41
ยอมรับนับถือมากย่งิ ขึ้น มักได้รับการยอมรับทางสังคมมากกว่าผู้สูงอายุท่ีไม่มีทรพั ย์สมบัติ ดังน้ันการเตรียม
ตวั เพื่อการเข้าสวู่ ัยผูส้ ูงอายจุ งึ เป็นเร่ืองสาคัญ เพื่อสร้างความม่ันคงให้แกช่ วี ติ และการยอมรับนับถือต่อไป
ความภมู ิใจในตนเองของผสู้ งู อายุ
บทบาทของผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จากการเป็นผู้นาครอบครัว มีอานาจในการ
ตัดสินใจต่างๆ มากมายในอดีต บุตรหลานให้ความเคารพนับถือเชื่อฟังคาส่ังสอน กลับเป็นผู้ใหญ่ท่ีอยู่อย่าง
โดดเดี่ยว ท้ังนี้เน่ืองด้วยอิทธิพลของส่ือและเทคโนโลยีเข้ามามีอิทธิพลต่อกิจกรรมของบุตรหลาน การท่ีต้อง
ทางานหาเลี้ยงชีพให้พอเพียงแก่ชีวิตของคนในครอบครัวที่ส่งผลต่อการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ คิด
ว่าตนเองมีความสาคัญลดน้อยลง การนับถือตนเอง ความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ ทั้งนี้ รศรินทร์ เกรย์
และคณะ; 2556 กล่าวไว้ ดังนี้
1. ภูมิใจในศักด์ิศรีและคุณค่าของตนเอง ผู้สงู อายทุ ่ีมคี วามภูมใิ จในลกั ษณะน้ี โดยให้เหตผุ ลว่า
มีลูกหลานดี คอยดูแลช่วยเหลือ ไม่เคยแสดงกิริยาไม่ดี ลูกหลานให้ความเคารพนับถือ ปัจจุบันยงั คงอบรมสั่ง
สอนลูกหลานได้ ลูกหลานไมท่ อดท้งิ ทัง้ น้เี พราะตวั เองทาความดไี ว้มากจึงมคี นยกยอ่ ง สมยั กอ่ นอาจมีบทบาท
นอ้ ย เดยี๋ วน้ที ่ีเปน็ ผสู้ งู อายุกลับมีบทบาทมากเพราะมีคนนับถือมากขน้ึ
2. ภูมิใจในความสามารถกับงานที่ได้ทาด้วยตนเอง และยังทาอะไรได้บ้าง เช่น ปลูกผักได้ ทา
ของชารว่ ยได้ เลย้ี งดูลูกหลานไดแ้ ละภูมใิ จที่เป็นคนแก่ท่ไี ดท้ าหนา้ ที่มามาก ชว่ ยเหลือผู้คนมากมาย
3. ภูมใิ จในสุขภาพร่างกายท่ีอยมู่ าได้ถึงขณะนี้ อยไู่ ด้ทนกว่าคนอน่ื คนอ่นื ท่ีมอี ายนุ ้อยกว่าตาย
ไปจานวนมากแลว้ ดีใจทต่ี นเองอยูไ่ ด้นานกวา่ คนอื่นเพราะมสี ขุ ภาพดี มชี ีวิตความเปน็ อยู่ที่ดี ไม่มีอะไรต้องทา
ให้คดิ มาก
4. ภูมิใจในประสบการณ์ที่มีมากขึ้น ได้พบได้เห็นอะไรมามากสามารถใช้ประสบการณ์
แกป้ ัญหาช่วยเหลอื ลูกหลานได้
ผสู้ ูงอายุมองว่าบทบาทตนเองเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจไม่ได้หมายความว่ามีบทบาทน้อยลง แต่เป็น
การเปลี่ยนบทบาททางสังคมไปตามวัย ท้ังในเรื่องบทบาทในครอบครัวและบทบาททางสังคม ชุมชน เช่น
เปล่ียนจากพ่อแม่มาเป็นตายายหรือปู่ย่า จากการทางานนอกบ้านก็หันมาเป็นผู้ทากิจกรรมภายในบ้าน เช่น
เล้ียงหลาน ดูแลคู่ชีวิตท่ีแก่ชรา ปลูกผักสวนครัว กวาดบ้านถูบ้าน ทาอาหาร เป็นต้น การให้ผู้สูงอายุได้เห็น
คุณค่าในตนเองจึงเป็นการแสดงออกของบุตรหลานที่ให้การยอมรับในกิจกรรมทางครอบครัว ให้การเคารพ
นับถอื และกตญั ญูกตเวทีตอ่ ผู้สูงอายนุ ่นั เอง
ทฤษฎที ่ีเก่ยี วขอ้ งกับคณุ ภาพชีวิตผู้สงู อายุ
ผู้สูงอายุในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็นในอดีต คือผู้สูงอายุจานวนมากมีระดับการศึกษา
สูงข้ึน มีสถานะทางเศรษฐกิจดีข้ึน โดยมีรายได้จากเงินบานาญหรือการลงทุนในกิจการหลายอย่าง แต่ก็ยังมี
บางสว่ นทีย่ ังขาดรายได้ประจาและต้องการการดแู ลช่วยเหลือจากบุตรหลาน ประสบการณ์การทางานและวิถี
ชวี ิตท่ีแตกต่างกัน โครงสร้างทางครอบครัวก็เปลยี่ นแปลงไป บุตรจะไม่อยู่ภายใต้การดูแลแนะนาหรือควบคุม
ของผู้สูงอายุ การทางานหลัง 60 ปี ถอนตัวจากบทบาทเศรษฐกิจ สังคม และจากัดการใช้ชีวิตอยู่กับศาสนา
42
ใช้เวลาว่างอย่างมีความสุขให้เวลาผ่านไป ผู้สูงอายุจานวนมากต้องการใช้ชีวิตเพ่ือความสาเร็จของครอบครัว
และชุมชน การเข้าใจถึงคุณภาพชีวิตของผสู้ ูงอายุ จึงมแี นวคิดเพือ่ นามาใช้อธบิ ายกระบวนการชราของมนุษย์
ให้จัดเจนที่สุด ประกอบด้วยทฤษฎี 3 กลมุ่ สานักอนามัยผู้สูงอายุ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (2557:
13-14) ได้สรปุ ไว้ ดังนี้
1. ทฤษฎีทางชีววิทยา (Biological Theory) อธิบายถึงการเปล่ียนแปลงโครงสร้างของ
ร่างกาย มนษุ ย์ ไดแ้ ก่
1.1 ทฤษฎีวิวัฒนาการ หรือ ทฤษฎีเซลล์ รว่ มอธิบายว่า ส่ิงมชี ีวิตต่างก็มกี ารเปล่ียนแปลง
และพฒั นาการตลอดเวลา
1.2 ทฤษฎีนาฬิกาชีวิต หรือ ทฤษฎีการถูกกาหนด อธิบายว่าอายุขัยของคนถูกกาหนดไว้
แลว้ โดยรหัสพนั ธกุ รรมถา้ บรรพบุรษุ มีอายยุ ืน ลูกหลานก็จะมีอายยุ ืนยาวตามไปด้วย
1.3 ทฤษฎีการกลายพันธุ์ เกิดจากการได้รับรังสีทีละเล็กทีละน้อยเป็นประจา จนเกิดการ
เปลี่ยนแปลง DNA และเกิดการเปล่ียนแปลงของเซลล์ หรืออวัยวะในระบบต่างๆ ทาให้เกิดการแบ่งตัว
ผิดปกติ (Mutation) เกดิ มโี รคภัยไข้เจ็บหรอื เกดิ มะเร็ง
1.4 ทฤษฎีการสะสมความผิดพลาดของเซลล์ หรือทฤษฎีโมเลกุล อธิบายว่าความแก่เกิด
จากนวิ เคลียของเซลล์ มีการถ่ายทอด DNA ทีผ่ ดิ ปกติไปจากเดมิ ทาให้เซลลใ์ หมท่ ี่ไดแ้ ตกตา่ งไปจากเซลลเ์ ดมิ
1.5 ทฤษฎีความเสื่อมโทรม ความแก่เป็นกระบวนการเกิดขึ้นเองเมื่ออวัยวะมีการใช้งาน
มาก ย่อมเส่อื มได้งา่ ยและเร็วขนึ้ เมอื่ อายมุ ากขึน้
1.6 ทฤษฎีระบบประสาทและต่อมไร้ท่อ เมื่อเข้าสู่วัยชราการทางานของระบบสมองและ
ประสาทจะลดลง ความจาจะเสอื่ มลง
1.7 ทฤษฎีสะสมของเสีย เมื่อส่ิงมีชีวิตอายุมากข้ึน ของเสียจะถูกสะสม ทาให้เซลล์เสื่อม
และตายเพ่ิมข้ึน สิ่งที่พบได้แก่ Lipofuscin ซ่ึงเป็นสารสีดาไม่ละลายน้าเป็นสารประกอบจาพวก
Lipoprotein
2. ทฤษฎีทางจิตวิทยา (Psychology Theory) เป็นทฤษฎีจิตวิทยาที่มีความเช่ือว่า การ
เปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพและพฤติกรรมของผู้สูงอายุเป็นการปรับตัวเกี่ยวกับความนึกคิด ความรู้ ความเข้าใจ
แรงจูงใจ การเปล่ียนแปลงไปของอวัยวะรับสัมผัสทั้งหลาย ตลอดจนสังคมที่ผู้สูงอายุน้ันๆ อยู่อาศัย ผู้สูงอายุ
จะมีความสุขหรือความทุกข์นั้นขึ้นอยู่กับภูมิหลังและการพัฒนาจิตใจของบุคคลนั้นๆ ถ้าพัฒนาด้วยความ
มน่ั คง อบอุ่น ถ้อยทีถ้อยอาศยั เห็นใจผู้อนื่ ทางานร่วมกบั ผู้อน่ื ได้ ก็มักจะเป็นผู้สูงอายุท่ีมีความสุข อยู่ร่วมกับ
บุตรหลานได้อย่างมีความสุข แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าชีวิตที่ผ่านมาไม่สามารถทางานร่วมมือกับใครได้ จิตใจ
คบั แคบ ไมร่ ู้จักชว่ ยเหลอื เห็นใจผู้อนื่ ผู้สงู อายนุ นั้ กจ็ ะประสบปญั หาในบ้นั ปลายของชวี ติ
3. ทฤษฎีทางสังคม (Sociological Theory) ทฤษฎีทางสังคมเป็นทฤษฎีที่กล่าวถึงบทบาท
สัมพันธภาพและการปรับตัวในสังคมของผู้สูงอายุ ซ่ึงพยายามวิเคราะห์สาเหตุท่ีทาให้ผู้สูงอายุต้องมีการ
เปล่ียนแปลงสถานภาพทางสังคมไป และพยายามที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีการดารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมี
ความสขุ
43
3.1 ทฤษฎีกิจกรรม ได้อธิบายถึงสถานภาพทางสงั คมของผ้สู งู อายุ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ใน
ทางบวกระหว่างการปฏิบัติกิจกรรมกับความพึงพอใจในชีวิตของผู้สูงอายุ กล่าวคือเมื่อบุคคลมีอายุมากข้ึน
สถานภาพและบทบาททางสังคมจะลดลง แต่บุคคลยังมีความต้องการทางสังคมเหมือนบุคคลในวัยกลางคน
ซ่ึงทฤษฎนี เี้ ช่อื วา่ ผูส้ ูงอายมุ ีความต้องการทีจ่ ะเข้าร่วมกจิ กรรมเพ่ือความสุขและการมชี ีวิตทีด่ ี
3.2 ทฤษฎีการแยกตนเองหรือการถอยห่าง กล่าวถึงผู้สูงอายุเกี่ยวกับการถอยห่างออก
จากสังคม ผู้สูงอายุและสังคมจะลดบทบาทซ่ึงกันและกันอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามความต้องการของรา่ งกาย
และไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เน่ืองจากยอมรับวา่ ตนเองมีความสามารถลดลง สุขภาพเส่ือมลงจึงถอยหนีจากสังคม
เพื่อลดความเครียดและรักษาสังขาร พอใจกับการไม่เก่ียวข้องกับสังคมต่อไป เพื่อถอนสภาพและทบาทของ
ตนให้แกช่ นรุ่นหลัง กระบวนการถอยห่างมลี ักษณะคอื เป็นกระบวนการพฒั นาอยา่ งคอ่ ยเป็นคอ่ ยไป เป็นสิง่ ที่
มิอาจหลีกเลี่ยงได้เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงท่ีผู้สูงอายุพึงพอใจ เป็นสากลของทุกสังคม และส่ิงที่เกิดข้ึน
ตามธรรมชาติเพ่อื รักษาสมดุลของธรรมชาติ
ผู้สูงอายุคือปูชนียบุคคล คือคลังสมอง คือภูมิปัญญาของแผ่นดิน ถึงแม้ว่าผู้สูงอายุจะมีปัญหา
ด้าน สุขภาพอนามัยและมีความต้องการการดูแลเอาใจใส่จากครอบครัวและชุมชน แต่ถ้าผู้สูงอายุมีสุขภาพ
แข็งแรงและมีสุขภาพจิตดี ก็จะสามารถช่วยเหลือสังคมได้อย่างมีคุณค่า การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของ
ผู้สูงอายุให้ดีขึ้นต้องคานึงถึงการให้บริการส่งเสริมแบบองค์รวมอย่างเป็นระบบและบูรณาการร่วมกันท้ัง
ทางดา้ นร่างกายและจติ ใจ
หลกั สตู รผดู้ ูแลผู้สงู อายุ 420 ชัว่ โมง
รัฐบาลตระหนักและเล็งเห็นความสาคัญของการเตรียมการรองรับสังคมผู้สูงอายุ จึงมีการ
มอบหมายให้คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (กผส.) โดยคณะอนุกรรมการบูรณาการจัดทามาตรฐานการ
ดูแลผูส้ ูงอายุ ดาเนินการจดั ทามาตรฐานหลักสูตรการดแู ลผู้สงู อายุขนั้ สูง จานวน 420 ชั่วโมง ซึ่งเปน็ หลกั สูตร
การดแู ลผู้สงู อายทุ ี่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนท่ีมีการปรบั ปรุงและพัฒนาหลักสูตรการดแู ลผู้สงู อายุ
ท่ีมีอยู่เดิมของแต่ละหน่วยงานให้เป็นมาตรฐานหลักสูตรกลางของประเทศ โดยจะใช้เป็นแนวทางในการ
พฒั นาบุคลากรที่จะประกอบอาชีพผูด้ ูแลผสู้ ูงอายุ ให้เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถให้การดูแลผูส้ ูงอายุได้อย่าง
ถูกตอ้ งเหมาะสม มีทักษะและเจตคติทีด่ ตี ่อผู้สูงอายุ และมกี ารปฏบิ ัตงิ านท่ไี ด้มาตรฐาน รวมท้ังการส่งเสรมิ ให้
ผู้ดูแลผู้สูงอายุมีท้ังทักษะและความสามารถท่ีเหมาะสมกับค่าจ้างที่มีความสอดคล้องกับสถานการณ์สังคมใน
ปจั จุบนั
คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (กผส.) โดยคณะอนุกรรมการบูรณาการจัดทามาตรฐาน
การดูแลผู้สูงอายุ จัดทามาตรฐานหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุข้ันสูง จานวน 420 ช่ัวโมงจัดทามาตรฐาน
หลักสูตรกลางของประเทศสาหรับการฝึกอบรม เพื่อการประกอบอาชีพผู้ดูแลผู้สูงอายุท่ีจัดทาข้ึนน้ีจะเป็น
แนวทางให้หน่วยงาน องค์กร สถาบันทั้งภาครัฐและเอกชนที่ดาเนินการจัดอบรมหลักสูตรดังกล่าว สามารถ
นาไปดาเนินการจัดการเรยี นการสอน เพ่ือการสร้างผ้ดู ูแลท่ีมคี ณุ ภาพและไดม้ าตรฐานของวชิ าชีพ ซึ่งจะส่งผล
ให้ทรัพยากรบุคคลในสาขาอาชีพผู้ดูแลผู้สูงอายุมีจานวนเพิ่มมากข้ึนรองรับจานวนผู้สูงอายุท่ีเพิ่มสูงขึ้นใน
44
อนาคต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสาขาอาชีพผู้ดูแลผู้สูงอายุ เพื่อให้เกิดรายได้ท่ีเหมาะสมและ
เป็นธรรมสาหรับบุคลากรเหล่าน้ี รวมท้ังส่งผลให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลท่ีเหมาะสม โดยจะเป็นการช่วย
ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ มีหลักประกันคุณภาพและบริการที่ได้มาตรฐาน ซึ่งจะยังประโยชน์ให้
ผู้สูงอายุดารงชวี ิตได้อยา่ งมศี ักดศิ์ รีของความเป็นมนุษย์
ชอ่ื หลักสูตร
(ภาษาไทย) ผู้ดูแลผู้สงู อายุ 420 ช่ัวโมง
(ภาษาอังกฤษ) Care Assistant 420 hours
หลกั การและเหตผุ ล
การเปล่ียนแปลงโครงสร้างประชากรโลก ส่งผลให้หลายประเทศเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging
society) รวมถึงประเทศไทยท่ีมีประชากรสูงอายุถึงร้อยละ 16 นับเป็นอันดับสองของอาเซียน รองจาก
ประเทศสิงคโปร์ที่มีประชากรสูงอายุถึงร้อยละ 18 โดยในปี 1558 ประเทศไทยมีจานวนประชากรรวม 65.1
ล้านคน แบ่งเป็นประชากรท่ีมีอายุ 60 ปีข้ึนไป มีจานวนถึง 10.3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 16 ของ ประชากร
ไทยท้ังหมด เป็นเพศชายจานวน 4.6 ลา้ นคน และเพศหญิงจานวน 5.7 ล้านคน และในปี 2564 ประเทศไทย
จะเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ประชากรเกือบ 1 ใน 4 ของประเทศจะเป็นประชากรสูงอายุและปี พ.ศ.
2574 จะเข้าสสู่ ังคมผู้สงู อายรุ ะดบั สดุ ยอด โดยจะมีประชากรสูงอายุมากถึงรอ้ ยละ 28 (มลู นิธิสถาบันวจิ ยั และ
พัฒนาผู้สูงอายุไทย, 2558) รวมถึงการคาดประมาณประชากรของประเทศไทยระหว่าง พ.ศ. 2553-2583
คาดการณ์ไวว้ ่าสัดสว่ นของประชากรวัยเด็ก (อายุน้อยกว่า 15 ปี) และวัยแรงงาน (อายุ 15-59 ปี) มีแนวโน้ม
ลดลงสวนทางกับสัดส่วนประชากรสูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเน่ือง โดยในปี พ.ศ. 2560 สัดส่วน
ประชากรวัยเด็กจะเท่ากันกับสัดส่วนของประชากรวัยสูงอายุ และหากเปรียบเทียบสัดส่วนของประชากรวัย
ทางาน ต่อประชากรวัยสูงอายุ จานวน 1 คน ที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะการพ่ึงพิง จากเดิมท่ีมีประชากรวัย
ทางานจานวน 4.5 คน คอยดูแลประชากรวัยสูงอายุ 1 คน อกี ไม่เกิน 14 ปีข้างหน้า สัดส่วนดังกล่าวจะลดลง
อยา่ งเหน็ ได้ชัด โดยจะมีประชากรวยั ทางานเพยี ง 2.5 คน ที่ดแู ลประชากรวัยสูงอายุ 1 คน (คณะทางานคาด
ประมาณประชากร ของประเทศไทย พ.ศ. 2553-2583, 2555)
จากสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้การจัดสรรทรัพยากรของประเทศ ท้ังทางด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ
และสังคมในภาพรวม โดยสัดส่วนประชากรสูงอายุท่ีเพิ่มข้ึนย่อมหมายถึงภาระของรัฐ ชุมชน และครอบครัว
ในการทาหน้าท่ีดูแลผู้สูงอายุ ท้ังการดูแลสุขภาพ การจัดสวัสดิการและบริการท่ีเหมาะสมสาหรับผู้สูงอายุ
การจัดหาท่ีอยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผสู้ ูงอายุ เพอื่ เป็นการป้องกันสขุ ภาพผู้สงู อายใุ ห้มีความ
แข็งแรงและยืดระยะเวลาการเจ็บป่วยเรื้อรังหรือการเข้าสู่ภาวะทุพพลภาพให้ช้าท่ีสุด จึงเป็นความท้าทายที่
ประเทศไทยจาเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้ ซึ่งรัฐบาลได้ตระหนักและเล็งเห็นถึง
ความสาคัญในประเด็นของการดูแลผู้สูงอายุ เพ่ือการแก้ไขปัญหาข้อจากัดของการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว
เนื่องจากการลดลงของภาวะเจริญพันธุ์ท่ีทาให้บุตรซ่ึงเป็นผู้ดูแลหลักลดลง รวมท้ังแบบแผนการย้ายถ่ินของ
45
กาลงั วยั แรงงานไปทางานพ้ืนทอี่ ื่นทาใหก้ าลงั หลักของครอบครัวท่จี ะใหก้ ารดูแลผู้สงู อายุระยะยาวลดลง จงึ ได้
ดาเนินการแก้ไขปญั หาดงั กล่าว ผ่านคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (กผส.) โดยมอบหมายให้อนุกรรมการบูร
ณาการจัดทามาตรฐานการดูแลผู้สูงอายุ ดาเนินการจัดทามาตรฐานการดูแลผู้สูงอายุข้ันสูง จานวน 420
ชว่ั โมง ทเ่ี ป็นมาตรฐานหลักสูตรกลางของประเทศ ให้หนว่ ยงาน สถาบนั องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถ
นาไปเป็นแนวทางดาเนินการจัดการเรียนการสอน เพื่อการสร้างผู้ดูแลที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานของ
วิชาชพี
วัตถุประสงค์
1. เพื่อให้ผู้เขา้ อบรมมที กั ษะในการดแู ลผู้สงู อายุและผู้ที่มีภาวะพง่ึ พิง
2. เพอื่ ให้ผู้เขา้ อบรมมที ักษะอาชพี ในการปฏบิ ัติงานได้จรงิ
3. เพื่อให้ผู้เข้าอบรมนาความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ไปใช้ประกอบอาชีพดูแลผู้สูงอายุที่
ต้องการการดแู ล
คาอธบิ ายหลักสูตร
ศึกษาความรู้ทั่วไปเรื่องการดูแลผู้สงู อายุ การส่งเสรมิ สุขภาพ โรคกลุ่มอาการและปัญหาที่พบ
บ่อยในผู้สูงอายุ การประเมินภาวะวิกฤต การช่วยชีวิต การปฐมพยาบาล การศึกษาสุขภาพองค์รวมและการ
ดาเนินงานของสถานประกอบการให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ตามหลักกฎหมายและจรรยาบรรณวิชาชีพ รวมทั้ง
ทักษะการพัฒนาและส่งเสริมให้ธุรกิจดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และศึกษาดูงานในสถานประกอบการ
เพ่อื สุขภาพทก่ี รมสนบั สนนุ บรกิ ารสขุ ภาพเหน็ ชอบ
คุณสมบตั ิของผูเ้ ข้าอบรม
1. อายตุ งั้ แต่ 18 ปบี ริบรู ณข์ ้ึนไป ไม่จากัดเพศ
2. จบการศึกษาไม่ต่ากวา่ ชนั้ มธั ยมศกึ ษาตอนต้น (ม.3)
3. ไม่เปน็ ผู้มีความประพฤตเิ สอื่ มเสียหรอื บกพร่องในศลี ธรรมอันดี
4. มีสขุ ภาพแข็งแรง ไมเ่ ป็นโรคร้ายแรงหรือโรคติดตอ่ รา้ ยแรง
5. มวี ฒุ ภิ าวะและบุคลิกลักษณะเหมาะสมในการเป็นผู้ดแู ลผสู้ ูงอายุ
สมรรถนะของผสู้ าเร็จการอบรม
1. สมรรถนะท่ี 1 ความรู้ความเข้าใจเกย่ี วกบั ผู้สงู อายุ
มีความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับสถานการณ์ผู้สูงอายุปัจจุบัน เข้าใจการเปลี่ยนแปลง
ทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ของผู้สูงอายุ ยอมรับในข้อจากัดทางด้านร่างกายของผู้สูงอายุท่ีเกิดจาก
กระบวนการชราภาพ การมเี จตคติท่ีดี ให้ความเคารพและใหเ้ กยี รติผู้สงู อายุ อยู่ร่วมกันดว้ ยความเข้าใจซง่ึ กัน
และกัน รับฟังปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุ รวมถึงการมีความรู้เก่ียวกับกฎหมาย สิทธิ สวัสดิการที่
เก่ยี วขอ้ งและเป็นโยชนก์ บั ผู้สูงอายุ
2. สมรรถนะท่ี 2 การดูแลผสู้ งู อายุข้นั ซบั ซ้อน
มีความรู้ ความเข้าใจและทักษะการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ เรื่องการรับประทานอาหาร
และโภชนาการ การจัดสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับผู้สูงอายุ มีทักษะและสามารถจัดกิจกรรมนันทนาการ
46
กิจกรรมการชะลอความเส่ือมของร่างกาย และวธิ ีการออกกาลงั กายที่เหมาะกับผู้สูงอายุ มีความรู้ ความเข้าใจ
และมีทักษะการดูแลสขุ อนามยั ที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ มีทักษะและสามารถคัดกรองผู้สูงอายุโดยใช้เครื่องมือ
ADL, IADL, 9Q/TGDS ได้อย่างถกู ต้อง มีความรู้และทกั ษะในการทากิจกรรมทางกาย การทากายภาพบาบัด
เบอ้ื งตน้ แกผ่ ้สู ูงอายุ มีความรู้ ทักษะและความสามารถในการปฐมพยาบาลสาหรบั อบุ ัตเิ หตทุ ่พี บบ่อย เช่น ฟก
ช้า แผลถลอก แผลไฟไหม้ มีดบาด เป็นต้น มีความรู้ ทักษะและความสามารถในการสังเกตอาการของโรคที่
พบบ่อยในผู้สูงอายุ และการประเมินผู้สูงอายุภาวะวิกฤต มีทักษะการดูแลและช่วยชีวิตเม่ือเกิดเหตุฉุกเฉิน
กอ่ นการส่งต่อได้ รวมถงึ มีความรทู้ ี่เก่ียวขอ้ งกบั ข้อมูลแหลง่ ให้ความชว่ ยเหลือแก่ผู้สงู อายุและครอบครัว
3. สมรรถนะที่ 3 คุณลักษณะของผู้ดแู ลผสู้ ูงอายุ
ผู้ดูแลผู้สูงอายุจะต้องมีบุคลิกลักษณะที่อ่อนโยน สุภาพ ใจเย็น สามารถควบคุมอารมณ์
และจัดการกบั สาเหตุของความเครยี ดได้ เขา้ ใจในบทบาทหน้าท่ีของผู้ดูแลผู้สูงอายุ มีคุณธรรม จริยธรรมและ
จรรยาบรรณของผู้ดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงมีความรู้เก่ียวกับกฎหมาย สิทธิ สวัสดิการที่เก่ียวข้องและเป็น
ประโยชนก์ บั ผ้ดู ูแลผสู้ งู อายุ
4. สมรรถนะท่ี 4 ภาษาและเทคโนโลยี
มีความรู้ ทักษะและความสามารถในการใช้ภาษาและศัพท์เทคนิคเฉพาะเพื่อใช้ในการส่ือสาร
เบื้องต้นสาหรับการดูแลผู้สูงอายุ เข้าใจความหมายของคาศัพท์เทคนิคเฉพาะ มีความรู้ และทักษะ
ความสามารถดา้ นการใช้เทคโนโลยดี ิจิตอลพื้นฐาน เช่น คอมพวิ เตอร์เบ้ืองตน้ แอพพลิเคช่นั ในการปฏิบัติงาน
เป็นตน้
หมวดวชิ า
1. ความรู้ท่วั ไปของผู้สงู อายุ จานวน 15 ชว่ั โมง
2. การสง่ เสรมิ สขุ ภาพผู้สงู อายุ จานวน 50 ชวั่ โมง
3. การดแู ลผู้สงู อายุ จานวน 75 ชว่ั โมง
4. การประเมินภาวะวิกฤต การชว่ ยชีวติ
การปฐมพยาบาลและการส่งต่อ จานวน 21 ชว่ั โมง
5. โรค กลุม่ อาการของโรคและปัญหาที่พบบอ่ ยในผ้สู งู อายุ จานวน 10 ช่วั โมง
6. แนวคดิ เกย่ี วกับผู้ดแู ล จานวน 11 ชว่ั โมง
7. การฝกึ ทกั ษะทางด้านภาษาและคอมพวิ เตอร์ จานวน 18 ชว่ั โมง
8. การฝกึ ปฏบิ ตั ิ จานวน 220 ชว่ั โมง
47
โครงสร้างหลกั สตู ร
หมวดวิชา รายวชิ า จานวน ทฤษฎี ปฏบิ ัติ
ความร้ทู ่วั ไป ช่วั โมง (ชวั่ โมง) (ช่วั โมง)
ของผู้สูงอายุ 1.1 สถานการณผ์ ู้สูงอายุ
- การเปลยี่ นแปลงโครงสรา้ งประชากร 4 4 -
การสง่ เสริม - สถานะสขุ ภาพของผ้สู งู อายุ
สุขภาพ - สถานภาพทางเศรษฐกิจ 3 2 1
ผู้สงู อายุ - ความตอ้ งการในการดูแล
4 4 -
1.2 การเปลี่ยนแปลงในผสู้ ูงอายุ
- ร่างกาย 2 1 1
- จติ ใจ 2 1 1
- สงั คม เศรษฐกิจ
15 12 3
1.3 สทิ ธแิ ละสวสั ดกิ ารสาหรับผูส้ งู อายุ 10 6 4
- กฎหมายทเี่ ก่ยี วข้องกบั ผสู้ งู อายุ 6 4 2
- สวัสดกิ ารรักษาพยาบาล 6 4 2
- การลดหย่อนค่าโดยสาร 10 4 6
- เบี้ยยังชีพผ้สู ูงอายุ 6 2 4
- เบ้ียยงั ชีพผู้พิการ
1.4 เจตคตติ อ่ ผูส้ งู อายใุ นทุกมติ ิ
1.5 การอยรู่ ่วมกันและความเขา้ ใจกนั และกัน
- การส่อื สารที่เหมาะสม
- ทักษะการฟัง
รวม
2.1 อาหารและโภชนาการสาหรบั ผ้สู ูงอายุท่ัวไป
และผู้สงู อายุเฉพาะโรค
2.2 การออกกาลังกายทเ่ี หมาะสมกับผู้สูงอายุ
2.3 การส่งเสริมสุขภาพจติ กับผูส้ งู อายุ
2.4 การจดั กิจกรรมนันทนาการและการชะลอความเส่ือม
2.5 การจัดสภาพแวดล้อม
- การเปลีย่ นผา้ ปทู ่ีนอน ปลอกหมอน
ผ้าหม่ และเสอื้ ผ้า
- การทาความสะอาดสภาพแวดล้อม
หมวดวชิ า รายวชิ า 48
2.6 การใชภ้ ูมปิ ญั ญาชาวบา้ นในการดูแล จานวน ทฤษฎี ปฏิบัติ
สุขภาพผู้สูงอายุ (การนวด อบสมุนไพร) ช่ัวโมง (ช่ัวโมง) (ชวั่ โมง)
12 4 8
การดแู ล รวม 50 24 26
ผสู้ งู อายุ 3.1 การดูแลสว่ นบุคคล 18 8 10
- การทาความสะอาดช่องปาก
- การดแู ลมือ และเทา้
- การทาความสะอาดผม เลบ็ ตา หู จมกู
- การอาบนา้ การเช็ดตวั การแต่งตวั
3.2 การคดั กรองเบ้ืองตน้ (สมองเส่ือม/ภาวะ 422
ซมึ เศร้า/ADL/ IADL/SP5/9Q/TGDS)
3.3 การวดั สญั ญาณชีพและการบันทึกอาการ 624
3.4 การฟนื้ ฟูสมรรถภาพและกจิ กรรมทางกาย 826
3.5 การเคล่อื นยา้ ยผสู้ ูงอายุและการใช้อุปกรณช์ ่วยเดิน 6 2 4
3.6 การใชย้ า (หลักการใช้ยาทีถ่ กู ต้อง 7R) 211
3.7 การป้องกันติดเช้ือและการแพร่กระจายเช้อื 312
3.8 การชะลอความเสอื่ มถอย 624
3.9 การดูแลผปู้ ่วยท่ีมีภาวะพึ่งพิง 18 8 10
- การดแู ลระบบทางเดินอาหาร (การเตรียม
อาหาร การให้อาหารทางสายยาง )
- ดแู ลทางเดินหายใจ (การให้ ออกซิเจน
การพน่ ยา การเคาะปอด การดูด เสมหะ)
- การดแู ลระบบขบั ถา่ ย (การดแู ลสายสวนปสั สาวะ)
- การดูแลป้องกันแผลกดทับ (จัดทา่ เปลย่ี นทา่ นั่ง
ทา่ นอน พลิกตะแคงตัว)
3.10 การดูแลแบบประคบั ประคองและการดแู ล 422
ผู้สูงอายุระยะท้าย/พินัยกรรมชีวติ
รวม 75 30 45
หมวดวิชา รายวชิ า 49
การประเมนิ 4.1 การดูแลอบุ ัติเหตุทพ่ี บบ่อย (ฟกชา้ แผลถลอก จานวน ทฤษฎี ปฏิบตั ิ
ภาวะวกิ ฤต แผลไฟไหม้ มดี บาด สตั ว์กดั ต่อย) ช่วั โมง (ชวั่ โมง) (ช่ัวโมง)
การช่วยชีวิต
การปฐม 4.2 การประเมนิ ภาวะวิกฤต 312
พยาบาลและ 4.3 การช่วยชีวติ การใชเ้ ครอื่ งกระตุ้นหวั ใจอัตโนมตั ิ
การส่งตอ่ 312
(AED) 624
โรค กลุม่ 4.4 การห้ามเลอื ด
อาการ และ 4.5 การปฐมพยาบาลเมื่อกระดูกหักก่อนสง่ ตอ่ 312
ปญั หาท่ีพบ 4.6 การส่งตอ่ และขอรับคาปรึกษาแหล่งให้ความ 422
บ่อยใน 22-
ผ้สู งู อายุ ชว่ ยเหลือ (แหลง่ บรกิ าร เบอรโ์ ทร ทค่ี วรร)ู้
21 9 12
รวม
5.1 โรคเรอื้ รงั พบบ่อย (ข้อเข่าเสื่อม โรคเรอ้ื รงั 10 10 0
ทีไ่ ม่ตดิ ต่อ)
5.2 กลุ่มอาการผู้สูงอายุ (ภาวะสมองเส่ือม
โรคตา ซึมเศรา้ นอนไม่หลบั )
5.3 ภาวะกลัน้ ปัสสาวะไม่อยู่ (Incontinence) 5.4
ภาวะเสี่ยงต่อการหกล้ม (Fall)
รวม 10 10 0
22-
แนวคดิ 6.1 การจดั การความเครียดของผู้ดูแล
เก่ยี วกับผูด้ แู ล (การดูแลทดแทน/การป้องกนั การกระทา
ความรุนแรงในครอบครัว)
6.2 การดูแลตนเอง 211
6.3 บทบาทผูด้ แู ล 22-
6.4 จริยธรรมผูด้ ูแล 211
6.5 กฎหมายที่เก่ียวข้องกบั ผูด้ แู ล (แรงงาน) 33-
รวม 11 9 2
การฝึกทักษะ 7.1 ทักษะทางภาษา (คาศัพทเ์ ทคนิคเฉพาะ 18 8 10
อาชีพ การสอื่ สารเบือ้ งต้นท่ีเกี่ยวกับการดแู ลผสู้ งู อายุ)
ด้านภาษา และ 7.2 ทกั ษะด้านการใชด้ ิจิตอลพ้นื ฐาน
คอมพิวเตอร์
(คอมพิวเตอร์ แอพพลเิ คช่นั )
รวม 18 8 10
50
หมวดวิชา รายวชิ า จานวน ทฤษฎี ปฏบิ ัติ
การฝึก 8.1 การฝกึ งานในสถานดแู ลผสู้ งู อายุ ช่ัวโมง (ช่วั โมง) (ชวั่ โมง)
ภาคปฏิบัติ 110 -
110
การวัดผลและ 8.2 การฝกึ ปฏิบัติงานในชมุ ชน 110 -
ประเมินผล 110
การอบรม รวม 220 -
220
รวม
9.1 การทดสอบและประเมินภาคทฤษฎี ผา่ นเกณฑ์ไมน่ ้อยกวา่ รอ้ ยละ 80
9.2 การทดสอบและประเมินภาคปฏิบตั ิ ผา่ นเกณฑ์ไม่น้อยกวา่ ร้อยละ 80
420 ช่ัวโมง
คาอธิบายหมวดวชิ า
1. หมวดวิชาความรู้ท่วั ไปของผสู้ ูงอายุ จานวน 15 ชว่ั โมง
ขอบขา่ ยหมวดวชิ า
ความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ผู้สูงอายุปัจจุบัน การเปล่ียนแปลงโครงสร้าง
ประชากรผู้สูงอายุ สถานะสุขภาพของผู้สูงอายุ กระบวนการเปล่ียนแปลงด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์และ
สังคมของผู้สูงอายุ ความรู้ เรื่องสิทธิและสวัสดิการที่เก่ียวข้องและเป็นประโยชน์ต่อผู้สูงอายุรวมถึงการมีเจต
คติที่ดีต่อผู้สูงอายุ การดูแลด้วยความเข้าใจ มีสื่อสารอย่างเหมาะสม รับฟังปัญหาและความต้องการต่างๆ
ของผูส้ งู อายุ
วตั ถปุ ระสงค์
เพ่ือให้ผู้เข้าอบรม มีความรู้และเข้าใจสถานการณ์ผู้สูงอายุในปัจจุบัน เข้าใจการ
เปล่ียนแปลงทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม เศรษฐกิจ ตระหนักถึงข้อจากัดในการดแู ลตนเองและ
ความต้องการการดูแลของผู้สูงอายุ มีความรู้เร่ืองสิทธิและสวสั ดิการท่ีเกี่ยวข้องและเป็นประโยชนต์ ่อผูส้ ูงอายุ
รวมถงึ การมีเจตคติทดี่ ตี ่อผ้สู งู อายุ
รายวชิ า
(1) สถานการณ์ผูส้ งู อายุ
- การเปลย่ี นแปลงโครงสร้างประชากร
- สถานะสขุ ภาพของผู้สงู อายุ
- สถานภาพทางเศรษฐกิจ
- ความต้องการในการดูแล
(2) การเปลี่ยนแปลงในผู้สูงอายุ กระบวนการชราภาพ
- ร่างกาย
- จิตใจ
- สังคม เศรษฐกิจ
51
(3) สิทธแิ ละสวสั ดกิ ารสาหรับผ้สู ูงอายุ
- กฎหมาย
- สวสั ดิการรกั ษาพยาบาล
- เบ้ยี ยังชีพผ้สู ูงอาย/ุ เบย้ี ยงั ชพี ผู้พกิ าร
(4) เจตคติต่อผูส้ ูงอายุ
- การรบั รตู้ ่อการสูงอายุ
- ใหค้ วามเสมอภาคทางเพศ
(5) การอยู่รว่ มกนั และความเขา้ ใจซงึ่ กนั และกนั
- การส่ือสารทเี่ หมาะสม
- ทกั ษะการฟัง
วธิ ีการสอน/สือ่
- การบรรยาย
- ถาม ตอบคาถามกลุ่มใหญ่
- การแสดงบทบาทสมมติ
- ส่อื อเิ ล็กทรอนิกส์ แผ่นพบั โปสเตอร์
การประเมินผล
- สงั เกตการมสี ่วนร่วมแสดงความคดิ เห็นในกลุ่ม
- สงั เกตการมีสว่ นรว่ มในการในการทากิจกรรมกลุม่
- ประเมินจากการถาม-ตอบ
2. หมวดวชิ าการส่งเสริมสุขภาพผสู้ ูงอายุ จานวน 55 ชั่วโมง
ขอบขา่ ยหมวดวิชา
ความหมาย หลกั การ บทบาทของผู้ดูแลในการส่งเสรมิ สขุ ผู้สูงอายุ เข้าใจการเปล่ียนแปลง
ทางร่างกาย จิตใจและสังคมของผู้สูงอายุ การดูแลเรื่อง สุขภาพในช่องปาก อาหารและโภชนาการ การออก
กาลังกายและการส่งเสริมสุขภาพจิตเหมาะสมกับผู้สูงอายุกลุ่มต่างๆ โดยคานึงถึงความเส่ือมถอยด้านร่างกาย
และจิตสังคม ผู้ดูแล ต้องเข้าใจเอาใจใส่เพ่ือให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี การจัดการสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
การใช้ภูมปิ ัญญาชาวบ้านในการดูแลสุขภาพสาหรับผ้สู ูงอายใุ นการดาเนินชวี ติ ประจาวนั
วตั ถุประสงค์
เพื่อให้ผู้เข้าอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารและโภ ชนาการสาหรับผู้สูงอายุ
ท่วั ไปและผูส้ ูงอายุ เฉพาะโรค การส่งเสริมสุขภาพ การออกกาลงั กายที่เหมาะสมสาหรับผู้สูงอายุและสามารถ
นาไปใช้ในการดูแลผู้สูงอายุในชีวิตประจาวันได้อย่างถูกต้อง มีทักษะจัดกิจกรรมนันทนาการและการให้
คาแนะนาการดูแลตนเอง เพ่ือผ่อนคลายแก่ผู้สูงอายุ และประยุกต์ใช้ในการดูแลสุขภาพจิตของผู้ดูแลเองได้
อย่างมีประสิทธิภาพ จัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสม มีความรู้ความเข้าใจในภูมิ
52
ปัญญาชาวบ้านกับการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ สามารถให้คาแนะนาและประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านมาดูแล
สขุ ภาพไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพ และเหมาะสมกับบริบทของพน้ื ที่ได้
รายวชิ า
(1) อาหารและโภชนาการสาหรับผู้สงู อายุทวั่ ไปและผู้สงู อายุเฉพาะโรค
- อาหารหลัก 5 หมู่
- ความต้องการสารอาหารในผสู้ งู อายุ
- การประเมนิ ภาวะโภชนาการในผสู้ งู อายุ
- หลักการจัดอาหารสาหรับผู้สูงอายุ
- ขอ้ ควรพิจารณาในการกาหนดอาหารสาหรับผู้สงู อายุ
(2) การออกกาลังกายท่ีเหมาะสมกับผสู้ ูงอายุ
- ประโยชนข์ องการออกกาลงั กาย
- หลักปฏบิ ัตใิ นการออกกาลงั กาย การบริหารร่างกายสาหรับผ้สู ูงอายุ
- รูปแบบการออกกาลังกายเพอื่ สุขภาพผู้สงู อายุ
(3) การส่งเสรมิ สขุ ภาพจิตกับผู้สงู อายุ
- ปัญหาสุขภาพจิตทพ่ี บบ่อยในผสู้ งู อายุ
- สภุ าพจิตกับการเจบ็ ป่วยเรอ้ื รัง
- การประเมินปญั หาสุขภาพจติ ผู้สงู อายุทเี่ จบ็ ป่วยเร้อื รงั
- การส่งเสริมสขุ ภาพจติ ในผู้สงู อายุ
- ภาวะซึมเศรา้ ในผู้สงู อายุ
- ภาวะสมองเส่อื มในผสู้ ูงอายุ รวมทงั้ การป้องกนั และการชว่ ยเหลือท่ีเหมาะสม
- การใชแ้ บบประเมนิ ภาวะซึมเศร้า/ภาวะสมองเส่ือม
(4) การจัดกิจกรรมนนั ทนาการและการชะลอความเสอ่ื ม
- ประโยชน์ของนนั ทนาการเพื่อผู้สูงอายุ
- รปู แบบการจดั นนั ทนาการเพอ่ื กระตนุ้ และชะลอความเส่ือม
(5) การจดั สภาพแวดล้อม
- การจดั สภาพแวดลอ้ มภายในบ้าน เชน่ การเปล่ยี นผา้ ปูท่ีนอน ปลอกหมอน ผ้า
หม่ และเสอื้ ผ้า การทาความสะอาดสภาพแวดล้อม
(6) การใช้ภมู ปิ ญั ญาชาวบา้ นในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ
- การนวด
- การอบสมุนไพร
53
วธิ กี ารสอน/สือ่
- การบรรยาย-สาธิต
- ถามตอบคาถามกล่มุ ใหญ่
- ฝึกปฏิบตั ิ
การประเมนิ ผล
- การสงั เกต
- การซักถาม
- ผลจากการฝกึ ปฏิบัติ
3. หมวดวิชาการดแู ลผู้สงู อายุ จานวน 75 ชัว่ โมง
ขอบขา่ ยหมวดวิชา
ความหมาย หลักการ ความรู้ความเขา้ ใจอยา่ งถกู ต้องเกย่ี วกบั ทักษะในการดูแลผู้สงู อายุ
อาทิ การดแู ล สว่ นบุคคล การคัดกรองเบ้ืองตน้ การวดั สญั ญาณชพี การฟื้นฟสู มรรถภาพและกายภาพบาบัด
เบอ้ื งต้น การเคลื่อนย้ายและการใชอ้ ปุ กรณ์ หลักการใชย้ า การวดั สัญญาณชีพ การฟ้นื ฟูสมรรถภาพและ
กายภาพบาบัด เบื้องต้น การเคลื่อนยา้ ยผ้สู ูงอายุและการใช้อุปกรณช์ ว่ ยเดนิ การใช้ยา การปอ้ งกนั การติดเชื้อ
และการแพรก่ ระจายเชอื้ การดูแลผ้สู ูงอายทุ ่มี ภี าวะพง่ึ พิงในการดแู ลระบบทางเดนิ อาหาร (การเตรยี มอาหาร
การให้อาหารทางสายยาง) การดูแลทางเดนิ หายใจ (การให้ออกซเิ จน การพน่ ยา การเคาะปอด) การดูแล
ระบบขับถ่าย (การดแู ลสายสวน ปสั สาวะ) การดแู ลปอ้ งกนั แผลกดทบั (การจดั ทา่ เปลี่ยนทา่ นอน พลิก
ตะแคงตวั ) และการดูแลผู้สงู อายรุ ะยะทา้ ย
วัตถุประสงค์
เพอ่ื ให้ผ้เู ข้าอบรมมีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะและสามารถปฏบิ ัติเกย่ี วกับการดแู ลส่วน
บคุ คล การดูแล สุขภาพชอ่ งปาก การคัดกรองระดับการช่วยเหลือตนเอง ภาวะสมองเสื่อม ภาวะซึมเศรา้
เบื้องตน้ ADL/ IADL/SP5/9Q/TGDS) การวดั สญั ญาณชีพ การฟ้นื ฟูสมรรถภาพและกายภาพบาบดั เบื้องต้น
และการดูแล ผู้สงู อายทุ ีม่ ภี าวะพง่ึ พงิ เช่น การดูแลระบบทางเดินอาหาร การดูแลทางเดินหายใจ การดูแล
ระบบขับถา่ ยและการ ดูแลผู้สงู อายุระยะท้ายได้
รายวิชา
(1) การดูแลส่วนบุคคล
- การทาความสะอาดช่องปาก
- การดแู ลมอื และเท้า
- การทาความสะอาด ผม เลบ็ ตา หู จมูก
- การอาบน้า การเช็ดตวั การแตง่ ตัว
(2) การคดั กรองระดบั การช่วยเหลอื ตนเอง ภาวะสมองเส่ือม ภาวะซึมเศร้าเบื้องตน้
(ADL/ IADL/SP5/9Q/TGDS)
54
(3) การวัดสัญญาณชพี และการบันทกึ อาการ
- การตรวจชพี จร
- วดั ความดนั โลหิต
- อุณหภมู ริ า่ งกาย
- อัตราการหายใจ
(4) การฟนื้ ฟสู มรรถภาพและกายภาพบ าบดั เบื้องตน้
(5) การเคลื่อนยา้ ยผูส้ งู อายุ และการใช้อุปกรณ์ชว่ ยเดนิ
(6) การใช้ยา
- หลกั การใช้ยาทถ่ี ูกต้อง 7R
(7) การป้องกนั การตดิ เช้ือและการแพรก่ ระจายเชอื้
(8) การชะลอความเส่ือมถอย
(9) การดูแลผสู้ งู อายุที่มภี าวะพงึ่ พิง
- การดแู ลระบบทางเดินอาหาร (การเตรยี มและการให้อาหารสายยาง)
- การดแู ลทางเดนิ หายใจ (การใหอ้ อกซเิ จน การพน่ ยา การเคาะปอด)
- การดแู ลระบบขบั ถา่ ย (การดแู ลสายสวนปัสสาวะ)
- การดูแลปอ้ งกันแผลกดทับ (การจดั ทา่ เปลี่ยนท่า การพลกิ ตะแคงตัว)
(10) การดูแลแบบประคับประคองและการดูแลระยะทา้ ย/พนิ ยั กรรมชวี ติ
วิธีการสอน/สอ่ื
- การบรรยาย
- การแสดงบทบาทสมมติ
- การสอนสาธติ
- การซกั ถาม
- การฝกึ ปฏบิ ัติ
การประเมินผล
- การสังเกต
- การซักถาม
- ผลจากการทากิจกรรม
- ผลการฝึกปฏิบัติ
55
4. หมวดวชิ าการประเมนิ ภาวะวกิ ฤต การชว่ ยชวี ติ การปฐมพยาบาลและการสง่ ต่อ จานวน
21 ชั่วโมง
ขอบขา่ ยหมวดวิชา
ความหมาย หลักการ การปฐมพยาบาล การประเมินภาวะวิกฤต กระบวนการการ
ประเมินภาวะวิกฤต การช่วยชีวิตกรณีเจ็บป่วยไม่รุนแรง การปฐมพยาบาล วิธีการปฐมพยาบาลสาหรับ
อุบัติเหตุที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ และกรณีเจ็บป่วยรุนแรงหรือฉุกเฉิน รวมท้ังแนวทางปฏิบัติการประสานงานที่
เหมาะสมในการส่งต่อผูส้ งู อายุ
วัตถุประสงค์
เพ่ือให้ผู้ดูแลผู้สูงอายุสามารถสังเกต ประเมินและให้การดูแลปฐมพยาบาลแก่ผ้สู ูงอายุที่มี
ภาวะวิกฤติได้ การชว่ ยชวี ิตด้วยการใช้เครือ่ งกระตุ้นหัวใจอัตโนมัติ (AED) รวมท้งั การประสานส่งต่อผสู้ ูงอายุ
ได้ทนั เวลาและ ปลอดภัย
รายวชิ า
(1) การดูแลอุบตั เิ หตุที่พบบอ่ ย (หกลม้ ฟกช้า แผลถลอก แผลไฟไหม้ มีดบาด
สตั ว์กดั ต่อย)
(2) การประเมินภาวะวิกฤต
(3) การชว่ ยชวี ิต
- การใช้เคร่อื งกระตุ้นหวั ใจอตั โนมตั ิ (AED)
(4) การปฐมพยาบาลเม่ือกระดูกหกั
(5) การสง่ ต่อและขอรบั คาปรึกษา แหล่งให้ความช่วยเหลอื (แหล่งบรกิ าร)
วิธกี ารสอน/ส่ือ
- การบรรยาย
- อภิปรายกลุ่ม ซักถาม
- การสอนสาธติ
- การแสดงบทบาทสมมติ
- การฝกึ ปฏิบัติ
การประเมินผล
- การสงั เกต
- การซักถาม
- ผลการฝึกปฏบิ ตั ิ
5. หมวดวชิ าโรค กลุ่มอาการ และปญั หาท่ีพบบ่อยในผสู้ ูงอายุ จานวน 10 ชว่ั โมง
ขอบขา่ ยหมวดวชิ า
ความหมาย ความรู้ความเข้าใจ อาการ โรคที่พบบ่อยและกลุ่มอาการในผู้สูงอายุ
พฤติกรรมเสี่ยง การป้องกันและการปฏิบัติตัว ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ข้อเข่าเส่ือม หลอด
56
เลอื ดหัวใจตีบ โรคมะเร็ง โรคตา ภาวะสมองเสอ่ื ม ภาวะซึมเศร้า ภาวะสับสนเฉยี บพลนั ภาวะกล้ันปสั สาวะไม่
อยู่ การหกลม้ ภาวะทพุ โภชนา ผลขา้ งเคยี งจากการใชย้ าและแนวทางการดูแล
วัตถปุ ระสงค์
เพื่อให้ผู้เข้าอบรมมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคท่ีพบบ่อยและกลุ่มอาการในผู้สูงอายุ
พฤตกิ รรมเสี่ยง การป้องกันและการปฏบิ ัติตวั ในการส่งเสรมิ สุขภาพ
รายวิชา
(1) โรคเรอื้ รังทพ่ี บบ่อย (โรคความดันโลหิตสงู โรคเบาหวาน ขอ้ เขา่ เส่ือม หลอดเลือด
หวั ใจตบี โรคมะเรง็ โรคตา)
(2) กลุ่มอาการในผ้สู ูงอายุ (ภาวะสมองเส่ือม ภาวะซึมเศร้า ภาวะกล้นั ปสั สาวะไม่อยู่
(Incontinence) การหกลม้ (Fall) ภาวะทพุ โภชนา ผลขา้ งเคียงจากการใชย้ า)
วิธีการสอน/สือ่
- การบรรยาย
- การซกั ถาม
- การฝกึ ทาแบบประเมนิ /แบบทดสอบและแปรผล การประเมนิ ผล
- การสังเกต
- การซกั ถาม
- การแปรผลจากแบบประเมิน/แบบทดสอบไดถ้ ูกต้อง
6. หมวดวชิ าแนวคดิ เกีย่ วกับผดู้ แู ล จานวน 8 ชว่ั โมง
ขอบข่ายหมวดวิชา ความหมาย บทบาท จริยธรรมและจรรยาบรรณของผู้ดูแลผู้สูงอายุ
การดูแลแบบทดแทน สาเหตคุ วามเครียด ผลกระทบทีเ่ กิดข้ึนจากการดูแล ความต้องการของผู้ดูแล การดูแล
ตนเอง วธิ ีการจัดการความเครยี ด อย่างเหมาะสมของผ้ดู แู ลและกฎหมายท่เี ก่ียวข้องกบั ผู้ดูแล
วัตถุประสงค์ เพ่ือให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ ความเข้าใจ บทบาท จริยธรรมและ
จรรยาบรรณของผู้ดูแลผู้สูงอายุการ ดูแลแบบทดแทน สาเหตุความเครียด ผลกระทบที่เกิดข้ึนจากการดูแล
และความต้องการของผู้ดแู ล รวมทง้ั กฎหมายทเี่ กย่ี วข้องกบั อาชีพผู้ดูแล
รายวิชา
(1) การจัดการความเครยี ดของผู้ดูแล
- การดูแลแบบทดแทน
- การปอ้ งกันการกระทาความรุนแรงในครอบครัว
(2) การดูแลตนเอง
- การดูแลสขุ ภาพตนเอง
- เทคนคิ การผ่อนคลาย
(3) บทบาทผู้ดแู ล
57
(4) จรยิ ธรรมผู้ดแู ล
- จริยธรรมของผู้ดแู ลผูส้ ูงอายุ
- องคป์ ระกอบทางจริยธรรมในการดูแลผสู้ ูงอายุ
- การฝึกสมาธเิ บ้อื งตน้
(5) กฎหมายทเ่ี กย่ี วข้องกับผสู้ ูงอายุและผูด้ ูแล (แรงงาน)
วิธกี ารสอน/สอ่ื
- การบรรยาย คมู่ อื เอกสาร ใบงาน
- อภปิ รายกล่มุ
- การสอนสาธติ
- การฝกึ ปฏิบัติ
การประเมนิ ผล
- การสงั เกต
- การซักถาม
- การปฏิบตั ไิ ดอ้ ย่างถูกตอ้ ง
7. หมวดวชิ าการฝกึ ทักษะอาชีพ ด้านภาษาและคอมพิวเตอร์ จานวน 18 ชั่วโมง
ขอบข่ายหมวดวชิ า การสง่ เสริมผดู้ ูแลผูส้ งู อายุมีความรู้ ความเข้าใจ การส่ือสารและใช้
ภาษาในการดูแลผสู้ ูงอายุ เช่น ภาษา และคาศพั ท์เทคนิคเฉพาะเพื่อส่ือสารกับผ้สู ูงอายุและผ้เู ก่ียวขอ้ ง การใช้
คอมพิวเตอร์เบ้ืองตน้ แอพพลิเคชนั่
วัตถปุ ระสงค์
1. เพ่อื ให้ผู้เข้าอบรมสามารถใชค้ าศพั ท์เทคนิคเฉพาะทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกับการดูแลผสู้ งู อายุได้
2. เพื่อให้ผูเ้ ข้ารบั การอบรม มีความร้คู วามเข้าใจและสามารถใช้คอมพวิ เตอรเ์ บอื้ งตน้ ได้
รายวชิ า
(1) ทักษะทางภาษา (คาศัพท์เทคนิคเฉพาะ การสอ่ื สารเบ้ืองต้นที่เก่ยี วกบั การดูแลผสู้ ูงอาย)ุ
- คาศพั ท์เทคนคิ เฉพาะ
- การส่ือสารเบอื้ งต้นที่เก่ยี วกบั การดแู ลผู้สูงอายุ
(2) ทักษะด้านการใชด้ จิ ติ อลพน้ื ฐาน
- คอมพิวเตอร์
- แอพพลเิ คช่ัน
วิธกี ารสอน/สื่อ
- การบรรยาย
- การสอนสาธติ
- การทากิจกรรมกลุ่ม
58
การประเมนิ ผล
- การสังเกต
- การซกั ถาม
- สงั เกตทักษะในการใชค้ อมพิวเตอร์
8. หมวดวิชาการฝกึ ปฏบิ ตั ิงาน จานวน 40 ชว่ั โมง
ขอบข่ายหมวดวิชา
การฝึกปฏิบัติดูแลผู้สูงอายุ ในสถานดูแลผู้สูงอายุและการฝึกปฏิบัติในชุมชน การฝึก
ปฏบิ ัติงานจรงิ ตามองค์ความรู้ ในการดูแลผสู้ งู อายุตามกลมุ่ ศักยภาพ คอื
กลมุ่ ท่ี 1 ผ้สู งู อายุทช่ี ว่ ยเหลอื ตนเองได้ ช่วยเหลอื ผอู้ ื่น สงั คม และชุมชนได้ (ติดสงั คม)
กลมุ่ ท่ี 2 ผสู้ งู อายุทช่ี ่วยเหลือตนเองไดบ้ างส่วน (ติดบ้าน)
กลมุ่ ที่ 3 ผู้สูงอายุ ทช่ี ่วยเหลือตัวเองไดน้ ้อยหรือไมไ่ ดเ้ ลย พกิ าร ทุพลพลภาพ (ติดเตียง)
วัตถุประสงค์
เพ่ือให้ผู้ดูแลผู้สูงอายุ ความรู้ ความเข้าใจ มีทัศนคติที่ดีในการดูแลผู้สูงอายุ สามารถนา
ความรู้ทไ่ี ด้ มาประยุกต์ใช้ในการปฏิบตั ิการดแู ลผสู้ ูงอายไุ ดอ้ ย่างถูกต้องและเหมาะสมตามหลักวชิ าการอย่างมี
ประสิทธิภาพ
รายวชิ า
1. การฝึกปฏิบัติดูแลผสู้ งู อายุ
- การฝึกปฏบิ ัติในสถานดูแลผู้สูงอายุ (ปฏบิ ตั ิ 110 ชัว่ โมง)
- การฝึกปฏิบตั งิ านจรงิ ตามองค์ความรู้ ในการดแู ลผูส้ ูงอายุตามกลุม่ ศกั ยภาพ
กลุ่มที่ 1 ผู้สูงอายุท่ีช่วยเหลือตนเองได้ ช่วยเหลือผู้อื่น สังคม และชุมชนได้ (ติด
สังคม) เช่น ส่งเสริมสขุ ภาพผสู้ งู อายุ การจัดกิจกรรมนนั ทนาการ การสง่ เสรมิ ภูมปิ ัญญาพ้นื บา้ น
กลุ่มท่ี 2 ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้บางส่วนบ้าง (ติดบ้าน) เช่น การจัดกิจกรรม
ให้ความรู้และคาแนะนาเก่ียวกับโรคท่ีพบบ่อยในผู้สูงอายุ การใช้ยาในผู้สูงอายุ การช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุ
เบ้ืองต้น สขุ ภาพจิตกับผ้สู งู อายุ การคดั กรองภาวะซมึ เศรา้ และสมองเสื่อม
กลุ่มท่ี 3 ผู้สูงอายุช่วยเหลือตัวเองได้น้อยหรือไม่ได้เลย พิการ ทุพลพลภาพ (ติด
เตียง) เช่น การดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เนื่องจากความชรา หรือท่ีมีปัญหาระบบ
ทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ ระบบขับถ่าย ระบบอวัยวะสืบพันธ์ุ การจัดสภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสม
สาหรบั ผู้สูงอายุ (เช่น บริเวณเตยี ง ห้องพักผู้สูงอาย)ุ
2. การฝึกปฏิบตั ใิ นชุมชน (ปฏิบตั ิ 110 ช่ัวโมง)
กลุ่มที่ 1 ผู้สูงอายุท่ีช่วยเหลือตนเองได้ ช่วยเหลือผู้อื่น สังคม และชุมชนได้ (ติด
สังคม) เช่น การส่งเสรมิ สุขภาพผ้สู ูงอายุ การจัดกิจกรรมนันทนาการ การส่งเสรมิ ปัญญาพนื้ บา้ น
59
กลุ่มท่ี 2 ผู้สูงอายุท่ีช่วยเหลือตนเองได้บ้าง (ติดบ้าน) เช่น การจัดกิจกรรมการให้
ความรู้ และคาแนะนาเกี่ยวกับโรคท่ีพบบ่อยในผู้สูงอายุ การใช้ยาในผู้สูงอายุ การช่วยเหลือผู้ดูแลผู้สูงอายุ
เบือ้ งตน้ สขุ ภาพจติ กบั ผู้สงู อายุ การคัดกรองภาวะเครียดและสมองเสื่อม
กลมุ่ ท่ี 3 ผสู้ ูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยหรือไม่ได้เลย พิการ ทุพพลภาพ (ตดิ เตยี ง)
เช่น การดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุ ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เน่ืองจากความชราภาพที่มีปัญหา ระบบทางเดิน
อาหาร ระบบทางเดินหายใจ ระบบขับถ่าย ระบบอวัยวะสืบพันธ์ุ การจัดสภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมสาหรับ
ผสู้ งู อายุท้งั ภายในและ ภายนอกอาคาร
วิธกี ารสอน/ส่อื
1. การฝกึ ปฏบิ ัตงิ าน
การประเมินผล
1. การสังเกต
2. การซักถาม
3. การประเมินภาคทฤษฎี
4. การประเมินภาคปฏบิ ตั ิ
การวัดผลและประเมินผลการอบรม
1. วัตถปุ ระสงค์ เพ่ือประเมนิ วัดระดับความรู้ ความเข้าใจ คุณธรรม จรยิ ธรรม และการ
ปฏบิ ัตใิ นการดแู ลผู้สูงอายุ เพ่ือใหไ้ ด้ ผ้ดู แู ลผู้สงู อายทุ ่ีมีคุณภาพ และมปี ระสทิ ธิภาพในการปฏบิ ตั งิ าน เพือ่
คณุ ภาพชีวิตทดี่ ีของผ้สู ูงอายุ
2. วิธีการทดสอบ
2.1 แบบประเมินภาคทฤษฎี
2.2 แบบประเมินภาคปฏิบตั ิ
3. การประเมินผล มเี กณฑ์ในการประเมนิ ดงั น้ี
3.1 ผ่านเกณฑ์การประเมนิ ภาคทฤษฎี ไม่น้อยกว่า รอ้ ยละ 80
3.2 ผา่ นเกณฑ์การประเมินภาคปฏบิ ตั ิ ไมน่ ้อยกว่า ร้อยละ 80
วทิ ยากร
คุณวุฒขิ องวิทยากร
เป็นบคุ ลากรทางการแพทย์และสาธารณสขุ พยาบาลวชิ าชพี นกั โภชนาการ นกั จติ วิทยา หรอื
วชิ าชีพที่ตรงตามสาขาทีส่ อน
คุณสมบตั ิและประสบการณ์ของวทิ ยากร
- มีความสามารถในการถ่ายทอด
- มีคณุ ธรรม จริยธรรม มมี นุษย์สมั พนั ธ์ดี มีการพฒั นาความรู้ตวั เอง สามารถสร้างความ
เชื่อม่ันให้ผู้เขา้ อบรมและมีใจให้ความรู้
วิทยากรผู้ชว่ ยภาคปฏิบตั ิ
60
- มีประสบการณ์ตรงหรือมีประสบการณ์ในอาชีพอย่างน้อยผ่านการอบรมหลักสูตรผู้ดูแล
ผู้สูงอายุ 420 ชวั่ โมง และมีประสบการณ์ในการดแู ลผู้สูงอายอุ ย่างตอ่ เน่ือง 2 ปี ขึน้ ไป
แนวคดิ ทฤษฎีเก่ยี วกบั การบริหาร (Management)
ในการศึกษาวิจัย เร่ือง รูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุในอาเภอบ้านไผ่ จังหวัด
ขอนแก่น: กรณีศึกษาหลักสูตรการฝึกอบรมผู้ดูแลผู้สูงอายุ ผู้วิจัยในฐานะผู้บริหารสถานศึกษาท่ีต้องการหา
รูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตท่ีดีของผู้สูงอายุ โดยการใช้กระบวนการบริหารเพ่ือให้การดาเนินงานเป็นไป
ตามเป้าหมายและเพือ่ ใหไ้ ดร้ ปู แบบการพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ทด่ี ขี องผูส้ ูงอายุ แนวคิดในการบรหิ าร มีดังน้ี
ความหมายของการบริหาร
“การบริหาร” หรือ “การจัดการ” เป็นคาท่ีมีความหมายเหมือนกันและใช้แทนกันได้ โดยคา
ภ าษาอังกฤษ ท่ีมักใช้เรียกในความหมายของการบริหาร มีอยู่ 2 คา คือ Management และ
Administration ส่วนมากคาว่า Management มักจะใช้ในทางธุรกิจ ซึ่งหมายถึง การนาเอานโยบายไป
ปฏิบัติ โดยมีการกาหนดแบบงาน วิธีการทางาน และการใช้ปัจจัยหรือทรัพยากรต่างๆ ซึ่งเรียกว่า การ
จัดการ ส่วนคาว่า Administration มักเน้นการบริหารเกี่ยวกับนโยบาย มักนิยมใช้ในทางราชการ เช่น
Public Administration มนี ักวิชาการได้ใหค้ วามหมายการบริหาร ดังนี้
Simon (1997: 10) กล่าวไว้ว่า การบริหาร หมายถึง ศิลปะในการทาให้สิ่งต่างๆ ได้รับการ
กระทาจนเป็นผลสาเร็จ กล่าวคือ ผู้บริหารไม่ใช้เป็นผู้ปฏิบัติ แต่เป็นผู้ใช้ศิลปะทาให้ผู้ปฏิบัติทางานจนสาเร็จ
ตามจุดมุ่งหมายท่ีผูบ้ รหิ ารตดั สนิ ใจเลอื กแลว้
จฑุ า เทยี นไทย (2554: 4) ได้กล่าวถึงการบริหารจัดการ หมายถงึ การเสริมพลังอานาจใน
การตัดสินใจ (Empowerment) การรื้อปรับระบบ (Reengineering) การบริหารงานเชิงคุณภาพ
เบ็ดเสร็จ/โดยรวม (Total Quality Management) และปรับลดขนาดองค์การ (Dowsizing) โดยผู้บริหาร
ต้องทาหน้าที่การจัดองค์การ (Organizing) การจัดคนเข้าทางาน (Staffing) การวางแผน (Planning) และ
การควบคุม (Controlling)
พระมหาจิรายทุ ธ ปโยโค (2561) ได้สรุปวา่ การบรหิ ารมแี นวคิดมาจากธรรมชาติของมนุษย์
ที่เป็นสัตว์สังคมท่ีอาศัยยู่รวมกันเป็นกลุ่มโดยจะต้องมีผู้นากลุ่มและมีแนวทางหรือวิธีการควบคุมดูแลซ่ึงกัน
และกันภายในกลุ่มเพ่ือให้เกิดความสันติสุขและความสงบเรียบร้อย ซึ่งอาจเรียกว่าผู้บริหารและการ
บริหารงานตามลาดับ ดังนัน้ ท่ีใดมีกลุ่มสังคมย่อมมีการบริหาร นอกจากน้ันคาว่า การบริหารรวมท้ังคาอ่ืนๆ
อีกหลายคาเป็นต้น ซึ่งเรียกว่า การปกครอง (Government) การบริหารการพัฒนา การจัดการและการ
พัฒนา (Development) หรือคาว่าการบริหารการบริการ (Service Administration) เป็นการบริหาร
จิ ต ส านึ ก ห รือ ค ว าม รู้ผิ ด รู้ช อ บ (Consciousness Administration) บ ริห ารคุ ณ ธ รรม (Morality
Administration) และการบริหารการเมือง (Politics Administration) ท่ีเป็นคาในอนาคตท่ีอาจถูกนามา
เรียกใช้ได้ คาเหล่าน้ีล้วนมีความหมายใกล้เคียงกัน ข้ึนอยู่กับผู้มีอานาจแต่ละยุคแต่ละสมัยที่จะนาคาใดคา
61
หน่ึงมาใช้โดยอาจมีจุดเน้นท่ีแตกต่างกันไปบ้าง อย่างไรก็ตามทุกคาดังท่ีกล่าวมานี้ มักจะนามาใช้ในภาครัฐ
ประกอบด้วย
1. การดาเนนิ งาน การปฏบิ ตั งิ าน แนวทาง วธิ กี ารหรอื มรรควธิ ี
2. ที่หน่วยงานของรัฐ และ/หรือ เจ้าหน้าท่ีของรัฐนามาใช้ในการบริหารราชการหรือ
ปฏบิ ตั ิงาน
3. ตามวัตถุประสงคท์ ก่ี าหนดไว้
4. เพื่อนาไปสู่จุดหมายปลายทางหรือการเปล่ียนแปลงในทิศทางที่ดีข้ึนกว่าเดิม เพ่ือนา
องคก์ รไปสู่จดุ หมายปลายทางในอนาคต
ประโยชนข์ องการบรหิ ารจดั การ
การบรหิ ารจัดการก็คอื การควบคุมแตล่ ะสว่ นขององคก์ รให้สามารถขบั เคล่ือนไปได้ ส่วนน้ีเป็นการ
แสดงประโยชน์ของการบริหารจัดการ มดี งั น้ี และแสดงตามแผนภาพที่ 3 (Tiger. 2563)
1. ผลงาน โดยผลงานก็เป็นสิ่งท่ีสาคัญท่ีสุด เพราะในส่วนน้ีการมีผู้บริหารจัดการที่ดีก็คือ
การหาคนมาดูแลว่าเป้าหมายหรือผลงานที่เราอยากได้จะมีคนรับผิดชอบที่ชัดเจน ถึงแม้ผู้บริหารจัดการจะ
ไม่ได้มีหนา้ ทต่ี ้องทางานเฉพาะส่วนโดยตรง แต่กม็ คี วามรับผดิ ชอบที่ทาให้ผลงานออกมาดี
2. ประสิทธิภาพการทางานเป็นทีม ประโยชน์หลักของการทางานเป็นองค์กรก็คือการที่คน
หลายคนสามารถร่วมงานกันเพื่อเพิ่มผลผลิตของการทางาน อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกองค์กรหรือทุกทีมท่ี
สามารถร่วมงานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาเช่นเร่ืองการแบ่งหน้าที่ การส่ือสาร หรือการจัดตารางการ
ทางาน ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ทาให้คนในองค์กรไม่สามารถทางานกันเป็นทีมได้ดี หน้าที่ของการบริหารจัดการก็คือ
การแก้ปัญหาเหล่านี้
3. การพัฒนาบุคลากร บุคลากรคือปัจจัยสาคัญขององค์กร และข้อได้เปรียบหลักของการมี
พนักงาน (เปรียบเทียบกับเคร่ืองจักร) ก็คือพนักงานสามารถพัฒนาได้ หมายความว่าในขณะที่เคร่ืองจักร
มักจะเสื่อมสภาพ บุคลากรจะเพิ่มคุณค่าได้ปีต่อปี ซ่ึงหน้าท่ีของการบริหารจัดการก็คือการพัฒนาบุคลากร
เหล่านี้ให้ไปในทิศทางท่ีถูก ตั้งแต่การวางแผนการทางาน การต้ัง KPI การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการจัด
อบรม
4. ความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติงาน ความสาคัญความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติงานมีผลกระทบต่อ
ประสิทธิภาพการทางาน อย่างน้อยท่ีสุดหากผู้ปฏิบัติงานไม่พึงพอใจก็อาจจะทางานได้ช้าไม่มีแรง
กระตือรือร้น และในกรณีท่ีแย่หน่อยผู้ปฏิบัติงานก็อาจจะขัดขวางการทางานของแผนกอื่น หรืออาจจะ
ลาออกไปเลย ซ่ึงก็ทาให้กระบวนการทางานขัดข้อง การบริหารจัดการก็คือการทาความเข้าใจความต้องการ
ของผูป้ ฏบิ ตั งิ านแต่ละคน เชน่ การตง้ั เป้าหมายการทางาน การให้รางวลั หรอื แมแ้ ต่การให้สวัสดกิ าร
ประโยชน์ของการบริหารจัดการมีมากกว่าผลลัพธ์ท่ีดีต่อปัจจัยด้านบุคลากร ผู้บริหารมีหน้าที่ใน
การจัดการองค์กรและวางแผนการบริหารด้วย อย่างไรก็ตามกระบวนการทางานขององค์กรส่วนมากก็ต้อง
62
พึ่งพาบุคลากรในการดูแลฟันเฟืองจุดเล็กจุดน้อย ข้อยกเว้นท่ีเห็นได้บ่อยได้แก่ บริหารจัดการด้านการเงิน
และดา้ นทรัพยากร
ผลงาน
ประสิทธิภาพการทาํ งานเป็ นทมี
การพฒั นาบุคลากร
ความพงึ พอใจของผ้ปู ฏิบัตงิ าน
แผนภาพที่ 1 ประโยชน์ของการบรหิ ารจัดการ
2. แนวคิด ทฤษฎกี ารบริหาร
2.1 กระบวนการบรหิ ารแบบ POSDCoRB
จารุวรรณ สินธุโสภณ (2527: 27) กล่าวว่า “การบริหารมีลักษณะที่เป็นทั้งศาสตร์
และศิลป์ คือมีปรัชญาและแนวความคิดระบบกระบวนการต่างๆ ที่กาหนดได้เป็นทฤษฎี จากน้ันจึงนาทฤษฎี
มาประยุกต์ใช้ตามความชานาญ” ในแง่การบริหารห้องสมุดและศูนย์การเรียนรู้ จึงหมายถึง การท่ีผู้บริหาร
ต้องมีแนวคิด และรูปแบบระบบกระบวนการต่างๆ เพ่ือกาหนดขึ้นเป็นทฤษฎีหรือนโยบายในการปฏิบัติงาน
ภายในห้องสมุดและศูนย์สารสนเทศก่อน จากน้ันจึงนาทฤษฎีหรือนโยบายดังกล่าวมาใช้ปฏิบัติ ให้บรรลุผล
ตามเป้าหมายท่ีต้ังไว้ ท้ังน้ีแนวทาง วิธี หรือทฤษฎีดังกล่าวจะต้องสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ วัตถุประสงค์ของ
องค์กรที่ห้องสมุดและศูนย์สารสนเทศนั้นสังกัดอยู่ ผู้บริหารต้องศึกษาและทาความเข้าใจในขอบเขตของงาน
บรหิ ารงานห้องสมุดและศูนยส์ ารสนเทศ งานและบริการต่างๆ ภายในองค์กรคือห้องสมุดและศูนย์สารสนเทศ
อย่างถ่องแท้ ว่ามีงานอะไรบ้าง ลักษณะงานเป็นอย่างไร มีวิธีดาเนินงานอย่างไร มีความสัมพันธ์กับงานใดอีก
บ้าง ปัญหาที่มักเกิดจะสามารถป้องกันและแก้ปัญหาได้อย่างไร รวมไปถึงการประเมินการดาเนินงานทั้ง
ระหวา่ งดาเนนิ งาน และผลลพั ธท์ ี่ได้
มีนักวิชาการหลายท่านได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับหน้าที่หรือกระบวนการบริหารไว้หลาย
แนวทาง แต่แนวความคิดที่แพร่หลายที่สุดเป็นแนวความคิดของนักธุรกิจที่ช่ือ Luther Gulick และ
63
Lyndall Urick (จารุวรรณ สินธุโสภณ. 2527: 32) กระบวนการบริหารตามแนวความคิดน้ีได้ระบุ
กระบวนการบริหาร 7 ขอ้ คือ
1) การวางแผน (Planning)
2) การจดั การองค์การ (Organizing)
3) การจัดคนเข้าทางาน (Staffing)
4) การสัง่ การ (Directing)
5) การประสานงาน (Co-ordinating)
6) การรายงาน (Reporting)
7) การงบประมาณ (Budgeting)
หรือที่เรียกโดยย่อว่า POSDCoRB ซ่ึงมีรายละเอียดของกระบวนการแต่ละขั้นตอนใน
งานบรหิ ารหอ้ งสมดุ และศนู ย์สารสนเทศ ดงั นี้
1) การวางแผน (Planning) คือ การกระทาหน้าที่การจัดการเก่ียวกับการกาหนด
วัตถุประสงค์ นโยบาย พันธกิจ วิสัยทัศน์ แผนงานโครงการ และการกาหนดกลยุทธ์สาหรับการปฏบิ ัติงาน
และ ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้บริการแก่บุคลากรภายในองค์กรท่ีสังกัดอยู่ และส่งเสริม
วัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายขององค์กร หรือของหน่วยงานท่ีสังกัดอยู่ และตอบสนองบทบาท หน้าท่ีของ
ห้องสมุดและศูนย์สารสนเทศที่มุ่งให้ผู้ใช้ได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและบริการหลากหลายท่ีมี สาหรับ
การศึกษาค้นคว้า อย่างมีทักษะ หรือการรู้สารสนเทศ เพื่อนาไปสู่การสร้างนวัตกรรมในสังคมแห่งการเรียนรู้
(น้าทิพย์ วิภาวิน. 2548: 126) การวางแผนจะต้องมีความยืดหยุ่น สามารถปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงได้
เสมอ ในกรณีท่ีเม่ือประเมินแล้วการดาเนินงานมีจุดบกพร่อง ไม่บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ซ่ึงผู้บริหารสามารถ
ใชเ้ ครือ่ งมือทางการบริหาร เชน่ TQM หรอื BSC มาปรบั ใชก้ ับงานบริหารหอ้ งสมดุ ใหเ้ กดิ ประสิทธิภาพได้
2) การจัดการองค์กร (Organizing) หมายถึง การกาหนดกิจกรรมต่างๆในห้องสมุด
โดยแยกเป็นกลุ่มๆ ตามลักษณะงานที่เหมือนกัน ซึ่งอาจแยกเป็นแผนก กอง ฝ่าย เป็นต้น แต่การจัดองค์กร
นั้น จะต้องศึกษาถึงลักษณะงานทั้งหมดก่อน เพื่อกาหนดกลุ่มงานให้ครอบคลุม และครบถ้วนการจัดองค์กร
เป็นการกาหนดว่าแต่ละแผนกจะมีหน้าทีร่ ับผิดชอบงานเร่ืองใด ควรอย่ภู ายใต้สิ่งแวดล้อมใด ใช้วสั ดุ อุปกรณ์
ใดบ้าง งานสัมพันธ์กับแผนกงานใด ถือเป็นการป้องกันความสับสน ซ้าซ้อนในการทางาน และถือเป็นการ
ประหยัดงบประมาณในกรณีท่ีแต่ละแผนกงานสามารถใช้สถานที่ วัสดุ และอุปกรณ์ร่วมกันได้ ในการจั ด
องค์กรในห้องสมุดสามารถจดั แบ่งได้ โดยพจิ ารณาตามลักษณะงาน ดงั ตอ่ ไปนี้
(1) ตามลักษณะการใหบ้ รกิ าร เชน่ บริการใหย้ ืม บรกิ ารแนะนาการอา่ น
(2) ตามลกั ษณะของผรู้ บั บริการ เชน่ บรกิ ารสาหรับเดก็ สาหรับผพู้ ิการ
(3) ตามกระบวนการทางาน เช่น แผนกคดั เลือก แผนกจดั ซ้อื แผนกวิเคราะหแ์ ละทา
รายการ
(4) ตามลักษณะหน้าท่/ี ประเภทของงาน เช่น แผนกบุคคล แผนกการเงนิ
64
(5) ตามตาแหนง่ ท่ตี ั้งทาการ เช่น ห้องสมุดกลาง ห้องสมุดประชาชน
(6) ตามช่วงเวลาทาการ เช่น บริการภาคเชา้ บริการภาคค่า
การจัดองค์กรนี้สามารถนาเสนอเป็นแผนผังโครงสร้างองค์กรได้ เพื่อให้เห็นภาพท้ังหมด
ของงานและตรวจสอบได้ว่าที่มีอยู่ครบถ้วนหรือไม่ บุคลากรทาความเข้าใจกับสายงานได้ว่าแต่ละคนอยู่
ภายใต้บังคับบัญชาของใคร นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อการคิดค้นพัฒนาเทคนิคหรือวิธีหรือเทคโนโลยี หรือ
นวตั กรรมใหมต่ า่ งๆ อนั จะเปน็ ประโยชนใ์ นการปฏบิ ตั งิ าน
3) การจัดคนเข้าทางาน (Staffing) หมายถึง การสรรหา คัดเลือกบุคคลเข้าทางานให้
เหมาะสมกับงาน ดังวลีที่ว่า “Put the right man in the right job” เพื่อให้การทางานบรรลุผลท่ีได้ตั้งไว้
เพราะทรัพยากรมนุษย์ คือผู้ที่ใช้งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ ดาเนินงานตามแบบแผนท่ีได้สร้างข้ึน ซ่ึงจะ
ประสบผลสาเร็จและบรรลุเป้าหมายหรือไม่น้ัน ขึ้นอยู่กับว่าหน่วยงานหรือองค์กรน้ันมีทรัพยากรบุคคลที่มี
ความสามารถ และกระบวนการพฒั นาทีม่ ีประสทิ ธิภาพมากน้อยเพยี งใด ในการบรหิ ารงานบุคคลในหอ้ งสมุด
เริ่มจากการวางแผนในเรื่องคุณลักษณะบุคลากรแต่ละแผนก กาหนดตาแหน่งและเงินเดือน สรรหาคนเข้า
ทางานและทาการคัดเลือกโดยวิธีการตามกฎระเบียบของห้องสมุดและศูนย์สารสนเทศ หรือตามกฎระเบียบ
ของหน่วยงาน มอบหมายงานด้วยการปฐมนิเทศ ให้คู่มือการปฏิบัติงาน รวมไปถึงการจัดให้มีการฝึกอบรม
ศักยภาพของบุคลากร และประเมินศักยภาพของบุคลากรดว้ ยปริมาณและคุณภาพของงานตามความสมควร
4) การส่ังการ (Directing) เป็นขั้นตอนท่ีผู้บริหารมีการสั่งการ หรือมอบหมายงานให้
บุคลากรปฏิบัติงานบรรลุผลที่ได้ตั้งไว้ ซ่ึงการสั่งงานน้ีต้องชัดเจนและเข้าใจง่าย การจัดทาระเบียบ หรือคู่มือ
จะช่วยให้ดาเนินงานตามต้องการได้ดียิ่งขึ้น ในสภาพปัจจุบันการส่ังการจะไม่ได้กระทาในรูปแบบคนสู่คน
อย่างเดียวอีกต่อไป และจะเป็นการส่ังการผ่านเครื่องมือ หรือ Tools ต่างๆ ซ่ึงจะช่วยให้เกิดความสะดวก
รวดเร็ว ประหยัดทรัพยากร และท่ัวถึงมากกว่า นอกจากน้ีการสั่งการยังหมายถึงการควบคมุ เพ่ือให้เกิดการ
ทางานตามปรมิ าณและคณุ ภาพท่ีตอ้ งการตามเวลาที่กาหนดและภายในงบประมาณท่ีตง้ั ไว้
5) การประสานงาน (Co-ordinating) เป็นกระบวนการให้บุคลากรเกิดความเข้าใจ
ร่วมกัน แม้จะทางานแยกจากกันตามหน้าที่ให้เป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน ประสบผลสาเร็จร่วมกัน สร้าง
ความสัมพันธ์ระหว่างคนในแผนกเดียวกัน และต่างแผนก เป็นการให้ความรู้และความเข้าใจในหน้าท่ีและ
บทบาทของคนทางานในแผนกเดียวกันและต่างแผนก ทาให้บุคลากรเข้าใจบทบาทของตนต่อองค์กร ทาให้
เกิดความร่วมมือ การประสานงานนั้นอาจกล่าวได้อีกทางหนึ่งว่าคือการสื่อสาร ซึ่งจาแนกออกเป็นประเภท
และมีรายละเอียดแตกต่างกนั ไปดงั ต่อไปน้ี
การส่ือสาร คือการส่งข่าวสารจากบุคคลหน่ึงไปยังบุคคลหน่ึงหรือหลายคน เพ่ือให้เกิด
ความเข้าใจตรงกัน ซึ่งการสื่อสารอาจอยู่ในรูปการพูด อ่าน เขียนและท่าทาง การสื่อสารขององค์กรแบ่ง
ออกเป็นประเภทต่างๆ ดังต่อไปนี้
65
(1) การติดต่อส่ือสารภายใน หรือการติดต่อระหว่างบุคคลภายในห้องสมุดและศูนย์
สารสนเทศ โดยมีวัตถุประสงค์ให้บุคลากรทราบข่าวความเคล่ือนไหว เพื่อการชี้แจงนโยบาย กฎ ระเบียบให้
เข้าใจตรงกัน หรือร่วมกนั แสดงความคิดเห็น ต้องการใหค้ นไดต้ ิดตอ่ ส่อื สาร แลกเปลย่ี นความคิดเห็นกัน ซ่ึง
การตดิ ต่อสือ่ สารในแง่การบริหารด้วย Tools ประเภทตา่ งๆ เชน่ Social Network Google เป็นตน้
(2) การติดต่อสื่อสารภายนอก คือการติดต่อส่ือสารกันระหว่างห้องสมุดและศูนย์การ
เรียนรู้กับบุคคลภายนอก เพื่อเผยแพร่ข่าวสารให้เกิดความเข้าใจในกิจการ ท้ังที่ยังหมายความถึงการโฆษณา
หอ้ งสมดุ และศูนย์สารสนเทศตามหลกั การบริหารยุคใหม่ ซึ่งหากเกิดข้อผิดพลาดจะทาให้เสยี ความเชอ่ื ถือจาก
บุคคลภายนอก การส่ือสารถือเปน็ เคร่ืองมือสาคัญในการบริหารงาน ช่วยให้เกิดความเข้าใจระหวา่ งผู้บรหิ าร
และบุคลากร สร้างความสัมพันธ์อันดอี ันจะส่งผลดีตอ่ การปฏิบัติงาน ฉะน้ันรูปแบบ และวธิ ีการบริหารจึงเป็น
องค์ประกอบสาคัญท่ีจะส่งผลต่อประสิทธิผลของการประสานงาน ดังนั้นการส่ือสารจึงได้รับความสนใจ
และพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก ผู้บริหารห้องสมุดและศูนย์สารสนเทศจึงต้องศึกษาเทคโนโลยี
ใหมเ่ หลา่ น้ี แล้วพิจารณาปรับใช้กบั งานในห้องสมดุ รวมไปถงึ จงู ใจและแสดงใหเ้ หน็ ขอ้ เดน่ แกบ่ คุ ลากร
6) การรายงาน (Reporting) เป็นรายงานต่อหน่วยงานท่ีสังกัดเชน่ สถานศึกษาที่ห้องสมุด
สงั กัดอยู่หรือศูนย์สารสนเทศท่ีบรรณารักษ์ทางานอยู่ รวมไปถึงแสดงผลการรายงานสู่ผู้ใช้และสังคมภายนอก
เพื่อรวบรวมข้อมูลการปฏิบัติงาน ตลอดจนกิจกรรมภายใน และบุคลากรในหน่วยงาน การปฏิบัติงานและ
ผลงาน เพ่ือเป็นการสร้างหลักฐาน เพื่อเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานและใช้ประกอบพิจารณางานอื่นๆ
ต่อไป
7) การงบประมาณ (Budgeting) หน้าที่ทางด้านการเงินของผู้บริหารห้องสมุดและศูนย์
สารสนเทศส่วนใหญ่เป็นเร่ืองการควบคุม และอนุมัติการใช้จ่ายเงินซึ่งได้รับจัดสรรมาจากฝ่ายบริหารของ
หนว่ ยงานหลกั ตามแผนการเงินท่ีหอ้ งสมุดไดจ้ ัดทาเสนอฝา่ ยบรหิ ารไว้ รายได้และรายจ่ายของห้องสมดุ และ
ศูนย์สารสนเทศประกอบดว้ ย เงินงบประมาณ คือ เงินท่ีได้รับการจัดสรรจากองค์การหรือหน่วยงานตามแผน
ที่ได้กาหนดลว่ งหน้า เงนิ ท่ีได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ ซ่ึงกาหนดไว้ในข้อตกลงระหวา่ งห้องสมุดกับผู้ใช้บริการ
เช่น เงินค่าสมัครสมาชิกประจาปี เงินค่าปรับเมื่อหนังสือสูญหายเป็นต้น และเงินที่ได้รับจากการบริการหรือ
กิจกรรม ท่เี กดิ จากความต้องการของผู้ใช้ รายจา่ ยของสถานศึกษาจะมรี ายจา่ ยในด้านตา่ งๆ ดังตอ่ ไปนี้
(1) เงินเดอื น ค่าจ้าง คา่ ตอบแทนที่จา่ ยให้แก่บุคลากรประจาหรือผชู้ ่วยปฏบิ ตั ิ
งานชั่วคราว
(2) ค่าจัดหาวสั ดุ ครภุ ณั ฑ์ อปุ กรณ์ตา่ งๆ ในการปฏบิ ตั ิงาน
(3) บารงุ และสร้างสถานท่ี รวมไปถึงวสั ดคุ รุภัณฑ์และอุปกรณต์ ่างๆ
(4) คา่ สาธารณปู โภค
(5) คา่ พาหนะตดิ ต่อ
(6) ค่าใชจ้ ่ายในการประชาสมั พันธ์
(7) ค่าพิธกี าร การรบั รอง
(8) ค่าบารุงกจิ การต่างๆ เพือ่ ประโยชนข์ องงานห้องสมุด
66
ในการจัดเตรียมงบประมาณน้ัน ผบู้ ริหารจะต้องดาเนนิ การด้วยความรอบคอบ มองเห็นแผนท้ัง
ในระยะสั้นและระยะยาว รวมไปถึงมาตรการควบคุมการใช้จ่ายท่ีมีประสิทธิภาพรัดกุม เพ่ือให้การใช้
งบประมาณหรือเงินรายได้ของห้องสมุดและศูนย์สารสนเทศให้เกิดให้เป็นไปตามวงเงินท่ีได้รับอนุมัติ เกิด
ประสิทธิภาพสูงสุดและป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น โดยการจัดเตรียมงบประมาณน้ัน จะต้องพิจารณา
คู่มือในการจัดเตรียมงบประมาณ อัตราค่าใช้จ่ายในแต่ละด้าน พระราชบัญญัติต่างๆ ที่เก่ียวข้อง จากน้ันจึง
ดาเนินการจดั เตรียมแผนงบประมาณต่อไป
2.2 แนวคิด ทฤษฎีในการบริหารคณุ ภาพ
การบริหารงานอย่างมีคุณภาพหรือวงจรคุณภาพ (PDCA) จัดเป็นกิจกรรมปรับปรุง และ
พัฒนางานให้มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย การวางแผน การดาเนินการตามแผน การตรวจสอบ และการ
ปรับปรุงแก้ไข ผู้ศึกษาได้ศึกษาค้นคว้าหน่วยงานทางการศึกษาและนักการ ศึกษาท่ีได้กล่าวถึง วงจรคุณภาพ
(PDCA) ดงั ต่อไปนี้
เดมมิ่ง (Deming in Mycoted. 2004) ได้กล่าวไว้ว่า การจัดการอย่างมีคุณภาพเป็น
กระบวนการที่ดาเนนิ การต่อเน่ือง เพือ่ ให้เกิดผลผลิตและบริการท่ีมีคุณภาพขึ้น โดยหลักการทเ่ี รยี กวา่ วงจร
คุณภาพ (PDCA) หรือวงจรเดมม่ิง ซ่ึงประกอบด้วย 4 ข้ันตอน คือ 1) การวางแผน 2) การปฏิบัติตาม
แผน 3) การตรวจสอบ และ 4) การปรับปรงุ แกไ้ ข ดังนี้
1) Plan (ขั้นตอนการวางแผน) หมายถึง ข้ันตอนการวางแผนครอบคลุมถึงการกาหนด
กรอบหัวข้อท่ีต้องการปรับปรุงเปล่ียนแปลง ซ่ึงรวมถึงการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ การแก้ปัญหาท่ีเกิดขึ้นจากการ
ปฏบิ ัติงาน ฯลฯ พร้อมกับพิจารณาว่ามคี วามจาเป็นตอ้ งใช้ข้อมลู ใดบ้างเพือ่ การปรับปรุงเปลยี่ นแปลงนั้น โดย
ระบุวธิ ีการเก็บข้อมูลและกาหนดทางเลือกในการปรับปรุงให้ชัดเจน ซึ่งการวางแผนจะช่วยให้กจิ การสามารถ
คาดการณ์สิ่งท่ีเกิดข้ึนในอนาคต และช่วยลดความสูญเสียต่างๆ ท่ีอาจเกิดขึ้นได้ท้ังในด้านแรงงาน วัตถุดิบ
การทางาน เงิน และเวลา
2) Do ขั้นตอนการปฏิบัติ (ขั้นตอนการปฏิบัติ) หมายถึง การลงมือปรับปรุง
เปล่ียนแปลงตามทางเลือกท่ีได้กาหนดไว้ในขั้นตอนการวางแผน ซึ่งในข้ันตอนน้ตี ้องมีการ ตรวจสอบระหวา่ ง
การปฏิบตั ดิ ว้ ยวา่ ได้ดาเนนิ ไปในทศิ ทางทตี่ ้งั ใจหรอื ไม่
3) Check (ขั้นตอนการตรวจสอบ) หมายถึง การประเมินผลท่ีได้รับจากการ ปรับปรุง
เปลี่ยนแปลงเพ่ือให้ทราบว่า ในขั้นตอนการปฏิบัติงานสามารถบรรลุเป้าหมายหรือ วัตถุประสงค์ท่ีได้กาหนด
ไว้หรือไม่แต่สิ่งสาคัญก็คือ ต้องรู้ว่าจะตรวจสอบอะไรบ้างและบ่อยครั้ง แค่ไหน เพ่ือให้ข้อมูลท่ีได้จากการ
ตรวจสอบเปน็ ประโยชน์สาหรบั ขน้ั ตอนถดั ไป
4) Action ข้ันตอนการดาเนินงานให้เหมาะสม (ขั้นตอนการดาเนินงานให้ เหมาะสม)
หมายถึง ข้ันตอนการดาเนินงานให้เหมาะสมจะพิจารณาผลท่ีได้จากการตรวจสอบ ซึ่งมีอยู่ 2 กรณีคือ ผลท่ี
เกิดข้ึนเป็นไปตามแผนท่ีวางไว้หรือไม่เป็นไปตามแผนท่ีวางไว้ หากเป็นกรณีแรก ก็ให้นาแนวทางหรื อ
กระบวนการปฏิบัติน้ันมาจัดทาให้เป็นมาตรฐาน พร้อมท้ังหาวิธีการที่จะปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งอาจ
67
หมายถึงสามารถบรรลุเปา้ หมายได้เร็วกว่าเดิม หรอื เสยี คา่ ใช้จ่ายนอ้ ยกว่าเดิม หรือท่ที าให้คุณภาพดีย่ิงขึ้นก็ได้
แต่ถ้าหากเป็นกรณีที่สอง คือ ผลท่ีได้ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ตามแผนที่วางไว้ควรนาข้อมูลท่ีรวบรวมไว้มา
วิเคราะห์และพิจารณาว่า ควรจะดาเนินการอย่างไร เช่น มองหาทางเลือกใหม่ท่ีน่าจะเป็นไปได้ใช้ความ
พยายามให้มากขน้ึ กว่าเดมิ ขอความชว่ ยเหลือจากผรู้ ู้หรอื เปลย่ี นเป้าหมายใหม่ เป็นตน้
พรสวรรค์ ศิริวัฒน์ (2554: 25) ได้กล่าวถึง กิจกรรมการปรับปรุงและการใช้การ บริหาร
วงจร PDCA ประกอบด้วย การวางแผน การนาแผนไปปฏิบัติ การตรวจสอบ และการปฏิบัติการแก้ไขผล
การปฏิบัติงานซึ่งถ้าหากกระบวนการบริหารหรือผลการปฏิบัติงานท่ีได้ยังไม่ บรรลุผลสาเร็จก็จะมีการ
ทบทวนแผนการเร่ิมต้นใหม่อีกคร้ังหนึง่
ประโยชน์ของ วงจรคุณภาพ (PDCA)
1. การวางแผนงานก่อนการปฎิบัติงาน จะทาให้เกิดความพร้อมเม่ือได้ ปฏิบัติงานจริง
การวางแผนงานควรวางใหค้ รบ 4 ข้ัน ดังนี้
1) ข้ันการศึกษา คือ การวางแผนศึกษาข้อมูล วิธีการ ความต้องการ ของตลาด ข้อมูล
ดา้ นวตั ถดุ ิบ ดา้ นทรพั ยากรทม่ี อี ยูห่ รือเงนิ ทุน
2) ข้ันเตรียมงาน คือ การวางแผนการเตรียมงานด้านสถานที่ การออกแบบผลิตภัณฑ์
ความพรอ้ มของพนกั งาน อปุ กรณ์ เครอ่ื งจกั ร วตั ถุดิบ
3) ข้ันดาเนินงาน คือ การวางแนวทางการปฏิบัติงานของแตล่ ะส่วนแต่ละฝ่าย เช่น ฝา่ ย
ผลิต ฝา่ ยขาย
4) ขั้นการประเมินผล คือ การวางแผนหรือเตรียมการประเมินผลงานอย่างเป็นระบบ
เช่น ประเมินจากยอดการจาหน่าย ประเมินจากการติชมของลูกค้า เพื่อให้ผลที่ได้จากการประเมินเกิดการ
เทีย่ งตรง
2. การปฏิบัติตามแผนงาน ทาให้ทราบข้ันตอน วิธีการและสามารถเตรียมงาน ล่วงหน้า
หรอื ทราบอุปสรรคลว่ งหนา้ ด้วย ดังนั้นการปฏิบัติงานก็จะเกดิ ความราบรืน่ และเรียบร้อย นาไปสู่เปา้ หมายที่
ไดก้ าหนดไว้
3. การตรวจสอบ ใหไ้ ด้ผลที่เท่ยี งตรงเชอื่ ถือได้ ประกอบดว้ ย
1) ตรวจสอบจากเปา้ หมายทไี่ ดก้ าหนดไว้
2) มีเคร่อื งมอื ทเ่ี ชือ่ ถอื ได้
3) มเี กณฑ์การตรวจสอบท่ีชดั เจน
4) มีกาหนดเวลาการตรวจท่แี นน่ อน
5) บุคลากรที่ทาการตรวจสอบน้ัน จะต้องได้รับการยอมรับจากทุกหน่วยงานท่ี
เกยี่ วขอ้ ง เมือ่ การตรวจสอบไดร้ บั การยอมรบั การปฏิบตั งิ านข้นั ต่อไปกด็ าเนินงานตอ่ ไปได้
4. การปรับปรุงแก้ไข ข้อบกพร่องท่ีเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้ันตอนใดก็ตาม เม่ือมีการ
ปรับปรงุ แก้ไขคณุ ภาพก็จะเกิดขน้ึ ดงั น้ัน วงจร PDCA จงึ เรียกว่า วงจรบรหิ ารงานคุณภาพ
68
นงลักษณ์ ใจฉลาด (2556: 26-82) ได้กล่าวถึง วงจรคุณภาพ (PDCA) ท่ีใช้ในการบริหาร
สถานศกึ ษา มขี น้ั ตอนการปฏิบตั ิงาน 4 ข้ัน ดงั น้ี
ข้ันที่ 1 การวางแผน (Planning) การวางแผนเป็นกระบวนการที่ผู้บริหารจะต้อง
ดาเนินการอย่างรอบคอบ ซ่ึงกระบวนการวางแผนจะเร่ิมจากการจัดต้ังหน่วยงานหรือกลุ่มบุคคลขึ้น เพ่ือ
รับผิดชอบในการวางแผน การกาหนดเป้าหมาย การจัดอันดับความสาคัญของเป้าหมาย การกาหนดแนว
ทางการดาเนินงาน การกาหนดระยะเวลา การกาหนดงบประมาณการปฏิบัติตามแผน การประเมินผลการ
ดาเนินงานตามแผน ซ่ึงผู้บริหารสามารถวิเคราะห์งานในแต่ละข้ันตอนอย่างมีประสิทธิภาพเพ่ือให้ทันต่อ
เหตุการณ์และแก้ไขปัญหาเร่งด่วนได้ดีที่สุด ลดผลกระทบท่ีอาจเกิดขึ้นอย่างรุนแรงได้เบาบางและเกิดผล
เสียหายตอ่ องค์กรนอ้ ยท่สี ุด
ขั้นที่ 2 การดาเนินงาน (Doing) กระบวนการดาเนินงาน จะต้องมีการปฏิบัติตามข้ันตอน
ในแผนงานอย่างเป็นระบบและมีความต่อเน่ืองตลอดเวลา ดงั น้ันสิ่งสาคัญ คือ ผู้บริหารจะต้องมีกระบวนการ
จัดการอย่างมีแบบแผน โดยต้องชี้แจงหรือแจ้งนโยบาย ต้ังแต่คณะกรรมการรับผิดชอบ ศึกษาความต้องการ
จาเป็น ให้ความรู้เบื้องต้นแก่ผู้ปฏิบัติ สนับสนุนและส่งเสริมการปฏิบัติงาน ประเมินผลการปฏิบัติงาน
ปรับปรุงแก้ไข โดยจะตอ้ งคานงึ ความต่อเน่ืองอย่างมีระบบ
ข้ันท่ี 3 การติดตามประเมินตรวจสอบ (Checking) การติดตามประเมิน ตรวจสอบผลการ
ปฏิบัติงานเป็นกระบวนการประเมินคุณค่าของบุคคลผู้ปฏิบัติงานในด้าน ต่างๆท้ังผลงานที่มีคุณค่าต่อการ
ปฏิบัติงานและคุณลักษณะอ่ืนๆ ภายในระยะเวลาท่ีกาหนดไว้อย่างแน่นอน ซึง่ การตรวจสอบประเมินจะต้อง
อาศัยระบบและมาตรฐานแบบเดยี วกนั ประกอบกับเกณฑ์การประเมนิ ท่ีมปี ระสิทธภิ าพในทางปฏบิ ัตใิ ห้ความ
เป็นธรรมโดยท่ัวกัน โดยเริ่มต้ังแต่การวิเคราะห์งานเพ่ือนาข้อมูลท่ีได้ไปใช้ในการกาหนดเกณฑ์มาตรฐานการ
ปฏิบัติงาน การกาหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน กาหนดตัวช้ีวัดและเครื่องมือที่จะวัด การออกแบบวิธีการ
และขนั้ ตอนการประเมินผลการปฏบิ ัติงานอยา่ งเป็นระบบ การกาหนดผู้ท่จี ะทาหน้าท่ีประเมนิ การดาเนินการ
ประเมินผลการปฏิบัติงาน การทบทวนผลการประเมินการปฏิบัติงานที่ได้ร่วมกับผู้ปฏิบัติงาน และการ
อภิปรายปรับปรงุ การปฏบิ ตั ิงานในอนาคต
ข้ันท่ี 4 การปรับปรุงพัฒนา (Acting) การปรับปรุงงานเป็นการแก้ไข ปรับปรุง การ
ดาเนินงานขององค์การ หลังจากเปรียบเทียบผลการดาเนินงานกับมาตรฐานท่ีตั้งไว้ องค์การจะทราบว่า
ผลงานท่ีได้บรรลุมาตรฐานและเป้าหมายที่กาหนดไว้หรือไม่ เพียงไร หากผลงานท่ีปฏิบัติบรรลุตามเป้าหมาย
ขององค์การก็สามารถกาหนดเป้าหมายและมาตรฐานในรอบต่อไป โดยเร่ิมจากการวิเคราะห์ผลการประเมิน
การแจ้งผลการประเมิน การวางแผนกาหนดแนวทางการปรับปรุงงาน การดาเนินการปรับปรุงงาน การ
ประเมนิ ผลการปรับปรงุ และการรายงานผลหลงั การปรบั ปรงุ เปน็ ลายลักษณ์อกั ษร
จากแนวคิดการบริหารงานดว้ ยวงจรคุณภาพ (PDCA) ของนักวิชาการท่ีกลา่ วมาข้างตน้ สรุป
ไดว้ ่า วงจรคุณภาพ PDCA เป็นการจดั การอย่างมคี ณุ ภาพซึ่งเป็นกระบวนการท่ีดาเนินการต่อเน่ือง เพือ่ ให้
เกิดผลผลิตและบริการท่ีมีคุณภาพขึ้น (PDCA) ประกอบด้วย การวางแผน (Plan) การดาเนินตามแผน (Do)
การตรวจสอบ (Check) และการปรับปรุงแก้ไข (Act) และเม่ือตรวจสอบผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้
69
จะต้องทาการทบทวนแผนการ โดยเร่ิมต้นใหม่และทาตามวงจรคุณภาพซ้าอีก เมื่อวงจรคุณภาพหมุนซ้าไป
เรือ่ ยๆ จะทาใหเ้ กิดการปรับปรุงงานและระดบั ผลลัพธ์ทีส่ ูงข้ึนเรอื่ ยๆ ซึ่งหลักการดังกลา่ วหากนามาปรับใช้ให้
สอดคล้องกบั บรบิ ทของสถานศึกษาจะช่วยพัฒนาบคุ ลากรและผเู้ รยี นให้มีคณุ ภาพ
ทฤษฎเี กย่ี วกับการบรหิ ารการศึกษา
ทฤษฎี หมายถึง แนวความคิดหรือความเช่ือที่เกิดข้ึนอย่างมีหลักเกณฑ์ มีการทดสอบ และการ
สังเกตจนเป็นท่ีแน่ใจ ทฤษฎีเป็นเซท (Set) ของมโนทัศน์ท่ีเช่ือมโยงซ่ึงกันและกัน เป็นข้อสรุปอย่างกว้างที่
พรรณนาและอธิบายพฤติกรรมการบริหารองค์กรการทางศกึ ษาอย่างเปน็ ระบบ ถ้าทฤษฎีได้รับการพสิ ูจน์ซา้ ๆ
กจ็ ะกลายเป็นกฎเกณฑ์ ทฤษฎีเปน็ แนวความคดิ ทม่ี ีเหตุผลและสามารถนาไปประยุกตแ์ ละปฏิบัติได้ ทฤษฎีมี
บทบาทในการให้คาอธิบายเก่ียวกับปรากฏและช้ีแนะการวิจัยในการบริหารสถานศึกษา ผู้บริหารควรจะมี
หลักและกระบวนการบริหาร การบรหิ ารการศึกษา หลกั การแนวคิดในการบริหาร ภาพรวมของการบริหาร
ท้ังนี้เพื่อให้การจัดการบริหารสถานศึกษามีความเหมาะสม ผู้ศึกษาจะได้กล่าวถึงประเด็นดังกล่าว เพื่อให้
เกิดความเข้าใจและมมุ มองในการบริหารสถานศกึ ษา โดยอา้ งองิ จากนักการศกึ ษา ดังนี้
ทฤษฎีและการบริหารการศึกษาที่สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาจะเกี่ยวข้องกับทฤษฎีการ
บริหารด้านอ่ืนๆ ธรรมชาติของการบริหารในระบบการศึกษาจะต้องประกอบด้วยความรู้ที่เก่ียวกับทฤษฎี
การศึกษา ความรู้เก่ียวกับทฤษฎีบริหารการศึกษา ความรู้เก่ียวกับสังคมวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์ของ
มนุษย์ที่เกี่ยวกับการศึกษาและความรู้เกี่ยวกับการวิจัยการศึกษา ผู้ศึกษาจึงนาทฤษฎีการบริหารใช้เป็น
แนวทางในการศึกษา เกีย่ วกับการปฏริ ปู การบริหารการศกึ ษา ไดแ้ ก่ ทฤษฎดี งั ตอ่ ไปนี้
1. ทฤษฎกี ารบรหิ ารของเวเบอร์ (Weber) เวเบอร์ (อ้างถึงใน ติน ปรชั ญพฤทธิ.์ 2535) มอง
ว่าองค์การระบบราชการเป็นองค์การท่ีดีที่สุด เม่ือเทียบกับองค์การประเภทอื่นในสมัยนั้น เช่น องค์การ
ภายใต้ระบบเจ้าขุนมูลนาย และภายใต้ผู้นาที่มีบารมีส่วนตัว เวเบอร์ช้ีว่าระบบราชการมีความเท่ียงตรง
ความรวดเร็ว ความไม่กากวม ความรู้เก่ียวกับเอกสารความต่อเนื่องการใช้ดุลยพินิจ เอกภาพ การปฏิบตั ิตาม
คาส่ังของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด ลดการกระทบกระทั่งกัน การลดปริมาณวัสดุและค่าใช้จ่ายเก่ียวกับ
คน ส่ิงเหล่านี้ได้รับการยกระดับ ถึงที่สุดของการบริหารแบบระบบราชการที่พัฒนาอย่างเต็มที่ เฉพาะอย่าง
ยิ่งในรูปแบบซึ่งมีรูปแบบเดียว เม่ือเทียบกับรูปแบบการบริหารงานของวิทยาลัย องค์การที่ยึด
ยศถาบรรดาศักด์ิและองค์การที่มิใช่อาชีพอ่ืนๆ ทั้งหมดแล้ว ระบบราชการท่ีได้รับการฝึกอบรมอยา่ งดีแล้วจะ
มีความเหนือกว่าองค์การเหล่านั้นในประเด็นเหล่านี้ทั้งหมด และในส่วนที่เกี่ยวกับงานที่สลับซับซ้อนน้ันเล่า
ในท้ายท่ีสุดงานระบบราชการทีไ่ ด้รับคา่ จ้างไม่เพียงแตจ่ ะเที่ยงตรงเท่านั้น แต่ยังมีราคาถูกกว่าหรือแม้กระทั่ง
เปน็ บรกิ ารท่มี เี กยี รติ ซ่งึ ไม่อาจจะตอบแทนเป็นรูปตวั เงินได้
นักรฐั ศาสตร์ไดม้ องระบบราชการ ว่าระบบราชการเปน็ การปกครองการบรหิ ารโดยสานักงาน
หรือกระทรวง ทบวงกรม ซึ่งปฏิบัติงานโดยข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้ง มิใช่เลือกตั้งเข้ามา ระบบการ
ปกครอง การบริหารงาน แบบนี้จึงมีการจัดสายบังคับบัญชา โดยอาศัยอานาจอธิปไตยเป็นหลัก กล่าวคือ
การปกครองบริหารโดยอาศยั กฎหมายและความเป็นระเบียบเรียบร้อย แตใ่ นขณะเดียวกันก็เป็นการปกครอง
70
บริหารซึ่งกระทาโดยผู้ปกครองแต่ฝ่ายเดียว ส่วนผู้ถูกปกครองกลับไม่มีสิทธ์ิมีเสียง หรือเข้ามามีส่วนร่วมแต่
อยา่ งใด
การมองระบบราชการของโครซิเยร์ มองระบบราชการไปในทางลบ น่ันคือ มีแต่ความเชื่องช้า
ไม่สามารถท่ีจะปรับตัวเองเพ่ือสนองตอบความต้องการของลูกค้าและก่อให้เกิดความว้าวุ่นใจของคนท่ีอยู่ท้ัง
ในและนอกองค์การแบบนี้ องคก์ ารระบบราชการจึงคอยแต่จะคกุ คามคนในสงั คมอันสืบเนือ่ งมาจาก “วงจร
แห่งความชั่วร้าย” ท่ีระบบน้ีได้สร้างขึ้นมาและจากการท่ีโครซิเยร์เข้าไปศึกษาองค์การระบบราชการฝรั่งเศส
สองแห่ง พบว่า การทางานเป็นกิจวัตรทาให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้บริหารระดับสูง และผู้ ควบคุมงาน
ระดับล่าง คนที่มีข่าวสารมักไม่มีอานาจในการตัดสินใจ ส่วนคนมีอานาจมักไม่มีข่าวสารความชานาญเฉพาะ
อย่างทาให้พนกั งานใจแคบ ม่งุ แต่ผลประโยชน์ของพวกตน การรวมอานาจและการไม่คานึงถึงเรื่องสว่ นตัวทา
ใหค้ นไมช่ อบเขา้ มามสี ว่ นร่วมแบบซง่ึ ๆ หนา้ เพราะไม่อยากเสีย่ งต่อการถูกลงโทษ
เปรียบเทียบทฤษฎีของเวเบอร์กับหลกั การบริหารการศกึ ษาของไทยไวว้ ่า เวเบอร์ได้เน้นถึงอานาจ
ในระบบราชการเป็นไปในลักษณะของตาแหน่งและสมรรถภาพ ดังนั้นจึงพบวา่ บทบาทของบุคคลในสถาบัน
กับตัวสถาบันเองมักขัดแย้งกัน ทั้งน้ีเพราะความคาดหวังกับความต้องการในตาแหน่งหน้าที่สถาบันและ
บุคคลไม่ตรงกันข้อขัดแย้งจึงเกิดขึ้น สิ่งที่พบเห็นในระบบการศึกษาท่ีได้ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบันนี้ คือ การ
ปกครองรูปแบบลาดับชั้น (Hierarchy) โดยเคร่งครัดในแนวดิ่ง ทาให้การบริหารงานล่าช้า การบริหารงาน
ของเรายังฝังแน่นอยู่ในระบบการรวมอานาจมากกว่าการกระจายอานาจ ถึงแม้การจัดการศึกษาระดับ
ประถมศึกษาที่ดูคล้ายกับการกระจายอานาจสู่จังหวัดหรือท้องถิ่นอยู่ในปัจจุบันก็มิได้เป็นเคร่ืองหมายยืนยัน
วา่ การจัดการศึกษาของเรามีการกระจายอานาจไปยังประชาชนตามอุดมการณ์หรืออุดมคติของการบริหาร
การศึกษาแบบกระจายอานาจ
2. ทฤษฎี 4 P’s เป็นทฤษฎีที่จัดระบบการบริหารการศึกษาท่ีชัดเจน โดยการระบุในด้าน
ต่างๆ คือ 1) Purpose (ความมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์) 2) People (บุคคล) 3) Process (การ
ดาเนนิ การ) และ 4) Product (ผลผลติ ) ซงึ่ มรี ายละเอียด ดงั นี้
2.1 Purpose (ความมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค)์ การบรหิ ารราชการแผน่ ดินมีความมุ่ง
หมาย เพ่ือให้ประชาชนอยู่ดี มีสุข การบริหารธุรกจิ มีจุดหมายเพื่อต้องการกาไรเป็นตัวเงิน แต่การบริหาร
การศึกษามคี วามมุ่งหมายเพ่อื พฒั นาคนให้มคี ณุ ภาพ ไม่หวังผลกาไรเปน็ ตัวเงิน
2.2 People (บุคคล)
ผใู้ หบ้ รกิ าร บคุ คลทเ่ี ปน็ ผู้ให้บรกิ ารในการบริหารการศึกษา คือ ครู อาจารย์
ผูอ้ านวยการโรงเรยี น อธกิ ารบดี ตลอดจนผบู้ รหิ ารการศึกษาต้องเป็นบุคคลท่มี ีคุณภาพ เปน็ คนดี เป็นคน
เก่งและเป็นตวั อย่างแกผ่ รู้ บั บริการหรือผู้เรียน ซ่งึ เปน็ บุคคลท่แี ตกต่างไปจากผบู้ ริหาร หรอื บุคคลทเี่ ป็นผู้
ใหบ้ รกิ ารในการบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ และการบรหิ ารธุรกจิ
71
ผู้รับบริการ บุคคลท่ีเป็นผู้รับบริการในการบริหารการศึกษา ส่วนมากเป็นผู้เยาว์หรือ
ผู้เรียนท่ีต้องพัฒนาให้เป็นบุคคลท่ีมีคุณภาพต่อไป แต่บุคคลท่ีเป็นผู้รับบริการในการบริหารราชการแผ่นดิน
และการบริหารธรุ กจิ ส่วนมากจะเป็นบคุ คลท่บี รรลุนิตภิ าวะหรือเป็นผูใ้ หญแ่ ล้ว
2.3 Process (การดาเนินงาน) การบริหารการศึกษามีวิธีที่ละเอียดอ่อน มีกรรมวิธีใน
การพัฒนาคนให้มีคุณภาพท่ีหลากหลาย และแตกต่างกับกรรมวิธีของการบริหารราชการแผ่นดิน และการ
บริหารธรุ กิจอยา่ งสน้ิ เชิง นอกจากน้ันการบริหารราชการแผ่นดนิ และการบริหารธุรกิจจะนากรรมวิธที างการ
บรหิ ารการศกึ ษาไปใช้ไมไ่ ดอ้ กี ด้วย
2.4 Product (ผลผลิต) ผลผลิตการทางานบริหารการศึกษา คือ การได้คนท่ีมี
คุณภาพซ่ึงเป็นนามธรรม คือเมื่อเด็กเขา้ โรงเรียนแล้วสาเร็จการศึกษาออกไป จะได้เด็กท่ีมีความรู้ มีความคิด
มีความสามารถและเป็นคนดีซึ่งจะมองเห็นได้ยากเพราะเป็นนามธรรม แต่ผลผลิตทางการบริหารราชการ
แผ่นดินและการบริหารธุรกิจ เปน็ รูปธรรมทม่ี องเห็นได้งา่ ย เชน่ มถี นนหนทาง มีคลองระบายน้า มีไฟฟ้า
มนี า้ ประปาใช้ มีผลผลิตทางการเกษตร มผี ลกาไรเป็นตัวเงิน หรือเมอ่ื นาผลไม้เข้าไปในโรงงานจะได้ผลผลิต
ทอี่ อกจากโรงงานเป็นผลไมก้ ระป๋อง เป็นต้น
สรุปแนวคิดในการบริหารจัดการศึกษา การบริหารเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ การบริหารเป็น
สาขาวิชาที่มีการจัดการระเบียบอย่างเป็นระบบ คือมีหลักเกณฑ์และทฤษฎีที่พึงเชื่อถือได้ อันเกิดจาการ
คน้ คว้าเชิงวทิ ยาศาสตร์ เพอื่ ประโยชน์ในการบรหิ าร โดยลักษณะนี้ การบริหารจึงเป็นศาสตร์ (Science) เป็น
ศาสตรส์ ังคม ซง่ึ อยกู่ ล่มุ เดียวกับวิชาจิตวิทยา สังคมวิทยา และรัฐศาสตรแ์ ต่ถ้าพิจารณาการบรหิ ารในลกั ษณะ
ของการปฏิบัติที่ต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์และทักษะของผู้บริหารแต่ละคน ที่จะทางาน
ให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งเป็นการประยุกต์เอาความรู้ หลักการและทฤษฎีไปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพ่ือให้
เหมาะสมกบั สถานการณ์ และสงิ่ แวดลอ้ ม การบรหิ ารก็จะมีลกั ษณะเปน็ ศลิ ป์ (Arts)
3. การบริหารแบบวงจรคณุ ภาพหรอื แบบวงจรเดมมง่ิ
ประวตั คิ วามเปน็ มา
ประวัติของ เดมมิ่ง ว่าเป็นท่ีรู้จักกันแพร่หลายในหลักการบริหารที่เรียกว่า วงจรคุณภาพ
(PDCA) หรอื วงจรเดมมงิ่ ซึง่ เป็นชื่อที่ ใช้แทนกนั กับการจดั การคุณภาพ เพราะเขาเป็นคนผลักดันให้ผู้บริหาร
ญ่ีปุ่นยอมรับแนวคิดในการจัดการคุณภาพ และเป็นคนแรกท่ีมองว่าการจัดการคุณภาพเป็นกิจกรรมของ
องค์กรท้ังหมด ไม่ใช่แค่งานตรวจคุณภาพตามท่ีกาหนดหรือเป็นงานของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการประกัน
คุณภาพ และเป็นคนแรกท่ีระบุว่า คุณภาพเปน็ ความรบั ผิดชอบทางการบริหารของผู้บริหาร
เดมมิง่ เกิดที่เมืองซูส์ (Sioux) รฐั ไอโอวา เมอื่ วนั ท่ี 14 ตลุ าคม ปี พ.ศ. 2443 เขาจบปริญญาตรี
ฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยไวโอมิง ได้ปริญญาเอกฟิสิกส์คณิตศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเยล เม่ือ ปี พ.ศ. 2471
ในระหว่างปี พ.ศ. 2471-2582 เขาทางานอยู่กระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา ต่อมาปี พ.ศ. 2482-2488
ทางานอย่ทู ีส่ านกั สามะโนประชากรอเมริกนั และโรงงานอตุ สาหกรรมอาวุธของสหรัฐอเมรกิ า ใ น ช่ ว ง ปี
72
พ.ศ. 2489 จนกระทั่งถึงเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2536 เดมม่ิง เป็นศาสตราจารย์ทางสถิติ อยู่ที่มหาวิทยาลัย
นวิ ยอร์ก
ช่วงต้นปี พ.ศ. 2483 เดมมิ่งได้พบกับชิวฮาร์ต (Schewhart) นักสถิติที่ห้องทดลองของ
บริษัทเบลล์ เทเลโฟนในนิวยอร์ก ต่อมาได้รับความคิดเร่ืองการควบคุมทางสถิติและความแปรปรวนเชิงสุ่ม
องค์กระบวนการทางาน (random variation of a work process) มาจากชิวฮาร์ต ในภายหลังเดมม่ิง เร่ิม
ตั้งตัวเป็นผู้บรรยายเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพในการผลิต เดมมิ่งออกไปบรรยายเก่ียวกับการควบคุม
คณุ ภาพในโรงงานทว่ั สหรัฐอเมรกิ า แตใ่ นเวลานัน้ ผู้บรหิ ารในสหรฐั อเมริกาให้ความสนใจเดมม่ิงไมม่ าก
เดมม่ิงไปญ่ีปุ่น พ.ศ. 2490 สืบเน่ืองมาจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นายพลแม็กอาร์เธอร์
(MacArthur) ผู้บัญชาการกองกาลังทหารสหรัฐอเมริกาท่ียึดครองญ่ีปุ่นอยู่ได้ไล่ผู้บริหารระดับสูง และ
ระดับกลางของบริษัทใหญ่ๆ ของญี่ปุ่นออก โทษฐานท่ีคนเหล่าน้ันเข้าไปพัวพันกับสงครามเสร็จแล้ว ก็หนุน
คนรนุ่ ใหม่ขนึ้ มาบริหารแทน นายพลแม็กอาร์เธอร์ ได้ขอความช่วยเหลือทางวชิ าการ มายงั สหรฐั อเมริกา เริ่ม
จากการขอให้สหรฐั อเมริกาช่วยสง่ คนไปทาสามะโนประชากรที่ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาจงึ ได้ส่งเดมมิ่งไป ตอนน้ัน
เดมม่ิงเร่ิมประสบความสาเร็จมาบ้างแล้วจากการใช้วิธีการสุ่มตัวอย่าง (sampling methods) และเทคนิค
การควบคุมทางสถติ เิ พ่ือเพม่ิ ผลผลิตอุตสาหกรรม ในสหรฐั อเมรกิ า เดมมิ่งจึงนาเทคนิคการควบคุมทางสถิตมิ า
เผยแพรท่ ญี่ ่ปี ุ่นด้วย
เวลา 3 ปี ต่อมา สหภาพนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรญี่ปุ่นเข้ามาให้ความสนับสนุนเดมม่ิง ใน
การเผยแพร่ความคิดเรื่องคุณภาพและการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต จนกระทั่งเดมม่ิงสามารถ ต้ังกลุ่ม
ผู้บริหารหลัก เพ่ือกระจายความคิดออกไปสู่ผู้บริหารอื่นๆ ใน พ.ศ. 2493 มีผู้บริหารมาเข้าร่วมถึง 400 กว่า
คน ผู้บริหารท่ีอยู่ในกลุ่มนี้ล้วนแต่เป็นผู้นาในบริษัทสาคัญๆ เช่น โซนีนิสสัน มิซูบิชิและ โตโยต้า สาเหตุที่ทา
ใหเ้ ดมม่ิงประสบความสาเร็จกเ็ นื่องมาจากคนญ่ีปนุ่ ไดส้ นใจการควบคุมคุณภาพดว้ ยวิธกี ารทางสถิตมิ าก่อนแต่
ยงั ขาดทฤษฎี ดังน้ันทฤษฎีการควบคุมทางสถิติของเดมม่ิงทาให้คนญ่ีปุ่นเข้าใจ สามารถนาไปประยุกต์ใช้กับ
การปฏิบัติงานได้ คนญี่ปุ่นจึงยอมรับแนวทางของเดมม่ิง นับว่าเดมมิ่งได้มีส่วนช่วยพัฒนาอุตสหกรรมญ่ีปุ่น
ในช่วงสงครามโลกคร้ังที่ 2 ต่อมาในภายหลังญี่ปุ่นจึงต้ังรางวัลเดมม่ิง (Deming Prize or Deming Award)
ให้กบั บริษัทท่ีมีผลงานดีเด่นในด้านคุณภาพมาตัง้ แต่ พ.ศ. 2494 จนกระท่งั ปี พ.ศ. 2523 โทรทัศน์เอ็นบีซีจึง
นาเอาผลงานของเดมม่ิงกลับไปเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกา ยกย่องให้เดมมิ่งเป็น “บิดาแห่งคล่ืนลูกที่สามของ
การปฏิวัติอุตสาหกรรม (father of the third wave of the industrial revolution)” ช่ือเสียงของเดมมิ่ง
จึงเป็นท่ีรู้จักกันท่ัวสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก ในสหรัฐอเมริกามีการตั้งกลุ่มศึกษาและดาเนินตามทฤษฎีของ
เดมมิ่งเป็นจานวนมาก นอกเหนือจากน้ันยังมีกลุ่มทานองเดียวกันในอังกฤษ เนเธอร์แลนด์ และนิวซีแลนด์
หลังเดมม่ิงเกษียณอายุก็ได้ไปบรรยายในระดับปริญญาโทและเอกที่มหาวิทยาลัยหลายแห่ง และได้รับการ
แต่งต้ังให้เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณ ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เม่ือปี พ.ศ. 2518 เดมม่ิงได้เขียนหนังสือ
บทความ และจดั สมั มนาเรอ่ื งคณุ ภาพเอาไวเ้ ป็นจานวนมาก
73
การบริหารงานอย่างมีคุณภาพหรือวงจรคุณภาพ (PDCA) จัดเป็นกิจกรรมปรับปรุง และ
พัฒนางานให้มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย การวางแผน การดาเนินการตามแผน การตรวจสอบ และการ
ปรบั ปรงุ แก้ไข ผู้ศึกษาไดศ้ ึกษาคน้ คว้าเอกสารท่ไี ด้กล่าวถงึ วงจรคุณภาพ (PDCA) ดังตอ่ ไปน้ี
เดมม่ิง (Deming in Mycoted. 2004) ได้กล่าวเอาไว้ว่า การจัดการอย่างมีคุณภาพเป็น
กระบวนการที่ดาเนินการต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลผลิตและบริการที่มีคุณภาพขึ้น โดยใช้หลักการท่ีเรียกว่า
วงจรคุณภาพ (PDCA) หรือวงจรเดมมิ่ง ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1) การวางแผน 2) การปฏิบัติ
ตามแผน 3) การตรวจสอบ และ 4) การปรับปรงุ แก้ไข ดังน้ี
1. Plan (ขั้นตอนการวางแผน) หมายถึง ขน้ั ตอนการวางแผนครอบคลมุ ถงึ การกาหนด
กรอบหัวข้อท่ีต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ซึ่งรวมถึงการพัฒนาส่ิงใหม่ๆ การแก้ปัญหาที่เกิดข้ึนจากการ
ปฏบิ ัตงิ าน ฯลฯ พรอ้ มกบั พิจารณาว่ามคี วามจาเป็นตอ้ งใช้ขอ้ มูลใดบ้างเพ่อื การปรับปรุงเปล่ยี นแปลงน้ัน โดย
ระบุวธิ ีการเก็บข้อมูลและกาหนดทางเลอื กในการปรับปรุงให้ชัดเจน ซึ่งการวางแผนจะช่วยให้กจิ การสามารถ
คาดการณ์สิ่งท่ีเกิดขึ้นในอนาคต และช่วยลดความสูญเสียต่างๆ ที่อาจเกิดข้ึนได้ท้ังในด้านแรงงาน วัตถุดิบ
การทางาน เงนิ และเวลา
2. Do (ข้ันตอนการปฏิบัติ) หมายถึง การลงมือปรับปรุง เปลี่ยนแปลงตามทางเลือกที่
ได้กาหนดไว้ในข้ันตอนการวางแผน ซึ่งในขัน้ ตอนนี้ต้องมีการตรวจสอบระหว่างการปฏิบัติดว้ ยวา่ ไดด้ าเนินไป
ในทิศทางทีต่ ั้งใจหรอื ไม่
3. Check (ข้ันตอนการตรวจสอบ) หมายถึง การประเมินผลท่ีได้รับจากการปรับปรุง
เปล่ียนแปลงเพ่ือให้ทราบว่า ในข้ันตอนการปฏิบัติงานสามารถบรรลุเป้าหมายหรอื วัตถุประสงค์ท่ีได้กาหนด
ไว้หรือไม่แต่สิ่งสาคัญก็คือ ต้องรู้ว่าจะตรวจสอบอะไรบ้างและบ่อยครั้ง แค่ไหน เพ่ือให้ข้อมูลท่ีได้จากการ
ตรวจสอบเป็นประโยชน์สาหรับขั้นตอนถดั ไป
4. Action (ขั้นตอนการดาเนินงานให้เหมาะสม) หมายถึง ข้ันตอนการดาเนินงานให้
เหมาะสมจะพิจารณาผลที่ได้จากการตรวจสอบ ซึ่งมีอยู่ 2 กรณี คือ ผลท่ีเกิดข้ึนเป็นไปตามแผนท่ีวางไว้
หรือไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ หากเป็นกรณีแรกก็ให้นาแนวทางหรอื กระบวนการปฏิบัติน้ันมาจัดทาให้เป็น
มาตรฐาน พร้อมทั้งหาวิธีการท่ีจะปรับปรุงให้ดีย่ิงข้ึนไปอีก ซึ่งอาจหมายถึงสามารถบรรลุเป้าหมายได้เร็ว
กว่าเดิม หรือเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าเดิม หรือท่ีทาให้คุณภาพดียิ่งขึ้นก็ได้ แต่ถ้าหากเป็นกรณีท่ีสอง คือ ผลท่ี
ได้ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ตามแผนท่ีวางไว้ควรนาข้อมูลที่รวบรวมไว้มาวิเคราะห์และพิจารณาว่า ควรจะ
ดาเนินการอย่างไร เช่น มองหาทางเลือกใหม่ที่น่าจะเป็นไปได้ใช้ความพยายามให้มากขึ้นกว่าเดิม ขอความ
ช่วยเหลอื จากผู้รหู้ รอื เปลีย่ นเปา้ หมายใหม่ เป็นตน้
หลกั การของวงจรคุณภาพ (PDCA)
การบริหารด้วยวงจรคุณภาพ (PDAC) ตามแนวคิดของเดมมิ่งปัจจุบันจัดเป็นกระบวนการสากลที่
ทกุ คนทราบกนั ดี นกั วชิ าการหลายท่านได้ให้แนวคิดของเดมมงิ่ กล่าวถงึ วงจรคุณภาพ (PDCA) ไว้ดงั น้ี
74
เดมม่ิง (Demingin Mycoted. 2004) ได้กล่าวเอาไว้ว่า การจัดการอย่างมีคุณภาพเป็น
กระบวนการท่ีดาเนินการต่อเน่ือง เพื่อใหเ้ กิดผลผลิตและบริการท่ีมคี ุณภาพขึ้น โดยหลกั การที่เรียกวา่ วงจร
คุณภาพ (PDCA) หรือวงจรเดมมิ่ง ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติตามแผน การ
ตรวจสอบ และการปรับปรุงแก้ไข การบริหารแบบวงจรเดมมิ่ง ดังนี้ Plan คือ กาหนดสาเหตุของปัญหา
จากน้ันวางแผนเพื่อการเปลี่ยนแปลง หรือทดสอบเพื่อการปรับปรุงให้ดขี ึ้น Do คือ การปฏิบัติตามแผนหรือ
ทดลองปฏิบตั ิเป็นการนาร่องในส่วนย่อย Check คือ ตรวจสอบเพ่ือทราบว่าบรรลุผลตามแผนหรอื หากมสี ิ่งใด
ท่ีทาผิดพลาดหรือได้เรียนรู้อะไรมาแล้วบ้าง Act คือ ยอมรับการเปล่ียนแปลง หากบรรลุผลเป็นท่ีน่าพอใจ
หรือหากผลการปฏิบัติไม่เป็นไปตามแผนให้ทาซ้าวงจรโดยใช้การเรียนรู้จากการกระทาในวงจรที่ได้ปฏิบัติไป
แล้ว แม้ว่าวงจรคุณภาพจะเป็นกระบวนการท่ตี ่อเนื่อง แต่สามารถเริ่มต้นจากข้ันตอนใดก็ได้ข้ึนอยู่กับปัญหา
และข้ันตอนการทางานหรือจะเริ่มจากการตรวจสอบสภาพความตอ้ งการเปรียบเทียบกับสภาพที่เป็นจรงิ จะ
ทาให้ได้ข้อสรุปว่าจะต้องดาเนินการอย่างไรในการแก้ไขปัญหาเพ่ือให้เกิดการปรับเปล่ียนไปตามเป้าหมายท่ี
วางไว้
โทซาวะ (2544) กล่าวว่า วงจรคุณภาพ คือ กระบวนการทางานที่เปรียบกับวงล้อ ที่เต็มไปด้วย
ข้ันตอน 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การดาเนนิ ตามแผน การตรวจสอบ การปรับปรุง แกไ้ ข เม่ือวงล้อหมนุ ไป
1 รอบ จะทาให้งานบรรลุผลตามเป้าหมายท่ีกาหนดไว้ และหากการดาเนินงานไม่บรรลุตามเป้าหมาย แสดง
ว่ามีบางข้ันตอนมีปัญหา เช่น สว่ นของการวางแผนหายไป เรยี กว่า ประเภท กระบวนการทางานไม่มีแผนการ
ถ้าในส่วนของการตรวจสอบหรือปรับปรุงแก้ไขหายไป จะเรียกว่า กระบวนการทางานแล้วทิ้งไป ซึ่งใน
กระบวนการทางานของวงจรคณุ ภาพนั้นประกอบดว้ ย
1. การวางแผน (Plan) คือ การตั้งเป้าหมาย วางวัตถุประสงค์ เพราะการควบคุมดูแล คือ
กระบวนการท่ีจาเป็นเพ่ือให้บรรลุถึงเป้าหมาย ดังนั้นหากไม่มีวัตถุประสงค์ก็ไม่สามารถควบคุมวงจรคุณภาพ
เพราะไมร่ ้วู า่ ทาไปเพือ่ อะไร หรอื จะเร่มิ อยา่ งไร
เม่ือต้งั เป้าหมายเสร็จแล้ว ก็ต้องมกี ารกาหนดแผนการว่าอะไรจะต้องทาเมอื่ ไร เป็นตาราง
เทียบระหว่างงานกับเวลาท่ีจะเป็นกรอบในการทางาน แต่จริงๆ แล้วการวางแผนไม่ใช่เสร็จสิ้นเพียงเท่าน้ัน
การวางแผนตอ้ งครอบคลุมว่าใครจะทา ทาอะไร ต้องให้เสรจ็ เมือ่ ไร จะทาอย่างไร และทาอะไร การวางแผน
จะครอบคลมุ ถึงการแบ่งหน้าที่ วิธกี าร และอน่ื ๆ ให้ครบถ้วนด้วย
2. ลองทา (Do) คือ ก่อนจะลงมือกระทาได้น้ัน แท้จริงแล้วต้องเตรียมวัตถุดิบ เตรยี มขั้นตอน
ต่างๆ ก่อนการลงมือกระทา หากต้องทาเร่ืองใหม่ๆ ก็ต้องเตรียมไปรับการฝึกหรืออบรมเสียก่อน ขั้นตอน
การเตรยี มเหล่าน้ีรวมอยู่ในการลองทาน้ีด้วย ซ่ึงต้องมีการเตรียมเสียก่อนให้พร้อม จึงจะสามารถลองทาตาม
แผนได้
3. ตรวจสอบ (Check) การตรวจสอบ คือ การพิจารณาวา่ ผลจากการลองทาน้ัน ก่อให้เกิดส่ิง
ท่วี างแผนวา่ จะไดร้ ับหรือไม่ ดังนั้นหากการวางแผนไมม่ ีการกาหนดว่าจะตอ้ งได้อะไรเมอ่ื ไร ตวั เลขของอะไรที่
ควรจะยึดเปน็ เปา้ หมายไวเ้ สียตง้ั แตต่ ้นก็จะไมม่ อี ะไรมาเป็นตัวเทียบไดว้ า่ ผลจากการลองทานน้ั ไดต้ ามจรงิ ตาม
แผนหรือไม่ จะได้ก็เพยี งแต่ว่ามันก็เปน็ ไปตามแผนหรือไม่คอ่ ยจะได้ผลสกั เทา่ ไร
75
4. ปรับใช้ (Act) จากผลของการตรวจสอบก็ไม่ควรวางใจในทันทีแม้หากผลที่ได้เป็นไปตาม
แผน เพราะอาจเป็นการบังเอิญดว้ ยปัจจัยสอดแทรก พอทาครั้งต่อๆ ไปอาจไม่บรรลุเป้าหมายได้ หากไม่มี
การนากระบวนการท่ีได้ลองทาแล้วไปกาหนดให้เป็นรูปแบบใหม่ของการทางานปัจจุบัน หากผลของการ
ตรวจสอบพบว่าส่ิงที่ลองทาไปไม่ก่อให้เกิดผลท่ีต้ังไว้ตามแผน ก็ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการที่คิดไว้แล้วลอง
ทาใหม่
นอกจากการเปล่ียนแปลงกระบวนการของการลองทาแล้ว การพิจารณาว่าทาไม
กระบวนการเดมิ จึงไม่ไดผ้ ลตามแผน การหาสาเหตุท่แี ท้จริงเพ่อื หากระบวนการแก้ปญั หาจนถงึ ปัจจยั ทแ่ี ทจ้ ริง
เป็นสิ่งสาคัญมาก เพราะจะนาไปถึงการวางแผนใหม่ แล้วลองทาใหม่ ลองตรวจสอบใหม่ หรือวงจรคุณภาพ
รอบใหม่ เพื่อหาเป้าหมายและกระบวนการอันถูกต้องแท้จรงิ
อน่ึง วงจรคุณภาพ PDCA ผู้บริหารอาจจะรับรู้ว่าวงจรน้ี ต้องเร่ิมจาก P เสมอไป จริงๆ
แล้วน้ันไม่จาเป็น วงจรแห่งการควบคุมดูแลน้ันเป็นวงกลมท่ีไม่มีต้นไม่มีปลาย จึงไม่สามารถระบุว่าอะไรเป็น
ข้ันตอนแรก และอะไรเป็นข้ันตอนสุดท้าย อย่างเช่น การวางแผนจะทาอะไรบางอย่าง บางคร้ังต้องมีการ
ตรวจสอบ การวิเคราะห์และการปรับกระบวนการเสียก่อนแล้ว จึงจะวางแผนและลงมือทาได้ ดังน้ันในบาง
เรอื่ งวงจรนกี้ อ็ าจเร่ิมจาก CAPDCA อยา่ งนี้กเ็ ป็นได้
พรสวรรค์ ศิริวัฒน์ (2554: 25) กล่าวถึง กิจกรรมการปรับปรุงและการใช้การ บริหารวงจร
PDCA ประกอบด้วย การวางแผน การนาแผนไปปฏิบัติ การตรวจสอบ และการปฏิบัติการแก้ไขผลการ
ปฏิบัติงานซ่ึงถ้าหากกระบวนการบริหารหรือผลการปฏิบัติงานที่ได้ยังไม่ บรรลุผลสาเร็จก็จะมีการทบทวน
แผนการเร่ิมตน้ ใหมอ่ ีกคร้ังหนึง่ และประโยชนข์ องวงจรคุณภาพ (PDCA) มดี งั น้ี
1. การวางแผนงานก่อนการปฎิบัติงาน จะทาให้เกิดความพร้อมเม่ือได้ ปฏิบัติงานจริงการ
วางแผนงานควรวางให้ครบ 4 ขั้น ดังนี้
1.1 ขั้นการศึกษา คือ การวางแผนศึกษาข้อมูล วิธีการ ความต้องการ ของตลาด ข้อมูล
ดา้ นวัตถดุ บิ ดา้ นทรัพยากรท่ีมีอยูห่ รือเงินทนุ
1.2 ขั้นเตรียมงาน คือ การวางแผนการเตรียมงานด้านสถานที่ การออกแบบผลิตภัณฑ์
ความพรอ้ มของพนักงาน อปุ กรณ์ เครอ่ื งจักร วตั ถุดบิ
1.3 ข้ันดาเนนิ งาน คือ การวางแนวทางการปฏิบัติงานของแตล่ ะส่วนแต่ละฝา่ ย เช่น ฝา่ ย
ผลติ ฝ่ายขาย
1.4 ข้ันการประเมินผล คือ การวางแผนหรือเตรียมการประเมินผลงานอย่างเป็นระบบ
เช่น ประเมินจากยอดการจาหน่าย ประเมินจากการติชมของลูกค้า เพื่อให้ผลที่ได้จากการประเมินเกิดการ
เท่ยี งตรง
2. การปฏิบัติตามแผนงาน ทาให้ทราบข้ันตอน วิธีการและสามารถเตรยี มงาน ล่วงหน้าหรือ
ทราบอุปสรรคล่วงหน้าด้วย ดังนั้นการปฏิบัติงานก็จะเกิดความราบรื่นและเรียบร้อย นาไปสู่เป้าหมายที่ได้
กาหนดไว้
3. การตรวจสอบ ใหไ้ ดผ้ ลที่เท่ยี งตรงเชื่อถอื ได้ ประกอบด้วย
76
3.1 ตรวจสอบจากเป้าหมายที่ได้กาหนดไว้
3.2 มเี ครอื่ งมือทีเ่ ช่ือถอื ได้
3.3 มเี กณฑ์การตรวจสอบทีช่ ัดเจน
3.4 มีกาหนดเวลาการตรวจสอบที่แนน่ อน
3.5 บุคลากรที่ทาการตรวจสอบนั้น จะต้องได้รับการยอมรับจากทุกหน่วยงานที่
เกีย่ วข้อง เมื่อการตรวจสอบได้รบั การยอมรบั การปฏบิ ัตงิ านขนั้ ต่อไปก็ดาเนนิ งานต่อไปได้
4. การปรับปรุงแก้ไข ข้อบกพร่องท่ีเกิดข้ึน ไม่ว่าจะเป็นข้ันตอนใดก็ตาม เมื่อมีการปรับปรุง
แกไ้ ขคณุ ภาพกจ็ ะเกิดขนึ้ ดังน้ัน วงจร PDCA จงึ เรียกว่า วงจรบริหารงานคุณภาพ
นงลักษณ์ ใจฉลาด (2556: 26-82) ได้กล่าวถึง วงจรคุณภาพ (PDCA) ที่ใช้ในการบริหาร
สถานศึกษา มขี ้ันตอนการปฏิบตั ิงาน 4 ข้ัน ดงั น้ี
ขน้ั ท่ี 1 การวางแผน (Planning) การวางแผนเป็นกระบวนการท่ีผู้บริหารจะต้องดาเนินการ
อย่างรอบคอบ ซึ่งกระบวนการวางแผนจะเริ่มจากการจัดตั้งหน่วยงานหรือกลุ่มบุคคลข้ึน เพื่อรับผิดชอบใน
การวางแผน การกาหนดเป้าหมาย การจัดอันดับความสาคัญของเป้าหมาย การกาหนดแนวทางการ
ดาเนินงาน การกาหนดระยะเวลา การกาหนดงบประมาณการปฏิบัติตามแผน การประเมินผลการดาเนินงาน
ตามแผน ซึ่งผู้บริหารสามารถวิเคราะห์งานในแต่ละข้ันตอนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์และ
แก้ไขปัญหาเร่งด่วนได้ดีที่สุด ลดผลกระทบท่ีอาจเกิดขึ้นอย่างรุนแรงได้เบาบางและเกิดผลเสียหายต่อองค์กร
น้อยทส่ี ุด
ขั้นที่ 2 การดาเนินงาน (Doing) กระบวนการดาเนินงาน จะต้องมีการปฏิบัติตามข้ันตอนใน
แผนงานอย่างเป็นระบบและมีความต่อเน่ืองตลอดเวลา ดังน้ันสิ่งสาคัญ คือ ผู้บริหารจะต้องมีกระบวนการ
จัดการอย่างมีแบบแผน โดยต้องช้ีแจงหรือแจ้งนโยบาย ต้ังแต่คณะกรรมการรับผิดชอบ ศึกษาความต้องการ
จาเป็น ให้ความรู้เบ้ืองต้นแก่ผู้ปฏิบัติ สนับสนุนและส่งเสริมการปฏิบัติงาน ประเมินผลการปฏิบัติงาน
ปรบั ปรงุ แก้ไข โดยจะต้องคานงึ ความตอ่ เน่อื งอยา่ งมรี ะบบ
ข้ันท่ี 3 การติดตามประเมินตรวจสอบ (Checking) การติดตามประเมิน ตรวจสอบผลการ
ปฏิบัติงานเป็นกระบวนการประเมินคุณค่าของบุคคลผู้ปฏิบัติงานในด้าน ต่างๆท้ังผลงานที่มีคุณค่าต่อการ
ปฏิบัติงานและคุณลักษณะอ่ืนๆ ภายในระยะเวลาที่กาหนดไว้อย่างแน่นอน ซง่ึ การตรวจสอบประเมินจะต้อง
อาศัยระบบและมาตรฐานแบบเดียวกนั ประกอบกับเกณฑ์การประเมนิ ท่ีมปี ระสทิ ธิภาพในทางปฏบิ ัติให้ความ
เป็นธรรมโดยทั่วกัน โดยเร่ิมตั้งแต่การวิเคราะห์งานเพ่ือนาข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการกาหนดเกณฑ์มาตรฐานการ
ปฏิบัติงาน การกาหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน กาหนดตัวชี้วัดและเครื่องมือท่ีจะวัด การออกแบบวิธีการ
และขนั้ ตอนการประเมินผลการปฏิบตั งิ านอย่างเป็นระบบ การกาหนดผู้ท่จี ะทาหน้าทปี่ ระเมนิ การดาเนินการ
ประเมินผลการปฏิบัติงาน การทบทวนผลการประเมินการปฏิบัติงานที่ได้ร่วมกับผู้ปฏิบัติงาน และการ
อภปิ รายปรับปรุงการปฏิบัตงิ านในอนาคต
ขั้นท่ี 4 การปรับปรุงพัฒนา (Acting) การปรับปรุงงานเป็นการแก้ไข ปรับปรุง การ
ดาเนินงานขององค์การ หลังจากเปรียบเทียบผลการดาเนินงานกับมาตรฐานท่ีตั้งไว้ องค์การจะทราบว่า
77
ผลงานที่ได้บรรลุมาตรฐานและเป้าหมายท่ีกาหนดไว้หรือไม่ เพียงไร หากผลงานท่ีปฏิบัติบรรลุตามเป้าหมาย
ขององค์การก็สามารถกาหนดเป้าหมายและมาตรฐานในรอบต่อไป โดยเร่ิมจากการวิเคราะห์ผลการประเมิน
การแจ้งผลการประเมิน การวางแผนกาหนดแนวทางการปรับปรุงงาน การดาเนินการปรับปรุงงาน การ
ประเมินผลการปรับปรงุ และการรายงานผลหลังการปรบั ปรงุ เป็นลายลกั ษณอ์ ักษร
เกียรติพงษ์ อุดมธนะธีระ (2563) ได้กล่าวว่าวงจรการควบคุมคุณภาพ (PDCA Cycle) หรือ วง
จรเด็มม่ิง (Deming Cycle) คือ แนวคิดการพัฒนาการทางานเพ่ือควบคุมคุณภาพงานให้มีการพัฒนาอย่าง
ต่อเน่ือง พัฒนามาจากแนวคิดของ วอล์ทเตอร์ ซิวฮาร์ท (Walter Shewhart) นักสถิติในงานอุตสาหกรรม
ต่อมาแนวคิดน้ีเร่ิมเป็นที่รู้จักกันมากข้ึนเม่ือ เอดวาร์ด เดมมิ่ง (W.Edwards Deming) นักจัดการบริหาร
คุณภาพ ไดน้ าเสนอและเผยแพร่ใช้เป็นเครื่องมือสาหรับการปรับปรุงกระบวนการทางานของพนักงานภายใน
โรงงานให้ดีข้นึ ซง่ึ จะใช้ในการค้นหาปัญหาอุปสรรคในขน้ั ตอนการทางานโดยพนกั งาน จนเปน็ ทร่ี ู้จกั กนั ในช่ือ
ว่า วงจรเดม็ ม่งิ หรอื วงจร PDCA
แนวคดิ วงจร PDCA เปน็ แนวคดิ ทงี่ า่ ยไม่ซบั ซ้อน สามารถนาไปใช้ได้ในจะทุกกจิ กรรม จึงทา
ใหเ้ ปน็ ท่ีรู้จักกันอย่างแพรห่ ลายมากขนึ้ ทวั่ โลก PDCA เป็นอักษรนาของภาษาอังกฤษ 4 คา คอื
1. การวางแผน (Plan) คือ การวางแผนการดาเนินงาน เพ่ือให้เกิด การทางานที่ได้ผลงาน
การปรับปรุงเปล่ียนแปลง การพัฒนาสิ่งใหม่ การแก้ปัญหาที่เกิดข้ึนจากการปฏิบัติงาน มีส่วนท่ีสาคัญเช่น
การกาหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ การจัดอันดับความสาคัญของเป้าหมาย กาหนดการดาเนินงาน กาหนด
ระยะเวลาการดาเนนิ งาน กาหนดผู้รับผดิ ชอบดาเนินการ และกาหนดงบประมาณท่ีจะใช้ การวางแผนทีด่ ีควร
ต้องเกิดจากการศึกษาท่ีดี มีการวางแผนไว้รัดกุมรอบคอบปรับเปล่ียนได้ตามความเหมาะสมของงานและ
เหตุการณ์ แผนท่ีได้ต้องช่วยในการคาดการณ์ส่ิงที่เกิดขึ้นและสามารถช่วยลดความสูญเสียที่อาจเกิดข้ึนได้
การวางแผนควรมีการกาหนด
1.1 การกาหนดเปา้ หมาย
1.2 วัตถปุ ระสงค์
1.3 กาหนดผู้รบั ผิดชอบ
1.4 ระยะเวลาดาเนินการ
1.5 งบประมาณทก่ี าหนด
1.6 มกี ารเสนอเพื่อขออนมุ ตั ิกอ่ นดาเนนิ การ
2. ปฏบิ ตั ิตามแผน (Do) คือ การดาเนนิ การเพื่อใหไ้ ดต้ ามแผนทีม่ ีการกาหนดไว้ อาจมกี าร
กาหนดโครงสร้างคณะทางานรองรบั การดาเนินการเช่น คณะกรรมการ ฯลฯ กาหนดวิธีในการดาเนนิ งาน
ข้ันตอน ผู้ดูแลรับผิดชอบ ผูต้ รวจสอบและทาการประเมนิ ผล การปฏบิ ัติการควรมี
2.1 มีคณะทางานคอยควบคุม กาหนดนโยบาย ตดิ ตามตรวจสอบการทางาน
2.2 มกี ารกาหนดขั้นตอนทชี่ ดั เจน
2.3 มวี ิธกี ารดาเนนิ การทส่ี ามารถดาเนินการไดจ้ รงิ ไมย่ ากจนเกินความสามารถของผู้ท่ีจะทา
2.4 มีผูร้ บั ผิดชอบดาเนนิ การทชี่ ัดเจน เพียงพอ
78
2.5 มรี ะยะเวลาท่ีกาหนดทเ่ี หมาะสม
2.6 มงี บประมาณในการทางาน
3. ตรวจสอบการปฏิบัตติ ามแผน (Check) คอื ข้ันตอนทเ่ี ร่ิมเม่อื มีการดาเนนิ โครงการตามข้อ
2 ควรจะต้องทาการประเมินผลการดาเนนิ งานว่าเป็นไปตามแผนงานที่กาหนดไว้หรือไม่ อาจประเมินในส่วน
การประเมินผลงานการดาเนินการ การประเมินผลการดาเนินตามข้ันตอน และการประเมินผลงานตาม
เป้าหมายของแผนงานท่ีได้มีการกาหนดไว้ ในการประเมินน้ีเราอาจสามารถทาได้เองโดยใช้คณะกรรมการท่ี
รับผิดชอบในแผนการดาเนินงานภายในเป็นการประเมินตนเอง แต่การใช้คนภายในอาจทาให้ขาดความ
น่าเช่ือถือหรือประเมินผลได้ไม่เต็มที่ จะดีหากมีการตั้งคณะประเมินจากภายนอกมาช่วย เพราะน่าจะได้ผล
การประเมินที่ดีกว่าทีมงานภายใน เพราะอาจมีปัญหาช่วยกันประเมินผลให้ดีเกินจริง แนวทางที่จะใช้ในการ
ประเมนิ เช่น
3.1 กาหนดวิธีการประเมนิ แยกให้ชดั เจนสามารถทาได้ง่าย
3.2 มรี ูปแบบการประเมนิ ตรงกับเปา้ หมายในงานท่ีทา
3.3 มคี ณะผจู้ ะเข้าทาการประเมนิ ท่ีมีความรูเ้ พียงพอ
3.4 แนวคาตอบผลของการประเมิน ต้องสามารถตอบโจทย์และตรงกับวตั ถปุ ระสงคท์ วี่ างไว้
3.5 เนน้ การประเมนิ ปัญหา/จดุ ออ่ น/ข้อดี/จุดแขง็ ทมี่ ีในการดาเนินการ
4. ปรบั ปรุงแกไ้ ขพัฒนาต่อเนอ่ื ง (Act) คือ การนาผลประเมนิ ทไ่ี ด้มาทาการวเิ คราะห์ เพื่อ
พัฒนาแผน ในการปรบั ปรุงต่อไป ในสว่ นน้ีควรจะเสนอแนะปญั หาแนวทางการปรับปรุงแก้ไขปัญหา หรอื การ
พฒั นาระบบที่มีอยู่แล้วใหด้ ียิ่งขึ้นไปอกี ไมม่ ีท่ีส้นิ สุด
4.1 ทาการระดมสมอง เพื่อหาทางแก้ไข ปญั หา/จดุ อ่อน/ข้อด/ี จุดแขง็ ที่พบ ปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น
4.2 นาผลทีไ่ ด้จากการระดมสมองเสนอผู้เก่ยี วขอ้ งเพ่ือพิจารณาใชว้ างแผนต่อไป
4.3 กาหนดกลยทุ ธใ์ นการจัดทาแผนคร้ังต่อไป
4.4 กาหนดผรู้ ับผดิ ชอบดาเนนิ งานคร้งั ต่อไป
การพัฒนาระบบ PDCA เป็นการปรับปรุงพฒั นาระบบงานทม่ี ีอยู่แลว้ ให้ดยี ิ่งขน้ึ ไปอีก โดยควร
จะมีการดาเนินการต่อเน่ืองไม่มีทีส่ ิน้ สดุ จึงเปน็ ที่มาขอแนวคิดการควบคุมคุณภาพและการพัฒนาอยา่ ง
ต่อเนื่อง ในการปรับปรุงพฒั นาตอ่ เน่ืองควรมีการดาเนินการ
จากแนวคิดการบริหารงานด้วยวงจรคุณภาพ (PDCA) ของนักวิชาการท่ีกล่าวมาข้างต้น สรุปได้
ว่า วงจรคุณภาพ PDCA เป็นการจัดการอย่างมีคุณภาพซึ่งเป็นกระบวนการท่ีดาเนินการต่อเนื่อง เพ่ือให้
เกิดผลผลิตและบริการที่มีคุณภาพขึ้น (PDCA) ประกอบด้วย การวางแผน (Plan) การดาเนินตามแผน (Do)
การตรวจสอบ (Check) และการปรับปรุงแก้ไข (Act) และเมื่อตรวจสอบผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้
จะต้องทาการทบทวนแผนการ โดยเร่ิมต้นใหม่และทาตามวงจรคุณภาพซ้าอีก เมื่อวงจรคุณภาพหมุนซ้าไป
เรือ่ ยๆ จะทาใหเ้ กิดการปรับปรุงงานและระดบั ผลลัพธ์ที่สูงขึ้นเรอื่ ยๆ ซึ่งหลักการดังกลา่ วหากนามาปรับใชใ้ ห้
สอดคลอ้ งกับบริบทของสถานศกึ ษาจะชว่ ยพฒั นาบุคลากรและผเู้ รียนให้มคี ณุ ภาพ
79
ประโยชนข์ อง PDCA
PDCA เป็นกระบวนการที่เรียบง่าย สามารถทาซ้าได้ และมีความเส่ียงต่า เหมาะสาหรับองค์กรที่
คาดหวังผลลัพธใ์ นระยะยาว และสามารถยึดตดิ กับกระบวนการเดมิ ๆ ได้โดยไมห่ ย่อนประสทิ ธภิ าพ
1. กระบวนการที่เรียบง่าย Simple หมายความว่าเป็นกระบวนการท่ีไม่ว่าใครก็สามารถทา
ความเข้าใจและน่าจะมีทักษะที่ทาตามได้ เหมาะสาหรับองค์กรที่มีขนาดใหญ่ มีพนักงานหลากหลาย เพราะ
เครอื่ งมือนีง้ า่ ยต่อการสื่อสารและการปฏิบตั ิ ในทกุ ระดบั ชน้ั ของพนักงาน
2. สามารถทาซ้าได้ Repeatable หมายความว่าเป็นกระบวนการท่ีเราสามารถคาดหวัง
ผลลัพธ์ได้เรื่อยๆในระยะยาว ผ่านการต้ังเป้าหมาย การทดสอบ การเก็บข้อมูล และการพัฒนาเพ่ิมเติม
กระบวนการเหล่านี้อาจจะแลกมาด้วยประสิทธิภาพในช่วงแรกๆ (เป็นกระบวนการท่ีช้า ไม่ได้ผลลัพธ์ทันที)
แต่หากองค์กรสามารถปฏิบตั ิตามกระบวนการไดอ้ ย่างต่อเน่ือง องค์กรกส็ ามารถคาดหวงั ผลลัพธ์ทชี่ ดั เจนได้
3. ความเสี่ยงต่า Low Risk การพัฒนากระบวนการหลายอย่างมีความเส่ียงตรงที่ถ้าทาแล้ว
แย่ลงจะเป็นยังไง ซ่ึงคาตอบก็อาจจะเป็นการเสียเงินหลายพันล้าน แต่จนถึงต่อให้ทาผิดก็ไม่มีอะไร ซึ่ง
PDCA จะชว่ ยลดปญั หาสว่ นนไ้ี ดผ้ ่านกระบวนการทดสอบและการพฒั นาอย่างต่อเน่ือง
4. วัดผลได้ทุกโครงการ Clear Benefits เนื่องจากทุกวงจร PDCA มีการตั้งเป้าหมายและ
การวัดผลอย่างชดั เจน ผบู้ ริหารและพนกั งานทุกคนสามารถวัดผลได้วา่ ส่ิงทีทาอยู่น้ันสร้างผลลัพธ์อะไรไดบ้ ้าง
(เพ่ิมยอดขาย ลดคา่ ใช้จ่าย) ยิ่งเราสามารถแตกกระบวนการ PDCA ออกมาเป็นกระบวนการเล็กน้อยได้ เราก็
ย่ิงวัดผลไดม้ ากขึน้ แต่ส่งิ ท่ีเราตอ้ งแลกมากค็ ือความช้าจากการทดสอบสิ่งย่อยๆ มากเกนิ ไป
5. การโน้มน้าวผู้อื่น Persuasion ในหลายองค์กร การที่เราจะทาโครงการอะไรใหม่ๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่ใช้คนเยอะ ใช้ทรัพยากรเยอะ คาถามท่ีเราต้องตอบให้ได้ก็คือเราจะทาไปเพื่อ
อะไร ซ่ึงส่วนมากแล้วการโน้มน้าวท่ีดีก็ต้องมีตัวเลขสนับสนุนด้วย ในกรณีนี้ ขั้นตอนการทดสอบและ
ตรวจสอบก็จะให้ข้อมูลคุณเพียงพอท่ีจะโน้มน้าวหัวหน้า เจ้าของบริษัท หรือแม้แต่พนักงานบางคน ว่าส่ิงที่
คุณกาลงั ทาอยู่นีม้ ันคุม้ ท่ีจะเรมิ่
ข้อมูลเบอื้ งต้นเกยี่ วกับอาเภอบา้ นไผ่
บ้านไผ่ เป็นอาเภอหนึ่งของจังหวัดขอนแก่น โดยถือเป็นอาเภอขนาดใหญ่ที่มีถนนมิตรภาพและ
ทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือพาดผ่าน ในอนาคตจะเป็นอาเภอชุมทางซึ่งมีทางรถไฟสายใหม่ ผ่านภาค
ตะวันออกเฉยี งเหนอื ตอนกลาง และไปสิ้นสดุ จงั หวดั นครพนม
ประวัติอาเภอบ้านไผ่
อาเภอบ้านไผ่เดิมช่ือ “บ้านเก้ิง” อยู่ในความปกครองของเมืองชนบท ต่อมาทางราชการ
ประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องท่ี พ.ศ. 2457 บ้านเก้ิงได้รับการยกฐานะเป็น ตาบลบ้านเก้ิง
ข้ึนกับอาเภอชนบท จนกระท่ังปี พ.ศ. 2471 ตาบลบ้านเกิ้งก็ได้รับการยกฐานะเป็น กิ่งอาเภอบ้านไผ่
80
ประกอบด้วยตาบลบ้านเก้ิง บ้านเป้า และบ้านแคนเหนือ เช่ือกันว่าบริเวณที่ตั้งคงมีต้นไผ่ข้ึนริมคลองห้วยจิก
เป็นจานวนมาก สถานท่ีต้ังก่ิงอาเภออยู่ทางทิศตะวันออกของสถานีรถไฟบ้านไผ่ โดยหลวงราษฎร์ธุรกิจ
(โสฬส อนิ ทรกาแหง) มีศรัทธายกทดี่ ินให้ก่ิงอาเภอบ้านไผไ่ ด้รับการยกฐานะเป็น อาเภอบ้านไผ่ เปิดให้บริการ
ประชาชนต้ังแต่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2482 แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 4 ตาบล คือ ตาบลบ้านไผ่ บ้านเป้า
แคนเหนือ และเปือยน้อย ต่อมาในปี พ.ศ. 2486 อาเภอชนบทถูกไฟไหม้ ทางราชการจึงได้รวมอาเภอชนบท
เข้ากับอาเภอบา้ นไผ่ จนถึง พ.ศ. 2509 จงึ แยกอาเภอชนบทออกไป
แผนภาพท่ี 2 แผนทแี่ สดงเขตแต่ละตาบลในอาเภอบา้ นไผ่
ทีต่ ้งั และอาณาเขต
อาเภอบ้านไผ่มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคยี งดังต่อไปน้ี
ทิศเหนือ ตดิ ตอ่ กบั อาเภอบา้ นแฮด
ทศิ ตะวนั ออก ติดต่อกับอาเภอโกสมุ พิสัยและอาเภอกุดรัง (จงั หวดั มหาสารคาม)
ทิศใต้ ตดิ ต่อกบั อาเภอเปอื ยน้อย อาเภอหนองสองหอ้ ง และอาเภอโนนศลิ า
ทศิ ตะวนั ตก ตดิ ต่อกับอาเภอมญั จาคีรแี ละอาเภอชนบท
81
การแบ่งเขตการปกครอง
การปกครองส่วนภูมภิ าค
อาเภอบ้านไผแ่ บง่ พืน้ ท่ีการปกครองออกเป็น 10 ตาบล 113 หมบู่ า้ น
1. บา้ นไผ่ จานวน 13 หมบู่ ้าน
2. ในเมือง จานวน 9 หมู่บา้ น
3. เมอื งเพยี จานวน 13 หมูบ่ ้าน
4. บ้านลาน จานวน 15 หมบู่ า้ น
5. แคนเหนอื จานวน 9 หมบู่ า้ น
6. ภเู หลก็ จานวน 9 หม่บู ้าน
7. ป่าปอ จานวน 9 หมบู่ ้าน
8. หนิ ต้งั จานวน 11 หมู่บา้ น
9. หนองนา้ ใส จานวน 11 หมู่บา้ น
10. หวั หนอง จานวน 6 หมบู่ า้ น
การปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ
ท้องท่ีอาเภอบ้านไผ่ประกอบดว้ ยองคก์ รปกครองสว่ นท้องถน่ิ 11 แหง่ ได้แก่
เทศบาลเมืองบา้ นไผ่ ครอบคลมุ บางสว่ นตาบลบ้านไผ่ ตาบลในเมอื ง และตาบลแคนเหนือ
เทศบาลตาบลในเมือง ครอบคลมุ พ้นื ท่ีตาบลในเมือง (นอกเขตเทศบาลเมอื งบ้านไผ่)
องค์การบรหิ ารส่วนตาบลบา้ นไผ่ ครอบคลุมตาบลบา้ นไผ่ (นอกเขตเทศบาลเมืองบา้ นไผ่)
องค์การบรหิ ารสว่ นตาบลเมืองเพีย ครอบคลุมพน้ื ท่ีตาบลเมืองเพียท้ังตาบล
องค์การบริหารสว่ นตาบลบา้ นลาน ครอบคลุมพืน้ ท่ีตาบลบ้านลานทงั้ ตาบล
องค์การบริหารส่วนตาบลแคนเหนอื ครอบคลุมตาบลแคนเหนอื (นอกเขตเมอื งบ้านไผ่)
องค์การบรหิ ารสว่ นตาบลภเู หล็ก ครอบคลุมพืน้ ท่ีตาบลภเู หล็กท้ังตาบล
องค์การบรหิ ารสว่ นตาบลป่าปอ ครอบคลมุ พืน้ ท่ีตาบลปา่ ปอทั้งตาบล
องค์การบริหารส่วนตาบลหนิ ตั้ง ครอบคลมุ พนื้ ที่ตาบลหินต้ังท้งั ตาบล
องค์การบริหารส่วนตาบลหนองน้าใส ครอบคลุมพื้นท่ีตาบลหนองนา้ ใสทง้ั ตาบล
องค์การบรหิ ารสว่ นตาบลหัวหนอง ครอบคลุมพื้นที่ตาบลหวั หนองท้ังตาบล
82
ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อาเภอบ้านไผ่
สภาพทั่วไปของสถานศึกษา
ชือ่ สถานศกึ ษา : ศูนย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัยอาเภอบ้านไผ่
ทอ่ี ยู่ : 673 หมู่ท่ี 3 ถนน สุขาภิบาล 8 ตาบลในเมือง อาเภอบ้านไผ่ จงั หวัดขอนแก่น
เบอรโ์ ทรศัพท์/เบอร์โทรสาร: 043-272734
E-mail : [email protected]
สงั กดั : สานกั งานส่งเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั จงั หวดั ขอนแก่น
สานักงานส่งเสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
สานกั งานปลัดกระทรวงศึกษาธกิ าร กระทรวงศึกษาธกิ าร
ทศิ ทางการดาเนินงานของสถานศกึ ษา
วสิ ยั ทัศน์
ชาวบ้านไผไ่ ดร้ ับการศึกษาตลอดชีวิต และการศึกษาเพื่อการมีงานทาท่ีมคี ุณภาพอย่างทว่ั ถึง และ
เทา่ เทียมกัน โดยการมีส่วนร่วมของชมุ ชนภาคเี ครือข่ายและสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ก้าวสู่ประชาคม
อาเซียนอย่างมีความสุขและย่ังยนื
พนั ธกจิ
1. จดั และส่งเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวติ
อย่างทวั่ ถึงและมคี ุณภาพ
2. จัดและส่งเสรมิ การศกึ ษาอาชีพเพ่ือการมงี านทาของประชาชนในชุมชนให้สามารถประกอบ
อาชพี ได้อย่างยง่ั ยนื
3. ส่งเสรมิ การมีส่วนร่วมของภาคีเครอื ข่าย ในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อัธยาศยั การศึกษาตลอดชีวิตและการศึกษาอาชีพเพ่ือการมีงานทา
4. พฒั นาบคุ ลากรและระบบบรหิ ารจัดการ ให้มศี ักยภาพในการดาเนินงานการศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอัธยาศยั เพือ่ ส่งเสรมิ การศึกษาตลอดชีวิตและการศึกษาอาชีพเพื่อการมงี านทาของ
ประชาชนไดอ้ ย่างมปี ระสิทธิและประสทิ ธผิ ล
5. พฒั นาและส่งเสรมิ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเพือ่ การศึกษา เทคโนโลยสี ารสนเทศ และการสอ่ื สาร
ให้เกดิ ประสิทธิภาพต่อการเรียนตลอดชวี ติ
6. จัดการศกึ ษาภาษาต่างประเทศเพื่อส่งเสรมิ พัฒนาครูและผู้เรยี นให้มีความพร้อมสู่ประชาคม
อาเซียน
อตั ลักษณ์
“คุณธรรมนาชีวิต ด้วยเศรษฐกิจพอเพยี ง”
83
จานวนผูเ้ รยี น/ผู้รบั บรกิ ารและจานวนผู้จัดการเรียนรู้
หลักสูตร/ประเภท จานวนผเู้ รยี น รวม จานวน
(คน) จานวน ผู้จดั การ
การศึกษาข้นั พืน้ ฐาน
- ระดบั ประถมศึกษา ชาย หญงิ (คน) เรยี นรู้ (คน)
- ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
- ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 35 65 100 25
582 415 997
รวมจานวน (คน) 837 598 1,435
การศึกษาต่อเนอื่ ง 1,454 1,078 2,532
1. โครงการศนู ยฝ์ กึ อาชีพชุมชน
1 15 16 1
1 อาเภอ 1 อาชพี
1. หลักสตู รการนวดแผนไทย - 27 27 2
2. หลกั สตู รการทอผ้า
จานวนผู้เรยี น รวม จานวน
หลักสตู ร/ประเภท (คน) จานวน ผ้จู ดั การ
(คน) เรยี นรู้ (คน)
3. หลักสูตรทาหน้ากากอนามยั /เจลล้างมือ ชาย หญิง
4. หลักสูตรช่างตัดผม-เสริมสวย - 20 20 1
5. หลกั สตู รช่างเชอื่ มเหลก็
- 12 12 1
พัฒนาอาชพี ระยะสน้ั (กลุ่มสนใจ)
1. หลกั สตู รการแปรรปู ถั่วลิสง 12 - 12 1
2. หลักสตู รการแปรรูปกล้วย
3. หลกั สตู รการแปรรูปขา้ ว - 21 21 3
4. หลักสูตรการแปรรูปปลา - 26 26 4
5. หลักสูตรการทาขนมไทย - 27 27 4
6. หลักสูตรการทาผลิตภัณฑจ์ ากเศษผ้า - 26 26 4
7. หลักสูตรการจบั จบี ผา้ - 28 28 4
8. หลักสูตรการทาไข่เค็ม - 14 14 2
9. หลกั สตู รการทาวุ้นแฟนซี - 15 15 2
10. หลักสูตรการทากระเป๋าจากเศษผ้า - 14 14 2
11. หลักสตู รการทาหน้ากากอนามยั 1 11 12 2
12. หลกั สตู รการทาขา้ วแต๋น - 18 18 3
13. หลักสตู รการผกู ผ้าจบั จบี ผ้า - 105 105 16
- 26 26 4
- 12 12 1
84
ชนั้ เรียนวชิ าชพี (31 ชวั่ โมง ข้ึนไป)
1. หลักสูตรการทอผ้า - 86 86 7
3
2. หลกั สตู รการนวดแผนไทย - 38 38 1
3
3. หลักสูตรช่างตดั ผม-เสรมิ สวย - 12 12 1
2
4. หลกั สตู รการทาเส่อื กก - 36 36
7
5. หลักสตู รช่างเชอื่ ม 12 - -
7
6. หลกั สูตรการตัดเยบ็ เสอื้ ผ้า - 24 24 7
-
2. โครงการจัดการเรยี นรู้ตามหลกั ปรชั ญาของ 28 102 130 95
เศรษฐกจิ พอเพียง 66 114 180
3. โครงการจดั การศกึ ษาเพื่อพัฒนาสงั คมและชมุ ชน
4. โครงการจดั การศกึ ษาเพือ่ พัฒนาทักษะชวี ติ 9 171 180
5. โครงการอ่นื ๆ (ถ้ามี).................................................. - - -
รวมจานวน (คน) 129 1,000 1,129
หลักสตู ร/ประเภท จานวนผเู้ รยี น รวม จานวน
(คน) จานวน ผู้จดั การ
การศึกษาตามอธั ยาศัย
- โครงการห้องสมดุ เคลอ่ื นทส่ี ู่ชมุ ชน ชาย หญิง (คน) เรียนรู้ (คน)
- โครงการบ้านหนงั สอื ชมุ ชน
- โครงการห้องสมดุ เคลือ่ นท่ีสาหรบั ชาวตลาด 278 396 674 5
- โครงการส่งเสรมิ การอา่ นและพัฒนาห้องสมดุ 326 463 789 11
ให้เป็นแหล่งเรยี นรตู้ ลอดชวี ติ 152 141 293 2
- โครงการส่งเสรมิ การอา่ น (รถโมบายเคลอ่ื นท)ี่
671 894 2,230 3
รวมจานวน (คน)
174 246 420 12
1,601 2,140 4,406 33
หมายเหตุ สถานศกึ ษาสามารถปรับเปลย่ี นแบบโครงสร้างตารางขา้ งต้นให้เหมาะสมได้ตามความ
ตอ้ งการและเป็นไปตามข้อมูลจริงของสถานศกึ ษา โดยขอ้ มลู ต้องสะทอ้ นถงึ จานวน
ผู้เรยี น ผู้รบั บริการ และจานวนผู้จดั การเรียนรู้
85
จานวนบคุ ลากร (ปงี บประมาณที่จดั ทารายงานการประเมนิ ตนเอง)
ประเภท/ตาแหน่ง จานวน (คน) รวม
ข้าราชการครู ตา่ กวา่ ป.ตรี ป.ตรี ป.โท ป.เอก จานวน
บคุ ลากรทางการศึกษา
ลกู จ้างประจา - 12- 3
อน่ื ๆ (ระบุ).........................................
พนกั งานราชการ - --- -
1. ครอู าสาสมัคร - --- -
2. ครู กศน.ตาบล
3. ครศู ูนยก์ ารเรียนชมุ ชน - --- -
4. นักจดั การงานท่ัวไป
5. อ่นื ๆ (ระบ)ุ .............................. - 2-- 2
อตั ราจ้าง - 12 - - 12
1. ครูศูนยก์ ารเรยี นชุมชน - --- -
2. อ่นื ๆ (ระบุ)................................ - 1-- 1
- --- -
- บรรณารักษ์
- พนักงานบรกิ าร - 9-- 9
รวมจานวน - 1-- 1
1 --- 1
1 26 2 - 29
งบประมาณ (ปีงบประมาณท่จี ัดทารายงานการประเมินตนเอง)
- เงนิ งบประมาณ 4,826,845.76 บาท
- เงินนอกงบประมาณ - บาท
รวมจานวนเงนิ 4,826,845.76 บาท
86
กศน.ตาบล
กศน.ตาบล ที่ตั้ง ผ้ปู ระสานงาน/ผู้รับผดิ ชอบ
นางสาววชั ราภรณ์ โวหารา
กศน.ตาบลบ้านไผ่ อาคารสุขศาลาบ้านเป้า ม.3 ต.บ้านไผ่
กศน.ตาบลในเมือง อาคารเอนกประสงค์ชมุ ชนเจ้าเงาะ นางรัชดา อคั ฮาด
กศน.ตาบลหวั หนอง อาคาร (เก่า) อบต.หวั หนอง ม.1 ต.หวั หนอง นายพัลลภ วาทโยธา
กศน.ตาบลหนองน้าใส อาคารเอนกประสงค์บ้านเหมือดแอ่ ม.4 นางทัศนยี ์ นามบุญเรือง
ต.หนองนา้ ใส
กศน.ตาบลเมืองเพยี อาคารศาลาประชาคมบ้านดู่ใหญ่ ม.4 ต.เมืองเพยี นางรชตะ มุระดา
กศน.ตาบลแคนเหนือ อาคาร (เก่า) อบต.แคนเหนือ ม.3 ต.แคนเหนือ นางสาวชน่ื จิต อาสนาทพิ ย์
กศน.ตาบลหินต้งั วัดเจ้าปู่ภูเหล็ก ม.1 ต.หนิ ตัง้ นางศศภิ รณ์ ละออง
กศน.ตาบลบ้านลาน โรงเรยี นบ้านลาน ม.6 ต.บ้านลาน นางกนกวรรณ ไสวดี
กศน.ตาบลป่าปอ โรงเรียนบ้านหนองตบั เต่า ม.7 ต.ป่าปอ นางวไิ ลวรรณ เน้อื ดี
กศน.ตาบลภเู หล็ก อาคารเอนกประสงค์บ้านภูเงิน ม.7 ต.ภูเหลก็ นางทพิ ย์วรนิ ทร์ เชอื้ เมือง
ศนู ยก์ ารเรยี นชมุ ชน
ศนู ยก์ ารเรียนชุมชน ที่ตง้ั ผ้ปู ระสานงาน/ผู้รับผดิ ชอบ
นายศุภณมิตร ไสวดี
ศรช.บ้านหวั นา อาคารศนู ย์เรยี นรู้ฯ บ้านหัวนา ม.16
ต.บ้านลาน น.ส.สุมาลี หล้าลุน
น.ส.เพญ็ วิภาร์ โสภาวะนสั
ศรช.บ้านโคกโก ศาลาประชาคมบ้านโคกโก ม.7 ต.แคนเหนือ
นายวเิ ชียร ถิน่ ไผ่งาม
ศรช.บ้านหนองหญ้า ศาลาประชาคมบ้านหนองหญ้าปล้อง ม.4 นางเสาวรสจนยี ์ เสาวรส
ปล้อง ต.ภเู หล็ก นายวิเชียร สนั เสนาะ
นางอัจฉรา ถิ่นไผ่งาม
ศรช.ชุมชนแสงทอง ศาลาประชาคมชุมชนแสงทอง ต.บ้านไผ่
น.ส.เบญจวรรณ สหี ัดชา
ศรช.บ้านโคกกอ่ ง อาคารเอนกประสงค์บ้านโคกก่อง ม.2
ต.หนิ ตั้ง นางลดั ดา สิงคลบี ตุ ร
ศรช.บ้านหนองฮี ศาลาประชาคมบ้านหนองฮี ม.3 ต.หนิ ตง้ั นายจรี ะศักดิ์ โยมะบตุ ร
ศรช.ชมุ ชนโนนสะอาด อาคารเอนกประสงค์ชมุ ชนโนนสะอาด
ต.ในเมือง
ศรช.บ้านใสวารี อาคารเอนกประสงค์บ้านใสวารี ม.12
ต.หนองน้าใส
ศรช.บ้านหนองร้าน ทท่ี าการผู้ใหญ่บ้านหนองร้านหญ้า ม.5
หญ้า ต.หัวหนอง
ศรช.บ้านแคนเหนอื อาคารเอนกประสงค์บ้านแคนเหนอื ม.1
ต.แคนเหนือ
87
แหล่งเรียนรู้
แหลง่ เรยี นรู้ ด้าน ทอ่ี ย/ู่ เบอร์โทรศัพท์ ผ้รู บั ผดิ ชอบ
นายสุรยิ นั ต์ พิเชษฐ์พงศ์วมิ ตุ
ศนู ย์เรียนรปู้ รัชญาของ การทาเกษตร 89 หมู่ท่ี 3 ต.ในเมือง
เศรษฐกิจพอเพยี งและเกษตร ผสมผสาน นายทวีศักด์ิ ชมเชยรัก
ทฤษฏีใหม่ ประจาตาบล การแปรรูปขา้ ว บ้านหวั นา หมู่ท่ี 16 พระครูโชติธรรมสาร
(เกษตรผสมผสาน) การทานา้ มะนาว ต.บ้านลาน
เกษตรผสมผสาน การป้องกันกาจัด วัดมัชฌิมวิทยาราม พระครูมงคล สารกจิ
ศัตรพู ืช บ้านลาน หมู่ท่ี 6 นายบญุ เหลอื สหี าบาล
จิตรกรรมฝาผนงั โบราณวัตถุ ต.บ้านลาน
บ้านป่าปอ หมู่ที่ 2 นายถนอม ศรีวงษ์
พระธาตเุ จดยี ์ศิรมิ งคล ศิลปวัฒนธรรม ต.ป่าปอ นายสมบรู ณ์ พันธ์มลู
บา้ นชีกกค้อ หม่ทู ่ี 7,13 พระอาจารย์อธกิ ารบุ
แก่งละว้า ทรัพยากรธรรมชาติ ต.เมอื งเพยี
และ
ศนู ย์เรียนรเู้ ศรษฐกิจพอเพยี ง ส่งิ แวดล้อม บ้านชกี กค้อ หมทู่ ่ี 7,13
(ปลกู ผักปลอดสารพษิ ) การทาเกษตร ต.เมอื งเพีย
วัดมงคลหลวง ผสมผสาน บา้ นเมอื งเพยี หมู่ที่ 2
วัตถโุ บราณ ต.เมืองเพีย
วดั พระเจ้าใหญ่ผอื บัง
จติ รกรรมฝาผนงั โบราณวัตถุ บา้ นหนองร้านหญ้า
หมู่ที่ 5 ต.หวั หนอง
88
ภาคเี ครอื ข่าย
ภาคีเครอื ขา่ ย ด้าน ท่อี ยู่ เบอร์โทรศพั ท์
(กลมุ่ องค์กร และหน่วยงาน) หมู่ท่ี 1 ต.ในเมอื ง 043-272661
หม่ทู ่ี 8 ต.ในเมอื ง 043-473549
เทศบาลเมืองบา้ นไผ่ อาคารสถานท่ี หมู่ที่ 2 ต.หนองนา้ ใส 043-274493
หมทู่ ี่ 1 ต.หินต้ัง 043-424235
เทศบาลตาบลในเมอื ง อาคารสถานที่ หม่ทู ่ี 5 ต.บ้านลาน 081-0601379
หมู่ที่ 3 ต.ภูเหลก็ 097-3415651
องค์การบริหารส่วนตาบลหนองนา้ ใส อาคารสถานท่ี หมู่ท่ี 4 ต.หัวหนอง 043-272612
หมู่ที่ 3 ต.ในเมอื ง 043-273118
องค์การบริหารส่วนตาบลหนิ ตงั้ อาคารสถานที่ หมู่ท่ี 9 ต.ในเมอื ง 043-3289887
หมู่ที่ 1 ต.หินต้ัง 087-3330715
องค์การบริหารส่วนตาบลบ้านลาน อาคารสถานที่ หมทู่ ี่ 5 ต.บ้านไผ่ 081-3800705
หมู่ที่ 1 ต.เมืองเพีย 081-9757906
สวนปา่ หนองเมก็ วิทยากร หมู่ที่ 2 ต.ป่าปอ 083-4545400
หมู่ท่ี 6 ต.บ้านลาน 086-4515528
เกษตรอาเภอบ้านไผ่ วทิ ยากร หมทู่ ี่ 12 ต.บ้านลาน 081-0504827
พฒั นาชุมชนอาเภอบ้านไผ่ ขอ้ มูลประชากร หมูท่ ี่ 3 ต.หนองนา้ ใส 084-7943558
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพตาบลในเมอื ง ดา้ นสขุ ภาพ หมทู่ ี่ 7 ต.หนองน้าใส 086-2218186
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพตาบลหนิ ต้ัง ดา้ นสขุ ภาพ หมู่ท่ี 2 ต.หนองน้าใส 043-272129
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลบ้านไผ่ ดา้ นสุขภาพ
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพตาบลเมืองเพยี ดา้ นสุขภาพ
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลป่าปอ ดา้ นสุขภาพ
โรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตาบลบ้านลาน ดา้ นสุขภาพ
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจาตาบล ดา้ นสุขภาพ
บ้านสร้างแป้น
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพตาบลหนองน้าใส ดา้ นสุขภาพ
(บ้านแคนใต้)
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลหนองน้าใส ดา้ นสขุ ภาพ
(บ้านนาโน)
วิทยาลัยการอาชพี บ้านไผ่ วิทยากร
89
ภมู ปิ ญั ญา
บคุ คล (ปราชญ์ชาวบ้าน ความรู้ ความสามารถ ทอี่ ย/ู่ เบอร์โทรศพั ท์
ภมู ิปญั ญา ผนู้ า)
การทามะมว่ งนอกฤดู บ้านหนองคูณ หมู่ที่ 3
นายอมุ่ สุดใหญ่ นวดแผนไทย 646/3 หมู่ที่ 3 ต.ในเมอื ง
นางขันทอง สุดสาร การแปรรปู ปลาร้า 162 หมู่ท่ี 5 ต.บ้านไผ่
นางอนงค์ อดุ ช่อ ช่างเหลก็ บ้านลาน หมู่ที่ 6 ต.บ้านลาน
นายบุญเรือง วงษืมหาด หมอสู่ขวัญ/หมอธรรม บ้านป่าปอ หมู่ท่ี 1 ต.ป่าปอ
นายสงกา เทียมทนั ปลกู ผักปลอดสารพษิ 43 หมู่ที่ 3 ต.ภูเหล็ก
นายดา สิงห์ทยุ บุคคลตวั อย่างการทาเกษตรผสมผสาน บ้านหนองนาวัว หมู่ที่ 3
นางระเบียบ สละ ต.หวั หนอง
การตีมดี 18/1 บ้านโคกก่อง หมู่ท่ี 11
นายสมนึก โคตรศรีเมือง การทาเกษตรผสมผสาน 135 หมู่ท่ี 8 ต.หนองํน้าใส
นางสงั วาล โจมทา ดา้ นการทาไม้กวาดดอกหญา้ 20 หมู่ท่ี 10 ต.บ้านไผ่
นางดาหวัน อาดี ดา้ นการทาเกษตรผสมผสาน 89 หมู่ที่ 3 ต.ในเมือง
นายสรุ ิยันต์ พเิ ชษฐ์พงศว์ ิมตุ
หมายเหตุ ให้บนั ทึกข้อมลู เฉพาะท่มี ีส่วนสนบั สนุน ร่วมจดั หรอื จัดกจิ กรรม กศน. ในปีงบประมาณที่
จัดทารายงานการประเมินตนเอง
90
รางวลั เกียรตบิ ัตร การเชิดชูเกยี รตทิ ่สี ถานศึกษาได้รบั
รางวลั เกียรติบัตรการเชดิ ชเู กียรติ ดา้ น/เร่ือง หน่วยงาน/องค์กรที่มอบ
ท่ีสถานศึกษาได้รับ
1. ได้รับรางวลั รองชนะเลศิ อันดับ 1 ระดบั กลุ่ม พัฒนานวตั กรรม กลุ่มสานกั งาน กศน.จังหวดั
สานกั งาน กศน.จงั หวัดร้อยแกน่ สาร ประเภท ด้านสง่ิ แวดล้อม รอ้ ยแกน่ สาร
นักศกึ ษา กศน.ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น ประเภทการจดั การขยะ
ตามกจิ กรรมขยายผลโครงการจติ อาสา มูลฝอย
ของสานกั งาน กศน. ประจาปี 2564
2. ได้รับรางวลั ชนะเลศิ การประกวดแข่งขันขับร้อง แข่งขันขับร้องเพลง สานกั งาน กศน.จงั หวดั
เพลง “สดุดจี อมราชา” ระดบั จงั หวดั ประจาปี “สดุดจี อมราชา” ขอนแก่น
2564 ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้
3. ได้รบั รางวลั รองชนะเลศิ อันดับ 2 การประกวด แข่งขนั ขบั ร้องเพลง สานกั งาน กศน.จงั หวัด
แข่งขันขับร้องเพลง “สดุดจี อมราชา” ระดบั จังหวดั “สดดุ ีจอมราชา” ขอนแก่น
ประจาปี 2564 ระดับประถมศกึ ษา
4. ได้รบั รางวลั ชมเชย การประกวดแข่งขนั ขับร้องเพลง แข่งขันขบั ร้องเพลง สานักงาน กศน.จงั หวัด
“สดดุ ีจอมราชา” ระดบั จงั หวดั ประจาปี 2564 “สดดุ จี อมราชา” ขอนแก่น
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
5. นายจกั รรนิ ทร์ คาอุ่น ได้รับรางวลั รองชนะเลิศ ออกแบบโลโก้ ประเภท ศนู ย์วทิ ยาศาสตร์เพือ่
อันดบั 1 กจิ กรรมออกแบบโลโก้ ประเภท Letter Letter From Logo การศกึ ษา นราธวิ าส
From Logo โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ รุกถงึ ที่
ลยุ ถึงถิ่น เชือ่ มสมั พนั ธ์ชาว กศน.
6. นายจกั รรนิ ทร์ คาอุ่น ได้รับรางวัลชมเชย กิจกรรม กจิ กรรมประกวดร้อง ศนู ย์วทิ ยาศาสตร์เพ่อื
ประกวดรอ้ งเพลงโครงการส่งเสรมิ การเรียนรู้ เพลง การศึกษา นราธวิ าส
รกุ ถงึ ท่ลี ุยถึงถน่ิ เชอื่ มสัมพนั ธ์ ชาว กศน.
7. ได้รับรางวลั ชมเชย การประกวดโครงงาน ประเภทสิ่งประดษิ ฐ์ สานักงาน กศน.จงั หวัด
วิทยาศาสตร์ สาหรับนกั ศึกษา กศน. ประเภท ด้านการใช้และ ขอนแก่น
ส่ิงประดษิ ฐ์ดา้ นการใช้และการอนรุ กั ษ์พลงั งาน การอนุรกั ษ์พลังงาน
ไฟฟ้าในชีวติ ประจาวนั ณ ศนู ยว์ ทิ ยาศาสตร์เพ่อื ไฟฟ้าในชวี ิตประจาวัน
การศกึ ษาขอนแก่น
8. เป็นสถานศกึ ษาทม่ี ีจานวนร้อยละผู้เข้าสอบการ ผู้เขา้ สอบการทดสอบ สานักงาน กศน.จงั หวดั
ทดสอบระดบั ชาติ(N-NET) ปลายภาคเรียนท่ี 2 ปี ระดับชาติ (N-NET) ขอนแก่น
การศกึ ษา 2563 (รอ้ ยละ 80 ข้ึนไป) เฉลี่ยภาพรวม ปลายภาคเรียนท่ี 2
ท้งั 3 ระดบั ร้อยละ 91.80 ปีการศึกษา 2563
(รอ้ ยละ 80 ข้ึนไป)