แผนการจัดการเรียนรูท้ ่ี 1
กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ฯ รหสั วชิ า ว23102 รายวชิ าวิทยาศาสตร์พนื้ ฐาน 6
ปีการศกึ ษา 2564
ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรียนท่ี 2 เวลา 3 ชัว่ โมง
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 5 ปฏกิ ริ ยิ าเคมแี ละวสั ดุในชีวติ ประจำวนั
ช่ือผสู้ อน นางสาวหุสณา ตามาต
1. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ชี้วดั
ว 2.1 เขา้ ใจสมบตั ิของสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสัมพันธร์ ะหวา่ งสมบตั ขิ องสสารกับโครงสร้าง
และแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสารการเกิดสารละลาย
และการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี
ว 2.1 ม.3/3 อธบิ ายการเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี รวมถงึ การจัดเรียงตัวใหม่ของอะตอมเมื่อเกิดปฏิกิรยิ าเคมีโดย
ใช้แบบจำลองและสมการขอ้ ความ
2. สาระสำคญั /ความคดิ รวบยอด
1) การเกิดปฏิกิริยาเคมีหรือการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของสาร เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกดิ สารใหม่
โดยสารที่เข้าทำปฏิกิรยิ า เรยี กว่า สารตง้ั ตน้ สารใหม่ทเ่ี กิดขึ้นจากปฏิกริ ยิ า เรยี กวา่ ผลติ ภณั ฑ์ การเกิดปฏิกิริยา
เคมีสามารถเขียนแทนได้ดว้ ยสมการข้อความ
2) การเกิดปฏิกิริยาเคมี อะตอมของสารตั้งต้นจะมีการจัดเรียงตัวใหม่ ได้เป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีสมบัติ
แตกตา่ งจากสารตง้ั ต้น โดยอะตอมแตล่ ะชนดิ กอ่ นและหลังเกิดปฏิกิรยิ าเคมีมีจำนวนเท่ากนั
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1) ดา้ นความรู้ (K) นกั เรยี นอธบิ ายการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี และอธบิ ายการจดั เรยี งตวั ใหมข่ อง
อะตอมก่อนและหลังการเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี โดยใช้แบบจำลองและสมการ
ข้อความได้
2) ดา้ นทักษะ (P) นักเรยี นใช้ทักษะการสงั เกต โดยสงั เกตสมบัติของสารและการเปลีย่ นแปลง
ที่เกดิ ขนึ้ บันทกึ สิ่งท่ีสงั เกตได้
3) ด้านเจตคติ (A) นกั เรียนตระหนักถึงความสำคัญของการใชอ้ ุปกรณ์การทำกิจกรรมได้
3. สาระการเรียนรู้
การเปลี่ยนแปลงทางเคมีหรือการเกิดปฏิกิริยาเคมีเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดสารใหม่ ซึ่งมี
สมบัติแตกตา่ งไปจากสารเดมิ การเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมีอาจสังเกตไดจ้ ากการเปล่ยี นสี กลนิ่ หรืออุณหภูมิ มีฟองแก็ส
หรอื ตะกอนเกดิ ขน้ึ ยกตัวอย่างการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมีในแคลเซยี มคารบ์ อเนต
แคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbonate หรื CaCO3) พบมากในหินปูน หินงอก หินย้อย
แคลเซยี มคาร์บอเนต สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง นอกจากนำมาใช้ในยาลดกรดแล้ว ยงั ใช้ผลิต
สารตา่ ง ๆ เชน่ ปูนขาว ปูนซีเมนต์ ปูนยาแนวกระเบอ้ื ง สารทมี่ แี คลเซียมคาร์บอเนตเป็นองค์ประกอบ เม่ือสัมผัส
กับสารที่มีสมบัติเป็นกรด แคลเซียมคาร์บอเนตจะกร่อนบางลงและเกิดฟองแก็สไม่มีสี การเปลี่ยนแปลงที่เกิด
จากแคลเซียมคาร์บอเนตสัมผัสกับกรด เป็นการเกิดปฏิกิริยาเคมี (chemical reaction) เพราะเป็นการ
เปลี่ยนแปลงที่มีสารใหม่เกิดขึ้น การอธิบายปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นสามารถใช้แบบจำลองที่เป็นสมการข้อความ
(word equation) ซึ่งเขียนแสดงสารที่เข้าทำปฏิกิริยาหรือสารตั้งต้น (reactant) และสารใหม่ที่เกิดขึ้นหรือ
ผลติ ภัณฑ์ (product) เช่น สมการขอ้ ความไดด้ งั นี้
กรดไฮโดรคลอริก + แคลเซียมคารบ์ อเนต แคลเซยี มคลอไรด์ + น้ำ + แก็สคารบ์ อนไดออกไซด์
สารตั้งต้น ผลติ ภณั ฑ์
จากสมการข้อความข้างต้นจะพบว่าสารตั้งตัน ได้แก่ กรดไฮโดรคลอริก (hydrochloric acid หรือ
HCl) และแคลเซียมคาร์บอเนต เมื่อสารตั้งต้นปฏิกิริยาเคมีกัน จะได้เป็นผลิตภัณฑ์ ได้แก่ แคลเซียมคลอไรด์
(calcium chloride หรือ CaCl2) น้ำ (H2O) และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (carbon dioxide หรือ CO2)
นอกจากกรดจะทำปฏิกิริยากับแคลเซียมคาร์บอเนตแล้ว กรดยังทำปฏิกิริยากับสารประกอบคาร์บอเนตอื่น ๆ
เชน่ โซเดียมคาร์บอเนต (sodium carbonate หรอื Na2CO3) ได้อีกด้วย
และเมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมี อะตอมของสารตั้งต้นจะแยกตัวออกจากกัน แล้วจัดเรียงตัวใหม่ ได้
ผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถแสดงได้ด้วยแบบจำลอง ซึ่งอะตอมจะไม่สูญหายหรือเกิดใหม่ มีเพียงการจัดเรียงตัวใหม่
ดงั น้นั อะตอมแตล่ ะชนิดก่อนและหลังเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมจี ึงมจี ำนวนเท่าเดิม
4. ดา้ นสมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน
ความสามารถในการคดิ : นกั เรียนสามารถวิเคราะห์การเกดิ ปฏิกิริยาเคมี และการจัดเรียงตัวใหม่
ของอะตอมก่อนและหลังการเกดิ ปฏิกิริยาเคมี โดยใช้แบบจำลองและสมการข้อความ
5. คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ ซอื่ สัตยส์ จุ ริต มุ่งม่ันในการทำงาน
รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยู่อยา่ งพอเพยี ง ใฝเ่ รยี นรู้ มีจิตสาธารณะ
มีวินัย รกั ความเปน็ ไทย
6. ชิน้ งาน /ภาระงาน
ใบบนั ทึกกจิ กรรมเร่อื งการเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี
7. กจิ กรรมการเรยี นรู้
ใชร้ ปู แบบการจัดการเรยี นการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es)
ข้นั ที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement)
1) ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียน เพื่อนำเข้าสู่หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี
โดย ให้นักเรียนดูภาพนำหน่วย (หนังสือเรียนรายวชิ าพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นม.3 เล่ม 2 สสวท.
หน้า 4) หรือครใู ชว้ ธิ ีการสาธติ โดยนำผา้ ที่เป้ือนหมกึ สจี มุ่ ลงไปในน้ำ เปรยี บเทียบกับการนำผา้ ท่ีเปื้อนหมึกสจี ุ่มลง
ไปในน้ำยาซกั ผ้าขาว แล้วสังเกตการเปลีย่ นแปลงท่ีเกิดขนึ้ จากน้นั อภิปรายรว่ มกนั โดยใช้ประเดน็ คำถามดงั น้ี
- จากภาพ 5.1 เป็นภาพอะไร (ภาพนำ้ ยาซกั ผ้าขาว)
- รอยเปื้อนบนผ้าหายไปได้อย่างไร เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาเคมีหรือไม่ (นักเรียนตอบตามความ
เขา้ ใจของตนเอง)
2) ให้นักเรียนทำกิจกรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียน (หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ช้นั ม.3 เล่ม2 สสวท. หนา้ 5) จำนวน 6 ขอ้ ดังนี้
- การเกดิ สนิมของตะปเู หล็ก (คำตอบคอื การเปลีย่ นแปลงทางเคมี)
- การผสมน้ำหวานสแี ดงกับนำ้ (คำตอบคอื การเปล่ียนแปลงทางกายภาพ)
- การจุดไม้ขดี (คำตอบคอื การเปลยี่ นแปลงทางเคมี)
- การหลอมเหลวของน้ำแขง็ (คำตอบคือ การเปลยี่ นแปลงทางกายภาพ)
- การผสมนำ้ อัญชนั กับมะนาว (คำตอบคอื การเปลี่ยนแปลงทางเคมี)
- การตม้ นำ้ (คำตอบคือ การเปลยี่ นแปลงทางกายภาพ)
3) ครูตรวจสอบการทำกิจกรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียน ถ้าไม่ถูกต้องให้แก้ไขความเข้าใจ
คลาดเคลอ่ื นของนักเรียน เพือ่ ใหน้ กั เรียนมีความรู้พืน้ ฐานท่ีถูกต้องและเพียงพอทจี่ ะเรียนเรื่องปฏิกิริยาเคมี และ
อภิปรายร่วมกัน เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า การเกิดปฏิกิริยาเคมีเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดสารใหม่ โดยอาจ
สังเกตได้จากการเปลี่ยนสี กลิ่น หรืออุณหภูมิ มีฟองแก๊สหรือมีตะกอนเกิดขึ้น และบางครั้งการเปลี่ยนแปลง
ดังกลา่ วที่สงั เกตเห็น อาจไม่มีปฏกิ ริ ยิ าเคมีเกดิ ขน้ึ เชน่ การเปลีย่ นสีเม่อื ผสมนำ้ หวานกับนำ้
ขนั้ ที่ 2 ข้นั สำรวจและค้นหา (Exploration)
4) ครูเชื่อมโยงเข้าสู่กิจกรรมที่ 5.1 การเกิดปฏิกิริยาเคมีเป็นอย่างไร โดยใช้คำถามว่านักเรียน
คิดว่าเราสามารถใชแ้ บบจำลองอธิบายปฏกิ ิรยิ าเคมที ี่เกดิ ขึ้นได้อยา่ งไร (นกั เรียนตอบตามความเขา้ ใจของตนเอง)
5) นักเรียนอ่านชื่อกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธีดำเนินกิจกรรม ตามหนังสือเรียนรายวิชา
พื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธิการ หนา้ 6 และครตู รวจสอบความเข้าใจ
การอา่ น โดยใช้คำถามดงั ต่อไปน้ี
- กจิ กรรมน้เี กย่ี วกับเรื่องอะไร (การเกิดปฏิกิรยิ าเคม)ี
- กิจกรรมนม้ี ีจุดประสงคอ์ ะไร (สงั เกตและอธิบายการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมีโดยใช้แบบจำลอง)
- วิธีดำเนินกจิ กรรมมขี ั้นตอนโดยสรุปอย่างไร (รินสารละลายกรดไฮโดรคลอริกลงในแคลเซียม
คาร์บอเนต แล้วสังเกตการเปลี่ยนแปลง จากนั้นสืบค้นข้อมูลและใช้แบบจำลองเพื่ออธิบายการเปลี่ยนแปลงท่ี
เกดิ ขึน้ )
- ข้อควรระวังในการทำกิจกรรมมีอะไรบ้าง (ระวังการสัมผัสสารละลายกรดไฮโดรคลอริก
ในกรณีท่สี ัมผสั สารละลายดังกล่าว ให้ปลอ่ ยน้ำปริมาณมากไหลผ่านบริเวณท่สี ัมผสั )
- นกั เรยี นตอ้ งสงั เกตหรือรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง (สังเกตและบันทึกข้อมูลเก่ียวกับลักษณะของ
สารท่ีใช้ในกิจกรรมการเปลยี่ นแปลงที่เกิดขนึ้ เมื่อรินสารละลายกรดไฮโดรคลอริกลงในแคลเซียมคาร์บอเนต และ
รวบรวมข้อมลู สารท่ีเกดิ ขน้ึ ทง้ั หมดจากการเปล่ียนแปลง)
6) ขณะที่นักเรียนทำกิจกรรม ครูสังเกตการทำกิจกรรมของนักเรียนแต่ละกลุ่ม และให้
คำแนะนำ ถ้านักเรียนมีข้อสงสัยในประเด็นต่าง ๆ ที่อาจเป็นปัญหา เช่น วิธีการรินสาร ควรรินช้า ๆ หรือริน
สารละลายผา่ นดา้ นในของหลอดทดลอง ไมค่ วรรนิ ลงบนแคลเซียมคาร์บอเนตโดยตรงเนื่องจากอาจกระเด็นหรือ
เกิดฟองแก๊สขึ้นมาถึงปากหลอดทดลองได้ ซึ่งครูควรรวบรวมปัญหา และข้อสงสัยที่พบจากการทำกิจกรรมของ
นักเรียนเพื่อใชเ้ ปน็ ข้อมลู ประกอบการอภิปรายหลงั จากการทำกิจกรรม
ขนั้ ที่ 3 ข้ันอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
7) นักเรียนบันทึกการทำกิจกรรมลงในแบบบันทึกการค้นคว้ากจิ กรรมที่ 5.1 การเกิดปฏิกิริยา
เคมีเป็นอย่างไร โดยสรุปผลของกิจกรรมและตอบคำถามท้ายกิจกรรม เพื่อให้ได้ข้อสรุปจากกิจกรรมว่า เม่ือ
ผสมแคลเซียมคาร์บอเนตกับสารละลายกรดไฮโดรคลอริกจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดสารใหม่ คือ
แคลเซียมคลอไรด์ นํ้า และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลจากการเกิดปฏิกิริยาเคมี
(chemical reaction) ซงึ่ สามารถใช้แบบจำลองในการอธบิ ายปฏกิ ริ ิยาทเี่ กิดขึน้ ได้
ข้ันที่ 4 ข้ันขยายความรู้ (Elaboration)
8) นกั เรียนเรียนรู้เพิ่มเตมิ เกีย่ วกับปฏกิ ริ ิยาเคมี โดยใช้ประเดน็ คำถามเพิม่ เติมดงั นี้
- จากปฏิกิริยาเคมีระหว่างกรดไฮโดรคลอริกและแคลเซียมคาร์บอเนต สารใดเป็นสารตั้งต้น
และสารใดเป็นผลติ ภณั ฑ์ (แนวคำตอบ กรดไฮโดรคลอริกและแคลเซยี มคารบ์ อเนตเป็นสารต้งั ต้น
สว่ นแคลเซียมคลอไรด์ น้ำ และแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์เปน็ ผลิตภณั ฑ์)
- แผนภาพนเี้ รียกว่าอะไร
กรดไฮโดรคลอริก + แคลเซียมคารบ์ อเนต → แคลเซียมคลอไรด์ + นำ้ + แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
(แนวคำตอบ สมการข้อความ)
9) ครูอาจยกตัวอย่างปฏิกิริยาเคมีอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ปฏิกิริยาการเผาถ่าน ซึ่งเป็นปฏิกิริยา
ระหวา่ งคารบ์ อนและแก๊สออกซเิ จน ได้แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ (คารบ์ อนและแก๊สออกซิเจนเป็นสารตงั้ ต้น ส่วน
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เป็นผลิตภัณฑ์) จากนั้นให้นักเรียนลองเขียนสมการข้อความจากปฏิกิริยาดังกล่าว
(คาร์บอน + แก๊สออกซิเจน → แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด)์ แลว้ ให้นักเรียนตอบคำถามระหวา่ งเรียน
- สมการขอ้ ความตอ่ ไปน้ี มสี ารใดบ้างเปน็ สารต้ังต้น สารใดบา้ งเป็นผลติ ภัณฑ์
แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ + แคลเซียมไฮดรอกไซด์ → แคลเซียมคาร์บอเนต + นำ้
(แนวคำตอบ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์และแคลเซียมไฮดรอกไซด์เปน็ สารตงั้ ต้น ส่วนแคลเซียมคาร์บอเนตและนำ้
เป็นผลิตภณั ฑ์)
- การเกิดปฏิกิริยาเคมีระหว่างโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนตกับกรดไฮโดรคลอริกได้ผลิตภัณฑ์
เป็นโซเดียมคลอไรด์ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ เขียนแทนด้วยสมการข้อความได้อย่างไร (แนวคำตอบ
โซเดยี มไฮโดรเจนคาร์บอเนต + กรดไฮโดรคลอรกิ → โซเดียมคลอไรด์ + แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ + นำ้ )
10) ครูอธบิ ายเพม่ิ เตมิ โดยใชส้ ื่อวดี ทิ ัศน์เรอื่ ง การจัดเรยี งตวั ใหมข่ องอะตอมเมื่อเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี
(สืบค้นได้จาก ipst.me/10603) ซึ่งสามารถแสดงได้ด้วยแบบจำลองตัวอย่าง การจัดเรียงใหม่ของอะตอมใน
ปฏิกิริยาเคมีระหว่างกรดไฮโดรคลอริกกับแคลเซียมคาร์บอเนต เม่ือเกิดปฏิกิริยาเคมี อะตอมจะไม่สูญหายหรือ
เกดิ ข้ึนใหม่ มเี พยี งการเรียงตัวกันใหม่ ดังน้ันอะตอมแตล่ ะชนดิ กอ่ นและหลงั เกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี จึงมจี ำนวนเท่าเดิม
ขน้ั ที่ 5 ขน้ั ประเมนิ (Evaluation) (10 นาที)
11) ครูและนกั เรยี นอภิปรายผลการทำกจิ กรรม การเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี จะได้ขอ้ สรปุ ว่า
- การเกิดปฏิกิริยาเคมี สารที่ทำปฏิกิริยา เรียกว่า สารตั้งต้น (reactant) ส่วนสารใหม่ที่
เกิดขึ้นจากปฏิกิริยา เรียกว่า ผลิตภัณฑ์ (product) การอธิบายการเกิดปฏิกิริยาเคมีอาจใช้แบบจำลองที่เขียน
แสดงสารตงั้ ต้นและผลิตภณั ฑ์ทเ่ี รยี กวา่ สมการข้อความ (word equation)
- การเกิดปฏิกิริยาเคมี อะตอมแต่ละชนิดก่อนและหลังเกิดปฏิกิริยาเคมีมีจำนวนเท่ากัน
โดยอะตอมไมส่ ูญหายหรอื เกดิ ขึน้ ใหม่ แต่มกี ารจัดเรียงตัวกันใหม่
12) ครูตรวจสอบการส่งแบบบันทึกการค้นคว้าของนักเรียนและให้คะแนนประเมินตามเกณฑ์
การประเมนิ (Rubrics Score)
8. ส่ือการเรยี นรู้/แหลง่ เรยี นรู้
8.1 อุปกรณ์ทำกจิ กรรม: จำนวน 9 รายการ ดังแสดงแนบไวใ้ นใบกจิ กรรมท่ี 5.1 การเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี
เป็นอยา่ งไร
8.2 คลิปวดี ิทศั น์: การจดั เรียงตัวใหม่ของอะตอมเมอื่ เกิดปฏกิ ิริยาเคมี
8.3 ใบกิจกรรม: ใบกิจกรรมท่ี 5.1 การเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมีเปน็ อย่างไร
8.4 แบบบันทึกกจิ กรรม: แบบบันทึกการคน้ คว้ากจิ กรรมท่ี 5.1 การเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมเี ปน็ อยา่ งไร
8.5 แหล่งเรียนรู:้ หนังสอื เรยี นรายวิชาพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3
เลม่ 2 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธิการ
9. การวดั และการประเมนิ
ตวั ชวี้ ดั /ผลการเรยี นรู้ วธิ กี ารวัด เคร่อื งมอื วัด เกณฑท์ ่ีใช้ในการประเมนิ
- คำถามทา้ ยกจิ กรรมที่ 5.1 - ได้ไม่น้อยกว่า 2 คะแนน
1. อธิบายการเกิดปฏิกิรยิ า - ตรวจการตอบคำถาม
การเกิดปฏกิ ิริยาเคมีเปน็ ระดบั คุณภาพดี ถือว่า
เคมี และอธิบายการจดั เรยี ง ทา้ ยกจิ กรรมท่ี 5.1 อยา่ งไร จำนวน 4 ข้อ ผา่ นการประเมิน
ด้านความรู้
ตวั ใหม่ของอะตอมก่อนและ - แบบบันทึกการค้นควา้
กจิ กรรมที่ 5.1 - ไดไ้ มน่ ้อยกวา่ 2 คะแนน
หลงั การเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี การเกิดปฏิกิรยิ าเคมี ระดบั คุณภาพดี ถือวา่
เปน็ อย่างไร ผ่านการประเมิน
(ด้านความรู้: K) ดา้ นกระบวนการ
- เกณฑ์การประเมนิ การใช้
2. การใช้ทกั ษะการสังเกต - ตรวจการทำแบบ งานอปุ กรณ์ในกิจกรรม - ได้ไมน่ ้อยกวา่ 2 คะแนน
ของนักเรยี น ระดบั คุณภาพดี ถือวา่
โดยสังเกตสมบตั ิของ บนั ทกึ การค้นควา้ ผ่านการประเมิน
ด้านเจตคติ
สารและการเปลยี่ นแปลง กิจกรรมท่ี 5.1
ทเี่ กิดขึ้น บันทกึ สงิ่ ทส่ี งั เกตได้
(ด้านกระบวนการ: P)
3. ตระหนกั ถงึ ความสำคัญ - สังเกตการใช้งาน
ของการใช้อปุ กรณ์ อุปกรณ์ในกจิ กรรม
การทำกจิ กรรมได้ ของนักเรียน
(ด้านเจตคต:ิ A)
9.1 เกณฑ์การประเมินผลนักเรียน เกณฑ์การประเมนิ (Rubrics Score)
ประเด็นการประเมิน คา่ นำ้ หนกั แนวทางการให้คะแนน
คะแนน
การใหค้ ะแนนตอบ 3 ตอบคำถามท้ายกจิ กรรมที่ 5.1 ถกู ต้อง จำนวน 3-4 ขอ้
คำถามทา้ ย 2 ตอบคำถามทา้ ยกิจกรรมท่ี 5.1 ถกู ต้อง จำนวน 2 ข้อ
กิจกรรมที่ 5.1 1 ตอบคำถามท้ายกิจกรรมที่ 5.1 ถกู ต้อง จำนวน 1 ขอ้ หรือ ไมถ่ ูกต้อง
3 บนั ทกึ ผลจากการสังเกตสมบัตขิ องสารและการเปลยี่ นแปลงทเ่ี กิดขน้ึ
การให้คะแนนการบนั ทกึ โดยอธบิ ายลงในแบบบันทึกการค้นควา้ ได้ชัดเจน ถูกต้อง ครบทกุ
แบบบนั ทึกการค้นคว้า 2 ประเด็นสอดคล้องกบั เน้ือหาในกจิ กรรม ลงในตารางบนั ทึกผล
บนั ทึกผลจากการสังเกตสมบัติของสารและการเปลยี่ นแปลงทีเ่ กดิ ขึน้
กิจกรรมท่ี 5.1 1 โดยอธบิ ายลงในแบบบันทึกการค้นคว้าได้ถูกต้องในแต่ละประเดน็
ค่าน้ำหนัก สอดคลอ้ งกับเน้ือหาในกจิ กรรม แต่ยังมีข้อผิดพลาดเลก็ น้อยทีไ่ ม่ถูกต้อง
ประเด็นการประเมนิ คะแนน บันทึกผลจากการสงั เกตสมบัติของสารและการเปลี่ยนแปลงท่เี กดิ ข้ึน
การให้คะแนน โดยอธบิ ายลงในแบบบนั ทึกการค้นควา้ ได้ไม่ถกู ต้อง มีข้อผิดพลาดทำให้
3 ไมส่ อดคล้องกบั เน้ือหาในกิจกรรม
การใชง้ านอุปกรณ์
ในกิจกรรม 2 แนวทางการให้คะแนน
1 ใชง้ านอุปกรณก์ ารทดลองในกิจกรรมได้ถกู วธิ ี หยิบ เคล่อื นยา้ ยอุปกรณ์
อยา่ งระมัดระวงั ไม่หยอกลอ้ หรือแกลง้ เพื่อนขณะกำลงั ใชง้ านอุปกรณ์
และหลังการใชง้ านอปุ กรณม์ ีการเกบ็ รักษาอยา่ งถูกวธิ ี
ใช้งานอปุ กรณก์ ารทดลองในกิจกรรมได้ถูกวธิ ี หยบิ เคลื่อนย้ายอุปกรณ์
อย่างระมดั ระวัง ไม่หยอกลอ้ หรือแกลง้ เพอื่ นขณะกำลงั ใชง้ านอปุ กรณ์
แตห่ ลังการใชง้ านอุปกรณ์ไมม่ ีการเก็บรักษาอยา่ งถูกวิธี หรือไมเ่ กบ็
อปุ กรณ์เขา้ ตู้เกบ็ อุปกรณต์ ามประเภทของอุปกรณ์
ใชง้ านอปุ กรณ์การทดลองในกิจกรรมได้ แต่ขณะหยบิ เคลื่อนย้ายอปุ กรณ์
หรอื กำลงั ใชง้ านอปุ กรณ์ จะหยอกล้อหรือแกล้งเพ่ือน อาจทำให้อปุ กรณ์
เสียหายได้ และหลังการใชง้ านอุปกรณ์ไม่มกี ารเกบ็ รกั ษาอย่างถกู วธิ ี
9.2 ระดับคุณภาพ หมายถึง ดมี าก
หมายถงึ ดี
คะแนนรวมเฉลีย่ 6.00 - 5.00 หมายถงึ พอใช้
คะแนนรวมเฉลยี่ 4.00 - 3.00
คะแนนรวมเฉลยี่ 2.00 - 1.00
ดังนั้น นกั เรยี นตอ้ งไดค้ ะแนนเฉลี่ยทกุ ประเดน็ การประเมิน ไมต่ ่ำกว่า 2.00 แสดงระดับ
คุณภาพ ดี ถือว่าผ่านเกณฑ์การประเมนิ ในแผนการจดั การเรยี นท่ี 1
10. ความคิดเห็นของหัวหน้ากลมุ่ สาระการเรียนรู้……………………………………………….……………………………………
............................................................................................................................. ....................................................
ลงชอื่ .....................................................
(นายหมู่สา ผิดไรงาม)
หวั หนา้ กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
11. ความคิดเห็นรองผู้อำนวยการกลมุ่ บริหารวิชาการ
องคป์ ระกอบของแผนการจดั การเรยี นรู.้ ............................................................................
มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตวั ชี้วัด/ผลการเรยี นรู้สอดคล้อง.......................................................
สาระสำคญั ครอบคลมุ ชดั เจน.............................................................................................
สาระการเรียนร้มู คี วามถูกตอ้ งตามหลักวชิ าการ................................................................
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้มีความชัดเจนครอบคลมุ (K/P/A).....................................................
สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น................................................................................................
คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์.................................................................................................
ระบภุ าระงาน/ชิ้นงาน........................................................................................................
กิจกรรมการเรียนร้เู น้นผเู้ รียนเป็นสำคญั ...........................................................................
ส่ือและอุปกรณ์การเรียนร.ู้ ................................................................................................
การวัดและการประเมินผลตามจุดประสงค์การเรยี นร.ู้ ..........................................................
เสนอสง่ แผนการจัดการเรียนร้ตู ามขั้นตอนระบบงาน........................................................
บันทกึ หลังสอน................................................................................................................ .
( นายอับดลรอศักดิ์ มณโี สะ๊ )
รองผ้อู ำนวยการกลุม่ บรหิ ารวิชาการ
12. ความคิดเห็นผอู้ ำนวยการโรงเรียน
อนญุ าตให้ใช้จดั การเรียนการสอนได้
ควรปรับปรุง คอื ................................................................................................................
............................................................................................................................. .....................
( นายสิรวุฒิ ยุนุ้ย )
ผูอ้ ำนวยการโรงเรยี นกำแพงวิทยา
13. บันทกึ หลงั การจัดกจิ กรรมการเรยี นรูแ้ ผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 1
13.1 ผลการจัดการเรียนรู้ (ตามจดุ ประสงค)์
จากจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ท้ัง 3 ขอ้ ต่อไปน้ี
1. นักเรยี นอธิบายการเกิดปฏกิ ิริยาเคมี และอธิบายการจัดเรียงตัวใหมข่ องอะตอมกอ่ นและหลัง
การเกิดปฏิกิรยิ าเคมี โดยใช้แบบจำลองและสมการข้อความได้ (K)
2. นักเรยี นใช้ทักษะการสงั เกต โดยสงั เกตสมบตั ิของสารและการเปลีย่ นแปลงที่เกดิ ขน้ึ บนั ทึกสิง่ ท่ี
สังเกตได้ (P)
3. นกั เรียนตระหนักถงึ ความสำคัญของการใช้อุปกรณ์การทำกิจกรรมได้ (A)
พบวา่
- นักเรียนสามารถอธิบายการเกิดปฏิกิริยาเคมี และอธิบายการจัดเรียงตัวใหม่ของอะตอมก่อน
และหลังการเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี โดยใช้แบบจำลองและสมการข้อความได้
- นักเรียนสามารถใช้ทักษะการสังเกต โดยสังเกตสมบัติของสารและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
บันทึกสง่ิ ที่สังเกตได้
- นกั เรยี นตระหนักถงึ ความสำคัญของการใช้อุปกรณ์การทำกิจกรรมได้
13.2 แนวทางแก้ปัญหานกั เรยี นทไี่ มผ่ ่านผลการเรยี นรู้หรอื จดุ ประสงค์ (เพ่อื นำไปสู่ PLC)
-
ลงชื่อ.....................................................
(นางสาวหุสณา ตามาต)
ครผู ้สู อน
วันที…่ …เดอื น………………….พ.ศ…………
แบบบนั ทึกการประเมินคณุ ภาพการเรยี นรขู้ องนกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3
รายวชิ าวิทยาศาสตรพ์ นื้ ฐาน (ว23102) หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 5 ปฏกิ ิริยาเคมีและวสั ดใุ นชวี ิตประจำวัน
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 1 เร่ือง การเกิดปฏิกริ ิยาเคมี
มัธยมศึกษาปีท่ี 3/7 ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564
เลขที่ ชอื่ – สกลุ ้ดานความ ู้ร (K) รวม ระดับคุณภาพ สรปุ ผลการ
ประเมิน
ด้านกระบวนการ (P)
้ดานเจตค ิต (A)
333 9 ดี พอใช้ ปรบั ปรุง ผา่ น ไม่ผา่ น
9
1 ด.ช. กฤษฏ์ิ พรหมนำ้ ดำ 3 3 3 9 //
2 ด.ช. กล้าณรงค์ 9 //
3 ด.ช. ครองภพ คงทอง 3 3 3 9 //
4 ด.ช. ชยพล 6 //
5 ด.ช. ชยั วัฒน์ สำเร 3 3 3 6
6 ด.ช. ซัลมาน 9 //
7 ด.ช. ณัฏฐภัทร พิพิธประภาเลศิ 3 3 3 6 //
8 ด.ช. ธนากร 6 //
9 ด.ช. ธรี พฒั น์ ตุ้งแกว้ 2 2 2 6 //
10 ด.ช. นนทพทั ธ์ 9 //
11 ด.ช. นนั ทวัฒน์ จองวราหศ์ รี 2 2 2 6 //
12 ด.ช. ปฏิพล 6 //
13 ด.ช. ภัทรพล ผอมนมุ่ 333 9 //
14 ด.ช. ภมู ิประชา 9 //
15 ด.ช. อัฟฟาน รักสะโม๊ะ 2 2 2 6 //
16 ด.ช. อาซัน 9 //
17 ด.ช. สิทธวิ งศ์ จนั ทร์จิตจรงิ ใจ 2 2 2 9 //
18 ด.ช. ธมกร 9 //
19 ด.ญ. ไคริกา จันทรตั น์ 2 2 2 9 //
20 ด.ญ. ญาณิศา 9 //
21 ด.ญ. ณัฐชตุ า บินสหสั 333 9 //
22 ด.ญ. ดาวิญา 9 //
23 ด.ญ. ธนษิ ฐา สงมาก 2 2 2 9 //
24 ด.ญ. นงนภัส 9 //
25 ด.ญ. นซั มี หมาดหมีน 2 2 2 9 //
26 ด.ญ. ปวีณา 9 //
27 ด.ญ. ปัณฑติ า ภมรานนท์ 3 3 3 9 //
28 ด.ญ. พิชชา 9 //
29 ด.ญ. รวภิ า เดชอารญั 3 3 3 9 //
30 ด.ญ. ราตมี า 9 //
31 ด.ญ. ลลติ า หวนั สู 2 2 2 9 //
32 ด.ญ. วรนชุ //
สุวรรณวงศ์ 3 3 3 //
สุวรรณวิโก 3 3 3
โดงกูล 3 3 3
รัตนพันธ์ 3 3 3
ศิรสิ ม 3 3 3
สายเส็น 333
ยงิ่ ขจร 3 3 3
สนั โด 3 3 3
เล่งเจ๊ะ 3 3 3
ศรนี ุ้ยคง 3 3 3
แก้วบตุ ร 3 3 3
ราเหม 3 3 3
เหมรา 3 3 3
สนั หลี 3 3 3
อุสมา 3 3 3
อศุ มา 3 3 3
เลขที่ ชื่อ – สกลุ ้ดานความ ู้ร (K) รวม ระดบั คุณภาพ สรุปผลการ
ประเมิน
ด้านกระบวนการ (P)
้ดานเจตค ิต (A)
3 3 3 9 ดี พอใช้ ปรบั ปรงุ ผา่ น ไมผ่ า่ น
33 ด.ญ. วมิ ลรตั น์ จิระเสถียร 333 9 / /
34 ด.ญ. ศศิภา หนูวงศ์
35 ด.ญ. สริ ินทรา ไชยยัน 333 9 / /
36 ด.ญ. อนุสรา สะเล่
37 ด.ญ. อญั ญาณี ทมุ มาลี 333 9 / /
38 ด.ญ. ปวณั รัตน์ อมุ าลี
39 ด.ญ. พิศลยา ละมลู สุข 333 9 / /
40 ด.ญ. วิยะดา ธนะภาส
333 9 / /
333 9 / /
333 9 / /
222 6 / /
จำนวนกลุ่ม 31 9 40 0
ร้อยละ 77.5 22.5 100 0
เกณฑร์ ะดบั คุณภาพ สรปุ ผลการประเมิน ลงช่ือ.........................................
ช่วงคะแนน 8-9 : ระดับคุณภาพดี ผา่ น : ระดบั คณุ ภาพดีและพอใช้ (นางสาวหสุ ณา ตามาต)
ชว่ งคะแนน 5-7 : ระดับคณุ ภาพพอใช้ ไมผ่ า่ น : ระดับคณุ ภาพปรบั ปรุง ผ้ปู ระเมิน
ช่วงคะแนน 0-4 : ระดับคณุ ภาพปรบั ปรุง
ต้องได้คะแนนเฉลี่ยทุกประเด็นการประเมนิ ไมต่ ำ่ กว่า 2.00 แสดงระดับคุณภาพ ดี ข้ึนไปเทา่ นน้ั
ถงึ จะผ่านการเรยี นรู้ตามตวั ชวี้ ัด
แบบบนั ทกึ การประเมนิ คณุ ภาพการเรียนรขู้ องนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3
รายวิชาวิทยาศาสตรพ์ ้นื ฐาน (ว23102) หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 5 ปฏิกริ ิยาเคมีและวัสดุในชวี ิตประจำวนั
แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ 1 เร่อื ง การเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี
มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3/8 ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2564
เลขท่ี ชอ่ื – สกุล ้ดานความ ู้ร (K) รวม ระดับคุณภาพ สรุปผลการ
ประเมิน
ด้านกระบวนการ (P)
้ดานเจตค ิต (A)
333 9 ดี พอใช้ ปรบั ผา่ น ไม่ผา่ น
ปรุง
1 ด.ช. กฤษฎา ขุนรายา 222 6
6 //
2 ด.ช. จิตติพฒั น์ หลงั ชาย 222 6 //
9 //
3 ด.ช. จริ พงษ์ เจียมพงศไ์ พศาล 2 2 2 6 //
9 //
4 ด.ช. ณัฐวุฒิ โอมณี 333 9 //
9 //
5 ด.ช. ณฐั วฒุ ิ หมาดแน้ง 2 2 2 9 //
9 //
6 ด.ช. ทวีพล อนิ ทพันธ์ 3 3 3 9 //
9 //
7 ด.ช. ทฆี ายุ พนั ตรี 3 3 3 6 //
9 //
8 ด.ช. ธรี ธ์ วชั กลิ่นเขียว 3 3 3 9 //
6 //
9 ด.ช. ธรี ภทั ร ทองแป้น 3 3 3 9 //
9 //
10 ด.ช. ปญั ญวชิ ญ์ สาเส็น 333 9 //
9 //
11 ด.ช. พงศพศั สังขชาติ 333 9 //
6 //
12 ด.ช. พงศา คงพลับ 333 9 //
9 //
13 ด.ช. ฟารอ์ ยั ดนี ลลี านนท์ 2 2 2 9 //
9 //
14 ด.ช. ภทั ธพล องสารา 333 9 //
9 //
15 ด.ช. ภรู พิ ฒั น์ แทง่ ทอง 333 9 //
9 //
16 ด.ช. อคั รวนิ ท์ ธาราพิสฐิ 2 2 2 6 //
//
17 ด.ช. อันดา นวมจติ ร์ 3 3 3
18 ด.ช. อัสมี โสลกิ ี 3 3 3
19 ด.ญ. ชนนั รตั น์ พรหมจรรย์ 3 3 3
20 ด.ญ. ซันนี ราเยน็ 3 3 3
21 ด.ญ. ณัฐณิชา บุญคง 333
22 ด.ญ. ณัฐณิชา บัวทอง 222
23 ด.ญ. ธญั ญลกั ษณ์ มะโนรตั น์ 3 3 3
24 ด.ญ. ธญั ญลักษณ์ ทองไชย 333
25 ด.ญ. นงนภสั องสารา 333
26 ด.ญ. นุรรยั ฮาล เขียวยับ 333
27 ด.ญ. นรู ไลลา มา่ เหล็ม 333
28 ด.ญ. นูรอัยดาร์ หลีหาด 333
29 ด.ญ. นรู อัยนี หนหู ัน 333
30 ด.ญ. ปฏิญญา สะอา 333
31 ด.ญ. ปนัดดา มัจฉา 222
เลขที่ ชอ่ื – สกลุ ้ดานความ ู้ร (K) รวม ระดับคณุ ภาพ สรุปผลการ
ประเมิน
ด้านกระบวนการ (P)
้ดานเจตค ิต (A)
333 9 ดี พอใช้ ปรบั ผ่าน ไมผ่ ่าน
ปรงุ
32 ด.ญ. พมิ พพ์ ิชญช์ า อนพุ งศ์ 333 9 / /
33 ด.ญ. ลลติ า ชสู กลุ 333 9 / /
34 ด.ญ. ลิปดา เตพิริยะกลุ 222 6 //
35 ด.ญ. วราลี กองหลัง 333 9 / /
36 ด.ญ. สทุ ธิดา แสงดำ 333 9 / /
37 ด.ญ. อาซุมี เกาะสมนั 333 9 / /
38 ด.ญ. อลุ ยา หวันสู 333 9 / /
39 ด.ญ. อนสุ รา ทรัพยว์ งศา 333 9 / /
40 ด.ญ. อภญิ ญา ตาเอ็น 222 6 /
จำนวนกลมุ่ 30 11 40 0
รอ้ ยละ 73.17 26.83 100 0
เกณฑ์ระดับคุณภาพ สรปุ ผลการประเมิน ลงช่ือ.........................................
ช่วงคะแนน 8-9 : ระดับคณุ ภาพดี ผ่าน : ระดบั คุณภาพดีและพอใช้ (นางสาวหสุ ณา ตามาต)
ช่วงคะแนน 5-7 : ระดับคณุ ภาพพอใช้ ไม่ผ่าน : ระดับคณุ ภาพปรับปรงุ ผ้ปู ระเมิน
ช่วงคะแนน 0-4 : ระดับคณุ ภาพปรบั ปรงุ
ตอ้ งไดค้ ะแนนเฉล่ยี ทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไม่ตำ่ กวา่ 2.00 แสดงระดับคุณภาพ ดี ข้ึนไปเท่าน้นั
ถึงจะผา่ นการเรยี นรู้ตามตวั ชว้ี ดั
สอื่ การเรียนรู้แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 1: สอื่ วีดิทศั น์
คลิปวีดีทศั น์: การจดั เรยี งตวั ใหม่ของอะตอมเมอื่ เกดิ ปฏิกิริยาเคมี
สื่อวีดิทัศน์เรื่อง การจัดเรียงตัวใหม่ของอะตอมเมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมี เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมี อะตอมของ
สารตั้งต้นจะแยกตัวออกจากกัน แล้วจัดเรียงใหม่ จะได้ผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถแสดงได้ด้วยแบบจำลองตัวอย่าง
การจัดเรียงใหม่ของอะตอมในปฏิกิริยาเคมีระหว่างกรดไฮโดรคลอริกกับแคลเซียมคาร์บอเนต เมื่อเกิดปฏิกิริยา
เคมี อะตอมจะไม่สูญหายหรือเกิดขึ้นใหม่ มีเพียงการเรียงตัวกันใหม่ ดังนั้นอะตอมแต่ละชนิดก่อนและหลัง
เกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี จึงมีจำนวนเท่าเดิม
แหลง่ ที่มา: เว็บไซตอ์ ้างอิง ipst.me/10603
เผยแพร่เมื่อ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2562
(เจา้ ของผลงาน สถาบนั ส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (สสวท.))
ส่ือการเรยี นรู้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1: ใบกจิ กรรมที่ 5.1
ใบกิจกรรมที่ 5.1 การเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมีเปน็ อย่างไร
หนงั สือเรยี นรายวชิ าพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 เลม่ 2 ตามหลักสตู รแกนกลาง
การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธกิ าร หน้า 6
กจิ กรรมที่ 5.1 การเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมีเป็นอยา่ งไร?
จุดประสงค์ สงั เกตและอธบิ ายการเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมโี ดยใชแ้ บบจำลอง
วสั ดอุ ุปกรณ์ วัสดทุ ่ใี ชต้ ่อกล่มุ
1. สารละลายกรดไฮโดรคลอรกิ หรือสารละลาย 10 cm3
กรดเกลอื ความเข้มขน้ 0.6 โมลต่อลิตร
2. บีกเกอร์ขนาด 50 cm3 1 ใบ
3. กระบอกตวงขนาด 10 cm3 1 ใบ
4. ชอ้ นตกั สารเบอร์สอง 1 คนั
5. หลอดทดลองขนาดใหญ่ 1 หลอด
6. ท่ีวางหลอดทดลอง 1 อนั
7. แว่นตานิรภยั เท่าจำนวนนกั เรียนในกลุม่
8. ถุงมือยาง เทา่ จำนวนนกั เรยี นในกลุม่
วัสดุท่ีใชต้ อ่ หอ้ ง
1. แคลเซียมคาร์บอเนต 1 กระปุก
วธิ ีดำเนินกิจกรรม 1. ตกั แคลเซียมคาร์บอเนตปริมาณ 1 ช้อนเบอรส์ อง ลงในหลอดทดลองขนาดใหญ่
สังเกตลกั ษณะสารและบันทึกผล
2. รนิ สารละลายกรดไฮโดรคลอรกิ ปริมาตร 10 ลูกบาศกเ์ ชนติเมตร ลงในบกี เกอร์
สงั เกตลักษณะสารและบันทึกผล
3. รินสารละลายกรดไฮโดรคลอริกลงในแคลเซียมคารบ์ อเนต เขยา่ สังเกต
การเปลยี่ นแปลงและบนั ทึกผล
4. สืบคน้ สารทเี่ กดิ ข้นึ ท้งั หมดจากการเปลยี่ นแปลงและบันทกึ ผล
5 นำเสนอข้อมลู ท่ีไดจ้ ากการทำกิจกรรมและการสืบคน โดยใชแ้ บบจำลองอธิบาย
การเปล่ียนแปลงทเ่ี กดิ ขนึ้
การเตรยี มตวั การเตรียมสารละลายกรดไฮโดรคลอรกิ ความเข้มข้น 0.6 โมลตอ่ ลิตร ปริมาตร
ลว่ งหน้าสำหรับครู 80 ลกู บาศกเ์ ซนตเิ มตร (สำหรับ 8 กลมุ่ ) เตรยี มไดโ้ ดยรินนำ้ ประมาณ 40 ลูกบาศก์
เซนตเิ มตร ลงในภาชนะ จากนน้ั รนิ สารละลายกรดไฮโดรคลอรกิ เข้มข้น 6 โมลตอ่ ลติ ร
ปริมาตร 8 ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร ใสใ่ นภาชนะ แล้วเติมน้ำจนมปี ริมาตรรวมเปน็
80 ลูกบาศก์เซนตเิ มตร
กิจกรรมท่ี 5.1 การเกิดปฏิกิริยาเคมีเปน็ อย่างไร?
ข้อควรระวงั • ครคู วรสวมหน้ากากขณะเตรียมสารละลายกรดไฮโดรคลอรกิ และควรเตรียมใน
บรเิ วณท่มี อี ากาศถ่ายเท เน่อื งจากสารละลายกรดไฮโดรคลอริกความเขม้ ขน้
ขอ้ เสนอแนะใน 6 โมลต่อลิตร จะมีไอของกรดระเหยออกมาตลอดเวลา
การทำกจิ กรรม • หลกั การเตรียมสารละลายกรด ตอ้ งเทกรดลงในภาชนะท่ีมีนำ้ ก่อนเสมอ
เพอื่ ความปลอดภยั
การรินสารละลายกรดไฮโดรคลอรกิ ลงในบีกเกอรท์ ม่ี ีแคลเซียมคารบ์ อเนต
ควรรนิ สารละลายชา้ ๆ ผ่านด้านในของหลอดทดลอง ไมค่ วรรินสารละลายลงบน
แคลเซียมคาร์บอเนตโดยตรง เน่ืองจากสารอาจกระเด็นหรือเกดิ ฟองแก๊สขน้ึ มาถงึ
ปากหลอดทดลองได้
คำถามท้ายกิจกรรม
1. การเปลยี่ นแปลงทเ่ี กดิ ข้นึ เปน็ การเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมีหรือไม่ ทราบได้อยา่ งไร
2. สารทไี่ ดจ้ ากการเปลี่ยนแปลงดงั กล่าวมีสารใดบ้าง
3. ใชแ้ บบจำลองอธิบายการเปลย่ี นแปลงนี้ได้อยา่ งไร
4. จากกจิ กรรม สรปุ ได้ว่าอยา่ งไร
ส่ือการเรียนรู้แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 1: แบบบนั ทึกการคน้ คว้ากิจกรรมท่ี 5.1
แบบบันทึกการคน้ คว้ากิจกรรมที่ 5.1 การเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมเี ป็นอย่างไร
ชอ่ื -นามสกุล..........................................................................................ชน้ั .................เลขท.่ี ..........กลมุ่ ท.่ี ...........
ตารางบนั ทกึ ผล ผลทีส่ ังเกตได้
สาร
แคลเซียมคาร์บอเนต ………………..……………………………………………………………
สารละลายกรดไฮโดรคลอรกิ ………………..……………………………………………………………
แคลเซียมคาร์บอเนต + สารละลายกรดไฮโดรคลอริก ………………..……………………………………………………………
………………..……………………………………………………………
ผลจากการทำกจิ กรรม
ผลการสืบค้น ผลการสรา้ งแบบจำลอง
………………..…………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………
………………..…………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………
………………..…………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………
………………..…………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………
………………..…………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………
คำถามทา้ ยกิจกรรม
1. การเปลย่ี นแปลงที่เกิดขนึ้ เป็นการเกิดปฏิกิริยาเคมีหรือไม่ ทราบได้อยา่ งไร
ตอบ ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. สารทไี่ ดจ้ ากการเปลีย่ นแปลงดังกลา่ วมสี ารใดบ้าง
ตอบ ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. ใช้แบบจำลองอธิบายการเปลีย่ นแปลงนีไ้ ด้อย่างไร
ตอบ ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. จากกิจกรรม สรปุ ได้ว่าอย่างไร
ตอบ ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แนบท้ายแผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี 1: การใหค้ ะแนนด้านกระบวนการ (P)
แนวทางบนั ทึกการค้นควา้ กิจกรรมที่ 5.1 การเกดิ ปฏิกิริยาเคมเี ปน็ อยา่ งไร
ตารางบันทกึ ผล ผลทสี่ งั เกตได้
สาร
แคลเซียมคารบ์ อเนต ของแขง็ เป็นผง (หรือเป็นเมด็ ) สขี าว
สารละลายกรดไฮโดรคลอริก ของเหลว ใส ไม่มสี ี
แคลเซียมคาร์บอเนต + สารละลายกรดไฮโดรคลอรกิ แคลเซียมคารบ์ อเนตมีขนาดหรือปริมาณลดลง
จนหมดไป และมีฟองแก๊สเกดิ ขน้ึ
ผลจากการทำกิจกรรม
ผลการสบื คน้ ผลการสร้างแบบจำลอง
สารทเี่ กดิ ข้นึ จากการรนิ สารละลายกรดไฮโดรคลอรกิ นักเรยี นสามารถสรา้ งแบบจำลองไดต้ ามความคดิ
ลงในแคลเซียมคาร์บอเนต คือ แคลเซยี มคลอไรด์ น้ำ ของตนเอง เช่น อาจเขียนรูปอนุภาคเปน็ ทรงกลม
และแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ อาจเขียนเปน็ สมการข้อความหรือสมการเคมี
ตวั อย่างคำตอบ เชน่
กรดไฮโดรคลอริก + แคลเซียมคาร์บอเนต →
แคลเซียมคลอไรด์ + น้ำ + แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์
แนบทา้ ยแผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 1: การให้คะแนนดา้ นความรู้ (K)
เฉลยใบกจิ กรรมท่ี 5.1 การเกิดปฏิกิริยาเคมเี ป็นอย่างไร
เฉลยคำถามท้ายกจิ กรรม
1. การเปล่ียนแปลงท่เี กดิ ข้ึนเป็นการเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมหี รอื ไม่ ทราบไดอ้ ย่างไร
แนวคำตอบ การเปล่ยี นแปลงทเี่ กดิ ข้นึ เปน็ การเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี สังเกตไดจ้ ากการเกดิ ฟองแกส๊ ซ่ึงเป็น
สารใหม่ทีเ่ กดิ ขน้ึ
2. สารที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงดังกลา่ วมสี ารใดบา้ ง
แนวคำตอบ แคลเซียมคลอไรด์ น้ำ และแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์
3. ใชแ้ บบจำลองอธบิ ายการเปล่ยี นแปลงน้ีได้อยา่ งไร
แนวคำตอบ นกั เรยี นอาจตอบไดห้ ลากหลายตามแบบจำลองของนักเรียน ตัวอยา่ งคำตอบ เช่น
ใช้สมการข้อความในการอธิบายการเปล่ียนแปลง โดยเขียนชือ่ สารตง้ั ตน้ ไวท้ างดา้ นซ้ายมือ จากนั้นเขยี น
ลูกศรชีไ้ ปท่ีชอื่ ผลติ ภัณฑท์ างดา้ นขวามอื จะได้ดงั น้ี
กรดไฮโดรคลอริก + แคลเซยี มคารบ์ อเนต → แคลเซยี มคลอไรด์ + นำ้ + แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์
4. จากกิจกรรม สรุปไดว้ ่าอยา่ งไร
แนวคำตอบ เม่อื ผสมแคลเซียมคาร์บอเนตกับสารละลายกรดไฮโดรคลอรกิ จะมีฟองแก๊สเกดิ ขนึ้
การเปลีย่ นแปลงดังกล่าวเปน็ การเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี เน่ืองจากเกิดฟองแก๊สซง่ึ เปน็ สารใหม่ โดยสารท่ีเขา้ ทำ
ปฏกิ ริ ยิ า ไดแ้ ก่ กรดไฮโดรคลอริกและแคลเซียมคาร์บอเนต สารท่ีได้จากปฏกิ ิรยิ า ไดแ้ ก่ แคลเซียมคลอไรด์
น้ำ และแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ ซงึ่ สามารถใชแ้ บบจำลองในการอธิบายปฏกิ ิริยาท่เี กดิ ขึ้นได้
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 2
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ฯ รหสั วิชา ว23102 รายวชิ าวิทยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน 6
ปีการศกึ ษา 2564
ระดับชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรียนท่ี 2 เวลา 3 ชวั่ โมง
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 5 ปฏกิ ิริยาเคมีและวัสดใุ นชวี ิตประจำวัน
ชื่อผู้สอน นางสาวหุสณา ตามาต
1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตวั ชี้วัด
ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสมบัติของสสารกับโครงสร้าง
และแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสารการเกิดสารละลาย
และการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี
ว 2.1 ม.3/4 อธิบายกฎทรงมวล โดยใช้หลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์
2. สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด
1) เม่ือเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี มวลรวมของสารตง้ั ตน้ เทา่ กับมวลรวมของผลติ ภัณฑ์ ซงึ่ เป็นไปตามกฎทรงมวล
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1) ด้านความรู้ (K) นกั เรยี นอธบิ ายกฎทรงมวลในปฏกิ ริ ยิ าเคมีได้
2) ดา้ นทักษะ (P) นกั เรยี นใช้ทกั ษะการวัด โดยใช้เคร่ืองชงั่ วัดมวลและกระบอกตวง
วัดปรมิ าตรของสารได้
3) ดา้ นเจตคติ (A) นักเรยี นตระหนกั ถึงความสำคญั ของการใช้อปุ กรณ์การทำกิจกรรมได้
3. สาระการเรียนรู้
เมอ่ื เกดิ ปฏิกิริยาคมี อะตอมของสารตั้งตน้ จะมีการจัดเรียงตวั ใหม่ไดเ้ ปน็ ผลติ ภัณฑ์ โดยไม่มีอะตอมใด
สูญหายใหม่ ดังนั้นมวลรวมของสารก่อนเกิดปฏิกิริยาเคมีจะเท่ากับมวลรวมของสารหลังเกิดปฏิกิริยาเคมี
ซึ่งเป็นไปตาม กฎทรงมวล (law of conservation of mass) ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์เป็นแก๊ส ซึ่งเก็บไว้ใน
ภาชนะที่ปิดมิดชิด ดังภาพ ปฏิกิริยาเคมีระหว่างกรดไฮครอริกและแคลเซียมคาร์บอเนตในภาชนะปิด มวลรวม
ของสารก่อนเกิดปฏิกิริยาเคมี จะเท่ากับมวลรวมของสารหลังเกิดปฏิกิริยาเคมี แต่ถ้าทำปฏิกิริยาเคมีในภาชนะ
เปิด ดังภาพ ปฏิกิริยาเคมีระหว่างกรดไฮครอริกและแคลเซียมคาร์บอเนตในภาชนะเปิด แก๊สที่เกิดขึ้นจะออก
สู่บรรยกาศ ทำให้มวลรวมที่อ่านได้จากเครื่องชั่งหลงั เกิดปฏิกิริยาเคมีน้อยกว่ามวลรวมองสารก่อนเกิดปฏกิ ิริยา
เคมี ซงึ่ มวลท่หี ายไปเท่ากบั มวลของแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ที่ออกสู่บรรยากาศนัน่ เอง
ภาพแสดง ปฏกิ ริ ิยาเคมีระหวา่ งกรดไฮครอริกและแคลเซยี มคาร์บอเนตในภาชนะปิด
ภาพแสดง ปฏิกิริยาเคมรี ะหว่างกรดไฮครอริกและแคลเซียมคาร์บอเนตในภาชนะเปดิ
4. ดา้ นสมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น
ความสามารถในการส่ือสาร: นกั เรียนสามารถใช้การส่ือสาร เพ่อื นำเสนอข้อมูลที่ไดจ้ ากการสงั เกต
เพ่อื อธบิ ายกฎทรงมวล
5. คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ ซื่อสตั ยส์ ุจริต มุ่งมน่ั ในการทำงาน
รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ อยู่อย่างพอเพียง ใฝ่เรียนรู้ มจี ติ สาธารณะ
มีวนิ ัย รักความเป็นไทย
6. ชิน้ งาน /ภาระงาน
ใบบนั ทึกกจิ กรรมเร่ืองมวลรวมของสารกอ่ นและหลังเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี
7. กิจกรรมการเรียนรู้
ใช้รูปแบบการจดั การเรียนการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es)
ขน้ั ที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement)
1) ครกู ระตุ้นความสนใจของนักเรียน ก่อนการทำกจิ กรรมตามการทดลองในเรื่อง มวลรวมของ
สารก่อนและหลังเกิดปฏิกิริยาเคมี โดยให้นักเรียนดูแผนภาพแสดงสารตั้งต้นที่ใช้ในการทดลอง ประกอบด้วย
สารละลายโซเดียมคาร์บอเนต สารละลายแคลเซียมคลอไรด์ และสารละลายกรดไฮโดรคลอริก หรือครูใช้
วิธีการสาธติ สารละลายของจรงิ ท่เี ตรียมไว้ เพอื่ พดู คุยถึงลักษณะทางกายภาพ ขอ้ คุณสมบตั ิ และการนำไปใช้งาน
ของสารละลายแตล่ ะชนิด
- โซเดยี มคารบ์ อเนต หรอื เรยี กวา่ โซดา แอช สตู รเคมี คือ Na2CO3 เป็นสารประกอบเกลือของ
กรดคาร์บอนิก มีลักษณะเป็นผงสีขาว ไม่มีกลิ่น สามารถดูดความชื้นจากอากาศได้ดี ละลายได้ในน้ำ มีฤทธิ์เป็น
ดา่ งแกเ่ มอื่ ละลายน้ำ ละลายได้เล็กนอ้ ยในแอลกอฮอล์ พบในข้ีเถ้าของพืชหลายชนดิ และสาหร่ายทะเล (จึงได้ชื่อ
ว่า โซดา แอช เนื่องจาก แอช ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ขี้เถ้า) เป็นสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมหลายชนิด เช่น
แกว้ เซรามิก กระดาษ ผงซกั ฟอก สบู่ การแกไ้ ขนำ้ กระด้าง
- แคลเซียมคลอไรด์ (CaCl2) มีลักษณะเป็นผลึกสีขาว ใช้มากในงานอุตสาหกรรมทั่วไป
อตุ สาหกรรมอาหาร และอุตสาหรรมการเกษตร เปน็ สารทด่ี ดู ซับความชื้น และละลายได้ดใี นน้ำ เม่ือละลายน้ำจะ
เกิดกรดไฮโดรคลอรกิ
- กรดไฮโดรคลอริก (HCl) หรือเรียกอีกชื่อ กรดเกลือ เป็นกรดที่มีใช้กันมากในอุตสาหกรรม
มีสถานะเป็นของเหลวที่มีค่าความเข้มข้นต่างๆ ใช้มากในการผลิตคลอไรด์ อุตสาหกรรมสี ชุบโลหะ ใช้ถลุงแร่
เพื่อผลิต ดีบุก และแทนทาลัม ใช้ในการปรับความเป็นกรด-ด่าง และทำความสะอาดผิวโลหะใช้ในโรงงาน
อตุ สาหกรรมอนื่ ๆ
2) ครูเชื่อมโยงเข้าสูก่ ิจกรรมที่ 5.2 มวลรวมของสารก่อนและหลังเกิดปฏิกิริยาเคมีเป็นอยา่ งไร
โดยใชค้ ำถามว่า คดิ ว่าการท่ีอะตอมของธาตุก่อนและหลงั เกิดปฏิกิริยาเคมีมีจำนวนเท่าเดิมจะทำให้มวลรวมของ
สารกอ่ นและหลังเกิดปฏิกิรยิ าเคมีมีค่าเทา่ เดิมดว้ ยหรือไม่ อยา่ งไร (นกั เรียนตอบตามความเขา้ ใจของตนเอง)
ข้ันที่ 2 ขนั้ สำรวจและค้นหา (Exploration)
3) นักเรียนอ่านชื่อกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธีดำเนินกิจกรรม ตามหนังสือเรียนรายวิชา
พื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พทุ ธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 9 และครตู รวจสอบความเข้าใจ
การอ่าน โดยใชค้ ำถามดงั ตอ่ ไปน้ี
- กจิ กรรมนี้เกยี่ วกับเรือ่ งอะไร (มวลรวมของสารก่อนและหลงั เกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี)
- กิจกรรมนี้มีจุดประสงค์อะไร (สังเกตและเปรียบเทียบมวลรวมของสารก่อนและหลัง
เกิดปฏกิ ิรยิ าเคม)ี
- วิธดี ำเนนิ กิจกรรมมีขน้ั ตอนโดยสรุปอย่างไร (ตอนท่ี 1 ทำกจิ กรรมโดยชงั่ ภาชนะและอุปกรณ์
ท้ังหมดทใ่ี ช้ในกจิ กรรม ชัง่ มวลของสารละลายแคลเซียมคลอไรด์และสารละลายโซเดยี มคาร์บอเนตพร้อมภาชนะ
จากนั้นรนิ สารละลายท้งั สองผสมกัน สังเกตการเปลย่ี นแปลง ชงั่ มวลของผลติ ภัณฑท์ เี่ กดิ ขนึ้ พร้อมภาชนะท้ังหมด
หามวลรวมของสารหลังเกิดปฏิกิริยาเคมีเปรียบเทียบกับมวลรวมของสารก่อนเกิดปฏิกิริยาเคมี ตอนที่ 2 ทำ
กิจกรรมโดยออกแบบวิธตี รวจสอบผลการคาดคะเนมวลของสารก่อนและหลังเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมรี ะหว่างแคลเซียม
คารบ์ อเนตกบั กรดไฮโดรคลอริก แล้วทำกจิ กรรมตามทอ่ี อกแบบไว)้
- ข้อควรระวังในการทำกิจกรรมมีอะไรบ้าง (ระวังการสัมผัสสารละลายกรดไฮโดรคลอริก
ในกรณีที่สัมผัสสารละลายดังกล่าว ให้ปล่อยน้ำปริมาณมากไหลผ่านบริเวณที่สัมผัส สำหรับกิจกรร มตอนที่ 2
ควรใช้แคลเซียมคาร์บอเนตในปริมาณน้อย เพียง 1-2 เม็ด ในกรณีที่เป็นผงให้ใช้ปริมาณครึ่งช้อนเบอร์หน่ึง
เนื่องจากการใช้สารในปริมาณมาก จะทำให้เกิดแก๊สในปริมาณมาก จนดันจุกยางที่ปิดหลอดทดลองอยู่กระเด็น
ออกอย่างรวดเร็ว อาจเกดิ อันตรายตอ่ นกั เรยี นได)้
- นักเรียนต้องสังเกตหรือรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง (สังเกตและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ลักษณะ
ของสารที่ใช้ในกิจกรรม มวลรวมของภาชนะ มวลรวมของสารกอ่ นเกิดปฏิกิริยา การเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึน และ
มวลรวมของสารหลังเกดิ ปฏกิ ริ ิยา)
4) ขณะที่นักเรียนทำกิจกรรม ครูสังเกตการทำกิจกรรมของนักเรียนแต่ละกลุ่ม และให้
คำแนะนำ ถ้านักเรียนมีข้อสงสัยในประเด็นต่าง ๆ ที่อาจเป็นปัญหา เช่น การหามวลรวมของสารก่อนและหลัง
เกิดปฏิกิริยาเคมี ซึ่งครูควรรวบรวมปัญหา และข้อสงสัยที่พบจากการทำกิจกรรมของนักเรียนเพื่อใช้เป็นข้อมูล
ประกอบการอภปิ รายหลงั จากการทำกจิ กรรม
ขัน้ ท่ี 3 ข้นั อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
5) นักเรียนบันทึกการทำกิจกรรมลงในแบบบันทึกการค้นคว้ากิจกรรมที่ 5.2 มวลรวมของสาร
ก่อนและหลังเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมีเปน็ อย่างไร ตอบคำถามท้ายกิจกรรม และนำเสนอผลการทำกิจกรรม โดยครูและ
นกั เรยี นร่วมกนั อภปิ รายโดยใช้คำถามดงั น้ี
ตอนที่ 1 มวลรวมของสารก่อนและหลังเกิดปฏิกริ ิยาเคมี
- ปฏิกริ ิยานม้ี ีแกส๊ เขา้ มาเก่ยี วข้องหรอื ไม่ อยา่ งไร (ไม่มีแกส๊ เข้ามาเกีย่ วขอ้ ง)
- มวลรวมของสารก่อนและหลังเกิดปฏิกิริยาเคมีเท่ากันหรือไม่ เพราะเหตุใด (เท่ากัน เพราะ
สาร ตัง้ ตน้ และผลิตภัณฑท์ ง้ั หมดยงั อย่ใู นภาชนะ)
ตอนที่ 2 มวลรวมของสารก่อนและหลังเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี เมอื่ ผลิตภัณฑ์ที่ได้เปน็ แกส๊
- ปฏิกิรยิ าน้มี ีแก๊สเข้ามาเก่ียวข้องหรือไม่ อยา่ งไร (มแี กส๊ เข้ามาเกย่ี วข้อง โดยแก๊สท่ีสังเกตเห็น
เปน็ ผลิตภัณฑท์ ่เี กิดจากปฏกิ ริ ยิ า)
- ถ้าปฏิกิริยามีแก๊สมาเกี่ยวข้อง นักเรียนจะออกแบบการทดลองอย่างไร เพื่อตรวจสอบมวล
รวมของสารกอ่ นและหลังเกิดปฏิกิรยิ า (ออกแบบการทดลองโดยให้สารทำปฏกิ ิรยิ ากันในภาชนะท่ีปดิ มิดชิด โดย
ใช้จุกยางปดิ หลอดทดลอง หรือใช้ลูกโปง่ หุ้มที่ปากภาชนะ เพ่อื ป้องกนั การเข้าหรอื ออกของแกส๊ ทเ่ี ก่ียวข้อง)
- มวลรวมของสารก่อนและหลังเกิดปฏิกิริยาเคมีเท่ากันหรือไม่ เพราะเหตุใด (เท่ากัน เพราะ
สารตัง้ ตน้ และผลติ ภัณฑ์ท้งั หมดยังอยูใ่ นภาชนะ และไม่มแี ก๊สเข้าหรือออกจากภาชนะ)
6) ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายสรุปผลของกิจกรรม เพื่อให้ได้ข้อสรุปจากกิจกรรมว่า
เมื่อผสมแคลเซียมคาร์บอเนตกับสารละลายกรดไฮโดรคลอริกจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดสารใหม่ คือ
แคลเซียมคลอไรด์ นํ้า และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลจากการเกิดปฏิกิริยาเคมี
(chemical reaction) ซึ่งสามารถใช้แบบจำลองในการอธิบายปฏิกิริยาทีเ่ กิดข้นึ ได้
ขน้ั ท่ี 4 ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration)
7) นักเรียนเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับมวลรวมของสารก่อนและหลังเกิดปฏิกิริยาเคมี โดยอ่าน
เนือ้ หาในหนงั สือเรยี นหน้า 10-11 และตอบคำถามระหวา่ งเรยี น โดยใช้ประเด็นคำถามดังนี้
- นักเรียนคนหนึ่งตั้งน้ำปูนใสในภาชนะเปิด พบว่าเกิดตะกอนสีขาว เนื่องจากแก๊ส
คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศลงไปทำปฏิกิริยากับน้ำปูนใส ได้ผลิตภัณฑ์เป็นแคลเซียมคาร์บอเนตซึ่งไม่ละลาย
ในน้ำ เมอื่ นำไปชั่งพบว่ามวลรวมทีไ่ ดห้ ลงั จากน้ำปูนใสเกดิ ตะกอนสีขาวจะเพ่ิมขึ้น นกั เรียนคนนีก้ ลา่ วว่าปฏิกิริยา
ดงั กล่าวไมเ่ ปน็ ไปตามกฎทรงมวล ข้อสรปุ ดงั กลา่ วถกู ตอ้ งหรือไม่ อยา่ งไร (แนวคำตอบ ขอ้ สรุปดงั กล่าวไม่ถูกต้อง
เนื่องจากปฏิกิริยานี้มีสารตั้งต้นคือน้ำปูนใสและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แต่มวลที่ชั่งก่อนเกิดปฏิกิริยาเคมีเป็น
มวลของนำ้ ปูนใสเพยี งชนิดเดยี ว ไมใ่ ช่มวลรวมของสารต้งั ต้นท้ังหมดมวลทช่ี ง่ั ได้ก่อนเกิดปฏิกิริยาเคมีจึงมีค่าน้อย
กว่า ซึ่งถ้าออกแบบการทดลองให้สามารถชั่งมวลของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ได้ มวลรวมของสารก่อนและ
หลงั เกิดปฏกิ ิรยิ าเคมกี จ็ ะมีคา่ เทา่ กัน)
- ในการเกิดปฏิกิริยาเคมี มวลรวมของสารหลังเกิดปฏิกิริยาเคมีอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง
เปน็ แนวคิดท่ีถูกต้องหรือไม่ (แนวคำตอบท่ีถกู ต้อง คอื มวลรวมของสารกอ่ นและหลังเกดิ ปฏิกิริยาเคมีมีค่าเท่ากัน
ตามกฎทรงมวล)
ขัน้ ท่ี 5 ขั้นประเมนิ (Evaluation)
8) ครูและนักเรียนอภิปรายผลการทำกิจกรรม มวลรวมของสารก่อนและหลังเกิดปฏิกิรยิ าเคมี
จะได้ข้อสรุปว่า การเกิดปฏิกิริยาเคมีมวลรวมของสารก่อนเกิดปฏิกิริยาเคมี และมวลรวมของสารหลัง
เกดิ ปฏิกิริยาเคมีจะมคี า่ เทา่ กัน ซึง่ เป็นไปตามกฎทรงมวล
9) ครูตรวจสอบการส่งแบบบันทึกการค้นคว้าของนักเรียนและให้คะแนนประเมินตามเกณฑ์
การประเมิน (Rubrics Score)
8. ส่ือการเรยี นรู้/แหลง่ เรยี นรู้
8.1 อุปกรณ์ทำกจิ กรรม: จำนวน 11 รายการ ดงั แสดงแนบไว้ในใบกจิ กรรมท่ี 5.2 มวลรวมของสาร
8.2 แผนภาพ: ก่อนและหลังเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมีเปน็ อยา่ งไร
8.3 ใบกจิ กรรม: แสดง สารละลายโซเดยี มคาร์บอเนต สารละลายแคลเซยี มคลอไรด์ และ
สารละลายกรดไฮโดรคลอริก
ใบกจิ กรรมท่ี 5.2 มวลรวมของสารกอ่ นและหลังเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมเี ปน็ อย่างไร
8.4 แบบบันทกึ กจิ กรรม: แบบบันทกึ การคน้ ควา้ กิจกรรมที่ 5.2 มวลรวมของสารกอ่ นและหลังเกิด
8.5 แหล่งเรยี นรู:้ ปฏิกริ ิยาเคมเี ป็นอยา่ งไร
หนังสือเรยี นรายวชิ าพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศกึ ษา
ปีท่ี 3 เลม่ 2 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธกิ าร
9. การวดั และการประเมนิ
ตวั ชี้วดั /ผลการเรียนรู้ วิธีการวดั เครื่องมือวัด เกณฑท์ ี่ใชใ้ นการประเมนิ
- ได้ไม่น้อยกว่า 2 คะแนน
1. อธิบายกฎทรงมวลใน - ตรวจการตอบคำถาม - คำถามท้ายกิจกรรมที่ 5.2
ปฏกิ ิรยิ าเคมี ท้ายกจิ กรรมท่ี 5.2 มวลรวมของสารก่อนและ ระดับคุณภาพดี ถือวา่
(ดา้ นความรู้: K) หลังเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมีเป็น ผ่านการประเมิน
อย่างไร จำนวน 8 ข้อ ด้านความรู้
2. การใชท้ ักษะการวดั - ตรวจการทำแบบ - ได้ไมน่ ้อยกว่า 2 คะแนน
- แบบบันทึกการค้นคว้า ระดับคุณภาพดี ถือวา่
โดยใชเ้ ครอื่ งชัง่ วัดมวลและ บนั ทึกการคน้ ควา้ กจิ กรรมที่ 5.2 มวลรวม ผา่ นการประเมิน
ของสารก่อนและหลัง ด้านกระบวนการ
กระบอกตวงวดั ปริมาตรของ กจิ กรรมที่ 5.2 เกิดปฏิกิริยาเคมีเป็น
อย่างไร - ไดไ้ มน่ ้อยกว่า 2 คะแนน
สารได้ (ดา้ นกระบวนการ: P) ระดบั คุณภาพดี ถือวา่
- เกณฑก์ ารประเมินการใช้ ผ่านการประเมิน
3. ตระหนกั ถงึ ความสำคัญ - สงั เกตการใช้งาน งานอปุ กรณใ์ นกจิ กรรม ด้านเจตคติ
ของการใช้อุปกรณ์ อุปกรณ์ในกิจกรรม ของนักเรยี น
การทำกิจกรรมได้ ของนักเรียน
(ด้านเจตคต:ิ A)
9.1 เกณฑ์การประเมินผลนักเรยี น เกณฑก์ ารประเมนิ (Rubrics Score)
ประเด็นการประเมิน ค่านำ้ หนัก แนวทางการใหค้ ะแนน
คะแนน
การให้คะแนนตอบ 3 ตอบคำถามทา้ ยกจิ กรรมที่ 5.2 ถกู ต้อง จำนวน 7-8 ข้อ
คำถามทา้ ย 2 ตอบคำถามท้ายกจิ กรรมที่ 5.2 ถูกต้อง จำนวน 4-6 ข้อ
กจิ กรรมที่ 5.2 1 ตอบคำถามท้ายกิจกรรมท่ี 5.2 ถกู ต้อง จำนวน 1-3 ข้อ หรือ ไม่ถูกต้อง
3 บันทกึ ผลจากการวดั ปรมิ าตรของสารท่ีไดจ้ ากการเปรยี บเทียบมวลรวม
การใหค้ ะแนนการบันทกึ ของสารก่อนและหลังเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี โดยบนั ทึกลงในตารางบนั ทึกผล
แบบบันทึกการคน้ ควา้ 2 และอธบิ ายลงในแบบบันทึกการคน้ คว้าได้ชัดเจน ถูกต้อง ครบทุก
ประเดน็ สอดคล้องกับเนื้อหาในกิจกรรม
กจิ กรรมท่ี 5.1 1 บันทกึ ผลจากการวดั ปรมิ าตรของสารที่ไดจ้ ากการเปรียบเทียบมวลรวม
คา่ น้ำหนกั ของสารกอ่ นและหลงั เกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี โดยบันทึกลงในตารางบนั ทึกผล
ประเด็นการประเมิน คะแนน และอธบิ ายลงในแบบบันทึกการค้นคว้าได้ถูกต้อง แต่มีข้อผิดพลาดบา้ ง
การใหค้ ะแนน บันทกึ ผลจากการวัดปริมาตรของสารที่ไดจ้ ากการเปรยี บเทียบมวลรวม
3 ของสารกอ่ นและหลังเกิดปฏิกิริยาเคมี โดยบนั ทึกลงในตารางบนั ทกึ ผลได้
การใช้งานอุปกรณ์ แต่บนั ทึกลงในแบบบนั ทึกการคน้ ควา้ ไม่ถกู ต้อง มีข้อผดิ พลาด
ในกจิ กรรม 2
แนวทางการใหค้ ะแนน
1
ใชง้ านอุปกรณก์ ารทดลองในกิจกรรมได้ถกู วิธี หยิบ เคลื่อนยา้ ยอุปกรณ์
อยา่ งระมดั ระวัง ไม่หยอกล้อหรือแกลง้ เพื่อนขณะกำลังใช้งานอุปกรณ์
และหลงั การใชง้ านอุปกรณ์มีการเก็บรักษาอย่างถูกวธิ ี
ใช้งานอปุ กรณ์การทดลองในกิจกรรมได้ถูกวิธี หยบิ เคลื่อนย้ายอปุ กรณ์
อย่างระมัดระวงั ไมห่ ยอกลอ้ หรอื แกล้งเพ่ือนขณะกำลังใช้งานอปุ กรณ์
แตห่ ลังการใช้งานอุปกรณ์ไม่มีการเก็บรักษาอยา่ งถูกวิธี หรอื ไมเ่ กบ็
อปุ กรณ์เข้าตู้เกบ็ อุปกรณต์ ามประเภทของอุปกรณ์
ใชง้ านอปุ กรณ์การทดลองในกิจกรรมได้ แต่ขณะหยิบ เคล่ือนย้ายอปุ กรณ์
หรือกำลังใช้งานอุปกรณ์ จะหยอกล้อหรือแกลง้ เพื่อน อาจทำให้อปุ กรณ์
เสียหายได้ และหลังการใช้งานอุปกรณ์ไม่มีการเกบ็ รกั ษาอย่างถูกวิธี
9.2 ระดบั คุณภาพ หมายถึง ดมี าก
หมายถึง ดี
คะแนนรวมเฉลย่ี 6.00 - 5.00 หมายถงึ พอใช้
คะแนนรวมเฉลยี่ 4.00 - 3.00
คะแนนรวมเฉลยี่ 2.00 - 1.00
ดงั นั้น นักเรียนตอ้ งไดค้ ะแนนเฉล่ยี ทุกประเด็นการประเมิน ไมต่ ่ำกวา่ 2.00 แสดงระดับ
คณุ ภาพ ดี ถือวา่ ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ ในแผนการจัดการเรยี นที่ 2
10. ความคดิ เหน็ ของหวั หน้ากลุม่ สาระการเรยี นรู้……………………………………………….……………………………………
............................................................................................................................. ....................................................
ลงชื่อ.....................................................
(นายหมู่สา ผดิ ไรงาม)
หวั หนา้ กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
11. ความคิดเห็นรองผู้อำนวยการกลุ่มบรหิ ารวชิ าการ
องคป์ ระกอบของแผนการจัดการเรียนรู้.............................................................................
มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ช้วี ัด/ผลการเรยี นรสู้ อดคล้อง.......................................................
สาระสำคญั ครอบคลุมชัดเจน.............................................................................................
สาระการเรียนรมู้ คี วามถูกตอ้ งตามหลกั วชิ าการ................................................................
จุดประสงคก์ ารเรยี นร้มู ีความชดั เจนครอบคลมุ (K/P/A).....................................................
สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รยี น................................................................................................
คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์.................................................................................................
ระบภุ าระงาน/ช้ินงาน........................................................................................................
กิจกรรมการเรยี นรู้เน้นผูเ้ รียนเปน็ สำคัญ...........................................................................
สือ่ และอุปกรณ์การเรยี นร.ู้ ................................................................................................
การวัดและการประเมนิ ผลตามจดุ ประสงค์การเรยี นร้.ู ..........................................................
เสนอสง่ แผนการจัดการเรียนรูต้ ามขั้นตอนระบบงาน........................................................
บนั ทกึ หลงั สอน................................................................................................................ .
( นายอบั ดลรอศักดิ์ มณีโสะ๊ )
รองผ้อู ำนวยการกลมุ่ บริหารวชิ าการ
12. ความคดิ เหน็ ผู้อำนวยการโรงเรยี น
อนญุ าตใหใ้ ช้จดั การเรียนการสอนได้
ควรปรบั ปรงุ คอื ................................................................................................................
............................................................................................................................. .....................
( นายสริ วุฒิ ยุนุ้ย )
ผู้อำนวยการโรงเรยี นกำแพงวิทยา
13. บนั ทกึ หลงั การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี 2
13.1 ผลการจดั การเรยี นรู้ (ตามจุดประสงค์)
จากจุดประสงคก์ ารเรยี นร้ทู ้ัง 3 ข้อ ต่อไปน้ี
4. นกั เรยี นอธบิ ายกฎทรงมวลในปฏกิ ริ ยิ าเคมีได(้ K)
5. นกั เรยี นใช้ทักษะการวัด โดยใช้เครื่องชั่งวัดมวลและกระบอกตวงวดั ปริมาตรของสารได้ (P)
6. นกั เรียนตระหนักถงึ ความสำคัญของการใช้อุปกรณ์การทำกิจกรรมได้ (A)
พบวา่
- นกั เรยี นสามารถอธิบายกฎทรงมวลในปฏิกิรยิ าเคมีได้
- นักเรยี นสามารถใช้ทกั ษะการวดั โดยใช้เครือ่ งชัง่ วัดมวลและกระบอกตวงวดั ปรมิ าตรของสารได้
- นกั เรียนตระหนักถงึ ความสำคญั ของการใชอ้ ุปกรณ์การทำกิจกรรมได้
13.2 แนวทางแกป้ ญั หานกั เรยี นที่ไม่ผ่านผลการเรยี นรูห้ รือจดุ ประสงค์ (เพอื่ นำไปสู่ PLC)
-
ลงช่ือ.....................................................
(นางสาวหสุ ณา ตามาต)
ครูผสู้ อน
วันท…ี่ …เดอื น………………….พ.ศ…………
แบบบนั ทกึ การประเมินคณุ ภาพการเรียนร้ขู องนกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3
รายวิชาวิทยาศาสตร์พ้ืนฐาน (ว23102) หน่วยการเรยี นรู้ที่ 5 ปฏิกริ ิยาเคมแี ละวัสดใุ นชีวิตประจำวัน
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 2 เร่อื ง มวลรวมของสารก่อนและหลงั เกิดปฏิกิริยาเคมี
มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3/7 ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564
เลขท่ี ช่อื – สกุล ้ดานความ ู้ร (K) รวม ระดบั คณุ ภาพ สรุปผลการ
ประเมิน
ด้านกระบวนการ (P)
้ดานเจตค ิต (A)
333 9 ดี พอใช้ ปรับปรงุ ผ่าน ไมผ่ า่ น
9
1 ด.ช. กฤษฏ์ิ พรหมนำ้ ดำ 3 3 3 9 //
2 ด.ช. กล้าณรงค์ 9 //
3 ด.ช. ครองภพ คงทอง 3 3 3 9 //
4 ด.ช. ชยพล 6 //
5 ด.ช. ชัยวฒั น์ สำเร 3 3 3 6
6 ด.ช. ซัลมาน 9 //
7 ด.ช. ณฏั ฐภัทร พิพิธประภาเลิศ 3 3 3 6 //
8 ด.ช. ธนากร 6 //
9 ด.ช. ธรี พฒั น์ ตุง้ แกว้ 2 2 2 6 //
10 ด.ช. นนทพัทธ์ 9 //
11 ด.ช. นนั ทวฒั น์ จองวราหศ์ รี 2 2 2 6 //
12 ด.ช. ปฏิพล 6 //
13 ด.ช. ภทั รพล ผอมนุ่ม 333 9 //
14 ด.ช. ภมู ปิ ระชา 9 //
15 ด.ช. อัฟฟาน รกั สะโมะ๊ 2 2 2 6 //
16 ด.ช. อาซัน 9 //
17 ด.ช. สิทธวิ งศ์ จันทรจ์ ิตจริงใจ 2 2 2 9 //
18 ด.ช. ธมกร 9 //
19 ด.ญ. ไครกิ า จนั ทรตั น์ 2 2 2 9 //
20 ด.ญ. ญาณิศา 9 //
21 ด.ญ. ณัฐชุตา บินสหสั 333 9 //
22 ด.ญ. ดาวิญา 9 //
23 ด.ญ. ธนิษฐา สงมาก 2 2 2 9 //
24 ด.ญ. นงนภัส 9 //
25 ด.ญ. นัซมี หมาดหมีน 2 2 2 9 //
26 ด.ญ. ปวีณา 9 //
27 ด.ญ. ปณั ฑิตา ภมรานนท์ 3 3 3 9 //
28 ด.ญ. พชิ ชา 9 //
29 ด.ญ. รวภิ า เดชอารัญ 3 3 3 9 //
30 ด.ญ. ราตมี า 9 //
31 ด.ญ. ลลิตา หวันสู 2 2 2 9 //
32 ด.ญ. วรนชุ //
สวุ รรณวงศ์ 3 3 3 //
สวุ รรณวโิ ก 3 3 3
โดงกลู 3 3 3
รตั นพันธ์ 3 3 3
ศริ สิ ม 3 3 3
สายเส็น 333
ยงิ่ ขจร 3 3 3
สนั โด 3 3 3
เล่งเจ๊ะ 3 3 3
ศรีนยุ้ คง 3 3 3
แกว้ บตุ ร 3 3 3
ราเหม 3 3 3
เหมรา 3 3 3
สันหลี 3 3 3
อุสมา 3 3 3
อศุ มา 3 3 3
เลขที่ ชื่อ – สกลุ ้ดานความ ู้ร (K) รวม ระดบั คุณภาพ สรุปผลการ
ประเมิน
ด้านกระบวนการ (P)
้ดานเจตค ิต (A)
3 3 3 9 ดี พอใช้ ปรบั ปรงุ ผา่ น ไมผ่ า่ น
33 ด.ญ. วมิ ลรตั น์ จิระเสถียร 333 9 / /
34 ด.ญ. ศศิภา หนูวงศ์
35 ด.ญ. สริ ินทรา ไชยยัน 333 9 / /
36 ด.ญ. อนุสรา สะเล่
37 ด.ญ. อญั ญาณี ทมุ มาลี 333 9 / /
38 ด.ญ. ปวณั รัตน์ อมุ าลี
39 ด.ญ. พิศลยา ละมลู สุข 333 9 / /
40 ด.ญ. วิยะดา ธนะภาส
333 9 / /
333 9 / /
333 9 / /
222 6 / /
จำนวนกลุ่ม 31 9 40 0
ร้อยละ 77.5 22.5 100 0
เกณฑร์ ะดบั คุณภาพ สรปุ ผลการประเมิน ลงช่ือ.........................................
ช่วงคะแนน 8-9 : ระดับคุณภาพดี ผา่ น : ระดบั คณุ ภาพดีและพอใช้ (นางสาวหสุ ณา ตามาต)
ชว่ งคะแนน 5-7 : ระดับคณุ ภาพพอใช้ ไมผ่ า่ น : ระดับคณุ ภาพปรบั ปรุง ผ้ปู ระเมิน
ช่วงคะแนน 0-4 : ระดับคณุ ภาพปรบั ปรุง
ต้องได้คะแนนเฉลี่ยทุกประเด็นการประเมนิ ไมต่ ำ่ กว่า 2.00 แสดงระดับคุณภาพ ดี ข้ึนไปเทา่ นน้ั
ถงึ จะผ่านการเรยี นรู้ตามตวั ชวี้ ัด
แบบบันทกึ การประเมินคุณภาพการเรยี นรู้ของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3
รายวชิ าวิทยาศาสตร์พืน้ ฐาน (ว23102) หน่วยการเรยี นรู้ที่ 5 ปฏกิ ิริยาเคมแี ละวัสดใุ นชีวติ ประจำวัน
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 2 เรื่อง มวลรวมของสารก่อนและหลงั เกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี
มธั ยมศึกษาปีท่ี 3/8 ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564
เลขท่ี ช่อื – สกลุ ้ดานความ ู้ร (K) รวม ระดบั คุณภาพ สรุปผลการ
ประเมิน
ด้านกระบวนการ (P)
้ดานเจตค ิต (A)
333 9 ดี พอใช้ ปรบั ผ่าน ไมผ่ า่ น
ปรงุ
1 ด.ช. กฤษฎา ขุนรายา 222 6
6 //
2 ด.ช. จิตตพิ ัฒน์ หลงั ชาย 222 6 //
9 //
3 ด.ช. จิรพงษ์ เจยี มพงศ์ไพศาล 2 2 2 6 //
9 //
4 ด.ช. ณฐั วฒุ ิ โอมณี 333 9 //
9 //
5 ด.ช. ณัฐวุฒิ หมาดแน้ง 2 2 2 9 //
9 //
6 ด.ช. ทวีพล อินทพันธ์ 3 3 3 9 //
9 //
7 ด.ช. ทีฆายุ พนั ตรี 3 3 3 6 //
9 //
8 ด.ช. ธีรธ์ วชั กลน่ิ เขยี ว 3 3 3 9 //
6 //
9 ด.ช. ธีรภัทร ทองแปน้ 3 3 3 9 //
9 //
10 ด.ช. ปัญญวชิ ญ์ สาเส็น 333 9 //
9 //
11 ด.ช. พงศพัศ สงั ขชาติ 333 9 //
6 //
12 ด.ช. พงศา คงพลบั 333 9 //
9 //
13 ด.ช. ฟารอ์ ยั ดีน ลลี านนท์ 2 2 2 9 //
9 //
14 ด.ช. ภทั ธพล องสารา 333 9 //
9 //
15 ด.ช. ภรู พิ ัฒน์ แท่งทอง 333 9 //
9 //
16 ด.ช. อัครวนิ ท์ ธาราพิสฐิ 2 2 2 6 //
//
17 ด.ช. อนั ดา นวมจิตร์ 3 3 3
18 ด.ช. อัสมี โสลิกี 3 3 3
19 ด.ญ. ชนนั รตั น์ พรหมจรรย์ 3 3 3
20 ด.ญ. ซนั นี ราเยน็ 3 3 3
21 ด.ญ. ณัฐณชิ า บญุ คง 333
22 ด.ญ. ณัฐณิชา บัวทอง 222
23 ด.ญ. ธัญญลกั ษณ์ มะโนรตั น์ 3 3 3
24 ด.ญ. ธัญญลกั ษณ์ ทองไชย 333
25 ด.ญ. นงนภัส องสารา 333
26 ด.ญ. นุรรัยฮาล เขยี วยับ 333
27 ด.ญ. นูรไลลา ม่าเหลม็ 333
28 ด.ญ. นูรอัยดาร์ หลีหาด 333
29 ด.ญ. นรู อยั นี หนหู ัน 333
30 ด.ญ. ปฏิญญา สะอา 333
31 ด.ญ. ปนัดดา มจั ฉา 222
เลขที่ ชอ่ื – สกลุ ้ดานความ ู้ร (K) รวม ระดับคณุ ภาพ สรุปผลการ
ประเมิน
ด้านกระบวนการ (P)
้ดานเจตค ิต (A)
333 9 ดี พอใช้ ปรบั ผ่าน ไมผ่ ่าน
ปรงุ
32 ด.ญ. พมิ พพ์ ิชญช์ า อนพุ งศ์ 333 9 / /
33 ด.ญ. ลลติ า ชสู กลุ 333 9 / /
34 ด.ญ. ลิปดา เตพิริยะกลุ 222 6 //
35 ด.ญ. วราลี กองหลัง 333 9 / /
36 ด.ญ. สทุ ธิดา แสงดำ 333 9 / /
37 ด.ญ. อาซุมี เกาะสมนั 333 9 / /
38 ด.ญ. อลุ ยา หวันสู 333 9 / /
39 ด.ญ. อนสุ รา ทรัพยว์ งศา 333 9 / /
40 ด.ญ. อภญิ ญา ตาเอ็น 222 6 /
จำนวนกลมุ่ 30 11 40 0
รอ้ ยละ 73.17 26.83 100 0
เกณฑ์ระดับคุณภาพ สรปุ ผลการประเมิน ลงช่ือ.........................................
ช่วงคะแนน 8-9 : ระดับคณุ ภาพดี ผ่าน : ระดบั คุณภาพดีและพอใช้ (นางสาวหสุ ณา ตามาต)
ช่วงคะแนน 5-7 : ระดับคณุ ภาพพอใช้ ไม่ผ่าน : ระดับคณุ ภาพปรับปรงุ ผ้ปู ระเมิน
ช่วงคะแนน 0-4 : ระดับคณุ ภาพปรบั ปรงุ
ตอ้ งไดค้ ะแนนเฉล่ยี ทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไม่ตำ่ กวา่ 2.00 แสดงระดับคุณภาพ ดี ข้ึนไปเท่าน้นั
ถึงจะผา่ นการเรยี นรู้ตามตวั ชว้ี ดั
ส่อื การเรียนรู้แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 2: ส่อื แผนภาพ
แผนภาพแสดง สารละลายโซเดียมคารบ์ อเนต สารละลายแคลเซยี มคลอไรด์ และสารละลายกรดไฮโดรคลอริก
โซเดียมคาร์บอเนต
แคลเซยี มคลอไรด์
กรดไฮโดรคลอริก
สอ่ื การเรียนรู้แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 2: ใบกิจกรรมท่ี 5.2
ใบกจิ กรรมที่ 5.2 มวลรวมของสารก่อนและหลังเกิดปฏกิ ิริยาเคมีเป็นอยา่ งไร
หนงั สอื เรยี นรายวชิ าพนื้ ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 3 เล่ม 2 ตามหลกั สูตรแกนกลาง
การศึกษาข้นั พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุงพ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธกิ าร หนา้ 9
กจิ กรรมที่ 5.2 มวลรวมของสารก่อนและหลังเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมเี ปน็ อย่างไร?
จุดประสงค์
วสั ดอุ ุปกรณ์ สังเกตและเปรยี บเทียบมวลรวมของสารก่อนและหลังเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี
วิธดี ำเนินกิจกรรม วัสดทุ ีใ่ ช้ตอ่ กลมุ่
1. สารละลายโซเดยี มคารบ์ อเนต 20 ลูกบาศก์เซนตเิ มตร
2. สารละลายแคลเซียมคลอไรด์ 20 ลกู บาศก์เซนติเมตร
3. สารละลายกรดไฮโดรคลอริกหรอื สารละลาย 20 ลูกบาศกเ์ ซนติเมตร
1 ใบ
กรดเกลือ ความเข้มข้น 0.6 โมลต่อลติ ร
4. บีกเกอร์ขนาด 250 cm3
5. หลอดทดลองขนาดใหญ่ 4 หลอด
6. จกุ ยางเบอรส์ ิบ 4 จุก
7. ช้อนตักสารเบอร์หน่ึง 1 คัน
8. แว่นตานริ ภัย เทา่ จำนวนนกั เรยี นในกล่มุ
9. ถุงมือยาง เท่าจำนวนนกั เรียนในกล่มุ
วัสดุที่ใชต้ ่อหอ้ ง
1. แคลเซียมคารบ์ อเนตแบบเม็ด 1 กระปุก
2. เครอ่ื งชั่ง 2 เครือ่ ง
ตอนท่ี 1 มวลรวมของสารก่อนและหลังเกดิ ปฏิกิริยาเคมี
1. ชั่งภาชนะและอุปกรณท์ ง้ั หมดท่ีใช้ในกจิ กรรม ดังภาพ อ่านค่ามวล และบันทึกผล
2. รนิ สารละลายแคลเซยี มคลอไรดล์ งในหลอดทดลองที่ 1 ประมาณ 1 ใน 3
ของหลอด และรนิ สารละลายโซเดยี มคารบ์ อเนตปรมิ าณเท่ากนั ลงในหลอดทดลอง
ที่ 2 สงั เกตลักษณะสารและบันทกึ ผล
3. ปิดหลอดทดลองทงั้ สองดว้ ยจุกยาง นำหลอดทดลองทงั้ สองใสใ่ นบีกเกอร์
แล้วชง่ั มวลรวมอีกคร้งั อ่านค่ามวลและบันทึกผล
4. รนิ สารละลายแคลเซียมคลอไรดจ์ ากหลอดทดลองที่ 1 ลงในสารละลาย
โซเดียมคารบ์ อเนตในหลอดทดลองที่ 2 เขย่า แล้วปดิ ดว้ ยจกุ ยาง
สงั เกตการเปล่ียนแปลงและบันทึกผล
5. ชง่ั มวลรวมของผลิตภณั ฑ์ที่เกดิ ขนึ้ พรอ้ มภาชนะและอปุ กรณ์ทัง้ หมดทใี่ ชใ้ น
กจิ กรรม อ่านคา่ มวล และบันทกึ ผล
กิจกรรมท่ี 5.2 มวลรวมของสารก่อนและหลงั เกดิ ปฏกิ ิริยาเคมเี ป็นอย่างไร?
ตอนท่ี 2 มวลรวมของสารก่อนและหลงั เกิดปฏกิ ิริยาเคมี เม่อื ผลิตภัณฑ์ทไี่ ด้เป็นแก๊ส
1. คาดคะเนและบันทึกว่ามวลรวมของสารก่อนและหลงั เกิดปฏิกิรยิ าเคมีระหว่าง
แคลเซยี มคาร์บอเนตและกรดไฮโดรคลอรกิ เปลยี่ นแปลงหรือไม่ อย่างไร
2. ออกแบบวธิ ตี รวจสอบการคาดคะเนและตารางบันทึกผล
3. ทำกจิ กรรมตามท่ีออกแบบไว้ สงั เกตการเปลี่ยนแปลงและบันทึกผล
4. นำเสนอผลการทำกจิ กรรม
การเตรียมตวั • การเตรยี มสารละลายโซเดียมคาร์บอเนต ปรมิ าตร 160 ลกู บาศก์เซนติเมตร
ลว่ งหนา้ สำหรบั ครู (สำหรบั 8 กล่มุ ) เตรยี มได้โดยตกั โซเดียมคาร์บอเนตจำนวน 16 ชอ้ นเบอรส์ อง
ใส่ในภาชนะ เตมิ น้ำปรมิ าตร 160 ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร แล้วคนใหเ้ ข้ากนั
• การเตรยี มสารละลายแคลเซียมคลอไรด์ ปริมาตร 160 ลูกบาศก์เซนตเิ มตร
(สำหรับ 8 กลมุ่ ) เตรียมไดโ้ ดยตกั แคลเซียมคลอไรดจ์ ำนวน 16 ชอ้ นเบอรส์ อง
ใสใ่ นภาชนะ เติมน้ำปรมิ าตร 160 ลกู บาศก์เซนติเมตร แลว้ คนให้เขา้ กัน
• การเตรียมสารละลายกรดไฮโดรคลอรกิ ความเขม้ ขน้ 0.6 โมลตอ่ ลิตร
ปรมิ าตร 160 ลูกบาศก์เซนตเิ มตร (สำหรับ 8 กลุม่ ) เตรยี มได้โดยรนิ น้ำประมาณ
80 ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร ลงในภาชนะ จากนนั้ รินสารละลายกรดไฮโดรคลอริก
เขม้ ขน้ 6 โมลต่อลิตร ปรมิ าตร 16 ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร ลงในภาชนะ แล้วเตมิ นำ้
จนมีปริมาตรรวมเปน็ 160 ลกู บาศก์เซนติเมตร
ข้อเสนอแนะใน • ตอนท่ี 1 ครสู ามารถใหน้ ักเรียนทดลองใน 2 ลกั ษณะคือ การทดลองแบบเปดิ และ
การทำกิจกรรม แบบปดิ หลอดทดลอง เพื่อใหเ้ กดิ การอภปิ รายเกีย่ วกับมวลของสารก่อนและหลงั
เกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี ในกรณที ่ีไม่มแี ก๊สเป็นผลติ ภัณฑ์ ซ่ึงจะใชเ้ ปน็ แนวทางในการ
ออกแบบกิจกรรมในตอนที่ 2 ซง่ึ เป็นกรณีที่มแี ก๊สเปน็ ผลิตภัณฑ์
• ตอนที่ 2 ควรใช้แคลเซยี มคาร์บอเนตปรมิ าณ 1-2 เมด็ ในกรณีที่เป็นผงให้ใช้
ปรมิ าณครึง่ ช้อนเบอร์หน่ึง เพื่อป้องกันการเกดิ แกส๊ ในปรมิ าณมาก ซ่ึงจะดันจุก
ทปี่ ดิ อย่ใู ห้กระเดน็ ออกอยา่ งรวดเรว็ และอาจเกิดอนั ตรายต่อนักเรียนได้
• ครคู วรทบทวนการใช้เคร่ืองชั่งและวธิ เี ก็บเคร่ืองชัง่ เชน่ เครื่องชั่งแบบคานสามแขน
เครอื่ งชง่ั แบบดจิ ทิ ลั
คำถามทา้ ยกจิ กรรม
ตอนท่ี 1 มวลรวมของสารก่อนและหลังเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี
1. เมื่อรินสารละลายแคลเซียมคลอไรด์ลงในสารละลายโซเดียมคาร์บอเนต มีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นหรือไม่
ทราบได้อย่างไร
2. มวลรวมของสารก่อนและหลังเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมมี คี า่ เทา่ ใด หาไดอ้ ยา่ งไร
3. มวลรวมของสารกอ่ นและหลังเกดิ ปฏิกิริยาเคมีมีการเปล่ียนแปลงหรือไม่ อย่างไร
4. จากกิจกรรม ตอนท่ี 1 สรปุ ได้วา่ อยา่ งไร
ตอนท่ี 2 มวลรวมของสารกอ่ นและหลังเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี เมื่อผลติ ภณั ฑ์ทไ่ี ดเ้ ปน็ แก๊ส
1. เม่อื ผลิตภณั ฑ์ที่ได้เปน็ แก๊ส จะมวี ธิ ีการหามวลของสารท่ไี ดห้ ลังจากเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมีไดอ้ ยา่ งไร
2. มวลรวมของสารกอ่ นและหลังเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี มีการเปลย่ี นแปลงหรอื ไม่ อย่างไร
3. จากกิจกรรม ตอนท่ี 2 สรปุ ไดว้ า่ อย่างไร
4. จากกจิ กรรมท้งั 2 ตอน สรุปไดว้ ่าอยา่ งไร
สือ่ การเรียนรู้แผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ 2: แบบบันทกึ การคน้ ควา้ กิจกรรมที่ 5.2
แบบบนั ทกึ การค้นคว้ากิจกรรมท่ี 5.2 มวลรวมของสารก่อนและหลงั เกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมเี ปน็ อย่างไร
ชื่อ-นามสกุล..........................................................................................ช้ัน.................เลขท.่ี ..........กลุ่มท.่ี ...........
ตอนที่ 1 มวลรวมของสารก่อนและหลงั เกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี
ตารางบันทกึ ผล ผลทีส่ ังเกตได้
สาร
แคลเซียมคาร์บอเนต ………………..……………………………………………………………
สารละลายกรดไฮโดรคลอริก ………………..……………………………………………………………
แคลเซยี มคาร์บอเนต + สารละลายกรดไฮโดรคลอริก ………………..……………………………………………………………
………………..……………………………………………………………
ตารางบนั ทึกผล มวลรวมก่อนเกดิ ปฏิกิริยา (g) มวลรวมหลังเกดิ ปฏกิ ิริยา (g)
ส่งิ ทีช่ ั่ง
ภาชนะเปล่า
สารพรอ้ มภาชนะ
สาร
คำถามทา้ ยกจิ กรรม ตอนท่ี 1
1. เม่อื รนิ สารละลายแคลเซียมคลอไรด์ลงในสารละลายโซเดยี มคารบ์ อเนต มีปฏกิ ริ ยิ าเคมเี กดิ ข้ึนหรอื ไม่
ทราบได้อย่างไร
ตอบ ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. มวลรวมของสารกอ่ นและหลังเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมมี คี ่าเทา่ ใด หาได้อย่างไร
ตอบ ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. มวลรวมของสารกอ่ นและหลังเกดิ ปฏิกิริยาเคมมี ีการเปล่ียนแปลงหรือไม่ อย่างไร
ตอบ ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. จากกจิ กรรม ตอนท่ี 1 สรุปได้วา่ อยา่ งไร
ตอบ ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
สือ่ การเรยี นรู้แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 2: แบบบนั ทกึ การค้นควา้ กจิ กรรมที่ 5.2
แบบบนั ทกึ การคน้ ควา้ กจิ กรรมที่ 5.2 มวลรวมของสารก่อนและหลังเกิดปฏิกิริยาเคมเี ปน็ อย่างไร
ช่อื -นามสกุล..........................................................................................ชัน้ .................เลขท.่ี ..........กลมุ่ ท.่ี ...........
ตอนที่ 2 มวลรวมของสารก่อนและหลังเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี เม่ือผลิตภณั ฑ์ที่ไดเ้ ปน็ แก๊ส
ตารางบันทึกผล
สาร ผลที่สงั เกตได้
ผลการคาดคะเน ………………..……………………………………………………………
………………..……………………………………………………………
ผลการตรวจสอบการคาดคะเน ………………..……………………………………………………………
………………..……………………………………………………………
ตารางบนั ทกึ ผล มวลรวมก่อนเกดิ ปฏกิ ิริยา (g) มวลรวมหลงั เกดิ ปฏกิ ิริยา (g)
สิ่งทช่ี ่ัง
ภาชนะเปลา่
สารพร้อมภาชนะ
สาร
คำถามท้ายกจิ กรรม ตอนที่ 2
1. เมอื่ ผลติ ภัณฑ์ที่ได้เป็นแกส๊ จะมีวิธกี ารหามวลของสารทีไ่ ดห้ ลงั จากเกดิ ปฏิกิริยาเคมีได้อยา่ งไร
ตอบ ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. มวลรวมของสารกอ่ นและหลังเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี มีการเปลยี่ นแปลงหรอื ไม่ อยา่ งไร
ตอบ ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. จากกิจกรรม ตอนที่ 2 สรปุ ได้วา่ อยา่ งไร
ตอบ ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. จากกจิ กรรมท้ัง 2 ตอน สรุปได้วา่ อย่างไร
ตอบ ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แนบทา้ ยแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2: การให้คะแนนด้านกระบวนการ (P)
แนวทางบนั ทกึ การค้นควา้ กิจกรรมท่ี 5.2 มวลรวมของสารกอ่ นและหลงั เกิดปฏกิ ิริยาเคมเี ปน็ อย่างไร
ตอนที่ 1 มวลรวมของสารก่อนและหลังเกดิ ปฏิกิริยาเคมี
ตารางบนั ทกึ ผล ผลที่สังเกตได้
สาร ของเหลว ใส ไม่มีสี
ของเหลว ใส ไมม่ สี ี
แคลเซียมคาร์บอเนต เกิดตะกอนสีขาว
สารละลายกรดไฮโดรคลอริก
แคลเซียมคาร์บอเนต + สารละลายกรดไฮโดรคลอริก
ตารางบนั ทกึ ผล
สงิ่ ท่ีช่ัง มวลรวมก่อนเกดิ ปฏกิ ิรยิ า (g) มวลรวมหลงั เกดิ ปฏกิ ิรยิ า (g)
ภาชนะเปลา่ 203 203
สารพรอ้ มภาชนะ 229 229
สาร 26 26
หมายเหตุ มวลรวมของสารคำนวณได้จากการนำมวลของสารพร้อมภาชนะ ลบด้วยมวลของภาชนะเปล่า
ดงั สมการมวลรวมของสาร = มวลของสารพรอ้ มภาชนะ – มวลของภาชนะเปลา่
ตอนที่ 2 มวลรวมของสารก่อนและหลังเกิดปฏิกริ ิยาเคมี เมอื่ ผลติ ภณั ฑ์ทไ่ี ดเ้ ป็นแก๊ส
ตารางบันทึกผล
สาร ผลท่ีสังเกตได้
นกั เรยี นสามารถตอบได้ตามความคดิ ของตนเอง เชน่ มวลรวมของ
ผลการคาดคะเน สารจะเปลยี่ นแปลง โดยมวลรวมของสารหลงั เกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี
จะน้อยลง เมื่อเทยี บกบั มวลรวมของสารกอ่ นเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี
ผลการตรวจสอบการคาดคะเน มวลรวมของสารก่อนและหลังเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมีไม่เปล่ียนแปลง
ตารางบนั ทึกผล
ส่งิ ทชี่ ่ัง มวลรวมก่อนเกิดปฏิกิริยา (g) มวลรวมหลังเกิดปฏกิ ิริยา (g)
ภาชนะเปลา่ 204 204
สารพร้อมภาชนะ 217 217
สาร 13 13
แนบทา้ ยแผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 2: การให้คะแนนดา้ นความรู้ (K)
เฉลยใบกิจกรรมที่ 5.2 มวลรวมของสารก่อนและหลังเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมีเปน็ อยา่ งไร
เฉลยคำถามท้ายกิจกรรม
ตอนที่ 1 มวลรวมของสารก่อนและหลังเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี
1. เมอื่ รินสารละลายแคลเซียมคลอไรดล์ งในสารละลายโซเดียมคาร์บอเนต มีปฏิกิรยิ าเคมีเกิดขนึ้ หรอื ไม่
ทราบไดอ้ ยา่ งไร
แนวคำตอบ มปี ฏกิ ริ ยิ าเคมีเกิดขนึ้ ทราบได้จากมสี ารใหม่เกิดข้นึ ซ่ึงมีลักษณะเป็นตะกอนสขี าว
2. มวลรวมของสารก่อนและหลังเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมีมีคา่ เทา่ ใด หาไดอ้ ยา่ งไร
แนวคำตอบ คำตอบขนึ้ อยู่กับผลการทำกจิ กรรมของนักเรียน เชน่ มวลรวมของสารกอ่ นและหลัง
เกิดปฏกิ ิริยาเคมีเปน็ 26 กรมั มวลรวมของสารก่อนเกดิ ปฏิกิริยาเคมี คำนวณไดจ้ ากการนำมวลของสาร
พร้อมภาชนะก่อนเกิดปฏิกิรยิ าเคมมี าหักลบกับมวลของภาชนะเปลา่ มวลรวมของสารหลังเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี
หาได้จากการนำมวลของสารพร้อมภาชนะหลังเกิดปฏิกิริยาเคมมี าหักลบกบั มวลของภาชนะเปล่า ซ่ึงจะมีคา่
เท่าใดนนั้ ขนึ้ อย่กู ับปริมาณของสารต้งั ต้นทใี่ ช้
3. มวลรวมของสารก่อนและหลังเกิดปฏิกริ ยิ าเคมีมกี ารเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อยา่ งไร
แนวคำตอบ ไมม่ ีการเปล่ยี นแปลง มวลรวมของสารก่อนและหลังเกิดปฏิกิริยาเคมีมคี า่ เท่ากนั
4. จากกจิ กรรม ตอนท่ี 1 สรุปไดว้ ่าอยา่ งไร
แนวคำตอบ มวลรวมของสารละลายแคลเซยี มคลอไรดแ์ ละสารละลายโซเดยี มคารบ์ อเนต เทา่ กบั
มวลรวมของสารทั้งหมดหลังเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี
แนบท้ายแผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่ 2: การใหค้ ะแนนด้านความรู้ (K)
เฉลยใบกิจกรรมที่ 5.2 มวลรวมของสารก่อนและหลังเกิดปฏิกริ ิยาเคมีเปน็ อย่างไร
เฉลยคำถามท้ายกิจกรรม
ตอนท่ี 2 มวลรวมของสารก่อนและหลังเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี เม่อื ผลิตภณั ฑ์ท่ีไดเ้ ปน็ แกส๊
1. เมอ่ื ผลติ ภัณฑท์ ่ีไดเ้ ป็นแก๊ส จะมีวิธีการหามวลของสารท่ีได้หลังจากเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมีได้อยา่ งไร
แนวคำตอบ ต้องทำกจิ กรรมในภาชนะปิด โดยชงั่ มวลของภาชนะและจกุ ยางท่ใี ช้ท้ังหมด จากน้นั
นำแคลเซยี มคารบ์ อเนตและสารละลายกรดไฮโดรคลอริกมาใสใ่ นภาชนะคนละภาชนะ ปิดจุกยางแลว้ นำภาชนะ
และสารท้ังหมดไปชัง่ มวลรวมกนั จากนั้นรินสารละลายกรดไฮโดรคลอริกลงในแคลเซยี มคาร์บอเนต และ
ปดิ จกุ ยางทันที แล้วนำไปช่ังมวลรวมกันอีกคร้ังหนึ่ง นำมวลรวมของสารหลงั เกดิ ปฏกิ ริ ยิ าพร้อมภาชนะมาหักลบ
กับมวลของภาชนะและจุกยางทใี่ ชท้ ั้งหมดจะไดม้ วลของสารหลังเกิดปฏิกริ ิยาเคมี
2. มวลรวมของสารก่อนและหลังเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี มกี ารเปลย่ี นแปลงหรือไม่ อย่างไร
แนวคำตอบ ไมม่ ีการเปลยี่ นแปลง มวลรวมของสารก่อนและหลังเกิดปฏิกริ ิยาเคมีมีค่าเท่าเดมิ
(ในกรณีท่นี ักเรียนไม่ไดป้ ดิ หลอดทดลอง หรอื ปดิ หลอดทดลองช้าหลังจากรินสารละลายกรดไฮโดรคลอริกลงใน
แคลเซียมคารบ์ อเนต จะทำให้มวลรวมของสารท่ชี ัง่ ได้หลังเกิดปฏิกิริยาเคมีนอ้ ยลง)
3. จากกจิ กรรม ตอนท่ี 2 สรุปไดว้ า่ อย่างไร
แนวคำตอบ มวลรวมของแคลเซยี มคาร์บอเนตและสารละลายกรดไฮโดรคลอริกเท่ากับมวลรวมของ
สารทง้ั หมดหลังเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี
4. จากกิจกรรมทั้ง 2 ตอน สรปุ ได้วา่ อย่างไร
แนวคำตอบ ถา้ สารทำปฏกิ ริ ิยากันในภาชนะที่ปิดมดิ ชิด มวลรวมของสารก่อนเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมีและ
หลงั เกดิ ปฏิกิริยาเคมจี ะมคี า่ เท่ากัน
แนบทา้ ยแผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 2: VDO ปฏิบัติการทางวทิ ยาศาสตร์สำหรบั ครผู สู้ อน
อา้ งอิงจาก https://www.scimath.org/video-science/item/9902-2019-02-28-08-14-10
เวบ็ ไซต์คลงั ความรู้ SciMath สถาบนั สง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)
กระทรวงศกึ ษาธิการ เผยแพร่เมื่อ : วันท่ี 28 กุมภาพนั ธ์ 2562
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ฯ รหัสวชิ า ว23102 รายวชิ าวิทยาศาสตรพ์ ื้นฐาน 6
ปีการศึกษา 2564
ระดบั ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนท่ี 2 เวลา 3 ช่วั โมง
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 5 ปฏกิ ิรยิ าเคมีและวสั ดใุ นชวี ติ ประจำวัน
ชือ่ ผ้สู อน นางสาวหุสณา ตามาต
1. มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตัวชี้วัด
ว 2.1 เขา้ ใจสมบตั ขิ องสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบตั ขิ องสสารกับโครงสร้าง
และแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสารการเกิดสารละลาย
และการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี
ว 2.1 ม.3/5 วเิ คราะห์ปฏิกริ ิยาดดู ความร้อน และปฏกิ ิรยิ าคายความร้อน จากการเปล่ียนแปลงพลงั งาน
ความรอ้ นของปฏิกริ ยิ า
2. สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด
1) เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมี มีการถ่ายโอนความร้อนควบคู่ไปกับการจัดเรียงตัวใหม่ของอะตอมของสาร
ปฏกิ ิรยิ าทีม่ ีการถ่ายโอนความรอ้ นจากสงิ่ แวดลอ้ มเข้าสู่ระบบเป็นปฏกิ ริ ิยาดดู ความรอ้ น ปฏกิ ริ ยิ าทม่ี ีการถ่ายโอน
ความรอ้ นจากระบบออกสู่ส่งิ แวดล้อมเป็นปฏิกริ ิยาคายความร้อน โดยใช้เครื่องมือที่เหมาะสมในการวัดอุณหภูมิ
เชน่ เทอร์มอมิเตอร์หัววัดทส่ี ามารถตรวจสอบการเปลีย่ นแปลงของอณุ หภูมไิ ดอ้ ยา่ งตอ่ เนื่อง
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1) ด้านความรู้ (K) นักเรียนระบุประเภทของปฏิกริ ิยาจากการเปลีย่ นแปลงพลงั งานความร้อนได้
เป็นปฏิกริ ยิ าดดู ความร้อน และปฏกิ ริ ิยาคายความร้อน
2) ดา้ นทกั ษะ (P) นกั เรยี นใช้ทกั ษะการสังเกต โดยสังเกตการเปลย่ี นแปลงอุณหภมู ิและ
การเปลยี่ นแปลงอน่ื ๆ ของสาร แล้วบันทกึ สิ่งท่สี งั เกตได้
3) ด้านเจตคติ (A) นกั เรยี นตระหนกั ถึงความสำคญั ของการใชอ้ ปุ กรณ์การทำกิจกรรมได้
3. สาระการเรียนรู้
เมอ่ื เกิดปฏกิ ิริยาเคมี นอกจากจะมีการจดั เรียงตัวใหม่ของอะตอมแล้ว ยงั มีการถ่ายโอนความรอ้ นอกี
ดว้ ย ทำใหพ้ ลงั งานของสารมีการเปลยี่ นแปลง ในการศึกษาการถา่ ยโอนความร้อนของปฏิกริ ยิ าเคมี ต้องกำหนด
ขอบเขตที่ต้องการศกึ ษา สว่ นท่ีอยภู่ ายในขอบเขตทต่ี ้องการศึกษา เชน่ สารต้ังตน้ และผลิตภัณฑ์ในปฏิกิริยา
เรยี กวา่ ระบบ (system) ส่วนท่ีอย่นู อกระบบ เช่น ภาชนะ เทอรม์ อมิเตอร์ อุปกรณ์อ่ืน ๆ ผทู้ ำการทดลอง
เรยี กว่า สิง่ แวดล้อม (environment)
การถ่ายโอนความร้อนของปฏิกิริยาเคมีมีทั้งการถ่ายโอน
ความร้อนจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ระบบ และการถ่ายโอนความร้อนจากระบบ
ไปยังสิ่งแวดล้อม ถ้าเกิดปฏิกิริยาแล้วมีการถ่ายโอนความร้อนจาก
สงิ่ แวดลอ้ มเขา้ ส่รู ะบบ ดังภาพแสดง การถ่ายโอนความร้อนและปฏิกิริยาดูด
ความร้อน ส่งผลให้อุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมต่ำลง ปฏิกิริยาเคมีประเภทน้ี
ภาพแสดง การถ่ายโอนความรอ้ น
และปฏกิ ริ ยิ าดูดความร้อน
เรียกว่า ปฏิกิริยาดูดความร้อน (endothermic reaction) เมื่อใช้มือจับ
ภาชนะจะรสู้ กึ วา่ เยน็ ลง เนื่องจากเกดิ การถา่ ยโอนความร้อนจากมือเข้าสู่สาร
เช่นเดียวกับการใชเ้ ทอร์มอมิเตอร์วัดอุณหภูมิ จะเกิดการถ่ายโอนความร้อน
จากเทอร์มอมิเตอร์สู่สาร ทำให้อุณหภูมิที่อ่านได้จากเทอร์มอมิเตอร์มี
ค่าลดลง
ปฏกิ ริ ยิ าดดู ความร้อน เชน่ ปฏิกิริยาระหวา่ งกรแอชีตกิ ับโซเดยี มไฮโดรเจนคารบ์ อเนต ถ้าพิจารณา
ความรอ้ นในปฏิกริ ิยา สามารถเขยี นสมการข้อความแสดงการเกดิ ปฏิกริ ยิ าได้ ดงั นี้
กรดแอซีติก + โซเดยี มไฮโดรเจนคาร์บอเนต + ความร้อน → โซเดียมแอซเี ตต + น้ำ + แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
สารตัง้ ต้น + ความรอ้ น → ผลติ ภัณฑ์
ป ฏ ิ ก ิ ร ิ ย า เ ค ม ี ท ี ่ ม ี ก า ร ถ ่ า ย โ อ น ค ว า ม ร ้ อ น จ า ก ร ะ บ บ ไ ป ยั ง
ส่งิ แวดล้อมดงั ภาพ การถ่ายโอนความร้อนและปฏิกิรยิ าคายความร้อน ส่งผล
ให้อุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมสูงขึ้น ปฏิกิริยาเคมีประเภทนี้เรียกว่า ปฏิกิริยา
คายความร้อน (exothermic reaction) เมื่อใช้มือจับภาชนะจะรู้สึกว่า
ร้อนขึ้น เนื่องจากเกิดการถ่ายโอนความร้อนจากสารเข้าสู่มือ เช่นเดียวกับ
การใช้เทอร์มอมิตอร์วัดอุณหภูมิ จะเกิดการถ่ายโอนความร้อนจากสารสู่
เทอรม์ อมิเตอร์ ทำให้อุณหภูมทิ ่ีอา่ นไดจ้ ากเทอร์มอมิเตอรม์ ีคา่ เพิม่ ขึน้
ภาพแสดง การถา่ ยโอนความรอ้ น
และปฏิกริ ยิ าคายความร้อน
ปฏิกิริยาคายความร้อน เช่น ปฏิกิริยาระหว่างกรดแอชีติกกับโซเดียมไฮดรอกไซด์ ถ้าพิจารณาความร้อนใน
ปฏิกริ ยิ า สามารถเขียนสมการขอ้ ความแสดงการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าได้ ดังนี้
กรดแอชตี ิก + โซเดยี มไฮดรอกไซด์ → โซเดยี มแอชีเตต + นำ้ + ความร้อน
สารตัง้ ตน้ → ผลิตภัณฑ์ + ความร้อน
การเปลี่ยนแปลงความร้อนของปฏิกิริยาเคมี สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น การเผาไหม้ของ
เชื้อเพลิงต่าง ๆ ทั้งถ่านไม้ แก๊สธรรมชาติ แอลกอฮอล์ และน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสามารถนำความร้อนที่ได้ไปใช้
ในการหุงต้มอาหาร
4. ดา้ นสมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน
ความสามารถในการสอ่ื สาร: นกั เรยี นสามารถสื่อสาร โดยการนำเสนอข้อมูลท่ไี ด้จากการสงั เกตเพอื่
อธิบายประเภทของปฏิกริ ยิ าเคมจี ากการเปล่ียนแปลงพลงั งานความร้อน
5. คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยอู่ ย่างพอเพียง ซ่ือสัตย์สุจรติ มุง่ ม่นั ในการทำงาน
มจี ิตสาธารณะ
มีวินัย รกั ความเป็นไทย ใฝ่เรยี นรู้
6. ชิ้นงาน /ภาระงาน
ใบบันทกึ กจิ กรรมเร่ือง การถ่ายโอนความร้อนของปฏิกิริยาเคมี
7. กิจกรรมการเรียนรู้
ใช้รูปแบบการจดั การเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es)
ขั้นที่ 1 กระตุ้นความสนใจ (Engagement)
1) ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียน เกี่ยวกับเรื่อง การถ่ายโอนความร้อนของปฏิกิริยาเคมี
โดยยกตัวอย่างสถานการณ์ แล้วให้เลือกตอบว่า เป็นปฏิกิริยาคายความร้อน หรือ ปฏิกิริยาดูดความร้อน
โดยตอบตามความเขา้ ใจในสถานการณ์ดังน้ี
- การเผาไหม้ของสารตา่ งๆ (คำตอบคือ ปฏิกิริยาคายความรอ้ น)
- การหายใจ (คำตอบคือ ปฏกิ ริ ิยาดดู ความรอ้ น)
- การยอ่ ยอาหารหรอื สนั ดาปอาหารในร่างกาย (คำตอบคอื ปฏกิ ริ ยิ าคายความรอ้ น)
- การเคลอื่ นไหวของรา่ งกาย (คำตอบคอื ปฏิกิรยิ าดดู ความร้อน)
- การระเบดิ การจุดพลุ (คำตอบคือ ปฏิกริ ิยาคายความร้อน)
- การขบั ถ่ายของร่างกาย (คำตอบคือ ปฏกิ ิรยิ าดดู ความร้อน)
2) ครูเชื่อมโยงเข้าสู่กิจกรรมท่ี 5.3 การถ่ายโอนความร้อนของปฏิกิริยาเคมเี ป็นอย่างไร โดยใช้
คำถามว่า รู้หรือไม่ว่าการเกิดปฏิกิริยาเคมีเกี่ยวข้องกับพลังงานความร้อนหรือไม่ อย่างไร (นักเรียนตอบตาม
ความเข้าใจของตนเอง)
ขน้ั ท่ี 2 ขัน้ สำรวจและค้นหา (Exploration)
3) นักเรียนอ่านชื่อกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธีดำเนินกิจกรรม ตามหนังสือเรียนรายวิชา
พื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 12 และครูตรวจสอบความ
เข้าใจการอา่ น โดยใชค้ ำถามดังต่อไปนี้
- กจิ กรรมนเ้ี กี่ยวกับเร่อื งอะไร (การถ่ายโอนความรอ้ นของปฏิกิรยิ าเคม)ี
- กจิ กรรมนม้ี ีจดุ ประสงคอ์ ะไร (สังเกตและอธิบายการถา่ ยโอนความรอ้ นของปฏกิ ิรยิ าเคมี)
- วิธีดำเนนิ กจิ กรรมมีขั้นตอนโดยสรุปอยา่ งไร (เปรียบเทียบอุณหภูมิก่อนและหลังปฏิกิริยาเคมี
ระหว่างสารละลายโซเดยี มไฮโดรเจนคาร์บอเนตและสารละลายกรดแอซีตกิ และปฏิกิรยิ าเคมีระหว่างสารละลาย
โซเดียมไฮดรอกไซด์กับสารละลายกรดแอซตี กิ )
- ข้อควรระวงั ในการทำกิจกรรมมีอะไรบา้ ง (ระวังการสัมผสั สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ ใน
กรณีท่สี มั ผัสสารละลายดังกลา่ ว ใหป้ ลอ่ ยนำ้ ปริมาณมากไหลผ่านบรเิ วณท่ีสัมผัส)
- นักเรียนต้องสังเกตหรือรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง (สังเกตลักษณะของสารท่ีใช้ในกิจกรรม
การเปลย่ี นแปลงของสารและอณุ หภูมกิ ่อนและหลังเกดิ ปฏกิ ิริยาเคม)ี
4) ขณะท่ีนักเรียนทำกิจกรรม ครูสังเกตการทำกิจกรรมของนักเรียน และให้คำแนะนำ ถ้า
นักเรียนมีข้อสงสัยในประเด็นต่าง ๆ ที่อาจเป็นปัญหา เช่น การใช้เทอร์มอมิเตอร์วัดอุณหภูมิของสาร ควรตั้ง
เทอรม์ อมิเตอร์ใหต้ รง และให้กระเปาะสมั ผัสกับสารทีต่ ้องการวัดเท่าน้ัน ใชเ้ ทอร์มอมิเตอร์ อันเดิม
ในการวัดอุณหภูมิของสารก่อนและหลังเกิดปฏิกิริยาเคมี และควรเช็ดทำความสะอาดเทอร์มอมิเตอร์และรอให้
อุณหภูมิกลับมาที่อุณหภูมิห้องก่อนวัดในครั้งถัดไป ซึ่งครูควรรวบรวมปัญหา และข้อสงสัยที่พบจากการทำ
กิจกรรมของนกั เรยี นเพ่อื ใช้เปน็ ข้อมูลประกอบการอภิปรายหลงั จากการทำกจิ กรรม
ข้นั ท่ี 3 ข้ันอธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation)
5) นักเรียนบันทึกการทำกิจกรรมลงในแบบบันทึกการค้นคว้ากิจกรรมที่ 5.3 การถ่ายโอน
ความร้อนของปฏิกริ ิยาเคมีเป็นอย่างไร โดยสรุปผลของกจิ กรรมและตอบคำถามท้ายกิจกรรม เพื่อให้ได้ข้อสรปุ
จากกิจกรรมว่า เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมี จะมีการถ่ายโอนความร้อนเกิดขึ้น ซึ่งการถ่ายโอนความร้อนนี้มีทัง้ แบบท่ี
ทำใหอ้ ณุ หภมู ิของสารเพิ่มข้นึ และแบบที่ทำให้อณุ หภมู ขิ องสารลดลง
ขนั้ ที่ 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration)
6) นักเรียนเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการถ่ายโอนความร้อนของปฏิกิริยาเคมี โดยอ่านเนื้อหาใน
หนงั สือเรยี นหนา้ 13-14 และตอบคำถามระหว่างเรยี น โดยใช้ประเดน็ คำถามดงั นี้
- การศึกษาการเปลี่ยนแปลงความร้อนของปฏิกิริยาเคมีระหว่างกรดแอซีติกกับโซเดียม
ไฮดรอกไซด์ อะไรคือระบบ อะไรคือสิ่งแวดล้อม และมีการถ่ายโอนความร้อนอย่างไร (แนวคำตอบ ระบบในที่น้ี
คือสารตั้งต้น ได้แก่ กรดแอซีติกและโซเดียมไฮดรอกไซด์ และผลิตภัณฑ์ ได้แก่ โซเดียมแอซีเตตและน้ํา
ส่วนภาชนะ เทอร์มอมิเตอร์ ผู้ทำการทดลองเป็นสิ่งแวดล้อม เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมีมีการถ่ายโอนความร้อนจาก
สารเข้าสู่มือ ทำให้เมื่อสัมผัสภาชนะจะรู้สึกร้อน หรือการถ่ายโอนความร้อนจากสารสู่เทอร์มอมิเตอร์ ทำให้
อณุ หภูมทิ ่อี า่ นไดจ้ ากเทอรม์ อมิเตอรม์ ีค่าเพ่มิ ข้ึน)
- เมื่อใช้มือจับภาชนะที่มีแอมโมเนียมคลอไรด์ผสมกับปูนขาวจะรู้สึกเย็น นักเรียนคิดว่า
ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเป็นปฏิกิริยาดูดหรือคายความร้อน เพราะเหตุใด (แนวคำตอบ เป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน
เน่ืองจากมกี ารถา่ ยโอนความรอ้ นจากมือเขา้ สูส่ าร ทำให้รู้สึกเยน็ )
7) ครอู ธิบายเพิ่มเติม โดยใช้ส่ือวดี ทิ ัศนเ์ รื่อง ปฏิกิรยิ าดูดความร้อนและคายความร้อน (สืบค้นได้
จาก ipst.me/10604) ซึ่งอธิบายเกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนความร้อนจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ระบบ และการถ่ายโอน
ความร้อนจากระบบไปยงั สิ่งแวดล้อมเมอื่ เกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี
ข้นั ท่ี 5 ข้นั ประเมนิ (Evaluation)
8) ครูและนักเรียนอภิปรายผลการทำกิจกรรม การถ่ายโอนความร้อนของปฏิกิริยาเคมี จะได้
ข้อสรุปว่า เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมีจะมีการถ่ายโอนความร้อนจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ระบบหรือจากระบบไปยัง
สิ่งแวดล้อม ถ้ามีการถ่ายโอนความร้อนจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ระบบ อุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมจะต่ำลง ปฏิกิริยา
ประเภทนี้เรยี กว่า ปฏิกริ ยิ าดูดความร้อน (endothermic reaction) แต่ถ้ามกี ารถ่ายโอนความร้อนจากระบบ ไป
ยังสิ่งแวดล้อม อุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมจะสูงขึ้น ปฏิกิริยาประเภทนี้เรียกว่า ปฏิกิริยาคายความร้อน
(exothermic reaction)
9) ครูตรวจสอบการส่งแบบบันทึกการค้นคว้าของนักเรียนและให้คะแนนประเมินตามเกณฑ์
การประเมนิ (Rubrics Score)
8. ส่ือการเรยี นรู้/แหล่งเรียนรู้
8.1 อุปกรณ์ทำกิจกรรม: จำนวน 11 รายการ ดงั แสดงแนบไว้ในใบกิจกรรมที่ 5.3 การถ่ายโอนความ
ร้อนของปฏกิ ริ ยิ าเคมเี ปน็ อยา่ งไร
8.2 คลปิ วีดิทัศน์: ปฏกิ ริ ยิ าดูดความร้อนและคายความร้อน
8.3 ใบกจิ กรรม: ใบกจิ กรรมท่ี 5.3 การถ่ายโอนความร้อนของปฏิกิรยิ าเคมีเป็นอย่างไร
8.4 แบบบันทกึ กจิ กรรม: แบบบนั ทึกการค้นควา้ กจิ กรรมท่ี 5.3 การถ่ายโอนความร้อนของ
ปฏิกริ ยิ าเคมีเป็นอยา่ งไร
8.5 แหลง่ เรียนรู้: หนังสอื เรยี นรายวิชาพ้นื ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 3
เล่ม 2 ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551
(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธิการ
9. การวดั และการประเมิน
ตวั ชว้ี ัด/ผลการเรียนรู้ วธิ ีการวัด เครือ่ งมือวดั เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมิน
1. ระบุประเภทของปฏกิ ริ ิยา - ตรวจการตอบ - คำถามท้ายกจิ กรรมที่ 5.3 - ได้ไมน่ ้อยกวา่ 2 คะแนน
จากการเปลยี่ นแปลงพลงั งาน คำถามทา้ ย การถ่ายโอนความร้อนของ ระดบั คุณภาพดี ถือว่าผ่าน
ความรอ้ นได้(ด้านความรู้: K) กิจกรรมที่ 5.3 ปฏกิ ิรยิ าเคมี จำนวน 4 ข้อ การประเมินด้านความรู้
2. การใช้ทกั ษะการสงั เกต - ตรวจการทำแบบ - แบบบนั ทึกการค้นคว้า - ไดไ้ ม่น้อยกวา่ 2 คะแนน
โดยสังเกตการเปลยี่ นแปลง บันทึกการคน้ คว้า กจิ กรรมท่ี 5.3 การถา่ ยโอน ระดับคุณภาพดี ถือว่า
อณุ หภมู แิ ละการเปล่ยี นแปลง กิจกรรมท่ี 5.3 ความรอ้ นของปฏิกิรยิ าเคมี ผา่ นการประเมิน
อืน่ ๆ ของสาร แลว้ บนั ทกึ ส่ิงท่ี ด้านกระบวนการ
สังเกตได้(ดา้ นกระบวนการ: P)
3. ตระหนักถึงความสำคญั - สงั เกตการใช้งาน - เกณฑก์ ารประเมินการใช้ - ไดไ้ ม่น้อยกวา่ 2 คะแนน
ของการใช้อปุ กรณ์การทำ อปุ กรณ์ในกิจกรรม งานอุปกรณใ์ นกจิ กรรม ระดบั คุณภาพดี ถือวา่ ผ่าน
กจิ กรรมได้ (ดา้ นเจตคต:ิ A) ของนักเรยี น ของนักเรยี น การประเมนิ ด้านเจตคติ
9.1 เกณฑ์การประเมนิ ผลนักเรียน เกณฑก์ ารประเมนิ (Rubrics Score)
ประเดน็ การประเมนิ คา่ น้ำหนกั แนวทางการให้คะแนน
คะแนน
การใหค้ ะแนนตอบ 3 ตอบคำถามทา้ ยกจิ กรรมท่ี 5.3 ถูกต้อง จำนวน 3-4 ข้อ
คำถามท้าย
กิจกรรมที่ 5.3 2 ตอบคำถามทา้ ยกิจกรรมที่ 5.3 ถูกต้อง จำนวน 2 ข้อ
การให้คะแนนการบนั ทกึ 1 ตอบคำถามท้ายกจิ กรรมท่ี 5.3 ถูกต้อง จำนวน 1 ข้อ หรือ ไมถ่ ูกต้อง
แบบบนั ทึกการคน้ ควา้
บันทึกผลจากการสงั เกตและอธิบายการถ่ายโอนความร้อนของปฏกิ ิรยิ า
กจิ กรรมท่ี 5.3
3 เคมี โดยบันทึกลงในตารางบันทกึ ผล และอธิบายลงในแบบบันทึกการ
การให้คะแนน
การใชง้ านอุปกรณ์ ค้นควา้ ได้ชดั เจน ถูกต้อง ครบทุกประเด็นสอดคล้องกับเนือ้ หาในกจิ กรรม
ในกจิ กรรม บันทึกผลจากการสงั เกตและอธบิ ายการถ่ายโอนความร้อนของปฏกิ ริ ยิ า
2 เคมี โดยบันทึกลงในตารางบันทึกผล และอธบิ ายลงในแบบบันทึกการ
ค้นคว้าได้ ถูกต้อง แตย่ ังมีข้อผิดพลาดเลก็ น้อยทไ่ี ม่ถูกตอ้ ง
บันทกึ ผลจากการสงั เกตและอธิบายการถ่ายโอนความร้อนของปฏิกิริยา
1 เคมี โดยบันทกึ ลงในตารางบันทกึ ผล และอธบิ ายลงในแบบบนั ทกึ การ
คน้ คว้าได้ แต่มขี ้อผดิ พลาด ทำใหไ้ มส่ อดคล้องกับเนื้อหาในกจิ กรรม
ใช้งานอุปกรณ์การทดลองในกิจกรรมได้ถกู วธิ ี หยิบ เคลอื่ นย้ายอปุ กรณ์
3 อย่างระมดั ระวงั ไม่หยอกล้อหรอื แกล้งเพ่อื นขณะกำลงั ใชง้ านอปุ กรณ์
และหลงั การใช้งานอุปกรณม์ ีการเกบ็ รักษาอย่างถูกวิธี
ใช้งานอุปกรณ์การทดลองในกิจกรรมได้ถกู วิธี หยบิ เคลือ่ นย้ายอุปกรณ์
2 อยา่ งระมัดระวัง ไม่หยอกลอ้ หรอื แกล้งเพ่อื นขณะกำลังใชง้ านอุปกรณ์
แต่หลงั การใชง้ านอปุ กรณ์ไมม่ ีการเกบ็ รักษาอยา่ งถูกวิธี หรือไมเ่ กบ็
อปุ กรณ์เขา้ ต้เู ก็บอุปกรณ์ตามประเภทของอุปกรณ์
ใช้งานอุปกรณก์ ารทดลองในกิจกรรมได้ แต่ขณะหยิบ เคล่ือนยา้ ยอปุ กรณ์
1 หรอื กำลังใชง้ านอุปกรณ์ จะหยอกลอ้ หรือแกลง้ เพ่ือน อาจทำใหอ้ ุปกรณ์
เสียหายได้ และหลงั การใช้งานอุปกรณ์ไม่มกี ารเก็บรกั ษาอยา่ งถูกวิธี
9.2 ระดับคุณภาพ หมายถึง ดมี าก
หมายถงึ ดี
คะแนนรวมเฉล่ีย 6.00 - 5.00 หมายถึง พอใช้
คะแนนรวมเฉลี่ย 4.00 - 3.00
คะแนนรวมเฉลี่ย 2.00 - 1.00
ดังนน้ั นักเรียนตอ้ งไดค้ ะแนนเฉลีย่ ทุกประเด็นการประเมิน ไมต่ ำ่ กว่า 2.00 แสดงระดับ
คณุ ภาพ ดี ถอื ว่าผ่านเกณฑ์การประเมินในแผนการจดั การเรยี นที่ 3
10. ความคดิ เห็นของหัวหน้ากล่มุ สาระการเรียนรู้……………………………………………….……………………………………
............................................................................................................................. ....................................................
ลงชือ่ .....................................................
(นายหมสู่ า ผิดไรงาม)
หัวหนา้ กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
11. ความคิดเห็นรองผู้อำนวยการกลุ่มบรหิ ารวชิ าการ
องค์ประกอบของแผนการจดั การเรยี นรู้.............................................................................
มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวช้ีวัด/ผลการเรียนรู้สอดคล้อง.......................................................
สาระสำคญั ครอบคลุมชัดเจน.............................................................................................
สาระการเรียนรมู้ คี วามถกู ตอ้ งตามหลกั วชิ าการ................................................................
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้มีความชดั เจนครอบคลมุ (K/P/A).....................................................
สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รยี น................................................................................................
คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์.................................................................................................
ระบภุ าระงาน/ชน้ิ งาน........................................................................................................
กิจกรรมการเรยี นรเู้ นน้ ผู้เรียนเป็นสำคัญ...........................................................................
สือ่ และอุปกรณ์การเรียนร.ู้ ................................................................................................
การวดั และการประเมินผลตามจุดประสงค์การเรยี นรู.้ ..........................................................
เสนอส่งแผนการจัดการเรียนรูต้ ามขนั้ ตอนระบบงาน........................................................
บันทึกหลังสอน................................................................................................................ .
( นายอับดลรอศักดิ์ มณีโส๊ะ)
รองผู้อำนวยการกลุม่ บริหารวชิ าการ
12. ความคดิ เห็นผู้อำนวยการโรงเรียน
อนญุ าตใหใ้ ชจ้ ดั การเรียนการสอนได้
ควรปรับปรงุ คอื ................................................................................................................
............................................................................................................................. .....................
( นายสิรวุฒิ ยุนุย้ )
ผู้อำนวยการโรงเรยี นกำแพงวิทยา