The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วารสารการแพทย์ โรงพยาบาลอุดรธานี ปีที่ 28 ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม 2563)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารการแพทย์ รพ.อุดรธานี ปีที่ 28 ฉ.3 (ก.ย.-ธ.ค.63)

วารสารการแพทย์ โรงพยาบาลอุดรธานี ปีที่ 28 ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม 2563)

Keywords: วารสารการแพทย์,โรงพยาบาลอุดรธานี,ปีที่ 28

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปีท่ี 28 ฉบบั ท่ี 3 ประจาเดือน กนั ยายน – ธันวาคม 2563
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย
เป็นคณะที่เปิดใหม่ลาดับที่ 7 ของมหาวิทยาลัยราชภัฏ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความ
บุรีรัมย์ เริ่มดาเนินการจัดการเรียนการสอนครั้งแรกเม่ือปี
การศึกษา 2561 เปิดรับนักศึกษาพยาบาลรุ่นท่ี 1 จานวน แข็งแกร่งในชีวิตต่อการปรับตัวของนักศึกษาคณะพยาบาล
33 คน จากการเก็บรวมรวมข้อมูลเชิงคุณภาพเกี่ยวกับการ ศาสตร์ รุ่นที่ 1 มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏบุรีรมั ย์
ปรับตวั ของนกั ศกึ ษา พบวา่ ในความเป็นนักศึกษาพยาบาล สมมติฐานการวจิ ยั
รุ่นแรกของคณะที่เปิดใหม่ นักศึกษาต้องปรับตัว
ค่อนข้างมากในเร่ืองของการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ 1. ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการเสริมสร้าง
เคร่งครัด เช่น ระเบียบการแต่งกาย การวางตัวในสังคม ความแข็งแกร่งในชีวิตกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนการปรับตัวสูง
ระเบียบการอยู่หอพัก รวมถึงวิถีปฏิบัติของอาจารย์ กวา่ ก่อนไดร้ ับโปรแกรมทั้งในระยะหลังการทดลองเสร็จส้ิน
พยาบาลในการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม จรรยาบรรณ 1 สปั ดาห์ และระยะติดตามผล 3 เดอื น
วิชาชีพสาหรับนักศึกษาพยาบาลที่ค่อนข้างเคร่งครัด
แตกต่างจากคณะอื่น ๆ นอกจากน้ีนักศึกษาต้องพยายาม 2. ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการเสริมสร้าง
ปรับตัวเพื่อให้ได้รับการยอมรับภายใต้ภาวะการคาดหวัง ความแข็งแกร่งในชวี ิต กลุ่มตัวอยา่ งมีคะแนนการปรับตัวใน
จากสังคมภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยทาให้นักศึกษา ระยะหลังการทดลองเสร็จส้ิน 1 สัปดาห์ และระยะติดตาม
เกิดความเครียดบ่อยครั้งบางครั้งเกิดความรู้สึกคับข้องใจ ผล 3 เดอื นแตกตา่ งกัน
ไม่สบายใจ รวมถงึ ขาดความสุขในการเรียนรู้จากสถิติอัตรา กรอบแนวคิดการวิจยั
การคงอยู่ของนักศึกษาและผลการเรียนในภาคการศึกษาที่
1 ปี การศึกษา 2561 พบว่ามีนักศึกษาลาออกในระหว่าง กรอบแนวคิดในการวิจัยคร้ังน้ี ผู้วิจัยใช้แนวคิด
ภาคการศึกษา 1 คน เน่ืองจากไม่สามารถปรับตัวต่อการ ทฤษฎีความแข็งแกร่งในชีวิตของ Grotberg (1995)10 ที่
เป็นนักศึกษาพยาบาลได้ และนกั ศึกษา รอ้ ยละ 28.12 มผี ล กลา่ วว่า ความแข็งแกร่งในชวี ิตเป็นความสามารถของบคุ คล
การเรียนเฉล่ีย (GPA) ของภาคเรียนท่ี 1 ต่ากว่า 2.50 โดย ในการยืนหยัด ผ่านพ้น ได้อย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลาง
คะแนนผลการเรียนเฉล่ียต่าสุด เท่ากับ 2.1114 จากเหตุผล เหตุการณ์ที่ก่อให้เกิด ความยุ่งยากใจ/ ความเครียดในชีวิต
ดังกล่าวอาจเป็นเพราะนักศึกษายังขาดความแข็งแกร่งใน และสามารถทจี่ ะฟ้ืนตวั ไดใ้ นเวลารวดเร็ว อันจะนาไปสู่การ
ชีวิตซ่ึงนาไปสู่ปัญหาการปรับตัว การเผชิญปัญหาไม่ เปล่ียนแปลงที่ดีขึ้น และเข้าใจชีวิตมากขึ้น ซ่ึงบุคคลจะมี
เหมาะสม ซ่ึงอาจส่งผลให้ผลการเรียนของนักศึกษาหลาย ความแข็งแกร่งในชีวิต ประกอบด้วย 1) ฉันมี... (I have)
คนค่อนข้างต่าเม่ือเทียบกับผลการเรียนในช่วงมัธยมศึกษา ซึ่งเป็นการทบ่ี ุคคลรสู้ ึกวา่ ตนเองมแี หล่งสนับสนุน ภายนอก
ตอนปลาย ซ่ึงนักศึกษาพยาบาลท่ีผ่านการคัดเลือกเข้ามา ทั้งจากสมาชิกภายในและภายนอกครอบครัว ท่ีสามารถ
เรียนได้ต้องมีเกรดเฉล่ีย 3.00 ข้ึนไปดังนั้นเพื่อเป็นการ เป็นที่รัก ไว้วางใจและพร้อมให้ความช่วย เหลือเมื่อมีความ
ส่งเสริมการปรับตัว ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาผลของโปรแกรม เจ็บปว่ ยหรือตกอยใู่ นภาวะทกุ ขย์ าก 2) ฉันเป็นคนท่ี (I am)
การเสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิตต่อการปรับตัวของ หมายถึง การที่บุคคลมีความเคารพนับถือในตนเองและให้
นักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ รุ่นที่ 1 มหาวิทยาลัยราช การนบั ถือบคุ คลอน่ื ๆ ได้โดยสามารถเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับมี
ภัฏบุรีรัมย์ ในภาคการศึกษาท่ี 2 ปีการศึกษา 2561 โดยใช้ ความหวังความรับผิดชอบในการกระทาของตนเองและ 3)
กระบวนการกลุ่ม (Group Process) เพื่อให้นักศึกษา ฉันสามารถที่จะ... (I can) หมายถึง การที่บุคคลรู้สึกว่า
สามารถดึงศักยภาพของตนเองมาใช้ในการปรับตัวท้ัง ต น เ อ ง มี ค ว า ม ส า ม า ร ถ เ ผ ชิ ญ แ ล ะ จั ด ก า ร ปั ญ ห า ใ น
ทางดา้ นการเรยี นและการใช้ชวี ิต เพอื่ เสรมิ สรา้ งความสุขใน สถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ในขณะเดียวกันก็สามารถท่ีจะขอ
การเรียนรู้และเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษา ความช่วยเหลอื จากบุคคลอ่ืนได้ตอนท่ีต้องการ ซึ่งถ้าบุคคล
พยาบาลในการเขา้ สวู่ ชิ าชพี พยาบาลต่อไป มีองค์ประกอบท้ัง 3 องค์ประกอบน้ี จะมีทักษะในการ
จัดการกับปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ
พร้อมท่ีจะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และปรับตัวได้อย่างมี
ประสิทธิภาพดังน้ัน ความแข็งแกร่งในชีวิตจะช่วยทาให้
นักศึกษาพยาบาลได้รู้ถึงความสามารถของตนเอง เป็นการ

318

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
รายละเอียดดังต่อไปน้ี
ส่งเสริมความมีคุณค่าในตัวเอง (I am) และรู้ว่าตนเองมี
แหล่งสนับสนุนท่ีคอยช่วยเหลือและให้กาลังใจ (I have) 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ประกอบด้วย
เช่น ครอบครัว เพื่อน หรืออาจารย์ เป็นต้น ตลอดจนมี ข้อมูล เพศ อายุ ภูมิลาเนาของนักศึกษา และสถานภาพ
ความสามารถในการแก้ไขปัญหาและมีสัมพันธภาพกับ ครอบครวั เกรดเฉล่ยี สะสม
บุคคลอ่ืนท่ีดีขึ้น (I can) ได้เห็นศักยภาพของตนเอง มี
ทกั ษะการเผชญิ ปญั หาท่ีเหมาะสม นาไปส่คู วามสุขในการ 2) แบบสอบถามการปรับตัวของนักศึกษา
เรยี นรู้ พยาบาลผ้วู ิจัยใช้แบบสอบถามทดี่ ดั แปลงมาจากงานวิจัย
วธิ กี ารดาเนินการวิจยั ของ นันทิชา บุญละเอียด (2554)16 ร่วมกับการทบทวน
วรรณกรรมท่ีเกี่ยวข้อง ประกอบด้วยพฤติกรรมการ
การวิจัยคร้งั นีใ้ ช้การวิจัยก่ึงทดลองแบบกลุ่มเดียว ปรับตัว 4 ด้าน คือด้านการเรียนด้านสังคมด้านอารมณ์
(Quasi experimental research: one group pretest และด้านการเข้าร่วมกิจกรรม จานวน 40 ข้อ ลักษณะ
– posttest design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของ คาตอบเป็นมาตราส่วนประมาณ 5 ระดับ ( Rating
โปรแกรมการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิตต่อการ Scale) แต่ละข้อมีระดับคะแนนต้ังแต่ 1.00-5.00
ปรับตัวของนักศึกษาวัดผล3 ระยะ ได้แก่ ก่อนทดลอง คะแนนซ่ึงค่าคะแนนท่ีสูงแสดงถึงนักศึกษามีระดับการ
หลังการทดลอง1 สัปดาห์และติดตามผล 3 เดือน เก็บ ปรับตัวสูงตรวจสอบคุณภาพด้านความตรงเชิงเนื้อหา
ข้อมูลระหว่าง เดือนมกราคม พ.ศ.- มนี าคม พ.ศ. 2562 (Content validity) โดยให้ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน พิจารณา
ประชากร/กลมุ่ ตัวอย่าง ความสอดคล้องและความเหมาะสมของข้อคาถามเป็น
รายข้อกับนิยามเชิงปฏิบัติการ ( Item-Objective
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี เป็นนักศึกษา Congruence: IOC) ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องของ
พยาบาลศาสตร์ รุ่นท่ี 1 คณะพยาบาลศาสตร์ แบบสอบถามเท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ค่าความเชื่อม่ัน
มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ทั้งเพศหญิงและเพศชาย ท่ี (Reliability) ของแบบสอบถามตามวิธีของ Cronbach’s
เข้าศึกษาในปีการศกึ ษา 2561 จานวน 32 คน Alpha Coefficient ไดค้ า่ ความเชอื่ ม่นั ของแบบสอบถาม
การปรับตัวของนกั ศึกษาเท่ากับ 0.86
ผู้วิ จัย คัด เลือกก ลุ่ มตั วอ ย่ าง แบ บ เจ าะ จ ง
(Purposive sampling) ซึ่งการศึกษาน้ีเป็นกลุ่มทดลอง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง เป็นโปรแกรม
1 กลุ่ม กาหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากการเปิดตาราง การเสริมสร้างความแขง็ แกร่งในชีวิตซึ่งผวู้ จิ ยั ได้
อานาจการทดสอบ (power of test) ของโพลิทและ พัฒนาขึ้นตามแนวคิดของ Grotberg (1995)10 ร่วมกับ
ฮังเลอร์ (Polit and Hungler)15 โดยกาหนดความเชอ่ื ม่ัน การทบทวนวรรณกรรม โดยมีวัตถุประสงค์ให้นักศึกษา
ท่ี 95% (α=.05) ใช้อานาจการทดสอบท่ี 0.80 และ ได้รับรู้แหล่งสนับสนุนภายนอกท่ีส่งเสริมให้เกิดความ
ขนาดอิทธิพลท่ีต้องการศึกษา (effect size) เท่ากับ แข็งแกร่งในชีวิต ได้รู้จักตนเอง และได้ค้นหาสมรรถนะ
0.60 ได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการศึกษาเท่ากับ ตนเอง ซึ่งจะนาไปสู่การปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
30 คน แต่เน่ืองด้วยการวิจัยครั้งนี้มีผู้ท่ีสนใจสมัครลงช่ือ โปรแกรมการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิตประกอบ
เข้าร่วมโครงการ 32 คน ผู้วิจัยจึงอนุญาตให้เข้าร่วม ไปด้วยกิจกรรมท้ังหมด 8 ครั้ง แต่ละคร้ังใช้เวลา 60-90
ทั้งหมด โดยมีเกณฑ์คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างดังนี้ 1) เป็น นาที สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ได้แก่ วันจันทร์และวันพุธ
นักศกึ ษาพยาบาลศาสตร์ รุ่นที่ 1 ที่ผ่านการเรียนมาแล้ว ช่วงเวลา 19.00-20.30 น. ใช้ระยะเวลา 4 สัปดาห์ โดย
1 ภาคเรียน 2) ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็น ในแต่ละครั้งจะใช้กระบวนการกลุ่มให้เกิดการเรียนรู้
โรคทางจิตเวช 3) สมคั รใจเขา้ รว่ มโครงการวิจัย ประกอบไปด้วยกิจกรรมดังน้ี 1) เพื่อนกัน ฉันคือเธอ
เครือ่ งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั 2) ส่งิ ดี ๆ ของฉันท่ีอยากบอก 3) รู้จักกับความแข็งแกร่ง
ในชีวิต 4) ความสงบ สยบความเครียด 5) Rat can do
1. เคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ หนูทาได้ 6) พลังกอดพลังใจ 7) มายไอดอล (my idol)
แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและแบบสอบถามการ บันดาลใจ และ 8) วันน้ีท่ีฉันเปลี่ยนแปลง ผู้วิจัยนา
ปรับตัวของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต มี
319

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปที ี่ 28 ฉบบั ที่ 3 ประจาเดือน กันยายน – ธนั วาคม 2563

โปรแกรมไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิจานวน 5 คน พิจารณาความ 2) หลังจากไดอ้ าสาสมคั รกลุม่ ตัวอย่างแล้วผู้วิจัยเข้า
ตรงตามเนื้อหาแล้วนาข้อเสนอแนะมาปรับปรุงแก้ไขก่อน พบกลุ่มตัวอย่างเพื่อสร้างสัมพันธภาพ ชี้แจงวัตถุประสงค์
นาไปทดลองใช้ ของการวิจัย รายละเอียด และขั้นตอนการเข้าร่วม
การพิทกั ษ์สทิ ธกิ ลุม่ ตวั อย่าง โปรแกรม ซ่ึงประกอบไปด้วยกิจกรรมกลุ่มท้ังหมด8 ครั้ง
ครง้ั ละ 60-90 นาที สปั ดาห์ละ 2 ครั้ง ในวันจันทร์ และวัน
การวจิ ัยครง้ั นีไ้ ดผ้ ่านการพิจารณาและอนุญาตให้ทา พุธ เวลา 19.00-20.30 น.ใช้ระยะเวลาในการทดลอง
กา ร วิ จั ย จ า ก ค ณ ะ ก ร ร มก า ร พิ จ า ร ณ า จ ริ ย ธ ร ร ม ทั้งหมด 4 สัปดาห์พร้อมชี้แจงการพิทักษ์สิทธิกลุ่มตัวอย่าง
มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ผู้วิจัยให้ความสาคัญกับการ
พิทักษ์สิทธิและเคารพในความเป็นบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง 3) ผู้วจิ ยั คัดเลือก และเตรยี มผ้ชู ่วยผู้วิจัย 1 คน เพ่ือ
โดยผู้วิจัยชี้แจงวัตถุประสงค์การวิจัย รวมทั้งช้ีแจงให้กลุ่ม ควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนอันเกิดจากความลาเอียงของ
ตัวอย่างรบั ทราบถึงสิทธิท่จี ะตอบรบั หรอื ปฏิเสธการเข้าร่วม ผู้วิจัย โดยเป็นอาจารย์พยาบาล จบการศึกษาระดับ
วิจัยในระหวา่ งการเขา้ ร่วมวิจัยกลมุ่ ตัวอยา่ งสามารถถอนตัว บัณฑิตศึกษา ในสาขาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช
จากการวจิ ยั ได้ตลอดเวลาโดยไม่มีผลกระทบต่อการจัดการ และมปี ระสบการณ์ในการทากลุ่มอยา่ งนอ้ ย 5 ปี
เรียนการสอนใด ๆ ท้งั สิน้ ขอ้ มลู ทไี่ ดจ้ ากกลมุ่ ตัวอยา่ งจะถกู
ปกปดิ เป็นความลับโดยจะใช้รหัสแทนช่ือสกุล และข้อมูลที่ 4) เตรียมสถานที่ดาเนินการวิจัย ผู้วิจัยจัดเตรียม
ไดจ้ ะถูกนาเสนอโดยภาพรวม ห้องทากิจกรรมท่ีห้องสวดมนต์ภายในหอพักนักศึกษา โดย
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล จัดให้มีความสะดวก ปลอดภัย ไม่มีสิ่งรบกวน และเตรียม
กลมุ่ ตวั อยา่ งเพอื่ เซ็นยินยอมเข้ารว่ มการวจิ ยั
1) ผวู้ จิ ัยประกาศรบั สมัครนักศกึ ษาพยาบาลเข้าร่วม
โครงการวิจัยโดยการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์ 5) จัดกิจกรรมโปรแกรมการเสริมสร้างความ
ร่วมกับแจ้งให้หัวหน้าช้ันรับทราบเพื่อประชาสัมพันธ์ต่อใน แข็งแกร่งในชีวิตโดยมีรายละเอียดในแต่ละคร้ัง ดังตาราง
ช้ันเรยี น เพื่อใหผ้ ู้ท่สี นใจเขา้ รว่ มโครงการตามความสมัครใจ ที่ 1

6) ผู้วจิ ยั ไดเ้ ก็บรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการปรับตัว
ของนักศึกษาภายหลังกิจกรรมสิ้นสุดลง 1 สัปดาห์ และ
ระยะตดิ ตามผล 3 เดือน

ตารางที่ 1 ข้นั ตอนการจัดกิจกรรมโปรแกรมการเสรมิ สรา้ งความแข็งแกรง่ ในชวี ิต

ครัง้ ท่ี กิจกรรม วตั ถปุ ระสงค์ ความเชื่อมโยงตามแนวคดิ
ของ Grotberg (1995)10
1 เพื่อนกนั ฉนั คือเธอ เพือ่ สรา้ งสมั พันธภาพทดี่ แี ละสรา้ งความไว้วางใจระหว่างผู้วิจัยและสมาชิกกลุ่ม และสมาชิกกลุ่ม
ดว้ ยกันเอง ฉนั เปน็ คนท่ี…. (I am)
2 ส่ิงดี ๆ ของฉนั ท่ีอยาก เพือ่ ให้สมาชกิ ในกลุ่มได้รู้จักตัวเองและเข้าใจตนเองมากขึ้น ทาให้สมาชิกเห็นความสามารถของ ฉันเปน็ คนที่…. (I am)
บอก ตนเอง เป็นการเพมิ่ คณุ ค่าแหง่ ตนส่งเสรมิ ให้เกิดความแขง็ แกร่งภายในตัวบุคคล
3 รู้จักกบั ความ เพอื่ ให้สมาชิกในกล่มุ ไดร้ จู้ ักตนเอง ผู้อืน่ และสง่ิ แวดล้อมทอ่ี ยรู่ อบตน ได้รับความรู้ ความเข้าใจที่ ฉันสามารถท่จี ะ... (I can)
แข็งแกรง่ ในชวี ติ ถูกต้องเก่ียวกับประโยชน์ของการมีความแข็งแกร่งในชีวิตท่ีสูง ซ่ึงจะทาให้มีทักษะในการเผชิญ ฉนั สามารถทจ่ี ะ... (I can)
ปัญหาท่ีเพิ่มข้ึน ตลอดจนเพ่ือให้สมาชิกในกลุ่มได้ประเมินความแข็งแกร่งในชีวิตที่มีอยู่ภายใน ฉันมี... (I have)
ตนเอง ฉนั มี... (I have)
4 ความสงบ สยบ เพ่ือให้สมาชิกในกลุ่มรู้จักความเครียดซ่ึงสมาชิกทุกคนต้องเผชิญในชีวิตและวิธีการจัดการ
ความเครียด ความเครียด เพือ่ เสริมสรา้ งความสขุ และความแข็งแกร่งในชีวติ ใหก้ บั ตนเอง I am, I can, I have
5 Rat can do หนทู า เพือ่ ให้สมาชกิ ในกล่มุ รจู้ ักวธิ กี ารแกป้ ัญหาอยา่ งเปน็ ระบบ อันเป็นการเสรมิ สรา้ งความแข็งแกรง่ ใน
ได้ ชีวิตให้กบั ตนเอง เพื่อนาไปสู่ความสุขในการเรยี นรู้
6 พลงั กอดพลงั ใจ เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มรู้จักการสร้างมิตรภาพกับผู้อ่ืน และเรียนรู้ท่ีจะเลือกรับและแสดงออกต่อ
มติ รภาพจากผอู้ น่ื
7 มายไอดอล เพอื่ ใหส้ มาชกิ ในกลุม่ แลกเปล่ียนประสบการณ์ของตน้ แบบ และไดม้ ตี ้นแบบทด่ี ีในการดาเนินชีวิต
บนั ดาลใจ สามารถยึดถือบุคคลน้ันเป็นแบบอย่างในการทาสิ่งต่างๆ เพื่อให้ประสบความสาเร็จ ส่งเสริมให้
เกดิ ความแข็งแกรง่ ในชวี ิต
8 วันนที้ ี่ฉนั เพื่อให้สมาชิกในกลุ่ม ทบทวนความรู้ สาระสาคัญ การสะท้อนคิดที่ได้จากการทากิจกรรมกลุ่ม
เปลีย่ นแปลง และแนวทางการนาไปประยกุ ต์ใช้ และยตุ กิ ิจกรรมกล่มุ พร้อมสรุปผลการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลมุ่

320

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
การวเิ คราะหข์ ้อมลู
วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปส่วนบุคคล โดยใช้สถิติแจก ตารางที่ 2 คะแนนเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานและ
แจงความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ร้อยละ พฤติกรรมการปรับตัวของนักศึกษาพยาบาล
วิเคราะห์พฤติกรรมการปรับตัวของนักศึกษาที่เกิดข้ึน ของกลุ่มทดลอง ในระยะก่อนทดลอง หลังการทดลอง
ตามกระบวนโดยใชส้ ถติ กิ ารวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนทาง เสรจ็ สนิ้ 1 สปั ดาห์ และระยะตดิ ตามผล 3 เดือน
เ ดี ย ว แ บ บ วั ด ซ้ า ( one-way repeated measure
analysis of variance) เมื่อพบว่าค่าเฉล่ียคะแนนการ ระยะการทดลอง พฤตกิ รรมการปรับตัว
ปรับตัว มีความแตกต่างในแต่ละระยะ ผู้วิจัยจะทาการ ก่อนการทดลอง ของนักศกึ ษา
ทดสอบเปน็ รายคูด่ ้วยวิธีการเปรียบเทียบเชิงพหุคูณแบบ หลงั การทดลองเสรจ็ ส้ิน 1 สปั ดาห์
รายคโู่ ดย Bonferroni method ตดิ ตามผล 3 เดือน x̄ (S.D.) ร้อยละ
ผลการวิจัย 4.17 (0.18) 83.40
ส่วนท่ี 1 ขอ้ มูลส่วนบุคคล 4.49 (0.24) 89.80
ลักษณะกลุ่มตัวอย่างในกลุ่มทดลองส่วนใหญ่เป็น 4.54 (0.15) 90.80
เพศหญิง ร้อยละ 93.75 มีอายุอยู่ในช่วง 20 ปี ร้อยละ
51.50 มีภูมิลาเนาอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ ร้อยละ 37.5 ส่วนที่ 3 การเปรยี บเทียบพฤติกรรมการปรับตัว
สถานภาพครอบครัวอยู่ด้วยกัน ร้อยละ 93.33 เกรด ของนักศึกษาพยาบาล ในระยะก่อนการทดลอง หลัง
เฉลี่ยสะสม (GPA) มัธยมศึกษาตอนปลาย เฉลี่ยเท่ากับ การทดลองเสร็จส้ิน 1 สัปดาห์ และระยะติดตามผล 3
3.53 ส่วนเกรดเฉลี่ยสะสมภาคการศึกษาที่ 1 ปี เดือน
การศึกษา 2561 มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 2.87 จาแนกระดับ
GPA ทีต่ า่ กว่า 2.50 พบรอ้ ยละ 28.12 ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบพฤติกรรมการ
ส่วนที่ 2 ข้อมูลพฤติกรรมการปรับตัวของ ปรับตัวของนักศึกษาพยาบาลในระยะก่อนและหลังการ
นักศึกษาพยาบาล และผลการเปรียบเทียบคะแนน ทดลองตามช่วงระยะเวลา โดยการวิเคราะห์ความ
เฉล่ียการปรับตวั ในระยะกอ่ นการทดลอง และหลังการ แปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้า พบว่า พฤติกรรมการ
ทดลองเสร็จสิ้น 1 สัปดาห์ และระยะติดตามผล 3 ปรับตัวของนักศึกษาพยาบาลหลังการทดลองเสร็จสิ้น 1
เดอื น สัปดาห์ และระยะติดตามผล 3 เดือนมีคะแนนเฉลี่ย
ผ ล ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ พ ฤ ติ ก ร ร ม ก า ร ป รั บ ตั ว ข อ ง สงู ขึน้ อย่างมนี ัยสาคัญทางสถติ ิ Wilks' Lambda = .113,
นักศึกษาพยาบาล โดยใช้สถิติพ้ืนฐาน พบว่า พฤติกรรม F(2, 30)=117.45, p< .001, η2=.887 แสดงให้เห็นว่า
การปรับตัวนักศึกษาพยาบาล ในระยะก่อนการทดลอง โปรแกรมการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิตมีผลทาให้
หลงั การทดลองเสรจ็ สิ้น1 สัปดาห์ และระยะติดตามผล 3 คะแนนเฉล่ียพฤตกิ รรมการปรบั ตวั ของนกั ศึกษาพยาบาล
เดือนมีคะแนนเฉล่ียเท่ากับ 4.17 (S.D.=0.18) ร้อยละ เพ่ิมข้ึนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (P <.001) ดังแสดงใน
83.40, 4.49 (S.D.=0.24) ร้อยละ 89.80 และ 4.54 ตารางที่ 3
(S.D.=0.15) รอ้ ยละ 90.80 ตามลาดบั ดังแสดงในตาราง
ท่ี 2 ตารางท่ี 3 แสดงการเปรียบเทียบพฤติกรรมปรับตัว
ของนักศึกษาพยาบาล ระหว่างระยะก่อนการทดลอง
321 หลงั การทดลองเสร็จสนิ้ 1 สปั ดาห์และระยะติดตามผล
3 เดือน

ข้อมูล df SS MS F η2
ชว่ งเวลา 1 2.176 2.176 117.450** 0.887
ในการ
เปรยี บเทียบ
พฤตกิ รรม
การปรับตวั
** P< .001, SS = Sum square, MS = Mean square

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปที ี่ 28 ฉบับที่ 3 ประจาเดือน กนั ยายน – ธนั วาคม 2563

ส่วนที่ 4 การเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ นักศึกษาพยาบาลเพิ่มข้ึน เน่ืองจากความแข็งแกร่งในชีวิต
คะแนนเฉลยี่ พฤติกรรมการปรับตวั ของนกั ศึกษาพยาบาล (Resilience) เป็นความสามารถของบุคคลในการยืนหยัด
หลังการทดลองเสร็จสิ้น 1 สัปดาห์ และระยะติดตามผล ผ่านพ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางเหตุการณ์ที่
3 เดอื น ก่อให้เกิดความยุ่งยากใจ/ความเครียดในชีวิต และสามารถ
ที่จะฟืน้ ตวั ได้ในเวลารวดเรว็ อนั จะนาไปสู่การเปล่ียนแปลง
ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบความแตกต่างราย ที่ดีข้ึน และเข้าใจชีวิตมากขึ้น ส่งผลให้บุคคลพร้อมที่จะ
คู่คะแนนเฉลีย่ พฤติกรรมการปรับตัวของนักศึกษาพยาบาล เรียนรู้ส่ิงต่าง ๆ ได้อย่างมีความสุข สามารถปรับตัวให้เข้า
ภายหลังการทดลองในช่วงระยะเวลาท่ีแตกต่างกันด้วยวิธี กั บ ส ถ า น ก า ร ณ์ ใ น ปั จ จุ บั น ไ ด้ อ ย่ า ง มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ
Bonferroni พบว่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการปรับตัวของ Grotberg10
นักศึกษาพยาบาลในระยะก่อนการทดลอง และระยะหลัง
การทดลองเสร็จส้ิน 1 สัปดาห์ มีความแตกต่างกันอย่างมี จากการเข้าร่วมโปรแกรมการเสริมสร้างความ
นัยสาคัญทางสถิติ (P<.001) และในระยะก่อนการทดลอง แข็งแกร่งในชีวิตทั้ง 8 กิจกรรม สมาชิกกลุ่มได้เรียนรู้และ
และระยะติดตามผล 3 เดือนแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญ เข้าใจองค์ประกอบของความแข็งแกร่งในชีวิต คือ ฉันเป็น
ทางสถิติ (P<.001) รวมถึงพฤติกรรมการปรับตัวหลังการ (I am) ฉันสามารถ ( I can) และฉันมี (I have) เช่น
ทดลองเสร็จส้ิน 1 สัปดาห์ กับระยะติดตามผล 3 เดือน กิจกรรมเพื่อนกัน ฉันคือเธอ และกิจกรรมส่ิงดี ๆ ของฉันท่ี
พบว่า นักศึกษาพยาบาลมีพฤติกรรมการปรับตัวดีข้ึนอย่าง อยากบอก (I am) เป็นกิจกรรมท่ีให้กลุ่มตัวอย่างแต่ละคน
มีนัยสาคญั ทางสถติ ิ (P<.05) ดงั แสดงในตารางท่ี 4 ได้บอกเล่าเร่ืองราวเกี่ยวกับตนเองถึงจุดเด่น และจุดที่ต้อง
พัฒนาตนเอง รวมถึงวิเคราะห์ตนเองโดยใช้หน้าต่างโจแฮรี่
ตารางท่ี 4 ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่คะแนน เพ่ือให้คนอื่นรู้จักตนเองและตนเองรู้จักตนเอง ซึ่งจะ
เฉล่ียพฤติกรรมการปรับตัวของนักศึกษาพยาบาลในระยะ ก่อให้เกิดการมีปฏิสัมพันธ์ท่ีดีระหว่างบุคคล รวมถึง
ก่อนการทดลอง หลังการทดลองเสร็จส้ิน 1 สัปดาห์ และ กิจกรรมรู้จักกับความแข็งแกร่งในชีวิตซ่ึงเป็นกิจกรรมที่ให้
ระยะตดิ ตามผล 3 เดือน สมาชิกในกลุ่มตอบคาถามเก่ียวกับความแข็งแกร่งในชีวิต
ของตนเองตามใบงานที่แจกให้ และนามาอภิปรายร่วมกัน
ระยะเวลา x̄ Mean Difference และแจกแบบสอบถามความแข็งแกร่งในชีวิตท่ีพัฒนาโดย
กทอ่ ดนลกอางร ทหดลลังกอางรฯ ตดิ ตราะมยะผลฯ เพ็ญประภา ปริญญาพล17 ให้สมาชิกกลุ่มประเมินความ
ก่อนการทดลอง 4.17 แข็งแกร่งในชีวิต ใช้เวลาประมาณ 10 นาที จากนั้นให้
เหสลรงัจ็ กสาน้ิ รท1ดสลัปอดงาห์ 4.49 0.316** 0.369** สมาชิกแตล่ ะคนรวมคะแนนของตนเองและแปลผลคะแนน
3ระเยดะือตนดิ ตามผล 4.54 0.052* ตามเกณฑ์ ผู้วิจัยสรุปสาระสาคัญของความหมายและ
*p<.05, **p < .001 ความสาคัญของความแข็งแกร่งในชีวิตให้สมาชิกกลุ่มฟัง
และทาการสุ่มสมาชิก 2-3 คน เพ่ือสะท้อนคิดว่าได้อะไร
อภปิ รายผล จากกิจกรรมบ้าง และจะนาส่ิงท่ีได้ไปปรับใช้อย่างไร จาก
การศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความ ตัวอย่างของกิจกรรมที่กลุ่มตัวอย่างได้รับส่งผลให้สมาชิก
กลุ่มรู้จักและเข้าใจตนเอง มองเห็นศักยภาพของตนเองได้
แข็งแกร่งในชีวิตต่อการปรับตัวของนักศึกษาคณะพยาบาล ปรับวิธีคิดซ่ึงจะช่วยให้เกิดมุมมองใหม่ต่อปัญหา สามารถ
ศาสตร์ รุ่นที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ผลการวิจัย หาทางออกของปัญหาได้อย่างเหมาะสม มีสัมพันธภาพท่ีดี
พบว่า นักศึกษาพยาบาลที่เข้าร่วมโปรแกรมการเสริมสร้าง ระหวา่ งบุคคลมีกาลงั ใจ รถู้ งึ แหล่งสนบั สนุนภายนอกท่ีคอย
ความแข็งแกร่งในชีวิตมีคะแนนเฉล่ียการปรับตัวในระยะ ให้ความช่วยเหลือตนเอง อีกทั้งสมาชิกกลุ่มยังได้แรง
หลังการทดลองเสร็จสิ้น1 สัปดาห์และระยะติดตามผล 3 บันดาลใจในการเรียนและการดาเนินชีวิตจากต้นแบบที่ดี
เดือน สูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ Wilks' ส่งผลให้นักศึกษาเกิดความสนใจใฝ่เรียนรู้ มีทัศนคติต่อ
Lambda = .113, F(2, 30) = 117.45, p < .01, η2 = .887 วิชาชีพที่ดี มีความพึงพอใจต่อการเรียนมีความรู้สึกท่ีดีต่อ
แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการเสริมสร้างความแข็งแกร่งใน
ชีวิตมีผลทาให้คะแนนเฉล่ียพฤติกรรมการปรับตัวของ 322

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
การเข้าร่วมกลุ่มไปใช้เป็นแนวทางในการเสริมสร้าง
ตนเอง และไม่มีความวิตกกังวลต่อการเรียน ทาให้ ความสุขในการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง19 ทาให้กลุ่มตัวอย่าง
คะแนนเฉลี่ยการปรับตัวของนักศึกษาพยาบาลสูงข้ึน สามารถเผชิญปญั หาและปรับตัวใหเ้ ข้ากบั สภาพแวดล้อม
สอดคลอ้ งกบั ผลการศกึ ษาในระยะติดตามผล 3 เดือน ใน รอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าหลังการทดลอง
ครั้งนี้ที่พบว่า นักศึกษาพยาบาลกลุ่มท่ีมีผลการเรียน เสร็จส้ินแล้วก็ตามนอกจากน้ีกิจกรรมท่ีจัดโดยคณะวิชา
(GPA) ต่ากว่า 2.5 ในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา หรือมหาวิทยาลัย เป็นกิจกรรมท่ีมีลักษณะเป็นการ
2561 ซ่ึงพบร้อยละ 28.12 มีผลการเรียนในภาค ส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างอาจารย์และนักศึกษาทาให้
การศึกษาที่ 2 ดีข้ึน โดยพบว่านักศึกษากลุ่มผลการเรียน นักศกึ ษาได้พัฒนาทักษะการมสี ัมพนั ธภาพระหว่างบุคคล
ต่ากว่า 2.5 ลดลงเหลือ ร้อยละ 9.3714 รวมถึงอัตราการ ทาให้นักศกึ ษามโี อกาสในการปรับตัวที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น
คงอย่ขู องนกั ศึกษายงั คงเท่าเดิม นอกจากน้ีในการดาเนิน ตลอดจนได้ฝึกทักษะการจัดการปัญหาต่าง ๆ ได้มี
กิจกรรมผู้วิจัยได้นารูปแบบของกระบวนการกลุ่ม เพ่ือ ประสิทธิภาพ ซึง่ จากการศึกษาของอาภรณ์ อ่นุ ธวชั นดั ดา
เสริมสร้างให้สมาชิกมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น เกิดการ และอัมพร อรุณศรี21 พบว่านักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรม
แลกเปล่ียนเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ มีการ ของมหาวิทยาลัย มกี ารพฒั นาทางดา้ นอารมณ์และทกั ษะ
ช่วยเหลือและให้กาลังใจซึ่งกันและกัน ส่งผลให้สมาชิก ในดาเนินชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น ทาให้การปรับตัวด้าน
กลุ่มเกิดความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน พร้อมท่ีจะเรียนรู้ ทักษะทางสังคมและด้านความสัมพันธ์ในชุมชนได้ดีแต่
และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ตลอดจนสามารถทางาน อย่างไรก็ตามผลการศึกษาในครั้งน้ีแสดงให้เห็นว่า
ร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างมีความสุข18 จึงส่งผลให้คะแนนการ นักศึกษามีคะแนนการปรบั ตวั เฉลยี่ กอ่ นการทดลองอยู่ใน
ปรับตัวของนักศึกษาพยาบาล สูงกว่าก่อนเข้าร่วม ระดับค่อนข้างดี (x̄ = 4.17, S.D. 0.18) ร้อยละ 83.40
โปรแกรม สอดคล้องกับการศึกษาที่ผ่านมาของ ธนพล ท้ังนี้อาจเนื่องมาจากนักศึกษาพยาบาลศาสตร์รุ่นที่ 1ได้
บรรดาศักด์ิและคณะ19 ท่ีศึกษาผลของโปรแกรมการ ผ่านช่วงเวลาของการเปล่ียนผา่ นในชวี ติ การเปน็ นกั ศกึ ษา
เสริมสร้างความแขง็ แกร่งในชวี ติ ต่อความสุขในการเรียนรู้ ระดับอุดมศึกษามาแล้วอย่างน้อย 1 ภาคการศึกษา
ของนกั ศกึ ษาพยาบาล พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ย นักศึกษาได้ผ่านการทากิจกรรมต่าง ๆ ที่หลักสูตรและ
ความสขุ ในการเรียนรสู้ งู กวา่ กลมุ่ ควบคมุ อยา่ งมีนัยสาคัญ มหาวิทยาลัยจัดขึ้นรวมถึงการได้รับความเอาใจใส่จาก
ทางสถิติท่ีระดับ .001 ท้ังในระยะหลังการทดลองเสร็จ อาจารย์ในคณะฯ อย่างใกล้ชิดเน่ืองจากเป็นนักศึกษารุ่น
ส้ินทันทีและระยะติดตามผล 1 เดือน รวมถึงการศึกษา แรกที่ยังไม่มีรุ่นพี่คอยให้คาปรึกษา ปัจจัยดังกล่าวอาจ
ของ กนกพร เรืองเพิ่มพูน และคณะ20 ที่ศึกษา ผลของ ส่งผลทาให้นักศึกษามีคะแนนการปรับตัวในระดับ
โปรแกรมเสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิตต่อความวิตก ค่อนข้างดีซ่ึงการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ท่ีมหาวิทยาลัย
กังวลของนักศึกษาพยาบาล พบว่า นักศึกษาในกลุ่ม จัดข้นึ ทาให้นักศึกษาพยาบาลมคี วามรู้สกึ มัน่ คงในตนเอง
ทดลองมคี ะแนนเฉล่ียความวิตกกังวลต่ากว่ากลุ่มควบคุม สามารถสร้างสัมพันธภาพและปรับตัวให้เข้ากับเพ่ือน
อยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ ่รี ะดับ 0.05 อาจารย์และบุคลากรต่าง ๆ ได้ค่อนข้างดี รู้สึกมีความ
ม่ันคงในชีวิต พอใจในตนเองและรู้สึกว่าตนเองเป็นที่
นอกจากน้ีผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบความ ยอมรับของสังคม22 ในทานองเดียวกันหากนักศึกษา
แตกต่างรายคู่คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการปรับตัวของ ได้รับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิต ผลการศึกษา
นักศึกษาพยาบาลภายหลังการทดลองในช่วงระยะเวลาที่ ในครง้ั น้ีกช็ ีใ้ หเ้ หน็ แล้วว่านักศึกษามีคะแนนการปรับตัวที่
แตกต่างกันด้วยวิธี Bonferroni พบว่า คะแนนเฉล่ีย สูงข้นึ ตามระยะเวลาทเี่ ปล่ียนไป
พฤติกรรมการปรบั ตัวของนกั ศึกษาพยาบาลในระยะก่อน
การทดลอง และระยะหลงั การทดลองเสร็จสิ้น 1 สัปดาห์
และระยะติดตามผล 1 เดือน มีความแตกต่างกัน โดย
พบวา่ นักศกึ ษาพยาบาลมพี ฤตกิ รรมการปรับตวั ดีข้นึ ตาม
ระยะเวลาท่ีผ่านไป ท้ังน้ีอาจเน่ืองมาจากกลุ่มตัวอย่าง
สามารถนาผลการเรียนรู้และประสบการณ์ท่ีได้รับจาก
323

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปที ี่ 28 ฉบับที่ 3 ประจาเดอื น กนั ยายน – ธนั วาคม 2563

ข้อเสนอแนะ 2548. หนา้ 1-19.
จากการวิจัยเรื่องผลของโปรแกรมการเสริมสร้าง 6. Roy C, Andrews HA. The Roy adaptation

ความแข็งแกร่งในชีวิตต่อการปรับตัวของนักศึกษา คณะ model. 2nd ed. Stamford Connecticut: Appleton
พยาบาลศาสตร์ รุน่ ที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ผู้วิจัย & Lange; 1999.
มขี อ้ เสนอแนะดงั ตอ่ ไปน้ี
7. Burnard, P., Rahim, H. T., Hayes, D., Ed-
ข้อเสนอแนะในการนาผลการวจิ ยั ไปใช้ wards, D. A descriptive study of Bruneian student
1. ควรมีนาโปรแกรมการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง nurses’ perception of stress. Nurse Education To-
ในชีวิตต่อการปรับตัวของนักศึกษาพยาบาล ไปเป็นส่วน day 2007; 27: 808-818.
หน่ึงของกิจกรรมการเตรียมความพร้อมนักศึกษาใหม่
เพ่ือให้นักศึกษาช้ันปีที่ 1 เกิดความแข็งแกร่งในชีวิต 8. Joseph, J. M. The resilient child: Prepar-
สามารถปรับตัวต่อการเป็นนักศึกษาพยาบาลได้อย่างมี ing today’s youth for tomorrow’s world. New
ประสิทธภิ าพ York: Plenum Books; 1994.
2. อาจารย์สามารถนารูปแบบโปรแกรมการ
เสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิตไปประยุกต์ใช้ในการ 9. มารุต พัฒผล. การจัดการเรียนรู้ที่เสริมสร้างการ
เสริมสร้างการปรับตัวให้กับนักศึกษาพยาบาลได้ในแต่ละ รู้คิดและความสุขในการเรียนรู้. พิมพ์ครั้งท่ี 2. กรุงเทพฯ:
ชน้ั ปี จรัลสนิทวงศก์ ารพิมพ;์ 2557.
ข้อเสนอแนะในการวิจยั คร้ังต่อไป
การศึกษาครง้ั น้ีเปน็ การวจิ ยั แบบกึ่งทดลอง (Quasi- 1 0 . Grotberg, E. H. A guide to promoting
experimental research) แบบกลุ่มเดียว วัดผลก่อนหลัง resilience in children: Strengthening the human
การทดลอง เน่ืองจากมีข้อจากัดของจานวนกลุ่มตัวอย่าง spirit. The Hague: The Bernard van Leer Founda-
ดังนั้นในการวิจัยคร้ังต่อไปควรมีการศึกษาวิจัยในรูปแบบ tion; 1995.
การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมเพื่อให้การศึกษาวิจัย
มีความนา่ เชือ่ ถือและมปี ระสิทธภิ าพเพิ่มมากขึ้น 11. Hodges, H. F., Keeley, A. C., Grier, E. C.
เอกสารอ้างอิง Professional resilience, practice longevity, Parse’s
1 . Janice, R. E., Celia, L. H. Nursing in to- theory for baccalaureate education. Journal of
day’s world . 5thed. Philadelphia: J. B. Lippincott; Nursing Education 2005; 44: 548-554.
1995.
2. ปราณี อ่อนศร,ี สายสมร เฉลยกิตติ. การจัดการ 12. Wilks, S. E., Spivey C. A. Resilience in
เรียนรู้ทางการพยาบาลเพื่อสร้างความสุข: บทบาทของ undergraduate social work students: Social sup-
ผูส้ อนและผู้เรียน. ว.พยาบาลทหารบก 2556; 14(1): 8-16. port and adjustment to academic stress. Journal
3 . Usawasiriroj, W. Happiness index of of Social Work Education 2010; 29: 276-288.
Chiangmai University’s students. Chiangmai:
Chiangmai University; 2012. 13. McAllister, M., McKinnon, J. The im-
4. Arnett, J. J. Adolescence and emerging portance of teaching and learning resilience in the
adulthood: A cultural approach. Upper Saddle health disciplines: A critical review of the litera-
River, NJ: Prentice-Hall; 2001. ture. Nurse Education Today 2009; 29: 371-379.
5. ศิริไชย หงษส์ งวนศร.ี พัฒนาการทางจิตใจ. ใน: มา
โนช หล่อตระกูล, ปราโมทย์ สุคนิชย์,บรรณาธิการ. จิตเวช 14. ระบบบริการการศึกษาออนไลน์ มหาวิทยาลัย
ศาสตร์ รามาธิบดี. กรุงเทพฯ: บียอนด์ เอ็นเทอร์ไพรช์; ราชภัฏบุรีรัมย์ [อินเทอร์เน็ต]. 2562 [เข้าถึงเมื่อ 8
เมษายน 2562]; เข้าถึงได้จาก: http://reg.bru.ac.th/
registrar/instructor.asp?avs642677277=160%22

15. Polit DF, Hungler BP. Nursing re-
search:principles and methods. Philadelphia:
J.B.Lippincott Company; 1983.

16. นันทิชา บุญละเอียด. การปรับตัวของนิสิต
ระดบั ปรญิ ญาตรีชั้นปีท่ี 1 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย

324

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
บูรพา [วิทยานิพนธ์]. ชลบุรี: มหาวทิ ยาลยั บรู พา; 2554.
17. เพ็ญประภา ปริญญาพล.. ความยืดหยุ่นและ
ทนทานของนักศกึ ษามหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์ วิทยา
เขตปัตตานี. ว.สงขลานครินทร์ ฉบับสังคมศาสตร์และ
มนุษยศาสตร์ 2550; 13(2): 137-153.
18. Donelson, R. Group Dynamics. Califor-
nia: Wadsworth Cengage Learning; 2010.
19. ธนพล บรรดาศักด,ิ์ ชนัดดา แนบเกษร,ดวงใจ
วัฒนสนิ ธ.ุ์ ผลของโปรแกรมการเสริมสรา้ งความแขง็ แกรง่
ในชีวติ ต่อความสุขในการเรียนร้ขู องนกั ศกึ ษาพยาบาล. ว.
สันตศิ ึกษาปริทรรศน์ มจร 2560; 5(3): 195-208.
20. กนกพร เรืองเพิ่มพูล, นฤมล สมรรคเสวี, พัช
รินทร์ นินทจันทร์. ผลของโปรแกรมเสริมสร้างความ
แ ข็ ง แ ก ร่ ง ใ น ชี วิ ต ต่ อ ค ว า ม วิ ต ก กั ง ว ล ข อ ง นั ก ศึ ก ษ า
พยาบาล. รามาธิบดีพยาบาลสาร 2558; 21(2): 259-
274.
21. อาภรณ์ อุ่นธวัชนัดดา, อัมพร อรุณศรี.
ผ ล ก ร ะ ท บ ก า ร มี ส่ ว น ร่ ว ม กิ จ ก ร ร ม ข อ ง นั ก ศึ ก ษ า
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในปีการศึกษา 2548. ว.
สงขลานครินทร์ฉบับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
2551; 14(3): 432-445.
22. เพ็ญพิไล ฤทธาคณานนท์. พัฒนาการมนุษย์.
กรงุ เทพฯ: ธรรมดาเพรส; 2549.

รับต้นฉบบั : 28 พฤษภาคม 2563, ได้รบั บทความปรบั ปรุง: 20 พฤศจกิ ายน 2563, รบั ลงตีพมิ พ์: 24 พฤศจิกายน 2563
325

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีท่ี 28 ฉบบั ท่ี 3 ประจาเดือน กันยายน – ธันวาคม 2563

คุณภาพชวี ติ ของเดก็ ธาลัสซีเมยี ชนดิ เบตา้ และผู้ดแู ลทม่ี ารบั บรกิ ารที่โรงพยาบาลน้าโสม
ภูผา วงศ์รัศมีเดือน อว.เวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลน้าโสม จงั หวัดอดุ รธานี

บทคัดยอ่
โรคธาลัสซีเมียชนิดเบต้าเป็นโรคทางกรรมพันธุ์ ทาให้สุขภาพไม่เหมือนคนปกติทั่วไป มีอาการซีด เหนื่อยง่าย และ
ต้องพ่ึงพาการให้เลือดในระยะยาว จึงอาจส่งผลให้คุณภาพชีวิตของท้ังครอบครัวต่าลงได้ การวิจัยเชิงคุณภาพน้ี มี
วัตถุประสงค์ (1) เพ่ือศึกษาความเข้าใจของโรคธาลัสซีเมียและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กธาลัสซีเมียชนิดเบต้าตามมุมมอง
ของทั้งผูป้ ว่ ยและผ้ดู แู ลในโรงพยาบาลนา้ โสม (2) เพอื่ ศึกษาผลกระทบต่อผู้ดูแลของผู้ป่วยเด็กธาลัสซีเมียชนิดเบต้า (3) เพ่ือ
ศึกษาประโยชน์ของคลินิกธาลัสซีเมียในโรงพยาบาลชุมชน (4) เพ่ือศึกษาแนวทางในการพัฒนาคลินิกธาลัสซีเมียให้ดีข้ึน
ต่อไป คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงในผู้ป่วยธาลัสซีเมียชนิดเบต้า อายุไม่เกิน 18 ปี และผู้ดูแลที่เข้ารับการรักษาใน
คลินิกธาลัสซีเมียโรงพยาบาลน้าโสมโดยการให้เลือดแบบเป็นประจามาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี จานวน 17 คน โดยแบ่งเป็น
ผู้ดูแล 9 คน และผู้ป่วยอีก 8 คน ใช้ระยะเวลาในการศึกษาต้ังแต่เดือนสิงหาคม 2561 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2561 โดย
สัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้าง (In-depth semi-structured interview) ใช้แบบสัมภาษณ์ดัดแปลงคาถามจาก Pediatric
quality of life inventory version 4.0 และวิเคราะหผ์ ลโดยวเิ คราะห์ตามเน้ือหา (content analysis)
ผลการศึกษา คุณภาพชีวิตด้านต่าง ๆ ของผู้ป่วยธาลัสซีเมียชนิดเบต้าท่ีพ่ึงการให้เลือด สามารถเรียงลาดับได้ดังนี้
ด้านสังคม อยู่ในระดับดีที่สุด ด้านร่างกาย สามารถทากิจวัตรประจาวันได้ออกกาลังกายได้มี ข้อจากัดอยู่บ้าง ข้อจากัด
ดังกล่าวสามารถแกไ้ ขไดด้ ้วยการรับเลือดเปน็ ประจา ด้านโรงเรียนผูป้ ว่ ย ไม่มีปัญหาเรื่องการเรียนแต่การรกั ษาอาจทาใหข้ าด
เรียนได้ ด้านอารมณ์ ผู้ป่วยกังวลเรื่องการรักษา การหายจากโรคและการผ่าตัด ส่วนของผู้ดูแลมีผลกระทบด้านเศรษฐกิจ
การเดินทาง ผลกระทบดังกล่าวจะมีมากข้ึนหากต้องไปรักษาท่ีโรงพยาบาลอุดรธานี อีกผลกระทบหน่ึงคือเร่ืองความกังวล
ต่าง ๆ เก่ียวกับผู้ป่วย โดยคลินิกธาลัสซีเมีย ช่วยผู้ป่วยด้านร่างกายมากท่ีสุด และช่วยลดผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการ
เดนิ ทางได้มากที่สุด การพัฒนาควรใหข้ อ้ มลู เกย่ี วกบั ตัวโรคใหผ้ ้ปู ่วยและผ้ดู ูแลไปจนถงึ คลนิ ิกฝากครรภใ์ ห้มากขนึ้
สรุปคุณภาพชวี ิตผปู้ ว่ ยในด้านสังคมอยู่ในระดับดีท่ีสุด ด้านร่างกาย โรงเรียน และอารมณ์ระดับรองลงมาตามลาดับ
ผลกระทบต่อผู้ดูแลมีด้านเศรษฐกิจ การเดินทางและด้านอารมณ์ คลินิกธาลัสซีเมียช่วยด้านร่างกายผู้ป่วยและช่วยท้ังด้าน
เศรษฐกิจและการเดินทางของผู้ดูแล ควรพัฒนาคลนิ ิกเร่อื งการให้ขอ้ มูลให้ครอบคลมุ มากข้ึน
คาสาคัญ: คุณภาพชวี ติ , ผู้ปว่ ยเดก็ ธาลัสซเี มียชนิดเบตา้ , ผดู้ ูแลหรือครอบครัว

Corresponding author: นพ.ภผู า วงศร์ ศั มเี ดือน โทรศพั ท์ 083-6763679 E-mail: [email protected]
โรงพยาบาลนา้ โสม 6 หมู่ 1 ตาบลศรสี าราญ อาเภอนา้ โสม จังหวดั อุดรธานี 41210

326

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal

Quality of life of Beta-thalassemia patients and caregivers, Namsom hospital
Poohpah Wongrassameeduen, Family Medicine, Namsom Hospital, Udonthani

Abstract
Beta thalassemia is a hereditary disease which cause pale and fatigue. Their symptoms need
regular blood transfusion for long period. These symptoms may cause low quality of life of both
patients and caregivers. This qualitative research had objective (1) To examine patients and caregivers
knowledge on thalassemia perception and quality of life of beta-thalassemia pediatric patients in
Namsom Hospital (2) To study the affected on quality of life of caregivers of beta-thalassemia pediatric
patients (3) To study benefits of Thalassemia clinic in community hospital (4) To find out the way to
improvement the Thalassemia clinic. A qualitative research consisted of 17 participants (9 caregivers and
8 patients) by purposive-sampling in beta-thalassemia patients aged under 18 years old who were
visited to Thalassemia clinic, Namsom hospital by regular blood transfusion for at least 1 year. The
study was beginning in August to November 2018 by in-depth semi-structured interview using
interviewing form, modified from Pediatric quality of life inventory version 4.0 and analysis by content
analysis.
Result: The results of quality of life of beta-thalassemia patients shown that social aspect is the
best. Physical aspect they can do daily activities, exercise but have some limitations and can be solved
by regular blood transfusion. School aspect, there is no problem in learning but may lead to miss a
class sometime. Emotional aspect, patients are concerned about treatment process, prognosis of
disease and surgery. In part of caregivers, there is impact on economy, transportation and the impact
will be more if having to go to Udonthani Hospital. Another impact is concern about patients.
Thalassemia clinic can help physical aspect the most in patients group and help economy and
transportation in caregivers group. Future development should provide information about the disease to
patients and caregivers and extend to antenatal clinics.
Conclusion: The quality of life of patients, the social aspect is the best followed by physical,
school and emotional respectively. The impact on caregivers is economy and transportation.
Thalassemia clinic helps physical aspect the most in patients and help economy and transportation in
caregivers group. More comprehensive information is a plan to do.
Keywords: Quality of life, beta-thalassemia patients, caregivers or families

327

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปที ี่ 28 ฉบับที่ 3 ประจาเดือน กนั ยายน – ธันวาคม 2563
บทนา ในโรงพยาบาลนา้ โสมและครอบครัว วา่ เป็นอย่างไร
วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั (Objectives)
ธาลัสซีเมียเป็นโรคโลหิตจางชนิดหนึ่งท่ีสามารถ
ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ ผู้เป็นพาหะท่ีมีสุขภาพร่างกาย 1. เพื่อศึกษาความเข้าใจของโรคธาลัสซีเมียและ
เหมอื นคนปกตทิ ั่วไป ทาใหไ้ ม่ทราบว่าตนเองเปน็ พาหะมยี นี คุณภาพชีวิตของผ้ปู ว่ ยเดก็ ธาลสั ซีเมียชนดิ เบต้าตามมุมมอง
ผิดปกติแฝงอยู่ ร่วมกับมีคู่สมรสที่มียีนผิดปกติเช่นเดียวกัน ของทัง้ ผูป้ ว่ ยและผ้ดู แู ลในโรงพยาบาลนา้ โสม
จะสามารถถ่ายทอดยีนที่มีความผิดปกติรวมกันไปสู่ลูก ทา
ใหล้ ูกเป็นผู้ป่วยโรคธาลสั ซเี มียได้1 ซ่งึ โรคนสี้ ามารถพบได้ใน 2. เพื่อศึกษาผลกระทบต่อผู้ดแู ลของผูป้ ่วยเด็กธาลัส
หลายๆพ้ืนท่ี ซ่ึงจะพบได้มากในประเทศแถบเมดิเตอร์เร ซเี มียชนิดเบต้า
เนียน ตะวันออกกลาง และเอเชีย โดยประเทศไทยนับเป็น
หนึ่งในประเทศที่พบโรคธาลสั ซเี มียได้บอ่ ย2 3. เพื่อศึกษาประโยชน์ของคลินิกธาลัสซีเมียใน
โรงพยาบาลชุมชน
ในประเทศไทยพบว่า มีประชาชนท่ีเป็นพาหะของ
โรคถึงร้อยละ 30-40 ของประชากรหรือประมาณ 18-24 4. เพื่อศึกษาทางแนวทางที่เป็นไปได้ในการพัฒนา
ล้านคน มีผปู้ ่วยเปน็ โรคประมาณรอ้ ยละ 1 หรอื ประมาณ 6 คลินกิ ธาลัสซีเมยี ในโรงพยาบาลให้ดขี น้ึ ต่อไป
แสนคน โดยอุบัติการณ์ของโรคแต่ละชนิดจะแตกต่างตาม ระเบยี บวธิ วี ิจัย
พ้ืนทแี่ ละภมู ิภาคกันไป ซ่ึงในทุก ๆ ปี จะมีเด็กเกิดใหม่เป็น
โรคธาลัสซีเมียถึง 12,125 คน หรือประมาณ 12 คนต่อเด็ก เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยสัมภาษณ์เชิงลึกแบบ
เกิดใหม่ 1,000 คน3 ส่วนอาการ มักจะมีอาการตั้งแต่เด็ก ก่ึงโครงสรา้ ง (in-depth semi-structured interview) ใน
ทาให้มีอาการซีด เหนื่อยง่ายเน่ืองจากเม็ดเลือดแดงแตก กลุ่มประชากรที่ต้องการ โดยแนวคาถามดัดแปลงจาก
และถกู ทาลายง่าย จนทาให้ร่างกายมีความพยายามในการ แ บ บ ส อ บ ถ า ม Pediatric quality of life inventory
สร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่ม จนทาให้ไขกระดูกที่ทาหน้าที่สร้าง version 4.04 โดยยังคงมุ่งเน้นถามเร่ืองคุณภาพชีวิต 4
เม็ดเลือดแดงทางานหนัก เป็นผลให้โพรงกระดูกขยาย เสีย ด้านคือด้านรา่ งกาย จติ ใจ สังคม และโรงเรียน
ทรง เชน่ ทาให้ลักษณะของใบหน้าเปลี่ยนไป หน้าผากหนา ประชากรท่ีศกึ ษา
โหนกแก้มสูง ดั้งจมูกยุบ ส่วนเม็ดเลือดแดงที่ร่างกาย
พยายามสร้างมาก็เป็นเม็ดเลือดแดงท่ีผิดปกติ ก็ถูกทาลาย ผู้ป่วยธาลัสซีเมียชนิดเบต้าท่ีพึ่งการเข้าเลือดเป็น
เช่นเดิม ทาให้ผู้ป่วยมีอาการซีดเรื้อรัง ในขณะเดียวกัน ประจาที่เข้ารับการรักษาในคลินิกธาลัสซีเมียโรงพยาบาล
อวยั วะท่ีทาหน้าทกี่ าจัดเม็ดเลอื ดแดงคือ มา้ ม และ ตับ ตอ้ ง น้าโสมและผู้ดูแลผู้ป่วยท่ีมีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข้า
ทางานหนักมากขนึ้ จึงทาให้ทัง้ ม้ามและตบั มีขนาดใหญ่ขึ้น ระยะเวลาในการศึกษาต้ังแต่เดือนสิงหาคม ถึงเดือน
นอกจากนี้ผู้ปว่ ยยงั มกี ารเติบโตชา้ ตัวเลก็ ตาเหลือง เหนื่อย พฤศจิกายน 2561
ง่าย ตดิ เช้อื งา่ ย และมีภาวะแทรกซอ้ นอ่นื ๆ ตามมาอกี 3
เกณฑค์ ัดเขา้
ด้านการรักษาผู้ป่วยธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงต้อง 1. ผู้ป่วยธาลัสซีเมียชนิดเบต้าที่เข้ารับการรักษาใน
รับเขา้ เลอื ดเป็นประจา หากดูแลได้ดี ผู้ป่วยจะมีการเติบโต คลนิ กิ ธาลสั ซเี มียโรงพยาบาลนา้ โสม โดยได้รับการเขา้ เลือด
ใกล้เคียงเด็กปกติ และมีคุณภาพชีวิตท่ีดีขึ้น แต่การรักษา แบบต่อเน่ือง (High transfusion regimen) และผู้ดูแล
มักจะมีผลต่อครอบครอบครัวของผู้ป่วย เช่น ความวิตก ของผู้ป่วย
กังวล ความเครียด ผู้ปกครองต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย 2. ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาชนิดดังกล่าวไม่น้อย
การเดินทางมารักษาท่ีโรงพยาบาล ซ่ึงก็เป็นผลกระทบต่อ กว่า 1 ปี และผู้ดูแล ต้องดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องไม่น้อย
คุณภาพชีวิตของครอบครวั ทงั้ สนิ้ ซ่งึ โรงพยาบาลน้าโสมเป็น กว่า 1 ปี
โรงพยาบาล 60 เตยี งแหง่ เดียวในจังหวัดอุดรธานีที่มีคลินิก เกณฑก์ ารคัดออก
ธาลัสซีเมีย ดังนั้นผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาคุณภาพชีวิตของ 1. ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลท่ีไม่สามารถตอบคาถาม
ผู้ป่วยธาลัสซเี มยี ชนดิ เบต้าท่ีต้องพ่ึงการให้เลือดเป็นประจา สัมภาษณไ์ ด้
2. ผูป้ ว่ ยและผ้ดู ูแลไม่ยินยอมเข้าร่วมการวิจยั

328

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal

การวเิ คราะห์ข้อมลู ตารางที่ 1 ลักษณะพ้ืนฐานของผู้ป่วยและผู้ดูแล
ใช้วิธี การวิ เครา ะห์ตา มเนื้อหา ( Content (N=17) (ตอ่ )

analysis) โดยการถอดบทสัมภาษณ์แบบคาต่อคาและ ขอ้ มลู พื้นฐาน จานวน (ร้อยละ)
วเิ คราะห์โดยผูว้ จิ ยั
II. ลกั ษณะพน้ื ฐานของผ้ดู ูแล (n=9)
ผลการศึกษา
ข้อมูลพน้ื ฐานทว่ั ไปของประชากรท่ีศกึ ษา อายุเฉลี่ย 42.4 ปี Min-Max (26-63)
ลักษณะพ้ืนฐานของผู้ป่วย ผู้ป่วยจานวน 8 คน
เพศ 4 (44.44)
แบง่ เป็นเพศชาย 5 คน (ร้อยละ 62.50) และเพศหญิง 3 ชาย
คน (รอ้ ยละ 37.50) อายุเฉล่ยี 11.2 ปี (ระหวา่ ง 5-15 ปี) หญิง 5 (55.56)
การศึกษาส่วนใหญ่จบช้ันประถมศึกษา 5 คน (ร้อยละ การศึกษา
62.50) รองลงมาคือมัธยมศึกษา 3 คน (ร้อยละ 37.50) ประถมศกึ ษา 5 (55.56)
ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับบิดาหรือมารดามากท่ีสุด 5 มัธยมศกึ ษา 4 (44.44)
คน (รอ้ ยละ 62.50) สถานภาพ
สมรส 8 (88.89)
ลักษณะพื้นฐานของผู้ดูแล ผู้ดูแลผู้ป่วยจานวน 9 หมา้ ย 1 (11.11)
คน เป็นเพศหญิง 5 คน (ร้อยละ 55.56) มีอายุเฉล่ียของ อาชีพ
ผู้ดูแล 42.4 ปี (26-63 ปี) มีสถานภาพสมรส 8 คน (ร้อย เกษตรกร 5 (55.56)
ละ 88.89) ส่วนมากจบการศึกษาชั้นประถมศึกษา ร้อย รับจ้างทวั่ ไป 4 (44.44)
ละ 55.56 และผูด้ แู ลผู้ปว่ ยประกอบอาชีพเกษตรกร ร้อย รายได้
ละ 55.56 รายได้ส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 1,001-5,000 1,001-5,000 4 (44.44)
บาท/เดือน ร้อยละ 44.44) ความสัมพันธ์กับผู้ป่วยส่วน 5,001-10,000 2 (22.22)
ใหญ่เป็นบิดา/มารดา 5 คน (ร้อยละ 55.56) ผู้ดูแลส่วน 10,001-20,000 3 (33.33)
ใหญ่เร่ิมดูแลผู้ป่วยต้ังแต่เกิด 8 คน (ร้อยละ 88.89) ดัง ความสัมพันธ์กบั ผ้ปู ่วย
แสดงในตารางที่ 1 พ่อ/แม่ 5 (55.56)

ตารางท่ี 1 ลักษณะพื้นฐานของผู้ป่วยและผู้ดูแล ตา/ยาย 3 (33.33)
(N=17) น้า 1 (11.11)

ข้อมูลพ้นื ฐาน จานวน (ร้อยละ) ระยะเวลาการดูแลผู้ปว่ ย
I. ลักษณะพนื้ ฐานของผปู้ ่วย (n=8) ต้ังแต่เกิด 8 (88.89)
อายุเฉล่ีย 11.2 ปี Min-Max (5-15) ตง้ั แต่อายุ 3 เดือน 1 (11.11)
เพศ
ชาย 5 (62.50) 1. การเกิดโรคโรคธาลัสซีเมียในความคิดของ
หญงิ 3 (37.50) ผู้ป่วย
5 (62.50)
การศกึ ษา 3 (37.50) ในกลุ่มผู้ป่วยทั้งหมด 8 ราย มีผู้ป่วยที่รู้จัก
ประถมศึกษา 5 (62.50) โรคธาลัสซีเมีย 5 คน (รอ้ ยละ 62.50) รู้จกั โรคธาลสั ซเี มีย
มัธยมศึกษา เพียงเป็นโรคเลือด แต่ไม่ทราบว่าเกิดได้อย่างไร แต่
สามารถอธิบายอาการ และการรักษาได้อย่างดี จากการ
สถานภาพครอบครวั สัมภาษณ์เชิงลึก พบว่า จะรู้จักเพียงว่าเป็นแค่โรคเลือด
อาศัยอยู่กบั บิดา/มารดา หรือ โรคเลือดจางเท่านั้น ไม่ทราบว่าการเกิดโรคเกิดได้
อาศยั อย่กู บั ตา/ยาย 2 (25.00) อยา่ งไร ดงั นี้
อาศยั อยู่กบั ญาติ 1 (12.50)

329

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปที ี่ 28 ฉบบั ที่ 3 ประจาเดอื น กนั ยายน – ธันวาคม 2563
ผู้ปว่ ยรายท่ี 1 “โรคเลือดครบั รู้เทา่ นี้ครับ ไม่รู้ว่าจะ
ผู้ป่วยรายที่ 2 “เล่นกับเพื่อนได้ครับ เพ่ือนไม่ล้อ
เกดิ จากอะไรครับ” ครบั มีเพอื่ นสนทิ เยอะ”
ผู้ป่วยรายท่ี 3 “เป็นโรคเลือดครับ ไม่รู้ว่าเกิดจาก
ผู้ป่วยรายท่ี 3 “เพ่ือนไม่ค่อยเล่นด้วยเพราะเพ่ือน
อะไร” กลัวหอบขึ้น กลัวถูกคุณครูด่าครับ มีเพ่ือนสนิทอยู่ครับ
ผู้ป่วยรายที่ 4 “เป็นโรคเลือดครับ เกิดจากแม่ไม่กิน เพอื่ นไม่เคยลอ้ เรือ่ งเกยี่ วกบั โรค เพ่อื นบางคนกบ็ อกวา่ อย่า
มารังแกผม เด๋ียวผมจะหอบขึ้นครับ โดยส่วนใหญ่เพื่อน
ยาเลือดตอนทอ้ ง” ชอบชวนผมไปเล่นฟุตบอลครบั ”
ผู้ป่วยรายท่ี 7 “เป็นโรคเลือดจางเกิดจากตัวเราเอง
ผู้ป่วยรายท่ี 4 “เล่นกับเพื่อนได้ตามปกติ มีเพ่ือน
แต่ไมร่ ู้วา่ เกดิ มาไดย้ ังไง” สนิท 2 คนครับ ชื่อ ลีโอกับฟิล์มครับ เพื่อนผมไม่แกล้งไม่
ผู้ปว่ ยรายท่ี 8 “รู้จักค่ะ เกิดจากยีนของพ่อกับแม่ มี ล้อครับ สว่ นใหญเ่ ลน่ เตะบอลครบั เตะได้ 1 ชม.กเ็ หนอ่ื ยถ้า
เหน่ือยจะน่ังพกั เพื่อนก็จะมานั่งเปน็ เพ่ือน”
เลือดจึงสง่ ผลมาหาเรา”
มีผู้ป่วยที่รู้จักโรค และสามารถอธิบายได้มากข้ึน 2 ผู้ป่วยรายที่ 5 “เล่นกับเพ่ือนได้ มีเพื่อนสนิท เพื่อน
ไมล่ ้อ”
คน (ร้อยละ 25.00) โดยสามารถบอกได้ว่า เกิดจากการไม่
สร้างเม็ดเลือดแดง 1 คน และรู้จักถึงการเกิดโรคจาก ผู้ป่วยรายที่ 6 “เล่นกับเพ่ือนได้นะคะ ไม่มีใครล้อ
กรรมพันธอุ์ กี 1 คน ไดแ้ ก่ คะ่ ”

ผู้ป่วยรายท่ี 5 “รู้จักครับ เป็นโรคเลือดมันไม่สร้าง ผู้ป่วยรายที่ 7 “ไม่มีปัญหาค่ะ เล่นกับเพื่อนได้ปกติ
เมด็ เลอื ดแดงครับ” คะ่ ”

ผู้ป่วยรายที่ 6 “รู้จักค่ะ เกิดจากยีนของพ่อกับแม่ มี ผปู้ ว่ ยรายที่ 8 “เลน่ กับเพอ่ื นได้ตามปกติ”
เลอื ดจงึ ส่งผลมาหาเรา” 2.2 ด้านรา่ งกาย
ผู้ป่วย 5 คน (ร้อยละ 62.50) คิดว่า โรคธาลัสซีเมีย
2. คุณภาพชวี ิต มีผลกระทบทางด้านร่างกายคือ สามารถออกกาลังกายได้
ผู้ป่วยร้อยละ 87.50 มองคุณภาพชีวิตว่าด้านสังคม แต่มีข้อจากัดอยู่บ้าง แต่ในทางกลับกัน ผู้ป่วยสามารถใช้
ดีที่สุด มีเพ่ือนสนิทและไม่มีปัญหาล้อเลียนอย่างใด แต่อีก ชีวิตประจาวันได้ ช่วยงานพ่อแม่ได้ตามปกติ โดยแบ่งเป็น
3 ด้านนั้น มีผู้ป่วยที่ให้ความเห็นแตกต่างกันออกไป ด้าน รายบุคคลดังนี้
ร่างกายมีขอ้ จากัดแตส่ ามารถทากจิ วตั รได้ ออกกาลงั กายได้ ผู้ปว่ ยรายที่ 3 “ออกกาลังกายได้แต่เหนื่อยเร็ว เดิน
ค่อนข้างใกล้เคียงกับเด็กปกติ หากได้รับการเข้าเลือดเป็น จากวัดป่าภูก้อนจนสุดภูเขาเลยครับค่อยเหนื่อย เล่นกับ
ประจา ดา้ นโรงเรียนส่วนของการเรียนท่ัวไป ผู้ป่วยท้ังหมด เพอ่ื นได้ตามปกติ เล่นกฬี าไดท้ กุ อย่างครับ แต่แค่จะเหนื่อย
มองว่าไมม่ ีปัญหาใด ๆ แต่มบี างสว่ นท่ีคิดว่าการรักษาทาให้ เรว็ กนิ ขา้ วได้ นอนได้ ไมม่ ีอาการเจ็บปวดอะไรครับ”
ขาดเรียน มีผลกระทบด้านเรียนจากการรักษาร้อยละ ผู้ป่วยรายท่ี 4 “เล่นได้ไม่นานก็เหนื่อย เล่นไม่ถึง
37.50 ดา้ นอารมณม์ ีผูป้ ่วยรอ้ ยละ 37.50 มีความกังวลด้าน นาที ส่วนใหญ่ชอบเล่นไล่แปะ ว่ิงเล่นได้ 2 นาทีก็เหน่ือย
ตา่ ง ๆ ดงั น้ี เวลาเหนื่อยจะบอกเพ่ือนว่าพักก่อนค่อยเล่นต่อ เวลาวิ่ง
2.1 ดา้ นสงั คม เลือดจะลดลงทีละนดิ บางครงั้ ก็หายใจไม่ออก เปน็ บอ่ ย แต่
ผู้ปว่ ยท้ัง 8 คน (ร้อยละ 100.00) คิดว่า ไม่มีปัญหา จะเปน็ มากเวลาว่ิงนาน ๆ เวลาเกิดอาการจะนั่ง นอน หรือ
การเขา้ สงั คม สามารถเข้ากับเพอ่ื น ๆ ได้ เพ่ือน ๆ เข้าใจใน กินยาแอนตาซิลแล้วอาการก็จะค่อย ๆ หายครับ ท่ีบ้านผม
ตัวโรคท่ีเป็น ไม่มีการล้อเลียนว่าผู้ป่วยไม่เหมือนเด็กคน ก็จะช่วยที่บ้านหยอดน้ากรดเวลาพ่อแม่กรีดยางครับ สวน
อื่น ๆ มีสัมพันธภาพท่ีดีกับเด็กวัยเดียวกัน โดยแบ่งเป็น ยางทพ่ี ่อแมไ่ ปรับจา้ งเป็นภเู ขาครับ ผมก็ทาได้อยคู่ รบั ”
รายบคุ คลดังนี้ ผู้ป่วยรายท่ี 5 “จะเหน่ือย ออกกาลังกายนานไม่ได้
ผู้ปว่ ยรายที่ 1 “เล่นกบั เพ่อื นได้ เพอื่ นไม่ล้อเกี่ยวกับ เล่นกีฬา 1 ชม.ก็เหน่ือยครับ แต่ใช้ชีวิตประจาวันได้ กินได้
โรคครับ มีแต่ล้อพ่อด่าแม่ครับ มีเพื่อนสนิท 4-5 คนครับ นอนได้ ไม่ปวด ไม่เจบ็ ครบั ”
เวลาเล่นกับเพื่อนถ้าเหนื่อยก็จะหยุดพัก พอหายแล้วก็จะ
เลน่ ตอ่ ” 330

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal

ผู้ป่วยรายที่ 7 “ครูจะไม่ให้วิ่งค่ะ แต่คนอื่นเค้าวิ่ง ผู้ป่วยรายท่ี 8 “กังวลว่าถ้าเราเรียนจบ ม.6 แล้ว
ได้ เราจะได้ออกกาลังกายน้อยกว่าคนอ่ืนค่ะ เวลาเล่น จะไปต่อมหาวิทยาลัย ไม่แน่ใจว่าจะได้เข้าเลือดยังไง
กีฬาครจู ะไม่ใหเ้ ล่นคะ่ ครจู ะให้นง่ั เฉย ๆ ค่ะ เวลาครสู อน เพราะต้องห่างกับพ่อกับแม่ กังวลเร่ืองการรักษา กลัวไม่
จะให้ออกกาลังกายแต่เวลาสอบจะไม่มีอะไรแบบน้ีค่ะ มที ่ีทีจ่ ะรกั ษา”
เวลาว่ิงเอาคะแนนครูจะให้ว่ิงน้อยกว่าคนอ่ืน ว่ิงได้ 3
รอบสนามฟุตบอล โรงเรียนโสมพิทย์ค่ะ หนูชอบเล่น 2.4 ด้านโรงเรียน
ปิงปอง เพราะมันไม่ได้เหนื่อยมาก เล่นได้ 1 ชม.ค่อย ผู้ป่วยทั้ง 8 คน (ร้อยละ 100.00) คิดว่าโรคธาลัส
เหนือ่ ยแตเ่ พอ่ื นกเ็ หน่อื ยเหมอื นกนั ไมม่ เี จบ็ ไม่ปวดคะ่ ” ซีเมีย ไม่ได้ส่งผลกระทบกบั การเรียน สามารถเรียนเข้าใจ
ได้ แต่ความชอบในวิชานั้นแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
ผู้ป่วยรายท่ี 8 “ออกกาลังกายได้แต่เหน่ือยง่าย โดยแบ่งเป็นรายบคุ คลดังน้ี
บางครั้ง ชอบเลน่ ฟตุ บอล สามารถเล่นได้จนจบเกมส์เลย ผู้ป่วยรายท่ี 1 “เรียนหนังสอื ไม่ค่อยเกง่ ครับ เรยี น
ครับ ใช้ชีวิตประจาวันได้ครับ ไม่มีอาการเจ็บไม่ปวด อยชู่ นั้ ป.5 คุณครไู มย่ อมบอกครบั ว่าสอบไดท้ ี่เท่าไหร่ครับ
ครับ” มีเพื่อนทั้งหมด 33 คน เวลาครูสอนก็เข้าใจทุกวิชา ชอบ
วชิ าคณิตศาสตรค์ รบั ”
และมีผู้ป่วยอีก 3 คน (ร้อยละ 37.50) คิดว่า ตัว ผู้ป่วยรายท่ี 2 “เรียนไม่ค่อยเก่ง ตอน ป.1 สอบ
โรคไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจาใด ๆ แม้การ ได้ท่ี 11 จากท้ังหมด 31 คน แต่ปีนี้ยังไม่รู้ครับ เรียน
เล่นกีฬาก็ตาม อาการเหน่ือยอาจจะมีบ้างเป็นบางครั้ง เขา้ ใจ อ่านออกเขยี นไดอ้ ยู่ครบั ”
และสามารถแก้ไขไดด้ ว้ ยการใหเ้ ลอื ด ผู้ป่วยรายท่ี 3 “ดีอยู่ครับ สอบได้ท่ีเท่าไหร่ครูยัง
ไม่ได้บอกครับ ปีที่แล้วก็จาไม่ได้แล้วครับ แหะ ๆ ผมคัด
ผู้ป่วยรายท่ี 1 “ทาให้เหนื่อยและอ่อนเพลียครับ หนังสือไวครับ แต่ว่าตอบคาถามไม่ค่อยถนัดครับ
แต่ของผมออกกาลังกายได้ ทาได้หลายอย่างครับ ว่ิง อย่างเช่นภาษาไทย กับวิทยาศาสตร์ครับ ผมไม่ค่อย
กระโดดได้ กินข้าวได้ นอนหลับได้ ทางานได้ช่วยแม่ได้ เข้าใจครับ ส่วนวิชาท่ีชอบก็คณิตฯ ครับ บวกลบคูณหาร
ล้างจานกวาดบ้าน จะล้างตอนเย็น ครั้งละ 30 กว่าใบไม่ ผมทาได้หมดครบั ”
คอ่ ยเหนื่อยครบั ถา้ ทางานบา้ น” ผู้ป่วยรายที่ 4 “ไม่มี เรียนทันเพื่อนอยู่ครับตอนน้ี
ยังไม่รู้ว่าสอบได้ที่เท่าไหร่ครูยังไม่บอกครับ แต่ป.1 สอบ
ผู้ป่วยรายท่ี 2 “ออกกาลังกายได้ตามปกติ เล่น ได้ท่ี 9 มีเพื่อนทั้งหมด 18 คน ผมชอบคณิตศาสตร์อยู่
กีฬาได้ ใช้ชีวิตประจาวันได้ตามปกติ อาการเหน่ือย เพราะมันไม่ไดจ้ ดเยอะครบั แล้วก็มันก็งา่ ยด้วยครบั ”
นาน ๆ ทจี ะเปน็ เป็น ถ้าเหนือ่ ยก็เลน่ กบั เพือ่ นไมค่ ่อยได้” ผู้ปว่ ยรายท่ี 5 “เรยี นเข้าใจคะ่ ชอบวชิ าภาษาไทย
เพราะได้ท่องกลอน”
ผู้ป่วยรายท่ี 6 “ถา้ ช่วงก่อนเข้าเลือดจะออกกาลัง ผู้ป่วยรายที่ 6 “ไม่มีผลกระทบกับการเรียน สอบ
กายได้แค่ 20 นาที แต่เขา้ เลอื ดแล้วกเ็ ลน่ กีฬาได้ทุกอย่าง ไดท้ ี่ 7 ท่ี 8 มเี พ่ือนทัง้ หมด 32 คน”
เล่นได้นานอยู่ค่ะ ไม่มีผลกับการใช้ชีวิตประจาวัน ไม่ ผปู้ ว่ ยรายท่ี 7 “ไมม่ คี ะ่ เรียนรู้เร่อื งคะ่ ”
เจ็บปวด” ผู้ป่วยรายที่ 8 “ไม่มผี ลกระทบกบั การเรียน”
ผลการสัมภาษณ์ผู้ดแู ล
2.3 ดา้ นอารมณ์ 1. การเกิดโรคโรคธาลัสซีเมียในความคิดของ
ผู้ป่วย 5 คน (ร้อยละ 62.50) ไม่มีความเครียด ผูด้ ูแล
หรือความกังวลที่เก่ียวกับตัวโรค หรือเร่ืองอื่น ๆ แต่มี มีผู้ดูแลรู้จักโรคและสามารถอธิบายการเกิด
ผู้ป่วยอีก 3 คน (ร้อยละ 37.50) มีความกังวลที่เกี่ยวกับ โรคธาลสั ซีเมียได้ท้ังหมด 6 คน (รอ้ ยละ 66.67) โดยส่วน
ตัวโรค ผู้ป่วยกลัวจะที่จะเป็นโรคจนถึงตอนโต กลัวการ ใหญ่จะเข้าใจว่าเป็นการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ โดย
ผ่าตัด และกลัวเร่ืองอนาคตในการรักษา โดยแบ่งเป็น แบง่ เป็นรายบุคคลดังน้ี
รายบุคคลดังน้ี
ผู้ป่วยรายท่ี 3 “ก็กลัวอยู่ครับ กลัวมันจะเป็นจน
โตครบั ผมอยากหายครบั ”
ผู้ป่วยรายที่ 6 “กลัวว่าเวลาไปตรวจหมดจะ
ตรวจดมู า้ ม ถา้ ม้ามโตหมอจะผ่า หนกู ลัวไดผ้ า่ ตดั คะ่ ”
331

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปที ี่ 28 ฉบับท่ี 3 ประจาเดอื น กนั ยายน – ธันวาคม 2563
ผู้ดูแลผู้ป่วยรายท่ี 1 “เป็นตามกระแสเลือดที่เคยมี
แรง ปกติสามารถเตะตะกร้อได้ตามปกติ ครูห้ามก็ไม่ฟัง
มา มีญาติจาก จ.เลย เป็นญาติของพ่อก็เลยมาสู่ลูก เห็น น้องบอกวา่ ไมเ่ หนือ่ ย ใช้ชวี ิตได้ตามปกติ เขาชอบ แต่แปลก
เป็นมา 3-4 รายทอี่ ยูบ่ า้ นเปน็ เหมือนกนั ” ตรงที่ คนเป็นโรคจะมีความจาดี เรียนรู้ได้ไวกว่า ไม่มีผล
ทางด้านสมอง/น้องไม่มีอาการปวดใด ๆ”
ผู้ดแู ลผ้ปู ว่ ยรายท่ี 3 “เกดิ มาจากกรรมพันธ์ุ ทางพ่อ
ทางแม่เปน็ พาหะ ทาใหส้ ง่ มาหาลูก” ผู้ดูแลผู้ป่วยรายที่ 8 “แกก็ดูปกตินะ เหมือนเด็กคน
อ่ืนนะ เวลาโรงเรียนมีกิจกรรมอะไร มีงานอะไรก็เข้าร่วม
ผู้ดูแลผู้ป่วยรายที่ 4 “ตามที่หนูรู้จักหนูเป็นพาหะ ป้าก็ถามแกว่า ไม่เหน่ือยเหรอ แกก็จะตอบว่า ไม่เหน่ือย
แฟนเป็นพาหะ แล้วได้เลือดมารวมกัน ก็เลยทาให้ลูกเป็น อยากไป เล่นกีฬา เล่นทุกอย่างแบบท่ีแกอยากจะเล่น ป้า
โรค” เคยไปแอบดูแกเพราะกลัวว่าแกจะเหน่ือยแล้วจะเป็นอะไร
ไป แกก็บอกป้าว่า ไม่เหน่ือยๆ จะเลน่ ๆ อยากได้ฟุตบอลป้า
ผู้ดูแลผู้ป่วยรายท่ี 5 “คิดว่าเกิดจากพ่อกับแม่ของ ก็ซื้อให้ แกก็เล่นของแก ก็ไม่เห็นว่าแกเหน่ือย ป้าว่า เขาก็
เขามีพาหะ พอมีนอ้ งแล้ว น้องก็เลยเป็นโรคออกมา” เหมือนกันเดก็ ปกตคิ นอื่น ๆ นะ”

ผู้ดูแลผู้ป่วยรายที่ 6 “อาจจะเป็นกรรมพันธ์ุ เพราะ 2.2 ด้านอารมณ์
ญาติทางสามีเป็นโรคนี้ พ่ีชายของแฟนเป็นโรคนี้ เป็น มีผู้ดแู ลท้ังหมด 7 คน (ร้อยละ 77.78) คิดว่า ผู้ป่วย
เหมอื นน้องเลย” ไม่มีความกังวลใด ๆ เก่ียวกับโรค โดยแบ่งเป็นรายบุคคล
ดังน้ี
ผู้ดูแลผู้ป่วยรายที่ 8 “เป็นทางกรรมพันธุ์มาจากพ่อ ผู้ดูแลผู้ป่วยรายที่ 1 “ช่วงที่อ่อนแอจะดูเหงาๆไป
กับแม่ เพราะเกล็ดเลือดไม่คอ่ ยดี ตอนที่พ่อกับแม่แกท้อง ก็ หน่อย แต่ไม่เจ็บไม่ปวด น้องไม่มีความกังวลอะไรนะครับ
ไม่รู้ว่าพ่อแม่แกเป็นไหม บอกป้าแต่ว่า พอคลอดน้องแล้ว เกย่ี วกับโรค เทา่ ทีไ่ ด้คยุ กนั ”
จะเอาน้องมาอย่ดู ้วยนะ” ผดู้ แู ลผู้ปว่ ยรายที่ 2 “ไมม่ คี วามกงั วลอะไรนะ”
ผู้ดูแลผู้ป่วยรายท่ี 4 “เขารู้ว่าเขาเป็นเขาสามารถ
และยงั มผี ดู้ ูแลเด็กอกี 3 คน (ร้อยละ 33.33) ที่ยังไม่ ปรบั สภาพเขาได้ เคยถามเขาว่าคิดยังไงว่าตัวเองไม่เหมือน
รจู้ ักโรคธาลัสซีเมยี เลย คนอ่ืนท่ีต้องไปเข้าเลือด เพ่ือนเรียก “บักข้ีโรค” เขาก็บอก
ว่าไม่ได้คิดอะไร เวลามาเข้าเลือดแม่ก็ถามว่ากลัวไหม น้อง
2. คุณภาพชวี ติ กบ็ อกวา่ ไม่ แกรวู้ ่าตัวเองเปน็ ก็ยอมรบั แกว่าแบบนนั้ ”
2.1 ดา้ นรา่ งกาย ผู้ดูแลผปู้ ่วยรายท่ี 5 “ไม่เห็นว่าบ่นอะไรนะ จะบ่นก็
มีผู้ดูแลจานวน 4 คน (ร้อยละ 44.44) มองเห็นว่า ช่วงทจ่ี ะมาเข้าเลือด จะบน่ ว่าเม่ือไหรจ่ ะถึงวันไหนเข้าเลือด
ผู้ปว่ ยสามารถใชช้ ีวิตได้หรอื ใกลเ้ คียงกบั เด็กปกตทิ ไี่ มไ่ ด้เปน็ เหนือ่ ยแลว้ ”
โรค โดยแบ่งเปน็ รายบคุ คลดังนี้ ผู้ดูแลผู้ป่วยรายที่ 6 “แกไม่คิด แกไม่มีความกังวล
ผู้ดูแลผู้ป่วยรายที่ 1 “ไม่มีผลกระทบ เล่นได้ อะไรกับโรคเลย ความรู้สึกของแก แกคิดว่าแกเป็นเหมือน
ตามปกติ เล่นได้หลายอย่าง เล่นตามเพ่ือนได้ทุกอย่าง เด็กปกตทิ ่ัวไป อารมณข์ องแกก็มแี ตแ่ ค่วา่ แกโมโหง่าย ยาย
เหมือนเด็กท่ัวไป ชอบเตะตะกร้อ วอลเล่ย์บอล ไม่รู้สึกว่า พูดอะไรนิดเดียวก็โมโห แตก่ โ็ มโหงา่ ยแล้วก็หายไว”
แตกต่างกบั เดก็ ท่ัว ๆ ไปคนอนื่ นะ ไมม่ ีปญั หาเลย” ผู้ดูแลผู้ป่วยรายท่ี 7 “แกใช้ชีวิตประจาวันตามปกติ
ผู้ดูแลผู้ป่วยรายท่ี 2 “เล่นกับเพื่อนได้ตามปกติ แต่ ของแก ก็ตามประสาเดก็ เป็นออทิสติกครับ ก็คิดว่าแกคงไม่
ช่วงส้ินเดอื นจะซีด เหนอ่ื ย ช่วยเหลือตัวเองได้ตามปกติ อยู่ คิดอะไร อาจจะไมร่ ู้ด้วยซา้ วา่ เปน็ โรคอยู่”
ที่โรงเรียนเล่นเตะบอลได้ ไม่เป็นไร น้องก็เล่นเหมือนเด็ก ผู้ดูแลผู้ป่วยรายที่ 8 “ไม่มีนะคะ ถ้าเอาเร่ือง
ปกตเิ ลย ไม่ได้บน่ เจ็บปวดตรงไหนนะ” เก่ยี วกับความเจ็บปว่ ยน้องไม่ได้กังวลอะไร แต่ที่ป้าสังเกตุก็
ผู้ดูแลผูป้ ว่ ยรายท่ี 4 “ไมม่ ีผลกระทบตอ่ เขาเลย เคย แค่ว่า แต่ละครั้งท่ีน้องมาเข้าเลือดกลับไปบ้าน นิสัยไม่เคย
ถามว่าเหนื่อยไหม กินข้าวแล้วจุกไหม น้องก็จะบอกว่าไม่ เหมือนกนั เลยสักครัง้ ”
ยกเว้นช่วงเลยนัดมาประมาณ 2-3 อาทิตย์ น้องจะรู้สึก
เหนื่อย น้องกจ็ ะบอกเองแต่ไม่เป็นบ่อย นาน ๆ ที ถ้าเทียบ 332
กับลูกคนท่ี 2 ที่เป็นคนแข็งแรงคนพี่จะไม่ไวเท่าน้อง
ความรสู้ ึกชา้ สมมติเวลาเราพูดอะไรไปช่วงท่ีขาดเลือดน้อง
จะเบลอ ไม่เข้าใจ แต่หลังได้เข้าเลือดกลับไปน้องจะดื้อ มี

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
2.3 ดา้ นสงั คม 2.4 ดา้ นโรงเรียน
ผู้ดูแลผู้ป่วย 8 คน (ร้อยละ 88.89) คิดเป็นร้อย ผู้ดูแล 2 คน (ร้อยละ 22.22) มองว่า ผู้ป่วยมีผล
การเรียนในระดับปานกลาง จนถึงดี โดยแบ่งเป็น
ละ มองว่า ด้านสังคมของผู้ป่วยไม่มีปัญหา สามารถเข้า รายบุคคลดงั นี้
กับเพ่ือนท่ีโรงเรียนได้เป็นอย่างดี และไม่พบปัญหาการ ผู้ดูแลผู้ป่วยรายท่ี 8 “ผลการเรียนก็พอใช้อยู่นะ
ลอ้ เลียนผ้ปู ่วยแต่อย่างใดโดยแบ่งเป็นรายบคุ คลดงั นี้ อย่างข้ีเหล่ท่ีสุดก็ไม่เกินที่ 13 จากเพ่ือนในห้อง 26 คน
ถา้ เอาดีทีส่ ุดเลยก็ ท่ี 5-6 นะ”
ผู้ดูแลผู้ป่วยรายที่ 1 “เข้ากับเพื่อนได้กลมเกลียว ผู้ดูแลผู้ป่วยรายท่ี 9 “กลางๆค่ะ ไม่ได้เรียนเก่ง
กันดีครับ มีเพ่ือนเยอะ เล่นกับเพื่อนได้ดี ไปได้ทุกวันแต่ แต่กไ็ มไ่ ดเ้ รยี นแย่มาก กพ็ อไปได้ กลางๆ ถามครูท่ีห้อง ก็
อยู่โรงเรียนก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่มีบ่นว่าโดนล้อนะครับ มี บอกว่า แกก็ไปอย่างนั้นแหละ ไม่ต้องซีเรียสกับแกมาก
แต่ครูประจาชั้นว่าให้ เด็กน้อยน้อยใจ ต้ังชื่อว่า “บัก เพราะแกมโี รคประจาตวั เป็นเดก็ พิเศษอะไรแบบน้ีน่ะ”
ผีตองเหลอื ง” มีแค่นี้ล่ะ” ผู้ดูแลอีก 6 คน (ร้อยละ 66.67) มองว่า ผู้ป่วยมี
ผลการเรยี นทดี่ ี และเอาใจใส่เรื่องการเรียนดี 3 ใน 6 คน
ผู้ดแู ลผปู้ ว่ ยรายที่ 2 “เล่นกบั เพอ่ื นไดต้ ามปกติแต่ ได้มีการส่งเสริมเรื่องการเรียนให้กับผู้ป่วยด้วย ไม่ว่าจะ
น้องเป็นคนขี้นอ้ ยใจ” เป็นการเรียนพิเศษ หรือการสอนการบ้านด้วยตนเอง
โดยแบง่ เปน็ รายบุคคลดงั นี้
ผู้ดูแลผู้ป่วยรายที่ 4 “เล่นกับเพื่อนได้ตามปกติ ผู้ดูแลผู้ป่วยรายท่ี 1 “การเรียนโอเค ไม่มีปัญหา
ไปเตะฟุตบอลก็มีเพ่ือนมาชวนไป เลิกเรียนเพ่ือนก็มาหา พ่อแม่ก็สนใจดูแล แต่น้องชอบนอนตื่นสาย พ่อก็คิดว่า
หลายคนอยู่ มาเล่นด้วยตามปกติ ส่วนใหญ่เพื่อนไม่ล้อ หรอื ว่าเป็นเพราะโรคท่เี ป็น พยายามแนะนาบอกสอนลูก
ถ้าตอ้ งไปเขา้ เลอื ด เพ่อื นก็มแี ต่บอกใหร้ ีบไปจะได้หาย” ให้นอนแต่หวั ค่า แตไ่ มเ่ คยดดุ ่าลูก”
ผู้ดูแลผู้ป่วยรายท่ี 2 “เวลาครูให้ทางานจะทา
ผู้ดูแลผู้ป่วยรายที่ 5 “มีเพ่ือนมาหาบ่อย ไม่มี เสร็จก่อนเพ่ือน น้องเขียนช่ือได้ ถ้าเทียบกับเด็กคนอื่น
ปัญหาการเข้าหาเพอ่ื เลยนะ เหน็ แกเล่นกับเพ่ือนได้ดี” บางคนยังเขียนไม่เป็นแต่น้องเขียนได้ ทางานเร็ว ทาง
บ้านมสี ง่ นอ้ งเรยี นพิเศษดว้ ย”
ผู้ดูแลผู้ป่วยรายที่ 6 “เล่นกับเพ่ือนได้ตามปกติ ผู้ดูแลผู้ป่วยรายท่ี 4 “เรียนดี อ่านออก เขียนได้
แต่เพื่อนอยากให้เล่นกีฬาด้วยน้องก็ไปอยู่นะ แต่แม่ไม่ เข้าใจอะไรง่าย อีกอย่างหนูก็เป็นคนสอนการบ้านให้เค้า
อยากให้เล่นเท่าไหร่ อะไรที่ต้องว่ิงไกล ๆ ก็ไม่อยากให้ เอง เราก็ได้ดูด้วยว่าพัฒนาการลูกเราช้าไหม ไม่มีปัญหา
ไป” เก่ยี วกับการเรยี น ไมม่ ปี ัญหา”
ผู้ดูแลผู้ป่วยรายที่ 5 “การเรียนดีมาก จาได้
ผู้ดูแลผู้ป่วยรายที่ 7 “ก็ดีอยู่นะ น้องเข้ากันกับ ตอนป.1 สอบได้ท่ี 1 คนที่เป็นโรคนี้จะจาแม่นเรียน
เพ่ือนๆได้ มีเพื่อนสนิท ไม่มีอะไรผิดปกติ (มีปัญหาเรื่อง หนังสอื เก่ง แต่ชว่ งหลงั ๆนี่ผมไม่ไดถ้ าม จาไมไ่ ด้”
ล้อเลียนไหมครับ) ไม่เคยได้ยินแกบ่นนะ เวลาแกไปเจอ ผู้ดูแลผู้ป่วยรายท่ี 6 “เกรดดีอยู่ค่ะ ประมาณ 3
เพื่อน แกจะอารมณ์ดี บางคร้ังยายโมโหใส่ แต่พอเจอ กว่าๆ สอบได้ท่ี 3 -4 ตอนเรียนนอ้ งก็เขา้ ใจดนี ะ”
เพอื่ นแกกย็ ้มิ แย้มแจม่ ใสเหมอื นเดิม” ผู้ดูแลผู้ป่วยรายที่ 9 “น้องเอาใจใส่เร่ืองการเรียน
ดี เปน็ คนทีม่ ีความคดิ ที่อยากจะเรียนรู้เยอะ ส่วนเรื่องผล
ผู้ดูแลผู้ป่วยรายที่ 8 “ไม่มีปัญหา เข้ากันได้ดีกับ การเรียนก็ค่อนข้างดี แต่ก่อนสอบได้ท่ี 1 ปัจจุบันอยู่
เพ่ือนคะ่ เพื่อนสนทิ กอ็ ยูห่ มบู่ ้านเดยี วกัน อยหู่ อ้ งเดียวกัน ประมาณท่ี 3 พอ่ เปน็ คนเสริมใหด้ ว้ ย พอ่ จะโทรหาคุณครู
ชอบไปทาการบ้านด้วยกัน เล่นด้วยกันตลอดอยู่นะ เรื่อง และจะสอนนอ้ งดว้ ย”
ลอ้ เลยี นไม่เคยมีค่ะ”

ผู้ดูแลผู้ป่วยรายท่ี 9 “ความสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็น
ปกตคิ รบั มเี พ่อื นฝูงตลอด เลน่ ด้วยกันตามปกติ แตต่ ามที่
ผมดู แกจะเลือกคบเป็นบางคน คนท่ีเร่ืองมากหรือจุกจิก
แกจะไมค่ บ แกจะคบเฉพาะกบั คนทคี่ ุยและไปกันได้ ส่วน
เร่อื งล้อเลยี นไม่มนี ะครบั เทา่ ท่ผี มทราบลูกสาวไม่เคยเล่า
ให้ฟังว่ามีปัญหาอะไรกับเพ่ือน หรือถูกล้อเลียนก็ไม่เคย
มี”

333

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปีที่ 28 ฉบับที่ 3 ประจาเดอื น กันยายน – ธนั วาคม 2563
การอภิปรายผลการวิจยั แต่ละด้านเป็นอย่างไร ผู้ดูแลก็ให้ความเห็นตรงกันในทุก ๆ
ด้านในแต่ละคน ซึ่งแสดงได้ว่าผู้ดูแล ได้ดูแลผู้ป่วยอย่าง
ผู้ป่วยยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับตัวโรคว่าเป็นโรคอะไร ใกลช้ ดิ
เกิดข้ึนได้อย่างไร ในทางกลับกัน เรื่องอาการของโรค
สามารถตอบได้ และเร่ืองการรักษา เรื่องยาท่ีรับประทาน หากมองผลกระทบที่เก่ียวข้องผู้ดูแลในการศึกษานี้
ผ้ปู ว่ ยสามารถตอบได้หมด พบว่า การท่ีผู้ดูแลทราบว่าผู้ป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมีย ส่งผล
ต่อด้านอารมณ์ มีท้ังเสียใจ น้อยใจ และกังวลใจในเร่ือง
ส่วนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยซึ่งมีท้ังหมด 4 ด้านคือ ต่าง ๆ หลังจากท่ีทราบว่าผู้ป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมีย การ
ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านสังคม และด้านโรงเรียนซ่ึง รักษาของผู้ป่วยยังส่งผลกระทบต่อผู้ดูแลท้ังด้านการ
เม่ือมองจากมุมของผู้ป่วยสามารถเรียงลาดับได้ดังน้ี โดย เดินทางและ เศรษฐกิจอีกหากต้องไปรักษาที่โรงพยาบาล
ภาพรวมคุณภาพชีวิตด้านสังคมดีที่สุด จะสังเกตได้ว่า อุดรธานี แต่กบั ผู้ดแู ลของผปู้ ่วยในโรงพยาบาลน้าโสม กลับ
ผู้ป่วยทุกคนไม่มีปัญหาทางด้านการเข้าสังคมกับเพื่อน มี มองว่า การรักษาท่ีโรงพยาบาลน้าโสม ไม่เป็นปัญหาเรื่อง
เพื่อนสนิทและไม่มีปัญหาล้อเลียน แต่อีก 3 ด้านนั้น มี ค่าใชจ้ า่ ยและคา่ เดนิ ทางแต่อยา่ งใด การมีคลินิกธาลัสซีเมีย
ผู้ป่วยท่ีให้ความเห็นแตกต่างกันออกไป ทางด้านร่างกายมี ช่วยให้ครอบครัวผู้ป่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก การ
ข้อจากดั แต่สามารถทากิจวัตรได้ ออกกาลังกายได้ค่อนข้าง เดินทางสะดวกสบายมากข้ึน ในขณะมองว่าศักยภาพใน
ใกล้เคียงกับเด็กปกติ หากได้รับการเข้าเลือดเป็นประจา การให้เลอื ดแกผ่ ปู้ ว่ ยเทยี บเท่ากับทโ่ี รงพยาบาลอุดรธานี
ด้านโรงเรียนส่วนของการเรียนทั่วไป ผู้ป่วยท้ังหมดมองว่า
ไม่มีปัญหา แต่มีบางสว่ นท่ีคดิ ว่าการรักษาทาให้ขาดเรียน มี ส่วนข้อเสนอของผู้ดูแลมีท่ีน่าสนใจในประเด็นที่
ผลกระทบด้านเรียนจากการรักษาร้อยละ 37.50 ด้าน อยากให้มีการรณรงค์เรื่องการตรวจธาลัสซีเมียในหญิง
อารมณม์ ีผูป้ ่วยร้อยละ 37.50 มีความกังวลด้านต่าง ๆ การ ต้ังครรภ์เพราะคิดว่าส่งผลกระทบเป็นอย่างมาก ซ่ึงเป็น
มีคลินิกธาลัสซีเมียในโรงพยาบาลน้าโสม ช่วยเรื่องด้าน ข้อเสนอทดี่ ีสามารถนาไปปรับปรุงเรื่องการตรวจคัดกรองคู่
ร่างกายของผู้ป่วยมากท่ีสุดจากการสัมภาษณ์ของผู้ป่วย เสย่ี งในอนาคต และใหค้ วามรแู้ กผ่ ู้ปว่ ยธาลสั ซเี มยี ทก่ี าลังจะ
ส่วนด้านโรงเรียนได้รับการสนับสนุนจากโรงเรียนในพื้นที่ เขา้ วยั เจรญิ พันธไ์ุ ด้
เป็นอย่างดี ทางโรงเรียนเข้าใจในบรบิ ทการรักษาของผู้ป่วย สรปุ ผลการวิจัย
และยังให้การสนับสนุนเช่น สอนย้อนหลังให้ เป็นต้น เป็น
ส่วนช่วยในการเสริมคณุ ภาพชีวิตของผู้ปว่ ย คุณภาพชีวิตผู้ป่วยด้านสังคมดีที่สุด ด้านร่างกาย
โรงเรียน และอารมณ์รองลงมาตามลาดับ ผลกระทบต่อ
ทางด้านผู้ดูแล เร่ืองการรับรู้เก่ียวกับตัวโรค ผู้ดูแล ผู้ดูแลมีด้านเศรษฐกิจ การเดินทางและด้านอารมณ์ คลินิก
ทราบและเข้าใจเกี่ยวกับตัวโรค รับรู้ว่าเป็นโรคทาง ธาลสั ซเี มียชว่ ยด้านร่างกายผู้ป่วยและช่วยทั้งด้านเศรษฐกิจ
กรรมพันธ์ุ รู้การรักษาเบื้องต้นคือการมาเข้าเลือดเป็น และการเดินทางของผู้ดูแล ควรพัฒนาคลินิกเร่ืองการให้
ประจา แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่า โรคธาลัสซีเมียสามารถ ข้อมลู ให้ครอบคลุมมากข้นึ
รักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกได้ด้วยประเด็นนี้แสดงให้ เอกสารอา้ งอิง
เห็นว่ากระบวนการของคลินิกธาลัสซีเมียที่มีการให้ข้อมูล
กับผู้ดูแล สามารถทาให้ผู้ดูแลรับรู้ข้อมูลของโรคได้มากขึ้น 1. L. Herbert. JR, Muncie, S.C. James. Alpha
แต่ในทางกลับกันในมุมของผู้ป่วยกลับไม่รู้เกี่ยวกับตัวโรค and Beta Thalassemia. American Family Physician
ท้ัง ๆ ท่ีการใหข้ ้อมูลเกิดขึ้นพร้อมกัน ประเด็นนี้อาจสรุปได้ 2009; 80(4): 339-344.
ว่า กระบวนการให้ข้อมูลของทางคลินิกเองอาจจะยังไม่
เหมาะกับผู้ป่วย ควรมีการปรับรูปแบบการให้ข้อมูลเพ่ือให้ 2. สมชาย แสงกิจพร, สิริภากร แสงกิจพร. ธาลัสซี
เหมาะกบั การรับรู้ของผู้ป่วยเดก็ ธาลัสซเี มีย เมยี โรคเลอื ดจางทางพันธุกรรมท่ีป้องกันได้. พิมพ์ครั้งที่ 3.
นนทบุรี: ศูนย์วิจัยทางคลินิก กรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์
เมอื่ มองเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในมุมของผู้ดูแล กระทรวงสาธารณสุข; 2552.
ผู้ดูแลและผู้ป่วยในแต่ละครอบครัว เห็นพ้องต้องกันในแต่
ละครอบครัว กล่าวคือ ผู้ป่วยมองว่าคุณภาพชีวิตของตนใน 334

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
3. มาลัย ว่องชาญชัยเลิศ, สารภี ด้วงชู, สุดารัตน์

คชวรรณ.คุณภาพชีวติ ของผปู้ ่วยเด็กโรคธาลัสซีเมียท่ีต้อง
ไดร้ ับเลือดประจาท่ีโรงพยาบาลสงขลานครินทร์. สงขลา
นครนิ ทร์เวชสาร 2557; 32(6): 353-363.

4. James W. Varni. The PedsQL Measure-
ment Model for the Pediatric Quality of Life
Inventory. [Internet]. 2019 [cited 2019 Jan 6].
Available from: http://www.pedsql.org/index.ht
ml

รับต้นฉบบั : 8 กันยายน 2563, ไดร้ บั บทความปรบั ปรงุ : 2 ธนั วาคม 2563, รบั ลงตพี มิ พ์: 4 ธันวาคม 2563
335

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปที ี่ 28 ฉบบั ท่ี 3 ประจาเดอื น กันยายน – ธนั วาคม 2563

การพัฒนารูปแบบการมอบหมายงานในหอผปู้ ว่ ยในชายโรงพยาบาลโพนพสิ ยั
สุภาพร เวียงสีมา พยาบาลวิชาชีพชานาญการ โรงพยาบาลโพนพิสัย จังหวดั หนองคาย
นเรนทรฤ์ ทธ์ิ ผาจนั ทร์ พยาบาลวิชาชพี ชานาญการ โรงพยาบาลโพนพสิ ัย จงั หวัดหนองคาย

บทคดั ยอ่
การมอบหมายงานเป็นกระบวนการหนึ่งของการจัดบรกิ ารพยาบาลเปน็ ปจั จยั สาคญั ท่ีเออ้ื อานวยให้พยาบาลสามารถ
วางแผนและปฏบิ ตั ิตามแผนการพยาบาลไดป้ ระสบความสาเร็จการวิจยั เชิงปฏบิ ตั ิการ มีวัตถปุ ระสงค์ เพือ่ พัฒนารปู แบบการ
มอบหมายงานของหอผปู้ ่วยในชาย ดาเนนิ การระหว่างเดือนตลุ าคม 2562- เดือนเมษายน 2563 กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบ
เจาะจง ไดแ้ ก่ 1) พยาบาลวิชาชพี ท่ีปฏิบัติงานในหอผปู้ ว่ ยในชาย จานวน 13 คน 2) ผู้รับบริการที่นอนรักษาในหอผู้ป่วยใน
ชาย โรงพยาบาลโพนพสิ ัย จานวน 40 คน ในเดือนมกราคม 2563 การวจิ ยั แบง่ เป็น 3 ระยะ คือการศึกษาสถานการณ์ การ
พัฒนารูปแบบการมอบหมายงาน การประเมนิ ผลรปู แบบการมอบหมายงาน เคร่ืองมือในการวจิ ยั เป็นแบบสอบถามความพึง
พอใจของพยาบาลวชิ าชพี ท่ใี ชร้ ูปแบบการมอบหมายงาน แบบสอบถามความพึงพอใจผู้รับบริการ แบบบันทึกข้อมูลการรับ-
ส่งเวร แบบสรปุ เวชระเบยี นแผนกผปู้ ว่ ยในชายและแบบสมั ภาษณเ์ ชิงลึกเกี่ยวกบั รปู แบบการมอบหมายงาน แบบสอบถามมี
ค่าดัชนคี วามสอดคลอ้ ง 0.67-1.00 คา่ ความเช่อื มนั่ 0.86 และ 0.81 วเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉล่ีย และการ
วิเคราะห์เน้อื หา
ผลการวิจัยพบวา่ พยาบาลวิชาชีพทีใ่ ช้รปู แบบการมอบหมายงานท่พี ัฒนาขนึ้ มคี วามพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับ
มาก (เฉลี่ย 3.99, S.D.=0.66) ทั้งด้านลักษณะงาน ด้านการบังคับบัญชา ด้านสภาพการทางาน ด้านการติดต่อสื่อสารและ
ด้านผู้ร่วมงาน ส่วนความพึงพอใจของผู้รับบริการในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (เฉล่ีย=4.16, S.D. 0.58) หลังการใช้รูปแบบ
การมอบหมายงานแบบทมี พบอบุ ัติการณค์ วามคลาดเคลอ่ื นด้านบริหารยาลดลงจาก 110 คร้ัง เหลือ 69 ครั้ง ความสมบูรณ์
ของบันทึกทางการพยาบาลเพ่ิมข้ึนจากเดิม ร้อยละ 79.12 เป็นร้อยละ 84.95 ระยะเวลาในการรับและส่งเวรต่อครั้งลดลง
จากเดิม 65 นาที เป็น 31 นาที ซึ่งพบว่าการทางานเป็นทีมที่ได้รับมอบหมายมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยพยาบาลและสามารถ
นาไปใชใ้ นการดาเนนิ งานในแผนกอน่ื ได้
คาสาคัญ: รปู แบบการมอบหมายงาน, หอผูป้ ว่ ยในชาย, โรงพยาบาลโพนพิสยั

Corresponding author: สภุ าพร เวยี งสีมา โทรศัพท์ 088-5476680 E-mail: [email protected]
โรงพยาบาลโพนพสิ ยั 77 หมู่ 3 ตาบลจมุ พล อาเภอโพนพสิ ยั จังหวดั หนองคาย 43120

336

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal

A Development of Job Delegation Male Inpatient’s Department, PhonPhisai Hospital
Supaporn Viengseema, Professional Level, Phonphisai Hospital NongKhai
Narainrith Phajan, Professional Level, Phonphisai Hospital NongKhai

Abstract
Job Delegation is a process of nursing service provision which is an important for nurses to be
able to plan and implement nursing plans successfully. The objective of this action research was to
develop the job delegation model of the male inpatient's department in PhonPhisai hospital,
conducted on October 2019-April 2020. The samples were purposive sampling including 1) 13 registered
nurses working in the male inpatient department, 2) Forty in patients who had admitted in PhonPhisai
hospital in January 2020, the studies consisted of 3 phases: the situation analysis, the development of
the job delegation model, and the evaluation of the job delegation. The research instruments were
questionnaires of professional nurse satisfaction that use job delegation model, the patients satisfaction
questionnaires, a summary records, and in-depth interviews question, The instruments which an IOC
0.67-1.00 and Cronbach’s Alpha Coefficient were 0.86 and 0.81. Data were analyzed by frequency,
percentage, mean, and content analysis.
The results showed that satisfaction level of professional nurses in job delegation by team nursing
was high level (x̄ =3.99, S.D. 0.66). The overall patients satisfaction at high level (x̄ =4.16, S.D. 0.58), in the
caring, technical care, readiness of care, physical environment continuous of care and result of care.
After using the assign teamwork delegation model, The incidence of medication administration errors
has been decreased from 110 to 69 times. The completeness of nursing records in 1 month has
increased from 79.12% to 84.95%. The duration of nursing hand over decrease from 65 to 31 minutes. It
was found that the assign teamwork was useful to patients and nurse and it could be used for
implementation in other departments forward.
Keywords: Job delegation model, male inpatient department, Phonphisai Hospital

337

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปที ่ี 28 ฉบบั ท่ี 3 ประจาเดอื น กันยายน – ธันวาคม 2563
บทนา
หอผู้ป่วยในชายท่ผี ่านมาเป็นแบบมอบหมายงานตามหน้าที่
การมอบหมายงานเป็นปัจจัยสาคัญท่ีเอื้ออานวยให้ (Functional Nursing) คือ พยาบาลหัวหน้าเวร 1 คน ทา
พยาบาลสามารถวางแผนและปฏิบัติตามแผนการพยาบาล หน้าท่ีรับ-ส่งเวรดูแลทั้งหมด คิดสัดส่วนพยาบาลต่อผู้ป่วย
ได้ประสบความสาเร็จ โดยการมอบหมายงานที่ดีต้อง ในการดูแล พยาบาล 1 คน:ผู้ป่วย 9-10 คน ซึ่งไม่ได้ตาม
มอบหมายภาระงานท่ีเหมาะสมกับความรู้ความสามารถ เกณฑ์มาตรฐานของกองการพยาบาลท่ีกาหนดให้พยาบาล
ของบุคลากรพยาบาลแต่ละคนและมีความเหมาะสมกับ 1 คน ดูแลผู้ป่วย 4 คน ทาให้ภาระงานของหอผู้ป่วยชาย
บริบทของหน่วยงานซึ่งจะส่งผลต่อผลลัพธ์ที่ดีของการดูแล เกินเกณฑ์มาตรฐานของกองการพยาบาล (90-110%)
ผู้ป่วย การจัดระบบการดูแลผู้ป่วยท่ีใช้กันอย่างแพร่หลาย พบว่า ในปี 2559-2561 ข้อมูลภาระงาน (Productivity)
มี 5 รูปแบบ1 คือ 1) ระบบการดูแลเป็นรายบุคคล (case คิดเป็นร้อยละ 129.24, 133.55 และร้อยละ 114.92
method or total patient care) มีหลักการดูแลคื อ ตามลาดับ3 แสดงถึงพยาบาลมีภาระงานมากเกินไป ไม่
พยาบาล 1 คน จะให้การดูแลทุกอย่างสาหรับผู้ป่วยราย สามารถให้การพยาบาลได้อย่างครอบคลุมและตอบสนอง
นั้น ๆ ตลอดระยะเวลาการขึ้นปฏิบัตงิ านในแต่ละเวร ผปู้ ่วย ความต้องการของผู้ป่วยได้รวดเร็วพอ และในด้านการ
จะไดร้ บั การดแู ลอยา่ งต่อเนอ่ื งตลอด 8 ช่ัวโมงจาเปน็ ต้องใช้ มอบหมายงาน เมื่อมีพยาบาลไม่เพียงพอต่อจานวนผู้ป่วย
พยาบาลวชิ าชีพจานวนมาก 2) ระบบการทางานเป็นหน้าท่ี ใช้รูปแบบการมอบหมายงานตามหน้าที่ (Functional
(functional nursing) การมอบหมายงานจะเน้นท่ีหน้าท่ี Nursing) ทาให้การพยาบาลผู้ป่วยมีโอกาสเกิดการพบ
และกิจกรรมเป็นสาคัญโดยบุคลากรแต่ละคนจะได้รับ เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ทั้งการรักษาพยาบาล การบริหาร
มอบหมายให้รับผิดชอบหน้าที่ 1-2 อย่าง เช่นให้ยาทาง ยา การบันทึกทางการพยาบาล ข้อขัดแย้ง รวมถึงคุณภาพ
หลอดเลือดดาและรับผู้ป่วยใหม่ทุกราย พยาบาลจะขาด ชีวิตของเจ้าหนา้ ที่ มีผลกับความพึงพอใจในงาน จากข้อมูล
สัมพันธภาพที่ดีกับผู้ป่วย ระบบน้ีใช้แก้ปัญหาการขาด ของหอผู้ป่วยในชายปี 25612 พบว่าการบันทึกทางการ
แคลนบุคลากรได้ดี 3) ระบบการพยาบาลเป็นทีม (Team พยาบาลมีความสมบูรณ์เพียงร้อยละ 79.12 อุบัติการณ์
nursing) แบ่งเจา้ หน้าทเ่ี ป็นทีมเพื่อรับผิดชอบผู้ป่วย ระบบ ความคลาดเคล่ือนทางการบริหารยาเกิดข้ึนร้อยละ 2.45
นี้จะสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ป่วยและบุคลากร ปรับปรุง ความพึงพอใจในงานของพยาบาลวิชาชีพร้อยละ 67.40
คุณภาพการบรหิ ารพยาบาลให้ดีข้ึนโดยนาพยาบาลวิชาชีพ การปฏิบัติงานท่ีผ่านมาพบว่าการรับ-ส่งเวรใช้เวลานาน 1-
ท่ีมีจานวนจากัดทางานร่วมกับบุคลากรท่ีเก่ียวข้องกับการ 1.30 ชั่วโมงและยงั พบวา่ ในขณะรบั สง่ -เวร มกั เปน็ ชว่ งเวลา
ให้การพยาบาลหลายระดับ 4) ระบบการพยาบาลแบบ ที่แพทย์มาตรวจ ทาให้เกิดผลกระทบในการปฏิบัติงาน
เจ้าของไข้ (primary nursing) โดยที่พยาบาลวิชาชพี 1 คน ได้แก่ ไม่มีพยาบาลตามดูแลผู้ป่วยร่วมกับแพทย์ ส่งผลให้
จะทาหน้าท่ีเป็นตัวจักรสาคัญในการดูแลผู้ป่วยตลอด ขาดการส่ือสารในทีม ผู้ป่วยได้รับการดูแลล่าช้าเน่ืองจาก
ระยะเวลาท่ีอยู่ในโรงพยาบาลตั้งแต่แรกรับเข้าไว้ใน ต้องส่งเวรนาน ด้านบุคลากรเกิดความเหนื่อยล้า ไม่พึง
โรงพยาบาลจนกระทั่งจาหน่ายออกจากโรงพยาบาล ทาให้ พอใจในงานและเกิดความเครียดในการทางาน
ผู้ป่วยได้รับการพยาบาลที่ต่อเนื่องเพราะปฏิบัติตาม
แผนการดูแลตลอด 24 ช่ัวโมง แต่ต้องใช้พยาบาลวิชาชีพ จากการศึกษารปู แบบการมอบหมายงานในการดูแล
จานวนมาก 5) ระบบการจัดการด้านผู้ป่วย (Case Man- ผู้ป่วยและปัญหาท่ีพบจากการปฏิบัติงานหอผู้ป่วยในชาย
agement) เป็นระบบที่มุ่งเน้นการดูแลท่ีมีคุณภาพสูงสุด ผู้วิจัยจึงต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดูแลผู้ป่วย เพื่อให้
เนน้ ความร่วมมอื ของทมี สขุ ภาพ1 เข้ากบั บริบทของหอผู้ปว่ ยในชาย โรงพยาบาลโพนพสิ ยั ที่ยงั
มีข้อจากัดในเร่ืองบุคลากรพยาบาล จากการทบทวน
หอผู้ป่วยในชาย โรงพยาบาลโพนพิสัย ให้บริการ วรรณกรรมพบว่ารูปแบบการมอบหมายงานแบบการ
ดูแลผู้ป่วยชายท่ีเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลทุกประเภท พยาบาลเป็นทีม (Team nursing) มีข้อดีคือผู้ป่วยได้รับ
ในปี 2559-2561 มีผู้ป่วยเฉลี่ยต่อวัน 28, 29 และ 32 ราย การพยาบาลตามแผนการพยาบาลท่ีทีมการพยาบาลได้
ตาม ลาดับ2 มีพยาบาลวิชาชีพ จานวน 13 คน ปฏิบัติงาน ร่วมกันวางแผน ทาให้ได้รับการดูแลแบบองค์รวม
เวรเช้า:เวรบ่าย:เวรดึก 5: 4: 3 คน การมอบหมายงานของ พยาบาลมีโอกาสพัฒนาทักษะการเป็นผู้นาทีมและเพิ่ม

338

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal

ประสิทธิภาพในการบริการพยาบาล ผู้วิจัยจึงนาเอา คัดเลือกแบบเจาะจง โดยมีคุณสมบัติคือเป็นพยาบาล
รูปแบบการมอบหมายงานแบบการพยาบาลเป็นทีม วิชาชีพท่ีปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยชาย โรงพยาบาลโพน
(Team nursing) มาประยุกต์และทดลองใช้ในหอผู้ป่วย พิสัย 2) กลุ่มผู้รับบริการท่ีเข้ารับการรักษาพยาบาล ใน
ในชาย โรงพยาบาลโพนพิสัยเพื่อให้ผู้รับบริการและผู้ หอผู้ป่วยในชาย โรงพยาบาลโพนพิสัย ระหว่างวันท่ี 1-
ให้บริการเกิดความพึงพอใจ และส่งผลให้เกิดคุณภาพใน 31 มกราคม 2563 จานวนผู้รับบริการจานวน 40 ราย
การดแู ลผูป้ ว่ ย ในเดือนมกราคม 2563 คัดเลือกจากผู้ป่วยท่ีมาพักรักษา
วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั สัปดาห์ละ 10 ราย เฉลี่ยเก็บในเวรเช้า (8.00 น.-16.00
น. จานวน 4 ราย) เวร บ่าย (16.00 น.-24.00 น. จานวน
1. เพื่อพัฒนารูปแบบการมอบหมายงานของหอ 3 ราย) และเวรดึก (00.00 น.-08.00 น. จานวน 3 ราย)
ผู้ปว่ ยในชาย โรงพยาบาลโพนพิสยั โดยเก็บรวบรวมข้อมูลในทุกวันอังคารของแต่ละสัปดาห์
โดยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ป่วยไม่ซ้ารายเดิมและยินดีเข้า
2. ประเมนิ ผลของการใชร้ ะบบการมอบหมายงาน ร่วมงานวิจัย
แบบการพยาบาลเป็นทีม (Team nursing) หอผู้ป่วยใน เครอ่ื งมอื ทีใ่ ช้ในงานวจิ ัย
ชาย โรงพยาบาลโพนพิสยั
1. แบบสอบถามความพึงพอใจในงานของ
2.1 ประเมินความพึงพอใจต่อบริการของ พยาบาลวิชาชพี ผู้วจิ ัยใชแ้ บบประเมินความพึงพอใจจาก
ผู้รับบริการหลังใช้ระบบการมอบหมายงานแบบการ งานวิจัยของ อรพิน บุษบัน เร่ืองการพัฒนาระบบ
พยาบาลเป็นทีม (Team nursing) หอผู้ป่วยในชาย พยาบาลเจ้าของไข้แผนกศัลยกรรม โรงพยาบาลระดับ
โรงพยาบาลโพนพิสยั ตติยภมู ิ ในจงั หวดั ราชบุรี4 มีคา่ ความเท่ียงเท่ากบั 0.86

2.2 ประเมินความพึงพอใจของพยาบาล 2. แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการให้บริการ
วิชาชีพหลังใช้ระบบการมอบหมายงานแบบการพยาบาล ผู้วิจัยใช้แบบประเมินความพึงพอใจจากงานวิจัยของ
เป็นทีม (Team nursing) หอผู้ป่วยในชาย โรงพยาบาล อรพนิ บุษบนั 4 มคี ่าความเที่ยงเท่ากับ 0.81 ซ่ึงข้อคาถาม
โพนพิสัย เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating
ขอบเขตของการวิจัย Scale) แบบลิเคอร์ท (Likert) พึงพอใจอย่างย่ิงได้ 1
คะแนน, ไม่พึงพอใจได้ 2 คะแนน, พึงพอใจปานกลางได้
ทาการศึกษาท่ีแผนกผู้ป่วยในชาย โรงพยาบาล 3 คะแนน, พึงพอใจมากได้ 4 คะแนน และพึงพอใจอย่าง
โพนพิสัย ระหว่างเดือนตุลาคม 2562 - เดือนเมษายน ยิ่งได้ 5 คะแนน) หลังจากนั้นนาคะแนนที่ได้มากาหนด
2563 ในพยาบาลวิชาชีพท่ีปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยในชาย ช่วงคะแนนเฉลยี่ เพ่ือใช้ในการแปลความโดยใชอ้ ันตรภาค
โรงพยาบาลโพนพสิ ยั ในชว่ งเวลาเดียวกัน ชั้น ของคะแนนเฉลีย่ ดังนี้5
การดาเนนิ การวิจัย
1.00-1.80 หมายถงึ พึงพอใจ ระดบั น้อยทสี่ ดุ
ระเบียบวิธีวิจัย การศึกษาวิจัยครั้งน้ีเป็นวิจัยเชิง 1.81-2.60 หมายถึง พึงพอใจระดบั นอ้ ย
ปฏิบัติการ (action research) เพ่ือพัฒนารูปแบบการ 2.61-3.40 หมายถึง พงึ พอใจระดับปานกลาง
มอบหมายงานของหอผู้ปว่ ยในชาย โรงพยาบาลโพนพิสยั 3.41-4.20 หมายถงึ พึงพอใจระดบั มาก
4.21-5.00 หมายถงึ พึงพอใจระดบั มากท่ีสุด
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ศึกษาใน 3. แนวคาถามหลักในการสัมภาษณ์เชิงลึก
งานวิจัยคร้ังนี้ประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่ม เกยี่ วกับความพงึ พอใจในรูปแบบการมอบหมายงาน
พยาบาลวิชาชีพท่ีปฏิบัติงานประจาในหอผู้ป่วยในชาย 4. แบบบันทึกข้อมูลการรับ-ส่งเวร ที่ผู้วิจัย
โรงพยาบาลโพนพิสัยและ 2) กลุ่มผู้ป่วยท่ีเข้ารับการ พฒั นาขึน้
รักษาพยาบาลในหอผู้ป่วยในชาย โรงพยาบาลโพนพิสัย
จงั หวัดหนองคาย

การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในงานวิจัยคร้ังนี้มี
2 กลุ่มคือ 1) กลุ่มพยาบาลวิชาชีพจานวน 13 คน

339

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปที ี่ 28 ฉบับท่ี 3 ประจาเดือน กนั ยายน – ธนั วาคม 2563
การเกบ็ รวบรวมข้อมูลและการดาเนินการวิจยั
แตล่ ะทีมมีพยาบาลรับผิดชอบดูแลผู้ป่วยจานวน 2 คน คือ
ระยะที่ 1 ระยะศึกษาสถานการณ์ (ตุลาคม 2562- พยาบาลหวั หนา้ ทมี และสมาชกิ ทีม แบ่งจานวนเตียงผู้ป่วย
พฤศจกิ ายน 2562) ท้ัง 2 ทีมให้เทา่ กนั กาหนดหน้าท่ีของพยาบาลที่รับผิดชอบ
แตล่ ะตาแหน่ง แบ่งวัสดุอุปกรณ์ในการให้บริการเป็น 2 ซึ่ง
1) ศึกษาเอกสาร รายงานที่เกี่ยวข้อง โดยผู้วิจัยได้ เป็นรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างลงมติเห็นว่าเป็นรูปแบบท่ี
ศึกษาคู่มือการกาหนดบทบาทหน้าท่ีของพยาบาลวิชาชีพ เหมาะสมกบั การปฏบิ ตั ิงานของพยาบาลในหอผู้ป่วยในชาย
ของหอผู้ป่วยในชาย โรงพยาบาลโพนพิสัยที่ใช้รูปแบบการ โรงพยาบาลโพนพสิ ยั จึงนาไปทดลองใช้ เป็นเวลา 1 เดือน
มอบหมายงานตามหน้าที่ รายงานการเกิดอุบัติการณ์ความ และประเมนิ ผลหลังจากการทดลองใชร้ ปู แบบทพี่ ัฒนาข้ึน
คลาดเคลื่อนทางยา รายงานการตรวจความสมบูรณ์ของ
การบันทึกทางการพยาบาล 2) สังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม ระยะที่ 3 ระยะประเมินผลของรูปแบบการ
ผู้วิจัยได้สังเกตการปฏิบัติงานของพยาบาลวิชาชีพของหอ มอบหมายงานท่ีพัฒนาขึ้น (กุมภาพันธ์ 2563 - เมษายน
ผู้ป่วยในชาย โรงพยาบาลโพนพิสัยที่ปฏิบัติงานตามการ 2563)
มอบหมายงานแบบตามหน้าที่ (Functional Nursing) โดย
ใชเ้ วลาสงั เกตในชว่ งเวรเชา้ ต้งั แต่เวลา 08.00 น.-16.30 น. โดยได้ดาเนนิ การดงั น้ี ตดิ ตามรายงานการตรวจสอบ
วันละ 8 ช่ัวโมง เป็นเวลา 10 วัน 3) สัมภาษณ์เชิงลึก ความสมบูรณ์ของการบันทึกทางการพยาบาล ติดตาม
พย า บา ล วิ ชา ชี พ ท่ีป ฏิ บั ติง า น ใน หอผู้ป่ ว ย ใน ช า ย รายงานการเกดิ อบุ ัติการณ์ความคลาดเคลื่อนในการบริหาร
โรงพยาบาลโพนพิสัย 4) นาผลการศึกษาสถานการณ์ที่ ยา แบบสรุปผลการรับ ส่งเวร สอบถามความพึงพอใจ
เกี่ยวข้องกับการมอบหมายงานมาวิเคราะห์และสรุปเพื่อ ผู้รับบรกิ ารทนี่ อนรกั ษาในหอผ้ปู ่วยในชาย โรงพยาบาลโพน
เตรียมพฒั นารูปแบบการมอบหมายงานในหอผู้ป่วยในชาย พิสัย และสอบถามความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ ใน
โรงพยาบาลโพนพิสัย โดยพบว่าพยาบาลทงั้ หมดไมพ่ ึงพอใจ หอผู้ป่วยในชาย โรงพยาบาลโพนพิสัย เพ่ือประเมินความ
ต่อรปู แบบการมอบหมายงานแบบตามหน้าที่ (Functional พึงพอใจต่อรูปแบบการมอบหมายงานที่พัฒนาขึ้นหลังจาก
Nursing) ในแต่ละหน้าที่มีภาระงานมาก ไม่สามารถดูแล การทดลองใช้รูปแบบการมอบหมายงานแบบทีม เป็นเวลา
ผู้ป่วยได้ครอบคลุม มีอุบัติการณ์ความคลาดเคล่ือนในการ 1 เดือนแล้ว มีการประเมินความพึงพอใจในผู้รับบริการท่ี
บรหิ ารยา การบันทึกทางการพยาบาลไมส่ มบูรณ์ นอนพักรักษาท่ีแผนกผู้ป่วยชายโรงพยาบาลโพนพิสัยโดย
เก็บข้อมูลจากผู้รับบริการจานวน 40 ราย ในเดือน
ระยะที่ 2 ระยะพัฒนารูปแบบการมอบหมายงาน มกราคม 2563 สัปดาห์ละ 10 ราย เฉล่ียเก็บในเวร เช้า
(ธนั วาคม 2562-มกราคม 2563) เวร บ่าย และเวรดึก ของทุกวันอังคารในแต่ละสัปดาห์
โดยทเ่ี ป็นผปู้ ว่ ยไมซ่ ้ารายเดมิ และยนิ ดีใหข้ อ้ มลู
ส น ท น า ก ลุ่ ม โ ด ย น า ป ร ะ เ ด็ น ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ จริยธรรมการวจิ ัยและการพิทักษส์ ิทธิ์กลุม่ ตัวอยา่ ง
สถานการณ์การมอบหมายงานมาอภิปรายร่วมกันระหว่าง
พยาบาล และพยาบาลท้ังหมดมีความเห็นว่าต้อง การศึกษาคร้ังน้ี ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการ
ปรับเปลี่ยนรูปแบบการมอบหมายงาน ผู้วิจัยจึงนาเสนอ พิ จ า ร ณ า จ ริ ย ธ ร ร ม ก า ร วิ จั ย ใ น ม นุ ษ ย์ ข อ ง ส า นั ก ง า น
รูปแบบการมอบหมายงานให้พิจารณา ซึ่งมีหลายรูปแบบ สาธารณสุขจงั หวดั หนองคายเลขที่ 5 /2563
ได้แก่ แบบรายบุคคล แบบเจ้าของไข้ แบบการพยาบาล ผลการวจิ ัย
เป็นทีม แบบการจัดการรายกรณี ผู้วิจัยอธิบายถึงวิธีการ
มอบหมายงานในแตใ่ นแต่ละรปู แบบ ขอ้ ดีและข้อจากัดของ 1. ข้อมูลท่ัวไปของกลุ่มตัวอย่าง เป็นพยาบาล
แต่ละรูปแบบ เพ่ือให้พยาบาลร่วมกันวิเคราะห์และเลือก วิชาชีพในหอผ้ปู ่วยในชาย กลมุ่ ทีศ่ ึกษาจานวน 13 คน ส่วน
รู ป แ บ บ ที่ เ ห ม า ะ ส ม กั บ บ ริ บ ท ข อ ง ห อ ผู้ ป่ ว ย ใ น ช า ย ใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 84.6 อายุเฉล่ีย 29.5 ปี
โรงพยาบาลโพนพิสัย โดยเลือกรูปแบบการมอบหมายงาน (S.D.=1.6) มีอายุอยู่ระหว่าง 22-40 ปี โดยส่วนใหญ่มีอายุ
แบบทีมการพยาบาล (Team Nursing) และนาไปทดลอง ไม่เกิน 30 ปี ร้อยละ 61.5 ประสบการณ์การทางานเฉล่ีย
ปฏิบัติ โดยหัวหน้าหอผู้ป่วยแบ่งการมอบหมายเป็น 2 ทีม 4.6 ปี (S.D.=1.8) มีประสบการณ์การทางานอยู่ระหว่าง
ท้ังพยาบาลและผู้ป่วย แต่ละทีมดูแลผู้ป่วย 10-12 คน ใน 2-15 ปี โดยสว่ นใหญ่มปี ระสบการณ์การทางานไม่เกิน 5 ปี

340

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
จานวน 2 คน คือพยาบาลหัวหน้าทีมและสมาชิกทีม
ร้อยละ 76.9 รองลงมามีประสบการณ์การทางาน 6-10 แบ่งจานวนเตียงผู้ป่วยท้ัง 2 ทีมให้เท่ากัน กาหนดหน้าท่ี
และ 11 ปีข้นึ ไป ร้อยละ 15.4 และ 7.7 ตามลาดบั ของพยาบาลที่รับผิดชอบแต่ละตาแหน่ง แบ่งวัสดุ
อุปกรณใ์ นการใหบ้ รกิ ารเป็น 2 ทมี ไดแ้ ก่ รถฉีดยา รถจัด
2. สถานการณ์การมอบหมายงานในหน่วยงาน ยา รถทาหัตถการ จัดของใช้ให้เพียงพอแต่ละทีมเพ่ือให้
แผนกผู้ป่วยในชายโรงพยาบาลโพนพิสัย เอ้ือในการปฏิบัติงาน การรับส่งเวรใช้รูปแบบการรับ ส่ง
ข้อมูลทีมต่อทีม เม่ือทดลองปฏิบัติไป 1 เดือน พบว่า
จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง และการสนทนา พยาบาลมีเวลาในการดูแลผู้ป่วยได้เร็วข้ึน จากการส่งเวร
กลุ่มพบว่า การมอบหมายงานท่ีผ่านมาเป็นระบบการ รูปแบบเดิมท่ีต้องใช้เวลาเฉลี่ย 65 นาที ซึ่งลดลงเหลือ
มอบหมายงานตามหน้าที่ (Functional Nursing) ซึ่งจะ เฉลี่ย 31 นาที หลงั สง่ เวรเสรจ็ จึงจะได้ไปฏิบัติงานในการ
มีหัวหน้าทีมเพียงคนเดียวในการส่งเวรทาให้ ใช้เวลาใน ดูแลผู้ป่วย เมื่อใช้รูปแบบทีมการพยาบาลทาให้ได้ไป
การส่งเวรนานมากกว่า 1 ช่ัวโมง และพยาบาลมีภาระ ดูแลผู้ป่วยได้เร็วข้ึน พยาบาลได้ลงเวรเร็วขึ้น และ
งานมากเน่ืองจากต้องรับผิดชอบผู้ป่วยเป็นจานวนมาก พยาบาลมีเวลาในการดูแลผู้ป่วยเพ่ิมมากข้ึน มีเวลาใน
พยาบาลขาดสัมพันธภาพกับผู้ป่วยเนื่องจากต้องเร่ง การตรวจเช็คยา การบันทึกทางการพยาบาลได้
ทางานในหน้าท่ีท่ีรับผิดชอบให้เสร็จภายในเวร บางคร้ัง ครอบคลุมข้ึน ซ่ึงเป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับการ
การดูแลก็ไม่ครอบคลุมดังข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึก ที่ ปฏิบัติงานของพยาบาลในหอผู้ป่วยในชาย โรงพยาบาล
ระบุว่าพยาบาลมีภาระงานมาก “ในแต่ละวันมีผู้ป่วยมา โพนพิสัยรูปแบบที่ได้จากการศึกษา ประกอบด้วย 5
admit มาก ประมาณ 10 คนในเวรเช้า ทาให้พยาบาล ขั้นตอน ได้แก่ 1) ช้ีแจงการมอบหมายงานแบบทีมการ
ทางานไม่ทัน” (หัวหน้างาน, 1 พฤศจิกายน2562) “กว่า พยาบาล 2) หัวหน้างานมอบหมายงานแบบทีมการ
จะได้ลงเวร ล่าช้าไป 1 ชั่วโมง ทาให้มีเวลาพักผ่อน พยาบาลเป็นลายลักษณ์อักษร 3) การมอบหมายงาน
น้อย” (พยาบาลคนท่ี 1, 4 พฤศจิกายน 2562) “ทางาน แบง่ เป็น 2 ทีม แตล่ ะทีมมีพยาบาลรับผิดชอบดูแลผู้ป่วย
ไม่ทัน ต้องฉีดยาให้เสร็จ ไม่ได้กินข้าวเท่ียง” (พยาบาล ในทีมจานวน 2 คน พยาบาลหัวหน้าทีมและสมาชิกทีม
คนท่ี 2, 4 พฤศจิกายน 2562) “ไม่ทราบรายละเอียด รับผดิ ชอบผปู้ ่วยในทีม 10-15 คน 4) การรับส่งต่อข้อมูล
คนไข้ ทราบคร่าวๆเนื่องจากไม่ได้เป็นพยาบาล In ใช้รูปแบบทีมต่อทีม 5) ประเมินผลการใช้รูปแบบการ
charge” (พยาบาลคนท่ี 3, 5 พฤศจิกายน 2562) มอบหมายงานแบบทีมการพยาบาลจากการประเมิน
ความพงึ พอใจผรู้ บั บริการและผใู้ หบ้ ริการ ทุก 1 เดือน ซึ่ง
3. การพัฒนารปู แบบการมอบหมายงาน รูปแบบการมอบหมายงานดังแสดงในตารางท่ี 1
จา กก า รท บ ทว น วร ร ณก ร รม รู ปแ บ บก า ร
มอบหมายงานที่เหมาะสมและมีการจัดการประชุมกลุ่ม
ตัวอย่าง เพื่อการวางแผนคัดเลือกรูปแบบการวาง
แผนการพยาบาล โดย ผู้วิจัยจึงนาเสนอรูปแบบการ
มอบหมายงานให้พิจารณา ซึ่งมีหลายรูปแบบได้แก่ แบบ
รายบุคคล แบบเจ้าของไข้ แบบการพยาบาลเป็นทีม
แบบการจัดการรายกรณี ผู้วิจัยอธิบายถึงวิธีการ
มอบหมายงานในแต่ในแต่ละรูปแบบ ข้อดีและข้อจากัด
ของแต่ละรูปแบบ เพื่อให้พยาบาลร่วมกันวิเคราะห์และ
เลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทของหอผู้ป่วยในชาย
โรงพยาบาลโพนพิสัย โดยเลือกรูปแบบการมอบหมาย
งานแบบทีมการพยาบาล (Team Nursing) และนาไป
ทดลองปฏิบัติ โดยหัวหน้าหอผู้ป่วยแบ่งการมอบหมาย
เปน็ 2 ทีมท้งั พยาบาลและผปู้ ่วย แต่ละทีมดูแลผู้ป่วย 10
-12 คน ในแต่ละทีมมีพยาบาลรับผิดชอบดูแลผู้ป่วย
341

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีท่ี 28 ฉบับที่ 3 ประจาเดอื น กันยายน – ธนั วาคม 2563

ตารางที่ 1 แสดงระบบการมอบหมายงานแบบเดิมและระบบการมอบหมายแบบทีมการพยาบาล
ประเด็น ระบบการมอบหมายงาน ระบบการมอบหมาย
การมอบหมายงาน แบบเดิม แบบทีมการพยาบาล
การรบั สง่ เวร พยาบาล In charge รับผิดชอบผู้ป่วยทั้งหมด แบ่งทีมรับผิดชอบ 2 ทีม ทีมละ 2 คนโดยให้
(ผปู้ ่วย 20-30 คน/เวร) พยาบาลท่ีมีประสบการณ์การทางานมากกว่า 5 ปี
ใชเ้ วลาในการรบั ส่งเวร เฉลยี่ 50- 60 นาที รับผิดชอบร่วมกับพยาบาลที่มีประสบการณ์การ
ทางานไม่ถึง 5 ปี (ผู้ป่วย 10-15 คน/เวร) ใช้เวลา
ในการรับส่งเวร เฉลี่ย 20-30 นาที มีการกาหนด
เตียงและประเภทผู้ป่วยท่ีรับผิดชอบชัดเจน ใน
ปรมิ าณทเี่ ท่ากันทง้ั สองทีม

การรบั ใหม่ จาหนา่ ย ไม่ได้มีการกาหนด ผู้รับผิดชอบรายผู้ป่วย มี รับใหม่ จาหน่ายมีการกาหนดและมอบหมายในแต่
พยาบาลรบั ใหมห่ ลายคน และแบ่งหน้าที่กันทา ละทีมตามประเภทผู้ป่วยที่รับมาและมีการกระจาย
ทาให้การดูแลผปู้ ่วยไม่เป็นองค์รวมการรายงาน อย่างเหมาะสมในแตล่ ะเวรโดยการกระจายในแตล่ ะ
ล่าช้าพยาบาลทุกคนช่วยกันดูผู้ป่วยทุกรายใน ทีมเท่าเทียมกัน ทาให้การรายงานได้รวดเร็วในแต่
เวร ทีมมีพยาบาลวิชาชีพ 2 คนและมีผู้ช่วยเหลือผู้ป่วย
1 คน
การดแู ลผปู้ ่วย พยาบาล In charge ทาหน้าท่ี รับ คาสั่งแพทย์ แบ่งความรับผิดชอบมี พยาบาล In charge 2 คน
การรายงานอาการผปู้ ่วย และรายงานอาการเปล่ียนแปลง สรุปการดูแล ทาหน้าที่รับคาสั่งแพทย์ และรายงานอาการ
การประสานงานกับหน่วยงานอื่นท่ี แต่ละเวร การประสานงานต่าง ๆ กับแผนกที่ เปลี่ยนแปลง สรุปการดูแลแต่ละเวร ติดตามการ
เก่ยี วข้องในการดูแลผปู้ ่วยในเวร เกี่ยวข้องบางครั้งการดูแลไม่ต่อเน่ืองเนื่องจาก ดูแลผู้ป่วยในแต่ละเวรมีความต่อเน่ืองในการดูแล
การดูแลไม่ทั่วถึงและความไม่ชัดเจนว่าใครจะ ผู้ป่วย รู้ปัญหาและความต้องการของผู้ป่วยได้
ดแู ลส่วนใด ครอบคลุมมากขึน้

การตรวจสอบวัสดุอุกรณ์ อุปกรณ์ มีพยาบาลทาหน้าท่ีการตรวจสอบวัสดุอุปกรณ์ มีพยาบาลทาหน้าท่กี ารตรวจสอบวสั ดุ
ยา เวชภณั ฑไ์ ม่ใชย่ า ท่ตี อ้ งใช้ในการ ยา เวชภัณฑไ์ ม่ใช่ยา ทีต่ อ้ งใชใ้ นการใหก้ ารดูแล อุปกรณ์ ยา เวชภัณฑ์ไม่ใช่ยา ที่ต้องใช้ในการให้
ให้การดแู ลผู้ปว่ ยในเวร ผู้ป่วยในเวรเพียง 1 คน ทาให้ล่าช้าและใช้ การดูแลผู้ป่วยในเวร 2 คน ทาให้มีการตรวจสอบ
เวลานาน และมน่ั ใจในเร่ืองการพร้อมใช้ของวัสดุอุปกรณ์มาก
ข้ึน

ก า ร บั น ทึ ก ท า ง ก า ร พ ย า บ า ล พยาบาล In charge จะเป็นคนตรวจสอบ พยาบาล In charge 2 คน จะเป็นคนตรวจสอบ
การสรุปเวชระเบยี นในเวร บันทึกการพยาบาลและสรุปChartเพียงคน บันทึกการพยาบาลและสรุป Chart ในแต่ละทีม
เดียวและบางเวรตรวจสอบไม่ครอบคลุมทาให้ ของตนทาให้มีเวลาในการตรวจสอบรายละเอียด
เกิดความล่าช้าในการสรุปเวรเพ่ือส่งต่อเวร ข้อผิดพลาดในการบันทึก การเพ่ิมความรวดเร็วใน
ถดั ไป ทาให้การบนั ทึกเวชระเบยี นไม่สมบรู ณ์ การสรปุ สง่ เวรมากขึ้นเพื่อสง่ ตอ่ ในเวรถัดไป การส่ง
เวร ส่งเฉพาะทีมของตนเอง ทาให้เริ่มปฏิบัติงาน
ได้เร็วขึ้น และการบันทึกเวชระเบียนสมบูรณ์
ครอบคลุมมากขน้ึ

การบริหารยา มีการมอบหมายใหพ้ ยาบาล 1 คน สาหรับการ มีการมอบหมายให้พยาบาล 1 คน ในแต่ละทีม
การบรหิ ารความเสย่ี งอ่นื ๆ บริหารยาฉีด และยากิน ทาให้มีโอกาสบริหาร สาหรับการบริหารยาฉีดและยากิน ทาให้มีโอกาส
ภายในเวร ยาผิดพลาดเน่อื งจากมผี ้ปู ่วยจานวนมาก บรหิ ารยาผดิ พลาดนอ้ ยลง

หัวหน้าทีม เป็นผู้รายงานความเส่ียงทุกด้าน มีหัวหน้าทีมในแต่ละเวรแบ่งเป็น 2 ทีม เป็น
ภายในเวรทาให้บางคร้ังเม่ือเกิดเหตุการไม่พึง ผู้รายงานความเส่ียงทุกด้านภายในเวรทาให้การ
ประสงค์การรายงานความเสี่ยงต่อกลุ่มการ รายงานความเส่ียงต่อกลุ่มการพยาบาลครอบคลุม
พยาบาลไมค่ รอบคลมุ หรือไมม่ ีการรายงาน และไดร้ ับการแกไ้ ขพัฒนามากขึ้น

342

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal

4. ความพงึ พอใจของพยาบาลวิชาชพี ท่ีใชร้ ูปแบบการมอบหมายงานทพ่ี ัฒนาขนึ้
ผลการประเมนิ ความพงึ พอใจของพยาบาลวชิ าชพี ทใ่ี ช้รปู แบบการมอบหมายงานที่พัฒนาข้นึ พบว่า กลุม่ ตัวอย่างมี
ความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ =3.99, S.D. 0.66) โดยพบว่าด้านลักษณะงานอยู่ในระดับมาก (x̄ =4.14,
S.D. 0.53) สาหรับดา้ นการบงั คับบัญชาพบว่าอยู่ในระดับมาก (x̄ =3.57, S.D. 0.90) ด้านสภาพการทางานอยู่ในระดบั มาก
x̄ (S.D.)=4.07 (0.64) อย่ใู นระดบั มาก ดา้ นการติดตอ่ สอ่ื สาร x̄ (S.D.)=4.10 (0.60) ระดับมากและด้านผู้ร่วมงาน อยู่ใน
ระดับมาก x̄ (S.D.)=4.10 (0.65) ดงั ตารางท่ี 2

ตารางที่ 2 รอ้ ยละความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพภายหลงั การใช้รูปแบบการมอบหมายงานทีพ่ ัฒนาขน้ึ (N=13)

ระดับความพงึ พอใจ มากทส่ี ดุ มาก ปานกลาง น้อย น้อย ค่าเฉล่ยี (S.D.) ระดับ
ทีส่ ดุ การแปลผล
I. ด้านลักษณะงาน 4.14 (0.53) มาก
1. การได้วางแผนการพยาบาลเพอื่ ดแู ล 15.41 84.6
ผ้รู บั บรกิ าร
2. การยอมรับการเปล่ียนแปลง 15.4 69.2 15.4
ระบบงานใหม่ ๆ เพอื่ ประโยชน์ของ
องคก์ ร
3. มีแนวทางในการดูแลผปู้ ว่ ยใน 15.4 69.2 15.4
แนวทางเดยี วกัน
4. มรี ะบบบรหิ ารการพยาบาลทีม่ ี 7.7 84.6 7.7
ประสทิ ธภิ าพในการดแู ลผรู้ บั บริการ
5. ระยะเวลาในการทากิจกรรมการ 46.2 46.2 7.7
พยาบาลและการดูแลผปู้ ว่ ยเรว็ ข้ึน
6. การมอบหมายงานการพยาบาลแบบ 38.5 53.8 7.7
ทมี การพยาบาล (Team Nursing) ทา
ให้ดแู ลผปู้ ่วยได้ครบองคร์ วม
II. ดา้ นการบงั คับบญั ชา 3.57 (0.90) มาก
1. หัวหนา้ หนว่ ยงานมสี ่วนช่วยส่งเสรมิ 61.5 23.1 15.4 4.07 (0.64) มาก
ให้ดูแลผมู้ ารับบริการได้อยา่ งมี
ประสทิ ธภิ าพ
2. หวั หน้าหนว่ ยงานสนบั สนนุ ใหท้ กุ คนมี 7.7 53.8 30.8 1.77
สว่ นรว่ มในการวางแผนการดูแล
ผรู้ ับบรกิ าร
3. หัวหน้าหนว่ ยงานรบั ฟังความคดิ เห็น 15.4 46.2 23.1 15.4
4. หัวหน้าหนว่ ยงานปฏิบัตดิ ว้ ยความ 15.4 38.5 23.1 23.1
เท่าเทียม
5. หัวหน้าหน่วยงานอานวยความสะดวก 15.4 53.8 15.4 15.4
ในการปฏิบัติงาน
III. ดา้ นสภาพการทางาน
1. มบี รรยากาศทีด่ ีในการทางาน 7.7 61.5 30.8

343

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปที ี่ 28 ฉบบั ท่ี 3 ประจาเดือน กนั ยายน – ธนั วาคม 2563

ตารางที่ 2 รอ้ ยละความพงึ พอใจของพยาบาลวิชาชพี ภายหลังการใช้รูปแบบการมอบหมายงานทพ่ี ฒั นาขึ้น (N=13) (ตอ่ )

ระดับความพึงพอใจ มากท่สี ุด มาก ปานกลาง นอ้ ย นอ้ ย คา่ เฉล่ีย (S.D.) ระดับ
7.7 ทีส่ ดุ การแปลผล
III. ดา้ นสภาพการทางาน (ตอ่ ) 4.07 (0.64) มาก
2. ความมอี ิสระในการใชค้ วามรเู้ พอ่ื ดูแล 30.8 61.5 7.7
ผู้รับบริการตามขอบเขตหนา้ ท่ขี อง 7.7
พยาบาล
3. การไดใ้ ชค้ วามรู้ความสามารถเพือ่ 23.1 69.2 15.4
ดูแลผู้รบั บริการท่ีมีปญั หาซับซอ้ นได้
4. ความสามารถในการตดั สินใจเพอ่ื 30.8 61.5 15.4
ชว่ ยเหลือผรู้ ับบริการในความรบั ผดิ ชอบ 15.4
ให้เกดิ ความปลอดภยั ทัง้ ในภาวะปกติ 7.7
และภาวะฉุกเฉนิ
5. หนา้ ที่ความรบั ผดิ ชอบและปรมิ าณ 23.1 61.5 30.8
งานมีความเหมาะสม 23.1
IV. ด้านการติดตอ่ ส่อื สาร 15.4 4.10 (0.60) มาก
1. การสอื่ สารกับผรู้ บั บริการไดม้ ากข้ึน 38.5 46.2 23.1 4.10 (0.65) มาก
2. การแลกเปลยี่ นความคดิ เหน็ ใน 15.4 69.2 7.7
หนว่ ยงาน 3.99 (0.66) มาก
3. การประสาน งานทีด่ รี ะหว่าง สห 15.4 76.9
สาขาวชิ าชีพ
V. ดา้ นผูร้ ่วมงาน
1. ความราบรืน่ ในการทางาน 23.1 46.2

2. การไดร้ บั ความไว้วางใจจากเพอ่ื น 23.1 53.8
ร่วมงาน
3. การมีสัมพันธภาพท่ีดกี บั บคุ ลากร 23.1 61.5
ทมี สหสาขาวิชาชีพ
4. การมสี ว่ นร่วมในการวางแผนการดูแล 15.4 61.5
ผ้รู ับบรกิ ารร่วมกบั แพทย์
5. ความมสี มั พันธภาพท่ดี ใี นหน่วยงาน 30.8 61.5
โดยภาพรวมทกุ ด้าน

5. ความพงึ พอใจของผรู้ บั บริการ พึงพอใจของผู้รับบริการ พบว่า หลังการใช้รูปแบบที่
หลงั จากการทดลองใชร้ ูปแบบการมอบหมายงาน พัฒนาขึ้น ผู้ให้บริการมีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ใน
แบบทีม เป็นเวลา 1 เดือนแล้ว มีการประเมินความพึง ระดับมาก (x̄ =4.16, S.D. 0.58) โดยพบว่าด้านศิลปะ
พอใจในผู้รับบริการที่นอนพักรักษาท่ีแผนกผู้ป่วยชาย การดูแลอยู่ในระดับมากท่ีสุด (x̄ =4.24, S.D. 0.60)
โรงพยาบาลโพนพิสัยโดย เก็บข้อมูลจากผู้รับบริการ สาหรับด้านคุณภาพการดูแลทางเทคนิค พบว่าอยู่ใน
จานวน 40 ราย ในเดือน มกราคม 2563 สัปดาห์ละ 10 ระดบั มาก (x̄ =4.11, S.D. 0.58) ดา้ นความพรอ้ มในการ
ราย ในเวร เช้า เวร บ่าย และเวรดึก โดยที่เป็นผู้ป่วยไม่ ให้บริการ พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ =4.5, S.D.
ซ้ารายเดิม ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การประเมินความ 0.60) ด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพอยู่ในระดับมาก

344

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal

(x̄ =4.02, S.D. 0.59) ด้านการดูแลต่อเนื่อง พบว่าอยู่ใน ตารางท่ี 3 ความพึงพอใจของผู้รับบริการภายหลังการ
ระดับมากที่สุด (x̄ =4.23, S.D. 0.57) ด้านผลลัพธ์ของ ใชร้ ูปแบบการมอบหมายงานทพ่ี ฒั นาขน้ึ (ต่อ)
การดูแล พบว่าอยู่ในระดับมาก (x̄ =4.16, S.D. 0.54)
ดงั ตารางท่ี 3 ระดับความพงึ พอใจ
(จานวน/ร้อยละ)
ความพึงพอใจ มาก ปาน นอ้ ย
ตารางท่ี 3 ความพึงพอใจของผู้รับบริการภายหลังการ ที่สุด มาก กลาง น้อย ที่สุด
ใช้รปู แบบการมอบหมายงานทีพ่ ฒั นาขึน้
ดา้ นความพรอ้ มในการใหบ้ ริการ (ตอ่ )
4. การแจง้ ปัญหาให้ 10 19 1
ระดับความพึงพอใจ แพทย์ทราบ (33.3) (63.3) (3.3)
(จานวน/ร้อยละ)
ความพึงพอใจ มาก ปาน น้อย ทกุ คร้ัง
ที่สดุ มาก กลาง นอ้ ย ท่ีสุด
รวม x̄ (S.D.)=4.50 (0.60) ระดบั มากทส่ี ุด
ดา้ นสง่ิ แวดล้อมทางกายภาพ
ด้านศลิ ปะการดูแล 1. การไดร้ ับความ 7 21 2
1. การพูดจาสภุ าพ 9 21 2
ชัดเจน เข้าใจงา่ ย (30) (70) (6.7) ปลอดภัยขณะอยู่ (23.3) (70) (6.7)
โรงพยาบาล
2. การได้รับการเอาใจ 12 13 5 2. ความสะอาดของ 4 18 8
ใส่ดูแลใหก้ ารพยาบาล (40) (43.3) (16.7) สถานทแี่ ละอปุ กรณ์ (13.3) (60) (26.7)
ดว้ ยความเออื้ อาทร
3. การรบั ฟงั ปญั หา 9 18 3 เครอ่ื งใช้ต่าง ๆ ที่
จดั เตรยี มไวใ้ ห้
อย่างตั้งใจดว้ ยความ (30) (60) (10) 3. การจัดห้องพกั ให้มี 3 22 5
เข้าใจ
รวม x̄ (S.D.)=4.24 (0.60) ระดบั มากท่ีสดุ อากาศถา่ ยเทได้ (10) (73.3) (16.7)
สะดวก
ด้านคุณภาพการดแู ลทางเทคนิค รวม x̄ (S.D.) =4.02 (0.59) ระดับมาก
1. การอธบิ ายเหตุผล 7 20 3 ดา้ นการดแู ลต่อเนอ่ื ง
ก่อนปฏบิ ตั กิ ิจกรรม (23.3) (66.7) (10)
การพยาบาล 1. การได้รบั การดแู ล 5 22 3
และแกไ้ ขปญั หาได้ (16.7) (73.3) (10)
2. การได้รบั การ 7 20 3 อย่างตอ่ เนื่อง
บรรเทาความ (23.3) (66.7) (10)
เจบ็ ปวด/ไม่เกิด 2. การไดร้ บั ความเอา 13 22 3
ใจใสเ่ วลาท่อี ยู่ (43.3) (73.3) (10)
ภาวะแทรกซ้อน โรงพยาบาล
3. การได้รบั แจง้ 7 18 5
เกี่ยวกบั แผนการรักษา (23.3) (60) (16.7) 3. การตรวจเยย่ี ม 10 19 1
สอบถาม ความตอ้ ง (33.3) (63.3) (3.3)
ของแพทย์ การของทา่ นอย่าง
4. การชว่ ยเหลอื ดา้ น 7 20 3
กจิ วัตรประจาวัน (23.3) (66.7) (10) สม่าเสมอ

รวม x̄ (S.D.)=4.11 (0.58) ระดับมาก รวม x̄ (S.D.) = 4.23 (0.57) ระดับมากทีส่ ุด
ด้านผลลพั ธข์ องการดูแล
ด้านความพร้อมในการใหบ้ รกิ าร 1. การตอบขอ้ ซักถาม 7 22 1
1. การแสดงออกของ 9 18 3
พยาบาลขณะใหก้ าร (30) (60) (10) เกีย่ วกบั การเจ็บปว่ ย (23.3) (73.3) (3.3)
ไดช้ ดั เจน เข้าใจง่าย
ดูแลชว่ ยเหลือ 2. การได้รับทราบ 7 20 3

2. การให้การพยาบาล 8 19 3 ขอ้ มลู เก่ยี วกับความ (23.3) (66.7) (10)
กระฉับกระเฉงเป็น (26.7) (63.3) (10)
กนั เอง เจบ็ ป่วย
3. การได้รับการดแู ล 8 19 3
3. การใหค้ วามชว่ ย 10 15 5 ทัง้ รา่ งกายและจิตใจ (26.7) (63.3) (10)
เหลือแกไ้ ขปญั หาการ (33.3) (50) (16.7)
เจบ็ ปว่ ยอยา่ งทันทว่ งที รวม x̄ (S.D.)=4.16 (0.54) ระดบั มาก
รวมทุกดา้ น x̄ (S.D.)=4.16 (0.58) ระดบั มาก

345

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปที ี่ 28 ฉบับท่ี 3 ประจาเดือน กนั ยายน – ธนั วาคม 2563

6. ผลลัพธ์ด้านการบริหารความเสี่ยงด้านบริหาร ตัดสินใจของหัวหน้าเวรคนเดียวทาให้พยาบาลวิชาชีพรู้สึก
ยา และความสมบูรณ์ของเวชระเบียน และระยะเวลาใน ว่าไม่เป็นธรรม การกระจายงานไม่เท่าเทียมกัน ซ่ึง
การรบั สง่ เวร ก่อให้เกิดผลเสียแก่หน่วยงาน10 รูปแบบการมอบหมายงาน
แบบทีมมีการดาเนินงาน 5 ขั้นตอนอย่างชัดเจนโดยการ
การประเมนิ การมอบหมาย การมอบหมาย มอบหมายงานแบบทีมนี้แบ่งผู้ป่วยเท่ากันทั้งสองทีม
- อุบัตกิ ารณ์ งานรปู แบบเดิม งานรปู แบบทมี มอบหมายในแต่ละทีมตามประเภทผู้ป่วยท่ีรับมาและมีการ
ความคลาดเคล่ือนการ กระจายอย่างเหมาะสมในแต่ละเวรโดยการกระจายในแต่
บรหิ ารความเสีย่ งด้าน 110 69 ละทีมเทา่ เทยี มกัน ทาให้การรายงานได้รวดเร็ว ในแต่ละทมี
บรหิ ารยา ใน 1 เดือน มีพยาบาลวิชาชีพ 2 คน และมีผู้ช่วยเหลือผู้ป่วย 1 คน แต่
(คร้งั ) 79.12 84.95 ละทีมพยาบาล มีหัวหน้าทีม 2 คน ทาหน้าที่รับคาสั่งการ
- รอ้ ยละความสมบูรณ์ 65 31 รักษาของแพทย์ และรายงานอาการเปลี่ยนแปลงสรุปการ
ของเวชระเบยี น ใน ดูแล ติดตามการดูแลผู้ป่วยในแต่ละเวร ทาให้มีความ
1 เดือน ต่อเนื่องในการดูแลผู้ป่วย สามารถรู้ปัญหาและความ
- เวลาเฉลยี่ ในการ ต้องการของผู้ป่วยได้ครอบคลุมมากข้ึนนอกจากน้ี มี
รับส่งเวรตอ่ คร้ัง พยาบาลทาหน้าท่ีการตรวจสอบวัสดุอุกรณ์ อุปกรณ์ ยา
(นาท)ี เวชภัณฑ์ไม่ใช่ยา ที่ต้องใช้ในการให้การดูแลผู้ป่วยในเวร
สองคน ทาให้มกี ารตรวจสอบและมน่ั ใจในเรื่องการพร้อมใช้
การอภิปรายผล ของวสั ดอุ ปุ กรณ์มากข้ึน และการรับส่งเวรพยาบาลหัวหน้า
จากสถานการณ์การมอบหมายงานการมอบหมาย เวร 2 คน จะเป็นคนตรวจสอบบันทึกการพยาบาล ในแต่
ละทีมของตนทาให้เกิดการสรุปอาการของผู้ป่วยในแต่ละ
งานตามหน้าที่แบบเดิมซึ่งจะมีหัวหน้าทีมเพียงคนเดียวใน เวรรวดเร็วมากขึน้ และทาใหเ้ ร่ิมปฏิบัติงานในการเริ่มต้นแต่
การส่งเวรทาให้ ใช้เวลามาก และพยาบาลมีภาระงานมาก ละเวรได้เร็วขึ้น และการบันทึกเวชระเบียนสมบูรณ์
เนื่องจากต้องรับผิดชอบผู้ป่วยเป็นจานวนมาก พยาบาล ครอบคลุมมากขึ้น นอกจากนี้มีการมอบหมายให้พยาบาล
ขาดสมั พนั ธภาพกับผู้ป่วยเนื่องจากต้องเร่งทางานในหน้าที่ 1 คน ในแต่ละทีมสาหรับการบริหารยาฉีด และยากิน ทา
ท่ีรับผิดชอบให้เสร็จภายในเวร บางครั้งการดูแลไม่ ให้บริหารยาผิดพลาดน้อยลง มีหัวหน้าทีมในแต่ทีมเป็น
ครอบคลมุ เพียงพอทาให้ผปู้ ่วยแต่ละรายได้รับการพยาบาล ผู้รายงานความเส่ียงทุกด้านภายในเวรทาให้การรายงาน
จากพยาบาลหลาย ๆ คนและใช้เวลาน้อย6 เป็นการทางาน ความเสยี่ งตอ่ กลุ่มการพยาบาลครอบคลุม ซึ่งสอดคล้องกับ
ท่ีม่งุ ความสาเรจ็ ของงานมากกว่ามุ่งปัญหาของผู้ป่วย ทาให้ การศกึ ษาของ อรพนิ บษุ บัน4 ท่ีศึกษาผลการพฒั นารปู แบบ
พยาบาลและผู้ป่วยขาดสัมพันธภาพท่ีดีต่อกัน7 และลด การมอบหมายงานระบบพยาบาลเจ้าของไข้ แผนก
ความสามารถของพยาบาลในการเข้าใจการเปล่ียนแปลง ศัลยกรรม โรงพยาบาลตติยภูมิ ในจังหวัดราชบุรี รวมท้ัง
การติดตามและการให้การดูแลผู้ป่วยเฉพาะรายได้อย่าง การศึกษาของฐิติพร อัศววิศรุต11 ท่ีศึกษาการพัฒนา
สมบรู ณ์และอย่างต่อเนือ่ งสง่ ผลให้เพิ่มความเส่ียงต่อผู้ป่วย8 รูปแบบการมอบหมายงานในหอผู้ป่วยห นักศัลยกรรม
ทาให้พยาบาลมีการเรียนรู้ในการดูแลผู้ป่วยไม่ถึงระดับ จังหวัดยโสธร ที่พบว่าการมอบหมายงานให้มีประสิทธิภาพ
ผู้เชย่ี วชาญตามจานวนปีของการทางาน การบันทกึ ทางการ จะต้องมกี ารปฏิบตั ิทีม่ กี รอบแนวทางที่ชัดเจนสอดคล้องกับ
พยาบาลในแต่ละเวรจะช่วยกันบันทึกให้เสร็จภายในเวรซึ่ง ผลการวิจัยที่พบว่าความสมบูรณ์ของบันทึกทางการ
พยาบาลที่บันทึกไม่ทราบสภาพที่แท้จริงของผู้ป่วย ทาให้ พยาบาลให้มีผู้รับผิดชอบดูแลผู้ป่วยโดยตรงและชัดเจนใน
การบันทึกทางการพยาบาลไม่สามารถสะท้อนสภาพผู้ป่วย แต่ละทีมส่งผลให้ผู้ป่วยมีความพึงพอใจในระดับมากและ
ตามความเป็นจริง9 ประสิทธิภาพของงานจะลดลงในงาน ความสมบูรณ์ของเวชระเบียนเพิ่มมากข้ึนอีกท้ังความ
ส่วนที่พยาบาลไม่ไดร้ บั มอบหมาย พบว่าการมอบหมายงาน คลาดเคลอ่ื นในการบรหิ ารยาลดลง
ตามหน้าท่ีไม่สามารถแก้ไขปัญหาหรือตอบสนองความ
ต้องการของผู้ปว่ ยไดอ้ ยา่ งท่วั ถงึ งานทมี่ อบหมายข้นึ กบั การ 346

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal

ข้อเสนอแนะในการวิจยั 5. ชใู จ คูหารัตนไชย. สถิตเิ บ้ืองตน้ . กรุงเทพฯ:
1. บุคลากรในหน่วยงานทุกคนควรมีส่วนร่วมใน ภาควิชาสถิติประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหา
นคร; 2542.
การวางแผนงานการมอบหมายในทกุ ขนั้ ตอน
2. ควรนาการพัฒนารูปแบบการมอบหมายงาน 6 . Eleanor J. Sullivan, Phillip J. Decker.
Effective leadership and management in nurs-
แบบทมี การพยาบาลไปเป็นตวั อยา่ งหรอื กรณีศึกษาให้กับ ing. 6th ed. U.S.A.: Pearson Education; 2005.
หอผู้ป่วยอ่ืนในโรงพยาบาลจากการศึกษาครั้งนี้ ได้
รูปแบบการมอบหมายงานที่มีแนวทางที่ชัดเจน สามารถ 7. สิริพร สังคะสุข. ผลการใช้รูปแบบการ
น า ไ ป ป รั บ ใ ช้ ใ น ห น่ ว ย ง า น ท่ี มี บ ริ บ ท ที่ ใ ก ล้ เ คี ย ง กั บ ม อ บ ห ม า ย ง า น เ ป็ น ที ม ก า ร พ ย า บ า ล ต่ อ ค ว า ม
การศกึ ษาคร้ังน้ี รับผิดชอบในวิชาชีพการพยาบาลและความพึงพอใจ
ในการปฏิบัติงานของพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาล
3. ควรพัฒนารูปแบบการมอบหมายงานต่อ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิ. [วิทยานิพนธ์]. ชลบุรี:
ยอดจากแบบทีมการพยาบาล มหาวทิ ยาลัยบูรพา; 2548.
กิตตกิ รรมประกาศ
8. วีณา จิระแพทย์. แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับ
ขอขอบพระคุณ ดร.ชลการ ทรงศรี วิทยาลัย ความปลอดภัยของผู้ป่วย. ใน: วีณา จิระแพทย์,
พยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี ดร.เทพไทย โชติชัย เกรียงศักด์ิ จิระแพทย์, บรรณาธิการ. การบริหาร
วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธรจังหวัดขอนแก่น นาง ความปลอดภัยของผู้ป่วย: แนวคิดกระบวนการและ
ภรกต สูฝน พยาบาลวิชาชีพชานาญการ งานวิจัยและ แนวปฏบิ ตั คิ วามปลอดภยั ทางคลินิก. กรุงเทพฯ: ด่าน
พัฒนา โรงพยาบาลโพนพิสัย ที่ให้คาปรึกษา รวมทั้ง สทุ ธาการพมิ พ;์ 2550.
สนับสนุนด้านวิชาการ นอกจากน้ีขอขอบพระคุณ
บุคลากรหอผู้ป่วยในชาย นางนงค์เยาว์ อินทรวิเชียร 9. ทิพยวรรณ โฉมใส. สมรรถนะการบันทึก
หัวหน้าพยาบาล และแพทย์หญิงนรินทิพย์ ฤทธ์ิฐิติ ทางการพยาบาลของพยาบาลประจาการแผนกหอ
ผู้อานวยการโรงพยาบาลโพนพิสัย ท่ีให้การสนับสนุน ผู้ ป่ ว ย ใ น โ ร ง พ ย า บ า ล ส ม เ ด็ จ พ ร ะ ปิ่ น เ ก ล้ า
งานวจิ ัยนี้ [วทิ ยานิพนธ์]. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล; 2550.
เอกสารอ้างอิง
10. จิรวรรณ อินคุ้ม, ณัฐธินี สาลีวรรณ,
1. ปรางทิพย์ อุจะรัตนะ. การบริหารทางการ นันท์นภัส ฟักแกว้ , มสั ลิน จันทน์ผา, อมรรัตน์ พรหม
พยาบาล: การจัดระบบการดูแลผู้ป่วย. กรุงเทพฯ: มินทร์, อัจฉรา กลัดแก้ว, และคนอ่ืน ๆ. ปัจจัยที่
บุญศริ กิ ารพิมพ์; 2541. สัมพันธ์กับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของ
พยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ สมเด็จ
2. ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร สา ร ส น เ ท ศ . ข้ อ มู ล พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. Thai
สารสนเทศ หอผู้ป่วยในชาย (2558 -2561). Pharmaceutical and Health Science Journal
หนองคาย: โรงพยาบาลโพนพสิ ยั ; 2561. 2009; 4: 517-32.

3. กลุ่มงานการพยาบาลโรงพยาบาลโพนพิสัย. 11. ฐิรพร อัศววิศรุต, สมใจ พุทธาพิทักษ์ผล,
สรุปผลการดาเนินงานแผนกผู้ป่วยในชาย 2562. รุ้งรังษี วิบูลย์ชัย. การพัฒนารูปแบบการมอบหมาย
หนองคาย: โรงพยาบาลโพนพสิ ยั . อัดสาเนา. งานในหอผู้ป่วยหนักศัลยกรรม โรงพยาบาลยโสธร.
ว.กองการพยาบาล 2557; 41(2): 54-71.
4. อรพิน บุษบัน. การพัฒนาระบบพยาบาล
เจ้าของไข้แผนกศัลยกรรม โรงพยาบาลระดับตติย
ภูมิในจังหวัดราชบุรี[วิทยานิพนธ์]. กรุงเทพฯ:
มหาวิทยาลยั คริสเตียน; 2557.

รบั ต้นฉบบั : 8 กรกฎาคม 2563, ไดร้ ับบทความปรับปรงุ : 4 ธันวาคม 2563, รบั ลงตพี ิมพ์: 7 ธันวาคม 2563
347

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีที่ 28 ฉบับท่ี 3 ประจาเดอื น กนั ยายน – ธนั วาคม 2563

ประสทิ ธภิ าพของการตรวจคดั กรองมะเร็งปากมดลูกทีผ่ ลผิดปกตดิ ว้ ยวิธีแป๊ปสามัญในโรงพยาบาลมหาสารคาม
สุขใจ บรู ณะบญั ญัติ พบ. กลมุ่ งานสตู นิ รเี วชกรรม โรงพยาบาลมหาสารคาม

บทคัดย่อ
มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งท่ีพบบ่อยในหญิงไทยและทั่วโลก โรงพยาบาลมหาสารคามได้เข้าร่วมโครงการตรวจคัด
กรองมะเรง็ ปากมดลูกระดับชาติต้ังแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาประสิทธิภาพของการตรวจคัดกรอง
มะเร็งปากมดลูกทผี่ ลผิดปกตใิ นโรงพยาบาลมหาสารคาม จงึ เป็นทม่ี าของการศึกษานท้ี มี่ วี ัตถปุ ระสงค์เพอื่ ศึกษาประสทิ ธิภาพ
ของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกท่ีผลผิดปกติด้วยวิธีแป๊ปสามัญในโรงพยาบาลมหาสารคาม เป็นการศึกษาแบบ
diagnostic test study โดยเก็บรวบรวมข้อมูลย้อนหลังจากผลการตรวจแป๊ปสามัญ (conventional pap smear) ต้ังแต่
พ.ศ.2558 ถงึ 2562 จานวน 139,268 ราย และผลที่ผิดปกตนิ าไปวิเคราะห์ร่วมกบั ผลพยาธวิ ทิ ยาของการตัดชิ้นเนื้อจากการ
ส่องกล้องคอลโปสโคป
ผลการศึกษา จากการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีแป๊ปสามัญจานวน 139,268 ราย พบว่ามีกลุ่มที่ผล
ผิดปกติจานวน 530 ราย ความไวและความจาเพาะของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่ผลผิดปกติด้วยวิธีแป๊ปสามัญ
พบวา่ ในกลุ่ม low grade squamous intraepithelial lesion (LSIL) มคี วามไวรอ้ ยละ 70 ความจาเพาะร้อยละ 64.57 ใน
กลุ่ม high grade squamous intraepithelial lesion (HSIL) พบความไวรอ้ ยละ 73.25 ความจาเพาะร้อยละ 87.23 และ
ในกลุม่ มะเร็งปากมดลูกมีความไวรอ้ ยละ 54.17 และความจาเพาะร้อยละ 99.21
สรปุ : พบว่าความไวและความจาเพาะปานกลางในกลุม่ LSIL โดยมคี วามไวปานกลางแตค่ วามจาเพาะสูงในกลมุ่ HSIL
และกลุ่มมะเร็งปากมดลูก ดังน้ันการพัฒนาคุณภาพการเก็บเซลล์ตัวอย่าง การอบรมเพื่อเพ่ิมทักษะการแปลผล และมีแนว
ทางการปรึกษาผเู้ ช่ียวชาญเพ่ือช่วยอ่านผลแป๊ปสามัญทไ่ี ม่ชดั เจนจะชว่ ยเพิม่ ความไวและความจาเพาะของการตรวจคัดกรอง
มะเรง็ ปากมดลกู ด้วยวิธีแป๊ปสามัญได้
คาสาคัญ: ผลแป็บสามญั ทีผ่ ิดปกต,ิ ระยะก่อนมะเร็งปากมดลกู , มะเรง็ ปากมดลูก, ระบบบเี ทสดา้

Corresponding author: พญ.สขุ ใจ บูรณะบัญญตั ิ โทรศพั ท์ 065-8349732 E-mail: [email protected]
กลุม่ งานสตู นิ รีเวชกรรม โรงพยาบาลมหาสารคาม 168 ถนนผดงุ วิถี ตาบลตลาด อาเภอเมอื ง จังหวดั มหาสารคาม 44000

348

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal

Diagnostic Performance of Abnormal Conventional Cervical Pap smear result at Mahasarakham
Hospital
Sukjai Booranabunyat, MD., Department of Obstetrics &Gynecology, Mahasarakham Hospital

Abstract
Cervical cancer is commonly found in Thai women and worldwide. Mahasarakham hospital has
implemented the national cervical cancer screening policy (conventional cervical Pap smear) since 2005.
However, there is no previous study to evaluate the diagnostic performance of the abnormal Pap smear
result at Mahasarakham hospital. This study was a diagnostic test study objective to evaluate the
diagnostic performance of abnormal Pap smear (precancerous lesions and cervical cancer) at
Mahasarakham Hospital. The data was retrospectively collected from 2015 to 2019. The abnormal Pap
smear results were compared with the histopathologic reports. Then, the diagnostic performances were
analysed.
Results: There were 139,268 cases of conventional Pap smear with 530 cases of abnormal result
(precancerous and cancer) within the study period. The sensitivity and specificity of low grade squamous
intraepithelial lesion (LSIL) from Pap smear report were 70.00% and 64.57%, respectively. The sensitivity
and specificity of high grade squamous intraepithelial lesion (HSIL) from Pap smear report were 73.25%
and 87.23%, respectively. The sensitivity and specificity of cervical malignancy from Pap smear report
were 54.17% and 99.21%, respectively.
Conclusion: This study shows moderate sensitivity and specificity diagnosis in LSIL and moderate
sensitivity, but high specificity diagnosis in HSIL and cervical cancer. Improving sampling collection,
specimen preparation, cytological interpretation of cytologist and expert consultation are essential to
achieve concurrently high sensitivity and specificity.
Keywords: Abnormal conventional cervical Pap smear, cervical precancerous lesion, cervical
cancer, LSIL, HSIL, Bethesda system

349

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปที ี่ 28 ฉบบั ท่ี 3 ประจาเดอื น กันยายน – ธันวาคม 2563
Introduction fore, this study aims to evaluate the diagnostic
performance of Pap smear in the detection of
Cervical cancer (CC) is the fourth most precancerous lesions and CC at Mahasarakham
common cancer in women globally (528,000 new hospital which can be used for monitoring and
cases each year) and the second most common improving of our cancer screening system.
in developing areas (4 4 5 , 0 0 0 new cases each Materials and Methods
year). CC is also the fourth most lethal cancer in
women worldwide (266,000 deaths) and the third This diagnostic test study was conducted at
cause of cancer-related death in developing Mahasarakham Hospital. The retrospective review
countries (230,15 8 deaths)1, which means that of the Pap smear data, from November 1st2015 to
more than 80% of the global burden occurs in December 31th 2019, was done. The sample size
developing areas. Hospital-based cancer registry was calculated using the formula for proportion
annual report at National cancer institute depart- estimation of descriptive study by N4studies
ment of medical services ministry of public program. The estimated sensitivity was 0.4254, the
health Thailand, CC is the second most common estimated error was 0.0425 and the alpha error
(1 4 . 2 % or 245 new cases of female cancer in was 0.05. The calculated sample size was 520.
2 0 1 8 ). New case cancer affecting women after All retrospective data between study period (530
breast cancer (40.8% or 704 new cases of female cases) was included in this study.
cancer in 2018)2. CC screening using conventional
Pap smear has been conducted to reduce the All conventional Pap smear reports during
incidence and mortality of this disease3 . Liquid the study period were reviewed. Patient charac-
based cytology (LBC) and HPV testing can teristics and clinical data were reviewed. The Pap
improve specimen quality, higher sensitivity, smear reports were categorized according to the
specificity and accuracy of low-grade precancer- Bethesda System 20015 . The negative cytology
ous lesion detection but it has similar effective- was defined as inflammatory changes and
ness in CC detection4 . The cost-effectiveness of squamous metaplasia. The positive cytology was
conventional Pap smear is the reason that it is defined as atypical cells in the squamous or
the main tool for CC screening at Mahasarakham glandular epithelium and more severe lesions.
Hospital and Mahasarakham Province. The cyto- The Bethesda system classifies lesions in the
logical report of conventional Pap smear uses the squamous epithelium as atypical squamous cells
Bethesda System, 20015. When the abnormal Pap of undetermined significance (ASC-US), which are
smear (precancerous and CC) is detected, the probably not neoplastic, and atypical squamous
colposcopy and histological examination should cells cannot exclude the diagnosis of high grade
be performed for diagnosis confirmation. squamous intraepithelial lesion (ASC-H), low grade
squamous intraepithelial lesion (LSIL), high grade
The diagnostic performance of our conven- squamous intraepithelial lesion (HSIL), and
tional Pap smear is important for monitoring of squamous cell carcinoma. The glandular epitheli-
Pap smear quality. The previous studies, from um lesions are classified as atypical glandular
difference countries, reported various sensitivity cells (AGC), atypical glandular cells favor
and specificity of Pap smear.6-9 However, no study neoplasia (AGC-FN) and adenocarcinoma5.
was conducted in Mahasarakham Hospital. There-
350

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal

Colposcopic examinations were performed Table 1 Demographic characteristics and Pap
in all positive cytology cases. Cervical biopsy results (N=530)
was routinely done in the suspected cases and
the histological tissue was prepared by hema- Characteristics N (%)
toxylin/eosin straining technique, then submit- Age (yr) (mean+ SD) 44.25±10.32
ted to a histopathological examination by a Parity
pathologist. Histopathologic results were classi- 65 (12.3)
fied into seven categories of disease severity: 0 107 (20.2)
Normal/no neoplastic abnormalities, HPV, LSIL, 1 254 (47.9)
HSIL (CIN2, CIN3 and CIS), squamous cell carci- 2 104 (19.6)
noma, endocervical glandular dysplasia, adeno- >2 398 (75.0)
carcinoma in situ (AIS), adenocarcinoma and Menopausal status 132 (25.0)
other CC10. Pre-menopause 139,268
Menopause 530 (0.38)
The diagnostic performance (sensitivity, Total Pap smear 142 (26.8)
specificity, accuracy, positive predictive value; Abnormal cervical Pap smear 50 (9.4)
PPV and negative predictive value; NPV) of Pap diagnosis 79 (14.9)
smear were analysed, based on three group of ASC-US 92 (17.3)
disease (LSIL, HSIL and CC). The gold standard ASC-H 61 (11.5)
was the histopathological reports. The statistical HPV 13 (2.5)
program was SPSS version 21, KKU license. This LSIL 88 (16.6)
research protocol was approved by the Ethics HSIL
Committee on Human Research, Mahasarakham SCC 1 (0.2)
Hospital (MSKH REC No.61-01-039). AGC 4 (0.8)
Results AIS 1:2.08
Adenocarcinoma
There were 139,268 conventional Pap ASC-US: SIL ratio
smear during the study period with 530 (0.38%)
positive cytology results. The demographic
characteristics were shown in Table 1. The
mean age was 44.25 years old (S.D. 10.32, range
16-71). Most cases were pre-menopause and
have two children.

The Pap results. were: ASC-US in 26.8%,
ASC-H in 9.4%, HPV in 14.9%, LSIL in 17.3%,
HSIL in 11.5%, AGC in 16.6% and adenocarcino-
ma in 0.8% , ASC-US and SIL ratio was 1:2.08
(Table 1, 2).

351

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีท่ี 28 ฉบับท่ี 3 ประจาเดือน กันยายน – ธนั วาคม 2563

Table 2 Cytology diagnosis by TBS 2001 classification compare with histopathology

Histopathology HPV LSIL HSIL SCC AIS Adeno Other CC total
Neg carcinoma

Cytology 1
ASC-US 82 34 14 10 1 0 0 142
ASC-H 13 8 6 22 1 0 0 0 50
HPV 23 34 19 3 0 0 0 0 79
LSIL 22 35 24 10 0 1 0 0 92
HSIL 3 3 9 41 4 0 1 0 61
SCC - - 0 2 10 0 1 0 13
AGC 54 12 7 10 1 2 1 1 88
AIS 000001 0 01
Adenocarcinoma 200000 2 04
Total 199 126 79 98 17 4 6 1 530

The sensitivity, specificity, accuracy, PPV and NPV were shown in Table 3. The sensitivity, specifici-
ty, accuracy, PPV and NPV of LSIL lesion of Pap smear were 70.00%, 64.57%, 65.34%, 24.64% and
92.86%, respectively. The sensitivity, specificity, accuracy, PPV and NPV of HSIL lesion of Pap smear were
73.25%, 87.23%, 85.25%, 48.71% and 95.17%, respectively. The sensitivity, specificity, accuracy, PPV and
NPV of CC were 54.17%, 99.21%, 92.81%, 91.90% and 92.90%, respectively. The test performance for
LSIL, HISL and malignancy were 1.08, 0.83 and 0.54 respectively.

Table 3 Diagnostic performance of cervical Pap smear

Cervical Pap smear diagnosis
LSIL (95% CI) HSIL (95% CI) Malignancy (95% CI)
Sensitivity(%) 70.00 (62.26-76.98) 73.25 (62.62-82.23) 54.17 (32.82-74.45)
Specificity(%) 64.57 (55.59-72.85) 87.23 (83.14-90.64) 99.21 (97.99-99.78)
Accuracy(%) 65.34 (59.52-70.83) 85.25 (81.47-88.52) 92.81 (90.27-94.86)

Positive Predictive Value(%) 24.64 (20.20-29.69) 48.71 (41.06-56.42) 91.90 (79-.98-96.99)
Negative Predictive Value(%) 92.86 (90.85-94.45) 95.17 (93.27-96.56) 92.90 (89.44-95.28)
Positive Likelihood Ratio 68.52 (24.14-194.48)
Negative Likelihood Ratio 1.98 (1.53-2.55) 5.74 (4.21-7.82)
0.46 (0.5-0.61) 0.31 (0.22-0.44) 0.46 (0.30-0.71)

Discussion collected from no symptom patients who
From this study, the positive cytology was participated in a Province Screening Program
and patients presented with gynecological
found in 0.38% of test. This result was similar as symptom causing low positive cytology. Some
TeresaD et al(0.76%)11 andNawaz FH et al study studies collected the test results from patients
(0.68%)12.but other studies were generally higher with gynecological symptom resulting in a
than what we found in our study (range, 1.7 to higher positive test result.
4.05% ) .7, 13 -16 In our study, Pap smears were

352

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal

In the LSIL group, the sensitivity of PAP report (ratio 3:1)21.
conventional Pap smear in our center was The different in cytohistologic correlation
70.00%, specificity was 64.57%, PPV was 24.64%
and NPV was 92.86%. The sensitivity was close of this study with other various studies may be
to Verma et al6, but was lower than Kanjanavi- due to many factors;9 -1 3 such as the different
rojkul et al7 study which reported sensitivity at population, collection methods (LBC or conven-
76.9% and 86.5%, respectively.6-7 The specificity tional), the diagnostic criteria, the experience
was lower than 70.0% and 96.2% from Verma and the skill of the cytotechnologists and cyto-
et al6 and Kanjanavirojkul et al7 study. The PPV patho logists22. The Pap smear limitations also
was also lower than 90.9% of Verma et al6 include failure to acquire adequate specimens,
study but the NPV was similar. However, Kanja- intra-observer bias, and misinterpretations. The
navirojkul et al7 used conventional Pap smer quality of smear, such as Inflammation, scant
method and thin Prep method to collect cytol- cellularity, mucin, blood contaminating samples
ogy data, while Verma et al6 using endocervical and thick smears, have been cited as reasons
cytology might contribute result from our study. for inadequate samples.1 6 Percentage of inade-
quate samples in Pap smear were 5-9% in the
In the HSIL group, the sensitivity,specificity, national standard range.23 Overlapping epithelial
PPV, and NPV of our study were 73.25%, cells decrease the sensitivity to as low as 50%
87.23%, 48.71% and 95.17%, respectively. In with rising false negative rate to 14-33%24.
the CC group, the sensitivity, specificity, PPV,
and NPV were 54.17%, 99.21%, 91.90% and The limitation of this study was retro-
92.90%, respectively. Our data, in these groups, spective study design. We could not collect
is similar with other studies6-9. some clinical data from patients such as abnor-
mal leucorrhea, intercourse period, vaginal
The overall diagnostic performance of douche, vaginal bleeding and other factors
Pap smear in our center was similar rate as a which influenced the Pap interpretation. The
systematic review study to evaluate the diag- data of associated factors such as specimen
nostic accuracy of the Pap smear by Nanda et collectors (nurse, medical student, intern or
al.1 7 that found its sensitivity was 51% (range staff), adequacy of specimen were also absent.
30% to 87%), and specificity was 98%, (range Another limitation was the negative Pap smear
86% to 100%). A study from Cochrane review18 cases which were not enrolled in this study due
showed pooled sensitivity for CIN 2+ diagnosis to no tissue biopsy and histological examina-
from conventional Pap smear was 62.5% and tion, so the false negative rate might be higher.
pooled specificity was 96.6%. Conclusion

Most women in our study were multipa- This study shows moderate sensitivity
rous women. The mean age of the participants and specificity diagnosis in LSIL and moderate
was 44.25±10.32 years old. It is thought that the sensitivity, but high specificity diagnosis in HSIL
average age of women population in study was and CC.Improving sampling collection, specimen
appropriate considering the fact that the com- preparation, cytological interpretation of cytolo-
mon age to develop HSIL lesion19-20 ASC-US: SIL gist and expert consultation are essential to
ratio was 1:2.08, it is normal limit of standard
353

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปีท่ี 28 ฉบับที่ 3 ประจาเดอื น กนั ยายน – ธนั วาคม 2563
7. Kanjanavirojkul N, Muanglek R, Yanagihara
achieve concurrently high sensitivity and specifici- L.Accuracy of abnormal Pap smear at Thammasat
ty. university hospital. J Med Assoc Thai 2012;95
Potential conflicts of interest (Suppl.1):S79-82.
8. Arbyn M, Sankaranarayanan R, Muwonge
None. R, Keita N, Dolo A, Gombe C, et al. Pooled analy-
Acknowledgement sis of the accuracy of five cervical cancer screen-
ing tests assessed in eleven studies in Africa and
I would like to thank Dr. Tanin Titipungul, India. Int J Cancer 2008;123:153-60.
the head of Anatomical Pathology department of 9. Phaliwong P, Pariyawateekul P,
Mahasarakham hospital for his co-operation. Khuakoonratt N, Sirichai W, Bhamarapravatana K,
References Suwannarurk K. Cervical cancer detection be-
tween conventional and liquid based cervical
1. Ferlay J, Soerjomataram I, DikshitR, Eser cytology: 6-year experience in Northern Bangkok
S, Mathers C, Rebelo M, et al . Cancer incidence Thailand.Asian Pac J Cancer Prev 2018; 19(5): 1331
and mortality worldwide: sources, methods and -6.
major patterns in GLOBOCAN 2012. Int J Cancer 10. Hadzi B, Hadzi M, Curcin N. Histologic
2015;136: E359-E386. classification and terminology of precancerous
lesions of the cervix. Med Pregl 1999; 52: 151-5.
2. National cancer institute department of 11. Teresa Ramirez Argamosa, Mark Angelo
medical services ministry of public health Thai- C. Ang, Agustina D. Abelardo, Michele H. Diwa,
land. Hospital-based cancer registry annual report Christopher Alec A. Maquiling. Correlation of ab-
2018 :4. normal Pap smears with histopathologic results:
Philippine general hospital experience (2014-
3. Behtash N, Mehrdad N. Cervical cancer: 2017). ACTA Medica Philippina 2019; 53(1): 52-8.
screening and prevention. Asian Pac J Cancer Prev 12. Nawaz FH, Begum A, Pervez S, Rizvi J.
2006; 7:683-6. Prevalence of abnormal Papanicolaou smears
and cytohistological correlation: A study from
4. Tanabodee J, Thepsuwan K, Karalak A, Aga Khan University Hospital, Pakistan. Asia
Laoaree O, Krachang A, Manmatt K, et al. Compar- Pacific Journal of Clinical Oncology 2005; 1(4):
ison of efficacy in abnormal cervical cell detec- 128-32.
tion between liquid-based cytology and conven- 13. Chaithanya K, Kanabur DR,
tional cytology. Asian Pac J Cancer Prev Parshwanth HA. Cytohistopathologic Study of
2015;16:7381-4. Cerivcal Lesions. Int J Sci Stud 2016; 4(2); 137-40.
14. Vaishali J, Vyas A. Cervical Noeplasia
5. Solomon D, Davey D, Kurman R, Moriarty -Cyto-Histological Correlation (Bethes-da System):
A, O’Connor D, Prey M, et al. The 2001 Bethesda A Study of 276 Cases. Journal of Cytology
System: Terminology for reporting results of cervi- and Histology 2010; 1: 106.
cal cytology. JAMA 2002;287:2114-9.

6. Verma A, Verma S, Vashit S, Attri S,
Singhal A.A study on cervical cancer screening in
symptomatic women using Pap smear in tertiary
care hospital in rural area of Himachal Pradesh,
India. Middle East. Fertility Society J 2017;22:39-
42.

354

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
15. Kalyani R, Sharief N, Shariff S. A 24. Sharma J, Toi PC, Siddaraju N,
Sundareshan M, Habeebullah, S. A comparative
Study of Pap Smear in a Tertiary Hospital in analysis of conventional and Sure Path liquid-
South India. J Cancer Biol Res 2016;4(3):1084. based cervicovaginal cytology: a study of 140
cases. J Cytol 2016;33(2):80-84.
16.Tamrakar S, Chawla C. A Clinical
Audit of Pap Smear Test for Screening of
Cervical Cancer. Nepal Journal of Obstetrics
and Gynecology 2012; 7(2): 21-4.

17. Nanda K, McCrory DC, Myers ER, Bas-
tian LA, Hasselblad V, Hickey JD, et al. Accuracy
of the Papanicolaou test in screening for and
follow-up of cervical cytologic abnormalities: a
systematic review. Ann Intern Med 2000;132:810
-9.

18. Koliopoulos G, Nyaga VN, Santesso N,
Bryant A, Martin-Hirsch PPL, Mustafa RA, et al.
Cytology versus HPV testing for cervical cancer
screening in the general population.Cochrane
Database of Systematic Reviews 2017;8(8)
CD008587.DOI:10.1002/14651858.CD008587.pub
2

19. Rojaluckanawong V.Sensitivity and
specificity of colposcopic diagnosis in HSIL or
worse. MJSSBH 2012;3:278-86.

20. Shanmugham D, Vijay A, Rangaswamy
T. Colposcopic evaluation of patient with per-
sistant inflammatory pap smear. Sch J App Med
Sci 2014;2:1010–3.

21. Duggan MA. Cytologic and histologic
diagnosis and significance of controversial squa-
mous lesion of uterine cervix. Mod Pathol
2000;13:252-60.

22. สุรางค์ ตรีรัตนชาติ. การตรวจคัดกรองมะเร็ง
ปากมดลูกวธิ ีใหม.่ Chula Med J 2004;48:69-71.

23. Herbert A. Achievable standards.
Benchmarks for reporting and criteria for evalua-
tion cervical cytopathology. Sheffield: NHSCSP;
1995.

รับต้นฉบบั : 18 กมุ ภาพนั ธ์ 2563, ไดร้ ับบทความปรบั ปรงุ : 8 ธันวาคม 2563, รับลงตพี มิ พ:์ 10 ธันวาคม 2563
355

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปที ี่ 28 ฉบบั ท่ี 3 ประจาเดือน กนั ยายน – ธนั วาคม 2563

การพัฒนารูปแบบการเยย่ี มผปู้ ว่ ยทีเ่ ข้ารบั บริการตรวจสวนหัวใจ ณ หอ้ งตรวจสวนหัวใจ โรงพยาบาลอุดรธานี
มกุ ดา นาผล, พยม. หอ้ งตรวจสวนหัวใจ กลุ่มงานการตรวจและรกั ษาพยาบาลพเิ ศษ โรงพยาบาลอดุ รธานี

บทคดั ยอ่
การศกึ ษาวจิ ยั คร้งั น้ีเป็นการวจิ ยั และพฒั นา (The research and Development) มีวัตถุประสงค์เพ่อื พฒั นารูปแบบ
การเยี่ยมผู้ป่วยท่ีเข้ารับบริการตรวจสวนหัวใจ ณ ห้องตรวจสวนหัวใจ โรงพยาบาลอุดรธานี และศึกษาผลลัพธ์ของการใช้
รูปแบบการเยี่ยมผู้ป่วยท่ีเข้ารับบริการตรวจสวนหัวใจ ดาเนินการระหว่างเดือนสิงหาคม 2560 – มิถุนายน 2561 กลุ่ม
ตัวอย่างแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ ห้องตรวจสวนหัวใจ จานวน 11 คน และ ผู้ป่วยท่ีเข้ารับบริการตรวจ
สวนหวั ใจ จานวน 30 ราย ดาเนินการศึกษาวิจัย 3 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การสารวจสภาพปัญหาและพัฒนารูปแบบการเย่ียม
ผู้ป่วยที่เข้ารับบริการตรวจสวนหัวใจ โดยวิธีการระดมสมอง (2) ทดลองใช้รูปแบบการเย่ียม (3) ศึกษาผลลัพธ์ของการใช้
รูปแบบการเยี่ยมผูป้ ่วยทีเ่ ขา้ รบั บริการตรวจสวนหวั ใจ เครือ่ งมอื ที่ใชใ้ นการศึกษาวิจัย ได้แก่ รูปแบบการเยี่ยมผู้ป่วยท่ีเข้ารับ
บริการตรวจสวนหัวใจ เครอ่ื งมอื ทเ่ี กบ็ รวบรวม ไดแ้ ก่ แบบแสดงความคดิ เห็นตอ่ การใช้แบบบันทึกการเยีย่ มประเมินผ้ปู ่วยท่ี
เขา้ รับบริการตรวจสวนหวั ใจ ของพยาบาลวิชาชีพ ห้องตรวจสวนหัวใจ แบบวัดความวิตกกังวล แบบประเมินความพึงพอใจ
ของผู้ป่วยท่ีเข้ารับบริการตรวจสวนหัวใจ ต่อการเยี่ยม อุบัติการณ์การเล่ือน การทาหัตถการ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้
สถติ ิหาความถี่ คา่ เฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน การวเิ คราะหค์ า่ เฉลีย่ ใชส้ ถิติ Dependent t-test
ผลการศกึ ษาวิจัยพบวา่ รูปแบบการเย่ียมประกอบด้วย 1) การมอบหมายพยาบาลวิชาชีพห้องตรวจสวนหัวใจ เยี่ยม
ผู้ป่วยก่อนทาหตั ถการลว่ งหน้า 1 วัน 2) การประเมนิ ผปู้ ่วยโดยใช้แบบประเมิน การเย่ยี มก่อนการทาหัตถการตรวจสวนหัวใจ
3) ให้ข้อมูลคาแนะนาเร่ืองวิธีการปฏิบัติตัวสาหรับผู้ป่วยท่ีเข้ารับบริการตรวจสวนหัวใจโดยใช้แผ่นพับ 4) ประเมินปัญหา
หากพบปัญหา บนั ทกึ และส่งตอ่ ขอ้ มลู ใหแ้ กท่ มี สุขภาพรบั ทราบ ผลลพั ธข์ องการใชร้ ูปแบบการเยยี่ มคร้งั นี้ ไดแ้ ก่ ผลลพั ธ์ดา้ น
ผู้ใหบ้ ริการ พบวา่ พยาบาลวชิ าชพี หอ้ งตรวจสวนหัวใจ ทั้ง 11 คน เห็นด้วยมากต่อการใช้แบบบันทึกการเย่ียมและแผ่นพับ
การให้ข้อมูลเร่อื งวิธีการปฏิบัตติ วั สาหรบั ผู้ป่วยทเ่ี ขา้ รับบริการตรวจสวนหัวใจ ด้านผู้ป่วย พบว่า ระดับความวิตกกังวลเฉลี่ย
ของผู้ป่วยที่เข้ารับบริการตรวจสวนหัวใจ ก่อนและหลังการเยี่ยม มีค่าเฉลี่ยลดลงจาก 52.03 (S.D. 22.41) เหลือ 32.77
(S.D. 14.30) ความวิตกกังวลลดลงอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05) ผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อการเย่ียมของพยาบาล
วชิ าชีพในระดับมากท่สี ดุ ไม่พบอุบัตกิ ารณ์การเลือ่ นการทาหตั ถการในผปู้ ่วยท่ีไดร้ ับการเย่ยี มกอ่ นทาหัตถการตรวจสวนหัวใจ
คาสาคัญ: รูปแบบการเยีย่ ม, ตรวจสวนหวั ใจ

Corresponding author: มกุ ดา นาผล โทรศพั ท์ 093-4192662 E-mail: [email protected]
โรงพยาบาลอุดรธานี 33 ถนนเพาะนยิ ม ตาบลหมากแข้ง อาเภอเมอื ง จงั หวดั อดุ รธานี 41000

356

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal

The development of visiting model for Cardiac Catheterization at Udonthani Catheterization
Laboratory, Udonthani Hospital
Mukda Napol, Registered Nurse, Udonthani Hospital.

Abstract
The research and development purpose to develop Pre-operative visiting model and result of
using visiting model for Cardiac Catheterization at Udonthani Catheterization Laboratory (Udon Cathlab),
Udonthani Hospital. Performed during August 2017-June 2018, the target group of the study were eleven
Udon Cathlab nurses and thirty preparing patients for cardiac catheterization .There were three steps of
process development. The first step, survey and developed visiting model by brainstorming. The second
step, the visiting model was implemented. And the last step, evaluated the result of using this model.
Instrument used in the study were visiting model. Data collection used questionnaires for Cathlab
nurses opinion about visiting model and assessment forms of anxiety, the satisfaction of patient on visit-
ing model and postponed operation event. Data analysis used the statistics including frequency, per-
centages and Dependent t-test. The results were as follow: visiting model included 1) assigned a nurse
for visited preparing patients for cardiac catheterization 2) patient assessment visiting model form. 3)
patient preparing information given by education brochure. 4) recorded and refered problems to health
team.
Results of using this visiting model showed 1) service provider (eleven cathlab nurses) agreed with
the visiting model and education brochure 2) patients showed the mean patient’s level anxiety before
and after visiting decreased from 52.03 (S.D. 22.41) to 32.77 (S.D. 14.30) reduced with statistically
significant difference (p<0.05 ).
Key words: Catheterization, The Development of Visiting

357

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปีท่ี 28 ฉบบั ท่ี 3 ประจาเดอื น กนั ยายน – ธนั วาคม 2563
บทนา สูงสุด3 จากปัญหาดังกล่าวพบอุบัติการณ์ การเลื่อนการทา
หัตถการ ในปี 2560 และ ปี 2561 รอ้ ยละ 10.87 และ 7.5
การตรวจสวนหัวใจเป็นการตรวจวินิจฉัยโดยการใส่ ตามลาดบั 4 ดงั นั้นจึงทาใหผ้ ู้วจิ ยั สนใจที่จะศึกษาวิจัยพัฒนา
สายสวนหลอดเลือดแดงเข้าที่หลอดเลือดส่วนปลาย รูปแบบการเย่ียมผู้ป่วยท่ีเข้ารับบริการตรวจสวนหัวใจ เพ่ือ
(Cardiac Catheterization with coronary angiography) เปน็ ประโยชน์สาหรับการวางแผนการพยาบาลร่วมกันและ
เข้าไปยังหลอดเลือดโคโรนาร่ี (Coronary Artery) และฉีด ประเมินความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดข้ึนกับผู้ป่วยท่ีเข้ารับการ
สารทึบรังสีแล้วถ่ายภาพ เพื่อค้นหาพยาธิสภาพเป็นการ ทาหัตถการ รวมทั้งค้นหาปัจจัยท่ีมีผลต่อความรู้สึกวิตก
วินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของโรค ซ่ึงเป็นท่ีนิยม กังวล สามารถนากระบวนการพยาบาลมาใช้ในการดูแล
แพร่หลายกันท่ัวโลก การตรวจสวนหัวใจ สามารถทาได้ทั้ง ผู้ป่วยรายบุคคลอย่างเหมาะสมไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน
ในผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ซึ่งกระบวนการเตรียมความ ต่าง ๆ จากการหัตถการตลอดจนฟื้นฟูสภาพหลังทา
พรอ้ มมีระยะเวลาที่จากดั ทาให้ผปู้ ว่ ยเกิดความเครียด วิตก หัตถการได้อย่างรวดเร็ว5 เพ่ือให้เกิดมาตรฐานท่ีดีที่สุดใน
กังวล1 ไม่ม่ันใจในความไม่แน่นอนในสถานการณ์ที่อาจ การดแู ลผปู้ ว่ ย
เกิดข้นึ ได้ สง่ ผลใหค้ วามร่วมมอื ในการทาหัตถการสวนหัวใจ วตั ถุประสงค์
ลดลงเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือทาให้เกิดความไม่พร้อมและ
จาเป็นต้องเล่ือนการตรวจวินิจฉัยออกไป ทาให้เกิด 1. เพือ่ พฒั นารูปแบบการเยยี่ มผู้ป่วยท่เี ข้ารับบริการ
ความล่าชา้ ในการรักษาได้ เนอื่ งจากการประเมินผู้ป่วยก่อน ตรวจสวนหวั ใจ
ทาการตรวจสวนหัวใจถือเป็นกระบวนการหน่ึงและเป็น
หน้าท่ีที่สาคัญของพยาบาลวิชาชีพห้องตรวจสวนหัวใจ 2. เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของการใช้รูปแบบการเยี่ยม
วัตถุประสงค์ เพือ่ ลดโอกาสเกดิ ภาวะแทรกซ้อนจากการทา ผู้ปว่ ยที่เข้ารบั บริการตรวจสวนหัวใจ
การตรวจสวนหัวใจ ลดความวิตกกังวล สร้างสัมพันธภาพ รูปแบบการศกึ ษาวิจัย
ระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ2 การซักประวัติ การดู
ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จาเป็น ประเมินความ การศึกษาวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยและพัฒนา (The
เสี่ยงก่อนการตรวจสวนหัวใจ ผลลัพธ์ที่เกิดข้ึนผู้ป่วย research and development study)
สามารถกลับสู่ภาวะปกติดงั เดมิ ไดโ้ ดยเรว็ ประชากรและกล่มุ ตวั อย่าง

ห้องตรวจสวนหัวใจ โรงพยาบาลอุดรธานี ประชากรท่ใี ช้ในการศกึ ษาวิจยั มี 2 กลุม่ ดังนี้ คอื
(Udonthani Catherization Laboratory) ใ ห้ บ ริ ก า ร 1. พยาบาลวิชาชีพห้องตรวจสวนหัวใจโรงพยาบาล
ตรวจสวนหัวใจตลอด 24 ชั่วโมง บุคลากรประกอบด้วย อุดรธานี ทผ่ี า่ นประสบการณก์ ารดูแลผู้ป่วยตรวจสวนหัวใจ
แพทย์ 5 คน พยาบาลวิชาชพี 11 คน จากการเยี่ยมผปู้ ่วยที่ อยา่ งนอ้ ย 2 ปี จานวน 11 คน
เข้ารับการตรวจสวนหัวใจ โดยพยาบาลวิชาชีพห้องตรวจ 2. ผู้ป่วยท่ีเข้ารับบริการตรวจสวนหัวใจ ณ ห้อง
สวนหวั ใจ ยงั พบปัญหาอปุ สรรคท่ีเกดิ ขึ้นพบว่ากระบวนการ ตรวจสวนหัวใจ โรงพยาบาลอุดรธานี ระหว่างวันที่ 1
ดูแลผู้ป่วยก่อนเข้าทาหัตถการตรวจสวนหัวใจ ยังไม่มี เมษายน 2561- 30 มถิ ุนายน 2561 รวมระยะเวลาท้งั สน้ิ 3
รูปแบบท่ีชัดเจน ได้แก่ รูปแบบการเยี่ยม การให้คาแนะนา เดอื น
ทาให้การประเมินความพร้อมผู้ป่วยก่อนทาการตรวจสวน 3. สูตรคานวณกลุ่มตวั อย่าง
หัวใจได้ไม่ครอบคลุม รวมท้ังแบบบันทึกในการเยี่ยมผู้ป่วย
ยังขาดการประเมินด้านจิตใจความวิตกกังวล ทาให้ผู้ป่วย n = Zα2PQ
ปฏิเสธการตรวจสวนหัวใจเน่ืองจากคิดว่าการตรวจสวน d2
หัวใจเป็นการผ่าตัดใหญ่ ต้องพักฟื้นนาน รวมท้ังความ
ผิดพลาดในการประสานงานกับหอผู้ป่วยกรณีท่ีผู้ป่วยมีโรค n = จานวนขนาดตัวอยา่ ง
แทรกซ้อนและต้องได้รับการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อน Zα2 = คา่ สถิตภิ ายใต้โคง้ มาตรฐาน เมอ่ื ระดบั
การตรวจสวนหัวใจ เพ่ือให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัย
นัยสาคัญทางสถิติ α= 0.05

358

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal

P= 0.8 โดยอ้างอิงจากงานวิจัยของ เกศรา วรชัย จานวน 2 ทา่ น พยาบาลวิชาชีพผเู้ ชย่ี วชาญด้านโรคหัวใจ
มงคลกุล6 ดังนั้น Q=0.2 โดยกาหนดค่าความผิดพลาดที่ จานวน 3 ท่าน เกณฑ์ประเมินผลระดับความคิดเห็น
ยอมรับได้ (d) เป็น 15 % P=0.08 ดังน้ันในการศึกษา แบง่ เปน็ 5 ระดับ ดงั นี้
คร้ังนี้จะใช้กลุ่มตัวอย่างท้ังส้ิน 27 คน ได้จานวนผู้ป่วย 4.21-5.00 คะแนน เห็นด้วยมากที่สุด
30 ราย จากผู้ป่วยถอนตัวระหว่างการวิจัยหรือตอบ 3.41-4.20 คะแนน เหน็ ดว้ ยมาก
แบบสอบถามไม่ครบถ้วน จึงได้เพ่ิมเป็น 30 คน โดยวิธี 2.61-3.40 คะแนน เหน็ ด้วยปานกลาง
สุ่มตามความสะดวก (Convenience Sampling) ตาม 1.81-2.60 คะแนน เห็นดว้ ยนอ้ ย
เกณฑ์คัดเข้าดังน้ี ไม่จากัดเพศ อายุตั้งแต่ 20-65 ปี 1.00-1.80 คะแนน เหน็ ดว้ ยนอ้ ยท่สี ดุ
สามารถอ่าน ฟัง เขียนภาษาไทยได้ ไม่มีการเจ็บป่วย 2. แบบเก็บข้อมูลผู้ป่วย แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่
รุนแรงท่ีเป็นอุปสรรคตอ่ การเข้ารว่ มโครงการ ยินยอมเข้า (1) ลักษณะท่ัวไป ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส
ร่วมการศึกษาวิจัย เกณฑ์คัดออกดังน้ี ผู้ป่วยที่ไม่สะดวก ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ สิทธิการรักษา โรค
ในการเข้าร่วมโครงการและหรือตอบแบบสอบถามไม่ ประจาตัว ประสบการณ์การผ่าตัดหรือสวนหัวใจ
ครบตามทกี่ าหนดไว้ ผู้ที่มีปัญหาทางสายตาหรือทางการ (2) แบบวัดความวิตกกังวลซ่ึงเป็นแบบวัดเปรียบเทียบ
ไดย้ ิน ได้แก่ ตาบอด หรอื หหู นวก ด้วยสายตา (Visual Analog scale: VAS) โดยให้ผู้ป่วย
เลือกชี้จุด ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นตรงยาว 100 มิลลิเมตร
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการศึกษาวิจัยและการตรวจสอบ โดยปลายเปิดด้านซ้ายสุดเป็นความรู้สึกไม่มีความวิตก
คุณภาพเคร่ืองมอื
เครอ่ื งมอื ในการศกึ ษาวจิ ยั มี 2 สว่ นได้แก่ กังวลและจะเพ่ิมมากขึ้นไปทางด้านขวาจนถึงสุดทาง
ด้านขวา จะตรงกับความรู้สึกวิตกกังวลมากที่สุด โดย
1. แบบเก็บข้อมูลผู้ให้บริการ แบ่งเป็น 2 ส่วน ผู้วจิ ยั จะวดั ความยาวจากจุดซ้ายมือสุดถึงจดุ ทผี่ ปู้ ว่ ยเลือก
ได้แก่ (1) ลักษณะทั่วไป ประกอบด้วย เพศ อายุ
ประสบการณ์ในการทางานด้านการดูแลผู้ป่วยตรวจสวน ช้ีเกณฑ์แปลความหมายเป็นระดับความวิตกกังวลตาม
ความยาว (มลิ ลิเมตร) ความยาว 80-100 มิลลิเมตร คือมี
หัวใจ (2) แบบประเมินผลการใช้แบบบันทึกการเยี่ยม ระดับความวิตกกังวลมากที่สุด ความยาว 60 -79
ประเมินผู้ป่วยตรวจสวนหัวใจสาหรับพยาบาลวิชาชีพ
โรงพยาบาลอุดรธานีที่ปรับปรุงข้ึนใหม่ประกอบด้วย มิลลิเมตร คือมี ระดบั ความวติ กกังวลมาก ความยาว 40-
59มิลลิเมตร คือมีระดับความวิตกกังวลปานกลาง ความ
ข้อคาถาม 10 ขอ้ แบง่ เปน็ ระดับความคิดเห็น 5 ตัวเลือก ยาว 20-39 มิลลิเมตร คือมี ระดับความวิตกกังวลน้อย
ได้แก่ เห็นด้วยมากที่สุด 5 คะแนน เห็นด้วยมาก
4 คะแนน เหน็ ด้วยปานกลาง 3 คะแนน เห็นดว้ ยน้อย 2 ความยาว 0-19 มิลลิเมตร คือมีระดับความวิตกกังวล
น้อยท่ีสุด (3) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อ
คะแนน เห็นด้วยน้อยท่ีสุด 1 คะแนน และแบบประเมิน รูปแบบการเย่ียม มีลักษณะเป็นแบบประมาณค่า 5
แผน่ พับการให้ข้อมูลเร่ืองวิธีการปฏิบัติตัวสาหรับผู้มารับ
บรกิ ารตรวจสวนหัวใจ ปรับปรุงขึ้นใหม่ประกอบด้วย ข้อ ระดับ ประกอบด้วยข้อคาถามจานวน 26 ข้อ โดยมี
เกณฑก์ ารให้คะแนนดงั นดี้ ังนี้
คาถาม 8 ข้อ เกณฑ์การให้คะแนนของแบบบันทึกและ เหน็ ดว้ ยมากท่ีสดุ 5 คะแนน
แบบประเมนิ แผน่ พบั มีดงั น้ี
เหน็ ด้วยมากทีส่ ุด 5 คะแนน เห็นด้วยมาก 4 คะแนน
เหน็ ดว้ ยปานกลาง 3 คะแนน
เหน็ ด้วยมาก 4 คะแนน เห็นด้วยน้อย 2 คะแนน
เหน็ ด้วยปานกลาง 3 คะแนน
เห็นด้วยน้อย 2 คะแนน เหน็ ด้วยน้อยที่สุด 1 คะแนน
เกณฑ์ประเมินผลระดับความคิดเห็นแบ่งเป็น 5
เห็นดว้ ยนอ้ ยท่สี ดุ 1 คะแนน ระดับ ดงั นี้
และข้อเสนอแนะข้อคิดเห็นเพิ่มเติม (เป็นคาถาม
ปลายเปิด) โดยแบบสอบถามได้ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ 4.21-5.00 คะแนน เห็นด้วยมากท่สี ดุ
3.41-4.20 คะแนน เหน็ ดว้ ยมาก
จานวน 5 ท่าน ประกอบด้วยแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ

359

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปที ่ี 28 ฉบบั ท่ี 3 ประจาเดอื น กันยายน – ธันวาคม 2563

2.61-3.40 คะแนน เห็นด้วยปานกลาง มอบหมายพยาบาลวิชาชีพ ห้องตรวจสวนหัวใจ
1.81-2.60 คะแนน เหน็ ด้วยนอ้ ย เพื่อเยี่ยมผู้ป่วยที่เข้ารับการตรวจสวนหัวใจ เย่ียมผู้ป่วย
1.00-1.80 คะแนน เห็นด้วยนอ้ ยที่สดุ ก่อนทาหัตถการล่วงหน้า 1 วัน การประเมินผู้ป่วยได้แก่
โดยแบบสอบถามได้นามาวิเคราะห์สัมประสิทธ์ิ การทบทวนประวัติของผู้ป่วยจากเวชระเบียน โดยเน้น
แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) ข้อมูลในแบบบันทกึ การรักษาของแพทย์ เพ่ือนาข้อมูลมาใช้
หาความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธ์ิอัลฟาของครอนบาคเท่ากับ ในการวางแผนการพยาบาล ศึกษาขอ้ มูลเกี่ยวกับผู้ป่วยจาก
0.87 แฟ้มประวัติ สร้างสัมพันธภาพ โดยการแนะนาตัวเองและ
วธิ กี ารดาเนินการและข้นั ตอนการศกึ ษาวจิ ัย แจ้งวัตถุประสงค์การเย่ียมให้ผู้ป่วยรับทราบทุกครั้ง เปิด
ดาเนนิ การวจิ ยั กลมุ่ ตัวอยา่ ง ไดแ้ ก่ พยาบาลวิชาชีพ โอกาสให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการสนทนาเพื่อสร้างความ
ห้องตรวจสวนหัวใจ จานวน 11 คน ผู้ป่วยท่ีเข้ารับการ ไว้วางใจ ประเมินสภาพร่างกาย ข้อจากัด และปัจจัยเสี่ยง
ตรวจสวนหัวใจ จานวน 30 คน ในระหว่างวันที่ 1 ของผู้ป่วย ในการประเมินร่างกายและจิตใจ โดยใช้ใบ
เมษายน 256-30 มิถุนายน 2561 ดาเนินการศึกษาวิจัย 3 ประเมินการเย่ียมก่อน การทาหัตถการตรวจสวนหัวใจที่
ขั้นตอน ได้แก่ (1) การสารวจสภาพปัญหาและพัฒนา พัฒนาข้ึน ให้ข้อมูลคาแนะนาโดยใช้แผ่นพับการให้ข้อมูล
รูปแบบการเย่ียมผู้ป่วยที่เข้ารับบริการตรวจสวนหัวใจ โดย เร่ืองวิธกี ารปฏิบัติตัวสาหรับผู้ป่วยที่มารับบริการตรวจสวน
วิธีการระดมสมองร่วมกันสร้าง ปรับปรุง พัฒนา แบบ หัวใจ เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยและญาติได้ซักถามปัญหาและข้อ
ประเมินการเยี่ยม แบบสอบถามความคิดเห็นต่อการเย่ียม สงสยั และให้กาลงั ใจอยา่ งเหมาะสม ประเมินปัญหาหากพบ
แผ่นพับให้คาแนะนา ได้นาแบบสอบถามหาความเท่ียง ปัญหาส่งต่อข้อมูลสาคัญโดยการปรึกษา ส่งต่อและลง
โดยนามาวิเคราะห์สัมประสิทธ์ิแอลฟาของครอนบาค บนั ทึกใหท้ มี สขุ ภาพรบั ทราบ
(Cronbach’s Alpha Coefficient) เทา่ กับ 0.87 เครอ่ื งมือ
ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 2. ผลลัพธ์ของการใชร้ ูปแบบการเย่ยี มผู้ป่วยที่เข้า
จานวน 5 คน ดาเนินการระหว่างเดือน สิงหาคม 2560- รับบริการตรวจสวนหวั ใจ
ธันวาคม 2560 รวมระยะเวลา 5 เดือน (2) ทดลองใช้
รูปแบบการเย่ียม โดยใช้แบบบันทึกการเยี่ยมผู้ป่วย ให้ 2.1 ผลลัพธ์ด้านผู้ให้บริการ
ข้อมลู คาแนะนาเรื่องวิธีการปฏิบัติตัวสาหรับผู้ป่วยที่เข้ารับ 2.1.1 ลกั ษณะทัว่ ไป
บริการตรวจสวนหัวใจโดยใช้แผ่นพับ ประเมินปัญหา ใช้ พบว่า พยาบาลวิชาชีพห้องตรวจสวนหัวใจ จานวน
ระยะเวลาดาเนินการระหว่างเดือนมกราคม 2561-มีนาคม 11 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 10 คน ร้อยละ 90.91 อายุ
2561 รวมระยะเวลา 3 เดือน (3) ศึกษาผลลัพธ์ของการใช้ เฉล่ีย 30.56 ปี (ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน 19.78) มี
รูปแบบการเย่ียมผู้ป่วยที่เข้ารับบริการตรวจสวนหัวใจ ประสบการณ์ในการทางานด้านการตรวจสวนหัวใจเฉลี่ย
ดาเนินการระหว่างเดือน เมษายน 2561- มิถุนายน 2561 4.32 ปี (ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน 7.11) และประสบการณ์
รวมระยะเวลา 3 เดอื น ในการเยี่ยมประเมินผู้ป่วยก่อนทาหัตถการตรวจสวนหัวใจ
จรยิ ธรรมในการวจิ ัย เฉลี่ย 35.22 รายต่อเดือน (ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน 5.57)
ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการ (ตารางที่ 1)
วิจัยในมนุษย์โรงพยาบาลอุดรธานี เลขท่ีรับรอง EC ท่ี
30/2560 ตารางที่ 1 จานวนและร้อยละของข้อมูลส่วนบุคคลของ
ผลการศึกษาวิจยั พยาบาลวชิ าชพี ห้องตรวจสวนหัวใจ (N=11)
1. พัฒนารูปแบบการเยี่ยมผู้ป่วยท่ีเข้ารับบริการ
ตรวจสวนหัวใจ ข้อมลู ทว่ั ไป จานวน (รอ้ ยละ)
1.1 แนวปฏบิ ตั ใิ นการเย่ยี ม มดี งั นี้ 1. เพศ
10 (90.91)
หญงิ 1 (9.09)
ชาย
2. อายุ (ปี) 1 (9.09)
20-25 7 (63.63)
26-30
360

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal

ตารางที่ 1 จานวนและร้อยละของข้อมูลส่วนบุคคล เหมาะสมในการปฏิบัติตัวก่อนการสวนหัวใจท่ีเหมาะสม
ของพยาบาลวิชาชีพหอ้ งตรวจสวนหัวใจ (N=11) (ตอ่ ) (x̄ =4.36, S.D. 0.50) หัวข้อท่ี 8 สรุปโดยรวมแผ่นพับน้ี
เหมาะสมในการให้ข้อมูลร่วมกับการเย่ียม (x̄ =4.27,
ข้อมูลท่วั ไป จานวน (รอ้ ยละ) S.D. 0.46) ตามลาดบั (ตารางที่ 2)
2. อายุ (ปี) (ตอ่ )
31-35 1 (9.09)
36-40 1 (9.09) ตารางที่ 2 ความคิดเห็นของพยาบาลวิชาชีพต่อแบบ
มากกวา่ 40 1 (9.09) บันทกึ การเย่ียมประเมินผปู้ ว่ ยกอ่ นทาหัตถการและแผ่นพับ
อายเุ ฉล่ีย 30.56 ปี (S.D. 19.78) ต่าสดุ -สูงสดุ 24 –49 การให้ข้อมูลเรื่องวิธีการปฏิบัติตัวสาหรับผู้ป่วยที่มารับ
3. ประสบการณใ์ นการทางานด้านการตรวจสวนหวั ใจ (ปี) บริการตรวจสวนหัวใจ ห้องตรวจสวนหัวใจ โรงพยาบาล
1-5 4 อุดรธานี (N=11)

6-10 7 รายการประเมนิ x̄ (S.D.) ระดับความคดิ เห็น

เฉลี่ย 4 .32 ปี (S.D. 7.11) ต่าสดุ -สูงสุด 2-7 ความคิดเหน็ ต่อลักษณะแบบประเมิน
1แ.ลมะสีกวายรจงาัดมวางรูปแบบท่ีเหมาะสม 4.00 (0.44) มาก
4. จานวนผูป้ ว่ ยทีไ่ ดร้ ับการเย่ยี มประเมินกอ่ นทาหตั ถการ
ตรวจสวนหัวใจ (รายตอ่ เดือน) 2. มคี วามชัดเจนเขา้ ใจง่าย 4.09 (0.70) มาก

10-20 1 (9.09) 3. มคี วามสะดวกในการบนั ทกึ 4.09 (0.53) มาก

21-30 3 (27.27) บ4.ันใทชกึ้เวเหลามใานะกสามรประเมินและการ 3.90 (0.83) มาก

31-40 4 (36.36) ส5.ภสาาพมกาารรถณนจ์ ารไิงปใช้งานไดต้ าม 4.18 (0.60) มาก
มากกว่า 40 3 (27.27)
เฉลย่ี 35.22 ราย (SD 5.57) ต่าสดุ -สูงสดุ 8-42 เ6ส.ยี่ มงกี ไดาร้คบรอันบทคึกลปมุัญหาและภาวะ 4.09 (0.70) มาก

2.1.2 ประเมินความคิดเห็นของพยาบาลวิชาชีพ ค7.รอสบามคาลรมุ ถทปงั้ รระา่ เงมกนิ าผยู้ปแว่ลยะไจดิต้ ใจ 4.09 (0.70) มาก
ต่อแบบบันทึกการเย่ียมประเมินผู้ป่วยก่อนทาหัตถการ
และแผ่นพับการให้ข้อมูลเร่ืองวิธีการปฏิบัติตัวสาหรับ 8พ.ัฒสอนดาคคลณุ อ้ ภงากพับแนผโนยบกอายายในุรกการรรม 4.09 (0.70) มาก
ผู้ปว่ ยท่ีมารับบรกิ ารตรวจสวนหัวใจ
ใเ9ปห. น็บ้กกราิการรพาสรัฒรนา้ งามแาบตบรบฐันานทใกึ นกกาารรเยยี่ ม 4.63 (0.50) มากทสี่ ุด
พบว่า พยาบาลวิชาชีพห้องตรวจสวนหัวใจ ท้ัง
11 คน มีความเห็นด้วยมากท่ีสุด 2 หัวข้อ ได้แก่หัวข้อท่ี 1สห0าตั ม.ถาสกรราถปุ รใสโชดว้เยยนร่ยีหวมวั มผใจู้ปแบว่ ยบกบ่อนั นททกึ า 4.36 (0.50) มากท่ีสดุ
9 การพัฒนาแบบบนั ทึกการเยี่ยมเป็นการสร้างมาตรฐาน
ในการให้บริการ (x̄ =4.63, S.D. 0.50) และหัวข้อท่ี 10 ความคดิ เห็นตอ่ แผ่นพับ มาก
สรุปโดยรวมแบบบันทึกสามารถใช้เยี่ยมผู้ป่วยก่อนทา 1. การจดั เรยี งรูปแบบชัดเจน 4.09 (0.30)
หัตถการสวนหัวใจ (x̄ =4.36, S.D. 0.50) ความคิดเห็น
ของพยาบาลวิชาชีพต่อแผ่นพับการให้ข้อมูลเร่ืองวิธีการ 2. การใช้ขนาดตัวอักษรท่เี หมาะสม 4.09 (0.53) มาก
ปฏิบัติตัวสาหรับผู้ป่วยที่มารับบริการตรวจสวนหัวใจ มี
ความเห็นด้วยมากที่สุด 6 หัวข้อ ได้แก่ หัวข้อที่ 6 ส3.ัดเสนว่ ้ือนหเขา้าขใอจงงแา่ ผยน่ พบั แบง่ ออกเปน็ 4.36 (0.50) มากที่สุด
ค า แ น ะ น า ก า ร ป ฏิ บั ติ ตั ว ภ า ย ห ลั ง ก า ร ส ว น หั ว ใ จ ท่ี
เหมาะสม (x̄ =4.54, S.D. 0.52) หัวข้อท่ี 7 คาแนะนาที่ 4ต.วั กคอ่าแนนกะานรสาวเหนมหาวั ะใสจมทใี่เนหกมาาระปสฏมิบตั ิ 4.36 (0.50) มากทีส่ ุด
เ ห ม า ะ ส ม ใ น เ รื่ อ ง ก า ร ดู แ ล ต น เ อ ง เ ม่ื อ ก ลั บ ไ ป บ้ า น
(x̄ =4.54, S.D. 0.52) หวั ข้อที่ 5 คาแนะนาการปฏิบัติตัว ก5.ารคตารแวนจะทนีเ่ าหกมาาระปสฏมบิ ัติตัวขณะทา 4.45 (0.68) มากทีส่ ุด
ขณะทาการตรวจที่เหมาะสม (x̄ =4.45, S.D. 0.68 )
หัวขอ้ ที่ 3 เนื้อหาของแผ่นพับแบ่งออกเป็นสัดส่วนเข้าใจ ก6.าคราสแวนนะหนวั าใกจาทร่เี ปหฏมาบิ ะตั สิตมัวภายหลงั 4.54 (0.52) มากทสี่ ดุ
ง่าย (x̄ =4.36, S.D. 0.50) หัวข้อท่ี 4 คาแนะนา
361 ด7.ูแคลาตแนนเอะงนเามทอ่ื ี่เกหลมับาไะปสบม้าในนเรื่องการ 4.54 (0.52) มากท่ีสุด

ใ8น. กสารรปุ ใโหดข้ ยอ้ รมวูลมรแ่วผมน่ กพับบั กนา้เีรหเยม่ียามะสม 4.27 (0.46) มากทีส่ ดุ

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอดุ รธานี ปที ่ี 28 ฉบบั ท่ี 3 ประจาเดือน กันยายน – ธนั วาคม 2563

2.1.3 ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม (จากแบบสอบถาม ตารางที่ 3 ลกั ษณะทวั่ ไปของผู้ป่วย (N=30) (ต่อ)
ปลายเปดิ )
ข้อมูลทว่ั ไป จานวน
1) รปู แบบท่พี ฒั นาขน้ึ มรี ายละเอียดในการประเมิน 4. ระดบั การศึกษาสูงสุด (ร้อยละ)
มากขึ้น ในชว่ งแรกอาจยังไมค่ ุน้ เคยและใชร้ ะยะเวลาในการ 2 (6.67)
ประเมินนาน ในชว่ งแรก ไมไ่ ด้ศึกษา 17 (56.67)
ประถมศกึ ษา 4 (13.33)
2) ควรมีการส่งต่อปัญหาให้แก่พยาบาลประจาตึก มธั ยมศึกษาตอนต้น 4 (13.33)
ได้แก่ ปัญหาทางด้านจิตใจในกรณีท่ีมีความวิตกกังวล มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 3 (10.00)
เพ่อื ใหไ้ ดร้ บั การประเมินตอ่ ปรญิ ญาตรี 7 (23.33)
5. อาชพี 13 (43.33)
3) มีการประเมินผลในการนาไปใช้ เพื่อนาไป รบั จ้างทว่ั ไป 4 (13.34)
ปรับปรุงแกไ้ ขใหค้ วามสมบรู ณ์ย่งิ ข้ึน เกษตรกร 3 (10.00)
ว่างงาน/เกษยี ณ 3 (10.00)
2.2 ผลลัพธด์ ้านผปู้ ่วย แม่บา้ น/พ่อบา้ น 14 (46.67)
2.2.1 ลกั ษณะทวั่ ไป รับราชการ 9 (30.01)
พบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชายร้อยละ 53.33 6. รายได้ (บาท/ตอ่ เดอื น) 1 (3.33)
อายุอยู่ในชว่ ง 51-70 ปี ร้อยละ 36.67 อายุเฉลี่ย 60.47 ปี น้อยกว่า 5000 2 (6.66)
(S.D. 5.33) ส ถ า น ภ า พ โ ส ด ร้ อ ย ล ะ 5 3 . 3 3 จ บ ชั้ น 5000-10000 4 (13.33)
ประถมศึกษาร้อยละ 56.67 ส่วนใหญ่อาชีพเกษตรกร 10001-20000 11 (36.67)
ร้อยละ 43.33 รายไดต้ อ่ เดือนน้อยกว่า 5,000 บาท ร้อยละ 20001-30000 19 (63.33)
46.67 สิทธิการรักษา ส่วนใหญ่เป็นบัตรทองร้อยละ 86.67 มากกวา่ 30001 1 (3.34)
มีโรคประจา ตัวร่วมด้วย ร้อยละ 63. 33 ไม่เคย มี 7.โรคประจาตวั 2 (6.34)
ประสบการณ์การผ่าตัดหรือสวนหัวใจร้อยละ 93.33 ไม่มี 11 (36.68)
(ตารางท่ี 3) มี 5 (16.77)
4 (13.33)
ตารางที่ 3 ลกั ษณะทั่วไปของผปู้ ว่ ย (N=30) ไต 26 (86.67)
Gout 28 (93.33)
ขอ้ มูลทัว่ ไป จานวน เบาหวาน 2 (6.67)
(รอ้ ยละ) ความดันโลหติ สงู
1. เพศ 8. สิทธิการรักษา
ชาย 16 (53.33) เบิกได้
หญงิ 14 (46.67) บตั รทอง
2. อายุ (ปี) 9. ประสบการณก์ ารผ่าตัดหรอื สวนหวั ใจ
30-40 1 (3.33) ไม่เคย
41-50 3 (10.00) เคย
51-60 11 (36.67)
61-70 11 (36.67)
มากกวา่ 70 4 (13.33)
อายเุ ฉลี่ย 60.47 ปี (S.D. 6.32) Min-Max 32-71 2.2.2 ความวติ กกังวลของผู้ป่วย
3. สถานภาพสมรส พบว่า ระดับความวิตกกังวลของผู้ป่วยที่ได้รับการ
โสด 16 (53.33) เยี่ยมก่อนทาหัตถการตรวจสวนหัวใจ พบผู้ป่วยส่วนใหญ่
สมรส 13 (43.37) มีระดบั ความวิตกกังวล กอ่ นการเยย่ี มอยู่ในระดับปานกลาง
หย่ารา้ ง/หม้าย /แยกกันอยู่ 1 (3.33) ร้อยละ 36.66 คะแนนเฉลี่ย 52.03 (S.D. 22.41) และ
พบว่ามีผู้ป่วยมีระดับความวิตกกังวลสูงในระดับมากและ

362

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal

ระดับมากที่สุด ร้อยละ 10.00 และร้อยละ 30.00 ตารางท่ี 5 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของ
หลังจากได้รับการเย่ียมประเมิน ผู้ป่วยมีระดับความวิตก ระดบั ความพงึ พอใจของผู้ป่วย
กังวลลดลงโดยไม่พบผู้ป่วยมีความวิตกกังวลสูง(ระดับ
มากและมากท่ีสุด) คะแนนเฉลี่ยความวิตกกังวลลดลง รายการประเมนิ x̄ (S.D.) ระดบั
เหลือ 32.77 (S.D. 14.30) ลดลงอย่างมีนัยสาคัญท่ี ความพึง
p=0.05 (ตารางท่ี 4) พอใจ

1. การแสดงออก คณุ ลักษณะของพยาบาลวชิ าชีพผู้ตรวจเยยี่ ม

ตารางท่ี 4 แสดงความถ่ีและร้อยละของระดับความ 1.1 การยมิ้ ทกั ทายและการแนะนาตัวของ 4.73 (0.52) มากทสี่ ดุ
วิตกกังวลของผู้ป่วยกอ่ นและหลงั เยย่ี ม (N=30) พยาบาลในการเข้าเยี่ยม

การเย่ยี มประเมนิ ผูป้ ่วยก่อนไดร้ บั 1.2 การแสดงอัธยาศัย ทา่ ทางที่เปน็ กนั เอง 4.73 (0.52) มากที่สดุ
การทาหตั ถการตรวจสวนหวั ใจ ของพยาบาล

ระดบั ความวิตก (n=30) p-value 1.3 การแสดงความสนใจ หว่ งใยและซกั ถาม 4.65 (0.61) มากท่ีสุด
กังวล (คะแนน) กอ่ น หลงั (t-test) อาการ

จานวน (ร้อยละ) จานวน (รอ้ ยละ) 1.4 การเปิดโอกาสใหผ้ ปู้ ่วยและญาตไิ ด้ 4.66 (0.47) มากท่ีสดุ
ซกั ถามปญั หาและขอ้ สงสัยต่าง
มากทส่ี ุด (80-100) 3 (10.00) 0 (0.00)

มาก (60-79) 9 (30.00) 0 (0.00) 2. ข้อมูลทไ่ี ด้รบั ก่อนการทาหตั ถการ
2.1 การไดร้ ับข้อมลู เกี่ยวกบั สภาพหอ้ งสวน
ปานกลาง (40-59) 11 (36.67) 15 (50.00) หวั ใจ ไดแ้ ก่ สิง่ แวดล้อม สถานที่ การแต่ง 4.63 (0.49) มากท่ีสุด
กายของเจ้าหน้าทภ่ี ายในหอ้ งสวนหวั ใจ 4.60 (0.49) มากทส่ี ุด
น้อย (20-39) 5 (16.67) 7 (23.33) 2.2 การได้รับขอ้ มลู เกีย่ วกับการทาความ 4.63 (0.49) มากทีส่ ดุ
สะอาดร่างกายกอ่ นสวนหวั ใจ 4.66 (0.47) มากทสี่ ุด
นอ้ ยท่ีสุด (0-19) 2 (6.67) 8 (26.67) 2.3 การไดร้ บั ขอ้ มลู เกีย่ วกบั การเตรียมกอ่ น 4.63 (0.45) มากท่สี ุด
สวนหวั ใจ ได้แก่ การงดน้าและอาหารยกเวน้ 4.66 (0.47) มากทส่ี ดุ
คะแนนเฉล่ีย 52.03 32.77 0.05 ยา กอ่ นการตรวจอย่างนอ้ ย 4-6 ชวั่ โมง 4.66 (0.47) มากทสี่ ดุ
(S.D. 22.41) (S.D. 14.30) 2.4 การได้รบั ข้อมลู เกย่ี วกบั การถอดฟนั 4.40 (0.49) มากทสี่ ุด
ปลอมและเคร่อื งประดับ ได้แก่ สรอ้ ย 4.36 (0.55) มากทสี่ ุด
2.2.3 ความพึงพอใจของผู้ป่วย ต่อการเย่ียมของ นาฬิกา ตา่ งหู กาไลหรือโลหะตา่ ง ๆ
พยาบาลวชิ าชพี 2.5 การไดร้ ับขอ้ มลู เก่ยี วกับการซักประวตั ิ
การแพย้ า อาหารทะเล และโรคประจาตัว
พบว่า ความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อการเยี่ยมของ 2.6 การได้รบั ขอ้ มูลเกยี่ วกับการถ่ายปัสสาวะ
พยาบาลวิชาชีพ ห้องตรวจสวนหัวใจ โรงพยาบาล กอ่ นไปห้องผา่ ตดั
อุดรธานีอยู่ในระดับมากที่สุดทุกข้อ โดยข้อท่ีมีระดับ 2.7 การมีญาตติ ามไปหอ้ งสวนหวั ใจเพอื่ ฟัง
คะแนนเฉล่ียมากที่สุดคือ ด้านแผ่นพับให้ข้อมูล หัวข้อ ผลการตรวจและรว่ มตดั สนิ ใจในการหาแนว
3.2 รปู แบบน่าสนใจ มคี ่าคะแนนเฉลี่ย 4.80 (S.D. 0.40) ทางการรกั ษารว่ มกบั แพทย์
รองลงมา ในหัวข้อ 3.3 ตัวหนังสือและขนาดอ่านง่าย 2.8 การไดร้ บั ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏบิ ตั ติ วั
และในด้านการแสดงออก คุณลักษณะของพยาบาล ขณะตรวจสวนหวั ใจ เช่น การจดั ทา่ การไอ
วิชาชีพผู้ตรวจเยี่ยม ในหัวข้อ 1.1 การยิ้ม ทักทายและ และการหายใจเขา้ ออก
การแนะนาตัวของพยาบาลในการเข้าเยี่ยม 1.2 การ 2.9 การได้รับข้อมูลเกยี่ วกบั ภาวะแทรกซอ้ น
แสดงอัธยาศัย ท่าทางที่เป็นกันเองของพยาบาล มีค่า ทอ่ี าจเกิดข้ึนขณะทาการสวนหวั ใจ
คะแนนเฉลีย่ 4.73 (S.D. 0.52) เท่ากัน (ตารางที่ 5)

363

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีที่ 28 ฉบบั ที่ 3 ประจาเดือน กันยายน – ธันวาคม 2563
อภิปรายผลการศึกษา
ตารางท่ี 5 แสดงค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของ
ระดบั ความพึงพอใจของผปู้ ว่ ย (ตอ่ ) 1. ผลการพัฒนารูปแบบการเยี่ยมผู้ป่วยท่ีเข้ารับ
บริการตรวจสวนหัวใจ ได้แนวทางปฏิบัติในการเย่ียม
รายการประเมิน x̄ (S.D.) ระดับ ผู้รบั บริการก่อนการตรวจสวนหัวใจ ห้องตรวจสวนหัวใจ ท่ี
4.33 (0.54) ความพงึ ชัดเจนและทาให้พยาบาลวิชาชีพ ห้องตรวจสวนหัวใจมี
2.10 การได้รบั ขอ้ มลู เกี่ยวกับการปฏิบตั ติ วั พอใจ ความม่ันใจ สอดคล้องกับ ผลการศึกษาของเรืองศิริ ภานุ
หลงั ตรวจสวนหวั ใจในเรื่องการไอ การพลกิ 4.63 (0.49) มากทีส่ ุด เวศ7 ในเร่ืองการเยย่ี ม เอกสารการเยย่ี มและแนวทางปฏิบัติ
ตะแคงตวั การลุกนัง่ และการรบั ประทาน 4.70 (0.46) ในการเยี่ยมเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่สาคัญสาหรับ
อาหารและยา 4.70 (0.46) มากทสี่ ดุ พยาบาลวิชาชีพ ผู้เยี่ยม ซ่ึงผู้เย่ียมควรกาหนดรูปแบบการ
2.11 การไดร้ บั ขอ้ มูลเก่ียวกบั ค่าใชจ้ ่ายใน 4.63 (0.49) มากที่สุด เยย่ี มผปู้ ว่ ยกอ่ น มงุ่ สกู่ ารพยาบาลทีไ่ ด้มาตรฐาน
การทาการตรวจคร้งั น้ี มากท่ีสดุ
2.12 การได้รับขอ้ มูลเกี่ยวกบั การสงั เกต 4.53 (0.57) มากท่สี ดุ 2. ผลลัพธ์ของการใช้รูปแบบการเย่ียมผู้ป่วยท่ีเข้า
ความผิดปกติของแผล รับบริการตรวจสวนหัวใจ ผลลัพธ์ด้านผู้ให้บริการ พบว่า
2.13 การได้รบั ขอ้ มลู เก่ยี วกับวนั มาตรวจตาม 4.56 (0.81) มากทสี่ ุด พยาบาลวิชาชีพห้องตรวจสวนหัวใจ มีความเห็นด้วยมาก
นดั ต่อการใช้แบบบันทึกการเย่ียมและแผ่นพับการให้ข้อมูล
2.14 การได้รับขอ้ มลู เกย่ี วกับการ 4.53 (0.62) มากท่ีสดุ เรอื่ งวธิ ีการปฏบิ ัตติ ัวสาหรบั ผู้ปว่ ยทเี่ ข้ารับบรกิ ารตรวจสวน
รบั ประทานอาหารอยา่ งตอ่ เน่ืองและการเลิก 4.56 (0.50) หัวใจ สอดคลอ้ งกบั การพัฒนาคุณภาพการพยาบาล ทาใหม้ ี
สูบบหุ รี่ มากที่สดุ แนวปฏิบัติเป็นแนวเดียวกัน8 ในด้านความพึงพอใจ พบว่า
2.15 การไดร้ ับขอ้ มลู เกี่ยวกับการแจง้ ผลการ 4.70 (0.46) มากทีส่ ุด ผู้รับบริการและผู้ให้บริการมีความพึงพอใจสอดคล้องกับ
ทาการตรวจ เช่น ผลการฉีดสีหลอดเลือด 4.80 (0.40) การศึกษาของ หิรัญญา ศรีศักดิ์พงษ์9 ผลลัพธ์ ด้านผู้ป่วย
หรือการขยายหลอดเลือดหวั ใจ 4.73 (0.44) มากทีส่ ดุ พบว่า ระดบั ความวิตกกงั วลของผ้ปู ว่ ยท่ีเข้ารับบริการตรวจ
2.16 การได้รบั ขอ้ มลู เกย่ี วกบั การทากิจวัตร 4.60 (0.49) มากท่สี ุด สวนหัวใจ ก่อนและหลงั การเยี่ยม มีคา่ เฉลี่ยลดลง เนือ่ งจาก
ประจาวนั ตา่ ง ๆ เม่ือกลับบา้ นไดแ้ ก่ การ มากที่สดุ ทาให้ผู้ป่วยมีเวลาเตรียมท้ังด้านร่างกายและจิตใจมากข้ึน
ทางาน การออกกาลงั กาย การมีเพศสัมพันธ์ มากท่ีสดุ ช่วยให้ผู้ป่วยคลายกังวล สอดคล้องกับนโยบายของ
2.17 การไดร้ บั ข้อมูลเกีย่ วกับอาการผดิ ปกติ โรงพยาบาล และสามารถลดอุบัติการณ์การเลื่อนการทา
ทีต่ อ้ งกลับมาพบแพทย์ หัตถการเช่นเดยี วกบั การศกึ ษาของ ศิรทิ ิพย์ สงวนวงศว์ าน5
2.18 การไดร้ ับขอ้ มลู เกีย่ วกบั สถานทห่ี รอื ข้อเสนอแนะ
เบอรโ์ ทรทสี่ ามารถตดิ ต่อเมื่อมปี ญั หา
3. แผ่นพบั ให้ขอ้ มลู 1. การพัฒนารูปแบบการเย่ียมผู้ป่วยพบว่า
3.1 เนื้อหาท่ีอา่ นเข้าใจงา่ ยมีประโยชน์ พยาบาลวิชาชีพ ควรเลือกใช้สื่อประกอบการให้คาแนะนา
3.2 รปู แบบนา่ สนใจ ที่เหมาะสมจะทาให้ผู้ป่วยเข้าใจการเตรียมตัวเพ่ือเข้ารับ
3.3 ตัวหนังสือและขนาดอ่านง่าย การตรวจ และสามารถปฏิบตั ิตามคาแนะนาได้อยา่ งถูกต้อง
3.4 รปู ภาพเหมาะสมและนา่ สนใจ รวมถึงผู้ปว่ ยสามารถทบทวนโดยการอา่ นแผ่นพบั ได้

2.2.3. อุบัติการณ์การเลื่อนการทาหัตถการตรวจ 2. บันทึกทางการพยาบาลที่ครอบคลุมทั้งด้าน
สวนหัวใจ ร่างกายและจิตใจ สามารถนามาวางแผนการพยาบาล
ทชี่ ดั เจนและตอ่ เนอ่ื งได้
ไม่พบอบุ ตั กิ ารณ์การเลอื่ นการทาหตั ถการตรวจสวน
หัวใจ ในผู้ป่วยท่ีได้รับการเยี่ยมประเมินก่อนทาหัตถการ 3. สามารถนาผลการศึกษาวิจัยครั้งน้ีไปประยุกต์ใช้
ตรวจสวนหัวใจโดยใช้รูปแบบที่ได้พัฒนา จานวนท้ังหมด ในกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องทาหัตถการแบบเร่งด่วนท่ีมีความ
30 ราย (ร้อยละ 0.00) ซับซ้อน เพ่อื พฒั นาคณุ ภาพการพยาบาลให้มปี ระสิทธิภา

4. นาสอ่ื แผน่ พบั ใหข้ ้อมูลไปพฒั นาต่อยอดเนื่องจาก

364

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal
8. สุปรยี า ตันสกลุ . ทฤษฎที างพฤติกรรมศาสตร์.
แผ่นพับมีข้อจากัดในผู้ป่วยท่ีมีปัญหาด้านการอ่าน นาไป แนวทางการดาเนินงานในงานสุขศึกษาและส่งเสริม
พฒั นาตอ่ เปน็ application ซึ่งในปัจจุบนั เปน็ ทน่ี ยิ ม สขุ ภาพ. Journal of Health Education 2550;30:105.
เอกสารอา้ งองิ 9. หิรัญญา ศรีศักด์ิพงษ์. ความพึงพอใจต่อการ
เยี่ยมก่อนผ่าตัดและติดตามประเมินผลหลังผ่าตัดของ
1. กนกพร บุญประเสริฐ. การพัฒนารูปแบบการ ผู้ใช้บริการผ่าตัดศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
เ ย่ี ย ม ผู้ ป่ ว ย ท่ี ไ ด้ รั บ ก า ร ผ่ า ตั ด ไ ส้ เ ล่ื อ น ข า ห นี บ ใ น โรงพยาบาลรามาธิบดี. รามาธิบดีพยาบาลสาร
โรงพยาบาลหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ [วิทยานิพนธ์]. 2546;9:30-38.
ขอนแก่น: มหาวิทยาลัยขอนแกน่ ; 2549.

2. พิมพา เทพวัลย์, ฉัตรกนก ทุมวิภาต, ดวงรัตน์
วัฒนกิจไกรเลิศ, คะนึงนิจ พงศ์ถาวรกมล. ประสิทธิของ
โปรแกรมการวางแผนจาหน่ายแบบมีโครงสร้างในผู้ป่วย
โรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันต่อความสามารถในการ
ปฏิบัติกิจวัตรประจาวัน ความพอใจและการกลับมารับ
การรกั ษาซ้า. ว.คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหดิ ล
2554;29(2):121-127.

3. รัชนี ไตรยะวงศ์. โครงการพัฒนารูปแบบการ
ดูแลผู้ป่วยหลังได้รับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟื้น
โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา [วิทยานิพนธ์].
ขอนแกน่ : มหาวิทยาลยั ขอนแก่น; 2550.

4.โรงพยาบาลอุดรธานี. สถิติผู้มารับบริการตรวจ
สวนหัวใจ โรงพยาบาลอุดรธานี ปีงบประมาณ 2560-
2561. อุดรธาน:ี โรงพยาบาล; 2561.

5. ศิริทิพย์ สงวนวงศ์วาน สุภาภรณ์ เวชพันธ์
อนงค์ศรี เสง่ียมศักดิ์ กัลยา อุ่นรัตนะ อรวรรณ เรือง
ชาติ เดือนเพ็ญ หม่นื สี . ผลของการเตรียมผูป้ ่วยล่วงหน้า
ก่อนได้การระงับความรู้สึก ณ ห้องตรวจผู้ป่วยนอก
(คลินิกสุขภาพ-สบายใจเม่ือใกล้วิสัญญี) โรงพยาบาล
สรรพสิทธิ์ประสงค์ อบุ ลราชธาน.ี 2556; 47: 35-45

6. เกศรา วรชัยมงคลกุล. การศึกษาเปรียบเทียบ
ผลการลดภาวะความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยที่ได้รับการ
รักษาทางยาอย่างเดียวกับผู้ป่วยท่ีได้รับการรักษาทางยา
ร่วมกับดนตรีบาบัด [วิทยานิพนธ์]. เชียงใหม่:
มหาวิทยาลัยแม่ฟา้ หลวง; 2556.

7. เรืองศิริ ภานุเวศ.โครงการพัฒนารูปแบบการ
เ ยี่ ย ม ป ร ะ เ มิ น ผู้ ป่ ว ย ก่ อ น ไ ด้ รั บ ย า ร ะ งั บ ค ว า ม รู้ สึ ก
โรงพยาบาลหนองบัวลาภู [วิทยานิพนธ์]. ขอนแก่น:
มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น; 2552.

รับตน้ ฉบบั : 8 กรกฎาคม 2563, ได้รับบทความปรบั ปรงุ : 11 ธนั วาคม 2563, รบั ลงตพี ิมพ์: 14 ธนั วาคม 2563
365

วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลอุดรธานี ปีที่ 28 ฉบบั ที่ 3 ประจาเดอื น กันยายน – ธนั วาคม 2563

ผลของโปรแกรมการออกกาลังกายประยุกตท์ ่าฤๅษีดดั ตนขณะฟอกเลอื ดตอ่ อาการเหน่อื ยลา้ ในผู้ปว่ ยโรคไตเรอ้ื รังท่ไี ด้รับ
การฟอกเลอื ดดว้ ยเครือ่ งไตเทียม
ฐาปนันท์ มหิศนันท,์ พ.บ. โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ จงั หวดั หนองคาย

บทคดั ย่อ
การวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบวัดผลก่อนและหลังการทดลอง (The pretest-
posttest design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการออกกาลังกายประยุกต์ท่าฤๅษีดัดตนขณะฟอกเลือดต่อ
อาการเหน่ือยล้าในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคไตเร้ือรังท่ีได้รับ
การฟอกเลือดด้วยเคร่ืองไตเทยี ม แผนกไตเทียม โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชทา่ บ่อ จานวน 30 ราย ทาการศึกษาในช่วง
สิงหาคม-ตุลาคม 2563 โดยผู้ป่วยจะได้รับการฝึกโปรแกรมการออกกาลังกายประยุกต์ท่าฤๅษีดัดตนขณะฟอกเลือด 3 คร้ัง
ต่อสัปดาห์ 15 นาทีต่อครั้ง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ความหนักในการออกกาลังกายระดับเบา เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม
ข้อมลู ส่วนบคุ คลและแบบประเมนิ ความเหนอื่ ยลา้ ใชแ้ บบประเมินความเหนื่อยล้า (Revised Piper Fatigue Scale) ซึ่งมีค่า
Cronbach’s alpha coefficient เท่ากับ 0.89 วิเคราะหข์ ้อมูลดว้ ยสถิติพรรณนา วิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้า และ
การทดสอบที (Independent T-test)
ผลการวิจยั : อาสาสมคั รมอี ายุเฉล่ีย 57.2 ปี (S.D. 10.53)1) เป็นเพศชายรอ้ ยละ 63.33 พบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยความ
เหน่ือยล้าของอาสาสมัครท่ีได้รับการฝึกโปรแกรมการออกกาลังกายประยุกต์ท่าฤๅษีดัดตนขณะฟอกเลือดลดลงจาก 96.07
เหลือ 80.63 และ 68.83 ในสัปดาห์ที่ 5 และ 9 ตามลาดับ ลดลงอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<.001) 2) การเปลี่ยนแปลง
ของระดับความดันโลหติ Systolic และ Diastolic ในผปู้ ่วยทีไ่ ดร้ บั การฝึกโปรแกรมการออกกาลังกายประยุกต์ท่าฤๅษีดัดตน
ขณะฟอกเลอื ดไมม่ ีนยั สาคญั ทางสถิติ
สรปุ : โปรแกรมการออกกาลังกายประยกุ ตท์ ่าฤๅษีดดั ตนขณะฟอกเลือดสง่ ผลลดความเหน่ือยล้าในผู้ป่วยโรคไตเร้ือรัง
ท่ีฟอกเลอื ดโดยใชไ้ ตเทียม
คาสาคญั : ฤๅษีดดั ตน, การออกกาลงั กาย, อาการเหนื่อยลา้ , การฟอกเลือดดว้ ยเคร่อื งไตเทยี ม, โรคไตเรอ้ื รงั

Corresponding author: นพ.ฐาปนันท์ มหิศนนั ท์ โทรศพั ท์ 083-6755643 E-mail: [email protected]
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบอ่ 161 หมู่ 13 ถ.หนองสองหอ้ ง-ศรีเชยี งใหม่ ตาบลท่าบอ่ อาเภอทา่ บอ่ จงั หวดั หนองคาย 43110

366

Vol.28 No.3 September – December 2020 Udonthani Hospital Medical Journal

The Effect of Integrated exercise-Thai Hermit’s exercises program on fatigue in persons with
chronic kidney disease receiving hemodialysis
Thapanun Mahisanun, MD, Thabo Crown Prince Hospital

Abstract
This quasi-experimental pretest-post test design purpose to study the effect of Integrated ex-
ercise-Thai Hermit’s exercise program on fatigue in persons with chronic kidney disease receiving hemo-
dialysis. The participants were thirty patients with chronic kidney disease receiving hemodialysis in
Thabo Crown Prince Hospital, conducted on August to October 2020. The participants were received
the Integrated exercise-Thai Hermit’s exercise program intradialytic exercise (consisting 15 minute low
intensity during the first 2 hours of hemodialysis, three time a week for 8 week) The research instrument
used for data collection was the Revised Piper Fatigue Scale; Thai version which has a Cronbach’s alpha
coefficient of 0.89. Data were analyzed using Descriptive statistics, repeated measures ANOVA and inde-
pendent t-test.
Results: The mean age of the study population was 57.2 + 10.53 years old, with 19 being males.
1) The mean score of fatigue in participant who were integrated exercise-Thai Hermit’s exercise program
was significant lower after participating in the integrated program emphasizing exercise (p<0.001).
2) Systolic and Diastolic blood pressure levels in participant who were integrated exercise-Thai Hermit’s
exercise program, had no statistically significant.
Conclusion: The integrated exercise-Thai Hermit’s exercise program could decrease fatigue in
persons with chronic kidney disease receiving hemodialysis.
Keywords: Thai Hermit’s exercise, Exercise, Fatigue, Hemodialysis, Chronic kidney disease

367


Click to View FlipBook Version