การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์(Jigsaw) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เขมรินทร์ แก้วอุดร วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 1 สาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ Jigsaw ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เขมรินทร์ แก้วอุดร วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 1 สาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ โดยใช้วิธีการจัด การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ Jigsaw ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัย เขมรินทร์ แก้วอุดร อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สอนประจันทร์ เสียงเย็น อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ไกรฤกษ์ ศิลาคม คุณครูพี่เลี้ยง นางฐิติยกาญจน์ ปัสสาพันธ์ ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2566 อาจารย์ควบคุมการวิจัยในชั้นเรียน คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อนุมัติให้ นับงานวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสน ศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก (ผู้ช่วยศาตราจารย์ สอนประจันทร์ เสียงเย็น) อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ไกรฤกษ์ ศิลาคม) ครูพี่เลี้ยง (นางฐิติยกาญจน์ ปัสสาพันธ์)
ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ โดยใช้วิธีการจัด การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ Jigsaw ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัย เขมรินทร์ แก้วอุดร อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สอนประจันทร์ เสียงเย็น อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ไกรฤกษ์ ศิลาคม คุณครูพี่เลี้ยง นางฐิติยกาญจน์ ปัสสาพันธ์ ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ รายงานนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊ก ซอว์ (Jigsaw) ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 จำนวน โรงเรียนชุมชนสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานีปีการศึกษา 2566 มี จำนวนนักเรียน 29 คน แบ่งเป็นนักเรียนชาย 12 คน นักเรียนหญิง 17 คน จำนวน 1 ห้องเรียน โดย ใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) นวัตกรรมที่ใช้ในวิจัย คือ การจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการ จัดการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.67-1.00 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ที่ 0.67-1.00 โดยมีค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.54 - 0.75 ค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.41 - 0.75 และค่าความเชื่อมั่นของข้อสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.83 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วย
ข เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) สำหรับพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ เรื่องช่วงเวลาและการเรียงลำดับ เหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.20/84.66ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ กำหนดไว้2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นป ระถมศึกษ าปีที่ 1 ได้คะแนน เฉลี่ยก่อนเรียนเท่ ากับ 7.31 คะแน น คิดเป็นร้อยละ 60 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 56.68 คิดเป็นร้อยละ 95 ซึ่งผลสัมฤทธิ์การเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ค กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยฉบับนี้เรียบร้อยสมบูรณ์การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่ อ ง ช่ ว ง เว ล า แ ล ะ ก า ร เรี ย ง ล ำ ดั บ เห ตุ ก า ร ณ์ โด ย ใช้ วิ ธี ก า ร จั ด ก า ร เรี ย น รู้ แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ Jigsaw ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ซึ่งรายงานวิจัยนี้สำเร็จลงได้ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลือจาก อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยหลัก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สอนประจันทร์ เสียงเย็นอาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ไกรฤกษ์ ศิลาคม และคณะอาจารย์ประจำสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ที่กรุณา ตรวจทานให้คำปรึกษา แนะนำ และแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ตลอดจนให้กำลังใจแก่ผู้วิจัยด้วยความเอาใจ ใส่เสมอมา ผู้ทำการวิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาและขอกราบขอบคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณ คุณครูจิราพร มาลาศรีหัวหน้ากลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม คุณครูฐิติยกาญจน์ ปัสสาพันธ์ครูพี่เลี้ยง และคุณครูละมัย สายแก้ว ที่ได้กรุณาให้คำชี้แนะในการ สร้างเครื่องมือที่ใชในการวิจัย ขอขอบพระคุณ คณาจารย์สาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา และคณาจารย์คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีทุกท่านที่ได้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ ให้ความช่วยเหลือและให้คำแนะนำ ในการทำวิจัยในชั้นเรียนแกผู้วิจัยในครั้งนี้ ขอขอบใจนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี1/1 โรงเรียนชุมชนสามพร้าว ปีการศึกษา 2566 ทุกคนที่ให้ความร่วมมือในการทดลองเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา สมาชิกทุกคนในครอบครัวผู้วิจัย ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังแห่ง ความสำเร็จครั้งนี้ คอยช่วยเหลือและให้กำลังใจ เพื่อรอคอยผลสำเร็จของผู้วิจัย ขอขอบคุณเพื่อนนักศึกษา สาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา และเพื่อนร่วมรุ่นครุศาสตรบัณฑิตทุก ท่านที่ให้ความช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้ตลอดมา ขอขอบพระคุณนางพิสมัย สิมสีพิมพ์ ผู้อำนวยการโรงเรียน และคณะครูทุกท่าน ของโรงเรียนชุมชนสามพร้าว จังหวัดอุดรธานีที่ได้ให้ความช่วยเหลือ แนะนำ ให้ข้อคิดและแก้ไข ข้อบกพร่อง ด้านต่างๆ สำหรับการสร้างเครื่องมือการวิจัยที่ใช้ในการศึกษา และจัดทำวิจัยครั้งนี้ สุดท้ายนี้ขอให้คุณค่าที่ได้รับจากงานวิจัยฉบับนี้ ขอให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ศึกษาในครั้งต่อๆ ไป เพื่อใช้ในการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาการศึกษาชาติไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งๆ ขึ้นไป เขมรินทร์ แก้วอุดร
ง สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญตาราง ฌ สารบัญภาพ ญ บทที่ 1 1 ความเป็นมาและความสำคัญ 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 4 สมมติฐานของการวิจัย 4 ขอบเขตของการวิจัย 4 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 4 2. ตัวแปรที่ศึกษา 5 3. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย 5 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย 6 นิยามศัพท์เฉพาะ 6 ประโยชน์ที่จะได้รับ 7 บทที่ 2 8 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) 8 1. วิสัยทัศน์ 8 2. หลักการ 9 3. จุดมุ่งหมาย 9 4. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 10
จ สารบัญ(ต่อ) 5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 11 6. คุณภาพของผู้เรียน 11 7. สาระการเรียนรู้ 12 8. มาตรฐานการเรียนรู้ 12 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม พุทธศักราช 2551 13 1. หลักการการจัดการเรียนรู้ 14 2. กระบวนการเรียนรู้ 14 3. การออกแบบการจัดการเรียนรู้ 14 4. บทบาทของผู้สอนและผู้เรียน 14 5. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 15 การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative learning) 17 1. ความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative learning) 17 2. ลักษณะสำคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ 18 3. รูปแบบของการเรียนแบบร่วมมือ 19 4. ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ 28 5. ข้อดีและประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ 29 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) 30 1. ความหมายของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ 30 2. ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) 31 แผนการจัดการเรียนรู้ 32 1. ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ 32 2. ความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ 33 3. ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ 33
ฉ สารบัญ(ต่อ) 4. รูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ 34 5. องค์ประกอบที่สำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ 34 ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ 35 1. ความหมายของประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ 35 2. ความหมายของเกณฑ์ประสิทธิภาพ 36 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 37 1. ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 37 2. องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 37 3. ลักษณะของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 38 4. การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 39 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 41 กรอบแนวคิดในการวิจัย 51 ตัวแปรต้น 51 บทที่ 3 52 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 52 แบบแผนการวิจัย 53 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 53 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 54 1. แผนการจัดการเรียนรู้ 54 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 55 การดำเนินการและการเก็บรวบรวมข้อมูล 57 การวิเคราะห์ข้อมูล 57 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 58
ช สารบัญ(ต่อ) 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาคุณภาพเครื่องมือ 58 2. ค่าสถิติพื้นฐาน 60 3. การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้(เผชิญ กิจระการ, 2560: 49) 61 4. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน 61 บทที่ 4 63 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 63 บทที่ 5 71 สรุปผลการวิจัย 71 อภิปรายผลการวิจัย 72 ข้อเสนอแนะ 75 เอกสารอ้างอิง 76 เอกสารอ้างอิง (ต่อ) 77 เอกสารอ้างอิง (ต่อ) 78 ภาคผนวก ก 79 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ 80 ภาคผนวก ข 81 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 81 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 82 แบบทดสอบก่อนเรียน 88 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 90 ใบงาน 96 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 97 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 104
ซ สารบัญ(ต่อ) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 110 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 119 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 126 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 134 ใบความรู้ 149 ภาคผนวก ค 158 ภาคผนวก ง 178 ภาคผนวก จ 182 แบบตรวจสอบคุณภาพแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 185 ผลการวัดระหว่างเรียน 243 ประวัติผู้วิจัย 244
ฌ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า ตารางที่ 1 แบบแผนที่ใช้ในการวิจัย 53 ตารางที่ 2 ผลรวมของคะแนนก่อนเรียน 54 ตารางที่ 3 คะแนนเฉลี่ย 68 ตารางที่ 4 แสดงผลการประเมินค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ 158 ตารางที่ 5 แสดงผลการประเมินดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 162 ตารางที่ 6 ตารางแสดงลำดับผลคะแนนจากสูงไปต่ำจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 164 ตารางที่ 7 ตารางแสดงการจำแนกกลุ่มสูง – กลุ่มต่ำ โดยใช้เทคนิค 33% 166 ตารางที่ 8 ตารางแสดงการคำนวณค่าความยากง่าย (p) และอำนาจจำแนก (r) 168 ตารางที่ 9 แสดงคะแนนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 จำนวน 29 172 ตารางที่ 10 วิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ 174
ญ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า จ.1 นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำวัดผลสัมฤทธิ์ก่อเรียน ……………… 182 จ.2 ครูอธิบายและชี้แจงขั้นตอนของกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิ๊กซอว์ให้นักเรียนฟัง…………………….182 จ.3 นักเรียนแยกปรึกษากันเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ…………………………………………………………………….183 จ.4 นักเรียนนำความรู้ที่ได้ศึกษาจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (expert group) 183 จ.5 ครูคอยให้คำชี้แนะแก่นักเรียนในเรื่องของเนื้อหาการสอน…………………………………………………184 จ.7 นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำแบบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน ………………………………………….184
1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญ จอห์น ล็อค ได้กล่าวว่า “เด็กคือผ้าขาวบริสุทธิ์” เด็กเปรียบเสมือนความสะอาดบริสุทธิ์ ประดุจผ้าขาว การได้รับประสบการณ์ สิ่งแวดล้อม และการเรียนรู้ย่อมมีอิทธิพลหล่อหลอม ความสามารถ คุณลักษณะ และพฤติกรรมให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพ (สุณี บุญพิทักษ์. 2557 : 14) ซึ่งเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโตไปพร้อมกันทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และ สติปัญญา พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว โดยผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และ กายสัมผัส ซึ่งเด็กจะค่อย ๆ สั่งสมประสบการณ์จนเกิดเป็นกระบวนการเรียนรู้ ดังนั้น การจัดการ ศึกษาให้แก่เด็กปฐมวัยจึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ การศึกษาการพัฒนาอย่างเป็น องค์รวมบนพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริม กระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติและ พัฒนาการตามวัยของเด็กแต่ละคนให้เต็มตามศักยภาพ ภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัย อยู่ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และความเข้าใจของทุก คน เพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้แก่เด็ก พัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เกิดคุณค่าต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2560 : 2) ทักษะการพูดมีความสำคัญต่อมนุษย์เป็นอย่างมาก การพูดเป็นเครื่องมือสำคัญในการ ติดต่อสื่อสาร และเป็นเครื่องมือสำคัญในการแสดงพฤติกรรมการสื่อสารโดยการถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความรู้สึก และความต้องการจากผู้พูดไปสู่ผู้ฟังโดยอาศัยถ้อยคำ การใช้น้ำเสียงกิริยาท่าทาง ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ฟังรับรู้และเข้าใจวัตถุประสงค์ของผู้พูดรวมทั้งมีปฏิกิริยา ตอบสนองตามวัตถุประสงค์ ที่กำหนดไว้ ดังแนวคิดของ จินตรา สุทธิธานี (2558 : 2) ได้กล่าวถึงภาษาพูดว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ใน การติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์การอยู่ร่วมกันในสังคมจำเป็นต้องใช้ภาษาในการสื่อสาร ความหมายซึ่ง กันและกันเพื่อแลกเปลี่ยนถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก ทัศนคติ ตลอดจน ประสบการณ์ให้ผู้อื่นเข้าใจ ภาษาเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์การที่เราสื่อสารได้นั้นต้องอาศัยทักษะการ พูดและการฟัง ซึ่งเป็นพื้นฐาน ของการอ่านและการเขียน การสอนกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมในโรงเรียน ส่วนใหญ่จัดผู้เรียนเรียน เป็นห้อง แต่ละห้องมีผู้เรียนจำนวนมาก โดยให้ผู้เรียนเรียนคละกันทั้งเก่งและอ่อน ดังนั้นผู้เรียนแต่ละ คนมีความ แตกต่างกันในด้านสติปัญญา ความถนัด คุณธรรมจริยธรรม ความสามารถและ
2 ประสบการณ์ จึงทำให้ ผู้เรียนมีความรู้และความเข้าใจ ในเรื่องที่เรียนแตกต่างกัน ถ้าครูสอนเร็ว ผู้เรียนที่เรียนอ่อนจะตามไม่ทันครู สอนซ้ำอธิบายมาก ๆ ผู้เรียนก็จะเกิดความเบื่อหน่ายและถ้าเป็นผู้เรียนที่ยังเล็ก ครูผู้สอนต้องหาวิธีการสอน หลายๆอย่างเพื่อทาให้ผู้เรียนสนใจและมีเจคติที่ดีต่อกลุ่มสาระสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ได้แก่การ นําเอาวิธีการสอนมาใช้เหมาะสมกับลักษณะวิชา กล่าวคือครู จะต้องหาวิธีการสอน ที่ได้ผล มาใช้กับนักเรียน ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ทาให้การเรียนการสอนดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม การจัดการเรียนรู้ คือ เพื่อให้ผู้เรียนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ดี เก่ง มีสุข ผู้สอนจึงมีบทบาทสำคัญในการ สร้างผู้เรียนให้ไปสู่เป้าหมาย ดังกล่าว โดยจะต้องคํานึงมาตรฐานคุณภาพการจัดการเรียนรู้เพื่อจัด กิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสม กับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา ปรับปรุงกระบวนการเรียนการ สอนบางส่วนของผู้เรียน วิชาประวัติศาสตร์ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมในหลักสูตรสาระ ประวัติศาสตร์เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์พัฒนาการ ของมนุษยชาติ จากอดีตถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์และเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ ผลกระทบที่เกิดจาก เหตุการณ์สำคัญในอดีตบุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆในอดีตความเป็นมาของชาติ ไทย วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยแหล่งอารยธรรมที่สำคัญของโลกได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับตนเองและผู้ ที่อยู่รอบข้าง ตลอดจนสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นที่อยู่อาศัย และเชื่องโยงประสบการณ์ไปสู่โลกกว้างได้ ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน และชุมชนในลักษณะการบูรณาการ ผู้เรียนได้ เข้าใจแนวคิดเกี่ยวกับปัจจุบันและอดีต เข้าใจถึงการเป็นผู้ผลิต ผู้บริโภค รู้จักการออมขั้นต้นและ วิธีการเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งความจริงแล้วผู้เรียนต้องการพลังในการคิดและเรียนรู้มากกว่าที่จะคล้อย ตามหรือขึ้นอยู่กับผู้สอนหรือสถาบันการศึกษา เพราะฉนั้นในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจึงควร เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยมุ่งประโยชน์ต่อผู้เรียนมากที่สุด ให้ผู้เรียนได้มีบทบาทร่วมในการจัดการ เรียนการสอน สามารถอยู่รวมกลุ่มและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างปกติสุข ผู้ศึกษาค้นคว้าได้ ทำการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีนวัตกรรมและกลวิธีในการจัดการเรียนการสอนที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ แสดงศักยภาพ ของตนเองให้เกิดประโยชน์ในการแสวงหาความรู้โดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและ กันในชั้นเรียน สร้างสรรค์ทักษะพื้นฐานการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเข้าใจตนเองและผู้อื่น การเรียนรู้ ร่วมกันเช่นนี้จะส่งผลให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเกิดความ มั่นใจในตนเอง มีความสุขในการเรียนและรักการเรียนรู้ วิธีหนึ่งที่น่าสนใจเหมาะกับสภาพปัญหาที่พบ และบริบทของนักเรียนคือ วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative (Learning) เป็นการเรียนรู้ที่
3 ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วยการแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูล ความคิดและประสบการณ์ซึ่งกันและ กันโดยการ นำข้อมูลมาศึกษาทำความเข้าใจร่วมกัน วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า เพื่อสร้างเป็น ความรู้ที่หลากหลายและสรุปร่วมกันเพื่อเป็นแนวทางนำไปสู่การปฏิบัติที่มีการส่งเสริมเกื้อกูลซึ่งกัน และกันเป็น การปลูกฝังคุณธรรมการอยู่ร่วมกัน พัฒนาทักษะทางสังคม และการทำงานที่ดี จากสภาพปัญหาของห้องเรียน ชั้นประถมศึกษาที่ 1/1 ที่พบในชั้นเรียนคือ นักเรียนที่เป็น เด็กเก่งมักจะไม่ทำงานร่วมกับนักเรียนที่เป็นเด็กอ่อน และแยกตัวออกมาทำงานเดี่ยว ส่วนนักเรียนที่ เป็นเด็กอ่อนจะจับกลุ่มกันเอง และทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำลง การเรียนแบบร่วมมือจึงจัดว่า เป็นวิธีเรียนที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับชั้นเรียนได้ โดยการเรียนแบบร่วมมือจะช่วย พัฒนานักเรียนทั้งด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความร่วมมือในการทำงานกลุ่ม นักเรียนที่เรียนเก่ง จะได้รับการปลูกฝังให้มีความเสียสละในการดูแลรับผิดชอบสมาชิกในกลุ่มไม่เห็นแก่ตัว ส่วนนักเรียนที่ เรียนอ่อนจะได้รับการดูแลจากสมาชิกในกลุ่มจนเกิดความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่ รู้สึกโดนทอดทิ้งซึ่งเป็นลักษณะที่สอดคล้องกับสภาพที่เหมาะสมในการอยู่ร่วมกันในสังคม การจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) เป็นรูปแบบหนึ่งของการเรียนแบบร่วมมือซึ่งเป็นวิธีการ เรียนรู้บนพื้นฐานของการให้ผู้เรียนแต่ละคนเปรียบเสมือนกับผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งแล้วทำ หน้าที่ให้ความรู้แก่เพื่อนในกลุ่ม ส่งเสริมการแลกเปลี่ยน ความรู้และประสบการณ์ให้กันและกัน ดังนั้นการนำเอาวิธีการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) มาใช้ในการพัฒนาการเรียน การสอนวิชาประวัติศาสตร์ จึงนับว่าเหมาะสมอย่างยิ่ง ซึ่งการใช้วิธีการจัดกิจกรรมโดยนำเอา แนวความคิด เรื่องการต่อภาพชิ้นส่วนจิ๊กซอว์มาใช้ในการจัดกิจกรรมนั้นมีข้อดี คือ ส่งเสริมความเป็น อิสระของผู้เรียน ส่งเสริมการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของผู้เรียน ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นอกจากนี้ยังสามารถนำวิธีการเรียนแบบนี้ไปใช้ในการสอนได้หลายระดับและหลายวิชาอีกด้วย ในการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ผู้วิจัยต้องอาศัยหลักจิตวิทยามาสนับ สนุนให้นักเรียนตั้งใจเรียน กระตุ้นความอยากรู้อยากเรียน เกิดความกระตือรือร้น โดยใช้หลักการ เสริมแรงตามทฤษฏีการเสริมแรงของสกินเนอร์นอกจากนี้ผู้วิจัยเป็นตัวแบบของการคิดเชิง วิจารณญาณเพื่อให้นักเรียนเลียนแบบตามทฤษฏีของแบนดูรา (ดวงมณี จงรักษ์, 2556) จากความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยสนใจที่จะนำวิธีการสอนแบบ การเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ในสาระวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาเรียนรู้ บทเรียนด้วยตนเองกับเพื่อนสมาชิกในกลุ่ม มีการร่วมกันแสดงความคิดเห็นและช่วยกันหาคำตอบเพื่อ
4 นำมาต่อเป็นจิ๊กซอว์ นักเรียนที่เก่งจะช่วยเหลือนักเรียนที่อ่อนเพื่อให้คะแนนผลสัมฤทธิ์ของกลุ่มเพิ่ม สูงขึ้น ทำให้ผู้เรียนแต่ละคนเกิดความเข้าใจในเนื้อหาและได้รับความรู้อย่างเท่าเทียมกันทุกคน ทั้งยัง ส่งผลให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์และร่วมทำงานกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนเพิ่มสูงขึ้น ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายในการเรียนและสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมี ความสุข วัตถุประสงค์ของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ กำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1. เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้สาระวิชาประวัติศาสตร์เรื่อง ช่วงเวลาและการ เรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊ก ซอว์ (Jigsaw) ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการ เรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน สมมติฐานของการวิจัย 1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้สาระวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการ เรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊ก ซอว์ (Jigsaw) ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค (Jigsaw) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษาที่ 1 โรงเรียนชุมชนสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ปีการศึกษา 2566 มีจำนวน นักเรียนทั้งหมด 735 คน แบ่งเป็นนักเรียนชาย 383 คน นักเรียนหญิง 352 คน จำนวน 25 ห้องเรียน
5 2.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนชุมชนสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ปีการศึกษา 2566 มีจำนวน นักเรียน 26 คน แบ่งเป็นนักเรียนชาย 10 คน นักเรียนหญิง 16 คน จำนวน 1 ห้องเรียน โดยใช้ วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) 2. ตัวแปรที่ศึกษา 2.1 ตัวแปรต้น คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊ก ซอว์ (Jigsaw) เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับ เหตุการณ์ ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนชุมชนสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 3. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาที่ผู้วิจัยนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้คือ สาระวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จำนวน 9 แผน รวม 9 ชั่วโมง มีรายละเอียดดังนี้ 3.1 ทดสอบก่อนเรียน จำนวน 1 ชั่วโมง 3.2 การใช้ปฏิทิน จำนวน 1 ชั่วโมง 3.3 การนับวันตามระบบสุริยคติ จำนวน 1 ชั่วโมง 3.4 การนับเดือนตามระบบสุริยคติ จำนวน 1 ชั่วโมง 3.5 การนับวันตามระบบจันทรคติ จำนวน 1 ชั่วโมง 3.6 ช่วงเวลาในชีวิตประจำวัน จำนวน 1 ชั่วโมง 3.7 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน จำนวน 1 ชั่วโมง 3.8 การแสดงลำดับเหตุการณ์โดยใช้คำบอกช่วงเวลา จำนวน 1 ชั่วโมง 3.9 ทดสอบหลังเรียน จำนวน 1 ชั่วโมง
6 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัย ดำเนิ น ก ารท ดลอ งใน ปี การศึก ษ า 2566 สาระวิชาป ระวัติ ศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ตามแผนการจัดการเรียนรู้3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จำนวน 9 แผน ใช้เวลา 9 ชั่วโมง นิยามศัพท์เฉพาะ 1. จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) หมายถึง รูปแบบการเรียนการสอน ที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบหนึ่ง มีวิธีการหลัก ๆ ได้แก่ การจัดกลุ่มการศึกษาเนื้อหาสาระ การทดสอบ การคิดคะแนน และระบบการให้รางวัล เพื่อสนองวัตถุประสงค์เฉพาะ ซึ่งใช้หลักการ เรียนรู้แบบร่วมมือ 5 ประการ และมีวัตถุประสงค์มุ่งตรงไปในทิศทางเดียวกัน คือเพื่อช่วยให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ในเรื่องที่ศึกษาอย่างมากที่สุดโดยอาศัยการร่วมมือกัน ช่วยเหลือกัน และแลกเปลี่ยน ความรู้กันระหว่างกลุ่มผู้เรียนด้วยกัน ความแตกต่างของรูปแบบแต่ละรูปแบบจะอยู่ที่เทคนิคใน การศึกษาเนื้อหาสาระ และวิธีการเสริมแรงและการให้รางวัลเป็นประการสำคัญ กระบวนการเรียน การสอนของรูปแบบจิ๊กซอร์มีกระบวนการดังนี้ 1.1 จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ (เก่ง-กลาง-อ่อน) กลุ่มละ 4-6 คนและเรียก กลุ่มนี้ว่า กลุ่มบ้านของเรา (Home Group) 1.2 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเราได้รับมอบหมายให้ศึกษาเนื้อหาสาระคนละ 1 ส่วน (เปรียบเสมือนได้ชิ้นส่วนของภาพตัดต่อคนละ 1 ชิ้น) และหาคำตอบในประเด็นปัญหาที่ผู้สอน มอบหมายให้ 1.3 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเรา แยกย้ายไปรวมกับสมาชิกกลุ่มอื่นซึ่งได้รับเนื้อหา เดียวกัน ตั้งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (expert group) ขึ้นมา และร่วมกันทำความเข้าใจในเนื้อหาสาระนั้น อย่างละเอียด และร่วมกันอภิปรายหาคำตอบประเด็นที่ผู้สอนมอบหมายให้ 1.4 สมาชิกกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ กลับไปสู่กลุ่มบ้านของเรา แต่ละกลุ่มช่วยสอนเพื่อนในกลุ่ม ให้เข้าใจสาระที่ตนได้ศึกษาร่วมกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเช่นนี้ สมาชิกทุกคนก็จะได้เรียนรู้ภาพรวมของ สาระทั้งหมด 1.5 ผู้เรียนทุกคนทำแบบทดสอบ แต่ละคนจะได้คะแนนเป็นรายบุคคล และนำคะแนน ของทุกคนในกลุ่มบ้านของเรามารวมกัน (หรือหาค่าเฉลี่ย) เป็นคะแนนกลุ่ม กลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุด ได้รับรางวัล
7 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนสาระวิชาประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งวัดได้จากการตอบแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด ซึ่งเป็นข้อสอบ ปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบหรือชุดของข้อสอบที่ใช้ วัดความสำเร็จหรือความสามารถในการทำกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนที่เป็นผลมาจากการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนของครูผู้สอนว่าผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้เพียงใด 4. ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้หมายถึง คุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) เรื่องช่วงเวลาและการ เรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 80 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนที่ได้จากการทำ แบบทดสอบย่อย ใบงานและผลงานนักเรียนที่มีค่าตั้งแต่ ร้อยละ 80 ขึ้นไป 80 ตัวหลัง หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทุกคนที่ได้จากการทำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ หลังเรียนที่มีค่าตั้งแต่ร้อยละ 80 ขึ้นไป 5. นักเรียน หมายถึง นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่กำลังศึกษาในปีการศึกษา 2566 โรงเรียนชุมชนสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ประโยชน์ที่จะได้รับ 1. ได้แผนการจัดการเรียนรู้สาระวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับ เหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) 2. เป็นแนวทางในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้สาระวิชา วิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) สำหรับครูผู้สอน และผู้ที่สนใจในเนื้อหาวิชา และระดับชั้นอื่น ๆ ต่อไป 3. สามารถนำไปประยุกต์เป็นข้อมูลสาระสนเทศ สำหรับการพัฒนาและปรับปรุงให้เกิด ประโยชน์ ในการเรียนการสอนกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
8 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนสาระวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ที่ใช้แนวความคิดในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร ตำรา งานวิจัยและทฤษฎีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย มีรายละเอียดดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) 2. หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม พุทธศักราช 2551 3. การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative learning) 4. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค (Jigsaw) 5. แผนการจัดการเรียนรู้ 6. ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ 7. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 8. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 9. กรอบแนวคิดในการวิจัย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) 1. วิสัยทัศน์ วิสัยทัศน์ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) เป็นหลักสูตรที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้สู่ มาตรฐานสากลและเป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งร่างกาย ความรู้คู่คุณธรรม มีความเป็นผู้นำของ สังคมมีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลกโดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยึด มั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีความรู้และทักษะ พื้นฐานสามารถใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีรวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาในการประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชีวิตโดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และ พัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ
9 2. หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้ 2.1 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดมุ่งหมายและ มาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำหรับการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติและ คุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2.2 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชนที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่างเสมอภาคและมีคุณภาพ 2.3 เป็นหลักสูตรสถานศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 2.4 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและ การจัดการเรียนรู้ 2.5 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 2.6 เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์ 3. จุดมุ่งหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) มีจุดมุ่งหมายเพื่อมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และ ประกอบอาชีพจึงกำหนดเป็นจุดมุ่งหมาย เพื่อให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐานไว้ ดังนี้ 3.1 มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึ่งประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติตนตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง 3.2 มีความรู้อันเป็นสากลและมีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต 3.3 มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย 3.4 มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 3.5 มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่าง มีความสุข
10 เป้าประสงค์หลักสูตร (Corporate objective) 1.เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนได้รับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มี การพัฒนาเต็มตามศักยภาพ มีทักษะชีวิต มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดี นำหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางการดำเนินชีวิต เป็นผู้นำที่ดีของสังคมและมีความสามารถในการใช้ เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้และการสื่อสารอย่างหลากหลาย ผู้เรียนมีศักยภาพเป็นพลโลก (World Citizen) 2.เพื่อให้สถานศึกษามีระบบการบริหารและจัดการศึกษาด้วยระบบคุณภาพ (Quality System Management) เพื่อรองรับการกระจายอำนาจอย่างทั่วถึง 3.เพื่อให้บุคลากรทุกคนมีทักษะวิชาชีพในการพัฒนาการเรียนการสอนและใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีที่ทันสมัยยกระดับการจัดการเรียนการสอนเทียบเคียงมาตรฐานสากล (World Class standard) 4.เพื่อให้การใช้งบประมาณและทรัพยากรของทุกหน่วยงานเป็นไปตามเป้าหมายได้อย่างมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด 4. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ ซึ่งการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุมาตรฐานการ เรียนรู้ที่กำหนดนั้นจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 4.1 ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรม ในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจา ต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผล และความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อ ตนเองและสังคม 4.2 ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบเพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 4.3 ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรค ต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรม และข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์
11 ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาและมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบ ที่เกิดขึ้นต่อตนเองสังคมและสิ่งแวดล้อม 4.4 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการ ต่างๆ ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและ ความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสมการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและ สภาพแวดล้อมและการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 4.5 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้ เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคมในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้องเหมาะสมและมีคุณธรรม 5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมี ความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลกไว้ ดังนี้ 5.1 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 5.2 ซื่อสัตย์สุจริต 5.3 มีวินัย 5.4 ใฝ่เรียนรู้ 5.5 อยู่อย่างพอเพียง 5.6 มุ่งมั่นในการทำงาน 5.7 รักความเป็นไทย 5.8 มีจิตสาธารณะ 6. คุณภาพของผู้เรียน การจัดการศึกษาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับหลักสูตรการศึกษา ขั้น พื้นฐานที่มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้เรียนจะมีคุณภาพ ดังนี้ 6.1 มีความรู้เกี่ยวกับความเป็นไปของโลกอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น 6.2 เป็นพลเมืองที่ดี มีคุณธรรมจริยธรรม ปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนาที่ตนนับ ถือมีค่านิยมอันพึงประสงค์ ซึ่งสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข รวมทั้งมี ศักยภาพเพื่อการศึกษาต่อในชั้นสูงตามความประสงค์ได้
12 6.3 มีความรู้เรื่องภูมิปัญญาไทย ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ประวัติศาสตร์ ของชาติไทย ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข 6.4 มีนิสัยที่ดีในการบริโภค เลือกและตัดสินใจบริโภคได้อย่างเหมาะสม มีจิตสำนึก และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมไทย และสิ่งแวดล้อม มีความรักท้องถิ่นและ ประเทศชาติ มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามให้กับสังคม 6.5 มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ชี้นำตนเองได้และ สามารถแสวงหาความรู้จากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ ในสังคมได้ตลอดชีวิต 7. สาระการเรียนรู้ สาระที่เป็นองค์ความรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ประกอบด้วย ดังนี้ สาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สาระที่ 2 : หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม สาระที่ 3 : เศรษฐศาสตร์ สาระที่ 4 : ประวัติศาสตร์ สาระที่ 5 : ภูมิศาสตร์ 8. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ และสาระที่ 5 ภูมิศาสตร์ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม มาตรฐาน ส 1.1 รู้และเข้าใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของ พระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือและศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกต้องยึดมั่นและปฏิบัติตาม หลักธรรมเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดีและธำรงรักษา พระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดีมีค่านิยมที่ ดีงามและธำรงรักษ าป ระเพ ณี และวัฒ น ธรรมไทย ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน ใน สังคมไทย และสังคมโลกอย่างสันติสุข
13 มาตรฐาน ส 2.2 เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดมั่น ศรัทธาและธำรงรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและการ บริโภค การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจหลักการของ เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ มาตรฐาน ส 3.2 เข้าใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจต่างๆ ความสัมพันธ์ทาง เศรษฐกิจและความจำเป็นของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร์ สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็นระบบ มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบันในด้าน ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ตระหนักถึงความสำคัญ และสามารถ วิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้น มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มี ความรัก ความภูมิใจและธำรงความเป็นไทย สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์ มาตรฐาน ส 5.1 เข้าใจลักษณะทางกายภาพของโลกและความสัมพันธ์ของ สรรพสิ่งซึ่งมีผลต่อกัน ใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ในการค้นหา วิเคราะห์ และสรุปข้อมูล ตามกระบวนการทางภูมิศาสตร์ ตลอดจนใช้ภูมิสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ส 5.2 เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์วิถีการดำเนินชีวิต มีจิตสํานึกและมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรและ สิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม พุทธศักราช 2551 การจัดการเรียนรู้เป็นกระบวนการสำคัญในการนำหลักสูตรสู่การปฏิบัติและหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นหลักสูตรที่มีมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน และ คุณลักษณะอันพึงประสงค์เป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชน ผู้สอนต้องพยายามคัด สรรกระบวนการเรียนรู้และการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน การเรียนรู้ รวมทั้งปลูกฝังเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะต่าง ๆ อันเป็นสมรรถนะสำคัญที่
14 ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียน ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ. สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2557).) 1. หลักการการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐานโดยยึดหลักว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดที่เชื่อว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ได้โดยยึดประโยชน์ที่เกิดกับผู้เรียน ซึ่งกระบวนการจัดการเรียนรู้ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนา ตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและพัฒนาการทางสมองที่ เน้นให้ความสำคัญทั้งความรู้และคุณธรรม 2. กระบวนการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่ หลากหลายเป็นเครื่องมือที่นำพาตนเองไปสู่เป้าหมายของหลักสูตรและ กระบวนการเรียนรู้ที่จำเป็น สำหรับผู้เรียน อาทิ กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการทางสังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้จาก ประสบการณ์จริง กระบวนการปฏิบัติหรือลงมือทำจริง กระบวนการจัดการ กระบวนการวิจัยและ กระบวนการพัฒนาลักษณะนิสัย ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนควร ได้รับการฝึกฝนและพัฒนา ทั้งนี้เพราะจะสามารถช่วยทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี บรรลุเป้าหมาย ของหลักสูตร ดังนั้นผู้สอนจึงจำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อให้ สามารถเลือกใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ 3. การออกแบบการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาให้เข้าใจถึงมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สมรรถนะ สำคัญของผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์แล้วจึงพิจารณาออกแบบการจัดการเรียนรู้โดย เลือกใช้วิธีสอนและเทคนิคการสอน สื่อ/แหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมินผลเพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนา เต็มศักยภาพและบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญ 4. บทบาทของผู้สอนและผู้เรียน การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามเป้าหมายของหลักสูตรทั้งผู้สอนและผู้เรียน ควรมีบทบาท ดังนี้ 4.1 บทบาทของผู้สอน
15 1) ศึกษาวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล แล้วนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนการ จัดการเรียนรู้ที่ท้าทายความสามารถของผู้เรียน 2) กำหนดเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนด้านความรู้และทักษะ กระบวนการ ที่เป็นความคิดรวบยอด หลักการและความสัมพันธ์ รวมทั้งคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 3) ออกแบบการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่าง บุคคลและพัฒนาการทางสมอง เพื่อนำผู้เรียนไปสู่เป้าหมาย 4) จัดบรรยายที่เอื้อต่อการเรียนรู้และดูแลช่วยเหลือผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ 5) จัดเตรียมและเลือกใช้สื่อให้เหมาะสมกับกิจกรรม นำภูมิปัญญาท้องถิ่น เทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน 6) ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย เหมาะสมกับ ธรรมชาติของวิชาและระดับพัฒนาการของผู้เรียน 7) วิเคราะห์ผลการประเมินมาใช้ในการซ่อมเสริมและพัฒนาผู้เรียนรวมทั้ง ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนของตนเอง 4.2 บทบาทของผู้เรียน 1) กำหนดเป้าหมาย วางแผน และรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง 2) เสาะแสวงหาความรู้ เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อความรู้ตั้ง คำถาม คิดหาคำตอบหรือหาแนวทางแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่าง ๆ 3) ลงมือปฏิบัติจริง สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ใน สถานการณ์ต่าง ๆ 4) มีปฏิสัมพันธ์ ทำงาน ทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มและครู 5) ประเมินและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของตนเองอย่างต่อเนื่อง 5. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม มาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม นอกจาก จะใช้เป็นทิศทางในการจัดทำหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียน ให้มีคุณสมบัติตามมาตรฐานแล้วยังใช้เป็นกรอบในการวัดและประเมินผลเพื่อตรวจสอบว่า ผู้เรียนมี พัฒนาการ มีความสามารถและมีความสำเร็จทางการเรียนระดับใดเพื่อนำผลมาใช้ในการส่งเสริมให้ ผู้เรียนเกิดการพัฒนาและเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งสถานศึกษาจะต้องมีผลการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้ง ในระดับชั้น ระดับเขตพื้นที่การศึกษาระดับชาติ รวมทั้งรับการประเมินจากภายนอกด้วย เนื่องจาก ทักษะกระบวนการ คุณธรรมและค่านิยมที่ดีงาม โดยมุ่งให้ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติแสวงหาความรู้มี การทำโครงการ เป็นผู้ผลิตงานรวมทั้งมีการทำงานเป็นกลุ่มและการจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน
16 (Portfolio) ด้วย ดังนั้นการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ดังกล่าวจะเน้นการประเมินผลจากสภาพจริง (Authentic Assessment) อันเป็นผลการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการค้นหาความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียน รวมทั้งสามารถประเมินคุณลักษณะพึงประสงค์ที่เกิดขึ้นแก่ผู้เรียน อันเป็นแนวทางที่พัฒนาผู้เรียน ได้ เต็มศักยภาพเพื่อบรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดการวัดและประเมินจึงต้องใช้วิธีการที่หลากหลาย ที่สอดคล้องและเหมาะสมกับสาระการเรียนรู้ ซึ่งกระบวนการเรียนรู้โดยการประเมินจากสภาพจริง และจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องควบคู่ผสมผสานไปกับกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยการ ประเมินจะครอบคลุมทั้งความรู้ ทักษะกระบวนการ ความประพฤติ หรือพฤติกรรมการเรียน การร่วม กิจกรรมและผลงานหรือแฟ้มสะสมงานที่สะท้อน การสั่งสมการเรียนรู้ของผู้เรียนมาอย่างต่อเนื่อง การ วัดและประเมินผลจะต้องกระทำในหลายบริบทอันได้แก่ ครูผู้สอนเป็นผู้ประเมิน ผู้เรียนประเมิน ตนเอง เพื่อนประเมินเพื่อน รวมทั้งผู้ปกครองจะมีส่วนร่วมในการประเมินและแสดงความคิดเห็นและ มีวิธีการวัดที่ทำได้หลายวิธี เช่น 5.1 การทดสอบ เป็นการประเมินเพื่อตรวจสอบความรู้ความเข้าใจ ความคิดหรือ ความก้าวหน้าในสาระการเรียนรู้และมีเครื่องมือการวัดหลายรูปแบบ เช่น แบบเลือกตอบแบบเขียน ตอบบรรยายความ แบบเติมคำสั้นๆ แบบถูกผิดและแบบจับคู่ เป็นต้น 5.2 การสังเกต เป็นการประเมินพฤติกรรม อารมณ์ การมีปฏิสัมพันธ์ของนักเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานกลุ่ม ความร่วมมือในการทำงาน การวางแผน ความอดทน วิธีการ แก้ปัญหา ความคล่องแคล่วในการทำงาน การใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ในระหว่างเรียนและการทำ กิจกรรมต่าง ๆ ครูผู้สอนสามารถใช้การสังเกตได้ตลอดเวลา ซึ่งอาจจะมีการสังเกตอย่างเป็นทางการ โดยกำหนดเวลาและบุคคลที่สังเกตหรือการสังเกตอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งเป็นการสังเกตทั่วไปโดย การวิเคราะห์องค์ประกอบของสิ่งที่สังเกต กำหนดเกณฑ์และร่องรอยที่จะใช้เป็นแนวทางในการสังเกต ด้วย และจัดทำเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) เป็นต้น 5.3 การสัมภาษณ์ เป็นการสนทนาซักถามพูดคุยเพื่อค้นหาข้อมูลที่ไม่อาจพบเห็น อย่างชัดเจนในสิ่งที่นักเรียนประพฤติปฏิบัติในการทำโครงการทำงานกลุ่ม กิจวัตรประจำวันหรือผู้ให้ ข้อมูลในการสัมภาษณ์อาจเป็นตัวนักเรียนเอง เพื่อนร่วมงาน รวมทั้งผู้ปกครองนักเรียนด้วยการ สัมภาษณ์อาจทำอย่างเป็นทางการโดยกำหนดวัน เวลาและเรื่องที่สัมภาษณ์อย่างแน่นอนและการ สัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ เป็นการพูดคุยไม่เฉพาะเจาะจง ซึ่งจะทำให้เกิด ความสัมพันธภาพที่ดี และได้ข้อมูลที่ชัดเจนและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงโดยผู้สอนตั้งข้อคำถามไว้ล่วงหน้าเพื่อจะ ได้คุยได้ตรงประเด็น เป็นต้น 5.4 การประเมินภาคปฏิบัติที่เป็นการประเมินการกระทำการปฏิบัติงานเพื่อประเมิน การสร้างผลงานชิ้นงานให้สำเร็จ การสาธิตหรือ การแสดงออกถึงทักษะและความสามารถของ
17 นักเรียนได้ปรากฏในงานที่ตนสร้างขึ้นและการประเมินภาคปฏิบัติจะต้องทำเครื่องมือประกอบการ ประเมินด้วย เช่น Rating Scale , Checklist , Scoring Rubric เป็นต้น 5.5 Scoring Rubric เป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบและประเด็นที่จะประเมินเพื่อ อธิบายลักษณะของคุณภาพงานหรือการกระทำเป็นระดับคุณภาพหรือประมาณหรือระดับ ความสามารถ เพื่อเป็นแนวทางในการประเมินและเป็นข้อมูลสำคัญแก่ครูผู้สอน ผู้ปกครองหรือผู้สนใจ อื่น ๆ ได้ทราบว่านักเรียนรู้อะไร ทำได้มากเพียงใด มีคุณภาพผลงานเป็นอย่างไรโดยผู้ประเมินให้ คะแนนภาพรวมหรืออาจจำแนกองค์ประกอบก็ได้ 5.6 การประเมินแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio Assessment) เป็นการประเมิน ความสามารถในการผลิตผลงาน การบูรณาการความรู้ รวบรวมผลงาน การคัดเลือกผลงานการ สะท้อนความคิดเห็นต่อผลงานทั้งการประเมินผลและการประเมินแฟ้มสะสมผลงาน ซึ่งเป็นการ ประเมินการจัดการและความคิดสร้างสรรค์จากหลักฐานแสดงความรู้ความสามารถในผลงานอันแสดง ถึงสัมฤทธิ์ผลและศักยภาพของนักเรียนในสาระการเรียนรู้นั้น สรุปได้ว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม ที่ได้มุ่งเน้นนักเรียนเป็นสำคัญโดยให้นักเรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง รู้จักการเรียนรู้ การค้นคว้าจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ และเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตทำให้นักเรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ ซึ่ง ต้องอาศัยวิธีสอนที่แตกต่างกันไปและที่สำคัญมีเป้าหมายในการส่งเสริมศักยภาพการเป็นพลเมืองดี โดยหลอมรวมวิทยาการแขนงต่าง ๆ มาบูรณาการเพื่อมุ่งพัฒนาคนให้มีชีวิตที่สมบูรณ์ที่สามารถ พึ่งตนเองในด้านการคิดการปฏิบัติและการตัดสินใจด้วยตนเองและทำงานเป็นกลุ่มร่วมมือกับผู้อื่น อย่างสร้างสรรค์ สามารถพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้และใช้ความรู้มาสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม และประเทศชาติ การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative learning) 1. ความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative learning) พรรณรัศมิ์เงาธรรมสาร กล่าวว่า การเรียนแบบทำงานรับผิดชอบร่วมกัน เป็นการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ที่ผู้เรียนเรียนเป็นกลุ่มเล็ก สมาชิกในกลุ่มจะมีความสามารถที่แตกต่างกัน ผู้เรียนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และรับผิดชอบการทำงานของตนเองเท่ากับ รับผิดชอบการทำงานของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มด้วย บุญชม ศรีสะอาด (2556: 122) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง วิธีการสอน ที่มุ่งให้ผู้เรียนร่วมมือในการเรียน ซึ่งมีวิธีการดังนี้ 1) ครูสอนบทเรียน
18 2) นักเรียนกลุ่มละ 4 คน ทำงานร่วมกันตามที่ครูกำหนด มีการเปรียบเทียบคำถาม ซักถามตรวจงานกัน 3) แนะให้คนเก่งในกลุ่มอธิบายแบบฝึกหัดให้เพื่อน 4) เมื่อเรียนจบบทเรียนให้นักเรียนทุกคนทำแบบทดสอบสั้นๆ ด้วยตนเอง 5) ตรวจผลการสอบ หาค่าเฉลี่ยของแต่ละกลุ่ม 6) นักเรียนคนใดทำได้ดีขึ้นครูจะชมเชย และกลุ่มใดทำได้ดีขึ้นก็จะได้รับคำชมเชย บุญนํา เทียงดี (2558 : 17) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การจัด สภาพแวดล้อมทางการเรียน โดยให้นักเรียนที่มีความสามารถแตกต่างกันและเพศต่างกัน เรียนร่วมกัน เป็นกลุ่มเล็ก ๆ โดยทุกคนมีส่วนร่วมในการเรียนร่วมกัน ทำกิจกรรมและเปลี่ยนความคิดเห็น และ ร่วมกันแก้ปัญหา ความสำเร็จของกลุ่มเกิดจากความรับผิดชอบของแต่ละคนในกลุ่ม จากความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือที่นักการศึกษากล่าวไว้ สรุปได้ว่า การเรียนรู้ แบบร่วมมือ เป็นวิธีเรียนแบบหนึ่งที่ให้นักเรียนที่มีความสามารถแตกต่างกัน และเพศต่างกัน มา ทำงานร่วมกัน โดยการแบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มเล็กๆ ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทำการแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นซึ่งกันและกัน ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในกลุ่ม เพราะสมาชิกทุกคนในกลุ่มมีความสำคัญต่อความสำเร็จของกลุ่มตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งถือเป็น ความสำเร็จของตนเองด้วย ซึ่งการเรียนรู้แบบร่วมมือนี้จะช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งในด้านสติปัญญาและ ด้านสังคม 2. ลักษณะสำคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ คาแกน (Kagan. 1995 : 1 - 11) ได้กล่าวถึงลักษณะสำคัญของการเรียนแบบร่วมมือว่า ต้องมีโครงสร้างที่ชัดเจน โดยมีแนวคิดสำคัญ 6 ประการ สรุปได้ดังนี้ 1) เป็นกลุ่ม (Team) ซึ่งเป็นกลุ่มขนาดเล็ก ประมาณ 2-6 คน เปิดโอกาสให้ทุกคน ร่วมมืออย่างเท่าเทียมกัน ภายในกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่แตกต่างกัน 2) มีความตั้งใจ (Willing) เป็นความตั้งใจที่ร่วมมือในการเรียนและทำงาน โดย ช่วยเหลือและมีการยอมรับซึ่งกันและกัน3) มีการจัดการ (Management) การจัดการเพื่อให้การ ทำงานกลุ่มเป็นไปอยางราบรื่นและมีประสิทธิภาพ 4) มีทักษะ (Skills) เป็นทักษะทางสังคมรวมทั้งทักษะการสื่อความหมาย การช่วย สอนและการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งทักษะเหล่านี้ จะช่วยให้สามารถทำงานอยางมีประสิทธิภาพ 5) มีหลักการสำคัญ 4 ประการ (Basic Principles) เป็นตัวบ่งชี้ว่าเป็นการเรียนเป็น กลุ่มหรือการเรียนแบบร่วมมือ การเรียนแบบร่วมมือต้องมีหลักการ 4 ประการ ดังนี้
19 5.1) การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเชิงบวก (Positive Interdependence) การ ช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน เพื่อสู่ความสำเร็จและตระหนักว่าความสำเร็จของแต่ละคนคือ ความสำเร็จของกลุ่ม 5.2) ความรับผิดชอบรายบุคคล (Individual Accountability) ทุกคนในกลุ่มมี บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบในการค้นคว้าทำงาน สมาชิกทุกคนต้องเรียนรู้ในสิ่งที่เรียนเหมือนกันจึง ถือว่าเป็นความสำเร็จของกลุ่ม 5.3) ความเท่าเทียมกันในการมีส่วนร่วม (Equal Participation) ทุกคนต้องมี ส่วนร่วมในการทำงาน ซึ่งทำได้โดยกำหนดบทบาทของแต่ละคน 5.4) การมีปฏิสัมพันธ์ไปพร้อม ๆ กัน (Simultaneous Interaction) สมาชิกทุก คนจะทำงาน คิด อ่าน ฟัง ฯลฯ ไปพร้อม ๆ กัน 6) มีเทคนิคหรือรูปแบบการจัดกิจกรรม (Structures) รูปแบบการจัดกิจกรรมหรือ เทคนิคการเรียนแบบร่วมมือเป็นสิ่งที่ใช้เป็นคำสั่งให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กัน เทคนิคต่าง ๆ จะต้อง เลือกใช้ให้ตรงกับเป้าหมายที่ต้องการแต่ละเทคนิคนั้นออกแบบได้เหมาะกับเป้าหมายที่ต่างกันจาก ลักษณะสำคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือดังกล่าวที่นักการศึกษาได้เสนอไว้นั้น 3. รูปแบบของการเรียนแบบร่วมมือ หนึ่งฤทัย ผมพันธ์ (2558 : 11-13) การจัดการเรียนรู้ที่นักการศึกษามักนำมาใช้ในการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ คือการเรียนรู้เป็นทีม (Team learning) เนื่องจากเป็นวิธีที่เน้นความสำคัญ ของเป้าหมายหลักของกลุ่มและความสำเร็จของกลุ่ม ที่สมาชิกทุกคนจะบรรลุเป้าหมายและผลสำเร็จ ดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อทุกคนในกลุ่มร่วมมือกันเรียนรู้ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กลุ่มตั้งไว้ตั้งแต่ต้น งาน หลักนักเรียนที่เรียนรู้เป็นทีม คือ การเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มไม่ใช่การทำงานด้วยกันกับสมาชิกคนอื่น ในกลุ่ม การเรียนรู้เป็นทีมมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ (1) รางวัลของกลุ่ม (2) ความน่าเชื่อถือรายบุคคลของ สมาชิกและ (3) โอกาสประสบความสำเร็จที่เท่าเทียมกัน (Slavin, 1995 : 5-8 อ้างถึงใน หนึ่งฤทัย ผมพันธ์. 2558 : 11-13) นอกจากนั้น Slavin ยังเสนอวิธีการสอนที่สามารถนำมาใช้จัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือไว้ 5 วิธีคือ STAD, TGT, Jigsaw II, TAI, และ CIRC 1) STAD หรือ Student Teams-Achievement Divisions เป็นวิธีที่แบ่งนักเรียน เป็นกลุ่มๆ ละ 4 คน โดยคละความสามารถ เพศ และเชื้อชาติครูสอนบทเรียน แล้วให้นักเรียนช่วยกัน ทำงานร่วมกันในกลุ่มเพื่อทำความเข้าใจบทเรียนดังกล่าวให้กระจ่าง ครูนำคะแนนการทดสอบย่อย ของนักเรียนแต่ละครั้งมาเปรียบเทียบกับครั้งที่ผ่านมา และให้แต้มกับกลุ่มที่ได้คะแนนเท่ากับหรือ สูงขึ้นกว่าครั้งก่อน เมื่อกลุ่มสะสมแต้มได้ตามเกณฑ์ที่ครูตั้งไว้ก็จะได้รางวัล กิจกรรมที่นักเรียนต้องทำ ให้ครบวงจรคือ การฟังครูบรรยาย การทำแบบฝึกหัดเป็นกลุ่ม และการทำแบบทดสอบย่อยเป็นกลุ่ม
20 ซึ่งอาจใช้เวลา 2-3 คาบเรียน วิธีการสอนนี้ใช้ได้กับทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้งคณิตศาสตร์ ภาษา ศิลปะ และวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงอุดมศึกษา โดยเฉพาะกับเนื้อหาสาระที่มี คำตอบชัดเจน กลวิธีที่ส่งเสริมให้วิธีการสอนแบบ STAD ได้ผลดีคือ การกระตุ้นให้นักเรียนส่งเสริม ให้ กำลังใจ และช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจเนื้อหา สาระให้กระจ่าง และได้ รางวัลกลุ่มสมาชิกของกลุ่มต้องต่างพยายามส่งเสริมให้เพื่อนร่วมกลุ่มทำงานในส่วนที่ได้รับมอบหมาย ให้ดีที่สุด เห็นความสำคัญของการเรียนรู้และพยายามทำให้การเรียนรู้และการทำงานนั้นมีคุณค่าและ สนุก เมื่อครูสอนบทเรียนแล้ว นักเรียนต้องเปรียบเทียบคำตอบของกับเพื่อนร่วมกลุ่ม อภิปราย ประเด็นที่มีความเห็นแตกต่างกันและช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้เข้าใจประเด็นที่สมาชิกคนใดคนหนึ่ง เข้าใจผิด โดยอาจอภิปรายถึงแนวทางในการแก้ปัญหา หรืออาจทดสอบย่อยกันเองในประเด็นที่เรียน เพื่อหาจุดอ่อนและจุดแข็งของสมาชิกทีม เพื่อให้สามารถตอบคำถามต่าง ๆ ของแบบทดสอบได้ บาง กรณี สมาชิกกลุ่มอาจไม่ช่วยเหลือกันในการตอบคำถามแบบทดสอบย่อย นักเรียนทุกคนจึงต้องรู้ เนื้อหาสาระที่เรียน ความเชื่อมั่นและน่าเชื่อถือของแต่ละคนจะกระตุ้นให้นักเรียนอธิบายประเด็นที่ ตนเองรู้และเข้าใจให้เพื่อนร่วมทีมฟังได้อย่างมั่นใจ ความสำเร็จของ ทีมมาจากการที่สมาชิกทุกคนรู้ เข้าใจ และมีทักษะในเรื่องที่เรียน เพราะคะแนนที่ทีมสะสมได้คือ คะแนนพัฒนาการ สมาชิกทุกคนมี โอกาสเท่ากันในการเป็น “ดาว” ของทีม ในแต่ละสัปดาห์ของการเรียนรู้จากคะแนนพัฒนาการ หรือ จากการทำคะแนนครั้งหนึ่งๆ ได้อย่างดีเยี่ยม 2) TGT หรือ Team-Games-Tournament วิธีนี้พัฒนาขึ้นโดย David DeVries และ Keith Edwards โดยใช้วงจรการเรียนรู้เหมือนกับวิธี STAD แต่ให้นักเรียนเปลี่ยนจากการทำ แบบทดสอบย่อยเป็นการแข่งขันรายสัปดาห์ (weekly tournament) โดยให้นักเรียนเล่นเกมทาง วิชาการกับสมาชิกกลุ่มของกลุ่มอื่น ๆ เพื่อเพิ่มแต้มให้กับทีมของตน นักเรียนจะเล่นเกมที่ “โต๊ะ แข่งขัน” 3 คน โดยใช้คะแนนที่สะสมไว้จากการเล่นรอบก่อนของสมาชิกทีมที่ออกมาเล่นก่อนหน้า การ “พบกันแบบบังเอิญ” ของผู้เล่นแต่ละรอบทำให้การเล่นเกมนี้ยุติธรรม โดยคะแนน 60 คะแนน จะเป็นของผู้ที่ทำคะแนนได้สูงสุด ไม่ว่าจะไปเล่นที่โต๊ะใดก็ตามซึ่งหมายความว่า กลุ่มผู้เล่นที่มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างและกลุ่มผู้เล่นที่มีผลสัมฤทธิ์สูง มีโอกาสเท่าเทียมกันในการทำคะแนนให้ กลุ่ม วิธีนี้กระตุ้นให้สมาชิกของกลุ่มช่วยเหลือกันทำความเข้าใจบทเรียนและฝึกทักษะตามบทเรียนจน กระจ่างมากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพื่อให้แต่ละคนมีความน่าเชื่อถือและเชื่อมั่นในตนเองเหมือนกับวิธี STAD แต่วิธีTGT นี้ตื่นเต้น และสนุกกว่าเพราะนักเรียนได้เล่นเกม 3) Jigsaw II เทคนิคนี้พัฒนาขึ้นโดย Elliot Aronson (1978) นักเรียนทำงานเป็น กลุ่ม 4 คน แบบคละความสามารถ เพศ และศาสนาเหมือนวิธีSTAD และ TGT โดยนักเรียนแต่ละ คนของกลุ่มจะได้รับมอบหมายให้อ่านประเด็นใดประเด็นหนึ่งของเนื้อหาที่เป็นบทเรียนจากหนังสือตา รา หรือ บทอ่านโดยทั่วไปมักเป็นเนื้อหาในวิชาสังคมศึกษา ชีววิทยา หรือวิชาที่มีคำอธิบายที่ชัดเจน
21 เมื่อสมาชิกแต่ละคนถูกสุ่มให้อ่านจนกลายเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” ในประเด็นที่ได้รับมอบหมายให้อ่าน แล้วสมาชิกหนึ่งคนจากแต่ละกลุ่มที่ได้รับมอบหมายให้อ่านประเด็นเดียวกันจะมารวมกันเป็นกลุ่มใหม่ เพื่ออภิปรายเนื้อหานั้น ๆ ร่วมกันจนกระจ่างแล้วจึงกลับเข้ากลุ่มของตน เพื่อสอนเนื้อหาที่ตนเองอ่าน และอภิปรายร่วมกับสมาชิกจากกลุ่มอื่นให้สมาชิกในกลุ่มของตน จากนั้นกลุ่มทำแบบทดสอบย่อยที่ ครอบคลุมทุกประเด็น โดยผลคะแนนจะนับเหมือนวิธีSTAD 4) TAI หรือ Team Accelerated Instruction (Slavin, Leavey, and Madden, 1986) วิธีนี้คล้ายคลึงกับ STAD และTGT ที่แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มๆ ละ 4 คน คละความสามารถ ในการเรียนรู้และให้รางวัลทีมที่ได้คะแนนสูงสุด แต่วิธีนี้เพิ่มการเรียนรู้เป็นรายบุคคลผสมผสานกับ การเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่ม เมื่อจัดนักเรียนเข้ากลุ่มแล้ว สมาชิกกลุ่มต้องเรียนรู้เป็นรายบุคคลเพื่อทำ แบบทดสอบแรกก่อนเรียน เพื่อทราบระดับความสามารถที่มีอยู่แล้วก่อนเรียน แล้วให้สมาชิกทีมตรวจ ผลการทำแบบทดสอบของเพื่อนร่วมกลุ่มตามเฉลย และช่วยให้เพื่อนร่วมกลุ่มเข้าใจข้อที่ทำผิด จากนั้นนักเรียนต้องทำแบบทดสอบบทเรียนสุดท้ายเป็นรายบุคคล โดยไม่มีเพื่อนร่วมกลุ่มช่วยเหลือ และมีเพื่อนเป็นผู้คิดผลคะแนน แต่ละสัปดาห์ครูจะนับจำนวนบทเรียนที่สมาชิกทุกคนในกลุ่มทำเสร็จ และให้รางวัลกลุ่มที่มีผลคะแนนตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้โดยนับจากจำนวนคะแนนของแบบทดสอบสุดท้ายที่ สอบผ่าน รวมกับผลคะแนนพิเศษที่ได้จากการทำคะแนนการสอบเต็มหรือทำการบ้านได้ถูกทั้งหมด นักเรียนต้องรับผิดชอบการตรวจสอบสมาชิกแต่ละคน และต้องจัดการให้ทุกคนได้เรียนรู้จากสื่อ ทั้งหมดที่กลุ่มมีดังนั้น ครูจึงสามารถใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้องเรียนสอนบทเรียนให้กับนักเรียนกลุ่มเล็ก ๆ ที่มาจากสมาชิกกลุ่มต่าง ๆ ที่มีระดับผลสัมฤทธิ์เท่ากันจากแต่ละกลุ่ม หรือกลุ่มที่ได้รับมอบหมายให้ ศึกษาประเด็นเดียวกันจากแต่ละกลุ่ม และสอนประเด็นนั้น ๆ ให้นักเรียนที่มารวมตัวกันเฉพาะกาล ก่อนกลับเข้ากลุ่มของตน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนสมาชิก นักเรียนจะถูกกระตุ้นให้ช่วยเหลือ เพื่อนสมาชิกและส่งเสริมให้แต่ละคนเรียนรู้เต็มที่และทำงานหนัก เพื่อผลสำเร็จของกลุ่ม นักเรียนแต่ ละคนจะมีความเชื่อมั่นในตนเองและน่าเชื่อถือเพราะคะแนนที่นับเป็นแต้มคือผลคะแนนการทำ แบบทดสอบสุดท้ายของบทเรียนที่นักเรียนแต่ละคนต้องทำเป็นรายบุคคล โดยปราศจากความ ช่วยเหลือของเพื่อนสมาชิกกลุ่ม นักเรียนแต่ละคนมีโอกาสประสบความสำเร็จเท่าเทียมกัน เนื่องจาก แต้มที่ได้เป็นแต้มพัฒนาการของตนจากฐานความรู้เดิมที่ได้ทำไว้ในแบบทดสอบแรกก่อนเรียน วิธีนี้ เหมาะกับวิชาคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษา เนื่องจากเป็นวิชาที่นักเรียนเรียนรู้เรื่องใหม่บน ฐานความรู้เดิม ถ้านักเรียนไม่เข้าใจเนื้อหาที่เป็นพื้นฐานของบทเรียนปัจจุบัน ก็จะเรียนบทเรียนนั้น ๆ ให้เข้าใจได้ยากหรือไม่สามารถจะเข้าใจได้เลย ดังนั้นนักเรียนที่มีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จึง จำเป็นต้องทำความเข้าใจเนื้อหาย่อย ๆ ที่เป็นพื้นฐานของบทเรียนก่อน แล้วจึงทำความเข้าใจบทเรียน ที่กำลังเรียนได้ในขณะที่นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงสามารถทำความเข้าใจเนื้อหาสาระที่ เรียนในปัจจุบันได้เลย ดังนั้นการที่วิธีนี้จัดให้นักเรียนแต่ละคนได้ทำแบบทดสอบแรกก่อนเรียน เพื่อให้
22 ทราบระดับความสามารถของตนเองที่มีในเรื่องที่กำลังจะเรียนก่อนแล้วเรียนรู้รายบุคคลเพื่อทำการ ทดสอบย่อยก่อนแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนสมาชิก เพื่อทำแบบทดสอบสุดท้าย จึงนับเป็นการปู พื้นฐานให้นักเรียนที่เรียนอ่อนได้ไปพร้อม ๆ กับเสริมสร้างความสามารถให้นักเรียนที่เรียนดีและเป็น การเปิดโอกาสให้แต่ละคนเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองไปพร้อม ๆ กับช่วยเหลือเพื่อนในกลุ่ม 5) CIRC หรือ Cooperative Integrated Reading and Composition วิธีนี้เป็นวิธีการ สอนสำหรับวิชาการอ่านและการเขียนในระดับประถมศึกษาตอนปลายและมัธยมศึกษา ที่พัฒนาขึ้น โดย Madden, Slavin, ครูใช้นวนิยายหรือบทอ่านในหนังสือเรียนเป็นสื่อในการสอนนักเรียนจับคู่กับ เพื่อนที่มีความสามารถในการอ่านต่างระดับกัน เพื่ออ่านหนังสือด้วยกัน โดยอ่านให้กันและกัน ฟัง และคาดเดาเรื่องล่วงหน้าว่าตัวละครจะแก้ปัญหาอย่างไร สรุปเรื่องที่อ่านและเขียนแสดงความคิดเห็น ที่มีต่อเรื่องที่อ่าน ฝึกสะกดคำ ตีความ และแปลความหมายคำยากด้วยกัน ในกรณีที่ทำงานเป็นกลุ่ม มากกว่า 2 คน สมาชิกต้องทำความเข้าใจเรื่องที่อ่านร่วมกัน เพื่อฝึกวิเคราะห์แก่นความคิดสำคัญและ ตีความเรื่องที่อ่าน จากนั้นฝึกเขียนในชั้นเรียนตามขั้นตอน ตั้งแต่การร่าง เขียน และตรวจแก้ไขงาน เขียนให้กันและกัน และเตรียมนางานดังกล่าวไปนำเสนอในหนังสือรวมเล่มของห้อง นักเรียนได้รางวัล เป็นกลุ่มเมื่อมีผลงานการอ่านและเขียน ผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้แต่ละคนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการประสบ ความสำเร็จ เพราะต่างได้อ่านบทอ่านที่เหมาะกับระดับการอ่านของตนเอง และต่างมีความเชื่อมั่นใน ตนเอง เนื่องจากได้ทำแบบทดสอบย่อยเป็นรายบุคคลและได้เขียนงานด้วยตนเอง นอกจากนั้น ครูยัง สามารถเลือกใช้กิจกรรมกลุ่มที่ Spencer Kagan พัฒนาขึ้นในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือตาม ความเหมาะสมของขนาดห้องเรียน จำนวนนักเรียน และบริบทอื่น ๆ ดังนี้ 5.1) การต่อภาพ (Jigsaw) ครูแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มๆ ละ 5 คน สมาชิกแต่ ละคนได้รับมอบหมายให้ศึกษาค้นคว้าประเด็นย่อยคนละประเด็น หรือได้อ่านบทอ่านประเด็น เดียวกันจากสื่อที่แตกต่างกัน จากนั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประเด็นที่ศึกษาค้นคว้าร่วมกัน โดยนักเรียนที่ ได้รับมอบหมายให้ศึกษาค้นคว้าประเด็นเดียวกันจากแต่ละกลุ่มสามารถรวมกลุ่มกันศึกษาค้นคว้า ข้อมูล แล้วจึงกลับเข้ากลุ่มของตนเพื่อถ่ายทอดสิ่งที่ศึกษาค้นคว้าให้เพื่อนสมาชิก หลังจากนั้นครูให้ กลุ่มทำแบบทดสอบ เพื่อวัดผลการเรียนรู้ 5.2) การคิดเดี่ยว-คิดคู่-ร่วมกันคิด (Think-Pair-Share) มี 3 ขั้นตอน คือ (1) นักเรียนคิดคำตอบที่ครูถามเงียบๆ เป็นรายบุคคล (2) นักเรียนจับคู่กันและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และ (3) นักเรียนแต่ละคู่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับคู่อื่น ๆ ทีมอื่น ๆ หรือกับทั้งห้อง 5.3) การสัมภาษณ์สามขั้น (Three-Step Interview) (Kagan) สมาชิกแต่ละคน ของกลุ่มเลือกสมาชิกของกลุ่มอื่นมาเป็นคู่ของตน ขั้นแรกให้คนหนึ่งถามคำตอบของคู่ตนเอง ขั้นที่สอง ให้เปลี่ยนกันถามขั้นสุดท้ายนักเรียนกลับเข้ากลุ่มและแลกเปลี่ยนเรียนรู้สิ่งที่ได้จากคู่กับเพื่อนในกลุ่ม
23 5.4) การระดมสมองรอบวง (Round Robin Brainstorming) (Kagan) ครูแบ่ง นักเรียนเป็นกลุ่มๆ ละ 4-6 คน โดยมอบหมายให้คนหนึ่งเป็นผู้บันทึกการเรียนรู้ครูมีคำตอบให้เลือก หลายคำตอบ โดยให้สมาชิกทีมเลือกคำตอบที่คิดว่าถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด เมื่อหมดเวลาคิด สมาชิกกลุ่มแลกเปลี่ยนคำตอบของตนกับเพื่อนเป็นวงกลมแบบ round robin ผู้บันทึกการเรียนรู้จด บันทึกคำตอบของสมาชิกกลุ่ม สมาชิกคนถัดไปเริ่มบอกคำตอบของตนเอง และเวียนเรื่อย ๆ จนครบ ทุกคน หรือจนหมดเวลา 5.5) การทบทวนสามนาที (Three-minute review) ครูหยุดบรรยายหรือการ อภิปรายเมื่อใดก็ได้และให้เวลาสมาชิกกลุ่ม 3 นาทีเพื่อทบทวนสิ่งที่ครูบรรยาย และถามคำถามที่ไม่ เข้าใจ 5.6) การรวมหมายเลขสมาชิก (Numbered Heads Together) (Kagan) ครู แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม 4 คน และให้สมาชิกแต่ละคนมีหลายเลขของตนตั้งแต่ 1-4 แล้วให้กลุ่ม ช่วยกันตอบคำถามที่ครูให้ครูเลือกหมายเลขประจาตัวของสมาชิกกลุ่มให้ตอบคำถามดังกล่าว เช่น เมื่อครูเรียกหมายเลข 2 สมาชิกหมายเลข 2 ของทุกกลุ่มต้องเป็นผู้ตอบคำถามนั้น 5.7) การคิดเป็นกลุ่ม-คู่-เดี่ยว (Team -Pair -Solo) (Kagan) นักเรียนได้ แก้ปัญหาเป็นกลุ่มก่อน จากนั้นจับคู่แล้วจึงเป็นรายบุคคล เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนได้จัดการกับปัญหาที่ ยากกว่าระดับความสามารถของตนเองให้ได้วิธีนี้มีพื้นฐานจากความคิดที่ว่า นักเรียนมักทำงานได้ ดีกว่าเมื่อมีความช่วยเหลือ การให้นักเรียนได้คิดแก้ปัญหาเป็นกลุ่ม จากนั้นลดลงเป็นคู่ และท้ายสุด เป็นรายบุคคลจะช่วยให้นักเรียนเกิดความมั่นใจมากขึ้นว่าสามารถแก้ปัญหายากๆที่ไม่เคยแก้ได้ตาม ลำพังได้ด้วยตนเอง 5.8) วงรอบคนเก่ง (Circle the Sage) (Kagan) ครูสำรวจนักเรียนในห้องก่อนว่า มีนักเรียนคนใดมีความรู้พิเศษจะแลกเปลี่ยนให้เพื่อนร่วมห้องได้เรียนรู้บ้าง เช่น ถามว่ามีใครทำ การบ้านข้อที่ยากที่สุดได้หรือ มีใครเคยไปต่างประเทศบ้าง นักเรียนที่มีความรู้ต่างจากคนอื่น (คนเก่ง) จะถูกแยกออกจากเพื่อนๆ จากนั้นครูให้สมาชิกกลุ่มย้ายนั่งรอบ ๆ คนเก่ง โดยไม่ให้มีสมาชิกจากกลุ่ม เดียวกันมากกว่า 2 คนนั่งกับคนเก่งคนเดียวกันคนเก่งอธิบายสิ่งที่ตนรู้ให้เพื่อนฟัง เพื่อถามคำถาม และจดบันทึกสิ่งที่เรียนรู้จากคนเก่ง จากนั้นกลับเข้ากลุ่มตนเอง และเล่าสิ่งที่เรียนรู้จากคนเก่งในแต่ ละวง ในกรณีที่สมาชิกได้ข้อมูลที่แตกต่างกัน ต้องมีการอภิปรายและเปรียบเทียบข้อมูลที่บันทึกได้ใน กรณีที่ไม่สามารถหาข้อสรุปที่ตรงกันได้ให้กลุ่มยืนขึ้น เพื่อให้ทั้งชั้นเรียนร่วมกันหาข้อสรุป 5.9) การจับคู่คิด (Partners) (Kagan) ครูแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม 4 คน สมาชิก 2 คนของแต่ละกลุ่มย้ายไปนั่งแยกกันรวมกันที่มุมห้องด้านหนึ่ง สมาชิกอีก 2 คนได้รับ มอบหมายให้เรียนรู้เพื่อนำผลการเรียนรู้ไปสอนสมาชิกกลุ่มอื่นอีก 2 คน เพื่อนสมาชิกเรียนรู้ที่จะ เรียนและสามารถปรึกษาหารือกับสมาชิกของกลุ่มอื่นที่ใช้สื่อการเรียนรู้เดียวกันได้จากนั้นย้ายกลับเข้า
24 กลุ่มของตนเพื่อถ่ายทอดผลการเรียนรู้ให้เพื่อนเท่ากับแต่ละกลุ่มต่างมีสมาชิก 2 คนเรียนรู้เรื่อง เดียวกัน เมื่อกลับเข้ากลุ่มและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ทั้งกลุ่มจะได้เรียนรู้ 2 เรื่อง โดยมีเพื่อน เป็นผู้ ถ่ายทอดความรู้และทดสอบ ความรู้จากนั้นกลุ่มทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้และอภิปรายแนวทางการพัฒนา กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2558 36-40) เสนอเทคนิคการเรียนแบบร่วมมือ 9 เทคนิค ดังนี้ 1) Jigsaw I เป็นเทคนิคที่พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมความร่วมมือ และถ่ายทอดความรู้ ระหว่างเพื่อนในกลุ่ม เทคนิคนี้นิยมใช้ในวิชาที่ต้องเรียนเนื้อหาจากตำราเรียน (เช่น สังคมศึกษา ภาษาไทย) ซึ่งมีขั้นตอนกิจกรรมดังนี้ 1.1) ครูแบ่งเนื้อหาที่จะเรียนออกเป็นหัวข้อย่อย ๆ ให้เท่ากับจำนวนสมาชิก 1.2) จัดกลุ่มผู้เรียนโดยให้มีความสามารถคละกัน ซึ่งเรียกว่า "กลุ่มบ้าน" (Home Group) แล้วมอบหมายให้สมาชิกแต่ละคนศึกษาหัวข้อที่ต่างกัน 1.3) ผู้เรียนที่ได้รับหัวข้อเดียวกันจากแต่ละกลุ่มมานั่งด้วยกัน เพื่อทำงาน และ ศึกษาร่วมกันในหัวข้อดังกล่าว เรียกว่า "กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ" (Expert Groups) 1.4) สมาชิกแต่ละคนออกจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญกลับไปกลุ่มเดิมของตนผลัดกัน อธิบายเพื่อถ่ายทอดความรู้ที่ตนศึกษาให้เพื่อนฟังจนครบทุกหัวข้อ 1.5) ครูทดสอบเนื้อหาที่ศึกษาแล้วให้คะแนนรายบุคคล 2) jigsaw II เป็นเทคนิคที่พัฒนาขึ้นจากเทคนิคเดิม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมให้ ผู้เรียนช่วยเหลือกันและกัน และพึ่งพากันในกลุ่มมากขึ้น กระบวนการของ Jigsaw I หมือน Jigsaw I ทุกประการเพียงแต่ในช่วงการประเมินผลครูจะนำคะแนนทุกคนในกลุ่มมารวมกันเป็นคะแนนกลุ่ม กลุ่มที่ได้คะแนนรวมหรือค่าเฉลี่ยสูงสุด จะติดประกาศไว้ที่ป้ายประกาศของห้อง 3) Teams-Games-Tournament (TGT) เป็นกิจกรรมที่เหมาะกับการเรียนการสอนที่ ต้องการให้กลุ่มผู้เรียนได้ศึกษาประเด็น หรือปัญหาที่มีคำตอบถูกต้องเพียงคำตอบเดียว หรือมีคำตอบ ที่ถูกต้องชัดเจน เช่น การคำนวณทางคณิตศาสตร์ การใช้ภาษาภูมิศาสตร์และทักษะการใช้แผนที่ และความคิดรวบยอดทางวิทยาศาสตร์ ขั้นตอนของกิจกรรมประกอบด้วย 3.1) ครูนำเสนอบทเรียนหรือข้อความรู้ใหม่แก่ผู้เรียน โดยสื่อการเรียนการสอนที่ น่าสนใจหรือการอภิปรายทั้งห้องเรียน โดยครูเป็นผู้ดำเนินการ 3.2) แบ่งกลุ่มนักเรียนโดยจัดให้คละความสามารถและเพศ แต่ละกลุ่ม ประกอบด้วย สมาชิก 4-5 คน (รียกกลุ่มนี้ว่า Study Group หรือ Home Group) กลุ่มเหล่านี้จะ ศึกษาทบทวนเนื้อหาข้อความรู้ที่ครูนำเสนอ สมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถสูงกว่าจะช่วยเหลือสมาชิก ที่มีความสามารถด้อยกว่า เพื่อเตรียมกลุ่มสำหรับการแข่งขันในช่วงท้ายของสัปดาห์หรือท้ายบทเรียน
25 3.3) จัดการแข่งขัน โดยจัดโต๊ะแข่งขันและทีมแข่งขัน (Tournament Teams) ที่มีตัวแทนของแต่ละกลุ่ม ตามข้อ 2 ที่มีความสามารถใกล้เคียงกันมาร่วมแข่งขันตามรูปแบบและ กติกาที่กำหนด คำถามที่ใช้ในการแข่งขันเป็นคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนมาแล้วและมีการฝึกฝน เตรียมพร้อมในกลุ่มมาแล้ว ควรเริ่มการแข่งขันพร้อมกันทุกโต๊ะ 3.4) ให้ค่าคะแนนการแข่งขันโดยจัดลำดับคะแนนผลการแข่งขันของแต่ละโต๊ะ ผู้ เล่นกลับเข้ากลุ่มเดิม (Study Group) ของตน 3.5) นำคะแนนการแข่งขันของแต่ละคนมารวมกันเป็นคะแนนของทีม 4) Student Teams Achievement Division (STAD) เทคนิคนี้พัฒนาเพิ่มเติมจาก เทคนิค TGT แต่ใช้การทดสอบรายบุคคลแทนการแข่งขัน ซึ่งมีขั้นตอนกิจกรรมดังนี้ 4.1) ครูนำเสนอประเด็นหรือเนื้อหาใหม่ โดขอาจนำเสนอด้วยสื่อที่น่าสนใจใน การสอนโดยตรงหรือตั้งประเด็นให้ผู้เรียนอภิปราย 4.2) จัดผู้เรียนเป็นกลุ่มๆ ละ 4-5 คน ให้สมาชิกมีความสามารถคละกันทั้ง ความสามารถสูง ปานกลาง และต่ำ 4.3) แต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาทบทวนเนื้อหาที่ครูนำเสนอจนเข้าใจ 4.4) ผู้เรียนทุกคนในกลุ่มทำแบบทดสอบ (Quiz) เพื่อวัดความรู้ความเข้าใจใน เนื้อหาที่เรียน 4.5) ตรวจคำตอบของผู้เรียน นำคะแนนของสมาชิกทุกคนในกลุ่มมารวมกันเป็น คะแนนกลุ่ม 4.6) กลุ่มที่ได้คะแนนรวมสูงสุด (ในกรณีที่แต่ละกลุ่มมีจำนวนสมาชิกไม่เท่ากันให้ ใช้คะแนนเฉลี่ยคะแนนรวม) จะได้รับคำชมเชย โดยอาจติดประกาศไว้ที่บอร์ดหรือป้ายนิเทศของ ห้องเรียน 5) Team Assisted Individualization (TAI) กิจกรรมนี้เน้นการเรียนรู้ของผู้เรียน แต่ละบุคคล มากกว่าการเรียนรู้ในลักษณะกลุ่ม เหมาะสำหรับการสอนคณิตศาสตร์ การจัดกลุ่ม ผู้เรียนคล้ายกับเทคนิค STAD และ TGT แต่ในเทคนิคนี้ ผู้เรียนแต่ละคนจะเรียนรู้และทำงานตาม ระดับความสามารถของตนเอง เมื่อทำงานในส่วนของตนเสร็จแล้วจึงจะไปจับคู่หรือเข้ากลุ่มทำงาน ซึ่งขั้นตอนของกิจกรรมประกอบด้วย 5.1) จัดผู้เรียนเป็นกลุ่มเล็กๆ แบบคละความสามารถกลุ่มละ 2-4 คน 5.2) ผู้เรียนทบทวนสิ่งที่เรียนมาแล้ว หรือศึกษาประเด็น / เนื้อหาใหม่โดยการ อภิปรายสรุปข้อความรู้ หรือถามตอบ 5.3) ผู้เรียนแต่ละคนทำใบงานที่ 1 แล้วจับคู่กันภายในกลุ่มของตนเพื่อ แลกเปลี่ยนกันตรวจสอบความถูกต้อง และอธิบายข้อสงสัยและข้อผิดพลาดของคู่ตนเอง หากผู้เรียนคู่
26 ใดทำใบงานที่ 1 ได้ถูกต้องร้อยละ 75 ขึ้นไป ให้ทำใบงานชุดที่ 2 แต่ถ้าคนใดคนหนึ่งหรือทั้งคู่ได้ คะแนนน้อยกว่าร้อยละ 75 ให้ผู้เรียนทั้งคู่ทำใบงานชุดที่ 3 หรือ 4 จนกว่าจะทำได้ถูกต้องร้อยละ 75 ขึ้นไป จึงจะผ่าน 5.4) ผู้เรียนทุกคนทำการทดสอบ (Quiz) 5.5) นำคะแนนผลกรทดสอบของแต่ละคนมารวมกันเป็นคะแนนของกลุ่ม หรือ ใช้คะแนนเฉลี่ย (กรณีจำนวนคนแต่ละกลุ่มไม่เท่ากัน) 5.6) กลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุดได้รับรางวัลหรือติดประกาศชมเชย 6) Group Investigation (GI) เป็นเทคนิคการเรียนแบบร่วมมือที่สำคัญอีกเทคนิค หนึ่งเป็นการจัดกลุ่มผู้เรียนเพื่อเตรียมการทำโครงงานกลุ่มหรือทำงานที่ครูมอบหมาย ก่อนใช้เทคนิคนี้ ครูควรฝึกทักษะการสื่อสารและทักษะทางสังคมแก่ผู้เรียนก่อน เทคนิคนี้เหมาะสำหรับการสืบความรู้ หรือแก้ปัญหาเพื่อหาคำตอบในประเด็นหรือหัวข้อที่สนใจ เช่น การเรียนในวิชาชีววิทยาหรือ สิ่งแวดล้อม ซึ่งขั้นตอนของการเรียนการสอนประกอบด้วย 6.1) ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปราย ทบทวนเนื้อหาหรือประเด็นที่กำหนด 6.2) แบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่มเล็กๆ คละความสามารถกลุ่มละ 2-4 คน 6.3) แบ่งเรื่องที่จะศึกษาเป็นหัวข้อย่อย แต่ละหัวข้อเป็นใบงานที่ 1 ใบงานที่ 2 ใบงานที่ 3 เป็นต้น 6.4) ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเลือกทำหนึ่งหัวข้อ (ใบงานเพียงใบเดียว) โดยให้นักเรียนที่ เรียนอ่อนในกลุ่มเลือกหัวข้อย่อยที่จะศึกษาก่อน หรืออาจให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่มหาคำตอบตามใบงาน แล้วนำคำตอบทั้งหมดมารวมเป็นคำตอบที่สมบูรณ์ 6.5) ผู้เรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายเรื่องจากใบงานที่ศึกษา จนเป็นที่เข้าใจ ของทุกคนในกลุ่ม 6.6) แต่ละกลุ่มรายงานผลการศึกษา โดยเริ่มจากกลุ่มที่ทำใบงานที่ 1 จนถึงใบ งานสุดท้าย แล้วชมเชยกลุ่มที่ทำงานถูกต้องที่สุด 7) Learning Together (LT) วิธีนี้เหมาะสมกับการสอนวิชาที่มีโจทย์การคำนวณ หรือการฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 7.1) ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปราย สรุปเนื้อหาที่เรียนในคาบที่แล้ว 7.2) แบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่มคละความสามารถกัน กลุ่มละ 4-5 คน 7.3) ครูแจกใบงานกลุ่มละ 1 แผ่น 7.4) แบ่งหน้าที่ของผู้เรียนแต่ละคนในกลุ่มดังนี้ คนที่ 1 อ่านคำสั่งหรือขั้นตอนในการดำเนินงาน คนที่ 2 ฟังขั้นตอนและจุดบันทึก
27 คนที่ 3 อ่านคำถามและหาคำตอบ คนที่ 4 ตรวจคำถาม (ข้อมูล) 7.5) แต่ละกลุ่มส่งผลงานที่เสร็จและเป็นผลงานที่ทุกคนในกลุ่มยอมรับ ซึ่งทุกคนในกลุ่มจะได้คะแนนเท่ากัน 7.6) ปิดประกาศชมเชยกลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุด 8) Numbered Heads Together (NHT) เป็นกิจกรรมที่เหมาะสำหรับการทบทวน หรือตรวจสอบความเข้าใจ ซึ่งขั้นตอนการเรียนประกอบด้วย 8.1) เตรียมประเด็นปัญหา / คำถามที่จะให้ผู้เรียนศึกษา 8.2) แบ่งผู้เรียบเป็นกลุ่มๆละ 4 คน ประกอบด้วยนักเรียบที่เรียนเก่งหนึ่งคน นักเรียนที่เรียนปานกลาง 2 คน นักเรียนที่เรียนอ่อน 1 คน แต่ละคนมีหมายเลขประจำตัว 8.3) ถามคำถาม / มอบหมายงานให้ทำ 8.4) ผู้เรียนอภิปรายในกลุ่มย่อยจนมั่นใจว่าสมาชิกในกลุ่มทุกคนเข้าใจคำตอบ 8.5) ครูถามคำถามในประเด็นที่กำหนดโดยเรียกหมายเลขประจำตัวผู้เรียนคนใด คนหนึ่งในกลุ่มตอบ ให้คำชมเชยกลุ่มที่สมาชิกในกลุ่มที่สามารถตอบคำถามได้ถูกต้องมากที่สุดผู้เรียน ทุกคนตรวจสอบความถูกต้องของคำตอบที่ตนและกลุ่มร่วมกันคิด ซักถาม ทำความเข้าใจคำตอบจน กระจ่างชัดเจน 9) Co-op เป็นเทคนิคที่เน้นการร่วมกันทำงาน โดยสมาชิกของกลุ่มที่มีความสามารถ และความถนัดต่างกัน ได้แสดงบทบาทหน้าที่ที่ตนถนัดเต็มที่ ผู้เรียนเก่งได้ช่วยเหลือเพื่อนที่เรียนอ่อน เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับการคิดระดับสูงทั้งการวิเคราะห์และสังเคราะห์และเป็นวิธีการที่สามารถ นำไปใช้สอนวิชาใดก็ได้ ซึ่งมีขั้นตอนกิจกรรมดังนี้ 9.1) กำหนดขอบข่ายประเด็น หรือเนื้อหาตามจุดประสงค์ที่จะให้ผู้เรียนได้ศึกษา 9.2) ผู้เรียนทั้งชั้นเรียนร่วมกันอภิปรายเพื่อกำหนดประเด็นหรือหัวข้อที่จะศึกษา 9.3) กำหนดกลุ่มย่อย โดยให้สมาชิกกลุ่มมีความสามารถคละกัน 9.4) แต่ละกลุ่มเลือกหัวข้อที่จะศึกษา 9.5) สมาชิกในแต่ละกลุ่มช่วยกันกำหนดหัวข้อย่อย แล้วแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ โดยให้สมาชิกแต่ละคนเลือกศึกษาหัวข้อย่อยกันละหนึ่งหัวข้อ 9.6) สมาชิกนำผลงานมารวมกันเป็นงานกลุ่ม อาจมีการอ่านทบทวนและ ปรับแต่งภาษาให้ผลงานกลุ่มที่ทำร่วมกันมีความสละ สลวยต่อเนื่อง เตรียมผู้ที่นำเสนอผลงานของ กลุ่ม 9.7) นำผลงานกลุ่มเสนอต่อชั้นเรียน 9.8) ทุกกลุ่มช่วยกันประเมินผล โดยประเมินทั้งกระบวนการทำงานกลุ่ม และผลงานกลุ่ม
28 จากประเภทของการเรียนแบบร่วมมือข้างต้น สรุปได้ว่า การเรียนแบบร่วมมือมีเทคนิคที่ ได้รับการพัฒนาเพื่อให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ในลักษณะต่าง ๆ เทคนิคของการเรียนแบบร่วมมือ โดยทั่วไปที่สามารถนำไปใช้กับวิชาและระดับชั้นทั่ว ๆ ไปมี 3 เทคนิค ได้แก่ 1) เทคนิคการแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ (Student Teams – Achievements Divisions หรือ STAD) โดยแนวคิดหลักของเทคนิคนี้ คือ เป็นการสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนช่วยเหลือสมาชิกใน กลุ่มให้มีทักษะความชำนาญ มีการแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มเข้าใจเนื้อหาและ สามารถทำแบบทดสอบได้นำไปสู่การได้รับรางวัลเป็นกลุ่ม 2) เทคนิคการแข่งขันเป็นกลุ่มด้วยเกม (Teams – Games – Tournaments หรือ TGT) ใช้วงจรการเรียนรู้เหมือนกับวิธีSTAD แต่ให้นักเรียนเปลี่ยนจากการทำแบบทดสอบย่อยเป็น การแข่งขันรายสัปดาห์ (weekly tournament) ในการเรียนสมาชิกในกลุ่มช่วยเตรียมเกมโดย การศึกษาใบงานและอธิบายปัญหาให้กับสมาชิกคนอื่นในกลุ่มได้ แต่ในขณะแข่งขันเกมสมาชิกในกลุ่ม ไม่สามารถช่วยเหลือได้ สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรับผิดชอบตนเอง 3) เทคนิคการต่อบทเรียน หรือ Jigsaw นักเรียนแต่ละคนของกลุ่มจะได้รับ มอบหมายให้อ่านประเด็นใดประเด็นหนึ่งของเนื้อหาที่เป็นบทเรียนจนกลายเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” แล้ว สมาชิกหนึ่งคนจากแต่ละกลุ่มที่ได้รับมอบหมายให้อ่านประเด็นเดียวกันจะมารวมกันเป็นกลุ่มใหม่เพื่อ อภิปรายเนื้อหานั้นๆ ร่วมกันจนกระจ่าง แล้วจึงกลับเข้ากลุ่มของตน เพื่อสอนเนื้อหานั้น ๆ ให้สมาชิก ในกลุ่มของตน และทำแบบทดสอบย่อยเพื่อทดสอบความเข้าใจ เทคนิคของการเรียนแบบร่วมมือที่ใช้ในวิชาการและระดับชั้นที่เฉพาะเจาะจงมี 2 เทคนิค ได้แก่ 1) เทคนิคการอ่านและการเขียนเป็นกลุ่ม (Cooperative Integrated Reading and Composition หรือ CIRC) และ 2) เทคนิคการสอนเป็นกลุ่มที่ช่วยเหลือเป็นรายบุคคล (Team Assisted Individualization หรือ TAI) ซึ่งเทคนิคการเรียนแบบร่วมมือทั้ง 5 เทคนิคนี้ สมาชิกใน กลุ่มมีความรับผิดชอบต่อตนเอง และมีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างเท่าเทียมกัน สมาชิกในกลุ่มมี ความแตกต่างกันในระดับความสามารถทางการเรียน เน้นการสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล มี การแลกเปลี่ยนความรู้และมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน เวลาเรียนจะร่วมมือกันแต่ในการทดสอบนักเรียน ต่างคนต่างทำ ครูใช้การเสริมแรงโดยให้รางวัลเป็นกลุ่มเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับนักเรียน 4. ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2558:35) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือไว้ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นเตรียมกิจกรรม ในขั้นเตรียมประกอบด้วย ครูแนะนำทักษะในการเรียนรู้ ร่วมกัน จะจัดเป็นกลุ่มย่อยประมาณ 2-6 คน ครูควรแนะนำเกี่ยวกับระเบียบของกลุ่ม บทบาทหน้าที่
29 ของสมาชิกกลุ่ม แจ้งวัตถุประสงค์ของบทเรียนและการทำกิจกรรมร่วมกัน และการฝึกฝนทักษะ พื้นฐาน จำเป็นสำหรับการทำกิจกรรมกลุ่ม 2) ขั้นสอน ครูนำเข้าสู่บทเรียน และแนะนำเนื้อหา แนะนำแหล่งข้อมูลและ มอบหมายงานให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม 3) ขั้นทำกิจกรรมกลุ่ม นักเรียนเรียนรู้ร่วมกันในกลุ่มย่อย โดยที่แต่ละคนมีบทบาท ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มจะได้ร่วมกันรับผิดชอบต่อผลงานของกลุ่ม ในขั้นนี้ครูจะกำหนดให้นักเรียนใช้เทคนิคต่างๆ กัน เช่น Jigsaw, TGT, STAD, TIA, GT, LT เป็นต้น เพราะเทคนิควิธีการแต่ละครั้งที่ใช้จะต้องเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ในการเรียน แต่ละเรื่อง ในการ เรียนแต่ละครั้งอาจต้องใช้เทคนิคการเรียนแบบร่วมมือหลายๆ เทคนิคประกอบกัน เพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพในการเรียน 4) ขั้นตรวจสอบผลงานและทดสอบ ในขั้นนี้เป็นการตรวจสอบว่าผู้เรียนได้ปฏิบัติ หน้าที่ ครบถ้วนแล้วหรือยัง ผลการปฏิบัติเป็นอย่างไร เน้นการตรวจสอบผลงานกลุ่มและรายบุคคล ในบางกรณีผู้เรียนอาจต้องซ่อมเสริมส่วนที่ยังขาดบกพร่องต่อจากนั้นเป็นการทดสอบความรู้ 5) ขั้นสรุปบทเรียนและประเมินผลการทำงานกลุ่ม ครูและผู้เรียนช่วยกันสรุป บทเรียน ถ้ามีสิ่งที่ผู้เรียนยังไม่เข้าใจครูควรอธิบายเพิ่มเติม ครูและนักเรียนช่วยกันประเมิลผลการ ทำงาน และพิจารณาว่าอะไรคือจุดเด่นของงานและอะไรคือสิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไข 5. ข้อดีและประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือนั้นมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้จากความร่วมมือกัน ของสมาชิกภายในกลุ่ม ซึ่งมีนักการศึกษากล่าวถึงประโยชน์ของการจัดการเรียนรูปแบบร่วมมือไว้ ดังนี้ กระทรวงศึกษาธิการ กรมวิชาการ (2558: 41 ) ได้กล่าวถึงประ โยชน์ของการเรียนแบบ ร่วมมือไว้ดังนี้ 1) สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิก เพราะทุกๆคนร่วมมือในการทำงานกลุ่ม ทุกๆคนมีส่วนร่วมเท่าเทียมกัน ทำให้เกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียน 2) ส่งเสริมให้สมาชิกทุกคนมี โอกาสคิด พูด แสดงออก แสดงความคิดเห็น ลงมือ กระทำอย่างเท่าเทียมกัน 3) ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เช่น เด็กเก่งช่วยเด็กที่เรียนไม่ เก่ง ทำให้เด็กเก่งภาคภูมิใจ รู้จักสละเวลา ส่วนเด็กอ่อน เกิดความซาบซึ้งในน้ำใจของเพื่อนสมาชิก ด้วยกัน
30 4) ทำให้รู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การร่วมคิด การระคมความคิด ทำ ข้อมูลที่ได้มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุด เป็นการส่งเสริมให้ช่วยกันคิดหาข้อมูล ให้มาก คิดวิเคราะห์และเกิดการตัดสินใจ 5) ส่งเสริมทักษะทางสังคม ทำให้ผู้เรียนรู้จักปรับตัวในการอยู่ร่วมกันด้วยมนุษย์ สัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เข้าใจกันและกัน 6) ส่งเสริมทักษะการสื่อสาร ทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม สามารถทำงานร่วมกับ ผู้อื่นได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น จากข้อดีและประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ที่นักการศึกษาได้กล่าวไว้ สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือทำให้ผู้เรียนมีทักษะทางสังคมที่ดี มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับคน รอบข้าง เกิดความสามัคคีในหมู่คณะรู้จักปรับตัวเพื่อประโยชน์กับกลุ่มที่ต้องอยู่ร่วมกัน ทำให้เกิด ความพยายามเพื่อให้บรรลุเป้าหมายมีระเบียบวินัย เอาใจใส่ รู้จักช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น ทำให้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยของห้องดีขึ้นมีเจตคติที่ดีต่อการเรียน และพัฒนาไปสู่การอยู่ร่วมกันกับ บุคคลอื่นในสังคม การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) 1. ความหมายของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์เป็นรูปแบบหนึ่งของการเรียน แบบร่วมมือ ซึ่งนักศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายไว้ดังนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (2557: 108) กล่าวว่า จิ๊กซอว์เป็นการมอบหมายให้ตัวแทน ของสมาชิกในกลุ่ม ไปรวมกลุ่มใหม่เรียกว่า กลุ่มเชี่ยวชาญ (Expert groups) กลุ่มเชี่ยวชาญนั้นจะ ศึกษาเรื่องย่อยที่แบ่งไว้เป็นตอนในช่องเวลาหนึ่ง แล้วกลับมาอธิบายให้สมาชิกในกลุ่มเดิม (Home groups) ในที่สุดผู้เรียนทั้งหมดจะเรียนรู้เรื่องทั้งหมดจากเพื่อนนั่นคือผู้เรียนแต่ละคนในหนึ่งกลุ่มได้รับ มอบหมายงานเพียงหนึ่งชิ้นย่อยแต่ต้องต่อชิ้นย่อยให้เต็มรูป นั่นคือต้องเรียนรู้ทั้งเรื่องแล้วมีการ ทดสอบเป็นคะแนนของแต่ละคน วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2556, น. 75-76) ได้ให้ความหมายของการเรียนรู้แบบจิ๊ก ซอว์คือการแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มทำกิจกรรมเนื้อหาย่อยต้องอาศัยความร่วมมือในการศึกษา ค้นคว้าแต่ละหัวข้อจึงได้เนื้อหาครบถ้วน จากที่กล่าวมานั้นสรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มๆ ละ 4 - 6 คน นักเรียนในกลุ่ม มีความสามารถคละกันทั้งเก่ง-ปานกลาง-อ่อน เรียนรู้ร่วมกัน ผู้สอนกำหนดให้แต่ละคนในกลุ่มศึกษา เนื้อหาย่อย ๆ แตกต่างกัน โดยไปศึกษาร่วมกับสมาชิกของกลุ่มหลักอื่นๆ ที่ได้รับผิดชอบในหัวข้อย่อย
31 เดียวกัน ซึ่งเรียกว่ากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ แล้วนำผลการศึกษามาอธิบายให้เพื่อนนักเรียนในกลุ่มหลักของ ตนฟัง นักเรียนทุกคนรับผิดชอบต่อกลุ่มของตนร่วมกัน และครูแยกนักเรียนทำแบบทดสอบเป็น รายบุคคลและนำคะแนนของแต่ละคนมาหาค่าเฉลี่ยของกลุ่ม และเสริมแรงให้กับกลุ่มที่มีคะแนน สูงสุด 2. ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์(2544: 148) ได้เสนอขั้นตอนการสอนแบบจิ๊กซอว์ดังนี้ 1) ครูแบ่งเนื้อหาที่จะเรียนออกเป็นหัวข้อย่อย ๆ ให้เท่ากับจำนวนสมาชิกกลุ่ม 2) จัดกลุ่มผู้เรียนให้มีความสามารถคละกัน เรียกว่า "กลุ่มบ้าน" (Home groups) แล้วมอบหมายให้สมาชิกแต่ละคนศึกษาหัวข้อที่ต่างกัน 3) ผู้เรียนได้รับหัวข้อเดียวกันจากแต่ละกลุ่มมานั่งด้วยกันเพื่อทำงาน และศึกษา ร่วมกันในหัวข้อดังกล่าว เรียกว่า "ผู้เชี่ยวชาญ" (Expert groups) 4) สมาชิกแต่ละคนออกจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ และกลับไปกลุ่มเดิมของตน ผลัดกัน อธิบายเพื่อถ่ายทอดความรู้ที่ตนศึกษาให้เพื่อนฟังจนครบทุกหัวข้อ 5) ครูทดสอบเนื้อหาที่ศึกษาแล้วให้คะแนนรายบุคคล สิทธิศักดิ์ จุลศิริพงษ์ (2557: 52) ได้กล่าวถึงกระบวนการสอนรูปแบบจิ๊กซอว์ว่า 1) จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ (เก่ง- กลาง- อ่อน) กลุ่มละ 4 คนและเรียก กลุ่มนี้ว่า กลุ่มบ้านเรา (home group) 2) สมาชิกในกลุ่มบ้านเราแยกย้ายไปรวมกับสมาชิกกลุ่มอื่นซึ่งได้รับเนื้อหาสาระคน ละ 1 ส่วน (เปรียบเสมือนได้ชิ้นส่วนจองภาพตัดต่อคนละ 1 ชิ้น) และหาคำตอบในประเด็นปัญหาที่ ผู้สอนมอบหมายให้ 3) สมาชิกในกลุ่มบ้านเรา แยกย้ายไปรวมกับสมาชิกกลุ่มอื่น ซึ่งได้รับเนื้อหาเดียวกัน ตั้งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (expert group) ขึ้นมาและร่วมกันทำความเข้าใจในสาระนั้นอย่างละเอียด และร่วมกันอภิปรายหาคำตอบประเด็นปัญหาที่ผู้สอนมอบหมาย 4) สมาชิกกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ กลับไปสู่กลุ่มบ้านของเรา แต่ละคนช่วยสอนเพื่อนกลุ่มให้ เข้าใจในสาระที่ตนได้ศึกษาร่วมกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ เช่นนี้ สมาชิกทุกคนก็ได้เรียนรู้ภาพรวมของสาระ ทั้งหมด ทิศนา แขมมณี (2560: 266) กล่าวถึง กระบวนการเรียนการสอนรูปแบบจิ๊กซอว์ ดังต่อไปนี้ 1) จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ (เก่ง- กลาง- อ่อน) กลุ่มละ 4 คนและเรียก กลุ่มนี้ว่า กลุ่มบ้านเรา (home group)
32 2) สมาชิกในกลุ่มบ้านเรา แยกย้ายไปรวมกับสมาชิกกลุ่มอื่น ซึ่งได้รับเนื้อหาสาระคน ละ 1 ส่วน (เปรียบเสมือนได้ชิ้นส่วนจองภาพตัดต่อคนละ 1 ชิ้น) และหาคำตอบในประเด็นปัญหาที่ ผู้สอนมอบหมายให้ 3) สมาชิกในกลุ่มบ้านเรา แยกย้ายไปรวมกับสมาชิกกลุ่มอื่น ซึ่งได้รับเนื้อหาเดียวกัน ตั้งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวซาญ (expert group) ขึ้นมาและร่วมกันทำความเข้าใจในสาระนั้นอย่างละเอียด และร่วมกันอภิปรายหาคำตอบประเด็นปัญหาที่ผู้สอนมอบหมาย 4) สมาชิกกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ กลับไปสู่กลุ่มบ้านของเรา แต่ละคนช่วยสอนเพื่อนกลุ่มให้ เข้าใจในสาระที่ตนได้ศึกษาร่วมกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ เช่นนี้ สมาชิกทุกคนก็ได้เรียนรู้ภาพรวมของสาระ 5) ผู้เรียนทุกคนทำแบบทดสอบ แต่ละคนจะได้คะแนนเป็นรายบุคคล และนำคะแนนของ ทุกคนในกลุ่มบ้านของเรามารวมกัน (หรือหาค่าเฉลี่ย) เป็นคะแนนกลุ่ม กลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุดได้รับ รางวัล แผนการจัดการเรียนรู้ 1. ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ ดวงกมล สินเพ็ง (2553: 79) ได้กล่าว่า แผนการจัดการเรียนรู้ คือ แผนหรือแนว ทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และได้พัฒนาคุณภาพตามผลการเรียนรู้ที่ คาดหวังที่ครูผู้สอนได้กำหนดไว้ วิมลรัตน์ สุนทรวิโรจน์ (2553) ได้อธิบายไว้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ เป็นแผนการจัด กิจกรรมการเรียนการจัดการเรียนรู้ การใช้สื่อการจัดการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลให้สอดคล้อง กับเนื้อหาและจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ในหลักสูตร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ เป็นแผนที่จัดทำ ขึ้นจากคู่มือครู หรือแนวทางการจัดการเรียนรู้ของกรมวิชาการทำให้ผู้จัดการเรียนรู้ ทราบว่าจะจัดการเรียนรู้เนื้อหาใด เพื่อจุดประสงค์ใด จัดการเรียนรู้อย่างไร ใช้สื่ออะไร และวัดผล ประเมินผลโดยวิธีใด สรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง แผนหรือแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่ จัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร โดยมีการลำดับขั้นตอนของกิจกรรม มีการจัดเรียมสื่ออุปกรณ์ การ ประเมินผลการเรียนรู้ตรงตามวัตถุประสงค์และจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่กำหนดไว้อย่างมี ประสิทธิภาพ
33 2. ความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ การวางแผนการจัดการเรียนรู้มีส่วนสำคัญที่ทำให้การจัดการเรียนรู้ประสบความสำเร็จ หรือ ล้มเหลวนั้น จำเป็นต้องศึกษาวิเคราะห์และออกแบบหลายประการจากการศึกษารวบรวมข้อมูล ทัศนะของนักวิชาการได้อธิบายความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ดังนี้ ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย (2558 : 347-348) ได้อธิบายไว้ว่าแผนการจัดการเรียนรู้มี รายละเอียดสำคัญ ดังนี้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้เป็นหลักฐานที่แสดงถึงการเป็นครูมืออาชีพ มีการเตรียม ล่วงหน้าแผนการจัดการเรียนรู้จะสะท้อนให้เห็นถึงการใช้เทคนิคการสอน สื่อนวัตกรรม และจิตวิทยา การ เรียนรู้มาผสมผสานกันหรือประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพของนักเรียนที่ตนเองสอนอยู่ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ช่วยส่งเสริมให้ผู้สอนได้ศึกษาค้นคว้า หาความรู้เกี่ยวกับ หลักสูตร เทคนิคการสอน สื่อนวัตกรรม และวิธีการวัดและประเมินผล 3) แผนการจัดการเรียนรู้ท ำให้ครูผู้สอนและครูที่จะปฏิบัติการสอนแทน สามารถปฏิบัติการ สอนแทนได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ 4) แผนการจัดการเรียนรู้ที่เป็นหลักฐานที่แสดงข้อมูลด้านการเรียนการสอนการวัดและ ประเมินผลที่จะน าไปใช้ประโยชน์ในการจัดการเรียนรู้ในครั้งต่อไป 5) แผนการจัดการเรียนรู้เป็นหลักฐานที่แสดงถึงความเชียวชาญในวิชาชีพครู ซึ่งสามารถนำไปเสนอเป็นผลงานทางวิชาการ เพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะหรือตำแหน่งได้ สรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้มีความสำคัญ คือ เป็นคู่มือสำคัญในการจัดการเรียนรู้ ของครู ทำให้ครูเตรียมการสอนที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเรียน การสอนที่มีคุณภาพ 3. ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2543: 2) ได้กล่าวว่า ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีควรมี ลักษณะ ดังนี้ 1) เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีกิจกรรมให้นักเรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติมากที่สุด โดยครูเป็นเพียงผู้คอยชี้นำ ส่งเสริมหรือกระตุ้นกิจกรรมดำเนินไปตามความมุ่งหมาย 2) เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนเป็นผู้ค้นพบคำตอบหรือทำ สำเร็จด้วยตนเอง โดยครูพยายามลดบาบาทการบอกคำตอบ มาเป็นผู้คอยกระตุ้นด้วยคำถามหรือ ปัญหาไห้นักเรียนคิดหรือหาแนวทางไปสู่ความสำเร็จในการทำกิจกรรม 3) เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการ มุ่งให้นักเรียนรับรู้ และนำ กระบวนการไปใช้จริง
34 4) เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่สามารถจัดหาสื่อการเรียนการสอนได้ในท้องถิ่น หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์สำเร็จรูปราคาแพง สรุปได้ว่า ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดี คือ เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ทักษะกระบวนการ และได้องค์ความรู้ด้วยตนเอง 4. รูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ ดวงกมล สินเพ็ง (2553: 79) ได้กล่าวถึงรูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ ดังนี้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้รายปี หรือรายภาค 2) แผนการจัดการเรียนรู้รายหน่วย 3) แผนการจัดการเรียนรู้รายคาบ สุวิทย์ มูลคำ และคณะ (2560: 60) ได้กล่าวถึงรูปแบบแผนการจัดการเรียนรู้ที่นิยมใช้ กันทั่วไป ดังนี้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบบรรยาย เขียนโดยใช้ประเด็นทั้ง 10 ประเด็น มา กำกับแต่การลำดับกิจกรรมการเรียนการสอนจะเขียนเป็นเชิงบรรยาย กิจกรรมที่ครูจัดเตรียมไว้โดยมี ระบุว่านักเรียนทำอะไร 2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบตาราง เขียนโดยใช้ประเด็นสำคัญที่เป็นองค์ประกอบ ของแผนการจัดการเรียนรู้มากำกับ และบรรจุองค์ประกอบสำคัญเหล่านั้นไปตามตารางเกือบทั้งหมด 3) แผนการจัดการเรียนรู้แบบพิสดาร เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีรายละเอียดมาก ขึ้นการลำดับกิจกรรมการเรียนการสอนแยกเป็นกิจกรรมที่ครูปฏิบัติและสิ่งที่นักเรียนปฏิบัติซึ่ง สอดคล้องกัน สรุปได้ว่า รูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ ครูผู้สอนสามารถเลือกพิจารณาใช้ได้ทั้ง 3 รูปแบบตามความเหมาะสมของรายวิชาที่สอน 5. องค์ประกอบที่สำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ ดวงกมล สินเพ็ง (2553: 79) ได้กล่าวว่า การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์จาก คำอธิบายรายวิชา หน่วยการเรียนรู้ แล้วครูผู้สอนนำผลการวิเคราะห์มาจัดเตรียมทำแผนการจัดการ เรียนรู้ล่วงหน้าเพื่อครูจะได้มีความพร้อมที่สุดในการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่าง มีประสิทธิภาพทุกขั้นตอน แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบที่สำคัญ ดังนี้
35 1) ส่วนนำ ได้แก่ ชื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้ ระดับชั้น ห้องเรียน ภาคเรียนที่ ปีการศึกษ าชื่อห น่วยการเรียน รู้ หัวข้อเรื่อง สาระและมาตรฐาน การเรียน รู้ ตัวชี้วัด (ถ้าเป็นรายวิชาพื้นฐาน) เวลาที่จัดการเรียนการสอน 2) มโนทัศน์ (concept) หรือสาระสำคัญ 3) ผลการเรียนรู้หรือจุดประสงค์การเรียนรู้ ซึ่งต้องเขียนเป็นพฤติกรรม (behavioral objectives) ที่เน้นให้ผู้เรียนได้พัฒนาครบทั้ง 3 ด้าน คือ 1) ความรู้ (knowledge) ได้แก่ เนื้อหาสาระที่จัดการเรียนรู้2) ทักษะกระบวนการ (process) ได้แก่ ทักษะ กระบวนการคิด โดยเฉพาะการคิดวิเคราะห์ การได้ลงมือปฏิบัติ3) เจตคติ (attitude) ได้แก่ ความ ตั้งใจ ความสนใจ การเห็นคุณค่า 4) เนื้อหาสาระ (content) 5) กระบวนการจัดการเรียนรู้ (learning process) 6) การประเมินผลการเรียนรู้ (evaluation) 7) สื่อการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้ (learning materials/ learning resources) 8) บันทึกหลังการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ส่วนนี้ครูสามารถนำไปพัฒนาเป็น วิจัยในชั้นเรียนได้เป็นอย่างดี สรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้ขั้นตอนการสอนตามแนวคิดของกรมวิชาการ (2558) ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นสร้างความตระหนักเป็นแผนที่ครูต้องสอนเนื้อหาเพื่อลงสู่บทเรียนสำเร็จรูปเพื่อเลือก หัวข้อทำบทเรียนสำเร็จรูป 2) ขั้นวางแผนได้หัวข้อทำบทเรียนสำเร็จรูป และวางแผนเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการ ทางวิทยาศาสตร์ 3) ขั้นดำเนินงาน ลงมือสอนตามแผนที่กำหนดไว้ 4) ประเมินระหว่างการเรียนการสอน 5) ปรับปรุงและพัฒนา และ 6) ประเมินผลรวม ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ 1. ความหมายของประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ เผชิญ กิจระการ (2544: 51) ได้กล่าวว่า ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง ผลรวมของการหาคุณภาพ (Quality) ทั้งเชิงปริมาณที่แสดงเป็นตัวเลข (Quantitative) และ
36 เชิงคุณภาพ (Qualitative) ที่แสดงเป็นภาษาที่เข้าใจได้เป็นผลที่แสดงถึงผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตาม จุดประสงค์ที่ถูกต้องถึงระดับเกณฑ์ที่คาดหวัง 2. ความหมายของเกณฑ์ประสิทธิภาพ เกณฑ์ประสิทธิภาพ หมายถึง ระดับประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ที่จะช่วยให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เป็นระดับที่ผู้จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้จะพึงพอใจว่าหากแผนการจัดการ เรียนรู้ถึงระดับนั้นแล้ว แผนการจัดการเรียนรู้ก็มีคุณค่าที่จะนำไปสอนนักเรียน การกำหนดเกณฑ์ ประสิทธิภาพ กระทำโดยการประเมินพฤติกรรมของผู้เรียน 2 ประเภทคือ พฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) และพฤติกรรมขั้นสุดท้าย (ผลลัพธ์) โดยกำหนดค่าประสิทธิภาพเป็น (ประสิทธิภาพ กระบวนการ) และ (ประสิทธิภาพผลลัพธ์) ดังนี้ 1) เกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 หมายความว่า เมื่อเรียนจากแผนการจัดการเรียนรู้ แล้วผู้เรียนจะสามารถทำแบบฝึกหัดหรืองานได้คะแนนเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ 80 และทำการทดสอบ หลังเรียน ได้คะแนนเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ 80 การที่จะกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ (/) ให้มีค่าเท่าใด นั้น ผู้สอนเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสม โดยปกติเนื้อหาที่เป็นความรู้ตั้งไว้ 75/75 หรือ 80/80 หรือ 90/90 2) การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ดำเนินการโดยเมื่อพัฒนาการ จัดการเรียนรู้ขึ้นเป็นต้นฉบับแล้วต้องนำไปหาประสิทธิภาพตามขั้นตอน ดังนี้ 2.1) การทดลองขั้น 1:1 (แบบเดี่ยว) คือนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปทดลองกับ นักเรียนเก่ง 1 คน นักเรียนปานกลาง 2 คน และนักเรียนอ่อน 1 คน คำนวณหาประสิทธิภาพแล้ว ปรับปรุงให้ดีขึ้น 2.2) การทดลองขั้น 1:10 (แบบกลุ่ม) คือนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปทดลองใช้ กับนักเรียน 6-10 คน โดยคละผู้เรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน จำนวนเท่าๆ กัน คำนวณหา ประสิทธิภาพแล้วปรับปรุงให้ดีขึ้น 2.3) การทดลองขั้น 1:100 (ภาคสนาม) คือนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปทดลองใช้ กับนักเรียน 30-100 คน คำนวณหาประสิทธิภาพแล้วปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น สรุปได้ว่า การคำนวณหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ เป็นการคำนวณหาประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ / หรือประสิทธิภาพของกระบวนการ / ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ โดยแสดง เป็นค่าตัวเลข 2 ตัว เช่น = 80/80 เป็นต้น
37 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1. ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Achievement) เป็นสมรรถภาพของสมองทางด้านต่างๆ ที่ นักเรียนได้รับจากประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากครูผู้สอน สำหรับความหมายของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีนักการศึกษาได้ให้ความหมายหลายท่าน สรุปได้ดังนี้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ทักษะและสมรรถภาพสมองในด้านต่างๆ ที่ นักเรียนได้รับการสั่งสอนของครูผู้สอน ซึ่งสามารถตรวจสอบได้โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสำเร็จหรือความสามารถในการกระทำใดๆ ต้อง อาศัยทักษะมิฉะนั้นต้องอาศัยความรอบรู้ในวิชาใดวิชาหนึ่งโดยเฉพาะ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2558 : 11) ธาริณี วิทยาอนิวรรตน์ (2542 : 11) ให้ความหมายของคำว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากการสอนหรือกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ซึ่งแสดงออกมา 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย จากความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดังกล่าว สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะ ความรู้ ความสามารถของบุคคลที่มีการพัฒนาขึ้นหลังจากได้รับการจัดการ เรียนรู้การฝึกฝนและการอบรมจนประสบความสำเร็จในด้านความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้านต่างๆ ซึ่งเป็นผลของการเปลี่ยนแปลงจากสมรรถภาพของสมอง 2. องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดลาอุสเมย์ (ดลาอุสเมย์, ม.ป.ป. อ้างถึงใน สายัณห์ สิทธิโชค, 2553: 46-47) กล่าวถึง องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่ามีอยู่ 6 ด้าน ดังนี้ 1) คุณลักษณะของผู้เรียน ได้แก่ ความพร้อมทางด้านร่างกาย และสติปัญญา ความสามารถทางด้านทักษะ ร่างกาย คุณลักษณะทางจิตใจ เช่น ความสนใจ แรงจูงใจ เจตคติ ค่านิยม ความรู้สึกตนเอง อายุและเพศและความเข้าใจในสถานการณ์ 2) คุณลักษณะของผู้สอน ได้แก่ สติปัญญา ระดับการศึกษา ความรู้ในวิชาที่สอน การพัฒนาความรู้ ทักษะทางร่างกาย คุณลักษณะจิตใจ เจตคติ ค่านิยม ความรู้สึกคิดกับตนเอง อายุ และเพศและความเข้าใจในสถานการณ์