39
วแปรสง ผาน ตวั แปรกาํ กบั พฤติกรรมสรา ง ผลการวจิ ัย / วิธีวิจัยเชิง
นวัตกรรมในการ ขอมลู และการวเิ คราะห ปริมาณ/
ความผูกพนั ธใน คณุ ภาพ
งาน ทาํ งาน ขอ มูล เชิงปรมิ าณ
ปจจยั เอ้อื ตองาน พฤตกิ รรมสราง ความผูกพันในงานเปนตวั
นวัตกรรมในการ แปรคนั่ กลางโดยสมบูรณใน เชงิ ปริมาณ
การรับรูการเสนอ ทาํ งาน ทศิ ทางลบระหวา ง
รางวัลท่เี ปนธรรม Transaction contracts เชิงปริมาณ
พฤตกิ รรมสราง and IWB ในขณะที่ ปจจัย
การไดร ับการ นวตั กรรมในการ เออื้ ตอ งานเปน ตัวแปร
สนบั สนุนจาก ทํางาน ค่นั กลางในความสมั พนั ธร ะ
หัวหนางาน หวา พนั ธะสัญญาใจกบั IWB
ระดับของพฤตกิ รรม
สรางนวตั กรรมใน พบความสัมพนั ธเชิงบวก
การทาํ งาน ระหวางความตองการงาน
และ IWBเม่ือ
พนกั งานรับรูการไดรับราง
วับทเ่ี ปน ธรรมมากกวาการ
ใหรางวัลกบั ท่ไี มเปน ธรรม
เมื่อพนักงานรับรูถงึ การ
สนบั สนุนของหวั หนางาน
พนักงานจะแสดงพฤติกรรม
สรางนวัตกรรมออกมาเพื่อ
สรา งสรรคกจิ กรรมใหม ๆ
ในทท่ี ํางาน
งานวิจยั กลุม ตวั อยา ง ประเทศ ตวั แปรอสิ ระ ตัว
Janssen (2003) ครูชั้นมัธยมศึกษา เนเธอรแลนด • พฤติกรรมสรา ง ความข
76 คน นวัตกรรมในการทํางาน รว มงา
Noefer, Stegmaier, พนกั งาน 81 คน เยอรมนั • การมที กั ษะที่
หลากหลาย
Molter, and ( ครู 16 คน) • ความกดดันดา นเวลา
Sonntag (2009)
Pieterse et al, ขา ราชการ เนเธอรแลนด ผนู าํ การเปลย่ี นแปลง
(2010)
จาํ นวน 230 คน ผูนําท่เี นน ธุรกจิ
Runhaar (2008) ครสู ัตวแพทย 456 เนเธอรแลนด • การแบงปน ความรู
คน • การรับรถู งึ งานและ
เปา หมายทีต่ อ งพึ่งพา
อาศัยกัน
• การรับรูความสามารถ
ของตนเอง
• การวางแนวทาง
เปา หมายการเรียนรู
40
วแปรสง ผาน ตัวแปรกํากับ พฤตกิ รรมสรา ง ผลการวจิ ัย / วธิ ีวิจัยเชิง
นวัตกรรมในการ ขอมูลและการวเิ คราะห ปรมิ าณ/
ขดั แยง กับเพื่อน การมสี วนรวมใน คณุ ภาพ
าน งาน ทาํ งาน ขอมูล เชิงปริมาณ
แบบสอบถามทม่ี ีแบบวดั :
ผลสะทอ นกลับจาก ความพงึ พอใจใน • ใชแ บบวัด IWB ของ วิ จั ย เ ชิ ง
หัวหนา งาน ความสมั พันธอันดี (Janssen, 2000) ปรมิ าณ
กับเพ่ือนรวมงาน
แบบสอบถามที่มีแบบวดั : เชิงปริมาณ
การสรางความคิด • การสรางความคิด
การทาํ ความคดิ ให (George & Zhous, 2001) วิ จั ย เ ชิ ง
เปน จริง หรือการนํา • การนําความคิดไปใช คณุ ภาพ
ความคดิ ไปใช (George & Zhous, 2001)
การใหอํานาจเชงิ พฤติกรรมสรา ง ผูนาํ เนนธุรกจิ จะมีอิทธิพล
จิตวทิ ยา นวัตกรรมในการ ทางบวกตอ IWB ของ
ทาํ งาน พนักงานเมื่อการใหอํานาจ
แกพนักงานอยใู นระดับสงู
พฤติกรรมสรา ง
นวัตกรรมในการ แบบสอบถามที่มแี บบวัด:
ทาํ งาน • ใชแ บบวดั IWB ของ (De
Jong & den Hartog,
2005)
งานวจิ ัย กลุมตวั อยาง ประเทศ ตวั แปรอิสระ ตวั
Sajjad et al, 2019 281 องคก าร จนี ผนู ําการเปล่ยี นแปลง ความไ
ความผ
Sagnak (2012). ครู 710 คน ตรุ กี ผนู าํ เสริมพลงั อํานาจ บรรยา
ขององ
Stock (2015) 142 พ นั ก ง า น เยอรมัน วิกฤติของคณุ คา ในงาน ความไ
ตอนรับ ตุรกี ความเบื่อหนายในงาน
Tastan (2013) ตรุ กี วกิ ฤตกิ ารเตบิ โตในงาน
พนักงาน 400 คน
Tastan and ของSME ภาวะผูนําตนเอง
Davoudi (2015) บรรยากาศการมีสว นรว ม
พนักงาน 327 คน ขององคกร
ข อ ง ธุ ร กิ จ ข น า ด
กลาง การแลกเปลยี่ นระหวาง
ผูนาํ และผูตาม
41
วแปรสงผา น ตวั แปรกํากับ พฤตกิ รรมสราง ผลการวจิ ัย / วิธีวจิ ัยเชิง
นวัตกรรมในการ ขอมลู และการวเิ คราะห ปรมิ าณ/
ไวใ จ การใหอาํ นาจ คุณภาพ
ผูกพันธใ นงาน ทํางาน ขอ มูล เชิงปรมิ าณ
ผูน าํ การเปลีย่ นแปลงสง ผล
พฤติกรรมสราง เชงิ บวกตอ IWB ผานความ เชงิ ปรมิ าณ
ไววางใจในผนู าํ และความ
นวัตกรรมในการ ผูกพนั ธของพนกั งาน โดยมี
การใหอํานาจเปน ตวั แปร
ทํางาน กาํ กบั
ากาศนวัตกรรม พฤตกิ รรมสรา ง ผนู ําเสรมิ พลังอํานาจสงผล
งคการ นวตั กรรมในการ เชงิ บวกตอ IWB และ
ทํางาน บรรยากาศนวัตกรรมเปนตวั
แปรค่ันกลางเปน บางคร้งั
ขอมูลสนับสนุน พฤตกิ รรมสรา ง
ของลกู คา นวตั กรรมในการ ความเบอ่ื หนายในงาน
ทาํ งาน จะสง ผลเชิงลบตอ IWB
การมสี วนเกีย่ วของ
กับงาน พฤติกรรมสราง บรรยากาศการมีสวนรว ม
บคุ ลกิ ภาพเชิงรุก นวัตกรรมในการ ขององคกรสง ผลเชิงบวกตอ
ทาํ งาน IWB
ไววางใจ
พฤติกรรมสรา ง การแลกเปลย่ี นระหวางผนู ํา
นวัตกรรมในการ และผูต ามไมไดสงผลตอ
ทาํ งาน IWB หากแตความไววาง
สงผลเชงิ บวกตอ IWB
งานวจิ ยั กลุม ตัวอยาง ประเทศ ตัวแปรอสิ ระ ตัว
Wojtczuk-Turek พนักงานที่เพิ่งจบ โปแลนด ความยืดหยุนของ ทนุ จิตว
and Turek (2015) ใหม 166 คน คณุ ลกั ษณะสว นบุคคล
ความยืดหยนุ ของฝา ย
ทรพั ยากรมนุษย
Yidong and Xinxin พนกั งาน 302 คน จนี • ผูนําจริยธรรม
(2013) จาก 34
หนว ยงานของสอง
บริษทั ของจนี
แผนดนิ ใหญ
Yu, Wu, Chen, and พนักงาน 1,493 ไตห วัน • ความขีเ้ ลน ของผูใหญ
Lin (2007) คน • ความพึงพอใจในงาน
ครูผสู อน 521 คน • บรรยากาศการข้ีเลนใน
ระดับ องคการ
ประถมศึกษาและ -ผลการปฏิบัตงิ าน
มัธยมตน
42
วแปรสงผาน ตัวแปรกํากับ พฤตกิ รรมสรา ง ผลการวจิ ัย / วธิ ีวจิ ัยเชิง
วิทยา นวัตกรรมในการ ขอ มูลและการวเิ คราะห ปรมิ าณ/
คุณภาพ
ทํางาน ขอมูล
พฤติกรรมสรา ง เชิงปริมาณ
นวตั กรรมในการ ความยืดหยุนของ
ทาํ งาน
คุณลักษณะสวนบุคคล
พฤติกรรมสรา ง
นวตั กรรมในการ ความยืดหยนุ ของฝา ย
ทํางาน
ทรพั ยากรมนุษยเปน ตวั
ทํานาย IWB ไดน อ ยมาก
พฤตกิ รรมสราง แบบสอบถามทม่ี ีแบบวดั : เชิงปรมิ าณ
นวัตกรรมในการ • พัฒนาแบบวดั ของ (Scott
ทาํ งาน & Bruce, 1994,
43
จากการทบทวนวรรณกรรมทเี่ ก่ียวของถึงปจจัยทีจ่ ะสงผลตอพฤตกิ รรมสรางนวัตกรรมในการ
ทาํ งานน้ันสามารถแบงออกไดเปนปจจัยหลักใน 3 ดาน ไดแก ดานขอ มูลประชากรศาสตร ดานปจจัย
สวนบคุ คล และดานองคการ ซงึ่ ในแตละปจจัยหลักในแตละดา นน้นั ไดม กี ารสรางหมวดหมูตา ง ๆ ขึ้น
พรอมรวบรวมการทบทวนวรรณกรรมในอดีตเขาดวยกัน และการเขาถึงวิธีการเชิงชาติพันธุวรรณนา
โดยมีการสํารวจความเหมือนและความแตกตางระหวางผลการศึกษาของแตละบุคคล การคนพบ
เหลาน้ีแสดงถึงรูปแบบที่ครอบคลุมไดรับควาวมสนใจอยางยง่ิ (Petticrew & Roberts, 2006) ซ่ึงใน
แตละปจจัยน้ันจะสามารถเสริมแรงซ่ึงกันและกันและกอใหเกิดพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการ
ทาํ งาน
สําหรับปจจัยดานทางประชากรศาสตร เชน อายุและเพศ ถูกนํามาใชเพ่ือในการศึกษาดาน
ปจจัยสวนบุคคล ไดแก บุคลิกภาพลักษณะ และความสามารถ (Messmann, Mulder,& Gruber,
2010; Studulski & van der Vegt, 2007; Yu et al., 2007) และปจจัยดานองคการ ประกอบดวย
1) การแสดงหรือการสรางความสัมพันธกับบุคคลอ่ืน เชน เพ่ือนรวมงาน และผูจัดการ 2) ส่ิงอํานวย
ความสะดวกตาง ๆ และทรัพยากรท่ีเอื้อประโยชนในองคการ 3) วัฒนธรรม 4) ปจจัยดานงาน 5)
ลักษณะทางกายภาพขององคการ และ 6) ปจจัยภายนอกองคการ (Evers, Kreijns, van der
Heijden & Gerrichhauzen, 2011 & Tennekes, 1995)
จากการท่ีผูวิจัยทบทวนวรรณกรรมแบบบูรณาการจากบทความท่ีเก่ียวของกับพฤติกรรมเชิง
นวัตกรรม ในชวงป 2005-2015 พบวา มีการศึกษาความสัมพันธของตัวแปรที่ซับซอนมากขึ้นมีโดยมี
งานวิจัยมี่ศึกษาเก่ียวกับตัวแปรสงผาน (Mediators) และตัวแปรควบคุม (Moderators) เพ่ิมข้ึนเพื่อ
การอธิบายความสัมพันธในการเกิดพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมไดอยางชัดเจนยิ่งขึ้น เชน การศึกษาของ
(Sajjad et al, 2019 ) ซึ่งมีวตั ถุประสงคหลักเพ่ือศึกษาอิทธิพลของภาวะผูนาํ การเปล่ียนแปลงจะชว ย
สงเสริมพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานของลูกนอง ผานความไววางใจในผูนํา การเสริมพลัง
และการมีสวนรวมในการทํางาน โดยทําการรวบรวมขอมูลจากพนักงานองคการขามชาติ 281 แหง
ในจีน ผลการวิจัยพบวา ผูนําการเปลี่ยนแปลงมีอิทธิพลทางบวกตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการ
ทํางานของลูกนอง ผานตัวแปรความไววางใจในผูนํา และความผูกพันธของพนักงาน และผลการวิจัย
ยังแสดงใหเห็นถึงการใหอํานาจแกลูกนองเปนตัวแปรกํากับความสัมพันธระหวางผูนําการ
เปล่ียนแปลงและพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานอีกดวย ดังนั้น เพื่อสงเสริมพฤติกรรมสราง
นวัตกรรมการทํางานของพนักงาน ผูนําในองคการควรสงเสริมใหพนักงานมีสวนรวมเพ่ือการ
ปฏิบัติงานที่มีประสิทธิผล ทั้งน้ี โดยการไดรับความไววางใจ ซ่ึงสามารถชวยใหพนักงานมีสวนรวมใน
การสรางสรรคพฤติกรรมนวัตกรรมในองคการ และพบงานวิจัยที่พบตัวแปรท่ีสงผลเชิงลบตอ
พฤติกรรมสรางนวตั กรรมในการทํางาน ไดแก ความเบ่ือหนายในการทํางาน (Bore Out) ของ Stock
(2015) ซึ่งเปนตัวแปรจิตวิทยาเชิงลบ โดยศึกษาพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานของพนักงาน
44
บรกิ ารสวนหนา จํานวน 142 คน พบความเบอ่ื หนายในงานจะประกอบดว ย 3 ดา น ไดแ ก วกิ ฤตขิ อง
คุณคาของงาน ความเบื่อหนายในงาน และวิกฤตดานการเติบโตในงาน โดยผลการวิจัยพบวา วิกฤติ
ของคุณคาของงานและวิกฤติดานการเติบโตในงานสงผลเชิงลบโดยตรงตอพฤติกรรมเชิงนวัตกรรม
ในขณะท่ีทั้งวิกฤติของคุณคางาน ความเบื่อหนายในงาน กลับสงผลเชิงบวกทางออมผานขอมูล
สนับสนุนของลูกคา สวนวิกฤติการเติบโตในงานยังคงสงผลเชิงลบผานตัวแปรควบคุมของขอมูล
สนับสนุนจากลูกคา โดยการทบทวนวรรรณกรรมที่ผานมาสามารถสรุปไดวา การศึกษาดาน
พฤติกรรมสรางนวัตกรรมในระดับบุคคลนั้น ตองอาศัยตัวแปรเสริมดานแรงจูงใจภายใน (Instrintic
Motivation) ที่สามารถกระตุนกอใหเกิดพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน เชน ทุนทางสังคม
(Mura et al., 2013) หรือความพึงพอใจในงาน (Niu, 2014) ในขณะเดียวกันน้ันการขาดแรงจูงใจ
หรือทรัพยากรที่เพียงพอ เชน วิกฤติของคุณคาในงานและวิกฤติดานการเติบโตในงาน จะทําให
พนักงานเหลาน้ันขาดแรงจูงใจและจะสงผลกอใหเกิดพฤตกิ รรมสรางนวัตกรรมในการทํางานท่ีนอยลง
ไดเ ชน เดยี วกนั (Stock, 2015)
จากการทบทวนวรรณกรรมท่ีผานมาเก่ียวกับพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน
(Innovative Work Behavior) พบวาเปนเร่ืองท่ีไดรับความสนใจมากจากบรรดานักวิชาการท่ี
ทําการศึกษาเก่ียวกับพฤติกรรมการสรางนวัตกรรมทั้งในอดีตจนถึงปจจุบันซ่ึงเปนส่ิงท่ีนาสนใจและ
ยืนยันถึงความสําคัญการศึกษาเร่ืองนี้ การศึกษางานวิจัยในอดีตชี้ใหเห็นวาองคการตาง ๆ สามารถ
สรางประโยชนจากพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานของบุคคล ตามท่ี Miron et al.(2004) ได
ช้ีใหเห็นวาการแสดงออกซ่ึงพฤติกรรมสรางนวัตกรรมของบุคคลไมไดสงผลตอการลดทอนคุณภาพ
และประสิทธิภาพของการทํางานตามปกติ ดวยเพราะพวกเขาเหลาน้ันมีความสามารถในการปรับ
สมดุลระหวางการสรางนวัตกรรมและใหความสําคัญอยางตอเน่ืองอาจสงผลทําใหไมสามารถรักษา
ระดับของการมีนวัตกรรมใหคงอยูกับองคการไดในระยะยาว (Cormican & O'Sullivan, 2004)
ผูปฏิบัติงานและนักวิทยาศาสตรจํานวนมากใหขอเสนอวาองคการสามารถสรางสรรคนวัตกรรมได
อยางตอเน่ืองโดยเชื่อมโยงนวัตกรรมกับพนักงานแตละคน (Sharma & Chrisman, 1999; De Jong
& Den Hartog, 2007) พนักงานเหลาน้ันสามารถสรางสรรคสิ่งใหม ๆ ไดเพราะมันอาจมีสวน
เกี่ยวของกับการทํางานที่รับผิดชอบโดยตรงหรืออาจแสดงออกถึงพฤติกรรมท่ีเปนนวัตกรรมใหมโดย
ธรรมชาติตามความสมัครใจ ดังน้ัน พฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน จึงครอบคลุมทั้ง
พฤติกรรมท่ีเกิดข้ึนดวยตัวเองหรือมาจากคนอื่น และการมีสํานึกหรือการใชความคิดใหม ๆ ในการ
ทํางาน (Yuan & Woodman, 2010)
45
2.2 แนวปฏิบตั ิดา นการจดั การทรัพยากรมนษุ ย (Human Resource Management Practices)
2.2.1 การบรหิ ารจัดการทรัพยากรมนุษย (Human Resource Management)
การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย (Human Resource Management : HRM) เปนหัวใจ
สําคัญของการขับเคลื่อนองคการยุคปจจุบัน ยุคศตวรรษที่ 21 เปนยุคที่ทุกองคการหันมาใสใจในการ
พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษยมากขึ้น เพราะนี่คือขุมพลังสําคัญที่จะทําใหองคการประสบ
ความสําเร็จและกาวไปขางหนาไดอยางไรขีดจํากัด การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษยท่ีดีไมใชการให
ความสําคัญท่ีเรื่องอัตราจางเพียงอยางเดียว แตควรหันมาใสใจการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรใน
องคก ารดวย เพราะทกุ คนตอ งการความกา วหนา และพัฒนาศกั ยภาพในชีวติ
ในบรรดาปจจัยทางการบริหาร 4 ประการ ไดแก มนุษย เงิน วัสดุอุปกรณ และการบริหาร
จัดการ มนุษยนับเปนทรัพยากรท่ีมีคุณคาและสําคัญย่ิง เพราะมนุษยมีสติปญญาท่ีสามารถใช
ทรัพยากรอื่น ๆ ไดแก เงิน วัสดุอุปกรณ เครื่องจักร และกระบวนการจัดการในการทํางานใหไดผล
งานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล นอกจากน้ี มนุษยยังมีความคิดสรางสรรคและสามารถคิดคน
นวัตกรรมใหม ซึ่งปจจัยทางการบริหารอ่ืน ๆ ไมสามารถทําได ดังน้ัน การบริหารคนจํานวนมากที่มี
ความหลากหลายดานวิชาชีพ ดานทักษะและความสามารถใหสามารถใหบริการแกลูกคาไดอยางมี
คุณภาพและเปนไปอยางตอเนื่อง จึงมีความสําคัญอยางมาก ผูบริหารจึงควรเรียนรูความหมายและ
ความสําคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย เพื่อเปนพนื้ ฐานในการเรียนรวู ธิ ีการบริหารจดั การ
ทรพั ยากรมนษุ ยท เ่ี หมาะสมตอ ไป
การทําใหองคการบรรลุวัตถุประสงค โดยจะเก่ียวของกับการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย
ตง้ั แตก ารไดคนมาทํางานจนถงึ คนนัน้ ออกจากงานไป ซึ่งสามารถแบง ไดเปน 3 ระยะท่สี ําคัญ คือ
ระยะการไดมาซึ่งทรัพยากรมนุษย (Acquisition phase) ระยะการรักษาทรัพยากรมนุษยที่
ทํางานในองคการ (Retention phase) และระยะการใหพนจากงาน (Termination or Separation
phase) ซึ่งการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษยเปนบทบาทหนาที่ของผูบริหารในทุกระดับ เน่ืองจาก
ตองเกี่ยวของกับการจัดการใหไดคนดีมาทํางาน สามารถจัดวางคนใหเหมาะสมกับงาน มีการพัฒนา
สนับสนุนและควบคุมใหคนทํางานไดอยางเต็มศักยภาพ ดูแลเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของ
คนงาน ตลอดจนเตรยี มการในรายท่ีจะเกษียณหรอื ตอ งเลกิ จาง
ในการบริหารองคการ มนุษยนับเปนทรัพยากรสําคัญที่จําเปนและตองใชทรัพยากรมนุษย
จํานวนมากในหลากหลายหนาท่ี เพราะทรัพยากรมนุษยจะเปนผูสรางสรรคงานบริการและเปนผู
ใหบริการดานสุขภาพ ท่ีเนนคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งการท่ีจะ
ไดมาซ่ึงทรัพยากรมนุษยที่มีคุณภาพ การพัฒนาและการรักษาทรัพยากรมนุษยใหทํางานใหกับ
องคการอยางมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตลอดจนการออกจากองคการไปดวยดีน้ัน ลวนตอง
46
อาศัยการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษยที่ดี ดังนั้น การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษยมีความสําคัญ
กบั การบริหารองคการ ดังตอไปนี้คอื
1) ทําใหมีบุคลากรทํางานท่ีเพียงพอและตอเนื่อง เนื่องจากการบริหารจัดการ
ทรัพยากรมนุษยที่ดีจะตองมีการวางแผนทรัพยากรมนุษย โดยมีการทํานายความตองการทรัพยากร
มนุษยในอนาคต ซึ่งตองสัมพันธกับทิศทางและแผนงานขององคการ ตลอดจนกิจกรรมขององคการที่
คาดวาจะมีในอนาคต นอกจากนี้ ยังตองคํานึงถึงตลาดแรงงานของทรัพยากรมนุษย เพื่อที่จะ
คาดการณไดวาองคการมีความตองการทรัพยากรมนุษยประเภทใด จํานวนเทาใด เม่ือใด ทําให
สามารถวางแผนการรับคนเขา ทํางาน การฝก อบรมและพัฒนา และการหาทรพั ยากรอื่นมาทดแทนถา
จําเปนซ่ึงจะสงผลใหองคการมีบุคลากรทํางานอยางเพียงพอตามความจําเปน และมีบุคลากรที่ทํางาน
ในหนาที่ตาง ๆ อยางตอเน่ือง สอดคลองกับการขยายหรือหดตัวของธุรกิจขององคการ สงผลให
องคการสามารถดาํ เนนิ งานไปไดต ามทิศทางและบรรลุเปา หมายทตี่ อ งการ
2) ทําใหไดคนดีและมีความสามารถเขามาทํางานในองคการ การบริหารจัดการ
ทรัพยากรมนุษยที่ดีจะนํามาสูกระบวนการสรรหา คัดเลือกและบรรจุแตงตั้งบุคคลท่ีเปนคนดีและมี
ความสามารถสอดคลองกบั ความตอ งการขององคการ
3) ทําใหมีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย การฝกอบรมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย
นับเปน บทบาทหนงึ่ ของการบรหิ ารจดั การทรัพยากรมนุษย ซึ่งการฝก อบรมและพฒั นาจะเกยี่ วของกับ
คนท่ีทํางานในองคการ ทั้งคนที่รับเขามาทํางานใหมและคนที่ทํางานอยูเดิม เพ่ือเพ่ิมศักยภาพของ
ทรัพยากรมนุษยเหลาน้ีใหทํางานได ทํางานเปน ทํางานอยางมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทํางานได
สอดคลองกับการเปลี่ยนแปลงของปจจัยตาง ๆ ในการบริหารองคการ
4) ทําใหมีการบริหารคาตอบแทนและสวัสดิการแกบุคลากรอยางเหมาะสม การ
บริหารจัดการทรัพยากรมนุษยที่ดีจะทําใหเกิดการพิจารณาเรื่องคาตอบแทนและสวัสดิการที่
เหมาะสมกบั การดาํ รงชวี ิตอยางมีคณุ ภาพ เปน การดึงดูดและรกั ษาคนใหค งอยูกบั องคการ มีขวัญและ
กําลงั ใจในการทาํ งานใหก ับองคการ
5) ทําใหเกิดการปองกันและแกไขพฤติกรรมท่ีเบ่ียงเบนของบุคลากร ในการบริหาร
จัดการทรัพยากรมนุษยจะมีการวางกฎระเบียบดานวินัยของบุคลากรหรือคนทํางานใหเปนไปตาม
สภาพลักษณะงานและวัตถปุ ระสงคข ององคการ
6) ทําใหเกิดการประเมินผลงานของบุคลากรท่ีเหมาะสมและสนับสนุนคนทํางานดี
การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษยที่มีการกําหนดกระบวนการประเมินผลงานของบุคคลากรท่ีดีและ
เปนธรรม จะสงผลใหมีการใหรางวัล การเลื่อนตําแหนงแกผูที่ปฏิบัติงานดี และการลงโทษผูที
ปฏิบัติงานไมดีและกอใหเกิดความเสียหายแกองคการ อันเปนการสรางแรงจูงใจบุคลากรใหทํางาน
อยางมปี ระสิทธภิ าพและประสทิ ธิผล
47
7) ทําใหเกิดความสัมพันธอันดีระหวางคนทํางานดวยกันและคนทํางานกับผูบริหาร
เนื่องจากการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษยจะใหความสําคัญกับการพัฒนาความสัมพันธที่ดีระหวาง
คนทาํ งานดวยกัน และระหวา งคนทํางานกบั ผบู ริหารหรอื แรงงานสมั พันธ เพ่อื ใหเ กิดบรรยากาศที่ดใี น
การทาํ งาน และเปน การลดความขัดแยงและกรณพี พิ าทตา ง ๆ ที่จะสงผลลบตอองคการ
โดยสรุปแลว การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษยมีความสําคัญตอการบริหารองคการ เพราะ
ตองใชมนุษยเปนผูใหบริการท่ีสําคัญ ซ่ึงการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษยจะชวยใหมีคนทํางานท่ี
เพียงพอและตอเนื่อง ไดคนดีมีความสามารถมาทํางานที่เหมาะสมกับงาน มีการรักษาคนใหอยูกับ
องคการโดยมีการพัฒนา การใหคาตอบแทนและสวัสดิการ และการประเมินผลที่เหมาะสม ตลอดจน
การสรางความสัมพันธท่ีดีกับคนทํางาน เปนการบริหารจัดการบุคลากรภายในองคการในทุก ๆ ดาน
ซึ่งจะสงผลใหสามารถใชศักยภาพของทรัพยากรมนุษยไดอยางเหมาะสมในการทํางานใหองคการ
บรรลตุ ามวัตถุประสงค เพ่ือใหพนักงานเกิดการทาํ งานอยางมปี ระสิทธภิ าพ และองคก ารมศี กั ยภาพ
2.2.2 แนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษย (Human Resource Management
Practices)
แนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยในความหมายโดยทั่วไป (Rioux et al., 2000)
หมายถึง ความรับผิดชอบหลักของหนาที่ของการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษยในองคการ
ยกตัวอยาง เชน การฝกอบรม การพัฒนาบุคลากร การคัดสรรบุคลากร และการใหคาตอบแทน เปน
ตน นอกจากนั้น แนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษย ยังหมายความรวมไปถึง กิจกรรมของ
องคการที่จะชวยใหเกิดการบริหารทรัพยากรมนุษยเพ่ือใหแนใจวาพนักงานมีสวนรวมในการบรรลุ
เปาหมายขององคการ (Schuler & Jackson 1987) ทั้งน้ี Ulrich (1998) ไดใหความหมายวา แนว
ปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษย หมายถึง กิจกรรมตาง ๆ ดานการบริหารทรัพยากรมนุษยท่ีมี
ผลกระทบตอบุคลากรขององคการ ประกอบกับในขณะที่ Schuler (1989) ไดใหความหมายวา แนว
ปฏิบัติดานทรัพยากรมนุษย คือ กิจกรรมหลักขององคการที่เกี่ยวของกับการบริหารทรัพยากรใน
สวนรวมเพ่ือท่ีจะทําใหม่ันใจวาทรัพยากรมนุษยเหลานั้นจะเปนส่ิงที่ผลักดันใหองคการประสบ
ความสําเร็จตามเปาหมายโดยรวม โดยผูเชี่ยวชาญฝงวิชาการระบุวาแนวปฏิบัติดานการจัดการ
ทรัพยากรมนุษยมีผลตอทัศนคติและพฤติกรรมของพนักงานซึ่งจะสงผลตอผลดําเนินงานขององคการ
ได (Huselid, 1995)
จากความหมายท่ีกลาวมาขางตน ผูวิจัยสามารถสรุปความหมายของแนวปฏิบัติดานการ
จัดการทรัพยากรมนุษยวา หมายถึง กลุมของกิจกรรมท่ีองคการปฏิบัติตอพนักงานในองคการเพ่ือให
องคการประสบความสําเร็จตามเปาหมาย ดังน้ัน ในมุมมองทางดานการบริหารจัดการทรัพยากร
มนุษย แนวปฏบิ ัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยจงึ เปนพนื้ ฐานและมีความสําคัญในองคการในสราง
48
ความไดเปรียบทางการแขงขันได เนื่องจากแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยนั้นเปนทั้ง
กิจกรรมท่ีเกิดจากหนาที่หลักของการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษยและกิจกรรมขององคการท่ีจะ
ชวยในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษยเพื่อทําใหพนักงานมีสวนรวมในการบรรลุเปาหมายของ
องคการได และนอกจากน้ันแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษและนโยบายจะสะทอนถึง
ความสมั พันธระหวางพนกั งานและผบู รหิ ารขององคการอีก (Delery & Doty, 1996)
แนวปฏิบัติดานการจัดการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษยมีแนวคิดและการนําเสนอจาก
นักวิจัยหลายทานซ่ึงทําใหผลการวิจัยแตกตางกันไปตามแตละแนวคิด ซ่ึงเปนการระบุหนาท่ีแนว
ปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษย โดยมีองคประกอบคลายกันหลายประการโดยลักษณะท่ี
เหมือนกันสวนมาก ไดแก การสรรหาและคัดเลือกดวยกระบวนการท่ีละเอียดเขมขน การให
ความสําคัญระดับสูงกับการอบรมการเรียนรูและการพัฒนาทีมงานท่ีมีอํานาจในการจัดการตนเอง
และการมีสวนรวม การกําหนดคาตอบแทนท่ียึดหลักผลการปฏิบัติงาน และความมั่นคงในงาน เปน
ตน ตัวอยาง องคประกอบของแนวปฏิบัติดานทรัพยากรมนุษยท่ีสําคัญ เชน งานวิจัยของ Pfeffer
(1994, อางใน วัชรพงษ อินทรวงศ, 2552) ซึ่งเปนกลุม Best Practice ท่ีไดรับการกลาวถึงมากท่ีสุด
ไดทําการศึกษาดานแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษย มีท้ังหมด 16 วิธีปฏิบัติ ชื่อ
“Pfeffer’s 16 Practices for Competitive Advantage Through People” ซึ่งอธิบายปจจัยท่ี
เกี่ยวของกับคนในองคการ 16 ประการท่ีจะทําใหเกิดความไดเปรียบในการแขงขันประกอบดวย
รายละเอียดดังน้ี 1) ความม่ันคงในงานและการทํางาน 2) ความสามารถในการคัดเลือกบุคลากร 3)
คาจางในระดับสูง 4) คาตอบแทนเสริม คาจางจูงใจ 5) ความรูสึกเปนเจาขององคการของบุคลากร
6) การแบงปนขอมูลสารสนเทศขององคการ 7) การมีสวนรวมและการมอบอํานาจ 8) ทีมและการ
ออกแบบงาน 9) การฝกอบรมและการพัฒนาทักษะ 10) การใชประโยชนและการฝกอบรมบุคลากร
ในลักษณะขามสายงาน 11) ความเสมอภาคเปนนธรรม 12) การควบคุมคา จาง 13) การเลื่อนขนั้ จาก
ภายในองคการ 14) การมองระยะยาว 15) การวัดผลการปฏิบัติงาน 16) การยึดหลกั ปรชั ญาขององค
การ
ตอมาในป 1998 Pfeffer (1998) ไดปรับลดองคประกอบคงเหลือ 7 ขอหลัก ๆ ช่ือ
“Pfeffer’s 7 Practices for Building Profit by Putting People First” ซ่ึงมีรายละเอียดดังน้ี
1) ความม่ันคงในการจางงาน 2) การคัดเลือก 3) ทีมบริหารจัดการตนเองและการทํางานเปนทีม 4)
การจายคาตอบแทนในระดับสูงที่เชื่อมโยงกับผลประกอบการขององคการ 5) การฝกอบรมอยาง
เขมขน 6) ลดความแตกตา งดา นสถานะของบคุ คลในองคการ 7) การแบง ปน ขอมูลขา วสาร
แตยังมีผูวิจัยบางคนท่ีกลาววาแนวคิดวิธีปฏิบัติที่ดีน้ันเปนในแตละดานของวิธี ปฏิบัติดาน
ทรัพยากรมนุษยกับผลการปฏิบัติงานขององคการมากกวาที่จะเปนในท้ังชุดขอวิธีปฏิบัติ ดานการ
บริหารจัดการทรัพยากรมนุษย (Gooderham, Parry & Ringdal, 2008) โดยไดมีการระบุวามีดาน
49
ตาง ๆ ของแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยเดี่ยว ๆ หลายตัว ที่สามารถนําไปใชเพื่อทํา
ใหผลการปฏิบัติงานขององคการนั้นท่ีดีข้ึน อยางไรก็ตาม งานวิจัยสวนใหญแนะนําวาการใชชุดของ
แนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยท่ีมัดรวมกัน (Bundle) จะทําใหผลการปฏิบัติงานของ
องคการนั้นมีประสิทธิภาพมากกวา (Delery & Doly1996) โดย Delery & Doly ไดนาํ เสนอใชแ นว
ปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษย จํานวน 7 ดานเพ่ือใหองคการนําไปใช ซ่ึงประกอบดวย 1)
โอกาสเติบโตในหนาท่ี 2) การฝกอบรม 3) การประเมินผลงาน 4) การมีสวนรวมในผลกําไร 5) ความ
มั่นคงในงาน 6) การมีสวนรวมในการเสนอความคิดเห็น และ 7) การกําหนดหนาท่ีของงานอยาง
ชดั เจน โดยตอ มาชดุ ของวิธปี ฏบิ ัติท่ีดีท่สี ุดก็กลายเปนแกนของการบริหารจัดการทรพั ยากรมนษุ ย โดย
นักวิจัยสวนใหญแนะนําวา ทฤษฎีความเปนสากลเปนการรวบรวมเอาแนวปฏิบัติดานการจัดการ
ทรัพยากรมนุษยเขาเปนชุด เพ่ือทําใหเกิดการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ ทําใหเกิดการจัดกลุมกลุม
ของแนวปฏิบัติดา นการจัดการทรัพยากรมนุษย ตาง ๆ เพอ่ื ใหสามารถอธิบายและเชื่อมโยงกับผลการ
ปฏบิ ตั งิ านดา นทรพั ยากรมนษุ ยไ ด (Gooderham, Parry & Ringdal, 2008)
นกั วิจัยหลายกลมุ รวมถงึ Guthric (2001) Guest et al. (2003) ไดกําหนดชุดของแนวปฏิบัติ
ดานการจัดการทรัพยากรมนุษยและพยายามท่ีจะเช่ือมโยงกับผลประกอบการขององคการและมี
นักวิจัยที่พยายามจะใหใชชุดแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยท่ีดีที่สุด เพ่ือเพิ่ม
ประสทิ ธิภาพในการบริหารองคก าร (Delery & Doty, 1996; Yang 2005)
จากความสัมพันธของการบริหารทรัพยากรมนุษยท่ีสงผลตอผลการปฏิบัติงาน ทําใหมีการ
การศึกษาและพัฒนากรอบแนวคิดและการวัดอิทธิพลของวิธีปฏิบัติดานทรัพยากรมนุษยวาสงผลตอ
การปฏิบตั ิงานอยางไร โดยแนวปฏิบัตดิ า นการจดั การทรัพยากรมนษุ ยเปนการปฏบิ ัติงานหลกั ของการ
บริหารทรัพยากรมนุษยเปนการดําเนินการในฝงปฏิบัติซ่ึงยังคงเปนประเด็นท่ีไดรับความนิยมในการ
วิจัยท่ีเกี่ยวของกับการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย (Huselid, 1995; Wright & Kehoe, 2007)
เนื่องจากผลการวิจัยยังคงมีความแตกตางระหวางแนวปฏิบัติดานทรัพยากรมนุษยที่สงผลตอผลลัพธ
ดานทรัพยากรมนุษยและผลการดําเนินงานโดยรวม (Huselid & Becker, 1996) แมวามีหลาย
งานวิจัยพยายามระบุวาแนวปฏิบัติดานทรัพยากรมนุษยสงผลตอการปฏิบัติงานอยางไรก็ตาม แนว
ปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยยังคงมีหลายแนวคิด เชน วิธีปฏิบัติท่ีดีท่ีสุด (Best Practices)
และวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมที่สุด (Best Fit) ซึ่งยังคงไมสามารถหาหลักฐานเชิงประจักษไดอยางแนชัด
วาแนวทางหรือวิธีปฏิบัติตามแนวทางใดมีความสําคัญตอแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษย
มากท่ีสุด โดยจากขอคิดเห็นของ Guest (1997) ท่ีเสนอวาเคร่ืองมือและเทคนิคที่นํามาใชในการ
บริหารจัดการทรัพยากรมนุษยนั้นมีปญหาอยู 3 ประเด็นที่สําคัญคือ เรื่องปญหาท่ีเกี่ยวกับทฤษฎีที่
หลากหลายท่ีนํามาใชในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย ปญหาดานการวัดผลลัพธที่เกิดจาก
อทิ ธพิ ลของการบริหารจดั การทรัพยากรมนุษยและปญหาดานการเชื่อมโยงระหวางการบริหารจัดการ
50
ทรัพยากรมนุษยกับผลการปฏิบัติงานโดย Guest ไดตั้งคําถามเกี่ยวกับวิธีดานทรัพยากรมนุษยใน 3
ประเดน็ วา
1. การบรหิ ารจดั การทรัพยากรมนุษยค ืออะไรควรประกอบดวยเครื่องมอื ใดบาง
2. ผลการปฏิบตั งิ านท่ีเปนผลลพั ธข องการบริหารจดั การทรัพยากรมนุษยคอื อะไร
3. ธรรมชาติการเชื่อมโยงระหวางการบรหิ ารจดั การทรัพยากรมนุษยก บั ผลการ
ปฏิบตั ิงานมีกระบวนการอยางไรตอ งผานปจจัยกลองดาํ (Black Box) ใดบา ง
2.2.3 ทฤษฎีความสามารถ แรงจูงใจ โอกาส (Ability-Motivation-Opportunity
Theory: AMO)
กรอบแนวคิดความสามารถแรงจูงใจและโอกาส (Ability Motivation Opportunity
Theory : AMO) (Appelbaum, Bailey, Berg & Kalleberg2000; Boxall & Purcell, 2003) ไดรบั
การยอมรับเปนอยางมากนับตั้งแตป 2543 เปนตนมา ซ่ึงถือเปนการอธิบายความเชื่อมโยงระหวาง
การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษยและผลการปฎิบัติงาน ซึ่งมีหลาย ๆ บทความที่ตีพิมพเผยแพร
หลังจากป 2000 ท่ีคนพบการเช่ือมโยงกันของแนวปฏิบัติบัติการจัดการทรัพยากรมนุษยและผลการ
ปฎิบัติงานโดยมีการใชทฤษฎี AMO นี้ไดอยางชัดเจนหรือโดยปริยาย (Boselie, Dietz & Boon,
2005; Ehrnrooth & Björkman, 2012; Hutchinson, 2013; Paauwe & Boselie, 2548) และยัง
เปนทฤษฎีท่ีใชในการอธิบายแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยวาชวยใหเพิ่มประสิทธิภาพ
ของพนักงานไดอยางไร โดยไดอธิบายวา หากตองการเพ่ิมประสิทธิภาพการทํางานของพนักงาน
จะ ต อ งเ พ่ิ ม ร ะ ดั บ ค วา ม ส า ม าร ถ ( Ability Enhancement ) เ พ่ิ ม แ ร งจู งใ จ ( Motivation
Enhancement ) และเพิ่มโอกาสภายในองคการของพนักงานใหสูงข้ึน (Opportunity
Enhancement) โดยตองมีการจัดรูปแบบแนวปฏิบัติดานทรัพยากรมนุษยท่ีสงเสริมใหพนักงานมี
ความสามารถ แรงจูงใจและโอกาสเพมิ่ มากข้ึน (Boxall and Purcell, 2003)
ทฤษฎี AMO เปนทฤษฎีที่มีแนวคิดในการนําองคประกอบของการปฏิบัติงานดานทรัพยากร
มนุษยหลาย ๆ องคประกอบมาทํางานประสานกัน เพื่อใชในการอธิบายความสัมพันธระหวางการ
จัดการทรัพยากรมนุษยกับผลการดําเนินงานขององคการ (Knies & Leisink, 2014) ดังนั้น ทฤษฎี
AMO เปนวิธีการกําหนดการจัดการทรัพยากรมนุษยโดยผานความรูความสามารถของพนักงานใน
องคการ (Ability) แรงจูงใจภายในองคการ (Motivation) และโอกาสภายในองคการ(Opportunity)
โดยตองมีครบองคประกอบทั้งสามองคประกอบนั้นหมายถึงวา หากขาดปจจัยหน่ึงปจจัยใดโอกาสท่ี
พนักงานจะทํางานไดผลการปฏิบัติงานท่ีดีนั้นไมสามารถเกิดข้ึนได ยกตัวอยาง พนักงานไมมีความรู
ทักษะ ความสามารถ ท่ีเพียงพอ ถึงแมพนักงานจะมีแรงจูงใจในการทํางาน และโอกาสในองคการ
51
พนักงานก็ไมสามารถพัฒนาผลการปฏิบัติงานได โดยแตละองคประกอบของทฤษฎี AMO สามารถ
อธบิ ายไดดังนี้ (Bailey, Berg, & Sandy, 2001; Boselie, 2010; Macky & Boxall, 2007)
1) ความรูความสามารถของพนักงาน พนักงานมีความสามารถในการทํางาน ซึ่ง
พนักงานจะทาํ งานไดเ พราะพนักงานมคี วามรู ความสามารถและทกั ษะท่ีจําเปนตอการทาํ งาน
2) แรงจูงใจของพนักงานทั้งจากภายนอก (Extrinsic) และแรงขับจากภายใน
(Intrinsic) พนักงานมีแรงจูงใจในการทํางาน พนักงานมีแรงกระตุน มีความตองการในการที่จะทาํ งาน
ใหสําเรจ็ และพนกั งานมีแรงจงู ใจทีเ่ พยี งพอ พนักงานกจ็ ะปฏบิ ัตงิ านได
3) โอกาสภายในองคการ พนักงานจะทํางานไดดี เมื่อไดรับโอกาสจากเพ่ือนรวมงาน
ผูบังคับบัญชา ตลอดจนสภาพแวดลอมในการทํางานที่มีสวนชวยสนับสนุนใหพนักงานสามารถใช
ทกั ษะความรู ความสามารถ และมแี รงจูงใจท่เี พียงพอในการที่จะทาํ งาน
Vroom (1964) ไดนําความสัมพันธแบบโตตอบโดยพิจารณาจากความสามารถและแรงจูงใจ
และอธิบายผลการปฏิบตั ิงาน โดยฟงกช ัน P = f (A x M) (Blumberg & Pringle, 1982) จะเหน็ ไดว า
ฟงกชันน้ีพิจารณาวามิติขอมูลสวนบุคคลเทานั้นที่มีผลตอประสิทธิภาพและไมสามารถอธิบาย
ผลกระทบสภาพแวดลอมจากภายนอก ดวยจุดมุงหมายในการแกไขปญหาน้ี Blumberg and
Pringle (1982) จึงไดพัฒนารูปแบบใหมโดยขยายแนวคิดเกี่ยวกับแรงจูงใจ ความสามารถและการ
แนะนําสิ่งใหม นั่นหมายถึง โอกาส ซ่ึงถือวาเปนมิติท่ีขาดหายไป ผลท่ีตามมาน่ันประสิทธิภาพเปน
หนาทข่ี องความสามารถในการดาํ เนนิ การ รวมถึงตัวแปรตา ง ๆ เชน อายุ ความรูระดับการศึกษาและ
ระดับพลังงาน) ความเต็มใจท่ีจะดําเนินการ รวมถึงตัวแปรตาง ๆ เชน แรงจูงใจ ความพึงพอใจในงาน
บุคลิกภาพ คานิยมและความคาดหวัง) และโอกาสในการดําเนินการ และนั่นคือ การรวมตัวแปร เชน
สภาพการทํางานเคร่ืองมือวัสดุพฤติกรรมผูนําขั้นตอนและเวลา (Blumberg & Pringle, 1982)
นักวิชาการเหลาน้ีไดชี้ใหเห็นวาองคประกอบท้ังสาม (โอกาส ความสามารถ และความเต็มใจ) ตอง
ไดรับการนําเสนอเพ่ือใหเกิดผลการปฏิบัติงาน โดยสมมติวาเปนรูปแบบการโตตอบ (P = f (O x Cx
Ws)) นอกจากนี้ ระดับตํ่าของมิตขิ อมูลใด ๆ จะทําใหระดับประสิทธิภาพลดลงอยางมาก (Blumberg
& Pringle, 1982)
ทฤษฎี AMO ไดรับการเสนอคร้ังแรกโดย Bailey (1993) ซึ่งแนะนําวาการสรางความม่ันใจ
ในความพยายามในการตัดสินใจของพนักงานจําเปนตองมีองคประกอบสามประการ ไดแก พนักงาน
ตองมีทักษะ ความสามารถท่ีจําเปน พวกเขาตองการแรงจูงใจที่เหมาะสม และตองการนายจางท่ีเปด
โอกาสใหพ วกเขาไดม ีสว นรว ม (Appelbaum et al., 2000) จากแบบจาํ ลองน้ีทาํ ใหเกดิ แนวคดิ ระบบ
การบริหารงานท่ีมีประสิทธิภาพสูง หรือระบบ HPWS ซ่ึงตอมาไดรับการพัฒนาโดย Appelbaum,
Bailey, Berg ฟand Kalleberg (Appelbaum et al., 2000) และหมายถึง องคประกอบท้ังสาม
ประการ ท่ีเสริมแรงดวยกัน โดยผลการปฏิบัติงานของพนักงาน หมายถึง การผสมผสานกันระหวาง
52
ความสามารถของแตละบุคคล (A) แรงจูงใจ (M) และโอกาสในการมีสวนรวม (O) (Bayo-Moriones
& Galdon-Sanchez, 2010; Boselie, 2010; Claudia, 2015; Knies & Leisink, 2014; Kroon,Van
De Voorde & Timmers, 2013; Munteanu, 2014) ตามแบบจําลองโมเดลน้ีคนจะปฏิบัติงานไดดี
เม่ือพวกเขามีความสามารถ พวกเขามีแรงจูงใจท่ีเพียงพอและมีสภาพแวดลอมในการทํางานท่ีทําใหมี
โอกาสในการมีสวนรวม (Boselie, 2010; Boxall & Purcell, 2003; Choi, 2014; Marín-García,
Miralles, Garcia- Sabater & Perello- Marin, 2011; Marín- García, 2013; Raidén, Dainty &
Neale, 2006)
ดังนั้น แบบจําลองจึงประกอบดวยแนวคิดพ้ืนฐานทางจิตวิทยา (Kroon et al., 2013) ซึ่งมี
ความเกี่ยวของกับองคประกอบสามประการที่จะกําหนดคุณลักษณะของแตละบุคคลเพื่อ ใหทําให
ม่ันใจวาพนักงานมีความเหมาะสม และความสามารถกระตุนใหพนักงานเพิ่มพูนพฤติกรรมการ
ตัดสินใจและเพ่ิมขีดความสามารถใหกับพวกเขาเพ่ือใหบรรลุผลลัพธขององคการ (Harney &
Jordan, 2008) มิติดานความสามารถน้ันมักจะกําหนดโดยตัวยอคือ KSA : Knowledge Skill
Ability (ความรู ทักษะ และความสามารถ) (Fu, Flood, Bosak, Morris & O'Regan, 2013) ดังน้ัน
การเสริมสรางแนวปฏิบตั ดิ า นการจดั การทรัพยากรมนษยมีเปา หมายเพอื่ ปรับปรุงองคประกอบทง้ั สาม
นี้ ยกตัวอยาง เชน เทคนิคการคัดเลือกพนักงานหรือการฝกอบรม (Kroon et al., 2013; Raidén et
al., 2006) ขอเสนอดานแรงจูงใจที่จะดึงดูดพนักงานเพื่อใหปฏิบัติงานโดยสามารถเพ่ิมแรงจูงใจ
ภายนอกหรือเพ่ิมแรงขับภายในของพนักงานเอง ยกตัวอยาง วิธีปฏิบัติท่ีจะสามารถเสริมสราง
แรงจูงใจ ไดแก รายไดพิเศษ รางวัลเบ้ียขยัน หรือ โอกาสกาวหนาในการทํางาน (Munteanu, 2014;
Raidén et al., 2006) แบบจําลอง AMO ไดเสนอแนะมิติของโอกาสบนพื้นฐานของทฤษฎีการ
ออกแบบงาน (Hackman & Oldham, 1980; Kroon et al., 2013) หรือการทบทวนวรรณกรรม
ดานการเสริมสรางพลังอํานาจ (Gerhart, 2005; Kroon et al., 2013) ดังนั้น การมีโอกาสของ
พนกั งานในองคก าร ทีต่ องคาํ นงึ ถึงจะไมใชล ักษณะเฉพาะบุคคลเทา นัน้ แตย ังรวมไปถงึ สภาพแวดลอม
การทํางานดว ยที่เอ้อื ประโยชนต อมติ ิของโอกาส น่นั กค็ ือ ระบบการทํางานเปน ทีม
แบบจําลอง AMO มีการพัฒนาและไดรับการปรับปรุงมาโดยตลอดอยางตอเน่ือง ซึ่งตาม
สภาพความเปนจริง นักวิจัยบางสวนไดวิเคราะหวาอิทธิพลของแบบจําลอง AMO ที่สงผลตอผลการ
ปฏิบตั ิงานนัน้ ซบั ซอ นกวา ท่ีคาดการณกนั ไวเ ยอะ เพราะมันไมไ ดขึ้นอยูเพียงแคเ ปน ชุดของวธิ ีปฏิบัตใิ น
บรบิ ทของการบริหารทรัพยกรมนษุ ย แตย งั รวมถึงไปถึงการรบั รูใ นวธิ ปี ฏบิ ตั ิเหลานั้นของพนักงานดว ย
( Boxall & MacKy, 2009; Ehrnrooth & Björkman, 2012; Lepak, Liao, Chung & Harden,
2006; Wright & Nishii, 2007) กลาวคือ เราตองแยกแยะระหวางเจตนาของการจัดการดาน
ทรัพยากรมนุษยที่เกิดข้ึนจริงและการรับรู (Vermeeren, 2010) นอกจากน้ีนักวิชาการบางทานยัง
ชี้ใหเห็นวาพนักงาน-มุมมองตามที่นํามาใชโดยแบบจําลอง AMO สามารถอธิบายไดดีกวาจากมุมมอง
53
ดานการจัดการ (Bos – Nehles,Van Riemsdijk & Kees Looise, 2013) มุมมองนี้อางวาชุด
ทรัพยากรบุคคลที่ออกแบบมาอยางดีของการปฏิบัติไมไดรับประกันการใชงานท่ีมีประสิทธิภาพและ
มุงเนนไปที่ความสามารถของผูจัดการสายงานใชแนวปฏิบัติดานทรัพยากรบุคคล (A) แรงจูงใจในการ
ทําใหเกิด (M) และการสนับสนุนจากองคการสําหรับดําเนินการเปลี่ยนแปลงที่จําเปน (O)
(Bainbridge, 2015; Ozcelik & Uyargil, 2015) นอกจากน้ียังมีความหลากหลายของการปฏิบัติและ
การวัดผลการดําเนินงานในการสืบสวนทําใหยากตอการระบุขอสรุปเกี่ยวกับแนวทางที่ชี้ขาดตอ
ประสิทธิภาพ ในความเปนจริงการเลือกปฏิบัติดูเหมือนจะขึ้นอยูกับสัญชาตญาณเกี่ยวกับอิทธิพลของ
พวกเขาตอ ประสิทธิภาพมากกวาเชิงประจักษท ่ีสาํ คัญ หลกั ฐาน (Wood, Burridge, Rudloff, Green
& Nolte, 2015) ดวยเหตุนี้จึงยังไมชัดเจนวาเปนไฟลกลไกการเชื่อมโยงระหวางกลุมแนวทางปฏิบัติ
และผลลัพธขององคการ (Jiang, Lepak, Hu, Baer, Jia & Baer, 2012; Renwick, Redman &
Maguire, 2013; Vermeeren, 2010)
โดยตั้งแตป 2000 เปนตน มา นักวชิ าการหลายทานไดท ําการศึกษาแนวปฏบิ ตั ิดา นการจัดการ
ทรัพยากรมนุษย โดยใชทฤษฎีความสามารถ แรงจูงใจ และโอกาส (AMO Theory) มากข้ึนโดยจาก
ผลการศึกษาแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยของ Boselie et al. (2005) ไดทาํ การศกึ ษา
จาก 104 บทความที่ทําถูกตีพิมพในวารสารตางประเทศระหวางชวงป 1994 ถงึ 2003 พบวามีการใช
แนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยตามทฤษฎี ความสามารถ แรงจูงใจและโอกาส (AMO
Theory) เพ่ิมมากข้ึนถึงครึ่งหน่ึงจากบทความท้ังหมดเน่ืองจากสามารถอธิบายความสัมพันธระหวาง
แนวปฏิบตั ดิ านการจดั การทรพั ยากรมนุษยการปฏบิ ัตงิ านไดเปนอยางดี
ตอมาไดมีการพัฒนากรอบแนวคิดซึ่งเสนอโดย Purcell et al. (2003) The People
Performance Framework ตามทฤษฎี AMO Theory จากกรอบแนวคดิ แสดงใหเ หน็ ความเชอ่ื มโยง
ระหวางแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยกับผลการปฏิบัติงานที่ชัดเจนมากข้ึน โดยไดเสนอ
วาแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยสงผลใหพนักงานเกิดความผูกพันตอองคการ แรงจูงใจ
และความพงึ พอใจในงานไดและเสนอแนวคดิ ของพฤตกิ รรมความสมคั รใจ (Discretionary Behavior)
ท่ีสงผลตอผลลัพธดานผลการปฏิบัติงานซ่ึงเปนพ้ืนฐานที่สําคัญในการชวยอธิบายความสัมพันธโดย
แสดงใหเห็นตัวแปรสงผานท่ีเปนผลมาจากแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยและผลลัพธที่
เกิดข้ึนซ่ึง Harneyand Jordan (2008) ไดระบุวาทฤษฎี AMO เปนการปลดล็อคกลองดํา “Unlock
the black box” ของความสัมพนั ธร ะหวางการจกั การทรพั ยากรมนุษยและผลการปฏิบตั ิงานได จาก
กรอบแนวคิดดังกลา วจะเห็นความโยงระหวา งวิธีปฏิบัตติ ามทฤษฎี AMO Theory ที่สามารถเช่ือมโยง
กับการเกิดพฤตกิ รรมสรา งนวัตกรรมในการทํางานไดเ น่ืองจากพฤติกรรมความสมัครใจมีความสัมพนั ธ
ในการเกิดพฤตกิ รรมสรา งนวตั กรรมในการทาํ งาน
54
กลองดํา (Black Box) ระหวางการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษยและผลการปฏิบัติงานของ
องคการ เปนประเด็นที่ถกเถียงในการศึกษาถึงความสัมพันธระหวางแนวปฏิบัติดานการจัดการ
ทรัพยากรมนุษยกับผลการปฏิบัติงาน สิ่งท่ีเช่ือมความสัมพันธระหวางปจจัยทั้งสอง (Paauwe &
Baselie, 2005) อยางไรก็ตาม ยังมีขอขัดแยงระหวางผูศึกษา 2 กลุม (Chand & Katua, 2007) คือ
กลุมแรก ซึ่งมีความเห็นวาแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยสงผลโดยตรงตอผลการ
ปฏบิ ตั ิงานขององคก าร และกลมุ ทส่ี องน้ันเห็นวาแนวปฏิบัตดิ า นการจดั การทรัพยากรมนุษยน ั้นไมไดมี
ผลโดยตรงกับผลการปฏิบัติงานขององคการ (Edward & Wright, 2001) ผูสนับสนุนในกลุมแรกจะ
เช่ือตามทฤษฎีความเปนสากลและทฤษฎีการบริหารตามสถานการณ สวนผูสนับสนุนกลุมที่สองจะ
เช่ือวามีปจจัยที่ค่ันกลางระหวางความสัมพันธของทั้งสองอยาง ซ่ึงจะสามารถทําใหอธิบาย
ความสัมพันธระหวางแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยกับผลการปฏิบัติงานขององคการได
สมบูรณแ ละเปน ท่ีเขาใจมากยิ่งขึ้น (Becker & Gerhart, 1996) โดยมีนกั วิชาการหลายคนทสี่ นับสนุน
แนวคิดในกลุมท่ี 2 เชน Boselie et al. (2005) กลาววา“ระหวางแนวปฏิบัติดานการจัดการ
ทรัพยากรมนุษยและตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานขององคการ โดยเนนแนวปฏิบัติดานทรัพยากรมนุษย
ไมไ ดสงผลโดยตรงตอตัวชวี้ ัดผลการปฏิบัติงานขององคการแตจ ะมีตวั สนับสนุนซึ่งเปน ตัวแปรแทรกซึ่ง
จะตองมีการศึกษาวาทําไมและอยางไร แตก็มีการศึกษาจํานวนนอยที่จะแสดงถึงกลไกการเชื่อมโยง
และผลกระทบที่เกิดจากตัวแปรกลางท่ีเช่ือมโยงความสัมพันธ” ในขณะที่ Lytras & Ordonez de
Plos (2008) กลาววา “มีชองวางที่ตอ งอธิบายวาแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยสง ผลตอ
การไดเปรียบในการแขงขันไดอยางไร” และถึงแมวาจะมีปริมาณและความแตกตางจํานวนมากที่
ศึกษาถึงผลกระทบของแนวปฏิบัติดานทรัพยากรมนุษยที่แตกตางกันกับผลการปฏิบัติงานของ
องคการแตก็มีงานวิจัยจํานวนนอยมากที่จะมุงเนนเพ่ือแสดงใหเห็นถึงหลักการหรือกลไกที่แสดงให
เขา ใจในความสัมพนั ธระหวา งตัวแปรทงั้ สอง (Theriuo & Chatzoglou, 2009)
Appelbaum et al. (2000) Boxall and Purcell (2003) ไดใหความเห็นวาแนวปฏิบัติ
ดานการจัดการทรพั ยากรมนษุ ยไ มไดมีอิทธพิ ลโดยตรงตอผลการปฏิบตั ิงาน แตยังตองผา นผลทีเ่ กิดข้ึน
โดยตรงจากแนวปฏิบัติดานการจัดทรัพยากรมนุษยซ่ึงยังมีหลักฐานจากการศึกษาไมมากโดย Wright
et al. (2005) เรียกกลุม ปจจัยที่แทรกอยูระหวางแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยกับผล
การดําเนินงานขององคการวากลองดํา (Black Box) ซึ่งตอมาไดมีนักวิจัยจํานวนมากพยายามท่ีจะ
ศึกษาทําการศึกษาวากลุมตัวแปรแทรกเหลาน้ีมีตัวแปรไหนบาง เชน Wright & Kehoe (2008)
วิเคราะหความสัมพันธระหวางแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยและผลการปฏิบัติงานของ
องคการโดยผานความผูกพันของพนักงานในองคการ การที่พนักงานขององคการมีความรูและทักษะ
ในการทํางานที่ไมสามารถลอกเลียนแบบไดนั้น ถือวาพนักงานเปนทุนมนุษย (Human Capital) ที่
กอใหเกิดการไดเปรียบในการแขงขันขององคการ (Barney, 2001) การที่พนักงานใชทักษะ
55
ประสบการณ และความรูในการทํางานน้ัน ถือวาพนักงานเปนทุนที่สําคัญในการกอใหเกิดคุณคา
ทางดานเศรษฐศาสตรแ กองคการโดยทนุ มนุษยเ ปน การลงทุนในตวั บุคคล โดยเพม่ิ ศักยภาพของบคุ คล
เปนการเพ่ิมคุณคาตอผลดําเนินงานขององคการ (Becker, 2006) แตการที่พนักงานจะนําความรู
ความสามารถออกมาใชในการปฏิบัติงานนั้นขึ้นอยูกับความยินยอมโดยสมัครใจของพนักงาน ท่ีจะนํา
ออกมาใชใหเกิดประโยชนตอองคการ ซ่ึงเปนไปตามทฤษฎี AMO (Guest,1997; Appelbaum et
al., 2000) โดยทฤษฎี AMO กลาววาผลิตผลขององคการเกิดจากความรูความสามารถ (Ability)
แรงจูงใจ (Motivation) และโอกาสในการมีสวนรวมท่ีจะไดใชความรูความสามารถท่ีมีอยู
(Opportunity) ของพนักงานในองคการ องคการสามารถสรางความไดเปรียบในการแขงขันโดย
พัฒนาความรคู วามสามารถแรงจูงใจและการมีสว นรวมใน การพฒั นางานซงึ่ จะทําใหอ งคก ารมีผลผลิต
และผลประกอบการที่เพมิ่ ข้นึ
Guest (1997) ไดอธิบายถึงผลการปฏิบัติงานที่เกิดจากแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากร
มนุษยโดยผานทฤษฎี AMO วาเม่ือพนักงานมีความรูความสามารถในการทํางานก็จะสามารถนําไปใช
ในการปฏิบัติงานโดยถามีแรงจูงในในการทาํ งานก็จะทําใหพนักงานคนน้ันสามารถปฏิบัติงานในหนาที่
ไดดีและสุดทาย หากพนักงานคนนั้นไดรับโอกาสจากหัวหนาและเพื่อนรวมงานก็จะสามารถใชความรู
ความสามารถ และแรงจูงใจในการปฏิบตั ิหนา ทีใ่ หบรรลุเปาหมายขององคการ
Boxall and Purcell (2003) ไดเสนอสมมตฐิ านความสัมพนั ธระบบการบรหิ ารประสทิ ธิภาพ
สูงกับผลดําเนินงานขององคการทีเ่ ปนออกแบบแนวปฏิบตั ดิ านการจัดการทรพั ยากรมนุษยเ ขาดว ยกัน
เพ่อื เสริมสรา งความสามารถ แรงจูงใจ และโอกาส ดงั ภาพประกอบ 2.2
56
ภาพประกอบ 2.2 สมมตฐิ านความสัมพนั ธร ะหวา งการบริหารประสทิ ธิภาพสงู กบั ผลดาํ เนนิ งานของ
องคก าร
ทมี่ า : Boxall and Purcell (2003)
จากภาพประกอบ 2.2 ผูวิจัยสามารถอธิบายไดวาแนวปฏิบัติดานการจัดการ
ทรัพยากรมนษุ ยหรอื ระบบบริหารงานท่ีมีประสิทธิภาพสูงจะชว ยสง เสรมิ ใหพนกั งานมีทักษะ แรงจงู ใจ
และโอกาสในการมีสว นรวมในการทํางานในองคการ ซ่ึงจะทาํ ใหพนักงานเกิดความอุตสาหะอยางเต็ม
ใจในการที่จะทํางานไดอยางมีประสิทธิภาพ ทําใหศักยภาพของพนักงานเพ่ิมเติมและในขณะเดียวกัน
ก็สามารถที่จะปรับปรุงระบบการปฏิบัติงานที่ตอบสนองตอความพยายามและการมีสวนรวมของ
พนักงานท่ีเพ่ิมขึ้น สงผลใหผลการปฏิบัติงานทั้งของพนักงานและผลการปฏิบัติงานขององคการดีขึ้น
ในทสี่ ดุ แตก ระนัน้ พนกั งานยงั คงจําเปน ทจี่ ะตอ งไดรับการสนบั สนุนจากองคก าร
2.2.4 องคประกอบของแนวปฏิบัตดิ า นการจดั การทรัพยากรมนุษย
จากการทบทวนวรรณกรรมท่ีเก่ียวของกับองคประกอบของแนวปฏิบัติดานการ
จัดการทรัพยากรมนุษย พบวามีนักวิชาการหลายทานไดศึกษาแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากร
57
มนุษยและมีองคประกอบของการปฏิบัติงานดานทรัพยากรมนุษยที่นํามาใชในงานวิจัยมีความ
หลากหลายและแตกตางกันตามการออกแบบงานวิจัยของแตละทาน โดยผูวิจัยไดรวบรวมและ
สามารถสรุปองคป ระกอบของแนวปฏิบัตดิ า นการจดั การทรพั ยากรมนุษย ไดด งั ตาราง 2.2
ตาราง 2.3 องคป ระกอบของแนวปฏบิ ตั ดิ า นการจัดการทรพั ยากรมนษุ ยจ ําแ
องคป ระกอบแนวปฏิบัตดิ า น Agarwala Allen Altarawneh Camps Cheng- Choi
การจัดการทรพั ยากรมนุษย (2003) et al., and Al- and Hua et and Spie
(2003) Killani Luna al., Lee e
(2010) (2009) (2009) (2013) (2
ความรูความสามารถ (Ability)
การฝก อบรม
การสรรหาและการคดั เลือก
การวางแผนพฒั นางาน
การพัฒนาคุณภาพงาน
การใหค าํ ปรกึ ษา
แรงจงู ใจ (Motivation)
การใหรางวัล
คาตอบแทน
ความมั่นใจในการทาํ งาน
การรกั ษาบุคลากร
การประเมนิ ผลการปฏิบัติงาน
โอกาสในองคก าร
(Opportunity)
โอกาสการเตบิ โตในอาชพี
การติดตอ สอ่ื สาร
การมสี ว นรว ม
ทมี บริหารตนเอง
การมอบอํานาจ
การออกแบบและวิเคราะหง าน
ความมีอสิ ระในการทํางาน
58
แนกตามทฤษฎี AMO
De Evans Gavino Hassan Karatepe Kintana Lee Patipan Purcell Wang
egelaere and et al., et al., (2013) et al., et al., (2012) et al., and
et al. Davis (2012) (2013) (2006) (2012) (2003) Verma
2012) (2005) (2012)
59
จากการทบทวนวรรณกรรมที่เก่ียวของดังท่ีไดสรุปในตาราง 2.2 เกี่ยวกับองคประกอบแนว
ปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยจําแนกตามทฤษฎี AMO น้ัน ทําใหผูวิจัยสามารถสรุปไดวา
องคป ระกอบของแนวปฏิบตั ิดานการจดั การทรัพยากรมนษุ ยท ี่ผูวจิ ัยสนใจจะใชศึกษาในงานวิจัยครั้งน้ี
จะประกอบดวยไป แนวปฏบิ ัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยดา นความรคู วามสามารถที่นกั วิชาการ
นํามาศึกษามากท่ีสุด คือ 1) การสรรหาทรัพยากรบุคคลและการคัดเลือกคนเขาทํางาน (Recruiting
and Selection) 2) การฝกอบรมและพัฒนา (Training) ตอมาดานแรงจูงใจ แนวปฏิบัติดานการ
จัดการทรัพยากรมนุษยท่ีนักวิชาการศึกษามากท่ีสุด คือ 3) คาตอบแทน ผลประโยชน/การใหรางวัล
(Compensation or Reward Benefit ) 4) การประเมินผลการปฏบิ ตั ิงาน 5) ความกาวหนา ในอาชพี
และการเลื่อนตําแหนง (Career Development and Promotion) สําหรับแนวปฏิบัติดานการ
จัดการทรพั ยากรมนษุ ยท่ีนักวิชาการศึกษามากท่ีสุดสําหรับดานโอกาสของพนักงานในองคการ คือ 6)
การไดรับขอมูลขาวสารในองคการ 7) การมีสวนรวมการตัดสินใจ (Participation in Decision
Making) 8) ทีมบริหารตนเอง (Self-Managed Teams) และ 9) การมีอิสระในการทํางาน (Job
Autonomy) โดยในแตละองคประกอบของแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยสามารถ
อธบิ ายไดดังตอน้ี
1) การสรรหาทรัพยากรบุคคลและการคัดเลือกคนเขาทํางาน (Recruiting and
Selection)
การคัดเลือกเปนกระบวนการที่องคการจะใชวิธีการและเคร่ืองมือในการคัดเลือก
ผูสมัครโดยกําหนดเกณฑในการคัดเลือกและดําเนินการคัดเลือกเพ่ือใหไดพนักงานที่มีคุณสมบัติมี
ความรูความสามารถ ทักษะที่ตรงกับลักษณะงานท่ีวางอยูและตองการพนักงานไปปฏิบัติงานใหไดคน
ท่ีเหมาะสมและดีท่ีสุด (Werther & Davis, 1996; Mondy, 2012) การคัดเลือกพนักงานเปน
กระบวนการที่องคการใชเปนเครื่องมือท่ีเฉพาะในการเลือกผูสมัครใหไดตรงตามคุณสมบัติของงาน
สามารถทําใหงานของตนเองและองคการประสบความสําเร็จ องคการที่มีระบบการคัดเลือกพนักงาน
ที่ดีทําใหไดพนักงานท่ีมีคุณภาพจะสงผลตอผลิตภาพขององคการ (Huselid, 1995; Ichnoiwski et
al., 1997) เชนเดียวกันกับการศึกษาของ Koch & McGreth (1996) พบวาองคการที่มีนโยบายการ
คัดเลือกคนเขาทํางานอยางเขมขนจะมีความสัมพันธในทางบวกกับผลิตภาพแรงงานขององคการ ใน
งานวิจัยสวนมากจะนําการคัดเลือกคนเขาทํางานเขาเปนสวนหนึ่งของแนวปฏิบัติดานการจัดการ
ทรัพยากรมนุษย (e.g. Huselid, 1995; McDuffie, 1995; Delery & Doty,1996; Youndt et al.,
1996; Guest, 1997; Ichnoiwski et al., 1997; Pfeffer, 1998; Nai-Wan Chi & Carol Yeh-Yun
Lin, 2010; Fiorito, Bozeman,Young, & Meurs, 2007; Taylor, Levy, Boyacigiller, & Beechler,
2008; Mondy & Noe, 2008 quoted in Wu ;Gong, Chang, & Cheung, 2010; Gitell, Seidner,
60
& Wimbush, 2010; Chuang & Liao. 2010; Lin and Lee, 2010) และหากระดบั ของทุนมนษุ ยย ิ่ง
สงู ขน้ึ ยงิ่ จะสง ผลใหผลการดําเนนิ งานโดยรวมขององคก ารสูงขน้ึ ดว ยเชน กนั (Takeuchi et al., 2007)
2) การฝก อบรบและพฒั นาบคุ ลากร (Training and Development)
การฝกอบรมและพัฒนา เปนกระบวนการท่ีจัดทําข้ึนอยางเปนระบบเพื่อเสริมสราง
สมรรถภาพทางดานความรู ทักษะ ทัศนคติและพฤติกรรมโดยผานประสบการณการเรียนรู ที่จะชวย
บุคลากรปฏิบัติงานหรือรวมทํากิจกรรมตาง ๆ ใหเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อพัฒนา
ศักยภาพของพนักงานและตอบสนองตอ ความตองการขององคกา ร (Cascio, 2003.,ธัญญา ผลอนันต,
2546) เม่ือองคการมีการคัดเลือกพนักงานท่ีเหมาะสมแลวก็จะตองมั่นใจวาพนักงานเหลานั้นจะ
สามารถทํางานอยูในระดับแนวหนาของงานท่ีปฏิบัติไดซึ่งคงไมใชเฉพาะงานดานวิชาชีพเทาน้ัน แต
อาจจะตองรวมไปถึงความรูในดานการมีปฏิสัมพันธกับผูอ่ืนดวย (Boxall & Purcell, 2003) การ
ฝกอบรมพนักงานอยางทั่วถึง ถือเปนแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยกรมนุษยท่ีใชกันอยาง
กวางขวางในกลุมแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษย (Wrightet al., 2005) มีงานวิจัยหลาย
งานที่สนับสนุนความคิดท่ีวาการฝกอบรมอยางทั่วถึงจะสงผลตอผลการปฏิบัติงานขององคการ
ยกตัวอยา งเชน McDuffie, 1995; Delery & Doty,1996; Wood, 1996; Guest, 1997, Ichinoiwski
et al. , 1997; Martin & Romero, 2000; Nai- Wan Chi & Carol Yeh- Yun Lin, 2010; Gong,
Chang, & Cheung, 2010; Chuang & Liao, 2010; Lin and Lee, 2010; Bendickson et al. ,
2017; Evans & Davis, 2005; Pittino et al., 2016)
3) คาตอบแทน ผลประโยชนและความมั่นคง (Compensation or Reward
Benefit and Job Security)
คา ตอบแทนพนกั งาน หมายถึง รปู แบบตาง ๆ ของการจา ยคาจางหรือรางวัลทนี่ ําไปสู
พนักงานซง่ึ เกิดขึ้นจากการจางงาน มีองคประกอบสําคัญ 2 ประการ สวนแรกคือ การจา ยคา ตอบแทน
ในรูปของตัวเงินในรูปของคาจาง เงินเดือน ส่ิงจูงใจ คาคอมมิชช่ัน และโบนัส สวนที่สองคือ การจาย
คาตอบแทนทางออมท่ีไมใชตัวเงิน ในรูปของผลประโยชนที่คลายกับคาตอบแทนในรูปตัวเงิน เชน
การจายคาเบ้ียประกันชีวิต การใหพักรอน (Dessler, 2010) การจายเงินกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ เปน
ตน
Snell & Bohlander (2010) ไดกลาวไววา การจายคาตอบแทนพนักงานน้ันเปน
การรวมการจายเงินและรางวัลใหกับพนักงานสําหรับผลการปฏิบัติงานของเขา ซ่ึงรวมต้ังแตการจาย
คา ตอบแทนโดยตรง เชน คาจางและเงินเดือน เงินจูงใจโบนัส คาคอมมิชชนั่ และคาตอบแทนทางออม
เชน สวัสดิการตา ง ๆ อาหารกลางวนั สถานท่ีทํางานทีส่ วยงาม โดยปจ จยเั หลา นจี้ ะทาํ ใหสามารถเพม่ิ
คุณภาพและผลผลิตของงาน โดยหากองคการมีการจายคาตอบแทนและผลประโยชนที่ดึงดูดและ
พนักงานมีความพึงพอใจในสิ่งเหลานั้นจะเปนแรงจูงใจในการปฏิบัติงานใหมีประสิทธิภาพ มีงานวิจัย
61
หลายงานไดยกรวม การจายคาตอบแทนท่ีดึงดูดเขาไวในกลุมแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากร
มนุษยซ่ึงสงผลตอผลการปฏิบัติงานขององคการ (e.g. Arthur, 1994; Huselid, 1995; MacDuffie,
1995; Delery & Doty, 1996; Nai-Wan Chi & Carol Yeh-Yun Lin, 2010) โดยไดเนนการจาย
คา ตอบแทนทีด่ งึ ดูดตามผลการปฏบิ ตั งิ านเปน ตวั พยากรณผ ลการปฏบิ ตั ิงานองคการไดอ ยางดี
4) การประเมนิ ผลการปฏบิ ตั งิ านตามผลงาน (Performance Appraisal)
การประเมินผลการปฏิบัติงาน หมายถึง ระบบในการทบทวน ตรวจสอบและประเมินผลงาน
บุคคลหรือทีมงานท่ีเกี่ยวของกับผลการปฏิบัติงาน (Mondy, 2012) พยอม วงศสารศรี (2544) ได
กลาวไววา การประเมินผลพนักงาน หมายถึง ระบบประเมินตัวบุคคล อันเน่ืองมาจากผลการ
ปฏิบัติงานโดยอาศัยหลักการและวิธีการอยางปราศจากอคติใด ๆ ท้ังส้ินเพื่อดําเนินการตัดสินใจ
ปรับปรุง สงเสริม และพัฒนาพนักงานใหมีคุณภาพมากข้ึน การประเมินผลการปฏิบัติงานของ
พนักงานเปนสวนหนึ่งที่จะทําใหผูบริหารสามารถติดตามผลการปฏิบัติงานของพนักงาน และเปน
เคร่ืองมือท่ีทําใหพนักงานมีการปรับปรุงและพัฒนาผลการปฏิบัติงานของตนเองใหดียิ่งขึ้นดวย การ
ประเมินผลการปฏิบัติงานที่มีการแจงขอมูลใหพนักงาน เพื่อใหพนักงานไดรับทราบผลของการ
ประเมินตนเองจะเปนส่ิงกระตุนเตือนใหพนักงานรับรูถึงสิ่งที่ตนเองตองปรับปรุงการปฏิบัติงาน การ
ประเมินผลการปฏิบัติงานตามผลงาน สามารถใชเปนเคร่ืองมือในการประกอบการตัดสินใจของ
ผูบริหารในการท่ีจะเล่ือนข้ัน ลดขั้น ยายตําแหนง และการจายคาตอบแทน ดังนั้น การประเมินผล
การปฏิบัติงานตาม ผลงาน จึงสามารถกระตุนใหพนักงานสามารถปรับปรุงและพัฒนาตนเองและจะ
สงผลตอผลการดําเนินงานขององคการในท่ีสุด การประเมินผลการปฏิบัติงานตามผลงานจะกระทํา
อยางสม่ําเสมอจะสง ผลใหพนักงานมีความพันธะสัญญากับองคการและชวยเพิ่มผลิตภาพขององคการ
ในท่ีสุด (Brown & Benson, 2003) มีนักวิจัยหลายทานที่เลือกการประเมินผลการปฏิบัติงานตาม
ผลงาน เขามาเปนสวนหนึ่งของกลุมแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยซ่ึงสงผลตอผลการ
ปฏบิ ตั งิ านขององคการ (e.g. Huselid, 1995; Youndt et al.,1996; Guest, 1997; Cakar, Bitici, &
MacBryde, 2003 quoted in Wu; Chuang & Liao, 2010; Nai-Wan Chi & Carol Yeh-Yun Lin,
2010; Lin and Lee, 2010)
5) ความกาวหนาในอาชีพและการเลื่อนตําแหนง (Career Development and
Promotion)
การสงเสริมความกาวหนาและการพัฒนาในอาชีพ หมายถึง การท่ีบุคลากรไดรับการ
เปลยี่ นแปลงฐานะหนา ท่ีการงานสูตําแหนงงานทสี่ ูงขึน้ พนกั งานจะไดรบั การขยายขอบเขตหนาทีแ่ ละ
ความรับผิดชอบในตําแหนงงานท่ีสูงข้ึน มีระดับรายไดและคาตอบแทนท่ีดีข้ึน การสงเสริม
ความกาวหนาในหนาท่กี ารงาน โดยการเล่อื นข้ันจากพนักงานภายในจะเปนสิ่งที่สงเสริมใหพนักงานมี
แรงจูงใจในการทํางานและยังคงอยูในองคการเพื่อชวยใหองคการประสบผลสําเร็จ (Guest,1997)
62
Miller & Wheeler (1992) พบวา การขาดคุณคาในการทํางานหรือการขาดโอกาสความกาวหนาใน
การทํางานจะทําใหพนักงานขาดแรงจูงใจในการทํางานซึ่งจะสงผลลบตอผลการปฏิบัติงาน และการ
ลาออกจากงานในที่สุด ในขณะเดียวกันก็จะแสดงถึงความความรูสึกดา นความยตุ ิธรรมที่พนกั งานมีตอ
องคการในแงมุมท่ีวาตนเองเปนสิ่งที่มีคุณคาตอองคการ ดังนั้น องคการจึงควรเห็นคุณคาในตัว
พนักงานดวย (Pfeffer, 1998) มีนักวิจัยหลายทานไดศึกษาโดยนําการสงเสริมความกาวหนาใน
หนาที่เขามาเปนสวนหน่ึงในวิธีปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยซ่ึงสงผลการปฏิบัติงานของ
องคก าร (e.g. Huselid, 1995; Delery & Doty, 1996; Guest, 1997; Nai-Wan Chi & Carol Yeh-
Yun Lin, 2010; Gong, Chang, & Cheung, 2010; Gavino et al., 2012)
6) การมีสว นรว มในการตัดสนิ ใจ (Participation in Decision Making)
การมีสวนรวมของพนักงาน หมายถึง ขอบเขตบุคคลใดที่มีลําดับชั้นไมเทากันมีสวน
รวมอยางแข็งขันในกระบวนการตดั สินใจขององคก าร(Locke & Schweiger, 1979; Wagner, 1994)
การมีสวนรวมในการตัดสินใจสามารถสรางผลประโยชนที่สําคัญใหกับคนงานเชนการมีสวนรวมของ
พนักงานความพึงพอใจในงานของพนักงานการปฏิบัติงานของพนักงานพนักงานทัศนคติและรวมถึง
ความยืดหยุนและความเปนอิสระ (Arthur, 1994; Bowen & Ostroff, 2004; Cordery, Mueller, &
Smith, 1991; Mark A Huselid et al., 1997; Lepak & Snell, 1999)
7) การสอื่ สารในองคการ (Communication and Information Sharing)
การสื่อสารในองคการ คือ กระบวนการถายทอดสงถายโอนความหมายของสาร ไมวา
จะเปนขอมูลตา ง ๆ และแนวคดิ ตาง ๆ จากคนหนึง่ ไปยังอกี คนหนึ่งแลวผูทไ่ี ดรบั สารตองมีความเขาใจ
สารท่ีไดรับตามเจตนาของผูสงสาร ซึ่งการสื่อสารในองคการอาจจะเปน ในรปู แบบ การสง จากผบู ริหาร
สูระดับที่ต่ํากวาการสงจากระดับลางไปยังระดับที่สูงกวา การส่ือสารขามแผนกท่ีอยูในองคการ
เดียวกัน และการสื่อสารตางหนวยงาน เพ่ือใหเกิดความเขาใจที่ตรงกันและสามารถนําไปปฏิบัติหรือ
แกไขปญหาในงานไดอยา งถกู ตอ ง (Koulikoff-Souviron and Harrison 2010)
8) ทีมบรหิ ารตนเอง (Self - Managed Teams)
ทีมบริหารตนเอง หมายถึง ทีมท่ีสมาชิกทุกคนลวนรับผิดชอบตอลักษณะทั้งหมดของ
การปฏิบัติงานอยางแทจริง โดยเปนอิสระจากฝายบริหารซึ่งสมาชิกจะปฏิบัติงานโดยท่ัวไป มีการแบง
หนา ทีค่ วามรับผดิ ชอบสําหรับงานทีมบริหารตนเองสามารถท่จี ะเลอื กสมาชกิ ผูรว มทีม และสามารถให
สมาชกิ มีการตรวจสอบซึ่งกันและกนั การใหท ีมงานมีสว นรวม มอี าํ นาจในการตดั สนิ ใจ และสนบั สนุน
ใหทีมบริหารตนเองท่ัวท้ังองคการ (Bendickson et al., 2017; Evans & David, 2548; Pittino et
al., 2016) ทีมสามารถใหประโยชนในรูปแบบตาง ๆ สําหรับตัวอยางเชน Gibson et al. (2007)
แสดงใหเห็นวาการปฏิบัติท่ีเปนทีมมีความสําคัญคุณภาพที่คาดการณไว การมอบหมายงานใหทีมที่
จัดการตนเองไมเพียงแตเปนการใหอํานาจใหแกทีมเทาน้ันแตยังเปนการเพ่ิมขีดความสามารถของ
63
พนักงาน และเปดโอกาสใหพนักงานไดแสดงความคิดริเริ่มและพนักงานบรรลุผลตามเปาหมาย และ
สามารถพฒั นาตนเอง (Heimovics, Herman, & Coughlin, 1993)
9) ความมอี ิสระในงาน (Job Autonomy)
ความมีอิสระในงาน หมายถึง การใหอิสระแกพนักงานในการกําหนดรายการหรือ
ตารางการทํางานและการจัดการนั้น หรือในทางกลับกันอาจจะเปนงานท่ีตองทําตามคูมือ หรือคําส่ัง
เทาน้ัน เปนการรับรูของพนักงานตอแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยในเรื่องความมีอิสระ
ในงานวาพนกั งานสามารถสรา งกระบวนการทาํ งานท่ีจะกอใหเ กิดความมอี สิ ระในการทาํ งาน (Purcell
et al., 2003) ซ่ึงผลงานวิจัยของ Purcell และคณะ (2003) ไดแบงวิธีปฏิบัติดานการจัดการ
ทรัพยากรมนุษยตอางอิงตามทฤษฎี AMO และเนื่องจากความทาทายและความมีอิสระในงาน พบผล
จากงานวิจัยกอนหนาวามีอิทธิพลตอ พฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ
(Shipton et al., 2006a; Jimenez and Sanz, 2008)
ดังนัน้ ผวู จิ ัยไดส รปุ องคป ระกอบของแนวปฏบิ ัตดิ านการจัดการทรพั ยากรมนษุ ยเ พ่อื
ใชในการศึกษาในงานวจิ ยั ครงั้ นี้ ไดตามตาราง 2.3
ตาราง 2.4 องคป ระกอบของแนวปฏบิ ัติดานการจัดการทรัพยากรมนษุ ย
ประเภทของแนวปฏิบัติดา น คําอธิบาย ตัวอยาง
การจดั การทรพั ยากรมนุษย
1. การสรรหาและคัดเลือก ข้ันตอนที่ใชในการประเมินที่เก่ียวของ • การคดั เลือก / การวางแผนการคดั เลือก
ความรทู กั ษะและ
2. การมสี วนรวมในการ กระบวนการและการจดั หาพนกั งาน
ตัดสนิ ใจ ความสามารถในการทํางานและพอดี • การประเมนิ ดา นเทคนคิ และความสัมพันธ
กับองคการ
3. การฝก อบรมและการ ระหวา งบคุ คล ทักษะทัศนคติและ / หรือ
พัฒนา
บุคลิกภาพ
• ผูส มัครเหมาะสมกับทมี และองคก าร
• เกณฑการคัดเลอื กเฉพาะข้ึนอยูกับกลยุทธของ
องคก าร
• การจางหวั กะทิหรืออตั ราสวนการเลอื กตาํ่
เพิ่มขีดความสามารถใหกับพนักงาน • งานทกี่ ําหนดนอยลง
ผานความรับผิดชอบท่ีมากขึ้นและ • อํานาจในการตัดสินใจ
เขาถึงทรัพยากร
• การมีสวนรวมของพนักงาน
• การจัดการแบบมสี ว นรว ม
• การแกปญหา
โปรแกรมที่เปน ทางการเปน • ฝกอบรมเพ่อื พฒั นาอาชีพ
พัฒนาทักษะความรแู ละความสามารถ • คนงานอายนุ อยเรียนรจู ากสิ่งตาง ๆ มากข้ึน
เพือ่ นรวมงานทีม่ ีประสบการณ
64
ประเภทของแนวปฏบิ ตั ิดา น คําอธิบาย ตวั อยา ง
การจดั การทรัพยากรมนษุ ย
4. การสอื่ สารและการ เปด การสอื่ สารในแนวตั้งและแนวนอน • การฝก อบรมทักษะเฉพาะของ บริษัท
ชองทางที่ใหการเขา ถึงขอ มลู และ • การใชก ารฝกอบรมเพ่ือปรับปรุงประสิทธิภาพ
แบงปนขอมูล โอกาสในการแสดงออกมุมมอง • ความกวางขวางในการฝกอบรม
5. คา ตอบแทน • คําอธิบายกลยุทธท างธุรกิจ
รางวลั มอบใหพนกั งานตาม • โปรแกรมแบง ปนขอ มูลอยา งเปน ทางการ
6.การประเมนิ ผลงาน หนาที่การงานคณุ ภาพและงาน • จดั หาพนักงานดวยกลยทุ ธขอ มลู ทางธุรกิจ
ประสิทธภิ าพ • พนกั งานไดรับผลการปฏิบตั งิ านที่ม่ันคง
7.การพัฒนาอาชีพและการปรับ • การปอ นขอมูลและขอเสนอแนะของพนักงาน
เลื่อนตาํ แหนง การวดั และปรบั ปรงุ รายบคุ คลและทีม • กําไร / กาํ ไรแบง ปน ความเปนเจาของของ
ประสทิ ธิภาพโดยการจัดตําแหนง
8.ทีมบริหารตนเอง รายบคุ คลและทมี พนกั งาน จายคาจา งทแี่ ขงขันได
ประสทิ ธภิ าพดว ยกลยทุ ธข ององคการ • คาตอบแทนจูงใจ
• ความสามารถในการจา ยเงินภายนอก / การ
โ อ ก า ส แ ล ะ วิ ธี ก า ร โ ด ย ที่ พ นั ก ง า น
สามารถทาํ ได แขงขนั
เล่อื นขึ้นไประดบั ทสี่ ูงข้นึ • จายสาํ หรับประสิทธภิ าพ
ตําแหนงภายในองคก าร • การประเมินอยา งเปนทางการสําหรับการ
การกระจายอาํ นาจลงโดยการอนุญาต จายเงิน
อาํ นาจหนาท่ีและความรับผิดชอบตาม • การประเมินตามวตั ถุประสงคและอัตนัย
โครงสรางทีม
ประสทิ ธภิ าพ
• การจัดการวตั ถปุ ระสงคท่เี ช่ือมโยงกบั องคก าร
กลยทุ ธและอืน่ ๆ
• ขอเสนอแนะเก่ยี วกับประสิทธิภาพ
• การประเมนิ ตามเปาหมายเชงิ กลยุทธห รือทมี
ประเมินพฒั นาการ / ศกั ยภาพ
• เสน ทางอาชีพและการเลอ่ื นตาํ แหนง งาน
• โปรโมช่นั จากภายใน
• การวางแผนอาชีพ
• การสง เสริมอยางเปนกลางบนพน้ื ฐานของความ
ดีการวางแผน
โอกาสในการสง เสริมการขาย
• โปรแกรมการมีสวนรวมของพนกั งาน
• ทํางานเปน ทีมและมอี ํานาจในการตดั สินใจ
• การใชง านทมี อยา งกวางขวางตลอดทง้ั องคก าร
9.การมอี ิสระในการทาํ งาน การใหอ ิสระแกพนักงานในการกาํ หนด • การใหอิสระแกพ นักงานในการกาํ หนดตาราง
รายการหรือตารางการทาํ งานและการ งาน
จัดการนนั้ • จดั ทําคูมือทงี่ า ยในการทํางาน
65
ประเภทของแนวปฏิบัติดา น คาํ อธิบาย ตวั อยาง
การจดั การทรัพยากรมนุษย
• ปลอยใหพนักงานสรา งกระบวนการทํางานดว ย
ตัวเอง
ท่มี า : ปรบั ปรงุ มาจาก Evans and Davis (2005) ; Bendickson et al. (2017) ; Pittino et al.
(2016); Posthuma et al. (2013); Orisa (2019)
จากการทบทวนแนวคิดและทฤษฎีแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษย พบวามีความ
คลายคลึงกันแตมีความแตกตางในรายละเอียดการจัดกลุมของกระบวนการบริหาร ทรัพยากรมนุษย
ดังนั้น ผูวิจัยจึงสามารถสรุปไดวา แนวคิดและทฤษฎีแนวปฏิบัติดานการจัดการ ทรัพยากรมนุษย
สาํ หรับพนักงานในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศไทยจะสงผลตอพฤติกรรมสรา งนวัตกรรมใน
การทํางานประกอบดวย 9 ดาน ไดแก การสรรหาและคัดเลือกพนักงาน การฝกอบรมและพัฒนา
การใหรางวัล การประเมินผลการปฏิบัติงาน ความกาวหนาในอาชีพและการเลื่อนตําแหนง การไดรับ
ขอมูลขาวสารในองคการ การมสี ว นรว มการตดั สนิ ใจ ทมี บริหารตนเอง และการมอี ิสระในการทาํ งาน
2.2.5 งานวิจัยที่เก่ียวของในความสัมพันธระหวางแนวปฏิบัติดานการจัดการ
ทรัพยากรมนษุ ยกับพฤตกิ รรมสรางนวตั กรรมในการทาํ งาน
ในสวนน้ี ผูวิจัยไดทบทวนวรรณกรรมท่ีเก่ียวของในความสัมพันธระหวางแนวปฏิบัติดานการ
จัดการทรพั ยากรมนุษยกบั พฤตกิ รรมสรา งนวัตกรรมในการทาํ งาน พรอมทงั้ ศกึ ษาบทบาทอิทธพิ ลของ
ตัวแปรสงผานในความสัมพันธระหวางแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยกับพฤติกรรมสราง
นวตั กรรมในการทํางานดังแสดงในตาราง 2.4
ตาราง 2.5 การทบทวนวรรณกรรมความสมั พันธระหวา งแนวปฏิบตั ดิ า นการจ
ผแู ตง( ป) วารสาร ชือ่ งานวิจัย แนวคดิ / ทฤษฎี
Abstein and Creativity and การสํารวจ HRM ทฤษฎีการประเมนิ
Spieth (2014 ) Innovation Meta - คุณลักษณะที่สง เสรมิ ความรูความเขาใจ
Management พฤติกรรมการทาํ งานท่ี การมีสวนรวม
สรา งสรรคของพนกั งานใน
ชว งเวลาท่งี านเพม่ิ ขนึ้ - ความ
ขัดแยง ในชวี ติ
Battistelli et al, European ผลกระทบของขอ เสนอแนะจาก มุมมองคุณลักษณะ ค
( 2011 ) Journal of Work ความเปนอสิ ระของงานและงาน การเปด ใชงาน ค
and ในความสัมพนั ธระหวา งการ
Organizational ตอ ตานตอการเปลี่ยนแปลงและ
Psychology พฤติกรรมการทํางานที่
สรางสรรค
66
จดั การทรัพยากรมนษุ ยกับพฤตกิ รรมสรางนวตั กรรมในการทํางาน
แนวปฏิบตั ิดาน IWB ตัวอยา ง วิจัยวธิ ี การคนพบท่สี ําคัญท่ีสดุ
HRM
ความมอี สิ ระ หนึง่ 21 บรษิ ัท ในเยอรมนี กงึ่ - โครงสราง ความเปน อิสระของพนกั งาน
มิติ การสมั ภาษณ มอี ิทธพิ ลตอIWB ในเชงิ บวก
(การวิเคราะหเชงิ และสามารถเพม่ิ
คณุ ภาพ) ประสิทธิภาพนวตั กรรมของ
แตละบคุ คลผานการมสี ว น
รวมและทฤษฎกี ารประเมิน
ความรูความเขาใจ
ความคดิ เหน็ เกยี่ วกบั หนงึ่ มหาวิทยาลัย 1 แหง การสํารวจ ความเปน อิสระไมไดเ ปน ตวั
ความมอี สิ ระ มติ ิ ในฟลอเรนซ กาํ กบั ความสัมพนั ธระหวา ง
พนักงาน 270 การตอตานตอการ
คน เปล่ยี นแปลง และ พฤติกรรม
สรา งนวัตกรรม และในทาง
ตรงกันขาม ขอเสนอแนะท่ี
เฉียบคมจะคอยกํากบั
ความสัมพันธร ะหวางการ
ตอ ตานตอการเปล่ียนแปลง
และพฤติกรรมสรา ง
นวัตกรรม( ขอเสนอแนะทสี่ งู
จะนาํ ไปสูความสัมพนั ธเ ชิง
บวกระหวางการตอ ตานตอ
การเปลยี่ นแปลงและ IWB )
ผแู ตง ( ป) วารสาร ชื่องานวจิ ัย แนวคิด / ทฤษฎี
Bommer and R&D การคกุ คามขององคก าร การลด ภยั
Jalajas (1999 ) Management
ขนาดโดยยอ ตอแนวโนม เชงิ คุกคาม- แบบจาํ ลอง
นวัตกรรมของ ความเขมงวด
ผเู ชย่ี วชาญดานการวิจัยและ
พัฒนา
Bysted and Public การเปรยี บเทียบพฤตกิ รรมเชิง วฒั นธรรมความเสีย่ ง ร
Hansen ( 2015 ) Management
Review นวัตกรรมของพนักงานภาครัฐ สําหรับนวัตกรรม ค
และเอกชน การสนับสนุนจาก เ
องคการ/ บรรยากาศ
แหง นวตั กรรม)
ประเภทของกลุม
แรงจงู ใจที่แทจรงิ
Bysted and Public การสํารวจกลไกการบรหิ าร ประเภทของกลุม ร
Jespersen Management จดั การทมี่ ีอทิ ธพิ ลตอพฤตกิ รรม แรงจงู ใจท่แี ทจ ริง พ
( 2014 ) Review การทํางานทเ่ี ปนนวัตกรรมใหม: ค
การเปรยี บเทียบพนักงาน
สวนตัวและ
สาธารณะ
67
แนวปฏิบัตดิ าน IWB ตัวอยาง วจิ ัยวธิ ี การคนพบท่สี าํ คญั ท่ีสดุ
HRM สองมิติ พนักงาน R&D จาํ นวน
การสาํ รวจ ความไมม ัน่ คงในงานเปน ผล
ความไมม ่ันคงในงาน 150 คน จากบริษทั ที่ การสาํ รวจ ลบอยางมีนัยสาํ คัญทางสถติ ิ
แตกตา งกันจาํ นว15 ท่ีเกี่ยวของกบั ความเตม็ ใจท่ี
รางวลั (ความคาดหวัง บรษิ ัท การสํารวจ จะรบั ความเส่ียงและในแงลบ
ความชัดเจน) ทเี่ ก่ียวของกบั ความเตม็ ใจที่
เอกราช หนึ่ง พนักงาน 8,310 คน จะใหค ําแนะนํา
มิติ จากเดนมารก
รางวลั อิสระในการ ความเปนอิสระมอี ิทธพิ ลตอ
พัฒนา นอรเ วย สวเี ดน IWB ของ พนักงานในเชงิ
ความสามารถ บวก( ไมพ บความแตกตาง
สอง พนกั งาน 8,310 คน ระหวา งพนกั งานภาคเอกชน
มติ ิ จากเดนมารก และภาครัฐความชัดเจน
นอ ยลงระหวา งผลงาน
นอรเ วย สวเี ดน นวัตกรรมและรางวัลมี
ความสัมพันธเ ชิงลบกบั IWB
ความสมั พันธนี้ชัดเจนมากข้นึ
สาํ หรัพนกั งานภาครฐั
ความมีอิสระ มี
ความสัมพนั ธเชิงบวกอยา ง
มีนยั สําคญั ทางสถิตกิ ับ
IWB โดยไมค าํ นงึ ถงึ
ประเภท
เซกเตอร ความสามารถ
ผแู ตง( ป) วารสาร ชือ่ งานวจิ ยั แนวคดิ / ทฤษฎี
Chang et al, Journal of สัญญาทางจิตวทิ ยาและ พันธะสญั ญา
(2013) Applied พฤติกรรมเชงิ นวัตกรรม: การ ธุรกรรม
Social วเิ คราะหเ สน ทางการมีสว น และความสมั พันธ
De Jong et al . Psychology รวมในงานและทรัพยากรงาน มุมมองดาน
( 2015 ) โดยกล่นั กรอง นวัตกรรมดาน
สังคม
Entrepreneurship พฤติกรรมของผปู ระกอบการ ไมกลา วถึง
Theory and ในองคก าร: การออกแบบงาน
Practice มคี วาม
สําคัญหรือไม?
68
แนวปฏิบตั ิดา น IWB ตวั อยาง วิจัยวิธี การคน พบท่ีสาํ คญั ทสี่ ดุ
HRM
คาํ ตชิ มของหัวหนา หน่ึง 267 dyads ของ การพัฒนามคี วามสัมพนั ธเชงิ
งาน มิติ พนกั งานและท่ี บวกอยาง
มีนยั สําคญั กบั IWB แต
ความหลากหลาย หน่งึ มติ ิ เกยี่ วขอ งกบั ประเภทเซกเตอรกล่ันกรอง
ของงานอสิ ระ ผบู ังคบั บัญชาของ 30 ความสัมพนั ธน้ี รางวลั มีความ
สูง – บรษิ ัท เทคโนโลยี เกี่ยวของในเชงิ ลบกบั IIWB
ในไตหวัน อยา งไรกต็ ามพนักงานภาครฐั
ตอบสนองอยางดีตอรางวัล
พนักงาน 179 คน เมอื่ คาดวา IWB
จากบริษทั ดัตช 1
แหง การสํารวจ ความสัมพนั ธทเี่ ปนสื่อกลาง
ระหวางสัญญาการทํา
ธุรกรรมและเชิงสมั พนั ธ
และ IWB ผานการมีสว น
รวมในการทาํ งานแตล ะคร้งั
จะถูกกลน่ั กรองโดยคาํ ติชม
ของหัวหนา งาน
การสาํ รวจครัง้ ความเปน อิสระ เพิ่มการ
แรก รบั รกู ารควบคมุ
( n ¼ 179 คน) สภาพแวดลอมการทํางาน
การสาํ รวจครั้งที่ ซง่ึ จะชว ยเพม่ิ แรงจูงใจและ
สอง ความเตม็ ใจทีจ่ ะมีสวนรว ม
สามป ในพฤติกรรมของ
ผูป ระกอบการ หลากหลาย
ผแู ตง ( ป) วารสาร ชอ่ื งานวจิ ยั แนวคิด / ทฤษฎี
De Spiegelaere Journal of กลมุ อาชีพแรงจูงใจ
et al .( 2012 ) Entrepreneurship, ท่แี ทจ รงิ
Management
and
Innovation
69
แนวปฏิบัตดิ าน IWB ตัวอยาง วิจยั วิธี การคนพบทีส่ าํ คญั ท่สี ุด
HRM ตอ มา ( n ¼
พนักงาน 893 คน 93 คน) งานไมพบเพื่อเสริมสรา ง
- ความมอี ิสระ หน่งึ มิติ จาก 17 บรษิ ัท พฤติกรรมของ
- งานประจาํ ในเบลเยียม การสาํ รวจ ผูป ระกอบการอาจจะ
- เวลากดดัน เน่อื งมาจากการรับรกู าร
- เนื้อหางานทีไ่ ม ทํางานพิเศษ( แนวนอน
มนั่ คง ขยาย) แทนการรับรกู าร
- โอกาสในการ ขยายตวั ของ
เรียนรู ความเปนอสิ ระนําไปสู
ผลลัพธท ด่ี ีของพนักงาน
( IWB ) ; งานการจัด
ระเบยี บท่ีเก่ียวขอ งใน
ทางบวกกบั IWB สี
ขาว- แรงงานและเชงิ ลบ
สําหรบั สีฟา- แรงงาน
ปก; งานประจํามีผลกระทบ
เชิงลบสําหรบั สี
ขาว- แรงงานและ
ผลกระทบทีค่ อนขางเปน
บวก ( NS ) สําหรบั ปลอก
คอสฟี า; ความไมป ลอดภยั
ของเนื้อหางานและ
ความสมั พนั ธกับ IWB เปน
ผลบวกสําหรับปลอกคอสี
ผูแตง ( ป) วารสาร ชอ่ื งานวจิ ัย แนวคดิ / ทฤษฎี
Dorenbosch Creativity and เก่ยี วกบั นวัตกรรม
et all, (2005) Innovation งาน: ผลกระทบของการ
management ออกแบบงานและการบริหาร
จดั การทรพั ยากรมนษุ ยผ า น
การเปน เจา ของการผลิต
70
แนวปฏิบตั ดิ า น IWB ตวั อยา ง วิจัยวิธี การคนพบทส่ี าํ คญั ท่ีสดุ
HRM
การฝกอบรมและ สองมติ ิ 132 พนักงาน การสาํ รวจ ขาวและผลลบอยางมาก
การพัฒนา ของดัตช สําหรบั ปลอกคอสนี ํ้า
multifunctionality รัฐบาล เงนิ ความกดดันเรือ่ งเวลา
ผลตอบรับ organiz ation ไมเ กย่ี วขอ งอยางมี
ของรางวัล นัยสําคญั ทางสถิติ IWB
ความแตกตางระหวางสีขาว
ไมม-ี และสีฟา - ปกก็
พบวา; โอกาสในการเรียนรู
มีความสมั พนั ธเ ชงิ บวก
อยางมนี ยั สําคญั ทางสถติ ิ
กับ IWB และกลมุ อาชพี มี
ความสาํ คญั
มลั ติฟงกชน่ั มีความสัมพนั ธ
เชิงบวกอยางมีนยั สําคัญ
ทางสถิติกับ IWB โดยรวม
เชนเดยี วกับขัน้ ตอนที่
มงุ เนนการนําไปใช แตไ มม ี
ความเก่ยี วของเชงิ บวก
อยางมนี ัยสาํ คญั ทางสถติ ิ
กับตวั แปรทม่ี งุ เนน ความคิด
สรางสรรค
ผแู ตง( ป) วารสาร ชอื่ งานวิจยั แนวคดิ / ทฤษฎี
Fernandez and Public การเพิ่มขีดความสามารถ พึงพอใจในงาน
Moldogaziev Administration ของพนกั งานทัศนคติของ
(2012) Review พนกั งานและ
ผลงาน: การทดสอบ
รปู แบบเชิงสาเหตุ
Janssen (2000) Journal of ความตอ งการงานการรับรูถ งึ ทฤษฎีการ
Occupational ความพยายาม- ตอบแทน แลกเปลี่ยนทาง
and ความเปน ธรรมและพฤติกรรม สงั คม
Organizational การทํางานท่สี รางสรรค
Psychology
Janssen (2005) Journal of ผลกระทบรว มกนั ของการ การสนบั สนุน
Occupational รบั รูอิทธพิ ลและการสนบั สนนุ ผูบงั คับบญั ชา
Knol and Van and ของหัวหนางานตอพฤตกิ รรม แนวทางสังคม
Linge ( 2009 ) Organizational ทเ่ี ปนนวัตกรรมใหมข อง การเมอื ง
Psychology พนักงาน
Journal of พฤติกรรม ทฤษฎีการไกล
Advanced สรา งสรรค: ผลกระทบของ เกลยี่ ทางปญ ญา
Nursing โครงสรางและการเพ่ิมขีด
ความสามารถทางดานจติ ใจใน
71
แนวปฏิบัตดิ าน IWB ตัวอยา ง วจิ ัยวิธี การคน พบท่ีสําคัญทสี่ ุด
HRM หน่ึงมิติ การสาํ รวจ
พนกั งานของรัฐบาล การสาํ รวจ การเพ่ิมขีดความสามารถ
ใหร างวลั กลางสหรัฐ น้ันเกี่ยวขอ งกบั IWB อยา ง
การฝกอบรมและ 197,446 การสํารวจ มนี ยั สาํ คญั ทางสถิติ การ
การพัฒนา คน การสํารวจ เพ่มิ ขดี ความสามารถอาจ
ศักยภาพ เพิม่ ความพึงพอใจในงานซง่ึ
พนกั งาน 170 คน จะชว ยปรบั ปรุง IWB
ความพยายามตอบ หนงึ่ มติ ิ จาก 1 องคก ารของ ความตองการงานมี
แทนความตองการ เนเธอรแ ลนด ความสมั พันธเ ชงิ บวกอยา ง
งานที่เปน ธรรม ( จากภาคอาหาร) มนี ัยสาํ คญั ทางสถิติกับ
IWB เมอ่ื พนกั งานมองวา
การรับรูอิทธิพล หนึ่งมิติ พนักงาน 170 คน ความพยายามของพวกเขา
จากบรษิ ทั ดัตช 1 ไดรับผลตอบแทนที่เปน
แนวทางการเสริม หนง่ึ มิติ แหง ธรรม
พลงั อทิ ธพิ ลทร่ี บั รมู ี
ขอ เสนอแนะ พยาบาลทีข่ ้ึน ความสัมพันธเ ชงิ บวกอยา ง
ทะเบียน 519 คนใน มนี ยั สาํ คัญทางสถิตกิ ับ
เนเธอรแลนด IWB และการสนบั สนุนของ
หวั หนา งานควบคุม
ความสัมพันธนี้
ท้งั การเสริมพลัง
( โครงสราง) ( SE ) และ
จติ วิทยา( PE ) มีผลกระทบ
เชงิ บวกอยา งมนี ัยสําคญั
ผแู ตง( ป) วารสาร ชือ่ งานวิจยั แนวคดิ / ทฤษฎี
การพยาบาล
Lu et al . ( 2012 ) Journal of การวางแนวเปาหมายและ การวางแนว
Applied ประสิทธิภาพเชงิ เปาหมายการ
Social นวตั กรรม: บทบาทการไกล เรยี นรู
Psychology เกล่ียของการแบงปนความรู
และการรับรูความเปนอสิ ระ
Marane ( 2012 ) European บทบาทการไกลเกลี่ยของ ทฤษฎีการ
Journal ความไวว างใจในองคก ารตอ แลกเปลยี่ นทาง
of Social อทิ ธพิ ลของ สงั คม
Sciences
72
แนวปฏิบัติดา น IWB ตัวอยา ง วจิ ัยวธิ ี การคน พบที่สาํ คญั ทีส่ ุด
HRM
ทางสถิติตอ IWB PE เปน
โอกาสและ สือ่ กลางความสมั พันธ
ระหวาง SE และ IWB โดย
ขอ มลู อธบิ ายโดยทฤษฎีการไกล
เกลี่ยทางปญญา ย่ิงไปกวา
รับรูค วาม หน่ึงมิติ นกั ศกึ ษา MBA Part สาํ รวจ น้นั ขอ เสนอแนะในฐานะ
เปน อิสระ หนึ่งมติ ิ time 248 คน สาํ รวจ สว นหนง่ึ ของ SE นนั้
จากมหาวิทยาลัยใน เกีย่ วขอ งกับขอมูล IWB ใน
การเสริมพลงั ประเทศจีนซ่งึ เชงิ บวกอยางมนี ัยสาํ คัญ
อํานาจ ทํางาน Part time ทางสถติ ิและยังเห็นไดวา
ในบริษทั ตา ง ๆ เปน สวนหนง่ึ ของ SE นั้น
เก่ยี วขอ งกบั IWB อยา งมี
ผูจัดการ 245 คน นยั สาํ คญั ทางสถิติ
จากบรษิ ัทผูผลติ ความเปนอสิ ระในการรบั รู
ไมไ ดเ ปนสอื่ กลาง
ความสมั พันธร ะหวางการ
วางแนวเปา หมายการ
เรียนร(ู LGO ) และ IWB
การเพม่ิ ขดี ความสามารถ
ทางจิต( PE ) มีผลกระทบ
เชิงบวกอยา งมี
ผแู ตง( ป) วารสาร ชือ่ งานวิจัย แนวคิด / ทฤษฎี
การเสรมิ พลังทางจิตวิทยาตอ
พฤตกิ รรมทเี่ ปนนวัตกรรมใหม
Messmann and Journal of การสํารวจบทบาทของความ แรงจูงใจในงานที่
Mulder ( 2014 ) Occupational เฉพาะเจาะจงเปาหมายในการ แทจริง
and อาํ นวยความสะดวกของ
Organizational พฤติกรรมสรางนวัตกรรมใน
Psychology การทํางาน ของครูอาชวี ศึกษา
Noefer et al . , Creativity มีหลายสิง่ ท่ีตอ งทําและเหลือ ทฤษฎีการกระตนุ
( 2009 ) Research Journal เวลาเพียงไมกี่
นาที: ขอ เสนอแนะจาก
หัวหนา งานสามารถปรบั
ความสัมพันธ
ระหวางความหลากหลายของ
ทักษะความกดดนั ดานเวลา
และพฤติกรรมที่สรางสรรค
ของพนักงานไดห รือไม?
73
แนวปฏบิ ัติดา น IWB ตวั อยาง วจิ ยั วิธี การคน พบท่สี าํ คัญทีส่ ดุ
HRM
นัยสาํ คัญตอ IWB; ความ
การรบั รผู ลกระทบ ส่มี ติ ิ ครูอาชีวศกึ ษา สํารวจ ไวว างใจบางสว นเปน
239 คนจาก สื่อกลางในความสัมพันธน ้ี
วิทยาลยั อาชวี ศึกษา ผลกระทบทีร่ บั รูเก่ียวของ
เยอรมัน ในเชงิ บวกกับ
IWB; แรงจูงใจในการ
ความหลากหลาย สองมติ ิ พนักงาน 81 คนของ สํารวจ ทาํ งานท่แี ทจริงพบวา เปน
ส่งิ สาํ คัญกอนหนา สําหรบั
ของงาน มหาวิทยาลัยใน IWB และสอื่ กลางบางสวน
ของความสมั พันธระหวาง
Time pressure เยอรมัน การรบั รูผลกระทบและ
IWB
feedback ความหลากหลายของทกั ษะ
มคี วามสาํ คญั ในเชิงบวกท่ี
เกย่ี วของกับการสราง
ความคดิ และการนํา
ความคิดไปใช ขอเสนอแนะ
ของผบู ังคบั บญั ชาไมได
กลน่ั กรองความสัมพันธ
ระหวา งความหลากหลาย
ของทักษะและการสรา ง
ความคดิ การใชความคดิ
ผแู ตง ( ป) วารสาร ช่อื งานวจิ ยั แนวคดิ / ทฤษฎี
Ohly et al . Journal of การกําหนดเสนทาง หวั หนางาน
( 2006 ) Organizational ลกั ษณะการทํางานและ สนับสนนุ
Behavior ความสัมพันธกบั พฤตกิ รรมเชงิ ทฤษฎกี ารกระตุน
สรางสรรคและเชงิ รุก แรงจงู ใจภายใน
แนวปฏิบตั ิดาน IWB ตวั อยา ง 74
HRM
วจิ ยั วิธี การคน พบทีส่ ําคญั ท่ีสดุ
เทา นัน้ ทเ่ี พ่มิ ข้นึ ภายใต
ขอเสนอแนะสงู
การควบคุมการ สองมติ ิ 278 พนักงาน การสํารวจ การควบคมุ งานทาํ นาย
ทาํ งาน 1 เยอรมัน ความคิดสรางสรรคและ
ซับซอนงาน/ สงู - เทคโนโลยี พฤติกรรมเชิงรุกอยางมี
Routinisation บรษิ ัท นยั สาํ คัญทางสถิติ กจิ วตั รมี
ดนั เวลา ความสมั พนั ธเชิงบวกอยา ง
มีนัยสาํ คัญทางสถิตกิ ับ
ความคดิ สรา งสรรคและ
พฤตกิ รรมเชงิ รุกในขณะที่
ความซับซอนของงาน
ตรงกนั ขา มมีความสมั พนั ธ
เชิงบวกอยา งมนี ยั สาํ คัญ
ทางสถติ ิกบั พฤตกิ รรมเชงิ
รุกเทานน้ั แตไ มรวมถึง
ความคิดสรา งสรรค เวลา
ความดันและความสัมพันธ
กบั ความคิดสรา งสรรคและ
เชิงรกุ behavio R s แสดง
คว่ํา U - รูปรา ง; การ
ผูแตง( ป) วารสาร ช่อื งานวิจัย แนวคดิ / ทฤษฎี
Ong et al, Technovation ปจจัยทส่ี ง ผลตอ ความเปนผนู ําการ
( 2003 ) นวตั กรรมของแตล ะ สนบั สนุนองคก าร
บคุ คล: การตรวจสอบ
ภายใน บริษัท ยอยของญี่ปนุ
ในสิงคโปร
ประทมุ และ Asia Pacific การอธิบายปจ จัยที่มผี ลตอ ไมก ลา วถงึ
สวสั ดส์ิ มบรู ณ Journal of นวตั กรรมของแตล ะ
( 2012 ) Management