The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น ปี2568

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pubpung1131, 2025-11-19 05:32:43

แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น ปี2568

แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น ปี2568

Keywords: ทำเนียบแหล่งเรียนรู้

บทนำความหมาย / ความเป็นมา / ลักษณะทั่วไปของแหล่งเรียนรู้แหล่งเรียนรู้หมายถึง แหล่งข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศ วิทยากร ภูมิปัญญาชาวบ้าน และประสบการณ์อื่น ๆ ที่สนับสนุนส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้และเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ภูมิปัญญา (Wisdom) หมายถึง ความรู้ ความสามารถ ความเชื่อ ความสามารถทางพฤติกรรมและความสนใจในการแก้ปัญหาของมนุษย์ความหมายของภูมิปัญญาไทยจากการศึกษาความหมายที่ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการต่าง ๆ ซึ่งครอบคลุม คำว่า ภูมิปัญญาพื้นบ้านภูมิปัญญาชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย ได้ให้ความหมายพอสรุปได้ ดังนี้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน (Popular Wisdom) หมายถึง องค์ความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ที่สั่งสมและสืบทอดกันมา อันเป็นความสามารถและศักยภาพในเชิง แก้ปัญหา การปรับตัวเรียนรู้และสืบทอดไปสู่คนรุ่นใหม่ เพื่อการดำรงอยู่รอดของเผ่าพันธุ์จึงตกทอดเป็นมรดก ทางวัฒนธรรมของธรรมชาติเผ่าพันธุ์ หรือเป็นวิธีของชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง กระบวนทัศน์ของบุคคลที่มีต่อตนเองต่อโลกและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกระบวนการดังกล่าว จะมีรากฐานคำสอนทางศาสนา คติ จารีต ประเพณี ที่ได้รับ การถ่ายทอดสั่งสอนและ ปฏิบัติสืบเนื่องกันมา ปรับปรุงเข้ากับบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปแต่ละสมัย ทั้งนี้โดยมีเป้าหมาย เพื่อความสงบสุขในส่วนที่เป็นชุมชน และปัจเจกบุคคล ซึ่งกระบวนทัศน์ที่เป็น ภูมิปัญญาท้องถิ่น จำแนกได้3 ลักษณะ คือ1. ภูมิปัญญาเกี่ยวกับการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม2. ภูมิปัญญาเกี่ยวกับสังคมหรือการจัดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์3. ภูมิปัญญาเกี่ยวกับระบบการผลิตหรือประกอบอาชีพที่มีลักษณะมุ่งเน้นระบบการผลิต เพื่อตนเองภูมิปัญญาไทย หมายถึง องค์ความรู้ในด้านต่าง ๆ ของการดารงชีวิตของคนไทยที่เกิดจากการสะสมประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ประกอบกับแนวความคิดวิเคราะห์ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของตนเองจนเกิดหลอมตัวเป็นแนวคิด ในการแก้ไขปัญหาที่เป็นลักษณะของตนเอง ที่สามารถพัฒนาความรู้ดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับกาลสมัย ในการแก้ปัญหาของการดำรงชีวิต ลักษณะของแหล่งเรียนรู้จัดได้ 3 ประเภท คือ1. แหล่งเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น อุทยานแห่งชาติสวนพฤกษชาติ ภูเขา แม่น้ำ ทะเลน้ำพุร้อน ปรากฏการทางธรรมชาติ เช่น ฝนตก แดดออก น้ำท่วม ความแห้งแล้ง2. แหล่งเรียนรู้ที่จัดขึ้นหรือสร้างขึ้น ซึ่งมีในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา เพื่อใช้เป็น แหล่งศึกษาหาความรู้ได้สะดวกและรวดเร็ว3. แหล่งเรียนรู้ที่เป็นทรัพยากรบุคคล ได้แก่ ครู ผู้ปกครอง พ่อแม่ พระภิกษุสงฆ์ ตลอดจนผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในอาชีพแขนงต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชน รวมทั้งสถานที่ ประกอบการ ร้านค้า หน่วยงาน หรือองค์กรต่าง ๆ ในท้องถิ่น


ความเป็นมา ความสำคัญของแหล่งเรียนรู้ และภูมิปัญญาท้องถิ่นโลกปัจจุบันเป็นโลกแห่งข้อมูลข่าวสารที่แพร่หลายทั่วถึงกันได้อย่างรวดเร็ว ไร้อาณาเขตขวางกั้นสภาพดังกล่าวมีส่วนกระทบถึงวิถีชีวิตของผู้คนพลเมือง โดยทั่วไป เพราะเป็นสภาพที่เอื้ออำนวยในการรับและ ถ่ายโยงเอาศาสตร์หรือภูมิปัญญาตะวันตกเข้ามาในการพัฒนาประเทศและพัฒนาผลผลิต ตลอดจนการดำเนินชีวิต อย่างมิได้มีการปรับปนกับภูมิปัญญาไทยที่มีความเหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นที่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้ชุมชน ชนบทประสบปัญหาดังที่กล่าวว่าชุมชนล่มสลาย อันมีผลรวมไปถึงความทรุดโทรมของสิ่งแวดล้อม อย่างกว้างขวาง การพยายามใช้กลไกลทางการศึกษาจากเงื่อนไขที่เปิดโอกาสให้มีการพัฒนาหลักสูตร ตามความต้องการของท้องถิ่น เป็นช่องทางในการประยุกต์เอาภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีจุดเด่น ที่สามารถพิสูจน์ตัวเองในการยืนหยัดอยู่รอดได้ ท่ามกลางกระแส การล่มสลายของชุมชนและการทรุดโทรมของสิ่งแวดล้อม ดังกล่าว มาสู่หลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ในแนวทางของการคิดปฏิบัติจริง จากการประยุกต์ปรับปน ภูมิปัญญาชาวบ้านหรือภูมิปัญญาไทยกับปัญญาสากล เพื่อให้ผู้เรียนค้นพบคุณค่า ภูมิปัญญาที่มีในท้องถิ่น ที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของชุมชน และสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด นำมาซึ่งดุลยภาพที่สงบสันติสุข ของบุคคล ชุมชนและชาติความสำคัญของแหล่งเรียนรู้1. เป็นแหล่งเสริมสร้างจินตนาการและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์2. เป็นแหล่งศึกษาตามอัธยาศัย3. เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต4. เป็นแหล่งสร้างความรู้ ความคิด วิชาการและประสบการณ์5. เป็นแหล่งปลูกฝังค่านิยมรักการอ่านและแหล่งศึกษาค้นคว้าแสวงหา ความรู้ด้วยตนเอง6. เป็นแหล่งสร้างความคิดเกิดอาชีพใหม่สู่ความเป็นสากล7. เป็นแหล่งเสริมประสบการณ์ตรง 8. เป็นแหล่งส่งเสริมมิตรภาพความสัมพันธ์ระหว่าคนในชุมชน หรือผู้เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นนิยามศัพท์1. ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง องค์ความรู้ที่เกิดจากการสั่งสมความรู้ เป็นรากฐานความรู้ของชาวบ้าน ที่สร้างขึ้นจากประสบการณ์และความรอบรู้ รวมทั้งได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุจากรุ่นสู่รุ่น จนเป็นวิถีชีวิตมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า และเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น รวมถึงองค์ความรู้ที่ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสภาวะแวดล้อม และวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสมของผู้คนแต่ละยุคแต่ละสมัย2. ภูมิปัญญาท้องถิ่น แบ่งออกเป็น 11 สาขา ดังนี้1) สาขาเกษตรกรรม หมายถึง ความสามารถในการผสมผสานองค์ความรู้ ทักษะ และเทคนิคด้านการเกษตรกับเทคโนโลยีโดยการพัฒนาบนพื้นฐานคุณค่าดั้งเดิม ซึ่งคนสามารถ พึ่งพาตนเองในภาวการณ์ต่าง ๆ ได้ เช่น การทำเกษตรแบบผสมผสาน การแก้ปัญหาการเกษตร ด้านการตลาด การแก้ปัญหาการเกษตรด้านการตลาด การแก้ปัญหาด้านการผลิต การแก้ไขโรค และแมลง และการรู้จักปรับใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการเกษตร


2) สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม (ด้านการผลิต และการบริโภค) หมายถึง การรู้จักประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการแปรรูปผลผลิต เพื่อชะลอการนำเข้าตลาด เพื่อแก้ปัญหา ด้านการบริโภคอย่างปลอดภัย ประหยัด และเป็นธรรม อันเป็นกระบวนการให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจได้ตลอดทั้งการผลิตและการจำหน่ายผลผลิตทางหัตถกรรม เช่น การรวมกลุ่มโรงงานยางพารา กลุ่มโรงสี กลุ่มหัตถกรรม เป็นต้น3) สาขาการแพทย์แผนไทย หมายถึง ความสามารถในการจัดการป้องกันและรักษาสุขภาพของคนในชุมชน โดยเน้นให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองทางด้านสุขภาพและอนามัยได้4) สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งการอนุรักษ์ การพัฒนา การใช้ประโยชน์จากคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน5) สาขากองทุนและธุรกิจชุมชน หมายถึง การจัดการด้านสมทบและบริการกองทุน ในการประกันคุณภาพชีวิตของคน ให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม6) สาขาศิลปกรรม หมายถึง ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ มีผลงานโดดเด่น6.1 ด้านจิตรกรรม คือ การวาดภาพฝาผนัง การเขียนภาพลงผ้า การสักลาย ฯลฯ6.2 ด้านประติมากรรม คือ ผู้มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์และมีฝีมือในการปั้น แกะสลัก การหล่อ เช่น หล่อพระพุทธรูป ปั้นโอ่ง สลักลวดลาย ประดับต้นเทียน สิ่งก่อสร้าง ฯลฯ6.3 ด้านสถาปัตยกรรม คือ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์เรื่อง การก่อสร้างอาคาร บ้านเรือน โบสถ์ ศาลา ศาลพระภูมิ ฯลฯ6.4 ด้านหัตถกรรม (งานฝีมือช่าง) คือ ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ มีผลงานในสิ่งที่ทำมือ เช่น เครื่องจักรสานต่าง ๆ 6.5 ด้านงานประดิษฐ์ คือ ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ ด้านการจัดทำผลงานเลียนแบบธรรมชาติ เช่น การประดิษฐ์ดอกไม้บายศรี การแต่งลวดลายบนแผ่นผ้า ฯลฯ6.6 ด้านดนตรี นาฏศิลป์และการเล่นพื้นบ้าน คือ ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ด้านการเล่นดนตรี การขับลำ การฟ้อนรำ การคิดวิธีการเล่นพื้นบ้าน หมอลำ การเล่นหนังปราโมทัย ลิเก เพลงกัมตรึม เจรียง ฯลฯ7) สาขาการจัดการองค์กร หมายถึง ความสามารถในการบริหารจัดการดำเนิน งานขององค์กรชุมชนต่าง ๆ ให้สามารถพัฒนาและบริหารองค์กรของตนเองได้ตามบทบาทหน้าที่ขององค์กร เช่น การจัดการองค์กรของกลุ่มแม่บ้าน 8) สาขาภาษาและวรรณกรรม หมายถึง ความสามารถในการผลิตผลงานเกี่ยวกับภาษาทั้งภาษาถิ่น ภาษาโบราณ ภาษาไทย และการใช้ภาษา ตลอดทั้งด้านวรรณกรรมทุกประเภท9) สาขาศาสนาและประเพณี หมายถึง ความสามารถในการประยุกต์และปรับใช้หลักธรรม คำสอนทางศาสนา ความเชื่อ และประเพณีดั้งเดิมที่มีคุณค่าให้เหมาะสมต่อการประพฤติปฏิบัติให้บังเกิดผลดีต่อบุคคลและสิ่งแวดล้อม เช่น การถ่ายทอดหลักธรรมทางศาสนา การบวชป่า การประยุกต์ประเพณีบุญประทายข้าว10) สาขากองทุนและสวัสดิการ หมายถึง การจัดการด้านสมทบและบริการกองทุน ในการประกันคุณภาพชีวิตของคนให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม11) สาขาการศึกษา หมายถึง ความสามารถในการถ่ายทอด การอบรมเลี้ยงดู การบ่มเพาะ การสอนสั่ง การสร้างสื่อและอุปกรณ์ การวัดความสำเร็จ


การจัดกระบวนการเรียนรู้กับภูมิปัญญาท้องถิ่น แหล่งเรียนรู้การเรียนการสอนเป็นกระบวนการสื่อสารความรู้ ประสบการณ์ ทักษะ ความคิดเห็น ตลอดจน เจตคติซึ่งอาจทำได้หลายวิธี และอาจใช้เครื่องมือประกอบการสอนต่างๆ อีกมากมาย โดยมีการจัดการเรียนรู้ที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้ผู้เรียนมีทั้งความรู้ คุณธรรมจริยธรรม ค่านิยมที่พึงประสงค์และสามารถดำเนินชีวิตอยู่ใน สังคม ได้โดยปกติสุข จึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพ ความสามารถของผู้เรียนอย่างเต็มที่ เพื่อให้มีนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียน แสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง การนำแหล่งเรียนรู้ใน ชุมชน ท้องถิ่น ตลอดจนวิทยากรท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น มาใช้ประโยชน์ในการจัดกระบวน การเรียนการสอน จึงเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะช่วยให้กระบวนการเรียน การสอนบรรลุจุดมุ่งหมาย ได้ตามที่ต้องการนำภูมิปัญญาชาวบ้าน แหล่งเรียนรู้มาใช้ใน หลักสูตรการเรียน เป็นกิจกรรมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และ แหล่งเรียนรู้ เป็นชุดความรู้ในชุมชนที่มีการใช้เพื่อการดำเนินวิถีชีวิตที่ได้ผลมาในอดีต สามารถดำรงความสันติสุข แก่บุคคล ครอบครัว และชุมชน ตลอดจนความมีดุลยภาพอยู่ร่วมกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่าง ผสมกลมกลืน เป็นกระบวนการพัฒนาหลักสูตรที่ได้เน้นการมีส่วนร่วมของ ชุมชน โดยเฉพาะปราชญ์ชาวบ้านที่ เป็นผู้เชื่อมโยงชุดความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ร่วมกับสถานศึกษาเข้าสู่หลักสูตร และกระบวนการเรียน การสอนของสถานศึกษาในแต่ละท้องถิ่น


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้านนางสาวสุรีย์ภรณ์ ทัพแสนลี ครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาวตำบลดงมะดะ


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลดงมะดะ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา เกษตรกรรม2. เรื่อง สวนภูตาด เกษตรธรรมชาติ3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นางสาวรจนา เขื่อนขัน อายุ 46 ปี4. การศึกษา ปริญญาตรี ศิลปศาสตร์ สาขา การพัฒนาชุมชน จาก มหาวิทยาลับราชภัฏเชียงราย (CRU) เบอร์โทร 080-46535615. สถานที่ติดต่อ สวนภูตาด เกษตรธรรมชาติ เลขที่ 20 หมู่ 17 ตำบลดงมะดะ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ 08.30 - 17.00 น. ทุกวัน7. เว็บไซต์ - เฟสบุ๊ค www.facebook.com/rochana.kuekkong/?locale=th_TH ID Line 08046535618. ละติจูด/ลองจิจูด 19.7614412,99.63979169. ประวัติความเป็นมาสวนภูตาด เกษตรธรรมชาติเดิมชื่อสวนภูตาดโฮมออร์แกนิค ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2559 โดยนางสาวรจนา เขื่อนขัน (คุณหนิง) ซึ่งเป็นครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มองหาความมั่นคงในชีวิตและแหล่งอาหารปลอดภัย ปราศจากสารพิษ หลังจากเลิกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่เขาหัวโล้น คุณหนิงได้เริ่มปรับปรุงพื้นที่และแก้ปัญหาป่ารกร้าง โดยเริ่มจากการปลูกกล้วย ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกง่ายและคืนทุนเร็ว ก่อนจะขยายไปปลูกพืชผักและผลไม้อื่น ๆ รวมถึงการขุดสระน้ำเพื่อกักเก็บน้ำป่าจากภูเขาไว้ใช้ในการเกษตรปัจจุบัน สวนภูตาดได้พัฒนาเป็นแหล่งเกษตรธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบ มีทั้งแปลงนาข้าวอินทรีย์ แปลงผักหลากหลายชนิด (ทั้งพืชระยะสั้นและพืชตามฤดู) สวนผลไม้ และฟาร์มเป็ดไก่ นอกจากจะเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดภัยแล้ว สวนภูตาดยังเปิดเป็น ศูนย์เรียนรู้สำหรับบุคคลทั่วไป องค์กรต่าง ๆ และจัดค่ายเรียนรู้ธรรมชาติสำหรับเด็ก ๆ อีกด้วย


10. องค์ความรู้ด้าน องค์ความรู้หลักของสวนภูตาด เกษตรธรรมชาติสวนภูตาดได้สั่งสมองค์ความรู้และประสบการณ์ที่สำคัญด้านเกษตรธรรมชาติ ซึ่งครอบคลุมประเด็นหลัก ๆ ดังนี้:10.1 เกษตรอินทรีย์o หลักการและปรัชญา: ความเข้าใจในการทำเกษตรที่ปราศจากสารเคมี ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง โดยเน้นการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินและระบบนิเวศo การเตรียมดินและบำรุงดิน: เทคนิคการปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ การทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำชีวภาพ และการใช้พืชบำรุงดินo การควบคุมศัตรูพืชแบบธรรมชาติ: วิธีการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยไม่ใช้สารเคมี เช่น การใช้พืชสมุนไพรไล่แมลง การปลูกพืชกับดัก การใช้กับดักแมลง หรือการส่งเสริมศัตรูธรรมชาติo การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์: ความรู้ในการเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ที่ไม่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรม (GMOs) และสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้10.2 เกษตรธรรมชาติo การเลียนแบบระบบนิเวศธรรมชาติ: การทำเกษตรที่ให้ธรรมชาติเป็นผู้จัดการหลัก ลดการรบกวนดินและสิ่งมีชีวิตในดินo การคลุมดิน: เทคนิคการใช้ฟาง ใบไม้ หรือวัสดุธรรมชาติคลุมหน้าดินเพื่อรักษาความชื้น ป้องกันวัชพืช และเพิ่มอินทรียวัตถุo การปลูกพืชแบบผสมผสาน/พืชร่วม: ความเข้าใจในการปลูกพืชหลากหลายชนิดรวมกัน เพื่อสร้างสมดุลทางชีวภาพและลดการระบาดของโรคและแมลงo การจัดการน้ำอย่างยั่งยืน: การขุดสระน้ำไล่ระดับเพื่อกักเก็บน้ำฝนและน้ำป่า รวมถึงการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการทำการเกษตรตลอดปี10.3 เกษตรผสมผสานo การวางแผนและออกแบบพื้นที่: การจัดสรรพื้นที่ให้เหมาะสมกับการปลูกข้าว พืชผัก สวนผลไม้ และการเลี้ยงสัตว์อย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุดo ความสัมพันธ์ของระบบนิเวศ: การเข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เช่น การนำของเสียจากสัตว์มาทำปุ๋ย การปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารสัตว์ หรือการใช้เป็ดในนาข้าวเพื่อควบคุมวัชพืชและแมลงo การสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ: การส่งเสริมความหลากหลายของพืชและสัตว์ในพื้นที่ เพื่อสร้างสมดุลและลดความเสี่ยงจากการระบาดของโรคและแมลง10.4 การเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่o การจัดการโรงเรือนและการดูแลสัตว์: ความรู้ในการสร้างโรงเรือนที่เหมาะสม การให้อาหาร การดูแลสุขภาพสัตว์แบบธรรมชาติ และการป้องกันโรคo การใช้ประโยชน์จากมูลสัตว์: การนำมูลเป็ดมูลไก่มาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อใช้ในแปลงพืชผักและนาข้าวo การใช้ประโยชน์จากเป็ดในนาข้าว: การปล่อยเป็ดลงนาข้าวเพื่อช่วยกินวัชพืชและศัตรูข้าว รวมถึงการให้ปุ๋ยจากมูลเป็ด


10.5 การเลี้ยงปลา (ในสระน้ำที่ขุดไว้)o การเตรียมสระและปล่อยปลา: ความรู้ในการเตรียมสภาพแวดล้อมในสระให้เหมาะสมกับการเลี้ยงปลา และการเลือกชนิดปลาที่เหมาะสมo การดูแลคุณภาพน้ำ: การจัดการน้ำในสระให้สะอาดและมีออกซิเจนเพียงพอต่อ การเจริญเติบโตของปลาo การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศในสระ: การเลี้ยงปลาอาจส่งผลต่อการควบคุมแมลงและการสร้างปุ๋ยในน้ำ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อพืชรอบสระ11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้สวนภูตาดได้พัฒนาตัวเองจากฟาร์มเกษตรอินทรีย์ไปสู่การเป็น ศูนย์เรียนรู้ที่สำคัญ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพ ดังนี้:11.1 การเรียนรู้จากการปฏิบัติและประสบการณ์ตรงo การเรียนรู้ของเจ้าของสวน: คุณหนิงเองได้สั่งสมความรู้และประสบการณ์จากการ \"ลงมือทำจริง\" ตั้งแต่การปรับพื้นที่ การปลูกพืช การขุดสระ ไปจนถึงการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการถ่ายทอดo การถ่ายทอดภายในผู้ดูแลสวน: ผู้ดูแลสวนหรือสมาชิกในทีม (ถ้ามี) จะเรียนรู้จากคุณหนิงโดยตรงผ่านการปฏิบัติงานประจำวัน ทำให้องค์ความรู้ถูกส่งต่อและพัฒนาต่อเนื่อง11.2 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมo ศูนย์เรียนรู้สำหรับบุคคลทั่วไป: การเปิดสวนเป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับผู้สนใจทั่วไป ช่วยให้องค์ความรู้ถูกถ่ายทอดผ่านการเยี่ยมชม การบรรยาย และการสาธิตโดยตรงจากคุณหนิงหรือผู้มีประสบการณ์o การทัศนศึกษาสำหรับองค์กรต่างๆ: การต้อนรับองค์กรต่าง ๆ เข้ามาทัศนศึกษา เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ในเชิงลึกมากขึ้น อาจรวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวคิดระหว่างกันo ค่ายเรียนรู้ธรรมชาติสำหรับเด็กๆ: การจัดค่ายสำหรับเด็กเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรธรรมชาติในรูปแบบที่สนุกสนานและเข้าถึงง่าย ปลูกฝังแนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมและการพึ่งพาตนเองตั้งแต่เยาว์วัย11.3 การสาธิตและเป็นแบบอย่างo การจัดแสดงผลผลิตและแปลงสาธิต: การมีแปลงผักที่หลากหลาย สวนผลไม้ ฟาร์มเป็ดไก่ และนาข้าวอินทรีย์ เป็น \"ตัวอย่างจริง\" ที่จับต้องได้ ทำให้ผู้มาเยือนเห็นถึงผลลัพธ์ของการทำเกษตรธรรมชาติและเกษตรผสมผสานo การบอกเล่าเรื่องราวและแรงบันดาลใจ: คุณหนิงสามารถถ่ายทอดแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นในการทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นพลังที่สำคัญในการกระตุ้นให้ผู้อื่นหันมาสนใจและลงมือทำตาม


11.4 การพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องo การทดลองและเรียนรู้จากความผิดพลาด: ในฐานะผู้บุกเบิก คุณหนิงน่าจะมีการทดลองปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ หรือจัดการระบบต่าง ๆ และเรียนรู้จากความสำเร็จและความผิดพลาด เพื่อปรับปรุงองค์ความรู้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นo การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม: องค์ความรู้ด้านเกษตรธรรมชาติของสวนภูตาดจะถูกปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่บริเวณไหล่เขาและการจัดการน้ำป่า ซึ่งเป็นองค์ความรู้เฉพาะตัวที่สามารถถ่ายทอดได้การที่สวนภูตาด เกษตรธรรมชาติ สามารถพัฒนาจากพื้นที่รกร้างกลายเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดภัยและศูนย์เรียนรู้ที่สำคัญ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำองค์ความรู้ไปปฏิบัติจริงและถ่ายทอด สู่ผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง ผลงานที่ได้รับการยกย่อง ได้รับรางวัล รองชนะเลิศ 1 ระดับจังหวัด ตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต้นแบบประจำปีงบประมาณ พ.ศ.256713. ชื่อผู้รับผิดชอบ นางสาวสุรีย์ภรณ์ ทัพแสนลี ครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลดงมะดะ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา เกษตรกรรม2. เรื่อง กาแฟสดดอยมะค่า3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นายสุภจินห์ คำสมุทร อายุ -4. การศึกษา ปริญญาตรี เบอร์โทร 090-65366465. สถานที่ติดต่อ เลขที่ 119 หมู่ 10 บ้านหัวทุ่ง ตำบลดงมะดะ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ 08.30 - 17.00 น. ทุกวัน7. เว็บไซต์ - เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/doimakacoffee/?locale=th_TH ยูทูป https://www.youtube.com/watch?v=2XMxTm94IuQ ID Line https://line.me/ti/p/yImNMq-W_88. ละติจูด/ลองจิจูด 19.7281839,99.67880739. ประวัติความเป็นมากาแฟสดดอยมะค่า เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการเปลี่ยนผ่านจากชีวิตพนักงานประจำสู่การเป็นเกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จภายใต้แนวคิด เกษตรทฤษฎีใหม่ โดยมีนายสุภจินห์ คำสมุทร เป็นผู้บุกเบิก ด้วยความไม่ชอบการทำงานในเมืองเชียงใหม่ ทำให้เขากลับมายังเชียงราย และเริ่มต้นสร้าง เกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชผสมผสาน จนประสบความสำเร็จและพัฒนาต่อยอดไปสู่ธุรกิจร้านกาแฟที่ลูกสาวดูแล และกิจการเกษตรท่องเที่ยว พร้อมศูนย์การเรียนรู้รวมถึง โฮมสเตย์สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวและผู้สนใจปัจจุบัน กาแฟสดดอยมะค่าได้เติบโตเป็น วิสาหกิจชุมชนเกษตรทฤษฎีใหม่ และเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศูนย์เครือข่าย) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเกษตรอำเภอแม่ลาว เครือข่าย และชุมชน ความสำเร็จนี้ยังได้รับการยืนยันจากการได้รับคัดเลือกเป็น บุคคลทางการเกษตรสาขาอาชีพไร่สวนผสมดีเด่นระดับจังหวัด ปี 2561 อันดับ 2 และการเป็น วิทยากร ถ่ายทอดความรู้ให้กับนักเรียนและคณะศึกษาดูงาน


10. องค์ความรู้ด้าน องค์ความรู้ที่นายสุภจินห์และกาแฟสดดอยมะค่าได้สั่งสมและพัฒนาขึ้นนั้น ครอบคลุมหลายมิติ ดังนี้:10.1 เกษตรทฤษฎีใหม่ตามศาสตร์พระราชาo หลักการแบ่งพื้นที่: ความเข้าใจในการจัดสรรพื้นที่อย่างเป็นสัดส่วน (เช่น 30:30:30:10) สำหรับแหล่งน้ำ นาข้าว พืชสวน/พืชไร่ และที่อยู่อาศัย เพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนo การบริหารจัดการน้ำ: เทคนิคการสร้างและบริหารจัดการแหล่งน้ำภายในไร่ เพื่อให้มีน้ำเพียงพอต่อการเกษตรตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่อาจประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำo การปลูกพืชผสมผสาน: ความรู้ในการเลือกชนิดพืชที่หลากหลายและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และภูมิอากาศ รวมถึงการจัดสรรพื้นที่ปลูกให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น กาแฟ พืชผัก ผลไม้ และข้าวo การทำเกษตรแบบพอเพียง: ปรัชญาการทำเกษตรที่เน้นการผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือนก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำไปจำหน่าย เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและรายได้10.2 ไร่กาแฟสดดอยมะค่าเกษตรทฤษฎีใหม่พอเพียงo การปลูกกาแฟ: ความเชี่ยวชาญในการปลูกกาแฟในระบบเกษตรผสมผสาน โดยอาจรวมถึงการเลือกสายพันธุ์ การดูแลรักษา การจัดการโรคและแมลงแบบธรรมชาติo กระบวนการผลิตกาแฟ: ความรู้ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวผลกาแฟ การแปรรูป (เช่น การสี การตากแห้ง) การคั่วกาแฟ ไปจนถึงการชงกาแฟสด เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์กาแฟที่มีคุณภาพo การสร้างมูลค่าเพิ่ม: การต่อยอดจากผลผลิตกาแฟไปสู่ธุรกิจร้านกาแฟ ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้กับผลิตภัณฑ์หลัก10.3 ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศูนย์เครือข่าย)o การจัดการองค์ความรู้: ความสามารถในการจัดระบบองค์ความรู้ด้านเกษตรยั่งยืน เกษตรธรรมชาติ เกษตรทฤษฎีใหม่ และกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรต่าง ๆ ให้เป็นหมวดหมู่และพร้อมสำหรับการถ่ายทอดo บทบาทแกนนำและวิทยากร: นายสุภจินห์เป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ที่สามารถถ่ายทอดให้กับบุคคลทั่วไป องค์กร และสถาบันการศึกษา (เช่น นักเรียนโรงเรียนแม่ลาววิทยาคม และชุมชนในพื้นที่ เป็นต้น) ได้อย่างมีประสิทธิภาพo เครือข่ายความร่วมมือ: การได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเกษตรอำเภอแม่ลาว เครือข่าย และชุมชน แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างความร่วมมือและการเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้


11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้กาแฟสดดอยมะค่าและนายสุภจินห์ ได้พัฒนากระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่หลากหลายและเข้าถึงได้จริง ดังนี้:11.1 การเป็นแบบอย่างและลงมือทำจริง o การปฏิบัติจริงในพื้นที่: นายสุภจินห์สร้างเกษตรทฤษฎีใหม่ด้วยตนเอง แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ของความสำเร็จจากแนวคิดนี้ ทำให้ผู้สนใจเห็นภาพและเกิดแรงบันดาลใจในการนำไปปรับใช้o การเปลี่ยนผ่านชีวิต: เรื่องราวของนายสุภจินห์ที่ผันตัวเองจากพนักงานประจำมาเป็นเกษตรกรที่พึ่งพาตนเองได้ เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาศึกษาเรียนรู้11.2 การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้และเปิดพื้นที่ศึกษาดูงาน ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร: การเป็นศูนย์เครือข่ายที่ได้รับการรับรอง แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งรวมองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการเกษตรที่เหมาะสมo การต้อนรับคณะศึกษาดูงาน: การเปิดสวนให้บุคคลทั่วไป องค์กร และสถาบันการศึกษา (เช่น โรงเรียนแม่ลาววิทยาคม) เข้ามาเยี่ยมชมและเรียนรู้ ช่วยให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ผ่านการบรรยาย การสาธิต และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์โดยตรงo โฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยว: การมีที่พักช่วยอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวและผู้สนใจสามารถใช้เวลาศึกษาเรียนรู้ในสวนได้นานขึ้น และสัมผัสวิถีชีวิตเกษตรธรรมชาติอย่างใกล้ชิด11.3 การเป็นวิทยากรและแกนนำชุมชน o การถ่ายทอดประสบการณ์ตรง: นายสุภจินห์ในฐานะวิทยากร สามารถถ่ายทอดประสบการณ์จริงในการทำเกษตรยั่งยืน เกษตรธรรมชาติ และเกษตรทฤษฎีใหม่ตามศาสตร์พระราชา ซึ่งเป็นความรู้ที่ปฏิบัติได้จริงและเข้าใจง่ายo บทบาทแกนนำในชุมชน: การเป็นแกนนำด้านการทำเกษตรในชุมชน ทำให้เกิดการถ่ายทอดความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีไปสู่เกษตรกรรายอื่น ๆ ในพื้นที่o การเป็นวิทยากรแลกเปลี่ยนเรียนรู้: การได้รับเชิญเป็นวิทยากรให้กับคณะต่าง ๆ รวมถึงการถ่ายทอดความรู้ในสวนภูตาด เกษตรธรรมชาติ แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในความเชี่ยวชาญและบทบาทในการเป็นผู้ให้ความรู้11.4 การสร้างความร่วมมือและเครือข่าย o การสนับสนุนจากภาครัฐและเครือข่าย: การได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเกษตรอำเภอแม่ลาวและเครือข่ายต่าง ๆ ช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายผลไปในวงกว้างo การเป็นวิสาหกิจชุมชน: การจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนเกษตรทฤษฎีใหม่ ช่วยสร้างความเข้มแข็งและเป็นกลไกในการจัดการและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับสมาชิกและชุมชนอย่างเป็นระบบกาแฟสดดอยมะค่าและนายสุภจินห์ คำสมุทร จึงเป็นแบบอย่างของการผสานภูมิปัญญาเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ากับการพัฒนาธุรกิจและการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ที่ไม่เพียงแต่สร้างความมั่นคงให้ครอบครัว แต่ยังขยายผลเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน


12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง - ได้รับคัดเลือกเป็นบุคคลทางการเกษตรสาขาอาชีพไร่สวนผสมดีเด่น ระดับจังหวัด ปี 2561 อันดับ 2 โครงการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่น ของกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2561 ณ 26 มิถุนายน 2561 จาก สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย- ได้เป็นวิทยากรให้ความรู้ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ให้กับนักเรียนโรงเรียนแม่ลาววิทยาคม ณ 15 มิถุนายน 2560 จากโรงเรียนแม่ลาววิทยาคม13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นางสาวสุรีย์ภรณ์ ทัพแสนลี ครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลดงมะดะ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา อุตสาหกรรมและหัตกรรม (ด้านการผลิตและการบริโภค)2. เรื่อง กลุ่มข้าวแต๋น หมู่ 19 3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นางจินดา สมรัก อายุ 64 ปี4. การศึกษา มัธยศึกษาตอนปลาย เบอร์โทร 080-05287945. สถานที่ติดต่อ บ้านเลขที่ 255 หมู่ที่ 19 บ้านแม่ลาว ตำบลดงมะดะ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์ 57250 6. วัน/เวลาที่ให้บริการ 08.30 - 17.00 น. ทุกวัน7. เว็บไซต์ https://shorturl.asia/pgb0V เฟสบุ๊ค - ID Line -8. ละติจูด/ลองจิจูด 19.7158087,99.71341099. ประวัติความเป็นมา“ข้าวแต๋น” อาหารสูตรดั้งเดิมของคนในภาคเหนือที่มีข้าวเหนียวนึ่งเป็นส่วนประกอบหลักเป็นอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของภาคเหนือที่ภาคอื่น ๆ รู้จักคุ้นเคยไม่ว่าจะเป็นของกินสำหรับต้อนรับแขกผู้มาเยือน เป็นขนมที่สำคัญในงานทำบุญใหญ่หรือเรียกว่าบุญหลวงล้านนา(วันพระสำคัญทางพระพุทธศาสนา) หรือของฝากประทับใจคนรับอันเลื่องชื่อมาช้านาน และเป็นที่นิยมแพร่หลายตั้งแต่อดีตสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันกลุ่มข้าวแต๋น หมู่ที่ 19 บ้านแม่ลาว ตำบล ดงมะดะ อำเภอ แม่ลาว จังหวัดเชียงราย ก่อตั้ง พ.ศ.2556 จากการร่วมกลุ่มของประชาชนกลุ่มสนใจจำนวน 8 คน ได้งบสนับสนุนจากเทศบาลแม่ลาวจำนวน 20,000 บาท โดยมีนางจินดา สมรัก เป็นประธาน และได้จัดตั้งชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มข้าวแต๋น หมู่ที่ 19 ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 13 คน การศึกษาต่อเนื่องกลุ่มสนใจ โครงการการทำข้าวแต๋น เพื่อจำหน่าย สร้างรายได้สู่ชุมชุนจำนวน 10 ชั่วโมง หลักสูตรการทำข้าวแต๋นน้ำแตงโม ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอแม่ลาว


10. องค์ความรู้ด้าน องค์ความรู้ของกลุ่มข้าวแต๋น หมู่ที่ 19 ครอบคลุมทั้งด้านภูมิปัญญาการทำข้าวแต๋นดั้งเดิมและ การประยุกต์ใช้กับวัตถุดิบใหม่ ๆ ดังนี้:10.1 ภูมิปัญญาการทำ \"ข้าวแต๋นน้ำแตงโม\" สูตรดั้งเดิมo การคัดเลือกวัตถุดิบหลัก: ความรู้ในการเลือก ข้าวเหนียวดิบ ที่มีคุณภาพเหมาะสมสำหรับการทำข้าวแต๋นo การเตรียมข้าวเหนียว: เทคนิคการ ล้างและแช่ข้าวเหนียว ในระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ข้าวเหนียวนิ่มและดูดซับน้ำได้ดีก่อนนำไปนึ่งo การนึ่งข้าวเหนียว: ความชำนาญในการ นึ่งข้าวเหนียว ให้สุกพอดี ไม่แข็งหรือแฉะจนเกินไป ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของเนื้อสัมผัสข้าวแต๋นo การเตรียมและผสมน้ำแตงโม: การใช้น้ำแตงโมล้วนๆ ผสมกับน้ำตาลอ้อยธรรมชาติ/น้ำตาลทรายไม่ขัดสี และเกลือทะเลป่น เพื่อให้ได้รสชาติหวานเค็มกลมกล่อมและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของข้าวแต๋นน้ำแตงโมo การมูนข้าวเหนียว: เทคนิคการ คนผสมข้าวเหนียวร้อนๆ กับน้ำแตงโมปรุงรส ให้เข้ากันดีและพักไว้ให้ซึมซับรสชาติo การขึ้นรูป: ทักษะในการ กดข้าวเหนียวให้เป็นแผ่นกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว ลงบนกระด้งหรือถาดอย่างสม่ำเสมอo การตากแห้ง: ความรู้ในการ ตากข้าวแต๋นแดดจัดๆ ประมาณ 2-3 วัน จนแห้งสนิท เพื่อให้เก็บรักษาได้นานและเมื่อทอดแล้วพองฟูสวยงามo เทคนิคการทอด: ความชำนาญในการ ตั้งน้ำมันให้ร้อนพอดีและทอดข้าวแต๋นให้พองฟูทั่วทั้งชิ้น โดยไม่ไหม้หรืออมน้ำมัน10.2 การทำ \"น้ำตาลเคี่ยว\" (ส่วนผสมสำหรับราดหน้า/เคลือบ)o การเลือกชนิดน้ำตาล: ความเข้าใจในการใช้น้ำตาลอ้อยธรรมชาติและน้ำตาลปี๊บในสัดส่วนที่เหมาะสมo เทคนิคการเคี่ยวน้ำตาล: ทักษะในการ เคี่ยวน้ำตาลกับน้ำเปล่า ให้ได้ความข้นเหนียวที่พอดีสำหรับการเคลือบข้าวแต๋น หรือการนำไปใช้เป็นส่วนผสมอื่นๆ10.3 การทำข้าวเกรียบ เช่น (ข้าวเกรียบฟักทอง, มันม่วง, มันอาลู)10.3.1 ข้าวเกรียบฟักทองเอกลักษณ์: ข้าวเกรียบฟักทองจะให้รสชาติหวานหอมจากธรรมชาติของฟักทอง และมีสีส้มทองที่น่ารับประทานวัตถุดิบหลัก:• ฟักทอง: เลือกฟักทองเนื้อแน่น สีเข้ม จะให้รสชาติดีกว่า• แป้งมันสำปะหลัง: เป็นส่วนผสมหลักที่ทำให้ข้าวเกรียบกรอบ• แป้งสาลีอเนกประสงค์ (เล็กน้อย): ช่วยให้เนื้อข้าวเกรียบเนียนขึ้น• เกลือ: ปรุงรส• น้ำตาลทราย (เล็กน้อย): เพื่อเพิ่มความกลมกล่อมและดึงรสหวานของฟักทองออกมา


ขั้นตอนการทำ:1. เตรียมฟักทอง: ปอกเปลือกและหั่นฟักทองเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปนึ่งหรือต้มจนนิ่ม จากนั้นบดให้ละเอียด2. ผสมแป้ง: นำฟักทองบดที่ได้มาผสมกับแป้งมันสำปะหลัง แป้งสาลี เกลือ และน้ำตาล นวดให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวและสามารถปั้นได้ (อาจเติมน้ำเล็กน้อยหากแห้งเกินไป)3. ขึ้นรูป: ปั้นแป้งเป็นแท่งกลมยาว หรือใช้เครื่องอัดแป้งขึ้นรูป4. นึ่ง: นำแป้งที่ขึ้นรูปแล้วไปนึ่งในน้ำเดือดประมาณ 30-45 นาที หรือจนสุกและใส5. ผึ่ง/ตากแห้ง: นำข้าวเกรียบที่นึ่งสุกแล้วมาหั่นเป็นแผ่นบางๆ (ขณะที่ยังอุ่นอยู่จะหั่นง่ายกว่า) จากนั้นนำไปผึ่งแดดจัดๆ ประมาณ 1-2 วัน หรืออบด้วยตู้อบลมร้อนจนแห้งสนิท6. ทอด: เมื่อแห้งสนิทแล้ว สามารถนำไปทอดในน้ำมันร้อนจัดจนพองกรอบ10.3.2 ข้าวเกรียบมันม่วงเอกลักษณ์: ข้าวเกรียบมันม่วงมีสีม่วงสดใสที่สวยงาม และมีรสชาติหวานมันที่เป็นเอกลักษณ์ของมันม่วงวัตถุดิบหลัก:• มันม่วง: เลือกมันม่วงเนื้อละเอียด สีเข้ม• แป้งมันสำปะหลัง• แป้งข้าวเจ้า (เล็กน้อย): ช่วยให้ข้าวเกรียบมีความกรอบและไม่เหนียวติดกัน• เกลือ• น้ำตาลทราย (เล็กน้อย)ขั้นตอนการทำ:1. เตรียมมันม่วง: ปอกเปลือกและหั่นมันม่วงเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปนึ่งหรือต้มจนนิ่ม จากนั้นบดให้ละเอียด2. ผสมแป้ง: ผสมมันม่วงบดกับแป้งมันสำปะหลัง แป้งข้าวเจ้า เกลือ และน้ำตาล นวดให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกัน3. ขึ้นรูปและนึ่ง: ทำตามขั้นตอนเดียวกับการทำข้าวเกรียบฟักทอง4. ผึ่ง/ตากแห้งและทอด: ทำตามขั้นตอนเดียวกับการทำข้าวเกรียบฟักทอง10.3.3 ข้าวเกรียบมันอาลู (มันฝรั่ง)เอกลักษณ์: ข้าวเกรียบมันอาลู หรือมันฝรั่ง จะให้รสชาติเค็มมัน หอมกลิ่นมันฝรั่ง และมีเนื้อสัมผัสที่บางเบาวัตถุดิบหลัก:• มันฝรั่ง (มันอาลู): เลือกมันฝรั่งที่มีเนื้อแป้งเยอะ• แป้งมันสำปะหลัง• เกลือ• พริกไทย (เล็กน้อย): เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและรสชาติ• ผงปรุงรส (ไม่จำเป็น): อาจเพิ่มผงปรุงรสตามชอบ เช่น ผงปาปริก้า, ผงชีส เพื่อสร้างรสชาติที่หลากหลาย


ขั้นตอนการทำ:1. เตรียมมันฝรั่ง: ปอกเปลือกและหั่นมันฝรั่งเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปต้มจนนิ่ม จากนั้นบดให้ละเอียด (ไม่แนะนำให้นึ่ง เพราะการต้มจะช่วยลดปริมาณน้ำยางของมันฝรั่ง ทำให้เนื้อแป้งร่วนขึ้น)2. ผสมแป้ง: ผสมมันฝรั่งบดกับแป้งมันสำปะหลัง เกลือ พริกไทย และผงปรุงรส (ถ้าใช้) นวดให้เข้ากัน3. ขึ้นรูปและนึ่ง: ทำตามขั้นตอนเดียวกับการทำข้าวเกรียบฟักทอง4. ผึ่ง/ตากแห้งและทอด: ทำตามขั้นตอนเดียวกับการทำข้าวเกรียบฟักทองเคล็ดลับเพิ่มเติมสำหรับข้าวเกรียบทุกชนิด:• คุณภาพวัตถุดิบ: เลือกวัตถุดิบที่สดใหม่และมีคุณภาพดี จะส่งผลต่อรสชาติและสีของข้าวเกรียบ• การนวดแป้ง: นวดแป้งให้เข้ากันดีและเนียน จะทำให้ข้าวเกรียบมีเนื้อสัมผัสที่ดีและไม่แตกหักง่าย• ความบางของการหั่น: การหั่นข้าวเกรียบให้บางเท่ากันจะช่วยให้ทอดออกมาพองสวยและกรอบเท่ากัน• การตากแห้ง: การตากแดดจัดๆ หรืออบให้แห้งสนิทเป็นสิ่งสำคัญมาก หากไม่แห้งสนิทจะทำให้ข้าวเกรียบไม่พองหรือขึ้นราได้ง่าย• การเพิ่มรสชาติ: คุณสามารถเพิ่มรสชาติและกลิ่นหอมอื่นๆ ได้ เช่น กระเทียม พริกไทยดำป่นละเอียด หรือสมุนไพรต่างๆ เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์• บรรจุภัณฑ์: หากต้องการจำหน่าย ควรเลือกบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิทเพื่อรักษาความกรอบและยืดอายุการเก็บรักษา10.4 การบริหารจัดการกลุ่มo การรวมกลุ่มและบริหารสมาชิก: การบริหารจัดการกลุ่มที่มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 13 คน และการแบ่งปันบทบาทหน้าที่o การสร้างรายได้สู่ชุมชน: การดำเนินกิจการที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้และเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับสมาชิกและชุมชนo การจัดการงบประมาณ: การบริหารจัดการงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานท้องถิ่น11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้กลุ่มข้าวแต๋น หมู่ที่ 19 มีกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งเสริมให้ภูมิปัญญานี้คงอยู่และมีการพัฒนา11.1 การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง o การถ่ายทอดภายในกลุ่ม: สมาชิก 8 คนแรกที่ร่วมกันก่อตั้งกลุ่มและนางจินดา สมรัก ประธานกลุ่ม เป็นแกนหลักในการถ่ายทอดเทคนิคการทำข้าวแต๋นให้กับสมาชิกใหม่ 5 คนที่เพิ่มเข้ามา ผ่านการ ลงมือปฏิบัติจริง ทุกขั้นตอนo การเรียนรู้จากการทำซ้ำ: การผลิตข้าวแต๋นเพื่อจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ทำให้สมาชิกเกิดความชำนาญและเข้าใจในรายละเอียดปลีกย่อยของกระบวนการผลิตมากขึ้น


o การแลกเปลี่ยนประสบการณ์: สมาชิกในกลุ่มมีการแลกเปลี่ยนความรู้ ปัญหา และวิธีแก้ไขในระหว่างการทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้แบบไม่เป็นทางการแต่มีประสิทธิภาพ11.2 การศึกษาอบรมและพัฒนาหลักสูตร o โครงการการทำข้าวแต๋นเพื่อจำหน่าย (10 ชั่วโมง): การเข้าร่วมโครงการนี้เป็นการได้รับองค์ความรู้ที่เป็นระบบมากขึ้น ทั้งในด้านเทคนิคการผลิตและการบริหารจัดการเพื่อ การจำหน่ายo หลักสูตรการทำข้าวแต๋นน้ำแตงโมจาก สกร.ระดับอำเภอแม่ลาว: การได้รับความรู้จากสถาบันการศึกษาภายนอก ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในหลักการและเทคนิคที่อาจนำไปประยุกต์ใช้ได้o การเรียนรู้เพื่อประยุกต์ใช้วัตถุดิบใหม่: กระบวนการพัฒนา \"ข้าวเกรียบฟักทอง, มันม่วง, มันอาลู\" แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้และทดลองประยุกต์ใช้ความรู้เดิมกับวัตถุดิบใหม่ๆ11.3 การรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายo การรวมกลุ่มประชาชนผู้สนใจ: การก่อตั้งกลุ่มช่วยรวบรวมผู้ที่มีความสนใจและทักษะมารวมกัน ทำให้เกิดการถ่ายทอดและแบ่งปันความรู้ภายในกลุ่มอย่างเป็นธรรมชาติo การสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก: การได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลแม่ลาว และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอแม่ลาว เป็นการเชื่อมโยงกลุ่มเข้ากับแหล่งความรู้และทรัพยากรภายนอก ซึ่งช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการถ่ายทอดและพัฒนา11.4 การผลิตและจำหน่าย o การผลิตเพื่อสร้างรายได้: วัตถุประสงค์หลักของการรวมกลุ่มคือการสร้างรายได้ ทำให้เกิดกระบวนการผลิตที่เป็นรูปธรรมและมีการถ่ายทอดทักษะเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสม่ำเสมอสำหรับการจำหน่ายo การรับรู้จากผู้บริโภค: การที่ข้าวแต๋นเป็นที่รู้จักและนิยมแพร่หลายมายาวนาน และเป็นของฝากประทับใจ แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ถูกถ่ายทอดมาจากภูมิปัญญาและทักษะการผลิตที่ดีกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ของกลุ่มข้าวแต๋นหมู่ที่ 19 จึงเป็นการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สืบทอดกันมา การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง การพัฒนาทักษะผ่านการฝึกอบรม และการจัดการกลุ่มอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาชีพและอนุรักษ์อาหารพื้นบ้านอันเป็นเอกลักษณ์ของภาคเหนือ12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง -13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นางสาวสุรีย์ภรณ์ ทัพแสนลี ครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลดงมะดะ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา ปราชญ์ชาวบ้าน สาขาศิลปกรรม ด้านหัตถกรรม (งานฝีมิอช่าง) 2. เรื่อง ปราชญ์ชาวบ้าน สาขาศิลปกรรม ด้านหัตถกรรม (งานฝีมิอช่าง) ไม้กวาดจากขวดพลาสติก3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นางสมคิด ฟองสมุทร อายุ 63 ปี4. การศึกษา มัธยศึกษาตอนปลาย เบอร์โทร 084-32794485. สถานที่ติดต่อ เลขที่ 56 หมู่ที่ 8 บ้านผาบ่อง ตำบล.ดงมะดะ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์ 572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ 08.30 - 17.00 น. ทุกวัน7. เว็บไซต์ - เฟสบุ๊ค สมคิด ฟองสมุทร ID Line 08432794488. ละติจูด/ลองจิจูด 19.7514983,99.69473479. ประวัติความเป็นมาการทำไม้กวาดจากขวดพลาสติกของชุมชนตำบลดงมะดะ เป็นการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นเดิมจากการทำไม้กวาดทางมะพร้าว โดยเปลี่ยนวัตถุดิบหลักจากทางมะพร้าวมาเป็น ขวดพลาสติกใช้แล้วซึ่งนอกจากจะเพิ่มสีสันและความแข็งแรงให้กับไม้กวาดแล้ว ยังช่วย ลดปริมาณขยะ ในชุมชนและ สร้างรายได้เพิ่มเติมอีกด้วย หัวใจสำคัญของไม้กวาดชนิดนี้อยู่ที่การใช้เทคนิคการถักลายหางงูสิงห์ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นเฉพาะของตำบลดงมะดะในการถักรัดกลุ่มเส้นพลาสติกให้มีความแข็งแรงทนทาน เหมาะสำหรับการปัดกวาดทำความสะอาด


10. องค์ความรู้ด้าน องค์ความรู้ในการผลิตไม้กวาดจากขวดพลาสติกนี้ ครอบคลุมทั้งเทคนิคการประดิษฐ์ การประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา และการจัดการทรัพยากร:10.1 การคัดเลือกและเตรียมวัตถุดิบ (ขวดพลาสติก)o การคัดแยกขวด: ความรู้ในการเลือกชนิดและประเภทของขวดพลาสติกที่เหมาะสมสำหรับการนำมาทำเส้นไม้กวาด (เช่น ขวด PET, ขวดน้ำดื่ม) รวมถึงการเลือกสีสันที่ต้องการo การทำความสะอาดขวด: เทคนิคการล้างและทำความสะอาดขวดพลาสติกอย่างถูกวิธี เพื่อสุขอนามัยและป้องกันสิ่งปนเปื้อนo การตัดเส้นพลาสติก: ความชำนาญในการตัดขวดพลาสติกให้เป็นเส้นพลาสติกที่มีความยาว ความกว้าง และความสม่ำเสมอตามต้องการ เพื่อให้ได้เส้นไม้กวาดที่ใช้งานได้ดี10.2 การประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาการถักลายหางงูสิงห์o เทคนิคการถักลายหางงูสิงห์: นี่คือองค์ความรู้ที่เป็นเอกลักษณ์และสำคัญที่สุดของผลิตภัณฑ์นี้ โดยเป็นการนำภูมิปัญญาการถักรัดที่ใช้กับวัสดุธรรมชาติมาประยุกต์ใช้กับเส้นพลาสติก เพื่อให้เกิดความแข็งแรง ทนทาน และสวยงามo การรวมกลุ่มเส้นพลาสติก: ความรู้ในการจัดเรียงและรวมกลุ่มเส้นพลาสติกให้ได้ปริมาณและความหนาที่เหมาะสมกับการถัก เพื่อให้ได้ปลายไม้กวาดที่แน่นและมีประสิทธิภาพในการปัดกวาด10.3 การประกอบไม้กวาด:o การยึดติดกับด้ามไม้กวาด: เทคนิคการยึดกลุ่มเส้นพลาสติกที่ถักแล้วเข้ากับด้ามไม้กวาดอย่างแน่นหนาและแข็งแรง เพื่อให้ใช้งานได้นานo การตกแต่งและเก็บรายละเอียด: ความประณีตในการเก็บรายละเอียดส่วนปลายและส่วนโคนของไม้กวาด เพื่อความสวยงามและความปลอดภัยในการใช้งาน10.4 การจัดการขยะและการสร้างรายได้o การลดขยะในชุมชน: ความเข้าใจในหลักการนำขวดพลาสติกใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ (Reuse/Recycle) เพื่อลดปริมาณขยะและสร้างมูลค่าเพิ่มo การสร้างอาชีพเสริม: ความรู้ในการผลิตไม้กวาดเพื่อจำหน่าย ซึ่งช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับคนในชุมชน11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้การถ่ายทอดองค์ความรู้การทำไม้กวาดจากขวดพลาสติกนี้ อาศัยการผสมผสานระหว่าง การปฏิบัติจริง การเรียนรู้แบบเป็นระบบ และการประชาสัมพันธ์:11.1 หลักสูตรการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ o หลักสูตรไม้กวาดจากขวดพลาสติก (5 ปี): การมีหลักสูตรระยะยาวถึง 5 ปี แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ครบถ้วนและลึกซึ้ง ครอบคลุมตั้งแต่ การคัดเลือกวัตถุดิบ การเตรียมเส้นพลาสติก การถักลายหางงูสิงห์ ไปจนถึงการประกอบเป็นไม้กวาด และอาจรวมถึงการบริหารจัดการกลุ่มo การสาธิตและลงมือทำจริง: ผู้เรียนจะได้รับการสอนผ่านการสาธิตขั้นตอนต่าง ๆ และได้ลงมือปฏิบัติจริง ในทุกกระบวนการ ซึ่งเป็นวิธีการถ่ายทอดทักษะหัตถกรรมที่มีประสิทธิภาพที่สุด


o การให้คำแนะนำและแก้ไขปัญหา: ผู้สอนหรือผู้เชี่ยวชาญจะคอยให้คำแนะนำและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ผู้เรียนพบเจอระหว่างการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและทักษะที่ถูกต้องแม่นยำ11.2 การเรียนรู้จากการผลิตและจำหน่าย o การผลิตเพื่อการใช้งานจริง: การผลิตไม้กวาดเพื่อนำไปใช้งานจริง (ปัดกวาดบ้านและบริเวณบ้าน) ทำให้ผู้ผลิตเข้าใจถึงคุณภาพที่ต้องการและสามารถปรับปรุงกระบวนการให้ดียิ่งขึ้นo การจำหน่ายและสาธิตผลิตภัณฑ์: การนำไม้กวาดออกจำหน่ายและมีการ สาธิตการทำไม้กวาดจากขวดพลาสติก แสดงให้เห็นถึงการถ่ายทอดความรู้ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์จริง ผู้สนใจสามารถสอบถามและเรียนรู้จากผู้ผลิตได้โดยตรงo การรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งาน: ข้อคิดเห็นจากผู้ใช้งานไม้กวาดที่ซื้อไป อาจถูกนำมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นการเรียนรู้แบบวนลูป11.3 การสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น o การนำภูมิปัญญาเดิมมาต่อยอด: การเปลี่ยนจากไม้กวาดทางมะพร้าวมาเป็นขวดพลาสติก โดยยังคงใช้เทคนิคการถักลายหางงูสิงห์ แสดงให้เห็นถึงการ อนุรักษ์ภูมิปัญญาเดิม และถ่ายทอดเทคนิคเฉพาะของท้องถิ่นo การสร้างคุณค่าและรายได้: การที่ผลิตภัณฑ์ช่วยเพิ่มรายได้และลดขยะในชุมชน เป็นการสร้างคุณค่าและแรงจูงใจให้คนในชุมชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ หันมาเรียนรู้และสืบทอดภูมิปัญญานี้ต่อไป11.4 การประชาสัมพันธ์และการสร้างความตระหนัก o การจัดแสดงสินค้าและนิทรรศการ: การนำไม้กวาดออกแสดงในงานต่าง ๆ จะช่วยเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวิธีการทำและประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ให้สาธารณะชนได้รับทราบo การบอกเล่าเรื่องราว: การเล่าเรื่องราวเบื้องหลังการทำไม้กวาด ตั้งแต่ปัญหาขยะ แรงบันดาลใจ และภูมิปัญญาที่นำมาใช้ จะช่วยสร้างความผูกพันและแรงบันดาลใจให้กับผู้สนใจไม้กวาดจากขวดพลาสติกจึงเป็นมากกว่าผลิตภัณฑ์ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม สร้างรายได้ และสืบทอดทักษะอันทรงคุณค่าให้กับชุมชน อย่างยั่งยืน12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง -13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นางสาวสุรีย์ภรณ์ ทัพแสนลี ครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลดงมะดะ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา ปราชญ์ชาวบ้าน สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม ด้านการผลิตและการบริโภค2. เรื่อง ปราชญ์ชาวบ้าน สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม ด้านการผลิตและการบริโภค การทำขนมไทย3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นางสุมิตรา ยนพันธุ์ อายุ - ปี4. การศึกษา มัธยศึกษาตอนปลาย เบอร์โทร 094-23724155. สถานที่ติดต่อ เลขที่ 12 ถนน - หมู่ที่ 16 บ้านป่าก่อพัฒนา ตำบล.ดงมะดะ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์ 572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ 08.30 - 17.00 น. ทุกวัน7. เว็บไซต์ - เฟสบุ๊ค สุมิตรา ยนพันธุ์ ID Line 09423724158. ละติจูด/ลองจิจูด 19.7347292,99.71158879. ประวัติความเป็นมาการทำขนมไทยเป็นศิลปะที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมอันงดงามของชาติ แต่ด้วยการเข้ามาของขนมขบเคี้ยวสมัยใหม่ ทำให้ขนมไทยเริ่มเลือนหายไปจากความทรงจำของคนรุ่นใหม่ ด้วยเหตุนี้ การส่งเสริมให้ กลุ่มแม่บ้านหันมาทำขนมไทยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่เพื่อ สร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวและชุมชน แต่ยังเป็นการ อนุรักษ์ สืบสานวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของขนมไทยให้คงอยู่สืบไป


10. องค์ความรู้ด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับการทำขนมไทยของกลุ่มแม่บ้านนี้ ครอบคลุมทั้งศาสตร์และศิลป์ ตั้งแต่ การเลือกวัตถุดิบไปจนถึงการนำเสนอ และการประยุกต์ใช้เพื่อการสร้างรายได้:10.1 ความรู้ด้านวัตถุดิบและส่วนผสมo การคัดเลือกและเตรียมวัตถุดิบคุณภาพ: ความเข้าใจในการเลือกใช้แป้งชนิดต่าง ๆ (เช่น แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว แป้งถั่วเขียว), น้ำตาล (น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย), กะทิสด, ไข่, และผลไม้หรือพืชผักที่นำมาใช้ทำขนม (เช่น ฟักทอง เผือก กล้วย) ให้ได้คุณภาพดีที่สุดและปลอดภัยo การเตรียมส่วนผสมพื้นฐาน: เทคนิคการเตรียมส่วนผสมเบื้องต้น เช่น การคั้นกะทิ การทำน้ำปูนใส การทำน้ำใบเตยคั้นสด หรือการเตรียมน้ำดอกไม้ให้มีกลิ่นหอมตามแบบฉบับขนมไทย10.2 เทคนิคและกรรมวิธีการทำขนมไทยดั้งเดิมo ทักษะการปรุงและแปรรูป: ความชำนาญในการใช้กรรมวิธีต่างๆ เช่น การนึ่ง การกวน การเชื่อม การทอด การอบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์ขนมไทยหลากหลายชนิดo การผสมผสานส่วนผสม: ความรู้ในการผสมแป้งและส่วนผสมอื่นๆ ให้เข้ากันอย่างลงตัว เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มนวล ความข้นที่เหมาะสม หรือความยืดหยุ่นตามลักษณะของขนมแต่ละชนิดo การควบคุมความร้อนและเวลา: ความแม่นยำในการควบคุมอุณหภูมิและระยะเวลาในการทำขนม เพื่อให้ขนมสุกพอดี มีรสชาติ สีสัน และเนื้อสัมผัสที่สมบูรณ์แบบo การตกแต่งและการนำเสนอ: ความประณีตในการจัดวาง การแกะสลัก หรือการใช้พิมพ์เพื่อสร้างสรรค์ขนมไทยให้สวยงามน่ารับประทาน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่ดึงดูดใจ10.3 ภูมิปัญญาและเอกลักษณ์ของขนมไทยo ความสำคัญของรสชาติและกลิ่น: ความรู้ในการรักษาสมดุลของรสชาติ หวาน เค็ม มัน และกลิ่นหอมจากธรรมชาติ เช่น ใบเตย มะลิ เทียนอบ ซึ่งเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของขนมไทยo สีสันจากธรรมชาติ: การใช้สีจากธรรมชาติ เช่น อัญชัน ใบเตย ฟักทอง ดอกกระเจี๊ยบ เพื่อให้ขนมมีสีสันที่สวยงาม ปลอดภัย และน่ารับประทานo เรื่องราวและคุณค่าทางวัฒนธรรม: ความเข้าใจถึงที่มา ความหมาย หรือโอกาสในการทำขนมแต่ละชนิด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและประเพณีไทย10.4 การสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อการค้า:o การปรับสูตรให้เข้ากับยุคสมัย: ความสามารถในการปรับสูตรให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยยังคงเอกลักษณ์ของขนมไทยไว้o การควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน: การรักษามาตรฐานรสชาติและคุณภาพของขนมให้สม่ำเสมอ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค


11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้กลุ่มแม่บ้านมีกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้การทำขนมไทยที่เน้นการปฏิบัติจริงและการเข้าถึงชุมชน เพื่อให้ภูมิปัญญานี้คงอยู่และสร้างรายได้เสริมได้อย่างยั่งยืน:11.1 หลักสูตรการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการระยะยาว o หลักสูตรการทำขนมไทย จำนวน 5 ปี: การมีหลักสูตรระยะยาวถึง 5 ปี แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการถ่ายทอดองค์ความรู้การทำขนมไทยอย่างลึกซึ้งและครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงเทคนิคขั้นสูง รวมถึงการประยุกต์ใช้เพื่อการค้าo การเน้นการลงมือทำจริง: ผู้เรียนในหลักสูตรจะได้รับการสอนผ่านการสาธิตและได้ลงมือปฏิบัติจริง ในทุกขั้นตอนของการทำขนมแต่ละชนิด ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการสร้างทักษะและความเข้าใจo การถ่ายทอดเคล็ดลับและภูมิปัญญา: ผู้สอนจะถ่ายทอด \"เคล็ดลับ\" และ \"เทคนิคเฉพาะ\" ที่สืบทอดกันมา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ขนมไทยมีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์o การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า: การเรียนรู้ในหลักสูตรจะรวมถึงการแก้ไขปัญหาที่มักเกิดขึ้นระหว่างการทำขนม เพื่อให้ผู้เรียนสามารถจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ ได้11.2 การจำหน่ายและสาธิตในพื้นที่สาธารณะ o การจำหน่ายขนมไทย: การผลิตขนมไทยเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้เสริม ทำให้สมาชิกกลุ่มแม่บ้านได้ฝึกฝนทักษะการทำขนมอย่างต่อเนื่อง และเรียนรู้การผลิตให้ได้มาตรฐานเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดo การสาธิตการทำขนมทุกวันศุกร์ ณ ถนนคนเดินดงมะดะ: นี่เป็นกลไกสำคัญใน การถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สาธารณะชน:▪ การเรียนรู้จากการสังเกต: ผู้สนใจสามารถสังเกตขั้นตอนการทำขนมไทยได้อย่างใกล้ชิด▪ การสอบถามและแลกเปลี่ยน: ผู้ชมสามารถสอบถามรายละเอียดหรือเคล็ดลับจากผู้ทำได้โดยตรง ซึ่งเป็นการถ่ายทอดความรู้แบบสองทาง▪ การสร้างแรงบันดาลใจ: การสาธิตช่วยสร้างแรงบันดาลใจและความสนใจใน การทำขนมไทยให้กับเด็กและเยาวชน รวมถึงบุคคลทั่วไป▪ การประชาสัมพันธ์และอนุรักษ์: การสาธิตเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพใน การประชาสัมพันธ์ขนมไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และเป็นการแสดงออกถึง การอนุรักษ์วัฒนธรรมให้คงอยู่


11.3 การรวมกลุ่มเพื่อการเรียนรู้และสร้างรายได้ o การรวมกลุ่มแม่บ้าน: การรวมตัวกันเป็นกลุ่มทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และเทคนิคการทำขนมระหว่างสมาชิก ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะร่วมกันo การสร้างอาชีพเสริม: วัตถุประสงค์ในการสร้างรายได้เสริมเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ขนมที่ผลิตมีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาดกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้การทำขนมไทยของกลุ่มแม่บ้านนี้ จึงเป็นการผสมผสานระหว่างการเรียนรู้ที่เป็นระบบ การลงมือปฏิบัติจริง การนำเสนอสู่สาธารณะ และการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ขนมไทยอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติยังคงอยู่คู่สังคมไทยต่อไป12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง -13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นางสาวสุรีย์ภรณ์ ทัพแสนลี ครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลดงมะดะ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา ปราชญ์ชาวบ้าน สาขาศิลปกรรม ด้านประติมากรรม2. เรื่อง ปราชญ์ชาวบ้าน สาขาศิลปกรรม ด้านประติมากรรม ช่างเบื้องต้น3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นายมนต์เทียน โมลา อายุ 54 ปี4. การศึกษา มัธยศึกษาตอนปลาย เบอร์โทร 089-5521265. สถานที่ติดต่อ บ้านเลขที่ 58 หมู่ที่ 3 บ้านร่องศาลา ตำบลดงมะดะ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์ 572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ 08.30 - 17.00 น. ทุกวัน7. เว็บไซต์ - เฟสบุ๊ค มนต์เทียน โมลา ID Line -8. ละติจูด/ลองจิจูด 19.8139847,99.74727639. ประวัติความเป็นมาการเป็น ช่างทาสีถือเป็นทักษะช่างเบื้องต้นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ด้วยลักษณะที่เป็น อาชีพอิสระสามารถเป็นได้ทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม ไม่จำเป็นต้องมีต้นทุนสูง เน้นที่ ฝีมือและทักษะ นอกจากนี้ ตลาดสำหรับช่างทาสียังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากที่พักอาศัยส่วนใหญ่สร้างจากคอนกรีตที่ต้องใช้สีในการตกแต่งผนัง ฝ้าเพดาน และส่วนอื่น ๆ ให้สวยงาม การขยายตัวของครอบครัวไทยที่นำไปสู่การก่อสร้างที่พักอาศัยเพิ่มขึ้น ทำให้เกิด การขาดแคลนช่างทาสีจึงเป็นอาชีพที่เปิดโอกาสให้ผู้ว่างงานหรือผู้ที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพมีช่องทางที่มั่นคงได้


10. องค์ความรู้ด้าน การเป็นช่างทาสีถือเป็น ทักษะช่างเบื้องต้น ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ด้วยลักษณะที่เป็น อาชีพอิสระสามารถเป็นได้ทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม ไม่จำเป็นต้องมีต้นทุนสูง เน้นที่ ฝีมือและทักษะ นอกจากนี้ ตลาดสำหรับช่างทาสียังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากที่พักอาศัยส่วนใหญ่สร้างจากคอนกรีตที่ต้องใช้สีในการตกแต่งผนัง ฝ้าเพดาน และส่วนอื่นๆ ให้สวยงาม การขยายตัวของครอบครัวไทยที่นำไปสู่การก่อสร้างที่พักอาศัยเพิ่มขึ้น ทำให้เกิด การขาดแคลนช่างทาสีจึงเป็นอาชีพที่เปิดโอกาสให้ผู้ว่างงานหรือผู้ที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพมีช่องทางที่มั่นคงได้10.1 องค์ความรู้ด้านช่างทาสีเบื้องต้นองค์ความรู้ของช่างทาสีไม่ได้จำกัดแค่การทา แต่ครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมพื้นผิวไปจนถึง การเลือกใช้สีและเทคนิคเฉพาะ10.1.1 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสีและวัสดุอุปกรณ์• ประเภทของสี: ทำความเข้าใจชนิดของสีต่าง ๆ เช่นo สีน้ำอะคริลิก: สำหรับภายใน-ภายนอกo สีน้ำมัน: ทนทานและเช็ดล้างง่ายo สีรองพื้น: ช่วยเพิ่มการยึดเกาะของสีทับหน้าo สีทาไม้และสีทาเหล็ก: มีคุณสมบัติเฉพาะในการปกป้องและตกแต่งo คุณสมบัติของสีแต่ละชนิด: เช่น ความทนทาน การยึดเกาะ การเช็ดล้าง และระยะเวลาการแห้งตัว• อุปกรณ์การทาสี: รู้จักและเลือกใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสมo แปรงและลูกกลิ้ง: สำหรับการทาพื้นที่ต่าง ๆo เกรียงโป๊ว: สำหรับการซ่อมแซมพื้นผิวo ถังสี, บันได, ผ้าคลุมกันเปื้อน, เทปกาว: อุปกรณ์เสริมที่จำเป็นสำหรับ การทำงานo อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE): เช่น แว่นตา ถุงมือ หน้ากาก เพื่อความปลอดภัยในการทำงานo การผสมสี: มีความรู้ในการผสมสีให้ได้เฉดสีที่ต้องการ และการผสมทินเนอร์หรือน้ำในอัตราส่วนที่ถูกต้องตามชนิดของสี10.2 เทคนิคการเตรียมพื้นผิวการเตรียมพื้นผิวที่ดีคือหัวใจสำคัญของงานทาสี เพื่อให้สีติดทนและสวยงามo การทำความสะอาด: วิธีการทำความสะอาดพื้นผิวผนัง ฝ้าเพดาน หรือพื้นผิวอื่น ๆ ให้ปราศจากฝุ่น คราบสกปรก คราบไขมัน หรือสิ่งปนเปื้อนo การซ่อมแซมและปรับสภาพพื้นผิว: เทคนิคการขูดลอกสีเก่า การอุดโป๊วรอยแตก รอยร้าว หรือรอยขรุขระบนผนังด้วยวัสดุอุดโป๊ว (เช่น อะคริลิคฟิลเลอร์, ปูนฉาบสำเร็จรูป) ให้เรียบเนียน


o การทาสีรองพื้น: ความสำคัญและวิธีการทาสีรองพื้นเพื่อเพิ่มการยึดเกาะของสีทับหน้า ปรับสภาพพื้นผิวให้พร้อมสำหรับการทาสีจริง และช่วยประหยัดสีทับหน้า10.3 เทคนิคการทาสีo วิธีการทาสีแต่ละประเภท: ความชำนาญในการใช้แปรง ลูกกลิ้ง เพื่อทาสีให้เรียบเนียน สม่ำเสมอ ไม่เป็นรอยแปรงหรือรอยลูกกลิ้ง การควบคุมน้ำหนักมือและทิศทางการทาo การทาสีภายในและภายนอก: เทคนิคและข้อควรระวังที่แตกต่างกันใน การทาสีภายใน (เน้นความสวยงาม ความสะอาด ปลอดภัยจากสารเคมี) และภายนอก (เน้นความทนทานต่อสภาพอากาศ แสงแดด และความชื้น)o การเก็บงานและทำความสะอาด: ความประณีตในการเก็บขอบ เก็บมุม การลอกเทปกาวออกอย่างถูกวิธี และการทำความสะอาดพื้นที่หลังการทาสี เพื่อส่งมอบงานที่สมบูรณ์o เทคนิคพิเศษ (ขั้นสูง): ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการทาสีพิเศษ เช่น การทำลาย (Stenciling), การทาสีลอฟต์ (Loft), การทาสีสร้างลาย (Decorative Painting) หรือการใช้สีที่มีคุณสมบัติเฉพาะ (เช่น สีกันเชื้อรา, สีกันความร้อน)10.4 การบริหารจัดการงานo การประเมินหน้างานและประมาณราคา: ความสามารถในการประเมินปริมาณงาน เลือกชนิดสีที่เหมาะสม คำนวณปริมาณสีที่ต้องใช้ และประมาณต้นทุน/ราคาค่าแรงอย่างแม่นยำo การบริหารเวลาและการส่งมอบงาน: การบริหารจัดการเวลาให้สามารถทำงานให้เสร็จตามกำหนด โดยไม่ลดทอนคุณภาพ และส่งมอบงานได้อย่างมีประสิทธิภาพo การบริการลูกค้า: การสื่อสารกับลูกค้าอย่างมืออาชีพ การทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า และการแก้ไขปัญหาหรือตอบข้อสงสัยที่อาจเกิดขึ้นระหว่างหรือหลังการทำงาน11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้การเป็นช่างทาสีถือเป็น ทักษะช่างเบื้องต้น ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ด้วยลักษณะที่เป็น อาชีพอิสระสามารถเป็นได้ทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม ไม่จำเป็นต้องมีต้นทุนสูง เน้นที่ ฝีมือและทักษะ นอกจากนี้ ตลาดสำหรับช่างทาสียังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากที่พักอาศัยส่วนใหญ่สร้างจากคอนกรีตที่ต้องใช้สีในการตกแต่งผนัง ฝ้าเพดาน และส่วนอื่นๆ ให้สวยงาม การขยายตัวของครอบครัวไทยที่นำไปสู่การก่อสร้างที่พักอาศัยเพิ่มขึ้น ทำให้เกิด การขาดแคลนช่างทาสีจึงเป็นอาชีพที่เปิดโอกาสให้ผู้ว่างงานหรือผู้ที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพมีช่องทางที่มั่นคงได้11.1 องค์ความรู้ด้านช่างทาสีเบื้องต้นองค์ความรู้ของช่างทาสีไม่ได้จำกัดแค่การทา แต่ครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมพื้นผิวไปจนถึงการเลือกใช้สีและเทคนิคเฉพาะ


11.2 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสีและวัสดุอุปกรณ์• ประเภทของสี: ทำความเข้าใจชนิดของสีต่าง ๆ เช่นo สีน้ำอะคริลิก: สำหรับภายใน-ภายนอกo สีน้ำมัน: ทนทานและเช็ดล้างง่ายo สีรองพื้น: ช่วยเพิ่มการยึดเกาะของสีทับหน้าo สีทาไม้และสีทาเหล็ก: มีคุณสมบัติเฉพาะในการปกป้องและตกแต่งo คุณสมบัติของสีแต่ละชนิด: เช่น ความทนทาน การยึดเกาะ การเช็ดล้าง และระยะเวลาการแห้งตัว• อุปกรณ์การทาสี: รู้จักและเลือกใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสมo แปรงและลูกกลิ้ง: สำหรับการทาพื้นที่ต่างๆo เกรียงโป๊ว: สำหรับการซ่อมแซมพื้นผิวo ถังสี, บันได, ผ้าคลุมกันเปื้อน, เทปกาว: อุปกรณ์เสริมที่จำเป็นสำหรับการทำงานo อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE): เช่น แว่นตา ถุงมือ หน้ากาก เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน• การผสมสี: มีความรู้ในการผสมสีให้ได้เฉดสีที่ต้องการ และการผสมทินเนอร์หรือน้ำในอัตราส่วนที่ถูกต้องตามชนิดของสี11.3 เทคนิคการเตรียมพื้นผิวการเตรียมพื้นผิวที่ดีคือหัวใจสำคัญของงานทาสี เพื่อให้สีติดทนและสวยงามo การทำความสะอาด: วิธีการทำความสะอาดพื้นผิวผนัง ฝ้าเพดาน หรือพื้นผิวอื่น ๆ ให้ปราศจากฝุ่น คราบสกปรก คราบไขมัน หรือสิ่งปนเปื้อนo การซ่อมแซมและปรับสภาพพื้นผิว: เทคนิคการขูดลอกสีเก่า การอุดโป๊วรอยแตก รอยร้าว หรือรอยขรุขระบนผนังด้วยวัสดุอุดโป๊ว (เช่น อะคริลิคฟิลเลอร์, ปูนฉาบสำเร็จรูป) ให้เรียบเนียนo การทาสีรองพื้น: ความสำคัญและวิธีการทาสีรองพื้นเพื่อเพิ่มการยึดเกาะของสีทับหน้า ปรับสภาพพื้นผิวให้พร้อมสำหรับการทาสีจริง และช่วยประหยัดสีทับหน้า11.4 เทคนิคการทาสีo วิธีการทาสีแต่ละประเภท: ความชำนาญในการใช้แปรง ลูกกลิ้ง เพื่อทาสีให้เรียบเนียน สม่ำเสมอ ไม่เป็นรอยแปรงหรือรอยลูกกลิ้ง การควบคุมน้ำหนักมือและทิศทางการทาo การทาสีภายในและภายนอก: เทคนิคและข้อควรระวังที่แตกต่างกันใน การทาสีภายใน (เน้นความสวยงาม ความสะอาด ปลอดภัยจากสารเคมี) และภายนอก (เน้นความทนทานต่อสภาพอากาศ แสงแดด และความชื้น)o การเก็บงานและทำความสะอาด: ความประณีตในการเก็บขอบ เก็บมุม การลอกเทปกาวออกอย่างถูกวิธี และการทำความสะอาดพื้นที่หลังการทาสี เพื่อส่งมอบงานที่สมบูรณ์


o เทคนิคพิเศษ (ขั้นสูง): ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการทาสีพิเศษ เช่น การทำลาย (Stenciling), การทาสีลอฟต์ (Loft), การทาสีสร้างลาย (Decorative Painting) หรือการใช้สีที่มีคุณสมบัติเฉพาะ (เช่น สีกันเชื้อรา, สีกันความร้อน)11.5 การบริหารจัดการงานo การประเมินหน้างานและประมาณราคา: ความสามารถในการประเมินปริมาณงาน เลือกชนิดสีที่เหมาะสม คำนวณปริมาณสีที่ต้องใช้ และประมาณต้นทุน/ราคาค่าแรงอย่างแม่นยำo การบริหารเวลาและการส่งมอบงาน: การบริหารจัดการเวลาให้สามารถทำงานให้เสร็จตามกำหนด โดยไม่ลดทอนคุณภาพ และส่งมอบงานได้อย่างมีประสิทธิภาพo การบริการลูกค้า: การสื่อสารกับลูกค้าอย่างมืออาชีพ การทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า และการแก้ไขปัญหาหรือตอบข้อสงสัยที่อาจเกิดขึ้นระหว่างหรือหลังการทำงาน12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง -13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นางสาวสุรีย์ภรณ์ ทัพแสนลี ครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้านนางสาวรัชฏาภรณ์ ยอดยา ครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาวตำบลจอมหมอกแก้ว


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา อุตสาหกรรมและหัตถกรรม (ด้านการผลิตและการบริโภค) 2. เรื่อง กลุ่มโคม - ตุงล้านนาบ้านห้วยส้านดอนจั่น สืบทอดภูมิปัญญาล้านนา3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นางนงนุช ภิราษร ประธานกลุ่ม อายุ 67 ปี4. การศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลาย เบอร์โทร 086-92031655. สถานที่ติดต่อ อาคารเอนกประสงค์บ้านห้วยส้านดอนจั่น เลขที่ 443 หมู่ที่ 3 ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ 09.00 – 16.00 น. ทุกวัน7. เว็บไซต์ - เฟสบุ๊ค กลุ่มโคมตุง บ้านห้วยส้านดอนจั่น หมู่ที่ 3 ID Line 08692031658. ละติจูด/ลองจิจูด 19.7643323,99.72827199. ประวัติความเป็นมากลุ่มโคม - ตุงล้านนาบ้านห้วยส้านดอนจั่น ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตโคมตุงล้านนาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในอำเภอแม่ลาว ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านกลุ่มโคม –ตุงล้านนาบ้านห้วยส้าน ดอนจั่น โดยมีการรวมกลุ่มกันเพื่อดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชน สมาชิกทั้งหมด 14 คน และได้มีการดำเนินจัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมร่วมกันในชุมชน จึงได้มีการจักสาน ทำโคมล้านนา กลุ่มผู้สูงอายุจึงตระหนักถึงการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ให้เกิดเป็นอาชีพและเพิ่มความสามารถ ในการสร้างรายได้ในยามว่าง จึงได้ร่วมศึกษาการทำโคม ตุงล้านนา ตลอดจนสอบถามความต้องการของกลุ่มลูกค้า รวมไปถึงตลาด ที่มีความต้องการผลิตภัณฑ์ทำให้กลุ่มผู้สูงอายุได้มีการจัดทำโคม-ตุงล้านนา อันจะเป็นแนวทางในการสานต่อองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างความรักความสามัคคี สร้างรายได้แก่ตนเองและชุมชน อันเป็นผลในการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์จากการว่างงาน นั้น


แนวคิดการผลิตโคมตุงล้านนาของกลุ่มโคม - ตุงล้านนาบ้านห้วยส้านดอนจั่น มีการพัฒนาดีไซน์ต่อเนื่องมากกว่า 50 รูปแบบ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความต้องการซื้อ อาทิ โคมจีบ ทำจากกระดาษว่าวหลากสี พับย่นจนเป็นรูปทรงกระบอก ใช้ประดับตกแต่งในงานบุญต่าง ๆ เช่น ต้นผ้าป่า ประดับเจดีย์ทราย และประดับในวันยี่เป็ง โคมผัด โคมหมุนได้รูปทรงกระบอก โดยรอบของโคมจะติดรูปภาพพุทธประวัติ โคมเงี้ยว ดีไซน์มาจากชาวไทยใหญ่ โคมมีลักษณะหักมุมเป็นเหลี่ยมคล้ายเพชร ซึ่งเป็นสินค้าที่ผู้ซื้อนิยมซื้อกันเป็นอย่างมาก ซึ่งมีให้เลือกหลายรูปทรง โคมแอว เป็นโคมที่ต้องทำต่อกันเป็นชั้น ๆ ประมาณ 2-5 ลูก เรียกอีกอย่างว่า “โคมธรรมจักร” สำหรับราคาจำหน่ายนั้น จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น รูปแบบ ขนาด และวัสดุที่เลือกใช้ เช่น โคมจีบ ราคาจะมีตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไป แต่หากเป็นโคมที่ผลิตจากผ้า ราคาจะมีตั้งแต่ 80 - 500 บาท ส่วนโคมเงี้ยว ราคาตั้งแต่ 1,000 - 6,000 บาท และโคมผัด ราคา 3,000 บาทขึ้นไป เป็นต้นส่วนระยะเวลาการผลิตนั้น จะขึ้นอยู่กับรูปแบบของโคมเช่นกัน เช่น โคมเงี้ยวจะใช้ความประณีตในการผลิตสูง ระยะเวลาจะอยู่ที่สัปดาห์ละ 1 ชิ้นต่อคน จึงทำให้โคมเงี้ยวขายแพงกว่าโคมประเภทอื่น ๆ“จุดเด่นของโคมตุงล้านนาบ้านห้วยส้านดอนจั่น ซึ่งนอกจากจะใช้ประดับให้แสงสว่างที่สวยงามในคืนวันยี่เป็งแล้วก็ยังเหมาะแก่การนำไปใช้เป็นสินค้าตกแต่งบ้าน หรือเป็นของขวัญแทนใจผู้ให้ หรือใช้ประดับ ในการจัดงานเทศกาลต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน งานวันเกิด งานเลี้ยงประจำปี และใช้เป็นสิ่งเสริมสร้าง ความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตตามความเชื่อของคนโบราณ” ในปัจจุบันโคมนั้นทำขึ้นมาเพื่อนำไปถวายที่วัด เพราะมีความเชื่อว่าชาติหน้าเกิดมาจะมีสติปัญญา เนื่องจากแสงสวางที่ส่องเข้าไปในความมืดเปรียบกับบุคคลที่มีปัญญาจะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงได้ ไม่มืดบอดแต่เดิมประเพณีการจุดโคมจะทำขึ้นเฉพาะในบ้านของเจ้านายใหญ่โตหรือผู้มีอันจะกินเท่านั้น โดยจะใช้ประทีปให้เกิดแสงสว่างแล้วนำไปใส่ไว้ในโคมหรือในประทีปที่มีลักษณะเป็นผางประทีปเล็ก ๆ แล้วใช้น้ำมันงาน้ำมันหุ่ง หรือน้ำมันมะพร้าวใส่ไปในถ้วยดิน เพื่อให้ไฟติดไส้ที่อยู่ตรงกลางถ้วยหรือประทีป แต่ในปัจจุบันใช้ไฟฟ้าเสียมากกว่า ตามปกติการจุดโคมทำกันในวันพระ แต่จริงๆแล้วการจุดโคมสามารถ จุดได้ทุกวัน โดยไม่จำกัดโอกาสหรือที่เรียกตามภาษาทางธรรมว่า อกาลิโก ซึ่งแล้วแต่ความพอใจและ ความสะดวก โคมเมื่อจุดแล้วก็จะนำไปแขวนตามชายคาหน้าบ้าน ให้เป็นที่สวยงามและเป็นการบูชาเทพาอารักษ์ อีกทางหนึ่งด้วยโคมล้านนา หรือ ภาษาทางภาคเหนือ เรียกว่า “โกม” เป็นศิลปะการประดิษฐ์ของภูมิปัญญา ทางถิ่นของคนล้านนา และมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของคนล้านนาในเรื่องของความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี ในเทศกาลเดือนสิบสอง หรืองานลอยกระทง การประดิษฐ์โคมล้านนา คือ การนำเอาวัสดุในท้องถิ่นเช่น ไม่ไผ่ กระดาษสาที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านมาแต่โบราณกาลสืบทอดต่อ ๆ กันมาและ เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ออกแบบ ตกแต่ง ใช้ศิลปะแบบภูมิปัญญาล้านนา จุดประสงค์เดิมเพื่อจุดเป็นพุทธบูชาในความเชื่อของคนสมัยโบราณ ซึ่งปัจจุบันนี้ คนไทยล้านนาได้นำเอาเทคโนโลยี เทคนิคใหม่ ๆ มาสร้างสรรค์งานเพื่อให้เกิดความแปลกใหม่ เพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เช่น นำมาตกแต่งประดับประดาสถานที่ และบ้านเรือน ร้านค้า การจัดนิทรรศการในเรื่องของกรอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น ดังนั้น ในฐานะที่เราเป็นคนรุ่นหลังควรได้สืบสานความเป็นล้านนาโดยการศึกษาประวัติ ความเป็นมารู้ขั้นตอนวิธีการประดิษฐ์ มีทักษะในการประดิษฐ์ ออกแบบด้วยความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้


10. องค์ความรู้ด้าน กลุ่มโคม-ตุงล้านนาบ้านห้วยส้านดอนจั่น ได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งผลิตโคมตุงล้านนาที่มีชื่อเสียงที่สุดในอำเภอแม่ลาว ปัจจุบันได้กลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้าน กลุ่มนี้ประกอบด้วยสมาชิก 14 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่รวมตัวกันเพื่อดำเนินกิจกรรมในชุมชน ด้วยความตระหนักถึงการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ สร้างองค์ความรู้ใหม่ และเพิ่มรายได้ กลุ่มจึงได้ศึกษาและลงมือทำโคม-ตุงล้านนา โดยคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าและแนวโน้มตลาด การดำเนินงานนี้ไม่เพียงแต่สานต่อภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังสร้างความรักความสามัคคี และรายได้ให้แก่ตนเองและชุมชนองค์ความรู้ของกลุ่มโคม-ตุงล้านนาบ้านห้วยส้านดอนจั่น สะท้อนถึงการผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับการพัฒนาที่ทันสมัย10.1 ภูมิปัญญาการประดิษฐ์โคม-ตุงล้านนาแบบโบราณo ความเข้าใจในวัสดุธรรมชาติ: ความรู้ในการเลือกใช้วัสดุพื้นถิ่น เช่น ไม้ไผ่ และ กระดาษสา (หรือกระดาษว่าว) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการประดิษฐ์โคมo เทคนิคการจักสานและขึ้นรูปโครงสร้าง: ทักษะในการจักสานไม้ไผ่เพื่อสร้างโครงโคมให้มีรูปทรงที่ต้องการ เช่น ทรงกระบอก เหลี่ยม หรือรูปทรงอื่น ๆ ตามแบบโคมล้านนาo เทคนิคการติดกระดาษ/ผ้าและการตกแต่ง: ความประณีตในการติดกระดาษว่าวหรือผ้าบนโครงโคม การพับ การย่น หรือการตกแต่งลวดลายต่าง ๆ ด้วยศิลปะแบบล้านนาo ความรู้ด้านความเชื่อและวัฒนธรรม: ความเข้าใจในความหมายและจุดประสงค์ดั้งเดิมของการทำโคม-ตุงล้านนา เพื่อ จุดเป็นพุทธบูชา โดยเชื่อว่าแสงสว่างจากโคมจะนำมาซึ่งสติปัญญา และความเชื่อที่ว่าการจุดโคมสามารถทำได้ทุกวัน (อกาลิโก) รวมถึงการนำไปแขวนตามชายคาบ้านเพื่อความสวยงามและบูชาเทพาอารักษ์10.2 การพัฒนาดีไซน์และรูปแบบที่หลากหลายo ความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบ: ความสามารถในการ พัฒนาดีไซน์โคมอย่างต่อเนื่องมากกว่า 50 รูปแบบ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายo รูปแบบโคมที่เป็นเอกลักษณ์: ความรู้และทักษะในการประดิษฐ์โคมรูปแบบต่าง ๆ ที่เป็นที่นิยม เช่น▪ โคมจีบ: การพับกระดาษว่าวหลากสีให้เป็นรูปทรงกระบอก▪ โคมผัด: โคมทรงกระบอกที่หมุนได้ และติดรูปภาพพุทธประวัติ▪ โคมเงี้ยว: โคมที่มีลักษณะหักมุมเป็นเหลี่ยมคล้ายเพชร ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง▪ โคมแอว (โคมธรรมจักร): โคมที่ต้องทำต่อกันเป็นชั้น ๆ ประมาณ 2-5 ลูกo การประยุกต์ใช้วัสดุ: มีความรู้ในการใช้วัสดุที่หลากหลายขึ้น เช่น ผ้า นอกเหนือจากกระดาษ เพื่อเพิ่มมูลค่าและรูปแบบของโคม


10.3 การตลาดและการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์o การสำรวจความต้องการของลูกค้าและตลาด: กลุ่มมีการสอบถามความต้องการของลูกค้าและศึกษาแนวโน้มตลาด เพื่อผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการo การกำหนดราคา: ความเข้าใจในการกำหนดราคาจำหน่ายที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น รูปแบบ ขนาด และวัสดุที่เลือกใช้o การวางแผนการผลิต: การจัดการระยะเวลาการผลิตให้เหมาะสมกับความประณีตของโคมแต่ละชนิด เช่น โคมเงี้ยวที่ใช้เวลาผลิตสูง o การสร้างจุดเด่นของผลิตภัณฑ์: ความสามารถในการนำเสนอจุดเด่นของโคมตุงล้านนา ไม่ใช่แค่เพื่อประดับแสงสว่าง แต่ยังเป็นสินค้าตกแต่งบ้าน ของขวัญ หรือสิ่งเสริมสร้างสิริมงคล• 4. การปรับใช้เทคโนโลยีและประโยชน์เชิงพาณิชย์o การใช้ไฟฟ้าแทนน้ำมัน: การนำเทคโนโลยีไฟฟ้ามาประยุกต์ใช้ในการให้แสงสว่างของโคมในปัจจุบัน เพื่อความสะดวกและปลอดภัยo การประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์: ความรู้ในการนำโคม-ตุงไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เช่น การตกแต่งประดับประดาสถานที่ ร้านค้า หรือการจัดนิทรรศการเพื่อการอนุรักษ์ ภูมิปัญญา11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้กลุ่มโคม-ตุงล้านนาบ้านห้วยส้านดอนจั่น มีกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เน้นการปฏิบัติ การเรียนรู้ร่วมกัน และการนำเสนอสู่สาธารณะ เพื่อรักษาและต่อยอดภูมิปัญญานี้:11.1 การเรียนรู้และปฏิบัติงานร่วมกันในกลุ่มผู้สูงอายุ o การถ่ายทอดระหว่างสมาชิก: สมาชิกผู้สูงอายุในกลุ่มซึ่งเป็นผู้ที่มีเวลาว่าง ได้ร่วมศึกษาการทำโคม-ตุงล้านนา โดยอาจเป็นการถ่ายทอดความรู้และเทคนิคจากผู้ที่มีทักษะมาก่อนสู่ผู้ที่สนใจo การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง: การลงมือ จักสานและทำโคมล้านนา จริง ๆ ทำให้เกิดการสั่งสมทักษะและองค์ความรู้จากการปฏิบัติo การแก้ไขปัญหาร่วมกัน: เมื่อพบปัญหาในการผลิต สมาชิกจะร่วมกันคิดและหาทางแก้ไข ซึ่งเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ร่วมกันo การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์: การจัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมร่วมกัน เป็นการสร้างโอกาสในการถ่ายทอดและเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ11.2 การพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม o การพัฒนาดีไซน์อย่างต่อเนื่อง: การที่กลุ่มมีการ พัฒนาดีไซน์โคมมากกว่า 50 รูปแบบแสดงให้เห็นถึงกระบวนการเรียนรู้และสร้างสรรค์อย่างไม่หยุดนิ่ง โดยอาจมีการศึกษาแบบอย่างจากที่อื่น หรือการระดมความคิดเห็นภายในกลุ่ม


o การเรียนรู้จากความต้องการของตลาด: การสอบถามความต้องการของกลุ่มลูกค้าและตลาด เป็นกระบวนการเรียนรู้จากภายนอก ซึ่งช่วยให้กลุ่มสามารถปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการ ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ๆ ด้านการตลาดและ การออกแบบ11.3 การสร้างคุณค่าและแรงจูงใจ o การสร้างอาชีพและรายได้: การที่โคม-ตุงกลายเป็น สินค้าเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านและเพิ่มรายได้ในยามว่าง เป็นแรงจูงใจที่สำคัญที่สุดในการดึงดูดให้สมาชิกเข้ามาเรียนรู้และสืบทอดภูมิปัญญานี้o การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์: การที่กิจกรรมนี้ช่วยให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมร่วมกันและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์จากการว่างงาน ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาและถ่ายทอดองค์ความรู้11.4 การเผยแพร่และการอนุรักษ์ o การนำเสนอสู่สาธารณะ: การที่โคม-ตุงล้านนาบ้านห้วยส้านดอนจั่นเป็นที่รู้จักในฐานะ \"แหล่งผลิตโคมตุงล้านนาที่มีชื่อเสียงมากที่สุด\" แสดงให้เห็นถึงการเผยแพร่ผลิตภัณฑ์และเรื่องราวของกลุ่มสู่สาธารณะ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางอ้อมo การเป็นสื่อกลางทางวัฒนธรรม: โคม-ตุงล้านนาทำหน้าที่เป็นสื่อในการ สืบสานภูมิปัญญาล้านนา และความเชื่อต่าง ๆ ไปสู่คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวo การจัดแสดงและจัดจำหน่าย: การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในราคาที่หลากหลาย ช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าถึงและสัมผัสกับโคม-ตุงล้านนาได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์ ผ่านการบริโภคกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ของกลุ่มโคม-ตุงล้านนาบ้านห้วยส้านดอนจั่นจึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการนำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาปรับใช้ให้เข้ากับยุคสมัย สร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็งในชุมชน โดยมีกลุ่มผู้สูงอายุเป็นกำลังสำคัญในการสืบสานศิลปะอันงดงาม12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง -13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นางสาวรัชฎาภรณ์ ยอดยา ครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2. เรื่อง โครงการความสุขของพ่อ The Happiness Chiangrai3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นายณรงค์ เตโชชัยงาม อายุ - ปี4. การศึกษา - เบอร์โทร 081-83116955. สถานที่ติดต่อ เลขที่ 85 ซอย 6 หมู่ 2 บ้านสันต้อม ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ 09.00 – 17.00 น. เปิดเฉพาะ เสาร์-อาทิตย์ เท่านั้น7. เว็บไซต์ - เฟสบุ๊ค โครงการความสุขของพ่อ The Happiness Chiangrai ID Line -8. ละติจูด/ลองจิจูด 19.7571923,99.72604219. ประวัติความเป็นมากลุ่มอาชีพบริการที่พัก โฮมลอด์จ ความสุขของพ่อ ตั้งอยู่ที่ 85 ซอย 6 หมู่ 2 บ้านสันต้อม ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัด เชียงราย 57250 ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2561 โดย คุณณรงค์ เตโชชัยงาม มีปณิธานที่จะดำเนินธุรกิจชุมชนสำหรับ บริการที่พักโฮมลอด์จที่มีจุดเด่นด้านการเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ตามศาสตร์พระราชา มีความคาดหวังในการ พัฒนาต้นแบบธุรกิจชุมชนด้านการบริการแนวใหม่ที่เป็นกิจการเพื่อสังคมภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการพัฒนาที่อย่างยั่งยืนด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรม ที่เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทชุมชน ด้วยปณิธานและ ความคาดหวังของกลุ่มอาชีพ ไม้ไผ่จึงถูกนำมาประยุกต์ใช้สำหรับก่อสร้างลานเอกประสงค์ ซึ่งตอบโจทย์ของ กลุ่มอาชีพและรสนิยมของผู้รับบริการ ที่ต้องการพักผ่อนที่ใกล้ชิดธรรมชาติ เข้าถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จากอัตลักษณ์ของการให้บริการ ด้านที่พักและความโดดเด่นในการประยุกต์ใช้ไม้ไผ่จัดสร้างเป็นลานเอกประสงค์ ทำให้กลุ่มอาชีพ มีความต้องการองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้การประยุกต์ใช้ไม่ไผ่หรือไม้ไผ่เหลือใช้ในท้องถิ่น


สำหรับการตกแต่งทั้งภายในและภายนอกอาคารเพื่อความสวยงาม และให้ร่มเงา นอกจากนี้ กลุ่มอาชีพยังมีความต้องการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ถ่ายทอดให้ความรู้ เทคโนโลยี/นวัตกรรม แก่ บุคคลทั่วไป พร้อมกับการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและชุมชนใกล้เคียงด้วยการจัดจำหน่ายสินค้าและบริการอีกด้วย10. องค์ความรู้ด้าน องค์ความรู้ของโครงการความสุขของพ่อเป็นการผสมผสานระหว่างปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงการประยุกต์ใช้วัสดุธรรมชาติ และการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม โดยมีโซนการเรียนรู้ที่สำคัญดังนี้:10.1 เกษตรทฤษฎีใหม่ตามศาสตร์พระราชาo หลักการและปรัชญา: ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเน้น การบริหารจัดการพื้นที่และทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อความพอเพียงและยั่งยืนo การประยุกต์ใช้ในพื้นที่จริง: ความรู้และทักษะในการนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่มาปฏิบัติใช้ในพื้นที่ของโฮมลอด์จ เช่น การจัดสรรพื้นที่ การจัดการแหล่งน้ำ การปลูกพืชผักสวนครัว หรือการเลี้ยงสัตว์ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและรายได้หมุนเวียน10.2 การประยุกต์ใช้ไม้ไผ่เพื่อการก่อสร้างและตกแต่งo คุณสมบัติของไม้ไผ่: ความรู้เกี่ยวกับชนิดของไม้ไผ่ในท้องถิ่น คุณสมบัติเด่นของไม้ไผ่แต่ละประเภท และวิธีการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับการใช้งานo เทคนิคการแปรรูปไม้ไผ่: ความเชี่ยวชาญในการตัด เลื่อย เจาะ หรือดัดไม้ไผ่ รวมถึง การบำบัดรักษาไม้ไผ่เพื่อป้องกันแมลงและเพิ่มความทนทานo เทคนิคการก่อสร้างและตกแต่ง: ความรู้และทักษะในการออกแบบและก่อสร้างโครงสร้างต่าง ๆ (เช่น ลานอเนกประสงค์) โดยใช้ไม้ไผ่เป็นวัสดุหลัก รวมถึงการนำไม้ไผ่หรือไม้ไผ่เหลือใช้มาประยุกต์ใช้ในการตกแต่งทั้งภายในและภายนอกอาคาร10.3 การดำเนินธุรกิจชุมชนเชิงสังคม (Social Enterprise) และเศรษฐกิจหมุนเวียนo แนวคิดกิจการเพื่อสังคม: ความเข้าใจในการดำเนินธุรกิจที่ไม่ได้มุ่งหวังเพียงผลกำไรสูงสุด แต่เน้นการสร้างคุณค่าทางสังคมและสิ่งแวดล้อมกลับคืนสู่ชุมชนo หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน: ความรู้ในการจัดการทรัพยากรและของเสียให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการสร้างขยะ และนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ในระบบo การพัฒนาที่ยั่งยืน: ความตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาธุรกิจที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมในระยะยาวo การใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมที่เหมาะสม: ความสามารถในการเลือกสรรและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่เรียบง่าย แต่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทของชุมชน


10.4 องค์ความรู้จากโซนการเรียนรู้เฉพาะo โครงการปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง: ความรู้ในการปลูกป่าตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้ได้ประโยชน์ทั้งไม้ใช้สอย ไม้กินได้ และไม้เศรษฐกิจ พร้อมทั้งช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำo นิทรรศการฝนหลวง: ความเข้าใจในหลักการและกระบวนการทำฝนหลวงตามแนวพระราชดำริ เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและเพิ่มปริมาณน้ำo โคกหนองนาโมเดล: องค์ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบและบริหารจัดการพื้นที่เกษตรแบบผสมผสาน โดยการขุดโคก ขุดหนอง และทำนา เพื่อสร้างระบบนิเวศที่สมดุลและพึ่งพาตนเองได้o โครงการอาบป่า: ความรู้เกี่ยวกับการใช้ป่าเป็นพื้นที่ผ่อนคลายและบำบัดสุขภาพจิต โดยการสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นแนวคิดที่ส่งเสริมสุขภาวะที่ดี11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้โครงการความสุขของพ่อมีเป้าหมายหลักในการเป็นศูนย์การเรียนรู้ จึงมีแนวทางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่หลากหลายและมุ่งเน้นการสร้างผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะผ่านโซนการเรียนรู้ต่าง ๆ11.1 การเป็นต้นแบบและแหล่งเรียนรู้ในพื้นที่จริง o ต้นแบบ: ตัวโฮมลอด์จเองเป็น \"ต้นแบบธุรกิจชุมชนด้านการบริการแนวใหม่ที่เป็นกิจการเพื่อสังคม\" ผู้สนใจสามารถเข้ามาศึกษาดูงานและเรียนรู้จากโมเดลที่ประสบความสำเร็จo ศูนย์การเรียนรู้ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง: การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เป็นกลไกหลักในการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ การประยุกต์ใช้ไม้ไผ่ และแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงo การเรียนรู้จากอัตลักษณ์: ผู้เข้าพักและผู้มาเยือนจะได้สัมผัสกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านการบริการที่พัก การออกแบบพื้นที่ และกิจกรรมภายในโครงการ11.2 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้และอบรม ตามโซนการเรียนรู้o โครงการปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง: จัดเวิร์คช็อปหรือกิจกรรมปลูกป่าร่วมกัน เพื่อให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงและเข้าใจหลักการปลูกป่าเพื่อประโยชน์หลากหลายo นิทรรศการฝนหลวง: จัดแสดงนิทรรศการถาวรหรือชั่วคราว พร้อมคำอธิบายและ สื่อประกอบ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติ ความเป็นมา และกระบวนการทำฝนหลวงo โคกหนองนาโมเดล: จัดพื้นที่สาธิตโคกหนองนาโมเดล พร้อมกิจกรรมให้ผู้สนใจได้เรียนรู้การบริหารจัดการน้ำ การปลูกพืช และการเลี้ยงสัตว์ในระบบโคกหนองนาo โครงการอาบป่า: จัดกิจกรรมนำเดินป่า หรือกิจกรรมผ่อนคลายในป่า เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้การเชื่อมโยงกับธรรมชาติและประโยชน์ของการอาบป่าo หลักสูตรอบรมเฉพาะด้าน: จัดอบรมในหัวข้อที่กลุ่มมีความเชี่ยวชาญ เช่น \"การประยุกต์ใช้ไม้ไผ่เพื่อการก่อสร้างและตกแต่ง\" หรือ \"การสร้างธุรกิจเพื่อสังคมจากทรัพยากรท้องถิ่น\" โดยเน้นการสาธิตและลงมือปฏิบัติ


11.3 การเผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรมo การเผยแพร่เทคโนโลยี/นวัตกรรมที่เหมาะสม: ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิค การประยุกต์ใช้ไม้ไผ่ รวมถึงนวัตกรรมอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับบริบทชุมชน ให้แก่บุคคลทั่วไปและชุมชนใกล้เคียงo การจัดทำสื่อการเรียนรู้: พัฒนาคู่มือ แผนผัง วิดีโอ หรือสื่อออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรทฤษฎีใหม่ การใช้ไม้ไผ่ และแนวคิดธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเข้าถึงและเรียนรู้ได้ด้วยตนเองo การเป็นเครือข่ายความร่วมมือ: สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา หรือองค์กรอื่น ๆ เพื่อขยายผลการถ่ายทอดองค์ความรู้และเป็นช่องทางในการเรียนรู้ร่วมกัน11.4 การสร้างรายได้ควบคู่ไปกับการถ่ายทอด o การจัดจำหน่ายสินค้าและบริการ: การจำหน่ายสินค้าที่ผลิตจากไม้ไผ่ หรือผลผลิตจากเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นการสร้างรายได้ควบคู่ไปกับการถ่ายทอดองค์ความรู้ แสดงให้เห็นถึงคุณค่าทางเศรษฐกิจของสิ่งที่เรียนรู้o ค่าธรรมเนียมศูนย์เรียนรู้: การเก็บค่าธรรมเนียมเล็กน้อยสำหรับการเข้าเยี่ยมชม หรือเข้าร่วมอบรม เพื่อนำรายได้มาหมุนเวียนและพัฒนาศูนย์เรียนรู้ให้ยั่งยืนโครงการความสุขของพ่อจึงเป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในบริบทธุรกิจชุมชน โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และสร้าง การพัฒนาที่ยั่งยืนให้แก่สังคม12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง-13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นางสาวรัชฎาภรณ์ ยอดยา ครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว 14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา ศาสนาและประเพณี 2. เรื่อง วัดพระธาตุจอมหมอกแก้ว3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล พระมหาชัยทัต กวิสสโร อายุ 50 ปี4. การศึกษา ปริญญาตรี เบอร์โทร 093-1688743 ,053-7171665. สถานที่ติดต่อ วัดพระธาตุจอมหมอกแก้ว บ้านดงมะเฟือง ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ 08.00 – 17.00 น. (ทุกวัน)7. เว็บไซต์ - เฟสบุ๊ค - ID Line -8. ละติจูด/ลองจิจูด 19.7665625,99.66998229. ประวัติความเป็นมาเมื่อร้อยปีที่แล้ว เดิมบริเวณที่ตั้งพระธาตุจอมหมอกแก้ว เป็นป่าเขาเชิงดิน ไม่มีหมู่บ้านตั้งอยู่ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2450 มีชาวบ้านอพยพมาจากลำปางบ้าง เชียงใหม่บ้าง เข้ามาอยู่ในหมู่บ้านป่าแดง บ้านดงมะเฟื่องและบ้านท่ามะโอ สมัยนั้นเป็นตำบลบัวสลี อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ชาวบ้านที่ตั้งถิ่นฐานอยู่แถบนั้นได้เข้าไปหาของป่าและพบองค์พระธาตุตั้งอยู่ บนเนินเขาเตี้ย ๆ ลูกหนึ่งมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเบียดกับองค์พระธตุจนมองแทบไม่เห็นองค์พระธาตุมองเห็นเพียงบางส่วน ยอดพระธาตุหักพังตกลงมากองกับพื้น ส่วนกลางองค์พระธาตุและฐานพระธาตุมีร้อยแตกร้าว มีรากไม้แทงรัดตรึงอยู่ทั่วทั้งองค์พระธาตุ ลักษณะขององค์พระธาตุเป็นเจดีย์ก่อด้วยหินก้อนที่ผ่านกระการหนึ่งบดและผสมกับเปลือกไม้ยางบง (ชาวเหนือเรียกว่า ไม้ไก๋) ซึ่งเปลือกไม่ยางบงจะมียางเหนียว แล้วนำไปเผาไฟเพื่อให้ก่อนอิฐมีความแข็งสามารถให้ก่อเป็นเจดีย์ได้ ในบริเวณที่ตั้งองค์พระธาตุเป็นป่ามีต้นไม้ที่ชาวเหนือเรียกว่าส้มป่อยขึ้นอยู่มากมาย มีลักษณะโน้มเอียงเหมือนพนญานาค อีกทั้งใกล้ๆ กันยังพบจอมปลวกและมีเครื่องปั้นดินเผาที่แตกกระจัดกระจาย


อยู่ทั่วบริเวณ ซึ่งชาวบ้านแถบนั้นเชื่อกันว่าเป็นที่บรรจุอัฐิของเชื้อพระวงศ์ในสมัยโบราณ ชาวบ้านที่ที่เข้าไปหาของป่าบริเวณนี้จะไปกราบไหว้บูชาทุกครั้งเพื่อขออนุญาต ไม่เช่นนั้นก้จะจะอันเป็นไปต่าง ๆ นา ๆพระธาตุจอมหมอกแก้วเดิมเรียกว่า “พระธาตุจอมหมอกแก้ววังควาย” วังควาย เป็นชื่อเรียกลำน้ำห้วยส้าน บริเวณข้างล่างพระธาตุจอมหมอกแก้ว ด้านทิศเหนือมีคุ้งน้ำวน ห่างไปประมาณ 700 เมตร มีเรื่องเล่าว่า “มีชาวบ้านจำนวนมากไปหาปลาที่คุ้งน้ำวนแห่งนี้ และมีชาวบ้านคนหนึ่งได้ทอดแหในคุ้งน้ำวนแล้วมีควายทองคำติดแหขึ้นมา ขนาดเท่าลูกหมู ชาวบ้านจึงช่วยกันจับควายทองแต่จับควายทองไม่ได้ จึงพากันเรียกคุ้งน้ำวนแห่นี้ว่า “วังควาย” และเรียกพระธาตุจอมหมอกแก้วว่า “พระธาตุจอมหมอกแก้ววังควาย” คุ้งน้ำวนนี้ปัจจุบันมีขนาดเล็กลงเนื่องจาชาวบ้านได้ใช้พื้นที่ทำการเกษตรต่อมาปี พ.ศ.2473 ตรงกับเดือน 6 แรม 13 ค่ำ ปีกุล ท่านครูบาแก้ว สิริวิชโย (พระครูรัตนวุฒิคุณ) พร้อมด้วยคณะศรัทธาสาธุชนหลายท่านได้ไป กราบนิมนต์ท่านพระคณูบากัญจนะ ลูกศิษย์ของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห้งล้านนาไทย ท่านจำพรรษาอยู่ ณ วัดเจริญเมือง อำเภอพาน มาเป็นประธานดำเนินการบูรณะก่อสร้างองค์เจดีย์ครอบใหม่ และมีขนาดใหญ่ขึ้น เป็นองค์เจดีย์สีขาว เนื่องจากเจดีเดิมชำรุด (หลักฐานเป็นแผ่นซีเมนต์จารึกเป็นตัวอักษรล้าน) แต่ถูกทำลายไปแล้วในปี พ.ศ.2535 ได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์โดยซ่อมแซมพร้อมกับได้ทำพิธียกฉัตรเจดีย์และได้กำหนดเป็นประเพณีสรงน้ำพระธาตุจอมหมอกแก้ว โดยกำหนดเอาวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เหนือของทุกปี (เดือน 6ตาม)ปฏิทิน)ในปี พ.ศ.2536 พระครูอรุสวัสดิ์ มุนิวฺโส พร้อมกับคณะศิษย์สายพระป่า ได้รับนิมนต์จากคณะศรัทธาให้มาจำพรรษา ณ วัดพระธาตุจอมหมอกแก้ว ในช่วงที่ท่านพระคุณเจ้าได้จำพรรษาอยู่นั้นได้เป็นผู้นำในการพัฒนาปรับปรุงบูรณปฏิสังขรณ์สิ่งต่าง ๆ ภายในวัดร่วมกับศรัทธาผู้ใจบุญทั่วสาระทิศ องค์เจดีย์จึงเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เป็นเจดีย์สีขาวเป็นองค์เจดีย์สีทองและมีขนาดสูงใหญ่ขึ้น กระทั้งในปี พ.ศ.2538คณะสงฆ์จังหวัดเชียงรายได้ประกาศให้เป็นวัดพัฒนตัวอย่าง จึงทำให้วัดพระธาตุจอมหมอกแก้วเป็นที่ปูชนียสถานอันสำคัญของอำเภอแม่ลาว และเป็นหนึ่งในจำนวนพระพระธาตุ 9 จอม อันศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดเชียงราย นับวันก็ยิ่งเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นที่รู้จักของคนทั่วทั้งในเอเชีย แลยุโรป ต่างก็เดินทางมาแสวงบุญและปฏิบัติธรรมมิขาดสายทุกปี สมกับคำขวัญของอำเภอแม่ลาวที่ว่า “แม่น้ำลาวคู่บ้า ห้วยส้านพลับพลาคู่เมือง พระธาตุจอมหมอกแก้วลือเลื่อง นามประเทืองแผ่นดินทอง”วัดพระธาตุจอมหมอกแก้ว หนึ่งในพระธาตุ 9 จอมพระธาตุ 9 จอมประกอบด้วย1. พระธาตุจอมสัก2. พระธาตุจอมจันทร์3. พระธาตุจอมกิตติ4. พระธาตุจอมผ่อ5. พระธาตุจอมแจ้ง6. พระธาตุจอมหมอกแก้ว7. พระธาตุจอมแว่8. พระธาตุจอมจ้อ9. พระธาตุดอยจอมทอง


ความเชื่อในการไหว้พรธาตุจอมหมอกแก้ว เชื่อกันว่า อุปสรรคที่เปรียบเหมือนหมอกควันสีดำ ถ้ากราบไหวและตั้งจิตอธิฐานอุปสรรคทั้งหลายก็จะจางใสเหมือนหมอกแก้ว และประสบความสำเร็จคำบูชาพระธาตุจอมหมอกแก้ว“อะหังวันทามิ อิธะ ปติฏฐิตา อะระหัตตะ ธาตุโย ตัสสะ นุภาชนะ สะทา โสตถี ภะนตุเม”10. องค์ความรู้ด้าน องค์ความรู้ของวัดพระธาตุจอมหมอกแก้วครอบคลุมมิติต่างๆ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปะ สถาปัตยกรรม และความเชื่อทางพุทธศาสนา:10.1 ประวัติศาสตร์และโบราณคดีo ที่มาและการค้นพบ: ความรู้เกี่ยวกับประวัติการก่อตั้งหมู่บ้านในพื้นที่และการค้นพบองค์พระธาตุโบราณ ซึ่งมีมาตั้งแต่ร้อยกว่าปีที่แล้วo การก่อสร้างแบบโบราณ: องค์ความรู้เกี่ยวกับวัสดุและวิธีการก่อสร้างเจดีย์แบบโบราณที่ใช้หินก้อนบดผสมกับเปลือกไม้ยางบง (ไม้ไก๋) ซึ่งเป็นภูมิปัญญาเฉพาะของท้องถิ่นในการทำให้โครงสร้างแข็งแรงo ตำนานและเรื่องเล่าท้องถิ่น: ความรู้เกี่ยวกับตำนาน \"วังควาย\" ที่เชื่อมโยงกับชื่อเดิมของพระธาตุ รวมถึงความเชื่อเรื่องการเป็นที่บรรจุอัฐิของเชื้อพระวงศ์โบราณ10.2 ศิลปะ สถาปัตยกรรม และการบูรณปฏิสังขรณ์o วิวัฒนาการขององค์เจดีย์: ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบและขนาดขององค์พระธาตุจากการบูรณะหลายครั้ง ตั้งแต่เจดีย์หินเดิม สู่เจดีย์สีขาว และเจดีย์สีทองในปัจจุบันo บทบาทของครูบาอาจารย์: ความเข้าใจในบทบาทของครูบาแก้ว สิริวิชโย, พระครูบากัญจนะ และพระครูอรุสวัสดิ์ มุนิวฺโส ในการนำและพัฒนาวัดและองค์พระธาตุo ลักษณะทางสถาปัตยกรรมล้านนา: ความรู้เกี่ยวกับลักษณะและเอกลักษณ์ของโคมล้านนา (โกม) ที่ใช้ประดับวัด ซึ่งเป็นศิลปะการประดิษฐ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยใช้วัสดุจากไม้ไผ่และกระดาษสา10.3 ความเชื่อและศาสนพิธี:o ความเชื่อเรื่องปัญญา: องค์ความรู้เกี่ยวกับความเชื่อที่ว่าการกราบไหว้พระธาตุจอมหมอกแก้วจะช่วยให้อุปสรรคจางใสเหมือนหมอกแก้ว และประสบความสำเร็จ ซึ่งเปรียบแสงสว่างของโคมที่ส่องเข้าไปในความมืดo ประเพณีสรงน้ำพระธาตุ: ความรู้เกี่ยวกับวันและเวลาในการจัดประเพณีสรงน้ำพระธาตุ (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เหนือ) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของพุทธศาสนาในล้านนาo การจุดโคมในพุทธศาสนา: ความเข้าใจในจุดประสงค์เดิมของการจุดโคมเพื่อ พุทธบูชาและความเชื่อที่ว่า \"ชาติหน้าเกิดมาจะมีสติปัญญา\" รวมถึงการปรับเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันมาเป็นไฟฟ้า และการจุดโคมในทุกวัน (อกาลิโก)10.4 บทบาททางสังคมและเศรษฐกิจ:o การเป็นศูนย์รวมจิตใจ: ความเข้าใจในบทบาทของวัดในการเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชุมชนและผู้คนจากทั่วสารทิศ


o การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมะ: ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม โดยมีโฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยวo การเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง: ความรู้ในการบริหารจัดการวัดที่นำไปสู่การเป็น \"วัดพัฒนาตัวอย่าง\" และการเป็นส่วนหนึ่งของ \"พระธาตุ 9 จอม\" ของจังหวัดเชียงราย11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้วัดพระธาตุจอมหมอกแก้วถ่ายทอดองค์ความรู้และคุณค่าต่างๆ ให้แก่สาธุชนและผู้สนใจผ่านช่องทางและกิจกรรมที่หลากหลาย ดังนี้:11.1 การรักษาและฟื้นฟูโบราณสถาน o การบูรณปฏิสังขรณ์อย่างต่อเนื่อง: การบูรณะองค์พระธาตุหลายครั้งตลอดประวัติศาสตร์ แสดงให้เห็นถึงการรักษาและฟื้นฟูองค์ความรู้ด้านสถาปัตยกรรมและวัสดุก่อสร้างโบราณ ซึ่งเป็นบทเรียนที่มีชีวิตo การอนุรักษ์พื้นที่: การดูแลรักษาบริเวณวัดและองค์พระธาตุให้คงความศักดิ์สิทธิ์และสวยงาม เป็นการถ่ายทอดคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมผ่านสถานที่จริง11.2 การจัดกิจกรรมทางศาสนาและประเพณี o ประเพณีสรงน้ำพระธาตุ: การจัดประเพณีสรงน้ำพระธาตุประจำปี เป็นการรวมญาติโยมและนักท่องเที่ยวให้มารวมตัวกัน เพื่อร่วมทำบุญและเรียนรู้เกี่ยวกับประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์o การปฏิบัติธรรมและแสวงบุญ: การเปิดวัดให้เป็นสถานที่สำหรับแสวงบุญและปฏิบัติธรรม เป็นการถ่ายทอดหลักธรรมคำสอนและเสริมสร้างศรัทธาในพุทธศาสนาo การจุดโคมในวันสำคัญ: การรื้อฟื้นและส่งเสริมประเพณีการจุดโคมในงานบุญต่าง ๆ เป็นการถ่ายทอดทั้งศิลปะการประดิษฐ์โคม ความเชื่อ และความสำคัญทางวัฒนธรรม11.3 การเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และเผยแพร่ข้อมูล o นิทรรศการและป้ายข้อมูล: การจัดแสดงประวัติความเป็นมาของวัด รูปแบบขององค์พระธาตุในแต่ละยุค รวมถึงตำนานและเรื่องเล่าต่างๆ ผ่านป้ายข้อมูลหรือนิทรรศการภายในวัดo การบอกเล่าจากพระสงฆ์และชาวบ้าน: พระสงฆ์และผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนทำหน้าที่เป็นผู้บอกเล่าเรื่องราว ประวัติ และความเชื่อเกี่ยวกับวัดและองค์พระธาตุให้กับผู้มาเยือนo สื่อสิ่งพิมพ์และออนไลน์: หากมีการจัดทำแผ่นพับ หนังสือ หรือข้อมูลบนเว็บไซต์ จะช่วยเผยแพร่องค์ความรู้และเรื่องราวของวัดสู่สาธารณะชนในวงกว้างขึ้น11.4 การพัฒนาและส่งเสริมบทบาทของวัดในชุมชน o การเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง: การได้รับการประกาศเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง แสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการวัดที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถเป็นแบบอย่างให้กับวัดอื่น ๆ ได้o การบูรณาการกับชุมชน: การร่วมมือกับชุมชนในการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น งานประเพณี หรืองานบุญต่างๆ เป็นการเสริมสร้างความผูกพันและถ่ายทอดองค์ความรู้จากวัดสู่ชุมชน และจากชุมชนสู่วัด


o การต้อนรับนักท่องเที่ยว: การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น โฮมสเตย์ แสดงถึง การเปิดรับและถ่ายทอดคุณค่าของวัดและชุมชนให้กับผู้มาเยือนจากภายนอกวัดพระธาตุจอมหมอกแก้วจึงเป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาอันล้ำค่าของล้านนา ทั้งในมิติของประวัติศาสตร์ ศิลปะ สถาปัตยกรรม และความเชื่อศรัทธา ให้คงอยู่และเจริญรุ่งเรืองสืบไป12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง -13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นางสาวรัชฎาภรณ์ ยอดยา ครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว 14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา ศาสนาและประเพณี 2. เรื่อง พระอุโบสถวัดดงมะเฟือง3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล พระปลัดอรรถชัย มหาปญฺโญ อายุ 30 ปี4. การศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลาย เบอร์โทร 098-76586675. สถานที่ติดต่อ วัดดงมะเฟือง เลขที่ 60 หมู่ที่ 9 ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ 08.00 – 17.00 น. (ทุกวัน)7. เว็บไซต์ - เฟสบุ๊ค วัดดงมะเฟือง ID Line -8. ละติจูด/ลองจิจูด 19.7530473,99.6666649. ประวัติความเป็นมาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2557 เวลา 18.08 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว แผ่นดินไหวครั้งนี้จัดว่าเป็นแผ่นดินไหวตื้น ประชาชนรู้สึกสั่นไหวได้ในหลายพื้นที่ของภาคเหนือโดยเฉพาะบริเวณจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง น่าน พะเยา รวมถึงจังหวัดเลย และหนองคาย ในภาคอีสาน อาคารสูงในกรุงเทพมหานครรู้สึกสั่นไหวหลายแห่งเนื่องจากใต้กรุงเทพ เป็นชั้นดินอ่อนซึ่งมีคุณลักษณะในการขยายแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้เพิ่มขึ้นถึง 3-4 เท่า จากเหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิต 1 คนที่จังหวัดเชียงราย บาดเจ็บมากกว่า 100 คน พบความ เสียหายเกิดขึ้นแก่บ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างเป็นจำนวนมากและเป็นบริเวณกว้าง มีผลกระทบถึง 72 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง และกำแพงเพชร มีการเปลี่ยนแปลงของ สภาพพื้นดินต่าง ๆ เช่น รอยแยกของพื้นดิน หลุมยุบ และน้ำผุดขึ้นมากจากบ่อน้ำผิวดิน เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ ทำให้เกิดแผ่นดินไหวตาม(Aftershock) กระจายตัวหลายบริเวณ ในเขต อำเภอแม่ลาว อำเภอพาน อำเภอแม่สรวย และอำเภอเมือง


จังหวัดเชียงราย ครอบคลุมพื้นที่ เป็นบริเวณกว้างตลอดแนวรอยเลื่อนพะเยา สรุปรายละเอียดของแผ่นดินไหวตามรวมทั้งสิ้น 1,285 ครั้งหมู่บ้านดงมะเฟือง ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหว 6.3 รัศมี 5 กิโลเมตร ทำให้บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 11 หลัง เสียหายบางส่วน 169 หลัง จากทั้งหมด 180 หลังคาเรือน วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้เข้ามาแนะนำชาวบ้านเรื่องการซ่อมแซม หรือสร้างบ้านที่เน้นรากฐานแข็งแรง เพื่อรองรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวแรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้วิหารของวัดเสียหายทั้งหลังผนังพระประธานพังลงมา และหลังคาวิหารหลุดร่อน ปัจจุบัน วิหารของวัดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวได้รับการบูรณะซ่อมแซมจากประชาชนบ้านดงมะเฟืองร่วมกับวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ และกรรมาธิการสถาปนิกล้านนา นอกจากนี้ยังก่อสร้างอาคาเอนกประสงค์หลังใหม่ตามมาตรฐานทางวิศวกรรม เพื่อต้านแรงแผ่นดินไหว และใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับชุมชน แก่ผู้ที่สนใจได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้โครงสร้างอาคารต้านแผ่นดินไหววัดดงมะเฟือง เป็นวัดที่ท่องเที่ยวที่เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบการทำบุญและการถ่ายรูป มีเจดีย์ตั้งอยู่ด้านหลังวิหารของวัด วัดดงมะเฟืองที่ตั้งอยู่ บ้านดงมะเฟือง ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย มีพระอรรถชัย กาญจนกิจโภคิล เป็นเจ้าอาวาส10. องค์ความรู้ด้าน องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นและถูกถ่ายทอดจากประสบการณ์แผ่นดินไหวของวัดดงมะเฟือง เน้นไปที่ การสร้างความเข้าใจและการประยุกต์ใช้หลักวิศวกรรมเพื่อความปลอดภัย10.1 ความรู้เกี่ยวกับภัยพิบัติแผ่นดินไหวo ลักษณะแผ่นดินไหว: ความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทของแผ่นดินไหว (เช่น แผ่นดินไหวตื้น), ขนาดความรุนแรง (ริกเตอร์), และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เช่น การสั่นไหว รอยแยกของพื้นดิน หลุมยุบ และน้ำผุดo พื้นที่เสี่ยง: การตระหนักถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว (เช่น จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง น่าน พะเยา รวมถึงพื้นที่ที่มีชั้นดินอ่อน) และการกระจายตัวของแผ่นดินไหวตาม (Aftershock) ตามแนวรอยเลื่อน (เช่น รอยเลื่อนพะเยา)o ความเสียหายต่อโครงสร้าง: การเรียนรู้จากกรณีศึกษาความเสียหายของอาคารบ้านเรือนและวิหารของวัดดงมะเฟือง เพื่อให้เห็นผลกระทบของแผ่นดินไหวต่อสิ่งปลูกสร้าง10.2 หลักการและมาตรฐานการก่อสร้างต้านแผ่นดินไหวo ความสำคัญของรากฐาน: ความรู้ว่าทำไมรากฐานที่แข็งแรงจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรับมือกับแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวo การออกแบบโครงสร้าง: ความเข้าใจในหลักการออกแบบโครงสร้างอาคารให้สามารถต้านทานแรงด้านข้างที่เกิดจากแผ่นดินไหวได้ เช่น การใช้โครงสร้างที่ยืดหยุ่น การเสริมเหล็กในจุดสำคัญo วัสดุที่เหมาะสม: การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่มีคุณสมบัติรองรับแรงแผ่นดินไหว เช่น คอนกรีตเสริมเหล็กที่มีมาตรฐานo การเชื่อมต่อโครงสร้าง: ความรู้เรื่องการเชื่อมต่อส่วนต่างๆ ของโครงสร้างอาคารให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อให้ถ่ายเทแรงสั่นสะเทือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ10.3 การบูรณะและฟื้นฟูอาคารหลังภัยพิบัติ


o การประเมินความเสียหาย: ความสามารถในการประเมินความเสียหายของอาคารหลังเกิดแผ่นดินไหว เพื่อวางแผนการซ่อมแซมได้อย่างถูกต้องo เทคนิคการซ่อมแซม: วิธีการซ่อมแซมโครงสร้างที่เสียหายให้กลับมาแข็งแรงและปลอดภัยยิ่งขึ้นo การยกระดับมาตรฐาน: การนำหลักวิศวกรรมต้านแผ่นดินไหวมาใช้ในการบูรณะและก่อสร้างใหม่ เพื่อให้สิ่งปลูกสร้างมีความปลอดภัยในระยะยาว10.4 บทบาทของวิศวกรและสถาปนิกในภัยพิบัติo การให้คำแนะนำ: องค์ความรู้ที่ได้รับจากผู้เชี่ยวชาญอย่างวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ และกรรมาธิการสถาปนิกล้านนา ในการให้คำแนะนำด้านการซ่อมแซมและก่อสร้างo การทำงานร่วมกับชุมชน: บทบาทของวิศวกรและสถาปนิกในการทำงานร่วมกับชาวบ้าน เพื่อถ่ายทอดความรู้และนำหลักวิชาการมาปรับใช้ในบริบทของชุมชน11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้วัดดงมะเฟืองได้กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการก่อสร้างต้านแผ่นดินไหว โดยอาศัยประสบการณ์ตรงจากภัยพิบัติ11.1 การเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง o กรณีศึกษาจากภัยพิบัติจริง: เหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2557 และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับวิหารและบ้านเรือนของหมู่บ้านดงมะเฟือง เป็น กรณีศึกษาที่มีชีวิต ที่ทำให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของการก่อสร้างที่ปลอดภัยo ผลลัพธ์ที่จับต้องได้: การที่วัดได้รับการบูรณะและมีอาคารเอนกประสงค์หลังใหม่ที่ต้านแผ่นดินไหวได้ เป็น รูปธรรมขององค์ความรู้ที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการประยุกต์ใช้หลักวิศวกรรม11.2 การสร้างแหล่งเรียนรู้และพื้นที่สาธิต o อาคารเอนกประสงค์เป็นศูนย์กลาง: อาคารเอนกประสงค์หลังใหม่ที่สร้างตามมาตรฐานทางวิศวกรรมเพื่อต้านแรงแผ่นดินไหว ทำหน้าที่เป็น \"แหล่งเรียนรู้\" หลัก ผู้สนใจสามารถเข้ามาเยี่ยมชมและศึกษาโครงสร้างได้โดยตรงo การให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: การที่ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ และกรรมาธิการสถาปนิกล้านนา เข้ามามีบทบาทในการให้คำแนะนำ แสดงถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้โดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญสู่ชุมชนและผู้สนใจo การเป็นตัวอย่างสำหรับชุมชน: การที่บ้านเรือนในหมู่บ้านบางส่วนได้รับการซ่อมแซมหรือสร้างใหม่โดยเน้นรากฐานที่แข็งแรง ก็เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการเป็นแบบอย่างในชีวิตประจำวัน11.3 การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและชุมชนเข้มแข็ง o ความร่วมมือของชุมชน: การที่ ประชาชนบ้านดงมะเฟืองร่วมกับวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ และกรรมาธิการสถาปนิกล้านนาในการบูรณะซ่อมแซม แสดงถึงการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม โดยที่ชาวบ้านได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง


o การสร้างความตระหนัก: การให้ความรู้เรื่องการสร้างบ้านที่เน้นรากฐานแข็งแรง เป็น การสร้างความตระหนักและความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับชาวบ้าน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ในอนาคต11.4 การเผยแพร่ผ่านการบอกเล่าและเป็นจุดหมายปลายทางo เรื่องเล่าของวัด: ประวัติการซ่อมแซมวัดหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว กลายเป็นเรื่องราวสำคัญที่บอกเล่าให้กับผู้มาเยี่ยมชม ทำให้เกิดการรับรู้และเรียนรู้ถึงความสำคัญของ การสร้างอาคารต้านแผ่นดินไหวo การเป็นแหล่งท่องเที่ยว: การที่วัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ทำให้มีผู้คนหลากหลายเข้ามาเยี่ยมชม ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการก่อสร้างต้านแผ่นดินไหวไปในวงกว้างมากขึ้นวัดดงมะเฟืองจึงเป็นบทเรียนอันทรงคุณค่าที่เปลี่ยนวิกฤตจากภัยพิบัติให้เป็นโอกาสในการสร้างองค์ความรู้และถ่ายทอดภูมิปัญญาด้านวิศวกรรม เพื่อความปลอดภัยและความยั่งยืนของชุมชน12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง -13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นางสาวรัชฎาภรณ์ ยอดยา ครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


Click to View FlipBook Version