคัญมากทส่ี ุดในการดารงชีวติ แตภ่ ายหลังการใส่
กล่มุ Mean S.D. p-value เคร่ืองกระตุ้นหวั ใจแล้ว ผปู้ ่วยจะต้องมกี ารปรับรูปแบบของ
กลมุ่ ทดลอง (n=40) 4.57 2.12 0.02* การทากิจกรรม แต่ยังรู้สึกว่าเครื่องกระตุ้นหัวใจส่งผลให้
กลุม่ ควบคุม (n=40) 3.32 1.27 ผู้ป่วยขาดความมั่นใจในการทากิจกรรมต่าง ๆ จึงทาให้
เกิดผลกระทบในการดาเนินชีวิตประจาวัน อาทิเช่น
2. ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการทาประชุมกลุ่มย่อย ผู้ป่วยคิดว่าต้องจากัดการทากิจกรรมที่เคยทาอยู่เดิม ซ่ึง
(Focus Group) เป็นกิจกรรมท่ีสามารถทาได้ แม้ใส่เคร่ืองกระตุ้นหัวใจแบบ
ถาวรก็ตาม ส่งผลให้เกิดการจากัดการเคล่ือนไหวของแขน
ทาหลังจากที่ผ่านกระบวนการปรับพฤติกรรม ลดการออกกาลังกาย ไม่การเล่นกีฬา การขับรถยนต์ ลด
สุข ภา พโ ดย กา รใ ห้ค วา ม รู้ก่ อน แล ะหลัง ผ่า ตัด ฝั ง การมีกิจกรรมทางเพศ รวมท้ังเกิดการนอนหลับไม่สนิท
เครื่องกระตุ้นหัวใจและการมานัดพบแพทย์วันตัดไหม และยงั มีการหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์เคร่ืองใช้ไฟฟ้าท่ีอยู่ใน
ติดตามการรักษาทางานของเคร่ืองและตรวจเช็คเครื่อง บ้านและที่ทางาน เชน่ โทรทัศน์เครื่องบันทึกเสียง อุปกรณ์
หลังพบแพทย์ เสร็จสิ้นกระบวนการปกติ ได้คัดกลุ่ม ทเี่ ป็นโลหะ และการ ปดิ -ปดิ ไฟบรเิ วณฝาผนัง อีกด้วย
ทดลองมาทาการสนทนากลุ่ม (Focus group discussion)
มีการทากลุม่ ละ 10 คน ใช้เวลาประมาณ 1 ชว่ั โมง ทค่ี ลนิ ิก นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยท่ีอายุยังน้อยบางส่วนจะมี
ผู้ป่วยฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ ( Pacemaker clinic) มี
408
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
แห่งตนและปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้องก่อนท่ีผู้ป่วยจะ
ปัญหาด้านจิตใจ ผู้ป่วยเกิดความวิตกกังวลและกลัว กลับไปพักฟ้ืนที่บ้านโดยการให้คาแนะนาท่ีเหมาะสมใน
เก่ียวกับเคร่ืองกระตุ้นหัวใจแบบถาวร การทางานที่ การดูแลตนเองเม่ือผ่าตัดฝังเคร่ืองและควรมีการติดตาม
ผิดปกติของเครื่อง และข้อห้ามในการปฏิบัติตัวภายหลัง การรกั ษาท้งั ในขณะท่ีผูป้ ่วยเข้ารบั การรักษาทั้งในสถานะ
ใส่เคร่ืองกระตุ้นหัวใจแบบถาวร เกิดความท้อแท้ หมด ผู้ป่วยในและการติดตามการรักษาในขณะท่ีเป็นผู้ป่วย
หวังสูญเสียความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง สูญเสีย นอกอีกด้วย11 จะพบว่าโปรแกรมพัฒนาการรับรู้
ภาพลักษณ์มีความรู้สึกว่าตนเองไม่เหมือนบุคคลอ่ืน ทา สมรรถนะแห่งตนท่ีผู้วิจัยได้พัฒนาข้ึน โดยเฉพาะการ
ให้เกิดเป็นภาวะซึมเศร้า เบื่อหน่ายการดูแลตนเองและ ประชุมกล่มุ ยอ่ ยสามารถพัฒนาความรู้ ทัศนคติ และการ
การมาตรวจเครื่องกระตุ้นหัวใจตามนัดหมาย ทั้งน้ี ปฏิบัตติ วั อยา่ งถูกตอ้ งเหมาะสมใหก้ บั ผู้ปว่ ยได้
เน่ืองจากคิดว่าหัวใจว่าเป็นอวัยวะที่สาคัญที่สุด เม่ือเกิด
ความผิดปกติจึงเกิดความวิตกกังวลสูง และอาจเสียชีวิต โปรแกรมพฒั นาการรับรสู้ มรรถนะแหง่ ตนท่ีผู้วิจัย
และขาดโอกาสในการก้าวหน้าในอาชีพการงาน คิดค้นได้ทากิจกรรมสนทนากลุ่มย่อยหลังจากท่ีผู้ป่วย
กลับไปพักฟ้ืนท่ีบ้านแล้วหลายเดือน หลังจากวันท่ีผู้ป่วย
คาถามส่วนใหญ่ท่ีผู้ป่วยซักถามในการทาประชุม ไดร้ บั การผา่ ตดั ฝังเครอ่ื งกระตนุ้ หวั ใจ โดยในขณะท่ีผู้ป่วย
กลุ่มย่อยเม่ือผู้วิจัยได้บันทึกและแยกแยะประเด็นแล้ว พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลจะมีการให้ความรู้ท่ีหอ
พบว่า เป็นประเด็นเกี่ยวกับความเชื่อและทัศนคติท่ียังไม่ ผู้ป่วยโดยพยาบาลและเจ้าหน้าท่ีท่ีเกี่ยวข้องและหลัง
ถูกต้องเกยี่ วกับการรักษาดว้ ยเคร่ืองกระตุ้นหัวใจ สาหรับ จากน้ัน 1 สัปดาห์ แพทย์จะทาการนัดผู้ป่วยเพื่อตรวจ
หัวใจเต้นช้า โดยผู้วิจัยและผู้ป่วยท่ีมีประสบการณ์และมี แผลผา่ ตดั และติดตามการทางานของเครื่องกระตุ้นหัวใจ
ความรู้เกย่ี วกับการรักษาไดร้ ว่ มให้คาอธิบายเพื่อให้ผู้ป่วย ครั้งแรกหลังจากการผ่าตัด ซึ่งการทาสนทนากลุ่ม
ท่ีผ่านโปรแกรมมคี วามเชอื่ และทศั นคติที่ถูกต้อง เช่นการ สามารถพัฒนาการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของผู้ป่วยได้
ปฏบิ ตั ิกิจวตั รประจาวนั หลงั จากฝังเครื่องแล้ว พบว่า “ยัง ดีกวา่ การพยาบาลมาตรฐานเดิม สอดคล้องกับการศึกษา
มีความกังวลในการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านการ ของ Hala H. Saied el at19 ที่ทาการศึกษาความพึง
รับประทานอาหาร การออกกาลังกาย การขับรถ” หรือ พอใจของผู้ป่วยที่ผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจแบบถาวร
การมคี วามเชอื่ วา่ ตนเองไมแ่ ข็งแรงเชน่ เดิม ว่า ผู้ป่วยมีไม่พึงพอใจกับข้อมูลท่ีได้รับเบื้องต้นมากถึง
ร้อยละ 91.4 แต่จะมีแนวโน้มท่ีจะเพิ่มจนมีความพอใจ
หลังจากการสนทนากลุ่ม ผู้ป่วยมีความพึงพอใจ ต่อการให้ความรู้หลังจากการผ่าตัดมากขึ้นร้อยละ 85.7
ต่อกิจกรรม และมีความมั่นใจในความรู้ความเข้าใจที่ และมีแนวโนม้ พจ่ี ะมีความพึงพอใจเพิ่มมากข้ึนหากมีการ
ได้รับจากกิจกรรม เน่ืองจากได้มีโอกาส ซักถามปัญหา ให้ความรู้เกีย่ วกับการดูแลตนเองที่สัมพันธ์กับปัญหาหรือ
อย่างละเอียดและมีบรรยากาศท่ีผ่อนคลายตลอด ความกังวลท่ีผู้ป่วยพบหลังผ่าตัดฝังเคร่ืองกระตุ้นหัวใจ
กิจกรรม และอยากใหม้ ีการจัดกิจกรรมสนทนากลุ่มอย่าง แบบถาวรภายในระยะเวลา 4 สัปดาห์ มากถึงร้อยละ
สม่าเสมอและตอ่ เนื่อง เพอื่ เป็นการทบทวนความรู้ในการ 68.6 ทั้งนี้เน่ืองจากผู้ป่วยยังมีความวิตกกังวลใน
ดูแลตนเองและการดารงชีวิตอย่างมีคุณภาพลดความ ความสามารถในการดูแลตนเองในช่วงสัปดาห์แรก
วิตกกังวลจากการที่ต้องมีเครื่องกระตุ้นหัวใจในร่างกาย หลงั จากรับการผ่าตัดฝังเครื่อง19
ตลอดชวี ติ
อภิปรายผล การใส่เคร่อื งกระตนุ้ หัวใจแบบถาวรเป็นการรักษา
ผู้ป่วยท่ีมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดช้ามากในรายท่ีมี
ผู้ป่วยที่ผ่าตัดฝังเคร่ืองกระตุ้นหัวใจแบบถาวรใน อาการของโรครุนแรง ผู้ป่วยจาเป็นต้องเรียนรู้ที่จะมีชีวิต
การศึกษาในครั้งนี้ พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในวัยกลางคนและ อยู่กับเคร่อื งไปตลอดชีวิต พยาบาลจึงมีบทบาทสาคัญใน
ผู้สูงอายุ การศึกษาต่ากว่าปริญญาตรี ซ่ึงมีอาจจะมี การช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม
ข้อจากัดในการในการพัฒนาความรู้ ทัศนคติ ตลอดจน โดยการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับผู้ป่วยที่ได้รับการ
การปฏิบตั ิตัว แต่อย่างไรกต็ ามหากมีการพยาบาลและให้ ผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจแบบถาวรต้ังแต่ระยะพัก
ความรู้ท่ีเพียงพอ ก็จะทาให้ผู้ป่วยท่ีผ่าตัดฝังเคร่ือง
กระตุน้ หัวใจแบบถาวรสามารถพัฒนาการรับรู้สมรรถนะ
409
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปที ี่ 28 ฉบบั ท่ี 3 ประจาเดอื น กันยายน – ธนั วาคม 2563
รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลจนถึงการเฝ้าติดตามให้การดูแล
ท่ีเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายเม่ือผู้ป่วยได้รับการจาหน่าย สรุปผลการศึกษา
กลบั บ้าน เพ่อื ความย่งั ยนื ของพฤติกรรมท่เี หมาะสม มภี าวะ จากการวิจัยพบว่า มผี ้ตู อบแบบสอบถามทั้งหมด 80
สุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป20 การศึกษาในครั้งน้ี
พิสจู น์สมมติฐานทวี่ ่าระดับการรับรู้สมรรถนะแห่งตนผู้ป่วย คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุระหว่าง 29-65 ปี พบว่า
สามารถพัฒนาให้มีระดับสูงข้ึนได้ เม่ือเปรียบเทียบกับการ ค่าเฉล่ียการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของผู้ป่วยท่ีเข้ารับการ
ให้การพยาบาลแบบเดิม ซ่ึงเป็นโปรแกรมท่ีพัฒนาจาก รักษาโรคหัวใจเต้นผดิ จังหวะแบบหัวใจเตน้ ช้าโดยการผ่าตัด
ประสบการณใ์ นการทางานของผู้วิจัย ซึ่งมีประสบการณ์ให้ ฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจแบบถาวรของกลุ่มทดลองท่ีผ่าน
การพยาบาลผู้ป่วยที่ฝังเคร่ืองกระตุ้นหัวใจแบบถาวรมา โปรแกรม สูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
นาน 15 ปี การพัฒนาโปรแกรมพัฒนาการรับรู้สมรรถนะ (p<0.05) โดยมีค่าคะแนนเฉลีย่ 4.57 และ 3.32 ตามลาดับ
แห่งตนที่ได้สร้างข้ึนมาใหม่นี้ จะช่วยสร้างความมั่นใจใน ผู้ป่วยท่ีได้รับการเสริมสร้างการรับรู้สมรรถนะแห่งตนผ่าน
ความสามารถของผู้ป่วยทั้งในดา้ นความรู้ ทัศนคติ และการ โปรแกรมที่คิดค้นขึ้นมีความพึงพอใจ โดยอาจกล่าวได้ว่า
ปฏิบัติตน โดยมีองค์ประกอบในการดาเนินโปรแกรมท่ีไม่ โปรแกรมการเสริมสร้างการรับรู้สมรรถนะแห่งตนที่
ยุ่งยากและใช้เวลาไม่มาก มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมในการ พัฒนาขึ้นมาใหม่นี้ มีประสิทธิภาพในการพัฒนาการรับรู้
สนทนากลุ่ม และทักษะของผู้ดาเนินการสนทนากลุ่มย่อย สมรรถนะแห่งตนของผู้ป่วยได้สูงกว่าการท่ีได้รับการ
เป็นหลัก การพัฒนาความสามารถของตนเองหรือ พยาบาล ตามวธิ กี ารมาตรฐานเดมิ ท่ีทาอย่ใู นปัจจบุ ัน
สมรรถนะแห่งตนของบุคคล คือวิธีท่ีมีประสิทธิภาพวิธีหน่ึง ขอ้ เสนอแนะ
ซ่ึ ง ส า ม า ร ถ ส ร้ า ง ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ จ า ก ค ว า ม ส า เ ร็ จ
(Performance Accomplishment) ทาให้ผู้ป่วยมีความ ควรทาการศึกษากับผู้ป่วยโรคอ่ืนที่ฝังเคร่ืองเช่น
เช่ือม่ันในตนเอง รับรู้ว่าตนเองมีความสามารถ และ ผู้ป่วยใสเ่ ครื่องรักษาหวั ใจเต้นเร็ว (Tachycardia) ท่ีมีความ
พยายามใชท้ กั ษะตา่ ง ๆ ปฏิบัตกิ จิ กรรมให้บรรลุเป้าหมาย21 จาเป็นฝังเคร่ืองกระตุกหัวใจ (ICD) เพ่ือรักษาการเกิด
Ventricular Tachycardia หรือ Ventricular Fibrillation
กิจกรรมการสนทนากลุ่มนี้จัดขึ้นหลังจากผู้ป่วย ซ่ึงจะช่วยให้ผู้ดูแลและผู้ป่วย มีส่วนร่วมกับทีมสุขภาพใน
กลับไปพักฟ้ืนที่บ้านหลายเดือน หลังการปฏิบัติกิจกรรม การสรา้ งความเชื่อมนั่ ทางการรกั ษาโรคหัวใจ ภายใตค้ วามรู้
พบว่า ผู้ป่วยมีการรับรู้ความสามารถของตนเองมากข้ึน มี ความเข้าใจและทักษะท่ีถูกต้องเหมาะสมต่อไป อีกทั้งควร
ความม่ันใจในการดาเนินชีวิต เพราะเป็นการเรียนรู้ท่ีเป็น จัดให้มีโปรแกรมเสริมสร้างการรับรู้สมรรถนะแห่งตนท่ี
กระบวนการมากกว่าการเรียนทฤษฎีในแบบเดิม เป็นการ จาเพาะต่อผู้ป่วยแต่ละโรคเป็นส่วนหนึ่งในการพยาบาล
ส่ือสารแบบโตะ๊ กลม (Round table Discussion) เป็นการ โดยมีการวางแผนประเมินปัญหา ความต้องการ ความ
เรียนรู้ท่ีผู้ป่วยสามารถซักถามข้อสงสัย ท้ังจากผู้ให้การ ช่วยเหลือ และสามารถพัฒนาในกลุ่มผู้ป่วยอ่ืนได้อย่าง
พยาบาลและจากสมาชิกผู้ป่วยที่เข้าร่วมโปรแกรมท่านอ่ืน กว้างขวางในอนาคต อนึ่งการศึกษาในคร้ังนี้ทาการศึกษา
เพิ่มมากขึ้น มองการดูแลตนเองแบบองค์รวมมากข้ึน จาก ผลของโปรแกรมสรา้ งเสรมิ สมรรถนะแห่งตนเป็นระยะเวลา
ข้อมูลความพึงพอใจของการบริการงานผู้ป่วยนอก (OP ประมาณ 2 เดือน ดังน้ัน ในการศึกษาในอนาคต ควร
Voice) ของโรงพยาบาลอุดรธานี พบว่าห้องตรวจหัวใจมี ทาการศึกษาผลของโปรแกรมสร้างเสริมสมรรถนะแห่งตน
คะแนนของผู้มารับผู้ป่วยมีความพึงพอใจร้อยละ 92.5022 อย่างต่อเน่ืองและเพิ่มระยะเวลาในการศึกษามากยิ่งขึ้น
ห า ก จั ด ท า กิ จ ก ร ร ม ส น ท น า ก ลุ่ ม เ พ่ื อ พั ฒ น า ก า ร รั บ รู้ เพื่อสร้างความมั่นใจในการดูแลตนเองของผู้ป่วยและสร้าง
สมรรถนะแห่งตนให้ปฏิบัติโปรแกรมได้เร็วข้ึนเป็นภายใน 4 ความพงึ พอใจใหแ้ ก่ผูป้ ว่ ยตอ่ ไป
สัปดาห์ หลังจาหน่ายกลับบ้าน อาจทาให้มีความพึงพอใจ เอกสารอา้ งองิ
มากขนึ้ ลดความวติ กกงั วลได้ดขี ึ้น
1. สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระ
บรมราชูปถัมภ์. แนวทางเวชปฏิบัติสาหรับการรักษาภาวะ
หัวใจเต้นผดิ จังหวะและภาวะหัวใจล้มเหลวด้วยเครื่องอิเลก
โทรนกิ ชนิดฝังในรา่ งกาย [อนิ เทอรเ์ นต็ ]. [เขา้ ถงึ เมื่อ 1 พ.ย.
410
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
พยาบาลบรมราชชนนี อุตรดติ ถ์ 2560; 9(1): 59-69.
2562]. เข้าถึงได้จาก: http://www.thaiheart.org/
images/column_1291454908/DeviceGuide 12. ณัชศฬา หลงผาสุก. กิจกรรมทางกายใน
line.pdf2 ผูส้ งู อายุ: ประยุกตใ์ ชท้ ฤษฎกี ารรบั รสู้ มรรถนะแหง่ ต น .
วชิรสารการพยาบาล 2562; 21(2): 67-76.
2. งานห้องตรวจหัวใจ โรงพยาบาลอุดรธาน.ี สถิติ
ห้องตรวจหัวใจโรงพยาบาลอุดรธานี. อุดรธานี: 13. นพรัตน์ ธาระณะ, รัตนาภรณ์ ธนศิริจิรา
โรงพยาบาลอดุ รธานี; 2562. นนท์. ผลของโปรแกรมสร้างเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อ
การรับรู้สมรรถนะในตนเอง ความรู้ และความพึงพอใจ
3 . Palmer SL. Post–implantation pace- ในการเล้ียงลูกด้วยนมแม่ในมารดาหลังคลอดบุตรคน
maker complication: the nurse’s role in man- แรก. พยาบาลสาร 2562; 46(4): 70-82.
agement. Brit J Cardiac Nurs 2014; 9(12): 592-8.
14. ชาญ ศรีรัตนสถาวร. ภาวะหัวใจเต้นผิด
4. Kanjanarutjawiwat W, Pitaksuteepong T, จังหวะ. Cardiac arrhythmia: basic knowledge to
Dermsomboon R. Permanent pacemaker; clinical practice. พิมพ์ครั้งท่ี 2. กรุงเทพฯ: บียอนด์
Prapokklao hospital experience complication พบั ลสิ ซ่ิง; 2546.
and management. J Prapoklao Hospital Medical
Education Center 2015 ; 32(1): 58-6. 15. Shu-Fen Su. Age, arrhythmia percep-
tion, and knowledge as predictors of self-care
5. Schiariti M, Cacciola M, Puddu PE. Com- ability in patients with permanent pacemakers.
plication of pacemaker implantation. Research [Internet]. Sigma’s 29th International Nursing
Gate 2011; 38(2): 271-98. research congress. [cited 2020 Nov 1]. Available
from:https://sigma.nursingrepository.org/bit
6. Bandura, A. Self-Efficacy: The exercise stream/handle/10755/16281/Su_PST299_92
of control. New York: W.H. Freeman and Com- 164_Info.pdf?sequence=2&isAllowed=y
pany; 1997.
16. Malen, D, Karlsson JE and Fridlund, B.
7. Bandura, A. Self-efficacy. In: Anderson Effect of self-care program on the health-
N. B., editors. Encyclopedia of health & Behav- related quality of life of pacemaker patient: A
ior. Thousand Oaks: Sage Publications; 2004. p. nurse intervention study. Cannadian J of Cardio-
708-714. vascular Nursing 2007; 17(1): 15-26.
8. Bandura, A. Guide for constructing self- 17. ธานินทร์ ศิลป์จารุ. การวิจัยและวิเคราะห์
efficacy scales. In: Pajares F., Urdan T., editors. ข้อมลู ทางสถิติด้วย SPSS. กรุงเทพฯ: วี อินเตอร์ พริ้นท์;
Self-efficacy beliefs of adolescents. Greenwich, 2549.
CT: Information Age Publishing; 2006.
1 8 . American Heart Association. Living
9. ทศั นี ประสบกิตติคุณ. การรับรู้สมรรถนะของ with Your Permanent Pacemaker [Internet].
ตนเองกับพฤติกรรมสุขภาพ. สภาการพยาบาล 2544; 2016 [cited 2020 Jul 5]. Available from: https://
16(3): 1-12. www.heart.org/en/health-topics/arrhythmia/
prevention--treatment-of-arrhythmia/living-with-
10. ศิริพร ชุดเจือจีน, ประไพพิศ สิงหเสม, สุดา your-pacemaker
รัตน์ วุฒิศักด์ิไพศาล. ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้
ส ม ร ร ถ น ะ แ ห่ ง ต น ใ น ก า ร ส ร้ า ง เ ส ริ ม ทั ก ษ ะ ชี วิ ต ต่ อ 19. Hala H. Saied, Manal S. S. Soliman,
พฤติกรรมสุขภาพทางเพศของนักเรียน. เครือข่าย Hoda A. H. Ahmed, Enaam A. F. Hamza. Effect
วิทยาลัยพยาบาลสาธารณสุขภาคใต้ 2560; 4(2): 268- of education program on outcomes of patients
280. undergoing permanent pacemakers’ implanta-
11. สุปราณี หม่ืนยา. การออกกาลังกายของ
ผู้สูงอายุ: ประยุกต์ใช้ทฤษฎีสมรรถนะแห่งตน.วิทยาลัย
411
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปที ่ี 28 ฉบับท่ี 3 ประจาเดือน กันยายน – ธนั วาคม 2563
tion. Evidence-Base Nursing Research 2020; 2(1):
102-114.
20. Bandura, A. Self-efficacy and health be-
havior. In: Baum A., Newman S., Wienman J., West
R., & McManus C., editors. Cambridge handbook
of psychology, health and medicine. Cambridge:
Cambridge University Press; 1997.
21. Laddawan P., Noraluk U. Care of pa-
tients with permanent cardiac pacemaker: Nurse’s
rolss. Rama Nurs J 2019; 25(3): 255-269.
22. ทีมพัฒนามาตรฐานการพยาบาลและประกัน
คุณภาพการพยาบาล โรงพยาบาลอุดรธานี. ผลการประเมิน
ความพึงพอใจงานบริการผู้ป่วยโรงพยาบาล 2563.
อดุ รธานี: โรงพยาบาลอดุ รธานี; 2563.
รับต้นฉบบั : 6 ธันวาคม 2563, ไดร้ ับบทความปรบั ปรงุ : 18 ธันวาคม 2563, รบั ลงตีพมิ พ:์ 21 ธันวาคม 2563
412
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปีท่ี 28 ฉบบั ที่ 3 ประจาเดือน กันยายน – ธนั วาคม 2563
ประสิทธผิ ลการใชแ้ นวทางปฏบิ ัตใิ นการพยาบาลผปู้ ว่ ยบาดเจบ็ หลายระบบ หนว่ ยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉินโรงพยาบาล
อุดรธานี
มะลสิ า โรจนหิรัณย์ พยาบาลวิชาชพี ชานาญการ โรงพยาบาลอุดรธานี
บทคัดยอ่
การวจิ ยั ครัง้ นีเ้ ป็นการวิจยั เชิงปฏิบัตกิ าร (Action Research) โดยใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยอุบัติเหตุบาดเจ็บ
หลายระบบ ของ ผศ. ดร.กรองได อุณหสตู ร และเครือขา่ ยพยาบาลอุบัตเิ หตแุ ห่งประเทศไทย พ.ศ.2559 โดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อศึกษาประสิทธิผลการใช้แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ ในด้านผลลัพธ์ต่อผู้ป่วย และความพึง
พอใจของพยาบาล กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบประเภทฉุกเฉินวิกฤต จานวน 40 คน และพยาบาลวิชาชีพท่ี
ปฏบิ ัตงิ านในหอ้ งอบุ ัตเิ หตุและฉุกเฉนิ โรงพยาบาลอุดรธานี 31 คน เคร่อื งมือที่ใช้ดาเนินงาน ได้แก่ แนวปฏิบัติการพยาบาล
ผู้ป่วยอุบัติเหตุบาดเจ็บหลายระบบ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย
แบบบันทึกข้อมูลการบาดเจ็บ แบบบันทึกผลลัพธ์หลังการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล แบบบันทึกข้อมูลท่ัวไปของพยาบาล
แบบประเมินความพึงพอใจการใชแ้ นวปฏบิ ตั กิ ารพยาบาล 3 ดา้ น จานวน12 ขอ้ วิเคราะห์ขอ้ มลู โดยใชส้ ถิตพิ รรณนา ความถี่
รอ้ ยละ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน คา่ มธั ยฐาน ค่าพสิ ัยระหวา่ งควอไทล์ (IQR) และ Paired Sample T-test
จากการศึกษาผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ 40 ราย ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 87.5 อายุระหว่าง 15 -77 ปี
(median 37.5 IQR 29) มาโรงพยาบาลในชว่ งเวลา 16-24 น. ร้อยละ 42.5 สาเหตุการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรร้อยละ
87.5 บาดเจ็บท่ีศรี ษะและทอ้ ง คดิ เปน็ ร้อยละ 35.0 และ 25.0 ตามลาดับ ผลการใช้แนวทางปฏิบัติการพยาบาล พบว่า ใช้
เวลาในห้องอุบัติเหตุ 35-185 นาที (IQR 46) ผบู้ าดเจบ็ ER pass to OR ร้อยละ 57.5 และส่วนใหญ่รอดชีวิต ร้อยละ 85.0
เปรียบเทียบค่าดรรชนภี าวะช็อค (Shock Index) แรกรับเข้าห้องอุบัติเหตุและก่อนจาหน่ายลดลงอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
(p = 0.007) ค่าความอ่ิมตัวของออกซิเจน (O2 Saturation) เม่ือแรกรับเข้าห้องอุบัติเหตุและก่อนจาหน่ายเพ่ิมขึ้นอย่างมี
นยั สาคัญทางสถติ ิ (p = 0.001) ความพึงพอใจของพยาบาลวชิ าชพี 31 คน ตอ่ การใช้แนวทางปฏบิ ัติการพยาบาลในภาพรวม
มคี วามพงึ พอใจในระดับมาก (x̄ =4.48, S.D. 0.45)
พบว่าแนวทางปฏิบตั ิสามารถนาไปใช้ได้จริงใหผ้ ลลัพธท์ ีส่ ะทอ้ นคุณภาพการดแู ลทดี่ ีขน้ึ และพยาบาลมคี วามพึงพอใจ
ในการนาไปใชป้ ฏบิ ัติ รวมทัง้ สามารถนาแนวทางปฏิบัติการพยาบาลน้ี ไปใช้กากับนิเทศการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ
ในแผนกอุบตั ิเหตแุ ละฉกุ เฉิน ให้มีประสทิ ธิภาพมากขึน้
คาสาคัญ: แนวปฏิบัติการพยาบาล, ผู้ป่วยบาดเจบ็ หลายระบบ
Corresponding author: มะลสิ า โรจนหริ ณั ย์ โทรศพั ท์ 086-2229872 E-mail: [email protected]
โรงพยาบาลอุดรธานี 33 ถนนเพาะนิยม ตาบลหมากแข้ง อาเภอเมอื ง จังหวดั อดุ รธานี 41000
413
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
Effectiveness of Clinical Nursing Practice Guideline for the trauma patient with multiple injury
In Emergency Department, Udon Thani Hospital
Malisa Rotchanahiran , Registered Nurse. Udon Thani Hospital
Abstract
This action research study aimed to study the effectiveness of Clinical Nursing Practice Guideline
(CNPG) outcome of the trauma patient in emergency room (ER) and satisfaction of registered nurses on
CNPG usage. The sample consisted of 40 critically multiple injuries and 31 registered nurses working in
the emergency room, Udon Thani Hospital. The research instrument used in this study was Clinical
Nursing Practice Guideline developed from Clinical Nursing Practice Guideline (CNPG) for the trauma
patients with multiple injury of Asst. Prof. Dr. Krongdai Unhasuta and Trauma Nursing Network of
Thailand 2016. The case record form used for data collection included patient characteristic, the injury,
results after use CNPG, nurse characteristics, satisfaction (questionnaire 12 items) Data were analyzed
using frequency, percentage, mean, standard deviation, median, interquatile and Paired Sample T-test
The trauma patient, most of them were male ( 87.5%) age between 15-77 years old (median 37.5,
IQR 29). Arrive at hospital during 4-12 PM. (42.5%), causes were traffic accidents 87.5%. Part of injury
were head and abdominal, 35.0% and 25.0% respectively. Time in Emergency room between 35-185
minutes (median 88.5, IQR 46). The result shown that Shock Index of trauma patient after using CNPG
was significant lower than before used (p = 0.007) with oxygen saturation was significant higher than
before used (p = 0.001). The registered nurse satisfaction after using CNPG was in the good level
(x̄ =4.48, S.D. 0.45).
Clinical Nursing Practice Guideline could improved quality of care with the registered nurses had
been satisfied. Implementation for effective supervision of trauma patients in Emergency Department
should be considered.
Keyword: Clinical Nursing Practice Guideline, trauma patient with multiple injury
414
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีท่ี 28 ฉบับท่ี 3 ประจาเดอื น กันยายน – ธันวาคม 2563
บทนา ฉุกเฉินโรงพยาบาลอุดรธานี มีแนวโน้มสูงขึ้น ในปี 2560-
อุบัติเหตุเป็นปัญหาสาคัญของของประเทศต่าง ๆ 2562 มีผู้บาดเจ็บรุนแรงที่รับไว้ในโรงพยาบาล 2,797,
3,270 และ 3,402 ราย ตามลาดับ เป็นผู้บาดเจ็บรุนแรง
ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งทาให้เกิดการบาดเจ็บพิการ (ประเภทฉุกเฉินวิกฤต) 1,183, 1,443 และ 1,635 ราย
สูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน รายได้ มีผลต่อจิตใจของผู้บาดเจ็บ ตามลาดับ และเป็นผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ(ประเภท
และครอบครวั ยังสง่ ผลกระทบทงั้ ทางตรงและทางอ้อมต่อ ฉุกเฉินวกิ ฤต) จานวน 414, 468 และ 521 ราย ตามลาดับ
เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จากรายงานขององค์การ โดยเสียชีวิตในโรงพยาบาล ร้อยละ 17.84, 13.93 และ
อนามัยโลกในปี 2560 มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุสูงถึง 4.9 16.33 ตามลาดับ ซ่ึงแนวทางปฏิบัติในการช่วยเหลือดูแล
ล้านคน1 ประเทศไทย ในปี 2558 และ 2559 มีผู้เสียชีวิต รักษาพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบของห้องอุบัติเหตุ
จากอุบัติเหตุจานวน 14,516 และ 15,458 คน ตามลาดับ ฉุกเฉิน โรงพยาบาลอุดรธานยี งั ไมช่ ดั เจน พยาบาลส่วนมาก
คิดเป็น 22.3 และ 23.8 ต่อแสนประชากร2 จากการศึกษา จะปฏิบัติตามความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ที่มีอยู่
ของ Hasler et al3 พบว่ามกี ารเสียชีวิตของผู้ป่วยอุบัติเหตุ ของแต่ละบุคคล ทาให้มีการปฏิบัติท่ีหลากหลายไม่เป็นไป
ที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงท่ีห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน ร้อยละ 30 ในแนวทางเดียวกัน อาจทาให้เกิดความล่าช้าและเกิด
การศึกษาของ อานาจ จิตรวรนนั ท์4 พบวา่ ผปู้ ่วยอบุ ัติเหตุท่ี ผลเสียกับผู้ป่วยได้ จากการศึกษาของเพ็ญศรี ดารงจิตติ
ได้รับบาดเจ็บรุนแรงมักมีการบาดเจ็บหลายระบบ และมี และคณะ7 พบว่าการมีแนวปฏิบัติในการดูแลผู้บาดเจ็บจะ
ภาวะฉุกเฉินท่ีที่คุกคามต่อชีวิต จะเสียชีวิตก่อนถึง ช่วยให้ทีมห้องฉุกเฉิน สามารถช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บหลาย
โรงพยาบาลร้อยละ 60 ของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ4 ระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถประเมินสภาพ
การศึกษาในประเทศเกาหลี โดย Kim et al 5 พบว่า การ ผู้ป่วย ให้การช่วยเหลือเพ่ือแก้ปัญหาเบื้องต้น และเตรียม
เสียชีวติ ของ ผูบ้ าดเจ็บท่ีห้องฉุกเฉิน ร้อยละ 35.2 เป็นการ ผู้ป่วยเพื่อรักษาได้อย่างเหมาะสม ดังนั้นผู้วิจัยจึงเล็งเห็น
เสียชวี ิตทส่ี ามารถป้องกันได้ และร้อยละ 48.4 เกิดจากการ ความสาคัญในการนาแนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วย
ตัดสินใจผิดพลาดในการประเมินและการจดั การ บาดเจ็บหลายระบบ (Nursing practice guideline for
multiple injury) ของ ผศ. ดร.กรองได อุณหสูตร และ
การดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ จะมี เครอื ข่ายพยาบาลอบุ ตั ิเหตแุ หง่ ประเทศไทย พ.ศ.25598 มา
ความแตกต่างกันตามสภาพผู้ป่วย และตามสถานการณ์ ปรับใชส้ าหรับผบู้ าดเจบ็ รนุ แรงหลายระบบ ในกลุ่มงานการ
เช่น การมีอุบัติเหตุหมู่ กลไกการบาดเจ็บท่ีได้รับแตกต่าง พยาบาลผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลอุดรธานี
กัน ความรุนแรงของการบาดเจ็บข้อจากัดเรื่องอัตรากาลัง เพอื่ ให้พยาบาลสามารถดแู ลผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบตาม
ร ว ม ทั้ ง ส ม ร ร ถ น ะ ข อ ง พ ย า บ า ล ที่ แ ต ก ต่ า ง กั น ต า ม แนวมาตรฐานเดียวกัน และพัฒนาคุณภาพการพยาบาลให้
ประสบการณ์ ความรู้ และทักษะท้ังด้านการบริหารจัดการ มีประสิทธิภาพมากยิ่งข้ึนลดอุบัติการณ์ความเส่ียงจากการ
การตัดสินใจ และการรักษาพยาบาล ข้อจากัดเหล่าน้ีอาจ ช่วยเหลอื ผู้ปว่ ยที่ไม่เหมาะสม เกดิ ผลลัพธท์ ด่ี ีตอ่ ผู้ป่วย ช่วย
ทาให้มีผลกระทบต่อการดูแลผู้ป่วย ซ่ึงอาจส่งผลต่อ ให้ผู้ป่วยปลอดภัย ลดการสูญเสียชีวิตและความพิการ ทา
ระยะเวลาในการดูแลรักษา การหายของผู้ป่วย ผลต่อ ให้เกิดความพึงพอใจในการให้บริการ ทั้งยังเป็นการเพิ่ม
เศรษฐกิจทั้งของผู้ป่วย โรงพยาบาล และสังคม การ สมรรถนะของพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยอุบัติเหตุ เพ่ือ
ประเมนิ และดแู ลผ้ปู ว่ ยหลายระบบในช่วงเวลาท่ีสาคัญของ ตอบสนองยทุ ธศาสตร์ Excellent Trauma
ชีวิต (Golden Period) ให้เป็นแนวทางเดียวกันและมี
ความครอบคลุมครบถ้วน จะส่งผลให้ผู้ป่วยปลอดภัยมาก วัตถุประสงค์
ขึ้น โดยพบว่าในปี 2560-2562 ผู้ป่วยอุบัติเหตุท่ีเข้ามารับ เพ่ือศึกษาประสิทธิผลการใช้แนวทางปฏิบัติการ
การรักษาที่ห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉินโรงพยาบาลอุดรธานี
เสียชีวิตในระยะ Golden Period มากถึงร้อยละ 3.35, พยาบาลผู้ป่วยบาดเจบ็ หลายระบบ ในดา้ นผลลพั ธ์ต่อผปู้ ่วย
2.27 และ 1.27 ตามลาดับ6 และความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพผู้ปฏิบัติงานในห้อง
อุบตั ิเหตฉุ กุ เฉนิ โรงพยาบาลอดุ รธานี
จากข้อมูลการเฝ้าระวังการบาดเจ็บโรงพยาบาล
อุดรธานี6 ผู้ป่วยอบุ ัติเหตทุ เ่ี ขา้ รบั การรกั ษา ในหอ้ งอุบัติเหตุ
415
Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
นยิ ามศัพท์ ค่าที่แสดงถึงความรุนแรงของภาวะช็อกจากการได้รับ
1. ผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บหลายระบบ9 (Multiple บาดเจ็บ คานวณจากอัตราการเต้นของหัวใจหารด้วยค่า
ความดันซิสโตลิกของผู้ป่วย ค่าปกติอยู่ท่ี 0.5-0.7 ถ้าค่า
Injury Patient) หมายถึงผู้ป่วยท่ีได้รับบาดเจ็บมากกว่า มากกว่า 0.7 แสดงว่าผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะช็อกระยะแรก12
1 อวัยวะ และอาจมี traumatic shock หรือ hemor- ส่วนผศ. ดร.กรองได อุณหสูตร13 ได้แปลผลค่า Shock
rhagic hypotension และมีการเปล่ียนแปลงใน vital Index ดงั นี้
functions oforganismอนั ใดอันหนึ่งต่อไปนี้ (1) injury
severity score >18 (2) hemodynamic instability คา่ SI 0.5-0.6 = normal
(3) coagulopathy (4) close head injury (5)pulmo- ค่า SI 0.8 = เสียเลือด 10-20 %ของร่างกาย
nary injury 6) abdominal injury ค่า SI 1.0 = เสยี เลือด 20-30 %ของรา่ งกาย
ค่า SI 1.1 = เสียเลือด 30-40 %ของร่างกาย
2. ผู้ ป่ ว ย บ า ด เ จ็ บ รุน แ รง ( severe injury) ค่า SI 1.5-2.0 = เสียเลือด 40-50 % ของ
หมายถึงผู้ป่วยบาดเจ็บที่คัดกรองอยู่ในประเภทฉุกเฉิน ร่างกาย
วิกฤต (Emergency Severity Index level 1; ESI 1) ในงานวิจัยคร้ังน้ีจะอ้างอิงตาม ผศ.ดร.กรองได
ได้แก่ ผู้ป่วยท่ีได้รับบาดเจ็บซึ่งมีภาวะคุกคามต่อชีวิต ซึ่ง อุณหสูตร13
ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือทางการแพทย์ทันทีเพื่อแก้ไข 5. ค่าความอิ่มตัวออกซิเจน (Oxygen satura-
ระบบการหายใจ ระบบไหลเวียนเลือด หรือระบบ tion; O2 sat) 14 คือ การวดั ความเข้มข้นของออกซิเจนใน
ประสาทแล้วผู้ป่วยจะมีโอกาสเสยี ชวี ิตได้สงู หรอื ทาใหก้ าร เลือดโดยวัดจากการใช้ Sensor ของเครื่อง Pulse Oxi-
บาดเจ็บรุนแรงข้ึน หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้อย่าง meter หนีบ ท่ปี ลายนิ้ว (Finger tip) ของผู้ป่วย ซึ่งปกติ
รวดเร็ว ซึ่งใช้สัญลักษณ์เป็นประเภทสีแดง ตามเกณฑ์ ค่าระดบั ความอมิ่ ตวั ของออกซเิ จนในเลอื ดแดงในคนปกติ
การคัดแยกผู้ป่วยของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน10 ท่ีแบ่ง อยู่ที่ 95-100 เปอร์เซ็นต์ ค่าที่ต่ากว่า 89% จะเร่ิมมีการ
ประเภทผู้ป่วยเป็น 5 ประเภท คือ ESI 1, ESI 2, ESI 3, เปลีย่ นแปลงของสติสมั ปชญั ญะ
ESI 4 และ ESI 5
ระเบยี บวจิ ัย
3 . ค่ า Glasgow coma score (GCS)1 1 โ ด ย การวจิ ยั ครง้ั นี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action
ประเมินจาก การประเมินความผิดปกติและความรุนแรง
ทางระบบประสาท โดยประเมินลกั ษณะทางคลินกิ ในการ Research) โดยผู้วจิ ัยได้นาแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วย
รู้สึกตัวของผู้ป่วย การประเมินประกอบด้วย 1) Eye อุบัติเหตุบาดเจ็บหลายระบบ(Clinical Nursing Prac-
opening การประเมินการลืมตา แบ่งเป็น 4 ระดับ tice Guideline for the trauma patient with multi-
คะแนน คือ จากความรุนแรงมาก ได้ 1 คะแนน ไปหา ple injury) ของ ผศ.ดร.กรองได อุณหสูตร และ
ความรุนแรงน้อย/ปกติให้ 4 คะแนน 2) Verbal เครอื ข่ายพยาบาลอบุ ัตเิ หตุแห่งประเทศไทย พ.ศ. 25598
response การประเมินการพดู แบง่ เป็น 5 ระดับคะแนน มาปรับและทดลองใช้ในผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ ท่ี
จากรุนแรงมาก ได้ 1 คะแนน ไปหารุนแรงน้อย/ปกติให้ ห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลอุดรธานี ที่มารับ
5 คะแนน 3) Motor response การประเมินการ บริการต้ังแต่เดือนมีนาคม 2563 จานวน 40 ราย โดย
เคล่ือนไหวของแขน ขา แบ่งเป็น 6 ระดับคะแนน จาก พยาบาลวิชาชีพผู้ปฏิบัติงานในห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน
รุนแรงมาก ได้ 1 คะแนน ไปหารุนแรงน้อย/ปกติให้ 6 โรงพยาบาลอุดรธานเี ปน็ ผู้ใชแ้ นวปฏิบัตดิ ังกลา่ ว
คะแนน
ประชากรท่ศี ึกษา
การแปลผล ค่าคะแนนรวม 15 คะแนน คือ ผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบที่เข้ามารับการ
E4V5M6 แสดงว่ารู้สึกตัว มีการพยากรณ์โรคดีที่สุด,
คะแนนต่าสดุ 3 คะแนน (E1V1M1) คือ การพยากรณ์โรค รักษาที่ห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลอุดรธานีใน
แยท่ ี่สุด เดือนมีนาคม 2563 และพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงาน
ห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลอุดรธานี
4. คา่ ดัชนภี าวะช็อก Shock Index (SI)12 หมายถึง
416
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีที่ 28 ฉบับที่ 3 ประจาเดอื น กันยายน – ธนั วาคม 2563
เคร่อื งมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัย
กลุ่มตัวอยา่ ง
1. ผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ ที่คัดกรองเป็น 1. เครื่องมือท่ีใช้ดาเนินงาน ได้แก่ แนวปฏิบัติการ
พยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ (Clinical Nursing
ประเภทวิกฤตฉุกเฉิน และเข้ามารับการรักษาท่ีห้อง Practice Guideline for the trauma patient with
อุบัติเหตแุ ละฉุกเฉนิ (Emergency Room; ER) โรงพยาบาล multiple injury) ของ ผศ.ดร.กรองได อุณหสูตร และ
อุดรธานี ในเดือนมนี าคม 2563 จานวน 40 คน โดยใช้การ เครือข่ายพยาบาลอุบตั ิเหตแุ ห่งประเทศไทย พ.ศ. 25598
คานวณขนาดตัวอยา่ ง สูตรของ Taro Yamane15 ดงั น้ี
2. เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล เก็บข้อมูล
n= N จากเวชระเบียน, แบบบันทึกข้อมูล และแบบประเมิน
1+Ne2 ประกอบดว้ ย 5 สว่ น ได้แก่
n = ขนาดตัวอย่าง 2.1 แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย ได้แก่ เพศ
N = จานวนผบู้ าดเจ็บหลายระบบประเภท อายุ ชว่ งเวลาท่มี ารับบรกิ ารที่ ER
ฉกุ เฉนิ วกิ ฤต ใน 1 เดอื น (เฉลีย่ ปี 2562) 2.2 แบบบันทึกข้อมูลการบาดเจ็บ สาเหตุการ
=43.42 ราย บาดเจ็บ อวัยวะท่ีได้รับการบาดเจ็บ จานวนอวัยวะท่ีมีการ
e = คา่ ความคลาดเคล่อื นที่ยอมรับได้ บาดเจ็บร่วม ระยะเวลารวมที่อยู่ใน ER การรักษาหลังออก
(กาหนด = 0.05) จาก ER การรอดชีวติ เมอ่ื จาหน่ายออกจากโรงพยาบาล
n = 43.42 2.3 แบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วยหลังการใช้แนว
1+43(0.05)2 ปฏิบัติการพยาบาล ได้แก่ ค่า Glasgow coma score ค่า
ดัชนีภาวะช็อก ค่าความอ่ิมตัวของออกซิเจน ระยะเวลาที่
= 39.20 อยูใ่ น ER การรอดชีวิตเม่ือจาหนา่ ยจากโรงพยาบาล
ไดก้ ลมุ่ ตัวอย่างจานวน 40 คน 2.4 แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของพยาบาล เกี่ยวกับ
เกณฑ์การคัดเข้า: ผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ ที่มี เพศ อายุ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์การปฏิบัติงาน
การคัดแยกเป็นประเภทภาวะวิกฤติฉุกเฉิน (ESI1) ที่มารับ ประสบการณ์การปฏิบัติงานใน ER หนา้ ทค่ี วามรบั ผดิ ชอบ
การรกั ษาใน ER โรงพยาบาลอดุ รธานี
เกณฑ์การคัดออก: ผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบที่มี 2.5 แบบประเมนิ ความพึงพอใจของพยาบาลต่อการ
ภาวะหัวใจหยุดเต้น (cardiac arrest) ก่อนหรือเมื่อมาถึง ใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลโดยประเมิน 4 ด้าน ได้แก่ ด้าน
ER ความครอบคลุม ความสะดวก ความรวดเร็ว และด้าน
2. พยาบาลวิชาชีพทุกคนที่ปฏิบัติงานใน ER ผลลพั ธ์ต่อผู้ป่วย ด้านละ 3 ข้อ จานวน 12 ข้อ อ้างอิงตาม
โรงพยาบาลอุดรธานี ที่ดูแลผู้ป่วยผู้ป่วยบาดเจ็บหลาย การศึกษาของนวลทิพย์ ธีระเดชากุล16 ลักษณะคาตอบ
ระบบ เป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดบั ซึ่งแต่
เกณฑ์การคัดเข้า: พยาบาลวิชาชีพที่ทุกคน ละระดับมีความหมายดังนี้ ความพึงพอใจมากท่ีสุด – มาก
ปฏิบัติงานใน ER โรงพยาบาลอุดรธานี มากกว่า 1 ปี และ – ปานกลาง – นอ้ ย - น้อยท่ีสุด มีค่าคะแนน 5, 4, 3, 2, 1
ยนิ ยอมเข้าร่วมวจิ ัย คะแนน ตามลาดับ นาค่าที่ได้มาแปลผลในภาพรวมโดยใช้
เกณฑ์การคัดออก: พยาบาลวิชาชีพ ท่ีย้ายออก การอิงกลุ่มของ Best17 มาจัดคะแนนในภาพรวมเป็น 3
จาก ER โรงพยาบาลอุดรธานีในช่วงระยะเวลาท่ีศึกษา กลุ่ม ดังน้ี 1) คะแนน 3.67 – 5 คะแนน ระดับสูง/ดี/มาก
หรอื ผทู้ ่ไี มส่ มัครใจในการเข้าร่วมวิจัย 2) คะแนน 2.34 – 3.66 คะแนน ระดับปานกลาง
ได้จานวนกลุ่มตัวอย่างจานวน 31 คน 3) คะแนน 1 – 2.33 คะแนน ระดบั ตา่ /ไม่ดี/น้อย
417