40 7) ทดลองสอบและวิเคราะห์ข้อสอบ การทดลองสอบและวิเคราะห์ข้อสอบเป็นวิธีการตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบก่อน นำไปใช้จริง โดยนำแบบทดสอบไปทดลองสอบกับกลุ่มที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับกลุ่มที่ต้องการสอบจริง แล้วนำผลการสอบมาวิเคราะห์และปรับปรุงข้อสอบให้มีคุณภาพ 8) จัดทำแบบทดสอบฉบับจริง จากผลการวิเคราะห์ข้อสอบ หากพบว่าข้อสอบข้อใดไม่มีคุณภาพหรือมีคุณภาพไม่ดีพอ อาจจะต้องตัดทิ้งหรือปรับปรุงแก้ไขข้อสอบให้มีคุณภาพดีขึ้น แล้วจึงจัดทำเป็นแบบทดสอบฉบับจริงที่จะ นำไปทดสอบกับกลุ่มเป้าหมายต่อไป อรนุช ศรีสะอาดและคณะ (2550: 38-39) ได้เสนอถึงขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดังนี้ 1) กำหนดจุดมุ่งหมายของการสอบให้ชัดเจนว่าจะสอบใคร อยู่ระดับชั้นใดเพื่ออะไร 2) วิเคราะห์หลักสูตรและทำตารางวิเคราะห์หลักสูตร 3) กำหนดชนิดของแบบทดสอบและศึกษาวิธีเขียน 4) เขียนข้อสอบตามชนิดโดยให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายและตารางวิเคราะห์หลักสูตร 5) ตรวจทานข้อสอบโดยพิจารณาถึงความถูกต้องตามหลักวิชา มุ่งวัดเนื้อหาและพฤติกรรมตาม ตารางวิเคราะห์หลักสูตรหรือไม่ ภาษาที่ใช้ชัดเจนถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งอาจตรวจทานข้อสอบโดยผู้ออก ข้อสอบเอง กรณีนี้ผู้ออกข้อสอบควรจะได้พักสมองระยะหนึ่ง เพื่อไม่ให้หมกมุ่นหรือไม่มีจิตใจและสมองปลอด โปร่งและการตรวจทานข้อสอบ อีกกรณีหนึ่ง คือ โดยให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบแก้ใจ 6) ทดลองใช้และวิเคราะห์ข้อสอบเพื่อพัฒนาข้อสอบให้มีคุณภาพ 7) พิมพ์แบบทดสอบ ควรเรียงข้อสอบจากง่ายไปหายากหรือเรียงตามเนื้อหาก็ได้ สรุปได้ว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ครูสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบที่มีความสำคัญมี คุณค่าต่อการวัดผลการเรียนรู้ของผู้เรียน นอกจากจะต้องอาศัยหลักการสร้างที่มีประสิทธิภาพและขั้นตอน การสร้างที่ดีแล้วจะต้องมีการการวิเคราะห์ข้อสอบ เพื่อเป็นการตรวจสอบคุณภาพของข้อสอบที่สร้างขึ้นก่อน นำไปใช้จริง ซึ่งมีขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ ควรเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ หลักสูตร เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาสาระและพฤติกรรมที่ต้องการจะวัด กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ไว้ล่วงหน้า สำหรับเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนและการสร้างข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ กำหนดชนิดของข้อสอบ และศึกษาวิธีสร้างผู้ออกข้อสอบ ลงมือเขียนข้อสอบตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ ในตารางวิเคราะห์หลักสูตร และให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ผู้ออกข้อสอบต้องพิจารณาทบทวนตรวจทานข้อสอบอีกครั้ง ก่อนที่จะจัดพิมพ์และนำไปใช้ต่อไปทำการจัดพิมพ์แบบทดสอบฉบับทดสองและทดลองสอบและวิเคราะห์ ข้อสอบ
41 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.6.1 งานวิจัยที่เกี่ยวกับรูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน อัมพร เลิศณรงค์(2559) ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนารูปแบบการเรียนภาษาไทยโดยใช้ความคิด สร้างสรรค์เป็นฐาน เรื่องการเขียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 โรงเรียนประถมสาธิตมหาวิทยาลัย ราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร จํานวน 1 ห้องเรียน รวมทั้งหมด 34 คน ซึ่งได้มา จากการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยของการสุ่ม ผลปรากฏว่า (1) รูปแบบการเรียนภาษาไทย โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐาน เรื่อง การเขียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 87.62/81.90 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กําหนดไว้(2) ความสามารถในการเขียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่3 หลังเรียนโดย ใช้รูปแบบการเรียนที่พัฒนาขึ้น สูงกว่า ก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 (3) ความคิดสร้างสรรค์ เรื่องการเขียน ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนที่ พัฒนาขึ้นสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ชลธิชา นำนา (2560) ได้ศึกษาเรื่อง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่จัดการเรียนรู้โดยรูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน การวิจัยครั้งนี้มี วัตถุประสงค์(1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อน เรียนและหลังเรียนที่จัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) (2) เพื่อศึกษา ความคิดเห็นของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีผลต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/6 โรงเรียน บางปะกอกวิทยาคม จำนวน 45 คน ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานหลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ระดับ .05 (2) ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีผลต่อ การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก สัพพัญญู สุขพิระวัฒนกุล (2561) ได้ศึกษาเรื่อง ผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ เป็นฐานที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเตรียม อุดมศึกษาที่เรียนโดยการใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ สร้างสรรค์เป็นฐาน ก่อนเรียนและหลังเรียน และ (2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของ นักเรียนดังกล่าว ที่เรียนโดยการใช้กิจกรรม การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 40 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม ผลการวิจัยปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์ทาง
42 การเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนดังกล่าวหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.6.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสื่ออินโฟกราฟิก ปาณิสรา ศิลาพล และคณะ (2558) ได้ศึกษาเรื่อง ผลการใช้อินโฟกราฟิกร่วมกับกระบวนการ เรียนแบบสืบเสาะที่มีต่อความสามารถด้านความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ก่อนและหลัง การใช้อินโฟกราฟิก ร่วมกับกระบวนการเรียนแบบสืบเสาะ ที่มีต่อความสามารถด้านการวิเคราะห์ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงของโลกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถทางการคิด วิเคราะห์จากการใช้อินโฟกราฟิกร่วมกับกระบวนการเรียนแบบสืบเสาะเรียนการเปลี่ยนแปลงของโลก ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กับกระบวนการเรียนแบบปกติผลการศึกษาพบว่า (1) ความสามารถด้าน การคิดวิเคราะห์หลังเรียนด้วยอินโฟกราฟิก ร่วมกับกระบวนการเรียนแบบสืบเสาะที่มีต่อความสามารถ ด้านการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) ความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์จากการใช้อินโฟกราฟิกร่วมกับการเรียนในรูปแบบสืบเสาะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สูงกว่ากระบวนการเรียนแบบปกติ มหาชาติ อินทโชติ และคณะ (2562) ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนาโปสเตอร์อินโฟกราฟิกผ่านสื่อ ความเป็นจริงเสริม เรื่อง มาตราตัวสะกด วัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาโปสเตอร์อินโฟกราฟิกผ่านสื่อ ความเป็นจริงเสริม เรื่อง มาตราตัวสะกด (2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนจากโปสเตอร์ อินโฟกราฟิก ผ่านสื่อความเป็นจริงเสริม เรื่อง มาตราตัวสะกด และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่ เรียนจาก โปสเตอร์อินโฟกราฟิกผ่านสื่อความเป็นจริงเสริม เรื่อง มาตราตัวสะกด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัย คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนธัญญสิทธิศิลป์ จ.ปทุมธานี จานวน 30 คน ได้มา จากการเลือกแบบเจาะจง ผลการวิจัยพบว่า (1) คุณภาพของโปสเตอร์อินโฟกราฟิกผ่านสื่อความเป็นจริง เสริม เรื่อง มาตราตัวสะกด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.53 มีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า หลังเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 25.10 และ ก่อนเรียน 13.57 และ (3) ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อโปสเตอร์อินโฟกราฟิก ผ่านสื่อความเป็นจริงเสริม เรื่อง มาตราตัวสะกด มีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.00 อยู่ในระดับมากที่สุด อรวรรณ อุดมสุข (2563) ได้ศึกษาเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิกที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยเรื่องกาพย์พระไชยสุริยา ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เริ่มด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ สร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเท่ากับ 18.85 ซึ่งสูง
43 กว่าก่อนเรียนเท่ากับ 9.24 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 นักเรียนที่มีพื้นฐานความรู้อยู่ในระดับสูง ปานกลาง และต่ำ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยหลังเรียนไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 นักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิกโดยรวมอยู่ในระดับมาก กันยาพร ชัยศิริและ น้ำมนต์ เรืองฤทธิ์ (2566) ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนาชุดการสอนแบบ อินโฟกราฟิก เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านจับใจความ รายวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาชุดการสอนแบบอินโฟกราฟิก เพื่อส่งเสริม ความสามารถ ในการอ่านจับใจความรายวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 (2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความรายวิชาภาษาไทย ด้วยชุดการสอนแบบอินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ที่มีต่อชุด การสอนแบบอินโฟกราฟิก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้าน ชะม่วง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์จำนวน 10 คน ผลการวิจัยพบว่า (1) ชุดการสอนแบบ อินโฟกราฟิกเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านจับใจความ รายวิชาภาษาไทยของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด้านเนื้อหามีคุณภาพโดยรวมในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.53 และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.14 และด้านอินโฟกราฟิก โดยรวมในระดับดีมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.78 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.26 (2) ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความ โดยใช้ชุดการสอนแบบอินโฟกราฟิก เพื่อส่งเสริม ความสามารถในการอ่านจับใจความ รายวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความสามารถในการอ่านจับใจความหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 (3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดการสอนแบบอินโฟกราฟิก เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่าน จับใจความ รายวิชาภาษาไทย มีระดับความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดการสอนแบบ อินโฟกราฟิก เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านจับใจความ รายวิชาภาษาไทย อยู่ในระดับมาก ซึ่งมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 2.82 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.31 จากการศึกษางานวิจัยที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย จะต้องใช้วิธีสอนและสื่อการเรียนรู้ที่หลายหลาย ทันสมัยเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนที่สูงขึ้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ที่เป็น รูปแบบการสอนที่มีกระบวนการขึ้นตอนชัดเจน และน่าสนใจ เสริมด้วยสื่ออินโฟกราฟิกที่ทันสมัย ประกอบด้วยภาพ ตัวหนังสือ ที่จะสามารถสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และส่งผลให้ การเรียนรู้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
44 2.7 กรอบแนวคิดวิจัย แนวคิดทฤษฎี ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดวิจัย 1. การจัดการเรียนรู้ แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) 2. ความรู้เกี่ยวกับวรรณคดี 3. อินโฟกราฟิก ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทยเรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล การจัดการเรียนรู้ แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ขั้นที่ 1 กระตุ้นความสนใจ ขั้นที่ 2 ตั้งปัญหาและแบ่งกลุ่ม ตามความสนใจ ขั้นที่ 3 ค้นคว้าและคิด ขั้นที่ 4 นําเสนอ ขั้นที่ 5 ประเมินผล
45 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล โดยผู้วิจัยได้นำเสนอวิธีดำเนินการศึกษา ดังต่อไปนี้ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.3 รูปแบบการวิจัย 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จำนวน 16 ห้อง ปีการศึกษา 2566 รวมทั้งสิ้น 683 คน 3.1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/8 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จำนวน 1 ห้อง ปีการศึกษา 2566 รวมทั้งสิ้น 50 คน ได้มาโดยวิธีการเลือก แบบเจาะจง
46 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีดังนี้ 3.2.1 ลักษณะเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.2.1.1 แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดย การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก จำนวน 5 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 5 ชั่วโมง ผู้วิจัยสามารถจำแนกแผนการจัดการเรียนรู้ได้ดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เปิดตำนานราชาธิราช แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 ใครเป็นใครในราชาธิราช แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 บอกเล่าเรื่องราวราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 ร้อยเรียงคุณค่าราชาธิราช ตอนสมิงพระรามอาสา แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 ตกผลึกข้อคิดราชาธิราชสู่ชีวิตจริง 3.2.1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา แบบปรนัย จำนวน 20 ข้อ ซึ่งใช้เป็นแบบทดสอบเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 3.2.2 การสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยกำหนดรายละเอียดของการสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ ดังนี้ 3.2.2.1 การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้การเรียนวรรณคดีการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล จำนวน 5 แผน แผนละ 1 ชั่วโมงรวม 5 ชั่วโมง ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างเครื่องมือตามขั้นตอน ดังนี้ 1) ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ กระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค จัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่อ อินโฟกราฟิก 2) ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย คู่มือครู หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย วรรณคดีและวรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของบริษัท อักษรเจริญทัศน์ อจท. จำกัด
47 3) ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนอุดรพิทยานกูล อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 4) กำหนดเนื้อหาและระยะเวลาในการวิจัย สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์ การเรียนรู้ เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก โดยใช้เวลาในการดำเนินวิจัยทั้งหมดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ สัปดาห์แรกละ 3 คาบ สัปดาห์ที่สอง 2 คาบ คาบละ 50 นาที รวมทั้งหมด 5 คาบ 5) จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดย การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วยมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระสำคัญ สาระการเรียนรู้ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ภาระงาน กระบวนการจัด การเรียนการสอน สื่อและแหล่งการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ การวัดและการประเมินผล 6) นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่อครูพี่เลี้ยงและอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อ ตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์ กิจกรรมการเรียนรู้ และการประเมินผล 7) นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน เป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาภาษาไทย ด้านหลักสูตรการสอน การวิจัย และการวัดผลประเมินผล ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม ความสอดคล้องและความเป็นไปได้ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนรู้และการวัดผล ประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบให้ คะแนน ดังนี้ - ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบ มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน - ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบ มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน - ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบ มีความไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item – Objective Congruence : IOC) ระหว่างองค์ประกอบของแผนกการจัดการเรียนรู้โดยสูตรคำนวณดังนี้
48 IOC = N R เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับเนื้อหา หรือระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ Σ แทน ผลรวมของคะแนนผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนของผู้เชี่ยวชาญ จะต้องได้ค่าดัชนีความสอดคล้องของทุกองค์ประกอบตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป 8) ปรับปรุง และแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 9) นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนที่กำลัง เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ปีการศึกษา 2566 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย ได้มาจากการสุ่มอีก 3 ห้องที่เหลือ คือ ชั้น ม.1/10, ม.1/11 และ ม.1/12 เพื่อหาข้อบกพร่องเกี่ยวกับเวลา สื่อการสอน ปริมาณเนื้อหา และกิจกรรมในแต่ละแผนการจัด การเรียนรู้ แล้วนำไปปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ 10) นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งหนึ่งเพื่อ ตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขเป็นฉบับสมบูรณ์ที่ใช้ในการทดลองภาคสนาม 3.2.2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก แบบ ปรนัย จำนวน 20 ข้อ 4 ตัวเลือก ให้ครอบคลุม เนื้อหาสาระและผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 1) ศึกษาทฤษฎี วิธีสร้าง หรือเทคนิคการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ คู่มือ การจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระราม อาสา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2) สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาวรรณคดี เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก 3) สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย แบบปรนัย จำนวน 20 ข้อ 4 ตัวเลือก ให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระและผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
49 4) นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านการสอนวิชาภาษาไทย การวิจัย และด้านการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรง เชิงเนื้อหา โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ พิจารณาตรวจสอบ โดยมีเกณฑ์การให้ คะแนน ดังนี้ - ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง - ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง - ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดไม่สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 5) นำผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง ข้อคำถามของแบบทดสอบกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6) นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปทดลองใช้กับนักเรียน ที่กำลังเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ปีการศึกษา 2566 ที่เรียนวิชาภาษาไทย ผ่านมาแล้วและไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย แล้วนำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์หาค่า ความยากง่าย (P) และหาค่าคำอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ 7) นำแบบทดสอบที่ได้ไปวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อำเภอเมืองอุดธานี จังหวัดอุดรธานี จำนวน 50 คน ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างใน การทดลองภาคสนามต่อไป
50 3.3 รูปแบบการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ เป็นการดำเนินการวิจัยตามรูปแบบการวิจัยแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลัง เรียน (One Group Pretest - Posttest Design) มีรูปแบบการวิจัย ดังแสดงในตาราง ตารางที่ 1 รูปแบบการวิจัย สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการวิจัย T1 แทน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Pretest) X แทน การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้ โดยการจัดการเรียนรู้ แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก T2 แทน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (Posttest) 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลอง กับกลุ่มตัวอย่างตามลำดับ ดังนี้ 3.4.1 ก่อนการทดลองให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3.4.2 ผู้วิจัยดำเนินการสอนกลุ่มตัวอย่างด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น โดยให้นักเรียนเรียนรู้ และปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการ จัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ประกอบด้วยแผนการจัด การเรียนรู้ จำนวน 5 แผน คือ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เปิดตำนานราชาธิราช แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 ใครเป็นใครในราชาธิราช แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 บอกเล่าเรื่องราวราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 ร้อยเรียงคุณค่าราชาธิราช ตอนสมิงพระรามอาสา แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 ตกผลึกข้อคิดราชาธิราชสู่ชีวิตจริง 3.4.3 เมื่อสิ้นสุดการทดลองแล้ว นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยชุดเดิมไป ทดสอบนักเรียนอีกครั้ง จากนั้นนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป
51 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัด การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้ดำเนินการการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 3.5.1 นำผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระราม อาสา ก่อนเรียนและหลังเรียนมาหาค่าเฉลี่ย (̅ ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และร้อยละ (Percentage) แล้วเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) 3.5.2 นำผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระราม อาสา หลังเรียนมาหาค่าเฉลี่ย (̅ ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และร้อยละ (Percentage) แล้ว เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย กับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 80 และเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for one Sample) 3.6 สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยเลือกใช้สถิติ ดังนี้ 3.6.1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาคุณภาพเครื่องมือ 1) การหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟ กราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินทักษะ โดยใช้สูตรดัชนีความสอดคล้อง IOC ของ สมนึก ภัททิยธนี(2558 : 220-221) IOC = N R เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับเนื้อหา หรือระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ Σ แทน ผลรวมของคะแนนผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนของผู้เชี่ยวชาญ
52 2)การหาค่าความยากและค่าอำนาจจำแนกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งเป็น แบบทดสอบแบบอิงกลุ่ม โดยใช้สูตร ของ สมนึก ภัททิยธนี(2558 : 195) P = R N r = Ru−Rl f เมื่อ P แทน ค่าความยาก R แทน ค่าอำนาจจำแนก R แทน จำนวนผู้ตอบถูกทั้งหมด (Ru+Rl) N แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำ (ซึ่งเท่ากับ 2f) f แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ Ru แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงที่ตอบข้อนั้นถูก Rl แทน จำนวนคนในกลุ่มต่ำที่ตอบข้อนั้นถูก 3.6.2 สถิติพื้นฐาน ดังนี้ 1) ร้อยละ (Percentage) มีสูตรคำนวณ ดังที่สมบัติ ท้ายเรือคำ (2553 : 29) 100 N f p = เมื่อ p แทน ร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด 2) ค่าเฉลี่ย (Mean) มีสูตรคำนวณ ดังที่ สมบัติ ท้ายเรือคำ (2553 : 29) N x X = เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ย x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม
53 3) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) มีสูตรคำนวณ ดังที่สมบัติ ท้ายเรือคำ (2553 : 123) ได้กำหนดไว้ดังนี้ ( ) N(N 1) N X X S.D. 2 2 − − = เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด X แทน คะแนนแต่ละตัว N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม 3.6.3 การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพและดัชนีประสิทธิผล ของการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่อ อินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 1) หาค่าประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้(E1/E2) ตามเกณฑ์80/80 การหาค่า E1 และ E2 ใช้สูตรของ เผชิญ กิจระการ (2544 : 49) ดังนี้ 100 A N X E1 = เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ x แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหัดหรือ แบบทดสอบย่อยทุกชุดรวมกัน A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดทุกชุดรวมกัน N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 100 B N x E2 = เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ x แทน คะแนนรวมของแบบแบบทดสอบหลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด
54 80 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหมดที่ได้จาก กิจกรรมกลุ่ม การปฏิบัติการทดลองและการทดสอบย่อยด้วยการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งต้องได้คะแนนเฉลี่ย ไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 80 80 ตัวหลัง หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหมดที่ได้จาก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนรู้ตามการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ซึ่งต้องได้คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 80 2) การหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้(E.I) ใช้สูตร ของ เผชิญ กิจระการ (2544 : 49) ดัชนีประสิทธิผล = คะแนนรวมจากแบบทดสอบหลังเรียน – คะแนนรวมจากแบบทดสอบก่อนเรียน ผลคูณของคะแนนเต็มกับจำนวนคน – คะแนนรวมจากแบบทดสอบก่อนเรียน 3.6.4 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน 1) การเปรียบเทียบทักษะหลังเรียนกับเกณฑ์ ใช้สูตรคำนวณหาค่า t-test แบบ One Samples ของ พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2543 : 165-167) ดังนี้ n S X μ t − = เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤต เพื่อทราบนัยสำคัญ X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง n แทน จำนวนคะแนนในแต่ละกลุ่ม S แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน μ แทน ค่าเฉลี่ยของประชากร
55 2) การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยก่อนเรียนและหลังเรียน โดย ใช้สูตรคำนวณหาค่า t-test แบบ Dependent Samples ตามสูตรของ บุญชม ศรีสะอาด (2556 : 68) ดังนี้ (N 1) N D ( D) D t 2 2 − − = เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤต เพื่อทราบนัยสำคัญ D แทน ความแตกต่างระหว่างคะแนนแต่ละคู่ N แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่างหรือจำนวนคู่ แทน ผลรวม df แทน ความเป็นอิสระมีค่าเท่ากับ N – 1
56 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดย การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 4.2 การวิเคราะห์ข้อมูล 4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ผู้วิจัยได้กำหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ n แทน จำนวนนักเรียน X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง (Mean) S.D. แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการที่ได้จากการประเมินพฤติกรรมกลุ่ม ประเมินผลงานนักเรียน และการทดสอบย่อยของแต่ละแผน E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนของนักเรียนทุกคน % แทน ร้อยละ t แทน ค่าสถิติที่ใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตจากการแจกแจงแบบที (t-distribution) P แทน ความน่าจะเป็นสำหรับบอกนัยสำคัญทางสถิติ * แทน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ** แทน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
57 4.2 การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยลำดับผลการวิเคราะห์ข้อมูล ได้ดังนี้ ตอนที่ 1 แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้ แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน อุดรพิทยานุกูล มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ตอนที่ 2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระราม อาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิกของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ก่อนและหลังเรียน 4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การหาประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดย การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (E1/E2 ) โดยขั้นตอนการหาประสิทธิภาพ มีดังนี้ 1) คะแนนจากการทำกิจกรรมระหว่างเรียนในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้โดยนำคะแนนของ นักเรียนขณะทำกิจกรรมระหว่างเรียนในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้มาคำนวณเป็นร้อยละของคะแนน เฉลี่ย เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน 80 ตัวแรก (E1 ) 2) คะแนนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังจากการเรียนด้วยแผน การจัดการเรียนรู้ เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิกเสร็จสิ้น โดยให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและหา ร้อยละของคะแนนเฉลี่ย เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน 80 ตัวหลัง (E2 )
58 ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดย การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 มีดังนี้ ตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิกของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูลจำนวน 50 คน เลขที่ คะแนน ก่อนเรียน (20) คะแนนที่ได้จากการทำใบงาน ในแต่ละการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รวมคะแนน กระบวนการ ระหว่างเรียน (50) คะแนน หลังเรียน (20) แผนที่ 1 (10) แผนที่ 2 (10) แผนที่ 3 (10) แผนที่ 4 (10) แผนที่ 5 (10) 1 7 8 9 8 8 9 42 18 2 6 8 8 9 8 9 42 15 3 3 9 8 8 8 8 41 18 4 5 8 9 9 8 9 43 16 5 7 8 9 8 9 8 42 15 6 9 10 9 8 9 9 45 17 7 7 8 8 9 9 9 43 14 8 10 9 9 8 8 9 43 16 9 7 8 8 8 9 8 41 17 10 8 8 9 8 8 8 41 14 11 5 7 8 8 8 8 39 15 12 7 9 9 8 8 9 43 17 13 7 8 9 8 8 9 42 18 14 7 8 9 8 9 8 42 16 15 7 8 8 9 9 8 42 17 16 9 9 9 8 9 8 43 18 17 3 8 9 8 7 8 40 14
59 เลขที่ คะแนน ก่อนเรียน (20) คะแนนที่ได้จากการทำใบงาน ในแต่ละการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รวมคะแนน กระบวนการ ระหว่างเรียน (50) คะแนน หลังเรียน (20) แผนที่ 1 (10) แผนที่ 2 (10) แผนที่ 3 (10) แผนที่ 4 (10) แผนที่ 5 (10) 18 3 8 8 8 8 8 40 16 19 8 9 9 8 9 9 44 14 20 9 8 9 9 9 8 43 15 21 7 9 8 9 9 9 44 19 22 8 9 8 9 9 9 44 17 23 9 9 8 9 9 8 43 18 24 6 8 8 8 8 8 40 15 25 8 8 9 8 9 8 42 18 26 4 8 9 9 8 8 42 17 27 9 9 9 8 9 8 43 19 28 8 8 8 8 8 8 40 15 29 5 8 9 8 8 8 41 17 30 7 8 8 8 8 8 40 14 31 11 9 9 9 9 9 45 19 32 6 8 9 8 9 8 42 15 33 8 9 9 8 8 8 42 15 34 6 9 9 8 8 8 42 16 35 8 8 9 8 8 9 42 17 36 6 8 9 8 9 8 42 15 37 4 8 9 8 8 8 41 14 38 10 9 9 9 9 9 45 19 39 8 9 9 9 8 9 44 18 40 6 8 9 9 8 8 42 17 41 7 9 8 9 8 8 42 18 42 4 7 8 9 8 8 40 14
60 เลขที่ คะแนน ก่อนเรียน (20) คะแนนที่ได้จากการทำใบงาน ในแต่ละการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รวมคะแนน กระบวนการ ระหว่างเรียน (50) คะแนน หลังเรียน (20) แผนที่ 1 (10) แผนที่ 2 (10) แผนที่ 3 (10) แผนที่ 4 (10) แผนที่ 5 (10) 43 5 7 8 9 8 8 40 15 44 7 8 9 8 9 8 42 17 45 8 9 9 8 9 9 44 18 46 7 8 9 8 8 8 41 15 47 6 8 8 8 8 8 40 14 48 4 8 9 8 7 8 40 15 49 8 8 9 9 8 8 42 16 50 2 7 8 7 8 8 42 14 รวม 336 414 432 416 418 416 2100 810 ค่าเฉลี่ย 6.72 8.28 8.64 8.32 8.36 8.32 42 16.2 S.D. 1.96 0.63 0.48 0.51 0.56 0.47 1.46 1.60 ร้อยละ 33.6 82.8 86.4 83.2 83.6 83.2 84 81 ประสิทธิภาพกระบวนกกระบวนการ (E1 ) = 84 ประสิทธิภาพกระบวนการ (E2 ) = 81 จากตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูลจำนวน 50 คนพบว่าได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนจากการทำแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่ากับ 6.72 คิดเป็นร้อยละ 33.6 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.96 ส่วน คะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียนเท่ากับ 42 คิดเป็นร้อยละ 84 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.46 และได้ คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่ากับ 16.2 มีส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานเท่ากับ 1.60 คิดเป็นร้อยละ 81 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 ปรากฏว่ามีผลรวมสูง กว่าเกณฑ์ซึ่งสามารถสรุปผลการคิดวิเคราะห์ประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้ได้ดังตารางต่อไปนี้
61 ตารางที่ 3 สรุปผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระราม อาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิกของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล จำนวน 50 คน รายการประเมิน จำนวน นักเรียน (n) คะแนนเฉลี่ย (x̅) ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (E1/E2 ) คะแนนกระบวนการ ระหว่างเรียน (E1 ) 50 42 84 คะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียน (E2 ) 50 16.2 81 จากตารางที่ 3 พบว่า คะแนนจากการทำกิจกรรมระหว่างเรียนในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ (E1 ) มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 84 และคะแนนคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (E2) มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 81 ซึ่งพบว่าประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัด การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล มีค่าเป็น 84/81 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน ตอนที่ 2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระราม อาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิกของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ก่อนและหลังเรียน ตารางที่ 4 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระราม อาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิกของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ก่อนและหลังเรียน นักเรียนคนที่ คะแนนทดสอบ D ผลต่างคะแนน D 2 ก่อนเรียน (20) หลังเรียน (20) 1 7 18 11 121 2 6 15 9 81 3 3 18 15 225 4 5 16 11 121
62 นักเรียนคนที่ คะแนนทดสอบ D ผลต่างคะแนน D 2 ก่อนเรียน (20) หลังเรียน (20) 5 7 15 8 64 6 9 17 8 64 7 7 14 7 49 8 10 16 6 36 9 7 17 10 100 10 8 14 6 36 11 5 15 10 100 12 7 17 10 100 13 7 18 11 121 14 7 16 9 81 15 7 17 10 100 16 9 18 9 81 17 3 14 11 121 18 3 16 13 169 19 8 14 6 36 20 9 15 6 36 21 7 19 12 144 22 8 17 9 81 23 9 18 9 81 24 6 15 9 81 25 8 18 10 100 26 4 17 13 169 27 9 19 10 100 28 8 15 7 49 29 5 17 12 144 30 7 14 7 49
63 นักเรียนคนที่ คะแนนทดสอบ D ผลต่างคะแนน D 2 ก่อนเรียน (20) หลังเรียน (20) 31 11 19 8 64 32 6 15 9 81 33 8 15 7 49 34 6 16 10 100 35 8 17 9 81 36 6 15 9 81 37 4 14 10 100 38 10 19 9 81 39 8 18 10 100 40 6 17 11 121 41 7 18 11 121 42 4 14 10 100 43 5 15 10 100 44 7 17 10 100 45 8 18 10 100 46 7 15 8 64 47 6 14 8 64 48 4 15 11 121 49 8 16 8 64 50 2 14 12 144 รวม 336 810 474 224676 X 6.72 16.2 9.48 89.87 S.D. 1.96 1.6 0.36 0.13 คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ 33.6 81
64 จากตารางที่ 4 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิกของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 50 คน ได้คะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 6.72 คิดเป็น ร้อยละ 33.6 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.96 และได้คะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน เฉลี่ยเท่ากับ 16.2 คิดเป็นร้อยละ 81 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.6 แสดงว่านักเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และคะแนนหลังเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ตามสมมติฐาน ซึ่งสามารถสรุปผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยได้ดังตาราง ต่อไปนี้ ตารางที่ 5 สรุปผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟ กราฟิกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ก่อนเรียนและหลังเรียน (n = 50) การทดสอบ X S.D. t Sig. (2-tailed) ก่อนเรียน 6.72 1.96 34.73 0.001 หลังเรียน 16.2 1.6 * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากตารางที่ 5 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระราม อาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิกของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ก่อนเรียนและหลังเรียน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 6.72 คะแนน และ 16.2 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า นักเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จะเห็นได้ว่าผลการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีเรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล มีแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า เกณฑ์ร้อยละ 80 ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งกระบวนการจัดการเรียนรู้ แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) และสื่ออินโฟกราฟิก ยังส่งผลต่อทักษะอื่นๆ ของผู้เรียน เช่น การคิด วิเคราะห์ การสืบค้นข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ การสื่อสาร การใช้เทคโนโลยีที่สำคัญอย่างยิ่งคือทักษะ การคิดสร้างสรรค์ เมื่อพิจารณาแล้วจะพบว่าทักษะต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกระบวนการเรียนรู้เป็นทักษะ ที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21
65 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดย การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ซึ่งสามารถสรุปขั้นตอนและวิธีการศึกษาดังนี้ 5.1 สรุปผลการวิจัย 5.2 อภิปรายผล 5.3 ข้อเสนอแนะ 5.1 สรุปผลการวิจัย 5.1.1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัด การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ร้อยละ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีเรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 5.1.2 สมมติฐาน 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้ แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน อุดรพิทยานุกูล มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนเรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัด การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
66 5.1.3 ผลการวิจัย ผลการศึกษาวิจัยในครั้งนี้สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้ 1) ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดย การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล มีค่าเป็น 84/81 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดย การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ก่อนเรียนและหลังเรียน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 6.72 คะแนน และ 16.2 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 5.2 อภิปรายผล การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดย การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล จากผลการวิจัย ผู้วิจัยได้อภิปรายผลได้ดังนี้ 5.2.1 แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบ สร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ มีค่าเป็น 84/81 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน แสดงให้เห็นว่าแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเพียง พอที่จะนำไปใช้จัดการเรียนการสอน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ กันยาพร ชัยศิริและ น้ำมนต์ เรืองฤทธิ์ (2566) ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนาชุดการสอนแบบอินโฟกราฟิก เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่าน จับใจความ รายวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ศึกษาการพัฒนาชุดการสอนแบบ อินโฟกราฟิกเพื่อส่งเสริมการอ่านจับใจความ มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ปัจจัยที่ทำให้แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัด การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เนื่องจาก แผนการจัดการเรียนรู้ได้พัฒนาขึ้นตามขั้นตอนการพัฒนาแผนที่ถูกต้อง โดยเริ่มตั้งแต่การศึกษา ข้อมูลพื้นฐาน กำหนดรูปแบบการจัดการเรียนรู้ และออกแบบสื่ออินโฟกราฟิกที่สอดคล้องกับเนื้อหาอย่าง เหมาะสม อีกทั้งได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ มีการปรับปรุงแก้ไข จนส่งผลให้ได้
67 แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพทั้งด้านเนื้อหาสาระ รูปแบบการจัดการเรียนการสอน กิจกรรม แบบฝึกหัด ที่สามารถนำไปใช้พัฒนาผู้เรียน สอดคล้องกับสาระในหลักสูตรแกนกลาง และเหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน อีกทั้งแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้ แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิกจะพบว่าการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานมี ความเหมาะสมกับการจัดการเรียนรู้เนื้อหาวรรณคดีที่ต้องอาศัยทักษะการวิเคราะห์ การค้นคว้าความรู้ การสื่อสาร และการคิดสร้างสรรค์ ดังที่ วิริยะ ฤๅชัยพาณิชย์ (2557: 73) กล่าวว่าการเรียนการสอนโดย ระบบความคิดสร้างสรรค์ เป็นฐาน (CBL) จะช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะที่จะเป็นต่ออนาคต เพื่อเตรียม ตัวก้าวสู่สายงานอาชีพจำเป็นต้องมีทักษะสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ ทักษะด้านการวิเคราะห์ทักษะด้าน การค้นคว้าหาความรู้ทักษะด้านการสื่อสาร และทักษะด้านการคิดสร้างสรรค์และ มงคล เรียงณรงค์ (2558: 172) กล่าวว่าการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ช่วยให้ผู้เรียนมีการพัฒนาทักษะ ในการค้นคว้าหาความรู้ ทักษะการคิดวิเคราะห์และ สร้างสรรค์ ทักษะในการนำเสนองาน ทักษะในการ บริหารเวลา และทักษะในการทางานกลุ่ม สอดคล้องกับ ชลธิชา นำนา (2560) ได้ศึกษาเรื่อง ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่จัดการเรียนรู้โดยรูปแบบการสอนแบบ สร้างสรรค์เป็นฐาน ที่ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ระดับ .05 และ ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีผลต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งแผนการจัดการเรียนรู้ยังได้เสริมการเรียนรู้ด้วยสื่ออินโฟกราฟิก ที่เป็นสื่อใหม่ ทันสมัย ทำให้การเรียนวรรณคดีมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเนื้อหาวรรณคดีที่ ค่อนข้างมาก ผู้วิจัยได้นำมาสรุปเป็นรูปภาพประกอบข้อมูลที่สำคัญ ทำให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาได้เป็นอย่างดี ดังที่ อิศเรศ ภาชนะกาญจน์ (2562: 3-5) นำเสนอประโยชน์ของอินโฟกราฟิกคือ การนำเสนอด้วย ข้อมูลภาพ เป็นการนำเสนอด้วยรูปภาพซึ่งเป็นการสื่อสารที่จะทำให้ผู้รับสารเข้าใจข้อมูลที่ต้องการสื่อได้ ง่ายและชัดเจนกว่าการนำเสนอด้วยข้อมูลที่เป็นตัวหนังสือ ข้อมูลอินโฟกราฟิกทำให้ผู้รับสารเข้าใจและ เข้าถึงเนื้อหาได้ง่ายกระชับ และทำให้ชวนติดตามข้อมูลที่ต้องการนำเสนอได้ดียิ่งขึ้น สอดคล้องกับ กันยาพร ชัยศิริและ น้ำมนต์ เรืองฤทธิ์ (2566) ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนาชุดการสอนแบบอินโฟกราฟิก เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านจับใจความ รายวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดการสอนแบบ อินโฟกราฟิก เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านจับใจความ รายวิชาภาษาไทย มีระดับความพึงพอใจที่ มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดการสอนแบบอินโฟกราฟิก เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านจับใจความ รายวิชาภาษาไทย อยู่ในระดับมากซึ่งมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 2.82 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.31
68 5.2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน เมื่อนำผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนกับหลังเรียนมา เปรียบเทียบกันพบว่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 6.72 คะแนน และ 16.2 คะแนน ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกันด้วยการวิเคราะห์ค่าที (t-test) แบบไม่อิสระ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและ หลังเรียนต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สอดคล้องกับงานวิจัยของอัมพร เลิศณรงค์(2559) ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนารูปแบบการเรียนภาษาไทยโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐาน เรื่องการเขียน ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ความสามารถในการเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนโดย ใช้รูปแบบ การเรียนที่พัฒนาขึ้น สูงกว่า ก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.01 และงานวิจัยของปาณิสรา ศิลาพล และคณะ (2558) ได้ศึกษาเรื่อง ผลการใช้อินโฟกราฟิกร่วมกับกระบวนการเรียนแบบสืบเสาะที่มี ต่อความสามารถด้านความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า ความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์หลังเรียนด้วยอินโฟกราฟิก ร่วมกับกระบวนการเรียนแบบสืบเสาะที่มี ต่อความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล มีแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ผู้วิจัยตั้งไว้ 80/80 เนื่องจากการจัดการเรียนรู้การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก เป็น กระบวนการที่เน้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะด้านการวิเคราะห์ ทักษะด้านการค้นคว้าหาความรู้ทักษะด้าน การสื่อสาร และทักษะด้านการคิดสร้างสรรค์ส่งเสริมการเรียนรู้เนื้อหาวิชาวรรณคดีที่ผู้เรียนอาจมองเป็น เรื่องน่าเบื่อ ไม่น่าสนใจ และไกลตัวนั้น กลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจและสามารถจดจำได้ง่ายยิ่งขึ้น จึงกล่าว สรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก จะทำให้นักเรียนเกิดความสนุกสนานกับการเรียนวรรณคดีมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ความสามารถในการเรียนวรรณคดีที่สูงขึ้นเช่นกัน
69 5.3 ข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะที่อาจส่งประโยชน์ต่อการเรียนการสอนและการทำวิจัยครั้งต่อไป ดังนี้ 5.3.1 ข้อเสนอแนะทั่วไป 1) ครูผู้สอนควรนำการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ไปทดลองใช้กับการจัดทำ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยในเนื้อหาอื่นๆ และนักเรียนระดับชั้นอื่นๆ 2) ครูผู้สอนควรนำสื่ออินโฟกราฟิกไปใช้เพื่อนำเสนอเนื้อหาภาษาไทยอื่นๆ เช่น หลักภาษา การใช้ภาษา เป็นต้น 3) การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ผู้สอนควรเตรียมข้อมูลสำหรับให้นักเรียน ศึกษา หรือสืบค้นให้เพียงพอ อีกทั้งการจัดการเรียนรู้แต่ละแผนควรกำหนดเวลาให้เหมาะสม 4) ครูผู้สอนควรมีพื้นฐานเรื่องภาพ และการจัดองค์ประกอบข้อมูลและภาพ เพื่อให้การทำ อินโฟกราฟิกมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 5.3.2 ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 1) ควรนำการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ไปใช้จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ ในการวิจัยเรื่องอื่น ๆ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย 2) ควรนำสื่ออินโฟกราฟิกไปเป็นส่วนเสริมกับกระบวนการเรียนรู้อื่นๆ ในการวิจัยครั้งต่อไป
70 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ. กันยาพร ชัยศิริและน้ำมนต์ เรืองฤทธิ์. (2566). การพัฒนาชุดการสอนแบบอินโฟกราฟิก เพื่อส่งเสริม ความสามารถในการอ่านจับใจความรายวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. วารสารสิรินธรปริทรรศน์. 24(1), 41. กุหลาบ มัลลิกะมาส. (2527). วรรณกรรมไทย. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง. จงรัก เทศนา. (2555). อินโฟกราฟิกส์ (Infographics). สืบค้นเมื่อ 14 กรกฎาคม 2566. http://www.krujongrak.com/infographics/infographics_information.pdf. ______. (2557). อินโฟกราฟิก (Infographics). สืบค้นเมื่อ 15 สิงหาคม 2566. http://www.thinkttt.com/wp-content/uploads/2014/04/how_to_infographics-2.pdf จุฑามาศ ทิพยกระมล. (2564). ผลการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบอินโฟกราฟิกส์ร่วมกับ การสอนที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. การค้นคว้าอิสระ. ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา. มหาวิทยาลัยศิลปากร. จุติพงศ์ ภูสุมาศ. (2560). Principles infographic : เปลี่ยนข้อมูลเข้าใจยาก ให้เป็นภาพที่ทรงพลัง. นนทบุรี: ไอดีซีฯ. เจตนา นาควัชระ. (2521). ทฤษฎีเบื้องต้นแห่งวรรณคดี. กรุงเทพฯ: ดวงกมล. ชลธิชา นำนา. (2560). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. 16(2), 113. ดนยา วงศ์ธนะชัย. (2529). การอ่านเพื่อชีวิต. พิบูลสงคราม: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์สถาบัน ราชภัฏพิบูลสงคราม. นฤมล ถิ่นวิรัตน์. (2555). อิทธิพลของอินโฟกราฟิกต่อการสื่อสารข้อมูลเชิงซ้อน : กรณีศึกษาโครงการ “รู้สู้ flood”. วิทยานิพนธ์. ศิลปะมหาบัณฑิต สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์. มหาวิทยาลัย ศิลปากร. บุญชม ศรีสะอาด (2556). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น. ประดิษฐ์ กลัดประเสริฐ. (2522). วรรณกรรมวิจารณ์และแนวทางการวิจารณ์วรรณกรรม. พิษณุโลก: วิทยาลัยครูพิบูลสงคราม.
71 ปราณี กองจินดา. (2549). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์และทักษะการคิด เลขในใจของนักเรียนที่ได้รับการสอนตามรูปแบบซิปปาโดยใช้แบบฝึกหัดที่เน้นทักษะการคิด เลขในใจกับนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้คู่มือครู. วิทยานิพนธ์ (หลักสูตรและการสอน). มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา. ปาณิสรา ศิลาพล และคณะ. (2558). ผลการใช้อินโฟกราฟิกร่วมกับกระบวนการเรียนแบบสืบเสาะ ที่มีต่อความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. วารสารเพื่อ การวิจัยพัฒนาชุมชน. 10(2), 185. เผชิญ กิจระการ. (2544). ดัชนีประสิทธิผล. มหาสารคาม: ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะศึกษาศาสตรมหาวิทยาลัยมหาสารคาม. พระยาอนุมานราชธน (2516). การศึกษาวรรณคดีแง่วรรณศิลป์. กรุงเทพฯ: บรรณาคาร. พวงรัตน์ทวีรัตน์. (2530). การสร้างและพัฒนาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์.กรุงเทพฯ: สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. ______. (2543). วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์ และสังคมศาสตร์. พิมพค์รั้งที่8. กรุงเทพฯ: สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2548). หลักการวัดและประเมินผลการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพ: เฮ้าส์ออฟเคอร์มีสท์. ภคเมธา การสมใจ. (2559). การพัฒนาอินโฟกราฟิกแบบเคลื่อนไหวเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย. วิทยานิพนธ์. ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัย รามคำแหง. ภพ เลาหไพบูลย์. (2537). แนวการสอนวิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนพานิช. มงคล เรียงณรงค์. (2558). การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้รูปแบบ การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน(CBL)ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชา ส 21103 สังคมศึกษา 2. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรและ การสอน). ขอนแก่น: บัณทิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น. มหาชาติ อินทโชติ และคณะ (2562). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบยูเลิร์นนิงเพื่อเสริมสร้าง ทักษะการสร้างสรรค์ของผู้เรียนในระดับอุดมศึกษา. วารสารวิจัยและพัฒนาวไลยอลงกรณ์ใน พระบรมราชูปถัมภ์. 10(1), 15-26. เยาวดี วิบูลย์ศรี. (2545). การวัดผลและการสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์. พิมพ์ครั้งที่3. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
72 รื่นฤทัย สัจจพันธุ์. (2540). สีสรรพ์วรรณศิลป์. กรุงเทพฯ: ต้นอ้อ แกรมมี่ วรรณี โสมประยูร. (2534). การสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา. คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ______. (2537). การสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. วิทย์ ศิวะศริยานนท์. (2518) วรรณคดีและวรรณคดีวิจารณ์. กรุงเทพฯ: แพร่พิทยา วิริยะ ฤๅชัยพาณิชย์. (2557). การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน CBL ตอนที่ 1. สืบค้นเมื่อ 10 สิงหาคม 2566. https://blog.eduzones. com/redirect.php?url=http://blog.eduzones.com/ training/123198 ______. (2558).การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานCreativity-based Learning (CBL). วารสาร นวัตกรรมการเรียนรู้. 1(2), 23-37. สมนึก ภัททิยธนี. (2558). การวัดผลการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 10. กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์. สมบัติ ท้ายเรือคํา. (2553). ระเบียบวิธีวิจัยสำหรับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์.กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์. สัพพัญญู สุขพิระวัฒนกุล. (2561). ผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานที่มีต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์. ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2559) สรุปสาระสำคัญแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่สิบสอง พ.ศ. 2560-2564. กรุงเทพฯ: สำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี. สํานักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน. (2560). คู่มือการฝึกอบรม การเพิ่มประสิทธิภาพเทคนิค การนําเสนอด้วยรูปแบบ Infographic. กรุงเทพฯ: สํานักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. สิทธา พินิจภูวดล. (2515). ความรู้ทั่วไปทางวรรณกรรมไทย. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง. อรนุช ศรีสะอาด และคณะ. (2550). การวัดและประเมินผลการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์. อรวรรณ อุดมสุข. (2563). ผลการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่อ อินโฟกราฟิกที่มีผลสัมฤทธิ์ต่อการเรียนวรรณคดีไทยเรื่อง กาพย์พระไชยสุริยา ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. การค้นคว้าอิสระ. ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยนเรศวร.
73 อัมพร เลิศณรงค์. (2559). การพัฒนารูปแบบการเรียนภาษาไทยโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐาน เรื่อง การเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์คณะ ศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. 17(1), 100. อิศเรศ ภาชนะกาญจน์. (2562). เล่าเรื่องให้ง่ายด้วย Infographic. กรุงเทพฯ: ไอซีดี พรีเมียร์.
74 ภาคผนวก
75 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
76 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ การทำวิจัยในชั้นเรียนเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีเรื่องราชาธิราช ตอนสมิงพระรามอาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ที่ ชื่อ – สกุล ตำแหน่ง ทำหน้าที่ ๑ นางกาญจนา ธนาฤกษ์มงคล ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ พิเศษ โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านแผน การจัดการเรียนรู้ และ การวัดประเมินผล ๒ นางสุปราณีแก้วสมบัติ ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ พิเศษ โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านแผน การจัดการเรียนรู้ และ การวัดประเมินผล ๓ นายสุรเชษฐ์วงษ์ชนะ ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านแผน การจัดการเรียนรู้ และ การวัดประเมินผล
77 ภาคผนวก ข หนังสือขอเชิญเป็นผู้ตรวจเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
78
79
80
81
82
83 ภาคผนวก ค ข้อมูลแสดงความสอดคล้องของเครื่องมือ
84 แบบสรุปการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือของผู้เชี่ยวชาญการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน(Index of item Objective Congruence : IOC) ในงานวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระราม อาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ข้อที่ คนที่1 ผลรวม ค่า IOC ผลการวิเคราะห์ คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 1 +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 2 +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 3 +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 4 +1 0 +1 2 0.67 นำไปใช้ได้ 5 +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 6 +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 7 +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 8 +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 9 +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 10 +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 11 +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 12 +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 13 +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 14 +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 15 +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 16 +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 17 +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 18 +1 -1 +1 1 0.33 ใช้ไม่ได้ 19 +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 20 +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 21 +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 22 +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 23 +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 24 +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 25 +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้
85 แบบสรุปการประเมินการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของวัตถุประสงค์ (Index of Item ObjectiveCongruence : IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง เปิดตำนานราชาธิราช ในงานวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระราม อาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล รายการที่ประเมิน ผู้เชี่ยวชาญคนที่ รวม ค่า IOC 1 2 3 1. สาระสำคัญ 1.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 1.2 มีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน +1 +1 +1 3 1.00 1.3 เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน +1 +1 +1 3 1.00 1.4 มีความชัดเจนเข้าใจง่าย +1 +1 +1 3 1.00 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 2.2 ภาษาที่ใช้มีความชัดเจนเข้าใจง่าย +1 +1 +1 3 1.00 2.3 เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน +1 +1 +1 3 1.00 2.4 ระบุพฤติกรรมที่สามารถวัดและประเมินได้ +1 +1 +1 3 1.00 3. สาระการเรียนรู้ 3.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 3.2 มีความชัดเจน เข้าใจง่าย +1 +1 +1 3 1.00 3.3 มีความยากง่ายกับชั้นเรียน +1 +1 +1 3 1.00 3.4 น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน +1 +1 +1 3 1.00 4. การจัดกระบวนการเรียนรู้ 4.1 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 4.2 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 4.3 เหมาะสมกับเวลาที่ใช้จัดกิจกรรม +1 +1 +1 3 1.00 4.4 เร้าความสนใจให้ผู้เรียนกระตือรือร้นที่จะ เรียนรู้และเข้าร่วมกิจกรรม +1 +1 +1 3 1.00 4.5 กิจกรรมการเรียนรู้เป็นตามลำดับ +1 +1 +1 3 1.00 4.6 ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม +1 +1 +1 3 1.00 5. สื่อการสอน
86 รายการที่ประเมิน ผู้เชี่ยวชาญคนที่ รวม ค่า IOC 1 2 3 5.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียน +1 +1 +1 3 1.00 5.2 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้และกิจกรรม +1 +1 +1 3 1.00 5.3 เร้าความสนใจของนักเรียน +1 +1 +1 3 1.00 5.4 ผู้เรียนมีส่วนในการใช้ +1 +1 +1 3 1.00 5.5 เหมาะสมกับวัยและความสนใจของผู้เรียน +1 +1 +1 3 1.00 6. การวัดและประเมินผล 6.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์ +1 +1 +1 3 1.00 6.2 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 6.3 การวัดที่ระยุไว้สามารถประเมินได้ +1 +1 +1 3 1.00 6.4 ใช้เครื่องมือที่วัดได้เหมาะสม +1 +1 +1 3 1.00
87 แบบสรุปการประเมินการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของวัตถุประสงค์ (Index of Item ObjectiveCongruence : IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๒ เรื่อง ใครเป็นใครในราชาธิราช ในงานวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระราม อาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล รายการที่ประเมิน ผู้เชี่ยวชาญคนที่ รวม ค่า IOC 1 2 3 1. สาระสำคัญ 1.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 1.2 มีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน +1 +1 +1 3 1.00 1.3 เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน +1 +1 +1 3 1.00 1.4 มีความชัดเจนเข้าใจง่าย +1 +1 +1 3 1.00 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 2.2 ภาษาที่ใช้มีความชัดเจนเข้าใจง่าย +1 +1 +1 3 1.00 2.3 เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน +1 +1 +1 3 1.00 2.4 ระบุพฤติกรรมที่สามารถวัดและประเมินได้ +1 +1 +1 3 1.00 3. สาระการเรียนรู้ 3.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 3.2 มีความชัดเจน เข้าใจง่าย +1 +1 +1 3 1.00 3.3 มีความยากง่ายกับชั้นเรียน +1 +1 +1 3 1.00 3.4 น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน +1 +1 +1 3 1.00 4. การจัดกระบวนการเรียนรู้ 4.1 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 4.2 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 4.3 เหมาะสมกับเวลาที่ใช้จัดกิจกรรม +1 +1 +1 3 1.00 4.4 เร้าความสนใจให้ผู้เรียนกระตือรือร้นที่จะ เรียนรู้และเข้าร่วมกิจกรรม +1 +1 +1 3 1.00 4.5 กิจกรรมการเรียนรู้เป็นตามลำดับ +1 +1 +1 3 1.00 4.6 ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม +1 +1 +1 3 1.00 5. สื่อการสอน 5.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียน +1 +1 +1 3 1.00
88 รายการที่ประเมิน ผู้เชี่ยวชาญคนที่ รวม ค่า IOC 1 2 3 5.2 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้และกิจกรรม +1 +1 +1 3 1.00 5.3 เร้าความสนใจของนักเรียน +1 +1 +1 3 1.00 5.4 ผู้เรียนมีส่วนในการใช้ +1 +1 +1 3 1.00 5.5 เหมาะสมกับวัยและความสนใจของผู้เรียน +1 +1 +1 3 1.00 6. การวัดและประเมินผล 6.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์ +1 +1 +1 3 1.00 6.2 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 6.3 การวัดที่ระยุไว้สามารถประเมินได้ +1 +1 +1 3 1.00 6.4 ใช้เครื่องมือที่วัดได้เหมาะสม +1 +1 +1 3 1.00
89 แบบสรุปการประเมินการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของวัตถุประสงค์ (Index of Item ObjectiveCongruence : IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๓ เรื่อง บอกเล่าเรื่องราวราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา ในงานวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระราม อาสา โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล รายการที่ประเมิน ผู้เชี่ยวชาญคนที่ รวม ค่า IOC 1 2 3 1. สาระสำคัญ 1.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 1.2 มีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน +1 +1 +1 3 1.00 1.3 เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน +1 +1 +1 3 1.00 1.4 มีความชัดเจนเข้าใจง่าย +1 +1 +1 3 1.00 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 2.2 ภาษาที่ใช้มีความชัดเจนเข้าใจง่าย +1 +1 +1 3 1.00 2.3 เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน +1 +1 +1 3 1.00 2.4 ระบุพฤติกรรมที่สามารถวัดและประเมินได้ +1 +1 +1 3 1.00 3. สาระการเรียนรู้ 3.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 3.2 มีความชัดเจน เข้าใจง่าย +1 +1 +1 3 1.00 3.3 มีความยากง่ายกับชั้นเรียน +1 +1 +1 3 1.00 3.4 น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน +1 +1 +1 3 1.00 4. การจัดกระบวนการเรียนรู้ 4.1 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 4.2 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 4.3 เหมาะสมกับเวลาที่ใช้จัดกิจกรรม +1 +1 +1 3 1.00 4.4 เร้าความสนใจให้ผู้เรียนกระตือรือร้นที่จะ เรียนรู้และเข้าร่วมกิจกรรม +1 +1 +1 3 1.00 4.5 กิจกรรมการเรียนรู้เป็นตามลำดับ +1 +1 +1 3 1.00 4.6 ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม +1 +1 +1 3 1.00 5. สื่อการสอน 5.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียน +1 +1 +1 3 1.00