138
139
140 แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คำชี้แจง : ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ รายการประเมิน ระดับคะแนน 3 2 1 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 1.1 ปฏิบัติตนตามสิทธิและหน้าที่ของนักเรียน ให้ความร่วมมือ ร่วมใจ ในการทำงานกับสมาชิกในห้องเรียน 1.2 เข้าร่วมกิจกรรมที่สร้างความสามัคคี ปรองดอง และเป็นประโยชน์ ต่อโรงเรียนและชุมชน 2. ใฝ่เรียนรู้ 2.1 ตั้งใจเรียนรู้ 2.2 เอาใจใส่ในการเรียน และมีความเพียรพยายามในการเรียน 2.3 สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ 2.4 ศึกษาค้นคว้า หาความรู้จากหนังสือ เอกสาร สิ่งพิมพ์ สื่อ เทคโนโลยีต่างๆ แหล่งเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน และ เลือกใช้สื่อได้อย่างเหมาะสม 2.5 บันทึกความรู้ วิเคราะห์ ตรวจสอบบางสิ่งที่เรียนรู้ สรุปเป็นองค์ ความรู้ 2.6 แลกเปลี่ยนความรู้ด้วยวิธีการต่างๆ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน 3. มุ่งมั่นในการ ทำงาน 3.1 มีความตั้งใจและพยายามในการทำงานที่ได้รับมอบหมาย 3.2 มีความอดทนและไม่ท้อแท้ต่ออุปสรรคเพื่อให้งานสำเร็จ ลงชื่อ.................................................ผู้ประเมิน ................ /................ /................ เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้งให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้งให้ 1 คะแนน
141 แบบประเมินสมรรถนะผู้เรียน คำชี้แจง : ให้สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ ลงใน ช่องที่ตรงกับระดับคะแนน สมรรถนะที่ประเมิน ระดับคะแนน 3 2 1 1. ความสามารถในการคิด 1.1 มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เพื่อการสร้างองค์ความรู้ 1.2 มีความสามารถในการคิดเป็นระบบ เพื่อการสร้างองค์ความรู้ 2. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 2.1 ทำงานและอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยความสัมพันธ์อันดี 2.2 มีวิธีแก้ไขความขัดแย้งอย่างเหมาะสม 3.ความสามารถ ในการสื่อสาร 3.1 มีความสามารถในการรับ-ส่งสาร 3.2 มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ความคิด ความเข้าใจของตนเองโดยใช้ภาษาอย่าง เหมาะสม 3.3 ใช้วิธีการสื่อสารที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพ ลงชื่อ................................................ ............../.................../................ เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 12 - 15 ดี 18 - 11 พอใช้ ต่ำกว่า 8 ปรับปรุง เกณฑ์การให้คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่ำเสมอให้ 3 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้งให้ 2 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้งให้ 1 คะแนน
142 แบบประเมินพฤติกรรมรายบุคคล (ใช้สำหรับประเมินโดยครู) ลำดับ ที่ ชื่อ - สกุล ความ กระตือรือ ร้น ความ ร่วมมือ ความรับ ผิด ชอบ การเคารพ กติกา ความกล้า แสดงออก รวม 20 คะแนน 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 เกณฑ์การวัด ดีมาก = 4 คะแนน ดี = 3 คะแนน พอใช้ = 2 คะแนน ปรับปรุง = 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 16 - 20 ดี 11 - 15 พอใช้ 0 – 10 ปรับปรุง (ลงชื่อ) ................................ผู้ประเมิน (............................................) ............/................../............
143 รายละเอียดเกณฑ์การให้คะแนนแบบประเมินพฤติกรรมรายบุคคล ประเด็น การประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 4 3 2 1 ความ กระตือรือร้น มีความกระตือรือร้นต่อ กิจกรรมการเรียนรู้ และ งานที่ได้รับมอบหมายจาก ครูอย่างมาก มีความกระตือรือร้น ต่อกิจกรรมการ เรียนรู้ และงานที่ ได้รับมอบหมายจาก ครูอย่าง ค่อนข้างมาก มีความกระตือรือร้น ต่อกิจกรรมการเรียนรู้ และงานที่ได้รับ มอบหมายจากครูปาน กลาง มีความกระตือรือร้นต่อ กิจกรรมการเรียนรู้ และ งานที่ได้รับมอบหมาย จากครูน้อย ความร่วมมือ ให้ความร่วมมือในการทำ กิจกรรมอย่างมาก ตั้งใจฟัง การบรรยาย ตอบคำถามครู อยู่เสมอ ให้ความร่วมมือใน การทำกิจกรรม อย่างมาก ตั้งใจฟัง การบรรยาย ตอบ คำถามครูอยู่เสมอ ให้ความร่วมมือในการ ทำกิจกรรม ตั้งใจฟัง การบรรยาย ตอบ คำถามครูบ้างบางครั้ง ให้ความร่วมมือในการทำ กิจกรรม ตั้งใจฟังการ บรรยายอยู่บ้าง ตอบ คำถามครูน้อย ความรับผิด ชอบ -รับผิดชอบหน้าที่ได้รับ มอบหมายอย่างไม่ขาดตก บกพร่อง -รับผิดชอบหน้าที่ตามที่ ได้รับมอบหมายอย่าง สมบูรณ์ -รับผิดชอบหน้าที่ที่ได้รับ มอบหมายอย่างดี -รับผิดชอบหน้าที่ ได้รับมอบหมาย อย่างไม่ขาดตก บกพร่อง -รับผิดชอบหน้าที่ ตามที่ได้รับ มอบหมายอย่าง สมบูรณ์ -รับผิดชอบหน้าที่ ตามที่ได้รับมอบหมาย อย่างสมบูรณ์ -รับผิดชอบหน้าที่ที่ ได้รับมอบหมายอย่าง ดี -รับผิดชอบหน้าที่ที่ได้รับ มอบหมายอย่างดี การเคารพ กติกา เคารพฎกกติกาที่ครูกำหนด ไว้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เคารพฎกกติกาที่ครู กำหนดไว้ได้อย่าง ครบถ้วน เคารพฎกกติกาที่ครู กำหนดไว้ได้อย่าง ครบถ้วนบ้าง เคารพฎกกติกาที่ครู กำหนดไว้ได้อย่าง ครบถ้วนน้อย ความกล้า แสดงออก -พูดจาฉะฉาน -ชัดถ้อยชัดคํา -มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง -พูดคล่องแคล้ว -มีความเชื่อมั่น ในตัวเอง -พูดจาติดขัด -ไม่ค่อยมีความเชื่อมั่น ในตัวเอง - พูดจาติดขัด และเสียงเบา
144 แบบประเมินการแสดงความคิดเห็น ลำดับ ที่ ชื่อ - สกุล ความคิด รวบยอด การ เชื่อมโยง ความคิด การ อธิบาย ความคิด สร้าง สรรค์ ความตรง ประเด็น รวม 20 คะแนน 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 เกณฑ์การวัด ดีมาก = 4 คะแนน ดี = 3 คะแนน พอใช้ = 2 คะแนน ปรับปรุง = 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 16 - 20 ดี 11 - 15 พอใช้ 0 – 10 ปรับปรุง (ลงชื่อ) ................................ผู้ประเมิน (............................................) ............/................../............
145 รายละเอียดเกณฑ์การให้คะแนนแบบประเมินการแสดงความคิดเห็น ประเด็น การประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 4 3 2 1 ความคิดรวบ ยอด แสดงความคิดเห็นได้ ครอบคลุมเนื้อหาวิชา และมีความหลากหลาย แสดงความคิดเห็นได้ ครอบคลุมเนื้อหาของ รายวิชาแต่ไม่มีความ หลากหลาย แสดงความคิดเห็น ได้ไม่ครอบคลุม เนื้อหาแต่มีความ หลากหลาย แสดงความคิดเห็น ไม่ครอบคลุมเนื้อหา ของรายวิชาและไม่ มีความหลากหลาย การเชื่อมโยง ความคิด สามารถเชื่อมโยงเนื้อหา ในแต่ละหัวข้อให้มีความ สอดคล้องกันอย่าง สมบูรณ์ และนำเสนอได้ อย่างถูกต้องและ ครอบคลุมเนื้อหา สามารถเชื่อมโยง เนื้อหาในแต่ละหัวข้อ ให้มีความสอดคล้องกัน และนำเสนอได้อย่าง ถูกต้องและครอบคลุม เนื้อหา สามารถเชื่อมโยง เนื้อหาในแต่ละ หัวข้อให้มีความ สอดคล้องกัน และ นำเสนอได้อย่าง ถูกต้องและ ครอบคลุมเนื้อหา สามารถเชื่อมโยง เนื้อหาในแต่ละ หัวข้อให้มีความ สอดคล้องกัน การอธิบาย -อธิบายเนื้อหา ได้ละเอียด ครบถ้วน ถูกต้องตรงประเด็น -ลำดับเรื่องราวได้ ต่อเนื่องไม่สับสน -อธิบายเนื้อหา ครบถ้วน ถูกต้องตรง ประเด็น -ลำดับเรื่องราวได้ ต่อเนื่องไม่สับสน -อธิบายเนื้อหาได้ ถูกต้องครึ่งหนึ่ง -ลำดับเรื่องราว สับสนเพียงเล็กน้อย -อธิบายเนื้อหาได้ ถูกต้องบางส่วน -ลำดับเรื่องราว สับสน ความคิด สร้าง สรรค์ แสดงความคิดเห็นได้ หลากหลายแง่มุม สอดคล้องกับเนื้อหาที่ แสดงความคิดเห็นได้ อย่างสมบูรณ์ แสดงความคิดเห็นได้ หลากหลายแง่มุม สอดคล้องกับเนื้อหาที่ แสดงความคิดเห็นได้ เป็นส่วนใหญ่ แสดงความคิดเห็น ได้หลากหลาย แง่มุมบ้าง สอดคล้องกับ เนื้อหาที่แสดงความ คิดเห็นได้ครึ่งหนึ่ง แสดงความคิดเห็น ได้ สอดคล้องกับ เนื้อหาที่แสดงความ คิดเห็นได้น้อย ความตรง ประเด็น แสดงความคิดเห็นได้ ถูกต้อง ตรงประเด็น และ ครบถ้วนทั้งหมด แสดงความคิดเห็นได้ ถูกต้อง ตรงประเด็น ส่วนใหญ่ แสดงความคิดเห็น ได้ถูกต้อง ตรง ประเด็นครึ่งหนึ่ง แสดงความคิดเห็น ได้ถูกต้อง ตรง ประเด็นน้อย
146 คำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว นักเรียนพิจารณาภาพที่กำหนด แล้วตอบคำถามข้อ 1-2 1. วงกลมที่ปรากฏในปฏิทิน สอดคล้องกับข้อใด ก. วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 ข. วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ค. วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2563 ง. ไม่มีข้อถูก แบบทดสอบหลังเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ช่วงเวลา เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (ข้อสอบจำนวน 10 ข้อ 10 คะแนน เวลาในการทำข้อสอบ 15 นาที)
147 2. 1 ปีมีทั้งหมดกี่เดือน ก. 10 เดือน ข. 12 เดือน ค. 14 เดือน ง. 15 เดือน 3. เดือนในข้อใดมีจำนวนวันเท่ากันทั้งหมด ก. มิถุนายน สิงหาคม ข. มกราคม มีนาคม ค. กุมภาพันธ์ เมษายน ง. มีนาคม พฤษศจิกายน 4. การเรียนรู้เรื่องปฏิทินมีความสำคัญอย่างไร ก. รู้จักวัน เดือน ปี ข. รู้จักเวลาบนโลก ค. รู้จักเวลากลางวันและกลางคืน ง. รู้จักเวลาบนฟ้า 5. อักษรย่อของวันพฤหัสบดีตรงกับข้อใด ก. พ ข. ศ ค. พฤ ง. อ 6. เดือนอ้ายคือเดือนในข้อใด ก. เดือนเมษายน ข. เดือนธันวาคม ค. เดือนมกราคม ง. เดือนมีนาคม
148 7. เมื่อโลกหมุนรอบตัวเองครบ 1 รอบ จะเกิดเหตุการณ์ใด ก. ชั่วโมง นาที ข. กลางวัน กลางคืน ค. สุริยคติ จันทรคติ ง. แสงแดด 8. ถ้าวันนี้เป็นวันอังคาร เมื่อวานนี้เป็นวันอะไร ก. วันจันทร์ ข. วันพุธ ค. วันพฤหัสบดี ง. วันอาทิตย์ 9. คำใดเกี่ยวข้องกับอดีต ก. วันนี้ ข. วันพรุ่งนี้ ค. เมื่อวานนี้ ง. วันมะรืน 10. คำใดเกี่ยวข้องกับอนาคต ก. จะ ข. เคย ค. ขณะนี้ ง. วันมะรืน
149 ใบความรู้การใช้ปฏิทิน ลำดับ วัน ตัวย่อ สีประจำวัน 1 วันอาทิตย์ อา. สีแดง 2 วันจันทร์ จ. สีเหลือง 3 วันอังคาร อ. สีชมพู 4 วันพุธ พ. สีเขียว 5 วันพฤหัสบดี พฤ. สีแสด 6 วันศุกร์ ศ. สีฟ้า 7 วันเสาร์ ส. สีม่วง 1. วันในรอบสัปดาห์
150 2. วัน เดือน ปีทางสุริยคติ สุริยคติ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมไปจนถึง วันที่ 31 ธันวาคม โดย1 ปีสุริยคติจะมี12 เดือน ได้แก่ มกราคม (ม.ค.) กรกฎาคม (ก.ค.) กุมภาพันธ์(ก.พ.) สิงหาคม (ส.ค.) มีนาคม (มี.ค.) กันยายน (ก.ย.) เมษายน (เม.ย.) ตุลาคม (ต.ค.) พฤษภาคม (พ.ค.) พฤศจิกายน (พ.ย.) มิถุนายน (มิ.ย.) ธันวาคม (ธ.ค.) **หมายเหตุ เดือนที่ลงท้ายด้วย ‘คม’ มี31 วัน เดือนที่ลงท้ายด้วย ‘ยน’ มี30 วัน เดือนกุมภาพันธ์ จะมี28 หรือ 29 วัน
151 3. วัน เดือน ปีทางจันทรคติ วันทางจันทรคติใช้บอกข้างขึ้นและข้างแรม โดยอาศัยดวงจันทร์เป็นหลัก ดังที่ปรากฏบนปฏิทิน
152 ปีทางจันทรคติจะมี12 เดือน โดยเรียกเดือนแรกว่า เดือนอ้าย เรียกเดือน 2 ว่า เดือนยี่ ส่วนเดือนต่อ ๆ ไปให้เรียกเดือน 3 เดือน 4 ไปจนถึงเดือน 12 ตามลำดับ และมีการนับลำดับ ปีนักษัตร รอบหนึ่งมี12 ปี เรียงลำดับดังนี้ ชวด (หนู) ฉลู(วัว) ขาล (เสือ) เถาะ(กระต่าย) มะโรง (งูใหญ่) มะเส็ง (งูเล็ก) มะเมีย (ม้า) มะแม (แพะ) วอก (ลิง) ระกา (ไก่) จอ(หมา) กุน (หมู)
153 4. ปฏิทิน สิ่งที่ปรากฏบนปฏิทินทำให้ทราบเกี่ยวกับเดือน ปี วันในรอบสัปดาห์ วันที่ วันขึ้นแรม และยังบอกให้ เราทราบถึงวันพระและวันสำคัญต่าง ๆ ตัวอย่างปฏิทินที่บอกเดือน ปี วัน และวันที่ 5. ช่วงเวลา มี2 ช่วง คือ กลางวัน (6โมงเช้า–6โมงเย็น) และกลางคืน (6โมงเย็น–6โมงเช้า)
154 6. การลำดับเหตุการณ์ เรียงจากช่วงเวลากลางวันจนถึงช่วงเวลากลางคืน ตอนเช้าฉันตื่นนอน อาบน้ำ แต่งตัว รับประทานอาหารเช้า แล้วไปโรงเรียน ตอนเที่ยงฉันรับประทานอาหารกลางวัน ตอนเย็นเมื่อกลับถึงบ้านฉันช่วยพ่อรดน้ำต้นไม้ ทำการบ้านและรับประทานอาหารเย็นกับพ่อแม่
155 แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ วิชาประวัติศาสตร์ ส 11102 ชั้นประถมศึกษาที่ 1 คำชี้แจง 1.ข้อสอบเป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 20 คะแนน 2.ใช้ดินสอนหรือปากกา กากบาทข้อคำตอบที่ถูกต้องหรือเหมาะสมที่สุดเพียงคำตอบเดียว 3.ห้ามนำข้อสอบและกระดาษคำตอบออกจากห้องสอบ 4.ไม่อนุญาตให้นักเรียนที่มาช้ากว่าเวลาสอบเริ่มสอบ 15 นาที เข้าห้องสอบ 5. ใช้เวลาในการสอบ 50 นาที มาตรฐานตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร์ สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ส 4.1 ป.1/1 บอกวัน เดือน ปี และการนับช่วงเวลาตามปฏิทินที่ใช้ในชีวิตประจำวัน รหัสตัวชี้วัด ป.1/1 ปฏิทินเป็นเครื่องมือบอก ช่วงเวลาเป็นวัน สัปดาห์เดือน และปี ป.1/2 การดำเนินชีวิตในช่วงเวลา ต่าง ๆ จะแตกต่างกัน การ เรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในชีวิตประจำวัน จะทำให้สามารถลำดับเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นได้
156 1.เราสามารถดูวัน เดือน ปี ได้จากสิ่งใด ก. นาฬิกา ข. ปฏิทิน ค. เข็มทิศ ง. ภาพถ่าย 2.“วันนี้เป็นวันที่ 28 เป็นวันสิ้นเดือน” ข้อความ นี้กล่าวถึงเดือนอะไร ก. กันยายน ข. กุมภาพันธ์ ค. พฤษภาคม ง. ตุลาคม 3. ใน 1 ปี มีกี่วัน ก. 360 วัน ข. 362 วัน ค. 365 หรือ 366 วัน ง. 377 วัน 4. ถ้าวันนี้เป็นวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2566 เมื่อ วานนี้เป็นวันที่ตามข้อใด ก. วันที่ 15 ธันวาคม 2556 ข. วันที่ 14 ธันวาคม 2556 ค. วันที่ 16 ธันวาคม 2556 ง. วันที่ 17 ธันวาคม 2556 5. คำใดไม่ใช่ช่วงเวลากลางวัน ก. ตอนเช้า ข. ตอนบ่าย ค. ตอนรุ่งสาง ง. ตอนค่ำ 6. วันแรกของสัปดาห์ คือวันอะไร ก. วัน อาทิตย์ ข. วัน จันทร์ ค. วัน ศุกร์ ง. วัน อังคาร 7.วันที่ 5 ของทุกปีคือวันอะไร ก. วันแม่แห่งชาติ ข. วันออกพรรษา ค. วันพ่อแห่งชาติ ง. วันเข้าพรรษา 8. สิ่งใดไม่มีบอกในปฏิทิน ก. ปี ข. เดือน ค. วันเกิด ง. เวลา 9. ธันวาคม คือชื่อของอะไร ก. วัน ข. เดือน ค. ปี ง. นามสกุล 10.นักเรียนควรปฏิบัติตนตามแบบใคร ก. ออยเถียงแม่ทุกครั้งที่ถูกดุ ข. เอมช่วยคุณยายถือของ ค. ตูนขอเงินพ่อแม่บ่อยๆ ง. ขนมปังขี้เกียจทำงานบ้าน
157 11.นักเรียนควรตื่นนอนในช่วงเวลาใด ก. ตอนเช้า ข. ตอนบ่าย ค. ตอนรุ่งสาง ง. ตอนค่ำ 12. ช่วงเวลากลางวันและเวลากลางคืนรวมกัน เป็นกี่ชั่วโมง ก. 12 ชั่วโมง ข. 24 ชั่วโมง ค. 36 ชั่วโมง ง. 20 ชั่วโมง 13. เดือนแรกในรอบปี คือเดือนใด ก. มีนาคม ข. เมษายน ค. มกราคม ง. ธันวาคม 14.โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ ใช้เวลากี่วัน ก. 250 วัน ข. 300 วัน ค. 367 วัน ง. 365 วัน 15. ช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ใกล้จะตกดินหรือลับ ขอบฟ้า คือช่วงเวลาใด ก. ช่วงเช้า ข. ช่วงเย็น ค. ช่วงดึก ง. ช่วงค่ำ 16. ตัวเลขใด ไม่มีบนหน้าปัดนาฬิกา ก. 3 ข. 13 ค. 12 ง. 10 17.“ตอนนี้ ฉันเรียนหนังสืออยู่” ประโยคนี้ เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาใด ก. อดีต ข. ปัจจุบัน ค. อนาคต ง. ไม่มีข้อถูก 18.เหตุการณ์ใด อยู่ในช่วงปัจจุบัน ก. ปีที่แล้วหน่อยอยู่ชั้น ป.1 ข. นิดจะทำการบ้านตอนเย็น ค. นุ่นกำลังอ่านหนังสือ ง. วินจะไปเที่ยวสวนสัตว์อาทิตย์หน้า 19. ถ้าต้องการทราบวัน เดือน ปีเกิดของตนเอง ต้องดูจากหลักฐานใด ก. สูจิบัตร ข. สมุดพก ค. สูติบัตร ง. สมุดบันทึก 20.เหตุการณ์ใดเกิดขึ้นเป็นลำดับแรกในตอนเช้า ก. ไปโรงเรียน ข. รับประทานอาหาร ค. อาบนํ้ำ แปรงฟัน ง. เรียนหนังสือ
158 ภาคผนวก ค ข้อมูลการหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย - ตารางผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้สาระวิชา ประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) - ตารางผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ - แสดงผลวิเคราะห์ค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรายวิชาเรียนสาระวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ -ตารางวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรียนสาระวิชา ประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์
159 ผลการวิเคราะห์แบบประเมินค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ตารางที่ ค.1 แสดงผลการประเมินค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ แผนที่ ขั้นตอนของแผน ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ R IOC แปลค่า คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 1. สอบก่อน เรียน ให้นักเรียนสอบวัดความรู้ ก่อนเรียน 2.การใช้ ปฏิทิน 1. มาตราฐานการเรียนรู้ 2. ตัวชี้วัด 3. สาระสำคัญ 4. จุดประสงค์การเรียนรู้ 5. สาระการเรียนรู้ 6. กิจกรรมการเรียนการสอน 7. สื่อการเรียนรู้ 8. การวัดและประเมินผล การเรียนรู้ +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 3 3 3 3 3 3 3 3 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ 3.การนับวัน ตามระบบ สุริยคติ 1. มาตราฐานการเรียนรู้ 2. ตัวชี้วัด 3. สาระสำคัญ 4. จุดประสงค์การเรียนรู้ 5. สาระการเรียนรู้ 6. กิจกรรมการเรียนการสอน 7. สื่อการเรียนรู้ 8. การวัดและประเมินผล การเรียนรู้ +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 3 3 3 3 3 3 3 3 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้
160 ตารางที่ ค.1 ผลการประเมินค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ (ต่อ) แผนที่ ขั้นตอนของแผน ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ R IOC แปลค่า คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 4. การนับ เดือนตาม ระบบสุริ ยคติ 1. มาตราฐานการเรียนรู้ 2. ตัวชี้วัด 3. สาระสำคัญ 4. จุดประสงค์การเรียนรู้ 5. สาระการเรียนรู้ 6. กิจกรรมการเรียนการสอน 7. สื่อการเรียนรู้ 8. การวัดและประเมินผลการ เรียนรู้ +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 3 3 3 3 3 3 3 3 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ 5.การ นับวันตาม ระบบ จันทรคติ 1. มาตราฐานการเรียนรู้ 2. ตัวชี้วัด 3. สาระสำคัญ 4. จุดประสงค์การเรียนรู้ 5. สาระการเรียนรู้ 6. กิจกรรมการเรียนการสอน 7. สื่อการเรียนรู้ 8. การวัดและประเมินผลการ เรียนรู้ +1 +1 +1 0 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 3 3 3 2 3 3 3 3 1.00 1.00 1.00 0.67 1.00 1.00 1.00 1.00 ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้
161 ตารางที่ ค.1 ผลการประเมินค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ (ต่อ) แผนที่ ขั้นตอนของแผน ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ R IOC แปลค่า คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 6.ช่วงเวลาใน ชีวิตประจำวัน 1. มาตราฐานการเรียนรู้ 2. ตัวชี้วัด 3. สาระสำคัญ 4. จุดประสงค์การเรียนรู้ 5. สาระการเรียนรู้ 6. กิจกรรมการเรียนการสอน 7. สื่อการเรียนรู้ 8. การวัดและประเมินผล การเรียนรู้ +1 +1 +1 0 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 3 3 3 2 3 3 3 3 1.00 1.00 1.00 0.67 1.00 1.00 1.00 1.00 ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ 7. เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นใน ชีวิตประจำวัน 1. มาตราฐานการเรียนรู้ 2. ตัวชี้วัด 3. สาระสำคัญ 4. จุดประสงค์การเรียนรู้ 5. สาระการเรียนรู้ 6. กิจกรรมการเรียนการสอน 7. สื่อการเรียนรู้ 8. การวัดและประเมินผล การเรียนรู้ +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 3 3 3 3 3 3 3 3 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้
162 ตารางที่ ค.1 ผลการประเมินค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ (ต่อ) แผนที่ ขั้นตอนของแผน ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ R IOC แปล คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 ค่า 8. การแสดง ลำดับ เหตุการณ์ โดยใช้คำ บอก ช่วงเวลา 1. มาตราฐานการเรียนรู้ 2. ตัวชี้วัด 3. สาระสำคัญ 4. จุดประสงค์การเรียนรู้ 5. สาระการเรียนรู้ 6. กิจกรรมการเรียนการสอน 7. สื่อการเรียนรู้ 8. การวัดและประเมินผล การเรียนรู้ +1 +1 +1 0 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 +1 3 3 3 2 3 3 3 3 1.00 1.00 1.00 0.67 1.00 1.00 1.00 1.00 ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ 9. สอบหลัง เรียน ให้นักเรียนสอบวัดผล สัมฤทธิ์หลังเรียน จากตาราง ค.1 สรุปได้ว่า จากตารางการคำนวณค่าความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ จากผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ทั้ง 9 แผน มีค่าความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.67-1.00 สามารถนำไปใช้สอนได้ โดยพิจารณาจากเกณฑ์ดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีค่า IOC ตั้งแต่0.50-1.00 มีค่าความเที่ยงตรง ใช้ได้ 2. แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีค่า IOC ต่ำกว่า 0.50 ต้องปรับปรุง ยังใช้ไม่ได้
163 ผลการประเมินดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตารางที่ ค.2 แสดงผลการประเมินดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ข้อที่ ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ R IOC แปลค่า คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 1 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 2 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 3 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 4 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 5 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 6 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 7 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 8 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 9 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 10 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 11 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 12 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 13 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 14 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 15 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 16 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 17 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 18 0 +1 +1 2 0.67 ใช้ได้ 19 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 20 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 21 0 +1 +1 2 0.67 ใช้ได้ 22 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้
164 ตารางที่ ค.2แสดงผลผลการประเมินดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน (ต่อ) จากตาราง ค.2 สรุปได้ว่า ค่า IOC ความสอดคล้องคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาประวัติศาสตร์เรื่องช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ จากผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดอยู่ ระหว่าง 0.67-1.00 แบบทดสอบมีความสอดคล้องกับเนื้อหาและสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยพิจารณาจากเกณฑ์ ดังนี้ 1. ข้อคำถามที่มีค่า IOC ตั้งแต่0.50-1.00 มีค่าความเที่ยงตรง ใช้ได้ 2. ข้อคำถามที่มีค่า IOC ต่ำกว่า 0.50 ต้องปรับปรุง ยังใช้ไม่ได้ ผู้วิจัยได้นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและ การเรียงลำดับเหตุการณ์ ที่ผ่านการพิจารณาระดับค่าดัชนีความสอดคล้องจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 20 ข้อ ไปทดลองสอบกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนปชุมชนสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี จำนวน 29 คน ที่เคยเรียนเรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ทำให้ทราบ ผลคะแนนสอบ ดังตารางที่ ค.3 ข้อที่ ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ R IOC แปลค่า คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 23 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 24 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 25 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 26 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 27 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 28 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 29 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้
165 ตาราง ค.3 ตารางแสดงลำดับผลคะแนนจากสูงไปต่ำจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1/2 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง อันดับคะแนน คะแนนสอบ เลขที่จริงตามใบรายชื่อ 1 26 21 2 24 6 3 24 22 4 24 32 5 23 1 6 23 3 7 23 9 8 23 17 9 23 33 10 22 2 11 22 4 12 22 14 13 22 19 14 21 5 15 21 11 16 21 12 17 21 16 18 21 23 19 20 7 20 20 10 21 20 18 22 20 24
166 ตาราง ค.3 ตารางแสดงลำดับผลคะแนนจากสูงไปต่ำจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนรู้เรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1/2 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง (ต่อ) อันดับคะแนน คะแนนสอบ เลขที่จริงตามใบรายชื่อ 23 20 27 24 20 28 25 20 30 26 20 34 27 20 35 28 19 1 จากตารางค.3 แสดงลำดับผลคะแนนจากสูงไปต่ำของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ วิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ผู้วิจัยจะใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อสอบแบบ อิงกลุ่ม โดยใช้กลุ่มผู้สอบเป็นฐานในการนำข้อมูลมาวิเคราะห์แบบทดสอบมีการให้คะแนนแบบ 0,1 โดยที่ตอบได้ถูกต้องให้ 1 คะแนน และตอบผิดให้ 0 คะแนน มีเทคนิคที่นิยมใช้ในกรณีที่กลุ่มผู้ทดสอบ มีจำนวนมากและคะแนนมีการแจกแจงแบบปกติ คือ ใช้เทคนิค 25% หรือเทคนิค 27% ของจุงเต ฟาน (แต่ถ้ากลุ่มผู้ทดสอบมีจำนวนน้อย อาจเลือกใช้เทคนิค 33% หรือ 50% แทน) ซึ่งผู้วิจัยได้ วิเคราะห์ข้อสอบโดยใช้เกณฑ์ 33% ขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อสอบแบบอิงกลุ่ม มีดังนี้ (ศิริชัย กาญจนวาสี, 2556: 224-226) 1.1 นำแบบทดสอบไปตรวจให้คะแนน 1.2 เรียงลำดับคะแนนจากสูงไปหาคะแนนต่ำสุด แล้วแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสูง เป็น 33% ของผู้สอบที่ได้คะแนนสูงสุดเรียงลงมา และกลุ่มต่ำที่เป็น 12 ของผู้สอบที่ได้คะแนนต่ำสุด เรียงขึ้นไป โดยผู้วิจัยได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสูง 12 ของนักเรียนที่ได้คะแนนสูงสุดเรียงลงมา และกลุ่มต่ำ 33% ของนักเรียนที่ได้คะแนนต่ำสุดเรียงขึ้นไป ดังตาราง ค.4 กลุ่มสูง 33% กลุ่มต่ำ 33% สูงสุด ต่ำ สุด กลุ่มปานกลาง 34% (ไม่ต้องนำมาวิเคราะห์)
167 ซึ่งในการเลือกใช้เทคนิคการจำแนกกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำ ผู้วิจัยได้เลือกใช้เทคนิค 33% ในการจำแนก กลุ่ม โดยนักเรียนมีทั้งหมด 28 คน สามารถจำแนกได้กลุ่มสูงจำนวน 12 คน และกลุ่มต่ำจำนวน 12 คน ดังนี้ ตาราง ค.4 ตารางแสดงการจำแนกกลุ่มสูง – กลุ่มต่ำ โดยใช้เทคนิค 33% อันดับคะแนน คะแนนสอบ เลขที่จริงตามใบรายชื่อ 1 26 21 2 24 6 3 24 22 4 24 32 5 23 1 6 23 3 7 23 9 8 23 17 9 23 33 10 22 2 11 22 4 12 22 14 13 22 19
168 ตาราง ค.4 ตารางแสดงการจำแนกกลุ่มสูง – กลุ่มต่ำ โดยใช้เทคนิค 33% (ต่อ) อันดับคะแนน คะแนนสอบ เลขที่จริงตามใบรายชื่อ 14 21 5 15 21 11 16 21 12 17 21 16 18 21 23 19 20 7 20 20 10 21 20 18 22 20 24 23 20 27 24 20 28 25 20 30 26 20 34 27 20 35 28 19 15 จำนวนผู้เข้าสอบทั้งหมด 28 คน คัดเลือกจำนวนคนโดยใช้เทคนิค 33% กลุ่มสูง 12 คน กลุ่มต่ำ 12 คน ค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบ ภายหลังการเลือกใช้เทคนิคการจำแนกกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำ สามารถจำแนกกลุ่มสูงได้เป็น จำนวน 12 คน และกลุ่มต่ำจำนวน 12 คน โดยสามารถหาค่าความยาก (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับ เหตุการณ์ ได้ดังตาราง ค.5
169 ตาราง ค.5 ตารางแสดงการคำนวณค่าความยากง่าย (p) และอำนาจจำแนก (r) โดยใช้เทคนิค 33% ของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ที่ นำไปทดลองสอบกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง แบบทดสอบ ข้อที่สอบ กลุ่มสูง กลุ่มต่ำ ค่าความยากง่าย (p) อำนาจจำแนก (r) การ แปลผล 1 12 5 17 24 = 0.70 12 − 5 12 = 0.58 ใช้ได้ 2 10 3 13 24 = 0.54 10 − 3 12 = 0.58 ใช้ได้ 3 12 6 18 24 = 0.75 12 − 6 12 = 0.5 ใช้ได้ 4 12 7 19 24 = 0.79 12 − 7 12 = 0.41 ใช้ได้ 5 11 8 19 24 = 0.79 11 − 8 12 = 0.25 ใช้ได้ 6 7 5 12 24 = 0.5 7 − 5 12 = 0.16 ใช้ไม่ได้ 7 10 7 17 24 = 0.70 10 − 7 12 = 0.25 ใช้ได้ 8 11 7 18 24 = 0.75 11 − 7 12 = 0.33 ใช้ได้ 9 9 6 15 24 = 0.62 9 − 6 12 = 0.25 ใช้ได้ 10 9 8 17 24 = 0.70 9 − 8 12 = 0.08 ใช้ไม่ได้
170 ตาราง ค.5 ตารางแสดงการคำนวณค่าความยากง่าย (p) และอำนาจจำแนก (r) โดยใช้เทคนิค 33% ของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ที่ นำไปทดลองสอบกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง (ต่อ) แบบทดสอบ ข้อที่สอบ กลุ่มสูง กลุ่มต่ำ ค่าความยากง่าย (p) อำนาจจำแนก (r) การ แปลผล 11 7 3 10 24 = 0.41 7 − 3 12 = 0.33 ใช้ได้ 12 9 4 13 24 = 0.54 9 − 4 12 = 0.41 ใช้ได้ 13 12 5 17 24 = 0.70 12 − 5 12 = 0.58 ใช้ได้ 14 10 6 16 24 = 0.66 10 − 6 12 = 0.33 ใช้ได้ 15 12 6 18 24 = 0.75 12 − 6 12 = 0.5 ใช้ได้ 16 11 9 20 24 = 0.83 11 − 9 12 = 0.16 ตัดทิ้ง 17 11 5 16 24 = 0.66 11 − 5 12 = 0.5 ใช้ได้ 18 12 8 20 24 = 0.83 12 − 8 12 = 0.33 ตัดทิ้ง 19 8 6 14 24 = 0.58 8 − 6 12 = 0.16 ตัดทิ้ง 20 11 4 15 24 = 0.62 11 − 4 12 = 0.58 ใช้ได้ 21 7 6 13 24 = 0.54 7 − 6 12 = 0.08 ตัดทิ้ง
171 ตาราง ค.5 ตารางแสดงการคำนวณค่าความยากง่าย (p) และอำนาจจำแนก (r) โดยใช้เทคนิค 33% ของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ที่ นำไปทดลองสอบกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง (ต่อ) แบบทดสอบ ข้อที่สอบ กลุ่มสูง กลุ่มต่ำ ค่าความยาก อำนาจจำแนก การ แปลผล 22 12 5 17 24 = 0.70 12 − 5 12 = 0.58 ใช้ได้ 23 12 3 15 24 = 0.62 12 − 3 12 = 0.75 ใช้ได้ 24 11 4 15 24 = 0.62 11 − 4 12 = 0.58 ใช้ได้ 25 12 9 21 24 = 0.87 12 − 9 12 = 0.25 ใช้ได้ 26 10 11 21 24 = 0.87 10 − 11 12 = 0.08 ตัดทิ้ง 27 12 6 18 24 = 0.75 12 − 6 12 = 0.5 ใช้ได้ 28 12 5 17 24 = 0.70 12 − 6 12 = 0.5 ใช้ได้ สรุปค่าความยากง่าย (p) ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงมี 20 ข้อ มีค่าอยู่ระหว่าง 0.54 ถึง 0.75 สรุปค่าอำนาจจำแนก (r) ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงมี 20 ข้อ มีค่าอยู่ระหว่าง 0.41 ถึง 0.75
172 จากตาราง ค.5 สรุปได้ว่า แบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 20 ข้อ สามารถนำไปใช้ในการ ทดสอบจริงจำนวน 20 ข้อ มีค่าความยากง่าย อยู่ระหว่าง 0.54 ถึง 0.75 และมีค่าอำนาจจำแนกอยู่ ระหว่าง 0.41 ถึง 0.75 และไม่ผ่านเกณฑ์อยู่จำนวน 10 ข้อ ซึ่งเป็นข้อสอบที่ยากเกินไปและมีค่า อำนาจจำแนกต่ำมาก โดยพิจารณาจากเกณฑ์ ดังนี้ ค่าความยากง่าย ค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.81-1.00 ง่ายมาก (ควรปรับปรุง หรือตัดทิ้ง) ค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.60-0.80 ค่อนข้างดี (ดี) ค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.40-0.59 ยากพอเหมาะ (ดีมาก) ค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.20-0.39 ค่อนข้างยาก (ดี) ค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0-0.19 ยากมาก (ควรปรับปรุงหรือตัดทิ้ง) ค่าอำนาจจำแนก 0.60 – 1.00 อำนาจจำแนกดีมาก 0.40 - 0.59 อำนาจจำแนกดี 0.20 - 0.39 อำนาจจำแนกพอใช้ 0.10 – 0.19 อำนาจจำแนกต่ำ (ควรปรับปรุงหรือตัดทิ้ง) -1.00 – 0.09 อำนาจจำแนกต่ำมาก (ควรปรับปรุงหรือ ตัดทิ้ง)
173 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แสดงคะแนนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างที่ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ จำนวน 20 ข้อ ตารางที่ ค.6 แสดงคะแนนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 จำนวน 29 คนที่ไม่ใช่กลุ่ม ตัวอย่างที่ทำถูกในแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์จำนวน 20 ข้อ คนที่ 1 17 289 2 15 225 3 19 361 4 18 324 5 18 324 6 19 361 7 16 256 8 8 64 9 19 361 10 10 100 11 18 324 12 16 256 13 9 81 14 19 361 15 8 64 16 17 289 17 19 361 18 12 144 19 18 324 20 7 49
174 ตารางที่ ค.6 แสดงคะแนนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 จำนวน 26 คนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างที่ ทำถูกในแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์จำนวน 20 ข้อ (ต่อ) 21 20 400 22 19 361 23 11 121 24 12 144 25 8 64 26 9 81 27 12 144 28 11 121 x = 404 x 2= 6354 จากตารางที่ ค.6 สรุปได้ว่า คะแนนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 จำนวน 28 คน ที่ไม่ใช่กลุ่ม ตัวอย่างตอบถูกในการแบบทดสอบ เรื่องช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ จำนวน 20 ข้อ เท่ากับ 404 คะแนน และ ผลรวมของคะแนนทั้ง 28 คน ยกกำลังสองมีค่าเท่ากับ 6354 คะแนน
175 สูตรการหาความแปรปรวนของคะแนนสอบทั้งฉบับ จากสูตร 2 t S = 2 N 2 ( X) 2 NX − 2 t S = 28×6354−(4042 282 2 t S = 177912−163216 784 2 t S = 14696 784 2 t S = 18.74 ดังนั้น ค่าความแปรปรวนของคะแนนสอบทั้งฉบับได้เท่ากับ ….. ตารางที่ ค.7 วิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้เรื่องช่วงเวลาและการ เรียงลำดับเหตุการณ์ โดยใช้วิธีคูเดอร์ – ริชาร์ดสันใช้สูตรคำนวณ KR – 20 ข้อที่ p q pq 1 0.70 0.30 0.21 2 0.54 0.46 0.25 3 0.75 0.25 0.19 4 0.79 0.21 0.17 5 0.79 0.21 0.17 6 0.70 0.25 0.19 7 0.75 0.25 0.19 8 0.65 0.35 0.23 9 0.41 0.59 0.24 10 0.54 0.46 0.25 11 0.70 0.30 0.21 12 0.66 0.36 0.24
176 ตารางที่ ค.7 วิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้เรื่องช่วงเวลาและการ เรียงลำดับเหตุการณ์โดยใช้วิธีคูเดอร์ – ริชาร์ดสันใช้สูตรคำนวณ KR – 20 (ต่อ) ข้อที่ p q pq 13 0.75 0.25 0.19 14 0.66 0.36 0.24 15 0.62 0.38 0.24 16 0.54 0.46 0.25 17 0.70 0.30 0.21 18 0.62 0.38 0.24 19 0.62 0.38 0.24 20 0.54 0.46 0.25 รวม∑ =4.40 สูตรการหาค่าความเชื่อมั่น rtt= − − 2 t S pq 1 n 1 n เมื่อ rtt คือ สัมประสิทธิ์ของความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ n คือ จำนวนข้อของแบบทดสอบ p คือ สัดส่วนของผู้เรียนที่ทำข้อสอบข้อนั้นถูกกับผู้เรียนทั้งหมด q คือ สัดส่วนของผู้เรียนที่ทำข้อสอบข้อนั้นผิดกับผู้เรียนทั้งหมด 2 t S คือ ความแปรปรวนของคะแนนสอบทั้งฉบับ (มีค่าเท่ากับ 20.52)
177 หาค่าความเชื่อมั่น KR–20 จากสูตร rtt= − − 2 t S pq 1 n 1 n แทนค่าในสูตร rtt = 20 20−1 {1 − 4.40 18.74} rtt = 20 19 (1-0.23) rtt = 20 19 (0.77) rtt = 0.81 สรุปจากการวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฉบับนี้ พบว่า มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ ……มีความเชื่อมั่นสูง โดยพิจารณาจากเกณฑ์ ดังนี้ เกณฑ์การแปลผลความเชื่อมั่นมีดังนี้ 0.00 – 0.20 ความเชื่อมั่นต่ำมาก/ไม่มีเลย 0.21 – 0.40 ความเชื่อมั่นต่ำ 0.41 - 0.70 ความเชื่อมั่นปานกลาง 0.71 – 1.00 ความเชื่อมั่นสูง
178 ภาคผนวก ง การวิเคราะห์ข้อมูล - ผลการทดสอบสมมติฐาน - การวิเคราะห์ประสิทธิภาพ (E1/E2) ของแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับ เหตุการณ์ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw)
179 ผลการทดสอบสมมติฐาน การทดสอบสมมติฐานโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลทาง สังคมศาสตร์ (PSPP for window) เปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียนโดยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (T-test Dependent or Paired samples T-test) Paired Samples Statistics N Mean Std. Deviation Std. Error Mean Pair ก่อนเรียน 29 9.62 2.477 0.392 1 หลังเรียน 29 16.93 1.594 0.252 Mean S.D. ค่าเฉลี่ยของ ผลต่าง S.D. ค่าเฉลี่ย ผลต่าง t df Sig 1 tailed ก่อนเรียน 9.62 5.58 7.53 1.648 21.462* 28 0.01 หลังเรียน 16.93 1.90 ภาพที่ ง.1 ผลการทดสอบทีแบบไม่อิสระ โดยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ (PSPP for window) พบว่าการทดสอบคะแนนของผู้เรียนมีคะแนนก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ …. คะแนน และมี คะแนนหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ …. คะแนน เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนสอบทั้ง 2 ครั้ง พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
180 การวิเคราะห์ประสิทธิภาพ (E1/E2) ของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ช่วงเวลาและการ เรียงลำดับเหตุการณ์ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) การคำนวณค่าประสิทธิภาพ (E1) ของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษาสาระหน้าที่ พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต โดยโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือง เทคนิคจิ๊ก ซอว์(Jigsaw) มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (E1/E2) โดยใช้สูตรดังนี้ (ชัยยงค์ พรหม วงศ์. 2516:495) ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) 1 = ( ∑ ) A × 100 เมื่อ 1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ ∑ แทน คะแนนรวมของแบบทดสอบระหว่างเรียน A แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบระหว่างเรียน n แทน จำนวนผู้เรียน ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) x = n = 29 คน A = 70 คะแนน แทนค่าในสูตรประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) = ( 1689 29 ) 70 x100 = 58.24 70 x100 = 0.832 x 100 = 83.2 ดังนั้น ค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) เท่ากับ 83.2
181 ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2 ) 2 = ( ∑ ) × 100 เมื่อ 2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ แทน คะแนนรวมของผลลัพธ์หลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของการสอบหลังเรียน n แทน จำนวนผู้เรียน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) F = n = 29 คน B = 70 คะแนน แทนค่าในสูตรประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) = ( 491 29 ) 20 x100 = . x100 = 0.7395 x 100 = 73.95 ดังนั้น ค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) เท่ากับ 73.95 สรุปว่า แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ โดยใช้รูปแบบการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) มีประสิทธิภาพ 73.95 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด ไว้
182 ภาคผนวก จ ภาพบรรยากาศการสอนในคาบที่มีการใช้แผน
183 ภาพที่ จ.1 นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน เรื่องช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ภาพที่ จ.2 ครูอธิบายและชี้แจงขั้นตอนของกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิ๊กซอว์ให้นักเรียนฟัง
184 ภาพที่ จ.3 นักเรียนแยกปรึกษากันเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ภาพที่ จ.4 นักเรียนนำความรู้ที่ได้ศึกษาจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (expert group) กลับมาอภิปรายร่วมกันในกลุ่มบ้านของเรา
185 ภาพที่ จ.5 ครูคอยให้คำชี้แนะแก่นักเรียนในเรื่องของเนื้อหาการสอน ภาพที่ จ.7 นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำแบบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน เรื่องช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์
186 แบบตรวจสอบคุณภาพแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
187