หน้า 196 บทบาทหน้าที่ของผู้นำ 1.ก้าวไปข้างหน้า 2.นำทาง 3.ชักจูง 4.กระตุ้นให้ทำ 5.เป็นแบบอย่าง 6.เริ่มต้น 7.มีความรับผิดชอบ 8.มีความเสียสละ 9.มีความรักลูกน้อง 10.มีคุณธรรมเป็นเข็มทิศชี้ทาง ผู้นำหรือผู้บริหารที่ทำหน้าที่วางแผนนั้นควรตระหนักให้ดีว่าการทำงานหรือการดำเนินงาน ขององค์กรทุกองค์กรย่อมต้องอาศัยการประสานความร่วมมือจากบุคลากรในหน่วยงานจึงจะทำให้ องค์กรประสบความสำเร็จได้ผู้นำผู้มีธรรมในหัวใจย่อมเป็นศูนย์รวมใจของคนร่วมงานและสามารถ จัดการให้งานในหน้าที่ลุล่วงไปด้วยดี สามารถวิเคราะห์สถานการณ์โอกาสพร้อมทั้งตัดสินใจที่ เหมาะสมได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
หน้า 197 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 12 มิถุนายน 2567 เวลา 13.00 – 16.00 น. การวิจัยและการพัฒนาหนังสือและแบบเรียน *********************************************** การวิจัยและพัฒนานั้น เป็นการผสานกัน ระหว่าง “การวิจัย” และ “การพัฒนา”ซึ่งการวิจัย นั้น เป็น กระบวนการของการตรวจสอบยืนยันความถูกต้องน่าเชื่อถือ ค้นหาองค์ความรู้ที่มีอยู่ แต่ไม่มี การค้นพบมาก่อน หรือสร้างนวัตกรรมใหม่ ที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ขณะที่ การพัฒนาเป็นกระบวนการปรับปรุง แก้ไข ให้ดีขึ้นและเหมาะสมกว่าเดิม หรือเปลี่ยนแปลง วิธีการ หรือผลผลิตจนมีประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผล ลักษณะสำคัญของการวิจัยและพัฒนา จะเห็นได้ ว่าการวิจัยและพัฒนา เป็นวิธีวิทยาการวิจัยประเภทหนึ่ง ที่มีองค์ประกอบ สำคัญ ได้แก่ 1) กระบวนการวิจัย ซึ่งต้องดำเนินการวิจัยอย่างเป็นระบบโดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 2) การผสมผสานวิธีการวิจัย โดยเป็นการผสมผสาน ทั้งวิธีการวิจัยพื้นฐานที่มุ่งแสวงหาองค์ ความรู้ใหม่กับการวิจัยประยุกต์ที่มุ่งนำองค์ความสู่การปฏิบัติ 3) กระบวนการพัฒนาซึ่งเป็นกระบวนการที่เป็นระบบในการปรับปรุงแก้ไขนวัตกรรมหรือ แนว ปฏิบัติให้ดีขึ้น ให้มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อสังคม 4) การผสมผสานการทดลอง และ การปรับปรุง การวิจัยและพัฒนานั้นในกระบวนการ จะมี การออกแบบนวัตกรรมใหม่ และทดลองนำไปใช้ตามกระบวนการทดลองที่ได้มาตรฐานมีการทดลอง สรุปลักษณะสำคัญของการวิจัยและพัฒนา ได้ดังนี้ 1. การวิจัยและพัฒนา เป็นการนำความรู้หรือความเข้าใจใหม่ ที่สร้างขึ้นจากการวิจัย การสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทางการพัฒนาสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ วิธีการหรือ กระบวนการต่อยอดองค์ความรู้ ให้อยู่ในรูปของต้นแบบการพัฒนาที่สามารถนำไปใช้ได้ในวงกว้าง 2. การวิจัยและพัฒนาเป็นการศึกษาค้นคว้า อย่างเป็นระบบ เนื่องจากการวิจัยและพัฒนา นั้น มีกระบวนการหลัก ได้แก่ การวิจัย การพัฒนา และ การเผยแพร่ ดังนั้น ในดำเนินการศึกษา ค้นคว้า ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและเป็นกระบวนการ อย่างต่อเนื่อง
หน้า 198 3. การวิจัยและพัฒนา เป็นการดำเนินงาน ที่เป็นวงจรด้วยกระบวนการที่เชื่อถือได้ โดยใน การ ทำการวิจัยและพัฒนาในทุกขั้นตอนจะต้องกระทำ อย่างเป็นระบบในลักษณะของวงจร ทำการ ตรวจสอบซ้ำหลายครั้งเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าผลผลิต (สื่อ วัสดุอุปกรณ์ วิธีการหรือกระบวนการ) สุดท้าย มีความถูกต้องแม่นย้ำน่าเชื่อถือ ก่อนการเผยแพร่สู่สังคมในวงกว้าง 4. การวิจัยและพัฒนา เป็นการดำเนินการ ที่อาจใช้กระบวนการวิจัยมากกว่าหนึ่งกระบวน ทัศน์ หรืออาจเป็นการผสมผสานระหว่างกระบวน ทัศน์ของการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิง คุณภาพ กระบวนการวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วย 1) การกำหนดนวัตกรรม โดยการนำหลักการ แนวคิด หรือทฤษฎีที่มีอยู่มาใช้โดยตรง หรือ อาจนำมา ปรับใช้หรืออาจริเริ่มขึ้นมาใหม่ 2) การพัฒนานวัตกรรม และนำไปทดลอง ในภาคสนาม โดยพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ในนวัตกรรมเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานจริง ที่ส่งผลต่อการพัฒนาทั้งคน และงาน รวมทั้งคุณภาพที่เป็น เป้าหมายสุดท้าย 3) การเผยแพร่นวัตกรรม แนวทางการสร้างหนังสือเรียนและหนังสืออ่านเพิ่มเติม 1. แนวทางการสร้างหนังสือเรียน การสร้างหนังสือเรียนให้มีคุณภาพนั้น ผู้สร้างต้องศึกษา ลักษณะสำคัญของหนังสือวิธีการจัดทำ และเกณฑ์การประเมิน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1.1 ลักษณะสำคัญของหนังสือเรียน หนังสือเรียนจะต้องมีลักษณะสำคัญ ดังต่อไปนี้ 1.1.1 ด้านหลักสูตร หนังสือเรียนต้องมีเนื้อหาสาระครบถ้วนตามสาระการ เรียนรู้ที่กำหนดไว้ในหลักสูตร แต่ละชั้นเรียนในแต่ละภาคการเรียนหรือในแต่ละปี เนื้อหาสาระ ดังกล่าว จะต้องมีความสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ที่ระบุไว้และมีลักษณะที่น่าเชื่อได้นอกจากนี้ หนังสือเรียนจะต้องมีเนื้อหาสาระเป็นจำนวนมากน้อยเหมาะสมกับ คาบเรียนที่กำหนดด้วย 1.1.2 ด้านเนื้อหาวิชา หนังสือเรียนจะต้องนำเสนอเนื้อหาสาระที่ถูกต้อง ตามหลักวิชาในสาขา นั้น ๆ เนื้อหามีความทันสมัยมีปริมาณมากน้อยพอเหมาะสมแก่การที่จะให้ นักเรียนเกิดการเรียนรู้และ มีความสามารถตามระบุไว้ในมาตรฐานการเรียนรู้
หน้า 199 1.1.3 ด้านการเสนอเนื้อหา หนังสือเรียนจะต้องเสนอเนื้อหาสาระโดย แบ่งเป็นหน่วย เป็นตอน หรือเป็นบทอย่างเหมาะสม การเรียงลำดับเนื้อหาสาระจะต้องมีความ เหมาะสมตามหลักวิชาและตามธรรมชาติของการเรียนรู้ นอกจากนี้ในการเสนอเนื้อหาแต่ละเรื่อง จะต้องมีความสอดคล้องกันระหว่างหัวข้อเรื่องและเนื้อหาด้วย 1.1.4 ด้านส่งเสริมความเข้าใจ เนื้อหาสาระที่เสนอในหนังสือเรียนจำเป็นที่ จะต้องชัดเจนและง่ายต่อการที่นักเรียนจะทา ความเข้าใจและสามารถเข้าใจได้โดยไม่ยากเกินไป 1.1.5 ด้านส่งเสริมการเรียนการสอน หนังสือเรียนส่งเสริมการเรียนการ สอน โดยใช้แนะนักเรียน ให้ทำความเข้าใจในขณะอ่าน และช่วยชี้แนะครูซึ่งเป็นสื่อกลางระหว่าง ผู้เขียนหนังสือและนักเรียนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วย 1.2. การจัดทำหนังสือเรียน มีกระบวนการจัดทำสรุปได้ดังนี้ 1.2.1 ขั้นศึกษาหลักสูตร 1.2.2 ขั้นศึกษาเกี่ยวกับตัวนักเรียน 1.2.3 ขั้นวางแผนเตรียมการจัดทำต้นฉบับ 1.2.4 ขั้นเขียนต้นฉบับ 1.2.5 ขั้นบรรณาธิการกิจต้นฉบับ 1.3. เกณฑ์การประเมินหนังสือเรียน 1) เนื้อหา ต้องสอดคล้องและคลอบคลุมกับมาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้ของ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความถูกต้องตามหลักวิชา และ เป็นปัจจุบันมีความยากง่ายเหมาะกับวัยของผู้เรียนในแต่ละชั้น 2) การนำเสนอเนื้อหา ต้องไปตามลำดับขั้นตอนการเรียนรู้เชื่อมโยงและ เป็นเหตุเป็นผลกัน ตลอดจนสอดคล้องกับจิตวิทยาการเรียนรู้ของผู้เรียน เ 3) การใช้ภาษาในหนังสือเรียนต้องสื่อความหมายชัดเจน อ่านเข้าใจง่าย ชวนติดตาม มีความถูกต้องตามหลักการใช้ภาษา ใช้ภาษาเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน และใช้คำศัพท์ เฉพาะถูกต้อง 4) กิจกรรมการเรียนรู้ต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์/ตัวชี้วัดและสาระการ เรียนรู้ของบทเรียนสอดคล้องกับพัฒนาการ ความคิดรวบยอด และหลักการของวิชาหรือสาระการ เรียนรู้ 5) ภาพ ตาราง แผนภูมิต้องถูกต้อง ชัดเจนและเป็นปัจจุบัน เหมาะสม สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้
หน้า 200 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 12 มิถุนายน 2567 เวลา 16.00 – 19.00 น. เทคนิคการจัดอบรม ประชุมสัมมนาวิชาการ *********************************************** ในยุคปัจจุบันที่ความรู้มาได้จากทุกหนแห่ง ไม่ใช่แค่เพียงเวลางานหรือเวลาเรียน การประชุมสัมมนาต่าง ๆ จึงเป็นอีกช่องทางที่จะได้เผยแพร่ พูดคุย และแลกเปลี่ยนความรู้กัน โดยมี ผู้เข้าร่วมมาจากทุกหนแห่ง เพราะฉะนั้นการประชุมสัมมนาจึงได้รับความนิยมมาขึ้นกว่าเมื่อก่อนเป็น อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นประชุมสัมมนาภายในองกรณ์หรือภายนอกองค์กร ต่างก็มีหลายเรื่องให้ได้ ศึกษาและเรียนรู้ 1. กำหนดจุดประสงค์งานและวางแผนชัดเจน ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการทุก ๆ ขั้นตอน ผู้จัดจำเป็นที่จะต้องกำหนดจุดประสงค์งานก่อนเป็น อย่างแรก การที่รู้ว่าตัวเองจะต้องทำอะไร ต้องการจะสื่ออะไร จะทำให้ข้อมูลที่ออกมา เป็นรูปเป็นร่าง ยิ่งขึ้น นอกจากตัวผู้จัดเองจะรู้แล้วว่าสิ่งที่กำลังทำคืออะไร การกำหนดจุดประสงค์อย่างชัดเจนก็จะทำ ให้มีการวางแผนงานที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ผู้เข้าสัมมนาก็จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม หากผู้จัดมีข้อมูลในส่วนนี้เตรียมพร้อมไว้ ไม่ว่าคำถามไหน ๆ ที่จะเข้ามา ก็จะสามารถตอบได้อย่าง แน่นอน เป็นผลดีกับทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นได้ชัด 2. ศึกษากลุ่มเป้าหมายอย่างละเอียด เมื่อกำหนดและวางแผนเรียบร้อยแล้ว ก็จะต้องมาศึกษากลุ่มเป้าหมายที่เลือกไว้อย่าง ละเอียดอีกรอบ ต้องวางแผนการประชาสัมพันธ์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่สุด หากไม่ทำขั้นตอนนี้ ประชุมสัมมนาที่จะจัด ก็อาจจะไม่มีคนเข้ามาร่วมฟังได้ ในขั้นตอนนี้อาจรวมไปถึงการออกแบบและ การใช้ภาษาในการประชาสัมพันธ์อีกด้วย ความเป็นมืออาชีพอีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้คืองานของเพื่อน ๆ ควรที่จะมีการประชาสัมพันธ์ออกไปทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษนั่นเอง รวมถึงโปสเตอร์หรือ อาร์ตเวิร์กต่างๆ ของงาน ก็ควรที่จะมีการออกแบบที่ดี ดูเป็นมืออาชีพ เพราะนี่เป็นการสร้างความ น่าเชื่อถือในการเชิญชวนให้มาร่วมสัมมนาอย่างหนึ่งก็ว่าได้ 3. เลือกสถานที่ที่เหมาะสม การเลือกสถานที่ให้เหมาะสมกับประเภทการจัดงานสัมมนาก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน รายละเอียดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการจัดวางโต๊ะ การจัดวางเก้าอี้ ขนาดของห้องหรือสิ่งอำนวย ความสะดวกต่างๆ ทุกอย่างควรคำนึงถึงจำนวนผู้เข้าร่วมงานและประเภทของผู้เข้าร่วมสัมมนาเป็น ต้น รวมถึงต้องคำนึงถึงการเดินทางอีกด้วยว่า สถานที่ที่เลือกนั้นเหมาะสมหรือเปล่า มีที่จอดรถหรือไม่ หรือว่าควรจะจัดสถานที่ที่ใกล้รถไฟฟ้า สำหรับหัวข้อนี้ก็เป็นการบ้านอีกอย่างที่จำเป็นต้องทำ
หน้า 201 4. มองหาวิทยากรที่เหมาะสมกับหัวข้อที่จัดตั้งขึ้น เทคนิคการจัดสัมมนาที่มีประสิทธิภาพอีกอย่างหนึ่งก็คือการมองหาวิทยากรที่เหมาะกับ หัวข้อที่กำหนดนั่นเอง ในประเทศไทยมีวิทยากรมากมาย ขึ้นอยู่กับว่าผู้จัดนั้นจะเลือกได้เหมาะสม หรือไม่ แน่นอนว่าวิทยากรที่ดีไม่ใช่วิทยากรที่ผู้คนรู้จักเยอะเพียงอย่างเดียว แต่วิทยากรที่ดีที่เหมาะสม นั้น จะต้องทำการควบคุมบรรยากาศภายในงานพร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ต่างหาก เรียกได้ว่าวิทยากรเป็นหัวใจของการจัดสัมมนาเลยทีเดียว 5. ละเอียด รอบคอบ พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนจะเป็นพื้นฐานของผู้จัดอยู่แล้วในข้อนี้ แต่รู้หรือไม่ว่ามีผู้จัดหลาย ๆ คนเหมือนกันที่ ขาดตรงนี้ไป และทำให้งานมีประสิทธิภาพและความเป็นมืออาชีพน้อยลง เมื่อเริ่มการสัมมนาแล้ว สถานการณ์ที่คาดไม่ถึงทั้งหลายอาจจะเกิดขึ้นได้ อย่างเช่นการขัดข้องของอุปกรณ์หรือนักสัมมนา ก่อความวุ่นวาย ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นได้ ทางผู้จัดเองก็ควรที่จะมีความละเอียด รอบคอบและมีแผน สำรองสำหรับเหตุการณ์เหล่านี้ด้วย 6. มีการสรุปใจความของการประชุมสัมมนา ผู้เข้าร่วมสัมมนาหลาย ๆ ท่านอาจจะเกิดความสับสนได้ว่า สุดท้ายแล้วเรามาทำอะไรที่การ ประชุมสัมมนานี้กันแน่ เพราะฉะนั้นในท่อนสุดท้ายก่อนการปิดงาน การสรุปใจความสำคัญของการ ประชุมสัมมนาที่เกิดขึ้นจึงสำคัญอย่างมากเลยทีเดียว เพียงการสรุปไม่กี่คำ แต่ถ้าหากการสรุปนั้น จับใจความและประเด็นสำคัญออกมาได้ รับรองเลยว่าผู้เข้าร่วมสัมมนาจะต้องแฮปปี้กับข้อมูลที่ได้ พร้อมทั้งสามารถนำข้อมูลที่ได้รับตลอดการประชุมนั้น ๆ ไปต่อยอดจนเกิดประโยชน์ได้อย่างแน่นอน 7. เก็บรวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อนำมาพัฒนาและปรับปรุง และเมื่อจบงาน ก็ถึงเวลาที่ผู้จัดจะต้องนำข้อเสนอแนะต่าง ๆ มาประมวลผลกันบ้างนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในส่วนของรายรับ รายจ่าย สถิติ การวางแผนงาน จำนวนผู้เข้าร่วมงานรวมถึง แบบสอบถามที่ทำขึ้น ข้อมูลทุกส่วนล้วนแต่มีประโยชน์ต่อผู้จัดทั้งสิ้น ไม่ควรปล่อยทิ้งไปแม้แต่นิด เดียว และแน่นอนว่าข้อมูลพวกนี้ ถูกรวบรวมและเก็บไว้เพื่อที่ผู้จัดจะได้นำมาพัฒนาและปรับปรุงใน ส่วนต่าง ๆ ต่อไป
หน้า 202 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 13 มิถุนายน 2567 เวลา 09.00 – 12.00 น. ความรู้เกี่ยวกับบำเหน็จ บำนาญของข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ************************************************* สาระสำคัญของพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 หลักการสำคัญ คือ บำเหน็จบำนาญ ขรก.ท้องถิ่นนี้ กำหนดสิทธิประโยชน์ให้ ขรก.ท้องถิ่น ได้รับ เช่นเดียวกับ ข้าราชการพลเรือน/ทหาร ตาม พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 มาตรา 4 กำหนดให้ข้าราชการ อบจ. พนักงานเทศบาล พนักงานเมืองพัทยา และ พนักงานส่วนตำบล (ยกเว้นข้าราชการ กทม.) มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ มาตรา 6 และมาตร 9 กำหนดให้มีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (กบท.) เพื่อจ่ายบำเหน็จ บำนาญให้แก่ ขรก. ส่วนท้องถิ่นดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ การขอรับบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น
หน้า 203 สิทธิของข้าราชการส่วนท้องถิ่นตาม พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 ประกอบด้วย 1. บำเหน็จปกติ 2. บำนาญปกติ 3. บำนาญพิเศษ หรือบำเหน็จพิเศษ 4. บำเหน็จดำรงชีพ 5. บำเหน็จตกทอด 6. เงินเพิ่มจากเงินบำนาญ 7. เงินช่วยพิเศษ 8. เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับบำนาญ (ช.ค.บ.) เงินบำเหน็จ คือ เงินตอบแทนความชอบที่ได้รับราชการมาซึ่งจ่ายครั้งเดียว (เงินบำเหน็จ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย x จำนวนเวลาราชการ) เงินบำนาญ คือ เงินตอบแทนความชอบที่ได้รับราชการมาซึ่งจ่ายเป็นรายเดือน (เงินบำนาญ = (เงินเดือนเดือนสุดท้าย x จำนวนเวลาราชการ) ÷ 50) หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับบำเหน็จบำนาญปกติ 1. ผู้ที่ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตาม พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น ได้แก่ - ผู้ที่ถูกไล่ออกจากราชการเพราะมีความผิด (โทษทางวินัย) ได้แก่ ไล่ออก - ข้าราชการส่วนท้องถิ่นวิสามัญหรือลูกจ้างประจำของ อปท. ผู้ซึ่งราชการส่วนท้องถิ่นกำหนดเงิน อย่างอื่นไว้ให้แทนบำเหน็จบำนาญแล้ว - ผู้ซึ่งมีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญไม่ครบหนึ่งปีบริบูรณ์ 2. ระยะเวลาราชการที่ใช้ในการพิจารณา - กรณีเข้าเหตุใดเหตุหนึ่งใน 4 เหตุ ตาม ม.12 ถ้าไม่ถึง 10 ปีบริบูรณ์ มีสิทธิได้รับบำเหน็จ และ 10 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีสิทธิได้รับบำนาญ - กรณีออกจากราชการเพราะลาออก (ไม่เข้าเหตุใดเหตุหนึ่งใน 4 เหตุ ตามม.12) ต้องมีเวลาราชการ สำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญครบ 10 ปี จึงจะมีสิทธิได้รับบำเหน็จ - เป็นสิทธิเฉพาะตัว โอนไม่ได้ - กรณีมีสิทธิได้รับบำนาญ จะขอรับบำเหน็จแทนบำนาญก็ได้
หน้า 204 บำนาญพิเศษ หรือบำเหน็จพิเศษ
หน้า 205 บำเหน็จดำรงชีพ กฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 (ประกาศในราชกิจจา- นุเบกษา 30 กันยายน 2563) กฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2552 (ประกาศในราชกิจจา- นุเบกษา 22 กรกฎาคม 2552) หลักการคือ จ่ายให้แก่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้รับบำนาญไม่เกิน 15 เท่าของบำนาญราย เดือน แต่ ไม่เกิน 500,000 บาท โดย (1) ผู้รับบำนาญอายุต่ำกว่า 65 ปี ขอรับได้ไม่เกิน 200,000 บาท (2) ผู้รับบำนาญอายุต่ำกว่า 65 ปีขึ้นไปแต่ไม่ถึง 70 ปีขอรับได้ไม่เกิน 400,000 บาท แต่ถ้าใช้สิทธิตามข้อ (1) ไปแล้วให้ขอรับได้ไม่เกินส่วนที่ยังไม่ครบตามสิทธิ แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 400,000 บาท (3) ผู้รับบำนาญอายุ 70 ปีขึ้นไป ขอรับได้ไม่เกิน 500,000 บาท แต่ถ้าใช้สิทธิตามข้อ (1) หรือ (2) ไปแล้วให้ขอรับได้ไม่เกินส่วนที่ยังไม่ครบตามสิทธิแต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
หน้า 206 เงินบำเหน็จตกทอดเสียชีวิตในตำแหน่ง ข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่รับราชการตาย - ให้จ่ายบำเหน็จตกทอดให้แก่ทายาทของข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ตายระหว่างรับราชการ ถ้าความ ตายนั้น - มิได้เกิดขึ้นเนื่องจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของตนเอง เงินบำเหน็จตกทอดผู้รับบำนาญเสียชีวิต ผู้รับบำนาญปกติตาย ให้จ่ายบำเหน็จตกทอดให้แก่ทายาทของข้าราชการบำนาญส่วน ท้องถิ่นตายจำนวน 30 เท่าของบำนาญรายเดือน รวม ช.ค.บ. (ถ้ามี) และหักส่วนที่มีการรับบำเหน็จ ดำรงชีพไปแล้ว (ถ้ามี) *บำนาญรายเดือน รวมบำนาญปกติ และบำนาญพิเศษ
หน้า 207 รายงานสาระสำคัญ วันที่ 13 มิถุนายน 2567 เวลา 13.00 – 16.00 น. ปัญหาการปฏิบัติงานในหน้าที่ การแก้ไขปัญหาและพัฒนางานอย่างมืออาชีพ *********************************************** ปัญหาการปฏิบัติงานในหน้าที่ - การแก้ไขปัญหา/การพัฒนางานอย่างมืออาชีพ การบริหารจัดการเชิงรุก(Proactive Management) การผสมผสานแนวความคิดการทำงานเชิงรุก กับการบริหารงานเชิงกลยุทธ์ ผ่านแนวคิดของ ผู้บริหารที่ให้ความสำคัญกับเป้าหมาย (Goal) ขององค์กรมากกว่าปัญหา/อุปสรรค ทำให้สามารถ เผชิญเหตุการณ์ และเลือกทางออกเชิงกลยุทธ์เพื่อดำเนินงานนั้นให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผล
หน้า 208 ระบบคุณธรรม (Merit System) (1) สมรรถนะ (Competency) (2) ความเสมอภาคในโอกาส (Equality of Opportunity) (3) ความมั่นคงในอาชีพการงาน (Security of Tenure) (4) ความเป็นกลางทางการเมือง (Political Neutrality) การส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนากระบวนการทางจริยธรรมในการบริหารทรัพยากรบุคคล เพื่อลดปัญหาการทุจริตและการประพฤติมิชอบในวงราชการส่วนท้องถิ่น อันเป็นการกระทำที่มิชอบ ด้วยกฎหมาย และขัดต่อศีลธรรมและคุณธรรม จริยธรรมของบุคลากรท้องถิ่น ธรรมาภิบาล (Good Governance) (1) หลักนิติธรรม (The Rule of Law) (2) หลักคุณธรรม (Morality) (3) หลักความโปร่งใส (Accountability) (4) หลักการมีส่วนร่วม (Participation) (5) หลักความรับผิดชอบ (Responsibility ) (6) หลักความคุ้มค่า (Cost – effectiveness or Economy)
หน้า 209 ►การพัฒนาระบบ E–Learning (Electronic learning) หมายถึง การเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ E-learning คอมพิวเตอร์ช่วยสอน การสอนบนเว็บไซต์ การเรียนออนไลน์ การเรียนทางไกล ผ่านดาวเทียม ห่างไกล ตลอดชีวิต สนใจ โอกาสในการเรียนรู้ และประสบการณ์ใหม่ ๆ ►หัวใจสำคัญ “แนวคิดการพัฒนา” 10-30-60 - การฝึกอบรมจากวิทยากรภายนอก 10% - การสอนงานจากพี่เลี้ยงหรือหัวหน้างานอย่างต่อเนื่อง 60% - การสอนงานจากหัวหน้างานและผู้บริหารในองค์กร 30% ►การพัฒนาระบบขีดความสามารถและสมรรถนะ * ขีดความสามารถหลัก (EMPLOYEE CORE COMPETENCY) * ขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการ (MANAGERIAL COMPETENCY) สมรรถนะ (COMPETENCY) คือ ความรู้ ทักษะ และพฤตินิสัยที่จำเป็นต่อการทำงานของ บุคคลให้ประสบผลสำเร็จสูง ►องค์ประกอบพื้นฐานขององค์กร 1. เป้าหมาย (Goal) - เป็นจุดเริ่มต้น - สะท้อนคุณค่าองค์กรจัดการ - เป็นสิ่งสำคัญที่สุด
หน้า 210 2. คน (People) - ปัจจัย/ทรัพยากรในการที่สำคัญที่สุด - ต้องเป็นคนที่มีทักษะ 3. ละสารสนเทศ (Technology and Information) - เทคนิค/กลไก/วิธีการปฏิบัติงาน - ความรู้/ข้อมูล/ข่าวสาร 4. โครงสร้าง(Structure) - แนวดิ่ง/แนวราบ - ลำดับชั้นการทำงาน - แบ่งงานกันทำตามความถนัด หลักการ POSDCoRB ของ Luther Gulick ๑. Planning การวางแผน ตลอดจนการจัดวางโครงสร้างของการทำงาน รวมไปถึงการวาง แผนการวางแผนทำงานร่วมกันฝ่ายต่าง ๆ เป็นการวางเค้าโครงกิจกรรมซึ่งเป็นการเตรียมการก่อนลง มือปฏิบัติเพื่อให้การดำเนินการสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ๒. Organizing การจัดองค์กร ตั้งแต่การกำหนดโครงสร้างตำแหน่ง อำนาจหน้าที่ความ รับผิดชอบตลอดจนการกำหนดส่งงาน แบ่งงานทำอย่างเป็นระบบระเบียบ เช่น การแบ่งงาน (Division of Work) เป็นกรม กอง หรือแผนก โดยอาศัยปริมาณงานคุณภาพงาน หรือจัดตาม ลักษณะเฉพาะของงาน (Specialization) ๓. Staffing การจัดการเกี่ยวกับบุคลากรในองค์กร การจัดบุคลากรปฏิบัติงาน เป็นเรื่องที่ เกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร ทั้งนี้เพื่อให้บุคลากรมาปฏิบัติงานอย่าง ประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับการจัด แบ่งหน่วยงานที่กำหนดไว้ตั้งแต่การจัดอัตรากำลัง การสรรหา การจัด ตำแหน่ง การพัฒนา เป็นต้น ๔. Directingการ อำนวยการ ตั้งแต่หน้าที่ในการตัดสินใจ วินิจฉัย สั่งการ ออกคำสั่ง ไปจนถึง การมอบหมายภารกิจให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ตลอดจนภาวะผู้นำ ๕. Coordinating การประสานงานตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ ให้การทำงานบรรลุเป้าหมาย ด้วยดีรวมไปถึงการประสานงานในแต่ละส่วนให้สอดคล้องกันด้วย เพื่อให้การทำงานสำเร็จอย่างมี ประสิทธิภาพสูงสุด
หน้า 211 ๖. Reporting การรายงานการปฏิบัติงานตั้งแต่งานส่วนบุคคลไปจนถึงองค์กร เพื่อให้รู้การ ทำงานของฝ่ายต่าง ๆและควบคุมให้ดำเนินไปตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้ และสามารถ ตรวจสอบ ตลอดจนประเมินผลได้ ๗. Budgeting การบริหารงบประมาณ ตั้งแต่การประเมินงบประมาณ การจัดทำบัญชี การตรวจสอบด้านการเงิน ไปจนถึงการนำงบประมาณมาใช้อย่างคุ้มค่าที่สุดPDCA คืออะไร ประโยชน์ของ PDCA ขั้นตอนสู่ความสำเร็จของ PDCA P - Plan ระบุและวิเคราะห์ปัญหา D - DO พัฒนาทางออกและดำเนินการตามแผน C - Check ประเมินและสรุปผล A - Act ปรับปรุงแก้ไขและวางแผนใหม่ต่อไป องค์ประกอบอย่างน้อย 5 ประการ ขององค์กรแห่งการเรียนรู้ 1. ความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษของบุคคล (Personal Mastery) องค์ประกอบแรกที่สำคัญใน องค์กรแห่งการเรียนรู้ ก็คือ ตัวบุคคล (Individual) ซึ่งหมายถึง ความเชี่ยวชาญ (Proficiency) ของบุคคล 2. มีโลกทัศน์ (Mental Models) ที่มองโลกตามความเป็นจริงเป้าหมายของการพัฒนา MentalModels มิใช่ให้ทุกคนนั้นมีความเห็นเพียงแนวเดียวกันทั้งองค์กร แต่ต้องการนำไปสู่ขั้นตอน การมีวิสัยทัศน์ร่วมกันนั้นเอง 3. การสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน (Building Shared Vision) การทำให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วม ในการสร้างวิสัยทัศน์เพื่อให้เกิดความผูกพันกับองค์กร และสะท้อนวิสัยทัศน์ส่วนบุคคลของพนักงาน อีกด้วย 4. การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม (Team Learning) หมายถึง มีการถ่ายทอดความรู้ซึ่งกันและกัน เป็นการสร้างบทเรียนแห่งความสำเร็จเพื่อขยายผลต่อไปในหน่วยงานโดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลและ ประสบการณ์อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง 5. การคิดอย่างเป็นระบบ (System Thinking) การสร้างความสัมพันธ์ความรู้จากความ เชี่ยวชาญพิเศษบุคคล (Personal Mastery) ให้ต่อเนื่องการมีแนวคิดแบบองค์รวมทำให้สามารถมอง กรอบงานได้อย่างเป็นระบบแนวความคิดของ Senge (1990) ถือว่าบุคคลเป็นองค์ประกอบสำคัญ ขององค์กรแห่งการเรียนรู้ ทั้งที่เป็นเอกบุคคล (Individual) และที่เป็นทีม (Team) ทั้งในระดับผู้นำ และสมาชิกทั่วไปขององค์กร
หน้า 212 มาตรการบริหารจัดการกำลังคนคุณภาพเชิงรุกสำหรับส่วนราชการ โดยใช้ กลไก P-R-I-D-E ๑. แผนกำลังคนคุณภาพ Planning ๒. การสรรหาและคัดเลือกกำลังคนคุณภาพ Recrulting & Selecting ๓. การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมให้แก่ส่วนราชการ Institutionalizing ๔. การพัฒนากำลังคนคุณภาพ Developing ๕. การติดตามการใช้ประโยชน์กำลังคนคุณภาพ Evaluating& Monitoring หลักธรรมาภิบาลกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ 1. การรับผิดชอบต่อผล (Accountability) 2. การให้มีส่วนร่วม (Participation) 3. การมีความโปร่งใส (Transparency) 4. การยึดหลักความคุ้มค่า (Cost Effectiveness) 5. การยึดหลักนิติธรรม (Legality) 6. การยึดหลักคุณธรรม (Ethics) 7. การให้ตรวจสอบได้และรายงานผล (Audit And Evaluation) Happy workplace 8 Happy Body สุขภาพดี Happy Heart น้ำใจงาม Happy Society สังคมดี Happy Relax ผ่อนคลาย Happy Brain หาความรู้ Happy soul ทางสงบ Happy money ปลอดหนี้ Happy family ครอบครัวดี
หน้า 213 ภาคผนวก
หน้า 214 กิจกรรมจิตอาสาปลูกต้นไม้ วันที่ 3 มิถุนายน 2567 ***********************************
หน้า 215
หน้า 216 กิจกรรมกีฬาสี วันที่ 6 มิถุนายน 2567 ***********************************************
หน้า 217
หน้า 218
หน้า 219
หน้า 220
หน้า 221 ข้อมูลนักศึกษาหลักสูตรนักวิชาการศึกษา รุ่นที่ 83
หน้า 222
หน้า 223
หน้า 224
หน้า 225
หน้า 226
หน้า 227
หน้า 228
หน้า 229
หน้า 230
หน้า 231
หน้า 232
หน้า 233
หน้า 234
หน้า 235
หน้า 236
หน้า 237
หน้า 238
หน้า 239
หน้า 240
หน้า 241
หน้า 242
หน้า 243
หน้า 244
หน้า 245