50
51
52
งานทาบญุ ใหค้ รูฟ้งุ ครอู งนุ่ บัวเอ่ียม เปน็ ประจาทุกปี ทว่ี ัดชลประทานรงั สฤษดิ์
53
54
55
56
57
58
ชีวประวตั ิ จ.ส.ต.ฟุ้ง บวั เอย่ี ม คู่ชีวติ ของครูองุ่น บวั เอย่ี ม
ครูฟุ้ง บัวเอีย่ ม สซี ออ้วู นั รับรางวลั ศลิ ปนิ ดเี ดน่ ประจาจงั หวัดนนทบุรี
ณ โรงเรยี นสตรนี นทบรุ ี
จ.ส.ต.ฟุ้ง บัวเอี่ยม เกิดเมื่อวันจันทร์ท่ี 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2461 ที่ตาบลสวนใหญ่ อาเภอเมือง
จงั หวดั นนทบุรี เปน็ บุตรนายคล้อยกับนางเชย บวั เอี่ยม มีอาชพี ชาวสวนผลไม้ (สวนส้มและสวนทุเรียน) ครูฟุ้ง
บัวเอ่ียม เป็นบุตรคนสุดท้องในพี่น้องท้ังหมด 4 คนคือ นายฟ้อน นายเฟ้ียม นายเฟื่อง และนายฟุ้ง สาหรับ
นายฟ้อนและนายเฟี้ยมทาอาชีพสวนผลไม้ นายเฟื่องเป็นจิตรกร และครูฟุ้งเป็นนักดนตรีไทย ครูฟุ้งสมรสกับ
นางสาวองุ่น อินทาปัจ (ช่ือเดิม ชอุ่ม) เป็นนักร้อง บุตรีรองอามาตย์โทขุนแสนประศาสน์ (เขียน อินทาปัจ)
กบั นางพิศ อนิ ทาปัจ ไม่มบี ตุ รรว่ มกัน ทงั้ สองอทุ ศิ ท้งั ชีวิตให้แก่วงการดนตรไี ทยอย่างนา่ ยกย่องตลอดมา
ครูฟุ้งและครูองนุ่ บัวเอี่ยม หน้าบ้านทรงไทย (บา้ นหลงั เดิม) ณ ซอยม่ิงขวัญ จงั หวดั นนทบุรี
59
ด้านดนตรีไทย ครูฟุ้งเป็นนักดนตรีท่ีมีชื่อเสียงมากท่านหนึ่ง มีความสามารถท้ังดนตรีไทยและดนตรี
สากล โดยเฉพาะคลาริเน็ต ซออู้ ซอด้วง และเครื่องหนัง ได้รับการถ่ายทอดความรู้จากครูดนตรีหลายท่าน
ทางด้านดนตรีสากลได้รับการถ่ายทอดความรู้จากขุนสนิทบรรเลงการ (จง จิตตเสวี) การบันทึกโน้ตสากลจาก
พระเจนดรุ ยิ างค์ (ปิติ วาทยกร) ทางด้านดนตรไี ทยท่านได้รบั การถา่ ยทอดจากครสู กล แกว้ เพญ็ กาศ และหลวง
ประดิษฐไพเราะ (ศร ศลิ ปบรรเลง) ทาใหท้ า่ นได้ศึกษาบทเพลงต่าง ๆ ที่บรรเลงกบั วงป่ีพาทย์และเครื่องสายไว้
เปน็ จานวนมาก รวมทั้งการตเี คร่ืองหนังและหนา้ ทบั ทสี่ าคัญต่าง ๆ ครฟู ้งุ บัวเอ่ียม ไดร้ ับราชการที่กองดรุ ยิ างค์
ตารวจ มียศจ่าสิบตารวจ โดยเริ่มทางานสังกัดตารวจนครบาลผ่านฟ้า ดารงตาแหน่งหัวหน้าวง Brass Band
หัวหน้าวงปี่พาทย์ และวงอังกะลุง โดยมีพันตารวจโทลิขิต จิตม่ันคงเป็นหัวหน้าสูงสุด ในขณะนั้นมีนักดนตรี
ทร่ี ว่ มงานดว้ ยได้แก่ รอ้ ยตารวจโททนง ธรรมกิ านนท์ ร้อยตารวจเอกวิฑรู ย์ อรรถกฤษณ์ ตอ่ มาตารวจนครบาล
ผ่านฟ้ายุบตัวลง ครูฟุ้งได้ย้ายมารวมทางานกันท่ีโรงเรียนพลตารวจบางเขน ปัจจุบันคือสโมสรตารวจ และเม่ือ
ถกู ยุบตัวลงอกี ครง้ั ก็ได้ย้ายมารวมกบั กรมตารวจท่ถี นนแจง้ วฒั นะ โดยครฟู งุ้ ได้รบั แตง่ ต้ังเปน็ หวั หนา้ วงอังกะลุง
และวงเคร่ืองสาย ครูฟุ้งได้ทาการบันทึกโน้ตสากลบทเพลงต่าง ๆ ท่ีบรรเลงด้วยวงโยธวาทิตไว้ท่ีกองดุริยางค์
กรมตารวจเป็นจานวนมาก ในยุคนั้นผลงานการบรรเลงดนตรีในการควบคุมของครูฟุ้ง บัวเอ่ียม หัวหน้าวง
ดนตรีไทยทาให้วงดุริยางค์ของกรมตารวจมีชื่อเสียงเป็นท่ีรู้จักท่ัวไป โดยนักดนตรีในยุคน้ันท่ีมีชื่อเสียงคือ
ดาบตารวจพิศ เคียงเจริญ ซ่ึงเป็นนักเป่าคลาริเน็ตเดี่ยวเพลงไทย เช่น เพลงการเวกใหญ่ เพลงม้าย่อง
เพลงกราวใน โดยนาทางเด่ียวระนาดเอกของครูบุญยงค์ เกตุคง (ศิลปินแห่งชาติ) มาเทียบเคียงเป็นทางเด่ียว
คลาริเนต็ ซง่ึ ยุคตอ่ มาจากครูฟงุ้ ก็จะมคี รูกาหลง พึ่งทองคา (ศิลปินแหง่ ชาติ) เป็นหัวหน้าวงปีพ่ าทย์
ร้อยตารวจโททนง ธรรมิกานนท์เล่าว่า “ครูฟุ้งท่านจะเป่าคลาริเน็ตได้ เล่นเคร่ืองสายไทย เขย่า
อังกะลุง ถ้าวงป่ีพาทย์ท่านก็จะไปตีตะโพน ท่านมีนิสัยร่าเริง สนุกสนาน ตลก ข้ีเล่น ไม่เคยโกรธใคร ท่านมา
หงุดหงิดภายหลังเพราะตามองไม่เห็น” (ทนง ธรรมิกานนท์, สัมภาษณ์โดยขาคม พรประสิทธ์ิ 24 กรกฎาคม
2564)
ครูฟุง้ บัวเอ่ยี มและเพ่ือนรว่ มงาน
60
ครฟู ้งุ บวั เอ่ยี ม ตโี ทนรามะนาควบคมุ วงเครื่องสายผสมออร์แกนและขิมเหล็ก
รายการทิพวาทิต
ครูฟ้งุ และครูองนุ่ บวั เอ่ียม เข้าพบคุณหญิงชิน้ ศิลปบรรเลง
เพ่ือปรึกษาบทเพลงไทยของครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)
ปี พ.ศ. 2521 ครูฟุ้ง บัวเอี่ยมประสบอุบัติเหตุ เนื่องจากก่อนหน้าน้ันท่านผ่าตัดดวงตาท้ังสองข้าง
เม่ือมีน้าท่วมหนักในปีน้ัน ท่านพยายามยกส่ิงของหนัก ๆ เพ่ือหนีน้าท่วม ทาให้เส้นเลือดในดวงตาแตกและ
จักษุพิการทั้งสองข้างมองเห็นได้เพียงเลือนราง จึงไม่สามารถเดินทางไปสอนดนตรีตามสถาบันต่าง ๆ ได้อีก
ต่อไป แต่ท่านและภรรยาก็ยังคงสอนดนตรีไทยอยู่ที่บ้านตลอดมา ครูฟุ้งและครูองุ่น ภรรยาได้ก่อตั้ง
วงเคร่อื งสายไทยเครื่องคู่ (หญิงล้วน) ที่ใชก้ ารบรรเลงตามแบบฉบับเคร่ืองสายโบราณ ซึง่ ปัจจบุ นั หาฟังได้ยากยิ่ง
ได้มีการบนั ทึกเสียงการบรรเลงของวงดนตรนี ี้เกบ็ ไว้เป็นข้อมลู ที่ ศูนย์สงั คีตศลิ ป์ ธนาคารกรงุ เทพฯ นอกจากน้ี
ยังได้รับเชิญจากศูนย์วัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปบันทึกเสียงข้อมูลท่ีเป็นผลงานเพลงของ
หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ไว้หลายเพลงท่ีห้องอัดเสียงบ้านครูประสิทธ์ิ ถาวร (ศิลปินแห่งชาติ)
ซึ่งบทเพลงเหลา่ น้ันจะเปน็ มรดกของชาติท่ีเป็นประโยชน์อยา่ งยง่ิ ต่อการศึกษาค้นควา้ ตอ่ ไปในอนาคต
61
ครูฟุ้งและครูองุ่น บัวเอีย่ ม บันทกึ ภาพเมือ่ คราวบนั ทกึ เสยี งการบรรเลงเคร่ืองสายไทยเครอื่ งคู่
ณ ศูนย์สงั คีตศลิ ป์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาผา่ นฟา้
ครูฟุง้ และครูองุ่น บวั เอ่ยี ม บันทึกภาพกบั ลกู ศิษยท์ ี่ขับรอ้ งเพลงไทยบันทึกเสียง
ณ ศูนย์สังคตี ศลิ ป์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาผ่านฟ้า
62
ครฟู งุ้ บัวเอ่ยี ม ตีโทนรามะนาควบคมุ การบรรเลงแคนวงคณะอนิ ทประสิทธ์ิศลิ ป์ ของครูองุน่ บวั เอย่ี ม
ณ ศูนย์สังคีตศิลป์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาผ่านฟา้
ครูฟุ้ง บัวเอี่ยม ได้รับยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น ศิลปินดีเด่นทางวัฒนธรรมประจาจังหวัดนนทบุรี
จากศนู ย์วัฒนธรรมจงั หวดั นนทบรุ ี ในปีรณรงค์วัฒนธรรมไทย วนั อนรุ ักษ์มรดกไทย วันท่ี 2 เมษายน พ.ศ. 2537
และปีต่อมาได้รับ เกียรติบัตรเชิดชูความสามารถและการอุทิศตนด้านศิลปะวัฒนธรรม จากกองทุน
หมอ่ มราชวงศ์อายมุ งคล โสณกลุ ในวนั ที่ 18 ธนั วาคม พ.ศ. 2538
รับรางวัลศลิ ปินดีเดน่ ประจาจังหวัดนนทบรุ ี
63
ครูฟ้งุ และครูองนุ่ บนั ทึกภาพรว่ มกบั ลกู ศิษยแ์ ละแขกทม่ี าร่วมงาน
ครูฟุ้ง บัวเอ่ียม ถึงแก่กรรมเม่ือวันพฤหัสบดีท่ี 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 ที่สถาบันบาราศนราดูร
ด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือดสิริอายุได้ 84 ปี โดยจัดพิธีฌาปนกิจศพ ณ เมรุวัดชลประทานรังสฤษด์ิ
และบรรจุกระดกู ของครฟู ุ้ง บัวเอี่ยมไว้ทีว่ ดั ดงั กล่าวดว้ ย
บนั ทึกภาพเมอ่ื คราวไปบรรเลงเคร่ืองสายไทยท่หี นา้ บ้านพักของเด็กหญิงขาคม พรประสิทธิ์
ลกู ศิษย์รนุ่ เลก็ ของครใู นขณะน้นั ณ บา้ นพักกรมชลประทาน อาเภอปากเกร็ด จังหวดั นนทบุรี
64
ครฟู ุง้ และครูองนุ่ บวั เอย่ี ม บันทกึ ภาพเม่ือคราวขาคม พรประสทิ ธ์ิ รบั พระราชทานปริญญาตรี
ณ บรเิ วณภายในประตหู นา้ บ้านซอยมง่ิ ขวญั จังหวดั นนทบุรี
ครูฟงุ้ บัวเอ่ยี ม บนั ทึกภาพกับลกู ศษิ ยร์ ุ่นเล็ก
(ซ้าย) เอ้ หรือ รองศาสตราจารย์ ดร.รฐั พล อน้ แฉ่ง (ลกู ศิษยซ์ อด้วง) (ขวา) โอ่ง (ลูกศษิ ย์ซออู้)
อาจายป์ ระจาคณะวิทยาศาสตร์ ผ้ชู ว่ ยอธิการบดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร
คณะศษิ ย์ครูฟงุ้ และครูองุ่น บัวเอีย่ ม
65
“แมห่ งุ่น” ของยา่
“น้าหงนุ่ ” ของพอ่
“ครอู งุ่น” ของผม
ผมเป็นหลานชายคนโตของคุณย่า อ.บรรเลง สาคริก (ศิลปบรรเลง) ซ่ึงเกิดในปีท่ีท่านเกษียณอายุ
ราชการพอดี คณุ ยา่ จึงมภี ารกิจอาสาเล้ียงดผู มมาตั้งแต่ยังตัวแดงๆท่ีบ้านสามเสน ซง่ึ ปจั จุบันคือ “เรอื นบรรเลง”
มูลนธิ หิ ลวงประดษิ ฐไพเราะ (ศร ศลิ ปบรรเลง)
ที่นี่เป็นบ้านเปิด มีรั้วบ้าน แต่ประตูบ้านไม่เคยปิด ตั้งแต่จาความได้ จะมีผู้คนแวะเวียนเข้ามา
ท้ังทเี่ ปน็ เดก็ วัยรุ่ยวัยเรียนกม็ ากมาย รวมถึงผอู้ าวุโสก็มากมี
ถ้าเป็นเด็กวัยรุ่นวัยเรียน ก็จะเล่น ซ้อม เรียนดนตรีกันอยู่ท่ีลานหน้าบ้าน ส่วนท่ีเป็นผู้อาวุโสมา ก็จะ
เข้ามากราบคุณย่าที่ห้องใต้เรือนชั้นล่าง และใช้เวลากว่าครึ่งค่อนวัน น่ังสนทนาสารพัดเรื่อง บ่อยครั้งก็
นอยปาก ทาเพลง ต่อเพลงกันจนเห็นเป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่ออกไปว่ิงเล่น ผมก็จะนอนดูโทรทัศน์อยู่ในห้อง
เดยี วกันนนั้
ผมจดจาถึงบรรยากาศ อีกเร่ืองราวต่างๆ ของ “แขก” ซึ่งมาแจ้งในภายหลงั วา่ ล้วนแลว้ แต่เป็น “ครู”
ดนตรคี นสาคญั ที่เข้ามาเล่าให้ฟงั ไมน่ ้อย ท้ังทเ่ี ปดิ เผยได้ และคงตอ้ งงาไว้เพยี งภายใน
ศ.ดร.อุทิศ นาคสวัสด์ิ, ครูสกล แก้วเพ็ญกาศ, ครูอุทัย แก้วละเอียด, ครูสุรินทร์ อุดมสวัสด์ิ, ครูเลื่อน
สนุ ทรวาทิน, ครปู ระสิทธ์ิ ถาวร, ครสู ุบนิ จันทร์แก้ว, ครูศิรกิ ุล วรบุตร, ครปู ระชติ ขาประเสริฐ และอกี หลายท่าน
ทั้งท่ีเป็นลูกศิษย์คุณตาทวด ลูกศิษย์คุณย่าเลง (บรรเลง) ลูกศิษย์คุณย่าช้ิน (คุณหญิงช้ิน) รวมถึงหลานศิษย์อีก
มากมาย
ในจานวนท่านเหล่านั้น จะมีอยู่ 2 ท่านท่ีมาด้วยกันทุกคร้ังไป ชายร่างใหญ่ ใส่แว่นดา เสื้อเช้ิตขาว
กางเกงสีเข้มเรียบร้อย กับผู้หญิงร่างเล็กคล่องแคล่วเสียงแหลมสูงฟังชัด นุ่งกระโปรงสีเรียบ กับเส้ือลายดอก
เลก็ ๆ ในมอื หนีบกระเปา๋ ขนาดกระทดั รดั ท่มี กั จะมสี มดุ บนั ทกึ เลม่ เลก็ ๆซ่อนอยู่เสมอ
“ครฟู งุ้ ” กับ “แมห่ งุ่น” คุณย่าผมเรียกเชน่ นั้น
ส่วน “น้าฟุ้ง” กับ “น้าหงุ่น” คือสรรพนามที่คุณป้า และคุณพ่อของผมใช้เรียกทั้ง 2 ท่าน แปลกตรง
ท่ีว่าเม่ือเทียบกับลูกศิษย์คุณตาทวดในรุ่นเดียวกัน และเป็นสามีภรรยากัน เช่น ครูสมภพและครูประชิต
ขาประเสริฐ คุณป้าและคุณพ่อ กลับเรียกว่า “น้าภพ” และ “พ่ีประชิต” ดูจะเป็นการลาดับญาติที่สับสนอยู่
สกั หน่อย แต่กแ็ สดงใหเ้ หน็ ถงึ ความใกล้ชิดกนั กบั ครอบครัวของผมเป็นอย่างย่ิง
“อนิ งั เอ้ มานห่ี นอ่ ย”
คือคาทค่ี รอู งุ่น มักใชเ้ รยี กผมดว้ ยความเอ็นดู แต่เมือ่ อยู่ต่อหนา้ ผอู้ ืน่ แลว้
“คุณเอ้” ก็จะเป็นคาเรียกท่ีครูใช้แทน เห็นถึงความเป็นกันเอง และความเหมาะสมท่ีครูได้ให้เกียรติ
แมผ้ มจะเป็นเดก็ น้อยสาหรบั ครอู ยู่เสมอ
ผมมักจะเกรง “ครูฟุ้ง” ด้วยท่านร่างใหญ่ และค่อนข้างเงียบ แต่กับ “ครูองุ่น” แล้ว ก็มักจะได้ยิน
เรื่องราวตา่ งๆสนกุ ๆจากการบอกเลา่ ของครูเสมอ
66
เมื่อก่อต้ังมูลนิธิฯข้ึนในปี พ.ศ.2524 พิธีไหว้ครูดนตรีก็ได้ย้ายจากบ้านพร้อมพงษ์ ของ อ.ประสิทธ์ิ
ศิลปบรรเลง กลับมายังบ้านสามเสน โดยคุณย่าชิ้น เป็นผู้ประกอบพิธีประจาทุกปีในวันอาทิตย์แรกของเดือน
สงิ หาคม
ในวันไหว้ครูจะมีลูกศิษย์ หลานศิษย์มากมายเข้าร่วมพิธี รวมถึงมาบรรเลงถวายมือมากมาย “ครูฟุ้ง
ครูองุ่น” ก็พาเด็กๆมาร่วมบรรเลงมิได้ขาด กระท่ังในปีหน่ึง ท่ี “ครูฟุ้ง ครูองุ่น” ได้ขออนุญาตจากคุณย่าช้ิน
เพอื่ ใชช้ ื่อวงดนตรี “ศิษย์ศรทอง นนทบรุ ี” นับแตน่ ั้นมา
นอกเหนือจากวันไหว้ครูแล้ว เมื่อถึงวันสาคัญต่างๆ ครูจะมาเย่ียมเยือน พร้อมนาเคร่ืองดนตรีเล็ก ๆ
มามอบให้อย่เู สมอ เครือ่ งดนตรีจาลองหลายชิน้ ฝมี อื ของครอู งุ่น ยงั เก็บรักษาไว้อยา่ งดี
เมือ่ มลู นธิ ฯิ มีงานดนตรีสาคญั เมอ่ื ใด “ครฟู งุ้ ครอู งุ่น” และวงศษิ ยศ์ รทอง นนทบุรี ก็มกั จะมารว่ มงาน
ดว้ ยไมข่ าด อาทิเชน่
งานสุนทรีย์ดนตรีไทย 80 ปี คุณหญิงช้ิน ศิลปบรรเลง (พ.ศ.2529) จัดขึ้น ณ สโมสรทหารอากาศ
มีการจัดนิทรรศการเครื่องดนตรีของท่านครู มีครูอาวุโส มีวงดนตรีมากมายว่าร่วมบรรเลง รวมถึงวง “ศิษย์
ศรทอง นนทบุรี” ด้วย ในคร้ังน้ันเป็นการบรรเลงอังกะลุงราว โดย อ.ขาคม หลังจากน้ันไม่นาน “คุณย่าชิ้น”
ก็ได้เข้าเฝ้า สมเด็จพระเทพฯ ในนามของมูลนิธิฯ พร้อมพา “ครูฟุ้ง ครูองุ่น” เข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายอังกะลุง
และเคร่อื งดนตรีอ่นื ๆ ที่ครูองุน่ สรา้ งขน้ึ ด้วย
การบันทึกเสียงซีดีชุด “เสียงของแผ่นดิน” (พ.ศ.2540) รวบรวมงานเพลงของท่านครูหลวงประดิษฐ-
ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) รวมทง้ั สิ้น 7 แผ่น บรรเลงป่พี าทย์ และขบั ร้องโดยลกู ศิษยบ์ ้านบาตร เชน่ ครเู สนาะ
หลวงสุนทร, ครูอุทัย แก้วละเอียด, ครูประมวล อรรถชีพ, ครูหยด ผลเกิด, ครูฉลาก โพธ์ิสามต้น, ครูสุบิน
จันทร์แก้ว, ครูเทิม สมานมิตร, ครูประชิต ขาประเสริฐ เป็นต้น ในการนี้ ครูองุ่น ก็ได้กรุณามาร้องเพลง
บันทึกเสียงไวด้ ว้ ย
งานร้อยปีอังกะลุงกรุงสยาม (พ.ศ.2451) วาระ 100 ปี อ.บรรเลง ศิลปบรรเลง จัดข้ึนท่ี มหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมติ ร มกี ารสัมมนา นทิ รรศการ การแสดงดนตรที ั้งจากของประเทศไทย และอนิ โดนีเซีย
กอ่ นหนา้ งานมโี อกาสได้ไปสัมภาษณ์ครูองนุ่ เรือ่ งทเี่ กี่ยวขอ้ งกับเครื่องดนตรีไม้ไผ่ ทงั้ องั กะลงุ และแคน เพื่อทา
ข้อมูลนิทรรศการและจัดพิมพ์ลงในสูจิบัตร อีกท้ังในงาน ท่านก็กรุณานา “แคนวงคณะอินทประสิทธ์ิศิลป์”
มาร่วมแสดงดว้ ย
“ครูองุ่น” เปรียบเสมือนญาติสนิท ที่แวะเวียนไปมาหาส่กู ันมิได้ขาด ฝีมือในการช่างของครู เป็นท่ีช่ืน
ชอบของคุณย่าช้ิน ไม่ว่าจะให้สร้าง ซ่อม ทาอะไร ก็สาเร็จรวดเร็วทุกประการ ด้วยความเรียบร้อย ประหยัด
สมประโยชน์ นับได้ว่าเป็น “มอื ขวา” ของคณุ ย่าชนิ้ ในด้านนีอ้ ยา่ งชดั เจน
เม่ือคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดการสอนวิชาดนตรี “ครูองุ่น” ก็เป็นผู้หนึ่ง
ที่ได้วางรากฐานวิชาการขับร้องไทย ร่วมกับศิษย์ร่วมสานักที่ได้เข้าไปวางรากฐานวิชาการดนตรีป่ีพาทย์อีก
หลายท่าน เม่ือท่านถึงแก่กรรม ทายาทได้นาเอกสาร สมุดบันทึกส่วนหนึ่งมามอบไว้ให้ที่มูลนิธิฯ ซึ่งได้ใช้เป็น
ข้อมูลในการศึกษาค้นคว้า ปะติดปะต่อเร่ืองราวต่างๆไม่น้อย รอโอกาสในการเผยแพร่อย่างเป็นสาธารณ ะใน
เร็ววนั นี้
67
มรดกช้ินหนึ่งที่ครูให้ผมไว้ และยังได้ใช้สร้างเสียงดนตรี ส่งไปสู่ผู้ฟังอีกมากมาย คือไม้ขิมเหลามือ
กระทดั รดั ท่ีเหมาะมือ เหมาะใจ ที่ยงั ใชเ้ ป็นคมู่ ือกระทั่งในปัจจบุ นั น้ี
หากแต่มรดกทางดนตรที ่ีย่ิงใหญ่ ท่คี รูไดฝ้ ากไว้นน้ั คือ การสร้างคน ครเู ป็นครผู ูใ้ หญ่ แต่ให้ความสาคัญ
กบั การเรม่ิ ต้นของเด็กๆ เสยี งรอ้ งเพลงวทิ ยุโรงเรยี นของ “ครูองุน่ ” ยงั สดใจแจ่มชดั ในความทรงจา
เด็กๆรุ่นแล้ว รุ่นเล่า ที่เข้าไปร่าเรียนวิชาดนตรี วิชาชีวิตกับครู ในปัจจุบันได้เติบโตในสาขาชีพต่าง ๆ
โดยเฉพาะในแวดวงการศึกษาดนตรีในมหาวิทยาลัย ได้ทาหน้าท่ีอย่างเต็มความสามารถ เป็นกาลังของวงการ
ดนตรี ทห่ี ากครูองนุ่ รับรูไ้ ด้ คงชื่นใจ สุขใจ
คงไมต่ ้องใชเ้ วลายอ้ นกลับไปค้นควา้ ว่า “ครูองนุ่ ” ได้สรา้ งสิ่งใดไว้บ้างในวงการดนตรี ปัจจบุ นั ต่างหาก
ทีย่ ังคงชดั เจนว่าสิ่งท่ีครทู า ไดถ้ ูกส่งตอ่ ผา่ นผูค้ นมากมายท่ีครสู รา้ งมาอย่างตอ่ เนื่อง
ถงึ จะไม่เอาถ่านเทา่ ไหร่ “อินงั เอ้”
น่ีก็เป็นคนหนึง่ ครับครู
กราบครอู ง่นุ บัวเอี่ยม
เอ้ อษั ฎาวุธ สาครกิ
22 กรกฎาคม 2564
68
วันท่ี 14 พฤษภาคม 2528
สยามสงั คีต
พนู พิศ อมาตยกลุ
ครูฟุ้งและครอู งนุ่ บัวเอ่ยี ม ค่สู รา้ งค่สู มแห่งวงการดนตรไี ทย
69
สยามสังคีตวันนี้ ขอแนะนาครูดนตรีไทยสามีภรรยาท่ีท่านเห็นภาพปรากฏอยู่นี้และขอยืมชื่อคู่สร้าง
คู่สมของคุณดารง พุฒตาลมาใช้สักครั้ง ท้ังน้ีเพราะหาคาท่ีสวยกว่าน้ีไม่ได้ เร่ืองนี้มีอยู่ว่าเมื่อปลายเดือน
กุมภาพันธ์ 2528 นี้ คุณนิตยา พุ่มอยู่ นักดนตรีไทยท่านหน่ึงได้กรุณาพาผู้เขียนไปทาการสัมภาษณ์ผู้ผลิต
องั กะลงุ และได้พาไปพบครูฟุ้งและครัวองนุ่ บวั เอ่ียม หนา้ บา้ นเลขท่ี 85/1 ซอยมิ่งขวัญ สามแยกถนนตวิ านนท์
เพ่ือเก็บขอ้ มูลเรอ่ื งประวัตคิ วามเป็นมาของเครือ่ งดนตรี................
ผู้เขียนก็เกิดความยินดีปรีดา เพราะนอกเหนือไปจากเร่ืองอังกะลุงที่ได้ไปถามท่านแล้ว ยังได้ความรู้
อื่นๆกลบั มาอกี มากมายจนต้องนามาเล่าสู่กนั ฟัง
ครูฟุ้งน้ันเป็นชายร่างใหญ่ สมกับที่อดีตเคยเป็นตารวจ ท่านเกิดที่ตาบลสวนใหญ่ จังหวัดนนทบุรี
เม่ือ พ.ศ. 2461 บิดามารดา ชื่อนายคล้อยและนางเชย บัวเอ่ียม เป็นชาวสวน ส่วนครูองุ่นภรรยาของท่านน้ัน
เกิดท่ีตาบลลาพยา อาเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เป็นบุตรีของ รองอามาตย์โท ขุนแสนประสานประศาสน์
(เขยี น อนิ ทาปจั ) และนางพิศ อินทาปจั ปีทเี่ กิดปีพ.ศ 2464 ออ่ นกว่าครฟู ุ้ง 3 ปี และเกิดในแผน่ ดินรัชกาลท่ี 6
ท้ังคู่ ท้ัง 2 ท่านเป็นนักดนตรีโดยเริ่มชีวิตนักดนตรีมาต้ังแต่เด็ก ได้มาพบกันแล้วแต่งงานกันเม่ือปี พ.ศ 2492
อยู่เป็นคู่ทุกข์คู่ยากกันมาแต่น้ันจนถึงปีท่ีเขียนบทความนี้เป็นเวลาถึง 35 ปี แต่ไม่มีทายาทสืบสกุลจนคนเดียว
เห็นจะเป็นด้วยเหตุน้ีเองท่านจึงรักเด็กๆ มาก และเน่ืองจากมีพื้นความรักดนตรีเป็นรากฐานม่ันคงอยู่แล้ว
ความรักเด็กจึงได้กลายเป็นความพยายามอุตสาหะท่ีจะถ่ายทอดวิชาดนตรีให้แก่เยาวชน เป็นความต้ังใจดีที่
ท่านอยากเห็นเด็กไทยเล่นดนตรีไทยได้ บ้านของครูจึงมีศิษย์ชายหญิงเดินเข้าออกไม่ขาดสาย ต้ังแต่เช้าไปจน
ค่าจนดึกกม็ ี
ครูฟุ้งนั้น ตาของท่าน 2 ข้างมองไม่เห็นมาหลายปี
แล้ว เวลาอยู่ในบ้านจะเดินไปไหนจะต้องใช้มือจับราวเชือก
ท่ีครูองุ่นขึงไว้จากชั้น 2 ของบ้านลงมาข้างล่าง แล้วเดินไป
ต า ม เ ส้ น เ ชื อ ก น้ั น แ ม้ ว่ า จ ะ ม อ ง ไ ม่ เ ห็ น แ ต่ โ ส ต สั ม ผั ส ท่าน
ไวมาก สีหน้าย้ิมแย้มแจ่มใสเป็นมิตรและพูดเสียงดังฟังชัด
เป็นผู้มีความสามารถเล่นดนตรีไทยได้รอบตัว ไม่ว่าจะเป็น
ปี่พาทย์ เครื่องสาย ดีดสีตีเป่าคล่องนัก แต่ถึงกระน้ันก็ถ่อม
ตัวว่า “พอใช้ได้ สอนได้ แต่ไม่ดีจริงสักอย่าง” อาจจะเป็น
เพราะท่านเป็นผู้รู้ประมาณรู้ความสามารถ รู้ถ่ายทอด และรู้ดนตรีที่ให้ความสุข ท่านจึงไม่ใช่คนจักษุพิการท่ี
หงุดหงิดฉุนเฉียวหรือใจน้อยแต่อย่างใดท้ังส้ิน ดูเหมือนว่าดนตรีจะเป็นผู้ต่ออายุการทางานของครูฟุ้งได้ดีกว่า
อาหารประจาวัน เพราะครูรับประทานแต่น้อย ระมัดระวังตัวดีด้วยมีโรคต่อมไทรอยด์และโรคเบาหวานตดิ ตวั
อยู่ และก็เพราะเบาหวานน่ีเองท่ีทาให้ประสาทตาของท่านหมดสภาพที่จะรับภาพได้ ทุกวันนี้จึงเห็นแต่แสง
ผ่านเข้ามาราง ๆ แต่เม่ือไหร่ครูเข้าวงจับเครื่องดนตรีข้ึนบรรเลงแล้วแทบจะไม่รู้เอาเลยว่าท่านตาเสีย
เพราะเสียงขลุ่ยท่ีท่านเป่าก็ดี จะเจื้อยแจ้วจับใจผู้ฟังจนลืมทุกอย่าง ครูเป็นศิษย์หลวงประดิษฐไพเราะ
(ศร ศิลปบรรเลง)
70
สาหรับครูองุ่นน้ันท่านที่เป็นนักฟังเพลงไทย
อาจจะเคยได้ยินช่ือน้ีออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียง
บ้างในระยะเวลา 30 ปี เดี๋ยวน้ีเราไม่บ่อยนัก ช่ือองุ่น
บัวเอ่ียม เป็นชื่อนักร้องสตรีค่ายหลวงประดิษฐไพเราะท่ี
เด่นที่สุด จนแม้แต่ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะเองกช็ ื่น
ชอบว่าเสียงดีท่ีสุดในกระบวนศิษย์ของท่าน ประวัติของ
ครูองุ่นนั้นท่านเรียนขับร้องจากบิดา ซึ่งเป็นศิลปินเพลง
ไทยเกง่ ในเรื่องเป่าแคนและเปน็ ดนตรีไทยประเภทเครื่องสาย เรม่ิ ออกงานร้องเพลงต้ังแต่อายุ 12 ปี แล้วต่อมา
ได้ร่วมวงกับครูสกล (จงกล) แก้วเพ็ญกาศ ร้องเพลงทุกงานไม่เคยเกรงกลัวว่าเป็นรองผู้ใด และต่อมาได้
ร่วมงานกับครูโชติ ดุริยประณีต เป็นนักร้องให้วงครูโชติอยู่นานพอสมควร ตอนหลังต่างก็อายุมากข้ึน ย้ายไป
อยู่ไกลกันออกไป จึงไม่ค่อยได้ร่วมวงกับครูองุ่น เคยอยู่กับท่านครูหลวงประดิษฐฯ เป็นศิษย์ก้นกุฏิคนหน่ึงท่ไี ด้
เพลงเก่าไว้มาก เมื่อพบกันวันแรกท่านเอ่ยช่ือเพลงที่ท่านบอกว่าอยากจะร้องไว้มิให้สูญ หลายเพลงผู้เขียนฟัง
แล้วก็หู.... ตากว้าง เพราะเป็นเพลงที่หาฟังแทบไม่ไดใ้ นขณะนร้ี วมทั้งเปน็ ของแท้ทถ่ี ่ายทอดมาจากท่านผู้แต่งเอง
ทา่ นครูหลวงประดษิ ฐไพเราะ ……. เพลงทีท่ า่ นปรารภวา่ น่าจะไดบ้ ันทึกไว้ก่อนจะสายคือ เพลงลาวคาหอม เถา
สมงิ ทองเถา แสนเสนาะ …….. ฯลฯ
ดว้ ยอายุที่สงู ถงึ 64 ปขี องครูองนุ่ นน้ั แทบจะไมน่ า่ เชอื่ วา่ เสียงของทา่ น แจม่ แจ๋ว ...........
สามารถบันทึกเพลงเถา ทั้ง 3 เถา ได้ในเวลา 2-3 ช่ัวโมงเท่าน้ัน ครูเป็นนักร้องรุ่นเดียวกับอาจารย์จันทนา
พิจติ รครุการ เจ้าเครือแกว้ ณ เชียงใหม่ และครูสิริกลุ นกั ดนตรี เป็นอาทิ
นอกจากจะสอนดนตรีแลว้ ยังมีความสามารถ ในการทาองั กะลงุ ออกขายทวั่ ไปอีกด้วย เป็นอุตสาหกรรม
ครอบครวั ซง่ึ เปน็ ประโยชนใ์ หไ้ ด้ดารงชพี ต่อมาจนทุกวนั น้ี
ท่ีบ้านครูมีศิษย์ท้ังชาย หญิงมาเล่นดนตรีดังกว่าวันธรรมดาเพราะติดเรียนกันมาก ....... ทั้งสองคนจะ
ช่วยกันสอน.............. เพลงตับ เพลงเถา ไปจนถึงเพลง ......... ครูฟุ้งบอกว่า เรื่องเล่นทางได้ฝีมือเป็นเร่ืองของ
........ วัตถุประสงค์ของวงดนตรีไทยท่ีท่านต้ังใจจะสร้างข้ึนมา ผู้เขียนได้ เห็นท่านนาวงเคร่ืองสายเครื่องคู่หญงิ
ล้วน บรรเลงเพลงให้ฟังและบันทึกเสียงไว้ เห็นชัดเลยทันทีว่าครูท่านต้อง ............... ครูฟุ้งบอกกับผู้เขียนว่า
ใครอยากเรียนดนตรีไทยไม่มีใครไม่มีครูสอนให้ไปหาท่านท่ีบ้าน ท่านยินดีต้อนรับเสมอ เป็นส่ิงที่ท่านอยากจะ
ช่วยให้เล่นดนตรีได้เป็น แม้ว่าผู้ปกครองจะไม่มีเงินท่านก็ยินดีสอนให้ด้วยความเต็มใจขอแต่ให้พาไปเรียนที่
บ้านเท่านั้น เพราะตามองไม่เห็นจึงสะดวกในการสอนท่ีบ้านมากที่สุด คนที่เรียนเคร่ือง....... ร้องได้เสร็จกับ
ครูองุน่ .......ได้วา่ เขา้ ไปเรียนทบี่ ้าน ....... เอาจริงเอาจังก็จะเป็นนักบรรเลงขับร้องประเภทเคร่ืองสายได้อย่างดี
ไมต่ อ้ งสงสัย
เมื่อวันอาทิตย์ท่ี 28 พฤษภาคม ........ น้ีครู .......มาบรรเลงที่ศูนย์สังคีตศิลป์ ธนาคารกรุงเทพ สาขา
ผ่านฟา้ ความพร้อมของนักดนตรีทาให้ทางานเสร็จ อยา่ งรวดเร็วตามเปา้ หมายไม่ถึง 3 ชวั่ โมง นับวา่ น่าพศิ วงมาก
เสยี งร้องของครอู งุน่ ยังไพเราะ ......ท่านอายุ 64 ปแี ลว้ ..... รายการวิทยุ “สังคตี สยาม” .... ออกอากาศทาง......
71
ครูองุ่น บัวเอ่ยี ม นักร้องคนสำคญั ศิษย์หลวงประดษิ ฐไพเรำะ (ศร ศลิ ปบรรเลง)
ครูองุ่น บัวเอ่ียม เป็นศิษย์ของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เป็นรุ่นน้องกว่า
อาจารย์จันทนา พิจิตรคุรุการ เป็นผู้ท่ีขับร้องแบบเก่าเสียงสูงเป็นคุณสมบัติของนักร้องท่ีนิยมในสมัยก่อน
ครูองุ่น เป็นผู้ที่รักษาทางขับร้องของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ไว้อย่างดีไม่มี
เปลี่ยนแปลง เรยี กได้วา่ “ทางหลวงประดิษฐฯ แท้ ๆ ตอ้ งครูองุ่นร้อง”
เคยได้ร่วมงานกับครูองุ่น ในการร่างเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพดนตรีไทย ด้านการขับร้อง ของ
ทบวงมหาวทิ ยาลัย สมัยกอ่ น ราว พ.ศ. 2539-2543 ซ่งึ มีลูกศษิ ยส์ ายท่านครหู ลวงประดิษฐฯ มาร่วมรา่ งเกณฑ์
หลายท่าน ได้แก่ ครูองุ่น บัวเอี่ยม, ครูประชิต ขาประเสริฐ, รองศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา อินทรสุนานนท์,
ครทู ัศนยี ์ ขนุ ทอง (ศลิ ปินแห่งชาต)ิ เปน็ ต้น ครูองนุ่ ได้ใหห้ ลกั การขับร้องและเทคนิคการขบั ร้องไว้หลายคา เชน่
ประคบคา, ประคบเสียง, กนกคอ, ลงทรวง, ควงเสยี งสงู , ควงเสยี งตา่ , เสียงดาด ฯลฯ
72
ชว่ งก่อนครูองุ่นเสยี ชวี ติ ลกู ศษิ ย์ของทา่ นได้เชญิ ให้ไปประกอบพธิ ีไหว้ครูใหท้ ี่บ้านท่าน มลี กู ศษิ ย์ลกู หา
มารวมงานกันเต็มบ้านแทบไม่มีท่ีนั่ง แสดงให้เห็นว่าท่านเป็นผู้มีเมตตาสอนลูกศิษย์ไว้มาก ในงาน 90 ปี
นักร้องเสียงระฆังทอง ท่ีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผมก็ได้ไปขับเสภาไหว้ครูอวยพรแก่ครูองุ่น ในวาระอายุ
ครบ 90 ปี และในวาระครบ 100 ปีเกดิ ขอระลึกถึง เชิดชูนักรอ้ งเสียงระฆงั ทองแหง่ รตั นโกสนิ ทร์
73
อาจารยศ์ ริ ิ วิชเวช
ศลิ ปินแหง่ ชาติ สาขาศลิ ปะการแสดง คีตศลิ ปไ์ ทย
74
ครูองุน่ ผยู้ ึดมัน่ ในทา่ นครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)
ครูองุ่น บัวเอี่ยม “น้าหงุ่น” ผมรู้จักกับท่านตั้งแต่อายุ ประมาณ 18-19 ปี ท่านเป็นรุ่นพ่ีท่ีเข้ามาเรยี น
ขับร้องกับหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ที่บ้านบาตร ผมอายุน้อยกว่าท่านหลายปี สามีท่านคือ
ครูฟงุ้ บวั เอ่ียม “น้าฟ้งุ ” ท่านท้งั สองสนิทสนมและเมตตาผมเหมอื นเปน็ ลูกเป็นหลานเลย งานบวชผม งานแต่ง
ผมก็ให้เกียรติไปด้วยทุกงาน ผมกับน้าหงุ่นเป็นลูกศิษย์ท่านครูที่อยู่ประจาบ้าน ช่วยกันดูแลท่านครู
หลวงประดิษฐฯ ช่วงท้ายท่านครูป่วยหนักน้าหงุ่นก็มาเฝ้าดูเจอกันแทบทุกวัน ลูกศิษย์ท่านครูหลวงประดิษฐฯ
ท่ีไปเรียนยุคหลังที่บ้านบาตรทุกคนต้องรู้จักน้าหงุ่น ให้ความเคารพในฐานะศิษย์รุ่นใหญ่กว่า น้าหงุ่นเป็นคน
มีน้าใจช่วยเหลือทุกคน ขาดเหลืออะไรน้าฟุ้งน้าหงุ่นช่วยทั้งนนั้ เมื่อเอ่ยปากจะได้รับการชว่ ยเหลอื ทันทีถือเป็น
ผ้ใู ห้ผู้เมตตากบั นอ้ ง ๆลกู ศษิ ย์ท่านครหู ลวงประดิษฐฯ เป็นอยา่ งมาก
ผมกับครูน้าหงุ่น ถ้ามีงานเก่ียวกับท่านครูหลวงประดิษฐฯ จะไปร่วมด้วยทุกคร้ัง ความเคารพใน
ครูอาจารย์ผมกับน้าหงุ่นมีเหมือนกัน ยึดแนวทางเจตนารมณ์ของท่านครูหลวงประดิษฐฯคนเดียวอย่างสูงสุด
ตอนมาสอนท่ีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรก์ ็ได้รว่ มงานกนั หลายปี ผมติดขดั เพลงอะไรก็ไปถามทา่ น อาจารย์ที่มา
สอนสว่ นใหญ่เป็นศิษย์ท่านครหู ลวงประดิษฐฯ ทง้ั น้ัน ไดพ้ บปะกันบ่อย ๆ จนช่วงหลังท่านอายมุ าก และน้าฟุ้ง
ป่วยหนกั มาสอนทีเ่ กษตรไม่ไหว สง่ นิสติ ไปเรียนกนั ทีบ่ ้าน ผมกไ็ ปเย่ยี มท่ีบา้ นหลายคร้งั
วิชาความรู้ความสามารถของครูองุ่น ดีเด่นด้านการขับร้อง เสียงดังกังวานใส เสียงสูงไปได้จนเลยลูก
ระนาดลูกยอด ท่านครูหลวงประดิษฐฯชื่นชอบในเสียงน้าหงุ่นมาก ท่ีเขาเรียกเสียงระฆังทอง เป็นจริงดังเขา
เรียก เสียงท่านเพราะจริง ๆ ไม่มีใครเหมือนเลย ส่ิงท่ีดีเด่นอีกอย่างหนึ่งคือการยึดทางร้องของท่านครูไม่เอา
ของคนอ่ืน ได้เพลงจากท่านครูไว้มาก พูดถึงเร่ืองทางร้องของท่านครูหลวงประดิษฐฯ แท้ ๆ ต้องยกให้น้าหงุ่น
ไม่มเี ปลย่ี นแปลงใด ๆ
75
อกี อยา่ งท่สี าคญั ของน่าหงุ่น คือเรอ่ื งองั กะลุง เปน็ ช่างผู้หญิงมีความสามารถทาองั กะลุงคณุ ภาพดีเย่ียม
เป็นช่างอังกะลุงที่มีชื่อเสียงของเมืองไทย เป็นช่างทาเคร่ืองละครด้วย ในวาระ 100 ปี ขอระลึกถึงครูองุ่น
“น้าหงุน่ ” ครูขบั รอ้ งผู้มคี วามรคู้ วามสามารถ เปน็ คนดมี ีคณุ ธรรม และเป็นทเี่ คารพ
ครูฉลาก โพธ์สิ ามตน้
ผูเ้ ชี่ยวชาญด้านดนตรไี ทย ประจาสาขาวิชาดนตรไี ทย ภาควิชาดนตรี คณะมนุษยศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
76
ชวี ติ และเสน้ ทางดนตรี ของคุณครูผูป้ ระเสริฐ
สมัยช่วงชีวิตวัยเด็ก ขณะน้ันอยู่ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 “ลุงฟุ้งกับป้าองุ่น” (ครูฟุ้ง ครูองุ่น บัวเอี่ยม)
เดินทางมาหาท่ีบ้านพัก ช่วงเวลานั้นยังอาศัยอยู่ย่านมักกะสัน คุณพ่อเรียกลุงกับป้าว่า “พ่ี” และคุณพ่อเป็น
ผู้ต้องการให้เดินบนเส้นทางดนตรีไทย เร่ิมจากช่วงช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 ลุง (ครูฟุ้ง บัวเอี่ยม) บอกพ่อว่า
อยากใหม้ วี ชิ าติดตัวลุงจงึ ถ่ายทอดการเรียนดนตรใี ห้ โดยเร่มิ สอนการสีซอด้วง และมีพสี่ าว คือ ครูเกษร เพิม่ ลาภ
ทงั้ คูไ่ ด้เรียนดนตรีกับท้งั สองทา่ น พ่สี าวได้เรียนขบั ร้องเพลงไทยกบั ป้า (ครูองุน่ บัวเอยี่ ม)
หลกั การสอนของลุงตอนน้ัน สอนด้วยโนต้ 9 ตวั ของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศลิ ปบรรเลง)
และถ้ายังอาศัยอยู่บ้านพักย่านมักกะสัน คณุ พอ่ ของตนเองจะเปน็ ผู้ทส่ี อนการไล่น้ิว สาหรบั เปน็ พนื้ ฐานการฝึก
สซี อ และในวนั หยดุ เสาร์-อาทติ ย์ จะต้องเดนิ ทางไปอยบู่ า้ นลุงกบั ป้าทจี่ งั หวัดนนทบรุ ี
ด้วยความรู้สึกของตนเอง ช่วงเวลาน้ันไม่ต้องการให้มีวันหยุด เพราะถ้ามีวันหยุดก็ต้องมาอยู่อาศัยกับ
ลงุ และป้า ยงิ่ ช่วงปิดภาคเรียนหลายเดือนต้องมาอาศัยอยูเ่ ปน็ ประจา ซ่งึ ความคดิ ช่วงเวลานั้นยังเปน็ เดก็ มาก ๆ
ยังก่ึง ๆ กับดนตรีไทย มีบางอย่างที่ทาให้เด็กต้องกลัว เพราะเวลาไปบ้านดนตรีของลุงกับป้า ซ่ึงมีสภาพและ
อาณาบริเวณเป็นสวน ความคิดเรา มันน่ากลัวมาก การเดินทางก็ลาบากจริง ๆ การเดินทางในเส้นนัน้ ต้องเดิน
ผ่านวัดทินกร แล้วต้องเดินผ่าวัด จะมีจุดที่ต้องผ่านสถานท่ีฌาปนกิจ และผ่านสถานท่ีเก็บศพ ที่เรียกว่า
“โกดัง” เรามองไปแอบอดไม่ได้ที่จะไม่มอง และก็เหลือบสายตาทุกคร้ัง จะเห็นเป็นหัวกะโหลกคนท่ีเสียชีวิต
วางสีขาว ๆ อยู่ตามช่อง ๆ ตรงจุดนั้น และเป็นจุดท่ีต้องเดินให้ผ่านทุกที ระยะทางถ้าจาไม่ผิดประมาณ 1
กิโลเมตร ส่วนตัวครูแดง และครูเกษร สองพ่ีน้อง ไม่เคยจะเดินช้าเลย สาวเท้าหรือออกว่ิงทุกคร้ัง ให้ผ่านจุดนี้
ไปเรว็ ๆ เรียกไดว้ า่ วิง่ อยา่ งเดยี ว เป็นสองพ่นี ้องท่กี ลวั ผีจริง ๆ
ความรู้สกึ จากใจจริง ๆ ท่ีจะถ่ายทอดถึงทา่ นท้ังสอง ทค่ี รูจะเขยี นถึงทั้งสองท่าน เรยี กว่า “ลุงและป้า”
ท่านเลี้ยงเราท้ังสองคน เหมือนลูก-หลาน ส่งความรัก และป้าองุ่น ท่านมีความเมตตามาก และดูแลเราอย่างดี
ท่านเลีย้ งโดยให้ความรกั เทียบกับความรักลูกของป้ากับลุง ทชี่ ือ่ นอ้ ย ตอนสมัยทชี่ ว่ งชวี ติ อยูบ่ ้านสวน ประมาณ
ปี พ.ศ. 2503 จากน้นั ทา่ นทง้ั สองได้ย้ายที่อยู่อาศัยจากบา้ นสวน ไปอยยู่ ่านถนนติวานนท์ ทีเ่ รยี กวา่ ซอยม่งิ ขวัญ
ในปัจจุบันสมัยน้ัน และครูสองคนพ่ีน้อง ได้สอบเข้าเรียนท่ีโรงเรียนนาฏศิลป์ (วิทยาลัยนาฏศิลป กรุงเทพฯ)
และไดเ้ รียนซอกับท่านครทู โ่ี รงเรียนต่อไป
เรื่องท่ีราลึกเพื่อเป็นความทรงจาในสมัยที่อาศัยอยู่บ้านสวนนนทบุรีหลังเก่า วิธีการสอนดนตรีของลุง
คือ ให้ท่องจาเพลง ต้องจาให้ได้ ท่านเข้มงวดมาก ๆ ให้น่ังสีซออยู่แบบนั้น และเมื่อจาไม่ได้ลุงจะส่ังให้ไปน่ังสี
ซอท่ีชานบ้าน ซ่ึงบ้านมีรูปแบบเก่าโบราณ และตัวเองก็มีความกลัวผีอยู่ในความคิด พ้ืนที่จะให้สีถ้าจาไ ม่ได้
ตอ้ งไปนง่ั จุดท่ีมนั เงยี บ และมคี วามมืดมาก ตอ้ งปฏบิ ัตอิ ยู่แบบนน้ั เราก็กลวั อะไรต่ออะไรอยู่แลว้ แตย่ ังไงก็ต้อง
สี สิ่งท่ีกลัวตามมาอีกคือ ลุงจะบอกว่า “...ถ้าสีไม่ได้จะโดนตีด้วยด้ามเสียมท่ีใช้ขุดดิน...” เราก็ต้องทาให้ได้
กลัวลงุ เวลาสอน บางทดี นุ า่ ดู เวลาดุ ลงุ จะไมเ่ รียกเราว่า แดงนะ แต่จะเรยี ก “อีดา” เพราะวยั เยาว์ตัวเองเป็น
ยังตัวเล็ก ผิวสีดา ๆ ระยะเวลาช่วงกลางวัน ลุงจะให้พักผ่อน คือพักตอนเท่ียง โดยบอกว่า คุณครูไปเฝ้า
พระอินทร์ และตอนเย็น ประมาณ 18.00 น. กใ็ ห้หยุดพัก ครกู ็ไปเฝา้ พระอินทร์เหมือนกัน
77
การถ่ายทอดเรื่องราวน้ี แสดงความรู้สึกความรักลุงกับป้า เหมือนพ่อและแม่ตัวเอง มีความผูกพัน
ตอนอาศัยเรียนอยู่บ้าน กูอยู่ดีกินดี อยู่ฟรีกินฟรี แถมยังให้ตังค์ (เงิน) ไปโรงเรียนอีกด้วย ครูแดงและครูเกษร
ไม่มีวันลืมพระคุณของท่านท้ังสอง ไม่ว่าจะภพชาติไหน ๆ ในใจและความคิด ขอให้ลุงกับป้า ได้อยู่บนสรวง
สวรรคช์ ั้นพรหมด้วยเถดิ “สาธุ” รกั และเทดิ บูชาครดู นตรีของครูแดงคนนี้
มณฑา ศลิ ปรายะ
อดีตขา้ ราชการวิทยาลัยนาฏศิลป กรุงเทพฯ
อาจารย์พเิ ศษ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธญั บรุ ี
78
ครอู งนุ่ บัวเอ่ียม
ผมได้ยินกิตติศัพท์ด้านความรู้ความสารถ และช่ือเสียงของครูองุ่น บัวเอ่ียม มานาน และได้มีโอกาส
รู้จักใกล้ชิดกับครูองุ่น บัวเอี่ยม มากข้ึนเม่ือ 20 กว่าปีท่ีแล้ว เมื่อครั้งท่ีผมได้รับแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการจัด
เกณฑม์ าตรฐานสาขาวชิ าและวิชาชีพดนตรีไทยทาดา้ นต่าง ๆ ของทบวงมหาวิทยาลัย ครงั้ นน้ั ผมยงั ได้มโี อกาส
ใกลช้ ิดกบั ครทู า่ นอ่นื ๆ อกี หลายทา่ น เชน่ ครปู ระชดิ ขาประเสริฐ ครศู ริ ิ วิชเวช
79
การประชุมเพื่อทาเกณฑ์มาตรฐาน ฯ นั้น ทาให้ผมรับประสบการณ์ดี ๆ มากมายท่ีเป็นองค์ความรู้
ดา้ นดนตรไี ทยทงั้ ทางด้านทฤษฎแี ละทางด้านปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์ความรู้ดา้ นการขบั ร้อง ซงึ่ ครูองุ่น
บัวเอ่ียม เป็นศิษย์และเป็นนักร้องคนสาคัญคนหนึ่งของสานักหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ที่ได้
สบื ทอดทางเพลงและเทคนิคการขบั ร้องของสานักดนตรีสานักน้ีไว้อย่างครบถว้ น ครูองนุ่ บวั เอ่ียม ไดถ้ ่ายทอด
องค์ความรู้ทางด้านการขับร้องให้กับลูกศิษย์มากมาย รวมท้ังผู้ท่ีเรียนดนตรีไทยท่ีภาควิชาศิลปนิเทศ
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์มาอยา่ งต่อเนอ่ื ง
นอกจากครูองุ่น บัวเอ่ียมจะเป็นผู้เช่ียวชาญด้านการขับร้องแล้ว ท่านยังมีความสามารถในการทา
อังกะลุงอีกด้วย อังกะลุงของครูองุ่น บัวเอ่ียม เป็นท่ีรู้จักแพร่หลายในวงการศึกษา และเป็นเครื่องดนตรีที่ใช้
อย่างกวา้ งขวางในสถานศึกษาต่าง ๆ นอกจากนี้ ครูองนุ่ บัวเอี่ยม ยงั มีความสามารถในการประดิษฐ์เคร่อื งดนตรี
ทีม่ ีขนาดเลก็ จ๋ิว อกี หลายชนิด เครื่องดนตรเี ล็กจิ๋วเหลา่ นี้ยังถกู บรรจุอยู่ในกล่องทที่ าอยา่ งสวยงาม เป็นของฝาก
ของท่รี ะลกึ เป็นทปี่ ระทับใจของผ้รู ับ
80
เครอ่ื งดนตรีจ๋วิ ฝมี ือครอู งุน่ บวั เอ่ียม
องค์ความรู้ท่ีโดดเด่นมากอีกอย่างหนึ่งของครูองุ่น บัวเอี่ยม คือการสืบทอดการบรรเลงแคนวง
คณะอินทประสิทธิ์ศิลป์ โดยได้สืบทอดการบรรเลงมาจากรองอามาตย์โทขุนแสนประศาสน์ (เขียน อินทาปัจ)
ผู้เป็นบิดาซ่ึงเป็นผู้ก่อต้ังคณะแคนวง ครูองุ่น บัวเอ่ียมได้ถ่ายทอดการบรรเลงแคนวงให้กับลูกศิษย์หลายคน
มีการบรรเลงเผยแพร่ตอ่ สาธารณชนหลายคร้ัง และผมได้มีโอกาสร่วมบรรเลงแคนวงกับคณะอินทประสิทธศ์ิ ิลป์
รับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราขเจ้า กรมสมเด็จเทพรัตนราชสุดดาฯ สยามบราราชกุมารี ในงานประชุมวิชาการ
ศริ ิราช ณ หอประชมุ กองทัพเรอื ซงึ่ นับเปน็ เกยี รติประวัติ และเปน็ สงิ่ ท่ีภาคภูมิใจมากทสี่ ดุ ในชวี ิต
81
รองศาสตราจารย์ ดร.มานพ วสิ ทุ ธิแพทย์
มานษุ ยดรุ ยิ างควิทยา คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ
82
ความทรงจาเกย่ี วกบั ครูองนุ่ บัวเอีย่ ม
ผมเร่ิมรู้จักกับครูฟุ้ง ครูองุ่น บัวเอ่ียม โดยการแนะนา ครูสวัสดิ์ นิลสกุล ผมรู้จักครูสวัสดิ์ ช่วงที่เรียน
อยู่ชมรมดนตรีไทยโรงเรียนวัดบวรนิเวศ ประมาณช้ันมัธยมศึกษา 4 หรือ 5 สมัยน้ันเรียกว่า ม.ศ.4-ม.ศ.5
มีการจัดงานดนตรีไทยมัธยมศึกษา ท่ีโรงเรียนวัดบวรนิเวศ ครั้งแรก ผู้ริเริ่มจัด คือ พี่สันธวิทย์ อุณหสุวรรณ
มี ครูคุณหญิงช้ิน ศิลปบรรเลงและอาจารย์กาญจนี คาบุญรัตน์ เป็นทีปรึกษา ในคร้ังท่ี 2 ก็จัดท่ีโรงเรียน
วัดบวรนิเวศ ประธานจัดงาน คือ สุชาติ ศรียารัณย์ และผมเปน็ สมาชิกของวงดนตรีไทย วดั บวรนิเวศ ไดร้ ่วมงาน
มีการเชิญวงดนตรีไทยโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาในละแวกใกล้มาร่วมบรรเลง เช่น วงโรงเรียนสตรีวิทยา
วงวัดโรงเรียนมกุฏกษัตริยาราม วงโรงเรียนวัดสังเวชวิศยาราม เป็นต้น วงวัดสังเวชฯ มีครูสวัสด์ิ เป็นครู
ผู้ฝึกสอนและควบคุมวง ผมได้รู้จักกับคุณครู สวัสด์ิ เม่ือผมเข้าไปศึกษาต่อที่คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร
ได้ชวนเพ่ือน คอื สรุ ีพันธ์ จาคาสอน เรียนฆอ้ งวงใหญ่ ไปต่อเพลงกับครสู วัสดิ์ท่ีบ้านซอยม่งิ ขวัญ จงั หวัดนนทบุรี
ซึ่งอยู่ตรงข้าม ห้างบ๊ิกซี ติวานนท์ เรียนอยู่ระยะหน่ึง ครูสวัสด์ิท่านถนัดวงป่ีพาทย์ไม่ถนัดเร่ืองวงเคร่ืองสาย
ครแู นะนาว่าน่าจะเรยี นกับครูฟุ้ง บัวเอย่ี ม ซ่งึ ครูเรยี กพ่ฟี ุง้ อยบู่ ้านใกล้ ๆ กัน อกี ซอยแยก หลังจากน้นั ครสู วสั ด์ิ
ไดพ้ าไปหาและแนะนารู้จกั กบั ครูฟงุ้ ครอู งุ่น บัวเอ่ียม บา้ นครสู มัยนัน้ อยู่ซอยมิ่งขวัญ 5 ปจั จบุ ันชอ่ื ซอยอาจจะ
เปล่ียนแปลง ลักษณะบ้านครูฟุ้ง ครูองุ่น เป็นบ้านเรือนไม้ สองชั้น ร้ัวไม้ประตูเป็นเหล็กดัด ช้ันล่าง เป็นลาน
ซีเมนต์ ใช้ให้ครูฟุ้งสอนดนตรี มีโต๊ะเก้าอี้สาหรับรับรับแขกและใช้ในการเรียนสอนดนตรี ด้านในจะเป็นห้อง
เตรยี มอาหารและครวั มหี ้องนา้ ดา้ นหน้ามบี นั ไดสาหรับข้ึนชัน้ สอง เปน็ หอ้ งนอนของครู มโี ต๊ะพระและครูเทพ
ดนตรี
83
หลังจากท่ีครูสวัสดิ์ได้พาไปรู้จักและฝากตัวเป็นลูกศิษย์ ผมได้เดินทางไปเรียนเพลงท่ีเป็นทางซออู้
เร่ิมต่อเพลงโดยเรียนเพลงแรก คือเพลงตับต้นเพลงฉิ่ง สามช้ัน เรียนเป็นทางซออู้และท้ังหมดมีส่ีเพลง
เพลงแรกหรือเพลงท่หี น่ึง ต้นเพลงฉง่ิ สามชัน้ เพลงท่ีสอง จระเขห้ างยาว สามชัน้ เพลงทีส่ าม ตวงพระธาตุ สามช้ัน
และเพลงที่ส่ี นกขม้ิน สามชั้น เวลาที่ไปต่อเพลงที่บ้านครูองุ่น ครูฟุ้ง สถานท่ีเรียนเพลง เรียนอยู่ชั้นล่าง
ของบ้าน อาจจะมีโต๊ะแลว้ ก็เตยี ง ครฟู ุ้งกจ็ ะต่อเพลงโดยการบอกโน้ตเป็นตวั เลข 123456789 เป็นลักษณะโน้ต
แบบครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) แล้วก็ให้เป็นเพลง แล้วก็มีการแก้โน้ตเป็นวรรคไป จนครบ
เพลง ลองใหส้ อี กี ทเี ปน็ การตรวจสอบว่าครบเรยี บร้อย
ส่วนครูองุ่น ก็จะน่ังข้างข้างครูฟุ้ง อาจจะทาหน้าที่ดูแลครูฟุ้ง เรื่องอาหารการกินแล้วก็เรื่องเสื้อผ้า
เคร่ืองแต่งกาย นอกจากนี้ก็จะดูแลเร่ืองจิปาถะท่ัวไป ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ในการทาอังกะลุงหรือขายอังกะลุงเป็น
ชุด เป็นตับ ก็จะมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ท่ีใช้ในการเหลาอังกะลุง ครูองุ่นมักจะเล่าเร่ืองว่า ครูมีความอดทนสูง สมัย
สาว ๆ ทาสวนทเุ รียน งานหนกั แบบผ้ชู ายทา และมีความสามารถในเร่ืองชา่ ง
ครูองุ่นมคี วามสามารถในเรื่องการขบั ร้องเพลง ไทย ครูอง่นุ ไดต้ ่อเพลงกบั ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ
(ศร ศิลปบรรเลง) คณุ ลักษณะเสียงแหลมสูง ไมห่ ลบเสียง ครอู ง่นุ ได้เพลงในสายท่านครูหลวงประดิษฐฯ์ ได้แก่
เพลงเขมรไทรโยค เถา เพลงอะแซหวุ่นกี้ เถา เพลงล่องเรือ เถา และเพลงที่ครูภาคภูมิใจว่า ครูองุ่นได้ต่อเพลง
รุ่นแรก ในเนื้อเพลง จากเสภาเร่ือง ขุนช้างขุนแผน คือ เพลงแสนคานึง เถา ครูองุ่นได้ถ่ายทอดทางร้องให้แก่
ครูร้องรุ่นหลงั หลายท่าน เช่น ครปู ระชิต ขาประเสริฐ ครชู ลอรตั น์ อว่ มหรา่ ย ครูณรงค์ รวมบรรเลง
84
ประมาณ พ.ศ.2539 ทางสาขาวิชาดนตรีไทย ภาควิชาศิลปนิเทศ (ปัจจุบันเป็นภาควิชาดนตรี)
คณะมนุษยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ได้เชิญครูองุ่น บัวเอี่ยม มาเป็นอาจารย์พิเศษสอนขับร้องให้แก่นิสิต
เคร่ืองมือเอกขับร้อง และครูมาสอนท่ีภาควิชาศิลปนิเทศ ตึกเก่า 2 ช้ัน ปัจจุบันได้รื้อสร้างใหม่ คืออาคาร
จฬุ าภรณ์พิศาลศิลป์ จานวน 10 ชั้น เวลาที่ครูเดนิ ทางมาสอน ครจู ะนาขนมมาฝากเวลาสอนและก็รวมวงซ้อม
ช่วงสุดท้ายท่ีได้พบครูองุ่น เม่ือป่วยด้วยโรคมะเร็งลาไส้ นั้น พวกลูกศิษย์สาขาดนตรีไทย ภาควิชาศิลปนิเทศ
ได้แก่ ผศ.ภาณภุ คั โมขศักดิ์ ดร.ฉตั รติยา เกียรตินาวี และอาจารยก์ นั ตภน เรืองล่นั กับลูกศษิ ยส์ ายอื่น ๆ ไดเ้ ขา้
ดูแลครอู งุ่นพาครเู ข้าไปรกั ษาสาบนั บาราศนาดรู จนครถู งึ แกก่ รรม 12 เมษายน 2555
รองศาสตราจารย์ณรงค์ เขยี นทองกลุ
ผู้ทรงคณุ วฒุ ิประจาสาขาวชิ าดนตรีไทย
ภาควิชาดนตรี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์
85
นกั ต่อสู้ครูคีตการ
เปน็ ตัวอย่าง ของการ ใช้ชวี ติ ด้วยน้าจติ มเี มตตา คา่ มากหลาย
ใครใกลช้ ดิ ซึงใจ เกนิ บรรยาย ครไู วล้ าย ต่อสู้ ตลอดชวี นิ
ไม่ท้อ ไม่หน่าย ในการสอน ทุกขนั ตอน ประณตี คตี ศิลป์
หวงั เพียงศษิ ย์ รู้ค่า สมบตั ิแผ่นดนิ หวงั ถวลิ ได้สืบสาน กาลตอ่ ไป
เสยี งรอ้ ง ระฆังทอง ก้องกังวาน ลุชาตกาล รอ้ ยปี พร้องขานไข
ครสู ถติ สรวงสวรรค์ พิมานใด รอ้ ยดวงใจ กราบรฤก พระคุณครู
ชยั พร ทับพวาธินท์
อดีตผ้อู ้านวยการสว่ นบริหารการดนตรี
สถานวี ทิ ยกุ ระจายเสียง แหง่ ประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์
4 กรกฎาคม 2564
86
ศึกษาวิธกี ารถ่ายทอดเพลง
ของครูองุ่น บัวเอี่ยม
ข้าพเจ้า ดร.สุระชัย สีบุบผา รองผู้อานวยการวิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี ได้มีโอกาสมาขอต่อเพลง
เขมรไทรโยค เถา ในปีพ.ศ. 2530 ท่ีวิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรีจะต้องบรรเลงถวายสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า
กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี เสด็จพระราชดาเนนิ ณ วทิ ยาลยั นาฏศลิ ปลพบุรี ตั้งแต่
น้ันมาก็มาขอฝากตัวเป็นศิษย์ท่านมาโดยตลอด ท่านกล่าวว่าเธอมีแต่เสียงมา เพลงที่เธอร้องมันดาดมาก ไม่มี
ลูกคอ ประคบคา ประคบเสียง ขาดกนกคอ ฉันจะแต่งเติมให้เธอ คุณครูเป็นผู้ปูพื้นฐานในการที่จะเปน็ นักร้อง
ท่ีดี ขา้ พเจา้ จึงขอเขียนอธบิ ายไวเ้ พือ่ เปน็ ความรู้สาหรับการฝกึ ในการขับร้องเพลงไทย
วธิ ีการถ่ายทอดเพลงของครูองุน่ บวั เอี่ยม
จากการท่ีผู้ศึกษาได้รับการถ่ายทอดเพลงจาก ครูองุ่น บัวเอ่ียม คุณครูได้นาวิธีการถ่ายทอดเพลงทใ่ี ช้
ลักษณะการถ่ายทอดแบบตัวต่อตัวกับผู้ศึกษา โดยยึดถือหลัก ทฤษฎี และวิธีการถ่ายทอดเพลง ท่ีสืบทอดมา
จากโบราณาจารยท์ างดา้ นคตี ศลิ ปไ์ ทย เป็นแบบอยา่ งในการถา่ ยทอดเพลงให้กับผู้ศกึ ษาดงั น้ี
การเลือกเพลงทจี่ ะถา่ ยทอด
จากการท่ีผูศ้ กึ ษาไดร้ ับการถ่ายทอดเพลงจากครูอง่นุ บวั เอยี่ ม พบวา่ คุณครจู ะเลือกเพลงท่จี ะถ่ายทอด
ให้ผู้ศึกษาโดยคานึงถึงระดับสติปัญญาและความเข้าใจในบทเพลงต่าง ๆ เช่น การถ่ายทอดเพลงเถา และเพลง
สามชนั้ โดยคานึงถงึ ระดับความยากง่ายของเพลงดว้ ย
ครูองุ่นจะเลือกเพลงที่มีลักษณะความซับซ้อนและกลวิธีน้อย ไปหาเพลงท่ีมีกลวิธีและความซับซ้อน
ของเพลงมากขึ้นตามลาดับ ท้ังนี้ การถ่ายทอดเพลงในหลักสูตรของแต่ละช้ันปีให้ครบตามวัตถุประสงค์ของ
หลักสูตร ขนึ้ อยู่กบั ระยะเวลาและโอกาสในการเรยี นของนักศึกษาด้วยเชน่ กนั
ครูองุ่นกล่าวว่าการเลือกเพลงที่จะถ่ายทอดให้นักเรียนวิชาเอกขับร้องเพลงไทยในสมัยก่อนนั้น
ครูผู้ถ่ายทอดต้องทราบถึงระดับสติปัญญาของนักเรียนก่อน จึงจะเลือกเพลงท่ีคิดว่าเหมาะสมท่ีจะถ่ายทอด
ให้กับนักเรียนได้ ดังนั้นครูจะไม่สามารถใช้มาตรฐานท่ีครูกาหนดขึ้นเอง เป็นเครื่องช้ีวัดระดับสติปัญญาของ
นักเรียนได้ เพราะนักเรียนทุกคนจะมีระดับสติปัญญาที่แตกต่างกัน บางคนจะสามารถปฏิบัติการร้องเอื้อน
ที่ยาก และซับซ้อนกว่าได้ แต่บางคนจะสามารถปฏิบัติได้ดีในระดับหน่ึงแต่ไม่เท่ากับคนแรก หรือปฏิบัติไม่ได้
เลย ต้องศกึ ษาและทาความเขา้ ใจในตวั นักเรยี นให้ถ่องแทเ้ สยี ก่อน เพราะเพลงบางเพลงหากถา่ ยทอดไปให้แล้ว
นักเรียนไม่สามารถจดจากลวิธีและเอ้ือนต่าง ๆ ได้หมด ก็จะเป็นการเสียเวลาในการเรียน เพราะอาจต้องใช้
เวลาในการถ่ายทอดในจุดท่ีเป็นกลวิธียาก ๆ และซับซ้อนเป็นเวลานาน หรือเม่ือครูถ่ายทอดเพลงนั้น ๆ
ให้นักเรียนแล้วนักเรียนไม่สนใจและอาจจะลมื เพลงนัน้ เม่ือเรียกกลับมาทบทวนเพลงทบทวนความรู้ นักเรียน
ไมส่ ามารถจดจาเพลงทถ่ี า่ ยทอดไปให้ได้ กจ็ ะเปน็ การสูญเปล่าและเสียเวลาไปโดยปริยาย
87
วิธกี ารเออ้ื นและการหายใจในบทเพลง
คุณครูจะเลือกเพลงที่จะถ่ายทอดให้โดยคานึงถึงความเข้าใจและระดับความยากง่ายของเพลง คุณครู
จะสอดแทรกวิธีการเอ้ือนท่ีเป็นกลวิธีและเม็ดพรายต่าง ๆ ที่สอดแทรกอยู่ในบทเพลง เช่น การกระทบ
การคร่ัน จนสามารถปฏิบัติตามตัวอย่างที่คุณครูสาธิตให้ได้แล้ว หากคุณครูเห็นว่าสมควรและสามารถจดจา
กลวิธีต่าง ๆ เพ่ิมเติมได้อีก คุณครูก็จะสาธิตกลวิธีท่ีซับซ้อนและลงรายละเอียดของเอ้ือนอันเป็นกลวิธีให้
เพิ่มเตมิ
คุณครูจะเริ่มการถ่ายทอดเพลงจากการร้องให้ฟังเป็นตัวอย่างทีละประโยค จากน้ันให้ปฏิบัติการร้อง
ตามตัวอย่างการร้องของคุณครู คุณครูจะสังเกตจุดบกพร่องที่เกิดจากการร้อง เมื่อพบจุดบกพร่องแล้ว คุณครู
จะสาธิตวิธีการร้องท่ีเป็นแบบอย่างท่ีถูกต้องให้ผู้ศึกษาเข้าใจ อธิบายให้ทราบแนวทางท่ีถูกต้องในการปฏิบัติ
และให้ผู้ศึกษาปฏิบัติตามซ้า ๆ จนสามารถปฏิบัติการร้องได้ถูกวิธีและเกิดความเข้าใจในการปฏิบัติการร้อง
อนั เปน็ กลวธิ ีและเมด็ พรายตา่ ง ๆ ทถี่ กู ตอ้ งตามแบบอย่างตามท่ีคณุ ครสู าธติ ให้
ส่วนเรื่องระยะการหายใจในบทเพลงน้ัน คุณครจู ะสาธิตการร้องให้ฟังเป็นตัวอยา่ งก่อน พรอ้ มกับบอก
ตาแหน่งของระยะการหายใจในประโยคของเพลงน้นั ๆ และให้ผู้ศึกษาปฏิบัติตามจนเกิดความเข้าใจ สามารถ
แบง่ ระยะการหายใจไดถ้ ูกตอ้ ง ตรงตามตาแหน่งของระยะการหายใจในประโยคนัน้ ๆ ของเพลง
วิธบี ังคับระดับเสยี งใหเ้ ขา้ กบั ระดบั เสียงของเครอ่ื งดนตรี
การศึกษาการขับร้องเพลงไทยนั้น สิ่งสาคัญในการขับร้องก็คือวิธีการบังคับระดับเสียงของนักร้อง
ให้เข้ากับระดับเสียงของเคร่ืองดนตรี คุณครูได้กรุณาอธิบายว่าอาการประหม่าและต่ืนเวทีของนักร้อง
เป็นอปุ สรรคท่ีสาคัญในการขับร้องเพลงไทยมากทส่ี ุด เพราะเพลงไทยเป็นเพลงท่ตี ้องอาศัยสมาธิเป็นอย่างมาก
ในการขับร้อง เมื่อนักรอ้ งขาดสมาธิหรือสมาธขิ าดช่วงไป กอ็ าจจะทาใหก้ าลงั เสยี งและกาลังลมลดลงตามระดับ
ของสมาธิได้ เมอ่ื เกิดความไม่มั่นใจในการร้องแล้ว จะทาให้เสียกาลังใจและทาให้บทเพลง และทานองน้ันเพ้ียนสูง
หรือต่าไปได้ สมาธิของตัวนักร้องเองเป็นสิ่งสาคัญที่สุดในการขับร้องเพลงไทย เม่ือผู้ขับร้องเกิดสมาธิ และเกิด
ความมั่นใจในการขับร้องแล้วน้ัน จะทาให้เม่ือใช้กาลังเสียงและกาลังลมจะมีความม่ันคงในกระแสเสียง
และสามารถบังคับระดับเสยี งของนักร้องให้เข้ากบั ระดับเสียงของเคร่ืองดนตรีได้ นอกจากน้ีในขณะที่ร้องเพลง
อยนู่ นั้ ผู้ขบั ร้องตอ้ งเปล่งเสียงออกมาให้เตม็ กาลงั เสยี ง เพื่อความชดั เจนในกระแสเสียงอกี ดว้ ย
วิธีแบง่ วรรคตอน การใช้อกั ขระวิธี และการใชถ้ ้อยคาในบทประพนั ธ์
ในการถ่ายทอดเพลงแต่ละเพลงครูองุ่น ท่านจะเคร่งครัดในเรื่องของการออกเสียง การใช้อักขระวิธี
และการแบ่งวรรคตอน การแบ่งคาให้ได้ใจความในบทประพันธ์เป็นอย่างมาก จากการศึกษาผู้ศึกษาสังเกตถึง
การใช้อักขระวิธีของคุณครู คือคุณครูจะเน้นคาในแต่ละคาให้ชัดถ้อยชัดคา เช่น การออกเสียงในกลุ่มเสียง
พยัญชนะ ส (ศ ษ ซ) ซ่ึงเมื่อจาแนกตามลักษณะการเกิดของเสียงแล้ว จะเรียกพยัญชนะลักษณะน้ีว่า
“พยัญชนะเสียดแทรก” (คือเกิดท่ีเพดานแข็ง เวลาออกเสียงปลายล้ินจะจดที่เพดานแข็งกักลมไว้ และลมก็จะ
เสยี ดแทรกออกมาระหว่างปลายลิ้นกับเพดานนั้น แลว้ จงึ คอ่ ยเปล่งเสียงออกมาประกอบกันเป็นเสียงพยัญชนะ
ในกลุ่มพยัญชนะ “ส”) ครูองนุ่ มีกระบวนการการออกเสียงในกลุ่มพยัญชนะ “ส” ได้ชดั ถ้อยชัดคาและไพเราะ
มาก โดยวิธีการแล้วคุณครูจะไม่อธิบายให้ผู้ศึกษาเข้าใจ แต่จะใช้วิธีการสาธิตให้ผู้ศึกษาสังเกตและปฏิบัติตาม
88
นอกจากน้ใี นพยัญชนะในกลุ่มเสยี งต่าง ๆ คณุ ครอู ง่นุ จะมีวธิ กี ารออกเสียงทชี่ ดั ถ้อยชดั คาเชน่ กัน ทาใหค้ าแตล่ ะ
คาที่เปล่งออกมานั้น มีความชัดเจนท้งั อกั ขระวธิ ีและชดั เจนใจในความหมาย
การแบง่ วรรคตอนของคานนั้ คณุ ครจู ะสาธิตการขบั รอ้ งให้ฟังในแต่ละประโยค ซง่ึ เปน็ ลกั ษณะของการ
แบ่งวรรคตอนของคาประพันธ์ในฉันทลักษณ์ของกลอนชนิดต่าง ๆ โดยที่ไม่แบ่งคาหรือฉีกคาให้ความหมาย
ใจความของคาเปลีย่ นไป นอกจากน้ีในกรณีท่บี ทประพนั ธ์นนั้ ๆ เป็นประเภท โคลง ฉนั ท์ กาพย์ กลอน คุณครู
ก็จะสาธิตการร้องและการแบง่ เออ้ื นให้เขา้ กบั ลักษณะของคาประพันธ์ประเภทต่าง ๆ
จากการศึกษาเรื่องฉันทลักษณ์ในการขับร้องเพลงไทย บทประพันธ์ท่ีผู้ขับร้องจะนามาบรรจุเพลง
จะเป็นบทประพนั ธ์หรอื กลอนชนิด “กลอนขับร้อง” ซงึ่ หมายถึง บทประพันธท์ ่ปี ระพันธ์ข้ึนใชเ้ ปน็ ลานาสาหรับ
ขับรอ้ ง ได้แก่ สกั วา เสภา ดอกสรอ้ ย บทละคร เพลงไทย ซึ่งการประพนั ธ์กลอนในชนิดต่าง ๆ นี้ จะใช้ลกั ษณะ
คาประพันธ์ไดห้ ลายลกั ษณะ เช่น โคลง ฉนั ท์ กาพย์ กลอน
วธิ ีการศกึ ษาและถ่ายทอดการขับรอ้ งเพลง ท่ีมบี ทประพนั ธใ์ นลกั ษณะตา่ งๆนนั้ วิธีการถ่ายทอดเพลงมี
ความแตกต่างก้ันคือ การวางเอื้อนและถ้อยคานั้น จะแตกต่างกันไปตามลักษณะฉันทลักษณ์ของบทประพันธ์
ชนดิ นั้น ๆ
ในด้านการใช้ถ้อยคาให้เกิดความไพเราะ คุณครูองุ่นจะสาธิตการร้องให้ฟังเป็นตัวอย่างเช่นกัน
แล้วจากน้ันให้ผู้ศึกษาปฏิบัติตาม เม่ือคุณครูพบจุดบกพร่องในการใช้ถ้อยคา หรือการใช้ถ้อยคาของผู้ศึกษา
ยังไม่เข้าถึงอารมณ์และความหมายของคาประพันธ์ได้ดีเท่าที่ควร คุณครูจะสาธิตการร้องโดยใช้ถ้อยคา
ท่ีไพเราะ เหมาะสมกับความหมายและอารมณ์ของคาประพันธ์ให้ฟังเป็นตัวอย่างอีกคร้ังหน่ึง จากน้ันจึงให้
ผศู้ กึ ษาปฏบิ ัตติ ามซ้า ๆ จนเกิดความเข้าใจและสามารถปฏบิ ัติได้
จงั หวะ
คุณครูองุ่น จะใช้วิธีการสาธิตการร้องและการเคาะจังหวะให้ฟังเป็นตัวอย่าง จากนั้นคุณครูจึงให้
ผศู้ กึ ษาปฏบิ ัติการร้องและเคาะจังหวะตาม หากผูศ้ กึ ษายังไม่เข้าใจในจังหวะของเพลงท่ีซับซ้อนและเข้าใจยาก
คุณครูก็จะให้ผู้ศึกษาปฏิบัติเช่นเดิมซ้า ๆ หลาย ๆ ครั้งจนเกิดความเข้าใจ สามารถเคาะจังหวะได้ตรงตาม
จังหวะยกและจังหวะตกในห้องเพลงน้ัน ๆ ไดพ้ ร้อมท้ังใหฝ้ ึกตโี ทนรามะนา แตล่ ะเพลงก็จะทราบเลยว่าเราร้อง
ขาดเกนิ ไหม
การใสอ่ ารมณแ์ ละความรู้สึกในบทเพลง
การใส่อารมณ์และความรู้สึกในบทเพลง คุณครูองุ่นท่านจะแนะนาวิธีการแสดงความรู้สึกในบทเพลง
ต่าง ๆ จะอธิบายว่าการแสดงอารมณ์และความรู้สึกในบทเพลงนั้น จะต้องเป็นสิ่งท่ีออกมาจากข้างใน นักร้อง
จะต้องทาความเข้าใจถึงอารมณ์ของบทประพันธ์ และบทบาทของตัวแสดง เช่น ในบทที่แสดงออกถึงความรัก
ต้องใช้ถ้อยคาที่ไพเราะอ่อนหวานและนุ่มนวลชวนฟัง บทที่แสดงออกถึงอารมณ์โกรธก็จะต้องใช้เสียงที่
แสดงออกถึงความมีอานาจ มีโทสะ และกระแทกกระทั้น มีความกระชับของจังหวะหรือไม่ลากจังหวะให้ช้า
ยืดยาด เพราะจะทาใหเ้ สยี อรรถรสของบทประพนั ธ์และบทบาทของตวั ละครได้
ขา้ พเจ้าได้ตอ่ เพลงจากทา่ นไวม้ ากมายจนท่านเคยกลา่ วว่าฉันไม่มีอะไรจะต่อใหเ้ ธอแล้ว เพลงสาคัญ ๆ
เพลงเขมรภูมิปราสาทเพลงนี้ท่านบอกท่านทาทางร้องเอง เพลงแขกมอญบางขุนพรหมท่านต่อจากครูสกล
89
แก้วเพ็ญกาศออกสาเนียงมอญ ทยอยในทางถอด ทยอยเดี่ยว โอ้มหาวิบาก (ละครเรื่องท้าวแสนปม) ท่านเป็น
คนทันสมัยเม่ือร้องเสร็จแล้วก็สอนบันทึกโน้ตทางร้อง ครูองุ่นท่านราสวยมากท่านเล่าให้ฟังว่าท่านเรียนรา
กับครูล้ินจี่ จารุจรณ ได้เรียนรามอญ พม่าชมเดือน พม่าเปิงมาง ทาอังกะลุง ทาไม้ตีขิม ปักเครื่องละคร
ตัดเสอื้ ผ้า ท่านใหค้ วามรู้ความเมตตาดูแลประดจุ เปน็ ลกู หลานของท่าน
ดร.สรุ ะชัย สีบบุ ผา
รองผู้อานวยการวิทยาลัยนาฏศิลปลพบรุ ี
90
คุณครู “องุน่ ” ครูผู้เมตตาย่ิงลา้ ตอ่ ศษิ ย์
...ขา้ พเจา้ นบั เปน็ ผู้มีบญุ ทไ่ี ด้ร่าเรียนกบั คณุ ครอู งนุ่ บวั เอี่ยม ผู้เปี่ยมด้วยเมตตา ด้วยวาสนาโดยแท.้ ..
ขา้ พเจ้าเปน็ เด็กต่างจังหวดั คือจงั หวดั สงิ หบ์ ุรี ที่มีโอกาสเข้ามาร่าเรียนในกรงุ เทพ มีพ้นื ฐานการดนตรี
ขับร้องวัยเด็กแบบชนบท เร่ิมต้นด้วยการรู้จักเสียงโน้ตดนตรีไทย จากการเป็นนัก “อังกะลุง”ของโรงเรียน
เน่ืองจากตัวโตกว่าทุกคน ครูจึงได้ถืออังกะลุงตัวใหญ่คือ ตัว “ฟา” และตัว “ซอล” ให้เขย่าอังกะลุงบรรเลง
เพลงชาติไทยในการเข้าแถวร้องเพลงชาติทุกเช้าโดยมีน้องที่เรียนชั้นเล็กกว่าปีหนึ่ง ช่ือบัญชา หรือ อาจารย์
ศวิ ศิษฏ์ นลิ สวุ รรณ นอ้ งนกั เรยี นรว่ มสา่ นักดนตรผี ู้ล่วงลบั เปน็ คนตกี ลองใหญก่ ่ากับจังหวะ กว่าจะไดเ้ ร่ิมฝึกหัด
ร้องเพลงไทยเดิมก็ในช่วงประถมปลาย และมาจนต่อยอดเมื่อถึงมัธยมต้นและปลาย ครูท่านจับฝึกเพ่ือส่ง
ประกวดเพิม่ ทักษะ จากระดบั โรงเรยี น มาระดับจังหวัด และระดบั เขต โดยสง่ ไปฝกึ ร้องส่งรว่ มกับวงดนตรีของ
คุณครูนักดนตรีอาวุโสในจังหวัดสิงห์บุรี คือคุณครูถุงเงิน ทองโต ศิษย์ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร
ศลิ ปบรรเลง) นบั เป็นการเร่ิมศกึ ษาแนวทางดนตรีสายทา่ นครหู ลวงประดิษฐฯ ในชน้ั แรก
เม่ือปี พ.ศ. 2526 ข้าพเจ้าเข้ามาเรียนกรุงเทพฯทางด้านอักษรศาสตร์จนจบการศึกษาข้ันบัณฑิต
ตลอดเวลานี้ไดม้ โี อกาสไดร้ ่าเรียนวชิ าการดนตรแี ละร้องเพลงกับคุณครูผูใ้ หญ่หลายท่าน ซ่ึงการเรยี นดนตรีและ
ขับร้องประจ่าวงดนตรีคณะอักษรศาสตร์ มีคุณครูอุทัย แก้วละเอียด (ศิลปินแห่งชาติ) ศิษย์ท่านครู
หลวงประดิษฐไพเราะเป็นครูผู้สอน และเมื่อตัดสินใจเรียนต่อระดับมหาบัณฑิตช่วงปี พ.ศ. 2531 คณาจารย์
91
คณะอักษรศาสตร์ได้ชักชวนให้ข้าพเจ้าร่วมเป็นคณะนักร้อง ในการแสดงหุ่นกระบอกเรื่องสามก๊ก ตอนโจโฉ
แตกทัพเรือ ของอาจารย์จักรพันธ์ุ โปษยกฤต (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ปี พ.ศ. 2543) ซึ่งการเข้าร่วม
การแสดงหุ่นกระบอกของอาจารย์จักรพันธุ์น้ี ท่าให้ข้าพเจ้าได้มีบุญวาสนาฝากตัวเข้ามาเป็นศิษย์ คุณครูองุ่น
บวั เอยี่ ม โดยแท้
ในราวปี พ.ศ. 2533 อาจารย์จักรพันธ์ุ ได้เอ่ยชวนข้าพเจ้าให้ไปฟังรายการดนตรีไทย บรรเลงโดย
วงดนตรีไทยอาวุโส ศษิ ย์ท่านครหู ลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ณ เรือนไทย จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เน่ืองจากคุณครูบุญยงค์ เกตุคง คณุ ครูผู้ปรับเพลงและท่าทางเพลงให้กับหุ่นกระบอกเรื่องสามก๊ก ของอาจารย์
จักรพันธุ์ ท่านมาร่วมบรรเลงและเชิญอาจารย์จักรพันธ์ุมาร่วมงานด้วย ข้าพเจ้าตอบรับค่าชวนของอาจารย์
ในทันที เนื่องจากคุ้นเคยแวะเวียนไปฟังดนตรีท่ีเรือนไทยอยู่เนือง ๆ อีกทั้งอยู่ใกล้กับหอพักมหาวิทยาลัยท่ี
ข้าพเจ้าพักอาศัย เวลาเดินลัดเลาะเพียงไม่ถึงห้านาที การบรรเลงวงดนตรีไทยในคร้ังน้ี ล้วนแต่มีคุณครูอาวุโส
ศิษยท์ ่านครมู าร่วมบรรเลงหลายต่อหลายท่าน และในเย็นวนั นนั้ นบั เป็นครัง้ แรกท่ีขา้ พเจ้าไดเ้ ห็นคุณครูอาวุโส
นักร้องน่าหญิงท่านหน่ึง นั่งอยู่ท่ามกลางครูนักดนตรีปี่พาทย์ ด้วยรอยยมิ้ สว่างไสว เสียงรอ้ งเอ่ยเอ้ือนตลอดทั้ง
เพลงของท่าน แสดงถึงแก้วกังวานของเสียงที่แจ่มใสเจิดจ้ายิ่งนัก หากไม่นั่งชมอยู่หน้าเวที แล้วใช้เพียงโสต
92
สัมผัส จะต้องคิดว่าผู้ร้องอยู่ในวัยสาวน้อยอายุสิบหก โดยตลอดช่วงเวลาท่ีคุณครูขับร้องนั้น อาจารย์จักรพันธ์ุ
ไดห้ นั มาสบตาขา้ พเจา้ พลางพยักหนา้ ทา่ นองใหจ้ ดจา่ วิธีการรอ้ งของท่านเอาไว้ให้จงดี
อาจารย์จกั รพันธุ์ได้น่ากลุ่มลูกศิษย์เข้าไปกราบคุณครูผู้บรรเลงทุกท่าน และกอ่ นกลบั บ้านในค่าวันน้ัน
อาจารย์ได้เอ่ยข้ึนว่า ถ้ามีโอกาส อยากให้เล็กและคณะนักร้องหุ่นกระบอกไปศึกษาแนวทางร้องเพลง กับ
คุณครูองุ่น บัวเอี่ยมเพ่ือได้ใช้เป็นแนวทางการร้องตามแบบโบราณของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร
ศิลปบรรเลง)
จากนั้นไม่นาน ข้าพเจ้าพร้อมท้ังอาจารย์จารุวรรณ ชลประเสริฐ และอาจารย์พรรณร่าไพ ดวงดี
คณะนกั ร้องคณะหุ่นกระบอกอาจารยจ์ กั รพนั ธ์ุ โปษยกฤต ไดเ้ ดินทางไปกราบคุณครเู พื่อฝากตวั เปน็ ศิษย์ โดยมี
คุณครูอุทัย แก้วละเอียดเป็นผู้น่าไปฝากฝัง ณ บ้านของคุณครูซอยมิ่งขวัญ ในวันน้ันนอกจากคุณครูองุ่นแล้ว
ยังได้พบกับคุณครูฟุ้ง บัวเอี่ยม ลงมาต้อนรับคณะศิษย์กลุ่มใหม่ด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข ถัด ๆ จากกลุ่มศิษย์
น้องใหม่ของคุณครูแล้ว ยังมีศิษย์รุ่นพ่ี วัยในราวสิบกว่าขวบ ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวนั่งฝึกฝนดนตรีสารพัดอยู่ใกล้ ๆ
คุณครูแนะน่ากับพวกเราว่า ศิษย์พี่กลุ่มน้ี เรียกว่าคุณครูเป็นย่า เรียกคุณครูฟุ้งว่าปู่ และจะแวะเวียนมาเรียน
ดนตรกี บั คุณครทู ้งั สองทุก ๆ วัน ไม่มเี หงา
ส่าหรับใต้ถุนเรือนไม้กว้างขวางแห่งนี้ ครูมีเรื่องเล่ามากมายเพราะเป็นสถานที่บ่มเพาะลูกศิษย์
นักดนตรีไทยรุ่นใหญ่น้อย เข้ามาฝึกฝนหาวิชาความรู้ ไปต่อยอดก้าวผ่านสู่โลกแห่งศิลปินใหญ่มาแล้ว
หลายต่อหลายรุ่น ครูเล่าอย่างมีความสุข ในการมาเรียนกับครูแต่ละคร้ัง ครูไม่เคยละเลยกับการกล่าวถึง
ความหลังแห่งความสุขน้ัน น่ันคือความผูกพันระหว่างครูกับลูกศิษย์คนแล้วคนเล่า พรั่งพรูไม่ขาดสาย ดวงตา
เป็นเปล่งประกายและมีรอยยิ้มกว้างด้วยความภาคภูมิใจอย่างที่สุด บางคร้ังครูสอนไปในมือของครูยังเหลา
93
ไม้ขิมไปดว้ ย แลบางคร้ังก็ยังได้เห็นอังกะลุงทคี่ รูทา่ ขึ้นวางเรียงรายรอส่งมอบไปยังโรงเรียนต่าง ๆ ท่ีครูมักเล่าว่า
“ท่าไว้ให้เด็ก ๆ” ซึ่งการนั่งเรียนขับร้องอยู่กับครูท่ามกลางอังกะลุงช้ินน้อยใหญ่น้ี เสมือนย้อนชีวิตวัยเยาว์
ช่วงต้นชีวิตการเรยี นดนตรีของข้าพเจา้ ฝึกร้องไปครงั้ ใด เหลือบตามองไปเห็น คือนึกย้อนถงึ เสยี งอังกะลุง ซอล
ฟา ของตัวเองซ้อนทับอยู่ในอังกะลุงนั้น จะขอครูหยิบจับเล่นก็ไม่กลา้ เกรงใจศิษย์พ่ีวัยสิบขวบท่ีซ้อมดนตรีอยู่
ข้าง ๆ
การมาฝึกซ้อมร้องเพลงทุกครงั้ กับคุณครู นอกจากเสียงเพลง ดนตรีการต่างๆแลว้ ยังได้เห็นความเปน็
“ช่างฝีมือ ประดิษฐ์เคร่ืองดนตรีไทย” ที่มีฝีมือสูงยิ่งของครูองุ่น รวมไปถึงคุณครูฟุ้งด้วย นับเป็นส่ิงใหม่ที่
ขา้ พเจ้าไม่เคยทราบมาก่อน คณุ ครอู งนุ่ มีความช่านาญมาก บ่อยครงั้ ทท่ี ่านนงั่ เหลาไม้ขิมไปพลาง และเล่าเรื่อง
สัพเพเหระไปพลางได้สารพัด จึงอาจกล่าวถึงความสามารถท่ีช่านาญอย่างยิ่งของคุณครูขับร้องของข้าพเจ้าน้ี
ด้วยถ้อยคา่ ง่าย ๆ วา่ “เปน็ ผหู้ ญงิ ตวั เล็กเลก็ นดิ เดยี ว แต่ความสามารถรอบตัวลน้ เหลอื ”
ขา้ พเจา้ กับอาจารยจ์ ารุวรรณ ชลประเสรฐิ จะนัดหมายฝกึ ขับร้องกับคณุ ครูสัปดาหล์ ะ 1 ครง้ั ครจู ะน่ัง
รอท่ีใต้ถุนบ้านเรือนไม้ มาถึงแล้ว เข้าท่ีนั่ง ที่ม้านั่ง ครูจะกางสมุดจดบันทึกเพลงและทางร้องของครูไว้เป็น
ระเบียบด้วยลายมือสวยงาม เปน็ เล่มหนาพอสมควร สว่ นข้าพเจ้าเตรยี มสมุดบันทึกไวจ้ ดค่าสอนของครูเช่นกัน
แต่ละครั้งครูจะก่าหนดว่าวันน้ีจะต่อเพลงอะไร ซึ่งเพลงที่ครูเลือกให้จะเป็นเพลงทางเฉพาะของท่านครู ท่ีครู
เน้นย้่าว่าเปน็ ทางเพลงเฉพาะสายท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เช่น เพลงเขมรภูมิประสาท
เพลงเขมรไทรโยค (เถา) ครูจะเริ่มต่อเพลง ทั้งเนื้อร้องและการเอื้อนทีละวรรค ทีละวรรค เม่ือแม่นย่า แล้วจึง
ต่อให้จนครบท่อน ลูกศิษย์ก็มีหน้าที่จด ท้ังเน้ือร้อง การเอื้อน ระดับเสียง การเว้นหายใจ ตลอดจนเทคนิคการ
ใช้เสียงคร่ัน เสียงเชื่อมระหว่างการเอื้อนวรรคเพลงให้ไพเราะ การก่าหนดใช้เสียงสูง เสียงต่า ในช่วงใดบ้าง
ก็จดลงในสมุดไว้กันลมื แต่โดยหลักคือต้องทวนจ่าให้ได้ การจดเป็นเพียงข้อสังเกตย่้ากันลืมเท่าน้ัน ครูสอนพัก
หนึ่งราว 30 นาที ช่วงพักของคุณครู คือการชวนคุยหรือเล่าเรื่องราวต่างๆ เพ่ือเป็นการพักเหนื่อย แล้วจึงต่อ
เพลงจนครบชวั่ โมงถงึ หน่ึงช่วั โมงครงึ่ ในเรื่องราวการพักครง่ึ นัน้ นับเปน็ เรอ่ื งต่ืนอกตืน่ ใจของข้าพเจ้า เพราะครู
มักจะสรรหาเรื่องเล่าที่เป็นเกร็ดความรู้ในอดีตมาให้ได้ฟัง โดยเฉพาะในช่วงท่านครูมีชีวิตอยู่หลายต่อหลาย
เหตุการณ์ บ้างก็แทรกเร่ืองวัยเยาว์ของครู บ้างก็กล่าวถึงคุณครูดนตรีผู้ใหญ่สายท่านครูด้วยความปีติอาลัย
อาทิ คณุ ครชู น้ิ ศลิ ปบรรเลง และ คุณครจู นั ทนา พิจิตรครุ กุ าร เหน็ ไดว้ ่าความสุขของครนู อกเหนือจากการร้อง
เพลงแล้ว เร่ืองราวเก่าแก่อันประทับใจน่าจดจ่าเหล่านี้ น่าจะเป็นส่ิงท่ีท่าให้ครูมีความสุข และการมีลูกศิษย์มา
นั่งฟงั อยูด่ ้วยความเพลิดเพลินตื่นเตน้ ก็น่าจะเปน็ ความสุขของคุณครูเชน่ กัน เพราะคณุ ครเู ล่าโดยไม่เหนื่อยแม้
สักชว่ งเวลาเดยี ว
94
การฝึกร้องเพลงของข้าพเจ้าและอาจารย์จารุวรรณ ดา่ เนนิ ไปได้ราวสามปีในช่วงข้าพเจ้าเรียนปริญญาโท
นับเป็นกิจวัตรหน่ึงครั้งต่อสัปดาห์มิได้ขาด คุณครูจะเรียกศิษย์คือตัวข้าพเจ้าว่า “หนูเล็ก” ส่วนข้าพเจ้าเรียก
ท่านส้ัน ๆ ว่า “ครู” คุณครูจะช่วยต่อเพลง ทวนเพลงและฝึกฝนให้ข้าพเจ้าไปออกงานส่าคัญอย่างมุ่งมั่นเต็ม
เป่ียม คอยแก้ไข ปรับทาง และให้ก่าลังใจด้วยความเมตตาเอ็นดูต่อข้าพเจ้าอย่างย่ิง ช่วงท่ีข้าพเจ้าจ่าเป็น
จะต้องจบการศึกษาให้ทันตามก่าหนด ข้าพเจ้าต้องกราบเรียนคุณครูว่าพักการฝึกร้องเพลงไว้ก่อน ด้วยต้องมุ่ง
ท่าวิทยานิพนธ์ให้ส่าเร็จทันเวลา แม้มิอาจไปเรียนกับท่านได้ ท่านก็คอยสอบถามข่าวคราวการศึกษาของ
ข้าพเจ้าอยู่ตลอดเวลา และเม่ือจบการศึกษาต้องย้ายที่พักจากหอพักมหาวิทยาลัย ไปไกลโพ้นถึงบางกะปิ
ต้องเริ่มต้นชีวิตการท่างานในท่ีใหม่ คือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การฝึกร้องเพลงท่ีมุ่งม่ัน ก็ไม่มีโอกาสท่า
ไดม้ ากเช่นเดิม การท่างานท่ีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์น้ี ขา้ พเจา้ ได้เขา้ มาช่วยสอนเป็นอาจารย์พิเศษวิชาการ
ขับร้องเพลงไทยท่ีภาควิชาศิลปนิเทศ (ชื่อในขณะน้ัน) อยู่ราวเจ็ดแปดปี และเป็นเรื่องท่ีดีใจอย่างที่สุด คือได้
พบว่ามีลูกศิษย์หลายคนในชัน้ เรียน เป็นลูกศิษย์ “ย่าหงุ่น” หรือเท่ากับเป็นศิษย์ร่วมส่านักเดียวกันกับข้าพเจ้า
นัน่ เอง โดยเฉพาะ “ครูบอล” กันตภน เรืองลนั่ และ “ครหู น่งึ ” ภาณภุ ัค โมกขศกั ดิ์
แต่น้ันเป็นต้นมาความเมตตาและระลึกถึงของคุณครูได้ถูกส่งผ่านมาถึง “หนูเล็ก” คือข้าพเจ้า
อย่างสม่าเสมอมามิว่างเว้น ก็โดยศิษย์หรือศิษย์ร่วมส่านักกลุ่มน้ีนั่นเอง มิว่ามีการงานใด ๆ ก็จะคอยส่งข่าว
คราวทุกประการทุกการงานที่เก่ียวข้องกับคุณครู และช่วยกรุณาส่งข่าวมาถึงข้าพเจ้าให้ได้มีโอกาสแสดง
กตัญญตุ าต่อครบู าอาจารย์คือคุณครู “องนุ่ ” ในทุกวาระ
คุณครูของข้าพเจ้า “คุณครูองุ่น บัวเอี่ยม” ท่านคือครูผู้มีพระคุณ สั่งสอนบ่มเพาะแนวทางถ่ายทอด
วิชาศิลป์ชั้นสูงให้ไว้เป็นสมบัติมีค่าประดับตน คุณครูมิได้เพียงมอบวิชาความรู้เท่านั้น แต่ส่งมอบความรัก
ความปรารถนาดี ห่วงใยรักใคร่ต่อศิษย์คือข้าพเจ้า อย่างชัดแจ้งยาวนาน มอบให้โดยปราศจากเงื่อนไขใด ๆ
ทั้งสนิ้
95
ศิษย์ขอประณตน้อมวันทา กราบร้าลึกถึงพระคุณ “คุณครูองุ่น บัวเอ่ียม” ครูผู้มีเมตตายิ่งล้าต่อ
ศษิ ย์ทงั หลาย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์วชั ราภรณ์ อาจหาญ
ผู้อา่ นวยการส่านักพพิ ิธภัณฑ์การเกษตรฯ และอาจารย์ประจ่าภาควชิ าวรรณคดี คณะมนุษยศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์
96
รำลกึ ร้อยปี ครูองนุ่ บัวเอ่ียม
… พ่ีสุ เย็นน้ีว่างไหมไปเท่ียวเมืองนนท์กัน... ครูดนตรีรุ่นน้อง (อ.จักรพงษ์ กลิ่นแก้ว) ที่ทางานด้วยกัน
มาชวนหลังโรงเรียนเลิก ด้วยความเป็นคนมาจากต่างจังหวัดตัวคนเดียว ครอบครัวไม่ได้อยู่ด้วยกัน ฉันตกลง
รับปาก เย็นนั้นไปร่วมงานงานศพของผู้เก่ียวข้องทางดนตรีน่ันแหละแต่จาไม่ได้ว่าเป็นใคร มีโอกาสร่วมเล่น
เครื่องง่าย ๆ น่าจะเป็นกรับ เป็นครั้งแรกของชีวิตท่ีไปเจอคนดนตรีหลากอาชีพ ถือว่าเป็นความโชคดีที่สุดใน
ขณะนน้ั กว็ ่าได้ ครัง้ น้ันฉันไดพ้ บครูองุ่น บัวเอีย่ ม หรอื ท่ีน้อง ๆ เพ่อื นครทู ีไ่ ปด้วยกนั เรยี ก “ยา่ หง่นุ ” ซึง่ ปกติได้
ยินแต่น้อง ๆ ครูดนตรีโรงเรียนในกลุ่มเขตกล่าวถึงอยู่บ่อย ๆ ในลักษณะของเลียนเสียงคาพูดของย่า ในตอน
แรก ๆ ยังคิดว่าน้อง ๆ กลุ่มนี้ ไม่เคารพครูกันเลย แต่พอได้เจอย่าจึงได้รู้ว่า มันบ่งบอกถึงความสนิทสนม
ความรกั ความกตญั ญทู ม่ี ีตอ่ ครูของเขานนั่ เอง คร้ังนัน้ ฉันไม่ไดฝ้ ากตวั เป็นศิษยก์ ับยา่ ในเวลาต่อมาฉันมีโอกาส
ได้พบและร่วมแสดงกับวงแคนวงคณะอินทประสิทธ์ิศิลป์ ของย่าบ่อยครั้งขึ้น จนกลายเป็นศิษย์ ของย่าไปโดย
ปริยาย ( คิดเอาเองจากความสนิทสนมกบั น้อง ๆ พ่ี ๆ และคุณครูท่รี ว่ มวง)
ในพื้นฐานของการชอบร้องราตามประสาบ้านนอกของฉันทาให้ แอบขโมยความรู้จาก น้อง ๆ พ่ี ๆ
และคณุ ครใู นวงมาฝกึ เองบอ่ ย ๆ โดยเฉพาะทางเพลงของย่า (อยา่ งทีค่ นโบราณมักพูดกันว่าครูพกั ลักจา) แตฉ่ นั
รู้ว่าทุกคนยินดี (เข้าใจเอาเอง) ซึ่งมันเป็นความจริงจากการที่ได้รับการบอกกล่าวแนะนา ฉันได้มีโอกาสร่วม
แสดงกับย่าคร้ังสาคัญอีกวาระในการที่ทางมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ได้มอบรางวัลพระสิทธิธาดาทองคา
ให้กับย่า คร้ังน้ันนอกจากได้ร่วมงานกับย่าแล้วฉันยังมีโอกาสได้พบกับครูท่ีฉันด้ันด้นไปเรียนฟ้อนสาวไหม คือ
ครูบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) ซ่ึงได้รับรางวัลเดียวกัน ในงานน้ันฉันได้รู้ว่าย่า มีฉายาว่านักร้อง
เสยี งระฆังทอง
97
หลังจากวันน้ันฉนั หนั มาสนใจทางเพลงของยา่ มากขน้ึ โดยภาระงานไม่มโี อกาสทจี่ ะไปหาย่าทบี่ ้านต้อง
ศึกษาเองจาก แผ่นเพลง ฉันรักทางเพลงของย่ามากชอบมากที่สุดคือแอ่วลาว กับเพลงเต่าเห่ โดยเฉพาะเพลง
เตา่ เห่ ว่างเมือ่ ไหรฉ่ นั เป็นต้องรอ้ งจน นอ้ ง ๆ เอาไปพูดกนั ว่า เดีย๋ วป้าสเุ ขาร้องเต่าเหไ๋ ดแ้ ล้วนะ...
งานท่ีฉันภูมิใจอีกงานคืองาน 90 ปี นักร้องเสียงระฆังทอง ฉันได้ควบคุมฝึกซ้อมนักเรียนนาฏศิลป์
จากโรงเรียนวัดศรีบุญเรือง มาร่วมแสดงฟ้อนลาวสวยรวย “รุ่งอรุณเบิกฟ้า” กับวงอังกะลุงนักเรียนจังหวัด
นนทบุรี ย่าหงุ่นได้ต่อทางร้องแนะนาท่าราเพลงน้ี และดิฉันเป็นผู้ขับร้องด้วย ทุกวันน้ีฉันยังภูมิใจอยู่ตลอดทีไ่ ด้
มีโอกาสได้พบเจอย่าแม้ว่าเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ไม่ก่ีปี นับเป็นสิ่งดีงามในชีวิตของฉัน ที่ได้พบครูท่ี ทาให้ฉันรัก
หลงใหล หวงแหนในคุณค่าของความเป็นไทย ความรัก ความผูกพันกับสิ่งงดงามนี้ ตราตรึงอยู่ในอณูแห่ง
ลมหายใจของฉัน คนท่ีเป็นรากวัฒนธรรม ขอบคุณโชคชะตาท่ีทาให้ได้มีโอกาสพบย่า ขอบคุณ รักและราลึก
คุณยา่ หง่นุ ค่ะ
คณุ ครสู ุวิมล พักกระโทก ครูวิทยฐานะชานาญการ
โรงเรยี นวดั ศรบี ุญเรอื ง เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร
98
คิดถึงยา่ อง่นุ บวั เอย่ี ม ผ้ใู ห้โดยไมต่ ้องขอ
ย่าองุ่น บัวเอ่ียม เป็นครูผู้ให้ความรัก ความรู้ และความอบอุ่นให้แก่ลูกศิษย์ทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข
เมอ่ื ครงั้ ทไ่ี ปหาทา่ นครั้งใด เมอ่ื นนั้ ท่านจะให้ทุกอย่างโดยไมต่ อ้ งขอ ให้ด้วยความเมตตา และเตม็ ใจทกุ คร้ัง
ครั้งแรกท่ีดิฉันได้พบเจอ ย่าองุ่นนั้น โดย ครูอ๊อด (อนุรักษ์ แพทย์กิจ) นาพาไปฝากตัวเป็นศิษย์
ท่านถามว่า “เล่นดนตรีอะไร” ดิฉันตอบว่า “อังกะลุง” ย่าองุ่นรีบเรียกมานั่งข้าง ๆ แล้วอธิบายเทคนิคการ
เขย่าอังกะลุง ต้ังแต่การจับอังกะลุง การเขย่า การสะบัด การใช้เสียงประสาน การหร่ีเสียง การเขย่าอังกะลุง
ยังไงใหเ้ สียงหวาน ๆ ๆ
ต่อมา ครูอ๊อด (อนุรักษ์ แพทย์กิจ) ก็พาดิฉันไปพบย่าองุ่นอีก คร้ังน้ีท่านชวนเขย่าอังกะลุงกันสามคน
โดยเขย่าเพลงลาวเจรญิ ศรี 2 ช้ัน เขย่าไปสอนเทคนิคไป สักชั่วโมง ย่าองุ่นบอกว่า “อยากเล่นอังกะลุงราวไหม”
แล้วก็อธิบายความแตกต่างของอังกะลุงเด่ียว กับองั กะลุงราว ทา่ นบอกว่า “ได้เพลงแล้วเล่นอังกะลงุ ราวดีกว่า
คนน้อยแต่เล่นได้ครบเพลง” ย่าองุ่นถามดิฉันอีกว่า “ชอบอังกะลุงไหม” ดิฉันตอบย่าองุ่นว่า “ชอบมาก ๆ
เพราะอังกะลุงบ่งบอกถึงความสามัคคีในหมู่คณะ การแบ่งปันหน้าท่ี” ท่านก็ถามว่า“นอกจากอังกะลุงแล้ว
เล่นดนตรีอยา่ งอื่นไหม” เลยตอบยา่ องุ่นว่า “เล่นขมิ ค่ะ” ยา่ องุ่นก็เลยให้ไมข้ ิมดิฉนั มา ดิฉันสงสัยว่าย่าอง่นุ เอา
มาจากไหน ท่านบอกว่า “เหลาเอง” ไม้ขิมที่ย่าองุ่นให้น้ัน เป็นไม้ขิมรูปร่างแบบโบราณ ท่านให้ไว้เป็นท่ีระลึก
ซึ่งเป็นไม้ขิมที่ดีที่สุดที่ดิฉันมี ปัจจุบันได้เก็บไว้เป็นที่ระลึกถึงย่าองุ่น บัวเอี่ยม สุดท้ายน้ี ดิฉันขอบพระคุณ
ย่าองุ่นเปน็ อยา่ งสูงนะคะท่ี ถา่ ยทอดความรู้ และใหป้ ระสบการณ์ในการเขย่าอังกะลงุ และไมต้ ขี ิม
รกั ระลกึ ถงึ และเคารพครูองุ่น บวั เอ่ยี มตลอดไป
ไขม่ ุก ช่วงชูวงศ์
99
ณ กาลเวลาหน่ึงท่ขี ้าพเจ้าได้เข้าไปสู่เขตบ้านท่รี ม่ เยน็
ณ กาลเวลาหนึ่งท่ีข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้เข้าไปสู่เขตบ้านท่ีร่มเย็นของครูฟุ้ง-ครูองุ่น บัวเอี่ยม
ซึ่งข้าพเจ้าเรียกท่านท้ังสองว่าพ่อใหญ่และแม่ใหญ่ โดยการนาพาของเพ่ือนรักทั้ง 3 คนคือ ขาคม พรประสิทธิ์
เกษร เอมโอด ธิดารัตน์ เรืองนุช ขอเรียกอย่างน้ีแล้วกันเพราะเป็นเพื่อนร่วมกิน ร่วมนอน ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ
ต้ังแต่เรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลปด้วยกัน ปัจจุบันทุกคนมีหน้าที่การงานท่ีเป็นท่ียกย่อง พ่อครูฟุ้งและแม่ครูองุ่น
ถ่ายทอดดนตรีและการขับร้องให้ลูกศิษย์ทุกคนโดยไม่หวงวิชาแม้แต่น้อย เงินทองแม้แต่บาทเดียวก็ไม่เคยคิด
เก็บกับศิษย์คนใด ศิษย์ทุกคนเปรียบเสมือนลูกหลาน แม่ครูองุ่นจะต้อนรับลูกศิษย์ด้วยรอยย้ิมและความ
เอื้ออาทรตลอดเวลา เวลาที่ซ้อมดนตรี แม่นั่งทาอังกะลุงไปด้วย ร้องเพลงร่วมกับการบรรเลงของลูกศิษย์ด้วย
รอยย้ิมที่สุขใจ แม้แม่ครูจะจากพวกเราไปแล้ว แต่ความรักความเอ้ืออาทรของแม่ครูที่มีต่อศิษย์จะฝังลึกอยู่ใน
จิตใจตลอดไป
ราลกึ ถงึ พระคุณของแม่ครูองุ่นตลอดไป
เพลนิ พิศ พุ่มพวงแก้ว