The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ครูองุ่น บัวเอี่ยม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by peenai.2011, 2021-07-07 09:47:47

ครูองุ่น บัวเอี่ยม

ครูองุ่น บัวเอี่ยม

100

“พ่อใหญ่ แม่ใหญ่” ครูฟ้งุ ครูองนุ่ บัวเอีย่ ม

ราว ๆ ปี พ.ศ. 2527 ผมได้มีโอกาสไปนอนพักค้างคืนท่ีบ้านครูประพิศพรรณ ศรีเพ็ญ ครูผู้ใหญ่
ด้านนาฏศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลป ท่านมีร้ัวบ้านติดกันกับบ้านครูฟุ้ง ครูองุ่น บัวเอี่ยม ซึ่งเป็นสานักดนตรี
เคร่ืองสายอันเป็นรู้จักของคนทั่วไปในขณะน้ัน ผมจาได้ว่าวันน้ันราวตี 4 กว่า ๆ ผมถูกปลุกขึ้นด้วยเสียงดนตรี
ท่แี ว่วเอื่อยลอยมา จงึ เดนิ ตามเสยี งไป และภาพท่ีเหน็ คือ การฝกึ ฝน (ไล่มอื ) ของเด็ก ๆ ทม่ี าเรยี นแบบกินนอน
อยู่ที่บ้านครู ผมรู้สึกประทับใจมากเพราะมันไม่ต่างอะไรกับบ้านปพ่ี าทย์ท่ีผมร่าเรียนฝึกฝนอยู่ ผมเกาะรั้วบ้าน
ดูด้วยความชื่นชม เมื่อไปถึงโรงเรียน (วิทยาลัยนาฏศิลป) จึงได้พูดคุยกับเพ่ือน คือ ด.ญ.ขาคม พรประสิทธ์ิ
และ ด.ญ.เกษร แก้วแดง ในความประทับใจและอย่างเรียนรทู้ างดา้ นเครื่องสายซึ่งผมเองก็รกั และชอบซออู้กบั
ขมิ เปน็ ทนุ เดิมอยูแ่ ล้ว

ไม่ก่ีวันต่อมา ผมได้มีโอกาสมาขอฝากตัวเป็นศิษย์ครูฟุ้งและครูองุ่น บัวเอี่ยม โดยมีเพ่ือนเป็นทนาย
หน้าหอช่วยสนับสนนุ เมื่อเริ่มพูดคุย ผมสัมผัสได้ถึงความเมตตาและความอบอุ่นจากสหี น้าและน้าเสียงของครู
ท้ังสองท่าน จากนาทีนั้นคาเรียก “พ่อใหญ่ แม่ใหญ่” ที่ผมเรียกตามเพ่ือนมันก็เริ่มเบ่งบานข้ึน เราพูดคุยกัน
อยู่นาน เป็นอันว่ารู้ท่ีมาท่ีไปว่าผมเป็นลูกใคร ลูกศิษย์ใคร ทีนี้ ก็ต่างคนต่างเล่าอ้างถึงครูท่านน้ันท่านนี้อย่าง
ออกรส เช่น ครูพิม นักระนาด ครูสกล แก้วเพ็ญกาศ ครูบุญยงค์-ครูบุญยัง เกตุคง ครูทเม็น นุชทรัพย์
ครมู ณเฑียร สมานมิตร เป็นตน้

จากน้ันไม่นาน ผมได้รับโอกาสเข้ามาเรียนรู้ฝึกฝนเคร่ืองสายจากครูและเพ่ือน ๆ ผม กิน นอน เรียน
เล่น พร้อมสรรพในบ้าน ส่วนพ่อใหญ่แม่ใหญ่ ก็เรียกผมว่า “ไอ้จ้อน” อย่างเอ็นดู และสะดวกในการเรียกขาน
ไหวว้ านในกิจกรรมตา่ ง ๆ

พ่อใหญ่ ท่านเล่นเคร่ืองดนตรีเก่ง โดยเฉพาะซออู้และโทนรามะนา ทั้งมีวิธีการสอนที่แยบยลทันสมัย
ทาให้ผู้เรยี นเขา้ ใจได้ง่าย ทา่ นคดิ ทางของแต่ละเครื่องมือออกมาได้อย่างสวยงาม แลว้ ให้ลูกศษิ ย์บนั ทกึ โนต้ และ
คัดแยกตามเครื่องมือในการเก็บรักษาเพื่อสะดวกในการนาออกมาใช้ ท่านมีศาสตร์สัมพันธ์ด้านอ่ืน ๆ มาร่วม
ในการอบรมสัง่ สอนลกู ศิษยอ์ ยู่เสมอ ๆ

แม่ใหญ่ ท่านมีทางร้องท่ีล้าค่า มีลูกศิษย์ลูกหาที่มีช่ือเสียงมากมาย ทั้งมีฝีมือเชิงช่าง คือ การทา
อังกะลุง ผมมีความประทับใจมากที่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งซ่ึงมุ่งมั่นและอดทนอยู่กับ เคร่ืองจักร ไม้เนื้อแข็ง
ไม้ไผ่ มีด เตาไฟ ตะกั่ว ฯลฯ จนครบกระบวนการ น่ันหมายถึงท่านสอนดนตรีไปพร้อม ๆ กับการถ่ายทอดวิชา
ช่างให้กับลูกศิษย์ เรียกได้ว่าลูกศิษย์คนไหนรับไหวก็จะได้วิชาติดตัวไป นอกจากน้ันท่านยังต้องบริหารเวลา
ในกจิ กรรมต่าง ๆ ภายในบา้ นในแต่ละวนั ให้สมบูรณ์อีกด้วย

“พอ่ ใหญ่ แมใ่ หญ่” คอื ครูผู้เปยี่ มไปด้วยความร้คู วามสามารถ หลกั การและประสบการณ์
“พ่อใหญ่ แม่ใหญ่” คือ พ่อ แม่ ที่ให้ทั้งความรัก ความเมตตา ความอบอุ่น สละได้ซ่ึงความสุขส่วนตัว
และหยบิ ยน่ื บรรเทาแก่ศิษย์อยู่เสมอ

101

“พ่อใหญ่ แม่ใหญ่” หรือ ครูฟุ้ง ครูองุ่น บัวเอี่ยม ของผมและของศิษย์อีกหลายคน ท่านคือต้นทาง
ในการสร้างคนและตน้ แบบในการสรา้ งครู ผา่ นกาลเวลา จากครู... สูศ่ ิษย.์ .. ถึงศิษย์

กราบ “พอ่ ใหญ่ แมใ่ หญ่”
ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ นริ ันดร์ แจ่มอรุณ
คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคาแหง

102

แมใ่ หญ่

ย้อนเวลาไปเม่ือ พ.ศ. 2524 พอนามาคานวณ ตกใจอยู่เหมือนกัน 40 ปี ผ่านมาแล้ว แต่เร่ืองราว
ต่าง ๆ ยังอยู่ในความทรงจาของดิฉันเป็นอย่างดี ชีวิตของเด็กหญิงเกษร แก้วแดง ท่ีได้มีโอกาสมาเป็นลูกศิษย์
และเป็นลูกสาวของครูองุ่น บัวเอี่ยม ท่านเป็นแม่คนท่ี 2 ของดิฉัน ท่านให้ข้าวกิน ให้ที่อยู่ ให้ความรู้
ให้การอบรมสั่งสอนเพื่อให้เราเป็นคนดี ที่สาคัญท่านให้ประสบการณ์ที่คนอ่ืนไม่เคยได้รับ ท่านให้อนาคต ดิฉัน
เรยี กคณุ ครูองุน่ บัวเอ่ยี ม ว่า “แม่ใหญ่”

เม่ือ พ.ศ. 2524 ดิฉันท่ีได้มีโอกาสมาเรียนกับแม่ใหญ่ ตอนนั้นดิฉันสอบเข้าศึกษาท่ีวิทยาลัยนาฏศิลป
(วังหน้า) ตอนน้ันเรียกว่า “ช้ันต้นปีท่ี 1” เรียนวิชาเอกเครื่องสาย (จะเข้) ในรุ่นมีเด็กที่เรียนจะเข้รวมทั้งหมด
7 คน รวมท้ังตัวดิฉันด้วย ดิฉันเป็นเด็กท่ีไม่มีพ้ืนฐานในการดีดจะเข้มากนัก เพราะหัดตามคาแนะนาของพ่อ
(ร้อยตารวจตรี เช้ือ แก้วแดง) ซ่ึงพ่อได้เก็บออมเงินเดือนเพื่อซื้อจะเข้และโน้ตเพลงจากร้านดุริยบรรณให้ดิฉัน
ฝึกฝน เมื่อสอบเข้ามาได้ก็พยามยามท่ีจะฝึกฝนและพัฒนาตนเอง เพราะเพื่อนในรุ่นมีฝีมือการดีดจะเข้เก่ง ๆ
กันท้ังน้ัน และด้วยความคิดท่ีว่าอยากดีดจะเข้เก่งเหมือนเพื่อน ดิฉันจึงตัดสินใจถามเพ่ือนคนหนึ่งท่ีดิฉัน
ประทับใจในฝีมือการดีดจะเข้ของเธอผู้นั้นเป็นอย่างมาก เป็นคนท่ีดีดจะเข้เก่งที่สุดในรุ่น เพ่ือนคนนั้นช่ือว่า
เด็กหญิงขาคม พรประสิทธ์ิ ถามว่าเพ่ือนไปเรียนที่ไหนมา เราอยากขอไปเรียนด้วย ตื้อเพ่ือนอยู่หลายวัน
จนสุดท้ายขาคม พรประสิทธิ์ ก็ใจอ่อนยอมพาดิฉันไปพบครูฟุ้งและครูองุ่น บัวเอี่ยม จาได้ว่าวันน้ัน ดีใจมาก
เดินขา้ มถนนหน้าวทิ ยาลยั เพ่ือไปขึ้นรถเมล์สาย 32 ดฉิ นั เดนิ ตกลงไปในทอ่ นา้ ถงุ เท้าทั้งดาทั้งเหม็น

วันนั้นท่านท้ังสองมีเมตตากับดิฉันมาก รับดิฉันไว้เป็นลูกศิษย์ แม่ใหญ่ท่านดูใจดีมาก สอบถามพูดคุย
กับดิฉันอย่างเป็นกันเอง ในระยะแรกดิฉันมาเรียนเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ จนกระท่ังมารดาของดิฉันเสียชีวิต
ดิฉันจึงตัดสินใจมาอยู่บ้านแม่ใหญ่เพ่ือเรียนอย่างจริงจัง ดิฉันเป็นคนขลุ่ยประจาวงของแม่ใหญ่ ตอนหลังใช้ช่ือ
วงว่า “ศิษย์ศรทองนนทบุรี” เป็นช่ือวงที่แม่ใหญ่ขออนุญาตจากคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง เน่ืองจากท่านเป็น
ลูกศษิ ย์ของคณุ ครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)

เปา่ ขลยุ่ เพยี งออในการบรรเลงกับวงดนตรไี ทยลูกศิษยค์ รูฟุ้งและครูองนุ่ บัวเอย่ี ม

103

วงศิษยศ์ รทองนนทบุรี จะมีสมาชิกเป็นผู้หญิงลว้ น มาจากต่างโรงเรียนกัน แตม่ คี วามมุ่งมัน่ ที่จะฝึกฝน
ดนตรไี ทยให้เก่งเหมือนกัน มาเรยี นและมาพักอยู่ทีบ่ ้านแมใ่ หญเ่ พอื่ ฝึกซ้อมดว้ ยกันทุกวนั หลงั เลิกเรยี นพอกลับ
มาถึงบ้าน พ่อใหญ่ (ครูฟุ้ง บัวเอ่ียม) จะให้พวกเราฝึกซ้อมต้ังแต่เวลา 17.00-18.00 น. ระหว่างที่พวกเรา
ฝึกซ้อม แม่ใหญ่จะเป็นคนทากับข้าวให้พวกเรารับประทาน ถ้าวันไหนพอใหญ่ยังซ้อมไม่เสร็จ เม่ือได้เวลา
รับประทานอาหารเย็น แม่ใหญ่ก็จะตะโกนเรียนพวกเราให้มารับประทานอาหารพร้อม ๆ กัน บรรยากาศ
สนุกสนาน รับประทานอาหารไปคุยกันไป แม่ใหญ่จะพูดเสมอว่า “ไอ้พวกน้ีมีเร่ืองคุยกันทุกวัน ไม่รู้มันมีเร่ือง
คุยอะไรกันทุกวัน” แล้วจะต้องถามว่ากับข้าวอร่อยหรือเปล่า อาหารทุกอย่างท่ีแม่ใหญ่ทานั้นอร่อยมาก
เม่ือรับประทานอาหารเย็นเสร็จพวกเราจะเร่ิมซ้อมกันอีกในเวลา 19.30-21.00 น. โดยประมาณ แต่ในการซ้อม
รอบนี้จะเป็นรอบพิเศษเพราะมีแม่ใหญ่มาขับร้องเพ่ือให้เราได้ฝึกการรับร้อง-ส่งร้อง ถึงเวลาจะล่วงเลยมานาน
แต่ดิฉันยังจาเสียงของท่านได้เป็นอย่างดี ถึงท่านจะอายุมากแล้วแต่กระแสเสียงของท่านบ่งบอกถึงพลัง
อันมากมาย ในแตล่ ะคา่ คืนท่านร้องให้เราฝึกอยู่หลายเทีย่ วโดยไม่มีท่าทางว่าทา่ นจะเหนด็ เหนื่อย บางครง้ั ท่าน
ร้องจนหมดเน้ือร้อง พวกเราก็ไม่ยอมรับร้องเสียที ท่านก็ไม่เคยปริปากบ่นพวกเราสักคร้ัง แม่ใหญ่ก็จะบอก
พวกเราเสมอว่า การบรรเลงรับร้อง-ส่งร้อง ต้องหัดฟัง หัดจดจาเน้ือร้อง จาทานองสุดท้ายว่าทานองร้องจะมี
ทานองอย่างไร แล้วท่านก็จะร้องย้าวรรคน้ันให้พวกเราฟังว่าก่อนจะหมดเน้ือร้องจะมีทานองอย่างไรให้เรา
หัดสังเกต สาหรับวันเสาร์-อาทิตย์ นั้น พวกเราจะซ้อมกันท้ังวัน ช่วงเช้าพวกเราจะต่อเพลงกับพ่อใหญ่
พอช่วงบ่าย แม่ใหญ่ก็จะมาซ้อมรับร้องให้ บางคร้ังเราเล่นจนเพลินไม่ยอมทอดร้อง แม่ใหญ่ก็จะบอกว่า
“ไมท่ อดแลว้ คนร้องจะร้องอย่างไร” ทา่ นจะให้เราเลน่ ใหม่แลว้ หัดทอดร้อง แม่ใหญ่จะเนน้ เร่ืองการทอดร้องว่า
จะตอ้ งทอดให้ได้แนว ทอดต้องให้หมดจงั หวะจงึ จะหยุด ถึงเวลารบั รอ้ งกอ็ ย่ารับดังจนเกินไปให้ประคบมือไม่ให้
เสียงดังกลบ คนร้อง มีอยู่วันหน่ึงแม่ใหญ่ร้อง พอพวกเรารับร้องแล้วเสียงไม่เข้ากับดนตรี แม่ใหญ่จะถามทันที
ว่าให้เสียงถูกหรือเปล่า ไล่ไปไล่มาปรากฏว่าพวกเราให้เสียงผิด แม่ใหญ่จะบอกว่าการให้เสียงคนร้องเป็นเรื่อง
สาคัญต้องระมัดระวังต้องให้ถูกเสียง มิฉะน้ันจะเพี้ยน ถ้าไปเล่นจริงจะอายเขา สาหรับคนตีกลองแม่ใหญ่ก็จะ
บอกว่าเวลาตีก็ต้องคอยฟังอย่าเร่งจังหวะ ส่ิงเหล่าน้ีดิฉันจามาจนถึงทุกวันนี้ พอมาเป็นครูก่อนซ้อมเข้ากับร้อง
ดิฉันจะต้องฝึกให้นักเรียนได้ซ้อมรับร้อง ส่งร้อง ตลอดจนการให้เสียง จนแม่นยาเสียก่อนตามท่ีแม่ใหญ่ได้
สั่งสอนเอาไว้

แม่ใหญ่ไมไ่ ด้ให้แคว่ ิชาความรู้ แตท่ า่ นอบรมส่ังสอน คอยดูแลเหมือนเราเปน็ ลูกของทา่ น ขาคมเป็นลูก
คนโต เพราะตัวโตกว่า ดิฉันเป็นลูกคนเล็กเพราะตัวเล็กกว่า ตอนเป็นเด็กดิฉันผอมมาก ด้วยความที่แม่ใหญ่รกั
เราเหมือนลูกจึงมีคาหลายคาที่แม่ใหญ่ใช้เรียกขาคมกับเกษรด้วยความเอ็นดู เช่น “ไอ้อ้วนกับไอ้ผอม” “ไอ้
นอ้ งกบั ไอษ้ ร” สว่ นคาทีแ่ สดงวา่ ทา่ นเอน็ ดเู รามาก ๆ คอื คาว่า “ไอล้ ิงถบี สองตัว” ทา่ นหว่ งใยเราทุกเรื่องเวลา
กลับจากเรียนท่านก็มักจะถามว่าวันน้ีต่อเพลงอะไรมา เวลาเจ็บป่วยท่านก็พาไปหาหมอ เวลาจะทากับข้าวก็
ยงั ถามดฉิ ันว่าอยากกินอะไร

104

การประกวดดนตรไี ทยวนั เด็กแหง่ ชาติ พ.ศ. 2527
ภาพจาที่ดิฉันเห็นแม่ใหญ่ คือ ทุก ๆ วันท่านจะน่ังเหลาอังกะลุงอยู่ที่แคร่ อยู่กับกองไม้ไผ่ วัสดุ
อุปกรณ์ ทท่ี า่ นใชท้ าอังกะลุง ทา่ นทางานทุกวนั เพื่อทีน่ าเงนิ นั้นมาเลี้ยงพวกเรา เวลาท่านเหลาอังกะลุงเราก็จะ
ไปนง่ั ดู แล้วถามดว้ ยความอยากร้วู า่ ทาไมต้องทาอยา่ งนี้ แมใ่ หญก่ ็ตอบโดยมไิ ดร้ าคาญดฉิ นั แม้แตน่ ้อย
พอพวกเราเรียนจบช้ันกลางปีที่ 3 ก็แยกย้ายกันไป ด้วยเหตุท่ีว่าต้องไปศึกษาต่อในระดับที่สูงข้ึน
ดฉิ ันเรียนจบชน้ั สูงปที ่ี 2 ก็สอบบรรจเุ ข้ารับราชการได้ท่ี วทิ ยาลยั นาฏศิลปนครศรีธรรมราช ดิฉนั จะกลับมาหา
ท่านปลี ะ 2 ครั้ง คอื ช่วงปดิ เทอมท่ี 1 และ ที่ 2 เวลาไปหาแม่ใหญ่จะไมบ่ อกให้ท่านรู้ก่อนล่วงหนา้ เพราะอยาก
ให้ท่านตื่นเต้นเวลาเห็นดิฉัน คาแรกที่แม่ใหญ่พูดเม่ือเห็นดิฉันคือ “เฮ้ย ไอ้ลิงถีบ มาได้อย่างไร” ดิฉันเข้าไป
กราบที่ตกั ท่าน ๆ กจ็ ะกอดดิฉันด้วยความคดิ ถึง ถามไถ่พูดคุยกัน ดิฉนั ก็จะมเี รื่องมาเล่าให้แม่ใหญ่ฟงั แมใ่ หญ่ก็
จะมีเรื่องเล่าให้ดิฉันฟังเช่นกัน พูดคุยกันจนคลายความคิดถึงดิฉันก็จะลากลับ ดิฉันก็จะกราบท่ีตักท่าน ๆ
ก็จะวางมือบนศีรษะของดิฉันและอวยพรให้ดิฉนั มีความเจรญิ ก้าวหน้าในหน้าท่ีการงานทุกคร้ัง ถึงวันน้ีแม่ใหญ่
จะจากโลกน้ีไปอยู่บนสรวงสวรรค์แล้วก็ตาม ดิฉันก็ยังจาช่วงชีวิตท่ีได้มีโอกาสมาอยู่ที่บ้านท่านได้เป็นอย่างดี
คุณครอู งนุ่ บัวเอย่ี ม ครูที่มแี ตใ่ ห้ ทา่ นก็ยงั อยูใ่ นใจของดิฉันตลอดมา

ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.เกษร เอมโอด
อาจารย์ประจาวิทยาลยั นาฏศิลปสโุ ขทัย

105

แมใ่ หญ่

ดิฉันได้มีโอกาสรู้จักกับรุ่นน้องท่ีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือขาคม พรประสิทธ์ิ
หรืออาจารย์น้อง มีความสนิทสนมกันด้วยอาจารย์น้องเป็นน้องรหัสของดิฉัน เม่ือเรียนวิชาหน่ึงท่ีต้องมีการทา
รายงาน ดิฉันได้ทารายงานเร่ืองครูฟุ้ง บัวเอ่ียม และตามอาจารย์น้องเข้าไปสัมภาษณ์ประวัติครูมานาเสนอ
ในรายวิชาเรียนของอาจารย์บุญช่วย โสวัตรที่บ้านซอยมิ่งขวัญ จังหวัดนนทบุรี โดยในช่วงนั้นจะพบกับ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิรันดร์ แจ่มอรุณ นางสาววิไลวรรณ นิ่มคุ้ม (วรรณ) อาจารย์ ดร.ณัฐชยา นัจจนาวากุล
(จนู ) รองศาสตราจารย์ ดร.รฐั พล อน้ แฉ่ง (เอ้) เป็นตน้ ในคร้งั นน้ั ด้วยความที่ครูฟ้งุ ใชช้ ีวิตในบ้านอย่างปกติมาก
เหน็ มเี ชอื กเส้นเดียวท่เี ดินเกาะไปในบ้าน เมือ่ กลับมาเขียนรายงานด้วยความไม่รู้แล้วนากลับไปรายงานในชั้นเรียน
อาจารย์บุญช่วย โสวัตร เจ้าของรายวิชาได้ทดสอบดิฉันโดยถามว่า “ครูฟุ้งตาบอดกี่ข้าง” ดิฉันตอบว่า
“ตาบอดขา้ งเดยี ว” อาจารย์บญุ ช่วย โสวัตรบอกว่า “สอบตก” แลว้ กห็ วั เราะ และเปน็ เรื่องทท่ี าใหด้ ฉิ นั หัวเราะ
ทกุ ครง้ั ทน่ี กึ ถึงเร่อื งน้ี

หลังจากน้ันดิฉันมีโอกาสไปมาหาสู่ ได้รับความรัก ความเมตตา รวมท้ังความเอ็นดูจากแม่ใหญ่เป็น
อันมาก จนถึงขนาดทวี่ า่ ดิฉันเรียกครูองุ่นวา่ “แม่ใหญ่” ดว้ ย แม่ใหญ่จะให้การต้อนรับแม้ว่าจะไม่ใชล่ ูกศิษย์ใน
บ้านโดยตรง ท่านต้อนรับดิฉันอบอุ่นเหมือนเป็นลูกศิษย์ในบ้าน ให้กินอยู่หลับนอนเสมือนลูกศิษย์ในบ้านคน
หน่ึงทีเดียว วันใดท่ีมีงานไหว้ครูดนตรีไทยหรือการทาบุญต่าง ๆ ดิฉันจะเข้าไปร่วมกิจกรรม ช่วยเหลือในการ
ตระเตรยี มงานดา้ นตา่ ง ๆ อย่างสม่าเสมอ

ชว่ ยครูล้างชาม วันไหว้ครูดนตรไี ทยทบี่ า้ นครฟู ุ้งและครูองุ่น บัวเอี่ยม

แม้ว่าไม่ได้เป็นลูกศิษย์ด้านขับร้องเพลงไทยกับท่าน ดิฉันก็เป็นลูกศิษย์ท่านด้านงานช่าง ถ้าเร่ืองของ
อังกะลุงต้องยกให้น้องอ๊อด ซึ่งในขณะนั้นนอกจากการเหลาอังกะลุงขายแล้ว แม่ใหญ่ยังเหลาไม้ขิมขายด้วย

106

ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อดิฉันจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ยังไม่มีงานประจาทา แม่ใหญ่เมตตาไปหาอุปกรณ์และ
สอนวิธีการเหลาไม้ขิมให้ ท่านเหลาให้ดูแล้วให้ดิฉันทาตาม จนสามารถเหลาได้หลายคู่นาไปส่งศึกษาภัณฑ์
พาณชิ หวงั ว่าจะได้เงินมาใชจ้ ่าย แตไ่ ม่ประสบความสาเร็จเพราะศึกษาภัณฑ์พาณชิ ยเ์ ปน็ ระบบเงินเชื่อ จาได้ว่า
เวลาผา่ นไป 3 เดอื นแลว้ กย็ ังไม่ได้เงนิ ค่าไม้ขิม กเ็ ลยเลกิ เพราะเหลาแลว้ มือก็เจ็บ โดนมีดบาดด้วย แตร่ ะหว่างน้ัน
ต้องขอชมเชยอ๊อดมาก เพราะอ๊อดศึกษาการทาอังกะลุง สามารถทาได้สาเร็จทุกข้ันตอนจนกลายเป็นช่างที่มี
ช่ือเสียงได้ในท่ีสุด นอกจากนี้แม่ใหญ่ยังมอบทางร้องแขกมอญบางขุนพรหม ทางครูสกล แก้วเพ็ญกาศให้กับ
ดฉิ นั ซึ่งฟงั แลว้ ดฉิ นั ก็เห็นว่าไมม่ ีใครขบั รอ้ งทางเดยี วกับท่านเลย

นอกจากน้ียังมีประสบการณ์ที่อยากเล่าคือ แม่ใหญ่จะให้พวกเราไปตลาดจังหวดั นนทบุรี ด้วยตลาดนี้
อยู่ใกล้ซอยม่ิงขวัญ สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์และมีชื่อเสียงของตลาดนนทบุรีคือ รถเฟ้ียด น้าพริกแกง หมูสะเต๊ะ
สามล้อถีบ ขนมไข่ เป็ดย่าง ข้าวเหนียวมูนนายแฟ้ม สมัยน้ันดิฉันรู้สึกโก้มากเพราะดิฉันก็ไม่เคยเห็นรถเฟี้ยต
รู้สึกต่ืนเต้นและเห็นว่าสวยงาม ท่ีอ่ืนไม่เคยเห็นมาก่อน ขากลับจะน่ังรถเฟ้ียตกลับบ้านพร้อมแม่ใหญ่ แม่ใหญ่
จะมีความสุขมาก ถ้าทาหลนหมู หรือน้าสลัดผัก แล้วพวกเราชมท่านว่าทาได้อร่อยมาก ซ่ึงจริง ๆ ก็มีรสชาติ
อร่อยแบบผหู้ ญิงโบราณทาอาหารจรงิ ๆ

ตอนท้ายของชีวิต ดิฉันมีโอกาสไปเย่ียมแม่ใหญ่ท่ีบ้านอยู่เสมอ สุนัขที่ท่านเล้ียงชื่อ “ไอ้ยุ่ง” ก็จะ
ออกมาต้อนรับดิฉัน และเม่ือทา่ นเห็นดิฉันจะเรียกด้วยเสียงทดี่ ีใจว่า “อ้ายยยยนุสสสสสสส” เสียงหวานแหลม
สูงมาก ฟังแล้วรู้สึกชื่นใจ เวลาไปพบท่านดิฉันก็จะมีของติดไม้ติดมือไปฝากท่านและมอบค่าขนมเล็กน้อยให้
ท่านพอเป็นท่ีชื่นใจ ด้วยความรู้สึกรักท่านมากเสมือนญาติผู้ใหญ่ของเราท่านหนึ่งเลยทีเดียว ท่านก็จะดีใจมาก
เมื่อดิฉนั ไปเย่ียมทา่ น

สุดท้าย ในวาระท่ีท่านครบรอบ 100 ปีเกิดในวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 ด้วยคุณงามความดีของท่าน
ยังติดตราตรึงใจดิฉันมาโดยตลอด และหวังว่าส่ิงท่ีเล่ามานี้จะเป็นตัวอย่างที่ดีและสะท้อนภาพของครูดนตรี
สมยั กอ่ น ที่ดูแลและรักใคร่ลูกศิษย์เสมือนบตุ รของตนได้เปน็ อย่างดี

นสุ รา การคุณี
หอสมดุ ดนตรีไทย
สานักบรหิ ารศิลปวัฒนธรรม จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย

107

ครูอง่นุ ครูฟุ้ง บวั เอย่ี ม ครูผเู้ สมอื นมารดาและบิดา

ย้อนหลังไปเม่ือผู้เขียนอายุได้ 9 ขวบ เดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2522 ช่วงปิดเทอมป. 4 ขึ้น ป. 5
เป็นระยะเวลา 42 ปีผ่านมาแล้ว คุณพ่อผู้เขียนผู้ซ่ึงมีความรักดนตรีไทย และปลูกฝังให้ลูกทุกคนต้องหัดเล่น
เครื่องดนตรีไทย โดยมีคาส่ังว่า “เราเป็นคนไทย ต้องเล่นเครอ่ื งดนตรีไทยได้ 1 ช้ินทุกคน” คุณพ่อพาผู้เขียน
ไปฝากตัวเป็นศิษย์เรียนจะเข้ทบ่ี ้านครูฟุ้งและครูองุ่น บัวเอ่ียม โดยพี่ชายเรียนซออู้ ผู้เขียนเรียนจะเข้ น้องสาว
เรียนขิม จาได้ว่าวันที่คุณพ่อพาไปฝาก ครูฟุ้งและครูองุ่น ให้นาเครื่องบูชาไปไหว้ห้ิงบูชาครูที่ชั้น 2 ของตัว
บ้านเรือนไทยหลังใหญ่ กลางซอยม่ิงขวัญ จังหวัดนนทบุรี โดยช้ัน 2 เป็นพื้นที่โล่ง มีห้ิงบูชาครูโดยมีภาพ
ครหู ลวงประดษิ ฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) วางไว้กลางเด่น เมือ่ ฝากตวั เป็นศิษย์เรียบร้อย ผ้เู ขยี นกับพชี่ ายซ่ึงมี
อายุแกก่ ว่า 3 ปีจะนง่ั รถโดยสารประจาทาง เสียคา่ รถประมาณ 50 สตางค์ เดินทางจากบ้านพักกรมชลประทาน
อาเภอปากเกร็ด ไปลงป้ายหน้าซอยม่ิงขวัญ เลยจากป้ายโรงพยาบาลศรีธัญญาไป 1 ป้ายรถ โดยในขณะนั้น
เวลารบั ประทานก๋วยเตีย๋ วจาได้วา่ ชามละ 6 สลึง ถ้าสั่งพเิ ศษประมาณ 2 บาท

ครั้งแรกที่ไปบ้านครูฟุ้ง บัวเอ่ียม รู้สึกต่ืนเต้นพอสมควร ครูองุ่น ภรรยาของครูมาเปิดประตูบ้าน
รับพวกเรา ครูองุ่น เป็นผู้หญิงร่างท้วมนิด ๆ ใส่เส้ือคอกระเช้าลาย นุ่งกางเกงผ้ายืด ย้ิมแย้มแจ่มใส และเชิญ
พวกเราไปด้านใน ร้ัวบา้ นของครใู นขณะนนั้ เปน็ ร้วั ไว้ระแนง ทง้ั สองข้างมีต้นไม้ประดบั ข้างรว้ั

ครอู งุ่นและครูฟงุ้ ยืนหน้ารวั้ ไมบ้ า้ นเรอื นไทยหลงั เดิม

108

เมอ่ื เข้าสตู่ ัวบ้านสังเกตได้ว่า ดา้ นซา้ ยมือก่อนเข้าประตบู ้าน จะเป็นโรงเก็บกระบอกไม้ไผ่ วางเสียบข้ึน
แนวสงู เป็นกองใหญ่และแนวยาว ดา้ นขวามอื เปน็ สวนหย่อมเล็ก ๆ เต็มไปด้วยกระถางดอกหนา้ ววั และดอกไม้
ชนิดอื่นบ้าง มีพื้นท่ีชมสวนได้ และตรงกลางเป็นทางเดินไปข้ึนบันไดเต้ีย ๆ ประมาณ 3-4 ขั้น ก็จะขึ้นไปชาน
เรือน เป็นทางเข้าบ้าน ขวามือเป็นประตูทางเข้าห้องที่ครูฟุ้งนอน ส่วนตรงไปข้างหน้า จะเป็นส่วนตรงไป
ห้องโถงกลาง และหากทะลโุ ถงกลางลงไปจะเปน็ ห้องครัวท่ีครูองุ่นใชป้ ระกอบอาหาร เลี้ยวไปทางขวาโถงกลาง
จะมหี อ้ งน้าอยูซ่ า้ ยมือและมีประตูทางขวามือทะลเุ ข้าไปห้องนอนครูฟุ้งและครูองุน่ อีกด้านหนึง่ โดยใต้เตียงของ
ครูฟุ้งจะเต็มไปด้วยกล่องขนมถุงผลไม้ท่ีมีคนนามาฝากเป็นจานวนมาก และสุดทางจะเป็นบันไดขึ้นไปชั้น 2
ซึ่งต่อมาไม่นานก็จะมีเพ่ือนๆ จากอาเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี (บ้านครูอัมพร เรืองนุช) ซึ่งเป็นครูโรงเรียน
ชุมชนวัดบางโค อาเภอบางใหญ่ พาลูก ๆ (ตุ๊ก ธิดารัตน์ เรืองนุช ต่ิง อุมาภรณ์ เรืองนุช (กล้าหาญ)
และนักเรียนจานวนหนึ่ง (จันทร์ มร เพ็ญ น้อย เป็นต้น) มาเรียนราชุดต่าง ๆ และรามอญ ครูองุ่นจะข้ึนไป
สอนราท่ีช้ัน 2 ของบ้านเรือนไทยหลังนี้ ส่วนผู้เขียนหัดดีดจะเข้ ก็จะดีดในห้องนอนของครูทั้งสองท่านบ้าง
มาดีดอยู่โถงกลางบ้านชั้น 1 บ้าง โดยโถงกลางชั้นล่างด้านที่ติดกับห้องนอนครูทั้งสองท่านจะมีโต๊ะรับแขกไม้
วางอยู่ ซึ่งเป็นท่ีน่ังของครูองุ่น สาหรับมานั่งบอกเพลงให้ผู้เขียนบ้าง หากครูจะทาอังกะลุงก็จะไปนั่งเหลา
องั กะลุงอยแู่ ถวกองไม้ไผ่ดา้ นทต่ี ิดกับประตรู วั้ ดา้ นนอกของตัวบ้าน แตม่ หี ลงั คาคลมุ อยทู่ ้ังหมด

ในช่วงป.5-ป.6 ผู้เขียนไปเรียนดีดจะเข้อยู่กับครูฟุ้งและครูองุ่น อยู่ประมาณ 2 ปีก่อนที่จะไปสอบเข้า
เรียนต่อที่วิทยาลัยนาฏศิลป จาได้ว่าเพลงแรกที่หัดดีดคือ โหมโรงไอยเรศ ตามด้วย พม่าเห่ เถา บังใบ เถา
ช้างประสานงา เถา ขอมเงิน เถา และเพลงอ่ืน ๆ ต่อ ๆ กันมา เมื่อหัดดีดมาได้ถึงเพลงบังใบ เถา จาได้ว่า
ผู้เขียนร้องไห้ด้วยความยากของเพลงสาหรับเด็กในขณะนั้น แต่ครูฟุ้งและครูองุ่นบอกว่า “แกต้องดีดให้ได้
ดีดของยาก เวลาเจออะไรงา่ ย ๆ จะไดด้ ีดได้” ครูสอนผูเ้ ขยี นแบบครูโบราณ ผู้เขยี นกย็ ังไม่เลิกเรยี น ดีดจะเข้
มาจนกระท่ังเข้าปีที่ 2 สามารถดีดเด่ียวจะเข้เพลงจีนขิมใหญ่ เพลงลาวแพนได้ ขณะนั้นแม้ว่าครูฟุ้งจะตาบอด
จะมองไม่เห็นว่าเราดีดอย่างไร ฟังแต่เสียงเท่าน้ัน ครูองุ่นก็จะช่วยจับมือ บอกเพลงบ้าง และมีพ่ีแจ๊ว
(พี่เสาวคนธ์ พุ่มเรือง) เป็นลูกศิษย์จะเข้รุ่นใหญ่ของครูฟุ้งมาแต่เดิม ดีดเก่งมาก ตอนผู้เขียน 10 ขวบจาได้ว่า
พแ่ี จ๊วดีดเด่ียวจะเขล้ าวแพนไดไ้ พเราะมาก และชว่ ยสอนผู้เขยี นดดี จะเข้บา้ งเมื่อครูฟงุ้ สงั่ ช่วงปลาย ป.6 เพ่อื น ๆ
ท่ีมาเรียนรามอญและราต่าง ๆ กับครูองุ่น ก็เร่ิมมาหัดเครื่องสาย โดยตุ๊ก ธิดารัตน์ สีซอด้วง ต่ิง อุมาภรณ์
ดดี จะเข้ มรและจนั ทร์ สซี ออู้ ตาล ตขี ิม สว่ นผเู้ ขยี นกเ็ ป็นคนดดี จะเข้มาโดยตลอด

109

ดดี จะเข้งานโรงเรยี นแห่งหน่ึง เมือ่ ปี พ.ศ. 2524
ชว่ งฝึกหดั ดีดจะเข้ที่บ้านครูฟุ้งและครูองนุ่ บวั เอีย่ ม

ต่อมาไม่นาน ครูฟุ้งและครูองุ่นตัดที่ดินของตัวบ้านเรือนไทยด้านหลังขายคร่ึงหน่ึง ทาให้ต้องยุบ
เรือนไทยลง แล้วเอาไม้ส่วนหน่ึงของเรือนไทยน้ันสร้างเป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง และเป็นบ้านท่ีพวกเราเรียนดนตรี
กินอยู่หลับนอนกันมาจนถึงวาระสุดท้ายของครูท้ังสองท่าน ผู้เขียนเป็นเด็กไม่ทราบความมาก แต่ก็ทราบว่า
ครูทั้งสองท่านมีความลาบากพอสมควร เพราะครูฟุ้งเคยเป็นอดีตหัวหน้าแผนกดุริยางค์ตารวจ เมื่อตาบอดท้ัง
สองขา้ งก็ไมไ่ ด้ทางานและไมม่ เี งินบานาญ ครูองนุ่ ตอ้ งเหลาอังกะลงุ เลี้ยงครอบครัวมาโดยตลอด

หลังจากท่ีเข้าศึกษาต่อท่ีวิทยาลัยนาฏศิลป ครูฟุ้งเร่ิมป่วย ทั้งครูฟุ้งและครูองุ่น ขอกับคุณพ่อของ
ผู้เขียนให้มาเรียนแบบพักแรมท่ีบ้านครู กลับไปนอนบ้านตัวเองสัปดาห์ละ 1 วัน และนอกจากผู้เขียนแล้ว
ก็ยังมีเพ่ือนจากวิทยาลัยนาฏศิลปได้แก่ เกษร แก้วแดง (ผศ.ดร.เกษร เอมโอด อาจารย์ประจาวิทยาลัย
นาฏศิลปสุโขทัย) เพ่ือนรักของผู้เขียนตามมาเรียน มาพักด้วยกัน และมีเพ่ือน ๆ จากบางใหญ่ก็มาพักแรมดว้ ย
โดยครูฟุ้งและครูองุ่น ได้ตั้งวงเครื่องสายไทยเครื่องคู่หญิง ฝึกซ้อมและออกบรรเลง ต่อมาได้ขอช่ือวง จาก
คณุ หญิงช้ิน ศลิ ปบรรเลงว่า “คณะศษิ ยศ์ รทอง นนทบุรี” เม่ือไดช้ ื่อคณะมา ครฟู ุ้งและครูองุ่นมีความภาคภูมิใจ
และมคี วามสุขมาก ผู้เขียนจาไดว้ ่า ครูเรียกประชุมคณะลกู ศิษย์ทุกคน สงั่ ทาป้ายคณะปิดที่ตวั บ้าน สัง่ ทาเส้ือทีม
เปน็ สีเหลอื งทองให้พวกเราใส่เวลาบรรเลงในวาระตา่ ง ๆ บรรยากาศการเรียนดนตรีไทยท่ีบ้านครูฟงุ้ กับครูองุ่น
บัวเอ่ียม ต้องบอกว่าเป็นระบบ “บ้าน” แบบโบราณ พวกเราท้ังหมดไม่ได้เสียค่าใช้จ่าย ค่าเรียน การอาหาร
ค่าน้า ค่าไฟ แต่อย่างใด ครูองุ่น ผู้ซ่ึงเป็นเสาหลักของบ้าน มีรายได้จากการเหลาอังกะลุง โดยส่งอังกะลุง
ประจาท่ีร้านกีฬาภัณฑ์พาณิชย์ ปัจจุบันร้านนี้ยังต้ังอยู่ตรงสี่แยกเจริญผล ซึ่งอยู่ฝั่งที่ติดกับรองเมือง
และบางครง้ั จะมีโรงเรียนต่าง ๆ มาสั่งด้วย

กิจวัตรประจาวนั ของครูองุ่น นอกจากงานเหลาอังกะลุงแลว้ บางวันครอู งุ่นจะเดนิ ทางไปตลาดจังหวัด
นนทบุรีเพื่อซื้ออาหารสดมาทาให้พวกเราท้ังหมดรับประทาน แต่ก็ไม่ไปทุกครั้ง ทุกวันประมาณบ่ายสามโมง
จะมีรถขายกับข้าวมาจอดหน้าบ้าน ครูองุ่นก็จะเดินไปซื้ออาหารสดที่รถนั้นเป็นประจาด้วยเหมือนกัน ครูจะ
ถามผเู้ ขยี นวา่ “วนั น้ีอยากกินอะไร แม่จะทาให้กิน” ครจู ะเปน็ คนโอบออ้ มอารี มเี มตตาเสมือนเราเป็นบตุ รแท้

110
ๆ ของท่าน พวกเราก็จะมีหน้าที่ช่วยเหลืองานบ้านทั้งหมด เมื่อต่ืนนอนมา จะเป็นลูกมือครูช่วยทาอาหาร
พอทาเสร็จ ผู้เขียนมีหน้าที่ข้ึนไปหยิบถาดอาหารเล็ก ๆ 2 ถาดที่หน้าหิ้งครบู นบ้านช้ัน 2 มาล้าง แล้วใส่อาหาร
ใหม่ลงไป แล้วนาขึ้นไปถวายที่ชั้น 2 โดยต้องกล่าวคาถาถวายข้าวพระและถวายข้าวครูเป็นประจาทุกวัน
ผู้เขียนจาได้ข้ึนใจว่า เราต้องกล่าวนะโมตัสสะก่อน 3 รอบ แล้วกล่าวคาถาซึ่งครูฟุ้งและครูองุ่น เป็นคนบอกให้
ผู้เขียนท่อง จาได้ว่าท่องข้ึนใจว่าได้คล่องแคล่วทุกวัน “อิมัง สูปะพยัญชนะ สัมปันนัง สาลีนัง โภชะนานัง
อุทะกังวะรัง พุทธัสสะ ปูเชมิ” และต้องหันไปกล่าวคาถาถวายข้าวครูด้วยคาถาเดียวกัน แต่ผู้เขียนลงท้ายว่า
“ครูอาจาริยัง ปูเชมิ” ผู้เขียนสังเกตได้ว่าครูองุ่น เป็นผู้มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มีความกตัญญูต่อ
ครูบาอาจารย์ โดยการถวายข้าวพระ ข้าวครู จะกระทาโดยไม่ขาดแม้แต่วันเดียว หลังจากถวายข้าวครูแล้ว
ครูองุ่นจะเตรียมอาหารสาหรับครูฟุ้ง หลังจากน้ันท่านก็จะเร่ิมงานเหลาอังกะลุง โดยเปิดวิทยุฟังไปดว้ ย หากมี
การซ้อมของพวกเรา ครกู ็จะนั่งฟัง และหากครฟู ุ้งตอ้ งการซ้อมรวมวง ครูกจ็ ะมาซ้อมให้

ครูทั้งสองท่าน จะไม่เคยพาพวกเราไปบรรเลงดนตรีไทยเพื่อหาเงิน หรือได้ค่าจ้าง การบรรเลงของ
พวกเราน้ันมักไปแสดงงานสาคัญตามวาระต่าง ๆ หรืองานของเพื่อนหรือญาติสนิทของครูหรือของเด็ก ๆ
เป็นส่วนใหญ่ ครูไม่มีรายได้จากการเล่นดนตรีของพวกเรา และมีกิจกรรมไปเป็นนักดนตรีไทยของโรงเรียน
ชุมชนวัดบางโค โรงเรียนสตรีนนทบรุ ีประกวดดนตรีไทย ซง่ึ ในสมัยน้ันสามารถใช้นักเรยี นต่างโรงเรยี นกันได้

ภาพหมกู่ ารรับพระราชทานรางวลั เมื่อปี พ.ศ.2527

ในช่วงน้ัน ผู้เขียนจาได้ว่า จะมีนักดนตรีผู้ใหญ่ในวงการแวะเวียนมาเย่ียมครูทั้งสองท่านท่ีบ้าน
เนื่องจากครูฟุ้งตาบอด ทาให้ผู้เขียนจะรู้จักครูผู้ใหญ่ในวงการหลายท่าน อาทิ ครูฉลาก โพธ์ิสามต้น เมื่อใด
ท่ีท่านมาสอนท่ีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนท่ีรถไฟจะออกกลับไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่านจะแวะ
มาเยี่ยมครูท่ีบ้าน ผู้เขียนก็จะเรียกท่านว่า “อานกเล็ก” หรือครูประมวล อรรถชีพ (ลุงมวล) สาหรับลุงมวล
จะมาบ่อย ตอนหลังครูฟุ้งให้ลุงมวลมาสอนตีระนาดทุ้มกับพวกเราด้วย นอกจากน้ีก็มีศิลปินอ่ืน เช่น ครูกมล

111

ปลื้มปรีชา หรือครูเขียว สามีของครูเกษร ปลื้มปรีชา อดีตข้าราชการครูสอนขับร้องเพลงไทย วิทยาลัยนาฏศิลปะ
(วังหน้า) ครูเกษรเป็นลูกศิษย์ขับร้องเพลงไทยของครูองุ่น บัวเอี่ยม รวมถึงน้องสาวคือครูแดง ครูมณฑา ศิลปายะ
ซึ่งเรยี นซอดว้ งกับครูฟุ้งมาตั้งแตเ่ ยาวว์ ัย วันหนึง่ ครสู รุ เดช กิ่มเปี่ยมมาเยีย่ มครูฟุ้ง ผูเ้ ขียนเรยี กท่านว่า “น้าเดช”
ครูฟุ้งสั่งให้น้าเดชตีระนาดเอกต่อเพลงมุล่งให้ผู้เขียนดีดจะเข้เพ่ือเอาไว้ไล่มือ นับได้ว่าเป็นการต่อเพลงมุล่ง
คร้ังแรกของผู้เขียน แต่ต่อกับครูระนาดเอกของกรมศิลปากร นอกจากน้ีก็มีครูสุบิน จันทร์แก้ว ท่ีแวะเวียนมา
ทบี่ า้ น ครปู ระสิทธ์ิ ถาวร (ศลิ ปนิ แห่งชาติ) แวะเวียนมาเย่ียมมาพูดมาคุยกับครูท้งั สองท่าน ครูเทม็น นุชทรัพย์
นักดนตรีไทยจากอาเภอบางใหญ่ มีหลายคร้ังที่ครูฟุ้งและครูองุ่นจะพาพวกเราไปกราบครูสกล แก้วเพ็ญกาศ
ที่บ้านริมแม่น้า อาเภอบางใหญ่ จาได้ว่ามีคร้ังหน่ึง ผู้เขียนพบกับครูน้าว้า ร่มโพธิ์ทองท่ีโรงละครแห่งชาติ
ผู้เขียนเขา้ ไปสวัสดีครู ครูนา้ วา้ กล่าวกบั ผู้เขียนวา่ “ไอ้น้องใช่มั้ย น้าฟุ้งน้าหงุ่นเล่าให้ฟังบ่อย ๆ” ผู้เขียนรู้สึก
ตกใจว่าครนู า้ ว้าร้จู ักผเู้ ขยี นด้วย เพราะความรกั เราเสมือนบตุ รของครูทั้งสองทา่ นนนั่ เอง

ลูกศิษย์ของครูฟุ้งและครูองุ่น รุ่นใหญ่ ๆ ท่ีผู้เขียนขออนุญาตเอ่ยนามเท่าท่ีจาได้ไว้ ณ ที่นี้ คุณสุนทร
สุจริตฉันท์ (พี่จ๊ีด) (ลูกศิษย์ขิม) ครูคงศักดิ์ สุขีตานนท์ (อาอี๊ด) (ลูกศิษย์ซอด้วง) ครูบ๊องหรือครูสุทัศน์ ผู้ภักดี
(สีซอด้วง เป็นลูกศิษย์กินนอนอยู่บ้านครูเม่ือตอนผู้เขียนเข้าไปเรียนครั้งแรก) ครูสมชาย (จานามสกุลไม่ได้)
รับราชการครู (ลูกศิษย์ซอด้วง) ครูเกษร ปลื้มปรีชา (ลูกศิษย์ขับร้อง) ครูมณฑา ศิลปายะ (ครูแดง) (ลูกศิษย์
ซอด้วง) พี่แจ๊วหรือพ่ีเสาวคนธ์ พุ่มเรือง (ลูกศิษย์จะเข้ รับราชการที่กองดุริยางค์ตารวจ) พี่อ๋า (ลูกศิษย์จะเข้
สามีของพ่ีแจ๊ว) พ่ีสุนทร (ลูกศิษย์ระนาด พ่ีมาเรียนขณะเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
บางเขน) พ่ีปุ๊ (ลกู ศษิ ย์จะเข้) ตอ่ มาสมรสกับพีส่ ุนทร เป็นต้น หลงั จากพี่ ๆ รนุ่ น้ี ก็จะเปน็ รนุ่ ของผู้เขียน ร่นุ น้อง
ของผเู้ ขยี น และต่อมามีอาจารย์จากมหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒมาเปน็ ลูกศิษย์ครูองุ่น เช่น รองศาสตราจารย์
ดร.กาญจนา อินทรสุนานนท์ อาจารย์ประจาวิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรีได้แก่ พ่ีมด อาจารย์ ดร.สุรชัย สีบุบผา
เปน็ ต้น

ภาพการบรรเลงในวันไหว้ครูบ้านครูฟุ้งและครูองุ่น บัวเอ่ียม
ครคู งศักด์ิ สขุ ตี านนท์ (ซอดว้ ง) ครูเทม็น นุชทรัพย์ (ขบั ร้อง) ครูประมวล อรรถชีพ (ซออู้)

ขาคม พรประสทิ ธ์ิ (จะเข้)

112

ราวปี พ.ศ. 2526 ครฟู ุง้ และครูองุน่ พาผูเ้ ขยี นและเกษร แก้วแดงไปฝากกับครบู รรเลง สาครกิ เพ่ือขอ
ต่อเด่ียวจะเข้เพลงกราวใน ครูบรรเลงตกลงต่อให้ โดยให้ไปยกขันต่อเด่ียว โดยมีขัน ผ้าขาว ดอกไม้ธูปเทียน
และเงิน 100 บาท โดยให้มาจับมือวันไหว้ครูของมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ในวันสาคัญ
เช่นนั้น ครูองุ่น ก็เป็นเสมือนผู้ปกครอง พาผู้เขียนเข้าไปยกขัน น่ังอยู่ด้วยระหว่างการต่อเพลงเพ่ือจับมือในพิธี
นับเปน็ ภาพความประทับใจมริ ลู้ มื ของผ้เู ขยี นมาจนทกุ วนั นี้

(จากซา้ ย) ครูบรรเลง สาคริก ผูเ้ ขยี น และครูองุน่ บวั เอ่ียม (นั่งหนั หลงั น่งั ขา้ งผเู้ ขียน)

หลังจากที่วงเคร่ืองสายไทยเครื่องคู่ของพวกเรามีความเข้มแข็ง ก็มีน้อง ๆ หลายรุ่นแวะเวียนเข้ามา
เรียนดนตรีไทยท่ีบ้านครูฟุ้งและครูองุ่น ไม่ว่าจะเป็นคณะเด็ก ๆ จากโรงพยาบาลบาราศนราดูร ซึ่งมีน้อง ๆ
มากันเป็นวง 2 คนในน้ันก็คือ อาจารย์ ดร.ณัฐชยา นัจจนาวากุล หรือจูน ปัจจุบันเป็นอาจารยป์ ระจาวิทยาลยั
ดุรยิ างคศลิ ป์ มหาวทิ ยาลัยมหิดล และรองศาสตราจารย์ ดร.รฐั พล อ้นแฉง่ หรอื เอ้ ปจั จบุ นั เปน็ ผ้ชู ว่ ยอธกิ ารบดี
มหาวิทยาลัยศิลปากร น้องจากน้ันมีน้องเอ้ ชื่อ เอท เบิร์ด และน้อง ๆ อีกหลายคนท่ีไม่ได้เอ่ยช่ือ ณ ที่นี้
นอกจากน้ียังมีน้อง ๆ ท่ีมาจากสายของโรงเรียนวัดนครอินทร์ นามาโดย “ครูตุ๊” หลานห่าง ๆ ของครูองุ่น
ก็มีน้อง ๆ หลายคน เช่น วรรณ (วิไลวรรณ นิ่มคุ้ม ต่อมาจบการศึกษาปริญญาตรีที่คณะศิลปกรรมศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) อ๊อด บอล สมหมาย โอ่ง จุ้ย ส้ม ตั้น โอ่ง จุ้ย ยุ้ย และอีกหลาย ๆ คนที่ผู้เขียนเอ่ย
นามไมไ่ ดท้ ั้งหมด ผู้เขยี นทาหนา้ ทเ่ี ปน็ พเี่ ลย้ี งใหก้ บั นอ้ ง ๆ ช่วยครูสอนนอ้ ง เวลามกี ารบรรเลง ผเู้ ขยี นจะตอ้ งไป
ตีกลองแขกควบคุมวงน้อง ๆ ท้ังสอน ท้ังช่วยบรรเลง พวกเราจึงรักใคร่กันมากมาจนปัจจุบัน หากต้องการ
พักซ้อม ผู้เขียนก็จะต้องมีหน้าที่ประจาคือ เดินไปร้านขายยาปากซอย ซ้ือยานัตถ์หมอมีให้กับครูองุ่น
ท่านจะต้องนัตถ์ยาอยู่เป็นประจา บางคร้ังผู้เขียนก็ต้องตามครูไปหิ้วของหิ้วกับข้าวที่ตลาดนนทบุรี ขากลับ
ครูองุ่นจะพาขึ้นรถเฟี้ยตเป็นประจาพามาส่งท่ีบ้าน นอกจากนั้น เน่ืองจากครูฟุ้งตาบอด ผู้เขียนยังต้องมีหน้าท่ี
เทกระโถนของครูฟุ้ง ถบู ้าน กรอกนา้ ไปแช่ตูเ้ ยน็ แกะโน้ตเพลงจากเทปตามท่คี รูฟุ้งสั่ง เขยี นโน้ตเพลงแจกนอ้ ง ๆ
ระหว่างการฝึกซ้อม และท่ีสาคัญ หากเป็นวันที่ต้องเร่งส่งอังกะลุง ผู้เขียนสามารถช่วยครูองุ่นได้ 2 อย่างคือ
เทลายอังกะลุง ซ่ึงครูองุ่นใช้ตะกั่วที่ซื้อมาจากร้านเบ็ดย่านตลาดปากเกร็ด เอามาใส่กระทะให้ร้อน แล้วเทลง

113
บนกระบอกไม้ไผ่นวลให้เกิดลาย อีกอย่างคือการผูกอังกะลุง บางคร้ังผูกกันถึงตี 2 ตี 3 บางคร้ังผูกอังกะลุงถึง
สวา่ งไมไ่ ด้นอนเลย เพอื่ ให้ทันกับการที่ครูองุ่นจะต้องเอาไปส่งในตอนเช้าหรือมีคนมารับที่บ้าน ผ้เู ขียนจะได้รับ
การชื่นชมจากครูองุ่นเสมอว่ามีความสามารถผูกอังกะลุงได้รวดเร็วมาก ครูปาดตรวจเสียงอังกะลุงแทบไม่ทัน
ผู้เขียนเลย ครอู งนุ่ จะไปสั่งซ้ือไม้ทารางและเสาอังกะลงุ จากตลาดซอยประชานฤมิต ย่านเตาปนู หากครูไปแถว
นั้น ก็จะให้ผู้เขียนไปเป็นเพ่ือนด้วย หลังจากได้ไม้มาแล้ว ครูองุ่นจะเจาะรางอังกะลุงเอง ขัดเสาเอง ทาสีเอง
หากเปน็ ขนั้ ตอนนั้น บา้ นเรากจ็ ะเตม็ ไปด้วยฝ่นุ ผูเ้ ขยี นมหี น้าท่ีชว่ ยครทู าความสะอาดบ้านใหส้ ะอาดอยู่เสมอ

พ.ศ. 2529 ในคราวฉลองอายุ 80 ปีคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ผู้เขียนได้รับมอบหมายให้เขย่าอังกะลงุ
ราวในการแสดงผลงานเพื่อมุทิตาจิตแด่ท่านในวันนั้น ต่อมามูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)
นาครูฟุ้งและครูองุ่น เข้าเฝ้าถวายอังกะลุงราว สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี ณ พระตาหนักจิตรลดารโหฐาน ผู้เขียนได้รับมอบหมายอีกครั้งให้เขย่าอังกะลุงราวเพลง
สั้น ๆ ถวาย หลงั จากน้นั พระองค์ท่านมาทดลองเขย่าดูบา้ ง นบั เปน็ เกียรติยศของผู้เขียนท่ีได้มโี อกาสเข้าเฝ้าใน
คร้งั นั้นด้วย

ถวายองั กะลุงราว

วันหน่ึง ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์พูนพิศ อมาตยกุล มาท่ีบ้านซอยมิ่งขวัญ มาสัมภาษณ์
ประวัติครูทั้งสองท่านลงหนังสือพิมพ์ เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2528 สร้างความต่ืนเต้นให้กับครูฟุ้งและครูองุ่น
เป็นอยา่ งมาก

114

หนงั สือพมิ พ์ตีพิมพ์ชวี ติ และผลงานครฟู ้งุ และครูอง่นุ บัวเอี่ยม
หลังจากนั้นคุณหมอพูนพิศ ก็ติดต่อวงเครื่องสายไทยเคร่ืองคู่ของครูท้ังสองท่าน ไปบันทึกเสียงที่
ศูนย์สังคีตศิลป์ ธนาคารกรุงเทพฯ บันทึกเสียงการบรรเลงวงเคร่ืองสายไทยเคร่ืองคู่ ผลงานการบรรเลง
บทเพลงท่ีเป็นผลงานของครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ช่วงนั้นมีการฝึกซ้อมเคร่ืองสายไทยกัน
ตลอดทั้งวัน หากเป็นวันธรรมดา เราจะซ้อมกันช่วงเวลากลางคืน หากเป็นเสาร์อาทิตย์ก็จะซ้อมกันช่วงเวลา
กลางวัน จนเม่ือผู้เขียนเรียนถึงชั้นกลางปีที่ 3 จาได้ว่าประมาณปี 2529 ครูฟุ้งและครูองุ่น พาพวกเราไป
บันทึกเสียงของสานักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดิมคือ ศูนย์ส่งเสริมวัฒนธรรมแห่ง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั ทบ่ี ้านห้องอดั เสยี งชนั้ 4 บา้ นครูประสทิ ธิ์ ถาวร ทซ่ี อยจรัลสนทิ วงศ์ ในครัง้ นัน้ ผ้เู ขียน
เดี่ยวจะเข้เพลงลาวแพนบันทึกเสยี งด้วย จาได้ว่าครูประสิทธ์ิ ถาวร ชอบใจมาก มอบรางวัลให้ผู้เขียน 500 บาท
ซ่ึงสร้างความปลาบปล้ืมให้กับครูฟุ้งและครูองุ่นเป็นอย่างมาก หลังจากบันทึกเสียงเสร็จ มีคณาจารย์ของ
คณะศลิ ปกรรมศาสตร์น่ังอยชู่ ้ันล่างของบ้าน ชกั ชวนผเู้ ขยี นให้มาสอบเรียนต่อปริญญาตรีที่คณะศิลปกรรมศาสตร์
ผู้เขียนไม่ลังเลท่ีจะตัดสินใจมาสอบเข้าศึกษาต่อ และเร่ิมต้นชีวิตนิสิตชั้นปีที่ 1 ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เป็นนสิ ติ ร่นุ ท่ี 5 ของคณะเม่ือปีการศึกษา 2530
ต่อมาปี พ.ศ. 2531 คณาจารย์คณะศิลปกรรมศาสตร์ ส่งผู้เขียนเดี่ยวจะเข้หน้าพระท่ีนั่ง
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รายการมหกรรม
เดี่ยวเพลงไทยชัยมงคล ณ โรงละครแห่งชาติ วันท่ี 31 มีนาคม พ.ศ. 2531 ผู้เขียนจาได้ว่าครูองุ่น มาน่ังฟัง
ในโรงละครแห่งชาติด้วย ครูเปรียบเสมือนผู้ปกครองท่ีติดตามผลงานของลูก ๆ อย่างสม่าเสมอ เม่ือเสร็จงาน
ครั้งน้ันคุณหมอพูนพิศมีการ์ดมาถึงผู้เขียนด้วยข้อความท่ีจาข้ึนใจว่า “สุดสงวนของเธอ สะอาดเรียบร้อย
เป็นผู้ดิบผู้ดี สมชื่อสุดสงวน ครูทั้งสองของเธอที่จังหวัดนนท์คงดีใจ” เสียดายว่าการ์ดฉบับนั้นหายไป
ระหว่างการย้ายของไปมาหลายครั้ง แต่ข้อความนั้นยังซาบซ้ึงในหัวใจของผู้เขียนมิรู้ลืม เมื่อสาเร็จการศึกษา
ระดับปริญญาตรี วันรับพระราชทานปริญญาเม่ือปี พ.ศ. 2534 ครูองุ่นพาครูฟุ้งมาบันทึกภาพกับผู้เขียนด้วย
นับเปน็ ความทรงจาท่มี ิอาจลมื ได้อีกวาระหนึ่ง

115

ครูฟงุ้ และครูองุน่ บัวเอ่ียม บนั ทึกภาพวันรับพระราชทานปริญญาตรีของนางสาวขาคม พรประสทิ ธิ์
บริเวณสระนา้ หน้าจฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย ปี พ.ศ. 2534

วันท่ี 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 เป็นวันครบ 100 ปีเกิดครูองุ่น บัวเอ่ียม ผู้เขียนมีความระลึกถึงท่าน
เสมือนคิดถึงแม่ เมื่อย้อนคิดไปในวัยเด็ก ผู้เขียนจาคติเตือนใจท่ีเขียนไว้บนกระดานไม้โดยครูฟุ้งและครูองุ่น
ตดิ อยู่เหนอื ประตกู อ่ นเขา้ บ้านทรงไทย และนามาตดิ ไว้ทใี่ ตถ้ ุนบ้านหลงั ทสี่ ร้างใหมด่ ้วยความว่า

ยามกมู ี ผลี ว้ น ชวนกนั แดก ยามกแู หลก ผลี ว้ น ชวนกนั หนี

กมู บี ้าง มึงมีบา้ ง ก็ยังดี กไู มม่ ี มึงทาแสบ ไปแอบกนิ

กลอนนี้เป็นความคับแค้นใจของครูฟุ้งและครูองุ่นต่อชะตาชีวิตของตนเอง ครูฟุ้ง ซึ่งเป็นลูกคนเล็ก
ของเจ้าของสวนใหญจ่ งั หวัดนนทบุรี พอ่ ซ้อื แตรวงให้ชุดละหลายแสนบาท ครูฟุ้งนาออกขาย เอาเงินเลยี้ งเพ่ือน
เลี้ยงศิลปิน ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานมาโดยตลอด ซื้อรถตู้มาเป็นของตัวเองใช้ขนเคร่ืองดนตรี ขนนักดนตรีไป
บรรเลงตามงานต่าง ๆ คร้ังสุดท้ายมีคนอื่นมายืมขับไปชนกาแพงแถวเกียกกายพังเสียหาย เงินทองท่ีได้ก็เลี้ยง
สมัครพรรคพวกจนหมดสิ้น ครูองุ่นเอง ท่านเป็นลูกสาวนายอาเภอ หนีมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับครูฟุ้งท่ี
รับราชการเป็นตารวจชั้นผู้น้อย จนกระทั่งวันหน่ึงท่ีครูฟุ้งตาบอด เพราะผ่าตามาแล้วไปยกของหนักเม่ือคราว
นา้ ทว่ มทาให้ตาดับ บอดสนิทกอ่ นผ้เู ขียนเข้าไปเรียนเม่ือ พ.ศ. 2522 ไมน่ านนกั ครูฟุ้งไม่มเี งินบานาญแต่อย่างใด
ทาให้ครอบครัวลาบากมาก มิตรสหายเริ่มจากหายไป ครูองุ่น เหลาอังกะลุงหารายได้เล้ียงครอบครัว และ
ต่อมาเล้ียงลูกศษิ ย์ในบ้านดว้ ยความอตุ สาหะและมเี มตตากบั เดก็ ๆ ทกุ คน

116

ผู้เขียนมองย้อนกลับไป ครูองุ่นและครูฟุ้ง ยังมีมิตรสหายที่รักท่านอยู่เป็นจานวนมาก ไปมาหาสู่อย่าง
ไม่ขาดสายในช่วงที่ผู้เขียนเป็นเด็ก มิตรแท้ท่านต่าง ๆ รวมถึงอุดมคติในการเป็นศิลปิน การเป็นครูดนตรี
ความกตัญญูที่ท่านมีต่อครูบาอาจารย์ของท่าน โดยเฉพาะครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ซ่ึงท่าน
จะเลา่ ให้ผู้เขียนและเพ่ือน ๆ ฟงั อย่างสม่าเสมอตลอดระยะเวลาที่เปน็ ลูกศิษย์ในบ้านของท่าน สิง่ ตา่ ง ๆ หลอม
รวมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจของท่านให้ดารงตนเป็นศิลปินและเป็นครูมาจนวาระสุดท้ายของชีวิต ครูท้ังสอง
ท่านสร้างเด็กเล็ก ๆ จานวนมากให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการ โดยเฉพาะผู้เขียนแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้เป็น
ลูกศิษย์ขับร้องเพลงไทยกับครูองุ่นโดยตรง แต่ประสบการณ์ด้านการบรรเลงรวมวง การวัดเพลง การให้เสียง
นักร้อง การฟังทานองร้องเพลง การเทียบเสียงเครื่องดนตรี การถ่ายทอด รวมถึงการควบคุมการบรรเลงของ
วงดนตรี สรา้ งประสบการณท์ ่ลี มุ่ ลกึ มาก การมโี สตประสาทการรบั ฟังเพลงแล้วประมวลผลรายละเอยี ดได้อย่าง
รวดเร็ว การบันทึกโน้ตได้อย่างรวดเรว็ ถือเป็นประสบการณ์ทม่ี ีค่าท่ีได้มาจากการเรียนการสอนของครูฟุ้งและ
ครอู งนุ่ ทง้ั สิ้น ความร้ตู ่าง ๆ ทไ่ี ด้รบั การถา่ ยทอดมาสามารถนามาใช้ในการทางานเป็นอาจารย์สอนดนตรีไทยได้
จนปจั จบุ นั

ครูองุ่น บัวเอี่ยม ถือเป็นตัวอย่างของผู้หญิงแกร่ง ท่านเป็นหัวหน้าครอบครัว ท่านเป็นคนน่ารัก มี
เมตตา จิตใจอ่อนโยน ผู้เขียนยังจารสมืออาหารของครูองุ่นได้ ไม่ว่าจะเป็นต้มซุป ท่ีใส่ไก่ มันฝรั่ง หอมใหญ่
มะเขือเทศ หรือ ปลาหมึกต้มเค็ม เป็นอาหารท่ีครูชอบทามาก หลนหมู น้าสลัดทานกับผักสด ฝีมือตาน้าพริก
กะปิของครู ทานกับชะอมชุบไข่ทอด ขนมจีนซาวน้า ม้าห้อ สาคูไส้หมู และมีอาหารอีกหลายอย่าง หากพวก
เราประสงค์จะรับประทานอะไร บอกครูองุ่น ครูจะทาให้พวกเราทันที นอกจากน้ี ท่านก็มีความเป็นครูที่ดี
ถ่ายทอดผลงานด้านการขับร้องเพลงไทย สายการสืบทอดของครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)
ใหก้ บั ศิษยจ์ านวนมาก ในวาระครบรอบ 100 ปีเกิดในวนั นี้ ผู้เขียนขอกราบท่านดว้ ยความเคารพอย่างสูงอีกครั้ง
ภาพความประทับใจตา่ ง ๆ จะประทบั อยูใ่ นความทรงจามริ ู้ลมื

ศาสตราจารย์ ดร.ขาคม พรประสทิ ธ์ิ
อาจารยป์ ระจาคณะศิลปกรรมศาสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย

117

คณุ ครอู งนุ่ บัวเอ่ียม ในความทรงจาและความประทับใจของข้าพเจา้

ข้าพเจ้าได้รู้จักกับคุณครูองุ่น บัวเอ่ียม เป็นคร้ังแรก ก็ตอนที่คุณพ่อของข้าพเจ้า และคุณอาสมปอง
พรประสิทธ์ิ (คุณพ่อของ ศ.ดร. ขาคม พรประสิทธ์ิ) ให้นาข้าพเจ้ามาฝากตัวเป็นศิษย์ของคุณครูฟุ้ง บัวเอี่ยม
ท่บี า้ นพกั ของท่านในซอยมง่ิ ขวัญ เพื่อเรียนขมิ ในตอนค่าทม่ี ฝี นตกพร่า ๆ ของวันท่ี 4 กนั ยายน 2524 ตอนน้นั
ข้าพเจ้าได้ทราบว่า คุณครูฟุ้ง (หรือพ่อใหญ่) ได้สูญเสียความสามารถในการมองเห็น และก็มีคุณครูองุ่น
(หรือแม่ใหญ่) ภรรยาของท่านท่ีเป็นเสมือน “ดวงตา” เป็นผู้ดูแลท่านมาโดยตลอด (การเรียกท่านว่าพ่อใหญ่
และแม่ใหญ่ เป็นสรรพนามท่ีข้าพเจ้าเรียกท่านทั้งสองตามคุณอาสมปอง ซ่ึงการแสดงถึงความเคารพรักท่าน
เสมอื นญาติผูใ้ หญท่ ีใ่ กลช้ ิดเช่นพ่อแม่)

การเรียนตีขิมของข้าพเจ้าได้เริ่มข้ึนอย่างจริงจังในช่วงทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยที่การสอนน้ันก็จะมี
พ่อใหญ่เป็นผู้สอนบอกให้ทา และบางคร้ังก็จะมีแม่ใหญ่เป็นผู้ท่ีเข้ามาให้คาแนะนาเสริมจากส่ิงท่ีพ่อใหญ่
บอกให้ เปรียบแมใ่ หญเ่ ป็นตาให้พ่อใหญ่ในการถา่ ยทอดวิธีการตีขิมใหข้ ้าพเจา้ นอกจากนย้ี ังพน่ี ้อง (ศ.ดร. ขาคม
พรประสิทธ์ิ) ศิษย์รุ่นพ่ี ที่คอยให้คาแนะนา จดโน้ตเพลงให้ ทาเป็นแบบอย่างให้ดูเช่นกัน จากเพลงเร่ิมต้นคือ
จระขห้ างยาว ตามมาดว้ ยโหมโรงไอยเรศ และอกี หลาย ๆ เพลง จนข้าพเจา้ มพี ฒั นาการเป็นลาดบั จนสามารถ
บรรเลงเข้าวงเคร่อื งสายผสมวงศิษยศ์ รทอง ต่อเพลงเดี่ยว และเร่ิมฝกึ เครอ่ื งดนตรชี นิดอ่ืนต่อไป

ตลอดเวลาในการเรียนดนตรีไทยที่บ้านซอยมิ่งขวัญนั้น แม่ใหญ่ ในฐานะแม่บ้านของโรงเรียนดนตรี
แห่งนี้ ได้ดูแลลูกศิษย์หลายคนท่ีเข้ามาเรียน มาซ้อมเข้าวง ด้วยความเมตาทาอาหารให้ศิษย์ได้รับประทานกัน
โดยเฉพาะเม่ือมีการซ้อมวง เพ่ือออกงานอัดเทปรายการ หรือไปประกวดตามงานต่าง ๆ เมื่อมีบางท่อนหรือ
บาทตอนท่ีพวกเรายังทาไม่ได้ดี ก็จะโดนพ่อใหญ่ตาหนิเอา แต่แม่ใหญ่ท่านก็จะคอยให้กาลังใจศิษย์ ให้รู้จักพัก
กอ่ นเพือ่ ผ่อนคลาย กอ่ นที่จะกลบั ไปซอ้ มพยายามกนั ใหม่ เรียกวา่ เราได้รับการเคย่ี วกรา และการปลอบโยนใน
คราวเดยี วกัน จงึ ทาออกมาไดด้ ี

เมื่อข้าพเจ้าได้ฟังเสียงของแม่ใหญ่เป็นครั้งแรก ในใจก็คิดว่าโอโฮ ทาไมแม่ใหญ่ร้องได้เสียงสูงอย่างนี้
หากจะเทียบสเกลกับการร้องเพลงสากล เสียงแม่ใหญ่ก็น่าจะอยู่ในช่วง Soprano แน่ ๆ เสียงของท่านสูง
บาดใจจริง ๆ ในสมัยน้ัน คุณพ่อของข้าพเจ้า จะมีเคร่ืองบันเสียงเทปคลาสเซ็ต และมักจะนาไปอัดเสียง
การซ้อมและการร้องเพลงของแม่ใหญ่อยู่เนือง ๆ ข้าพเจ้าจาได้ว่าครั้งหนึ่งเรามีการซ้อมเข้าวงเพลงพม่าเห่
และแม่ใหญ่ก็ได้ร้องเพลงน้ีโดยใช้เน้ือร้องที่มีจากเร่ืองพระอภัยมณี ของท่านสุนทร (ภู่) กวีเอกแห่ง
กรุงรัตนโกสินทร์ (กระดาษทอง…) ส่วนทางเพลงบรรเลงน้ันเป็นของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร
ศิลปบรรเลง) ในตอนนั้นข้าพเจ้าเรียนอยู่ช้ันมัธยมปลาย และช่างเป็นการบังเอิญเสียจริง ๆ ท่ีข้าพเจ้าได้รับ
เปน็ ตวั แทนของโรงเรียนไปประกวดร้องเพลงทส่ี วนอมั พร (จาไมไ่ ดว้ ่าเป็นงานอะไร) และข้าพเจ้าก็ได้แอบเรียน
การร้องเพลงพม่าเห่จากเสียงของแม่ใหญ่จากเทปบันทึกเสียงน้ี เพื่อนาไปประกวด ก็ปรากฏว่าได้รับรางวัล
ท่ีหนึ่ง (ตอนน้ันน่าจะเป็นอาจารย์ณรงค์ รวมบรรเลง เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ) การเรียนแบบครูลักพักจา
ของข้าพเจ้านี้ ท้ายที่สุดพ่อใหญ่แม่ใหญ่ก็ทราบเร่ือง ในตอนนั้นข้าพเจ้าทาตัวไม่ถูก แต่ปรากฏว่าท้ังพ่อใหญ่

118

และแมใ่ หญ่ทา่ นกแ็ สดงความยินดีต่อขา้ พเจ้า ด้วยรักและเมตตา มาในตอนนี้ข้าพเจ้าอยากจะเขา้ ไปกราบท่าน
เพอ่ื ขอขมาในส่ิงทพ่ี ลงั้ เผลอทาไปโดยไม่ได้บอกกลา่ วและขออนุญาตท่านก่อนเลย

ความสามารถทางด้านช่างฝีมือของแม่ใหญ่ เป็นงานอีกด้านหน่ึงที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ งานเส้ือผ้า
เคร่ืองแต่งกาย ในการแสดงละครฟ้อนราที่ข้าพเจ้าได้เคยเห็นท่ีบ้านมิ่งขวัญ งานฝีมือการเหลาและสร้าง
อังกะลุง เป็นงานท่ีเกือบทุกครั้งที่ข้าพเจ้าไปที่บ้านม่ิงขวัญ ก็จะเห็นแม่ใหญ่เหลาทาอังกะลุงอยู่สม่าเสมอและ
ต่อเน่อื ง แม่ใหญไ่ ม่ได้เหลาแค่อังกะลุงธรรมดา แตท่ า่ นยงั ได้ทาองั กะลงุ ราวท่สี ร้างขึ้นมาสาหรับการบรรเลงโดย
คนเดียว ไม้ไผ่ที่เป็นวัตถุดิบในการสร้างอังกะลุง เม่ือมีเหลือ ท่านก็ได้เหลาทาเป็นไม้ตีขิม และข้าพเจ้าก็โชคดี
เหลือเกินท่ีได้รับไม้ตีขิมที่ท่านเหลาให้หน่ึงคู่เป็นท่ีระลึก และยังคงใช้งานได้จนถึงปัจจุบันนี้ เป็นส่ิงที่ทาให้
ข้าพเจา้ ได้ระลึกถงึ แม่ใหญ่ทกุ คร้งั ทตี่ ีขมิ

เป็นท่ีน่าเสียดายอย่างย่ิงที่วันเวลาที่ได้ใกล้ชิดท่านน้ันมีจากัด เพราะข้าพเจ้ามีความจาเป็นต้องศึกษา
ทางด้านวิชาชีพ และต้องไปทางานประจาต่างประเทศ รวมเกือบยี่สิบกว่าปี จึงทาไม่มีโอกาสได้เข้ามาใกล้ชิด
กับพ่อใหญ่และแม่ใหญ่ รวมถึงศิษย์พี่ศิษย์น้อง ได้บ่อย เม่ือกลับมาประจาที่เมืองไทยก็ได้ทราบข่าวจากพี่น้อง
ว่า พ่อใหญ่สิ้นบุญไปหลายปีแล้ว และแม่ใหญ่ก็ส้ินบุญไปไม่ก่ีปีก่อนหน้าที่ข้าพเจ้าจะกลับมาเมืองไทย ก็ได้แต่
ระลึกนึกถึงพระคุณและคุณงามความดีของท่าน และยังมีเทปคลาเซ็ตอีกหลายม้วนท่ียังมีเสียงของท่านท้ังสองอยู่
(ทีค่ ณุ พอ่ ของข้าพเจ้าเก็บบันทึกไว้) ทรี่ อคอยวนั แปลงกลบั มาใหอ้ ยูใ่ นรปู แบบที่รับฟังกันไดง้ ่ายในปัจจบุ ัน

ในโอกาสราลึก 100 ปีชาติกาลคุณครูองุ่น บัวเอ่ียม ข้าพเจ้าขอน้อมกราบราลึก เชิดชู พระคุณคุณครู
ทปี่ ระสิทธปิ์ ระสาท ความรูท้ างดนตรีไทย การขบั ร้องเพลงไทย ให้การอบรม สง่ั สอน ใหร้ ักษาคณุ ค่าความเป็นไทย
อบรมมรรยาทและคุณธรรม ด้วยรักและเมตตาต่อศิษย์ ตลอดชีวิตของท่านท่ีได้อุทิศเพื่อสืบสานมรดก
ดนตรไี ทยของชาติ

...ด้วยรกั และเคารพอย่างสงู ...
ศษิ ย์ อ๊อบ พรี พงษ์ เจียรณยั

22 กรกฎาคม 2564

119

เขียนถงึ คณุ ครอู งุ่น บวั เอ่ียม

ดิฉัน นาวาอากาศเอกหญิง เบญจมาศ ชวดนุช ตาแหน่งผู้อานวยการกองพัฒนาและ
ประสานงานยทุ ธศาสตร์ชายแดน กรมกิจการชายแดนทหาร เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปีเกดิ ของคุณครูองุ่น
ดิฉันจะขอเล่าถึงความประทับใจท่ีมีต่อคุณครูองุ่น เร่ิมแรกเดิมทีดิฉันเรียนอยู่โรงเรียนสตรีนนทบุรี และได้รับ
การฝากฝังให้มาเรียนวิชาดนตรีกับ ครูฟุ้งและครูองุ่น ที่บ้านตรงถนนติวานนท์ โดยมาถึงพบว่าท่ีบ้านยังมี
ลูกศิษย์สาว ๆ อยู่ท่ีบ้านจานวนหน่ึง โดยในตอนแรกท่ีมายังไม่แน่ใจว่าจะรับเป็นลูกศิษย์หรือไม่ ซึ่งเม่ือมาถึง
บ้านแล้วก็ได้รับความเมตตาจากตากับยายรับไว้เป็นลูกศิษย์ โดยเม่ือมาเรียนแรก ๆ ยังเดินทางไป-กลับ บ้านท่ี
อาเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ระยะหลัง ๆ ตากับยายได้ให้มานอนค้างและเรียนดนตรีท่ีบ้านรวมกับพ่ี ๆ
น้อง ๆ ที่อยู่ก่อนหน้าน้ี ทาให้ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะ เนื่องจากฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีนัก การมาอยู่
บ้านตาและยายเป็นการฝึกดนตรีเครื่องสายโดยเฉพาะซอด้วงซ่ึงเป็นเครื่องดนตรีที่ถนัด นอกจากนี้ตายังให้ฝึก
เล่นเครื่องดนตรีชนิดอ่ืน ๆ ได้ด้วย ซ่ึงถือเป็นว่าเป็นการดีอย่างยิ่ง เน่ืองจากได้นาวิชาความรู้ท่ีได้รับไปทางาน
พิเศษโดยการเล่นดนตรีท่ีสีลมวิลเลจเพื่อส่งเสียให้ตัวเองเรียนจนจบปริญญาตรีได้ และได้มาใช้ในการ
ปฏิบัติงานโดยสามารถสอบเข้ารับราชการทหารได้กองดุริยางค์กองบัญชาการกองทัพไทย ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะ
ไม่ได้ปฏิบัติงานท่ีมีความเก่ียวข้องกับงานทางด้านดนตรีแล้วก็ตาม ก็ยังเป็นวิชาที่นามาหารายได้พิเศษได้อีกด้วย
โดยการสอนใหก้ บั เด็กเลก็ ๆ ทม่ี คี วามสนใจเรยี นดนตรี

สาหรับยายองุ่นท่ีประทับใจมากมีหลายเร่ืองด้วยกัน ยายเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แต่มีเสียงที่ไพเราะมาก
มีความเมตตา มาอยู่บ้านตากับยายนอกจากไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแล้ว ยายยังทากับข้าวให้กิน (อร่อยมาก)
อกี ท้งั ยงั หางานให้ไปเลน่ ดนตรีในงานต่าง ๆ เป็นรายได้ให้กบั ตัวเองอีกดว้ ย และที่บ้านยายจะมีการทาองั กะลุง
ส่งให้กับร้านเคร่ืองดนตรีและโรงเรียนต่าง ๆ ยายเป็นผู้หญิงท่ีเก่งและแกร่งมาก นอกจากจะดูแลตาฟุ้งแล้ว
ยังเสยี สละความสขุ สว่ นตัวมาดแู ลพวกเรา ซ่ึงพวกเราซาบซึ้งและระลกึ ถงึ บุญคณุ ของยายมาโดยตลอด

สุดท้ายขอกราบขอบพระคุณครูฟุ้ง และคุณครูองุ่นท่ีสร้างให้ดิฉันเป็นคนท่ีเติบโตอย่างมีคุณภาพ
สามารถพัฒนาสังคมให้ดขี นึ้ โดยที่ครเู ป็นแบบอย่างและปลูกฝงั ใหเ้ ราตลอดมา

ด้วยรักและเคารพ กตัญญตู ่อครูตลอดไป
นาวาอากาศเอกหญงิ เบญจมาศ ชวดนุช

120

ความทรงจาวยั เด็กถงึ ยาย

เมื่อปี พ.ศ. 2522 ข้าพเจ้า (ตุ๊ก) กับน้องสาว (ต่ิง) เด็กจากบางใหญ่ได้เร่ิมมาเรียนกับยายหงุ่นและ
ตาฟุ้งที่บ้านซอยม่ิงขวัญด้วยการพามาฝากเรียนโดยครูสุทัศน์ ผู้ภักดี ลูกศิษย์ของตากับยายเป็นครูหนุ่มไฟแรง
ที่สอบบรรจุมาสอน ท่ีโรงเรียนชุมชนวัดบางโค โดยเร่ิมแรกเรียนซอด้วงกับครูสุทัศน์ จากนั้นครูทัศน์ก็พาเรา
ทั้งสองไปฝากเรียน ตอนแรกเรียนซอด้วง ส่วนน้องสาวเรียนจะเข้กับตาฟุ้ง ตอนน้ันยังเป็นบ้านหลังเก่า
ด้วยความสนับสนุนของพ่อและแม่ ได้คุยกับท่านท้ังสองว่าชอบราและท่ีโรงเรียนก็มีชุมนุมท่ีส่งเสริมกิจกรรม
การราด้วย ทั้งพ่อและแมจ่ ึงพาพวกเราท้ังกลุ่มมาเรยี นราชุดแรกคือชุดฟ้อนชมเดือน “โอ้เดอื นเอ๋ยโอ้เดือนดวง
งาม ส่องแวววามแลอร่ามเวหา” รู้สึกว่าสนุกมาก เราไม่ได้มากันแค่สองคนพ่ีน้องแล้วยังมีเพื่อน ๆ เด็กจาก
บางโค มีพี่ลี พี่มร น้อย จันทร์ เพ็ญ แมว ตาล อ้อย สมใจ อุษา มาเรียนด้วย ชุดน้ีน่ารักมากต้ังแต่แตะไหล่วิ่ง
ออกมาเป็นแถวก็สร้างความประทับใจให้กับคนดูแล้ว หลังจากนั้นก็ชุดพม่ากลองยาวเป็นชุดที่สนุกสนาน
ทานองเพลงพม่าเขวเปล่ียนทานองไปเรื่อย ๆ ผู้ชายแต่งกายแบบพม่าสะพายกลองยาวใบเล็ก ๆ ผู้หญิงก็แต่ง
เปน็ พมา่ เช่นกนั อีกชุดท่มี คี วามสวยงามแปลกตาท่ีได้รับการถ่ายทอดจากยาย คือพม่ามอญ จะมีความแตกต่าง
จากที่เราเห็นในปัจจุบัน คือผู้ชายแต่งเป็นพม่า ผู้หญิงแต่งเป็นมอญ จากน้ันยายก็สอนชุดพม่าเปิงมางเป็นชุด
ทเี่ ราชอบมากตอนท่ียายยกแขนแล้วหมุนตัวดูน่ารักมาก ชดุ นี้เป็นการแสดงที่เป็นผู้หญิงลว้ นแต่งกายแบบพม่า
ชุดการแสดงต่าง ๆ น้ียายก็จะเล่าว่าเป็นการแสดงของบ้านบาตรและชื่อที่ได้ยินยายพูดถึงบ่อย ๆ ก็คือ
ครูลัดดา การแสดงที่เราได้รับการถ่ายทอดและได้ออกแสดงในงานต่าง ๆ จนถือว่าเป็นมิติใหม่ของการแสดง
ของนักเรยี นโรงเรียนชุมชนวัดบางโค อาเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี

เวลาผ่านไปประมาณ 1 ปี ยายก็หาครูมาสอนรามอญให้ที่บ้านซอยมิ่งขวัญ คือครูติ๋ว ลูกสาวกานัน
ประคองซ่ึงเคยเป็นคณะรามอญท่ีมีชื่อเสียงมากของปากเกร็ดในสมัยที่ครูต๋ิวยังรุ่น ๆ อยู่ โดยเริ่มเรียนรามอญ
12 เพลง ตามแบบฉบับของรามอญปากเกร็ด ตาเร่ิมจากให้ท่องหน้าทับร้องทานองเพลงให้ได้ จากนั้นกต็ ามไป
เรียนอีก 6 เพลงหลงั กบั ครู ทบี่ า้ นวัดกู้ อาเภอปากเกรด็ ส่งิ ท่ยี ายและตาสอนเรื่องรามอญจะมีความพิเศษกวา่ ที่
อื่น ๆ ลูกศิษย์ของตากับยาย คือราให้ลงหน้าทับลงเพลงจนทาให้คณะรามอญครูสุวรรณ ครูอัมพร เรืองนุช
วัดบางโคมีชื่อเสียงมากในสมัยเม่ือเกือบ 40 ปีที่แล้ว พวกเราได้ฝึกหัดเครื่องสายและขับร้องเพลงไทยกับ
ตาและยายควบคู่ไปด้วย จนข้าพเจ้าสอบเขา้ เรียนในวิทยาลัยนาฏศิลปในเอกซอด้วงและได้เข้ารบั ราชการเป็น
ครใู นปัจจุบันนี้ นอกจากนีย้ ายยังสอนใหท้ าอังกะลงุ เรมิ่ จากขดั ไม้เสา ราง ผูกอังกะลุง สอนใหเ้ หลาองั กะลุง

121

ประมวลภาพการแสดงราและบรรเลงดนตรีช่วงเป็นลกู ศิษย์ยายในงานตา่ ง ๆ

122

123

124

125

ธดิ ารัตน์ ภักดรี ักษ์ (สกลุ เดิมเรอื งนชุ )
ครู วิทยฐานะชานาญการพิเศษ
โรงเรียนกนุ นทีรุทธารามวทิ ยาคม

126

ครดู นตร.ี ......แบบย่าองุ่น

นึกถึงเร่อื งราวเก่า ๆ ในวัยเดก็ ทม่ี ีความประทบั ใจก็อดนั่งยิ้มคนเดียวไม่ได้ ภาพจาทย่ี ังระลึกได้เหมือน
เรื่องนั้นเพ่ิงเกิดขึ้นเมื่อวาน ภาพประทับใจคือ “ครูดนตรีสองท่านท่ีร่วมทุกข์ร่วมสุขกันจนแก่เฒ่า กิจวัตร
ประจาวันคือ กินอยู่ หลับนอน สอนดนตรี” นั่นคือบรรยากาศบ้านปู่ฟุ้งและย่าองุ่น ในซอยม่ิงขวัญ จังหวัด
นนทบุรี จะไดถ้ ูกรื้อจากความทรงจาเล่าผ่านตัวหนังสือแบบนึกไปพิมพ์ไป เปรยี บเป็นละครตอนหนึ่งทมี่ ีผมเข้า
ไปเป็นตัวละครอยใู่ นนั้นด้วย และยงั มีอกี หลายตอนที่มคี นอื่นมาเล่าเร่ืองต่อ เพื่อให้เกดิ เป็น “ร้อยเร่อื งเล่าถึงครู
ชอ่ื องุ่น บวั เอี่ยม”

ราวปี 2533 ผมนั่งรถเมล์สาย 33 จากปทุมธานีมาเมืองนนท์กับครูมารยาท แสงอรุณ (ป้าอี๊ด) และ
ครูสมทรง แสงอรุณ (แม่ครู) แต่ผมไม่รู้ว่าไปไหน เพราะผมไม่เคยน่ังรถเมล์มาไกลขนาดน้ี เป็นคร้ังแรกท่ีผมนั่ง
รถออกมาจากเมืองปทุม เมื่อถึงท่ีหมายครูก็พาลงรถเดินเช้าซอยม่ิงขวัญ พอใกล้ถึงก็ได้ยินเสียงดนตรีไทย
ดงั ออกมานอกรั้วพรอ้ มเสยี งผชู้ ายเสยี งใหญ่ ๆ เสียงผหู้ ญงิ แหลม ๆ ร้องโน้ตบ้างดุบา้ งดังแทรกเสียงดนตรีข้ึนมา
ทันใดนนั้ วงก็หยุดลง คณะเราก็เปดิ ประตรู ัว้ เขา้ มาพรอ้ มสง่ เสียงทักทายสวสั ดี ครสู องทา่ นเรยี กผู้หญิงผชู้ ายผสู้ ูง
วัยว่าย่าและปู่ ผมก็เรียกตามพร้อมแนะนาผมให้ปู่ย่าท้ังสองท่านได้รู้จักชื่อ สมัยน้ันผมชื่อ จเร ท่ีมาพบปู่ย่าใน
คร้ังน้ีก็เพ่ือมาฝากตัวเป็นศิษย์ ท่านก็ถามถึงความรู้ด้านดนตรีซ่ึงผมเองก็มีพ้ืนฐานแบบงู ๆ ปลา ๆ จึงได้ขอ
เรียนขลยุ่ กบั ท่านซึ่งผมเหน็ ว่าไม่ยากจนเกินไปนัก และเพลงทท่ี ่านฝึกใหก้ ็คือเพลงตับต้นเพลงฉิ่ง สามชัน้ น่ันคือ
คร้ังแรกที่พบท่าน ย่าองุ่นและปู่ฟุ้งไม่เลือกว่าเป็นลูกศิษย์ใครหรือมาจากไหน เก่งไม่เก่ง เมื่อต้ังใจจะมาเรียน
ท่านก็ไม่เคยปฏิเสธและสอนให้ทันที บรรยากาศคร้ังแรกผมรู้สึกตื่นเต้นและเขินอายอยู่มาก เพราะน้อง ๆ ท่ี
ฝึกซ้อมอยู่ในบ้านประมาณสี่ห้าคนนั้นฝีมือเยี่ยมยอดมาก หลังจากได้พบท่านครั้งแรกแล้วในเสาร์อาทิตย์
ตอ่ ๆ มาผมก็ได้เข้ามาเรียนดนตรีที่บ้านท่านมาอย่างต่อเน่ือง ปู่ฟุ้งและย่าองุ่นเปน็ คนค่อนข้างดุ เอาจริงเอาจงั
กับการสอนดนตรี นัยน์ตาปู่ทั้งสองข้างมองไม่เห็น การใช้ชีวิตประจาวันต้องอาศัยย่าช่วยเหลือ ดูอบอุ่นน่ารัก
บางคร้ังก็สังเกตเห็นอาการเหน่ือยล้าของย่าองุ่น บ่นบ้างในบางครั้งแต่มือไม่หยุดทา ปากก็สอนดนตรีบอก
ทานองเพลง รู้ว่าตรงไหนที่ลูกศิษย์เล่นผิดเล่นถูก มือก็ปัดกวาดเช็ดถู หรือบางครั้งก็น่ังเหลาอังกะลุงไปด้วย
ถึงเวลากลางวันหรือเย็นก็จัดเตรียมหุงหาอาหารให้ปู่ ในวันท่ีผมมาเรียนดนตรีก็จะเห็นกิจวัตรของย่าเป็นอยู่
อย่างน้ี ส่วนปู่ฟุ้งท่านเป็นคนหูดีมาก ขณะซ้อมหากมีเคร่ืองดนตรีช้ินใดเสียงเพ้ียนท่านจะบอกให้หยุดและต้ัง
เสียงใหม่ให้ทันที ท่านตีโทนรามะนาเก่งมาก ท้ังทักษะ รสมือ ลีลาหน้าทับต่าง ๆ ท่านถ่ายทอดได้ดี น้องที่มา
เรียนโทนรามะนากับท่านอายุไม่มากแต่ท่านฝึกให้ตีได้ไม่แพ้ผู้ใหญ่ เวลาท่านนั่งเงียบ ๆ คนเดียว ท่านจะ
กระดกิ นว้ิ เหมือนตีกลองหรือเหมือนกดสายซอ อาการแบบนี้ท่านทาจนเคยชินกลายเป็นบุคลิกของท่านไปแล้ว
ทั้งสองท่านไม่เคยเรยี กรอ้ งค่าตอบแทนใด ๆ จากการสอนดนตรีให้ลกู ศิษย์ มิหนาซ้าบางคร้งั ยังมีขนมหรือของ
ให้กับลูกศิษย์อีก ท่านดาเนินชีวิตเรียบง่ายแบบไทย ๆ ไม่เคยนินทาว่าร้ายใคร ถึงแม้อายุมากด้วยกันท้ังคู่
แต่ยังขยันทามาหากิน เป็นท้ังอาจารย์พิเศษตามหน่วยงานการศึกษาต่าง ๆ ครูภูมิปัญญาพ้ืนบ้าน และทา
เคร่ืองดนตรีขาย ในปี 2534 ท่านมสี ว่ นสาคัญในการฝึกทักษะทางดนตรี ทาใหผ้ มได้เข้าเรียนที่สาขาวชิ าดนตรี
ภาควชิ าศิลปนิเทศ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ และยา่ องุ่นกย็ ังเปน็ อาจารย์พิเศษที่สถาบัน

127

แห่งน้ีด้วย ภายหลังจบการศึกษาผมได้ใช้ความรู้ความสามารถในการสอบเข้ารับราชการครูจนมีอาชีพที่มั่นคง
มาถึงทุกวันนี้ส่วนหนึ่งมาจากน้าลายไอปากจากปู่ฟุ้งและย่าองุ่นท่ีอบรมส่ังสอน ถึงแม้ว่าจะได้มีโอกาสมาเรียน
กับท่านไม่นานแต่ก็ได้จดจาท่านทั้งสองเป็นแบบอย่างในการใชช้ วี ิต ท่านเคยให้ข้อคิดไว้ว่า เม่ือมีโอกาสเกิดมา
ให้เป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ ในวันน้ี คิดถึงย่าหรือครูดนตรี....แบบย่าองุ่น ก็จะนึกถึงบุคลิกหรือกิจวัตรท่านท่ี
เรานาไปปรับใช้ในการดาเนินชวี ิตได้เปน็ อย่างดี จึงแบง่ ปันพ่ี ๆ น้อง ๆ ท่ีรกั ย่า และผู้คนในสังคมปจั จบุ นั ท่ีอาจ
ไม่เคยรจู้ กั หรือเคยพบเหน็ คนลกั ษณะแบบย่ามากอ่ น

ยา่ อง่นุ เปน็ แบบอยา่ งของผู้หญงิ ที่มคี วามอดทนสูง
ยา่ องนุ่ ไม่เคยยอมแพใ้ นโชคชะตา
ยา่ อง่นุ ได้รบั การยอมรบั วา่ เป็นหนึ่ง ในบรรดาครขู ับร้องเพลงไทย
ย่าองุ่นไดช้ ือ่ วา่ เป็นภรรยาท่ดี แู ลปรนนบิ ตั สิ ามีดคี นหนงึ่
ยา่ อง่นุ ควรไดร้ บั การยกย่องว่าเป็น “รากไทย” ท่านหนึ่งเช่นกนั
ย่าอง่นุ เป็นแบบอยา่ งของ “คร”ู ท่แี ท้จรงิ

ขณะหน่งึ ท่เี ราเจอปัญหาในดาเนินชีวิตในสังคมปจั จบุ ัน เม่อื คดิ ถงึ ย่าดูเหมือนปญั หามันจะเล็กลงทันที

คิดถงึ ย่า
นายอธิปย์ (จเร) อแู่ กว้
ผอู้ านวยการโรงเรยี นเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา

จังหวัดปทุมธานี

128

จบั ลำมำทำเพลง

ครูองนุ่ ย่ำองุ่น อำจำรยอ์ งุ่น ปำ้ องนุ่ และอีกหลากหลายคานาหนา้ ทตี่ า่ งคนตา่ งเรยี กขานกนั ตามแต่
ความถนัด สาหรับผม “ยาย” คือคาที่ผมใช้เรียกครูองุ่น บัวเอี่ยม และในบทความนี้ขอจะขอใช้คาว่ายายเป็น
คาแทนในการเรยี กครูองนุ่ ด้วยความเคารพ

ย้อนหลังกลับไปประมาณ 30 ปี (ปีปัจจุบัน พ.ศ.2564) ผมมีโอกาสได้ไปเรียนดนตรีกับคุณตาฟุ้ง
(ครูฟุ้ง บัวเอี่ยม) ด้วยความต้องการจะเป็นเคร่ืองดนตรีซักช้ินหนึ่งโดยที่ยังไม่รู้จักแม้กระท่ังว่าแต่ละเคร่ือง
แต่ละชน้ิ นน้ั มีชอื่ เรียกวา่ อะไรบา้ ง ตอนนนั้ ครทู ง้ั สองก็อายุมากแลว้ ต้องตามตอ๊ื อย่นู านทเี ดยี วกว่าจะยอมสอน
เรมิ่ ดว้ ยซออเู้ ป็นเครอื่ งดนตรชี นิ้ แรก จากน้นั จงึ เรยี นเครือ่ งอน่ื ๆ เชน่ ซอดว้ ง ขิม จะเข้ กลอง ตามลาดบั ภาพ
ทเ่ี หน็ ตงั้ แตว่ ันแรกที่ไปเรยี นก็คือตาจะน่ังสอนอยู่บนเก้าอี้ไม้ใต้ถุนบ้าน สว่ นยายนั่งเหลาอังกะลุงอยู่บนตั่งเตี้ย ๆ
วางติดกันสองตัว เต็มไปด้วยเคร่ืองไม้เคร่ืองมือท่ีพวกบรรดาช่างไม้คุ้นเคยกันดี เช่น เลื่อย มีดตอก สิ่ว สว่าน
วางระเกะระกะดูไร้ระเบียบ ยายบอกว่าถ้าเก็บเป็นระเบียบแล้วจะหาอะไรไม่เจอ บ่อยครั้งระหว่างท่ีตาสอน
ดนตรี ขณะที่ยายเหลาอังกะลุง ตาจะหันไปบอกกับยายว่า สูงไป ต่าไป เอาปีกออกอีกนิดนึง พอหลายคาเข้า
ยายก็จะละสายตาจากคมมีดที่เหลาไม้และตอบกลับไปว่า “อยู่เฉย ๆ เหอะน่า” น่ีคงเป็นสิ่งท่ีลูกศิษย์ทุกคนที่
ไปเรียนคุน้ เคยกนั ดี

ช่วงเวลาที่ไปเรียนดนตรีกับตา ในตอนท่ีว่างจากการฝึกซ้อม ผมก็จะมาช่วยยายทาอังกะลุงในส่วนที่
พอทาไดแ้ บบที่ไมต่ ้องใช้ความสามารถและทักษะมากมาย เช่น ทาสี ขัดราง ผกู ไม้คาน และถึงแม้จะเป็นภาพท่ี
เห็นอยเู่ กอื บทุกวัน ผมกไ็ ม่เคยมีความคิดท่ีจะเหลาอังกะลุงเป็นอาชพี เลย คงด้วยพน้ื ฐานความร้ทู างดนตรีเพียง
น้อยนิดที่พอจะสามารถฟังเสียงโน้ตได้วา่ เพ้ียน ไม่เพ้ียนเป็นอย่างไร และพอเทียบเครื่องอย่างง่าย ๆ ได้ มาวัน
หนึ่งยายพูดว่า “แกน่ำจะเหล่ำอังกะลุงได้นะเพรำะเทียบเครื่องได้ พอจะฟังเสียงออก ของแบบน้ีมันฝึกกัน
ได้ มนั จะเป็นวิชำติดตัวไปภำยภำคหนำ้ แกจะเห็นว่ำยังไง” แลว้ ก็จริงดังยายว่า นั่นเป็นจุดเรม่ิ ต้นของอาชีพ
ในปจั จบุ นั ของผม

ยายได้สอนทุกกระบวนการทาอังกะลุงอย่างละเอียดถ่ีถ้วน ต้ังแต่การตัดไผ่ หลาย ๆ ครั้งที่ยายไป
ควบคุมการตัดไผ่เองถึงแหล่งไผ่ เช่ือว่าถ้ามีเร่ียวแรงพอก็คงจะตัดเองเป็นแน่ สอนว่าไผ่ที่จะตัดได้ต้องเป็นไผ่
สองน้อง หมายถึงไผ่ต้นที่มีหน่อเกิดทีหลังอีกสองหน่อจึงจะมีอายุพอดีแก่การนามาเหลา หลังจากตัดมาแล้ว
จะต้องเอามาทอนเป็นท่อน ๆ เพ่ือป้องกันการแตก การริ ของเน้ือไม้ การเลือกต้นไผ่ควรเลือกตัดแบบไหน
เรียกว่าเห็นต้นก็รู้ได้เลยว่าจะเหลาได้ดังหรือไม่ดัง ไปจนถึงขั้นตอนการเหลาและการแก้ปัญหาต่าง ๆ
แหล่งวัตถุดิบท่ีจะนามาประกอบเป็นราง รวมท้ังชนิดของไม้ต่าง ๆ รายละเอียดทุกขั้นทุกตอนจนจบ
กระบวนการ เป็นความรู้สึกท่ีดีมากที่ได้เห็นไผ่จากกอเติบโตตั่งแต่หน่ออ่อน ผ่านกระบวนการและเวลา
มากมายจนกลายมาเปน็ เสยี งเพลงให้พวกเราไดย้ ิน

ขณะท่ีได้เรียนรู้และปฏิบัติจริง ในการทาอังกะลุง ได้มีบรรดาลูกศิษย์ ครู อาจารย์ และนักศึกษา
จานวนมากมาทาการค้นคว้าข้อมูลเก่ียวกับวิชาดนตรีมากมายกับยาย เวลาไปไหน ๆ ยายก็จะเอาผมติดไป
ด้วย จึงทาให้พอรู้จักเพื่อนพ้องน้องพ่ีในวงการเพลงไทยบ้างตามสมควร ยายก็จะแนะนาว่า คนเนี้ยลูกศิษย์นะ

129
เหลาอังกะลงุ ได้ เล่นดนตรีได้ มีอะไรก็ฝากดว้ ย ยายเปน็ คนจริงจงั กบั สง่ิ ท่ที ามาก แมใ้ นช่วงอายุมากแล้วหกู ็เร่ิม
ไม่ค่อยได้ยิน เรี่ยวแรงถอยแต่ยายก็ยังทางานท่ีตัวเองรักจนวาระสุดท้าย ขอระลึกถึงบุญคุณครูผู้นี้อย่างไม่รู้ลืม
ครอู งุ่น บวั เอ่ียม ผมภูมิใจเสมอท่ไี ดจ้ บั ไมไ้ ผข่ นึ้ มาเหลา จากไผ่เป็นลา มาทาเปน็ เพลง

อนรุ กั ษ์ แพทย์กิจ

130

คดิ ถงึ ย่าหงนุ่

ผมเรียก ครูองุ่น บัวเอี่ยม ว่า ย่าหงุ่น ตามพี่ๆ ท่ีเข้ามาเรียนก่อนหน้าน้ี ส่วนย่าหงุ่นมักผมเรียกพร้อม
กับคานาหน้าเท่ ๆ ว่า “ไอ้เอ้” ผมมาที่บ้านปู่ฟุ้งย่าหงุ่น แทบทุกวันหยุดเสาร์อาทิตย์และเกือบทุกวันในช่วง
ปิดเทอม ใคร ๆ ถามไปไหน จะตอบด้วยความเคยชิน ว่า “ไปบ้านปู่” กว่าสิบปี ภายใต้บ้านดนตรีไทย บ้านไม้
เก่า ๆ หลังน้อยแห่งนี้ มีบรรยากาศท่ีผสมลงตัวระหว่างความจริงจังในการฝึกซ้อมและความอบอุ่นของ
ครอบครัวใหญ่ที่มี ปู่ ย่า พ่ี ๆ น้อง ๆ ท่ีได้เข้ามาเรียน สาหรับผมนอกจากความสามารถในการขับร้องของย่า
ทเ่ี ปน็ ที่รับรกู้ ันโดยท่ัวไปแลว้ ผมยังรบั รู้ว่า

ย่าหงุ่นเป็นผู้ท่ีมีเมตตาสูง: ย่าจะนั่งอยู่บนตั่งไม้ รอบ ๆ ตัวมีอุปกรณ์ทาอังกะลุงเต็มไปหมด มีพัดลม
เก่าๆ เปดิ โชยอยู่ข้าง ๆ พร้อมกบั ดพู วกเราฝกึ ซ้อมดนตรี บอ่ ยคร้งั ปู่ขอใหย้ า่ มาชว่ ยร้อง แมว้ า่ จะยงุ่ อยู่กบั งานท่ี
ซ่ึงต้องใช้สมาธิสูง ย่าก็ละจากงานที่กาลังติดพันมาขับร้องให้ด้วยความเต็มใจ บางคร้ังต้องร้องหลายรอบจน
เสียงแหบแห้ง ย่าก็มีเมตตาจนวงเราบรรเลงได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ย่ายังให้พี่ ๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้หญิงมา
พักอยู่ท่ีบ้านโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด หวังเพียงให้ได้ฝึกซ้อมและให้ได้รับความรู้มากท่ีสุดเท่าท่ีจะทาได้
ในช่วงท้ายของชีวิตปู่ ซ่ึงป่วยหนักช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ย่าก็ให้การดูแลท่านเป็นอย่างดีแม้ว่าตัวเองจะมีอายุ
มากและสขุ ภาพไม่แข็งแรงก็ตาม

ย่าหงุ่นเป็นผู้ท่ีสุขุมเยือกเย็น: ในแต่ละวันย่าทางานหลายอย่าง ซึ่งนอกจากการทาอังกะลุงและ
บางคร้งั ตอ้ งสอนขับร้องแลว้ ยังต้องทางานบ้าน ทากับขา้ ว ดูแลปู่ซึ่งตาบอดทั้งสองข้าง ซง่ึ ยา่ ทาหนา้ ทีไ่ ด้อย่าง
สมบูรณ์ ไม่เคยหงุดหงิดกับภาระงานท่ีมากมายแต่สวนทางกับวัยอันร่วงโรย บางคร้ังปู่มีอารมณ์ร้อน ซ่ึงเป็น
ธรรมดาที่ยา่ เองอาจไม่พอใจแต่ก็โอนอ่อนผ่อนตามเพ่ือให้สถานการณ์ไดค้ ลี่คลาย

ย่าหงุ่นเป็นผู้ท่ีมีความมานะอุตสาหะ: ภาพที่เห็นชินตา คือ ย่าจะสาละวนอยู่กับการทาอังกะลุง
บางคร้ังมีอาการหน้ามืดและแสบตา ย่าจะนอนพักเพียงช่ัวครู่และต่ืนมาทางานอย่างไม่ย่อท้อ ย่ายังเป็น
แบบอย่างในการเป็นนักประดิษฐ์ ประยุกต์ทักษะการเหลาไม้เพื่อทาอังกะลุงมาพัฒนาต่อยอดทาไม้ตีขิมได้
อยา่ งน่าชื่นชม

ยา่ หงนุ่ เป็นผู้มีความกตัญญู: ผมรสู้ กึ ได้อยา่ งชัดเจนวา่ ย่ายกย่อง เทิดทูน และภาคภมู ิใจท่ีได้เป็นศิษย์
ของท่านครู หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ย่าและปู่เองกล่าวถึงคุณงามความดีของท่านครูให้พวก
เราได้รับรู้อยู่บ่อยครง้ั การมีวงดนตรีไทยศิษยศ์ รทอง นนทบุรี เพ่ือสืบสานวชิ าดนตรไี ทยตามแนวทางของท่าน
ครู เปน็ ประจักษ์พยานทแี่ สดงถึงความกตัญญูท่ีทา่ นมีต่อท่านครูได้เป็นอย่างดี

ในช่วงบัน้ ปลายของชวี ิต ผมมีโอกาสไปเยย่ี มยา่ หง่นุ ไมบ่ ่อยนัก เมื่อใดที่ไปพบ ย่ามกั จะเรียก “ไอ้เอ้ ๆ”
ด้วยนา้ เสียงระคนดีใจ จับไมจ้ ับมือด้วยความเมตตา เมื่อได้ระลึกถึงผมกร็ ูส้ ึกภูมิใจและดีใจที่ช่วงหน่ึงของชีวิตได้
เป็นสว่ นหน่งึ ของบ้านดนตรีไทย บา้ นแหง่ ความอบอนุ่ แหง่ น้ี

รองศาสตราจารย์ ดร.รัฐพล อน้ แฉง่ *
19 กรกฎาคม 2564

131

* ผู้เขียนเขา้ มาเรยี นซอด้วงทบ่ี ้านปฟู่ งุ้ และย่าอง่นุ ประมาณปี พ.ศ. 2526 โดยมีพอ่ (นายจารสั อ้นแฉ่ง) ซ่งึ เป็นศษิ ยค์ รูฟุ้งสมยั
ท่ีเรียนอยู่โรงเรียนวัดเขมาภริ ตาราม เป็นผู้พามาพร้อมกบั เด็ก ๆ ในวัยไล่เลี่ยกัน อาทิ จูน (อาจารย์ ดร.ณัฐชยา นัจจนาวากุล
หรอื ปรัศนญี า ไชยศักดา) เอก (นายธนาวุธ อน้ แฉง่ ) เบริ ์ด (นายอรรถเดช อ้นแฉ่ง) ปจั จบุ นั ผู้เขียนรับราชการอยู่ท่มี หาวิทยาลัย
ศิลปากร ในตาแหน่งผชู้ ่วยอธกิ ารบดี

ภาพบนซ้าย ผูเ้ ขียน (น่งั ตรงกลาง) กับพ่ี ๆ น้อง ๆ ในวงเครอื่ งสายคณะศษิ ยศ์ รทอง นนทบุรี บรรเลง ณ สวนอมั พร
ภาพบนขวา ผ้เู ขยี นกบั จูน (อาจารย์ ดร.ณัฐชยา นัจจนาวากลุ หรอื ปรัศนีญา ไชยศกั ดา หัวหนา้ สาขาวชิ าดนตรไี ทยและ
ดนตรตี ะวันออก วทิ ยาลัยดรุ ยิ างคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล) ท่ีมาเรยี นดนตรไี ทยท่บี า้ นปู่ฟุง้ ย่าองุน่ ดว้ ยกนั ตลอดหลายปี

ภาพล่าง ปฟู่ ุ้งและย่าองุน่ บัวเอยี่ ม รว่ มแสดงความยินดใี นโอกาสทผ่ี ูเ้ ขยี นได้รับพระราชทานปรญิ ญาบตั รจากสถาบัน
เทคโนโลยพี ระจอมเกล้าพระนครเหนือ พ.ศ. 2538

132

“ย่าองนุ่ ” ผู้หญงิ แกรง่ คชู่ วี ติ ของปฟู่ ุง้ บัวเอ่ียม

ย่าหงุ่น เป็นคาเรียกย่าองุ่น บัวเอ่ียม ติดปากมาตั้งแต่เด็กกับชีวิตการเป็นศิษย์สานักเคร่ืองสายไทย
ในนามศิษย์ศรทอง นนทบุรี ซึ่งต้ังอยู่ในซอยมิ่งขวัญ จังหวัดนนทบุรี จาได้ว่าในวัยเด็กเติบโตมาในชุมชน
บุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลบาราศนราดูร โรงพยาบาลแห่งเดียวที่มีเตาเผาศพ โรงพยาบาลแห่ง
เดียวท่ีอดีตรับผู้ปว่ ยพิษสุนขั บ้า และต่อมาก็รับแต่โรคประหลาด ๆ ในพวกเราได้หวาดเสยี วกันไป การไปเรียน
ดนตรีไทยคร้งั แรกในชวี ติ ของตัวเองนนั้ เป็นเพราะแม่คงเห็นวา่ ถ้าขนื ปลอ่ ยไว้คงได้แต่ถีบจักรยาน เล่นซอ่ นแอบ
ทอนตัวตุ่นกบั เพื่อนไปวัน ๆ เท่านน้ั เป็นแน่ การไปหาวิชาความรู้ดนตรีไทยที่บ้านปู่ฟุ้ง-ย่าหงนุ่ จึงเป็นจดุ หมาย
ปลายทางท่หี ลาย ๆ ครอบครัวในโรงพยาบาลบาราศนราดรู ส่งลูกหลายไปเรยี นดนตรีไทยในช่วงปิดเทอม

ศษิ ยศ์ รทอง นนทบุรี รนุ่ ใหญ่ รนุ่ เล็กในงานบรรเลงท่สี วนอัมพร

ภาพจาของย่าในเวลานั้นเป็นผู้หญิงตัวเล็ก แต่กระฉับกระเฉง ใส่เสื้อคอกระเช้าเหลาอังกะลุงบ้าง
เหลาไปที ก็เป่ากระบอกอังกะลุงเทียบเสียงไปที ฝุ่นจากไม้ไผ่คละคลุ้งอยู่ใต้ถุนบ้านไม่ได้ทาให้ย่าท้อถอยที่จะ
เหลาและประกอบจนเสร็จเป็นชุด บางคร้ังก็จะเห็นย่าก่อเตาเพ่ือเทลายบนกระบอกอังกะลุง น่ังดูไปเพลิน ๆ
แกก็จะคอยไล่ให้ไปท่ีอ่ืน เพราะไมอ่ ยากใหส้ ดู ตะก่วั ไปดว้ ย ย่าเปน็ คนทีห่ นกั เอาเบาสู้ ยา่ ทาหลายอย่างทงั้ สร้าง
อังกะลุง เหลาไม้ขิม บางครั้งก็ทาขลุ่ย เรียกได้ว่างานช่างฝีมือคืองานหลักของย่า ด้วยบุคลิกลักษณะของย่า
ซ่ึงต้องดูแลสามีท่ีตาบอด คอยหุงหาอาหารและสอนดนตรีให้กับเด็ก ๆ ท่ีมาเรียน ภาพของย่าหงุ่นจึงเป็น
เสมือนผู้หญิงเก่ง แกร่งและอดทนเป็นที่สุด บุคลิกของย่าแม้ว่าจะดูจากภายนอกเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แต่จาก
การทางานทก่ี ระฉบั กระเฉง คลอ่ งแคลว่ ด้วยแลว้ แต่ละวนั ของย่าจึงสาละวนอยู่กบั งานไมใ้ ตถ้ นุ บา้ นเปน็ สาคัญ

ชีวิตของย่ามีส่ิงบันเทิงใจอยู่ 2 อย่าง คือนัตถ์ุยา และร้องเพลง ซ่ึงย่าสามารถทาสลับกันไปมาในช่วง
ซ้อมแต่ละวันได้ ร้องเสร็จเครื่องรับก็นัตถ์ุยาแล้วก็มีแรงมารอ้ งต่อ การเรียนดนตรีท่บี ้านปู่และย่าจะแบ่งหนา้ ท่ี
การทางานกันอย่างชัดเจน ปู่ต่อเพลง พ่ีน้อง (ขาคม) ทาหน้าท่ีจดโน้ตทางแต่ละเคร่ืองมือให้น้อง ๆ

133

อย่างรวดเร็ว และทาหน้าที่สอน ปรับวง คุมวงไปกับปู่ เมื่อไหร่ที่ปู่ฟุ้งสอนเครื่องสาย ทาทาง ปรับวงให้เสร็จ
แล้วกจ็ ะเรียกย่าใหม้ าร้องเข้าเคร่อื ง เสียงของย่าดัง ชัดเจน แจ่มแจ้งเป็นท่ีสุดและสะกดให้เด็ก ๆ อยา่ งพวกเรา
ลมื สวมร้องบ่อยคร้ัง จนในท่ีสดุ ตดั ภาพกลบั มาท่เี สยี งบ่นแกมเอด็ ตะโรของป่ฟู ุ้งท่ีทาให้เราตกใจ ลนลานและรีบ
สวมรอ้ ง รบั ร้องกันแทบไม่ทัน

ประสบการณท์ างดนตรใี นอดีตที่ได้ในวัยเด็กนน้ั เปน็ ส่งิ ทีน่ า่ จดจาและมีเรื่องราวมากมาย ความรู้สึกดี
ใจ ตื่นเต้นท่ีจะได้ไปบรรเลงจะเข้ ไม่ว่างานน้ันจะเปน็ งานอะไรก็ตาม ปู่และย่าจะพาพวกเราซ้อมกันอย่างหนัก
ปรับทางเพลงอย่างสละสลวย ละเอียดและมลี ีลาของวงเครื่องสายที่น่าฟังอยูเ่ สมอ ยังจาไดว้ า่ งานบนั ทึกเสียงท่ี
สถานวี ทิ ยกุ รมประชาสมั พนั ธใ์ นอดีตนั้น เปน็ งานทท่ี ุกคนตอ้ งซ้อมกันอย่างหนัก หลังเลิกเรียนก่อนเข้าบ้านต้อง
ลงรถมาซ้อมดนตรีกัน ภาพจาช่วงเวลาน้ันเมื่อวันท่ีวงศิษย์ศรทองจะออกอากาศ ทั้งปู่และย่าต้องมาคอยน่ังฟัง
หน้าวทิ ยุ และหาเทปเปล่ามาบันทึกเกบ็ ไว้เสมอ ทรานซิสเตอรข์ องปู่น่ีแหละคือตวั ช่วยในการต่อเพลงและปรับ
วงให้เรา

บันทกึ เสยี งวงเคร่ืองสายไทย ที่สถานวี ิทยกุ ระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์

วิสัยทัศน์ทางด้านการปูพื้นฐานการเรียนการสอนดนตรีของปู่กับย่าท่ีมีให้ลูกศิษย์น้ัน เป็นการมอง
การณไ์ กลและมีการวางแผนไว้อย่างดีเย่ียม ถ้าเห็นใครเร่ิมเอาดีทางนี้ก็จะมีการวางแผนและมีระบบพี่เลยี้ งจาก
รุน่ พ่ี ๆ สู่รุ่นนอ้ งถา่ ยทอดความรสู้ ู่กันไป ดังนนั้ เดก็ ๆ หลายคนจึงได้เขา้ เรียนในวิทยาลัยนาฎศิลป เพลงตา่ ง ๆ
ทเ่ี รียนจากบา้ นป่แู ละยา่ ก็เปน็ เพลงชดุ เดยี วกบั ที่ใช้เรยี นในวทิ ยาลัยนาฎศิลป ดังนัน้ เมอื่ ไปถึงขา้ พเจา้ ศึกษาต่อ
ในระดับตน้ 1 (มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1) ในชว่ งแรกจงึ ต้องเรียนเพลงเก่าท่เี คยหดั มาแลว้ ไปเรื่อย ๆ เสน้ ทางการศึกษา
ของเด็ก ๆ ในบ้านจงึ ถูกชแ้ี นะและวางรากฐานการศกึ ษาดนตรีให้พร้อมอยู่เสมอ

กล่าวได้ว่าการเรียนดนตรี เล่นดนตรีควบคู่กันไประหว่างสานกั และโรงเรียน เป็นโอกาสในการพัฒนา
ฝีมือไปท้ังสองทาง ด้วยความท่ีปู่และย่า เป็นคนมีน้าใจ จึงชอบยกวงเครื่องสายไปช่วยงานต่าง ๆ อยู่เสมอ
จาได้ว่าคราวหนึ่งมีงานศพซ่ึงต้องไปเล่นท่ีวัดปากน้า จังหวัดนนทบุรี ไม่รู้ว่าเพราะปู่และย่าเห็นว่าเป็นงานศพ
หรือเพราะมีวงปี่พาทย์ดี ๆ แถวนั้นจานวนมาก ก็เกิดความคิดอยากให้เด็ก ๆ ในวงเคร่ืองสายต่อเพลงเร่ือง

134
นางหงส์ และด้วยความเปน็ เด็ก ขา้ พเจ้าน้นั แทบอยากรอ้ งไห้ เพราะสานวนเพลงไม่ไดค้ ุ้นหูไม่เคยได้ยนิ ย่งิ ต้อง
มาแปรทางฆ้องใหเ้ ป็นทางเครื่องสายด้วยแลว้ นัง่ อึ้งตามโนต้ กันแทบไม่ทันทีเดียว แต่ยงั ดที ีพ่ นี่ อ้ ง (ศาสตราจารย์
ดร.ขาคม พรประสิทธ์ิ) เขียนโน้ต แปรทาง เปลี่ยนเสียงได้อย่างคล่องแคล่ว เด็ก ๆ อย่างเราจึงรอดพ้นจากถูก
ปเู่ อด็ ตะโรไปได้มาก เรียกได้ว่า ชวี ิตการเรียนดนตรเี ป็นตวั เป็นตนได้ก็เพราะเร่ิมตน้ มาจากบ้านปู่ฟ้งุ และย่าองุ่น
โดยมพี ่ี ๆ คอยเปน็ พเี่ ล้ยี ง สอนจะเขใ้ หต้ ้งั แตเ่ ดก็ โดยเฉพาะพ่ีษร (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกษร แกว้ แดง) และ
พี่น้อง (ศาสตราจารย์ ดร.ขาคม พรประสิทธ์ิ) นอกจากน้ีก็มี พี่ ๆ รุ่นใหญ่อีกหลายคน ท่ีเรียนดนตรี กิน นอน
อย่ทู ่ีบา้ นปูแ่ ละยา่

เม่ือครั้งรว่ มบรรเลงวงเคร่อื งสายศิษยศ์ รทอง นนทบุรี ในจงั หวดั นนทบรุ ี

เมื่อคร้ังทีพ่ ่นี ้อง ศาสตราจารย์ ดร.ขาคม พรประสทิ ธ์ิ รับพระราชทานปรญิ ญาบัตร

135

ปี พ.ศ. 2539 เมื่อข้าพเจ้าเข้ารับพระราชทานปริญญาบตั ร

ย่าจะมสี รรพนามการเรียกลูกศิษย์แตล่ ะคนต่างกันไป “ ไอจ้ นู ” คอื ส่งิ ปู่กบั ยา่ จะใช้เรียก เท่านน้ั ไม่พอ
ถ้าช่วงไหนหายหน้าไปนาน เมื่อโผล่กลับมาก็จะได้ยินคาวา่ “หายหัวไปเลยนะแก” เม่ือน้ันก็จะมีรอยยิ้มกว้าง ๆ
ของข้าพเจ้านาหน้าไปก่อน ด้วยความที่ย่าหงุ่น ทางานหนักมามาก แต่ทว่างานสอนดนตรีของย่าไม่เคยมี
วันหยุด ย่าจะต่อเพลงร้องให้ลูกศิษย์แต่ละคนอย่างปราณีตโดยทาให้ดูเป็นตัวอย่าง การขับร้องของย่าถูก
ถา่ ยทอดลงในสมดุ บันทึกด้วยลายมือท่สี วยงาม ลูกเอือ้ นทง้ั หลายถูกเขียนไว้อย่างละเอียดถือไดว้ ่าเป็นคู่มือการ
สอนขับร้องท่ีใช้สอนลูกศิษย์มาหลายต่อหลายรุ่น ขณะเดียวกันก็มีความน่าสนใจ มีคุณค่าในฐานะหลักฐาน
ทางการขับร้องท่ีมีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน ส่ิงสาคัญที่สุดคือ ย่าหงุ่นใส่ใจต่อลูกศิษย์ทุกคนอย่าง
เทา่ เทียมกนั

ในส่วนตัวข้าพเจ้าเองนั้น ต่อมาเม่ือเร่ิมต้องไปทางานเป็นอาจารย์ประจาท่ี มหาวิทยาลัยนเรศวร
จงั หวัดพิษณุโลก จึงไม่ค่อยได้เข้ากรุงเทพฯ บ่อยนัก นาน ๆ คร้ังจึงจะได้แวะเวียนเข้าไปหาครูท้ังสอง จนจาได้
วา่ ชว่ งสงกรานตป์ ี พ.ศ. 2555 แมบ่ อกว่าย่านอนอยโู่ รงพยาบาล ต้งั ใจว่าจะไปไหว้ย่ารดน้าขอพรกัน ไม่นานนัก
ช่วงสาย ๆ ของวันที่ 12 เมษายน 2555 กม็ คี นโทรมาบอกว่าย่าหงุ่นส้ินแลว้ ปดิ ตานานนกั ร้องเสียงใส เสยี งสูง
แบบสูไ้ มถ่ อย ผหู้ ญงิ แกร่งและนักสทู้ ่ีใชเ้ สยี งเปน็ อาวธุ และปฏิเสธไมไ่ ด้เลยว่า เสียงของยา่ หงนุ่ นั้น คือ เสยี งท่ีมี
แต่ความหวังดีให้แกล่ กู ศษิ ยท์ ุกคน

กราบยา่
ดร.ณัฐชยา นัจจนาวากุล
ประธานหลักสตู รปรัชญาดษุ ฎีบณั ฑิต
หัวหน้าสาขาดนตรไี ทยและดนตรตี ะวนั ออก
วิทยาลัยดุรยิ างคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

136

รำลึก 100 ปชี ำตกำล คุณครูองนุ่ บัวเอยี่ ม

ข้าพเจ้า ดร.มนศักด์ิ มหิงษ์ นามเดิม คมสัน มหิงษ์ ที่ทางาน วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัย
ศรีนครนิ ทรวิโรฒ เปน็ ศิษยค์ นหน่ึงท่ีได้รับความรู้ ความรกั และความเมตตาของครอู งนุ่ บัวเอีย่ ม ผมจะเรียกวา่
“...ย่าองุ่น หรือ ย่าหงุ่น...” ย้อนเวลาในช่วงชีวิต เร่ิมต้นการเป็นลูกศิษย์ประมาณปี 2530 จุดเริ่มต้นของ
ข้าพเจา้ ทไ่ี ด้มาฝากตัวเปน็ ลูกศิษย์แหง่ วงบ้านศิษย์ศรทองโดยมีคุณครูฟุ้ง (ป)ู่ และครูองุ่น บวั เอี่ยม เปน็ ผ้ถู า่ ยทอด
ความรูด้ นตรีไทยและเปน็ เสาหลกั ของความรขู้ องขา้ พเจา้

ข้าพเจ้าเล็งเห็นว่ามีส่ิงที่ได้รับในตอนน้ันสร้างคุณค่าอย่างมากมาย และผลิตผลของย่าองุ่น ได้สร้าง
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลแห่งดนตรีไทยนานับประการ ข้าพเจ้าสามารถใช้หลักแห่งองค์ความรู้นี้อยู่
บนเส้นทางของวัฒนธรรมแห่งการดนตรีไทย โดยคุณูปการของคุณครูท้ัง 2 ท่าน ที่เป็นแบบอย่างสาหรับ
นามาใชใ้ นการถ่ายทอดเพ่ือสร้างลกู ศษิ ย์ของข้าพเจ้าจนถงึ ทุกวันนี้

สาหรบั ย่าองนุ่ ท่ีข้าพเจ้าเคารพทส่ี ุดท่าน (รกั ทั้งสองท่านมาก) ไดม้ อบคุณลักษณะสาคัญของความเป็น
ครูดนตรีที่ดี จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัส พร่าสอน ร่าเรียน กลับผู้มีพระคุณทั้งสองท่านน้ี นับว่าชีวิต
บนเส้นทางความเป็นครูมีหลักสาคัญสร้างข้อยึดเหน่ียวในใจ มีรายละเอียดบางประการท่ีข้าพเจ้าต้องการจะ
ถา่ ยทอดลงงานเขียนเลก็ ๆ ถงึ ย่าองุ่น บวั เอ่ียม เพื่อเปน็ ประโยชน์ต่อทา่ นผอู้ ่านได้รบั ทราบตอ่ ไป

ข้าพเจ้าขอแบ่งการเขยี นเปน็ กลุ่มเพ่ือจะไดด้ งึ ความสาคญั ของบทบาท ย่าองุ่น บัวเอย่ี ม ดังนี้

ดำ้ นสถำนภำพบทบำททำงครอบครวั
ย่าองุ่น บัวเอี่ยม เป็นผู้หญิงท่ีต้องดูแลรับผิดชอบครูฟุ้ง บัวเอ่ียม ท่ีกายภาพของปู่ท่านตามองไม่เห็น

ทั้งสองข้าง และใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันสองคนไม่มีบุตร ย่าเล้ียงสุนัขไว้ มีช่ือเท่าท่ียังจดจาได้คือ เจ้ายุ่ง เจ้าอ๋าว
และนางนวล ย่าจะรักสุนัขทั้ง 3 นี้มากโดยเฉพาะเจ้ายุ่ง จะเป็นตัวโปรดท่ีคอยยุ่งสมชื่อวิ่งมาให้ย่าเอาใจเป็น
มาขวางบันได วิ่งข้ึนว่ิงลง และไม่ท้ิงย่าไปไหน มันสร้างความสขุ ท่ีบา้ นหลงั เล็ก ๆ 2 ชั้น เป็นไม้ ท่ีเหล่าลูกศษิ ย์
จะเดินทางไปเรียน จับจองหาพ้ืนที่เหมาะสมกับตนเอง น่ังอย่างไร ตรงไหน ก็เรียกหากันได้ยิน เพราะพื้นท่ี
ไม่ได้กว้างใหญ่มากนัก เหล่าลูกศิษย์จะเวียนเข้าไปหาอยู่เป็นประจา บ้านของย่า จึงเป็นบ้านที่ทุกคนเข้าไปหา
ท่านทัง้ สองและจะได้รับความเมตตา เสยี งหวั เราะ และคาให้พร กับลูกศษิ ยเ์ ม่อื จะต้องกลบั และจากลาทุกครั้ง

ลักษณะของข้าพเจ้าจะชอบนั่งสังเกตส่ิงรอบข้าง ขณะที่เราได้ต่อเพลงกับปู่ฟุ้ง บัวเอี่ยม เราจะเห็นยา่
องุ่น บัวเอ่ียม นั่งเหลาไม้ขิม บางครั้งก็นั่งเหลากระบอกอังกะลุง อยู่เป็นประจา และท่านจะมีเวลาเดินเข้า
ห้องครัวเพ่ือเตรียมกับข้าวใหป้ ู่ฟุ้ง ประมาณ 11.00 น. และบางครั้งก็จะทาเพลงรอ้ งอยู่ในใจ แต่เราได้ยินเสียง
ถ้ามีการเล่นเพลงด้านล่างของบ้าน ย่าองุ่นจะขึ้นไปสอนร้องที่ชานประตูช้ันสองของบ้าน เพื่อต่อการร้องเพลง
ข้าพเจ้าเห็นกลวิธีการถ่ายทอดเป็นแบบ ตัวต่อตัว เก็บรายละเอียด ถ้าดนตรีหยุด ด้านบนเสียงร้องเพลงก็จะ
ลอยลงมา จะทาซา้ ๆ บางทยี า่ จะเดินลงมาแล้วบ่นวา่ “วุ้ย” “เอาใหม”่ นกั ร้องด้านบนกต็ ้องรอ้ งใหม่ เปน็ เวลา
ท่ีเป็นแบบนี้ทุกคร้ัง ผมจะเข้ามาช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ โดยตลอด มาแต่เช้า กลับออกจากท่ีบ้านศิษย์ศรทอง
ประมาณ 17.30-18.00 น. ข้าพเจ้าเป็นคนท่ีเดินทางจากบ้านเขตมีนบุรี ซึ่งถือว่าไกลมาก น่ังรถเมล์หลายต่อ

137

แต่ด้วยอะไรไม่ทราบ ผมรักท่ีจะมาที่น่ีไม่ขาด และจะชอบกลับคนสุดท้ายเพ่ือจะได้คุยกับย่าองุ่น และปู่ฟุ้ง
ในหลายเร่อื ง

ท่านจะมีความห่วงใยต่อลูกศิษย์ทุกคนท่ีได้อบรมผ่านที่แห่งน้ี มักจะถามหาคนน้ันคนน้ีเป็นอย่างไร
ถ้าเราพอทราบก็จะชี้แจง เพราะท่านอยากรู้ว่าส่ิงท่ีได้สั่งสอนไปนาไปใช้เป็นอย่างไรบ้าง และชีวิตของผู้สอน
ตอนน้ีเจริญรุ่งเรืองถึงไหน สาหรับบทสนทนาต่าง ๆ ช่วงเย็น ๆ ท่ีข้าพเจ้าพอจะสัมผัสได้อาจจะถ่ายทอดไม่
หมดเพราะค่อนข้างจะมีสารตั ถะเยอะมาก ย่าองุน่ บัวเอ่ยี มเปน็ ผู้มคี วามทรงจาทดี่ ี จะเล่าเร่อื งตา่ ง ๆ ในสมยั ที่
ทา่ นยงั เรมิ่ เข้าสู่การเป็นผู้ขับร้องกับคณุ ครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ซึง่ ผมไดฟ้ งั การบันทึกเสียง
ข้อมูลที่มีการนาในช่องทางส่ือจากคลิป YouTube ในปัจจุบัน (2564) ที่ท่านได้เล่าเรื่องประสบการณ์ดนตรี
ให้กับมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ซ่ึงข้อความบทสนทนาที่นามาเผยแพร่สู่สาธารณะเปน็ ส่ิงที่ยา่ ได้ถ่ายทอดให้
ฟัง ตอนนนั้ กบั ตอนนี้ ยงั เล่าความไดต้ รงกนั มีการเกบ็ รายละเอยี ด การจดจาเปน็ เลศิ มาก

เหตุการณ์หนึ่งซึ่งขอเพิ่มเติมคือ ในขณะท่ีบางทีเราซ้อมดนตรีกันในกลุ่มบ้าง หรือเล่นคนเดียวบ้าง
แล้วบรรเลงผิดปู่ฟุ้ง จะทาเสียง “ฮ้ือ” และทาทานองปาก ข้าพเจ้าบางทีไม่ทันทานอง ตามไม่ทันการแปลง
เพลงของปู่ฟุ้ง และอาจจะไม่ได้ดังใจ ก็มีบ้างที่จะโดนดุ ย่าองุ่น จะเป็นผู้คอยบอก ถึงบางครั้ง ส่งสัญญาณมือ
และทาสีหน้าหมุบหมิบ ให้เงียบ ๆ คอยฟัง บางทีปู่ฟุ้งก็เสียงดังตามแบบท่าน เมื่อท่านมองไม่เห็นอยู่แล้วและ
ไม่รู้ว่าลูกศิษย์คนไหนกาลังทาอะไร บันทึกโน้ต ถาม-ไม่ตอบ หรือบางคร้ัง ปู่เงียบ ข้าพเจ้าก็นึกว่า ปู่กาลังคิด
ทานอง บางทีเราก็กาลังทาทวน ปู่เผลอหลับ ข้าพเจ้าก็ดูไม่ออกว่า ปู่กาลังจะยังไงกับสิ่งน้ันตอนน้ี
ด้วยกระบวนการบอกกลอนเพลงบางครั้งลูกศิษย์ก็ไม่เข้าใจก็จะเริ่มมีเสียงขุ่นมัวและเวลาน้ันถ้ามันเริ่มยาว ๆ
ย่าองนุ่ จะลงมาคอยช่วยกากบั จะเรยี กปู่ฟงุ้ ว่า

“...นายจะโมโหทาไม คอ่ ย ๆ บอกทีละเครอ่ื ง คนไม่เข้าใจจะใหร้ ู้เลยได้ยังไง...”
แต่ย่าองุ่น จะไม่พูดเยอะจะกล่าวอยู่ประมาณแค่นี้ แล้วปู่ฟุ้ง ก็จะเงียบฟัง (แต่ไม่ได้ทะเลาะ) เพียงแต่
ท่านพยายามปรับความเข้าใจในด้านการสอนกับลูกศิษย์ที่กาลังรับการต่อเพลงอยู่ตอนช่วงเวลาน้ัน ย่าองุ่นจะ
เปน็ ผทู้ ร่ี ู้ใจ และรวู้ ่าเม่ือไหร่จะเกิดความราคาญความหงุดหงิดเสียงดัง ย่าองุ่น จะคอยลงมาช่วยกากับท้ังที่จริง
พื้นทน่ี ัง่ อยู่ใกลก้ ัน แต่ทา่ นจะออกเสียงให้ปูร่ ับทราบว่าเราอยตู่ รงนี้ไม่ได้ไปไหน เป็นความน่ารกั ของทา่ นท้ังสอง
มาก และจะรู้ช่วงเวลาวา่ จะทาอะไร ในบทบาทหน้าที่ของครู ภรรยา และเจ้าของบ้าน ย่าองุ่น บัวเอี่ยม ผู้เป็น
แบบอย่างของบา้ นศษิ ย์ศรทอง

สถำนภำพทำงควำมรู้
ขา้ พเจ้ามีโอกาสขอติดตามไปดูย่าองุ่น บวั เอ่ียม สอนอังกะลงุ สาหรบั อนบุ าลทโี่ รงเรยี น ท 4 เด็ก ๆ รัก

เรียก “ครูย่า-ครูยาย” ย่าองุ่น ได้ส่ือสารกับมาที่ข้าพเจา้ ถึงหลักการสอนสาหรบั เด็กน้อยให้มีความรูด้ ้านดนตรี
ไทยแบบไหน เราตอ้ งสอนใหเ้ ด็กรู้จกั จงั หวะก่อน ส่วนอังกะลุงทน่ี าไปใชส้ อนก็เปน็ ฝมี อื การผลิตของยา่ อง่นุ เอง

“ฉันจะบอกว่า ...การเขย่าอังกะลุงเป็นการฝึกกล้ามเนื้อให้เด็กได้ออกกาลังกาย ท่ีออกกาลังกายทั้ง
การได้ยิน และองค์ประกอบอื่น ๆ ให้เด็กได้รักในดนตรีไทย อย่างเช่น การฝึกเพลงช้าง เพลงเขมรปากท่อ

138

ฝึกง่าย ๆ ...” ย่าองุ่น จะสอนการวางระบบอังกะลุงมือขวา-มือซ้าย และเริ่มจัดวางการเรียงตัวโน้ตของผู้ถือ
อังกะลุง (ซง่ึ ตรงนี้มรี ายละเอยี ดมากมาย)

แต่สาหรับสถานภาพความรู้ท่ีข้าพเจ้ากาลังกล่าวถึงน้ี ย่าองุ่น มีหลักการการถ่ายทอดท่ีเป็นทาง
วิชาการทดี่ ีมากและเข้าใจหลักวธิ สี อนในระดับปฐมวยั เป็นอยา่ งดีนอกเหนือจากกระบวนการที่ทา่ นได้ทาหน้าท่ี
สอนทง้ั ท่บี า้ นและสถานท่ีอ่ืน ๆ ย่าองนุ่ ยังมีความสามารถในการผลติ ไมต้ ีขิม ข้าพเจา้ ยงั จาคากลา่ วได้ว่า

“...เวลาทาไม้ตีขมิ ไม่รู้วา่ ดีไมด่ อี ยทู่ ี่คนต.ี ..”
ขา้ พเจา้ เห็นวา่ กรรมวธิ ีการผลิตกใ็ ชก้ ารเหลาชิ้นต่อช้นิ ทุกอนั แต่ส่งิ หน่งึ ท่บี ง่ ช้ีคณุ ภาพด้านการผลิตคือ
การกลา่ ววา่
“...ไม้ตขี มิ นแ้ี ละหลายอนั ไดส้ ง่ ไปใหท้ างบ้านครมู นตรี ตราโมท ซ่ึง ครูป๋อง ศิลปี ตราโมท ชอบใช้ไม้ท่ี
ย่าเหลา และสั่งอยบู่ อ่ ย ๆ ...”
ซอยเรวดี (ซอยโสมส่องแสง) อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับซอยมิ่งขวัญ ถนนติวานนท์ บางคร้ังข้าพเจ้า ยังเคย
เดินทางเอาไม้ขิมไปส่งให้ถึงครูป๋อง ศิลปี แต่ไมบ่ อ่ ยนัก ความสามารถสิ่งท่ีโดดเดน่ สาหรับย่าองนุ่ คอื การเป็นผู้
มีน้าเสียงในการขับร้องเพลงไทยได้ไพเราะ และมักจะเล่าเร่ืองต่าง ๆ ประวัติในอดีตท่ีผ่านมา ในการต่อเพลง
ทางร้องกับคุณครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เป็นแบบไหน ซึ่งข้าพเจ้าพอจับใจความได้ว่า
คณุ ครูหลวงประดิษฐไพเราะจะสอนร้องกับครูองุ่นแป๊บนึงด้านล่างในเวลาช่วงเช้า สว่ นช่วงบ่ายให้ร้องเข้าวงเลย
ย่าองุ่นจึงต้องมคี วามจดจา และเปน็ คนท่ีสามารถทาได้เดย๋ี วนัน้
เอกลักษณ์ของย่าองุ่น บัวเอ่ียม จึงเป็นนักร้องที่สามารถอธิบายหลักการขับร้องศัพท์ ทฤษฎีสังคีต
ที่เกิดข้ึนกับคุณครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) และกลวิธีการขับร้องที่มีรูปแบบไม่เหมือนใคร
ย่าองุ่นได้ผลิตลูกศิษย์ผู้มีฝีมือด้านการขับร้องมากมาย บางครั้งจะถามข้าพเจ้าถึงคุณครูท่านอื่น ๆ ว่าเดี๋ยวนี้
คุณครูขับร้องท่านอ่ืนเป็นอย่างไรบ้าง ท่านเป็นห่วงสุขภาพท่านอื่น ๆ เพราะเหมือนย่าองุ่น บอกว่าคนแก่แล้ว
ไมไ่ ดเ้ ดนิ ทางไปไหน จะไปก็ลาบาก แล้วท่านอนื่ สขุ ภาพเป็นอย่างไร ไม่ไดร้ ับรู้กันเหมือนแต่กอ่ น ไม่ไดต้ ิดต่อกัน
ถ้ารู้ข่าวอย่างไรก็บอกบ้าง บางทีข้าพเจ้าก็เล่าเร่ืองวงการดนตรีไทยที่อยู่ในปัจจุบันจากที่ตัวเองได้สัมผัสให้
ย่าองุ่น ฟังบ้าง เมื่อรับฟังแล้วจะบอกว่า เด๋ียวน้ีเร่ิมไม่เหมือนเมื่อก่อน เพลงต่าง ๆ ท่ีเป็นโบราณาจารย์วางไว้
เร่ิมไม่เล่นกันแล้วเพราะเล่นไม่ได้หรือไม่ทราบ มีอีกหลายเพลงท่ีไพเราะ เพลงคุณครูหลวงยังมีคนได้ไม่หมด
หลายบทเพลงทยี่ ่าได้ก็ไม่ไดห้ ยบิ มาใช้จะลืมเอา อยากถา่ ยทอดไว้ เราจะทาอย่างไรใหเ้ พลงเหล่านั้นกลบั มาอีก
บางทขี ้าพเจา้ จะไดเ้ ทปขับรอ้ งเพลงไทยและมวี ิทยุพกพาเล็ก ๆ สาหรับบันทึกเสียงของข้าพเจา้ เวลาไดต้ อ่ เพลง
เอาเพลงเทปนั้นเปิดให้ย่าองุ่นฟัง ท่านก็จะสามารถเอ้ือนทานองที่เป็นแบบฉบับของย่าองุ่น ยังมีการเอ่ยถึง
ครูขับร้องพร้อมท้ังคิดถึงคุณครูสุจิตต์ และเสียใจกับการจากไปของครูประชิต ขาประเสริฐ มีการเอ่ยถึง
ครูละเมียด ทับสุข ว่าร้องเสียงสูงมากแตเ่ ด๋ียวน้ีฟังเสียงเวลาเอ้ือนไม่หลบเสยี งสูงท่านเริ่มสั่น อายุมาก แล้วนะ
และยา่ องุ่นจะหวั เราะขน้ึ สงู ฉันยงั ไหวไมส่ ั่นเลย แต่เหนือ่ ยวุ้ย
ข้าพเจ้าพบว่า มีองค์ความรู้ด้านหนึ่งท่ีเป็นอัจฉริยภาพของย่าองุ่น คือการพยายามคิดผลิต
เครื่องดนตรีไทยขนาดจิ๋ว ท่ีเริ่มทาซอด้วง ซออู้ ขนาดเล็ก และจะเข้ ขนาด 8.5 นิ้ว จาลองใกล้เคียงของจริง
ซ่ึงข้าพเจ้าได้เก็บมาจากย่าองุ่นไว้เป็นท่ีระลึก ข้าพเจ้าได้ร่าเรียนในบ้านดนตรีศรทอง ซ่ึงขอเล่าบางเร่ืองว่า

139

บางทีช่วงพักจากการซ้อม การสอนหรือช่วงเย็น ๆ หลังจากไม่มีลูกศิษย์ท่านใดอยู่ จะเหลือแค่ข้าพเจ้ากับ
ย่าองุ่น ข้าพเจ้าจะซน ชอบหยิบอุปกรณ์ท่ีเป็นเคร่ืองมือทาไม้ขิม พวกเครื่องมือช่างของย่าองุ่น มานั่งดู
มมี ดี เหลาอุปกรณ์ที่คิดประดิษฐ์เองสาหรับสรา้ งเคร่ืองดนตรี ไม่โดนดุ แตอ่ ยา่ เอาไปวางผิดท่ี ย่าองนุ่ จะอธิบาย
ให้ฟังว่าอะไรใช้กับการสร้างจุดตรงไหน ข้าพเจ้าก็ลอง ๆ นั่งทาบ้าง แต่ยอมรับว่าไม่เคยสาเร็จสักชิ้น จะทดลอง
เหลาไม้ขิม ไมร่ อดสักอย่าง ขา้ พเจา้ คน้ พบวา่ ย่าองุ่นจะตอ้ งนา้ หนักมือเท่ียงท่สี ุด จดุ หนา และจุดบางช่องกลาง
ของไม้ขิม มีระยะการสะบัดที่ดี เหลายากด้วยการลงคมมีดกับน้าหนักมือ ข้าพเจ้าถือว่าเป็นผู้ซักถามดีกว่า
เพือ่ เก็บความรู้ ทดลองฝึกทาแล้ว ทาไมไ่ ด้

ย่าองุ่นเล่าว่า การสอนขิมของย่าได้ถ่ายทอดมาจากครูและมีหลักการแบบที่ไม่เหมือนใครซึ่งข้าพเจ้า
เองก็ลองทดลองตีก็ถือว่าได้ผล ย่าองุ่น จะมีโน้ตเขียนสาหรับการถ่ายทอดการบรรเลงขิมแบบฉบบั ของท่านไว้
เร่ิมจากไล่เสียงฝง่ั สงู ลงมาจนคารบเสียงต่า และตีแยกเสียงสงู -ตา่

ย่าองุ่นเดินทางไปสอนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีการกล่าวว่ามีการสอนร้องให้ได้รับสืบทอด
ทางเสียงทา่ นไว้แลว้ ขา้ พเจ้าถอื ว่าท่านเป็นผู้มีอุดมการณ์การถ่ายทอดจินตนาการดนตรีไทยอย่างไมเ่ คยหวงวิชา
แตย่ า่ องนุ่ จะดูลูกศิษย์ที่จะมารับการถ่ายทอดเสมอ เป็นหลกั การที่ดี ย่าจะสอบถามว่าเคยร้องผา่ นเพลงน้ันมา
หรือยังเพลงนี้มาหรือยัง แต่ถ้ายังไม่ผ่าน ก็มักจะเงียบและคิดกระบวนการสอน มีคาพูดหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าจาได้
และคิดวา่ เป็นคาทส่ี ะท้อนอยูใ่ นจติ ใจทกุ ขณะทีเ่ ราหยิบเครื่องดนตรคี ือ

“การจะเล่นดนตรีอย่าอวดเก่งเราต้องเล่นดนตรีกับคนท่ีเก่งกว่าได้เล่นกับคนที่อ่อนกว่าได้ และสอน
ได”้

ข้าพเจ้าถือว่าคาพูดประโยคน้ีคือพรอันประเสรฐิ ที่ย่าองุ่น มอบให้นับแต่วันท่ีเราได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์
คาพูดนี้ทาให้ข้าพเจ้า ไม่หลงตนเอง ขณะเดียวกันคนเราต้องประมาณตนเองกับการอยู่ในสังคมดนตรี ย่าองุ่น
จึงเป็นแบบอยา่ งของครผู ูใ้ ห้ เป็นศิลปินที่จบั ตอ้ งได้ เป็นผู้ที่น่าเคารพยกย่อง จึงเรียกว่าย่าซึง่ มีศักดิ์เป็นแม่ของ
แม่ดว้ ยจติ บชู า เนอื่ งด้วยระยะเวลาที่ย่าองนุ่ จากไปนานแล้ว และจะคารบ 100 ปี ข้าพเจ้าพยายามทีจ่ ะนึกถึง
สง่ิ ทไ่ี ดส้ ั่งสอน และดึงออกมาเปน็ ตัวอักษรใหไ้ ด้มากทสี่ ุด เพอื่ สอ่ื สารในมติ ขิ องสอื่ สมัยใหม่ด้วยความเหมาะสม

การเป็นลูกศิษย์กับครูองุ่น บัวเอี่ยม ในความคิดตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาย่าองุ่น สอนให้เรำรู้จักกำร
ทำหน้ำทน่ี กั ดนตรี กำรทำหนำ้ ท่ีต่อควำมเป็นครขู องคน ถงึ ลกู ศษิ ยห์ ลายทา่ นจะประกอบอาชีพที่หลากหลาย
แต่ทา่ นภมู ใิ จเสมอ เคยพูดกับผมว่า

“...ยา่ ภมู ใิ จนะทค่ี นทอ่ี อกจากบา้ นนไี้ ปแล้วไปได้ดิบได้ดีกันทกุ คนดใี จมาก เปน็ สขุ มาก...”
การได้เป็นส่วนหนึ่งของศิษย์ศรทอง และมีเพื่อนพี่น้องในบ้านดนตรีแห่งนี้ ภาพความทรงจาที่เห็นย่า
ย้ิมเต็มหน้าเป็นความดีใจท่ีสุด ข้าพเจ้ามีโอกาสแวะเวียนเข้าไปบ้างในระยะหลัง เม่ือชีวิตเข้าสู่การทางานก็จะ
หาเวลาอยู่คุยนาน ๆ เหมือนบทบาทของตนเองยังไงก็เป็นลูกศิษย์ย่าองุ่นอยู่เสมอ เราจะคอยสอดส่องดูแล
การใช้ชีวิตของย่าและปู่ ถึงปู่จะจากไปก่อนแล้ว อะไรท่ีข้าพเจ้าสามารถจะทาได้ไม่เคยละทิ้ง ถ้าวิธีการส่วนตัว
ของข้าพเจ้าคือ มักจะชอบซ้ือไข่ไก่เยอะ ๆ ยกแผง 2 แผง ถือไปวางในครัว ถ้ามีถ้วยชามจะล้างทันที เก็บของ
รอบบ้าน เล็กน้อยก็ทา อะไรขาดเหลือจุดไหนจะพยายามทาให้ เพราะต้ังแต่ข้าพเจ้าเป็นลูกศิษย์มาท่านไมเ่ คย
เรยี กเกบ็ เงนิ ค่าสอนสง่ิ ใดเลย ขา้ พเจา้ ไดเ้ รียนสงิ่ สารพัด ย่าองุน่ เปน็ ผู้มีพระคุณทสี่ ุด

140

ดงั น้นั ข้าพเจ้าวางอุดมการณ์การสอน ซง่ึ ไม่หวงั ผลตอบแทน แตอ่ ยากใหล้ ูกศิษย์ได้ประโยชนส์ ่ิงเล็ก ๆ
นอ้ ย ๆ ท่เี กดิ ข้นึ เป็นตวั อย่างของครูทัง้ สองในบ้านดนตรีซอยม่ิงขวัญซอย 5 เป็นความทรงจาทผ่ี มเล่าอย่างไรก็
จาได้ มีลูกศิษย์อีกหลายท่านก็จะปฏิบัติ เช่นเดียวกัน ส่ิงนี้มิได้เป็นกฎเกณฑ์ท่ีลูกศิษย์ทุกคนจะต้องถือมา
ปฏิบัติแบกค่าใช้จ่ายของบ้านดนตรีปู่กับย่า แต่เป็นความรู้สึกที่อยากจะตอบแทนพระคุณเท่าที่เราสามารถจะ
ทาให้ท่านได้ ลูกศิษย์ทุกคนท่ีผมรู้จักเรามักจะเชื่อมโยงจิตใจกันถ้าเอ่ยถึงความร่วมมือจะทาอะไรให้ย่า องุ่น
บอกได้ทันที ท่านสอนลูกศิษย์ให้รักกันเสมอ อย่างไรก็ตาม ท่านมีวิธีการที่เรียกว่าการให้เกียรติและ
ความเสมอภาค ประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้เรอื่ งนี้คือเหตกุ ารณ์ไปบรรเลงงานขึ้นบ้านใหม่มีทั้งปู่และย่าไปในย่าน
งามวงศ์สว่างผมดีดจะเข้บ้าง สีซอสามสายบ้าง หลังจากจบสิ้นงาน เมื่อกลับถึงบ้านศิษย์ศรทอง ย่ากับปู่จะ
เรยี กมารบั เงินดว้ ยความจรงิ กับจานวนคนได้แบ่งกนั จะได้คนละไม่ก่ีบาท ข้าพเจ้าบอกว่า ยินดียกให้ปูก่ ับย่าผม
ไม่ขอรับผมอยากให้ปู่กับย่าเอาไว้ใช้จ่ายด้านอ่ืน ๆ ซึ่งคาตอบท่ีได้กลับมามันไม่ใช่คาว่า “ขอบใจ” แต่เป็นการ
อบรมส่ังสอนอีกลักษณะหน่ึงว่า “ยังไงก็ต้องรับไปเพราะน่ีคือทุกคนทาหน้าท่ีร่วมกัน ไม่ใช่การมายกเร่ืองเงิน
มาพูดและให้กันง่าย ๆ เราต้องวางระเบียบการใช้ชีวิตร่วมกันเราอยู่วงเดียวกันดังนั้นเงินน้ีจะมากหรือน้อยมนั
คือน้าแรงของทุกคน” ข้าพเจ้าจึงรับเงินมาดว้ ยความไม่สบายใจเพราะในใจอยากให้ยา่ องุ่นไว้ เป็นประสบการณ์
ของลกู ศิษยท์ ี่ไดส้ ัมผสั ชีวติ ความเป็นครูท่ขี า้ พเจา้ กล่าวว่า ครอู งุ่น บัวเอี่ยม เป็นครูต้นแบบของขา้ พเจา้

อาจารย์ ดร.มนศกั ดิ์ มหิงษ์
อาจารยป์ ระจาวิทยาลัยโพธิวชิ ชาลัย มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ

141

บทความถึงครู องนุ่ บวั เอ่ยี ม

ยอ้ นไปเม่อื ประมาณ 30 ปีท่ีแล้ว สม้ (จริ ฐกานต์ บวั แก้ว เดิมชอ่ื มัณฑนา ธรรมิกานนท)์ ไดร้ ้จู ักกบั ครู
องุ่น ที่ส้มเรียกว่าย่า เพราะพี่จูน (ปัจจุบันคือ ดร.ณัฐชยา นัจจนาวากุล) ชวนไปร้องเพลงกับวงดนตรีบา้ น
ปู่ฟุ้งและย่าองุ่น ช่วงนั้นส้มเรียนอยู่ที่วิทยาลัยนาฏศิลปกรุงเทพฯ น่าจะอยู่ประมาณช้ันกลาง 2 น่ันคือวันที่เป็น
จดุ เรม่ิ ตน้ ของการเปดิ โลกของส้มให้กวา้ งขึน้ นับจากวันน้นั ในเกอื บทุกวันหยดุ ส้มกจ็ ะมาบา้ นย่า มาตอ่ เพลง รอ้ งเพลง
กับยา่ เสมอ ได้มาเจอพ่ี ๆ น้อง ๆ รวมวงกัน พูดคยุ กัน ไปงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ดว้ ยกนั เป็นช่วงเวลาทมี่ ีคา่ มาก

และแล้วก็ถึงจุดเปลีย่ นคร้ังสาคัญในชวี ิตสม้ เป็นการตัดสินใจท่ีท้าทายครงั้ หนึ่งในชีวิต เพราะส้มเรยี น
ท่ีวิทยาลัยนาฏศิลปฯ เข้าปีที่ 6 แล้ว ทุกอย่างเป็นความคุ้นเคย ผลการเรียนสามารถเรียนต่อที่เดิมในระดับช้ันสูงได้
แตก่ ็ไดต้ ัดสนิ ใจว่าจะสอบเอนทรานซเ์ ขา้ มหาวทิ ยาลยั เพราะอยากเรียนกับย่าให้ได้มากกวา่ เรียนแค่วนั หยดุ

ย่าเป็นอาจารย์สอนพิเศษที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ส้มเลยตัดสินใจเลือกสอบเข้าเป็นอันดับ 1
และอันดับเดียวเท่านั้น คิดไว้ว่า หากสอบไม่ได้จะไปสอบเข้าวิทยาลัยครูท่ีอ่ืนแทน (ในสมัยนั้นยังเรียกวิทยาลัยครู)
แล้วส้มก็สอบติด ได้เรียนร้องเพลง ในระบบมหาวิทยาลัย โดยมีย่าเป็นผู้สอน ตลอด 4 ปีการศึกษา ย่าสอน
ท้งั รอ้ งเพลงและการใช้ชวี ิต หลังจากรบั ปริญญาก็ไดม้ าถ่ายรูปกบั ป่แู ละย่าทบี่ า้ น ให้ย่าได้ภูมิใจในตัวสม้

ย่าองุ่นเป็นคนใช้ชีวิตอย่างเงียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่ฟุ่มเฟือย มีความรักและความเมตตามาโดยตลอด
รุ่นแล้วรุ่นเล่าท่ีท่านคอยสร้างศิษย์ส่งเสริมและอบรมจนหลายคนประสบความสาเร็จอย่างน่าพึงพอใจ ส้มคิดว่านั่น
คือความสุขอย่างย่ิงในชีวิตของย่า อุดมการณ์ของย่าไม่เคยเปล่ียนแปลง ความเป็นคนมีเหตุผล มีความยุติธรรม
ประนีประนอม มองโลกในแง่ดีเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ย่าเป็นท่ีรักของศิษย์ของผู้ร่วมงานและผู้ได้รู้จักพบเจอมา
โดยตลอด

เม่อื จบการศึกษาเติบโตขึ้น มีหน้าทีก่ ารงานมคี รอบครัวท่ีต้องดแู ลและรับผิดชอบถงึ ได้หา่ งจากบ้านย่า
ถึงแมว้ า่ วนั น้ี ส้มไมไ่ ดร้ อ้ งเพลง ไมใ่ ชน่ ักรอ้ งของกองดุริยางค์ทหารอากาศแล้ว ส้มก็ยังเปน็ ลูกศิษย์ของย่า ยา่ ไม่ได้
จากไปไหน ยงั อยู่ในใจสม้ และศษิ ยท์ กุ คนเสมอ

ส้ม ลูกศษิ ย์คนหน่งึ ของย่า
จิรฐกานต์ บวั แกว้

142

บนั ทึกความทรงจาถงึ ยา่ องนุ่

ตอนท่ีข้าพเจ้ากาลังศึกษาอยู่ช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 3 วัดนครอินทร์ ข้าพเจ้าได้ข่าว
ประชาสัมพันธ์จากโรงเรียนว่าจะมีครูมาสอนดนตรีไทย โดยคุณครูณรงค์ เกิดเทศ ได้สอบถามว่ามีนักเรียนคน
ใดสนใจจะมาสมัครเรียนบ้าง ในตอนนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก แต่ด้วยความที่เป็นคนติดเพื่อน และ
เพ่ือนสนิทของข้าพเจ้าเกือบทุกคนมีความสนใจท่ีจะสมัครชมรมดนตรีไทยของโรงเรียน ข้าพเจ้าจึงต้องจาใจ
ยอมสมัครชมรมดนตรีไทยกับเพื่อน ๆ ในวันไหว้ครูข้าพเจ้าไม่ได้เตรียมพวงมาลัยมาไหว้ครู จึงให้พ่อซ้ือ
พวงมาลัยมาให้ข้าพเจ้าท่ีโรงเรียน วันน้ันเป็นวันที่ข้าพเจ้าได้เจอกับปู่ฟุ้ง บัวเอี่ยม และครูอมรเป็นคร้ังแรก
ขา้ พเจา้ ไดเ้ รียนดนตรีท่ชี มรมดนตรีไทยของโรงเรียนโดยเคร่อื งดนตรีชนิ้ แรกท่ขี ้าพเจา้ เลือกเล่นคือขลุ่ยเพียงออ
แต่ครูอมรบอกว่าข้าพเจ้าน้ิวส้ันเล่นไม่ได้ จึงเปลี่ยนไปเล่นจะเข้ แต่ครูอมรบอกข้าพเจ้าว่าคนถนัดมือซ้ายเล่น
จะเข้ไม่ได้ จึงเปลี่ยนใจมาเล่นซอด้วง ในเวลาที่มีงานแสดงดนตรีข้าพเจ้ามักจะได้เป็นคนตีฉ่ิงประจาวง เพราะ
เล่นซอด้วงไม่เพราะเหมือนเพื่อน ๆ ต่อมาหลังจากที่ข้าพเจ้าจบช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 ข้าพเจ้าได้ไปศึกษาต่อ
ม.1-6 ทโ่ี รงเรียนสตรนี นทบรุ ี ซึ่งขา้ พเจ้าไดส้ มคั รชมรมดนตรีไทยที่โรงเรียนสตรนี นท์ และยงั คงไปเรยี นดนตรีท่ี
บ้านป่ฟู งุ้ เหมือนเดิม ตอนนน้ั ความรู้สึกของข้าพเจ้าบอกกับตวั เองว่าข้าพเจ้าหยุดเล่นดนตรีไทยไม่ได้ ในขณะที่
เพอ่ื น ๆ หลายคนเลกิ เล่นดนตรีไทยไปหมดแล้ว นกั เรียนโรงเรียนเทศบาล 3 วดั นครอนิ ทรย์ ังคงเหลือขา้ พเจ้า,
สายใจ, โอ้ ที่ยังเล่นดนตรีไทยเหมือนเดิม ข้าพเจ้าได้เปลี่ยนมาเล่นซออู้ เน่ืองจากในวงดนตรีของปู่ฟุ้งและ
ย่าองุ่นมีคนซอด้วงเยอะแล้วแต่ไม่มีคนเล่นซออู้ ข้าพเจ้าจึงได้เป็นคนซออู้ประจาวงตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
จวบจนขา้ พเจา้ ไดศ้ ึกษาต่อในระดับอุดมศกึ ษา ข้าพเจา้ กย็ ังคงเดนิ ในเสน้ ทางดนตรีไทยเหมือนเดิม โดยข้าพเจ้า
เลือกเรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาดุริยางคศิลป์ วิชาเอกซออู้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามรอยรุ่นพ่ีที่
เรียนดนตรีที่บ้านปู่ฟุ้งย่าองุ่น นั่นคือพี่น้อง (อาจารย์ขาคม พรประสิทธ์ิ) ซ่ึงถือเป็นรุ่นพ่ีที่เป็นไอดอลของ
ข้าพเจ้า (อยากไปต่างประเทศเหมือนพ่ีน้อง) การมาเรียนดนตรีที่บ้านปู่ฟุ้งย่าองุ่นข้าพเจ้าได้รู้จักน้อง ๆ
(โอ่ง, จุ้ย, อ้อ, วนิดา) และพ่ี ๆ (พ่ีน้อง, พ่ีวรรณ, พ่ีอ๊อด, พี่จ๊ิบ) ที่มาเรียนดนตรีที่บ้านปู้ฟุ้งและย่าองุ่น
มีเรื่องราวและมิตรภาพและหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตของข้าพเจ้าเกิดขึ้นท่ีบ้านดนตรีหลังนี้ ปู่ฟุ้งและย่าองุ่น
เป็นมากกว่าครูสอนดนตรีไทย ท่านเป็นทุกส่ิงทุกอย่างในชีวิต ย่าองุ่นดูเหมือนเป็นคนดุ แต่จริง ๆ ท่านเป็นครู
ที่มีแต่ให้ ให้ทุกสิ่งทุกอย่างจริง ๆ ในชีวิตนี้ลูกศิษย์คนนี้ไม่มีวันลืม นอกจากท่านจะเมตตารับข้าพเจ้าเป็น
ลูกศิษย์แลว้ ท่านยังเมตตาและรักข้าพเจา้ เปน็ เหมือนลูกเหมือนหลาน หาข้าวใหก้ ิน ให้นอนทีบ่ ้าน อาบนา้ ฯลฯ
อาหารที่ย่าองุ่นทาอร่อยทุกอย่าง ส่วนใหญ่จะเป็นกับข้าวโบราณ ท่ีข้าพเจ้ายังติดใจมาจนถึงทุกวันน้ี เช่น
หมูหลน แกงจืดสับปะรด ผัดสับปะรด ต้มเปรอะ ขนมจีนซาวน้า และอ่ืน ๆ อีกมากมาย เขียนเมนูออกมาไม่
หมดจรงิ ๆ

143

สุดท้ายน้ีข้าพเจ้าขอกราบขอบพระคุณปู่ฟุ้ง และย่าองุ่น เป็นอย่างสูงที่เป็นตัวอย่างในการดาเนินชีวติ
ลกู ศิษย์คนนจ้ี ะไมม่ วี ันลมื พระคุณของท่านท้ังสอง และจะยงั คงสบื สานส่ิงท่ีท่านทั้งสองได้ประสทิ ธิ์ประสาทวิชา
มาให้ เพ่ือถ่ายทอดให้กับเด็กรุ่นหลังต่อไป และข้าพเจ้าขออุทิศตนโดยจะเป็นครูที่มีแต่ให้กับลูกศิษย์
อย่างทข่ี า้ พเจา้ ไดร้ ับความเมตตาจากครูที่มีแต่ใหม้ าตลอดชีวิตเหมือนปู่ฟงุ้ กับย่าอง่นุ

ด้วยรัก เคารพ และระลึกถงึ ปู่ฟงุ้ และย่าองนุ่ เสมอ
วรรณ (ไอว้ รรณของปู่ฟุ้งและย่าองุน่ )

นางสาววไิ ลวรรณ นิม่ คุ้ม
วทิ ยฐานะครชู านาญการ โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลยั

สานักงานเขต กรุงเทพมหานคร

144

เรียนขบั รอ้ งกบั ครอู ง่นุ 4 ปี ในมหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์

ความทรงจาในวัยเรียนสมัยอยู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาดนตรีไทย
วิชาเอกขับร้องเพลงไทย สมัยนั้นครูสอนขับร้องคือครูองุ่น บัวเอี่ยม เพลงสุดท้ายท่ีได้เรียนกับครู คือเพลง
ทยอย ซึ่งในขณะนั้นตวั ดิฉนั ต้องไปเรียนกับครูที่บ้านเพราะครูไม่สามารถเดินทางมาสอนไดท้ ่ีมหาวิทยาลัยแล้ว
ดว้ ยเร่อื งด้วยเพราะอายุมากขึน้ และสุขภาพท่ีไม่ค่อยจะสู้ดี แต่ดิฉันกเ็ ต็มใจและยินดที ี่ไดเ้ ดินทางไปหาครูท่ีบ้าน
บ้านครูจะมีสุนัขที่ชื่อ “เจ้ายุ่ง” เป็นหมาท่ีครูรักมาก ๆ ตัวหน่ึง ด้วยลักษณะท่าทางท่ีเป็นเหมือนลูกครูก็ว่าได้
เจ้ายุ่งจะมาคอยอยู่ใกล้ ๆ ครู เวลาครูท่านสอนร้องเพลงก็จะมานอนนั่งฟังไปดว้ ยตลอดเวลา แต่พอดิฉันจะลุก
ไปไหนเจ้ายุ่งจะทาตัวเหมือนเจ้าของบ้านที่คอยจ้องแขกผู้มาเยือนด้วยท่าทางท่ีไม่ไว้ใจเพราะไม่รู้จัก แสดงถึง
ความหวงอาณาเขตของบ้านเป็นหนักหนาไม่ให้ผ้มู ิดีมรี ้ายได้กล้ากรายเข้ามาเพน่ พ่านได้ จาไดเ้ มื่อครั้งท่ีย่าองุ่น
ให้ดิฉันข้ึนบ้านเพ่ือไปเอาของท่ีห้องชั้นบน เจ้ายุ่งก็จะคอยเดินตามมาเป็นประหนึ่งบอดี้การ์ดหวงบ้านหากว่า
ดิฉันเดินไปผิดทางก็จะเห่าว่าไม่ให้ไปทางนั้น ว่าเป็นอันใช้ได้ที่เจ้ายุ่งสุนัข แสนรู้ตัวนี้ย่าองุ่นจะรักหนักหนา
ประหนึ่งเหมอื นลกู มากกวา่ สตั ว์เลย้ี ง

ในการต่อเพลงเพลงกับครูองุ่น แต่ละครั้งดิฉันจาได้ดีว่าครูเป็นคนใจดีใจเย็น เวลาร้องไม่ได้ก็จะบอก
เทคนิคและเล่าประวัติยาว ๆ เกี่ยวกับว่าสมัยเด็ก ๆ ย่าได้ต่อเพลงมาจากที่ใดและเล่าเรื่องโน้นนี่สอดแทรกใน
การต่อเพลงแต่ละครั้ง จนทาให้ในวันวันหนง่ึ จะได้ฟังเรื่องอดีตของย่ามากกว่าการต่อเพลง ในสายตาของดิฉัน
ครอู งนุ่ (ยา่ หงุน่ ) เปน็ สตรีท่เี กง่ เปน็ สตรที มี่ ภี มู ิหลงั ท่ีมากมาย ทัง้ เรอ่ื งเล่าในอดตี ท่ที รงคุณค่าทางประวัติศาสตร์
ท่ีไม่เคยรู้ก็ได้ยินจากปากท่านเองทาให้ดิฉันรักและเคารพครูท่านนี้เป็นอย่างยิ่ง กราบขอบพระคุณครูท่ีได้สอน
สั่งและได้สร้างสรรค์ผลงานเพลงทิ้งไว้ให้เยาวชนรุ่นหลังได้ศึกษาและมีคุณค่าต่อผืนแผ่นดินน้ี ระลึกและคิดถึง
เสมอ

145

นางเบญจา โอสรประสพ
นักร้องประจาคณะหุ่นกระบอกอาจารยจ์ ักรพนั ธุ์ โปษยกฤต (ศิลปินแห่งชาต)ิ

146

รำลึกถึงพระคณุ ปู่ พระคณุ ย่ำ ครผู ้มู แี ต่ให้เสมอมำ
ปู่ฟงุ้ และ ย่ำองุน่ บวั เอี่ยม

ภาพความทรงจาของเด็กผู้หญิงหนึ่ง เร่ิมต้น เด็ก ป.3 โดนบังคับให้ใช้เวลาว่างในวันหยุดเสาร์และ
อาทิตย์ กับการไปเรยี นดนตรีไทยร่วมกับลูกพี่ลูกน้อง วันแรกของการไปเรียนดนตรไี ทยยังคงจาได้ว่าก้าวเข้าไป
ในบ้านไม้ 2 ชั้น ด้วยเสียงร้องไห้และน้าตาอาบแก้ม ภาพแรกท่ีเห็นคือปู่ดูท่าทางใจดีนั่งอยู่ท่ีโต๊ะรับแขก
กลางบ้าน ซ้ายมือมีย่าทห่ี น้าน่ิง ๆ แตด่ ูใจดีกว่า น่ังเหลาไม้ตีขมิ และรอบตัวย่าจะมีท้ังเด็กและหนุ่มสาว นัง่ รอ้ ง
เพลงไทยเดิมอยู่รอบ ๆ ปู่ฟุ้งตาบอดมองไม่เห็นสิ่งแรกท่ีถามคือ ชื่ออะไร เด็กน้อยตอบว่า ชื่อ อุ้ม ปู่ฟุ้งบอกว่า
ขอจับมือและนว้ิ หน่อยและปูก่ ็บอกกับเด็กน้อยว่า ไอ้น่มี ันอ้วน ชื่อ โอ่ง แล้วกันนะ หลังจากน้ัน เดก็ นอ้ ยคนนี้ก็
เปน็ ลกู ศษิ ยโ์ อง่ ของป่แู ละยา่ ตลอดมา

ความมหัศจรรย์ของปู่ เรม่ิ ต้นจากการสอนเด็กด้วยเครอ่ื งดนตรีที่เหมาะกับเด็กคนนั้น โอ่ง เป็นเครื่อง
พิสูจน์ได้เลยในความเป็นอัจฉริยะทางดนตรีของปู่ฟุ้ง เนื่องจาก โอ่ง เป็นเด็กน้อยท่ีมีนิ้วสั้น ดังนั้นการเริ่มต้น
ชีวิตการเรียนดนตรีไทย จึงเร่ิมด้วยเครื่องดนตรีที่ช่ือว่า ขิม (ใจจริงบอกปู่ไปว่าอยากเล่น จะเข้มาก พอตอนนี้
นึกไดว้ ่า น้ิวน่าจะกดแป้นจะเขไ้ ม่ทันตอนเล่น ปู่เลยเลือกให้เรยี นขิมกอ่ น) ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ปู่ยังเพิ่มความ
ประหลาดใจให้กับดิฉันกับความสามารถทางดนตรี ที่ถ่ายทอดออกมาให้กับลกู ศิษย์ โดยการค่อย ๆ ให้เปล่ียน
เคร่ืองดนตรีประเภทอ่ืน ๆ ตามช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่ท่ีลืมไม่ได้คือต้องข้ึนอยู่กับความชอบของลูกศิษย์ด้วย
เป็นสาคัญ ซึ่งลูกศิษย์ส่วนใหญ่ เล่นเคร่ืองดนตรีได้มากกว่า 2-3 ประเภท แน่นอน และสาหรับวิธีการเรียน
การสอนของบ้านดนตรีของปู่กับย่า น้ัน ปู่ดูเหมือนจะดุ และจริง ๆ แล้ว ปู่ต้ังใจและต้องมุ่งม่ันมาก ๆ ในการ
สอนลกู ศิษยแ์ ต่ละคน ภาพที่ย้อนนกึ ถึงทกุ ครง้ั คอื ปจู่ ะน่ังอยูใ่ นวงลอ้ มของเด็ก ๆ เหมือนปู่กาลงั จบั ปูใส่กระด้ง
ไปพร้อม ๆ กับการเอานกกระจอกมารวมตัวกัน แต่บรรยากาศในการบรรเลงดนตรีนั้น ก็พาให้เด็ก ๆ
สนุกมาก ๆ ในช่วงของการรวมวง ปู่สอนและให้เทคนิคแบบเต็มที่ไม่มีเก็บ ปู่นึกได้จะรีบบอกและสอนให้ทา
ในทนั ที และใหเ้ ราฝกึ จนเราสามารถทาได้ เราเรียนดนตรี และอยู่กัน แบบง่าย ๆ ไม่มคี ่าใชจ้ ่ายในเรียน มีเพียง
ค่าไหว้ครูเท่านั้น นอกจากไม่มีค่าเรียนแล้ว ถ้าหิวปู่กับย่ายังมีข้าวให้ลูกศิษย์กินอีกด้วยค่ะ ปู่เลือกใช้วิธีในการ
สอนแบบ ปู่สอนหลาน พ่ีสอนน้อง และ เพ่ือนสอนเพื่อน ต้ังแต่ ป.3 จนจบมหาวิทยาลัย ชีวิตก็เปลี่ยนไปจาก
การโดนบังคับให้มาในวันเสาร์และอาทิตย์ตามท่ีคนเรียนอยากจะมา ความคิดก็พลิกกลับมาเป็นวันเสาร์และ
อาทิตยไ์ มเ่ คยขาด แถมวนั ธรรมดาตอนเย็นก็ยงั ขอจะมาบ้านปู่กับย่าเสมอ

ปแู่ ละยา่ ไม่ไดม้ ีแค่โรงเรยี นสอนดนตรี แตม่ ันคือ บ้าน ที่มีแตค่ วามรักและความปรารถนาดี ที่อยากส่ง
ให้กับลกู ศิษย์ทกุ ๆคน เด็กหลายรุ่นได้ผ่านการกินนอนที่บ้านปู่กับย่ามานักต่อนัก โอ่ง เป็นเด็กโชคดีอกี คนหนึ่ง
ที่ได้รับโอกาสเช่นพ่ี ๆ น้อง ๆ ผ่านการกินและนอนที่บ้านหลังน้ี เชน่ กัน ปู่และย่า ทุ่มเทท้ังแรงกายและแรงใจ
เปน็ อย่างมากในการฝกึ ฝนและพรา่ สอน ไม่ว่าจะเปน็ ให้เดก็ ๆ ต่ืนมาไล่น้ิวจะเข้ท่ีระเบียงบ้านในเช้าตรู่ของทุก ๆ
วนั ระยะเวลาอย่างน้อยก็เป็นเดือน ก่อนเข้าประกวดดนตรีไทย หรือจะเป็นช่วงเยน็ ๆ หลังเลิกเรียน ก็มารวม
วงกันท่ีบ้านยันมืดค่ะ บ้านหลังน้ี ก็เปิดประตูพร้อมต้อนรับเด็ก ๆ ทุกคนเสมอ หากเป็นเพียงแค่โรงเรียนสอน
ดนตรี คงไมไ่ ดพ้ บกบั สิ่งเหลา่ นีไ้ ด้

147

ปู่กับย่าไม่ได้เป็นเพียง ครู ท่ีสอนดนตรีเท่าน้ัน แตท่ ่านทั้ง 2 เป็นผู้มอบโอกาส มอบอนาคต ให้แนวทาง
ในการใช้ชีวิต และเป็นตัวอย่างในความตั้งใจทาในส่ิงท่ีรัก และ ส่งต่อมรดกทางด้านดนตรีให้กับคนรุ่นหลังได้
รักษาไว้ ท่านทุ่มเททุกนาทีและทุกลมหายใจ มีให้กับลูกศิษย์ของท่านแบบไม่มีข้อแม้ จากวันแรกจวบจน
วันน้ีแม้ชีวิตของตัวดิฉันจะไม่ได้เดินบนเส้นทางสายดนตรีไทย แต่ดิฉันยังคงหยิบเครื่องดนตรีข้ึนมาบรรเลง
เสมอหากมีโอกาส ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเคร่ืองดนตรีเหล่าน้ี มันทาให้ดิฉันราลึกถึงพระคุณของปู่ฟุ้งและย่าองุ่น
ภาพความทรงจา ความรัก และความปรารถนาดี ของปู่และย่า มีให้กับดิฉัน และลูกศิษย์ทุกคนเสมอ ท่านทั้ง
สองจะอยู่ในใจของลูกศษิ ยท์ ุกคนของทา่ นตลอดไป

รกั และ เคารพ
พรพรรณ ทองมา

148

ความเมตตากรุณาของปู่กบั ยา่

ดวงพร รัตนธาราธิคุณ

149

เพลงแขกลามาซา

ราวปี 2548 ผู้เขียนได้เข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์ของคุณครูองุ่น บัวเอ่ียม เพ่ือเรียนวิชาแคน โดยการ
ชักนาของผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาณุภคั โมกขศักด์ิ และได้เข้าเป็นสมาชิกในวงแคนอินทรประสิทธ์ิศิลป์รุ่นฟื้นฟู
ร่วมแสดงในงานสาคัญอยู่หลายคร้ังเป็นระยะเวลาหลายปี โดยรับหน้าที่เป่าแคนเอกประกอบการแอ่วลาว
ซ่ึงเป็นความภูมิใจของผู้เขียนเสมอมาที่ได้เป็นศิษย์ของคุณครูองุ่น เม่ือผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาณุภัคได้ขอ
บทความเน่ืองในโอกาสครบรอบ 100 ปี ของคุณครู ด้วยความท่ีได้เข้ามาเป็นลูกศิษย์ของคุณครูองุ่นในช่วง
ปลายชีวิตของคุณครู ผู้เขียนจึงไม่ได้ร่วมอยู่เหตุการณ์สาคัญตา่ ง ๆ เม่ือคร้ังบ้านบัวเอี่ยมยังมีลูกศิษย์แวะเวยี น
มาอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แต่ด้วยความชอบเล่าของคุณครู และความชอบฟังของผู้เขียน จึงไม่อับจนหนทาง
เสยี ทเี ดยี ว จึงขอบอกเล่าเร่ืองราวที่ได้รับฟังมาจากคุณครู โดยเปน็ ปกิณกะเก่ยี วกบั เพลงสาเนียงแขกเพลงหนึ่ง
ชือ่ “แขกลามาซา”

“ลามาซา” 1 แต่เดิมไม่ได้เป็นช่ือเพลงแขกมาแต่เดิมเสียทีเดียว แต่กลับเป็นชื่อของ ลูกน้องแขกคน
สนิทของรองอามาตย์โท ขุนแสนประศาสน์ (เขียน อินทาปัจ) เมื่อคร้ังดารงตาแหน่งนายอาเภอที่กาแพงแสน
จากคาบอกเล่าของครูองุ่น นายลามาซาผู้น้ี เป็นผู้ที่มีวิเศษสมบัติอยู่อย่างหน่ึง คือแหวนรูปงูแลบล้นิ ทใ่ี ส่ติดน้วิ
ไว้เสมอ ตอ่ มานายลามาซาได้มอบแหวนวงนีใ้ หแ้ ก่ท่านขนุ แสนประศาสน์ผูเ้ ป็นเจ้านาย คุณวเิ ศษของแหวนวงนี้
ก็ไดเ้ ป็นทป่ี ระจักษแ์ กท่ ่านขุนแสนประศาสน์ จากเหตกุ ารณ์ถกู ประทุษรา้ ยดว้ ยกอ้ นอิฐจากผ้ปู องร้ายหมายชีวิต

1 จากการตั้งขอ้ สงั เกต ผู้เขยี นสันนิษฐานว่า ชอ่ื “ลามาซา” นา่ จะเป็นแขกเชอ้ื สายอนิ เดยี ซึ่งจากการสอบถามขอ้ มลู จากท่านผรู้ ู้ ไมค่ ่อยพบชื่อ คนมลายูและคน
อาหรับ ในลกั ษณะนี้ แตจ่ ะพบชอ่ื ลกั ษณะนใ้ี นกลุ่มแขก “เบงกาล”ี หรอื “แขกกะเล็ง” ซง่ึ มคี วามสอดคลอ้ งกบั สาเนยี งของทานองเพลง (ในสาเนียงเพลงไทย
สะกดว่า “กะเรง็ ) นอกจากน้ียังนิยมเรียกอกี อย่างว่า “แขกไบย๋” ซึง่ กลุ่มแขกเบงกาลนี ้ี นอกจากใชภ้ าษาเบงกาลเี ปน็ ภาษาแม่แลว้ ยงั ใชภ้ าษามลายูในฐานะเปน็
ภาษากลางทางการค้า ในเมอื งท่าแถบคาบสมทุ รมลายยู ุคอาณานิคมองั กฤษ


Click to View FlipBook Version