150
ทางช่องหน้าต่าง ซึ่งท่านขุนแสนประศาสน์ได้เพียงแค่ฟุบลงไปและมีอาการมึนเพียงเล็กน้อย อยู่รอดปลอดภัย
ไมถ่ งึ แกช่ ีวิต โดยเช่อื วา่ เปน็ อานุภาพของแหวนวเิ ศษวงนี้
ครั้งหนึง่ นายลามาซาได้บอกเพลงสาเนียงแขกเป็นเพลงทานองสนั้ ๆ เพลงหนึ่งแกท่ ่านขุนแสนประศาสน์
เหมาะนาไปร้องเป็นเพลงภาษาหางเครื่อง ทานองร่วมสาเนียงกับเพลงแขกกะเล็ง ด้วยไม่มีช่ือทานอง
ขุนแสนประศาสน์จึงเรียกทานองเพลงน้ีว่า “เพลงแขกลามาซา” เพื่อระลึกถึง นายลามาซา ผู้บอกทานอง
โดยเน้อื รอ้ งมดี ังนี้
“ กะจังละเมาะละเมาะ กะจงั ละเมาละเมา ลาเตาะ ปูกู กีละตาด
คาไทยว่าในกระจาด คาไทยว่าในกระจาด ทีห่ อ่ กระดาษนนั้ นะถ่วั มัน ๆ”
---- กะจงั ละเมาะ ละเมาะ ---- ละเตาะ ปู กู กีละตาด
-ร-ซ -ท-ล -ด-ท ---- -ท-ท -ล-ล - ซฟซ
---- คาไทย ว่าใน กระจาด คาไทย วา่ ใน กระจาด
ท่ี หอ่ -ท-ร -ร-ม --ซร -ท-ร -ร-ม --ซร
- ซ-ซ กระดาษ นนั้ นะถวั่ มันมนั
-ม-ม รม - ร -ด-ด
ฟังจากเน้ือเพลงทาให้ทราบว่าเน้ือร้องเป็นภาษามลายูท้องถิ่น และภาษาไทย เน้ือเพลงเป็นการ
นาเสนอถั่วทอดมัน ๆ แสนอร่อยอย่างที่คุณเบอร์นาด ผู้โด่งดังนั่งขายหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลักษณะ
ของเน้ือเพลงประเภทนี้พบในการแสดงดิเกร์ปันตน หรือการแสดงลาตัดออกภาษา ซ่ึงเป็นท่ีนิยมในสมัยช่วง
รัชกาลที่ 5-7 โดยนิยมประพันธ์บทร้องด้วยภาษามลายูและแปลไทยในใจความเดียวกัน อย่างเช่น “แม่ร้อย
ชั่งน่ังขายกล้วยน้าว้า มลายูกะตาเรียกยูวา (ขาย) ปีซัง (กล้วย)2” เป็นความนิยมในการแสดงความสามารถ
เชิงภาษาอยา่ งหนึ่งของผปู้ ระพนั ธ์ในยุคน้นั ชนิดแขกฟังได้คนไทยฟงั ดี
ด้วยความสนใจในภาษามลายูอยู่เป็นความซนของผเู้ ขยี น จงึ ได้ถอดความเนื้อเพลงภาษามลายูท้องถ่ิน
แปลความหมายเป็นภาษาไทย พบว่าภาษามลายูในเน้ือร้องเพลง เป็นคามลายูที่ยังคงสามารถแปลความได้
แมว้ า่ จะมคี วามแตกตา่ งจากภาษาเดมิ บ้างเล็กน้อย แตส่ ิ่งทไ่ี มพ่ บในเน้ือเพลงภาษามลายูคือ “กระจาด”คงจะ
เป็นส่วนเสริมของคาไทยให้เห็นภาพลักษณ์ชัดเจนของการขายถ่ัวสมัยน้ัน ในบทความนี้ผู้เขียนจึงขอบันทึกใน
สว่ นของเน้อื ภาษามลายนู ี้ไว้ดว้ ยอกั ษรญาวีตามจารีตภาษาถ่ินดั้งเดิม และอกั ษรรูมีเพือ่ ความสะดวกในการอ่าน
และคาศัพท์ไวใ้ นสว่ นท้ายนี้ ผเู้ ขียนขออุทิศความดีอันเปน็ คุณประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมของบทความน้ี
แดค่ ุณครูองุ่น คุณครฟู งุ้ บัวเอ่ียม ขุนแสนประศาสน์ และนายลามาซา ผู้บอกทานอง
2 เนือ้ รอ้ งดเิ กรป์ ันตนโบราณ สมั ภาษณค์ ณุ ครูนกั ชาย จิเมฆ
151
เพลงแขกลามาซา
کچڠ لمق – لمق لتق بوڠکوس قرطس
Kacang lemak – lemak letak (ซา้ ) bungkus kertas
คาไทยว่าในกระจาด (ซ้า) ท่ีห่อกระดาษนน่ั นะถ่ัวมนั มนั
คาศพั ท์
1. ( کچڠkacang ถวั่ ) 2. ( لمق – لمقlemak – lemak มันมนั ) 3. ( لتقletak ใส่)
4. ( بوڠکوسbungkus ห่อ) 5. ( قرطسKertas กระดาษ)
ดร.จกั รพงษ์ กล่ินแก้ว ครูวิทยฐานะชานาญการ
โรงเรียนเสนานิคม สานกั งานเขตจตจุ กั ร กรงุ เทพมหานคร
152
คดิ ถึงปฟู่ งุ้ และย่าองนุ่ บวั เอ่ียม
ปีพ.ศ. 2535 ยังพอจะจำได้ คร้ังนั้นทีมนักดนตรีไทย โรงเรียนปำกเกร็ดจะต้องเข้ำประกวดวงดนตรี
ไทย ขณะนั้นควบคุมกำรฝึกซ้อมโดย อำจำรย์งำมเฉลำ ช่ืนพันธุ์ (ผมเรียกติดปำกว่ำ "ป้ำเหลำ" แต่จริง ๆ
มีศักด์ิเป็นยำย เพรำะเป็นลูกตำทวด บุญทิว ศิลปดุริยำงค์) และตัวผมเป็นหัวหน้ำวงได้มำฝึกซ้อมกันท้ังวง
ที่บ้ำนปู่ฟุ้งและย่ำองุ่น ณ ซอยม่ิงขวัญ พอมำถึงป้ำเหลำก็แนะนำให้รู้จักท้ัง 2 ท่ำน แว็บแรกท่ีผมเห็นก็รู้ได้ว่ำ
ปู่ฟุ้งกับย่ำองุ่นใจดี ใบหน้ำเวลำเงียบเหมือนจะดุนะ แต่ไม่ดุเลย ตอนนั้นจำได้ว่ำปู่ฟุ้งให้ลองเล่นดนตรีให้ฟัง
เล่นเพลงโหมโรงไอยเรศและเพลงนกเขำขะแมร์ เพรำะต้องใช้ประกวดดนตรีไทยพอดี หลังจำกเล่นเสร็จ
ก็แยกกันซ้อม ตัวผมไม่มีอะไรมำกเพรำะตีระนำดทุ้ม ทำงพอใช้ได้แล้ว ก็เดินไปดูย่ำองุ่นสอนคนร้องทีมผม
(คนร้องช่ือ แจ้ ปฏิมำ บุญร้วิ หลำนตำวงษ์ลูกครูเสวย บุญริ้ว) ก็เห็นย่ำองุ่นสอนน้องด้วยควำมใจเย็นมำกและ
สอนเพลงต้นเพลงฉง่ิ เพิ่มเติมให้น้องมำซ้อมด้วย ส่วนปูฟ่ ุ้งไดส้ อนเครื่องหนัง เทคนิคลกู เล่นต่ำง ๆ ให้ สว่ นผมปู่
ฟุ้งมักจะบอกว่ำ “ดูนะ จำนะ เวลำมันจำกัด สอนทุกคนไม่ได้ เอ็งหัวดีก็จำเอำนะ” (ตอนน้ีลืมหมดแล้วครับ
เศรำ้ ใจ)
จำกกำรที่ได้เรียน ได้ซ้อม กับปู่ฟุ้งและย่ำองุ่น ตั้งแต่ปี 2535-2536 พวกเรำทุกคนมีควำมสุขมำก ๆ
ท้ังได้รับควำมรู้ ควำมรัก และเอ็นดูจำกปู่ และย่ำ พวกเรำจะไม่ลืมบุญคุณ ควำมรักท่ีท่ำนทั้งสองให้มำ
จะจดจำไว้วำ่ ปูฟ่ ุง้ ยำ่ องนุ่ บัวเอยี่ ม คอื ครขู องพวกเรำ ชมรมดนตรไี ทย โรงเรยี นปำกเกรด็ ปี 2535-2536
รกั และเคำรพปูก่ บั ยำ่ เสมอ
วทิ ยำ มุ้ยจีน
153
เร่อื งเลา่ จากศิษย์ ตอ่ ครูผู้เมตตา
ในสมัยที่ข้าพเจ้าศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นนักดนตรีไทยของ โรงเรียนปากเกร็ด
คุมวงโดย อาจารย์งามเฉลา ช่ืนพันธุ์ ขณะนั้นได้มีการประกวดดนตรีไทยศรทอง (ศร ศิลปบรรเลง) เคร่ืองมือ
“ขลุ่ยเพียงออ” อาจารย์งามเฉลาเห็นว่า ฝีมือในการเป่าขลุ่ยเพียงออของข้าพเจ้านั้น ยังสามารถพัฒนาไปได้
อีก และต้องการให้ได้ทางเพลงที่ถูกต้องในการส่งเข้าประกวด จึงนาตัวข้าพเจ้าไปฝากตัวเป็นศิษย์กับครูฟุ้ง
บัวเอีย่ ม (ปู่ฟงุ้ ) กอ่ นอดั เทปสง่ ประกวด ในครั้งน้ันกไ็ ดพ้ บกับครอู งุ่น บวั เอ่ียม (ย่าอง่นุ ) ด้วยเชน่ กัน
หลังจากท่ีฝากตัวเป็นศิษย์แล้ว ข้าพเจ้าก็ได้มาขอเรียนดนตรีไทยกับปู่ฟุ้งกับย่าองุ่นบ่อยขึ้น มาแล้ว
ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามีความสุขและอบอุ่น เพราะได้ความรัก ความเอ็นดูท่ีท่านท้ังสองมอบให้ เวลามาซ้อมดนตรีกับ
ปู่ฟุ้ง ถ้าว่างจากการซ้อม ข้าพเจ้าก็จะมานั่งดูย่าองุ่นเหลาอังกะลุง เหลาไม้ขิม และข้าพเจ้าได้มีโอกาสต่อ
ขับรอ้ งกบั ย่าองนุ่ ด้วย 2 เพลงคอื เพลงราตรีประดบั ดาว เถา และเพลงพระอาทิตย์ชงิ ดวง 2 ชั้น
สมัยน้ัน เวลามาเรียนดนตรีไทยกับปู่ฟุ้งกับ ย่าองุ่น ข้าพเจ้าต้องฝ่าด่านแม่เลี้ยงท่ีบ้านมาพอสมควร
หนีมาเรียนก็โดนตี จนทนไม่ไหวจงึ เล่าให้ย่าอง่นุ ฟัง ท่านก็ย่ิงสงสารปนเอ็นดูมากขึ้น และมีอยู่คร้ังหน่ึงขา้ พเจ้า
หิว ไม่มีสตางค์ซื้ออะไรกิน ย่าองุ่นก็เอาไข่ไก่ 2 ฟองมาทอดให้กิน ซ่ึงก็เป็น 2 ฟองสุดท้ายท่ีเหลืออยู่ในครัว
เช่นกัน แต่ย่าองุ่นบอกว่า “ไม่เป็นไรเดี๋ยวย่าหาซื้อใหม่ก็ได้” ความประทับใจน้ีข้าพเจ้าไม่เคยลืม ซ่ึงเป็นอีก
ความเมตตาหนึ่งท่คี รูมีตอ่ ศษิ ย์โดยแท้ ข้าพเจา้ จะจดจาไปตลอดชีวติ
วาทินี ตาตระกรุด
154
เลา่ ถึงปู่ฟงุ้ และยา่ หงุน่ บวั เอีย่ ม
เล่าถึงปู่ฟุ้ง และย่าหงุ่น บัวเอ่ียม ในภาพความทรงจาของฉันคร้ังแรก ที่ก้าวเข้าไปสู่บ้านครูท้ังสอง
เหน็ ครูผชู้ ายท่านหน่งึ ท่ีตามองไมเ่ หน็ เดินด้วยการจับเชือกที่โยงไว้อยูใ่ ต้ถุนบ้าน เดินไปไหนก็จะจับเชอื กเดินไป
บริเวณต่าง ๆ ของบ้าน เด็กท่ีมาเรียนก็จะเรียกขานกันว่า “ปู่ฟุ้ง” ส่วนครูอีกท่านเป็นผู้หญิงร่างท้วม เสียงดัง
คอยดูแลนักเรียนท่ีเข้ามาเรียน คือ “ย่าหงุ่น” และยังมีวงดนตรีซ่ึงกาลังฝึกซ้อมเป็นวง น่าจะเป็นนักเรียนที่มา
ตา่ งสถานท่กี ัน ในตอนน้นั ฉันไม่รู้ว่าปู่ฟุ้งคือใคร ยา่ หงุ่นคอื ใคร ลุงท่อี ยู่กองดุรยิ างคต์ ารวจเปน็ ผู้นามาฝากเรียน
ที่นี่ เพราะในตอนน้ันฉันเริ่มท่ีจะเรียนดนตรีไทยอย่างจริงจัง และยังไม่ได้รู้จักครูดนตรีมากเท่าไหร่นัก จะมีแต่
ครูทสี่ อนดนตรีฉันมาตั้งแต่เด็ก เพราะเรยี นเพียงแตใ่ นโรงเรียนเท่านั้น
เม่ือได้ก้าวเข้ามาเรียนดนตรีที่นี่ ส่ิงแรกคือการมอบตัวเป็นศิษย์ ปู่ฟุ้งได้นาฉันขึ้นไปยังห้องที่มีเศียรครู
มีเคร่ืองดนตรี ปู่ฟุ้งถามว่าฉันเรยี นเคร่อื งดนตรอี ะไรมา ฉันบอกว่าเรียนระนาดเอก ปู่ฟุ้งให้ยกขันครูรับมอบตวั
155
เป็นศิษย์ จับมือตีระนาดเพลงสาธุการ นั่นคือการไหว้ครูดนตรีที่จริงจังคร้ังแรก ปู่ฟุ้งบอกกับฉันให้เร่ิมเรียนซอ
ก่อน ส่วนระนาดจะสอนให้ทีหลัง ดังน้ันเพลงแรกท่ีได้เรียนคือเพลงตับต้นเพลงฉ่ิง ในความรู้สึกสนุกมากมี
ความสขุ มากเม่ือได้เล่นดนตรี บรรยากาศในตอนนนั้ จะเหน็ ย่าหงนุ่ ท่ีจะคอยนาชามาให้ปู่ฟุ้ง และคอยดูแลเด็ก ๆ
ทม่ี าเรยี น ฉันจาได้ไม่มากนักวา่ ยา่ องุน่ จะสอนเด็กอีกกลุ่มขับร้องเพลงไทย แต่ถา้ นึกย้อนไปบรรยากาศเวลาน้ัน
เหมือนหนังเร่ืองโหมโรง สีซอไปพลางน่ังฟังวงดนตรีไปพลาง อย่างเพลิดเพลิน ปู่ฟุ้งคุมวงดนตรี มีย่าองุ่น
ฝกึ สอนร้อง และบรรเลงกันเปน็ วง เปน็ ความรสู้ ึกที่ประทบั ใจมากเสยี จนบรรยายไม่ถกู
ฉันเรียนได้เพียงระยะเวลาสัน้ เท่านั้น เพราะอุปสรรคในการเดินทาง และเร่ิมเข้าเป็นนักดนตรปี ระจา
ในวงดนตรีโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทยั ทาใหเ้ วลาไปเรียนน้อยลง ทาใหห้ ่างหายไปจากบา้ นดนตรีบวั เอ่ียม จนเม่ือ
เวลาผ่านไปหลายปี เร่ิมเข้าสู่วงการดนตรี และได้รู้จักผู้คนในวงการดนตรไี ทยมากข้ึน จนได้มีโอกาสได้รู้จักกบั
รุ่นน้องเป็นอาจารย์อยู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทาให้มีโอกาสได้พบกับย่าหงุ่นอีกคร้ัง และทาให้ฉันได้รู้ว่า
สานักที่ฉันไปเรียน ปู่ฟุ้ง และย่าหงุ่นเป็นครูดนตรีท่ีมีชื่อเสียงในวงการดนตรี แต่เสียดายว่า ปู่ฟุ้งได้ล่วงลับไป
ก่อนแล้ว เหลือเพียงย่าหงุ่น นักร้องเพลงไทยท่ีมีช่ือเสียงและร้องเพลงได้ไพเราะมาก ทาให้ฉันรู้สึกว่า ฉันได้
เรียนกับครูทางด้านดนตรี การขับร้องท่ีเก่ง และมีช่ือเสียง และท่ีสาคัญฉันได้มีโอกาสร่วมแสดงกับวงแคนวง
คณะอินทประสิทธ์ิศิลป์ของย่าหงุ่น จนรู้สึกว่าเหมือนได้กลับเข้าสานักบัวเอ่ียมอีกครั้ง เป็นสิ่งที่เกิดได้ยากมาก
ในการเปน็ นักดนตรีของฉัน แม้จะไดเ้ รียนเพียงแค่ระยะเวลาสัน้ ๆ นับเป็นสง่ิ ดงี ามในชวี ิตของฉัน รกั และรฤกถึง
ป่ฟู ุ้ง และย่าหงนุ่
คณุ ครูอินทริ า เกาะงาม
โรงเรยี นคนั นายาว (ธารินเจริญสงเคราะห์) เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร
156
รำลึกถงึ เสมอ ทไ่ี ดม้ ีโอกำสได้เรียนรูจ้ ำกครูองุ่น
ผมรู้จักครูองุ่น บัวเอ่ียม ในปี 2548 โดยผมเป็นนิสิตปริญญาโท สาขามานุษยดุริยางค์วิทยา
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพ่ือนรุ่นเดียวกันได้ชักชวนให้มาหัดแคนวงกับครูองุ่น เป็นรุ่นท่ีมาฟ้ืนฟูแคนวง
อินทประสิทธิ์ศิลป์ และมีกิจกรรมการออกไปเก็บข้อมูลภาคสนาม ได้มาเรียนรู้การทาอังกะลุงของครูองุ่น
ได้ทราบกรรมวิธีต่าง ๆ ในการทาอังกะลุงเป็นคร้ังแรก ครูองุ่นใจดี อธิบายทุกขั้นตอนอย่างละเอียดและ
ให้ทดลองทาดว้ ย เปน็ ประสบการณ์ที่จาครอู ง่นุ ได้แมน่ ยา
ผมได้ร่วมบรรเลงแคนวงอินทประสิทธิ์ศิลป์หลายครั้ง งานท่ีสาคัญคือมีโอกาสบรรเลงรับเสด็จ
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดงานประชุมวิชาการ
ของศิริราชพยาบาล ที่หอประชุมกองทัพเรือ ปี 2548 ผู้ท่ีร่วมบรรเลงในงานน้ันได้แก่ รองศาสตราจารย์
ดร.กาญจนา อินทรสุนานนท์, รองศาสตราจารย์ ดร.มานพ วสิ ุทธแิ พทย,์ ผชู้ ว่ ยศาสตราจารยภ์ าณุภัค โมกขศักด์ิ,
อาจารย์ ดร.จักรพงษ์ กล่ินแก้ว, อาจารย์ปราการ เกาะงาม, อาจารย์วัชชิราธร สารธิมา, อาจารย์อนุรักษ์
แพทยก์ ิจ ถือเป็นเกียรติแก่ชีวติ ผมอยา่ งสงู
ในวาระ 100 ปี ครอู งุ่นผมยงั ราลกึ เสมอเปน็ เกยี รตแิ ละภาคภมู ิใจอย่างยิ่ง ทไี่ ดเ้ รยี นแคนวงจากครอู งุ่น
บัวเอี่ยม และเป็นคร้ังแรกในชีวิตท่ีผมได้ฝึกเป่าแคน ต้องกราบขอบพระคุณคุณย่าองุ่น บัวเอ่ียมที่ได้สอนและ
ถ่ายทอดวิชาอันลา้ ค่าของชวี ติ ในคร้งั นน้ั ครับ ศิษย์คนน้ยี ังราลกึ และคิดถึงครเู สมอครับ
157
ครวู ัชชริ าธร สารธิมา
ครชู านาญการพเิ ศษ โรงเรียนองค์การบริหารสว่ นจงั หวัดเลย 2
158
เลา่ ถงึ ครอู ง่นุ บัวเอยี่ ม จากนกั ดนตรีหวั เมืองเหนือ
ครูองุ่น บัวเอ่ียม (หรือย่าหงุ่น) ในความทรงจาของผมนั้น ผมซ่ึงถือได้ว่าเป็นนักศึกษาด้านดนตรีจาก
หัวเมืองเหนือเข้าไปหาความรู้ด้านดนตรีในเมืองกรุง ผมเป็นนิสิตปริญญาโท สาขามานุษยดุริยางค์วิทยา
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ช่วงปี2547-2552) ในขณะที่ได้ศึกษานั้นก็ได้รู้จักกับครูหน่ึง (ผศ.ภาณุภัค
โมกขศักด์ิ) ซ่ึงเรียนปริญญาโทในรุ่นเดียวกัน และทางสาขาได้มีกิจกรรมออกไปเก็บข้อมูล เกี่ยวกับช่าง
ทาเคร่ืองดนตรี และนกั ดนตรี ... โดยในขณะนั้น ไดม้ โี อกาสไปเก็บข้อมลู การทาองั กะลุงของครูองุ่น น่ันถอื เป็น
คร้ังแรก ที่ผมได้พบและรู้จักกับครูองุ่น ... ในครั้งน้ันทาให้ผมได้ความรู้เกี่ยวกับข้ันตอน กรรมวิธีต่าง ๆ ในการ
ทาองั กะลุง โดยครอู งุน่ เปน็ ผูล้ งมือทาเองทุกข้ันตอน ท้งั สอน ทง้ั อธิบายโดยละเอยี ด เวลาทคี่ รูองุ่นสอนใบหน้า
ของท่านดูมีความสุขท่ีได้ทาในส่ิงที่ท่านชอบได้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ที่อยากรู้ จึงทาให้ผมประทับใจในตัว
ครอู งนุ่ เป็นอย่างมาก
อกี หลายคร้งั ที่ผมได้ไปเยย่ี มและพูดคุยกบั ท่าน และครูหนึ่ง ครแู สบ (ครูปราการ เกาะงาม) ครูปราชญ์
(ดร.จักรพษ์ กล่ินแก้ว) เพื่อนปริญญาโทมอบโอกาสให้ผมได้ร่วมฝึกหัดเป่าแคน และร่วมบรรเลงแคนวง
“แคนวงอินทประสิทธิศลิ ป์” ซึ่งถอื เปน็ ประสบการณ์ทม่ี ีค่า ไดท้ ง้ั ความรู้ ความประทับใจ อกี อยา่ งท่ีประทับใจ
คือได้รบั การถ่ายทอดเพลงลาวแพนจากครูองุ่น ผมจาได้วา่ “เพลงลาวแพน ออกแอว่ ” ทผี่ มบรรเลงด้วยแคน
นั้นเป็นทางที่ไพเราะอย่างน่าประหลาด ซ่ึงผมได้ฟังลาวแพนมาก็หลายรูปแแบบ แต่พอได้มาบรรเลง
ในรูปแบบ วงแคนวง ทาให้ประทบั ใจและซาบซ้งึ ในบทเพลง
159
ในวาระ 90 ปี ของครูองุน่ บวั เอ่ยี ม ผมได้รบั นาวงปา้ กฆอ้ ง จากวดั เกาะกลาง จงั หวัดเชยี งใหม่ มาร่วม
แสดงในมุทติ าจิตในงานน้ัน บทเพลงสาคัญ “ม่านมุ้ยเชยี งตา” ทราบว่าทางร้องครูองุ่น ได้ตอ่ มาจากเจ้าเครือแก้ว
ณ เชยี งใหม่ ซง่ึ เปน็ ศิษยร์ ่วมสานักหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)
หลายครั้งที่เคยไปเยี่ยมและพูดคุยกับครูองุ่น สิ่งท่ีผมได้รับในทุกครั้งที่ไป คือ ได้เรียนรู้ประสบการณ์
ใหม่ ความรู้ต่าง ๆ และเรียนรู้การใช้ชีวิต เพราะครูองุ่นมักจะเล่าและสอนข้อคิด คุณธรรม อยู่เสมอ ผมรู้สึก
อบอุ่นทุกคร้ังท่ีได้ไปเย่ียม และครูองุ่นคือครูที่เป็นต้นแบบ ครูตัวอย่าง ครูนักพัฒนาท่ีผมจะยึดเอาคาสอน
และจะนาไปเป็นแบบอย่างอีกทั้งครจู ะอยู่ในความทรงจาของผมตลอดไป
อาจารย์จริ วัฒน์ บุญลา้ กติ ติโรจน์
ศิลปนิ ล้านนา สานกั วัดเกาะกลาง จงั หวดั เชียงใหม่
และอาจารย์พิเศษวิชาดนตรพี ้ืนเมืองเหนอื ภาควชิ าดนตรี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์
160
คุณครอู ง่นุ บวั เอีย่ ม ในความทรงจาของฉัน
ดิฉัน อาจารย์ ดร. ฉัตรติยา เกียรตินาวี อาจารย์ประจาสาขาวิชาดนตรีไทย ภาควิชาดนตรี
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดิฉันจะมาถ่ายทอดความทรงจาเก่ียวกับ “คุณครูองุ่น บัวเอี่ยม”
ดงั น้ี
ดิฉันมีโอกาสได้เจอกับคุณครูองุ่น บัวเอ่ียม ครั้งแรกเม่ือปี พ.ศ. 2539 ซ่ึงเป็นปีท่ีดิฉันเข้าศึกษาต่อ
ระดับปริญญาตรี สาขาวิชาดนตรีไทย ภาควิชาศิลปนิเทศ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
คุณครูองุ่น บัวเอี่ยม เป็นอาจารย์พิเศษสอนขับร้องเพลงไทย ชั้นปีที่ 1 คุณครูองุ่น บัวเอี่ยม มีความแตกต่าง
จากคณุ ครผู ู้ใหญ่ท่านอ่ืน ๆ คอื ท่านจะให้นสิ ิตเรยี กท่านว่า “ยา่ ” ในขณะที่คุณครูผ้ใู หญ่ท่านอ่ืน ๆ พวกเราจะ
เรียกว่าครู เช่น ครูสุบิน, ครูประมวล, ครูถุงเงิน, ครูนกเล็ก ฯลฯ แต่พวกเราเรียกคุณครูองุ่น ว่า “ย่าหงุ่น”
และอีกเหตุผลท่ีเรียกท่านว่า “ย่าหงุ่น” เพราะคุณครูผู้ใหญ่เรียกท่านวา่ “พี่หงุ่น” พวกเราเลยเอาคาว่า “ย่า”
รวมกับคาวา่ “หง่นุ ” เปน็ “ย่าหง่นุ ”
บุคลิกของท่านขณะอยู่ท่ีภาควิชาฯ จะเสมือนญาติผู้ใหญ่ของพวกเราจริงๆ ท่านมักชอบชวนคุย
ไถ่ถามทุกข์สุข ท่านมีอารมณ์ที่แจ่มใส ร่าเริง น่ารัก เหมือนผู้ใหญ่ในบ้าน ท่านมักให้ความช่วยเหลือนิสิตด้วย
ความเต็มใจอยู่เสมอ เพ่ือนเอกขับร้องของดิฉันท่ีเรียนกับย่าได้ลาออก กระนั้นย่าก็ยังมาสอบถามถึงเพ่ือนคน
น้ันและยังบอกว่าสงสาร ดิฉันรู้มาว่าขณะที่เพ่ือนคนนั้นเรียนกับย่า ย่าได้ให้ความช่วยเหลือในหลาย ๆ ด้าน
นอกจากเปรยี บเสมือนญาตผิ ้ใู หญ่แลว้ ในหน้าที่ของความเป็นครู ยา่ กท็ ่มุ เทและเอาใจใส่เป็นอยา่ งมาก หากย่า
เห็นพวกเราซ้อมเพลงกันอยู่ ท่านจะมาบอกเพลง มาสอนเรือ่ งการรบั ร้อง สง่ รอ้ ง แมจ้ ะไมใ่ ชช่ ว่ั โมงสอนของย่า
ก็ตาม ทาใหด้ ิฉนั รบั ร้ถู งึ ความใจดี ความมเี มตตา และความเป็นครูท่ดี ีของย่า
161
อีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่มีในตัวย่านั่นก็คือ ดิฉันได้รู้ว่าย่าเป็นผู้ขับร้องเพลงแสนคานึงออกรายการ
วทิ ยุเปน็ คนแรก น่ันเปน็ ส่งิ ทที่ าให้จติ ใจของนิสติ ดนตรีไทยคนหน่งึ อ่ิมเอมและเพิ่มพนู แรงบนั ดาลใจในการเรียน
ดนตรไี ทยเพราะได้เจอกับบคุ คลในประวตั ศิ าสตร์ ซง่ึ ไม่นา่ แปลกใจทที่ า่ นจะได้รบั หนา้ ท่ีอนั สาคัญนี้ เพราะเสียง
ของทา่ นไพเราะ มีเอกลักษณ์ ได้ยินทใ่ี ดกจ็ าไดว้ ่าเป็นเสยี งของย่า นอกจากนี้ ดิฉันมักไดย้ นิ เพื่อนนักร้องพูดกัน
ว่า ย่าร้องไดเ้ สยี งสงู มาก ถ้าเพลงเสียงสูงย่าร้องได้โดยไม่ต้องหลบเสยี งเลย ดว้ ยเหตนุ ้ีกระมงั ท่านจึงไดร้ บั ขนาน
นามวา่ “นักรอ้ งเสียงระฆังทอง”
จากท่ีเล่ามาแล้วว่า เพื่อนของดิฉันได้ลาออกไป และย่ามีปัญหาทางสุขภาพ ท่านจึงไม่ได้มาสอนที่
ภาควิชาฯ อีก เมื่อดิฉันเรียบจบก็ได้พบเจอกับย่าน้อยคร้ัง ดิฉันจะมีโอกาสเจอย่าเฉพาะงานพิธีสาคัญ ๆ
เชน่ งานไหวค้ รู บางโอกาสก็จะได้ไปบรรเลงดนตรีไทยกับเพ่ือนในนามวงศิษย์ศรทองนนทบรุ ี และได้ยนิ เพ่ือน ๆ
ครูอาจารย์กล่าวถึงย่าบ้าง เพราะเพ่ือนหลายคนเติบโตและเรียนดนตรีไทยกับย่า จนกระท่ังดิฉันมาเป็น
อาจารย์ท่ีสาขาวิชาดนตรีไทย ภาควิชาดนตรี (ภาควิชาศิลปนิเทศเดิม) ในปี พ.ศ.2554 ดิฉันก็ได้พบกับย่าอีก
ครั้งหน่ึง ดิฉันมีโอกาสไปรับย่าจากโรงพยาบาลเพ่ือไปส่งที่บ้าน ในขณะเดินทางผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาณุภัค
โมกขศักดิ์ ชวนย่าคุยเร่ืองเพลงแสนคานึง ถึงแม้ท่านจะจาประวัติเพลงสับสนไปบ้าง แต่ท่านก็นึกเน้ือร้องและ
สามารถร้องได้อย่างถูกต้อง ต่อจากน้ันไม่นาน ท่านล้มป่วยและต้องรักษาท่ีโรงพยาบาล พวกเราผลัดกันไป
เย่ียมตามสมควร จนวาระสดุ ท้าย
162
ด้วยความกตัญญูและระลึกถึงพระคุณของย่า ทางคณาจารย์ ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบันของสาขาวิชา
ดนตรไี ทย ภาควิชาดนตรี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ ได้ร่วมกบั มูลนธิ ิหลวงประดิษฐไพเราะ
(ศร ศิลปบรรเลง), ศาสตราจารย์ (เกียรติคุณ) นายแพทย์พูนพิศ อมาตยกุล, ลูกศิษย์ของย่า เช่น
รองศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา อินทรสุนานนท์, ศาสตราจารย์ ดร.ขาคม พรประสิทธิ์, อาจารย์ ดร.ณัฐชยา
นัจจนาวากุล, อาจารย์อานันท์ นาคคง และท่านอื่น ๆ ท่ีไม่ได้กล่าวถึง ร่วมกันเขียนและจัดทาหนังสือท่ีระลึก
งานพระราชทานเพลิงศพ จาได้ว่า วันที่ปิดเล่มหนังสือ ทีมทางานอยู่ทางานกันจนดึกด่ืนเท่ียงคืน แต่ทุกคนก็
เต็มใจทาเพ่ือย่า จนถึงวันพระราชทานเพลิงศพได้ประสานกราบเรียนเชิญเรือตรีสุวิทย์ แก้วกระมล (ครูอิ้ง)
เป็นผู้เป่าปี่วงบัวลอย แต่คาตอบของครูอ้ิงทาให้ดิฉันต้ืนตันใจมาก ท่านตอบว่า “ถึงไม่เชิญก็จะขอเป่าเอง
เป็นเกียรติท่ีได้เป่าป่ีงานน้ี” ในวันพระราชทานเพลิงศพดิฉันได้ทาหน้าท่ีของลูกศิษย์คนหน่ึงท่ีพึงกระทาได้
อยา่ งเตม็ ที่
ตั้งแต่วันแรกที่เจอย่าจนถึงทุกวนั นี้ ดิฉันยังจดจาภาพย่าที่มีความสดใส ร่าเริง มีความรัก ความห่วงใย
ต่อลูกศิษย์ได้เสมอ ยังจาเสียงเล็ก ๆ ของย่าได้ ทุกวันนี้เม่ือพวกเรากลา่ วถึงเร่ืองย่าก็จะมีแต่รอยย้ิมเสมอ ดิฉัน
ขอแสดงความเคารพ รกั และระลึกถงึ คณุ ครอู งนุ่ บัวเอยี่ มมา ณ โอกาสน้ี
อาจารย์ ดร.ฉตั รติยา เกยี รตนิ าวี
ลกู ศษิ ย์ สาขาวชิ าดนตรีไทย ภาควิชาศิลปนิเทศ
คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์
163
ลาวแพน ขุนแสนฯ แคนอินทประสทิ ธิศิลป์
แคนวงคณะอินทประสิทธ์ิศิลป์ เป็นวงดนตรีท่ีครูองุ่น บัวเอ่ียม พยามจะอนุรักษ์เผยแพร่ จนถึงกัน
คะยั้นคะยอในลูกศิษย์หัดแคนกัน แคนวงคณะอินทประสิทธ์ิศิลป์เกิดจากความคิดของ รองอามาตย์โท
ขุนแสนประศาสน์ (เขียน อินทาปัจ) ได้คิดนาแคนท่ีเล่นในเขตจังหวัดนครปฐม ราชบุรี มาเป่าเพลงไทย
ปรับปรุงแคนใหเ้ หมาะกับการเป่าเพลงไทยได้สะดวก โดยเริ่มแรกได้สั่งช่างแคนชาวลาวโซ่งเพื่อใช้บรรเลงก่อน
แลว้ ตอ่ มาภายหลังท่านไดท้ ดลองทาแคนขน้ึ ใช้เอง
รองอำมำตย์โทขนุ แสนประศำสน์ (เขียน อินทำปจั )
แคนวงคณะอินทประสิทธศิ์ ิลป์นี้ ไดย้ ึดแบบแผนการบรรเลงคลา้ ยกับวงดนตรีไทยโดยนาแคนเจ็ดท่ีไม่
มี “รูเสพ” (เสียงประสาน) มาบรรเลงร่วมกันเปน็ วงมีการแบ่งกลุ่มเครื่องดนตรที ่ีมเี สยี งสูงเป็นเครื่องนา เครื่อง
ดนตรีที่มีเสียงต่าเป็นเครื่องตาม ร่วมบรรเลงเป็นวง และใช้เครื่องดนตรีประกอบจังหวะเช่นเดียวกับวงดนตรี
ไทย การจัดวงของแคนวงคณะอินทประสิทธ์ิศิลป์ ประกอบด้วยแคนชนิดต่าง ๆ และเครื่องดนตรีที่นามา
ประกอบดงั นี้
1. แคนหลีบ 2. แคนเอก 3. แคนทุ้ม
4. แคนหลวง /แคนเบส 5. ซออู้ 6. ฉิ่ง
7. กลองแขกหรอื โทนรามะนา 8. เครื่องประกอบจังหวะ
รองอามาตย์โทขุนแสนประศาสน์ (เขียน อินทาปัจ) ได้ประดิษฐ์แคนที่มีเสยี งไพเราะไว้เป็นมรดกหลายชุด
ใช้โลหะในการทาลิ้นแคนหลายอย่างด้วยกัน เช่น เงิน ทองเหลือง แต่ที่สาคัญคือแคนที่ลิ้นทาด้วยโลหะผสม
ซึ่งเรียกว่า นาก หรือ แคนล้ินนากนั้น ถือกันว่าเป็นโลหะที่ดีท่ีสุดในการนามาทาลิ้นแคนที่เป่าเพลงไทย
164
ตามแนวคิดคิดของขุนแสนฯ ซ่ึงต้องอาศัยความสามารถความชานาญของช่าง ผู้ผสมนากให้มีความแข็งพอดีที่
และรดี แผ่นนากให้บางพอดีท่ีจะตัดเป็นล้นิ แคน ปัจจุบนั เหลอื ช่างที่ทาแคนตามแนวทางของขุนแสนฯ อยู่เพียง
คนเดยี วท่ี อาเภอคูบัว จงั หวดั ราชบุรี
แคนของรองอามาตย์โทขนุ แสนประศาสน์ (เขียน อินทาปจั ) ครูองุ่นมอบใหภ้ าณภุ คั โมกขศักดิ์ ซ้ายแคน
ของเดิมท่ีไมส่ ามารรถซอ่ มใช้งานได้ และขวาแคนทซ่ี อ่ มแซมจนใช้งานได้ ซ่อมปี 2561
รองอามาตย์โทขุนแสนประศาสน์ (เขียน อินทาปัจ) เป็นชาวตาบลหัวเขา อาเภอเดิมบางนางบวช
จังหวัดสพุ รรณบุรี เป็นบุตรนายคลัง กับนางจ้ยุ สมัยรัชกาลที่ 6 ได้รับพระราชทานนามสกุล “อินทาปัจ” มพี ่ีน้อง
6 คน
1. หลวงชยั อาญา (ขาว ชัยอาญา) นามสกุลเดิม อินทาปัจ
2. รองอามาตย์โทขนุ แสนประศาสน์ (เขียน อนิ ทาปัจ)
3. นางสมบุญ อินทาปัจ
4. นางแชม่ อินทาปจั
5. นางชอ้ ย อนิ ทาปจั
6. นายคา อนิ ทาปจั
165
รองอามาตย์โทขุนแสนประศาสน์ (เขียน อินทาปจั ) มีความสนใจทางด้านดนตรไี ทย มีความสามารถ
ทั้งทางด้านของปี่พาทย์ เคร่ืองสาย การเป่าแคน และขับร้อง ได้ฝึกหัดดนตรีไทยต้ังแต่ยังเด็ก ทางด้านดนตรี
เรียนที่จงั หวัดสุพรรณบุรีสานักเดยี วกับอาจารย์มนตรี ตราโมท ทาให้ขุนแสนฯ และอาจารย์มนตรีมีความสนิท
ใกล้ชิดกันมาก รองอามาตย์โทขุนแสนประศาสน์ (เขียน อินทาปัจ) ได้ศึกษาวิชาสามัญจากเจ้าอาวาส วัดหัวเขา
ตาบลหัวเขา อาเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เม่ือท่านอายุได้ 18 ปี ได้สมัครเข้ารับราชการ
เป็นเสมียนประจาอาเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรีประมาณ พ.ศ.2454 สมัยรัชกาลท่ี 6 ท่านได้รับราชการ
เป็นปลัดซ้ายข้างที่ อาเภอเมืองนครปฐม จนถึงปีพ.ศ.2458 จึงย้ายไปเป็นปลัดขวาท่ีอาเภอกาแพงแสน
และเลื่อนตาแหนง่ เปน็ นายอาเภอกาแพงแสน นายอาเภอนครชัยศรี เรื่อยมาจนลาออกจากราชการ
รำชกจิ จำนุเบกษำ เลม่ ที่ 36 หน้ำ 3100 วันท่ี 11 มกรำคม 2462
ประกำศใหน้ ำยเขยี น อนิ ทำปจั เป็นขุนแสนประศำสน์ นำยอำเภอมณฑลนครชัยศรี
เม่ือ พ.ศ. 2464 ได้สมัครเข้าเป็นกองกาลังเสือป่าซ้อมรบใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
เจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 อยู่หลายครั้ง เมื่อมีโอกาสได้เข้าร่วมวงดนตรีไทยตามเสด็จของสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
เจ้าอยู่หัวรัชกาลท่ี 6 อยู่เสมอ ๆ จนเป็นท่ีคุ้นเคยกับมหาดเล็กและนักดนตรีไทยของวังหลวง เช่น
หลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยชีวิน) ได้แลกเปล่ียนความรู้ทางด้านดนตรีอยู่เป็นประจา เม่ือขุนแสนฯ
ลาออกราชการแล้วได้ย้ายไปอยู่กับบุตรสาวคนโตที่บ้านโป่งจังหวัดราชบุรี ขุนแสนฯ มีความสนใจในเร่ืองแคน
166
มาแต่เดิมได้หาความรู้เพ่ิมเติมจากชาวลาวโซ่ง จนสามารถเป่าแคนได้ชานาญ และทาแคนที่มีคุณลักษณะ
เฉพาะในการบรรเลงเพลงไทยเดิมได้ดี ขุนแสนฯ ได้คิดทางเดี่ยวเพลงไทยด้วยแคน และคิดทางสาหรับบรรเลง
เป็นวง ฝึกหัดให้แก่ลูกศิษย์ออกบรรเลงตามงานต่าง ๆ ในจังหวัดราชบุรี แต่ก็เป็นวงท่ียังไม่สมบูรณ์นัก
มีนักดนตรเี พียงไม่ก่ีคน
ครอู งุ่นเล่าว่า ...คุณพ่อจะนัดพวกเป่ำแคนมำซ้อมกันตอนค่ำ ๆ จดุ ตะเกียงซ้อมกัน คุณพ่อไมใ่ ห้ไป
ยุ่งกับแคน ให้ออกไปไกล ๆ มีหน้ำท่ีร้องไม่ต้องไปจับแคน เด๋ียวทำแคนเขำแตก เรำก็คอยดูเขำพอเขำ
ไม่อยู่ถงึ เอำมำหดั เป่ำ จนวันหนง่ึ คนแคนขำดไม่ครบวง เลยลงเปำ่ แทนเลย คณุ พอ่ ถำมวำ่ ไปหดั มำจำกไหน
ก็ไปวำ่ ก็ดคู ณุ พอ่ สอนคนอนื่ ไง จำกวนั นนั้ คุณพอ่ ถงึ ยอมสอนแคนให้…
งานครั้งสาคัญที่ครูองุ่นประทับในวัยเด็ก คือขุนแสนฯได้นาแคนวงไปแสดงในงานประจาของเขาวัง
จังหวัดราชบุรี ครูอง่นุ เปน็ ผู้ขับรอ้ ง ในคร้งั นั้นพระแสนท้องฟ้า (ป่อง ยมะคุปต์) ได้มาฟงั ดว้ ย ไดร้ ับคาชมเชยว่า
บรรเลงได้ไพเราะ และต้ังฉายานาให้ครูองุ่นว่า “นักร้องเสียงระฆังทอง” ด้วยกระแสเสียงที่ไพเราะ สูงใส
กังวาน เสยี งรอ้ งสกู้ ับเสียงแคนทงั้ วงได้
พระแสนท้องฟา้ (ป่อง ยมะคุปต์)
พ.ศ. 2490 รองอามาตย์โทขุนแสนประศาสน์ (เขยี น อินทาปัจ) ได้ยา้ ยจากจังหวัดราชบุรี มาอยู่บ้านขม้ิน
อาเภอบางกอกใหญ่ จังหวดั ธนบรุ ีในขณะนั้น ได้ก่อตงั้ คณะแคนวงขึ้นมาใหม่อีกคร้ังที่บ้านขม้ิน ฝึกซอ้ มลูกศิษย์
เป็นวงขนาดใหญ่ถือว่ามีแคนครบสมบูรณ์เต็มวง นาออกแสดงเผยแพร่ในกรุงเทพมหานคร ครูองุ่นได้มา
ช่วยงานที่คณะแคนวงของบิดาอยเู่ สมอโดยมีหน้าท่ีขับร้องและเป่าแคนทุ้ม ได้ออกแสดงเผยแพร่ตามงานใหญ่ ๆ
หลายงาน
167
ในปี 2492 แสดงแคนวง ณ สังคีตศาลากรมศิลปากร บรรเลงเพลงลาวเส่ียงเทียน เถา และเพลงตับ
ลาวเจริญศรีออกแอ่วลาว ซึ่งครูองุ่นได้ขับร้องร่วมกับครูอุษา สุคันธมาลัย ครูสุดา เขียววิจิตร ครูทัศนีย์
ดุริยประณีต ครูองุ่นเล่าว่า…แคนวงของคุณพ่อ เดิมทีไม่มีชื่อคณะ ออกแสดงจนมีช่ือเสียง ได้รับเชิญให้ไป
แสดงท่ีสังคีตศำลำกรมศิลปำกร นำยธนิต อยู่โพธิ์ เป็นอธิบดีกรมศิลปำกรในสมัยน้ัน ได้ตั้งช่ือให้ โดยตั้ง
จำกนำมสกุลอินทำปัจ เลยใช้ชือ่ แคนวง “คณะอินทประสทิ ธศ์ิ ิลป์” มำจนถงึ ปัจจบุ ัน..
ภำพแคนวงอนิ ทประสิทธศิ์ ลิ ป์ในกำรควบคุมของครอู งนุ่ บวั เอ่ียม
นายธนิต อยู่โพธิ์ ซ่ึงดารงตาแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรในขณะน้ันได้ต้ังช่ือคณะแคนวงให้ว่า
“อนิ ทประสิทธิศิลป์” ตอ่ มาแคนวงคณะอินทประสิทธิ์ศลิ ป์ ได้มีโอกาสไปบรรเลง ณ สังคีตศาลา กรมศิลปากร
ราวพุทธศักราช 2492 ในการนาของ ครูโชติ ดุริยประณีต เพลงที่บรรเลงคือ เพลงโหมปฐมดุสิต เพลงลาว
เสี่ยงเทียน เถา ขับร้องโดยครูองุ่น บัวเอี่ยม เพลงตับลาวเจริญศรี ขับร้องโดย ครูอุษา สุคันธมาลัย ครูสุดา
เขียววิจิตร ครูทัศนีย์ ดุริยประณีต และครูองุ่น บัวเอ่ียม และการแอ่วพื้นเมือง โดย ครูองุ่น บัวเอ่ียม หลังจาก
น้ันคณะแคนวงได้ไปบรรเลงออกรายการ ตอนเช้า ท่ีกรมประชาสัมพันธ์โดยการนาของ ครูโชติ ดุริยประณีต
อีกเช่นกัน บรรเลงเพลงเด่ียวสองเพลงคือ เพลงลาวแพน และเพลงกราวใน เด่ียวโดยรองอามาตย์โท
ขุนแสนประศาสน์ (เขียน อินทาปัจ) ขณะน้ันหม่อมหลวงขาบกุญชร ณ อยุธยา ซึ่งดารงตาแหน่งอธิบดี
กรมประชาสัมพันธ์ ได้ขับรถจากบ้านพักมาดูการเป่าแคนที่ห้องส่งทันที เพราะฟังจากวิทยุกระจายเสียงแล้ว
ไม่ทราบว่าเป็นการบรรเลงเคร่ืองดนตรีชนิดใด มีความไพเราะเป็นอันมาก การแสดงดังกล่าวได้สร้างชื่อเสียง
ให้กบั คณะอินทประสทิ ธศิ์ ิลป์ เป็นท่แี พร่หลาย
ครูองุ่นเล่าว่า ... ตอนที่ไปเป่ำออกวิทยุกรมประชำสัมพันธ์ หม่อมหลวงขำบ กุญชร ในขณะนั้น
เป็นอธิบดีกรมประชำสัมพันธ์ ได้ยินคุณพ่อเป่ำแคนออกวิทยุ ถึงกลับต้องขับรถจำกบ้ำนพักมำดูในห้องส่ง
ว่ำเป็นเครื่องดนตรีอะไร ฟังแล้วเดำไม่ออก ทำไมเสียงเพรำะจัง คุณพ่อเป่ำเด่ียวกรำวในออกอำกำศด้วย
จับแคนนิว้ สวยมำกไมร่ ูว้ ่ำเปำ่ ไดอ้ ย่ำงไงเพลงกรำวในแคนนี่นิว้ ยำกนะ…
168
ผู้ที่มาร่วมบรรเลงแคนวง คณะอินทประสิทธิ์ศิลป์ในช่วงน้ันเป็นนักดนตรีไทยท่ีมีชื่อเสียงหลายท่าน
เช่น ครสู กล แก้วเพ็ญกาศ, ครูโชติ ดรุ ิยประณีต, ครชู ่นื ดุริยประณีต, ครอู ษุ า สุคันธมาลยั , ครูสุดา เขียววิจิตร,
ครูทัศนี ดุริยประณีต, ครูเทียบ คงลายทอง, นายทรัพย์ (ไม่ทราบนามสกุลจากกรมอู่ทหารเรือ) นายย้อย
(ไม่ทราบนามสกุลจากโรงพยาบาลศิริราช), นายวรรณ (ไม่ทราบนามสกุลจากท่าเรือ พรานนก), นายเมน นุชทรัพย์,
นายเขียน ยิ้มสนิท, นายไสยาสน์ แย้มสุวรรณ , นายหมง (ไม่ทราบนามสกุล), นายสวัสดิ์ เหมือนแย้ม,
จ.ส.ต. ฟงุ้ บวั เอ่ียม เป็นต้น
แคนขนำดตำ่ ง ๆ และเครอ่ื งดนตรีที่ใชใ้ นแคนวงอนิ ทประสทิ ธศ์ิ ิลป์
บั้นปลายชีวิตของรองอามาตย์โทขุนแสนประศาสน์ (เขียน อินทาปัจ) ได้มีโอกาสเข้าเฝ้า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เดี่ยวแคนถวายหน้าพระท่ีนั่งในเพลงลาวแพน และเพลงกราวใน
โดยมีครูเทียบ คงลายทอง เป็นผู้นาเข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มีรับส่ังให้รองอามาตย์โท
ขุนแสนประศาสน์ (เขียน อินทาปัจ) ทาแคนถวายเพ่ือจะทรงนาไปใช้ที่ต่างประเทศ แต่มิทันได้ถวายแคน
ดังกล่าว รองอามาตย์โทขุนแสนประศาสน์ (เขียน อินทาปัจ) ได้ประสบอุบัติเหตุตกรา้ นตากไม้ซางที่ใช้ทาแคน
ลม้ ปว่ ยระยะหน่ึงและถึงแกก่ รรม ในพ.ศ. 2498
ครอู ง่นุ เลำ่ ว่ำ ...คณุ พ่อเคยเป่ำแคนถวำยในหลวงรัชกำลที่ 9 ครั้งหนึ่ง พเี่ ทียบ คงลำยทองเป็นคน
พำคุณพ่อเข้ำเฝ้ำ คุณพ่อเป่ำเพลงลำวแพนและเพลงกรำวในถวำย ท่ำนฟังแบบมีศิลป์ให้เป่ำไกล ๆ และ
ให้ค่อย ๆ ขยับเขมมำใกล้ ๆ พอคุณพ่อกลบั มำก็ไปหำงำช้ำง เตรียมตีแผ่นนำกทำลิน้ แคน ไปหำซ้ือไม้ซำง
มำทำแคนจะถวำยในหลวง โชคร้ำยคุณพ่อไปตกร้ำนตำกไมซ้ ำงกลับมำปว่ ยไมน่ ำนก็เสยี เลยไม่ไดท้ ำแคน
ลน้ิ นำก เต้ำงำถวำย...
169
ภาพครูองุน่ บัวเอี่ยม ถวายแคนลิ้นนากที่ผลติ ตามวธิ ีการของขนุ แสนฯ ผู้เปน็ บดิ า
เมื่อรองอามาตย์โทขุนแสนประศาสน์ (เขียน อินทาปัจ) ถึงแก่กรรม แคนวงอินทประสิทธิ์ศิลป์ได้
ตกเป็นสมบัติของครูฟุ้งและครูองุ่น บัวเอี่ยม ยังมีการเป่าแคนออกอากาศทางวิทยุรายการกล่อมนิทราเปิด
สถานีวิทยุอยู่ระยะหน่ึง โดยครูฟุ้งเป่าแคนเอก ครูองุ่นเป่าแคนหลวง (แคนเบส) จนถึงปลายปี 2498 ผู้จัดเลิก
จัดรายการกล่อมนทิ ราจึงได้หยดุ การเปา่ แคนออกวิทยุไป
ครูฟุ้งและครูองุ่นได้รักษาสืบทอดเจตนารมย์ของบิดา พยายามท่ีจะฟื้นฟูอนุรักษ์โดยฝึกหัดให้แก่ลูก
ศิษย์อีกหลายรุ่น ได้นาแคนวงออกเผยแพร่ในงานสาคัญเร่ือยมา จนในช่วงท่ีครูฟุ้ง ป่วยหนักและเสียชีวิตลง
ครูองุ่นก็มีอายุมากข้ึนแคนวงอินทประสิทธ์ิศิลป์ จึงว่างเว้นการเป่า ไม่ได้แสดงออกงานมาเป็นเวลาหลายปี
แคนต่าง ๆ เริ่มชารุดหมดสภาพตามกาลเวลา ในระยะนั้นครูองุ่นพยายามฝึกหัดเด็กรุ่นใหม่ คะย้ันคะยอเอา
แคนไปใหใ้ ครตอ่ ใครหัดเปา่ ก็ไมม่ ีใครฝึกกนั แคนวงอินทประสทิ ธิศ์ ิลป์จงึ หยดุ การออกงานไประยะหน่งึ
แคนวงอนิ ทประสิทธ์ิ ไดห้ า่ งหายการออกแสดงงานตา่ งๆไปนานหลายปี เนื่องดว้ ยนักดนตรีไดแ้ ยกยา้ ย
กันไปทางานต่างๆของตน จนถึงปี 2539 ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์พูนพิศ อมาตยกุล ได้ให้การ
สนับสนุนฟื้นฟูแคนวงอินทประสิทธ์ิศิลป์ นาออกแสดงในรายการของศูนย์สังคีตศิลป์ คร้ังท่ี 850 เป็นการ
รวมตัวของลูกศิษย์ของครูฟุ้งครูองุ่นอีกคร้ัง และศิลปินรับเชิญมาร่วมวงกับแคนวงอินทประสิทธ์ิศิลป์ ผู้ที่ร่วม
แสดงในคร้ังน้ันได้แก่ ครูป๊ีบ คงลายทอง (ศิลปินแห่งชาติ), อาจารย์สมาน น้อยนิตย์, รองศาสตราจารย์
ดร.กาญจนา อินทรสุนานนท์, อาจารย์ ดร. สุรชัย สีบุบผา, ศาสตราจารย์ ดร.ขาคม พรประสิทธ์ิ,
ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิรันดร์ แจ่มอรุณ,อาจารย์ ดร. ณัฐชยา นัจจนาวากุล, อาจารย์วิไลวรรณ น่ิมคุ้ม,
อาจารยอ์ นุรักษ์ แพทย์กิจ, คุณอรรถวฒุ ิ นวลน่ิม, ครฟู งุ้ ครอู งนุ่ บวั เอ่ยี ม ควบคมุ วง
170
แคนวงอินทประสิทธศิ์ ลิ ป์ แสดงในรายการของศูนย์สงั คีตศลิ ป์ คร้งั ที่ 850
หลังจากงานของศูนยส์ ังคีตศลิ ป์ ครงั้ ที่ 850 แคนวงอินทประสิทธิศ์ ิลปก์ ็เงียบหายไป เนื่องจากลกู ศษิ ย์
รุ่นใหม่ ๆ ไม่ได้ฝึกหัดแคนกัน เว้นช่วงจนปี 2548 ครูองุ่น บัวเอี่ยม ขอร้องรองศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา
อินทรสุนานนท์ จากมหาวิทยาลัยศรนครินทรวิโรฒ (ศิษย์ขับร้องของครูองุ่น) ให้นานิสิตนักศึกษามาฝึกแคน
เพ่ือสืบทอดแคนวงอินทประสิทธ์ิตามเจนตนารมณ์ของรองอามาตย์โทขุนแสนประศาสน์ (เขียน อินทาปัจ)
ซ่ึงในตอนน้ันข้าพเจ้ากาลังศึกษาในระดับปริญญาโท หลักสูตรมานุษยดุริยางควิทยา อยู่ท่ีมหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ และอาจารย์กาญจนา เห็นว่าเป็นศิษย์ครูองุ่นอยู่แล้วจึงได้มอบหมายให้หาคนมาฝึกแคน
ข้าพเจ้าจึงได้ชักชวนเพื่อนร่วมรุ่นที่เรียนด้วยกัน คือ ดร.จักรพงษ์ กล่ินแก้ว, อ.ปราการ เกาะงาม, อ.วัชชริ าธร
สารธิมา, อ.จิรวัฒน์ บุญล้ากิตติโรจน์ และนิสิตจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฝึกหัดจนสามารถออกงานต่าง ๆ
ได้
171
ศิษย์ครอู งนุ่ บวั เอี่ยม รนุ่ ฟน้ื ฟูแคนวงอนิ ทประสทิ ธศ์ิ ลิ ป์ ปี 2548
ต่อจากน้ันได้ทดลองสร้างแคนชุดใหม่ตามเจตนารมณ์ของขุนแสนฯ คือแคนล้ินนากและล้ินเงิน
ชดุ ใหญห่ ลายสบิ เต้า ออกงานเผยแพรส่ ืบในรุ่นฟื้นฟูแคนวงอินทประสิทธ์ศิ ลิ ป์ ได้ออกบรรเลงงานตา่ ง ๆ ดังนี้
172
1. งานแรกการบรรเลงถวายมือในพิธีไหว้ครูดนตรีไทยประจาปี 2548 ของมหาวิทยาลัย
ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ บรรเลงเพลงลาวเดินดง ออกแอว่ ลาว
2. การบรรเลงรับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี เปิดงานประชุมวิชาการของศิริราชพยาบาล ที่หอประชุมกองทัพเรือ
ปี 2548 และครอู งนุ่ ได้มีโอกาสถวายแคนลน้ิ นากทาตามเจตนารมยข์ องขุนแสนฯ
173
3. การแสดงผลงานการฟื้นฟูแคนวงอินทประสิทธิ์ศิลป์ โดยนิสิตระดับปริญญาโท สาขาวิชา
มานุษยดุริยางควิทยา คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วันท่ี 26
กนั ยายน พ.ศ. 2548
4. บรรเลงในงานทาบุญระลึกถึงขุนแสนประศาสน์ (เขียน อินทาปัจ) ที่วัดลาดปลาเค้า
อาเภอเมอื ง จังหวดั นครปฐม พ.ศ. 2548
174
5. แคนวงอนิ ทประสทิ ธ์ศิ ลิ ป์ บรรเลงเพลงสาวเวียงเหนือ เถา ออกแอ่ว งานไหวค้ รดู นตรีไทย
มลู นิธหิ ลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศลิ ปบรรเลง) และ งาน100 ปี คณุ หญงิ ชิ้น ศิลปบรรเลง
8 สงิ หาคม 2549
6. แคนวงอินทประสิทธิ์ศิลป์ ได้รบั เชิญใหไ้ ปแสดงรายการสังคตี วาทติ ของบรษิ ัทเซเว่น ซงึ่ จัด
รายการดนตรีเพือ่ ประชาชนเปน็ ประจาทกุ เดอื น ในวนั ที่ 29 มถิ ุนายน 2550
175
7. งานเชิดชูเกียรติผู้ได้รับพระราชทานรางวัลพระสิทธิธาดาทองคา ประจาปี 2549 จัดวันที่
29 กนั ยายน 2550 ณ มหาวิทยาลยั ธุรกิจบณั ฑิตย์
8. แคนวงอินทประสิทธ์ิแสดงเพลงลาวแพน เครื่องดนตรีท่ีผลิตจากไม้ไผ่ รวมแสดงใน
งาน 100 ปี อังกะลุงกรงุ สยาม ณ หอประชมุ มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ กรุงเทพมหานคร
วนั ท่ี 14 สิงหาคม 2551
176
9. แคนวงอินทประสิทธ์ิศิลป์ แสดงเพลงโสมส่องแสง สามชั้น ขับร้องโดย รองศาสตราจารย์
ดร.กาญจนา อินทรสุนานนท์ ถวายมือในพิธีไหว้ครดู นตรีไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2552
10. แคนวงอินทประสิทธิศิลป์ บรรเลงตับพระลอ งาน 90 ปี นักร้องเสียงระฆังทอง ครูองุ่น
บวั เอย่ี ม 22 มกราคม 2553 ณ หอประชุมมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์
177
11. แคนวงอินทประสทิ ธิ์ศิลป์ แสดงงานคอนเสิร์ตประจาปีของมหาวิทยาลยั ราชภฏั บ้านสมเด็จ
เจา้ พระยา 28 สิงหาคม 2553
หลังจากการจัดงาน 90 ปี นักร้องเสียงระฆังทอง ครูองุ่น บัวเอ่ียม ล้มป่วยเข้ารับการผ่าตัดลาไส้
เนื่องจากโรคมะเร็ง กลับมารักษาตัวอยู่ที่บ้านโดยมีลูกศิษย์และหลานแวะเวียนกันมาดูแล เยี่ยมอาการ
เป็นประจา ในช่วงสุดท้ายของชีวิตครูองุ่น บัวเอี่ยม ได้มอบแคนของขุนแสนฯ ท่ีมีอยู่เดิมและแคนที่มีท้ังหมด
ให้แก่ข้าพเจ้าพร้อมท้ังคาส่ังเสีย “มอบให้แก่สมหมำย รักษำเอำไว้ แคนวงคณะอินทประสิทธ์ิศิลป์ ให้สืบ
ต่อไป”
178
แคนวงอินทประสิทธ์ิศิลป์จึงตกทอดมาอยู่ท่ีข้าพเจ้า และถ่ายทอดต่อให้แก่นิสิตมหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์ หลงั จากครูองุ่นเสียชีวติ ลง ในปี 2555 แคนวงอนิ ทประสิทธ์ิศลิ ป์ ไดร้ ับงานบรรเลงตามโอกาสท่ี
จะทาได้ สืบทอดเจตนารมณจ์ ากครอู งุ่นมาอย่างต่อเนื่อง งานทส่ี าคัญไดแ้ ก่
1. แคนวงอินทประสิทธ์ิศิลป์ บรรเลงไว้อาลัยงานสวดพระอภิธรรมศพครูองุ่น บัวเอ่ียม ณ
วัดเขมาภิรตาราม จงั หวดั นนทบุรี พ.ศ. 2555
2. แคนวงอินทประสิทธิศิลป์ บรรเลง ณ ราชานุสาวรีย์พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว หน้าโรงละคร
แห่งชาตพิ ระนคร กรงุ เทพมหานคร ปี 2556
179
3. แคนวงอินทประสิทธ์ิศิลป์ บรรเลงไว้อาลัยงานพระราชทานเพลิงศพครูองุ่น บัวเอ่ียม ณ
วดั ตรที ศเทพ กรุงเทพมหานคร ปี 2556
4. แคนวงอินทประสิทธิศิลป์ บรรเลงเพลงมะลิซ้อน เถา งาน 90 ปี ชาตะกาล ศาสตราจารย์
ดร.อุทศิ นาคสวัสดิ์ ณ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ ปี 2556
180
5.แคนวงอินทประสิทธ์ิศิลป์ บรรเลงไว้อาลัยในงานสวดพระอภิธรรมศพ รองศาสตราจารย์
ดร.กาญจนา อนิ ทรสุนานนท์ ณ วัดอทุ ยั ธาราม กรงุ เทพมหานคร วนั ท่ี 28 ธันวาคม 2557
6. แคนวงอินทประสิทธิศิลป์ บรรเลงตับลาวเจริญศรี คุณชินกร ไกรลาศ (ศิลปินแห่งชาติ)
ขับร้อง ในงาน 70 ปี ดนตรีคีตะสยาม ครูสมาน น้อยนิตย์ วันท่ี 7 ตุลาคม 2559
ณ สถาบันบัณฑิตพฒั นศิลป์ กรงุ เทพมหานคร
181
7. แคนวงอินทประสิทธศิ ลิ ป์ แสดงสงั คตี สราญรมย์ครั้งท่ี 147 ศนู ย์สงั คีตศิลปธ์ นาคารกรงุ เทพ
17 พฤศจิกายน 2561
8. แคนวงอินทประสิทธิศิลป์ บันทึกเทปวิดีทัศน์ เพลงลาวแพนและแอ่วลาว ในวาระ 100 ปี
ชาตกาล นักร้องเสียงระฆ้องทอง ครูองุ่น บัวเอี่ยม เผยแพร่ในเพจร้อยเร่ืองราว เล่าถึงครู
เชดิ ชูครอู งนุ่ บวั เอีย่ ม วันท่ี 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564
บทเพลงท่ีสาคัญของแคนวงอินทประสิทธิ์ศิลป์ ท่ีครูองุ่น บัวเอี่ยม ได้สืบทอดทางร้องมาจาก
ขุนแสนประศาสน์ (เขียน อินทปัจ) และได้พัฒนาปรับปรุงต่อยอดภูมิปัญญา พร้อมทั้งส่งต่อให้แก่ลูกศิษย์ได้
อนุรกั ษ์สบื ทอด คือ เพลงลาวแพน ออกแอว่ ลาว เพลงลาวแพน เป็นเพลงสาเนยี งลาว แต่เดิมนยิ มบรรเลงเด่ียว
อวดฝีมือของป่ีและจะเข้ การเดี่ยวเพลงลาวแพนมักบรรเลงออกด้วยเพลงสาเนียงลาวต่าง ๆ เช่น ลาวสมเด็จ
ลาวห้าท่อน ลาวอ่านสาส์น ลาวแพนน้อย เป็นต้น ตอนท้ายจะจบด้วยเพลงซุ้มลาวแพน เพลงน้ีเน่ืองจาก
182
มีทานองท่ีสนุกสนาน จังหวะท่ีรุกเร้า จึงมีนักดนตรีนามาแต่งเป็นทางเดี่ยวเคร่ืองมือต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย
เช่น ระนาดเอก หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง), ฆ้องวงใหญ่ พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน)
และจางวางทั่ว พาทยโกศล ระนาดทุ้ม ครูไพฑูรย์ จรรย์นาฏย์, รองอามาตย์โทขุนแสนประศาสน์ (เขียน อินทาปัจ)
ทาเป็นทางบรรเลงแคนวงและทางเด่ียวแคน เป็นต้น สารับทางร้องเพลงลาวแพน ครูองุ่น บัวเอี่ยม ได้ต่อมา
จากรองอามาตย์โทขนุ แสนประศาสน์ (เขยี น อินทาปัจ) และถ่ายทอดให้แกล่ ูกศิษย์หลายคน ใช้ขับร้องกับแคน
วงอินทประสทิ ธศ์ิ ลิ ป์
บทรอ้ งเพลงลาวแพน
ฝ่ายพวกลาวเปา่ แคนแสนเสนาะ มาสอเพราะเปา่ แคนแสนขยัน
เปน็ ใจความยามตกยากจากเวียงจนั ทร์ ตกมาอย่เู ขตขณั ฑอ์ ยุธยา
อแี ม่คณุ เอ๋ย ข้อยบ่อเคยตกยาก ตกระกาลาบาก แสนยากทหี่ นักหนา
พลัดทก่ี ินถ่ินฐาน พลดั ท้ังบ้านเมอื งมา พลัดท้งั ปู่ทั้งย่า พลดั ท้ังตาท้ังยาย
พลดั ทั้งแม่ลกู เมยี พลดั ทั้งเสยี ลกู เตา้ พลดั ท้งั พงศ์เผา่ ลูกเต้ากห็ นีหาย
เพ่ือนไทยมันเฆ่ียน เพื่อนไทยมนั ขงั
จนไหล่จนหลงั ของข้อยนล่ี าย จะตายเสยี แล้วหนาในปา่ ดงแดน
ผ้าขาวกบ็ ่อมีนุ่ง ผา้ ถุงกบ็ ่อมหี ม่
คาดแต่เตีย่ วเกลยี วกลม หนาวลมนีเ่ หลอื แสน
ระเหนิ ระหกตกยาก ต้องเปน็ คนกากคนแกน
มแี ตแ่ คนอนั เดียว กพ็ อไดเ้ ทยี่ วขอทานเขากนิ
ตกมาอยูใ่ นเมือง ตอ้ งถีบกระเด่ืองกระด้อย สซี ้อมตาต้อย ตะบดิ ตะบอยบู่ฮู้สิน้
ถอื เคียวเกย่ี วหญา้ เอาไปให้ม้าของเพือ่ นมันกิน
เทยี่ วซมซม ซานซาน ไปทกุ บา้ นทุกถน่ิ จะได้กนิ กแ็ ต่เดน
แสนอดแสนจน เหมือนคนตกนรก มดื มนฝนตกเทีย่ วหยกหยก ถกเขมร
ถอื ข้องส่องคบ ไปไล่จับกบทุ่งพระเมรุ เปือ้ นเลนเปอื้ นตม เหม็นขมเหม็นคาว
จบั ทงั้ อา่ งทอ้ งขึง จบั ทั้งอ่ึงท้องเขยี ว จบั เปยี้ วจบั ปู จบั หนทู ้องขาว
จับกบขาเหยยี ดเหยียด จับเขียดขายาวยาว จบั เอามาใหส้ น้ิ มาต้มกนิ กับเหลา้
เป็นกรรมของเรา เพราะเจา้ เวยี งจันทร์ อา้ ยเพื่อนเอย
(บทร้องของเก่า ไมท่ ราบผแู้ ต่ง)
สาหรับแอ่วลาวของคณะแคนวงอินทประสิทธ์ศิลป์ รองอามาตย์โทขุนแสนประศาสน์ (เขียน อินทาปัจ)
ได้นามาบรรจุในเพลงตับลาวเจริญศรี (ตับพระลอ) เพราะมีเน้ือหาสอดคล้องเป็นเร่ืองเดียวกัน โดยเน้ือความ
กลา่ วชมความงามพระเพ่ือนพระแพง โฉมนางทง้ั สองงดงามเหนือสตรใี ด ๆ จะหามาทัดเทยี มได้
183
บทร้องแอ่วลาว ของเดิม
โอละหนอ.......แก่ม ปาลาแก่มลาปาลา นับวา่ เป็นบุญตา บ่ห่อนว่าจักแกล้ง ได้ยลโฉมเพ่ือนแพงสอง
นาง เซาะหญิงใดในใต้แหล่งหล้า งามเลิศฟ้า บ่มีไผเปรียบไผบ่เทียบเปรียบเจ้าดารุณีงามอย่างน้ี บ่ฮือไผได้ชม
อนั ว่าบญุ สบิ ส่ ม ทไ่ี ดช้ มโฉมนาง
ซัมแมน่ วา่ เนอ้ ...แกม่ องคต์ งแกมเจ้าองค์ตงนวลน้องสององคจ์ ังงามแต้เนอ....นวล
เซาะหญิงใดในใต้แหลง่ หลา้ งามเลิศฟ้า บ่มไี ผเปรียบไผบ่เทียบเปรยี บเจ้าดารณุ ีงามอย่างนี้ บ่ฮือไผได้ชม อันว่า
บญุ สิบส่ ม ท่ีไดช้ มโฉมนาง
(ไมท่ ราบนามผ้แู ต่ง)
พ.ศ. 2510 ครูองุ่นไปเป็นครูสอนที่โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ จังหวัดแพร่ ได้มีโอกาสไปฟังซอเมือง
บ่อยครง้ั จนสนิทสนมกับช่างซอได้แลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านการขับร้องกัน ครูองุ่นได้แอ่วลาวที่เคยร้องแคน
วงของบิดาให้ช่างซอฟัง ซึ่งมที านองใกล้เคียงกับทานองซอเมืองแพร่ เนื้อรอ้ งเร่อื งพระลอเปน็ วรรณคดีพ้ืนบ้าน
ของเมืองแพร่อยู่แล้วนิยมจ๊อยซอกันโดยทั่วไป แต่แอ่วลาวของครูองุ่นจะมีสาเนียงและการออกเสียงภาษา
เป็นอย่างภาคกลางเสียเป็นส่วนใหญ่ ครูอง่นุ จึงได้แก้ไขให้มสี าเนียงเหมือนซอเมืองแพร่ แต่งเพ่ิมเติมเนื้อความ
ขึ้นใหม่ให้ครบถ้วนชัดเจนย่ิงขึ้น โดยขอคาแนะนาจากช่างซอเมืองแพร่ จนได้แอ่วลาวท่ีมีสาเนียงไพเราะและ
ภาษาเมืองแพร่ท่ีชัดเจน ทาให้การแอ่วลาวของครูองุ่นนั้นไพเราะเป็นที่ช่ืนชอบของผู้ฟัง และเม่ือแสดงแคนวง
อินทประสิทธ์ิศิลป์ที่ใดก็มักจะต้องแอ่วลาวทุกครั้งไป ครูองุ่นเล่าที่มาของแอ่วลาวว่า…ตอนไปสอนอยู่สูงเม่น
เพื่อนครูด้วยกันชื่อบัวเขียว เป็นช่างซอเมือง เวลาไปเล่นท่ีไหนก็จะชวนให้ไปฟัง ไปดูเขาเล่นเราก็หัดได้
บ้าง ก็เลยร้องแอ่วที่เราได้มาจากคุณพ่อให้เขาฟัง เขาบอกว่าสาเนียงยังไม่ชัดออกเสียงคาไม่ถูก ก็เลย
ช่วยกันแก้ไขให้ชัดเจนอย่างที่ใช้ปัจจุบัน เน้ือเรื่องที่แอ่วเป็นเร่ืองพระลอ ชมความงามของพระเพ่ือน
พระแพง มันเป็นนิทานพื้นบ้านของเขาอยู่แล้ว เหตุการณ์มันก็เกิดท่ีเมืองแพร่น่ี เขายังพาไปดูเมือง สรอง
เมืองของพระเพื่อนพระแพง มีเรือนพักเป็นไม้พุพังเหมือนห้องแถวล้อมรอบเรือนใหญ่ ไม่มีใครซ่อมแซม
แต่ไมไ่ ด้ไปถึงเมืองแมนสรวงของพระลอเพราะอยู่หางกัน เขาพาไปแค่มองเห็นสถูปอยู่กลางป่าไกล ๆ เท่า
น้ัน...
บทรอ้ งแอว่ ลาว ท่ไี ดป้ รับปรุงขึน้
โอละหนอ...แกม่ ปาลาแก่มลาปาลา นับว่าเปน็ บุญตา บ่ห่อนว่าจะแกล้งได้ยลโฉมเพอ่ื นแพงสองนาง
เซาะหญิงใดในใต้แหล่งหล้า งามเลิศฟ้าดังเพ่ือนแพงทอง งามชดช้องชะอ้อน เอวองค์ นวลอนงค์คือดังนางฟ้า
สองกัลยางามตาเลศิ แท้อนั ความงามของแม่ไผบ่เทียบไผบท่ ัน
โอ้สองนางแม่ศรีเวียงสรอง บุญข้อยพ้องได้ยลโฉมแม่ งามเลิศแท้บ่มีไผเปรียบไผบ่เทียบเปรียบเจ้า
ดรุณี งามจังน้บี ่ฮอื ไผได้ชม อนั วา่ บุญสิบ่สม ซิไดช้ มโฉมนาง
ซมั แมน่ วา่ เน้อ...แกม่ องตงแกมเจ้าองตง นวลน้องสององค์จงั งามแต้เนอ....แกม่
184
อันวงพักตร์แห่งน้องสองแม่ ดังเพ็ญแขไร้ฝ่าราคี ผิวเนื้อสีดังทองทาแต่ม งามแฉล้ม เอวองค์อรชร ดัง
อปั สรสะอาดบาดตา ไผได้ยลแห่งพกั ตร์สองรา งามตดิ ตาบ่ฮู้ลมื เลือน....แก่ม
(ครูองนุ่ บัวเอี่ยม ปรบั ปรุงจากของเดิม)
ในวาระ 100 ปี ชาตกาลครูองุ่น บัวเอี่ยม จึงขอนาเพลงลาวแพนและแอ่วลาว มาฟ้ืนฟูบันทึกเสียง
อีกครั้ง เพ่ือเป็นการบูชาครู รฤกถึงพระคุณคณานับที่ได้ถ่ายทอดวิชาดนตรีและขับร้อง ให้แก่ข้าพเจ้า อีกทั้ง
มอบหมายให้ข้าพเจ้ารักษาสบื ทอดแคนวงอินทประสิทธิศ์ ิลป์ ในครั้งนี้จึงรวบรวมสมาชิกแคนวงอินทประสิทธ์ิศิลป์
มาบันทึกวิดีโอ เพ่ือเผยแพร่ในวนั ครบรอบ 100 ปีเกิดของครูอง่นุ บัวเอ่ียม เน่ืองจากสถานการณ์โรคโควดิ 19
อนั รุนแรง ซ่ึงไม่สามารถจดั งานทาบญุ และแสดงดนตรเี พื่อรฤกถงึ ครูองุ่นไดอ้ ย่างที่ตั้งใจไว้ จึงขอนอ้ มบูชาแสดง
ความกตัญญตู อ่ ครูดว้ ยวิดที ัศน์เพลงลาวแพนและแอ่วลาวแทนพมุ่ ดอกไม้บูชาครูทเ่ี คารพรักของศิษย์
ร้อยปี รอ้ ยใจ ให้ราลึก อภิวนั ท์ บนั ทกึ นกึ ความหลงั
ครอู งุ่น ผอู้ ุทศิ กายกาลงั สอนลูกศษิ ย์ มิคดิ หวัง สิ่งตอบแทน
ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ภาณุภัค โมกขศักดิ์
หวั หน้าภาควชิ าดนตรี คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์
185
รอ้ ยเรือ่ งราว เล่าถึงครู ครอู งุ่น บวั เอ่ยี ม
คุณครอู ง่นุ และครฟู ุ้ง บัวเอี่ยม เป็นครูผู้มีความเมตตาแกศ่ ิษย์เสมอ ในปพี .ศ.2538 กระผมมีโอกาสได้
เข้าไปเรียนดนตรไี ทยกับครูฟุ้ง จาภาพติดตาครง้ั แรกท่ีเจอครูฟุ้ง คือครูนั่งอยู่หน้าบ้านกาลังสีซออู้ ส่วนครูองุ่น
กาลังเหลาอังกะลุง อยู่ใตุุ้นบ้าน เพลงแรกที่เรียนกับครูฟุ้ง คือเพลงคาหวาน 2 ชั้นทางซอด้วง มาขอต่อเพลง
เพื่อจะไปประกวดเวทีศรทอง หลังจากนั้นมา กระผมก็มาขอต่อเพลงกับครูฟุ้ง อยู่เร่ือย ๆ โดยจะมาเรียนช่วง
วันเสาร์ มาบ้างไม่มาบ้าง เพราะสมัยนั้นยังเด็ก เดินทางจากปากเกร็ด จะค่อนข้างลาบาก ไม่กล้าไปเรียน
คนเดียว ุา้ ไมม่ ีพหี่ รอื เพอ่ื นไปเรยี นดว้ ย
กระผมเรียนต่อเพลงกับครูฟงุ้ ก็จะเห็นย่าองุ่น สอนรอ้ งกบั ลูกศิษยค์ นอ่ืน ๆ ท่ีมาขอต่อร้องกับครูองุ่น
สอนร้องไป เหลาอังกะลุงไป เห็นประจา ส่วนครูฟุ้งก็จะน่ังบอกทางเพลงให้กระผมสีซอตามทานองท่ีครูบอก
สีุูกบ้างผิดบ้าง ตามประสาเด็กน้อยไม่เข้าใจ จนไม่ก่ีปีต่อมาครูฟุ้งก็เริ่มล้มป่วยไม่สามารุบรรเลงดนตรีได้
เหมือนเดิม แต่ยังสามารุบอกทางเพลงได้ ซึ่งท่านก็ยังบอกทางเพลงต่าง ๆ ให้กับลูกศิษย์ที่มาขอต่อทางเพลง
ได้อย่างแม่นยา แต่ก็เร่ิมไม่ค่อยมีใครมาขอต่อเพลงกับครูฟุ้ง และครูองุ่นแล้ว ด้วยครลู ้มป่วย ส่วนกระผมเองก็
ยังไปเยี่ยมครูฟุ้งกับครูองุ่น อยู่เดือนละคร้ังสองคร้ัง ตามโอกาสเวลาที่เราว่างจากการเรียน ส่ิงที่ประทับใจ
ครอู งุ่น สิ่งแรกเลยคือ ครูไม่เคยทอดทิ้งครูฟุ้งเลย ครูองนุ่ คอยดูแลครูฟุ้งตลอด และยังต้องทาอังกะลุงขายเพ่ือ
เลีย้ งชีพอกี ประทบั ใจความรักของครทู ั้งสองเปน็ อยา่ งมาก
หลังจากท่ีครูฟุ้งเสีย ครูองุ่นก็ต้องอยู่คนเดียว ช่วงนั้นกระผมก็พยายามหาเวลาไปเยี่ยมท่านบ่อย ๆ
พาเพ่ือน ๆ น้อง ๆ ที่มหาวิทยาลัยไปเยี่ยมท่านบ้าง เพื่อท่านจะได้ไม่เหงา คอยหยอกเย้า ให้ท่านได้ยิ้มแย้ม
และทุกคร้ังท่ีไป ก็จะเห็นภาพครูองนุ่ เหลาอังกะลุงอยู่เช่นเดิม ทาอย่างน้ีจนกระผมจบการศึกษา มาเป็นครูอยู่
ในจังหวัดนนทบุรี ก็ยังพานักเรียนมาต่อทางร้องกับคุณครูองุ่นอยู่เสมอ จนในช่วงหน่ึงที่ครูองุ่นเคยกล่าวว่า
อยากจะเปิดบ้านสอนดนตรีไทยอีกคร้ัง จึงเรียกผมกับครูหนึ่ง (ผศ.ภาณุภัค) ไปคุยและทาความฝันให้ครู
เป็นจริง โดยเปิดสอนดนตรีไทยทุกวันเสาร์ เก็บค่าสอนครั้งละ 50 บาท เพื่อมาเป็นค่าใช้จ่าย ค่าน้า ค่าไฟ
ให้กับครู ช่วงท่ีเปิดสอน มีนักเรียนและผู้ใหญ่ ให้ความสนใจมาเรียนกันมากมาย ทาให้บ้านศิษย์ศรทอง
นนทบุรี กลับมาคึกคักเช่นเดิม และเราจะเห็นครูองุ่น รอคอยการมาเรียนของพวกเด็กทุกวันเสาร์อยู่เสมอ
จะคอยทากบั ข้าว ทาขนมมาให้ทาน ประทบั ใจคุณครูท่ีมเี มตตาต่อลูกศษิ ย์
มาุึงวาระท่ีครูล้มปว่ ย ขณะนั้นกระผมรบั ราชการอยู่หัวหนิ จังหวัดประจวบคีรีขนั ธ์ ครูเร่มิ ป่วยมากขึ้น
เร่ิมจาความไม่ค่อยได้แล้ว แต่ครูยังจากระผมได้ ยังคอยให้ใคร ๆ โทรหากระผม แล้วบอกวา่ คิดุึง เม่ือไหรจ่ ะ
มาหา ทาใหเ้ ราใจอ่อนจะต้องขับรุขึ้นไปหาครูองุ่นท่ีจังหวัดนนทบุรีทุกสัปดาห์ อย่างนอ้ ยเรากย็ ังทาให้ครูองุ่น
มีกาลังใจ มีสุขภาพท่ีดีต่อไป จนมาช่วงที่ครูป่วยเข้าโรงพยาบาลครั้งสุดท้าย กระผมเองคอยอยู่ให้กาลังใจครู
คอยไปหาครูทุกวัน ผลัดกันไปเฝ้าครู จนุึงวาระท่ีครูจากเราไป ส่ิงที่ผมดูแลครูองุ่น ไม่เพียงมองว่าครูเป็นครู
แต่มองครูเป็นญาติผูใ้ หญ่ท่เี รารักมาก เปรยี บเสมือนย่า ยาย ส่ิงทเี่ ราทากับครุู ึงแมม้ ันจะน้อยนิด แต่มาจากใจ
186
และความกตัญญู รัก ผูกพันกับครูมากที่สุด ภูมิใจที่ได้เป็นศิษย์ครูฟุ้งและครูองุ่น บัวเอี่ยม เป็นศิษย์ศรทอง
นนทบรุ ี
รักและระลกึ ุึงครูเสมอ
(กันตภน เรืองล่ัน)
ครวู ิทยฐานะชานาญการ โรงเรยี นโพธินมิ ติ วทิ ยาคม
187
ในความทรงจา ของศษิ ย์ที่ไมไ่ ด้เรอ่ื ง
หน่องได้มีโอกาสเข้าไปฝากเน้ือฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของย่าตอนเรียนอยู่ช้ันมัธยมศึกษา ท่ีโรงเรียน
ปากเกร็ด จาได้ว่าไปกับ อ.งามเฉลา และเพื่อน ๆ ในชมรมดนตรีไทยของโรงเรียน หน่ึงในเพ่ือนท่ีไปด้วยกัน
คราวนั้นก็คือบอล (อ.กันตภน เรืองล่ัน) ซ่ึงในเวลาต่อมา เกือบทุกครั้งท่ีหน่องจะเข้าไปขอต่อเพลงกับย่าก็จะ
นัดกันนั่งรถเมล์เข้าไปด้วยกัน เมื่อเราไปถึงบ้านปู่ย่าก็จะแยกกันไปอยู่คนละมุมของบ้าน บอลต่อเพลงอยู่กับปู่
ขา้ งบนบ้าน สว่ นหน่องกอ็ ยกู่ บั ย่าทีใ่ ตถ้ ุนบ้าน
เพลงที่อยู่ในความทรงจาของหน่องเสมอเมื่อราลึกถึงย่าก็คือ เพลงนกขมิ้น เพราะเป็นเพลงที่ขอให้ย่า
ตอ่ ทางรอ้ งใหเ้ พื่อไปสอบเอน็ ทรานซ์ จาได้วา่ เป็นศูนยส์ อบท่ี มศว. เมื่อร้องจบ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒทิ ่านหน่ึง
ถามขึ้นมาว่า ต่อเพลงน้ีมาจากใคร คงจะเป็นด้วยเอกลักษณ์ทางเพลงโดยเฉพาะลูกเอื้อนของย่า จึงทาให้
กรรมการท่านน้ันทราบและสอบถามข้ึนมา คะแนนสอบปฏิบัติของหน่องจึงสูงมากพอท่ีจะเลือกเรียน
คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั ได้
นอกจากเพลงนกขมิ้นแล้ว หน่องยังได้เข้าไปขอต่อเพลงกับย่าอีกหลายเพลง รวมถึงเพลงเน้ือเต็มท่ีปู่
กับย่าเขียนข้ึนมาใหม่ แต่ด้วยความไม่ได้เรื่องของตัวหน่องเอง ทาให้ลืมเพลงท่ีได้รับการถ่ายทอดจากย่า
จนเกือบหมด เทปที่เคยอัดบันทึกเสียงย่าไว้ก็เก็บรักษาไม่ดีและปัจจุบันก็หาที่เปิดไม่ได้แล้ว ความทรงจา
เกย่ี วกับเพลงของยา่ จึงมีอยู่น้อยมาก จะเหลอื ก็แต่ความรู้สึกที่สัมผัสได้อยู่เสมอถึงความเมตตาท่ยี ่ามีให้ลูกศิษย์
คนน้ี กบั ความรสู้ กึ ภาคภมู ใิ จที่มโี อกาสไดเ้ ป็นลูกศิษยข์ องยา่ อง่นุ บัวเอี่ยม ทจี่ ะยงั คงอยู่ตลอดไป
คิดถึงย่าค่ะ
สุรีย์พร กรา่ งสะอาด (หนอ่ ง)
คตี ศลิ ปินชานาญงาน กรมประชาสมั พันธ์
188
ความทรงจาที่เกีย่ วกบั ย่าองนุ่ บัวเอีย่ ม
ข้าพเจ้านางสาวนันทภัค สขุ โข ปจั จบุ นั รับราชการครู ตาแหนง่ ครูชานาญการ โรงเรียนราชนนั ทาจารย์
สามเสนวทิ ยาลัย 2 ถา้ จะให้กลา่ วถึง ครอู ง่นุ บัวเอ่ยี ม สุดยอดครูทางร้องอีกหนงึ่ ท่าน พวกเราเองในฐานะลูกศิษย์
จะเรยี กท่านว่า “ย่า” ผู้ประสทิ ธิ์ประสาทวชิ าความรู้ท่ีพวกเราเคารพ รัก ความทรงจาและความประทบั ใจที่ยัง
จาได้ดี คงต้องนึกย้อนกลับไปเมื่อครั้งเป็นเด็กมาฝึกซ้อมท่ีบ้านครู วันนั้นมีผู้คนมากมาย ศิษย์พ่ีหลายคนต้ังวง
ฝึกซ้อม ซึ่งเป็นเพลงที่ไม่คุ้นหูนัก โดยมีย่าเป็นผู้ขับร้อง น่ังอยู่ตรงหน้าวง บทร้องบทแรกท่ีได้ยินแล้ว ถึงกับ
ขนลุกข้ึนมาเลย ก็คือ“ ว่าพลางทางจูงสีหมอกม้า ” ในเวลาน้ันข้าพเจ้าเป็นเพียงศิษย์รุ่นเล็กที่ยังต่อเพลงได้
ไม่มาก จึงไม่รู้จักว่าเพลงที่ย่ากาลังร้องอยู่นน้ั คือเพลงอะไร ข้าพเจ้ารู้เพียงว่า เสียงของย่าช่างเปน็ เสียงทีม่ ีพลัง
เหลือเกิน มีโทนเสียงที่เปน็ เอกลักษณ์เฉพาะ อย่างท่ีไม่เคยได้ยินที่ไหน เสียงสูง แหลม และใสราวกับระฆังเงิน
ระฆังทอง ชวนให้น่าฟังเหมือนต้องมนต์สะกด ข้าพเจ้าน่ังน่ิงต้ังใจฟังจนจบ จึงถามศิษย์พี่ว่า เพลงท่ีย่าร้อง
คือเพลงอะไร และได้รับคาตอบว่า คือเพลง “เชิดจีน” เพลงนี้เองทาให้ก้องอยู่ในหูข้าพเจ้าจนถึงปัจจุบันมิลืม
เลือน
โอกาสอีกครั้งหน่ึงเคยติดตามย่าองุ่นและคณะศิษย์ศรทอง ไปฝึกซ้อมดนตรีท่ี “บ้านดุริยประณีต”
ในเพลงเชิดจีน โดยย่าองุ่นเป็นผู้ขับร้อง และมอบหมายให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ตีฉ่ิง ความรู้สึกในวันนั้นข้าพเจ้ามี
อาการตืน่ เต้นอยา่ งมาก รนราน สติไม่อยูก่ ับตัว เพราะได้ตฉี ่งิ กากบั จงั หวะใหก้ บั ยา่ มคี วามกงั วล เกรงวา่ ตนเอง
จะทาหน้าท่ีได้ไม่ดี ทาให้ต้องกลับมาฝึกซ้อมตีฉ่ิงอยู่ท้ังวันทั้งคืนไม่หลับไม่นอนเลยทีเดยี ว แต่สุดท้ายก็ผ่านพน้
ไปได้ดว้ ยดี
องค์ความรู้ มวลประสบการณ์ทางด้านดนตรที ้ังหลายทัง้ ปวงที่ครูได้มอบไวใ้ ห้กับข้าพเจ้า เปรยี บเสมือน
เปลวเทยี นหนนุ นาทางชีวิตให้ข้าพเจ้ามาถึงจุดหมายในวันน้ี ขอระลกึ ถึงพระคณุ ครู
ด้วยความเคารพรักเสมอค่ะ
นนั ทภัค สุขโข (ออ้ )
ครชู านาญการ โรงเรยี นราชนันทาจารย์ สามเสนวิทยาลยั 2
189
ครขู องฉัน
คร้ังแรกที่ได้เจอกับปู่ฟุ้ง-ย่าองุ่น บัวเอ่ียม ในปี พ.ศ 2539 ในงานไหว้ครูดนตรีไทยของมูลนิธิ
หลวงประดิษฐไพเราะ โดยมีเพื่อนตุ๊ก (วาทินี ตาตะกรุด) ได้พาไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับปู่ฟุ้ง-ย่าองุ่น บัวเอ่ียม
หลังจากน้ันก็ได้ไปเรียนจะเข้ท่ีบ้านปู่ฟุ้ง-ย่าองุ่น บัวเอี่ยม ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์เร่ือยมา จนกระท่ังเรียนจบ
ช้นั ปที ี่ 4 สถาบันราชภัฏพระนคร
ในช่วงเวลาทไี่ ด้เรียนดนตรกี ับปู่ฟุ้ง-ย่าองุ่น บัวเอ่ียมน้ัน จะตอ้ งมีสมาธแิ ละความตั้งใจเป็นอยา่ งมาก
เพราะทา่ นได้ถา่ ยทอดบทเพลงต่าง ๆ ใหอ้ ยา่ งละเอยี ดและมักเปลี่ยนทางเพลงต่าง ๆ ให้หลากหลาย โน้ตเพลง
ท่ีใช้เรียนก็เต็มไปด้วยรอยดินสอและปากกาที่ท่านได้เพิ่มเติมให้จนเต็มหน้ากระดาษเสมอ จนทาให้สามารถ
เข้าใจบทเพลงต่าง ๆ ได้ดีข้ึน ในเวลาที่มีอะไรไม่เข้าใจตรงไหนก็จะได้ปู่ฟุ้ง-ย่าองุ่น บัวเอี่ยม เมตตาให้
คาแนะนาจนได้รบั ความกระจ่างทุกครงั้ ไป
นายผไทภูเบศ บุญครนั (เจ๊ยี บ)
โรงเรยี นพระราชทานทับละมุ
ตาบลลาแก่น อาเภอทา้ ยเหมือง จังหวดั พงั งา
190
รำลกึ แดค่ รูผู้ให้
ข้าพเจ้า กัญญ์นลิน พนมสารนรินทร์ ขอก้มกราบย่าองุ่น บัวเอ่ียม ผู้ท่ีเป็นยิ่งกว่าครู ย่าผู้ที่
เปรยี บเสมอื นญาตผิ ู้ใหญ่แท้ ๆ ย่าผทู้ ม่ี คี วามเมตตากรุณาตอ่ พวกเราทุกคนเปน็ อยา่ งยง่ิ
ส่วนลึกในความทรงจาของเด็กดนตรีไทยคนหนึ่ง ที่ตัวดิฉันเองเฝ้าศึกษาเล่าเรียนดนตรีไทย มาตั้งแต่
ยังเล็ก พยายามฝึกพัฒนาฝมี ือตวั เอง จนเคยแอบคิดในใจว่าคร้งั หน่ึงในชีวิตของเด็กดนตรคี นนี้ อยากไดพ้ บเจอ
อยากไดเ้ ลา่ เรียนดนตรีกับคณุ ครูผทู้ ี่คอยชี้แนะ คอยแนะนา คอยตัดสว่ นเกิน เพิ่มส่วนขาดให้กับการเล่นดนตรี
ของเรา และวันนั้นก็มาถึงจริง ๆ เมื่ออาจารย์งามเฉลา ชื่นพันธ์ พาดิฉันและพี่น้องในวง มาฝากตัวให้เป็นศิษย์
ของปู่ฟุ้ง-ย่าองุ่น บัวเอี่ยม วันแรกท่ีเจอปู่กับย่า ดิฉันกลัวและเกรงท่านมาก สิ่งที่ทาให้ความกลัวผ่อนคลายลง
ไปนั่นก็คือ เสยี งเล็ก ๆ ของย่าองุ่น ที่คอยพูดคุย คอยถามไถ่ จนเป็นความเคยชิน แม้วันไหนที่ไมไ่ ด้ไปต่อเพลง
กบั ปู่ เราก็จะไปเท่ียวเล่นหาย่า ภาพที่ตดิ ตาทุกครง้ั เม่ือนึกถึง เวลาเปิดประตูแล้วเดินเข้าไป จะเห็นยา่ นั่งเหลา
อังกะลุง หรือไม่ก็เหลาไม้ขิมอยู่เสมอ ย่าสอนดิฉันให้รู้จักดูรู้จักเลือกไม้ขิม ใช้แบบไหน แล้วเสียงจะออกมา
เป็นอย่างไร เลยทาให้ดิฉันมีไม้ขิมของย่าสะสมอยู่เยอะมาก เวลาตีหักก็หยิบอันใหม่ใช้ได้ทันที งานไม้ขิมฝีมือ
ยา่ อง่นุ ใครตีชิมแล้วไม่เคยใช้ถอื ว่าพลาดมาก
นอกเหนือจากการท่ีท่านดูแลเราเหมือนลูกๆท่าน ไม่มีสตางค์ หิว ย่าก็มีให้กิน เรียนดนตรีฝึกแล้ว
เล่นไม่ได้ ย่าก็ให้กาลังใจ แม้กระทั่งวันที่ก้าวเข้าร้ัวมหาวิทยาลัย ย่าก็องุ่นเป็นอีกหน่ึงกาลังใจท่ีคอยเชียร์
วันที่ประกาศผลวา่ จะสอบตดิ เกษตรไหมยา่ ก็รอฟังข่าว พิมพ์ไปภาพเก่าลอยข้ึนมาจนน้าตาจะไหลไดเ้ หมือนกัน
ถา้ พดู ภาษาบ้าน ๆ ได้ ก็คงจะบอกวา่ อยากจะเอาหัวไปให้ยา่ เขกซักที ดฉิ ันกช็ ่นื ใจแล้ว
เสนห่ ข์ องยา่ องนุ่ ทนี่ กึ ถึงแล้วทาให้ยิ้มเสมอ คอื เสยี งในการขบั ร้องของย่าทีม่ คี วามเปน็ เอกลักษณแ์ ละ
ไพเราะมาก เสยี งเลก็ ๆ ทีเ่ ม่อื ก่อนดิฉนั ชอบคอยเลยี นแบบแล้วกจ็ ะโดนดทุ ุกที
สุดท้ายนี้ขอกราบขอบพระคุณย่าองุ่น บัวเอี่ยม ครูผู้ให้ ครูทมี่ ีความเมตตากับศิษย์ทุกคน ชีวติ นไ้ี ด้เกิด
มาเปน็ ลูกศิษย์ของยา่ ก็นบั วา่ เป็นบุญเปน็ ความภูมิใจเปน็ อยา่ งย่ิงแลว้
รกั และคดิ ถงึ ยา่ เสมอ
กญั ญน์ ลนิ พนมสารนรนิ ทร์
191
ครอู งนุ่ ครผู ู้เมตตาแก่ขา้ พเจา้
ข้าพเจ้าเป็นเดก็ บา้ นนอกคนหน่ึง เขา้ มาศกึ ษาสาขาวิชาดนตรีไทย ภาควชิ าศลิ ปนิเทศ คณะมนุษยศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปี 2546 ข้าพเจ้าได้มีโอกาสท่ีเป็นบุญมากในชีวิต ที่พี่หนึ่ง (ผู้ช่วยศาสตราจารย์
ภาณุภัค โมกขศักด์ิ) รุ่นพ่ีของข้าพเจ้าได้พาไปฝึกร้องเพลงไทยกับครูองุ่น บัวเอี่ยม ที่บ้านซอยม่ิงขวัญ จังหวัด
นนทบุรี จาได้ว่าบ้านของครูองุ่นเป็นบ้านไม้ ด้านล่างของบ้านมีอังกะลุงมากมาย ที่ครูทาเอง ข้าพเจ้าตื่นตา
ตื่นใจมาก ไม่น่าเช่ือว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ และอายุมากแล้วยังทาอังกะลุงได้และมากมายขนาดนี้ ทราบจาก
ครูองุ่นว่ากาลังเร่งทาเพราะจะถึงกาหนดส่งใหล้ กู คา้ แลว้
192
ลูกศิษย์จะเรียกครูองุ่นว่า “ย่าหงุ่น” ย่าหงุ่นมีรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะเสมอ แม้จะอายุมากแล้วแต่
เสียงยังใสแจ๋ว ข้าพเจ้าได้ไปต่อเพลงตับลาวเจริญศรี เป็นเพลงแรกเพ่ือจะไปร้องกับแคนวงอินทประสิทธิ์ศิลป์
และต่อมาก็ได้ต่อเพลงอ่ืน ๆ อีกหลายเพลง ข้าพเจ้าได้ฝึกขับร้องตามหลักการขับร้องท่ีย่าสอนอย่างจริงจัง
และได้มาช่วยงานที่บ้านย่าอยู่ช่วงหนึ่งจนจบการศึกษา เม่ือข้าพเจ้าจบไปเป็นครูยังได้นาเพลงร้องของย่า
เพลงสาหรบั เดก็ ไปสอนนกั ร้องที่โรงเรียนสารสาสน์ ราชพฤกษ์
อีกความภาคภูมิใจอีกอย่างหนึ่ง คือนาทางร้องเพลงลาวเจริญศรีของย่าสอนให้กับนักเรียน โรงเรียน
สารสาสน์ ราชพฤกษ์ เข้าร่วมการประกวดในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ประจาปี พ.ศ. 2561 ของเขต
การศึกษานนทบุรี เขต 2 ไดร้ ับรางวลั ชนะเลิศเหรยี ญทอง
ในวาระ 100 ปี ครูองุ่น บัวเอี่ยม ข้าพเจ้ากราบระลึกถึงพระคุณของครูที่เมตตาต่อศิษย์คนนี้ รักและ
เคารพครูเสมอ
วิลาวรรณ สีนวล (เป้ิล)
ครูประจาการโรงเรยี นสารสาสน์ ราชพฤกษ์
193
“รอ้ ยเรอื่ ง เรยี งร้อย ถอ้ ยความ งดงาม ตามถอ้ ย รอ้ ยวถิ ี
บูชา ชูเชดิ ครู ผปู้ ราณี สร้างศิษย์ สร้างดนตรี ตราบนิรันดร์”
“วาสนา” คาน้ี สาหรับข้าพเจ้า คือ ส่งิ ที่ชน้ี าใหเ้ ราได้พบกบั ใครสักคนที่มีบุญหรือกรรมร่วมกันแต่ชาติ
ปางไหนก็มิอาจทราบได้ แต่ “วาสนา” ก็พาเรามาผูกพัน เคารพรัก นับถือ เป็นผู้ให้ เป็นผู้รับ ในชาติน้ี
เช่นเดยี วกับชีวิตของข้าพเจ้าท่วี าสนาไดพ้ ามาพบกับ “ยา่ หงนุ่ ” แม้เป็นระยะเวลาสั้น ๆ และอาจเรียกไม่ได้เต็ม
ปากว่า ครู กบั ศิษย์ แต่ข้าพเจา้ ก็ภมู ิใจวา่ คร้งั หนึ่ง “วาสนา” เคยพาให้ข้าพเจ้าได้กราบปชู นียบุคคลด้านดนตรี
ไทยท่านหนึง่ ดว้ ยความเคารพรักอยา่ งสนิทใจ
ขา้ พเจ้าได้เข้าศึกษาในมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ สาขาดนตรีไทย เคร่ืองมือเอก คือ ขับร้องเพลงไทย
โดยในฐานะของนิสิตเอกขับร้องก็ต้องเคยได้ยินช่ือของครูขับร้องคนสาคัญสองท่านที่กล่าวได้ว่าเป็นด่ัง โลโก้
ประจาสาขา นั่นคือ ครูองุ่น และครูประชิด ข้าพเจ้าเองก็เช่นกันได้ยินชื่อของทั้งสองท่านนี้จากพี่หน่ึง รุ่นพ่ี
เอกขับร้องปี 4 ท่ีสนิทสนมกันจนปัจจุบันรุ่นพ่ีท่านนี้ก็กลายมาเป็นทั้งพแ่ี ละครูที่ข้าพเจา้ เคารพรัก พ่ีเขาจะเล่า
ให้ฟังทุกครั้งที่ได้สนทนาในเรื่องราวเก่ียวกับการขับร้องในสายของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร
ศิลปบรรเลง) โดยในเวลานั้นเหลือแต่ครูองุ่นที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนครูประชิดได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว จนข้าพเจ้านา
เรื่องราวต่าง ๆ มาเล่าให้ ย่าน้อย (ครูดวงเนตร ดุริยพันธุ์) ซ่ึงเป็นครูขับร้องของข้าพเจ้าได้ฟัง “น้าหงุ่นเหรอ
รักกับย่า เสียงเพราะ” ข้าพเจ้าก็นึกในใจว่าคงเพราะจริง ย่าน้อยเอ่ยชมขนาดน้ี จนครั้งหน่ึงวาสนาก็พาให้
ข้าพเจ้าได้มาพบกับครูองุ่น บัวเอี่ยม ถ้าจาไม่ผิดเนื่องจากพ่ีหนึ่ง (พี่หนึ่งก็คือ ผศ.ภาณุภัค) เรียนปริญญาโท
และนาเสนอเร่ืองราวของแคนวงอินทประสิทธ์ิศิลป์โดยมีข้าพเจ้าเป็นผู้ขับร้อง จึงได้ติดสอยห้อยตามพ่ี ๆ
ไปซ้อมท่ีบ้านของครู คร้ังแรกที่ได้พบท่าน ครูดูท่าทางเป็นคนใจดีมาก แต่ข้าพเจ้าก็ยังเกร็ง ๆ ทาความเคารพ
ในฐานะผู้น้อย พ่ีหน่ึงจึงแนะนาข้าพเจ้าให้ครูได้ทราบว่า “มันช่ือเจ้ารักนะย่า มันเป็นลูกศิษย์ครูดวงเนตร”
เสียงแหลม ๆ สูง ๆ ใส ๆ ก็ดังข้ึน “เหรอ ลูกศิษย์ดวงเนตรหรือเน่ีย ฉันกับดวงเนตรรักกันมาก” ทีนี้ล่ะต่อม
สร้างความคุ้นเคยกับผู้สูงอายุของข้าพเจ้าก็ทางาน เมื่อพี่ ๆ เรียกย่า แล้วเราจะเรียกครูอยู่ทาไม “ย่าหงุ่น”
เรียกเร่ือยมาจนติดปาก และย่าก็เรียกข้าพเจ้าว่า “อีนังรัก (ต้องเสียงสูงด้วยนะ)” มาตลอด ส่ิงสาคัญคือ
ทักทายกันแลว้ ก็ต้องเขา้ ไปกอดและแอบหยกิ ท้องแขนย่าทเี่ หย่ี วเบา ๆ ดว้ ยความทะเล้น น่ีแหละวธิ กี ารทักทาย
ท่ีสร้างเสียงหัวเราะให้ดังลั่นในบ้านดนตรีศรทองนนทบุรี คร้ังน้ันข้าพเจ้าขับร้องเพลงลาวชมดง โดยมีย่าหงุ่น
เป็นผู้ควบคุม ภายหลงั จากงานดงั กล่าวชีวิตของข้าพเจา้ กเ็ ร่ิมไปมาหาส่กู ับย่าหงนุ่ เรยี กบ่อยขนึ้ เนือ่ งจากพีห่ นึ่ง
ทาวิทยานิพนธ์เรื่องภูมิปัญญาของครูองุ่น บัวเอ่ียม ทุกวันหยุดถ้าไม่ติดภารกิจใดก็จะมาบ้านย่าหงุ่นเสมอ
จงึ เป็นเหตุให้ได้รบั อานิสงค์องค์ความรู้ไปด้วย โดยความภูมิใจของข้าพเจ้าคือได้ต่อทางขับร้อง เพลงแขกมอญ
บางขุนพรหม เถา ซ่ึงเป็นทางขับร้องที่มีความไพเราะแปลกหูและได้รับกรับเสภาฝีมือการเหลาของย่าหงุ่น
มาดแู ลรักษา
ข้าพเจ้าได้ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ จนกล่าวได้ว่ากลายเป็นส่วนหนึ่งของบ้านดนตรีไทยศรทองนนทบุรี
ไดอ้ ย่างไม่เคอะเขิน เสียงหัวเราะ เสียงดนตรี ทเี่ ป็นดังยาชูกาลังให้กบั ย่าในช่วงเวลาน้ันต้องมีเสยี งของข้าพเจ้า
ระคนอยู่ด้วย จวบจนเรียนจบข้าพเจ้าเข้าทางานเป็นครูท่ีโรงเรียนนครนนทบุรี 4 ก็ยังไปมาหาสู่ ร่วมบรรเลง
194
ดนตรีและพบปะสังสรรค์ในโอกาสต่าง ๆ จนข้าพเจ้าได้บรรจุเป็นข้าราชการและต้องย้ายมาทางานท่ีชลบุรี
จงึ ไดม้ ีโอกาสน้อยลงในการไปมาหาสู่ จนยา่ หงุน่ จากไป
จากท่ีกล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงแค่เส้ียวหน่ึงของความสุขท่ีข้าพเจ้ามีวาสนาได้พบกับย่าหงุ่น รอยย้ิม
เสียงหัวเราะ เสียงขับร้อง เสียงดนตรี ทุกอย่างคือความประทับใจที่ยังฝังแนบแน่นในหัวใจของข้าพเจ้า ถ้าจะ
ใหก้ ลา่ วเลา่ คงจะยืดยาวไม่รจู้ บ เพียงแตห่ วังว่า “วาสนา” จะนาพาให้ชาตภิ พหน้าข้าพเจา้ ไดม้ ีโอกาสเปน็ อีนัง
รัก ของย่าอีกครง้ั
“อนี งั รัก” ดร.อนุรกั ษ์ บญุ พยนต์
195
100 ปี ครอู ง่นุ บัวเอย่ี ม
ผมได้มีโอกาสเข้าไปที่บ้านของครูองุ่น บัวเอี่ยม ตอนสมัยเรียนที่สาขาวิชาดนตรีไทย ภาควิชาดนตรี
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ ราวปี 2549 โดยได้ตดิ ตามคณุ ครหู นึ่ง (ผศ.ภาณภุ ัค โมกขศักด์ิ)
ไปรว่ มบรรเลงดนตรงี านต่าง ๆ ของครอู งนุ่ วงเครื่องสายบา้ ง แคนวงบ้าง และมาชว่ ยสอนให้กบั เดก็ ๆทมี่ าเรียน
ดนตรที บ่ี า้ นครูองุ่นบ้าง บรรยากาศของบ้านครูองุ่นในตอนน้ัน คือเป็นบ้านสองชั้น ชน้ั บนเป็นไม้ สาหรับอาศัย
ส่วนช้ันล่างเป็นใต้ถุนโล่งและเปิดเป็นโรงเรียนสอนดนตรีไทย อีกมุมวางวัสดุอุปกรณ์สาหรับทาอังกะลุง และ
ไมข้ มิ ครูหนึ่งจะเรียกครูองุน่ ว่า “ย่า” ทาให้ผมกเ็ รียก “ยา่ ” ตามครหู นึ่งไปด้วย
196
ยา่ จะชอบเลา่ เกี่ยวกบั การขบั ร้องแบบครหู ลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ใหฟ้ ังเสมอ จาไดว้ ่า
มีมีคาว่า “ดาด ประคบเสียง ประคบคา กนกคอ ลงทรง” และสาธิตการขับร้องเทคนิคต่าง ๆ ให้ฟังเสมอ
โดยเฉพาะเทคนิคคาว่า “กลืนคา” ท่ีอยู่ในเพลงสาเนียงมอญ ย่าได้สาธิตการร้องให้ฟัง เห็นเลยว่าคาที่ย่าร้อง
อยู่ เสยี งไดไ้ หลเข้าไปดังอยู่ในลาคอจริง ๆ ทาใหผ้ มประทบั ใจมาก แล้วก็ยงั มีเกร็ดความรู้ต่าง ๆ สมยั ที่ย่าเรียน
กับครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มีอีกหลายเร่ืองที่เป็นประวัติศาสตร์ดนตรีและเกร็ดความรู้
ซึ่งผมก็ประทับใจทุกเร่ือง นอกจากการขับร้องแล้ว ย่ายังเป็นช่างทาเคร่ืองดนตรี คือ อังกะลุง ไม้ขิม ซึ่งย่าจะ
ลงมือทาสว่ นตา่ ง ๆ ดว้ ยมอื อยา่ ประณตี ทาใหไ้ ด้เครือ่ งดนตรคี ณุ ภาพดแี ละสวยงาม
อีกเร่ืองท่ีประทับใจเวลาลกู ศิษย์แวะเวยี นไปหาย่าท่ีบ้าน มักจะชอบถามเพ่ือให้ย่าคุยเรือ่ งในสมัยก่อน
ใหฟ้ ังอยู่เสมอ ส่วนมากกจ็ ะคยุ แล้วกแ็ หย่เยา้ ใหย้ า่ หวั เราะ มองแลว้ เปน็ บรรยากาศทอ่ี บอ่นุ ระหว่างครแู ละศิษย์
ในวาระครบ 100 ปีเกิดของครอู งนุ่ บวั เอี่ยม หรือยา่ หงุน่ ขอราลกึ ถึงดว้ ยความเคารพอยา่ งสูง
นายนฐั ชา โพธิ์ศรี
อาจารย์พิเศษดา้ นเคร่ืองสายสาขาวชิ าดนตรไี ทย
ภาควิชาดนตรี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
197
ความประทบั ใจครูองุ่น บัวเอยี่ ม 100 ปี
ข้าพเจ้าเร่ิมมาเป็นศิษย์บา้ นบวั เอี่ยม (ศษิ ย์ศรทอง นนทบรุ ี) ในวนั เสารท์ ่ี 11 เมษายน พ.ศ.2552 ซึ่งก็
นับได้ว่าเป็นเด็กในบ้านบัวเอ่ียมรุ่นหลัง ๆ หรือเกือบจะสุดท้ายของบ้านฯ ข้าพเจ้าจะเรียกครูองุ่น บัวเอี่ยม
ตามคุณครูท่านอื่น หรือลูกศิษย์ท่านอ่ืน ว่า “ย่าหงุ่น” แต่ว่าข้าพเจ้าก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้สนทนากับย่ามากนัก
นอกจากตอนมาถึงท่ีบา้ นย่า หรือตอนท่ีกาลงั จะลากลบั บ้าน ก็จะเอ่ยคาว่า “สวัสดคี รบั ย่า” แลว้ ย่าก็จะรับไหว้
ทกุ คร้งั ในความทรงจาของข้าพเจา้ นัน้ บรรยากาศของการเรียนการสอนในบา้ นบวั เอี่ยม กจ็ ะเป็นไปในรปู แบบ
ของบ้านท่ีเป็นสานักดนตรี คือ มีความอบอุ่น ฉันท์ครูกับศิษย์ หรือ ฉันท์พี่น้อง เมื่อมีลูกศิษย์ในบ้านประกวด
ดนตรีไทยแล้วได้รับรางวัล ก็จะมีการเลี้ยงฉลอง ครูหนึ่ง (ผศ.ภาณุภัค โมกขศักด์ิ) ก็จะทาอาหารเล้ียง เช่น
ยา แกง และผปู้ กครองก็จะซ้ืออาหารมาคนละอย่าง ซง่ึ เปน็ บรรยากาศที่มีความอบอุน่ มาก หรือ ในงานไหว้ครู
ที่บ้านบัวเอ่ียม ในปีน้ันมีคุณครูศิริ วิชเวช (ศิลปินแห่งชาติ) เป็นผู้ประกอบพิธี เราก็จะเห็นถึงความร่วมมือร่วม
ใจกันของพี่น้องในบ้านฯ ร่วมกันจัดงานไหว้ครู ถึงจะเป็นงานท่ีไม่ใหญ่โตนัก แต่เราก็ตั้งใจเพ่ือกตเวทีแด่ครู
รวมมือรวมใจกนั อยา่ งอบอุ่น
ข้าพเจ้าไม่ค่อยได้พูดคุยกับย่าหงุ่นมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องท่ีได้รับฟังครูท่านอื่นเล่าให้ฟังซะ
มากกว่า เช่น “เร่ืองที่ย่าบอกว่า อังศุมาลิน ตัวละครในเรื่องคู่กรรม มีตัวตนจริงนะ แต่ไม่ได้ช่ือว่า อังศุมาลิน
ตัวจริงชื่อว่า อังกาบ เป็นคนนนทบุรี” หรือ “เรื่องที่ย่าทาขนมบัวลอยไปขายแล้วขายไม่ได้ เลยเอาพืชสีเขียว
ชนิดหนึ่งใส่ลงไป จากนั้นก็ขายหมด” ซ่ึงในบรรดาเร่ืองเล่าเหล่าน้ี ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบว่า มีความจริงมากน้อย
เพียงใด แตส่ ิ่งหน่ึงที่แสดงใหเ้ หน็ ถงึ อปุ นิสยั ของย่าองุน่ คือ การท่ยี า่ หงุ่นเปน็ ครูท่ลี กู ศิษยเ์ ข้าถึงได้งา่ ย เปน็ ทร่ี ัก
ของลูกศษิ ย์ทุก ๆ คน และเปน็ คนทสี่ ชู้ วี ติ หาเงนิ มาใช้จา่ ยในครอบครัว
198
เดก็ นกั เรียนจากบ้านบัวเอย่ี ม บรรเลงเพลงชดุ อวยพร มุทิตาจติ ครูองนุ่ งาน 90 ปี นกั รอ้ งเสยี งระฆังทอง
เหตกุ ารณ์หนึ่งทเี่ กดิ ข้นึ กับข้าพเจา้ โดยตรง คือ มีรนุ่ พท่ี า่ นหน่งึ ไปอายา่ องนุ่ วา่ “ยา่ ๆ ไอตี๋ (ตัวผเู้ ขยี น)
มันไม่ยอมจ่ายค่าเรียนให้ย่า แต่มันเอาน้าเก๊กฮวยมาขัดดอกไว้” แต่ย่าองุ่นก็ไม่ได้ว่าอะไรในเร่ืองนี้ ซึ่งเร่ืองน้ีก็
เปน็ เรื่องท่ีตลกกันในบา้ นมาก และเรือ่ งนกี้ ก็ ลายเปน็ ตานานตดิ ตัวข้าพเจา้ มาจนถึงทกุ วันน้ี
ในวาระทยี่ า่ องุ่น บวั เอย่ี ม ครบ 100 ปี ชาตกาล ยา่ ยงั คงอยใู่ นใจของลูกศิษยบ์ ้านบวั เอยี่ ม (ศษิ ย์ศรทอง
นนทบุรี) เสมอไป โดยเฉพาะอย่างย่ิง ถ้าไม่มีบ้านบัวเอ่ียม ก็ไม่มีข้าพเจ้าในวันนี้ คุณความดีใดใดท่ีได้ส่ังสมขอ
อุทิศแดค่ ุณยา่ องนุ่ บัวเอี่ยม ดว้ ยเทอญ
199
นาฐคณุ ถาวรปยิ กุล