13. ทรงใชธรรมชาติชวยธรรมชาติ ทรงเขาใจถึงธรรมชาติและตองการใหประชาชนใกลชิดกับธรรมชาติทรงมองอยางละเอียดถึง ปญหาธรรมชาติหากเราตองการแกไขธรรมชาติจะตองใชธรรมชาติเขาชวยเหลือ อาทิการแกไข ปญหาปาเสื่อมโทรมไดพระราชทานพระราชดำริการปลูกปา โดยไมตองปลูก ปลอยใหธรรมชาติชวย ในการฟนฟูธรรมชาติ ศูนยศึกษาพัฒนาหวยฮองไครอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สิ่งแวดลอมดี “ผลสำเร็จ 40 ปของโครงการหลวง” www.lannacorner.net www.pandintong.com º··Õè 2 â¤Ã§¡ÒÃÍѹà¹×èͧÁÒ¨Ò¡¾ÃÐÃÒª´ÓÃÔáÅÐËÅÑ¡¡Ò֍§Ò¹ 47
14. ใชอธรรมปราบอธรรม แนวปฏบิตัทิสำค่ี ญในการแก ั ป ญหาและปร บปร ังุ เปลี่ยนแปลงสภาวะที่ไมปกติใหเขาสูระบบที่เปนปกติ เชน การนำน้ำดีขับไลน้ำเสีย หรือเจือจางน้ำเสียให กลับเปนน้ำดีตามจังหวะการขึ้นลงตามธรรมชาติของ นำ้การบำบดนั ำเส้ ยโดยใช ีผกตบชวาซังม่ึตามธรรมชาตี ิ ใหดูดซับสิ่งสกปรกปนเปอนในน้ำ ดังพระราชดำรัส วา “ใชอธรรมปราบอธรรม” 15. ปลูกปาในใจคน พระราชดำรัสตอนหนึ่งความวา “…เจาหนาที่ปาไมควรจะปลูกตนไมลงในใจคนเสียกอน แลว คนเหลานั้นก็จะพากันปลูกตนไมลงบนแผนดินและรักษาตนไมดวยตนเอง” 16. ขาดทุนคือกำไร ขาดทุน คือ กำไร (Our loss is our gain…) การเสีย คือ การไดประเทศก็จะกาวหนา และ การทคนอย่ีดูมีสีขนุน้ั เปนการนบทั เป่ีนมลคูาเง นไม ิ ได ... ตอพสกน กรชาวไทย ิ “การให” “ การเสยสละี ” เปนการกระทำอันมีผลเปนกำไร คือความอยูดีมีสุขของราษฎร... 17. การพึ่งตนเอง “…การชวยเหลือสนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชีพ และตั้งตัวใหมีความพอกินพอใช กอนอื่นเปนสิ่งสำคัญยิ่งยวด เพราะผูมีอาชีพ และฐานะเพียงพอที่จะพึ่งพาตนเองไดยอมสามารถ สรางความเจริญในระดับสูงขั้นตอไป…” 18. พออยูพอกิน การพัฒนาเพื่อใหพสกนิกรทั้งหลายประสบความสุขสมบูรณในชีวิต ไดเริ่มจากการเสด็จฯ ไปเยี่ยมประชาชนทุกหมูเหลาในทุกภูมิภาคของประเทศ ไดทอดพระเนตรความเปนอยูของราษฎร ดวยพระองคเอง จากนั้นไดพระราชทานความชวยเหลือใหมีความอยูดีกินดีมีชีวิตอยูในขั้น “พออยู พอกิน” กอนแลวจึงขยับขยายใหมีขีดสมรรถนะที่กาวหนาตอไป ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งวา “ถาโครงการดีในไมชา ประชาชนก็ไดกำไร จะไดผล ราษฎรจะอยูดีกินดีขึ้น จะไดประโยชนไป...” ดอกของผักตบชวา 48 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
19. เศรษฐกิจพอเพียง เปนปรัชญาที่พระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแกพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด มานานกวา 25 ปตั้งแตกอนเกิดวิกฤติการณทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังไดทรงย้ำแนวทาง การแกไขเพื่อใหรอดพน และสามารถดำรงอยูไดอยางมั่นคง และยั่งยืนภายใตกระแสโลกาภิวัตนและ ความเปลยนแปลงต่ีางๆ โดยยดหลึกทางสายกลางพอเพัยงี พอประมาณดวยเหตผลุมระบบภีมูคิมกุนั ในตัวที่ดีสำนึกในคุณธรรม มีความซื่อสัตยสุจริต ดำเนินชีวิตดวยความอดทน มีสติปญญารอบคอบ 20. ความซื่อสัตย สุจริต และกตัญู “…คนที่ไมมีความสุจริต คนที่ไมมีความมั่นคง ชอบแตมักงาย ไมมีวันจะสรางสรรคประโยชน สวนรวมที่สำคัญอันใดไดผูที่มีความสุจริตและความมุงมั่นเทานั้นจึงจะทำงานสำคัญยิ่งใหญที่เปน คุณเปนประโยชนแทจริงไดสำเร็จ…” พระราชดำรัสเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2522 “ผูที่มีความสุจริต และบริสุทธิ์ใจ แมจะมีความรูนอยก็ยอมทำประโยชนใหแกสวนรวมไดมากกวาผูมีความรูมากแตไมมี ความสุจริต ไมมีความบริสุทธิ์ใจ…” พระราชดำรัสเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2533 21. ทำงานอยางมีความสุข พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงพระเกษมสำราญและทรงมีความสุขทุกคราที่จะชวยเหลือ ประชาชน ซึ่งเคยรับสั่งครั้งหนึ่งวา “...ทำงานกับฉัน ฉันไมมีอะไรจะใหนอกจากการมีความสุข รวมกัน ในการทำประโยชนใหกับผูอื่น...” 22. ความเพียร : พระมหาชนก พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงเริ่มทำโครงการตาง ๆ ในระยะแรกที่ไมมีความพรอมในการ ทำงานมากนกั และทรงใชพระราชทรพยัสวนพระองคทงสั้นิ้แตพระองคกม็ไดิทอพระราชหฤทยัมุงมั่น พัฒนาบานเมืองใหบังเกิดความรมเย็นเปนสุข 23. รูรัก สามัคคี พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว มีพระราชดำรัสในเรื่อง รูรัก สามัคคีมาอยางตอเนื่อง ซึ่งเปน คำสามคำ ที่มีคาและมีความหมายลึกซึ้ง พรอมทั้งสามารถปรับใชไดกับทุกยุค ทุกสมัย รู การที่เราจะลงมือทำสิ่งใดนั้น จะตองรูเสียกอน รูถึงปจจัยทั้งหมด รูถึงปญหาและรูถึง วิธีการแกปญหา รัก คือความรักที่เมื่อเรารูครบดวยกระบวนความแลวจะตองมีความรัก ความพิจารณา ที่จะเขาไปลงมือปฏิบัติแกไขปญหานั้น ๆ สามัคคี แตการที่จะลงมือปฏิบัตินั้น ควรคำนึงเสมอวาเราจะทำงานคนเดียวไมไดตอง ทำงานรวมมือรวมใจเปนองคกร เปนหมูคณะ จึงจะมีพลังเขาไปแกปญหาใหลุลวง ไปดวยดี º··Õè 2 â¤Ã§¡ÒÃÍѹà¹×èͧÁÒ¨Ò¡¾ÃÐÃÒª´ÓÃÔáÅÐËÅÑ¡¡Ò֍§Ò¹ 49
50 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
¡ÒôÓà¹Ô¹§Ò¹¢Í§â¤Ã§¡ÒÃËÅǧμÒÁËÅÑ¡¡ÒþÃÐÃÒª·Ò¹ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ไดพระราชทานวิธีดำเนินการเพื่อใหสามารถบรรลุวัตถุประสงค ไวดังนี้ 1. ลดขั้นตอน คือ จะทำอะไรก็อยาตองใหมีการอนุมัติตอ ๆ กันไปหลายขั้น อีกนัยหนึ่งใหกระจายอำนาจ 2. ปดทองหลังพระ อยาทำความดีเพื่อเอาไวอวด 3. เร ็ ว ๆ เขา 4. ชวยเขาชวยตัวเอง (สำนักงานเสริมสรางเอกลักษณของชาติ, 2539 : 65) จากหลักการพระราชทานทำใหเกิดการสรางวิธีการที่สำคัญขึ้นเพื่อใชปฏิบัติในงาน คือ 1. วิธีสรางการประสานงานและความรวมมือ 2. วิธีสรางการบุกเบิกและทดสอบสิ่งใหมๆ 3. วิธีสรางการกำหนดทางเลือก 4. วิธีการสรางจิตสำนึกของชาวเขาเผาตาง ๆ ที่อยูบนพื้นที่สูง สวนดอกไมในโครงการหลวง º··Õè 2 â¤Ã§¡ÒÃÍѹà¹×èͧÁÒ¨Ò¡¾ÃÐÃÒª´ÓÃÔáÅÐËÅÑ¡¡Ò֍§Ò¹ 51
สบเนืองจากพระราชกระแสทื่ พระราชทานและทรงให ี่คำแนะนำมาต งแตั้เร มแรกในวโรกาสอ ิ่นื่ๆ หลังจากนั้นมีพระราชกระแสและพระราชดำรัสอีกหลายประการ ซึ่งลวนแตนำมาเปนหลักการปฏิบัติ ไดเปนอยางดีและเหมาะสมในโครงการหลวง คือ 1. “การพฒนาชนบทเป ันงานท สำค ี่ญั เปนงานทยากี่เปนงานทจะตี่ องทำให ไดดวยความสามารถ ดวยความฉลาด คือ ทั้งเฉลียวทั้งฉลาด ทำดวยความบริสุทธิ์ใจมิไดมุงที่จะหากินดวยวิธีการใด ๆ ใครอยากหากินขอใหลาออกจากตำแหนงไปทำการคาดีกวา เพราะวาทำผิดพลาดไปแลวบานเมือง ของเราลม และเมื่อบานเมืองของเราลมจมแลว เราก็อยูไมไดก็เทากับเสียหมดทุกอยาง…” 2. “การขาดทุนของเรา คือ กำไรของเรา” (Our loss is our gain) 3. “การที่คนอยูดีมีสุขนั้น เปนการนับที่เปนมูลคาเงินไมได…” 4. “คิด กอน พูด พูด แลว ทำ ทำ หลัง คิด คิด กอน ทำ ทำ แลว พูด พูด หลัง คิด” ส.ค.ส. พระราชทานแกคนไทย พ.ศ. 2540 (สำนักงานเสริมสรางเอกลักษณของชาติ, 2539 : 18-19) จากพระราชกระแสที่พระราชทานและทรงใหคำแนะนำในวโรกาสตาง ๆ โครงการหลวงไดยึด เปนแนวทางปฏ บิตัในการทำงานมาโดยตลอด ิยกตวอยั างแนวทางปฏ บิตั 4 ิ ประการทชาวโครงการหลวง ี่ ยึดถือปฏิบัติคือ 1. การลดขั้นตอน ซึ่งทำใหการปฏิบัติของโครงการหลวงลุลวงไปไดรวดเร็วกวาหนวยราชการ ทั่วไป 2. เร ็ ว ๆ เขา คำพูดงาย ๆ คำนี้สรางความกระฉับกระเฉงใหกับการปฏิบัติงานของชาว โครงการหลวงเปนอยางยิ่ง 3. ชวยเขาชวยตัวเอง เนนลงไปตรงจุดที่สรางความตอเนื่องในการปฏิบัติอยางแทจริง ซึ่งถึง ราษฎรโดยตรง 4. ปดทองหลังพระ อยาทำความดีเพื่อเอาไวอวด ดังนั้น วิธีการปฏิบัติที่เกิดขึ้นหลังจากแนวปฏิบัติพระราชทาน 4 ประการ คือ ประการทหนี่งึ่ “วธิสรี างการประสานงานและความร วมมอื” เปนห วใจของงานโครงการหลวง ั ที่สำคัญประการหนึ่ง และดวยพระบารมีปกเกลาฯ ทำใหเกิดความรวมมือประสานงานที่กลายเปน ความดีเดนที่สำคัญของโครงการหลวง โครงการตาง ๆ ที่ปฏิบัติอยูในพื้นที่ในปจจุบัน ไดแก กรมวิชาการเกษตร (ซึ่งตั้งกองพัฒนาเกษตรกรที่สูงขึ้นมาตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อประสานงานและ 52 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
ปฏบิตังานเพิ อโครงการหลวง ่ื ) กรมปาไม กรมพฒนาทัด่ีนิกรมสงเสรมการเกษตริ กรมประชาสงเคราะห สถาบันวิจัยวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีแหงประเทศไทย มหาวิทยาลัยตาง ๆ เชน มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตรมหาวิทยาลัยเชียงใหมมหาวิทยาลัยแมโจตลอดจนหนวยงานสนับสนุนอื่น ๆ เชน ตำรวจตระเวนชายแดน กรมทางหลวง สำนกงานเรังรดพัฒนาชนบทั กรมการปกครอง กรมพฒนาชัมชนุ ฯลฯ ในปจจบุนหนัวยงานหลกดังกลัาวสามารถต งงบประมาณเพ ั้อปฏ ื่บิตังานชิวยเหล อโครงการหลวงได ื หนวยงานหลกบนทัสี่งเหลูาน จะเป ี้นผรูบถั ายโอนงานพ ฒนาทัสี่งตามหมูบูานตางๆ ไปจากโครงการหลวง ในที่สุด ประการทสอง ี่ “วธิสรี างการกำหนดทางเล อกื ” ในสวนของการกำจ ดการปล ั กฝูนม.จ.ภศเดชี รัชนีประธานมูลนิธิโครงการหลวง ทรงเนนถึงพระราชดำริตลอดเวลาวา การเขาทำลายไรฝนในเขต โครงการฯ นั้น ขอเวลาใหไดมีการวิจัย 1-2 ปเพื่อมีทางเลือกใหแกชาวเขาวาควรจะปลูกพืชอื่นใด ทดแทนกอนจะเริ่มเขมงวดในการกำจัดไรฝน ขอปฏิบัติดังกลาวไดรับการปฏิบัติคอนขางเครงครัด ดวยวิธีนี้ชาวเขาจึงมีความจงรักภักดีตอพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว และภักดีตอแผนดินไทย ประการทสาม่ีคอื “วธิการบีกเบุกทดสอบส ิ งใหม ่ิ ” เปนวธิปฏีบิตัทิเราเน่ีนสอความก่ืาวหนา และความเหมาะสมในการปลูกพืช เลี้ยงสัตวและการมีชีวิตอยูในบริเวณตนน้ำลำธารในพื้นที่นั้น ๆ ประการที่สี่คือ “วิธีการสรางจิตสำนึกของชาวเขา” เมื่องานวิชาการดานไมผล ผัก และ ไมดอก ดำเนินไปดวยดีงานที่ตามมาก็คือ การสรางจิตสำนึกแกชาวเขาวาพื้นที่ที่อาศัยอยูเปนเขต ตนน้ำลำธาร จึงควรมีจิตสำนึกในการอนุรักษและดูแลรักษาพื้นที่นั้น ๆ ตลอดจนพื้นที่ปาดังกลาว จนสามารถเปนผูพิทักษรักษาปาตนน้ำลำธารไดในที่สุด (สำนักงานเสริมสรางเอกลักษณของชาติ, 2539 : 234-238. 17) สดเขตประเทศไทยชายแดนไทยุ - พมา ที่บานนอแล จังหวัดเชียงใหม º··Õè 2 â¤Ã§¡ÒÃÍѹà¹×èͧÁÒ¨Ò¡¾ÃÐÃÒª´ÓÃÔáÅÐËÅÑ¡¡Ò֍§Ò¹ 53
การจัดการเกี่ยวกับเรื่อง สาม M การจัดการเกี่ยวกับเรื่อง สาม M คือ เงิน (Money) คน (Man) และวิธีการ (Management) ไดมีกระแสพระราชปรารภเปนภาษาอังกฤษตอสโมสรโรตารี่เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2513 ดังนี้ “…อยางไรก็ ตาม การหาเงินไมใชเป นเรื่องที่ลำบากนัก ปญหานั้นคือจะใช เงินอยางไรจึงจะดีจะใหผลตอบแทนสูงสุด” ปญหานี้มีสิ่งที่กำหนดใหสามตัว คือ สาม M และสมการคือ M1 + M2 + M3 = ผลสำเร็จ ซึ่ง M1 = เงิน M2 = คน M3 = วิธี M2 ใช M1 ดวย M3 M1 เงิน ไดมาจากกระเปาทานและขาพเจา M2 คือ ผูรวมงานของเรานั้นมาจากหลายระดับ ตั้งแตนักเศรษฐศาสตรผูเคยเปนรัฐมนตรี ไปจนพลตำรวจ ครูโรงเรียนชาวเขา ทุกคนเปนอาสาสมัคร ไมไดอะไรพิเศษ หรือโอกาสจะเลื่อนขั้น เงินเดือน วันหยุดงานสุดสัปดาหพวกนี้ยอมเดินทางไกล ๆ ไปถิ่นทุรกันดารฝาภยันตรายหลาย ประการ เมื่อทีมผูเชี่ยวชาญเกษตร พัฒนาที่ดิน และแพทยไปทำงานตามดอยก็จะใชเฮลิคอปเตอรทหาร อากาศหรือตำรวจ นักบิน ฮ. นี้ตามปกติบินรบอยูที่เชียงรายและนานและมาเชียงใหมเพื่อคลายความ ตึงเครียด สำหรับเรื่อง M3 คือ วิธีทำงานนั้น จดสำคุัญคือ อยาใหยุงยาก จะตองใหความชวยเหลือ โดยเร็ว โดยตรง ไมมีขั้นตอนสีแดงพันแขงพันขา ไมมีคณะกรรมการเปนทางการ จึงไมตองเสียเวลา ประชุมอยางยืดยาด จะปรึกษาหารืออะไรกันที่ทำในทองที่เวลารับประทานอาหารกลางวันใกลน้ำตก หรือระหวางเยี่ยมหมูบานชาวเขาดังที่เกิดขึ้นที่ดอยปุย (ม.จ.ภีศเดช รัชนี, 2551 : 45-47) จากหลักการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริซึ่งทรงวางแผนพัฒนา และหนวยงาน ภาครัฐบาลใหความรวมมือสนับสนุน ซึ่งบางครั้งก็ไดรับความรวมมือจากภาคเอกชนบาง ทำใหการ ปฏิบัติงานของโครงการหลวงบรรลุเปาหมายไดดียิ่งขึ้น นอกจากนี้แนวทางการปฏิบัติงานของโครงการหลวงก็ยึดแนวกระแสพระราชดำรัสหรือ พระราชดำริที่เกี่ยวกับโครงการหลวง โดยตรงและหลกในการทรงงาน ัเพอช่ืวยเหลอื ประเทศชาตและราษฎรให ิรอดพนจากความ ทกขุยากเกดความพอเพิยงตามอีตภาพของั แตละบุคคล 54 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
เด็ก ๆ ชาวเขาเผาตาง ๆ ที่บานนอแล จังหวัดเชียงใหม º··Õè 2 â¤Ã§¡ÒÃÍѹà¹×èͧÁÒ¨Ò¡¾ÃÐÃÒª´ÓÃÔáÅÐËÅÑ¡¡Ò֍§Ò¹ 55
กำเนิ ด โครงการหลวง บทท ี ่ 3
บทท ี ่ 3 กำเนิดโครงการหลวง àÈÃɰ¡Ô¨¡ÒÃàÁ×ͧä·Âã¹ÊÁÑ¡‹Í¹áÅÐÊÁÑÂàÃÔèÁμŒ¹â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ ในปพ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ไดทรงพระราชทานราชทรัพยสวนพระองค จัดตั้ง “โครงการหลวงพระบรมราชานุเคราะหชาวเขา” เพื่อชวยประสานงานกับหนวยราชการตาง ๆ และในปพ.ศ. 2523 เปลี่ยนชื่อใหเหมาะสมเปน “โครงการหลวง” ในระหวาง พ.ศ. 2510 – 2529 หรือในระยะของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 2 – ฉบับที่ 5 ประเทศไทยประสบกับ ปญหาที่เกี่ยวของกับการกำเนิดโครงการหลวงและการปฏิบัติงานของโครงการหลวงหลายประการ ทงดั้านการเมองืเศรษฐกจิการคมนาคม สงคมวัฒนธรรมั และการทำลายทรพยากรธรรมชาตั ิกลาวคอื 58 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
การเมือง กระบวนการจดตังพรรคคอมมั้วนิสติแห งประเทศไทยอย างลบัๆ ตงแตั้พ.ศ. 2485 ไดดำเน นการิ อยางตอเนื่องและเพิ่มมากยิ่งขึ้น เมื่อประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนไดเปลี่ยนแปลงเขาสูระบบ การปกครองและเศรษฐกิจภายใตการนำของพรรคคอมมิวนิสตแหงประเทศจีนแตเพียงพรรคการเมือง เดยวใน ีพ.ศ. 2492 จนกระทงั่พ.ศ. 2508 ไดเก ดการปะทะก ินครังแรกระหวั้างเจาหนาท ฝี่ายร ฐบาลไทย ั กับพรรคคอมมิวนิสตแหงประเทศไทยที่จังหวัดนครพนม การตอสูดวยกองกำลังติดอาวุธไดลุกลาม ไปสูภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคใตและภาคกลาง ในเขตชนบท หรือพื้นที่ปาเขาลำเนาไพรหางไกลความเจริญ ทุรกันดาร กระบวนการปราบปรามและตอสูระหวางรัฐบาลไทยและพรรคคอมมิวนิสตไทย ไดดำเนินการ อยางเขมขนในระหวาง พ.ศ. 2510-2523 และคอย ๆ สลายตัวลงอยางชา ๆ และตอเนื่อง ระหวาง พ.ศ. 2524 – 2530 เพราะสาเหตุปจจัยภายนอก คือ การลมสลายของสหภาพโซเวียตรัสเซีย (พ.ศ. 2543) และการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเมือง และเศรษฐกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบกับปจจัยภายใน คือ รัฐบาลไดประกาศนโยบาย 65/25 ใหสมาชิกพรรคคอมมิวนิสตแหง ประเทศไทยเขามอบตัวกับทางราชการ ในระยะแรก (พ.ศ. 2512 – พ.ศ. 2525) ของการกอต งโครงการหลวง ั้พนทื้ ในเขตโครงการหลวง ี่ หลายพื้นที่เชน เขตพื้นที่อำเภอแมวาง อำเภอแมแจม อำเภอพราว อำเภอเชียงดาว อำเภอฝาง จงหวัดเชั ยงใหม ี อำเภอเวยงแกีน อำเภอเชยงแสนี อำเภอเชยงของีจงหวัดเชัยงรายี อำเภอแมลานอย จังหวัดแมฮองสอน พื้นที่เหลานี้อยูในเขตอิทธิพลของผูกอการรายคอมมิวนิสตมีการปะทะดวย กองกำลังติดอาวุธระหวางเจาหนาที่บานเมือง กับผูกอการราย อยางไรก ตาม็ ปญหาอปสรรคุความยากลำบากและภยพับิตัติางๆ กม็ไดิ ทำให “ คนโครงการหลวง” เกิดความยอทอยังคงดำเนินงานสนองแนวพระราชดำริอยางนายกยองชมเชยเปนอยางยิ่ง เพื่อใหงานบรรลุเปาหมาย ดินแดนผูกอการราย คอมมิวนิสตในอดีต º··Õè 3 ¡Óà¹Ô´â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 59
เศรษฐกิจ กอน พ.ศ. 2515 ระบบการผลิตในชนบทภาคเหนือซึ่งหางไกลจากตัวเมือง เพราะขาดการ คมนาคม และระบบการสื่อสาร ยังเปนระบบการผลิตเพื่อยังชีพ หรือการผลิตเพื่อบริโภคเปนหลัก มีผลผลิตบางอยางซึ่งเหลือจากบริโภคก็สงขายหรือแลกเปลี่ยน การดำเนินชีวิตยังยึดติดอยูกับ ทรพยากรธรรมชาตัทิอ่ีดมสมบุรณูในด านป จจยั 4 สภาพเหลาน ปรากฏให ้ีเหนช็ดเจนจากการสัมภาษณั ผูเฒา ผูแก ในเขตระบบนิเวศปาในพื้นที่หางไกลจากการคมนาคมในภาคเหนือของประเทศไทย รวมทั้งพื้นที่ 5 จังหวัดในเขตโครงการหลวง จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520 – 2524) ไดเนนการฟนฟู เศรษฐกิจและการกระจายรายไดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525 – 2529) เนนความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและการแกปญหาความยากจน ทั้งนี้เพื่อลดชองวางระหวาง คนจนกับคนรวย เมืองกับชนบทใหมากยิ่งขึ้น ตอมาในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2530 – 2534) ยังคงเนนการกระจายรายไดการกระจายความเจริญไปสูชนบท การนำวทยาศาสตริ และเทคโนโลย มาใช ี ในการพ ฒนาประเทศ ัแผนพฒนาเศรษฐกัจและสิงคมแหังชาต ิ ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535 – 2539) ยังคงเนนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยางตอเนื่องควบคูกับ การกระจายรายไดและการกระจายการพัฒนาสูภูมิภาคและชนบท แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แหงชาติฉบับนี้ปรับปรุงคุณภาพชีวิต สิ่งแวดลอม และทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรม จุดจบของการพัฒนาประเทศอยางตอเนื่องเพื่อหวังเปนประเทศอุตสาหกรรมใหมของเอเชีย หรือ “เสือตัวที่ 5” ก็จบลงโดยการพังทะลายของระบบเศรษฐกิจไทยหรือ “ฟองสบูแตก” ในป พ.ศ. 2539 และ พ.ศ. 2540 และแลวประเทศไทยก็เริ่มนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใชในการพัฒนา ประเทศควบคูกับการพัฒนาเศรษฐกิจกระแสหลักเพื่อตอสูแขงขันกับตางประเทศในยุคโลกาภิวัตน ตั้งแตแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540 – 2544) ติดตอมาจนถึงปจจุบัน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550 - 2554) สุดชายแดนไทย - พมา บานนอแล จังหวัดเชียงใหม 60 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
การคมนาคม รัฐบาลไดสรางทางรถไฟหลวงจากกรุงเทพฯ ถึงสถานีเดนชัยจังหวัดแพร ในปพ.ศ. 2457 ถึง สถานีนครลำปาง พ.ศ. 2459 และถึงสถานีนครเชียงใหมพ.ศ. 2464 นับตั้งแตพ.ศ. 2457 ไดสราง ทางเกวียน (ตอมาขยายเปนทางรถยนต) เชื่อมระหวางเมือง (จังหวัด) ลำปาง พะเยา และเชียงราย ปรบปร ังถนนเชุยงใหม ี - ลำพนูสรางทางเกวยนเชีอมระหวื่างจงหวัดแพรักบจังหวัดนัาน (พ.ศ. 2459) นอกจากนี้รัฐบาลไดมีนโยบายใหหัวเมืองตาง ๆ จัดสรางถนน 3 ประเภท คือ ทางตาง หมายถึง ทางวัวตาง มาตาง สรางในเขตภูเขา ทางเกวียน สรางในเขตที่ราบ ถนน สรางในเขตเมือง (ชูสิทธิ์ชูชาติ, 2538 : 22-23) ตอมารัฐบาลไดตราพระราชบัญญัติกอสรางทางหลวงแผนดิน พ.ศ. 2495 จำนวน 88 สาย ทั่วประเทศ (ชูสิทธิ์ชูชาติ, 2538 : 23) ถนนในภาคเหนือที่เกี่ยวของกับพื้นที่ 5 จังหวัดในเขตพื้นที่ โครงการหลวง คือ ถนนตาก-เถิน ถนนเถิน-ลี้-ลำพูน ถนนฝาง-เชียงราย ถนนลำพูน-ลำปาง ถนน แมแจม-แมฮองสอน นอกจากนี้ยังมีการซอมแซมและขยายถนนเชียงใหม – ฮอด ถนนเชียงใหม - สันกำแพง ถนน เชียงใหม – สันทราย ถนนเชียงใหม – เชียงดาว – ฝาง และถนนเชียงใหม – ลำพูน ถนนเหลานี้เชื่อมระหวางตัวอำเภอกับจังหวัด หรือจังหวัดกับจังหวัดเทานั้น สำหรับเสนทาง ระหวางหมูบานกับอำเภอยังคงขาดแคลนตองใชทางเกวียน ทางตาง และทางเดินเทา ถนนเชียงใหม - ลำปาง (A1) ถนนฮอด – แมสะเรียง – แมฮองสอน (108) ไดกอสราง ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2510 – 2514) ถนนเชียงใหม – เชียงราย (118) ไดเริ่มสรางในปลายแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบบทั 4 ี่ ไดเรมสริ่างถนน 1095 เชยงใหม ี – ปาย – ปางมะผา – แมฮองสอนแลวเสร จในแผนพ ็ฒนาั เศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525 – 2529) ในระหวาง พ.ศ. 2521 – 2530 ไดปรับปรุงหรือกอสรางถนนเชื่อมระหวางจังหวัดกับอำเภอ รอบนอกในเขตภูเขา เชน ระหวางเชียงใหมกับอมกอย แมวาง สะเมิง พราว เปนตน ถนนดินลูกรัง เริ่มสรางเขาสูหมูบานในเขตภูเขาภาคเหนือมากที่สุดใน พ.ศ. 2517 – 2518 ตาม “นโยบายเงินผัน สูชนบท” อยางไรก็ตามหมูบานในชนบทในเขตภูเขาก็ยังคงใชวัวตาง มาตาง หรือการเดิน จนกระทั่ง พ.ศ. 2535 ถนนดินลูกรังไดขยายเขาสูหมูบานชนบทกันดารในเขตภูเขามากยิ่งขึ้น ถนนดินลูกรังใชไดเฉพาะฤดูแลง ฤดูฝนถนนชำรุดเดินทางดวยความยากลำบากอยางยิ่ง º··Õè 3 ¡Óà¹Ô´â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 61
มาตาง วัวลากลอเลื่อน 62 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
สังคมวัฒนธรรม ประชาชนในเขตโครงการหลวง 5 จังหวัดของภาคเหนือในประเทศไทย ประกอบดวย กลุม ชาติพันธุ คนไทย (ในเขตพื้นที่สูง) กะเหรี่ยงโปว กะเหรี่ยงสะกอ มง ลาหูดำ ลาหูแดง อาขา ลีซอ เยา ปะหลอง ลัวะ คะฉิ่น จีนฮอ ไทยใหญ ไทยลื้อ ไทยเขิน ไทยแซม ขมุและ อาเขอ รวม 17 กลุม ชาติพันธุหรือ 19 กลุมชาติพันธุถาพิจารณาตามหลักภาษาพูด เพราะกะเหรี่ยงสะกอกับกะเหรี่ยง โปว พูดคนละภาษา ลาหูดำ ลาหูแดง ก็แตกตางกันในเรื่องการแตงกาย และภาษาพูด กลุมชาติพันธุดังกลาวแลว มีภาษาพูดการแตงกาย ขนบธรรมเนียมประเพณีแตกตางกันไป กลุมชาติพันธุบางกลุม เชน ไทยแซม อาเขอ คะฉิ่น มง กะเหรี่ยง ฯลฯ ฟง พูด อาน เขียนภาษาไทย ไมได (กอน พ.ศ. 2525) นอกจากรุนเด็ก หรือเยาวชนที่ไดรับการศึกษาจากโรงเรียน ในปจจุบันเปน ผูใหญสามารถ ฟง พูด ภาษาไทยไดมากยิ่งขึ้น ชาวเขา º··Õè 3 ¡Óà¹Ô´â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 63
การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ การทำลายทรพยากรธรรมชาตั ิในเรองป ื่ าไม และสตวั ปาเกดขิ นจากนโยบายของร ึ้ฐบาลเกัยวกี่บั การคาไมสักตั้งแตกอนตั้งกรมปาไม (พ.ศ. 2439) ประมาณ 50 ปหรือตั้งแตพ.ศ. 2398 เมื่อไดทำ สัญญาการคาอยางเสรีกับอังกฤษ การคาไมสัก การคาฝน การคาขาว ก็ไดเกิดข้ึนในดินแดนสยาม อยางถกตู องตามกฎหมายการคาไม ส กดำเน ันติดติอก นมาประมาณ ั 100 ปแลวเกดการคิ าไม ประเภท อื่น ๆ รัฐบาลไทยสั่งปดปาทั่วประเทศเมื่อ พ.ศ. 2532 การคาไมซุงโดยถูกตองตามกฎหมายจึงยุติ เหลือเพียงแตการลักลอบตัดไมยังดำเนินการตอไป วัฒนธรรมของกลุมชาติพันธุ (ชาวเขา) บนเขตพื้นที่สูง กอน พ.ศ. 2525 (โดยประมาณ) ใช ระบบการผลิตแบบยังชีพ มีการทำไรหมุนเวียน ไรเลื่อนลอย ทำนาตามหุบเขา (เฉพาะกะเหรี่ยง และ ลัวะ) เลี้ยงสัตวและเก็บขายของปา ทอผาใชเอง ในไรขาวหรือไรหมุนเวียน มีการปลูกขาว ขาวโพด แตงกวา พริก ฝาย ฟกทอง พืชผักอื่น ๆ และฝนซึ่งปลูกไวเพื่อสบูและเปนยารักษาโรค นอกจากนี้ ยังมีการปลูกฝนปลูกทอพันธุพื้นเมืองเพื่อขาย นาขั้นบันได 64 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
ฝนเปนยาเสพติดชนิดแรกที่ระบุในกฎหมายลักษณะ โจร พ.ศ. 1903 ในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจา อูทอง) แหงอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1893 – 2410) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว (พ.ศ. 2394 – 2411) ไดทรงจัดตั้ง “กรมฝนหลวง” เพื่อควบคุม การคาฝน และฝนสามารถเสพไดภายใตการควบคุมของ กฎหมายเปนเวลาประมาณ 100 ปตอมาในปพ.ศ. 2501 ประเทศไทยไดออกกฎหมายใหยกเลิกการคาฝนและการ เสพฝนอยางเด็ดขาด การยกเลิกการเสพฝน ยุติไดเฉพาะในสังคมเมือง แต ในเขตภูเขาสูงภาคเหนือของประเทศไทยยังมีการปลูกฝน การสบฝูนและการคาฝนกบพัอค าในเม องโดยเฉพาะอย ืางยงิ่ ในกลมชาตุพินธั “ุชาวเขา” ฝนปลกกูนทั วไปในเขตเท ่ัอกเขาื ถนนธงชยัเทอกเขาแดนลาวืเทอกเขาผื ปีนน ำ้และเทอกเขาื หลวงพระบาง ในระหวาง พ.ศ. 2501 – พ.ศ. 2525 หรือ หลังจากใชกฎหมายยกเลิกการปลูกฝนและการเสพฝน ก็ยัง คงมีการปลูกฝนในพื้นที่ดังกลาวแลวเหมือนเดิม การปลูกฝน การเสพฝน นอกจากกอใหเกิดปญหา ทางดานสุขภาพแลว ยังกอใหเกิดปญหาการทำลาย ทรัพยากรธรรมชาติ สภาพเศรษฐกิจการเมืองไทยในระหวางแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2510 – 2514) ถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520 – 2524) ถึงแมวาภาคสังคมเมือง ไดรับผลจากการ พฒนาอยัางเตมท็แต่ี ในภาคส งคมชนบทหั างไกล ในเขตระบบ นิเวศปาและภูเขา ประชาชนยังประสบกับปญหาการเมือง คือ ปญหาผูกอการรายคอมมิวนิสตปญหาเศรษฐกิจในระบบการผลิตเพื่อยังชีพ ปญหาความยากจน ปญหาการคมนาคม ปญหายาเสพติด ปญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ พระบาทสมเดจพระเจ็าอยหูวัและสมเดจพระนางเจ็าฯพระบรมราชนินาถี ไดเสด จพระราชดำเน ็นิ ไปทรงเยี่ยมราษฎรที่อาศัยอยูในเขตภูเขาหางไกลการคมนาคมยอมทรงทราบถึงปญหาดังกลาวแลว เปนอยางด ีจงได ึทรงพระราชทานทรพยัสวนพระองคจดตังั้ “โครงการหลวง” ขนึ้เพอชื่วยประสานงาน กับหนวยราชการตาง ๆ ในการเรงรัดดำเนินการแกไขปญหาใหแกราษฎรในเขตพื้นที่สูงอยางเรงดวน เพื่อแกปญหาภัยทางการเมือง ภัยจากความยากจน ภัยจากการปลูกฝน และภัยจากการทำลาย ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งกำลังลุกลามจากยอดดอยสูที่ราบในสงคมเมั ือง ดอกฝน ดอกไมปจจุบัน º··Õè 3 ¡Óà¹Ô´â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 65
¡Óà¹Ô´â¤Ã§¡ÒÃËÅǧº¹´ÍÂÊÙ§ กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ที่พระราชทานแกผูเฝาทูลละอองธุลี- พระบาท ณ คณะเกษตรศาสตรมหาวิทยาลัยเชียงใหมเมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2517 ถึงเหตุผล ในการชวยเหลือชาวเขา และทำไมตองจัดตั้ง “โครงการชาวเขา” ไวดังนี้ “เรื่องที่จะชวยชาวเขา และโครงการชาวเขานั้น มีประโยชนโดยตรงกับ ชาวเขา เพื่อสงเสริมและสนับสนุนใหชาวเขามีความเป นอยูที่ดีขึ้น สามารถ เพาะปลูกสิ่งที่เปนประโยชนและเปนรายไดใหกับเขาเอง จุดประสงคอยางหนึ่งคือ มนุษยธรรม หมายถึงใหผูที่อยูในถิ่นทุรกันดาร สามารถมีความรูพยุงตัว มีความ เจริญไดอีกอยางหนึ่งเป นเรื่องชวยในทางที่ทุกคนเห ็ นวา ควรจะชวย เพราะเป น ปญหาใหญคือปญหาเรื่องยาเสพติด ถาชวยชาวเขาปลูกพืชที่เปนประโยชนบาง เขาจะเลิกปลูกยาเสพติด คือ ฝน ทำใหนโยบายการระงับ การปราบปรามปลูกฝน และคาฝนไดผลดีอันนี้เป นผลอยางหนึ่ง อีกอยางหนึ่งคือชาวเขาตามที่รูเป น ผูทำการเพาะปลูกโดยวิธีที่จะทำใหบานเมืองของเราสูหายนะไดที่ถางปาและปลูก โดยวิธีไมถูกตอง ถาพวกเราทุกคนไปชวยเขา ก ็ เทากับชวยบานเมืองใหมีความดี อยดู ีกนดิ ีและปลอดภยได ัอกที วประเทศ ั่ถาสามารถทำโครงการน สำเร ี้จ ็ ใหชาวเขา อยูเป นหลักแหลง และสนับสนุนนโยบายจะรักษาปาไมรักษาดินใหเปนประโยชน ตอไปและยั่งยืนมาก” (พระราชดำรสพระราชทานแกัผเขู าเฝ าทลละอองธูลุพระบาทีเมอวื่นทั 10 ี่มกราคม 2512 ถึงเหตุผลที่วาทำไมตองชวยชาวเขา ที่คณะเกษตรศาสตรมหาวิทยาลัยเชียงใหม) ดอกกุหลาบ บนดอยอางขาง 66 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
จากกระแสพระราชดำรสของพระบาทสมเดัจพระเจ็าอยหูวัทพระราชทานในโอกาสท ี่ผี่อำนวยการู โครงการหลวงนำคณะบุคคลตาง ๆ เขาเฝาฯ ทูลเกลาถวายเงิน เพื่อพระราชทานแกโครงการหลวง เมื่อวันเสารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2534 ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศนดังนี้ “โครงการหลวงนี้ก ็ เริ่มตนดวยกิจการเล ็ ก ๆ นอย ๆ และไดขยายขึ้นมา ดวยการสนบสนันของทางราชการุและทางเอกชนรวมกนัซงสึ่วนมากงานแบบน ี้ จะทำไดลำบากเพราะวาถาเป นสวนราชการ ก ็ จะตองทำตามระเบียบราชการ ซึ่งลาชาไมทันการ ถาเป นภาคเอกชนก ็อาจไมมีกำลังพอ การรวมกันจึงเป นวิธีที่ ทำใหเกิดผล ผลนั้นก ็ ดังที่ทานทุกคนไดเห ็นประจักษแลว ทำใหคนในภาคเหนือนี้ ทั้งผูที่อยูบนภูเขา ทั้งที่อยูในที่ราบ ไดรับการสนับสนุนและสงเคราะหชวยให พฒนาตัวเองขันมาึ้ โดยทำใหสงทิ่เปี่นป ญหาลดลงไป สงทิ่เปี่นว ตถัดุบของยาเสพต ิดิ ซึ่งโครงการหลวงก็สามารถลดจำนวนของยาเสพติดนี้ลงไปอยางเห ็นไดชัด และ นอกจากนก้ีได็ ลดภยของความเขั าใจผ ดระหวิาง ประชาชนบนภเขาูและประชาชน ในที่ราบ ทำใหมีความรวมมืออยางดีทั้งทำใหความเป นอยูของประชาชนทั้งหมด นี้มีฐานะดีขึ้น เปนผลใหประเทศมีความเจริญเป นสวนรวม และมีความปลอดภัย มั่นคง ในที่สุด” นอกจากนี้พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ที่พระราชทานแกผูเขาเฝาฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธพ.ศ. 2537 ความวา “โครงการหลวงไดเรมข่ิ นเป้ึนก จการทิเล่ีก ็ ๆ ซงไม ่ึ เป นโครงการ แตเปนการ ไปเทยวมากกว่ีาคอื ไปเทยวตามหม่ีบูานตางๆ กได็ เหนว ็ าควรทจะช่ี วยประชาชน ในการอาชีพ จึงไดนำสิ่งของไปใหเขาเพื่อที่จะพัฒนาการอาชีพของชาวบาน ตอมาก ็ไดเพิ่มขึ้น มีผูเชี่ยวชาญและหนวยงานราชการไดเขามาชวยและมีคน สวนหนึ่งชวยเพื่อที่จะใหเกิดการสงเสริมความเป นอยูของประชาชนดีขึ้น ตอมามี การรวมมือของทางองคกรตางประเทศตลอดจนรัฐบาลตางประเทศดวย จึงขึ้น มาเปนโครงการที่เรียกวา “โครงการหลวง” (โครงการหลวงของพระบาทสมเด็ จพระเจาอยูหัว) º··Õè 3 ¡Óà¹Ô´â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 67
ม.จ.ภศเดชีรชนั ีประธานมลนูธิโครงการหลวง ิ และทรงเปนผรูบสนองพระราชดำร ัมาติงแตั้เรมติ่น (พ.ศ. 2512) ไดทรงตรสแกัเหลาเจาหนาท โครงการหลวงว ี่า “พระบาทสมเดจพระเจ็าอยหูวัรบสังกั่บั ผูเขาเฝาฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐานวา โครงการหลวงเกิดขึ้นเพราะทานไปเที่ยว คำวา “ไปเที่ยว” นี้เราทานนาจะวา “ประพาสตน” มากกวา เพราะนอกจากจะเปนราชาศัพทที่ถูกตอง แตออกจะไมใชกันแลวยังทำใหเราเห็นภาพ พระพุทธเจาหลวง เวลาเสด็จฯ ไปเที่ยวบานชาวบาน โดยที่เขาไมทราบวาทานเปนใคร จึงไมประหมามาก คุยคลองถึงการกินอยู ทำใหทานสามารถ พระราชทานความชวยเหล อได ืตามพระราชอธยาศัยัสวนพระราชนดดาัคอืพระบาทสมเดจพระเจ็าอยหูวั รชกาลทั 9 ี่ของพวกเรานี้เมอทรงแปรพระราชฐานไปเช ื่ ยงใหม ี เพอตากอากาศจะเสดื่จฯ็ ไปหนาหนาว จงเรึยกวีาพกรัอนอยางท ใคร ี่ๆ เขามกจะเรัยกกี นไม ั ได นอกจากนพระองคี้ท านไม ไดทรงพกัแตมกจะั เสด็จฯ ดั้นดนไปทอดพระเนตรชีวิตของคนบนดอย ซึ่งสำหรับคนอื่น ๆ แลว ยังกับวาอยูคนละโลกกับ เรา (จากประพาสตนบนดอยมาเปนสวนผลไมชาวเขา) นอกจากนี้ยังมีพระราชกระแสรับสั่งใหโครงการหลวง “ตองหาพืชเมืองหนาวมาปลูกบนดอย ทดแทนฝน” บทพระนิพนธของ หมอมเจาภีศเดช รัชนี 68 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
“สำหรับพืชเมืองหนาวปลูกบนดอย ทดแทนฝน” ในระยะแรก ไดรับการชวยเหลือ จากรฐบาลจันคณะชาตี (ิไตหวนั) และการทดลอง ตามแนวพระราชดำริซึ่งมีกระแสพระราชดำรัส ใหอาจารยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรทดลอง ตอกงหร่ิอตือตาพนธั ไตุหวนกับตันตอทอพนเม้ืองื ซึ่งมงปลูกในเขตภูเขาอยูกอนแลว หลังจากการ ติดตาได 2 ปทอก็ผลิดอกออกผลพันธุใหม ทอพันธุดีหรือ พีช พื้นที่ 1 ไร ปลูกได ประมาณ 32 ตนพนท้ื 1 ่ี ไรขายทอได ประมาณ 6,400 บาท มากกวาการปลูกฝน รายไดเฉลี่ย ไรละ 4,000 บาท (พ.ศ. 2530, เอกสาร “จาก ประพาสตนบนดอยมาเปนสวนผลไมชาวเขา”) พชผลทื ปลี่ กในระยะแรกูไดแก ทอสาลี่ พลัม พลับ บวย ฯลฯ การปลูกพืชผล ตองใชเวลา 2-6 ปจึง เก็บเกี่ยวไดโครงการหลวงจึงใหชาวบานปลูก พชผืกควบคั ไปดูวยพชผืกั ไดแก ถวชนั่ดติางๆ สตรอเบอรี่ผักเมืองหนาว ขาว สาลี่ฯลฯ นอกจากนย้ีงสังเสร มให ิ ปลกสมูนไพรุเครองเทศ่ื และไมดอก เพื่อจำหนายในระยะสั้น การปลูกพืชผัก ไมดอกบนดอยสูง และการทำไรเลื่อนลอยตองทำลายระบบนิเวศปา พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว จึงไดพระราชทานพระราชดำริให “จัดที่ดินใหราษฎร และชาวเขาเขามา ทำมาหากิน เปนหลักแหลงถาวร” ไดพระราชทานแนวทางการใชประโยชนของปา 3 อยาง ใหแก กรมปาไมและโครงการหลวงนำไปปฏิบัติคือ 1. ปาใชสอย คือ ใหชาวบานปลูกตนไมเนื้อแข็ง ที่สำหรับจะไดนำมาใชกอสรางที่อยูอาศัย 2. ปาทำเชื้อเพลิง คือ ใหมีการปลูกตนไมโตเร็วไวในบริเวณหมูบาน สำหรับ นำมาใชสอย ในครวเรั ือน เชน ทำฟน เพาะเห็ด 3. ปาก นได ิ คอื ใหม การปล ีกตูนไม ท ใหี่ผลผล ตสำหร ิ บไว ัรบประทานและขายเป ั นรายได ซงกึ่ค็อื ไมผลยืนตนชนิดตาง ๆ และดวยวิธีจะทำใหชาวบานเขาเกิดความรักในพื้นที่ทำกิน มีความหวงแหน ในตนไมของเขา และผลที่ตามมาที่เปนประโยชนอยางที่ 4 ก็คือ ตนไมยืนตนเหลานี้ก็จะทำหนาที่ คลายก บปั าในการอน รุกษัสภาพแวดลอมรกษาตันน ำ้ลำธารทเปี่นสมบตัอินลั ำค้ าของประเทศไทยต อไป ผลกีวี อะโวกาโด º··Õè 3 ¡Óà¹Ô´â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 69
สำหรับวัตถุประสงคในการชวยเหลือชาวเขานั้น ไดมีกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ไวดังนี้ “เรองทื่จะช ี่ วยชาวเขาและโครงการชาวเขาน นั้มประโยชน ี โดยตรงก บชาวเขาั ที่จะสงเสริมและสนับสนุนใหชาวเขามีความเป นอยูดีขึ้น สามารถเพาะปลูกสิ่งที่ เปนประโยชนและเปนรายไดกับเขาเอง ที่มีโครงการนี้จุดประสงคอยางหนึ่งก ็ คือ มนุษยธรรม หมายถึง ใหผูที่อยูในถิ่นทุรกันดารสามารถที่จะมีความรูและพยุงตัว มีความเจริญไดอีกอยางหนึ่งก ็เป นเครื่องชวยในทางที่ทุกคนเห ็ นวาควรจะชวย เพราะเปนปญหาใหญก ็ คือ ปญหาเรื่องยาเสพติด ถาสามารถชวยชาวเขาปลูกพืช ที่เปนประโยชนบาง เขาจะเลิกปลูกยาเสพติด คือ ฝน ทำใหนโยบายการระงับการ ปราบปรามการสูบฝน และการคาฝนไดผลดีอันนี้เป นผลอยางหนึ่ง ผลอีกอยาง หนง่ึ ซงสำค่ึญมากกัค ็ อื ชาวเขาเปนผ ทูทำการเพาะปล่ี กโดยวูธิที จะทำให ่ีบานเมองื ของเราไปสูหายนะไดโดยที่ถางปาแลวปลูกโดยวิธีที่ไมถูกตอง ถาพวกเราทุกคน ไปชวยเขา ก ็ เทากับชวยบานเมืองใหมีความดีความอยูดีกินดีและความปลอดภัย ไดอีกทั่วประเทศ เพราะถาสามารถทำโครงการนี้ไดสำเร็ จ ใหชาวเขาอยูเป นหลกั เปนแหล งสามารถทจะอยี่ดูกีนดิ พอสมควร ี และสนบสนั นนโยบายทุจะรี่กษาป ั าไม รักษาดินใหเปนประโยชนตอไป ประโยชนอันนี้จะยั่งยืนมาก” พระราชดำรัสนี้เทากับเปนการตอบคำถามที่วา “ไปชวยทำไมกันชาวเขา” (ม.จ.ภีศเดช รัชนี, 2551 : 43-44) การใชทรัพยากรปาไม 70 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
ในปพ.ศ. 2519 พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ไดเสด็จพระราชดำเนิน ณ บานทุงเรา อำเภอ สะเมิง จังหวัดเชียงใหมและทรงมีพระราชดำริ “พื้นที่นี้สมควรที่จะเขามาทำการพัฒนาและจัดที่ดิน ใหราษฎร และชาวเขาเขาทำมาหากินเปนหลักแหลงถาวร” ศูนยพัฒนาโครงการหลวงทุงเรา º··Õè 3 ¡Óà¹Ô´â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 71
ถาพิจารณาความมุงหมายของการจัดตั้งโครงการหลวงในระยะแรก มิไดมีวัตถุประสงคหรือ ความมุงหมายเฉพาะ “กำจัดการปลูกฝน และเพื่อมนุษยธรรม” แตความมุงหมายของโครงการหลวง กวางไกลถึงการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติซึ่งสงผลดีตอประเทศชาติเปนสวนรวม ดังกระแส พระราชดำรัสที่ไดพระราชทาน วัตถุประสงคของโครงการพระบรมราชานุเคราะห ชาวเขาในระยะแรก คือ 1. เพื่อปองกันการทำลายปาตนน้ำโดยราษฎรชาวเขา และสงเสริมการปลูกปาทดแทน 2. เพื่อจัดใหราษฎรชาวเขาเลิกโยกยายที่ทำกินและการทำลายปาเพื่อปลูกฝน ซึ่งเปนการ ผิดกฎหมายและใหรูจักอยูเปนหลักแหลงโดยดำเนินการจัดหาพันธุพืชที่ทดสอบแลววาสามารถปลูก ไดในสภาพภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศที่เปนถิ่นที่อยูของราษฎรชาวเขา อีกทั้งเปนพืชที่สามารถ ทำรายไดสูงเทากับฝนหรือมากกวา 3. เพอดำเน ื่นการฝ ิ กอบรมราษฎรชาวเขาให เข าใจหล กวัชาการเกษตรทิสี่งูรวมทงการเลั้ยงสี้ตวั 4. เพื่อดำเนินการทดลองวิจัยพันธุพืชและพันธุสัตวที่จะสามารถขยายพันธุใหแกราษฎร เพื่อ นำไปปลูกและเลี้ยง เพื่อเพิ่มพูนรายไดโดยทำการศึกษาในดานการขนสงและภาวะตลาดดวย 5. เพื่อสงเสริมในดานการศึกษา อนามัย และการวางแผนครอบครัวแกราษฎรชาวเขา ดอกไมที่ปลูกภายใตโครงการหลวง 72 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
และไดพระราชทานเปาหมายของโครงการฯ ไวดังนี้ 1. ชวยชาวเขาเพื่อมนุษยธรรม 2. ชวยชาวไทยโดยลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติคือ ปาไมและตนน้ำลำธาร 3. กำจัดการปลูกฝน 4. รักษาดิน และใชพื้นที่ใหถูกตอง คือ ใหปาอยูในสวนที่เปนปา และทำไร ทำสวน ในสวนที่ ควรเพาะปลูกอยาใหสวนทั้งสองนี้รุกล้ำซึ่งกันและกัน 5. ผลิตพชเพื ื่อเพิ่มประโยชนทางเศรษฐกิจแกประเทศ (ที่มา : สำนักงานเสริมสรางเอกลักษณของชาติ, 2539 : 62-64) พื้นที่ปฏิบัติงานของศูนยพัฒนาโครงการหลวงขุนวาง º··Õè 3 ¡Óà¹Ô´â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 73
º·ÇÔà¤ÃÒÐË โครงการหลวงเกิดขึ้นเนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงหวงใยเกี่ยวกับทุกขสุข ของไพรฟาขาแผนดิน ประกอบกับบริบททางการเมืองซึ่งมีผูกอการรายคอมมิวนิสต การปกครอง แบบเผด็จการ การพัฒนาประเทศซึ่งเนนโครงสรางทางสังคมเมืองเปนหลัก แตชนบทประสบปญหา ความยากจน ขาดการคมนาคม สาธารณปโภคูฯลฯ ดงได ัอธบายมาแลิ วในห วขัอเศรษฐกจการเมิ องไทย ื สมัยเริ่มตนโครงการหลวง แนวพระราชดำริในการพัฒนาประเทศอยางเทาเทียม สังเกตไดจากพระบรมราโชวาทในพิธี พระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย วันที่ 11 กรกฎาคม 2511 ซึ่งทรงมีกระแส พระราชดำรัสบางตอนดังนี้ “สมยนั เปี้นสม ยพั ฒนาประเทศ ั เรากำลงรวมกั นดำเน ั นโครงการพ ิฒนาตัางๆ อยางกลมกลืน และไดรับผลดีจากโครงการเหลานั้นแลวอยางนาพอใจหลาย ประการ ความเจริญของประเทศนั้น หมายถึง ความเจริญของประชาชนเป น สวนรวมสม่ำเสมอทั่วประเทศ” (สำนักงานทรัพยสินสวนพระมหากษัตริยและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแหงชาต, 2549) ิ พระราชปณิธานที่วา “เราจะครองแผนดินโดยธรรม” และ “ทรงเปนหวงไพรฟาขาแผนดิน อยางเทาเทียม” จึงเปนเหตุผลสำคัญทำใหพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว และสมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถ ตองเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรทุกภาคของประเทศไทย ตั้งแตเริ่มตน แผนพัฒนาเศรษฐกิจแหงชาติฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504 – 2509) และทรงดำเนินพระราชกรณียกิจอยาง ตอเนื่องหลากหลายเขมขนมากยิ่งขึ้นในนานาพันธกิจ ทั้ง ๆ ที่ในหมูบานชนบททุรกันดาร ขาดถนน ไฟฟา น้ำประปา สุขอนามัย และสาธารณูปโภคอื่น ๆ บางครั้งตองเดินดวยพระบาทขึ้นภูเขา ลงหวย หลาย ๆ ชั่วโมง หรือทรงมาตาง นอกจากยานพาหนะรถยนตและเครื่องบิน “ความหวงใยไพรฟา ประชาราษฎร” ประกอบกบกระแสพระราชดำร ัสทัวี่า “ความเจรญของประเทศน ินั้หมายถงึความเจรญิ ของประชาชนเปนสวนรวมสม่ำเสมอทั่วประเทศ” ดวยเหตุผลดังกลาวแลว จึงเกิด โครงการตามพระราชประสงค โครงการในพระบรมราชานุเคราะห โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และ โครงการหลวง เพื่อชวยเหลือไพรฟาขาแผนดิน 74 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
Èٹ¾Ѳ¹Òâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧáÅÐʶҹÕÇÔ¨ÑÂà¡ÉμÃËÅǧ พระบาทสมเดจพระเจ็าอยหูวั ไดทรงเลอกพืนทื้ดอยอี่างขางจดตั งเปั้นสถานเกษตรหลวงอีางขาง ทตำบลแม ี่งอน อำเภอฝาง จงหวัดเชั ยงใหม ี ในปพ.ศ. 2512 เพอทำการว ื่จิยและทดสอบไม ัผล ไมดอก ไมประดับ และพืชผักเมืองหนาว การเดินทางสูดอยอางขางขณะนั้น (พ.ศ. 2512 – 2519) ตองใชการ เดินเทา หรือมาตาง ใชเวลาเดินขึ้นประมาณ 5-7 ชั่วโมง เดินลงประมาณ 4-5 ชั่วโมง ในเขตพื้นที่สูง จากระดบนั ำทะเลปานกลาง้ 400 เมตร ยานสนเขาระดับั 1,700 เมตร สอูางขางระดบความสังู 1,400 เมตร สถานีเกษตรหลวงอินทนนท º··Õè 3 ¡Óà¹Ô´â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 75
การเดนทางบางคริงก้ัต็องผานพนท้ือ่ีทธิ พลของกองกำล ิงตัดอาวิธุและผกูอการรายคอมมวนิสติ ในปพ.ศ. 2517 เกิดโรคราสนิมแพรระบาดในสวนกาแฟอราบิกาที่บานแมหลอด ตำบลสบเปง อำเภอแมแตง จังหวัดเชียงใหมจึงไดจัดตั้งสถานีวิจัยโครงการหลวงแมหลอดขึ้น ในปพ.ศ. 2517 เพื่อแกปญหาเรื่องนี้สถานีวิจัยโครงการหลวงแมหลอดในขณะนั้น ตั้งอยูในพื้นที่ปาและภูเขา หางจาก ถนนลาดยางหมายเลข 107 (เชียงใหม-ฝาง) ประมาณ 21 กิโลเมตร เขาไปทางถนนดินลูกรังแคบ ๆ ใชไดเฉพาะฤดูแลง (หมายเลข 1095 แมมาลัย-ปาย) ระหวางกิโลเมตร 18-19 มีทางแยกเขาสูสถานี วิจัยฯ ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ใชเวลาเดินทางเขาประมาณ 1 ชั่วโมง แตถาเริ่มตนจากถนน หมายเลข 107 ใชเวลาเดินทางประมาณ 6-7 ชั่วโมง สวนดอกไมในสถานีเกษตรหลวงอินทนนท กาแฟในสถานีวิจัยโครงการหลวงแมหลอด 76 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
ในทามกลางความยากลำบากของการเดินทาง เพราะขาดการคมนาคม ภัยพิบัติของธรรมชาติ ในฤดฝนูความหนาวจดจนกระทังเก่ัดนิ ำค้างแข งของอากาศในฤด ็หนาวูและภยอันตรายจากผักูอการราย ภารกิจของโครงการหลวงก็ยังคงดำเนินตอไปภายใตจุดประสงค “ชวยราษฎรลดการปลูกฝน และ รักษา ดิน น้ำ ปา” ในทามกลางอุปสรรคนานาประการ ก็มิไดทำใหคนโครงการหลวงยอทอ ถดถอย ดังนั้น ในระหวางพ.ศ. 2521 – พ.ศ. 2530 ไดจดตังศั้นยูพ ฒนาโครงการหลวงเพ ัมขิ่นอึ้กี 28 แหง ใน 5 จงหวัดั ภาคเหนือ คือ เชียงใหมเชียงราย ลำพูน พะเยา และแมฮองสอน รวมทั้งสถานีวิจัยฯ จำนวนทั้งหมด 30 แหง และไดขยายเพมขิ่ นในระหว ึ้างป พ.ศ. 2531 – พ.ศ. 2540 อกี 3 แหง ในปพ.ศ. 2541 – พ.ศ. 2550 ไดจัดตั้ง 5 แหง ในปจจุบัน (พ.ศ. 2552) รวม 38 แหง (สถานีวิจัย 4 แหง ศูนยพัฒนาโครงการหลวง 34 แหง) สถานีวิจัย ทำหนาที่หลักเนนการวิจัย ศูนยพัฒนาโครงการหลวง ก็ทำหนาที่การวิจัยและเนน การพัฒนาผลผลิตภาคเกษตร ภาคนอกการเกษตร การสรางชุมชนเขมแข็ง การอนุรักษ ทรัพยากรธรรมชาติฯลฯ หรือ พันธกิจ 6 ประการ ประกอบดวย • การพัฒนาและการถายทอดเทคโนโลยี • การเสริมสรางความเขมแข็งของชุมชน • การฟนฟูและอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม • การพัฒนา และบำรุงรักษาปจจัยพื้นฐาน • การวิจัย และพัฒนาการสรางรปแบบการเรูียนรูและองคความรูจากโครงการหลวง • โครงการพระราชดำริสูการผลิตของชุมชนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง อยางไรก็ตาม สถานีวิจัยถึงแมเนนการวิจัยเฉพาะทาง แตก็ปฏิบัติพันธกิจทั้ง 6 ประการควบคู ไปดวย และบางแหงก็เปนทั้ง สถานีวิจัยและศูนยพัฒนาโครงการหลวงในพื้นที่เดียวกัน บรรยากาศบนยอดดอยอินทนนท º··Õè 3 ¡Óà¹Ô´â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 77
ศูนย พัฒนาโครงการหลวง และสถานีวิจัยเกษตรหลวง 38 แหง มีรายชื่อดังนี้ จังหวัด รายชื่อ ปพ.ศ. จัดตั้ง จำนวน กลุมบาน หมายเหตุ เชียงใหมศูนยพัฒนาโครงการหลวงแกนอย ศูนยพัฒนาโครงการหลวงหนองเขียว ศูนยพัฒนาโครงการหลวงหวยลึก ศูนยพัฒนาโครงการหลวงแมแฮ ศูนยพัฒนาโครงการหลวงปางอุง ศูนยพัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร สถานีวิจัยโครงการหลวงแมหลอด ศูนยพัฒนาโครงการหลวงมอนเงาะ ศูนยพัฒนาโครงการหลวงแมสะปอก ศูนยพัฒนาโครงการหลวงแมแพะ ศูนยพัฒนาโครงการหลวงแมสาใหม ศูนยพัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ศูนยพัฒนาโครงการหลวงขุนวาง ศูนยพัฒนาโครงการหลวงหมอกจาม ศูนยพัฒนาโครงการหลวงตีนตก ศูนยพัฒนาโครงการหลวงขุนแปะ ศูนยพัฒนาโครงการหลวงหวยสมปอย สถานีเกษตรหลวงอินทนนท ศูนยพัฒนาโครงการหลวงปาเมี่ยง สถานีเกษตรหลวงอางขาง ศูนยพัฒนาโครงการหลวงแมปูนเหนือ สถานีเกษตรหลวงปางดะ ศูนยพัฒนาโครงการหลวงแมทาเหนือ ศูนยพัฒนาโครงการหลวงทุงหลวง ศูนยพัฒนาโครงการหลวงทุงเริง ศูนยพัฒนาโครงการหลวงหวยเสี้ยว ศูนยพัฒนาโครงการหลวงทุงเรา ศูนยพัฒนาโครงการหลวงแมโถ 2523 2523 2521 2521 2522 2522 2517 2528 2535 2544 2525 2527 2525 2526 2524 2526 2543 2522 2524 2512 2543 2522 2521 2522 2521 2524 2520 2539 13 5 4 24 17 19 4 18 12 10 5 6 7 15 32 14 15 26 24 5 11 14 20 12 7 14 3 11 ลำพูน ศูนยพัฒนาโครงการหลวงพระบาทหวยตม 2521 13 78 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
จังหวัด รายชื่อ ปพ.ศ. จัดตั้ง จำนวน กลุมบาน หมายเหตุ เชียงราย ศูนยพัฒนาโครงการหลวงสะโงะ ศูนยพัฒนาโครงการหลวงหวยแลง ศูนยพัฒนาโครงการหลวงผาตั้ง ศูนยพัฒนาโครงการหลวงหวยโปง ศูนยพัฒนาโครงการหลวงหวยน้ำริน ศูนยพัฒนาโครงการหลวงหวยน้ำขุน 2521 2542 2550 2525 2525 2526 7 10 4 15 6 22 แมฮองสอน ศูนยพัฒนาโครงการหลวงแมลานอย ศูนยพัฒนาโครงการหลวงแมสะเรียง 2523 2536 13 12 พะเยา ศูนยพัฒนาโครงการหลวงปงคา 2530 7 5 38 - 476 ถึง พ.ศ. 2552 ที่มา : รวบรวมจาก (1) การสมภาษณั , (2) คณะทำงานปรบปร ังแนวเขตพุนทื้ โครงการหลวง ี่ , 2551 : 13-171 และ (3) แผนพบัศนยูพฒนาั โครงการหลวง 38 แหง การปฏิบัติงานของศูนยพัฒนาโครงการหลวง 38 แหง ครอบคลุมพื้นที่ 1,713,750 ไร ใน 296 หมูบาน ประชาชนไดรับประโยชน 30,566 ครัวเรือน รวมจำนวน 145,898 คน (ฝายพัฒนา มูลนิธิโครงการหลวง 2552 : 1) หรือ 296 หมูบาน 476 กลุมบาน สำหรบกลัมชาตุพินธั ุทง้ั 476 กลมบุานหรอื 296 หมบูานของทางราชการผชูวยศาสตราจารย ชสูทธิ ิ์ชชาตูิคนพบว าในศ นยูพ ฒนาโครงการหลวงท ังั้ 38 แหง จำนวน 476 กลมบุานมกลีมชาตุพินธัุ ตาง ๆ จำนวน 19 กลุม ซึ่งใชภาษาตางกัน มีดังนี้ 1. คนเมือง 11. ลัวะ 2. กะเหรี่ยงสะกอ 12. คะฉิ่น 3. กะเหรี่ยงโปว 13. ลีซอ 4. ลาหูดำ 14. ไทยใหญ 5. ลาหูแดง 15. ไทยลื้อ 6. อาขา 16. ไทยเขิน 7. อาเขอ 17. ไทยแซม 8. เมี่ยน (เยา) 18. จีนฮอ 9. ปะหลอง 19. ขมุ 10. มง º··Õè 3 ¡Óà¹Ô´â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 79
ใน 19 กลุมดังกลาวแลว แตละกลุมพูดภาษาแตกตางกัน เชน กะเหรี่ยงสะกอกับกะเหรี่ยงโปว ไทยแซม แตกตางจากไทยใหญ ไทยเขิน ไทยลื้อ และคนเมือง เปนตน การจัดแบงดังกลาวแลว ไดยึดหลักตระกูลภาษา 5 ตระกูล ซึ่งเปนตระกูลภาษาหลักของคนใน เอเชียอาคเนยคือ ภาษาตระกูลไทย ภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก ภาษาตระกูลจีน-ธิเบต ภาษา ตระกูลออสเตรเนเซียน และภาษาตระกูลมง-เมี่ยน ความหลากหลายของกลมชาตุพินธัทุงั้ 19 กลมุนอกจากเกดความหลากหลายทางดิานภาษาแลว ยังกอใหเกิดความหลากหลายทางดานวัฒนธรรม และสงผลตอการพัฒนา ชาวเขา กลุมชาติพันธุตาง ๆ 80 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
¾×é¹·Õ軯ԺÑμÔ§Ò¹¢Í§Èٹ¾Ѳ¹Òâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ ภูมิประเทศในเขตพื้นที่ปฏิบัติงานของศูนยฯ ประกอบดวยพื้นที่ที่มีความสูงตั้งแต 400 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางถึง 1,700 เมตร แตพื้นที่นอกเขตปฏิบัติงานของศูนยฯ มีความสูงตั้งแต 200 เมตรเหนอระดืบนั ำทะเลปานกลาง้ (บรเวณทิราบี่ ) ถงึ 2,565 เมตร (ดอยอนทนนทิ ) พนทื้เหลี่าน ี้ อยในเขตเทูอกเขาถนนธงชืยั (เชยงใหม ี แมฮองสอน ) เทอกเขาแดนลาวื (เชยงใหม ี ) เทอกเขาผื ปีนน ำ้ (เชียงราย) เทือกเขาขุนตาล (ลำพูน) เทือกเขาหลวงพระบาง (เชียงราย พะเยา) เทือกเขาหรือทิวเขา ดังกลาวแลวประกอบดวยระบบนิเวศปาผลัดใบ และปาไมผลัดใบ ปาไมบนยอดเขาสูง ทำใหเกิด ความชื้นจากการคายไอน้ำของใบไม การคายไอน้ำ เมื่อประสบกับอากาศหนาวเย็นในเขตภูเขา จึงเปนสาเหตุสำคัญทำใหเกิด หมอก เมฆ และฝน ซึ่งตกลงมากลายเปนลำหวยเล็ก ๆ หลาย ๆ สาย ไหลลงสูแมน้ำ ปริมาณฝนที่ตกในเขตพื้นที่ศูนยฯ ตั้งแต 1,300 มิลลิเมตรตอปถึง 2,000 มิลลิเมตร ตอป º··Õè 3 ¡Óà¹Ô´â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 81
ระบบลุมน้ำที่สำคัญในเขตพื้นที่ศูนยพัฒนาโครงการหลวง ไดแกลุมน้ำปง (มีพื้นที่ของศูนยฯ มากที่สุด) ลุมน้ำสาละวิน ลุมน้ำกก ลุมน้ำโขง ลุมน้ำยม และลุมน้ำอิง อุณหภูมิในเขตพื้นที่ศูนยฯ ตั้งแตศูนยองศาเซลเซียส หรือต่ำกวานั้นในฤดูหนาว อุณหภูมิสูงสุด ในฤดูรอนประมาณ 38 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ขึ้นอยูกับความสูงต่ำของภูมิประเทศ อยางไรก็ตาม ในเขตพื้นที่ศูนยฯ ซึ่งสูงกวาระดับน้ำทะเลปานกลาง 900 เมตร มีอากาศหนาวเย็นตลอดปหรือ อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปไมเกิน 20 องศาเซลเซียส หรือในเขตศูนยพัฒนาโครงการหลวงบางแหง เชน ผาตั้ง อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดป 14 องศาเซลเซียส ขุนวางอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดป 17 องศาเซลเซียส เปนตน ในปจจุบัน (พ.ศ. 2552) โครงการหลวงมีพื้นที่ทำการสงเสริม และพัฒนาในเขตพื้นที่เปาหมาย ของศนยูพ ฒนาโครงการหลวง ั 38 แหงครอบคลมพุนท้ื 1,713,750 ่ี ไรพนท้ืบางแห่ีงอย ในเขตป ูาสงวน แหงชาต ิบางแหงอย ในเขตอูทยานแหุงชาต ิและบางแหงอย ในทู งปั้าสงวนแหงชาต ิและอทยานแหุงชาต ิ อยางไรก็ตามในปจจุบัน ไดมีการปรับปรุงแนวเขตพื้นที่ตามประกาศมูลนิธิโครงการหลวงที่ 03/2548 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ 2548 เรียบรอยแลว เหตุผลที่พื้นที่ทับซอนกับปาสงวนแหงชาติอุทยานแหงชาติเพราะวาประชาชนไดตั้งถิ่นฐาน ในเขตพนทื้ดี่งกลัาวมาก อนการประกาศพระราชบ ญญัตัอิทยานแหุงชาต ิพ.ศ. 2504 และพระราชบญญัตัิ ปาสงวนแหงชาติพ.ศ. 2507 แตก็มีจำนวนไมนอยที่บุกรุกเขามาอาศัยภายหลังประกาศกฎหมายแลว ทั้งนี้เพราะมีเหตุผลทางดานการเมือง เศรษฐกิจ และมนุษยธรรม เนื่องจากพื้นที่ปฏิบัติงานของศูนยฯ และพื้นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวบานอยในเขตภู ูเขาสูง และเปน บอเกิดของตนน้ำลำธาร ดังนั้นงานวิจัยและทดสอบหาพันธุพืช พันธุสัตวจากตางประเทศมาพัฒนา และปรับปรุงพันธุเพื่อใหเหมาะสมกับลักษณะ “ภูมิสังคม” ตามแนวพระราชดำริจึงตองคำนึงถึง ลกษณะทางภัมูศาสตริ วฒนธรรมัและความพรอมของประชาชนควบค กูบการอนัรุกษัทรพยากรธรรมชาตั ิ และสิ่งแวดลอมใหสอดคลองกับพระราชดำรัสพระราชทานเพื่อเชิญไปอานในงานวันอาหารโลก ณ สำนักงานองคการอาหารและการเกษตรแหงสหประชาชาติสาขาภูมิภาคเอเชียและแปซิฟก วันที่ 16 ตุลาคม 2538 “…การนำหลักวิชาและเทคโนโลยีใด ๆ มาใชในงานเกษตรกรรม จึงตอง พยายามระมัดระวังไมใหเปนการทำลายธรรมชาติเพราะจะมีผลกระทบเสียหาย แกการดำรงชีวิตของมนุษยโดยตรงทั้งในปจจุบันและอนาคต…” (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, 2549 : 250) 82 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
¼Å¼ÅÔμâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ ผลผลิตโครงการหลวง เฉพาะผลิตผลดานการเกษตรมิไดรวมภาคนอกการเกษตร และพันธกิจ อื่น ๆ 3 งานหลัก (งานวิจัย งานพัฒนา งานการตลาด) หรือการแบงพันธกิจ ออกเปน 6 ดาน ดังที่ กลาวมาแลว ผลผลิตโครงการหลวง เฉพาะดานการเกษตรแบงเป นดังนี้ 1. ผัก จำนวน 48 ชนิด ไดแกผักกาดหอ ผักกาดหอมเรดโอคแดง ผักกาดหางหงส ผกกาดขาวปล ั ีผกกาดฮัองเต ผกกาดหวานัผกกาดหวานเลัก็กะหลำปล่ีกะหลำปล่หีวใจักะหลำปล่ดาวี กะหลำปล่แดงีแรดชชิ โอิพารสเลย ปวยเหลง็คะนาเหดหอม็คะนายอดดอยคำ ลกซาโยเตูมะระขาว มะระหยก มะเขือมวงกานเขียว มะเขือมวงกานดำ ฟกทองญี่ปุน เบบี้แครอท แครอท บีทรูท แรดิช ยอดซาโยเตยอดถั่วลันเตา ถั่วแขก ถั่วเข็ม ถั่วหวาน แตงกวาญี่ปุน ซุกินีเบบี้ซุกินีและดอกซุกินี ตนหอมญ ปี่นุกระเทยมตีนเชเลอรี่เฟนเนล เทอรนพิพรกหวานเขิยวีพรกหวานเหลิองืพรกหวานแดงิ มะเขือเทศดอยคำจัมโบมะเขือเทศดอยคำ มะเขือเทศเชอรี่แดง มะเขือเทศเชอรี่เหลือง บรอคเคอรี่ และบรอคโคโลนี ผักตาง ๆ ในโครงการหลวง º··Õè 3 ¡Óà¹Ô´â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 83
2. ไมผล 15 ชนิด ไดแกสตรอเบอรี่ราสพเบอรี่เคปกูดเบอรี่บวย มะมวง พลับ มะละกอ มะเดื่อฝรั่ง อะโวกาโด องุนไรเมล็ด พลับ พีช เสาวรส กีวีฟรุต และสาลี่ 3. ไมดอก ไมใบ จำนวน 35 ชนิด ไดแกพุชชี่วิลโลตุมเงินตุมทอง ดอกรักแรก กุหลาบ แกงการูพอวขิงแดง – ขิงชมพูคารเนชั่น แคลลาลิลี่จิ๊ปชอฟฟลา ชิบิเดี้ยม เบญจมาศดอกชอ ปกษาสวรรคลิลี่เยอบีรา ลิวโคสเปอรมัน ลิอะทรีส วานสี่ทิศ เวกซฟลาวเวอรสะแตติสแคสเปยร สะแตติสเพอริซิอาย บอลลูนฟลาวเวอรสะแตติสโอเรกอนบลูแบงคเซีย เบญจมาศดอกเดี่ยว แอสเทอรขาว/มวง/ชมพูรูดบีเกีย เฮลิโคเนีย ลิวคาเดนดรอน ลิ้นมังกร ไฮเดรนเยีย ฟรีเซีย มะเขือประดับ ยูโคมีส หนาวัว/หนาวัวเปลวเทียน อะกาแพนธัส และอัลสโตรมีเรีย ผลไมตาง ๆ ไมดอกตาง ๆ 84 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
4. สมุนไพร และใบไมจำนวน 42 ชนิด กลุมสมุนไพรไดแกเชอรวิล ไฮวเชอเรล ตังกุย ทายม เลมอนทายม ทารากอน ดิล เปปเปอรมินทสเปยมิ้นทยูเอสเอมิ้นทโรสแมรี่สวีทเบซิล เสจ ออริกาโน อิตาเลี่ยนพารสเลยใบเบยโบเรจ โลเวจ มาโจแรม ลาเวนเดอรจิงจูฉาย เลมอนบาลม ดอกคารโมมายอบแห งกลมใบไมุ ไดแก มอน สเตอรา ใบหนาววั เฟนเขากวาง ฟโลเดนดรอน ใบมะละกอ ยคาลูปติสั ฟโลเดนดรอนซ นนาดั ,ูแอสพดิตรีาคลากาเหวา เฟนหนงัรสคัสั ใบแคลลาล ิลี่ ไผฟลิปปนส ยูโอนีมัส ฟโลเดนดรอนโกลดีอี้สนซูงิแฟลกซลีและสนชอดาว 5. เห ็ ดสด จำนวน 7 ชนิด ไดแกเห็ดหอม เห็ดนางรมดอย เห็ดนาเมโกะ เห็ดนางรมหลวง เห็ดชิเมจิเห็ดชิเมจิขาว และเห็ดนางรมทอง สมุนไพร และโรงกลั่นสมุนไพร ไมเพาะเห็ดหอม º··Õè 3 ¡Óà¹Ô´â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 85
6. พืชไรจำนวน 8 ชนิด ไดแกขาวกลองดอย/ขาวดอยซอมมือ งาดำ ถั่วแดงหลวง เมล็ดลินิน ขาวสาลีถั่วอะซูกิถั่วเหลืองผิวดำ และถั่วลูกไก 7. ชา จำนวน 3 ชนิด ไดแกชาเขียว ชาหยวนจืออูหลง และชาอูหลง เบอร 12 ขาวสาลี / ถั่วลิสง ชาจีน 86 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
8. กาแฟ จำนวน 3 ชนิด ไดแก กาแฟอราบิกาคั่ว กลางสูตรเอสเพรสโซ เมล็ดกาแฟ อราบิกาดิบ และกาแฟอราบิกาคั่ว กลางสูตรคลาสสิก 9. สมุนไพรแปรรูป จำนวน 17 ชนิด ไดแกยาสีฟนสมุนไพร เจลอาบน้ำ โลชั่นถนอมผิว คาโมมาย กลิ่นลาเวนเดอรรอยัลบาลม เกลือขัดผิว น้ำยาบวนปากสมุนไพรชนิดเขมขน น้ำมันหอม นวดตัว สเปรยระงับกลิ่นปากสมุนไพร เจลสมุนไพรทำความสะอาดมือ น้ำมันนวดลูกประคบ แชมพู สมุนไพรคาโมมายกลิ่นลาเวนเดอรสเปรยสมุนไพรระงับกลิ่นเทา ครีมนวดผมสมุนไพรคาโมมาย กลิ่นลาเวนเดอรสบูสมุนไพรคาโมมายกลิ่นลาเวนเดอรสเปรยสมุนไพรบรรเทาปวด เจลสมุนไพร บรรเทาปวดกลามเนื้อ และสมุนไพรไลยุง ตนกาแฟ ผลิตภัณฑสมุนไพร º··Õè 3 ¡Óà¹Ô´â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 87
10. ดอกไมแหง จำนวน 23 ชนิด ไดแกจุกตาล ชมพูทิพยชอดาว ดาวอังคาร ติง-ติง ไผหวยลึก ใบบัว ฝกบัว เฟนนาคราช บุหงา ใบยูคาลิปตัส อคิเลีย ลูกสน ดอกไมแมเหล็ก ดอกไมใน กรอบรูป 3 มิติที่คั่นหนังสือ ดอกไมในตะกราหวาย บอนไซกลม ของขวัญวันแม Decor Wreath ดอกไมในกระถางเซรามิก การดดอกไมทับ และกรอบรูปดอกไมทับ 11. โรงงานแปรรูป จำนวน 10 ชนิด ไดแกผักผลไมกรอบ ขนมปงฟกทอง (ใหญเล็ก) มูสรี่บารขาวเกรียบกรอบ 4 รส (ฟกทอง แครอท ถั่วแดง เห็ดหอม) ขนมปงโฮลสวีท ลูกอมบวย น้ำพริกเผาธัญพืช 4 รส (เผ็ดมาก นอย โรสแมรี่เจ) ลูกอมสมุนไพร 4 รส (โรสแมรี่มิ้นทคาโมมาย สมุนไพรรวม) บวยดอง และเครื่องดื่มสมุนไพร 3 สูตร (คาโมมาย เจียวกูหลาน มิ้นท) ผลิตภัณฑดอกไมแหง ผลิตภัณฑแปรรูป 88 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
12. สัตวเลี้ยง จำนวน 6 ชนิด ไดแกกุงกาม กระตายเนื้อ ไกเบรสฝรั่งเศส นมแพะ ไกฟา และปลาเทราทสายรุง นอกจากผลิตผลทางการเกษตรดังกลาวแลว โครงการหลวงมีการสงเสริมและจัดจำหนาย ไมกระถาง แจกจายไมโตเร็วเพื่อการปลูกปา จัดบริการที่พัก รานอาหาร กิจกรรมการทองเที่ยว ในพื้นที่ศูนยพัฒนาโครงการหลวง และชุมชนซึ่งโครงการหลวงรับผิดชอบ ผลผลตดิงกลัาวแลวจะมจำหน ีายทร่ีานคาชอ่ื “โครงการหลวง” และกระจายไปตามไฮเปอรมารเกต็ และซุปเปอรมารเก็ต ที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ และยังมีชองทางการจำหนายแบบขายตรงใหแก องคกรธุรกิจขนาดใหญที่สั่งซื้ออยางสม่ำเสมอตลอดปเชน โรงแรม รานอาหาร ครัวการบนไทย ิ ปจจุบันมูลนิธิโครงการหลวงไดปรับปรุงคุณภาพผลผลิตผักใหเขาสูมาตรฐานอาหารปลอดภัย (Food Safety) โดยการพัฒนาระบบการเพาะปลูกที่ดี (Good Agricultural Practice : GAP) จนไดรับการรับรองมาตรฐานคุณภาพระบบการผลิตและแหลงพืชผัก จากกรมวิชาการเกษตร สำหรับ พืชผัก 70 ชนิด และผลไม 6 ชนิด และไดรับการรับรองผลิตภัณฑอินทรียตามมาตรฐานประเทศไทย จากกรมวิชาการเกษตรเชนเดียวกัน ผลผลิตที่ศูนยพัฒนาโครงการหลวงท้ัง 38 แหง รวบรวมจากเกษตรกรในพื้นที่จะถูกสงมายัง โรงคัดบรรจุและโรงงานอาหารแปรรูปเชียงใหมที่ไดรับการรับรองระบบมาตรฐานตามหลักเกณฑ สัตวเลี้ยง º··Õè 3 ¡Óà¹Ô´â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 89
และวิธีการที่ดีในการผลิต (Good Manufacturing Practice : GMP) จากสำนักงานมาตรฐานสินคา เกษตรและอาหารแหงชาติที่เนนเรื่องการจัดการดานสุขลักษณะของอาคารและสถานที่ผลิต รวมถึง เครื่องจักรอุปกรณที่เกี่ยวของกับกระบวนการผลิต และยังไดรับการรับรองระบบวิเคราะหจุดวิกฤติที่ตองควบคุมในการผลิตอาหาร (Hazards Analysis and Critical Control Points System : HACCP) ตามมาตรฐาน CODEX จาก แคมปเดน และเชอรรีวูด ประเทศอังกฤษ ที่กำหนดหลักการทั่วไปเกี่ยวกับสุขลักษณะของอาหารที่ควรปฏิบัติ (Recommended International Code of Practice : General Principle of Food Hygiene) ที่มุงเนนการควบคุมกระบวนการผลิต โดยเฉพาะขั้นตอนที่เปนจุดวิกฤติ ปจจบุนโรงงานค ัดบรรจัเชุยงใหม ี ดำเนนงานตามมาตรฐานทิงสองระบบสอดคลั้องก นเป ันอยางด ี เพื่อรักษามาตรฐานกระบวนการผลิตผักสด ในระบบที่ปองกันการปนเปอนทั้งทางดานเคมีดาน ชีวภาพ และดานกายภาพ เพื่อใหผูบริโภคมโอกาสเล ี ือกซื้อสินคาที่สด สะอาด และปลอดภัย การออกรานและบรรยากาศในงานโครงการหลวง 40 ป 90 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
º··Õè 3 ¡Óà¹Ô´â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 91
º·Ê‹§·ŒÒ ในทามกลางการพัฒนาประเทศไทยใหทันสมัยตามแบบตะวันตก ตั้งแตพุทธศตวรรษที่ 25 (พ.ศ. 2401 – 2500) ก็ไมสามารถกระจายปจจัยพื้นฐานทางการผลิต เชน ถนน ไฟฟา ประปา การชลประทาน ฯลฯ การสาธารณสขุการศกษาึออกสชนบทู และทำใหประชาชนในชนบทอย ดูกีนดิขีนึ้ การพัฒนาประเทศตามรูปแบบของธนาคารโลกและประเทศตะวันตก ไดเขาสูแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแหงชาติในตนพุทธศตวรรษที่ 26 (พ.ศ. 2501 – 2525) ไดเริ่มขยายฐาน การพัฒนาในเรื่องปจจัยพื้นฐานทางการผลิต การศึกษา การสาธารณสุข การสาธารณูปโภคออกสู ชนบทมากยิ่งขึ้น แตยังกระจายไมทั่วถึง คนไทยในชนบท กลุมชาติพันธุบนพื้นที่สูงยังประสบปญหา ดังกลาวแลว นอกจากนี้การซ้ำเติมของปญหาการเมือง เรื่อง การกอการรายคอมมิวนิสตซึ่งกลายเปน สงครามจรยทธในระหวุาง (พ.ศ. 2509 – 2525) ปญหาเร องการปล ื่กฝูนการคายาเสพตดิ การทำลาย ระบบนิเวศปาทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ปญหาผูกอการราย ประกอบกับการขาดแคลน การคมนาคม ทำใหรัฐบาลและหนวยราชการสวนภูมิภาคเขาถึงชาวบานยากย่ิงขึ้น และมีภัยอันตราย แตบุคลากร ภาครัฐก็มิไดยอทอ แตก็กระทำอยางไมทั่วถึงทุกพื้นที่ 92 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
พระบาทสมเดจพระเจ็าอยหูวัทรงหวงใยป ญหาตางๆ ทเกี่ดขินทึ้ งในเม ั้ องและในชนบท ืรวมทงั้ กลุมชาติพันธุและคนไทยในเขตพื้นที่สูงในเขตภาคเหนือของประเทศไทย จึงไดจัดตั้งโครงการหลวง ขนใน ้ึพ.ศ. 2512 เพอลดการปล่ื กฝูนจดหาพัชอื นปล่ื กแทนฝูนลดการบกรุกเผาปุาเพอทำไร ่ืหมนเวุยนี และสงผลใหเกิดการอนุรักษดิน น้ำ ปา การชวยเหลือกลุมชาติพันธุหรือ ชาวเขาระยะแรกไดขยายมาสูชาวไทยบนที่สูง และภารกิจ ของโครงการหลวงก็ขยายไปทั้งดานการพัฒนา การเกษตร พัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาคน พัฒนาปจจัย พื้นฐานทางการผลิต การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม จากโครงการเลก็ๆ ซงไม ึ่เป นโครงการในป พ.ศ. 2512 แต “ กระทำตามลำดบขันั้มองมติติางๆ แบบองครวม ครบวงจร ลดขั้นตอนใหสะดวกขึ้น ทำงานอยางใชความเพียร แตมีความสุข ฯลฯ” หลักการทรงงานดังกลาวแลว ทำใหโครงการหลวง หรือมูลนิธิโครงการหลวง พัฒนากาวหนาอยาง มั่นคงตาม “หลักเศรษฐกิจพอเพียง” แตเปน “หลักเศรษฐกิจพอเพียง” ขององคกรที่สามารถอยูได อยางยั่งยืนในทามกลางกระแสโลกาภิวัตน º··Õè 3 ¡Óà¹Ô´â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 93
ภารก ิ จของ โครงการหลวง บทท ี ่ 4
ภารกิจของโครงการหลวงซึ่งเริ่มตนจาก ปพ.ศ. 2512 จนถึงปจจุบัน พ.ศ. 2552 รวม 40 ป การดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวง แบงลักษณะงานสำคัญไดดังนี้ • งานวิจัย • งานพัฒนา • งานการตลาด §Ò¹ÇԨѠงานวจิยัคอื “เสาหลกสำค ัญั ” ของโครงการหลวงรากฐานของเสาหลกดังกลั าวมาจากพระราชดำร สั ในพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ซึ่งทรงมีกระแสพระราชดำรัสวา “เมื่อเราเขาไปในบริเวณ หรือ เรื่องที่เราไมรูเมื่อไมรูเราตองวิจัย” บทท ี ่ 4 ภารก ิจของโครงการหลวง 96 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã