งานวจิยเรัมติ่นจาก ผลไมเมองหนาวื ไดแก บวยพลบั แอปเปลทอสาลี่ฯลฯ ทสถานี่เกษตรหลวงี อางขางเพอชื่วยเหลอชาวเขาื ลดการปลกฝูน และการทำไรหมนเวุยนีหลงจากสรัางถนนขนดอยอึ้างขาง ไดสำเร็จในปพ.ศ. 2519 ก็ไดขยายงานวิจัยไปสูผักเมืองหนาว พชไร ื นอกจากนี้ไดมีการวิจัยเพื่อสงเสริมการปลูกกาแฟอราบิกาที่สถานีวิจัยโครงการหลวงแมหลอด (พ.ศ. 2517) แลวขยายไปสูชาวไทยในพื้นที่สูง ในพื้นที่ศูนยพัฒนาโครงการหลวงตีนตก (พ.ศ. 2524) ศูนยพัฒนาโครงการหลวงปาเมี่ยง (พ.ศ. 2524) ศูนยพัฒนาโครงการหลวงอื่น ๆ ซึ่งเปนที่ตั้งถิ่นฐาน ของชาวไทยและกลุมชาติพันธุอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีการวิจัยเหดหอม็ควบคูไปดวย นอกจากการวิจัยเรื่อง พืช ผักเมืองหนาวแลว ตอมาไดมีการวิจัยเรื่องพืชเขตรอน เชน มะมวง เพื่อปลูกในพื้นที่ความสูงระหวาง 400 – 700 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ผักเมืองหนาว ผลไมเมืองหนาว มะมวงปาล มเมอร อะโวกาโด มะเดื่อ º··Õè 4 ÀÒáԨ¢Í§â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 97
จากการวิจัยพืชสูการวิจัยปศุสัตว ปาไมและทรัพยากรธรรมชาติการแปรรูปอาหาร ธาตุ อาหารของพืช วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว สังคม การศึกษา และสาธารณสุข การวิจัยดังกลาวแลว สอดคลองกับหลักการพัฒนาอยางยั่งยืน คือ การพัฒนาตองสอดคลองและกลมกลืนทั้ง 3 ดาน คือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดลอม หลักการพัฒนาอยางยั่งยืน หลักการวิจัยของโครงการหลวง เปนการวิจัยที่นำเทคโนโลยีมาประยุกตกับภูมิปญญาเดิมเพื่อ กอใหเกิดนวัตกรรมใหม (Innovation) เชน การตอยอด ทาบกิ่ง โดยใชตนตอพื้นเมืองกับยอด หรือ กิ่งพันธุใหม โครงการวิจัยสมุนไพร โครงการคัดเลือกพันธุตามลักษณะ “ภูมิสังคม” โครงการผลิต ปุยอินทรียโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาหัตถกรรมพื้นบาน ฯลฯ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดลอม การกลั่นสมุนไพร 98 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
ในปพ.ศ. 2551 มูลนิธิโครงการหลวง ไดเสนอโครงการที่เสร็จสิ้นทั้งหมด 69 โครงการ แบงออกเปน 13 หมวด คือ (ฝายวิจัยมูลนิธิโครงการหลวง, 2552 : 4-12) • หมวดผัก เชน พัฒนาพันธุมะเขือเทศ ฟกทอง ผักกาดหอมหอ • หมวดพืชสมุนไพร วิจัยประโยชนของสมุนไพร 400 ชนิด • หมวดพืชไรวิจัยการปลูกเฮมพ • หมวดไมดอก ไมประดับ วิจัยเรื่อง เฟนขาหลวงหลังลาย, แคลลาลิลี่ • หมวดไมผล เสนอโครงการวิจัย 20 โครงการ เชน เรื่อง กีวีฟรุต 2 พันธุเสาวรส, อะโวกาโด มัลเบอรี่ฯลฯ • หมวดปศุสัตววิจัยเรื่องปลาเทราทสายรุง ไกเบรสฝรั่งเศส แพะนม กระตาย สุกร กระบือ • หมวดปาไมและทรัพยากรธรรมชาติ • หมวดอารักขาพืช วิจัยเกี่ยวกับการกำจัดศัตรูของพืช เชน แมลง ทาก • หมวดการแปรรูป วิจัยเกี่ยวกับการแปรรูป ผัก ผลไม ฟกทอง อะโวกาโด กีวีฟรุต แคลลาลิลี่ º··Õè 4 ÀÒáԨ¢Í§â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 99
• หมวดวทยาการหลิงการเกับเก็ยวี่เชนการเกบผ็ กแปรร ั ปูการแกความฝาดของผลพล บัฯลฯ • หมวดดิน และธาตุอาหารพืช เชน การศึกษาระดับความอุดมสมบูรณของดินในการปลูกผัก และไมผล การชักน้ำไสเดือนดินเขามาในแปลงปลูกพืช • หมวดสังคม การศึกษา และสาธารณสุข เชน การวิจัยเรื่อง การสำรวจการใชเกลือไอโอดีน ในครัวเรือน การจัดการปาไมของชุมชนปกาเกอะญอ การวัดดัชนีความสุข และความอยูดี มีสุขของประชาชนในเขตพื้นที่ศูนยพัฒนาโครงการหลวง • หมวดอื่น ๆ เชน กระบวนการสรางชุมชนพึ่งพาตนเอง โดยการผลิตน้ำยาซักลาง น้ำยา ลางจาน และสบู จากงานวิจัยดังกลาวแลว จะพิจารณาไดวาพันธกิจของโครงการหลวง มิไดสงเสริมการผลิต ทางดานการเกษตรและภาคนอกการเกษตรเพอการพื่ฒนาเศรษฐกัจอยิางเดยวีแตงานของโครงการหลวง ยงสังเสรมการอนิรุกษัทรพยากรธรรมชาตั ิการสรางชมชนเขุมแขง็การอนรุกษัวฒนธรรมัการสงเสรมิ คุณภาพของชีวิตเพื่อใหประชาชนอยูดีกินดีมีความสุขบนพื้นฐานความยั่งยืนและความพอเพียง ตามอัตภาพของแตละบุคคล โครงการหลวงแมสะปอก ชาวบานชวยกันคัดตะไครหอม 100 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
§Ò¹¾Ñ²¹Ò การพัฒนาชุมชนในพื้นที่โครงการหลวงเปนพันธกิจหลักของศูนยพัฒนาโครงการหลวง 38 แหง การดำเนินงานใหความสำคัญกับการพัฒนาและถายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคุณภาพ ผลผลิตใหไดมาตรฐานเปนที่ยอมรับของผูบริโภคทั้งภายในประเทศและตางประเทศเปนการเพิ่มมูลคา ใหกับผลผลิตของเกษตรกร ทำใหเกษตรกรมีรายไดเพิ่มมากขึ้น มีชีวิตความเปนอยูดีขึ้น นอกจากนี้ ยังใหความสำคัญกับการเสริมสรางความเขมแข็งของชุมชนการฟนฟูอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาและบำรุงรักษาปจจัยพื้นฐาน และการบริหารจัดการ จากการบูรณาการภายในชุมชน องคกรทองถิ่นตาง ๆ และความรวมมือใกลชิดจากหนวยราชการตาง ๆ งานพฒนาดังกลัาวแลวมจีดรุวมอยางเดยวกีนัคอืทกศุนยูพ ฒนาโครงการหลวง ัตองมพีนธกัจิ 6 ประการ คือ • การพัฒนาและการถายทอดเทคโนโลยี • การเสริมสรางความเขมแข็งของชุมชน • การฟนฟูและอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม • การพัฒนาและบำรุงรักษาปจจัยพื้นฐาน • การวิจัยและพัฒนาการสรางรูปแบบกระบวนการเรียนรูและองคความรูจากโครงการหลวง และโครงการพระราชดำรสิูการผลิตของชุมชนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง • การปรับปรุงระบบการบริหารจัดการสำหรับจุดตางคือ การปฏิบัติตามพันธกิจทั้ง 6 ประการ มีจุดเนนแตกตางกันตามลักษณะภูมิสังคม และความพรอมของชุมชน เชน พื้นที่ระดับสูง กวา 1,000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง มีถนนใชไดตลอดทุกฤดูกาล ไมหางไกลจาก ตัวเมืองมากเกินไป ศูนยพัฒนาโครงการหลวงเนนการปลูกผัก ไมดอก ไมผลเมืองหนาว สวนพื้นที่ต่ำกวา ก็เนนการปลูกไมผลเมืองรอน หรือกาแฟ การเลี้ยงสัตวฯลฯ แปลงวิจัยพืชกัญชง º··Õè 4 ÀÒáԨ¢Í§â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 101
งานของศูนยพัฒนาโครงการหลวงในพันธกิจทั้ง 6 ประการดังกลาวเกิดประโยชนตอชุมชนและ ประเทศชาติทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ผลงานดานปริมาณในปงบประมาณ พ.ศ. 2551 สามารถ ยกตัวอยางไดดังนี้ การพัฒนาและสงเสริมอาชีพภาคการเกษตรจากผลผลิตประเภท ผัก ไมดอก ไมผล พืชไร สตรอเบอรี่กาแฟ ชา สมุนไพร ดอกไมแหง ปศุสัตวและอื่น ๆ ของเกษตรกร 13,622 คน เกิดรายได 524,021,465.25 บาท ผานมูลนิธิฯ เปนเงิน 272,772,300.75 บาท ไมผานมูลนิธิฯ เปนเงิน 251,249,164.47 บาท (ฝายพัฒนามูลนิธิโครงการหลวง, 2552 : 404) บานของชาวไทยภูเขา ëĀÐ ďðśãüÐ ďðśëô íĆÙďòŚ ùäòüċéüòĄē ÐāČî Ùā ùðćèďíò ãüÐďðśČúśÖ กราฟเปรียบเทียบพื้นที่เพาะปลูกตามชนิดพืช กราฟแสดงรายไดของเกษตรกรแยกตามชนิดพืช ëĀÐ ďðśãüÐ ďðśëô íĆÙďòŚ ùäòüċéüòĄē ÐāČî Ùā ùðćèďíò ãüÐďðśČúśÖ ê÷ćùĀäöŞ 102 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
กราฟแสดงจำนวนเกษตรกรที่ปลูกพืชและเลี้ยงสัตวตาง ๆ ëĀÐ ďðśãüÐ ďðśëô íĆÙďòŚ ùäòüċéüòĄē ÐāČî Ùā ùðćèďíò ãüÐďðśČúśÖ ê÷ćùĀäöŞ ที่มา : ฝายพัฒนามูลนิธิโครงการหลวง, 2552 : 404 ขอมูลรายไดนอกภาคการเกษตรของศูนยพัฒนาโครงการหลวง 38 แหง จำนวนเกษตรกร 1,889 คน เกิดรายไดจากงานหัตถกรรม 18,244,562.20 บาท การทองเที่ยว 14,477,396.00 บาท งานแปรรูปผลผลิต 2,895,800.00 บาท (ฝายพัฒนามูลนิธิโครงการหลวง, 2552 : 43) รายไดตาง ๆ สามารถคิดเปนรอยละไดดังนี้ รายไดนอกภาคการเกษตร คิดเปนรอยละ 10.69 (จากรายไดภาคเกษตรผานมูลนิธิฯ) ขอมูลการมีสวนรวมของชุมชนในการทำกิจกรรมกลุมของศูนยพัฒนาโครงการหลวง 38 แหง คิดเปนจำนวน 387 กลุม สมาชิก 24,622 ราย (ฝายมูลนิธิโครงการหลวง, 2552 : 44) หัตถกรรม 52% การแปรรูป ผลผลิต 8% การทองเที่ยว 40% º··Õè 4 ÀÒáԨ¢Í§â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 103
¡ÒôÓà¹Ô¹§Ò¹¿„œ¹¿ÙáÅСÒÃ͹ØÃѡɷÃѾÂҡøÃÃÁªÒμÔ ขอมูลการอนุรักษดินและน้ำดวยการปลูกหญาแฝกคิดเปนจำนวนพื้นที่ 1,775.70 ไร จำนวน 8,176,806 ตน เกษตรกร 1,394 คน การสงเสริมโครงการปลูกปาชาวบาน พื้นที่ 5,634.38 ไร จำนวน 674,465 ตนเกษตรกร 5,720 ราย และขอม ลการฟูนฟความอูดมสมบุรณูของดนและนิ ำ้จำนวน 702 ไร ผลิตปุยหมักได 1,395 ตัน ปุยน้ำ 124,980 ลิตร (ฝายพัฒนามูลนิธิโครงการหลวง, 2552 : 415 – 417) ในดานการฝกอบรมและดูงานดานการพัฒนา ไดมีการฝกอบรมและดูงานอาชีพการเกษตร 307 ครั้ง จำนวน 3,548 คน อาชีพนอกการเกษตร 27 ครั้ง 725 คน ดานสังคมและสาธารณสุข 129 ครงั้ 1,868 คน การอนรุกษัทรพยากรั 79 ครงั้ 1,682 คน (ฝายพฒนามัลนูธิโครงการหลวง ิ , 2552 : 418) พื้นที่อนุรักษบนพื้นที่สูง 104 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
การพัฒนาและถายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาและสงเสริมอาชีพ ประกอบดวยงานพัฒนาและการสงเสริมยกตัวอยางไดดังนี้คือ การปลูกพรอมแปรรูปเฮมพเพื่อบีบน้ำมันเมล็ดเฮมพ การสงเสริมการปลูกกาแฟอราบิกา โรงเรือนทำปุยหมัก ผลมะไฟ การผลิตผักอินทรีย ตนเงาะ º··Õè 4 ÀÒáԨ¢Í§â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 105
การสงเสริมการผลิตชาจีน การสงเสริมการผลิตเมล็ดพันธุถั่วอะซูกิและถั่วมันมัน การสงเสริมการผลิตผัก การสงเสริมการผลิตผักอินทรีย ไมดอก มะมวงนวลคำ มะมวงปาลมเมอร แอปเปล สาลี่ 106 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
การสงเสริมการผลิตไมดอก การสงเสริมผลิตผลไมเขตรอน การสงเสริมการผลิตไมผลเขตหนาว การสงเสริมการผลิตสมุนไพร การสงเสริมการผลิตองุน นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาและสงเสริมการปลูกพืชและการเลี้ยงปศุสัตวอีกหลายชนิด การปลูกองุน การผลิตสมุนไพร º··Õè 4 ÀÒáԨ¢Í§â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 107
§Ò¹¡ÒÃμÅÒ´ การตลาด หมายถึง การเคลื่อนยายผลผลิตหรือบริการจากผูผลิตไปยังผูบริโภคตามรูปแบบ เวลา และสถานที่ตามที่ผูบริโภคตองการ ในดานสวนผสมของการตลาด มีองคประกอบหลัก 4 ประการ คือ ผลผลิต (สินคาหรือบริการ) ราคา การสงเสริมการตลาด และชองทางการจัดจำหนาย โครงการหลวงไดทำการผลิตภาคการเกษตร และภาคนอกการเกษตร ขึ้นเปนผลิตภัณฑอยาง ครบวงจร ไมวาจะพจารณาดิ านการตลาดหรือสวนผสมของการตลาด จึงทำใหงานของโครงการหลวง ประสบผลสำเร็จอยางยิ่ง งานการตลาดของโครงการหลวงแบงออกได 10 สวน ดังนี้ สวนที่ 1 การวางแผนการตลาด (http://kanchanapisek.or.th/) เนื่องจากการผลิตและการตลาด มีสวนสัมพันธกันอยางใกลชิดไมสามารถแยกเปนอิสระจากกัน ไดจึงตองมีการวางแผนการผลิต และการตลาดใหสอดคลองกัน และรวมกันตัดสินใจเกี่ยวกับผลิตผล ที่จะผลิตวาจะผลิตอะไร จำนวนเทาใด เพราะการเลือกผลิตสินคา ตองคำนึงถึงการตลาดดวยวา ผูซื้อ เปนใคร ตองการผลิตผลประเภทใด เมื่อไร สวนที่ 2 การจัดการรักษาคุณภาพหลังเก ็ บเกี่ยว ควรเริ่มตั้งแตการเก็บเกี่ยว เมื่ออายุเหมาะสม วิธีการเก็บ ภาชนะที่เก็บเกี่ยวและบรรจุตองมีความ สะอาดและเหมาะสม • การรวบรวมผลผลิต การรักษาอุณหภูมิกอน การขนสงและเก็บรักษา (Storing) • การขนยายผลผลิตมาทำการคัดบรรจุ • ทำความสะอาด การตัดแตง - ทำใหผลิตผล สวยงาม ประหยัดเนื้อที่ขนสง • การเสริมคุณภาพ (Pulshing) - ยืดอายุ - ทำใหรสดี • การคัดเกรด คัดคุณภาพ (ขนาด น้ำหนัก พันธุรูปราง สีสภาพตำหนิ) กำจัดสิ่งเจือปน • การบรรจุหีบหอ 108 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
• การเก็บรักษา (สำหรับผักตองพิเศษมาก) รอการขนสง - รักษาความสะอาดของหองเก็บรักษา - ควรมีหองเย็น • การขนสงผลิตผลไปเพื่อขาย - ยานพาหนะ - คาขนสง • การจำหนาย สวนที่ 3 ดานการแลกเปลี่ยน โดยทั่วไปถาพูดถึงหนาที่ทางดานการตลาดในสวนที่เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนนั้น จะมีทั้งดาน การซื้อ การรวบรวม การขาย แตเนื่องจากโครงการหลวงมิไดเปน ผูซื้อมาขาย แตชวยเหลือทำหนาที่ การตลาดใหในทนี่จี้งทำหน ึาท เฉพาะการจำหน ี่ ายให เทานนดั้านการจำหน ายหรอการขายืมงานตี องทำ คือ การวางแผนการขาย • จะขายผลผลิตอยางไร โครงการหลวงไดทำการขายหลายรูปแบบ คือการขายแกผูคาปลีก ผูคาสงซุปเปอรมารเก็ต โรงแรม ผแปรร ูปูนอกจากนน้ั โครงการหลวงไดมสถานทีเผยแพร่ีผลงานและผลตภิณฑั ของโครงการเอง การจำหนายผลิตภัณฑของโครงการหลวง º··Õè 4 ÀÒáԨ¢Í§â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 109
หลายแหง ทั้งที่เชียงใหมและกรุงเทพฯ ซึ่งผูบริโภคจะไปซื้อหาผลิตภัณฑของโครงการหลวงได โดยตรง • จะขายเมื่อไร ถาเปนผลิตผลที่มีอายุสั้น มีการสูญเสียมาก ก็จะตองรีบขายโดยเร็ว แตผลิตผลบางอยาง สามารถเก็บไดนาน จะเก็บไวขายในชวงที่คาดวาจะไดราคาสูง โดยจะตองคิดเปรียบเทียบตนทุน การเก็บรักษากับราคาที่จะขายได อยางไรก็ตาม จะตองเนนนโยบายการตลาดขอหนึ่งของโครงการหลวงก็คือ จะไมผลิตพืช ในฤดูที่พื้นราบปลูกไดหรือปลูกแตนอย และจะสงเสริมการผลิตพืชนอกฤดูเพื่อผูบริโภคไดหาซื้อ ไปบริโภคตลอดปสิ่งนี้จะตองมีการรวมมือกัน ระหวางฝายผลิตและฝายการตลาดอยางใกลชิดดวย • จะขายที่ไหน ในสถานที่ตางกัน ราคาสินคาเกษตรจะแตกตางกัน ทั้งนี้ขึ้นอยูกับระยะทางระหวางสถานที่ ผลิตกับสถานที่ขาย ผลิตผลของโครงการนั้นมีจำหนายทั้งที่เชียงใหมกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ นอกจากนั้น ผลิตผลสดเปนสิ่งที่เนาเสียงาย มีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีและสรีระสูง เชน เปลี่ยนสีเหี่ยว หรือนิ่ม ชอกช้ำงาย อายุการเก็บรักษาสั้น ตองมีการควบคุมอุณหภูมิในระหวาง การวางขาย เพื่อรักษาสภาพใหสดอยูเสมอ ผลิตผลสดของโครงการหลวง เปนพืชเมืองหนาวเปน สวนใหญ ไมคงทนเมื่ออยูในสภาพอากาศรอน ดังนั้นสถานที่จำหนายผลิตผล จะตองมีความเย็น ที่เหมาะสมดวย หรือมิฉะนั้นจะตองมีตูแชที่ใหความเย็นไดดวย 110 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
สวนที่ 4 ดานการอำนวยความสะดวก 1. การจดมาตรฐานและการจัดเกรดั (Standardization) เพอควบคื่มคุณภาพและลดการสุ ญเส ูยี 2. การบริการดานขาวสารการตลาด (Market Intelligence) การวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรม ผูบริโภค ขอมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของปจจัยการผลิตและอื่น ๆ ที่เกี่ยวของ สวนที่ 5 ราคาและการกำหนดราคา เนื่องจากผลิตผลสดของโครงการหลวง ไมใชผลิตผลสำหรับผูมีรายไดสูงดังที่บางทานเขาใจ แต ผลิตภัณฑโครงการหลวง เปนสิ่งที่ทุกคนทุกระดับสามารถซื้อหาไปบริโภค และอุปโภคไดราคาจึงเปน สิ่งที่ตองคำนึงถึงหลักการ ผลิตผลสดของโครงการหลวงเปนพืชเมืองหนาว พื้นที่เพาะปลูกมีจำกัด ปริมาณการผลิตยังมีไมมากนัก ตลาดพืชผลสดจึงเปนตลาดลักษณะกึ่งผูกขาด Monopolistic Competition การแขงขันอยางรุนแรงยังไมมีการกำหนดราคา พิจารณาปจจัยตอไปนี้ • สินคาสดเปนสินคาตามฤดูกาล การกำหนดราคาจึงตองดูวาอยูในตนฤดู กลางฤดูหรือ ปลายฤดูในเทศกาลตาง ๆ หรือในชวงสงเสริมการขาย (Promotion) • วิธีขายเปนแบบไหน การขายปลีก ขายสง ขายตรง ขายโรงงาน เปนตน • สถานที่เชน เปนตลาดทองถิ่น ตลาดกลาง ตลาดปลายทาง อยูใกลหรือไกลจากแหลงผลิต • ตนทุนของเกษตรกรผูปลูก ไดแกคาเมล็ดพันธุ ปุย วัสดุอุปกรณในการปลูก คาแรงงาน เปนตน º··Õè 4 ÀÒáԨ¢Í§â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 111
สวนที่ 6 การคืนเงินแกเกษตรกร เนื่องจากโครงการหลวงทำหนาที่การตลาดใหแกเกษตรกร ไมใชผูซื้อสินคาจากเกษตรกร ดังนั้น เมื่อขายผลิตผลไดก็จะตองคืนเงินแกเกษตรกรไป การคืนเงินโดยหลักการแลวควรคิดจาก “สวนเหลื่อมการตลาด” Marketing Margin หรือ “คาการตลาด” ซึ่งมีวิธีคิดดังนี้ ราคาขาย ++ ++ หัก สวนเหลื่อมการตลาด ++ ++ ราคาคืนเกษตรกร ++ ++ สวนเหลื่อมการตลาด หรือคาการตลาด หรือโสหุยการตลาด ประกอบดวย คาใชจายตาง ๆ ในการจัดการตั้งแตนำสินคาจากเกษตรกรไปถึงมือผูบริโภค ซึ่งไดแกคาขนสง คาน้ำมันเชื้อเพลิง คาจาง คาน้ำ คาไฟ โทรศัพทคาภาชนะบรรจุหีบหอ คาใชจายดำเนินงานอื่น ๆ คาเสื่อมราคา ฯลฯ เปนตน ในกรณีของโครงการหลวงนั้น ใชหลักการคืนเงินแกเกษตรกร 80% เปนสวนเหลื่อมการตลาด 20% ขณะนี้กำลังศึกษาวาคาโสหุยการตลาด ที่โครงการหลวงตองจายจริงนั้น เกินกวาสวนเหลื่อม การตลาดที่หักไว 20% หรือไมหากเกินกวาอาจจะตองทำการปรับปรุง สวนที่ 7 การแปรรูป ปจจุบันผูบริโภคนิยมอาหารที่แปรรูปกันมากขึ้น มีทั้งการแปรรูปเปนเครื่องกระปอง อบแหง แชแข็งอาหารสำเร็จรูป ที่นำไปรับประทานไดทันทีเชน สลัดถาด การแปรรูปผลิตผลโครงการหลวงนั้น เนนวัตถุประสงคในการชวยเหลือเกษตรกรชาวเขา ที่มี ผลผลิตมาก เหลือจากความตองการตลาดโครงการหลวง ก็จะตองรับไวทำการแปรรูปในรูปแบบตางๆ ดังกลาวแลว เพื่อชวยใหเกษตรกรมีรายไดและไมตองนำผลผลิตไปทิ้งเปนการเสียเปลา โครงการหลวงมีโรงงานวิจัยผลิตภัณฑตนแบบ เพื่อรับดำเนินการตามวัตถุประสงคดังกลาว อยูที่มหาวิทยาลัยเชียงใหมที่อำเภอฝาง และที่อำเภอแมจัน จังหวัดเชียงราย ผักที่นำมาแปรรูปเปนผลิตภัณฑสำเร็จรูปไดแกน้ำมะเขือเทศ มะเขือเทศเขมขน มะเขือเทศ ปอกผิว มะเขือเทศเชื่อม ผักดองสามรส แตงกวาดองเครื่องเทศ ขาวโพดออน ผักแหงอนามัย ตั้งไฉ อนามัย กะหล่ำปมหวาน กระเทียมอบแหง แครอทอบแหง เปนตน การจำหนายผลิตภัณฑของโครงการหลวง 112 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
สวนที่ 8 การสรางเอกลักษณ หนาที่ของการตลาดที่สำคัญอีกอยางหนึ่ง คือการสรางเอกลักษณของผลิตผลใหเปนที่รูจัก โดยทั่วไป นั่นคือการใชตราหรือยี่หอ ผลิตผลของโครงการหลวงมีตราประจำ คือ “ตราดอยคำ” ปจจุบันเปนที่รูจักกันแพรหลาย โดยเฉพาะพืชผักนั้นผูซื้อใหความไววางใจวาเปนผักที่ “สด สะอาด ปลอดสารเคมี” ในเรื่องนี้ฝายปองกันและกำจัดศัตรูพืชบนที่สูงของโครงการหลวงดูแลอยูดวย คุณสมบัติสำคัญขอนี้ ทำใหมีผูนิยมบริโภคผักของโครงการหลวงเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้น พืชผล ที่ผลิตบนที่สูง อากาศหนาว จะมีคุณภาพดีกวาที่ปลูกในที่ราบซึ่งอากาศรอนกว า สวนที่ 9 การแพรผลงาน ผลิตภัณฑใด ๆ แมจะมีคุณภาพดีราคายุติธรรม แตถาไมมีการเผยแพรประชาสัมพันธให ผูซื้อรูจักแลว ยอมจะขายไดนอย ดังนั้น เพื่อชวยใหผลิตผลของเกษตรกรชาวเขาเปนที่รูจักและ ผูบริโภคไมลืม จึงตองดำเนินการดังตอไปนี้คือ 1. การจัดงานนิทรรศการ เผยแพรผลงานทางวิชาการและผลิตภัณฑประจำทุกปทั้งที่ กรุงเทพฯ และเชียงใหม 2. ขยายสถานที่เผยแพรผลิตภัณฑใหมากขึ้น 3. เพิ่มจำนวนสถาบันการตลาดซึ่งไดแกผูทำหนาที่การตลาด คือผูขายสง ผูขายปลีก ผูแปรรูป เปนตน 4. ทำใหเกิดความแตกตางของผลิตผล ดวยการบรรจุหีบหอที่มีรูปแปลกๆ º··Õè 4 ÀÒáԨ¢Í§â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 113
สวนที่ 10 การวิจัยตลาด เพื่อใหฝายการตลาดทำหนาที่อยางครบถวน จึงตองทำการวิจัยเกี่ยวกับการตลาด เพื่อใหได ขอมูลที่จะนำมาวิเคราะหวายังมีปญหาอะไรบาง ซึ่งจะตองทำการแกไข ควรวางแผนการตลาดและ การผลิตอยางไร เชน การวิเคราะหอยางตอเนื่อง เกี่ยวกับตัวผูบริโภคและพฤติกรรมของเขา การวิจัย เกี่ยวกับผลิตผลแตละชนิด เกี่ยวกับโครงสรางการตลาด และการแขงขันสภาวะเศรษฐกิจ และตลาด ของผลิตผล ตนทุนการตลาดและการบริการทางการตลาด ขอสำคัญในสวนที่เกี่ยวของกับการผลิต ก็คือ ฝายผลิตควรวิจัยหาพันธุใหมที่มีคุณภาพดีที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปรางรสชาติและขนาดที่ แตกตางไปจากเดิม ใหเปนพันธุที่ทนทานตอการขนสง และตองรักษาพันธุเดิมที่ดีอยูแลว ใหคง คุณภาพดีอยางสม่ำเสมอ ไอศกรีมกะทิกับอะโวกาโด ในงาน โครงการหลวง 40 ปที่เซ็นทรัลเวิลดกรุงเทพฯ 114 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
»˜ÞËÒà¡ÕèÂǡѺ¾×ª¼Ñ¡·Ò§´ŒÒ¹¡ÒÃμÅÒ´ พืชผักเปนสินคาที่ไมนิยมใชเปนของขวัญ แตเปนสิ่งที่ผูซื้อนำไปบริโภคเอง ดังนั้นจึงเปนสินคา ที่ราคาไมสูงเทาสินคาที่เปนของขวัญไดพืชผักที่จะมีศักยภาพเปนพืชเศรษฐกิจไดจะตองแกปญหาที่ มักจะปรากฏอยูเสมอ คือ • ปริมาณผลิตแตละปไมแนนอน ทำใหไมสามารถรับคำสั่งซื้อจากผูซื้อไดแนนอน • คุณภาพไมไดมาตรฐาน ไมตรงตามความตองการของผูซื้อ • การบรรจุหีบหอไมแข ็งแรง ทำใหเสียงาย สงทางไกลไมได • การสูญเสียมีมาก เนื่องจากการดำเนินการชวงเก็บเกี่ยว และหลังเก็บเกี่ยว ยังมีปญหา º··Õè 4 ÀÒáԨ¢Í§â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 115
ËÅÑ¡¡ÒôÓà¹Ô¹§Ò¹´ŒÒ¹¡ÒÃμÅÒ´¢Í§â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ โครงการหลวงมิไดทำการซื้อผลิตผลจากเกษตรกรชาวเขา แลวนำมาขายเอง เพียงแตทำ หนาที่จัดการตลาดใหแกเกษตรกรชาวเขาที่อยูในขายสงเสริมโดยโครงการหลวง ไมไดประกันราคา และไมทำการซื้อขายลวงหนา ผลิตผลที่ทำการสงเสริม ยกเวนบางกรณีใหพิจารณาเปนกรณีพิเศษไป การผลิตพืชผลโดยเฉพาะอยางยิ่ง ผักและดอกไมโครงการหลวงจะไมทำการปลูกพืชในฤดู ที่ทางพื้นราบปลูกไดมาก แตจะปลูกเพื่อสนองตลาดของโครงการหลวงเทานั้น โครงการหลวงเนนการสงเสริมการผลิตพืชผลนอกฤดูเพื่อใหไดราคาที่ดีและใหผูที่ตองการ บริโภคซื้อหาไปบริโภคไดตลอดป การรกษาคัณภาพของผลผลุติกอนและหลงการเกับเก็ ยวเป ี่นสงทิ่สำค ี่ญมากัตองทำงานอย างม ี ประสิทธิภาพและมีมาตรฐาน เพื่อที่จะลดการสูญเสีย ผลิตผลของโครงการหลวง ไมใชผลิตผลเฉพาะผูที่มีรายไดสูงเทานั้น แตตองการใหคนทุกระดับ รายไดสามารถซื้อไปอุปโภคบริโภคไดราคาพืชผลจะตองไมมีการกำหนดราคาที่เปนราคาตายตัว แตใหราคาลอยตัวเปนไปตามกลไกของตลาด การแปรรูปผลิตผลของโครงการหลวงนั้น เนนวัตถุประสงคในการชวยเหลือเกษตรกร ที่มี ผลิตผลเหลือเกินความตองการของตลาด เพื่อใหเกษตรกรไมตองทิ้งผลผลิตที่ผลิตไดซึ่งเปนการ เสียเปลาโดยไมมีประโยชนนอกจากนั้นจะสงเสริมใหเกษตรกรชาวเขา ปลูกพืชที่จะนำมาทำการ แปรรูปตามความตองการของตลาดไดเพื่อใหเกษตรกรมีรายไดอีกทางหนึ่งดวย ผลิตผลของโครงการหลวง มีเอกลักษณเปนที่รูจักแพรหลายโดยทั่วไปคือ “ตราดอยคำ” และ ผบรูโภคได ิ ให ความไว วางใจว าผลตผลของโครงการหลวงโดยเฉพาะของสด ิคอื “สด สะอาด ปลอดภยั” จึงตองรักษาเอกลักษณนี้โดยเครงครัด เพื่อชวยใหผลผลิตของเกษตรกรชาวเขา เปนที่รูจักกันอยางแพรหลายโดยทั่วไป และผูบริโภค ไมลืม จึงจำเปนตองมีการจัดงานเผยแพรและประชาสัมพันธอยางตอเนื่องตลอดทั้งป การวิจัยตลาด การรายงาน และการวิเคราะหขอมูล เปนสิ่งที่จำเปน เพื่อใหทราบปญหาและ อุปสรรค จะไดหาทางแกไขขอบกพรองตางๆ ตลอดจนการวิจัยเพื่อพัฒนาดานการตลาด ใหมี ประสิทธิภาพตอไป การดำเนินงานของโครงการหลวง หรือมูลนิธิโครงการหลวง ซึ่งเกิดขึ้นจากงานเล็ก ๆ แลว ขยายใหญขึ้นตามลำดับ ไดยึดงานหลัก 3 งาน คือ งานวิจัย งานพัฒนา และงานการตลาด ภารกิจ ในการดำเนนงานดิงกลัาวแลว เปนลกษณะการผลัตแบบครบวงจรของระบบการตลาดิซงประกอบด่ึวย การสรางผลผลิตโดยใชเทคโนโลยีใหมบนพื้นฐานภูมิปญญาเดิม การตั้งราคาอยางยุติธรรมเพื่อ ผูบริโภคและผูผลิต (เกษตรกร) การสงเสริมการตลาด โดยใชการโฆษณา ประชาสัมพันธการใชตรา หรือยี่หอ (Logo) การสงเสริมการขาย และการจัดชองทางการจัดจำหนาย การทำงานแบบองครวม ดังกลาวแลว จึงทำใหงานบรรลุตามเปาหมาย 116 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
อนึ่งในปจจุบันและอนาคตอันใกลนี้โครงการหลวงกำลังสงเสริมการทองเที่ยวเพื่อการศึกษา ในพื้นที่ของโครงการ งานดังกลาวแลวคงประสบความสำเร็จอยางแนนอน ถาใชระบบการตลาดและ สวนผสมการตลาดประกอบการทำกิจกรรมดังกลาว ผลผลิต ตราดอยคำ สด สะอาด ปลอดภัย º··Õè 4 ÀÒáԨ¢Í§â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 117
แนวพระราชดำริ ก ับความสำเร็ จของ โครงการหลวง บทท ี ่ 5
“โครงการหลวงไดเริ่มขึ้นเปนกิจการที่เล็ก ๆ” ที่สถานีเกษตรหลวงอางขาง (ดอยอางขาง) ในปพ.ศ. 2512 เพื่อทำการวิจัยและทดสอบไมผล ไมดอก และพืชผักเมืองหนาว และตอมาในป พ.ศ. 2517 ไดจัดตั้งสถานีวิจัยโครงการหลวงแมหลอดเพื่อทดลองปลูกกาแฟ การรับสนองแนวพระราชดำริและหลักการทรงงานในเรื่อง “การแกปญหาที่จุดเล็ก” “ระเบิด จากขางใน” “ทำตามลำดับขั้น” “ทำงานอยางมีความสุข” และยึดหลัก “ภูมิสังคม” ฯลฯ ทำใหงาน ของโครงการหลวงกาวหนาอยางยงยั่นื ในระหวางพ.ศ. 2521 – 2530 ไดจดตังศั้นยูพ ฒนาโครงการหลวง ั เพิ่มขึ้นอีก 28 แหง ใน 5 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงใหมเชียงราย ลำพูน พะเยา และแมฮองสอน รวมทั้งหมด 30 แหง และไดขยายเพ ิ่มขึ้นในระหวางปพ.ศ. 2531 – 2540 ไดจัดตั้ง 3 แหง บทท ี ่ 5 แนวพระราชดำริ ก ั บ ความสำเรจของโครงการหลวง ็ 120 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
ความกาวหนาอยางยงยั่นดืงกลัาวแลวสาเหตสำคุ ญทัสี่ดุคอื การปฏบิตังานตามแนวพระราชดำร ิ ิ และยึดหลักการทรงงาน 23 ขอ ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว สรุปรวมไดดังตอไปนี้ • ตามลำดับขั้น และการแกปญหาเฉพาะหนากอน • ศึกษาขอมูลอยางเปนระบบ • ระเบิดจากขางใน • การมีสวนรวม • ภูมิสังคม • ประหยัด เรียบงาย ไดประโยชนสูงสุด • องครวม • บริการรวมที่จุดเดียว • เศรษฐกิจพอเพียง • ความเพียร • ทำงานอยางมีความสุข • ประโยชนสวนรวม รูรัก สามัคคี • การอนุรักษและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติอยางยั่งยืน • การใชเทคนิควิทยาการสมัยใหมที่เหมาะสม เมื่อวิเคราะหหลักการทรงงานแตละขอ จะเห็นไดวาหลักการทรงงานไดประยุกตเขาสูการ ปฏิบัติงานตามพันธกิจของโครงการหลวงไดอยางเหมาะสมกลมกลืน อธิบายไดดังนี้ º··Õè 5 á¹Ç¾ÃÐÃÒª´ÓÃԡѺ¤ÇÒÁÊÓàÃ稢ͧâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 121
μÒÁÅӴѺ¢Ñé¹áÅÐᡌ»˜ÞËÒ੾ÒÐ˹ŒÒ¡‹Í¹ พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยขอนแกน 20 ธันวาคม 2516 “การพัฒนาประเทศจำเป นตองทำตามลำดับขั้น ตองสรางพื้นฐานคือ ความพอมีพอกิน พอใชของประชาชนสวนใหญเป นเบื้องตนกอน โดยใชวิธีการ และการใชอุปกรณที่ประหยัด แตถูกตองตามหลักวิชา เมื่อไดพื้นฐานมั่นคง พรอมพอสมควรและปฏิบัติไดแลวจึงคอยสรางคอยเสริมความเจริญ และฐานะ เศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับตอไป” (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, 2549) จากพระบรมราโชวาท ซึ่งเปนหลักในการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ดังกลาว แลวจงเปึนหลกการพัฒนางานอยัางตอเน องของโครงการหลวง ื่ดงกระแสพระราชดำร ัสของพระบาทั - สมเด็จพระเจาอยูหัว บางตอนดังนี้ “โครงการหลวงนี้ก ็ เริ่มตนดวยกิจการเล ็ ก ๆ นอย ๆ และไดขยายขึ้นมา ดวยการสนับสนุนของทางราชการและเอกชนรวมกัน” (9 มีนาคม 2534) “เรองทื่จะช ี่วยชาวเขา …เพอสื่งเสรมและสน ิ บสนั นใหุชาวเขาม ความเป ีนอย ู ทด่ีขีน้ึ…จดประสงคุอยางหนงค่ึอืมนษยธรรมุ …เลกปล ิ กยาเสพตูดิคอื ฝน…รกษาั ปาไม…รักษาดิน ใหเปนประโยชนตอไปและยั่งยืน” (10 มกราคม 2512) 122 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
ÐāòČéŚÖíĆĔèæĄēãăèäāðæóøÝĄĎúðŚ ċØôĄēñíĆĔèæĄēåĆüÓòüÖæāÖÐāòċÐøäòďòŚ ùòÿèĔĂffďòŚ èāÑśāöffďòŚ íĆÙďòŚíĆÙùöèffďòŚ æĄēüñĈŚüā÷ĀñffďòŚ จากงานสงเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวแทนฝนและลดการทำลายระบบนิเวศปาที่ดอยอางขาง พ.ศ. 2512 แลวขยายตอมาที่สถานีวิจัยโครงการหลวงแมหลอดเพื่อสงเสริมการปลูกกาแฟใน พ.ศ. 2517 ที่อำเภอแมแตง จังหวัดเชียงใหมซึ่งมี “ภูมิสังคม” แตกตางจากดอยอางขางในมิติของ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และกลุมชาติพันธุไดขยายเพิ่มขึ้นเปน 30 แหง ในเขต 5 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงใหมเชียงราย แมฮองสอน พะเยา และลำพูน ใน พ.ศ. 2530 ขยายฐานการผลิตทั้งในดาน พนทื้ี่ความหลากหลายของผลผลติ ปรมาณการผลิติการพฒนาและถั ายทอดเทคโนโลย ีการเสรมสริาง ชุมชนเขมแข็ง การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติการสงเสรมปิ จจัยพื้นฐานทางการผลิต ฯลฯ มีลักษณะ งานสำคัญ 3 ประการ คือ งานวิจัย งานพัฒนา และงานการตลาด นี่คือตัวอยางการปฏิบัติงานตามพระบรมราชโองการ และหลักการทรงงาน เชน “การพัฒนาประเทศตองทำตามลำดับขั้นตองสรางพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใชของประชาชนสวนใหญเป นเบื้องตนกอน” หรือ “งานเกษตรกรรมนี้กวางขวางมาก ตั้งแตการผลิตรวมทั้งการคนควาเพื่อ การผลิตการจัดกิจการ การจำหนายผลผลิต แตละคนจงพยายามทำงานใหสุด ความสามารถ ความรูความชำนาญของตวัและรวมมอกืนทักุ ๆ ฝายการเกษตร จึงจะกาวหนาเป นผลดีถึงสวนรวมได” (พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 3 กรกฎาคม 2507 ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, 2549) พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ซึ่งพระราชทานไวตั้งแต ปพ.ศ. 2507 คือ หลักการเกษตรแบบครบวงจรสอดคลองกับระบบการตลาด สวนผสมของการตลาด และเปนแนวทาง นำไปสูการทรงคิดคน “การเกษตรทฤษฎีใหม” 3 ขั้นตอน สำหรบโครงการหลวง ั หรอืมลนูธิโครงการหลวงก ิ ็ ดำเนนตามหลิกการทรงงานั และพระบรมราโชวาทจนถึง ปจจุบันนี้ แผนผังการเกษตรทฤษฎีใหม º··Õè 5 á¹Ç¾ÃÐÃÒª´ÓÃԡѺ¤ÇÒÁÊÓàÃ稢ͧâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 123
ÈÖ¡ÉÒ¢ŒÍÁÙÅÍ‹ҧ໚¹Ãкº การศกษาขึอมลอยูางเป นระบบ เปนงานสำค ญอยัางหน งของโครงการหลวง ึ่ ในการปฏบิตัพินธกัจิ ตางๆ การศกษาระบบนึเวศของพินท้ื่ีกลมชาตุพินธั ุประวตัศาสตริของหมบูานในเขตพ นท้ืร่ีบผัดชอบของิ ศูนยพัฒนาโครงการหลวง ตองมีแผนที่ 1:50,000 เพื่อแบงเขตแนวพื้นที่โครงการหลวงตามประกาศ มูลนิธิโครงการหลวงที่ 03/2548 เครื่องวัดปริมาณน้ำฝน การศึกษากลุมตัวอยางของดินและการใชเครื่องมือทางวิทยาศาสตรหลายประเภท ในการเก็บ ขอมูล ขอมูลเหลานี้มีประโยชนอยางยิ่งในการสงเสริมการปลูกพืช เลี้ยงสัตวและการทำกิจกรรมกับ ชาวบาน การวจิยเชังทดลองิการวจิยประย ักตุการวจิยเชั งปฏ ิบิตัการแบบมิสีวนรวมฯลฯ ทำใหโครงการหลวง ไดรับทราบขอมูล เรียนรูความตองการของชุมชน พัฒนาผลผลิต ฯลฯ การวิจัยจึงเปนภาระงานหลัก ที่ทำใหโครงการหลวงไดขอมูลในการปฏิบัติงานอยางเปนระบบ และเกิดประสิทธิภาพ ÃÐàºÔ´¨Ò¡¢ŒÒ§ã¹ การพัฒนาตองเกิดจากความตองการและความพรอมของชุมชน การพัฒนาที่ไดผลตองเกิดจาก ความตองการของบุคคลภายในชุมชน หรือ “ระเบิดจากขางใน” การ “ระเบิดจากขางใน” บางครั้ง เกิดจาก “ขางใน…ตนเอง” ไดวิจัยและสรุปบทเรียนโดยชุมชน แตบางครั้ง “ภายนอก” ตองกระตุน ใหเกิดการ “ระเบิดจากขางใน” พันธกิจของโครงการหลวง เรื่อง “การเสริมสรางความเขมแข็งของชุมชน” และ “การปรับปรุง ระบบการบริหารจัดการ” เชน กิจกรรมการศึกษาดูงาน การฝกอบรม กระบวนการมีสวนรวมของ ชุมชน การเสริมสรางสุขภาพแบบองครวม การรวมกลุมเพื่อพึ่งพาตนเอง ฯลฯ นี่คือ ตัวอยางกระตุน ใหคนในชุมชนเกิดความรูมีความพรอม และเกิดแรงขับในการ “ระเบิดจากขางใน” กิจกรรมการอนุรักษระบบนิเวศปา เชน การบวชปา ปาชุมชน การทำแนวกันไฟ การทำฝาย การทำพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำ การปลูกปา ฯลฯ กิจกรรมประเภทนี้จะ “ระเบิดจากขางใน” หมูบานของ กะเหรี่ยง” มากกวากลุมชาติพันธุเผาอื่น ๆ บุคคลในโครงการหลวงยอมทราบเรื่องเหลานี้อยางดี ดังนั้นการจัดกิจกรรมใหสอดคลองกับ “ระเบิดจากขางใน” จึงแตกตางกันตามกลุมชาติพันธุ 124 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
การสงเสริมการปลูกพืชผักในโรงเรือนหรือระบบการผลิตเพื่อขาย มง “ระเบิดจากขางใน” มากกวา “กะเหรี่ยง” “คนไทย” หรือ ลัวะ แตกะเหรี่ยง ลัวะ ก็ปรับตัวเขาสูเกษตรแผนใหมตามแนว โครงการหลวงดีกวา อาขา และลีซอ โครงการหลวงเขาใจในวัฒนธรรมอันหลากหลายของชนกลุมชาติพันธุตาง ๆ จำนวน 19 กลุม ชาติพันธุในพื้นที่โครงการหลวงเปนอยางดีจึงใชการพัฒนาโดยยึดหลัก “ระเบิดจากขางใน” และ “ภูมิสังคม” รวมทั้งหลักการทรงงานอื่น ๆ ผสมผสานกันไป ปาชุมชน โรงเรือนมง แปลงผักกะเหรี่ยง º··Õè 5 á¹Ç¾ÃÐÃÒª´ÓÃԡѺ¤ÇÒÁÊÓàÃ稢ͧâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 125
¡ÒÃÁÕʋǹËÇÁ การมีสวนรวมของชุมชนเปนกิจกรรมสำคัญอยางยิ่งในการดำเนินงานพัฒนาชุมชน การมี สวนรวมตองกระทำอยางครบถวนตลอดกระบวนการ ตั้งแตการวางแผน (Plan) การปฏิบัติ (Do) การตรวจสอบประเมินผล (Check) และการแกไขปรับปรุง (Act) การมีสวนรวมทำใหชุมชนเกิดความเปนเจาของโครงการ การแกปญหาตาง ๆ เกิดจากสาเหตุ ที่ประชาชนตองการใหแกไข และวิธีการแกไขก็รับฟงความคิดเห็นจากประชาชนเพื่อจะไดเกิดความ รวมมือจากประชาชน การมีสวนรวมนอกจากชาวบานในชุมชนแลวผูเกี่ยวของทุกฝายตองมีสวนรวมดังกลาวแลวดวย เพราะการมีสวนรวมคือ “การระดมสติปญญาและประสบการณอันหลากหลาย” ดังพระราชดำรัส ตอนหนึ่งวา “สำคัญที่สุดจะตองทำใจใหกวางขวางหนักแนน รูจักรับฟงความคิดเห็น แมกระทั่ง ความวิพากษวิจารณจากผูอื่นอยางฉลาด เพราะการรูจักรับฟงอยางฉลาดนั้นแทจริงคือ การระดม สติปญญาและประสบการณอันหลากหลายมาอำนวยประโยชนในการปฏิบัติบริหารงานใหประสบ ความสำเร็จที่สมบรณูนั่นเอง…” จากพระราชดำรัส ซึ่งเปนหลักการทรงงานดังกลาวแลว การปฏิบัติงานของโครงการหลวง จึงตองมีการประชุมกับผูเกี่ยวของในเขตพื้นที่และชาวบานเพื่อวางแผนและใหขอคิดในการปฏิบัติงาน การใหชาวบานมสีวนร วมในการกระทำก จกรรมการเกษตรริวมก บโครงการหลวง ั ทำใหชาวบาน เกิดการเรียนรูปฏิบัติไดและเริ่มทดลองหาวิธีการใหมๆ ดวยตนเอง จนกระทั่งแยกตัวเปนอิสระ ในการผลตและการจำหน ิ ายออกจากโครงการหลวง โดยทครี่งแรกการเรั้ยนรี ไดูเก ดจากโครงการหลวง ิ ชาวบานปลูกดอกไมขาย 126 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
ÀÙÁÔÊѧ¤Á หลัก “ภูมิสังคม” เปนหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว โดยพระองคทรงมี พระราชดำรสวัา “…การพฒนาจะตั องเป นไปตามภ มูประเทศ ิภมูศาสตริ และภมูประเทศทางส ิงคมศาสตรั ในสังคมวิทยา คือนิสัยใจคอของคนเราจะไปบังคับใหคนอื่นคิดอยางอื่นไมไดเราตองแนะนำ เรา เขาไปชวยโดยที่จะคิดใหเขาเขากับเราไมไดแตถาเราเขาไปแลวเราเขาไปดูวาเขาตองการอะไรจริง ๆ แลวกอธ็ บายให ิเขาเข าใจหล กการของการพัฒนานักี้จะเก็ ดประโยชน ิอยางยงิ่ …” การพัฒนาของโครงการหลวง เริ่มตนจากการแกปญหาที่จุดเล็ก ศึกษาขอมูลอยางเปนระบบ พิจารณาแบบองครวม ครบทุกดานตั้งแตการผลิตถึงการจำหนายจายแจก และการสงเสริมการตลาด ที่สำคัญซึ่งขาดไมไดคือการพิจารณาถึงกลุมชาติพันธุและลักษณะของระบบนิเวศในพื้นที่นั้น ๆ สิ่งเหลาน ี้คือ หลักการทรงงาน เรื่อง “ภูมิสังคม” ในเขตพื้นที่โครงการหลวงในปจจุบันทั้ง 38 แหง การผลิตในภาคเกษตร นอกภาคเกษตรและ ภารกิจอื่น ๆ ทั้ง 6 ประการ ลวนเปนไปตามหลักการทรงงาน เรื่อง “ภูมิสังคม” และหลักการทรงงาน ตลอดจนแนวพระราชดำริทั้งสิ้น ยกตัวอยางเชน กลุมชาติพันธุมง ปะหลอง ลาหูเยา เปนกลุม ชาติพันธุโดยปกติแลวอยูในเขตพื้นที่สูงกวา กะเหรี่ยง และคนไทยเขตพื้นที่สูง มีความถนัดในการ ปลูกพืชไร ปลูกผัก ปลูกไมดอก โครงการหลวง จึงสงเสริมใหมง ปะหลอง ปลูกพืชผักและไมดอก เมืองหนาว เปนหลัก มงเปนคนขยันทำการผลิตเพื่อขาย ยอมรับเทคโนโลยีใหมดังนั้นระบบการผลิต ของมง จึงคอนขางลงทุนสูงในการกอสรางโรงเรือน ปริมาณการปลูกมากกวากะเหรี่ยง ลาหูอาขา ไมดอกของมง º··Õè 5 á¹Ç¾ÃÐÃÒª´ÓÃԡѺ¤ÇÒÁÊÓàÃ稢ͧâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 127
จีนฮอ มีวัฒนธรรมเกี่ยวกับเรื่อง ใบชา และการปลูกชา โครงการหลวงก็สงเสริมการปลูกชา ใหแกกลุมจีนฮอ รวมทั้งพืชผลอื่น ๆ กะเหรี่ยง มีความเชื่อวา “ขาวสำคัญที่สุด” มีนิทานเรื่องความสำคัญของขาวหลายเรื่องในกลุม ชาติพันธุกะเหรี่ยง ดังนั้นในฤดูการทำนา ทำไรกะเหรี่ยงจึงใชพื้นที่นาปลูกขาวเปนหลักและหยุดการ ปลูกพืชผัก หลงฤดัูการเก็บเกี่ยวเริ่มตนปลูกพืชผัก ดอกไมอีกครั้งหนึ่ง คนไทยในเขตพื้นที่ศูนยพัฒนาโครงการหลวงปาเมี่ยง ตีนตก แมหลอด เคยปลูกเมี่ยง (ชา) เพื่อขายและบริโภค ประมาณหลัง พ.ศ. 2515 คนหนุมสาวบริโภคเมี่ยงนอยลง หรือเลิกบริโภค นอกจากนี้การนึ่งเมี่ยงใหสุกตองอาศัยฟนจำนวนมาก กอใหเกิดการตัดไมทำลายปา พืชผัก ตนเมี่ยงและการหมักเมี่ยง 128 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
จากพื้นฐาน “ภูมิสังคม” ดังกลาวแลวโครงการหลวงจึงสงเสริมการปลูกกาแฟอราบิกา แทน เมี่ยง เพราะกาแฟเจริญงอกงามไดดีในพื้นที่สูงอากาศเย็น และภายใตรมเงาของตนไมเชนเดียวกับ เมี่ยงจึงไดสงเสริมการปลูกกาแฟ เขตพื้นที่ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางตั้งแต 400-700 เมตร ก็สงเสริมการปลูกไมผล เขตรอนเป นหลกัเชนมะมวงนวลคำ หรอื ไมผลเขตรอนอนื่ๆ ทศี่นยูพ ฒนาโครงการหลวงหนองเข ัยวี แมทาเหนือ เปนตน การปฏิบัติงานตามหลักการทรงงาน เรื่อง “ภูมิสังคม” จึงเปนปจจัยสำคัญอยางหนึ่งทำให ชาวบานทำงานรวมกับโครงการหลวงอยาง “ระเบิดจากขางใน” “ประหยัด เรียบงาย ไดประโยชน สงสูดุ ” เกดิ “ความเพยรี ” และ “ทำงานอยางมความสีขุ ” เพราะสอดคลองกบความถนัดและวัฒนธรรมั ตลอดจนหลักการ “ทรงใชธรรมชาติชวยธรรมชาติ” โรงเรือนมง นากะเหรี่ยง กาแฟ º··Õè 5 á¹Ç¾ÃÐÃÒª´ÓÃԡѺ¤ÇÒÁÊÓàÃ稢ͧâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 129
»ÃÐËÂÑ´ àÃÕº§‹Ò 䴌»ÃÐ⪹ÊÙ§ÊØ´ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ไดทรงยึดหลักของความประหยัดและไดมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับ ความประหยัดหลายโอกาส ยกตัวอยางพระราชดำรัสเนื่องในวโรกาสวันขึ้นปใหม 1 มกราคม 2503 “การใชจายโดยประหยัดนั้น จะเป นหลักประกันความสมบูรณพูนสุขของ ผูประหยัดเองและครอบครัวชวยปองกันความขาดแคลนในวันขางหนา การ ประหยัดดังกลาวนี้จะมีผลดีไมเฉพาะแกผูประหยัดเทานั้น ยังเปนประโยชนแก ประเทศชาติดวย…” (สำนักงานทรัพยสินสวนพระมหากษัตริยและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแหงชาติ, 2549) 130 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
ในโอกาสวนขั นป้ึ ใหม 1 มกราคม 2522 ไดทรงม พระราชดำร ีสเกัยวก่ี บการประหย ั ดในท ัามกลาง ความเปลี่ยนแปลงของบานเมืองไววา “…ความวิปริตผันแปรของวิถีแหงเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และอื่น ๆ ของโลก ยากยิ่งที่เราจะหลีกใหพนไดจึงตองระมัดระวัง ประคับประคองตัวเรา มากขึ้นโดยเฉพาะอยางยิ่งเรื่องการเป นอยูโดยประหยัดเพื่อที่จะใหอยูรอดและ กาวหนาตอไปไดโดยสวัสดี…” (สำนักงานทรัพยสินสวนพระมหากษัตริยและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแหงชาติ, 2549) ในหลักการทรงงาน เรื่อง ความประหยัด เรียบงาย และไดประโยชนสูงสุด โครงการหลวงไดยึด เปนแนวทางปฏิบัติงานมาอยางตอเนื่อง ยกตัวอยางเชน ในปพ.ศ. 2512 - 2513 ขณะเริ่มจัดตั้ง สถานเกษตรหลวงอีางขางคณะผวูจิยันอกจากตองเดนลงจากภิเขายูานพนท้ือ่ีทธิพลของผิกูอการราย คอมมิวนิสตแลว คณะผูทำงานซึ่งประกอบดวย ม.จ.ภีศเดช รัชนีและคณาจารยจากมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตรมหาวิทยาลัยเชียงใหมมหาวิทยาลัยแมโจและขาราชการหนวยงานอื่น ๆ ตองมีชีวิต อยางประหยัด เรียบงาย ยากลำบาก แตทำงานอยางมีความสุข ยกตัวอยางเชน “เราเริ่มตั้งรกรากบนดอยอางขางโดยสรางกระตอบหนึ่งหลังที่บริเวณคอกแกะ ฝาของบาน ทำดวยไม ไผ และหลงคามังดุ วยหญาคา …หองนอนประกอบด วยแครซงคณะ่ึ 3 ม. (ม.= มหาวทยาลิยั) นอนเรียงกันเปนแถว โดยที่ไมมี Dining room เรารับประทานอาหารกินกลางแจงหนาบาน” (ม.จ.ภีศเดช รัชนี, 2551 : 60) บานลาหู º··Õè 5 á¹Ç¾ÃÐÃÒª´ÓÃԡѺ¤ÇÒÁÊÓàÃ稢ͧâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 131
นอกจากนี้ยังไดนิพนธเกี่ยวกับตัวหมัดดูดเลือดที่ดอยอางขางวา “เหมือนแดร็กคูลา หมัดตองกินเลือด และเลือดที่เหลืออยูก็คือเลือดพวกเรา เหมือนแดร็กคูลา หมัดออกหากินกลางคืน เวลาเรานอน มันจะกัดแถวทองทั้งทองนอยและมาก (ถาอวน)…บางคน บาดแผลเปนหนอง” (ม.จ.ภีศเดช รัชนี, 2551 : 60) ความประหยัด เรียบงาย และไดประโยชนสูงสุด นอกจากนี้ยังมีปญหาในเรื่อง การคมนาคม และสาธารณปโภคยูงคงเป ันอ ปสรรคุแตไม เป นป ญหาให เก ดความถดถอยสำหร ิบั “คนโครงการหลวง บนดอยสูง” หลักการทรงงานในทามกลางปญหาและอุปสรรค แตเต็มไปดวยจิตวิญญาณของความเสียสละ อยางมความสี ขเปุนกระบวนการตอเนองจากอด่ืตีจนถงปึจจบุนและตั อไปในอนาคตของ “คนโครงการหลวง” ตวอยัางการสร างความประหย ดัและความเรยบงีายแต ได ประโยชน สงสูดุเชนการสรางโรงเร อนื ไมไผแทนโรงเรือนเหล็ก หรือ โครงสรางโลหะ การใชใบยางพลวงคลุมหญาบนแปลงการเกษตรแทน พลาสติก โรงเรือนไมไผ โรงเรือนโลหะ 132 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
การใชวัสดุในทองถิ่น นอกจากประหยัดแลวยังกอใหเกิดรายไดการมีงานทำ และเปนมิตรกับ สิ่งแวดลอม ตัวอยางของการใชปุยอินทรียโดยการรวบรวมเศษพืชผักในพื้นที่โครงการหลวง ผสมกับ มูลสัตวในโครงการหลวง หรือซื้อจากชาวบานผสมกับสารเรงจากกรมพัฒนาที่ดิน หมักไวในโรงเรือน เพื่อประหยัดแรงงานในการพลิกชั้นของปุยหมัก ไดใชไมไผหรือทอพลาสติก ปกไวในกองปุยเพื่อชวย คลายความรอนทำใหเกิดการประหยัดแรงงานและประหยัดการลงทุนเพราะใชวัสดุในทองถิ่น คลุมดวยใบตองตึง คลุมดวยพลาสติก ปุยหมัก º··Õè 5 á¹Ç¾ÃÐÃÒª´ÓÃԡѺ¤ÇÒÁÊÓàÃ稢ͧâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 133
ภารกจของโครงการหลวงเป ินภารก จของโครงการส ิวนพระองค โดยเฉพาะอย างย งในระยะเร ิ่มติ่น กอนจัดตั้ง “มูลนิธิโครงการหลวง” และในปจจุบันก็ยังมีลักษณะคลายเชนนั้น ดังนั้น พระราชดำรัส ตอไปนี้จึงเปนแนวทางการดำเนินงานของโครงการหลวง ดังพระราชดำรัสวา “ภูมิประเทศยัง “ให” คือ ความเหมาะสม แตความเป นอยูตองไมฟุงเฟอ ตองอยูอยางประหยัด และตองเปนไปในทางที่ถูกตอง” (4 ธนวาคมั 2540 ; สำนกงานทรัพยัสนสิวนพระมหากษตรัยิและสำน กงานคณะกรรมการั พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ, 2549) “การประหยัดเป นสิ่งที่พึงประสงคอยางยิ่งในทุกแหงและในกาลทุกเมื่อ ขอใหคำนึงถึงผลไดที่เกิดขึ้นจากการประหยัดนี้ใหมาก” (พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลา : 30 ตุลาคม 2521 ; สำนักงานทรัพยสินสวนพระมหากษัตริยและสำนักงานคณะกรรมการ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ, 2549) 134 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
ͧ¤ÃÇÁ หลักการทรงงานแบบองครวม (Holistic) คือ การมองอยางครบวงจรในการปฏิบัติงาน หรือ โครงการ พระองคทานทรงมีพระบรมราโชวาทแบบองครวมหรือครบวงจรดานการเกษตรตั้งแตพ.ศ. 2507 ดังนี้ “งานเกษตรกรรมนี้กวางขวางมาก ตั้งแตการผลิตรวมทั้งการคนควาเพื่อ การผลิต การจัดกิจการจนกระทั่งการจำหนายผลผลิต แตละคนจงพยายาม ทำงานใหสดความสามารถุความรูความชำนาญของตวัและรวมมอกืนทักุ ๆ ฝาย การเกษตรจึงจะกาวหนาเป นผลดีถึงสวนรวมได” (สำนักงานทรัพยสินสวนพระมหากษัตริยและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแหงชาติ, 2549) แนวพระราชดำริในเรื่องทฤษฎีใหม (New Theory) เปนตัวอยางที่ดีอีกอยางหนึ่งในการใช หลักการทรงงานแบบ “องครวม” และ “ครบวงจร” โดยทรงพระราชทานขอสรุปเกี่ยวกับทฤษฎีใหม ไวเปนขั้นตาง ๆ รวม 3 ขั้น คือ ขั้นที่หนึ่ง การแบงที่ดินของเกษตรกรออกเปนสวน ๆ เพื่อการผลิตใหพอเพียงในขั้นเริ่มตน โดยแบงที่ดินออกเปนปลูกขาว 30% เก็บน้ำ 30% พืชผักผลไม (ปลูกพืช 3 อยางเพื่อประโยชน 4 อยาง) 30% บาน โรงปุย โรงเพาะเห็ด คอกสัตว 10% อยางไรก็ตามหลักการใชที่ดินยืดหยุนได การแบงท ี่ด ินในร ูปแบบของทฤษฎีใหมของในหลวง 30% เก ็ บน้ำเลี้ยงปลา 30% ทำนาปลูกขาว 10% สรางบาน เลี้ยงสัตว เพาะเห ็ ด โรงปุย ฯลฯ 30% ทำสวนครัว ปลูกไมยืนตน ปลูกพืชผัก ปลูกสมุนไพร ฯลฯ º··Õè 5 á¹Ç¾ÃÐÃÒª´ÓÃԡѺ¤ÇÒÁÊÓàÃ稢ͧâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 135
ขนท้ัสอง่ีการรวมพลงในร ั ปกลูมหรุอสหกรณื ในเร อง่ืการผลติการตลาด การเปนอย ูสวสดัการิ การศึกษา สังคมและศาสนา ขั้นที่สาม การนำสังคมที่เขมแข็งออกสูโลกภายนอกอยางมั่นคง และเทาเทียมโดยการติดตอกับ แหลงเงิน แหลงพลังงาน บริหารโรงสีบริหารสหกรณพัฒนาคุณภาพชีวิต การปฏิบัติทฤษฎีใหมทั้ง 3 ขั้นตอน สามารถทำใหเกษตรกรดำรงชีวิตในทามกลางโลก ยุคโลกาภิวัตนไดอยางยั่งยืน ในเรื่องโครงการหลวง ก็ใชหลักการดังกลาวแลว คือ เริ่มจากโครงการขนาดเล็ก ปลูกพืชผัก เมืองหนาว ทดแทนฝน และอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติอยางองครวม และครบวงจร อยางเปน ขั้นตอนตามลำดับขั้นแลวขยายใหญออกไปทั้งดานปริมาณและคุณภาพ จึงทำใหโครงการหลวง ซงเรึ่มติ่นทบนยอดดอยอี่างขางอากาศหนาวเย นในป ็ พ.ศ. 2512 ไดขยายจากหมบูานเลก็ๆ บนยอดดอย จากยอดดอยหนึ่งสูอีกยอดดอยหนึ่ง “ปแลวปเลา” อยางองครวมและครบวงจรจึงทำใหโครงการหลวง ใชหลักการทรงงานออกสูโลกภายนอกในยุคโลกาภิวัตนไดอยางมั่นคงและเทาเทียม พชผืกและผลผลัตจากยอดดอยหิ างไกลม ไดิแพร หลายในกร งเทพฯุเทานน้ัแตยงกระจายออกสัู ตลาดในตางประเทศอยางไดรับการยอมรับในเรื่องคุณภาพและความปลอดภัย หลักการองครวมและครบวงจรของโครงการหลวง คือ การพัฒนาดานการเกษตร อาชีพ ภาคนอกการเกษตร ควบคูกับการพัฒนาคน การพัฒนาองครวม และการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอม โครงการหลวงยึดหลักการผลิตโดยตระหนักถึงความตองการ (Demand) ผลผลิต (Supply) ควบคูกับการกำหนดราคาอยางสมเหตุสมผล การจัดชองทางการจำหนาย และการสงเสริมการตลาด หรือใชระบบสวนผสมของการตลาดอยางกลมกลืน เศรษฐกิจพอเพียง 136 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
ºÃÔ¡ÒÃÃÇÁ·Õè¨Ø´à´ÕÂÇ บริการรวมที่จุดเดียว หรือ One-Stop Services เปนหลักการทรงงานอยางหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ซึ่งไดนำมาใชกันอยางกวางขวางในหนวยงานทั้งภาครัฐและเอกชน แตบาง หนวยงานก็ยังไมยอมปรับปรุงแกไข หลักการทรงงานขอนี้ไดมีพระกระแสรับสั่งใหโครงการหลวงนำไปปฏิบัติคือ “1. ลดขั้นตอน คือ จะทำอะไรก็อยาตองใหมีการอนุมัติตอ ๆ กันไปหลายขั้น อีกนัยหนึ่ง ใหกระจายอำนาจ 2. ปดทองหลังพระ อยาทำความดีเพื่อเอาไวอวด 3. เร็ว ๆ เขา 4. ชวยเขาชวยตัวเอง” (ม.จ.ภีศเดช รัชนี, 2551 : 45) นอกจากนี้ทรงใหหลักการดำเนินงานแบบสาม M และสมการ คือ M1 + M2 + M3 = ผลสำเร็จ M1 = เงิน, M2 = คน, M3 = วิธีการ “สำหรับเรื่อง M3 คือ วิธีทำงานนั้น จุดสำคัญคืออยาใหยุงยาก จะตองใหความชวยเหลือ โดยเร็วโดยตรง ไมมีขั้นตอนสีแดงพันแขงพันขา ไมมีคณะกรรมการเปนทางการ จึงไมตองเสียเวลา ประชุมอยางยืดยาด จะปรึกษาหารืออะไรกันก็ทำในทองที่เวลารับประทานอาหารกลางวันใกลน้ำตก หรือระหวางเยี่ยมหมูบาน…” (ม.จ.ภีศเดช รัชนี, 2551 : 47) การทำงานแบบลดขั้นตอน กระจายอำนาจในการตัดสินใจบริการรวมที่จุดเดียวทำใหเกิดความ สะดวกทั้งผูปฏิบัติงาน และผูรับบริการจากหลักการทรงงานดังกลาวแลว ซึ่งโครงการหลวงนำมายึด เปนหลักปฏิบัติจึงทำใหโครงการหลวงพัฒนาไปอยางมั่นคงและยั่งยืน º··Õè 5 á¹Ç¾ÃÐÃÒª´ÓÃԡѺ¤ÇÒÁÊÓàÃ稢ͧâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 137
àÈÃɰ¡Ô¨¾Íà¾Õ§ หลักเศรษฐกิจพอเพียง พิจารณาอยางผิวเผินแลวเปนศัพทใหมซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในพระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2539 และไดมีพระราชดำรัสอยางตอเนื่อง ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พ.ศ. 2540 2541 2542 และ 2543 แตพระราชกรณียกิจตามหลัก เศรษฐกิจพอเพียงไดเกิดขึ้นกอนวันเวลาดังกลาวแลว ตามบทสรุปปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ ทางสายกลาง 3 ประการ โดยยึดหลักพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุมกันในตัวที่ดีและเงื่อนไข 2 ประการ คือ ความรูและคุณธรรมนำไปสูชีวิต / เศรษฐกิจ / สังคม / สมดุล / มั่นคง / ยั่งยืน สรุปปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่มา : สำนักงานทรัพยสินสวนพระมหากษัตริยและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ, 2549 นับตั้งแตพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ไดเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ (พ.ศ. 2489) พระองคได ทรงมีพระราชดำรัสซึ่งนำไปสูหลักเศรษฐกิจพอเพียงอยางตอเนื่อง ยกตัวอยางเชน พระบรมราโชวาท วันที่ 13 ตุลาคม 2496 เกี่ยวกับเรื่อง ความรูและคุณธรรม ดังนี้ ปรั ชญาของเศรษฐกิ จพอเพ ี ยง ทางสายกลาง พอประมาณ ม ี เหต ุ ผล ความรู รอบรูรอบคอบ ระมัดระวัง ค ุ ณธรรม ซื่อสัตยสุจริต ขยันอดทน สติปญญา แบงปน มีภูมิคุ มกัน ในตัวที่ดี เศรษฐกิจ/สังคม/สิ่งแวดลอม/วัฒนธรรม สมด ุ ล/พร อมรับตอการเปลี่ยนแปลง นำไปสู 138 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
“ความเจริญนั้นตองพรอมดวยเครื่องมือเครื่องใชประการหนึ่ง วิชาความรูประการหนึ่ง และ จิตใจสูงประการหนึ่ง” (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, 2549 : 84) เกยวก่ีบเรัอง่ืความรคูคูณธรรมไดุม พระบรมราโชวาทอย ีางตอเนองอ่ืกีเชน ในวนทั 13 ่ีธนวาคมั 2505 “หนาทของคร่ีและอาจารยูสงสอนให ่ั ไดรบวัชาความริสูงูและอบรมจตใจให ิถงพรึอมดวยคณธรรมุ เพอจะได ื่เปนพลเมองดืของชาตีสิบตื อไป ” (พระบาทสมเดจพระปรม ็นทรมหาภิมูพลอดิลยเดชุ , 2549 : 96) ในเรื่องของความพอประมาณมีเหตุผล มีภูมิคุมกันในตัวที่ดีภายใตเงื่อนไขรอบรูรอบคอบ ระมัดระวัง ไดมีพระบรมราโชวาท ตั้งแตวันเสารที่ 15 กุมภาพันธ 2501 ดังนี้ “ถาหากทำส งใดโดยม ิ่ ไดิพจารณาแลิวก อาจจะตกเป ็นเหยอแหื่งอารมณ บงเกั ดความประมาทข ินึ้ อันจะเปนผลเสียหายแกกิจการนั้น ๆ ไดฉะนั้น ขอใหทุกคนจงใชการพิจารณาใหรอบคอบ กอนที่จะ ประกอบกิจใด ๆ” (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, 2549 : 206) พระบรมราโชวาท และพระราชดำรัสที่ยกตัวอยางมาแลว พระองคไดทรงปฏิบัติเปนแบบอยาง และเปนหลักการทรงงาน ดังนั้นเมื่อเริ่มตนเกิดโครงการขึ้นในปพ.ศ. 2512 ขึ้นไดทรงนำปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงมาใชในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับโครงการหลวงอยางองครวมและครบ วงจร กอนหลักเศรษฐกิจพอเพียงเกิดการตกผลึกอยางเดนชัด ในพ.ศ. 2540 – 2543 ดังพระราชดำรัสในวันที่ 4 ธันวาคม 2541 “ความพอเพียงนี้ก็แปลวา ความพอประมาณ และความมีเหตุผล” ในวันที่ 23 ธันวาคม 2542 ไดทรงมีพระราชดำรัสวา “เศรษฐกิจพอเพียง แปลวา SUFFICIENCY ECONOMY” และในวนทั 4 ่ีธนวาคมั 2543 ไดม พระราชดำร ีสเกัยวก่ีบหลักั SUFFICIENCY ECONOMY วา “ทำอะไรดวยความอะลมอลุวยก นทำอะไรด ัวยเหตผลุ ” (สำนกงานทรัพยัสนสิวนพระมหากษตรัยิ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ, 2549) º··Õè 5 á¹Ç¾ÃÐÃÒª´ÓÃԡѺ¤ÇÒÁÊÓàÃ稢ͧâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 139
โครงการหลวงเกดขินตามหลึ้กเศรษฐกัจพอเพิยงตีงแตั้กอนตกผลกึ เพราะโครงการหลวงเรมติ่น จากงานเลก็ๆ แลวเป นโครงการเล ก็ๆ เพอให ื่ประชาชน “พอมพอกีนิ” หรอื “เรมติ่นดวยพอมพอกีนิ” เมื่อมี “ฐานะเพียงพอที่จะพึ่งตนเอง ยอมสามารถสรางความเจริญกาวหนาระดับสูงขึ้นตอไปไดโดย แนนอน” โครงการหลวงไมสามารถทำใหประชาชนทุกกลุมบาน “พอมีพอกิน” ไดหมด เพราะประชาชน ในแตละกลุมบาน ไมไดพึ่งพิงโครงการหลวงทั้งหมด บางครั้งประกอบการผลิตเองอยางอิสระ แต พระราชดำรัสเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงทรงกลาววา “ถามีเศรษฐกิจพอเพียง เพียงเศษหนึ่งสวนสี่ก็จะพอแลว จะใชได” (สำนักงานทรัพยสิน สวนพระมหากษัตริยและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ, 2549) โครงการหลวง จดเรุมติ่นอาจจะเป นเศรษฐกจพอเพิยงหรีอเศรษฐกืจชิมชนทุโครงการหลวงเข ี่ามา พัฒนาดานการผลิตและการตลาด จนกระทั่งชุมชน “พอมีพอกิน” แตในปจจุบันโครงการหลวงยังใช หลักเศรษฐกิจพอเพียงกาวสู กระแสโลกาภิวัตนโดยยึดทางสายกลาง 3 ประการ คือ พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุมกันในตัวที่ดีโดยใชเงื่อนไขความรู (รอบรูรอบคอบ ระมัดระวัง) เงื่อนไขคุณธรรม (ซื่อสัตยสุจริต เศรษฐกิจ สังคม ที่สมดุล มั่นคง และยั่งยืน) นี่คือ ภารกิจตามพระราชดำรัสเกี่ยวกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งหลักการหรือปรัชญาดังกลาว แลวใชไดท้งในระบบการผล ั ิตเพื่อเลี้ยงตัวเอง (Self Sufficiency Economy) และระบบการผลิตเพื่อ ขาย (Marketing Economy) ทั้งระบบการใชเทคโนโลยีพื้นบาน และเทคโนโลยีชั้นสูง ขอแตเพียง ยึดหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง ดังนั้น โครงการหลวงในปจจุบันก็ยังคงใชหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในทามกลางการผลิต แบบมหภาคและครบวงจร 140 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
¤ÇÒÁà¾ÕÂà ·Ó§Ò¹Í‹ҧÁÕ¤ÇÒÁÊØ¢ ความเพยรี และทำงานอยางมความสี ขเปุนหลกการทรงงานั 2 ประการทตี่องเกดขินพรึ้อมๆ กนั เปนหนงเดึ่ยวี การทำงานในทามกลางอ ปสรรคจุงมึความสี ขในทางพุทธศาสนาุเรยกวีาม “ีอทธิบาทิ ” คือ ฉันทะ (ใจรักงาน) วิริยะ (ความเพียร) จิตตะ (เอาใจฝกใฝ) วิมังสา (ใชปญญาไตรตรอง) พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ไดมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับความเพียรอยางตอเนื่องในวโรกาส ตางๆ ขอยกตวอยัางเฉพาะตงแตั้พ.ศ. 2515 – 2520 (พระบาทสมเดจพระปรม ็นทรมหาภิมูพลอดิลยเดชุ , 2549 : 29, 53, 55, 184) “วิชาศิลปหัตถกรรมที่ฝกหัดอบรมถูกวิธีและความมุงหมายก็จะปลูกฝงความคิด ความริเริ่ม ความพยายาม พรอมทั้งความขยันหมั่นเพียรใหเกิดมีขึ้นไดอยางสำคัญยิ่ง” (1 ธันวาคม 2515) “การฝกหัดทางใจนี้สำคัญอยางยิ่งยวด จำเปนที่จะตองระมัดระวังฝกฝนอยูเสมอตลอดชีวิต” (13 กรกฎาคม 2516) “ความเพียรนั้นคือ ไมทอถอยในการยึดตนเอง ไมทอถอยในการแผความรูไมทอถอยในการ ชวยเหลือผูอื่น” (21 พฤษภาคม 2518) พระบรมราโชวาทเรองความเพ่ืยรีสามารถยกตวอยั างในวโรกาสอ น่ืๆ เชน (สำนกงานทรัพยัสนิ สวนพระมหากษัตริยและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ, 2549) “การสรางสรรคตนเอง การสรางบานเมืองก็ตามมิใชวาสรางในวันเดียวตองใชเวลา ตองใช ความเพียร ตองใชความอดทนเสียสละ” (27 ตุลาคม 2516) “การปรับปรุงตัว จะตองมีความเพียรและความอดทนเปนที่ตั้ง ถาคนเราไมหมั่นเพียรไมมี ความอดทนก็อาจจะทอใจไปโดยงาย” (27 มีนาคม 2523) สำหรับในเรื่องทฤษฎีใหมไดทรงมีพระราชดำรัสไวดังนี้ “เมื่อเปนทฤษฎีใหมแลว ก็มาเขาเปนเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง คนที่ทำนี้ตองไมฟุงซาน ไมฟุงเฟอ ไดเขียนไวในทฤษฎีนั้นวาลำบาก เพราะผูที่ปฏิบัติตองมีความเพียรและตองอดทน” (4 ธันวาคม 2541) โครงการหลวงเกิดขึ้นและบรรลุผลตามเปาหมายเพราะบุคลากรทุกคนมีความเพียรความอดทน และทำงานอยางมความสีขตามหลุกการทรงงานของพระบาทสมเดัจพระเจ็าอยหูวัตวอยัางความเพยรี สังเกตไดจากเรื่องตอไปนี้ ในระหวาง พ.ศ. 2512 – 2525 พื้นที่โครงการหลวงหลายแหงตกอยูภายใตอิทธิพลของพรรค คอมมิวนิสตแหงประเทศไทย เชน สถานีเกษตรหลวงอางขาง (กอตั้ง พ.ศ. 2512) ศูนยพัฒนา โครงการหลวงแมแฮ (พ.ศ. 2521) ศนยูพ ฒนาโครงการหลวงสะโง ัะ (พ.ศ. 2521) ศนยูพ ฒนาโครงการหลวง ั วัดจันทร (พ.ศ. 2522) ศูนยพัฒนาโครงการหลวงทุงหลวง (พ.ศ. 2522) ศูนยพัฒนาโครงการหลวง แมลานอย (พ.ศ. 2523) นอกจากนี้พื้นที่ในเขตศูนยพัฒนาโครงการหลวงซึ่งตั้งข้ึนหลัง พ.ศ. 2530 เชน ศูนยพัฒนา โครงการหลวงปงคา (พ.ศ. 2530) ศูนยพัฒนาโครงการหลวงหวยแลง (พ.ศ. 2542) ศูนยพัฒนา º··Õè 5 á¹Ç¾ÃÐÃÒª´ÓÃԡѺ¤ÇÒÁÊÓàÃ稢ͧâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 141
โครงการหลวงผาตั้ง (พ.ศ. 2550) ก็เปนเขตอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสตเชนเดียวกัน บางพื้นที่ อยูในเขตยึดครอง เจาหนาที่ฝายบานเมือง เชน ทหาร ตำรวจเขาไปไมไดและมีการปะทะดวย กองกำลังติดอาวุธ เชน กรณีอำเภอเทิง อำเภอเวียงแกน จังหวัดเชียงราย หรือเขตอำเภอชายแดน เชน อำเภอเชียงดาว อำเภอฝางในจังหวัดเชียงใหม การขาดถนนดินลูกรังกอน พ.ศ. 2525 ทำใหบุคลากรโครงการหลวงตองเดินทางดวยความยาก ลำบากบางครั้งตองใชมาตาง เดินเทา รอนแรมในปาวันละ 4-6 ชั่วโมง หรือมากกวานั้นจึงจะถึง จุดหมาย โครงการหลวงบนยอดดอย ชาวบานก็เชนเดียวกันตองเดินทางเทาจากพื้นที่ในเขต ศูนยพัฒนาโครงการหลวงขุนแปะมายังอำเภอฮอด ใชเวลาไป-กลับ ประมาณ 10-14 ชั่วโมง จาก พนทื้ศี่นยูพ ฒนาโครงการหลวงห ัวยส มปอยมายงอำเภอจอมทองใช ั เวลาไป -กลบั ประมาณ 10-14 ชวโมง ั่ เชนกัน นี่คือเฉพาะตัวอยางในการเดินทางขึ้นลงภูเขาบนดอยสูง ศูนยพัฒนาโครงการหลวงอื่น ๆ อีก 38 โครงการ ก็เชนเดียวกัน (ยกเวนศูนยพัฒนาโครงการหลวงหวยลึก) ขาดถนนดินลูกรังในระยะแรก (กอน พ.ศ. 2520 หรือบางแหงถึง พ.ศ. 2525) ตองเดินเทาหรือใชมาตาง วัวตาง เดินทางเปนเวลา 1-2 วัน ในการติดตอกับเมือง เชน ชาวบานในเขตศูนยพัฒนาโครงการหลวงแกนอย ศูนยพัฒนา โครงการหลวงตีนตก ศูนยพัฒนาโครงการหลวงผาตั้ง เปนตน อาเขอกับลูกนอย มาตาง ลีซอกับงานหัตถกรรม เสนทางปา 142 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
บุคคลไมเคยเดินปา ก็คงไมทราบวาระบบนิเวศปาในฤดูฝน มีทากดูดเลือด งูสัตวปา น้ำปา ฝนตกหนัก ทำใหเสนทางขาดถนนเปนดินโคลน เกิดหลุม บอ ตองใชรถยนตขับเคลื่อนสี่ลอ และมีโซ พันลอทั้ง 4 แลนบนถนนดิน ขามสะพานไมแคบ ๆ หรือลุยในลำหวยดวยความเร็ว 10-12 กิโลเมตร ตอชั่วโมง ขึ้นภูเขาลาดชันผานหนาผาหรือบางครั้งก็เลียบหุบเขา เลียบเหวลึกบนเสนทางแคบ ๆ รถยนตสวนก นไม ั ได มองลงไปเห นลำธาร ็หรอกืนเหวตองแลนรถตามรองทางของคนอนื่เพราะรองลกึ หรือหลุมลึกไดบดอัดแนนแลว โอกาสพลาดตกเขาจึงมีนอย เพราะบางครั้งเหยียบเบรค รถแฉลบ ลื่น ตกภูเขาได อุปสรรคทั้งทางธรรมชาติการคมนาคม ผูกอการรายคอมมิวนิสตและโรคภัยไขเจ็บ บุคคล ในโครงการหลวงก็ใช “หลักการทรงงาน” และการปฏิบัติภารกิจตามพระราชดำรัสจนสำเร็จบรรลุตาม เปาหมายอยางนายกยองชมเชยอยางยิ่ง พวกเขาคือ “คนโครงการหลวงบนดอยสูง” ผูซึ่ง “ปดทองหลังพระ” “อยาทำความดีเพื่อเอาไว อวด” ถนนฤดูฝน º··Õè 5 á¹Ç¾ÃÐÃÒª´ÓÃԡѺ¤ÇÒÁÊÓàÃ稢ͧâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 143
ÃÙŒ ÃÑ¡ ÊÒÁѤ¤Õ รูรัก สามัคคีพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว มีพระราชดำรัสในเรื่อง รูรัก สามัคคีมาอยาง ตอเนื่องซึ่งเปนคำสามคำ ที่มีคาและมีความหมายลึกซึ้งพรอมทั้งสามารถปรับใชไดกับทุกยุค ทุกสมัย รูการที่เราจะลงมือทำสิ่งใดนั้น จะตองรูเสียกอน รูถึงปจจัยทั้งหมด รูถึงปญหาและรูถึงวิธีการ แกปญหา รัก คือความรักที่เมื่อเรารูครบดวยกระบวนความแลวจะตองมีความรัก ความพิจารณาที่จะ เขาไปลงมือปฏิบัติแกไขปญหานั้น ๆ สามัคคีแตการที่จะลงมือปฏิบัตินั้น ควรคำนึงเสมอวาเราจะทำงานคนเดียวไมไดตองทำงาน รวมมือรวมใจเปนองค กรเปนหมูคณะ จึงจะมีพลังเขาไปแกปญหาใหลุลวงไปดวย พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ไดมีพระบรมราโชวาทในเรื่อง การกีฬาวาทำใหคนเกิดความ สามัคคีรูแพรูชนะ ตั้งแตพ.ศ. 2498 ดังพระบรมราโชวาท “การกีฬานั้นยอมเป นที่ทราบกันอยูทั่วไปแลววาเปนปจจัยในการบริหาร รางกายให แขงแรง ็ และฝกอบรมจ ตใจให ิผองแผวราเรงิรจูกแพัและชนะ ไมเอารดั เอาเปรยบกีนัมการให ีอภยซังกึ่นและกันัสามคคักลมเกลียวกีนอยัางทเรี่ยกกีนวัา มีน้ำใจเป นนักกีฬา (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, 2549 : 11) นอกจากนี้พระองคไดมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับความหมายของความสามัคคีวา “ความสามคคัคีอื การปรองดองกนั ไมไดหมายความวาคนหนงพึ่ดอยูางหนงึ่ คนอนตื่องพดเหมูอนกืนหมดลงทัายชวีตกิ ไม็ มความหมายีตองมความแตกตีางกนั ตองทำงานใหสอดคลองกันแมจะขัดกันบาง ตองสอดคลองกัน” (สำนกงานทรัพยัสนสิวนพระมหากษตรัยิและสำน กงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกัจิ และสังคมแหงชาติ, 2549) การดำเนินงานของโครงการหลวง เกิดจาก “รูรัก สามัคคี” ตั้งแตกอนเริ่มตนโครงการ เมื่อ มหาวทยาลิยเกษตรศาสตรัจดตังสถานั้ ทดลองผลไม ีเมองหนาวื (พ.ศ. 2510) ทดอยป ี่ ยใกลุพระตำหน กั ภูพิงคราชนิเวศนไดนำกิ่งลูกทอใหญจากตางประเทศ มาตอกับตนตอพันธุพื้นเมืองไดหลังจากจัดตั้ง 144 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã
สถานีเกษตรหลวงอางขาง (พ.ศ. 2512) ก็ไดทดลองจัดหาพืชเมืองหนาวอื่น ๆ เชน แอปเปล สาลี่ พลับ ฯลฯ ทำการทดลอง (วิจัย) เพื่อเปนพืชปลูกทดแทนฝนตอไป การวิจัยเพื่อแสวงหา ความรูความรัก ความเสียสละในการเพียรทำงานอยางมีความสุข ทำให อาสาสมัครซึ่งประกอบดวย “คณาจารยขาราชการและเจาหนาทจากหน่ีวยราชการตางๆ เชนมหาวทยาลิยเกษตรศาสตรั มหาวิทยาลัยเชียงใหมสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแมโจ กรมปาไมกรมพัฒนาที่ดิน กรม ประชาสงเคราะหการพลังงานแหงชาติกรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตวกองทัพอากาศ กองทัพบก กรมชลประทาน กรมตำรวจ การไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทย การไฟฟาสวนภูมิภาค สถาบันวิจัย วิทยาศาสตรประยุกตแหงประเทศไทย สำนักงานเกษตรภาคเหนือ สำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่ ปฏิบัติงาน เปนตน” (สำนักงานเสริมสรางเอกลักษณของชาติ, 2539 : 68) ไดรวมก นปฏ ับิตังานอยิาง “รูรกัสามคคั ” ี จนการปฏบิตังานประสบผลสำเร ิจจาก็พ.ศ. 2512 – 2539 ไดมีการจัดตั้งศูนยพัฒนาโครงการหลวงทั้งหมด 34 แหง ดูแลหมูบาน 294 หมูบาน ในจังหวัด เชียงใหมเชียงราย ลำพูน พะเยา และแมฮองสอน งานวิจัยโครงการหลวงระยะแรก ตองขอพระราชทานพระราชทรัพยแตตอมากระทรวงเกษตร อเมริกันทำสัญญาจางโครงการหลวง จำนวนเงิน 150 ลานบาท ใหจัดหาพืชปลูกทดแทนฝน º··Õè 5 á¹Ç¾ÃÐÃÒª´ÓÃԡѺ¤ÇÒÁÊÓàÃ稢ͧâ¤Ã§¡ÒÃËÅǧ 145
“เวลาผานไปกวา 20 ปเราก็หาพืชสำหรับปลูกบนดอยไดราว 100 อยาง แตละอยางมีขอแมวา ตองทำรายไดใหคนปลูกมากกวาฝน ซึ่งพืชเหลานี้เปนผักเมืองหนาว อรอย ๆ 60 ชนิด ดอกไมสวย เทานั้น 20 ชนิด ไมผล 12 ชนิด และพืชไร…เห็ด…ตนแฟล็กซที่เอาใยมาทอผาลินิน” (สำนักงาน เสริมสรางเอกลักษณของชาติ, 2549 : 33) การปฏบิตังานกิ ทำงานตามหล ็กการทรงงานแบบครบวงจรัหรอองคืรวมคอืพฒนาทังเศรษฐก้ัจิ ชีวิต สังคม และการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 146 â¤Ã§¡ÒÃËÅǧ : ¾ÃÐÃÒª¡Ã³Õ¡Ԩ¹ÇÁÔ¹·ÃÁËÒÃÒªÒà¾×èͻǧ»ÃЪÒÃÒÉ®Ã