โครงสร้างของดีเอ็นเอ โครงสร้างของดีเอ็นเอ (Structure of DNA) ซึ่งกรดนิวคลีอิก ชนิด ดีเอ็นเอ (DNA,deoxyribonucleic acids) เป็นแหล่งในการเก็บข้อมูลทางพันธุกรรม (genetic information) ของสิ่งมีชีวิตโดย เจมส์ ดี. วัตสัน และ ฟรานซิส คริก (James D. Watson and Francis Crick) ได้สร้างแบบจำลองโมเลกุลของดีเอ็นเอ (DNA) ดังนี้ 1. มีสายพอลินิวคลีโอไทด์ (polynucleotide) 2 สาย ยึดกันโดยการจับคู่กันของเบส โดยในสายพอลินิวคลีโอไทด์ (polynucleotide) ปลาย 3’ ของนิวคลีโอไทด์ (nucleotide) หนึ่งจะจับกับปลาย 5’ ของนิวคลีโอไทด์ (nucleotide) อีกอันหนึ่ง แต่ละสายมีทิศทางจาก ปลาย 5’ ไปยัง 3’ เรียงตัวกลับสวนทิศทางกัน(antiparallel) 2. เบสไทมีน (T) ยึดกับ เบสอะดีนีน (A) ด้วยพันธะไฮโดรเจนแบบพันธะคู่ หรือ double bonds ส่วน เบสไซโตซีน (C) ยึดกับเบสกัวนีน (G) ด้วยพันธะไฮโดรเจนแบบพันธะสาม หรือ triple bonds 3. พอลินิวคลีโอไทด์ (polynucleotide) 2 สายพันกัน บิดเป็นเกลียวคล้ายบันได เวียนขวาโดยมี น้ำตาลดีออกซีไรโบส (Deoxyribose Sugar) จับกับหมู่ฟอสเฟต (phosphate group) คล้ายเป็นราวบันได 4. ใน 1 รอบเกลียวของ ดีเอ็นเอ (DNA) ประกอบด้วย คู่เบส 10 คู่ 5. เกลียวแต่ละรอบห่างเท่ากับ 34 Å (อ่านว่า อังสตรอม) หรือ 3.4 nm และพอลิ นิวคลีโอไทด์ (polynucleotide) 2 สาย มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 20 Å หรือ 2 nm แต่ละคู่เบส ห่างกับ 3.4 อังสตรอม หรือ 0.34 nm เกลียวเอียงทำมุม 36 องศา โดยพบว่า โครงสร้างของดี เอ็นเอ (DNA) โดยดีเอ็นเอ (DNA) เป็นสายโพลีนิวคลีโอไทด์ (polynucleotide) 2 สายพันกันเป็น เกลียวเวียนขวาเรียกว่า เกลียวคู่ (double helix) โดยมีพอลินิวคลีโอไทด์ (polynucleotide) 2 สายนี้ เรียงตัวในแนวที่ตรงกันข้ามกันหรือพันกันในลักษณะทิศสวนทางตรงกันข้ามกัน (antiparallel) ซึ่งพอลินิวคลีโอไทด์(polynucleotide)สายหนึ่งเรียงตัวในทิศทางจาก 3’ ไป 5’ ส่วน พอลินิวคลีโอไทด์(polynucleotide)อีกสายหนึ่งเรียงตัวในทิศทาง 5’ ไป 3’ แต่ละสาย ประกอบด้วยหน่วยย่อยของนิวคลีโอไทด์(Nucleotide)ที่เชื่อมต่อกันด้วยพันธะฟอสโฟไดเอส เทอร์ (phosphodiester bond) ระหว่างหมู่ไฮดรอกซี่ (OH group) ที่คาร์บอนตำแหน่งที่ 3 ของน้ำตาลดีออกซีไรโบส(Deoxyribose Sugar)ตัวแรกและหมู่ฟอสเฟต (phosphate group) ที่ต่อกับคาร์บอนตำแหน่งที่ 5 ของน้ำตาลดีออกซีไรโบส(Deoxyribose Sugar)ตัวถัดไป นิวคลี โอไทด์(polynucleotide)ทั้ง 2 สายถูกเชื่อมด้วยเบส โดยที่เบส A(อะดีนีน, Adenine) จะเชื่อม กับเบส T (ไทมีน, Thymine)ด้วยพันธะไฮโดรเจนแบบพันธะคู่(double bonds) และเบส C (ไซ โตซีน, Cytosine) จะเชื่อมกับเบส G (กัวนีน, Guanine) ด้วยพันธะไฮโดรเจนแบบพันธะสาม (triple bonds) และถ้าดีเอ็นเอ (DNA)เป็นสายปลายเปิด (open-end linear strand) ที่ปลาย ใบความรู้ เรื่อง โครงสร้างของ DNA
สายของดีเอ็นเอ(DNA)แต่ละข้างจะพบปลาย 3’-OH (hydroxy group) ของสายหนึ่งและปลาย 5’-OH ที่ต่อกับหมู่ฟอสเฟต (phosphate group) ของอีกสายหนึ่งเสมอ ในสายของดีเอ็นเอ (DNA) มีร่อง (Groove) 2 แบบคือ ร่องขนาดใหญ่ (major groove) และ ร่องขนาดเล็ก (minor groove) ในเกลียวคู่ที่วน 1 รอบของดีเอ็นเอ (DNA) ประกอบด้วยเบสจำนวน 10 คู่เบส และ 1 รอบของดีเอ็นเอ (DNA)นี้ ห่างกัน 34 อังสตรอม (Å)หรือ 3.4 nm (นาโนเมตร) เบสแต่ละตัวห่างกัน 3.4 อังสตรอม (Å) หรือ 0.34 nm (นาโน เมตร) ความกว้างระหว่างสายหรือเส้นผ่านศูนย์กลางกว้าง 20 อังสตรอม (Å)หรือ 2 nm (นาโน เมตร) เกลียวเอียงทำมุม 36 องศา โดยโครงสร้างดีเอ็นเอ (DNA) ที่บอกรายละเอียดที่ผ่านมานี้ เป็นโครงสร้างดีเอ็นเอ (DNA) แบบที่พบได้ในสิ่งมีชีวิตทั่วๆไปเรียกเป็นแบบ B-DNA โดยยังมี โครงสร้างของดีเอ็นเอ (DNA) อีก 2 แบบคือ A-DNA เป็นแบบเกลียวคู่วนขวาเช่นเดียวกับแบบ B-DNA แต่มีระยะห่างของคู่เบสและเส้นผ่านศูนย์กลางของเกลียวคู่ของโครงสร้างของดีเอ็นเอ (DNA) แบบ A-DNA ต่างไปจากโครงสร้างของดีเอ็นเอ (DNA)ในแบบ B-DNA ส่วนโครงสร้างของ ดีเอ็นเอ (DNA)อีกแบบคือ แบบ Z-DNA เป็นดีเอ็นเอ (DNA) เกลียวคู่แบบวนซ้ายแบบซิกแซก โดยทั่วไปดีเอ็นเอ (DNA) ในสิ่งมีชีวิตเป็นโครงสร้างดีเอ็นเอ (DNA) แบบ B-DNA ยกเว้นในบาง สภาวะเช่น ที่มีความเข้มข้นของเกลือสูงจึงเปลี่ยนเป็นโครงสร้างดีเอ็นเอ(DNA)เป็นแบบ Z-DNA
ใบงาน เรื่อง โครงสร้างของ DNA ชื่อ - สกุล........................................................................................ชั้น................ เลขที่...... ....... คำชี้แจง : ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ ๑. แรงยึดระหว่างคู่เบส A กับ T และคู่เบส G และ C คู่ใดมีความแข็งแรงมากกว่ากัน ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒. จงเรียงลำดับคู่เบสของ DNA ต่อไปนี้ให้ถูกต้อง A T C D A T A T A G C ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………
เฉลยใบงาน เรื่อง โครโมโซม ชื่อ - สกุล........................................................................................ชั้น................ เลขที่...... ....... คำชี้แจง : ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ ๑. แรงยึดระหว่างคู่เบส A กับ T และคู่เบส G และ C คู่ใดมีความแข็งแรงมากกว่ากัน แรงยึดระหว่างเบส G กับ C แข็งแรงมากกว่าแรงยึดระหว่างเบส A กับ T เพราะเบส G กับ C ยึดกันด้วยพันธะไฮโดรเจน 3 พันธะ แต่เบส A กับ T ยึดกันด้วยพันธะไฮโดรเจน 2 พันธะ ๒. จงเรียงลำดับคู่เบสต่อไปนี้ให้ถูกต้อง A T C G A T A T A G C T A G C T A T A T C G
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิชาชีววิทยา 2 รหัสวิชา ว31241 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง โครโมโซมและสารพันธุกรรม รวม 15 ชั่วโมง เรื่อง การจำลองดีเอ็นเอ เวลา 1 ชั่วโมง ผู้สอน นางสาวสราญรัตน์ สิทธิศรี โรงเรียนสวายวิทยาคาร สอนวันที่ เดือน พ.ศ. ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2566 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ผลการเรียนรู้ 1.1 สาระชีววิทยา เข้าใจการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม สมบัติและ หน้าที่ของสารพันธุกรรม การเกิดมิวเทชัน เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ หลักฐาน ข้อมูล และแนวคิด เกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก การเกิดสปีชีส์ใหม่ ความ หลากหลายทางชีวภาพ กำเนิดของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต และอนุกรมวิธาน รวมทั้ง นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 1.2 ผลการเรียนรู้ 1.2.1 สืบค้นข้อมูล อธิบายสมบัติและหน้าที่ของสารพันธุกรรม โครงสร้างและ องค์ประกอบทางเคมีของ DNA และสรุปการจำลอง DNA 1.2.2 อธิบายและระบุขั้นตอนในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนและหน้าที่ของ DNA และ RNA แต่ละชนิด ในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีน 2. สาระสำคัญ วอตสันและคริกค้นพบโครงสร้างทางเคมีของ DNA ขั้นตอนต่อไปก็คือ การพิสูจน์และ ตรวจสอบว่าโครงสร้างของ DNA นี้ มีสมบัติเพียงพอที่จะเป็นสารพันธุกรรมได้หรือไม่ ซึ่งการที่จะเป็น สารพันธุกรรมได้นั้นย่อมต้องมีสมบัติสำคัญ คือ ประการแรก ต้องสามารถเพิ่มจำนวนตัวเองได้โดยมี ลักษณะเหมือนเดิมเพื่อให้สามารถถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากรุ่นพ่อแม่ไปยังรุ่นลูกได้ ประการที่สอง สามารถควบคุมให้เซลล์สังเคราะห์สารต่างๆเพื่อแสดงลักษณะทางพันธุกรรมให้ปรากฏ ประการที่สาม ต้องสามารถเปลี่ยนแปลงได้บ้าง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจก่อให้เกิดลักษณะ พันธุกรรมที่ผิดแปลกไปจากเดิมและเป็นช่องทางให้เกิดสิ่งมีชีวิตสปีชีส์ใหม่ๆขึ้น หลังจากวอตสันและ คริกได้เสนอโครงสร้างของ DNA แล้วในระยะเวลาเกือบ 10 ปี ต่อมาจึงสามารถพิสูจน์ได้ว่า DNA มี สมบัติเป็นสารทางพันธุกรรมวอตสันและคริกจึงได้รับรางวัลโนเบลจากผลงานการค้นพบโครงสร้าง
DNA ในปี พ.ศ. 2505 นับว่าเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญยิ่งทางด้านวิทยาศาสตร์และเป็นจุดเริ่มต้น ให้กับนักวิทยาศาสตร์ที่จะค้นคว้าในระดับโมเลกุลต่อไป 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) 3.1.1 นักเรียนสามารถอธิบายสมบัติและหน้าที่ของสารพันธุกรรมได้ 3.1.2 นักเรียนสามารถอธิบาย และสรุปกระบวนการจำลองดีเอ็นเอได้ 3.2 ด้านทักษะกระบวนการ (P) นักเรียนสามารถสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการจำลอง DNA ได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ (A) 3.3.1 มีวินัย 3.3.2 ใฝ่เรียนรู้ 3.3.3 อยู่อย่างพอเพียง 3.3.4 มุ่งมั่นในการทำงาน 3.3.5 มีจิตสาธารณะ 4. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 4.1 ความสามารถในการสื่อสาร 4.2 ความสามารถในการคิด 4.3 ความสามารถในการใช้ทักษะ 4.4 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 5.1 ซื่อสัตย์สุจริต 5.2 มีวินัย 5.3 ใฝ่เรียนรู้ 5.4 มุ่งมั่นในการทำงาน 6. สาระการเรียนรู้ 6.1 สมบัติของสารพันธุกรรม 6.2 การจำลองดีเอ็นเอ
7. กระบวนการจัดการเรียนรู้ ใช้เทคนิคการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycle หรือ 5E) ซึ่งประกอบ ไปด้วยขั้นตอนต่างๆดังต่อไปนี้ 7.1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 7.1.1 ครูอธิบายให้นักเรียนฟังว่า DNA เป็นสารพันธุกรรมที่ทำให้เกิดการถ่ายทอด ลักษณะต่าง ๆ จากพ่อแม่ไปสู่ลูกหลาน เนื่องจาก DNA สามารถจำลองตัวเอง และใช้ตัวเองเป็น แม่แบบของรหัสพันธุกรรมในการสังเคราะห์โปรตีน และยังสามารถเกิดการแปรผันที่ทำให้เกิดความ ผิดปกติได้ 7.2 ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 7.2.1 ครูให้นักเรียนศึกษา สมบัติของสารพันธุกรรม 7.2.2 ครูถามคำถามนักเรียนว่า - เพราะเหตุใด DNA จึงมีคุณสมบัติเป็นสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต (แนวการตอบ DNA สามารถเพิ่มจำนวนได้ มียีนที่สามารถควบคุมการทำงาน ของเซลล์และสามารถเกิดการแปรผันของยีน ซึ่งทำให้มีลักษณะแตกต่างจากลักษณะเดิมได้ คุณสมบัติ เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า DNA เป็นสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต) 7.2.3 ครูให้นักเรียนศึกษา การสังเคราะห์ DNA เริ่มจากการคลายเกลียวคู่ของดีเอ็นเอ แต่ละสายจะทำหน้าที่เป็นแม่แบบ โดยนำนิวคลีโอไทด์มาจับกับสายแม่แบบ ซึ่งเบส A เข้าคู่กับเบส T และเบส G เข้าคู่กับเบส C โดยจากเริ่มต้นที่มี DNA เพียงโมเลกุลเดียวก็จะได้ DNA สายใหม่ 2 โมเลกุล ที่เรียกว่า การจำลองแบบกึ่งอนุรักษ์ 7.2.4 ครูถามคำถามนักเรียนว่า - การจำลองแบบกึ่งอนุรักษ์ มีลักษณะอย่างไร (แนวการตอบ การจำลอง DNA โดย DNA สายใหม่ที่เกิดขึ้น จะประกอบด้วย DNA สายใหม่ 1 สาย และ DNA สายเก่าอีก 1 สาย) 7.3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 7.3.1 ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับสมบัติของสารพันธุกรรมและการจำลอง DNA ดังต่อไปนี้ - วอตสันและคริกค้นพบโครงสร้างทางเคมีของ DNA ขั้นตอนต่อไปก็คือ การ พิสูจน์และตรวจสอบว่าโครงสร้างของ DNA นี้ มีสมบัติเพียงพอที่จะเป็นสารพันธุกรรมได้หรือไม่ ซึ่ง การที่จะเป็นสารพันธุกรรมได้นั้นย่อมต้องมีสมบัติสำคัญ คือ - ต้องสามารถเพิ่มจำนวนตัวเองได้โดยมีลักษณะเหมือนเดิมเพื่อให้สามารถ ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากรุ่นพ่อแม่ไปยังรุ่นลูกได้
- สามารถควบคุมให้เซลล์สังเคราะห์สารต่างๆเพื่อแสดงลักษณะทางพันธุกรรมให้ ปรากฏ - ต้องสามารถเปลี่ยนแปลงได้บ้าง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจก่อให้เกิดลักษณะ พันธุกรรมที่ผิดแปลกไปจากเดิมและเป็นช่องทางให้เกิดสิ่งมีชีวิตสปีชีส์ใหม่ๆขึ้น หลังจากวอตสันและคริกได้เสนอโครงสร้างของ DNA แล้วในระยะเวลาเกือบ 10 ปี ต่อมา จึงสามารถพิสูจน์ได้ว่า DNA มีสมบัติเป็นสารทางพันธุกรรม วอตสันและคริกจึงได้รับรางวัล โนเบลจากผลงานการค้นพบโครงสร้าง DNA ในปี พ.ศ. 2505 นับว่าเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญยิ่ง ทางด้านวิทยาศาสตร์ และเป็นจุดเริ่มต้นให้กับนักวิทยาศาสตร์ที่จะค้นคว้าในระดับโมเลกุลต่อไป วอต สันและคริกได้เสนอโครงสร้างของ DNA ว่าเป็น พอลินิวคลีโอไทด์ 2 สายพันกันบิดเป็นเกลียว ดัง โครงสร้างของ DNA ตามแบบจำลองนี้ได้นำไปสู่กลไกพื้นฐานของการสังเคราะห์ DNA หรือการจำลอง ตัวเองของ DNA โดยนักวิทยาศาสตร์ทั้งสองได้พยากรณ์กลไกจำลอง DNA ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ในปี พ.ศ. 2496 วอตสันและคริกได้พิมพ์บทความพยากรณ์การจำลองตัวของ DNA ไว้ ว่า ในการจำลองตัวของ DNA พอ ลินิวครีโอไทด์ 2 สาย แยกออกจากกันเหมือนการรูดซิบโดยการ สลายพันธะไฮโดรเจนระหว่างเบส A กับ T และเบส C กับ G ที่ละคู่ พอลินิวคลีโอไทด์แต่ละสายทำ หน้าที่เป็นแม่พิมพ์สำหรับการสร้างสายใหม่ มีการนำนิวคลีโอไทด์อิสระที่อยู่ในเซลล์เข้ามาจับกับ พอลินิวคลีโอไทด์สายเดิม โดยเบส A จับกับ T และเบส C จับกับ G หมู่ฟอสเฟตของนิวคลีโอไทด์ อิสระจะจับกับน้ำตาลออสซีไรโบสของ DNA โดยวิธีนี้เรียกว่า DNA เรพลิเคชั่น ( DNA replication ) ทำให้มีการเพิ่มโมเลกุลของ DNA จาก 1 โมเลกุลเป็น 2 โมเลกุล DNA แต่ ละโมเลกุลมีพลลินิวคลีโอ ไทด์ สายเดิม 1 สาย และสายใหม่ 1 สาย จึงเรียกการจำลองลักษณะว่า เป็นแบบกึ่งอนุรักษ์ ( semiconservatiae ) 7.3.2 การจำลองตัวเองของ DNA (DNA REPLICATION) DNA สามารถเพิ่มจำนวน ได้โดยการจำลองตัวเอง (self replication) ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษที่สำคัญมากในการทำหน้าที่ถ่าย ลักษณะทางพันธุกรรมจากสิ่งมีชีวิตรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง การจำลองตัวของดีเอ็นเอเริ่มจากการ คลายเกลียวออกจากกันแล้วใช้สายพอลินิวคลีโอไทด์สายใดสายหนึ่งใน 2 สายเป็นแม่พิมพ์ (template) ในการสร้างสายใหม่ขึ้นมา ซึ่งสุดท้ายดีเอ็นเอที่จำลองใหม่จะประกอบด้วยสายพอลินิ วคลีโอไทด์สายเดิมและสายใหม่ นอกจากนี้ ดีเอ็นเอ ยังทำหน้าที่เป็นแม่แบบของการสร้างสายอาร์ เอ็นเอ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งกระบวนการต่างๆ เหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยเอนไซม์จำเพาะหลายชนิด ในการควบคุมปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น เช่น ดีเอ็นเอโพลิเมอเรส (DNA polymerase) อาร์เอ็นเอโพลิเมอเรส (RNA polymerase) เฮลิเคส (helicase) ไลเกส (ligase) เป็นต้น เมื่อ DNA สองสายคลายเกลียวแยก ออกจากกันDNA polymerasจะสังเคราะห์leading strand เป็นสายยาว โดยมีทิศทางจากปลาย 5, ไปยัง3, เรียกว่า การสร้างสาย leading strandDNA polymeras gxHodkiสังเคราะห์ DNA สายใหม่
เป็นสายสั้นๆ (Okazaki fragment๗โดยมีทิศทาง 5, ไปยัง 3, จากนั้น DNA ligaseจะเชื่อมต่อ DNA สายสั้นๆให้เป็นDNA สายยาว เรียกว่า การสร้าง lagging strand 7.3.3 การจำลองตัวเองของ DNA ตามสมมติฐานของนักวิทยาศาสตร์มีดังนี้ - แบบกึ่งอนุรักษ์ (semiconservative replication) เมื่อมีการจำลองตัวเองของ DNA แล้ว DNA แต่ละโมเลกุลมีพอลินิวคลีโอไทด์ สายเดิมและสายใหม่ ซึ่งเป็นแบบจำลองของวอต สันและคลิก - แบบอนุรักษ์ (conservative replication) เมื่อมีการจำลองตัวเองของ DNA แล้ว พอลินิวคลีโอไทด์ทั้งสองสายไม่แยกจากกันยังเป็นสายเดิม จะได้ DNA โมเลกุลใหม่ที่มีสายของ โมเลกุลพอลินิวคลีโอไทด์สายใหม่ทั้งสองสาย - แบบกระจัดกระจาย (dispersive replication) เมื่อมีการจำลองตัวเองของ DNA จะได้ DNA ที่เป็นของเดิมและของใหม่ปะปนกันไม่เป็นระเบียบ 7.4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 7.4.1 ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนสอบถามเนื้อหา เรื่อง สมบัติของสารพันธุกรรมและการ จำลอง DNA ว่ามีส่วนไหนที่ไม่เข้าใจและให้ความรู้เพิ่มเติมในส่วนนั้น 7.4.2 ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเชื่อมโยงความคิดเกี่ยวกับสมบัติของสารพันธุกรรม และการจำลอง DNA 7.5 ขั้นประเมิน (Evaluation) 7.5.1 ครูให้นักเรียนแต่ละคนย้อนกลับไปอ่าน สิ่งที่ต้องการรู้ และขอบเขตเป้าหมาย แล้วพูดและบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้ และตรวจสอบว่าได้เรียนรู้ตามที่ตั้งเป้าหมายครบถ้วนหรือไม่เพียงใด ถ้ายังไม่ครบถ้วนจะทำอย่างไรต่อไป (อาจสอบถามให้ครูอธิบายเพิ่มเติม สอบถามให้เพื่อนอธิบาย หรือวางแผนสืบค้นเพิ่มเติม) 7.5.2 นักเรียนทำแผนผังความคิด เรื่อง สมบัติของสารพันธุกรรมและการจำลอง DNA 7.5.3 ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาความรู้ เรื่อง การควบคุมลักษณะทาง พันธุกรรมของ DNA เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมซึ่งจะเรียนในคาบต่อไปมาล่วงหน้า 8. ชิ้นงาน/ภาระงาน ใบงาน เรื่อง การจำลองดีเอ็นเอ
9. สื่อและแหล่งเรียนรู้ 9.1 หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์ชีววิทยา เล่ม 2 (สสวท.) 9.2 แหล่งสืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต 9.3 ห้องสมุดโรงเรียนสวายวิทยาคาร 9.4 ใบความรู้ เรื่อง การจำลองดีเอ็นเอ 10. การวัดและประเมินผล การวัดและ ประเมินผล วิธีการ เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ (K) นักเรียนทำใบงาน เรื่อง การจำลองดีเอ็นเอ แบบประเมินการ ตรวจใบกิจกรรม คะแนนตั้งแต่ 9 คะแนนขึ้น ไป หรือระดับคุณภาพ “ดี” ขึ้นไป ผ่านเกณฑ์ ด้านทักษะ (P) สังเกตพฤติกรรมจากการทำ กิจกรรมในชั้นเรียน แบบสังเกตพฤติกรรม การทำงานรายบุคคล คะแนนตั้งแต่ 10 คะแนน ขึ้นไป หรือระดับคุณภาพ “ดี” ขึ้นไป ผ่านเกณฑ์ ด้านคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ (A) การสังเกตพฤติกรรมของ นักเรียน แบบประเมิน คุณลักษณะอันพึง ประสงค์ คะแนนตั้งแต่ 10 คะแนน ขึ้นไป หรือระดับคุณภาพ “ดี” ขึ้นไป ผ่านเกณฑ์
11. ตัวชี้วัดที่ ๑ ผู้เรียนสามารถเข้าถึงสิ่งที่เรียนและเข้าใจบทเรียน ๑.ผลการจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒.ปัญหา/อุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓.แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔.ผลการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลที่ดีต่อผู้เรียน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ตัวชี้วัดที่ ๒ ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้หรือประสบการณ์เดิม ๑.ผลการจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒.ปัญหา/อุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓.แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔.ผลการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลที่ดีต่อผู้เรียน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ตัวชี้วัดที่ ๓ ผู้เรียนได้สร้างความรู้เอง หรือได้สร้างประสบการณ์ใหม่จากการเรียนรู้ ๑.ผลการจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒.ปัญหา/อุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓.แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔.ผลการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลที่ดีต่อผู้เรียน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ตัวชี้วัดที่ ๔ ผู้เรียนได้รับการกระตุ้นและเกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้ ๑.ผลการจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒.ปัญหา/อุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓.แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔.ผลการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลที่ดีต่อผู้เรียน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ตัวชี้วัดที่ ๕ ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญจากการเรียนรู้ ๑.ผลการจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒.ปัญหา/อุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓.แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔.ผลการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลที่ดีต่อผู้เรียน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ตัวชี้วัดที่ ๖ ผู้เรียนได้รับข้อมูลสะท้อนกลับเพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ ๑.ผลการจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒.ปัญหา/อุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓.แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔.ผลการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลที่ดีต่อผู้เรียน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ตัวชี้วัดที่ ๗ ผู้เรียนได้รับการพัฒนาการเรียนรู้ในบรรยากาศชั้นเรียนที่เหมาะสม ๑.ผลการจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒.ปัญหา/อุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓.แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔.ผลการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลที่ดีต่อผู้เรียน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ตัวชี้วัดที่ ๘ ผู้เรียนสามารถกำกับการเรียนรู้และมีการเรียนรู้แบบนําตนเอง ๑.ผลการจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒.ปัญหา/อุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓.แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔.ผลการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลที่ดีต่อผู้เรียน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ................................................ ผู้สอน (นางสาวสราญรัตน์ สิทธิศรี) ............/................/...........
บันทึกความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของผู้อำนวยการโรงเรียน ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ลงชื่อ................................................................... (นางสาวกัลป์ยกร จันทร์ดาอ่อน) รองผู้อำนวยการโรงเรียนสวายวิทยาคาร บันทึกความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของผู้อำนวยการโรงเรียน ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ลงชื่อ................................................................... (นางสาวทองใบ ตลับทอง) ผู้อำนวยการโรงเรียนสวายวิทยาคาร
แบบประเมินใบกิจกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 คำชี้แจง ทำเครื่องหมาย / ลงในช่องที่ตรงกับระดับพฤติกรรมของนักเรียนตามเกณฑ์การประเมินที่กำหนด เกณฑ์การให้คะแนน 4 = ดีมาก 3 = ดี 2 = พอใช้ 1 = ต้องปรับปรุงลำดับที่ ชื่อ-สกุล พฤติกรรม รวม 12 ความถูกต้อง คะแนน ความสะอาด สวยงาม ตรงต่อเวลา 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 คะแนนเฉลี่ย............คะแนน เกณฑ์การตรวจให้คะแนนประเมินระดับคุณภาพ มีรายละเอียดดังนี้ ช่วงคะแนน 11-12 หมายถึง ระดับคุณภาพดีมาก ช่วงคะแนน 9-10 หมายถึง ระดับคุณภาพดี ช่วงคะแนน 7-8 หมายถึงระดับคุณภาพพอใช้ ช่วงคะแนน 0-6 หมายถึง ระดับคุณภาพควรปรับปรุง เกณฑ์การผ่าน ได้ระดับคุณภาพดีขึ้นไปถือว่าผ่านเกณฑ์ สรุป ผ่าน ไม่ผ่าน ลงชื่อ………………….……………………….ผู้ประเมิน (………..…………………….…………….) …………/…………/………..
เกณฑ์การวัดและประเมินผล เกณฑ์การประเมินกิจกรรม รายการ การประเมิน ระดับคุณภาพ 4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง) 1. ความถูกต้อง ข้อมูลถูกต้อง ชัดเจนสมบูรณ์ ครบถ้วน ผลงานส่วนใหญ่ ถูกต้องครบถ้วน ผลงานมีความ ถูกต้องเป็นบางส่วน มีความถูกต้อง เป็นส่วนน้อย 2. ความสะอาด สวยงาม ผลงานสะอาด เรียบร้อยสวยงาม ไม่มีรอยขีดลบ ผลงานสะอาด เรียบร้อยมีรอย ขีดลบน้อย ผลงานบางส่วน ไม่สะอาด ไม่เรียบร้อย ผลงานบางส่วน ใหญ่ไม่สะอาด ไม่ เรียบร้อย 3. ตรงต่อเวลา ส่งงานตรงเวลา ที่กำหนด ส่งงานช้ากว่า กำหนด 1 วัน ส่งงานช้ากว่า กำหนด 2 วัน ส่งงานช้ากว่า กำหนดเกิน 2 วัน
แบบประเมินการสังเกตพฤติกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียนแล้วขีด √ ลงใน ช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ลำดับที่ ชื่อ-สกุล รายการประเมิน/ระดับคะแนน รวม(12) ประเมิน มีส่วนร่วม ในการแสดง ความ คิดเห็น เป็นผู้พูด และผู้ฟัง ที่ดี รับผิดชอบ ในงานที่ ได้รับ มอบหมาย ใช้เวลาใน การทำงาน อย่าง เหมาะสม 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ผ มผ ลงชื่อ………………….……………………….ผู้ประเมิน (………..…………………….…………………….) …………/…………/……….. เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ = ดี ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง = พอใช้ ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมน้อยครั้ง = ปรับปรุง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 10-12 ดี 7-9 พอใช้ 4-6 ปรับปรุง นักเรียนได้คะแนนตั้งแต่ 7 คะแนนขึ้นไป หรือระดับคุณภาพดีขึ้นไป ผ่านเกณฑ์
เกณฑ์การประเมินการสังเกตพฤติกรรม รายการประเมิน ระดับคุณภาพ 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง) 1. มีส่วนร่วมในการ แสดงความคิดเห็น มีการร่วมแสดงความ คิดเห็นทุกครั้ง มีการร่วมแสดงความ คิดเห็นเป็นบางครั้ง ไม่มีการแสดงความ คิดเห็นเลย 2. เป็นผู้พูดและผู้ฟังที่ดี ยอมรับฟังความ คิดเห็นผู้อื่นอย่างมี เหตุผลและพูดในเชิง สร้างสรรค์ ยอมรับฟังความคิดเห็น ของผู้อื่นเป็นบางครั้ง แต่สามารถพูดในเชิง สร้างสรรค์ได้ ไม่รับฟังความเห็น ของผู้อื่นและไม่พูด ในเชิงสร้างสรรค์ 3. รับผิดชอบในงานที่ ได้รับมอบหมาย ส่งงานตรงเวลาที่ กำหนด ส่งงานช้ากว่ากำหนด 2 วัน ส่งงานช้ากว่า กำหนดเกิน 2 วัน 4. ใช้เวลาในการทำงาน อย่างเหมาะสม ใช้เวลาในแต่ละ กิจกรรมได้ทันตาม เวลาที่กำหนด ใช้เวลาในแต่ละ กิจกรรมช้ากว่าเวลาที่ กำหนด ไม่เกิน 10 นาที ใช้เวลาในแต่ละ กิจกรรมช้ากว่าเวลา ที่กำหนด เกินกว่า 10 นาทีขึ้นไป
แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 คำชี้แจง ทำเครื่องหมาย / ลงในช่องที่ตรงกับระดับพฤติกรรมของนักเรียนตามเกณฑ์การประเมินที่กำหนด เกณฑ์การให้คะแนน 3 = ดี 2 = พอใช้ 1 = ต้องปรับปรุง ลำดับที่ ชื่อ-สกุล รายการประเมิน/ระดับคะแนน รวม (12) ประเมิน ซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ มุ่งมั่นใน การทำงาน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ผ มผ เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ = ดี ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง = พอใช้ ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง = ปรับปรุง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ลงชื่อ..............................................ผู้ประเมิน (……………………………………………………………….) ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 10 - 12 ดี 7 - 9 พอใช้ 4 - 6 ปรับปรุง
เกณฑ์การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รายการประเมิน ระดับคุณภาพ 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง) 1. ซื่อสัตย์สุจริต มีความซื่อสัตย์ พูดความ จริง มีความจริงใจต่อ ตนเองและผู้อื่น ประพฤติ ปฏิบัติถูกต้องตรงต่อ ความเป็นจริงบางกริยา มีความซื่อสัตย์ พูดความ จริง มีความจริงใจต่อ ตนเองและผู้อื่นน้อย ไม่มีความซื่อสัตย์ พูด ความเท็จ ไม่มีความ จริงใจต่อตนเองและผู้อื่น ประพฤติปฏิบัติไม่ถูกต้อง ขัดต่อความเป็นจริง 2. มีระเบียบ วินัย ประพฤติปฏิบัติตาม กฎระเบียบ ข้อบังคับ กติกาและข้อตกลงต่างๆ ของชั้นเรียนได้เป็นส่วน ใหญ่ ประพฤติปฏิบัติตาม กฎระเบียบ ข้อบังคับ กติกาและข้อตกลงต่างๆ ของชั้นเรียนได้เพียง เล็กน้อย ไม่ประพฤติปฏิบัติตาม กฎระเบียบ ข้อบังคับ กติกาและข้อตกลงต่างๆ ของชั้นเรียน 3. ใฝ่เรียนรู้ มีนิสัยรักการอ่าน ตั้งใจ ศึกษาเล่าเรียนพอใช้ แสวงหาความรู้จากแหล่ง เรียนรู้ต่างๆ ที่ หลากหลาย มีนิสัยรักการอ่าน ตั้งใจ ศึกษาเล่าเรียนน้อย ไม่ ค่อยแสวงหาความรู้จาก แหล่งเรียนรู้ต่างๆ ไม่มีนิสัยรักการอ่าน ไม่ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ไม่ แสวงหาความรู้จากแหล่ง เรียนรู้ต่างๆ 4. มุ่งมั่นในการ ทำงาน มุ่งมั่นทำงานให้บรรลุผล ด้วยความสามารถตนเอง เพียรพยายาม บางช่วงที่ ทำหน้าที่การงาน มุ่งมั่นทำงานให้บรรลุผล ด้วยการต้องพึ่งผู้อื่น เพียรพยายามทำหน้าที่ การงานน้อย ไม่มุ่งมั่นทำงานให้ บรรลุผลด้วย ความสามารถตนเอง และ ไม่มีความเพียรพยายาม ทำหน้าที่การงานด้วย ความอดทน
กระบวนการจำลองDNA ในนิวเคลียสประกอบขึ้นจากการทำงานของเอนไซม์จำนวนมาก ในที่นี้จะอธิบายเพียงบางตัวเท่านั้น 1. เอนไซม์helicase -ทำหน้าที่ในการแยกสายพอลินิวคลีโอไทด์ออกจากกัน 2. เอนไซม์primase -ทำหน้าที่ในการวาง RNA primer เพื่อให้เอนไซม์ DNA polymerase ทำงานได้ 3. เอนไซม์ DNA polymerase - ทำหน้าที่ในการนำนิวคลีโอไทด์ที่เป็นเบสคู่สมกับเบสบน สาย DNA ต้นแบบมาวางและเกิดการต่อสาย DNA สายใหม่ให้ยาวขึ้นได้ นอกจากนี้ DNA polrmerace บางชนอดยังมีคุณสมบัติในการนำเอาส่วนของ RNA primer ออกและมีการสร้างสาย พอลินิวคลีโอไทด์สายใหม่แทนตำแหน่งเดิม 4. เอนไซม์ligase -ทำหน้าที่ในการเชื่อมและสร้างพันธะ phosphodiester bond บริเวณ nick (บริเวณที่ RNA primer ถูกเอาออกแล้วมีการนำนิวคลิโอไทด์มาเรียงต่อกันใหม่) รวมถึงทำหน้าที่ ในการเชื่อมส่วนของ Okasaki fragment แต่ละท่อนด้วย การจำลองตัวของ DNA สายใหม่2สายจะความแตกต่างกันคือ สายหนึ่งจะสามารถสร้าง ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ เรียกว่า leading strand ขณะที่อีกสายหนึ่งไม่สามารถสร้างต่อกันป็นสายยาว ได้เหมือนสายแรก เนื่องจากทิศทางการสร้างของสายใหม่จะเป็นทิศทางจาก 5’ ไป 3’ เสมอ ซึ่งสวน ทางกับการคลายเกลียวของ DNA โมเลกุลเดิม จึงต้องมีการสร้างDNA สายสั้นๆ เรียกว่า Okasaki fragment จะถูกเชื่อมต่อกันด้วยเอนไซม์ ligase เรียกสายใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ว่า lagging strand รูปที่ ๑ การจำลองดีเอ็นเอ ที่มา : http://www.student.chula.ac.th/~59370165/DNA%20replication.html ใบความรู้ เรื่อง การจำลองดีเอ็นเอ
ใบงานเรื่อง แบบจำลองดีเอ็นเอจากกระดาษ โมเดลกระดาษดีเอ็นเอนี้เป็นการสร้างแบบจำลองดีเอ็นเอเพื่อดูโครงสร้างที่เป็นเกลียวคู่ ของดีเอ็นเอ อย่างง่าย ๆ โดยสร้างนิวคลีโอไทด์ที่เน้นส่วนเบสทั้ง 4 ชนิด ซึ่งมีลักษณะต่างกัน ได้แก่ อะดีนีน (A) ไทมีน (T) กวานีน (G) และไซโทซีน (C) แล้วนำมาต่อกันเพื่อเกิดเป็นโครงสร้างเกลียวคู่ แบบของนิวคลีโอไทด์แสดงดังรูป
ขั้นตอนการสร้างโมเดลดีเอ็นเอจากกระดาษ 1. ตัดแบบตามเส้นที่เป็นรอยทึบ 2. ตัดตามเส้นประ โดยใช้ดินสอกดที่ไม่มีไส้หรือปากกาลูกลื่นที่หมึกหมดขีดตามรอยเส้นปะ แล้วจึง พับตามรอยนั้น 3. จากนั้นติดกาวที่ส่วนที่เป็นแกนของเบสกับเบสอีกด้านหนึ่ง จะได้นิวคลีโอไทด์ที่ส่วนเบสมีลักษณะ เป็นปริซึม 4. ต่อนิวคลีโอไทด์ที่มีคู่เหมาะสมเข้าด้วยกัน ได้แก่ A กับ T และ G กับ C โดยคว่ำปริซึมอันหนึ่งลง แล้วสอดส่วนที่ เป็นแกนของปริซึมทั้งสองเข้าด้วยกัน 5. นำคู่นิวคลีโอไทด์ที่ต่อคู่เบสแล้วมาต่อกันที่ ตรงตำแหน่งปลายของทั้ง 2 ข้าง โดยซ้อน ส่วนที่ไม่มีเครื่องหมาย x กับส่วนที่มี เครื่องหมาย x โดยให้เครื่องหมาย x อยู่ ด้านล่าง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 6. นำคู่นิวคลีโอไทด์มาต่อเรื่อย ๆ จนได้โครงสร้าง ที่เป็นเกลียวคู่
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิชาชีววิทยา 2 รหัสวิชา ว31241 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง โครโมโซมและสารพันธุกรรม รวม 15 ชั่วโมง เรื่อง การควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของ DNA เวลา 2 ชั่วโมง ผู้สอน นางสาวสราญรัตน์ สิทธิศรี โรงเรียนสวายวิทยาคาร สอนวันที่ เดือน พ.ศ. ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2566 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ผลการเรียนรู้ 1.1 สาระชีววิทยา เข้าใจการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม สมบัติและ หน้าที่ของสารพันธุกรรม การเกิดมิวเทชัน เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ หลักฐาน ข้อมูล และแนวคิด เกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก การเกิดสปีชีส์ใหม่ ความ หลากหลายทางชีวภาพ กำเนิดของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต และอนุกรมวิธาน รวมทั้ง นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 1.2 ผลการเรียนรู้ 1.2.1 สืบค้นข้อมูล อธิบายสมบัติและหน้าที่ของสารพันธุกรรม โครงสร้างและ องค์ประกอบทางเคมีของ DNA และสรุปการจำลอง DNA 1.2.2 อธิบายและระบุขั้นตอนในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนและหน้าที่ของ DNA และ RNA แต่ละชนิด ในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีน 2. สาระสำคัญ วอตสันและคริกค้นพบโครงสร้างทางเคมีของ DNA ขั้นตอนต่อไปก็คือ การพิสูจน์และ ตรวจสอบว่าโครงสร้างของ DNA นี้ มีสมบัติเพียงพอที่จะเป็นสารพันธุกรรมได้หรือไม่ ซึ่งการที่จะเป็น สารพันธุกรรมได้นั้นย่อมต้องมีสมบัติสำคัญ คือ ประการแรก ต้องสามารถเพิ่มจำนวนตัวเองได้โดยมี ลักษณะเหมือนเดิมเพื่อให้สามารถถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากรุ่นพ่อแม่ไปยังรุ่นลูกได้ ประการที่สอง สามารถควบคุมให้เซลล์สังเคราะห์สารต่างๆเพื่อแสดงลักษณะทางพันธุกรรมให้ปรากฏ ประการที่สาม ต้องสามารถเปลี่ยนแปลงได้บ้าง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจก่อให้เกิดลักษณะ พันธุกรรมที่ผิดแปลกไปจากเดิมและเป็นช่องทางให้เกิดสิ่งมีชีวิตสปีชีส์ใหม่ๆขึ้น หลังจากวอตสันและ คริกได้เสนอโครงสร้างของ DNA แล้วในระยะเวลาเกือบ 10 ปี ต่อมาจึงสามารถพิสูจน์ได้ว่า DNA มี สมบัติเป็นสารทางพันธุกรรมวอตสันและคริกจึงได้รับรางวัลโนเบลจากผลงานการค้นพบโครงสร้าง DNA ในปี พ.ศ. 2505 นับว่าเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญยิ่งทางด้านวิทยาศาสตร์และเป็นจุดเริ่มต้น ให้กับนักวิทยาศาสตร์ที่จะค้นคว้าในระดับโมเลกุลต่อไป
3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) 3.1.1 นักเรียนสามารถอธิบายและระบุขั้นตอนในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนได้ 3.1.2 นักเรียนสามารถอธิบายหน้าที่ของ DNA และ RNA แต่ละชนิดในกระบวนการ สังเคราะห์โปรตีนได้ 3.2 ด้านทักษะกระบวนการ (P) นักเรียนสามารถสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการจำลอง DNA ได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ (A) 3.3.1 มีวินัย 3.3.2 ใฝ่เรียนรู้ 3.3.3 อยู่อย่างพอเพียง 3.3.4 มุ่งมั่นในการทำงาน 3.3.5 มีจิตสาธารณะ 4. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 4.1 ความสามารถในการสื่อสาร 4.2 ความสามารถในการคิด 4.3 ความสามารถในการใช้ทักษะ 4.4 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 5.1 ซื่อสัตย์สุจริต 5.2 มีวินัย 5.3 ใฝ่เรียนรู้ 5.4 มุ่งมั่นในการทำงาน 6. สาระการเรียนรู้ 6.1 สมบัติของสารพันธุกรรม 6.2 การควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของ DNA 6.2.1 การถอดรหัส 6.2.2 รหัสพันธุกรรม 6.2.3 การแปลรหัส
7. กระบวนการจัดการเรียนรู้ ใช้เทคนิคการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycle หรือ 5E) ซึ่งประกอบ ไปด้วยขั้นตอนต่างๆดังต่อไปนี้ 7.1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 7.1.1 ครูอธิบายให้นักเรียนดูวีดิโอประกอบการสอน เรื่อง การถอดรหัส และ การแปล รหัส พันธุกรรม (DNA transcription and translation) เพื่อให้ผู้เรียนสนใจมากขึ้น 7.2 ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 7.2.1 ครูถามคำถามนักเรียนว่า - DNA ที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมีบทบาทสำคัญต่อเซลล์สิ่งมีชีวิตอย่างไร (แนวการตอบ DNA มีข้อมูลทางพันธุกรรมบรรจุอยู่ซึ่งเป็นลำดับเบสของนิวคลี โอไทด์บนสายดีเอ็นเอที่ทำหน้าที่เป็นยีน โดยยีนจะควบคุมการสังเคราะห์โปรตีน ในเซลล์สิ่งมีชีวิต โปรตีนที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นจะมีบทบาทและหน้าที่ เช่น เป็นองค์ประกอบของเซลล์ เร่งปฏิกิริยาต่างๆ ภายในเซลล์ ซึ่งมีผลทำให้ร่างกายของสิ่งมีชีวิตอยู่ในสภาวะปกติ) 7.2.2 ครูให้นักเรียนศึกษา บทบาทของ DNA ต่อการสังเคราะห์โปรตีน 7.2.3 ครูถามคำถามนักเรียนว่า - หากการสังเคราะห์ DNA เกิดความผิดปกติจะมีผลต่อสิ่งมีชีวิตอย่างไร (แนวการตอบ ทำให้ข้อมูลพันธุกรรมที่ถูกใช้ในการสังเคราะห์โปรตีนผิดปกติ ซึ่ง มีผลทำให้เกิดความผิดปกติของสิ่งมีชีวิต) 7.2.4 ครูให้นักเรียนศึกษา ตัวอย่างความผิดปกติของ DNA ซึ่งมีผลต่อการสังเคราะห์ โปรตีน 7.3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 7.3.1 ครูอธิบายให้นักเรียนฟังว่า การสังเคราะห์โปรตีนจาก DNA จะมีกรดนิวคลีอิก อีกหนึ่งชนิดมาเกี่ยวข้อง ได้แก่ อาร์เอ็นเอ 7.3.2 ครูให้นักเรียนศึกษาโครงสร้างของ RNA และความแตกต่างระหว่าง RNA กับ DNA 7.3.3 ครูถามคำถามนักเรียนว่า - โครงสร้างของ RNA และ DNA มีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร (แนวการตอบ น้ำตาลเพนโทสที่เป็นองค์ประกอบของ DNA เป็นน้ำตาลดีออกซี ไรโบส แต่ของ RNA เป็นน้ำตาลเพนโทส และชนิดของไนโตรจีนัสเบสที่พบใน DNA ได้แก่ A T G และ C แต่ไนโตรจีนัสเบสที่พบใน RNA ได้แก่ A U G และ C)
7.3.4 ครูอธิบายให้นักเรียนฟังว่า RNA มีลักษณะแตกต่างจาก DNA คือน้ำตาลที่เป็น องค์ประกอบของ RNA เป็นชนิดไรโบส แต่ของ DNA เป็นน้ำตาลดีออกซีไรโบส และชนิดของเบสที่ พบใน RNA เป็น A U G C ซึ่งของ DNA เป็น A T G C 7.3.5 ครูถามคำถามนักเรียนว่า - เนื่องจาก DNA อยู่ในนิวเคลียส แต่ร่างแหเอนโดพลาซึมชนิดผิวขรุขระและไร โบโซมที่ทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีนอยู่ในไซโทพลาซึม DNA จะควบคุมการสังเคราะห์โปรตีนในไซ โทพลาซึมได้อย่างไร (แนวการตอบ การนำ DNA จากนิวเคลียสมาสังเคราะห์โปรตีนที่ไซโทพลาซึม จะอาศัยตัวกลางในการนำรหัสพันธุกรรมจาก DNA มาสังเคราะห์โปรตีน ได้แก่ mRNA) 7.3.6 ครูอธิบายให้นักเรียนฟังว่า การสังเคราะห์โปรตีน ประกอบด้วย 2 กระบวนการ คือ การถอดรหัสจาก DNA เป็น mRNA และการแปลรหัสจาก mRNA เป็นโปรตีน 7.3.7 ครูถามคำถามนักเรียนว่า - ในแบคทีเรียที่ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส การสังเคราะห์โปรตีนจะแตกต่างจาก สิ่งมีชีวิตที่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียสหรือไม่ อย่างไร (แนวการตอบ การสังเคราะห์โปรตีนของแบคทีเรียจะแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตที่มี เยื่อหุ้มนิวเคลียส เนื่องจาก DNA ไม่ถูกแยกออกจากไรโบโซมและองค์ประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การสังเคราะห์โปรตีน ทำให้สามารถเริ่มต้นการแปลรหัสได้ โดยที่ยังมีการถอดรหัสอยู่ แต่สิ่งมีชีวิตที่มี เยื่อหุ้มนิวเคลียสจะมีการแปลรหัสหลังการถอดรหัสเสร็จสิ้นแล้ว) 7.3.8 ครูอธิบายให้นักเรียนฟังว่า เนื่องจากแบคทีเรียไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส ดังนั้น การ ถอดรหัสและการแปลรหัสจึงเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันได้ แต่ของสิ่งมีชีวิตกลุ่มยูคาริโอต การแปลรหัสจะ เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการถอดรหัสแล้ว เนื่องจากต้องนำ mRNA จากการถอดรหัสมาแปลรหัสต่อที่ไซ โทพลาซึม 7.3.9 ครูอธิบายให้นักเรียนฟังว่า ข้อมูลของ DNA จะถูกถ่ายทอดให้กับ mRNA ซึ่งการ เรียงลำดับของ นิวคลีโอไทด์ จะเป็นตัวกำหนดชนิดของกรดอะมิโนที่เป็นหน่วยย่อยของโปรตีน 7.3.10 ครูอธิบายให้นักเรียนฟังว่า รหัสพันธุกรรม 1 รหัส จะประกอบด้วยนิวคลีโอ ไทด์ 3 ชนิด 7.3.11 ครูอธิบายให้นักเรียนฟังว่า กระบวนการสังเคราะห์โปรตีนจาก mRNA เรียกว่า การแปลรหัส โดยมีการอ่านข้อความทางพันธุกรรมในรูปของโคบอนตามสาย mRNA ซึ่งจะมีตัวช่วย ในการแปลรหัส ได้แก่ tRNA และ rRNA 7.4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration)
7.4.1 ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนสอบถามเนื้อหา เรื่อง การควบคุมลักษณะทาง พันธุกรรมของ DNA ว่ามีส่วนไหนที่ไม่เข้าใจและให้ความรู้เพิ่มเติมในส่วนนั้น 7.4.2 ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเชื่อมโยงความคิดเกี่ยวกับการควบคุมลักษณะทาง พันธุกรรมของ DNA 7.5 ขั้นประเมิน (Evaluation) 7.5.1 ครูให้นักเรียนแต่ละคนย้อนกลับไปอ่าน สิ่งที่ต้องการรู้ และขอบเขตเป้าหมาย แล้วพูดและบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้ และตรวจสอบว่าได้เรียนรู้ตามที่ตั้งเป้าหมายครบถ้วนหรือไม่เพียงใด ถ้ายังไม่ครบถ้วนจะทำอย่างไรต่อไป (อาจสอบถามให้ครูอธิบายเพิ่มเติม สอบถามให้เพื่อนอธิบ าย หรือวางแผนสืบค้นเพิ่มเติม) 7.5.2 นักเรียนทำใบกิจกรรม เรื่อง การถอดรหัสและการแปลรหัส 7.5.3 ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาความรู้ เรื่องมิวเทชัน เพื่อเป็นการเตรียมความ พร้อมซึ่งจะเรียนในคาบต่อไปมาล่วงหน้า 8. ชิ้นงาน/ภาระงาน ใบงาน เรื่อง การถอดรหัสและการแปลรหัส 9. สื่อและแหล่งเรียนรู้ 9.1 หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์ชีววิทยา เล่ม 2 (สสวท.) 9.2 แหล่งสืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต 9.3 ห้องสมุดโรงเรียนสวายวิทยาคาร 9.4 ใบความรู้ เรื่อง การถอดรหัสและการแปลรหัส
10. การวัดและประเมินผล การวัดและ ประเมินผล วิธีการ เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ (K) นักเรียนทำใบงาน เรื่อง การถอดรหัสและการแปล รหัส แบบประเมินการ ตรวจใบกิจกรรม คะแนนตั้งแต่ 9 คะแนนขึ้น ไป หรือระดับคุณภาพ “ดี” ขึ้นไป ผ่านเกณฑ์ ด้านทักษะ (P) สังเกตพฤติกรรมจากการทำ กิจกรรมในชั้นเรียน แบบสังเกตพฤติกรรม การทำงานรายบุคคล คะแนนตั้งแต่ 10 คะแนน ขึ้นไป หรือระดับคุณภาพ “ดี” ขึ้นไป ผ่านเกณฑ์ ด้านคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ (A) การสังเกตพฤติกรรมของ นักเรียน แบบประเมิน คุณลักษณะอันพึง ประสงค์ คะแนนตั้งแต่ 10 คะแนน ขึ้นไป หรือระดับคุณภาพ “ดี” ขึ้นไป ผ่านเกณฑ์
11. ตัวชี้วัดที่ ๑ ผู้เรียนสามารถเข้าถึงสิ่งที่เรียนและเข้าใจบทเรียน ๑.ผลการจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒.ปัญหา/อุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓.แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔.ผลการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลที่ดีต่อผู้เรียน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ตัวชี้วัดที่ ๒ ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้หรือประสบการณ์เดิม ๑.ผลการจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒.ปัญหา/อุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓.แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔.ผลการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลที่ดีต่อผู้เรียน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ตัวชี้วัดที่ ๓ ผู้เรียนได้สร้างความรู้เอง หรือได้สร้างประสบการณ์ใหม่จากการเรียนรู้ ๑.ผลการจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒.ปัญหา/อุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓.แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔.ผลการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลที่ดีต่อผู้เรียน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ตัวชี้วัดที่ ๔ ผู้เรียนได้รับการกระตุ้นและเกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้ ๑.ผลการจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒.ปัญหา/อุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓.แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔.ผลการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลที่ดีต่อผู้เรียน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ตัวชี้วัดที่ ๕ ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญจากการเรียนรู้ ๑.ผลการจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒.ปัญหา/อุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓.แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔.ผลการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลที่ดีต่อผู้เรียน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ตัวชี้วัดที่ ๖ ผู้เรียนได้รับข้อมูลสะท้อนกลับเพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ ๑.ผลการจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒.ปัญหา/อุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓.แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔.ผลการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลที่ดีต่อผู้เรียน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ตัวชี้วัดที่ ๗ ผู้เรียนได้รับการพัฒนาการเรียนรู้ในบรรยากาศชั้นเรียนที่เหมาะสม ๑.ผลการจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒.ปัญหา/อุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓.แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔.ผลการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลที่ดีต่อผู้เรียน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ตัวชี้วัดที่ ๘ ผู้เรียนสามารถกำกับการเรียนรู้และมีการเรียนรู้แบบนําตนเอง ๑.ผลการจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒.ปัญหา/อุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓.แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔.ผลการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลที่ดีต่อผู้เรียน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ................................................ ผู้สอน (นางสาวสราญรัตน์ สิทธิศรี) ............/................/...........
บันทึกความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของผู้อำนวยการโรงเรียน ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................ ................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ลงชื่อ................................................................... (นางสาวกัลป์ยกร จันทร์ดาอ่อน) รองผู้อำนวยการโรงเรียนสวายวิทยาคาร บันทึกความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของผู้อำนวยการโรงเรียน ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................ ................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ลงชื่อ................................................................... (นางสาวทองใบ ตลับทอง) ผู้อำนวยการโรงเรียนสวายวิทยาคาร
แบบประเมินใบกิจกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 คำชี้แจง ทำเครื่องหมาย / ลงในช่องที่ตรงกับระดับพฤติกรรมของนักเรียนตามเกณฑ์การประเมินที่กำหนด เกณฑ์การให้คะแนน 4 = ดีมาก 3 = ดี 2 = พอใช้ 1 = ต้องปรับปรุงลำดับที่ ชื่อ-สกุล พฤติกรรม รวม 12 คะแนน ความถูกต้อง ความสะอาด สวยงาม ตรงต่อเวลา 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 คะแนนเฉลี่ย............คะแนน เกณฑ์การตรวจให้คะแนนประเมินระดับคุณภาพ มีรายละเอียดดังนี้ ช่วงคะแนน 11-12 หมายถึง ระดับคุณภาพดีมาก ช่วงคะแนน 9-10 หมายถึง ระดับคุณภาพดี ช่วงคะแนน 7-8 หมายถึงระดับคุณภาพพอใช้ ช่วงคะแนน 0-6 หมายถึง ระดับคุณภาพควรปรับปรุง เกณฑ์การผ่าน ได้ระดับคุณภาพดีขึ้นไปถือว่าผ่านเกณฑ์ สรุป ผ่าน ไม่ผ่าน ลงชื่อ………………….……………………….ผู้ประเมิน (………..…………………….…………….) …………/…………/………..
เกณฑ์การวัดและประเมินผล เกณฑ์การประเมินกิจกรรม รายการ การประเมิน ระดับคุณภาพ 4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง) 1. ความถูกต้อง ข้อมูลถูกต้อง ชัดเจนสมบูรณ์ ครบถ้วน ผลงานส่วนใหญ่ ถูกต้องครบถ้วน ผลงานมีความ ถูกต้องเป็นบางส่วน มีความถูกต้อง เป็นส่วนน้อย 2. ความสะอาด สวยงาม ผลงานสะอาด เรียบร้อยสวยงาม ไม่มีรอยขีดลบ ผลงานสะอาด เรียบร้อยมีรอย ขีดลบน้อย ผลงานบางส่วน ไม่สะอาด ไม่เรียบร้อย ผลงานบางส่วน ใหญ่ไม่สะอาด ไม่ เรียบร้อย 3. ตรงต่อเวลา ส่งงานตรงเวลา ที่กำหนด ส่งงานช้ากว่า กำหนด 1 วัน ส่งงานช้ากว่า กำหนด 2 วัน ส่งงานช้ากว่า กำหนดเกิน 2 วัน
แบบประเมินการสังเกตพฤติกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียนแล้วขีด √ ลงใน ช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ลำดับที่ ชื่อ-สกุล รายการประเมิน/ระดับคะแนน รวม(12) ประเมิน มีส่วนร่วม ในการแสดง ความ คิดเห็น เป็นผู้พูด และผู้ฟัง ที่ดี รับผิดชอบ ในงานที่ ได้รับ มอบหมาย ใช้เวลาใน การทำงาน อย่าง เหมาะสม 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ผ มผ ลงชื่อ………………….……………………….ผู้ประเมิน (………..…………………….…………………….) …………/…………/……….. เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ = ดี ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง = พอใช้ ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมน้อยครั้ง = ปรับปรุง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 10-12 ดี 7-9 พอใช้ 4-6 ปรับปรุง
นักเรียนได้คะแนนตั้งแต่ 7 คะแนนขึ้นไป หรือระดับคุณภาพดีขึ้นไป ผ่านเกณฑ์ เกณฑ์การประเมินการสังเกตพฤติกรรม รายการประเมิน ระดับคุณภาพ 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง) 1. มีส่วนร่วมในการ แสดงความคิดเห็น มีการร่วมแสดงความ คิดเห็นทุกครั้ง มีการร่วมแสดงความ คิดเห็นเป็นบางครั้ง ไม่มีการแสดงความ คิดเห็นเลย 2. เป็นผู้พูดและผู้ฟังที่ดี ยอมรับฟังความ คิดเห็นผู้อื่นอย่างมี เหตุผลและพูดในเชิง สร้างสรรค์ ยอมรับฟังความคิดเห็น ของผู้อื่นเป็นบางครั้ง แต่สามารถพูดในเชิง สร้างสรรค์ได้ ไม่รับฟังความเห็น ของผู้อื่นและไม่พูด ในเชิงสร้างสรรค์ 3. รับผิดชอบในงานที่ ได้รับมอบหมาย ส่งงานตรงเวลาที่ กำหนด ส่งงานช้ากว่ากำหนด 2 วัน ส่งงานช้ากว่า กำหนดเกิน 2 วัน 4. ใช้เวลาในการทำงาน อย่างเหมาะสม ใช้เวลาในแต่ละ กิจกรรมได้ทันตาม เวลาที่กำหนด ใช้เวลาในแต่ละ กิจกรรมช้ากว่าเวลาที่ กำหนด ไม่เกิน 10 นาที ใช้เวลาในแต่ละ กิจกรรมช้ากว่าเวลา ที่กำหนด เกินกว่า 10 นาทีขึ้นไป
แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 คำชี้แจง ทำเครื่องหมาย / ลงในช่องที่ตรงกับระดับพฤติกรรมของนักเรียนตามเกณฑ์การประเมินที่กำหนด เกณฑ์การให้คะแนน 3 = ดี 2 = พอใช้ 1 = ต้องปรับปรุง ลำดับที่ ชื่อ-สกุล รายการประเมิน/ระดับคะแนน รวม (12) ประเมิน ซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ มุ่งมั่นใน การทำงาน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ผ มผ เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ = ดี ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง = พอใช้ ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง = ปรับปรุง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ลงชื่อ..............................................ผู้ประเมิน (……………………………………………………………….) ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 10 - 12 ดี 7 - 9 พอใช้ 4 - 6 ปรับปรุง
เกณฑ์การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รายการประเมิน ระดับคุณภาพ 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง) 1. ซื่อสัตย์สุจริต มีความซื่อสัตย์ พูดความ จริง มีความจริงใจต่อ ตนเองและผู้อื่น ประพฤติ ปฏิบัติถูกต้องตรงต่อ ความเป็นจริงบางกริยา มีความซื่อสัตย์ พูดความ จริง มีความจริงใจต่อ ตนเองและผู้อื่นน้อย ไม่มีความซื่อสัตย์ พูด ความเท็จ ไม่มีความ จริงใจต่อตนเองและผู้อื่น ประพฤติปฏิบัติไม่ถูกต้อง ขัดต่อความเป็นจริง 2. มีระเบียบ วินัย ประพฤติปฏิบัติตาม กฎระเบียบ ข้อบังคับ กติกาและข้อตกลงต่างๆ ของชั้นเรียนได้เป็นส่วน ใหญ่ ประพฤติปฏิบัติตาม กฎระเบียบ ข้อบังคับ กติกาและข้อตกลงต่างๆ ของชั้นเรียนได้เพียง เล็กน้อย ไม่ประพฤติปฏิบัติตาม กฎระเบียบ ข้อบังคับ กติกาและข้อตกลงต่างๆ ของชั้นเรียน 3. ใฝ่เรียนรู้ มีนิสัยรักการอ่าน ตั้งใจ ศึกษาเล่าเรียนพอใช้ แสวงหาความรู้จากแหล่ง เรียนรู้ต่างๆ ที่ หลากหลาย มีนิสัยรักการอ่าน ตั้งใจ ศึกษาเล่าเรียนน้อย ไม่ ค่อยแสวงหาความรู้จาก แหล่งเรียนรู้ต่างๆ ไม่มีนิสัยรักการอ่าน ไม่ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ไม่ แสวงหาความรู้จากแหล่ง เรียนรู้ต่างๆ 4. มุ่งมั่นในการ ทำงาน มุ่งมั่นทำงานให้บรรลุผล ด้วยความสามารถตนเอง เพียรพยายาม บางช่วงที่ ทำหน้าที่การงาน มุ่งมั่นทำงานให้บรรลุผล ด้วยการต้องพึ่งผู้อื่น เพียรพยายามทำหน้าที่ การงานน้อย ไม่มุ่งมั่นทำงานให้ บรรลุผลด้วย ความสามารถตนเอง และ ไม่มีความเพียรพยายาม ทำหน้าที่การงานด้วย ความอดทน
การถอดรหัสพันธุกรรม (Transcription) คือ กระบวนการการสร้างอาร์เอ็นเอ (RNA synthesis) จากดีเอ็นเอ(DNA) โดยอาศัยดีเอ็น เอ(DNA)ในส่วนที่เป็นยีน(gene) เป็นสายแม่แบบ(Template strand)ในการสร้างอาร์เอ็นเอ (RNA synthesis) หรือการถอดรหัส (Transcription) เนื่องจากทั้งอาร์เอ็นเอ (RNA)และดีเอ็นเอ (DNA)ต่าง เป็นกรดนิวคลิอิกซึ่งใช้ลำดับคู่เบสของนิวคลีโอไทด์ (Nucleotide) เป็นส่วนที่เข้าคู่กันได้อย่างดี (Complementary) (สามารถเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้หากมีเอนไซม์ที่เหมาะสม) ในช่วงการถอดรหัส (Transcription) นั้นสายดีเอ็นเอ (DNA) ทั้ง2สายที่เข้าคู่กันได้อย่างดี (complementary) จะถูกแยก ออกจากกันเฉพาะ ส่วนที่จะใช้ในการถอดรหัส (Transcription) ลำดับดีเอ็นเอ (DNA)จะถูกอ่านโดยเอนไซม์ อาร์เอ็นเอพอลีเมอเรส (RNA polymerase) ซึ่งจะสร้างคู่เบสของนิวคลีโอไทด์(Nucleotide)ที่เข้าคู่ กันได้อย่างดี (Complementary) กับดีเอ็นเอ (DNA) ส่วนที่เป็นแม่แบบ (Template strand) โดย ทิศในการสร้างสายอาร์เอ็นเอ (RNA) จะสร้างจากทิศ 5’ ไป 3’ โดยที่ทิศของสายอาร์เอ็นเอ (RNA) จะ ขนานสวนกัน (anti-parallel) กับทิศของสายดีเอ็นเอ (DNA) ส่วนที่เป็นแม่แบบ (Template strand) การถอดรหัส (Transcription) จะทำให้ได้สายอาร์เอ็นเอ (RNA) มีส่วนเบสของนิวคลีโอไทด์ที่เข้าคู่กัน ได้อย่างดี (complementary) กับดีเอ็นเอ(DNA) ที่มีเบสยูราซิล (Uracil, U) แทนที่ตำแหน่งของเบสไทมีน (Thymine, T) ที่เคยมีในสายดีเอ็นเอ (DNA)คู่นั้นๆ รูปที่ ๑ การถอดรหัสทางพันธุกรรม ที่มา : http://www.student.chula.ac.th/~59370165/Transcription.html ใบความรู้ เรื่อง การถอดรหัส DNA
ใบงาน เรื่อง การถอดรหัส DNA ชื่อ - สกุล........................................................................................ชั้น................ เลขที่...... ....... คำชี้แจง : ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ ๑. การสังเคราะห์ DNA มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................ ................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................................................. ... ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ๒. ในการสังเคราะห์ RNA โดยใช้ DNA สายหนึ่งเป็นแม่พิมพ์ มีลำดับเบสดังต่อไปนี้ 3 / T A C G G C A T A T C G A 5/ จงเขียนลำดับเบสของ RNA ที่สังเคราะห์ได้โดยเริ่มจากปลาย 5 / ไปยังปลาย 3 / ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ...................................
เฉลยใบงาน เรื่อง การถอดรหัส DNA ชื่อ - สกุล........................................................................................ชั้น................ เลขที่...... ....... คำชี้แจง : ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ ๑. การสังเคราะห์ DNA มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................................ .................... .............................................................................................................. .................................................. ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ๒. ในการสังเคราะห์ RNA โดยใช้ DNA สายหนึ่งเป็นแม่พิมพ์ มีลำดับเบสดังต่อไปนี้ 3 / T A C G G C A T A T C G A 5/ จงเขียนลำดับเบสของ RNA ที่สังเคราะห์ได้โดยเริ่มจากปลาย 5 / ไปยังปลาย 3 / ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................ ................................................................ ขั้นตอนการสังเคราะห์ DNA ประกอบด้วย 1. พอลินิวคลีโอไทด์สองสายของ DNA คลายเกลียวพันธะไฮโดรเจนที่ยึดระหว่างคู่ เบสของทั้งสองสายจะสลาย ทำให้สองสายแยกออกจากันเหมือนการรูดซิป 2. พอลินิวคลีโอไทด์แต่ละสาย จะทำหน้าที่เป็นสายแม่พิมพ์ เพื่อทำหน้าที่ในการ สังเคราะห์สายพอลินิวคลีโอไทด์สายใหม่ โดยเอนไซม์ DNA พอลิเมอเรสนำนิวคลีโอไทด์อิสระ เข้าจับกับนิวคลีโอไทด์ของสายแม่พิมพ์ที่มีเบสสอดคล้องกัน คือ A จับคู่กับ T และเบส C จับคู่ กับ G 3. การสังเคราะห์ DNA ทำให้มีการเพิ่มโมเลกุลของ DNA จาก 1 เป็น 2 โมเลกุล โดย DNA แต่ละโมเลกุลมีพอลินิวคลีโอไทด์สายเดิม 1 สาย และสายใหม่ 1 สาย ลำดับเบส 5 / A U G C C U A U A G C U 3 /
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิชาชีววิทยา 2 รหัสวิชา ว31241 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง โครโมโซมและสารพันธุกรรม รวม 15 ชั่วโมง เรื่อง การควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของ DNA เวลา 2 ชั่วโมง ผู้สอน นางสาวสราญรัตน์ สิทธิศรี โรงเรียนสวายวิทยาคาร สอนวันที่ เดือน พ.ศ. ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2566 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ผลการเรียนรู้ 1.1 สาระชีววิทยา เข้าใจการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม สมบัติและ หน้าที่ของสารพันธุกรรม การเกิดมิวเทชัน เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ หลักฐาน ข้อมูล และแนวคิด เกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก การเกิดสปีชีส์ใหม่ ความ หลากหลายทางชีวภาพ กำเนิดของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต และอนุกรมวิธาน รวมทั้ง นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 1.2 ผลการเรียนรู้ 1.2.1 สืบค้นข้อมูล อธิบายสมบัติและหน้าที่ของสารพันธุกรรม โครงสร้างและ องค์ประกอบทางเคมีของ DNA และสรุปการจำลอง DNA 1.2.2 อธิบายและระบุขั้นตอนในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนและหน้าที่ของ DNA และ RNA แต่ละชนิด ในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีน 2. สาระสำคัญ วอตสันและคริกค้นพบโครงสร้างทางเคมีของ DNA ขั้นตอนต่อไปก็คือ การพิสูจน์และ ตรวจสอบว่าโครงสร้างของ DNA นี้ มีสมบัติเพียงพอที่จะเป็นสารพันธุกรรมได้หรือไม่ ซึ่งการที่จะเป็น สารพันธุกรรมได้นั้นย่อมต้องมีสมบัติสำคัญ คือ ประการแรก ต้องสามารถเพิ่มจำนวนตัวเองได้โดยมี ลักษณะเหมือนเดิมเพื่อให้สามารถถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากรุ่นพ่อแม่ไปยังรุ่นลูกได้ ประการที่สอง สามารถควบคุมให้เซลล์สังเคราะห์สารต่างๆเพื่อแสดงลักษณะทางพันธุกรรมให้ปรากฏ ประการที่สาม ต้องสามารถเปลี่ยนแปลงได้บ้าง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจก่อให้เกิดลักษณะ พันธุกรรมที่ผิดแปลกไปจากเดิมและเป็นช่องทางให้เกิดสิ่งมีชีวิตสปีชีส์ใหม่ๆขึ้น หลังจากวอตสันและ คริกได้เสนอโครงสร้างของ DNA แล้วในระยะเวลาเกือบ 10 ปี ต่อมาจึงสามารถพิสูจน์ได้ว่า DNA มี สมบัติเป็นสารทางพันธุกรรมวอตสันและคริกจึงได้รับรางวัลโนเบลจากผลงานการค้นพบโครงสร้าง
DNA ในปี พ.ศ. 2505 นับว่าเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญยิ่งทางด้านวิทยาศาสตร์และเป็นจุดเริ่มต้น ให้กับนักวิทยาศาสตร์ที่จะค้นคว้าในระดับโมเลกุลต่อไป 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) 3.1.1 นักเรียนสามารถอธิบายและระบุขั้นตอนในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนได้ 3.1.2 นักเรียนสามารถอธิบายหน้าที่ของ DNA และ RNA แต่ละชนิดในกระบวนการ สังเคราะห์โปรตีนได้ 3.2 ด้านทักษะกระบวนการ (P) นักเรียนสามารถสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการจำลอง DNA ได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ (A) 3.3.1 มีวินัย 3.3.2 ใฝ่เรียนรู้ 3.3.3 อยู่อย่างพอเพียง 3.3.4 มุ่งมั่นในการทำงาน 3.3.5 มีจิตสาธารณะ 4. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 4.1 ความสามารถในการสื่อสาร 4.2 ความสามารถในการคิด 4.3 ความสามารถในการใช้ทักษะ 4.4 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 5.1 ซื่อสัตย์สุจริต 5.2 มีวินัย 5.3 ใฝ่เรียนรู้ 5.4 มุ่งมั่นในการทำงาน 6. สาระการเรียนรู้ 6.1 สมบัติของสารพันธุกรรม
6.2 การควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของ DNA 6.2.1 การถอดรหัส 6.2.2 รหัสพันธุกรรม 6.2.3 การแปลรหัส 7. กระบวนการจัดการเรียนรู้ ใช้เทคนิคการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycle หรือ 5E) ซึ่งประกอบ ไปด้วยขั้นตอนต่างๆดังต่อไปนี้ 7.1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 7.1.1 ครูอธิบายให้นักเรียนดูวีดิโอประกอบการสอน เรื่อง การถอดรหัส และ การแปล รหัส พันธุกรรม (DNA transcription and translation) เพื่อให้ผู้เรียนสนใจมากขึ้น 7.2 ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 7.2.1 ครูถามคำถามนักเรียนว่า - DNA ที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมีบทบาทสำคัญต่อเซลล์สิ่งมีชีวิตอย่างไร (แนวการตอบ DNA มีข้อมูลทางพันธุกรรมบรรจุอยู่ซึ่งเป็นลำดับเบสของนิวคลี โอไทด์บนสายดีเอ็นเอที่ทำหน้าที่เป็นยีน โดยยีนจะควบคุมการสังเคราะห์โปรตีน ในเซลล์สิ่งมีชีวิต โปรตีนที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นจะมีบทบาทและหน้าที่ เช่น เป็นองค์ประกอบของเซลล์ เร่งปฏิกิริยาต่างๆ ภายในเซลล์ ซึ่งมีผลทำให้ร่างกายของสิ่งมีชีวิตอยู่ในสภาวะปกติ) 7.2.2 ครูให้นักเรียนศึกษา บทบาทของ DNA ต่อการสังเคราะห์โปรตีน 7.2.3 ครูถามคำถามนักเรียนว่า - หากการสังเคราะห์ DNA เกิดความผิดปกติจะมีผลต่อสิ่งมีชีวิตอย่างไร (แนวการตอบ ทำให้ข้อมูลพันธุกรรมที่ถูกใช้ในการสังเคราะห์โปรตีนผิดปกติ ซึ่ง มีผลทำให้เกิดความผิดปกติของสิ่งมีชีวิต) 7.2.4 ครูให้นักเรียนศึกษา ตัวอย่างความผิดปกติของ DNA ซึ่งมีผลต่อการสังเคราะห์ โปรตีน 7.3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 7.3.1 ครูอธิบายให้นักเรียนฟังว่า การสังเคราะห์โปรตีนจาก DNA จะมีกรดนิวคลีอิก อีกหนึ่งชนิดมาเกี่ยวข้อง ได้แก่ อาร์เอ็นเอ 7.3.2 ครูให้นักเรียนศึกษาโครงสร้างของ RNA และความแตกต่างระหว่าง RNA กับ DNA 7.3.3 ครูถามคำถามนักเรียนว่า
- โครงสร้างของ RNA และ DNA มีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร (แนวการตอบ น้ำตาลเพนโทสที่เป็นองค์ประกอบของ DNA เป็นน้ำตาลดีออกซี ไรโบส แต่ของ RNA เป็นน้ำตาลเพนโทส และชนิดของไนโตรจีนัสเบสที่พบใน DNA ได้แก่ A T G และ C แต่ไนโตรจีนัสเบสที่พบใน RNA ได้แก่ A U G และ C) 7.3.4 ครูอธิบายให้นักเรียนฟังว่า RNA มีลักษณะแตกต่างจาก DNA คือน้ำตาลที่เป็น องค์ประกอบของ RNA เป็นชนิดไรโบส แต่ของ DNA เป็นน้ำตาลดีออกซีไรโบส และชนิดของเบสที่ พบใน RNA เป็น A U G C ซึ่งของ DNA เป็น A T G C 7.3.5 ครูถามคำถามนักเรียนว่า - เนื่องจาก DNA อยู่ในนิวเคลียส แต่ร่างแหเอนโดพลาซึมชนิดผิวขรุขระและไร โบโซมที่ทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีนอยู่ในไซโทพลาซึม DNA จะควบคุมการสังเคราะห์โปรตีนในไซ โทพลาซึมได้อย่างไร (แนวการตอบ การนำ DNA จากนิวเคลียสมาสังเคราะห์โปรตีนที่ไซโทพลาซึม จะอาศัยตัวกลางในการนำรหัสพันธุกรรมจาก DNA มาสังเคราะห์โปรตีน ได้แก่ mRNA) 7.3.6 ครูอธิบายให้นักเรียนฟังว่า การสังเคราะห์โปรตีน ประกอบด้วย 2 กระบวนการ คือ การถอดรหัสจาก DNA เป็น mRNA และการแปลรหัสจาก mRNA เป็นโปรตีน 7.3.7 ครูถามคำถามนักเรียนว่า - ในแบคทีเรียที่ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส การสังเคราะห์โปรตีนจะแตกต่างจาก สิ่งมีชีวิตที่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียสหรือไม่ อย่างไร (แนวการตอบ การสังเคราะห์โปรตีนของแบคทีเรียจะแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตที่มี เยื่อหุ้มนิวเคลียส เนื่องจาก DNA ไม่ถูกแยกออกจากไรโบโซมและองค์ประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การสังเคราะห์โปรตีน ทำให้สามารถเริ่มต้นการแปลรหัสได้ โดยที่ยังมีการถอดรหัสอยู่ แต่สิ่งมีชีวิตที่มี เยื่อหุ้มนิวเคลียสจะมีการแปลรหัสหลังการถอดรหัสเสร็จสิ้นแล้ว) 7.3.8 ครูอธิบายให้นักเรียนฟังว่า เนื่องจากแบคทีเรียไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส ดังนั้น การ ถอดรหัสและการแปลรหัสจึงเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันได้ แต่ของสิ่งมีชีวิตกลุ่มยูคาริโอต การแปลรหัสจะ เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการถอดรหัสแล้ว เนื่องจากต้องนำ mRNA จากการถอดรหัสมาแปลรหัสต่อที่ไซ โทพลาซึม 7.3.9 ครูอธิบายให้นักเรียนฟังว่า ข้อมูลของ DNA จะถูกถ่ายทอดให้กับ mRNA ซึ่งการ เรียงลำดับของ นิวคลีโอไทด์ จะเป็นตัวกำหนดชนิดของกรดอะมิโนที่เป็นหน่วยย่อยของโปรตีน 7.3.10 ครูอธิบายให้นักเรียนฟังว่า รหัสพันธุกรรม 1 รหัส จะประกอบด้วยนิวคลีโอ ไทด์ 3 ชนิด
7.3.11 ครูอธิบายให้นักเรียนฟังว่า กระบวนการสังเคราะห์โปรตีนจาก mRNA เรียกว่า การแปลรหัส โดยมีการอ่านข้อความทางพันธุกรรมในรูปของโคบอนตามสาย mRNA ซึ่งจะมีตัวช่วย ในการแปลรหัส ได้แก่ tRNA และ rRNA 7.4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 7.4.1 ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนสอบถามเนื้อหา เรื่อง การควบคุมลักษณะทาง พันธุกรรมของ DNA ว่ามีส่วนไหนที่ไม่เข้าใจและให้ความรู้เพิ่มเติมในส่วนนั้น 7.4.2 ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเชื่อมโยงความคิดเกี่ยวกับการควบคุมลักษณะทาง พันธุกรรมของ DNA 7.5 ขั้นประเมิน (Evaluation) 7.5.1 ครูให้นักเรียนแต่ละคนย้อนกลับไปอ่าน สิ่งที่ต้องการรู้ และขอบเขตเป้าหมาย แล้วพูดและบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้ และตรวจสอบว่าได้เรียนรู้ตามที่ตั้งเป้าหมายครบถ้วนหรือไม่เพียงใด ถ้ายังไม่ครบถ้วนจะทำอย่างไรต่อไป (อาจสอบถามให้ครูอธิบายเพิ่มเติม สอบถามให้เพื่อนอธิบ าย หรือวางแผนสืบค้นเพิ่มเติม) 7.5.2 นักเรียนทำใบกิจกรรม เรื่อง การถอดรหัสและการแปลรหัส 7.5.3 ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาความรู้ เรื่องมิวเทชัน เพื่อเป็นการเตรียมความ พร้อมซึ่งจะเรียนในคาบต่อไปมาล่วงหน้า 8. ชิ้นงาน/ภาระงาน ใบงาน เรื่อง การถอดรหัสและการแปลรหัส 9. สื่อและแหล่งเรียนรู้ 9.1 หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์ชีววิทยา เล่ม 2 (สสวท.) 9.2 แหล่งสืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต 9.3 ห้องสมุดโรงเรียนสวายวิทยาคาร 9.4 ใบความรู้ เรื่อง การถอดรหัสและการแปลรหัส
10. การวัดและประเมินผล การวัดและ ประเมินผล วิธีการ เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ (K) นักเรียนทำใบงาน เรื่อง การถอดรหัสและการแปล รหัส แบบประเมินการ ตรวจใบกิจกรรม คะแนนตั้งแต่ 9 คะแนนขึ้น ไป หรือระดับคุณภาพ “ดี” ขึ้นไป ผ่านเกณฑ์ ด้านทักษะ (P) สังเกตพฤติกรรมจากการทำ กิจกรรมในชั้นเรียน แบบสังเกตพฤติกรรม การทำงานรายบุคคล คะแนนตั้งแต่ 10 คะแนน ขึ้นไป หรือระดับคุณภาพ “ดี” ขึ้นไป ผ่านเกณฑ์ ด้านคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ (A) การสังเกตพฤติกรรมของ นักเรียน แบบประเมิน คุณลักษณะอันพึง ประสงค์ คะแนนตั้งแต่ 10 คะแนน ขึ้นไป หรือระดับคุณภาพ “ดี” ขึ้นไป ผ่านเกณฑ์