หน้า 96 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 31 พฤษภาคม 2567 เวลา 09.00 – 12.00 น. การประชาสัมพันธ์เผยแพร่การศึกษา ************************************************* การประชาสัมพันธ์หมายถึง การสร้างความสัมพันธ์อันดี ระหว่างกลุ่มบุคคล ทุกคน ทุกองค์กร สามารถใช้การประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ภารกิจหลักเป็นไปอย่างราบรื่น ลดทอนปัญหา อุปสรรคลงให้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ มีทฤษฎีหรือตำราเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์กล่าวไว้มากมาย ทั้งในและ ต่างประเทศ จึงขอสรุปเรียบเรียงไว้เพื่อสะดวกสําหรับการนำ ๆ ไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน จริง ๆ ดังนี้ ประเภทของการประชาสัมพันธ์โดยทั่วไปการประชาสัมพันธ์อาจแบ่งตามลักษณะงาน กว้าง ๆ ได้2 ประเภท คือ 1. การประชาสัมพันธ์ภายใน (Internal Public Relations) คือ การสร้างความเข้าใจ และ ความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มบุคคลภายในสถาบันเอง อันได้แก่กลุ่มเจ้าหน้าที่ เสมียน พนักงาน ลูกจ้าง รวมตลอดจนถึงนักการภารโรง คนขับรถภายในองค์กรสถาบันให้เกิดมีความรักใครกลมเกลียว สามัคคีกันในหมู่เพื่อนร่วมงาน รวมทั้งด้านการเสริมสร้างขวัญ และความรักใครผูกพัน จงรักภักดี (Loyalty) ต่อหน่วยงาน การประชาสัมพันธ์ภายใน จึงมีความสําคัญมาก การประชาสัมพันธ์ภายนอก องค์กร สถาบันจะ ดีไปไม่ได้เลยหากการประชาสัมพันธ์ภายในองค์กรสถาบันยังไร้ประสิทธิภาพ เพราะความสัมพันธ์อันดีภายในหน่วยงานจะมีผลสะท้อนไปกับการสร้างความสัมพันธ์ภายนอกด้วย และการสร้างความสัมพันธ์อันดีภายในหน่วยงานยังเอื้ออำนวยให้การบริการ และการดําเนินงานของ องค์กรสถาบันเป็นไปด้วย ความราบรื่น คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการที่พนักงาน ลูกจ้าง ภายในสถาบันมีความเข้าใจใน นโยบาย และการดําเนินงานของสถาบันเป็นอย่างดีก็จะเป็นกําลัง สําคัญในการสร้าง ประสิทธิภาพแก่ การประชาสัมพันธ์ภายนอกด้วย สําหรับสื่อและเครื่องมือที่ใช้ใน การประชาสัมพันธ์ภายในนั้น อาจใช้การติดต่อสื่อสารด้วยวาจา แบบซึ่งหน้า (Face of Face) หรือ อาจใช้สิ่งพิมพ์ภายในองค์กร (House Journal) ช่วย เช่น หนังสือเวียน จดหมายของภายใน วารสาร ภายใน เป็นต้น
หน้า 97 2. การประชาสัมพันธ์ภายนอก (External Public Relations) คือ การสร้างความเข้าใจ และ ความสัมพันธ์อันดีกับประชาชนภายนอก กลุ่มต่าง ๆ อันได้แก่ประชาชนทั่วไป และประชาชนที่ องค์กร สถาบันเกี่ยวข้อง เช่น ผู้นำความคิดเห็น ผู้นำในท้องถิ่น ลูกค้า ผู้บริโภค รวมทั้งชุมชนละแวก ใกล้เคียง เป็นต้น เพื่อให้กลุ่มประชาชนเหล่านี้เกิดความรู้ความเข้าใจในตัวสถาบัน และให้ความ ร่วมมือแก่สถาบัน ด้วยดีการทำการประชาสัมพันธ์ภายนอกต้องเกี่ยวข้องกับประชาชนที่มีกลุ่มขนาด ใหญ่ หรือจํานวนมาก จึงอาจใช้เครื่องมือ สื่อสารต่าง ๆ เข้ามาช่วยเผยแพร่กระจายข่าวสู่สาธารณชน ด้วย อันได้แก่ สื่อมวลชน (Mass Media) เช่น หนังสือพิมพ์วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ภาพยนตร์ เป็นต้น ซึ่ง ปัจจุบัน องค์กร สถาบันต่าง ๆ ก็นิยมใช้เครื่องมือสื่อสารมวลชนเหล่านี้เข้าช่วยในการ ประชาสัมพันธ์ วัตถุประสงค์ทั่วไปของการประชาสัมพันธ์ 1.เพื่อสร้างความนิยมให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน 2.เพื่อปกป้องและรักษาชื่อเสียงสถาบันมิให้เสื่อมเสีย 3.เพื่อสร้างความสัมพันธ์ภายใน วัตถุประสงค์เฉพาะของการประชาสัมพันธ์หน่วยงาน สถาบัน องค์กรต่าง ๆ 1. เพื่ออธิบายถึงนโยบาย วัตถุประสงค์ การดําเนินงาน และประเภทของการดําเนินธุรกิจ ของ หน่วยงานนั้น ๆ ให้กลุ่มประชาชนที่เกี่ยวข้อง 2. เพื่ออธิบายให้ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายจัดการ (Management) ได้ทราบถึง ทัศนคติ มติ หรือ ความรู้สึก นึกคิดของประชาชนที่มีต่อหน่วยงาน 3. เพื่อคาดการณ์ล่างหน้าและค้นหาจุดบกพร่องต่าง ๆ เพื่อป้องกันปัญหายุ่งยากที่เกิดขึ้น ภายใน หน่วยงาน 4. เพื่อให้ประชาชนยอมรับ ซึ่งถ้าเป็นหน่วยงานธุรกิจภาคเอกชน เช่น บริษัทห้างร้าน เพื่อให้ ลูกค้า ยอมรับในบริษัทตน รวมทั้งยอมรับในผลิตภัณฑ์และบริการที่บริษัทจําหน่ายอยู่ ทั้งมีส่วนเพิ่ม ปริมาณการขายทางอ้อม 5. เพื่อทำหน้าที่ขจัดปัญหาต่าง ๆ ภายในหน่วยงาน 6. เพื่อแนะนำฝ่ายบริหารหรือฝ่ายจัดการให้สามารถดําเนินการได้อย่างถูกต้องเพื่อความ เจริญก้าวหน้าและชื่อเสียงที่ดีของหน่วยงาน วัตถุประสงค์และความมุ่งหมายของการประชาสัมพันธ์ในเชิงปฏิบัติ 1.เพื่อดึงดูดความสนใจ 2.เพื่อสร้างความเชื่อถือ 3.เพื่อสร้างสรรค์ความเข้าใจ
หน้า 98 ซึ่งทั้งสามประการนี้จะทำให้องค์กรสถาบันสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้นั้นคือ ประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสนใจ เชื่อถือ และความเข้าใจให้แก่ประชาชนพร้อมทั้งโน้นน้าวชักจูงให้ ประชาชนเห็นด้วยกับการกระทำขององค์กรสถาบัน ความสําคัญของการประชาสัมพันธ์งานประชาสัมพันธ์เป็นงานสื่อสัมพันธ์ที่มีความสําคัญ และเป็นงานที่มีขอบเขตกว้างขวาง มีระบบงานที่ซับซ้อนแต่งานประชาสัมพันธ์จะช่วยส่งเสรมลักษณะ ความเป็นผู้นำขององค์กรและบุคคล ทั้งยังช่วยให้เกิดความเข้าใจ ความร่วมมือทั้งจากพนักงานภายใน และจากประชาชนภายนอกด้วย นับว่า งานประชาสัมพันธ์มีคุณค่าต่อสถาบันต่าง ๆ เป็นอย่างยิ่งซึ่ง พอจะสรุปความสําคัญของการประชาสัมพันธ์ได้เป็นข้อ ๆ ดังนี้ 1. การประชาสัมพันธ์ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์และสร้างค่านิยมของหน่วยงานได้ดีขึ้น หมายถึง การสร้างความรู้สึกประทับใจที่บุคคลหลาย ๆ กลุ่มมีต่อหน่วยงานนั้น ๆ รวมทั้งลูกจ้าง ลูกค้า ผู้บริโภค ชุมชน พ่อค้าและรัฐบาล โดยการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มชนเหล่านี้ เผยแพร่ ชี้แจง ข่าวสารให้ประชาชนเห็นคุณความดีให้เกิดความเลื่อมใสและสร้างความผูกพันทางใจ เช่น การที่ หน่วยงานประสบความสําเร็จมีกําไรพอควร และแบ่งส่วนของกําไรให้กับพนักงานในรูปของเงินเดือนที่ สูงพอควร ตลอดจนมีสวัสดิการต่าง ๆ ให้เหมาะสมตามอัตภาพ ขณะเดียวกันก็เป็นสมาชิกที่มีความ รับผิดชอบต่อชุมชน เป็นเพื่อนบ้านที่ดี มีนโยบายส่งเสริมพนักงานให้มีตำแหน่ง และความรับผิดชอบ สูง มีการฝึกอบรมและพัฒนาพักงาน 2. การประชาสัมพันธ์ช่วยป้องกันรักษาชื่อเสียงของหน่วยงาน หมายถึง มีการพัฒนา ปรับปรุงตัวเอง รวมทั้งสินค้าและบริการต่าง ๆ ให้ตรงกับความต้องการ ของประชาชนแล้วโอกาสที่ ประชาชนจะได้รับความไม่สะดวก เกิดความเข้าใจผิด หรือมองในแง่ร้ายซึ่ง จะเป็นผลในการนำไป วิพากษ์วิจารณ์ให้เกิดเสียชื่อเสียงย่อมไม่มีหรือมีน้อยมากเพราะเรา ได้ตรวจสอบ ความคิดเห็นทัศนคติ ของประชาชนและทำการปรับปรุงอยู่เสมอ 3. การประชาสัมพันธ์ช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง หมายถึง การทำให้เกิดความร่วมมือ กับหน่วยงานและฝ่ายบริหาร เพราะการประชาสัมพันธ์เป็น การสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างฝ่าย บริหารกับบุคคลที่เกี่ยวข้องด้วยการให้ข่าวสารข้อเท็จจริงและความถูกต้อง มิได้เป็นการจูงใจหรือการ โฆษณาชวนเชื่อด้วยกลวาจา ย่อมทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจ กับฝ่ายบริหารขึ้น 4. การประชาสัมพันธ์ช่วยการขายและการตลาด หมายถึง การประชาสัมพันธ์เป็นการ ปูพื้นค่านิยม ทัศนคติที่ดีให้เกิดกับหน่วยงาน เมื่อประชาชน มีค่านิยม ความรู้สึกที่ดีแล้วก็มีใจพร้อมที่ จะรับฟังข่าวสาร การโฆษณาสินค้า หรือบริการต่าง ๆ ซึ่งเป็น แรงกระตุ้นให้เกิดความต้องการอยาก ได้และตัดสินใจซื้อในที่สุดประชาสัมพันธ์ที่มีการตรวจสอบทัศนคติความคิดเห็น ค่านิยมของ กลุ่มเป้าหมายยังช่วยให้ฝ่ายการตลาดวางแผนงานตั้งแต่ผลิตสินค้าจัดจําหน่าย โฆษณา เป็นต้น ได้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพด้วย
หน้า 99 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 31 พฤษภาคม 2567 เวลา 13.00 – 16.00 น. ศิลปะการพูดโน้มน้าว ************************************************* ศิลปะการพูดโน้มน้าว หมายถึง ทักษะการใช้ภาษา การสื่อสาร เพื่อเปลี่ยนความคิด พฤติกรรม ของ บุคคลอื่น ให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราต้องการโดยสมัครใจ โดยไม่ใช้กำลัง ข่มขู่ หรือบังคับ หลักการสำคัญของการพูดโน้มน้าว • เข้าใจผู้ฟัง: ศึกษา วิเคราะห์ความต้องการ ความคิด ความเชื่อ ของผู้ฟัง • สร้างความน่าเชื่อถือ: แสดงตนให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ น่าเชื่อถือ • นำเสนอเนื้อหาที่น่าสนใจ: เนื้อหา ข้อมูล น่าสนใจ กระชับ ตรงประเด็น • ใช้ภาษาที่สื่อความหมายชัดเจน: ภาษาที่ใช้ชัดเจน เข้าใจง่าย • ใช้อารมณ์ร่วม: ใช้อารมณ์สื่อความรู้สึก ดึงดูดความสนใจ • ใช้ภาษากาย: ภาษากาย ท่าทาง สื่อความหมาย สอดคล้องกับคำพูด • ฝึกฝน: ฝึกฝน พัฒนาทักษะ การพูด การสื่อสาร อย่างต่อเนื่อง เทคนิคการพูดโน้มน้าว • การเล่าเรื่อง: เล่าเรื่องราว ตัวอย่าง ดึงดูดความสนใจ กระตุ้นอารมณ์ • การตั้งคำถาม: ตั้งคำถาม กระตุ้นให้ผู้ฟังคิด วิเคราะห์ • การอุทธรณ์เหตุผล: นำเสนอเหตุผล ข้อมูล สนับสนุน • การอุทธรณ์อารมณ์: ใช้อารมณ์สื่อความรู้สึก ดึงดูดความสนใจ • การอุทธรณ์จริยธรรม: อ้างถึงหลักจริยธรรม ความถูกต้อง • การสร้างแรงจูงใจ: เสนอผลลัพธ์ประโยชน์ที่ผู้ฟังจะได้รับ • การสร้างความกลัว: นำเสนอผลเสีย อันตราย หากไม่ทำตาม • การใช้หลักฐานทางสังคม: อ้างถึงบุคคล กลุ่มคน ที่เห็นด้วย • การใช้หลักการหายาก: นำเสนอสิ่งที่หายาก พิเศษ • การใช้หลักการเร่งด่วน: เสนอสิ่งที่เร่งด่วน จำกัดเวลา
หน้า 100 ตัวอย่างการใช้ศิลปะการพูดโน้มน้าว • การขายสินค้า: พนักงานขาย ใช้ศิลปะการพูดโน้มน้าว จูงใจให้ลูกค้าซื้อสินค้า • การนำเสนอผลงาน: นักธุรกิจ ใช้ศิลปะการพูดโน้มน้าว นำเสนอผลงาน เพื่อขอเงินทุน การ สนับสนุน • การเจรจาต่อรอง: นักการทูต ใช้ศิลปะการพูดโน้มน้าว เจรจาต่อรอง หาข้อยุติ • การสอน: ครูใช้ศิลปะการพูดโน้มน้าว สอนนักเรียน ให้เข้าใจ จดจำเนื้อหา • การปราศรัย: นักการเมือง ใช้ศิลปะการพูดโน้มน้าว โน้มน้าว ประชาชน ให้ลงคะแนนเสียง สรุป ศิลปะการพูดโน้มน้าว เป็นทักษะที่สำคัญ จำเป็น สำหรับทุกคน ช่วยให้ประสบความสำเร็จในชีวิตการ ทำงาน ความสัมพันธ์ทางสังคม
หน้า 101 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 31 พฤษภาคม 2567 เวลา 16.00 – 19.00 น. หลักคิดจิตอาสาและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางพระราชดำริฯ ************************************************* หลักคิดจิตอาสา หมายถึง ความเสียสละ อุทิศตน ทำงานเพื่อผู้อื่น โดยไม่หวังผลตอบแทน มุ่งหวัง ประโยชน์ส่วนรวม เป็นการสร้างความดีงาม ส่งเสริมสังคมให้น่าอยู่ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวทางพระราชดำริฯ หมายถึง การดำรงชีวิตบนพื้นฐานของ ความพอประมาณ มีเหตุผล ความสอดคล้องของหลักคิดจิตอาสาและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง • การเสียสละ: การเสียสละเวลา แรงกาย แรงใจ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น สอดคล้องกับหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ที่มุ่งเน้นการแบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน • การอุทิศตน: การอุทิศตน ทำงานเพื่อผู้อื่น โดยไม่หวังผลตอบแทน สอดคล้องกับหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ที่มุ่งเน้นการรู้จักพอประมาณ ไม่เบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น และสิ่งแวดล้อม • การทำความดี: การทำความดีช่วยเหลือผู้อื่น สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ มุ่งเน้นการสร้างคุณธรรม จริยธรรม ตัวอย่างการประยุกต์ใช้หลักคิดจิตอาสาและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง • การรวมกลุ่มจิตอาสา: กลุ่มจิตอาสา ช่วยเหลือผู้ประสบภัย แบ่งปันอาหาร สิ่งของจำเป็น • การพัฒนาชุมชน: ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจ พัฒนาชุมชน ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม • การสอนหนังสือ: ครูอาสา สอนหนังสือเด็กด้อยโอกาสฟรี • การบริจาค: บริจาคเงิน สิ่งของ สมทบทุน ช่วยเหลือองค์กรการกุศล ประโยชน์ของการประยุกต์ใช้หลักคิดจิตอาสาและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง • สังคมเข้มแข็ง: ส่งเสริมความสามัคคีความร่วมมือ ของคนในชุมชน • คุณภาพชีวิตที่ดี: ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส พัฒนาคุณภาพชีวิต • สิ่งแวดล้อมยั่งยืน: ปลูกฝังจิตสำนึก ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม • ความสุข: ผู้เสียสละ ผู้รับ มีความสุข
หน้า 102 สรุป หลักคิดจิตอาสา และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวทางพระราชดำริฯ มีความสอดคล้องกัน ส่งเสริมให้บุคคลดำรงชีวิตบนพื้นฐานของความพอประมาณ มีเหตุผล ช่วยเหลือผู้อื่น พัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม นำไปสู่ความสุขที่แท้จริง
หน้า 103 Infographic วันที่ 31 พฤษภาคม 2567
หน้า 104
หน้า 105 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 1 มิถุนายน 2567 เวลา 09.00 – 12.00 น. การบริหารงานบุคคลและสวัสดิการบุคลากรทางการศึกษา ************************************************* ประกาศ ก.ท. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับพนักงานครูและบุคลากรทางการศึกษา เทศบาลในการอนุโลมใช้มาตรฐาน หลักเกณฑ์ ระเบียบและหนังสือสั่งการที่ใช้กับข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ซึ่งกำหนดให้มาตรฐาน หลักเกณฑ์ ระเบียบและหนังสือสั่งการที่ใช้กับข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ มาปรับใช้กับพนักงานครูและบุคลากรทางการ ศึกษาเทศบาลโดยอนุโลม เพื่อให้พนักงานครูและบุคลากรทางการศึกษาเทศบาลมีระบบ การบริหารงานบุคคล สอดคล้อง รวดเร็ว และเสมอ ซึ่งไม่ต่ำกว่ามาตรฐานการบริหารงานบุคคล ของข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่คณะกรรมการข้าราชการ ครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำหนด ประกาศ ก.จ. และ ก.อบต. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลข้าราชการหรือพนักงานครู และบุคลากร ทางการศึกษา องค์กรบริหารส่วนจังหวัด และองค์กรบริหารส่วนตำบล ลงวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2549 กำหนดให้องค์กรบริหารส่วนจังหวัด และองค์กรบริหารส่วนตำบลนำมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีการบริหารงานบุคคลพนักงานครูและบุคลากรทางการศึกษาของเทศบาล มาใช้กับ การบริหารงานบุคคลข้าราชการหรือพนักงานครูและบุคลากรทางการศึกษา องค์กรบริหาร ส่วนจังหวัด และองค์กรบริหารส่วนตำบล โดยอนุโลม เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถือปฏิบัติ ไปในระบบเดียวกัน และสามารถรองรับการถ่ายโอนภารกิจด้านการศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการได้
หน้า 106 ประกาศหลักเกณฑ์การยุบเลิกตำแหน่ง การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับตำแหน่ง ตัดโอน ตำแหน่ง ตัดโอนพนักงานครู ตัดโอนตำแหน่ง และตัดโอน พนักงานครูเทศบาลที่สังกัดสถานศึกษา ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 * การตัดโอนตำแหน่ง และตัดโอนพนักงานครูเทศบาล หมายถึง การตัดโอนตำแหน่ง พร้อมตัวผู้ครองตำแหน่ง จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งภายในเทศบาล หรือระหว่างเทศบาลภายในจังหวัด รวมทั้งการตัดโอนตำแหน่ง พร้อมตัวผู้ครองตำแหน่ง ต่างประเภท ระหว่างพนักงานครูเทศบาล สายงานผู้สอนระดับก่อนประถมศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษาด้วย * อัตรากําลังเกินเกณฑ์ หมายถึง อัตรากําลังพนักงานครูที่มีอยู่จริงในปัจจุบันมากกว่า อัตรากําลังตามเกณฑ์มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง ของ ก.ท. * อัตรากําลังต่ำกว่าเกณฑ์ หมายถึง อัตรากําลังพนักงานครูเทศบาลที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน น้อยกว่าอัตรากําลังตามเกณฑ์มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง ของ ก.ท. * เทศบาล รายงานและคํานวณอัตรากําลังพนักงานครูเทศบาลที่สังกัดสถานศึกษา ให้ ก.ท. ทราบ ภายในเดือนมิถุนายนของทุกปี ทั้งนี้หากคํานวณแล้ว เทศบาลใดมีอัตรากําลังเกิน และเป็นอัตราว่าง ห้ามมิให้เทศบาลบรรจุและแต่งตั้งตัวบุคคลให้ดํารงตำแหน่ง ที่ว่างนั้น * อัตรากําลังเกินเกณฑ์ หมายถึง อัตรากําลังพนักงานครูที่มีอยู่จริงในปัจจุบันมากกว่า อัตรากําลัง ตามเกณฑ์มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง ของ ก.ท. * อัตรากําลังต่ำกว่าเกณฑ์ หมายถึง อัตรากําลังพนักงานครูเทศบาลที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน น้อยกว่าอัตรากําลังตามเกณฑ์มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง ของ ก.ท. * ให้เทศบาลขอความเห็นชอบการยุบเลิกตำแหน่ง หรือการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับตำแหน่ง ต่อ ก.ท.จ. หาก ก.ท.จ. เห็นชอบก็ถือได้ว่า ก.ท. เห็นชอบแล้ว หาก ก.ท.จ. ไม่เห็นชอบ และเทศบาล ยืนยันตามข้อเสนอเดิม ให้เสนอผ่าน ก.ท.จ. ให้ ก.ท. เห็นชอบต่อไป * ให้ ก.ท.จ. เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบการตัดโอนตำแหน่ง ตัดโอนพนักงานครูเทศบาล ตัดโอนตำแหน่ง และตัดโอนพนักงานครูเทศบาลที่เกินอยู่ในสถานศึกษาหนึ่ง ไปกำหนดในอีก สถานศึกษาหนึ่งของเทศบาลเดียวกัน หรือที่เกินอยู่ในเทศบาลใดไปกำหนดในเทศบาลอื่น ในจังหวัด เดียวกันได้ตามความจําเป็น * ให้หน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรเงินเดือนของตำแหน่ง จากสํานักงบประมาณพิจารณา ตัดโอนอัตราว่างจากเทศบาลที่มีอัตรากําลังเกินเกณฑ์ ไปยังเทศบาลที่มีอัตรากําลังต่ำกว่าเกณฑ์ ที่ ก.ท. กำหนดได้
หน้า 107 ประกาศ ก.ท. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับอัตราตำแหน่ง และมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 * พนักงานเทศบาล หมายถึง พนักงานเทศบาลซึ่งได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้ปฏิบัติราชการ ได้รับเงินเดือนจากงบประมาณหมวดเงินเดือนของเทศบาล และให้หมายความรวมถึงพนักงานครู เทศบาลหรือพนักงานเทศบาลอื่นที่ได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณ หมวดเงินอุดหนุนของรัฐบาล และเทศบาล นำมาจัดเป็นเงินเดือน การกำหนดตำแหน่ง พนักงานเทศบาลให้คํานึงถึงลักษณะหน้าที่ ความรับผิดชอบ ปริมาณ งาน คุณภาพและความยากของงาน และค่าใช้จ่ายของเทศบาล หรือ ค่าใช้จ่ายของรัฐในหมวดเงิน อุดหนุน โดยการกำหนดตำแหน่ง ดังกล่าวต้องเทียบได้ในมาตรฐานเดียวกันกับข้าราชการพลเรือน สามัญ ข้าราชการครูหรือข้าราชการอื่น * เมื่อ ก.ท. กำหนดให้มีตำแหน่ง พนักงานเทศบาลตำแหน่ง ใด ระดับใด ในส่วนราชการใด จํานวนเท่าใด ให้เทศบาลพิจารณาเพื่อจัดสรรเงินงบประมาณในแต่ละปี สําหรับตั้งเป็นอัตราเงินเดือน ของตำแหน่ง ดังกล่าวให้สอดคล้องกัน ถ้าใช้งบประมาณในหมวดเงินอุดหนุน ให้ ก.ท.จ. แจ้งให้ ก.ท. ทราบ เพื่อแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานกับสํานักงบประมาณ ในการจัดสรรเงินงบประมาณในแต่ ละปี สําหรับตั้งเป็นอัตราเงินเดือนของตำแหน่ง ดังกล่าว แล้วให้หน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรอัตรา เงินเดือนของตำแหน่ง จากสํานักงบประมาณ เป็นผู้พิจารณาจัดสรรเงินเดือนของตำแหน่ง ตามหลักเกณฑ์ ที่ ก.ท. กำหนด * ให้ ก.ท.จ. ตรวจสอบกำหนดตำแหน่ง และการใช้ตำแหน่ง พนักงานเทศบาลให้เหมาะสม หากไม่เหมาะสม ก.ท.จ. พิจารณาปรับปรุงการกำหนดตำแหน่ง นั้นเสียใหม่ให้เหมาะสม ทั้งนี้ ก.ท.จ. จะมอบหมายให้เทศบาลดําเนินการแทนก็ได้ * ในการปรับปรุงการกำหนดตำแหน่ง ให้ ก.ท.จ. หรือเทศบาลที่ ก.ท.จ. มอบหมาย มีอำนาจ ยุบเลิกตำแหน่ง หรือเปลี่ยนแปลงกับตำแหน่ง พนักงานเทศบาล โดยให้เทศบาลดําเนินการให้เป็นไป ตามมติ หรือคําสั่งนั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ท. กำหนด * กรณีที่ตำแหน่ง ใดใช้งบประมาณในหมวดเงินอุดหนุนให้ ก.ท. มีอำนาจยุบเลิกตำแหน่ง หรือตัดโอนตำแหน่ง หรือตัดโอนพนักงานเทศบาล หรือตัดโอนตำแหน่ง และตัดโอนพนักงานเทศบาล ที่เกินอยู่ในสถานศึกษาหนึ่ง ไปกำหนดในอีกสถานศึกษาหนึ่งของเทศบาลเดียวกัน หรือที่เกินอยู่ใน เทศบาลใด ไปกำหนดในเทศบาลอื่นได้ตามความจําเป็น เมื่อยุบเลิกตำแหน่ง หรือตัดโอนตำแหน่ง แล้ว ให้รายงาน ก.ท. ทราบ * กรณีเป็นการตัดโอนอัตราว่างซึ่งใช้งบประมาณในหมวดเงินอุดหนุน ระหว่างเทศบาล ต่างจังหวัด เพื่อประโยชน์ของทางราชการโดยรวม ให้หน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรอัตราเงินเดือนของ ตำแหน่ง จากสํานักงบประมาณ พิจารณาตัดโอนอัตราว่างจากเทศบาลที่มีอัตรากําลังเกินเกณฑ์ไปยัง เทศบาลที่มีอัตรากําลังต่ำกว่าเกณฑ์ที่ ก.ท. กำหนดได้
หน้า 108 การจัดสรรงบประมาณด้านบุคคล
หน้า 109 แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินการขอรับการจัดสรรงบประมาณ และอัตรากำลังข้าราชการ หรือพนักงานครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 อบจ. 76 แห่ง เทศบาลนคร 30 แห่ง เทศบาลเมือง 195 แห่ง เป็นหน่วยรับงบประมาณโดยตรง สถ. ยื่นคำขอตั้งงบประมาณให้ ทต. และ อบต. ทุกแห่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 หนังสือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ มท 0809.4/ว 2121 ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2565 เรื่อง ซักซ้อมแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินการขอรับการจัดสรรงบประมาณ และอัตรากำลัง ข้าราชการ หรือพนักงานครูและบุคลากรทางการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ปฏิบัติหน้าที่ ณ สถานศึกษา (โรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก)
หน้า 110 เกณฑ์การกำหนดจำนวนตำแหน่งข้าราชการครู/พนักงานครู ยกเลิก ประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการกำหนดจำนวนตำแหน่ง ข้าราชการครู พนักงานครู ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2558 ลง วันที่ 11 สิงหาคม 2558 1. ตำแหน่งหัวหน้าศูนย์พัฒนา ให้มีจำนวน 1 คน 2. ตำแหน่งครูผู้ดูแลเด็ก ใช้อัตราส่วน 10 : 1 (เศษ 5 คนขึ้นไปให้เพิ่มได้อีก 1 คน) 3. จัดห้องประสบการณ์ ห้องละ 20 คน (เศษ 10 คนขึ้นไป เพิ่ม 1 ห้อง)
หน้า 111 ประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการกำหนดจำนวนตำแหน่งข้าราชการ หรือพนักงานครูและ บุคลากรทางการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก พ.ศ. 2566 ลงวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2566 สายงานและตำแหน่งข้าราชการหรือพนักงานครู มีสายงานและตำแหน่ง ดังนี้ (1) สายงานบริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย ตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (2) สายงานการสอน ประกอบด้วย ตำแหน่งครูผู้ช่วย และตำแหน่งครู (3) สายงานสนับสนุนการสอน ประกอบด้วย พนักงานจ้างตามภารกิจ ตำแหน่งผู้ช่วยครู ผู้ช่วย (สำหรับผู้มีคุณวุฒิ), ตำแหน่งผู้ดูแลเด็ก (สำหรับผู้มีทักษะ) และพนักงานจ้างทั่วไป ตำแหน่ง ผู้ดูแลเด็ก จำนวนตำแหน่งข้าราชการหรือพนักงานครูให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแต่ละแห่งกำหนดจำนวน ตำแหน่ง ดังนี้ 1. สายงานบริหารสถานศึกษา ตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ให้ศูนย์พัฒนาเด็ก เล็กแต่ละแห่ง มีการกำหนดจำนวนตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน 1 อัตรา โดยให้ อปท. เสนอขอรับการจัดสรรอัตรากำลังและงบประมาณ ตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแต่ละแห่งได้ สำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีจำนวนเด็กปฐมวัย ตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ทั้งนี้ กรณีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีจำนวนเด็กปฐมวัยต่ำกว่า 50 คน ให้นายก อปท. แต่งตั้งข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะสม และเป็นประโยชน์ ต่อทางราชการสูงสุด รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ไปพลางก่อน สายงานการสอน ให้กำหนดจำนวนตำแหน่ง ได้ดังนี้ (1) ตำแหน่งครูผู้ช่วยและครู ให้เป็นไปตามอัตราส่วนจำนวนเด็กปฐมวัย ต่อตำแหน่งครูผู้ช่วย และครู โดยใช้อัตราส่วน 10 : 1 หากมีเศษจำนวนเด็กปฐมวัยตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ให้มีตำแหน่ง ครูผู้ช่วยและครูเพิ่มได้อีก 1 อัตรา (2) ห้องจัดประสบการณ์ ให้มีเด็กปฐมวัยจำนวนห้องละ 20 คน และหากมีเศษจำนวนเด็ก ปฐมวัยตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ให้จัดเพิ่มอีก 1 ห้อง สายงานสนับสนุนการสอน ให้กำหนดจำนวนตำแหน่ง ได้ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วยและ หรือครู (พนักงานจ้างตามภารกิจ ตำแหน่งผู้ช่วยครูผู้ช่วย (สำหรับผู้มีคุณวุฒิ), ตำแหน่งผู้ดูแลเด็ก (สำหรับผู้มีทักษะ) และพนักงานจ้างทั่วไป ตำแหน่งผู้ดูแลเด็ก)
หน้า 112 การกำหนดจำนวนตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการกำหนดจำนวนตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2559 ลงวันที่ 28 มกราคม 2559 อัตราส่วนศึกษานิเทศก์ 1 คน : สถานศึกษา 4 แห่ง หากมีเศษจำนวนสถานศึกษาตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไป ให้มีศึกษานิเทศก์เพิ่มได้อีก 1 คน ยกเลิก ประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง หลักเกณฑ์การกำหนดจำนวนตำแหน่งข้าราชการ หรือ พนักงานครูและบุคลากรสนับสนุนการสอน (พนักงานจ้างตามภารกิจ) ที่สังกัดสถานศึกษา ประกาศ ณ วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2549 ประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง หลักเกณฑ์การกำหนดจำนวนตำแหน่งข้าราชการ หรือ พนักงานครูและบุคลากรสนับสนุนการสอนที่สังกัดสถานศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 ประกาศ ณ วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2558 ประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการกำหนด จำนวนตำแหน่งข้าราชการหรือพนักงานครู และบุคลากรทางการศึกษา ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกาศ ณ วันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2565 1. เงื่อนไขการกำหนดตำแหน่งข้าราชการหรือพนักงานครูและบุคลากรทางการศึกษา ใน สถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 1.1 ให้สถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานแต่ละแห่ง มีตำแหน่งตามสายงาน ดังนี้
หน้า 113 (1) สายงานบริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และ ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา (2) สายงานการสอน ประกอบด้วย ตำแหน่งครูผู้ช่วย และตำแหน่งครู (3) สายงานสนับสนุนการศึกษา ประกอบด้วย 1) ตำแหน่งข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นในประเภทวิชาการ และประเภท ทั่วไป ที่สถานศึกษามีภารกิจความจำเป็น และความต้องการให้ปฏิบัติภารกิจในสถานศึกษานั้น 2) พนักงานจ้างตามภารกิจ มีลักษณะงานเช่นเดียวกับข้าราชการหรือพนักงานส่วน ท้องถิ่นตำแหน่งตาม 1) 3) สายงานสนับสนุนสถานศึกษา ประกอบด้วย พนักงานจ้างทั่วไป หรือพนักงาน จ้างเหมาบริการ ตำแหน่งภารโรง 1.2 การกำหนดจำนวนชั่วโมงการปฏิบัติงานของสายงานการสอน ดังนี้ ชั่วโมงสอนตามตารางสอน (1) ระดับปฐมวัย ไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง/สัปดาห์ ระดับประถมศึกษา ไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง/สัปดาห์ ระดับมัธยมศึกษา ไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง/สัปดาห์ (2) ชั่วโมงงานสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ และงานตอบสนองนโยบายและจุดเน้นของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จังหวัด อำเภอ และ องค์กรบริหารส่วนจังหวัดสังกัด ไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง/สัปดาห์ ทั้งนี้ ชั่วโมงการปฏิบัติงานของผู้ดำรงตำแหน่งในสายงานการสอน 1 คนต่อสัปดาห์ เท่ากับ 20 ชั่วโมง/สัปดาห์ 1.3 การกำหนดสาขาวิชาเอกในสถานศึกษา ให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาเอก 1.4 การกำหนดจำนวนนักเรียนต่อห้องเรียน ดังนี้ (1) ระดับปฐมวัย (ชั้นอนุบาล 1-3) นักเรียน 30 คน ต่อห้อง (2) ระดับประถมศึกษา (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 นักเรียน 30 คน ต่อห้อง (3) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3) นักเรียน 35 คน ต่อห้อง (4) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6) นักเรียน 35 คน ต่อห้อง 1.5 การกำหนดเวลาเรียนต่อสัปดาห์ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน
หน้า 114 2.2 สายงานการสอน ให้กำหนดจำนวนตำแหน่งดังนี้ (1) สถานศึกษาที่มีจำนวนนักเรียนไม่เกิน 119 คน ให้กำหนดจำนวนตำแหน่งสายงานการสอน ตามแต่กรณีดังนี้ 1) สถานศึกษาที่เปิดสอนระดับปฐมวัยและหรือระดับประถมศึกษา ให้กำหนดจำนวน ตำแหน่งสาย งานการสอน ดังนี้ 3) โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ให้กำหนดจำนวนตำแหน่งสายงานการสอน ดังนี้ - ระดับปฐมวัยและหรือระดับประถมศึกษา ให้นำจำนวนนักเรียนระดับปฐมวัยรวมกับจำนวนนักเรียน ระดับประถมศึกษา แล้วกำหนดจำนวนตำแหน่งในสายงานการสอนตามตารางข้อ 1) - ระดับมัธยมศึกษา ให้คำนวณจำนวนตำแหน่งสายงานการสอน ดังนี้
หน้า 115 เมื่อคำนวณตำแหน่งตามข้อ 3) แล้ว ให้นำผลการคำนวณ มารวมกันเป็นจำนวนตำแหน่งสายงานการ สอนของสถานศึกษานั้น ๆ (2) สถานศึกษาที่มีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ 120 คนขึ้นไป ให้คำนวณจำนวนตำแหน่ง สายงานการสอน ในสถานศึกษา ดังนี้ เมื่อคำนวณจำนวนตำแหน่งในแต่ละระดับการศึกษาแล้ว ให้นำมารวมกัน เพื่อกำหนด เป็น จำนวนตำแหน่งสายงานการสอนของสถานศึกษานั้น ๆ ทั้งนี้ การคำนวณจำนวนตำแหน่งสายงานการสอนรวมทุกระดับการศึกษาหากมีเศษตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป ให้คิดอัตราเพิ่มขึ้นอีก 1 อัตรา 2.3 สายงานสนับสนุนการสอน ให้กำหนดจำนวนตำแหน่งข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ พนักงานจ้างตามภารกิจ ในสถานศึกษา ดังนี้ 2.4 สายงานสนับสนุนสถานศึกษา ให้กำหนดจำนวนตำแหน่งพนักงานจ้างทั่วไปหรือพนักงานจ้าง เหมาบริการ ตำแหน่งภารโรงในสถานศึกษาแต่ละแห่ง ดังนี้ (1) สถานศึกษาที่มีห้องเรียนไม่เกิน 12 ห้อง มีตำแหน่งภารโรงได้ 1 อัตรา (2) สถานศึกษาที่มีห้องเรียนตั้งแต่ 13 – 24 ห้อง มีตำแหน่งภารโรงได้ 2 อัตรา (3) สถานศึกษาที่มีห้องเรียนตั้งแต่ 25 – 36 ห้อง มีตำแหน่งภารโรงได้ 3 อัตรา (4) สถานศึกษาที่มีห้องเรียนตั้งแต่ 37 – 48 ห้อง มีตำแหน่งภารโรงได้ 4 อัตรา (5) สถานศึกษาที่มีห้องเรียนตั้งแต่ 49 ห้องขึ้นไป มีตำแหน่งภารโรงได้ 5 อัตรา
หน้า 116 3. การกำหนดจำนวนตำแหน่งเพิ่มในสถานศึกษาปกติที่มีเด็กพิการเรียนร่วม ให้กำหนดจำนวน ตำแหน่งเพิ่มจากจำนวนตำแหน่งข้าราชการหรือพนักงานครูองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สายงานการ สอน เป็นพนักงานจ้างตามภารกิจ ตำแหน่งผู้ช่วยครู (ครูพี่เลี้ยงเด็กพิการ) ตามความเหมาะสมกับ จำนวนเด็กพิการ ประเภทของความพิการ และภาระงานของสถานศึกษานั้น 4. กรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีแนวนโยบายและแผนการดำเนินการในการส่งเสริมและ พัฒนาคุณภาพการศึกษา ให้มีมาตรฐานและคุณภาพมากยิ่งขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดย อปท. มีความ จำเป็นต้องกำหนดจำนวนตำแหน่งข้าราชการหรือพนักงานครูองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน สถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในสังกัดต่างไปจากมาตรฐานทั่วไปนี้ ให้องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น โดยความเห็นชอบของ ก.กลาง เสนอแนวนโยบาย แผนการดำเนินการ เหตุผลความจำเป็น และแนวทางการพัฒนาต่อ ก.กลาง พิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป
หน้า 117 ประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการกำหนดจำนวนตำแหน่งข้าราชการ หรือพนักงานครูและบุคลากรทางการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในสถานศึกษาที่มีการ จัดการศึกษาลักษณะพิเศษ พ.ศ. 2564 ประกาศ ณ วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 “สถานศึกษาที่มีการจัดการศึกษาลักษณะพิเศษ” หมายความว่า สถานศึกษาที่จัดการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ซึ่งจัดการศึกษาในหลักสูตรพัฒนาผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศ เป็นหลักสูตร ที่สถานศึกษาจัดทำ ขึ้นเพื่อพัฒนาผู้เรียนแต่ละบุคคลให้มีความเชี่ยวชาญตามความถนัดของตน โดยรายวิชาเพิ่มเติมมี ลักษณะต่อเนื่องกันเป็นหลักสูตร หรือแผนการเรียนรู้ ได้แก่ หลักสูตรความเป็นเลิศทางด้านวิชาการ หลักสูตรความเป็นเลิศทางด้านดนตรี หลักสูตรความเป็นเลิศทางด้านกีฬา หลักสูตรความเป็นเลิศ ทางด้านศิลปะ หลักสูตรความเป็นเลิศทางด้านวิชาชีพ หรือด้านอื่น ซึ่งอาจจัดการศึกษาได้ทั้งใน รูปแบบนักเรียนประจำ หรือแบบนักเรียนไป–กลับ ตามความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยรายได้และการจ่ายเงินของสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดให้สถานศึกษาเป็นสถานศึกษาที่มีการจัดการศึกษา ลักษณะพิเศษ ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยรายได้และการจ่ายเงินของสถานศึกษา สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ประกาศ ณ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 “จำนวนตำแหน่งสายงานการสอน” หมายถึง จำนวนตำแหน่งครูผู้ช่วย และตำแหน่งครู รวมถึงพนักงานจ้างตามภารกิจสำหรับผู้มีคุณวุฒิที่มีลักษณะงานที่ปฏิบัติ หน้าที่และความรับผิดชอบ และคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งตรงตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งครูผู้ช่วย “จำนวนตำแหน่งสายงานบริหารสถานศึกษา” หมายถึง จำนวนตำแหน่งผู้อำนวยการ สถานศึกษา และรองผู้อำนวยการสถานศึกษา การกำหนดจำนวนตำแหน่งสำหรับสถานศึกษาที่มีการจัดการศึกษาลักษณะพิเศษ 1. กรณีสถานศึกษามีการจัดการศึกษาลักษณะพิเศษทุกระดับชั้น (กรณีที่มีนักเรียนประจำบางส่วน หรือนักเรียนประจำทั้งหมด) ให้ใช้เกณฑ์การกำหนดจำนวนตำแหน่ง ดังนี้
หน้า 118 1.1 อัตราส่วนการกำหนดจำนวนตำแหน่งสายงานการสอน (1) ครู : นักเรียนประจำ = 1 : 12 (2) ครู : นักเรียนไป - กลับ = 1 : 20 (3) นักเรียน : ห้อง = 40 : 1 1.2 การกำหนดจำนวนห้องเรียน (1) ห้องเรียนของนักเรียนทั้งหมด = จำนวนนักเรียนรายชั้น นักเรียน : ห้อง เศษ 10 คนขึ้นไป (0.25) ปัดเป็น 1 ห้องเรียน (2) ห้องเรียนของนักเรียนประจำ = จำนวนนักเรียนประจำรายชั้น นักเรียน : ห้อง เศษ 10 คนขึ้นไป (0.25) ปัดเป็น 1 ห้องเรียน (3) ห้องเรียนของนักเรียนไป - กลับ = จำนวนห้องเรียนทั้งหมด – จำนวนห้องเรียนนักเรียนประจำ เงื่อนไข การกำหนดห้องเรียน (โดยใช้อัตราส่วนนักเรียน : ห้อง หารจำนวนนักเรียน แต่ละชั้น) หากมี เศษตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ให้เพิ่มอีก 1 ห้อง สำหรับการกำหนดจำนวนตำแหน่ง สายงานการสอน ให้ ปัดเศษตามหลักคณิตศาสตร์ (0.5 ขึ้นไปปัดเป็น 1 , ไม่ถึง 0.5 ปัดทิ้ง) 1.4 การกำหนดจำนวนตำแหน่งสายงานบริหารสถานศึกษา (1) 1 - 2 ห้องเรียน มีผู้อำนวยการสถานศึกษาได้ 1 อัตรา (2) 3 - 6 ห้องเรียน มีผู้อำนวยการสถานศึกษาได้ 1 อัตรา มีรองผู้อำนวยการสถานศึกษาได้ 1 อัตรา
หน้า 119 (3) 7 - 14 ห้องเรียน มีผู้อำนวยการสถานศึกษาได้ 1 อัตรา มีรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ได้ 2 อัตรา (4) 15 - 23 ห้องเรียน มีผู้อำนวยการสถานศึกษาได้ 1 อัตรา มีรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ได้ 3 อัตรา (5) 24 ห้องเรียนขึ้นไป มีผู้อำนวยการสถานศึกษาได้ 1 อัตรา มีรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ได้ 4 อัตรา ทั้งนี้ อัตราส่วนนักเรียน : ห้อง = 40 : 1 หากมีเศษตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ให้เพิ่มอีก 1 ห้อง กรณีสถานศึกษามีการจัดการศึกษาลักษณะพิเศษเฉพาะห้องหรือบางระดับชั้น ให้ใช้เกณฑ์ การกำหนดจำนวนตำแหน่งสายงานการสอน สำหรับจำนวนตำแหน่งสายงาน การสอน ในบาง ระดับชั้นหรือเฉพาะห้องที่มีการจัดการศึกษาลักษณะพิเศษ กรณีห้องอื่นหรือระดับชั้นอื่นที่ไม่ได้จัด การศึกษาลักษณะพิเศษ ให้ใช้เกณฑ์การกำหนดจำนวนตำแหน่ง สายงานการสอนตามลักษณะการจัด การศึกษานั้น ประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการกำหนดจำนวนตำแหน่งข้าราชการหรือพนักงานครูและบุคลากร ทางการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในสถานศึกษา ระดับอาชีวศึกษา พ.ศ. 2565 ประกาศ ณ วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2565 การกำหนดตำแหน่ง ในสถานศึกษา ระดับอาชีวศึกษา 1. สายงานบริหารสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา 2. สายงานการสอน ครูผู้ช่วย ครู 3. สายงานสนับสนุนการสอน 3.1 ตำแหน่งข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ในประเภทวิชาการและประเภท ทั่วไป ที่สถานศึกษามีภารกิจความจำเป็น และความต้องการให้ปฏิบัติภารกิจในสถานศึกษานั้น 3.2 พนักงานจ้างตามภารกิจ มีลักษณะงานเช่นเดียวกับข้าราชการหรือพนักงาน ส่วนท้องถิ่น 4. สายงานสนับสนุนสถานศึกษา พนักงานจ้างทั่วไป หรือพนักงานจ้างเหมาบริการ ตำแหน่ง ภารโรง
หน้า 120 มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการประเมินตาแหน่งและวิทยฐานะ สาหรับข้าราชการหรือพนักงานครู และบุคลากรทางการศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2565 มีผลใช้บังคับนับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เหตุผลในการกำ หนดหลักเกณฑ์ แผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา มุ่งเน้นกิจกรรมปฏิรูปที่จะส่งผลให้เกิดประโยชน์ ต่อผู้เรียน โดยปฏิรูปกลไกและระบบการผลิตและพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพ มาตรฐาน ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้และทักษะให้เกิดสมรรถนะในการปฏิบัติหน้าที่ พัฒนา ความก้าวหน้าทางวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ปรับปรุงด้านกลไกระบบการพัฒนา และพัฒนาระบบการ เลื่อนวิทยฐานะและการคงวิทยฐานะ โดยนำผลการประเมินวิทยฐานะไปเป็นส่วนสำคัญในการ ประเมินและ การปรับปรุงค่าตอบแทนที่เหมาะสม แผนการศึกษาแห่งชาติ กาหนดแนวทางพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษา โดยให้พัฒนาระบบการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะ นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ การประเมินวิทยฐานะต้องส่งผลไปถึงผู้เรียน มีการประเมิน ไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อนและเป็นธรรม นำระบบดิจิทัลมาใช้ในการประเมินวิทยฐานะ แผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา มุ่งเน้นกิจกรรมปฏิรูปที่จะส่งผลให้เกิดประโยชน์ ต่อ ผู้เรียน โดยปฏิรูปกลไกและระบบการผลิตและพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพ มาตรฐาน ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้และทักษะให้เกิดสมรรถนะในการปฏิบัติหน้าที่ พัฒนา ความก้าวหน้าทางวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ปรับปรุงด้านกลไกระบบการพัฒนา และพัฒนาระบบการ เลื่อนวิทยฐานะและการคงวิทยฐานะ โดยนำผลการประเมินวิทยฐานะไปเป็นส่วนสำคัญในการ ประเมินและ การปรับปรุงค่าตอบแทนที่เหมาะสม
หน้า 121 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 1 มิถุนายน 2567 เวลา 16.00 – 19.00 น. กระบวนการคิดเชิงระบบ ************************************************* การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) เป็นวิธีคิดที่มองสถานการณ์หรือปัญหาในภาพรวม พิจารณาความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆของระบบ เข้าใจถึงพลวัต และมองหา แนวทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืน กระบวนการคิดเชิงระบบมีดังนี้ 1. กำหนดขอบเขตของระบบ: เริ่มต้นด้วยการกำหนดขอบเขตของระบบที่เราต้องการศึกษา ระบุองค์ประกอบสำคัญ ความสัมพันธ์ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้น 2. วิเคราะห์โครงสร้างของระบบ: ศึกษาองค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบ เข้าใจหน้าที่ บทบาท และความสัมพันธ์ระหว่าง องค์ประกอบ 3. วิเคราะห์พฤติกรรมของระบบ: ศึกษาว่าระบบทำงานอย่างไร ปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ส่งผลต่อผลลัพธ์ของ ระบบอย่างไร 4. ระบุสาเหตุของปัญหา: วิเคราะห์ข้อมูล หาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา พิจารณาจากมุมมองของระบบ 5. ออกแบบแนวทางแก้ไข: คิดหาวิธีแก้ไขปัญหา พิจารณาผลกระทบต่อระบบโดยรวม 6. ประเมินผลและปรับปรุง: ทดลองแนวทางแก้ไข ติดตามผล ประเมินผลลัพธ์ เรียนรู้จากประสบการณ์ ปรับปรุงแก้ไข พัฒนาแนวทางต่อไป
หน้า 122 เครื่องมือที่ใช้ในการคิดเชิงระบบ: 1. แผนภาพระบบ (System Diagram): แสดงองค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบ ความสัมพันธ์ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ 2. ไดอะแกรมกระแส (Flow Diagram): แสดงลำดับขั้นตอน กระบวนการ หรือกิจกรรมต่าง ๆ ของระบบ 3. แผนที่ความคิด (Mind Map): แสดงความคิด แนวคิด และความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิด ต่าง ๆ 4. แบบจำลอง (Model): จำลองระบบ แสดงพฤติกรรม และผลลัพธ์ของระบบ ตัวอย่างการประยุกต์ใช้การคิดเชิงระบบ: 1. การจัดการปัญหาการจราจร: วิเคราะห์ระบบการจราจร หาสาเหตุของปัญหาจราจร ออกแบบแนวทางแก้ไข เช่น พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ สร้างถนนใหม่ ควบคุมการจราจร 2. การจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม: วิเคราะห์ระบบนิเวศ หาสาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อม ออกแบบแนวทางแก้ไข เช่น ลดมลพิษ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมการใช้พลังงาน สะอาด 3. การพัฒนาระบบการศึกษา: วิเคราะห์ระบบการศึกษา หาสาเหตุของปัญหาการศึกษา ออกแบบแนวทางแก้ไข เช่น พัฒนาระบบการสอน พัฒนาระบบวัดผล ส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดชีวิต ประโยชน์ของการคิดเชิงระบบ: 1. ช่วยให้เข้าใจปัญหาได้อย่างลึกซึ้ง 2. หาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา 3. ออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพ 4. พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการตัดสินใจ 5. ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม และการสื่อสาร
หน้า 123 Infographic วันที่ 1 มิถุนายน 2567
หน้า 124 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 2 มิถุนายน 2567 เวลา 09.00 – 16.00 น. การประเมินวิทยฐานะของครูและบุคลากรทางการศึกษา และการวางแผนอัตรากำลัง ครูและบุคลากรทางการศึกษา ************************************************* เกณฑ์ PA Performance Agreement : PA ข้อตกลงในการพัฒนางาน การจัดทำ ข้อตกลงในการพัฒนางานกับผู้บังคับบัญชา ข้อตกลงในการพัฒนางาน Performance Agreement : PA ครู กรณีโรงเรียน ให้จัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน ตามแบบที่ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. กำหนด ทุกปีงบประมาณ (เริ่มวันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี - 30 กันยายน ปีถัดไป) เสนอต่อ ผอ.สถานศึกษานั้น เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ กรณี ผอ.สถานศึกษา ไม่สามารถรับข้อตกลง ในการพัฒนางานได้ไม่ว่า ด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ให้เสนอผู้อำนวยการ สำนักการศึกษา หรือผู้อำนวยการกองการศึกษา หรือ หัวหน้าส่วนราชการด้านการศึกษา ของ อปท. นั้น เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบ กรณีมีเหตุผล ความจำเป็นไม่สามารถดำเนินการได้ให้เสนอ ก.จ.จ. ก.ท.จ. และ ก.อบต.จังหวัด แล้วแต่กรณี พิจารณากำหนดผู้ให้ความเห็นชอบข้อตกลงตามความเหมาะสม กรณีศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ให้จัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน ตามแบบที่ ก.จ. ก.ท. และ ก. อบต. กำหนด ทุกปีงบประมาณ (เริ่มวันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี - 30 กันยายน ปีถัดไป) เสนอต่อ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กนั้น เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ กรณี ผอ.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ไม่ สามารถรับข้อตกลงในการพัฒนางานได้ ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ให้เสนอผู้อำนวยการสำนัก การศึกษาหรือผู้อำนวยการกองการศึกษา หรือหัวหน้าส่วนราชการด้านการศึกษาของ อปท. นั้น เป็น ผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบ กรณีมีเหตุผลความจำเป็นไม่สามารถดำเนินการได้ให้เสนอ ก.จ.จ. ก.ท.จ. และ ก.อบต.จังหวัด แล้วแต่กรณี พิจารณากำหนดผู้ให้ความเห็นชอบข้อตกลงตามความเหมาะสม กรณีย้ายระหว่างปีงบประมาณ ให้จัดทำข้อตกลงในการพัฒนางานกับผู้อำนวยการ สถานศึกษา หรือผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ต้นสังกัดใหม่ แล้วแต่กรณี
หน้า 125 รอง ผอ.สถานศึกษา ให้จัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน ตามแบบที่ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. กำหนดทุก ปีงบประมาณ (เริ่มวันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี - 30 กันยายน ปีถัดไป) เสนอต่อ ผอ. สถานศึกษา นั้น เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ กรณี ผอ.สถานศึกษา ไม่สามารถ รับข้อตกลงในการพัฒนางานได้ไม่ว่า ด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ให้เสนอผู้อำนวยการสำนักการศึกษา หรือผู้อำนวยการกองการศึกษา หรือ หัวหน้าส่วนราชการด้านการศึกษาของ อปท. นั้น เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบ กรณีมีเหตุผลความ จำเป็นไม่สามารถดำเนินการได้ให้เสนอ ก.จ.จ. ก.ท.จ. และ ก.อบต.จังหวัด แล้วแต่กรณีพิจารณา กำหนดผู้ให้ความเห็นชอบข้อตกลงตามความเหมาะสม กรณีย้ายระหว่างปีงบประมาณ ให้จัดทาข้อตกลงในการพัฒนางานกับ ผอ.สถานศึกษา ต้น สังกัดใหม่ ศึกษานิเทศก์ ผอ.ศพด. ผอ.สถานศึกษา ให้จัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน ตามแบบที่ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. กำหนดทุก ปีงบประมาณ (เริ่มวันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี – 30 กันยายน ปีถัดไป) เสนอต่อผู้อำนวยการสำนัก การศึกษาหรือผู้อำนวยการกองการศึกษา หรือหัวหน้าส่วนราชการด้านการศึกษา ของ อปท. นั้น เพื่อ พิจารณาให้ความเห็นชอบ กรณีผู้อำนวยการสำนักการศึกษาหรือผู้อำนวยการกองการศึกษา หรือ หัวหน้าส่วนราชการด้านการศึกษา ของ อปท. นั้น ไม่สามารถรับข้อตกลงในการพัฒนางานได้ ไม่ว่า ด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ให้เสนอปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบ กรณีมี เหตุผลความจำเป็นไม่สามารถดำเนินการได้ให้เสนอ ก.จ.จ. ก.ท.จ. และ ก.อบต.จังหวัด แล้วแต่กรณี พิจารณากำหนดผู้ให้ความเห็นชอบ ข้อตกลงตามความเหมาะสม กรณีย้ายระหว่างปีงบประมาณ ให้จัดทำข้อตกลงในการพัฒนางานกับผู้อำนวยการสำนัก การศึกษาหรือผู้อำนวยการกองการศึกษา หรือหัวหน้าส่วนราชการด้านการศึกษา ของ อปท. ต้น สังกัดใหม่
หน้า 126 องค์ประกอบข้อตกลงการพัฒนางาน ครู ส่วนที่ 1 ข้อตกลงในการพัฒนางานตามมาตรฐานตำแหน่ง 1. การปฏิบัติงานตามมาตรฐานตำแหน่งครู และมีภาระงานตามที่ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. กำหนด 2. ผลการปฏิบัติงาน แบ่งออกเป็นด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านการส่งเสริมสนับสนุนการ จัดการเรียนรู้ และด้านการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ ส่วนที่ 2 ข้อตกลงในการพัฒนางานที่เป็นประเด็นท้าทายในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ศึกษานิเทศก์ ส่วนที่ 1 ข้อตกลงในการพัฒนางานตามมาตรฐานตำแหน่ง 1. การปฏิบัติงานตามมาตรฐานตำแหน่งศึกษานิเทศก์ และมีภาระงาน ตามที่ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. กำหนด 2. ผลการปฏิบัติงาน แบ่งออกเป็น ด้านการนิเทศการศึกษา ด้านการส่งเสริม และสนับสนุน การจัดการศึกษา และด้านการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ ส่วนที่ 2 ข้อตกลงในการพัฒนางานที่เป็นประเด็นท้าทายเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้หรือ การจัดการศึกษาของผู้รับการนิเทศ หรือการพัฒนาคุณภาพ สถานศึกษาหรือ หน่วยการศึกษาที่ส่งผล ต่อคุณภาพผู้เรียน ผอ.ศพด. รอง ผอ.สถานศึกษา ผอ.สถานศึกษา ส่วนที่ 1 ข้อตกลงในการพัฒนางานตามมาตรฐานตำแหน่ง 1. การปฏิบัติงานตามมาตรฐานตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาและมีภาระงาน ตามที่ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. กำหนด 2. ผลการปฏิบัติงาน แบ่งออกเป็น ด้านการบริหารวิชาการและความเป็นผู้นำทางวิชาการ ด้านการบริหารจัดการสถานศึกษา ด้านการบริหารการเปลี่ยนแปลง เชิงกลยุทธ์และนวัตกรรม ด้าน การบริหารงานชุมชนและเครือข่าย และด้านการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ ส่วนที่ 2 ข้อตกลงในการพัฒนางานที่เป็นประเด็นท้าทายเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ครู และ สถานศึกษา
หน้า 127 คณะกรรมการประเมินผลการพัฒนางานตามข้อตกลงการพัฒนางาน นายก อปท. แต่งตั้งคณะกรรมการฯ จำนวน 3 คน ครู 1. กรณีโรงเรียน (1) ผอ.สถานศึกษานั้น เป็นประธาน (2) ผู้ที่ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่า ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ หรือผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษาที่มีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้ช่วย ศาสตราจารย์ หรือครูผู้สอนจากสถานศึกษาอื่น ที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าครูชำนาญการพิเศษ หรือผู้ทรงคุณวุฒินอกสถานศึกษานั้น ที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะสม จำนวน ๒ คน เป็นกรรมการ ประเมิน กรณี ผอ.สถานศึกษา นั้น ไม่อาจประเมินผลการพัฒนางานตามข้อตกลงของครู ด้วยเหตุใด ๆ ให้แต่งตั้ง ผอ.สถานศึกษา ใกล้เคียง หรือ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา หรือ ผู้อำนวยการกองการศึกษา หรือหัวหน้า ส่วนราชการด้านการศึกษา ของ อปท. นั้น เป็นประธาน กรรมการประเมินแทน 2. กรณีศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (1) ผอ.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กนั้น เป็นประธาน (2) ผู้ที่ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่า ศึกษานิเทศก์ชานาญการพิเศษ หรือผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษาที่มีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้ช่วย ศาสตราจารย์ หรือครูผู้สอนจากสถานศึกษาหรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอื่นที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าครู ชำนาญการพิเศษ หรือผู้ทรงคุณวุฒินอกสถานศึกษานั้นที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะสม จำนวน 2 คน เป็นกรรมการประเมิน กรณี ผอ.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก นั้น ไม่อาจประเมินผลการพัฒนางานตาม ข้อตกลงของครู ด้วยเหตุใด ๆ ให้แต่งตั้ง ผอ.สถานศึกษา หรือ ผอ.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ใกล้เคียง หรือ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษาหรือผู้อำนวยการกองการศึกษา หรือหัวหน้าส่วนราชการด้านการศึกษา ของ อปท. นั้น เป็นประธานกรรมการประเมินแทน 3. การแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลการพัฒนางานตามข้อตกลง อาจพิจารณาแต่งตั้งได้ มากกว่า 1 คณะ ตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงวิชา/สาขา/กลุ่มสาระการเรียนรู้ จำนวน ครู และ บริบทของสถานศึกษา
หน้า 128 ศึกษานิเทศก์ 1. ผู้อำนวยการสำนัก/กองการศึกษา หรือ หน.ส่วนราชการด้านการศึกษานั้น เป็นประธาน กรรมการ 2. ผู้ทรงคุณวุฒิในสถาบันอุดมศึกษาที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะสม และดำรงตำแหน่ง ไม่ต่ำกว่าผู้ช่วยศาสตราจารย์ หรือผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะสม จำนวน 2 คน เป็นกรรมการประเมิน กรณีผู้อำนวยการสำนัก/กองการศึกษา หรือ หน.ส่วนราชการด้านการศึกษานั้น ไม่อาจ ประเมินผลการพัฒนางานตามข้อตกลงของศึกษานิเทศก์ ด้วยเหตุใด ๆ ให้แต่งตั้งผู้อำนวยการสำนัก/ กองการศึกษา หรือ หน.ส่วนราชการด้านการศึกษาใกล้เคียง หรือปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เป็นประธานกรรมการประเมินแทน 1. ผู้อำนวยการสำนัก/กองการศึกษา หรือ หน.ส่วนราชการด้านการศึกษา นั้น เป็นประธาน กรรมการ 2. ผู้ทรงคุณวุฒิในสถาบันอุดมศึกษาที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะสมและดำรง ตำแหน่ง ไม่ต่ำกว่าผู้ช่วยศาสตราจารย์ หรือ ผอ.สถานศึกษาจากสถานศึกษาอื่นที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่า ผอ. ชำนาญการพิเศษ หรือ ผอ.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอื่นที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่า ผอ. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กชำนาญการพิเศษ หรือผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะสม จำนวน 2 คน เป็นกรรมการประเมิน กรณีผู้อำนวยการสำนัก/กองการศึกษา หรือ หน.ส่วนราชการด้าน การศึกษานั้น ไม่อาจประเมินผลการพัฒนางานตามข้อตกลงของ ผอ.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กด้วยเหตุใด ๆ ให้แต่งตั้งผู้อำนวยการสำนัก/กองการศึกษา หรือ หน.ส่วนราชการด้านการศึกษาใกล้เคียง หรือ ผอ.สถานศึกษาใกล้เคียง หรือปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เป็นประธานกรรมการประเมินแทน ผอ.ศพด. 1. ผู้อำนวยการสถานศึกษานั้น เป็นประธานกรรมการ 2. ผู้ที่ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าศึกษานิเทศก์ ชานาญการพิเศษ หรือผู้ทรงคุณวุฒิในสถาบันอุดมศึกษาที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะสม และดำรง ตำแหน่งไม่ต่ำกว่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ หรือ ผอ.สถานศึกษา จากสถานศึกษาอื่นที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำ กว่า ผอ.ชานาญการพิเศษ หรือผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะสม จำนวน 2 คน เป็น กรรมการประเมิน
หน้า 129 กรณี ผอ.สถานศึกษา นั้น ไม่อาจประเมินผลการพัฒนางานตามข้อตกลงของรอง ผอ. สถานศึกษา ด้วยเหตุใด ๆ ให้แต่งตั้ง ผอ.สถานศึกษาใกล้เคียงหรือ ผู้อำนวยการสำนัก/กองการศึกษา หรือ หน.ส่วนราชการ ด้านการศึกษานั้น หรือปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เป็นประธาน กรรมการประเมินแทน รอง ผอ.สถานศึกษา ผอ.สถานศึกษา 1. ผู้อำนวยการสำนัก/กองการศึกษา หรือ หน.ส่วนราชการด้านการศึกษา นั้น เป็นประธาน กรรมการ 2. ผู้ทรงคุณวุฒิในสถาบันอุดมศึกษาที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะสม และดำรงตำแหน่ง ไม่ต่ำกว่าผู้ช่วยศาสตราจารย์ หรือผู้อำนวยการสถานศึกษาอื่นที่มีวิทยฐานะ ไม่ต่ำกว่าผู้อำนวยการ ชำนาญการพิเศษ หรือผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะสม จำนวน 2 คน เป็นกรรมการ ประเมิน กรณีผู้อำนวยการสำนัก/กองการศึกษา หรือ หน.ส่วนราชการด้านการศึกษานั้น ไม่อาจ ประเมินผล การพัฒนางานตามข้อตกลงของ ผอ.สถานศึกษา ด้วยเหตุใด ๆ ให้แต่งตั้งผู้อำนวยการ สำนัก/กองการศึกษา หรือ หน.ส่วนราชการด้านการศึกษา ใกล้เคียง หรือปลัดองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นนั้น เป็นประธานกรรมการประเมินแทน เกณฑ์การประเมินผลการพัฒนางานตามข้อตกลง ครู ศึกษานิเทศก์ ผอ.ศพด. รอง ผอ.สถานศึกษา ผอ.สถานศึกษา มีผลการประเมินการพัฒนางานตามข้อตกลง “ผ่านเกณฑ์” โดยต้องได้คะแนน จากกรรมการ แต่ละคน ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 และมีภาระงานเป็นไปตามที่ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. กำหนด
หน้า 130 การประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะเพื่อให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะสูงขึ้น กรณีปกติ 1. ดำรงตำแหน่งหรือดำรงวิทยฐานะปัจจุบันมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 4 ปีติดต่อกัน หรือดำรง ตำแหน่งอื่นที่ ก.จ. ก.ท. หรือ ก.อบต. เทียบเท่า 2. มีการพัฒนางานตามข้อตกลง ในช่วงระยะเวลาย้อนหลัง 3 รอบการประเมิน โดยใน แต่ละรอบการประเมินต้องมีภาระงานเป็นไปตามที่ ก.จ. ก.ท. หรือ ก.อบต. กำหนด และ มีผลการ ประเมินไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 3. ในช่วงระยะเวลาย้อนหลัง 4 ปี ต้องไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยที่หนักกว่าโทษภาคทัณฑ์ หรือไม่เคยถูกวินิจฉัยชี้ขาดทางจรรยาบรรณวิชาชีพที่หนักกว่าภาคทัณฑ์ คุณสมบัติผู้ของรับการประเมิน กรณีลดระยะเวลา (ตามเงื่อนไขที่ ก.จ. ก.ท. หรือ ก.อบต. ก่าหนด) 1. ดำรงตำแหน่งหรือดำรงวิทยฐานะปัจจุบันมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 3 ปีติดต่อกัน หรือดำรง ตำแหน่งอื่นที่ ก.จ. ก.ท. หรือ ก.อบต. เทียบเท่า 2. มีการพัฒนางานตามข้อตกลง ในช่วงระยะเวลาย้อนหลัง 2 รอบการประเมิน โดยในแต่ละ รอบการประเมินต้องมีภาระงานเป็นไปตามที่ ก.จ. ก.ท. หรือ ก.อบต. กำหนด และมีผลการประเมิน ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 3. ในช่วงระยะเวลาย้อนหลัง 3 ปี ต้องไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยที่หนักกว่าโทษภาคทัณฑ์ หรือไม่เคยถูกวินิจฉัยชี้ขาดทางจรรยาบรรณวิชาชีพที่หนักกว่าภาคทัณฑ์ กรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (เฉพาะการขอประเมินวิทยฐานะ ระดับชำนาญการและชำนาญ การพิเศษ) คุณสมบัติผู้ขอรับการประเมิน เงื่อนไขการลดระยะเวลาตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับวิทยฐานะ โดยต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติ ตามเงื่อนไขในข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้ (1) เป็นผู้มีความสามารถทางภาษาต่างประเทศ สูงกว่าระดับ B1 หรือสาหรับครูผู้สอน ในกลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ ต้องมีระดับผลการทดสอบความสามารถทางภาษา สูงกว่าระดับ B2 โดยให้เทียบกับ เกณฑ์ผลการทดสอบ CEFR ทั้งนี้ ผลการทดสอบความสามารถทางภาษาต่างประเทศ ต้องมีอายุ ไม่เกิน 2 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะ
หน้า 131 (2) เป็นผู้ปฏิบัติงานในสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความยากลำบาก โดยเป็นพื้นที่ที่เป็นเกาะ หรือบนภูเขาสูง หรือหุบเขา หรือเชิงเขา ที่ไม่สามารถเดินทางด้วยพาหนะใด ๆ ได้สะดวกตลอดปี หรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ หรือเหตุอื่นตามที่ ก.จ. ก.ท. หรือ ก.อบต. กาหนด โดยต้องปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่พิเศษ ไม่น้อยกว่า 3 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำขอมีวิทย ฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะ (กรณี (2) นี้ ไม่รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์) (3) เป็นผู้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับคุณวุฒิที่สูงขึ้น ในแต่ละกรณีดังนี้ 1) กรณี ผู้ดำรงตำแหน่งครู ได้รับคุณวุฒิที่สูงขึ้นในระดับปริญญาโท หรือปริญญาเอก ที่เกี่ยวกับการจัดการ เรียนรู้ (ยกเว้นสาขาทางด้านการบริหารการศึกษา) 2) กรณีผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ได้รับ คุณวุฒิที่สูงขึ้นในระดับปริญญาเอก ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้และการบริหารจัดการสถานศึกษา 3) กรณีผู้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ได้รับคุณวุฒิที่สูงขึ้นในระดับปริญญาเอก ที่เกี่ยวข้องกับ การจัดการเรียนรู้และการบริหารจัดการสถานศึกษา ทั้งนี้ คุณวุฒิที่จะนำมาใช้ในการขอมีวิทยฐานะ หรือเลื่อนวิทยฐานะต้องเป็นคุณวุฒิที่ ก.จ. ก.ท. หรือ ก.อบต. รับรอง และเป็นคุณวุฒิระดับสูงสุดของ ผู้ขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะเท่านั้น ไม่ให้นำคุณวุฒิระดับเดียวกันมาใช้ซ้ำอีก (4) เป็นผู้ผ่านการประเมินสมรรถนะตามกรอบคุณวุฒิวิชาชีพชั้น 8 (กรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ระดับ 8) ซึ่งได้รับการรับรองจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และให้นำมาใช้ลดระยะเวลาได้เพียงครั้งเดียว (กรณี (4) นี้ ไม่รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์) ทั้งนี้ ผู้มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขในข้อ (1) - (4) ต้องมีผลการประเมินผลการปฏิบัติงานใน ระดับดีเด่น 4 รอบ การประเมินการเลื่อนเงินเดือนล่าสุดติดต่อกันก่อนยื่นคำขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อน วิทยฐานะ โดยจะขอใช้สิทธิ ตามเงื่อนไขดังกล่าวในการลดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งหรือการ ดำรงวิทยฐานะเพื่อให้มีวิทยฐานะ หรือเลื่อนวิทยฐานะใดก็ได้ การประเมินผลงาน วิทยฐานะชำนาญการและชำนาญการพิเศษ ครู ด้านที่ 1 ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียน พิจารณาจาก 1. แผนการจัดการเรียนรู้ ที่ใช้จัดการเรียนรู้ ตามที่ปรากฏในไฟล์วีดิทัศน์บันทึกการสอนใน วิชา/สาขา/กลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งผู้ขอได้จัดทำขึ้นและนำไปใช้สอนจริงในช่วงที่ดำรงตำแหน่งครู หรือดำรงวิทยฐานะครูชำนาญการ แล้วแต่กรณี 2. ไฟล์วีดิทัศน์ จำนวน 2 ไฟล์ ประกอบด้วย (1) ไฟล์วีดิทัศน์บันทึกการสอนที่แสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังตามมาตรฐาน วิทยฐานะที่ขอรับการประเมิน ซึ่งสอดคล้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ที่เสนอตามข้อ 1) โดยมีรูปแบบ ตามที่ ก.จ. ก.ท. หรือ ก.อบต. กำหนด
หน้า 132 (2) ไฟล์วีดิทัศน์ที่แสดงให้เห็นถึงสภาพปัญหา ที่มา หรือแรงบันดาลใจในการจัดการเรียนรู้ ตามข้อ 1) ด้านที่ ๒ ด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน พิจารณาจาก ผลงานหรือผลการปฏิบัติของผู้เรียนที่ ปรากฏภายหลังจาก การจัดการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียนตามไฟล์วีดิทัศน์บันทึกการสอน ที่เสนอ ไว้ในด้านที่ ๑ โดยให้นำเสนอในรูปแบบไฟล์ดิจิทัล เช่น ไฟล์วีดิทัศน์ไฟล์ภาพ หรือไฟล์ PDF ศึกษานิเทศก์ ด้านที่ 1 ด้านทักษะการวางแผนพัฒนาการนิเทศการศึกษา กลยุทธ์ สื่อ นวัตกรรม หรือเทคโนโลยีใน การนิเทศการศึกษา หรือการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา หรือหน่วยงานการศึกษา พิจารณาจาก 1. รายงานผลการดำเนินการตามแผนพัฒนาการนิเทศการศึกษา กลยุทธ์ สื่อ นวัตกรรมหรือ เทคโนโลยีในการนิเทศการศึกษา หรือการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาหรือหน่วยงานการศึกษา ตามโครงการหรือกิจกรรมในแผนพัฒนาการนิเทศการศึกษาในรูปแบบไฟล์ PDF ซึ่งผู้ขอได้พัฒนาขึ้น และนำไปใช้ในการพัฒนาการนิเทศการศึกษาจริงในช่วงที่ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ หรือดำรง วิทยฐานะศึกษานิเทศก์ชำนาญการ แล้วแต่กรณี ๒. การนำเสนอการพัฒนาการนิเทศการศึกษา กลยุทธ์ สื่อ นวัตกรรม หรือเทคโนโลยีในการ นิเทศ การศึกษา หรือการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาหรือหน่วยงานการศึกษา ตามโครงการหรือ กิจกรรมในแผนพัฒนาการนิเทศการศึกษาที่เสนอในข้อ 1) โดยแสดงให้เห็นถึงสภาพปัญหา ที่มา หรือแรงบันดาลใจ ระดับการปฏิบัติที่คาดหวังตามมาตรฐานวิทยฐานะที่ขอรับการประเมิน และ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการตามโครงการหรือกิจกรรม ซึ่งสะท้อนคุณภาพการจัดการเรียนรู้ หรือการจัดการศึกษาของผู้รับการนิเทศหรือการพัฒนาคุณภาพ สถานศึกษาหรือหน่วยงานการศึกษา ที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน ทั้งนี้ ให้นำเสนอเป็นไฟล์วีดิทัศน์ตามรูปแบบที่ ก.ท. กำหนด จำนวน 1 ไฟล์ ด้านที่ 2 ด้านผลลัพธ์ในการพัฒนาการนิเทศการศึกษา พิจารณาจาก ผลงาน หรือผลการปฏิบัติของ ผู้รับการนิเทศ ที่สะท้อนคุณภาพการจัดการเรียนรู้หรือการจัดการศึกษาหรือผลการพัฒนาคุณภาพ สถานศึกษาหรือหน่วยงานการศึกษาที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือมีการพัฒนามากขึ้น และส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน ที่เสนอไว้ ในด้านที่ 1 โดยให้นำเสนอในรูปแบบไฟล์วีดิทัศน์ ตามรูปแบบ ที่ ก.จ. ก.ท. หรือ ก.อบต. กาหนด จานวน 1 ไฟล์
หน้า 133 ผอ.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รอง ผอ.สถานศึกษา ผอ.สถานศึกษา ด้านที่ 1 ด้านทักษะการวางแผนพัฒนาสถานศึกษา กลยุทธ์ การใช้เครื่องมือ หรือนวัตกรรม ทางการ บริหาร พิจารณาจาก 1. รายงานผลการดำเนินการตามแผนพัฒนาสถานศึกษา กลยุทธ์ การใช้เครื่องมือ หรือ นวัตกรรมทางการบริหาร ตามโครงการหรือกิจกรรมในแผนพัฒนาสถานศึกษา ในรูปแบบไฟล์ PDF ซึ่งผู้ขอได้พัฒนาขึ้นและนาไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาจริงในช่วงที่ดำรง ตำแหน่งหรือดำรงวิทยฐานะ แล้วแต่กรณี 2. การนำเสนอการพัฒนาสถานศึกษา กลยุทธ์ การใช้เครื่องมือหรือนวัตกรรมทางการบริหาร ตามโครงการ หรือกิจกรรมในแผนพัฒนาสถานศึกษาที่เสนอในข้อ 1) โดยแสดงให้เห็นถึงสภาพปัญหา ที่มา หรือแรงบันดาลใจ ระดับการปฏิบัติที่คาดหวังตามมาตรฐานวิทยฐานะที่ขอรับการประเมินและ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จากการดำเนินการ ตามโครงการหรือกิจกรรม ที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน ครู และ สถานศึกษา ทั้งนี้ ให้นำเสนอเป็นไฟล์วีดิทัศน์ตามรูปแบบที่ ก.จ. ก.ท. หรือ ก.อบต. กาหนด จานวน 1 ไฟล์ ด้านที่ ๒ ด้านผลลัพธ์ในการพัฒนาการบริหารสถานศึกษา พิจารณาจาก ผลงาน หรือผลการปฏิบัติ ของครู หรือผลการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น หรือมีการพัฒนา มากขึ้น หรือเป็นต้นแบบ และส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนตามที่เสนอไว้ในด้านที่ ๑ โดยให้นาเสนอใน รูปแบบไฟล์วีดิทัศน์ ตามรูปแบบที่ ก.จ. ก.ท. หรือ ก.อบต. กาหนด จานวน 1 ไฟล์ วิทยฐานะเชี่ยวชาญและเชี่ยวชาญพิเศษ ครู ด้านที่ 1 ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียน (เช่นเดียวกันกับวิทยฐานะชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ) ด้านที่ 2 ด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน (เช่นเดียวกันกับวิทยฐานะชำนาญการและชำนาญการ พิเศษ) ด้านที่ 3 ด้านผลงานทางวิชาการ พิจารณาจาก 1. วิทยฐานะครูเชี่ยวชาญ ต้องมีผลงานทางวิชาการ ซึ่งเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการ เรียนรู้ หรือนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ที่แสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวัง ตามมาตรฐาน วิทยฐานะที่ขอรับการประเมิน จานวน 1 รายการ ในรูปแบบไฟล์ PDF 2. วิทยฐานะครูเชี่ยวชาญพิเศษ ต้องมีผลงานทางวิชาการ ซึ่งเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับ การ จัดการเรียนรู้ และนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ที่แสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวัง ตาม มาตรฐานวิทยฐานะที่ขอรับการประเมิน จำนวนอย่างละ 1 รายการ ในรูปแบบไฟล์ PDF โดยงานวิจัย ต้องได้รับการตีพิมพ์ เผยแพร่บทความวิจัยในวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูลของ ศูนย์ดัชนีการ
หน้า 134 อ้างอิงวารสารไทย หรือ Thai-Journal Citation Index Centre (TCI) กลุ่ม 1 หรือ กลุ่ม 2 โดยให้ ส่งบทความวิจัยที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในรูปแบบไฟล์ PDF ด้วย ทั้งนี้ ผลงานทางวิชาการที่ผู้ขอเสนอ ต้องเป็นผลงานในช่วงที่ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะที่ ดำรงอยู่ในช่วงระยะเวลาย้อนหลัง ๔ ปี หรือ ๓ ปี แล้วแต่กรณี ตามเงื่อนไขการลดระยะเวลาในการ ดำรงวิทยฐานะ ของผู้ขอเลื่อนวิทยฐานะนับถึงวันที่ยื่นคำขอ และต้องไม่เป็นผลงานทางวิชาการที่ใช้ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา เพื่อรับปริญญาหรือประกาศนียบัตรใด ๆ หรือเป็นผลงานทางวิชาการที่ เคยใช้เพื่อเลื่อนตำแหน่งหรือเพื่อให้มีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะมาแล้ว ด้านที่ ๑ ด้านทักษะการวางแผนพัฒนาการนิเทศการศึกษา กลยุทธ์ สื่อ นวัตกรรม หรือ เทคโนโลยีในการนิเทศการศึกษา หรือ การพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา หรือหน่วยการศึกษา (เช่นเดียวกันกับวิทยฐานะชำนาญการและชำนาญการพิเศษ) ด้านที่ ๒ ด้านผลลัพธ์ในการพัฒนาการ นิเทศการศึกษา (เช่นเดียวกันกับวิทยฐานะชำนาญการและชำนาญการพิเศษ) ด้านที่ 3 ด้านผลงาน ทางวิชาการ พิจารณาจาก 1) วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ ต้องมีผลงานทางวิชาการ ซึ่งเป็น ผลงาน วิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาการนิเทศการศึกษา หรือนวัตกรรมทางการนิเทศการศึกษาที่แสดงให้ เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังตามมาตรฐานวิทยฐานะที่ขอรับการประเมิน จานวน 1 รายการ ใน รูปแบบไฟล์ PDF 2) วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญพิเศษ ต้องมีผลงานทางวิชาการซึ่งเป็นผลงาน วิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาการนิเทศการศึกษา และนวัตกรรมทางการนิเทศการศึกษา ที่แสดงให้เห็นถึง ระดับการปฏิบัติที่คาดหวังตามมาตรฐานวิทยฐานะที่ขอรับการประเมิน จานวนอย่างละ 1 รายการ ในรูปแบบไฟล์PDF โดยงานวิจัยต้องได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัยในวารสารวิชาการที่อยู่ใน ฐานข้อมูล ของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย หรือ Thai-Journal Citation Index Centre (TCI) กลุ่ม ๑ หรือ กลุ่ม ๒ โดยให้ส่งบทความวิจัยที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในรูปแบบไฟล์ PDF ด้วย ทั้งนี้ ผลงาน ทางวิชาการที่ผู้ขอเสนอ ต้องเป็นผลงานในช่วงที่ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะที่ดำรงอยู่ ในช่วง ระยะเวลาย้อนหลัง 4 ปี หรือ 3 ปี แล้วแต่กรณี ตามเงื่อนไขการลดระยะเวลาในการดำรงวิทยฐานะ ของผู้ขอเลื่อนวิทยฐานะนับถึงวันที่ยื่นคำขอและ ต้องไม่เป็นผลงานทางวิชาการที่ใช้เป็นส่วนหนึ่งของ การศึกษาเพื่อรับปริญญาหรือประกาศนียบัตรใด ๆ หรือเป็นผลงานทางวิชาการ ที่เคยใช้เพื่อเลื่อน ตำแหน่งหรือเพื่อให้มีวิทยฐานะ หรือเลื่อนวิทยฐานะมาแล้ว ศึกษานิเทศก์ผอ.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รอง ผอ.สถานศึกษา ผอ.สถานศึกษา ด้านที่ ๑ ด้านทักษะการวางแผนพัฒนาสถานศึกษา กลยุทธ์ การใช้เครื่องมือหรือนวัตกรรมทางการ บริหาร (เช่นเดียวกันกับวิทยฐานะชำนาญการและชำนาญการพิเศษ) ด้านที่ 2 ด้านผลลัพธ์ในการพัฒนาการบริหารสถานศึกษา (เช่นเดียวกันกับวิทยฐานะชำนาญการและ ชำนาญการพิเศษ)
หน้า 135 ด้านที่ 3 ด้านผลงานทางวิชาการ พิจารณาจาก 1. วิทยฐานะระดับเชี่ยวชาญ ต้องมีผลงานทางวิชาการ ซึ่งเป็นผลงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนา สถานศึกษา หรือนวัตกรรมทางการบริหารสถานศึกษา ที่แสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวัง ตามมาตรฐานวิทยฐานะที่ขอรับ การประเมิน จานวน 1 รายการ ในรูปแบบไฟล์ PDF 2. วิทยฐานะผู้อานวยการเชี่ยวชาญพิเศษ ต้องมีผลงานทางวิชาการซึ่งเป็นผลงาน วิจัย เกี่ยวกับการพัฒนาสถานศึกษา และนวัตกรรมทางการบริหารสถานศึกษาที่แสดง ให้เห็นถึงระดับการ ปฏิบัติที่คาดหวังตามมาตรฐานวิทยฐานะที่ขอรับ การประเมินจานวนอย่างละ 1 รายการในรูปแบบ ไฟล์ PDFโดยงานวิจัยต้องได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย ในวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูล ของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย หรือ Thai-Journal Citation Index Centre (TCI) กลุ่ม ๑ หรือ กลุ่ม ๒ โดยให้ส่งบทความวิจัยที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในรูปแบบไฟล์ PDF ด้วย ทั้งนี้ ผลงานทางวิชาการที่ผู้ขอเสนอ ต้องเป็นผลงานในช่วงที่ดำรงตาแหน่งและวิทยฐานะที่ ดำรงอยู่ ในช่วงระยะเวลาย้อนหลัง 4 ปี หรือ 3 ปี แล้วแต่กรณีตามเงื่อนไขการลดระยะเวลาในการ ดำรงวิทยฐานะของผู้ขอเลื่อน วิทยฐานะนับถึงวันที่ยื่นคาขอ และต้องไม่เป็นผลงานทางวิชาการที่ใช้ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญาหรือประกาศนียบัตรใด ๆ หรือเป็นผลงานทางวิชาการที่ เคยใช้เพื่อเลื่อนตำแหน่งหรือเพื่อให้มีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะมาแล้ว หมายเหตุ ผอ.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และ รอง ผอ.สถานศึกษา ขอประเมินได้เฉพาะวิทยฐานะเชี่ยวชาญ คณะกรรมการประเมินผลงาน นายก อปท. แต่งตั้งจากบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่ ก.จ. ก.ท. หรือ ก.อบต. กาหนด จานวน 3 คน ต่อผู้ขอ 1 ราย ทั้งนี้ การกาหนดบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ และ การแต่งตั้งคณะกรรมการประเมิน ให้ดาเนินการผ่านระบบ DPA ตามที่ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. กำหนด วิทยฐานะชำนาญการและชำนาญการพิเศษ ครูศึกษานิเทศก์ผอ.ศพด. รอง ผอ.สถานศึกษา ผอ.สถานศึกษา คณะกรรมการประเมินด้านที่ 1 ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียน และด้านที่ 2 ด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน คณะกรรมการประเมิน ด้านที่ 1 ด้านทักษะการวางแผนพัฒนาการนิเทศการศึกษา กลยุทธ์ สื่อ นวัตกรรม หรือเทคโนโลยีในการนิเทศการศึกษา หรือ การพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา หรือหน่วย การศึกษา และด้านที่ 2 ด้านผลลัพธ์ในการพัฒนาการนิเทศการศึกษา คณะกรรมการประเมินด้านที่ 1 ด้านทักษะการวางแผนพัฒนาสถานศึกษา กลยุทธ์ การใช้เครื่องมือ หรือนวัตกรรมทางการบริหาร และด้านที่ 2 ด้านผลลัพธ์ ในการพัฒนา การบริหารสถานศึกษา
หน้า 136 วิทยฐานะเชี่ยวชาญและเชี่ยวชาญพิเศษ ครูศึกษานิเทศก์ผอ.ศพด. รอง ผอ.สถานศึกษา ผอ.สถานศึกษา คณะกรรมการประเมินด้านที่ ๑ ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียน ด้านที่ ๒ ด้าน ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน และด้านที่ ๓ ด้านผลงานทางวิชาการ คณะกรรมการประเมิน ด้านที่ ๑ ด้านทักษะการวางแผนพัฒนาการนิเทศการศึกษา กลยุทธ์ สื่อ นวัตกรรม หรือเทคโนโลยีในการนิเทศการศึกษา หรือการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาหรือหน่วย การศึกษา ด้านที่ ๒ ด้านผลลัพธ์ในการพัฒนาการนิเทศการศึกษา และด้านที่ ๓ ด้านผลงานทาง วิชาการ คณะกรรมการประเมินด้านที่ ๑ ด้านทักษะการวางแผนพัฒนาสถานศึกษา กลยุทธ์ การใช้เครื่องมือ หรือนวัตกรรมทางการบริหาร ด้านที่ ๒ ด้านผลลัพธ์ในการพัฒนาการบริหารสถานศึกษา และด้านที่ 3 ด้านผลงานทางวิชาการ หมายเหตุผอ.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และรอง ผอ.สถานศึกษา เฉพาะวิทยฐานะเชี่ยวชาญ
หน้า 137 Infographic วันที่ 2 มิถุนายน 2567
หน้า 138 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 3 มิถุนายน 2567 เวลา 09.00 – 12.00 น. การบันทึกระบบข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษาท้องถิ่น ************************************************* ระบบสารสนเทศทางการศึกษาท้องถิ่น (Local Education Center information system : LEC)ระบบ LEC ท้องถิ่น เป็นระบบสารสนเทศที่พัฒนาโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีวัตถุประสงค์เพื่อ: • รวบรวมข้อมูลนักเรียน/เด็กเล็ก: ข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลครอบครัว ข้อมูลการศึกษา ข้อมูล สุขภาพ ข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง • จัดการข้อมูล: บันทึก แก้ไข ลบ ค้นหา วิเคราะห์รายงาน ข้อมูลนักเรียน/เด็กเล็ก • สนับสนุนการบริหารจัดการ: สนับสนุนการบริหารจัดการสถานศึกษา องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง • สนับสนุนการจัดสรรงบประมาณ: สนับสนุนการจัดสรรงบประมาณ ทรัพยากร และอุปกรณ์ ให้กับสถานศึกษา • สนับสนุนการวางแผน: สนับสนุนการวางแผน พัฒนา และส่งเสริมการศึกษา องค์ประกอบของระบบ LEC ท้องถิ่น: • ฐานข้อมูล: เก็บข้อมูลนักเรียน/เด็กเล็ก สถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และข้อมูล อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง • โปรแกรมประยุกต์: โปรแกรมสำหรับบันทึก แก้ไข ลบ ค้นหา วิเคราะห์รายงาน ข้อมูล นักเรียน/เด็กเล็ก • รายงาน: รายงานข้อมูลนักเรียน/เด็กเล็ก สถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ ข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง • เว็บไซต์: เว็บไซต์สำหรับเข้าใช้งานระบบ ตรวจสอบข้อมูล และติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หน้า 139 ผู้ใช้งานระบบ LEC ท้องถิ่น: • สถานศึกษา: โรงเรียน วิทยาลัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: เทศบาล องค์กรบริหารส่วนตำบล • หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาเอกชน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกโรงเรียน อื่น ๆ ประโยชน์ของระบบ LEC ท้องถิ่น: • เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ: ช่วยให้บริหารจัดการข้อมูลนักเรียน/เด็กเล็ก สถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้อย่างมีประสิทธิภาพ • สนับสนุนการตัดสินใจ: สนับสนุนการตัดสินใจ วางแผน พัฒนา และส่งเสริมการศึกษา • ส่งเสริมการจัดสรรงบประมาณ: สนับสนุนการจัดสรรงบประมาณ ทรัพยากรและอุปกรณ์ ให้กับสถานศึกษา
หน้า 140 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 3 มิถุนายน 2567 เวลา 13.00 – 16.00 น. กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับงานการศึกษา ************************************************* กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับงานการศึกษาในประเทศไทย มีหลายฉบับ แบ่งได้ เป็นประเภทหลัก ๆ ดังนี้ 1. กฎหมาย: พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542: กฎหมายแม่บทที่กำหนดหลักการ นโยบาย และแผนการศึกษาแห่งชาติ พระราชบัญญัติการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2546: กำหนดหลักสูตร มาตรฐานการศึกษา และการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน พระราชบัญญัติอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551: กำหนดหลักสูตร มาตรฐานการศึกษา และการจัด การศึกษาอาชีวศึกษา พระราชบัญญัติอุดมศึกษา พ.ศ. 2562: กำหนดหลักสูตร มาตรฐานการศึกษา และการจัด การศึกษาอุดมศึกษา พระราชบัญญัติเด็ก พ.ศ. 2551: กำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของเด็ก พ่อแม่ ผู้ปกครอง และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง พระราชบัญญัติผู้พิการ พ.ศ. 2561: กำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้พิการ หน่วยงานของรัฐ และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง 2. ระเบียบ: ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551: กำหนด รายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการบริหารจัดการหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551: กำหนดวิธีการบริหารจัดการหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการวัดผลและประเมินผลนักเรียน พ.ศ. 2551: กำหนด วิธีการวัดผลและประเมินผลนักเรียน
หน้า 141 ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ พ.ศ. 2552: กำหนด วิธีการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการบริหารจัดการหลักสูตรการศึกษาปริญญาตรี พ.ศ. 2563: กำหนดวิธีการบริหารจัดการหลักสูตรการศึกษาปริญญาตรี 3. ประกาศ: ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551: กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการแบ่งชั้นเรียนและกลุ่มเรียนในสถานศึกษาขั้น พื้นฐาน พ.ศ. 2552: กำหนดวิธีการแบ่งชั้นเรียนและกลุ่มเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจดทะเบียนและการควบคุมดูแลสถานศึกษาเอกชน พ.ศ. 2555: กำหนดวิธีการจดทะเบียนและการควบคุมดูแลสถานศึกษาเอกชน ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ. 2562: กำหนด รายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ว่าด้วยหลักสูตรระดับ ปริญญาตรี พ.ศ. 2564: กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรระดับปริญญาตรี นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายและระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานการศึกษาอีกมากมาย ขึ้นอยู่กับ ประเภทของสถานศึกษา หลักสูตร และกิจกรรมที่จัดดำเนินการ
หน้า 142 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 3 มิถุนายน 2567 เวลา 16.00 – 19.00 น. มาตรฐานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ************************************************* มาตรฐานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เป็นแนวทางที่กำหนดขึ้นเพื่อให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีคุณภาพ พัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างรอบด้าน ครอบคลุม 5 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านการบริหารจัดการ • มีวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย แผนงาน และประเมินผล • มีโครงสร้างองค์กรที่ชัดเจน มีบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสม • บริหารจัดการอาคาร สถานที่ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย • จัดทำเอกสาร บันทึกข้อมูล ติดตามผล ประเมินผล • พัฒนาศักยภาพของบุคลากร ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ชุมชน และภาคีเครือข่าย 2. ด้านบุคลากร • มีคุณสมบัติ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์สอดคล้องกับงาน • ผ่านการอบรม พัฒนาศักยภาพ อยู่เสมอ • ปฏิบัติงานด้วยความรับผิดชอบ เสียสละ อดทน ใจเย็น • มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็ก ผู้ปกครอง เพื่อนร่วมงาน • แต่งกายสุภาพ เรียบร้อย เหมาะสมกับกาลเทศะ
หน้า 143 3. ด้านอาคาร สถานที่สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย • อาคาร สถานที่ สิ่งแวดล้อม ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล ปลอดภัย • มีพื้นที่เพียงพอ เหมาะสมกับจำนวนเด็ก • อุปกรณ์การศึกษา ของเล่น ปลอดภัย เหมาะสมกับวัย • มีระบบป้องกันอุบัติเหตุ และมีแผนเผชิญเหตุฉุกเฉิน 4. ด้านวิชาการและกิจกรรมตามหลักสูตร • จัดกิจกรรมตามหลักสูตร พัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างรอบด้าน • กิจกรรมสอดคล้องกับวัย ความสนใจ และความต้องการของเด็ก • ส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาทักษะ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ • ประเมินผลเด็ก ติดตามผล ปรับปรุงพัฒนา 5. ด้านการมีส่วนร่วมและส่งเสริมสนับสนุน • ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็ก ผู้ปกครอง บุคลากร • จัดกิจกรรมให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วม สนับสนุนการพัฒนาเด็ก • ประสานงานกับชุมชน ภาคีเครือข่าย สนับสนุนการพัฒนาเด็ก
หน้า 144 Infographic วันที่ 3 มิถุนายน 2567
หน้า 145 •