การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ณัฐนันท์ เยี่ยนทรง งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 2566
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล นายณัฐนันท์ เยี่ยนทรง รหัสนักศึกษา 62100101126 งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 2566
สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566 ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน อุดรพิทยานุกูล อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัย นายณัฐนันท์ เยี่ยนทรง อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์พรจรัส สิรินาวากุล ครูพี่เลี้ยง นายสุรเชษฐ์ วงษ์ชนะ ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ปีการศึกษา 2566 อาจารย์ควบคุมการวิจัยในชั้นเรียน คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อนุมัติให้ นับงานวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต ........................................................................อาจารย์ที่ปรึกษา (อาจารย์พรจรัส สิรินาวากุล) ...................................................................................ครูพี่เลี้ยง (นายสุรเชษฐ์ วงษ์ชนะ)
ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระราม อาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ( CBL) ร่วมกับสื่อ อินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัย นายณัฐนันท์ เยี่ยนทรง ที่ปรึกษา อาจารย์พรจรัส สิรินาวากุล ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต (ภาษาไทย) ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระราม อาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้ แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน อุดรพิทยานุกูล ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ร้อยละ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วรรณคดี เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียน โดยมีกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 50 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา จำนวน 5 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ชุดละ 20 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบ ความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยค่า T-test Dependent ผลการวิจัยปรากฏว่า 1) ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิกของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล มีค่าเป็น 84/81 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้ แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน อุดรพิทยานุกูล ก่อนเรียนและหลังเรียน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 6.72 คะแนน และ 16.2 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนวิชาภาษาไทย ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01
ข กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระราม อาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อำเภอเมืองอุดรธานีในครั้งนี้สำเร็จสมบูรณ์ได้ด้วย การสนับสนุนจากบุคคลต่าง ๆ ซึ่งผู้วิจัยขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ อาจารย์พรจรัส สิรินาวากุล อาจารย์ที่ปรึกษาการทำวิจัยในครั้งนี้ที่กรุณา ให้แนวคิด คำปรึกษา คำแนะนำ ข้อคิดเห็น ตลอดจนการตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ด้วย ความเมตตาเอาใจใส่มาโดยตลอด จนกระทั่งวิจัยฉบับนี้เสร็จสมบูรณ์ด้วยดี ขอขอบพระคุณคุณครูสุรเชษฐ์ วงษ์ชนะ ครูพี่เลี้ยง ที่กรุณาให้คำปรึกษาและคำแนะนำใน การจัดทำแผนการจัดการเรียนจนกระทั่งวิจัยเล่มนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ขอขอบพระคุณผู้ช่วยศาสตราจารย์จรรยวรรณ เทพศรีเมือง ผู้ให้คำปรึกษา คำแนะนำและ ข้อคิดเห็นในการสร้างสื่ออินโฟกราฟิกจนสมบูรณ์ ขอขอบพระคุณคณาจารย์ สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีทุกท่านที่ประสิทธิ์ ประสาทความรู้ ให้คำชี้แนะแนวทาง สร้างความหวังและกำลังใจแก่ผู้วิจัย ตลอดระยะเวลาที่ทำการศึกษา ออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ จนกระทั่งวิจัยเล่มนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ขอขอบพระคุณคณะครูโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีที่คอยให้ คำปรึกษาชี้แนะแนวทางการจัดการเรียนการสอน คอยให้ความช่วยเหลือในการร่วมสะท้อนผลการจัด การเรียนรู้ด้วยความตั้งใจ โดยคณะครูทุกท่านมีจุดมุ่งหมายร่วมกันคือให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์สูงสุด ขอขอบใจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/8 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัด อุดรธานี จำนวน 50 คน ปีการศึกษา 2566 ที่ได้ให้ความร่วมมืออย่างดีตลอดการเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยในครั้งนี้ และขอขอบคุณเพื่อนคณะครุศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย ชั้นปีที่ 5 และเพื่อน ฝึกประสบการณ์วิชาชีพทุกคนที่คอยให้คำปรึกษาและให้กำลังใจแก่กันเสมอมา ช่วยเหลือในการพัฒนา งานวิจัยให้มีความสมบูรณ์มากที่สุด เหนือสิ่งอื่นใด ผู้วิจัยขอขอบคุณบิดาและมารดาผู้มีพระคุณสูงสุด ที่ได้มอบทั้งความรัก ความเมตตา ความช่วยเหลือ การดูแลเอาใจใส่ ที่ให้โอกาสได้ศึกษาในสิ่งที่รักที่เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ได้ ศึกษามาประยุกต์ใช้ในการทำวิจัยฉบับนี้ ณัฐนันท์ เยี่ยนทรง
ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ…………………………………..…………………………………………………………………………………….... ก กิตติกรรมประกาศ……………………..…………………………………………………………………………………….... ข สารบัญ……………………………………..…………………………………………………………………………………….... ค สารบัญภาพ………………………………..…………………………………………………………………………………….. ฉ สารบัญตาราง………………………………………………………………………………………….………………………... ซ บทที่ 1 บทนำ………………………………………………………………………………………………………………….... 1 1.1 ที่มาและความสำคัญ……………………………………………………………………………………….... 1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย.………………………………………………………………………………..... 4 1.3 สมมติฐาน.……………………………………………………………………………………………………..... 4 1.4 ขอบเขตของการวิจัย…………………………………………………………………………………..…..... 4 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ…..………………………………………………………………………………..….….... 5 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ……………………………………………………………………………….... 6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง………………………………………………………………………….….... 7 2.1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย……... 7 2.1.1 หลักการของหลักสูตร………………………………………………………………………..…….. 7 2.1.2 จุดมุ่งหมายของหลักสูตร……………………………………………………….…………..…..... 8 2.1.3 สาระมาตรฐานการเรียนรู้…………………………………………………………………..…..... 8 2.1.4 คุณภาพของผู้เรียน…………………………………………………………..…………………...... 9 2.1.5 มาตรฐานตัวชี้วัดชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1…………………………………………… …..…….. 12 2.2 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับวรรณคดี………………….……………………………………………………….... 17 2.2.1 ความหมายของวรรณคดี…………………………………………………………………….….... 17 2.2.2 ความสำคัญและคุณค่าของวรรณคดี……………………………….……………………….... 17 2.2.3 วรรณคดีที่ใช้ในการวิจัย……………………………………………………..………………….... 20 2.3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน………………………………..…………….... 21 2.3.1 ความหมายของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน……………..... 21 2.3.2 หลักการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน………………..……………... 22 2.3.3 บทบาทผู้สอนและผู้เรียนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน. 22 2.3.4 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ……………………..….. 23
ง สารบัญ (ต่อ) เนื้อเรื่อง หน้า 2.3.5 ประโยชน์ของการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน 25 2.4 สื่ออินโฟกราฟิก……………………………………………………………………………………………... 27 2.4.1 ความหมายของอินโฟกราฟิก…………………………………….………………..……….... 27 2.4.2 องค์ประกอบของอินโฟกราฟิก………………………….…………………………..…….... 28 2.4.3 การออกแบบอินโฟกราฟิก……………………………………..……………………………... 29 2.4.4 รูปแบบการนำเสนออินโฟกราฟิก………………………………………..……………….... 30 2.4.5 กระบวนการออกแบบอินโฟกราฟิก………………………………..…………………….... 32 2.4.6 เกณฑ์ในการประเมินอินโฟกราฟิก ……………………..……………………………….... 33 2.4.7 ประโยชน์ของอินโฟกราฟิก………………………………………………………………….... 34 2.5 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน……………………………………………………………………..………….... 35 2.5.1 ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน…………………………..……………………………. 35 2.5.2 จุดมุ่งหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน……………………………………….... 36 2.5.3 ความหมายและประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์………………….….…….... 37 2.5.4 ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน……………………..….... 39 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง……………………………………………………….………………………..……..... 41 2.6.1 งานวิจัยที่เกี่ยวกับรูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน…..………..……….... 41 2.6.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสื่ออินโฟกราฟิก………………………………………………….... 42 2.7 กรอบแนวคิดวิจัย……………………………………………………….………………………..……....... 44 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย…………………………………………………………………………………………………. 45 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง……………………………………………………………………………….. 45 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย…………………………………………………………………………..………. 46 3.3 รูปแบบการวิจัย…………………………………………………………………………………………….... 50 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล………………..……………………………………………………………………. 50 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล…………………….……………………………………………………………………. 51 3.6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล……………………………………….……………………………….... 51 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.…………………….……………………………………………………………………. 56 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………..……………………. 56 4.2 การวิเคราะห์ข้อมูล…………………….……………………………………………………………………. 57
จ สารบัญ (ต่อ) หน้า 4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล……………….……………………………………………………………….……. 57 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ……………………….…………………………………….……. 65 5.1 สรุปผลการวิจัย…………….………….……………………………………………………………….……. 65 5.1.1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย.……………………………………….……………………….……. 65 5.1.2 สมมติฐาน………….………….……………………………………………………………….……. 65 5.1.3 ผลการวิจัย………….………….………………………………………….………………….……. 66 5.2 อภิปรายผล…………….………….…………………………………………………………………….……. 66 5.3 ข้อเสนอแนะ…………….………….…………………………………………………………………..……. 67 5.3.1 ข้อเสนอแนะทั่วไป……….…………………………………………………………………….…. 69 5.3.2 ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป…………………………………………………….…. 69 บรรณานุกรม………………………………………………………………………………………………………………….... 70 ภาคผนวก………………………………………………………………………………………………………………..…….... 74 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย……………………….….... 75 ภาคผนวก ข หนังสือขอเชิญเป็นผู้ตรวจเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย………………………..…….... 76 ภาคผนวก ค ข้อมูลแสดงความสอดคล้องของเครื่องมือ……………………………………..…….... 83 ภาคผนวก ง แผนการจัดการเรียนรู้………………………………………………………………..……..... 95 ภาคผนวก จ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน………………………………………..…….... 176 ภาคผนวก ฉ ภาพกิจกรรมการเรียนรู้……………………………………………………………..……..... 185 ภาคผนวก ช ผลงานนักเรียน……………………………………………………………………..…..…….... 195
ฉ สารบัญรูปภาพ เนื้อเรื่อง หน้า ภาพที่ 1 รูปแบบการวิจัย…………………………………….………………………...…………………………..…….... 44 ภาพที่ 2 จัดเตรียมสื่อการเรียนกาสอน (1) …………….………………………...………………………...…….... 186 ภาพที่ 3 จัดเตรียมสื่อการเรียนกาสอน (2) …………….………………………..………………………....…….... 186 ภาพที่ 4 นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน (1) …………….………………………...…………………..…….... 187 ภาพที่ 5 นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน (2) …………….………………………...…………………..…….... 187 ภาพที่ 6 นักเรียนร่วมกันค้นหาคำตอบ จากปัญหาที่ตนเองสนใจ…………….…………………………….... 188 ภาพที่ 7 นักเรียนเสนอคำตอบของปัญหาหน้าชั้นเรียน……………………………...…………………..…….... 188 ภาพที่ 8 ครูอธิบายเพิ่มเติมจากการนำเสนอของนักเรียน…………….….………...…………………..…….... 189 ภาพที่ 9 นักเรียนทำแผนผังความคิด…………….………………………...…………………………………..…….... 189 ภาพที่ 10 นักเรียนทำกิจกรรม “ใครเป็นใครในราชาธิราช” …………….….………...…………………….... 190 ภาพที่ 11 ครูและนักเรียนร่วมกันทบทวนบทเรียน…………….….………...………………….………..…….... 190 ภาพที่ 12 นักเรียทำกิจกรรม “กล่องสุ่มหาคู่” (1) …………….….………...………………….………..…….... 191 ภาพที่ 13 นักเรียทำกิจกรรม “กล่องสุ่มหาคู่” (2) …………….….………...………………….………..…….... 191 ภาพที่ 14 นักเรียนเสนอเนื้อเรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยใช้สื่ออินโฟกราฟิก…... 192 ภาพที่ 15 นักเรียนทำกิจกรรม “จิ๊กซอว์หรรษา ราชาธิราช” (1) ………...……………….………..…….... 192 ภาพที่ 16 นักเรียนทำกิจกรรม “จิ๊กซอว์หรรษา ราชาธิราช” (2) ………...……………….………..…….... 193 ภาพที่ 17 นักเรียนทำกิจกรรม “เล่าข่าวโหนกระแส” ……….….………...………………….………..…….... 193 ภาพที่ 18 นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน (1) ……….………….………...………………….………..…….... 194 ภาพที่ 19 นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน (2) ……….….………………...………………….………..…….... 194 ภาพที่ 20 ตัวอย่างผลงานจากแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เปิดตำนานราชาธิราช (1) ….…………….... 196 ภาพที่ 21 ตัวอย่างผลงานจากแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เปิดตำนานราชาธิราช (2) ….…………….... 197 ภาพที่ 22 ตัวอย่างผลงานจากแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 ใครเป็นใครในราชาธิราช (1) ………….... 198 ภาพที่ 23 ตัวอย่างผลงานจากแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 ใครเป็นใครในราชาธิราช (2) ………….... 199 ภาพที่ 24 ตัวอย่างผลงานจากแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 บอกเล่าเรื่องราวราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา (1)………………………………………………………………………………………….. 200 ภาพที่ 25 ตัวอย่างผลงานจากแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 บอกเล่าเรื่องราวราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา (2) ……………………………………………………………………………………….. 201 ภาพที่ 26 ตัวอย่างผลงานจากแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 ร้อยเรียงคุณค่าราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา (1) ……………………………………………………………………………………….. 202
ช สารบัญรูปภาพ (ต่อ) เนื้อเรื่อง หน้า ภาพที่ 27 ตัวอย่างผลงานจากแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 ร้อยเรียงคุณค่าราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา (2) ……………………………………………………………………………………….. 203 ภาพที่ 28 ตัวอย่างผลงานจากแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 ตกผลึกข้อคิดราชาธิราชสู่ชีวิตจริง (1) … 204 ภาพที่ 29 ตัวอย่างผลงานจากแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 ตกผลึกข้อคิดราชาธิราชสู่ชีวิตจริง (1) ... 205
ซ สารบัญตาราง เนื้อเรื่อง หน้า ตารางที่ 1 รูปแบบการวิจัย…………………………………………………………...…………………………..………..... 50 ตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่อ อินโฟกราฟิกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูลจำนวน 50 คน… 58 ตารางที่ 3 สรุปผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่อ อินโฟกราฟิกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล จำนวน 50 คน.. 61 ตารางที่ 4 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่อ อินโฟกราฟิกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ก่อนและ หลังเรียน………………………………………………….…………………...…………………………..…….... 61 ตารางที่ 5 สรุปผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่อ อินโฟกราฟิกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ก่อนเรียนและ หลังเรียน (n = 50) …………………………………….………………...…………………………..…….... 64
1 บทที่ 1 บทนำ 1.1 ที่มาและความสำคัญ การศึกษาวิชาภาษาไทยเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนในชาติของเรา วรรณีโสมประยูร (2534:28) กล่าวถึงความสำคัญของการสอนภาษาไทยไว้ตอนหนึ่งว่า มนุษย์ได้ใช้ทักษะการฟัง พูดอ่านและเขียน เป็น เครื่องมือในการศึกษาความรู้เพื่อประกอบอาชีพ พัฒนาบุคลิกภาพ และสร้างเสริมคุณภาพชีวิตในด้าน อื่นๆเพราะมนุษย์ได้รับความรู้และความคิดต่างๆจากการฟังการอ่าน และการเขียนบันทึกเพื่อพูดหรือ เขียนถ่ายทอดให้ผู้อื่นเข้าใจอีกทอดหนึ่ง การเขียนของผู้เรียนที่ขาดความสามารถทางการใช้ภาษา จึงส่งผล ให้การเรียนวิชาอื่นไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าใดนัก ดังนั้นภารกิจของการศึกษาประการหนึ่งคือ การสอนภาษาไทย ให้คนในชาติสามารถสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ภาษาไทยเพื่อการพัฒนาความรู้ ความสามารถของตนเอง และสามารถสืบทอดมรดกทางภาษาอันเป็นวัฒนธรรมของชาติรวมถึงมีเจตคติ ที่ดีต่อภาษาไทย นอกจากทักษะด้านภาษาแล้ว การศึกษาวรรณคดีและวรรณกรรมถือเป็นการสืบทอดและรักษามรดก ทางภาษาและวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง เพราะวรรณคดีและวรรณกรรมเป็นงานสร้างสรรค์ของมนุษย์และเป็น สื่อเพื่อถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกของกวีที่สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในสังคม วรรณคดีจึงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยที่ได้รับการยกย่องและควรแก่การอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกของชาติ ทั้งนี้เยาวชนไทยควรได้เรียนรู้วรรณคดีตามวัยและความสามารถของแต่ละบุคคลเพื่อให้ได้รับประโยชน์ จากการศึกษาวรรณคดีอย่างหลากหลาย กระทรวงศึกษาธิการจึงเห็นความสำคัญของวรรณคดีและได้กำหนดให้มีการจัดทำสาระในมาตรฐาน การเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเป็นสาระที่5 วรรณคดีและวรรณกรรม โดยมีมาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่า และนำมาประยุกต์ใช้ ในชีวิตจริง กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดให้แต่ละช่วงชั้นเรียนวรรณคดีโดยเฉพาะชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ต้องเรียนวรรณคดีเรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา ซึ่งเป็นวรรณคดีประเภทร้อยแก้วที่นำเสนอ เรื่องราวทางประวัติศาสตร์และแฝงข้อคิดที่บุคคลในศตวรรษที่21 พึงมีให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างแยบยล ดังนั้นวรรณคดีเรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา จึงเป็นวรรณคดีสร้างสรรค์เรื่องหนึ่งที่ควรค่า แก่การนำมาจัดการเรียนรู้ให้ได้มาตรฐานตามที่หลักสูตรกำหนดไว้ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551ได้กำหนดสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนใน ขั้นความสามารถในการคิด ได้แก่การคิดวิเคราะห์การคิดสังเคราะห์การคิดสร้างสรรค์การคิดอย่างมี
2 วิจารณญาณ และการคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้สำหรับการตัดสินใจเกี่ยวกับ ตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของผู้เรียนในศตวรรษที่21 ที่จำเป็นต้องมี ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ได้แก่ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม การคิดอย่างมีวิจารณญาณและ การแก้ปัญหา การสื่อสารและการร่วมมือทำงาน รวมถึงทักษะด้านสารสนเทศสื่อและเทคโนโลยีตลอดจน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่12ซึ่งเน้นยุทธศาสตร์การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพ ทุน มนุษย์โดยพัฒนาคนไทยให้มีศักยภาพในการคิด วิเคราะห์สังเคราะห์และสร้างสรรค์รวมถึงเป็นผู้ใฝ่ เรียนรู้มีคุณธรรมจริยธรรม มีค่านิยมที่ดีงาม รู้จักสิทธิหน้าที่ของตนเองและผู้อื่นควบคู่กับการเสริมสร้าง และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา และแหล่งเรียนรู้ในระดับชุมชน (สำนักงานคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2559) แม้ว่าหลักสูตรหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 จะให้ความสำคัญต่อ การเรียนการสอนวรรณคดีเป็นอย่างมาก แต่การจัดเรียนการสอนวรรณคดีในปัจจุบันยังพบข้อบกพร่องอยู่ หลายประการ เช่น ผู้เรียนไม่สนใจ หรืออยากเรียนวรรณคดีด้วยความรู้สึกชอบ แต่เรียนเพราะถูกบังคับให้ เป็นวิชาที่ต้องเรียน ผู้เรียนไม่เห็นคุณค่าหรือความสำคัญของการเรียนวรรณคดี เป็นต้น ในส่วนของผู้สอน พบว่า วิธีสอนของครูไม่เร้าใจ ก่อให้เกิดความเบื่อหน่ายใน การเรียนโดยครูผู้สอนมักจะมุ่งสอนแบบอ่าน เอาเรื่อง และให้นักเรียนเรียนด้วยวิธีการท่องจำเท่านั้น หากผู้สอนละเลยการแก้ปัญหา ปล่อยให้วรรณคดี เป็นเรื่องยาก และไกลตัวผู้เรียน ในที่สุดวรรณคดีก็เป็นเสมือน โบราณวัตถุที่เก็บรักษาไว้ เพื่อเป็นสื่อแสดง ความเจริญรุ่งเรืองของวัฒนธรรมทางภาษาในอดีต แต่ไม่ได้รับการอ่านด้วยใจรักอย่างซาบซึ้งและจริงจัง จากการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้วรรณคดีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล พบว่าผู้เรียนยังขาดความสนใจและตระหนักถึงความสำคัญของวรรณคดี จึงส่งผลให้มีผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนวรรณคดีอยู่ในระดับที่ไม่ได้มาตรฐานเท่าใดนัก อีกทั้งผู้เรียนยังขาดทักษะการคิดสำคัญของ นักเรียนในศตวรรษที่ 21 กล่าวคือ ทักษะการคิดแก้ไขปัญหา และทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์ โดยมี สาเหตุมาจากกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นครูเป็นหลัก ประกอบกับการใช้สื่อการเรียนรู้ไม่เหมาะสม และไม่หลากหลาย จึงทำให้กิจกรรมการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพลดลง และนักเรียนขาดแรงจูงใจใน การเรียนได้ จากปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยเห็นว่าการจัดการเรียนการสอนวรรณคดี ควรสอนให้ผู้เรียนรู้จักคิด และ คิดเป็น หากแต่ ผู้เรียนจะรู้จักคิดได้นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้สอนที่เป็นผู้เลือก และจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดย ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้และสื่อที่เหมาะสมมาใช้สร้างให้ผู้เรียนเกิดการเชื่อมโยงแนวคิด ทัศนคติ ในวรรณคดี เข้าสู่กับการเรียนรู้ของผู้เรียนในปัจจุบันโดยผ่านกระบวนการกลั่นกรองทางได้ความคิดอย่างมี เหตุผล ผู้สอนจึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความสนใจและเป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ โดยการศึกษา รูปแบบและกระบวนการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเนื้อหาวิชาและวัยของผู้เรียน รวมถึงการสร้างสรรค์
3 สื่อเพื่อใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนให้บรรลุตามจุดประสงค์ที่ผู้สอนกำหนดไว้ ผู้วิจัยเห็นว่า การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ทำให้ผู้เรียนได้ พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต และมีกระบวนการจัดการเรียนรู้อย่างหลากหลาย โดยมีผู้สอนเป็น ผู้อำนวยการเรียนรู้ การค้นคว้าเรียนรู้ การเล่นเกมกระตุ้นความใฝ่รู้ การฝึกตั้งปัญหา และการฝึกนำเสนอ และวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ดังนั้นผู้วิจัยจึงนำการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้วรรณคดีเรื่อง ราชาธิราชตอน สมิงพระรามอาสาซึ่งมีทั้งหมด 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นกระตุ้นให้เกิดการคิดสร้างสรรค์ ผู้สอนนำเสนอด้วยสื่อรูปแบบต่างๆ เช่น รูปภาพ คลิปวิดีโอ ข่าว เหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน สิ่งของ และ เกม เพื่อกระตุ้นความคิดของผู้เรียน 2) ขั้นตั้งปัญหารายบุคคล ผู้เรียนแต่ละคนตั้งปัญหาจากสื่อที่ผู้สอนได้ นำเสนอ โดยผู้สอนทำการสุ่มเพื่อซักถาม สนทนา โดยใช้สถานการณ์ต่างๆ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา 3) ขั้นกิจกรรมกลุ่ม ผู้เรียนแต่ละกลุ่มศึกษาชุดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์โครงงานหรือ ผลงานในรูปแบบต่างๆ อย่างหลากหลาย 4) ขั้นนำเสนอผลงาน ผู้เรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลงานต่อชั้น เรียน โดยมีการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ในรูปแบบของการแข่งขัน หรือนำเสนอในรูปแบบต่างๆ 5) ขั้น ประเมินผล สามารถกำหนดรูปแบบการประเมินได้หลายลักษณะ เช่น การเขียนความรู้สึกของตนเอง การทำผลงาน การทำแบบทดสอบ การแสดงบทบาทสมมติ แผ่นพับ เกม เป็นต้น (วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์, 2557: 17) นอกจากนี้ผู้วิจัยยังสนใจนำสื่ออินโฟกราฟิกมาใช้ร่วมกับการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน กล่าวคือ อินโฟกราฟิกเป็นการสื่อสารจากข้อมูลที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม ตามที่ จงรัก เทศนา (2555: 1) อธิบายว่า อินโฟกราฟิกเป็นการนำข้อมูลหรือความรู้ต่างๆ ที่มีจำนวนมาก มาสรุปเป็นสารสนเทศใน รูปแบบที่เข้าใจง่ายและมีเหตุผล เหมาะสำหรับการสื่อสารในยุคดิจิทัล อีกทั้งเป็นการจัดการข้อมูลที่มี ความซับซ้อนโดยอธิบายให้เกิดภาพด้วยสัญลักษณ์ เส้น ลูกศร กราฟ รวมถึงการย่อยข้อมูลสรุปประเด็น ส่วนสำคัญที่ต้องการสื่อสารด้วยภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว ที่จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายและใช้เวลา อันรวดเร็ว ผู้วิจัยจึงมีความเห็นว่าอินโฟกราฟิกสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนรู้เนื้อหาวรรณคดี ได้ เนื่องจากวรรณคดีบางเรื่องมีเนื้อหาที่ซับซ้อนหากปรับรูปแบบการนำเสนอมีภาพประกอบก็จะสามารถ ทำให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาวรรณคดีได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น จากความสำคัญดังกล่าวผู้วิจัยจึงเห็นว่า การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานและสื่ออินโฟกราฟิก สามารถทำให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาและตระหนักถึงความสำคัญของวรรณคดีมากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้ ผู้เรียนเกิดทักษะการคิดในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การคิดอย่างสร้างสรรค์ และ การคิดแก้ไขปัญหาได้ ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงนำการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟ กราฟิก (Infographic) มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนและศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีเรื่อง
4 ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล เพื่อ พัฒนาการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยให้สัมฤทธิ์ผลและเกิดประสิทธิภาพต่อไป 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.2.1 เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัด การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ร้อยละ 80/80 1.2.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีเรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 1.3 สมมติฐาน 1.3.1 แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้ แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน อุดรพิทยานุกูล มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 1.3.2 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนเรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัด การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน 1.4 ขอบเขตของการวิจัย 1.4.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัด อุดรธานี จำนวน 16 ห้อง ปีการศึกษา รวมทั้งสิ้น 683 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/8 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จำนวน 1 ห้อง ปีการศึกษา รวมทั้งสิ้น 50 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง 1.4.2 ตัวแปรในการวิจัย ในการวิจัยครังนี้มีตัวแปรดังนี้ ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
5 1.4.3 เนื้อหาสาระ คือ วิชาภาษาไทย เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กระทรวงศึกษาธิการ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท.5.1 เข้าใจและแสดง ความคิดเห็นวิจารณ์ วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่าเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ดังแผนการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก จำนวน 5 แผนดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เปิดตำนานราชาธิราช แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 ใครเป็นใครในราชาธิราช แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 บอกเล่าเรื่องราวราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 ร้อยเรียงคุณค่าราชาธิราช ตอนสมิงพระรามอาสา แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 ตกผลึกข้อคิดราชาธิราชสู่ชีวิตจริง 1.4.4 ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา ปีการศึกษา 2566 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.5.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีเรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล เมื่อได้เรียนรู้วรรณคดี โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก 1.5.2 แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง แนวทางการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ที่จัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้ในการจัดการเรียนรู้วรรณคดีเรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล จำนวน 5 แผน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 1.5.3 การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) หมายถึง วิธีการสอนแนว active learning ที่ ทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ทั้งทักษะทางวิชาการและทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์ ที่ประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 กระตุ้นความสนใจ ขั้นตอนที่ 2 ตั้งปัญหาและแบ่งกลุ่มตามความสนใจ ขั้นตอนที่ 3 ค้นคว้าและคิด ขั้นตอนที่ 4 นำเสนอ และขั้นตอนที่ 5 ประเมินผล 1.5.4 อินโฟกราฟิก (Infographic) หมายถึง สื่อที่สรุปเนื้อหาวรรณคดีเรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา ในรูปแบบของภาพและตัวอักษรที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบในแผนการจัด การเรียนรู้ทั้ง 5 หัวข้อในแผนของการวิจัย
6 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.6.1 ทำให้ทราบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล 1.6.2 ทำให้ทราบผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน 1.6.3 ทำให้ได้อินโฟกราฟิก เนื้อหาวรรณคดีเรื่อง ราชาธิราช ตอนสมิงพระรามอาสา ที่เป็นสื่อ การจัดการเรียนรู้วรรณคดีที่ทำให้นักเรียนสนใจ เข้าใจ และเห็นความสำคัญของการเรียนวรรณคดีมากขึ้น 1.6.4 ทำให้ได้แนวทางการออกแบบสื่ออินโฟกราฟิกและใช้เป็นสื่อการสอนเนื้อหาอื่นๆ ในรายวิชา ภาษาไทย เช่น หลักภาษา การใช้ภาษา เป็นต้น
7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูลผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้ 2.1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2.2 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับวรรณคดี 2.3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน 2.4 สื่ออินโฟกราฟิก 2.5 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.7 กรอบแนวคิดวิจัย 2.1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2.1.1 หลักการของหลักสูตร กระทรวงศึกษาธิการ (2551: 6) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้ 2.1.1.1 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมาย และมาตรฐาน การเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐาน ของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2.1.1.2 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่าง เสมอภาค และมีคุณภาพ 2.1.1.3 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจให้สังคมมีส่วนร่วมใน การจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 2.1.1.4 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและ การจัดการเรียนรู้ 2.1.1.5 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 2.1.1.6 เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์
8 2.1.2 จุดมุ่งหมายของหลักสูตร กระทรวงศึกษาธิการ (2551: 6-7) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียน ให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพจึงกำหนดเป็นจุดหมาย เพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1) มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและ ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง 2) มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต 3) มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย 4) มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและ การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5) มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมี ความสุข 2.1.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหา ในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความและเขียน เรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และความรู้สึกในโอกาสต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ
9 สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็น คุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 2.1.4 คุณภาพของผู้เรียน จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความ เรื่องสั้นๆ และบทร้อยกรองง่ายๆ ได้ถูกต้อง คล่องแคล่ว เข้าใจความหมายของคำและข้อความที่อ่าน ตั้งคำถามเชิงเหตุผล ลำดับเหตุการณ์ คาดคะเน เหตุการณ์ สรุปความรู้ข้อคิดจากเรื่องที่อ่าน ปฏิบัติตามคำสั่ง คำอธิบายจากเรื่องที่อ่านได้ เข้าใจ ความหมายของข้อมูลจากแผนภาพ แผนที่ และแผนภูมิ อ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอ และมีมารยาท ในการอ่าน มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียนบรรยาย บันทึกประจำวัน เขียนจดหมาย ลาครู เขียนเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ เขียนเรื่องตามจินตนาการและมีมารยาท ในการเขียน เล่ารายละเอียดและบอกสาระสำคัญ ตั้งคำถาม ตอบคำถาม รวมทั้งพูดแสดงความคิด ความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู พูดสื่อสารเล่าประสบการณ์และพูดแนะนำ หรือพูดเชิญชวน ให้ผู้อื่น ปฏิบัติตาม และมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ ความแตกต่างของคำและพยางค์ หน้าที่ของคำใน ประโยค มีทักษะการใช้พจนานุกรมในการค้นหาความหมายของคำ แต่งประโยคง่ายๆ แต่งคำคล้องจอง แต่งคำขวัญ และเลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับกาลเทศะ เข้าใจและสามารถสรุปข้อคิดที่ได้จากการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวัน แสดงความคิดเห็นจากวรรณคดีที่อ่าน รู้จักเพลงพื้นบ้าน เพลงกล่อมเด็กซึ่งเป็นวัฒนธรรม ของท้องถิ่น ร้องบทร้องเล่นสำหรับเด็กในท้องถิ่น ท่องจำบทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตาม ความสนใจได้ จบชั้นประถมศึกษาปีที่6 อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง อธิบายความหมาย โดยตรงและความหมายโดยนัยของคำ ประโยค ข้อความ สำนวนโวหาร จากเรื่อง ที่อ่าน เข้าใจคำแนะนำ คำอธิบายในคู่มือต่างๆ แยกแยะข้อคิดเห็นและข้อเท็จจริง รวมทั้ง จับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านและนำ ความรู้ความคิดจากเรื่องที่อ่านไปตัดสินใจแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตได้ มีมารยาทและมีนิสัยรักการอ่าน และเห็นคุณค่าสิ่งที่อ่าน
10 มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึ่งบรรทัด เขียนสะกดคำ แต่งประโยค และเขียนข้อความ ตลอดจนเขียนสื่อสารโดยใช้ถ้อยคำชัดเจนเหมาะสม ใช้แผนภาพ โครงเรื่องและ แผนภาพความคิด เพื่อพัฒนางานเขียน เขียนเรียงความ ย่อความ จดหมายส่วนตัว กรอกแบบรายการ ต่างๆ เขียนแสดงความรู้สึกและความคิดเห็น เขียนเรื่องตามจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ และมีมารยาทใน การเขียน พูดแสดงความรู้ ความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู เล่าเรื่องย่อหรือสรุป จากเรื่องที่ฟังและดู ตั้งคำถาม ตอบคำถามจากเรื่องที่ฟังและดู รวมทั้งประเมินความน่าเชื่อถือจาก การฟังและดูโฆษณาอย่าง มีเหตุผล พูดตามลำดับขั้นตอนเรื่องต่างๆ อย่างชัดเจน พูดรายงานหรือประเด็นค้นคว้าจากการฟัง การดู การสนทนา และพูดโน้มน้าวได้อย่างมีเหตุผล รวมทั้งมีมารยาทในการดูและพูด สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ สำนวน คำพังเพยและสุภาษิต รู้และเข้าใจ ชนิดและ หน้าที่ของคำในประโยค ชนิดของประโยค และคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ใช้คำราชาศัพท์และคำ สุภาพได้อย่างเหมาะสม แต่งประโยค แต่งบทร้อยกรองประเภทกลอนสี่ กลอนสุภาพ และกาพย์ยานี 11 เข้าใจและเห็นคุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน เล่านิทานพื้นบ้านร้องเพลงพื้นบ้านของ ท้องถิ่น นำข้อคิดเห็นจากเรื่องที่อ่านไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง และท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนดได้ จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง เข้าใจความหมาย โดยตรงและความหมายโดยนัย จับใจความสำคัญและรายละเอียดของสิ่งที่อ่าน แสดงความคิดเห็นและข้อ โต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน และเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด ย่อความ เขียนรายงานจากสิ่งที่อ่านได้ วิเคราะห์ วิจารณ์ อย่างมีเหตุผล ลำดับความอย่างมีขั้นตอนและความเป็นไปได้ของเรื่องที่อ่าน รวมทั้ง ประเมินความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้สนับสนุนจากเรื่องที่อ่านเขียนสื่อสารด้วยลายมือที่อ่านง่ายชัดเจน ใช้ถ้อยคำได้ถูกต้องเหมาะสมตามระดับภาษาเขียนคำขวัญ คำคม คำอวยพรในโอกาสต่างๆ โฆษณา คติพจน์ สุนทรพจน์ ชีวประวัติ อัตชีวประวัติและประสบการณ์ต่างๆ เขียนย่อความ จดหมายกิจธุระ แบบกรอกสมัครงาน เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้ความคิดหรือโต้แย้งอย่างมีเหตุผล ตลอดจน เขียนรายงานการศึกษาค้นคว้าและเขียนโครงงาน พูดแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ วิจารณ์ ประเมินสิ่งที่ได้จากการฟังและดู นำข้อคิดไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ มีศิลปะในการพูด พูดในโอกาสต่างๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ และพูดโน้มน้าวอย่างมีเหตุผลน่าเชื่อถือ รวมทั้งมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด
11 เข้าใจและใช้คำราชาศัพท์ คำบาลีสันสกฤต คำภาษาต่างประเทศอื่นๆ คำทับศัพท์ และศัพท์ บัญญัติในภาษาไทย วิเคราะห์ความแตกต่างในภาษาพูด ภาษาเขียน โครงสร้าง ของประโยครวม ประโยค ซ้อน ลักษณะภาษาที่เป็นทางการ กึ่งทางการและไม่เป็นทางการ และ แต่งบทร้อยกรองประเภทกลอน สุภาพ กาพย์ และโคลงสี่สุภาพ สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน วิเคราะห์ตัวละครสำคัญ วิถีชีวิตไทย และคุณค่าที่ ได้รับจากวรรณคดีวรรณกรรมและบทอาขยาน พร้อมทั้งสรุปความรู้ข้อคิดเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้องและเข้าใจ ตีความ แปลความ และขยายความเรื่องที่อ่านได้ วิเคราะห์วิจารณ์เรื่องที่อ่านแสดงความคิดเห็นโต้แย้งและเสนอ ความคิดใหม่จากการอ่านอย่างมีเหตุผล คาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน เขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึก ย่อความ และเขียนรายงานจากสิ่งที่อ่าน สังเคราะห์ ประเมินค่า และนำความรู้ ความคิดจากการอ่านมาพัฒนาตน พัฒนาการเรียน และพัฒนาความรู้ทางอาชีพ และนำความรู้ความคิดไป ประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต มีมารยาทและมีนิสัยรักการอ่าน เขียนสื่อสารในรูปแบบต่างๆ โดยใช้ภาษาได้ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ ย่อความจากสื่อที่มี รูปแบบและเนื้อหาที่หลากหลาย เรียงความแสดงแนวคิดเชิงสร้างสรรค์โดยใช้โวหารต่างๆ เขียนบันทึก รายงานการศึกษาค้นคว้าตามหลักการเขียนทางวิชาการ ใช้ข้อมูลสารสนเทศ ในการอ้างอิง ผลิตผลงาน ของตนเองในรูปแบบต่างๆ ทั้งสารคดีและบันเทิงคดี รวมทั้งประเมินงานเขียนของผู้อื่นและนำมาพัฒนา งานเขียนของตนเอง ตั้งคำถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู มีวิจารณญาณ ในการเลือกเรื่องที่ ฟังและดู วิเคราะห์วัตถุประสงค์ แนวคิด การใช้ภาษา ความน่าเชื่อถือของเรื่องที่ฟัง และดู ประเมินสิ่งที่ฟัง และดูแล้วนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต มีทักษะการพูดในโอกาสต่างๆ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็น ทางการโดยใช้ภาษาที่ถูกต้อง พูดแสดงทรรศนะ โต้แย้ง โน้มน้าว และเสนอแนวคิดใหม่อย่างมีเหตุผล รวมทั้งมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด เข้าใจธรรมชาติของภาษา อิทธิพลของภาษา และลักษณะของภาษาไทย ใช้คำ และกลุ่มคำ สร้างประโยคได้ตรงตามวัตถุประสงค์ แต่งคำประพันธ์ประเภท กาพย์ โคลง ร่าย และฉันท์ ใช้ภาษาได้ เหมาะสมกับกาลเทศะและใช้คำราชาศัพท์และคำสุภาพได้อย่างถูกต้อง วิเคราะห์หลักการ สร้างคำใน ภาษาไทย อิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทยและภาษาถิ่น วิเคราะห์และประเมินการใช้ภาษาจาก สื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์
12 วิเคราะห์วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมตามหลักการวิจารณ์วรรณคดีเบื้องต้น รู้และเข้าใจ ลักษณะเด่นของวรรณคดี ภูมิปัญญาทางภาษาและวรรณกรรมพื้นบ้าน เชื่อมโยงกับการเรียนรู้ทาง ประวัติศาสตร์และวิถีไทย ประเมินคุณค่าด้านวรรณศิลป์ และนำข้อคิดจากวรรณคดี และวรรณกรรมไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 2.1.5 มาตรฐานตัวชี้วัดชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใชกระบวนการอานสรางความรูและความคิดเพื่อนําไปใชตัดสินใจ แกปญหา ในการดําเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอาน ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรูแกนกลาง ม.1 1. อ่านออกเสียงบทร้อยแก้ว และ บทร้อยกรองได้ถูกต้องเหมาะสมกับ เรื่องที่อ่าน การอ่านออกเสียง ประกอบด้วย - บทร้อยแก้วที่เป็นบทบรรยาย - บทร้อยกรอง เช่น กลอนสุภาพ กลอนสักวา กาพย์ยานี 11 กาพย์ฉบัง 16 กาพย์สุรางคนางค์ 28 และโคลงสี่สุภาพ 2. จับใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่าน 3. ระบุเหตุและผล และข้อเท็จจริง กับข้อคิดเห็นจากเรื่องที่อ่าน 4. ระบุและอธิบายคำเปรียบเทียบ และคำที่มีหลายความหมายใน บริบทต่างๆ จากการอ่าน 5. ตีความคำยากในเอกสารวิชาการ โดยพิจารณาจากบริบท 6. ระบุข้อสังเกตและความ สมเหตุสมผลของงานเขียนประเภท ชักจูง โน้มน้าวใจ การอ่านจับใจความจากสื่อต่างๆ เช่น - เรื่องเล่าจากประสบการณ์ - เรื่องสั้น - บทสนทนา - นิทานชาดก - วรรณคดีในบทเรียน - งานเขียนเชิงสร้างสรรค์ - บทความ - สารคดี - บันเทิงคดี - เอกสารทางวิชาการที่มีคำ ประโยค และ ข้อความที่ต้องใช้บริบทช่วยพิจารณาความหมาย - งานเขียนประเภทชักจูงโน้มน้าวใจเชิงสร้างสรรค์
13 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรูแกนกลาง 7. ปฏิบัติตามคู่มือแนะนำวิธีการใช้ งาน ของเครื่องมือหรือเครื่องใช้ใน ระดับที่ยากขึ้น การอ่านและปฏิบัติตามเอกสารคู่มือ 8. วิเคราะห์คุณค่าที่ได้รับจากการ อ่านงานเขียนอย่างหลากหลายเพื่อ นำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิต การอ่านหนังสือตามความสนใจ เช่น - หนังสือที่นักเรียนสนใจและเหมาะสมกับวัย - หนังสืออ่านที่ครูและนักเรียนกำหนดร่วมกัน 9. มีมารยาทในการอ่าน มารยาทในการอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใชกระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ยอความ และเขียน เรื่องราวในรูปแบบตางๆ เขียนรายงานขอมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาคนควา อยางมี ประสิทธิภาพ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรูแกนกลาง ม.1 1. คัดลายมือตัวบรรจงครึ่ง บรรทัด การคัดลายมือตัวบรรจงครึ่งบรรทัดตามรูปแบบการ เขียนตัวอักษรไทย 2. เขียนสื่อสารโดยใช้ถ้อยคำ ถูกต้องชัดเจน เหมาะสม และ สละสลวย การเขียนสื่อสาร เช่น - การเขียนแนะนำตนเอง - การเขียนแนะนำสถานที่สำคัญๆ - การเขียนบนสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 3. เขียนบรรยายประสบการณ์ โ ด ย ร ะ บ ุ ส า ร ะ ส ำ ค ั ญ แ ล ะ รายละเอียดสนับสนุน การบรรยายประสบการณ์ 4. เขียนเรียงความ การเขียนเรียงความเชิงพรรณนา 5. เขียนย่อความจากเรื่องที่อ่าน การเขียนย่อความจากสื่อต่างๆ เช่น เรื่องสั้น คำ สอน โอวาท คำปราศรัย สุนทรพจน์ รายงาน ระเบียบ คำสั่ง บทสนทนาเรื่องเล่าประสบการณ์ 6. เขียนแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับสาระจากสื่อที่ได้รับ การเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสาระจากสื่อ ต่างๆ เช่น
14 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรูแกนกลาง - บทความ - หนังสืออ่านนอกเวลา - ข่าวและเหตุการณ์ประจำวัน - เหตุการณ์สำคัญต่างๆ 7. เขียนจดหมายส่วนตัวและ จดหมายกิจธุระ การเขียนจดหมายส่วนตัว - จดหมายขอความช่วยเหลือ - จดหมายแนะนำ การเขียนจดหมายกิจธุระ - จดหมายสอบถามข้อมูล สาระที่ 3 การฟง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟงและดูอยางมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรูความคิด และความรูสึกในโอกาสตางๆ อยางมีวิจารณญาณและสรางสรรค ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรูแกนกลาง ม.1 1. พูดสรุปใจความสำคัญของเรื่องที่ ฟังและดู 2. เล่าเรื่องย่อจากเรื่องที่ฟังและดู 3. พูดแสดงความคิดเห็นอย่าง สร้างสรรค์เกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู 4. ประเมินความน่าเชื่อถือของสื่อ ที่มีเนื้อหาโน้มน้าวใจ การพูดสรุปความ พูดแสดงความรู้ ความคิด อย่างสร้างสรรค์จากเรื่องที่ฟังและดู การพูดประเมินความน่าเชื่อถือของสื่อที่มีเนื้อหา โน้มน้าว 5. พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ ศึกษาค้นคว้าจากการฟัง การดู และ การสนทนา การพูดรายงานการศึกษาค้นคว้าจากแหล่ง เรียนรู้ต่างๆ ในชุมชน และท้องถิ่นของตน 6. มีมารยาทในการฟัง การดู และ การพูด มารยาทในการฟัง การดู และการพูด
15 สาระที่ 4 หลักการใชภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เขาใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของภาษา ภูมิปญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไวเปนสมบัติของชาติ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรูแกนกลาง ม.1 1. อธิบายลักษณะของเสียงใน ภาษาไทย เสียงในภาษาไทย 2. สร้างคำในภาษาไทย การสร้างคำ - คำประสม คำซ้ำ คำซ้อน - คำพ้อง 3. วิเคราะห์ชนิดและหน้าที่ของคำ ในประโยค ชนิดและหน้าที่ของคำ 4. วิเคราะห์ความแตกต่างของ ภาษาพูดและภาษาเขียน ภาษาพูด ภาษาเขียน 5. แต่งบทร้อยกรอง กาพย์ยานี 11 6. จำแนกและใช้สำนวนที่เป็นคำ พังเพยและสุภาษิต สำนวนที่เป็นคำพังเพยและสุภาษิต สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เขาใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณวรรณคดีและวรรณกรรมไทยอยางเห็น คุณคาและนํามาประยุกตใชในชีวิตจริง ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรูแกนกลาง ม.1 1. สรุปเนื้อหาวรรณคดีและ วรรณกรรมที่อ่าน วรรณคดีและวรรณกรรมเกี่ยวกับ - ศาสนา - ประเพณี - พิธีกรรม - สุภาษิตคำสอน - เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ - บันเทิงคดี - บันทึกการเดินทาง - วรรณกรรมท้องถิ่น
16 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรูแกนกลาง 2. วิเคราะห์วรรณคดีและ วรรณกรรม ที่อ่านพร้อมยก เหตุผลประกอบ 3. อธิบายคุณค่าของวรรณคดีและ วรรณกรรมที่อ่าน 4. สรุปความรู้และข้อคิดจากการ อ่านเพื่อประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง การวิเคราะห์คุณค่าและข้อคิดจากวรรณคดีและ วรรณกรรม 5. ท่องจำบทอาขยานตามที่ กำหนดและบทร้อยกรองที่มีคุณค่า ตามความสนใจ บทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่า - บทอาขยานตามที่กำหนด - บทร้อยกรองตามความสนใจ จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่าเป็นหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ประกอบด้วย หลักการของหลักสูตร จุดมุ่งหมายของหลักสูตร สาระมาตรฐาน การเรียนรู้คุณภาพของผู้เรียนและมาตรฐานตัวชี้วัดชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งในแต่ละสาระได้กำหนด มาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ ผู้เรียนพึงรู้ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะ มาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่า ต้องการอะไรจะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร และยัง สามารถนำไปใช้ในงานวิจัยได้ คือ เป็นแนวทางให้ผู้วิจัยทราบว่าในระดับชั้นที่ทำวิจัย จะต้องได้รับความรู้ ในมาตรฐานและตัวชี้วัดใดบ้าง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนและการทำวิจัย
17 2.2 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับวรรณคดี 2.2.1 ความหมายของวรรณคดี วรรณคดี เป็นวรรณกรรมหรืองานเขียนที่ยกย่องกันว่าดี มีสาระ และมีคุณค่าทางวรรณศิลป์ การใช้คำว่าวรรณคดีเพื่อประเมินค่าของวรรณกรรมเกิดขึ้นในพระราชกฤษฎีกา ตั้งวรรณคดีสโมสรในสมัย รัชกาลที่ 6 (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) คำว่าวรรณคดี ได้มีผู้ให้นิยามไว้หลายท่าน ดังนี้ สิทธา พินิจภูวดล ( 2515: 5-6 ) กล่าวถึงวรรณคดีว่า วรรณคดีเป็นคำที่ใช้ในปัจจุบันเราเทียบ กับคำว่า “Literature” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง บทประพันธ์ทุกชนิดที่ผู้แต่งมีวิธีเขียนอย่างดีมีศิลปะ ก่อให้เกิดความประทับใจแก่ผู้อ่าน สร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินแก่ผู้อ่าน เพื่อให้ผู้อ่านมี มโนภาพไปตามจินตนาการของเรื่องต่างๆ ลงไปในทางของตนด้วย แต่งเร้าให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจ ไปตามความรู้สึกของผู้แต่ง บางครั้งผู้แต่งจะสอดแทรกความรู้และทัศนคติในเรื่อง วิทย์ ศิวะศริยานนท์ (2518: 1-4) ให้ความหมายของวรรณคดีไว้ว่า วรรณคดีอันเป็นคำที่เรา บัญญัติขึ้นใช้เทียบคำ Literature ในภาษาอังกฤษ หมายถึง บทประพันธ์ที่รัดรึงตรึงใจผู้อ่าน ปลุกมโนคติ (Imagination) ทำให้เพลิดเพลินและเกิดอารมณ์ต่างๆ ละม้ายคล้ายคลึงผู้ประพันธ์ นอกจากนั้นบท ประพันธ์ที่เป็นวรรณคดีจะต้องมีรูปศิลปะ (Form) รูปศิลปะนี่เองทำให้เกิดความงาม เจตนา นาควัชระ (2521: 1) กล่าวถึงวรรณคดีว่า เนื้อหาของวรรณคดี คือ ชีวิตมนุษย์ แต่เป็น ชีวิตมนุษย์ที่กวีได้กลั่นกรองแล้วและสร้างขึ้นมาเป็นอีกโลกหนึ่ง คือโลกของศิลปะ ความสัมพันธ์ ระหว่าง วรรณคดีกับชีวิต เป็นความสัมพันธ์ที่เสริมสร้างปัญญาและควรได้รับการส่งเสริมแต่เราจะต้องไม่หลงคิด เลยเถิดไปว่า วรรณคดีคือชีวิต โดยสรุปวรรณคดี หมายถึง วรรณกรรมหรืองานเขียนที่ยกย่องกันว่าดีมีสาระ และมีคุณค่าทาง วรรณศิลป์การใช้คำว่าวรรณคดีเพื่อประเมินค่าของวรรณกรรมเกิดขึ้นในพระราชกฤษฎีกา ตั้งวรรณคดี สโมสรในสมัยรัชกาลที่ 6 วรรณคดี เป็นวรรณกรรมที่ถูกยกย่องว่าเขียนดี มีคุณค่า สามารถทำให้ผู้อ่าน เกิดอารมณ์สะเทือนใจ มีความคิดเป็นแบบแผน ใช้ภาษาที่ไพเราะ เหมาะแก่การให้ประชาชนได้รับรู้ เพราะสามารถยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร ทั้งยังเป็นเครื่องแสดงออกถึงเรื่องของชีวิต มนุษย์ แสดงจิตใจมนุษย์ วรรณคดีจึงมีความสัมพันธ์กับชีวิต 2.2.2 ความสำคัญและคุณค่าของวรรณคดี วรรณคดีเป็นผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้น ด้วยความงามทางภาษาที่มีความสำคัญในการใช้แสดง ความคิด ความรู้สึก และคติแง่คิดสอนใจต่างๆ อีกทั้งมีคุณค่าเหมาะแก่การศึกษา ซึ่งมีผู้รู้ หลายท่านได้ กล่าวถึงความสำคัญและคุณค่าของวรรณคดีไว้ ดังนี้
18 พระยาอนุมานราชธน (2516) ได้กล่าวถึง ความสำคัญของวรรณคดีไว้ในหนังสือแง่คิดจาก วรรณคดีว่าโลกจะเจริญก้าวหน้ามาได้ไกลก็เพราะวิทยาศาสตร์ แต่เฉพาะวิทยาศาสตร์ก็ไม่ครอบคลุมไปถึง ความเป็นไปในชีวิตที่มีอารยธรรมและวัฒนธรรมสูง เราต้องมีศาสนา เราต้องมีปรัชญา เราต้องมีศิลปะ และเราต้องมีวรรณคดีด้วย สิ่งเหล่านี้ย่อมนำมาแต่ความดีงาม นำความบันเทิงมาให้แก่จิตใจให้เราคิดงาม เห็นงาม ประพฤติงาม มีความงามเป็นเจ้าเรือน ศิลปะและวรรณคดีนี้ คือ แดนแห่งความเพลิดเพลินใจ ทำ ให้มีใจสูงเหนือใจแข็งกระด้าง เป็นแดนที่ ทำให้ความแข็งกระด้างต้องละลายสูญหาย กลายเป็นมีใจงาม เพียบพร้อมไปด้วยคุณงามความดี วรรณคดีมีความสำคัญทางด้านการใช้ภาษาสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของคน การสืบทอดและ อนุรักษ์วัฒนธรรม กฎระเบียบคำสอน และเป็นเครื่องมือสร้างความสามัคคีให้เกิดในกลุ่มชน และให้ ความจรรโลงใจ นอกจากจะให้คุณค่าในด้านอรรถรสของถ้อยคำให้ผู้อ่านเห็นความงดงามของภาษาแล้วยัง มีคุณค่าทางสติปัญญาและศีลธรรมอีกด้วย วรรณคดีจึงมีคุณค่าแก่ผู้อ่าน 2 ประการ คือ 1) คุณค่าทางสุนทรียภาพหรือความงาม สุนทรียภาพหรือความงามทางภาษาเป็นหัวใจของ วรรณคดี เช่น ศิลปะของการแต่งทั้งการบรรยาย การเปรียบเทียบ การเลือกสรรถ้อยคำให้มีความหมาย เหมาะสม กระทบอารมณ์ผู้อ่าน มีสัมผัสให้เกิดเสียงไพเราะเป็นต้น 2) คุณค่าทางสาระประโยชน์ เป็นคุณค่าทางสติปัญญาและสังคมตามปกติวรรณคดี จะเขียนตามความเป็นจริงของชีวิต ให้คติสอนใจแก่ผู้อ่าน สอดแทรกสภาพของสังคม วัฒนธรรมประเพณี ทำให้ผู้อ่านมีโลกทัศน์เข้าใจโลกได้กว้างขึ้น รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ (2540: 2-3) กล่าวว่า วรรณคดีมีคุณค่าต่อผู้อ่าน และผู้ศึกษา 2 ประการ คือ 1) คุณค่าทางอารมณ์ วรรณคดีเป็นงานศิลปะที่สร้างความเพลิดเพลินด้วยสุนทรียภาพทางภาษาจากถ้อยคำและ โวหารการบรรยายและพรรณนา วรรณคดีจึงมีพลังจูงใจผู้อ่านให้มีอารมณ์รัก เศร้า ขบขัน สมเพช สงสาร โกรธ ชื่นชมปิติ ฯลฯ คุณสมบัติของวรรณคดีข้อนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นอาหารใจ 2) คุณค่าทางปัญญา วรรณคดีให้ความรู้ในสาขาวิชาต่างๆ ที่กวีถ่ายทอดไว้ทั้งอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ นอกจากนี้ ยังให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ ให้หยั่งเห็นแก่นแท้ของชีวิต เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ ผู้ศึกษาจึงอาจจดจำสิ่ง ที่ได้จากการอ่านวรรณคดี มาเป็นประสบการณ์รอง และนำเหตุการณ์ ข้อคิด และความรู้ในเรื่องมาเป็น อุทาหรณ์ เพื่อแก้ปัญหาชีวิตของตนเอง
19 ดนยา วงศ์ธนะชัย (2529: 119) ได้กล่าวถึงคุณค่าของวรรณคดี สรุปได้ดังนี้ 1) คุณค่าทางอารมณ์ ก่อให้เกิดความสนุกสนานบันเทิงใจ ทำให้ผู้อ่านสะเทือนอารมณ์ในทาง ใดทางหนึ่ง 2) คุณค่าทางสติปัญญาให้ความรู้ในด้านต่างๆ เช่น สังคม วัฒนธรรมเกิดการหยั่งเห็นชีวิตและ โลก 3) คุณค่าทางศีลธรรม ช่วยผดุงศีลธรรมในสังคมของตน ไม่บ่อนทำลายความสงบสุขในสังคม หรือฉุดให้สังคมเสื่อมทรามลง ประดิษฐ์ กลัดประเสริฐ (2522) กล่าวถึง คุณค่าที่สำคัญของวรรณคดีไว้ดังนี้ 1) คุณค่าทางอารมณ์ คือ วรรณคดีทำให้เกิดความสนุกสนานหรือสะเทือนอามรณ์ทางใดทาง หนึ่ง เช่น รัก โกรธ เกลียด ภูมิใจ เสียสละ เห็นใจและช่วยให้เกิดพัฒนาการทางอารมรณ์ยกระดับจิตใจ และส่งเสริมจินตนาการ 2) คุณค่าทางสติปัญญา คือ วรรณคดีให้ความรู้ในด้านต่างๆ เช่น ประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม ภาษา เสริมสร้างประสบการณ์ชีวิตให้แก่ผู้อ่าน ช่วยให้ความคิดเจริญงอกงามทำให้เข้าใจใน ชีวิตและโลกยิ่งขึ้น 3) คุณค่าทางศีลธรรม คือ วรรณคดีช่วยบำรุงรักษาศีลธรรมของสังคมทำให้สังคมสงบสุขเจริญ งอกงาม ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุขและเข้าใจกัน กุหลาบ มัลลิกะมาส (2527) กล่าวถึงคุณค่าของวรรณคดีสรุปได้ว่า วรรณคดีเป็นเครื่องมือ สื่อสารและเป็นเครื่องเชื่อมสร้างภาระอันสมบูรณ์ทางด้านความรู้ส่งเสริมทักษะการฟัง การพูด การอ่าน การเขียนและการคิด อีกทั้งยังทำให้มนุษย์เกิดพัฒนาการทางด้านต่างๆ ได้แก่ ปัญญา วัฒนธรรม ความรู้สึกและความสำนึกต่อสังคม และยังสร้างลักษณะนิสัยให้มนุษย์เป็นผู้ที่มีบุคลิกภาพและจิตใจที่ งดงาม จากความสำคัญและคุณค่าที่กล่าวมาสรุปได้ว่า วรรณคดีมีความสำคัญในการถ่ายทอด วัฒนธรรม สะท้อนชีวิตและสังคม ให้ความรู้ในด้านต่างๆ อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเพลิดเพลิน รวมถึงสอนเรื่องศีลธรรมในสังคม
20 2.2.3 วรรณคดีที่ใช้ในการวิจัย ความเป็นมา วรรณคดีเรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา วรรณคดีเรื่อง ราชาธิราช ตอนสมิงพระรามอาสา เป็นการทำสงครามระหว่างพม่ากับมอญ เดิมต้นฉบับเป็นภาษามอญ แต่เนื่องจากเนื้อเรื่องมีความสนุกน่าสนใจ ให้ข้อคิดมากมายจึงได้มีนักปราชญ์ ชาวไทยแปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทย ตั้งแต่ก่อนเสียกรุงเสียอยุธยาครั้งสุดท้าย ภายหลังสมเด็จ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 1 ทรงมีพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แปลและเรียบ เรียงให้เรียบร้อยเสร็จสมบูรณ์อีกครั้ง ประวัติผู้แต่ง วรรณคดีเรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เกิดในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สมัยอยุธยาตอนปลาย และถึงแก่อสัญกรรม เมื่อ พ.ศ. 2348 ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้รับราชการเป็นหลวงสรวิชิต แล้วไปเป็นนายด่าน เมืองอุทัยธานี ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้เลื่อนเป็นพระยาพิพัฒน์โกษา และเลื่อนเป็น พระยาพระคลัง (หน) ในที่สุด เจ้าพระยาพระคลัง (หน) มีความสามารถในการประพันธ์ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง ผลงานที่ สำคัญ คือ ลิลิตเพชรมงกุฎ อิเหนาคำฉันท์ ราชาธิราช สามก๊ก กากีคำกลอน ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง ลิลิตศรีวิชัยชาดก กลอนจารึกเรื่องสร้างภูเขาวัดราชคฤห์ ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์กุมารและ กัณฑ์มัทรี ลักษณะคำประพันธ์วรรณคดีเรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา เป็นเรื่องแปลและเรียบเรียงเป็นร้อยแก้วใช้ประโยคที่มี ขนาดสั้นยาว ได้จังหวะ มีคารมคมคาย ใช้โวหารต่างๆ ได้อย่างจับใจ และมีกลวิธีในการดำเนินเรื่องแบบ เล่าเรื่องไปเรื่อยๆ ลักษณะแบบนิทาน เรื่องย่อ วรรณคดีเรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา พระเจ้ากรุงต้าฉิงแห่งประเทศจีน ยกทัพมาล้อมกรุงอังวะ ต้องการให้พระเจ้ามณเฑียรทอง ออกไปถวายบังคม และขอให้ส่งทหารออกมาขี่ม้ารำทวนต่อสู้กันตัวต่อตัวกับกามะนีทหารเอกของเมืองจีน ถ้าฝ่ายกรุงรัตนบุระอังวะแพ้ต้องยกเมืองให้ฝ่ายจีน แต่ถ้าฝ่ายจีนแพ้จะยกทัพกลับทันทีพระเจ้ากรุงอังวะ ประกาศหาผู้ที่จะอาสาออกไปรบกับกามะนี ถ้าสามารถรบชนะกามะนีทหารเอกของเมืองจีนจะโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้เป็นพระมหาอุปราชและแบ่งสมบัติให้กึ่งหนึ่ง เมื่อสมิงพระรามทราบข่าว ก็คิดตึกตรองว่า หากจีนชนะศึกครั้งนี้ จีนคงยกทัพไปตีเมืองหงสาวดีของตนต่อไปแน่ ควรคิดป้องกันไว้ก่อนจึงอาสาออกรบ แม้แรกๆ จะเกรงว่าการอาสารบนี้จะเป็น "หาบสองบ่า อาสาสองเจ้า" ก็ตามโดยขอพระราชทาน ม้าฝีเท้าดีตัวหนึ่ง และได้เลือกม้าของหญิงม้าย สมิงพระรามนำม้าออกไปฝึกหัด ให้รู้จักทำนองรบรับจน
21 คล่องแคล่วสันทัดดี พร้อมทั้งทูลขอ ขอเหล็กและตะกรวยผูกข้างม้าในระหว่างการรบ สมิงพระรามเห็นว่า กามะนีมีความชำนาญด้านการรบเพลงทวนมาก และยังสวมหุ้มเกราะไว้แน่นหนา สมิงพระรามจึงใช้อุบาย ว่าให้แต่ละฝ่ายแสดงท่ารำให้อีกฝ่ายรำตามก่อนที่จะต่อสู้กัน ทั้งนี้เพื่อจะคอยหาช่องทางที่จะแทงทวนให้ ถูกตัวกามะนีได้ เมื่อได้หลอกล่อให้กามะนีรำตาม ในท่าต่างๆ จึงได้ช่องใต้รักแร้กับบริเวณเกราะซ้อนท้ายหมวกที่เปิดออกได้ สมิงพระรามจึง หยุดรำให้ต่อสู่กันโดยทำทีว่าสู้ไม่ได้ ขับม้าหนีของกามะนีเหนื่อย เมื่อได้ทีก็สอดทวนแทงซอกใต้รักแร้ แล้ว ฟันย้อนกลีบเกราะตัดศีรษะของกามะนีขาด แล้วเอาขอเหล็กสับใส่ตะกรวยโดยไม่ให้ตกดิน นำมาถวาย พระเจ้ามณเฑียรทองเมื่อฝ่ายจีนแพ้ พระเจ้ากรุงจีนก็สั่งให้ยกทัพกลับตามสัญญา พระเจ้ามณเฑียรทอง พระราชทานตำแหน่งมหาอุปราชและพระราชธิดา ให้เป็นบาทบริจาริกาแก่สมิงพระรามตามที่ได้รับสั่งไว้ จากวรรณคดีราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา เป็นวรรณคดีที่มีที่มาจากพงศาวดารของชาว มอญแปลเป็นภาษาไทย มีเนื้อหาเกี่ยวกับการทำสงคราม ซึ่งวรรณคดีราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา เป็นเรื่องราวของชีวิตของสมิงพระราม ที่เป็นบุคคลในการทำศึกสงคราม เนื้อหาในตอนนี้มีคุณค่าทั้งใน ด้านวรรณศิลป์ ด้านเนื้อหา และให้ข้อคิดในการใช้ชีวิต 2.3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน 2.3.1 ความหมายของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน วิริยะ ฤชัยพาณิชย์ (2558: 23-37) ได้กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ เป็นฐาน Creativity-based Learning (CBL) เป็นวิธีการสอนที่ได้รับการพัฒนามาจากการเรียนรู้แบบใช้ ปัญหาเป็นฐาน Problem-based Learning (PBL) ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน เป็นศูนย์กลางที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในต่างประเทศ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ เป็นฐาน เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกใช้กระบวนการคิดและได้ลงมือกระทําด้วย ตัวเอง (Active Learning) เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความตื่นตัวในการค้นคว้าข้อมูล มากกว่าการรอรับข้อมูล จากผู้สอน ซึ่งมักสอนโดยวิธีการบรรยายหรือที่เรียกว่า การสอนที่เน้นครูเป็นศูนย์กลาง ซึ่งการสอนใน ลักษณะนี้จะทําให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่ายในเนื้อหาเพราะต้องเรียนตามที่ผู้สอนเตรียมเนื้อหามา โดย ผู้เรียนมีหน้าที่รับข้อมูลอย่างเดียว ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน จึงมุ่งเน้นที่การ เปลี่ยนบทบาทของ ผู้สอนจากการทําหน้าที่ในการบรรยายเนื้อหา (Lecturer) มาเป็นผู้อํานวยความสะดวก (Facilitator) เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยการใช้กระบวนการกลุ่มและกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ สรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้น ผู้เรียนเป็นสําคัญโดยฝึกให้ ผู้เรียนใช้กระบวนการคิดและได้ลงมือกระทําด้วยตัวเอง เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการกลุ่มและ การใช้ทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ
22 2.3.2 หลักการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน วิริยะ ฤชัยพาณิชย์ (2558: 23-37) ได้กล่าวถึงหลักการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ เป็นฐาน (CBL) ดังนี้ 1) เน้นการสร้างแรงบันดาลใจโดยการกระตุ้นความอยากรู้ 2) เน้นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนค้นหาข้อมูล และนํามาสร้างเป็นองค์ความรู้ 3) เน้นการกระบวนการตั้งคําถาม เพื่อฝึกให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการคิด 4) เน้นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนหาทางแก้ปัญหาด้วยตนเอง 5) เน้นการใช้สื่อที่หลากหลาย เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ 6) เน้นการใช้กระบวนการกลุ่มในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 7) เน้นการนําเสนอผลงาน ด้วยวิธีการที่หลากหลาย 8) เน้นการวัดผลประเมินตามสภาพจริง ด้วยวิธีการที่หลากหลาย สรุปได้ว่า หลักการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ควรเน้นการกระตุ้นผู้เรียน ให้เกิดความอยากรู้ โดยการเปิดโอกาสในการค้นหาข้อมูลแสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวของผู้เรียนเอง นอกจากนี้กระบวนการกลุ่มและกระบวนการตั้งคําถามยังเป็นหลักการที่สําคัญในการจัดการเรียนรู้แบบ สร้างสรรค์เป็นฐานอีกด้วย 2.3.3 บทบาทผู้สอนและผู้เรียนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) วิริยะ ฤชัยพาณิชย์ (2558: 23-37) ได้กล่าวถึงบทบาทผู้สอนและผู้เรียน ดังนี้ 1) ผู้สอนควรจัดการเรียนรู้โดยเน้นกระบวนการกลุ่ม และให้เวลากับผู้เรียนในการค้นคว้า ข้อมูล โดยเน้นที่กระบวนการคิดและการนําเสนอ นอกจากนี้ผู้สอนต้องลดบทบาทลง โดยการเน้นบทบาท ของผู้เรียนให้มากขึ้น 2) ผู้สอนไม่ควรบรรยายหรืออธิบายเนื้อหา แต่จะต้องพยายามฝึกให้ผู้เรียนค้นหาคําตอบด้วย ตัวเอง โดยใช้กระบวนการตั้งคําถามเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสนใจในเนื้อหา 3) ผู้สอนไม่ควรตัดสินคําตอบของผู้เรียนว่าถูกหรือผิดแบบเด็ดขาด แต่ควรกระตุ้นให้ผู้เรียน เกิดกระบวนการคิด ด้วยการถามกลับ หรือใช้การตอบคําถามด้วยคําถาม เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิด กระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ 4) ผู้สอนควรจัดบรรยากาศการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้น่าเรียน และเน้นเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้แสดงศักยภาพทางความคิดอย่างเต็มที่ โดยการกระตุ้นให้เพื่อนร่วมชั้นเรียนร่วมแสดง ความคิดเห็น
23 5) ผู้สอนควรใช้สิ่งที่ผู้เรียนสนใจโดยใช้เป็นเนื้อหาในการนําเข้าสู่บทเรียน และให้ผู้เรียน ค้นคว้าข้อมูลจากเนื้อหาในบทเรียน 6) ผู้สอนควรใช้เวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มากกว่า 90 นาที โดยเน้นการใช้เวลาการตั้ง ปัญหาและการตอบคําถาม จากการศึกษาและค้นคว้าข้อมูล 7) ผู้สอนควรให้ผู้เรียนได้รับรู้พัฒนาการในด้านต่างๆ ตนเอง โดยการใช้การวัดและประเมินผล ตามสภาพจริง เน้นการวัดผลที่หลากหลาย และไม่วัดแค่ครั้งเดียว นอกจากนี้ควรมีการรายงาน ผลให้ ผู้เรียนได้รู้เพื่อนําไปพัฒนาตนเองในแต่ละด้าน 8) ผู้สอนไม่ควรใช้การตัดคะแนนและการลงโทษผู้เรียน เพราะจะเป็นการยับยั้งการ กระตุ้น ความสนใจการเรียนรู้ของผู้เรียน เนื่องจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานจะ ประสบผลสําเร็จได้ต้องอาศัยความสนใจและความร่วมมือของผู้เรียน มากกว่าการที่จะบังคับให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้ 9) ผู้สอนควรให้คําแนะนํา ติชมหรือแสดงความคิดเห็นกับผลงานของผู้เรียนที่ผ่า น กระบวนการค้นคว้าและนําเสนอ ทั้งนี้การเสริมแรงหรือการให้กําลังใจเป็นสิ่งสําคัญมากกับการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน สรุปได้ว่า บทบาทผู้สอนและผู้เรียนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ควรจัดการเรียนรู้โดยเน้นกระบวนการกลุ่ม และให้เวลากับผู้เรียนในการค้นคว้าข้อมูล ใช้สิ่งที่ผู้เรียนสนใจ โดยใช้เป็นเนื้อหาในการนําเข้าสู่บทเรียน ใช้การวัดและประเมินผลตามสภาพจริง ไม่ควรใช้การตัดคะแนน และการลงโทษผู้เรียนแต่ควรให้กําลังใจผู้เรียนในการเรียนรู้ 2.3.4 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) มีขั้นตอนในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้5 ขั้นตอนดังที่ (วิริยะ ฤชัยพาณิชย์, 2558) ได้อธิบายไว้ดังนี้ ขั้นตอนที่1 กระตุ้นความสนใจ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน มีขั้นตอนในการนําเข้าสู่บทเรียน โดยการกระตุ้นให้ผู้เรียน เกิดความสงสัยใคร่รู้ และอยากค้นหาคําตอบ โดยขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่มี ความสําคัญมาก เพราะจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน ซึ่งถือว่าเป็นขั้นแรกของ ความสําเร็จในการจัดการกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ในการกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานนั้น ผู้สอนจะไม่ใช้กฎระเบียบข้อบังคับในชั้นเรียนมา เป็นการกําหนดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมของผู้เรียน แต่จะให้ความสําคัญกับการมีส่วนร่วมทาง การเรียนในห้อง โดยสามารถกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน ได้ดังนี้
24 1) การใช้เหตุการณ์ที่ผู้เรียนสนใจ หรือเหตุการณ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้เรียน ในความเป็นจริง ผู้สอนมักมีคําตอบในใจว่า “เรียนเพื่อไปสอบ” ดังนั้นผู้สอนจึงเน้นสอนให้ผู้เรียนไปสอบ จึงทําให้ไม่ได้ คํานึงว่า การเรียนรู้คือการพัฒนาคุณภาพชีวิต เนื้อหาที่ดีควรเป็นเนื้อหาที่สามารถนําไปใช้ในชีวิตของ ผู้เรียนได้จริง ในทางกลับกันหากเรียนแล้ว ผู้เรียนไม่สามารถนําเนื้อหาไปปรับใช้ในชีวิตได้ เนื้อหาที่ใช้ใน การเรียนนั้นก็ย่อมเป็นเนื้อหาที่ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นเนื้อหาในการเรียนรู้ที่ดีที่ผู้สอนควรจัดหาให้ผู้เรียนจึงควรเป็นเนื้อหาที่ผู้เรียนสนใจและ เกี่ยวข้องกับผู้เรียนโดยตรง เช่น การตั้งคําถามเกี่ยวกับสถานการณ์การเงินและการเก็บออม เพื่อเชื่อมโยง เข้าสู่เนื้อหาในรายวิชาคณิตศาสตร์ โดยไม่ใช่เพียงเพื่อสอนเน้นให้ผู้เรียนจําสูตรต่างๆ ได้ หรือการใช้ สถานการณ์เกี่ยวกับพืชพันธุ์ต่างๆ ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมของผู้เรียน เพื่อใช้กระตุ้นความสนใจในรายวิชา วิทยาศาสตร์ ทั้งนี้สําหรับรายวิชาภาษาอังกฤษผู้สอนอาจนําเหตุการณ์ในชีวิตประจําวัน มาเป็นตัวกระตุ้น ความสนใจของผู้เรียน นอกเหนือจากการมุ่งเน้นสอนแค่ไวยากรณ์เพียงอย่างเดียว 2) การใช้สื่อมัลติมีเดีย การกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนโดยการใช้สื่อมัลติมีเดีย เป็นการสร้างแรงกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี เช่น การใช้รูปภาพ ข้อความเคลื่อนไหว คลิป เสียง วีดิทัศน์ หรือแอปพลิเคชั่นต่างๆ โดยสื่อที่นํามาใช้นั้น ผู้สอนควรเลือกใช้สื่อที่มีความเกี่ยวข้อง กับเนื้อหาที่จะใช้เรียน โดยสื่อที่เลือกมาใช้ต้องเป็นสื่อที่สามารถเชื่อมโยงเข้าสู้บทเรียนได้ดี 3) การใช้เกมหรือกิจกรรม การกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนที่ดีมากอีกวิธีหนึ่งคือการใช้ เกมหรือกิจกรรม โดยเกมหรือกิจกรรมที่นํามาใช้นั้นควรเป็นกิจกรรมง่ายๆ ทั่วไป ไม่ต้องซับซ้อน แต่ที่สําคัญคือเกมหรือกิจกรรมนั้นควรเป็นสิ่งที่เข้ากับเนื้อหาในบทเรียน ทั้งนี้ผู้สอนสามารถเลือกใช้สื่อ ประเภทนี้ได้อย่างหลากหลายโดยควรคํานึงถึงความเหมาะสมของผู้เรียน การเลือกใช้กิจกรรมที่เกี่ยวข้องและสอดคล้องกับผู้เรียนเพื่อกระตุ้นความสนใจของ ผู้เรียนนั้น เป็นสิ่งจําเป็นที่ผู้สอนต้องควรคํานึงเป็นอย่างมาก โดยผู้ตอนต้องรู้ว่าเนื้อหานํามาใช้เรียนมีความจําเป็น กับผู้เรียนมากน้องเพียงใด ทั้งนี้จึงควรเลือกใช้กิจกรรมที่เหมาะสมกับเนื้อหา เพื่อใช้ในการ กระตุ้น ความสนใจของผู้เรียน ขั้นตอนที่2 ตั้งปัญหาและแบ่งกลุ่มตามความสนใจ ขั้นตอนตั้งปัญหาและแบ่งกลุ่มผู้เรียนตามความสนใจเป็นขั้นตอนต่อจากขั้นกระตุ้น ความ สนใจ การใช้ปัญหาเป็นตัวนําเป็นหัวใจของขั้นตอนนี้ ซึ่งผู้สอนจะไม่ได้เป็นผู้ที่กําหนดปัญหาใน บทเรียน แต่จะให้ผู้เรียนร่วมกันกําหนดปัญหาที่สงสัยและแบ่งกลุ่มตามความสนใจ โดยการเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้ค้นคว้าข้อมูลเพื่อตอบคําถามปัญหาตามที่ได้ร่วมกันกําหนดขึ้น ทั้งนี้สมาชิกในกลุ่มจะต้องมี ส่วนร่วมในการ ช่วยกันค้นหาคําตอบ โดยกระบวนการเหล่านี้ผู้เรียนจะดําเนินการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ครูจะคอยทําหน้าที่ เป็นผู้อํานวยความสะดวกอยู่ในชั้นเรียน
25 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน จะประสบผลสําเร็จได้ต้องอาศัย ความสนใจและความร่วมมือของผู้เรียน โดยที่ผู้สอนจะต้องไม่บังคับให้ผู้เรียนรู้ แต่ต้องเกิดจากการอยากรู้ ของผู้เรียนเอง ทั้งนี้เมื่อผู้เรียนเกิดความอยากรู้จึงเป็นช่วงที่เหมาะที่ผู้สอนจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ค้นคว้า ข้อมูลตามที่ตนเองสนใจ ซึ่งเป็นสิ่งแสดงว่าผู้เรียนพร้อมที่จะเกิดกระบวนการเรียนรู้ ขั้นตอนที่3 ค้นคว้าและคิด ขั้นตอนค้นคว้าและคิดเป็นขั้นตอนที่ผู้สอนต้องเวลากับผู้เรียนมากที่สุด สําหรับการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานนั้น ขั้นตอนนี้ผู้สอนจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้เวลากับ การ ค้นคว้าและคิด เพื่อฝึกให้ผู้เรียนรู้จักกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ ผู้สอนจะเปลี่ยนบทบาทมาเป็น ผู้ให้คําปรึกษาและอํานวยความสะดวกในห้องเรียน โดยให้คําชี้แนะในการค้นหาคําตอบ ทั้งนี้ผู้สอน จะต้องไม่อธิบายคําตอบหรือตัดสินคําตอบของผู้เรียนโดยเด็ดขาดเพราะจะเป็นการทําให้ผู้เรียนไม่มีอิสระ ทางความคิด ซึ่งผู้สอนอาจใช้วิธีการถามกลับหรือตอบคําถามด้วยคําถามเพื่อเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนฝึก ทักษะการคิดวิเคราะห์การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ไม่ได้คํานึงว่าครูต้องรู้ ทุกเรื่อง ครูต้องรู้มากที่สุดในห้อง แต่เน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือมาใช้ในการตอบคําถาม ซึ่งความรู้ในยุคปัจจุบันเป็นความรู้ที่กว้างขวางไม่มีขีดจํากัด มีความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ผู้สอนจึงควรสอนให้ผู้เรียนเลือกใช้ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง และเปิดโอกาส ให้ผู้เรียนได้เพลิดเพลินกับการ เรียนรู้กับข้อมูลเหล่านั้น ผลลัพธ์ที่ได้จากขั้นตอนค้นคว้าและคิด ไม่ใช้ การได้ข้อสรุปของคําตอบที่ถูกต้อง แต่เป็น ทักษะที่ผู้เรียนได้รับจากการคิดและค้นคว้าหาคําตอบ ซึ่งจะ เกิดขึ้นในช่วงที่ผู้สอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้เวลากับปัญหาที่ตนเองสนใจได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ผู้สอน หลายท่านอาจไม่เห็นด้วยกับวิธีการนี้ โดยการให้ความเห็นว่า หากนักเรียนไม่สามารถหาคําตอบได้หรือ ได้คําตอบมาไม่ถูกต้องจะทําอย่างไร การจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานมีจุดเน้นคือ ต้องการฝึกให้ผู้เรียนได้รู้จักใช้ กระบวนการคิด การสืบค้น ข้อมูล การเลือกใช้มูลที่น่าเชื่อถือ มากกว่าการเน้นที่คําตอบนั้นจะต้องเป็น คําตอบที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว ขั้นตอนที่4 นําเสนอ ขั้นตอนการนําเสนอเป็นขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนได้นําเสนอความรู้ที่ได้ไปค้นคว้าและคิดมา ผู้สอน ต้องทําความเข้าใจว่าผลงานที่นักเรียนนําเสนอเป็นผลงานจากการทุ่มเทของผู้เรียน ดังนั้นผู้สอนจึง ควรให้ ผู้เรียนได้นําเสนอผลงานของหน้าชั้นเรียนจนจบ โดยผู้สอนจะไม่ขัดจังหวะหรือพูดแทรกระหว่าง การ นําเสนอ ในขณะเดียวกันผู้สอนจะต้องคอยกระตุ้นให้ผู้เรียนร่วมชั้นเป็นผู้ซักถามหรือแสดง ความคิดเห็น เมื่อการนําเสนอเสร็จสิ้นลง จะเป็นช่วงที่ผู้สอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนร่วมชั้น ได้ซักถาม ข้อสงสัย เพื่อเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่นําเสนอ ทั้งนี้หากผู้เรียนร่วมชั้นเห็นว่าข้อมูลที่ ผู้เรียนนํามาไม่ถูกต้อง การซักถามก็จะเป็นการเปิดประเด็นให้ผู้เรียนได้ตอบคําถามหรือให้ข้อมูลเพิ่มจากที่
26 ตนเองได้ค้นคว้ามาเพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน โดยที่ผู้สอนจะทําหน้าที่ในการกระชับประเด็นไม่ให้หลุด กรอบของเนื้อหามากเกินไป ในขณะเดียวกันหากไม่มีใครซักถาม ผู้สอนอาจจะสร้างบรรยากาศใน การเรียนรู้โดยการเป็นผู้เริ่มถามก่อนก็ได้ ขั้นตอนที่5 ประเมินผล ขั้นตอนการประเมินผลเป็นขั้นตอนในการประเมินภาพรวมของกิจกรรมทั้งหมดที่ผู้เรียน เรียนรู้โดยผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน โดยมีความมุ่งหมายให้ผู้เรียนได้มี การ พัฒนาทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านความรู้(Knowledge) 2) ด้านทักษะกระบวนการ (Process) 3) คุณลักษณะ อันพึงประสงค์(Attribute) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานจึงมีความจําเป็นที่ต้องประเมินให้ครบ ทั้ง 3 ด้าน เพื่อให้ทราบผลการพัฒนาของผู้เรียนที่เป็นมาตรฐาน โดยมีวิธีการประเมินดังนี้ 1) ด้านความรู้(Knowledge) ผู้สอนสามารถประเมินด้านความรู้ของผู้เรียนได้โดยการให้ ทําแบบทดสอบหรือใบกิจกรรม รวมทั้งการตอบคําถามในชั้นเรียน 2) ด้านทักษะกระบวนการ (Process) ผู้สอนสามารถประเมินผู้เรียนได้จากจุดประสงค์ เชิงพฤติกรรม เช่น ทักษะการสืบค้นข้อมูล ทักษะในการเลือกใช้ข้อมูล ทักษะการนําเสนอ 3) คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) ผู้สอนสามารถประเมินคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ ของผู้เรียนได้ตามที่ผู้สอนอยากให้เกิดขึ้นในผู้เรียนโดยการกําหนดไว้ตามวัตถุประสงค์ ทั้งนี้ผู้สอนต้องรู้ว่าผู้เรียนควรจะมีความรู้ ทักษะกระบวนการและคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ ข้อใด โดยการนําไปกําหนดไว้ในวัตถุประสงค์ และเพื่อใช้ประเมินได้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้โดย อ้างอิงจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่สําคัญที่สุดสําหรับการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน คือ การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการประเมินตนเอง โดยเฉพาะในด้านของทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เนื่องด้านความรู้ผู้สอนสามารถ ประเมินได้จากแบบทดสอบและแบบวัดต่างๆ ซึ่งด้านทักษะกระบวนการและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ นั้น ควรให้ผู้เรียนและผู้สอนประเมินร่วมกัน ซึ่งจะเป็นการประเมินรอบด้าน ทั้งผู้เรียนที่ทํากิจกรรมด้วยกัน และ ผู้สอนที่คอยสังเกตการณ์อยู่ในชั้นเรียน เพื่อให้การประเมินมีความหลากหลายและมีคุณภาพ สรุปได้ว่า ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นกระตุ้นความสนใจ 2) ขั้นตั้งปัญหาและแบ่งกลุ่มตามความสนใจ 3) ขั้นค้นคว้าและคิด 4) ขั้นนําเสนอ และ 5) ขั้นประเมินผล
27 2.3.5 ประโยชน์ของการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน การเรียนการสอนรูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน เป็นการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มุ่งเน้นในเรื่องของทักษะความสามารถในการคิดวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์ ทำให้ผู้เรียนคิดได้อย่าง หลากหลาย สามารถในการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกันได้อย่างมีจินตนาการ ทำให้เด็กกล้าคิด และกล้า แสดงออกมาอย่างสร้างสรรค์ จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยพบว่า รูปแบบการสอนนี้ยังเป็น ทฤษฎีใหม่ เอกสารยังไม่แพร่หลาย จึงปรากฏเฉพาะเอกสารของผู้พัฒนารูปแบบ การสอนและผู้ที่นำ รูปแบบการสอนนี้ไปใช้ในการวิจัย ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ วิริยะ ฤๅชัยพาณิชย์(2557: 73) กล่าวว่าการเรียนการสอนโดยระบบความคิดสร้างสรรค์ เป็นฐาน (CBL) จะช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะที่จะเป็นต่ออนาคต เพื่อเตรียมตัวก้าวสู่สายงานอาชีพ จำเป็นต้องมีทักษะสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) ทักษะด้านการวิเคราะห์ 2) ทักษะด้านการค้นคว้าหาความรู้ 3) ทักษะด้านการสื่อสาร 4) ทักษะด้านการคิดสร้างสรรค์ จากการวิจัยของ มงคล เรียงณรงค์ (2558: 172) พบว่าการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ เป็นฐาน ช่วยให้ผู้เรียนมีการพัฒนาทักษะในการค้นคว้าหาความรู้ ทักษะการคิดวิเคราะห์และ สร้างสรรค์ ทักษะในการนำเสนองาน ทักษะในการบริหารเวลา และทักษะในการทางานกลุ่ม สรุปได้ว่า การเรียนการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานทำให้ผู้เรียนมีการพัฒนาทักษะใน การค้นคว้าหาความรู้ ทักษะในการคิด ทักษะในการนำเสนอ ทักษะในการทำงาน เป็นกลุ่ม และทักษะใน การบริหารเวลา ทักษะต่างๆ เหล่านี้ทำให้ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวันและมี ความสำคัญต่อผู้เรียนในการศึกษาเป็นอย่างมากในศตวรรษที่ 21 2.4 สื่ออินโฟกราฟิก 2.4.1 ความหมายของอินโฟกราฟิก จงรัก เทศนา (2557: 1) ได้กล่าวถึงอินโฟกราฟิก (Infographics) ว่าหมายถึง การนําข้อมูล หรือความรู้มาสรุปเป็นสารสนเทศในลักษณะของข้อมูลและกราฟิกที่อาจเป็นลายเส้น สัญลักษณ์ กราฟ แผนภูมิ ไดอะแกรม แผนที่ ฯลฯ ที่ออกแบบเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวดูแล้วเข้าใจง่ายในเวลารวดเร็ว และชัดเจน สามารถสื่อให้ผู้ชมเข้าใจความหมายของข้อมูลทั้งหมดได้โดยไม่จําเป็นต้องมีผู้นําเสนอมาช่วย ขยายความเข้าใจอีก
28 Boon (อ้างถึงใน นฤมล ถิ่นวิรัตน์, 2555: 4-5) ได้กล่าวถึงอินโฟกราฟิก (Infographic) ว่า หมายถึง การนําเสนอข้อมูล ความรู้ในปริมาณมากๆ ในหมวดเรื่องเดียวกันให้ออกมาเป็นรูปภาพลายเส้น กราฟิกที่เข้าใจง่าย เช่น ผังเส้นทางรถไฟใต้ดินลอนดอน กราฟสถิติแบบต่างๆ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ ต่างประเทศนิยมเล่าเรื่องด้วยภาพประกอบ (Information Design) เข้าใจว่าปัจจุบันเกิดคําเรียกเฉพาะ “Infographic” มีการใช้ภาพบวกกับเทคนิคหลากหลายประเภทมากขึ้น ช่วยในการนําเสนอข้อมูลที่ ซับซ้อนและมีการเผยแพร่แจกจ่ายทางอินเทอร์เน็ต ค้นหาและพบเห็นได้ง่ายขึ้นจนกลายเป็นที่นิยม ภคเมธา การสมใจ (2559 : 10) ได้กล่าวถึงอินโฟกราฟิก (Infographic) ว่าหมายถึงการนํา ข้อมูล (Information) ความรู้ (Knowledge) ที่มีปริมาณมากหรือซับซ้อนมาสรุปเป็นสารสนเทศที่ ออกแบบในลักษณะภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว เพื่ออธิบายข้อมูลที่ซับซ้อนให้เกิดความเข้าใจ ได้ง่าย ใช้ เวลารวดเร็วและมีความชัดเจน สํานักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (ม.ป.ป.: 4) ได้กล่าวถึงอินโฟกราฟิก ว่าหมายถึง การ นําเสนอข้อมูลสารสนเทศต่างๆ โดยใช้ภาพกราฟิกเป็นเครื่องมือ ซึ่งอินโฟกราฟิกนี้มักจะต้อง ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักๆ คือ “ข้อมูล” (ตัวหนังสือ) และ “ภาพกราฟิก” สรุปได้ว่า อินโฟกราฟิก หมายถึง การนําเสนอ ข้อมูลที่มีความซับซ้อนให้ออกมาเป็นลายเส้น รูปภาพ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเนื้อหาได้ง่ายยิ่งขึ้นและ เมื่อข้อมูลถูกแปลงมาเป็นรูปภาพ กราฟ จะทํา ให้เกิดความน่าสนใจมากกว่าการอธิบายผ่านตัวหนังสือ เพียงอย่างเดียวและง่ายต่อการเข้าใจ 2.4.2 องค์ประกอบของอินโฟกราฟิก ธัญธัช นันท์ชนก (อ้างถึงใน ภคเมธา การสมใจ, 2559 : 10) กล่าวว่าองค์ประกอบหลักของ อินโฟกราฟิกคือ ข้อมูลและภาพกราฟิกในอินโฟกราฟิกมักมีข้อความดังนี้ หัวเรื่องหรือชื่อของอินโฟ กราฟิก เนื้อความ ที่มาของข้อมูลและเครดิต ซึ่งอาจจะเป็นชื่อผู้จัดทํา ชื่อบริษัท เว็บไซต์ ฯลฯ นอกจากนี้ แล้วในบางอินโฟกราฟิกยังอาจมีข้อมูลปลีกย่อยอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น QR code, โลโก้, ช่องทางการติดต่อ ชื่อผู้ออกแบบ เป็นต้น สํานักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (ม.ป.ป.: 5) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของอินโฟกราฟิก ว่าประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ 1) ข้อมูล (ตัวอักษร) เป็นองค์ประกอบที่สําคัญอย่างหนึ่งของอินโฟกราฟิก แม้อินโฟกราฟิกจะ เน้นนําเสนอ ข้อมูลด้วยภาพกราฟิก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีแค่กราฟิกอย่างเดียวต้องมีข้อมูลที่เป็น ตัวหนังสือ ประกอบด้วย หากมีแค่ภาพกราฟิกเพียงอย่างเดียวก็มักจะไม่เรียกว่าอินโฟกราฟิก 2) ภาพกราฟิก เป็นองค์ประกอบที่จะขาดไม่ได้ในอินโฟกราฟิก การนําเสนอข้อมูลโดยใช้ ตัวหนังสือล้วนๆ ไม่สามารถเรียกว่าอินโฟกราฟิกได้ ภาพกราฟิกที่นํามาใช้มีอยู่หลากหลายรูปแบบ เช่น รูปทรงเรขาคณิต ภาพไอคอน ภาพการ์ตูน ชาร์ตหรือไดอะแกรม ภาพถ่าย ฯลฯ
29 จากข้อมูลที่กล่าวมาถึงองค์ประกอบของอินโฟกราฟิกสามารถสรุปได้ว่า อินโฟกราฟิก ประกอบ ไปด้วย 2 องค์ประกอบ คือ ข้อมูลที่เป็นส่วนของเนื้อหา ที่มาของข้อมูลและการให้เครดิตของ ผู้จัดทําและ ภาพกราฟิก เช่น ภาพการ์ตูน ภาพถ่าย รูปทรงเรขาคณิตหรือไดอะแกรม เป็นต้น 2.4.3 การออกแบบอินโฟกราฟิก จงรัก เทศนา (2557 : 1-2) ได้กล่าวถึงการออกแบบอินโฟกราฟิกว่าเป็นการนําข้อมูลที่ เข้าใจ ยากหรือข้อมูลที่เป็นตัวหนังสือจํานวนมากมานําเสนอในรูปแบบต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ ให้สามารถเล่า เรื่องได้ด้วยตัวเอง มีองค์ประกอบที่สําคัญ คือ หัวข้อที่น่าสนใจ ภาพและเสียง ซึ่งจะต้อง รวบรวมข้อมูล ต่างๆ ให้เพียงพอแล้วนํามาสรุป วิเคราะห์ เรียบเรียง แสดงออกมาเป็นภาพจึงจะดึงดูด ความสนใจได้ดี ช่วยลดเวลาในการอธิบายเพิ่มเติม กราฟิกที่ใช้อาจเป็นภาพ ลายเส้น สัญลักษณ์กราฟ แผนภูมิ ไดอะแกรม ตาราง แผนที่ ฯลฯ จัดทําให้มีความสวยงาม น่าสนใจ เข้าใจง่าย สามารถ จดจําได้นาน ทําให้ การสื่อสาร มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยหลักการออกแบบอินโฟกราฟิก (Infographics) แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1) ด้านข้อมูล ข้อมูลที่จะนําเสนอต้องมีความหมาย มีความน่าสนใจ เรื่องราวเปิดเผยเป็น จริง มีความถูกต้อง 2) ด้านการออกแบบ การออกแบบต้องมีรูปแบบ แบบแผน โครงสร้าง หน้าที่การทํางาน และ ความสวยงาม โดยออกแบบให้เข้าใจง่าย ใช้งานง่ายและใช้ได้จริง สํานักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (ม.ป.ป. : 24) ได้กล่าวถึงหลักสําคัญในการ ออกแบบ Infographic ว่ามีดังนี้ 1) ออกแบบอินโฟกราฟิกให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น ถ้าจะออกแบบอินโฟกราฟิกให้ เด็กๆ ดูก็อาจเลือกใช้ตัวการ์ตูนที่มีสีสันสดใสเป็นส่วนประกอบ เป็นต้น 2) ออกแบบอินโฟกราฟิกให้เหมาะกับการแสดงผล ก่อนออกแบบอินโฟกราฟิกต้องรู้ว่า จะนําไปแสดงผลที่ไหนอย่างไร เช่น แสดงผลผ่านเว็บไซต์ ผ่านแอปพลิเคชันในสมาร์ตโฟน จากนั้นก็ ออกแบบ อินโฟกราฟิกให้เหมาะสม 3) ออกแบบให้ง่าย ทั้งดูง่าย อ่านง่าย เข้าใจง่าย พยายามลดความซับซ้อนต่างๆ ลง อะไร ที่ไม่จําเป็นหรือไม่ได้ช่วยให้อินโฟกราฟิกดูน่าสนใจขึ้นก็ควรตัดทิ้งไป 4) สร้างความสมดุลระหว่างตัวหนังสือกับภาพกราฟิก คือ ควรมีส่วนที่เป็นตัวหนังสือและ ส่วนที่เป็น ภาพกราฟิกในปริมาณพอเหมาะพอดีกัน ไม่ใช่เต็มไปด้วยตัวหนังสือหรือมีแต่ภาพโดยแทบ ไม่มี ตัวหนังสือเลย
30 5) หัวเรื่องต้องน่าสนใจ โดดเด่น ข้อความที่คนส่วนใหญ่จะอ่านก่อนในอินโฟกราฟิกคือ หัวเรื่องหรือ ชื่อของอินโฟกราฟิกนั้นๆ เราจึงต้องตั้งชื่อให้ดึงดูดความสนใจและออกแบบหัวเรื่องให้มี ขนาดใหญ่ดูโดดเด่นเป็นพิเศษ 6) โฟกัสไปที่ประเด็นเดียว อินโฟกราฟิกที่ดีต้องพูดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่องเดียว ถ้าจะ พูดถึงหลายเรื่องก็ให้แยกออกมาเป็นหลายๆ อินโฟกราฟิก ไม่ใช่พูดรวมหลายๆ เรื่องในอินโฟกราฟิก เดียวกัน 7) พื้นที่ว่างก็สําคัญ อินโฟกราฟิกที่ไม่น่าอ่านที่สุดคือ อินโฟกราฟิกที่เต็มไปด้วยองค์ประกอบ ต่างๆ มากมายจนแน่นไปหมด ควรปล่อยให้มีพื้นที่ว่างในอินโฟกราฟิกด้วย จะเป็นพื้นที่ว่างสีขาวหรือ สีใด ก็แล้วแต่ความเหมาะสม จากที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า การออกแบบอินโฟกราฟิกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ด้าน ข้อมูลและด้านการออกแบบ สําหรับด้านข้อมูลต้องเป็นเรื่องจริงที่มีความน่าสนใจ ส่วนด้านการ ออกแบบ ต้องคํานึงหลายอย่าง เช่น กลุ่มเป้าหมาย ความสมดุลระหว่างภาพกราฟิกกับตัวหนังสือ หัวเรื่องต้อง น่าสนใจและดึงดูด ในอินโฟกราฟิกอันหนึ่งควรจะโฟกัสแค่ประเด็นเดียว แล้วควรมีพื้นที่ ว่างไว้บ้าง ห้าม แน่นจนเกินไป ควรออกแบบมาให้ดูง่าย อ่านง่าย อะไรที่ไม่จําเป็นก็ตัดทิ้งไป 2.4.4 รูปแบบการนำเสนออินโฟกราฟิก Ross A. (อ้างถึงใน จุฑามาศ ทิพยกระมล, 2564: 42) ได้แบ่งรูปแบบการนำเสนอของ อินโฟกราฟิกออกเป็น 4 รูปแบบ คือ 1) อินโฟกราฟิกที่แสดงข้อมูลทางสถิติ (Statistical Based Infographics) ใช้ สำหรับ การนำเสนอข้อมูลที่มีความชับซ้อน แสดงผลโดยใช้แผนภูมิประเภทต่างๆ เพื่อลดความ ซับซ้อนและสร้าง ความชัดเจนให้กับผู้อ่านได้ในเวลาอันรวดเร็วมากยิ่งขึ้น 2) อินโฟกราฟิกที่แสดงข้อมูลทางเวลา (Time Line Based Infographics) ใช้สำหรับ นำเสนอข้อมูลที่แบ่งออกเป็นช่วงเวลาเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นความเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการ หรือ การลำดับเหตุการณ์ก่อน-หลัง 3) อินโฟกราฟิกที่แสดงกระบวนการ (Process Based Infographics) ใช้สำหรับ แสดง ข้อมูลที่เป็นขั้นตอนหรือกระบวนการ เช่น ขั้นตอนการใช้เครื่องมืออุปกรณ์สำนักงาน ขั้นตอน การทำอาหาร เป็นต้น 4) อินโฟกราฟิกที่แสดงข้อมูลสถานที่ หรือภูมิศาสตร์ (Location or Geography Based Info Graphics)ใช้สำหรับแสดงผลข้อมูลทางภูมิศาสตร์ มักจะอยู่ในรูปแบบแผนที่ เช่น แผนที่เมือง แผนที่พระราชวัง การนำเสนอในรูปแบบนี้นิยมใช้ภาพสัญลักษณ์ (Symbols) สัญรูป (Icons)
31 แผนผัง (Diagrams) แผนภูมิ (Graphs) ตาราง (Tables) ลูกศร (Arows) และสัญลักษณ์ หน้าข้อความ (Bullets) เป็นต้น Carley Fain (อ้างถึงใน จุฑามาศ ทิพยกระมล, 2564: 42) ได้จำแนกรูปแบบการนำเสนอ อินโฟกราฟิกออกเป็น 3 รูปแบบ 1) รูปแบบการแสดงข้อมูลภาพ (Data Visualization) มักจะใช้ภาพประเภทกลุ่มคำ แผนที่ หรือกราฟแท่งในการนำเสนอข้อมูล 2) รูปแบบการแสดงข้อมูลการเล่าเรื่อง (Narrative Infographics) เช่น การเล่า เรื่อง อธิบายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์หรือเรื่องราวต่างๆ เป็นต้น 3) รูปแบบการออกแบบข้อมูล (Information Design) มีจุดประสงค์เพื่อการแสดง ข้อมูลอย่าง มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล เป็นรูปแบบการสื่อสารด้วยข้อความที่ชัดเจนและ10 ครอบคลุม เนื้อหาข้อมูลที่นำเสนอ เช่น ผังกราฟิก ไดอะแกรม ภาพประกอบแสดงลักษณะทางกาย วิภาค เป็นต้น Lester (อ้างถึงใน จุฑามาศ ทิพยกระมล, 2564: 43) ได้แบ่งรูปแบบของอินโฟกราฟิก ออกเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้ 1) อินโฟกราฟิกที่แสดงข้อมูลทางสถิติ (Statistical Infographic) ได้แก่ แผนภูมิ (Chart) หรือกราฟ (Graph) และแผนที่ข้อมูล (Data maps) ซึ่งแผนภูมิหรือกราฟที่นิยมใช้ในการ สร้าง งานอินโฟกราฟิก เช่น กราฟเส้น (Line Graph) ข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational) แผนภูมิ วงกลม (Pie Chart) ภาพสัญลักษณ์ (Pictograph) เป็นต้น 2) อินโฟกราฟิกที่ไม่ได้แสดงข้อมูลทางสถิติ (Non statistical Infographic) ได้แก่ ตาราง (tables) แผนที่แสดงภาพ (Non data maps) แผนภาพ (Diagrams) เป็นต้น 3) รูปแบบอื่นๆ ทั่วไป (Miscellaneous Formats) ได้แก่ รูปแบบปฏิทิน การใช้ สัญลักษณ์ไอคอนและโลโก้ การใช้แผนผังการแบ่งช่วงเวลา การใช้ภาพประกอบ เป็นต้น Chow (อ้างถึงใน จุฑามาศ ทิพยกระมล, 2564: 43-44) ได้แบ่งรูปแบบการนาเสนอข้อมูล ของอินโฟกราฟิก ที่ได้รับความนิยม ออกเป็น 6 รูปแบบ คือ 1) อินโฟกราฟิกที่แสดงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ (Useful Bait) ใช้สาหรับนำเสนอ ข้อมูล ที่อธิบายวิธีการของบางสิ่งบางอย่าง และเป็นประโยชน์ให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ง่าย และ นำไปใช้ปฏิบัติ ตามได้ทันที รูปแบบไม่ชับซ้อนเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นออกแบบอินโฟกราฟิก 2) อินโฟกราฟิกที่แสดงข้อมูลแบบเปรียบเทียบ (Versus/Comparison) ใช้ เปรียบเทียบ ให้เห็นความแตกต่างของสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง
32 3) อินโฟกราฟิกที่แสดงข้อมูลแบบเน้นตัวเลข (Number Porn or Numerical) ใช้ สำหรับการนำเสนอข้อมูลที่มีตัวเลขปริมาณมากและใช้ตัวเลขเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ชม 4) อินโฟกราฟิกที่แสดงข้อมูลแบบเส้นทางเดิน (Road map) ใช้สำหรับแสดง ลำดับ เส้นทางการเล่าเรื่อง ลักษณะใกล้เคียงกับอินโฟกราฟิกที่แสดงข้อมูลทางลำดับเวลา 5) อินโฟกราฟิกที่แสดงข้อมูลลำดับเวลา (Timeline) ใช้สำหรับนำเสนอข้อมูลที่ แบ่งออกเป็นช่วงเวลาเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นความเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการ หรือการลำดับเหตุการณ์ ก่อน-หลัง 6) อินโฟกราฟิกภาพประกอบบทความ (Visualized Article) ใช้สำหรับนำเสนอ ข้อมูล เนื้อหาบทความ จากข้อมูลรูปแบบการนำเสนออินโฟกราฟิกข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า การนำเสนอ อินโฟกราฟิกมีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้รูปภาพ การเล่าเรื่อง การใช้กราฟ หรือแม้กระทั่ง การใช้ตัวเลข เพื่อเสนอข้อมูลให้ผู้ชมได้เข้าใจถึงข้อมูลที่ผู้นำเสนอต้องการเสนอ 2.4.5 กระบวนการออกแบบอินโฟกราฟิก Krauss J. (อ้างถึงใน จุฑามาศ ทิพยกระมล, 2564: 45-46) ได้อธิบายขั้นตอนการสอนโดย ใช้อินโฟกราฟิก โดยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ดังนี้ 1) วิเคราะห์และการตีความ (Analysis and Interpretation) โดยผู้สอนใช้อินโฟกราฟิก เพื่อให้ผู้เรียนฝึกการวิเคราะห์ตีความ เช่น 1.1) ฝึกการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของการนำเสนอข้อมูลในอินโฟกราฟิก 1.2) วิเคราะห์ลักษณะของอินโฟกราฟิกที่ดีและไม่ดี รวมทั้งวิเคราะห์ภาพที่ใช้ ประกอบ ในอินโฟกราฟิก 1.3) ฝึกการแปลความหมายข้อมูลต่างๆ เช่นข้อมูลทางสถิติบนแผนภูมิ 2) สร้างอินโฟกราฟิก (Create) เป็นขั้นตอนที่ประกอบด้วยแนวคิดในการออกแบบ การค้นหาและเลือกข้อมูล การสร้างชุดข้อมูล และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชุดข้อมูล เพื่อนำเสนอและ การเลือกวิธีการเล่าเรื่องด้วยภาพ โดยมีขั้นตอนในการสร้างดังนี้ 2.1) ขั้นตอนที่ 1 กำหนดแนวคิดในการสร้างอินโฟกราฟิก (Get an idea) 2.2) ขั้นตอนที่ 2 ร่างภาพอินโฟกราฟิก (Sketch it out โดยใช้มือวาดหรือ คอมพิวเตอร์เพื่อให้เห็นส่วนประกอบที่จะใช้ในการออกแบบอินโฟกราฟิก 2.3) ขั้นตอนที่ 3 รวบรวมข้อมูล (Collect the data) เป็นขั้นตอนการค้นหา และ รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
33 2.4) ขั้นตอนที่ 4 ตรวจสอบความถูกต้อง (Develop proof of concepts) 2.5) ขั้นตอนที่ 5 จัดวางรูปแบบการนาเสนอข้อมูลให้เหมาะสม (Lay it out) ขจร พีรกิจ (2557) ได้อธิบายขั้นตอนการออกแบบอินโฟกราฟิกว่ามี 2 ขั้นตอน ดังนี้ 1) วิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) เพื่อคัดเลือกประเด็นสำคัญ จัดกลุ่มและเชื่อมโยง ข้อมูล ที่มีความสัมพันธ์กัน 1.1) กำหนดวัตถุประสงค์ของอินโฟกราฟิก 1.2) วิเคราะห์และเลือกความรู้ที่จำเป็นเกี่ยวกับหัวข้อที่เลือก 1.3) จัดทำข้อมูลสนับสนุนหัวข้อหลักที่เลือกไว้ให้ครบถ้วน 1.4) จัดลำดับโครงสร้างข้อมูลของความรู้ที่จำเป็น และกำหนดส่วนความสำคัญของ เนื้อหาที่นำเสนอ (เตรียมข้อมูล คัดแยกข้อมูล จัดเรียงข้อมูลเตรียมนำเสนอ) 1.5) ออกแบบวิธีการเล่าเรื่องโดยเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับข้อมูล 2) แปลงข้อมูลให้เป็นอินโฟกราฟิก (Data Visualization) เป็นขั้นตอนการนำข้อมูลที่ วิเคราะห์แล้ว มาจัดทำในรูปแบบที่เหมาะสมเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจโดยผู้รับและผู้ดูต้องตอบสนอง กับ ข้อมูลที่ต้องการสื่อสาร 2.1) ออกแบบวิธีการนำเสนอและจัดวางข้อมูล โดยเรียบเรียงให้สอดคล้องและ สัมพันธ์กัน 2.2) กำหนดภาพรวมและออกแบบอินโฟกราฟิก โดยใช้ภาพสัญลักษณ์ สี และ องค์ประกอบให้ตรงกับเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอ 2.3) ตรวจสอบใจความสำคัญของเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอให้ครบถ้วน และถูกต้อง 2.4) ระบุและอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลอย่างชัดเจน 2.4.6 เกณฑ์ในการประเมินอินโฟกราฟิก Edward Tufte (อ้างถึงใน จุฑามาศ ทิพยกระมล, 2564: 51) ได้อธิบายคุณลักษณะของอินโฟ กราฟิกที่มีคุณภาพดังนี้ 1) มีเนื้อหา ความรู้ที่สำคัญสำหรับการสื่อสาร 2) นำเสนอข้อมูลที่มีความชัดเจน ถูกต้องแม่นยำ และมีประสิทธิภาพ 3) ไม่ดูถูกความสามารถของผู้อ่านหรือผู้ชม 4) บอกความจริง
34 Dona (อ้างถึงใน จุฑามาศ ทิพยกระมล, 2564: 51) ได้อธิบายเกี่ยวกับคุณลักษณะของ อินโฟกราฟิกที่ดี ต้องประกอบด้วย ส่วนประกอบดังต่อไปนี้ 1) เนื้อหาที่มีประสิทธิภาพ (Rich Content) เป็นส่วนที่สำคัญในการสร้างความหมาย ผ่าน ภาพกราฟิกหลากหลายรูปแบบ 2) ภาพประกอบที่ดึงดูด (Inviting Visualization) ภาพประกอบในงานอินโฟกราฟิกนั้น ต้องสามารถตีความไปยังเนื้อหาที่นำเสนอได้ และแสดงจุดเน้นส่วนสำคัญของข้อมูลสาหรับผู้อ่าน 3) การทำเรื่องที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย (Sophisticated Execution) เนื้อหาและภาพประกอบ ที่ใช้สื่อความหมายต้องไม่ซับซ้อนและเข้าใจได้ง่าย Lankow J. Ritchie (อ้างถึงใน จุฑามาศ ทิพยกระมล, 2564: 52-53) ได้อธิบายคุณลักษณะ อินโฟกราฟิกที่มีดี จะต้องมีลักษณะดังนี้ 1) คุณประโยชน์ (Utility) ลักษณะของอินโฟกราฟิกส่วนใหญ่ใช้เพื่ออธิบาย หรือเล่า เรื่องราว ดังนั้นจุดประสงค์ในการนำเสนอต้องชัดเจน เป็นประโยชน์ต่อผู้ชม 2) ความสมบูรณ์ (Soundness) อินโฟกราฟิกที่ดีจะต้องมีความสมบูรณ์ในสิ่งที่ต้องการ สื่อสาร ข้อมูลสารสนเทศที่ใช้ต้องมีความสมบูรณ์ น่าเชื่อถือและน่าสนใจ จึงจะสามารถนำไปสู่ การ สร้างสรรค์งานอินโฟกราฟิกที่ดีได้ 3) ความสวยงาม (Beauty) อินโฟกราฟิกที่ดีจะต้องมีความสวยงาม ซึ่งจะต้องสอดคล้องไป กับความสมบูรณ์ของข้อมูลสารสนเทศที่นำเสนอ การนำภาพมาใช้ต้องสวยงามและน่าสนใจ สามารถ สื่อสารสอดคล้องกับเรื่องราว เช่น การใช้ไอคอนเป็นสัญลักษณ์สื่อความหมาย การใช้ภาพประกอบ อธิบายเรื่องราว จากข้อมูลเกณฑ์ในการประเมินอินโฟกราฟิกข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า การประเมินอินโฟ กราฟิกต้องพิจารณาหลายประเด็น เช่น คุณประโยชน์เพื่ออธิบาย หรือเล่า เรื่องราว ดังนั้นจุดประสงค์ใน การนำเสนอ ความสมบูรณ์ของเนื้อหา และความสวยงามและความน่าสนใจของอินโฟกราฟิก เป็นต้น 2.4.7 ประโยชน์ของอินโฟกราฟิก จุติพงศ์ ภูสุมาศ (2560 : 16) ได้กล่าวถึงข้อดีของอินโฟกราฟิกไว้ว่า อินโฟกราฟิก สามารถ ประยุกต์ใช้ได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งข้อดีของอินโฟกราฟิกสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) มีเสน่ห์และดูน่าสนใจ และผู้ชมไม่จําเป็นต้องใช้เวลาจดจ่อมากนัก 2) ลดปัญหาด้านข้อมูลที่เยอะเกินความจําเป็น (ข้อมูลน้ำท่วมทุ่ง) 3) ง่ายต่อการรับชม ง่ายต่อความเข้าใจ 4) เพิ่มประสิทธิภาพในการจดจําข้อมูล ผ่านกราฟิกรูปแบบต่างๆ
35 5) ง่ายต่อการเข้าถึงกลุ่มคนจํานวนมาก ฝ่าข้อจํากัดด้านเวลา อายุ เชื้อชาติและภาษา 6) ผู้คนชอบแชร์อินโฟกราฟิกผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค ส่วนอิศเรศ ภาชนะกาญจน์(2562: 3-5) นำเสนอประโยชน์ของอินโฟกราฟิกคือ 1) การนาเสนอด้วยข้อมูลภาพ เป็นการนาเสนอด้วยรูปภาพซึ่งเป็นการสื่อสารที่จะทำให้ผู้รับ สารเข้าใจข้อมูลที่ต้องการสื่อได้ง่ายและชัดเจนกว่าการนาเสนอด้วยข้อมูลที่เป็นตัวหนังสือ 2) การประยุกต์ใช้อินโฟกราฟิกจะช่วยลดความซับซ้อนในการสื่อสารของ ข้อมลูที่มีเนื้อหา จำนวนมากได้ 3) ข้อมูลอินโฟกราฟิกทำให้ผู้รับสารเข้าใจและเข้าถึงเนื้อหาได้ง่ายกระชับ และทำให้ชวน ติดตามข้อมูลที่ต้องการนาเสนอได้ดียิ่งขึ้น จากข้อมูลข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า ประโยชน์ของการทำอินโฟกราฟิก คือ การนำเสนอ เรื่องราวหรือเนื้อ หาด้วยข้อมูลที่ค้นหามาออกแบบในรูปแบบที่น่าสนใจ ให้สามารถดึงดูด ความสนใจของ ผู้ชม อาจใช้ภาพ ใช้ตัวหนังสือที่อ่านเข้าใจง่าย ทำให้สามารถเข้าใจเนื้อหาสำคัญหรือใจความของเรื่องที่ อ่านได้ดี 2.5 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.5.1 ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วรรณี โสมประยูร (2537: 262) ได้ให้ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่าหมายถึง ความสามารถหรือพฤติกรรมของนักเรียนที่เกิดจากการเรียนรู้ซึ่งพัฒนาขึ้นหลังจากได้รับการอบรมสั่งสอน และฝึกฝนโดยตรง ภพ เลาหไพบูลย์ (2537: 295) ได้ให้ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคือพฤติกรรมที่ แสดงออกถึงความสามารถในการกระทําสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากที่ไม่เคยกระทำได้หรือกระทำได้น้อยก่อนที่จะมี การเรียนรู้ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สามารถวัดได้ ปราณี กองจินดา (2549 : 42) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงความสามารถหรือ ผลสำเร็จ ที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรู้ ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จำแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ตามลักษณะของ วัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน จากข้อมูลข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงความสามารถหรือ ผลสำเร็จ ที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรู้ ซึ่งพัฒนาขึ้นทั้งทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จำแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ ตามลักษณะของวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน
36 2.5.2 จุดมุ่งหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2530 : 29-30) ได้กล่าวถึง จุดมุ่งหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนว่า การวัดผลสัมฤทธิ์มีจุดมุ่งหมาย คือ เป็นการตรวจสอบระดับความสามารถของสมรรถภาพทาง สมองของบุคคลว่าเรียนรู้แล้วรู้อะไรบ้าง และมีความสามารถในด้านใดมากน้อยแค่ไหน เช่น มีพฤติกรรม ด้านความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การสังเคราะห์ และการประเมินค่ามากน้อยอยู่ในระดับใด เป็นต้น นั่นคือ การวัดผลสัมฤทธิ์เป็นการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้เรียนในด้านพุทธิพิสัย นั่นเองซึ่งเป็นการวัด 2 องค์ประกอบตามจุดมุ่งหมายและลักษณะวิชาที่เรียนดังนี้ 1) การวัดด้านปฏิบัติ เป็นการตรวจสอบความรู้ความสามารถทางการปฏิบัติโดยให้ผู้เรียนได้ลง มือปฏิบัติจริงให้เห็นเป็นผลงานปรากฏออกมา ให้ทำการสังเกตและวัดได้ เช่น วิชาศิลปศึกษา การช่าง เป็นต้น การวัดแบบนี้จึงต้องวัดโดยใช้ข้อสอบภาคปฏิบัติ ซึ่งการประเมินผลจะพิจารณาที่วิธีปฏิบัติและ ผลงานที่ปฏิบัติ 2) การวัดด้านทฤษฎี เป็นการตรวจสอบความรู้ความสามารถเกี่ยวกับเนื้อหาวิชารวมถึง พฤติกรรมความสามารถในด้านต่างๆอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอนซึ่งมีวิธีการสอบวัดได้ 2 ลักษณะดังนี้ 2.1) การสอบปากเปล่า (Oral Test) การสอบแบบนี้มักกระทำเป็นรายบุคคลเป็น การสอบที่ต้องการดูผลเฉพาะอย่างเช่นการสอบอ่านฟังเสียงการสอบสัมภาษณ์ซึ่งต้องการดูการใช้คำใน การตอบคำถามรวมทั้งการแสดงความคิดเห็นและบุคลิกภาพต่างๆ 2.2) การสอบแบบให้เขียนตอบ (Paper-Pencil Test or Written Test) ซึ่งมีรูปแบบ การตอบอยู่ 2 แบบดังนี้ 2.2.1) แบบไม่จำกัด คำตอบ (Free Response Test) ได้แก่ การสอบวัดที่ใช้วิธีแบบ อัตนัยหรือความเรียง 2.2.2) แบบจำกัดคำตอบ (Fixed Response Test) เป็นการสอบที่กำหนดขอบเขต ของคำถามที่จะให้ตอบหรือกำหนดคำตอบมาให้เลือกซึ่งมีรูปแบบของคำถามคำตอบอยู่ 4 รูปแบบ ได้แก่ แบบเลือกทางใดทางหนึ่ง (Alternative) แบบจับคู่ (Matching) แบบเติมคำ (Completion) และแบบ เลือกคำตอบ (Multiple Choice) จากแนวคิดดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า จุดมุ่งหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนนั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อตรวจสอบความรู้ความสามารถของผู้เรียนทั้งด้านทฤษฎีและด้าน การปฏิบัติว่าหลังจากเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ แล้วผู้เรียนมีความรู้ความสามารถในเรื่องที่เรียนมากน้อยเพียงใด
37 2.5.3 ความหมายและประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ จากการศึกษามีผู้จําแนกประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดังนี้ เยาวดีวิ บูลย์ศรี (2545: 22) ได้จำแนกประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนดังนี้ 1) แบ่งตามลักษณะทางจิตวิทยาที่ใช้วัตแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ (Achievement Test) เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ ความเข้าใจตามพุทธิพิสัย (Cognitive domain) ซึ่งเกิดขึ้นจากการเรียนรู้แบบทดสอบ ประเภทนี้แบ่ง ออกเป็น 2 ชนิดคือ 1.1.1) แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นใช้เอง (Teacher-Made Test) เป็นแบบทดสอบที่ สร้างขึ้นโดยทั่วไปเมื่อต้องการใช้ที่สร้างขึ้นใช้แล้วก็เลิกใช้ถ้าจะนำไปใช้อีกครั้งที่ต้องดัดแปลงปรับปรุง แก้ไขเพราะเป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นใช้เฉพาะครั้งอาจยังไม่มีการวิเคราะห์หาคุณภาพ 1.1.2) แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized Test)เป็นแบบทดสอบที่ได้มี การพัฒนาด้วยการวิเคราะห์ทางสดีมาแล้วหลายครั้งหลายหนจนมีคุณภาพสมบูรณ์ทั้งด้านความตรง ความเที่ยง ความยากง่าย อำนาจจำแนก ความเป็นปรนัยและมีเกณฑ์ปกติ (Form) ไว้เปรียบเทียบ กล่าวโดยรวมแล้ว คือ ต้องมีมาตรฐานทั้งด้านการดำเนินการสอบและการแปลผลคะแนนที่ได้ 1.2) แบบทดสอบความถนัด (Aptitude Test) เป็นแม่ทดสอบที่ใช้วัดความสามารถ ทายสมองของคนว่ามีความรู้ความสามารถมากน้อยเพียงไรและมีความสามารถด้านไปพเป็นพิเศษแบบ ขาดลอบประมาทนี้แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ 1.2.1) แบบทดสอบความถนัดทางการเรียน (Scholastic Aptitude Test) เป็น แบบทดสอบวัดความถนัดที่วัดความสามารถทางวิชาการว่ามีความถนัดในวิชาอะไร ซึ่งจะแสดงถึง ความสามารถในการเรียนต่อแขนงวิชานั้น และจะสามารถเรียนไปได้มากน้อย เพียงใด 1.2.2) แบบทดสอบความถนัดพิเศษ (Specific Aptitude Test) เป็นแบบทดสอบ ที่ใช้วัดความสามารถพิเศษของบุคคล เช่น ความถนัดทางดนตรี ทางการแพทย์ ทางศิลปะ เป็นต้น ใช้สำหรับการแนะแนวการเลือกอาชีพ 1.3) แบบทดสอบบุคคล- สังคม (Personal-Social Test) เป็นแบบทดสอบ ที่ใช้วัด บุคลิกภาพ และการปรับตัวเข้ากับสังคมของบุคคล 2) แบ่งตามรูปแบบของการถามการตอบ จะแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 2.1) แบบทดสอบความเรียง (Essay Test) แบบนี้จะกำหนดคำถามให้ ผู้ตอบจะต้อง เรียบเรียงคำตอบเอง
38 2.2) แบบทดสอบตอบสั้นและเลือกตอบ (Short Answer and Multiple Choice Test) แบบนี้จะกำหนดคำถามให้ และกำหนดให้ตอบสั้นๆ หรือกำหนดคำตอบมาให้เลือก ผู้ตอบจะต้อง เลือกตอบตามนั้น แบบทดสอบประเภทนี้ แบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ 2.2.1) แบบให้ตอบสั้น (Short Answer Item) 2.2.2) แบบถูกผิด (True-False Item) 2.2.3) แบบจับคู่ (Matching Item) 2.2.4) แบบเลือกตอบ (Multiple Item) 3) แบ่งตามลักษณะการตอบแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 3.1) แบบทดสอบปฏิบัติ (Performance Test เป็นการทดสอบโดยให้ ปฏิบัติ ลงมือ ทำจริงๆ เช่น การแสดงละคร ช่างฝีมือ การพิมพ์ดีด เป็นต้น 3.2) แบบทดสอบเขียนตอบ (Paper-pencil Test) เป็นแบบทดสอบ ที่ใช้กันทั่วไป ซึ่ง ใช้กระดาษและดินสอ หรือปากกาเป็นอุปกรณ์ช่วยตอบ ผู้ตอบต้องเขียนตอบทั้งหมด 3.3) แบบทดสอบปากเปล่า (Oral Test) เป็นการทดสอบที่ให้ผู้ตอบพูด แทนการเขียน มักจะเป็นการพูดคุยกันระหว่างผู้ถามกับผู้ตอบ เช่น การสอบสัมภาษณ์ 4) แบ่งตามเวลาที่กำหนดให้ตอบแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 4.1) แบบทดสอบใช้ความเร็ว (Speed Test) เป็นแบบทดสอบที่กำหนดเวลาให้จำกัด ต้องตอบภายในเวลานั้น มักจะมีจำนวนข้อคำถามมากๆ แต่ให้เวลาน้อยๆ 4.2) แบบทดสอบให้เวลามาก (Power Test) เป็นแบบทดสอบที่ไม่ กำหนดเวลาให้เวลา ตอบอย่างเต็มที่ ผู้ตอบจะใช้เวลาตอบเท่าใดก็ได้ 5) แบ่งตามลักษณะเกณฑ์ที่ใช้วัดจะแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 5.1) แบบทดสอบแบบอิงเกณฑ์ Criterion – Referenced Test) เป็นแบบทดสอบที่ สอบวัดตามจุดประสงค์ของการเรียนรู้ หรือตามเกณฑ์ภายนอกซึ่งเป็นเนื้อหาของ วิชาการเป็นหลัก 5.2) แบบทดสอบแบบอิงกลุ่ม (Norm – Referenced Test) เป็นแบบทดสอบที่ เปรียบเทียบผลระหว่างกลุ่มที่สอบด้วยกัน สมนึก ภัททิยธนี (2551 : 73) ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนไว้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่วัดสมรรถภาพสมองด้าน ต่างๆ ที่นักเรียนได้รับการเรียนรู้ผ่านมาแล้ว มี 2 ประเภท คือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ประเภท ที่ครูสร้าง และแบบทดสอบมาตรฐาน
39 จากประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามที่กล่าวมาข้างต้น สามารถสรุป ได้ว่า แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับครูผู้สอนจะนำไปใช้ให้เหมาะสมตาม สภาพของการจัดการเรียนการสอน 2.5.4 ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2548 97-9) ได้เสนอขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดังนี้ 1) วิเคราะห์หลักสูตรและสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร การสร้างแบบทดสอบควรเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์หลักสูตรและสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาสาระและพฤติกรรมที่ต้องการจะวัดตารางวิเคราะห์หลักสูตรจะใช้เป็นกรอบในการออก ข้อสอบ โดยระบุจำนวนข้อสอบในแต่ละเรื่องและพฤติกรรมที่ต้องการจะวัดไว้ 2) กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้เป็นพฤติกรรมที่เป็นผลการเรียนรู้ที่ผู้สอนมุ่งหวังจะให้เกิดขึ้นกับ ผู้เรียน ซึ่งผู้สอนจะต้องกำหนดไว้ล่วงหน้าสำหรับเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนและการสร้าง ข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 3) กำหนดชนิดของข้อสอบและศึกษาวิธีสร้าง โดยการศึกษาตารางวิเคราะห์หลักสูตรและจุดประสงค์การเรียนรู้ผู้ออกข้อสอบต้องพิจารณา และตัดสินใจเลือกใช้ชนิดของข้อสอบที่จะใช้วัดว่าจะเป็นแบบใด โดยต้องเลือกให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้และเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน แล้วศึกษาวิธีเขียนข้อสอบชนิดนั้นให้มีความรู้ ความเข้าใจในหลัก และวิธีการเขียนข้อสอบ 4) เขียนข้อสอบ ผู้ออกข้อสอบลงมือเขียนข้อสอบตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ในตารางวิเคราะห์หลักสูตร และให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยอาศัยหลักและวิธีการเขียนข้อสอบที่ได้ศึกษามาแล้ว 5) ตรวจทานข้อสอบ เพื่อให้ข้อสอบที่เขียนไว้แล้วในขั้นที่ 4 มีความถูกต้องตามหลักวิชามีความสมบูรณ์ครบถ้วน ตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ในตารางวิเคราะห์หลักสูตร ผู้ออกข้อสอบต้องพิจารณาทบทวนตรวจทานข้อสอบ อีกครั้งก่อนที่จะจัดพิมพ์และนำไปใช้ต่อไป 6) จัดพิมพ์แบบทดสอบฉบับทดลอง เมื่อตรวจทานข้อสอบเสร็จแล้วให้พิมพ์ข้อสอบทั้งหมด จัดทำเป็นแบบทดสอบฉบับทดลอง โดยมีคำชี้แจงหรือคำอธิบายวิธีตอบแบบทดสอบ (Direction) และจัดวางรูปแบบการพิมพ์ให้เหมาะสม