à¾×èÍ»Ç §»ÃЪÒÃÒɮà à¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒɮà มหาวทยาลยราชภฏเชยงใหม มหาวทยาลยราชภฏเชยงใหม â¤Ã§ ¡ÒÃËŠǧ â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ “…¢ÍãËŒÃÐÅÖ¡àÊÁÍÇ‹Ò §Ò¹à¡ÉμùÕé¡ÇŒÒ§¢ÇÒ§ÁÒ¡μÑé§áμ‹¡ÒüÅÔμ ÃÇÁ·Ñé§¡Ò䌹¤ÇŒÒà¾×èÍ¡ÒüÅÔμ ¡ÒèѴ¡Ô¨¡Ò蹡ÃзÑè§ ¡ÒèѴ¨Ó˹‹Ò¼żÅÔμ áμ‹ÅФ¹¨§¾ÂÒÂÒÁ·Ó§Ò¹ãËŒÊØ´¤ÇÒÁÊÒÁÒö ¤ÇÒÁÃÙŒ ¤ÇÒÁªÓ¹ÒޢͧμÑÇáÅÐËÇÁÁ×͡ѹ·Ø¡½†Ò ¡ÒÃà¡Éμè֧¨Ð¡ŒÒÇ˹ŒÒ໚¹¼Å´Õ¶Ö§Ê‹Ç¹ÃÇÁä´Œ…” ¾ÃкÃÁÃÒâªÇÒ· ¾ÃкҷÊÁà´ç¨¾ÃÐ਌ÒÍÂÙ‹ËÑÇ ã¹¾Ô¸Õ¾ÃÐÃÒª·Ò¹»ÃÔÞÞÒºÑμà ¢Í§ÁËÒÇÔ·ÂÒÅÑÂà¡ÉμÃÈÒÊμà Çѹ·Õè 9 ¡Ã¡®Ò¤Á 2507
¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒ à¾×è Í ×èͻǧ»ÃЪÒÃÒɮà »Ç§»ÃЪÒÃÒɮà ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ Â¡Ô ¨ ¹Ç ÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒ ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒ è è มหาวิท ิ ทยาลัยราชภัฏเชีย ียงใหม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหมมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ â¤Ã§ ¡ÒÃËŠǧâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ
“àÃ×èͧ·Õè¨Ðª‹ÇªÒÇà¢Ò áÅÐâ¤Ã§¡ÒêÒÇà¢Ò¹Ñé¹ ÁÕ»ÃÐ⪹â´Âμç¡Ñº ªÒÇà¢Ò à¾×èÍÊ‹§àÊÃÔÁáÅÐʹѺʹعãËŒªÒÇà¢ÒÁÕ¤ÇÒÁ໚ ¹ÍÂÙ‹·Õè´Õ¢Öé¹ ÊÒÁÒö à¾ÒлÅÙ¡ÊÔè§·Õè໚¹»ÃÐ⪹áÅÐ໚¹ÃÒÂä´ŒãËŒ¡Ñºà¢Òàͧ ¨Ø´»ÃÐʧ¤ Í‹ҧ˹Ö觤×Í Á¹ØÉ¸ÃÃÁ ËÁÒ¶֧ãËŒ¼ÙŒ·ÕèÍÂÙ‹ã¹¶Ôè¹·ØÃ¡Ñ¹´Òà ÊÒÁÒöÁÕ¤ÇÒÁÃÙŒ¾ÂاμÑÇ ÁÕ¤ÇÒÁ à¨ÃÔÞä´Œ ÍÕ¡Í‹ҧ˹Öè§à»š ¹àÃ×èͧª‹ÇÂã¹·Ò§·Õè·Ø¡¤¹àË ç ¹Ç‹Ò ¤ÇèЪ‹Ç à¾ÃÒÐ໚ ¹ »˜ÞËÒãËÞ‹¤×Í»˜ÞËÒàÃ×èͧÂÒàʾμÔ´ ¶ŒÒª‹ÇªÒÇà¢Ò»ÅÙ¡¾×ª·Õè໚¹»ÃÐ⪹ ºŒÒ§ à¢Ò¨ÐàÅÔ¡»ÅÙ¡ÂÒàʾμÔ´ ¤×Í ½›¹ ·ÓãËŒ¹âºÒ¡ÒÃÃЧѺ ¡ÒûÃÒº»ÃÒÁ»ÅÙ¡½›¹ áÅФŒÒ½›¹ä´Œ¼Å´Õ Íѹ¹Õé໚ ¹¼ÅÍ‹ҧ˹Öè§ ÍÕ¡Í‹ҧ˹Ö觤×ͪÒÇà¢ÒμÒÁ·ÕèÃٌ໚ ¹¼ÙŒ·Ó¡ÒÃà¾ÒлÅÙ¡â´ÂÇÔ¸Õ·Õè¨Ð·ÓãËŒºŒÒ¹àÁ×ͧ ¢Í§àÃÒÊÙ‹ËÒ¹Ðä´Œ·Õè¶Ò§»†ÒáÅлÅÙ¡â´ÂÇÔ¸ÕäÁ‹¶Ù¡μŒÍ§ ¶ŒÒ¾Ç¡àÃÒ·Ø¡¤¹ä»ª‹ÇÂà¢Ò ¡ ç ෋ҡѺª‹ÇºŒÒ¹àÁ×ͧãËŒÁÕ¤ÇÒÁ´Õ Í´ً ¡Õ ¹´Ô áÅлÅÍ´À Õ Âä´Ñ ÍŒ¡·Õ Ç»ÃÐà·È Ñè ¶ÒÊÒÁÒö·Óâ¤Ã§¡Òù Œ ÊÓàà Õé ¨ ãË ç ªÒÇà¢ÒÍ Œ ً໚ ¹ËÅÑ¡áËÅ‹§ áÅÐʹѺʹع¹âºÒ ¨ÐÃÑ¡ÉÒ»†ÒäÁŒ ÃÑ¡ÉÒ´Ô¹ãˌ໚¹»ÃÐ⪹ μ‹Íä»áÅÐÂÑè§Â×¹ÁÒ¡” (¾ÃÐÃÒª´ÓÃÑʾÃÐÃÒª·Ò¹á¡‹¼ÙŒà¢ŒÒཇҷÙÅÅÐÍͧ¸ØÅÕ¾Ãкҷ àÁ×èÍÇѹ·Õè 10 Á¡ÃÒ¤Á 2512 ·Õ褳Ðà¡ÉμÃÈÒÊμà ÁËÒÇÔ·ÂÒÅÑÂàªÕ§ãËÁ‹)
ที่ปรึกษา : อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม ผูชวยศาสตราจารยดร.เรืองเดช วงศหลา ผูเขียน : ผูชวยศาสตราจารยชูสิทธิ์ชูชาติ ถายภาพ : ผูชวยศาสตราจารยชูสิทธิ์ชูชาติ นายประสิทธิ์ฉิมบุญมา จัดรูปเลม : นางสาวมยุรีบุณยฤทธิ์ หจก.วนิดาการพิมพ ออกแบบปก : นายประสิทธิ์ฉิมบุญมา ISBN : 978-974-7793-79-6 พมพิ ครั้งที่ 1 : กุมภาพันธ 2553 จำนวนพิมพ : 1,000 เลม จัดพิมพโดย : มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม 202 ถ.ชางเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม 50300 โทร. 0-5388-5555 แฟกซ 0-5388-5556 Website: http://www.cmru.ac.th พิมพที่ : หจก.วนิดาการพิมพ 14/2 ม.5 ต.สันผีเสื้อ อ.เมือง จ.เชียงใหม 50300 โทร. 0-5311-0503-4 แฟกซ 0-5311-0504 ตอ 15 โครงการหลวง : พระราชกรณยก ี จนวม ิ นทร ิ มหาราชา เพ ื ่ อปวงประชาราษฎร
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม ไดพัฒนามาจากโรงเรียนฝกหัดครูกสิกรรมมณฑลพายัพ เมื่อป พ.ศ. 2467 โดยมีวัตถุประสงคเพื่อผลิตครูในสวนภูมิภาค พัฒนาการศึกษาควบคูกับ การพัฒนาทองถิ่น ในปจจุบันพันธกิจไดขยายมากขึ้นกวาเดิม แตพันธกิจเพื่อทองถิ่นก็ได ปฏิบัติอยางตอเนื่อง สม่ำเสมอติดตอกันมาเปนเวลาถึงปจจุบัน (พ.ศ. 2552) รวม 85 ปและ คงดำเนินการตอไปอีก มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ มีความปลื้มปติสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเปนลนพนที่ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ พระราชทานนาม “สถาบันราชภัฏ” เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ 2535 พระนามดังกลาวแลวทำใหสถาบันราชภัฏ สามารถ จัดการศึกษาเปดกวางไดเทียบเทามหาวิทยาลัยอื่น ๆ ในประเทศ ตอมาในวันที่ 11 มกราคม 2538 พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ พระราชทานตราพระราชลัญจกรประจำพระองครัชกาลที่ 9 เปนตนแบบตราสัญลักษณประจำสถาบัน ราชภฏัเมอสถาบื่นราชภัฏเชั ยงใหม ี ได เปล ยนสถานภาพเป ี่นมหาวทยาลิยราชภัฏเชั ยงใหม ี ใน พ.ศ. 2546 ก็ยังคงใชตราสัญลักษณเดิมดวยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และไดปฏิบัติพันธกิจตาง ๆ อยางสุดความสามารถ โดยยึดพระบรมราโชวาท แนวพระราชดำริและหลักการทรงงานของพระองค ทานเปนแบบอยางในการพัฒนาประเทศชาติเพื่อใหดำรงอยูไดอยางพอเพียงเปนเบื้องตน และพัฒนา ตอไปอยางยั่งยืนทัดเทียมอารยประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติในวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ทรงมีพระชนมายุเพียง 19 พรรษา ยังไมสามารถบริหารราชการแผนดินดวย พระองคเองได อกทีงย้ังมัพระราชภารกีจดิานการศกษาึรฐสภาจั งได ึแตงตงผ้ั สำเร ูจราชการแทนพระองค็ คำปรารภจากอธิ การบด ี ผ ู ชวยศาสตราจารย ดร.เร ื องเดช วงศ หล า ÁËÒÇÔ·ÂÒÅÑÂÃÒªÀѯàªÕ§ãËÁ‹ 5
ตอมาในวันที่ 19 สิงหาคม 2489 พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ก็ทรง อำลาพสกนิกรเสด็จไปศึกษาตอ ณ ประเทศสวิตเซอรแลนดขณะที่ทรงประทับรถยนตพระที่นั่ง ประชาชนคนหนึ่งตะโกนวา “อยาทิ้งประชาชนไป” พระองคทรงบันทึกวา อยากจะทรงตรัสแกผูนั้นวา “ขาพเจาจะไมทิ้งประชาชน ถาประชาชนไมทิ้งขาพเจา” จากวันเวลาอันยาวนานดังกลาวแลวพระราชกรณียกิจตาง ๆ ยอมเปนบทพิสจนูอยางชัดเจนวา “ขาพเจาจะไมทิ้งประชาชน” หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เสด็จนิวัติกลับประเทศไทย ใน พ.ศ. 2493 จึงไดจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันศุกรที่ 5 พฤษภาคม 2493 ในวันพระราชพิธี ดังกลาว พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการในพระที่นั่งไพศาลทักษิณวา “เราจะครองแผนดินโดยธรรมเพื่อประโยชนสุขแหงมหาชนชาวสยาม” นบตังแต้ัวาระแหงมหามงคลสมยทัทรงเสด่ีจเถล็งถวิลยัราชสมบตัิพระบาทสมเดจพระเจ็าอยหูวั ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงบำเพ็ญพระองคโดยยึดหลัก “พระราชธรรม” หลายประการ อาทิ ทศพิธราชธรรม 10 ประการ จักรวรรดิวัตร 12 ประการ ขัตติยพละ 5 ประการ ราชสังคหวัตถุ 4 ประการ และพรหมวิหารธรรม 4 ประการ เปนตน ในดานพระราชกรณยกีจิพระบาทสมเดจพระเจ็าอยหูวภัมูพลอดิลยเดชมหาราชุทรงใชหลกการั ทรงงาน 23 ประการ และทรงสรางทฤษฎีและแนวพระราชดำริสวนพระองคเปนแนวทางเพื่อนำ พระราชกรณียกิจสูเปาหมาย คือ ความอยูเย็นเปนสุขของปวงประชา พระราชกรณียกิจที่สำคัญ เชน ดานการพัฒนาชนบท ดานการพัฒนาการเกษตรแบบครบวงจร การพัฒนาระบบการชลประทานและ แหลงน้ำ ดานการแพทยดานการศึกษา ดานการศาสนา ดานเศรษฐกิจ ระบบสหกรณเสรี หลักเศรษฐกิจพอเพียง ทฤษฎีใหมเพื่อสรางความเขมแข็งของชุมชน การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอม เปนตน พระราชกรณียกิจดังกลาวแลว สามารถจัดแบงโดยยึดหลักโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได 4 ประการ คือ 1. โครงการตามพระราชประสงคหมายถงึ โครงการซงทรงศึ่กษาทดลองปฏ ึบิตัเปินสวนพระองค ใชพระราชทรัพยสวนพระองคเมื่อโครงการนั้น ๆ ผานการวิจัยจนหาขอสรุปไดแลว จึงไดเผยแพร เพื่อเปนประโยชนแกปวงชนตอไป 2. โครงการในพระบรมราชานเคราะหุหมายถงึ โครงการทพระองคี่ ไดพระราชทานขอเสนอแนะ และแนวทางพรอมทั้งพระราชทานพระราชทรัพยและกำลังแรงงาน 3. โครงการตามพระราชดำริปจจุบันเรียกวา “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เปน โครงการที่ทรงวางแผนพัฒนา ทรงเสนอแนะใหรัฐบาลดำเนินงานตามพระราชดำริโดยพระองค เสด็จฯ รวมทรงงานกับหนวยงานของรัฐบาลเพื่อทรงติดตามผล ใหขอเสนอแนะ และปรับปรุงแกไข 6 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
4. โครงการหลวง โครงการหลวงมีลักษณะโครงการคลายโครงการตามพระราชประสงค ในระยะแรก คอื เปน “โครงการสวนพระองค ” ทดำเน ี่นพระราชกรณิยกี จตามพระราชดำร ิ ิพระราชทรพยั หรือทุนอื่น ๆ จากพระมหากษัตริยเพื่อชวยเหลือชาวเขา และชาวไทยในเขตพื้นที่สูงใหมีชีวิตความ เปนอยทูด่ีขีน้ึ โดยลดการปลกฝูน การทำไรเลอนลอยซ่ืงส่ึงผลกระทบตอระบบน เวศป ิาทรพยากรธรรมชาตั ิ และสิ่งแวดลอม เปาหมายของการสงเคราะหเพื่อกอใหเกิดการพัฒนาอยางยั่งยืนทั้งดานเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดลอม โครงการหลวงไดรับความรวมมือจากหนวยงานตาง ๆ ของภาคราชการอยางดียิ่ง จนกระทั่ง ปพ.ศ. 2535 ไดจดทะเบยนเป ี น “มูลนิธิโครงการหลวง” และไดรับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล โครงการทั้ง 4 ประเภท ดังกลาวแลวมีมากกวา 4,100 โครงการ ซึ่งกระจายอยูทุกภูมิภาค สรางคุณประโยชนอยางมหาศาลแกประเทศชาติและราษฎรผูยากไร มหาวทยาลิยราชภัฏเชั ยงใหม ี เปนมหาวทยาลิยทั ไดี่รบั “พระราชทานนาม” และ “พระราชทาน ตราพระราชลัญจกรสวนพระองค” เปนตราของมหาวิทยาลัย นับเปนพระมหากรุณาธิคุณลนเกลา ลนกระหมอม หาที่สุดมิได อนึ่ง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหมมีรากฐานทางประวัติศาสตรอยางตอเนื่องและยาวนาน เกี่ยวกับพันธกิจดานการพัฒนาทองถิ่นจึงสมควรอยางยิ่งในการปฏิบัติภารกิจตามพระบรมราโชวาท พระราชดำรสัและหลกการทรงงานตามรอยพระยัคลบาทุเพอตอบสนองพระมหากรื่ณาธุคิณุบงเกัดผลิ ทำใหไพรฟาประชาราษฎรมีความเปนอยูอยางรมเย็นเปนสุขโดยทั่วหลา โครงการหลวงเปนโครงการหนึ่งซึ่งเปนแบบอยางที่ดีในการพัฒนาการเกษตรและงานนอก ภาคเกษตรแบบครบวงจร ดังพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตรวันที่ 9 กรกฎาคม 2507 เกี่ยวกับการเกษตรดังนี้ “งานการเกษตรนี้กวางขวางมาก ตั้งแตการผลิตรวมทั้งการคนควาเพื่อการผลิต การจัดกิจการ จนกระทั่งการจำหนายผลผลิต แตละคนจงพยายามทำงานใหสุดความสามารถ ความรูความชำนาญ ของตัว และรวมมือกันทุก ๆ ฝาย การเกษตรจึงจะกาวหนาเปนผลดีถึงสวนรวมได” จากพระบรมราโชวาทดังกลาวแลวในปพ.ศ. 2507 ประกอบกับพระราชดำรัส หลักการทรงงาน และ “ประโยชนสวนรวม รูรัก สามัคคี” ของบุคลากรทุกฝาย จึงทำใหโครงการหลวงกาวหนาเปน เศรษฐกิจแหงชาติซ่ึงเปนแบบอยางแกนานาประเทศไดนอกจากนี้โครงการหลวงยังชวยยกระดับ เศรษฐกิจชุมชนใหกาวหนา และพัฒนาใหชุมชนเขมแข็ง ในวาระครบรอบ 40 ป (พ.ศ. 2512 – 2552) ของโครงการหลวง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม จึงไดจัดทำหนังสือ “โครงการหลวง : พระราชกรณียกิจนวมินทรมหาราชาเพื่อปวงประชาราษฎร” เพื่อเผยแพรพระราชกรณียกิจและพันธกิจของโครงการหลวงเพื่อเปนแบบอยางที่ดีในการพัฒนา ทองถิ่นอยางครบวงจร ความสำเร็จของโครงการหลวงมีหลายมิติแตมิติหนึ่ง คือ การใชเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับ ทรัพยากรบนพื้นฐานความหลากหลายของภูมิสังคม กอใหเกิดนวัตกรรมใหม (Innovation) ที่สราง มูลคาเพิ่มยกระดับชีวิตของประชาชนในทองถิ่นใหดีขึ้น และสามารถแขงขันไดกับผลผลิตของตลาด ÁËÒÇÔ·ÂÒÅÑÂÃÒªÀѯàªÕ§ãËÁ‹ 7
ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม (เศรษฐกิจธุรกิจ) ทั้งนี้เพราะโครงการหลวงใชระบบสวนผสมของ การตลาด คือ ในดานผลผลิต (Product) ไดสรางผลผลิตจนไดรับการรับรองระบบมาตรฐานตาม หลักเกณฑและวิธีการที่ดีในการผลิต (Good Manufacturing Practice : GMP) ไดรับการรับรอง ผลิตภัณฑอินทรียตามมาตรฐานประเทศไทย ในดานราคา (Price) ถึงแมมีการสรางมูลคาเพิ่มแต ราคายุติธรรม ในดานการสงเสริมการตลาด (Promotion) มีการโฆษณาประชาสัมพันธการสงเสริม การขาย และในดานชองทางการจัดจำหนาย (Place) ไดจัดชองทางการจัดจำหนายในศูนยการคา และสงผลผลิตใหกับธุรกิจการอาหารขนาดใหญโดยตรง ความสำเร็จของตัวอยางดังกลาวแลว ถาหนวยงานของรัฐพัฒนา “เศรษฐกิจประชาชน” (เศรษฐกจชิมชนุ ) ใหเขมแขง็มนคงั่ยงยั่นืสามารถแขงข นได ักบระบบเศรษฐกัจทินนุยมิ ประเทศไทย ก็จะพัฒนา “ระบบเศรษฐกิจคู” กอใหเกิดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไดทั้งภาคเมือง และภาคชนบท ลดชองวางทางเศรษฐกิจและเกิดการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมไวไดอยางยั่งยืน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหมขอขอบคุณฝายบริหาร และบุคลากรโครงการหลวงทุกทานที่ได ใหความชวยเหล อเป ืนอยางด ีเกดความนิ าประท บใจเป ันอยางย งในการเก ่ิบรวบรวมข็อมลูขอขอบคณุ บุคลากรของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหมทุกคน ที่ “รูรัก สามัคคี” จนกระทั่งทำใหงานบรรลุผล ตามเปาหมาย หวังเปนอยางยิ่งวา หนังสือ “โครงการหลวง : พระราชกรณียกิจนวมินทรมหาราชาเพื่อปวง ประชาราษฎร” คงเปนประโยชนแกหนวยงานและบุคคลเพื่อเปนแนวทางในการพัฒนาอยางยั่งยืน (ผูชวยศาสตราจารยดร.เรืองเดช วงศหลา) อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม 8 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
โ ครงการหลวงเกิดขึ้นตามแนวพระราชดำริและพระราชทรัพยสวนพระองคในระยะแรก โดยมี วัตถุประสงคในการลดการปลูกฝน จัดหาพืชอยางอื่นปลูกทดแทนฝน ลดการบุกรุกปาเผาปา เพื่อทำไรหมุนเวียนฟนฟูอนุรักษปาตนน้ำลำธารและชวยเหลือราษฎรในเขตภูเขา ซึ่งทุรกันดาร หางไกลความเจริญใหมีชีวิตความเปนอยูที่ดีขึ้น ในระยะแรกพระราชทานชื่อวา “โครงการหลวง พระบรมราชานุเคราะหชาวเขา” โดยมีหมอมเจาภีศเดช รัชนีดำรงตำแหนง ผูอำนวยการโครงการ จัดตั้งขึ้นเปนครั้งแรกที่ดอยอางขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม ปพ.ศ. 2512 ในปจจุบัน พ.ศ. 2552 มีศูนยพัฒนาโครงการหลวงและสถานีวิจัยเกษตรหลวง รวมทั้งหมด 38 แหง ผูเขียนไดติดตามภารกิจของโครงการหลวงดวยความยกยองชื่นชม ตั้งแตตนทศวรรษที่ 2520 ซึ่งขณะนั้นบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ การคมนาคม และสังคม แตกตางจากปจจุบันอยางสิ้นเชิง แตโครงการหลวงก็ปฏิบัติภารกิจบรรลุผลตามเปาหมายและสามารถพัฒนาผลผลิตจากหมูบาน ซึ่งเปนระบบเศรษฐก ิจชุมชนออกสูระบบเศรษฐกิจทุนนิยมไดอยางเทาเทียมกัน โครงการหลวงจึงเปน ตัวอยางความสำเร็จอยางยอดเยี่ยมในการสรางกระแสเศรษฐกิจชุมชนใหเขมแข็ง สามารถตอสูกับ เศรษฐกิจกระแสหลัก และยกระดับชีวิตชาวบานใหดีขึ้นภายใตการพัฒนาอยางยั่งยืน ผเขูยนหวีงวัาหนงสั อโครงการหลวง ื : พระราชกรณยกีจนวมินทริมหาราชาเพ อปวงประชาราษฎร่ื จะเปนแบบอยางที่ดีในการนำภูมิปญญาชาวบาน หรือนวัตกรรมในการนำเขาใหสอดคลองกับหลัก ภมูสิงคมัผสมผสานกบเทคโนโลย ัทีเหมาะสมเพี่อสรื่างมลคูาและคณคุาเพ มให ิ่กบนวั ตกรรมใหม ั ภายใต การบริหารจัดการตามหลักการทรงงาน และกระแสพระราชดำรัสในองคพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ผูเขียนขอขอบคุณมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหมผูรวมงานทุกทาน ในการปฏิบัติงานเรื่องนี้ จนประสบผลสำเร็จ หวงเปันอยางยงอิ่กครีงวั้าตวอยั างความสำเร จของโครงการหลวง ็ คงจะเปนบทเร ยนให ีหนวยงาน หรือผูสนใจเปนแบบอยางในการปฏิบัติสืบตอไป ผูชวยศาสตราจารยชูสิทธิ์ชูชาติ ผูเขียน 1 มกราคม 2553 คำนำ ÁËÒÇÔ·ÂÒÅÑÂÃÒªÀѯàªÕ§ãËÁ‹ 9
สารบ ั ญ คําปรารภจากอธิการบด ................................................................................. 5ี คํานํา ................................................................................................................... 9 บทสรุปของผูบริหารเกี่ยวกับโครงการหลวง.............................................. 12 • โครงการหลวงคืออะไร ............................................................ 12 • พันธกิจโครงการหลวง ............................................................ 19 • การตลาดโครงการหลวง ......................................................... 20 • ผลสําเร็จของโครงการหลวง .................................................... 22 • กาวตอไปของโครงการหลวง ................................................... 23 บทที่ 1 บทนํา ................................................................................................... 25 • ความเปนมาและความสําคัญของปญหา .................................. 26 • วัตถุประสงค ........................................................................... 28 • การรวบรวมขอมูล .................................................................. 28 • การวิเคราะหขอมูลและเสนอขอมูล .......................................... 29 • ประโยชนที่ไดรับ .................................................................... 29 บทที่ 2 โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริและหลักการทรงงาน .... 31 • หลักการดําเนินงาน ................................................................ 35 • หลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว .................... 42 • การดําเนินงานของโครงการหลวงตามหลักการพระราชทาน .... 51 บทที่ 3 กําเนิดโครงการหลวง ....................................................................... 57 • เศรษฐกิจการเมืองไทยในสมัยกอนและ สมัยเริ่มตนโครงการหลวง ....................................................... 58 • กําเนิดโครงการหลวงบนดอยสูง .............................................. 66 • บทวิเคราะห ........................................................................... 74 • ศูนยพัฒนาโครงการหลวงและสถานีวิจัยเกษตรหลวง .............. 75 • พื้นที่ปฏิบัติงานของศูนยพัฒนาโครงการหลวง ........................ 81 • ผลผลิตโครงการหลวง ............................................................. 83 • บทสงทาย .............................................................................. 92 บทที่ 4 ภารกิจของโครงการหลวง ............................................................... 95 • งานวิจัย .................................................................................. 96 • งานพัฒนา .............................................................................. 101 10 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
• การดําเนินงานฟนฟูและการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ ......... 104 • งานการตลาด ......................................................................... 108 • ปญหาเกี่ยวกับพืชผักทางดานการตลาด.................................. 115 • หลักการดําเนินงานดานการตลาดของโครงการหลวง .............. 116 บทที่ 5 แนวพระราชดําริกับความสําเร ็จของโครงการหลวง ................. 119 • ตามลําดับขั้นและแกปญหาเฉพาะหนากอน ............................. 122 • ศึกษาขอมูลอยางเปนระบบ ..................................................... 124 • ระเบิดจากขางใน .................................................................... 124 • การมีสวนรวม ......................................................................... 126 • ภูมิสังคม ................................................................................ 127 • ประหยัด เรียบงาย ไดประโยชนสูงสุด ..................................... 130 • องครวม .................................................................................. 135 • บริการรวมที่จุดเดียว............................................................... 137 • เศรษฐกิจพอเพียง................................................................... 138 • ความเพียร ทํางานอยางมีความสุข .......................................... 141 • รูรัก สามัคคี .......................................................................... 144 • การอนุรักษและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ .............................. 147 • การใชเทคนิควิทยาการสมัยใหมที่เหมาะสม ............................ 152 บทที่ 6 การทองเที่ยวในมิติเศรษฐกิจพอเพียงในโครงการหลวง ......... 157 • การทองเที่ยว ......................................................................... 158 • การทองเที่ยวในมิติเศรษฐกิจพอเพียง ..................................... 161 • โครงการหลวง: การทองเที่ยวในมิติเศรษฐกิจพอเพียง บนยอดดอย 365 วัน .............................................................. 165 • ความนาประทับใจ .................................................................. 166 • กิจกรรมในโครงการหลวง ....................................................... 170 • สิ่งอํานวยความสะดวก ............................................................ 174 • การเขาไปถึง .......................................................................... 174 • โครงการหลวง: การทองเที่ยวในมิติเศรษฐกิจพอเพียง ............ 176 บทที่ 7 บทสรุป : ธ สถิตในดวงใจทวยราษฎร ......................................... 179 บรรณานุกรม ............................................................................................ 187 ภาคผนวก ................................................................................................ 188 ÁËÒÇÔ·ÂÒÅÑÂÃÒªÀѯàªÕ§ãËÁ‹ 11
â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ¤×ÍÍÐäà โครงการหลวงคือ โครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกล เพื่อความผาสุกของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ ทรงกอตั้ง “โครงการหลวง” ขึ้นเมื่อ ปพ.ศ. 2512 เพอสื่งเสรมและพิฒนาอาชั พให ีกบชาวเขาขจัดพันทื้การปล ี่กฝูนและฟนฟปูาตนน ำลำธาร้ ในพนทื้เที่อกเขาสืงทางตอนเหนูอของประเทศ ื (แผนพ บโครงการหลวงของพระบาทสมเด ัจพระเจ็าอยหูวั) โครงการหลวงเกิดขึ้นตามแนวพระราชดำริและพระราชทรัพยสวนพระองคในระยะแรก โดยมี วัตถุประสงคในการลดการปลูกฝน จัดหาพืชอยางอื่นปลูกทดแทนฝน ลดการบุกรุกปาเผาปาเพื่อทำไร หมุนเวียนฟนฟูอนุรักษปาตนน้ำลำธารและชวยเหลือราษฎรในเขตภูเขา ซึ่งทุรกันดารหางไกลความ เจรญให ิมชีวีตความเป ินอยทูดี่ขีนึ้ ในระยะแรกพระราชทานชอวื่า “โครงการหลวงพระบรมราชานเคราะหุ ชาวเขา” โดยมีหมอมเจาภีศเดช รัชนีดำรงตำแหนง ผูอำนวยการโครงการ จัดตั้งขึ้นเปนครั้งแรกที่ ดอยอางขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม ปพ.ศ. 2512 บทสร ุ ปของผ ู บร ิ หาร เก ี ่ ยวก ั บโครงการหลวง 12 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
ตอมาในปพ.ศ. 2523 เปลี่ยนชื่อใหเหมาะสมอีกครั้งเปน “โครงการหลวง” ในปพ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ไดทรงมีพระราชดำริเปลี่ยนแปลงสถานภาพของโครงการหลวง โดย โปรดเกลาฯ ใหจดทะเบียนเปนมูลนิธิเมื่อเดือนมีนาคม 2535 เรียกวา “มูลนิธิโครงการหลวง” พระองคทรงเปนนายกกิตติมศักดิ์และทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ พระราชทานทรัพยสินเริ่มแรกของ มูลนิธิเปนเงินสด 500,000 บาท ในการประชุมของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2535 ไดพิจารณา เรื่องพระราชดำริที่จะใหโครงการหลวงขอจดทะเบียนเปนมูลนิธิและขอใหคณะรัฐมนตรี ไดมีมติอนุมัติในหลักการรวม 3 เรื่อง คือ 1. ใหจัดตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกวา “คณะกรรมการอำนวยการและประสานงานมูลนิธิ โครงการหลวง” ซึ่งประกอบดวยนายกรัฐมนตรีเปนประธาน และปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ เปนกรรมการและเลขานุการ สวนองคประกอบอื่น ๆ และอำนาจหนาที่ของคณะกรรมการฯ ใหนายกรัฐมนตรีเปนผูพิจารณา 2. ใหสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ ทำหนาที่เปนฝายเลขานุการ และไดจัดตั้ง หนวยงานระดบกองขันเพึ้อทำหน ื่าท ประสานงานก ี่บัมลนูธิโครงการหลวง ิรวมทงรั้ บโอนงานบางส ัวน จากมูลนิธิโครงการหลวง มายังรัฐบาลเพื่อดำเนินการตอไป สถานีเกษตรหลวงอางขาง º·ÊÃØ»¢Í§¼ÙŒºÃÔËÒÃà¡ÕèÂǡѺâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 13
3. ใหสำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณประเภทเงินอุดหนุนใหแกมูลนิธิโครงการหลวงเปน รายปโดยตั้งไวที่สำนักราชเลขาธิการ เพื่อใชดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวง ดานการดำเนินงาน เพื่อใหเปนไปตามมติคณะรัฐมนตรีใหนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการฯ และ ไดแตงตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินการปฏิบัติงานขึ้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2535 โดยมีปลัดกระทรวง เกษตรและสหกรณเปนประธานคณะอนุกรรมการประกอบดวยผูแทน สำนักงบประมาณและหัวหนา สวนราชการระดับอธิบดีของหนวยงานที่เกี่ยวของโดยมีวัตถุประสงคดังนี้ 1. ชวยชาวเขาเพื่อมนุษยธรรม 2. ชวยไทยโดยลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติคือปาไมและตนน้ำลำธาร 3. กำจัดการปลูกฝน 4. รักษาดินและใชพื้นที่ใหถูกตอง คือ แบงเขตพื้นที่ปา และพื้นที่ทำกิน ในปจจุบัน (พ.ศ. 2552) มูลนิธิโครงการหลวงมีศูนยพัฒนาโครงการหลวงจำนวน 38 แหง ดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม 28 แหง จังหวัดลำพูน 1 แหง จังหวัดเชียงราย 6 แหง จังหวัด แมฮองสอน 2 แหง และจังหวัดพะเยา 1 แหง ในจำนวน 38 แหงดังกลาวนั้นไดแบงออกเปนสถานี วิจัย 4 สถานีและมีรายชื่อศูนยพัฒนาโครงการหลวง 38 แหง ดังนี้ งานโครงการหลวง 40 ปที่เซ็นทรัลเวิลดกรุงเทพฯ ระหวางวันที่ 10-16 ส.ค. 52 14 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
ศูนย พัฒนาโครงการหลวงที่ดำเนินงานอยูในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม 1. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงแกนอย (พ.ศ. 2523) 2. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงหนองเขียว (พ.ศ. 2523) 3. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงหวยลึก (พ.ศ. 2521) 4. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงแมแฮ (พ.ศ. 2521) 5. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงปางอุง (พ.ศ. 2522) 6. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร (พ.ศ. 2522) 7. สถานีวิจัยโครงการหลวงแมหลอด (พ.ศ. 2517) 8. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงมอนเงาะ (พ.ศ. 2528) 9. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงแมสะปอก (พ.ศ. 2535) 10. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงแมแพะ (พ.ศ. 2544) 11. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงแมสาใหม (พ.ศ. 2525) 12. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงหนองหอย (พ.ศ. 2527) 13. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงขุนวาง (พ.ศ. 2525) 14. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงหมอกจาม (พ.ศ. 2526) 15. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงตีนตก (พ.ศ. 2524) 16. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงขุนแปะ (พ.ศ. 2526) 17. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงหวยสมปอย (พ.ศ. 2543) 18. สถานีเกษตรหลวงอินทนนท (พ.ศ. 2522) 19. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงปาเมี่ยง (พ.ศ. 2524) 20. สถานีเกษตรหลวงอางขาง (พ.ศ. 2512) 21. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงแมปูนหลวง (พ.ศ. 2543) 22. สถานีเกษตรหลวงปางดะ (พ.ศ. 2522) 23. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงแมทาเหนือ (พ.ศ. 2521) 24. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงทุงหลวง (พ.ศ. 2522) 25. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงทุงเริง (พ.ศ. 2521) 26. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงหวยเสี้ยว (พ.ศ. 2524) 27. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงทุงเรา (พ.ศ. 2520) 28. ศูนยพ ัฒนาโครงการหลวงแมโถ (พ.ศ. 2539) º·ÊÃØ»¢Í§¼ÙŒºÃÔËÒÃà¡ÕèÂǡѺâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 15
ศูนย พัฒนาโครงการหลวงที่ดำเนินงานอยูในพื้นที่จังหวัดลำพูน 1. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงพระบาทหวยตม (พ.ศ. 2521) ศูนย พัฒนาโครงการหลวงที่ดำเนินงานอยูในพื้นที่จังหวัดเชียงราย 1. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงสะโงะ (พ.ศ. 2521) 2. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงหวยแลง (พ.ศ. 2542) 3. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงผาตั้ง (พ.ศ. 2550) 4. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงหวยโปง (พ.ศ. 2525) 5. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงหวยน้ำริน (พ.ศ. 2525) 6. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงหวยน้ำขุน (พ.ศ. 2526) ศูนย พัฒนาโครงการหลวงที่ดำเนินงานอยูในพื้นที่จังหวัดแมฮองสอน 1. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงแมลานอย (พ.ศ. 2523) 2. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงแมสะเรียง (พ.ศ. 2536) ศูนย พัฒนาโครงการหลวงที่ดำเนินงานอยูในพื้นที่จังหวัดพะเยา 1. ศูนยพัฒนาโครงการหลวงปงคา (พ.ศ. 2530) 16 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
ในปจจบุนโครงการหลวงม ั ีพชืผกั ผลไมดอกไมทส่ีงเสรมรวมกินมากกวัา 350 ชนดิ ประชาชน เขารวมโครงการ จำนวน 145,898 คน ครอบคลุมพื้นที่ 1,713,750 ไร จำนวนครัวเรือน 30,566 ครัวเรือน รวม 145,898 คน (ฝายพัฒนามูลนิธิโครงการหลวง, 2551 : 1) กลุมชาติพันธุตาง ๆ 17 กลุมชาติพันธุแตถาแยกกลุมชาติพันธุกะเหรี่ยง และลาหู ออกเปนกลุมยอยอีก คิดเปนจำนวน 19 กลุมชาติพันธุประกอบดวย 1. คนเมือง 2. กะเหรี่ยงสะกอ 3. กะเหรี่ยงโปว (โพล) 4. ลาหูดำ 5. ลาหูแดง 6. อาขา 7. อาเขอ 8. เมี่ยน (เยา) 9. ปะหลอง 10. มง 11. ลัวะ 12. คะฉิ่น 13. ลีซอ 14. ไทยใหญ 15. ไทยลื้อ 16. ไทยเขิน 17. ไทยแซม 18. จีนฮอ 19. ขมุ อาเขอ ปะหลอง ไทยแซม º·ÊÃØ»¢Í§¼ÙŒºÃÔËÒÃà¡ÕèÂǡѺâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 17
ในปพ.ศ. 2551 ครอบครัวเกษตรกรผูเขารวมโครงการ มีรายไดจากการขายผลผลิตใหแก โครงการหลวงเปนเงนิ 521,535,738.25 บาท และประชาชนไดรบการถัายทอดความรรวมู 356,795 คน (ฝายพัฒนามูลนิธิโครงการหลวง, 2551 : 10) นักเรียนในเขตโครงการหลวง 18 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
¾Ñ¹¸¡Ô¨â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ พันธกิจของศูนยพัฒนาโครงการหลวง ทง้ั 38 แหงมพีนธกัจเหมิอนกืนั 6 ประการ ไดแก 1. การพัฒนาและถายทอดเทคโนโลยี 1.1 การพัฒนาและถายทอดเทคโนโลยี เกี่ยวกับพันธุพืช พันธุสัตว 1.2 การพัฒนาและสงเสริมอาชีพภาค การเกษตร และนอกภาคเกษตร 2. การเสริมสรางความเขมแข็งของชุมชน 3. การฟนฟและอนูรุกษัทรพยากรธรรมชาตั ิ และสิ่งแวดลอม 4. การพฒนาและบำร ังรุกษาป ัจจยพันฐานื้ เชน ถนน ไฟฟา การชลประทาน ฯลฯ 5. การดำเนินงานการวิจัย และพัฒนาการ สรางรูปแบบกระบวนการเรียนรูและองคความรู จากความสำเรจของโครงการหลวง ็ และโครงการ พระราชดำริใหแกประชาชน 6. ปรับปรุงระบบการบริหารจัดการ เชน งานพฒนาบัคลากรุการจดทำแผนช ัมชนุโครงการ หมูบานสะอาด เปนตน จากภารกจดิงกลัาวแลวจะเหนได ็วาศนยู - พัฒนาโครงการหลวง มิไดสงเสริมดานอาชีพ ใหแกเกษตรกรอยางเดียว แตมีงานในดานการ พฒนาคนัพฒนาชัมชนุการวจิยัและการอนรุกษั ฟนฟูทรัพยากรธรรมชาติทรัพยากรวัฒนธรรม และสิ่งแวดลอมควบคูไปดวย หรือใชหลักการ พัฒนาอยางยั่งยืน 3 ดาน คือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดลอม บนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง º·ÊÃØ»¢Í§¼ÙŒºÃÔËÒÃà¡ÕèÂǡѺâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 19
¡ÒÃμÅÒ´â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ พระบรมราโชวาท พระบาทสมเดจพระเจ็าอยหูวั ในพธิพระราชทานปร ีญญาบิตรของมหาวัทยาลิยั เกษตรศาสตรวันที่ 9 กรกฎาคม 2507 ไดทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับการเกษตรไวดังนี้ “…ขอใหระลึกเสมอวา งานเกษตรนี้กวางขวางมากตั้งแตการผลิต รวมทั้ง การคนควาเพอการผลื่ติการจดกัจการจนกระทิงการจั่ดจำหน ัายผลผลติแตละคน จงพยายามทำงานใหสุดความสามารถ ความรูความชำนาญของตัวและรวมมือ กันทุกฝาย การเกษตรจึงจะกาวหนาเป นผลดีถึงสวนรวมได…” (สำนกงานทรัพยัสนสิวนพระมหากษตรัยิและสำน กงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกัจิ และสังคมแหงชาติ, 2549) ในสวนของโครงการหลวงการดำเนินงานดานการตลาดของมูลนิธิโครงการหลวงเปนระบบ ที่ครบวงจร โดยตั้งอยูบนพื้นฐานความปลอดภัยของผลผลิตที่จำหนายใหกับผูบริโภคเปนสำคัญ เริ่มจากระบบการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวที่มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับผลผลิตที่มีปริมาณมาก และหลากหลายชนดได ิ การคดบรรจัทุมี่ระบบตรวจสอบคีณภาพุและปรมาณของผลิตผลเพิ อให ื่เป นไป ตามมาตรฐานของมูลนิธิโครงการหลวง จากนั้นจึงบรรจุหีบหอในรูปแบบตาง ๆ ตามความตองการ ของลูกคาและกระจายไปสูลูกคาทั่วประเทศผานชองทางจำหนายตาง ๆ ผลผลิตออกขายตลาด 20 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
มูลนิธิโครงการหลวง จะมีรานคาที่จำหนายผลิตผลของตนเองในชื่อ “โครงการหลวง” แลว ยังมีชองทางจำหนาย กระจายไปตามไฮเปอรมารเก็ต และซุปเปอรมารเก็ต ที่มีสาขาครอบคลุม ทั่วประเทศ เชน เทสโกโลตัส แมคโคร บิ๊กซีคารฟูรโกลเดนเพลส ท็อปสโฮมเฟรชมารส จัสโก วิลลามารเก็ต นอกจากนั้นยังมีชองทางจำหนายที่มีการขยายตัวอยางรวดเร็ว ไดแกกลุมโรงแรมรานอาหาร และผูรับจัดอาหาร โดยลูกคาที่ใหการสนับสนุนผลิตผลของมูลนิธิโครงการหลวงเปนปริมาณมากและ สมำเสมอ่เชนครวการบั นไทย ิ และโรงแรมโอเรยนเตีล็ (โครงการหลวงของพระบาทสมเดจพระเจ็าอยหูวั : แผนพับ) การจำหนายผลผลิตโครงการหลวง 40 ปที่เซ็นทรัลเวิลดกรุงเทพฯ º·ÊÃØ»¢Í§¼ÙŒºÃÔËÒÃà¡ÕèÂǡѺâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 21
¼ÅÊÓàÃ稢ͧâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ เปนเวลา 40 ป (พ.ศ. 2552) ที่พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ไดทรงกอตั้งโครงการหลวงขึ้นมา เพื่อชวยเหลือชาวเขาใหมีชีวิตความเปนอยูที่ดีขึ้น ไดสงเสริมการปลูกพืชผักเมืองหนาวทดแทนฝน และฟนฟูปาตนน้ำลำธาร จนเปนผลสำเร็จ วันนี้งานของมูลนิธิโครงการหลวงไดขยายออกไปอยางกวางขวาง ครอบคลุมพื้นท่ีมากกวา 1 ลาน 7 แสนไรมีเกษตรกรชาวเขาเผาตาง ๆ และคนพื้นราบที่ไดรับประโยชนรวมกันกวา 30,566 ครอบครัว จำนวนกวา 145,898 คน พวกเขามีความมั่นคงในชีวิตเพิ่มมากขึ้น ความยากจนหมดสิ้นไป เกดการรวมติวกันเพัอการพ่ืงพาตนเอง่ึมจีตสำน ิกทึด่ีในการอน ีรุกษัทรพยากรธรรมชาตัและสิงแวดล่ิอม โดยกระบวนการมีสวนรวมของชุมชน องคกรทองถิ่น และหนวยงานราชการตาง ๆ อยางใกลชิด ที่รวมกันปฏิบัติงานในพื้นที่พัฒนาโครงการหลวงทั้ง 38 แหง ปจจุบันความสำเร็จของมูลนิธิโครงการหลวง เปนที่ยอมรับของหนวยงานและองคกรตาง ๆ ทั้ง ภายในประเทศและตางประเทศ กอให เกดความริวมมอทางวื ชาการในการพ ิฒนาทัสี่ งในระดูบนานาชาตั ิ เปนสถานทศี่กษาดึงานการพูฒนาเกษตรทัสี่ งในระดูบภัมูภาคิการพฒนาตามตั นแบบของโครงการหลวง ไดขยายตอไปยังประเทศตาง ๆ เชน ภูฏาน อัฟกานิสถาน โคลัมเบีย และประเทศเพื่อนบานในเอเชีย ผลจากความสำเรจของม็ลนูธิโครงการหลวง ิ ทำใหไดรบรางวั ลโคล ั มโบแพลนจาก ั The Colombo Plan : Drug Advisory Program (DAP) ซงเปึ่นองคกรท ไดี่รบการสนับสนันจากรุ ฐบาลสหรัฐอเมรักาิ เพื่อรวมมือแกไขปญหายาเสพติดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟก ในฐานะเปนองคกรเดียวของโลกที่แกไข ปญหาการปลูกฝนในเชิงสรางสรรคเปนผลสำเร็จ เมื่อป 2546 ณ กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา (โครงการหลวงของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว : แผนพับ) 22 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
¡ŒÒÇμ‹Í仢ͧâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ งานของมูลนิธิโครงการหลวงยังไมหยุดเพียงแคนี้แตยังคงเดินหนา คนควา วิจัย และบุกเบิก พืชพันธุใหมๆ ตอไป รวมถึงการพัฒนาทางดานการตลาด เปดตลาดใหมทั้งในและตางประเทศ ปรับปรุงและพัฒนาผลิตผล รวมถึงระบบการจัดการอยางตอเนื่องเพื่อใหงานสงเสริมและพัฒนา งานเกษตรที่สูงกาวหนาอยางไมหยุดยั้ง เพื่อมีสวนในการสรางมูลคาเพิ่มทางเศรษฐกิจและความ มั่นคงของประเทศอยางยั่งยืนตลอดไป (โครงการหลวงของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว : แผนพับ) º·ÊÃØ»¢Í§¼ÙŒºÃÔËÒÃà¡ÕèÂǡѺâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 23
บทนำ บทท ี ่ 1
¤ÇÒÁ໚¹ÁÒáÅФÇÒÁÊÓ¤Ñޢͧ»˜ÞËÒ สยามหรือประเทศไทย ถึงแมไดมีการพัฒนาประเทศตามแบบตะวันตก ตั้งแตตนพุทธศตวรรษที่ 25 หรือปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ทั้งดานการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม การสื่อสาร การคมนาคม ฯลฯ การพัฒนาประเทศถึงแมใชเวลา เนิ่นนาน 100 ปหลังจากนั้นแตการกระจายความทันสมัยในแนวคิดการพัฒนา แบบตะวันตกก็มิไดกระจายสูทองถิ่นกันดารในเขตปาเขาลำเนาไพรเทาที่ควร ประมาณ พ.ศ. 2515 ประชาชนในหมูบานชนบทหางไกลยังไมมีไฟฟา และถนน ตองใชมาตาง วัวตาง เกวียน หรือ เดิน ติดตอกับอำเภอ ตองนอนคางแรมในปา ตั้งแต 1-2 คืน หรือ “เชาเดินไป เย็นเดินกลับ” ตนพุทธศตวรรษที่ 26 จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบบทั 1 – ี่ฉบบทั 3 ( ี่พ.ศ. 2504 – 2519) ชนบทหางไกลย งขาดระบบการสัอสารื่ การสาธารณสุข การคมนาคม ประสบปญหาเศรษฐกิจและความยากจน ปญหา การปลูกฝน และการคายาเสพติด สงครามกองโจรระหวางพรรคคอมมิวนิสต แหงประเทศไทยกับรัฐบาลไทย (พ.ศ. 2510 – 2525) และการยึดครองพื้นที่ ประเทศไทยของชนกลุมนอยที่ลี้ภัยเขาสูอาณาจักรไทย ดินแดนในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยก็ประสบปญหา เชน ภูมิภาค อื่น ๆ แตรุนแรงมากกวา เพราะภาคเหนือตอนบนนอกจากประสบปญหาการ คมนาคม การสื่อสาร การสาธารณสุข เชนภาคอื่น ๆ แลว ยังมีปญหาเรื่องกลุม ชาติพันธุการยึดครองพื้นที่ในเขตภูเขาของชนกลุมนอยผูลี้ภัยจากพมา การปลูก ฝน การคายาเสพติด สงครามกองโจรระหวางพรรคคอมมิวนิสตแหงประเทศไทย กับรัฐบาลไทยและการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงทราบและเขาพระทัยในปญหาตาง ๆ เปนอยางดีจึงไดพระราชทานราชทรัพยสวนพระองคจัดตั้ง “โครงการหลวง พระบรมราชานุเคราะหชาวเขา” ขึ้นใน พ.ศ. 2512 และเปลี่ยนชื่อใหเหมาะสม เปน “โครงการหลวง” ในปพ.ศ. 2523 บทท ี ่ 1 บทนำ 26 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
เปาหมายของโครงการหลวงตามกระแสพระราชดำรัสเป นดังนี้ 1. ชวยชาวเขาเพื่อมนุษยธรรม 2. ชวยไทยโดยลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติคือ ปาไมและตนน้ำลำธาร 3. กำจัดการปลูกฝน 4. รักษาดิน และใชพื้นที่ใหถูกตอง 5. ผลิตพืชผลเพื่อเพิ่มประโยชนทางเศรษฐกิจแกประเทศ (ม.จ. ภีศเดช รัชนี, 2551 : 45) “โครงการหลวงไดเริ่มขึ้นเปนกิจการที่เล็ก ๆ ซึ่งไมเปนโครงการ…” (พระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว รับสั่งที่พระตำหนกจั ิตรลดารโหฐาน วันที่ 24 กุมภาพันธพ.ศ. 2537) เมอื่พ.ศ. 2512 และดำเนนการอยิางกาวหนาตอเนองถื่งปึจจบุนั (พ.ศ. 2552) มศีนยูพ ฒนาโครงการหลวง ั 38 แหง ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ครอบคลุมพื้นที่ 1,713,750 ไร ประชากรไดรับประโยชน 30,566 ครัวเรือน รวมจำนวน 145,898 คน (ฝายพัฒนามูลนิธิโครงการหลวง, 2552 : 1) จากพระราชกรณียกิจในการชวยเหลือประเทศชาติและประชาชนในทามกลางวิกฤตกาล ใหรอดพนจากภัยพิบัตินานาประเทศ ประกอบกับการเสียสละของบุคลากร 4 ม. คือ ม.จ.ภีศเดช รัชนี ผูรับสนองพระราชโองการ อาจารยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรอาจารยมหาวิทยาลัยเชียงใหม อาจารยมหาวิทยาลัยแมโจและขาราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณขาราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ขาราชการกระทรวงมหาดไทย ทหาร ตำรวจ และพิเศษสุด สำหรบบั คลากรในโครงการหลวงทุกคนทุได่ีเสยสละความสีขสุวนต วทำงานเพ ั อสนองพระบรมราชโองการ ่ื อยางเต็มที่จนกระทั่งงานบรรลุเปาหมาย ดวยเหตุผลดังกลาวแลว จึงไดจัดทำหนังสือเรื่องนี้ขึ้นเพื่อวัตถุประสงคดังนี้ งานโครงการหลวง 40 ปเซ็นทรัลเวิลดกรุงเทพฯ º··Õè 1 º·¹Ó 27
ÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤ 1. เพื่อเทิดทูนพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว เกี่ยวกับโครงการหลวง 2. เพื่ออธิบายวิกฤติของชนบทในระยะเริ่มตนเกิดโครงการหลวง 3. เพื่ออธิบายพันธกิจ และทรัพยากรการทองเที่ยวในเขตพื้นที่โครงการหลวง 4. เพื่ออธิบายความรูสึกและผลประโยชนของประชาชนที่ไดรับจากโครงการหลวง 5. เพื่อสดุดียกยอง บุคลากรทุกคน ทุกฝายที่เสียสละเพื่อการพัฒนาโครงการหลวง ¡ÒÃÃǺÃÇÁ¢ŒÍÁÙÅ 1. การศึกษาเอกสารทั้งขั้นตน (Primary Source) และเอกสารขั้นสอง (Secondary Source) เกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวของกับโครงการหลวง 2. การสังเกต และการสัมภาษณผูเกี่ยวของ การสังเกต คณะผูศึกษาไดสำรวจ สังเกต สัมภาษณสถานที่และบุคคลในศูนยพัฒนา โครงการหลวงทั้ง 38 แหง ใน 5 จังหวัดภาคเหนือ อยางนอยศูนยพัฒนาโครงการหลวงแหงละ 2 ครั้ง สงเกตหมับูานทเก่ียวข่ีองก บโครงการหลวงไม ันอยกวา 100 หมบูานและสมภาษณัชาวบานผเกูยวข่ีอง ไมนอยกวา 200 คน ทั้งแบบเปนทางการ และไมเปนทางการ ผูรวบรวมขอมูล 28 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
¡ÒÃÇÔà¤ÃÒÐË¢ŒÍÁÙÅáÅÐàʹ͢ŒÍÁÙÅ ขอมลทูไดี่ตองถกตรวจสอบแบบสามเสูาคอืจากเอกสาร การสงเกตัและการสมภาษณัวาตรงกนั หรือไมอยางไร นอกจากนี้ยังตรวจสอบจากความถี่ที่ไดจากการสังเกต การบอกเลาของผูใหขอมูล สำคัญ ตรวจสอบกับภูมิหลังและบริบททางสังคมวานาเชื่อถือไดหรือไม การเสนอขอมูล ดำเนินการแบบพรรณนาวิเคราะหมีรูปภาพ แผนที่แผนภูมิฯลฯ ประกอบ การอธิบาย »ÃÐ⪹·Õèä´ŒÃѺ 1. เขาใจและเห็นความสำคัญของพระราชกรณียกิจ ในการชวยเหลือประเทศชาติและประชาชน 2. ไดเห็นแบบอยางการเสียสละของผูปฏิบัติงาน 3. การทองเที่ยวเพื่อการศึกษาในพื้นที่โครงการหลวงเปนประโยชนในดานการประกอบอาชีพ และการพักผอนหยอนใจ 4. พันธกิจของโครงการหลวง ไดรับการขยายผล และเครือขายอยางตอเนื่อง ไดเรียนรูและ เขาใจ ในการใชเทคโนโลยีเพื่อการผลิตและการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ º··Õè 1 º·¹Ó 29
บทท ี ่ 2 โครงการ อ ั นเน ื ่ องมาจาก พระราชดำริ และ หล ั กการทรงงาน
บทท ี ่ 2 โครงการอั นเน ื ่ องมาจาก พระราชดำรและหล ิ กการทรงงาน ั โครงการอนเนั องมาจากพระราชดำร ื่ (ิสำนกงานคณะกรรมการพัเศษเพิ อประสานงาน ื่ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) http://www.rdpb.go.th/RDPB/front/ Projects/AboutKingProjects.aspx?p=38) โครงการพระราชดำริในระยะแรก ๆ นั้น สามารถแบงไดเป น 2 ลักษณะ คือ 1. โครงการที่มีลักษณะศึกษา คนควา ทดลองเป นการสวนพระองค โครงการดังกลาวนี้เทากับเปนการเตรียมพระองคในดานขอมูลและความรอบรูที่จะทรงนำไป ประยุกตใชในการแกปญหาและเผยแพรแกเกษตรกร รวมทั้งเปนการแสวงหาแนวทางการพัฒนา ที่ถูกตองและเหมาะสมกับสภาพสังคมไทยและสภาพแวดลอมในแตละทองถิ่นดวย 2. โครงการที่มีลักษณะเริ่มเขาไปแกไขปญหาหลักของเกษตรกร เนื่องจากเกษตรกรประสบปญหาและอุปสรรคในการทำเกษตรกรรมมากขึ้นทุกขณะ ซึ่งใน ขณะที่พระองคทรงมีโครงการทดลองและเรียนรูไปดวยกัน จะทรงเริ่มกาวเขาสูการดำเนินการเพื่อ แกไขปญหาของเกษตรกรอยางแทจริง ระยะแรกโครงการยังจำกัดขอบเขตอยูเฉพาะบริเวณรอบๆ ที่ประทับในสวนภูมิภาค รูปแบบของการพัฒนาแกปญหา คือ การพัฒนาแบบผสมผสาน (Integrated Development) หลังจากนั้นโครงการในลักษณะนี้คอยๆ ขยายขอบเขตออกไปสูสังคมเกษตรกร ในพื้นที่ที่กวางขึ้น โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมีอยูมากมายหลายสาขา หลายประเภท ในระยะแรก มีชื่อเรียกแตกตางกันไป ดังนี้คือ 1. โครงการตามพระราชประสงค หมายถึง โครงการซึ่งทรงศึกษาทดลองปฏิบัติเปนสวนพระองคทรงศึกษาหารือกับ ผูเชี่ยวชาญในวงงาน ทรงแสวงหาวิธีการทดลองปฏิบัติทรงพัฒนาและสงเสริม แกไขดัดแปลงวิธีการ 32 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
เปนระยะเวลาหนงึ่เพอดื่แลผลผลูตทิ งในพระราชฐานและนอกพระราชฐาน ั้ซงตึ่ องทรงใช พระราชทรพยั สวนพระองคในการดำเนินการทดลองจนกวาจะเกิดผลดีตอมาเมื่อทรงแนพระทัยวาโครงการนั้นๆ ไดผลดีเปนประโยชนแกประชาชนอยางแทจริง จึงโปรดเกลาฯ ใหรัฐบาลเขามารับงานตอภายหลัง 2. โครงการหลวง พระองคทรงเจาะจงดำเน นการพิ ฒนาและบำร ังรุกษาตันน ำลำธารในบร ้เวณป ิ าเขาในภาคเหน อื เพื่อบรรเทาอุทกภัยในที่ลุม ดวยเหตุผลที่พื้นที่เหลานี้เปนเขตแดนชาวไทยภูเขา จึงทรงมีโอกาส พัฒนาชาวเขาชาวดอยใหอยูดีกินดีใหเลิกการปลูกฝน เลิกการตัดไมทำลายปา ทำไรเลื่อนลอย และ เลิกการคาไมเถื่อน ของเถื่อน อาวุธยุทโธปกรณนอกกฎหมาย ทรงพัฒนาชวยเหลือใหปลูกพืช หมุนเวียนที่มีคุณคาสูง ขนสงงาย ปลูกขาวไรและเลี้ยงสัตวไวเพื่อบริโภค รวมคุณคาผลผลิตแลวให ไดคุณคาแทนการปลูกฝน ทั้งๆ ที่งานของโครงการนี้กินเวลายาวนานกวาจะเกิดผลไดตองใชเวลา นานนบสั บปิ การดำเนนงานจะยากลำบากส ิกเพั ยงใดม ี ไดิทรงทอถอยการพฒนาคัอยๆ ไดผลดขีนึ้ๆ ชาวเขาชาวดอยจึงมีความจงรักภักดีเรียกพระองควา “พอหลวง” และเรียกสมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถวา “แมหลวง” โครงการของทั้งสองพระองคจึงเรียกวา “โครงการหลวง” สถานีเกษตรหลวงอางขาง º··Õè 2 â¤Ã§¡ÒÃÍѹà¹×èͧÁÒ¨Ò¡¾ÃÐÃÒª´ÓÃÔáÅÐËÅÑ¡¡Ò֍§Ò¹ 33
3. โครงการในพระบรมราชานุเคราะห หมายถึง โครงการที่พระองคได พระราชทานขอเสนอแนะและแนวทางพระราชดำร ิ ใหเอกชนไปดำเนินการ ดวยกำลังเงิน กำลัง ปญญา และกำลังแรงงาน พรอมทั้งการติดตาม ผลงานใหตอเน องโดยภาคเอกชน ่ืเชน โครงการ พฒนาหมับูานสหกรณเนนดินแดงิ อำเภอทบสะแกั จังหวัดประจวบคีรีขันธซึ่งสโมสรโรตารี่แหง ประเทศไทยเปนผูจัดและดำเนินงานตาม พระราชดำริโครงการพจนานุกรม โครงการ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เปนตน 4. โครงการตามพระราชดำริ โครงการประเภทนี้เปนโครงการที่ทรง วางแผนพัฒนา ทรงเสนอแนะใหรัฐบาลรวม ดำเนินการตามแนวพระราชดำริโดยพระองค เสด็จฯ รวมทรงงานกับหนวยงานของรัฐบาล ซึ่งมีทั้งฝายพลเรือน ตำรวจ ทหาร โครงการ ตามพระราชดำรนิในป ้ีจจบุนัเรยกวีา “โครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” มีกระจายอยูทั่ว ทุกภูมิภาคของประเทศไทย ปจจุบันมีลักษณะ ที่เปนโครงการพัฒนาดานตางๆ ที่ดำเนินการ เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาสั้น และระยะเวลายาว ที่มากกวา 5 ปขณะเดียวกันก็มีลักษณะที่เปน งานดานวิชาการ เชน โครงการเพื่อการศึกษา คนควาทดลอง หรือโครงการที่มีลักษณะเปน งานวิจัย เปนตน โครงการพัฒนาพื้นที่ลุมน้ำแมงอน เปนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 34 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
ËÅÑ¡¡ÒôÓà¹Ô¹§Ò¹ (Êӹѡ§Ò¹¤³Ð¡ÃÃÁ¡ÒþÔàÈÉà¾×èÍ»ÃÐÊÒ¹§Ò¹â¤Ã§¡ÒÃÍѹà¹×èͧÁÒ¨Ò¡¾ÃÐÃÒª´ÓÃÔ (Êӹѡ§Ò¹ ¡»Ã.) http://www.rdpb.go.th/rdpb/TH/BRANDSITE/theproject_s05.aspx) ในการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริใหเปนไปตามแนวพระราชดำริและ บรรลุวัตถุประสงคควรจะไดดำเนินการโดยมีหลักการสำคัญๆ คือ 1. การแกปญหาเฉพาะหนา พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงเนนอยูเสมอวา โครงการของพระองคนั้นเปนโครงการ ที่มุงชวยเหลือแกไขปญหาเฉพาะหนาที่ราษฎรกำลังประสบอยูพระองคทรงมีพระราชดำรัสถึงความ จำเปนนี้วา... “... ถาปวดหัวก ็ คิดอะไรไมออก ...เป นอยางนั้นตองแกไขการปวดหัวนี้กอน แตปวดหัวใชยาแกปวด ...หรือยาอะไรก็ ตามแกปวดหัว มันไมไดแกอาการจริง แตตองแกปวดหัวกอน เพื่อที่จะใหอยูในสภาพที่จะคิดไดแลวอีกอยางคือแบบ Macro นี้เขาจะทำแบบรื้อทั้งหมดฉันไมเห ็ นดวย ...อยางบานคนอยูเราบอก บานนี้มันผุตรงโนนผุตรงนี้ไมคุมที่จะไปซอม... เอาตกลงรื้อบานนี้ระเบิดเลย เราจะไปอยูที่ไหน ไมมีที่อยูก ็ ตองค้ำกันเสียกอน แลวคอยๆ ดูตรงนี้พออยูได ไปรื้อตรงหองโนนแลวก ็ คอยๆ สราง แลวมารื้อหองน้ ... ีวิธีทำจะตองคอยๆ ทำ จะไประเบิดหมดไมได...” º··Õè 2 â¤Ã§¡ÒÃÍѹà¹×èͧÁÒ¨Ò¡¾ÃÐÃÒª´ÓÃÔáÅÐËÅÑ¡¡Ò֍§Ò¹ 35
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เนนหลักมุงแกไขปญหาเฉพาะหนาซึ่งตองการแกไข ปญหาอยางรีบดวน เชน กรณีเขตพื้นที่อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมยซึ่งเปนเขตติดตอกับ ประเทศกัมพูชาและเปนพื้นที่ยากจนในเขตอิทธิพลของผูกอการรายคอมมิวนิสตที่ขบวนการพัฒนา ของรัฐยังเขาไปไมถึง ภายหลังจากมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเขาไปดำเนินการแลว ปญหาความมั่นคงที่เคยมีอยูก็ลดนอยลงและหมดสิ้นไปในที่สุด แมกระทั่งปจจุบันโครงการที่แกปญหา เฉพาะหนา และจะมีผลระยะยาวตอไป คือ การแกไขปญหาการจราจร และการปองกันน้ำทวมในเขต กรุงเทพมหานคร เปนตน 2. การพัฒนาตองเปนไปตามขั้นตอน ตามลำดับความจำเป น ประหยัด เพื่อใหมีรากฐานที่มั่นคงกอน แลวจึงดำเนินการเพื่อความเจริญกาวหนาในลำดับตอ ๆ ไป พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงเนนการพัฒนาที่มุงสรางความเขมแข็งใหแกชุมชนในลักษณะ การพึ่งตนเอง ทรงใชคำวา “ระเบิดจากขางใน” นั่นคือ ทำใหชุมชน หมูบาน มีความเขมแข็งกอน แลวจึงคอยออกมาสูสังคมภายนอก มิใชการนำเอาความเจริญหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเขาไปหา ชุมชนหรือหมูบานที่ยังไมทันไดมีโอกาสไดเตรียมตัวหรือตั้งตัว พระองคทรงมีพระราชประสงคที่จะ ชวยเหลือราษฎรตามความจำเปนและความเหมาะสมกับสถานภาพ เพื่อที่ราษฎรเหลานั้นจะได สามารถพึ่งตนเองไดและออกมาสูสังคมภายนอกไดอยางไมลำบาก ดังแนวพระราชดำรัสตอไปนี้ “...การพัฒนาประเทศจำเป นตองทำตามลำดับขั้น ตองสรางพื้นฐานคือ ความพอมีพอกิน พอใชของประชาชนสวนใหญเป นเบื้องตนกอน โดยใชวิธีการ และอุปกรณที่ประหยัด แตถูกตองตามหลักวิชาการ เมื่อไดพื้นฐานที่มั่นคงพรอม พอสมควรและปฏบิตัไดิแลวจงคึ อยสรางคอยเสรมความเจริญิ และฐานะเศรษฐกจิ ขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับตอไป หากมุงแตจะทุมเทสรางความเจริญ ยกเศรษฐกิจให รวดเร ็ วแตประการเดียว โดยไมใหแผนปฏิบัติการสัมพันธกับสภาวะของประเทศ และของประชาชน โดยสอดคลองดวย ก ็ จะเกิดความไมสมดุลในเรื่องตางๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป นความยุงยากลมเหลวไดในที่สุด ดังเห ็นไดที่อารยประเทศหลาย ประเทศกำลังประสบปญหาทางเศรษฐกิจอยางรุนแรงอยูในเวลานี้... การชวยเหลือสนับสนุนประชาชน ในการประกอบอาชีพและตั้งตัวใหมี ความพอกินพอใชกอนอื่นเป นพื้นฐานนั้นเป นสิ่งสำคัญอยางยิ่งยวด เพราะผูที่มี อาชีพ และฐานะเพียงพอที่จะพึ่งตนเองยอมสามารถสรางความเจริญกาวหนา ระดับที่สูงในตอไปโดยแนนอน สวนการถือหลักที่จะสงเสริมความเจริญใหคอย เปนไปตามลำดับ ดวยความรอบคอบระมัดระวังและประหยัดนั้น ก ็ เพื่อปองกัน ความผิดพลาดลมเหลว และเพื่อใหบรรลุผลสำเร็จไดแนนอนบริบูรณ...” 36 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
3. การพึ่งตนเอง การพัฒนาตามแนวพระราชดำริเพื่อแกไขปญหาในเบื้องตน ดวยการแกปญหาเฉพาะหนาเพื่อ ใหมีความแข็งแรงที่จะมีแนวคิดในการดำรงชีวิตตอไปแลว ขั้นตอไปก็คือการพัฒนาใหประชาชน สามารถอยูในสังคมไดตามสภาพและความสามารถ “พึ่งตนเองได” ในที่สุด ดังพระราชดำรัส ตอนหนึ่ง ดังนี้ “...การเขาใจถึงสถานการณของผูที่เราจะชวยเหลือนั้นเป นสิ่งสำคัญที่สุด การชวยเหลือใหเขาไดรับสิ่งที่เขาควรจะไดรับตามความจำเป นอยางเหมาะสม จะเป นการชวยเหลือที่ไดผลดีที่สุด เพราะฉะนั้นในการชวยเหลือแตละครั้ง แตละกรณีจำเป นที่เราจะพิจารณาถึงความตองการและความจำเป นกอน และ ตองทำความเข าใจก บผัทูเราจะช่ี วยให เข าใจด วยวาเขาอย ในฐานะอย ูางไร สมควร ที่จะไดรับความชวยเหลืออยางไร เพียงใด อีกประการหนึ่งในการชวยเหลือนั้น ควรยึดหลักสำคัญวา เราจะชวยเหลือเขาเพื่อใหเขาสามารถชวยตนเองได ตอไป...” รูปภาพในอดีต (โครงการหลวงหวยสมปอย) º··Õè 2 â¤Ã§¡ÒÃÍѹà¹×èͧÁÒ¨Ò¡¾ÃÐÃÒª´ÓÃÔáÅÐËÅÑ¡¡Ò֍§Ò¹ 37
โครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริที่เนนหลัก “การพึ่ง ตนเอง” เพื่อการแกไขปญหาความ ยากจนของราษฎร เชน โครงการ ธนาคารขาว โครงการธนาคารโคกระบือ โครงการจัดพัฒนาที่ดินตาม พระราชประสงค “หบกระพงุ ” อำเภอ ชะอำ จังหวัดเพชรบุรีซึ่งดำเนินการ เพื่อใหประชาชนมีที่อยูอาศัยทำกิน และรวมตัวกันในรูปของกลุมสหกรณ เพื่อแกไขปญหาของชุมชนและการ ทำมาหากนริวมกนั เปนตนนอกจากนน้ั โครงการพัฒนาอันเนื่องมาจาก พระราชดำริในระยะหลังลวนแตเพื่อ ใหประชาชนสามารถชวยตัวเองได เพราะเปนโครงการที่สนับสนุนให ประชาชนสามารถประกอบอาชีพให ไดผลและม ประส ีทธิภาพิเชน โครงการ เกษตรทฤษฎใหม ี การพฒนาแหลังน ำ้ เพอการเกษตรื่ การใหการอบรมความรู สาขาตางๆ ทั้งดานการเกษตรและ ศิลปาชีพพิเศษ เปนตน 4. ภูมิสังคม การพัฒนาตามแนวพระราชดำรินั้น จะตองใหสอดคลองกับปญหาที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนั้น ๆ เนื่องจากแตละแหง คนไมเหมือนกัน ขนบธรรมเนียมประเพณีก็ไมเหมือนกัน ทรงใชคำวา “ภูมิสังคม” คือ ทรงดูลักษณะภูมิศาสตรและลักษณะของสังคม ไมใชวาเอาอะไรที่ทันสมัยมากๆ เขาไปใหชาวบาน ทั้งที่เขาไมสามารถใชไดหรือพยายามที่จะทำการเพาะปลูกบนเขา หรือพื้นที่ แหงแลงใหไดอยางนี้ถือวาเปนการดำเนินการที่ผิด พระองคทรงชี้แนะพวกเราอยูตลอดเวลาวา การ ดำเนินการตาง ๆ นั้น ตองใหสอดคลองกันกับลักษณะภูมิสังคม ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งความวา โครงการหลวงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (อางเก็บน้ำหวยตอง) 38 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
“... การพัฒนาจะตองเปนไปตามภูมิประเทศทางภูมิศาสตรและภูมิประเทศ ทางสังคมศาสตรในสังคมวิทยา ภูมิประเทศตามสังคมวิทยา คือ นิสัยใจคอของ คนเรา จะไปบังคับใหคนคิดอยางอื่นไมไดเราตองแนะนำ เราเขาไป ไปชวย โดยที่จะคิดใหเขาเขากับเราไมไดแตถาเราเขาไปแลว เราเขาไปดูวาเขาตองการ อะไรจริงๆ แลวก ็ อธิบายใหเขาเขาใจหลักการของการพัฒนานี้ก ็ จะเกิดประโยชน อยางยิ่ง” 5. เรียบงาย ประหยัด ในการพัฒนาและชวยเหลือราษฎรทรงใชหลักในการแกไขปญหาดวยธรรมชาติเรียบงาย และ ประหยัด ราษฎรสามารถทำไดเอง หาไดในทองถิ่น และประยุกตใชสิ่งที่มีอยูในภูมิภาคนั้น มาแกไข ปญหาโดยไมตองลงทุนสูง หรือใชเทคโนโลยีที่ยุงยากนัก ดังที่นายสุเมธ ตันติเวชกุล อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริไดกลาวไววา... “วิธีการแกไขปญหาตางๆ นั้น ทรงใชความเรียบงาย ใชธรรมชาติเขาแกไข กันเองอยูตลอดเวลา ถาเป นเรื่องที่เกี่ยวของกับชีวิตประจำวันของประชาชน จะทรงสวมวิญญาณของเกษตรกรเขาไปแกไขปญหา ทรงตรัสอยูเสมอวา อยาได เอาอะไรที่ชาวบานไมสามารถทำไดไปยัดเยียดใหเขา วิธีการแกไขปญหาของ พระองคนั้น บางครั้งเรียบงาย จนกระทั่งเรานึกไมถึง ทรงรับสั่งวา จะเอาอธรรมสู อธรรม อยางกรณีเรื่องของน้ำเนานั้น ก ็ ทรงเอาผักตบชวามาสูแลวก ็ สูไดผลดวย เชน ที่บึงมักกะสัน ที่น้ำเคยเนาเป นอยางมาก เดี๋ยวนี้น้ำดีขึ้นมาก” การปลูกผักของชาวเขาตามภูมิประเทศ º··Õè 2 â¤Ã§¡ÒÃÍѹà¹×èͧÁÒ¨Ò¡¾ÃÐÃÒª´ÓÃÔáÅÐËÅÑ¡¡Ò֍§Ò¹ 39
6. การสงเสริมความรูและเทคนิควิชาการ สมัยใหมที่เหมาะสม พระบาทสมเดจพระเจ็าอยหูวัทรงเหนว็าควรทจะี่ สรางเสรมสิงท่ิชาวบ่ี านในชนบทขาดแคลนและเป นความ ตองการซงก่ึค็อความรื ในการทำมาหาก ูนิ การทำเกษตร โดยการใชเทคโนโลย สมี ยใหม ั พระองคทรงเนนถงความึ จำเปนทจะตี่องม “ีตวอยั างของความสำเร จ็” มพระราชี - ประสงคที่จะใหราษฎรในชนบทมีโอกาสไดรูไดเห็นถึง ตวอยั างของความสำเร จน็ และนำไปปฏ ้ีบิตัไดิเองพระองค จึงพระราชทานพระราชดำริใหจัดตั้ง “ศูนยศึกษาการ พัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อเปนสถานศึกษา ทดลอง วิจัย และแสวงหาความรูเทคนิควิชาการสมัยใหมที่ราษฎร “รับได” นำไป “ดำเนินการเองได” และเปน วิธีการที่ “ประหยัด” เหมาะสม และสอดคลองกับสภาพแวดลอมและการประกอบอาชีพของราษฎร ที่อาศัยอยูในภูมิประเทศนั้นๆ เมื่อไดผลจากการศึกษาแลวจึงนำไปสงเสริมใหเกษตรกรไดใชในการ ประกอบอาชีพตอไป พระองคทรงปรารถนาที่จะใหตัวอยางของความสำเร็จทั้งหลายไดกระจายไปสู ทองถิ่นตางๆ ทั่วประเทศ และสามารถนำไปปฏิบัติไดผลอยางจริงจัง แปลงวิจัยและพัฒนาพืชผัก สถานีเกษตรหลวงปางดะ 40 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
7. การอนุรักษ และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติอยางยั่งยืน พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงสนพระราชหฤทัยในเรื่องการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและ การแกไขปญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติเปนอยางยิ่ง ทั้งนี้เนื่องจากในการพัฒนา ประเทศในระยะเวลาที่ผานมานั้นไดเนนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเปนสำคัญ ทำใหเศรษฐกิจ ขยายตัวในอัตราที่สูงและรวดเร็ว โครงสรางทางเศรษฐกิจของประเทศไดเปลี่ยนไปสูการผลิตที่มุงสู ภาคอุตสาหกรรมและบริการเปนหลัก มีการใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติกันอยางฟุมเฟอย โดยมไดิม การฟ ี นฟทรูพยากรทัถ่ีกทำลายใหูกลบคันสืสภาพเดูมิ จนในทส่ีดไดุกอให เกดความเสิ อมโทรม ่ื ของทรัพยากรและสิ่งแวดลอม พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว จึงไดพระราชทานแนวทางแกไขในการ พัฒนาและฟนฟูทรัพยากรธรรมชาติซึ่งมีผลโดยตรงตอการพัฒนาการเกษตร ดังนั้น จึงทรงมุงที่จะ ใหมีการพัฒนาและอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติอยางยั่งยืนควบคูกับการฟนฟูทรัพยากรธรรมชาติ ที่เสื่อมโทรม เพื่อเปนรากฐานของการพัฒนาประเทศในระยะยาว ทรงสนพระราชหฤทัยเปนอยางยิ่ง ตอการทำนุบำรุงปรับปรุงสภาพของทรัพยากรธรรมชาติตาง ๆ ไมวาจะเปนปาไมที่ดิน แหลงน้ำ การประมง ใหอยูในสภาพที่มีผลตอการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอยางมากที่สุด โครงการปล โครงูกปาของสมเด็จพระนางเจาสิริกิติ์ º··Õè 2 â¤Ã§¡ÒÃÍѹà¹×èͧÁÒ¨Ò¡¾ÃÐÃÒª´ÓÃÔáÅÐËÅÑ¡¡Ò֍§Ò¹ 41
ËÅÑ¡¡Ò֍§Ò¹ã¹¾ÃкҷÊÁà´ç¨¾ÃÐ਌ÒÍÂÙ‹ËÑÇ (http://www.cco.moph.go.th) พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงทุมเทพระวรกายตรากตรำและมุงมั่น เพื่อแกไขปญหา ความเดือดรอนใหแกพสกนิกร ไมวาจะเชื้อชาติใด ศาสนาใด หรืออยูหางไกลกันสักเพียงใด ก็มิทรง ยอทอ เขาไปชวยเหลือราษฎรทั้งดานสาธารณสุข การศึกษา สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน การเกษตร การฟนฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมทั้งดิน น้ำ ปาไมและพลังงาน หรือแมกระทั่งการจราจร ทรงคิดคนแนวทางแกไขไดอยางแยบยล การทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงยึดการดำเนินการในลักษณะทางสายกลาง ที่สอดคลองกับสิ่งที่อยูรอบตัว และสามารถปฏิบัติไดจริง ทรงมีความละเอียดรอบคอบและทรงคิดคน หาแนวทางพัฒนาเพื่อมุงสูประโยชนตอประชาชนสูงสุด มีคุณคาและควรยึดเปนแบบอยางในการ เจรญรอยตามเบิองพระยื้คลบาทนำมาปฏ ุบิตัเพิ อให ื่บงเกัดผลแกิตนเองสงคมั และประเทศชาตตลอดไป ิ โดยมีแนวทางการทรงงาน ดังตอไปนี้ มนุษยสามารถเขาถึงที่สูงสุด 3 ประการคือ 1. ความดี 2. ความจริง 3. ความงาม ในความจริงที่มีความดีและความงาม ในความดีที่มีความจริงและความงาม ในความงามที่มี ความจริงและความดี คณธรรมุคอืสงกำก ิ่บจั ตใจให ิ ปรากฏออกมาเป นพฤตกรรมทิ กำหนดได ี่วาเปนความด ีความจรงิ และความงาม คนมีคุณธรรม คือ คนที่มีเครื่องกำกับจิตใจใหการกระทำและคำพูดปรากฏออกมาเปนความดี ความจริง และความงาม คนไรคณธรรมุคอืคนทมี่เครี องกำก ื่บจั ตใจให ิ การกระทำและคำพ ดปรากฏออกมาเป ูนความเลว ความเท็จ และความอัปลักษณ หลักการทรงงานในพระบาทสมเด็ จพระเจาอยูหัว “60 ปครองราชยประโยชน สุขประชาราษฎร” (สำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ, 2549) 42 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
1. ศึกษาขอมูลอยางเป นระบบ การที่จะพระราชทานโครงการใดโครงการหนึ่งนั้น จะทรงศึกษาขอมูลรายละเอียด อยางเปน ระบบ ทั้งจากขอมูลเบื้องตน จากเอกสาร แผนที่สอบถามเจาหนาที่นักวิชาการและราษฎรในพื้นที่ เพื่อใหไดขอมูลที่ถูกตอง เพื่อที่จะพระราชทานความชวยเหลือไดอยางถูกตองและรวดเร็วตรงตาม ความตองการของประชาชน 2. ระเบิดจากขางใน พระองคทรงมุงเนนเรื่องการพัฒนาคน ตองสรางความเขมแข็งใหคนในชุมชนที่เราเขาไปพัฒนา ใหมีสภาพพรอมที่จะรับเสียกอน แลวจึงคอยออกมาสูสังคมภายนอก มิใชการนำเอาความเจริญหรือ บุคคลจากสังคมภายนอกเขาไปหาชุมชน หมูบาน ที่ยังไมทันไดมีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว 3. แกปญหาที่จุดเล ็ ก พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงเปยมไปดวยพระอัจฉริยภาพในการแกปญหา ทรงมอง ปญหาในภาพรวม (Macro) กอนเสมอแตการแก ปญหาของพระองคจะเรมจากจิ่ดเลุก็ๆ คอืการแกไข ปญหาเฉพาะหนาที่คนมักจะมองขาม ดังพระราชดำรัสที่วา “...ถาปวดหัวก็คิดอะไรไมออก...เปน อยางนั้นตองแกไขการปวดหัวนี้กอน...มันไมไดเปนการแกอาการจริง แตตองแกปวดหัวกอน เพื่อที่จะ ใหอยูในสภาพที่คิดได...แบบ Macro นี้เขาจะทำแบบรื้อทั้งหมด ฉันไมเห็นดวย... อยางบานคนอยู เราบอกบานนี้มันผุตรงนั้น ผุตรงนี้ไมคุมที่จะไปซอม... เอาตกลงรื้อบานนี้เลย เราจะไปอยูที่ไหน ไมมี ที่อยู... วิธีทำตองคอย ๆ ทำ จะไประเบดหมดไม ิ ได” พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว º··Õè 2 â¤Ã§¡ÒÃÍѹà¹×èͧÁÒ¨Ò¡¾ÃÐÃÒª´ÓÃÔáÅÐËÅÑ¡¡Ò֍§Ò¹ 43
4. ทรงทำตามลำดับขั้น “…การพัฒนาประเทศจำเปนตองทำตามลำดับขั้น ตองสรางพื้นฐานคือ ความพอมีพอกิน พอใชของประชาชนสวนใหญเปนเบื้องตนกอน ใชวิธีการและอุปกรณที่ประหยัดแตถูกตองตามหลัก วิชาการ เมื่อไดพื้นฐานที่มั่นคงพรอมพอสมควร และปฏิบัติไดแลวจึงคอยสรางคอยเสริมความเจริญ และฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับตอไป หากมุงแตจะทุมเทสรางความเจริญ ยกเศรษฐกิจ ใหรวดเร็วแตประการเดียว โดยไมใหแผนปฏิบัติการสัมพันธกับภาวะของประเทศและของประชาชน โดยสอดคลองดวย ก็จะเกิดความไมสมดุลในเรื่องตาง ๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเปนความยุงยากลมเหลวได ในที่สุด ดังเห็นไดท ี่อารยประเทศกำลังประสบปญหาทางเศรษฐกิจอยางรุนแรงในเวลานี้…” 5. ภูมิสังคม “…การพัฒนาจะตองเปนไปตามภูมิประเทศ ภูมิศาสตรและภูมิประเทศทางสังคมศาสตร ในสังคมวิทยา คือนิสัยใจคอของคนเราจะไปบังคับใหคนอื่นคิดอยางอื่นไมไดเราตองแนะนำ เรา เขาไป ไปชวยโดยที่จะคิดใหเขาเขากับเราไมไดแตถาเราเขาไปแลว เราเขาไปดูวาเขาตองการอะไร จริง ๆ แลวก็อธิบายใหเขาเขาใจหลักการของการพัฒนานี้ก็จะเกิดประโยชนอยางยิ่ง…” วิถีชีวิตของชาวเขา 44 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
6. องค รวม ทรงมีชีวิตคิดอยางองครวม (Holistic) หรือมองอยางครบวงจร ในการที่จะพระราชทาน พระราชดำรเกิยวก่ี บโครงการหน ังน่ึนจะทรงมองเหต้ัการณุทจะเก่ีดขินและแนวทางแก้ึ ไขอย างเช อมโยง ่ื ดงเชันกรณของี “ทฤษฎใหม ี ” ทพระราชทานให ี่แก ปวงชนชาวไทย เปนแนวทางในการประกอบอาช พี นับเปนแนวทางหนึ่งที่พระองคทรงมองอยางองครวม ตั้งแตการถือครองที่ดินโดยเฉลี่ยของประชาชน คนไทยประมาณ 10 – 15 ไรเพื่อการบริหารจัดการที่ดิน และแหลงน้ำอันเปนปจจัยพื้นฐานที่สำคัญ ในการประกอบอาชีพ เมื่อมีน้ำในการทำเกษตรแลวจะสงผลใหผลผลิตดีขึ้น และหากมีผลผลิต เพิ่มมากขึ้น เกษตรกรจะตองรูจักวิธีการจัดการและการตลาด รวมถึงการรวมกลุม รวมพลังชุมชนใหมี ความเขมแข็ง เพื่อพรอมที่จะออกสูการเปลี่ยนแปลงของสังคมภายนอกไดอยางครบวงจร นั่นคือ ทฤษฎีใหมขั้นที่ 1, 2 และ 3 7. ไมติดตำรา การพัฒนาตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว มีลักษณะของการพัฒนา ที่อนุโลมและรอมชอมกับสภาพธรรมชาติสิ่งแวดลอม และสภาพของสังคมจิตวิทยาแหงชุมชน คือ “ไมติดตำรา” ไมผูกมัดติดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไมเหมาะสมกับสภาพชีวิตความเปนอยูที่ แทจริงของคนไทย เกษตรทฤษฎีใหมตามแนวพระราชดำริ ÐāòČé Ś ÖíĆĔèæĄēãăèäāðæóøÝĄĎúðŚ ċØôĄēñíĆĔèæĄēåĆüÓòüÖæāÖÐāòċÐøäòďòŚ ùòÿèĔĂffďòŚ èāÑśāöffďòŚ íĆÙďòŚíĆÙùöèffďòŚ æĄēüñĈŚüā÷ĀñffďòŚ º··Õè 2 â¤Ã§¡ÒÃÍѹà¹×èͧÁÒ¨Ò¡¾ÃÐÃÒª´ÓÃÔáÅÐËÅÑ¡¡Ò֍§Ò¹ 45
8. ประหยัด เรียบงาย ไดประโยชน สูงสุด ในเรื่องของความประหยัดนี้ ประชาชนชาวไทยทราบกันดีวาเรื่องสวนพระองคทรงใชอยาง คมคุาอย างไร หรอฉลองพระองคืแตละองค ทรงใช อย เปูนเวลานานดงทันายส่ีเมธุตนตัเวชกิลุเลขาธการิ มูลนิธิชัยพัฒนา เคยเลาวา “...กองงานในพระองคโดยทานผูหญิงบุตรีวีระไวทยะ บอกวาปหนึ่ง พระองคเบกดินสอิ 12 แทงเดอนละแทื งใช จนกระทงก่ัดุใครอยาไปท งของท้ิานนะจะกรวเลย้ิ ประหยดั ทกอยุางเป นตนแบบทกอยุางทกอยุางมคีาสำหร บพระองคัหมดทกบาททุกสตางคุจะใช อยางระมดระวังั จะสั่งใหเราปฏิบัติงานดวยความรอบคอบ...” 9. ทำใหงาย Simplicity ดวยพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทำใหการคิดคน ดัดแปลง ปรับปรุง และแกไขงานการพัฒนาเปนไปไดโดยงาย ไมยุงยากซับซอน และที่สำคัญคือ สอดคลองกับสภาพความเปนอยูและระบบนิเวศโดยสวนรวมใชกฎแหงธรรมชาติเปนแนวทาง ฉะนั้น คำวา “ทำใหงาย” จึงเปนหลักคิดสำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศในรูปแบบของโครงการอันเนื่อง มาจากพระราชดำริ 10. การมีสวนรวม พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงเปนนักประชาธิปไตย “ประชาพิจารณ” มาใชในการบริหาร เพอเป ื่ ดโอกาสให สาธารณชน ประชาชนหรอเจืาหนาทที่กระดุบได ัมารวมกนแสดงความคัดเหินเก็ยวกี่บั เรื่องที่จะตองคำนึงถึงความคิดของประชาชน ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งวา “…สำคัญที่สุด จะตองหัดทำใจใหกวางขวางหนักแนน รูจักรับฟงความคิดเห็น แมกระทั่งความวิพากษวิจารณจาก ผูอื่นอยางฉลาด เพราะการรูจักรับฟงอยางฉลาดนั้น แทจริงคือการระดมสติปญญาและประสบการณ อนหลากหลายั มาอำนวยประโยชนในการปฏ บิตับริ หารงานให ิ ประสบความสำเร จท็สมบี่รณูนนเองั่ …” 11. ประโยชน สวนรวม การปฏิบัติพระราชกรณียกิจ และการพระราชทานพระราชดำริในการพัฒนาและชวยเหลือ พสกนิกรของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงระลึกถึงประโยชนของสวนรวมเปนสำคัญ 12. บริการรวมที่จุดเดียว One-Stop Services ทรงเนนในเรื่องการสรางความรูรัก สามัคคีและการรวมมือรวมแรงใจกันดวยการปรับ ลดชองวางระหวางหนวยงานทเกี่ยวขี่องทมี่กจะตัางคนต างทำและย ดตึดกิ บการเป ันเจ าของเป นสำค ญั ใหแปรเปลี่ยนเปนการรวมมือกันตามแนวพระราชดำริในการดำเนินงานบริหารจัดการของศูนยศึกษา การพฒนาอันเนั องมาจากพระราชดำร ื่ิทมี่อยีทูงั้ 6 ศนยูทวทั่กภุมูภาคของประเทศ ินบเป ันร ปแบบใหมู ของการบริหารราชการแผนดินของประเทศไทยอยางแทจริง 46 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã