120
เกีย่ วกบั นวัตกรรม โดยเฉพาะในสว นของการอธบิ ายกระบวนการเชงิ จิตวิทยาทเ่ี ปน ตวั แปรสง ผา นและ
การอธิบายวาทําไมและอยางไรที่ความแตกตางของบุคคล/ปจจัยเชิงบริบทสงผลตอพฤติกรรมสราง
นวัตกรรมในการทํางาน ซง่ึ ยงั ไมม ีขอพิสจู นท ีช่ ดั เจน และไมค อยไดรับการพฒั นาในสว นนี้ (West and
Farr, 1989; Yuan & Woodman, 2010; Shalley, Zhou & Oldham, 2004)
จากการทบทวนวรรณกรรณท้ังหมดขางตน จะเห็นไดวา การเสริมสรางพลังอํานาจเชิง
จิตวิทยาเปนตัวแปรสําคัญที่มีอิทธิพลทางตรงตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน และมี
อิทธิพลทางออมในความสัมพันธระหวางแนวปฏิบัติดานการบริหารทรัพยกรมนุษยและพฤติกรรม
สรางนวัตกรรมในการทํางาน แมการศึกษาการเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยายังเปนตัวแปรที่พบ
นอยในงานวิจัยที่เกี่ยวกับพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานก็ตาม เพราะนักวิจัยสวนใหญจะใช
ตวั แปรการรับรูความสามารถของตน (self-efficacy) ซ่ึงเปนองคประกอบหน่ึงของการเสริมสรา งพลัง
อาํ นาจเชิงจิตวิทยา (องคประกอบดานสมรรถนะ) เปนตัวแปรสงผานของพฤติกรรมสรา งนวตั กรรมใน
การทํางานอยู
ดวยเหตุนี้ ผูวิจัยจึงสนใจเลือกใชตัวแปรการเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยาเปนตัวแปร
สงผานของพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน ในงานวิจัยคร้ังนี้ ซึ่งถอื ไดวาเปนตัวแปรท่ีคอ นขาง
ใหมในวงการวิชาการสําหรับการศึกษาพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน และยังมีงานวิจัย
รองรับจํานวนไมมาก และในบริบทของพนักงานอุตสาหกรรมโทรคมนาคมท่ีผูวิจัยมองวา จะมี
พฤตกิ รรมครบทงั้ สอี่ งคประกอบในดานการเสริมสรางพลังอาํ นาจเชงิ จิตวิทยา จึงคาดวา งานวิจัยครง้ั นี้
จะเกดิ องคความรูและเปน ประโยชนในทางวิชาการตอไป
ดังนั้น จากทฤษฎีความมุงมั่นในตนเอง (Self- Determination Theory) และงานวิจัยที่
เกยี่ วของ นําไปสกู ารกําหนดสมมตฐิ านที่ 5 ถึง สมมติฐานที่ 7 สามารถอธบิ ายไดดงั นี้
หลักการของทฤษฎีตดั สินใจดวยตวั เอง อธบิ ายถงึ การพฒั นาบุคลิกภาพและการเปลย่ี นแปลง
พฤติกรรมในการสรางแรงจูงใจใหกับตนเอง ซ่ึงสันนิษฐานวา มนุษยมีเรื่องของการเรียนรู มี
ความสามารถ ในการพัฒนาตนเอง มีประสบการณ และการมีสุขภาวะที่ดีมาตั้งแตเกิด โดยมีลักษณะ
นิสัยเหลานี้จะนําไปสูการเจริญเติบโต การเรียนรูส่ิงที่ทาทายจากสภาพแวดลอมทางสังคม และการ
รวมองคประกอบตาง ๆ เขาไวดวยกันที่มาจากประสบการณใหมในการเรียนรูผานกระบวนการทาง
จิตวิทยาเพ่ือนําไปสูความสอดคลองท่ีตรงกับความรูสึกของตนเองและพัฒนาข้ึนจนกลายเปน
บุคลิกภาพของตนเองในท่ีสุด (Ryan & Deci, 2000 a) ดังนั้น ทฤษฎีความมุงมั่นในตนเองถือเปน
แนวทางหน่ึงของการศึกษาที่เกี่ยวของกับบุคคลและส่ิงท่ีเกิดขึ้นระหวางการกระทําของบุคคลกับ
สภาพแวดลอมทางสังคมที่เปนพ้ืนฐานในการทํานายการกําหนดตนเองในการปฏิบัติพฤติกรรมการ
เรยี นรู ประสบการณ และการพัฒนาตนเองใหส ําเร็จตามเปา หมาย
121
การเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยา หมายถึง การเพ่ิมข้ึนของแรงจูงใจภายในงานของ
พนักงานซ่ึงสะทอนใหเห็นถึงเปาหมายภายในบทบาทการทํางาน และการรับรูความสามารถของ
ตนเอง รวมถึงการควบคมุ ตนเองทีเ่ กี่ยวของกบั งาน (Spreitzer, 1995)
ดังนั้น หากองคการมีแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยที่เก่ียวของกับการสงเสริม
การสรางนวัตกรรมในการทํางานใหกับพนักงานอยางเหมาะสม โดยเนนแนวทางในการปฏิบัติท่ีชวย
สรางแรงจูงใจภายในในการทํางานใหแกพนักงาน เพ่ือชวยสงเสริมใหพนักงานในองคการมีพฤติกรรม
การทํางานเชิงนวัตกรรม ก็จะเปนสวนหนึ่งท่ีชวยเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยาใหกับพนักงานได
เชน การไดรับโอกาสมีสวนรวมในการตัดสินใจ การใหอิสระ เพ่ือใหผูตามปรารถนาท่ีจะทํางานเพ่ือ
งาน ซ่ึงพนักงานที่ไดรับการเสริมสรางพลังอํานาจจะสามารถหารางวัลท่ีเปนแรงจูงใจจากงานท่ีตนทํา
(Conger and Kanungo, 1998) เปนตน ท้ังนี้ หากพนักงานไดรับการเสริมสรางพลังอํานาจเชิง
จิตวิทยา ก็จะกอใหเกิดผลดีตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน เน่ืองจากหากพนักงานไดรับ
การเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยาอยางเหมาะสม เสมือนเปนการเพ่ิมแรงจูงใจภายใน ในการ
ทํางานใหกับพนักงาน เนื่องจาก 1) พนักงานจะรับรูวางานมีคุณคา มีความภาคภูมิใจในงาน 2)
พนักงานจะรับรูความสามารถของตนเองวาสามารถทํางานไดบรรลุเปาหมาย 3) พนักงานจะรับรูวา
ตนเองมีอิสระในการตัดสินใจและการปญหาเก่ียวกับวิธีการทํางานไดดวยตนเอง อันจะเปนแรงจูงใจ
และชว ยสนบั สนุนใหพ นกั งานมพี ฤตกิ รรมสรางนวตั กรรมในการทํางานตามมา
ดังน้ัน หากองคการมีแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยท่ีชวยสนับสนุนพฤติกรรม
การสรางนวัตกรรมในการทํางานของพนักงานอยางเหมาะสมจะชวยเสริมสรางพลังอํานาจเชิง
จิตวิทยาใหกับพนักงาน นับเปนการสรางแรงจูงใจในการทํางานใหพนักงานและจะสงผลเชิงบวกตอ
พฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานของพนักงานตอไป นําไปสูการกําหนดสมมติฐานท่ี 5 ถึง
สมมติฐานที่ 7 ดงั นี้
สมมติฐานท่ี 5 แนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกตอการ
เสรมิ สรา งพลงั อํานาจเชงิ จติ วทิ ยา
สมมติฐานที่ 6 การเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยาอิทธิพลทางตรงเชิงบวกตอพฤติกรรม
สรางนวตั กรรมในการทํางาน
สมมติฐานท่ี 7 แนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยมีอิทธิพลทางออมเชิงบวกตอ
พฤติกรรมสรางนวตั กรรมในการทํางานโดยผา นการเสรมิ สรา งพลงั อาํ นาจเชงิ จติ วิทยา
แนวปฏิบตั ดิ า นการ การเสริมสรา งพลงั พฤติกรรมสรา ง
จัดการทรพั ยากร อาํ นาจเชงิ จิตวิทยา นวัตกรรมในการ
มนษุ ย ทํางาน
122
ภาพประกอบ 2.7 เสนแสดงความสัมพันธของแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษย การ
เสรมิ สรา งพลงั อาํ นาจเชิงจิตวทิ ยา และพฤตกิ รรมสรา งนวัตกรรมในการทาํ งาน
นอกจากน้ีหากองคการมีแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยอยางเหมาะสม มี
สภาพแวดลอมในองคการที่กอใหเกิดการเรียนรูในกระบวนการทํางานเชิงนวัตกรรม มีบรรยากาศ
องคการแบบสนับสนุนนวัตกรรม และทําใหพนักงานมีการรับรูวานวัตกรรมเปนส่ิงท่ีพึงปรารถนาใน
องคการ สิ่งเหลาน้ีจะชวยกระตุนแรงจูงใจภายในใหพนักงานพยายามท่ีจะแสดงถึงพฤติกรรมสราง
นวัตกรรมออกมาในทุก ๆ ดานเพื่อตอบสนองความคาดหวังดังกลาวในองคการ ไมวาจะเปนการสราง
ความคิด สรางสรรคส่ิงใหม ๆ การสนับสนุนความคิดจากเพ่ือนรวมงาน และทําความคิดใหเปนจริง
นั่นหมายถึง การทําใหนวัตกรรมเปนรูปเปนราง สามารถสัมผัสและอธิบาย ซึ่งท้ังหมดท่ีกลาวมาลวน
แลวจะนําไปสูพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานของพนักงานน่ันเอง จึงนําไปสูการกําหนด
สมมติฐานที่ 8 ดังนี้
สมมติฐานที่ 8 แนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยมีอิทธิพลทางออมเชิงบวกตอ
พฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานโดยผานบรรยากาศองคการและการเสริมสรางพลังอํานาจเชิง
จิตวิทยา
แนวปฏบิ ตั ิดาน บรรยากาศ การเสรมิ สราง พฤติกรรมสราง
การจดั การ องคการ พลงั อํานาจเชิง นวตั กรรมในการ
ทรัพยากรมนุษย จติ วทิ ยา ทาํ งาน
ภาพประกอบ 2.8 เสน แสดงความสัมพันธของแนวปฏบิ ัตดิ านการจัดการทรัพยากรมนุษย บรรยากาศ
องคการ การเสรมิ สรางพลงั อํานาจเชงิ จิตวทิ ยา และพฤตกิ รรมสรางนวตั กรรมในการทํางาน
2.5 ประเภทขององคการทส่ี งผลตอ พฤตกิ รรมสรา งนวตั กรรมในการทํางาน
จากการที่ผูวิจัยไดทําการทบทวนวรรณกรรมท่ีเกี่ยวของและไดสรุปใหเห็นถึงความสัมพันธ
ของปจจัยท่ีสงผลตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานไปแลวน้ัน สําหรับประเด็นตอไปน้ีผูวิจัย
123
จะไดนาํ เสนอมุมมองดานตัวแปรกํากับ (Moderators) ท่ีมผี ลตอตัวแปรอน่ื ๆ ในกรอบโมเดลการวจิ ัย
เพื่อทดสอบสมมตฐิ านการวิจยั คือ ตวั แปรประเภทขององคการ
สําหรับตัวแปรประเภทขององคการที่สงผลตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานนั้น
จากงานวิจัยที่เกี่ยวของยังคงมีนักวิจัยบางสวนไดใหความสนใจศึกษาในบริบทประเภทขององคการ
(Organization Type) ไดแ ก องคการภาครฐั และองคการภาคเอกชน จากการทบทวนวรรณกรรมพบ
งานวิจยั ของ Bysted and Jespersen (2014) ไดทดสอบผลกระทบของกลไกดา นการเงนิ (การไดรับ
คาตอบแทน) กลไกการกระจายอํานาจ (ความมีอิสระในการทํางานและการไดพัฒนาความรู
ความสามารถ) และกลไกการมีสวนรวม (นวัตกรรม ความไววางใจ และการยอมรับ) วาจะสงผลตอ
พฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานของพนักงานองคการภาครัฐและเอกชนอยางไร กลุมตัวอยาง
ท่ีศึกษาเปนพนักงานประจําขององคการในกลุมประเทคสแกนดิเนเวีย จํานวน 3 ประเทศ ไดแก
ประเทศนอรเวย เดนมารก และสวีเดน โดยไดรับแบบสํารวจตอบกลับจริงจํานวน 8,310 คน
ผลการวิจัยพบวา พนักงานจะเกิดการรับรูที่แตกตางกันสองประการ ไดแก พนักงานองคการภาครัฐ
เชื่อวาพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานจะเปนบทบาทเสริมท่ีจะทําใหพวกเขาไดรับการชดเชย
และคา ตอบแทนพิเศษ ในขณะที่พนักงานองคก ารภาคเอกชนจะตระหนักถงึ พฤติกรรมสรางนวตั กรรม
ในการทํางานวาเปนพฤตกิ รรมท่ีสําคญั และพวกเขาจาํ เปนตอ งสรา งพฤตกิ รรมนวัตกรรมเพื่อประโยชน
ตอ ความกาวหนา ในอาชพี การงานของพวกเขา
งานวิจัยตอมาของ Bysted and Hansen (2015) ไดทําการศึกษาเพ่ือเปรียบเทียบระดับ
ของพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานของพนักงานองคการภาครัฐและเอกชนของกลุมประเทศ
สแกนดเิ นเวีย จาํ นวน 3 ประเทศ ไดแก ประเทศนอรเ วย เดนมารก และสวีเดน ทเี่ ปน พนักงานประจํา
โดยไดรับแบบสํารวจตอบกลับจริงจํานวน 8,310 คน มีขัอสันนิษฐานวาหากประเทศที่มีการสงเสริม
ดานนวัตกรรมท่ีแตกตางกนั กจ็ ะคน พบพฤติกรรมนวัตกรรมในการทํางานที่แตกตางกันอยางเหน็ ไดชัด
ผลการวิจัยพบวาพนักงานที่ประเทศนอรเวยจะมีพฤติกรรมนวัตกรรมในการทํางานนอยกวาพนักงาน
ในประเทศเดนมารก และสวเี ดน ซ่งึ สอดคลองกับขอ เท็จจริงจากขอมลู ของคณะกรรมาธิการยโุ รปทไี่ ด
จั ด ทํ า Innovation Union Scoreboard 2010 ( The Innovation Union’ s performance
scoreboard for Research and Innovation, 1 February 2011) เพื่อจัดลําดับประเทศนวัตกรรม
ในยุโรป โดยแบงหมวดหมู เปน 4 หมวด ไดแก ผูนํานวัตกรรม (innovation leaders) ผูตาม
นวัตกรรม (innovation follower) ผูสรางสรรคนวัตกรรมระดับกลาง (moderate innovators)
และผูสรางสรรคนวัตกรรมพอประมาณ (modest innovators) ซ่ึงประเทศนอรเวยไดรับการจัด
อันดับอยูในหมวดผูสรางสรรคนวัตกรรมระดับกลาง (moderate innovators) มีความสามารถดาน
นวัตกรรมต่ํากวา คา เฉลย่ี ของอียูประเทศอืน่ ๆ ที่อยูในหมวดเดียวกัน โดยถูกจัดอันดับที่ 19 ในขณะที่
124
ประเทศสวีเดน ไดรับการจัดอันดับอยูในอันดับที่ 2 สวนประเทศเดนมารคไดรับการจัดอันดับอยูใน
อันดับที่ 2 ตามลําดบั
ผลการวิจัยพบความแตกตางบางอยางที่เกิดขึ้นระหวางองคการภาครัฐและองคการ
ภาคเอกชน กลาวคือ พนักงานองคการภาครัฐมีความคาดหวังในงานนอยอยางเห็นไดชัดเจนและใน
ตอนแรกเริ่มพนักงานองคการภาครัฐดูเหมือนมีการรับรูและมีความสามารถในการสรางพฤติกรรม
นวัตกรรมในการทํางานได ผลการวิจัยยังพบระดับพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานที่แตกตาง
กันที่แยกยอยไปถึงองคการยอย ๆ รวมไปถึงประเภทของอุตสาหกรรมและความแตกตางในประเภท
ของงาน ยกตัวอยางเชน ในองคการภาครัฐ ประเภทอุตสาหรรมการขนสงและการกอสรางอาคาร จะ
มีพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานที่คอนขางนอย ในขณะที่องคการดานการศึกษา การวิจัย
และพัฒนา องคการดานการบริการสังคม องคการไปรษณียและกิจการโทรคมนาคม จะมีพฤติกรรม
สรางนวัตกรรมในการทํางานท่สี ูงกวา ท้ังนี้ พฤติกรรมสรา งนวตั กรรมในการทาํ งานยังคงพบของความ
แตกตางท่ีเก่ียวกับประเภทของงานดวยเชนกัน โดยพบวา พฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานใน
ประเภทของงานทีเ่ ก่ยี วกบั ดานการสอนหนงั สอื จะมีสูงกวาประเภทของงานดานธุรการ
จากการทบทวนวรรกรรมที่กลาวมาขางตน ทําใหผูวิจัยไดบรรจุตัวแปรกํากับ คือ ประเภท
ขององคการ เขาไวในกรอบโมเดลการวิจัยเพื่อเปรียบเทียบอิทธิพลของแนวปฏิบัติดานการจัดการ
ทรัพยากรมนุษยสงผลตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานของพนักงานองคการภาครัฐและ
องคการภาคเอกชนในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศไทย วาจะมีความแตกตางกันหรือไม
โดยผูวจิ ัยไดใ ชเกณฑการแบงประเภทองคก าร คือ องคก ารภาครฐั และองคการภาคเอกชนอุสาหกรรม
โทรคมนาคมของประเทศไทย ประกอบดวยองคการภาครัฐ 3 องคการ องคการภาคเอกชน 3
องคก าร ซงึ่ องคก ารท้ังหมดเปน องคก ารท่ีมีขนาดใหญ มีพนักงานจํานวนมาก และมีสํานักงานภูมภิ าค
ครอบคลมุ อยทู ั่วประเทศ สําหรับงานวจิ ัยครั้งน้ี ผูวจิ ัยจึงไดกาํ หนดขอบเขตการศกึ ษาแยกตามภมู ิภาค
ประเทศไทยซ่งึ จะไดกลา วในระเบยี บวิธีวิจยั ตอไป
ดังนั้นจากการทบทวนวรรณกรรม ผูวิจัยมีความคิดเห็นวาบริบทขององคการภาครัฐและ
องคก ารภาคเอกชนนน้ั ไมแตกตา งกัน จงึ นําไปสกู ารกําหนดสมมติฐานที่ 9 ดงั นี้
สมมติฐานท่ี 9 โมเดลสมการโครงสรางไมมีการแปรเปลี่ยนไปตามประเภทขององคการ
ภาครฐั และองคก ารภาคเอกชนตามบริบทของประเทศ
2.6 กรอบแนวคดิ การวิจัย
125
การวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยไดจัดกลุมตัวแปร ประกอบดวย ตัวแปรตาม (Dependent Variables)
ตัวแปรตน (Independent Variables) ตัวแปรตน (Moderators) และตัวแปรสงผาน (Mediator
Variables)
ตวั แปรตน คอื แนวปฏบิ ตั ดิ า นการจดั การทรพั ยากรมนษุ ย (HRM Practices)
ตัวแปรตาม คือ พฤติกรรมสรา งนวตั กรรมในการทํางาน ( Innovative Work Behavior)
ตวั แปรคน่ั กลาง คอื
1. บรรยากาศองคก าร (Organizational Climate for innovation)
2. การเสรมิ สรา งพลงั อาํ นาจเชิงจติ วทิ ยา (Pshychological Empowerment)
ตวั แปรกํากบั คอื ประเภทขององคก าร
แนวปฎบิ ตั ิดา นการจดั การ H2
ทรัพยากรมนุษย H5
ภาพประกอบ 2
126
ประเภทองคการ H3
1. องคก ารภาครัฐ
2. องคก ารภาคเอกชน พฤติกรรมสรา งนวตั กรรม
ในการทาํ งาน
H9
H4 H6
บรรยากาศองคก าร
สง เสรมิ นวัตกรรม
H1 H8
การเสริมสรHา ง7พลังอํานาจ
เชิงจิตวิทยา
2.9 กรอบแนวคิดการวจิ ยั
127
บทที่ 3
วิธดี าํ เนนิ การวิจัย
การวิจยั ครั้งนใี้ ชการวจิ ยั แบบผสมผสานวิธี (Mixed Methods Research) แบบแผนการวจิ ัย
คูขนาน (Convergent Parallel Design) เพ่ือศึกษาความสัมพันธระหวางแนวปฏิบัติดานการจัดการ
ทรัพยากรมนุษยและพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน โดยแบงการอธิบายวิธีดําเนินการวิจัย
ดงั ตอไปน้ี
3.1 รูปแบบการวิจยั
3.2 ระเบยี บวธิ ีวิจัยเชงิ ปริมาณ
3.2.1 ประชากรและกลุม ตวั อยา ง
3.2.2 ขั้นตอนการดาํ เนนิ การวจิ ัย
3.2.3 เครอ่ื งมือทใี่ ชใ นการวจิ ยั
3.2.4 การรวบรวมขอ มูล
3.2.5 การวเิ คราะหขอมลู
3.3 ระเบยี บวจิ ยั เชิงคุณภาพ
3.3.1 ประชากรและกลุมตวั อยา ง
3.3.2 ขน้ั ตอนการดาํ เนนิ การวิจัย
3.3.3 เครื่องมือท่ีใชใ นการวจิ ยั
3.3.4 การรวบรวมขอมูล
3.3.5 การตรวจสอบขอ มลู
3.3.6 การวเิ คราะหขอมลู
3.1 รูปแบบการวิจยั
การดําเนินการวิจัยครั้งน้ีใชการวิจัยแบบผสมผสานวธิ ีแบบแผนแบบคูขนาน (Mixed
Methods Research :The Convergent Parallel Design), Creswell (2017) and Creswell &
Plano Clark (2008) กลาวถึง แบบแผนแบบคูขนาน (The Convergent Design) วาเปนการรวม
ผลลัพธของการวิเคราะหขอมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เขาดวยกันเพ่ือใหเห็นภาพของปญหาท้ัง
เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพเนอ่ื งจากขอมูลทั้งสองรูปแบบใหขอมูลเชิงลกึ ที่แตกตางกัน การรวมกนั จะ
สนับสนุนใหเหน็ ปญ หาจากหลายมุมมอง ผลจากขอมูลเชงิ ปรมิ าณจะใหแ นวโนม และความสัมพันธ
128
ท่ัวไปซ่ึงมักเปนสิ่งจําเปน ในขณะท่ีผลจากขอมูลเชิงคุณภาพจะใหมุมมองสวนบุคคลในเชิงลึก ทั้งสอง
วธิ ีการใหผ ลท่เี ปนประโยชน การรวมกันนไี้ มเพยี งแตไดข อมูลเพ่ิมขึ้น แตยังใหค วามเขาใจทส่ี มบรู ณ
มากขนึ้ กวาฐานขอ มลู ท่ีมีเพียงอยางเดียว ขัน้ ตอนของแบบแผนการวิจยั แบบคขู นานมี ดังน้ี
1) ออกแบบการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจากวัตถุประสงคการวิจัยและออกแบบ
วิธกี ารรวบรวมและวเิ คราะหขอมลู เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพโดยทําการแยกกันในแตละวิธี
2) วเิ คราะหขอ มูลเชงิ ปริมาณและวเิ คราะหเชงิ คุณภาพตามบริบทของงานวจิ ยั
3) นําขอมูลทั้งสองท่ีไดจากท้ังเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพมารวมผล (Merge) หลังจากท่ีมี
การวิเคราะหขอมูลเชงิ ปรมิ าณและเชิงคณุ ภาพแยกกนั ซึ่งสามารถทําไดห ลายวิธี เชน การตีความหรือ
ขอสรุปท่ีดึงมาจากฐานขอมูลทั้งสอง แลวนําเอาผลมาอภิปรายรวมกัน การเปรียบเทียบผลลัพธจาก
ฐานขอมูลทั้งสองโดยการแสดงการเปรียบเทียบแบบเคียงขางกัน หรืออีกวิธีหนึ่งคือการแปลงขอมูล
เพ่ือแปลงฐานขอมูลแบบใดแบบหน่ึงใหเปนรูปแบบอ่ืนท่ีสามารถเปรียบเทียบไดงาย ตัวอยางเชน
จํานวน อาจจะทําจากจํานวนคร้ังที่รปู แบบตาง ๆ ท่ปี รากฏในขอมูลท่ีไดจ ากการวิเคราะหเ ชงิ คณุ ภาพ
และ คาตัวเลขเหลานี้สามารถแสดงตัวแปรใหมท่ีปอนลงในฐานขอมูลเชิงปริมาณ และอีกวิธีคือ
พัฒนาการ แสดงผลรวมท่ีจดั เรียงผลลัพธเชงิ ปรมิ าณในรูปแบบตารางหรอื กราฟ
4) แปลผลท่ีเกิดขึ้นจากการนําขอมูลทั้งสองท่ีไดจากทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพมารวมผล
(Merge) หลังจากที่มีการรวมผลลัพธแลว ใหตรวจสอบวาขอบเขตอะไรของผลเชิงปริมาณที่ไดรับการ
ยืนยันโดยผลเชิงคุณภาพ (หรือกลับกัน) ถาแตกตางกัน ใหอธิบายวาเหตุใดความแตกตางเหลานี้ จึง
เกดิ ข้ึน
แบบแผนแบบคูขนานเปนแบบแผนท่ีนิยมมากท่ีสุดท่ีนักวิจัยสวนใหญเลือกใช เนื่องจาก
สามารถเก็บขอมูลท้ังเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพไดในระยะเดียวกัน สามารถเปรียบขอมูลทั้งสอง
อยางไดโดยตรง เชน ขอคิดเห็นเชิงคุณภาพกับผลจากการรายงานแนวโนมทางสถิติ ซึ่งมีนักวิจัย
บางสวนยังสับสนในการใชแบบแผนน้ีวาจะเก็บขอมูลไดพรอมกันอยางไร สวนที่ทาทายของแบบแผน
นค้ี อื นักวจิ ัยจําเปนตอ งมเี ทคนคิ ในการรวมผลขอ มูลทัง้ สองวา ทําอยางไร ซึ่งขอมูลหนง่ึ เปนตัวเลขและ
อีกขอ มลู หนง่ึ เปน ขอความ และทีส่ าํ คัญตอ งใหความสาํ คัญของขอ มูลเทา ๆ กัน
เกบ็ ขอ มลู และวิเคราะหข อ มูล รวมผลและ สรุป
เปรยี บเทียบ ผลการวจิ ัย
เชงิ ปริมาณ
ภาพประกอบ 3.1 แบบแผนแบบคขู นาน (The Convergent Design)
เกบ็ ขอ มูลและวิเคราะหข อมูล ทีม่ า: ปรับปรงุ จาก Creswell & Plano Clark (2008)
ภาพปเชระิงคกณุ ภาพ
129
3.2 ระเบียบวธิ วี ิจัยเชงิ ปริมาณ
ระเบยี บวิธกี ารวิจยั เชงิ ปรมิ าณ ประกอบดวย 1) ประชากรและกลมุ ตัวอยา ง 2) เครือ่ งมือท่ีใช
ในการวจิ ยั 3) การรวบรวมขอ มูล 4) การวเิ คราะหขอ มูล ดังภาพประกอบ 3.1
ประชากรและกลมุ ตวั อยาง:
ประชากร: พนักงานในองคการอตุ สาหกรรมโทรคมนาคมของของประเทศไทย
กลุมตัวอยาง: พนักงานจาก 3 องคก ารภาครฐั และ 3 องคก ารภาคเอกชน จาํ นวน 420
คน
ขั้นตอนการดาํ เนินการวจิ ยั : 1) ศึกษาแนวคิดและทฤษฎี 2) กําหนดกรอบแนวคดิ การวจิ ัย
3) สรา งเครื่องมอื การวิจยั 4) เกบ็ รวบรวมขอ มูล 5) วเิ คราะหข อ มูล 6) สรุปผลและ
อภิปรายผล 7) การนาํ เสนอและการเผยแพรงานวิจยั
เครือ่ งมอื ท่ีใชใ นการวิจัย: แบบสอบถาม (Questionnaire) สําหรับ 4 ตัวแปร ดังน้ี 1) วธิ ี
ปฏิบัติดานการจดั การทรพั ยากรมนษุ ย 2) พฤตกิ รรมสรางนวัตกรรมในการทาํ งาน 3)
บรรยากาศองคการ 4) การเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวทิ ยา
การรวบรวมขอ มูล: เกบ็ รวบรวมขอ มูลจากพนักงานขององคการธรุ กิจอุตสาหกรรม
โทรคมนาคมของประเทศไทย
การวเิ คราะหข อ มูล: การวิเคราะหโ มเดลสมการโครงสราง (Structural Equation
Modeling:SEM)และการวิเคราะหกลุม พหุคณู (Multiple Group Analysis)
ภาพประกอบ 3.2 ระเบยี บวิธวี จิ ัยเชิงปรมิ าณ
3.2.1 ประชากรและกลุมตัวอยาง
1) ประชากร
ประชากร คือ พนกั งานในองคก ารอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของของประเทศไทย
หนวยที่ใชในการวิเคราะห (Unit of Analysis) คือ ระดับบุคคล โดยการวิจัยคร้ังน้ีการกําหนด
ประชากรเปน พนกั งานในองคการอตุ สาหกรรมโทรคมนาคม รวม 6 องคก าร
ประชากรที่ใชในการวิจัย คือ พนักงานขององคการธุรกิจในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม
ของประเทศไทยจํานวนรวม 6 องคการ ซ่ึงมีจํานวนรวม 55,500 คน ขอมูลสถิติจํานวนพนักงานของ
แตละองคการ ผูวิจัยไดสืบคนจากเว็บไซตของแตละองคการ จากเว็บไซตของตลาดหลักทรัพยแหง
130
ประเทศไทยป 2563 และจากรายงานขอมูลประจําป (แบบ 56-1) พ.ศ. 2563 (ตลาดหลักทรัพยแหง
ประเทศไทย, 2563b) ซึ่งประกอบดวย องคการภาครัฐ 3 องคการ ไดแก 1) สํานักงานคณะกรรมการ
กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน และกิจการโทรคมนาคมแหงชาติ (กสทช) จํานวน 1,500 คน
2) บริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน) (TOT) จํานวน 12,000 คน 3) บริษัท กสท โทรคมนาคม จํากัด
(มหาชน) (CAT) จํานวน 4,500 และองคการภาคเอกชน 3 องคการ ไดแก 1) บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต
จํากัด (DTAC) จํานวน 4,000 คน 2) บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอรแซล คอมมิวนิเคช่ัน จํากัด (TRUE)
จํานวน 23,000 คน 3) บริษัท แอดวานซ ไวรเลส เน็ทเวอรค จํากัด (AIS) จํานวน 10,500 คน
(สํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศนและกิจการโทรคมนาคมแหงชาติ
(2563) (ตลาดหลกั ทรพั ยแหง ประเทศไทย, 2563) ดงั แสดงจาํ นวนประชากรดงั ตาราง 3.1
ตาราง 3.1 จํานวนประชากรแยกตามองคการ ณ ป พ.ศ. 2563 (หนว ย: คน)
องคก าร ประชากร
องคก ารรฐั 12,000
1. TOT 4,500
2. CAT 1,500
3. กสทช 18,000
รวมองคก ารรัฐ 23,000
องคก ารเอกชน 10,500
4. TRUE 4,000
5. AIS 37,500
6. DTAC 55,500
รวมองคก ารเอกชน
รวม
ที่มา: สํานักงานสํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศนและกิจการโทรคมนาคมแหงชาติ
(2563) , ตลาดหลกั ทรพั ยแ หง ประเทศไทย, (2563)
หมายเหตุ กสทช=สํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศนและกิจการโทรคมนาคมแหงชาติ, TOT=บริษัท ทีโอที
จํากัด (มหาชน), CAT=บริษทั กสท โทรคมนาคม จํากัด (มหาชน), DTAC=บริษัท ดแี ทค ไตรเนต็ จํากัด, TRUE=บริษทั ทรู มูฟ เอช ยู
นิเวอรแ ซล คอมมิวนเิ คชน่ั จาํ กดั , AIS=บริษทั แอดวานซ ไวรเ ลส เนท็ เวอรค จํากัด
131
2) กลมุ ตัวอยาง
กลุมตัวอยางทใ่ี ชในการวิจัยเชงิ ปรมิ าณ คือ พนักงานขององคการธุรกจิ อุตสาหกรรม
โทรคมนาคมของประเทศไทย จํานวนรวม 6 องคการ
3) ขนาดกลมุ ตัวอยา ง (Sample Size)
อิศรัฏฐ รินไธสง (2563: 75) กลาววา การกําหนดขนาดตัวอยางในการวิเคราะห
โมเดลสมการโครงสรางโดยอาศัยเกณฑขนาดกลุมตัวอยางขั้นตํ่าและเกณฑอัตราสวนของตัวแปร
สังเกตไดตอขนาดตัวอยางเปนวิธีที่สะดวกที่สุด อยางไรก็ตามขนาดตัวอยางควรจะเพ่ิมมากข้ึนเม่ือ
โมเดลมีความซับซอนหรือขอมูลไมแจกแจงเปน ปกติ หรอื ข้ึนอยูกับการใชวิธกี ารประมาณพารามเิ ตอร
แบบตาง ๆ ดงั น้ัน การศึกษาครง้ั นีผ้ วู ิจัยใชเ กณฑในการพิจารณากําหนดขนาดกลมุ ตวั อยา งเบ้ืองตน 2
เกณฑ คอื เกณฑข นาดกลมุ ตัวอยางข้ันต่าํ และ เกณฑอัตราสว นของตวั แปรสังเกตไดต อขนาดตัวอยา ง
อธิบายไดด งั นี้
1. เกณฑขนาดกลุมตัวอยางข้นั ตาํ่ (Minimum Sample Size)
โดยท่ัวไปขนาดกลุมตัวอยางท่ีใชในการวิเคราะหโมเดลสมการโครงสรางอยูในชวง
200-400 ตัวอยาง (อิศรัฏฐ รินไธสง 2563, p.72) และจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยรวมท้ัง
ประสบการณในการวิเคราะหโมเดลสมการโครงสรางของ อิศรัฏฐ รินไธสง (2563, p.75) จึงได
เสนอแนะวา จํานวนตวั อยางข้ันตาํ่ ทเ่ี ห็นวา มีความเหมาะสมอยทู ี่ 200 ตัวอยางเปนอยา งต่ํา สอดคลอง
กบั Siddiqui (2013, p.286 อา งถงึ ใน อศิ รฏั ฐ รนิ ไธสง, 2563) ท่กี ลา ววา หากมจี ํานวนตัวแปรสงั เกต
ไดมากกวา 10 ตัวขึ้นไป ขนาดตัวอยางที่นอยกวา 200 ตัวอยาง จะทําใหคาท่ีไดจากการประมาณ
พารามิเตอรขาดความแมนยํา และไมมีอํานาจในการทดสอบเพียงพอ (Marsh et al., 1988, p.245-
258 อางถึงใน อิศรัฏฐ รินไธสง, 2563) ดังน้ันขนาดกลุมตัวอยางขั้นต่ําจึงไมควรนอยกวา 200
ตัวอยาง
2. เกณฑอัตราสวนของตัวแปรสงั เกตไดตอขนาดตัวอยาง (Observed Variable To
Sample Ratio)
เกณฑอัตราสวนของตัวแปรสังเกตไดตอขนาดตัวอยางจะขึ้นอยูกับขนาดโมเดล
(Model Size) เน่ืองจากหากมีตัวแปรสังเกตไดมากขึ้น โมเดลก็จะมีขนาดใหญขึ้น จึงทําใหมี
พารามิเตอรที่ตองประมาณคามากข้ึนไปดวย โดย Loehlin (1992) ไดเสนอกฎท่ัวไป (Rule of
Thumb) วา จํานวนกลุมตัวอยางไมควรนอยกวา 8 เทาของตัวแปรสังเกตไดในโมเดล ในขณะที่
Stevens (2002 อางถึงใน อิศรัฏฐ รินไธสง, 2563) ไดเสนอวาควรมีอยางนอยประมาณ 15 เทาของ
ตัวแปรสังเกตได อยางไรก็ตามกฎท่ัวไปน้ียังมีความคิดเห็นที่ไมตรงกัน ผูวิจัยจึงอาจปรับใชตามความ
เหมาะสมกบั งานวิจยั ของตนเอง (อิศรฏั ฐ รนิ ไธสง, 2563, p.75)
132
จากกรอบแนวคิดการวิจัยเพ่ือวิเคราะหโมเดลสมการโครงสรางในคร้ังน้ี
ประกอบดวยตัวแปรแฝงจาํ นวน 4 ตัวแปร และตัวแปรสังเกตไดจํานวน 19 ตวั แปร หากพจิ ารณาตาม
เกณฑอัตราสวนของตัวแปรสังเกตไดตอขนาดตัวอยาง ตามแนวทางของ Loehlin (1992) ที่เสนอวา
จํานวนกลุมตัวอยางไมควรนอยกวา 8 เทา ซ่ึงผูวิจัยจะใชเกณฑ 20 เทาของตัวแปรสังเกตได (จํานวน
ตัวแปรสังเกตได 19 ตัวแปร คูณดวย 20 เทา) ผูวิจัยจึงไดกําหนดขนาดตัวอยางไวท่ี 420 ตัวอยาง
ซึ่งสอดคลองกับเกณฑขนาดกลุมตัวอยางขั้นตํ่า ท่ีนักวิชาการเสนอวาการวิเคราะหโมเดลสมการ
โครงสราง ขนาดกลุมตัวอยางข้นั ต่ําไมควรนอยกวา 200 ตัวอยาง และสอดคลองกับขอเสนอแนะของ
Hair et al. (2019) ท่เี สนอวา กรณีโมเดลทปี่ ระกอบดว ยตัวแปรแฝง 7 ตวั แปร หรือนอยกวา นนั่ ควรมี
ขนาดกลุมตัวอยางข้ันตํ่าอยางนอย 100 - 300 ตัวอยาง ดังน้ันการวิจัยคร้ังนี้จึงกําหนดขนาดกลุม
ตัวอยางจาํ นวน 420 ตวั อยา ง
4) การสุมกลุม ตัวอยาง
1. วิธีการสุมตัวอยางแบบชั้นภูมิอยางเปนสัดสวน (Proportional Stratified
Random Sampling)
การวิจัยคร้ังนี้ สุมกลุมตัวอยางโดยใชความนาจะเปน (Probability Sampling) ใช
วธิ ีการสุมตัวอยา งแบบชนั้ ภูมอิ ยางเปนสดั สวน (Proportional Stratified Random Sampling) โดย
มีตัวแปรชั้นภูมิ (Stratified Variables) ในการแบง คือ ประเภทองคการ ประกอบดวย องคการของ
รัฐ 3 ราย ไดแก 1) สํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน และกิจการ
โทรคมนาคมแหงชาติหรือ กสทช 2) บริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน) หรือ TOT และ 3) บริษัท กสท
โทรคมนาคม จํากัด (มหาชน) หรือ CAT และองคการภาคเอกชน 3 ราย ไดแก 1) บริษัท ดีแทค ไตร
เน็ต จํากัด หรือ DTAC 2) บริษทั ทรู มูฟ เอช ยูนเิ วอรแ ซล คอมมิวนเิ คชนั่ จํากดั หรือ TRUE และ 3)
บรษิ ทั แอดวานซ ไวรเ ลส เนท็ เวอรค จํากัด หรือ AIS
2. วิธีการสุมตัวอยางแบบชั้นภูมิแบบใชสัดสวนไมเทากัน(Non Proportional
Stratified Random Sampling)
การสุมตัวอยางแบบช้ันภูมิแบบใชสัดสวนไมเทากัน โดยมีตัวแปรช้ันภูมิ คือ ขนาด
ขององคการ แตเนื่องจากจํานวนประชากรในแตละองคการมีจํานวนที่แตกตางกันมากเกินไป ดัง
แสดงในตาราง 3.1 หากกําหนดจํานวนกลุมตัวอยางตามสัดสวน (Proportional Allocation) จะทํา
ใหกลุมตัวอยา งของพนักงานแตละองคการ มีจํานวนของกลุมตัวอยางแตกตางกันมากเกินไป โดยกลุม
ตัวอยางในสํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน และกิจการโทรคมนาคม
แหงชาติ หรือ กสทช บริษัท กสท โทรคมนาคม จํากัด (มหาชน) หรือ CAT และ บริษัท ดีแทค ไตร
เนต็ จํากัด หรอื DTAC จะมีจํานวนนอ ยมาก ซ่ึงจะทําใหขาดการเปน ตัวแทนของประชากรในองคการ
133
เหลาน้ัน เนื่องจากกลุมหน่ึงมีขนาดเล็ก อีกกลุมหนึ่งมีขนาดใหญ ดังนั้น เพ่ือใหไดกลุมตัวอยางของ
จํานวนพนักงานแตละองคการอยางเหมาะสมและครอบคลุมลักษณะประชากร จึงกําหนดจํานวน
ตัวอยางของพนักงานในแตละองคการแบบไมใชสัดสวน (Non Proportional Allocation) เพ่ือใหได
กลุม ตัวอยางของพนักงานในแตล ะองคก ารในจาํ นวนเทากนั
ดงั น้ัน จงึ สามารถจาํ แนกจาํ นวนกลุมตัวในแตล ะอยางพน้ื ท่ี ดังแสดงในตาราง 3.2
ตาราง 3.2 จํานวนกลุมตวั อยาง (หนว ย: คน)
องคการ ประชากร กลมุ ตวั อยาง
องคก ารรฐั
1. TOT 12,000 70
2. CAT 4,500 70
3. กสทช 1,500 70
รวมองคก ารรฐั 18,000 210
องคก ารเอกชน
4. TRUE 23,000 70
5. AIS 10,500 70
6. DTAC 4,000 70
รวมองคก ารเอกชน 37,500 210
รวม 55,500 420
หมายเหตุ TOT=บริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน), CAT=บริษัท กสท โทรคมนาคม จํากัด (มหาชน), กสทช=สํานักงานคณะกรรมการ
กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศนและกิจการโทรคมนาคมแหงชาติ, TRUE=บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอรแซล คอมมิวนิเคชั่น จํากัด,
AIS=บรษิ ทั แอดวานซ ไวรเลส เนท็ เวอรค จํากดั , DTAC=บริษทั ดแี ทค ไตรเน็ต จํากดั
3.2.2 ขนั้ ตอนการดําเนนิ การวจิ ยั
ข้ันตอนที่ 1 การศึกษาแนวคิด ทฤษฎีตาง ๆ และทบทวนวรรณกรรมที่เก่ียวของจาก
แหลงขอมูลทุติยภูมิ (Secondary Sources) เพ่ือใหผูวิจัยไดรับความรูพ้ืนฐานในการวิจัยและพัฒนา
กรอบแนวคดิ การวจิ ัย
ข้ันตอนที่ 2 การกําหนดกรอบแนวคิดการวิจัย ซึ่งผูวิจัยมีจุดมุงหมายเพื่อตรวจสอบ
อิทธิพลของแนวปฏิบตั ิดานการจดั การทรัพยากรมนุษยตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานของ
พนักงานอตุ สาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศไทย
134
ขั้นตอนที่ 3 การสรางเคร่ืองมือการวิจัย ผูวิจัยไดสรางแบบสอบถาม ซึ่งปรับปรุงและ
พัฒนาจากทฤษฎีแนวคิด และเอกสารงานวิจัยท่ีเก่ียวของ และตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือวิจัย
โดยการ ตรวจสอบความตรง (Validity) การตรวจสอบความเช่ือมั่น (Reliability) และการตรวจสอบ
อาํ นาจจาํ แนกรายขอ (Discrimination Power)
ข้ันตอนที่ 4 การเก็บรวบรวมขอมูล เก็บรวบรวมขอมูลดวยแบบสอบถาม
(Questionnaire)
ขั้นตอนท่ี 5 การวิเคราะหขอมูลดวยสมการแบบจําลองโครงสราง (Structural
Equation Modeling: SEM) และการวเิ คราะหก ลุม พหุคูณ (Multiple Group Analysis)
ข้นั ตอนที่ 6 การสรุปผลและอภิปรายผลวิจัย อธบิ ายและสรุปผลการวจิ ยั ใหครอบคลุม
คําถามการวิจัย วัตถุประสงคการวิจัย และสมมติฐานการวิจัยที่ไดกําหนดไว และอภิปรายผลการวิจัย
เพอ่ื เปรียบเทียบกบั วรรณกรรมและทฤษฎีท่ีเก่ียวขอ ง
ข้ันตอนที่ 7 การนําเสนอและการเผยแพรงานวิจัย นําเสนอผลการวิจัยโดยครอบคลุม
เนอื้ หาทง้ั หมด และเผยแพรงานวจิ ยั โดยการตพี ิมพบทความวิจัยในวารสารวิชาการทีเ่ กยี่ วขอ ง
3.2.3 เครอื่ งมือที่ใชใ นการวิจยั
เคร่ืองมือที่ใชในการวิจัย คือ แบบสอบถาม (Questionnaire) ซึ่งปรับปรุงและพัฒนาจาก
การศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและงานวจิ ัยท่เี กยี่ วขอ ง แบงเปน 3 ขั้นตอนดงั น้ี
1) การปรบั ปรงุ แบบสอบถาม
การวิจัยครั้งน้ี แบบสอบถามตนฉบับเปนภาษาอังกฤษและถูกพัฒนาในตางประเทศ เพ่ือวัด
ตัวแปรแฝง 5 ตัวแปร ดังตอไปน้ี แนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษย พฤติกรรมสราง
นวัตกรรมในการทํางาน บรรยากาศสงเสริมนวัตกรรมขององคการ การเสริมสรางพลังอํานาจเชิง
จิตวิทยา แสดงขน้ั ตอนการดําเนินการ 3 ข้ันตอนได ดงั ภาพประกอบ 3.2
135
ขั้นตอนท่ี 1 การแปลเครอื่ งมือวจิ ัยจากภาษาตน ฉบับ (Forward Translation)
ขั้นตอนที่ 2 การตรวจสอบเครอ่ื งมือวจิ ยั ฉบบั แปลเปน ภาษาเปาหมาย
โดยผทู รงคณุ วฒุ ิ (Review Of The Translated Version By Reviewer)
ข้ันตอนท่ี 3 การแปลยอนกลับ (Backward Translation)
ข้ันตอนที่ 4 การเปรียบเทยี บเครอ่ื งมอื วจิ ยั ชุดตน ฉบบั กบั ชุดแปลทย่ี อนกลบั
(Comparison Of The Original Version And The Back-Translated Version)
ข้นั ตอนท่ี 5 การทดสอบเคร่ืองมอื วิจัย (Pretest Procedures)
ภาพประกอบ 3.3 ขนั้ ตอนการดําเนนิ การปรับปรุงแบบสอบถาม
สามารถอธบิ ายขัน้ ตอนของกระบวนการดําเนินการปรบั ปรงุ แบบสอบถาม ไดด งั ตอ ไปนี้
ขัน้ ตอนท่ี 1 การแปลเครอ่ื งมอื วจิ ยั จากภาษาตนฉบับ คอื การแปลภาษาอังกฤษเปน
ภาษาเปาหมาย ซ่ึงการวจิ ยั คร้งั นี้ ภาษาเปาหมาย คอื ภาษาไทย โดยผวู จิ ัยเปน ผแู ปลจาภาษาองั กฤษ
เปนภาษาไทย
ข้ันตอนที่ 2 การตรวจสอบเครื่องมือวิจัยฉบับแปลเปนภาษาเปาหมายโดย
ผูทรงคุณวุฒิ คือ การตรวจสอบความถูกตองของการแปลเคร่ืองมือวิจัยจากภาษาตนฉบับเปน
ภาษาเปาหมาย น่ันคือจากภาษาอังกฤษเปนภาษาไทย เพ่ือตรวจสอบความถูกตองและความ
เหมาะสมของภาษา โดยผูตรวจสอบความถูกตองจะเปนผูท่ีมีความรูความสามารถในการใชทั้ง
ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และเปน ผทู ี่มีความรูทางดานการจดั การเปนอยางดี ดังน้ันผูทรงคุณวุฒิใน
การตรวจสอบคร้ังนี้ คือ อาจารยที่ปรึกษาวิทยานิพนธ เน่ืองจากเปนบุคคลท่ีมีความรูความสามารถ
ทางดานภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีความรูความสามารถทางดานการจัดการเปนอยางดี รวมถึงมี
ความเขา ใจในบริบทของงานวจิ ัยครัง้ นี้
136
ขั้นตอนท่ี 3 การแปลยอนกลับ (Backward Translation) หลังจากท่ีผูทรงคุณวุฒิ
ตรวจสอบความถูกตองเหมาะสมแลว ลําดับถัดมา คือ ผูเชี่ยวดานภาษา (Bilingual Person) ทําการ
แปลกลับจากภาษาไทยเปน ภาษาอังกฤษ จํานวน 2 ทา นเพื่อนาํ มาเปรียบเทยี บในขั้นตอน
ท่ี 4
ข้ันตอนท่ี 4 การเปรียบเทียบเครื่องมือวิจัยชุดตนฉบับกับชุดแปลท่ียอนกลับ
(Comparison Of The Original Version And The Back-Translated Version) คือ การตรวจสอบ
เปรียบเทียบของแบบวัดชุดตนฉบับและชุดแปลกลับวามีความเหมือนกันหรือเทียบเทากันหรือไม
(Equivalence) โดยพิจารณาจากความเหมาะสมของภาษาและวัฒนธรรม ซึ่งการวิจัยครั้งน้ีเลือกใช
หลักเกณฑค วามเทียบเทา ดานเนือ้ หา
ข้ันตอนที่ 5 การทดสอบเคร่ืองมือวิจัย คือ การนําเครื่องมือการวิจัย ซึ่งก็คือ
แบบสอบถามที่ผานกระบวนการตามข้ันตอนท่ี 1 และ 2 ไปทดสอบกับกลุมตัวอยาง เพื่อพิจารณาวา
เครื่องมือวิจัยมีความเหมาะสมและสามารถนําไปใชเก็บรวบรวมขอมูลและใชวัดไดจริง โดยผูวิจัยจะ
สุมกลุมตัวอยาง คือ พนักงานในองคการอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เพ่ือตอบแบบสอบถามและ
สัมภาษณเพ่ิมเติมเพื่อสอบถามความเขาใจในการตอบแบบสอบถามและปญหาในการตอบ
แบบสอบถามที่อาจเกิดข้ึนได เพื่อใหเกิดความเขาใจที่ตรงกันระหวางผูวิจัยและผูตอบแบบสอบถาม
เพ่ือนําขอเสนอแนะมาปรับปรุงแบบสอบถามใหดีย่ิงข้ึน จากน้ันผูวิจัยจะสงแบบสอบถามฉบับ
ปรบั ปรุงใหก ับอาจารยที่ปรึกษาวิทยานิพนธเ พ่ือประเมนิ ความถกู ตองและเหมาะสมของแบบสอบถาม
อกี คร้ัง เพอ่ื นําใชในการวิจัยครัง้ น้ี
การสรางแบบสอบถาม
การวิจัยครั้งน้ีใชแบบสอบถามปลายปด (Close Ended Question) โดยสราง
แบบสอบถามจากการทบทวนวรรณกรรมตาง ๆ แบง แบบสอบถามเปน 5 ตอน ดังน้ี
ตอนท่ี 1 ขอมูลพ้นื ฐานทว่ั ไป
ขอมูลท่ัวไปของผูตอบแบบสอบถาม เปนคําถามเก่ียวกับลักษณะประชากรศาสตร
ของผูตอบแบบสอบถาม ประกอบดวย 1) เพศ 2) อายุ 3) ระดับการศึกษา 4) ประสบการณทํางาน
5) ตําแหนง งานในปจ จบุ นั 6) แผนก/ฝาย 7) ช่อื องคการที่ปฏิบตั ิงาน 8) สถานทีป่ ฏบิ ตั ิงาน เปน ตน
ตอนท่ี 2 แบบสอบถามเพ่ือวัดการรับรูของพนักงานเก่ียวกับแนวปฎิบัติดานการ
บรหิ ารจัดการทรพั ยากรมนุษย
การวัดการรับรูของพนักงานเกี่ยวกับแนวปฎิบัติดานการบริหารจัดการทรัพยากร
มนุษย โดยการศึกษาคร้ังน้ี มีขอคําถามมีจํานวน 27 ขอคําถาม ท่ีผูวิจัยการประยุกตใชจากแบบวัด
ของนักวิชาการปลายทานตามแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยในแตละดานท่ีตองการ
ศึกษา ซ่ึงไดระบุรายละเอียดไวในตาราง 3.7 สรุปเครื่องมือที่ใชในการวิจัย โดยมีมาตรวัดแบบลิเคิรท
137
(Likert Scales) 5 ระดับ โดยท่ี 1 หมายถงึ ไมเ หน็ ดวยอยา งย่งิ (Strongly Disagree) และ 5 หมายถึง
เห็นดวยอยางยิ่ง (Strongly Agree) โดยตัวแปรสังเกตได (Observed Variables) ที่ทําหนาที่เปนตัว
บงชี้ (Indicator) จะเปนขอคําถามเดี่ยว (Item Scale) น่ันคือ เปนการนําขอคําถามมาเปนตัวบงช้ี
โดยตรง ประกอบดวย 27 ขอคําถาม โดยใชแบบวัดท่ีผูวิจัยไดพัฒนาปรับปรุงจากงานวิจัยกอนหนา
และปรับเพ่ิมแนวฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยเพิ่มเติมที่สงผลพฤติกรรมสรางนวัตกรรมใน
การทํางานใน 9 องคประกอบโดยมีพนื้ ฐานมาจากทฤษฎี AMO เปนหลัก
ดานท่ี 1 วิธีปฏิบัติท่ีสงเสริมใหเกิดความสามารถ (Ability) ดานการทํางานหรือ
พฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน ไดแก การสรรหาและคัดเลือกพนักงาน การฝกอบรมและ
พัฒนา
ดานท่ี 2 แนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยที่สงเสริมดานแรงจูงใจ
(Motivation) ดานการทํางานหรือพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน ไดแก เงินรางวัลตาม
ผลงาน การประเมนิ ผล การทาํ งาน
ดานที่ 3 แนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยท่ีสงเสริมดานโอกาส
(Oppotunity) ดานการทํางานหรือพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน ไดแก ความกาวหนาใน
อาชีพและการเลื่อนตําแหนง การไดรับขอมูลขาวสาร การมีสวนรวมการตัดสินใจ ทีมบริหารตนเอง
การมีอิสระในการทาํ งาน ดังแสดงในตาราง 3.3
ตาราง 3.3 แบบวดั การรับรขู องพนกั งานเกยี่ วกบั วธิ ีปฎิบัตดิ านการบริหารจดั การทรพั ยากรมนุษย
ขอ รายละเอียดขอคําถาม
การสรรหาและคัดเลอื กพนกั งาน
1. องคการของฉนั มกี ระบวนการคดั เลอื กพนักงานใหมท เี่ ขม งวด
2. องคก ารของฉันมีการสมั ภาษณ และทดสอบความสามารถในกระบวนการคดั เลอื กพนักงาน
3. องคก ารของฉนั มกี ารกาํ หนดเกณฑในการคัดเลอื กพนกั งานท่ชี ัดเจน
การฝกอบรมและพัฒนา
4. โดยรวมฉนั รสู กึ พึงพอใจกบั โอกาสในการไดรบั การฝก อบรมพฒั นา
5. ฉนั รสู กึ วาองคก ารจดั การฝกอบรมใหกบั ฉันอยางตอเนอื่ งซงึ่ ทําใหฉ ันทาํ งานไดงายขน้ึ
6. ฉันมโี อกาสไดพ ฒั นาความรแู ละทักษะของตนเองตลอดเวลา
เงินรางวัลตามผลงาน
7. การปรบั ขึน้ เงินเดือนและการเลอ่ื นตําแหนง อยูบนพื้นฐานของผลการทํางานของฉันจรงิ ๆ
8. ฉันรสู กึ วาใหร างวลั จูงใจตา ง ๆ อยูบ นพื้นฐานของผลการทํางานของฉนั จรงิ ๆ
138
ขอ รายละเอยี ดขอคําถาม
9. มีความเชื่อมโยงระหวางผลการปฏิบัติงานของฉันกับการปรับเงินเดือนประจําป (คือ มีความ
ยตุ ิธรรม)
การประเมนิ ผลการทาํ งาน
10. ฉันมโี อกาสกําหนดเปา หมายการทาํ งานของฉันรวมกับหวั หนา งาน
11. ฉนั ไดรบั ขอมูลปอนกลับจากหัวหนางานเสมอ (เชน ฉันทาํ งานไดดีเพียงใด หรือควรปรับปรุง
อะไร)
12. การประเมนิ ผลการทํางานอยบู นพื้นฐานของผลการทํางานของฉันจริง ๆ (เชน ปราศจาก
ความลาํ เอียง)
ความกาวหนาในอาชีพและการเล่อื นตาํ แหนง
13. ฉันมโี อกาสเตบิ โตกาวหนา ในองคการนี้
14. ฉนั ไดรับการเลอื่ นตําแหนง อยางเหมาะสมเมื่อฉนั มคี ุณสมบัตพิ รอ ม
15. องคการนพี้ ิจารณาเล่อื นตําแหนง งานโดยเปดโอกาสใหแ กพ นกั งานภายในองคการกอ นเสมอ
การไดรับขอ มลู ขาวสาร
16. ฉนั ไดรบั ขอมลู ตาง ๆ เกย่ี วกับเปา หมายและผลงานขององคการเปนประจํา
17. ฉันมีขอ มลู ในการปฏบิ ตั ิงานอยางเพียงพอ
18. ฉันรบั ทราบขอ มลู ความเปนไปตา ง ๆ ทางธุรกิจและผลการดําเนินงานขององคการ
การมสี วนรวมการตดั สนิ ใจ
19. ฉันมสี วนรว มในการตัดสินใจทม่ี ีความสําคญั เกยี่ วกบั อนาคตขององคการ
20. งานของฉนั เปดโอกาสใหม ีการตัดสินใจในเรื่องตา ง ๆ ไดเ อง
21. งานของฉันใหอ ิสระในการตดั สินใจอยา งมาก
ทีมบรหิ ารตนเอง
22. องคการของฉนั สงเสริมการทาํ งานเปน ทีมอยางมาก
23. ฉนั สมั ผัสไดถ งึ บรรยากาศการทํางานเปนทมี ในองคการน้ี
24. ฉันรสู ึกวา การทํางานเปนทมี เปน สวนสาํ คญั ในการทํางานในองคการน้ี
การมอี สิ ระในการทาํ งาน
25. ฉันมีอิสระในการตดั สนิ ใจวาจะทาํ งานอยา งไร
26. ฉนั สามารถกําหนดรปู แบบการทาํ งานของตนเองได
27. ฉนั มโี อกาสตดั สนิ ใจดว ยตนเองในการท่จี ะแกปญ หาในงานของฉันอยางไร
139
ตอนท่ี 3 แบบสอบถามเพ่อื วัดพฤตกิ รรมสรา งนวัตกรรมในการทํางาน
การวัดพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน เปนการวัดพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการ
ทํางานของพนักงาน ผูวิจัยวัดไดโดยใชแบบสอบถามท่ีไดพัฒนาปรับปรุงมาจากแบบวัดของ De Jong
& Den Hartog (2010) ใชมาตรวัดแบบลิเคิรท (Likert Scales) 5 ระดับ โดยท่ี 1 หมายถึง ไมเห็น
ดวยอยางย่ิง (Strongly Disagree) และ 5 หมายถึง เห็นดวยอยางย่ิง (Strongly Agree) โดยตัวแปร
สังเกตได ทีท่ าํ หนา ท่ีเปน ตัวบงช้ี จะเปน ขอ คาํ ถามเดย่ี ว (Item Scale) น่นั คอื เปน การนาํ ขอ คําถามมา
เปน ตัวบงชีโ้ ดยตรง ประกอบดว ย 9 ขอคาํ ถาม ดังแสดงในตาราง 3.4
ตาราง 3.4 แบบวดั พฤตกิ รรมสรางนวตั กรรมในการทาํ งาน
ขอ รายละเอยี ดขอคําถาม
ดานการสรา งความคิด
1. ฉันใหค วามสําคญั ตอการสรางแนวคดิ ใหมในการพัฒนางานท่ีนอกเหนอื จากงานประจํา
2. ขาพเจาหาโอกาสแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับวิธีการทํางานแบบใหมอยูเสมอ โดยแสวงหา
แนวคดิ ในการทํางานใหม ๆ ในการปรับปรุงการทาํ งานใหดขี น้ึ
3. ฉันพฒั นาแนวคดิ ในการทํางานใหมเ พือ่ ไปพฒั นาผลงานหรอื สรา งนวัตกรรมในการทาํ งาน
ดา นการสงเสรมิ ความคดิ
4. ฉนั สามารถเสนอความคดิ หรอื วธิ กี ารในการแกไ ขปญหาหรือแนวทางใหม ๆ ในการทาํ งานได
5. ฉนั สามารถทําใหคนในกลุมหรอื องคก ารมคี วามกระตอื รือรนในแนวความคดิ ใหม ๆ ได
6. ฉนั มีความพยายามในการโนมนาวเพ่อื นรวมงานหรอื หวั หนาให สนบั สนุนความคดิ นวัตกรรม
หรอื วิธกี ารแกป ญ หา
ดา นการนําแนวคดิ ไปปฏบิ ตั จิ ริง
7. ฉันมีกระบวนการในการวางแผนและดําเนินการแนวความคิดใหม ๆ เพ่ือนําไปใชในทาง
ปฏบิ ตั ิได
8. ฉันนําแนวคิดใหม ๆ ไปใชในการดําเนินการและปฏิบัติเพ่ือใหเกิดการปรับปรุงและ
พัฒนาการทาํ งาน
9. ฉันพยายามปรบั ปรงุ พัฒนาวิธีการดาํ เนินการใหม ๆ เพือ่ พัฒนางานหรือสรางนวตั กรรม
ตอนที่ 4 แบบสอบถามเพอื่ วัดบรรยากาศองคการ
การวัดบรรยากาศองคการ เปนการวัดบรรยากาศองคการท่ีมีอยูในองคการ โดยการศึกษา
คร้ังนใี้ ชแบบวดั ของ Alas (2009) ใชม าตรวัดแบบลิเคิรท (Likert Scales) 5 ระดับ โดยที่ 1 หมายถึง
ไมเห็นดวยอยางย่ิง (Strongly Disagree) และ 5 หมายถึง เห็นดวยอยางย่ิง (Strongly Agree) โดย
140
ตัวแปรสังเกตได ท่ีทําหนาที่เปนตัวบงช้ี จะเปนขอคําถามเดี่ยว (Item Scale) น่ันคือ เปนการนําขอ
คาํ ถามมาเปนตวั บง ช้ีโดยตรง ประกอบดว ย 6 ขอ คําถาม ดังแสดงในตาราง 3.5
ตาราง 3.5 แบบวัดบรรยากาศองคการ
ขอ รายละเอยี ดขอคาํ ถาม
ดา นความปลอดภัยในการมีสวนรว ม
1. ขาพเจา รูสกึ ปลอดภยั และรสู กึ วา ไดร บั การยอมรบั จากคนในองคก ารเปน อยางมาก
2. ในองคการของขา พเจา พนักงานมคี วามเคารพนบั ถือในความคดิ ซ่งึ กนั และกนั
ดา นความพยายามเพ่อื ความเปน เลิศ
3. ในองคก ารของขา พเจา พนกั งานมคี วามตองการทํางานใหส ําเร็จในระดบั สูง
4. ในองคการของขาพเจาสงเสริมใหพนักงานวิจารณเชิงสรางสรรคอยางตอเน่ือง เพื่อเพิ่ม
คณุ ภาพของผลการปฏบิ ัติงาน
ดา นการสนับสนุนการสรางนวตั กรรม
5. ในองคการของขาพเจาใหพนักงานมีสวนรวมในการเสนอความคิดเห็นใหม ๆ สําหรับการ
ทาํ งาน
6. ในองคการของขาพเจาสนับสนุนเวลา ทรัพยากร การประชุมกลุม เพ่ือสรางสรรควิธีการ
ทาํ งานรปู แบบใหม
ตอนที่ 5 แบบสอบถามการเสรมิ สรา งพลังอาํ นาจเชิงจิตวทิ ยา
การวัดการเสริมสรางพลังอาํ นาจเชิงจติ วิทยา เปนการวัดการมอบอํานาจใหพนักงานมีอํานาจ
ในงานท่ีทํา โดยการศึกษาคร้ังนี้ ขอคําถามที่ 1-3 เปนแบบวัดของ Spreitzer (1995) ใชมาตรวัด
แบบลิเคิรท (Likert Scales) 5 ระดับ โดยที่ 1 หมายถึง ไมเห็นดวยอยางย่ิง (Strongly Disagree)
และ 5 หมายถึง เห็นดวยอยางยิ่ง (Strongly Agree) โดยตัวแปรสังเกตได ท่ีทําหนาท่ีเปนตัวบงช้ี จะ
เปนขอคําถามเด่ียว (Item Scale) นั่นคือ เปนการนําขอคําถามมาเปนตัวบงชี้โดยตรง ประกอบดวย
12 ขอคาํ ถาม ดงั แสดงในตาราง 3.6
ตาราง 3.6 แบบวดั การการมอบอาํ นาจใหพ นักงานมอี ํานาจในงานท่ีทํา
ขอ รายละเอยี ดขอ คาํ ถาม
ความมีความหมายของงาน
1. งานทีฉ่ นั ทาํ มีความสําคญั ตอ ฉนั อยา งมาก
2. งานมีความหมายตอฉันเหลือเกิน
3. งานที่ทาํ มีความหมายตอ ฉนั เปนอยางยง่ิ
141
ขอ รายละเอียดขอคําถาม
ความสามารถในการทาํ งาน
4. ฉนั รสู ึกม่นั ใจในความสามารถการทํางานของตวั เอง
5. ฉันรสู ึกพอใจในความสามารถการทาํ งานของตวั เอง
6. ฉนั มที ักษะตา ง ๆ ท่จี าํ เปน ในการทาํ งาน
การตัดสินใจในการทํางาน
7. ฉนั มีอสิ ระในการกาํ หนดวิธกี ารทํางานของตนเอง
8. ฉนั สามารถตดั สนิ ใจไดเองวา จะทํางานอยา งไร
9. ฉนั มอี ิสระเสรีเก่ียวกบั วิธีการทํางาน
ผลจากการปฏิบตั ิงาน
10. งานของฉันสง ผลตอหนวยงานเปนอยา งมาก
11. ฉนั สามารถควบคุมความเปนไปในหนวยงานของฉนั
12. ฉนั มีอิทธพิ ลตอความเปน ไปในหนวยงานของฉัน
ตาราง 3.7 สรุปเครื่องมือทใ่ี ชใ นการวิจัย
จํานวน จํานวน
ขอ ตวั แปร ขอ ตวั แปร มาตรวัด แบบวดั
คาํ ถาม สังเกตได
1. แนวปฏิบตั ิดา นการ 26 9 มาตรวัด 5
จดั การทรัพยากรมนษุ ย ระดับ
1.1 การสรรหาและคัดเลือก 3 Gong, Law, Chang, & Xin
พนักงาน (2009) and Pittino et
1.2 การฝกอบรมและพฒั นา 3 al.(2016)
Vandenberg, Richardson, &
Eastman (1999),
Vandenberg et al (1999)
1.3 การใหรางวัล 3 ,Julian Gould-Williams &
Davies (2005)
Scott A Snell & Dean(1992)
,Julian Gould-Williams &
1.4 การประเมนิ ผลการ 3 Davies (2005);Vandenberg
ปฏบิ ัติงาน
et al.(1999)
142
ขอ ตวั แปร จํานวน จาํ นวน แบบวัด
ขอ ตัวแปร มาตรวัด
1.5 ความกา วหนาในอาชพี และ สงั เกตได Jiang(2013), Morgeson &
การเลอ่ื นตาํ แหนง คําถาม Humphrey (2006) , Lepak &
3 มาตรวัด Snell (2002)
1.6 การไดรบั ขอ มูลขาวสารใน 3 5 ระดบั Price & Mueller, 1981,Price
องคการ 3 &Mueller, 1981, Julian
3 3 มาตรวัด Gould-Williams & Davies
1.7 การมสี วนรวมการตดั สินใจ 3 5 ระดับ (2005)
1.8 ทีมบริหารตนเอง 3 Ahmad & Schroeder (2003),
1.9 การมอี สิ ระในการทํางาน 3 มาตรวัด Freyre(2013), Julian Gould-
9 5 ระดบั Williams & Davies(2005)
2. พฤติกรรมสราง Freyre(2013), Delery &
นวัตกรรมในการทํางาน 6 18 Doty(1996), Morgeson &
12 Humphrey (2006)
3. บรรยากาศองคก าร 54 Datta et al.(2005), Brigitte
4. การเสริมสรางพลัง Kroon et al.(2013),
Truss(1999)
อํานาจเชิงจิตวิทยา Nybakk & Janssen(2012),
รวมขอ คาํ ถามของตัวแปรแฝง Spreitzer(1995), Zhang &
Bartol (2010)
De Jong & Den Hartog
(2010), Scott & Bruce
(1994), Janssen(2004)
Alas (2009)
Spreitzer (1995)
143
ตรวจสอบคุณภาพเครอ่ื งมอื การวจิ ัย
การวิจัยคร้ังนี้ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือการวิจัย ดังนี้ 1) ตรวจสอบความ
เที่ยงตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity) 2) ตรวจสอบความเช่ือม่ัน (Reliability) 3) การตรวจสอบ
คา อาํ นาจจําแนก (Discrimination Power) โดยอธบิ ายไดด ังตอไปนี้
1) การตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity)
ผวู ิจยั ใชวธิ ีการหาดัชนีความเทยี่ งตรงเชงิ เนื้อหาในการวิจัยครงั้ นโี้ ดยใชกระบวนการ
ตรวจสอบเพ่ือหาคาความเท่ียงตรงของแบบสอบถามหรือคาสอดคลองระหวางขอคําถามกับ
วัตถุประสงคหรือเนื้อหา ท่ีเรียกวา IOC : Index of item objective congruence เพ่ือความ
นาเช่ือถือของขอมูลและเครื่องมือในการวิเคราะหใหไดรับความแมนยําในการศึกษาใหมากท่ีสุด โดย
ผูวิจัยไดนําเสนอแบบสอบถามท่ีไดสรางข้ึนตออาจารยท่ีปรึกษาและผูทรงคุณวุฒิ จํานวน 3-5 ทาน
เพ่ือตรวจสอบความครบถวนและความสอดคลองของเน้ือหา (Content Validity) ของแบบสอบถาม
ใหตรงกับเร่ืองท่จี ะศกึ ษา ในการตรวจสอบโดยใหเ กณฑในการตรวจพิจารณาขอ คําถาม ดังนี้
ใหคะแนน +1 ถา แนใจวา ขอ คําถามวัดไดตรงตามวตั ถุประสงค
ใหค ะแนน 0 ถาไมแ นใจวา ขอคาํ ถามวดั ไดตรงตามวตั ถปุ ระสงค
ใหค ะแนน -1 ถา แนใจวา ขอคาํ ถามวดั ไดไมตรงตามวตั ถุประสงค
แลวนาํ ผลคะแนนท่ีไดจ ากผูเช่ียวชาญมาคาํ นวณหาคา IOC ตามสตู ร โดยเกณฑของ IOC คอื
ขอ คาํ ถามทีม่ ีคา IOC ตง้ั แต 0.50-1.00 มีคาความเท่ยี งตรง ถือวาใชได
ขอ คําถามที่มคี า IOC ตํ่ากวา 0.50 ตองปรบั ปรุง ยงั ใชไมได
เม่ือไดผลการพิจารณาของผูทรงคุณวุฒิทั้ง 3-5 ทานเรียบรอยแลว หลังจากนั้นนําผลการ
พิจารณามาหาคาดัชนีความสอดคลอง (IOC) โดยใชสูตรของ (Rovinelli and Hambleton, 1977 :
49-60)
IOC = ∑R
N
เมอ่ื IOC หมายถึง คาดชั นีความสอดคลอง (Index of Congruence)
R หมายถึง ความคิดเห็นของผูท รงคุณวุฒิ โดยที่ คา +1 หมายถึง ขอคําถามสามารถนาํ ไปวัด
ไดอยางแนนอน คา 0 หมายถึง ไมแนใจวา จะวัดได และ -1 หมายถึง ขอคําถามไมสามารถนําไปวัดได
อยางแนน อน
N หมายถงึ จาํ นวนผทู รงคุณวุฒิ
144
โดยผูวิจัยนําแบบสอบถามที่ไดพัฒนาขึ้นไปใหผูเชี่ยวชาญจํานวน 3-5 ทาน เปนผูตรวจสอบ
ความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหา จากน้ันนําแบบสอบถามมาปรับปรุงแกไขตามขอเสนอแนะของผูเชี่ยวชาญ
เพอื่ ใหเหมาะสมกบั การนาํ ไปใชจ ริงตามวตั ถปุ ระสงคข องการศกึ ษา
2) การตรวจสอบความเชื่อม่นั (Reliability)
การตรวจสอบความเช่ือม่ัน ตรวจสอบโดยใชคาสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบัค
(Cronbach’s alpha coefficient: α) เน่ืองจากเปนวิธีการตรวจสอบความเช่ือมั่นที่เหมาะสมกับ
เครอ่ื งมอื ที่เปน มาตราสวนประมาณคา (Rating Scale) โดยมขี ัน้ ตอนดงั ตอ ไปนี้
1) ทดลองใช (Try Out) เครื่องมือวิจัย โดยการนําแบบสอบถามท่ีปรับปรุงตาม
คําแนะนาํ ของผูทรงคณุ วฒุ ไิ ปทดลองใชก ับประชากรท่ไี มใชก ลุม ตวั อยา ง จาํ นวน 30 คน
2) ตรวจสอบคาความเช่ือม่ันของแบบสอบถามที่เก็บรวบรวมขอมูลมา โดยใชคา
สัมประสิทธ์ิแอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) โดยมีเกณฑในการพิจารณา
คือ ควรมีคาต้ังแต 0.7 ข้ึนไป จึงยอมรับวาแบบสอบถามมีความเชื่อม่ันของตัวแปรในการศึกษา
ท้ังหมดทีย่ อมรบั ได (Hair, Black, Babin, Anderson & Tatham, 2010)
3) การตรวจสอบคาอาํ นาจจําแนก (Discrimination Power)
ใชวิธีการตรวจสอบจากคา Item-total Correlation โดยขอคําถามท่ีสามารถ
จําแนกไดควรมีคาต้ังแต 0.2 ข้ึนไป อยางไรก็ตาม Clark and Watson (1995) เห็นวาคาอํานาจ
จําแนกที่มีคา ระหวา ง 0.15-0.20 ยงั คงสามารถใชได
3.2.4 การรวบรวมขอมลู
ผูวิจัยจัดทําหนังสือขอความอนุเคราะหพิจารณแบบสอบถามไปยังองคการ
อุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศไทยท้ัง 6 องคการ โดยทําจดหมายขออนุญาตจากสวนงานที่
รับผิดชอบเพ่ือเรียนแจงการขอความรวมมือใหพนักงานตอบแบบสอบถาม ผูวิจัยเลือกใชวิธีการเก็บ
รวบรวมขอมูล คือ การสงแบบสอบถามออนไลน (Online Questionnaire) ผานชองทางกลุมไลน
(Line) ส่ือสังคออนไลน (Social Media , Facebook) ไปยังกลุมพนักงานทีเ่ ปนกลุมตัวอยางโดยตรง
เปนวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลที่นักวิจัยสงแบบสอบถามใหกลุมตัวอยางเปนผูตอบดวยตนเอง สําหรับ
ระยะเวลาในการเก็บแบบสอบถามจะใชเวลา 2 เดือนนับจากวันที่สงแบบสอบถามวันแรก กรณี
จํานวนผูตอบแบบสอบถามไมครบจํานวนตามกําหนด ผูวิจัยจะสงตอและติดตามผลเพ่ือใหครบตาม
จํานวนทีต่ อ งการ
145
3.2.5 การวเิ คราะหขอมูล
การวิเคราะหขอ มลู เชงิ ปริมาณ ประกอบดว ย 2 สว น คือ สว นท่ี 1 การวเิ คราะหโ มเดลสมการ
โครงสราง (Structural Equation Modeling: SEM) และสวนที่ 2 การวิเคราะหกลุมพหุคูณ
(Multiple Group Analysis) จงึ แบง การอธิบายข้นั ตอนการวเิ คราะหข อ มลู เปน 2 สวน ดงั น้ี
สวนท่ี 1 การวิเคราะหโมเดลสมการโครงสราง (Structural Equation Modeling:
SEM) ซ่ึงประกอบดวย 3 ข้ันตอนหลัก ดังน้ี 1) การตรวจสอบขอมูล 2) การวิเคราะหขอมูลพ้ืนฐาน
ของผูตอบแบบสอบถาม และ 3) การวิเคราะหโมเดลสมการโครงสราง อธิบายแตละข้ันตอน
ไดด ังตอ ไปน้ี
ขั้นตอนที่ 1 การตรวจสอบขอมูล มีการตรวจสอบขอมูล โดยใชโปรแกรม R (R
Program) ในการวเิ คราะห ดงั น้ี
1) ขอมูลสญู หาย (Missing Value)
2) คาสุดโตง (Outliers) เพ่ือตรวจสอบวาคาของขอมูลที่นํามาวิเคราะหมีคาสูงหรือ
ตาํ่ วาปกติหรือเปน ขอ มูลที่อยนู อกขอบเขตเกนิ กวาท่จี ะนาํ มาวิเคราะหหรอื ไม
3) การแจกแจงปกติ (Normality) เพื่อตรวจสอบวาตัวแปรสังเกตไดมีการแจกแจง
ปกติหรือไม สามารถทดสอบโดยดูจากคาความเบ (Skewness) หรอื คาความโดง (Kurtosis)
ข้ันตอนที่ 2 การวิเคราะหขอมูลพ้ืนฐานของผูตอบแบบสอบถาม โดยใชสถิติ
พรรณนา (Descriptive Statistics) ไดแก การหาคาเฉลี่ย (Mean) คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
(Standard Deviation) คาความถ่ี (Frequency) และคารอยละ (Percent) โดยใชโปรแกรม R (R
Program) ในการวเิ คราะห
ข้ันตอนท่ี 3 การวิเคราะหโมเดลสมการโครงสราง (Structural Equation
Modeling: SEM)
การวิเคราะหโมเดลสมการโครงสราง เปนโมเดลท่ีแสดงความสัมพันธโครงสรางเชิง
เสนระหวางตัวแปรท้ังหมด เปนการนําเอาเทคนิคการวิเคราะหสองอยางประกอบเขาดวยกัน คือ
การวิเคราะหองคประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) และการวิเคราะห
เสนทาง (Path Analysis) โดยการวิเคราะหโมเดลสมการโครงสราง ประกอบดวย 2 โมเดลยอย คือ
โมเดลการวัด (Measurement Model) และโมเดลโครงสราง (Structural Model) (อิศรัฏฐ รินไธส,
2563, p.61) โดยท่ีโมเดลการวัด (Measurement Model) จะอธิบายความสัมพันธระหวางตัวแปร
สังเกตได (Observed Variables) กับตัวแปรแฝง (Latent Variables) และโมเดลโครงสราง
(Structural Model) จะอธิบายความสัมพันธเชิงสาเหตุระหวางตัวแปรแฝงดวยกัน การวิเคราะห
โมเดลสมการโครงสรา งครัง้ นีจ้ ะวิเคราะหขอมลู ดว ยโปรแกรม Mplus โดยประกอบไปดวยขั้นตอน ดัง
อธิบาย
146
การวเิ คราะหองคประกอบเชงิ ยนื ยนั (Confirmatory Factor Analysis: CFA)
การวิเคราะหองคประกอบเชิงยืนยัน เปนโมเดลสําหรับการวิเคราะหโมเดลการวัด
ในการวิเคราะหโมเดลสมการโครงสราง มีขน้ั ตอนการวิเคราะห 6 ขั้นตอน ดงั แสดงดวยภาพประกอบ
3.5 (อศิ รฏั ฐ รนิ ไธสง, 2563)
ข้ันตอนท่ี 1 กําหนดลักษณะเฉพาะของโมเดล (Model Specification)
การกําหนดลักษณะเฉพาะในการวิเคราะหองคประกอบเชิงยืนยัน เปนการกําหนด
ความสัมพันธเชิงโครงสรางระหวางตัวแปรสังเกตไดกับตัวแปรแฝงในโมเดลการวัดนั้น ซึ่งเปนการ
กาํ หนดตามทฤษฎีหรอื พฒั นามาจากการทบทวนวรรณกรรม
ลักษณะเฉพาะของโมเดลองคประกอบเชิงยืนยัน โดยทว่ั ไปควรมีลกั ษณะ 1) ตัวบงชี้
ควรมีคาตอเน่ือง เปนตัวบงช้ีขององคประกอบเดียว และมีความสัมพันธเชิงสาเหตุกับองคประกอบ
เฉพาะ (Unique) ซ่ึงแสดงถึงเทอมความคลาดเคลื่อนของการวัด (Measurement Error) 2) เทอม
ความคลาดเคลื่อนจะตองมีอิสระตอกัน และอิสระกับองคประกอบ 3) มีการวิเคราะหความสัมพันธ
ระหวา งองคป ระกอบทุกคา และ 4) ไมเปน โมเดลทร่ี วมคาเฉล่ียอยูดวย (No Mean Structure)
กําหนดใหเปนโมเดลการวัดสะทอนรูป (Reflective Measurement) หรือเรียกวา
โมเดลตัวแปรแฝงรวมแบบตัวบงชี้สะทอนรูป (Common Latent Construct with Reflective
Indicators) ประกอบดวยตัวแปรแฝงหรือองคประกอบจํานวน 5 องคประกอบ และมีตัวแปรสังเกต
ไดทงั้ หมด 30 ตวั
ขั้นตอนท่ี 2 การระบุความเปนไปไดคาเดียว (Model Identification) โมเดลจะ
สามารถระบุความเปนไปไดคาเดียว เมื่อจํานวนพารามิเตอรอิสระนอยกวาจํานวนขอมูลท่ีอยูในเมท
ริกซ S พิจารณาไดจากกฎที t ≤ S/2 เพื่อใหมีขอมูลเพียงพอท่ีจะคํานวณหาคาพารามิเตอรได และ
สามารถตรวจสอบพารามิเตอรได
โดยท่ี t = จํานวนพารามิเตอรทตี่ อ งการประมาณ
S/2 = จาํ นวนสมาชกิ ในเมทริกซค วามแปรปรวน-ความแปรปรวนรวม
ในกรณีท่ีจํานวนพารามิเตอรท่ีตองการประมาณเทากับจํานวนสมการที่ใชในการประมาณ
คาพารามเิ ตอรโมเดล (t = s/2) เรียกโมเดลนัน้ วา โมเดลระบุความเปน ไปไดค าเดียวพอดี หรือ โมเดล
ระบุพอดี (Just Identified Model) ถาจาํ นวนพารามิเตอรท ี่ตอ งการประมาณนอ ยกวา จํานวนสมการ
ที่ใชในการประมาณคาพารามิเตอร (t<s/2) เรียกโมเดลน้ันวาโมเดลระบุความเปนไปไดคาเดียวเกิน
พอดี (Over Identified Model)
147
ขนั้ ตอนท่ี 1 กําหนดลกั ษณะเฉพาะของโมเดล
ขั้นตอนท่ี 2 การระบุความเปน ไปไดค า เดียว
ขั้นตอนท่ี 3 การประมาณคา พารามเิ ตอร
ขัน้ ตอนที่ 4 การประเมนิ ความกลมกลืนของโมเดล
โมเดลมีความกลมกลนื ไมใช
ขั้นตอนท่ี 5 ปรบั โมเดล
ใช
ขั้นตอนที่ 6 การตรวจสอบความเที่ยงตรง
ของตวั บง ชแ้ี ละตัวแปรแฝง
ภาพประกอบ 3.4 ขนั้ ตอนการวเิ คราะหอ งคประกอบเชงิ ยืนยนั
ข้นั ตอนที่ 3 การประมาณคา พารามเิ ตอร (Parameter Estimation of the Model)
การกาํ หนดวธิ ีการประมาณคาพารามิเตอร โดยวิธกี ารประมาณพารามิเตอรในโมเดล
การวิเคราะหอ งคประกอบเชิงยนื ยัน คอื วิธคี วามเปน ไปไดส ูงสดุ (Maximum Likelihood: ML)
ขั้นตอนท่ี 4 การประเมินความกลมกลนื ของโมเดล (Goodness of Fit Measures)
148
เปนการประเมินความกลมกลืนโดยรวม (Over all Fit) ของโมเดลการวิเคราะหองคประกอบเชิง
ยืนยันกับขอมูลเชิงประจกั ษ โดยพจิ ารณาจากดัชนีวดั ความกลมกลืนที่ไดจากการวิเคราะหข อมูล ตาม
คาสถิติ ดังนี้ Chi-square (x2), Relative Chi-Square Ratio (x2/df), SRMR, RMSEA, CFI, TLI
ขัน้ ตอนที่ 5 ปรับโมเดล (Model Modification)
หากโมเดลการวิเคราะหองคประกอบเชิงยืนยันโดยรวมยังไมกลมกลืนกับขอมูลเชิง
ประจักษ จะตองปรับโมเดลการวิเคราะหองคประกอบเชิงยืนยัน โดยพิจารณาจากคา Modification
Indices (MI) โดยการกลับไปพิจารณาขั้นตอนท่ี 1 กําหนดลักษณะเฉพาะของโมเดล อีกคร้ัง แตหาก
การวเิ คราะหองคประกอบเชิงยืนยนั โดยรวมมีความกลมกลืนกับขอมูลเชิงประจักษ ใหทําตามขนั้ ตอน
ที่ 6
ขนั้ ตอนท่ี 6 การตรวจสอบความเท่ยี งตรงของตวั บงชแี้ ละตวั แปรแฝง
การตรวจสอบ คานํ้าหนักองคประกอบ (Factor Loadings) คาความเชื่อม่ัน
องคประกอบ (Composite Reliability: CR) คาความแปรปรวนท่ีสกัดไดเฉล่ีย (Average variance
Extracted: AVE) และการเปรียบเทียบคา AVE เทียบกับคาสหสัมพันธ (R2) ระหวางองคประกอบ
โดยจะตอ งเปนไปตามเกณฑท ่ียอมรับไดต ามตาราง 3.10
การวิเคราะหโมเดลสมการโครงสราง (Structural Equation Modeling:
SEM)
สามารถแสดงขั้นตอนการพัฒนาโมเดลสมการโครงสราง ไดดังภาพประกอบ 3.5
โดยจะเห็นวา 2 ข้ันตอนแรกจะเก่ียวของกับกระบวนการวิจัยโดยอาศัยการทบทวนวรรณกรรมท่ี
เก่ียวของ ซึ่งเปนกระบวนการที่จะถูกสรางเปนกรอบแนวคิดการวิจัยกอนท่ีจะมีการเก็บขอมูล ดังนั้น
ขน้ั ตอนการวเิ คราะหโ มเดลสมการโครงสรางในทางสถิตจิ งึ เรม่ิ จากข้นั ตอนที่ 3 เปน ตน ไป ทั้งนขี้ ้นั ตอน
การพฒั นาโมเดลสมการโครงสรางดงั ภาพประกอบ 3.3 จะแสดงข้ันตอนตั้งแตกระบวนการสรางกรอบ
ความคิดของโมเดลเพื่อใหมองเห็นภาพรวมท้ังหมดในการพัฒนาโมเดลสมการโครงสราง (อิศรัฏฐ
รินไธสง, 2563)
149
ขนั้ ตอนท่ี 1 การสรา งกรอบความคดิ ของโมเดล
ข้นั ตอนที่ 2 โมเดลการวิจยั
ข้นั ตอนท่ี 3 การกําหนดลกั ษณะเฉพาะของโมเดล
ข้นั ตอนที่ 4 การระบคุ วามเปนไปไดค าเดยี ว
ขั้นตอนที่ 5 การประมาณคา พารามเิ ตอร
ขน้ั ตอนท่ี 6 การประเมนิ ความกลมกลืนของโมเดล
โมเดลมีความกลมกลืน ไมใ ช
ขัน้ ตอนที่ 7 ปรบั โมเดล
ใช
แปลความหมายของโมเดล
ภาพประกอบ 3.5 ข้ันตอนการวเิ คราะหโ มเดลสมการโครงสราง
ท่ีมา: อศิ รัฏฐ รนิ ไธสง (2563, p.77)
150
ข้ันตอนที่ 1 การสรางกรอบความคิดของโมเดล (Model Conceptualization) การสราง
กรอบความคิดของโมเดล ประกอบดวย 2 สว น คือ ขัน้ ตอนแรก ระบุความสมั พันธระหวางตัวแปรแฝง
ซึ่งเปนการสรางโมเดลโครงสราง ซึ่งแสดงใหเห็นถึงกรอบความคิดการวิจัยเชิงทฤษฎี (Theoretical
Framework) ท่ีตองการทดสอบ โดยกําหนดวาตัวแปรใดเปนตัวแปรภายนอก ตัวแปรใด เปนตัวแปร
ภายใน เปนขั้นตอนท่ีตองอาศัย ทฤษฎีและผลการวิจัยท่ีผานมา ขั้นตอนท่ีสอง คือ การพัฒนากรอบ
ความคิดของโมเดล เปนการสรางโมเดลการวัดและการกําหนดตัวแปรสังเกตไดเพื่อใชในการวัดตัว
แปรแฝง
ข้ันตอนที่ 2 โมเดลการวิจัย (Research Model) เปนการสรางโมเดลการวิจัยของกรอบ
ความคิดการวิจัย ซ่ึงจะเปน การสรา งแผนภูมิเสนทาง (Path Diagram) เพื่อแสดงใหเห็นความสัมพันธ
ระหวางตวั แปรตาง ๆ ในโมเดล
ขั้นตอนท่ี 3 การกําหนดลกั ษณะเฉพาะของโมเดล (Model Specification)
1) เปนการกําหนดลักษณะเฉพาะของโครงสรางระหวางตัวแปรแฝงภายนอกกับตัว
แปรแฝงภายใน โดยอาศัยทฤษฎี 2) การกําหนดลักษณะการวัดใหกับตัวแปรแฝงภายนอก และ 3)
กําหนดลักษณะการวัดใหกับตัวแปรแฝงภายใน (Mueller, 1996, p.131 อางถึงใน อิศรัฏฐ รินไธสง,
2563, p.80) โดยขอ 2) และ 3) เปนการกําหนดในระดับโมเดลการวัด หรือ การวิเคราะห
องคประกอบเชิงยืนยัน
ข้ันตอนท่ี 4 การระบุความเปนไปไดคาเดียว (Model Identification) เปนการระบุวาโมเดล
น้ันสามารถนํามาประมาณคาพารามิเตอรไดเปนคาเดียว (Unique Solution) หรือไม โมเดลจะ
สามารถระบุความเปน ไปไดคาเดียว เมือ่ จาํ นวนพารามเิ ตอรอสิ ระนอยกวาจํานวนขอมูลท่ีอยใู นเมริกซ
S พิจารณาไดจ ากกฎที t ≤ S/2
ขน้ั ตอนท่ี 5 การประมาณคาพารามเิ ตอร (Parameter Estimation of the Model) กําหนด
วิธกี ารประมาณคาดวยวิธีความเปน ไปไดส งู สดุ (Maximum Likelihood: ML)
ขั้นตอนท่ี 6 การประเมินความกลมกลืนของโมเดล (Goodness of Fit Measures) ประเมิน
ความกลมกลนื โดยรวม (Over all Fit) ของโมเดลการวิเคราะหสมการโครงสรางกบั ขอ มลู เชิงประจกั ษ
โดยพิจารณาจากดัชนีวัดความกลมกลืนที่ไดจากการวิเคราะหขอมูล ตามคาสถิติ ดังน้ี Chi-square
(x2), Relative Chi-Square Ratio (x2/df), SRMR, RMSEA, CFI, TLI และพจิ ารณาเกณฑท่ียอมรับ
ได ดงั แสดงในตาราง 3.9
ขนั้ ตอนท่ี 7 ปรบั โมเดล (Model Modification)
หากโมเดลการวิเคราะหสมการโครงสรางโดยรวมยังไมกลมกลืนกับขอมูลเชิงประจักษ
จะตองปรับโมเดล โดยพิจารณาจากคา Modification Indices (MI) โดยการกลับไปพิจารณาขั้นตอน
ที่ 3 กาํ หนดลักษณะเฉพาะของโมเดล หรอื ขน้ั ตอนที่ 2 โมเดลการวจิ ยั อีกคร้งั
151
แตหากการวิเคราะหโมเดลสมการโครงสรางโดยรวมมีความกลมกลืนกับขอมูลเชิงประจักษ
แลว ใหแ ปลความหมายของโมเดลโดยการอธบิ ายความสัมพันธของตัวแปรแฝงภายในและตัวแปรแฝง
ภายนอก โดยจะอธบิ ายท้ังอทิ ธพิ ลทางตรงและอทิ ธิพลทางออ มทเี่ กิดขึ้นระหวางตัวแปร
คาสถิติทีใ่ ชในการตรวจสอบความกลมกลนื ระหวางโมเดลกบั ขอมลู เชงิ ประจกั ษ
การตรวจสอบความกลมกลืนระหวางโมเดลกับขอมูลเชิงประจักษในการวิจัยคร้ังน้ี
ประกอบดวย 3 สวน ดังนี้ 1) การตรวจสอบความกลมกลืนโมเดลโดยรวม 2) การตรวจสอบความ
เทย่ี งตรงของตวั บงชี้ 3) การตรวจสอบความเทย่ี งตรงของตัวแปรแฝง
1) การตรวจสอบความกลมกลนื โมเดลโดยรวม
(1) คา สถติ ไิ ค-สแควร (Chi-Square Statistics: x2) ใชเพื่อวัดความแตกตา งระหวา ง
เมทรกิ ซค วามแปรปรวน-ความแปรปรวนรว ม ท่ไี ดจากขอ มลู เชิงประจักษก ับเมทริกซด ังกลา วที่ไดจาก
โมเดลทีผ่ ูวจิ ัยสรา ง
(2) คาสถิติไค-สแควรสัมพัทธ (Relative Chi-Square Ratio: x2/df) เปนการใช
อตั ราสวนระหวางคาไค-สแควรกับคาองศาอิสระ หากคา ทีค่ ํานวณไดมีคา นอยกวา 3.0 แสดงวาโมเดล
มคี วามสอดคลองกับขอมลู เชิงประจกั ษ
(3) ดัชนีรากที่สองของสวนเหลือกําลังสองเฉลี่ยมาตรฐาน (Standard Root Mean
Squared Residual: SRMR) เปนคาที่ไดจากคะแนนมาตรฐาน มีคาอยูระหวาง 0 ถึง 1 ย่ิงมีคาเขา
ใกลศนู ย แสดงวาโมเดลมคี วามกลมกลนื กับขอมลู เชิงประจกั ษ
(4) ดัชนีรากท่ีสองของคาเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนกําลังสองของการประมาณคา
(Root Mean Square of Error Approximation: RMSEA) มีคาอยูระหวาง 0 ถึง 1 คา ยิ่งมีคาตํ่า
หรอื เขาใกลศนู ย แสดงวา โมเดลมีความกลมกลนื กบั ขอ มูลเชงิ ประจกั ษ
(5) ดัชนีความกลมกลืนเชิงเปรียบเทียบ (Comparative fit index: CFI) เปนการ
เปรียบเทียบโมเดลวิจัยกับโมเดลอิสระ เปนการเปรียบเทียบระหวางเมทริกซความแปรปรวน-ความ
แปรปรวนรวมของโมเดลที่ทุกตัวแปรไมสัมพันธกันกับเมทริกซความแปรปรวน-ความแปรปรวนรวม
ของโมเดลการวิจยั มีคาอยูระหวา ง 0 ถึง 1 โดยคา ทเ่ี ขาใกล 1 มากขึน้ แสดงวาโมเดลมีความกลมกลืน
กับขอมูลเชิงประจักษ
(6) ดัชนีความกลมกลืน Tucker Lewis Index (Tucker Lewis Index: TLI) หรือ
บางครง้ั เรยี กวา Non-Normed Fit Index: NNFI) มคี า อยรู ะหวา ง 0 ถึง 1 โดยคาทีเ่ ขา ใกล 1 มากข้นึ
แสดงวา โมเดลมคี วามกลมกลนื กบั ขอ มลู เชงิ ประจักษ
2) การตรวจสอบความเท่ยี งตรงของตวั บง ชี้
การตรวจสอบความเท่ียงตรงของตัวบงชี้ เปนการพิจารณาความสัมพันธระหวางตัวแปร
สังเกตไดและตัวแปรแฝง หรือคานํ้าหนักองคประกอบ (Factor Loadings) โดยท่ัวไปคาน้ําหนัก
152
องคประกอบมาตรฐาน (Standardized) ควรมีคาอยางนอย 0.5 ข้ึนไป และคาน้ําหนักองคประกอบ
ตอ งมีนยั สําคญั ทางสถติ ิ (Hair et al., 2019)
3) การตรวจสอบความเที่ยงตรงของตัวแปรแฝง (Construct Validity)
ความเที่ยงตรงเชิงสอดคลอง (Convergent Validity) พิจารณาจาก 1) คาความเช่ือม่ัน
องคประกอบ (Composite Reliability: CR) เปนการตรวจสอบความเชื่อม่ันของตัวบงช้ีนั้น 2) คา
ความแปรปรวนท่ีสกัดไดเฉล่ีย (Average variance Extracted: AVE) เปนคาท่แี สดงถึงปรมิ าณความ
แปรปรวนโดยรวมของตัวบงช้ีสําหรับตัวแปรแฝง โดยคาความแปรปรวนที่ถูกสกัดไดจะมีคาสูงเม่ือตัว
บง ชเ้ี ปนตัวแทนท่ีแทจริงของตัวแปรแฝง
ความเที่ยงตรงเชิงจําแนก (Discriminant Validity) โดยใชวิธีการการเปรียบเทียบคา AVE
เทียบกับคาสหสัมพันธ (R2) ระหวางองคประกอบ โดยถาพบวา AVE > R2 แสดงวาตัวแปรแฝงนั้นมี
ความเท่ยี งตรงเชิงจาํ แนก
สามารถสรุปเกณฑในการพิจารณาเพื่อตรวจสอบความกลมกลืนระหวางโมเดลกับขอมูลเชิง
ประจกั ษ ไดดงั ตาราง 3.8
ตาราง 3.8 คา สถิติวดั ความกลมกลืนระหวางโมเดลกับขอมูลเชิงประจักษ
ลาํ ดบั คาสถิติ หลกั เกณฑ แหลงอางองิ
(n>250 และ k≥30)
1. Chi-square (x2) ไมมนี ัยสําคัญทางสถติ ิ Hair et al. (2014)
( แ ต มี ค ว า ม เ ป น ไ ป ไ ด ที่ จ ะ มี
นัยสําคัญทางสถิติ หากขนาด
ตวั อยางมีขนาดใหญ)
2. Relative Chi- Square ไมค วรเกนิ 3.00 Hair et al. (2014)
Ratio (x2/df)
3. SRMR นอยกวาหรือเทา กับ 0.08 Hair et al. (2014)
พรอ มกบั คา CFI มากกวา 0.92
4. RMSEA นอยกวา 0.07 พรอมกับคา CFI Hair et al. (2014)
มากกวาหรือเทา กับ 0.92
5. CFI มากกวา 0.92 Hair et al. (2014)
6. TLI มากกวา 0.92 Hair et al. (2014)
7. Factor Loading เทากบั หรือมากกวา 0.5 Hair et al. (2014)
8. CR เทา กบั หรอื มากกวา 0.7 Hair et al. (2014)
153
ลาํ ดบั คา สถิติ หลักเกณฑ แหลงอา งองิ
(n>250 และ k≥30)
Hair et al. (2014)
9. AVE มากกวา 0.5 Hair et al. (2014)
10. Discriminant Validity AVE > R2
(k= จาํ นวนตัวแปรสงั เกตได, N=ขนาดกลมุ ตัวอยาง)
สวนที่ 2 การวเิ คราะหก ลุมพหคุ ณู (Multiple Group Analysis)
การวิเคราะหกลุมพหุคูณ มีวัตถุประสงคเพื่อทดสอบวามีความแปรเปล่ียนหรือไมแปรเปล่ียน
ของพารามิเตอรในโมเดลระหวา งกลุมหรือไม ในบางคร้ังจงึ เรียกการทดสอบน้วี า การทดสอบความไม
แปรเปล่ียนกลมุ พหุคณุ (Multiple Group Invariance Test) หรอื การทดสอบความเทากนั (Testing
for Equivalence) (อิศรฏั ฐ รินไธสง, 2563, p.253) โดยเหตุผลทกี่ ารวจิ ัยครัง้ นี้ เพอื่ ทดสอบวา โมเดล
ที่ผูวิจัยสรางขึ้นสามารถนํามาใชอธิบายขามกลุมไดโดยโมเดลเดียวกันหรือไม โดยการวิเคราะหกลุม
พหุคูณ ประกอบดวย 2 สวน ดังนี้ 1) การทดสอบความไมแปรเปลี่ยนของโมเดลการวัด 2) การ
ทดสอบความไมแปรเปลยี่ นของโมเดลโครงสรา ง สามารถอธิบายไดดงั ตอไปน้ี
1. การทดสอบความไมแปรเปลยี่ นของโมเดลการวัด
การทดสอบความไมแปรเปลี่ยนของโมเดลการวัด ประกอบดวยโมเดลยอย 2 สวน
คือ 1) โมเดลความไมแปรเปล่ียนในการวัด (Measurement Invariance Models) และ 2) โมเดล
ความไมแปรเปลี่ยนของตัวแปรโครงสรางหรือตัวแปรแฝง (Construct Invariance Models) จึงมี
การทดสอบ 2 สว นดังนี้ (อศิ รัฏฐ รินไธสง, 2563)
การทดสอบความไมแ ปรเปลยี่ นในการวดั (Test of Aspects of Measurement Invariance
) เปนโมเดลการทดสอบความสัมพันธระหวางตัวแปรสังเกตไดกับตัวแปรแฝง โดยเปนการทดสอบ
เกี่ยวกับความไมแปรเปล่ียนของคา นํ้าหนักองคประกอบ (Factor Loading) คา จดุ ตัดแกนของตวั แปร
สังเกตได (Intercept) และความแปรปรวนของความคลาดเคลื่อน (Error Variance or Residual
Variance) โดยในการทดสอบจะประกอบดวย 4 โมเดลดังนี้
Model 1: Configural Invariance Model โดยเปาหมายของการวิเคราะหโมเดลนี้
เปนการแสดงวาตัวอยางท่ีมาจากกลุมที่ตางกันมีโครงสรางองคประกอบ (Factor Structure)
เหมือนกันหรือไม หรือแบบแผน (Pattern/Form) เหมือนกันหรือไม จํานวนองคประกอบ รวมทั้ง
แบบแผน (Pattern) ของการกาํ หนดพารามิเตอรอิสระ (Free) หรือพารามิเตอรกําหนด (Fixed) ของ
โมเดลการวดั ในแตล ะกลุมเหมือนกันหรือไม
Model 2: Metric Invariance Model เปนการทดสอบคานํ้าหนักองคประกอบ
(Factor Loading) ขามกลุมวาเทากันหรือไม หากพบวาโมเดลน้ีไมมีความแปรเปล่ียนขามกลุม
154
หมายความวา คาน้ําหนักองคประกอบระหวางกลุมไมตางกัน แตถามีความแปรเปล่ียนระหวางกลุม
แสดงวาน้ําหนักองคประกอบมคี วามแตกตา งกันระหวา งกลุม
Model 3: Scalar Invariance Model เปนการทดสอบความไมแปรเปล่ียนของ
Scalarหรอื จดุ ตัดแกน (Intercept) คือ การเปรียบเทียบคา เฉลยี่ ของตัวแปรแฝง
Model 4: Error Variance Invariance Model เปนการทดสอบความเทากันของ
เทอมความคลาดเคลื่อนในการวดั ขา มกลมุ
1.2 การทดสอบความไมแปรเปล่ียนที่เกี่ยวกับตัวแปรแฝงหรือโครงสราง (Test of
Aspects of Structural Invariance) เปนการทดสอบเก่ียวกบั ตัวแปรแฝงเพยี งอยางเดียว ซงึ่ เปนการ
ทดสอบความไมแปรเปล่ียนคาตาง ๆ ท่ีเกี่ยวของกบั ตัวแปรแฝง โดยในการทดสอบจะประกอบดวย 3
โมเดลดงั น้ี
Model 1: Factor Variance Invariance Model เ ป น ก า ร ท ด ส อ บ ค ว า ม ไ ม
แปรเปลี่ยนของคาความแปรปรวนขององคประกอบ แสดงวาความแปรปรวนขององคประกอบแฝงไม
มกี ารแปรเปลยี่ นขา มกลมุ
Model 2: Factor Covariance Invariance Model เปนการประเมนิ ความสมั พนั ธ
ระหวางองคประกอบขามกลุม ซึ่งเปนการบอกวาตัวแปรแฝงทุกตัวมีความสัมพันธแบบเดียวกัน
ขามกลุม
Model 3: Factor Mean Invariance Model เปนการทดสอบวามีความไม
แปรเปลีย่ นของคา เฉลีย่ ขององคป ระกอบหรอื ไม
2. การทดสอบความไมแปรเปลยี่ นของโมเดลโครงสราง
เปนการทดสอบความไมแปรเปล่ียนของโมเดลสมการโครงสรางเต็มรูป (Full Model) โดยโมเดล
สมการโครงสรางจะประกอบดวยสองสว น คอื โมเดลการวดั และโมเดลโครงสราง โดยเปนการทดสอบ
ความไมแปรเปล่ียนของคาสัมประสิทธิ์เสนทางระหวางกลุม เพื่อใหทราบวาคาสัมประสิทธ์ิเสนทาง
ระหวางกลุมมีความแปรเปลี่ยนขามกลุมหรือไม ถาไมมีความแปรเปล่ียนแสดงวาโมเดลที่ผูวิจัยพัฒนา
ข้ึนสามารถอธิบายขามกลุมได แตถามีความแปรเปล่ียนตองแยกโมเดลอธิบายในแตละกลุม
ประกอบดวย 4 ขนั้ ตอน ดังตอ ไปนี้
ข้นั ตอนท่ี 1 การวิเคราะหแ ยกกลุม เปนการวิเคราะหโมเดลแยกกลุม เพ่ือดูวาโมเดล
แตละกลุมมีแบบแผนเปนไปในลักษณะเดียวกันหรือไม และโมเดลในแตละกลุมมีความกลมกลืนกับ
ขอมูลเชิงประจักษหรือไม ถาหากพบวา โมเดลมีแบบแผนที่แตกตางกัน แสดงวามีความแตกตางกัน
ตัง้ แตตน จงึ ไมจ ําเปน ตอ งทดสอบความไมแปรเปลีย่ น แตถาโมเดลมีแบบแผนเหมอื นกันข้ันตอนตอไป
จะเปนการตรวจสอบวามพี ารามิเตอรใดทีจ่ ะทําใหต างกนั หรอื มีความแปรเปลีย่ นระหวา งกลุม
155
ข้ันตอนที่ 2 การวิเคราะหกลุมพหุคูณ โดยใหพ ารามิเตอรสองกลมุ เปนอสิ ระจากกนั
ข้ันตอนที่ 3 การวิเคราะหกลุมพหุคูณ โดยกําหนดใหพารามิเตอรของท้ังสองกลุม
เทากัน เพื่อทดสอบความไมแปรเปล่ียนของคาสัมประสิทธ์ิเสนทาง โดยกําหนดใหคาสัมประสิทธ์ิ
เสนทางทงั้ สองกลุมมคี าเทากัน
ขั้นตอนท่ี 4 การเปรียบเทียบคาไค-สแควร เพ่ือทดสอบความไมแปรเปล่ียนของคา
สัมประสิทธิ์เสนทาง (Path Coefficient) ขามกลุม โดยนําคาไค-สแควรท่ีไดจากขั้นตอนท่ี 2 และ 3
มาหาผลตาง (∆x2) รวมทั้งผลตางของคา df (∆df) หลังจากน้ันใหนําไปเทียบกับคาวิกฤติ (x2α,∆df)
ถาพบวา (∆x2>xα2,∆df) แสดงวา ผลตางของไค-สแควร มีนัยสําคัญทางสถิติ หมายความวา คา
สัมประสิทธิ์เสนทางมีคาตางกันอยางนอยหนึ่งเสนทาง โดยผูวิจัยจะตรวจสอบวาคาสัมประสิทธิ์
เสนทางใดที่ทาํ ใหเกดิ ความแตกตา ง
3.3 ระเบียบวจิ ัยเชิงคณุ ภาพ
ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบดวย 1) ประชากรและกลุมตัวอยาง 2) ขั้นตอนการ
ดําเนินการวิจัย 3) เคร่ืองมือที่ใชในการวิจัย 4) การรวบรวมขอมูล 5) การตรวจสอบขอมูล 6) การ
วเิ คราะหขอมูล ดงั ภาพประกอบ 3.5
156
ประชากรและกลมุ ตัวอยา ง:
กลุมผใู หขอมลู : ผบู รหิ ารระดบั สูง และผอู าํ นวยการฝายทรัพยากรมนษุ ยของทัง้ 6 องคการ
ผใู หข อ มูลหลกั : ผูบรหิ ารระดับสงู และผบู รหิ ารฝา ยทรัพยากรบคุ คลของทง้ั 6 องคการ
จํานวน 10-15 ทา น โดยพิจารณาถงึ ความอิม่ ตัวของขอ มลู ประกอบ
ข้ันตอนการดาํ เนินการวิจัย: 1) ศึกษาแนวคิดและทฤษฎี ทบทวนวรรณกรรมทเ่ี กยี่ วขอ ง
2) สรางเคร่ืองมอื การวิจัย 3) เก็บรวบรวมขอมลู 4) วเิ คราะหข อมูล 5) สรุปผลและอภปิ รายผล
6) การนาํ เสนอและการเผยแพรง านวิจัย
เคร่ืองมือทใ่ี ชในการวจิ ยั : แบบสัมภาษณกงึ่ โครงสรา ง (Semi-Structure Interview)
เคร่ืองบันทกึ เสยี ง กลองถา ยรูป และตวั ผวู จิ ัย
การรวบรวมขอ มลู : เกบ็ รวบรวมขอมูลจากพนกั งานดว ยวธิ กี ารสมั ภาษณเ ชงิ ลึก (In-Dept Interview)
และบันทกึ ขอ มลู ดวยวิธกี ารเขียนและบันทึกเสียง
การตรวจสอบขอ มลู : 1) ทบทวนรายละเอยี ดของขอมลู ทไ่ี ดจ ากการจดบนั ทกึ และจากการถอดเทป
การบันทึกในการสัมภาษณ 2) การตรวจสอบแบบสามเสา (Triangulation) โดยการตรวจสอบแบบ
สามเสาดานวิธีรวบรวมขอมูล (Methodology Triangulation)
การวเิ คราะหข อ มูล: วิธีการของโคไลซี (Colaizzi’s Method)
ภาพประกอบ 3.6 ระเบยี บวิธวี จิ ัยเชิงคณุ ภาพ
3.3.1 ประชากรและกลมุ ตัวอยาง
1) ประชากรหรอื กลุม ผูใ หขอ มลู
ประชากร คอื ผูบรหิ ารระดับสูง (Chief Executive) และผอู าํ นวยการฝายทรพั ยากร
มนุษย (HR Director) ขององคการอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศไทยประกอบดวยองคการ
ภาครัฐ 3 องคก าร และภาคเอกชน 3 องคก าร รวมทั้งหมด 6 องคการ
2) กลุม ตัวอยางหรือผใู หขอมลู หลกั
157
ผูใหขอมูลหลัก (Key Informant) คือ ผูบริหารระดับสูง (Chief Executive)
องคการละ 1 คน และผูอํานวยการฝายทรัพยากรมนุษย (HR Director) องคการละ 1 คน รวม
ท้ังหมด 12 คนจาก 6 องคก าร
3) ขนาดกลมุ ตวั อยา งหรือผใู หข อมูลหลกั
การเก็บรวบรวมขอมูลครั้งนี้ ผูวิจัยจึงกําหนดขนาดตัวอยางเบื้องตนอยูระหวาง 10-
15 คน ทั้งหมด 6 องคการ ในขณะเดียวกันขณะเก็บรวบรวมขอมูล ผูวิจัยจะพิจารณาถึงความอิ่มตัว
ของขอมูล (Data Saturation) ดวยเชนกัน เพื่อพิจารณาวาขนาดตัวอยางในการวิจัยถึงจุดอ่ิมตัวของ
ขอมูลหรือยัง เพอ่ื ใหไ ดขอมูลที่สมบูรณ ถูกตอง และไดขอ คนพบตามวัตถุประสงคข องการวิจยั ได โดย
ผูว ิจัยพิจารณากาํ หนดจาํ นวนกลุม ตัวอยา งเบือ้ งตน ดว ยเหตผุ ลดังนี้
Morse (2000) แนะนําวา การกําหนดขนาดกลุมตัวอยางในกรณีการศึกษา
ปรากฏการณ (Phenomenology) ควรมีขนาดตัวอยางประมาณ 6-10 ตัวอยาง และ Moser and
Korstjens (2018) แนะนําวาการกําหนดขนาดกลุมตัวอยางในกรณีการศึกษาปรากฏการณ
(Phenomenology) ควรมขี นาดตวั อยา งประมาณ 10 ตวั อยา ง
นอกจากน้ีมีการเสนอแนะถึงการกําหนดขนาดตัวอยางของแนวทางการเก็บรวบรวม
ขอมูลในกรณีรวบรวมขอมูลดวยวิธีการสัมภาษณ (Interview) โดยแนะนําวาขนาดตัวอยางในการ
สมั ภาษณควรอยูท่ีประมาณ 12-20 ตัวอยาง (Lincoln & Guba, 1985: 235 as cited in Sim et al
., 2018) อยางไรก็ตาม จะเห็นไดวานักวิจัยเชิงคุณภาพไดเสนอขนาดกลุมตัวอยางท่ีแตกตางกัน
โดยไมไดนําเสนอหลักการและเหตุผลประกอบไว (Marshall et al., 2013) ดังนั้นผูวิจัยจึงตอง
พิจารณาถึงความอิ่มตัวของขอมูลดวยเชนกัน เพ่ือใหไดจํานวนกลุมตัวอยางของการวิจัยเชิงคุณภาพ
อยางเหมาะสม
4) การสมุ กลุม ตวั อยางหรอื ผใู หข อมูลหลกั
การวิจัยเชิงคุณภาพคร้ังน้ี ใชวิธีการสุมกลุมตัวอยางท่ีไมใชความนาจะเปน (Non-
Probability Sampling) ดวยวิธีการเลือกตัวอยางแบบสุมตามวัตถุประสงค (Purposeful Random
Sampling) (Suri, 2011; Palinkas et al., 2015) ซ่ึงเปนวิธีการเลือกกลุมผูใหขอมูลหลักของวิธีการ
วิจัยเชิงคุณภาพที่มีความคลายคลึงกับการเลือกตัวอยางดวยวิธีการสุมแบบเจาะจง (Purposive
Sampling) ในการวิจัยเชิงปริมาณ โดยการเลือกตัวอยางแบบสุมตามวัตถุประสงคนี้ เพ่ือใหไดผูให
ขอมูลหลักท่ีเหมาะสมกับวัตถุประสงคการวิจัยคร้ังน้ีมากที่สุด เปนการเพ่ิมความนาเชื่อถือใหกลุม
ตัวอยางในกรณที ี่ประชากรหรอื กลมุ ผใู หข อมลู นัน้ มจี ํานวนมาก (Suri, 2011; Palinkas et al., 2015)
3.3.2 ขน้ั ตอนการดําเนินการวจิ ัย
การวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพ ประกอบดวย 6 ข้นั ตอน ดังตอไปนี้
158
ข้ันตอนที่ 1 ทบทวนวรรณกรรมที่เก่ียวของจากแหลงขอมูลทุติยภูมิ (Secondary
Sources) เพ่อื ใหผ วู ิจัยสามารถนาํ มาสรา งแบบสัมภาษณก งึ่ โครงสรา งเพอื่ ใชเปน เครอ่ื งมอื วจิ ัย
ข้ันตอนที่ 2 การสรางเคร่ืองมือการวิจัย ผูวิจัยไดสรางรูปแบบคําถามท่ีจะใชในการ
สัมภาษณใหเ หมาะสมกับคาํ ถามการวจิ ัยและวตั ุประสงคการวจิ ยั
ข้ันตอนที่ 3 การเก็บรวบรวมขอมูล ผูวิจัยเก็บรวบรวมขอมูลดวย วิธีการสัมภาษณ
เชงิ ลกึ (In-Dept Interview)
ขั้นตอนท่ี 4 การวิเคราะหขอมูล ประยุกตใชวิธีการของโคไลซี (Colaizzi ’s
Method) ในการวเิ คราะหข อมลู เชิงคณุ ภาพ
ขนั้ ตอนที่ 5 การสรุปผลและอภิปรายผลวจิ ัย ผูวจิ ัยจะอธิบายและสรุปผลการวิจยั ให
ครอบคลมุ คําถามการวิจัย วัตถุประสงคการวิจยั ที่ไดกําหนดไว
ขั้นตอนท่ี 6 การนําเสนอและการเผยแพรงานวิจัย โดยนําเสนอผลการวิจัยโดย
ครอบคลุมเน้ือหาทั้งหมด และเผยแพรงานวิจัยโดยการตีพิมพบทความวิจัยในวารสารวิชาการที่
เกย่ี วขอ ง
3.3.3 เครอ่ื งมอื ทีใ่ ชใ นการวิจยั
เคร่ืองมือที่ใชในการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ แบบสัมภาษณก่ึงโครงสราง (Semi-Structure
Interview) และตัวผูวิจัย ผูวิจัยใชเครื่องมือสําหรับการเก็บรวบรวมขอมูลคือ การสัมภาษณซึ่ง
หมายถึงการสื่อสารกันระหวางผูใหขอมูลกับผูวิจัย ดังน้ันเครื่องมือที่สําคัญที่สุดสําหรับการวิจัยเชิง
คุณภาพคือผูวิจัย เคร่ืองบันทึกเสียง และกลองถายรูป การไดมาของขอมูลที่ดีที่สุดมาจากศักยภาพ
ของผูวิจัยซ่ึงไหวพริบ ทักษะ ประสบการณและศักยภาพของนักวิจัยจะสงผลตอการเก็บรวมรวม
ขอ มลู ทด่ี ี เพชรนอย สิงหชางชัย, 2550; อมาวสี อัมพันศิรริ ัตน, 2557) สําหรบั การวิจยั ครั้งนผ้ี ูวิจัยใช
แบบสัมภาษณแบบก่ึงโครงสราง (Semi-Structure Interview) โดยใชคําสําคัญ (Keyword) เปน
เครื่องมือช้ีนําการสัมภาษณโดยการตั้งแนวคําถามวาจะถามอะไรบาง ต้ังคําถามแบบหลวม ๆ ใน
ลักษณะก่ึงโครงสรางคือการรางคําถามแบบปลายเปดที่มีคําสําคัญที่ตองการพรอมกับความยืดหยุน
และสามารถปรับเปล่ียนใหเหมาะสมกับผูรวมวิจัยตามบริบทบนพื้นฐานคําสําคัญยังคงอยูและเปนไป
ตามวัตถุประสงคของการวิจัยใหไดรบั ขอมูลอยางครบถวน ท้ังน้ีผวู ิจัยใชเครอ่ื งบันทกึ เสียงและสมุดจด
บันทกึ เพ่อื บันทกึ รายละเอยี ดต้ังแตเร่ิมทําการสมั ภาษณแ ละจากการสงั เกตโดยไมม สี วนรว ม
3.3.4 การรวบรวมขอ มลู
เก็บรวบรวมขอมูลดวยวิธีการสัมภาษณเชิงลึก (In-Dept Interview) และบันทึก
ขอมูลดวยวิธีการเขียน บันทึกเสียง บันทึกภาพน่ิง โดยผูวิจัยไดดําเนินการเก็บรวบรวมขอมูลดวย
ตนเอง
159
ลักษณะการเก็บรวบรวมขอมูลโดยใชแบบสัมภาษณแบบกึ่งโครงสรางจะมีลักษณะ
แบบนําสัมภาษณ โดยใชคําสําคัญ (Key Word) ในการช้ีนําเขาสูคําถามตามประเด็นท่ีไดกําหนดไว
พรอมกับมคี วามยืดหยนุ ในการสมั ภาษณ และพรอ มปรับเปลี่ยนถอยคาํ ใหสอดคลอ งกบั ผูใ หข อ มูลและ
สถานการณการสัมภาษณท ่ีเปลี่ยนแปลงไป ประกอบดวย 3 ขนั้ ตอนดังน้ี
ขั้นตอนท่ี 1 การนัดหมายผูใหขอมูล ผูวิจัยนัดหมายวัน เวลา และสถานที่ ในการ
สมั ภาษณ
ขั้นตอนที่ 2 การดําเนินการสัมภาษณ ผูวิจัยเปนผูสัมภาษณ โดยการแนะนําตัวเอง
ชี้แจง วัตถุประสงคของการวิจัยและประโยชนของงานวิจัย และขออนุญาตผูใหขอมูลในการจดบันทึก
และบันทึกเสียง กอนนําเขาสูประเด็นคําถามเพ่ือสัมภาษณเชิงลึก โดยผูวิจัยจะจดบันทึกขอมูลใน
ประเดน็ หลัก พรอมท้งั บันทกึ เสยี งขณะทําการสมั ภาษณ
ข้ันตอนท่ี 3 สรุปขอมูลจากการสัมภาษณ โดยการถอดเทปบันทึกเสียงเปนบท
สนทนาอยางละเอียด ระบุเครื่องหมายคําพูดพรอมระบุวาเปนคําพูดของใคร และนําขอมูลที่ไดจาก
การถอดเทปบันทึกเสียงมาเทียบกับขอมูลหลักท่ีจดบันทึกไว โดยผูวิจัยจะจดบันทึกและถอดเทป
รายละเอียดใหเ สร็จสิ้นทกุ ครงั้ ในแตละการสัมภาษณ
3.3.5 การตรวจสอบขอ มูล
การวิจัยครั้งนี้ตรวจสอบขอมูลที่ไดจากการวิจัยเชิงคุณภาพ กอนการนําขอมูลไปสู
กระบวนการวเิ คราะห เพือ่ ยนื ยนั ความนาเชือ่ ถือของขอ มูลเชงิ คณุ ภาพ ประกอบดวย 2 วธิ กี ารดังนี้
1) ผูวิจัยทบทวนรายละเอียดขอมูลที่ไดจากการจดบันทึกและจากการถอดเทปการ
บันทึกในการสัมภาษณวามีการรวบรวมรายละเอียดที่ไดรับจากการสัมภาษณไวอยางครบถวนทุก
ประเด็น มีรายละเอียดที่ตรงกับที่ผูใหสัมภาษณไดกลาวไว ทั้งนี้การบันทึกขอมูลจะไมมีการแตงเติม
ความคิดเห็นของผวู จิ ยั
2) การตรวจสอบแบบสามเสา (Triangulation) โดยการตรวจสอบแบบสามเสาดาน
วิธีรวบรวมขอมูล (Methodology Triangulation) เปนการตรวจสอบโดยพิจารณาจากการใชวิธีเก็บ
รวบรวมขอมูลท่ีแตกตางกันเพื่อรวบรวมขอมูลเร่ืองเดียวกัน เพ่ือการเปรียบเทียบขอมูลท่ีไดมาจาก
การเก็บขอมูลจากหลายวิธีการ โดยการศึกษาคร้ังน้ีจะตรวจสอบขอมูลจากการสัมภาษณเชิงลึก และ
การศึกษาขอมลู จากแหลงขอ มูลทตุ ิยภูมิ เชน การศึกษาวิเคราะหเ อกสารตาง ๆ (Content Analysis)
เปน ตน
160
3.3.6 การวิเคราะหขอมูล
การวิเคราะหขอมูลโดยการประยุกตใชจากวิธีการของโคไลซี (Colaizzi’s Method)
(Colaizzi, 1978) ซ่ึงเปนการวิเคราะหขอมูลท่ีมุงคนหาประเด็นหลัก (Themes) จากคําพูดของผูให
ขอมูล แลวนํามากําหนดความหมาย โดยใชโปรแกรม Atlas เพื่อจัดการและวิเคราะหขอมูล โดยการ
นําขอมูลที่ไดจากการถอดเทปเขาสูโปรแกรม และดําเนินการ ดังนี้ 1) อานทวนซ้ําหลาย ๆ รอบ
พยายามสังเกตความหมายของประโยค ตัดสิ่งท่ีไมเก่ียวของออกใหเหลือเฉพาะแกนหลัก (Core)
จากนั้นถอดรหัสขอความ (Coding) ออกจากบทสนทนาแลวพิจารณาคําตาง ๆ วาแสดงถึงอะไร โดย
เรียกวา ประเด็นยอย (Categories or Sub Themes) 2) สรุปรวมประเภทของประเด็นยอยท่ีไดที่มี
เนื้อหาเขากลุมกัน รวบยอดเขาเปนเรื่องเดียวกัน ในข้ันตอนน้ีเรียกวา การสรุปประเด็นหลัก
(Themes)
161
บรรณานุกรม
ก่ิงแกว ทรัพยพระวงศ. (2551). ความคิดสรางสรรคและความสามารถในการเอาชนะอุปสรรคของ
นิสติ นกั ศกึ ษาระดับปรญิ ญาตร.ี BU Academic Review, 7(2), 9-21.
เดชา เดชะวฒั นไพศาล, มณนี ุช จันทรเ ท่ยี ง, วรกญั ญา ตนั ติไวทยกลุ , & อจั จญา อภิวาท. (2011).
ผลกระทบของสภาพแวดลอมในการทํางานและคุณลักษณะสวนบุคคลตอระดับ
ความคดิ สรางสรรค. NIDA Development Journal, 51(3), 1-33.
ตรีทิพย บุญแยม. (2554). ปจจัยเชิงสาเหตุพหุระดับท่ีมีอิทธิพลตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมระดับ
บุคคลและระดับ ลุมงานเพื่อสรางนวัตกรรมระดับกลุมงานในบริษัทเอกชนของไทย
(ปริญญานิพนธปรญิ ญาดุษฎบี ัณฑติ ), มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ, บณั ฑิตวทิ ยาลัย.
ตลาดหลกั ทรพั ยแ หงประเทศไทย (2564b). ขอมลู รายบรษิ ทั หลักทรัพยร ายงานประจาํ ป ฉบบั
ลาสุดป 2563 แบบ 56-1 ลาสุดป 2563 [ออนไลน] . สบื คน ไดจ าก
https://www.set.or.th/set/commonslookup.do
ประเวช ชมุ เกษรกูลกิจ. (2018). พฤติกรรมสรา งนวตั กรรมในการทาํ งาน: แนวคดิ ปจ จัย เชิง สาเหตุ
ความทาทาย. Journal of Behavioral Science for Development, 10(1), 25-41.
นสิ ดารก เวชยานนท. (2554). มิติใหมในการบรหิ ารทุนมนุษย. พิมพครงั้ ท2่ี . กรงุ เทพฯ: กราฟโกซิส
เต็มส.
พยตั วุฒิรงค และ เจษฎา นกนอ ย. (2010). การสรา งสรรคน วัตกรรมองคก าร: กรณศี ึกษาการ
ประยุกตใชการจัดการความ รู Organizational Innovativeness: A Case Study of
Knowledge Management Application.Silpakorn University Journal, 139-162.
พยตั วุฒริ งค. (2011). ๕ สุดยอดองคการแหงนวัตกรรมของไทย: ความแตกตา งภาย ใตค วาม
คลายคลึง ใน การบริหารทรัพยากรมนุษย Five Innovative Organizations of
Thailand: The Differences in Similarity of Human Resource Management.
NIDA Development Journal, 51(3), 35-57
พัชนา เฮงบริบูรณพงศ. (2545) ความสัมพันธระหวางแรงจูงใจใฝสัมฤทธ์ิ เจตคติตองาน บรรยากาศ
เชิงสรางสรรค กับพฤติกรรมสรางสรรคของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลชุมชน.
จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั /กรุงเทพฯ.
พัชนา เฮงบริบูรณพงศ. (2545). ความสัมพันธระหวางแรงจูงใจใฝสัมฤทธิ์ เจตคติตองาน บรรยากาศ
เชิงสรางสรรคกับพฤติกรรมสรางสรรคของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลชุมชน
(วิทยานพิ นธป รญิ ญามหาบณั ฑิต). จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย, บณั ฑติ วทิ ยาลัย.
162
ภัทรชนัน สมสมาน และ สมประสงค โกศลบุญ. (2557). ปจจัยที่มีผลตอการรับรูนวัตกรรมและ
พฤติกรรมเชิงนวัตกรรมของพนักงาน:กรณีศึกษาบริษัท ไทยแอนิเมชั่น จํากัด. วารสาร
บริหารธรุ กจิ , 146, 9-24.
วกิ าวี วัฒนวิจารณ. (2557). ความสมั พนั ธระหวา งการรับรูความสามารถของตนเอง ความคดิ
สรางสรรคก ับพฤติกรรมสรางนวัตกรรม: กรณศี ึกษากลุม บรษิ ทั ผใู หบ รกิ ารดา นการสรา ง
แบรนดแ บบครบวงจรแหงหนึ่ง(สารนิพนธปริญญามหาบณั ฑติ ).
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร, คณะพาณชิ ยศาสตรและการบญั ชี.
วษิ ณุพงษ โพธิพริ ุฬห. (2560) พฤติกรรมองคกร. คณะวทิ ยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร
สงขลา.
วิสิต ศักด์ิสุขสะอาดพสุ. ผลกระทบของแนวปฏิบัติดานทรัพยากรมนุษยการทํางานเปนทีมและการมี
สวนรวม พฤติกรรมการเปนสมาชิกที่ดีขององคการในมุมมองของผูบริหารที่มีตอผลการ
ปฏิบัติงานขององคการ โดยการวัดแบบสมดุลของโรงพยาบาลเอกชนในประเทศ
ไทย (Doctoral dissertation, มหาวทิ ยาลยั ศรีปทุม).
สํานกั งานคณะกรรมการกจิ การกระจายเสียง กจิ การโทรทศั น และกจิ การโทรคมนาคมแหงชาต.ิ
(2564). สืบคนไดจาก https://www.nbtc.go.th/Home.aspx?lang=th-th
สํานักงานนวัตกรรมแหงชาติ. (2563). สบื คน จาก https://www.nia.or.th/
สธุ ีรา เดชครนิ ทร, และสุธินี ฤกษขาํ . (2559). ระบบการบริหารงานทม่ี ปี ระสิทธภิ าพสงู ในธุรกจิ
ภาคบริการและธุรกจิ ภาคอตุ สาหกรรม: การบรู ณาการทบทวนวรรณกรรม. เอกสารการ
ประชุมวิชาการระดับชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร คร้ังท่ี 54 (หนา 175-184).
กรงุ เทพ:มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร.
ศิวะนันท ศิวพิทักษ, นพพร ศรีวรวิไล, & อดิศร ณ อุบล. (2012). Innovation Management of
Business Organization Affecting Employees’ Innovative Work Behavior. BU
Academic Review, 11(1), 37-51.
รัชชพงษ ชัชวาลย. โมเดลสมการโครงสรางพฤติกรรมการสรา งสรรคน วตั กรรมของพนักงานองคการ
ปกครองสวนทอ งถนิ่ ในภาคใตข องประเทศไทย: ทดสอบความไมแ ปรเปลย่ี นขา ม
ประเภทองคการ (Doctoral dissertation, มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร) .
สุขมุ าล เกดิ นอก. อิทธพิ ลปจ จัยพหุระดบั ของแนวปฏบิ ัตดิ านทรพั ยากรมนษุ ยตอ พฤตกิ รรม เชงิ
นวัตกรรม (Doctoral dissertation, สาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการ สํานักวิชา
เทคโนโลยีสังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยสี รุ นารี).
อิศรัฏฐ รนิ ไธสง. (2563). การวิเคราะหโ มเดลสมการโครงสรางสําหรับการวิจัยทางพฤตกิ รรมศาสตร
และสงั คมศาสตร. สงขลา: ซี.พ.ี พร้นิ ต้งิ .
163
Abstein, A. and Spieth, P. (2014), “Exploring HRM meta-features that foster
employees’ Innovative work behaviour in times of increasing work-life
conflict”, Creativity and Innovation Management, Vol. 23 No. 2, pp. 211-
225.
Afsar, B., Badir, Y. F., & Saeed, B. B. (2014). Transformational leadership and innovative
work behavior. Industrial Management & Data Systems.
Agarwal, U.A. (2014), “Linking justice, trust, and innovative work behaviour to work
engagement”, Personnel Review, Vol. 43 No. 1, pp. 41-73.
Ahmad, S., & Schroeder, R. G. (2003). The impact of human resource management
practices on operational performance: recognizing country and industry
differences. Journal of operations Management, 21(1), 19-43.
Amabile, T. M. (1988). From individual creativity to organizational innovation.
Amabile, T. M., Conti, R., Coon, H., Lazenby, J., & Herron, M. (1996). Assessing the
work environment for creativity. Academy of management journal, 39(5),
1154-1184.
Anderson, N. R., & West, M. A. (1998). Measuring climate for work group innovation:
development and validation of the team climate inventory. Journal of
Organizational Behavior: The International Journal of Industrial,
Occupational and Organizational Psychology and Behavior, 19(3), 235-
258.
Appelbaum and Batt (1994) who published an influential book on the subject, began
to call these new work systems ‘highperformance work systems’
Appelbaum, E., Bailey, T., Berg, P., Kalleberg, A. L., & Bailey, T. A. (2000).
Manufacturing advantage: Why high-performance work systems pay off.
Cornell University Press.
Arefin, M. S., Arif, I., & Raquib, M. (2015). High-performance work systems and
proactive behavior: The mediating role of psychological empowerment.
International Journal of Business and Management, 10(3), 132-140.
Arthur, J. B. (1994). Effects of human resource systems on manufacturing
performance and turnover. Academy of Management journal, 37(3), 670-
687.
164
Ashforth, B. E. (1989). The experience of powerlessness in organizations.
Organizational behavior and human decision processes, 43(2), 207-242.
Atuahene-Gima, K. (1996). Market orientation and innovation. Journal of business
research, 35(2), 93-103.
Baer, M., & Frese, M. (2003). Innovation is not enough: Climates for initiative and
psychological safety, process innovations, and firm performance. Journal
of Organizational Behavior: The International Journal of Industrial,
Occupational and Organizational Psychology and Behavior, 24(1), 45-68.
Bakker, A. B., Hakanen, J. J., Demerouti, E., & Xanthopoulou, D. (2007). Job resources
boost work engagement, particularly when job demands are high. Journal
of educational psychology, 99(2), 274.
Bailey, T., Berg, P., & Sandy, C. (2001). The effect of high-performance work practices
on employee earnings in the steel, apparel, and medical electronics and
imaging industries. ILR Review, 54(2A), 525-543.
Bandura, A. (1989). Regulation of cognitive processes through perceived self-efficacy.
Developmental psychology, 25(5), 729.
Barney, J. B. (2001). Resource-based theories of competitive advantage: A ten-year
retrospective on the resource-based view. Journal of management, 27(6),
643-650.
Basu, R. & Green, S.G. (1997). Leader-member exchange and transformational
leadership: An empirical examination of innovative behaviors in leader-
member dyads. Journal of Applied Social Psychology. Mar, 27 (6). p. 477-
499.
Battistelli, L., Coppola, T., Fantauzzi, M., & Quaranta, F. (2011, October). A case study
on the environmental impact of harbour activities: analysis and solutions.
In Proceedings of the 1st International Symposium on Naval Architecture
and Maritime, Istanbul, Turkey (pp. 23-24).
Battistelli, A., Montani, F. and Odoard, C. (2011), “The impact of feedback from job
and task autonomyin the relationship between dispositional resistance to
change and innovative work behaviour”, European Journal of Work and
Organizational Psychology, Vol. 22 No. 1, pp. 26-41.
165
Bayo-Moriones, A., & Galdon-Sanchez, J. E. (2010). Multinational companies and high-
performance work practices in the Spanish manufacturing industry. The
International Journal of Human Resource Management, 21(8), 1248-1271.
Becker, B., & Gerhart, B. (1996). The impact of human resource management on
organizational performance: Progress and prospects. Academy of
management journal, 39(4), 779-801.
Becker, B. E., & Huselid, M. A. (1998). Human resources strategies, complementarities,
and firm performance. SUNY Buffalo: Unpublished manuscript.
Bendickson, J., Muldoon, J., Liguori, E., & Midgett, C. (2017). High performance work
systems: A necessity for startups. Journal of Small Business Strategy.
Binnewies, C., & Gromer, M. (2012). Creativity and innovation at work: The role of
work characteristics and personal initiative. Psicothema, 24(1), 100-105.
Blau, P. M. (1964). Social exchange theory. Retrieved September, 3(2007), 62.
Blumberg, M., & Pringle, C. D. (1982). The missing opportunity in organizational
research: Some implications for a theory of work performance. Academy
of management Review, 7(4), 560-569.
Bommer, M.S. and Jalajas, D.S. (1999), “The threat of organizational downsizing on
the Innovative propensity of R&D professionals”, R&D Management, Vol.
29 No. 1, pp. 27-34.
Boselie, P. (2010). High performance work practices in the health care sector: a Dutch
case study. International Journal of Manpower.
Boselie, P., Dietz, G., & Boon, C. (2005). Commonalities and contradictions in HRM and
performance research. Human resource management journal, 15(3), 67-
94.
Boshoff, C., & Allen, J. (2000). The influence of selected antecedents on frontline
staff’s perceptions of service recovery performance. International Journal
of Service Industry Management.
Bos Nehles, A. C., Van Riemsdijk, M. J., & Kees Looise, J. (2013). Employee perceptions
of line management performance: applying the AMO theory to explain
the effectiveness of line managers' HRM implementation. Human
resource management, 52(6), 861-877.
166
Bourgonjon, J., De Grove, F., De Smet, C., Van Looy, J., Soetaert, R., & Valcke, M.
(2013). Acceptance of game-based learning by secondary school teachers.
Computers & Education, 67, 21-35.
Boxall, P., & Macky, K. (2009). Research and theory on high-performance work
systems: progressing the high involvement stream. Human resource
management journal, 19(1), 3-23.
Brown, M., & Benson, J. (2003). Rated to exhaustion? Reactions to performance
appraisal processes. Industrial Relations Journal, 34(1), 67-81.
Bunce, D. & M.A. West (1995), Personality and perceptions of group climate factors as
predictors of individual innovation at work, Applied Psychology: an
international review, 44, 199-215.
Bysted, R. and Hansen, J.(2015), “Comparing public and private sector employees’
Innovativebehaviour”, Public Management Review, Vol. 17 No. 5,pp. 698-
717.
Bysted, R. and Jespersen, K. (2014), “Exploring managerial mechanism that influence
innovative workbehaviour: comparing private and public employees”,
Public Management Review, Vol. 16 No. 2,pp. 217-241.
Carmeli, A., Reiter-Palmon, R., & Ziv, E. (2010). Inclusive leadership and employee
involvement in creative tasks in the workplace: The mediating role of
psychological safety. Creativity Research Journal, 22(3), 250-260.
Carneiro, A. (2000). How does knowledge management influence innovation and
competitiveness?. Journal of knowledge management.
Carmeli, A., Meitar, R., & Weisberg, J. (2006). Self-leadership skills and innovative
behavior at work. International Journal of Manpower, 27, 75–90.
Cascio, W. F. (2003). Changes in workers, work, and organizations. Handbook of
psychology, 399-422.
Chang, C. P., Chuang, H. W., & Bennington, L. (2011). Organizational Climate for
innovation for innovation and creative teaching in urban and rural
schools. Quality & Quantity, 45(4), 935-951.
Chang, H.-T., Hsu, H.-M., Lious, J.-W. and Tsai, C.-T. (2013), “Psychological contracts
and Innovative behaviour: a moderated path analysis of work
167
engagement and job resources”, Journal of Applied Social Psychology,
Vol. 43 No. 10, pp. 2120-2135.
Chua, J. H., Chrisman, J. J., & Sharma, P. (1999). Defining the family business by
behavior. Entrepreneurship theory and practice, 23(4), 19-39.
CHUANG, C. H., & Liao, H. U. I. (2010). Strategic human resource management in
service context: Taking care of business by taking care of employees and
customers. Personnel psychology, 63(1), 153-196.
Chumphong, O., & Potipiroon, W. (2019). High Performance Work Systems and SMEs’
Performance: Does CEOs’ Leadership Matter?. The Journal of Behavioral
Science, 14(2), 48-65.
Clark, L. A., Watson, D., & Reynolds, S. (1995). Diagnosis and classification of
psychopathology: Challenges to the current system and future directions.
Annual review of psychology, 46(1), 121-153.
Clark, V. L. P., & Creswell, J. W. (2008). The mixed methods reader. Sage.
Creswell, J. W., & Creswell, J. D. (2017). Research design: Qualitative, quantitative, and
mixed methods approaches. Sage publications.
Conger, J. A., & Kanungo, R. N. (1998). Charismatic leadership in organizations. Sage
Publications.
Colaizzi, P. F. (1978). Psychological research as the phenomenologist views it.
Cormican, K., & O’Sullivan, D. (2004). Auditing best practice for effective product
innovation management. Technovation, 24(10), 819-829.
Creswell, J. W., & Creswell, J. D. (2017). Research design: Qualitative, quantitative,
and mixed methods approaches. Sage publications.
Crossan, M. M., & Apaydin, M. (2010). A multidimensional framework of organizational
innovation: A systematic review of the literature. Journal of management
studies, 47(6), 1154-1191.
Damanpour, F. (1991). Organizational innovation: A meta-analysis of effects of
determinants and moderators. Academy of management journal, 34(3),
555-590.
168
Datta, D. K., Guthrie, J. P., & Wright, P. M. (2005). Human resource management and
labor productivity: does industry matter?. Academy of management
Journal, 48(1), 135-145.
De Brentani, U. (2001). Innovative versus incremental new business services: Different
keys for achieving success. Journal of Product Innovation Management:
An International Publication of the Product Development & Management
Association, 18(3), 169-187.
Deci, E. L., Cascio, W. F., & Krusell, J. (1975). Cognitive evaluation theory and some
comments on the Calder and Staw critique.
Deci, E. L., & Ryan, R. M. (1985). The general causality orientations scale: Self-
determination in personality. Journal of research in personality, 19(2),
109-134.
Deci, E. L., Connell, J. P., & Ryan, R. M. (1989). Self-determination in a work
organization. Journal of applied psychology, 74(4), 580.
Deci, E. L., & Ryan, R. M. (1991). A motivational approach to self: Integration in
personality
Deci, E. L., & Ryan, R. M. (2000). The" what" and" why" of goal pursuits: Human needs
and the self-determination of behavior. Psychological inquiry, 11(4), 227-
268.
De Jong, J., & Den Hartog, D. Zoetermeer.(2003). Leadership as determinant of
innovative behavior: A conceptual framework (Vol. 200303, pp. 1-95).
Research report.
De Jong, J. P., & Den Hartog, D. N. (2007). How leaders influence employees'
innovative behaviour. European Journal of innovation management.
De Jong, J. P., & Den Hartog, D. N. (2008). Innovative work behavior: Measurement
and validation. EIM Business and Policy Research, 8(1), 1-27.
De Jong, J., & Den Hartog, D. (2010). Measuring innovative work behaviour. Creativity
and innovation management, 19(1), 23-36.
De Jong, J.P.J., Parker, S.K., Wennekers, S. and Wu, C.-H. (2015), “Entrepreneurial
behavior in organizations: does job design matter?”, Entrepreneurship
Theory and Practice, Vol. 39 No. 4, pp. 981-995.