หน้า 46 งบประมาณในโครงการ "งบประมาณ" หมายความว่า การลงงบประมาณที่เกิดจากเป้าหมาย (ผลผลิต ของโครงการ) ช่องงบประมาณหรือระยะเวลางบประมาณเป็นการกำหนดห้วงระยะเวลาหรือช่วงของ แผนพัฒนาท้องถิ่นไว้ห้าปี เป็นงบประมาณที่ต้องดำเนินการที่เกิดจากเป้าหมาย (ผลผลิตของโครงการ) การลงงบประมาณจะลงครบทั้งห้าปีก็ได้ไม่ครบหรือครอบคลุมทั้งห้าปีก็ได้ แต่เมื่อรวมปีหรือรวมช่อง ของทุกปีที่ลงงบประมาณจะต้องมีจำนวนเท่ากับหรือสอดคล้องกับเป้าหมาย (ผลผลิตของโครงการ) "งบประมาณ" จะต้องมีการประมาณราคาในโครงการพัฒนาท้องถิ่นเพื่อจัดทำ บริการสาธารณะหรือกิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามหลักการพัฒนา อย่างยั่งยืนมีการประมาณการราคาถูกต้องตามหลักวิธีการงบประมาณ การประมาณตาสอดคล้องกับ โดรงการ ถูกต้องตามหลักวิซาการทางช่าง หลักของราดากลางตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มีความโปร่งใสในการกำหนดราคากลางและตรวจสอบได้ ในเชิงประจักษ์ เป็นการประมาณการราคาที่เกิดจากเป้าหมาย (ผลผลิตของโครงการ) "งบประมาณ" จะต้องคำนึงถึงหลักสำคัญ 5 ประการในการจัดทำโครงการได้แก่ (1) ความเหมาะสมของราคาในเวลานั้นหรือราคาที่เป็นจริงในเวลานั้น (Economy) (2) ความมีประสิทธิภาพ (Efficiency) (3) ความมีประสิทธิผล (Effectiveness) (4) ลดความความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาท้องถิ่นนำไปสู่ความยุติธรรม (Equity) (5) ความโปร่งใส (Transparency) ซัดเจน ตรวจสอบได้ วัดได้พิสูจน์ได้ว่าเป็นจริง ในเวลานั้น ตัวชี้วัด (KPI) โครงการ "ตัวชี้วัด (KPI)" หมายความว่า เป็นการกำหนดเครื่องมือการตรวจสอบว่าโครงการ ดังกล่าวจะดำเนินการจนเกิดผลสำเร็จได้มากน้อยเพียงใด การกำหนด Key Performance Indicator: KPI เป็นเครื่องมือวัดผลในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานว่าเป็นไปตามาตรฐานที่กำหนด ไว้หรือไม่จนประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และผลที่ดาดว่าจะได้รับของโครงการพัฒนาท้องถิ่น มีการกำหนดตัวชี้วัดผลงาน (Key Performance Indicator: KPI) ที่สามารถวัดได้ (measurable) ใช้บอกประสิทธิผล (effectiveness) ใช้บอกประสิทธิภาพ (efficiency) ได้ เช่น การกำหนดความพึ่งพอใจ การกำหนดร้อยละ การกำหนดอันเกิดจากผลของวัตถุประสงค์ที่เกิดสิ่งที่ ได้รับ (การคาดการณ์ ดาดว่าจะได้รับ) ตัวชี้วัดที่แสดงให้เห็นว่า จะดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จอย่างไร หรือผลที่คาดว่าจะได้รับอย่างไร ไม่ใช่การกำหนด KPI เป็นครั้งหนึ่งแห่งหนึ่งหนึ่งโครงการความกว้าง ความยาว เป็นต้น
หน้า 47 1. วัดความสำเร็จในการทำงานซึ่งวัดจากการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น 2. เป็นเครื่องวัด การควบคุมการปฏิบัติงานที่ถูกกำหนดให้กระบวนการของการตรวจสอบ ประสิทธิภาพเทียบกับมาตรฐานที่ดำเนินการ 3. เป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จเกิดประสิทธิภาพ/ประสิทธิผล/ความสามารถในการ ทำงาน ผลที่คาดว่าจะได้รับของโครงการ "ผลที่คาดว่าจะได้รับ" หมายความว่า การแสดงให้เห็นหรือการบ่งบอกว่า เมื่อโครงการพัฒนาท้องถิ่นดำเนินการสิ้นสุดลงจะได้รับผลเช่นใด จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของ ประซาชนในท้องถิ่นอย่างไรทั้งทางบวกและทางลบ ผลที่ได้รับสิ่งที่ได้รับ สิ่งที่ทำให้ได้นั้น ได้รับผลที่ คาดว่าจะได้รับจะต้องสนองตอบต่อวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ผลที่ได้รับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงจากการ ดำเนินงานตามโครงการพัฒนา ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ การได้ผลหรือผลที่เกิดขึ้นจะต้อง เท่ากับวัตถุประสงค์หรือมากกว่าวัตถุประสงค์ซึ่งการเขียนวัตถุประสงค์ควรคำนึงถึง (1) มีความเป็นไปได้และมีความเฉพาะเจาะจงในการดำเนินงานตามโครงการ (2) วัดและประเมินผลระดับของความสำเร็จได้ (3) ระบุสิ่งที่ต้องการดำเนินงานอย่างชัดเจนและเฉพาะเจาะจงมากที่สุดและ สามารถปฏิบัติได้ (4) เป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องกับความเป็นจริง (5) ส่งผลต่อการบ่งบอกเวลาได้ การประสานแผนพัฒนาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2561 ในการจัดทำร่างแผนพัฒนาท้องถิ่น ให้องค์กรบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์กร บริหารส่วนตำบลเมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง นำปัญหา ความต้องการจากแผนพัฒนาหมู่บ้านหรือแผนชุมชน ที่เกินศักยภาพของหมู่บ้านหรือชุมชน ที่จะดำเนินการเองได้มาพิจารณาบรรจุไว้ในแผนพัฒนา แต่หากเกินศักยภาพของเทศบาล องค์กร บริหารส่วนตำบลเมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้งให้เสนอปัญหา ความต้องการไปยังองค์กรบริหารส่วนจังหวัดและให้องค์กรบริหารส่วนจังหวัดนำมาพิจารณาบรรจุไว้ ในแผนพัฒนาขององค์กรบริหารส่วนจังหวัดตามอำนาจหน้าที่
หน้า 48 ลักษณะและกรอบการประสานแผนพัฒนาท้องถิ่น ประกาศคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่อง กำหนดอำนาจ และหน้าที่ ในการจัดระบบบริการสาธารณะขององค์กรบริหารส่วนจังหวัด ประกาศ ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2546 กำหนดหลักการสำคัญในการจัดระบบบริการสาธารณะ ขององค์กรบริหารส่วนจังหวัด (หนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0810.3/ว 7467 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2563) 1. โครงการพัฒนาที่ประชาชนในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไป ได้ประโยชน์ 2. ขนาดของโครงการและงบประมาณในการดำเนินโครงการพัฒนา 3. ความซับซ้อมของโครงการ ที่ต้องใช้ความชำนาญเป็นพิเศษ 4. โครงการที่กระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สภาพแวดล้อมและสภาพภูมิสังคม 5. การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในภาพรวมของจังหวัด 6. อำนาจหน้าที่ของส่วนราชการหรืออำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7. องค์ประกอบอื่น ๆของสภาพพื้นที่ ตามความจำเป็น
หน้า 49 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 29 พฤษภาคม 2567 เวลา 13.00 – 16.00 น. การจัดทำแผนปฏิบัติการและแผนยุทธศาสตร์ ************************************************* ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ. 2561-2580 วิสัยทัศน์ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการ พัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หรือเป็นคติพจน์ประจำชาติ ว่า มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน 1. ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง 2. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 4. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 5. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 6. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504-2509) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คือ แผนที่กำหนดแนวทางการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยการเข้ามามี ส่วนร่วมของประชาชนทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ประเทศไทยได้มีการริเริ่มจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจของชาติมาตั้งแต่ปี| พ.ศ. 2502 ในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยในปี พ.ศ.2504 ได้ประกาศใช้แผนพัฒนา เศรษฐกิจแห่งชาติฉบับแรกขึ้น ซึ่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 มีระยะเวลาของแผน 6 ปี โดยที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับต่อ ๆ มา มีระยะเวลาของแผน 5 ปีหน่วยงานที่มี หน้าที่รับผิดชอบในการจัดทำแผนคือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570)
หน้า 50 1. เน้นการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศได้แก่ ทางหลวง แผ่นดิน ทางรถไฟ ประปา ไฟฟ้า และเขื่อนชลประทาน เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนอุบลรัตน์ 2. ส่งเสริมการลงทุนของเอกชนในภาคอุตสาหกรรม เพื่อทดแทนการนำเข้า 3. จัดตั้งมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาค คือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 สาระสำคัญ 1. ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 2. ฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศพึ่งตนเอง 3. การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4. แก้ปัญหาความยากจน/ยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 สาระสำคัญ คือ การนำปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทาปฏิบัติ ควบคู่กับแนวคิดที่ยึดคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ สมดุลยั่งยืนเละเป็นธรรมโดยกำหนดวิสัยทัศน์ ในการพัฒนาประทศให้มุ่งสู่ "สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 สาระสำคัญ คือ การขับเคลื่อน ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 สาระสำคัญ คือ การยึดหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ต่อเนื่องมาตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9
หน้า 51 แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 เป้าหมาย 5 ปี ดังนี้ 1. ปรับโครงสร้างสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม 2. พัฒนาคนสำหรับโลกยุคใหม่ 3. มุ่งสู่สังคมแห่งโอกาสและความเป็นธรรม 4. เปลี่ยนผ่านการผลิตและการบริโภคไปสู่ความยั่งยืน 5. สร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และความเสี่ยง 13 หมายหมุด สู่การพลิกโฉมประเทศไทย แผนกลยุทธ์รายหมุดหมาย - หมุดหมายที่ 1 ไทยเป็นประเทศชั้นนำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง - หมุดหมายที่ 2 ไทยเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืน - หมุดหมายที่ 3 ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลก - หมุดหมายที่ 4 ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง - หมุดหมายที่ 5 ไทยเป็นประตูการค้าการลงทุนและยุทธศาสตร์ทางโลจิสติกส์ ที่สำคัญของภูมิภาค - หมุดหมายที่ 6 ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมดิจิทัล ของอาเซียน - หมุดหมายที่ 7 ไทยมีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เข้มแข็ง มีศักยภาพสูง และสามารถแข่งขันได้ - หมุดหมายที่ 8 ไทยมีพื้นที่และเมืองอัจฉริยะที่น่าอยู่ ปลอดภัย เติบโตได้ อย่างยั่งยืน - หมุดหมายที่ 9 ไทยมีความยากจนข้ามรุ่นลดลง และมีความคุ้มครองทางสังคม ที่เพียงพอ เหมาะสม - หมุดหมายที่ 10 ไทยมีเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ - หมุดหมายที่ 11 ไทยสามารถลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
หน้า 52 - หมุดหมายที่ 12 ไทยมีกำลังคนสมรรถนะสูง มุ่งเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์ การพัฒนา แห่งอนาคต - หมุดหมายที่ 13 ไทยมีภาครัฐที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ประชาชน ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ SDGs เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เป็นชุดเป้าหมายการพัฒนาระดับโลกหลังปี 2015 ที่ได้รับการรับรองจาก 193 ประเทศสมาชิก ขององค์กรสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 2015 ครอบคลุมช่วงระยะเวลาที่ต้องบรรลุ ภายใน 15 ปี ได้เป็นทิศทางการพัฒนาที่ทุกประเทศที่ต้องดำเนินการร่วมกันมาตั้งแต่ปีค.ศ. 2016 ไปจนถึงปี ค.ศ. 2030 โดยเอกสารที่ประเทศสมาชิกทั้งหมดลงนามรับรองเป็นพันธะสัญญานั้น เรียกว่า “Transforming Our World: the 2030 Agenda for Sustainable Development” หรือ “วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030” ฉะนั้นในบางโอกาส SDGs อาจถูกกล่าวถึงผ่านชื่ออื่นได้ ทั้ง Agenda 2030 หรือ Global Goals เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) มีทั้งหมด 17 เป้าหมาย (Goals) ภายใต้หนึ่งเป้าหมายจะประกอบไปด้วยเป้าหมายย่อย ๆ ที่เรียกว่า เป้าหมายย่อย (Targets) ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 169 เป้าหมายย่อย และพัฒนา ตัวชี้วัด (Indicators) จำนวน 232 ตัวชี้วัด (ทั้งหมด 244 ตัวชี้วัดแต่มีตัวที่ซ้ำ 12 ตัว) เพื่อติดตาม ความก้าวหน้าของเป้าหมายย่อยดังกล่าว
หน้า 53 เป้าหมายทั้ง 17 เป้าหมายประกอบด้วย • เป้าหมายที่ 1: ยุติความยากจนทุกรูปแบบในทุกที่ • เป้าหมายที่ 2: ยุติความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหารและยกระดับ โภชนาการ และส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน • เป้าหมายที่ 3: สร้างหลักประกันการมีสุขภาวะที่ดี และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี สำหรับทุกคนในทุกช่วงวัย • เป้าหมายที่ 4: สร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุม และเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต • เป้าหมายที่ 5: บรรลุความเสมอภาคระหว่างเพศ และเพิ่มบทบาทของสตรี และเด็กหญิงทุกคน • เป้าหมายที่ 6: สร้างหลักประกันเรื่องน้ำและการสุขาภิบาล ให้มีการจัดการ อย่างยั่งยืนและมีสภาพพร้อมใช้ สำหรับทุกคน • เป้าหมายที่ 7: สร้างหลักประกันว่าทุกคนเข้าถึงพลังงานสมัยใหม่ในราคาที่สามารถ ซื้อหาได้ เชื่อถือได้ และยั่งยืน • เป้าหมายที่ 8: ส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน การจ้างงานเต็มที่และ มีผลิตภาพ และการมีงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน • เป้าหมายที่ 9: สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริม การพัฒนาอุตสาหกรรม ที่ครอบคลุมและยั่งยืน และส่งเสริมนวัตกรรม • เป้าหมายที่ 10: ลดความไม่เสมอภาคภายในและระหว่างประเทศ • เป้าหมายที่ 11 : ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ มีความครอบคลุม ปลอดภัย ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง และยั่งยืน • เป้าหมายที่ 12: สร้างหลักประกันให้มีแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน • เป้าหมายที่ 13: ปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น • เป้าหมายที่ 14: อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเลและทรัพยากร ทางทะเลอย่างยั่งยืนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน • เป้าหมายที่ 15: ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ต่อสู้การกลายสภาพเป็นทะเลทราย หยุดการเสื่อมโทรมของที่ดิน และฟื้นสภาพกลับมาใหม่ และหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
หน้า 54 • เป้าหมายที่ 16: ส่งเสริมสังคมที่สงบสุขและครอบคลุม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้ทุกคนเข้าถึงความยุติธรรม และสร้างสถาบันที่มีประสิทธิผล รับผิดชอบ และครอบคลุม ในทุกระดับ • เป้าหมายที่ 17: เสริมความเข้มแข็งให้แก่กลไกการดำเนินงานและฟื้นฟูสภาพ หุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน นโยบายการจัดทำบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พุทธศักราช 3560 มาตรา 250 กำหนดว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่และอำนาจดูแลและจัดทำบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน. พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 6๕๔6 หมวด 2 การกำหนดอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะ มาตราn16 กำหนดว่า "ให้เทศบาล เมืองพัทยา และองค์กรบริหารส่วนตำบลมีอำนาจและหน้าที่ ในการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง ดังนี้ (1) การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง" เป็นต้น มาตรา 17 กำหนดว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 16 ให้องค์กรบริหารส่วนจังหวัด มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น ของตนเอง ดังนี้(1) การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง และประสานการจัดทำแผนพัฒนา จังหวัดตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด" เป็นต้น ความสอดคล้องความเชื่อโยงของแผนพัฒนาท้องถิ่น ความสอดคล้องความเชื่อโยงของแผนพัฒนาท้องถิ่น ประกอบด้วย การบริหาราชการแผ ่นดิน พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 3534 (ฉบับที่8 พ.ศ.2553 มาตรา มาตรา 53/1 วรรคท้าย กำหนดว่า "เมื่อประกาศ ใช้แผนพัฒนาจังหวัดแล้ว การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการดำเนิน กิจการของส่วนราชการเละหน่วยงานอื่นของรัฐทั้งปวงที่กระทำในพื้นที่จังหวัดต้องสอดกล้อง กับแผนพัฒนาจังหวัดดังกล่าว" การบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ มาตรา 19 วรรคท้าย กำหนดว่า "เมื่อแผนพัฒนาจังหวัดได้รับความเห็นขอบจากคณะรัฐมนตรีและประกาศใช้แล้ว การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการดำเนินกิจการของจังหวัด และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดตังกล่าว" และแผนพัฒนาท้องถิ่น
หน้า 55 พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. 2551 มาตรา 18 กำหนดว่า "ให้ ก.บ.จ.ดำเนินการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด โดยคำนึง ถึงความต้องการและศักยภาพของประชาชนในท้องถิ่นในจังหวัด รวมตลอดถึงความพร้อมของภาครัฐ และภาคธุรกิจของเอกชนและยุทธศาสตร์ระดับชาติ มาตรา 18 กำหนดว่า แผนพัฒนาจังหวัดอย่างน้อยต้องระบุรายละเอียด ของวิสัยทัศน์ ประเด็นยุทธศาสตร์เป้าประสงค์ ตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย และกลยุทธ์ การกำหนดนโยบายสาธารณะ (Public Policy) การออกแบบหรือการกำหนดนโยบาย (policy design) ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเพื่อพัฒนาท้องถิ่นกำหนดให้มีส่วนร่วมของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องแบบองค์รวม (Inclusive participation) 1. การก่อตัวนโยบาย 2. การกำหนดนโยบาย 3. การตัดสินนโยบาย 4. การนำนโยบายไปปฏิบัติ 5. การประเมินผลนโยบาย การจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่น การกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ (strategy) ประเด็นยุทธศาสตร์ สิ่งที่แสดงให้เห็นถึง กลยุทธ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล เป็นความสัมพันธ์ ระหว่างผลลัพธ์ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปรารถนาในมุมมองมิติต่าง ๆ และเป็นเรื่องของ การกระจายเป้าประสงค์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปสู่การปฏิบัติ ยุทธศาสตร์การพัฒนา (development strategy) เพื่อกำหนดกรอบการบริหาร ยุทธศาสตร์ ภายใต้คำถามที่ว่า "ปัจจุบันเราอยู่ ณ จุดไหน" "ในอนาคตเราต้องไปสู่จุดไหน" "เราจะไปสู่ จุดนั้นได้อย่างไร" "เราจะต้องทำอะไร จะปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง เพื่อให้ไปถึงจุด นั้น"
หน้า 56 เค้าโครงการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ. 2561 – 2565 และ พ.ศ. 2566-2570 ส่วนที่ 1 สภาพทั่วไปและข้อมูลพื้นฐาน - ด้านกายภาพ - ด้านการเมือง/การปกครอง - ประชากร - สภาพทางสังคม - ระบบการพื้นฐาน - ระบบเศรษฐกิจ - ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม - ทรัพยากรธรรมชาติ - อื่น ๆ ส่วนที่ 2 ยุทธศาสตร์องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น - ความสัมพันธ์ระหว่างแผนพัฒนาระดับมหาภาค - ยุทธศาสตร์ขององค์ปกครองส่วนท้องถิ่น - การวิเคราะห์เพื่อพัฒนาท้องถิ่น ส่วนที่ 3 การนำแผนพัฒนาท้องถิ่นไปสู่การปฏิบัติ - ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) - แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ - Sustainable Development Goals : SDGs - ยุทธศาสตร์จังหวัด - ยุทธศาสตร์การพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตจังหวัด - ยุทธศาสตร์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป้าหมาย(ผลผลิตของโครงการ) KPI - กลยุทธ์ - แผนงาน ส่วนที่ 4 การติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาท้องถิ่น
หน้า 57 ยุทธศาสตร์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยุทธศาสตร์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย - วิสัยทัศน์ - ยุทธศาสตร์ - เป้าประสงค์ - ตัวชี้วัด - ค่าเป้าหมาย - กลยุทธ์ - จุดยืนทางยุทธศาสตร์ - ความเชื่อมโยงของยุทธศาสตร์ในภาพรวม การกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนา 1. เพื่อนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ (objective) และเป้าประสงค์สูงสุด (goal) สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ 2 เพื่อกำหนดการวิเคราะห์สภาพการณ์ในท้องถิ่นโดยใช้เครื่องมือหรือเทคนิคในการ วิเคราะห์ SWOT Analysis Demand (Demand Analysis) Global Demand/Trend/Integration 3.เพื่อพิจารณากำหนดประเด็นหลัก นำไปสู่วิสัยทัศน์และจะเกิดเป้าประสงค์ภายใต้ ประเด็นยุทธศาสตร์ และในและประเด็นยุทธศาสตร์จะแสดงให้เห็นว่าต้องการอะไร 4. เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาท้องถิ่น ภายใต้คำถามที่ว่า ปัจจุบันเราอยู่ ณ จุดไหน, ในอนาคตเราต้องไปสู่จุดไหน, เราจะไปสู่จุดนั้นได้อย่างไร, เราจะต้องทำอะไร จะปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง เพื่อให้ไปถึงจุดนั้น
หน้า 58 เป้าประสงค์ 1. เป็นการกำหนดเป้าประสงค์ที่จะดำเนินการสิ่งใดให้ได้ตามวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ เป็นเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพหรือหน่วยนับได้ การกำหนดเป้าประสงค์ที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ที่เกิดจากวัตถุประสงค์ของการพัฒนาท้องถิ่น 2. เป้าประสงค์จะนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาท้องถิ่น สิ่งที่แสดงให้เห็นถึง เครื่องชี้แนวทางในการดำเนินงานของโดรงการพัฒนาท้องถิ่นแสดงให้เห็นจำนวนที่เกิดในเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ เมื่อกำหนดเป้าหมาย(Target) แล้วสามารถนำไปคำนวณเป็นงบประมาณที่เป็นจริง ในเวลานั้นได้ 3. เป็นการก้าวไปสู่เป้าประสงค์สูงสุด (g0al) สะท้อนจาก Objective นำไปสู่ การสะท้อนถึงเป้าประสงค์โดยการเริ่มจากคำว่า เชื่อ, เพิ่ม, เร่ง ลด ป้องกัน และ หรือ ว่างจากฐาน เป็นต้น 4. เป็นการก้าวไปสู่เป้าประสงค์สูงสุด (goal) สะท้อนจากObjective นำไปสู่การ สะท้อนถึงเป้าหมายโดยการเริ่มจากคำนาม ผลลัพธ์ที่อยากได้ และปิดท้ายด้วย ระดับ, ใน, เวลา ที่แสดงให้เห็นถึงร้อยละ ค่าเป้าหมาย (Target value) 1. เป็นค่าที่แสดงให้ตัวเลขหรือหน่วยนับที่สามารถนับได้ทั้งโนเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ 2. จะนำไปสู่เป้าหมาย (ผลผลิตของโครงการ) ที่เกิดประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อการกิจของรัฐ และมีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ 3. จะเป็นตัวกำหนดหรือแสตงให้เห็นถึงการจัดทำโครงการพัฒนาท้องถิ่น กำหนด เป้าหมาย (ผลผลิตของโครงการ) ในงบประมาณ กลยุทธ์ (Strategic) - กลยุทธ์จึงเป็นกรอบในการทำงานเพื่อการตัดสินใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือการสนับสนุนให้เกิดการดำเนินการ - กลยุทธ์เป็นการกำหนดแนวทางเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และเป็นแนวทางในการสร้างผลผลิตการพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น - กลยุทธ์เป็นประโยชน์ในการกระทำให้บรรลุสู่จุดมุ่งหมายที่ชัดเจนและสร้าง ความชัดเจนในอำนาจหน้าที่ภารกิจต่าง ๆ ที่จะดำเนินการ
หน้า 59 ความเชื่อโยงของยุทธศาสตร์ในภาพรวม (Strategy linkage) ความเชื่อมโยงในเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อกันเพื่อให้เกิดภาพรวม (Overview) การเชื่อมโยงจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งในเชิงยุทธศาสตร์ โดยสามารถนำเข้าสู่รอยต่อที่เข้าหากันได้อย่าง กลมกลืนสามารถเดินทางไปด้วยกันได้ในเชิงยุทธศาสตร์ เป็นการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ระดับชาติกับ ยุทธศาสตร์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
หน้า 60 Infographic วันที่ 29 พฤษภาคม 2567
หน้า 61
หน้า 62 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 30 พฤษภาคม 2567 เวลา 19.00 – 12.00 น. การสื่อสารสาธารณะ การประสานและการบูรณาการในพื้นที่ ************************************************* การทำงานร่วมกันไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานของเอกชน มีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของหน่วยงานนั้นบรรลุผลสำเร็จ ซึ่งมีทรัพยากร ในการบริหาร จัดการองค์กรอันประกอบด้วย คน (Men) เงิน (Money) วัสดุ (Material) หลักการ บริหาร (Management) เครื่องจักร อุปกรณ์ (Machine) วิธีปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ (Methods) โดยคนหรือ บุคลากรในหน่วยงานถือได้ว่าเป็นหัวใจของหน่วยงาน และเป็นทรัพยากรในการบริหาร จัดการที่สำคัญ ในการทำงานให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม คนหรือบุคลากร ในหน่วยงานนั้น มีความแตกต่างกันทั้งด้านอารมณ์ ความรู้สึก จิตใจ พฤติกรรม ทักษะ ความคิดริเริ่ม ความมีใจรัก ในการทำงาน ทุ่มเทกำลังกายใจให้กับงาน ความชำนาญที่จะปฏิบัติงานจึงเป็นเหตุทำให้ การทำงาน ร่วมกันของคนในหน่วยงานเกิดปัญหาความขัดแย้งทางความคิด ความขัดแย้งในการ ปฏิบัติงานร่วมกัน การประสานงานในการทำงานร่วมกันจึงกลายเป็นการประสานงานระหว่างกัน ทันที ดังนั้น บุคลากรในหน่วยงานจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจในเบื้องต้นเสียก่อนว่า การประสานงานนั้นคืออะไร องค์ประกอบของการประสานงานมีอะไรบ้าง รวมถึงการประสานงาน มีความสำคัญอย่างไรต่อองค์กร มีปัจจัยที่จำเป็นในการประสานอะไรบ้าง หลักในการประสานงาน ตลอดจนเทคนิคการประสานงานที่ดี ประโยชน์ของการประสานงาน ปัญหาในการประสานงานนั้น เกิดจากสาเหตุอะไร และแนวทางแก้ไขปัญหาของการประสานงานในองค์กรควรเป็นอย่างไร เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิผลเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน การประสานงาน หมายถึง การจัดให้คนในองค์กรทำงานสัมพันธ์สอดคล้องกัน โดยจะต้อง ตระหนักถึงความรับผิดชอบวัตถุประสงค์เป้าหมาย และมาตรฐานการปฏิบัติขององค์กร เป็นหลัก ต้องมีการจัดระเบียบวิธีการทำงาน อีกทั้งความร่วมมือในการปฏิบัติงานเป็นน้ำหนึ่งใจ เดียวกัน เพื่อให้ เกิดความเข้าใจตรงกันในการร่วมมือปฏิบัติงานให้สอดคล้องทั้งเวลา และกิจกรรม ที่ต้องกระทำให้ บรรลุวัตถุประสงค์โดยไม่ทำให้เกิดความสับสน ขัดแย้ง หรือเหลื่อมล้ำกัน ทั้งนี้ เพื่อให้งานดำเนินไป อย่างราบรื่น ทำให้ได้มาซึ่งงานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การประสานงานต้องการความร่วมมือ ร่วมใจในการปฏิบัติงานให้เรียบร้อย และสอดคล้อง กลมเกลียวกันในจังหวะเดียวกันเพื่อให้งานบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมายอย่างมี ประสิทธิภาพ การประสานงานมีคำที่มีความหมายใกล้เคียงกันอยู่อีกคำหนึ่ง คือ ความร่วมมือ ข้อแตกต่าง คือ ความร่วมมือเป็นการช่วยเหลือด้วยความสมัครใจแม้จะไม่มีหน้าที่ โดยตรง อาจจะทำเรื่องเดียวกันในเวลาเดียวกันหรือต่างเวลาก็ได้ แม้กระทั่งอาจให้ความร่วมมือ
หน้า 63 ทำบางเรื่องบางเวลา แต่การประสานงานต้องประสานจิตใจ ความสามารถ กำลังงานในเวลาเดียวกัน เพื่อให้บรรลุ จุดมุ่งหมายเดียวกันด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำ และต้องการความร่วมมือจนกว่างาน จะบรรลุผลสำเร็จ องค์ประกอบของการประสานงาน ๑. ความร่วมมือ จะต้องมีความเข้าใจหรือมีการตกลงร่วมกัน มีการระดมความคิด วิธีการ เทคนิคการจัดหาทรัพยากรมาสนับสนุนการทำงานร่วมกัน ความมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน โดยบุคคล ควรมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน มีความจริงใจต่อกัน มีน้ำใจต่อกัน ช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน ไม่มีอคติต่อกัน ไม่กล่าวร้าย หรือพูดจาที่ไม่ดีต่อกัน ก็จะทำให้ การประสานงานระหว่าง กันเป็นไปด้วยความมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดประสิทธิผลอย่างแน่นอน ๒. จังหวะเวลา ผู้ที่ปฏิบัติงานต้องมีความรับผิดชอบ ทำให้งานนั้นเป็นไป ตามกำหนดเวลา ที่ตกลงกันให้ตรงเวลาและสถานที่ โดยเวลาและสถานที่นั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญ เหมือนกัน หากเวลาและสถานที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติงานก็เป็นผลทำให้การประสานงาน ไม่สามารถ ประสบความสำเร็จได้ ๓. ความสอดคล้องกัน จะต้องพิจารณาความพอเหมาะพอดี ไม่ทำงานซ้อนกัน เพื่อให้การบริหารงานประสบความสำเร็จ โดยบทบาทและหน้าที่ของบุคคลในการปฏิบัติงาน ก็ถือว่า เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน หากบุคคลแต่ละบุคคลรู้จักบทบาท หน้าที่และความรับผิดชอบของตนเอง ไม่ไปก้าวก่ายบทบาทหน้าที่ของบุคคลอื่น ความขัดแย้งก็จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นผลทำให้ การประสานงาน เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ๔. ระบบการสื่อสารที่ตรงกันอย่างรวดเร็วและราบรื่น ข้อความในการสื่อสาร โดยข้อความในการสื่อสารระหว่างกันต้องมีความชัดเจน สั้น กะทัดรัด ไม่กำกวม หรือตีความไปได้ หลายทาง และสามารถเข้าใจได้ง่าย ๕. ผู้ประสานงาน จะต้องสามารถทำให้ทุกฝ่ายเข้าร่วมทำงานอย่างมีจุดมุ่งหมาย เดียวกัน ตามวัตถุประสงค์ของงานที่กำหนดไว้ ในการประสานงานระหว่างกันไม่ว่าจะเป็น การประสานงาน ภายในองค์กรระหว่างเพื่อนร่วมงาน หรือการประสานงานระหว่างผู้บังคับบัญชา กับผู้ใต้บังคับบัญชา หรือเป็นการประสานงานกับบุคคลภายนอกองค์กร นอกจากนี้ ในบางกรณี บางองค์กรต้องมี ผู้ประสานงานเพื่อให้การทำงานของทุกฝ่ายเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และบรรลุ วัตถุประสงค์ของงาน ที่ได้วางไว้ หรือเป็นตัวกลางในการแก้ไขข้อขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น ความสำคัญของการประสานงาน ๑. เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าผู้ปฏิบัติงานทุกคนหรือทุกหน่วยงานได้ ทราบ และเห็นด้วยเป็นส่วนรวมแล้ว จะช่วยส่งเสริมการประสานงานได้มาก ถ้าวัตถุประสงค์ไม่เป็นที่ แน่นอน หรือไม่เข้าใจ ของผู้ปฏิบัติงานแต่ละคน แต่ละหน่วยงานก็จะมีความเข้าใจต่างกัน เมื่อเป็น เช่นนี้ วัตถุประสงค์ก็ไร้ผล ดังนั้น จึงต้องอาศัยการประสานงานเป็นสื่อในการสร้างความเข้าใจ
หน้า 64 ๒. ประหยัดเงินและประหยัดเวลา การประสานงานที่ดีจะช่วยตัดปัญหา การปฏิบัติงาน ซ้อนกัน ซึ่งจะทำให้ไม่สิ้นเปลืองกำลังคน กำลังเงิน และไม่เสียเวลาโดยใช่เหตุ ๓. ลดปัญหาการขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานร่วมกัน ความเห็นหรือ ประโยชน์ ซึ่งแต่ละบุคคลหรือแต่ละหน่วยงานอาจจะเห็นไม่ตรงกันและอาจจะขัดกัน หรืออาจจะ ไม่ตรงกับ วัตถุประสงค์ที่วางไว้ งานย่อมจะก้าวก่ายกัน ถ้ามีการประสานงานที่ดีแล้ว จะช่วยให้ เจ้าหน้าที่ มีความเห็นและความเข้าใจในหน้าที่ของแต่ละฝ่ายดีขึ้น จะลดการก้าวก่ายอันเป็นชนวน ทำให้เกิด ความขัดแย้ง ความแตกแยก ซึ่งอาจจะเป็นผลเสียหายแก่งานได้ ปัจจัยในการประสานงาน ปัจจัยที่จำเป็นต่อการประสานงานไม่ว่าจะเป็นองค์กรหรือหน่วยงานประเภทใด มีปัจจัยที่สำคัญ ดังนี้ ๑. คน หมายถึง ผู้ซึ่งจะทำให้งานเป็นผลขึ้นมา การประสานงานที่แท้จริง คือ การประสาน คนให้ร่วมใจ ร่วมกำลังงานด้วยการนำเอาความสามารถของคนมาทำให้เกิดผลงาน ในจุดมุ่งหมาย เดียวกัน ความสามารถ ของคนพิจารณาได้สองด้านคือทางด้านความรู้ และด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น ผู้ประสานงานต้องมีความรู้ ความสามารถและการมองการณ์ไกล มีมนุษยสัมพันธ์ดีมีทัศนคติที่ดีต่อกัน ผู้ร่วมงานทุกฝ่ายเข้ากันได้ดีมีการพบปะหารือกันอยู่เสมอ ๒. เงิน หมายถึง ตัวเงินและสิ่งอื่นซึ่งสามารถใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนได้ ในการประสานงานจะต้องมีกำลังเงินสนับสนุนการปฏิบัติงาน ๓. วัสดุ หมายถึง สิ่งของเครื่องมือและเครื่องใช้ต่าง ๆ ในการประสานจะต้องมีวัสดุ อุปกรณ์ ช่วยในการประสานงานอย่างพอเพียง ๔. วิธีการทำงาน หมายถึง การบริหารงานให้สามารถบรรลุผลสำเร็จตามจุดประสงค์ ที่กำหนดเป็นเป้าหมายไว้มีการกำหนดอำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบให้ชัดเจน มีการมอบหมาย งาน และการควบคุมงาน การติดต่อสื่อสารที่ดี การประสานงาน อาจกระทำได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ ๑. การประสานงานอย่างเป็นทางการ หมายถึง การประสานงานแบบมีพิธีรีตอง ที่ต้องปฏิบัติ เช่น มีหนังสือติดต่อ หรือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร หรือเสนอรายงานเป็นลำดับชั้น เป็นต้น ๒. การประสานงานอย่างไม่เป็นทางการ หมายถึง การประสานงานแบบไม่มี พิธีรีตอง เพียงแต่ทำความตกลงให้ทราบถึงการที่จะปฏิบัติให้เป็นไปตามจังหวะเวลาเดียวกัน และ ด้วยจุดประสงค์เดียวกัน การดำเนินการต้องอาศัยความใกล้ชิดสนิทสนมเป็นส่วนตัว ไม่มี แบบแผน เป็นการติดต่อแบบเผชิญหน้าซึ่งกันและกัน ผลดีก็คือ สามารถมีความเข้าใจที่ตรงกัน และชัดเจนที่สุด เช่น การประสานงานด้วยวาจา ทางโทรศัพท์หรือการเข้าพบผู้ที่ติดต่อโดยตรง
หน้า 65 หลักในการประสานงาน สำหรับหลักในการประสานงานนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ แนวทางในการนำไปสู่ การบริหาร จัดการให้เกิดประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม เกิดประสิทธิภาพต่อหน่วยงานและบรรลุ เป้าหมายของ หน่วยงานที่วางไว้ ดังนี้ ๑. การประสานงานเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการที่จะก่อให้เกิดเอกภาพในการ บริหารงานตามความมุ่งหมายหลักการของการบริหารงาน เพราะการจัดระบบและการแบ่งงานนั้น จะต้องดำเนินไปตามความมุ่งหมาย วัตถุประสงค์ นโยบายและแผน การประสานงานจึงเป็น การ ประสานการปฏิบัติงานกับนโยบายหรือวัตถุประสงค์ของหน่วยงานเข้าด้วยกัน ๒. การประสานงานเป็นเรื่องเกี่ยวกับคน งาน และจิตใจ เพราะการประสานงาน ต้องนำเอาคน คือ ผู้ปฏิบัติงานเข้ามาร่วมทำงานกันอย่างสมานฉันท์เป็นทีมเวิร์ค จึงเห็นว่า สิ่งที่สำคัญ ยิ่งของการ ประสานงาน คือ ความร่วมมือซึ่งเป็นเรื่องของจิตใจ ในการทำงานร่วมกัน ๓. ธาตุแท้ของการประสานงาน คือ เวลา ซึ่งจัดว่าเป็นหัวใจของการประสานงาน เพราะจังหวะระยะเวลา ตลอดจนการกำหนดแผนและการคาดคะเนมีความสำคัญต่อการประสานงาน อย่างยิ่ง ๔. การประสานงานเป็นเรื่องเกี่ยวกับเทคนิคการบริหาร เช่น จัดให้มีการวางแผนที่ดี จัดให้มี แผนผังของหน่วยงาน แผนผังที่เกี่ยวกับหน้าที่การงาน แสดงสถานที่ทำงาน ๕. การประสานงานเป็นเรื่องเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร หลักสำคัญประการหนึ่ง ในการ บริหารงาน คือ บุคคลอื่นหรือหน่วยงานอื่นจะให้ความร่วมมือหรือประสานงานกับหน่วยงาน ของเราได้ก็ต่อเมื่อเขามีความเข้าใจในวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนดีแล้ว โดยอาศัยการติดต่อสื่อสาร เป็นเครื่องมือ ในการประสานงาน ๖. การประสานงานเป็นการประสานความคิดเห็นเพื่อน้อมนำหรือประสาน ความคิดเห็นของ สมาชิกในกลุ่ม หรือผู้ร่วมงานให้มีความสอดคล้องต้องกันอันเป็นปัจจัยสำคัญ ของการประสานงาน ๗. การประสานงานมีอยู่ทุกระดับชั้นของการบังคับบัญชา ทั้งในรูปพิธีการ และไม่เป็นพิธีการ ๘. การควบคุมก็มีบทบาทสำคัญต่อการประสานงานไม่ว่าจะเป็นการควบคุม ในลักษณะใดระดับใด 9. การประสานงานมีความสัมพันธ์กับสภาวะแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นโครงการของรัฐ หรือ เอกชนก็ย่อมมีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสภาวะแวดล้อม ขององค์กร อยู่เสมอนักบริหารจึงควรเป็นผู้ที่ไวต่อปัญหาและความเปลี่ยนแปลงอันจำเป็นในการ ประสานงาน
หน้า 66 เทคนิคการประสานงานที่ดี การประสานงานที่ดีนั้นจะต้องพิจารณารูปแบบของการประสานให้เหมาะสม การประสานงานระหว่างคนต้องคำนึงถึงความเข้าใจและความรู้สึกที่ดีต่อกัน ในเบื้องต้นจะต้องมีการ ยอมรับระหว่างกันเพื่อจะได้มีทัศนคติที่ดีต่อกัน ความร่วมมือก็จะเกิดตามมา การประสานงานที่ดี จะสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ได้รับการประสาน อันจะส่งผลต่อความสำเร็จของการปฏิบัติงาน ร่วมกัน ซึ่งวิธีการประสานงานมีทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ผลลัพธ์ที่ดีเกิดจากการ ประสานงานที่มีประสิทธิภาพ ดังนี้ ๑. การประสานงานด้วยเครื่องมือสื่อสาร และเทคโนโลยี วิธีการประสานงานด้วยเครื่องมือสื่อสาร และเทคโนโลยี ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ โทรสาร โทรศัพท์ภายในของสำนักงาน และแอพพลิเคชั่น (Application) Line, Facebook, Skype, Zoom, Google meet, OR Code, และ E-mail เป็นต้น การใช้เครื่องมือสื่อสารและเทคโนโลยี ทำให้รวดเร็ว ประหยัดเวลา มีเทคนิคแนวทาง ปฏิบัติดังนี้ • ก่อนเริ่มประสาน คิดก่อนว่า เราต้องการอะไร เมื่อไร ที่ไหน อย่างไร ควรติดต่อใคร หน่วยงานใด ระบุระยะเวลาที่ต้องการข้อมูลนั้น • ควรมีบัญชีโทรศัพท์ของบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไว้เป็นส่วนตัว และส่วนกลาง • เมื่อติดต่อกับผู้ใด ควรจุดชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของผู้นั้นไว้ใช้ติดต่อในโอกาสต่อไป บางครั้ง ทำเป็นบัญชีไว้ในปกแฟ้มเรื่องนั้น ๆ • การประสานงานควรประสานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในระดับเดียวกันเบื้องต้นก่อน • ใช้คำพูดสุภาพ ให้เกียรติคู่สนทนาแม้รู้ว่าเขามีตำแหน่งต่ำกว่า ไม่พูดยกคนชมท่าน • ใช้น้ำเสียงที่อ่อนหวาน เนื่องจากผู้ฟังจะสามารถรับรู้อารมณ์ของผู้พูดได้จากน้ำเสียงที่ได้ยิน • ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับผู้ที่เราจะโทรติดต่อ เป็นผู้ใดตำแหน่งหน้าที่ใด อายุเท่าใด เพื่อใช้สรรพนามได้อย่างถูกต้อง • การอ่อนน้อมถ่อมตนด้วยความจริงใจ เป็นการสร้างความประทับใจแก่บุคคลที่เราจะ ประสานงาน • ในการประสานงานครั้งถัดไป หลังจากรู้จักกันแล้วอาจทักทายหรือซักถามด้วยความ ห่วงใย จริงใจ เกี่ยวกับเรื่อง สุขภาพ การงาน เป็นต้น ก่อนประสานเรื่องงาน • กล่าวคำขอบคุณทุกครั้ง ก่อนจบการสนทนา • เมื่อประสานงานเรื่องใดไว้แล้วควรเร่งดำเนินการจัดส่งเอกสารให้ทันที • จัดเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะดำเนินการ เพื่อให้การประสานงานเป็นไป อย่างมี ประสิทธิภาพ และบรรลุวัตถุประสงค์ของเรื่องนั้น ๆ
หน้า 67 • ควรประสานงานด้วยเครื่องมือสื่อสารในเบื้องต้นก่อน จากนั้นประสานงานด้วยการ จัดทำหนังสือที่เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการปฏิบัติงาน และเพื่อความเข้าใจ ที่ถูกต้องตรงกันทั้งสองฝ่าย • เลือกวิธีการประสานงานที่เหมาะสมกับสถานการณ์นั้น ๆ ครอบคลุมระยะเวลาในการ ปฏิบัติงานทั้งผู้ประสานงานและผู้มาติดต่อ • ประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ในขณะหนังสือดำเนินการไปตามระบบ • เตรียมข้อมูล ข่าวสาร ในการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและขัดเจน • ใช้เทคโนโลยี ในการประสานงาน โดยแนบไฟล์เอกสาร เพื่อประหยัดทรัพยากร และ ประหยัดเวลา • การสร้างกลุ่ม Line เฉพาะกลุ่ม เพื่อส่งข้อความถึงสมาชิกให้รับทราบพร้อมกัน โดยไม่ต้อง เสียเวลาส่งให้ทีละคน • การแชร์โฟลเดอร์ใน Google ไดรฟ์ ซึ่งบุคคลที่เราแชร์ด้วยจะดำเนินการต่าง ๆ ตามสิทธิ์ ต่อไปนี้ได้ ๑) จัดระเบียบ เพิ่ม และแก้ไขได้ หากผู้ใช้ดังกล่าวลงชื่อเข้าใช้บัญชี Google ก็จะ เปิด แก้ไข ลบ หรือย้ายไฟล์ในโฟลเดอร์นั้นได้ และยังเพิ่มไฟล์ลงในโฟลเดอร์ได้ ๒) ดูได้อย่างเดียว คนอื่นจะดูโฟลเดอร์และเปิดไฟล์ทุกไฟล์ในโฟลเดอร์นั้นได้ ๒. การประสานงานด้วยหนังสือ การประสานด้วยหนังสือ เป็นการประสานงานแบบทางการ เป็นการประสานงาน ระหว่างหน่วยงาน โดยการทำหนังสือราชการภายนอก หรือบันทึกข้อความ เพื่อขอข้อมูล จากหน่วยงานภายในและภายนอกมีเทคนิคแนวทางปฏิบัติดังนี้ • ในกรณีที่เป็นเรื่องใหม่ควรติดต่อประสานงานก่อนจัดส่งหนังสือ • จัดทำหนังสือราชการภายนอก หรือบันทึกข้อความ ให้ถูกต้องตามระเบียบงาน สารบรรณ สรุปเนื้อหาหรือใจความให้มีความชัดเจน กระชับ ไม่กำกวมและเข้าใจง่าย เพื่อไม่ให้เกิด ความเข้าใจ ที่ผิดพลาด หรือเกิดการดีความที่คลาดเคลื่อน การใช้คำต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม • ระบุความต้องการลงในหนังสือให้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น หนังสือขอรับการสนับสนุน หรือ ขอความอนุเคราะห์ ควรประกอบด้วย
หน้า 68 ๑) เหตุที่มีหนังสือมา ๒) ยกย่องหน่วยงานที่จะขอรับการสนับสนุน/ขอความอนุเคราะห์ ๓) เรื่องราวที่ต้องการขอรับการสนับสนุน / ขอความอนุเคราะห์ ๔) ตั้งความหวังที่จะได้รับการสนับสนุน / ขอความอนุเคราะห์และ ๔) ขอบคุณ หนังสือขอความร่วมมือ ควรประกอบด้วย ๑) เหตุที่มีหนังสือมา ๒) ความจำเป็นและเรื่องที่จะขอความร่วมมือ ๓) เรื่องราวที่ต้องการขอความร่วมมือ ๔) ตั้งความหวังที่จะได้รับความร่วมมือ ๔) ขอบคุณ • ระบุผู้รับหนังสือให้ครอบคลุมทุกหน่วยงานให้ตรงตามวัตถุประสงค์ • ตรวจสอบเนื้อหา ความถูกต้อง ของหนังสือทุกครั้งก่อนที่จะเผยแพร่หรือเสนอต่อ ผู้บังคับบัญชา • เมื่อได้รับการสนับสนุน หรือการอนุเคราะห์แล้ว ควรมีหนังสือขอบคุณหน่วยงานนั้น ๆ เสมอ เพื่อสานความสัมพันธ์ไว้สำหรับโอกาสต่อไป • บันทึกข้อความหรือหนังสือเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับขั้นตอน โดยแจ้งถึงความต้องการ ขอความร่วมมือ ขอสนับสนุน ขอความอนุเคราะห์ ควรใช้ภาษาสุภาพ กล่าวยกย่อง หน่วยงาน ดังกล่าวด้วย • ส่งหนังสือภายนอกหรือบันทึกข้อความ ผ่านทาง social media app ก่อน เพื่อความ สะดวก รวดเร็ว • เพิ่มช่องทางการติดต่อกลับทาง online ๓. การประสานงานด้วยการพบปะด้วยตนเอง การพบปะด้วยตนเอง เป็นการประสานงานที่ดีที่สุดเพราะได้พบหน้า ได้เห็น บุคลิกลักษณะ สีหน้า ท่าทางของผู้ติดต่อทั้งสองฝ่ายมีเวลาในการจักถามท้าความเข้าใจกันได้ อย่างพอเพียง เพราะทั้งสองฝ่ายต้อง วางมือจากงานอื่น ๆ ทั้งหมด มีข้อเสีย คือ ใช้เวลามาก มักใช้การพบปะในกรณีที่เป็นเรื่องนโยบาย เป็นเรื่องสำคัญ หรือมีรายละเอียดมาก หรือต้องการ ให้เกียรติให้ ความสำคัญแก่อีกฝ่ายหนึ่ง หรือต้องการสร้างความรู้สึกที่ดีแก่อีกฝ่ายหนึ่งให้เขารู้สึกว่า เราให้ความสำคัญแก่เขาด้วยการมาพบด้วยตนเองมีเทคนิคแนวทางปฏิบัติดังนี้
หน้า 69 • เตรียมหัวข้อหารือให้พร้อม ในเรื่องการขอความร่วมมือ ขอความเห็น ขอความ อนุเคราะห์ หากมีรายะเอียดมากอาจบันทึกสั้น ๆ โสกระดาษโน้ต หรือพิมพ์รายการไปล่วงหน้า เพื่อให้มีบันทึก ช่วยจำ และใช้สังการขั้นต้นแก่บุคลากรในหน่วยงานได้ • จัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในการประสานงานให้ครบถ้วน • จดบันทึกประเด็นสำคัญในการพูดคุยประสานเพื่อความถูกต้องสมบูรณ์ • พูดเรื่องที่ต้องการ เน้นความสำคัญและรายละเอียดให้ทั้ง ๒ ฝ่าย เข้าใจตรงกัน • เตรียมความพร้อมเกี่ยวกับบุคลิกภาพ เครื่องแต่งกาย ข้อมูลหรือประเด็นที่เกี่ยวข้อง กับการสนทนา และเตรียมอุปกรณ์ในการจดบันทึก เป็นต้น • ก่อนพบปะควรมีการศึกษาข้อมูลบุคคลนั้น ๆ จาก Social media (ถ้ามี) เพื่อให้ทราบ ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับบุคคลนั้น ๆ • โทรศัพท์ประสานก่อนเดินทางไปพบ เพื่อนัดหมายเวลาก่อน ซึ่งจะทำให้การ เดินทาง เข้าพบแน่นอน • เข้าพบปะกับเจ้าหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติงานร่วมกันด้วยตนเอง เพื่อพูดคุย สนทนากัน และหาแนวทางการแก้ปัญหาในการปฏิบัติงานให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ • สรุปคำตอบและประสานข้อความที่กระชับได้ใจความ • ใช้การผสมผสานระหว่างประสานงานด้วยหนังสือและสื่อเทคโนโลยีร่วมกัน เพื่อลด ความคลาดเคลื่อน • นัดหมายการพบปะทางโทรศัพท์ กำหนดวันที่ เวลา สถานที่ให้เหมาะสม ในการประสานงานเพื่อความเข้าใจ • ควรมีกิริยาวาจาเรียบร้อย ท่าทางสง่างาม อ่อนโยนสุภาพ หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ใช้ท่าทางประกอบคำพูดให้มากจนเกินไป จะช่วยเสริมสร้างให้เกิดความน่าเชื่อถือ และหากเป็น การประสานงานกับผู้บังคับบัญชา ควรมีสัมมาคารวะ ถูกกาลเทศะ • ควบคุมอารมณ์และน้ำเสียง ต้องใจเย็นตลอดจนกิริยาวาจาของตนไว้ให้สุภาพ เรียบร้อย อยู่เสมอ ต้องไม่พูดดัดเสียงให้ผิดปกติไปจากน้ำเสียงที่เคยพูดตามปกติในชีวิตประจำวัน • กล่าวคำขอบคุณ เมื่อจบการสนทนา ประโยชน์ของการประสานงาน ๑. ช่วยให้การทำงานบรรลุเป้าหมายได้อย่างราบรื่นรวดเร็ว ๒ ช่วยให้ทุกฝ่ายเข้าถึงนโยบายและวัตถุประสงค์ของการทำงาน ๓. ประหยัดทรัพยากรในการบริหารทุกประเภท ๔. ประหยัดเวลาในการปฏิบัติงาน
หน้า 70 ๕. ช่วยลดข้อขัดแย้งในการทำงาน 6. ป้องกันการทำงานซ้ำซ้อน 7. ช่วยให้เกิดความรู้แนวความคิดใหม่ ๆ และมีการปรับปรุงอยู่เสนอ ๘. สร้างความสามัคคีและความเข้าใจในทีมงาน 9. เสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน ๑๐. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นการสร้างเครือข่าย ๑1. การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ๑๒. เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปฏิบัติงานให้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ปัญหาและอุปสรรคที่พบในการประสานงาน การปฏิบัติงานในองค์กรไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน หรือหน่วยงานไหน ก็ตาม ปัญหาที่เกิดขายการประสานงานระหว่างกัน เช่น ระหว่างผู้บังคับบัญชา กับผู้ได้บังคับบัญชา ระหว่างเพื่อนร่วมงานในระดับเดียวกัน หรือระหว่างหน่วยงานก็ตาม มีสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง มาจากคนทั้งสิ้น สรุปได้ดังต่อไปนี้ ๑. ให้ข้อมูลค่าข้าเกินไป การที่ติดต่อประสานงานกับอีกหน่วยงานหนึ่งล่าช้า นั่นอาจจะเป็น เพราะว่ามัวแต่รอข้อมูลจากอีก หลายหน่วยงาน จึงทำให้ส่งข้อมูลให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องตามไปด้วย ปัญหานี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ๒. รับ - ส่งข้อมูล/ข่าวสาร ผิดพลาด การรับ และส่งมอบข้อมูลรายงาน เอกสาร ที่ผิดพลาด ย่อมนำไปสู่การติดต่อประสานงานที่ไม่รู้จบ คนบางคนยังไม่ทันฟัง กลับด่วนสรุป ตามอำเภอใจ หรือ คนบางคนเอาเร็วไว้ก่อน ส่งข้อมูลให้ด้วยความรวดเร็ว แต่ข้อมูลที่นำส่งให้กลับพบ แต่ข้อผิดพลาด ๓. เพิกเฉย และหลงลืม การเพิกเฉยไม่สนใจว่าเป็นหน้าที่ของตนเองที่จะต้องติดตาม คิดต่อ ประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ คิดว่าไม่ใช่เรื่อง ไม่ใช่หน้าที่ ไม่เห็นความจำเป็น หรือไม่เห็น ความสำคัญของการติดต่อประสานงาน คิดเสียแต่ว่ารอให้อีกฝ่ายติดต่อมาเองไม่ดีกว่าหรือ และบางคนยิ่งซ้ำร้ายใหญ่นัดแล้วแต่กลับลืมนัด ๔. ไม่ได้รับความร่วมมือ มีสาเหตุมาจากมีความเป็นตัวเองสูง มีความคิดที่ แตกต่างกัน มีอคติต่อกัน ไม่ชอบกัน ขาดการรับฟังและไตร่ตรอง ไม่เป็นผู้ฟังที่ดี หรือปิดบังข้อมูล ทำให้ไม่เกิดความร่วมมืออย่างจริงจัง ๕. การสื่อสารที่ล้มเหลว อาจเกิดจากภาษา/การถ่ายทอด/การสั่งการ (ใช้ถ้อยคำ ความหมายไม่เข้าใจ) อาจทำให้เข้าใจผิด ไม่สามารถทำงานได้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ 6. ได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน ทำให้เกิดการประสานงานหลายครั้ง เกิดความซ้ำซ้อน ในการทำงาน
หน้า 71 ๗. บางครั้งในการประสานงานด้วยเทคโนโลยี ผู้มาติดต่อประสานงานยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี ตลอดจนสัญญาณ Internet บางครั้งไม่เสถียร การสื่อสาร ทางโทรศัพท์อาจไม่มีผู้รับสายปลายทางหรือมีสัญญาณเสียงไม่ชัดเจน ทำให้การติดต่อประสานงาน ไม่ราบรื่น เกิดความล่าช้าในการตอบรับหนังสือในกรณีประสานงานด้วยหนังสือ 8. เรื่องเอกสารในบางครั้งติดต่อประสานงานแล้วใช้ภาษาในการสื่อสารไม่ค่อยดี เรื่องแต่และเรื่องในบางครั้งต้องประสานงานเอง หรือดำเนินการเองที่ส่งไปบางที่กำหนดเวลาส่งบันทึก ซึ่งทำให้งานช้ามาก โดยเฉพาะเรื่องด่วนบางครั้งแจ้งมาทางโทรศัพท์ ในบางครั้งแจ้งทางไลน์แล้ว หนังสือตามมาภายหลัง ในบางครั้งต้องการเอกสารยืนยันก่อนที่จะดำเนินการจึงทำให้เป็นอุปสรรค 9. ผู้ที่เราจะประสานงานด้วยบางครั้งไม่ได้มาปฏิบัติงาน ทำให้งานที่ได้รับมอบหมาย นั้นสำเร็จล่าช้าออกไป ๑๐. ผู้ที่เราจะประสานงาน มิให้อ่านข้อความ application ทาง Facebook หรือไลน์ที่ส่งไป ทำให้ไม่ทราบในสิ่งที่เราต้องการสื่อสารหรือประสานงาน ๑๑. การประสานด้วยการพบปะ มีความล่าช้า ไม่ได้ข้อมูลที่ดี ผู้ประสานไม่รู้ วัตถุประสงค์ครบถ้วน ไม่รู้รายละเอียด (แต่ช้าเพราะต้องนัดหมาย), นัดหมายเวลาอาจมี ความคลาดเคลื่อน เพราะบางกรณีอาจติดธุระ หรือสถานที่ไม่เหมาะสม นัดเปลี่ยนวันเวลา แนวทางแก้ไขปัญหาในการประสานงาน ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำงาน อาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบแตกต่างกันไป ดังนั้น การแก้ปัญหาในแต่ละงานก็ยอมแตกต่างกันออกไป โดยมีแนวทางแก้ไขปัญหาในการประสาน มีดังต่อไปนี้ 1. สร้างความเข้าใจแก่ผู้มาติดต่อประสานงาน และให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี โดยจะระบุวิธีการ รายละเอียด การเข้าถึงข้อมูล โดยใช้เทคโนโลยีอย่างไร ในกรณีประสานงานด้วย หนังสือ จะมีการติดตามหนังสืออย่างต่อเนื่อง และขอความร่วมมือผู้มาติดต่อประสานงาน ช่วยประเมินความพึงพอใจ เกี่ยวกับการประสานงานในด้านต่าง ๆ เพื่อนำข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็น มาปรับปรุงในการปฏิบัติงาน ๒. จัดเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้องในเรื่องที่จะประสาน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ตรงกัน ทั้งสองฝ่าย ๓. แจ้งหรือประสานงานไว้ก่อนล่วงหน้าก่อนหนังสือจะส่งมาหรือเรื่องที่จะต้องเนิน การอย่าง รวดเร็ว ๔. สำรวจความพร้อมของเทคโนโลยี
หน้า 72 ๕. ในกรณีที่ติดต่อประสานงานด้วยเครื่องมือสื่อสารแล้วไม่มีการตอบรับ ควรเปลี่ยนการประสานงานโดยใช้วิธีการใหม่ เช่น การฝากข้อความไว้กับเพื่อนร่วมงานของบุคคล ที่เราต้องการจะประสานงานด้วย ๖. ดูบุคคล ดูสถานการณ์และวัตถุประสงค์ รายละเอียด ของเรื่องที่ประสานงาน ควรประสานงานแบบใด ทุกรูปแบบในการประสานมีข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกัน ควรใช้วิจารณญาณ ในการเลือกรูปแบบในการประสานงาน ๗. ติดต่อประสานงานล่วงหน้า และนัดหมายเพื่อชี้แจงรายละเอียดในส่วนที่ตกหล่น และตรวจสอบสัญญาณอินเตอร์เน็ต ก่อนดำเนินการส่ง 8. จัดส่งหนังสือด้วยตนเอง ประสานนัดส่งเอกสาร หรือมีการเซ็นรับเอกสาร เพื่อยืนยันการรับหนังสือในกรณีสูญหาย 9. นัดหมายวันที่ และเวลาล่วงหน้าในการพบปะหรือพูดคุย และเตรียมข้อมูลในการ นำเสนอให้การพูดคุย ๑๐. กำหนดวันในการรับข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ให้เร็วกว่าวันที่ต้องการข้อมูล ที่แท้จริง 11. ใช้ภาษาในการสื่อสารที่เป็นไปด้วยความชัดเจน ไม่คลุมเครือ มีเหตุมีผล ถ้อยคำควรเป็นคำพูดที่สุภาพ อ่อนโยน มีสัมมาคารวะ ถูกกาลเทศะ โดยทำตนให้เป็นบุคคลที่มี ประโยชน์ต่อองค์กร เป็นคนใจกว้าง และละเว้นจากการกระทำทั้งมวลที่จะทำให้ผู้บังคับบัญชา หรือเพื่อนร่วมงานต้องเดือดร้อน และให้มีความเสมอต้นเสมอปลาย วางตัวเหมาะสม ปราศจากอคติ ๑๒. การประสานงานที่ดี ควรจะประสานกับบุคคลในระดับเดียวกัน ๑๓. เมื่อหน่วยงานหรือบุคคลในหน่วยงาน ประสานขอความร่วมมือมายังตัวเรา หรือหน่วยงานเราปฏิบัติงาน จงให้ความช่วยเหลือ หรือทำด้วยความเต็มใจ ๑๔. นอกจากข้อมูลที่เกี่ยวข้องที่ต้องจัดเตรียมในเบื้องต้นก่อนการประสานงานแล้ว ผู้ประสานต้องศึกษาข้อมูลอื่น ๆ เพื่อนำมาประกอบในเรื่องนั้น ๆ ด้วย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน รวดเร็ว และถูกต้อง ๑๕. สอบถามปัญหาและอุปสรรค ทุก ๆ เดือน เพื่อหาทางแก้ไข ๑๖. ติดตามผลพร้อมแจ้งขั้นตอนว่าเอกสารดำเนินการไปถึงไหน ๑๗. ให้ความร่วมมือเพื่อให้การประสานงานระหว่างกันเป็นไปด้วยความมี ประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประสิทธิผล ๑๘. จังหวะเวลา ผู้ที่ปฏิบัติงานต้องมีความรับผิดชอบทำให้งานนั้นเป็นไป ตามกำหนดและเวลาที่ตกลงกัน
หน้า 73 ๑๙. ข้อความในการสื่อสารระหว่างกันต้องมีความชัดเจน สั้น กะทัดรัด ไม่กำกวม หรือตีความไปได้หลายทาง และสามารถเข้าใจได้ง่าย ๒๐. ผู้ประสานงานต้องสามารถทำให้ทุกฝ่ายเข้าร่วมท้างานอย่างมีจุดมุ่งหมาย เดียวกันตามวัตถุประสงค์ของงานที่กำหนดไว้ ข้อแนะนำในการสร้างความร่วมมือในการประสานงาน ๑. ชี้ให้เห็นประโยชน์ร่วมกัน ๒. ผูกมิตรไมตรีต่อกัน ๓. แนะนำซึ่งกันและกัน ๔. มีการสื่อสารที่ดี ร่วมกันคิด ๔. เพิ่มความใกล้ชิด พบปะหารืออยู่เสมอ สรุป การประสานงาน เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยความสุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน ความจริงใจความอดทนอดกลั้น ความยิ้มแย้มแจ่มใส ในการติดต่อกับบุคคลอื่น เพื่อขอรับ การสนับสนุน ขอความร่วมมือ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน การประสานงานที่ดี ช่วยให้การทำงาน บรรลุเป้าหมายได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว ทุกฝ่ายมีความเข้าใจถึงนโยบายและวัตถุประสงค์ ของหน่วยงานได้ดียิ่งขึ้น ช่วยประหยัดเวลา เงิน วัสดุ และสิ่งของต่าง ๆ ในการทำงาน ทำให้ การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มผลสัมฤทธิ์ของงานมากขึ้น และยังสร้างความ กลมเกลียว ความเข้าใจอันดีและความสามัคคี อีกทั้งช่วยขจัดข้อขัดแย้งในการทำงาน ป้องกันการ ก้าวก่ายหน้าที่ ขจัดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อนหรือเหลื่อมล้ำกัน ก่อให้เกิดการทำงานเป็นทีม สร้างความสำนึกในการรับผิดชอบร่วมกัน รวมถึงเข้าใจข้อเท็จจริงและปัญหาของหน่วยงานอื่นนำไปสู่ การกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และดูทางการปรับปรุงงานต่อไป
หน้า 74 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 30 พฤษภาคม 2567 เวลา 13.00 – 16.00 น. ทักษะการประสานงาน การสื่อสาร การนำเสนอและการถ่ายทอดความรู้ ************************************************* ทักษะการประสานงาน ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการประสานงาน ในทางราชการได้มีนักวิชาการให้ความหมายไว้ว่า การประสานงาน หมายถึง การจัดระเบียบวิธีการทำงาน เพื่อให้งานและเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ ร่วมมือปฏิบัติงานเป็นน้ำหนึ่ง ใจเดียว ไม่ทำให้งานซ้อนกัน ขัดแย้งกัน หรือเหลื่อมล้ำกัน ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไป อย่างราบรื่นสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และนโยบายขององค์กรนั้นอย่างสมานฉันท์ และมีประสิทธิภาพ ส่วนทางธุรกิจนิยมที่จะให้ความหมายว่า การประสานงานหมายถึง การติดต่อสื่อสาร ให้เกิดความคิดความเข้าใจตรงกันในการร่วมมือปฏิบัติงานให้สอดคล้องทั้งเวลาและกิจกรรมที่จะต้อง กระทำให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างสมานฉันท์ เพื่อให้งานดำเนินไปอย่างราบรื่นไม่เกิดการทำงาน ซ้ำซ้อน ขัดแย้ง หรือเหลื่อมล้ำกัน วัตถุประสงค์ของการประสานงาน การประสานงานเกิดจากความต้องการที่จะให้งาน หรือกิจกรรมย่อย ๆ ที่จะทำให้ เกิดผลสำเร็จ โดยปฏิบัติอย่างสอดคล้องในจังหวะเวลาเดียวกัน ได้ผลงานที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน ที่เป็นไปตามข้อกำหนดประหยัดเวลาและทรัพยากรในการปฏิบัติงาน ก่อนการประสานงานเราควรกำหนดความต้องการให้แน่ชัดว่า เราจะประสานงาน ให้เกิดอะไรหรือเป็นอย่างไร หรือจะทำให้ได้ผลรับอย่างไร เพราะหากว่าไม่มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เราก็อาจจะประสานงานได้ผิดไปจากที่ควรจะเป็น โดยทั่วไปเราประสานงานเพื่อให้การดำเนินงาน มีความสะดวกราบรื่นไม่เกิดปัญหาข้อขัดแย้ง แต่ในการประสานงานในแต่ละครั้ง หรือในแต่ละกรณี เราประสานงานโดยวัตถุประสงค์เฉพาะ ดังนี้
หน้า 75 1. เพื่อแจ้งให้ผู้ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องทราบ 2. เพื่อรักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์อันดี 3. เพื่อขอคำยินยอมหรือความเห็นชอบ 4. เพื่อขอความช่วยเหลือ 5. เพื่อขจัดข้อขัดแย้งอันอาจมีขึ้น ลักษณะของการประสานงาน จากความหมายของการประสานงานที่กล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าการประสานงานมีลักษณะ ดังนี้ 1. การประสานงาน เป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดให้งานสอดคล้องกันโดยปราศจาก การขัดแย้ง 2.การประสานงาน เป็นเรื่องเกี่ยวกับความร่วมมือของผู้นำ และผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่าย 3. การประสานงาน เป็นเรื่องเกี่ยวกับหน้าที่ในทางจัดการ 4. การประสานงาน เป็นการติดต่อสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดต่อสื่อสาร 2 ทาง (Two- Way Communication) จะช่วยให้มีความเข้าใจตรงกัน 5. การประสานงาน มีอยู่ทุกระดับชั้นของสายการบังคับบัญชาทั้งในรูปที่ เป็นทางการและไม่เป็นทางการ 6. การประสานงาน มีได้ทั้งระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ระดับเดียวกันและระหว่าง หน่วยงานที่อยู่ต่างระดับกัน ปัญหาในการติดต่อประสานงาน โดยส่วนใหญ่ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการติดต่อประสานงานมัก จะเป็นเรื่องการบริหาร คน ซึ่งไม่สามารถบังคับใครทำอะไร ตามใจได้คนเป็นเรื่องที่ควบคุมค่อนข้างลำบาก เรื่องหนักใจ อยู่ที่ว่าจะต้องไปติดต่อประสานงานกับคนที่คุยกันแล้วไม่รู้เรื่อง คิดกันคนละอย่าง และที่ซ้ำร้าย หากต้องไปติดต่อประสานงานกับคนที่ไม่ถูกชะตากันรับรองว่าใครก็ใครจะต้องคิดมาก กลุ้มใจ หรือมีปัญหาเกิดขึ้นตามมาสารพัด
หน้า 76 เทคนิควิธีในการประสานงาน การใช้เครื่องมือสื่อสาร เช่น โทรศัพท์ โทรสาร จดหมาย อิเล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องมือ สื่อสารที่รวดเร็ว ประหยัดเวลา มีแนวทาง ปฏิบัติดังนี้ - ก่อนเริ่มประสาน คิดก่อนว่า เราต้องการอะไร เมื่อไร ที่ไหน อย่างไร ควรติดต่อใคร หน่วยงานใด - ควรมีบัญชีโทรศัพท์ของบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไว้เป็นส่วนตัว และส่วนกลาง - เมื่อติดต่อกับผู้ใด ควรจดชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของผู้นั้นไว้ ใช้ติดต่อในโอกาสต่อไป บางครั้งทำเป็นบัญชีไว้ในปกแฟ้มเรื่องนั้น ๆ - ควรประสานกับระดับเดียวกัน หรือต่ำกว่าก่อน - ใช้คำพูดสุภาพ ให้เกียรติคู่สนทนาแม้รู้ว่าเขามีตำแหน่ง ต่ำกว่า ไม่พูดยกตนข่มท่าน - อาจหาข้อมูลก่อนว่า ผู้ที่เราจะโทรติดต่อ เป็นผู้ใด ตำแหน่งหน้าที่ใด อายุเท่าใด เมื่อสนทนากัน อาจเรียก ที่ น้อง ท่าน จะทำให้เขารู้สึกดี วิธีที่จะให้ได้รับความร่วมมือในการประสานงาน การประสานงานไม่ควรจะกระทำโดยใช้อำนาจสั่งการแต่อย่างเดียว ควรใช้ ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเป็นหลัก เพราะความมีน้ำใจต่อกัน ไว้วางใจกันจะเป็นผลให้เกิดการร่วมใจ มากกว่าการใช้อำนาจหน้าที่พยายามผูกมิตรตั้งแต่ต้นและป้องกันไม่ให้เกิด ความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ มีความหวาดระแวงกัน ให้การยอมรับซึ่งกันและกัน ไม่นินทาว่าร้ายกัน ไม่โยนความผิดให้แก่ผู้อื่น เมื่อมีสิ่งใดจะช่วยเหลือแนะนำกันได้ก็อย่าลังเล และพร้อมจะรับฟังคำแนะนำของผู้เกี่ยวข้องแม้จะ ไม่เห็นด้วยก็อย่าแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงก็ต้องแจ้งให้ทราบปัญหาที่เกิดขึ้น จากการติดต่อประสานนั้นหนีไม่พ้นสาเหตุของเรื่องวุ่น ๆ ดังต่อไปนี้ - ให้ข้อมูลล่าช้าเกินไป การที่ติดต่อประสานงานกับอีกหน่วยงานหนึ่งล่าช้า อาจจะ เป็นเพราะว่า มัวแต่รอข้อมูลจากอีกหลายหน่วยงาน จึงทำให้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องล่าช้า ตามไปด้วย ปัญหานี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง - รับ-ส่งข้อมูลผิดพลาด การรับและส่งมอบข้อมูลรายงาน เอกสารที่ผิดพลาด ย่อมนำไปสู่การติดต่อประสานงานที่ไม่รู้จบ คนบางคนยังไม่ทันฟังกลับด่วนสรุปตามอำเภอใจ หรือคนบางคนเอาเร็วไว้ก่อน ส่งข้อมูลให้ด้วยความรวดเร็ว แต่ข้อมูลที่นำส่งให้กลับทบแต่ข้อผิดพลาด - เพิกเฉยและหลงลืม ไม่สนใจว่าเน หน้าของตนเองที่จะต้องติดตาม ติดต่อ ประสานงานกับหน่วยงาน อื่น ๆ คิดว่าไม่ใช่เรื่อง ไม่ใช่หน้าที่ ไม่เหินความจำเป็น หรือไม่เห็น ความสำคัญของการติดต่อประสานงาน คิดเสียแต่ว่ารอให้อีกฝ่าย ติดต่อมาเองไม่ดีกว่า หรือบางคน ยิ่งซ้ำร้ายใหญ่ นัดแล้วแต่กลับลืมนัดที่รับปากไว้
หน้า 77 - ไม่ใด้รับความร่วมมือ มีสาเหตุมาจากมีความคิดที่แตกต่างกัน มีอคติต่อกัน ไม่ชอบกัน หรือปิดบังข้อมูลทำให้ไม่เกิด ความร่วมมืออย่างจริงจัง เทคนิควิธีในการประสานงาน - การอ่อนน้อมถ่อมตนด้วยความจริงใจ มักเป็นที่พอใจของผู้อื่น - ในการประสานงานครั้งที่ 2 หลังจากรู้จักกันแล้ว อาจทักทายหรือซักถาม ด้วยความห่วงใย จริงใจ เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ การงาน เป็นต้น ก่อนประสานเรื่องงาน - กล่าวคำขอบคุณทุกครั้ง ก่อนจบการสนทนา - เมื่อรับปากเรื่องใดไว้ต้องรีบทำ เช่น จะรีบส่งโทรสารไป ให้จะรีบทำหนังสือไป การประสานด้วยหนังสือ การประสานด้วยหนังสือ การประสานงานด้วยหนังสือใช้ในกรณีที่เป็นงานประจำ ที่ทั้งสองหน่วยงาน ทราบระเบียบปฏิบัติอยู่แล้ว มีแนวทางปฏิบัติดังนี้ - หากเป็นเรื่องใหม่ ควรประสานทางโทรศัพท์ก่อนเสมอ - ตัวอย่างเรื่องที่อาจต้องมีหนังสือไป หลังจากโทรติดต่อ ด้วยวาจาแล้ว เช่น ขอทราบข้อมูล ขอหารือ ขอทราบความต้องการ ขอรับการสนับสนุน ขอความอนุเคราะห์เป็นต้น - การร่างหนังสือ ควรให้ถูกหลักการ ถูกต้อง ถูกใจ (ผู้รับ) - การร่างหนังสือขอรับการสนับสนุน หรือขอความอนุเคราะห์ ควรประกอบด้วย (1) เหตุที่มีหนังสือมา (2) ยกย่องหน่วยงานที่จะขอรับการสนับสนุน/ขอความอนุเคราะห์ (3) เรื่องราวที่ต้องการขอรับ การสนับสนุน/ขอความอนุเคราะห์ (4) ตั้งความหวังที่จะได้รับการสนับสนุน/ขอ ความอนุเคราะห์ (5) ขอบคุณ
หน้า 78 - การร่างหนังสือขอความร่วมมือ ควรประกอบด้วย (1) เหตุที่มีหนังสือมา (2) ความจำเป็นและเรื่องที่จะขอความร่วมมือ (3) เรื่องราวที่ต้องการขอความร่วมมือ (4) ตั้งความหวังที่จะได้รับความร่วมมือ (5) ขอบคุณเมื่อได้รับการสนับสนุน การอนุเคราะห์แล้ว ควรมีหนังสือ ไปขอบคุณ หน่วยงานนั้น ๆ เสมอ เพื่อสานความสัมพันธ์ไว้สำหรับ โอกาสต่อไป การพบปะด้วยตนเอง การพบปะด้วยตนเอง เป็นการประสานงานที่ดีที่สุดเพราะได้พบหน้า ได้เห็น บุคลิกลักษณะ สีหน้า ท่าทาง ของผู้ติดต่อทั้งสองฝ่าย มีเวลาในการชักถามทำความเข้าใจกันได้ อย่างพอเพียง เพราะทั้งสองฝ่ายต้องวางมือจากงานอื่น ๆ ทั้งหมด มีข้อเสีย คือ ใช้เวลามาก มักใช้การพบปะในกรณีที่เป็นเรื่องนโยบายเป็นเรื่องสำคัญ หรือมีรายละเอียดมาก หรือต้องการ ให้เกียรติให้ความสำคัญแก่อีกฝ่ายต้องการสร้างความรู้สึกที่ดีแก่อีกฝ่ายหนึ่ง ให้เขารู้สึกว่า เราให้ ความสำคัญแก่เขา ด้วยการมาพบด้วยตนเอง มีแนวทางปฏิบัติคือ ควรเตรียมหัวข้อหารือไปให้พร้อม และจดบันทึกไว้หากอีกฝ่ายไม่ได้บันทึก เราอาจบันทึกสั้น ๆ ใส่กระดาษโน้ตไว้ให้ หรือเตรียมพิมพ์ รายการไปล่วงหน้า เพื่อให้มีบันทึกช่วยจำ และใช้สั่งการขั้นต้นแก่บุคลากรในหน่วยงานได้ การสื่อสาร ความสำคัญของการสื่อสาร 1. การสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ทุกเพศ 2. การสื่อสารก่อให้เกิดการประสานสัมพันธ์กันระหว่างบุคคลและสังคม 3. การสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าทั้งตัวบุคคล และสังคม
หน้า 79 ความสำคัญของการสื่อสารที่มีต่อมนุษย์สามารถแบ่งได้เป็น 5 ประการคือ 1. ความสำคัญต่อความเป็นสังคม 2. ความสำคัญต่อชีวิตประจำวัน 3. ความสำคัญต่ออุตสาหกรรมและธุรกิจ 4. ความสำคัญต่อการปกครอง 5. ความสำคัญต่อการเมืองระหว่างประเทศ องค์ประกอบการสื่อสาร 1. ผู้ส่งสาร (sender) หรือ แหล่งสาร (source) 2. สาร (message) 3. สื่อ หรือช่องทาง (media or channel) 4. ผู้รับสาร (receiver) สรุป การสื่อสารนั้นจัดได้ว่าเป็นปีจวัยที่สำคัญปัจจัยหนึ่งในชีวิตของมนุษย์ นอกเหนือจาก ปัจจัยสี่ที่มีความจำเป็นต่อความอยู่รอดของมนุษย์ เป็นพื้นฐานของการติดต่อของมนุษย์ และเป็น เครื่องมือสำคัญของกระบวนการสังคม ยิ่งสังคมมีความสลับซับซ้อนมาก และประกอบด้วยคน จำนวนมากขึ้นเท่าใด การสื่อสารก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น จึงต้องอาศัยการสื่อสาร เป็นเครื่องมือเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว การนำเสนอ (PRESENTATION) การนำเสนอ ( presentation) เป็นวิธีการในการสื่อสารถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับงาน แผนงาน โครงการ ข้อเสนอ ผลการดำเนินงานและเรื่องต่าง ๆ เพื่อความเข้าใจ และจูงใจ อาจรวมถึง การสนับสนุนและอนุมัติด้วย
หน้า 80 ความสำคัญของการนำเสนอ การนำเสนอมีการถ่ายทอดไปยังผู้รับการนำเสนอ หากผู้เสนอมีเทคนิคการนำเสนอ ที่ดีก็จะทำให้น่าสนใจ น่าพิจารณาและประสบผลสำเร็จเป็นที่ยอมรับ การนำเสนอที่ดีจะทำให้ผู้รับการ นำเสนอมีความพึงพอใจให้ความเคารพ ในความคิดของผู้นำเสนอ มีความชื่นชม และให้เกียรติยอมรับ ยกย่อง การนำเสนอก็จะได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ จุดมุ่งหมายในการนำเสนอ 1. เพื่อให้ผู้รับสารรับทราบความคิดเห็นหรือความต้องการ 2. เพื่อให้ผู้รับสารพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง 3. เพื่อให้ผู้รับสารได้รับความรู้จากข้อมูลที่นำเสนอ 4. เพื่อให้ผู้รับสารเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง รูปแบบของการนำเสนอ การนำเสนอพิจารณาเลือกใช้รูปแบบให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการนำเสนอ และความต้องการ ของผู้รับการนำเสนอ โดยทั่วไปจะมีการใช้อยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่ 1. แบบสรุปความ (outline) คือ การนำเสนอเนื้อหาทั้งที่เป็นข้อเท็จจริง ความคิดเห็น เละข้อพิจารณาเป็นข้อ ๆ 2.แบบเรียงความ (essay) คือ การนำเสนอด้วยการพรรณนา ถึงเนื้อหาละเอียด วัตถุประสงค์ของการนำเสนอ 1. การต้อนรับ 2. การบรรยายสรุป 3. การประชาสัมพันธ์ 4. การขาย การแนะนำสินค้าหรือบริการ 5. การเจรจาทำความตกลง 6. การเจรจาต่อรอง 7. การส่งมอบงาน 8. การฝึกอบรม 9. การสอนงาน 10. การรายงาน
หน้า 81 ลักษณะการนำเสนอที่ดี 1. มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน 2. มีรูปแบบการนำเสนอเหมาะสม 3. เนื้อหาสาระดี 4. มี ข้อเสนอที่ดี คุณสมบัติของผู้นำเสนอ 1. มีบุคลิกดี 2. มีความรู้อย่างถ่องแท้ 3. มีความน่าเชื่อถือไว้วางใจ 4. มีความเชื่อมั่นในตนเอง 5. มีภาพลักษณ์ที่ดี 6. มีน้ำเสียงชัดเจน 7. มีจิตวิทยาโน้นน้าวใจ 8. มีความสามารถในการใช้โสตทัศนอุปกรณ์ 9. มีความช่างสังเกต 10. มีไหวพริบปฏิภาณในการคำถามดี หลักการนำเสนอ 1. การกำหนดจุดมุ่งหมายของการนำเสนอ 2. การวางโครงการนำเสนอ เทคนิคในการนำเสนอ (Presentation Technique) การนำเสนอ (Presentation) เป็นวิธีการ หรือเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร (Communication) ด้วยการถ่ายทอด (Delivery) ข้อมูล แผนงาน โครงการ ข้อเสนอ เป็นต้น จากผู้นำเสนอผลงานกับผู้พิจารณาผลงาน หรือจากผู้นำเสนอไปสู่บุคคล กลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันให้บุคคลกลุ่มเป้าหมายหรือผู้รับสารเห็นด้วย คล้อยตาม สนับสนุน อนุมัติให้ดำเนินการ
หน้า 82 ประเภทของการนำเสนอ (Type of Presentation) 1. การนำเสนอโดยวิธีธรรมชาติ (Nature Presentation) 2. การนำเสนอด้วยการพูด (Oral Presentation) 3. การนำเสนอด้วยสื่อต่าง ๆ (Presentation Media) 4. การนำเสนอโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย (Hi-technology Audiovisual Aids) 5. การนำเสนอด้วยวิธีการผสมผสาน (Presentation by Integration) เทคนิคในการนำเสนอ (Presentation Technique) 1. กำหนดวัตถุประสงค์ในการนำเสนอ 2. วิเคราะห์ผู้ฟัง 3. ทรัพยากรที่จะใช้ 4. การเตรียมเนื้อหา 5. โครงสร้างการนำเสนอ 6. การเตรียมงานด้านวัสดุ-อุปกรณ์ 7. ฝึกซ้อมก่อนนำเสนอ 8. ก่อนนำเสนอ 9. ขณะนำเสนอ 10. หลังการนำเสนอ การนำเสนอที่มีประสิทธิภาพ (Effective Presentation) ประกอบด้วย 1. ผู้ฟังและผู้นำเสนอควรเห็นกันได้ชัดเจนและทั่วถึง 2. ผู้ฟังและผู้นำเสนอได้ยินเสียงชัดเจน 3. ผู้ฟังและผู้นำเสนอต้องเห็นภาพและข้อความบนจออย่างชัดเจน 4. ผู้ฟังเข้าใจถึงเนื้อหาและเป้าหมายของสิ่งที่นำเสนอได้อย่างถูกต้อง 5. ผู้นำเสนอได้รับการตอบสนองตามเป้าหมายของการนำเสนอ
หน้า 83 ภาษาท่าทางสำหรับผู้นำเสนอ (Non-verbal Language for Presenter) 1. เสียง (Voice) 2. สายตา (Eyes) 3. การเคลื่อนไหว (Movement) 4. การใช้มือ (Hands) 5. การวางท่าทาง (Posture) ทักษะการนำเสนอ - แสดงประเด็นหลักและประเด็นย่อยได้อย่างชัดเจน - มีการเรียบเรียงที่สะดวกในการทำความเข้าใจ และจดจำ - มีการเชื่อมโยงประเด็นต่าง ๆ อย่างชัดเจน - การเลือกถ้อยคำที่สื่อความได้ชัดเจน - มีความกระชับ เหมาะสมกับเวลาที่กำหนดให้ - มีการใช้น้ำเสียงและภาษาสุภาพประกอบอย่างเหมาะสม - สร้างความประทับใจแก่คนฟัง และนำไปสู่การสร้างหรือปรับเปลี่ยนทัศนคติ ปัญหาการนำเสนอ - ขาดความมั่นใจ - แสดงประเด็นได้ไม่ครบถ้วน ไม่ชัดเจน - ใช้เวลามากไปในประเด็นที่ไม่สำคัญ - การพูดไม่เป็นประเด็น จับหัวข้อหลักได้ยาก - ขาดความสนใจในเรื่องความสำคัญของภาษาที่ใช้
หน้า 84 ลักษณะการนำเสนอที่ดี มีรูปแบบการนำเสนอที่เหมาะสม 1. มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน 2. มีรูปแบบการนำเสนอเหมาะสม 3. เนื้อหาสาระดี 4. มีข้อเสนอที่ดี เทคนิคการนำเสนอข้อมูลด้วยวาจา 1. ให้ใช้ทัศนูปกรณ์ (visual aids) 2. ให้ฝึกซ้อมการนำเสนอบ่อย ๆ คุณสมบัติของผู้นำเสนอ 1. มีบุคลิกดี 2. มีความรู้อย่างถ่องแท้ 3. มีความน่าเชื่อถือไว้วางใจ 4. มีความเชื่อมั่นในตนเอง 5. มีภาพลักษณ์ที่ดี 6. มีน้ำเสียงชัดเจน 7. มีจิตวิทยาโน้นน้าวใจ 8. มีความสามารถในการใช้โสตทัศนอุปกรณ์ 9. มีความช่างสังเกต 10. มีไหวพริบปฏิภาณในการคำถามดี
หน้า 85 ทักษะของผู้นำเสนอ 1. ทักษะในการคิด (conceptual skill 2. ทักษะในการฟัง (listening skill) 3. ทักษะในการพูด (speaking skill) 4. ทักษะการอ่าน (reading skill) 5. ทักษะในการเขียน (writing skill) 6. ทักษะในการถ่ายทอด (delivery skill) การตอบคำถามในการนำเสนอ ในการนำเสนอส่วนใหญ่ จะมีการเชื้อเชิญให้มีการซักถามในตอนท้ายของ การนำเสนอ ดังนั้น ผู้นำเสนอจึงต้องมีหลักการเป็นข้อยึดถือในการปฏิบัติดังนี้ 1. ต้องจัดเวลาให้เหมาะสมในการเปิดการซักถาม 2. ต้องคาดคะเนคำถามที่จะเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้า 3. ต้องแสดงความยินดีต้อนรับคำถาม 4. ต้องรู้จักการช่วยขัดเกลาคำถามที่วกวน 5. ต้องตอบให้ตรงประเด็น สิ่งที่ไม่ควรทำ ในการนำเสนองาน 1. อาขยาน อ่านกระจุย 2. อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคอมฯ (และอุปกรณ์ทั้งหลาย) 3. อย่านอกเรื่องไปไกล 4. เนื้อหาอย่าเยอะ! 5. ใช้ตัวอักษรบนหน้าสไลด์ให้น้อยที่สุด
หน้า 86 การตั้งคำถาม (Questioning) คำถามอาจแบ่งออกเป็น 5 ลักษณะสำคัญ 1. คำถามปลายเปิดและคำถามปลายปิด (Open and Closed Question) 2. คำถามแบบต้อนเข้ามุม (Funnel Question) 3. คำถามแบบซักไซ้ (Probing Question) 4. คำถามนำ (Leading Question) 5. คำถามหาพวก (Rhetorical Question) สรุป หลักการพูดเบื้องต้นสามนัย ยึดหลัก “ทฤษฎี 3 สบาย” คือ - ฟังสบายหู (Pleasant to Ears) - ดูสบายตา (Pleasant to Eyes) - พาสบายใจ (Pleasant to Mind) สูตรสำเร็จ (บันได 13 ขั้น) 1. เตรียมความพร้อม (พาสบายใจ) 2. ซักซ้อมให้ดี (พาสบายใจ) 3. ท่าทีให้สง่า (ดูสบายตา) 4. หน้าตาให้สุขุม (ดูสบายตา) 5. ทักที่ประชุมไม่วกวน (ฟังสบายหู) 6. เริ่มต้นให้โน้มน้าว (พาสบายใจ) 7. เรื่องราวให้กระชับ (พาสบายใจ) 8. ตาจับที่ผู้ฟัง (ดูสบายตา) 9. เสียงให้พอดี (ฟังสบายหู) 10. อย่าให้มีเอ้ออ้า (ฟังสบายหู) 11. ดูเวลาให้พอครบ (พาสบายใจ) 12. สรุปจบจับใจ (พาสบายใจ) 13. ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดการพูด (ดูสบายตา)
หน้า 87 การถ่ายทอดความรู้ (knowledge transfer) ความหมายของการถ่ายทอดองค์ความรู้ หรือ Knowledge Transfer : KT Knowledge Transfer คือขั้นตอนหนึ่งของ knowledge management เป็นกระบวนการ แบ่งปันความรู้ ถูกถ่ายทอดจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง กลุ่มหนึ่งไปยังอีกกลุ่ม หรือจะเป็นจากองค์กรหนึ่งไปยังอีกองค์กรหนึ่ง คือเป็นการถ่ายทอดความรู้จากผู้รู้ไปยังผู้ที่ต้องการ ความรู้ หรือการได้มาซึ่งความรู้ของผู้ที่ต้องการความรู้ Knowledge Transfer เป็นเหมือนการพิสูจน์อย่างหนึ่งของการทำงานร่วมกัน ของคนในองค์กร ที่ร่วมกันถ่ายทอดความรู้ของสมาชิกในทุก ๆ ระดับ ซึ่งในแต่ละระดับจะมีความรู้ ความสามารถ หรือข้อมูลที่แตกต่างกันออกไป แต่ในทุก ๆ ระดับต่างก็มีความสำคัญมาก ๆ สำหรับ การพัฒนาองค์กร ซึ่งการถ่ายทอดความรู้จะทำให้ผู้ปฏิบัติยอมรับในการทำงานร่วมกันอย่างไม่มีข้อแม้ หรือเก็บความรู้เอาไว้แต่เพียงผู้เดียว ส่งผลให้องค์กรสามารถที่จะพัฒนาได้มากขึ้นกว่าการทำงาน แบบต่างคนต่างทำ ซึ่งปัจจัยในการเกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้นั้นนอกจากระบบสารสนเทศ ที่มาอำนวยความสะดวกแล้ว องค์กรเองจะต้องมีการกำหนด preconditions หรือต้องมีเงื่อนไข มาก่อน จึงจะมีประโยชน์ต่อองค์กร ถ่ายทอดความรู้แบบการทำงานร่วมกันในทุกระดับของสมาชิกองค์กร behavior of knowledge) ซึ่งผู้ปฏิบัติต่างทำงานร่วมกันเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารการปฏิบัติงานในลักษณะ ต่อไปนี้ 1) การเติมข้อมูลการปฏิบัติงานที่ประสบผลสำเร็จมากที่สุด (Best practices) ลงในฐานข้อมูลความรู้ขององค์กร 2) การทำแบบประเมินและตรวจสอบประสบการณ์และข่าวสารความรู้ที่ไม่ถูกต้อง ของผู้ปฏิบัติ 3) การสอน การติวเข้ม การเป็นพี่เลี้ยงให้เพื่อนร่วมงาน การอภิปราย และการ พูดคุยอย่างเปิดเผยกับเพื่อนร่วมงาน 4) การเขียนรายงาน และการเตรียมรายงานการวิเคราะห์งานเขียน การจัดเตรียม บันทึกเตือนความจำส่วนตัว และรายงานให้กับเพื่อนร่วมงาน 5) การให้ข้อแนะและข้อสังเกตอย่างเปิดเผย การให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ และการให้คำตอบสำหรับปัญหาการปฏิบัติงานแก่เพื่อนร่วมงานอย่างแข็งขัน 6) การจัดทำเอกสารเกี่ยวกับความเข้าใจในประโยชน์ สถานการณ์ หรือปัญหา ที่ซับซ้อน การเขียนลำดับขั้นตอนของการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในการปฏิบัติงาน และหนังสือคู่มือ การปฏิบัติงานในระหว่างที่กำลังทำงานในกระบวนการพัฒนาและปรับปรุงงาน 7) การใช้ฐานข้อมูลความรู้ที่มีอยู่ในการทำกิจกรรมหรือภารกิจต่าง ๆ
หน้า 88 การทำงานร่วมกันในการถ่ายทอดความรู้ของสมาชิกองค์กรในทุกระดับจะเป็นผลให้ ผู้ปฏิบัติยอมรับว่า การทำงานด้วยกันอย่างเปิดใจโดยปราศจากอคติหรือปกป้องความรู้ที่ตนมี โดยไม่ให้ผู้อื่นรู้นั้น จะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในการผลิตและนวัตกรรมมากยิ่งขึ้น มากกว่า การที่ต่างคนต่างทำการจะทำให้เกิด “พฤติกรรมการถ่ายทอดความรู้แบบการทำงานร่วมกัน ในทุกระดับของสมาชิกองค์กร” นอกเหนือไปจากการสนับสนุนระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้ ผู้ปฏิบัติได้ใช้ข่าวสารความรู้จากฐานข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลแล้ว องค์กรจำเป็นต้องสร้างเงื่อนไขที่ต้องมีมาก่อน (preconditions) พฤติกรรมดังกล่าว สำหรับ การเอื้ออำนวยให้เกิดการแบ่งปันความรู้ภายในองค์กร ดังนี้ 1) ทัศนคติของความใส่ใจและความไว้วางใจในหมู่สมาชิกองค์กร องค์กรต้องจัดทำ คำนิยามและมาตรฐานทางจริยธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติต่าง ๆ ในการทำงานเป็นที่ยอมรับ ได้รับ ความเห็นพ้องจากสมาชิกองค์กรและสื่อสารให้เป็นที่รู้ทั่วกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมของการ ยอมรับความผิดพลาด และไม่ลงโทษการทำผิดพลาด และบรรยากาศของความขัดแย้งเชิงสร้างสรรค์ ทั้งนี้ เพื่อให้โอกาสแก่สมาชิกองค์กรในการแก้ไขความผิดพลาด ซึ่งจะทำให้สมาชิกองค์กรเกิดความ ไว้วางใจซึ่งกันและกัน มีความสนใจในมุมมองและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน แสวงหาความช่วยเหลือ ในการปฏิบัติงาน มีความยืดหยุ่นในการลงความเห็นและตัดสินเกี่ยวกับการปฏิบัติ มีความกล้าที่จะพูด แสดง ความคิดเห็น/ความรู้สึก 2) พฤติกรรมการบริหารที่เอื้อต่อการแบ่งปันความรู้ในหมู่สมาชิกองค์กร การแบ่งปันความรู้จะเกิดขึ้นจากการรับรู้ของผู้ปฏิบัติต่อองค์กรที่ยึดมั่นอย่างจริงจังในค่านิยมของการ ส่งเสริม สนับสนุน เพิ่มค่า ดูแลความรู้ และให้การสนับสนุนงบประมาณ เครื่องมือวิชาการ และเทคนิคที่จำเป็นสำหรับการแบ่งปันความรู้ และต่อผู้บริหารในการเป็นตัวอย่างของการแบ่งปัน ความรู้และไม่กักตุนความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารต้องทำตามที่พูดหรือบอกให้ผู้ปฏิบัติทำ (walk-the-talk) ผู้บริหารต้องจัดสรรเวลาสำหรับการพูดคุย รับฟังปัญหา/ ความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติ และอนุญาตและให้เวลาผู้ปฏิบัติเข้าร่วมเครือข่ายการจัดการความรู้ และผู้บริหารต้องเข้าร่วมเป็น ส่วนหนึ่งของผู้ปฏิบัติในการแบ่งปันความรู้ด้วย 3) การให้รางวัลและผลตอบแทนสำหรับส่งเสริมการแบ่งปันความรู้ รางวัลพิเศษ และการให้สิ่งตอบแทนวิธีต่าง ๆ อาจใช้เป็นแรงจูงใจภายนอกเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานตั้งใจแบ่งปัน และถ่ายทอดความรู้ เช่น การยกย่องและการมีชื่อเสียงสำหรับผู้ปฏิบัติที่มีส่วนเพิ่มพูนฐานความรู้ หรือมีส่วนอย่างแข็งขันในการแบ่งปันความรู้ การกำหนดความรับผิดชอบที่ชัดเจน สำหรับผู้ปฏิบัติที่มี ประสบการณ์ให้ทำการสอน และการเป็นพี่เลี้ยงให้แก่ผู้ปฏิบัติใหม่ การให้ผู้ปฏิบัติทำการสรุป รายงาน การประเมินผลโครงการ กิจกรรม หรือภารกิจต่าง ๆ ภายหลังเสร็จสิ้นการดำเนินงาน เพื่อเป็น การเรียนรู้อย่างเป็นระบบจากประสบการณ์ตรง ซึ่งบทเรียนที่ผู้ปฏิบัติได้เรียนรู้จะถูกวิเคราะห์ อย่างเป็นระบบและเก็บไว้ให้ผู้ปฏิบัติคนอื่นใช้ต่อไป
หน้า 89 4) การสนับสนุนการสร้างชุมชนนักปฏิบัติ ชุมชนนักปฏิบัติเป็นเครือข่ายแบบไม่เป็น ทางการภายในองค์กรที่ซึ่งผู้คนที่มีความสนใจและมีปัญหาร่วมกันมาพบปะ พูดคุยในความหมาย เดียวกัน มีการพัฒนาการทำงานร่วมกัน และมีข้อผูกพันในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ยิ่งทำให้มีความ ไว้วางใจและการเปิดใจกันมากยิ่งขึ้น ในการถ่ายทอดและแบ่งปันความรู้กันอย่างเปิดเผย เครือข่าย ชุมชนนักปฏิบัติจึงเป็นกลวิธีที่จะช่วยลดอุปสรรคส่วนของบุคคลและอุปสรรคทางสังคมในการแบ่งปัน ความรู้ ทั้งนี้ องค์กรต้องสนับสนุนเวลา สถานที่ เครื่องมือ ข่าวสาร วิชาการ และเทคนิคต่าง ๆ ที่จำเป็นแก่ผู้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง 5) การประมวลผลข่าวสารความรู้ หรือ การมีปฏิสัมพันธ์แบบตัวต่อตัว นักวิชาการ ได้เสนอแนะกลวิธีที่มีประสิทธิผลในการจัดการกับประเด็นทางวัฒนธรรมองค์กรในการถ่ายทอด ความรู้ไว้ 2 วิธี กลวิธีประมวลข่าวสารความรู้ (codification) มุ่งให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี สารสนเทศ คือ ความรู้จะดึงออก จากผู้ที่ทำให้เกิดความรู้ขึ้นโดยการใช้วิธีการต่าง ๆ (แนวทาง การสัมภาษณ์ ตารางการปฏิบัติงาน การทดสอบเพื่อวัดความสามารถในการทำงานโดยเทียบเคียงกับ เกณฑ์มาตรฐาน) แล้วทำการประมวลผลและเก็บไว้ในฐานข้อมูลความรู้ ซึ่งทุกคนสามารถเข้าถึงและ นำไปใช้ได้ กลวิธี การมีปฏิสัมพันธ์แบบตัวต่อตัว ให้ความสำคัญและดำเนินการกับการพูดคุยกัน ระหว่างบุคคล โดยความรู้จะถูกถ่ายทอดจากการพบปะกันเป็นส่วนตัวและการสนทนาแบบตัวต่อตัว เป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความรู้ที่บอกเล่าได้ยาก” (Tacit knowledge) ระบบสารสนเทศที่ใช้ ร่วมกับกลวิธีนี้คือ ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญ ระบบแผนที่ความรู้ ฐานข้อมูลค้นหาตำแหน่งของผู้คน ซึ่งแสดงรายชื่อของบุคคลผู้ปฏิบัติควรพูดคุยด้วย เกี่ยวกับหัวข้อหรือปัญหาการปฏิบัติงานบางเรื่อง 6) รูปแบบทางโครงสร้างขององค์กรที่ส่งเสริมการแบ่งปันความรู้ องค์กรอาจต้อง ปรับรูปแบบทางโครงสร้างขององค์กรให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมของการ จัดการความรู้ อาจทำเป็น โครงการเฉพาะที่มีสายการสั่งงานและการประสานงานในแนวราบ ทำให้ลด ระยะห่างระหว่างผู้ ปฏิบัติกับผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติสามารถเข้าถึงผู้บริหารได้ง่ายเมื่อต้องการความ ช่วยเหลือในงาน มีการ สื่อสารตัวต่อตัวแบบไม่เป็นทางการ ผู้ปฏิบัติมีการประสานความร่วมมือกันใน การทำงานภายในกลุ่ม และระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในองค์กร เพื่อให้เกิดความเป็นเพื่อนร่วมงานที่ผูกพัน กัน และเกิดความรู้สึก เป็นเจ้าขององค์กรร่วมกัน
หน้า 90 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 30 พฤษภาคม 2567 เวลา 16.00 – 19.00 น. การพัฒนาบุคลิกภาพและการสมาคม ************************************************* การพัฒนาบุคลิกภาพ Personality Development คำว่า “บุคลิกภาพ” (Personality) มาจากภาษาลาตินว่า Persona" ซึ่งแปลว่า หน้ากากที่ตัวละครสมัยกรีก และโรมันสวมใส่เพื่อแสดงบุคลิกลักษณะที่แตกต่างกัน ให้ผู้เห็นได้ใน ระยะไกล ๆ นักจิตวิทยาได้ให้ความหมายของคำว่า “บุคลิกภาพ” ไว้ต่าง ๆ ดังนี้ บุคลิกภาพ หมายถึง สภาวะทุกอย่างที่ประกอบกันขึ้นเป็นตัวบุคคล โดยหมาย รวมถึงคุณสมบัติ หรือคุณลักษณะทาง จิตใจ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการกระทำของบุคคล ในสถานการณ์ ต่าง ๆ บุคลิกภาพเป็นหน่วยรวมของระบบทางกายและจิตภายในตัวบุคคล ซึ่งกำหนดลักษณะการ ปรับตัวเป็นแบบเฉพาะของบุคคลนั้นต่อสิ่งแวดล้อมของเขา บุคลิกภาพของแต่ละบุคคลจะเห็นได้ ชัดเจนจากลักษณะนิสัยในการคิด และการแสดงออกรวมทั้งทัศนคติและความสนใจต่าง ๆ กิริยา ท่าทาง ตลอดจนปรัชญาชีวิตที่บุคคลนั้นยึดถือ การพัฒนาบุคลิกภาพ คือ ผลรวมของพันธุกรรมและประสบการณ์ทั้งหมดของบุคคล หรือ ลักษณะรวมของบุคคลและวิธีแสดงออกทางพฤติกรรม ซึ่งกำหนดการปรับตัวตามแบบฉบับของ แต่ละบุคคลต่อสิ่งแวดล้อม ความสำคัญของบุคลิกภาพที่ดี คือ เป็นที่ยอมรับของสังคม สง่างาม น่านับถือ และ ประทับใจ ต่อผู้พบเห็น เพิ่มความมั่นใจในตนเอง เพิ่มโอกาสในความสำเร็จในการติดต่อ การ ประสานงาน มีภาพลักษณ์ที่ดีต่อตนเองและองค์กร ในหน่วยงานของราชการ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การบริการ ประชาชน ถือเป็นภารกิจและหน้าที่อันสำคัญขององค์กร การบริการถือเป็นหัวใจสำคัญของหน่วยงาน ภาครัฐ การจะบริการให้ได้ประทับใจแก่ประชาชนจำเป็นจะต้องมีการพัฒนานักบริการซึ่งเป็นตัวหลัก ของการบริการ จำเป็นจะต้องพัฒนาบุคลิกภาพของนักบริการในการพัฒนา หรือการเสริมสร้าง บุคลิกภาพเพื่อ งานบริการนั้นสามารถพัฒนาได้จากการพัฒนา ดังต่อไปนี้การพัฒนาบุคลิกภาพ ภายนอก ได้แก่ การดูแลรูปร่าง, ดูแลรักษาสุขภาพ (เพื่อให้ผู้มาใช้บริการ เกิดความมั่นใจในตัวผู้ ให้บริการ มีความพร้อมในการให้บริการหรือมีความพร้อมในการทำงานอยู่เสมอ) การดูแลจัดแต่งทรง ผมให้เหมาะกับตนเอง (มีความสำคัญกับบางอาชีพ เช่น อาชีพตำรวจก็ไม่ควรที่จะมีผมหงอกเพราะ อาจดูเหมือนตำรวจท่านนั้นเป็นคนเชื่องช้า แก่เกินไปที่จะมาช่วยเหลือบริการประชาชน การแต่งหน้ามีความสำคัญเพราะสามารถบ่งบอกถึงความพร้อมที่จะทำงาน/การ ประสานงาน เป็นการเพิ่มโอกาสในความสำเร็จในการบริการ การเจรจา เป็นการเสริมสร้างความ
หน้า 91 สวยงามเป็นหน้าเป็นตาของ องค์กรและเป็นการให้เกียรติสถานที่ทำงาน การแต่งกายที่ดีทำให้คน ๆ นั้นดูดีสมาร์ทน่าเชื่อถือ เพราะแค่การสวมรองเท้าที่เหมาะสมกับงาน/เสื้อผ้าก็มีผลต่อความเป็นมือ อาชีพได้เหมือนกัน มารยาททางสังคม ได้แก่ การไหว้ การทักทาย การแนะนำตัว เช่น การแนะนำให้ ผู้อื่นรู้จักกัน ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง ควรแนะนำฝ่ายหญิงก่อน ระหว่างผู้ใหญ่กับผู้เยาว์ ควรแนะนำ ผู้ใหญ่ก่อน , มารยาทในการประชุม ต้องแต่งกายให้เรียบร้อยเป็นการให้เกียรติการประชุม ควรไปถึง ก่อนเวลาเล็กน้อย ตั้งใจฟัง และไม่คุยกันระหว่างประชุม, มารยาทในการรับประทานอาหาร มารยาท ในการดื่มกาแฟ ไม่ควรคนกาแฟเสียงดัง ไม่ควรชิมกาแฟโดยใช้ช้อนกาแฟ ควรชิมได้ไม่เกิน 2 อึก และไม่วางช้อนกาแฟคาในแก้วกาแฟ เป็นต้น อะไรคือตัววัดบุคลิกภาพ บุคลิกภาพเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นทางพฤติกรรมต่าง ๆ ของ บุคคล ดังนั้นการศึกษา หาบุคลิกภาพของบุคคล จึงพิจารณาได้จากลักษณะหรือตัววัดที่สำคัญ 3 ประการ 1. คำพูดที่สื่อความรู้สึกนึกคิด 2. อากัปกริยาที่แสดงออก 3. การเปลี่ยนแปลงทางสรีระ ความสำคัญของการมีบุคลิกภาพดี 1. มีความสามารถในการรับรู้และเข้าใจในสภาพความจริงได้อย่างถูกต้อง 2. การแสดงอารมณ์จะอยู่ในลักษณะและขอบเขตที่เหมาะสม 3. มีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นและสังคมได้ดี 4. มีความสามารถในการทำงานที่อำนวยประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคมได้ 5. มีความรักและความผูกพันต่อผู้อื่น 6. มีความสามารถในการพัฒนาตนเอง และพัฒนาทางการแสดงออกของตนเองต่อ ผู้อื่นได้ดีขึ้น ปัญหาการขาดความสามารถในการปรับตัว หรือการปรับบุคลิกภาพ เมื่อบุคคลไม่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ และบุคคลอื่นที่แวดล้อม จะเป็นผลให้บุคคลนั้นมีลักษณะที่ ไม่เป็นผลดีต่อตนเองในการดำเนินชีวิต ดังนี้ 1. เป็นคนที่มีอาการเคร่งเครียด 2. ทำให้มีอาการเจ็บป่วยทางกาย จากสาเหตุของความเครียด 3 . หย่อนสมรรถภาพในการดำเนินชีวิต
หน้า 92 แนวทางการพัฒนาบุคลิกภาพ การที่คนเราจะมีบุคลิกภาพดีนั้น มิใช่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพียง ภายนอกด้วย การแต่งกาย หรือพฤติกรรมที่แสดงออกเท่านั้น หากจำเป็นต้องมีการปรับปรุงหรือพัฒนา บุคลิกภาพ ภายในเสียก่อนเป็นเบื้องต้น จึงจะทำให้การพัฒนาบุคลิกภาพภายนอกประสบความสำเร็จได้ ในที่นี้จึง จะชี้ให้เห็นสาระสำคัญที่จะนำไปสู่ความสมบูรณ์ ในการพัฒนาบุคลิกภาพ โดยแยกลักษณะของการพัฒนาบุคลิกภาพออกเป็น 2 ลักษณะที่สำคัญ ดังนี้ 1. การพัฒนาบุคลิกภาพภายใน (Internal Personality) 2. การพัฒนาบุคลิกภาพภายนอก (External Personality การพัฒนาบุคลิกภาพกับการสร้างความสำเร็จในชีวิต 1. ความสามารถในการครองตน คือ จะต้องดูแลตนเองให้กินดีอยู่ดีมีความพอใจใน ชีวิตและลิขิตชีวิตตัวเองได้ 2. ความสามารถในการครองคน คือ สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ เป็นผู้นำและผู้ ตามที่ดี เป็นที่รักใคร่ของญาติมิตร รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ให้ความสำคัญกับผู้อื่นจนชนะใจผู้อื่นได้ 3. ความสามารถในการครองงาน คือ สามารถทำงานให้ประสบความสำเร็จในงาน อาชีพ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีความก้าวหน้าในงานที่รับผิดชอบ กระบวนการพัฒนาบุคลิกภาพ กระบวนการพัฒนาบุคลิกภาพ จะหมุนเวียนเป็นวงจรอย่างไม่สิ้นสุด ประกอบด้วย 4 กระบวนการ ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ตนเอง บุคคลที่ต้องการพัฒนาบุคลิกภาพจะต้องเริ่มต้นจากการ วิเคราะห์ตนเองก่อน เนื่องจากมนุษย์ทุกคนจะมีนิสัยเข้าข้างตนเองและคิดว่าตนเองไม่มีข้อบกพร่อง ใด ๆ จึงต้องอาศัยผู้อื่นช่วย 2 .วิเคราะห์และแนะนำ ดังนั้น จึงควรสำรวจหรือวิเคราะห์ว่าตนเองนั้นมีจุดเด่น หรือจุดด้อยอะไร กิริยาท่าทาง ของตนดีหรือบกพร่องอย่างไรโดยเขียนเป็นข้อ ๆ เรียงลำดับตาม ความสำคัญซึ่งส่วนใหญ่แล้วบุคคลจะขาด แนวคิดและกลยุทธ์ในการวิเคราะห์เพื่อพัฒนาตนเอง โดย หากไม่มีกลยุทธ์ในการวิเคราะห์จะไม่สามารถ วิเคราะห์ตนเองให้อยู่ในกรอบได้ทำให้มองไม่เห็นถึง ข้อเสียที่ควรปรับปรุงและไม่สามารถพัฒนาตนเองตาม กรอบที่วางไว้ได้การวิเคราะห์เพื่อกำหนด แนวคิดและวางแผนการพัฒนาตนเอง โดยใช้กลยุทธ์การประเมิน สถานการณ์เเวดล้อม (SWOT Analysis) มีองค์ประกอบ ดังนี้
หน้า 93 1) จุดแข็ง (Strengths) เป็นการวิเคราะห์ว่าตนเองมีจุดแข็งหรือส่วนดีด้านใดบ้าง เก่งทางด้านไหน รวมทั้ง ควรหาวิธีการพัฒนาและฝึกฝนด้านดีตลอดเวลา เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ดีขึ้น 2) จุดอ่อน (Weaknesses) เป็นการวิเคราะห์ข้อด้อยว่ามีสิ่งไหนที่ไม่ถนัด ไม่ชอบ หรืออาจทำไม่ค่อยได้ ควร พยายามหาทางแก้ไข ปรับปรุง และพัฒนาจุดอ่อนนั้น 3) โอกาส (Opportunities) เป็นปัจจัยของสภาพแวดล้อมภายนอกที่เอื้อให้การ ทำงานเป็นไปตามจุดมุ่งหมาย ที่วางไว้ตลอดจนช่วยส่งเสริมและพัฒนาตนเองให้มีประสิทธิภาพที่ดี ยิ่งขึ้น 4) อุปสรรค (Threats) เป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายซึ่งอุปสรรค นี้อาจทำให้บุคคลไม่สามารถ บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ได้SWOT เป็นกลยุทธ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์จุด แข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรคของแต่ละบุคคลเพื่อปรับปรุง ข้อบกพร่องของตนเองที่มีอยู่ให้ดีขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาตนเองคือต้องมีความตั้งใจและความพยายามที่จะปฏิบัติตามเป้าหมาย ที่วางไว้ให้สำเร็จ 3. การปรับปรุง หลังจากวิเคราะห์ตนเองแล้วจะต้องปรับปรุงแก้ไขพัฒนาข้อบกพร่องทั้งบุคลิกภาพ ภายใน และภายนอก โดยแก้ไขทีละข้อตามลำดับแบบค่อยเป็นค่อยไปและต้องให้เวลากับตนเองใน การแก้ไขพอสมควร การฝึกฝน เมื่อทำการแก้ไขเรียบร้อยแล้วก็ปฏิบัติตัวตามแนวทางใหม่และทำให้ เกิดความเคยชินจนติดเป็นนิสัย 4. การประเมินผล เป็นขั้นตอนสุดท้ายหลังจากได้ปรับปรุงแก้ไขแล้วโดยต้องประเมินผลว่าสิ่งที่ได้แก้ไข ปรับปรุงไปแล้วนั้นดีหรือไม่มีวิธีการแก้ไขปัญหาอุปสรรคเหล่านั้นอย่างไร หากยังไม่ดีขึ้นจะต้องกลับ เข้าสู่ขั้นการวิเคราะห์ตนเองใหม่ซ้ำอีก หรือหากเป็นที่พอใจแล้วให้นำปัญหาหลักมาวิเคราะห์แก้ไข จะ เห็นได้ว่าในการพัฒนาบุคลิกภาพให้ดีได้นั้น มีความหลากหลาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม สังคม ค่านิยม ดังนั้นจะพัฒนาบุคลิกภาพให้เป็นผู้นำที่มีบุคลิกภาพที่ดี สามารถเป็นตัวอย่างกับลูกน้องและ เป็นหน้า เป็นตาต่อองค์กรได้นั้น ต้องอาศัยการพัฒนาทั้งภายนอกและภายในไปพร้อมกันจึงจะเกิด การยอมรับได้และส่งผลดีกับตัวผู้นำเองทั้งในเรื่องการยอมรับในสังคม ผู้ใต้บังคับบัญชา และองค์กร
หน้า 94 Infographic วันที่ 30 พฤษภาคม 2567
หน้า 95