The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น ปี2568

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pubpung1131, 2025-11-19 05:32:43

แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น ปี2568

แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น ปี2568

Keywords: ทำเนียบแหล่งเรียนรู้

แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา ศิลปกรรม ด้านดนตรี นาฏศิลป์และการเล่นพื้นบ้าน2. เรื่อง โครงการกลุ่มเมล็ดพันธุ์พบดิน เพื่อพ่อของแผ่นดิน3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นายชยานนท์ ปัญญาธีรพงษ์ อายุ - ปี4. การศึกษา - เบอร์โทร 098-88020885. สถานที่ติดต่อ เลขที่ 28 หมู่ 7 ตำบลจอมหมอกแก้ว ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ 08.00 – 21.00 น. (ทุกวัน)7. เว็บไซต์ - เฟสบุ๊ค เฮือนชมจันทร์เมล็ดพันธุ์พบดิน ID Line -8. ละติจูด/ลองจิจูด 19.7530449,99.66657819. ประวัติความเป็นมาศิลปิน ช่างภาพอิสระ มีผลงานการถ่ายภาพบุคคลสำคัญระดับโลก เช่น องค์ทะไล ลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณระดับโลก, ท่านดิชนัท ฮันห์ พระวิปัสสนาจารย์สายเชนที่ได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ,นายกรัฐมนตรี และศิลปินไทยมากมาย ทั้งยังเป็นช่างภาพที่ติดตามบันทึกชีวิตและงานของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ในการเดินทางจาริกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั่วโลกมากกว่า 15 ปีเป็นผู้ก่อตั้งศูนย์ดนตรี กวี ศิลป์ ในนามกลุ่ม “เมล็ดพันธุ์พบดิน” โครงการสร้างสรรค์ น้องสร้างศิลป์” ซึ่งเป็น “ศูนย์ดนตรีกวีศิลป์ของกลุ่มเยาวชนเมล็ดพันธุ์พบดิน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1 สืบสานดนตรี กวี ศิลปะ ของล้านนาไทยไม่ให้เสื่อมสูญ 2. อนุรักษ์ภาษาพื้นบ้านล้านนา และ 3. ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ด้วยการรับอุปการะและสอนศิลปวัฒนธรรมแก่เด็ก เยาวชนเผ่าบีซู ซึ่งเหลืออยู่เพียงกลุ่มเดียวในประเทศไทย


อุทิศบ้านของตนเองให้เป็นทั้งโรงเรียน ศูนย์การเรียนรู้ และห้องฝึกดนตรีของเยาวชน ชนชาติพันธุ์บีซูหลังจากเลิกเรียนจากปีแรกที่ก่อตั้งโครงการจนมาถึงปัจจุบัน จากเด็ก ๆ ที่ไม่มีพื้นฐานด้านการดนตรีเลย เริ่มมีทักษะและสามารถออกแสดงในงานต่าง ๆ ของชุมชนได้เป็นอย่างดี นับแต่นั้นเป็นต้นมา คณะทำงานจึงเริ่มได้รับความชื่นชม และทุกวันนี้ศูนย์ดนตรี กวี ศิลป์ ได้กลายเป็นอีกหนึ่งศูนย์การเรียนรู้ และ แหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่บรรดาผู้มีใจใฝ่รักในศิลปวัฒนธรรมต่างแวะมาเยือมกันอยู่เสมอโครงการ “พี่สร้างสรรค์ น้องสร้างศิลป์” ศูนย์ ดนตรี กวี ศิลป์ ในเครือข่ายโรงเรียนสืบศิลป์แผ่นดินล้านนา มหาวิทยาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน ก่อตั้งโดย นายชยานนท์ ปัญญาธีรพงษ์ เพื่อสืบทอดภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรมพื้นเมืองอันดีงาม อาทิ ดนตรีและนาฏศิลป์พื้นเมือง วิถีชีวิต (การทำนา) ศิลปะ อักษรล้านนา (ตั๋วเมือง) และมีการดำเนินโครงการต่าง ๆ ผ่านการทำกิจกรรมเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่เด็กและเยาวชน ส่งเสริมการศึกษาให้แก่ “เยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์บีซู” ซึ่งเหลืออยู่ในประเทศไทยเพียงกลุ่มเดียว พร้อมทั้งฝึกฝนให้เด็กกลุ่มนี้เล่นดนตรีและนาฏศิลป์จนสามารถทำการแสดงให้แก่ผู้ชมตามสถานที่ต่าง ๆ และมีรายได้ใช้เป็นทุนการศึกษานอกจากนี้ ยังสนับสนุนและส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่เรียนดี ความประพฤติดีแต่ฐานยากจน โดยการจัดตั้ง “กองทุน เมล็ดพันธุ์ พบดิน” เพื่อมอบเป็นทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการพ่อจันทร์ ปัญญาธีรพงษ์ พ่อครูแห่งเฮือนชมจันทร์ เป็นผู้อนุรักษ์สืบสานสร้างสรรค์ สะล้อ ซอ ซึง เผยแพร่ภูมิปัญญาดนตรีล้านนา ปลูกฝังจิตวิญญาณของศิลปินล้านนาให้เยาวชน เล่าให้เราฟังว่า จากเดิมที่ชาวบ้านเล่นดนตรีกันทุกบ้าน แต่ทุกวันนี้ไม่มีแล้ว สังคมที่เปลี่ยนไป ผู้คนไม่เล่นดนตรีกันเหมือนเก่า จึงไปเป็นครูสอนดนตรีตามที่ต่าง ๆ พ่อจันทร์จึงกลัวว่าดนตรีพื้นเมืองจะหายไป“ดนตรีไม่มีโกรธ ไม่มีเกลียด ธรรมะกับดนตรีเหมือนกัน ช่วยขัดเกลาให้เราเป็นคนดี ไม่โกรธ ไม่เกลียดคนอื่น พ่อเอง เวลาสอนดนตรีให้เด็ก ๆ ก็ไม่เคยดุด่า แต่จะบอกให้เขาตั้งใจเรียน เคยห่วงว่าหากวันหนึ่งพ่อตายไป ใครจะมาสอน แต่ตอนนี้ลูกชายมาช่วยแล้ว ดีใจและภูมิใจมาก ยังมีหน่อคำ กับหลานสาวที่พ่อพอวางใจให้สืบสานดนตรีล้านนาต่อไปพ่อก็เบาใจ”ครูหน่อคำ- หน่อคำ สมสวัสดิ์ที่พ่อจันทร์พูดถึง คือครูผู้ช่วยจิตอาสาที่มีความพิเศษทั้งทางกาย และจิตใจ แม้จะเกิดมาไร้แขนขา แต่พี่หน่อคำก็ไม่ย่อท้อ เดินหน้าส่งต่อกำลังใจและแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นอีกมากมายรวมไปถึงเด็ก ๆ เยาวชนกลุ่มเมล็ดพันธุ์พบดินด้วย “ผมเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่กำเนิด ตอนเป็นวัยรุ่น ผมรู้สึกท้อแท้ที่เกิดมาไม่เหมือนคนอื่น จนกลายเป็นปมในใจ ช่วงนั้นเป็นวัยที่เราต่อสู้กับความคิดว่าจะเดินหน้าใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร กระทั่งเข้าใจสัจธรรมว่าเราไม่สามารถเลือกเกิดได้ แต่เราต้องอยู่กับมันให้ได้ และต้องพัฒนาตนเอง สิ่งไหนที่เราทำไม่ได้ ก็ต้องฝึกฝนจนสามารถเอาชนะอุปสรรคปัญหาต่าง ๆ ให้ได้“สำหรับผม กำลังใจจากตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราสามารถเติมกำลังใจให้กับตนเองได้จากสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจากธรรมะ พบปะกัลยาณมิตร และการรู้จักเป็นผู้ให้ เพราะยิ่งให้เหมือนยิ่งได้รับ ยิ่งให้ ยิ่งเพิ่มพูน ดังนั้น ในหนึ่งอาทิตย์ หากปลีกตัวมาได้ ผมก็จะรีบมาสอนเด็ก ๆ ที่นี่เมื่อเด็ก ๆ เห็นว่าขนาดผมยังสามารถเล่นดนตรีได้ พวกเขาก็จะเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมา “ผมคิดว่าดนตรีล้านนา คือศิลปะพื้นบ้านที่เราควรอนุรักษ์ไว้ และเป็นสิ่งดีที่ผมอยากถ่ายทอดให้ลูกหลาน เพราะดนตรีช่วยขัดเกลาให้เราเป็นคนอ่อนโยน และมีสมาธิ ทั้งยังเป็นกุศโลบายที่จะดึงเด็ก ๆ ออกมาจากโซเชียลเน็ตเวิร์ค และสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสารสาระ”


10. องค์ความรู้ด้านองค์ความรู้และกระบวนการถ่ายทอดของโครงการกลุ่มเมล็ดพันธุ์พบดิน เพื่อพ่อของแผ่นดินโครงการกลุ่มเมล็ดพันธุ์พบดิน เพื่อพ่อของแผ่นดิน เป็นโครงการที่ริเริ่มโดย นายชยานนท์ ปัญญาธีรพงษ์ศิลปินช่างภาพอิสระที่มีผลงานระดับโลก ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง ศูนย์ดนตรี กวี ศิลป์ภายใต้ชื่อกลุ่ม \"เมล็ดพันธุ์พบดิน\" และโครงการสร้างสรรค์ \"พี่สร้างสรรค์ น้องสร้างศิลป์\" โครงการนี้มีวัตถุประสงค์อันสูงส่งคือ สืบสานดนตรี กวี ศิลปะ ของล้านนาไทย อนุรักษ์ภาษาพื้นบ้านล้านนา และ ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ด้วยการรับอุปการะและสอนศิลปวัฒนธรรมแก่ เด็กและเยาวชนเผ่าบีซูซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เหลืออยู่เพียงกลุ่มเดียวในประเทศไทยนายชยานนท์ได้อุทิศบ้านของตนเองให้เป็นโรงเรียน ศูนย์การเรียนรู้ และห้องฝึกดนตรีสำหรับเยาวชนเหล่านี้ โดยได้รับความช่วยเหลือจาก พ่อจันทร์ ปัญญาธีรพงษ์(พ่อครูแห่งเฮือนชมจันทร์) ผู้เป็นนักอนุรักษ์ดนตรีล้านนา และ ครูหน่อคำ สมสวัสดิ์ครูผู้ช่วยจิตอาสาผู้ไร้แขนขาแต่เต็มเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจและจิตวิญญาณของผู้ให้ จากความพยายามเหล่านี้ ศูนย์ดนตรี กวี ศิลป์ ได้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่ดึงดูดผู้มีใจรักในศิลปวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่ององค์ความรู้ของโครงการเมล็ดพันธุ์พบดินมีความหลากหลายและเชื่อมโยงกัน ทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และการพัฒนาคุณภาพชีวิต10.1 ดนตรีและนาฏศิลป์พื้นเมืองล้านนาo ทฤษฎีและปฏิบัติ: องค์ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับเครื่องดนตรีล้านนา (เช่น สะล้อ ซอ ซึง) โน้ตเพลง ทำนองเพลง และวิธีการเล่นอย่างถูกต้องo การแสดงนาฏศิลป์: ทักษะการร่ายรำและเคลื่อนไหวตามแบบนาฏศิลป์พื้นเมืองล้านนา รวมถึงความเข้าใจในความหมายของการแสดงแต่ละชุดo การอนุรักษ์และสืบสาน: ความรู้ในการรักษาบทเพลงและท่ารำดั้งเดิมไม่ให้เสื่อมสูญ พร้อมกับการปลูกฝังจิตวิญญาณศิลปินล้านนาให้แก่เยาวชน10.2 ภาษาพื้นบ้านล้านนา (ตั๋วเมือง)o การอ่าน เขียน และสื่อสาร: ความรู้เกี่ยวกับอักษรล้านนา (ตั๋วเมือง) รวมถึงไวยากรณ์และวิธีการใช้ภาษาล้านนาในการสื่อสารo คุณค่าทางวัฒนธรรม: ความเข้าใจในความสำคัญของการอนุรักษ์ภาษาท้องถิ่น ซึ่งเป็นรากฐานของวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของคนล้านนา10.3 ศิลปะและวิถีชีวิตล้านนาo ศิลปะแขนงต่าง ๆ: องค์ความรู้ด้านศิลปะแขนงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น งานฝีมือหัตถกรรม หรือจิตรกรรม ที่สะท้อนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมล้านนาo วิถีชีวิตดั้งเดิม (การทำนา): ความเข้าใจและทักษะในการดำเนินวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวล้านนา เช่น การทำนา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ด้านภูมิปัญญา


10.4 สิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์o ความเสมอภาคและความเท่าเทียม: การปลูกฝังความเข้าใจเรื่องคุณค่าของมนุษย์ทุกคน โดยเฉพาะการให้โอกาสทางการศึกษาและศิลปวัฒนธรรมแก่เยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์บีซู ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษo การสร้างแรงบันดาลใจ: บทเรียนชีวิตและกำลังใจจากบุคคลตัวอย่าง เช่น ครูหน่อคำ สมสวัสดิ์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเอาชนะอุปสรรคทางกายภาพด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง10.5 การบริหารจัดการโครงการเพื่อสังคม:o การระดมทุนและการบริหารจัดการกองทุน: ความรู้ในการจัดตั้ง \"กองทุนเมล็ดพันธุ์พบดิน\" เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาและกิจกรรมของโครงการo การสร้างรายได้เพื่อความยั่งยืน: ความสามารถในการฝึกฝนเยาวชนให้สามารถออกแสดงเพื่อหารายได้ใช้เป็นทุนการศึกษา ซึ่งเป็นแนวคิดการสร้างความยั่งยืนให้กับโครงการ11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้โครงการกลุ่มเมล็ดพันธุ์พบดิน ถ่ายทอดองค์ความรู้และคุณค่าต่าง ๆ ผ่านกระบวนการที่เน้นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม การปฏิบัติจริง และการสร้างแรงบันดาลใจ:11.1 การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ o ศูนย์ดนตรี กวี ศิลป์: การอุทิศบ้านให้เป็นโรงเรียน ศูนย์การเรียนรู้ และห้องฝึกดนตรี เป็นการสร้าง พื้นที่จริง สำหรับการเรียนรู้ ทำให้เด็กและเยาวชนมีโอกาสฝึกฝนดนตรี กวี และศิลปะได้อย่างสม่ำเสมอo หลักสูตรแบบบูรณาการ: การสอนที่ครอบคลุมทั้งดนตรี นาฏศิลป์พื้นเมือง วิถีชีวิต (การทำนา) ศิลปะ และอักษรล้านนา (ตั๋วเมือง) เป็นการถ่ายทอดภูมิปัญญาแบบองค์รวม11.2 การสอนแบบครูสู่ศิษย์และการเป็นพี่เลี้ยง o พ่อครูจันทร์ ปัญญาธีรพงษ์: ในฐานะ \"พ่อครูแห่งเฮือนชมจันทร์\" ท่านเป็นผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญาดนตรีล้านนาโดยตรง ทั้งการสอนสะล้อ ซอ ซึง และการปลูกฝังจิตวิญญาณศิลปินล้านนา รวมถึงแนวคิด \"ดนตรีไม่มีโกรธ ไม่มีเกลียด\" ที่เชื่อมโยงกับธรรมะo ครูหน่อคำ สมสวัสดิ์: เป็น \"ครูผู้ช่วยจิตอาสา\" ผู้ถ่ายทอดทักษะดนตรีล้านนา และที่สำคัญคือการส่งต่อ \"กำลังใจและแรงบันดาลใจ\" ให้กับเด็ก ๆ ผ่านเรื่องราวการเอาชนะอุปสรรคในชีวิตของตนเองo นายชยานนท์ ปัญญาธีรพงษ์: ในฐานะผู้ก่อตั้งและช่างภาพผู้ติดตามบันทึกงานของ ว.วชิรเมธี เป็นผู้ให้แนวคิดและเป็นพี่เลี้ยงในการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ11.3 การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและการแสดงผลงาน o ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ: จากการไม่มีพื้นฐานด้านดนตรีเลย เด็กๆ ได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจน \"มีทักษะและสามารถออกแสดงในงานต่าง ๆ ของชุมชนได้เป็นอย่างดี\"o การแสดงเพื่อหารายได้: การที่เด็กๆ สามารถทำการแสดงให้แก่ผู้ชมตามสถานที่ต่าง ๆ และมีรายได้ใช้เป็นทุนการศึกษา เป็นการเรียนรู้ที่จะนำทักษะไปใช้สร้างประโยชน์ในชีวิตจริงo กิจกรรมเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้: การดำเนินโครงการต่าง ๆ ผ่านกิจกรรม (เช่น การทำนา) เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่เด็กและเยาวชน


11.4 การส่งเสริมการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพชีวิต o การรับอุปการะและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน: การรับอุปการะและสอนศิลปวัฒนธรรมแก่เด็กเยาวชนเผ่าบีซู เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนและการส่งเสริมศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์o กองทุนเมล็ดพันธุ์พบดิน: การจัดตั้งกองทุนเพื่อมอบทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่เรียนดี ความประพฤติดีแต่ฐานะยากจน เป็นการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาและยกระดับคุณภาพชีวิต11.5 การสร้างแรงบันดาลใจและจิตสำนึก o แบบอย่างจากผู้ใหญ่: เรื่องราวและทัศนคติของพ่อครูจันทร์และครูหน่อคำ ที่เปรียบดนตรีกับธรรมะ และการเห็นคุณค่าของการให้และการพัฒนาตนเอง เป็นการถ่ายทอด \"จิตวิญญาณ\" มากกว่าแค่ \"ทักษะ\"o ดนตรีเป็นกุศโลบาย: การใช้ดนตรีเป็น \"กุศโลบายที่จะดึงเด็ก ๆ ออกมาจากโซเชียลเน็ตเวิร์คและสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสารสาระ\" แสดงถึงความเข้าใจในการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือขัดเกลาจิตใจโครงการกลุ่มเมล็ดพันธุ์พบดินจึงเป็นพลังสำคัญในการอนุรักษ์ สืบสาน และสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมล้านนา พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมคุณค่าความเป็นมนุษย์ โดยอาศัย การถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการปฏิบัติจริง ความรัก และแรงบันดาลใจ12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง- รางวัลอิสรเมธี ประจำปี 2561 ผู้ทำความดีเพื่อสังคม สาขาการพัฒนาสังคมเมือง13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นางสาวรัชฎาภรณ์ ยอดยา ครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม2. เรื่อง สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าแม่ลาว3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นายจิระ นิยมธรรม อายุ 41 ปี4. การศึกษา ปริญญาตรี เบอร์โทร 086-99860295. สถานที่ติดต่อ เลขที่ 170 หมู่ 10 บ้านหนองผักเฮือด ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ 08.30 – 16.00 น. (ทุกวัน)7. เว็บไซต์ - เฟสบุ๊ค สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์แม่ลาว ID Line -8. ละติจูด/ลองจิจูด 19.7641178,99.6341773 9. ประวัติความเป็นมาการอนุรักษ์สัตว์ป่าของไทยแม้ว่าประเทศไทยจะได้มีกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองสัตว์ป่ามาเป็นเวลานานแล้วเป็นต้นว่า พระราชบัญญัติการรักษาช้าง ร.ศ. 119 ( พ.ศ. 2443 ) แต่ก็เป็นการคุ้มครองช้างเพียงอย่างเดียว ส่วนสัตว์ป่าอื่น ไม่มีการคุ้มครองอย่างแท้จริง จนต่อมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อาวุธต่าง ๆ สำหรับการล่าสัตว์ป่าได้มีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นประกอบกับพลเมืองของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจึงมีการทำลายป่าและล่าสัตว์ป่าเพิ่มมากขึ้นเป็นผลทำให้แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ถูกทำลายและสัตว์ป่าจะสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย รัฐบาลจึงได้ออกกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ขึ้น สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชธานี ในการสมัยที่ทรงดำรงพระยศสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ทรงลงพระนามในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตราพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครอง สัตว์ป่า พ.ศ. 2503 ซึ่งต่อมากำหนดให้วันที่ 26 ธันวาคมของทุกปีเป็น “ วันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ”


สถานีวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าดอยตุง จังหวัดเชียงราย ได้ดำเนินการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าหายากหลายชนิด เช่น ละออง ละมั่ง เก้ง กวาง หมี ไก่ฟ้า และสัตว์ป่า ชนิดอื่น ๆ อีกหลายชนิดในพื้นที่ 149 ไร่ พื้นที่เดิมมีอยู่จำกัดไม่สามารถขยายไปในพื้นที่ใกล้เคียงเนื่องจาก มีสภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงชัน ประกอบกับไม่มี พื้นที่ราบพอที่จะทำแปลงหญ้าพืชอาหารสัตว์ สำหรับสัตว์ตระกูลกวาง จากการประชุมสัมมนาฝ่ายเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า ณ กรมป่าไม้ระหว่างวันที่ 20 – 24 กันยายน 2538 สถานีวิจัยสัตว์ป่าดอยตุงได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่าให้ดำเนินการจัดหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการจัดส่วนแยกเพื่อรองรับจำนวนสัตว์ป่าที่เพิ่มมากขึ้น และการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าตระกูลกวางจำเป็นต้องใช้พื้นที่ราบและกว้างขวางที่จะจัดทำทุ่งหญ้าและแหล่งน้ำให้กับสัตว์ป่า สถานีวิจัยสัตว์ป่าดอยตุงเห็นว่าพื้นที่ของหน่วยจัดการต้นน้ำแม่ส้านมีสภาพป่าและ พื้นที่เหมาะสมในการจัดตั้งส่วนแยกได้มีพื้นที่ราบกว้างขวางมีแหล่งน้ำธรรมชาติเพียงพอต่อการดำเนินการเพาะเลี้ยงสัตว์ไม่รบกวนประชาชนหรือสัตว์อื่น ๆข้อปฏิบัติในการเข้าชม1. ห้ามนำสัตว์เลี้ยงทุกชนิด เข้าไปในบริเวณกรงหรือคอกสัตว์ป่า2. ไม่กระทำการใด ๆ ให้เกิดอันตรายแก่สัตว์ป่าและธรรมชาติในบริเวณนี้3. โปรดอย่าได้แหย่ และควรงดสิ่งที่ไม่ใช่อาหารให้แก่สัตว์ป่า4. ในบางฤดูสัตว์อาจดุร้าย โปรดอย่าเข้าใกล้5. ไม่ส่งเสียงดังหรือกระทำการใด ๆ ซึ่งเป็นการรบกวนคนและสัตว์6. ห้ามพกพาอาวุธเข้ามาในบริเวณสถานีเพาะพันธุ์สัตว์ป่าแม่ลาว7. เดินทางไปในที่ๆ กำหนดและให้ทิ้งขยะในที่ๆ จัดให้นอกจากได้เยี่ยมชมสัตว์แล้ว ทางสถานีฯ ยังมีพื้นที่สำหรับเด็ก (โซนสนามเด็กเล่น) มีเครื่องเล่นกลางแจ้งไว้ให้เด็ก ๆ ได้เล่นออกกำลัง ที่นี่จึงถือเป็นสถานที่พักผ่อนอีกแห่งหนึ่งที่ใกล้ชิดธรรมชาติ สำหรับครอบครัวในวันหยุดอาณาเขตทิศเหนือ – จดดอยแม่กรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงรายทิศใต้ – จดตำบลดงมะดะ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงรายทิศตะวันออก – จดเขตตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงรายทิศตะวันตก – จดสันดอยช้าง และพื้นที่เกษตรที่สูงวาวี10. องค์ความรู้ด้านสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าแม่ลาว จังหวัดเชียงราย เป็นหน่วยงานสำคัญภายใต้การกำกับดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นส่วนแยกของสถานีวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าดอยตุง โดยมีบทบาทหลักในการอนุรักษ์สัตว์ป่า ที่มีความสำคัญและหายากของประเทศไทย การจัดตั้งสถานีแห่งนี้เกิดขึ้นจากความจำเป็นในการขยายพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์ป่าตระกูลกวางและสัตว์ป่าชนิดอื่น ๆ ที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ที่สัตว์ป่าและแหล่งที่อยู่อาศัยถูกคุกคามอย่างรุนแรงอันเป็นผลมาจากการพัฒนาอาวุธล่าสัตว์และการเพิ่มขึ้นของประชากร โดยมีพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503 เป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินงาน ซึ่งนำไปสู่การกำหนดให้วันที่ 26 ธันวาคมของทุกปีเป็น \"วันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ\"


สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าแม่ลาวตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีสภาพป่าสมบูรณ์ มีพื้นที่ราบกว้างขวางและแหล่งน้ำธรรมชาติเพียงพอ ซึ่งเอื้อต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าได้อย่างเหมาะสม โดยไม่รบกวนประชาชนหรือสัตว์ป่าอื่น ๆ นอกจากบทบาทด้านการอนุรักษ์แล้ว สถานีฯ ยังเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าเยี่ยมชมสัตว์ป่าและใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับครอบครัวอีกด้วยองค์ความรู้ของสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าแม่ลาวครอบคลุมทั้งด้านชีววิทยา การอนุรักษ์ การจัดการสิ่งแวดล้อม และการให้ความรู้แก่สาธารณะ10.1 องค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าของไทยo ประวัติศาสตร์กฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่า: ความเข้าใจในวิวัฒนาการของกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าในประเทศไทย ตั้งแต่พระราชบัญญัติการรักษาช้าง ร.ศ. 119 จนถึงพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการคุ้มครองสัตว์ป่า ทุกชนิดo สาเหตุการคุกคามสัตว์ป่า: ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยที่ทำให้สัตว์ป่าและแหล่งที่อยู่อาศัยถูกทำลาย เช่น การพัฒนาอาวุธล่าสัตว์ การเพิ่มขึ้นของประชากร และการบุกรุกพื้นที่ป่าo ความสำคัญของการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์: ความเข้าใจในบทบาทของสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าในการช่วยอนุรักษ์และเพิ่มจำนวนสัตว์ป่าหายากที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์10.2 องค์ความรู้ด้านชีววิทยาและการจัดการสัตว์ป่าo ชนิดสัตว์ป่าหายาก: ความรู้เกี่ยวกับชนิดของสัตว์ป่าหายากที่สถานีเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ เช่น ละออง ละมั่ง เก้ง กวาง หมี ไก่ฟ้า รวมถึงสัตว์ตระกูลกวางที่ต้องการพื้นที่ราบและทุ่งหญ้าo พฤติกรรมสัตว์ป่า: การศึกษาและทำความเข้าใจพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์ป่าแต่ละชนิด เพื่อให้สามารถดูแลและจัดการสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิตo การจัดการอาหารและแหล่งน้ำ: ความรู้ในการจัดหาพืชอาหารสัตว์และแหล่งน้ำธรรมชาติที่เพียงพอและเหมาะสมสำหรับสัตว์ป่าแต่ละชนิดo การจัดการพื้นที่เพาะเลี้ยง: ความเชี่ยวชาญในการออกแบบและจัดการพื้นที่ภายในสถานี (กรง คอก แปลงหญ้า) ให้สอดคล้องกับความต้องการของสัตว์ป่า เพื่อให้สัตว์เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้ดี10.3 องค์ความรู้ด้านการเลือกและบริหารจัดการพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์o เกณฑ์การคัดเลือกพื้นที่: ความรู้ในการประเมินและคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้งสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า โดยพิจารณาจากสภาพป่า พื้นที่ราบ แหล่งน้ำธรรมชาติ และการไม่รบกวนประชาชนo การใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างยั่งยืน: ความเข้าใจในการบริหารจัดการพื้นที่ 149 ไร่ ของสถานีฯ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า การศึกษา และการพักผ่อน


10.4 องค์ความรู้ด้านการส่งเสริมการเรียนรู้และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์o กฎระเบียบและข้อควรปฏิบัติ: ความรู้ในการกำหนดและสื่อสารข้อปฏิบัติในการเข้าชมสถานีฯ เพื่อความปลอดภัยของทั้งคนและสัตว์ป่า รวมถึงการปลูกฝังจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมo การจัดกิจกรรมสำหรับครอบครัว: การจัดเตรียมพื้นที่สำหรับเด็ก (โซนสนามเด็กเล่น) และเครื่องเล่นกลางแจ้ง เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการออกกำลังกายในบรรยากาศธรรมชาติ11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าแม่ลาวถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าและระบบนิเวศ ผ่านกระบวนการที่เน้นการปฏิบัติจริง การสาธิต และการให้ความรู้แก่สาธารณะ:11.1 การเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงในการเพาะเลี้ยง o การปฏิบัติงานจริง: เจ้าหน้าที่ของสถานีฯ ได้รับการฝึกฝนและสั่งสมประสบการณ์โดยตรงในการดูแล เพาะเลี้ยง และขยายพันธุ์สัตว์ป่าหายาก ทำให้เกิดองค์ความรู้เชิงปฏิบัติที่ลึกซึ้งo การวิจัยและพัฒนา: แม้ไม่ได้ระบุชัดเจน แต่การดำเนินงานเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจำนวนมาก ย่อมก่อให้เกิดการวิจัยและพัฒนาเทคนิคใหม่ๆ ในการจัดการสัตว์ป่า ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ถ่ายทอดภายในองค์กร11.2 การจัดแสดงและให้ความรู้แก่ผู้เข้าชม o กรงและคอกสัตว์ป่า: การจัดแสดงสัตว์ป่าในกรงหรือคอก เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางชีววิทยาของสัตว์แต่ละชนิด ผู้เข้าชมสามารถสังเกตพฤติกรรมและลักษณะเด่นของสัตว์ได้โดยตรงo ป้ายข้อมูลและสื่อประกอบ: การจัดทำป้ายข้อมูลที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับชนิดสัตว์ป่า ประวัติความเป็นมา ความสำคัญในการอนุรักษ์ และข้อควรปฏิบัติในการเยี่ยมชม ถือเป็นการถ่ายทอดความรู้พื้นฐานo การแนะนำจากเจ้าหน้าที่: เจ้าหน้าที่ของสถานีฯ สามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติม ตอบคำถาม และให้คำแนะนำแก่ผู้เข้าชม ซึ่งเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์11.3 การปลูกฝังจิตสำนึกและข้อปฏิบัติ o กฎระเบียบที่ชัดเจน: การกำหนด \"ข้อปฏิบัติในการเข้าชม\" ที่ชัดเจน เช่น ห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้า, ไม่แหย่สัตว์, งดสิ่งที่ไม่ใช่อาหารให้สัตว์, ไม่ส่งเสียงดัง, ห้ามพกอาวุธ และทิ้งขยะในที่ที่จัดให้ เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงพฤติกรรมและปลูกฝังจิตสำนึกในการเคารพชีวิตสัตว์และธรรมชาติo การเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม: สภาพแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย และเป็นธรรมชาติภายในสถานีฯ เป็นการสื่อสารโดยอ้อมถึงความสำคัญของการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม


11.4 การเป็นศูนย์กลางการพักผ่อนและการเรียนรู้สำหรับครอบครัว o พื้นที่สำหรับเด็ก: การจัดให้มีโซนสนามเด็กเล่นและเครื่องเล่นกลางแจ้ง เป็นการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้ใช้เวลาในธรรมชาติ และเรียนรู้เรื่องสัตว์ป่าผ่านการเล่นo การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์: การเป็น \"สถานที่พักผ่อนอีกแห่งหนึ่งที่ใกล้ชิดธรรมชาติสำหรับครอบครัวในวันหยุด\" ทำให้สถานีฯ กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนจะได้เรียนรู้เรื่องการอนุรักษ์ไปพร้อมกับการพักผ่อนหย่อนใจสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าแม่ลาว จึงเป็นมากกว่าสถานที่เพาะเลี้ยงสัตว์ป่า แต่ยังเป็นศูนย์กลาง การเรียนรู้ที่สำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า และปลูกฝังจิตสำนึกให้ประชาชนรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติของชาติ12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง -13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นางสาวรัชฎาภรณ์ ยอดยา ครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา ศาสนาและประเพณี 2. เรื่อง วัดท่าต้นตัน ,ศูนย์มิตรภาพบำบัด วัดท่าต้นตัน3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล พระครูรัตนวรวิทย์ (สุวิทย์ วชิรญาโณ) เจ้าอาวาสวัดท่าต้นตัน อายุ - ปี4. การศึกษา ปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต (พธ.บ.) เบอร์โทร 053-666698 / 086-11803055. สถานที่ติดต่อ วัดท่าต้นตัน เลขที่ 99 หมู่ 1 ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ 08.00 – 17.00 น. (ทุกวัน)7. เว็บไซต์ - เฟสบุ๊ค ศูนย์มิตรภาพบำบัด วัดท่าต้นตัน ID Line -8. ละติจูด/ลองจิจูด 19.7604177,99.73446089. ประวัติความเป็นมาตั้งแต่เดิมวัดได้ตั้งอยู่ที่หนองบัวสถ (หนองโบสถ) มีศรัทธาร่วมกัน 3 หมู่บ้าน มี 1. บ้านห้วยส้าน ดอนจั่น 2. บ้านสบห้วย 3. บ้านสันต้อม ตั้งวัดได้นานพอสมควรหลังจากนั้นแต่ละหมู่บ้านได้แยกกันไปตั้งวัดใหม่ ส่วนบ้านสบห้วยได้แยกมาตั้งที่บนดอยสันหนองเขียว หลังจากนั้นย้ายมาตั้งใหม่ที่หัวสะพานบ้านโฮ้งติดกับทุ่งนาของ นายถา ปงรังสี ได้หลายปีจึงถูกอุทกภัยน้ำท่วมและตลิ่งพลังลงชาวบ้านจึงย้ายมาตั้งที่อยู่ปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ. 2447-2448 ชาวบ้านได้ตั้งชื่อวัดท่าต้นตัน เพราะว่าก่อนนั้นที่ตั้งวัดนี้เป็นไม้ใหญ่ ๆ หลายต้น ได้มีชาวบ้านประมาณ 30 หลังคาเรือน ได้ช่วยกันถางป่าแล้วช่วยกันตั้งวัดนี้ขึ้นมาและได้เห็นต้นพุทราใหญ่ (ต้นบ่าตันหลวง) เลยตั้งชื่อวัดนี้ว่า “วัดท่าต้นตัน” มาจนปัจจุบันนี้ และ มีพระอธิการพิมสารเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกที่สร้างวัดนี้ขึ้นมา


เดิมวันท่าต้นตัน ตั้งอยู่เลขที่ 99 บ้านสบห้วย หมู่ที่ 1 ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินมีเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 2 ตารางวา ส.ค. 1 เลขที่ 152 อาณาเขต ทิศเหนือประมาณ 30 วา จดลำน้ำเหมืองร่องแฮ่ ทิศใต้ประมาณ 28 วา จดลำน้ำเหมือง ทิศตะวันออกประมาณ 31 วา จดที่เอกชน ทิศตะวันตกประมาณ 34 วา จดที่เอกชน ที่ธรณีสงฆ์จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 7 ตารางวาปัจจุบันวัดท่าต้นตัน ตั้งอยู่เลขที่ 329 บ้านสบห้วย หมู่ที่ 1 ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินมีเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา น.ส.4 จ.เลขที่ดิน 895 เลขที่ 3242 เล่มที่ 33 หน้า 42 ออก ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 อาณาเขต ทิศเหนือ จดลำเหมืองสาธารณะประโยชน์ ทิศใต้ จดทางสาธารณะประโยชน์ ทิศตะวันออก จดทางสาธารณะประโยชน์ ทิศตะวันตก จดทางสาธารณะประโยชน์10. องค์ความรู้ด้าน วัดท่าต้นตัน ตั้งอยู่ที่บ้านสบห้วย หมู่ที่ 1 ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย เป็นวัดที่มีประวัติการย้ายที่ตั้งหลายครั้งก่อนจะมาปักหลักในปัจจุบัน ชื่อ \"วัดท่าต้นตัน\" มีที่มาจาก \"ต้นพุทราใหญ่ (ต้นบ่าตันหลวง)\" ที่ชาวบ้านพบเมื่อครั้งช่วยกันถางป่าและตั้งวัดนี้ขึ้นมาเมื่อราวปี พ.ศ. 2447-2448 โดยมีพระอธิการพิมสารเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก วัดแห่งนี้เดิมมีศรัทธาร่วมกันจาก 3 หมู่บ้าน ก่อนที่แต่ละหมู่บ้านจะแยกย้ายไปตั้งวัดของตนเองปัจจุบัน วัดท่าต้นตันไม่ได้เป็นเพียงศูนย์รวมจิตใจของชุมชน แต่ยังเป็นที่ตั้งของ ศูนย์มิตรภาพบำบัด วัดท่าต้นตัน ซึ่งจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพด้วยภูมิปัญญาด้านสมุนไพร เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ดูแลสุขภาพกายและใจ องค์ความรู้ของวัดท่าต้นตันครอบคลุมทั้งมิติทางประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม10.1 องค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาการตั้งถิ่นฐานo การอพยพและตั้งชุมชน: ความรู้เกี่ยวกับประวัติการย้ายถิ่นฐานของชาวบ้าน 3 หมู่บ้าน (บ้านห้วยส้านดอนจั่น, บ้านสบห้วย, บ้านสันต้อม) และการรวมตัวกันสร้างวัดใน ยุคแรกเริ่มo การปรับตัวต่อภัยธรรมชาติ: บทเรียนจากการที่วัดเคยถูกอุทกภัยน้ำท่วมและตลิ่งพัง ทำให้ต้องย้ายที่ตั้งหลายครั้ง สะท้อนถึงภูมิปัญญาในการเลือกทำเลที่ตั้งและการปรับตัวของชุมชนo ที่มาของชื่อวัด: ความเข้าใจในที่มาของชื่อ \"วัดท่าต้นตัน\" ซึ่งเชื่อมโยงกับ \"ต้นพุทราใหญ่ (ต้นบ่าตันหลวง)\" แสดงถึงความผูกพันของชุมชนกับธรรมชาติและภูมิประเทศท้องถิ่น10.2 องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการวัดและศาสนสถานo การจัดการที่ดินของวัด: ความรู้เกี่ยวกับเอกสารสิทธิ์ที่ดินของวัด (ส.ค. 1 และ น.ส. 4 จ.) รวมถึงอาณาเขตของวัดในแต่ละช่วงเวลาo บทบาทของเจ้าอาวาส: การเรียนรู้จากบทบาทของพระอธิการพิมสาร ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกในการก่อตั้งวัด และการบริหารจัดการวัดในยุคต่อมา


10.3 องค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรบำบัด (ศูนย์มิตรภาพบำบัด)o หลักการของสมุนไพรบำบัด: ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับสรรพคุณของสมุนไพรแต่ละชนิดที่นำมาใช้ในกิจกรรมบำบัดo เทคนิคการนวดผ่อนคลาย: ทักษะการนวดเพื่อลดอาการปวดเมื่อย คลายกล้ามเนื้อ และส่งเสริมการผ่อนคลายo การอบสมุนไพรเพื่อสุขภาพ: ความรู้เกี่ยวกับวิธีการอบสมุนไพรที่ถูกต้อง อุณหภูมิที่เหมาะสม และประโยชน์ต่อระบบทางเดินหายใจและการไหลเวียนโลหิตo การแช่เท้าคลายกล้ามเนื้อ: เทคนิคการใช้สมุนไพรและน้ำอุ่นเพื่อลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อเท้าและส่งเสริมการผ่อนคลายo สมุนไพรพอกเข่า: องค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้สมุนไพรสำหรับพอกเข่า เพื่อลดอาการอักเสบ ปวด หรือบำรุงข้อเข่าo การแกว่งข้าว: (น่าจะเป็น \"แกว่งแขน\" หรือ \"แกว่งเท้า\" ซึ่งเป็นท่ากายบริหารง่าย ๆ) ความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มากนัก เพื่อส่งเสริมการเคลื่อนไหวของร่างกาย11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้วัดท่าต้นตันและศูนย์มิตรภาพบำบัด มีกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่หลากหลาย โดยเน้น การสร้างการมีส่วนร่วมและเผยแพร่ประโยชน์สู่ชุมชน:11.1 การบอกเล่าประวัติศาสตร์และตำนาน o การเล่าเรื่องจากผู้สูงอายุ: ผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนสามารถถ่ายทอดเรื่องราวการย้ายที่ตั้งของวัด ที่มาของชื่อ \"วัดท่าต้นตัน\" และบทบาทของเจ้าอาวาสรูปแรก ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่มีชีวิตo ป้ายข้อมูลและเอกสาร: การจัดทำป้ายข้อมูลประวัติวัด หรือเอกสารประกอบ เพื่อให้ผู้มาเยือนและคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ความเป็นมาของวัด11.2 การจัดกิจกรรมเพื่อสุขภาพโดยศูนย์มิตรภาพบำบัด o กิจกรรมรายเดือน: การจัดกิจกรรมสมุนไพรบำบัด ทุกวันอังคารที่ 3 ของเดือน เป็น การสร้างความสม่ำเสมอและกระตุ้นให้ผู้สนใจเข้าร่วมอย่างต่อเนื่องo การสาธิตและฝึกปฏิบัติ: ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้เรียนรู้และ ลงมือปฏิบัติจริง ในการนวด อบสมุนไพร แช่เท้า พอกเข่า และแกว่งข้าว (หรือแกว่งแขน) ภายใต้การแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์o การแลกเปลี่ยนเรียนรู้: กิจกรรมเหล่านี้เป็นโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ และเคล็ดลับด้านสุขภาพระหว่างกัน ซึ่งเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้แบบไม่เป็นทางการo การให้คำแนะนำ: ผู้ดูแลศูนย์หรือวิทยากรสามารถให้คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรในชีวิตประจำวัน


11.3 การเป็นศูนย์กลางชุมชนและแหล่งรวมศรัทธา o การมีส่วนร่วมของศรัทธา 3 หมู่บ้าน: แม้จะแยกวัดไปแล้ว แต่ประวัติเดิมที่เคยมีศรัทธาร่วมกัน 3 หมู่บ้าน แสดงให้เห็นถึงบทบาทของวัดในการเป็นศูนย์รวมจิตใจที่ยังคงสร้างความผูกพันกับชุมชนรอบข้างo บทบาทของเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน: พระอธิการและคณะสงฆ์สามารถเป็นผู้เผยแพร่ความรู้ด้านสมุนไพรและการดูแลสุขภาพแก่ชุมชนได้11.4 การใช้ประโยชน์พื้นที่วัด o การจัดสรรพื้นที่สำหรับกิจกรรม: การจัดสรรพื้นที่ในวัดสำหรับกิจกรรมมิตรภาพบำบัด แสดงให้เห็นถึงการใช้ประโยชน์พื้นที่ของศาสนสถานเพื่อประโยชน์สุขของชุมชนในมิติที่หลากหลายวัดท่าต้นตันและศูนย์มิตรภาพบำบัด จึงเป็นแหล่งรวมองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพด้วยวิถีธรรมชาติ ซึ่งถ่ายทอดสู่ชุมชนและผู้สนใจผ่านกิจกรรมที่หลากหลายและเข้าถึงง่าย12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง -13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นางสาวรัชฎาภรณ์ ยอดยา ครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา ปราชญ์ชาวบ้าน สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม (ด้านการผลิตและการบริโภค) 2. เรื่อง ปราชญ์ชาวบ้าน สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม (ด้านการผลิตและการบริโภค) ทำโคม - ตุงล้านนาบ้านห้วยส้านดอนจั่น 3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล บัวจันทร์ วรรณมูล อายุ 70 ปี4. การศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลาย เบอร์โทร 095-1289480 5. สถานที่ติดต่อ เลขที่ 338 หมู่ที่ 3 ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ 09.00 – 16.00 น. ทุกวัน7. เว็บไซต์ - เฟสบุ๊ค กลุ่มโคมตุง บ้านห้วยส้านดอนจั่น หมู่ที่ 3 ID Line 09512894808. ละติจูด/ลองจิจูด 19.7643323,99.72827199. ประวัติความเป็นมากลุ่มโคม - ตุงล้านนาบ้านห้วยส้านดอนจั่น ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตโคมตุงล้านนาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในอำเภอแม่ลาว ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านกลุ่มโคม –ตุงล้านนาบ้านห้วยส้าน ดอนจั่น โดยมีการรวมกลุ่มกันเพื่อดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชน สมาชิกทั้งหมด 14 คน และได้มีการดำเนินจัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมร่วมกันในชุมชน จึงได้มีการจักสาน ทำโคมล้านนา กลุ่มผู้สูงอายุจึงตระหนักถึงการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ให้เกิดเป็นอาชีพและเพิ่มความสามารถ ในการสร้างรายได้ในยามว่าง จึงได้ร่วมศึกษาการทำโคม ตุงล้านนา ตลอดจนสอบถามความต้องการของกลุ่มลูกค้า รวมไปถึงตลาด ที่มีความต้องการผลิตภัณฑ์ทำให้กลุ่มผู้สูงอายุได้มีการจัดทำโคม-ตุงล้านนา อันจะเป็นแนวทางในการสานต่อองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างความรักความสามัคคี สร้างรายได้แก่ตนเองและชุมชน อันเป็นผลในการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์จากการว่างงานนั้น


แนวคิดการผลิตโคมตุงล้านนาของกลุ่มโคม - ตุงล้านนาบ้านห้วยส้านดอนจั่น มีการพัฒนาดีไซน์ต่อเนื่องมากกว่า 50 รูปแบบ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความต้องการซื้อ อาทิ โคมจีบ ทำจากกระดาษว่าวหลากสี พับย่นจนเป็นรูปทรงกระบอก ใช้ประดับตกแต่งในงานบุญต่าง ๆ เช่น ต้นผ้าป่า ประดับเจดีย์ทราย และประดับในวันยี่เป็ง โคมผัด โคมหมุนได้รูปทรงกระบอก โดยรอบของโคมจะติดรูปภาพพุทธประวัติ โคมเงี้ยว ดีไซน์มาจากชาวไทยใหญ่ โคมมีลักษณะหักมุมเป็นเหลี่ยมคล้ายเพชร ซึ่งเป็นสินค้าที่ผู้ซื้อนิยมซื้อกันเป็นอย่างมาก ซึ่งมีให้เลือกหลายรูปทรง โคมแอว เป็นโคมที่ต้องทำต่อกันเป็นชั้น ๆ ประมาณ 2-5 ลูก เรียกอีกอย่างว่า “โคมธรรมจักร” สำหรับราคาจำหน่ายนั้น จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น รูปแบบ ขนาด และวัสดุที่เลือกใช้ เช่น โคมจีบ ราคาจะมีตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไป แต่หากเป็นโคมที่ผลิตจากผ้า ราคาจะมีตั้งแต่ 80 - 500 บาท ส่วนโคมเงี้ยว ราคาตั้งแต่ 1,000 - 6,000 บาท และโคมผัด ราคา 3,000 บาทขึ้นไป เป็นต้นส่วนระยะเวลาการผลิตนั้น จะขึ้นอยู่กับรูปแบบของโคมเช่นกัน เช่น โคมเงี้ยวจะใช้ความประณีตในการผลิตสูง ระยะเวลาจะอยู่ที่สัปดาห์ละ 1 ชิ้นต่อคน จึงทำให้โคมเงี้ยวขายแพงกว่าโคมประเภทอื่น ๆ“จุดเด่นของโคมตุงล้านนาบ้านห้วยส้านดอนจั่น ซึ่งนอกจากจะใช้ประดับให้แสงสว่างที่สวยงามในคืนวันยี่เป็งแล้ว ก็ยังเหมาะแก่การนำไปใช้เป็นสินค้าตกแต่งบ้าน หรือเป็นของขวัญแทนใจผู้ให้ หรือใช้ประดับในการจัดงานเทศกาลต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน งานวันเกิด งานเลี้ยงประจำปี และใช้เป็นสิ่งเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตตามความเชื่อของคนโบราณ” ในปัจจุบันโคมนั้นทำขึ้นมาเพื่อนำไปถวายที่วัด เพราะมีความเชื่อว่าชาติหน้าเกิดมาจะมีสติปัญญา เนื่องจากแสงสวางที่ส่องเข้าไปในความมืดเปรียบกับบุคคลที่มีปัญญาจะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงได้ ไม่มืดบอดแต่เดิมประเพณีการจุดโคมจะทำขึ้นเฉพาะในบ้านของเจ้านายใหญ่โตหรือผู้มีอันจะกินเท่านั้น โดยจะใช้ประทีปให้เกิดแสงสว่างแล้วนำไปใส่ไว้ในโคมหรือในประทีป ที่มีลักษณะเป็นผางประทีปเล็ก ๆแล้วใช้น้ำมันงา น้ำมันหุ่ง หรือน้ำมันมะพร้าวใส่ไปในถ้วยดิน เพื่อให้ไฟติดไส้ที่อยู่ตรงกลางถ้วยหรือประที แต่ในปัจจุบันใช้ไฟฟ้าเสียมากกว่า ตามปกติการจุดโคมทำกันในวันพระ แต่จริงๆแล้วการจุดโคมสามารถจุดได้ทุกวัน โดยไม่จำกัดโอกาสหรือที่เรียกตามภาษาทางธรรมว่า อกาลิโก ซึ่งแล้วแต่ความพอใจและความสะดวก โคมเมื่อจุดแล้วก็จะนำไปแขวนตามชายคาหน้าบ้าน ให้เป็นที่สวยงามและเป็นการบูชาเทพาอารักษ์ อีกทางหนึ่งด้วยโคมล้านนา หรือ ภาษาทางภาคเหนือ เรียกว่า “โกม” เป็นศิลปะการประดิษฐ์ของภูมิปัญญาทางถิ่นของคนล้านนา และมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของคนล้านนาในเรื่องของความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี ในเทศกาลเดือนสิบสอง หรืองานลอยกระทง การประดิษฐ์โคมล้านนา คือ การนำเอาวัสดุในท้องถิ่นเช่น ไม่ไผ่ กระดาษสา ที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านมาแต่โบราณกาลสืบทอดต่อ ๆ กันมาและเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ออกแบบ ตกแต่ง ใช้ศิลปะแบบภูมิปัญญาล้านนา จุดประสงค์เดิมเพื่อจุดเป็นพุทธบูชาในความเชื่อของคนสมัยโบราณ ซึ่งปัจจุบันนี้ คนไทยล้านนาได้นำเอาเทคโนโลยี เทคนิคใหม่ ๆ มาสร้างสรรค์งานเพื่อให้เกิดความแปลกใหม่ เพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เช่น นำมาตกแต่งประดับประดาสถานที่ และบ้านเรือน ร้านค้า การจัดนิทรรศการในเรื่องของกรอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น ดังนั้น ในฐานะที่เราเป็นคนรุ่นหลังควรได้สืบสานความเป็นล้านนาโดยการศึกษาประวัติ ความเป็นมารู้ขั้นตอนวิธีการประดิษฐ์ มีทักษะในการประดิษฐ์ ออกแบบด้วยความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้


10. องค์ความรู้ด้าน กลุ่มโคม-ตุงล้านนาบ้านห้วยส้านดอนจั่น ได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งผลิตโคมตุงล้านนาที่มีชื่อเสียงที่สุดในอำเภอแม่ลาว ปัจจุบันได้กลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้าน กลุ่มนี้ประกอบด้วยสมาชิก 14 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่รวมตัวกันเพื่อดำเนินกิจกรรมในชุมชน ด้วยความตระหนักถึงการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ สร้างองค์ความรู้ใหม่ และเพิ่มรายได้ กลุ่มจึงได้ศึกษาและลงมือทำโคม-ตุงล้านนา โดยคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าและแนวโน้มตลาด การดำเนินงานนี้ไม่เพียงแต่สานต่อภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังสร้างความรักความสามัคคี และรายได้ให้แก่ตนเองและชุมชนองค์ความรู้ของกลุ่มโคม-ตุงล้านนาบ้านห้วยส้านดอนจั่น สะท้อนถึงการผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับการพัฒนาที่ทันสมัย10.2 ภูมิปัญญาการประดิษฐ์โคม-ตุงล้านนาแบบโบราณo ความเข้าใจในวัสดุธรรมชาติ: ความรู้ในการเลือกใช้วัสดุพื้นถิ่น เช่น ไม้ไผ่ และ กระดาษสา (หรือกระดาษว่าว) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการประดิษฐ์โคมo เทคนิคการจักสานและขึ้นรูปโครงสร้าง: ทักษะในการจักสานไม้ไผ่เพื่อสร้างโครงโคมให้มีรูปทรงที่ต้องการ เช่น ทรงกระบอก เหลี่ยม หรือรูปทรงอื่น ๆ ตามแบบโคมล้านนาo เทคนิคการติดกระดาษ/ผ้าและการตกแต่ง: ความประณีตในการติดกระดาษว่าวหรือผ้าบนโครงโคม การพับ การย่น หรือการตกแต่งลวดลายต่าง ๆ ด้วยศิลปะแบบล้านนาo ความรู้ด้านความเชื่อและวัฒนธรรม: ความเข้าใจในความหมายและจุดประสงค์ดั้งเดิมของการทำโคม-ตุงล้านนา เพื่อ จุดเป็นพุทธบูชา โดยเชื่อว่าแสงสว่างจากโคมจะนำมาซึ่งสติปัญญา และความเชื่อที่ว่าการจุดโคมสามารถทำได้ทุกวัน (อกาลิโก) รวมถึงการนำไปแขวนตามชายคาบ้านเพื่อความสวยงามและบูชาเทพาอารักษ์10.2 การพัฒนาดีไซน์และรูปแบบที่หลากหลายo ความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบ: ความสามารถในการ พัฒนาดีไซน์โคมอย่างต่อเนื่องมากกว่า 50 รูปแบบ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายo รูปแบบโคมที่เป็นเอกลักษณ์: ความรู้และทักษะในการประดิษฐ์โคมรูปแบบต่าง ๆ ที่เป็นที่นิยม เช่น▪ โคมจีบ: การพับกระดาษว่าวหลากสีให้เป็นรูปทรงกระบอก▪ โคมผัด: โคมทรงกระบอกที่หมุนได้ และติดรูปภาพพุทธประวัติ▪ โคมเงี้ยว: โคมที่มีลักษณะหักมุมเป็นเหลี่ยมคล้ายเพชร ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง▪ โคมแอว (โคมธรรมจักร): โคมที่ต้องทำต่อกันเป็นชั้น ๆ ประมาณ 2-5 ลูกo การประยุกต์ใช้วัสดุ: มีความรู้ในการใช้วัสดุที่หลากหลายขึ้น เช่น ผ้า นอกเหนือจากกระดาษ เพื่อเพิ่มมูลค่าและรูปแบบของโคม


10.3 การตลาดและการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์o การสำรวจความต้องการของลูกค้าและตลาด: กลุ่มมีการสอบถามความต้องการของลูกค้าและศึกษาแนวโน้มตลาด เพื่อผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการo การกำหนดราคา: ความเข้าใจในการกำหนดราคาจำหน่ายที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น รูปแบบ ขนาด และวัสดุที่เลือกใช้o การวางแผนการผลิต: การจัดการระยะเวลาการผลิตให้เหมาะสมกับความประณีตของโคมแต่ละชนิด เช่น โคมเงี้ยวที่ใช้เวลาผลิตสูง o การสร้างจุดเด่นของผลิตภัณฑ์: ความสามารถในการนำเสนอจุดเด่นของโคมตุงล้านนา ไม่ใช่แค่เพื่อประดับแสงสว่าง แต่ยังเป็นสินค้าตกแต่งบ้าน ของขวัญ หรือสิ่งเสริมสร้างสิริมงคล• 4. การปรับใช้เทคโนโลยีและประโยชน์เชิงพาณิชย์o การใช้ไฟฟ้าแทนน้ำมัน: การนำเทคโนโลยีไฟฟ้ามาประยุกต์ใช้ในการให้แสงสว่างของโคมในปัจจุบัน เพื่อความสะดวกและปลอดภัยo การประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์: ความรู้ในการนำโคม-ตุงไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เช่น การตกแต่งประดับประดาสถานที่ ร้านค้า หรือการจัดนิทรรศการเพื่อการอนุรักษ์ ภูมิปัญญา11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้กลุ่มโคม-ตุงล้านนาบ้านห้วยส้านดอนจั่น มีกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เน้นการปฏิบัติ การเรียนรู้ร่วมกัน และการนำเสนอสู่สาธารณะ เพื่อรักษาและต่อยอดภูมิปัญญานี้:11.2 การเรียนรู้และปฏิบัติงานร่วมกันในกลุ่มผู้สูงอายุ o การถ่ายทอดระหว่างสมาชิก: สมาชิกผู้สูงอายุในกลุ่มซึ่งเป็นผู้ที่มีเวลาว่าง ได้ร่วมศึกษาการทำโคม-ตุงล้านนา โดยอาจเป็นการถ่ายทอดความรู้และเทคนิคจากผู้ที่มีทักษะมาก่อนสู่ผู้ที่สนใจo การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง: การลงมือ จักสานและทำโคมล้านนา จริง ๆ ทำให้เกิดการสั่งสมทักษะและองค์ความรู้จากการปฏิบัติo การแก้ไขปัญหาร่วมกัน: เมื่อพบปัญหาในการผลิต สมาชิกจะร่วมกันคิดและหาทางแก้ไข ซึ่งเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ร่วมกันo การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์: การจัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมร่วมกัน เป็นการสร้างโอกาสในการถ่ายทอดและเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ11.2 การพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม o การพัฒนาดีไซน์อย่างต่อเนื่อง: การที่กลุ่มมีการ พัฒนาดีไซน์โคมมากกว่า 50 รูปแบบแสดงให้เห็นถึงกระบวนการเรียนรู้และสร้างสรรค์อย่างไม่หยุดนิ่ง โดยอาจมีการศึกษาแบบอย่างจากที่อื่น หรือการระดมความคิดเห็นภายในกลุ่ม


o การเรียนรู้จากความต้องการของตลาด: การสอบถามความต้องการของกลุ่มลูกค้าและตลาด เป็นกระบวนการเรียนรู้จากภายนอก ซึ่งช่วยให้กลุ่มสามารถปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการ ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ๆ ด้านการตลาดและ การออกแบบ11.3 การสร้างคุณค่าและแรงจูงใจ o การสร้างอาชีพและรายได้: การที่โคม-ตุงกลายเป็น สินค้าเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านและเพิ่มรายได้ในยามว่าง เป็นแรงจูงใจที่สำคัญที่สุดในการดึงดูดให้สมาชิกเข้ามาเรียนรู้และสืบทอดภูมิปัญญานี้o การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์: การที่กิจกรรมนี้ช่วยให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมร่วมกันและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์จากการว่างงาน ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาและถ่ายทอดองค์ความรู้11.4 การเผยแพร่และการอนุรักษ์ o การนำเสนอสู่สาธารณะ: การที่โคม-ตุงล้านนาบ้านห้วยส้านดอนจั่นเป็นที่รู้จักในฐานะ \"แหล่งผลิตโคมตุงล้านนาที่มีชื่อเสียงมากที่สุด\" แสดงให้เห็นถึงการเผยแพร่ผลิตภัณฑ์และเรื่องราวของกลุ่มสู่สาธารณะ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางอ้อมo การเป็นสื่อกลางทางวัฒนธรรม: โคม-ตุงล้านนาทำหน้าที่เป็นสื่อในการ สืบสานภูมิปัญญาล้านนา และความเชื่อต่าง ๆ ไปสู่คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวo การจัดแสดงและจัดจำหน่าย: การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในราคาที่หลากหลาย ช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าถึงและสัมผัสกับโคม-ตุงล้านนาได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์ ผ่านการบริโภคกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ของกลุ่มโคม-ตุงล้านนาบ้านห้วยส้านดอนจั่นจึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการนำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาปรับใช้ให้เข้ากับยุคสมัย สร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็งในชุมชน โดยมีกลุ่มผู้สูงอายุเป็นกำลังสำคัญในการสืบสานศิลปะอันงดงาม12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง -13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นางสาวรัชฎาภรณ์ ยอดยา ครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้านนางสาวณัฐธิดา ปัญญาฟูครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาวตำบลป่าก่อดำ


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลป่าก่อดำ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา อุตสาหกรรมและหัตกรรม (ด้านการผลิตและการบริโภค)2. เรื่อง วิสาหกิจชุมชนกลุ่มน้ำพริกแม่บ้าน หมู่ 8 ป่าก่อดำ3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นางสุพิน สิงหนาท อายุ 59 ปี4. การศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลาย เบอร์โทร 084-61654485. สถานที่ติดต่อ ศาลากลางหมู่บ้าน หมู่ที่ 8 ตำบลป่าก่อ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ 08.00 – 16.00 น. ทุกวัน7. เว็บไซต์ - เฟสบุ๊ค น้ำพริกบ้านป่าก่อดำ หมู่ 8 ID Line 08461654488. ละติจูด/ลองจิจูด 19.775605, 99.7420449. ประวัติความเป็นมาผลิตภัณฑ์น้ำพริกสำเร็จรูป บ้านแม่ลาว เริ่มมาจากได้เริ่มก่อตั้งเมื่อ วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2548 ได้มีการรวมกลุ่มสตรีในชุมชน ร่วมกันทำน้ำพริกสำเร็จรูป โดยได้มีวิทยากรมาแนะนำและบอกสูตรให้แก่กลุ่มสตรีในชุมชนและได้มีการฝึกอบรม และก็ได้ดำเนินกิจการตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมากลุ่มพัฒนาอาชีพสตรี หมู่ 8 เกิดจาก การส่งเสริมการมีอาชีพเสริมให้กับสตรี ภายในหมู่บ้านของคณะกรรมการพัฒนาสตรีหมู่ที่ 8 เพื่อให้สตรีภายในหมู่บ้านเกิดการรวมกลุ่มทำอาชีพเสริม ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และส่งเสริมการออม เดือนมกราคม พ.ศ. 2548 สตรีในหมู่บ้านรวมกลุ่มกัน จำนวน 36 คน ร่วมหุ้นกันคนละ 100 บาท ผลิตภัณฑ์กลุ่มน้ำพริกสำเร็จรูปบ้านแม่ลาว ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2548 มีหุ้นส่วนทั้งหมด 31 คน แต่ปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 36 คน นางชวน เนาว์ชมภู เป็นประธาน นางแสงเดือน ศรีไพโรจน์ เป็นรองประธาน ซึ่งผลิตภัณฑ์น้ำพริกมีมากมายหลายอย่าง เช่น น้ำพริกน้ำเงี้ยว น้ำพริกลาบ น้ำพริกแกงเมือง และ พริกป่น ผลิตภัณฑ์หลักของกลุ่ม คือน้ำพริกน้ำเงี้ยว ผลิตภัณฑ์รอง คือ น้ำพริกต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้น


ปี พ.ศ. 2549 และ พ.ศ. 2551 ได้งบประมาณมาอุดหนุนจากเทศบาลตำบลป่าก่อดำ ทำให้กลุ่มแม่บ้านมีเงินทุนเพิ่มขึ้นจากเดิม พ.ศ. 2554 ทางกลุ่มได้มีการพัฒนาสูตรให้เก็บรักษาได้นานขึ้น และมีการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทางเทศบาลจัดขึ้น เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าและให้มีความทันสมัยมากขึ้นด้วย ซึ่งผลกำไรที่ได้จากการขายน้ำพริกก็ได้นำมาแบ่งกำไรให้แก่สมาชิกที่มาทำงานทำให้สมาชิกมีรายได้เสริมเพิ่มมากขึ้นจากการทำอาชีพเสริมนี้ กลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นแม่บ้านในชุมชนอนาคตทางกลุ่มต้องการที่จะปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยและขยายตลาดเพิ่มมากขึ้นจากเดิมร้อยละ 10 ใน พ.ศ.2555 และเพื่อต้องการยกระดับน้ำพริกจากจำหน่ายเฉพาะในชุมชนเป็นจำหน่ายในตลาดเทศบาลและส่งไปตามจังหวัดต่าง ๆ ภายใน พ.ศ. 2557 และต้องการให้สมาชิกทุกคนทำเป็นอาชีพหลัก เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัวและให้สมาชิกทุกกลุ่มมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 15 ภายใน พ.ศ. 2558ปัจจุบันมี นางสุพิน สิงหนาท เป็นประธาน ดูแลและบริหารจัดการ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มน้ำพริกแม่พริกแม่บ้าน หมู่ 8 ป่าก่อดำ ร่วมกับสมาชิกในกลุ่ม10. องค์ความรู้ด้านวิสาหกิจชุมชนกลุ่มน้ำพริกแม่บ้าน หมู่ 8 ป่าก่อดำ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2548 จากการรวมกลุ่มสตรีในชุมชนเพื่อสร้างอาชีพเสริมและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ โดยเริ่มต้นจากสมาชิก 36 คน ร่วมหุ้นกันคนละ 100 บาท และมีวิทยากรมาให้ความรู้และฝึกอบรมสูตรน้ำพริกต่างๆ กลุ่มนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากเทศบาลตำบลป่าก่อดำในปี พ.ศ. 2549 และ พ.ศ. 2551 ทำให้มีเงินทุนเพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กลุ่มได้พัฒนาสูตรน้ำพริกให้เก็บรักษาได้นานขึ้น และเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของเทศบาลเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและเพิ่มความทันสมัย ผลกำไรที่ได้จากการจำหน่ายน้ำพริกจะถูกนำมาแบ่งให้สมาชิก ทำให้พวกเขามีรายได้เสริม ปัจจุบันกลุ่มมีนางสุพิน สิงหนาทเป็นประธาน และมีเป้าหมายที่จะปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ ขยายตลาดจากชุมชนสู่ระดับเทศบาลและจังหวัดอื่น ๆ รวมถึงยกระดับให้การทำน้ำพริกเป็นอาชีพหลักเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัวของสมาชิกองค์ความรู้ของกลุ่มน้ำพริกแม่บ้าน หมู่ 8 ป่าก่อดำ ครอบคลุมทั้งด้านการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด และการบริหารจัดการกลุ่ม10.1 องค์ความรู้ด้านการผลิตน้ำพริกสำเร็จรูปo สูตรน้ำพริกล้านนา: ความเชี่ยวชาญในการผลิตน้ำพริกหลากหลายชนิดที่เป็นเอกลักษณ์ของภาคเหนือ ได้แก่ น้ำพริกน้ำเงี้ยว (ผลิตภัณฑ์หลัก), น้ำพริกแกงเมือง, น้ำพริกข่า, น้ำพริกลาบ, น้ำพริกตาแดง และพริกป่นo การคัดเลือกวัตถุดิบ: ความรู้ในการเลือกสรรวัตถุดิบคุณภาพดีและสดใหม่ เพื่อให้ได้น้ำพริกที่มีรสชาติอร่อยและปลอดภัยo กระบวนการผลิต: ทักษะในการเตรียมส่วนผสม การคั่ว การโขลก การผัด และการปรุงรส ให้ได้น้ำพริกที่มีกลิ่นหอม รสชาติกลมกล่อม และเนื้อสัมผัสที่เหมาะสมo การถนอมอาหาร: องค์ความรู้ด้านเทคนิคการผลิตที่ช่วยให้ \"เก็บรักษาได้นานขึ้น\" เช่น การคั่วแห้ง การใช้ความร้อนที่เหมาะสม การบรรจุภัณฑ์ที่ถูกสุขลักษณะ


10.2 องค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์o การวิจัยและพัฒนาสูตร: ความสามารถในการปรับปรุงและพัฒนาสูตรน้ำพริกให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น ตอบสนองความต้องการของลูกค้า และทันสมัยo การปรับปรุงบรรจุภัณฑ์: ความเข้าใจในความสำคัญของการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ \"ทันสมัย\" สะดวกต่อการใช้งาน และสามารถรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ดี เพื่อเพิ่มมูลค่าและดึงดูดลูกค้า10.3 องค์ความรู้ด้านการตลาดและการขยายช่องทางการจำหน่ายo การวิเคราะห์กลุ่มลูกค้า: ความเข้าใจในกลุ่มลูกค้าหลักที่เป็นแม่บ้านในชุมชน และ การวางแผนขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดเทศบาลและจังหวัดอื่น ๆo การเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขาย: ความรู้ในการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่เทศบาล จัดขึ้น เพื่อประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์และสร้างการรับรู้o การกำหนดราคา: ความเข้าใจในการตั้งราคาสินค้าที่เหมาะสมกับคุณภาพและต้นทุน การผลิต เพื่อให้ได้กำไรที่เป็นธรรม10.4 องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนo การรวมกลุ่มและการบริหารจัดการสมาชิก: ความสามารถในการรวมกลุ่มสตรีในชุมชน บริหารจัดการหุ้นส่วน และเพิ่มจำนวนสมาชิกo การบริหารเงินทุน: การจัดการเงินทุนที่ได้รับจากการร่วมหุ้นและเงินอุดหนุนจากเทศบาล รวมถึงการนำผลกำไรมาแบ่งปันสมาชิกอย่างโปร่งใสo การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์: การส่งเสริมให้สมาชิกใช้เวลาว่างจากการทำงานหลักมาสร้างรายได้เสริมและพัฒนาทักษะ11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้วิสาหกิจชุมชนกลุ่มน้ำพริกแม่บ้าน หมู่ 8 ป่าก่อดำ มีกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เน้น การปฏิบัติจริง การเรียนรู้ร่วมกัน และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง11.1 การฝึกอบรมและการถ่ายทอดสูตรจากวิทยากร o เริ่มต้นจากผู้เชี่ยวชาญ: การที่กลุ่มได้รับ \"วิทยากรมาแนะนำและบอกสูตร\" ให้แก่ กลุ่มสตรีในชุมชน เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการถ่ายทอดองค์ความรู้ ซึ่งเป็นรากฐานของการผลิตน้ำพริกของกลุ่มo การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ: การ \"ฝึกอบรม\" แสดงถึงกระบวนการที่สมาชิกได้ลงมือปฏิบัติจริงภายใต้การแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ทำให้เกิดทักษะและความเข้าใจในกระบวนการผลิต


11.2 การเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงและการสั่งสมประสบการณ์ o การดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่อง: การ \"ดำเนินกิจการตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา\" ทำให้สมาชิกได้เรียนรู้จากการผลิตจริงอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยพัฒนาฝีมือและเทคนิคให้ดียิ่งขึ้นo การพัฒนาสูตรด้วยตนเอง: การที่กลุ่ม \"พัฒนาสูตรให้เก็บรักษาได้นานขึ้น\" แสดงถึงการเรียนรู้และปรับปรุงจากประสบการณ์และความต้องการของตลาด11.3 การเรียนรู้ร่วมกันและการแลกเปลี่ยนภายในกลุ่ม o การรวมกลุ่มสตรี: การรวมกลุ่มกันของสตรีในชุมชนเป็น \"กลุ่มพัฒนาอาชีพสตรี\" ก่อให้เกิดพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และเทคนิคการทำน้ำพริกซึ่งกันและกันo บทบาทของคณะกรรมการและประธาน: คณะกรรมการพัฒนาสตรีหมู่ 8 และประธานกลุ่ม (นางชวน เนาว์ชมภู และนางสุพิน สิงหนาท) มีบทบาทในการส่งเสริมการเรียนรู้ จัดการประชุม และวางแผนการพัฒนา เพื่อให้สมาชิกทุกคนมีความรู้และทักษะเพิ่มขึ้น11.4 การเรียนรู้จากการตอบสนองต่อตลาดและการเข้าร่วมกิจกรรมภายนอก o การสนองความต้องการของลูกค้า: การที่กลุ่ม \"เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทางเทศบาลจัดขึ้น เพื่อสนองความต้องการของลูกค้า\" แสดงถึงการเรียนรู้จากตลาดโดยตรง เพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์และตอบโจทย์ลูกค้าo การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า: การมีส่วนร่วมในกิจกรรมเหล่านี้ทำให้สมาชิกได้เรียนรู้แนวโน้มตลาด การนำเสนอสินค้า และการสร้างเครือข่าย11.5 การสร้างแรงจูงใจและการพัฒนาอาชีพ o การสร้างรายได้เสริม: การที่ผลกำไรถูกแบ่งให้สมาชิก ทำให้เกิด \"รายได้เสริม\" ซึ่งเป็นแรงจูงใจสำคัญในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการทำน้ำพริกo การตั้งเป้าหมายเป็นอาชีพหลัก: การที่กลุ่มต้องการ \"ยกระดับน้ำพริกจากจำหน่ายเฉพาะในชุมชนเป็นจำหน่ายในตลาดเทศบาลและส่งไปตามจังหวัดต่าง ๆ\" และ \"ต้องการให้สมาชิกทุกคนทำเป็นอาชีพหลัก\" เป็นการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาทักษะและความรู้ให้สูงขึ้นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มน้ำพริกแม่บ้าน หมู่ 8 ป่าก่อดำ จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างอาชีพเสริม พัฒนาทักษะ และยกระดับคุณภาพชีวิตของสตรีในชุมชน ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เข้มแข็งและยั่งยืน12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง 1. ได้รับประกาศนียบัตร “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มน้ำพริกแม่บ้าน หมู่ 8 ป่าก่อดำ ในกิจกรรมเสริมสร้างและพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น ปี 2566 “ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น” มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและธนาคารออมสิน13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นางสาวณัฐธิดา ปัญญาฟูครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลป่าก่อดำ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา เกษตรกรรม 2. เรื่อง บริษัท สุวิรุฬห์ ชาไทย จำกัด3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นายกำจร มานิตวิรุฬห์ อายุ - ปี4. การศึกษา - เบอร์โทร : 053-712007 Fax: 053-7541555. สถานที่ติดต่อ เลขที่ 126 หมู่ 5 ตำบลป่าก่อ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น.7. เว็บไซต์ https://thaiteasuwirun.com/th/p/About-us เฟสบุ๊ค สุวิรุฬห์ ชาไทย - Suwirun Teashop ID Line @suwirun8. ละติจูด/ลองจิจูด 19.900914,99.83565389. ประวัติความเป็นมากำจร มานิตวิรุฬห์เริ่มต้นปลูกชาบนพื้นที่ราบ เมื่อ พ.ศ. 2537 ด้วยการแปลงสวนมะม่วง 5 ไร่ ที่ครอบครัวซื้อมา ณ ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 400 เมตร การปลูกชาของเราแตกต่างจากไร่ทั่วไป แม้แต่ชาวไต้หวันสมัยก่อน ยังคิดว่าคนที่ทำแบบนี้เหมือนอยู่ในนิทานไร่เราดูไม่ค่อยสวย ในพื้นที่ 1.5 ตารางเมตร เราปลูกชาแค่ต้นเดียวเพื่อให้ต้นไม้ได้สารอาหารเต็มที่และโตได้สมบูรณ์ เราเด็ดใบชาด้วยมือหนึ่งยอดสองใบ ไม่ใช้มีดหรือเครื่องตัด เพราะทำให้เซลล์ข้างในตื่นตัว และเกิดรสขมฝาดทุกวันนี้ก็ยังทำแบบนี้อยู่ สุวิรุฬห์ปลูกชาตามวิถีเกษตรอินทรีย์ แม้ปริมาณผลผลิตน้อยกว่าใช้เวลานานกว่า แต่ทุกใบรับประกันความปลอดภัยและคุณภาพ เติม 2 หรือ 3 น้ำ รสชาติจาก ใบชายังเข้มข้นชัดเจน ต่างจากรสชาที่เก็บรวมใบแก่ 6 – 7 ใบต่อยอดโดยสิ้นเชิง “ดูแลต้นชาเหมือนดูแลคน”


คุณภาพจากธรรมชาติ กิจการเติบโต พ.ศ. 2541 ก่อสร้างโรงงานทำชาแบบครบวงจรและจดทะเบียนธุรกิจด้วยชื่อ \"สุวิรุฬห์ ชาไทย\" จากการผสมชื่อของแม่ (สุจินแสง) กับนามสกุลของพ่อ(มานิตวิรุฬห์) ส่วนคำว่า ชาไทย เพราะนึกถึงคำพูดอากงที่บอกไว้ว่า ขอบคุณแผ่นดินนี้ที่ให้เขาอยู่ในวันที่ไม่มีเงินสักบาทถ้าตอบแทนอะไรได้ให้ทำเลยขอต่อท้ายด้วยคำนี้ เป็นส่วนเล็ก ๆ ที่อยากนำเสนอว่าชาแบบนี้ คนไทยทำ คนไทยปลูกเหมียว-จารุวรรณ ณติณณ์วิรุฬห์กรรมการผู้จัดการเข้าเรียนด้านบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ควบคู่กับการช่วยครอบครัวทำงาน ก่อนลงสนามเต็มตัวตอนอายุ 21 ปี เป็นงานแรกและงานเดียวของชีวิตด้วยคุณภาพจากธรรมชาติร่วมกับวิถีเกษตรอินทรีย์ ทำให้สุวิรุฬห์ ชาไทย มีไร่ชากว่า 1,400 ไร่ จาก 5 พื้นที่ปลูกและผลิตชากว่า 57 ชนิด สมุนไพรและดอกไม้กว่า 20 ชนิด พ.ศ. 2541 สุวิรุฬห์ ชาไทย ก่อตั้งหน้าร้านเป็นสาขาแรกใจกลางเมืองเชียงราย เปิดบริการจำหน่ายใบชาและชุดน้ำชา อุปกรณ์ชงชา พ.ศ. 2557 สุวิรุฬห์ตัดสินใจรีโนเวทหน้าร้านเพื่อสร้าง ร้านน้ำชา ชั้น 1 Suwirun TeaFé ไว้เสิร์ฟเครื่องดื่มและเบเกอรี่รองรับลูกค้า ชั้น 2 Suwirun Tea Shop จำหน่ายชาและของขวัญของฝากและอุปกรณ์ชงชาปัจจุบัน สุวิรุฬห์ ชาไทย ผลิตชาส่งออกทั่วโลก ทั้งสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ชิลี เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง ซาอุดีอาระเบีย คูเวต สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ รวม 20 กว่าประเทศ ความเชี่ยวชาญเรื่องชาจากประสบการณ์กว่า 40 ปี เราได้คิดค้น พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่สู่ตลาดอยู่เสมอ ทำให้ขณะนี้สุวิรุฬห์ ชาไทย เป็นผู้ปลูก ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายใบชาอินทรีย์คุณภาพ แบ่งเป็นกลุ่ม ชาเขียว ชาอูหลง ชาดำ ชาสมุนไพร ชาดอกไม้ เราได้รับเลือกเป็น ไร่ชาอินทรีย์ตัวอย่าง ของจังหวัดเชียงราย โดยเรายังคงนโยบายเดิมในการเน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับชา และส่งเสริมเกษตรกรในจังหวัด ที่มีใจรักและสนใจอยากเริ่มปลูกชา ซึ่งขณะนี้เรามีเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไร่ชาพันธุ์ดีกว่า 1,400 ไร่ เราได้พัฒนาชาชนิดใหม่ๆและผลิตชามากกว่า 32 ชนิด เริ่มต้นจากการเพาะพันธุ์ชา คัดเลือกเฉพาะต้นตกล้าที่แข็งแรง ลงปลูก ดูแล บำรุงรักษาต้นชาให้เจริญเติมโต แตกยอดอ่อนอย่างสมบูรณ์ ด้วยปุ๋ยชีวภาพที่คิดค้นและผลิตตามหลักการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ จากวัตถุดิบชั้นนำ นั่นคือ ในทุก ๆขั้นตอนการปลูกปราศจากสารเคมีทุกชนิด ซึ่งเราได้การรับรองว่าเป็น \"พืชอินทรีย์\" จากกรมวิชาการเกษตร ทั้งนี้เพื่อให้ผู้บริโภคชาของ สุวิรุฬห์ ชาไทย ได้รับประโยชน์จากการดื่มชาคุณภาพและดื่มชาด้วยความรู้สึกที่ปลอดภัยต่อสุขภาพอย่างแท้จริง


ในขั้นการผลิตจะเก็บเกี่ยวเฉพาะส่วนยอดของใบชา (เป็นส่วนที ่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด) เข้าสู่โรงงานมาตรฐาน GMP ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้รับการเอาใจใส่ดูแลเป็นพิเศษในเรื่องคุณภาพ รสชาติและกลิ่น รวมจนถึงการรักษาความสดในการกระบวนการบรรจุ ทุกขั้นตอนผลิตด้วยหลักมาตรฐานสากล ด้วยเครื่องเครื่องจักรที่ได้มาตรฐาน GMP CODEX & HACCP และเครื่องหมาย ฮาลาล จากสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย นอกจากนี้เรายังเป้นสินค้าส่งออกที่ได้รับการรับรองจากกรมส่งเสริมการส่งออกด้วยตราสินค้า สัญลักษณ์ตราสินค้าไทย อีกด้วยสุวิรุฬห์ ชาไทย เปิดบริการศูนย์จำหน่ายชาและอุปกรณ์ชงชาครบครัน ที่ใจกลางเมืองเชียงราย มี 2 สาขา โดยเปิดสาขาแรกที่ สาขาธนาลัย ชั้น 2 จำหน่ายชา รวมถึงการคัดเลือกอุปกรณ์ชงชา ชุดน้ำชาจากต่างประเทศ มีความละเอียดและคลาสสิคสวยงาม ทั้งนี้ยังเปิดต้อนรับนักดื่มชาและนักท่องเที่ยว ได้สัมผัสบรยากาศแสนอบอุ่นที่ ชั้น 1 Suwirun TeaFé เปิดบริการเครื่องดื่มชาและเบเกอร์รี่โฮมเมด มีพื้นที่นั่งประชุม ทำงานได้อย่างสะดวกสบาย Suwirun Tea Shop & Suwirun TeaFé เปิดบริการทุกวัน จันทร์- เสาร์ เวลา 8.00-18.30 น. และอาทิตย์ เวลา 10.00-18.30 น.10. องค์ความรู้ด้าน บริษัท สุวิรุฬห์ ชาไทย จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2541 โดยคุณกำจร มานิตวิรุฬห์ ซึ่งเริ่มต้นจากการแปลงสวนมะม่วง 5 ไร่ มาปลูกชาบนพื้นที่ราบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 ด้วยแนวคิดที่แตกต่าง: การปลูกชาเพียงต้นเดียวในพื้นที่ 1.5 ตารางเมตร เพื่อให้ต้นได้รับสารอาหารเต็มที่ และการเด็ดใบชาด้วยมือหนึ่งยอดสองใบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการคงรสชาติที่เข้มข้นและปราศจากความขมฝาดด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ที่แม้ให้ผลผลิตน้อยกว่าแต่รับประกันความปลอดภัยและคุณภาพสูงสุด สุวิรุฬห์ ชาไทย ได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีไร่ชากว่า 1,400 ไร่ ใน 5 พื้นที่เพาะปลูก ผลิตชามากกว่า 57 ชนิด สมุนไพรและดอกไม้กว่า 20 ชนิด ได้รับการรับรองเป็น \"พืชอินทรีย์\" จากกรมวิชาการเกษตรและเป็น \"ไร่ชาอินทรีย์ตัวอย่าง\" ของจังหวัดเชียงรายบริษัทได้ขยายกิจการสู่การเป็นผู้ปลูก ผู้ผลิต และจัดจำหน่ายใบชาอินทรีย์คุณภาพสูง ครอบคลุมชาเขียว ชาอูหลง ชาดำ ชาสมุนไพร และชาดอกไม้ โรงงานผลิตได้รับมาตรฐานสากล เช่น GMP, CODEX & HACCP และเครื่องหมายฮาลาล สินค้าของสุวิรุฬห์ ชาไทย ส่งออกไปทั่วโลกกว่า 20 ประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี สหรัฐอเมริกา เกาหลี ไต้หวัน และประเทศในตะวันออกกลางนอกจากนี้ บริษัทยังมีหน้าร้าน Suwirun TeaFé และ Suwirun Tea Shop ในใจกลางเมืองเชียงราย เพื่อจำหน่ายชา เครื่องดื่ม เบเกอรี่ และอุปกรณ์ชงชา พร้อมทั้งเป็นแหล่งรวมตัวของนักดื่มชาและนักท่องเที่ยว ที่สำคัญ สุวิรุฬห์ ชาไทย ยังคงยึดมั่นในนโยบาย การให้ความรู้เกี่ยวกับชาและส่งเสริมเกษตรกรในจังหวัด ที่สนใจการปลูกชาอินทรีย์ เพื่อสร้างเครือข่ายเกษตรกรที่เข้มแข็งและยั่งยืนองค์ความรู้ของสุวิรุฬห์ ชาไทย เป็นการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิม นวัตกรรม และมาตรฐานสากล ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าของชา


10.1 องค์ความรู้ด้านการปลูกชาอินทรีย์ o หลักการปลูกแบบสุวิรุฬห์: ความเข้าใจในการปลูกชา 1 ต้นต่อ 1.5 ตารางเมตร เพื่อให้ต้นชาได้รับสารอาหารเต็มที่และเติบโตสมบูรณ์ ซึ่งแตกต่างจากไร่ชาทั่วไปo การเด็ดใบชาด้วยมือ: ทักษะการเด็ด \"หนึ่งยอดสองใบ\" ด้วยมือ เพื่อคงคุณภาพ รสชาติ และหลีกเลี่ยงรสขมฝาดที่เกิดจากการใช้เครื่องจักรo การใช้ปุ๋ยชีวภาพ: ความรู้ในการคิดค้นและผลิตปุ๋ยชีวภาพจากวัตถุดิบชั้นนำ เพื่อให้การปลูกชาปราศจากสารเคมีทุกชนิดo การดูแลต้นชาแบบ \"ดูแลคน\": ปรัชญาการดูแลต้นชาด้วยความใส่ใจสูงสุด เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีที่สุดo การคัดเลือกและเพาะพันธุ์: ความเชี่ยวชาญในการคัดเลือกเฉพาะต้นกล้าที่แข็งแรงเพื่อนำไปเพาะปลูก10.2 องค์ความรู้ด้านการผลิตและแปรรูปชา o กระบวนการผลิตชาประเภทต่างๆ: ความเชี่ยวชาญในการผลิตชามากกว่า 57 ชนิด รวมถึงชาเขียว ชาอูหลง ชาดำ ชาสมุนไพร และชาดอกไม้ ซึ่งแต่ละชนิดมีกระบวนการเฉพาะo มาตรฐานการเก็บเกี่ยว: การเก็บเกี่ยวเฉพาะส่วนยอดของใบชา ซึ่งเป็นส่วนที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุดo มาตรฐานโรงงาน: ความรู้และการประยุกต์ใช้มาตรฐานการผลิตระดับสากล เช่น GMP, CODEX & HACCP รวมถึงการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การดูแล การคั่ว การบรรจุ และการรักษาความสดo การคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่: ความสามารถในการสร้างสรรค์และพัฒนาชาชนิดใหม่ๆ สู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง10.3 องค์ความรู้ด้านการตลาดและการจัดจำหน่าย o การสร้างแบรนด์: การจดทะเบียนธุรกิจภายใต้ชื่อ \"สุวิรุฬห์ ชาไทย\" ซึ่งสะท้อนถึงรากเหง้าของครอบครัวและความตั้งใจที่จะตอบแทนแผ่นดินo การขยายช่องทางการจำหน่าย: ความรู้ในการขยายตลาดสู่ระดับสากล โดยส่งออกไปกว่า 20 ประเทศทั่วโลก รวมถึงการบริหารจัดการหน้าร้าน Suwirun TeaFé และ Suwirun Tea Shop เพื่อรองรับลูกค้าในประเทศo การนำเสนอสินค้าแบบครบวงจร: การจัดจำหน่ายทั้งใบชา ชุดน้ำชา อุปกรณ์ชงชา เครื่องดื่ม และเบเกอรี่ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าo การได้รับการรับรองและตราสินค้า: ความรู้ในการขอและรักษาการรับรองมาตรฐาน ต่าง ๆ เช่น \"พืชอินทรีย์\" จากกรมวิชาการเกษตร, เครื่องหมายฮาลาล, และตราสินค้าไทยเพื่อการส่งออก


10.4 องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจเพื่อความยั่งยืน o วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร: การสืบทอดปรัชญาและวิสัยทัศน์จากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะบทบาทของเหมียว-จารุวรรณ ณติณณ์วิรุฬห์ ในการบริหารธุรกิจo การส่งเสริมเกษตรกรและชุมชน: นโยบายในการให้ความรู้และสนับสนุนเกษตรกรในจังหวัดเชียงรายให้ปลูกชาด้วยวิถีอินทรีย์ เพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืนo ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ: การปลูกชาแบบปลอดสารเคมี ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งต่อสุขภาพที่ดีให้แก่นักดื่มชา11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้องค์ความรู้และกระบวนการถ่ายทอดของบริษัท สุวิรุฬห์ ชาไทย จำกัด บริษัท สุวิรุฬห์ ชาไทย จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2541 โดยคุณกำจร มานิตวิรุฬห์ ซึ่งเริ่มต้นจากการแปลงสวนมะม่วง 5 ไร่ มาปลูกชาบนพื้นที่ราบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 ด้วยแนวคิดที่แตกต่าง: การปลูกชาเพียงต้นเดียวในพื้นที่ 1.5 ตารางเมตร เพื่อให้ต้นได้รับสารอาหารเต็มที่ และการเด็ดใบชาด้วยมือหนึ่งยอดสองใบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญใน การคงรสชาติที่เข้มข้นและปราศจากความขมฝาดด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ที่แม้ให้ผลผลิตน้อยกว่าแต่รับประกันความปลอดภัยและคุณภาพสูงสุด สุวิรุฬห์ ชาไทย ได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีไร่ชากว่า 1,400 ไร่ ใน 5 พื้นที่เพาะปลูก ผลิตชามากกว่า 57 ชนิด สมุนไพรและดอกไม้กว่า 20 ชนิด ได้รับการรับรองเป็น \"พืชอินทรีย์\" จากกรมวิชาการเกษตรและเป็น \"ไร่ชาอินทรีย์ตัวอย่าง\" ของจังหวัดเชียงรายบริษัทได้ขยายกิจการสู่การเป็นผู้ปลูก ผู้ผลิต และจัดจำหน่ายใบชาอินทรีย์คุณภาพสูง ครอบคลุมชาเขียว ชาอูหลง ชาดำ ชาสมุนไพร และชาดอกไม้ โรงงานผลิตได้รับมาตรฐานสากล เช่น GMP, CODEX & HACCP และเครื่องหมายฮาลาล สินค้าของสุวิรุฬห์ ชาไทย ส่งออกไปทั่วโลกกว่า 20 ประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี สหรัฐอเมริกา เกาหลี ไต้หวัน และประเทศในตะวันออกกลางนอกจากนี้ บริษัทยังมีหน้าร้าน Suwirun TeaFé และ Suwirun Tea Shop ในใจกลางเมืองเชียงราย เพื่อจำหน่ายชา เครื่องดื่ม เบเกอรี่ และอุปกรณ์ชงชา พร้อมทั้งเป็นแหล่งรวมตัวของนักดื่มชาและนักท่องเที่ยว ที่สำคัญ สุวิรุฬห์ ชาไทย ยังคงยึดมั่นในนโยบาย การให้ความรู้เกี่ยวกับชาและส่งเสริมเกษตรกรในจังหวัด ที่สนใจการปลูกชาอินทรีย์ เพื่อสร้างเครือข่ายเกษตรกรที่เข้มแข็งและยั่งยืน องค์ความรู้หลักของบริษัท สุวิรุฬห์ ชาไทย จำกัดองค์ความรู้ของสุวิรุฬห์ ชาไทย เป็นการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิม นวัตกรรม และมาตรฐานสากล ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าของชากระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้สุวิรุฬห์ ชาไทย ถ่ายทอดองค์ความรู้และปรัชญาการทำธุรกิจชาแบบยั่งยืนผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งภายในและภายนอกองค์กร:11.1 การถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงและปรัชญา o การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง: คุณกำจร มานิตวิรุฬห์ ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคการปลูกชาแบบพิเศษ รวมถึงการเด็ดใบชาด้วยมือ ผ่านการปฏิบัติจริงและการสั่งสมประสบการณ์กว่า 40 ปีo การส่งต่อวิสัยทัศน์จากรุ่นสู่รุ่น: เหมียว-จารุวรรณ ณติณณ์วิรุฬห์ กรรมการผู้จัดการ ได้เรียนรู้และเข้ามาสานต่อกิจการจากครอบครัว ซึ่งเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้และปรัชญาการทำธุรกิจชาอินทรีย์โดยตรง


11.2 การฝึกอบรมและให้คำแนะนำแก่เกษตรกรเครือข่ายo ไร่ชาอินทรีย์ตัวอย่าง: การที่สุวิรุฬห์ ชาไทย เป็น \"ไร่ชาอินทรีย์ตัวอย่าง\" ของจังหวัดเชียงราย ทำให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่เกษตรกรรายอื่นสามารถเข้ามาศึกษาและนำไปปรับใช้o การให้ความรู้และสนับสนุน: บริษัทดำเนินนโยบาย \"เน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับชา\" และ \"ส่งเสริมเกษตรกรในจังหวัดที่มีใจรักและสนใจอยากเริ่มปลูกชา\" โดยอาจจัดอบรม ให้คำปรึกษา หรือแบ่งปันประสบการณ์o การรับซื้อผลผลิต: การ \"สนับสนุนผลผลิตพืช สมุนไพรของเกษตรกรในชุมชน\" เป็น การสร้างแรงจูงใจและโอกาสให้เกษตรกรนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดสร้างอาชีพที่มั่นคง11.3 การเผยแพร่ผ่านผลิตภัณฑ์และมาตรฐาน o คุณภาพจากธรรมชาติที่สัมผัสได้: ผลิตภัณฑ์ชาคุณภาพสูงที่ได้รับการรับรอง \" พืชอินทรีย์\" และมาตรฐาน GMP, HACCP เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านคุณภาพและความปลอดภัยให้ผู้บริโภครับรู้ผ่านประสบการณ์การดื่มo ตราสัญลักษณ์และใบรับรอง: การแสดงตราสัญลักษณ์ต่างๆ (เช่น ฮาลาล, ตราสินค้าไทย) เป็นการยืนยันถึงมาตรฐานและกระบวนการผลิตที่โปร่งใส ซึ่งผู้บริโภคสามารถเรียนรู้ได้จากข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์11.4 การสร้างศูนย์บริการและประสบการณ์สำหรับลูกค้า o Suwirun TeaFé และ Suwirun Tea Shop: หน้าร้านทั้งสองสาขาทำหน้าที่เป็น \"ศูนย์จำหน่ายชาและอุปกรณ์ชงชาครบครัน\" ที่เปิดโอกาสให้นักดื่มชาและนักท่องเที่ยว \"ได้สัมผัสบรรยากาศแสนอบอุ่น\" และเรียนรู้เกี่ยวกับชาผ่านการชิม การเลือกซื้อ และ การพูดคุยกับพนักงานo การจัดแสดงอุปกรณ์ชงชา: การคัดเลือกและจำหน่ายอุปกรณ์ชงชาจากต่างประเทศที่มีความละเอียดและคลาสสิกสวยงาม ก็เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมการดื่มชา11.5 การเป็นผู้ผลิต OEM (Original Equipment Manufacturer) และการร่วมมือทางธุรกิจ (OEM Production and Business Collaboration):o การรับผลิตชาออร์แกนิก: การเป็น \"โรงงานชา รับผลิตชาออร์แกนิก\" รวมถึงชาเขียวและชาอูหลง แสดงถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้และมาตรฐานการผลิตให้กับธุรกิจอื่น ๆ ที่สนใจผลิตชาอินทรีย์ภายใต้แบรนด์ของตนเองสุวิรุฬห์ ชาไทย ไม่เพียงแต่เป็นผู้ผลิตชาคุณภาพสูง แต่ยังเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่ถ่ายทอด ภูมิปัญญาด้านการปลูกและแปรรูปชาอินทรีย์อย่างยั่งยืน ทั้งยังส่งเสริมเกษตรกรและสร้างความตระหนักด้านสุขภาพให้กับผู้บริโภคทั่วโลก


12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง 1. โรงงานชา รับผลิตชาออร์แกนิก รับผลิตชาเขียว ไร่ชาอินทรีย์ตัวอย่างของจังหวัดเชียงราย2. สุวิรุฬห์ โรงงานผลิตชา OEM โรงงานชาอูหลง รับผลิตชาอูหลง ชาไทย ได้รับการรับรองเป็น “พืชอินทรีย์” จากกรมวิชาการเกษตร3. ได้รับตรารับรองอาหารและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกมาตรฐานสากล13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นางสาวณัฐธิดา ปัญญาฟูครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลป่าก่อดำ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา ปราชญ์ชาวบ้าน สาขาเกษตรกรรม2. เรื่อง ปราชญ์ชาวบ้าน สาขาเกษตรกรรม แหล่งเรียนรู้ครัวเรือนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นางแก้วรัตน์ ไพยราช อายุ 70 ปี4. การศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น เบอร์โทร 094-61552605. สถานที่ติดต่อ เลขที่ 197 หมู่ที่ 2 ตำบลป่าก่อ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ โทรติดต่อก่อนเข้าชม7. เว็บไซต์ - เฟสบุ๊ค Nini Nirawan ID Line 08943014498. ละติจูด/ลองจิจูด 19.794499,99.717661 9. ประวัติความเป็นมา“บ้านครัวเรือนต้นแบบ” เริ่มตั้งแต่ปี 2554 นั้น เกิดจากความมุ่งมั่นของ นางแก้วรัตน์ ไพยราช ที่ต้องการดูแลสุขภาพ และต้องการมีพืชผักปลอดสารพิษ จึงได้พยายาม น้อมนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้จนเกิดเป็นรูปธรรม โดยนำเอาความรู้จากการศึกษาดูงานชุมชนทั้ง ภายในและภายนอกพื้นที่ มาจัดสรรพื้นที่ภายในครัวเรือนของตนเองให้เกิดประโยชน์และใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ทำให้ลดรายจ่ายและสร้างรายได้ให้กับครอบครัว ได้รับการยกย่องให้เป็นครัวเรือนต้นแบบในการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงของชุมชน จนเป็นกลายแหล่งเรียนรู้ในชุมชน10. องค์ความรู้ด้าน แหล่งเรียนรู้ครัวเรือนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2554 ด้วยความมุ่งมั่นของนางแก้วรัตน์ ไพยราช ที่ต้องการดูแลสุขภาพและบริโภคพืชผักปลอดสารพิษ เธอได้น้อมนำหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาปรับใช้ในชีวิตและครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม


นางแก้วรัตน์ได้นำความรู้จากการศึกษาดูงานทั้งในและนอกพื้นที่ มาจัดสรรพื้นที่ภายในครัวเรือนให้เกิดประโยชน์สูงสุด และดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง ทำให้สามารถ ลดรายจ่ายและสร้างรายได้ให้กับครอบครัว จากความสำเร็จนี้ ครัวเรือนของเธอจึงได้รับการยกย่องให้เป็น ครัวเรือนต้นแบบ และกลายเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของชุมชนองค์ความรู้ของครัวเรือนต้นแบบนี้เป็นรูปธรรมของการประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในชีวิตจริง ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพึ่งพาตนเองและการพัฒนาที่ยั่งยืน:10.1 องค์ความรู้ด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง o หลักการ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข: เข้าใจและประยุกต์ใช้หลักพอประมาณ มีเหตุผล และ มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ควบคู่ไปกับเงื่อนไขความรู้และคุณธรรมo การพึ่งพาตนเอง: ตระหนักถึงความสำคัญของการพึ่งพาตนเองในการผลิตปัจจัยพื้นฐาน เช่น อาหาร เพื่อลดการพึ่งพาภายนอกและสร้างความมั่นคงในครัวเรือนo การลดรายจ่าย: เทคนิคและวิธีการบริหารจัดการครัวเรือนที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านอาหารและปัจจัยสี่อื่น ๆo การสร้างรายได้เสริม: วิธีการสร้างรายได้จากผลผลิตในครัวเรือน หรือจากการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด10.2 องค์ความรู้ด้านการเกษตรผสมผสานปลอดสารพิษในครัวเรือนo การปลูกผักปลอดสารพิษ: เทคนิคและวิธีการปลูกผัก ผลไม้ และสมุนไพรปลอดสารเคมีเพื่อบริโภคเอง แบ่งปัน หรือจำหน่ายo การเลี้ยงแหนแดง: ความรู้ในการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์แหนแดงเพื่อใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์บำรุงพืช หรือเป็นอาหารเสริมสำหรับสัตว์o การเลี้ยงปลา: เทคนิคการเลี้ยงปลาในบ่อหรือภาชนะที่เหมาะสม เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนในครัวเรือนและสร้างรายได้o การเลี้ยงไก่ไข่: ความรู้ในการดูแลไก่ไข่ การจัดการโรงเรือน การให้อาหาร และการเก็บไข่ เพื่อให้มีไข่ไก่บริโภคในครัวเรือนอย่างเพียงพอและปลอดภัยo การดูแลดินและพืช: ความรู้ในการบำรุงดิน การจัดการศัตรูพืชด้วยวิธีธรรมชาติ และ การดูแลพืชให้เจริญงอกงามโดยไม่ใช้สารเคมีo การจัดการทรัพยากรน้ำ: วิธีการบริหารจัดการแหล่งน้ำภายในครัวเรือนอย่างรู้คุณค่าและมีประสิทธิภาพ10.3 องค์ความรู้ด้านการจัดสรรพื้นที่และการใช้ประโยชน์ o การจัดผังพื้นที่ครัวเรือน: การวางแผนและจัดสรรพื้นที่ภายในครัวเรือน (ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่) ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น แบ่งพื้นที่สำหรับปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่สร้างประโยชน์o การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า: ความสามารถในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มและลดของเสีย


10.4 องค์ความรู้ด้านการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง o การบริโภคอย่างพอดี: การรู้จักใช้จ่ายและบริโภคในสิ่งที่จำเป็นและพอเหมาะกับฐานะไม่ฟุ่มเฟือยo การบริหารจัดการชีวิต: การจัดสรรเวลาและการจัดการกิจกรรมในชีวิตประจำวันให้ เกิดความสมดุลทั้งในด้านการงาน การพักผ่อน และการเรียนรู้11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้แหล่งเรียนรู้ครัวเรือนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ให้กับผู้อื่นผ่านกระบวนการที่เน้นการปฏิบัติจริง การเป็นแบบอย่าง และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้11.1 การเป็นแบบอย่างและกรณีศึกษาที่จับต้องได้ o ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม: การที่ครัวเรือนของนางแก้วรัตน์สามารถ \"ลดรายจ่ายและสร้างรายได้ให้กับครอบครัว\" และได้รับการยกย่องเป็น \"ครัวเรือนต้นแบบ\" แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่จับต้องได้ของการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นแรงจูงใจและบทพิสูจน์ที่สำคัญo วิถีชีวิตที่น่าเลียนแบบ: การดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง การปลูกผักปลอดสารพิษ การเลี้ยงแหนแดง ปลา และไก่ไข่ ทำให้ครัวเรือนนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่ผู้อื่นสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตของตนเองได้11.2 การเปิดบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้ o การศึกษาดูงาน: การเปิดครัวเรือนให้เป็น \"แหล่งเรียนรู้ในชุมชน\" ทำให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาศึกษาดูงาน สังเกตการณ์ และเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของนางแก้วรัตน์ได้โดยตรงo การสาธิตและอธิบาย: นางแก้วรัตน์สามารถสาธิตวิธีการปลูกผัก การเลี้ยงสัตว์ การจัดการพื้นที่ หรือแบ่งปันเทคนิคต่างๆ พร้อมทั้งอธิบายหลักการและเหตุผลเบื้องหลังการดำเนินงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง11.3 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และให้คำปรึกษา o การแบ่งปันประสบการณ์: นางแก้วรัตน์สามารถแบ่งปัน \"ความรู้จากการศึกษาดูงานชุมชนทั้งภายในและภายนอกพื้นที่\" ให้กับผู้ที่มาเยี่ยมชม เพื่อเป็นแนวทางในการเริ่มต้นหรือพัฒนาครัวเรือนของตนเองo การให้คำแนะนำส่วนบุคคล: ผู้ที่มาเรียนรู้สามารถปรึกษาปัญหาหรือขอคำแนะนำเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในบริบทครัวเรือนของตนเองo การสร้างเครือข่าย: การที่ผู้คนจากหลากหลายพื้นที่เข้ามาเรียนรู้ อาจนำไปสู่การสร้างเครือข่ายของผู้ที่สนใจแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง


11.4 การเข้าร่วมกิจกรรมชุมชนและการเผยแพร่ o การเป็นวิทยากรชุมชน: ได้รับเชิญไปบรรยายหรือให้ความรู้ในงานกิจกรรมของชุมชน หรือหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อขยายผลการถ่ายทอดองค์ความรู้o การประชาสัมพันธ์ในท้องถิ่น: การที่ชุมชนให้การยกย่องและมีการกล่าวถึงครัวเรือนต้นแบบนี้ในวงกว้าง จะช่วยให้มีผู้สนใจเข้าถึงแหล่งเรียนรู้มากขึ้นแหล่งเรียนรู้ครัวเรือนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงของนางแก้วรัตน์ ไพยราช จึงเป็นศูนย์รวม องค์ความรู้ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างยั่งยืน12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง 1. ได้รับรางวัลชนะเลิศ บ้านตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โครงการแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ระยะสานต่อโครงการ ห้วงที่ 2 กองทัพภาคที่ 3 ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ณ วันที่ 21 สิงหาคม 25582. ได้รับรางวัลชนะเลิศ บ้านตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โครงการแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ระยะสานต่อโครงการ ห้วงที่ 2 กองทัพภาคที่ 3 ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ณ วันที่ 18 กันยายน 25583. ได้รับประกาศนียบัตร ได้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร “ผู้นำเครือข่ายการพัฒนา” จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ร่วมกับ สถาบันการพัฒนาชุมชน กรมการพัฒนาชุมชน วันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2560 ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นางสาวณัฐธิดา ปัญญาฟูครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลป่าก่อดำ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา ปราชญ์ชาวบ้าน สาขาศิลปกรรม ด้านดนตรีนาฏศิลป์และการละเล่นพื้นบ้าน สาขาอุตสาหกรรมและหัตกรรม (ด้านการผลิตและการบริโภค) สาขาศาสนาและประเพณี2. เรื่อง ปราชญ์ชาวบ้าน สาขาศิลปกรรม ด้านดนตรีนาฏศิลป์และการละเล่นพื้นบ้าน สาขาอุตสาหกรรมและหัตกรรม (ด้านการผลิตและการบริโภค) สาขาศาสนาและประเพณี3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นายมงคล ปิดทะเหล็ก อายุ 69 ปี4. การศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลาย เบอร์โทร 084-17037305. สถานที่ติดต่อ เลขที่ 100 หมู่ที่ 5 ตำบลป่าก่อ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ โทรติดต่อก่อน7. เว็บไซต์ - เฟสบุ๊ค Mongkol Pidthalek ID Line 08417037308. ละติจูด/ลองจิจูด 19.780452,99.70115719. ประวัติความเป็นมานายมงคล ปิดทะเหล็ก มีความรู้ความสามารถทางด้านหัตถกรรม การทำเฟอร์นิเจอร์ กลึงไม้ ทำโต๊ะและตั่งนั่ง ทำไม้กวาดดอกหญ้า ด้านดนตรีพื้นเมือง ดีด สี ตี เป่า ด้านเป็นผู้นำศาสนาพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ และเป็นประธานชมชมผู้สูงอายุ ระดับหมู่บ้าน ระดับตำบล และเป็นผู้บริหารโรงเรียนผุ้สูงอายุ อบต.ป่าก่อดำตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งท่านเห็นว่า ความสามารถที่ท่านมีอยากให้เยาวชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ท่านจึงถ่ายทอดความรู้การเล่นดนตรีพื้นเมืองและความสามารถด้านอื่นๆ ให้เด็กและเยาวชน ผู้ที่สนใจได้เรียนรู้ ตามความสนใจ เพื่อให้เด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ บุคคลผู้ที่สนใจได้อนุรักษ์และสืบสานต่อไป


10. องค์ความรู้ด้าน นายมงคล ปิดทะเหล็ก เป็นปูชนียบุคคลในชุมชนที่มีความรู้ความสามารถหลากหลายสาขา ทั้งด้าน หัตถกรรม ดนตรีพื้นเมือง และ ศาสนาและประเพณีนอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้นำด้านสังคมในฐานะประธานชมรมผู้สูงอายุระดับหมู่บ้านและตำบล รวมถึงเป็นผู้บริหารโรงเรียนผู้สูงอายุ อบต.ป่าก่อดำ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 จนถึงปัจจุบันด้วยความเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญา ท่านจึงมีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ความสามารถที่ตนเองมีให้กับเยาวชนรุ่นหลัง เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่สนใจ เพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้คงอยู่สืบไปองค์ความรู้ของนายมงคล ปิดทะเหล็ก ครอบคลุมหลายแขนงวิชา ซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของท้องถิ่น:10.1 สาขาศิลปกรรมด้านหัตถกรรมo การทำเฟอร์นิเจอร์ไม้: ความรู้และทักษะในการออกแบบ การเลือกใช้ไม้ การแปรรูปไม้ (เช่น การกลึงไม้) และการประกอบชิ้นงานเป็นเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ เช่น โต๊ะและตั่งนั่งo การทำไม้กวาดดอกหญ้า: ภูมิปัญญาและทักษะในการเลือกสรรวัสดุ (ดอกหญ้า) การเตรียม การมัด และการประกอบขึ้นรูปเป็นไม้กวาด ซึ่งเป็นงานหัตถกรรมพื้นบ้านที่ใช้ในชีวิตประจำวัน10.2 สาขาศิลปกรรมด้านดนตรี นาฏศิลป์ และการละเล่นพื้นบ้านo ดนตรีพื้นเมือง (ดีด สี ตี เป่า): ความรู้ความเข้าใจในเครื่องดนตรีพื้นเมืองแต่ละชนิด วิธีการเล่น การปรับแต่งเสียง และบทเพลงพื้นบ้านต่าง ๆ▪ ดีด: เช่น พิณเปี๊ยะ, ซึง▪ สี: เช่น สะล้อ▪ ตี: เช่น กลองพื้นเมือง, ฆ้อง▪ เป่า: เช่น ขลุ่ย, ปี่o บทบาทในการอนุรักษ์ดนตรีพื้นเมือง: ความตระหนักถึงคุณค่าของดนตรีพื้นเมืองและบทบาทในการป้องกันไม่ให้ภูมิปัญญานี้สูญหายไปตามกาลเวลา10.3 สาขาศาสนาและประเพณี (ผู้นำศาสนพิธี)o ศาสนพิธีทางศาสนาพุทธ: ความรู้และประสบการณ์ในการเป็นผู้นำหรือผู้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาพุทธต่าง ๆ เช่น พิธีทำบุญ พิธีอุปสมบท พิธีศพ ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจในหลักธรรมและขั้นตอนปฏิบัติo บทบาทในการส่งเสริมศาสนา: การเป็นผู้ส่งเสริมและรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีทางศาสนาให้คงอยู่คู่กับชุมชน10.4 องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการและผู้นำชุมชนo การบริหารชมรมผู้สูงอายุ: ความรู้และทักษะในการบริหารจัดการชมรมผู้สูงอายุในระดับหมู่บ้านและตำบล เช่น การจัดกิจกรรม การดูแลสวัสดิภาพ และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุo การบริหารโรงเรียนผู้สูงอายุ: การเป็นผู้บริหารโรงเรียนผู้สูงอายุ อบต.ป่าก่อดำ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการวางแผน จัดการหลักสูตร และประสานงาน เพื่อให้ผู้สูงอายุได้เรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกัน


11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้นายมงคล ปิดทะเหล็ก ถ่ายทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาที่หลากหลายของท่านผ่านกระบวนการที่เน้นการปฏิบัติจริง การเป็นแบบอย่าง และการสร้างพื้นที่เรียนรู้:11.1 การถ่ายทอดในรูปแบบการสอนและฝึกปฏิบัติ o การสอนดนตรีพื้นเมือง: นายมงคลถ่ายทอดความรู้และทักษะการเล่นดนตรีพื้นเมืองให้กับ \"เด็กและเยาวชน\" รวมถึง \"ผู้ที่สนใจ\" โดยอาจเป็นการสอนแบบตัวต่อตัว หรือกลุ่มย่อย เน้นการ ดีด สี ตี เป่า ให้ได้จริงo การสอนหัตถกรรม: ท่านสามารถสอนเทคนิคและวิธีการ ทำเฟอร์นิเจอร์ กลึงไม้ ทำโต๊ะและตั่งนั่ง รวมถึง การทำไม้กวาดดอกหญ้า โดยให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงo การถ่ายทอดศาสนพิธี: ในฐานะผู้นำศาสนา ท่านสามารถแนะนำและฝึกสอนขั้นตอนและบทบาทในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาพุทธให้กับผู้ที่สนใจหรือผู้ที่จะมาสืบทอด11.2 การสร้างพื้นที่และโอกาสในการเรียนรู้ o โรงเรียนผู้สูงอายุ อบต.ป่าก่อดำ: การเป็นผู้บริหารโรงเรียนผู้สูงอายุ ทำให้ท่านมีแพลตฟอร์มในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และถ่ายทอดความรู้ด้านต่างๆ ให้กับผู้สูงอายุในชุมชนo ชมรมผู้สูงอายุ: กิจกรรมของชมรมผู้สูงอายุเป็นโอกาสในการจัดเวิร์คช็อปหรือแลกเปลี่ยนความรู้ด้านหัตถกรรมและดนตรีพื้นเมืองo พื้นที่ส่วนบุคคล: การเปิดบ้านหรือพื้นที่ส่วนตัวเพื่อใช้เป็นที่ฝึกสอนหัตถกรรมหรือดนตรีให้กับผู้สนใจ11.3 การเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจ o ผู้นำที่ลงมือทำ: การที่นายมงคลเป็นผู้ที่มีความสามารถหลากหลายและยังคงลงมือปฏิบัติจริงในงานหัตถกรรม ดนตรี และศาสนา เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นใหม่o การอุทิศตนเพื่อชุมชน: บทบาทของท่านในการเป็นประธานชมรมผู้สูงอายุและผู้บริหารโรงเรียนผู้สูงอายุ แสดงถึงความเสียสละและการอุทิศตนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน11.4การส่งเสริมการอนุรักษ์และสืบสาน o ปลูกฝังจิตสำนึก: การที่ท่านเล็งเห็นว่า \"ความสามารถที่ท่านมีอยากให้เยาวชนรุ่นหลังได้เรียนรู้\" สะท้อนถึงความตั้งใจที่จะปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมo การสร้างผู้สืบทอด: การถ่ายทอดความรู้ให้เด็กและเยาวชนโดยตรงเป็นการสร้าง ผู้สืบทอดภูมิปัญญา เพื่อให้มั่นใจว่าองค์ความรู้เหล่านี้จะไม่สูญหายไปนายมงคล ปิดทะเหล็ก จึงเป็นบุคคลสำคัญในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์และถ่ายทอดภูมิปัญญาของชุมชนในหลากหลายมิติ ทำให้มรดกทางวัฒนธรรมและทักษะต่าง ๆ ยังคงมีชีวิตชีวาและสืบทอดต่อไปในอนาคต


12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง 1. ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มงกุฎไทย ชั้นที่ 4 ชื่อจัตรุถาภรณ์ ตั้งแต่ วันที่ 5 ธันวาคม 25532. ได้รับเกียรติบัตร ได้รับการคัดเลือกเป็นพ่อตัวอย่างของอำเภอแม่ลาว ให้ไว้ ณ วันที่ 5 ธันวาคม 25573. ได้รับหนังสือรับรองการเป็นหมอพื้นบ้าน ออกเมื่อ วันที่ 29 ตุลาคม 25634. ได้รับเกียรติบัตร เป็นผู้สูงอายุดีเด่น ระดับตำบล ประจำปี 2563 ให้ไว้ ณ วันที่ 7 ตุลาคม 25645. ได้รับเกียรติบัตร เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติในฐานะผู้สูงอายุที่ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมจังหวัดเชียงราย ให้ไว้ ณ วันที่ 29 พฤศจิกายน 25646. ได้รับเกียรติบัตร เป็นผู้สูงอายุต้นแบบคุณธรรม จริยธรรม ด้านความเสียสละเพื่อสังคม ผู้นำในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้ไว้ ณ วันที่ 20 เมษายน 25657. ได้รับเกียรติบัตร เป็นผู้สูงอายุดีเด่นระดับอำเภอ ประจำปี 2564 ให้ไว้ ณ วันที่ 12 กันยายน 25658. ได้รับโล่เชิญชูเกียรติ เป็นผุ้สูงอายุดีเด่นระดับจังหวัด ประจำปี 2566 ให้ไว้ ณ วันที่ 12 กันยายน 25669. ได้รับเกียรติบัตร เป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องและทำคุณประโยชน์ต่อจังหวัดเชียงราย ให้ไว้ ณ วันที่ 20 เมษายน 256913. ชื่อผู้รับผิดชอบ นางสาวณัฐธิดา ปัญญาฟูครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลป่าก่อดำ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา ปราชญ์ชาวบ้าน สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม (ด้านการผลิตและการบริโภค) สาขาเกษตรกรรม2. เรื่อง ปราชญ์ชาวบ้าน สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม (ด้านการผลิตและการบริโภค) สาขาเกษตรกรรม3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นางสุพัตรา พรมสี อายุ 54 ปี4. การศึกษา ปริญญาตรี เบอร์โทร 086-67106985. สถานที่ติดต่อ เลขที่ 136/1 หมู่ที่ 8 ตำบลป่าก่อ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ โทรติดต่อก่อน7. เว็บไซต์ - เฟสบุ๊ค สุพัตรา พรมสี ID Line 08667106988. ละติจูด/ลองจิจูด 19.776265,99.7392331 9. ประวัติความเป็นมานางสุพัตรา พรมสี มีความรู้ความสามารถทางด้านการทำอาหาร การแปรรูปอาหาร การทำน้ำพริก และเป็นคณะกรรมการวิสาหกิจชุมชนกลุ่มน้ำพริกแม่พริกแม่บ้าน หมู่ 8 ป่าก่อดำ และมีความรู้ ด้านการเกษตรที่มีมาปลูกผักปลอดสารพิษในครัวเรือนโดยนำความรู้ที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สามารถถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ที่สนใจ10. องค์ความรู้ด้าน นางสุพัตรา พรมสีถือเป็นบุคคลสำคัญที่มีความรู้ความสามารถที่หลากหลายและน่าสนใจในชุมชนป่าก่อดำ จังหวัดเชียงราย ท่านมีความเชี่ยวชาญทั้งในด้าน การแปรรูปอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำน้ำพริก ซึ่งสะท้อนผ่านบทบาทของท่านในฐานะคณะกรรมการของ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มน้ำพริกแม่บ้าน หมู่ 8 ป่าก่อดำ นอกจากนี้ นางสุพัตรายังมีความรู้และทักษะด้าน การเกษตรกรรม โดยเน้นที่ การปลูกผักปลอด


สารพิษในครัวเรือน เพื่อนำความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ความสามารถที่หลากหลายนี้ ทำให้ท่านสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ที่มีให้กับผู้ที่สนใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมีองค์ความรู้ที่ครอบคลุมทั้งการผลิตอาหารและการพึ่งพาตนเองด้านเกษตรกรรม ดังนี้:10.1 องค์ความรู้ด้านการแปรรูปอาหาร (การทำน้ำพริก)o สูตรและเทคนิคการทำน้ำพริก: นางสุพัตรามีความเชี่ยวชาญในการทำน้ำพริกหลากหลายชนิด ซึ่งเป็นอาหารพื้นถิ่นที่ได้รับความนิยม อาทิเช่น น้ำพริกน้ำเงี้ยว น้ำพริกแกงเมือง น้ำพริกข่า น้ำพริกลาบ น้ำพริกตาแดง และพริกป่น องค์ความรู้นี้รวมถึงสัดส่วนของวัตถุดิบ การคั่ว การโขลก การผัด และการปรุงรสชาติให้อร่อยถูกปากo การคัดเลือกวัตถุดิบและการควบคุมคุณภาพ: ท่านมีความรู้ในการเลือกสรรวัตถุดิบที่สดใหม่และมีคุณภาพ เพื่อให้ได้น้ำพริกที่อร่อยและปลอดภัยo การถนอมอาหารและการบรรจุภัณฑ์: องค์ความรู้เกี่ยวกับวิธีการแปรรูปที่ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาน้ำพริกให้ได้นานขึ้น เช่น การคั่วแห้ง การใช้ความร้อนที่เหมาะสม และเทคนิคการบรรจุเพื่อคงคุณภาพและรสชาติo มาตรฐานสุขอนามัยในการผลิต: ความเข้าใจและปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยในการผลิตอาหาร เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์มีความสะอาดและปลอดภัยต่อผู้บริโภค10.2 องค์ความรู้ด้านการเกษตรกรรม (การปลูกผักปลอดสารพิษในครัวเรือน)o หลักการปลูกผักอินทรีย์/ปลอดสารพิษ: ท่านมีความรู้เกี่ยวกับการปลูกผักสวนครัวโดยไม่ใช้สารเคมี ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเกษตรเพื่อสุขภาพo เทคนิคการดูแลพืชผัก: ความสามารถในการจัดการดิน การเตรียมแปลงปลูก การให้น้ำ การบำรุงพืชด้วยวิธีธรรมชาติ และการรับมือกับโรคพืชและแมลงศัตรูพืชโดยไม่พึ่งสารเคมีo การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า: การจัดการพื้นที่ว่างในครัวเรือนให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการปลูกผัก เพื่อให้มีผลผลิตเพียงพอสำหรับการบริโภคในครัวเรือนและสามารถแบ่งปันได้11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้นางสุพัตรา พรมสี ถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สั่งสมมาให้กับผู้อื่นผ่านหลากหลายช่องทาง ซึ่งเน้น การปฏิบัติจริงและการสร้างการมีส่วนร่วม:11.1 การถ่ายทอดโดยตรงผ่านการฝึกอบรมและสาธิตo การจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ: ท่านสามารถจัดเวิร์คช็อปหรือการอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการทำอาหารและแปรรูปอาหาร โดยเฉพาะการทำน้ำพริกให้กับบุคคลทั่วไปหรือกลุ่มที่สนใจ ผู้เรียนจะได้ลงมือปฏิบัติจริงในทุกขั้นตอน ซึ่งช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งและนำไปใช้ได้จริงo การสาธิตการปลูกผักปลอดสารพิษ: เปิดพื้นที่ในครัวเรือนของตนเองเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับการสาธิตวิธีการปลูกผักปลอดสารพิษ การเตรียมดิน การทำปุ๋ยอินทรีย์ และ การดูแลพืชผัก ผู้สนใจสามารถเข้ามาเรียนรู้และสอบถามข้อสงสัยได้โดยตรง11.2 การเป็นแบบอย่างและกรณีศึกษาที่จับต้องได้


o ครัวเรือนต้นแบบ: การที่ท่านนำความรู้มาใช้ในการปลูกผักปลอดสารพิษในครัวเรือน แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของการพึ่งพาตนเองและการลดรายจ่าย ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจและแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่นo บทบาทในวิสาหกิจชุมชน: การเป็นคณะกรรมการของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มน้ำพริกแม่บ้าน หมู่ 8 ป่าก่อดำ สะท้อนถึงการนำความรู้ด้านการแปรรูปอาหารไปสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง ผลิตภัณฑ์น้ำพริกของกลุ่มก็เป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพและองค์ความรู้ที่ถูกนำมาใช้11.3 การมีส่วนร่วมในกิจกรรมเสริมสร้างภูมิปัญญาท้องถิ่นo การได้รับการยอมรับจากภายนอก: การที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มน้ำพริกแม่บ้าน หมู่ 8 ป่าก่อดำ ได้รับประกาศนียบัตร \"วิสาหกิจชุมชนกลุ่มน้ำพริกแม่บ้าน หมู่ 8 ป่าก่อดำ ในกิจกรรมเสริมสร้างและพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น ปี 2566 \"ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น\" จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและธนาคารออมสิน เป็นการยืนยันถึงการถ่ายทอดและพัฒนาองค์ความรู้ที่ได้รับการยอมรับในระดับสถาบัน ซึ่งอาจนำไปสู่การขยายผลการเรียนรู้ในวงกว้างo การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเครือข่าย: การเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ กับหน่วยงานภายนอก เปิดโอกาสให้ท่านได้แลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้มีความทันสมัยและหลากหลายยิ่งขึ้นนางสุพัตรา พรมสี จึงเป็นผู้ทรงภูมิปัญญาที่สำคัญของชุมชนป่าก่อดำ ไม่เพียงแต่สามารถนำความรู้มาสร้างประโยชน์แก่ตนเองและครอบครัว แต่ยังเป็นผู้ที่พร้อมจะแบ่งปันและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน การแปรรูปอาหารและการเกษตรกรรมเพื่อการพึ่งพาตนเองให้กับผู้อื่น เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับชุมชน12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง 1. ได้รับประกาศนียบัตร “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มน้ำพริกแม่บ้าน หมู่ 8 ป่าก่อดำ ในกิจกรรมเสริมสร้างและพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น ปี 2566 “ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น” มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและธนาคารออมสิน13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นางสาวณัฐธิดา ปัญญาฟูครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้านนางสาวสุรีย์ภรณ์ ทัพแสนลี ครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาวตำบลโป่งแพร่


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา ศิลปกรรม2. เรื่อง พิพิธภัณฑ์หอพลับพลาเจ้าดารารัศมี3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นางจิราพร นิโกรธา อายุ 68 ปี4. การศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลาย เบอร์โทร 053-184706, 084-36560455. สถานที่ติดต่อ เลขที่ 504 หมู่ที่ 5 บ้านห้วยส้านพลับพลา ถนน เชียงราย – ดงมะดะ ตำบลโป่งแพร่อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ 09.00 - 16.00 น. ทุกวัน7. เว็บไซต์ https://www.facebook.com/Horplubpla/ เฟสบุ๊ค พิพิธภัณฑ์หอพลับพลา ID Line -8. ละติจูด/ลองจิจูด 19.8002711,99.67944189. ประวัติความเป็นมาจากการที่โรงเรียนร่วมกับชุมชน หน่วยงาน องค์กรในท้องถิ่น ได้ร่วมกันก่อตั้ง หอพลับพลา ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระกรุณาธิคุณของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยทั้ง 2 พระองค์เคยเสด็จมาประทับแรม ณ พลับพลา บริเวณโรงเรียนในปัจจุบัน เมื่อกว่า 80 ปี และกว่า 100 ปี ที่ผ่านมาโรงเรียนได้บริหารจัดการหอพลับพลา ให้เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับพระบรมราโชวาท พระราชดำรัส โครงการพระราชดำริ และ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดจนการศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงราย ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาของคนในชุมชน และชนเผ่าที่อยู่ในเขตและนอกเขตบริการของโรงเรียน


ในอดีตกาล เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2448 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 สมัยดำรงพระอิสริยศ ได้เสด็จประพาสหัวเมืองมณฑลพายัพ(ภาคเหนือ) ออกจากพระราชวังผ่าน หัวเมืองต่าง ๆ เช่น นครสวรรค์ พิจิตร อุตรดิตถ์ แพร่ ลำปาง พะเยา จนถึงเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2448 เวลาตอนเย็นได้เสด็จถึงบ้านห้วยส้านหลวง ได้ทรงประทับแรม ณ พลับพลา ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนในปัจจุบันพระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในนามของเจ้าดารารัศมีได้เสด็จจากเมืองเชียงใหม่ โดยเสด็จประพาสเมืองเชียงราย ผ่านเวียงป่าเป้า แม่สรวย ประทับแรม ณ พลับพลา จากนั้นเสด็จเมืองเทิง เชียงของ เชียงแสน แม่สาย และเสด็จประทับ ณ หอพลับพลา อีกครั้ง ก่อนที่จะเสด็จกลับเมืองเชียงใหม่ โดยใช้เส้นทางเชียงราย - ร้องกวาง จากการเสด็จประทับแรมของทั้งสองพระองค์ ในเวลาต่อมาชื่อห้วยส้านหลวงจึงเปลี่ยนชื่อเป็นบ้านห้วยส้านพลับพลาในปี พ.ศ. 2480 หอพลับพลา ได้ชำรุดเพราะขาดคนดูแลรักษา ชาวบ้านป่าซาง จึงทำเรื่องเสนอทางราชการขอรื้อไปก่อสร้างโรงเรียนป่าซางปัจจุบันคือโรงเรียนโป่งแพร่วิทยา ต่อมาในต้นปี พ.ศ. 2482บ้านห้วยส้านพลับพลา และหมู่บ้านใกล้เคียงมีประชากรในวัยเรียนมาก ราษฎรจึงเสนอต่อทางราชการ เพื่อก่อตั้งโรงเรียนขึ้น จึงได้ชื่อว่า โรงเรียนบ้านห้วยส้านพลับพลา เปิดทำการสอนในปีการศึกษา 2482 และจากคำบอกเล่าของชาวบ้านที่มีอายุตั้งแต่ 90 ปีขึ้นไปเช่น แม่อุ้ยเขียว อินต๊ะวงค์ พ่ออุ้ยตา ธิดา ว่าได้เห็นหอพลับพลา ที่ตั้งอยู่ในบริเวณโรงเรียนเป็นที่พักอาศัยของเจ้านายที่มาพักเป็น ครั้งคราว ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า เจ้าดารารัศมี เดินทางมาโดยขบวนช้าง ขบวนม้า มาพักอาศัยอยู่ ซึ่ง ตอนนั้นแม่อุ้ย พ่ออุ้ย ขณะนั้นยังเป็นเด็กเล่าเพิ่มเติมว่าช่วงที่มีเจ้านายมาพัก จะมีการเกณฑ์ชาวบ้านมาทำความสะอาดหอพลับพลา และช่วยกันหาหญ้า กล้วย อ้อย มาให้ช้างกับม้าได้กินการบริหารจัดการ หอพลับพลา ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องมีการประชุมกรรมการสถานศึกษา และกรรมการที่ปรึกษาของโรงเรียน ในเดือนมีนาคม และเดือนมิถุนายน 2555 มีมติให้โรงเรียนประสานงานกับผู้นำชุมชน หน่วยงาน องค์กรในท้องถิ่น ประชากรในเขตบริการของโรงเรียน ช่วยกันรวบรวมของเก่า หรือวัตถุโบราณที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อนำมาเก็บไว้ที่ หอพลับพลา สำหรับจัดนิทรรศการให้ความรู้แก่บุคลากรโรงเรียน ชุมชน และ บุคคลทั่วไป ได้เรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นมาของชุมชนในอดีตตลอดจนให้ร่วมกันพัฒนาปรับปรุง หอพลับพลา ให้เป็น “พิพิธภัณฑ์ หอพลับพลา”10. องค์ความรู้ด้าน พิพิธภัณฑ์หอพลับพลาเจ้าดารารัศมีตั้งอยู่ในบริเวณโรงเรียนบ้านห้วยส้านพลับพลา จังหวัดเชียงราย ก่อตั้งขึ้นจากความร่วมมือของโรงเรียน ชุมชน หน่วยงาน และองค์กรท้องถิ่น เพื่อเป็น แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ สถานที่แห่งนี้มีความผูกพันกับพระราชประวัติอันยิ่งใหญ่ โดยเป็นที่ประทับแรมของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 (เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศ) และ พระราชชายาเจ้าดารารัศมีพระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อกว่า 80-100 ปีที่ผ่านมาแม้หอพลับพลาเดิมจะเคยชำรุดและถูกรื้อถอนไปสร้างโรงเรียนอื่นในปี พ.ศ. 2480 แต่ด้วยความตระหนักถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และคำบอกเล่าจากผู้สูงอายุในชุมชน โรงเรียนจึงได้ร่วมกับชุมชนรวบรวมของเก่าและวัตถุโบราณที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตในอดีตมาจัดแสดง เพื่อพัฒนาให้เป็น \"พิพิธภัณฑ์หอพลับพลา\" ในปัจจุบัน โรงเรียนยังบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ครอบคลุมหลากหลายมิติ ทั้งพระบรมราโชวาท โครงการพระราชดำริ และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงประวัติศาสตร์เมืองเชียงราย ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาของคนในชุมชนและชนเผ่าต่าง ๆ


พิพิธภัณฑ์แห่งนี้รวบรวมองค์ความรู้ที่สำคัญและหลากหลาย ซึ่งสะท้อนถึงรากฐานทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์:10.1 องค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ชาติไทยและท้องถิ่นo พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ: เรียนรู้เกี่ยวกับพระราชประวัติการเสด็จประพาสหัวเมืองมณฑลพายัพของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และการเสด็จประพาสเมืองเชียงรายของ พระราชชายาเจ้าดารารัศมีรวมถึงเหตุการณ์สำคัญที่ทั้งสองพระองค์เคยประทับแรม ณ พลับพลาแห่งนี้o ประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานและพัฒนาการของชุมชน: ศึกษาเรื่องราวของบ้านห้วยส้านหลวงที่เปลี่ยนชื่อเป็นบ้านห้วยส้านพลับพลา การก่อตั้งโรงเรียนบ้านห้วยส้านพลับพลา และวิถีชีวิตของชาวบ้านในอดีตจากคำบอกเล่าของผู้สูงอายุo ประวัติศาสตร์เมืองเชียงราย: องค์ความรู้ที่ครอบคลุมความเป็นมาของเมืองเชียงรายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน10.2 องค์ความรู้ด้านพระราชดำริและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงo พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส: ศึกษาหลักคิดและแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชทานไว้ เพื่อการดำเนินชีวิตและการพัฒนาประเทศo โครงการพระราชดำริ: เรียนรู้เกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากแนวคิดของพระองค์ ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนo ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง: ความเข้าใจในหลักปรัชญาที่เน้นความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี เพื่อการพึ่งพาตนเองและพัฒนาอย่างยั่งยืน10.3 องค์ความรู้ด้านศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นo ศิลปะและวัฒนธรรมของคนในชุมชน: เรียนรู้เกี่ยวกับรูปแบบศิลปะ การแสดง หรือวิถีปฏิบัติทางวัฒนธรรมของชาวบ้านในพื้นที่o ประเพณีท้องถิ่น: ศึกษาขนบธรรมเนียม ประเพณี และพิธีกรรมต่าง ๆ ที่สืบทอดกันมาในชุมชนo ภูมิปัญญาของคนในชุมชนและชนเผ่า: ความรู้เกี่ยวกับทักษะ ความชำนาญ และนวัตกรรมที่เกิดจากประสบการณ์ของชาวบ้านและชนเผ่าในเขตและนอกเขตบริการของโรงเรียน เช่น การทอผ้าพื้นเมืองล้านนา ซึ่งเป็นภูมิปัญญาสำคัญที่เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้พิพิธภัณฑ์หอพลับพลาเจ้าดารารัศมีใช้กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการสร้างประสบการณ์จริงและการมีส่วนร่วม:11.1 การจัดแสดงนิทรรศการถาวรและหมุนเวียนo วัตถุโบราณและของเก่า: การรวบรวมและจัดแสดง \"ของเก่า หรือวัตถุโบราณที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน\" ทำให้ผู้เข้าชมได้เห็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์และสัมผัสวิถีชีวิตในอดีตo ป้ายข้อมูลและสื่อประกอบ: การจัดทำป้ายนิทรรศการ แผนผัง ภาพถ่าย และเอกสารประกอบ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ พระราชประวัติ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาต่างๆ อย่างเป็นระบบ


11.2 การเล่าเรื่องและศึกษาจากผู้บอกเล่า o คำบอกเล่าจากผู้สูงอายุ: การรวบรวมข้อมูลจาก \"แม่อุ้ยเขียว อินต๊ะวงค์ พ่ออุ้ยตา ธิดา\" และผู้สูงอายุท่านอื่น ๆ ที่มีประสบการณ์ตรงหรือเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับหอพลับพลาและเจ้าดารารัศมี เป็นวิธีการถ่ายทอดประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตชีวาและน่าสนใจo การจัดกิจกรรมสนทนา: อาจมีการจัดกิจกรรมให้ผู้สูงอายุมาเล่าเรื่องราวในอดีตให้กับนักเรียนและผู้สนใจ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งโดยตรง11.3 การบูรณาการกับการเรียนการสอนในโรงเรียน o แหล่งเรียนรู้ของโรงเรียน: การที่โรงเรียนบริหารจัดการหอพลับพลาให้เป็น \"แหล่งเรียนรู้\" โดยตรง ทำให้เนื้อหาทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในชั้นเรียนo กิจกรรมนอกห้องเรียน: การพานักเรียนเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ การจัดกิจกรรมโครงงาน หรือการให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้แห่งนี้11.4 การมีส่วนร่วมของชุมชนและเครือข่าย o การก่อตั้งและพัฒนาโดยชุมชน: การที่ \"โรงเรียนร่วมกับชุมชน หน่วยงาน องค์กรในท้องถิ่น\" ร่วมกันก่อตั้งและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ เป็นกระบวนการถ่ายทอดความรู้ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมและความรู้สึกเป็นเจ้าของo การประชาสัมพันธ์และเชิญชวน: การจัดกิจกรรม การประชุม และการเผยแพร่ข้อมูล เพื่อเชิญชวน \"บุคลากรโรงเรียน ชุมชน และ บุคคลทั่วไป\" ให้เข้ามาเรียนรู้และร่วมกันพัฒนาพิพิธภัณฑ์o การเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์: การโปรโมทให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และศิลปกรรมทอผ้าพื้นเมืองล้านนา จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้สนใจจากภายนอกเข้ามาเรียนรู้ ซึ่งเป็นการขยายผลการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กว้างขวางขึ้น11.5 การมุ่งเน้นความเข้าใจในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงo การประยุกต์ใช้ในชีวิต: พิพิธภัณฑ์ไม่เพียงแต่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ แต่ยังเชื่อมโยงกับพระบรมราโชวาท โครงการพระราชดำริ และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็น การถ่ายทอดแนวคิดที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงพิพิธภัณฑ์หอพลับพลาเจ้าดารารัศมีจึงเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้ที่มีคุณค่ามหาศาล ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมโยมผู้คนในปัจจุบันกับอดีตอันรุ่งโรจน์ และเป็นแรงบันดาลใจในการนำแนวคิดที่เป็นประโยชน์มาพัฒนาชีวิตและชุมชนอย่างยั่งยืน


12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง 1. เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและการทอผ้าพื้นเมืองล้านนา ประจำอำเภอแม่ลาว ให้ไว้ ณ 28 พฤศจิกายน 2565 จาก อำเภอแม่ลาว2. เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและศิลปกรรมทอผ้าพื้นเมือง ประเภท Unseen ประจำจังหวัดเชียงราย ให้ไว้ ณ 18 พฤศจิกายน 25653. เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและการทอผ้าพื้นเมืองล้านนา ให้ไว้ ณ 18พฤศจิกายน 2565 จาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 213. ชื่อผู้รับผิดชอบ นายธีรพงศ์ ก้อนศิลา ครู ศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา ศาสนาและประเพณี 2. เรื่อง พระธาตุดอยจ้องสลับแสง3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล พระปี๋ ถาวโร รักษาการเจ้าอาวาสวัด อายุ - ปี4. การศึกษา - เบอร์โทร -5. สถานที่ติดต่อ วัดดอยจ้องสลับแสง หมู่ที่ 5 ทางหลวงชนบทหมายเลข 4050 ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย6. วัน/เวลาที่ให้บริการ 08.00 - 16.00 น. ทุกวัน7. เว็บไซต์ - เฟสบุ๊ค - ID Line -8. ละติจูด/ลองจิจูด 19.7936846,99.65251999. ประวัติความเป็นมาวัดดอยจ้องสลับแสง ตั้งอยู่ที่บ้านห้วยส้านพลับพลา หมู่ที่ 5 ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ก่อนที่จะมีการก่อสร้างพระธาตุดอยจ้องขึ้น แต่เดิมดอยแห่งนี้มีต้นไม้ประดู่ขนาดใหญ่ ขนาด 3 คนโอบ แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มสวยงาม (ลักษณะ คล้ายกับร่มที่ถูกกางออก ซึ่ง จ้อง ภาษาเหนือ คือ ร่ม) ดอยจ้อง ความหมายก็คือ ดอยร่ม ซึ่งมีที่มาจากต้น ไม้ประดู่นั่นเอง ณ ที่ต้นไม้ประดู่แห่งนี้ พอถึงวันพระ ข้างขึ้นจะปรากฏ ดวงแก้วดวงใหญ่ ส่องรัศมีปกคลุมต้นประดู่คล้ายกับร่มที่ถูกกางออก พอถึงวันพระข้างแรม 15 ค่ำ ดวงแก้วก็ส่องรัศมีคลุมต้นประดู่ ซึ่งสีของดวงแก้วจะสลับสีแตกต่างกันออกไป (การปรากฏของดวงแก้ว แล้วแต่บุญญาบารมีของผู้คนที่จะได้พบเห็น) พระธาตุดอยจ้องสลับแสง ได้มีการวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2522 โดยมี นายอำเภอบรรณสิทธิ์ สลับแสง (นายอำเภอเมืองในสมัยนั้น) เป็นประธานในพิธี ความเป็นมาของการสร้างพระธาตุแห่งนี้ จากคำบอกเล่าของ \"หนานคำ\" หรือ คุณจำเนียร สัตย์จริงอดีตอาศัยอยู่บ้านห้วยส้านพลับพลา ดอยจ้องของเราเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นเสมอ เช่นมีต้นประดู่ใหญ่ ขนาด 3 คนโอบ แผ่กิ่งก้านสาขาออกเป็นพุ่มสวยงาม พอถึงวันพระข้างขึ้น ก็จะปรากฏดวงแก้วดวงใหญ่ลอยเหนือต้นประดู่เปล่งแสงรัศมีเป็นร่มกว้างออกไปตามพุ่มของต้นประดู่ พอถึงวัน


พระ ข้างแรม 15 ค่ำ ดวงแก้วก็จะเปล่งแสงรัศมีเหนือต้นประดู่เปลี่ยนสีเป็นอีกสีหนึ่ง ด้วยเหตุที่ ต้นประดู่แผ่กิ่งก้านสาขาคล้ายกับ \"ร่ม\" ที่กางออก ชาวบ้านจึงเรียกดอยแห่งนี้ว่า \"ดอยจ้อง\" (คำว่า จ้อง ในภาษา เหนือ คือ \"ร่ม) ครั้งหนึ่ง ได้มีหญิงชาวบ้านห้วยส้าน ได้ขึ้นไปขุดหาหน่อไม้บนดอยจ้องแห่งนี้ ขณะที่กำลังขุดหาหน่อไม้อยู่นั้น ก็เห็นพระพุทธรูปองค์ขนาดคนนอน ปรากฏให้เห็นตรงหน้าที่กอไผ่ ด้วยความตกใจ หญิงคนนั้น จึงรีบวิ่งลงจากดอย ไปบอกชาวบ้าน ชาวบ้านจึงพากัน มาดูจุดที่เธอพบพระนอน แต่พอชาวบ้านไปถึง ก็ไม่พบพระนอน ตามที่หญิงคนนั้นบอก ชาวบ้านบางคนก็ว่าเธอกุเรื่องหลอกชาวบ้าน แต่ก็มีชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่งที่เชื่อเธอ ในสมัย หนานคำเป็นเด็ก หนานคำก็เคยเห็นดวงแก้วลอยขึ้นจากดอยแห่งนี้ และมีดวงแก้วดวงเล็ก ๆ หลายดวงลอยตามกันไป ทางพระธาตุดอยเขาควาย บางทีก็ลอยไปทางพระธาตุจอมหมอกแก้ว (พระธาตุ 1 ใน พระธาตุ 9 จอม ของเชียงราย) บางทีดวงแก้ว ก็จะลอยไปทาง ดอยช้าง (พุทธสถานดอยช้าง มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 9 บ่อ สำหรับงานในพระราชพิธี) สถานที่ดวงแก้วลอยไป ทั้ง 4 แห่ง เป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า จึงเป็นที่อัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง ที่แปลกอีกอย่างหนึ่งทางที่ผ่านดอยจ้องแห่งนี้เวลามีคนขี่ล้อเกวียนผ่านไปจะมีเสียงดังเหมือนกับว่าข้างล่างดอยเป็นโพรง ด้วยความเชื่อที่ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สมควรที่จะสร้างพระธาตุฯ จึงได้ปรึกษากับชาวบ้านและท่านนายอำเภอบรรณสิทธิ์ ประกอบกับท่านนายอำเภอเป็นคนชอบธรรมะ และการทำนุบำรุงศาสนา ชาวบ้านจึงได้เชิญท่านมาเป็นประธานและวางศิลาฤกษ์ในการสร้างพระธาตุดอยจ้อง คงเป็นด้วยความศักดิ์สิทธิ์ ของเทพยดาอารักษ์ผู้รักษาสถานที่แห่งนี้ ดลบันดาลให้ท่านนายอำเภอบรรณสิทธิ์ สลับแสง ได้พระบรมธาตุมา เพราะท่านได้ไปพบท่านเจ้าอธิการบุญยวง เจ้าอาวาสวัดฝั่งหมิ่น (ปัจจุบันเป็นเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงราย) ซึ่งเป็นหัวหน้าพระธรรมทูตเชียงราย ท่านได้มอบผอบพระธาตุมาจากเจดีย์หัก ในเขตอำเภอเทิงมาให้ดู ท่านเองก็ใคร่จะพิสูจน์ว่าในผอบเป็นอะไร ก็เห็นเป็นทราย จึงได้นำให้สมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร พิสูจน์ดู ก็ได้รับคำยืนยันว่าเป็น พระบรมสารีริกธาตุ จริง ๆ และท่านก็ได้ประทานคืนมา เมื่อท่านเจ้าอธิการบุญยวง เห็นว่านายอำเภอบรรณสิทธิ์ กำลังก่อสร้างพระธาตุดอยจ้อง จึงได้มอบผอบที่บรรจุพระบรม สารีริกธาตุให้ เพื่อนำไปบรรจุยังเจดีย์ที่กำลังก่อสร้าง หลังจากที่นายอำเภอได้พระธาตุมาแล้ว ก็เป็นที่อัศจรรย์เมื่อมีคนอื่น ๆ รู้ต่างก็นำพระธาตุมาเทียบกันดู เมื่อเห็นว่าเป็นพระธาตุ ที่มีลักษณะเหมือนกัน เขาก็มอบให้เพื่อนำขึ้นไปบรรจุในเจดีย์ใหม่ ท่านนายอำเภอจึงขอความร่วมมือจากหัวหน้าศาลจังหวัดเชียงราย ไปจ้างช่างแกะสลักผอบไม้สักขึ้นมาเพื่อบรรจุพระธาตุ แล้วให้นายช่างเทศบาลเมืองเชียงราย เป็นผู้ออกแบพระเจดีย์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่คิดจะทำก็ สำเร็จไปด้วยดีอย่างเหลือเชื่อ โดยที่ไม่ติดขัดหรือมีอุปสรรคใด ๆ เลย ครั้งเมื่อ ท่านนายอำเภอนำพระบรมสารีริกธาตุมาแห่พร้อมกับผ้ากฐิน ซึ่งได้นำมาทอดถวาย ณ วัดห้วยส้าน พลับพลา เพื่อนำรายได้มาสร้างเจดีย์ ก็เกิดฝนตกลงในบริเวณวัดห้วยส้านพลับพลา และตกขณะที่กำลังแห่พระธาตุ และผ้ากฐิน แต่เป็นที่อัศจรรย์อย่างยิ่งเพราะฝนตกเฉพาะบริเวณวัดเท่านั้น ที่อื่นไม่มีฝนตกต่อมาก็เกิดเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ใจอีก คือเมื่อท่านนายอำเภอได้ถวายผ้ากฐินแล้ว และได้มอบพระธาตุให้หนานคำ (ขณะนั้นบวชเป็นพระ) เป็นผู้เก็บรักษาพระธาตุ ตอนนั้นบนดอยจ้องยังไม่มีเสนาสนะที่อาศัยของพระ ชาวบ้านจึงได้ช่วยกันสร้างลอมฟาง ให้เป็นที่อยู่ของพระ พระองค์ไหนจะขึ้นมาปฏิบัติธรรมก็ให้อาศัยอยู่ในลอมฟางหรือไม่ก็ปักกรด ด้วยกลัวว่าพระธาตุจะหาย จึงได้เก็บไว้ในย่ามติดตัวตลอดเวลา พอเวลาทำวัตรเย็น ก็จะนำเอาพระธาตุ ออกมาไหว้สักการะ มีวันหนึ่งท่านนำพระธาตุออกมาแล้วลืมเก็บไว้เหมือนเดิม และได้มี ตุ๊ลุงมา (เจ้าอธิการบุญมา เจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน) ซึ่งเป็นเจ้าคณะตำบลแม่กรณ์ ได้ขึ้นมาเยี่ยมและได้ชวนไปเยี่ยมพระภิกษุบนดอยวัดห้วยชมพู (ห่างไปประมาณ 5 กม.) เมื่อไปถึงวัดห้วยชมภูแล้ว จึงมองลงมายังดอยจ้องซึ่งสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน เพราะวัดห้วยชมภูอยู่สูงกว่า ก็ได้เห็นไฟป่ากำลังไหม้ลุกลามจากเชิงดอยขึ้นไปหาลอมฟาง ซึ่งสร้างไว้เป็นที่พักของพระ 4 - 5 หลัง และห่างจากลอมฟางที่ได้เก็บพระธาตุไว้ประมาณ 3 ศอกพอเห็นอย่างนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าลืมเก็บ


Click to View FlipBook Version