The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม - 14 มิถุนายน 2567

ณ สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
กระทรวงมหาดไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Wanatda Fusaeng, 2024-06-12 08:19:54

รายงานผลการฝึกอบรม หลักสูตรนักวิชาการศึกษา รุ่นที่ 83

ระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม - 14 มิถุนายน 2567

ณ สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
กระทรวงมหาดไทย

หน้า 146 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 4 มิถุนายน 2567 เวลา 09.00 – 12.00 น. การจัดทำโครงการ การบริหารโครงการ และการประเมินโครงการ ************************************************* การจัดทำโครงการ การบริหารโครงการ และการประเมินโครงการ หลักการเขียนหนังสือราชการ การเขียนรายงานและการสรุปรายงานตามระเบียบงานสารบรรณ การจัดทำโครงการ การบริหารโครงการ และการประเมินโครงการ การจัดทำโครงการ หมายถึง กระบวนการวางแผน ออกแบบ และกำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อ บรรลุเป้าหมายที่กำหนด ประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้ การระบุปัญหาและกำหนดเป้าหมาย: วิเคราะห์ปัญหา โอกาส ความต้องการ และกำหนดเป้าหมายที่ ชัดเจน วัดผลได้ การวางแผน: กำหนดขอบเขตของโครงการ แบ่งงานออกเป็นส่วนย่อย กำหนดระยะเวลา ทรัพยากร งบประมาณ วิธีการ ผู้รับผิดชอบ การออกแบบ: ออกแบบรายละเอียดของโครงการ วิธีการดำเนินงาน เอกสาร เครื่องมือ อุปกรณ์ การเขียนแผนโครงการ: รวบรวมข้อมูล รายละเอียด ผลลัพธ์ที่คาดหวัง แผนงาน งบประมาณ เอกสารประกอบ การบริหารโครงการ หมายถึง กระบวนการควบคุมดูแล ติดตาม ประเมินผล ปรับแผน แก้ปัญหา ทรัพยากร บุคลากร เพื่อให้โครงการบรรลุเป้าหมายที่กำหนด ประกอบด้วยกิจกรรมดังนี้ การวางแผนและติดตาม: ติดตามความคืบหน้า เปรียบเทียบกับแผน วิเคราะห์สาเหตุของความล่าช้า ปรับแผน แก้ปัญหา การจัดการทรัพยากร: จัดสรรทรัพยากร บุคลากร งบประมาณ อุปกรณ์ ให้เพียงพอ เหมาะสมกับ ความต้องการ การสื่อสาร: สื่อสารข้อมูล ความคืบหน้า ปัญหา อุปสรรค ให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ การจัดการความเสี่ยง: วิเคราะห์ ประเมินความเสี่ยง วางแผนรับมือ แก้ไขปัญหา การจัดการความขัดแย้ง: ประสานงาน ไกล่เกลี่ย แก้ไขความขัดแย้ง สร้างความร่วมมือ การบริหารการเปลี่ยนแปลง: แจ้ง อธิบาย สร้างความเข้าใจ ให้ผู้เกี่ยวข้องปรับตัว รองรับการ เปลี่ยนแปลง


หน้า 147 การประเมินโครงการ หมายถึง กระบวนการวัดผล วิเคราะห์ เปรียบเทียบผลลัพธ์ที่ได้กับเป้าหมายที่ กำหนด เพื่อประเมินผล ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล บทเรียน ข้อเสนอแนะ ประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้ การกำหนดตัวชี้วัด: กำหนดตัวชี้วัด เกณฑ์ วิธีการวัด การรวบรวมข้อมูล: รวบรวมข้อมูล หลักฐาน ผลลัพธ์ การวิเคราะห์ข้อมูล: วิเคราะห์ข้อมูล เปรียบเทียบกับเป้าหมาย หาสาเหตุ การรายงานผล: สรุปผล ข้อเสนอแนะ บทเรียน


หน้า 148 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 4 มิถุนายน 2567 เวลา 13.00 – 16.00 น. หลักการเขียนหนังสือราชการ การเขียนรายงาน และการสรุปรายงานตามระเบียบงานสารบรรณ ************************************************* หลักการเขียนหนังสือราชการ • ความถูกต้อง: เนื้อหาข้อความต้องถูกต้อง ตรงประเด็น ตรงตามความเป็นจริง • ความชัดเจน: ภาษาที่ใช้ต้องชัดเจน เข้าใจง่าย ไม่กำกวม • ความสุภาพ: ภาษาที่ใช้ต้องสุภาพ เรียบร้อย เหมาะสมกับบุคคลและโอกาส • ความกระชับ: เขียนเฉพาะเนื้อหาที่จำเป็น หลีกเลี่ยงการเขียนซ้ำซ้อน ภาษาฟุ่มเฟือย • ความสวยงาม: จัดเรียงหน้ากระดาษ ตัวอักษร เว้นวรรค ให้สวยงาม อ่านง่าย รูปแบบการเขียนหนังสือราชการ • ส่วนหัวหนังสือ: ระบุชื่อหน่วยงาน วันที่ เลขที่หนังสือ เรื่อง • คำขึ้นต้น: ขึ้นต้นด้วยคำว่า "เรียน" หรือ "กราบเรียน" • เนื้อหา: เขียนเนื้อหาตามหัวข้อ เรียงลำดับความสำคัญ • คำลงท้าย: ลงท้ายด้วยคำว่า "ขอแสดงความนับถือ" หรือ "ขอแสดงความนับถืออย่างสูง" • ชื่อผู้ลงนาม: ระบุชื่อ ตำแหน่ง ของผู้ลงนาม • หมายเหตุ: ระบุหมายเหตุ เพิ่มเติม ถ้ามี ตัวอย่างรูปแบบการเขียนหนังสือราชการ [ชื่อหน่วยงาน] [วันที่] เลขที่ [เลขที่หนังสือ] เรื่อง [เรื่อง] เรียน [ชื่อหน่วยงานที่รับหนังสือ]


หน้า 149 [เนื้อหา] ขอแสดงความนับถือ (ลงชื่อ) [ชื่อผู้ลงนาม] [ตำแหน่ง] หลักการเขียนรายงาน • ความถูกต้อง: เนื้อหาข้อความต้องถูกต้อง ตรงประเด็น ตรงตามข้อมูลจริง • ความชัดเจน: ภาษาที่ใช้ต้องชัดเจน เข้าใจง่าย ไม่กำกวม • ความครบถ้วน: รายงานต้องครอบคลุมประเด็นสำคัญ ข้อมูล หลักฐาน อ้างอิง • ความเป็นระบบ: เรียงลำดับเนื้อหา หัวข้อ ย่อหน้า ให้เป็นระบบ • ความสวยงาม: จัดเรียงหน้ากระดาษ ตัวอักษร เว้นวรรค ให้สวยงาม อ่านง่าย โครงสร้างการเขียนรายงาน • หน้าปก: ระบุชื่อเรื่อง ชื่อผู้เขียน หน่วยงาน วันที่ • สารบัญ: ระบุหัวข้อ หน้ากระดาษ • บทนำ: อธิบายที่มา วัตถุประสงค์ขอบเขต • เนื้อหา: แบ่งเป็นหัวข้อ ย่อยหัวข้อ อธิบายรายละเอียด • บทสรุป: สรุปประเด็นสำคัญ ผลลัพธ์ • คำแนะนำ: เสนอแนะ แนวทาง การดำเนินการต่อไป • บรรณานุกรม: ระบุแหล่งที่มา เอกสารอ้างอิง ตัวอย่างรูปแบบการเขียนรายงาน หน้าปก ชื่อเรื่อง [ชื่อผู้เขียน] [ชื่อหน่วยงาน]


หน้า 150 [วันที่] สารบัญ • บทนำ ... หน้า ... • เนื้อหา ... หน้า ... o หัวข้อ ... หน้า ... o หัวข้อ ... หน้า ... • บทสรุป ... หน้า ... • คำแนะนำ ... หน้า ... • บรรณานุกรม ... หน้า ... บทนำ [อธิบายที่มา วัตถุประสงค์ขอบเขต ของรายงาน] เนื้อหา [แบ่งเป็นหัวข้อ ย่อยหัวข้อ อธิบายรายละเอียด ตามลำดับ] บทสรุป [สรุปประเด็นสำคัญ ผลลัพธ์ของรายงาน] คำแนะนำ [เสนอแนะ แนวทาง การดำเนินการต่อไป] บรรณานุกรม [ระบุแหล่งที่มา เอกสารอ้างอิง] หลักการสรุปรายงาน • ความถูกต้อง: เนื้อหาข้อความต้องถูกต้อง ตรงประเด็น ตรงตามรายงานต้นฉบับ • ความชัดเจน: ภาษาที่ใช้ต้องชัดเจน เข้าใจง่าย ไม่กำกวม


หน้า 151 Infographic วันที่ 4 มิถุนายน 2567


หน้า 152


หน้า 153 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 5 มิถุนายน 2567 เวลา 09.00 – 19.00 น. การจัดบริการส่งเสริมการศึกษา การจัดพิพิธภัณฑ์ทางการศึกษา และการผลิตและพัฒนาสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยี ************************************************* การจัดบริการส่งเสริมการศึกษา หมายถึง กิจกรรมต่าง ๆ ที่สนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับ การศึกษาอย่างมีคุณภาพ พัฒนาความรู้ทักษะ และสมรรถนะ รอบด้าน ครอบคลุม 5 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านการพัฒนาการศึกษา: • พัฒนาระบบการศึกษาให้มีคุณภาพ มาตรฐาน สอดคล้องกับบริบท ความต้องการของผู้เรียน และสังคม • พัฒนาหลักสูตร สื่อการสอน เทคโนโลยีการศึกษา ให้ทันสมัย เหมาะสมกับผู้เรียน • พัฒนาครูผู้สอน บุคลากรทางการศึกษา ให้มีความรู้ทักษะ คุณภาพ • ส่งเสริมการวิจัย พัฒนาองค์ความรู้นวัตกรรมทางการศึกษา • ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร ในงานการศึกษา 2. ด้านการบริการการศึกษา: • จัดบริการการศึกษาที่หลากหลาย ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสถานะ • จัดบริการการศึกษาแบบมีคุณภาพ มาตรฐาน ทั่วถึง เป็นธรรม • จัดบริการการศึกษาพิเศษ รองรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ • ส่งเสริมการศึกษาต่อเนื่อง การศึกษาตลอดชีวิต • ส่งเสริมการศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษาทางเลือก


หน้า 154 3. ด้านการพัฒนาผู้เรียน: • พัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ทักษะ คุณธรรม จริยธรรม • พัฒนาผู้เรียนให้รู้จักคิด วิเคราะห์แก้ปัญหา ตัดสินใจ • พัฒนาผู้เรียนให้มีความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม • พัฒนาผู้เรียนให้มีความรับผิดชอบ ต่อสังคม สิ่งแวดล้อม • พัฒนาผู้เรียนให้มีสุขภาพกาย สุขภาพจิต แข็งแรง 4. ด้านการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา: • พัฒนาครูผู้สอน บุคลากรทางการศึกษา ให้มีความรู้ทักษะ คุณภาพ • พัฒนาครูผู้สอน บุคลากรทางการศึกษา ให้มีความเชี่ยวชาญ ในสาขาวิชา • พัฒนาครูผู้สอน บุคลากรทางการศึกษา ให้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร ในงาน การศึกษา • พัฒนาครูผู้สอน บุคลากรทางการศึกษา ให้เป็นแบบอย่างที่ดี • ส่งเสริมขวัญกำลังใจ สวัสดิการ ครูผู้สอน บุคลากรทางการศึกษา 5. ด้านการส่งเสริมสนับสนุน: • ส่งเสริมความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงาน ภาคส่วนต่าง ๆ ในงานการศึกษา • ส่งเสริมการมีส่วนร่วม ของผู้ปกครอง ชุมชน ภาคีเครือข่าย ในงานการศึกษา • จัดหาทุนสนับสนุน ทุนการศึกษา ให้แก่ผู้เรียน • พัฒนาระบบบริหารจัดการ งานการศึกษา ให้มีประสิทธิภาพ • ส่งเสริมการตรวจสอบ ประเมินผล งานการศึกษา การจัดพิพิธภัณฑ์ทางการศึกษา พิพิธภัณฑ์ทางการศึกษา เป็นแหล่งเรียนรู้ที่จัดแสดงนิทรรศการ โบราณวัตถุ หลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ผลงานทางวัฒนธรรม และอื่น ๆ เพื่อการศึกษา การวิจัย และการเผยแพร่ความรู้มี บทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้พัฒนาการคิดวิเคราะห์ทักษะการสื่อสาร และปลูกฝัง คุณธรรม จริยธรรม แก่ผู้เรียน


หน้า 155 องค์ประกอบของพิพิธภัณฑ์ทางการศึกษา: • นิทรรศการ: เป็นหัวใจสำคัญของพิพิธภัณฑ์นำเสนอเนื้อหา ข้อมูล ผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น โบราณวัตถุ ภาพถ่าย ภาพวาด สื่อมัลติมีเดีย • อาคารสถานที่: ออกแบบก่อสร้าง จัดแสดงนิทรรศการ ให้เหมาะสม ปลอดภัย • บุคลากร: ดูแล รักษา จัดการ นิทรรศการ ให้บริการนักเรียน นักศึกษา ประชาชน • กิจกรรม: จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้อบรม สัมมนา ค่ายเยาวชน • บริการ: ให้บริการข้อมูล เอกสาร สื่อการสอน ร้านขายของที่ระลึก ประเภทของพิพิธภัณฑ์ทางการศึกษา: • พิพิธภัณฑ์ทั่วไป: นำเสนอเนื้อหา ข้อมูล หลากหลายแง่มุม • พิพิธภัณฑ์เฉพาะด้าน: เน้นเนื้อหา ข้อมูล เฉพาะด้าน เช่น พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ • พิพิธภัณฑ์สถานที่: จัดแสดงนิทรรศการ ในสถานที่จริง เช่น พระราชวัง โบราณสถาน • พิพิธภัณฑ์เสมือนจริง: นำเสนอเนื้อหา ข้อมูล ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ตัวอย่างการจัดพิพิธภัณฑ์ทางการศึกษา: • พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า: นำเสนอพระราชประวัติพระราชกรณียกิจ ของพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร • พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา: นำเสนอความหลากหลายทางชีวภาพ ของโลก • พิพิธภัณฑ์เด็ก: ออกแบบกิจกรรม นิทรรศการ ให้เหมาะสมกับเด็ก ส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาทักษะ • พิพิธภัณฑ์ออนไลน์: นำเสนอเนื้อหา ข้อมูล ผ่านเว็บไซต์แอปพลิเคชัน ประโยชน์ของพิพิธภัณฑ์ทางการศึกษา: • ส่งเสริมการเรียนรู้พัฒนาการคิดวิเคราะห์ทักษะการสื่อสาร • ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่ดี • เผยแพร่ความรู้วัฒนธรรม ประเพณี


หน้า 156 • กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม • ส่งเสริมการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ แนวทางการจัดพิพิธภัณฑ์ทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ: • กำหนดเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมาย ชัดเจน • คัดเลือกเนื้อหา ข้อมูล ที่ถูกต้อง น่าสนใจ • ออกแบบนิทรรศการ ให้เหมาะสม เข้าถึงได้ง่าย • พัฒนาสื่อการสอน กิจกรรม ให้สอดคล้องกับนิทรรศการ • จัดฝึกอบรม พัฒนาบุคลากร ให้มีความรู้ทักษะ • ประสานความร่วมมือ กับหน่วยงาน ภาคส่วนต่าง ๆ การจัดพิพิธภัณฑ์ทางการศึกษา เป็นการลงทุนด้านการศึกษา ส่งผลดีต่อผู้เรียน ชุมชน และ ประเทศชาติในระยะยาว การผลิตและพัฒนาสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยี การผลิตและพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเป็นกระบวนการออกแบบ สร้างสรรค์ พัฒนา สื่อการเรียนรู้เครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร เพื่อ สนับสนุนการศึกษา การเรียนรู้พัฒนาทักษะ ประสิทธิภาพ ของผู้เรียน ตอบสนองความต้องการ ยุค ดิจิทัล ประเภทของสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยี • สื่อการสอนแบบดั้งเดิม: เช่น หนังสือ ใบงาน สื่อสิ่งพิมพ์ • สื่อการสอนแบบมัลติมีเดีย: เช่น วีดีโอ บทเรียนออนไลน์เกมส์การศึกษา • สื่อการสอนแบบโต้ตอบ: เช่น ซอฟต์แวร์แอปพลิเคชัน โปรแกรมจำลองสถานการณ์ • เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT): เช่น คอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ต เครือข่าย • เทคโนโลยีดิจิทัล: เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โซเชียลมีเดีย • นวัตกรรมทางการศึกษา: เช่น การเรียนรู้แบบผสมผสาน การเรียนรู้แบบโครงการ การ เรียนรู้แบบค้นคว้า


หน้า 157 กระบวนการผลิตและพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยี 1. วิเคราะห์ความต้องการ: ศึกษา วิเคราะห์ความต้องการ ปัญหา ของผู้เรียน กลุ่มเป้าหมาย 2. กำหนดเป้าหมาย: กำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ของสื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยี 3. ออกแบบ: ออกแบบ รูปแบบ เนื้อหา วิธีการนำเสนอ 4. พัฒนา: พัฒนา ทดสอบ แก้ไข ปรับปรุง 5. ประเมินผล: ประเมินผล ประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ 6. เผยแพร่และนำไปใช้: เผยแพร่ นำไปใช้ปรับใช้พัฒนาต่อ เครื่องมือ เทคโนโลยีสำหรับการผลิตและพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยี • โปรแกรมออกแบบ: เช่น Adobe Photoshop Illustrator InDesign • โปรแกรมสร้างสื่อมัลติมีเดีย: เช่น Adobe Premiere Pro After Effects Audition • โปรแกรมพัฒนาซอฟต์แวร์: เช่น Visual Studio Code Python Java • แพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบออนไลน์: เช่น Moodle Canvas Edmodo • เครื่องมือสำหรับการสร้างเนื้อหาแบบโต้ตอบ: เช่น H5P Articulate Storyline


หน้า 158 Infographic วันที่ 5 มิถุนายน 2567


หน้า 159


หน้า 160 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 6 มิถุนายน 2567 เวลา 09.00 – 12.00 น. การสร้างความความรู้ความเข้าใจในองค์กร ระบบงานและการจัดการองค์กร ************************************************* การสร้างความรู้ เป็นกิจกรรมขององค์กรที่มีจุดมุ่งหมายแสวงหาหรือสร้างความรู้ขึ้นใหม่ ความรู้จะเกิดขึ้น คนทำงานด้วยกันในกลุ่มซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่น โดยการสร้างความร่วมมือและการ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่าง ๆ การทำความเข้าใจองค์กร ความเข้าใจองค์กรเป็นขั้นตอนแรกในการจัดทำแผนดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ สามารถ พิจารณาระบุและศึกษาความสำคัญของกระบวนการ กิจกรรม และ/หรือผลิตภัณฑ์ ที่หน่วยงานกำลัง ดำเนินการอยู่ อันเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานให้บรรลุ วัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ กำหนดไว้ของหน่วยงาน การเชื่อมโยงและความสัมพันธ์กับหน่วยงานทั้ง ภายในและภายนอกองค์กร รวมทั้ง ทำให้ทราบและตระหนักถึงความเสี่ยงและภัยคุกคามที่อาจส่งผล กระทบต่อการดำเนินงานและการ ให้บริการของหน่วยงาน ซึ่งจะช่วยให้องค์กรลดความสูญเสียที่จะ เกิดขึ้นได้ ดังนี้ ลดโอกาสของการดำเนินงานที่ต้องหยุดชะงัก ลดระยะเวลาในการตอบสนองและกอบกู้สถานการณ์ให้กลับสู่สภาวะปกติ จำกัดผลกระทบต่อองค์กรจากการหยุดชะงักการดำเนินงาน นอกจากนี้ การเข้าใจองค์กรยังทำให้มั่นใจได้ว่าแผนดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (BCP) สามารถตอบสนองต่อกระบวนการ กิจกรรม และ/หรือผลิตภัณฑ์ของหน่วยงานตามลำดับความสำคัญ และความเร่งด่วน ซึ่งขั้นตอนของการทำความเข้าใจองค์กรประกอบด้วย 3 ขั้นตอนย่อย ได้แก่ การระบุกิจกรรมกระบวนการ และ/หรือผลิตภัณฑ์ในการดำเนินงาน การประเมินความเสี่ยงและ ภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นต่อองค์กร และการประเมินผลกระทบต่อกระบวนการดำเนินงาน


หน้า 161 การจัดองค์กร องค์กรต่าง ๆ สามารถแบ่งออกได้ตามการจัดโครงสร้างได้ดังนี้องค์กรแบบดั้งเดิม (Traditional organization) แนวความคิดนี้มุ่งที่ กฎ ข้อกำหนด ระเบียบแบบ แผน มุ่งให้ผลผลิต มีประสิทธิผล และประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพื่อจะได้ผลผลิตสูง และรวดเร็ว มองมนุษย์เสมือนเครื่องจักรกล (Mechanistic) ทุกอย่างจะเป็นไปตามกฎเกณฑ์ มีรูปแบบก็เพื่อความสะดวกในการบริหาร และ ปกครอง ผลผลิตสูงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้นั่นเอง หลักขององค์กรสมัยดั้งเดิม มุ่งเน้นองค์กร ที่มีรูปแบบ (Formal Organization) ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานหลัก 4 ประการได้แก่ 1) การแบ่งระดับชั้น สายการบังคับบัญชา 2) การแบ่งงาน 3) ช่วงการควบคุม และ 4) เอกภาพในการ บริหารงาน องค์กร แบบใหม่ (New organization) พัฒนามาจากองค์กรแบบดั้งเดิมแต่มีความยืดหยุ่นมีความ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เน้นการท างานเป็นทีมข้อกำหนดรายละเอียดของงานให้ความสำคัญกับ ทักษะและ เครือข่ายงานอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ทีมงาน องค์กรได้แปรเปลี่ยนเป็นองค์กรระบบเปิด Open System มีความยืดหยุ่นและตอบสนองการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอและมีความคิดว่าสิ่งแวดล้อม รอบธุรกิจมีผลกระทบต่อ องค์กรของตนอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น การกำหนดจุดประสงค์ขององค์กร จึงมีมุมมองที่แตกต่างออกไปคือ มีความ ยอมรับในความเปลี่ยนแปลงรอบตัวมากขึ้น มิได้มุ่งแต่มองตนเองหรือเมาแต่สภาพการผลิต การขาย ในกิจกรรม ภายในองค์กรเท่านั้นและนำเอา ความคิดในลักษณะนี้ไปเป็นหลักที่จะต้องกำหนดโครงสร้างธุรกิจของตนขึ้นมา ไม่ ว่าจะเป็นเรื่องของ การบังคับบัญชา การกระจายหรือการรวมอำนาจ การมีกฎเกณฑ์ระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อให้ บุคลากรได้ถือและปฏิบัติตามต่อไปอย่างไรก็ตามแนวคิดขององค์กรได้เปลี่ยนไป


หน้า 162 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 6 มิถุนายน 2567 เวลา 13.00 – 16.00 น. โครงสร้างอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายจัดตั้ง และกฎหมายกระจายอำนาจ *********************************************** การดำเนินการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องพิจารณาจากกฎหมายต่าง ๆ ที่ให้อำนาจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดำเนินการจัดบริการสาธารณะในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งเป็นไปตามหลัก “ไม่มีกฎหมายไม่มีอำนาจ” หรือ “ทำได้เท่าที่มีกฎหมายบัญญัติไว้” โดยกฎหมายที่ให้อำนาจองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดบริการสาธารณะ สามารถพิจารณาได้จาก 1. กฎหมายว่าด้วยการกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดกลไกการถ่ายโอนภารกิจบางเรื่องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วย ดำเนินการ แทนซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้เป็นการเฉพาะ เช่น การถ่ายโอนทางหลวงชนบท การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลการถ่ายโอนแหล่ง น้ำ การจดทะเบียนพาณิชย์ นมโรงเรียน/อาหารกลางวัน เป็นต้น 2. กฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์กรบริหาร ส่วนตำบล พระราชบัญญัติเทศบาล และพระราชบัญญัติองค์กรบริหารส่วนจังหวัด) โดยกฎหมาย จัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะกำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ว่า สามารถดำเนินการจัดบริการ สาธารณะในเรื่องใดได้บ้าง


หน้า 163 สรุปสาระสำคัญของพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ หลักการและเหตุผล มาตรา ๒๘๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ได้บัญญัติให้มี กฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ เพื่อพัฒนาการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมีสาระสำคัญ เกี่ยวกับการกำหนดอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบบริการ สาธารณะ และการจัดสรรสัดส่วนภาษีและอากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และให้มี คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้แทนของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทน ขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิ มีจำนวนฝ่ายละเท่ากัน เพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว พระราชบัญญัติกำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบด้วย ๔ หมวด จำนวน ๓๗ มาตรา ประกอบด้วย ๑. ชื่อพระราชบัญญัติ (มาตรา ๑) ๒. วันใช้บังคับ (มาตรา ๒) ๓. กฎหมายขัดหรือแย้ง (มาตรา ๓) ๔. บทนิยาม (มาตรา ๔) ๔.๑ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๔.๒ คณะกรรมการ ๔.๓ รัฐมนตรี ๕. ผู้รักษาการ (มาตรา ๕) ๖. คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๖.๑ องค์ประกอบคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น (มาตรา ๖) ๖.๒ คุณสมบัติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (มาตรา ๗) ๖.๓ การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (มาตรา ๘) ๖.๔ วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (มาตรา ๙) ๖.๕ การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (มาตรา ๑๐) ๖.๖ องค์ประชุมของคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น (มาตรา ๑๑)


หน้า 164 ๖.๗ อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น (มาตรา ๑๒) ๖.๘ การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ (มาตรา ๑๓) ๖.๙ การออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และ เจ้าหน้าที่ของรัฐส่งข้อมูลหรือเอกสาร (มาตรา ๑๔) ๖.๑๐ อำนาจและหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจ ให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (มาตรา ๑๕) ๗. อำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะ ๗.๑ อำนาจและหน้าที่ของเทศบาล เมืองพัทยา และองค์กรบริหารส่วนตำบล (มาตรา ๑๖) ๗.๒ อำนาจและหน้าที่ขององค์กรบริหารส่วนจังหวัด (มาตรา ๑๗) ๗.๓ อำนาจและหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร (มาตรา ๑๘) ๗.๔ อำนาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายกำหนดให้ เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ (มาตรา ๑๙) ๗.๕ การวินิจฉัยอำนาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (มาตรา ๒๐) ๗.๖ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมมือกันตามอำนาจและหน้าที่ (มาตรา ๒๑) ๗.๗ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมอบให้เอกชนดำเนินการตามอำนาจ และหน้าที่ (มาตรา ๒๒) ๘. การจัดสรรสัดส่วนภาษีและอากร ๘.๑ รายได้ของเทศบาล เมืองพัทยา และองค์กรบริหารส่วนตำบล (มาตรา ๒๓) ๘.๒ รายได้ขององค์กรบริหารส่วนจังหวัด (มาตรา ๒๔) ๘.๓ รายได้ของกรุงเทพมหานคร (มาตรา ๒๕) ๘.๔ รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นองค์กร ปกครอง ๙. แผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๙.๑ การดำเนินการตามแผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (มาตรา ๓๐) ๙.๒ อำนาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซ้ำซ้อนกัน (มาตรา ๓๑) ๙.๓ การจัดทำแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น (มาตรา ๓๒)


หน้า 165 ๙.๔ การรายงานผลการปฏิบัติงานตามแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจาย อำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้คณะรัฐมนตรีทราบทุกปี (มาตรา ๓๓) ๙.๕ การทบทวนอำนาจและหน้าที่ รวมทั้งการจัดสรรรายได้ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น (มาตรา ๓๔) ๑๐. บทเฉพาะกาล (มาตรา ๓๕ - ๓๗) บทนิยาม (มาตรา ๔) “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” หมายความว่า องค์กรบริหาร ส่วนจังหวัด เทศบาล องค์กร บริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการการกระจายอำนาจ ให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น “กรรมการ” หมายความว่า กรรมการการกระจายอำนาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ กำหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ กำหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ หมวด ๒ อำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะ อำนาจและหน้าที่ของเทศบาล เมืองพัทยา และองค์กรบริหาร ส่วนตำบล (มาตรา ๑๖) เทศบาล เมืองพัทยา และองค์กรบริหารส่วนตำบลมีอำนาจและ หน้าที่ในการจัดระบบการ บริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชน ในท้องถิ่นของตนเอง อาทิเช่น ๑. การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง ๒. การจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ ๓. การจัดให้มีและควบคุมตลาด ท่าเทียบเรือ ท่าข้าม และที่จอดรถ ๔. การสาธารณูปโภคและการก่อสร้างอื่น ๆ ๕. การส่งเสริม การฝึก และประกอบอาชีพ ๖. การส่งเสริมการท่องเที่ยว ๗. การจัดการศึกษา ๘. การสังคมสงเคราะห์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี คนชรา และผู้ด้อยโอกาส


หน้า 166 ๙. การบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และ วัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น ๑๐. การส่งเสริมกีฬา ๑๑. การรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของ บ้านเมือง ๑๒. การกำจัดมูลฝอย สิ่งปฏิกูล และน้ำเสีย เป็นต้น อำนาจและหน้าที่ขององค์กรบริหารส่วนจังหวัด (มาตรา ๑๗) องค์กรบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของ ประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง อาทิเช่น ๑. การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง และประสานการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดตาม ระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ๒. การสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในการพัฒนาท้องถิ่น ๓. การประสานและให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๔. การแบ่งสรรเงินซึ่งตามกฎหมายจะต้องแบ่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๕. การคุ้มครอง ดูแล และบำรุงรักษาป่าไม้ ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ๖. การจัดการศึกษา ๗. การส่งเสริมประชาธิปไตย ความเสมอภาค และสิทธิเสรีภาพของ ประชาชน ๘. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของราษฎรในการพัฒนาท้องถิ่น ๙. การส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม ๑๐. การจัดตั้งและดูแลระบบบำบัดน้ำเสียรวม ๑๑. การกำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลรวม๑๒. การจัดการสิ่งแวดล้อมและมลพิษต่าง ๆ เป็นต้น


หน้า 167 โครงสร้างอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตามกฎหมายจัดตั้ง พระราชบัญญัติองค์กรบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 องค์กรบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) • กำหนดหลักเกณฑ์การจัดตั้งองค์กรบริหารส่วนจังหวัด • กำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์กรบริหารส่วนจังหวัด • กำหนดวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์กรบริหารส่วนจังหวัดและนายกองค์กรบริหารส่วน จังหวัด พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2562 เทศบาลเมือง เทศบาลนคร เทศบาลตำบล • กำหนดหลักเกณฑ์การจัดตั้งเทศบาล • กำหนดอำนาจหน้าที่ของเทศบาล • กำหนดวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์กรบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 สภาตำบล องค์กรบริหารส่วนตำบล (อบต.) • กำหนดหลักเกณฑ์การจัดตั้งสภาตำบลและองค์กรบริหารส่วนตำบล • กำหนดอำนาจหน้าที่ของสภาตำบลและองค์กรบริหารส่วนตำบล • กำหนดวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาตำบลและนายกองค์กรบริหารส่วนตำบล


หน้า 168 ประโยชน์ที่ได้รับและการนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานหรือการดำเนินชีวิต : ประโยชน์ที่ได้รับ 1. การกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชน • อำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำหนดให้มีการกระจายอำนาจจาก ส่วนกลางไปยังท้องถิ่น • ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจในระดับท้องถิ่น ผ่านการเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น 2. การตอบสนองต่อความต้องการของท้องถิ่น • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีความใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ จึงสามารถ ตอบสนองต่อความต้องการและปัญหาเฉพาะของท้องถิ่นได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 3. การพัฒนาคุณภาพชีวิต • อำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครอบคลุมการให้บริการสาธารณะที่ จำเป็น เช่น การศึกษา สาธารณสุข การคมนาคม และการจัดการสิ่งแวดล้อม • การกระจายอำนาจช่วยให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถจัดสรรทรัพยากร และดำเนินโครงการที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่4. การส่งเสริมการพัฒนา เศรษฐกิจ • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจใน ท้องถิ่นผ่านการจัดทำโครงสร้างพื้นฐาน การสนับสนุนธุรกิจ และการส่งเสริมการท่องเที่ยว 5. การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน • การกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชนช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็ง ของชุมชน • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมทางสังคม วัฒนธรรม และการกีฬา ซึ่งช่วยสร้างความสัมพันธ์และความสามัคคีในชุมชน


หน้า 169 การนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานหรือการดำเนินชีวิต 1. การมีส่วนร่วมในกิจกรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น • ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้หลาย วิธี เช่นการเข้าร่วมประชุมสภาท้องถิ่น การแสดงความคิดเห็นในเวทีสาธารณะ และการเป็น อาสาสมัคร • การมีส่วนร่วมช่วยให้ประชาชนมีเสียงในการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจใน ระดับท้องถิ่น 2. การให้บริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้บริการสาธารณะที่หลากหลายแก่ประชาชน เช่น การศึกษาสาธารณสุข การคมนาคม และการจัดการสิ่งแวดล้อม • การใช้บริการเหล่านี้ช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถพัฒนา ศักยภาพของตนเองได้ 3. การสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่น • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่น ผ่านการจัดทำโครงสร้างพื้นฐาน การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย • การสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่นช่วยสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น 4. การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน • ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนได้โดยการ เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม วัฒนธรรม และการกีฬาที่จัดโดย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น • การมีส่วนร่วมช่วยสร้างความสัมพันธ์และความสามัคคีในชุมชน และช่วยให้ชุมชน มีความเข้มแข็งและยั่งยืน


หน้า 170 Infographic วันที่ 6 มิถุนายน 2567


หน้า 171


หน้า 172 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 7 มิถุนายน 2567 เวลา 09.00 – 12.00 น. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติทางการศึกษา ************************************************* การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูล ทำความสะอาด ข้อมูล ประมวลผลข้อมูล และสรุปข้อมูล เพื่อค้นหารูปแบบและแนวโน้มที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ การวิเคราะห์ข้อมูลสามารถช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้ดีขึ้น ปรับปรุงประสิทธิภาพ และเพิ่มผลกำไร รูปแบบของการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ • การวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Analytics): เป็นรูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นพื้นฐาน ที่สุด ซึ่งใช้เพื่ออธิบายข้อมูลในอดีต ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์เชิงพรรณนาสามารถใช้ในการอธิบาย ยอดขายของธุรกิจ พฤติกรรมของลูกค้า และประสิทธิภาพของพนักงาน • การวิเคราะห์เชิงวินิจฉัย (Diagnostic Analytics): เป็นรูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้เพื่อระบุ สาเหตุของปัญหา ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์เชิงวินิจฉัยสามารถใช้เพื่อระบุสาเหตุของยอดขายที่ลดลง พฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป และประสิทธิภาพของพนักงานที่ลดลง • การวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ (Predictive Analytics): เป็นรูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้เพื่อ คาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์เชิงพยากรณ์สามารถใช้เพื่อคาดการณ์ ยอดขาย พฤติกรรมของลูกค้า และประสิทธิภาพของพนักงานในอนาคต • การวิเคราะห์เชิงกำหนด (Prescriptive Analytics): เป็นรูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้เพื่อ กำหนดแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์เชิงกำหนดสามารถใช้เพื่อกำหนดแนวทาง ปฏิบัติที่ดีที่สุดในการเพิ่มยอดขาย ปรับปรุงพฤติกรรมของลูกค้า และปรับปรุงประสิทธิภาพของ พนักงาน สถิติทางการศึกษา สถิติมีประโยชน์ต่อการศึกษาในทุกแขนงวิชาและทุกหน่วยงาน เพราะทุก แขนง วิชาจะมีการศึกษาข้อมูล เพื่อสรุปผลไปใช้ในการวางแผนและการตัดสินใจอยู่เสมอ นอกจากนั้น หน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐบาลหรือภาคเอกชนยังใช้สถิติเพื่อ การวางแผนดำเนินงานและ ตัดสินใจสำหรับปัญหาต่าง ๆ อยู่เสมอ ซึ่งโดยสรุปสถิติ มีประโยชน์สำหรับงานด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1. ด้านการพัฒนาประเทศ ในการพัฒนาประเทศไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ หรือด้าน สังคม รัฐบาลต้องรู้สถิติข้อมูลเกี่ยวกับประชากร และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น สถิติประชาการ สถิติ การศึกษา สถิติแรงงาน สถิติการเกษตร สถิติการเกิด การตาย สถิติการส่งสินค้าออกหรือการนำ สินค้าเข้า เป็นต้น เพื่อให้สามารถ วางแผนหรือกำหนดนโยบายในการพัฒนาประเทศให้ดียิ่งขึ้น


หน้า 173 2. ด้านธุรกิจ ในการประกอบธุรกิจนักธุรกิจจำเป็นต้องมีการวางแผนในการดำเนิน งานใน ด้านต่าง ๆ เช่นการวางแผนการผลิต การจำหน่าย การบริหารจัดการ เป็นต้น นอกจากนั้นในบางครั้ง อาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับธุรกิจ เช่น ปัญหาด้านการผลิต ปัญหาด้านการตลาด ปัญหาเกี่ยวกับพนักงาน ปัญหาการควบคุมคุณภาพสินค้า เป็นต้น นักธุรกิจจึงต้องทำการตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาหรือดำเนินการ ตามแผนการธุรกิจ ซึ่งการวางแผนที่ดีและการตัดสินใจที่ถูกต้องย่อมส่งผลให้การดำเนินทางธุรกิจ นั้นราบรื่นและมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง ดั้งนั้นในการวางแผน และการตัดสินใจทางธุรกิจ จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์ด้วยวิธีการทาง สถิติที่น่าเชื่อถือ 3. ด้านการเกษตรในการทำการเกษตร เกษตรกรต้องการทำให้ผลิตผลมากที่สุดหรือ สูงกว่าเดิมในระยะเวลาที่ต้องการ หรือต้องการให้มีผลผลิตนอกฤดูกาล เช่น เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ต้องการให้แม่โคมปริมาณน้ำนมมากขึ้นและมีระยะเวลายาวขึ้น เป็นต้น ดังนั้นในการทำการเกษตรจึง ต้องอาศัยข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนในการ ดำเนินการ ให้ได้ผลผลิตตามที่คาดหวัง 4. ด้านการศึกษาในด้านการศึกษาสถิติถูกนำมาใช้เพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เช่น การศึกษาหาวิธีการสอนวิชาสถิติเพื่อให้นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ต้องใช้สถิติข้อมูล เกี่ยวกับนักศึกษาและกระบวนการสอน เป็นต้น


หน้า 174 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 7 มิถุนายน 2567 เวลา 13.00 – 16.00 น. การจัดทำข้อเสนอนโยบายแผนมาตรฐานการศึกษา ************************************************* ขั้นตอนที่ ๑ สำนัก/กอง/ส่วนการศึกษาฯ และสถานศึกษา แล้วแต่กรณีเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อใช้ในการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาสี่ของหน่วยงานตนเอง สถานศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ในการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาสี่ปีดังนี้ ๑) ข้อมูลจากล่างขึ้นบน (Bottom-up) ได้แก่ (๑) ปัญหาที่สถานศึกษาต้องแก้ไข เช่น ผลการประเมินคุณภาพภายใน ผลการประเมิน คุณภาพภายนอกจาก สมศ. ที่สถานศึกษาจะต้องเร่งพัฒนาให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ที่กำหนด ปัญหา เด็กอ่านหนังสือ ไม่ออก ปัญหาเด็กอ่านหนังสือไม่ได้ ปัญหาพฤติกรรมนักเรียน ปัญหาพฤติกรรมครู ปัญหาการขาดครู ปัญหา คุณภาพของครู ปัญหาการพัฒนาครู ปัญหาสภาพแวดล้อมของสถานศึกษา ทั้งภายในและภายนอก ปัญหาถนน ภายในสถานศึกษาชำรุด ปัญหาสนามกีฬาชำรุด ปัญหาสื่อ/ อุปกรณ์การเรียนการสอนหรือครุภัณฑ์ทางการศึกษา ชำรุด ปัญหาค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับผู้ปกครอง ปัญหา การบริหารงานของสถานศึกษา เป็นต้น (๒) ความต้องการของสถานศึกษา เช่น ครู สื่อ/วัสดุ/อุปกรณ์การเรียนการสอน สนามกีฬา ต่าง ๆ (สนามฟุตบอล สนามบาสเกตบอล สนามวอลเล่ย์บอล เป็นต้น) เครื่องคอมพิวเตอร์ ห้องปฏิบัติการภาษา ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ อาคารเรียน เป็นต้น (๓) ปัญหาและความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของสถานศึกษา ได้แก่ ผู้เรียน พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ครู ผู้อำนวยการสถานศึกษา/หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก คณะกรรมการสถานศึกษาขั้น พื้นฐาน/ คณะกรรมการบริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และชุมชน ๒) ข้อมูลจากบนลงล่าง (Top-down) ได้แก่ (๑) รายวิชาที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน/หลักสูตร การศึกษาปฐมวัย (๒) มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา หรือในกรณีที่สถานศึกษาไม่มีมาตรฐานการศึกษา ของสถานศึกษาสามารถใช้มาตรฐานการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ (๓) มาตรฐานการศึกษาของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) (๔) มาตรฐานการศึกษาชาติ (๕) นโยบายเกี่ยวกับการศึกษาของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่น จังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นสังกัด และนโยบายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง


หน้า 175 ขั้นตอนที่ ๒ สำนัก/กอง/ส่วนการศึกษาฯ และสถานศึกษาแล้วแต่กรณีทำการวิเคราะห์ข้อมูล เชิงคุณภาพ เพื่อกำหนดร่างวิสัยทัศน์ พันธกิจ ประเด็นยุทธศาสตร์ เป้าประสงค์ตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย และกลยุทธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาได้ ขั้นตอนที่ ๓ สำนัก/กอง/ส่วนการศึกษาฯ และสถานศึกษา แล้วแต่กรณีทำการวิเคราะห์ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค (SWOT Analysis) หลังจากที่ได้ร่างวิสัยทัศน์ พันธกิจ ประเด็นยุทธศาสตร์ เป้าประสงค์ตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย และกลยุทธ์ในขั้นตอนที่ ๒ แล้ว จะต้องทำการศึกษาความเป็นไปได้(Feasibility Study) โดยใช้ เทคนิค การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค (SWOT Analysis) เพื่อนำผลการวิเคราะห์ ดังกล่าวไปกำหนด วิสัยทัศน์ พันธกิจ ประเด็นยุทธศาสตร์ เป้าประสงค์ตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย และกล ยุทธ์ที่มีความเป็นไปได้ในการบรรลุถึง ขั้นตอนที่ ๔ สำนัก/กอง/ส่วนการศึกษาฯ และสถานศึกษา แล้วแต่กรณีจัดทำร่างแผนพัฒนา การศึกษาสี่ปีของหน่วยงานตนเอง ตามเค้าโครงที่กำหนด ขั้นตอนที่ ๕ สถานศึกษาเสนอร่างแผนพัฒนาการศึกษาสี่ปีของสถานศึกษาให้คณะกรรมการ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน/คณะกรรมการบริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กพิจารณาให้ความเห็นชอบ ขั้นตอนที่ ๖ หัวหน้าสถานศึกษาประกาศใช้แผนพัฒนาการศึกษาสี่ปีของสถานศึกษา ให้ประชาชนทราบโดยทั่วกัน ขั้นตอนที่ ๗ สถานศึกษาจัดส่งแผนพัฒนาการศึกษาสี่ปีของสถานศึกษาที่ได้รับความเห็นชอบ จากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน/คณะกรรมการบริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และประกาศใช้ แล้ว ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้สถานศึกษาเรียงลำดับความสำคัญโครงการที่สถานศึกษา ต้องการขอรับ การสนับสนุนเงินงบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นสังกัดไปพร้อมกันด้วย ขั้นตอนที่ ๘ สำนัก/กอง/ส่วนการศึกษาฯ บูรณาการแผนพัฒนาการศึกษาสี่ปีของสำนัก/ กอง/ ส่วนการศึกษาและของสถานศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อจัดทำเป็นร่าง แผนพัฒนาการศึกษา สี่ปีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขั้นตอนที่ ๙ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเสนอร่างแผนพัฒนาการศึกษาสี่ปีขององค์กร ปกครอง ส่วนท้องถิ่นให้คณะกรรมการการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณาให้ความ เห็นชอบ และเรียงลำดับ ความสำคัญโครงการที่สำนัก/กอง/ส่วนการศึกษาฯ ต้องการขอรับการ สนับสนุนเงินงบประมาณจากองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นต้นสังกัด ขั้นตอนที่ ๑๐ ผู้บริหารท้องถิ่นประกาศใช้แผนพัฒนาการศึกษาสี่ปีขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นให้ประชาชนทราบโดยทั่วกัน


หน้า 176 ขั้นตอนที่ ๑๑ สำนัก/กอง/ส่วนการศึกษาฯ จัดส่งแผนพัฒนาการศึกษาสี่ปีขององค์กร ปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการศึกษาขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นให้หน่วยงาน จัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมทั้งแนบบัญชีการ เรียงลำดับความสำคัญโครงการที่สำนัก/ กอง/ส่วนการศึกษาฯ ต้องการขอรับการสนับสนุนเงิน งบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นสังกัด ไปพร้อมกันด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้หน่วยงานจัดทำ แผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำไปใช้เป็นข้อมูล ในการจัดทำแผนพัฒนาสี่ปีขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นต่อไป


หน้า 177 Infographic วันที่ 7 มิถุนายน 2567


หน้า 178 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 8 มิถุนายน 2567 เวลา 09.00 – 12.00 น. การบริหารงบประมาณ และการพัสดุ ************************************************* การบริหารงบประมาณ และการพัสดุ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) การบริหารงบประมาณ การบริหารงบประมาณของ อปท. หมายถึง กระบวนการวางแผน จัดสรร ควบคุม ตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล การใช้งบประมาณ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ตามแผนพัฒนา อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ หลักการบริหารงบประมาณ • มีแผนงานชัดเจน: กำหนดแผนพัฒนา แผนรายจ่าย สอดคล้องกับความต้องการของ ประชาชน • จัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสม: จัดสรรงบประมาณตามความสำคัญ ความเร่งด่วน • ควบคุมการใช้จ่าย: ควบคุม ตรวจสอบ ติดตาม การใช้จ่าย • ตรวจสอบ: ตรวจสอบ การใช้งบประมาณ ให้ถูกต้อง โปร่งใส • ประเมินผล: ประเมินผล การใช้งบประมาณผลลัพธ์ • มีส่วนร่วม: ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำแผน ติดตาม ตรวจสอบ ขั้นตอนการบริหารงบประมาณ 1. การจัดทำแผนพัฒนา: อปท. จัดทำแผนพัฒนา ประชาชนมีส่วนร่วม 2. การจัดทำแผนรายจ่าย: จัดทำแผนรายจ่ายสอดคล้องกับแผนพัฒนา 3. การจัดสรรงบประมาณ: สภา อปท. พิจารณา อนุมัติแผนรายจ่าย 4. การควบคุมการใช้จ่าย: ควบคุม ตรวจสอบ ติดตาม การใช้จ่าย 5. การตรวจสอบ: ตรวจสอบการใช้งบประมาณ โดยหน่วยงานตรวจสอบภายใน 6. การประเมินผล: ประเมินผลการใช้งบประมาณ ผลลัพธ์ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง • พระราชบัญญัติการบริหารงานการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 • ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2562


หน้า 179 การบริหารพัสดุ การบริหารพัสดุของ อปท. หมายถึง กระบวนการจัดหา จัดเก็บ รักษา แจกจ่าย ซ่อมแซม กำจัด พัสดุ เพื่อให้หน่วยงานใช้งาน อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และประหยัด หลักการบริหารพัสดุ • มีแผนจัดหาชัดเจน: กำหนดแผนจัดหา สอดคล้องกับความต้องการของหน่วยงาน • จัดหาพัสดุอย่างมีประสิทธิภาพ: จัดหาพัสดุวิธีการที่ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ • จัดเก็บรักษาอย่างถูกวิธี: จัดเก็บรักษา พัสดุปลอดภัย ป้องกันความเสียหาย • แจกจ่ายพัสดุอย่างมีระบบ: แจกจ่ายพัสดุตามความต้องการของหน่วยงาน • ซ่อมแซมพัสดุ: ซ่อมแซม พัสดุที่ชำรุดเสียหาย • กำจัดพัสดุ: กำจัดพัสดุที่ไม่ใช้งานอย่างถูกวิธี ขั้นตอนการบริหารพัสดุ 1. การวางแผนจัดหา: หน่วยงาน แจ้งความต้องการพัสดุ 2. การจัดหา: จัดหาพัสดุวิธีการที่ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ 3. การรับตรวจรับ: ตรวจรับพัสดุตามสัญญา 4. การจัดเก็บรักษา: จัดเก็บรักษาพัสดุปลอดภัย ป้องกันความเสียหาย 5. การแจกจ่าย: แจกจ่ายพัสดุตามความต้องการของหน่วยงาน 6. การซ่อมแซม: ซ่อมแซมพัสดุที่ชำรุดเสียหาย 7. การกำจัด: กำจัดพัสดุที่ไม่ใช้งานอย่างถูกวิธี


หน้า 180 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 8 มิถุนายน 2567 เวลา 13.00 – 16.00 น. การน้อมนำศาสตร์พระราชา “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาประยุกต์ใช้การทำงานด้านการพัฒนา ************************************************* “ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชปรารภว่า “ฉันครองราชย์สองปีแรก ฉันไม่มีผลงาน เพราะฉันยังไม่รู้ว่าราษฎรต้องการอะไร” เป็นที่ประจักษ์ว่าทรงมองการเป็น พระมหากษัตริย์เป็นเรื่องของงาน เป็นพระราชภาระ ที่จะสนองความต้องการของราษฎร เพื่อราษฎร จะได้ดำรงชีวิต อย่างมีความสุขและการที่จะทรงงานให้ได้ผลตรงเป้าหมายได้นั้น ต้องทราบว่า ประชาชนต้องการอะไร” การทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้นทรงยึดวิธีการ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาตลอดรัชสมัย ดังที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ พิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริและอดีตเลขาธิการสำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เขียนไว้บทความ “ประสบการณ์สนอง พระราชดำริเรียนรู้ หลักการทรงงาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ความว่า “พระองค์ทรงมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาคน ทรงตรัสว่า “ต้องระเบิดจากข้างใน” นั่น คือต้อง สร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่เราเข้าไปพัฒนา ให้มีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน มิใช่การนำความเจริญหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชนหมู่บ้านที่ยังไม่ ทันได้มีโอกาส เตรียมตัว ทรงใช้หลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” นั่น คือก่อนจะทำอะไร ต้องมีความเข้าใจเสียก่อน เข้าใจ ภูมิประเทศ เข้าใจผู้คนในหลากหลายปัญหา ทั้งทางด้านกายภาพด้านจารีตประเพณีและวัฒนธรรม เป็นต้น และระหว่างการดำเนินการนั้นจะต้องทำให้ผู้ที่เราจะไปทำงานกับเขาหรือทำงาน ให้เขานั้น “เข้าใจ” เราด้วย เพราะถ้าเราเข้าใจเขาแต่ฝ่ายเดียว โดยที่เขาไม่เข้าใจเรา ประโยชน์คงจะไม่เกิดขึ้น ตามที่เรามุ่งหวังไว้ “เข้าถึง” ก็ เช่นกัน เมื่อรู้ปัญหาแล้ว เข้าใจแล้วก็ต้องเข้าถึง เพื่อให้นำไปสู่การ ปฏิบัติให้ได้ และเมื่อเข้าถึงแล้ว จะต้องทำอย่างไรก็ตามให้เขาอยากเข้าถึงเราด้วย


หน้า 181 หลักการทรงงาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนานั้น ทรงใช้กับทั้ง คน วัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และ วัฒนธรรม มีความลุ่มลึกและมีโครงการพระราชดำริหรืองานอื่นที่ทรงทำเป็นตัวอย่างให้เห็นอย่าง ชัดเจน เข้าใจ (Understanding) นั้นประกอบด้วยองค์ประกอบย่อย 4 องค์ประกอบ คือ 1. การใช้ข้อมูลที่มีอยู่ (Existing data) 2. การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical data) 3. การวิเคราะห์และวิจัย (Analytics and Research) 4. การทดลองจนได้ผลจริง (Experiment till actionable results) 1. การใช้ข้อมูลที่มีอยู่แล้ว (Existing data) ทรงสนใจค้นคว้าหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต และทรงรับฟังข่าวสารจากทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ โดยเฉพาะแผนที่ ทรงตรวจสอบความถูกต้องของแผนที่ทุกครั้งที่เสด็จทอดพระเนตร สภาพพื้นที่จริง เมื่อเสด็จประทับบนเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งก็ทรงทอดพระเนตรและตรวจสอบ หากไม่ ถูกต้องจะทรงส่งข้อมูลให้หน่วยราชการ 2. การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical data) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเอาพระทัยใส่ในการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะระบบสถิติทางการ (Official statistics) และการการสำมะโนประชากร (Census) และสถิติศาสตร์ศึกษา (Statistical Education) ทรงมีความรู้ความเข้าใจอย่างลุ่มลึกถึง ความสำคัญของการใช้สถิติในการพัฒนา 3. การวิเคราะห์และวิจัย (Analytics and Research) โครงการพระราชดำริกว่าสี่พันโครงการนั้นอาศัยการวิเคราะห์และการวิจัย สร้างองค์ความรู้ ที่มั่นใจว่าได้ผลก่อนที่จะนำไปปฏิบัติจริง โครงการพระราชดำริโครงการหนึ่งที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล และการวิจัยมากที่สุดโครงการหนึ่งคือโครงการหลวง (Royal Project) 4. การทดลองจนได้ผลจริง (Experiment till actionable results) พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน แตกต่างจากพระราชวังของพระมหากษัตริย์อื่น ๆ ทั่วโลก สวน จิตรลดาเป็นห้องทดลองขนาดใหญ่ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระมหา กรุณาโปรดเกล้าให้ตั้งขึ้น มีทั้งการเลี้ยงโคนม ทำนา ปลูกต้นยางนา ปลูกป่า ทดลองทำโรงสี ทดลอง ทำนมผงอัดเม็ด ผลิตถ่านชีวภาพ และอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งหมดนี้ทรงทดลองจนกว่าจะทรงมั่นพระทัย ว่าได้ผลดีจริง นำไปใช้งานได้จริง จึงทรงเผยแพร่ต่อไป ความใส่พระทัยในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ หรือวิศวกรรมศาสตร์ นั้นแสดงให้เห็นเด่นชัดตลอดพระชนม์ชีพ บางโครงการทดลองใช้เวลาทดลอง ยาวนานสิบสามถึงสิบสี่ ปี เพื่อให้มั่นใจว่าทำแล้วได้ผลจริง เช่น การทำฝนหลวงหรือฝนเทียม ก่อนที่ จะนำไปสร้างต้นแบบหรือขยายผลให้ความรู้แก่ประชาชนที่จะทำต่อเองได้ ทรงต้องมั่นใจผลของการ ทดลองว่าได้ผลจริงก่อนเผยแพร่หรือถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ประชาชน


หน้า 182 เข้าถึง (Connecting) นั้นประกอบด้วยองค์ประกอบย่อย 3 องค์ประกอบ คือ 1. ระเบิดจากข้างใน (Inside-out blasting) 2. เข้าใจกลุ่มเป้าหมาย (Understand target) 3. สร้างปัญญา (Educate) 1. ระเบิดจากข้างใน (Inside-out blasting) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงต้องการให้การพัฒนาเป็นการระเบิดจาก ข้างใน หมายความว่าให้ประชาชนหรือชุมชนที่เข้าไปพัฒนาหรือทำงาน เกิดการปรับตัวที่จะพัฒนา ตนเอง เกิดความต้องการทีจะพัฒนาตนเองเสียก่อน ไม่ใช่สิ่งที่ทางราชการเข้าไปบังคับให้ประชาชน หรือชุมชนทำ ซึ่งจะไม่ยั่งยืน จึงทรงเน้นการพัฒนาคน ให้คนเกิดการเปลี่ยนแปลงตนเองก่อน แล้วจึง เข้าไปพัฒนาเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นการเข้าถึงก่อนจะพัฒนา ไม่ใช่นำการพัฒนาเข้าไปโดยที่ประชาชนยัง ไม่ตระหนักหรือเห็นความสำคัญของการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลง หลักการในข้อนี้ตรงกับหลัก วิชาการสมัยใหม่ว่าด้วยการนำและการบริหารการเปลี่ยนแปลง (change management) ดังที่ John P. Kotter ได้นำเสนอว่าในการเปลี่ยนแปลงต้องทำให้คนตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ จะต้องเปลี่ยนแปลง (Establishing a Sense of Urgency) ต้องสื่อสารวิสัยทัศน์ (Communicate the vision) เพื่อให้คนได้เห็นทิศทางที่ชัดเจนที่จะเปลี่ยนแปลง 2. เข้าใจกลุ่มเป้าหมาย (Understand target) “ฉันครองราชย์สองปีแรก ฉันไม่มีผลงาน เพราะฉันยังไม่รู้ว่าราษฎรต้องการอะไร” พระราชปรารภนี้สะท้อนให้เห็นวิธีการแห่งศาสตร์พระราชาในการเข้าถึงแล้วจึงพัฒนาได้เป็นอย่างยิ่ง ทรงให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งคือประชาชน ว่าประชาชนต้องการอะไร ก่อนที่จะทรงงาน ภาพที่คนไทยทุกคนได้พบเห็นจนเจนตาคือภาพที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิ พลอดุลยเดชโปรดที่จะประทับกับพื้นดินเพื่อพูดคุยกับชาวบ้านในท้องถิ่นทุรกันดาร เพื่อที่จะทรงเข้า ใจความเดือดร้อน ปัญหา ความทุกข์ยากของชาวบ้าน เพื่อหาทางแก้ไขต่อไป 3. สร้างปัญญา (Educate) การสร้างปัญญาสังคมเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการเข้าถึงประชาชน หากประชาชนยังขาดความ เข้าใจก็ต้องสร้างปัญญาสังคมให้ประชาชนเข้าใจ ครูแห่งแผ่นดิน เลือกจะใช้วิธีที่ง่ายที่สุดในการสื่อสาร กับประชาชนเพื่อสร้างปัญญา ทรงเลือกใช้วิธีการพูดที่จะสร้างปัญญาให้เหมาะสมกับผู้ฟัง ในคราว หนึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทาน “โคพันธุ์และสุกร” แก่ชาวไทย ภูเขาในภาคเหนือ นักวิชาการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามเสด็จฯ ไปด้วย พระองค์โปรดฯ ให้ นักวิชาการเกษตรแนะนำชาวไทยภูเขา ซึ่งการบรรยายนั้นใช้ศัพท์วิชาการยาก ที่ชาวเขาฟังอย่างไรก็ คงไม่เข้าใจ พระองค์ทรงปล่อยให้นักวิชาการพูดอธิบายประมาณครึ่งชั่วโมง ทรงสังเกตเห็นชาวเขานั่ง ฟังทำตาปริบ ๆ จึงทรงถามว่า “จบแล้วหรือยัง” นักวิชาการกราบทูลว่า “จบแล้วพระพุทธเจ้าข้า” จึง มีพระราชดำรัสว่า “ถ้าอย่างนั้น ฉันพูดบ้างนะ” “ฟังให้ดีๆ นะ จะเลี้ยงหมูให้มันอ้วน โตเร็ว ๆ ต้อง ให้มันกินให้อิ่ม” แล้วทรงหันกลับมารับสั่งกับนักวิชาการว่า “จบแล้ว” ทำเอาผู้ตามเสด็จฯ อมยิ้มไป


หน้า 183 ตาม ๆ กัน [16] ครูของแผ่นดิน พระองค์นี้ทรงมีความเมตตาในการสอนถ่ายทอดความรู้ไปจนถึง ระดับนักเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาดังที่ทรงพระกรุณาสอนนักเรียนโรงเรียนวังไกลกังวลด้วย พระองค์เอง พัฒนา แนวพระราชดำริในการพัฒนานั้นเมื่อทรงเข้าใจ เข้าถึง แล้วจึงพัฒนานั้นทรงมี หลักการสำคัญคือ 1. เริ่มต้นด้วยตนเอง (Self-initiated) 2. พึ่งพาตนเองได้ (Self-reliance) 3. ต้นแบบเผยแพร่ความรู้ (Prototype and role model) 1.เริ่มต้นด้วยตนเอง (Self-initiated) ประเทศไทยมีปัญหาด้านทรัพยากรป่าไม้อย่างรุนแรง ทรงเข้าใจปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างดี เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินไปหน่วยงานต้นน้ำพัฒนาทุ่งจือ จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.2514 พระองค์ ทรงมีพระราชดำรัสกับเจ้าหน้าที่ที่เฝ้ารับเสด็จฯความว่า “ควรจะปลูกต้นไม้ในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดินและรักษา ต้นไม้ด้วยตนเอง...” แนวพระราชดำริในการพัฒนาทรงเน้นการพัฒนาที่เกิดจากประชาชนต้องการจะพัฒนา ตลอดรัชสมัยในการทรงงานในบางครั้ง ประชาชนก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือกับโครงการพระราชดำริ เช่นกัน ไม่เคยทรงฝืนบังคับประชาชนให้ร่วมมือแต่อย่างใดด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน กลับทรงเริ่มต้น โครงการพระราชดำริใหม่ อย่างสม่ำเสมอจนมีโครงการพระราชดำริกว่าสี่พันโครงการ 2. พึ่งพาตนเองได้ (Self-reliance) พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเน้นว่าการพัฒนาต้องทำให้ประชาชน พึ่งพาตนเองได้ ทรงโปรดให้ประชาชนทำอะไรได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากรัฐ [19] พระราชดำรัสเกี่ยวกับในพิธีพระราชทานปริญญา บัตรของมหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2516 ได้เน้นเรื่องของการพึ่งพาตนเองเอาไว้ว่า ...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้นตอน ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอ กิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อนโดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้อง ตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความ เจริญและฐานะเศรษฐกิจชั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับ...


หน้า 184 3. ต้นแบบเผยแพร่ความรู้ (Prototype and role model) พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงโปรดการสร้างต้นแบบการเผยแพร่ ความรู้ โดยทรงตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต่าง ๆ เช่น ที่ห้วยทราย เขาหิน ซ้อน ภูพาน ห้วยฮ่องไคร้ อ่าวคุ้งกระเบน และโครงการชั่งหัวมัน หรือแม้แต่พระตำหนักจิตรลดา รโหฐาน ที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้ศึกษา เรียนรู้ ดูงาน สำหรับเกษตรทฤษฎีใหม่ส่งสร้างต้นแบบแห่ง การเรียนรู้ให้ประชาชนได้ศึกษาที่วัดมงคลชัยพัฒนา จังหวัดสระบุรี ทรงโปรดที่จะเลือกพื้นที่ที่มี ปัญหาที่สุดเพื่อตั้งเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนา ยกตัวอย่างเช่น บริเวณห้วยทรายนั้น มีการบุกรุกตัดไม้ ทำลายป่า ทำการเกษตรแบบผิดวิธีจนดินเสื่อมโทรม แห้งแล้ง เป็นดินดาน เพราะหน้าดินพังทลายไป หมดสิ้น เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๒๖ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพื้นที่ ห้วยทราย มีพระราชดำรัสด้วยน้ำพระราชหฤทัยห่วงใยว่า "หากปล่อยทิ้งไว้ จะกลายเป็นทะเลทราย ในที่สุด" ทรงใช้ความอุตสาหะพยายามในการพัฒนาห้วยทราย ซึ่งมีแต่ดินดานแข็ง ในชั้นแรกต้องเจาะ ดินดาน เพื่อปลูกแฝง ให้หญ้าแฝกหยั่งรากลึกทลายดินดานออกให้โปร่งเพื่อให้รากพืชอื่นๆ สามารถ ชอนไชไปเติบโตได้ เนื่องจากพื้นที่แห้งแล้งและมีการกัดเซาะของหน้าดินมาก ต้องมีการสร้างฝายชะลอ น้ำและหลุมกักเก็บน้ำเล็ก ๆ ไว้ในพื้นที่เพิ่มความชุ่มชื้น เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา จึงเป็นวิธีการแห่งศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นการ ปกครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามอย่างแท้จริง


หน้า 185 Infographic วันที่ 8 มิถุนายน 2567


หน้า 186 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 9 มิถุนายน 2567 เวลา 09.00 – 19.00 น. E- LEARNING *************************************************


หน้า 187 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 10-11 มิถุนายน 2567 เวลา 07.40 – 20.00 น. ศึกษาดูงานนอกสถานที่ *************************************************


หน้า 188


หน้า 189


หน้า 190


หน้า 191


หน้า 192 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 12 มิถุนายน 2567 เวลา 09.00 – 12.00 น. การวางแผนการศึกษา ************************************************* ศึกษาถึงหลักการความหมายและแนวคิดเกี่ยวกับการวางแผน องค์ประกอบ กระบวนการ ประเภทของการวางแผน และเทคนิคการวางแผน การวางแผนการศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างแผน กับการจัดทำโครงการและการบริหารโครงการการวิเคราะห์ปัจจัยและผลกระทบที่มีผลต่อการ วางแผนการศึกษาเชิงกลยุทธ์ ความสำคัญของการวางแผน 1. การวางแผนเป็นหน้าที่หลักของผู้บริหารต้องเป็นผู้นำทางความคิด กล่าวคือ กล้า คิด กล้าทำและกล้าแสดงออกในเรื่องที่ถูกต้อง 2. การวางแผนเป็นแนวทางการปฏิบัติที่สำคัญสำหรับองค์กร 3. การวางแผนเป็นเครื่องมือช่วยให้ผู้บริหารให้รอดพ้นจากการล้มเหลว 4. การวางแผนเป็นการเตรียมการณ์ล่วงหน้า 5. การวางแผนทำให้เกิดการเชื่อมโยง 6. การวางแผนช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 7. การวางแผนเสริมสร้างการเปลี่ยนแปลง 8. การวางแผนเป็นตัวนำในการพัฒนา ประโยชน์ 1. การทำงานเป็นไปอย่างมีระบบและมีระเบียบ 2. ความมั่นคงปลอดภัย 3. ความมั่นใจ 4. ความเป็นไปได้ของงาน 5. ความสะดวกและง่ายในการบริหาร 6. การควบคุมที่มีประสิทธิภาพ 7. ขวัญและกำลังใจ


หน้า 193 ความหมายของการวางแผน การวางแผนเป็นกิจกรรมหรือกระบวนการที่กำหนดวัตถุประสงค์นโยบายและวิธีปฏิบัติล่วงหน้าแล้ว สร้างแผน (Plan)หรือ วิธีการที่เป็นสะพานเชื่อมปัจจุบันไปยังอนาคตเพื่อเป็นแนวทางในการ ดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้และบรรลุความสำเร็จในที่สุด องค์ประกอบของการวางแผน 1. จุดมุ่งหมาย 2. วิธีการ 3. ทรัพยากร 4. การลงมือปฏิบัติ 5. การควบคุม ขอบเขตและข้อจำกัดของการวางแผน 1.ข้อจำกัดเกี่ยวกับการทำนายอนาคต 2.ข้อจำกัดเกี่ยวกับตัวเลขและข้อมูล 3.ข้อจำกัดเกี่ยวกับแนวปฏิบัติ 4.ข้อจำกัดเกี่ยวกับค่านิยมของผู้บริหาร 5.ข้อจำกัดเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม 6.ข้อจำกัดเกี่ยวกับเวลา 7.ข้อจำกัดเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ของผู้วางแผน กระบวนการวางแผน บุคคลผู้ทำหน้าที่วางแผนเป็นหน้าที่ของผู้บริหารทุกระดับมีรูปแบบดังนี้ 1.ผู้บริหารวางแผนเองทั้งหมด 2.ผู้บริหารวางแผนโดยใช้ข้อคิดเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชา 3.ผู้บริหารอาจกำหนดเค้าโครงของแผนงานอย่างกว้าง ๆ 4.ผู้ใต้บังคับบัญชาจัดทำแผนแล้วเสนอผู้บริหารอนุมัติ กระบวนการวางแผนเพื่อให้การดำเนินงานบรรลุตามวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายต้องมีการวางแผนได้ ดังต่อไปนี้


หน้า 194 1.กำหนดวัตถุประสงค์ 2.การวิเคราะห์สถานการณ์ 3.การพิจารณาและกำหนดสมมุติฐาน 4.การกำหนดทางเลือก 5.การประเมินทางเลือก 6.การเลือกทางเลือก 7.ลงมือปฏิบัติและสร้างแผนสนับสนุน 8.การทำแผนตัวเลขโดยใช้งบประมาณ ประเภทของแผน 1.แบ่งตามระยะเวลา 2.แบ่งตามทิศทางการบังคับบัญชา 3.แบ่งตามลักษณะแผน 4.แบ่งตามความถี่ในการใช้งาน 5.แบ่งตามระดับ 6.แบ่งตามลักษณะวิธีการ หลักการวางแผน 1.จุดม่งหมายของการศึกษา 2.โครงสร้างของระบบการศึกษา 3.เนื้อหาสาระของการศึกษา 4.วิธีการเรียนการสอน 5.นวัตกรรมทางการศึกษา


หน้า 195 เทคนิคและวิธีการวางแผนการศึกษา กระบวนการวางแผนการศึกษา 1.ขั้นเตรียมการวางแผน 2.ขั้นดำเนินการวางแผน 3.ขั้นกำหนดหรือจัดทำแผน 4.ขั้นผลการจัดทำรายละเอียดของแผน 5.ขั้นการนำแผนไปปฏิบัติ 6.ขั้นติดตามประเมินผล วิธีการวางแผนการศึกษา 1.โดยอาศัยหลักการตอบสนองความต้องการของสังคม 2.การวางแผนการศึกษาโดยอาศัยหลักความต้องการกำลังคน 3.การวางแผนโดยอาศัยผลตอบแทนของการลงทุน ประเภทของการวางแผนการศึกษา 1.การวางแผนการศึกษาเชิงปริมาณ 2.การวางแผนการศึกษาเชิงคุณภาพ 3.การวางแผนการศึกษาระดับจุลภาค 4.การวางแผนการศึกษาเชิงกลยุทธ์ 5.การกำหนดแผนเพื่อจัดการศึกษา ผู้นำกับการวางแผน คุณสมบัติของผู้นำ 1.คารวะธรรม 2.สามัคคีธรรม 3.ปัญญาธรรม


Click to View FlipBook Version