38 3) พฤติกรรมระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน ได้แก่ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างการดำเนินการสอน ทั้งหลาย เช่น วิธีการสอน ปฏิสัมพันธ์ทางความรู้และความคิด 4) คุณลักษณะของกลุ่ม ได้แก่ โครงสร้าง เจตคติ ความสามัคคี และการเป็นผู้นำ 5) คุณลักษณะของพฤติกรรมเฉพาะตัว ได้แก่ การตอบสนองเครื่องมืออุปกรณ์ 6) แรงผลักดันจากภายนอก ได้แก่ ครอบครัว สิ่งแวดล้อมทางสังคม อิทธิพล ของศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น จากที่กล่าวมาข้างต้น อิทธิพลที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้น สามารถสรุปได้ 2 ประการดังต่อไปนี้ 1) อิทธิพลทางด้านผู้เรียนคือ ความพร้อมทางร่างกาย สติปัญญา เจตคติ เพศและ อายุแรงจูงใจ ใฝ่สัมฤทธิ์ และความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับตนเอง 2) อิทธิพลทางด้านโรงเรียน ได้แก่ ระบบการเรียนการสอน การจัดสภาพแวดล้อม ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ความพร้อมของบุคลากรในทุก ๆ ด้าน ด้านสื่ออุปกรณ์และเทคโนโลยีในการ เรียนรู้และการจัดหลักสูตรการเรียนรู้ที่สนองตอบ ความต้องการและเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 3. ลักษณะของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ให้คำจำกัดความผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือคุณลักษณะ รวมถึงความรู้ ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือ มวล ประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคลได้รับจากการเรียนการสอน ทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ในด้านต่างๆ ของสมรรถภาพทางสมอง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถ สมองของบุคคลว่าเรียนแล้วรู้อะไรบ้าง และมีความสามารถด้านใดมากน้อยเท่าไร ตลอดจนผลที่ เกิดขึ้นจากการเรียนการฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่างๆ ทั้งในโรงเรียน ที่บ้าน และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ รวมทั้งความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรมต่างๆ ก็เป็นผลมาจากการฝึกฝนด้วย 1) ด้านความรู้ความคิด (Cognitive Domain) พฤติกรรมด้านนี้ เกี่ยวกับ กระบวนการต่าง ๆ ทางด้านสติปัญญาและสมอง ประกอบด้วยพฤติกรรม 6 ด้าน ดังนี้ 1.1) ด้านความรู้ความจำ หมายถึง ความสามารถระลึกถึงเรื่องราว หรือ ประสบการณ์ที่ผ่านมา 1.2) ด้านความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการจับใจความ การแปลความ การตีความและการขยายความ
39 1.3) การนำไปใช้ หมายถึง ความสามารถในการนำความรู้หรือหลักวิชาที่เรียน มาแล้วในการสร้างสถานการณ์จริง ๆ หรือสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน 1.4) การวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะเรื่องราวต่าง ๆ หรือ วัตถุ สิ่งของเพื่อต้องการค้นหาสาเหตุเบื้องต้น หาความสัมพันธ์ระหว่างใจความ ระหว่างส่วนรวม และ ตลอดจนหลักการที่แฝงอยู่ในเรื่อง 1.5) การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการนำความรู้มาจัดระบบใหม่เป็น เรื่องใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม มีความหมาย และประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม 1.6) การประเมินค่า หมายถึง การวินิจฉัยคุณค่าของบุคคล เรื่องราว วัสดุสิ่งของ อย่างมีหลักเกณฑ์ 2) การวัดผลด้านเนื้อหา เป็นการตรวจสอบเกี่ยวกับเนื้อหา อันเป็นประสบการณ์ ของการเรียนรู้ของผู้เรียน อันรวมถึงพฤติกรรมความสามารถด้านต่าง ๆ ที่สามารถวัดผลได้โดยใช้ ข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Achievement Test) สรุปได้ว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้น สามารถวัดได้ทั้งด้านทักษะปฏิบัติโดยการใช้ แบบทดสอบภาคปฏิบัติและการวัดทางด้านเนื้อหาโดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้ สอดคล้อง กับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 3 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านความรู้ความคิด (Cognitive Domain) โดยวัดพฤติกรรมด้านความรู้ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้การวิเคราะห์และการประเมินค่า 2) ด้านความรู้สึก (Affective Domain) พฤติกรรมด้านนี้ เกี่ยวข้องกับ การ เจริญเติบโต และพัฒนาการในด้านความสนใจ คุณค่า ความซาบซึ้งและเจตคติต่าง ๆ ของนักเรียน 3) ด้านการปฏิบัติการ (Psycho - motor Domain) พฤติกรรมด้านนี้เกี่ยวข้องกับ การพัฒนาทักษะในการปฏิบัติและการดำเนินการ 4. การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพื่อวัดความรู้ เนื้อหา ผู้ประเมินต้องมีการวาง แผนการดำเนินการสร้างที่เป็นระบบ มีความรู้ในเนื้อหา เขียนข้อคำถามที่ตรงประเด็น ตลอดจนการ กำหนดจุดประสงค์เพื่อเขียนข้อคำถามวัดพฤติกรรมที่พึ่งประสงค์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับนักเรียน บลูม (Bloom,1956: 201) ได้กล่าวถึงลำดับขั้นของความรู้ที่ใช้ในการเขียน วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมด้านความรู้ความคิดไว้ 6 ขั้น ดังนี้
40 1) ความรู้ความจำ หมายถึง การระลึกหรือท่องจำความรู้ต่าง ๆ ที่ได้เรียนมาแล้ว โดยตรงในขั้นนี้รวมถึง การระลึกถึงข้อมูล ข้อเท็จจริง สถานที่ เวลา ขนาด ปริมาตร บุคคล ระเบียบ ประเพณีลำดับขั้นของการทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แนวโน้ม จัดประเภท จัดกลุ่ม วิธีการ ไปจนถึง กฎเกณฑ์ ทฤษฎีจากตำรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้สอนกันมาแล้วจึงเอามาถาม และถือว่าเป็นการวัดด้าน ความจำเท่านั้น 2) ความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถจับใจความสำคัญจากเรื่องราวหรือ เหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น ความสามารถในการจับใจความด้านการแปลความหมาย การตีความ และขยาย ความของข้อความ คำ เรื่องราว เหตุการณ์ ภาพ ฯลฯ 3) การนำไปใช้ หมายถึง ความสามารถในการนำความรู้ที่เรียนมาไปใช้แก้ปัญหา ในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น เรียนรู้มาว่าถ้าต้องการให้คนสลบเพื่อจะผ่าตัดก็ต้องใช้ยาสลบ ซึ่งเป็นการ วัดความจำ แต่ถ้าถามว่าจะผ่าตัดไม่มียาสลบจะต้องอย่างไร ถ้าตอบได้แสดงว่ามีความสามารถด้าน การนำไปใช้ 4) การวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถที่จะแยกแยะส่วนย่อย ๆ ของเหตุการณ์ เรื่องราว หรือเนื้อหาต่าง ๆ ว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง มีจุดมุ่งหมายหรือประสงค์สิ่งใด นอกจากนั้น ยังมองถึงว่าส่วนย่อย ๆ ที่สำคัญนั้น ซึ่งแต่ละเหตุการณ์เกี่ยวพันกันอย่างไรบ้าง และเกี่ยวพันกัน โดยอาศัยหลักการใด ซึ่งจะเห็นได้ว่าความสามารถด้านการวิเคราะห์จะเต็มไปด้วยการหาเหตุผลมา เกี่ยวข้องกันอยู่เสมอและพยายามมองให้ลึกลงไปถึงแก่นแท้ของเนื้อหาและเหตุการณ์นั้นๆ การวิเคราะห์ จึงต้องอาศัยพฤติกรรมด้านการจำ ความเข้าใจและการนำไปใช้มาประกอบการ พิจารณา 5) การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถที่จะนำเอาส่วนย่อย ๆ มาประกอบกัน เป็นสิ่งใหม่ ซึ่งเป็นการวัดว่านักเรียนจะสามารถนำเอาความรู้แต่ละหน่วยมารวมกันจัดเป็นหน่วยใหม่ ขึ้นหรือโครงสร้างใหม่ ที่ต่างเป็นจากเดิมได้หรือไม่ ลักษณะของคำถามประเภทนี้จะถามเกี่ยวกับการ สังเคราะห์ข้อความ การวางแผน และสังเคราะห์ความสัมพันธ์เป็นคำถามที่จะล้วงลึกดูว่าใครมี ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มากเพียงใด 6) การประเมินค่า หมายถึง ความสามารถที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับคุณค่าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคำพูด นวนิยาย บทกวี หรือรายงานการวิจัย การตัดสินใจดังกล่าว จะต้องอาศัยเกณฑ์ และมาตรฐานไปประกอบการวินิจฉัยชี้ขาดเสมอว่าสิ่งนั้นดี เลว อย่างไร และเพราะเหตุใด จึงว่าดีหรือ เลว เป็นต้น สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลงาน คุณลักษณะและความสามารถ ของบุคคลที่พัฒนาขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการได้รับการเรียนรู้ โดยอาศัยเครื่องมือในการวัดผล
41 การศึกษาเพื่อให้ทราบว่าได้ผลอย่างไรและมีส่วนไหนต้องปรับปรุงและพัฒนาผู้เรียนต่อไป ซึ่งผู้วิจัย สร้างขึ้นโดยครอบคลุมเนื้อหาตามที่กำหนดไว้ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จิดาภรณ์ ถิ่นตองโขบ (2562 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ กลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง พัฒนาการของ อาณาจักรสุโขทัย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 การศึกษาค้นคว้า ครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1.เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง พัฒนาการของ อาณาจักรสุโขทัย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพ 80/80 2. เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของผล การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักรสุโขทัย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 3. เพื่อศึกษาความ พึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักรสุโขทัย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้มีนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนโคกโพธิ์ไชยศึกษา อำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 29 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ( Purposive Sampling ) ระยะเวลาในการศึกษาค้นคว้า เริ่มดำเนินการในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ใช้ เวลา ในการทดลอง 8 ชั่วโมง และเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่ 1.แผนการจัดการ เรียนรู้แบบ ร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักรสุโขทัยกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 8 แผน 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักรสุโขทัย กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ชนิดเลือกตอบแบบ 4 ตัวเลือกที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น จำนวน 30 ข้อ 3. แบบวัด ความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักร สุโขทัย กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 15 ข้อ ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นการพัฒนาแผนการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบจิ๊กซอว์ เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักรสุโขทัย ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจในการเรียนรู้ สาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 สรุปผลการศึกษาค้นคว้า ได้ดังนี้1.แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิ๊กซอว์ กลุ่มสาระการ เรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่องพัฒนาการของอาณาจักรสุโขทัย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้า พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.50/91.08 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2.ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิ๊กซอว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักรสุโขทัย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้า
42 พัฒนาขึ้น มีค่าเท่ากับ 0.8430 หมายความว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนคิดเป็น ร้อยละ 84.30 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิ๊กซอว์ เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักรสุโขทัย ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจ ในการ เรียนรู้ มีความพึงพอใจทั้งโดยรวมในระดับมาก สรุปว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิ๊กซอว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักรสุโขทัย ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่จัดทำขึ้นมีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียน เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 84.30 และนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก จึงเห็นสมควรว่าครูควร นำเทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่ม ร่วมมือแบบจิ๊กซอว์ไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนา ผู้เรียนต่อไป เจตณรงค์ ลิขิตบัณฑูร, ธัชชัย จิตรนันท์ (2560 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัย เรื่อง การ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง วิกฤตการณ์และการ จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยใช้กิจกรรม การเรียนรู้กลุ่มร่วมมือแบบ JIGSAW และ รูปแบบปกติการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการ เรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง วิกฤตการณ์และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือแบบ JIGSAW และ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผล ของ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างการ จัด กิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือแบบ JIGSAW และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ 3) เปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือแบบ JIGSAW และการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบปกติ4) เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือแบบ JIGSAW และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ฝ่ายมัธยม) อำเภอกันทรวิชัย จังหวัด มหาสารคาม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำ นวนนักเรียน 78 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 33 คน จาก 1 ห้องเรียน สำหรับการสอน กลุ่มร่วมมือแบบ JIGSAW และกลุ่มควบคุม 45 คน จาก 1 ห้องเรียน สำหรับการสอนแบบปกติ ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้ามี 3 ชนิด ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 2 รูปแบบ รูปแบบละ 6 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 5 ตัวเลือก จำ นวน 1 ฉบับ 40 ข้อ มีค่าความยากรายข้อตั้งแต่ 0.21 ถึง 0.75 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.25 ถึง 0.89 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.89 และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ
43 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 15 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.53 ถึง 0.87 และความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.84 สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดย วิธี t-test (Independent Samples) ผลการวิจัยปรากฏดังนี้1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่ม ร่วมมือแบบ JIGSAW และแบบปกติ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.34/85.76 และ 83.44/82.22 ตามลำ ดับ 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้กลุ่มร่วมมือ Jigsaw และแผนการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติมีค่าเท่ากับ 0.7020 และ 0.6371 ตามลำ ดับ 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่ม ร่วมมือแบบ Jigsaw มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าที่เรียนด้วยแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญที่ ระดับ .05 4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือ แบบ JIGSAW สูงกว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ ชนัญญา ยอรัมย์ (2558 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง ผลการใช้ชุดการเรียนเรื่อง วันสำคัญ ทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของชุด การเรียนเรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนเรื่อง วันสำคัญทาง พระพุทธศาสนาและศาสนพิธีโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 3) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยชุดการเรียนเรื่อง วันสำคัญทาง พระพุทธศาสนาและศาสนพิธีโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดการเรียน วัน สำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 ภาคเรียน 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 44 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1) ชุดการเรียนเรื่องวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี จำนวน 6 หน่วย 2) แผนการจัดการ เรียนรู้เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 6 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี ซึ่งเป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.23-0.80 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.21-0.81 และค่าความ เชื่อมั่น 0.85 และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดการเรียน เรื่อง
44 วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งเป็นมาตราส่วนแบบประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพผลและ ทดสอบสมมติฐานด้วยสมมติฐานโดยใช้ t –test Dependent Samples ผลการวิจัย พบว่า 1.ชุดกิจกรรมการเรียน เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.22 / 80.68 ซึ่งเป็นไป ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2.คะแนนผลการสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนเรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3.ค่าดัชนี ประสิทธิผลของการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนเรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีโดยใช้ การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เท่ากับ 0.7368 ซึ่ง หมายความว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มหลังเรียนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 73.68 4.ความพึงพอใจของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ชุดการเรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีโดย สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่าความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ทิพวรรณ์ สลีอ่อน และคณะ (2564 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมเรียนรู้ แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ 2 วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ 2 2) เพื่อศึกษาความสามารถในการทำงาน ร่วมกันของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วย เทคนิคจิ๊กซอว์ 2 และ 3) เพื่อศึกษาเจตคติต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ 2 ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดสุวรรณารัญญิกาวาส จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊ก ซอว์ 2 เรื่อง พลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย จำนวน 6 แผน รวมทั้งสิ้น 12 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ 3) แบบประเมินความสามารถในการทำงานร่วมกัน จำนวน 20 ข้อ 4) แบบวัดเจตคติต่อการเรียน จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือค่าเฉลี่ย ส่วน ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที (t-test dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05, 2. ความสามารถในการทำงานร่วมกันของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังได้รับ
45 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ 2 มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 2.15 อยู่ในระดับดี, 3. เจตคติต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ 2 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลัง ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์2 มีเจตคติทางบวกอยู่ในระดับมาก ที่สุด ธวัลย์รัตน์ เรืองจันทร์ (2556 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง ผลการใช้ชุดการเรียน เรื่อง ระบอบการปกครองโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบจิ๊กซอว์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 การวิจัย ครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของชุดการเรียน เรื่อง ระบอบการปกครอง โดยใช้ เทคนิคการเรียนรู้แบบจิ๊กซอว์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยชุดการ เรียนโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบจิ๊กซอว์ ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการ เรียนเรื่อง ระบอบการปกครอง โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบจิ๊กซอว์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดการเรียน เรื่อง ระบอบการ ปกครองโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบจิ๊กซอว์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างมี่ใช้ ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดมอักษรพิทยาคม อำเภอนาโพธิ์ จังหวัด บุรีรัมย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 32 ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2555 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 25 คน ได้กลุ่มตัวอย่างมาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยมีห้องเรียนเป็นหน่วยในการ สุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ 1) ชุดการเรียน เรื่อง ระบอบการปกครอง ประกอบด้วยหน่วยการ เรียนรู้ จำนวน 4 หน่วย 4 ชุดการเรียน 2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 4 แผน 3) แบบทดสอบ ถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดการเรียน เรื่อง ระบอบการปกครอง โดยใช้ เทคนิคการเรียนรู้แบบจิ๊กซอว์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ สถิติ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยล่ะ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐาน โดยใช้่ค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของชุดการเรียน เรื่อง ระบอบการปกครอง โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ แบบจิ๊กซอว์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 81.60/85.80 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยชุดการเรียน โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบจิ๊กซอว์ หลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ดัชนีประสิทธิผลของชุดการเรียน เรื่อง ระบอบการปกครอง โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบจิ๊กวอว์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่า เท่ากับ 0.65 แสดงว่านักเรียนมี ความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 65 4. ความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดการเรียน เรื่องระบอบการปกครองโดยใชเทคนิคกาารเรียนรู้แบบจิ๊ก ซอว์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับมากที่สุด
46 ปจิตรา สมหมาย (2562 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วย เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ร่วมกับผังกราฟิกที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ภูมิภาคโลกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนขนาดใหญ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 16 การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วย เทคนิคจิ๊กซอว์ร่วมกับผังกราฟิกที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาประวัติศาสตร์กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยอำเภอหาดใหญ่ จังหวัด สงขลา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 45 คน ส่วนเครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) แผนการ จัดการเรียนรู้สาระประวัติศาสตร์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ร่วมกับผัง กราฟิก จำนวนทั้งสิ้น 10 แผน รวมเวลาในการจัดการเรียนรู้20 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียนสาระประวัติศาสตร์จำนวน 45 ข้อ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือค่าร้อยละค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบหาค่า ประสิทธิภาพ E1/E2 ตามเกณฑ์80/80 ค่าดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบหาค่าที่ผลการวิจัย พบว่า 1).ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ร่วมกับผังกราฟิก สาระวิชาประวัติศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2).การพัฒนาการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ร่วมกับ ผังกราฟิกสาระวิชาประวัติศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าประสิทธิภาพ (E1/E2 ) เท่ากับ 86.38/ 85.88 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้3).การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ร่วมกับผัง กราฟิกส่งผลให้ค่าดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้สาระวิชาประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.5217 แสดงว่านักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นจากคะแนน แบบทดสอบก่อนเรียน ร้อยละ 52.17 และ.4).นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจใน ภาพรวมต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ร่วมกับผังกราฟิก สาระวิชา ประวัติศาสตร์ในระดับมาก ภาณุพงศ์ แก้วบุญเรือง (2562 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิคจิกซอว์ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ และความคงทนในการเรียนรู้ เรื่อง กฎหมายใน ชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนจากการใช้การจัดกิจกรรม การเรียนรู้ แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ 3) ศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัด กิจกรรม การเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ กับเกณฑ์ร้อยละ 80 และ 4) ศึกษาความพึง พอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการวิจัยและทดสอบประสิทธิภาพเป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนกลางดงปุณณวิทยา
47 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 17 คน ได้มาโดยการสุ่ม แบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียน รู้แบบร่วมมือโดย ใช้เทคนิคจิกซอว์ จำนวน 6 แผน ใช้เวลาในการสอนจำนวน 12 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 1 ชุด รวม 50 ข้อ แบบทดสอบมีค่าความยากง่ายอยู่ ระหว่าง 0.38 – 0.77 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.20 – 0.84 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบมี ค่าเท่ากับ 0.55 และ 3) แบบสอบถามความ พึงพอใจ เป็นแบบสอบถามปลายปิดแบบมาตรประเมิน ค่า จำนวน 17 ข้อ และแบบสอบถามปลายเปิดจำนวน 1 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาประสิทธิภาพด้วยค่า E1 /E2 ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) ประสิทธิภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ ในการนำไปใช้จริง กับกลุ่ม ตัวอย่างมีค่าประสิทธิภาพ 80.40/80.90 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียน กลุ่มตัวอย่างที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดย ใช้เทคนิคจิกซอว์ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลัง เรียนด้วยการจัดการการเรียนรู้แบบร่วม มือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ มีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 40.40 คิด เป็นร้อยละ 80.80 จากนั้นเว้นระยะไป 2 สัปดาห์หลังการ ทดลองแล้วทดสอบอีกครั้งพบว่า มีค่า คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 41.23 คิดเป็นร้อยละ 82.47 และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนผล สัมฤทธิ์ทางการ เรียนครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 หลังการทดลอง 2 สัปดาห์พบว่า คะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนไม่ แตกต่างกันเมื่อกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ทักษะการทำงานร่วมกันของนักเรียน หลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์มีค่าคะแนนร้อยละอยู่ในระดับผ่าน เกณฑ์ร้อยละ 80 5) นักเรียนมีความพึงพอใจการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ในระดับมาก ที่สุด (X = 4.56, S.D.=0.51) วนิดา ชมภูพงษ์ (2555 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง ผลการใช้ชุดการเรียนแบบร่วมมือด้วย เทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง ภูมิศาสตร์ประเทศไทยที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 4 (เชาวนปรีชาอุทิศ) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดการเรียน แบบร่วมมือ เรื่อง ภูมิศาสตร์ประเทศไทยสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 4 (เชาวนปรีชาอุทิศ) 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนกับหลังเรียนจากการเรียนด้วย ชุดการเรียนแบบร่วมมือเรื่อง ภูมิศาสตร์ประเทศไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน เทศบาล 4 (เชาวนปรีชาอุทิศ) 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน เทศบาล 4 (เชาวนปรีชาอุทิศ) ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนแบบร่วมมือ เรื่องภูมิศาสตร์ประเทศ ไทย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล < (เชาวน ปรีชาอุทิศ) ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 จำนวน 36 คนที่ได้มาโดยการสุ่มแบบ ง่าย (Simple random sampling)เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) ชุดการเรียนแบบร่วมมือ เรื่อง
48 ภูมิศาสตร์ประเทศไทย 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนแบบร่วมมือ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมติฐานด้วย t-test (dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1.ชุดการเรียนแบบร่วมมือ เรื่อง ภูมิศาสตร์ประเทศไทย มีประสิทธิภาพ 83.33 / 82.29 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 70/70 2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 4 (เชาวนปรีชาอุทิศ) ที่เรียนด้วยชุดการเรียนแบบร่วมมือ เรื่อง ภูมิศาสตร์ ประเทศไทย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.1 3.ความพึงพอใจของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 4 (เชาวนปรีชาอุทิศ) ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดการเรียน แบบร่วมมือ เรื่อง ภูมิศาสตร์ประเทศไทย อยู่ในระดับมากที่สุด วริศรา วิทยาลัย (2562 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัย เรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชา ประวัติศาสตร์เรื่อง พัฒนาการ ของอาณาจักรอยุธยา โดยเทคนิคจิ๊กซอว์ร่วมกับสื่อประสม สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ ศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้วิชา ประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักรอยุธยา โดยเทคนิคจิ๊กซอว์ร่วมกับสื่อประสม สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียน ในสังกัด ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาสรรคบุรี 2 สำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาชัยนาท 10 โรงเรียน จำนวน 149 คน กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทพรัตน์ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 22 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้และแบบสอบถามความพึง พอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ ที่ ผลการวิจัยพบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในการพัฒนากิจกรรม การเรียนรู้ วิชา ประวัติศาสตร์ เรื่องพัฒนาการของอาณาจักรอยุธยา โดยเทคนิคจิ๊กซอว์ร่วมกับสื่อประสม สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีจำนวน 18 แผน ใช้เวลา 18 ชั่วโมง มีระดับความเหมาะสม อยู่ใน ระดับดีมาก มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05 และมีความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียน อยู่ในระดับมาก ที่สุด สิรินภา น้อยสว่าง (2562 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ โดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่องวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ (1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง วัน สำคัญทางพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ (3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและ
49 หลังเรียนของนักเรียน และ (4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 จำนวน 27 คน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาสารคาม ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ โดยวิธีการสอนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล คือ ร้อย ละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t-test ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของ แผนการจัดการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.54/86.67 ดัชนีประสิทธิผล มีค่าเท่ากับ 0.7791 หรือร้อยละ 77.91 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยวิธีสอนแบบร่วมมือเทคนิคจิ๊ก ซอว์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก สุปรียา โวหารกล้า และคณะ (2560 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้เรื่อง ความเป็นพลเมือง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจ เรื่องความเป็นพลเมือง ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ 2) ศึกษาความพึงพอใจที่ มีต่อการเรียนรู้ 3) ศึกษาพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม กลุ่มทดลอง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบุเสมาทอง จังหวัคนครราชสีมา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 22 คน เลือกแบบ เจาะจง เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ความเป็นพลเมือง 2) แบบทดสอบความรู้ 3) แบบวัดความพึงพอใจ 4) แบบวัดพฤดิกรรมการทำงานกลุ่ม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test แบบ Dependent Samples ผลการวิจัยพบวิจัย (1) หลังการเรียนรู้แบบร่วมมือ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์พบว่านักเรียนมีระดับคะแนนหลังการจัดการเรียนรู้สูง กว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (2) ความพึงพอใจ ต่อการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) พฤติกรรมการทำงานกลุ่ม จากการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ที่สุด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สุพัตรา ทองคำ (2559 : คำนำ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อองเวลากับประวัติศาสตร ์โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์กับการเรียนรู้แบบ ปกติการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง เวลา กับประวัติศาสตร์นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์กับ การจัดการเรียนรู้แบบปกติกลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 กลุ่มโรงเรียนโรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 2 ห้องเรียน มี
50 นักเรียนห้องเรียนละ 41 คน รวม 82 คน เป็นห้องเรียนตามสภาพจริงแล้วกำหนดเป็นกลุ่มทดลอง 2 กลุ่มคือกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองจำนวน 41 คน ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค จิ๊กซอว์กลุ่มควบคุม จำนวน 41 คน ที่จัดการเรียนรู้แบบปกติระยะเวลาในการทดลอง 3 ชั่วโมง 20 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์และแผน จัดการเรียนรู้แบบปกติแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องเวลากับประวัติศาสตร์ใช้แผน แบบการทดลองแบบสอบหลังโดยใช้สถิติ t – test ผลการวิจัยพบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์กับการเรียนรู้แบบปกติเรื่องเวลากับประวัติศาสตร์พบว่าคะแนนผู้เรียนมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้รูปการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์สูงกว่าผู้เรียนที่ ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 สุมาลี คำสว่าง (2561 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบโมเดลซิป ปาร่วมกับรูปแบบจิ๊กซอว์ เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภูมิศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภูมิศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 ระหว่างกลุ่มทดลองที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนซิปปา ร่วมกับรูปแบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์กับกลุ่มควบคุมที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบปกติ 2) เปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภูมิศาสตร์ ด้วยรูปแบบการสอนซิปปา ร่วมกับรูปแบบร่วมมือเทคนิคจิ๊ก ซอว์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มทดลองกับเกณฑ์ร้อยละ 75 3) ศึกษาความพึงพอใจของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มทดลองที่มีต่อการเรียนวิชาภูมิศาสตร์ ด้วยรูปแบบการสอนซิปปา ร่วมกับรูปแบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตร ฐาน การทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติค่าที ซึ่งกลุ่มทดลอง ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/10 , 2/11 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภูมิศาสตร์ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนซิปปา ร่วมกับรูปแบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนโมเคลซิปปา ร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์ สูงกว่า เกณฑ์ร้อยละ 75 3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มทดลองที่มีต่อการจัดการ เรียนรู้ วิชาภูมิศาสตร์ด้วยรูปแบบการสอนซิปปาร่วมกับรูปแบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ อยู่ในระดับ มาก เอกพันธ์โห้พันธ์ (2558 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัย เรื่องผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดย ใช้เทคนิคจิกซอว์ วิชาสังคมศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในโรงเรียนสังกัดองค์การ บริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ
51 เรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิ๊ก ซอว์ในรายวิชาสังคมศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ในรายวิชาสังคม ศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กับเกณฑ์ร้อยละ 60 3) ศึกษาทักษะการทำงานร่วมกัน ของนักเรียนที่สอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์และ 4) ศึกษาความพึง พอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการ วิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองยางพิทยาคม อำเภอ เฉลิมพระเกียรติ สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ที่กำลังศึกษาในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 39 คน ซึ่งจัดนักเรียนโดยคละความสามารถแล้วเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ภูมิศาสตร์ประเทศไทย จำนวน 6 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน แบบประเมินทักษะการ ทำงานร่วมกัน และแบบสอบถามความพึงพอใจสถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที (t-test) ผลการวิจัย พบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ สูงกว่าก่อนเรียน 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนที่ เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค จิกซอว์ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 3. ทักษะการทำงานร่วมกันด้านบทบาทการทำงานร่วมกันและด้านพฤติกรรมการทำงานร่วมกันของ นักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ อยู่ในระดับมาก 4. นักเรียนมีความ พึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ อยู่ในระดับมาก กรอบแนวคิดในการวิจัย จากการศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี และประโยชน์ของแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ของนักการศึกษาหลาย ๆ ท่าน ผู้วิจัยจึงกำหนดเป็นกรอบแนวคิดได้ดังนี้ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม การจัดการเรียนรู้เรื่อง ช่วงเวลาและการ เรียงลำดับเหตุการณ์ โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) - ประสิทธิภาพของแผนการจัดการ เรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รู้เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์
52 ภาพที่ 2.1 กรอบแนวคิดในการวิจัย บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้สาระวิชาประวัติศาสตร์เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ให้ มีประสิทธิภาพ 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ผู้วิจัยได้นำเสนอวิธีการดำเนินการศึกษาตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 5. การดำเนินการและการเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.ป ระชาก รที่ ใช้ใน ก ารวิจัยครั้งนี้ เป็ น นั ก เรียน ระดั บ ชั้น ป ระ ถม ศึ กษ าที่ 1 โรงเรียนชุมชนสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ปีการศึกษา 2566 มีจำนวนนักเรียน ทั้งหมด 735 คน แบ่งเป็นนักเรียนชาย 383 คน นักเรียนหญิง 352 คน จำนวน 25 ห้องเรียน 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนชุมชนสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ปีการศึกษ า 2566 มีจำนวนนักเรียน 26 คน แบ่งเป็นนักเรียนชาย 10 คน นักเรียนหญิง 16 คน จำนวน 1 ห้องเรียน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling)
53 แบบแผนการวิจัย การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและ หลังการทดลอง One Group Pretest – Posttest Design (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2556, น. 60-61) มีแบบแผนการวิจัยดังแสดงในตารางที่ 3.1 ตารางที่ 3.1 แบบแผนที่ใช้ในการวิจัย สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง T1 T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการวิจัย 1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) แทน การเรียนการสอนแบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ในการวิจัยในครั้งนี้มีเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้สาระประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ โด ย ใช้ ก า ร จั ด ก า ร เรี ย น รู้ แ บ บ ร่ ว ม มื อ เท ค นิ ค จิ๊ ก ซ อ ว์ (Jigsaw) จำ น ว น 8 แ ผ น แผนละ 1 ชั่วโมง รวม 8 ชั่วโมง 3.1 การใช้ปฏิทิน ทดสอบก่อนเรียน จำนวน 1 ชั่วโมง 3.2 การนับวันตามระบบสุริยคติ จำนวน 1 ชั่วโมง 3.3 การนับเดือนตามระบบสุริยคติ จำนวน 1 ชั่วโมง 3.4 การนับวันตามระบบจันทรคติ จำนวน 1 ชั่วโมง 3.5 ช่วงเวลาในชีวิตประจำวัน จำนวน 1 ชั่วโมง 3.6 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน จำนวน 1 ชั่วโมง 3.7 การแสดงลำดับเหตุการณ์โดยใช้คำบอกช่วงเวลา จำนวน 1 ชั่วโมง 3.8 ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ทดสอบหลังเรียน จำนวน 1 ชั่วโมง
54 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ (Multiple Choice) 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ มีขั้นตอนการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้สาระวิชาประวัติศาสตร์เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) จำนวน 9 แผน รวม 9 ชั่วโมง ได้ดำเนินการสร้างตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ 1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2560 กลุ่มสาระการ เรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ระดับมัธยมศึกษา เกี่ยวกับสาระมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด กระบวนการเรียนรู้ สื่อและแหล่งเรียนรู้ การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ 1.2 ศึกษาเอกสารและตำราที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้สาระวิชาประวัติศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ 1.3 เลือกเนื้อหาสาระที่จะนำมาใช้ในการทดลอง ได้แก่ การใช้ปฏิทินการนับวันตาม ระบบสุริยคติการนับเดือนตามระบบสุริยคติการนับวันตามระบบจันทรคติช่วงเวลาในชีวิตประจำวัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน การแสดงลำดับเหตุการณ์โดยใช้คำบอกช่วงเวลาและ วัน เดือน ปี และการนับช่วงเวลาตามปฏิทิน 1.4 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้วิธีการสอน แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) เพื่อเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 1.5 กำหนดกิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการสอน การประเมินผล โดยให้สอดคล้อง กับเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) 1.6 จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคกลุ่ม เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) จำนวน 8 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวม 8 ชั่วโมง 1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) เรื่อง ช่วงเวลาและ การเรียงลำดับเหตุการณ์ เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสอนสาระวิชา
55 ประวัติศาสตร์ ด้านหลักสูตรและการวัดประเมินผล ตรวจสอบความถูกต้อง ด้านการวัดประเมินผล ด้านเนื้อหา ด้านวิธีสอนและตรวจสอบความสอดคล้อง รวมทั้งความเป็นไปได้ระหว่างวัตถุประสงค์ เนื้อหา นิยามศัพท์เฉพาะ กิจกรรม วิธีดำเนินการ และการประเมินผล ผู้เชี่ยวชาญที่ทำ การพิจราณาลงความเห็น ประกอบด้วย 1) นางฐิติยกาญจน์ ปัสสาพันธ์ 2) นางละมัย สายแก้ว 3) นางสาวจิราพร พาลาศรี โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาลงความเห็นและให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดกิจกรรมมีความเหมาะสมและ สอดคล้องซึ่งกันและกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดกิจกรรมมีความเหมาะสมและ สอดคล้องซึ่งกันและกัน ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดกิจกรรมไม่มีความเหมาะสม และไม่สอดคล้องซึ่งกันและกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item – objective Congruence: IOC) ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ที่ 0.67-1.00 ซึ่งเป็นค่าที่ผ่านเกณฑ์ 1.8 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดกิจกรรมตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 1.9 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียน ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1/1 ในโรงเรียนชุมชนสามพร้าวที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อหาข้อบกพร่อง แล้วนำมา ปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ 1.10 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่แก้ไขแล้วเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขเป็นฉบับสมบูรณ์ที่ใช้ในการทดลอง 1.11 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขสมบูรณ์แล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1/1 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างต่อไป 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับ เหตุการณ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก โดยครอบคลุม เนื้อหา และตัวชี้วัดในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 20 ข้อ ผู้วิจัยได้ ดำเนินการสร้างตามขั้นตอน ดังนี้
56 2.1 ศึกษาเอกสารหลักสูตร คู่มือครู คู่มือการวัดและการประเมินผล และเทคนิควิธีสร้าง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2 ศึกษาจุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา สาระการเรียนรู้ในหน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ 2.3 ดำเนินการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ช่วงเวลาและการ เรียงลำดับเหตุการณ์ เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ต้องการใช้จริง 10 ข้อ 2.4 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน (ผู้เชี่ยวชาญชุดเดิม) เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยใช้ค่าดัชนีความ สอดคล้อง ระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์การเรียนรู้ (Index of Item - Objective Congruence: IOC) (ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ, 2557, น. 249) โดยมีการให้เกณฑ์คะแนน ดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นไม่สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 2.5 นำคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน มาคำนวณหาค่าดัชนีความ สอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับความจุดประสงค์การเรียนรู้ (IOC) เป็นรายข้อ โดยข้อสอบแต่ละข้อมี ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์การเรียนรู้อยู่ระหว่าง 0.67 – 1.00 ซึ่งเป็น ค่าที่ผ่านเกณฑ์ 2.6 นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วจำนวน 20 ข้อ ไปทดลองใช้กับนักเรียนที่กำลัง เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 จำนวน 28 คน โรงเรียนชุมชนสามพร้ามว ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์หาค่าความยาก (p) และหาค่าอำนาจจำแนก (r) เพื่อคัดเลือกข้อสอบที่ใช้ได้จริงจำนวน 20 ข้อ 2.7 นำผลที่ได้จากการทดสอบมาวิเคราะห์แบบทดสอบเป็นรายข้อ เพื่อวิเคราะห์หา ค่า ความยากง่าย (p) และหาค่าอำนาจจำแนก (r) ของข้อสอบแต่ละข้อ และคัดเลือกข้อสอบจำนวน 20 ข้อ ซึ่งได้ค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.54 – 0.75 และค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.41 – 0.75 แล้วนำข้อสอบทั้ง 20 ข้อ ไปทดสอบหาค่าความเชื่อมั่น โดยใช้สูตรของ คูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson) สูตร KR-20 โดยมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.83 มีความเชื่อมั่นสูง 2.8 นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วจำนวน 20 ข้อ ไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง เพื่อใช้เป็นแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
57 การดำเนินการและการเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลการศึกษาในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยดำเนินการ ดังนี้ 1. นำหนังสือจากคณะครุศาสตร์ เพื่อขออนุญาตผู้อำนวยการโรงเรียนในการทดลองและ เก็บรวบรวมข้อมูล 2. ชี้แจงให้กับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียน จำนวน 29 คน ให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ในการ เก็บรวบรวมข้อมูลการศึกษา จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน จำนวน 20 ข้อ ระยะเวลา 50 นาที ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แล้วบันทึกผลการสอบไว้เป็นคะแนนก่อนเรียน 3. ดำเนินการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้น ซึ่งผู้วิจัยดำเนินการสอนเอง โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ที่ผ่านการหาประสิทธิภาพเรียบร้อยแล้ว จำนวน 7 เรื่องย่อย ตั้งแต่แผนที่ 2-8 4. ให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบหลังเรียน ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ เวลา 50 นาที โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชุดเดียวกับแบบทดสอบ ก่อนเรียน แล้วบันทึกผลการสอบไว้เป็นคะแนนหลังเรียน เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 รวมแผนการ จัดการเรียนรู้ทั้งหมด 9 แผน รวมเวลาเรียน 9 ชั่วโมง 5. เก็บรวบรวมข้อมูลการทำแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน ไปทำการวิเคราะห์และ เปรียบเทียบความก้าวหน้าทางการเรียน จากนั้นนำคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนไปวิเคราะห์โดยใช้วิธีทางสถิติเพื่อทดสอบสมมติฐานและสรุปผลการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. หาค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบเพื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ 80 ตัว แรก 2. หาค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบหลังเรียนของนักเรียนเพื่อ เปรียบเทียบกับเกณฑ์ 80 ตัวหลัง 3. วิเคราะห์หาค่าความเที่ยงตรงของแบบประเมินคุณภาพแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 4. วิเคราะห์ค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ซึ่งผู้วิจัยคัดเลือกข้อสอบที่มีค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.54 – 0.75 และค่า อำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.41 – 0.75
58 5. วิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้วิธีของ คู เดอร์ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson) สูตร KR-20 โดยมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ที่ 0.83 มีความเชื่อมั่นสูง 6. หาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) ซึ่งกำหนด ตาม เกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 7. หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละที่ได้จากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาคุณภาพเครื่องมือ 1.1 การทดสอบหาความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียน และแผนการจัดการเรียนรู้ การหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยใช้สูตรดัชนีความ สอดคล้อง (IOC) (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2558, น. 249) ดังนี้ สูตร = ΣR เมื่อ IOC แทน ดัชนีค่าความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ ∑ แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ 1.2 ค่าความยากง่าย เป็นการวิเคราะห์ข้อสอบเป็นรายข้อ สูตร = เมื่อ P คือ ดัชนีความยากของข้อสอบ R คือ จำนวนนักเรียนที่ตอบข้อสอบนั้นได้ถูกต้อง N คือ จำนวนนักเรียนที่ตอบข้อสอบทั้งหมด เก ณ ฑ์ ค ว า ม ย า ก ง่ า ย ที่ ย อ ม รั บ ไ ด้ มี ค่ า อ ยู่ ร ะ ห ว่ า ง 0.20 – 0.80 ถ้ า ค่ า P มีค่านอกเกณฑ์ที่กำหนด จะต้องปรับปรุงข้อสอบนั้น หรือตัดทิ้งไป (กรมวิชาการ. 2560: 66)
59 1.3 ค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (สมนึก ภัททิยธนี 2556:221) โดย ใช้สูตรดังนี้ สูตร = หรือ เมื่อ D คือ ค่าอำนาจจำแนก Ru คือ จำนวนผู้เรียนที่ตอบในกลุ่มเก่ง Rl คือ จำนวนผู้เรียนที่ตอบถูกในกลุ่มอ่อน N คือ จำนวนผู้เรียนทั้งหมด Nu คือ จำนวนผู้เรียนในกลุ่มเก่ง Nl คือ จำนวนผู้เรียนในกลุ่มอ่อน 1.4 ค่าความเชื่อมั่น (KR–20) เป็นการหาค่าความเชื่อมั่นสำหรับแบบทดสอบ สูตรที่ใช้ในการหามีรูปแบบดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2551) สูตร = [ −1 ] [1 − ∑ 2 ] 2 = ∑ 2−(∑) 2 (−1) เมื่อ คือ สัมประสิทธิ์ของความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ n คือ จำนวนข้อของแบบทดสอบ p คือ สัดส่วนผู้เรียนที่ทำข้อสอบข้อนั้นถูกกับผู้เรียนทั้งหมด q คือ สัดส่วนผู้เรียนที่ทำข้อสอบข้อนั้นผิดกับผู้เรียนทั้งหมด 2 คือ ความแปรปรวนของคะแนนสอบทั้งฉบับ N คือ จำนวนผู้เรียน
60 2. ค่าสถิติพื้นฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลทางสังคมศาสตร์ (Statistical Package for the Social Sciences for Windows) (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ,2558 : 248 - 249) 2.1 ค่าร้อยละ (Percentage) สูตร P = เมื่อ P แทน ร้อยละ F แทน ความถี่ที่ต้องการแปลค่าให้เป็นร้อยละ n แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด 2.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) สูตร ̅= ∑ เมื่อ ̅ แทน ค่าเฉลี่ย ΣX แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม n แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม 2.3 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สูตร S.D.=√ ∑ 2−(∑) 2 (−1) เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน คะแนนแต่ละตัว N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม ∑ แทน ผลรวม
61 3. การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ตามเกณฑ์ 80/80 จากสูตร (เผชิญ กิจระการ, 2560: 49) สูตร 1 ประสิทธิภาพของกระบวนการ 1 = ( ∑ ) A × 100 เมื่อ 1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ ∑ แทน คะแนนรวมของแบบทดสอบระหว่างเรียน A แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบระหว่างเรียน n แทน จำนวนผู้เรียน สูตร 2 ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ 2 = ( ∑ ) × 100 เมื่อ 2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ แทน คะแนนรวมของผลลัพธ์หลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของการสอบหลังเรียน n แทน จำนวนผู้เรียน 4. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน 4.1 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรม Microsoft excel 4.2 เปรียบเทียบผลคะแนนการวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียน โดยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ,2558: 248 - 249)
62 สูตร = ∑ √ ∑2−(∑) 2 −1 เมื่อ t แทน การแจกแจงแบบที D แทน ความแตกต่างของคะแนนหลังเรียน n แทน จำนวนนักเรียน
63 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แผนการจัดการเรียนรู้สาระวิชา ประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้ วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแผนการจัดการ เรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ระหว่าง ก่อนเรียนและหลังเรียน ซึ่งผลการวิเคราะห์ข้อมูล มีดังรายละเอียดดังต่อไปนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการ เรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค จิ๊กซอว์ (Jigsaw) ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ระหว่างก่อนเรียนและหลัง เรียน ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้สาระวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลา และการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 ผู้วิจัยได้นำแผนการจัดการเรียนรู้สาระวิชาวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับ เหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 ทำการทดลองกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยนำแผนการจัดการ เรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) เรื่อง ช่วงเวลาและการ เรียงลำดับเหตุการณ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ประกอบด้วยเนื้อหาสาระจำนวน 7 เรื่อง คือ 1) การใช้ปฏิทิน 2) การนับวันตามระบบสุริยคติ3 ) ก า ร นั บ เดื อ น ต า ม ร ะ บ บ สุ ริ ย ค ติ
64 4) การนับวันตามระบบจันทรคติ 5) ช่วงเวลาในชีวิตประจำวัน 6) เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน ชีวิตประจำวัน และ 7) การแสดงลำดับเหตุการณ์โดยใช้คำบอกช่วงเวลา มาใช้สอนจนครบทุกแผน และทำการประเมินผู้เรียนโดยใช้แบบทดสอบย่อยที่ทำในกิจกรรมการเรียนการสอน และให้ทำ แบบทดสอบหลังเรียน จำนวน 20 ข้อ จากนั้นผู้วิจัยได้นำผลการทดสอบของนักเรียนรายบุคคลมา วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊ก ซอว์ (Jigsaw) แสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังตาราง 4.1 ตารางที่ 4.1 ผลรวมของคะแนนก่อนเรียน ระหว่างเรียนและคะแนนหลังเรียนด้วยการพัฒนา แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตารางที่ 1 เลข ที่ ผลการวัด ก่อนเรียน (20) ผลการวัดระหว่างเรียน ผลการวัด หลังเรียน (20) เรื่อง ที่ 1 (10) เรื่อง ที่ 2 (10) เรื่อง ที่ 3 (10) เรื่อง ที่ 4 (10) เรื่อง ที่ 5 (10) เรื่อง ที่ 6 (10) เรื่อง ที่ 7 (10) รวม (80) 1 12 9 8 7 8 8 8 9 57 19 2 12 8 8 9 7 7 8 9 56 18 3 5 7 8 7 7 8 8 9 54 15 4 8 9 8 7 7 9 8 9 57 17 5 9 8 8 7 7 8 9 9 56 17 6 13 9 8 9 10 8 9 9 62 19 7 14 7 8 8 8 8 7 9 55 19 8 11 8 8 9 8 7 8 9 57 17 9 7 8 8 9 8 8 9 9 59 16 10 7 9 9 8 8 7 8 9 57 16 11 10 9 7 8 9 8 8 8 57 19 12 7 9 8 9 8 8 9 7 59 16 13 9 7 8 7 7 8 8 9 54 16 14 8 8 9 7 8 9 7 9 57 15
65 ตารางที่ 4.1 ผลรวมของคะแนนก่อนเรียน ระหว่างเรียนและคะแนนหลังเรียนด้วยการพัฒนา แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw)เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (ต่อ) ตารางที่ 2 เลข ที่ ผลการวัด ก่อนเรียน (20) ผลการวัดระหว่างเรียน ผลการวัด หลังเรียน (20) เรื่อง ที่ 1 (10) เรื่อง ที่ 2 (10) เรื่อง ที่ 3 (10) เรื่อง ที่ 4 (10) เรื่อง ที่ 5 (10) เรื่อง ที่ 6 (10) เรื่อง ที่ 7 (10) รวม (70) 15 10 8 8 9 7 7 9 8 56 18 16 12 9 9 8 9 7 8 9 59 19 17 5 7 8 8 8 9 8 9 57 15 18 13 9 8 9 8 9 9 8 60 17 19 13 9 8 9 8 8 8 9 59 16 20 5 9 8 8 9 8 9 9 60 15 21 12 10 10 9 9 8 10 9 65 20 22 11 9 9 8 8 9 9 9 61 17 23 9 9 9 8 9 9 8 8 60 15 24 12 10 9 9 8 8 8 9 61 19 25 6 7 8 8 9 8 8 9 57 15 26 12 10 9 9 8 8 9 9 62 17
66 ตารางที่ 4.1 ผลรวมของคะแนนก่อนเรียน ระหว่างเรียนและคะแนนหลังเรียนด้วยการพัฒนา แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw)เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (ต่อ) จากตารางที่ 4.1 พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ได้คะแนนเฉลี่ยจากการทำใบงานและการ ทดสอบย่อยระหว่างการเรียนรู้ทั้ง 7 แผน คะแนนเต็ม 70 คะแนน เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับ เหตุการณ์ เท่ากับ 64.12 คิดเป็นร้อยละ 83.20 และทำคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เท่ากับ 16.39 คิดเป็นร้อยละ 84.66 ดังนั้น แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) เรื่องช่วงเวลาและการ เรียงลำดับเหตุการณ์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่า เกณฑ์ 80/80 และการพัฒนาของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์มีประสิทธิภาพเพิ่มสูงขึ้น สังเกตได้จาก ก่อนการใช้แผนการจัดการเรียนรู้มี ประสิทธิภาพ เท่ากับ 60 และหลังการใช้แผนการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.66 แสดง เลขที่ ผลการวัด ก่อนเรียน (20) ผลการวัดระหว่างเรียน ผลการวัด หลังเรียน (20) เรื่องที่ 1 (10) เรื่องที่ 2 (10) เรื่องที่ 3 (10) เรื่องที่ 4 (10) เรื่องที่ 5 (10) เรื่องที่ 6 (10) เรื่องที่ 7 (10) รวม (70) 27 6 7 8 8 7 8 9 7 54 15 28 12 8 9 9 10 9 9 8 62 18 29 9 8 7 8 9 9 9 9 59 16 279 244 240 238 236 235 244 252 1689 491 X 9.62 8.41 8.28 8.21 8.14 8.10 8.41 8.69 64.12 16.93 S.D. 5.58 1.04 0.98 1.05 1.12 1.07 0.93 0.78 6.23 1.90 ร้อยละ 60 90 80 70 80 80 80 90 81.43 95 ประสิทธิภาพ (E1) = 83.20 (E2) = 84.66
67 ว่าแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) มีประสิทธิภาพ 83.20/84.66 ตารางที่ 4.2 ผลรวมของคะแนนก่อนเรียน ระหว่างเรียนและคะแนนหลังเรียนด้วยการพัฒนา แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จากตารางที่ 4.2 แผนการจัดการเรียนรู้สาระเรียนรู้สาระวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการ เรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊ก ซอว์ (Jigsaw) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.20/84.66 แสดงว่า วิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและ การเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ระหว่างก่อนเรียนและหลัง เรียน ผู้วิจัยได้นำคะแนนผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน และผลสัมฤทธิ์หลังเรียน เรื่อง ช่วงเวลาและการ เรียงลำดับเหตุการณ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 29 คน คะแนนเต็ม 20 คะแนน มาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดังแสดงในตารางที่ 4.3 จำนวน นักเรียน (N) คะแนนระหว่างเรียน (E 1 ) คะแนนวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน (E 2 ) คะแนน เต็ม คะแนน เฉลี่ย ( X ) ร้อยละ(%) คะแนนเต็ม คะแนน เฉลี่ย ( X ) ร้อยละ (%) 29 70 64.12 81.43 20 16.93 95
68 ตารางที่ 4.3 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เลขที่ คะแนนก่อนเรียน (20) คะแนนหลังเรียน (20) D D 1 12 19 7 49 2 12 18 6 36 3 5 15 10 100 4 8 17 9 81 5 9 17 8 64 6 13 19 6 36 7 14 19 5 25 8 11 17 6 36 9 7 16 9 81 10 7 16 9 81 11 10 19 9 81 12 7 16 9 81 13 9 16 7 49 14 8 15 7 49 15 10 18 8 64 16 12 19 7 49 17 5 15 10 100 18 13 17 4 16 19 13 16 3 9 20 5 15 10 100 21 12 20 8 64 22 11 17 6 36 23 9 15 6 36
69 ตารางที่ 4.3 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (ต่อ) จากตารางที่ 4.3 พบว่า การที่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์การเรื่อง ช่วงเวลา และการเรียงลำดับเหตุการณ์ก่อนเรียนผลรวมคะแนนเท่ากับ 279 ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 7.13 ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 5.58 คิดเป็นร้อยละ 60 หลังเรียนผลรวมคะแนนเท่ากับ 491 ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 56.68 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.90 คิดเป็นร้อยละ 95 มีความแตกต่างของคะแนน ก่อนเรียนและหลังเรียนเท่ากับ 212 ซึ่งคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เลขที่ คะแนนก่อนเรียน (20) คะแนนหลังเรียน (20) D D 24 12 19 7 49 25 6 15 9 81 26 12 17 5 25 27 6 15 9 81 28 12 18 6 36 29 12 19 7 49 279 491 212 1644 X 7.31 56.68 - - S.D. 5.58 1.90 - - ร้อยละ 60 95 - -
70 ตารางที่ 4.4 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบทีแบบไม่อิสระของผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน การทดลอง N X S.D. df t sig ก่อนเรียน 29 7.31 5.58 28 28.871* 0.000 หลังเรียน 29 56.68 1.90 * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 4.4 พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 7.31 คะแนน และนักเรียนมี คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 56.68 คะแนน ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์การทางการเรียน เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
71 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ใน การวิจัยครั้งนี้ เป็ น การศึ กษ าผลสัม ฤทธิ์ท างการเรียน วิชาป ระวัติศาสต ร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้วิธีการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้สาระวิชา ประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ประวัติศาสตร์ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ระหว่าง ก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนชุมชนสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ที่กำลังศึกษาในปีการศึกษา 2566 จำนวน 29 คน โดยใช้ วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) นวัตกรรม คือ กิจกรรมการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ จำนวน 8 แผน เวลา 8 ชั่วโมง และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ แบบ ปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.83 ซึ่งมีความ เชื่อมั่นสูง วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่า E 1 / E 2 ค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test Dependent สรุปผลการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระวิชาประวัติศาสตร์เรื่อง ช่วงเวลาและการ เรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) สรุปผลได้ดังนี้ 1. การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วย เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) สำหรับพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ เรื่องช่วงเวลาและการเรียงลำดับ เหตุการณ์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.20/84.66 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 9.62 คะแนน คิดเป็นร้อย 60 คะแนนเฉลี่ยหลัง
72 เรียนเท่ากับ16.93 คิดเป็นร้อยละ 84.66 ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อภิปรายผลการวิจัย จากการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่องช่วงเวลา และการเรียงลำดับเหตุการณ์ โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ Jigsaw ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 อภิปรายผลได้ดังต่อไปนี้ 1. การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วย เทคนิค จิ๊กซอว์ (Jigsaw) เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี พบว่ามี ประสิทธิภาพเท่ากับ 83.20/84.66 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐาน ของการวิจัยข้อที่ 1 ทั้งนี้อาจเป็นเพราะแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์(Jigsaw) เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งผู้วิจัยได้สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ขึ้นตามขั้นตอนของการทำแผนอย่างจริงจัง และมีระบบ นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่านตรวจสอบและประเมินก่อนที่จะนำไปทดลองจริง แล้ว นำไปปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ก่อนนำไปทดลองกับกลุ่มเป้าหมายในการศึกษา นอกจากนี้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ยังช่วยให้ผู้เรียนได้ศึกษาเรียนรู้บทเรียนด้วยตนเองกับเพื่อนสมาชิกในกลุ่ม มีการร่วมกัน แสดงความคิดเห็นและช่วยกันหาคำตอบเพื่อนำมาต่อเป็นจิ๊กซอว์ทำให้ผู้เรียนแต่ละคนเกิดความ เข้าใจในเนื้อหาและได้รับความรู้อย่างเท่าเทียมกันทุกคน ทั้งยังส่งผลให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์และร่วม ทำงานกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มสูงขึ้น ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียน บรรลุเป้าหมายในการเรียน ซึ่งจากเหตุผลที่กล่าวมาทำให้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์เรื่อง เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัย ของ ชนัญญา ยอรัมย์ (2558 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง ผลการใช้ชุดการเรียนเรื่อง วันสำคัญทาง พระพุทธศาสนาและศาสนพิธีโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของชุดการเรียนเรื่อง วัน สำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนเรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
73 และศาสนพิธีโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนเรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีโดยใช้การ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.22 /80.68 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้สอดคล้องกับงานวิจัยของ ธวัลย์รัตน์ เรืองจันทร์ (2556 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง ผลการใช้ชุดการเรียน เรื่องระบอบการปกครองโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ แบบจิ๊กซอว์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา ประสิทธิภาพของชุดการเรียน เรื่อง ระบอบการปกครอง โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบจิ๊กซอว์ สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยชุดการเรียนโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ แบบจิ๊กซอว์ ก่อนเรียนและหลังเรียน ผลการวิจัยพบว่าประสิทธิภาพของชุดการเรียน เรื่อง ระบอบ การปกครอง โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ แบบจิ๊กซอว์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มี ประสิทธิภาพ เท่ากับ 81.60/85.80 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด และสอดคล้องกับงานวิจัยของ ภาณุพงศ์ แก้วบุญเรือง (2562 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้ เทคนิคจิกซอว์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ และความคงทนในการเรียนรู้ เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนจากการใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดย ใช้เทคนิคจิกซอว์ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค จิกซอว์ ในการนำไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่างมีค่าประสิทธิภาพ 80.40/80.90 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์หลังจากใช้ รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรียนชุมชนสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ก่อนเรียนและหลังเรียน นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 9.63 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 48.13 และคะแนนเฉลี่ยหลัง เรียน เท่ากับ 17.15 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 85.75 เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ย พบว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย คะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานของการวิจัยข้อที่ 2 ทั้งนี้อาจเป็นเพราะแผนการ จัดการเรียนรู้เรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์เรื่อง ช่วงเวลา และการเรียงลำดับเหตุการณ์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีความน่าสนใจ สามารถเข้าใจ ได้ง่าย นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน โดยครูจะเป็นผู้แบ่งเนื้อหาในการศึกษาให้นักเรียนคน ละ 1 หัวข้อ และให้นักเรียนของแต่ละกลุ่มที่ได้หัวข้อเหมือนกันแยกกันไปศึกษาเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ
74 แล้วจึงนำผลการศึกษาจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเสนอต่อกลุ่มเดิมของตนเองที่เป็นกลุ่มบ้านของเราทีละ หัวข้อจนครบถ้วนทุกคนซึ่งจะขาดคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้ทำให้สมาชิกทุกคนมีความสำคัญ นักเรียนจึงมี ความตั้งใจในการศึกษาค้นคว้า เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ เกิดความเข้าใจจนสามารถนำความรู้มาอธิบาย ให้สมาชิกในกลุ่มทุกคนเข้าใจได้ รวมทั้งการให้คะแนนเป็นกลุ่มซึ่งจะนำคะแนนของสมาชิกในกลุ่มมา รวมกัน และหาค่าเฉลี่ยเลือกกลุ่มผู้ชนะ ดังนั้นจึงเท่ากับว่าคะแนนของทุกคนในกลุ่มนั้นมีความสำคัญ นักเรียนที่เป็นเด็กเก่งจะช่วยกันสรุปปัญหาให้เพื่อนฟังจนมั่นใจว่าทุกคนในกลุ่มเข้าใจเป็นอย่างดี ส่วน นักเรียนที่เรียนอ่อนจะกระตือรือร้นในการเรียนมากขึ้นเพราะกลัวจะทำให้คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มต่ำลง ส่งผลให้ผลการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับ ผลงานวิจัยของ วนิดา ชมภูพงษ์ (2558 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง ผลการใช้ชุดการเรียนแบบ ร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง ภูมิศาสตร์ประเทศไทยที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 4 (เชาวนปรีชาอุทิศ) ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 4 (เชาวนปรีชาอุทิศ) ที่เรียนด้วยชุดการเรียนแบบ ร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์เรื่อง ภูมิศาสตร์ประเทศไทย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 สอดคล้องกับผลการวิจัยของ สิรินภา น้อยสว่าง (2562 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัย เรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่องวันสำคัญทาง พระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของแผนการ จัดการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.54/86.67 ดัชนีประสิทธิผล มีค่าเท่ากับ 0.7791 หรือร้อยละ 77.91 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ สอดคล้องกับผลการวิจัยของ สุมาลี คำสว่าง (2561 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การจัดการเรียนรู้ ด้วยรูปแบบโมเดลซิปปาร่วมกับรูปแบบจิ๊กซอว์ เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภูมิศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภูมิศาสตร์ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนซิปปา ร่วมกับรูปแบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นเป็นการสนับสนุนว่าการจัดการเรียนรู้ร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) เป็นวิธีสอนที่เหมาะสมกับการจัดกิจกรรมการเรียน เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับ เหตุการณ์ ทำให้ผู้เรียนมีผลการเรียนรู้หลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียน รวมทั้งการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบร่วมมือ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์(Jigsaw) เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียนในหลายด้าน ทำให้ผู้เรียนเกิดความ รับผิดชอบในตนเอง เกิดความสามัคคีและกล้าที่จะแสดงออกมากขึ้น ดังนั้น ควรที่จะนำการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบจิ๊กซอว์นี้ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ในรายวิชาประวัติศาสตร์และการดำเนินชีวิตในสังคมต่อไป
75 ข้อเสนอแนะ การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เรื่องช่วงเวลาและการเรียงลำดับ เหตุการณ์ โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ Jigsaw ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ผู้วิจัยมี ข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1.1 การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนควรมีการสร้างเงื่อนไขและข้อตกลงต่าง ๆ ให้ชัดเจนในการจัดกิจกรรมแต่ละครั้งจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจกิจกรรมเนื้อหาและขั้นตอนการ ปฏิบัติกิจกรรมเป็นอย่างดีปรับเวลาให้เหมาะสมกับเนื้อหาและกิจกรรมที่นักเรียนปฏิบัติเพื่อให้ นักเรียนได้ฝึกความสามารถด้านการเรียนอย่างเต็มที่ 1.2 ความพร้อมของห้องเรียน ผู้สอนควรเลือกใช้สื่อที่ทันสมัย มีความหลากหลาย และมีความเหมาะสมกับเนื้อหา เพื่อกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนให้อยากเรียนรู้และช่วยสร้าง บรรยากาศในการเรียนรู้ที่ดีได้ 1.3 การแจ้งผลการปฏิบัติกิจกรรมควรแจ้งผลทันทีหลังจากเสร็จสิ้นการปฏิบัติ กิจกรรมทุกแผนการเรียนรู้ใบงานและแบบทดสอบหลังเรียนจะเป็นเครื่องมือในการสะท้อนผลใน การวิจัยที่สำคัญเพื่อประเมินว่านักเรียนมีความสามารถและเข้าใจมากน้อยเพียงใดเพื่อให้สามารถ นำข้อมูลไปใช้พัฒนาตนเองต่อไป 1.4 ผู้สอนต้องมีการพัฒนาการใช้คำถามและใบงานเพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจและ สามารถตอบคำถามและทำกิจกรรมได้ถูกต้อง 2. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ในการสอนเรื่องช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ไม่สามารถสรุปได้ว่า วิธีสอนวิธีใดวิธีหนึ่งจะใช้ได้ผลในการถ่ายทอดความรู้ เจตคติ และทักษะได้ดีที่สุด การเลือกวิธีสอน นั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น เนื้อหา วิธีที่สอน วัตถุประสงค์ ผู้เรียน ผู้สอนจำเป็น จะต้องใช้วิธีผสมผสานวิธีสอนแบบต่างๆ เข้าด้วยกัน จึงควรวิจัยการพัฒนากิจกรรมการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ร่วมกับวิธีการสอนแบบอื่นๆ เพื่อให้ทราบถึงเทคนิค วิธีสอนที่เหมาะกับการเรียนของนักเรียน 2.2 เพื่อให้มีแม่บทในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) เรื่องช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ควรมีการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างชุดคู่มือครู การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) เพื่อให้ได้รูปแบบแนวทางการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ การวัดผลและการประเมินผลที่ชัดเจน
76 เอกสารอ้างอิง กรมวิชาการ. (2558) . การจัดสาระการเรียนรู้ กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมตาม หลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2558. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. กระทรวงศึกษาธิการ. (2556). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2556. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. กระทรวงศึกษาธิการ. (2554). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับมัธยมศึกษา. กรุงเทพฯ : ชุมนุมสหกรณ์การเกษตร แห่งประเทศไทยจำกัด. จิดาภรณ์ ถิ่นตองโขบ. (2562). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ กลุ่ม สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง พัฒนาการของ อาณาจักร สุโขทัย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1.กลุ่มวิจัยและส่งเสริมการวิจัยทางการศึกษาสำนักพัฒนา นวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. เจตณรงค์ ลิขิตบัณฑูร และธัชชัย จิตรนันท์. (2562). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง วิกฤตการณ์และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม โดยใช้กิจกรรม การเรียนรู้กลุ่มร่วมมือแบบ JIGSAW และรูปแบบปกติ. วารสาร การบริหารและนิเทศการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. 10(1), 19-27. ชนัญญา ยอรัมย์. (2558). ผลการใช้ชุดการเรียนเรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์. ทิพวรรณ์ สลีอ่อน และคณะ. (2564). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ 2 วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. วารสาร HRD Journal มหาวิทยาลัยบูรพา. 1(12), 42-55. ทิศนา แขมมณี. (2553). ศาสตร์การสอน. (พิมพ์ครั้งที่ 13). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธวัลย์รัตน์ เรืองจันทร์. (2556). ผลการใช้ชุดการเรียน เรื่อง ระบอบการปกครอง โดยใช้เทคนิคการ เรียนรู้แบบจิ๊กซอว์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์.
77 เอกสารอ้างอิง (ต่อ) ปจิตรา สมหมาย และคณะ. (2562). ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ร่วมกับผังกราฟิกที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ภูมิภาคโลกของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนขนาดใหญ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 16. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่. น.237-247. พิมพ์ตะวัน จันทัน และวลัย อิศรางกูร ณ อยุธยา. (2560). แนวทางการดำเนินงานการจัดการเรียน การสอนรายวิชาเพิ่มเติมหน้าที่พลเมืองในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นของโรงเรียนสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน . วารสารครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. 4(12), 547-558. ภาณุพงศ์ แก้วบุญเรือง. (2562). การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์เพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ และความคงทนในการเรียนรู้ เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4. วารสาร เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 3(8), 118-132. วัฒนาพร ระงับทุกข์. (2543). การจักการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง.กรุงเทพฯ: ต้น อ้อ. วนิดา ชมภูพงษ์. (2555). ผลการใช้ชุดการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์เรื่อง ภูมิศาสตร์ ประเทศไทยที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน เทศบาล 4 (เชาวนปรีชาอุทิศ).วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยี การศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร. วริศรา วิทยาลัย. (2562). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์เรื่อง พัฒนาการของ อาณาจักรอยุธยา โดยเทคนิคจิ๊กซอว์ร่วมกับสื่อประสม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏ อุตรดิตถ์. สิรินภา น้อยสว่าง. (2562). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4.วิทยานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. สุปรียา โวหารกล้า และคณะ. (2560). ผลการจัดการเรียนรู้เรื่อง ความเป็นพลเมือง ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิกซอว์. วิทยานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิตสาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล.
78 เอกสารอ้างอิง (ต่อ) สุพัตรา ทองคำ. (2559) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องเวลากับประวัติศาสตร์โดย ใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์กับการเรียนรู้แบบปกติวิจัยในชั้นเรียน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา. สุมาลี คำสว่าง. (2561). การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบซิปปาร่วมกับรูปแบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภูมิศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาหลักสูตรและนวัตรกรรมการสอน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี. เอกพันธ์ โห้พันธ์. (2558). ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ วิชาสังคมศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด นครราชสีมา. สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์, 4(1), 2561.
79 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ
80 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ ผู้เชี่ยวชาญท่านที่ 1 นางละมัย สายแก้ว : วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ : ครูกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม : โรงเรียนชุมชนสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี : สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี : ประวัติการศึกษา ปริญญาตรีบริหารธุรกิจบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และ ประกาศนียบัตรบัณฑิต วิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ผู้เชี่ยวชาญท่านที่ 2 นางสาว จิราพร มาลาศรี : วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ : หัวหน้ากลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม : โรงเรียนชุมชนสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี : สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี : ประวัติการศึกษา ปริญญาตรีครุศาสตรบัณฑิต คณะครุศาสตร์สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ผู้เชี่ยวชาญท่านที่ 3 นางฐิติยกาญจน์ ปัสสาพันธ์ : วิทยฐานะครูชำนาญการ : หัวหน้างานจัดการเรียนการสอน : โรงเรียนชุมชนสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี : สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี : ประวัติการศึกษา ปริญญาตรีครุศาสตร์บัณฑิต วิชาคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิจัยการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
81 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย - แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) - แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ช่วงเวลาและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
82 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สาระการเรียนรู้ที่ 4 ประวัติศาสตร์ ภาคเรียน 2 ปีการศึกษา 2566 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 รู้จักปฏิทินและช่วงเวลา เวลา 9 ชั่วโมง เรื่อง การใช้ปฏิทิน เวลา 1 ชั่วโมง วันที่ ......... เดือน ................................. พ.ศ. .............. นางสาวเขมรินทร์ แก้วอุดร ผู้สอน 1.มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้ วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ส 4.1 ป.1/1 บอกวัน เดือน ปี และการนับช่วงเวลาตามปฏิทินที่ใช้ในชีวิตประจำวัน 2.จุดประสงค์การเรียนรู้ 1.อธิบายเกี่ยวกับการใช้ปฏิทิน (K) 2.จำแนกส่วนประกอบของปฏิทิน (P) 3.เห็นประโยชน์ของการใช้ปฏิทินในชีวิตประจำวัน (A) 3.คุณลักษณะอันที่พึ่งประสงค์ 1. มุ่งมั่นในการทำงาน 2. มีวินัย 3. ใฝ่เรียนรู้ 4.สาระสำคัญ ปฏิทินเป็นเครื่องมือบอกช่วงเวลาที่นิยมใช้ในปัจจุบัน 5.สาระการเรียนรู้ วัน เดือน ปี และการนับช่วงเวลาตามปฏิทิน 6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการสื่อสาร
83 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต แนวทางบูรณาการ 7.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นนำ - ครูทักทายนักเรียน ร้องเพลง “สวัสดีๆ วันนี้เรามาเจอกัน เธอและฉันพบกันสวัสดี” นักเรียนทักทาย แนะนำตัวเอง ทำความรู้จักกัน จากนั้นนั่งเรียนโดยจับคู่ Buddy - ครูและนักเรียนร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับการใช้ปฏิทิน โดยครูใช้คำถาม ดังนี้ ถ้านักเรียนต้องการทราบว่า วันนี้เป็นวันที่เท่าไร ตรงกับวันใด นักเรียนจะหาข้อมูลได้ จากที่ใด (ตัวอย่างคำตอบ ปฏิทิน) - ครูนำปฏิทินรูปแบบต่าง ๆ มาให้นักเรียนดูทั้งแบบแขวน แบบตั้งโต๊ะ และแบบพกพา จากนั้นครูและนักเรียนร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับปฏิทิน โดยครูใช้คำถาม ดังนี้ ปฏิทินที่ครูนำมาให้ดูมีแบบใดบ้าง (แบบแขวน แบบตั้งโต๊ะ แบบพกพา) ที่บ้านของนักเรียนมีปฏิทินแบบใดบ้าง (ตัวอย่างคำตอบ แบบแขวน แบบตั้งโต๊ะ) - ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ ทำแบบทดสอบก่อนเรียน ขั้นสอน - แบ่งกลุ่มนักเรียน ออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละเท่า ๆ กัน คละนักเรียนกลุ่มเก่ง กลาง อ่อน จากนั้นครูแจกปฏิทินให้แต่ละกลุ่ม และให้นักเรียนในกลุ่มร่วมกันสังเกตปฏิทินในกลุ่มของตนเอง แล้วแข่งขันกัน ตอบ คำถาม โดยครูใช้คำถาม ดังนี้ ส่วนประกอบของปฏิทินมีอะไรบ้าง ด้านภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ฟัง พูด อ่าน และเขียนคำศัพท์ที่เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์เช่น เวลา ปฏิทิน ใช้ภาษาไทยใน การเรียนรู้เรื่องราว คำอธิบายวัน เดือน ปี ภาพประกอบ ด้านทักษะชีวิตและความเจริญ แห่งตน ปฏิบัติตนเป็นส่วนหนึ่งของสังคม วางตนได้ เหมาะสมกับบทบาทจาก การทำงานและตอบ คำถามเป็นกลุ่ม
84 จากนั้นครูและนักเรียนบันทึกคำตอบของนักเรียนเป็นแผนภาพลงบนกระดาน/สมุด ดังนี้ นักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เกี่ยวกับส่วนประกอบของปฏิทิน โดยการอ่านแผนภาพบนกระดาน จากนั้น ครูอธิบายสรุปเรื่อง ส่วนประกอบของปฏิทิน ดังนี้ปฏิทินที่ใช้ในชีวิตประจำวันประกอบด้วย ตัวเลข วันที่ชื่อวัน เดือน ปีศักราช วันสำคัญต่าง ๆ - นักเรียนร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ของปฏิทิน โดยครูใช้คำถาม ดังนี้ ปฏิทินมีประโยชน์อย่างไรบ้าง จากนั้นบันทึกคำตอบของนักเรียนเป็นแผนภาพลงบนกระดาน/สมุด ดังนี้ - นักเรียนและครูร่วมกันสรุปความรู้ ดังนี้ ปฏิทินเป็นเครื่องมือบอกช่วงเวลาที่นิยมใช้ในชีวิตประจำวัน 8. ชิ้นงาน/ภาระงาน 1. แบบทดสอบก่อนเรียน
85 9. สื่อ/แหล่งเรียนรู้ 1. เพลงสวัสดี 2. ปฏิทินรูปแบบต่าง ๆ ทั้ง แบบแขวน แบบตั้งโต๊ะ แบบพกพา 10.สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 1.ใบงาน 2 หนังสือเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ ป.1 3.ปฏิทิน 11.กระบวนการวัดผลและประเมินผล ทักษะที่ต้องการวัด วิธีการ เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ความ อธิบายเกี่ยวกับการใช้ปฏิทิน สังเกต การ ตอบคำถาม แบบสังเกต นักเรียนต้องผ่านเกณฑ์การ ประเมิน อย่างน้อย ร้อยละ 70 ด้านทักษะ นับวัน จำแนกส่วนประกอบของปฏิทิน ตรวจ แผนภาพ สมุดงาน นักเรียนต้องผ่านเกณฑ์การ ประเมิน อย่างน้อย ร้อยละ 70 ด้านเจตคติ เห็นประโยชน์ของการใช้ปฏิทิน ในชีวิตประจำวัน ความสนใจ กระตือรือร้น
86
87