75
แนวปฏิบตั ิดา น IWB ตัวอยาง วจิ ัยวธิ ี การคนพบท่สี ําคัญทส่ี ดุ
HRM
สนับสนุนจากผูบงั คบั บญั ชา
งานที่ทาทาย สองมิติ พนักงาน 190 คน การสํารวจ ไมไดเ กย่ี วของกับความคดิ
การฝกอบรมและ ของบริษทั ยอยใน สรา งสรรคหรือพฤติกรรม
พฒั นา ญีป่ ุน เชงิ รุกอยา งมีนยั สําคญั ทาง
( โครงสรา งความร)ู สถติ ิ
งานทท่ี าทายไมเกย่ี วขอ ง
Training & หนง่ึ มิติ พนักงาน 1,526 คน การสํารวจ กับการสรางไอเดียหรือการ
จาก 138 กลุมผูผลิต นําไอเดียไปใชอยางมี
Development การ ใน 19 นยั สาํ คญั ทางสถิติ การ
ฝก อบรมและการพัฒนา
( โครงสรางความรู) มี
ความสาํ คัญในเชิงบวกที่
เกย่ี วขอ งกบั ความคดิ และ
การนําไปปฏบิ ตั ิ ความเปน
ผนู าํ ไมไดม คี วามเกี่ยวขอ ง
อยางมีนยั สําคัญทางสถิติ
กบั การสรา งความคิดหรือ
การนําความคดิ ไปใช
เชน เดียวกนั กับการ
สนับสนุนจากองคก าร
การจดั การความรมู ี
ความสมั พันธเ ชิงบวกอยาง
ผแู ตง ( ป) วารสาร ช่ืองานวจิ ัย แนวคิด / ทฤษฎี
บุคคล: กรณีของสมาชิกกลุม
ในประเทศไทย
ประทมุ และ Asia Pacific การอธิบายปจ จัยที่มผี ลตอ ไมกลา วถึง
สวสั ดิ์สมบูรณ Journal of นวัตกรรมของแตละ
( 2005 ) Management บคุ คล: กรณีของสมาชิกกลุม
ในประเทศไทย
Ramamoorthy Creativity and A22 หน่งึ ตัว: I22dimension สญั ญาทางจิตวิทยา
et al, ( 2005 ) Innovation ( พบกับความ
Management คาดหวงั และภาระ
ผกู พันในการ
สรา งสรรคสง่ิ
ใหม ๆ)
Sanders et al . Technology and จะสนบั สนุนพฤติกรรมเชงิ การแลกเปล่ียน
( 2010 ) Investment นวัตกรรมไดอยางไร? บทบาท สมาชกิ ผนู ํา
ของ LMX และความพึงพอใจ แรงจงู ใจภายใน
76
แนวปฏบิ ตั ิดา น IWB ตัวอยา ง วิจัยวิธี การคนพบทส่ี ําคญั ทส่ี ุด
HRM
จงั หวดั ภาค มนี ยั สาํ คญั ทางสถิตกิ ับ
จัดการความรู ตะวันออกเฉียงเหนือ IWB
ของประเทศไทย
Training & หนึ่งมติ ิ การสาํ รวจ ก า ร จั ด ก า ร ค ว า ม รู มี
พนกั งาน 1,526 คน การสาํ รวจ ความสัมพันธเชิงบวกอยาง
Development การ จาก 138 กลมุ ผูผลิต มีนยั สําคัญทางสถิตกิ ับ IWB
ใน 19
จดั การความรู จงั หวัดภาค ความมีอิสระในการทํางาน
ตะวันออกเฉยี งเหนอื มีอิทธพลทางตรงตอ IWB
ความมอี สิ ระ หนึง่ มติ ิ ของประเทศไทย เชนเดียวกับและมีอิทธิพล
รางวัล ทางออมผานภาระหนาที่ใน
พนักงาน 204 คน การสรางสรรคสงิ่
จาก ใหม ๆ รางวัลมีอิทธิพล
องคก ารการผลิตใน ทางตรงทางบวกตอ IWB
ไอรแ ลนด และยังอิทธิพลทางออมตอ
IWB ผานความคาดหวังท่ี
พนักงาน หนง่ึ มิติ พนกั งาน 272 คน การสํารวจ พบและภาระผูกพันในการ
มอี ิทธิพลตอรางวัล จาก 1 องคก าร สรางสรรคส ่งิ ใหม ๆ
และการไหลของ ดา นเทคนิคของดัตช ความพึงพอใจตออิทธิพล
และเนื้อหางานเกี่ยวของกับ
IWB ในเชิงบวก รางวัลหลัก
ผูแ ตง( ป) วารสาร ชอื่ งานวิจยั แนวคิด / ทฤษฎี
ตอ แนวปฏิบัติดานทรพั ยากร ( LMX ) ทฤษฎี
บุคคล การแลกเปลี่ยน
ทางสงั คม
Scott and Academy of ตวั กําหนดพฤตกิ รรมเชงิ สภาพอากาศที่
Bruce (1994) Management นวัตกรรม: แบบจําลอง เอ้อื อาํ นวยตอ
Journal เสนทางของนวัตกรรมสว น บทบาทผูน าํ LMX
บุคคลในสถานท่ที าํ งาน คาดหวังผลของ
Pygmalion
77
แนวปฏิบตั ิดา น IWB ตัวอยาง วจิ ยั วิธี การคนพบท่ีสาํ คัญทีส่ ดุ
HRM เปนผลลบที่เก่ียวของกับ
IWB อยางมีนัยสําคัญทาง
เน้อื หาในการทาํ งาน และ 3 ส ถิ ติ ร า ง วั ล ร อ ง ไ ม ส ง ผ ล
กระทบตอ IWB อยางมี
องคการ นั ย สํ า คั ญ ท า ง ส ถิ ติ
เชนเดียวกับการไหลของ
งานหลากหลาย หนึง่ มติ ิ 172 พนักงานของ การสาํ รวจ HR LMX มีความสัมพันธ
บริษทั R&D ใน เชิงบวกอยางมีนัยสําคัญ
สหรฐั อเมริกา ท า ง ส ถิ ติ กั บ IWB แ ล ะ
อิ ท ธิ พ ล ร า ง วั ล ห ลั ก แ ล ะ
เ นื้ อ ห า ง า น เ ป น สื่ อ ก ล า ง
ความสัมพันธระหวาง LMX
และ IWB
ความหลากหลายของงาน
ไมไ ดปรับความสัมพันธ
ระหวา งสภาพอากาศที่
เออื้ อาํ นวยและ IWB LMX
และความคาดหวังใน
บทบาทผนู ํามีความสมั พนั ธ
เชิงบวกอยา งมนี ัยสําคญั
ทางสถิติกับ IWB การ
สนับสนุนมคี วามสัมพนั ธ
เชิงบวกอยา งมีนยั สําคัญ
ผแู ตง ( ป) วารสาร ชือ่ งานวจิ ัย แนวคิด / ทฤษฎี
Urbach et al, , Journal of การขยาย ไมกลาวถงึ
( 2010 ) Occupational มุมมองการออกแบบงาน
and เกีย่ วกับ
Organizational นวัตกรรมของแตละ
Psychology บุคคล: สาํ รวจ
ผลของการสะทอ นกลับของ
กลุม
Wu et al, ( 2014) Journal of ความจาํ เปนในการรับรเู ปน แบบจาํ ลอง
ปจ จยั บคุ ลกิ ภาพแบบ
Management กอนหนา ของพฤตกิ รรม ปฏิสัมพนั ธ
นวัตกรรมของแตล ะบคุ คล
78
แนวปฏิบัตดิ าน IWB ตัวอยาง วิจัยวิธี การคน พบท่สี าํ คญั ทีส่ ุด
HRM การสาํ รวจ
พนกั งาน 135 คน ทางสถิติกับ IWB อยางไรก็
การควบคมุ สองมิติ จาก การสาํ รวจ ตามการจัดหาทรพั ยากรมี
งานความซับซอน บริษทั ซอฟตแ วร ความเก่ียวขอ งกบั IWB ใน
ของงาน 1 แหงใน เชิงลบ
โปแลนด การควบคุมงานมีความ
ความเปนอิสระใน หนงึ่ มติ ิ เก่ยี วขอ งในเชงิ บวกอยางมี
การทํางาน พนักงาน 179 คน นัยสําคัญทางสถิติกับ
เวลากดดัน ของ บริษัท วิจัย Ideation แตม คี วามสาํ คญั
และท่ีปรึกษา เพียงเลก็ นอ ยเทานน้ั ที่
ใน เช่ือมโยงกับการนาํ ไป
เนเธอรแลนด ปฏบิ ตั ิ ความซับซอ นของ
งานไมไ ดทาํ นายความคดิ
แตสงผลตอการนําความคดิ
ไปใชในเชิงบวก
อสิ ระในการทํางานและ
ความกดดันเรือ่ งเวลาปาน
กลางความสัมพนั ธระหวาง
ความจาํ เปน ในการความรู
ความเขาใจ“ และ IWB ใน
ความรสู ึกทีเ่ ปน อสิ ระงาน
ตํ่าจดุ แขง็ ของความสมั พันธ
ในเชิงบวกและมีอิสระใน
งานสงู ออ นตัวมัน เกยี่ วกบั
ผแู ตง( ป) วารสาร ชอ่ื งานวจิ ัย แนวคิด / ทฤษฎี
Zhang and The International การรบั รู บรษิ ัท' ประเทศ
Begely ( 2011 ) Journal of บรรยากาศขององคก ารการ บานเกดิ ของ
Human ถายทอดความรู บรรยากาศองคก าร
Resource และนวัตกรรมใน บริษทั วิจยั
Management และพัฒนาของจีน
79
แนวปฏิบัตดิ า น IWB ตวั อยา ง วิจัยวธิ ี การคน พบทส่ี าํ คัญทส่ี ดุ
HRM
พนกั งาน 327 คน
เพิ่มขดี หน่งึ มิติ เปน การสํารวจ ความกดดนั ดา นเวลา
ความสามารถ ชาวจนี 5 คนและ 5 ผลการวิจัยเผยใหเห็น
ของรางวลั คน รูปแบบเดยี วกนั ความกดดัน
ความรู บริษัท R&D ของ ดานเวลาในระดับต่ํา
ทรัพยากรและ สหรฐั ฯที่ตงั้ อยูใน เสริมสรา งความสัมพันธเชงิ
ความรูเ ก่ียวกับ ประเทศจีน บวกระหวาง" ความ
การถายโอน ตองการความรคู วาม
เขา ใจ" และ IWB
เพม่ิ ขีดความสามารถอยา ง
มนี ัยสาํ คญั ทางสถิติท่ี
เก่ยี วขอ งกบั การ IWB
ภายในอเมรกิ ันทีเ่ ปน
เจาของ บริษัท ในประเทศ
จีนบวก แตไมไดเ ก่ียวขอ ง
อยางมีนัยสําคญั ทางสถติ ิ
IWB ภายในจีน - บริษัท ที่
เปน เจาของซึง่ หมายถงึ ผล
ดแู ลของวัฒนธรรม การ
เชื่อมโยงระหวางทรัพยากร
ความรูแ ละการถา ยทอด
ความรทู ี่เกยี่ วของแนน
อเมริกันทเ่ี ปน เจา ของ
บรษิ ทั และความสัมพันธ
ผแู ตง ( ป) วารสาร ชื่องานวิจยั แนวคดิ / ทฤษฎี
แนวปฏบิ ตั ิดา น IWB ตวั อยาง 80
HRM
วจิ ยั วธิ ี การคนพบที่สาํ คญั ทีส่ ดุ
ระหวา งการถา ยโอนความรู
และนวัตกรรมเปน สือ่ กลาง
อยางเตม็ ทโ่ี ดยจีน- บรษิ ัท
ที่เปนเจาของ
81
จากการทบทวนวรรณกรรมผลงานวิจัยในอดีต ในประเด็นเก่ียวกบั ความสัมพันธระหวางแนว
ปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยกับพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน จากตาราง 2.4
ผูวิจัยพบวา แนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยมีพื้นฐานอยูบนกรอบทฤษฎีความสามารถ
แรงจูงใจ และโอกาส : AMO (Ability-Motivation-Opportunity Theory) ซ่งึ เปนการสรุปโครงสราง
ผลลัพธเกี่ยวของกับความสัมพันธระหวางแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยและพฤติกรรม
สรางนวัตกรรมในการทํางาน เพื่อเปนการเพิ่มความสามารถในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย
การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษยและการเพิ่มโอกาสในการพัฒนาทรัพยากร
มนุษย (Jiang et al., 2012) ซง่ึ จากการทบทวนวรรณกรรมน้นั ผวู ิจัยพบความสมั พันธข องแนวปฏิบัติ
ดานการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย 7 วธิ ีในแงของการสงเสริมใหเกิดพฤติกรรมสรางนวัตกรรมใน
การทํางานโดยผวู ิจยั พบวา แนวปฏบิ ัติดา นการจดั การทรัพยากรมนุษยเ พื่อการเพม่ิ พูนความสามารถมี
เพียง 1 วิธีปฏิบัติ คือ การฝกอบรมและการพัฒนา แนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยท่ีเพ่ิม
แรงจูงใจในการทํางานพบ 2 วธิ ีปฏิบตั ิ ไดแก รางวลั และความมั่นคงของงาน และแนวปฏิบัตดิ า นการ
จัดการทรัพยากรมนุษยเพิ่มพูนโอกาสในการทํางาน 4 วิธีปฏิบัติ ไดแก 1) การมีอิสระในการทํางาน
2) องคประกอบของงาน 3) ความซับซอนของงาน และ 4) ความกดดันดานเวลาและการสะทอนของ
งานหรือการปอนกลับ ท้ังน้ี จากการทบทวนวรรณกรรมในแตละดานของความสัมพันธระหวางแนว
ปฎิบัติดานการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษยกับพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน ผูวิจัย
สามารถอธบิ ายในรายละเอียดไดดังนี้
1) การฝกอบรมและพัฒนา ซ่ึงเปนองคประกอบของแนวปฏิบัติดานการจัดการ
ทรัพยากรมนุษยเพ่ือเพ่ิมพูนความสามารถ จากการศึกษาของนักวิจัยหลายหน่ึงพบวาการฝกอบรม
และพัฒนามีอิทธิพลตอ พฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานอยางมีนัยสาํ คญั ทางสถิติ ในการศึกษา
ของนักวิจัยหลาย ๆ คน (Knol and van Linge, 2009; Pratoom and Savatsomboon, 2012;
Zhang and Begley, 2011) ผลการวิจัยพบวาการฝกอบรมและพัฒนามีความสัมพันธทางตรงเชิง
บวกตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานและยังเห็นไดวา “การฝกอบรมและการพัฒนา” ยัง
เปนองคประกอบหลักของกิจกรรมที่มุงเนนการพัฒนาความสามารถและความรูของพนักงานภายใน
องคการ ตวั อยา ง เชน ผลการศึกษาของ ( Zhang and Begley, 2011; Ong et al., 2003; Pratoom
and Savatsomboon, 2012; Knol and van Linge, 2009) ไดทดสอบแหลงการเรียนรูและการ
จัดการความรูพบวามีความสัมพันธก ับพฤติกรรมสรา งนวัตกรรมในการทํางาน ในขณะที่งานวจิ ัยอื่น ๆ
ของ Bysted and Jespersen, 2014; De Spiegelaere et al., 2012 ไดยกใหก ารฝก อบรมและการ
พัฒนาเปนแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรณมนุษยท่ีจะชวยเสริมสรางความสามารถและการ
ปฏิบตั ิงานของพนักงานใหด ยี ง่ิ ขน้ึ
82
ความสัมพันธทางทฤษฎีท่ีนําเสนอระหวางการฝกอบรมและการพัฒนาและพฤติกรรม
สรางนวัตกรรมในการทํางานมีความแตกตางกันของการศึกษาท่ีผาน Knol and Van Linge (2009),
Ong et al., (2003) and Pratoom and Savatsomboon (2012) อธิบายความสัมพันธระหวางทุน
มนุษยและมุมมองความรูวาการฝกอบรมและการพัฒนาจะสามารถชวยเพ่ิมพูนความรูทักษะและ
ความสามารถของพนักงาน ทําใหพนักงานสามารถนําไปใชเพ่ือเสริมสรางพฤติกรรมวัตกรรมในการ
ทํางานได งานวิจัยของ Sanders et al., (2010) อธิบายความสัมพันธระหวางการฝกอบรมและการ
พัฒนากับพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานวาเปนเร่ืองของการแลกเปลี่ยนทางสังคม (Blau,
1964) เพราะเปนส่ิงท่ีบริษัทฯ เล็งเห็นและจัดใหการฝกอบรมพัฒนาประสิทธิภาพการทํางานของ
พนักงาน ทําใหเกิดความผูกพันธขององคการ และองคการนั้นตองการใหพนักงานมีทัศนคติและ
พฤตกิ รรมเชงิ บวก ยกตัวอยา งเชน พฤตกิ รรมสรางนวัตกรรมในการทํางานน่ันเอง
หากพูดถึงความสัมพันธระหวางการฝกอบรมและการพัฒนากับพฤติกรรมสราง
นวัตกรรมในการทํางานในบริบทขององคการน้ัน งานวิจัยของ Bysted and Jespersen (2014) คน
พบวา พนักงานองคการรัฐจะแสดงพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานนอยกวาพนักงานองค
เอกชน อีกท้ังยังคนพบวา เน่ืองจากระดับการศึกษาของพนักงานองคการภาครัฐนั้นสูงกวาองคการ
ภาคเอกชน ทําใหพวกเขาสามารถท่ีจะสรางความคิด สรางสรรคส่ิงใหม ๆ ดังนั้น แทบจะไมจําเปน
สําหรับการฝกอบรมและการพัฒนาเพื่อใหพนักงานเกิดพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานใน
ภาครัฐ
2) การใหร างวลั การใหร างวลั ถอื วา เปนแนวปฏบิ ัตใิ นการจดั การทรพั ยากรมนษุ ยเ พื่อ
เพ่ิมแรงจูงใจจะสงผลตอการเสริมสรางพฤติกรรมนวัตกรรมในการทํางานได (Bysted and
Jespersen, 2014; Sanders et al. , 2010; Zhang and Begley, 2011) ผ ล ง า น วิ จั ย บ า ง ง า น
(Bysted and Hansen, 2015) พบความเชื่อมโยงกันระหวางผลการปฎบิ ัติงานเชิงนวัตกรรมและการ
ใหรางวัล (Bysted and Jespersen, 2014) และรวมไปถึงการใหรางวัลในระดับองคการ
(Sanders et al., 2010; Zhang and Begley, 2011) ซึ่งอาจรวมถึงรางวัลหรือผลประโยชนที่ไมได
เปน ตัวเงนิ (Ramamoorthy et al., 2005)
ผลงานวิจัยที่คนพบเก่ียวกับความสัมพันธระหวางการใหรางวัลกับพฤติกรรมสราง
นวัตกรรมในการทํางานนั้นยังคงมีความไมชัดเจน โดยการศึกษาสวนใหญ เชน งานวิจัยของ (Bysted
and Hansen, 2015; Bysted and Jespesen, 2013; Dorenbosch et al., 2005; Sanders et al.,
2010) พบความสัมพันธเชิงลบท่ีสําคัญระหวางการใหรางวัลและมิติของพฤติกรรมสรางนวัตกรรมใน
การทํางาน แตงานวิจัยอีกบางสวนท่ียังคงพบความสัมพันธเชิงบวกระหวางการใหรางวัลที่เปนตัวเงิน
และท่ีไมใชตัวเงินกับพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน ซึ่งงานวิจัยของ Ramamoorthy et al.,
(2005) ไดอธิบายถึง ผลงานวิจัยที่มีความสัมพันธเชิงบวกโดยผานพันธะสัญญาใจของนายจางและ
83
พนักงานท่ีไดตกลงกัน เพ่ือท่ีกอใหเกิดความสัมพันธท่ีดีท่ีสุดของท้ังสองฝาย ในขณะท่ี Janssen
(2000) พบความสอดคลอ งกับงานวิจัยของ Ramamoorthy et al., (2005) ในแงท่ีวา การรับรูของทั้ง
สองฝายช้ีใหเห็นวาความสัมพันธระหวางนายจางและลูกจางจะสงผลพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการ
ทํางาน อยางไรก็ตาม งานวิจัยของ Janssen (2000) ไดโตแยงวาการรับรูการใหผลตอบแทนอยาง
เปน ธรรมระหวา งนายจางกับลกู จา งถือเปนสงิ่ ทม่ี คี วามสาํ คญั ทจี่ ะทําใหเ กดิ ความสัมพนั ธท่ีดีตอกนั ได
ในการอธิบายความสมั พนั ธระหวางการใหรางวัลกบั พฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการ
ทํางาน นักวิจัยไดทําการศึกษาขอมูลเชิงลึกจากทฤษฎีความมุงม่ันในตนเอง(Self Determination
Theory: SDT)(Gagné and Deci, 2005) แตทฤษฎี SDT ยงั คงมีพื้นฐานมาจากทฤษฎีการแลกเปลย่ี น
ทางสังคม (Blau, 1964) ซ่ึงเปนทฤษฎีที่ใชอธิบายความสัมพันธในเร่ืองนี้ได วิชาการไดเลือกตัวแปร
กํากับและตัวแปรสงผานเพื่อใชอธบิ ายวาการใหรางวัลและพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทาํ งานนั้น
มีความสัมพันธกันอยางไร และความสัมพนั ธนั้นไดสรา งคุณูปการไดอยางไร สําหรับ Janssen (2000)
ไดอาศัยขอโตแยงตามทฤษฎีการแลกเปล่ียนทางสังคมเพ่ือสนับสนุนความสัมพันธระหวางการให
รางวัลและพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานและระบุวาพนักงานท่ีรูสึกวาพวกเขาไดรับรางวัล
อยางเปน ธรรม พวกเขารูสึกจะตอบสนองผานพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานดวยแรงบันดาล
ใจจากแนวคิดนี้ นักวิชาการ Ramamoorthy et al., (2005) ไดใชพันธะสัญญาใจ เพ่ือเปนการเลือก
ตวแปรค่ันกลางในการวิจัย ยกตัวอยางเชน การคนพบความคาดหวังและความผูกพันในการ
สรางสรรคนวตั กรรม”
แนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีความมุงมั่นในตนเอง การผลตอบแทนรางวัลท่ีเปนตัวเงิน
ยกตัวอยาง เชน เงินโบนัสและผลตอบแทนทางการเงินทางออม ยกตัวอยางเชน แผนประกันสุขภาพ
ประกันชีวิต สามารถลดแรงจูงใจของพนักงานสรางพฤติกรรมนวัตกรรมในการทํางาน เพราะ
แรงจูงใจภายในนั้นเกิดข้ึนเองโดยธรรมชาติ (Scanders et al., 2010) และยิ่งไปกวานั้น หากการให
รางวัลข้ึนอยูกับผลการปฏิบัติงานจะมีผลกระทบอยางยิ่งตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน
(Fernandea and Moldogaziev, 2012) ผลการปฏิบตั งิ านมกั จะถูกกาํ หนดในระยะสนั้ ๆ กระตุน ให
พนักงานพยายามสรางสรรค แนวความคิด วิธีการใหม เพื่อใหผลการปฏิบัติงานนั้นออกมาดี
(Fernandez และ Moldogaviez, 2012, p. 177) อยางไรก็ตาม เม่ือพนักงานไมมีแรงจูงใจจาก
ภายในท่ีจะแสดงพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานออกมา แตหากพวกเราจะรับรูถึงวา
พฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานวาเปนพฤติกรรมที่อยูนอกเหนือบทบาทหนาที่ท่ีทําอยูประจํา
พนักงานจะมีความคาดหวังวาจะไดรับรางวัลหากพวกเขาแสดงพฤติกรรมนั้นออกมาได นักวิชาการ
Zhang and Begley (2011) ไดคนพบอีกวา เมื่อองคการนําระบบจายคาตอนแทนจากการสราง
พฤติกรรมนวัตกรรมที่อยูนอกเหนือบทบาทหนาที่งานประจํา และพนักงานจะรับรูไดวามันเปน
พฤติกรรมท่ีอยูเหนือบทบาทหนาท่ี ทําใหพวกเขายอมรับและเห็นคุณคาของ IWB อยางไรก็ตาม
84
พนักงานจะพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน เม่ือพวกเขารูสึกวาพวกเขาไดรับรางวัลอยางเปน
ธรรม (Janssen, 2000) และเมื่อการใหรางวัลน้ันไมไดเปนการลดตนทุนในการนําไปปฏิบัติ จะไดรับ
รางวัลสําหรับผลงานของพวกเขาเพื่อกระบวนการสรางนวัตกรรมมากกวาผลของมัน (Fernandez
and Moldogaziev, 2012) สําหรบั แรงจูงใจภายนอกสวนใหญจะมีความเชอื่ มโยงกับองคการภาครัฐ
เนื่องจากนวัตกรรมถูกกําหนดจากผูบังคับบัญชาชั้นบนลงมายังผูใตบังคับบัญชา ในขณะท่ี Bysted
and Jespersen (2014, p. 234) ไดขอสรุปวาพนักงานขององคการภาครัฐตองไดรับความชัดเจน
กอ นท่ีพวกเขาจะแสดงพฤตกิ รรมสรางนวตั กรรมในการทํางานออกมา เพราะพวกเขาคิดวาพฤติกรรม
สรางนวัตกรรมในการทํางานเปนพฤติกรรมท่ีมีความเสี่ยงเพราะเปนพฤติกรรมที่ถูกสั่งใหทําและควร
ไดร บั ผลตอบแทน
3. ความม่ันคงในงาน (Job Security) มีพ้ืนฐานจากทฤษฎีการแลกเปลี่ยนทาง
สังคม โดยท่ีความมั่นคงในงานจะมีความสัมพันธทางตรงเชิงบวกกับพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการ
ทํางาน เพราะคนจะตอบสนองความม่ันคงในงานดวยดุลพินิจของพวกเขาเอง (Bommer Jalajas,
1999; De Spiegelaere et al., 2012) แตถึงกระนั้นก็ตาม จากการทบทวนวรรณกรรมผูวิจัยได
พบวา ความไมมั่นคงของงานสงผลตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน โดยพนักงานสามารถ
รับรูไดถึงความไมม่ันคงในงานดวยเหตุผลหลายประการ ยกตัวอยางเชน พวกเขาอาจจะกลัวถูกเลิก
จาง เน่ืองจากมีการลดขนาดองคการหรือมีการปรับโครงสรางภายในองคการ ซึ่งเหตุการณจากสิ่งที่
อยูรอบตัว อาจจะทําใหพนักงานเกิดความกลัว และรับรูไดทั้งองคการ เม่ือเพ่ือนรวมงานไดรับ
ผลกระทบจากการลดขนาดองคการ (Bommer and Jalajas, 1999) และความไมมั่นคงในงานนั้นมี
พ้ืนฐานจากทฤษฎีความตองการทรัพยากร (Bakker and Demerouti, 2007) โดยที่ความไมม่ันคง
ของงานมักจะถอื วาเปนความตอ งการงานและจะเปนการอธบิ ายสมมตฐิ านในทิศทางตรงกนั ขา ม
จากการทบทวนวรรณกรรมพบวา ความไมม่ันคงในงานนั้นมีความสัมพันธในทิศทาง
ตรงกันขามกับความคิดสรางสรรค (Probst et al., 2007; Sverke et al., 2002) เนื่องจากความไม
ม่ันคงในงานจะลดความผูกพันของพนักงานในระยะยาวและลดความมุงม่ันของพนักงานในการ
ทาํ งาน งานวิจยั ของ Bommer and Jalajas (1999) ไดตงั้ สมมติฐานไววา ความรสู กึ ท่ีถูกคกุ คามจะ
นําไปสูผลลัพธเชิงพฤติกรรมและแรงจูงใจท่ีหลากหลาย มีขอเสนอแนะวาในแงมุมหน่ึงวา ผลการ
ปฏิบัติงานของพนักงานจะลดลง หากพวกเขารูสึกวาพวกเขาจะไมเต็มใจที่จะใหคําแนะนําหรือกลัว
ไดรับความเส่ียง และในอีกมุมหนึ่ง อาจกลาวไดวา พนักงานจะมีแรงจูงใจมากข้ึนท่ีจะปฎิบัติงานไดดี
เมื่อพวกเขารูวาจะลดความเส่ียงจากการท่ีจะถูกเลิกจาง (Bommer and Jalajas, 1999) ดังน้ัน
ความไมม่ันคงของงานสามารถสงผลตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานในระดับสูงขึ้นหรือ
ตํ่าลงได สมมติฐานทั้งสองขอตั้งอยูบนพื้นฐานของความกลัว ซ่ึงอาจจะไมถูกมองวาเปนแรงจูงใจท่ี
แข็งแกรงสําหรับพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน ในขณะท่ี De Spiegelaere et al., (2012)
85
ศึกษาความไมมั่นคงของเนื้อหางาน ซึ่งพนักงานจะกลัวเน้ือหาของงานจะเปล่ียนมากกวาความไม
ม่ันคงในการจางงานหรือกลัววาจะสูญเสียงาน ซึ่งนักวิจัยเองสามารถแสดงหลักฐานเพื่อต้ังสมมติฐาน
ไดทั้งในเชิงบวกและเชิงลบของความม่ันคงในงานที่มีอิทธิพลตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการ
ทํางาน ความไมมั่นคงของเนื้อหางาน สําหรับคนทํางานที่ไมไดทําในออฟฟต คนงาน คนใชแรงงาน
ตาง ๆ จะมีพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานในระดับท่ีตํ่าคนท่ีทํางานในออฟฟต พนักงานตาม
ออฟฟต มนุษยเ งนิ เดือน ซ่งึ จะมพี ฤติกรรมสรา งนวัตกรรมในการทาํ งานในระดบั ทสี่ งู กวา ซง่ึ อธบิ ายได
วา คนทํางานท่ีไมไดทําในออฟฟต จะถกู กระตุนใหเกิดพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน โดยใช
แรงจูงใจภายนอก เชน ความมั่นคงในงาน ในขณะที่คนท่ีทํางานในออฟฟตจะถูกกระตุนจากแรงจูงใจ
ภายในอยา งเชน ความอสิ ระในการทาํ งาน
4. การมีอิสระในการทํางาน ถอื เปน แนวปฏบิ ัติในการบริหารจดั การทรพั ยากรมนุษย
เพื่อเพิ่มโอกาส เปนการใหอิสระแกพนักงานในการกําหนดรายการหรือตารางการทํางาน และการ
จัดการน้ัน หรือในทางกลับกันอาจจะเปนงานท่ีตองทําตามคูมือ หรือคําสั่งเทาน้ัน แมวานักวิชาการ
จะกําหนดวิธีปฏิบัติในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษยในทิศทางทแ่ี ตกตางกันออกไป และจากการ
ทบทวนวรรณกรรมท่ีหลากหลาย นักวิชาการเหลานั้นไดอธิบายไววาความมีอิสระในการทํางานไปใน
ทิศทางเดียวกันวาความมีอิสระในการทํางานเปรียบเสมือนระดับของความมีอิสระและมีเสรีภาพ เปน
ประสบการณของพนักงานที่พวกเขามีบทบาทในการปฏิบัติหนาที่การงานไดอยางไร ( e.g. Janssen,
2005; Ramamoorthy et al., 2005)
จากการศึกษางานวิจัยจํานวนหนึ่ง (Fernandez and Moldogaziev, 2012; Knol
& van Linge, 2009; Marane, 2012) ไดมีการตรวจสอบแนวคิดของการเสริมสรางพลังอํานาจซึ่ง
ประกอบดวยสองประเภท : การเสรมิ สรางพลงั อํานาจเชิงจิตวทิ ยาและการเสรมิ สรางพลงั อาํ นาจอยาง
มีโครงสราง โดยผานการเปนภาวะผูนํา การเสริมสรางพลังอํานาจนี้ หมายถึง การรับรูในเชิงจิตวิทยา
หรือรูปแบบความเปนผูนํามากกวาแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษย อยางไรก็ตาม
คุณสมบัติสองอยางของ Spreitzer (1995) ในส่ีประการของการเสริมสรางพลังจิตวิทยา ไดแก การ
ตัดสินใจดวยตนเองและผลกระทบตอพนักงาน สะทอนใหเห็นถึงประสบการณของสภาพแวดลอมใน
การทาํ งาน และสอดคลองกับความมีอสิ ระในการทาํ งาน (Knol and van Linge, 2009; Fernandez
and Moldogaziev, 2012) การตัดสินใจดวยตนเอง หมายถึง ความมีอิสระท่ีพนักงานสามารถ
ตัดสินใจไดวาพวกเขาจะทํางานอยางไร และผลกระทบน้ันสามารถอธิบายไดวา องคการให
ความสําคัญกับความคดิ ของพนักงานอยางจรงิ จังอยางไร (Knol and van Linge, 2009, p. 361)
จากการทบทวนวรรณกรรม ผูวิจัยสามารถวิเคราะหไดวาการมีอิสระในการทํางานมี
อิทธิพลทางตรงตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน ในขณะเดียวกันการศึกษาที่ผานมาสวน
ใหญพบความสัมพันธเชิงบวกที่สําคัญระหวางการมีอิสระในการทํางานกับพฤติกรรมสรางนวัตกรรม
86
ในการทํางาน เลยทําใหดูเหมือนวายิ่งพนักงานมีความเปนอิสระในการทํางานและมีเสรีภาพในการ
ทํางานมากขึ้นในการกําหนดกรอบทํางานของพวกเขา ยิ่งผลักดันใหพวกเขามีพฤติกรรมสราง
นวัตกรรมในการทํางานมากย่ิงข้ึน ดวยเหตุนี้ ความมีอิสระในการทํางานจึงเปนแนวปฏิบัติดานการ
จัดการทรัพยากรมนุษยท่ีสําคัญสําหรับพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานในหลายมิติ เนื่องจาก
พบวามีความสัมพันธเชิงบวกอยางมีนัยสําคัญทางสถิติกับการสรางความคิดและการทําความคิดให
เปน จรงิ (Bysted and Jespersen, 2014)
อิทธิพลของความอิสระในการทํางานตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน
สามารถอธิบายไดโดยทฤษฎีตาง ๆ ที่โดดเดนท่ีสุดโดย ทฤษฎีการแลกเปล่ียนทางสังคม (Blau,
1964), ทฤษฎีการตัดสินใจดวยตนเอง (Gagné and Deci, 2005) ทฤษฎีการประเมินองคความรู
(Deci and Ryan, 1985) และทฤษฎีความตองการงานและทรัพยากรในงาน (JD-R) (Bakker and
Demerouti, 2007) ทฤษฎีการแลกเปล่ียนทางสังคม ไดระบุวา การมีอิสระในการทํางานหรือการ
เสริมสรางพลังอํานาจของพนักงาน เปนปจจัยท่ีจูงใจในการกระตุนใหพนักงานเกิดพฤติกรรมสราง
นวัตกรรมในการทํางาน (Marane, 2012; Ramamoorthy et al., 2005) ยกตัวอยาง เชน งานวิจัย
ของ Marane (2012) ไดคนพบวา หากพนักงานมีความไววางใจ เชื่อมั่นในผูบริหารระดับสูงสุดของ
พวกเขา ซง่ึ ทาํ ใหพวกเขารูสึกวาองคการของพวกเขาดแู ลเอาใจใสพ วกเขา พวกเขาจะรูสกึ ผูกพันและ
ท่ีจะตอบแทนและสรางคุณคาในแงของพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน ดังนั้น ความไววางใจ
จึงกลายเปนตัวแปรสงผานไปในที่สุด นักวิชาการ Ramamoorthy et al., (2005) ไดใชพันธะสัญญา
ทางใจระหวางนายจางและลูกจางเพ่ืออธิบายการแลกเปล่ียนทางสังคม โดยใช “ภาระผูกพันในการ
สรางนวัตกรรม”ตอ กัน เปน ตัวแปรสงผานของงานวจิ ัย อยางไรก็ตาม นักวิชาการหลายคนพบวา การ
มีอิสระในการทํางานมอี ิทธพิ ลทางตรงตอ พฤตกิ รรมสรางนวัตกรรมในการทาํ งานและมคี วามแข็งแกรง
มากกวา การท่ีจะเปน ตัวแปรสงผาน
จากแนวคิดจากทฤษฎีการมุงม่ันดวยดวยตนเอง นักวิจัยหลายคนลงความเห็นวา
แรงจูงใจภายในสามารถอธิบายความสัมพันธระหวางการมีอิสระในการทํางานและพฤติกรรมสราง
นวัตกรรมในการทํางาน (De Spiegelaere et al., 2012; Ohly et al. , 2006; Sanders et al.,
2010) Ohly et al (2006) ยกตัวอยาง เชน การใหเหตุผลวาพนักงานที่ไดรับการเสริมสรางพลัง
อํานาจจะยิ่งมีแรงจูงใจจากภายใน และในทางกลับกันจะย่ิงชวยกระตุนใหเกิดพฤติกรรมเชิงรุก
อยางเชน พฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน อีกท้ังงานวิจัยของ Salders et al. (2010) & De
Spiegelaereet al. (2012) ยังคงคนพบแรงจงู ใจภายในยังคงอยูเบื้องหลงั ของอทิ ธิพลของการมอี ิสระ
ในการทํางานที่มีผลเชิงบวกตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน งานวิจัยหลายงานตางยืนยัน
วา กลุมอาชีพท่ีแตกตางกันยอมรับรถู ึงแรงจูงใจภายในในระดับที่แตกตางกัน และส่ิงเหลาน้จี ะเปน ตัว
แปรกาํ กบั ในเร่ืองอิทธพิ ลของการมีอสิ ระในทาํ งานตอ พฤติกรรมสรางนวตั กรรมในการทํางาน
87
ตามแนวคิดของทฤษฎีการประเมินความรูความเขาใจ (Deci and Ryan, 1985),
Abstein & Spieth (2014) ไดใหคําอธิบายวา ทําไมแรงจูงใจภายในนั้นมีสวนชวยสนับสนุนการ
เชื่อมโยงความสัมพันธระหวา งการมอี ิสระในทํางานกับพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน ทฤษฎี
การประเมินความรูความเขาใจนี้ ใหเหตุผลวา เม่ือพวกเขามีสวนรวมในการตัดสินใจ พนักงานจะมี
ความรูสึกวาตนเองมีความมุงมั่นและมีความสามารถในการตัดสินใจ และในทางกลับกัน สิ่งเหลาน้ีจะ
เปน ตวั สนบั สนนุ แรงจูงใจภายในของพวกเขา
ทฤษฎีความตองการของงานและปจจัยเอ้ือตอการทํางาน (Job Demand-
Resource) ซึ่งหากพิจารณาความอิสระในการทํางาน พบวาเปนปจจัยเอ้ือตอการทํางาน และทําให
เกิดสมมติฐานความมีอิสระในการทํางานจะสงผลทางบวกตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน
ซึ่ งมี งา น วิ จั ย ห ล าย งา น ไ ด ศึ ก ษ า ใ น เ รื่ อ งน้ี ร วม ถึ ง De Spiegelaere et al., ( 2012) and
Ramamoorthy et al., (2005)
อิทธิพลความอิสระในการทํางานที่สงผลตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน
ไมพบความแตกตางกันระหวางองคการภาครัฐและองคการภาคเอกชน (Bysted and Hansen,
2015) หรือระหวางหนวยงาน (Bysted and Jespersen, 2014) แตมีความแตกตางกันระหวาง
องคการที่มีถิ่นกําเหนิดท่ีแตกตางกัน (Zhang and Begley, 2011) ประเทศถิ่นกําเนิดของบริษัทนั้น
จะเปนตัวแปรกํากับในความสัมพันธระหวางความมีอิสระในการทํางานกับพฤติกรรมสรางนวัตกรรม
ในการทํางาน โดยแนวคิดการเสริมสรางพลังอํานาจของความเปนอิสระในการทํางานมีความสัมพันธ
เชิงบวกอยางมีนัยสําคัญทางสถิติตอพฤติกรรมสรางนวตั กรรมในการทํางาน สําหรับพนักงานทท่ี ํางาน
ในประเทศจีน โดยท่ีเจาของเปนสหรัฐอเมริกา แตจะไมมีความสัมพันธเชิงบวกอยางมีนัยสําคัญทาง
สถิติ หากพนักงานนั้น มีเจาของเปนจีน นอกจากนี้ยังพบงานวิจัยท่ียืนยันวาความเปนอิสระในการ
ทํางานนั้นสงผลตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน สําหรับพนักงานผูมีโอกาสในการเรียนรู
และพฒั นา (Fernandez and Moldogaziev, 2012)
5. องคประกอบของงาน เปนแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยที่สําคัญ
อยางหนง่ึ ในการเสริมสรางพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทาํ งาน (e.g. Dorenbosch et al., 2005;
Ohly et al., 2006) ถึงแมวาจะมีการศึกษาในเร่ืองความหลากหลายของงาน ความซับซอนของงาน
และงานท่ีทําประจําเทียบกับงานท่ีไมใชงานประจํา เราเรียกตัวแปรนี้วา ตัวแปรองคประกอบของงาน
เนื่องจากส่ิงนี้สะทอนถึงแงมุมของการออกแบบงานท่ีดีกวาความมีอิสระในการทํางาน และรวมไปถึง
งานประจําซง่ึ เปนสว นหน่งึ ของงานท่ีมีความซับซอน
ตามแนวคิดจากทฤษฎีการตัดสินใจของตนเอง (Gagné and Deci, 2005) และ
ความรูความเขาใจทฤษฎีการประเมิน (Deci and Ryan, 1985) การจัดองคประกอบงานท่ีเหมาะสม
สามารถชวยกระตุนไดพนักงานสามารถทํางานที่ซับซอนได ซ่ึงพวกเขาไดเรียนรูและเพ่ิมทักษะในงาน
88
ที่เกี่ยวของกัน ซึ่งจะชวยสรางความคิดใหม รวมถึงการนํามาใช (Noefer et al. , 2009;Urbach et
al. , 2010) จากการทบทวนวรรณกรรมมีผลการวิจัยเกี่ยวกบั ความสัมพันธระหวางองคประกอบของ
งานและพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานไดนํามาผสมผสานกัน โดยงานท่ีทาทายและเราใจ
ยังคงถูกกระตุนจากแรงจูงใจภายในของพนักงาน ซ่ึงถือเปนส่ิงสําคัญสําหรับการเสริมสรางพฤติกรรม
สรางนวัตกรรมในการทํางาน (Noefer et al. , 2009; Sanders et al. ,2010) แมวาจะมีการ
ต้ังสมมติฐานในความสัมพันธเชิงบวก การศึกษาสวนใหญมีแนวโนมที่จะพบวา งานประจําจะสงผล
กระทบเชิงลบตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน และดูเหมือนวาพนักงานจะไมรับรูถึงวางาน
หลากหลายที่ไดรับ หรือมีความรูสึกพอใจ อาจจะเปนเพราะมันใหรูสึกวากอใหเกิดงานที่มากขึ้นและ
อาจนาํ ไปสูการทํางานท่ีเกินกําลงั (De Jong et al. , 2015) ดังนน้ั จึงอาจมีการถกเถียงกันอยูวา งาน
ที่ซับซอนควรมีงานประจํารวมอยูดวยและสามารถกําหนดไวลวงหนาไดท่ีสามารถทําซํ้า ๆ และ
สามารถทําไดสําเร็จ งานที่ทําเปนประจําจะชวยรักษาความสําคัญของทรัพยากรเกี่ยวกับความรูความ
เชาใจและเวลาที่จําเปนในการสรางความคิดใหมและนําความคิดท่ีเปนประโยชนไปใช (Ohly et al. ,
2006)
ความซับซอนของงาน (Job Complexcity) แสดงใหเห็นแลววาจะไมสงผลกระทบ
อยางมีนัยสําคัญทางสถิติตอความคิดสรางสรรค (Ohly et al. ,2006) หรือในการสรางความคิด
(Urbach et al. , 2010) หากแตจะสงผลตอการนําไปใชงานอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (Ohly et al. ,
2006; Urbach et al. , 2010) นักวิชาการ Ohly et al (2006) ไดอธิบายการคนพบเหลานี้ดวย
ขอเสนอแนะท่ีวาพนักงานจะสามารถใชทรัพยากรในดานความรูความเขาใจและเวลาในการสราง
ความคิดใหมและนําความคิดนี้ไปใชใ หเกิดเกิดประโยชน นอกจากน้ีนักวิจัยยังเห็นวา ส่ิงนี่อาจจะไมใช
กรณีที่เกิดขึ้นเม่ืองานประจําวันซึ่งเปนงานเฉพาะที่ไมใชในเน้ือหางาน เนื่องจากการทํางานซ้ํา ๆ อาจ
นําไปสูความนาเบ่ือหนายในที่สุด ความซับซอนของงานจึงถือไดวามีผลตอการนําความคิดไปใช
เพราะพนักงานจะเติมต็มงานที่ซับซอน อาจจัดสรรความรูที่จําเปนเพื่อนําความคิดของพวกเขาไปใช
ในวงกวางและเพ่ือใหไดมาซึ่งความรูและทักษะ งานวิจัยของ De Spiegelaere et., al., (2012) ได
คน พบความแตกตางในเรือ่ งอิทธพิ ลของงานประจาํ ตอพฤตกิ รรมสรางนวัตกรรมในการทาํ งาน สําหรับ
พนกั งานที่ทํางานในออฟฟตและพนกั งานที่ไมไดทาํ งานในออฟฟต ผลการวจิ ัยชใี้ หเ หน็ วา หากลักษณะ
งานทท่ี าทายมีสวนสําคญั ในการสรา งแรงจูงใจใหพนักงานที่ทํางานในออฟฟตมากกวา พนักงานทีไ่ มได
ทํางานในออฟฟตในพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน ดังน้ัน หากยิ่งตองทํางานประจํามากขึ้น
พนักงานทีท่ าํ งานในออฟฟต กจ็ ะแสดงพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทาํ งานไดน อยลง
6.ความตองการของงานและความกดดันดานเวลา ตามทฤษฎคี วามตอ งการของงาน
JD-R (Bakker and Demerouti, 2007) ความตอ งการของงานไดรบั การตรวจสอบวาเปน ส่ิงท่มี ากอน
พฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน (Janssen, 2000; De Spiegelaere et al., 2012; Wu et
89
al., 2014) ความตองการของงานจะเกิดขึ้นกรณีที่ปริมาณงานมากเกินกําลังมีปริมาณงานท่ีตองทํา
มากเกินไปภายในกรอบเวลาที่จํากัด (Janssen, 2000) จากการทบทวนวรรณกรรมผูวิจัยพบวาความ
กดดันดานเวลาเม่ือมีความตองการของงานที่สําคัญ (Noefer et al., 2009; Ohly et al., 2006; De
Spiegelaere et al., 2012; Wu et al.,2014) และถือวา เปนงานท่ีทา ทาย (De Spiegelaere et al. ,
2012)
มีงานวิจัยหลายงานที่ตรวจสอบตัวแปรแทรกแซงที่มีความเปนไปได เชน การให
รางวัลที่เปนธรรม ปจจัยเอ้ือตอการทํางานและกลุมอาชีพ (Janssen, 2000; Martín et al., 2007;
De Spiegelaere et al., 2012) ผลการวิจัยเกี่ยวกับการเชื่อมโยงระหวา งความตองการของงานและ
พฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานไดถูกผสมผสานกัน ความตองการของงานจะมีความสัมพันธ
เชิงบวกตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน เม่ือพนักงานไดรับรางวัลที่รูสึกวามีความชัดเจน
และเปนธรรมหรือเมื่อปจจยั เอ้ือตอการทํางาน มีโครงสรางของงานท่ีมีเปาหมายชัดเจน ในแงของแรง
กดดันดานเวลาจะเปนตัวแปรกํากับในการกระตุนใหเกิดพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานของ
พนักงาน หากแรงกดดันดานเวลามากเกินไฟอาจนําไปสูการเรียนรูที่เกินพิกัด และหากการเรียนรูนั้น
อยใู นระดับที่ตํา่ เกินไปอาจทําใหไมสามารถกระตุนใหเกดิ การเรยี นรูแสดงพฤติกรรมสรา งนวัตกรรมใน
การทํางานของพนักงานออกมาไดเพียงพอ (Ohly et al. , 2006). อีกทั้งงานวิจัยของ Noefer et
al. (2009) ไดเสนอแนะเพ่ิมเติมอีกวาความกดดันดานเวลาจะสงผลกระทบในทิศทางตรงกันขามตอ
การสรางความคิดแตจะสงผลกระทบในทิศทางบวกตอการนําความคิดไปใช อีกทั้งนักวิชาการเหลานี้
ไดยืนยันอีกวาความดันของเวลาท่ีเหมาะสมจะสามารถสรางกลยุทธเพื่อรับมือกับปญหาตาง ๆ ได
และสามารถนําความคิดเหลาน้ันไปใชไดเร็วกวาและสามารถขจัดขั้นตอนการทํางานที่ไมมี
ประสิทธิภาพไดอ ยางดยี ่ิงข้ึน
7.การสะทอนของงานหรือการปอนกลับ (Feedback) เปนอีกหน่ึงปจจัยสําคัญที่มี
อิทธิพลตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานในหลายเหตุผล เหตุผลประการแรก การสะทอน
ของงานหรือการปอนกลับเปนการใหพนักงานไดรับทราบเกี่ยวกับประสิทธิภาพและคุณภาพในการ
ทาํ งานของตวั เอง ซึ่งการยอ นกลบั จะทําใหทราบวา ผลงานท่เี กิดขึ้นนัน้ เปนอยา งไร มีผลตอ ผูเกย่ี วของ
อยางไร และงานนั้นประสบความสําเร็จหรือไมตองมีการปรับปรุงอยางไร เพ่ือจะไดพัฒนาใหเกิด
ประสิทธิภาพท่ีดีขึ้นตอไปเรื่อย ๆ จะเปนแหลงขอมูลท่ีมีคุณคาท่ีชวยทําใหการทํางานน้ันสําเร็จและ
สงผลใหการปฏิบัติงานของพนักงานท่ีเหมาะสม จะสามารถทําใหงานน้ันบรรลุเปาหมายที่
ตองการ ดังนั้น การสะทอนของงานหรือการปอนกลับ พนักงานจะสามารถตรวจสอบปญหาและหา
โอกาสในการแกปญหาได เหตุผลประการท่ีสอง พนักงานจะสามารถนําผลจากขอเสนอแนะที่ไดรับ
ไปปรับใชในการทํางานซ่ึงจะทําใหงานนั้นเกิดประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลมากข้ึน เนื่องจาก
พฤตกิ รรมสรางนวัตกรรมในการทํางานมคี วามซับซอนในมุมมองท่ีแตกตางกันอยางนอยแหลงขอมูลที่
90
ไดรับจะสามารถชวยใหพนักงานไดสรางพฤติกรรมที่ซับซอนเชนนี้ จากผลงานวิจัยของ Knol and
Van Linge (2009) ไดทดสอบวา การสะทอนของงานหรือการปอนกลับจะมีอิทธิพลทางตรงตอ
พฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน ในขณะที่การศึกษาอื่น ๆ พบวา การสะทอนของงานหรือ
การปอนกลับจะเปนตัวแปรกํากับไดแก ปจจัยอื่นๆ เชน ความกดดันดานเวลา ทักษะที่หลากหลาย
การตอตานตอการเปล่ียนแปลงและพันธะสัญญาใจ และความสัมพันธของตัวแปรดังกลาวกับ
พฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน จะไดรบั อิทธพิ ลจากการรบั ฟงขอเสนอแนะจากตัวเนอ้ื งานเอง
หรือจากเพ่ือนรวมงานหรือจากหัวหนางานดวยเชนกัน (Battistelli et al., 2011; Chang et al. ,
2013; Noefer et al., 2009)
ทฤษฎีท่ีใชอธิบายความสัมพันธตาง ๆ ที่ยังรวมไปถึงทฤษฎีคุณลักษณะ (Trait
Activation Theory) (Lievens et al., 2006) และความคิดเกี่ยวกับสังคมรอบ ๆ ตัวพนักงาน
ซึ่งไดแก ขอเสนอแนะจากเพื่อนรวมงานและจากหัวหนางานก็มีสวนสําคัญเน่ืองจากจะไมสงผล
กระทบเชิงลบท่ีนอยมากในระหวางการปฏิสัมพันธระหวางกันแตจะสงผลกระทบเชิงบวกมากขึ้นใน
การปฎิสัมพนั ธเ พ่ือสรา งพฤติกรรมนวัตกรรมในการทาํ งาน (Noefer et al., 2009)
การสะทอนของงานหรือการปอนกลับจากหัวหนางานที่เกี่ยวของกับกระบวนการ
ทํางานและผลการปฏิบตั ิงาน พบวา อิทธิพลในเชิงบวกตอพฤติกรรมสรางนวตั กรรมในการทํางาน โดย
เปนการเสริมสรางความรูที่เก่ียวของกับงานและความม่ันใจในตนเอง (Knol & van Linge, 2009)
การรับฟงขอเสนอแนะ พบวาจะสามารถเสริมสรางพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานในหมู
พนักงานท่ีคอนขางตอตานการเปล่ียนแปลง (Battistelli et al. , 2011) โดยการชวยลดความรูสึก
ขาดความม่ันใจของพวกเขาและจะมีอิทธิพลตอการปรับตัวตอการเปลี่ยนแปลงผานพฤติกรรมสราง
นวัตกรรมในการทํางาน โดยการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้ของ Noefer et al. (2009) พบวา การรับฟง
ขอ เสนอแนะจากหวั หนางานจะสงผลกระทบอยางมีนัยสําคญั ทางสถิตติ อพฤติกรรมสรางนวตั กรรมใน
การทํางาน นักวิจัยตางมองวาการรับฟงขอเสนอแนะจะชวยใหพนักงานสามารถติดตามผลการ
ดําเนินงาน จะชวยใหพวกเขาจัดโครงสรางงานไดอยางมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงชวยลดแรงกดดัน
ดานเวลาและสรา งพนื้ ท่ใี หพนกั งานเหลา นน้ั ไดนําความคิดตาง ๆ ไปใชในการปฏิบตั ิงานตอไป
ตาราง 2.6 สรุปความสัมพันธระหวางแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยที่ชวยเสริมสราง
พฤตกิ รรมสรา งนวัตกรรมในการทํางาน
กรอบแนวคิด วิธปี ฏิบัติท่ดี ที ีส่ ุด
AMO สาํ หรับพฤติกรรมสรา ง ตวั แปรสงผาน ตัวแปรกํากบั ทฤษฎี
นวัตกรรม
การเพิ่มพนู การอบรมและพัฒนา การแบงปน ความรู กลุมอาชีพ, ทฤษฎีแลกเปลย่ี นทางสงั คม,
ความสามารถ (+) ประเภทธรุ กิจภาครัฐหรอื ทฤษฎีทนุ มนุษย,
(A) เอกชน, มุมมองดานความรู
91
ประเทศท่ีตั้งขององคก าร
การเพ่มิ พูน การใหร างวัล (+/−) ภาระหนาทเ่ี พื่อ ประเทศทีต่ ้ังขององคก าร, ทฤษฎีแลกเปลยี่ นทางสงั คม,
แรงจูงใจ ความไมม่นั คงในงาน สรา งนวัตกรรม ประเภทธรุ กิจภาครัฐหรอื ทฤษฎีความมงุ มน่ั ในตนเอง,
(M) (+/−) สัญญาใจ ภาคเอกชน, ทฤษฎกี ารออกแบบงาน-
กลมุ อาชีพ ปจ จัยเอือ้ ตอ การทาํ งาน
การเพ่ิมพูน การมีอิสระในการ ประเทศทตี่ ั้งขององคก าร, ทฤษฎแี ลกเปลี่ยนทางสังคม,
โอกาส ทาํ งาน (+) กลมุ อาชีพ ทฤษฎีความมงุ มัน่ ในตนเอง,
(O) ความไววางใจ, ทฤษฎกี ารประเมินความรู
การแลกเปล่ียนระหวา ง ความเขาใจ,
หัวหนา และลูกนอง, ทฤษฎกี ารออกแบบงาน-
โอกาสท่ีจะเรียนรูและพัฒนา ปจจยั เออื้ ตอ การทาํ งาน
องคป ระกอบของงาน การแลกเปลย่ี น กลุมอาชพี , ทฤษฎีความมุงมน่ั ในตนเอง,
(+/−) ระหวางหวั หนา และ ผลสะทอนจากหวั หนา งาน, ทฤษฎกี ารออกแบบงาน-
ลกู นอ ง การแลกเปลยี่ นระหวาง ปจ จัยเออ้ื ตอการทาํ งาน,
หวั หนาและลกู นอง มุมมองดา นความรู
ความตอ งการงาน กลุมอาชพี , ทฤษฎีความมุง มน่ั ในตนเอง,
(+/−) ผลสะทอนจากหวั หนา งาน, ทฤษฎีการออกแบบงาน-
การแลกเปลี่ยนระหวา ง ปจจัยเอื้อตอการทาํ งาน
หัวหนา และลกู นอง,
การสะทอนของงาน ปจจยั เอื้อตอการทํางาน, ทฤษฎคี วามมงุ ม่ันในตนเอง,
หรอื การปอนกลับ (+) การใหร างวัลอยางเปน ธรรม ทฤษฎีการออกแบบงาน-
สญั ญาใจ ปจจยั เอื้อตอ การทํางาน,
คณุ ลักษณะ ทฤษฎีการกระตุนคุณลักษณะ
ที่มา : Bos-Nehles, A., Renkema, M., & Janssen, M. (2017)
ดังนั้น อิทธิพลของแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรม
ในการทํางาน จึงอธิบายไดดวยทฤษฎีความสามารถ แรงจูงใจ โอกาส (Ability-Motivation-
Opportunity Theory : AMO) และงานวิจัยท่ีเกี่ยวของ เนื่องจากทฤษฎีความสามารถ แรงจูงใจ
โอกาส (AMO) อธิบายถึง ความเช่ือมโยงระหวางการบริหารทรัพยากรมนุษยและผลการปฏิบัติงาน
และใชในการอธิบายแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยวาสามารถชวยเพ่ิมประสิทธิภาพของ
พนักงานได โดยอธิบายวา หากตองการเพ่ิมประสิทธิภาพการทํางานของพนักงาน จะตองเพ่ิมระดับ
ความสามารถ (Ability Enhancement ) เพิ่มแรงจูงใจ (Motivation Enhancement ) และเพิ่ม
โอกาสภายในองคการของพนักงานใหสูงขึ้น (Opportunity Enhancement) โดยตองมีการ
จัดรูปแบบแนวปฏิบัติดานทรัพยากรมนุษยท่ีสงเสริมใหพนักงานมีความสามารถ แรงจูงใจและโอกาส
เพ่ิมมากข้ึน (Boxall and Purcell, 2003) ดังนั้น หากฝายบริหารจัดการทรัพยากรมนุษยสามารถ
กําหนดวิธีการในการสงเสริมพนักงานใหมีพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมไดอยางเหมาะสม จะชวยให
พนักงานมีระดับความสามารถที่สูงข้ึน มีแรงจูงใจในการคิดคนนวัตกรรมใหม และถือเปนการเพิ่ม
โอกาสในพฤติกรรมการทํางานเชิงนวตั กรรมใหกบั พนกั งาน
92
ทั้งนี้ แนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษย เปนกิจกรรมท่ีเกิดจากหนาที่หลักของการ
บริหารจัดการทรัพยากรมนุษย เชน การฝกอบรม การพัฒนาบุคลากร การคัดสรรบุคลากร และการ
ใหคาตอบแทน เปน ตน ดังนนั้ หากองคการมแี นวปฏิบตั ิดา นการจัดการทรัพยากรมนุษยท ี่เกี่ยวของกับ
การสงเสริมการสรางนวัตกรรมในการทํางานใหกับพนักงาน จะชวยสงเสริมใหพนักงานในองคการมี
พฤติกรรมท่ีเก่ียวของกับการสรางหรือการประยุกตใชความคิดใหม กระบวนการใหม ผลิตภัณฑใหม
หรือข้ันตอนการทํางานใหมในงานของตัวเอง ซ่ึงถือเปนพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน
(Innovative Work behavior) ดังน้ันจากทฤษฎีความสามารถ แรงจูงใจ โอกาส (AMO) และ
งานวิจยั ทเี่ ก่ยี วของ นําไปสกู ารกําหนดสมมติฐานที่ 1 ดังน้ี
สมมติฐานท่ี 1 แนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกตอ
พฤติกรรมสรา งนวัตกรรมในการทาํ งาน
แนวปฏิบัติดานการ พฤติกรรมสรา ง
จดั การทรพั ยากร นวตั กรรมในการ
มนษุ ย ทาํ งาน
ภาพประกอบ 2.3 เสนแสดงความสัมพันธของแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยกับ
พฤตกิ รรมสรา งนวัตกรรมในการทํางาน
2.3 บรรยากาศองคก าร (Organizational Climate for innovation)
2.3.1 ความหมายบรรยากาศองคการ
Klein and Sorra (1996) ไดใหความหมายของบรรยากาศองคการวา หมายถึง การรับรูของ
พนักงานเกี่ยวกับการไดรับรางวัล ไดรับการสนับสนุนจากองคการท่ีเก่ียวของกับพฤติกรรมการสราง
นวัตกรรมในการทํางานของพนักงาน
Bharadwaj and Menon (2002) กลาวไววา บรรยากาศการทํางานสงเสริมนวัตกรรม เปน
วิธีการที่องคการสงเสริมใหเกิดพฤติกรรมเกี่ยวกับการสรางนวัตกรรม ผานวิธีการอยางเปนทางการ
เครือ่ งมอื แลทรพั ยากรตา ง ๆ
ในขณะที่ Tesluk et., al (1997) ใหค วามหมายวา บรรยากาศสง เสริมนวัตกรรม เปน นโยบาย
และการปฏิบัติท่ีเกิดขึ้นจริงรวมถึงข้ันตอนการทํางานที่เก่ียวของกับความรูของบุคคลวัตถุประสงคที่
ชัดเจน เพ่ือพัฒนาผลิตภัณฑใหม ความคิดสรางสรรค บริการ และวิธีการตาง ๆ รวมถึงเพ่ือใหบรรลุ
นวตั กรรม
93
ประเวช ชุมเกสรกูลกิจ และ ศจีมาจ ณ วิเชียร (2561) ยังกลาวไววา บรรยากาศองคการ
(Organization Climate) หมายถึง กรอบแนวคิดเก่ียวกับเจตคติ คานิยม บรรทัดฐาน และความ
คาดหวังที่บุคคลในองคการมีรวมกัน ซึ่งสิ่งเหลาน้ีจะเปนเคร่ืองชวยอธิบายและทําความเขาใจกับ
พฤติกรรมของคนในองคการ และท่ีสําคัญองคการที่มีบรรยากาศองคการแบบสนับสนุนนวัตกรรมจะ
ทําใหพนักงานมีการรับรูวานวัตกรรมเปนสิ่งท่ีพึงปรารถนาในองคการ พนักงานจึงพยายามท่ีจะแสดง
ถึงพฤตกิ รรมสรา งนวัตกรรมในองคการขึน้ เพื่อตอบสนองความคาดหวังดงั กลาวในองคก าร
นอกจากน้ี ตรีทิพ บุญแยม (2554) ซึ่งไดศึกษาเก่ียวกับปจจัยบรรยากาศสงเสริมนวัตกรรม
ของกลุมงานท่ีมีอิทธิพลตอพฤติกรรมการสรางนวัตกรรมก็ไดใหความหมายไววาเปนการรับรูรวมกัน
ของสมาชิกในกลุมงาน ตอสภาพแวดลอมในการทํางาน ตลอดจนคุณสมบัติของกลุมงานที่สมาชิกได
ดาํ รงอยู วา มลี กั ษณะเปนบรรยากาศท่เี อ้ือตอการสรา งสรรคแ ละพฒั นาผลงาน
James and Sells (1981 อางถึงใน Anderson & West, 1998) ไดใหคําจํากัดความของคํา
วาบรรยากาศในการทํางานไววาเปนการรับรูของบุคคลตอสภาพแวดลอม ซึ่งถูกแสดงออกในรูปของ
ความหมายทางจิตวิทยาและมีนัยสําคัญตอบุคคล ตอมา James et., al. (1988 อางถึงใน Bear &
Frese, 2003) ไดเสนอเพิ่มเติม บรรยากาศในการทํางานนั้นเปนบรรยากาศดานจิตวิทยา ซ่ึงเปนกลุม
ของการรับรูท่ีสะทอนวาสภาพแวดลอมในการทํางานนั้นเปนอยางไร และคุณสมบัติขององคการซ่ึงได
ถูกประเมินพรอมท้ังนําเสนอในรูปของความหมายและความสําคัญตอบุคคล ซ่ึงเมื่อการรับรูตอ
บรรยากาศเหลาน้ันของบุคคลมีความคลายคลึงกันมันก็จะเปนการหลอมรวมเปนตัวบงชี้บรรยากาศ
ขององคการได จากคําจํากัดความดังกลาวขางตนไดแสดงใหเหน็ ถึงกระบวนการรูคิดและการรับรูของ
บคุ คล ตอสภาพแวดลอมอยา งใกลชิดทบ่ี ุคคลไดดาํ รงอยู
อีกท้ัง Burton (2004) ไดใหความหมายวา บรรยากาศองคการเปนบรรยากาศท่ีมี
ความสัมพันธกับความม่ันคงของสิ่งแวดลอมภายในองคการ โดยเปนประสบการณรับรูของสมาชิก
ภายในองคการ ซงึ่ มีอิทธิพลตอ พฤติกรรมของสมาชกิ องคก าร
สวน Hofstede (2001) ไดใหความหมายวัฒนธรรมเปนโปรแกรมรวมของความคิดซึ่งแยก
สมาชิกของกลุมหนึ่งหรือหมวดหมูของคนจากกลุมอ่ืนและแสดงใหเห็นวาบรรยากาศและวัฒนธรรมมี
ความแตกตางกัน เชน บรรยากาศเกี่ยวของกับบุคคลแรงจูงใจ และพฤติกรรม ในขณะท่ีวัฒนธรรม
เกย่ี วของขอ งกับระดบั องคก ารท้ังหมด
สวน Deshpande and Farley (2004) กลาววา บรรยากาศองคการและวัฒนธรรมองคการ
มีความแตกตา งกนั ท่ีบรรยากาศองคการใหค วามสาํ คัญทีก่ ระบวนการตัดสินใจขององคก าร
ตอมาการศึกษาของ Chen and Huang (2007) พบวาบรรยากาศองคการประกอบดวย 2
ปจจัยยอย ไดแก บรรยากาศเกี่ยวกับนวัตกรรม (Innovative Climate) และบรรยากาศการรวมมือ
กนั (Cooperative Climate) ในขณะทีก่ ารศกึ ษาของ Nystrom et., al. (2002) บรรยากาศองคการ
94
ประกอบดวย 3 ปจจัยยอย คือ การมุงเนนความเส่ียง (Risk Orientation) การมุงเนนภายนอก
(External Orientation) และการมุงเนน การประสบความสาํ เรจ็ (Achievement Orientation)
Wang (2018) ไดใหความหมายของบรรยากาศขององคการวา บรรยากาศในองคการเกิด
จากความรูและความเขาใจของพนักงานที่เกี่ยวของกับนโยบาย และวิธีการทํางานในองคการ รวมถึง
พฤติกรรมการทํางานของพนักงานท่ีคอยสนับสนุนองคการไมวาจะเปนทางออมหรือทางตรง เม่ือ
พนักงานรับรูถึงบรรยากาศในองคการเชิงนวัตกรรมทางดานบวก พนักงานก็จะมีแนวโนมทาง
พฤติกรรมที่จะสงผลใหเกิดการสรางสรรคนวัตกรรมไดมากขึ้น ซึ่งบรรยากาศมีผลอยางมากตอการ
สรางแรงบันดาลใจใหแกพนักงานจนทําใหเกิดเปาหมายที่สําเร็จ รวมถึงบรรยากาศโดยทั่วไปใน
องคการดว ยเชน
1. บคุ ลิกภาพแบบเปด เผยเชงิ บวกมีความสัมพนั ธก บั พฤติกรรมนวตั กรรมของพนกั งาน
2. การสนับสนุนจากทีมหรือเพื่อนรวมงานเชิงบวกมีความสัมพันธกับพฤติกรรม
พนักงานในคิดริเร่ิมนวัตกรรม อีกท้ังยังเปนตัวควบคุมผลกระทบของการแสดงออกตอพฤติกรรมใน
การสรางสรรคน วตั กรรมของพนกั งานอีกดว ย
3. การสนับสนุนจากหัวหนาเชิงบวกมีความสัมพันธกับพฤติกรรมพนักงานในการคิด
ริเริ่มนวัตกรรม อีกทั้งยังเปนตัวควบคุมผลกระทบของการแสดงออกตอพฤติกรรมในการสรางสรรค
นวัตกรรมของพนกั งานอกี ดว ย
4. คานิยมหรือปรัชญาในองคการเชิงบวกมีความสัมพันธกับพฤติกรรมพนักงานในการ
คิดริเร่ิมนวัตกรรม และยังเปนตัวควบคุมผลกระทบของการแสดงออกตอพฤติกรรมในการสรางสรรค
นวตั กรรมของพนกั งานอีกดวย
5. การสนับสนุนจากทรัพยากรในองคการเชิงบวกมีความสัมพันธกับพฤติกรรม
พนักงานในคิดริเร่ิมนวัตกรรม อีกทั้งยังชวยควบคุมผลกระทบตาง ๆ ของพฤติกรรมในการสรางสรรค
นวัตกรรมของพนกั งานอกี ดวย
6. ความยืดหยุนในงานเชิงบวกมีความสัมพันธกับพฤติกรรมพนักงานในคิดริเร่ิม
นวัตกรรม และทั้งยังเปนตัวควบคุมผลกระทบของการแสดงออกตอพฤติกรรมในการสรางสรรค
นวตั กรรมของพนกั งาน
สําหรับการศึกษาของ Crespell and Hanson (2008) พบวา สภาพบรรยากาศ
ภายในองคการที่จะสามารถชวยสรางนวัตกรรมอยางมืออาชีพ (A Pro-Innovation Climate)
ประกอบดวย 6 ปจจัย ไดแก 1) การติดตอกันของทีม (Team Cohesion) 2) การใหกําลังใจของ
ผูบังคับบัญชา (Supervisor Encouragement) 3) ความมีอิสระ (Autonomy) 4) ความทาทาย
(Challenge) 5) การเปดกวางตอนวัตกรรม (Openness to Innovation) และ 6) ทรัพยากรท่ีมีอยู
(Availability of Resources)
95
จากความหมายดังกลาวขางตน ผูวิจัยสามารถความหมายของบรรยากาศสงเสริม
นวัตกรรมขององคการ หมายถึง การรับรูของพนักงานถึงวิธีการท่ีองคการสงเสริมโดยใชวิธีการ
เคร่ืองมือ และทรัพยากรตาง ๆ เพ่ือใหพนักงานแสดงพฤติกรรมเก่ียวกับการทํางานเชิงนวัตกรรมหรือ
พฤติกรรมสรางนวตั กรรมการทาํ งานในองคก ารขึน้ เพ่ือตอบสนองความคาดหวังดงั กลา วในองคการ
2.3.2 แนวคดิ บรรยากาศองคก าร
การศึกษาเรื่องบรรยากาศองคการ พฒั นามาจากการศึกษาบรรยากาศองคการ ซึ่งเริ่มตนโดย
Litwin (1930) เปนการเช่ือมโยงสภาพแวดลอมและพฤติกรรมของบุคคลเขาดวยกัน (Litwin, 1968)
บรรยากาศองคการเปนพื้นฐานในการอธิบายสภาพการณตาง ๆ และเปนแหลงผลักดันพฤติกรรม
ตาง ๆ ของบุคคลในองคการโดยเปนผลมาจากนโยบาย และพฤติกรรมของสมาชิกภายในองคการ
(Dubrin, 1991) รวมถึง เปนภาพสะทอนลักษณะองคการ ซึ่งชวยใหเราสามารถเขาใจองคการใน
สภาพที่เปนอยูจริง โดยบรรยากาศท่ีแตกตางกัน ยอมมีอิทธิพลตอการสรางความพึงพอใจ และ
พฤติกรรมของบุคลากรในองคการท่ีแตกตางกัน และเมื่อตัวแปรหน่ึงขององคการมีการเปล่ียนแปลง
ไมวาจะเปนตัวแปรในพฤติกรรม โครงสรางหรือกระบวนการ บรรยากาศองคการก็จะถูกกระทบโดย
การเปลี่ยนแปลงนั้นไปดวย โดยอาจสงผลทางบวกหรือทางลบ และมีอิทธิพลตอการปฏิบัติงาน
รวมถงึ ระดับพฤตกิ รรมในการทํางานของพนกั งาน ประสทิ ธผิ ล และวัฒนธรรมองคก ารดวย (Litwin &
Stringer, 1968)
Steers and Porter (1979) ไดกลาวถึง ความสําคัญของบรรยากาศองคการวาเปนตัวแปร
สําคัญท่ีใชในการวิเคราะหพฤติกรรมการทํางานของบุคคลซ่ึงจะไมถูกตองสมบูรณหากไมพิจารณาถึง
สภาพแวดลอมในองคการ (Internal Environment) เน่ืองจากมีสวนกําหนดเจตคติและพฤติกรรม
การทํางานดวย ท้ังนี้ Amabile (1988) and Scott & Bruce (1994) ยงั กลาววา บรรยากาศองคการ
ในรูปแบบของการสนับสนุนการสรางนวัตกรรมขององคการ เปนการสงมอบคุณคาขององคการและ
บรรทัดฐานเพื่อใหไดรับภาพตามท่ีคาดหวัง ลดความเสี่ยง และสามารถเชื่อมโยงพฤติกรรมสราง
นวตั กรรมในการทํางานได (Farr & Ford, 1990; Yuan & Woodman, 2010)
บรรยากาศองคการเปนเร่ืองหน่ึงที่เก่ียวของกับองคการและบุคคล เน่ืองจากบุคคลไมได
ทํางานอยูเพียงลําพัง แตการทํางานน้ันอยูภายใตการกํากับ การควบคุม โครงสรางองคการ แบบของ
ผูนํา กฎระเบียบตาง ๆ รวมถึงสภาพแวดลอมภายในองคการท่ีไมสามารถเห็นไดแตสามารถรับรูได
พนักงานที่มีการรับรูบรรยากาศขององคการที่ดีจะมีเจตคติตองานและมีอัตราการขาดงานต่ํา (ชฎิล
รัตน เอ่ียมเกษมสิน, 2547) สิ่งตาง ๆ เหลานี้มีผลกระทบตอตัวบุคคล องคการ และการรับรูที่มีเปน
ส่ิงท่ีมีอิทธิพลตอพฤติกรรมและทัศนคติ บรรยากาศขององคการจึงเปนอีกปจจัยท่ีมีความสําคัญและมี
ผลตอประสทิ ธิภาพขององคการเปนอยา งมาก
96
การทาํ วจิ ัยในชวงระยะหลัง เร่ิมมีการวัดตัวแปรบรรยากาศองคการท่ีมคี วามชัดเจน และระบุ
เปนรูปแบบเฉพาะที่สงผลโดยตรงตอพฤติกรรมมากข้ึน เชน บรรยากาศองคการ และเมื่อนักวิชาการ
ไดศึกษาเร่ืองบรรยากาศองคการมาหลายทศวรรษ (Roderic, 2007) เริ่มมีแนวคิดท่ีแสดงใหเห็นวา
การที่พนักงานจะมีพฤติกรรมเกี่ยวกับการสรางนวัตกรรมมากนอยแคไหน ข้ึนอยูกับบรรยากาศท่ีเอ้ือ
ตอ การสรางนวตั กรรม ซ่งึ มี 8 มติ ิ ดงั น้ี
1. มติ อิ สิ รภาพดานความคดิ (Free expression of Ideas) เปนบรรยากาศการทํางาน
ท่ีใหเกียรติพนักงาน เชื่อใจ และยอมรับความคิดเห็นซึ่งกันและกัน แมวาบางคร้ังความคิดน้ัน อาจจะ
ไมด ีเยย่ี มเสมอไป แตผ บู ริหารตอ งแสดงใหพนักงานเชือ่ วา สนใจรบั ฟง ความคดิ ของพวกเขาจรงิ ๆ
2. มิติอิสรภาพดานการแสดงความเห็น (Free expression of Concerns) โดยการ
แสดงความคิดเห็นของพนักงาน ไมจําเปนวา จะตองเปนการนําเสนอความคิดใหม ๆ เสมอไป แตเมื่อ
พนักงานสังเกตเห็นการดําเนินงาน หรือเหตุการณความเปนไปในบริษัทที่ดูผิดปกติ ไมถูกตอง
พนักงานพึงมอี ิสระในการทักทวงวิจารณเหตกุ ารณ หรือ การปฏิบัติน้ัน ๆ ซึ่งเปน เรื่องสําคญั ไมนอยไป
กวาการมีความคิดใหม ๆ เพราะถาพนักงานสังเกตเห็นส่ิงผิดปกติแลว ไมแจงใหองคการทราบ
สถานการณด ังกลาว อาจกลายเปน ปญ หาที่สงผลเสียตอ องคการได
3. มิติอิสรภาพดานการซักถาม (Freedom to Question) เปนมิติที่ตอเนื่องจากมิติ
อิสรภาพดานการแสดงความเห็น โดยพนักงานพึงมีความอิสระในการถามคําถามผูบริหารไดทุกระดับ
เม่ือพนักงานไมเขาใจเรื่องงาน หรือสงสัยในความเปนไปขององคการ และความผิดปกติท้ังหลาย
พนกังานมีสิทธิ์ต้ังคําถาม เพ่ือใหไดคําตอบ เนื่องจากธุรกิจตองมีการแขงขันและมีการ
เปล่ียนแปลงเกิดข้ึนอยูตลอดเวลา ผูบริหารยอมไมสามารถรูทุกอยาง หรือติดตามขาวคราวทัน
สถานการณใ น ทกุ เรอื่ ง จึงตองอาศัยพนักงานทกุ คนชวยดูแล
4. มติ กิ ารมีสว นรวมในการกาํ หนดเปาหมาย (Participation in Defining Goals) เปด
โอกาสใหพนักงานไดมีสวนรวมแสดงความคิดเห็นในการกําหนดเปาหมายการทํางานรวมกัน หาก
ผูบริหารเปนผูมีสิทธิฝายเดียวในการตั้งเปาหมาย อาจเปนเปาหมายที่ไมเหมาะสม เชน ยากเกินไป
หรืองายเกินไปก็เปนไปได การสนับสนุนใหพนักงานไดรวมตั้งเปาหมายจะแสดงใหพนักงานเห็นวา
ผูน ําใหเกียรตแิ ละยอมรบั พนักงาน รวมถงึ ทําใหพ นักงานรูสกึ เปน เจาของงาน แทนทีจ่ ะเปน ผรู ับคําส่ัง
หรอื ผูปฏบิ ตั ิเทา น้นั
5. มิติความพึงพอใจในงาน (Instrinsic Satisfactions from the Work Itself) มิตินี้
เปนนเรื่องของลักษณะงานที่พนักงานพอใจ เปนการจัดงานใหเหมาะกับคน และเมื่อพนักงานมีความ
สุขสนกุ กบั งาน ผูบรหิ ารจะไมตองเขมงวดกบั การปฏบิ ัติงานของพนกั งาน
6. มิติอิสรภาพในการสรางนวัตกรรม (Innovation- Freedom to try new
conceptsand approaches) พนักงานไดรับโอกาสที่จะทดลองในกรอบความคิดหรือวิธีใหม ๆ โดย
97
หากพนักงานมีความคิดสรางสรรค ผูบริหารควรรับฟง และมีอิสระที่จะทํางานดวยวิธีใหม ๆ เพราะ
อาจจะดกี วาวิธเี ดิมทเ่ี คยปฏิบตั มิ า
7. มิติสภาพแวดลอมท่ีคุกคาม (Environmental Threat) เชน ภัยธรรมชาติ เหตุ
วุนวายทางการเมือง ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ เปนตน ซึ่งไมสามารถควบคุมได แตมีวิธีสรางกําลังใจแก
พนกั งานไมใหว ิตกกังวลจนเกินไปได
8. มิติการคุกคามท่ีมีวัตถุประสงคจําเพาะ (Purposive Threats) ในขณะท่ีสภาพ
ท่ีคุกคาม เปนเหตุวิกฤตที่เกิดข้ึน และมีผลกระทบตอสาธารณะชนโดยทั่วไป แตภัยคุกคามท่ีมี
วัตถุประสงคจําเพาะน้ีจะเปนภัยคุกคามท่ีมุงเฉพาะกลุมหรือตัวบุคคลเทานั้น เชน การต้ังกติกาให
รางวัลหรือลงโทษพนักงานที่ทํางานได หรือไมไดตามเปา ซ่ึงหากมองทางดานบวก คือการจูงใจ
พนักงานใหทํางานไดตามเปาหมาย และไดรับรางวัล แตหากมองทางดานลบ อาจเปนการกดดัน
คุกคามพนักงาน ถาเปาหมายน้ันสูงเกินไป และยากที่จะบรรลุได ซึ่งจะทําใหพนักงานรูสึกถูกบีบให
ทํางานมากกวาจะเปนการจงู ใจ
ในปเดยี วกนั (De Jong, 2007) ไดว ดั บรรยากาศองคก ารดวยตัวบง ชี้เพยี ง 3 มิติ ดังน้ี
1. ความปลอดภัยในการมีสวนรวม (Participative Safety) พนักงานควรมีความรูสึก
ท่ีปลอดภัยดานจิตใจไมเปนภัยคุกคามในการปฏิบัติงาน พนักงานไมควรไดรับคําตําหนิหรือถูกลงโทษ
ในกรณที ่พี นกั งานมคี วามคิดใหม ๆ หรือกระทําสิ่งใดท่ผี ิดไปบางจากส่ิงท่เี คยปฏบิ ัติ
2. ความพยายามเพอ่ื ความเปนเลศิ (Striving for Excellence) ทาํ ใหมีความตระหนัก
ตอการเพ่ิมคุณภาพของผลการปฏิบัติงาน ซ่ึงเปนความพยายามของพนกั งานในองคการเก่ียวกบั ความ
เปนเลศิ ของการปฏิบัติงาน โดยไดรับการประเมนิ การปรับปรงุ และการวิจารณทางบวกอยา งตอเน่ือง
ภายใตบรรยากาศของการสรางนวัตกรรม มีการใหขอมูลปอนกลับ การควบคุมตรวจสอบซ่ึงกันและ
กันรวมถึง มีการประเมินผลความคิดและการปฏิบัตงิ าน
3. การสนับสนุนการสรางนวัตกรรม (Support for Innovation) คือ การสนับสนุน
ตอความพยายามท่ีจะแนะนําความคิดใหม ๆ และวิธีการตาง ๆ ท่ีไดรับการปรับปรุงพัฒนามาใชใน
การทํางาน (West & Farr, 1990) การสนับสนุนการสรางสรรคนวัตกรรมมีหลายรูปแบบ เชน การ
สนบั สนนุ ดานวาจาภายในและภายนอกกลมุ เชน การประชมุ กลุม เปนตน การรว มมือในกลุม และการ
รว มมือระหวางบคุ คลในการสรางและการใชความคิดใหม ๆ การจัดหาเวลาและทรัพยากรของสมาชิก
ในกลมุ เพ่ือการสรางและการใชค วามคิด เปนตน
การที่พนักงานจะมีพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานมากนอยแคไหนขึ้นอยูกับ
บรรยากาศการทํางานเชงิ นวัตกรรม โดยสภาพแวดลอ มเหลานี้ จะทาํ ใหพนักงานเกิดการรับรูและเปน
แรงกดดันท่ีทําใหพนักงานแสดงพฤติกรรมการทํางานออกมา (Mumford et.al., 2002) ดังน้ัน จะ
เห็นไดวาบรรยากาศการทํางานเชิงนวัตกรรมมีความสัมพันธกับพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการ
98
ทาํ งานอยางชัดเจน บรรยากาศสง เสริมนวัตกรรม (Scott & Bruce, 1994) หรือบรรยากาศองคการท
ท่ีเอื้ออํานวยตอความคิดสรางสรรคสิ่งใหม ๆ (Van Esch et al., 2016) จึงเปนส่ิงหนึ่งท่ีจะชวย
สนับสนุนใหพนักงานมีความคิดริเริ่ม และการพัฒนาความคิดใหม ๆ และทําใหพนักงานตระหนักวา
ความคิดสรางสรรคเปนนั้นเปนเร่ืองท่ีสามารถสรางไดในแตละบุคคล ท่ีโดดเดนดวยความมีอิสระทาง
ความคิดเฉพาะตัว และเกิดความรูสึกความเปนเจาของในความคิดใหม ๆ น้ัน (Siegel &
Kaemmerer, 1978)
2.3.3 ทฤษฎกี ารเรยี นรทู างสังคม (Social Learning Theory)
Albert Bandura (1962 - 1986) นักจิตวิทยารวมสมัยชาวอเมริกัน (An Contemporary
Phychologist) มหาวิทยาลัยแสตนดฟอรด (Stanford University) เปนผูพัฒนาทฤษฎีนี้ขึ้นจาก
การศึกษาคนควาของตนเองซ่ึงเดิมใชช่ือวา "ทฤษฎีการเรียนรูทางสังคม" (Social Learning
Theory) Bandura กลาวไววา การเรียนรูของมนุษยน้ันเกิดจากพฤติกรรมบุคคลน้ันมีการ
ปฏิสัม พันธ (Interaction) อยางตอเ นื่องระหว างบุ คคลน้ั น(Person) และส่ิ งแวดลอม
(Environment) ซึ่งทฤษฎีนี้เนนบุคคลเกิดการเรียนรูโดยการใหตัวแบบ (Learning Through
Modeling) โดยผูเรียนจะเลียนแบบจากตัวแบบ และการเลียนแบบน้ีเปนกระบวนการที่เกิดขึ้นอยาง
ตอเนื่อง โดยอาศัยการสังเกตพฤติกรรมของตัวแบบ การสังเกตการณตอบสนองและปฏิกิริยาตาง ๆ
ของตวั แบบ สภาพแวดลอมของตวั แบบ ผลการกระทาํ คาํ บอกเลา และความนาเช่อื ถือของตวั แบบได
การเรียนรูของเด็กปฐมวัยจึงเกิดขึ้นได ตอมาเขาไดเปลี่ยนช่ือทฤษฎีเพ่ือความเหมาะสมเปน "ทฤษฎี
ปญ ญาสังคม" ทฤษฎีปญญาสังคมเนน หลักการเรยี นรูโดยการสงั เกต (Observational Learning) เกิด
จากการที่บุคคลสังเกตการกระทําของผูอ่ืนแลวพยายามเลียนแบบพฤติกรรมน้ัน ซ่ึงเปนการเรียนรูท่ี
เกิดขึ้นในสภาพแวดลอมทางสังคมเราสามารถพบไดในชีวิตประจําวัน เชน การออกเสียง การขับ
รถยนต การเลนกฬี าประเภทตาง ๆ เปนตน
ขัน้ ตอนของการเรยี นรโู ดยการสงั เกต
1. ขน้ั ใหค วามสนใจ (Attention Phase) ถาไมม ีขัน้ ตอนน้ี การเรยี นรอู าจจะไมเกิด
ขึ้นเปนขั้นตอนท่ีผูเรียนใหความสนใจตอตัวแบบ (Modeling) ความสามารถ ความมีช่ือเสียง และ
คุณลักษณะเดนของตัวแบบจะเปนส่ิงดึงดูดใหผูเรียนสนใจ กิจกรรมการเรียนรูที่เด็กไดสังเกตตัวแบบ
และตัวแบบน้ันดึงดดู ใหเดก็ สนใจท่ีจะเลยี นแบบ ควรเปนพฤติกรรมงาย ๆ ไมส ลบั ซับซอน งา ยตอ การ
เอาใจใสข องเดก็ ทเ่ี กิดการเลียนแบบและเกดิ การเรียนรู
2. ขนั้ จาํ (Retention Phase) เมื่อผเู รยี นสนใจพฤตกิ รรมของตวั แบบ จะบนั ทกึ สิ่ง
ที่สังเกตไดไวในระบบความจําของตนเอง ซ่ึงมักจะจดจําไวเปนจินตภาพเก่ียวกับข้ันตอนการแสดง
พฤติกรรม ทั้งนี้ เด็กดึงขอมูลท่ีไดจากตัวแบบออกมาใชกระทําตามโอกาสท่ีเหมาะสม เด็กที่มีอายุ
99
มากกวาจะเรียนรูจากการสังเกตการณกระทําท่ีฉลาดของบุคคลอ่ืน ๆ ไดมากกวา โดยประมวลไวใน
ลักษณะของภาพพจน (Imaginal Coding) และในลักษณะของภาษา (Verbal Coding) และเด็กโต
ข้ึนนําประสบการณและสัญลักษณตาง ๆ มาเชื่อมโยงและตอมาจะใชการเรียนรูมีเทคนิคท่ีนํามา
ชวยเหลือความจํา คือ การทองจํา การทบทวน หรือการฝกหัด และการรวบรวมสิ่งท่ีเกี่ยวพันกันใน
เหตุการณ ซงึ่ จะชว ยใหเขาไดเกบ็ สะสมความรไู วในระดบั ซึง่ สามารถนาํ มาใชไ ดเม่อื ตอ งการ
3. ขัน้ ปฏิบตั ิ (Reproduction Phase) เปนขน้ั ตอนทีผ่ ูเรียนลองแสดงพฤตกิ รรม
ตามตัวแบบ ซ่ึงจะสงผลใหมีการตรวจสอบการเรียนรูท่ีไดจดจําไว การแสดงผลการเรียนรูดวยการ
กระทาํ คอื การทเี่ ดก็ เกดิ ผลสาํ เรจ็ ในการเรยี นรจู ากตัวแบบตาง ๆ เพือ่ ใหเ กดิ ความแมน ยํา เด็กจะตอ ง
แสดงพฤติกรรมไดจากการเรียนรูดวยการเคล่ือนไหวออกมา เปนการกระทําออกมาในรูปของการใช
กลามเนื้อความรูสึกดวยการกระทําคร้ังแรกไมสมบูรณ ดังนั้น เด็กจําเปนตองลองทําหลาย ๆ ครั้ง
เพื่อใหไดลักษณะพฤติกรรมที่ตองการ แลวเขาก็จะไดรับทราบผลของการกระทําจากประสบการณ
เหลานั้น เพื่อนํามาแกไขพฤติกรรมที่ยังไมเขารูปเขารอย ส่ิงน้ีจะทําใหเกิดพัฒนาการในการเรียนรู
อยางมีประสิทธิภาพ เด็กที่มีอายุมากกวาจะมีกลามเนื้อที่แข็งแรงและสามารถควบคุมไดดีกวาเด็กท่ีมี
อายนุ อยกวา
4. ข้ันจงู ใจ (Motivation Phase) ขั้นตอนน้ีเปน ขนั้ แสดงผลของการกระทาํ
(Consequence) จากการแสดงพฤติกรรมตามตัวแบบ ถาผลที่ตัวแบบเคยไดรับ (Vicarious
Consequence) เปนไปในทางบวก (Vicarious Reinforcement) ก็จะจูงใจใหผูเรียนอยากแสดง
พฤติกรรมตามแบบ ถาเปนไปในทางลบ (Vicarious Punishment) ผูเรียนก็มักจะงดเวนการแสดง
พฤตกิ รรมนัน้ ๆ
พื้นฐานแนวความคดิ Bandura ไดเ นนยํ้าวาพฤติกรรมใด ๆ ก็ตามสามารถปรบั หรอื เปล่ยี นได
ตามหลักการเรียนรู เชื่อวาในการศึกษาพฤตกิ รรมของมนษุ ยจ ะตอ งวิเคราะหเงอ่ื นไขและส่ิงเรา ท่จี ะมา
เสริมแรงใหเง่ือนไขนั้นคงอยู พฤติกรรมการเรียนรูของมนุษย จึงเกิดจากกระบวนการเรียนรูของ
องคประกอบหลายอยาง โดยมีพันธุกรรม สภาพแวดลอม สังคม ประสบการณ ความสามารถ
เฉพาะตัวของบุคคล ผสมผสานกันจนยากแกการตัดสินใจวา พฤติกรรมน้ัน ๆ เกิดจากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
โดยเฉพาะ สาเหตุของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจึงมีลักษณะความสัมพันธแบบกําหนดซึ่งกันและกัน
(Reciprocal Determinism)
ท้ังน้ีหลกั พืน้ ฐานของทฤษฎีปญญาสังคม มี 3 ประการ คอื
1. กระบวนการเรียนรูตอ งอาศยั ท้งั กระบวนการทางปญญา และทักษะการ
ตัดสินใจของผูเรียน เปนผลของปฏิสัมพันธระหวางผูเรียนและสิ่งแวดลอม โดยผูเรียนและสิ่งแวดลอม
มีอิทธพิ ลตอ กันและกัน การเรียนรูเปนความสัมพันธระหวางองคประกอบ 3 ประการ คอื
1) ปจ จัยสว นบคุ คล (Personal Factor: P) ไดแ ก ปญ ญาความสามารถของ
100
ตนเอง ชีวภาพ และสงิ่ ภายในอืน่ ๆ
2) เง่อื นไขเชิงพฤตกิ รรม (Behavioral condition: B)
3) เงื่อนไขเชิงสภาพแวดลอ ม (Environment: E) ซึ่งมีอทิ ธิพลตอ กนั และกัน
ดังแผนภูมภิ าพประกอบ 2.4 ตามรปู B
PE
B = พฤตกิ รรม (Behavior)
P = บุคคล (Person) ไดแ ก ปญญาความสามารถของตนเอง ชวี ภาพ และอ่ืน ๆ
E = สง่ิ แวดลอ ม (Environment)
ภาพประกอบ 2.4 แสดงโครงสรา งความสมั พันธร ะหวาง 3 องคประกอบ ซ่งึ เปนตัวกําหนดท่มี อี ิทธิพล
ซึ่งกนั และกัน
ทมี่ า : Bandura, 1997
จากกระบวนการปฏิกิริยาสัมพันธแบบกําหนดอาศัยซึ่งกันและกันขององคประกอบท้ัง 3
(Triadic reciprocal interaction) ดังแสดงในรปู นั้น แสดงใหเห็นวา พฤติกรรม ปจจัยสวนบุคคลและ
อิทธิพลของสภาพแวดลอมน้ันตางก็เปนตัวกําหนดท่ีมีอิทธิพลเชิงเหตุ-ผลซ่ึงกันและกัน ซึ่งก็
หมายความวา ถาองคประกอบใดองคประกอบหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปก็จะมีผลทําใหองคประกอบอื่น
เปลี่ยนแปลงไปดวย เชน นาย A ปฏิบัติงานดวยความปลอดภัยเชนเดียวกับพนักงานคนอ่ืน ๆ (E)
เชนนี้มีผลทําใหนาย A เช่ือวา (P) การปฏิบัติงานดวยความปลอดภัยเปนบรรทัดฐานของพนักงาน ซ่ึง
มผี ลทาํ ใหน าย A มพี ฤตกิ รรม (B) ซึง่ แสดงถึงการปฏบิ ัตทิ ป่ี ลอดภยั ดว ย แลว พฤตกิ รรมซึ่งแสดงถึงการ
ปฏิบัติงานดวยความปลอดภัยก็ทําหนาที่เปนสภาพแวดลอม (E) ใหกับพนักงานคนอื่น ๆ ดวย สวน
ความสามารถของตนเองนน้ั เมื่อบคุ คลแสดงการกระทาํ บคุ คลจะรบั รูถ งึ ความสามารถของตนเองและ
จะคาดหวังถึงผลของการกระทํา (Outcomes) ความสามารถของตนท่ีบุคคลรับรูและผลการกระทํา
ตามความคาดหวังของบุคคลจะสงผลกลับไปมีอิทธิพลตอพฤติกรรมตาง ๆ ของบุคคล นอกจากน้ีผล
ของสภาพแวดลอมท่ีไดรับการสรางขึ้นโดยการกระทําของบุคคลก็จะสงผลกลับมายังความคาดหวัง
ของบุคคลอีก Bandura ไดสรุปวาการรับรูในความสามารถของตน (Self Efficacy) เปนการคํานึงถึง
การตัดสินพิจารณาของบุคคลเก่ียวกับความสามารถของตนในการท่ีจะดําเนินงานบางอยางใหสําเร็จ
ดวยระดับความสามารถเฉพาะท่ีแตกตางกัน ดังนั้น ทฤษฎีของ Bandura น้ีจึงแตกตางไปจากทฤษฎี
101
เชิงปญญา (Cognitive theories) อ่ืน ๆที่สัมพันธกับความคาดหวังของบุคคล (Expectancies)
กลาวคือ Bandura ไดพิจารณาไปที่ความเช่ือหรือการรับรูความสามารถของตนเองที่จะทําการ
ตอบสนองบางอยางโดยเฉพาะ (One own ability to produce particular response) ซึ่งในขณะ
ที่ทฤษฎีอ่ืน ๆ มุงพิจารณาไปท่ีประสิทธิภาพของการตอบสนองเหลานั้น (Effectiveness of
response) นอกจากนั้น Bandura ยังไมเสนอแนะใหบุคคลไดฝกทักษะการสรางสรรคตนเองใหมี
ความเช่ือม่ันในความสามารถของตนเองใหไดกอนจึงจะเปลี่ยนพฤติกรรมได เพราะความเชื่อของ
บุคคลในความสามารถของเขาท่ีจะกระทําพฤติกรรมใดนั้นเปนสิ่งสําคัญท่ีเปนตัวเชื่อมระหวางการท่ี
เขาทราบวาจะตองทําอะไร (Knowing what to do) กับสิ่งท่ีเขาจะกระทําจริง ๆ (Actually doing
it) ดังนั้นการท่ีปจจัยทั้ง 3 ทําหนาท่ีกําหนดซึ่งกันและกัน ก็ไมไดหมายความวาท้ัง 3 ปจจัยนั้น จะมี
อิทธิพลในการกําหนดซึ่งกันและกันอยางเทาเทียมกัน ปจจัยบางปจจัยอาจมีอิทธิพลมากวาอีกปจจัย
และอิทธิพลจากปจจัยทั้ง 3 ก็อาจจะไมไดเกิดขึ้นพรอมกันก็ได ซึ่งตองอาศัยเวลาในการที่ปจจัยใด
ปจ จัยหนง่ึ จะไปมผี ลในการกําหนดปจ จยั
2. ผลของการเรยี นรกู บั การแสดงออกอาจจะแตกตางกัน สงิ่ ทเี่ รยี นรแู ลว อาจไมม ี
การแสดงออกก็ได เชน ผลของการกระทํา (Consequence) ดานบวก เมื่อเรียนรูแลวจะเกิดการ
แสดงพฤตกิ รรมเลียนแบบ แตผ ลการกระทาํ ดา นลบ อาจมีการเรยี นรูแ ตไ มม ีการเลียนแบบ
3.Bandura (1986) ไมเชื่อวาพฤติกรรมทเ่ี กดิ ขึ้นจะอยูคงตวั เสมอเนื่องจากสง่ิ แวดลอม
มกี ารเปลี่ยนแปลงอยูเสมอ รวมถึง สิง่ แวดลอมและพฤตกิ รรมจะยงั มีอิทธพิ ลซึ่งกนั และกนั ดว ย
อยา งไรก็ตาม 3 ปจจัยดงั กลา วขา งตนไมไ ดมอี ิทธพิ ลทเ่ี ทาเทียมกัน บางปจจัยอาจจะ
มอี ิทธพิ ลมากกวา อกี ปจจัย และตองอาศยั ระยะเวลาที่ปจ จัยใดปจจยั หน่ึง มผี ลตอ ปจจัยอ่ืน โดยปจจัย
ทัง้ 3 สามารถสรปุ ไดเปน คคู วามสัมพันธ ดงั ตอไปน้ี
1) ความสัมพันธร ะหวาง P-B แสดงใหเ ห็นถึงปฏิสัมพันธระหวางความคิด ความรูสึก
และการกระทํา ความคาดหวัง ความเช่ือ การรับรูตนเองเก่ียวกับเปาหมายความต้ังใจ ซึ่งปจจัย
ดังกลาวกําหนดลักษณะและทิศทางของพฤติกรรม ส่ิงท่ีบุคคลเช่ือ และรูสึก รวมถึงกําหนดวาบุคคล
จะแสดงพฤติกรรมเชนใด ในขณะเดียวกันการกระทําของบุคคลจะกําหนดลักษณะการคิด ลักษณะ
ทางรางกาย ระบบการเรียนรูระบบประสาท และการตอบสนองทางอารมณ ซ่ึงมีผลตอพฤติกรรม
เชนกนั
2) ความสัมพันธระหวาง E-P แสดงใหเห็นถึงความสัมพันธระหวางสภาพแวดลอม
และบคุ คลความคาดหวงั ความเช่ือ อารมณ และความสามารถทางปญญาของบคุ คลน้ันจะพัฒนาและ
เปลยี่ นแปลงตามอทิ ธพิ ลทางสงั คมทเี่ ขาดาํ รงอยู
3. ความสัมพันธของ B-E แสดงใหเห็นถึงความสัมพันธระหวางพฤติกรรมและ
สภาพแวดลอม โดยพฤติกรรมเปลี่ยนเงื่อนไขสภาพแวดลอม ในขณะเดียวกัน เง่ือนไขของ
102
สภาพแวดลอมที่เปลี่ยนไปนั้น ทําใหพฤติกรรมถูกเปล่ียนไปดวย เนื่องจากพฤติกรรมและ
สภาพแวดลอมมีอิทธพิ ลซึง่ กันและกัน
ดังนั้น จึงสามารถสรุปไดวา ทฤษฎีการเรียนรูปญญาสังคม (Social cognitive
theory) น้ันอธิบายพฤติกรรมของคนเราจะเกิดขึ้นหรือไมน้ันขึ้นอยูกับปจจัยสองอยาง คือ
ความสามารถและการรับรูความสามารถของตน ดังน้ัน นอกจากความสามารถของพนักงานดังท่ีได
กลาวไวขางตนแลว การรับรูความสามารถของตน (Self-efficacy) ก็เปนอีกปจจัยหน่ึงท่ีสงผล
กอใหเกิดพฤติกรรมการสรางนวัตกรรมในการทํางานดวย โดยนอกจากการรับรูความสามารถของตน
โดยท่ัวไปแลวยังมีนักวิจัยหลายทานพบวาการรับรูความสามารถในอาชีพ (Occupational self-
efficacy) ก็มีอิทธิพลตอพฤติกรรมการสรางนวัตกรรมในการทํางานเชนกัน (Hsiao, Chang, Tu, &
Chen, 2011: 32-33;Klaeijsen, Vermevlen, & Martens, 2017: 8-9) โดยการที่พนักงานจะมี
พฤติกรรมการทํางานมากนอยแคไหนข้ึนอยูกับบรรยากาศองคการโดยสภาพแวดลอมเหลานี้จะ
สง เสรมิ ใหพนกั งานเกิดการรบั รู และเปนแรงกดดนั ที่ทําใหพนกั งานแสดงพฤตกิ รรมการทาํ งานออกมา
(Mumford et.al., 2002) ดังนั้น จะเห็นไดวาบรรยากาศองคการมีความสัมพันธกับพฤติกรรมสราง
นวัตกรรมในการทํางานอยางชัดเจน จากที่กลาวมาผูวิจัย ผูวิจัยจึงใชทฤษฎีการเรียนรูปญญาทาง
สังคม (Social Learning Theory (RDT) เปนทฤษฎีในการอธิบายความสัมพันธระหวาง แนวปฏิบัติ
ดานการจัดการทรัพยรมนุษยกับณกับพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานของพนักงาน
อตุ สาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศไทย
2.3.4 งานวิจยั ท่ีเก่ยี วของกับบรรยากาศขององคก าร
ในเบื้องตนบรรยากาศขององคการถูกมองวาเปนแคแนวคิดทั่วไปท่ีเหมือนเปนการรวมเอา
แนวทางปฏิบัติขององคการในหลาย ๆ มิติที่จะสามารถผลักดันใหพนักงานมีประสบการณเชิงบวกตอ
สถานท่ีทํางานของพวกเขา แตเน่ืองจากพนักงานตองเผชิญกับเหตุการณตาง ๆ ตามแนวทางการ
ปฏิบัติซึ่งมีข้ันตอนหลากหลายในองคการ Schneider and Reichers (1983) โตแยงวาบรรยากาศ
ขององคการจําเปนตองเปนบรรยากาศเพื่ออะไรบางอยางที่องคการสามารถอธิบายไดวา การสราง
บรรยากาศตาง ๆ มาเพื่อวัตถุประสงคอะไร (Schneider & Reichers (1983, p.21) อีกท้ังควร
เฉพาะเจาะจงวา เปกการสรางบรรยากาสมุงเนนในเรื่องใด (Jones & James, 1979, p.203)
ยกตัวอยางเชน บรรยากาศสงเสริมนวัตกรรมขององคการ (Scott & Bruce,1994) หรือบรรยากาศ
สําหรับความคิดสรางสรรค (Van Esch et al., 2016) บรรยากาศสงเสริมนวัตกรรมขององคการจึง
เปนตัวแปรหน่ึงท่ีสนับสนุนความคิดริเร่ิมและการพัฒนาแนวความคิดใหม ๆ ท่ีตระหนักถึงความคิด
สรางสรรคของแตละบุคคลและจะมีความโดดเดนดวยความเปนอิสระของแตละคนและความเปน
เจา ของความคดิ สรางสรรคน ้ัน
103
Amabile, 1988; Isaksen, 1987; Kanter, 1988 พบวา ตัวแปรบรรยากาศองคการสงผล
ตอนวัตกรรมซึ่งสอดคลองกับงานวิจัยอื่น ๆ ท่ีตรวจพบ ผลวิจัยเชนเดียวกัน (Abbey & Dickson,
1983; Paolillo & Brown, 1978; Siegel & Kaemmerer, 1978) ตอมา Mumford, Scott, Gaddis,
& Strange, 2002; Unsworth & Parker (2003) พบวา บรรยากาศองคการมีอิทธิพลตอพฤติกรรม
สรางนวัตกรรมในการทํางาน สําหรับงานวิจยั ท่เี ปน องคความรูเกี่ยวกับบรรยากาศกบั พฤติกรรมสราง
นวัตกรรมในการทํางานยังมีจํานวนนอย (Amabile and Gryskiewicz, 1989) โดยสวนหน่ึงอาจเปน
ผลมาจากที่นักวิชาการหลายทาน ใหความสนใจศึกษาบรรยากาศองคการรูปแบบเฉพาะท่ีสงผลตอ
พฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน ดังเชน บรรยากาศองคการ โดยพบวา บรรยากาศองคการ
รูปแบบน้ีมีความสัมพันธทางบวกกับผลการดําเนินงานขององคการ และพฤติกรรมสรางนวัตกรรมใน
การทํางาน (Unsworth & Parker, 2003; Chien Yu, Tsai-Fang Yu, and Chin-Cheh Yu, 2013)
รวมถึง พบผลวิจัยท่ีแสดงวาบรรยากาศองคการมีอิทธิพลทางบวกกบั พฤตกิ รรมสรางนวัตกรรมในการ
ทํางานเชิงนวัตกรรม(Patterson, et al., 2005; De Jong & De Hartog, 2005; Shiau Hauang,
2010)
จากการทบทวนวรรณกรรมพบวา แนวคิดปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยมีอิทธิพล
ตอการรับรูในบรรยากาศองคการ (Brown & Ostroff, 2004: 205) นักวิชาการไดชี้ใหเห็นวาการ
ปฏิบัติทางทรัพยากรมนุษยน้ันมีบทบาทสําคัญตอการรับรูบรรยากาศการทํางานของพนักงาน
(Galade and Ivery, 2003; Zacharators, Barling, and Inverson, 2005) การปฏบิ ตั ทิ างทรัพยากร
มนุษยเปนเหมือนสัญลักษณหรือสัญญาณที่ทําหนาที่ในการส่ือความชวยใหพนักงานรับรูสถานการณ
ของงานที่ประสบอยู ทั้งน้ี เพื่อการบรรลุวัตถุประสงคเชิงกลยุทธขององคการ นอกจากน้ีการปฏิบัติ
ทางทรัพยากรมนุษยยังเปนสัญญาณท่ีบอกใหรูวาพนักงานจะถูกคาดหวังวาจะแสดงพฤติกรรมการ
ทํางาน การรับรูถึงแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมเปนเรื่อง
ของแตละบุคคล เพราะข้ึนอยูกับวาพนักงานมีการรับรูถึงสภาพแวดลอมในการทํางานเปนอยางไร
(James & Jones, 1979) และทําใหเราเขาใจไดถึงความสัมพันธระหวางแนวปฏิบัติดานการจัดการ
ทรัพยากรมนุษยกับและพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานน้ันจะแข็งแกรงมากย่ิงขึ้น เมื่อ
พนักงานรับรูถึงสภาพบรรยากาศที่เอ้ือประโยชนและสนับสนนุ ตอการสรางสรรคพ ฤติกรรมนวัตกรรม
ในการทํางานใหม ๆ น้ันได
อน่ึง งานวิจัยจํานวนมากพบวา ภาวะผูนําการเปล่ียนแปลงใชการเสริมสรางพลังอํานาจแกผู
ตาม (Jung & Sosik, 2002) และผูตามสรางบรรยากาศองคการ (Jung et al., 2003) รวมถึง
บรรยากาศองคการยังสงผลตอการเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยา(Lee & Tan, 2012) แตอยางไร
ก็ตามยังไมมีงานวิจัยท่ีตรวจสอบการเปนตัวแปรสงผานของการเสริมสรางพลังอํานาจกับบรรยากาศ
องคการในลักษณะท่ีสัมพันธกับภาวะผูนําการเปล่ียนแปลง และความคิดสรางสรรคของผูตาม
104
(Gumusluoglu & Ilsev, 2007) and (Sagnak et al., 2015) จึงไดทําการวิจัยในเรื่องน้ีและพบวา
ภาวะผูนําการเปล่ียนแปลงสงผลตอบรรยากาศองคการ ผานการเสริมสรางพลังอํานาจเชงิ จิตวิทยาซ่ึง
ผลการวิจัยดังกลาว สนับสนุนความสัมพันธของตัวแปรภายนอกของงานวิจัยน้ีที่สงผานตัวแปร
คน่ั กลางการเสริมสรางพลงั อาํ นาจเชงิ จิตวทิ ยาดว ย
จากการศึกษาของ Crespell and Hanson (2008) ไดกลาวไววา บรรยากาศสําหรับ
นวัตกรรม (Climate for Innovation) จะประกอบดวย 6 ปจจัยยอย คือ การติดตอกันของทีม
(Team Cohesion) การใหกําลังใจของผูบังคับบัญชา (Supervisor Encouragement) ความมีอิสระ
(Autonomy) ความทาทาย (Challenge) การเปดกวางตอนวัตกรรม (Openness to Innovation)
และทรัพยากร (Resources) และจากการทบทวนวรรณกรรม พบวา บรรยากาศองคการมี
ความสัมพันธทางตรงเชิงบวกกับความสามารถทางนวัตกรรม (Nystrom et al., 2002; Crespell &
Hanson, 2008; Chen et al, 2010)
สําหรับความสัมพันธทางออมของตัวแปรบรรยากาศองคการ หรือบรรยากาศการทํางานเชิง
นวัตกรรมท่ีสงผลกับพฤติกรรมตาง ๆ พบงานวิจัยท่ีแสดงวาบรรยากาศองคการสงผลตอความพึง
พอใจในงาน โดยผานการเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยา(Carless, 2004; Saif & Saleh, 2013;
Blumberg, Kent & Hare, 2011; Ritter, Venkatraman & Schlauch, 2014) ตอมาพบบรรยากาศ
องคการภาวะผูนําสงผลตอการปฏิบัติงานในเชิงความคิดสรางสรรคโดยสงผานตัวแปรการเสริมสราง
พลังอํานาจเชิงจิตวิทยาดวยเชนกัน (Wei, Yuan & Di, 2010) และยังพบวาบรรยากาศองคการแบบ
เสริมสรา งพลังอํานาจมอี ิทธิพลตอการปฏิบัติงานของบุคคล และความพึงพอใจในงานผานตัวแปรการ
เสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยาดวย (Farida, 2011) ท้ังนี้ (Samuel et al., 2012) ยังพบวา
บรรยากาศองคการแบบเสรมิ สรางพลังอํานาจสงผลตอระบบการทํางานท่ีมุงผลสัมฤทธ์ิสงูผานตัวแปร
สงผานการเสริมสรางพลังอานาจดานจิตใจ (Samuel et al., 2012) และยังพบงานวิจัยท่ีแสดงวา
บรรยากาศองคการ มีอทิ ธพิ ลตอพฤติกรรมการทํางานเชงิ นวัตกรรมผา นการเสริมสรางพลังอํานาจเชิง
จติ วิทยาดว ย (Hao & Lirong, 2004)
อีกท้ังงานวิจัยของ Bos-Nehles et al. (2019) ไดอีกแงมุมหน่ึงไดศึกษาผลกระทบของการ
รบั รูการปฏิบัตดิ านทรัพยากรบุคคลมผี ลตอ พฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานของพนักงานโดยมี
บรรยากาศองคการสงเสริมนวัตกรรมเปนตัวแปรกํากับ กลุมตัวอยางเปนพนักงานจํานวน 463 คน
ของบริษัทผูผลิตสี่แหงในในเนเธอรแลนด โดยตั้งสมมติฐานวาพนักงานจะแสดงพฤติกรรมสราง
นวัตกรรมในการทํางานมากข้ึนเม่ือเขารับรูและสัมผัสไดถึงบรรยากาศองคการท่ีสนับสนุนนวัตกรรม
และการรับรูแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยท่ีเกี่ยวของกับคาตอบแทน ระบบการ
ฝกอบรมและการพัฒนาการแบงปนขอมูลและการสนับสนุนจากหัวหนางาน ผลการวิจัยพบวา การ
รับรูของพนักงานเก่ียวกับระบบการจายผลตอบแทนจะสงผลในทิศทางตรงขามกับพฤติกรรมสราง
105
นวัตกรรมในการทํางาน การรับรูของพนักงานในเรื่องการแบงปนขอมูลและการสนับสนุนจากหัวหนา
งานจะสงผลเชิงบวกตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน ผลกระทบของการรับรูในดานการ
แบงปนขอมูลและการฝกอบรมและการพัฒนามีอิทธิพลเชิงบวกตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการ
ทํางานโดยมีบรรยายกาศองคการสงเสริมนวัตกรรมเปนตัวแปรกํากับ และทายที่สุดผลการวิจัยได
เสนอใหผูจัดการสามารถกระตุนพฤติกรรมสรางนวัตกรรมการลงทุนในการแบงปนขอมูล การ
สนับสนุนจากหัวหนา งานการปรับเปล่ียนบรรยากาศองคก ารสง เสริมนวัตกรรมอยูตลอดเวลา
บรรยากาศองคการ แสดงใหเห็นวา บรรยากาศองคการสงผลตอการเสริมสรางพลังอํานาจ
เชิงจิตวิทยา (Lee & Tan, 2012) และยังพบวาบรรยากาศองคการมีอิทธิพลทางบวกกับพฤติกรรม
สรางนวัตกรรมในการทํางาน (Patterson, et al., 2005; De Jong & De Hartog, 2005; Shiau
Hauang, 2010) จากการทบทวน ผูวิจัยคาดวาบรรยากาศองคการจะสงผลตอพฤติกรรมสราง
นวัตกรรมในการทํางานผานการเสริมสรางพลังอาํ นาจเชิงจิตวทิ ยาดวยเชนกนั
ผูวิจัยไดเลือกใชแบบวัดบรรยากาศองคการของ Alas (2009) มาปรับใชในการสรางแบบวัด
ของงานวิจัยเน่ืองจากเเปนแบบวัดที่พัฒนามาจากแบบวัดของ Ekvallet al. (1983) จํานวน 14 ขอ
และพบวา คาความเช่ือม่ันของแบบวัดคงเดิมเทากับแบบวัดตนแบบท่ีนํามาพัฒนา โดยมีคาความ
เชอื่ ม่ันเทากับ .70
ดังนั้น จากทฤษฎีการเรียนรูปญญาทางสังคม (Social Learning Theory) และงานวิจัยที่
เกยี่ วขอ งนาํ ไปสูการกําหนดสมมติฐานที่ 2 ถงึ สมมติฐานที่ 4 สามารถอธิบายไดดงั น้ี
หลักการของทฤษฎีการเรียนรูปญญาทางสังคม ระบุวา การเรียนรูของมนุษยน้ันเกิดจาก
พฤติกรรมบุคคล (Behavior) น้ัน โดยมกี ารปฏิสัมพนั ธ (Interaction) อยา งตอ เนอื่ งระหวางบคุ คลนั้น
(Person) และสิ่งแวดลอม (Environment) โดยจะเลียนแบบจากตัวแบบ และการเลียนแบบน้ีเปน
กระบวนการท่ีเกิดข้ึนอยางตอเน่ือง โดยอาศัยการสังเกตพฤติกรรมของตัวแบบ การสังเกตการณ
ตอบสนองและปฏิกิริยาตาง ๆ ของตัวแบบ สภาพแวดลอมของตัวแบบ ผลการกระทํา คําบอกเลา
และความนาเช่ือถือของตัวแบบได เปนตน นอกจากน้ีพ้ืนฐานแนวความคิด Bandura ระบุวา
พฤติกรรมใด ๆ ก็ตามสามารถปรับหรือเปลี่ยนไดตามหลักการเรียนรู โดยพฤติกรรมการเรียนรูของ
มนุษย จึงเกิดจากกระบวนการเรียนรูขององคประกอบหลายอยาง โดยมีพันธุกรรม สภาพแวดลอม
สังคม ประสบการณ ความสามารถเฉพาะตัวของบุคคล ผสมผสานกันจนยากแกการตัดสินใจวา
พฤติกรรมนั้น ๆ เกิดจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ สาเหตุของพฤติกรรมท่ีเกิดขึ้นจึงมีลักษณะ
ความสัมพันธแ บบกาํ หนดซง่ึ กนั และกัน (Reciprocal Determinism)
ดังน้ันหากองคการมีแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยที่เก่ียวของกับการสงเสริม
การสรางนวัตกรรมในการทํางานใหกับพนักงาน จะสวนสําคัญที่สนับสนุนในการเสริมสรางให
พนักงานในองคก ารมีการพฤตกิ รรมในการสรางนวัตกรรมในการทํางานอยางสมํ่าเสมอ และกอใหเกิด
106
การเรียนรูในกระบวนการทํางานเชิงนวัตกรรมข้ึนในองคการ อันนําไปสูบรรยากาศในการสงเสริม
นวัตกรรมขององคการ (Organizational Climate for innovation for innovation) ตามมา และ
หากองคการมีบรรยากาศในการสงเสริมนวัตกรรมจะทําใหพนักงานขององคการมีพฤติกรรมสราง
นวัตกรรมในการทํางานมากข้ึนเพราะบรรยากาศองคการทําใหพนักงานมีการรับรูวานวัตกรรมเปนสิ่ง
ท่ีพึงปรารถนาในองคการ พนักงานจึงพยายามท่ีจะแสดงพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในองคการเพ่ือ
ตอบสนองความคาดหวังดงั กลาวขององคการ อันนําไปสูการกําหนดสมมตฐิ านท่ี 2-4
สมมติฐานขอท่ี 2 แนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกตอ
บรรยากาศสง เสรมิ นวัตกรรมขององคก าร
สมมติฐานขอท่ี 3 บรรยากาศสงเสริมนวัตกรรมขององคการมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกตอ
พฤติกรรมสรา งนวตั กรรมในการทาํ งาน
สมมติฐานขอที่ 4 แนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษยมีอิทธิพลทางออมเชิงบวกตอ
พฤติกรรมสรางนวตั กรรมในการทํางานโดยผา นบรรยากาศองคก าร
แนวปฏิบตั ดิ านการ บรรยากาศองคก าร พฤติกรรมสราง
จัดการทรัพยากร นวัตกรรมในการ
มนุษย ทาํ งาน
ภาพประกอบ 2.5 เสนแสดงความสัมพันธของแนวปฏิบัติดานการจัดการทรัพยากรมนุษย บรรยากาศ
องคการ และพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน
2.4 การเสรมิ สรางพลงั อาํ นาจเชิงจิตวทิ ยา (Psychological Empowerment)
2.4.1 ความหมายของการเสริมสรางพลังอาํ นาจเชงิ จติ วิทยา
Thomas and Velthouse (1990) ไดใ หความหมายของการเสริมสรา งพลังอาํ นาจเชิง
จติ วทิ ยาวา เปนการเพิ่มแรงจงู ใจภายในสาํ หรบั การทาํ งาน และบทบาทการทํางานของบุคคล
Spreitzer (1995) กลาวไววาการเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยาไววาเปนแรงจูงใจภายใน
ตนเองท่ีเก่ียวของกับงาน ซึ่งสงผลกระทบตอบทบาทการทํางานของบุคคลในเชิงรุกมากกวาเชิงรับ
107
Liden and Arad (1996) ไดใหความหมายวาการเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยาเปน
กระบวนการรูคิด แรงจูงใจภายในงาน การควบคมุ ตามการรบั รู และการใชจิตวทิ ยา
Menon (1999) ยังไดกลาวไววา การเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยาถูกนิยามจากมุมมอง
ของพนักงานในแตละบุคคล ซึ่งเกี่ยวของกับการควบคุมตามการรับรู การรับรูเกี่ยวกับสมรรถนะ และ
ความเชอ่ื มโยงเปา หมายสวนตนกบั วตั ถุประสงคข ององคการ
อารียวรรณ อวมตานี (2549) ไดใหความหมายของการสรางเสริมพลังอํานาจ หมายถึง การ
เสริมพลังอํานาจเปนการเพิ่มคุณคาและความสามารถของตน เปนการมุงสรางความเขมแข็งใหบุคคล
เพื่อมุงการแกปญหาดวยการแลกเปล่ียนและมกี ารปฏิสมั พนั ธกับผูอน่ื
Yukl (2002, p. 106) ไดใหความหมายของการเสริมสรา งพลงั อํานาจไววา หมายถึง แรงจูงใจ
ภายใน (Intrinsic Motivation) และการรับรูความสามารถของตนเอง (Self-Efficacy) ที่ ไดรับ
อิทธพิ ลจากความเปนผูนํา โครงสรางองคก าร, คณุ ลักษณะในงาน รวมถึงความตองการท่ีจะให ตนเอง
มีคณุ คา และเปนทีย่ อมรับ
จากคํานิยามที่กลาวมาขางตนทั้งหมด ผูวิจัยสรุปความหมายไดวา การเสริมสรางพลังอํานาจ
เชิงจิตวิทยา เปนการเพ่ิมแรงจูงใจภายในตนเองซึ่งจะผลักดันและสงผลทําใหกลาตัดสินใจดวยตนเอง
เม่ือเผชญิ ปญ หา มีการทาํ งานเชงิ รุก และเชื่อมโยงเปา หมายสว นตนกับวัตถุประสงคขององคการ
2.4.2 แนวคิดการเสรมิ สรา งพลังอํานาจเชิงจิตวทิ ยา
การเสริมสรางพลังอํานาจ (Empowerment) ไดถูกนํามาใชเปนแนวทางในการทําวิจัยใน 5
สาขา คือ การศึกษาดานองคการ ดานจิตวิทยา ดานที่เกี่ยวของกับจิตวิทยา ดานศาสนา และดาน
สังคมวิทยา โดยพัฒนามาจากทฤษฎีโครงสรางอํานาจในองคการ (Theory of Structural Power in
Organization) ของ Kanter (1977) ซึ่งไดเสนอโครงสรางปจจัยท่ีเปนตัวกําหนดพฤติกรรม เจตคติ
และประสิทธิผลของพนักงานวาประกอบดวยอํานาจ และโอกาส โดยอํานาจในท่ีนี้ แสดงใหเห็นจาก
ความสามารถท่ีจะไดร บั การสนบั สนุน การไดร บั ขอ มลู ขา วสาร การไดรับทรพั ยากร และความสามารถ
ที่จะปรับเปล่ียนปจจัยตาง ๆ เพ่ือใหบรรลุวัตถุประสงคขององคการ ดานโอกาส ไดแก การคาดหวัง
ความกาวหนาในหนาท่ีการงาน การมีโอกาสไดเพิ่มพูนทักษะและความสามารถ และการไดรับรางวัล
และการยอมรับ Zimmermann and Rapparport (1988) ไดกลา วไววา การเสริมสรางพลงั อํานาจ
(Empowerment) เปน ตัวแปรท่ปี ระกอบดว ยคุณลักษณะทส่ี าํ คัญ คือ ความเขมแขง็ ของปจเจกบคุ คล
ศักยภาพ ระบบชวยเหลอื ท่ีมอี ยใู นธรรมชาติ และบคุ ลกิ ภาพเชงิ รกุ โดยมี
1) Psychological Empowerment คือ การแสดงออกระดับบุคคล โดยมี
องคประกอบที่สําคัญคือ ความเชื่อในศักยภาพของตนเอง การยกยองตนเอง การรับรูสาเหตุและ
108
ปจจัยท่ีสําคัญ ซึ่งจุดเนนอยูที่การเสริมสรางพลังอํานาจดวยตัวเอง และการวัดพิจารณาท่ีความเช่ือ
อาํ นาจภายในตน (Locus of Control)
2) Community Empowerment คือ ความเช่ือในความสามารถของตนเองและ
สังคม การรับรูศักยภาพและความตองการที่จะควบคุมคนในองคการและในสังคม ท่ีจะจัดการใหเกิด
ความเสมอภาค และการกระจายทรพั ยากรทสี่ งผลดีตอ สงั คม
แนวคิดการเสริมสรางพลังอํานาจจิตวิทยาของ (Thomas & Velthouse, 1990;
Spreitzer, 1995, อางถึงใน ปยะรัตน วงศทองเหลือ, 2560) ไดเสนอวาบุคคลที่มีพฤติกรรมการ
แสดงออกที่เหมาะสม เมื่อไดรับการเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยาจะสงผลใหบุคคลน้ัน รูจัก
คุณคาของตนเอง เพ่ิมสมรรถนะของตนเกิดความพึงพอใจในงาน และเพิ่มแรงจูงใจภายในท่ีเกี่ยวของ
กบั งาน และพบวา การรับรูพลังอํานาจดา นจิตใจเปนการกระตุนใหบุคคลมแี รงจงู ใจภายในตนมากขึ้น
(Spreitzer, 1996; Chan & Lam, 2011) ทั้งน้ี พนักงานท่ีมีการรับรูพลังอํานาจเชิงจิตวิทยาใน
ระดับสูง จะมีผลการปฏิบัติงานที่สูงและนําไปสูการสรางนวัตกรรมในระดับที่สูงขึ้นได (Bowen &
Lawler, 1992; Shalley et al., 2004; Ghani et al., 2009) นอกจากนี้ Spreitzer (1995) ยังได
กลาวไววา การเสริมสรางพลังอํานาจเปนการอธิบายพฤติกรรมมนุษยในความสามารถที่จะเขาถึง
ทรัพยากรและสามารถที่จะควบคุมชีวิตของตนเองไดในการบริหารองคการน้ัน แนวคิดการสราง
อํานาจถูกนํามาใชเพ่ือสรางศักยภาพของปจเจกบุคคลหรือกลุมคนในลักษณะของกระบวนการถาย
โอนอํานาจไปสูระดับผูใตบังคับบัญชา การจัดสภาพแวดลอมท่ีเอื้อตอการปฏิบัติงาน การพัฒนา
ความรูสึกมีคุณคาในตนเองและสามารถเสริมสรางพลังอํานาจใหกับผูอ่ืนได เมื่อบุคคลหรือกลุมคนใน
องคการรับรูถึงความสามารถท่ีมีอยูในตนเองพวกเขายอมนําความสามารถนั้นมาใชใหเกิดประโยชน
ตอการทํางานไดอ ยา งมปี ระสิทธิภาพ
อน่ึง บุคคลทไ่ี ดรบั การเสริมสรางพลังอํานาจในงานเชงิ จิตวิทยาแลว จะเช่ือวาตนเอง
มีอิสระดว ยความรูส ึกวา ถูกกดดันนอยกวาคนอืน่ ท่ีตองปฏิบัติตามวิธีการหรือกฎในการทาํ างาน ยงิ่ ไป
กวาน้ันปจเจกบุคคลที่ไดรับการเสริมสรางพลังอํานาจในงานดานจิตใจจะรับรูถึงความสามารถของ
ตนเอง พวกเขาจึงมีคาดหวังความสําเร็จสูงและมีความคิดริเริ่มสรางสรรคในงาน (ชรินทรยา ปอมใย,
2554) รวมถงึ ยอมรบั กบั การเปลีย่ นแปลงและกลาที่จะตอ สูแขง ขนั กบั สิ่งใหม ๆ (Spreitzer & Quinn,
2001) และเมื่อพนักงานรับรูวา การทํางานของเขามีความหมาย และมีความสําคัญ จะใชความ
พยายามมากขึ้นในการทําความเขาใจปญหาที่เกิดขึ้นจากมุมมองท่ีแตกตาง และนําแหลงขอมูลท่ี
หลากหลายเพ่ือระบุการแกปญหา (Gilson & Shalley, 2004) ความรูสึกน้ีสงเสริมใหพนักงาน
กาวขามรูปแบบความคิดท่ีมีอยู พนักงานมีความม่ันใจในการดําเนินการ และตัดสินใจไดดวยตนเอง
ในการแกปญหาที่อาจตองเผชิญ และใชความพยายามมากขึ้นเพ่ือใหงานสําเร็จ (Deci and Ryan,
1991; Spreitzer, 1995) นอกจากน้ี พนักงานยังยินดีท่ีจะกลาเส่ียง เพ่ือสรางความคิดใหมมากขึ้น
109
(Amabile, 1996) ทําใหมีความมั่นใจมากข้ึนในการทํางาน สามารถเสริมสรางความคิดสรางสรรค
และ ความสามารถในการแกปญหา (Kelley et al. , 1996) ซึง่ สงผลตอการแสดงพฤติกรรมสราง
นวัตกรรมในการทาํ งานไดเปน อยางดี
การเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยาเปนแรงจูงใจภายในที่เก่ียวของกับงาน โดยมี
4 องคประกอบท่ีสะทอนบทบาทการทํางานของบุคคล ไดแก ความหมาย (meaning) สมรรถนะ
(competence) การตัดสินใจดวยตนเอง (self-determination) และผลกระทบ (impact) (Thomas
& Velthouse, 1990)
ดานความหมาย หมายถึง ความตองการบทบาทการทํางาน ซึ่งเขากันไดกับคุณคา
สวนบุคคล ความเชื่อและพฤติกรรม เมื่องานมีคุณคาและมีความสําคัญ พนักงานจะมีความรูสึกถึง
ความสําคญั นนั้ (Hackman & Oldham, 1980)
ดานสมรรถนะ หมายถึง การรับรูความสามารถของตนเอง และความเช่ือของ
พนักงานท่ีรูวาตนเองมีความสามารถที่จะประสบความสําเร็จในงานที่ไดรับมอบหมาย (Bandura,
1989)
ดานการตัดสินใจดวยตนเอง หมายถึง การเปนอิสระท่ีจะเริ่มตน และควบคุม
กระบวนการ และพฤตกิ รรม เชน การตดั สนิ ใจเกีย่ วกบั งานท่ีทาํ (Deci, Connell & Ryan, 1989)
ดานผลกระทบ หมายถึง ระดับท่ีพนักงานสามารถมีอิทธิพลตอกลยุทธการบริหาร
หรือ ผลการดาํ เนนิ งาน (Ashforth, 1989)
ตอมา Spreitzer (1995, p. 1442-1443) ไดใหความหมายของ การเสริมสรางพลัง
อาํ นาจในงานวา คือ แรงจงู ใจภายใน (Intrinsic Motivation) ท่ีเพิม่ ข้ึนทีร่ ับรูไดผานกระบวนการรับรู
หรือการจดจํา (Cognition) 4 ประการ อันไดแก การรับรูดานความหมาย (Meaning) การรับรูดาน
ความสามารถในการทํางาน (Competence) การรับรูดานการตัดสินใจดวยตนเอง (Self-
Determination) และการรับรดู านผลกระทบตอหนวยงาน (Impact) เขาจงึ ไดเสนอองคป ระกอบการ
เสริมสรางพลังอํานาจในงานดานโครงสรางแรงจูงใจ ซ่ึงผานการทดสอบการวิเคราะหองคประกอบ
แบบยืนยัน (Confirmatory factor analysis) แลว พบวา มี 4 องคประกอบตรงตามแนวคิดของ
(Thomas & Velthouse, 1990) ไดระบุไวดังท่ีกลาวมาขางตน คือ การรับรูความหมายของงาน
ความสามารถในทํางาน การตัดสินใจดวยตนเอง และผลกระทบตอหนวยงาน ดังรายละเอียดตอไปน
เสนอการเสรมิ สรางพลงั อํานาจเชิงจติ วิทยาจะประกอบดวย 4 องคป ระกอบ โดยมีรายละเอียด ดงั นี้
1) ดานการรับรูความหมาย (Meaning) คือการท่ีบุคคลรับรูวางานมีคุณคา เปนงาน
ที่มีความหมาย ความสําคัญ เมื่อทํางานนั้นแลว มีความรูสึกภาคภูมิใจ ชวยใหพัฒนาความสามารถใน
การทํางานของตน ซ่ึงการรับรูของแตละคนน้ันแตกตางกันไปขึ้นอยูกับความตองการตามบทบาทงาน
ความเชื่อ คานิยม และพฤติกรรมของแตละบุคคล ดังนั้น ดานความหมายจะพิจารณาจากความ
110
สอดคลองกันระหวางความตองการดานบทบาทในการทํางานของบุคคล กับความเช่ือ คานิยม และ
พฤติกรรมของแตละบคุ คลน้นั
2) ดานสมรรถนะ (Competence) หรือการรับรูความสามารถของตนเอง (Self-
efficacy) คือความเชื่อของบุคคลวา มีความชํานาญและความสามารถในการทํางานไดบ รรลเุ ปาหมาย
สามารถแกไขปญหาที่เกิดขึ้นในการทํางานได สามารถทํางานฟนฝาอุปสรรคในงานไดจนสําเร็จดวย
ทกั ษะและความชํานาญที่เฉพาะเจาะจงในการทาํ งาน
3) การรับรูดานการตัดสินใจดวยตนเอง (Self-determination) คือ การรับรูวา
ตนเองมอี ิสระในทางเลือก และสามารถควบคุมการกระทําสง่ิ ตาง ๆ ในการสรางสรรค และการทาํ งาน
อยา งตอ เน่ือง ซึ่งรวมถึง การตดั สินใจและการแกป ญหาเก่ยี วกบั วิธีการทาํ งานไดดวยตนเอง
4) การรับรูดานผลกระทบของหนวยงาน (Impact) คือ การรับรูวางานของบุคคล
หรือสิ่งที่บุคคลทํา มีผลกระทบตองานตาง ๆ ภายในองคการท้ังในเชิงกลยุทธ การจัดการ และการ
ปฏิบตั ิงาน ภายใตบ รบิ ทงานใดงานหนงึ่ ทีเ่ ฉพาะเจาะจง
2.4.3 การวัดการเสรมิ สรางพลงั อาํ นาจเชงิ จติ วทิ ยา
Spreitzer (1995) ไดสรางและพัฒนามาตรวัดการเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยา
ภายใตบรบิ ทของการทาํ งานเปนคนแรก โดยมีการระบุโครงสรางและความหมายในแตละดานไวอยาง
ชัดเจน โดยแบงออกเปน 4 ดาน ประกอบดวย 1) ดานความหมาย (Meaning) 2) ดานสมรรถนะ
(Competence) 3) ดานการตัดสินใจดวยตนเอง (Self-determination) และ 4) ดานผลกระทบ
(Impact) โดยแบบวัดเปนมาตรประมาณคาแบบลิเคิรท (Likert Scale) มีเกณฑในการประเมินคา
เปน 5 ระดับ โดยมีคาความเชื่อมั่นของแบบวัดเทากับ .88 และขอคําถามเนนที่ประสบการณสวน
บุคคลมากกวาที่จะเนนไปท่ีคําบรรยายดานสภาพแวดลอมในการทํางาน ท้ังนี้ มาตรวัดในดาน
ความหมายไดพัฒนามาจากมาตรวัดสถานภาพทางจิตวิทยาในเรื่องความสําคัญของงานของ
(Hackman and oldham, 1980) and (Tymon, 1988) ดานสมรรถนะ พัฒนามาจากมาตรวัดการ
รับรคู วามสามารถภายในตนเองของ (Jones, 1986) ดานการตดั สินใจดวยตนเอง พัฒนามาจากมาตร
วัดเร่ืองการมีอิสระในการควบคุมดวยตนเองของ (Hackman & Oldham, 1985) และสุดทายดาน
ผลกระทบไดพัฒนามาจากมาตรวัดในเรื่องการชวยเหลือตนเองไมได (Helplessness) ของ
(Ashforth,1989)
2.4.4 ทฤษฎตี ัดสนิ ใจดว ยตนเอง (Self- Determination Theory)
วษิ ณพุ งษ โพธิพริ ุฬห (2560) ไดก ลาววา ทฤษฎตี ดั สนิ ใจดวยตวั เอง (Self-determination)
(Deci & Ryan, 1985, 2000; Ryan & Deci, 2000 a) เปนทฤษฎีที่ไดถูกนําไปใชและทดสอบอยาง
111
แพรหลาย และมีการวิจัยกวา 800 เรื่อง ในวารสารวิชาการท่ีเปนการศึกษาที่เก่ียวของกับแรงจูงใจ
ภายใน แรงจูงใจภายนอกและการขาดแรงจูงใจ ทฤษฎีน้ีถูกสรางเปนกรอบแนวคิดของการศึกษาทาง
จิตวิทยาสมัยใหมโดยอธิบายถึงการพัฒนาบุคลิกภาพ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการสราง
แรงจูงใจใหกับตนเอง ซึ่งสันนิษฐานวา มนุษยมีเรื่องของการเรียนรู ความสามารถ การพัฒนาตนเอง
ประสบการณ และการมีสุขภาวะที่ดีมาต้ังแตเกิด โดยมีลักษณะนิสัยที่จะไปสูการเจริญเติบโตการ
เรียนรูสิ่งท่ีทาทายจากสภาพแวดลอมทางสังคม และการรวมองคประกอบตาง ๆ เขาไวดวยกันที่มา
จากประสบการณใหมในการเรียนรูผานกระบวนการทางจิตวิทยาเพ่ือนําไปสูความสอดคลองท่ีตรงกับ
ความรูสึกของตนเองและพัฒนาขึ้นจนกลายเปนบุคลิกภาพของตนเอง (Ryan & Deci, 2000 a)
(วิษณพุ งษ โพธิพิรฬุ ห, 2560)
การเกิดขึ้นของกระบวนการทางจิตวิทยาท่ีมาจากความรูสึกของตนเอง เชน แรงจูงใจ
ภายในจึงมีสวนในการเพ่ิมความต้ังใจท่ีทําใหคนออกกําลังกายหรือการเลนกีฬา การรับรูถึง
ความรูสึกในการควบคุมพฤติกรรมตั้งแตเริ่มตนเขารวมการคงอยูของพฤติกรรม และการเลิกทํา
กิจกรรมยังรวมไปถึงแรงจูงใจของบุคคลที่เกิดจากการมีปฏิสัมพันธกับสภาพแวดลอมทางสังคม
เพื่อไปสูการพัฒนาพฤติกรรม และการมีสุขภาวะท่ีดีในตนเอง เชน สุขภาพหรือคุณภาพชีวิตท่ีดี
ท้งั กายและใจ เปน ตน (Deci & Ryan, 2000; Ryan & Deci, 2000 b)
ดงั นั้น ทฤษฎคี วามมุงมั่นในตนเองถือเปนแนวทางหนง่ึ ของการศกึ ษาท่เี กี่ยวของกับบุคคล
และส่ิงท่ีเกิดข้ึนระหวางการกระทําของบุคคลกับสภาพแวดลอมทางสังคมที่เปนพื้นฐานในการทํานาย
การกําหนดตนเองในการปฏิบัติพฤติกรรม เรียนรูประสบการณ และการพัฒนาตนเองใหสําเร็จตาม
เปา หมาย
ทฤษฎีความมุงมั่นในตนเองเปนทฤษฎีขนาดใหญ (Deci & Ryan, 2008) ท่ีใชอธิบายถึง
แรงจูงใจ และสภาพแวดลอมทางสังคมท่ีสงอิทธิพลตอทัศนคติ และพฤติกรรมเพ่ือเพ่ิมการปฏิบัติ
และการเพิ่มขึ้นของกระบวนการทางจิตวิทยา โดยใหความหมายของปจจัยที่ทําใหเกิดแรงจูงใจ
ภายใน และความหลากหลายของปจจัยท่ีมาจากแรงจูงใจภายนอก โดยอธิบายถึงบทบาทของ
แรงจูงใจภายใน และลักษณะของแรงจูงใจภายนอก ตอการพัฒนาความคิด ทัศนคติและสังคม
รวมไปถึงความแตกตางของแตละบุคคลในการปฏิบัติพฤติกรรม ในบางคร้ังอาจมีการนําเสนอถึง
ปจจัยจากการเอ้ือหรือการไดรับการอํานวยความสะดวกทางสังคมหรือวัฒนธรรม และภายใต
ความรูสึกของบุคคลตอความต้ังใจ และเร่ิมตน ไปสูการมีสุขภาวะที่ดี และคุณภาพหรือปริมาณ
ท่ีแสดงออกของพฤติกรรม รวมท้ังความสามารถเกิดจากภายใตเงื่อนไขท่ีไดรับการสนับสนุน
ประสบการณของบุคคลในการมีอิสระ การมีความสามารถ และการมีปฏิสัมพันธไปสูการเพิ่มขึ้น
ความต้ังใจ ลักษณะของแรงจูงใจ การคงอยู และการเพ่ิมข้ึนในการปฏิบัติกิจกรรม ที่รวมไปถึง
ความคดิ ความรูสกึ และพฤติกรรม (Ryan & Deci, 2000 ) ดังแสดงในภาพประกอบ 2.6
112
ภาพประกอบ 2.6 การจดั กลุมแบงประเภทของแรงจูงใจภายนอกและแรงจูงใจภายในของมนษุ ย
ที่มา : ปรับปรุงจาก Ryan & Deci, 2000
ภายใตกรอบแนวคิดของทฤษฎีความมุงม่ันในตนเอง จึงประกอบไปดวยทฤษฎียอย
5 ทฤษฎี ท่ีอธิบายถงึ ความชดั เจน
1. Cognitive Evaluation Theory (CET) เปนทฤษฎีท่ีอธิบายแรงจูงใจภายในท่ีมี
พื้นฐานมาจากความพงึ พอใจทเ่ี กิดจากพฤตกิ รรมของตนเอง เปน การกระทําจากตนเองหรือตอบสนอง
ความรูสึกเพ่ือตนเอง ไดแก ความสนุกสนาน ความพึงพอใจและความสนใจ นอกจากน้ียังอธิบายถึง
ลักษณะเฉพาะจากการประเมินปจจัยทางดานสภาพแวดลอมทางสังคมตอการพัฒนาแรงจูงใจภายใน
ซึ่งมีผลสัมพันธกับการรับรูจากภายในตัวเอง เชน กอใหเกิดความสนุกสนาน ความทาทาย และความ
พึงพอใจ เชน การไดรับรางวัล การถูกกําหนดระหวางบุคคลจากการทําหนาที่ตามบทบาทท่ีไดรับทาง
สังคม (Interpersonal control) การเปรียบเทียบกับผูอื่นแลวสงผลตอแรงจูงใจภายใน และความ
สนใจ (Ego-involvements impact intrinsic motivationand interest) (Deci & Ryan, 1985,
2000) รวมถึงการเอ้ือจากสภาพแวดลอมทางสังคมท่ีสงผลตอการไดรับความพึงพอใจพ้ืนฐานทาง
จิตวิทยา ไดแก การมีอิสระ การเปนผูที่มีความสามารถ และการมีปฏิสัมพันธกับผูอื่น สงผลตอ
แรงจูงใจภายใน และสงผลตอการกําหนดตนเองในการกํากับพฤติกรรม (Self-determined of
behavioral regulation) พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากแรงจูงใจภายในดวยความสนใจ และความสนุกของ
ในการทํากิจกรรม ถือวาเปนสิ่งท่ีสมบูรณของการกําหนดตนเองเพ่ือไปสูเปาหมาย (Deci & Ryan,
2002) ทฤษฎียอยนี้จึงถือวามีบทบาทสําคัญกับนําไปใชศึกษาวิจัยถึงวิธีการเพ่ิมแรงจูงใจตอการทํา
กิจกรรมทั้งวงการศกึ ษา ศลิ ปะ การกีฬา และการออกกําลงั กาย เปน ตน
113
2. Organismic integration theory (OIT) เปนทฤษฎีที่อธิบายถึงการมุงความ
สนใจในตามความคิดที่มีอยูภายในตนเอง โดยเฉพาะอยางยิ่งในแงมุมจากปจจัยท่ีพัฒนาความ
หลากหลายที่มีอิทธิพลตอลักษณะของแรงจูงใจภายนอกลักษณะขององคประกอบที่อยูภายในตนเอง
(Properties) การตัดสินใจและผลลัพธ เชน การลดน้ําหนัก เปนตน ที่กระตุนหรือสงผลตอ
แรงจูงใจภายนอกไปสูเปาหมายจากผลของภายนอก เชน รางวัล การชมเชยใหไปสูพฤติกรรมดวย
ตนเอง การเพ่มิ ขึ้นของแรงจงู ใจอยางตอ เนื่องภายใตความแตกตา งของลกั ษณะการกํากับพฤติกรรมจึง
เร่ิมตนจากการขาดแรงจูงใจ แรงจูงใจภายนอกไปสูแรงจูงใจภายใน การรับรูถึงการกํากับตนเองจึง
เปนกระบวนการที่เริ่มตนจากไมมีการกํากับตนเองหรือการขาดแรงจูงใจ(Non-regulation or A
motivation) ผานการกํากับตนเองจากแรงจูงใจภายนอก (Extrinsicregulation) ไปจนถึงการกํากับ
ตนเองจากแรงจูงใจภายในหรือแรงจูงใจภายใน (Intrinsic 16 regulation) (Deci & Ryan, 1985,
2000) การไดรับการสนับสนุนจากสภาพแวดลอมทางสังคมมีอิทธิพลตอการเพ่ิมหรือสงเสริมลักษณะ
ภายในตนเอง เชน การรับรูคุณคา เปาหมาย และความเชื่อ แลวสงผลตอการรับรูการสนับสนุนความ
เปนอิสระในตนเองและผลจากการมีปฏิสัมพันธกับผูอ่ืนน้ีจึงนําการกํากับความมุงม่ันในตนเอง (Self-
determine regulation) เรียกวา มีลักษณะท่ีเกิดขึ้นจากภายในตนเอง (Internalization) ที่เกิดจาก
แรงจูงใจหรือความอยากเปลี่ยนแปลงส่ิงตาง ๆ ใหเกิดขึ้น และการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดข้ึนไดตอเมื่อ
บุคคลยอมรับสิ่งมีอิทธิพลจากบริบททางสังคมที่สูงกวาตนเองและตรงกับความตองการท่ีมีอยู เชน
คานิยม รวมถึงความสอดคลองกับคานิยมที่บุคคลมีอยู ดวยเหตุนี้ความพึงพอใจท่ีไดรับจึงขึ้นอยูกับ
ลักษณะของการกระทําน้ัน ๆ แลวสงผลตอความคิด ความรูสึกและพฤติกรรม นําไปสูทัศนคติท่ีมีการ
เพ่ิมข้ึนหรือลดลงจากความสอดคลองภายในตนเองดวยการกํากับพฤติกรรมจากการถูกจูงใจที
ภายนอกโดยสภาพแวดลอมทางสังคม (Ryan & Deci, 2000 a) ซึ่งการแสดงพฤติกรรมของบุคคลมี
สาเหตุเกิดขึ้นจากการไดรับหรือประเมินคุณคาในตนเองมาจากการใหขอมูลยอนกลับของผูอื่น ทําให
คนมีการปรับพฤติกรรมหรือคนหาความหมายของการพัฒนาตนเอง (Deci & Ryan, 1985, 2002;
Ryan & Deci, 2000 b)ดังน้ันการเปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนลักษณะของแรงจูงใจจึงเกิดขน้ึ มาจาก
การทบ่ี ุคคลเกดิ ความรูส กึ ยอมรับในตนเอง
3. Causality orientation theory (COT) เปนทฤษฎีที่อธิบายถึงความแตกตาง
ของลักษณะนิสัยในการหลอหลอมตนเองจากส่ิงแวดลอมในการกํากับพฤติกรรมไปยังสิ่งท่ีตั้งใจหรือ
ตองการ และจัดการกับสภาพแวดลอมน้ัน ๆ โดยการสนับสนุนตนเองใหมีความมุงมั่นดวยตนเอง
ซ่ึงมาจากการประเมิน 3 ลักษณะของการหลอหลอมจากเหตุผลภายในตนเอง (Causality
orientations) ไดแก ดานการหลอหลอมความมีอิสระ (Autonomy orientation) ซ่ึงเปนพฤติกรรม
ที่บุคคลไดปฏิบัติหรือแสดงความตองการของตนเองมาเปนพฤติกรรมจากส่ิงท่ีตนเองสนใจ หรือ
เห็นคุณคาจากส่ิงท่ีเกิดขึ้น ดานการหลอหลอมจากการถูกกําหนด (Control orientation) ไดแก
114
พฤติกรรมท่ีบุคคลน้ันไดปฏิบัติจากรางวัล สิ่งที่เปนประโยชน และการไดรับการยอมรับ และ
สุดทายดานการหลอหลอมแบบไมเกี่ยวกับบุคคลหรือขาดการจูงใจ (Impersonal or amotivated
orientation) ท่ีแสดงลักษณะโดยความวิตกกังวลเกี่ยวกับเร่ืองของความสามารถ การรับรูเหตุผล
ภายในตนเองจึงมีความสัมพันธกับการรับรูถึงพฤติกรรมการมีอิสระในตนเอง (Ryan, Williams,
Patrick, & Deci, 2009)
4. Basic psychological needs (BPN) เปนทฤษฎีที่อธิบายถึงวามนุษยทุกคนมี
ความตองการพื้นฐานทางจิตวิทยาและมีความสัมพันธตอความรูสึกในการรับรูไปถึงจิตวิทยาสุขภาพ
การเพิ่มข้นึ ของการมสี ุขภาวะทด่ี ี และสง ผลตอ ความรูสึกในความพึงพอใจตอความตองการข้ันพ้ืนฐาน
ในความตองการเปนคนที่มีความสามารถรูสึกถึงการมีปฏิสัมพันธกับสภาพแวดลอมทางสังคม และ
ปรารถนาถึงผลของความสําเร็จ ความรูสึกของการรับรูวาตนเองเปนผูท่ีมีความสามารถคือส่ิงท่ีจําเปน
สําหรับบุคคลไปสูความทาทาย การเรียนรู และการพัฒนา ความตองการความมีอิสระในตนเอง
หมายถึง การที่บุคคลไดเร่ิมตนในการปฏิบัติดวยตนเอง ซ่ึงเปนความรูสึกจากการสงเสริมถึงความ
จําเปนสําหรับการจูงใจพฤติกรรมใหปฏิบัติอยางตอเนื่อง และความตองการในการมีปฏิสัมพันธกับ
ผูอื่น คือความพึงพอใจเมื่อบุคคลมีความรูสึกถึงการติดตอกันดวยความใกลชิดกับคนอ่ืน และรูสึกถึง
การมสี วนรวมในสภาพแวดลอมทางสังคม (Deci & Ryan,1985; Ryan & Deci, 2000)สภาพแวดลอม
ทางสงั คมจึงอาจมีผลตอการสนับสนุนหรือยับย้ังความตองการนัน้ ๆ และสงผลกลับไปสูการมสี ขุ ภาวะ
ที่ดี ระดับของความตองการทางกระบวนการทางจิตวิทยาน้ันความพึงพอใจเปนแรงจูงใจที่แตกตาง
ของแตละบุคคลไปสูการแสวงหาหรือถอนตัวออกจากพฤติกรรมสุขภาพ เชน การทํากิจกรรมทางกาย
(Deci & Ryan, 2000, 2002) การไดรับการเติมเต็มจากความตองการพ้ืนฐานท้ัง 3 ดาน ถือวาเปน สิ่ง
ทมี่ คี วามจาํ เปนและเปนส่ิงท่ีมปี ระโยชนม ากที่สดุ ตอการมีสขุ ภาวะทีด่ ีในกระบวนการทางจิตวทิ ยา
5. Goal content theory (GCT) เปนทฤษฎีท่ีแสดงใหเห็นถึงความแตกตางท่ี
เดนชัดจากเปาหมายของแรงจูงใจภายในและแรงจูงใจภายนอก รวมไปถึงส่ิงท่ีมีผลกระทบตอ
แรงจูงใจและสุขภาพ ซ่ึงความแตกตางนั้นเปนเหตุผลของการแสวงหาเปาหมายจากส่ิงท่ีเกิดขึ้นจาก
เหตุผลของการจูงใจจากภายในและภายนอก โดยมีสิ่งท่ีอยูตรงกลางของเหตุผลน่ันคือสมมุติฐานตาม
ทฤษฎีความมุงมั่นในตนเอง จึงมีขอบเขตของการศกึ ษา 2 ดาน ไดแก ดา นแรงจูงใจท่ีสนใจถึงวาทําไม
หรือเหตุผลอะไรท่ีอยูภายใตการเพ่ิมขึ้นของพฤติกรรม และเนื้อหาของเปาหมายวาอะไรหรือการรับรู
วตั ถุประสงคของเปา หมายวาทําไมจึงทําใหเกิดความมุงม่ันการมีเปาหมายทัง้ สองลักษณะจงึ เปน ส่งิ ที่มี
ความแตกตางจากความพึงพอใจตอความตองการพื้นฐาน และความแตกตางท่ีสัมพันธกับการมีสุข
ภาวะท่ีดี (Ryan, Williams, Patrick, & Deci, 2009) การมีเปาหมายแรงจูงใจ คือ คําท่ีนิยามไว
เกย่ี วกบั การไดร ับจากผลของรางวัลและการไดรับการเตมิ เต็มผานความพงึ พอใจในความตองการทั้ง 3
ปจ จัยจากกระบวนการทางจติ วิทยา เชน เปาหมายจากการมีสวนรวมในการพฒั นาทเ่ี พมิ่ ขน้ึ จากความ
115
สนใจหรือแรงบันดาลใจจากตัวบุคคล รวมไปถึงการไดรับการสนับสนุนจากความสัมพันธทางสังคม
การมีสวนรวมในชุมชน และการเจริญเติบโตของตัวบุคคลในทางตรงกันขามน้ันการมีเปาหมายของ
การจูงใจจากภายนอกน้ันอาจสัมพันธกับการมีชื่อเสียง การประสบความสําเร็จทางการเงินการไดรับ
การยอมรบั รวมไปถึงความพงึ พอใจจากลกั ษณะที่ปรากฏใหเ ห็นจากภายนอก
เปาหมายสูงสุดในการจูงใจพนักงานในองคการ คือ การทําใหพนักงานทุกคนมี
แรงจูงใจในการทํางาน โดยไมหวังส่ิงตอบแทนอันเปนอามิสสินจาง หรือรางวัลใด ๆ เลย หรือพูด
งาย ๆ ก็คือ การใหพนักงานทุกคนมีแรงจูงใจอันเกิดจากแรงจูงใจภายในของตัวเอง หรือรักในงานที่
ทํานัน่ เอง (วษิ ณพุ งษ โพธพิ ิรฬุ ห, 2560)
Deci (1975) ไดนําเสนอแนวคิดเร่ืองของแรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation)
เอาไวและไดมีการศึกษาและวิจัยเพิ่มเติมอยางตอเน่ือง สําหรับ Deci แลวคนท่ีมี Intrinsic
Motivation ตอกิจกรรมหรือพฤติกรรมอะไรบางอยาง คือ คนท่ีเริ่มทํากิจกรรมหรือพฤติกรรมนั้น ๆ
ดว ยตนเอง เพราะรสู ึกชอบพอ สนใจ และพงึ พอใจทไี่ ดกระทาํ กจิ กรรมหรอื พฤตกิ รรมนั้น ๆ
Deci and Ryan (1985) ไดเสนอวา ในการทําพฤติกรรมของคนเรานั้น สามารถแบง
ระดับของแรงจูงใจออกไดเปน 6 ระดับ โดยสามารถไลระดับไดต้ังแตทําพฤติกรรมโดยไมตองมี
แรงจูงใจใด ๆ เลย (Amotivation) ไปจนถึงพฤติกรรมโดยมีแรงจูงใจจากภายใน (Intrinsic
Motivation) แตล ะระดบั สามารถอธบิ ายได ดงั นี้
1) Non-regulation เปนระดับท่ีการทําพฤติกรรมน้ันไมตองอาศัยแรงจูงใจแตอยาง
ใด โดยมากมักจะเปนพฤติกรรมท่ีเกิดขึ้นโดยไมไดตั้งใจ หรือเราไมสามารถควบคุมได และรวมไปถึง
พฤตกิ รรมใด ๆ ก็ตามทท่ี าํ โดยไมหวังผลอะไร
2) Enternal Regulation เปนระดับท่ีการทําพฤติกรรมน้ันอาศัยเรงจูงใจจาก
ภายนอกลวน ๆ เชน ทาํ ไปเพราะตอ งการเงนิ รางวัล หรือคาํ ชมเชย เปนตน
3) Introjected Regulation เปน ระดับท่ีการทําพฤตกิ รรมนนั้ เร่ิมอยใู นการควบคุม
โดยความตองกาของตนเองขึ้นมาบาง ทําเพื่อตอบสนองอีโก (Ego) ของตนเอง ทําเพื่อหลีกเล่ียง
ความรูสึกผิด เปนตน
4) Identified Regulation เปนระดับท่ีการทําพฤติกรรมน้ัน เกิดจากความรูสึกวา
เรามองเหน็ คณุ คาของพฤติกรรมดังกลา ว เราอยากทําพฤตกิ รรมนนั้ เพราะมันสําคญั
5) Integrated Regulation เปนระดับที่การทําพฤติกรรมน้ัน กลายเปนสวนหนึ่ง
ของเราไปเสียแลว เรามองวา พฤติกรรมนั้นมีความสอดคลองกับแนวคิดของเรา ซ่ึงหากอยูในระดับนี้
เปน ระยะเวลาหนง่ึ ๆ กจ็ ะนําไปสูระดบั สดุ ทา ย
6) Instrinsic Regulation หรือระดับที่เราทําพฤติกรรมน้ันเพราะเราอยากทํา ทํา
แลว สนุกทาํ แลว มคี วามสขุ
116
ท้ังนี้ Deci and Ryan (1985) ไดเสนอทฤษฎี Cognitive Evaluation Theory ซ่ึง
อธิบายวา ถาอยากกระตุนใหคนเราเกดิ แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) นั้น เราจะตอ งไดรับ
การตอบสนองความตองการขัน้ พืน้ ฐาน (Basic Needs) ท่ีสาํ คัญ 3 อยา งกอ น ไดแก
1. ความตอ งการอสิ ระในการตดั สินใจดวยตนเอง (Need for Autonomy) หมาย
ถึง ความรสู ึกในการไดโอกาสเลือกและตัดสินใจดวยตนเอง การไดเ ปนผูรเิ ร่ิมการกระทาํ ดวยตนเองซ่ึง
ไมไดหมายความรวมถึงความเปนอิสระในลักษณะที่บุคคลนั้นไมไดข้ึนอยูกับใคร (Independence)
เทาน้ัน ตัวอยางเชน ถา พนักงานไดรับมอบหมายใหทํางาน โดยพนักงานมีโอกาสตัดสินใจเลือกวิธีการ
ที่จะทํางานสําเร็จไดดวยตนเอง แมจะเปนการตัดสินใจในเร่ืองเล็ก ๆ นอย ๆ แตพนักงานจะรูสึกวา
งานมีความสนุก นาสนใจ และมีความหมาย เกิดความผูกพันกับงาน จากตัวอยางจะเห็นวา พนักงาน
ไมไดมีอิสระในการเลือกงานที่จะปฏิบัติ แตพนักงานมีอิสระในการตัดสินใจเลือกวิธีปฏิบัติดวยตนเอง
ซง่ึ แสดงใหเห็นวา การปฎิบัติงานท่ีไดรับมอบหมายจากผูบังคบั บัญชาก็สามารถทําใหเกิดความรูสึกวา
มอี สิ ระในการตดั สินใจได
2. ความตองการท่ีจะมปี ฎสิ ัมพันธอ นั ดกี บั ผอู ่ืน (Need for Relatedness) หมาย
ถงึ ความรสู ึกท่ีไดเกย่ี วของกบั ผอู ่ืน การไดเปนสมาชิกกลุม การไดรับและหวงใยผอู ืน่ รวมถงึ การเปนผู
ถูกรัก และหวงใยจากผูอ่ืน บุคคลจะรูสึกพึงพอใจในการไดรับการตอบสนองความตองการมีความ
ความสัมพันธกับผูอ่ืน เมื่อบุคคลรูสึกถึงการมีสวนรวม ความใกลชิด ความสนิทสนม ตัวอยางเชน
พนักงานรูสึกวาตนเองเปนสวนหนึ่งของทีม และมีอิสระในการแสดงความคิดเห็นสวนตัวใหทีมรับรูจะ
รูสึกพึงพอใจในการไดรับการตอบสอบความตองการมีความสัมพันธกับผูอื่น ซึ่งกันขามกับพนักงานที่
อยูโดดเด่ยี วไมไดร บั การสนบั สนนุ จากเพอื่ นรว มงาน หรอื องคก าร
3. ความตองการเปน คนที่มที ักษะ ความสามารถ (Need for Competence)
หมายถึง ความรูสึกวาตนเองสามารถจัดการสภาพแวดลอรอบตัว และประสบความสําเร็จตาม
เปาหมายท่ีตนปรารถนา หรือกําหนดไว ซ่ึงความพึงพอใจในการไดรับการตอบสนองความตองการมี
ความสามารถจะชว ยใหบ ุคคลพัฒนาทกั ษาะ ความคดิ รวมทง้ั วธิ กี ารจัดการกับสภาพแวดลอ มรอบตวั
เมือ่ นําทฤษฎีนี้มาประยกุ ตใชก ับในองคก าร ก็หมายความวา หากเราตอ งการท่จี ะให
พนกั งานมีแรงจูงใจภายในในการทาํ งานของตน เราก็ควรจะออกแบบงาน ดังน้ี
1. พนักงานมีโอกาสที่จะตัดสินใจดวยตนเองในระดับที่เหมาะสมกับหนาท่ีความ
รับผิดชอบของพนักงานคนน้ัน ๆ ซึ่งหมายความวา หัวหนาควรมอบหมายงานใหกับลูกนอง โดย
อธิบายถึงเปาหมายของงาน แตใหตัวพนักงานผูปฏิบัติงานนั้น ไดมีโอกาสในการเลือกวิธีในการปฎิบัติ
เอง
2.หัวหนาไดมีโอกาสเขามาใหความชวยเหลือผูใตบังคับบัญชาเมื่อยามจําเปนและมี
การปอน feedback ใหแกผูใตบังคับบัญชาดวย ซึ่งตรงจุดนี้ขอควรระวัง ก็คือ การใหความชวยเหลือ
117
นั้นควรอยใู นระดับท่เี หมาะสมคือ ชวยในกรณีทพ่ี นักงานขาดปจจัยที่จําเปนเพื่อใหพนักงานสามารถท่ี
จะทาํ งานน้ันไดบรรลุไดดวยตนเอง และการปอ น feedback ควรเปนไปอยา งสรางสรรค คือ ควรเนน
ท่จี ะนําส่งิ ดี ๆ ท่ีพนักงานทํามาชมเชย มากกวาจองจับผิดพนักงานและ หากเปนไปได ควรจะออกแบ
งานใหมีการติดตอสัมพันธกับคนอ่ืน ๆ ภายในองคการดวย ท้ังนี้ หากพนักงานไดตระหนักวางานท่ีตน
ทาํ อยูน้ัน มีความสําคัญตอ ผูอ่ืน ก็จะเปนการเสริมสรางความรสู ึกวางานมคี ุณคาอีกดวย (และก็จะเติม
เตม Need for Competence ของพนกั งานไดอกี ทางหน่ึง)
3.พนักงานท่ปี ฎิบตั ิงานมคี วามรสู กึ วา งานท่ีตนเองทาํ นัน้ มีความทาทายในระดบั หน่ึง
คือ ไมงายจนเกินไป และไมยากจนทาํ ไมได
โดยสรุปสามารถกลาวไดวา ทฤษฎีแรงจูงใจของ Ryan and Deci (2000) เปนแบบ
แผนที่เนนความตองการทางจิตเปนพ้ืนฐาน น่ันคือความตองการท่ีติดตัวมาในเรื่องความสามารถ
(Competence) การเปนอิสระ (Autonomy) และความเก่ียวของ (Relatedness) และตระหนักถึง
ความพึงพอใจพื้นฐานท่ีเกิดข้ึนกับกิจกรรมนาสนใจท่ีไดเขารวม โดยในท่ีน้ีจะใหความสําคัญกับ
แรงจูงใจบนพ้ืนฐานของความพึงพอใจในงานและความพึงพอใจในการเกี่ยวของสัมพันธกับบุคคลท่ี
เก่ียวของกับงาน นอกจากนี้ยังไมมองขามเงื่อนไขท่ีเฉพาะเจาะจงในการกระตุนใหเกิดหรือการบั่น
ทอนการเกิดแรงจูงใจอันไดแกปจจัยทางสังคมแวดลอม ซึ่งจะมีสวนในการชวยสนับสนุนการเกิด
พฤติกรรมท่สี อดคลองกบั แรงจูงใจภายในน้นั
ดังนั้นสามารถสรุปไดวา การเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยาในบริบทของ
โครงสรางดานแรงจูงใจ (Motivational Construct) ก็คือแรงจูงใจในงานท่ีมีเพิ่มข้ึน โดยสะทอน
ออกมาในรูปของการรับรูและการจดจําในองคประกอบ 4 ประการ อนั ไดแก การรบั รูดานความหมาย
(Meaning) การรับรูดานความสามารถในการทํางาน (Competence) หรือกลาวอีกนัยหน่ึงก็คือการ
รับรูในความสามารถของตนเอง การรับรูดานการตัดสินใจดวยตนเอง (Self-Determination) และ
การรับรูดานผลกระทบตอหนว ยงาน (Impact) ซ่งึ ท้ัง 4 ประการน้ีจะมีผลตอพฤติกรรมที่แตละบุคคล
จะมีตองานของตน
2.4.5 งานวิจัยที่เกย่ี วของเกี่ยวกบั การเสรมิ สรา งพลงั อาํ นาจเชิงจิตวิทยา
จากการทบทวนวรรณกรรมท่ีผานมาโดยสวนใหญผูวิจัยพบงานวิจัยที่เก่ียวของกับการ
เสริมสรา งพลังอํานาจเชิงจิตวิทยา เปนงานวิจัยที่การเสรมิ สรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยาจะเปนตัวแปร
สงผา นใหก ับตัวแปรตาง ๆ
งานวิจัยของ Lana and Chong (2014) พบวาการเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยามี
อิทธิพลเชิงบวกตอภาวะผูนําการเปล่ียนแปลง แตไมไดมีอิทธิพลครบทุกมิติของภาวะผูนําการ
118
เปลี่ยนแปลงและยังมีงานวิจัยท่ีบงชี้วาการเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยามีความสัมพันธทางบวก
กบั บรรยากาศการสรา งนวตั กรรม (Mesut et al., 2015)
ตอมาพบงานวิจัยท่ีแสดงวาการเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยามีความสัมพันธกับ
นวัตกรรมในการบริการ (Huijun and Wei, 2010) และมีความสัมพันธกับพฤติกรรมสรางนวัตกรรม
ใ น ก า ร ทํ า ง า น ( Sabita, Mohammad and Shazia, 2015; Abdullatif, Johari and Adman,
2016) โดยการเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยา (การรับรูความสามารถของตนเอง) มีความสัมพันธ
กับพฤตกิ รรมการทาํ างานเชิงนวตั กรรม (Thurlings et al., 2015)
อีกทั้งงานวิจัยของ Bonias et al. (2010) ไดทดสอบอิทธิพลของการเปนตัวแปรสงผานของ
การเสริมสรางพลังอํานาจทางจิตวิทยาจากองคประกอบท้ัง 4 องคประกอบไดแก ความหมาย
ความสามารถหรือสมรรถนะ การมีอิสระ และผลกระทบ ในการอธิบายความสัมพันธระหวางระบบ
การบริหารงานท่ีมีประสิทธิภาพสูง (HPWS) และการรับรูคุณภาพของการดูแลผูปวยของพนักงานใน
โรงพยาบาลจาก 541 โรงพยาบาล ผลการวิจัยแสดงใหเปนวา การเสริมสรางพลังอํานาจทางจิตวิทยา
ใน 3 องคประกอบ ไดแก ความมีอิสระในการทํางาน ความสามารถ และความหมาย เปนตัวแปร
สงผานความสัมพันธระหวางระบบการบริหารงานท่ีมีประสิทธิภาพสูง (HPWS) และการรับรูคุณภาพ
ของการดูแลผูปวยไดอยางสมบูรณ ในขณะที่องคประกอบดานผลกระทบของการเสริมสรางพลัง
อํานาจทางจิตวิทยาไมเปนตัวแปรสงผานความสัมพันธ ซึ่งชี้ใหเห็นวความจําเปนในการยอมรับวา
คุณภาพของการดูแลผูปวยไมใชเพียงแคแพทยผูทําการรักษาเทาน้ัน แตจะตองใหพนักงานของ
โรงพยาบาลไดฝกฝนเรียนรูในงานที่ตนเองปฏิบัติและรับผิดชอบอยู ทั้งนี้ ผูจัดการฝายดูแลสุขภาพ
ของโรงพยาบาลจะตองใหความสําคัญเพ่ือใหมั่นใจวา กลยุทธการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย
นโยบาย และกระบวนการท่ีจะสนับสนุนการนําวิธีปฏิบัตดานทรัพยากรมนุษญไปปรับใชในระดับ
หนวยงานได
พฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางานเปนแนวคิดท่ีคอนขางใหม ดังนั้น งานวิจัยตาง ๆ จึง
มักพัฒนาขอสมมติฐานในลักษณะหาตัวแปรที่มีความสัมพันธ (Spiegelaere, 2014) และใชการรับรู
ความสามารถของตนเอง (Self-efficacy) ซ่ึงเปนองคประกอบหนึ่งของตัวแปรการเสริมสรางพลัง
อํานาจเชิงจิตวิทยาในการศึกษาความสัมพันธระหวางปจจัยบุคคลกับการสนับสนุนดาน
สภาพแวดลอมแวดลอมท่ีองคการสรางข้ึน (Vogt and Murrell, 1990) ซึ่งการวิจัยในระยะตอมา
สไปรทเซอร (Spreitzer, 1995) พบการเสริมสรางพลงั อํานาจเปนตัวทํานายสําคัญของพฤตกิ รรมการ
สรางนวัตกรรมและมีนักวิจัย พบวา การเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยา (ดานความหมาย
สมรรถนะ และการตัดสินใจดวยตนเอง) มีอิทธิพลทางตรงตอพฤติกรรมสรางนวัตกรรมในการทํางาน
(ดานการสรางความคิด การสงเสริมความคิด และการทําความคิดใหเปนจริง) (Rahman, Panatik
and Alias, 2014)
119
สําหรับงานวิจยั ในประเทศไทย ปยะรัตน พุมวเิ ศษ (2553) ไดศ ึกษาปจจัยพยากรณพ ฤติกรรม
สรางสรรคของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลเอกชน กรุงเทพมหานคร ผลวิจัยพบวา พยาบาลท่ีเปน
กลุมตัวอยางมีการแสดงออกถึงพฤติกรรมเชิงสรางสรรคในระดับดี ซึ่งมีการแสดงออกทางพฤติกรรม
โดยการสนับสนุนใหผูรวมงานมี สวนรวมในการพัฒนา มีการหาโอกาสเรียนรูประสบการณใหม ๆ
และนําแนวคิดท่ีไดจากการประชุม วิชาการมาใชในการปฏิบัติงาน ถึงแมวาจะมีระดับความเคลียดใน
งาน แตไมพบวามีความสัมพันธกับพฤติกรรมสรางสรรคของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลเอกชน
นอกจากน้ียังพบวา การเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยา ทําใหพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาล
เอกชนแสดงออกถึงพฤติกรรมสรางสรรคได กลาวไดวา เม่ือหัวหนาหอผูปวยมีการใหกําลังใจ สราง
แรงจูงใจใหพยาบาลเห็นความสําคัญของงาน เห็นถึง ความสามารถของตนเองในการท่ีจะทํางานให
สําเร็จได รวมทั้งการใหอิสระในการตัดสินใจ ใหคําแนะนําที่มีประโยชนตอการทํางานเพื่อพัฒนา
ศักยภาพของตน ทําใหพยาบาลมีความมุงม่ันและกระตือรือรนท่ีจะพัฒนางานของหนวยงานใหบรรลุ
เปาหมาย โดยเฉพาะการสรางสรรคงานใหม ๆ ที่จะทําใหเกิดคุณภาพที่ เปนเลิศของหนวยงานที่ตน
ปฏิบตั ิงานอยู
ตอมางานวิจัยของปยรัตน วงศทองเหลือ (2560) ไดศึกษาปจจัยที่มีอิทธิพลและแนวทางการ
เสริมสรางพฤติกรรมการทํางานเชิงนวัตกรรมของพนักงานอุตสาหกรรมอาหารขนาดกลางและขนาด
ยอม ผลการวิจัยพบวา พฤติกรรมการทํางานเชิงนวัตกรรม ไดรับอิทธิพลโดยตรงจากความผูกพันใน
งานและการเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยา และไดรับอิทธิพลโดยออมจากการริเร่ิมดวยตนเอง
ภาวะผูนําการเปล่ียนแปลง ผานความผูกพันในงาน และไดรับอิทธิพลโดยออมจากบรรยากาศการ
ทํางานเชิงวัตกรรม และการสนับสนุนจากหัวหนางาน ผานการเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยา
สําหรับการเปนตัวแปรสงผานของตัวแปรการเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยา พบเปนตัว
แปรสงผานของภาวะผูนําการเปลี่ยนแปลงและเจตคติตองาน (Lan & Chong, 2014) ตอมาพบเปน
ตัวแปรสงผานของพฤติกรรมเชิงบวกหลายดาน เชน งานวิจัยของ Arefin, Arif and Raquib
(2015:1) พบวา การเสรมิ สรางพลงั อํานาจเชิงจิตวทิ ยาเปนตัวแปรสง ผานของพฤตกิ รรมท่เี ปนบทบาท
พิเศษ และยังพบเปนตัวแปรสงผานของพฤติกรรมเชิงรุก (Raub & Robert, 2010:1743) นอกจากนี้
ยังพบวา เปนตัวแปรสงผานของภาวะผูนําการเปลี่ยนแปลงกับพฤติกรรมการสรางนวัตกรรมดวย
(Pieterse et al., 2010; Lei & Zhou, 2011; Craig, 2015 และผลการวิจัยของนักวิชาการหลาย
ทานไมวาจะเปน Spreitzer (1995), Erturk (2012), Zhang and Bartol (2010) ยังคงเนนย้ําวา
ความมุงม่ันในตนเองและการเสริมสรางพลังเชิงจิตวิทยาท่ีสูงขึ้นจะชวยเพ่ิมนวัตกรรมและความคิด
สรา งสรรคในการทาํ งานของพนกั งานได
อน่ึง งานวิจัยที่แสดงถึงตัวแปรสงผานการเสริมสรางพลังอํานาจเชิงจิตวิทยากับพฤติกรรม
สรางนวัตกรรมในการทํางาน พบยังมีจํานวนนอย โดยนักวิจัยหลายทานพบวางานวิจัยในสาขาที่