The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น ปี2568

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pubpung1131, 2025-11-19 05:32:43

แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น ปี2568

แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น ปี2568

Keywords: ทำเนียบแหล่งเรียนรู้

พระธาตุ จึงได้รีบลงจากดอยชมภูมาที่ดอยจ้อง พอมาถึงดอยจ้องก็ปรากฏเป็นที่อัศจรรย์อย่างยิ่ง เพราะว่าลอมฟางอื่น ๆที่สร้างติดกันถูกไฟไหม้หมด เหลือแต่ลอมฟางที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุเท่านั้นที่ไม่ถูกไฟไหม้ มีแต่ฟางเหลืองเกรียมและต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่รอบ ๆ เท่านั้นที่ถูกไฟไหม้ อีกเหตุการณ์หนึ่ง ขณะที่กำลังก่อสร้างกำแพงแก้วล้อมรอบพระเจดีย์อยู่นั้น ชาวบ้านได้ถามว่า \"ท่านทำไมจุดไฟทิ้งไว้ทั้งคืน ท่านก็บอกชาวบ้านว่า \"อาตมาไม่เคยจุดไฟทิ้งไว้ และจุดเทียนก็เพียงครู่เดียวก็ดับ\" ชาวบ้านบอกว่า \"เมื่อคืนนี้พวกเรากำลังนวดข้าวกันอยู่มองขึ้นไปบนดอยจ้องเห็นไฟสว่างรอบพระธาตุสว่างทั้งคืน ก็นึกว่าท่านได้จุดตะเกียงบูชาพระธาตุ \" นี่ก็แปลกที่ชาวบ้านเห็นไฟสว่างรอบพระธาตุ แต่ท่านอยู่ใกล้แต่ไม่เห็น ต่อมา ท่านนายอำเภอบรรณสิทธิ์ ก็ย้ายเข้ากรมการปกครอง แต่ก่อนไปก็อธิษฐานว่า \"หากสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง เมื่อข้าพเจ้าย้ายออกไปแล้วก็ขอให้มีโอกาสกลับมาเชียงรายอีก\" เป็นไปตามคำอธิษฐาน ไม่นานท่านก็ย้ายกลับมาเป็นผู้ว่าราชการเชียงรายอีก โดยที่ท่านไม่ได้เป็นรองผู้ว่าราชการจากที่ใด นับว่าเป็นบุญกุศลที่ท่านได้ทำไว้ ทำให้สำเร็จดัง สมประสงค์ ปี พ.ศ.2525 สมเด็จพระอริยวงสาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสน์ วาสโน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร ได้ประทานพระพุทธรูปให้เป็นพระประธานที่นี่ในวันที่ 4 มีนาคม 2525 พร้อมมีลายพระถัตย์จารึกบนแผ่นทองเหลืองด้วยอักษรสีแดง ความว่า \"ขอบารมีแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และเทวานุภาพโปรดประทานความคุ้มครองรักษาพระพุทธปฏิมาปางมารวิชัย เพื่อประดิษฐานเป็นองค์พระประธาน ณ วัดพระธาตุดอยจ้องสลับแสง บ้านห้วยส้านพลับพลา ตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย\" ซึ่งได้ถวายมงคลนามว่า พระพุทธพัฒน์ ภูฉัตโตภาสชนาภิบาลมุนินทร์ ใจความว่า \"พระพุทธผู้จอมปราชญ์ ทรงคุ้มครองรักษาประชาชนชาววัดพระธาตุดอยจ้องสลับแสง ให้อยู่เย็นเป็นสุขจงสถิตสถาพร เป็นมิ่งขวัญอบอุ่นใจ บันดาลความปรารถนาโดยธรรม ให้สำเร็จสมประสงค์ ปัดเป่าภัยพิบัติ อุปัทวันตรายให้สูญหายแก่ประชาชนผู้เลื่อมใส ถวายสักการบูชาทั่วกัน ตลอดกาลทุกเมื่อเทอญ\" มีหลายท่านได้สอบถามว่าทำ ดอยจ้อง จึงมีคำว่า สลับแสง ต่อท้ายทั้ง ๆ ที่สมัยก่อนเรียกกัน ดอยจ้อง มูลเหตุเกิดมาจาก เมื่อสร้างพระธาตุเสร็จเรียบร้อยแล้วผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็มาช่วยกันคิดชื่อกัน ให้เหมาะสมกับการเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเจ้าอธิการ สมบูรณ์ ถิรจิตโต อดีตเจ้าอาวาสวัดปางริมกรณ์และเป็นอดีตเจ้าคณะตำบลแม่กรณ์ ท่านได้ออกความเห็นว่า \"พระธาตุแห่งนี้มักมีแก้วส่องแสงขึ้นในวันพระ ข้างขึ้นบ้าง ข้างแรมบ้าง ซึ่งมีสีแสงที่แตกต่างกัน มีความหมายว่า สลับแสงออกมาตามข้างขึ้น และข้างแรมอีกประการหนึ่ง นายอำเภอบรรณสิทธิ์ ที่เป็นประธานสร้างพระธาตุนี้ก็มีนามสกุล สลับแสง จึงสมควร ตั้งชื่อว่า พระธาตุดอยจ้องสลับแสง10. องค์ความรู้ด้าน พระธาตุดอยจ้องสลับแสง ตั้งอยู่ที่วัดดอยจ้องสลับแสง บ้านห้วยส้านพลับพลา หมู่ที่ 5 ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย สถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีถึงความศักดิ์สิทธิ์และเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ใจที่สืบทอดกันมา ชื่อ \"ดอยจ้อง\" มีที่มาจากต้นประดู่ขนาดใหญ่ที่มีกิ่งก้านแผ่เป็นพุ่มคล้ายร่ม (จ้อง ในภาษาเหนือแปลว่า ร่ม) โดยมีความเชื่อว่าในวันพระข้างขึ้นและข้างแรม จะมีดวงแก้วดวงใหญ่ส่องรัศมีปกคลุมต้นประดู่และสลับสีกันไป ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า \"สลับแสง\"การก่อสร้างพระธาตุดอยจ้องสลับแสงได้มีการวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2522 โดยมีนายอำเภอบรรณสิทธิ์ สลับแสง (นายอำเภอเมืองในสมัยนั้น) เป็นประธานในพิธี ซึ่งความพิเศษคือท่านได้รับมอบ พระบรมสารีริกธาตุ มาบรรจุในองค์พระธาตุด้วยเหตุอัศจรรย์หลายประการ พระธาตุดอยจ้องสลับแสงจึงไม่เพียงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้าน แต่ยังเป็นแหล่งรวมความเชื่อ ประวัติศาสตร์ และ เรื่องเล่าปาฏิหาริย์ที่เชื่อมโยงกับพุทธสถานสำคัญอื่น ๆ ในเชียงราย


ในปี พ.ศ. 2525 สมเด็จพระอริยวงสาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสน์ วาสโน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้ประทานพระพุทธรูปนามว่า \"พระพุทธพัฒน์ ภูฉัตโตภาสชนาภิบาลมุนินทร์\" ให้เป็นพระประธาน ณ ที่แห่งนี้ เพื่อคุ้มครองรักษาและบันดาลความปรารถนาโดยธรรมให้สำเร็จสมประสงค์แก่ผู้เลื่อมใสองค์ความรู้เกี่ยวกับพระธาตุดอยจ้องสลับแสงครอบคลุมทั้งมิติทางประวัติศาสตร์ ศาสนา ความเชื่อ และวัฒนธรรม:10.1 องค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และตำนานท้องถิ่นo ที่มาของชื่อ \"ดอยจ้อง\": ความรู้เกี่ยวกับที่มาของชื่อดอยจ้อง ซึ่งเชื่อมโยงกับลักษณะของต้นประดู่ใหญ่ที่คล้ายร่ม (\"จ้อง\" ในภาษาเหนือ) และเรื่องราวของดวงแก้วที่ส่องแสงสลับสีo เรื่องเล่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์และปาฏิหาริย์: ตำนานการปรากฏของดวงแก้วสลับสีในวันพระ การที่หญิงชาวบ้านพบพระพุทธรูปองค์ขนาดคนนอน (แต่ชาวบ้านคนอื่นไม่เห็น) เรื่องเล่าเสียงดังเหมือนโพรงใต้ดอยเมื่อล้อเกวียนผ่าน และเรื่องอัศจรรย์ของไฟไหม้ที่เว้นลอมฟางที่เก็บพระธาตุo ความเชื่อมโยงกับพุทธสถานสำคัญ: ความเข้าใจว่าดวงแก้วที่ลอยจากดอยจ้องเชื่อมโยงกับพระธาตุสำคัญอื่น ๆ ในเชียงราย เช่น พระธาตุดอยเขาควาย, พระธาตุจอมหมอกแก้ว (หนึ่งในพระธาตุ 9 จอม), และพุทธสถานดอยช้าง ซึ่งล้วนเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ10.2 องค์ความรู้ด้านศาสนาพุทธและพระบรมสารีริกธาตุo การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ: เรื่องราวการได้รับมอบพระบรมสารีริกธาตุจากท่านเจ้าอธิการบุญยวง (เจ้าอาวาสวัดฝั่งหมิ่น) โดยนายอำเภอบรรณสิทธิ์ สลับแสง และการยืนยันจากสมเด็จพระสังฆราชo ความศรัทธาและการสร้างพระธาตุ: ความรู้เกี่ยวกับแรงบันดาลใจและความร่วมมือของชาวบ้านและนายอำเภอในการสร้างพระธาตุเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุo พระพุทธรูปพระประธาน: ความสำคัญของพระพุทธรูป \"พระพุทธพัฒน์ ภูฉัตโตภาสชนาภิบาลมุนินทร์\" ที่สมเด็จพระสังฆราชประทานให้ และความหมายของมงคลนามที่แสดงถึงพุทธานุภาพในการคุ้มครองo การทำนุบำรุงศาสนา: บทบาทของพระภิกษุสงฆ์และชาวบ้านในการดูแลรักษาและส่งเสริมพระพุทธศาสนา ณ วัดแห่งนี้10.3 องค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่นo การบูรณะและการสร้างสรรค์: ความร่วมมือของชาวบ้านและหน่วยงานในการก่อสร้างพระธาตุ และการดำเนินกิจกรรมทางศาสนา เช่น การทอดกฐินo การเคารพสถานที่ศักดิ์สิทธิ์: ความเชื่อและการปฏิบัติของชาวบ้านที่มีต่อดอยจ้องและพระธาตุในฐานะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์o ประเพณีโบราณวัตถุและโบราณสถาน: คุณค่าทางศิลปะและวัฒนธรรมของพระธาตุ ซึ่งเป็นมรดกที่ควรอนุรักษ์


11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้พระธาตุดอยจ้องสลับแสง ถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สั่งสมมาผ่านกระบวนการที่เน้นการบอกเล่า การเข้าชมสถานที่จริง และการปฏิบัติศาสนกิจ:11.1 การบอกเล่าและสืบทอดตำนาน o คำบอกเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่: เรื่องราวเกี่ยวกับต้นประดู่ ดวงแก้วที่สลับแสง เรื่องพระพุทธรูปที่ปรากฏ และเหตุการณ์อัศจรรย์ต่างๆ ถูกเล่าจาก \"หนานคำ\" (คุณจำเนียร สัตย์จริง) และอาจมีจากผู้สูงอายุท่านอื่น ๆ ในชุมชน ซึ่งเป็นวิธีการถ่ายทอดความรู้ที่สำคัญและสร้างความผูกพันกับสถานที่o การเล่าเรื่องผ่านพิธีกรรม: เรื่องราวเหล่านี้อาจถูกนำมาเล่าขานในโอกาสสำคัญทางศาสนา หรือการรวมตัวของคนในชุมชน เพื่อย้ำเตือนความเชื่อและความศรัทธา11.2 การเข้าชมสถานที่จริงและการสัมผัสประสบการณ์ o พระธาตุและสิ่งก่อสร้าง: องค์พระธาตุ พระพุทธรูปพระประธาน กำแพงแก้ว และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ภายในวัด เป็นรูปธรรมของความศรัทธาและเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ผู้เข้าชมสามารถสัมผัสได้o บรรยากาศความศักดิ์สิทธิ์: การเข้าเยี่ยมชมวัดและการปฏิบัติธรรมในบริเวณดอยจ้อง ช่วยให้ผู้คนได้สัมผัสถึงความสงบและความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่ ซึ่งส่งเสริมการเรียนรู้ ทางจิตใจ11.3 การศึกษาประวัติศาสตร์จากการบันทึกและป้ายข้อมูล o ประวัติการก่อสร้าง: ข้อมูลเกี่ยวกับการวางศิลาฤกษ์ โดยนายอำเภอบรรณสิทธิ์ สลับแสง และขั้นตอนการก่อสร้างต่าง ๆ ที่อาจมีการบันทึกไว้ในเอกสารของวัดหรือป้ายข้อมูลภายในบริเวณo ที่มาของพระบรมสารีริกธาตุ: เรื่องราวการได้รับพระธาตุจากท่านเจ้าอธิการบุญยวง และการรับรองจากสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นข้อมูลที่สร้างความน่าเชื่อถือและความศรัทธาo ความหมายของพระนามพระประธาน: การอธิบายความหมายของพระนาม \"พระพุทธพัฒน์ ภูฉัตโตภาสชนาภิบาลมุนินทร์\" ที่จารึกไว้บนแผ่นทองเหลือง ช่วยให้ผู้เข้าชมเข้าใจถึงพุทธคุณและวัตถุประสงค์ในการประดิษฐาน11.4 การเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและจิตใจ o การปฏิบัติธรรมและอบรมจิตใจ: การที่วัดเป็น \"ที่พึ่งทางใจในยามมีทุกข์\" และมีการ \"รับการสั่งสอนอบรมทางด้านจิตใจ โดยมีพระภิกษุสงฆ์เป็นครูสอน\" แสดงถึงบทบาทในการถ่ายทอดหลักธรรมคำสอนและแนวทางการปฏิบัติo การจัดกิจกรรมทางศาสนา: การจัดพิธีกรรมทางศาสนาต่าง ๆ เช่น การทอดกฐิน หรือวันสำคัญทางพุทธศาสนา เป็นโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้มารวมตัว ทำบุญ และเรียนรู้หลักธรรม


11.5 การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม o แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประเพณี: การโปรโมทให้วัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่แสดงถึง \"โบราณวัตถุและโบราณสถานอันงดงามและมีคุณค่าทางศิลปะ\" ช่วยดึงดูดผู้คนจากภายนอกให้เข้ามาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรมท้องถิ่นพระธาตุดอยจ้องสลับแสงจึงเป็นสถานที่สำคัญที่รวบรวมองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา ความเชื่อ และวัฒนธรรมของชุมชนไว้ได้อย่างลึกซึ้ง และยังคงเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดมรดกเหล่านี้สู่คนรุ่นหลังและผู้ที่สนใจ12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง -13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นายธีรพงศ์ ก้อนศิลา ครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2. เรื่อง อ่างเก็บน้ำห้วยส้านพลับพลา3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นายดวงทิพย์ ไพยราช (ผู้ใหญ่บ้าน) อายุ - ปี4. การศึกษา ปริญญาตรี เบอร์โทร 088-91568005. สถานที่ติดต่อ หมู่ที่ 5 ทางหลวงชนบทหมายเลข 4050 ตำบลโป่งแพร่อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ 08.00 - 16.00 น. ทุกวัน7. เว็บไซต์ https://www.pongphrae.go.th/catalog/travel เฟสบุ๊ค - ID Line -8. ละติจูด/ลองจิจูด 19.8155517,99.62190049. ประวัติความเป็นมาอ่างเก็บน้ำห้วยส้านพลับพลา เป็นอ่างเก็บน้ำสาธารณะของหมู่บ้าน หมู่ที่ 5 ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวดเชียงราย ซึ่งตั้งเป็นศูนย์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านการเกษตร โดยประชาชนสามารถไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ตกปลาและใช้น้ำทำการเกษตรได้ อีกทั้งถนนเส้นนี้ยังใช้เป็นเส้นทางไปดอยช้าง ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย10. องค์ความรู้ด้าน อ่างเก็บน้ำห้วยส้านพลับพลา ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านห้วยส้านพลับพลา หมู่ที่ 5 ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย เป็นอ่างเก็บน้ำสาธารณะที่สำคัญของหมู่บ้าน ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งน้ำสำหรับการเกษตร แต่ยังได้รับการพัฒนาให้เป็น ศูนย์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้านการเกษตร ที่ประชาชนสามารถใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและตกปลาได้ นอกจากนี้ ถนนที่ผ่านอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ยังเป็นเส้นทางเชื่อมต่อไปยังดอยช้าง ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงรายอีกด้วย


องค์ความรู้ของอ่างเก็บน้ำห้วยส้านพลับพลาเป็นแหล่งรวมองค์ความรู้ที่สำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรน้ำ การเกษตร และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์:10.1 องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำo การจัดการน้ำเพื่อการเกษตร: ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำ เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการทำการเกษตรของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการเพาะปลูกพืชผลต่าง ๆo การรักษาระดับน้ำ: เทคนิคและวิธีการรักษาระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำให้เหมาะสมตลอดทั้งปี เพื่อประโยชน์สูงสุดทั้งในด้านการเกษตรและการรักษาสมดุลของระบบนิเวศo บทบาทของอ่างเก็บน้ำสาธารณะ: ความเข้าใจในความสำคัญของอ่างเก็บน้ำในฐานะโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำและส่งเสริมการทำเกษตรอย่างยั่งยืนในชุมชน10.2 องค์ความรู้ด้านการเกษตรกรรมo การใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูก: ความรู้เกี่ยวกับชนิดของพืชที่เหมาะสมกับการใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำ และเทคนิคการให้น้ำพืชอย่างมีประสิทธิภาพo การเกษตรเชิงนิเวศ: การปลูกพืชที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและใช้น้ำอย่างประหยัด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเกษตรแบบยั่งยืน10.3 องค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และสิ่งแวดล้อมo การอนุรักษ์แหล่งน้ำ: ความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาอ่างเก็บน้ำและบริเวณโดยรอบให้สะอาด ปราศจากมลพิษ เพื่อคงสภาพความเป็นธรรมชาติและเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจo การรักษาระบบนิเวศน์: ความเข้าใจในการรักษาสมดุลของสิ่งมีชีวิตในอ่างเก็บน้ำ เช่น การจัดการประชากรปลา และพืชน้ำ เพื่อรักษาระบบนิเวศให้สมบูรณ์o การส่งเสริมกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ: ความรู้ในการจัดพื้นที่และส่งเสริมกิจกรรม ที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ เช่น การตกปลาอย่างยั่งยืน การปั่นจักรยานรอบอ่างเก็บน้ำ หรือการเดินศึกษาธรรมชาติo การใช้ประโยชน์จากเส้นทางคมนาคม: ความเข้าใจในการเชื่อมโยงอ่างเก็บน้ำกับแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ เช่น ดอยช้าง เพื่อสร้างเส้นทางท่องเที่ยวที่ครบวงจรและส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้อ่างเก็บน้ำห้วยส้านพลับพลาเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการใช้งานจริง การเป็นแบบอย่าง และการจัดกิจกรรมต่าง ๆ11.1 การเรียนรู้จากการใช้งานจริงและการสังเกต o การใช้น้ำทำการเกษตร: เกษตรกรในหมู่บ้านได้เรียนรู้โดยตรงจากการใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำในการเพาะปลูก ซึ่งเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงถึงการจัดการน้ำและการเพาะปลูก


o การตกปลาและพักผ่อนหย่อนใจ: ผู้ที่มาเยี่ยมชมและใช้บริการอ่างเก็บน้ำสำหรับการตกปลาหรือพักผ่อนหย่อนใจ จะได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการรักษาสภาพแวดล้อมทางน้ำ และการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบo การสังเกตการจัดการ: ประชาชนและผู้มาเยือนสามารถสังเกตวิธีการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำของชุมชน ซึ่งสะท้อนถึงองค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรส่วนรวม11.2 การเป็นศูนย์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ o การจัดกิจกรรมเชิงอนุรักษ์: การที่อ่างเก็บน้ำถูกกำหนดให้เป็น \"ศูนย์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้านการเกษตร\" แสดงถึงความตั้งใจที่จะจัดการและเผยแพร่ความรู้ด้านการอนุรักษ์ให้แก่ผู้มาเยือน ผ่านป้ายข้อมูล กิจกรรม หรือการบรรยายo การสร้างความตระหนัก: การให้ประชาชนได้เข้ามาสัมผัสธรรมชาติและใช้ประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำ จะช่วยสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม11.3 การมีส่วนร่วมของชุมชนและการบริหารจัดการร่วมกัน o อ่างเก็บน้ำสาธารณะของหมู่บ้าน: การเป็นอ่างเก็บน้ำสาธารณะที่ดูแลโดยชุมชน สะท้อนถึงการรวมกลุ่มกันบริหารจัดการทรัพยากร ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรส่วนรวมo การประชุมและวางแผน: อาจมีการประชุมของชาวบ้านหรือคณะกรรมการเพื่อวางแผนการใช้น้ำ การบำรุงรักษา และการพัฒนากิจกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดองค์ความรู้ภายในชุมชน11.4 การเชื่อมโยงกับแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ o เส้นทางสู่ดอยช้าง: การที่ถนนเส้นนี้เป็นเส้นทางไปดอยช้าง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่ง ช่วยส่งเสริมให้ผู้เดินทางได้แวะพักและเรียนรู้เกี่ยวกับอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ และยังเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างสองพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยส้านพลับพลาจึงเป็นมากกว่าแหล่งน้ำ แต่เป็นศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ การเกษตร และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่ถ่ายทอดผ่านการใช้งานจริง การเป็นแบบอย่าง และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อสร้างประโยชน์และความยั่งยืนให้กับท้องถิ่น12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง -13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นายธีรพงศ์ ก้อนศิลา ครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา ศาสนาและประเพณี 2. เรื่อง วัดดอยชมภู3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล พระโชคชัย พุทธญาโณ เจ้าอาวาส อายุ - ปี4. การศึกษา - เบอร์โทร 087-01420385. สถานที่ติดต่อ วัดดอยชมภู เป็นวัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย เลขที่ 61 หมู่ที่ 7 ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ 08.00 - 16.00 น. ทุกวัน7. เว็บไซต์ https://www.pongphrae.go.th/v/catalog/130 เฟสบุ๊ค วัดดอยชมภู ID Line -8. ละติจูด/ลองจิจูด 19.7947562,99.60733669. ประวัติความเป็นมาวัดดอยชมภู ตั้งอยู่เลขที่ 61 หมู่ที่ 7 ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย เดิมชื่อว่า วัดห้วยจุมปู ต่อมาสมัยเจ้าอาวาส องค์ที่ 9 (พระณรงค์ฤทธิ์ ฐิตธฺมโม ) ได้เปลี่ยนชื่อจากวัดห้วยจุมปู เป็นวัดดอยชมพู เป็นวัดราษฎร์ สังกัดมหานิกายหนเหนือ ภาคเหนือ ภาค 6 ก่อสร้างขึ้นเมื่อ พุทธศักราช 2472 โดยมีประชากรในสมัยนั้น จำนวน 17 หลังคาเรือน ซึ่งมีครูบาคำมา มาจากวัดโป่งแพร่พร้อมด้วยนายคำนึง วงค์ลั๊วะ เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและสมัยนั้นขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่บ้านห้วยส้านพลับพลา คือผู้ใหญ่ปัน มูลสถาน และกำนันตุ่น ปัจจุบันมีอายุ 80 กว่าปี แล้ว ลำดับเจ้าอาวาส1. พระครูบาคำมา 2. ครูบาปุธิ 3. พระโมก 4. พระซาว 5. พระจา 6. พระจุ่ม 7. พระเติง 8. พระจม 9. พระปั้น 10. พระจม 11. พระเฮือน 12. พระเมือง 13. พระก๋องคำ 14. พระพิชัย 15. พระต๋า 16. พระคำจา 17. พระไช 18. พระดวง 19. พระณรงค์ฤทธิ์ ฐิตธฺมโม 20. พระสมเดช สุทธิปภาโส 21. พระศรีทอง สุนฺทรธมฺโม 22. พระประทิน กตปุญโญ 23. พระโชคชัย พุทฺธญาโณ พ.ศ. 2548 – ปัจจุบัน


10. องค์ความรู้ด้าน วัดดอยชมภูตั้งอยู่เลขที่ 61 หมู่ที่ 7 ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย เดิมมีชื่อว่า วัดห้วยจุมปูก่อสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2472 โดยมีประชากรเพียง 17 หลังคาเรือนในสมัยนั้น ภายใต้การนำของครูบาคำมา จากวัดโป่งแพร่ พร้อมด้วยนายคำนึง วงค์ลั๊วะ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และผู้ใหญ่บ้านห้วยส้านพลับพลา คือ ผู้ใหญ่ปัน มูลสถาน รวมถึงกำนันตุ่น ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 80 กว่าปีต่อมาในสมัยเจ้าอาวาสองค์ที่ 9 (พระณรงค์ฤทธิ์ ฐิตธฺมโม) ได้เปลี่ยนชื่อจากวัดห้วยจุมปู เป็น วัดดอยชมภูซึ่งเป็นวัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกายหนเหนือ ภาคเหนือ ภาค 6 วัดแห่งนี้ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนอย่างต่อเนื่อง และมีเจ้าอาวาสสืบทอดมาถึง 23 รูป โดยมีพระโชคชัย พุทฺธญาโณ เป็นเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน (พ.ศ. 2548 – ปัจจุบัน) วัดดอยชมภูไม่เพียงเป็นที่พึ่งทางใจ แต่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประเพณีที่เก็บรักษาโบราณวัตถุและโบราณสถานอันงดงามและมีคุณค่าทางศิลปะอีกด้วยองค์ความรู้ของวัดดอยชมภูครอบคลุมทั้งประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรมของชุมชน10.1 องค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และการก่อตั้งชุมชนo ที่มาของวัดและชุมชน: ความรู้เกี่ยวกับการก่อตั้งวัดห้วยจุมปู (วัดดอยชมภูเดิม) ในปี พ.ศ. 2472 ซึ่งสะท้อนถึงการรวมตัวของชุมชนในยุคแรกเริ่มที่มีเพียง 17 หลังคาเรือนo บทบาทของผู้นำยุคบุกเบิก: การทำความเข้าใจบทบาทของครูบาคำมา, นายคำนึง วงค์ลั๊วะ, ผู้ใหญ่ปัน มูลสถาน, และกำนันตุ่น ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มและมีส่วนสำคัญในการก่อตั้งวัดและพัฒนาชุมชนo การเปลี่ยนแปลงชื่อวัด: ความรู้เกี่ยวกับเหตุผลและช่วงเวลาที่เปลี่ยนชื่อจากวัดห้วยจุมปูเป็นวัดดอยชมภู ซึ่งสะท้อนพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของวัด10.2 องค์ความรู้ด้านศาสนาพุทธและบทบาทของพระสงฆ์o การสืบทอดตำแหน่งเจ้าอาวาส: การเรียนรู้เกี่ยวกับลำดับเจ้าอาวาสทั้ง 23 รูป ซึ่งแสดงถึงการสืบทอดพุทธศาสนาและการดูแลวัดอย่างต่อเนื่องยาวนานo หลักธรรมคำสอน: องค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาที่พระภิกษุสงฆ์เป็นผู้ถ่ายทอด ซึ่งเป็น \"ที่พึ่งทางใจในยามมีทุกข์\" และช่วย \"สั่งสอนอบรมทางด้านจิตใจ\" ให้กับพุทธศาสนิกชนo บทบาทของวัดในฐานะศูนย์รวมจิตใจ: ความเข้าใจว่าวัดเป็นมากกว่าศาสนสถาน แต่เป็นศูนย์รวมกิจกรรมทางศาสนาและประเพณีของชุมชน10.3 องค์ความรู้ด้านวัฒนธรรม ประเพณี และศิลปะo โบราณวัตถุและโบราณสถาน: คุณค่าของสิ่งปลูกสร้างและวัตถุทางศาสนาภายในวัด ที่เป็น \"โบราณวัตถุและโบราณสถานอันงดงาม และมีคุณค่าทางศิลปะ\" ซึ่งสะท้อนถึงฝีมือช่างและสุนทรียภาพในอดีตo ประเพณีและพิธีกรรมทางศาสนา: ความรู้เกี่ยวกับประเพณีและพิธีกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นภายในวัด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวบ้าน


o การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: ความเข้าใจในการส่งเสริมให้วัดเป็น \"แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประเพณี\" เพื่อดึงดูดผู้สนใจจากภายนอกให้เข้ามาเรียนรู้และสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้วัดดอยชมภูใช้กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่หลากหลาย โดยเน้นการรักษาประเพณี การเรียนรู้จากประสบการณ์ และการเปิดรับผู้มาเยือน:11.1 การสืบทอดโดยพระภิกษุสงฆ์ o การเทศนาสั่งสอน: พระภิกษุสงฆ์ในวัดทำหน้าที่เป็น \"ครูสอน\" ในการถ่ายทอดหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาผ่านการเทศนา การบรรยายธรรม และการนำปฏิบัติธรรมo การประกอบศาสนพิธี: การนำการประกอบศาสนพิธีและประเพณีต่าง ๆ เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงปฏิบัติที่แสดงถึงขนบธรรมเนียมอันดีงาม11.2 การเรียนรู้จากประวัติศาสตร์และตำนาน o บันทึกและเอกสารของวัด: ประวัติเจ้าอาวาสลำดับต่าง ๆ และข้อมูลการก่อตั้งวัด อาจมีการบันทึกไว้ในสมุดหรือเอกสารของวัด ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับการศึกษาo คำบอกเล่าจากผู้สูงอายุ: ผู้สูงอายุในชุมชนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ สามารถบอกเล่าเรื่องราวในอดีตเกี่ยวกับการก่อตั้งวัดและเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตชีวา11.3 การจัดแสดงและรักษาโบราณวัตถุและโบราณสถาน o การดูแลรักษา: การบำรุงรักษาโบราณวัตถุและโบราณสถานภายในวัดให้คงสภาพที่ดีอยู่เสมอ เป็นการรักษาแหล่งเรียนรู้ที่จับต้องได้ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาo ป้ายข้อมูล: การจัดทำป้ายข้อมูลที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา ความสำคัญ และคุณค่าทางศิลปะของโบราณวัตถุและโบราณสถานต่าง ๆ11.4 การเป็นศูนย์กลางกิจกรรมชุมชน o การจัดงานบุญและประเพณี: การที่วัดเป็นสถานที่จัดงานบุญ งานประเพณีสำคัญต่าง ๆ ตลอดทั้งปี เป็นโอกาสให้คนในชุมชนได้มารวมตัว ทำกิจกรรมร่วมกัน และเรียนรู้ประเพณีจากรุ่นสู่รุ่นo การมีส่วนร่วมของชาวบ้าน: การที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการดูแลวัดและจัดกิจกรรม ต่าง ๆ เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการปฏิบัติและการทำงานร่วมกัน11.5 การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม o การเปิดวัดให้เข้าชม: การเปิดวัดให้บุคคลทั่วไปและนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชม เป็นการขยายโอกาสในการเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมของวัดและชุมชนo การประชาสัมพันธ์: การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับวัดในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จะช่วยดึงดูดผู้สนใจให้เข้ามาสัมผัสและเรียนรู้วัดดอยชมภูจึงเป็นแหล่งรวมองค์ความรู้ที่เปี่ยมด้วยคุณค่า ทั้งในด้านศาสนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งมีการถ่ายทอดอย่างต่อเนื่องผ่านการรักษาประเพณี บทบาทของพระสงฆ์ และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อธำรงไว้ซึ่งมรดกทางปัญญาและจิตวิญญาณของท้องถิ่น


12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง -13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นายธีรพงศ์ ก้อนศิลา ครู ศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา ภาษาและวรรณกรรม 2. เรื่อง ศูนย์ถ่ายทอดวัฒนธรรมชนเผ่าบีซู3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นายสมชาย วงค์ภักดิ์ดี หัวหน้าเผ่าบีซู อายุ - ปี4. การศึกษา - เบอร์โทร 091-30509045. สถานที่ติดต่อ หมู่ที่ 7 ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ 08.00 - 16.00 น. ทุกวัน7. เว็บไซต์ https://www.pongphrae.go.th/v/catalog/131 เฟสบุ๊ค - ID Line -8. ละติจูด/ลองจิจูด 19.798345,99.6479549. ประวัติความเป็นมาประวัติชนเผ่าบีซู จากการค้นคว้าวาของดร.เจมส์ มาติซอฟ นักภาษาศาสตร์ชาวอเมริกัน พบว่า คำว่า\" บีซู\" หมายถึงมนุษย์แท้ ๆ ซึ่งคำว่าบีซู เป็นคำโบราณ ที่มีอายุถึง 3,000 พันกว่าปีมาแล้วปีมาแล้วจากหลักฐานที่ได้จากพงศาวดารจีน ปี พ.ศ.2344 พอจะบอกได้ว่าบีซู มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ประเทศจีนตอนใต้ คือแถวสิบสองปันนาเพราะ พงศาวดารของจีนได้เขียนไว้ว่าไต้มีชาวลาหู่ 2 คน ชื่อว่า Li Wenming และ Li Xiaolao กับชาวบีซู ได้ร่วมมือกันต่อต้านผู้ว่าราชการและจักรพรรดิจีน ที่มีชื่อว่า Jia Qing ที่มี ความโหดร้ายมาก แต่เกิดพ่ายแพ้จึงหนีเข้ามาในประเทศไทย ในปีค.ศ. 1801 (พ.ศ. 2344) ซึ่งเป็นสาเหตุของการพลัดกลาก กันของชนเผ่าบีซูนับตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา คนภายนอกได้เริ่มรู้จักบีซู เมื่ออาจารย์ทัสสุโอ เนชีด้า ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่น ได้พานักศึกษามาสำรวจภาษาต่าง ๆ ในภาคเหนือของประเทศไทย เมื่อปี2510 อาจารย์และคณะได้มีโอกาสพบคนเมืองและได้รับคำแนะนำว่า ในหมู่บ้านดอยชมภู มีคนพูดภาษาละว้า แต่เมื่อไปพบจริง ๆ ปรากฏว่าไม่ใช่ภาษาบีซู ลงในวาระสารของมหาวิทยาลัยที่อาจารย์สอนอยู่ หลังจากนั้นได้มีนักภาษาศาสตร์ อีก 3 ท่าน คืออาจารย์เอม คัดสุระ เดวิด แบรดรี่ และ แพ็ตทริค เบดวอร์ ได้มาศึกษาบีซูด้วยในปี2534 มีอาจารย์ชาวจีน ชื่อ ลี หงสุ่ย


ได้พบกลุ่มคนบีซูที่ สิบสองปันนา มีประมาณ 6,000 คนเราจึงมีความแน่ใจว่าได้มี คนบีซูอยู่ที่ประเทศจีนจริง ๆ หลังจากนั้นได้มีลูกศิษย์ ของอาจารย์ลี หงสุ่ย ซื่อ ฉูฉีหวน ได้เข้าไปศึกษาภาษาบีซูที่สิบสองปันนาและได้เขียนไวยากรณ์ ของภาษาบีซูขึ้นโดยเขียนเป็นทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษด้วยต่อมาจนถึงปัจจุบัน ดร.เคริ์ก เพอร์ซันได้เข้ามาศึกษาและวิจัยภาษาบีซู โดยได้จัดให้มีการอบรมเรียนรู้อ่านเขียนภาษาบีซูเพื่อการอนุรักษ์สืบต่อไปถิ่นฐานของชนเผ่าบีซูที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยจังหวัดเชียงรายมีด้วยกัน 3 หมู่บ้านดังนี้ - บ้านปุยคำ ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย - บ้านดอยชมภู อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย - บ้านผาแดง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ศิลปะการแสดงเต้นรำชนเผ่าบีซู บีซูเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่หนาแน่นที่บ้านดอยชมภู ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ประมาณ 200 คน คนทั่วไปที่ไม่ทราบเกี่ยวกับชนเผ่าบีซู มักเรียกบีซูว่าลั๊วะหรือละว้า แต่จริง ๆ แล้วชนเผ่าลั๊วะ เป็นอีกชนเผ่าหนึ่งที่อยู่ในประเทศไทยซึ่งไม่ใช่ชนเผ่าบีซู ชนเผ่าบีซูมีศิลปะการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเรียกว่า การเต้นรำชนเผ่าบีซู ซึ่งเป็นการเต้นรำที่สืบทอดจากคนรุ่นหลังจนถึงปัจจุบัน เป็นการเต้นรำที่สนุกสนานสื่อให้เห็นถึงความรัก ความสามัคคี ความผูกพัน และความภาคภูมิใจของคนในชุมชนอาหารชนเผ่าบีซู “ลาบพริก” เป็นชื่ออาหารชาติพันธุ์ของชนเผ่าบีซู มีลักษณะคล้ายน้ำพริกหนุ่มแต่มีรสชาติเผ็ด ซึ่งลาบพริกเป็นภูมิปัญญาที่ชนเผ่าบีซูได้คิดค้นขึ้นจากการดำรงชีวิตประจำวันต้องออกไปทำไร่ ทำสวน จึงหาวัตถุดิบในการประกอบอาหารที่อยู่ในท้องถิ่น ที่หาได้ง่ายมาประกอบอาหาร ซึ่งลาบพริกประกอบด้วยสมุนไพรนานาชนิดและมีวิธีทำที่ไม่เหมือนกับอาหารประเภทชนิดอื่น ๆ จึงเป็นอาหารที่โดดเด่นและมีชื่อเสียงของชุมชนและเป็นเมนูอาหารที่ชาวบีซูภาคภูมิใจ10. องค์ความรู้ด้าน ศูนย์ถ่ายทอดวัฒนธรรมชนเผ่าบีซูเป็นแหล่งรวมองค์ความรู้และภูมิปัญญาของชนเผ่าบีซู (หรือที่รู้จักในอีกชื่อว่า ลัวะ หรือ ละว้า ในบางบริบท แม้ว่าจะเป็นคนละกลุ่มชาติพันธุ์กับละว้า/ลั๊วะ จริงๆ ก็ตาม) ซึ่งอาศัยอยู่หนาแน่นที่บ้านดอยชมภู ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รวมถึงบ้านปุยคำ และบ้านผาแดงในจังหวัดเชียงรายจากการค้นคว้าของนักภาษาศาสตร์ระดับโลก เช่น ดร.เจมส์ มาติซอฟ พบว่าคำว่า \"บีซู\" หมายถึง \"มนุษย์แท้ๆ\" ซึ่งเป็นคำโบราณที่มีอายุมากกว่า 3,000 ปี หลักฐานจากพงศาวดารจีนปี พ.ศ. 2344 ระบุว่าชาวบีซูมีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ที่สิบสองปันนา ประเทศจีนตอนใต้ และได้อพยพเข้ามาในประเทศไทยหลังการต่อต้านจักรพรรดิจีนที่โหดร้าย ในปัจจุบัน ดร.เคิร์ก เพอร์ซัน ได้เข้ามาศึกษาและวิจัยภาษาบีซูอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดอบรมเรียนรู้การอ่านเขียนภาษาบีซูเพื่อการอนุรักษ์ศูนย์แห่งนี้มุ่งเน้นการอนุรักษ์และถ่ายทอดวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าบีซู ทั้งในด้านศิลปะการแสดง อาหารพื้นถิ่น และภาษา เพื่อให้ภูมิปัญญาเหล่านี้คงอยู่คู่กับชนรุ่นหลังและเป็นที่รู้จักของคนภายนอก องค์ความรู้หลักของศูนย์ถ่ายทอดวัฒนธรรมชนเผ่าบีซูดังนี้:10.1 องค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และถิ่นกำเนิดของชนเผ่าบีซูo ที่มาของชื่อ \"บีซู\": ความเข้าใจว่า \"บีซู\" หมายถึง \"มนุษย์แท้ๆ\" และเป็นคำโบราณที่มีอายุมากกว่า 3,000 ปีo เส้นทางการอพยพ: ความรู้เกี่ยวกับถิ่นกำเนิดเดิมที่สิบสองปันนา ประเทศจีนตอนใต้ และสาเหตุการพลัดถิ่นเข้ามาในประเทศไทยจากการต่อต้านอำนาจของจักรพรรดิจีน


o การศึกษาและวิจัย: การรับรู้ถึงบทบาทของนักภาษาศาสตร์และนักวิจัยชาวต่างชาติ (เช่น ดร.เจมส์ มาติซอฟ, อาจารย์ทัสสุโอ เนชีด้า, อาจารย์เอม คัดสุระ, เดวิด แบรดรี่, แพ็ตทริค เบดวอร์, อาจารย์ลี หงสุ่ย, ฉูฉีหวน, ดร.เคิร์ก เพอร์ซัน) ในการค้นคว้า ประมวลผล และอนุรักษ์ภาษาและประวัติศาสตร์ของชนเผ่าบีซูo ถิ่นฐานในประเทศไทย: ข้อมูลเกี่ยวกับหมู่บ้านที่ชาวบีซูอาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงราย ได้แก่ บ้านปุยคำ, บ้านดอยชมภู, และบ้านผาแดง10.2 องค์ความรู้ด้านศิลปะการแสดง (การเต้นรำชนเผ่าบีซู)o เอกลักษณ์การเต้นรำ: ความเข้าใจในรูปแบบและลักษณะเฉพาะของการเต้นรำชนเผ่าบีซู ซึ่งเป็นการแสดงที่สืบทอดมาอย่างยาวนานo ความหมายและคุณค่า: การเต้นรำที่สื่อถึง \"ความรัก ความสามัคคี ความผูกพัน และความภาคภูมิใจของคนในชุมชน\"o เทคนิคและท่าทาง: องค์ความรู้เกี่ยวกับท่วงท่า จังหวะ และการแสดงออกในการเต้นรำ10.3 องค์ความรู้ด้านอาหารพื้นถิ่น (ลาบพริก)o ภูมิปัญญาการทำ \"ลาบพริก\": ความรู้และเทคนิคในการประกอบอาหารพื้นถิ่นที่มีชื่อเสียงของชนเผ่าบีซู \"ลาบพริก\" ซึ่งมีลักษณะคล้ายน้ำพริกหนุ่มแต่มีรสชาติเผ็ดจัดจ้านo การใช้วัตถุดิบและสมุนไพรท้องถิ่น: ความเข้าใจในการเลือกสรรและใช้สมุนไพรนานาชนิดและวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นo กระบวนการปรุงที่เป็นเอกลักษณ์: ความรู้เกี่ยวกับวิธีทำที่แตกต่างจากอาหารประเภทอื่น ทำให้ลาบพริกเป็นอาหารที่โดดเด่นและสร้างความภาคภูมิใจ10.4 องค์ความรู้ด้านภาษาและภาษาศาสตร์ (ภาษาบีซู)o ภาษาถิ่น/ภาษาโบราณบีซู: ความรู้เกี่ยวกับลักษณะเฉพาะของภาษาบีซู ซึ่งเป็นภาษาโบราณและมีความสำคัญทางภาษาศาสตร์o การอ่านเขียนภาษาบีซู: ทักษะในการอ่านและเขียนภาษาบีซูที่ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยนักภาษาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ศูนย์ถ่ายทอดวัฒนธรรมชนเผ่าบีซูใช้กระบวนการที่หลากหลายเพื่ออนุรักษ์และส่งต่อภูมิปัญญาของชนเผ่า11.1 การจัดกิจกรรมอบรมและเรียนรู้ o อบรมภาษาบีซู: จัดให้มีการ \"อบรมเรียนรู้อ่านเขียนภาษาบีซู\" เพื่อให้คนในชุมชนและผู้สนใจสามารถเรียนรู้และใช้ภาษาของตนเองได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ การอนุรักษ์o สอนศิลปะการแสดง: ถ่ายทอด \"ศิลปะการแสดงเต้นรำชนเผ่าบีซู\" ให้กับเยาวชนและผู้สนใจ โดยการสอนท่าเต้น จังหวะ และความหมายของการแสดง เพื่อให้เกิดการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นo สาธิตการทำอาหาร: จัดกิจกรรมสาธิตหรือสอนการทำอาหารพื้นถิ่น \"ลาบพริก\" โดยใช้ภูมิปัญญาและวัตถุดิบในท้องถิ่น


11.2 การรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูล o การค้นคว้าและบันทึก: การรวบรวมข้อมูลจากการค้นคว้าของนักภาษาศาสตร์และจากผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน เพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ ภาษา และวัฒนธรรมของชนเผ่าบีซูอย่างเป็นระบบ (เช่น การเขียนไวยากรณ์ภาษาบีซู)o การจัดนิทรรศการ: สร้างพื้นที่จัดแสดงประวัติความเป็นมาของชนเผ่าบีซู ศิลปะการแสดง เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้o วารสารและสื่อสิ่งพิมพ์: การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับชนเผ่าบีซูในวารสาร บทความ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ เพื่อให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง11.3 การมีส่วนร่วมของชุมชน o การส่งเสริมบทบาทผู้เฒ่าผู้แก่: ให้ผู้สูงอายุในชุมชนมีบทบาทในการถ่ายทอดเรื่องเล่า ประวัติศาสตร์ และภาษา ซึ่งเป็นผู้ที่เก็บรักษาองค์ความรู้ดั้งเดิมo การสร้างความภาคภูมิใจ: การจัดกิจกรรมที่เน้นย้ำถึง \"ความภาคภูมิใจของคนในชุมชน\" ในศิลปะการแสดงและอาหารของตนเอง เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนและคนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าและต้องการสืบสานo การมีส่วนร่วมในกิจกรรม: การให้สมาชิกในชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดงานเทศกาล หรือการแสดงต่าง ๆ เพื่อให้วัฒนธรรมมีชีวิตชีวาและถูกนำไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง11.4 การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ o ร่วมมือกับนักวิชาการ: การทำงานร่วมกับนักภาษาศาสตร์และนักวิจัยจากสถาบันต่าง ๆ (เช่น ดร.เคิร์ก เพอร์ซัน) เพื่อศึกษา อนุรักษ์ และพัฒนาองค์ความรู้o เชื่อมโยงกับชุมชนบีซูอื่น: การติดต่อประสานงานกับกลุ่มคนบีซูที่สิบสองปันนา หรือหมู่บ้านอื่นในไทย เพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและองค์ความรู้ศูนย์ถ่ายทอดวัฒนธรรมชนเผ่าบีซูจึงเป็นกลไกสำคัญในการรักษาและส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชนเผ่าบีซู โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจ ความภาคภูมิใจ และการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน เพื่อให้วัฒนธรรมเหล่านี้ยังคงมีชีวิตชีวาและยั่งยืนสืบไป12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง -13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นายธีรพงศ์ ก้อนศิลา ครู ศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา ปราชญ์ชาวบ้าน สาขาศิลปกรรม ด้านดนตรีนาฏศิลป์และการละเล่นพื้นบ้าน สาขาอุตสาหกรรมและหัตกรรม (ด้านการผลิตและการบริโภค) สาขาศาสนาและประเพณี2. เรื่อง ปราชญ์ชาวบ้าน สาขาศิลปกรรม ด้านดนตรีนาฏศิลป์และการละเล่นพื้นบ้าน สาขาอุตสาหกรรมและหัตกรรม (ด้านการผลิตและการบริโภค) สาขาศาสนาและประเพณี3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นายหนึ้ง หมื่นแก้ว อายุ 77 ปี4. การศึกษา - เบอร์โทร 082-95022825. สถานที่ติดต่อ เลขที่ 246 หมู่ที่ 5 บ้านห้วยส้านพลัลพลา ตำบลโป่งแพร่อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ โทรติดต่อก่อน7. เว็บไซต์ - เฟสบุ๊ค - ID Line 8. ละติจูด/ลองจิจูด 19.7924965,99.64668289. ประวัติความเป็นมานายหนึ้ง หมื่นแก้ว มีความรู้ความสามารถทางด้านหัตถกรรม การทำไม้กวาดดอกหญ้า และด้านดนตรีพื้นเมืองและนาฎศิลป์ไทย ดีด สี ตี เป่า ซึ่งท่านเห็นว่า ความสามารถที่ท่านมีอยากให้เยาวชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ท่านจึงถ่ายทอดความรู้การเล่นดนตรีพื้นเมืองและความสามารถด้านอื่นๆ ให้เด็กและเยาวชน ผู้ที่สนใจได้เรียนรู้ ตามความสนใจ เพื่อให้เด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ บุคคลผู้ที่สนใจได้อนุรักษ์และสืบสานความรู้ที่ท่านมีให้คนรุ่นหลังสืบต่อไป


10. องค์ความรู้ด้าน นายหนึ้ง หมื่นแก้ว เป็นปราชญ์ท้องถิ่นที่มีความรู้ความสามารถโดดเด่นในสาขาศิลปกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน หัตถกรรม (การทำไม้กวาดดอกหญ้า) และ ดนตรีพื้นเมืองและนาฏศิลป์ไทย (ดีด สี ตี เป่า) ด้วยความตระหนักถึงคุณค่าของภูมิปัญญาที่ตนเองมี และความปรารถนาที่จะให้เยาวชนรุ่นหลังได้เรียนรู้และสืบทอด ท่านจึงมุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาให้กับเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และบุคคลทั่วไปที่สนใจ องค์ความรู้ที่สะท้อนถึงทักษะฝีมืออันประณีตและภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่า10.1 องค์ความรู้ด้านหัตถกรรม: การทำไม้กวาดดอกหญ้าo การเลือกวัตถุดิบ: ความเชี่ยวชาญในการเลือกสรรดอกหญ้าที่มีคุณภาพเหมาะสมสำหรับการทำไม้กวาด รวมถึงการคัดเลือกไม้หรือวัสดุสำหรับด้ามจับo เทคนิคการเตรียมและแปรรูป: ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการเตรียมดอกหญ้า เช่น การตากแห้ง การทำความสะอาด และการมัดรวมกันให้แน่นo ทักษะการประกอบขึ้นรูป: ความชำนาญในการจัดเรียงดอกหญ้าให้เป็นพุ่ม การมัดด้วยเชือกหรือเส้นด้ายให้แข็งแรง และการติดตั้งด้ามจับให้มั่นคงและใช้งานได้จริงo การประยุกต์ใช้วัสดุธรรมชาติ: ภูมิปัญญาในการนำวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นมาสร้างสรรค์เป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน10.2 องค์ความรู้ด้านดนตรีพื้นเมืองและนาฏศิลป์ไทย: ดีด สี ตี เป่าo ทักษะการเล่นดนตรีพื้นเมือง: ความสามารถในการเล่นเครื่องดนตรีพื้นเมืองหลากหลายชนิด ครอบคลุมวิธีการเล่นทั้ง 4 ประเภท:▪ ดีด: เช่น ซึง พิณ หรือเครื่องดนตรีที่มีลักษณะการดีดอื่นๆ▪ สี: เช่น สะล้อ ซอ หรือเครื่องดนตรีประเภทสี▪ ตี: เช่น กลองพื้นเมือง ฆ้อง ฉาบ หรือเครื่องดนตรีประเภทเครื่องกระทบ▪ เป่า: เช่น ขลุ่ย ปี่ หรือเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าลมo ความรู้เกี่ยวกับบทเพลงและท่วงทำนอง: ความเข้าใจในบทเพลงพื้นเมือง โน้ตเพลง และเทคนิคการบรรเลงที่ถูกต้องตามขนบo ความเข้าใจในนาฏศิลป์ไทย (พื้นฐาน): อาจรวมถึงความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับท่ารำ การเคลื่อนไหว หรือการแสดงที่สอดคล้องกับดนตรีพื้นเมือง หรือนาฏศิลป์ไทยในภาพรวมo การรักษาและสืบทอดวัฒนธรรม: ความตระหนักในคุณค่าของดนตรีและนาฏศิลป์พื้นบ้านในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรแก่การอนุรักษ์11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างหลากหลาย เพื่อให้มั่นใจว่าภูมิปัญญาเหล่านี้จะคงอยู่และได้รับการสืบสาน:11.1 การสอนและการฝึกปฏิบัติโดยตรง


o การสอนดนตรีพื้นเมืองและนาฏศิลป์: นายหนึ้งสามารถ บอกเล่า บรรยาย อธิบาย และถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ในการเล่นดนตรีพื้นเมืองให้กับเด็ก เยาวชน และผู้ที่สนใจ โดยอาจจัดเป็นชั้นเรียนกลุ่มย่อย หรือสอนแบบตัวต่อตัว เน้นการฝึกปฏิบัติจริงเพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะo การสอนการทำไม้กวาดดอกหญ้า: ท่านสามารถนำผู้สนใจเรียนรู้ขั้นตอนการทำไม้กวาดดอกหญ้าตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบไปจนถึงการประกอบชิ้นงานจริง โดยให้ผู้เรียนได้ลงมือทำเอง11.2 การเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจ o การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง: การที่นายหนึ้งยังคงลงมือทำไม้กวาดดอกหญ้าและเล่นดนตรีพื้นเมืองอย่างสม่ำเสมอ เป็นแบบอย่างที่ชัดเจนของความมุ่งมั่นในการรักษาภูมิปัญญาo ความเชี่ยวชาญที่ประจักษ์: ผลงานหัตถกรรมและทักษะทางดนตรีของท่านเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถ ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นอยากเรียนรู้11.3 การเปิดพื้นที่และโอกาสในการเรียนรู้ o การเปิดบ้าน/พื้นที่สำหรับเรียนรู้: นายหนึ้งอาจเปิดบ้าน หรือจัดพื้นที่เฉพาะสำหรับ การสอนและฝึกปฏิบัติ เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้สะดวกo การเข้าร่วมกิจกรรมชุมชน: ท่านสามารถนำเสนอการแสดงดนตรีพื้นเมือง หรือสาธิตการทำไม้กวาดดอกหญ้าในงานเทศกาลหรือกิจกรรมของชุมชน เพื่อดึงดูดความสนใจและเปิดโอกาสให้ผู้คนได้สัมผัสและเรียนรู้11.4 การส่งเสริมการอนุรักษ์และสืบสาน o ปลูกฝังจิตสำนึก: การที่ท่านเล็งเห็นว่า \"ความสามารถที่ท่านมีอยากให้เยาวชนรุ่นหลังได้เรียนรู้\" แสดงถึงความตั้งใจที่จะปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมให้กับคนรุ่นใหม่o การสร้างผู้สืบทอด: การถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็กและเยาวชนโดยตรง เป็นการสร้างผู้สืบทอดภูมิปัญญา ทำให้มั่นใจว่าองค์ความรู้เหล่านี้จะไม่สูญหายไปตามกาลเวลา แต่จะยังคงอยู่คู่กับชุมชนต่อไปนายหนึ้ง หมื่นแก้ว จึงเป็นผู้ทรงคุณค่าที่ช่วยธำรงรักษามรดกทางศิลปกรรมของชุมชน และเป็นแบบอย่างในการถ่ายทอดภูมิปัญญาให้คงอยู่คู่กับคนรุ่นหลังสืบไป12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง --13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นายธีรพงศ์ ก้อนศิลา ครู ศกร. ระดับตำบลโป่งแพร่14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา ปราชญ์ชาวบ้าน สาขาศิลปกรรม ด้านดนตรีนาฏศิลป์และการละเล่นพื้นบ้าน สาขาอุตสาหกรรมและหัตกรรม (ด้านการผลิตและการบริโภค) สาขาศาสนาและประเพณี2. เรื่อง ปราชญ์ชาวบ้าน สาขาศิลปกรรม ด้านดนตรีนาฏศิลป์และการละเล่นพื้นบ้าน สาขาอุตสาหกรรมและหัตกรรม (ด้านการผลิตและการบริโภค) สาขาศาสนาและประเพณี3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นายอินเหลา แสงคำ อายุ 84 ปี4. การศึกษา - เบอร์โทร 085-62498555. สถานที่ติดต่อ เลขที่ 132 หมู่ที่ 5 บ้านห้วยส้านพลัลพลา ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ โทรติดต่อก่อน7. เว็บไซต์ - เฟสบุ๊ค - ID Line 8. ละติจูด/ลองจิจูด 19.7924965,99.64668289. ประวัติความเป็นมานายอินเหลา แสงคำ มีความรู้ความสามารถทางด้านหัตถกรรม ด้านดนตรีพื้นเมืองและนาฎศิลป์ไทย ดีด สี ตี เป่า ซึ่งท่านเห็นว่า ความสามารถที่ท่านมีอยากให้เยาวชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ท่านจึงถ่ายทอดความรู้การเล่นดนตรีพื้นเมืองและความสามารถด้านอื่นๆ ให้เด็กและเยาวชนผู้ที่สนใจได้เรียนรู้ ตามความสนใจ เพื่อให้เด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ บุคคลผู้ที่สนใจได้อนุรักษ์และสืบสานความรู้ที่ท่านมีให้คนรุ่นหลังสืบต่อไป


10. องค์ความรู้ด้าน นายอินเหลา แสงคำ เป็นปราชญ์ท้องถิ่นผู้ทรงภูมิปัญญาด้าน ศิลปกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแขนง ดนตรีพื้นเมืองและนาฏศิลป์ไทย ท่านมีความรู้ความสามารถอย่างลึกซึ้งในทักษะการบรรเลงเครื่องดนตรีหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นการ ดีด สี ตี เป่า ด้วยความตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมนี้ และความปรารถนาที่จะสืบสานไปสู่คนรุ่นหลัง ท่านจึงมุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาให้กับเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และบุคคลทั่วไปที่สนใจ เพื่อให้ศิลปะเหล่านี้ยังคงมีชีวิตชีวาและได้รับการอนุรักษ์สืบไปองค์ความรู้ของนายอินเหลา แสงคำ สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญในศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่เปี่ยมด้วยคุณค่า10.1 องค์ความรู้ด้านดนตรีพื้นเมืองo ทักษะการบรรเลงเครื่องดนตรี (ดีด สี ตี เป่า): นายอินเหลามีความเชี่ยวชาญในการเล่นเครื่องดนตรีพื้นเมืองหลากหลายชนิด ซึ่งครอบคลุมเทคนิคการบรรเลง 4 ประเภทหลัก▪ ดีด: เช่น ซึง (เครื่องดนตรีพื้นเมืองภาคเหนือที่มีเสียงไพเราะ) หรือเครื่องดนตรีอื่น ๆ ที่ใช้การดีด▪ สี: เช่น สะล้อ (เครื่องดนตรีประเภทสีที่ให้เสียงเศร้าสร้อย) หรือเครื่องดนตรีประเภทสีอื่น ๆ▪ ตี: เช่น กลองพื้นเมือง (กลองปู่จา กลองแอว) ฆ้อง หรือเครื่องดนตรีประเภทเครื่องกระทบต่าง ๆ ที่เป็นจังหวะหลักของวง▪ เป่า: เช่น ขลุ่ย ปี่ หรือเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าที่ให้ท่วงทำนองo บทเพลงและท่วงทำนองพื้นเมือง: ความเข้าใจในโครงสร้างของบทเพลงพื้นเมือง โน้ตเพลง และวิธีการบรรเลงที่ถูกต้องตามขนบดั้งเดิม รวมถึงอารมณ์และความรู้สึกที่แฝงอยู่ในแต่ละบทเพลงo การประยุกต์และสร้างสรรค์: อาจมีความสามารถในการประยุกต์เพลงพื้นเมืองให้เข้ากับยุคสมัย หรือสร้างสรรค์บทเพลงใหม่ๆ โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์พื้นบ้านไว้10.2 องค์ความรู้ด้านนาฏศิลป์ไทย (พื้นฐาน)o ความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีและนาฏศิลป์: ความเข้าใจว่าดนตรีพื้นเมืองเป็นส่วนสำคัญที่ใช้ประกอบการแสดงนาฏศิลป์ไทย โดยเฉพาะนาฏศิลป์พื้นบ้านo ท่ารำพื้นฐาน: อาจมีความรู้ในเรื่องท่ารำพื้นฐานหรือการเคลื่อนไหวร่างกายที่สอดคล้องกับดนตรีพื้นเมือง10.3 องค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมo คุณค่าของศิลปะพื้นบ้าน: ความตระหนักถึงความสำคัญของดนตรีพื้นเมืองและนาฏศิลป์ไทยในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของท้องถิ่นo แรงบันดาลใจในการถ่ายทอด: ความปรารถนาที่จะส่งต่อความรู้และทักษะให้กับคนรุ่นใหม่ เพื่อไม่ให้ศิลปะแขนงนี้เลือนหายไป


11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์อันล้ำค่าของท่านผ่านกระบวนการที่เน้นการปฏิบัติจริง การเป็นแบบอย่าง และการสร้างการมีส่วนร่วม:11.1 การสอนและการฝึกปฏิบัติโดยตรง o การถ่ายทอดด้วยการบรรยายและสาธิต: นายอินเหลาใช้วิธีบอกเล่า บรรยาย อธิบายและ ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ของตนเองให้กับผู้เรียน โดยไม่เพียงแค่สอนทฤษฎี แต่ยังสาธิตการเล่นเครื่องดนตรีให้เห็นจริง เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจและสามารถปฏิบัติตามได้o การฝึกปฏิบัติแบบรายบุคคล/กลุ่มย่อย: จัดการสอนในรูปแบบที่ผู้เรียนได้ลงมือ ดีด สี ตี เป่า เครื่องดนตรีด้วยตนเอง ภายใต้การดูแลและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดจาก นายอินเหลาo การสอนแบบตามความสนใจ: เปิดโอกาสให้ \"เด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ บุคคลผู้ที่สนใจได้เรียนรู้ตามความสนใจ\" ของแต่ละบุคคล ซึ่งช่วยให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพและเกิดแรงจูงใจ11.2 การเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจ o ผู้ปฏิบัติจริง: การที่นายอินเหลาเป็นผู้ที่มีทักษะความสามารถในการเล่นดนตรีพื้นเมืองและนาฏศิลป์ไทยอย่างแท้จริง เป็นแบบอย่างที่ชัดเจนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เรียนo การดำรงชีวิตที่ผูกพันกับวัฒนธรรม: การใช้ชีวิตที่ยังคงอนุรักษ์และผูกพันกับศิลปะพื้นบ้าน ย่อมเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าและอยากสืบสาน11.3 การสร้างพื้นที่และโอกาสในการเรียนรู้ o เปิดกว้างสำหรับทุกคน: การที่ท่านพร้อมจะถ่ายทอดความรู้ให้กับ \"เด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ บุคคลผู้ที่สนใจ\" แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะขยายโอกาสในการเรียนรู้ให้กับทุกกลุ่มวัยและทุกคนในชุมชนo การเข้าร่วมกิจกรรมชุมชน: ท่านอาจมีส่วนร่วมในการแสดงดนตรีพื้นเมืองในงานเทศกาลหรือกิจกรรมของชุมชน ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้คนได้สัมผัสและเกิดความสนใจใน การเรียนรู้11.4 การส่งเสริมการอนุรักษ์และสืบสาน o ปลูกฝังจิตสำนึก: ความปรารถนาของนายอินเหลาที่ \"อยากให้เยาวชนรุ่นหลังได้เรียนรู้\" และ \"เพื่อให้เด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ บุคคลผู้ที่สนใจได้อนุรักษ์และสืบสาน\" เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกในการรักและหวงแหนวัฒนธรรมของตนo สร้างผู้สืบทอด: การถ่ายทอดองค์ความรู้โดยตรงเป็นการสร้างผู้สืบทอดที่จะรับไม้ต่อในการรักษาและพัฒนาศิลปะแขนงนี้ไม่ให้เลือนหายไปนายอินเหลา แสงคำ จึงเป็นบุคลากรสำคัญในการรักษาและส่งต่อมรดกทางศิลปกรรมของท้องถิ่น โดยเฉพาะดนตรีพื้นเมืองและนาฏศิลป์ไทย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และจิตวิญญาณของชุมชนให้สืบต่อไปอย่างยั่งยืน


12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง -13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นายธีรพงศ์ ก้อนศิลา ครู ศกร. ระดับตำบลโป่งแพร่14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย1. ประเภท/สาขา ปราชญ์ชาวบ้าน สาขาการแพทย์แผนไทย2. เรื่อง ปราชญ์ชาวบ้าน สาขาการแพทย์แผนไทย3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นายหล้า คีรีแก้ว อายุ 80 ปี4. การศึกษา - เบอร์โทร 084-61522535. สถานที่ติดต่อ เลขที่ 16 หมู่ที่ 4 บ้านดอยน้อยตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ โทรติดต่อก่อน7. เว็บไซต์ - เฟสบุ๊ค - ID Line 8. ละติจูด/ลองจิจูด 19.7666929,99.64946829. ประวัติความเป็นมานายหล้า คีรีแก้ว มีความรู้ความสามารถทางด้านแพทย์แผนไทย ได้แก่ การผลิตปรุงยาสมุนไพรรักษาโรค และมีความสามารถในการป้องกันและรักษาสุขภาพของคนในชุมชน โดยเน้นให้คนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองทางด้านสุขภาพและอนามัยได้


10. องค์ความรู้ด้าน นายหล้า คีรีแก้ว เป็นปราชญ์ท้องถิ่นผู้ทรงภูมิปัญญาด้าน การแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแขนง การผลิตปรุงยาสมุนไพรรักษาโรค ท่านมีความสามารถโดดเด่นในการนำความรู้ด้านสมุนไพรมาประยุกต์ใช้ในการป้องกันและรักษาสุขภาพของคนในชุมชน เป้าหมายหลักของท่านคือการส่งเสริมให้คนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองทางด้านสุขภาพและอนามัยได้ ซึ่งเป็นการลดภาระด้านค่าใช้จ่ายและสร้าง ความมั่นคงด้านสุขภาพในระยะยาวองค์ความรู้ของนายหล้า คีรีแก้ว สะท้อนถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในสรรพคุณของสมุนไพรและ ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย10.1 องค์ความรู้ด้านการผลิตและปรุงยาสมุนไพรรักษาโรคo การคัดเลือกและเตรียมสมุนไพร: ความเชี่ยวชาญในการระบุชนิดสมุนไพร การเก็บเกี่ยวที่ถูกวิธี การทำความสะอาด การหั่น การตาก หรือการอบ เพื่อเตรียมสมุนไพรให้พร้อมสำหรับการนำไปใช้o สูตรตำรับยาและการปรุงยา: ความรู้เกี่ยวกับตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้านสำหรับรักษาโรคต่าง ๆ รวมถึงสัดส่วนที่ถูกต้องของสมุนไพรแต่ละชนิด และขั้นตอนการปรุงยาให้ออกฤทธิ์ตามสรรพคุณที่ต้องการo รูปแบบของยา: อาจรวมถึงการทำยาสมุนไพรในรูปแบบต่างๆ เช่น ยาต้ม ยาผง ยาลูกกลอน ยาประคบ หรือยาทาภายนอกo การควบคุมคุณภาพเบื้องต้น: ความเข้าใจในการตรวจสอบคุณภาพเบื้องต้นของสมุนไพรและยาที่ปรุง เพื่อให้ได้ยาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย10.2 องค์ความรู้ด้านสรรพคุณและการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรo การจำแนกสมุนไพร: ความสามารถในการจำแนกชนิดสมุนไพรต่างๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่น ทั้งพืชผักสวนครัว สมุนไพรในป่า หรือสมุนไพรที่ปลูกเองo สรรพคุณทางยา: ความรู้เกี่ยวกับสรรพคุณของสมุนไพรแต่ละชนิดว่ามีฤทธิ์ทางยาอย่างไร เหมาะสำหรับรักษาโรคอะไรบ้าง หรือมีข้อควรระวังอย่างไรo การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน: การนำสมุนไพรมาใช้ในการดูแลสุขภาพเบื้องต้น การปฐมพยาบาล หรือการป้องกันโรค เช่น การใช้สมุนไพรเป็นอาหาร เครื่องดื่ม หรือยารักษาอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยo การส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม: แนวคิดการดูแลสุขภาพที่เน้นการพึ่งพาตนเอง โดยใช้สมุนไพรและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ10.4 องค์ความรู้ด้านการป้องกันและรักษาสุขภาพแบบพึ่งพาตนเองo แนวคิดการดูแลสุขภาพเบื้องต้น: การให้ความรู้แก่คนในชุมชนเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพพื้นฐานด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพายาแผนปัจจุบันเสมอไปo การสร้างความตระหนักด้านสุขอนามัย: ส่งเสริมให้คนในชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของสุขอนามัยที่ดี เพื่อป้องกันการเกิดโรค


11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้นายหล้า คีรีแก้ว ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยที่สั่งสมมาให้กับคนในชุมชน ผ่านกระบวนการที่เน้นการลงมือปฏิบัติ ความเข้าใจ และการสร้างเสริมสุขภาพแบบยั่งยืน:11.1 การถ่ายทอดโดยตรงด้วยการบอกเล่า บรรยาย และสาธิตo การสอนทำยาสมุนไพร: นายหล้าสามารถ บอกเล่า บรรยาย อธิบาย และ ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับ การผลิตปรุงยาสมุนไพรรักษาโรค ให้กับผู้ที่สนใจ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ตั้งแต่การรู้จักสมุนไพร การเก็บ การเตรียม ไปจนถึงขั้นตอนการปรุงยาตามตำรับต่าง ๆo การให้ความรู้สรรพคุณสมุนไพร: การอธิบายถึง การใช้ประโยชน์และสรรพคุณจากสมุนไพรต่าง ๆ อย่างละเอียด ว่าสมุนไพรแต่ละชนิดมีฤทธิ์อย่างไร เหมาะกับอาการป่วยแบบไหน และมีวิธีใช้อย่างไรให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพo การสาธิตการใช้ยา: แสดงวิธีการใช้ยาสมุนไพรที่ถูกต้อง เช่น การต้ม การกิน การประคบ หรือการทา เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง11.2 การสร้างโอกาสในการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติ o การจัดเวิร์คช็อป/อบรมเชิงปฏิบัติการ: จัดกิจกรรมที่ผู้สนใจได้ลงมือทำยาสมุนไพรด้วยตนเอง เช่น ทำยาลูกกลอน ทำยาหม่องสมุนไพร หรือทำน้ำมันนวด การลงมือทำช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งและจดจำได้ดีขึ้นo การเยี่ยมชมสวนสมุนไพร (ถ้ามี): หากนายหล้ามีพื้นที่ปลูกสมุนไพร ก็สามารถใช้เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อให้ผู้สนใจได้รู้จักสมุนไพรจริง และเข้าใจวงจรชีวิตของพืชสมุนไพร11.3 การเป็นที่ปรึกษาและผู้ให้คำแนะนำด้านสุขภาพ o การให้คำปรึกษาแก่คนในชุมชน: นายหล้าทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพเบื้องต้นแก่คนในชุมชน สามารถวินิจฉัยอาการและแนะนำการใช้ยาสมุนไพรที่เหมาะสม ซึ่งเป็นการถ่ายทอดความรู้แบบตัวต่อตัวและแก้ไขปัญหาเฉพาะบุคคลo การส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง: เน้นย้ำให้คนในชุมชนเข้าใจถึงแนวคิดการ พึ่งพาตนเองทางด้านสุขภาพและอนามัย โดยแนะนำวิธีดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันด้วยสมุนไพรและวิถีธรรมชาติ11.4 การสร้างความตระหนักและปลูกฝังคุณค่า o การเผยแพร่ภูมิปัญญา: การที่ท่านถ่ายทอดความรู้เป็นการรักษาภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยไม่ให้เลือนหายไป และยังช่วยส่งเสริมให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าของสมุนไพรพื้นบ้านo การสร้างเครือข่ายความรู้: ผู้ที่ได้เรียนรู้จากนายหล้า อาจกลายเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ต่อไปยังคนอื่นๆ ซึ่งเป็นการขยายผลองค์ความรู้ในวงกว้างนายหล้า คีรีแก้ว จึงเป็นเสาหลักสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพและการพึ่งพาตนเองของคนในชุมชนผ่าน ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย การถ่ายทอดความรู้ของท่านไม่เพียงเป็นการรักษาองค์ความรู้ดั้งเดิม แต่ยังเป็นการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนในชุมชน


12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง -13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นายธีรพงศ์ ก้อนศิลา ครู ศกร. ระดับตำบลโป่งแพร่14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้านนายศุภฤกษ์ ยอดยา ครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาวตำบลบัวสลี


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลบัวสลีอำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2. เรื่อง หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านร่องปลายนา3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นายศรีวงค์ วงษา อายุ - ปี4. การศึกษา - เบอร์โทร 082-6944070 ,08067762375. สถานที่ติดต่อ เลขที่ 178 หมู่ 11ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ เปิดทุกวัน7. เว็บไซต์ - เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/banrongplaina/?locale=th_TH ID Line -8. ละติจูด/ลองจิจูด 19.8139847,99.74727639. ประวัติความเป็นมาบ้านร่องปลายนา เป็นหมู่บ้านขนาดเล็ก ก่อตั้งมานานเท่าใดไม่มีหลักฐานปรากฏแต่เดิมมีครัวเรือนเพียง 15 ครอบครัว เดิมชื่อ “บ้านฮ่องขี้นา” เป็นชื่อของร่องน้ำที่ชาวบ้านระบายน้ำทิ้งภาษาท้องถิ่นเรียกว่า “เสียงน้ำขี้นา” จึงได้ตั้งชื่อเป็นบ้าน “ฮ่องขี้นา” หรือ“ร่องขี้นา” ต่อมาผู้อาวุโสที่ทรงคุณวุฒิเห็นว่าชื่อนี้ไม่เป็นมงคล เพราะมีคำว่า “ขี้” จึงเปลี่ยนมาเป็น”บ้านร่องปลายนา” ตราบจนปัจจุบัน บ้านร่องปลายนาตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของตำบลบัวสลี มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 105 ไร่เป็นที่ราบลุ่ม มีลำคลองสาธารณประโยชน์ที่แยกมาจากคลองชลประทานน้ำแม่ลาวและน้ำแม่กรณ์ไหลผ่านตลอดทั้งปี มีอากาศหนาวเย็นอุณหภูมิเฉลึ่ย 14 องศาเซลเซียส ชาวชุมชนประกอบอาชีพหลักทางเกษตรกรรม รับจ้างทั่วไป ค้าขาย และรับราชการ ประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่นของบ้านร่องปลายนาจะเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา มีการปฏิบัติสืบต่อกันมายาวนาน เช่น การบายศรีสู่ขวัญ ฮ้องขวัญจัดสืบชะตาหลวง เลี้ยงผีปู่ย่า การสะเดาะเคราะห์ ศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาคือ “วัดศรีวังมูล” ชาวบ้านในชุมชนจะร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือซึ่งกันและกัน


กิจกรรมและการบริการด้านการท่องเที่ยวของชุมชน ทรัพยากรการท่องเที่ยวภายในชุมชนประกอบด้วย การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตการประกอบอาชีพของชาวชนบท เอกลักษณ์ของชุมชน มีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทำรั้วด้วยต้นชาไม่ใช้คอนกรีตกิจกรรมในการท่องเที่ยว หมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง- พักโฮมสเตย์ เก็บผักผลไม้ปลอดสารพิษ- ร่วมกิจกรรมตามวัฒนธรรม-ประเพณี- ชมศูนย์การเรียนรู้กลุ่มอาชีพ, กลุ่มเครื่องปั้นดินเผาโบราณ, กลุ่มข้าวกล้อง, กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าทอมือ, กลุ่มผักปลอดสารพิษ, กลุ่มปุ๋ยชีวภาพ, กลุ่มเพาะเห็ด, กลุ่มสมุนไพร, กลุ่มเกษตร, กลุ่มจักรสาน, กลุ่มส่งเสริมการผลิดและการใช้เทคโนโลยีพลังงานชุมชนการเดินทางจากตัวเมืองเชียงราย ใช้เส้นพหลโยธิน ระยะทาง 13 กม. ถึงวัดศรีบางมูลไปอีก 1 กม. ทางเข้าบ้านร่องปลายนาอยู่ทางขวามือ10. องค์ความรู้ด้าน บ้านร่องปลายนา เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กที่มีประวัติยาวนาน แต่เดิมชื่อ \"บ้านฮ่องขี้นา\" หรือ \"ร่องขี้นา\" ตามลักษณะร่องน้ำระบายน้ำทิ้งในท้องถิ่น ต่อมาผู้ทรงคุณวุฒิในชุมชนได้เปลี่ยนชื่อให้เป็นมงคลว่า \"บ้านร่องปลายนา\" หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย มีพื้นที่ราบลุ่มประมาณ 105 ไร่ มีลำคลองสาธารณะจากคลองชลประทานน้ำแม่ลาวและน้ำแม่กรณ์ไหลผ่านตลอดปี และมีอากาศหนาวเย็นตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ย 14 องศาเซลเซียสชาวบ้านร่องปลายนาประกอบอาชีพหลักด้าน เกษตรกรรม ควบคู่ไปกับการรับจ้างทั่วไป ค้าขาย และรับราชการ ประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น ของหมู่บ้านผูกพันกับพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง มีการปฏิบัติสืบต่อกันมา เช่น การบายศรีสู่ขวัญ ฮ้องขวัญ จัดสืบชะตาหลวง เลี้ยงผีปู่ย่า และการสะเดาะเคราะห์ โดยมี\"วัดศรีวังมูล\" เป็นศูนย์รวมจิตใจในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ชาวบ้านในชุมชนมีความร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างเข้มแข็งบ้านร่องปลายนาได้รับการส่งเสริมให้เป็น หมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตการประกอบอาชีพของชาวชนบท ด้วยเอกลักษณ์การมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น การทำรั้วด้วยต้นชาแทนคอนกรีตองค์ความรู้หลักของหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านร่องปลายนาบ้านร่องปลายนาเป็นแหล่งรวมองค์ความรู้ที่หลากหลาย ทั้งด้านการจัดการทรัพยากร การเกษตร วิถีชีวิตพอเพียง และวัฒนธรรมประเพณี10.1 องค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงและการพึ่งพาตนเองo หลักการลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้: การนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันและอาชีพเกษตรกรรม เพื่อให้ครัวเรือนมีความมั่นคงทางอาหารและรายได้o การจัดการทรัพยากร: การใช้ประโยชน์จากสภาพภูมิประเทศที่มีลำคลองไหลผ่านตลอดปี และอากาศหนาวเย็น ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการเกษตรo การรวมกลุ่มอาชีพ: ความรู้และทักษะในการรวมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและอาชีพในชุมชน เช่น กลุ่มเครื่องปั้นดินเผาโบราณ กลุ่มข้าวกล้อง กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าทอมือ กลุ่มผักปลอดสารพิษ กลุ่มปุ๋ยชีวภาพ กลุ่มเพาะเห็ด กลุ่มสมุนไพร กลุ่มเกษตร กลุ่มจักสาน และกลุ่มส่งเสริมการผลิตและการใช้เทคโนโลยีพลังงานชุมชน


10.2 องค์ความรู้ด้านเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมo การปลูกผักผลไม้ปลอดสารพิษ: เทคนิคและวิธีการปลูกพืชผักผลไม้โดยไม่ใช้สารเคมี เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและการรักษาสิ่งแวดล้อมo การทำปุ๋ยชีวภาพ: ภูมิปัญญาในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อบำรุงดินและพืช ลดการพึ่งพาสารเคมีo การเพาะเห็ด: ความรู้และเทคนิคในการเพาะเห็ดเพื่อบริโภคในครัวเรือนหรือจำหน่ายo การใช้สมุนไพร: การรู้จักและใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรในท้องถิ่นเพื่อสุขภาพo การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม: แนวคิดและวิธีการอนุรักษ์ธรรมชาติ เช่น การใช้รั้วต้นชาแทนคอนกรีต ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม10.3 องค์ความรู้ด้านวัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นo ประเพณีทางพระพุทธศาสนา: ความรู้และขั้นตอนของประเพณีที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เช่น การบายศรีสู่ขวัญ ฮ้องขวัญ จัดสืบชะตาหลวง เลี้ยงผีปู่ย่า และ การสะเดาะเคราะห์o บทบาทของวัดศรีวังมูล: ความสำคัญของวัดในฐานะศูนย์รวมจิตใจและสถานที่ประกอบพิธีกรรมo วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม: การดำรงชีวิตที่เรียบง่าย พึ่งพาธรรมชาติ และการพึ่งพาอาศัยกันในชุมชน10.4 องค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวชุมชนo การจัดการโฮมสเตย์: ทักษะในการบริหารจัดการที่พักแบบโฮมสเตย์ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวo กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์: การจัดกิจกรรมที่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม เช่น การเก็บผักผลไม้ปลอดสารพิษ การร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรม-ประเพณี และการเยี่ยมชมกลุ่มอาชีพต่าง ๆo การนำเสนอเอกลักษณ์ชุมชน: การสื่อสารและนำเสนอจุดเด่นของหมู่บ้าน เช่น วิถีชีวิตดั้งเดิม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และผลิตภัณฑ์จากกลุ่มอาชีพ11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านร่องปลายนา ถ่ายทอดองค์ความรู้ที่หลากหลายของชุมชนผ่านกระบวนการที่เน้นการปฏิบัติจริง การมีส่วนร่วม และการเรียนรู้จากประสบการณ์:11.1 การเรียนรู้จากวิถีชีวิตจริง o การประกอบอาชีพหลัก: ชาวบ้านเรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรกรรม การค้าขาย และการรับจ้าง ผ่านการปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน


o การใช้ชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง: การที่ชาวบ้านดำรงชีวิตตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้เกิดการเรียนรู้และถ่ายทอดแนวคิดนี้อย่างเป็นธรรมชาติในครอบครัวและชุมชน11.2 การสร้างศูนย์การเรียนรู้กลุ่มอาชีพ o การจัดตั้งกลุ่มอาชีพ: การรวมตัวกันจัดตั้ง \"ศูนย์การเรียนรู้กลุ่มอาชีพ\" ต่าง ๆ เช่น กลุ่มเครื่องปั้นดินเผาโบราณ กลุ่มข้าวกล้อง กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าทอมือ กลุ่มผักปลอดสารพิษ กลุ่มปุ๋ยชีวภาพ กลุ่มเพาะเห็ด กลุ่มสมุนไพร กลุ่มเกษตร กลุ่มจักสาน และกลุ่มส่งเสริมการผลิตและการใช้เทคโนโลยีพลังงานชุมชน เป็นการสร้างเวทีให้สมาชิกได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดทักษะซึ่งกันและกันo การฝึกอบรมและสาธิต: แต่ละกลุ่มอาชีพสามารถจัดกิจกรรมฝึกอบรมหรือสาธิตการผลิตสินค้าของตนให้กับสมาชิกและผู้ที่สนใจ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดความรู้เชิงปฏิบัติ11.3 การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ o กิจกรรมโฮมสเตย์: การเปิดบ้านเป็น \"โฮมสเตย์\" ให้นักท่องเที่ยวได้ \"พักโฮมสเตย์\" และ \"เก็บผักผลไม้ปลอดสารพิษ\" เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิถีชีวิตพอเพียงและการเกษตรปลอดสารพิษผ่านประสบการณ์ตรงo การร่วมกิจกรรมวัฒนธรรม-ประเพณี: นักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนสามารถ \"ร่วมกิจกรรมตามวัฒนธรรม-ประเพณี\" ของหมู่บ้าน เช่น การบายศรีสู่ขวัญ หรือการจัดสืบชะตาหลวง ซึ่งเป็นการเรียนรู้ผ่านการมีส่วนร่วมในพิธีกรรมที่สำคัญ11.4 การอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมประเพณี o บทบาทของวัดศรีวังมูล: วัดเป็นศูนย์กลางในการรักษาและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านศาสนาและประเพณี การจัดพิธีกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่องเป็นการรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมo การปลูกฝังจากรุ่นสู่รุ่น: องค์ความรู้ด้านประเพณีและวัฒนธรรมถูกถ่ายทอดจากผู้สูงอายุสู่คนรุ่นใหม่ผ่านการปฏิบัติในงานบุญ งานประเพณีต่างๆ11.5 การประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ o การเป็นหมู่บ้านต้นแบบ: การที่บ้านร่องปลายนาได้รับการยกย่องให้เป็น \"หมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง\" ช่วยให้เกิดการประชาสัมพันธ์และเป็นที่รู้จัก ทำให้มีผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงานและเรียนรู้o การนำเสนอเอกลักษณ์: การสื่อสารและนำเสนอ \"เอกลักษณ์ของชุมชน\" ที่มีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นการถ่ายทอดคุณค่าและความน่าสนใจของหมู่บ้านหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านร่องปลายนา จึงเป็นแหล่งรวมองค์ความรู้ที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ซึ่งมีการถ่ายทอดอย่างต่อเนื่องผ่านวิถีชีวิตประจำวัน กลุ่มอาชีพ กิจกรรมการท่องเที่ยว และการรักษาประเพณี เพื่อสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับชุมชน


12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง1. เป็นหมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง2. เป็นหมู่บ้านแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง3. เป็นศูนย์สาธิตและส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานทดแทนสู่ชุมชน โดย กระทรวงพลังงาน ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลบัวสลี4. เป็นแหล่งเรียนรู้พลังงานชุมชน กลุ่มส่งเสริมการผลิตและการใช้เทคโนโลยีพลังงานบ้านร่องปลายนา ส่งเสริมโดย กระทรวงพลังงาน อำเภอแม่ลาว องค์การบริหารส่วนตำบลบัวสลี13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นายศุภฤกษ์ยอดยา ครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว 14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลบัวสลีอำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สาขาเกษตรกรรม2. เรื่อง สวนกำนัน ทำนา (โฮมสเตย์)3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นายจำรัส คำแก่น อายุ - ปี4. การศึกษา - เบอร์โทร 084-80494105. สถานที่ติดต่อ เลขที่ 29 หมู่ 4 ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ เปิดทุกวัน7. เว็บไซต์ - เฟสบุ๊ค โฮมสเตย์สวนกำนัน ทำนา ID Line 08480494108. ละติจูด/ลองจิจูด 19.8164925,99.73560349. ประวัติความเป็นมาสวนกำนันทำนา ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 29 หมู่ที่ 4 บ้านสันปูเลย ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ได้รับการสนับสนุนในการพัฒนาหมู่บ้าน เป็นหมู่บ้านเศษฐกิจพอเพียง ตั้งแต่ พ.ศ.2545 เป็นต้นมา และได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องจึงได้รับคัดเลือกเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนเศษฐกิจพอเพียง และหมู่บ้านOTOP นวัตวิถีสวนกำนัน-ทำนา จังได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานราชการหลายหน่อยงาน เข้ามาบูรณาการวิชาการในรูปแบบเศษฐกิจพอเพียง “ตามรอยเท้าพ่อ” เป็นจุดเรียนรู้เป็นครัวเรือนต้นแบบตั้งแต่นั้นมากิจกรรมในสวนกำนัน-ทำนา1. การเลี้ยงเป็ดไข่2. การเลี้ยงปลาผสมผสาน3. การปลูกต้นชะอม4. การปลูกพืชผักสวนครัว5. การทำนา


6. การปลูกเสาวรส7. การปลูกมะพร้าวน้ำหอม8. การเลี้ยงผึ้งโพรงป่า9. โฮมสเตย์สวนกำนัน-ทำนา10. เรือนรับรอง (โฮมสเตย์)11. การเลี้ยงไข่ไก่10. องค์ความรู้ด้าน สวนกำนัน-ทำนา ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 29 หมู่ที่ 4 บ้านสันปูเลย ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย เป็นศูนย์เรียนรู้สำคัญที่พัฒนามาจากแนวคิด หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้รับการสนับสนุนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 และพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนได้รับคัดเลือกให้เป็น ศูนย์เรียนรู้ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงและ หมู่บ้าน OTOP นวัตวิถีสวนกำนัน-ทำนาได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานราชการหลายภาคส่วนที่เข้ามาบูรณาการวิชาการในรูปแบบเศรษฐกิจพอเพียง \"ตามรอยเท้าพ่อ\" และเป็น ครัวเรือนต้นแบบ ในการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงองค์ความรู้หลักของสวนกำนัน-ทำนา เป็นแหล่งรวมองค์ความรู้ด้าน การเกษตรแบบผสมผสานที่เน้นการพึ่งพาตนเองและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ครอบคลุมทั้งการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ รวมถึง การบริหารจัดการเพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตร:10.1 องค์ความรู้ด้านการเกษตรแบบผสมผสานo การทำนา: ความรู้และเทคนิคในการปลูกข้าว ซึ่งเป็นอาชีพหลักของเกษตรกรไทย รวมถึงการจัดการน้ำและดินo การเลี้ยงเป็ดไข่และการเลี้ยงไก่ไข่: เทคนิคการเลี้ยงสัตว์ปีกเพื่อผลิตไข่สำหรับบริโภคและจำหน่าย ตั้งแต่การจัดการโรงเรือน อาหาร การดูแลสุขภาพ และการเก็บไข่o การเลี้ยงปลาผสมผสาน: ความรู้ในการเลี้ยงปลาหลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน หรือผสมผสานกับการทำเกษตรอื่น ๆ เช่น การใช้น้ำจากบ่อปลาในการรดพืชผักo การปลูกพืชผักสวนครัว: เทคนิคการปลูกพืชผักหลากหลายชนิดในพื้นที่จำกัด เพื่อให้มีผักสดปลอดสารพิษไว้บริโภคในครัวเรือนและสร้างรายได้เสริมo การปลูกพืชเศรษฐกิจเฉพาะ: ความเชี่ยวชาญในการปลูกพืชที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น ต้นชะอม (พืชผักที่ใช้ประกอบอาหารได้หลากหลาย) เสาวรส (ไม้ผลที่ให้รสเปรี้ยวอมหวาน) และ มะพร้าวน้ำหอม (ไม้ผลเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยม)o การเลี้ยงผึ้งโพรงป่า: องค์ความรู้ในการเลี้ยงผึ้งพื้นเมืองเพื่อผลิตน้ำผึ้ง และผลิตภัณฑ์ อื่น ๆ ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าและส่งเสริมระบบนิเวศ10.2 องค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงo การวางแผนและการบริหารจัดการ: การนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการวางแผนการผลิต การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด การลดรายจ่าย และการสร้างรายได้ที่มั่นคง


o การพึ่งพาตนเอง: การลดการพึ่งพาสารเคมีจากภายนอก โดยเน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นแหล่งอาหาร และการปลูกพืชหลากหลายชนิดเพื่อลดความเสี่ยงo การบูรณาการวิชาการ: การประยุกต์ใช้องค์ความรู้จากหน่วยงานราชการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาการเกษตรให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน10.3 องค์ความรู้ด้านการบริการโฮมสเตย์และการท่องเที่ยวเชิงเกษตรo การจัดการโฮมสเตย์: ทักษะในการบริหารจัดการที่พักแบบโฮมสเตย์และเรือนรับรอง เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวและผู้มาเยี่ยมชมo การจัดกิจกรรมการเรียนรู้: การออกแบบกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตเกษตรกร เช่น การเก็บไข่ การปลูกผัก การทำนา หรือการเรียนรู้การเลี้ยงผึ้งo การสร้างประสบการณ์: การให้ความรู้และประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการเกษตรแบบผสมผสานและวิถีเศรษฐกิจพอเพียงแก่ผู้เข้าพัก11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้สวนกำนัน-ทำนา ถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สั่งสมมาอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม ผ่านบทบาทของการเป็นครัวเรือนต้นแบบและศูนย์เรียนรู้:11.1 การเป็นครัวเรือนต้นแบบและศูนย์เรียนรู้o การเปิดบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้: สวนกำนัน-ทำนาทำหน้าที่เป็น \"จุดเรียนรู้\" และ \"ครัวเรือนต้นแบบ\" โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจทั้งจากชุมชนใกล้เคียงและบุคคลภายนอกเข้ามาศึกษาดูงานและเรียนรู้การทำการเกษตรแบบผสมผสานo การสาธิตและปฏิบัติจริง: ผู้เยี่ยมชมสามารถเรียนรู้ผ่านการสังเกตการณ์กิจกรรมต่างๆ ภายในสวน เช่น การเลี้ยงเป็ดไข่ การปลูกพืชผักสวนครัว การทำนา และการเลี้ยงผึ้งโพรงป่า นอกจากนี้ อาจมีการจัดกิจกรรมที่ผู้เข้าชมสามารถลงมือปฏิบัติจริงได้ (เช่น การเก็บผัก เก็บไข่) เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง11.2 การบูรณาการวิชาการและองค์ความรู้จากหน่วยงานภายนอกo ความร่วมมือกับภาครัฐ: การที่ \"สวนกำนัน-ทำนาได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานราชการหลายหน่วยงานเข้ามาบูรณาการวิชาการในรูปแบบเศษฐกิจพอเพียง 'ตามรอยเท้าพ่อ'\" แสดงถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่มาจากผู้เชี่ยวชาญและงานวิจัย ซึ่งช่วยยกระดับความรู้และเทคนิคการเกษตรo การจัดอบรม/สัมมนา: อาจมีการจัดอบรมหรือสัมมนาในพื้นที่ของสวนกำนัน-ทำนา โดยเชิญวิทยากรจากหน่วยงานภาครัฐมาให้ความรู้ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ในรูปแบบที่เป็นทางการ11.3 การถ่ายทอดผ่านการบริการโฮมสเตย์ o การพักอาศัยและซึมซับวิถีชีวิต: การเปิด \"โฮมสเตย์สวนกำนัน-ทำนา\" และ \"เรือนรับรอง\" ทำให้นักท่องเที่ยวและผู้สนใจสามารถเข้าพักอาศัยและเรียนรู้วิถีชีวิตเกษตรกรแบบพอเพียงอย่างใกล้ชิด


o การมีส่วนร่วมในกิจกรรม: ผู้เข้าพักสามารถเข้าร่วมกิจกรรมการเกษตรประจำวันได้ (เช่น การให้อาหารสัตว์ การเก็บผลผลิต) ซึ่งเป็นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่ทำให้เข้าใจหลักการเกษตรผสมผสานได้ดียิ่งขึ้น11.4 การถ่ายทอดโดยเจ้าของสวน o การบอกเล่าประสบการณ์: เจ้าของสวน (กำนัน) สามารถบอกเล่าประสบการณ์ ความสำเร็จ อุปสรรค และเทคนิคต่าง ๆ ในการทำการเกษตรแบบผสมผสานและ การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นการถ่ายทอดความรู้จากผู้ปฏิบัติจริงo การให้คำแนะนำ: ให้คำปรึกษาและคำแนะนำแก่ผู้สนใจที่ต้องการนำแนวคิดและเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองสวนกำนัน-ทำนาจึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต ที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรแบบผสมผสานและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างเป็นรูปธรรมและครบวงจร ผ่านการเป็นครัวเรือนต้นแบบ การบูรณาการวิชาการ และการบริการโฮมสเตย์ ซึ่งช่วยสร้างความเข้าใจและแรงบันดาลใจในการนำแนวคิด \"ตามรอยเท้าพ่อ\" ไปประยุกต์ใช้ในวงกว้าง12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง1. หมู่บ้านเศษฐกิจพอเพียง2. หมู่บ้านOTOP นวัตวิถีสวนกำนัน-ทำนา3. เป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนเศษฐกิจพอเพียง4. เป็นจุดเรียนรู้เป็นครัวเรือนต้นแบบ13. ชื่อผู้รับผิดชอบ นายศุภฤกษ์ยอดยา ครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว 14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลบัวสลีอำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สาขาเกษตรกรรม2. เรื่อง แม่ลาวฮักฟาร์ม3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล กลุ่มแม่ลาวฮักฟาร์ม อายุ - ปี4. การศึกษา - เบอร์โทร 091-8583371, 085-03335295. สถานที่ติดต่อ เลขที่ 163 หมู่ 7 บ้านศรีวังมูล ซอย 2 ถนนพหลโยธิน ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ เปิดทุกวัน7. เว็บไซต์ https://www.cots.go.th/travelview/detail.php?id=303 เฟสบุ๊ค แม่ลาวฮักฟาร์ม Maelao Hug Farm ID Line 08503335298. ละติจูด/ลองจิจูด 19.8090314,99.7599487,17z9. ประวัติความเป็นมาแม่ลาวฮักฟาร์มกิจกรรมท่องเที่ยวจุดเริ่มต้นของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่ลาวฮักฟาร์ม เกิดจากการรวมกลุ่มกันของนักเรียนชาวนา โรงเรียนชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์ ไร่เชิญตะวัน และเกษตรกรในชุมชนบ้านศรีวังมูลเกษตรกรรายเล็ก ๆ ที่แม้จะมีพื้นที่ทำเกษตรไม่มาก มีแรงงานจำกัด แต่ปลูกพืชผักหลากหลาย ด้วยการทำเกษตรแบบปลอดภัยไร้สารเคมีและเกษตรอินทรีย์ เพื่อนำผลผลิตเหล่านั้นมาแปรรูปเป็นอาหารและของใช้หลากหลายชนิด ที่ทั้งดี มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภคตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากลุ่มแม่ลาวฮักฟาร์มได้มีการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านต่าง ๆ ทั้งการทาอาหาร การแปรรูป การพัฒนา รูปแบบผลิตภัณฑ์ และยังได้มีโอกาสไปร่วมขายสินค้า ซึ่งมีทั้ง พืชผักสด ๆ จากสวน อาหารไทยเพื่อสุขภาพ และสินค้าแปรรูปจากสมาชิกในกลุ่ม ตามงานเทศกาลและตลาดสุขภาพแห่งต่างๆ ทั้งยังเปิดรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติให้มาเรียนรู้วิธีการทาเกษตร ท่องเที่ยวในชุมชน รวมถึง


ลิ้มลองรสชาติอาหาร ไทยพื้นเมือง ซึ่งทำจากวัตถุดิบที่ปลอดภัยจากสวนผักของสมาชิก และเกษตรกรในท้องถิ่นด้วย ประเภทแหล่งท่องเที่ยวท่องเที่ยวเชิงเกษตรลักษณะเด่นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้มีความสามารถหลากหลายในการ “ปลูก-ปรุง-แปร”“ปลูก” พืชหลากชนิดตามวิถีเกษตรอินทรีย์“ปรุง” อาหารรสเลิศจากวัตถุดิบในสวนอินทรีย์ ซึ่งไม่ได้มีดีแค่รสชาติ แต่หน้าตาก็สวยด้วยเช่นเดียวกัน“แปร” ผักและผลไม้จากสวนอินทรีย์ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปชนิดต่าง ๆ ไว้กิน ใช้ และขายแม่ลาวฮักฟาร์ม นอกจากจะเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์และการทำอาหารจากวัตถุดิบในสวนอินทรีย์แล้ว ก็ยังเปิดให้บริการด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการปั่นจักรยานเลียบแม่น้ำลาว ตระเวนชมสวนและบรรยากาศในชุมชน หรือการเก็บวัตถุดิบสด ๆ จากสวนมาปรุงเป็นอาหารจานเด็ด และยังมีผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นแยมผลไม้ตามฤดูกาลชนิดต่าง ๆ หรือของใช้ที่ผลิตจากพืชผักในสวนอินทรีย์ไว้ให้สายช้อปได้เลือกสรร แถมยังมีบริการที่พักแบบโฮมสเตย์อีกด้วยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากลุ่มแม่ลาวฮักฟาร์มได้มีการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านต่าง ๆ ทั้งการทาอาหารการแปรรูป การพัฒนา รูปแบบผลิตภัณฑ์ และยังได้มีโอกาสไปร่วมขายสินค้า ซึ่งมีทั้ง พืชผักสด ๆ จากสวน อาหารไทยเพื่อสุขภาพ และสินค้าแปรรูปจากสมาชิกในกลุ่ม ตามงานเทศกาลและตลาดสุขภาพแห่งต่างๆ ทั้งยังเปิดรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติให้มาเรียนรู้วิธีการทาเกษตร ท่องเที่ยวในชุมชน รวมถึงลิ้มลองรสชาติอาหาร ไทยพื้นเมือง ซึ่งทาจากวัตถุดิบที่ปลอดภัยจากสวนผักของสมาชิก และเกษตรกรในท้องถิ่นด้วยนอกจากนี้ กลุ่มแม่ลาวฮักฟาร์มยังได้จัดตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้ ปลูก ปรุง แปร” (คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม 2562) ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ 3 ด้าน ได้แก่1. ‘ปลูก’ เรียนรู้การปลูกพืชแบบเกษตรอินทรีย์ การดูแลบำรุง ดิน การทาปุ๋ยหมัก และดูแลรักษาผลิตผล2. ‘ปรุง’ เรียนรู้การนำพืช ผัก ผลไม้ และสมุนไพร สด ๆ จากสวน มาปรุงเป็นอาหารจานเลิศ3. ‘แปร’ เรียนรู้วิธีการแปรรูปผลิตภัณฑ์นานาชนิด จากประสบการณ์และความรู้ของสมาชิกในกลุ่มมาถ่ายทอดเป็นหลักสูตรสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้สนใจทั้งหมดนี้ เป็นความตั้งใจและความใส่ใจของกลุ่มแม่ลาวฮักฟาร์ม ที่ต้องการให้ผู้บริโภคได้รับแต่สิ่งดี ๆ มีคุณภาพ และ ปลอดภัย ในขณะเดียวกันก็เป็นการเสริมรายได้ให้แก่สมาชิกในกลุ่ม ให้สามารถพออยู่พอกิน และเติบโตไปแบ่งปันความรู้ความสามารถของตนเองให้แก่ผู้ที่สนใจและใส่ใจใน สุขภาพ ตามแนวคิดของพวกเราที่ว่า “เกษตรอินทรีย์ วิถีพอเพียง เลี้ยงชีพยั่งยืน”10. องค์ความรู้ด้าน แม่ลาวฮักฟาร์ม เป็นจุดเริ่มต้นของ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่ลาวฮักฟาร์ม ซึ่งเกิดจากการรวม กลุ่มกันของนักเรียนชาวนาจากโรงเรียนชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์ ไร่เชิญตะวัน และเกษตรกรรายเล็กในชุมชนบ้านศรีวังมูล จังหวัดเชียงราย แม้จะมีพื้นที่จำกัดและแรงงานไม่มาก แต่กลุ่มนี้โดดเด่นในการ ปลูกพืชผักหลากหลายชนิดด้วยวิธีการเกษตรปลอดภัยไร้สารเคมีและเกษตรอินทรีย์เพื่อนำผลผลิตมาแปรรูปเป็นอาหารและของใช้ที่มีคุณภาพและปลอดภัย


ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กลุ่มแม่ลาวฮักฟาร์มได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการทำอาหาร การแปรรูป และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ พวกเขายังได้นำพืชผักสด อาหารไทยเพื่อสุขภาพ และสินค้าแปรรูปไปจำหน่ายตามงานเทศกาลและตลาดสุขภาพต่าง ๆ และยังเปิดรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้ามาเรียนรู้วิธีการทำเกษตร ท่องเที่ยวในชุมชน รวมถึงลิ้มลองอาหารพื้นเมืองที่ทำจากวัตถุดิบปลอดภัยจากสวนของสมาชิกแม่ลาวฮักฟาร์มจึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีลักษณะเด่นคือความสามารถในการ “ปลูกปรุง-แปร” กล่าวคือ “ปลูก” พืชหลากหลายตามวิถีเกษตรอินทรีย์“ปรุง” อาหารรสเลิศจากวัตถุดิบในสวนอินทรีย์ และ “แปร” ผักผลไม้จากสวนอินทรีย์ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ นอกจากนี้ยังเปิดให้บริการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอื่นๆ เช่น การปั่นจักรยานเลียบแม่น้ำลาว ชมสวน และมีบริการที่พักแบบโฮมสเตย์อีกด้วย ความตั้งใจหลักของกลุ่มคือการส่งมอบสิ่งดีๆ มีคุณภาพ และปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภคพร้อมเสริมรายได้ให้แก่สมาชิกตามแนวคิด “เกษตรอินทรีย์ วิถีพอเพียง เลี้ยงชีพยั่งยืน”องค์ความรู้หลักของแม่ลาวฮักฟาร์มเป็นแหล่งรวมองค์ความรู้ที่สำคัญ 3 ด้านหลัก ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำของกระบวนการผลิตอาหารแบบยั่งยืน:10.1 องค์ความรู้ด้าน \"ปลูก\" (เกษตรอินทรีย์และการดูแล)o หลักการเกษตรอินทรีย์/ปลอดภัยไร้สารเคมี: ความรู้และเทคนิคในการปลูกพืชผักหลากหลายชนิดโดยไม่ใช้สารเคมี (ปุ๋ยเคมี, ยาฆ่าแมลง) เพื่อให้ได้ผลผลิตที่สะอาดและปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมo การดูแลบำรุงดิน: ภูมิปัญญาในการปรับปรุงและรักษาสภาพดินให้สมบูรณ์ด้วยวิธีธรรมชาติ เช่น การทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ การปลูกพืชบำรุงดินo การดูแลรักษาผลิตผล: เทคนิคการจัดการพืชผักตั้งแต่การเพาะปลูกไปจนถึงการเก็บเกี่ยว การป้องกันกำจัดศัตรูพืชด้วยวิธีธรรมชาติ และการดูแลรักษาผลผลิตให้สดใหม่10.2 องค์ความรู้ด้าน \"ปรุง\" (การทำอาหารเพื่อสุขภาพ)o การนำวัตถุดิบอินทรีย์มาประกอบอาหาร: ความเชี่ยวชาญในการนำพืชผัก ผลไม้ และสมุนไพรสด ๆ จากสวนอินทรีย์มาปรุงเป็นอาหารไทยพื้นเมืองและอาหารสุขภาพจานเลิศo สูตรและเทคนิคการทำอาหาร: องค์ความรู้เกี่ยวกับสูตรอาหารดั้งเดิมและเทคนิคการปรุงที่เน้นรสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ และความสวยงามของอาหารo อาหารเพื่อสุขภาพ: ความเข้าใจในการเลือกใช้วัตถุดิบและวิธีการปรุงที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค10.3 องค์ความรู้ด้าน \"แปร\" (การแปรรูปผลิตภัณฑ์)o การแปรรูปผักและผลไม้: ความรู้และเทคนิคในการนำผักและผลไม้จากสวนอินทรีย์มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น แยมผลไม้ตามฤดูกาลชนิดต่างๆ รวมถึงของใช้ที่ผลิตจากพืชผัก (ซึ่งอาจเป็นสบู่สมุนไพร, น้ำยาอเนกประสงค์จากพืช ฯลฯ)o การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์: การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาคุณภาพ รสชาติ และรูปแบบของผลิตภัณฑ์แปรรูปให้มีความหลากหลาย น่าสนใจ และตรงตามความต้องการของผู้บริโภค


11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้แม่ลาวฮักฟาร์ม ถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สั่งสมมาอย่างเป็นระบบและครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ทั้งเกษตรกรในชุมชนและนักท่องเที่ยว:11.1 การจัดตั้ง \"ศูนย์การเรียนรู้ ปลูก ปรุง แปร\"o การเรียนรู้ภาคทฤษฎีและปฏิบัติ: ศูนย์นี้ทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ 3 ด้านหลัก (ปลูก ปรุง แปร) โดยจัดหลักสูตรที่ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์จากสมาชิกในกลุ่มอย่างเป็นระบบ ผู้เรียนจะได้ทั้งความรู้ทางทฤษฎีและการลงมือปฏิบัติจริงo หลักสูตรสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้สนใจ: ออกแบบหลักสูตรที่เข้าใจง่ายและน่าสนใจ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและบุคคลทั่วไปให้เข้ามาเรียนรู้และสัมผัสวิถีเกษตรอินทรีย์11.2 การเปิดฟาร์มเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรo กิจกรรมสัมผัสประสบการณ์ตรง: เปิดรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติให้มา \"เรียนรู้วิธีการทำเกษตร ท่องเที่ยวในชุมชน\" เช่น การปั่นจักรยานเลียบแม่น้ำลาว ตระเวนชมสวน หรือ \"การเก็บวัตถุดิบสด ๆ จากสวนมาปรุงเป็นอาหารจานเด็ด\" ซึ่งเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงo การลิ้มลองอาหารพื้นเมือง: ให้นักท่องเที่ยวได้ \"ลิ้มลองรสชาติอาหารไทยพื้นเมือง ซึ่งทำจากวัตถุดิบที่ปลอดภัยจากสวนผักของสมาชิกและเกษตรกรในท้องถิ่น\" เป็นการถ่ายทอดคุณค่าของผลผลิตอินทรีย์ผ่านรสชาติ11.3 การจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ (เป็นช่องทางการถ่ายทอดทางอ้อม)o การออกงานเทศกาลและตลาดสุขภาพ: การนำ \"พืชผักสด ๆ จากสวน อาหารไทย เพื่อสุขภาพ และสินค้าแปรรูปจากสมาชิกในกลุ่ม\" ไปขายตามงานเทศกาลและตลาดสุขภาพต่าง ๆ เป็นการสื่อสารและถ่ายทอดคุณค่าของผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์และสินค้าแปรรูปให้ผู้บริโภคได้รู้จักและเกิดความเข้าใจในกระบวนการผลิตo ผลิตภัณฑ์แปรรูป: การมี \"แยมผลไม้ตามฤดูกาลชนิดต่างๆ หรือของใช้ที่ผลิตจากพืชผักในสวนอินทรีย์ไว้ให้สายช้อปได้เลือกสรร\" เป็นการสาธิตให้เห็นถึงศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตร และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ11.4 การให้บริการที่พักแบบโฮมสเตย์o การซึมซับวิถีชีวิต: การมี \"บริการที่พักแบบโฮมสเตย์\" ทำให้นักท่องเที่ยวได้ใช้ชีวิตร่วมกับชาวบ้านในชุมชน ซึ่งเป็นการเรียนรู้และซึมซับวิถีชีวิตเกษตรอินทรีย์และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างลึกซึ้งและเป็นธรรมชาติ11.5 การพัฒนาและแลกเปลี่ยนความรู้ภายในกลุ่มo การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง: กลุ่มแม่ลาวฮักฟาร์มมีการ \"ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านต่าง ๆ\" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และยกระดับองค์ความรู้ภายในกลุ่มอย่างสม่ำเสมอo การแบ่งปันความรู้ความสามารถ: ตามแนวคิด \"เกษตรอินทรีย์ วิถีพอเพียง เลี้ยงชีพยั่งยืน\" กลุ่มมุ่งหวังที่จะ \"เติบโตไปแบ่งปันความรู้ความสามารถของตนเองให้แก่ผู้ที่สนใจและใส่ใจในสุขภาพ\"แม่ลาวฮักฟาร์มจึงเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การสร้างรายได้ ไปจนถึงการเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนและสังคม


12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง1. เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์และการทำอาหารจากวัตถุดิบในสวนอินทรีย์2. เป็นศูนย์เรียนรู้ ปลูก ปรุง แปร แม่ลาวฮักฟาร์ม เพื่อการท่องเที่ยว3. เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร4. ได้การรับรอง สินค้าปลอดภัย สมุนไพรมะกรูดสระผม จากกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ณ วันที่ 24 มกราคม 2562- 23 มกราคม 256313. ชื่อผู้รับผิดชอบ นายศุภฤกษ์ยอดยา ครูศกร.ระดับอำเภอแม่ลาว 14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลบัวสลีอำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา อุตสาหกรรมและหัตกรรม2. เรื่อง กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าสตรีบ้านร่องปลายนา3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นางถนอม คีรีแก้ว อายุ - ปี4. การศึกษา มัธยศึกษาตอนปลาย เบอร์โทร 087-18571535. สถานที่ติดต่อ เลขที่ 112 หมู่ที่ 11 บ้านร่องปลายนา ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์ 572506. วัน/เวลาที่ให้บริการ 08.30 - 17.00 น. ทุกวัน7. เว็บไซต์ - เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/profile.php?id=100011748825814 ID Line 08718571538. ละติจูด/ลองจิจูด 19.8139847,99.74727639. ประวัติความเป็นมาเริ่มก่อตั้งกลุ่มขึ้นมาภายในครอบครัว โดยการเปิดรับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้าของบุคคลทั่วไปโดยรับค่าจ้างเป็นค่าตอบแทน และต่อมาก็เปิดรับสอนเย็บเสื้อผ้าให้เฉพาะผู้ที่สนใจเรียน โดยคิดค่าตอบแทนในการสอนคนละ 1,500 บาท แต่บางรายก็สอนโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนเลย สอนจนจบหลักสูตรและมีงานทำต่อมาปี พ.ศ. 2535 เริ่มรับสมาชิกกลุ่มประมาณ 5 คน มาช่วยตัดเย็บเสื้อผ้าที่มีผู้มาสั่งตัด และ ตัดออกไปขายตามท้องตลาดและรับตัดเย็บส่งตามร้านค้าในตัวเมืองเชียงราย โดยสมาชิกกลุ่มได้รับค่าตอบแทนในส่วนบ่งของกำไร โดยคิดจากชุดที่ตัดว่ามีความยากง่ายเพียงใดปัจจุบัน มีสมาชิกทั้งหมด 16 คน ส่วนมากสมาชิกจะทำอยู่กับบ้านของตนเอง แต่ถ้ามีงานตัดเย็บประธานกลุ่มก็เรียกสมาชิกมารับงาน ซึ่งปัจจุบันรับสอน รับตัดส่ง รับงานตัดเสื้อผ้าทั่วไป


หลังฤดูกาลการเก็บเกี่ยว กลุ่มสตรีและเยาวชนในชนบท ส่วนใหญ่ไม่มีงานทำและไม่มีรายได้ ต้องออกไปหางานทำนอกหมู่บ้านหรือต่างจังหวัด ซึ่งหลังจากการก่อตั้งกลุ่มสมาชิกในกลุ่มได้รับความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการตัดเย็บเสื้อผ้า ซึ่งสามารถรับตัดเย็บเสื้อผ้าทำให้มีรายได้ช่วยเหลือตนเองและช่วยจุนเจือครอบครัวได้ โดยไม่จำเป็นต้องออกไปหางานทำต่างจังหวัด10. องค์ความรู้ด้าน กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าสตรีบ้านร่องปลายนา เป็นวิสาหกิจชุมชนที่เริ่มต้นจากการก่อตั้งภายในครอบครัว โดยเปิดรับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้าและให้ค่าตอบแทนตามความยากง่ายของงาน ต่อมาได้ขยายสู่ การเปิดสอนเย็บเสื้อผ้าให้กับผู้สนใจ โดยคิดค่าเรียน 1,500 บาท หรือบางกรณีก็สอนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายจนจบหลักสูตรและมีงานทำในปี พ.ศ. 2535 กลุ่มเริ่มรับสมาชิกเพิ่มขึ้นประมาณ 5 คน เพื่อช่วยตัดเย็บเสื้อผ้าตามคำสั่งซื้อ และนำออกไปจำหน่ายตามท้องตลาด รวมถึงรับตัดเย็บส่งร้านค้าในตัวเมืองเชียงราย โดยสมาชิกจะได้รับส่วนแบ่งจากกำไรตามความยากง่ายของชุดที่ตัด ปัจจุบัน กลุ่มมีสมาชิกทั้งหมด 16 คน ส่วนใหญ่ทำงานจากที่บ้าน แต่เมื่อมีงานเยอะ ประธานกลุ่มก็จะเรียกสมาชิกมารับงาน ปัจจุบัน กลุ่มยังคงเปิดรับสอน รับตัดส่ง และรับงานตัดเสื้อผ้าทั่วไปการก่อตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมา มีส่วนสำคัญในการช่วยแก้ปัญหาการไม่มีงานทำและไม่มีรายได้ของกลุ่มสตรีและเยาวชนในชนบทหลังฤดูเก็บเกี่ยว ทำให้สมาชิกได้รับความรู้และประสบการณ์ด้านการตัดเย็บเสื้อผ้า สามารถสร้างรายได้ช่วยเหลือตนเองและจุนเจือครอบครัวได้ โดยไม่จำเป็นต้องออกไปหางานทำนอกหมู่บ้านหรือต่างจังหวัด การตัดเย็บเสื้อผ้าสตรีถือเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ต้องอาศัยความเข้าใจในเรื่องวัสดุ การออกแบบ สรีระ และเทคนิคการเย็บที่แม่นยำ การสร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้ในด้านนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ทักษะและความรู้ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง องค์ความรู้ของกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าสตรีบ้านร่องปลายนาครอบคลุมทั้งทักษะเฉพาะด้านการตัดเย็บ การบริหารจัดการ และการสร้างอาชีพ10.1 องค์ความรู้ด้านการตัดเย็บเสื้อผ้าสตรีo การเลือกและการทำความเข้าใจวัสดุ: ความรู้เกี่ยวกับชนิดของผ้า คุณสมบัติของผ้าแต่ละประเภท เช่น การยืดหยุ่น การยับ การตกสี และการเลือกใช้ผ้าที่เหมาะสมกับแบบเสื้อผ้าo การออกแบบและแพทเทิร์น: ความเข้าใจในหลักการออกแบบเสื้อผ้าให้เข้ากับสรีระของผู้สวมใส่ การสร้างแพทเทิร์น และการปรับแพทเทิร์นให้เหมาะสมกับขนาดและรูปร่างที่แตกต่างกันo เทคนิคการเย็บที่แม่นยำ: ความชำนาญในการใช้จักรเย็บผ้าประเภทต่าง ๆ การเย็บตะเข็บ การเข้าปก การทำสาบ การติดซิป กระดุม และเทคนิคการเย็บอื่น ๆ ที่ละเอียดและประณีตo การแก้ไขและดัดแปลง: ทักษะในการแก้ไขเสื้อผ้าให้พอดีตัว หรือดัดแปลงเสื้อผ้าให้เป็นไปตามความต้องการของลูกค้าo การตกแต่งและเก็บรายละเอียด: ความรู้เกี่ยวกับการเลือกใช้อุปกรณ์ตกแต่ง เช่น ลูกไม้ กระดุม หรือริบบิ้น และเทคนิคการเก็บรายละเอียดงานให้เรียบร้อยสวยงาม


10.2 องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการกลุ่มอาชีพo การรับงานและประเมินราคา: ทักษะในการประเมินความยากง่ายของงานตัดเย็บ เพื่อกำหนดค่าจ้างหรือส่วนแบ่งกำไรที่เหมาะสมo การจัดการการผลิต: การจัดสรรงานให้กับสมาชิก การควบคุมคุณภาพงาน และ การบริหารจัดการเวลาในการผลิตให้ทันตามกำหนดo การตลาดและการขาย: ความรู้ในการนำสินค้าออกไปขายตามท้องตลาด การรับงานจากร้านค้าในตัวเมือง และการสร้างฐานลูกค้าo การบริหารจัดการสมาชิก: การประสานงานกับสมาชิกกลุ่ม การสร้างขวัญกำลังใจ และการจัดการระบบการแบ่งปันผลตอบแทนที่เป็นธรรม10.3 องค์ความรู้ด้านการพัฒนาอาชีพและสร้างรายได้o การสร้างอาชีพเสริม/อาชีพหลัก: ความรู้ที่ช่วยให้สตรีและเยาวชนมีรายได้เสริมหรือพัฒนาเป็นอาชีพหลักได้ โดยไม่ต้องออกไปหางานนอกพื้นที่o การพึ่งพาตนเอง: การเสริมสร้างทักษะอาชีพที่ช่วยให้บุคคลสามารถพึ่งพาตนเองและช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวได้11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าสตรีบ้านร่องปลายนา ถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านกระบวนการที่เน้นการปฏิบัติจริง การสร้างโอกาส และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ:11.1 การสอนและการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการo การสอนแบบตัวต่อตัว/กลุ่มย่อย: กลุ่มเปิด \"รับสอนเย็บเสื้อผ้าให้เฉพาะผู้ที่สนใจเรียน\" โดยมีการ \"สอนจนจบหลักสูตรและมีงานทำ\" ซึ่งเป็นการถ่ายทอดความรู้และทักษะจากผู้มีประสบการณ์โดยตรงo การเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง: สมาชิกที่เข้ามาช่วยงานตัดเย็บตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริงภายใต้การดูแลของประธานกลุ่มและผู้มีประสบการณ์ ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้เกิดความชำนาญอย่างรวดเร็วo การเน้นการปฏิบัติจริง: การถ่ายทอดจะเน้น \"ศาสตร์และศิลป์ที่ต้องอาศัยความเข้าใจในเรื่องวัสดุ การออกแบบ สรีระ และเทคนิคการเย็บที่แม่นยำ\" ซึ่งหมายถึงการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ การลองผิดลองถูก และการฝึกฝนซ้ำ ๆ11.2 การสร้างโอกาสในการทำงานและสร้างรายได้o การจัดหางานให้สมาชิก: ประธานกลุ่มมีบทบาทสำคัญในการ \"เรียกสมาชิกมารับงาน\" เมื่อมีงานตัดเย็บ ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสให้สมาชิกได้นำความรู้ที่เรียนมาปฏิบัติจริงและมีรายได้o การเชื่อมโยงกับตลาด: การ \"รับตัดออกไปขายตามท้องตลาดและรับตัดเย็บส่งตามร้านค้าในตัวเมืองเชียงราย\" เป็นการถ่ายทอดความรู้ด้านการตลาดและช่องทางการสร้างรายได้ให้กับสมาชิก


11.3 การเป็นแบบอย่างและพี่เลี้ยงo การเป็นแบบอย่างของประธานกลุ่ม: การที่ประธานกลุ่มเป็นผู้ริเริ่มและสามารถบริหารจัดการกลุ่มจนเติบโตได้ เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสมาชิกและผู้ที่สนใจจะเรียนรู้o ระบบพี่เลี้ยงภายในกลุ่ม: สมาชิกที่มีประสบการณ์มากกว่าสามารถเป็นพี่เลี้ยงให้กับสมาชิกใหม่ หรือผู้ที่กำลังเรียนรู้ได้ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์แบบเพื่อนช่วยเพื่อน11.4 การส่งเสริมการพึ่งพาตนเองและพัฒนาคุณภาพชีวิตo การเสริมสร้างอาชีพทางเลือก: การจัดตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมา ช่วยให้สตรีและเยาวชนในหมู่บ้านมี \"ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการตัดเย็บเสื้อผ้า ซึ่งสามารถรับตัดเย็บเสื้อผ้าทำให้มีรายได้ช่วยเหลือตนเองและช่วยจุนเจือครอบครัวได้ โดยไม่จำเป็นต้องออกไปหางานทำต่างจังหวัด\" ซึ่งเป็นการถ่ายทอดแนวคิดการพึ่งพาตนเองo การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง: การที่กลุ่มมีการ \"พัฒนาอย่างต่อเนื่อง\" ในด้านเทคนิคและรูปแบบการทำงาน แสดงถึงกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่งและปรับตัวเข้ากับสถานการณ์กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าสตรีบ้านร่องปลายนา จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านทักษะอาชีพ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของคนในชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มสตรีและเยาวชน ให้สามารถพึ่งพาตนเอง มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยยังคงอยู่ในถิ่นฐานของตนเอง12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง รางวัลที่ได้รับเกี่ยวกับการจัดการท่องเที่ยวของชุมชนได้รับรางวัลตั้งแต่ปี 2544-2553 ดังนี้1. บ้านจุ้มเมืองเย็น2. บ้านเศรษฐกิจพอเพียง3. บ้านอยู่เย็นเป็นสุข4. รางวัลพลังงาน ลดพลังงาน 80 ชุมชน5. หน้าบ้านน่ามอง หลังบ้านน่าดู ในบ้านน่าอยู่6. โครงการผู้ว่าพาเที่ยว วันเดียวเชียงราย7. ได้รับรางวัลหมู่บ้านจัดสิ่งแวดล้อมดีเด่น8. หมู่บ้านต้นแบบตำบล อำเภอ จังหวัด9. หมู่บ้านท่องเที่ยวทั่วประเทศเชิงอนุรักษ์13. ชื่อผู้รับผิดชอบ ครูศุภฤกษ์ ยอดยา ครูศกร. ตำบลบัวสลี14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา การแพทย์แผนไทย2. เรื่อง กลุ่มสมุนไพรแปรรูป3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นายบรรจง สลีสองสม อายุ - ปี4. การศึกษา - เบอร์โทร 091-62765335. สถานที่ติดต่อ เลขที่ 89 หมู่ที่ 11 บ้านร่องปลายนา ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์57250 6. วัน/เวลาที่ให้บริการ 08.00 – 16.00 น. ทุกวัน7. เว็บไซต์ https://www.rakbankerd.com/agriculture/print.php?id=269&s=tblfertilizer เฟสบุ๊ค ร่องปลายนา โฮมสเตย์ เชียงราย ID Line 09162765338. ละติจูด/ลองจิจูด 19.81408, 99.750739. ประวัติความเป็นมากลุ่มสมุนไพรแปรรูป เริ่มก่อตั้งเมื่อปี2543 มีสมาชิกทั้งหมด 10 คน เริ่มแรกได้ทำธูปสมุนไพรไล่ยุง ต่อมาจึงได้มีการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ ให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค เช่น สมุนไพร ไล่หนูและแมลงสาป, ลูกประคบสมุนไพร เป็นต้น ต่อมาได้รับการ จดทะเบียนจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน มฝช.176/2546 และจดทะเบียนกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2548 ของสำนักงานเกษตรอำเภอแม่ลาวทะเบียนเลขที่ 6571603/10003 ความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของกลุ่มทีมงาน ปัจจุบันสมาชิกกลุ่มมีทั้งหมด 10 คน การจัดตั้งกลุ่มสมุนไพรแปรรูปก็เพื่อสร้างรายได้ให้กับสมาชิก เพื่อส่งเสริมการใช้และอนุรักษ์สมุนไพรไทย กิจกรรมของกลุ่มคือทำการผลิตและจำหน่ายสินค้าประเภทการแปรรูปสมุนไพรดังนี้ ธูปสมุนไพรไล่ยุงและแมลงวัน ยาสมุนไพรไล่หนูและแมลงสาบ ยาประคบสมุนไพร ยาอบสมุนไพร หมอนสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ตุ๊กตาสมุนไพรแก้หวัด นี่เป็นเพียงตัวอย่างของสมุนไพรที่จำหน่ายอยู่ในขณะนี้ ส่วนในเรื่องกระบวนการผลิตนั้นวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มีคุณสมบัติในการรักษาและบรรเทาอาการต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน กระบวนการผลิตโดย


ภาพรวมคือการนำส่วนผสมสมุนไพรมาหั่นตากแดดและนำมาโม่ให้ละเอียด จากนั้นนำมาผสมกันตามสัดส่วนของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด10. องค์ความรู้ด้าน องค์ความรู้และกระบวนการถ่ายทอดของกลุ่มสมุนไพรแปรรูปกลุ่มสมุนไพรแปรรูป ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2543 โดยมีสมาชิกเริ่มต้น 10 คน กลุ่มได้เริ่มต้นจากการผลิต ธูปสมุนไพรไล่ยุง และต่อมาได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายและตรงตามความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น เช่น สมุนไพรไล่หนูและแมลงสาบ และลูกประคบสมุนไพร ด้วยคุณภาพที่ได้รับการยอมรับ กลุ่มได้จดทะเบียนกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.176/2546) และจดทะเบียนเป็น กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2548 กับสำนักงานเกษตรอำเภอแม่ลาว ทะเบียนเลขที่ 6571603/10003ปัจจุบัน กลุ่มสมุนไพรแปรรูปยังคงมีสมาชิก 10 คน วัตถุประสงค์หลักคือการ สร้างรายได้ให้กับสมาชิก และ ส่งเสริมการใช้และอนุรักษ์สมุนไพรไทย กิจกรรมหลักของกลุ่มคือการผลิตและจำหน่ายสินค้าแปรรูปสมุนไพรหลากหลายชนิด เช่น ธูปสมุนไพรไล่ยุงและแมลงวัน, ยาสมุนไพรไล่หนูและแมลงสาบ, ยาประคบสมุนไพร, ยาอบสมุนไพร, หมอนสมุนไพรเพื่อสุขภาพ, และตุ๊กตาสมุนไพรแก้หวัด กระบวนการผลิตโดยทั่วไปจะเน้นการนำส่วนผสมสมุนไพรมาหั่น ตากแดด โม่ให้ละเอียด และผสมกันตามสัดส่วนของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติในการรักษาและบรรเทาอาการต่าง ๆองค์ความรู้ของกลุ่มสมุนไพรแปรรูปครอบคลุมทั้งด้านพฤกษศาสตร์ เภสัชกรรม การผลิต และ การบริหารจัดการ10.1 องค์ความรู้ด้านสมุนไพรไทยและสรรพคุณo การจำแนกและคัดเลือกสมุนไพร: ความรู้ในการระบุชนิดของสมุนไพรต่าง ๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่น รวมถึงคุณสมบัติเฉพาะที่เหมาะสมกับการนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทo สรรพคุณทางยาและกลไกการออกฤทธิ์: ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในสรรพคุณของสมุนไพรแต่ละชนิด เช่น ฤทธิ์ในการไล่แมลง ฤทธิ์ในการบรรเทาปวดเมื่อย หรือฤทธิ์ในการแก้หวัด รวมถึงการทำงานร่วมกันของสมุนไพรหลายชนิดo การเก็บเกี่ยวและเตรียมวัตถุดิบ: ความรู้เกี่ยวกับช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวสมุนไพร วิธีการเก็บที่ถูกต้อง และกระบวนการเตรียมวัตถุดิบเบื้องต้น เช่น การหั่น การตากแห้ง อย่างถูกวิธีเพื่อรักษาสรรพคุณ10.2 องค์ความรู้ด้านการผลิตและแปรรูปสมุนไพรo ตำรับและสูตรการผลิต: ความรู้เกี่ยวกับส่วนผสมและสัดส่วนที่ถูกต้องของสมุนไพรแต่ละชนิดในผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท (เช่น ธูปสมุนไพร, ลูกประคบ, ยาอบ) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการo กระบวนการผลิต: ทักษะและขั้นตอนในการแปรรูปสมุนไพร ตั้งแต่การหั่น ตากแดด โม่ให้ละเอียด ไปจนถึงการผสม การบรรจุ และการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์o การควบคุมคุณภาพ: ความเข้าใจในการผลิตที่ได้มาตรฐาน (มผช.176/2546) เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพสม่ำเสมอ ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ


10.3 องค์ความรู้ด้านการสร้างผลิตภัณฑ์และการตลาดo การพัฒนาผลิตภัณฑ์: ความสามารถในการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ให้ \"ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค\" โดยอาศัยความรู้ด้านสมุนไพรและแนวโน้มตลาดo การตลาดและการจำหน่าย: ทักษะในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ การสร้างช่องทาง การจำหน่าย และการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าในฐานะผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีคุณภาพo การจดทะเบียนมาตรฐาน: ความเข้าใจในกระบวนการและข้อกำหนดในการขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) และการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและโอกาสทางการตลาด10.4 องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนo การบริหารสมาชิก: การจัดสรรงาน การแบ่งปันรายได้ และการสร้างความร่วมมือภายในกลุ่มสมาชิก 10 คนo การสร้างรายได้และเศรษฐกิจชุมชน: ความเข้าใจในการใช้กลุ่มเป็นกลไกในการสร้างรายได้ให้กับสมาชิก และส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่นo การส่งเสริมและอนุรักษ์สมุนไพร: การดำเนินกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับการใช้ประโยชน์จากสมุนไพร ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรสมุนไพรในพื้นที่11. กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้กลุ่มสมุนไพรแปรรูปดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านกระบวนการที่เน้นการปฏิบัติจริง การเรียนรู้ร่วมกัน และการสร้างรายได้เป็นแรงจูงใจ11.1 การถ่ายทอดผ่านการปฏิบัติงานจริง o การฝึกฝนในกระบวนการผลิต: สมาชิกใหม่หรือผู้ที่สนใจจะเรียนรู้กระบวนการผลิตทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบ การหั่น การตาก การโม่ และการผสม ซึ่งเป็นการเรียนรู้จากการลงมือทำจริงภายใต้การแนะนำของสมาชิกที่มีประสบการณ์o การเรียนรู้ตำรับและสัดส่วน: ความรู้เกี่ยวกับสูตรและสัดส่วนของสมุนไพรในผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดจะถูกถ่ายทอดผ่านการปฏิบัติจริงและการบอกกล่าวจากผู้เชี่ยวชาญในกลุ่ม11.2 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในกลุ่ม o การประชุมและระดมสมอง: สมาชิกในกลุ่มมีการรวมตัวกันเพื่อหารือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตหรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์o การพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน: การที่กลุ่มมีการ \"พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค\" แสดงถึงกระบวนการเรียนรู้และสร้างสรรค์ร่วมกันภายในกลุ่ม โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์ของสมาชิกทุกคนo การแบ่งปันความรู้จากภายนอก: เมื่อมีการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม หรือเข้าร่วมอบรมต่างๆ สมาชิกจะนำความรู้เหล่านั้นกลับมาถ่ายทอดและแบ่งปันกันภายในกลุ่ม


11.3 การเป็นต้นแบบและศูนย์เรียนรู้ o การเป็นวิสาหกิจชุมชนต้นแบบ: การที่กลุ่มได้รับการจดทะเบียนมาตรฐานและวิสาหกิจชุมชน ทำให้เป็นตัวอย่างที่ดีของกลุ่มอาชีพที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งสามารถเป็นแหล่งศึกษาดูงานให้กับชุมชนอื่นได้o การถ่ายทอดสู่บุคคลภายนอก: แม้ข้อมูลจะไม่ได้ระบุชัดเจน แต่โดยทั่วไปกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเช่นนี้ มักจะมีการเปิดอบรม หรือจัดกิจกรรมสาธิตการทำสมุนไพรแปรรูปให้กับบุคคลทั่วไป หรือนักเรียน นักศึกษาที่สนใจo การเผยแพร่ความรู้ผ่านผลิตภัณฑ์: ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายออกสู่ตลาดเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการถ่ายทอดคุณประโยชน์ของสมุนไพรไทยให้ผู้บริโภคได้รับรู้และหันมาใช้11.4 การสร้างแรงจูงใจด้วยรายได้และอาชีพ o การสร้างรายได้: วัตถุประสงค์หลักของกลุ่มคือการ \"สร้างรายได้ให้กับสมาชิก\" ซึ่งเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เกิดการเรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องo การสร้างอาชีพ: กลุ่มนี้ช่วยให้สมาชิกมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงจากภูมิปัญญาของตนเอง ซึ่งเป็นรูปแบบการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ยั่งยืนที่สุดกลุ่มสมุนไพรแปรรูปจึงเป็นกลไกสำคัญในการรักษาและพัฒนาภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรท้องถิ่น ด้วยกระบวนการถ่ายทอดที่เน้นการปฏิบัติ การเรียนรู้ร่วมกัน และการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสุขภาพให้กับชุมชน12. ผลงานที่ได้รับการยกย่อง รางวัลที่ได้รับเกี่ยวกับการจัดการท่องเที่ยวของชุมชนได้รับรางวัลตั้งแต่ปี 2544-2553 ดังนี้1. บ้านจุ้มเมืองเย็น2. บ้านเศรษฐกิจพอเพียง3. บ้านอยู่เย็นเป็นสุข4. รางวัลพลังงาน ลดพลังงาน 80 ชุมชน5. หน้าบ้านน่ามอง หลังบ้านน่าดู ในบ้านน่าอยู่6. โครงการผู้ว่าพาเที่ยว วันเดียวเชียงราย7. ได้รับรางวัลหมู่บ้านจัดสิ่งแวดล้อมดีเด่น8. หมู่บ้านต้นแบบตำบล อำเภอ จังหวัด9. หมู่บ้านท่องเที่ยวทั่วประเทศเชิงอนุรักษ์13. ชื่อผู้รับผิดชอบ ครูศุภฤกษ์ ยอดยา ครูศกร. ตำบลบัวสลี14. ชื่อผู้รวบรวมข้อมูล นางสาวพลับพลึง กำแพง บรรณารักษ์


แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสกร.ระดับอำเภอแม่ลาว ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย 1. ประเภท/สาขา ศิลปกรรม2. เรื่อง กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา3. ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สุกล นายสถิตย์ สลีสองสม อายุ 64 ปี4. การศึกษา - เบอร์โทร 085-863009335. สถานที่ติดต่อ หมู่ที่ 11 บ้านร่องปลายนา ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์57250 6. วัน/เวลาที่ให้บริการ 08.00 – 16.00 น. ทุกวัน7. เว็บไซต์ https://www.cots.go.th/travelview/detail.php?id=288 เฟสบุ๊ค ร่องปลายนา โฮมสเตย์ เชียงราย ID Line 08586300933 8. ละติจูด/ลองจิจูด 19.81409, 99.750759. ประวัติความเป็นมากลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาบ้านร่องปลายนา ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ภายใต้ การนำของ นายสถิตย์ สลีสองสม (อายุ 64 ปี) บ้านเลขที่ 18 หมู่ที่ 11 ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงรายเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการอนุรักษ์และต่อยอด ภูมิปัญญาพื้นบ้านแบบโบราณ ที่ไม่พึ่งพาเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการปั้นดินเผา การดำเนินงานมากว่า 30 ปีได้เปลี่ยนกิจกรรมยามว่างจากการทำนาให้กลายเป็นทั้ง อาชีพหลักและอาชีพเสริม ที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับชุมชนกลุ่มนี้เริ่มต้นจากการรวมตัวของคนในชุมชนเพื่อร่วมกันอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมประติมากรรมเครื่องปั้นดินเผาแบบดั้งเดิม โดยผลิตสินค้าที่มีทั้งความสวยงามและคุณภาพ จนได้รับการจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการที่เป็นระบบและความสามารถในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง


Click to View FlipBook Version