The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอนรายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง (Constitution and Political Institution) รหัส 2552503 นี้เป็นรายวิชา ในสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ในหมวดวิชาเฉพาะ กลุ่มวิชาเนื้อหาบังคับของนักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สากล พรหมสถิตย์, 2020-06-30 01:58:15

กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง

เอกสารประกอบการสอนรายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง (Constitution and Political Institution) รหัส 2552503 นี้เป็นรายวิชา ในสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ในหมวดวิชาเฉพาะ กลุ่มวิชาเนื้อหาบังคับของนักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต

ความรูเบอ้ื งตนเกยี่ วกับอาํ นาจอธปิ ไตย 43

การมารวมกบั อํานาจบริหาร ผพู ิพากษาก็จะมีอํานาจที่จะบังคับราษฎรไดเตม็ ดงั นนั้ มองเตสกเิ ออจึง
เห็นวา จะตองไมใ หอ าํ นาจตางๆ นี้ข้ึนอยตู อ กันคอื ใหผ ูใชอํานาจทงั้ สามนเ้ี ปน อิสระจากกนั

กิตตวิ ฒั น รัตนดลิ ก ณ ภูเก็ต (2554 : 21) กลา วถงึ องคกรของรัฐท่ีใชอํานาจอธิปไตยของรัฐ
โดยสรปุ วา มองเตสกิเออ ยังเรยี กรองใหม ีการจดั แบงอาํ นาจและแยกบุคคลผูใชอํานาจแตละอํานาจ
นั้นเปนคนละคนอีกดวย ซึ่งการเรียกรองใหผูใชอํานาจท่ีแบงแยกนี้ใหเปนอิสระจากกันนั้น เปน
หลักเกณฑสําคัญของรัฐธรรมนูญสมัยใหม เพราะเปนหลักประกันเสรีภาพของราษฎร ดวยเหตุนี้
ความคดิ เหน็ ของมองเตสกิเออจึงถือวาเปนความคดิ เห็นทีส่ ําคัญ และมีอิทธิพลเหนือรัฐธรรมนูญของ
ประเทศตางๆ ที่ใชระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเมื่อไดมีการแบงแยกอํานาจออกเปนสวนตางๆ 3 สวน
แลว ไดมกี ารกาํ หนดองคกรผูใชอาํ นาจตา งๆ ดังนี้ คอื

1. องคกรผูใชอํานาจนติ ิบัญญัติ คอื รฐั สภา
2. องคกรผูใชอํานาจบริหาร คือ คณะรัฐมนตรี หรือประธานาธิบดี หรือประมุขของฝาย
บริหารทเี่ รยี กชอื่ อยางอ่นื
3. องคก รผูใชอํานาจตุลาการ คือ ศาล
ความสาํ คญั ของหลกั การแบงแยกอาํ นาจของมองเตสกิเออ ก็คือ ประการแรก การแบงแยก
อํานาจ เปนหลกั ท่แี สดงถึงการแบงแยกองคกร การใชอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจ
ตุลาการ โดยผานทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามลําดับ ประการท่ีสอง หลักการแบงแยก
อํานาจ มิไดหมายความวา องคกรผูใชอํานาจทั้งสามขางตน จะตองมีอํานาจเทาเทียมกัน อํานาจใด
อํานาจหนง่ึ อาจอยูเหนืออํานาจหนึง่ กไ็ ด แตตองมิใชอํานาจท่ีเหนือกวาอยางเด็ดขาด และอํานาจที่
อยูภายใต กจ็ ะตองมีมาตรการทเ่ี ปน หลกั ประกนั ในการดําเนินการตามอาํ นาจหนา ทขี่ องตนไดพอควร
ประการท่สี าม องคกรผูใชอํานาจทง้ั สามอาจใชอาํ นาจขององคกรฝา ยอนื่ ได ไมจ ําเปน ตองใชอ าํ นาจใน
อํานาจของตนดังท่ีเคยเขาใจกันวา การแบงแยกอํานาจตองแบงโดยเด็ดขาด จะไปใชอํานาจของ
องคกรอื่นไมได ประการที่ส่ี หลักการแบงแยกอํานาจนี้เพื่อประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนให
ปลอดจากการใชอ ํานาจโดยมิชอบขององคกรของรฐั ทีใ่ ชอาํ นาจท้ังสาม
กลา วโดยสรุป ความหมายและสาระสาํ คัญของหลกั การแบงแยกอาํ นาจ พอสรุปไดว า รฐั สมยั
ใหม (Modern State) มีฐานะเปน บคุ คลอกี คนหนึ่งแยกตา งหากจากปจ เจกชนแตละคนซง่ึ เปนราษฎร
หรือเปน พลเมอื งของตน หรอื อกี นยั หนึ่ง มคี วามสามารถที่จะทรงสทิ ธิหรอื มีหนาท่ตี างๆ ตามกฎหมาย
แยกตา งหากจากปจเจกชนแตละคนท่ีเปนราษฎรหรือเปนพลเมืองของตน มีเจตนาของตนเองแยก
ตา งหากจากเจตนาของปจ เจกชนแตล ะคนท่เี ปน ราษฎรหรอื เปนพลเมืองของตน เปนตน และเห็นวา
รัฐเปน เจา ของอํานาจการปกครองแผนดินท่เี รียกวา อํานาจอธปิ ไตย รฐั แมจะมีฐานะเปนบุคคล แตก็
เปนบุคคลในแงนามธรรมหรือนิติบุคคลเทาน้ัน หาไดมีตัวตนและชีวิตจิตใจดังเชนบุคคลธรรมดาไม
ดงั น้ันรฐั จึงยอ มไมสามารถใชอาํ นาจอธิปไตยกระทําการตางๆ ทั้งสามประการน้ีแทนตนและในนาม
ของตน บุคคลธรรมดาท่ใี ชอํานาจอธปิ ไตยของรฐั แทนรัฐในนามของรัฐนี้ เรยี กวา องคกรของรฐั

44 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง

องคก รทมี่ อี าํ นาจหนา ทใี่ นการใชอ าํ นาจอธปิ ไตย

รฐั เปนเจาของอาํ นาจปกครองแผนดนิ ท่เี รียกวา อํานาจอธิปไตย แตเ น่อื งจากรัฐเปน นติ ิบุคคล
รัฐจึงไมสามารถใชอํานาจอธิปไตยกระทําการทางนิติบัญญัติ ทางบริหาร และทางตุลาการไดดวย
ตนเอง รฐั จงึ ตองมีบุคคลธรรมดาคนหนึ่งหรอื คณะหนึ่งเปน ผใู ชอาํ นาจอธปิ ไตยกระทําการแทนตนและ
ในนามตน บคุ คลทใี่ ชอ าํ นาจแทนและในนามของรัฐน้ีเรียกวาองคก รของรัฐ

เดือน บุนนาค (2520 : 16) ไดกลาวถึงการใชอํานาจอธิปไตยของรัฐไววา รัฐอาจใชอํานาจ
อธปิ ไตยของตนกระทาํ การตางๆ โดยทางองคกรเพียงองคกรเดียวก็ได เชน ในการปกครองระบอบ
สมบรู ณาญาสิทธริ าชย พระมหากษตั ริยท รงใชอ าํ นาจอธปิ ไตยกระทําการทางนิติบญั ญัติ บริหาร และ
ตลุ าการ แตล ําพังพระองคเดียว แตประวตั ิศาสตรทางการเมืองการปกครองไดแสดงใหเห็นอยูเสมอๆ
วา เม่ือใดก็ตามทก่ี ารใชอํานาจอธปิ ไตยของรฐั รวมศูนยอยูที่คนๆ เดียว หรือคนคณะเดียว ไมวาคนๆ
นน้ั หรือคนคณะน้นั จะไดอํานาจมาโดยการแบง แยกอํานาจ การแตง ต้ัง หรือการเลือกต้ังจากราษฎร
หรอื พลเมอื งก็ตาม ราษฎรหรือพลเมืองจะไมมีสิทธิเสรีภาพในอันท่ีจะกระทําการตางๆ เพื่อพัฒนา
บุคลิกภาพของตน ท้ังในทางกายภาพและจติ ใจไดเ ลย ทงั้ น้ี เพราะอาํ นาจทําใหผถู อื อาํ นาจนนั้ เสอ่ื มลง
อํานาจเด็ดขาดยิ่งทําใหผูถืออํานาจน้ันเส่ือมลงอยางถึงท่ีสุด (All Power Trends To Corrupt,
Absolute Power Corrupts Absolutely) กลาวคือ คนเราทุกคนเม่ือมีอํานาจแลวมักจะมัวเมาใน
อํานาจและมกั ใชอ ํานาจอยา งสดุ โตง เสมอ ดงั นั้นถาหากอาํ นาจนติ บิ ัญญัติกบั อาํ นาจบริหารมารวมกัน
อยใู นตวั บุคคลเดยี วกันหรอื องคกรเดยี วกัน เสรีภาพจะไมม เี ลย เพราะเปนทีน่ า หว่นั เกรงวา บุคคลหรอื
องคก รผูใชอํานาจทั้งสองนัน้ จะตรากฎหมายที่มีลักษณะกดขีม่ าใช และจะใชกฎหมายนั้นบังคับอยาง
กดขี่ และยง่ิ ถา อาํ นาจพพิ ากษาไปรวมกับอาํ นาจบรหิ ารแลว ผูพิพากษาก็จะมีอํานาจท่ีจะทําการบีบ
ค้ันไดเต็มที่ และก็ไมมีอะไรเหลือ จะสูญส้ินไปหมด ถาบุคคลคนเดียวหรือองคกรเดียวกันเปนผูใช
อํานาจท้งั สาม กฎหมายก็จะไมแนน อน การใชก ฎหมายบงั คบั ก็ผันแปรไปตามความประสงคของผูใช
อํานาจ และใครไมกระทําตามความประสงคน้ันผูมีอํานาจก็จะลงโทษตามความพอใจของตน
กฎหมายก็เลื่อนลอย บานเมอื งก็จะไมมีความสงบ

บวรศักด์ิ อุวรรณโณ (2544 : 59) กลาวถึงการแยกองคกรท่ีใชอํานาจอธิปไตยของรัฐไววา
เพอ่ื คุมครองสทิ ธเิ สรภี าพของราษฎรหรอื ของพลเมอื งจากการใชอํานาจตามอําเภอใจของผูปกครอง
แผนดนิ รฐั ธรรมนูญของรฐั เสรีประชาธิปไตยจงึ ไดบัญญตั จิ ัดระเบยี บการใชอาํ นาจอธปิ ไตยโดยวางอยู
บนพืน้ ฐานของการแบงแยกอาํ นาจ กลา วคอื มีการกระจายการใชอํานาจอธิปไตยกระทําการทางนิติ
บัญญัติ ทางบริหาร และทางตุลาการ ใหองคกรของรฐั ตางองคกรเปนผูใชแยกตางหากจากกันแตละ
องคกร ตางก็ใชอํานาจอธิปไตยกระทําการตามที่รัฐธรรมนูญมอบหมายอยางเปนอิสระ ไมตองฟง
คําสั่งหรือคําบัญชาขององคกรอื่น และก็เปนท่ียอมรับกันโดยท่ัวไปในปจจุบันวาสังคมใดไมมีการ
ประกันเสรีภาพของปจเจกชนอีกท้ังไมมีการแบงแยกอํานาจ ในสังคมนั้นไมมีรัฐธรรมนูญ คําวา
รฐั ธรรมนูญ ในที่นห้ี มายความถึงรฐั ธรรมนูญเสรปี ระชาธปิ ไตย หรือรัฐธรรมนูญตามลัทธิรัฐธรรมนูญ
นิยม (Constitutionalism) อันเปนรัฐธรรมนูญที่จํากัดอํานาจของผูปกครองวาการแผนดินไมให

ความรเู บอ้ื งตนเกีย่ วกบั อํานาจอธิปไตย 45

ผูปกครองวาการแผนดินมีอํานาจมากเกินไปจนเปนอันตรายตอ สิทธิเสรภี าพของราษฎรหรือพลเมือง
นน่ั เอง

ตามที่กลาวมาขางตน จะเห็นไดวาการแบงแยกอํานาจ (Separation of Power) น้ันไมได
หมายถึงการแบงอํานาจอธิปไตยซ่ึงเปนอันหน่ึงอันเดียวแบงแยกมิได แตหมายถึง การแบงแยก
ลักษณะของการใชอํานาจอธิปไตย ไมใหการใชอํานาจอธิปไตยไปรวมศูนยอยูท่ีองคกรใดองคหนึ่ง
ดังน้นั การแบงแยกอํานาจจึงหมายถงึ กรแบง แยกองคก รผูใชอ าํ นาจอธิปไตย

ดิเรก ควรสมาคม (2553 : 112-114) ไดอธิบายถึงลักษณะองคกรที่มีหนาที่ใชอํานาจ
อธิปไตย โดยเร่ิมจากประเด็น ปญหาเกี่ยวกับการเมืองการปกครองท่ัวไปก็คือผูมีอํานาจปกครอง
(อาํ นาจอธิปไตย) มักจะมีแนวโนมใชอํานาจไปในทางท่ีมิชอบ โดยเฉพาะเหตุการณในยุคกลางของ
ยโุ รปที่เรียกวายุคมืด (Dark Ages) หรือแมแตยุคสมบูรณาญาสิทธิราชยในยุโรป การกดขี่ ครอบงํา
ดานความคิดความเช่ือจากอิทธิพลดานศาสนาคริสตในยุคน้ัน สรางความหวาดหว่ันและเปนทิฐิ
เบอ้ื งหลังทคี่ นยุโรปในยุคน้ันหาทางหลุดพนจากอิทธิพลและอํานาจเหลาน้ัน เมื่อวิทยาศาสตรและ
อุตสาหกรรมไดเจริญกาวหนา ขนึ้ นกั คดิ และนักวิทยาศาสตรส ามารถพสิ จู นห กั ลา งความเชื่อดั้งเดิมได
ในทางการเมืองก็เชนกัน ไดมีนักคิดนักปรัชญาท่ีพยายามเสนอแนวคิดใหมๆ ท่ีสงผลตอการ
เปลีย่ นแปลงทางการเมืองที่สําคัญไดแ ก มงเตสกิเออ (Montesquieu) ไดเสนอแนวคิดเรื่องการแบง
และคานอํานาจระหวางฝา ยนิตบิ ัญญัติ ฝายบริหารและฝายตลุ าการ ในตอนน้ัน มงเตสกิเออ อธิบาย
เกี่ยวกับเสรีภาพวา

“เมื่อใดอํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหารรวมอยูท่ีคนคนเดียวกันหรือองคกรเดียวกัน
อิสรภาพยอ มไมอาจมไี ด เพราะจะเกิดความหวาดกลัว เน่อื งจากกษัตริยหรือสภาเดียวกันอาจบัญญัติ
กฎหมายแบบทรราชย เชน เดียวกนั อิสรภาพจะไมม ีอยู ถาอํานาจตุลาการไมแยกออกจากอํานาจนิติ
บัญญัติ และบริหาร หากรวมอยูกับนิติบัญญัติ ชีวิตและอิสรภาพของคนในบังคับจะอยูภายใตการ
ควบคุมแบบพลการ เพราะตุลาการอาจประพฤติดวยวิธีรุนแรงและกดข่ี ทุกส่ิงทุกอยางจะถึงซ่ึง
อวสาน ถาหากคนหรอื องคกรเดียวกนั ไมว าจะเปน ชนชัน้ สูงหรอื ประชาชนจะใชอ ํานาจทงั้ สามเหลาน้ี
คอื อาํ นาจบญั ญัตกิ ฎหมาย อํานาจบรหิ ารนโยบายสาธารณะ อาํ นาจพจิ ารณาคดขี องบุคคล”

มงเตสกิเออ ไดอธบิ ายวาในทุกรฐั จะมีอาํ นาจอยู 3 อยาง คือ
1. อาํ นาจการออกกฎหมาย คอื อาํ นาจเก่ียวกบั การวางระเบียบบงั คบั ทว่ั ไปในรฐั กลา วคือ
อาํ นาจนติ ิบัญญัติ น่นั เอง
2. อาํ นาจปฏบิ ัตกิ าร ซึ่งขนึ้ อยูก ับกฎหมายมหาชน คือ อํานาจในการใชหรือบังคับการให
เปนไปตามกฎหมาย (อาํ นาจบริหาร)
3. อํานาจปฏิบัติการตา งๆ ซงึ่ ขึน้ อยกู ับกฎหมายแพง คือ อํานาจในการวินิจฉัยอรรถคดีซึ่ง
ตอ มากค็ อื อํานาจตลุ าการ
ดิเรก ควรสมาคม (2553 : 120) ไดใหค ําอธิบายเก่ียวกับหลักประชาธิปไตยไว พอสรุปไดวา
ประชาธปิ ไตย เปนคาํ นาม แปลวา ระบอบการปกครองท่ถี ือมติปวงชนเปนใหญ การถือเสียงขางมาก

46 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง

เปน ใหญ หรือความความวา ประโยชนท่ีถูกตองของประชาชนเปนใหญ ประชาธิปไตยในฐานะของ
ระบอบการเมืองการปกครองไดถือกําเนิดข้ึนต้ังแตสมัยกรีก ซ่ึงหมายถึงอํานาจหรือการปกครอง
ประชาธิปไตยในยุคกรีกนี้เปนประชาธิปไตยทางตรง โดยการที่พลเมืองเอเธนสมีสิทธิเขาไปรวม
ประชุมในสภาประชาชน เพ่ือพิจารณากิจการสาธารณะตางๆ ดวยตัวเองโดยไมตองผานตัวแทน
เหมือนอยา งระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม

ดังน้ัน ประชาธิปไตยในฐานะที่เปนหลักการปกครองที่ประชาชนมีสิทธิในการกําหนดแนว
ทางการปกครองของรัฐดว ยตนเอง ในการพิจารณาความเปนประชาธิปไตยในสังคมใด อาจพิจารณา
ไดจ าก

1. ประชาชนมีอํานาจสูงสุดในการปกครอง หรือที่เรียกวา อํานาจอธิปไตยเปนของ
ประชาชน

2. ประชาชนไดร บั การรับรองและคมุ ครองสทิ ธเิ สรีภาพไวใ นกฎหมายสงู สดุ (รฐั ธรรมนญู )
3. การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอาศัยหลักเรือ่ งเสยี งขางมาก เสียงสวนใหญที่ผาน
การคัดเลอื ก (เลือกตงั้ ) จากประชาชน
อยางไรกต็ าม ทงั้ หมดน้ีเปนเพยี งหลกั การซ่ึงแนวทางในการจดั ทาํ รัฐธรรมนูญเทาน้ัน ในทาง
ปฏิบัติแลวผูมอี ํานาจจัดทาํ รัฐธรรมนูญยอมนําเอาหลักการหรือทฤษฎีการแบงแยกอํานาจไปใชเปน
แนวทางในการบญั ญตั ิรัฐธรรมนูญ โดยคาํ นงึ ถึงสถานการณท างการเมืองและวัฒนธรรมท่ีดํารงอยูใน
ประเทศของตน ดวยเหตุนกี้ ารแบง แยกอํานาจในรัฐธรรมนูญของรัฐเสรีประชาธิปไตยแตละรัฐ จึงมี
สาระสําคัญ ท้ังที่เหมือนกันและแตกตา งกันออกไป สรปุ ไดด งั นี้
1. รฐั ธรรมนูญของรฐั เสรีประชาธิปไตยทกุ รัฐจะบัญญัติใหแยกองคกรผูใชอํานาจอธิปไตย
กระทําการทางตุลาการออกจากองคกรผใู ชอ าํ นาจอธิปไตยกระทาํ การทางนิติบัญญัติและทางบริหาร
ซึ่งรวมเรียกวา การใชอ าํ นาจอธิปไตยกระทําการทางการเมืองอยา งเครง ครัด กลาวคอื

1.1 รัฐธรรมนูญมอบหมายใหองคกรตุลาการหรือศาลเปนผูใชอํานาจอธิปไตย
พิจารณาพพิ ากษาอรรถคดแี ตเ พยี งผเู ดียว ไมเปด โอกาสใหองคกรอื่นรวมใชอํานาจน้ีกับศาล ในดาน
กลับกนั ศาลกจ็ ะตอ งจํากดั ตัวเองอยูแตเฉพาะกับการใชอํานาจอธิปไตยพิจารณาพิพากษาอรรถคดี
เทา นน้ั รฐั ธรรมนูญไมเ ปดโอกาสใหศ าลรว มใชอาํ นาจอธปิ ไตยกระทาํ การทางนติ ิบญั ญัติและหรือทาง
บริหารกบั องคก รอ่ืน

1.2 บุคคลทเี่ ปนผพู พิ ากษาหรอื ตลุ าการ จะดาํ รงตําแหนงเปนสมาชิกขององคกรอื่น
เชน เปนสมาชกิ สภาผูแ ทนราษฎร วุฒสิ ภา รฐั มนตรี หรอื เจา หนา ที่ทางปกครอง ในเวลาเดียวกันกบั ท่ี
เปนผูพพิ ากษาไมได กลาวอีกนยั หนง่ึ การเปน ผูพ ิพากษานนั้ เปนลักษณะตอ งหา ม มใิ หไ ดรับแตงต้ังให
ดํารงตําแหนงอื่น การแยกองคกรผูใชอํานาจอธิปไตยกระทําการทางตุลาการออกจากองคกรผูใช
อํานาจอธิปไตยกระทําการทางนิติบัญญัติและบริหารอยางเครงครัดเชนวาน้ี ยอมเปนหลักประกัน
ความเปนอสิ ระของศาล ทําใหศาลอยูในวิสัยท่ีจะพิจารณาพิพากษาอรรถคดีไดอยางปราศจากอคติ
ลาํ เอยี ง และไมตกอยูภายใตอิทธพิ ลทางการเมอื งทงั้ ทางตรงและทางออ ม

ความรเู บอ้ื งตนเก่ียวกบั อาํ นาจอธปิ ไตย 47

2. ในสวนทเ่ี กย่ี วกับการจัดระเบียบการใชอํานาจอธิปไตยกระทําการทางนิติบัญญัติและ
ทางบรหิ ารนนั้ รัฐธรรมนูญของรฐั เสรีประชาธปิ ไตยมีบทบัญญตั ิแตกตางกัน ไดจ าํ แนกระบอบรัฐบาล
โดยพิจารณาจากการจัดระเบียบการใชอํานาจอธิปไตยกระทําการทางนิติบัญญัติและทางบริหาร
ออกเปน 3 ระบบ คอื ระบบรัฐสภา ระบบประธานาธบิ ดี และระบบกง่ึ รัฐสภากึ่งประธานาธบิ ดี

กลา วโดยสรุป รัฐเปนเจาของอํานาจปกครองแผนดินที่เรียกวาอํานาจอธิปไตย แตเนื่องจาก
รัฐเปนนิติบคุ คล รฐั จึงไมส ามารถใชอํานาจอธิปไตยกระทําการทางนิติบัญญัติ ทางบริหาร และทาง
ตุลาการไดด วยตนเอง รฐั จึงตอ งมบี ุคคลธรรมดาคนหนึง่ หรือคณะหนงึ่ เปนผูใชอ ํานาจอธิปไตยกระทํา
การแทนตนและในนามตน บุคคลท่ีใชอํานาจแทนและในนามของรัฐน้ีเรียกวาองคกรของรัฐ
ประกอบดวย รฐั สภา คณะรัฐมนตรี และศาล

สรปุ

อํานาจอธิปไตยเปนอํานาจสูงสุดในการปกครอง สามารถเกิดข้ึนไดในหลายรูปแบบ
โดยทวั่ ไปอาํ นาจอธิปไตยมีลักษณะสําคัญคือ มีความเด็ดขาด เปนการทั่วไป ถาวรและแบงแยกมิได
ดังน้ันอํานาจอธิปไตยในรัฐหน่ึงๆ จะมีความเปนหนึ่งเดียวที่เปนส่ิงท่ีใหรัฐคงความเปนรัฐอยูได
เพยี งแตใ นทางปฏบิ ตั ิอาจมีการแยกองคกรผใู ชอาํ นาจออกเปนสวนๆ เพื่อประโยชนในดานอื่นๆ เชน
การถวงดุลและการตรวจสอบการใชอํานาจ การแบงหนาที่ เปนตน ในการนี้ อํานาจทางการเมือง
เหนือประชากรและเหนือดนิ แดน เปน องคป ระกอบพน้ื ฐานทกี่ อใหเกดิ รฐั อาํ นาจทางการเมอื งนัน้ เปน
ปรากฏการณต ามธรรมชาตขิ องมนุษยในสังคมซึ่งตองมีฝายหน่ึงท่ีเปนหัวหนาหรือผูปกครอง กับอีก
ฝายหน่ึงซงึ่ เปน ลูกนองหรือผูถูกปกครอง อํานาจทางการเมืองจะตองเปนอํานาจตามกฎหมายดวย
กลา วคือ อํานาจดังกลา วจะตอ งเปน ไปตามทกี่ ฎหมายกาํ หนดไว มิใชเปนเพียงการปกครองโดยอาศัย
กําลังทางกายภาพหรือกําลังอาวธุ เทา นั้น

สาํ หรบั ผูทรงไวซงึ่ อํานาจอธิปไตยหรอื ทเ่ี รยี กวา รฏั ฐาธิปต ย น้ัน มแี นวคิดทีไ่ ดรบั การยอมรับ
และสอดคลองกับปจจุบัน มีสองแนวคิดหลัก คือ แนวคิดอํานาจอธิปไตยเปนของประชาชนและ
แนวคดิ อํานาจอธิปไตยเปน ของชาติ โดยทแ่ี นวคดิ อํานาจอธปิ ไตยเปนของประชาชน มีความเชื่อและ
ใหความสาํ คญั ในปจ เจกชนทยี่ อมมารวมตวั กนั เปนรฐั และอํานาจเหลานี้ยังคงมีอยูที่ประชาชน สวน
แนวคิดอํานาจอธิปไตยเปนของชาติ ใหความสําคัญกับการเปนองครวม ในลักษณะที่เมื่อประชาชน
รวมกันเปน ชาติ ดังน้ัน อาํ นาจอธปิ ไตยจะมไิ ดอยทู ่ปี ระชาชนแตล ะคน แตจ ะอยูท่ชี าติ

รฐั เปนเจาของอํานาจปกครองแผน ดินทีเ่ รียกวา อาํ นาจอธปิ ไตย แตเนอื่ งจากรฐั เปนนิติบุคคล
รัฐจึงไมสามารถใชอํานาจอธิปไตยกระทําการทางนิติบัญญัติ ทางบริหาร และทางตุลาการไดดวย
ตนเอง รัฐจงึ ตอ งมีบคุ คลธรรมดาคนหน่ึงหรอื คณะหนง่ึ เปน ผูใชอาํ นาจอธิปไตยกระทาํ การแทนตนและ
ในนามตน บคุ คลที่ใชอ ํานาจแทนและในนามของรฐั น้ีเรียกวาองคกรของรัฐ โดยการแบงแยกอํานาจ
เปน อยา งไมเครงครัด ซงึ่ มีอิทธพิ ลตอ การตัง้ ระบบการเมอื งทีเ่ รียกวาระบบรัฐสภาขึ้นในอังกฤษ และ
โดยการแบงแยกอํานาจอยางเครงครัด ซ่ึงมีอิทธิพลตอการต้ังระบบการเมืองที่เรียกวาระบบ

48 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง

ประธานาธบิ ดีขน้ึ ในสหรัฐอเมริกา สําหรับในรัฐที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งอํานาจ
อธปิ ไตยเปน ของประชาชนมักนําหลักการแบงแยกอํานาจมาใช เพื่อไมใหอํานาจอธิปไตยของรัฐถูก
นําไปใชโดยบุคคลหรือองคกรใดองคกรหน่ึง โดยแบงองคกรผูใชอํานาจออกเปน ฝายนิติบัญญัติ
(รฐั สภา) ฝายบรหิ าร (รัฐบาล) และฝายตุลาการ (ศาล) เพ่ือใหการใชอํานาจภายในรัฐมีการควบคุม
และตรวจสอบซงึ่ กันและกนั

ความรูเ บ้ืองตน เก่ยี วกบั อาํ นาจอธิปไตย 49

แบบฝกหดั ทา ยบท

จงตอบคําถามตอไปนี้

1. จงอธบิ ายความเปนมาและความหมายของอํานาจอธิปไตย
2. อํานาจอธิปไตยมลี ักษณะทส่ี ําคัญอยา งไร
3. จงอธบิ ายถึงที่มาของอํานาจอธปิ ไตยตามทฤษฎีสัญญาประชาคม
4. ประเภทของอํานาจอธปิ ไตยมีกปี่ ระเภท จงอธิบาย
5. จงอธบิ ายแนวคิดเก่ียวกบั รัฏฐาธิปต ย
6. ลกั ษณะการแสดงออกซงึ่ อาํ นาจอธิปไตยของประชาชนในระบอบประชาธปิ ไตย มี

อะไรบาง
7. จงอธบิ ายหลกั การแบงแยกอาํ นาจอธิปไตยตามแนวคดิ ของมองเตสกเิ ออ
8. จงเปรยี บเทียบความแตกตา งของแนวคดิ ความเกีย่ วกับการใชอํานาจของประชาชนใน

ฐานะเจา ของอํานาจอธปิ ไตย ตามแนวคดิ ของล็อคและมงเตสกเิ ออ
9. จงอธบิ ายถงึ ขอ ดใี นการใชสิทธเิ ลอื กตงั้ ตัวแทนของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย



บทที่ 3

ความรูทวั่ ไปเกี่ยวกบั รัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนญู และสถาบนั การเมือง เปน การศกึ ษาถงึ กฎเกณฑอ ันเกี่ยวกับการปกครองประเทศ
มขี อบเขตกวา งเกนิ ขอบเขตของทฤษฎีกฎหมายรฐั ธรรมนญู และตัวบทรัฐธรรมนูญ เพราะบทบัญญัติ
ของกฎหมายที่เก่ียวกับสถาบันการเมืองมิไดปรากฏอยูแตในรัฐธรรมนูญเทาน้ัน หากปรากฏอยูใน
บทบญั ญตั ขิ องกฎหมายและระเบยี บตางๆ ตลอดจนจารตี ประเพณี

ตง้ั แตประเทศไทยมกี ารเปลย่ี นแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปน
ระบอบประชาธิปไตยเม่ือ พ.ศ. 2475 เปนตนมา ไดมีการนําเอารัฐธรรมนูญมาใชเปนหลักในการ
ปกครองประเทศ โดยทรี่ ฐั ธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการกําหนดรูปแบบ สถาบันและวิธีในการ
ปกครองประเทศ รวมถงึ การดําเนินชีวิตของคนในสังคม ดังน้ัน การศึกษาเรียนรูเพื่อทําความเขาใจ
รวมถึงการมีสวนรว มในการกําหนดแนวทางและเนอื้ หาของรัฐธรรมนูญ จงึ เปน สิ่งที่จาํ เปนสาํ หรบั การ
เปนอยูรวมกันอยา งสันตสิ ขุ ในสงั คม

ในบทน้ีจะกลาวถึง ความหมายของรัฐธรรมนูญ ลักษณะของรัฐธรรมนูญ ความสําคัญของ
รัฐธรรมนูญ ประเภทของรัฐธรรมนูญ หลักรัฐธรรมนูญนิยม และความสัมพันธของรัฐธรรมนูญและ
สถาบันการเมืองกบั วชิ าอนื่

ความหมายของรัฐธรรมนญู

รัฐทกุ รัฐจําเปนตองมรี ัฐธรรมนญู ท้งั น้ี เปนเพราะผปู กครองในนติ ริ ัฐจะใชอํานาจไดก็ตอเม่ือ
ไดรับมอบหมายแตงต้งั มิใชเ พราะอาศยั คณุ สมบัติทเี่ ปนของตนโดยเฉพาะ ในฐานะท่ีเปนบอเกิดของ
ระบบกฎหมายของรัฐ รัฐธรรมนูญอยูในลําดับสูงสุดของลําดับชั้นของกฎเกณฑทางกฎหมาย ซ่ึง
รัฐธรรมนูญมอบอํานาจทางกฎหมายใหแกกฎเกณฑดังกลาว ในฐานะที่เปนบอเกิดของความชอบ
ธรรมของอํานาจ รัฐธรรมนูญเปนการกําหนดกตกิ าท่ีสําคัญของการเลนเมืองภายในรัฐ การใหนิยาม
ตามคาํ ของรฐั ธรรมนูญขา งตน เปนความหมายคอนขา งทจี่ ะกวา งและยงั สรางความเขา ใจที่ไมเพียงพอ
ดังน้ันจึงขอยกแนวคิดของความหมายของคําวา รัฐธรรมนูญ จากนักวิชาการหลายๆ ทาน
รายละเอียดโดยสรุปดังน้ี

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 (2556 : 987) ใหความหมายไววา
รัฐธรรมนูญ (constitution) หมายถึง บทกฎหมายหมายสูงสุดที่จัดระเบียบการปกครองประเทศ
กําหนดรูปแบบและระบอบการปกครองประเทศ สิทธิ เสรีภาพ และหนาที่ของประชาชน อํานาจ
หนา ทข่ี ององคก ร และความสมั พนั ธระหวางองคกร

หยุด แสงอทุ ัย (2538 : 39) กลาววา รัฐธรรมนูญ หมายถึง กฎหมายที่กําหนดระเบียบแหง
อาํ นาจสงู สดุ ในรัฐและความสมั พันธระหวางอํานาจเหลา นต้ี อกันและกัน

52 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบนั การเมือง

มานติ ย จุมปา (2546 : 55) ใหค วามหมายรัฐธรรมนูญวา เปนกฎหมายท่ีกําหนดโครงสราง
กลไกพื้นฐานในการปกครองประเทศ และรับรองคุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ดังนั้น
รฐั ธรรมนญู จึงเปน กฎหมายที่วางระเบียบการปกครองของรฐั ทั้งหมด

ณัฐกร วทิ ิตานนท (2557 : 74-75) กลา วไวว า คําวา รัฐธรรมนูญ เปนคําที่แปลมาจากคําวา
Constitution เปนศัพทบัญญัติโดยกรมหม่ืนนราธิปพงศประพันธ (หมอมเจาวรรณไวยากร) เริ่ม
นาํ มาใชเมอ่ื ดาํ เนนิ การรา งรฐั ธรรมนญู ฉบบั ที่ 2 (10 ธนั วาคม พ.ศ. 2475) โดยตามศัพท รัฐธรรมนูญ
แปลวาระเบียบอํานาจหนาท่ีในการปกครองแผนดิน ซึ่งมาจากการพิจารณาความหมายของคําวา
รฐั ธรรมนญู ท่มี าจากรฐั แปลวา การปกครองแผนดนิ และธรรมนญู แปลวาระเบียบอํานาจหนาท่ี

ณัฐกร วิทิตานนท (2557 : 75) ยังไดอางถึง กมล ทองธรรมชาติ ไววา รัฐธรรมนูญ คือ
กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ซ่ึงกําหนดรูปแบบและหลักการปกครองตลอดจนวิธีการ
ดําเนินการปกครองไวอยางเปนระเบียบ รวมทั้งกําหนดหนาที่ของประชาชนท่ีพึงกระทําตอรัฐ กับ
รบั รองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึง่ รฐั จะละเมิดมไิ ดไวด วย

กิตติวัฒน รัตนดิลก ณ ภูเก็ต (2554 : 126) กลาววา หลวงประดิษฐมนูธรรม (ปรีดี พนม
ยงค) อธิบายวา กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผน ดนิ เปน กฎหมายท่ีบัญญัติถึงระเบียบแหงอํานาจ
สูงสุดในแผนดินทั้งหลาย และวิธีดําเนินการทั่วไปแหงอํานาจเหลาน้ี หรือจะกลาวอีกอยางหนึ่งวา
กฎหมายธรรมนญู การปกครองวางหลักทว่ั ไปแหงอาํ นาจสงู สุดในประเทศ

จักษ พันธชูเพชร (2557 : 55) สรุปไววา รัฐธรรมนูญ หมายถึง กฎหมายสูงสุดในการ
ปกครองประเทศ โดยจะกําหนดรูปแบบ หลกั การ และวธิ กี ารดาํ เนินการปกครอง รวมท้งั สทิ ธิหนา ท่ีท่ี
รัฐมีตอ ประชาชนและประชาชนมตี อ รฐั

ดังกลาวมา สรุปไดวา รัฐธรรมนูญ หมายถึง กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ท่ีได
กําหนดถึงระเบียบของอํานาจสูงสุดและการใชอํานาจเหลาน้ัน โดยกําหนดองคการทางการเมือง
รปู แบบ หลกั การ และวธิ ีการดําเนินการปกครอง การควบคมุ อํานาจการปกครอง รวมทงั้ กาํ หนดสทิ ธิ
หนาทีข่ องรัฐตอประชาชน และหนา ท่ที ปี่ ระชาชนพึงมีตอรฐั

ความแตกตางระหวางรฐั ธรรมนญู กบั กฎหมายรฐั ธรรมนญู

จากความหมายของรัฐธรรมนูญจะเห็นไดวา รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายฉบับหนึ่งซึ่งเปน
กฎหมายสูงสดุ ทไี่ ดวางระเบยี บอาํ นาจการปกครองภายในรัฐ ยังมีอีกคําหนงึ่ ท่ีมีความใกลเคยี งกนั และ
มีการใชทีส่ ับสน คือคาํ วา “กฎหมายรัฐธรรมนูญ” โดยทั่วไปกฎหมายรัฐธรรมนญู หมายถงึ สาขาหนึ่ง
ของวิชากฎหมายมหาชน ท่ีจะศึกษาถึงตัวบทรัฐธรรมนูญที่เปนลายลักษณอักษร ศึกษาถึงจารีต
ประเพณีทรี่ บั รใู นการปฏบิ ตั ิที่เคยเปนมา อันเก่ียวกับรัฐบาลและรัฐสภา รวมถึงศึกษาถึงบทบัญญัติ
ของกฎหมายท้งั หลายที่ออกมาโดยอาศัยอํานาจตามรฐั ธรรมนูญหรือกฎหมายท่ีเกี่ยวของโดยตรงกับ
การใชรฐั ธรรมนูญ

ความรทู ่ัวไปเกย่ี วกับรัฐธรรมนูญ 53

กฎหมายรัฐธรรมนูญกับรัฐธรรมนูญเปนคําที่สรางปญหาและความสับสนใหแกผูศึกษาอยู
พอสมควร เพราะในหลายคร้งั กอใหเ กดิ ความเขา ใจผิดวาเปน สง่ิ เดยี วกัน มีความหมายเหมือนกัน ซึ่ง
ในความเปนจรงิ ทางวชิ าการหาไดเ ปน เชน นน้ั ไม นกั วิชาการหลายไดอ ธิบายถึงความแตกตางระหวาง
กฎหมายรัฐธรรมนญู กับรฐั ธรรมนูญ รายละเอยี ดโดยสรปุ ดังนี้

ไพโรจน ชัยนาม (2524 : 66) บวรศักดิ์ อุวรรณโณ (2537 : 20) และ จักษ พันธชูเพชร
(2557 : 53) กลาวถึงความแตกตางของกฎหมายรัฐธรรมนูญกับรัฐธรรม โดยสรุปไดวา กฎหมาย
รัฐธรรมนูญ (Constitutional Law หรือ Law of Constitution) หมายถึงกฎหมายในสาขามหาชนที่
วางระเบยี บเก่ียวกับสถาบันการเมอื ง (Institutions Politiques) ของรัฐ โดยกําหนดโครงสรางของรัฐ
ระบอบการปกครอง การใชอ ํานาจอธิปไตย และการดําเนินงานของสถาบันสูงสุดของรัฐท่ีใชอํานาจ
อธิปไตย กลาวคือ เปนกฎหมายที่กําหนดวิธีการปกครองหรือระบอบการเมืองของรัฐ เชน วาง
ระเบยี บเกีย่ วกบั การไดมาและสนิ้ สุดลงของบุคลผูดํารงตําแหนงประมุขของรัฐ วางระเบียบเกี่ยวกับ
สถาบันบรหิ ารหรอื คณะรฐั มนตรี ถงึ คณุ สมบตั ิของบคุ คลผดู ํารงตําแหนง รฐั มนตรี วิธีการและข้ันตอน
ของการไดม าและส้ินสดุ สภาพของรัฐมนตรแี ละอาํ นาจหนา ทีข่ องคณะรัฐมนตรี เปนตน

กฎหมายรฐั ธรรมนูญจึงเปนกฎหมายหลักในการกําหนดระเบียบแบบแผนในการจัดอํานาจ
และองคก รผใู ชอาํ นาจอธิปไตยของรัฐ ครอบคลมุ ถงึ การจดั องคก ร การดาํ เนนิ การ อาํ นาจหนา ที่ และ
ความสมั พันธร ะหวางองคก รดังกลาวตอกันและตอ ประชาชน ซึ่งโดยปกติแลวแมเนือ้ หาสาระหลกั ของ
กฎหมายรัฐธรรมนูญโดยสวนใหญจะปรากฏอยูในรัฐธรรมนูญ (Constitution) เปนหลัก แตยังมี
ปรากฏในกฎหมายอืน่ อีก ไมว า จะเปน กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู คาํ พิพากษาของศาล หรอื รวมไป
ถึงจารีตประเพณีอันเปนธรรมเนียมปฏิบัติทางกฎหมายที่เกี่ยวของกับวิธีทางปกครองหรือระบบ
การเมอื งของประเทศอีกดว ย

จึงกลาวไดวา กฎหมายรัฐธรรมนูญมีขอบเขตกวางกวารัฐธรรมนูญ เพราะกฎหมาย
รัฐธรรมนูญมีความหมายครอบคลุมไปถึงกฎเกณฑอืน่ ทั้งท่ีเปนกฎหมายลายลักษณอักษรและไมเปน
ลายลักษณอักษร ตัวอยางของกฎหมายท่ีไมถูกรวมอยูในรัฐธรรมนูญดวย คือ กฎหมายประกอบ
รฐั ธรรมนญู ซ่งึ เปนหมายทขี่ ยายรัฐธรรมนญู ในรายละเอยี ด อาทิ กฎหมายรัฐสภา กฎหมายเลือกต้ัง
กฎหมายวิธีพิจารณาความของตุลาการรัฐธรรมนูญ เปนตน นอกจากน้ันกฎหมายรัฐธรรมนูญยัง
ประกอบดวยกฎเกณฑที่เปนธรรมเนียมปฏิบัติ จารีตประเพณี หรือแมแตคําพิพากษาของศาลใน
กฎหมายมหาชน เชน ตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู หรอื ตุลาการศาลปกครองอีกดว ย

หลวงประดษิ ฐม นธู รรม (2513: 41) กลาวถงึ กฎหมายรฐั ธรรมนูญไววา อยางไรก็ตาม การที่
กฎหมายรัฐธรรมนูญแตล ะฉบบั จะมีบทบัญญัติท่ีเก่ียวกับสถาบันทางการเมืองสถาบันใดบาง หรือมี
ขอบัญญัติครอบคลุมมากนอยเพียงใดนั้น ก็ข้ึนอยูกับเจตนารมณของกฎหมายรัฐธรรมนูญในแตละ
ฉบับ มิไดเปนขอกําหนดที่ตายตัวแตอยางใดวากฎหมายรัฐธรรมนูญจะตองมีรูปแบบอยางไร หรือ
เนื้อหาสาระจะตองมีบทบัญญัติเกี่ยวกับเร่ืองใด สถาบันใด และภายในขอบเขตแคไหน เพราะ
กฎหมายรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายท่ีบัญญัติถึงระเบียบแหงอํานาจสูงสุดในแผนดินทั้งหลาย และ

54 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง

วิธีดําเนนิ การทวั่ ไปแหง อาํ นาจเหลาน้ี หรือจะกลาวอีกอยางหนึ่งก็คือ เปนกฎหมายที่วางหลักท่ัวไป
แหงอาํ นาจสงู สดุ ในประเทศ

อภิชาติ แสงอัมพร (2559 : 4-5) กลาวถึงความแตกตางระหวางกฎหมายรัฐธรรมนูญและ
รัฐธรรมนูญวา กฎหมายรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญ ไมไดเปนสิ่งท่ีมีความหมายอยางเดียวกัน
กลา วคอื กฎหมายรฐั ธรรมนญู มีความหมายท่ีกวางกวารัฐธรรมนญู โดยมิไดห มายความถึงบทบญั ญัตทิ ่ี
มอี ยูในรฐั ธรรมนญู เทา น้ัน ยังมคี วามหมายครอบคลุมถงึ ตวั บทรฐั ธรรมนญู ท้งั ที่เปนลายลักษณอักษร
และจารตี ประเพณี รวมทัง้ บทบัญญัติของกฎหมายทั้งหลายที่ออกมาโดยอาศัยอาํ นาจตามรฐั ธรรมนูญ
และเกย่ี วของโดยตรงกับการใชรฐั ธรรมนญู เชน กฎหมายประกอบรัฐธรรมนญู หรอื แมแตค ําพิพากษา
ของศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญ เปนตน กฎหมายรัฐธรรมนูญ จึงหมายถึง กฎหมายมหาชน
สาขาหนึ่ง ทมี่ ีวัตถุประสงคในการวางระเบียบของอํานาการปกครองรัฐในทางการเมือง การใชอํานาจ
อธิปไตยของรัฐ สวนรัฐธรรมนูญหมายถึงบทบัญญัติที่อยูในรัฐธรรมนูญ กรณีของประเทศไทยจะ
หมายถงึ รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย เปนตน โดยคาํ วารฐั ธรรมนญู เปนช่ือเฉพาะของกฎหมาย
ประเภทหนึง่ เชน เดียวกับพระราชบัญญัตหิ รอื พระราชกาํ หนด ซ่งึ เปนคําที่แสดงถึงความเปนกฎหมาย
ในตวั อยแู ลว โดยไมต อ งมีคาํ วากฎหมายนาํ หนาอีก

วษิ ณุ เครืองาม (2545 : 105) และ จักษ พันธชูเพชร (2557 : 59) ไดอธิบายเปรียบเทียบให
เหน็ ความแตกตา งและความเหมอื นของกฎหมายรฐั ธรรมนูญกับรัฐธรรมนูญไวในลักษณะคลายกันไว
วา ถาเปรยี บเทียบกฎหมายรัฐธรรมนญู เปน เอกเทศสญั ญาแลว รฐั ธรรมนูญก็จะเปน เพยี งกฎหมายเชา
ซอื้ เชาทรัพย คํ้าประกัน จาํ นอง จํานาํ ซ่งึ เปนสว นหน่ึงของเอกเทศสญั ญาเทานนั้

โดยนัยแหงความหมายของกฎหมายรัฐธรรมนูญเปนคําที่กวางกวารัฐธรรมนูญ เพราะ
กฎหมายรฐั ธรรมนูญรวมความไปถงึ รัฐธรรมนูญดวย ทัง้ รัฐธรรมนญู ที่เปนลายลักษณอ ักษรและไมเปน
ลายลักษณอักษร เชน กฎเกณฑการปกครองของประเทศอังกฤษ นอกจากนี้ยังหมายรวมไปถึง
กฎหมายท่วี างระเบียบเกย่ี วกบั สถาบันการเมอื งใดสถาบนั การเมืองหน่ึงดวย เชน กฎมณเฑียรบาลวา
ดว ยการสืบสนั ตตวิ งศข องสถาบันพระมหากษัตริย กฎหมายวา ดว ยคณะตลุ าการรัฐธรรมนญู เปน ตน

หากนํารัฐธรรมนูญซ่ึงเปนชื่อเฉพาะของกฎหมายเชนเดียวกับพระราชบัญญัติ พระราช
กําหนด หรือพระราชกฤษฎีกา มาเปรียบเทยี บกบั กฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเปนชือ่ รวมใชเรยี กกฎหมาย
ตา งๆ ทบี่ ัญญัตเิ ก่ยี วกบั สถาบนั การเมือง จะพบวา มสี ว นทเ่ี หมอื นกันคือ กฎหมายท้งั สองประเภทเปน
กฎหมายมหาชนและเปนกฎหมายท่ีมีบทบัญญัติวางระเบียบเก่ียวกับการเมืองการปกครองเชนกัน
เพยี งแตว ารฐั ธรรมนญู มกั จะกาํ หนดรายละเอียดมากกวา สวนทตี่ างกนั กค็ ือรัฐธรรมนูญเปนกฎหมาย
ลายลักษณอ กั ษร แตกฎหมายรัฐธรรมนญู มที ้ังสว นทเ่ี ปน ลายลกั ษณอกั ษรและไมเ ปน ลายลกั ษณอ ักษร
ซ่ึงเม่ือกลา วโดยสรปุ กค็ อื ในประเทศท่ีมีรัฐธรรมนูญไมวาจะเปนรัฐธรรมนูญที่เปนลายลักษณอักษร
หรือไมเปน ลายลกั ษณอ ักษรกต็ าม ประเทศน้นั ยอ มมีกฎหมายรฐั ธรรมนญู เพราะรัฐธรรมนญู เปนหนงึ่
ในกฎหมายหลายประเภทของกฎหมายรฐั ธรรมนูญ แตประเทศใดมกี ฎหมายรฐั ธรรมนญู ประเทศน้ัน

ความรทู ่ัวไปเกี่ยวกบั รัฐธรรมนญู 55

อาจไมมีรฐั ธรรมนูญทีเ่ ปน ลายลกั ษณอักษร ตัวอยา งเชน ในประเทศอังกฤษ ท่ีมีการใชกฎเกณฑการ
ปกครองประเทศในรูปแบบท่ีไมม ตี ัวบทกฎหมายทเี่ ปนรฐั ธรรมนญู แบบลายลกั ษณอักษร

ดงั นน้ั จึงสามารถสรปุ ไดวา กฎหมายรฐั ธรรมนญู นน้ั เปน เรอื่ งของหลกั การท่ีมีความหมายกวา ง
กวารัฐธรรมนญู โดยท่รี ฐั ธรรมนูญนน้ั เปนเพียงสาขาหนง่ึ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะในการศึกษา
กฎหมายรัฐธรรมนูญ จึงเปน การศกึ ษาถงึ หลักเกณฑ แนวคดิ และทฤษฎี ซ่ึงทง้ั น้อี าจนําบทบัญญัติใน
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย หรอื รัฐธรรมนูญของตา งประเทศ หรือแมกระทั่งคําพิพากษาของ
ศาลในทางมหาชนมาศึกษาประกอบคาํ อธิบาย โดยมไิ ดม ุงเนนทจ่ี ะศกึ ษาเฉพาะตวั บทของรัฐธรรมนญู
แตเ พียงอยางเดยี วเทา นน้ั

จากแนวคิดขางตน สามารถสรุปใหเห็นขอแตกตางของคําวารัฐธรรมนูญกับกฎหมาย
รฐั ธรรมนูญ โดยทกี่ ฎหมายรฐั ธรรมนญู หมายถึง กฎหมายสาขาหน่งึ ของกฎหมายมหาชน โดยอาจอยู
ในรูปแบบของกลุมกฎหมาย หลักการหรือทฤษฎีตางๆ ท่ีมีการวางระเบียบการปกครองรัฐในทาง
การเมือง สว นรฐั ธรรมนูญมุงหมายเฉพาะกฎหมายฉบับหนึ่งที่มีลําดับชั้นเปนกฎหมายสูงสุด ดังน้ัน
กฎหมายรฐั ธรรมนูญจงึ เปน การศกึ ษารัฐธรรมนญู และสถาบันการเมืองตา งๆ ท่ีครอบคลุมทงั้ ทฤษฎีทา
รัฐธรรมนญู และบทบญั ญตั ิในรฐั ธรรมนญู

ลักษณะของรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสดุ เปน กฎหมายทก่ี ําหนดกฎเกณฑว า ดว ยการปกครองประเทศ
เปน กฎหมายทก่ี อ ต้งั สถาบันทางการเมอื ง

มานิตย จมุ ปา (2556 : 2-4) ไดร ะบุใหช ดั เจนยง่ิ ขึ้นถึงลักษณะของรัฐธรรมนูญ ซ่ึงมีลักษณะ
สําคัญโดยสรุปดังตอไปนี้

1. รัฐธรรมนูญมลี กั ษณะเปนกฎหมายสูงสดุ ของประเทศในขณะน้ันๆ เมื่อพิจารณาในทาง
ศกั ดิห์ รอื ลาํ ดับชั้นของกฎหมายแลว ชนิดของกฎหมายมีมากมายหลายชนิด และมีช่ือเรียกตางๆ กัน
เชน พระราชบญั ญัติ พระราชกาํ หนด กฎกระทรวง เปนตน ในทางทฤษฎกี ฎหมายนนั้ กฎหมายแตละ
ชนิดมีศักด์ิแหงกฎหมายแตกตางกันเพ่ือประโยชนในการปฏิบัติ โดยปกติกฎหมายที่มีลําดับศักดิ์
กฎหมายตํ่ากวาจะขดั หรอื แยงกบั กฎหมายทม่ี ีลําดบั ศกั ดสิ์ ูงกวามิได การเรยี งลําดบั ศักดิก์ ฎหมายจาก
สงู ไปตาํ่ มี ดังน้ี คอื กฎหมายทีอ่ อกโดยฝา ยนติ ิบญั ญัติ กฎหมายท่อี อกโดยฝา ยบรหิ าร และกฎหมายที่
ออกโดยองคกรปกครองสวนทองถิน่ โดยกฎหมายท่อี อกโดยฝายนติ บิ ญั ญัติ ประกอบดว ย รฐั ธรรมนูญ
พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนูญ พระราชบญั ญัติ กฎหมายทอี่ อกโดยฝายบริหารจะประกอบดวย
พระราชกําหนด พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง กฎหมายที่ออกโดยองคกรปกครองสวนทองถิ่น จะ
ประกอบดวย ขอ บัญญตั ิจังหวดั เทศบญั ญัติ ขอ บงั คับตําบล เปนตน ในกรณีกฎหมายท่ีออกโดยฝาย
นิตบิ ญั ญตั ินน้ั รัฐธรรมนูญจะมลี ําดบั ศกั ดแ์ิ หงกฎหมายสงู สดุ

สําหรบั เหตทุ ีร่ ฐั ธรรมนญู เปน กฎหมายสงู สุดนัน้ ถาอธบิ ายในเชิงอุดมการณก ารทางการเมือง
แบบประชาธิปไตย กลา วไดวา รฐั ธรรมนูญเปนกฎหมายสงู สุดเพราะรัฐธรรมนูญเปนสัญญาประชาคม

56 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง

ทส่ี มาชกิ ในสงั คมทกุ คนรว มตกลงกนั สรา งข้นึ มาเปนกฎเกณฑในการปกครองสังคมนั้นๆ ในอกี แงหน่ึง
เม่ือพิจารณากระบวนการในการตรารัฐธรรมนูญนั้น รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดเพราะ
กระบวนการในการจัดทํารัฐธรรมนูญตางไปจากกฎหมายทั่วไปท่ีตราข้ึนโดยรัฐสภา การจัดทํา
รัฐธรรมนูญจะมีกระบวนการพิเศษที่เปดโอกาสใหประชาชนมีสวนรวมไมโดยตรงก็โดยออม เชน
ประชาชนมสี วนรว มในการเลอื กตั้งสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญ เพื่อทําหนาท่ีรางรัฐธรรมนูญ โดยใน
การรา งรฐั ธรรมนูญนั้น สภารางรฐั ธรรมนูญตอ งรบั ฟงความคดิ เห็นของประชาชนประกอบการยกราง
รัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นอาจมีการจัดใหมีการลงคะแนนออกเสียงประชามติใหความเห็นชอบ
รัฐธรรมนูญนั้นโดยประชาชน

ในอีกแงหนึ่งเม่ือพิจารณาถึงท่ีมาของอํานาจในการจัดทํารัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเปน
กฎหมายสูงสุด เพราะอํานาจในการกอต้ังองคกรทางการเมืองหรือสถาบันทางการเมือง ที่จัดใหมี
รัฐธรรมนูญนั้น สูงสุดมีอยูกอนมีรัฐธรรมนูญ ไมมีกฎเกณฑทางกฎหมายใดๆ อยูเหนือและผูกมัด
อาํ นาจในการตอ ต้ังระบบกฎหมายและสถาบันทางการเมืองอยูเลย อํานาจในการกอตั้งสถาบันทาง
การเมืองและใหกําเนิดรัฐธรรมนูญจึงเปนที่มาโดยตรงของรัฐธรรมนูญ และเปนผูสรางรัฐธรรมนูญ
เมอ่ื รัฐธรรมนญู เกดิ ขนึ้ แลว รัฐธรรมนูญกส็ รา งสถาบันทางการเมอื งโดยมอบใหใ ชอํานาจตา งๆ ไมว าจะ
เปนอํานาจนิติบญั ญตั ิ อํานาจบรหิ าร หรอื อาํ นาจตุลาการ

ความเปนกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ จะสงผลที่สําคัญ 2 ประการ ในระบบกฎหมาย
ไดแก

ประการแรก กฎหมายอื่นใดในระบบกฎหมายจะขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญมิได หาก
กฎหมายอ่ืนใดในระบบขดั หรือแยงตอรฐั ธรรมนูญ กฎหมายท่ีขัดหรือแยงนั้นจะใชบังคับไมได ดังจะ
เห็นไดว า รฐั ธรรมนูญจะมีการกําหนดสถานะความเปนกฎหมายสูงสุดของรฐั ธรรมนูญไวในบทบัญญัติ
ของรัฐธรรมนูญ เชน รัฐธรรมนูญแหงสหรัฐอเมริกา มีการกําหนดไวในมาตรา 6 วรรคสองวา
“รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดของแผนดิน หรือรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
บัญญัตไิ วในมาตรา 6 วา “รัฐธรรมนญู เปน กฎหมายสงู สุดของประเทศ บทบญั ญัตใิ ดของกฎหมาย กฎ
หรอื ขอ บังคบั ขัดหรอื แยง ตอรัฐธรรมนูญน้ี บทบัญญัติน้ันเปน อันใชบ ังคับมไิ ด”

ประการท่ีสอง การแกไขเพิ่มรัฐธรรมนูญกระทําไดยากและดวยวิธีการที่พิเศษย่ิงกวาการ
แกไ ขกฎหมายอ่นื ๆ เชน ในสหรัฐอเมรกิ า การแกไขรัฐบัญญัติอันเปนกฎหมายท่วั ไปในระดบั สหรฐั น้ัน
กระทาํ โดยการเสนอของสมาชิกรัฐสภาและพิจารณาโดยสมาชิกรัฐสภา และประธานาธิบดีเปนผูลง
นามประกาศใช โดยมจิ ําตองใหมลรัฐใหค วามเห็นชอบ แตก ารแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ
กําหนดวธิ กี ารไวเ ปนพิเศษซ่ึงกระทาํ ไดยากกวา แกไขรัฐบัญญัติ โดยผูม สี ิทธเิ สนอใหม ีการแกไ ขเพิม่ เตมิ
รัฐธรรมนูญไดแกสมาชิก 2 ใน 3 ของสมาชิกท้ังสองสภา คือ สมาชิกของสภาผูแทนราษฎรและ
สมาชิกของวุฒิสภา หรือมลรัฐจํานวน 2 ใน 3 ของจํานวนมลรัฐท้ังหมด และเม่ือพิจารณาใหมีการ
แกไขแลว จะตองสงไปให มลรัฐใหสัตยาบัน โดยตองไดรับเสียงใหสัตยาบันจํานวน 3 ใน 4 ของ
จํานวนมลรฐั ทง้ั หมด

ความรทู ั่วไปเกยี่ วกบั รฐั ธรรมนญู 57

2. ลักษณะของรฐั ธรรมนูญเปน กฎหมายลายลักษณอ ักษร มีชื่อหรือศพั ทใชเรียกใหเห็นตา ง
จากกฎหมายธรรมดาอ่ืน เชน ประเทศไทย บางชวงเวลาเรียกวา ธรรมนูญการปกครอง หรือ บางชวง
บางเวลาเรยี กวา รฐั ธรรมนูญ เปนตน

3. รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายหลักในการปกครองประเทศ จะมีลักษณะการเขียนอยาง
กวางๆ กลาวเฉพาะในเร่ืองของหลักการเทานั้น สวนรายละเอียดมักจะมีกฎหมายอื่นๆ มาบัญญัติ
รองรับอกี ชั้นหนึ่ง ในแงนี้จงึ สามารถกลาวไดวา รัฐธรรมนญู เปนท่มี าของกฎหมายตา งๆ ภายในรฐั เชน
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 จะกลาวถึงหลักการกวางๆ ในเร่ืองการเลือกต้ัง
สําหรับในรายละเอียดจะมีบทบัญญัติใหมีการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมากําหนด
รายละเอียดอีกครั้งหน่ึง เปนตน ในการที่รัฐธรรมนูญจะกลาวเฉพาะเรื่องหลักการนั้นเปนเรื่องที่มี
ความจําเปน เพราะถาใหรัฐธรรมนูญ มีบทบัญญัติถึงรายละเอียดในเร่ืองตางๆ ดวน จะทําให
รฐั ธรรมนญู มเี นื้อหามากเกินไป เกดิ ความเทอะทะ ไมเ หมาะแกการเรียนรู สวนการท่ีรัฐธรรมนูญเปน
ที่มาของกฎหมายตางๆ ภายในรัฐ เปนไปโดยภาพกวางท่ีกฎหมายตางๆ จะไมขัดหรือแยงกับ
รฐั ธรรมนูญ

4. สาระของรัฐธรรมนญู เปน กฎหมายทีก่ ําหนดกฎเกณฑว า ดวยการปกครองประเทศ ซ่ึงจะ
มีการกาํ หนดหลกั การสําคญั ในการปกครองประเทศในเรอ่ื งตางๆ ดังน้ี

4.1 รัฐธรรมนญู เปนกฎหมายที่กําหนดระบอบการปกครองและกติกาทางการเมือง
ของรัฐหรือประเทศวาจะปกครองในระบอบใด เชน เปนประชาธิปไตย สังคมนิยม หรือคอมมิวนิสต
เปน ตน นอกจากนยี้ งั รวมถงึ การกาํ หนดโครงสรา งของรัฐ

4.2 รฐั ธรรมนูญเปนกฎหมายท่ีกําหนดองคกรท่ีเปนผูใชอํานาจรัฐ รัฐธรรมนูญของ
ประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยสวนใหญ จะบญั ญัติรบั รองหลกั การแบงแยกอํานาจ 3
ฝาย คือ อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจตุลาการ โดยมีวัตถุประสงคเพื่อใหเกิดการ
ตรวจสอบและถวงดุลอํานาจซ่ึงกันและกัน มิใหองคกรหนึ่งองคกรใดใชอํานาจตามอําเภอใจ ซึ่ง
โดยทั่วไป อํานาจในการตรากฎหมายเปน อาํ นาจของฝายนิตบิ ญั ญัติ แตอ าจมกี ารใหอ าํ นาจในการตรา
กฎหมายแกฝายบริหารในบางเร่ือง อํานาจในการบริหารประเทศเปนอํานาจของฝายบริหาร และ
อาํ นาจในการวินิจฉยั คดีทั้งปวงเปนอํานาจของฝายตุลาการ

4.3 รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายท่ีกําหนดหลักเกณฑการเขาสูตําแหนง การส้ินสุด
ตลอดจนความสัมพนั ธของการใชอํานาจขององคกรตางๆ รัฐธรรมนูญบัญญัติถึงหลักเกณฑตางๆ ที่
เกยี่ วกับขั้นตอนของการดาํ รงตาํ แหนง วามวี ธิ ีการในการดาํ รงตาํ แหนงองคกรตา งๆ ของรัฐเปนอยา งไร
เชน ตาย ลาออก ยบุ สภา หรือการถกู ถอดถอน เปนตน

4.4 รัฐธรรมนญู กําหนดแนวนโยบายแหงรัฐในเรอ่ื งตางๆ ท้ังทางการเมือง เศรษฐกิจ
สังคม ความมั่นคงแหงชาติ ความสมั พันธร ะหวา งประเทศ ฯลฯ

58 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมือง

4.5 รัฐธรรมนูญของรัฐตางๆ ในปจจุบันโดยเฉพาะประเทศที่ปกครองโดยระบอบ
ประชาธปิ ไตยมักจะมีสาระสาํ คัญประการหน่งึ คือ การไมละเมิดสิทธิ เสรีภาพของประชาชน โดยให
ความเสมอภาคในทางกฎหมายและการคมุ ครองทีเ่ ทา เทยี มกนั

จกั ษ พันธช เู พชร (2557 : 57) ไดกลาวถึงลักษณะพิเศษสําคัญของรัฐธรรมนูญในฐานะเปน
กฎหมายสูงสุดและเปนกฎหมายท่ีกําหนดระเบียบแบบแผนการปกครองประเทศ 4 ประการท่ี
แตกตา งจากกฎหมายทั่วไป ดงั นี้

1. เปน กฎหมายสูงสุดเหนือกฎหมายทง้ั ปวง
2. เปนกฎหมายที่กําหนดหลักการและวิธีการปกครองประเทศ ตลอดจนความสัมพันธ
ระหวางอาํ นาจนติ บิ ญั ญัติ บริหาร และตุลาการ
3. เปน กฎหมายทีก่ าํ หนดหลักประกันเก่ยี วกับสิทธเิ สรภี าพของประชาชน
4. เปนกฎหมายหลกั ทําใหก ารใชบงั คบั เปลีย่ นแปลงแกไข และตีความมีลักษณะแตกตาง
ไปจากกฎหมายธรรมดา
โกวิท วงศสุรวัฒน (2546 : 85-86) บุญฤทธ์ิ เพ็ชรวิศิษฐ (2554 : 69) และ ณัฐกร วิทิตา-
นนท (2553 : 108) ไดก ลา วถึงลกั ษณะทดี่ ีของรฐั ธรรมนูญวา มลี กั ษณะสําคญั 5 ประการ ดังน้ี คอื
1. รัฐธรรมนญู ท่ดี คี วรมขี อ ความท่ีชดั เจนแนน อน เพื่อจะใหเ ขา ใจไดง าย จะตอ งใชถอ ยคําที่
เลอื กสรรมาแลววา มีความหมายทแ่ี นนอนทส่ี ุด
2. รัฐธรรมนูญที่ดีควรจะมีการบัญญัติถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไวอยางชัดเจน
แนนอน รวมท้ังการคมุ ครองสิทธิและเสรภี าพของประชาชนอีกดวย เพอ่ื ท่จี ะเปนหลกั ประกนั สทิ ธิและ
เสรภี าพของประชาชน ปองกันมใิ หร ัฐหรือเอกชนมากดขบี่ ังคับได
3. รฐั ธรรมนญู ทด่ี ีตองครอบคลุมบทบัญญัติเกี่ยวกับการปกครองของรัฐไวอยางครบถวน
กลาวคือ รัฐธรรมนูญควรจะมบี ทบัญญัตถิ งึ การใชอ าํ นาจอธปิ ไตย การแบง แยกการใชอํานาจอธิปไตย
ความสัมพันธขององคการที่ใชอํานาจอธิปไตยและสถาบันทางการเมืองของรัฐ การกําหนดวิธีการ
เปลย่ี นแปลงรัฐบาลตามวิถีทางของรฐั ธรรมนญู
4. รัฐธรรมนญู ที่ดีไมค วรยาวเกนิ ไป เพราะรฐั ธรรมนญู ทดี่ คี วรจะมบี ทบัญญตั เิ พียงหลักการ
จัดรูปการปกครองของรัฐท่ีสําคัญและจําเปนเทานั้น บทบัญญัติที่ละเอียดฟุมเฟอยเกินไปมากไม
เหมาะสมกับสถานการณ จะทาํ ใหเ กิดมกี ารแกไขบอ ยจนเกินไป สําหรับรายละเอียดปลีกยอยของการ
ปกครองประเทศนน้ั ควรเปน หนาท่ีขององคก รฝายนิติบัญญัติท่ีจะออกกฎหมายมาเสริมในภายหลัง
มิใชเรอ่ื งท่คี วรบญั ญตั ไิ วในรฐั ธรรมนูญ
5. รัฐธรรมนูญที่ดีควรมีการกําหนดวิธีการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญขึ้นไว เพราะ
รัฐธรรมนูญที่ดีตองมีความยืดหยุนเหมาะสมกับกาลสมัย เมื่อสถานการณตางๆ เปล่ียนแปลงไป
บทบญั ญตั เิ ดิมในรัฐธรรมนญู กค็ วรตอ งมีการปรับเปลย่ี นใหเหมาะสม นอกจากน้ีการท่ีมีวิธีการแกไข
เพิ่มเตมิ รัฐธรรมนูญน้ัน เปนการปองกนั การลม ลา งหรอื แกไขรัฐธรรมนูญโดยการใชกําลัง ในลักษณะ
ของการปฏวิ ัติหรอื รัฐประหารขึน้ เพื่อที่จะแกไขรัฐธรรมนญู

ความรทู ั่วไปเกีย่ วกับรัฐธรรมนญู 59

กลา วโดยสรปุ รัฐธรรมนญู มลี กั ษณะเปนกฎหมายสงู สุดของประเทศในขณะนน้ั ๆ ซ่งึ สง ผลให
กฎหมายอื่นใดในระบบกฎหมายจะขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญมิได หากมีกฎหมายอ่ืนใดในระบบ
กฎหมายขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ กฎหมายท่ีขัดหรือแยงน้ันจะใชบังคับมิได รวมถึงการเปน
กฎหมายท่ีแกไขเพิ่มเติมจะตองกระทําดวยวิธีท่ีพิเศษกวาการแกไขกฎหมายอื่นๆ โดยสวนใหญใน
ประเทศตางๆ จะใชรัฐธรรมนูญในลักษณะที่เปนกฎหมายลายลักษณอักษร เพ่ือใชเปนหลักในการ
ปกครองประเทศ มีลักษณะการเขียนอยา งกวางๆ โดยกลา วเฉพาะหลักการเทาน้ัน สวนรายละเอียด
มกั จะมกี ฎหมายอน่ื ๆ มาบญั ญตั ริ องรบั อกี ช้ันหนงึ่ ซ่งึ กลา วสรปุ ไดว ารัฐธรรมนูญท่ีดี คือ รัฐธรรมนญู ที่
เหมาะสมกับสภาพอันแทจ รงิ ของรัฐ กลา วคือ เพ่ือผลประโยชนตอประชาชน เปนสวนรวมและชีวิต
ความเปน อยปู ระจําวันของเอกชนแตละบคุ คล

ความสาํ คัญของรัฐธรรมนญู

รัฐธรรมนญู เปน ส่ิงจําเปน สาํ หรบั ทกุ ประเทศหรอื ไม หรอื เปนไปไดไหมที่รัฐจะสามารถดํารง
อยูไดโดยปราศจากรัฐธรรมนูญ กลา วไดว า คงเปน ไปไมไดสําหรบั ในสถานการณปจ จุบัน เพราะในทุก
ระบอบการปกครองจะตองมีรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดท่ีแสดงถึงความสัมพันธระหวางรัฐกับ
ประชาชน ทั้งในแงสิทธิที่สามารถปฏิบัติไดและหนาที่ท่ีพึงปฏิบัติ เชน ในระบอบประชาธิปไตย
รัฐธรรมนูญจะจํากัดอํานาจรัฐไมใหลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนจนเกินไป ดังจะเห็นไดจาก
บทบัญญัติของรฐั ธรรมนูญที่ตอ งมีขอบญั ญัติวาดวยสทิ ธแิ ละเสรภี าพของประชาชน เปนการคุมครอง
ไมใหรฐั เขา มาลดิ รอนหรือลว งละเมิดได แตท ้ังน้ีก็จะตองมีบทบัญญตั ิที่กลา วถึงหนา ที่ที่ควรรบั ผิดชอบ
และขอบเขตของสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไวเ ชนกัน ในระบอบประชาธิปไตย แมว ารัฐบาลจะมี
การผลดั เปลย่ี นกันเขามาทําหนา ท่ีบรหิ ารประเทศ แตกต็ องอยภู ายใตกรอบตามท่ีรัฐธรรมนูญบัญญัติ
ไว

เชาวนะ ไตรมาศ (2546 : 4) ไดกลาวถึงความจําเปนหรือเหตุผลท่ีรัฐทุกรัฐจําเปนตองมี
รัฐธรรมนูญเปนหลักในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอยางยิ่งประเทศท่ีเกิดใหม ไมวาจะเปนการ
ไดรับเอกราชใหม หรือมีการเปล่ียนแปลงการปกครองสูระบอบใหม อันเปนการพัฒนาการทาง
การเมอื ง โดยสรุปไดดงั น้ี

1. เพื่อแสดงถึงแหลงท่ีมาของอํานาจอธิปไตยและการใชอํานาจอธิปไตย ซ่ึงถือวามี
ความสําคัญยง่ิ ตอ ประเทศทีเ่ กดิ ใหม เพราะการไดเ ปนประเทศเอกราชจะมีความสมบูรณก็ตอเม่ือรัฐ
ไดรับอํานาจอธิปไตยทางการเมืองดวย การแสดงถึงที่มาของอํานาจอธิปไตยและการใชอํานาจ
อธปิ ไตยเปน ส่งิ ทรี่ ัฐธรรมนูญตองบัญญตั ไิ วใ หช ดั เจน เพือ่ แสดงความเก่ยี วพันระหวา งรฐั กบั ประชาชน
รวมถงึ ขอบเขตของสทิ ธแิ ละหนา ทข่ี องแตละฝาย

2. เพื่อแสดงฐานะของรฐั ในการดําเนินความสมั พนั ธระหวางประเทศ การทีร่ ฐั มีรฐั ธรรมนญู
ของตนเองเปน การแสดงถึงความเปน เอกราชของรฐั นน้ั อันพงึ ไดรับการยอมรับจากรฐั อ่ืน

60 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง

3. เพอ่ื เปน สญั ลักษณแ สดงถึงพัฒนาการทางการเมืองของรฐั อนั เปนสิง่ ที่สําคัญย่ิงสําหรับ
รฐั ทมี่ กี ารเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยสรู ะบอบประชาธิปไตย
หรอื เผด็จการ

อภิชาติ แสงอัมพร (2559 : 9-10) ไดกลาวถึงความสําคัญของรัฐธรรมนูญโดยสรุปไววา
รัฐธรรมนูญเปรียบเหมือนกติกาที่จะใชในการปกครองประเทศ เปนหลักการวาจะไมมีรัฐบาลใด
สามารถออกกฎหมายมาลดิ รอนสทิ ธแิ ละเสรภี าพของประชาชนได

ชาญชยั แสวงศกั ดิ์ (2560ข : 64) ไดอ ธบิ ายวา รัฐทุกรฐั จําเปน ตองมีรัฐธรรมนูญ ท้ังน้ีเพราะ
ผูปกครองในนิตริ ัฐจะใชอํานาจไดก็ตอ เมอ่ื ไดรับการมอบหมายแตงตัง้ มใิ ชเพราะอาศยั คณุ สมบัตทิ ี่เปน
ของตนโดยเฉพาะ ในฐานทเ่ี ปน บอเกิดของระบบกฎหมายของรัฐ รัฐธรรมนูญอยูในลําดับสูงสุดของ
ลาํ ดบั ช้ันของกฎเกณฑทางกฎหมาย ซึ่งรัฐธรรมนญู มอบอํานาจทางกฎหมายใหแกกฎเกณฑดังกลาว
ในฐานะทเี่ ปนบอเกดิ ของความชอบธรรมของอาํ นาจ รัฐธรรมนูญเปนการกาํ หนดกฎกติกาทส่ี าํ คญั ของ
การเลนการเมืองภายในรัฐ

กลา วโดยสรปุ รัฐธรรมนญู เปนสง่ิ จาํ เปนสาํ หรบั ทกุ ประเทศ รัฐทุกรฐั จําเปน ตอ งมรี ัฐธรรมนูญ
เพราะรฐั ธรรมนูญเปรียบเหมือนกตกิ าทจ่ี ะใชในการปกครองประเทศ ท้ังนี้เพราะผูปกครองในนิติรัฐ
จะใชอ าํ นาจไดก ต็ อ เมอื่ ไดรบั การมอบหมายแตง ต้ัง ทง้ั นี้รัฐธรรมนญู ยังเปนบอ เกดิ ของระบบกฎหมาย
ของรัฐ รัฐธรรมนูญอยูในลําดับสูงสุดของลําดับช้ันของกฎเกณฑทางกฎหมาย ซึ่งรัฐธรรมนูญมอบ
อาํ นาจทางกฎหมายใหแกก ฎเกณฑดังกลา ว

ประเภทของรัฐธรรมนญู

การแบง ประเภทของรัฐธรรมนูญมีเกณฑแบงแยกมากมาย สุดแทแตวาผูแบงแยกจะถือเอา
อะไรเปน เกณฑ ไดม ีนกั วชิ าการแบงประเภทของรฐั ธรรมนูญไวห ลายแบบ มีดงั น้ี

ณัชชาภัทร อุนตรงจิตร (2548 : 133) และ จักษ พันธชูเพชร (2549 : 336-339) แบง
ประเภทของรัฐธรรมนูญผานกรอบของลักษณะและแหลงที่มาของรัฐธรรมนูญไวตรงกัน โดยแบง
ออกเปน 2 ประเภท คอื

1. รัฐธรรมนูญจารีตประเพณี หรือ รัฐธรรมนูญที่ไมเปนลายลักษณอักษร (Unwritten
Constitution) เปน รฐั ธรรมนญู ทีไ่ มไดมีการรวบรวมและเขียนไวในฉบับเดียวกัน มีประเทศอังกฤษ
เปนประเทศแมแบบ โดยมีที่มาจาก 5 แหลงสําคัญ คือ 1) กฎหมายที่ตราขึ้นโดยรัฐสภา 2) คํา
พิพากษาของศาลยตุ ธิ รรม 3) จารตี ประเพณี 4) ธรรมเนียมปฏบิ ัติทางรัฐธรรมนูญ และ 5) กฎหมาย
ประชาคมยุโรป

2. รฐั ธรรมนญู ทเี่ ปน ลายลกั ษณอ ักษร (Written Constitution) จะมีลักษณะเปน การเขยี น
ไวเปนลายลกั ษณอักษรในเอกสารชดั เจน โดยสหรฐั อเมรกิ าเปน ประเทศแรกท่ปี ระกาศใชรัฐธรรมนูญ
ประเภทน้ี เริ่มจากมลรัฐ 12 มลรัฐไดประกาศ “บทบัญญัติแหงสมาพันธ” ในป ค.ศ. 1787 เพื่อ
เรียกรองเอกราชจากประเทศอังกฤษ และตอมาภายหลังจึงเรียกวา “รัฐธรรมนูญ” โดยใชศัพท

ความรทู ่ัวไปเกยี่ วกับรฐั ธรรมนูญ 61

“Constituion of United of America” และในปจจุบันประเทศสวนใหญจะใชรัฐธรรมนูญที่เปน
ลายลักษณอักษรเปนกฎมายสูงสุดของประเทศ เพราะความแนชัดในบทบัญญัติท่ีมีการเขียนไวใน
เอกสารอยางชัดเจน

อภิชาติ แสงอัมพร (2559 : 10-12) ไดแ บงประเภทรัฐธรรมนูญตามเกณฑตางๆ ออกเปน 4
ประเภท คือ การแบงประเภทตามรูปของรฐั การแบง ประเภทตามการกาํ หนดเวลาในการใช และการ
แบงประเภทตามวธิ ีการบัญญัติ ดังน้ี

การแบง ประเภทของรัฐธรรมนญู ตามรูปของรฐั ตามเกณฑนรี้ ฐั ธรรมนูญสามารถแบงออกได
เปน 2 ประเภท คือ รัฐธรรมนูญรัฐเด่ียวและรัฐธรรมนูญรัฐรวม กลาวคือ รัฐธรรมนูญรัฐเด่ียวเปน
ลักษณะของรฐั ธรรมนูญทบี่ ัญญตั ิไวเ ปนฉบบั เดยี วหรือระดบั เดียว โดยกาํ หนดใหมสี ภานิติบญั ญตั ิ ฝาย
บริหาร และฝายตุลาการ มีเพียงอยางละหนึ่งหนวย จะใหมีหลายหนวยหลายระดับไมได เชน
รัฐธรรมนญู ของไทยก็กําหนดใหมีรัฐสภา คณะรัฐมนตรี เพยี งคณะเดยี ว ระดับเดยี ว สวนการปกครอง
ทอ งถิน่ เปน หนว ยงานในกาํ กับของราชการสว นกลางคือกระทรวงมหาดไทย สําหรบั รฐั ธรรมนญู รฐั รวม
เปน รัฐธรรมนูญท่กี าํ หนดใหมรี ฐั บาล 2 ระดับ คอื รฐั บาลกลางหรือรฐั บาลสหพันธก ับรัฐบาลมลรัฐ มี
การแบงอํานาจหนาที่ไวอยางแนนอน เชน รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย
สวิตเซอรแลนด อนิ เดีย เปนตน

การแบงประเภทของรัฐธรรมนูญตามกําหนดเวลาในการใช การแบงลักษณะนี้เปนการ
พิจารณาในแงของระยะเวลาในการบังคับใช สามารถแบงออกเปนรัฐธรรมนูญชั่วคราวและ
รฐั ธรรมนูญถาวร กลาวคอื รัฐธรรมนญู ชั่วคราวมีลักษณะทผ่ี ูจดั ใหม ีรัฐธรรมนูญมไิ ดมุงหวงั ใหใชบงั คบั
รัฐธรรมนูญฉบับดังกลาวเปนการถาวรตลอดไป แตใชเพื่อแกไขสถานการณเฉพาะหนาเทาน้ัน
รัฐธรรมนูญประเภทนจี้ งึ ไดแ กรัฐธรรมนูญทีส่ ถาปนาข้ึนโดยคณะปฏิวัติรัฐประหาร ภายหลังจากคณะ
ปฏิวัติรัฐหารยึดอํานาจจากรัฐบาลเดิม ในกรณีประเทศไทย เชน พระราชบัญญัติธรรมนูญการ
ปกครองแผนดินสยาม (ชัว่ คราว) พ.ศ. 2475 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 หรือ
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับช่ัวคราว) พ.ศ. 2557 เปนตน สวนรัฐธรรมนูญถาวร เปน
รฐั ธรรมนูญท่ีผจู ดั ใหม ีรฐั ธรรมนูญ ประสงคจะบงั คับใชรัฐธรรมนญู ดังกลาวเปนการถาวรตลอดไป มไิ ด
มุงใชบ ังคับเพยี งชั่วครงั้ ช่ัวคราว เพ่อื แกไขสถานการณที่จาํ เปน เรง ดวนเทา นั้น ฉะน้ัน รัฐธรรมนญู ถาวร
จึงมีเนื้อหาทค่ี อ นขางสมบรู ณกวา รัฐธรรมนญู ช่ัวคราว และมักจะมีกระบวนการขั้นตอนในการจัดทํา
ตลอดจนการเห็นชอบรางรัฐธรรมนูญท่ีละเอียดรอบคอบกวารัฐธรรมนูญชั่วคราว ตัวอยางของ
รัฐธรรมนูญถาวรของไทย เชน รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 รัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 หรือรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 เปนตน

ชาญชัย แสวงศกั ด์ิ (2560ข : 65-66) ไดแบงแยกประเภทรัฐธรรมนูญตามวิธีการบัญญัติ ไว
วา การแบงแยกรฐั ธรรมนญู ตามวธิ ีการบัญญตั เิ ปนเกณฑสากลท่ีนิยมใชในการแบงแยกประเภทของ
รัฐธรรมนูญ ในการใชเกณฑนี้สามารถแบงรัฐธรรมนูญไดเปน 2 ประเภท คือ รัฐธรรมนูญจารีต
ประเพณีและรฐั ธรรมนูญลายลักษณอกั ษร

62 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบนั การเมือง

รัฐธรรมนูญจารตี ประเพณี คือรฐั ธรรมนูญทีม่ ีเนอ้ื หาสาระอยูใ นจารตี ประเพณแี ละธรรมเนยี ม
ปฏิบัตทิ ่ยี ึดถอื กันมาโดยมไิ ดมกี ารนํามาเขียนไวเปน ลายลกั ษณอักษร รัฐธรรมนูญจารีตประเพณีเปน
กระบวนการทางประวัติศาสตร การจัดองคกรทางการเมืองของรัฐตางๆ ในยุโรปจนถึงปลาย
คริสตศ ตวรรษท่ี 18 ลวนแลว แตอ าศัยจารีตประเพณีเปน สาํ คญั จนกระทง่ั ในเวลาตอมา นักกฎหมาย
และที่ปรกึ ษาของกษัตรยิ ไ ดทาํ การวเิ คราะห ประยกุ ต และประมวลกฎเกณฑท ีเ่ ปน จารตี ประเพณที าง
การเมือง แลว บันทึกสวนหน่ึงของกฎเกณฑดังกลาวไวเปนลายลักษณอักษร แตก็ยังมีกฎเกณฑทาง
การเมอื งอนื่ ๆ ท่ียังคงปลอยใหเปนไปตามจารีตประเพณีอยูเชนเดิม กฎหมายมหาชนในขณะน้ันจึง
เปน กฎหมายจารีตประเพณีเปนหลัก แตตอมาไดเกิดกระแสการจัดทําประมวลกฎหมายเอกชนข้ึน
เพอื่ ใหเ ปน ทแ่ี นน อนชัดเจนและสะดวกตอ การใชและการศึกษา การจัดทํากฎหมายลายลักษณอักษร
จึงเปน ทีน่ ยิ มในเวลาตอมา รวมถงึ รฐั ธรรมนญู อนั เปนกฎหมายสงู สดุ ดวย

ในปจ จุบัน มปี ระเทศทยี่ งั คงใชร ัฐธรรมนูญจารีตประเพณีหลงเหลืออยูนอยมาก และแมแต
สหราชอาณาจกั รซึ่งเปนตน แบบของรฐั ธรรมนูญจารตี ประเพณีก็มไิ ดมรี ัฐธรรมนญู ทเี่ ปน จารีตประเพณี
ทงั้ หมด โดยมีกฎเกณฑท างรฐั ธรรมนญู บางสวนเปนลายลักษณอ ักษร กลาวคอื ระบบรัฐธรรมนูญของ
สหราชอาณาจกั รนั้นประกอบดวย 3 สวน คือ หลักกฎหมายคอมมอนลอว ซ่ึงเปนแนวคําพิพากษา
ของศาลสูงของอังกฤษในคดกี อ นๆ ประเพณปี ฏบิ ัติทางรัฐธรรมนญู ท่ยี ึดถือกันมาโดยตลอด เชน การ
แตงตั้งนายกรัฐมนตรีจากสมาชิกสภาผูแทนราษฎร เปนตน และพระราชบัญญัติท่ีเกี่ยวกับการจัด
องคก รของสถาบันทางการเมอื ง

รัฐธรรมนญู ลายลกั ษณอกั ษร คอื รัฐธรรมนูญที่มีการบัญญัติไวเปนลายลักษณอักษร พันธะ
ผูกพันและผลบังคับใชท้ังหลายมอี ยแู ตเฉพาะในกรอบที่รัฐธรรมนูญไดบัญญัติไวเทาน้ัน ไมวาในสวน
ของอํานาจการปกครอง หรอื สว นของสิทธิ เสรภี าพของประชาชน อาจมกี ารบัญญัตเิ ปน เอกสารฉบับ
หนง่ึ หรือหลายฉบับทไ่ี ดรวบรวมกฎเกณฑการปกครองประเทศไว ไดมีการจดั ทาํ ดวยวธิ ีพิเศษแตกตาง
จากการจดั ทํากฎหมายธรรมดา เน้ือหาสาระของรัฐธรรมนูญลายลักษณอักษรซึ่งรวบรวมกฎเกณฑ
การปกครองรัฐท่ีกลาวถงึ ประมุขของรัฐซง่ึ อาจเปนกษตั ริยหรือประธานาธิบดี กลาวถึงการใชอํานาจ
อธปิ ไตยวา ใครเปน ผูใ ช ใชอ ยา งไร และองคกรทใี่ ชอํานาจอธปิ ไตยตา งๆ มีความสัมพันธซึ่งกันและกัน
อยา งไร และนอกจากนัน้ ยงั มบี ทบญั ญัตใิ นการใหค วามคุมครองสิทธิและเสรีภาพแกประชาชนในเรื่อง
อะไรบางเปน ตน รฐั ธรรมนูญ ลายลักษณอักษรเปนเอกสารท่ีมีวิธีการจัดทําเปนพิเศษแตกตางจาก
กฎหมายธรรมดา

ในกรณปี ระเทศไทยนั้นไดม ีการบัญญัติรัฐธรรมนูญอยูในเอกสารฉบับเดียว แตบางประเทศ
นยิ มบัญญตั ิรัฐธรรมนูญลายลักษณอกั ษรไวเปน หลายฉบบั เชน รฐั ธรรมนูญของสเปนที่ประกอบดวย
กฎหมายถงึ 7 ฉบับ รฐั ธรรมนญู ของสวีเดนประกอบดว ยกฎหมาย 4 ฉบับ เปน ตน

อภิชาติ แสงอัมพร (2559 : 12-14) และ ชาญชัย แสวงศักดิ์ (2560ข : 65-68) ได
เปรียบเทียบขอดขี อเสียของรัฐธรรมจารตี ประเพณีกับรัฐธรรมนญู ลายลกั ษณอ ักษร โดยสรปุ ดงั น้ี

ความรทู ่ัวไปเกยี่ วกบั รฐั ธรรมนญู 63

ขอดีของรัฐธรรมนูญจารตี ประเพณี
1. รฐั ธรรมนูญจารตี ประเพณียอ มปอ งกนั การปฏวิ ตั หิ รอื รฐั ประหารไดเพราะไมแขง็ กระดาง
ตายตวั ของรฐั ธรรมนญู จึงไมจ าํ เปนตอ งละเมดิ หรือฝา ฝนรฐั ธรรมนญู โดยใชก ําลังบงั คบั
2. รัฐธรรมนูญจารีตประเพณีมีลักษณะยึดหยุน อาจสามารถพลิกแพลงอนุโลมตาม
สถานการณได
3. รฐั ธรรมนญู จารตี ประเพณเี ปน รฐั ธรรมนูญทเ่ี กิดขึ้นโดยววิ ฒั นาการและการเปล่ียนแปลง
เปนไปโดยราษฎรไมรสู กึ ตัว คอื เมื่อมีเหตกุ ารณอ นั ใด ก็มีการปฏิบัติและเมื่อมีการปฏิบัติอยางนั้นจน
เคยชิน ก็เปนกาเสริมตอรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีเดิมไปในตัว ดังนั้น สําหรับรัฐธรรมนูญจารีต
ประเพณี จึงไมมีกรณีท่ีจะไมมีบทบัญญัติมาใชบังคับ กลาวคือไมมีกรณีชองวางแหงรัฐธรรมนูญ
เหมือนอยา งกรณีรัฐธรรมนญู ลายลกั ษณอ ักษร
ขอเสยี ของรฐั ธรรมนญู ของรฐั ธรรมนญู จารตี ประเพณี
1. มขี อ ความไมแนน อน ทําใหเกิดมปี ญ หากันไดเ สมอวารฐั ธรรมนญู มบี ทบัญญตั อิ ยา งไร
2. ไมเปดโอกาสใหทดลองวิธีใหมๆ ซึ่งไมสามารถนํามาใชโดยวิวัฒนาการได เพราะการ
ววิ ฒั นาการน้นั ตอ งอาศยั ของเดิม เชน คณะตลุ าการรฐั ธรรมนญู ยอ มไมอ าจเกดิ ข้ึนโดยทางวิวัฒนาการ
ได
ขอดขี องรัฐธรรมนูญลายลักษณอักษร
1. รัฐธรรมนญู ลายลักษณอักษรยอมเปนรัฐธรรมนูญที่มีขอความแนนอนกวารัฐธรรมนูญ
จารีตประเพณี เพราะปรากฏบทบญั ญัติไวช ดั เจนเปนตวั หนังสอื ตางกับรฐั ธรรมนญู จารีตประเพณี ซ่งึ
เปน เพียงวธิ ปี ฏิบัติตอ เนอื่ งกันมา จงึ ไมม ีขอความชัดเจนแนนอน
2. รัฐธรรมนญู ลายลักษณอ กั ษรนนั้ ถอื วา การรา งไดก ระทําโดยรอบคอบแลว เพราะผูรา งได
มีโอกาสพิจารณาความบกพรองท่ีไดเกิดขึ้นในประเทศและยอมหาทางแกไขขอบกพรองนั้น
นอกจากนั้นผรู างมีโอกาสเทียบเคียงกับรัฐธรรมนูญตางประเทศ จึงมโี อกาสคัดเลอื กวธิ กี ารตา งๆ ของ
รัฐธรรมนูญตางประเทศท่ีเหมาะสมกับความเปนอยูของประเทศตน ฉะน้ัน จึงสามารถกําหนด
บทบัญญตั ทิ ่เี หมาะสมไวใ นรฐั ธรรมนูญได
3. รัฐธรรมนูญลายลักษณอักษรยอมจะปองกันมิใหเกิดปญหาการขัดแยงระหวางอํานาจ
ตางๆ เพราะมีบทบัญญัติไวชัดแจง เชน กําหนดใหสภาผูแทนราษฎรออกกฎหมาย กําหนดใหศาล
พจิ ารณาพิพากษาคดี นอกจากน้ียงั ไดกําหนดอํานาจประมขุ ของรฐั และหวั หนาฝายบริหารไวดวย ทํา
ใหไ มมกี ารชว งชิงอาํ นาจกันระหวางผูใชอ าํ นาจตางๆ
4. รัฐธรรมนญู ลายลกั ษณอ ักษรยอมมีความมัน่ คงกวารัฐธรรมนูญจารตี ประเพณี เพราะจะ
ใชอยูจนกวาจะไดแกไ ขเพ่ิมเติมหรือถูกยกเลิกไป แตรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีนั้นอาจมีการปฏิบัติ
ตอ ๆ กันมาทําใหผดิ เพย้ี นไปได
5. รัฐธรรมนูญลายลักษณอักษรยอมเหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตย เพราะในการ
ปกครองระบอบนี้ อํานาจอธิปไตยเปนของประชาชน ฉะนั้นจึงตองมีวิธีทางที่จะแสดงวาราษฎรมี

64 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบนั การเมือง

อาํ นาจอยางไร แคไหน เพยี งไร ซ่ึงรฐั ธรรมนูญจารตี ประเพณกี ารกาํ หนดอาํ นาจจองราษฎรยอมจะไม
ชัดเจนแนน อน

6. สาํ หรบั ประเทศทแี่ ตเ ดิมมีการปกครองระบอบสมบรู ณาญาสิทธิราชย และเปล่ียนแปลง
มาเปน ระบอบประชาธิปไตย เชน ประเทศฝรง่ั เศส ประเทศไทย เปน ตน รัฐธรรมนูญลายลักษณอกั ษร
ยอ มเปน ประโยชนเ พราะแสดงใหเหน็ ผลของการปฏิวตั เิ ดน ชัด โดยกาํ หนดระบอบการปกครองใหเ ปน
การผูกมัดไวแนนอน

7. รฐั ธรรมนญู ลายลกั ษณอกั ษรยอ มกําหนดสิทธิและเสรีภาพราษฎร จึงเปนการคุมครอง
ราษฎรดกี วา รฐั ธรรมนญู จารตี ประเพณี

8. สาํ หรบั รัฐธรรมนูญลายลกั ษณอักษร การละเมดิ หรือฝา ฝน รฐั ธรรมนญู ยอ มทราบไดงาย
เพราะมีบทบัญญัตแิ นนอน แตส าํ หรบั รัฐธรรมนูญจารีตประเพณนี ั้น การฝาฝนยอมจะเปนการยากท่ี
จะทราบได เพราะไมม บี ทบญั ญัตแิ นนอน

ขอ เสยี ของรฐั ธรรมนูญลายลกั ษณอ กั ษร
1. การกําหนดบทบัญญัติตางๆ ไวในรัฐธรรมนูญไวลวงหนานั้น ยอมเปนแตเพียงการ
คาดคะเน จึงอาจไมสอดคลองกับพฤติการณที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็ได หรืออาจเกิดข้ึนภายหลังเนื่องจาก
พฤติการณไดเปล่ียนแปลงไปก็ได ฉะนั้น รัฐธรรมนูญลายลักษณอักษรจึงอาจผิดพลาดได สวน
รฐั ธรรมนูญจารีตประเพณนี ้นั เปน ผลแหง ววิ ฒั นาการ สงิ่ ใดท่เี หมาะสมกป็ ฏิบัติตอเน่ืองกันมา สิ่งใดที่
ไมเ หมาะสมกย็ กเลิกไป ดงั นน้ั จึงกอใหเกิดสมเหตุสมผลกบั ความเปน ไปของประเทศ
2. รัฐธรรมนูญลายลกั ษณอักษรมบี ทบญั ญัติตายตวั ไป จงึ ทาํ ใหต อ งแกไขบอ ยๆ ในเมื่อการ
ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญน้ันเกิดความไมเหมาะสมข้ึน และในกรณีไมสามารถแกไขรัฐธรรมนูญตาม
วถิ ีทางรฐั ธรรมนูญได ก็จะทําใหเกิดการปฏิวัตหิ รือรัฐประหารข้ึน
3. โดยทีร่ ฐั ธรรมนญู ลายลกั ษณอ กั ษรบัญญัติขอความไวแนนอน รัฐธรรมนูญจึงมีลักษณะ
ไมยึดหยนุ ตามสถานการณของบานเมอื งเหมือนกบั รฐั ธรรมนูญจารีตประเพณี
ถึงแมจะสามารถแบง แยกรฐั ธรรมนูญประเภทจารีตประเพณี และรัฐธรรมนูญประเภทลาย
ลักษณอักษร ออกใหเห็นไดอยางชัดเจน แตมีขอสังเกตท่ีเกี่ยวกับการใชเกณฑวิธีการบัญญัติอยู 2
ประการใหญๆ คือ
ประการแรก การท่ปี ระเทศใดประเทศหนึ่งจะมีรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีหรือรัฐธรรมนูญ
ลายลักษณอ กั ษรน้ันไมใชส่ิงท่ปี ระเทศหรอื ราษฎรจะเลือกเองไดตามใจชอบ ทั้งนี้เพราะรัฐธรรมนูญ
จารีตประเพณีนั้นยอมเกิดขึ้นไดดวยการวิวัฒนาการทีละเล็กละนอย ซึ่งตองใชเวลานาน ฉะนั้น
ประเทศตางๆ ซึง่ มีการเปลยี่ นแปลงระบอบการปกครองโดยกะทันหนั เชน โดยการปฏิวตั ิ รฐั ประหาร
หรอื ประเทศที่เพง่ิ ไดรับเอกราช ประเทศเหลานี้ยอมไมสามารถท่ีจะมีรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีได
เพราะประวตั ิศาสตรของประเทศเม่ือไดร ับเอกราชแลว ยอ มไมยาวนานพอ จงึ จาํ เปน ตอ งมรี ฐั ธรรมนูญ
ลายลักษณอกั ษร สหราชอาณาจักรเปน ประเทศเดียวทใ่ี ชรฐั ธรรมนญู จารตี ประเพณี สวนประเทศทอี่ ยู

ความรทู ั่วไปเก่ียวกับรัฐธรรมนูญ 65

ในเครือจักรภพนั้นจะใชรัฐธรรมนูญลายลักษณอักษร ทั้งน้ีเพราะประเทศเหลาน้ีไมมีวิวัฒนาการ
เหมอื นอยา งสหราชอาณาจักร

ประการที่สอง การจําแนกรัฐธรรมนูญออกเปนรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีกับรัฐธรรมนูญ
ลายลักษณอักษรนี้ มีนกั นติ ศิ าสตรหลายทานไมเ ห็นพองดว ย เพราะเปนการจาํ แนกไมตรงกับสภาพที่
แทจ รงิ ของรฐั ธรรมนญู เราจะเหน็ ไดวา ประเทศท่ีมรี ัฐธรรมนูญลายลักษณอักษร เชน ประเทศไทยก็
มิไดย ึดถอื เอกสารท่รี วบรวมกฎเกณฑการปกครองประเทศ หรอื ทเี่ รยี กกันวา รฐั ธรรมนูญเปนรากฐาน
การปกครองประเทศเสมอไป แตก็ไดอาศัยธรรมเนียมปฏิบัติบางประการท่ีมิไดบัญญัติไวใน
รัฐธรรมนูญเปนหลักในการปกครองประเทศ เชน ธรรมเนียมปฏิบัติในการสรรหาผูท่ีจะมาดํารง
ตําแหนง นายกรัฐมนตรนี ้ัน มิไดกําหนดไวใ นรัฐธรรมนูญ แตใ นทางปฏิบัติแลว หวั หนา พรรคการเมืองท่ี
ไดรบั ที่น่งั มากที่สุดในสภาจะไดรับการเสนอชื่อใหดํารงตําแหนงเปนนายกรัฐมนตรี เปนตน ในทาง
กลบั กนั ประเทศทีใ่ ชรฐั ธรรมนูญจารีตประเพณซี ง่ึ มีกฎเกณฑป กครองประเทศโดยอาศัยคําพิพากษา
ของศาล จารีตประเพณี ธรรมเนียมปฏิบัติเปนหลัก แตก็ยังมีกฎเกณฑการปกครองประเทศท่ีเปน
ลายลักษณอักษร เชน Magna Carta ค.ศ. 1215 Bill of Rights ค.ศ. 1689 Act of Union with
Scotland ค.ศ. 1937 Petition of Rights ค.ศ. 1628 เปนตน (ไตรรงค สุวรรณคีรี, 2558 : 125-
129) เปน กฎเกณฑก ารปกครองประเทศดวย

กลาวโดยสรปุ การแบง ประเภทของรฐั ธรรมนูญน้ัน คอนขางจะเปนเร่ืองในทางทฤษฎี และ
แมใ นทางทฤษฎีเองกย็ งั มีความเห็นไมลงรอยกนั เพราะมีเกณฑใ นการแบง แยกมากมาย ขึน้ อยกู ับวา ผู
จําแนกจะถอื เอาอะไรมาเปน เกณฑ ประโยชนข องการแบงแยกดงั กลา วจะเปนไปเพ่อื การเปรยี บเทยี บ
รัฐธรรมนญู มากกวา อยางอ่นื ซึ่งสามารถชว ยใหท ราบวารฐั ธรรมนูญของประเทศใดบางทพ่ี อจะจดั เขา
กลุมรวมกันได การแบงแยกรฐั ธรรมนญู ออกเปนกลุมประเภทนั้น อาจถือเกณฑตางๆ กลาวคือ การ
แบงแยกตามลักษณะและแหลงท่มี าของรฐั ธรรมนญู การแบงแยกตามรูปของรัฐ การแบง แยกตามการ
กําหนดเวลาในการใช และการแบง แยกตามวธิ กี ารบญั ญตั ิ

หลักรฐั ธรรมนญู นิยม

หลักรฐั ธรรมนญู นิยม เปน หลกั การทีน่ ิยมกลาวถึงในยุคปจ จุบันคอนขา งมาก โดยเฉพาะอยา ง
ยง่ิ ในประเทศทีใ่ หค วามสําคัญตอการคุมครองสทิ ธิและเสรีภาพของประชาชน ดงั ปรากฏตามประเทศ
ที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยเปนสวนใหญ สําหรับเน้ือหาของหลักรัฐธรรมนูญนิยมน้ัน มี
นกั วชิ าการท่ใี หค ําอธบิ ายไว ดังน้ี

อมร จันทรสมบูรณ (ม.ป.ป. : 9) ไดกลาวไววา หลักรัฐธรรมนูญนิยมเปนแนวคิดที่จะใช
รัฐธรรมนูญลายลักษณอ กั ษรใหเปนเครอ่ื งมือในการกําหนดรปู แบบการปกครอง และกําหนดกลไกอนั
เปน โครงสรางพนื้ ฐานในการจดั องคก รบริหารของรัฐ

บวรศักด์ิ อวุ รรณโณ (2550 : 82) กลา ววา หลักรัฐธรรมนูญนยิ มเปนหลักการทเี่ กิดขึน้ เพื่อให
รฐั ธรรมนญู ในฐานะกฎหมายสงู สดุ ทเี่ ปนลายลกั ษณอ กั ษรใชใ นการจาํ กดั อํานาจรัฐและองคกรของรัฐ

66 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบนั การเมือง

มิใหกลายเปนอํานาจตามอําเภอใจและอํานาจทรราชในทายท่ีสุด และรัฐธรรมนูญรูปแบบน้ีจะมี
ลกั ษณะเปนสญั ญาประชาคม คอื มาจากการยอมรับของสมาชิกในสังคมรวมกัน หากมีการละเมิดก็
จะตองมีกระบวนการคุมครองใหประชาชนสามารถฟอ งคดีใหศาลเยียวยาความเสียหายได

เกรียงไกร เจริญธนาวฒั น (2555 : 199) กลาววา หลกั รัฐธรรมนญู นยิ มเปนแนวคิดในการใช
รัฐธรรมนูญลายลักษณอักษรเปนเคร่ืองมือในการจํากัดอํานาจผูปกครองหรือรัฐและคุมครองสิทธิ
เสรภี าพของผูอยูใตก ารปกครองหรอื ประชาชน

จะเห็นไดว า หลกั รัฐธรรมนญู นยิ มเปนหลกั การท่อี าศยั รฐั ธรรมนญู ที่เปนลายลักษณอักษรใน
การจํากัดอํานาจของรัฐ ซึ่งในท่ีน้ีรวมถึงการตรวจสอบการใชอํานาจของรัฐ ทั้งนี้การจํากัดหรือ
ตรวจสอบการใชอ ํานาจรฐั ดงั กลา วเปน ไปเพ่ือใหก ารคุมครองสทิ ธิเสรีภาพของประชาชน เมื่อรัฐมอิ าจ
ใชอาํ นาจตามอาํ เภอใจ กลาวคอื รัฐตอ งใชอ าํ นาจภายในกรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย สิทธิและ
เสรีภาพของประชาชนก็จะไมไดรับการกระทบกระเทือน หากการกระทําของรัฐเปนการฝาฝน
รัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย อีกทั้งสงผลกระทบตอประชาชน ประชาชนยอมมีสิทธิท่ีจะฟองรองคดี
เพ่ือใหรัฐเยียวยาความเสียหาย ตลอดจนมีการกําหนดโทษตอองคกรหรือเจาหนาท่ีรัฐที่กระทํา
ความผดิ ดวย

โดยลกั ษณะของหลกั รัฐธรรมนูญนยิ มจงึ ประกอบไปดวยหลักการยอยอื่นๆ เพ่ือสงเสริมการ
ตรวจสอบการใชอ าํ นาจรัฐและการคุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เชน หลักนิติรัฐ ทฤษฎี
สัญญาประชาคม หลกั ความเปนกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ หลักประชาธิปไตย หรือหลักความ
เสมอภาคของบุคคล เปนตน

อภิชาติ แสงอัมพร (2559: 15-19) กลา วถึงพฒั นาการของหลกั รฐั ธรรมนูญนิยม รายละเอยี ด
โดยสรุปดังนี้

แนวคดิ หลักรัฐธรรมนูญนิยมเกิดข้ึนในสมัยหลังสงครามโลกคร้ังท่ี 2 ถือวาเปนแนวคิดของ
รัฐสมยั ใหม โดยเรม่ิ ตน ทเ่ี ยอรมันและฝรั่งเศส กลาวคือ ทั้งสองประเทศจําเปนตองสรางกลไกที่เปน
ลักษณะของรัฐธรรมนิยม เพ่ือแกไขปญหาของประเทศเพราะตางก็ไดรับบทเรียนอันเลวราย คือ
ประเทศเยอรมันนน้ั พรรคนาซีผูกขาดอํานาจ เยอรมันจึงกลัวพรรคการเมืองเดียวผูกขาดอํานาจ จึง
ตอ งสรางกลไกไมใหพรรคการเมืองเดยี วผูกขาดอํานาจ สว นประเทศฝร่ังเศสน้ัน กอ นหนาสงครามโลก
คร้ังท่ี 2 และหลังสงครามโลกคร้ังที่ 2 ไมมีการควบคุมการใชอํานาจรัฐ ในชวง ค.ศ. 1946 ถึง
พ.ศ. 1957 มรี ฐั บาลทีไ่ รเสถียรภาพ โดยมีการเปล่ียนรัฐบาลบอ ยถึง 70 ชุด จนมีการรางรัฐธรรมนูญ
ค.ศ. 1958

หลักการสําคัญของหลักรัฐธรรมนิยม จากพัฒนาการของหลักรัฐธรรมนูญนิยมจะพบวา
แนวคิดหรือหลักการหลักรัฐธรรมนูญนิยม มีความมุงเนนการจํากัดอํานาจของผูปกครอง เพราะ
ประชาชนเผชญิ กบั การกดขแ่ี ละการใชอ าํ นาจแบบรวมศูนยข องผปู กครอง อาศัยรัฐธรรมนูญเพื่อเปน
เคร่ืองมือในการคมุ ครองสทิ ธิและเสรีภาพแกประชาชน เกิดแนวคดิ ปรชั ญาที่สนับสนุนความเชื่อแบบ
ปจเจกนยิ ม เสรีนิยม และประชาธิปไตย บางคร้งั อาศัยรฐั ธรรมนญู เพื่อขจัดความเหลื่อมลํ้าทางสังคม

ความรทู ั่วไปเก่ียวกบั รัฐธรรมนญู 67

คมุ ครองผูออนแอกวาในทางสังคมและเศรษฐกิจ และเพ่ือสรางความเขมแข็งใหแกรัฐบาลเพื่อการ
บรหิ ารราชการแผน ดนิ อยางมปี ระสิทธิภาพ พฒั นาการของหลักรฐั ธรรมนญู นิยมไดก อใหเกิดหลักการ
สาํ คญั ๆ 4 ประการ ไดแก

1. การตรวจสอบการใชอาํ นาจรัฐ การตรวจสอบการใชอํานาจรัฐมีผลสืบเน่ืองมาจากการ
จาํ กัดอํานาจของกษตั ริยซ ง่ึ เปนผูปกครองในอดีต การจํากัดอํานาจดังกลาวมิใชเปนแตเพียงแนวคิด
เทาน้ัน แตเ ปน ผลทเี่ กิดจากขอ เทจ็ จริงทางประวัติศาสตร ดงั เชน กรณี แมกนาคาตา ซ่งึ เปนการจํากัด
พระราชอาํ นาจของพระเจาจอหน หรือแมแตการปฏิวัติใหญในฝรั่งเศส ดวยเหตุนี้การจํากัดอํานาจ
ผูปกครองจึงมิใชผลท่ีเกิดจากแนวคิดของนักปรัชญาเทานั้น แตปรากฏเปนขอเท็จจริงท่ียืนยันการ
จาํ กดั อํานาจของผปู กครองเปนผลสาํ เรจ็

เม่ือหลายประเทศเขาสูการปกครองในยุคใหม โครงสรางทางการเมืองการปกครองเร่ิมมี
ความชดั เจนมากขึ้น มีแบบแผนในการจัดตั้งองคกรและเจาหนาที่ของรัฐ การกําหนดอํานาจหนาที่
และความรบั ผิดชอบขององคกรและเจา หนาที่ดังกลา ว รวมถงึ มีการจดั ระบบกฎหมายที่มีความชดั เจน
แนนอน การจํากัดอํานาจของผูปกครองในยุคนี้จึงมิใชการใชกําลังทางกายภาพอีกตอไป แตอาศัย
ระบบกฎหมายเปนเคร่อื งมือในการจํากัดอํานาจผูปกครอง องคกร และเจาหนาที่ของรัฐ ตลอดจน
ตรวจสอบการใชอ าํ นาจของบคุ คลดงั กลา วใหเ ปน ไปตามกฎหมายอีกดวย

สําหรับระบบและกลไกการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐที่รัฐธรรมนูญกําหนดข้ึนมีอยูหลาย
ประการ อาทิ การควบคุมการบรหิ ารราชการแผน ดนิ เชน การต้งั กระทถู ามรฐั มนตรใี นเรอ่ื งท่เี ก่ยี วกบั
งานในหนาท่ี การเปดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไมไววางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี เปนตน การ
จัดตั้งองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองคกรอ่ืนตามรัฐธรรมนูญ เชน ผูตรวจการแผนดิน
คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน หรือ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ เปนตน การสรางระบบการตรวจสอบทรัพยสินของผูดํารง
ตาํ แหนงทางการเมอื ง การถอดถอนผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและเจาหนาท่ีรัฐบาลบางประเภท
และการดําเนนิ คดีอาญาผดู าํ รงตําแหนงทางการเมอื ง

2. การคุมครองสิทธิและเสรีภาพ การคุมครองสิทธิและเสรีภาพเปนผลสืบเน่ืองจาการ
จํากดั อํานาจของผปู กครอง เมือ่ ผปู กครองไมอาจใชอํานาจไดตามอําเภอใจ แตการใชอํานาจตองอยู
ภายใตก รอบของกฎหมาย การคุมครองสิทธแิ ละเสรภี าพแกประชาชนจึงเกิดขึ้นโดยปริยาย

อยา งไรก็ตาม แนวคิดวาดวยสทิ ธแิ ละเสรีภาพเปนเพียงแนวคิดท่ีเปนนามธรรม นักวิชาการ
บางกลมุ เห็นวาสิทธิเสรภี าพเปนสิ่งทมี่ อี ยูต ามธรรมชาติ มีความเปนสากล ผูกพันกับความเปนมนุษย
ทุกผทู กุ คน โดยไมจํากัดเช้ือชาญ สญั ชาติ ชนช้ันวรรณะ ลัทธคิ วามเชอื่ หรือศาสนาใดๆ เม่ือมนุษยถือ
กาํ เนดิ ก็ยอ มมสี ิทธเิ สรีภาพติดตัวมาเสมอ แนวคิดดังกลาวก็คือแนวคิดวาดวยสิทธิธรรมชาติอันเปน
รากฐานของสิทธิมนุษยชนในปจจุบัน แตถึงกระนั้น ก็ยังมีนักวิชาการอีกกลุมหน่ึง ท่ีเห็นวาสิทธิ
เสรีภาพตามความเชื่อของสํานักกฎหมายธรรมชาติไมมีความเปนธรรมและไมมีผลบังคับใชในทาง

68 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบนั การเมือง

กฎหมาย การนาํ แนวคดิ ดงั กลาวมาแปรสภาพใหเปนรูปธรรมจึงตองมีการรับรองสิทธิเสรีภาพในรูป
ของกฎหมายลายลกั ษณอ ักษร ซงึ่ ก็คือรัฐธรรมนูญน่ันเอง

การคมุ ครองสทิ ธิเสรีภาพของประชาชน มคี วามหมายอยางกวา ง กลาวคือ เปนท้งั การรบั รอง
และคุมครองสทิ ธเิ สรภี าพใหแ กป ระชาชน การรับรองสทิ ธเิ สรีภาพก็คอื การรบั รองหรอื ยืนยนั การมีอยู
ของสิทธิเสรีภาพประเภทน้ันๆ ไดแก การนําแนวคิดวาดวยสิทธิเสรีภาพท่ีเปนนามธรรมมาบัญญัติ
รบั รองใหเปน รูปธรรมผานบทบัญญตั ขิ องรฐั ธรรมนญู กอใหสิทธิเสรีภาพเหลาเกิดผลใชบังคับไดตาม
กฎหมาย นอกจากน้ี สทิ ธิเสรีภาพบางประการมิไดม ีสภาพเปน สทิ ธิมนษุ ยชนอันเปนสิทธิเสรีภาพท่ีตดิ
ตวั มนษุ ยมาแตกําเนดิ แตกลับเปนสิทธิเสรภี าพทร่ี ฐั ไดม อบใหเ ปนการเฉพาะ การรบั รองสทิ ธิเสรีภาพ
ประเภทหลงั นี้จงึ เปน การยนื ยันสทิ ธิเสรภี าพเพมิ่ เติมใหแกประชาชน นอกเหนือไปจากสิทธิมนุษยชน
ซงึ่ สิทธิเสรีภาพประเภทหลังเรยี กวาสิทธพิ ลเมอื ง

สําหรับการคุมครองสิทธิเสรีภาพเปนการสรางระบบและกลไกเพ่ือทําหนาท่ีคุมครองสิทธิ
เสรภี าพใหแ กป ระชาชน การคุมครองสิทธิเสรีภาพจึงเกิดข้ึนภายหลังจาการรับรองมความมีอยูของ
สทิ ธเิ สรภี าพแลว กลา วอกี นยั หน่งึ คอื เม่อื รัฐธรรมนญู ไดร บั รองสทิ ธเิ สรภี าพแตละประเภทวามีอยจู รงิ
และมผี ลบงั คับใชตามกฎหมาย แตสทิ ธเิ สรีภาพดังกลาวจะปราศจากคุณคาถาไมมีการคุมครองสิทธิ
เสรีภพใหม ีผลใชบังคับไดอยางจริงจัง การคุมครองสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญอาจทําไดหลายวิธี
เชน กาํ หนดใหบ ุคคลท่ถี ูกละเมดิ สทิ ธิเสรภี าพตามรัฐธรรมนญู สามารถยกบัญญตั ิแหงรัฐธรรมนูญเพ่ือ
ใชสิทธทิ างศาล หรอื ยกขน้ึ เปนขอ ตอ สคู ดีได การกําหนดใหการจํากัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนจะ
กระทําไดตอเมื่ออาศัยอํานาจตามกฎหมาย อีกท้ังกําหนดผลใชบังคับเปนการท่ัวไป จะตองระบุ
บทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญท่ีใหอํานาจในการตรากฎหมาย หรือกฎหมายประเภทน้ีจะจํากัดสิทธิ
เสรีภาพจนถึงขั้นกระทบกระเทอื นตอ สาระสาํ คญั หรือแกน ของสิทธิมไิ ด การจดั ต้ังคณะกรรมการสิทธิ
มนุษยชนแหง ชาติ การกาํ หนดใหศ าลรัฐธรรมนูญมีอํานาจพจิ ารณาวินจิ ฉยั วาบทบัญญตั ิแหง กฎหมาย
ใดกระทบตอ สิทธิมนษุ ยชนและมีปญหาความชอบดวยรัฐธรรมนญู และการกําหนดใหศาลปกครองมี
อํานาจพจิ ารณาพพิ ากษาวา กฎ คําส่ัง หรอื การกระทําอน่ื ใดในทางปกครองกระทบตอสิทธิมนุษยชน
และมีปญหาเกยี่ วกับความชอบดว ยรัฐธรรมนญู หรือกฎหมาย

3. การสรา งความเปนธรรมแกส ังคม นอกจากรฐั ธรรมนูญจะใหค วามคมุ ครองสิทธเิ สรีภาพ
แลว รัฐธรรมนูญยังตองทําหนาที่สรางความเปนธรรมแกสังคม มิใชกลายเปนเคร่ืองมือรองรับการ
แสวงหาประโยชนจ ากนายทนุ แนวคิดเสรีนยิ มประชาธิปไตยทีส่ ง เสริมอํานาจทุนนิยมอยางสดุ โตง จึง
ตองปรบั เปล่ยี นทา ทดี วยการรับแนวคดิ การปกครองแบบสงั คมนิยมประชาธิปไตยมาประยุกตใช อัน
สง ผลใหเกิดแนวคดิ วา ดวยรัฐสวสั ดกิ าร

ประชาชนบางกลุมถกู มองวา เปน ประชาชนช้นั สองของสงั คม สทิ ธเิ สรีภาพทไี่ ดรับจากรัฐจึงไม
เทาเทียมกบั ประชาชนทัว่ ไป รฐั ธรรมนูญมีบทบาทที่จะตองยกระดับคุณภาพของบุคคลดังกลาวใหมี
คณุ คาเฉกเชน เดียวกบั บคุ คลท่วั ไป แนวคดิ เชน น้ีปรากฏตามรฐั ธรรมนญู เชน การบญั ญัติใหบุคคลทุก
คนมีความเสมอภาคกันในทางกฎหมาย รัฐจะตองไมกระทําการอันเปนการเลือกปฏิบัติโดยไมเปน

ความรทู ั่วไปเกยี่ วกับรัฐธรรมนญู 69

ธรรม เพราะเหตุแหง ความแตกตางกันในถนิ่ กาํ เนิด เชอ้ื ชาติ เพศ ความพิการ สภาพทางกายภาพหรือ
สุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม เปนตน การกําหนดสิทธิของบุคคลที่จะ
ไดร บั หลักประกนั ในความปลอดภยั และสวสั ดิการในการทาํ งาน การกําหนดใหบุคคลมีสิทธิเทาเทียม
กันในการไดรับการศกึ ษาจากรัฐอยางมคี ุณภาพ และไมเ สียคา ใชจาย ทั้งนี้ตามความเหมาะสมและได
มาตรฐานจากรัฐ นอกจากนี้ ผูยากไรยังตองไดรับการรักษาจากรัฐโดยไมเสียคาใชจาย หรือการ
กาํ หนดใหบคุ คลซง่ึ ไรทอ่ี ยูอาศยั และไมมีรายไดเพียงพอแกการยังชีพ ตองไดร ับความชว ยเหลือจากรัฐ
เปน ตน

4. การสงเสรมิ เสถยี รภาพใหแ กร ัฐบาล การคมุ ครองสทิ ธิเสรีภาพและสรา งความเปนธรรม
แกสังคม มอิ าจเปนจริงไดหากไรซึ่งการผลักดันจากรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลมีหนาท่ีโดยตรงในการ
บริหารราชการแผนดิน ประกอบอับองคาพยพทั้งหลายของรัฐบาล ตางก็มีทรัพยากรที่พรอมจะ
ดําเนินการใหนโยบายของรัฐบาลบรรลุผล รัฐธรรมนูญยงั ไดกําหนดใหในการแถลงนโยบายตอรัฐสภา
คณะรัฐมนตรที ี่จะเขา บรหิ ารราชการแผนดนิ ตอ งช้แี จงตอรัฐสภาเกย่ี วกับการบริหารราชการแผนดิน
ใหเปน ไปตามแนวนโยบายพ้ืนฐานแหง รัฐ ซ่งึ มอี ยูดวยกนั หลายประการ เชน แนวนโยบายดานความ
ม่ันคงของรัฐ แนวนโยบายดานการบริหารราชการแผนดิน แนวนโยบายดานศาสนา สังคม
สาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม แนวนโยบายดานกฎหมายและการยตุ ิธรรม แนวนโยบายดาน
การมสี ว นรวมของประชาชน เปน ตน

ดังนนั้ เพือ่ ใหรัฐบาลมีเสถียรภาพในการบริหารราชการแผนดินใหเปนไปตามนโยบายท่ีได
แถลงไวก ับรฐั สภา และเพ่ือใหเกิดประโยชนแ กส าธารณะ จงึ มแี นวคดิ ทจ่ี ะใชร ัฐธรรมนูญเปนเคร่ืองมือ
ในการสรางความมั่นคงใหแกรัฐบาล เชน บทบัญญัติในการตราพระราชกําหนดใหใชบังคับดังเชน
พระราชบัญญตั ิ เมื่อคณะรฐั มนตรเี ห็นวา เปนกรณีเพ่ือประโยชนในอันท่ีจะรักษาความปลอดภัยของ
ประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความม่ันคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือ ปดปองภัยพิบัติ
สาธารณะ โดยเปนกรณีฉุกเฉนิ ทม่ี ีความจาํ เปนรบี ดวนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได แสดงถึงการสรางความ
มั่นคงในการบริหารราชประเทศใหแกรัฐบาล ในสภาวะที่ประเทศประสบเหตุการณท่ีไมปกติ เพื่อ
รัฐบาลจะรีบเรงแกไขปญหาท่ีใกลมาถึงไดทันการณ หรือกรณีท่ีรัฐธรรมนูญกําหนดสัดสวนคะแนน
เสยี งของสมาชกิ สภาผูแทนราษฎรที่ลงมติไมไววางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีตองอาศัยคะแนน
เสียงขางมากแบบเด็ดขาด เชน ตองมีคะแนนเสียงมากกวาก่ึงหน่ึงของจํานวนสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรเทา ทีม่ ีอยู

กลาวสําหรับรัฐธรรมนูญของไทย มีความพยายามในการนําแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมมาใช
โดยมีการบัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาน มีการควบคุมการใชอํานาจรัฐและเสริมสราง
เสถยี รภาพของรัฐบาลมาไวในรฐั ธรรมนญู ฉบบั ถาวรมาโดยตลอด แตไมประสบความสําเร็จ จนมาถึง
รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 และ
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ซึ่งนับไดวาเปนการยกรางรัฐธรรมนูญตามแนวคิด

70 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมือง

รฐั ธรรมนูญนิยมอยางเตม็ รปู แบบมากทีส่ ดุ ดงั ปรากฏชัดในคาํ ปรารภของรัฐธรรมนูญ ทเ่ี ปนการแสดง
เจตนารมณหลกั ของรัฐธรรมนูญ 4 ประการ คอื

1. สงเสริมและคุมครองสิทธิเสรภี าพของประชาชน
2. ใหประชาชนมสี วนรวมในการปกครองและตรวจสอบการใชอาํ นาจรฐั เพมิ่ ขน้ึ
3. ปรับปรุงโครงสรางทางการเมืองใหมีเสถียรภาพและประสทิ ธิภาพยงิ่ ขึ้น
4. กาํ หนดกลไกสถาบันทางการเมืองทั้งฝายนิติบัญญัติและฝายบริหารใหมีดุลยภาพและ
ประสิทธิภาพตามวิถีทางการปกครองแบบรัฐสภา รวมทั้งใหสถาบันศาลและองคกรอิสร่ืนสามารถ
ปฏบิ ตั หิ นา ท่ไี ดโ ดยสุจรติ และเท่ียงธรรม

ความสัมพนั ธร ะหวา งรฐั ธรรมนญู และสถาบนั การเมืองกบั วชิ าอืน่ ๆ

การจัดทํารัฐธรรมนูญลายลักษณอักษรมักจะนําแนวคิดทฤษฎีดังกลาวมาเปนรากฐานของ
การรา งบทบญั ญตั อิ ยูเสมอ หรอื กลา วอีกนยั หนึ่งกค็ ือบทบญั ญตั ิรายมาตราของรัฐธรรมนญู เปนผลผลติ
จากการนาํ แนวคดิ ทฤษฎมี าปรับใชใ หเ กดิ เปน รูปธรรมนั่นเอง ดังน้นั การศกึ ษารัฐธรรมนูญและสถาบัน
การเมืองจงึ ตองศึกษาแนวคิดทฤษฎกี อ นทีจ่ ะศกึ ษาบทบญั ญัตขิ องรัฐธรรมนูญในข้ันตอไป และในสว น
ของเน้ือหาการศึกษารัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง จึงเปนการศึกษากฎเกณฑอันเก่ียวกับการ
ปกครองประเทศในภาพกวาง หากศกึ ษาในรายละเอียดของกฎเกณฑเ ร่อื งใดเรอ่ื งหน่งึ อยางลึกซึง้ อาจ
กลายเปนการศกึ ษากฎหมายมหาชนสาขาอื่นๆ การจะทําใหผูที่ศึกษาเห็นภาพของรัฐธรรมนูญและ
สถาบนั การเมืองไดอ ยา งชัดเจนและเกิดความเขาใจน้ัน จําเปนตองศึกษาความรูในสาขาวิชาอื่นๆ ที่
เก่ียวขอ งดวย

อภิชาติ แสงอัมพร (2559: 20-22) และ ชาญชัย แสวงศักดิ์ (2560ข : 24) ไดอธิบายถึง
ความสมั พันธข องวิชารฐั ธรรมนญู และสถาบนั การเมืองกับรายวิชาอ่นื ๆ สรปุ สาระสาํ คัญไดดงั นี้

1. ความสัมพันธระหวางรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองกับวิชาปรัชญาการเมือง วิชา
ปรัชญาการเมือง มุงศึกษาปรัชญาที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครองตั้งแตสมัยโบราณจนถึงปจจุบัน
เปน เหมอื นหลกั การเหตผุ ล เรียนรูทั้งจุดมุงหมายและวิถที างของแตละปรัชญา โดยแสวงหาเหตุและ
นําผลมาปฏิรูปความคิดและการปฏิบัติทางดานการปกครอง ใหไดรูปแบบท่ีดีข้ึนจากตัวอยางความ
บกพรองของรัฐอื่นๆ วิชาปรัชญาการเมืองจึงเปนรากฐานท่ีสําคัญของการศึกษารัฐธรรมนูญและ
สถาบันการเมือง แนวคิดของนักปรัชญาในอดีตท่ีเก่ียวของกับการกอกําเนิดรัฐ อํานาจอธิปไตย
หลักการแบงแยกอํานาจ หรือแมแตสิทธิธรรมชาติ ก็ลวนแตเปนแนวคิดท่ีผูศึกษารัฐธรรมนูญและ
สถาบันการเมืองจะตอ งเรียนรเู ปน พืน้ ฐานกอ นท่ีจะไปศึกษาบทบญั ญตั ิของรฐั ธรรมนูญ

2. ความสัมพนั ธร ะหวา งรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมืองกับวิชารัฐศาสตร วิชารัฐศาสตร
เปนสาขาวิชาทศ่ี กึ ษาเรอ่ื งราวเก่ยี วขอ งกบั รฐั การเมืองการปกครอง ระบบการเมอื ง กระบวนการและ
กิจกรมทางการเมืองตางๆ ท่เี กี่ยวของกบั การจดั สรรหรือแบงปนสิง่ ทมี่ ีคณุ คาในสังคม แตรัฐธรรมนูญ
และสถาบนั การเมืองมุงศึกษาถงึ กฎระเบียบทเี่ กย่ี วกบั การเมืองการปกครองเปน หลัก โดยมไิ ดก าวลว ง

ความรทู ่ัวไปเกย่ี วกบั รัฐธรรมนญู 71

ไปวิเคราะหถ ึงความเหมาะสมของขอ เทจ็ จริงทางการเมืองโดยปราศจากหลักการทางกฎหมาย เชน
การเลอื กต้ังสมาชิกสภาผแู ทนราษฎร

3. ความสัมพันธระหวางรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองกับรัฐประศาสนศาสตร รัฐ
ประศาสนศาสตร เปนวชิ าทมี่ งุ ศกึ ษาถึงองคการของภาครัฐ และระบบราชการ กระบวนการในการ
บริหารงานในระบบราชการ การนาํ นโยบายทไ่ี ดร ับมอบหมายจากรฐั บาลไปปฏิบัติ มุงเนนใหผูศึกษา
ไดทราบถึงกฎเกณฑระเบียบตลอดจนเทคนิค วิธีการตางๆ ในการบริหารงานราชการใหมี
ประสิทธภิ าพและประสิทธผิ ล การศึกษาทางรัฐประศาสนศาสตรจึงมุงเนนเรื่องการบริหารงานของ
ภาครัฐเปนหลัก แตอยางไรก็ตาม การบริหารงานดวยความรวดเร็วและบรรลุผลจะตองอยูภายใต
กรอบของกฎหมาย กลาวคือ ตองเปนไปตามหลักความชอบดวยกฎหมายดวย นอกจากนี้ รฐั ธรรมนญู
อาจกําหนดแนวนโยบายพ้ืนฐานแหงรัฐเพื่อเปนแนวทางใหรัฐบาลไดนําไปปฏิบัติใหบังเกิดผล
กฎหมายรัฐธรรมนูญจึงเปรียบเหมือนโครงรางเพื่อใหดําเนินการ สวนการบริหารรัฐกิจก็เปนการ
ดาํ เนนิ ตามโครงรา งเหลานนั้ อยา งมีประสทิ ธภิ าพและชอบดวยกฎหมาย

4. ความสัมพันธระหวางรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองกับประวัติศาสตร วิชา
ประวัตศิ าสตร เปน วิชาทศ่ี กึ ษาเกยี่ วกับเหตกุ ารณที่เกดิ ข้นึ ในอดีต หากผทู ่ศี ึกษากฎหมายรัฐธรรมนูญ
ไดท ราบถึงประวตั ิศาสตรก ารเมืองการปกครอง ทราบถึงบรรยากาศทางการเมอื งในชวงที่มีการจัดทํา
รัฐธรรมนูญ ก็จะทําใหเขาใจถึงเจตนารมณของรัฐธรรมนูญแตละฉบับไดดีย่ิงข้ึน เชน เมื่อศึกษา
ประวตั ศิ าสตรข องไทยในชว งท่เี กดิ เหตุการณร ัฐประหารยึดอาํ นาจการปกครอง กจ็ ะทําใหทราบไดวา
รัฐธรรมนูญทจ่ี ดั ทาํ โดยคณะรัฐประหารมบี ทบัญญัติสง สง เสรมิ แนวคิดอํานาจนิยมเบ็ดเสร็จ หรือเมื่อ
ศกึ ษาประวตั ศิ าสตรก ารเมืองของประเทศไทย ชวงกอน พ.ศ. 2540 กจ็ ะพบวาเกิดแนวคิดการปฏิรูป
การเมืองครั้งสําคัญ ดวยเหตุน้ี รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 จึงมีเจตนารมณท่ี
สอดคลองกบั หลักรฐั ธรรมนญู นิยมอยางชดั เจน เปน ตน

5. ความสัมพันธระหวางรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองกับวิชาสังคมวิทยา วิชาสังคม
วิทยา เปนวิชาที่มุงศึกษาถึงสังคมท้ังหมด โดยพิจารณาในแงโครงสรางการเปล่ียนแปลงและการ
แขง ขัน หรือปญ หาตางๆ ของสังคม วิชาสังคมวทิ ยาจงึ ชวยใหผ ศู ึกษารัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง
ไดเห็นถึงสภาพปญหาในความเปนจริงของสังคม ซ่ึงอาจเกิดผลที่แตกตางไปจากเจตนารมณของ
รัฐธรรมนูญ วชิ าสังคมวทิ ยาจงึ ใหความสําคญั แกสังคมและมุงศึกษาสิ่งท่ีไมเปนทางการ ซ่ึงข้ึนอยูกับ
ปทสั ถานภายใตวัฒนธรรมทีไ่ มจ าํ เปน ตอ งมรี ูปแบบท่ีแนน อน อาจไมเ ก่ียวของกับกฎหมายหรืออยูใน
ระดบั ท่กี ฎหมายไมครอบคลุม ดังนั้นการศึกษาวิชาสังคมวิทยาควบคูไปกับรัฐธรรมนูญและสถาบัน
การเมือง จงึ เปนการเปดทัศนคติของผทู ศ่ี กึ ษารฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมืองใหกวางขึ้น นอกจาก
จะมุงศกึ ษาแตเ พยี งกฎเกณฑอันเก่ียวกับการปกครองประเทศแลว ยังตองศึกษาถึงผลที่เกิดข้ึนจริง
จากการบังคบั ใชกฎเกณฑด งั กลา วดวย

กลาวโดยสรุป การศึกษารัฐธรรมนูญและสถาบันทางการเมืองนั้น นอกจากเปนการศึกษา
บทบญั ญัตขิ องรัฐธรรมนูญทป่ี รากฏเปนลายลักษณอักษรแลว ยงั จําเปน ทจี่ ะตองศึกษาตั้งแตรากฐาน

72 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบนั การเมือง

ทฤษฎที างรัฐธรรมนญู แนวคดิ วาดวยรฐั แนวคิดวาดวยอํานาจอธิปไตย รวมถึงหลักการพื้นฐานของ
รัฐธรรมนญู ความหมาย ประเภท ทม่ี า การแกไข และการยกเลิกรัฐธรรมนูญ การจะทําใหผูที่ศึกษา
เห็นภาพของรัฐธรรมนูญและสถาบนั การเมืองไดอยา งชัดเจนและเกิดความเขาใจน้นั จาํ เปน ตองศึกษา
ความรูในสาขาวิชาอื่นๆ ท่เี กี่ยวของดวย เชน วิชาปรัชญาการเมือง วิชารัฐศาสตร วิชารัฐประศาสน
ศาสตร วิชาประวัตศิ าสตร และวชิ าสงั คมวิทยา เปนตน

สรุป

ในปจจุบันน้ีประเทศตางๆ ไดมีการนํารัฐธรรมนูญมาเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครอง
ประเทศ แมวาประเทศเหลานั้นจะมีรูปแบบการปกครองลักษณะใดก็ตาม ซึ่งตางจากอดีตที่
รัฐธรรมนญู มักมีความหมายท่ใี กลช ดิ กับแนวคดิ ประชาธปิ ไตย ดังน้ันจึงมีเพียงเฉพาะประเทศท่ีมีการ
ปกครองในระบอบประชาธิปไตยเทา นั้นทีใ่ ชร ฐั ธรรมนญู เปน หลักในการปกครองประเทศ ซึ่งลักษณะ
เชนนี้นบั เปน ววิ ัฒนาการอยางหนึ่งของรฐั ธรรมนญู สาํ หรบั สาเหตทุ ่ีประเทศตางๆ นําเอารัฐธรรมนูญ
มาใชอ ยางกวางขวางขึ้น เปน เพราะในปจ จุบันรัฐธรรมนญู เปรยี บเหมอื นสัญลกั ษณแ หงความเปนรัฐที่
สมบูรณ ที่ใชเปน เคร่อื งมือในการดําเนินความสัมพันธร ะหวางประเทศกับรัฐอ่ืนในประชาคมโลก ซึ่ง
ถือวาเปนบทบาทอกี อยา งหนง่ึ ของรัฐธรรมนูญ

กลาวไดวารัฐธรรมนูญมีความสําคัญในการปกครองประเทศมาก เพราะรัฐธรรมนูญเปน
กฎหมายที่กําหนดถึงอาํ นาจสงู สุดและการใชอาํ นาจสูงสุดภายในรัฐน้ันๆ วาใครเปนผูมีอํานาจสูงสุด
การใชอ ํานาจเหลา น้ันอยูในลักษณะใด มีความสมั พนั ธกบั อํานาจอ่ืนๆ อยา งไร รวมถึงไดม ีการกําหนด
องคกรทางการเมืองท่ีจะมาใชอํานาจเหลาน้ัน อยางไรก็ตามในประเทศท่ีปกครองดวยระบอบ
ประชาธิปไตยจะมีการกําหนดใหอํานาจสูงสุดเปนของประชาชน ดังน้ันเน้ือหาของรัฐธรรมนูญใน
ประเทศเหลานั้นจึงไดกลาวถึงสิทธิและหนาที่ของประชาชน บทบาทของรัฐที่มีตอประชาชน การ
คุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน รวมถึงการใหหลักประกันการใชสิทธิและเสรีภาพของ
ประชาชน

สาํ หรับในรัฐยคุ ใหมทใี่ หความสาํ คัญกบั สทิ ธิและเสรีภาพของประชาชน จงึ มักรา งรัฐธรรมนูญ
ลายลักษณอ กั ษรทมี่ ีการนาํ หลกั รัฐธรรมนูญนิยมมาเปนแนวทางในการจัดทํารัฐธรรมนูญ ซ่ึงสงผลให
รัฐธรรมนญู มีสาระเนือ้ หาท่มี ีการจํากัดการใชอํานาจรัฐและมีการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ เพื่อให
การคมุ ครองสทิ ธแิ ละเสรภี าพของประชาชนไมใ หถกู แทรกแซงจากรฐั ในกรณีประเทศไทย ไดมกี ารนาํ
หลกั รฐั ธรรมนญู นิยมมาใชเ ปนหลกั ในการรา งรฐั ธรรมหลายฉบับ เชน รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักร
ไทย พ.ศ. 2540 เปนตน ทําใหในหวงเวลาที่มีการใชรัฐธรรมนูญดังกลาว ประชาชนสามารถใชสิทธิ
และเสรภี าพของตนไดตามขอบเขตของรัฐธรรมนูญ โดยมิไดถ กู จาํ กัดหรือถกู แทรกแซงจากอาํ นาจรฐั

โดยท่ัวไปแลวรัฐธรรมนูญจะถือวาเปนสวนหนึ่งของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซ่ึงกฎหมาย
รัฐธรรมนูญนอกจากจะประกอบดวยรฐั ธรรมนูญแลว ยงั ครอบคลมุ ไปถงึ กฎหมายอ่นื ๆ ทีเ่ กี่ยวของกบั
สถาบนั การเมืองและการใชอํานาจรัฐ หรือหลักเกณฑ แนวคิด รวมถึงจารีตประเพณีที่เกี่ยวของกับ

ความรทู ่ัวไปเกีย่ วกบั รฐั ธรรมนญู 73

การใชอํานาจในการปกครองดวย ดังน้ัน การศึกษารัฐธรรมนูญจึงเปนสวนหนึ่งของกฎหมาย
รฐั ธรรมนญู และมีความสัมพันธก ันในแงทีว่ า ถาเราตอ งการศกึ ษารฐั ธรรมนูญใหลกึ ซง้ึ และเขาใจอยาง
ท่วั ถงึ แลว ควรที่จะศึกษาในลกั ษณะการศึกษากฎหมายรัฐธรรมนูญดวย

สําหรับการใชรัฐธรรมนูญในสากลทั่วไป สามารถแบงประเภทของรัฐธรรมนูญออกไดเปน
หลายลักษณะ แตลักษณะที่นิยมมากท่ีสุดคือการแบงประเภทรัฐธรรมนูญออกเปน รัฐธรรมจารีต
ประเพณีและรัฐธรรมนญู ลายลกั ษณอ กั ษร โดยท่ปี ระเทศสว นใหญจ ะใชรฐั ธรรมนูญท่ีเปนลายลักษณ
อักษร สวนประเทศท่ีใชรัฐธรรมนูญท่ีเปนจารีตประเพณี ท่ีชัดเจนท่ีสุดคือสหราชอาณาจักร แต
อยา งไรกต็ ามการแบงประเภทรฐั ธรรมนญู ในลักษณะนก้ี ย็ ังคงเปนปญ หาในทางวชิ าการอยบู าง เพราะ
ในประเทศท่ีใชร ฐั ธรรมนูญแบบลายลักษณอักษรก็ยังคงมีลักษณะการใชอํานาจในการปกครองบาง
ลกั ษณะท่ีไมไดบัญญตั ิไวในรปู ของกฎหมายลายลักษณอ กั ษร แตย งั คงอยูใ นรูปแบบของประเพณีการ
ปกครองและธรรมเนยี มปฏิบตั ติ า งๆ การแบงประเภทของรฐั ธรรมนูญในลักษณะนี้จึงเปนการมองใน
ภาพรวมของรฐั ธรรมนญู ในประเทศนน้ั ๆ และเพื่อประโยชนในการศึกษาเรยี นรูต อไป

74 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบนั การเมือง

แบบฝกหดั ทายบท

จงตอบคําถามตอไปนี้

1. การศึกษารฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมอื งมีความสมั พันธกบั วิชาอืน่ ๆ ในลกั ษณะใดบา ง
2. จงอธิบายถงึ ความหมายของรฐั ธรรมนญู และกฎหมายรฐั ธรรมนูญ พรอ มท้งั แสดงใหเ ห็น

ถงึ ขอแตกตา งระหวา งรฐั ธรรมนูญและกฎหมายรฐั ธรรมนญู
3. จงอธบิ ายถึงลกั ษณะของรัฐธรรมนญู พรอ มท้งั อภปิ รายถึงลกั ษณะท่ีดีของรัฐธรรมนูญ
4. รัฐธรรมนญู มีความสําคัญสาํ หรับประเทศทเ่ี กดิ ใหม ไมวาจะเปนการไดรับเอกราชใหม

หรือมีการเปล่ียนแปลงการปกครองสรู ะบอบใหม เพราะเหตใุ ด
5. การแบง ประเภทของรัฐธรรมนญู ตามรูปของรฐั สามารถแบง ออกไดก ปี่ ระเภท อะไรบาง

และแตละประเภทมลี ักษณะทสี่ ําคญั อยางไร
6. รัฐธรรมนญู ประเภทลายลกั ษณอักษรมลี ักษณะอยา งไร มีขอดีและขอ เสยี อยางไร
7. รัฐธรรมนญู จารีตประเพณีมลี กั ษณะอยา งไร และมขี อแตกตา งจากรัฐธรรมนญู ประเภท

ลายลกั ษณอ กั ษร อยางไร
8. หลักรฐั ธรรมนญู นยิ ม หมายถงึ อะไร มหี ลกั การทสี่ าํ คัญ อยา งไร
9. จงวเิ คราะหถงึ ความสมั พันธร ะหวางหลกั รัฐธรรมนญู นิยมกบั รฐั ธรรมนญู ของไทย

บทที่ 4

หลกั การพ้ืนฐานเกีย่ วกับรฐั ธรรมนญู

รฐั ธรรมนูญ ถือเปนกฎหมายสงู สุดของประเทศ เปน กฎหมายทเ่ี ปนหลักท่ีใชในการปกครอง
ประเทศ ทัง้ นีก้ ลา วไดวา ในการปกครองแบบประชาธิปไตย รฐั ธรรมนญู จัดเปนองคประกอบหนึ่งของ
การปกครองแบบประชาธปิ ไตย อนั เปน การปกครองท่ีมงุ ในจดุ หมายการปกครองเพื่อประชาชน โดย
อํานาจอธิปไตยเปนของประชาชนสวนใหญ รัฐธรรมนูญยังอาจกลาวไดวาเปนหลักเกณฑในการ
ปกครองประเทศของทกุ ภาคสว นในทางการเมืองหรอื กลาวโดยสรปุ วา “รฐั ธรรมนญู คอื กติกาหลกั ใน
การเมอื ง”

การเกิดขนึ้ ของรฐั ธรรมนญู ซึง่ เปนกฎหมายสงู สดุ ของรฐั นัน้ มลี ักษณะทมี่ วี ิวฒั นาการตามการ
พฒั นาของการเมอื งการปกครองของรัฐ เดิมทีการใชอํานาจภายในรัฐมักจะผูกพันกับตัวบุคคล แลว
คอยๆคล่ีคลายมาโดยมีการจัดระบบใหสอดคลองกับความตองการของประชาชนในรัฐ มีการนํา
แนวคดิ เร่ืองสิทธิ ความเสมอภาคของพลเมืองมาเปนปจจยั ในการปกครองรัฐ ดังนนั้ จึงอาจกลาวไดวา
มกี ารมรี ัฐธรรมนูญใชในปจจบุ ันเปน ผลพวงมาจากการพฒั นาดานการเมอื งของรัฐ เพอื่ กอใหเ กิดความ
เขา ใจในการศึกษารัฐธรรมนูญอยางกวางขวาง เราจึงตองศึกษาถึงวิวัฒนาการของรัฐธรรมนูญ การ
จัดทํารัฐธรรมนูญ เนื้อหาหลักของรัฐธรรมนูญ ตลอดจนการแกไข เปล่ียนแปลงและการยกเลิก
รัฐธรรมนญู

ในบทน้ีจะกลาวถึงวิวัฒนาการท่ัวไปของรัฐธรรมนูญ อํานาจการจัดใหมีรัฐธรรมนูญ ผูมี
อํานาจในการจัดทํารัฐธรรมนูญ เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ การแกไข
เพิม่ เตมิ รัฐธรรมนูญ และการยกเลิกรัฐธรรมนญู มรี ายละเดยี ดดงั ตอไปน้ี

ววิ ัฒนาการท่ัวไปของรัฐธรรมนญู

ในการศึกษาถึงรัฐธรรมคงหลีกเล่ียงมิไดท่ีจะศึกษาลักษณะความเปนมาของรัฐธรรมนูญ
เพอื่ ใหมีความเขาใจถึงแนวคดิ ในการจัดทาํ รฐั ธรรม วิวฒั นาการทว่ั ไปของรฐั ธรรมนูญจะแบงออกเปน
5 ยุค โดยใชเหตุการณที่สําคัญท่ีเกิดข้ึนกับรัฐธรรมนูญและสงผลตอแนวคิดและลักษณะของ
รัฐธรรมนูญในชว งเวลานน้ั ๆ ดังตอ ไปน้ี

วิษณุ เครืองาม (2530 : 107-111) บวรศักด์ิ อุวรรณโณ (2554 : 21-36) และณัฐกร
วิทิตานนท (2557 : 79-85) ไดใหคําอธิบายเกี่ยวกับพัฒนาการของรัฐธรรมนูญไว ซ่ึงมีเน้ือหาและ
ลักษณะดงั นี้

ยุคแรก การกําหนดชวงเวลายุคแรกของวิวัฒนาการท่ัวไปของรัฐธรรมนูญ จะใชชวงเวลา
ต้ังแตมีการใชอํานาจการปกครองในยุคโบราณ จนกระท่ังถึงป ค.ศ. 1215 โดยท่ัวไปใชอํานาจการ
ปกครองและกฎหมายเก่ียวกับกฎเกณฑการปกครองรัฐมีลักษณะไมคงท่ีชัดเจน อาจมีการบัญญัติ

76 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบนั การเมือง

กฎหมายบาง เปนจารตี ประเพณบี าง เปนไปตามอัธยาศยั ของผูปกครองบาง กฎหมายที่เกิดขึ้นก็ไมมี
ลักษณะเปนรัฐธรรมนูญแบบปจ จบุ ัน การบญั ญตั ิกฎหมายข้ึนมาใชในรัฐมักเปนไปเพ่ือตอบสนองตอ
การใชอํานาจของผูปกครอง และอยูภายใตการควบคุมของผูปกครอง หากมีขอกําหนดใดที่ทําให
ราษฎรมคี วามมัน่ คงปลอดภยั ก็เปนเรอ่ื งทผี่ ปู กครองจะกระทาํ เอง ไมใชเปนเพราะมีกฎหมายไวเพ่ือ
จํากัดอํานาจของผูปกครองรฐั ดงั นั้น จึงกลาวไดวาในยุคนี้ไมมีรัฐธรรมนูญดังความหมายในปจจุบัน
หรอื ถา มีจะมีลักษณะของรัฐธรรมนูญปรากฏอยูบา ง ก็ถือวา เปน รัฐธรรมนญู ทีม่ ีลักษณะเปนราชาธิป-
ไตย

ยุคท่ีสอง ในยุคน้ีเริ่มต้ังแต ป ค.ศ. 1215 ซ่ึงเปนปที่เร่ิมประกาศใชเอกสารมหากฎบัตร
(Magna Carta) เปนตนมา จนถึง ป ค.ศ. 1776 เปนปที่มีการประกาศอิสรภาพในสหรัฐอเมริกา
ในชวงระยะเวลาดังกลาวนี้ไดเกิดเหตุการณหลายเหตุการณในอังกฤษและนําไปสูการทําใหมีการ
กาํ หนดกฎเกณฑตอ การใชพระราชอาํ นาจของกษตั รยิ 

ในประเทศอังกฤษ พระเจาจอหนท่ี 1 มกี รณีขดั แยง กับฝร่งั เศสจนเกดิ เปน สงคราม พระองคมี
ความจาํ เปน ทีจ่ ะตอ งเก็บภาษีราษฎรเพ่ิมเพื่อนําไปเปนปจจัยในการทําสงคราม แตบรรดาเหลาขุน
นางอังกฤษไมยินยอม จึงรวมตัวกันเม่ือวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ. 1215 เพื่อเรียกรองหลักประกันใน
สิทธิของตน โดยย่ืนคําขาดใหพระเจาจอหนยอมทําตามขอเรียกรองของพวกตน โดยใหลงพระ
ปรมาภไิ ธยในเอกสารท่ีมชี ื่อเรยี กวา Magna Carta โดยเอกสารนเ้ี รยี กรองใหกษัตรยิ ตองผูกมัดตนเอง
กบั กฎหมายและใหห ลกั ประกันสทิ ธแิ กราษฎรท้งั หลายในการใหค วามยินยอมตอการเก็บภาษีเพ่ิมข้ึน
จากเดมิ อกี ทง้ั ยังใหร าษฎรมีสทิ ธิทจี่ ะตอตานการตัดสนิ ทไ่ี มเ ปน ธรรมของฝายกษัตริยไ ด เอกสารมหา
กฎบัตร กาํ หนดถึงการจาํ กัดอาํ นาจของกษตั ริยบางประการ มีบทกําหนดคมุ ครองสิทธิและเสรีภาพแก
ราษฎร โดยมสี าระสาํ คญั โดยสรุป คือ

1. พระเจา แผน ดินจะเรยี กเกบ็ ภาษี หรือขอใหราษฎรใหความชวยเหลือไมได นอกจากจะ
ไดรบั ความยินยอมจากทีป่ ระชมุ หวั หนาราษฎร

2. การงดใชกฎหมาย หรือการยกเวนไมใ ชก ฎหมายบังคบั แกบุคคลใดบคุ คลหนึ่งจะกระทํา
ไมได

3. บุคคลใดๆ จะถูกจับกุมคุมขัง หนวงเหน่ียว หรือขับไลเนรเทศไมได นอกจากการน้ัน
เปน ไปโดยคําพพิ ากษาทชี่ อบ และตามกฎหมายของบา นเมือง

นอกจากเหตกุ ารณเ กิดขนึ้ ของเอกสารมหากฎบตั รแลว ในป พ.ศ. 1726 มีการตรากฎหมาย
อังกฤษในการรองขอความคุมครองจากกษัตริยเพิ่มเติม ในกฎหมายที่ชื่อวา Petition of Right
พระราชบญั ญัตฉิ บับนี้ยํ้าถงึ หลกั ทว่ี า สทิ ธแิ ละเสรีภาพของประชาชนจะตองไดรับความคุมครองตาม
บทบัญญัตขิ องกฎหมายของรัฐสภา สําหรับสาระสาํ คัญของ Petition of Right มดี งั นี้

1. บคุ คลไมพ ึงถกู บังคบั ใหใ หส ิ่งของ ใหกู บังคบั ใหกหู รอื เสียภาษี โดยมิไดร ับความยินยอม
จากราษฎร ตามทีก่ ฎหมายของรัฐสภาบัญญตั ไิ ว

หลกั การพนื้ ฐานเก่ยี วกบั รฐั ธรรมนูญ 77

2. บคุ คลทีเ่ ปนอิสระไมพึงถูกพิพากษาประหารชวี ิต หรือตัดอวัยวะ หรือจําคุก หรือคุมขัง
กอ นฟง คําพยานหลักฐาน อนั เปน การขดั ตอ บทบญั ญตั ขิ องกฎหมายของประเทศ

3. เอกชนจะตอ งไมถูกบงั คับใหรบั ทหารเขาอยูอาศัยในบานของตน 4) กษัตริยไมพึงออก
คาํ สงั่ ใหพ ิจารณาโทษพลเรือนตามกฎอัยการศกึ ดังเชนท่ที หารกระทาํ ในเวลาสงคราม

สําหรับเหตกุ ารณสาํ คัญอกี เหตกุ ารณหนง่ึ เกิดขน้ึ ในป ค.ศ. 1685 เปน เหตุการณท ่ีเกิดข้นึ เมอ่ื
พระเจาเจมสที่ 2 (James II) ข้ึนครองราชยในป ค.ศ. 1685 ซึ่งพระองคทรงนับถือในศาสนาคริสต
นกิ ายโรมันคาทอลกิ และมีพระราชประสงคท จี่ ะเผยแพรค ําสอนของศาสนาคริสตน ิกายโรมันคาทอลกิ
ใหกวา งขวางข้นึ แตก ไ็ ดร ับการตอตานจากเหลา ขนุ นางและคนองั กฤษจาํ นวนมากท่ีหนั มาอยูในนิกาย
ใหมค ือนิกายแองกลแิ คน ฝายขนุ นางจงึ รวมตัวกันทูลเชิญเจาชายวิลเลียมแหงออเรนจ (William of
Orange) จากฮอลแลนด ซึ่งสมรสกับเจาหญิงแมรี่ พระราชธิดาของพระเจาเจมสที่ 2 ใหข้ึนมา
ปกครองอังกฤษแทนพระเจาเจมสท่ี 2 ซึ่งในเวลาตอมาพระเจาเจมสท่ี 2 ก็ยินยอมทําตามท่ีฝายขุน
นางเรยี กรอง ทงั้ น้ีก็เพื่อไมตองการใหเกิดความขัดแยงถึงตองสูรบกัน กอนที่พระเจาวิลเล่ียมจะข้ึน
ครองราชย พระองคไดทรงลงพระนามในเอกสาร The Bill of Right (ไตรรงค สุวรรณคีรี, 2558 :
37)

The Bill of Right เปนกฎหมายที่วางกฎเกณฑที่เปนหลักในการกําหนดความสัมพันธ
ระหวางฝายกษัตริยกับรัฐสภาอังกฤษ ซ่ึงมีผลใชบังคับอยูจนถึงปจจุบัน โดยมีรายละเอียดท่ีสําคัญ
ดังน้ี

1. การท่ีพระมหากษตั รยิ ทรงใชอํานาจงดใชกฎหมายก็ดี หรือใชกฎหมายก็ดี โดยมิไดรับ
ความยนิ ยอมจากรฐั สภา เปน การกระทําไมช อบดว ยกฎหมาย

2. การทพ่ี ระมหากษัตรยิ ไ มปฏิบตั ติ ามกฎหมายก็ดี หรือการนาํ กฎหมายทยี่ กเลิกแลว มาใช
กด็ ี เปน การกระทําท่ีไมชอบดว ยกฎหมาย

3. คําสั่งต้ังศาลพิจารณาเกี่ยวกับศาสนา ตลอดจนคําสั่งและการจัดตั้งศาลใหมีลักษณะ
ทํานองเดยี วกัน เปน คําสัง่ ทไี่ มชอบดว ยกฎหมาย

4. การทพ่ี ระมหากษัตริยท รงใชพระราชอํานาจเรยี กเกบ็ เงนิ สําหรับคา ใชจายในกจิ การของ
พระองค โดยมิไดร ับความยินยอมจากรฐั สภาก็ดี เรยี กเก็บเงินเกินระยะเวลาที่รัฐสภาอนุมัติก็ดี หรือ
เรียกเก็บเงินโดยวิธอี ื่นนอกจากทไี่ ดร บั อนมุ ตั ิ หรอื จะไดรับอนุมัติจากรัฐสภาก็ดี เปนการกระทําท่ีไม
ชอบดวยกฎหมาย

5. ประชาชนมีสทิ ธิทจ่ี ะรองทุกขต อ พระมหากษัตรยิ ไ ด การจํากัดเสรภี าพเชนวานี้ก็ดี และ
การดําเนนิ คดฐี านรองทกุ ขก็ดี เปนการกระทําท่ีมชิ อบดวยกฎหมาย

6. การจดั ใหม กี องทพั ประจําการในราชอาณาจักรในยามสงบ โดยมไิ ดร ับความยนิ ยอมจาก
รฐั สภา เปนการกระทาํ ทีผ่ ดิ กฎหมาย

7. บคุ คลซ่ึงนบั ถอื ศาสนานิกายโปรเตสแตนท พึงมอี าวธุ สําหรับปองกันตนตามที่กฎหมาย
บัญญัติ

78 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง

8. การเลอื กตั้งสมาชิกสภาผแู ทนราษฎรพงึ ใหเปน การกระทาํ ดวยความสมคั รใจ
9. เสรีภาพในการพูดและอภิปราย หรือการดําเนินการใดๆ ในรัฐสภาน้ัน ไมพึงนําไป
ฟอ งรอ งเปน คดีในศาลใดศาลหนึง่
10. การเรยี กประกนั ตวั จาํ เลยมากไปก็ดี การกาํ หนดคาปรบั มากเกินไปก็ดี หรือการลงโทษ
อยางทารณุ โหดรายและผิดธรรมดากด็ ี เปน ส่งิ ทไี่ มพ งึ กระทาํ
11. ผูท ีเ่ ปนลูกขนุ ตองลงทะเบยี น และประกาศเปน ทางการโดยถูกตอง และในคดีความผิด
ฐานกบฏ ผูท ี่จะเปน ลูกขนุ ตอ งเปน ผทู ่ีมกี รรมสทิ ธิ์ในที่ดนิ
12. การปรับและริบทรัพยบุคคลกอนมีคําพิพากษา เปนการกระทําท่ีมิชอบดวยกฎหมาย
และเปน โมฆะ
13. รฐั สภาพึงจดั ใหม ีการประชมุ เนืองๆ เพ่อื แกไขปรับปรงุ กฎหมายใหดีขนึ้ อยเู สมอ
จากเหตกุ ารณทั้ง 3 เหตุการณข างตน ทําใหเกิดขอกําหนดในรูปของกฎหมายที่มีผลตอการ
จํากัดพระราชอํานาจของกษัตริย อํานาจในการปกครองของกษัตริยถูกควบคุมโดยรัฐสภา และ
ประชาชนไดรบั การคุมครองและมีหลกั ประกันทางสิทธิและเสรีภาพมากข้นึ ดงั น้ันเหตุการณในชวงยุค
ท่ีสองดังกลาวนี้ ขอบเขตของรัฐธรรมนูญไดมีความหมายที่ชัดเจนและมีความเปนรูปธรรมมากข้ึน
โดยเฉพาะการเกิดขน้ึ ของเอกสารมหากฎบตั รนั้นไดร บั การยกยองวาเปนการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญ
ฉบับแรกของโลก กลา วโดยสรปุ แลว ในยคุ ท่ีสองน้ีถือวาไดมรี ัฐธรรมนูญเกดิ ขน้ึ แลว และเปนกฎหมาย
ทเี่ กิดขน้ึ มาเพอื่ จาํ กัดอาํ นาจของกษัตรยิ ห รือผูปกครองประเทศ
ยุคท่ีสาม เริ่มนับชวงต้ังแตมีการประกาศอิสรภาพในประเทศสหรัฐอเมริกา เม่ือวันที่ 4
กรกฎาคม ค.ศ. 1776 จนถงึ ชว งสิ้นสุดสงครามโลกครงั้ ที่ 2 ในป ค.ศ. 1945 ในชวงรยะเวลาดังกลาว
นไ้ี ดมีเหตกุ ารณส าํ คัญเกดิ ข้นึ หลายเหตุการณท่ีสงผลตอความเปนรัฐธรรมนูญในโลกน้ี และไดทําให
ขอบเขตความหมายของรัฐธรรมนญู เปลยี่ นแปลงไปจากยคุ ท่ีสอง กลา วคือ รฐั ธรรมนูญท่ีเกิดข้ึนในรัฐ
ตางๆ มไิ ดหมายถงึ แคการจํากัดอํานาจของผูปกครองประเทศเทาน้ัน แตยังถือวารัฐธรรมนูญ จัดทํา
ขนึ้ มาไดด วยความสมคั รใจของราษฎร และจําตองวาดวยการจัดระเบียบการปกครองประเทศอยาง
เปนสัดเปนสวน มีการแบงแยกการใชอํานาจอธิปไตย และมีบทคุมครองสิทธิและเสรีภาพของ
ประชาชน ซ่ึงถือเปนตน แบบของรฐั ธรรมนญู ในปจจบุ ัน
จากการประกาศอิสรภาพในสหรัฐอเมริกา ป ค.ศ. 1776 นํามาสูการจัดทํารัฐธรรมนูญใน
ค.ศ. 1787 ซง่ึ ถอื วา รัฐธรรมนญู ทเี่ ปน ลายลกั ษณอ กั ษรเริ่มเกดิ ข้ึนครง้ั แรกในโลก รฐั ธรรมนูญดังกลาว
ไดม ีการวางกฎเกณฑก ารปกครองประเทศ และกําหนดอาํ นาจหนา ทขี่ ององคกรปกครองตางๆ อยาง
เปน ระเบียบ โดยมีการแยกองคกรปกครองประเทศออกเปนฝายนติ ิบญั ญัติ ฝายบรหิ าร และฝายตุลา
การ ซ่ึงรูจักกันในนามหลักการแบงแยกอํานาจ มีการบัญญัติใหรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุด
ยอมรับอาํ นาจสูงสุดของประชาชนสหรัฐอเมริกา และมีบทคมุ ครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ดังที่
ปรากฏในปฏิญญาคําประกาศอิสรภาพอเมริกา ซึ่งมขี อความตอนหน่ึงวา “ผูปกครองหรือรัฐบาลจะ

หลักการพนื้ ฐานเกย่ี วกบั รฐั ธรรมนูญ 79

จัดตั้งข้ึนไดในหมูราษฎรก็โดยอาศัยอํานาจอันชอบธรรม ซึ่งมาจากความเห็นชอบของราษฎรผูถูก
ปกครอง”

การบญั ญตั ริ ฐั ธรรมนญู สหรัฐอเมริกาไดมีการนําแนวคดิ เก่ยี วกบั ทฤษฎีประชาธิปไตยเสรนี ิยม
ของนักปรชั ญาทางกฎหมายและการเมือง ซึ่งคอ นขางเปนนามธรรมมาบญั ญตั ิไวอ ยางเปนรปู ธรรม ไม
วา จะเปนหลกั นิตริ ัฐ การแบง แยกอาํ นาจ หลกั อํานาจอธิปไตย หลักสัญญาประชาคม เปนตน เดิมที
แนวคดิ จากนักปรัชญาเหลานี้ เชน มองเตสกเิ ออ จอหน ลอค และ รุซโซ เปนตน ไดเผยแพรแนวคิด
เสรปี ระชาธปิ ไตยดังกลาวอยางแพรหลายและเปน ทยี่ อมรบั กันทั่วไปในยุโรป เพียงแตยังมิไดนํามาใช
ในเชงิ ปฏิบัติอยา งเปน รปู ธรรม เมือ่ แนวคดิ เหลา นีไ้ ดน ํามาสูการปฏิบตั ทิ เี่ ปนจริงได

การจัดทํารฐั ธรรมนูญสหรฐั อเมรกิ านี้เปนตน แบบใหประเทศตางๆ โดยเฉพาะในยุโรปไดเอา
เปนแบบอยา ง การปฏวิ ัตใิ หญใ นฝรัง่ เศส ค.ศ. 1789 นําไปสูการลมลางอํานาจการปกครองแบบเดิม
และไดมีการนํารัฐธรรมนูญฝรั่งเศสมาใชในการปกครองเม่ือ ค.ศ. 1791 มีการจัดทํารัฐธรรมนูญ
สวิตเซอรแลนด ค.ศ. 1919 ในชวงเวลาท่ีเกิดการเปล่ียนแปลงเหลาน้ี มีสาระสําคัญรวมกันคือ รัฐ
ท้ังหลายในยุโรปไดถูกทาทายดวยแนวคิดการใชอํานาจการปกครองแบบใหมที่ถือเอาอํานาจของ
ประชาชนเปนสําคัญ เกิดการพังทลายของรูปแบบการใชอํานาจการปกครองแบบเดิมคือระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย เกิดการเขาแทนท่ีของระบอบการปกครองใหม คือ ระบอบประชาธิปไตย
ดงั นัน้ เมอื่ มีการนาํ รปู แบบการปกครองแบบประชาธปิ ไตยมาใชในรัฐน้ัน การนําเอารัฐธรรมนูญมาใช
จึงมีบทบัญญตั ิที่เนนแนวคิดปรัชญาประชาธปิ ไตยเปน สําคัญ ดวยเหตนุ ร้ี ฐั ธรรมนูญในชวงเวลาน้ันจึง
ถูกนํามาใชใ นความหมายเดยี วกบั คาํ วาประชาธปิ ไตย จะตอ งมบี ทบญั ญตั เิ กย่ี วกับการแบงแยกการใช
อํานาจและการประกนั สิทธิและเสรภี าพของประชาชน และก็ใชมาตรฐานนี้ทม่ี ีบทบัญญตั เิ กย่ี วกบั การ
แบงแยกการใชอํานาจและการประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และใชมาตรฐานนี้เปน
เครอื่ งวัดวา ประเทศใดมรี ฐั ธรรมนญู หรอื ไม

ในชวงกอนสงครามโลกคร้ังท่ี 2 จะเกิดขึ้น ไดมีเหตุการณที่มีการตอสูทางความคิดในเร่ือง
สิทธทิ างการเมอื งเกิดขน้ึ ในยุโรป กลาวคือ เปน การตอ สรู ะหวา งฝายนิยมลัทธิประชาธิปไตยและฝาย
นิยมลทั ธเิ ผด็จการในรปู แบบตางๆ เชน ฟาสซสิ ม นาซี และคอมมิวนสิ ต ฝา ยนยิ มลทั ธิประชาธปิ ไตยมี
ทา ทวี าจะไดเปรียบฝา ยนยิ มลทั ธเิ ผด็จการ เพราะในระยะเวลาดังกลาวรฐั ที่เคยเปนเมอื งขึน้ หรอื อยใู น
อารักขาของรัฐอื่น พยายามด้ินรนจะยกตัวเองใหเปนประเทศอิสระ รัฐใหมท่ีมีราษฎรตางเชื้อชาติ
สัญชาติ หรือศาสนากันมาก ก็พยายามด้ินรนจะแยกตัวออกเปนรัฐอิสระหลายรัฐ ซ่ึงความพยายาม
ดังกลาวจะสําเรจ็ ไดก โ็ ดยวิถที างประชาธปิ ไตยเทานั้น รอบอบประชาธิปไตยจึงเปนสิ่งใฝหากันอยาง
หนกั ในขณะน้ัน แมวาอาจจะเปนประชาธิปไตยเพียงในนามหรือเพียงเพื่อชวงชิงอํานาจจากคนหมู
หนึ่งไปสูคนอีกหมูหนึ่งก็ตาม แตการจะทําไดสําเร็จก็ตอเมื่อไดรับความสนับสนุนจากมหาชน ซ่ึง
จําเปนตองอางคําวาประชาธิปไตยขึ้นบังหนาอยูน่ันเอง รัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นในชวงน้ีจึงจะตองมี
หลักการแบงแยกอํานาจและมีบทบัญญัติประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไดถูกนํามาใชใน
ความหมายเดยี วกบั ประชาธปิ ไตย

80 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมือง

โดยภาพรวมในยคุ น้ีตงั้ แตก ารประกาศอิสรภาพในสหรฐั อเมริกา จนถึงสน้ิ สุดสงครามโลกครง้ั
ท่ี 2 ประเทศตา งๆ ไดมีการนาํ เอารัฐธรรมนญู มาใชเปนหลกั ในการปกครองประเทศ และเนอื้ หาสาระ
ของรัฐธรรมนูญมีเนื้อหาท่ีเปนประชาธิปไตย เพราะฉะน้ันรัฐธรรมนูญกับประชาธิปไตยจึงเปนสิ่งท่ี
แยกออกจากกันมไิ ด

ยคุ ที่สี่ เริ่มต้งั แตสมยั สงครามโลกครัง้ ท่ี 2 ส้ินสุดลงจนถงึ ปจจบุ ัน ในชวงสมัยนี้ไดมีเหตุการณ
ที่สําคัญๆ ทางการเมืองเกิดขึ้นในโลกมากมาย จนทําใหขอบเขตความหมายของรัฐธรรมนูญ
เปลย่ี นแปลงไป เชน เกิดองคการสหประชาชาติ (UN) ข้ึนมา บรรยากาศชวงสงครามเย็นสงผลใหมี
หลายรัฐแตกออกเปนฟากฝงตามขั้วอุดมการณ เชน เยอรมนีตะวันตกกับเยอรมนีตะวันออก
เวียดนามเหนอื กบั เวียดนามใต เกาหลีเหนอื กบั เกาหลใี ต นอกจากน้ีบรรดารัฐทงั้ หลายทเี่ คยเปน อาณา
นคิ มของมหาอํานาจตางก็ไดรับเอกราชกันถวนหนา เชน อินเดีย ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย
สิงคโปร พมา เปนตน อีกท้ังประเทศท่ีมีการปกครองแบบเผด็จการสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต ก็
สามารถเขามารวมกจิ กรรมระหวา งประเทศได โดยมีบทบาทสําคัญรวมกับประเทศที่มีการปกครอง
แบบประชาธิปไตยอื่นๆ อกี ดวย

ในที่สุดจึงเปนท่ียอมรับวาแทที่จริงแลว รัฐธรรมนูญเปนเพียงคํากลางๆ สําหรับใชเรียก
กฎหมายสูงสุด ซึ่งเก่ียวกับกฎเกณฑในการปกครองประเทศโดยตรง ประเทศที่มีการปกครองใน
รูปแบบใดก็สามารถมีรัฐธรรมนูญของตัวเองได ความหมายของรัฐธรรมนูญในชวงสมัยน้ีจึงมี
ความหมายแปรเปล่ยี นไป เพราะรัฐธรรมนูญเร่ิมกลายเปนเอกสารกาํ หนดอุดมการณท างการเมอื งของ
รฐั ตลอดจนเปน สญั ลกั ษณข องความเปนรัฐเอกราชมากกวาความเปนประชาธิปไตย เชนในยุคกอน
หลายประเทศอาศยั รัฐธรรมนูญเปนขอ อางในการเขาสมาคมกบั รฐั อน่ื ๆ ประเทศใหมหลายๆ ประเทศ
จะตอ งรีบจัดทํารฐั ธรรมนูญขึน้ ประกาศใชอยา งรวดเรว็ เพ่อื ใหองคก ารสหประชาชาติยอมรับเขาเปน
สมาชิก หรอื การท่ีบางประเทศรบี เรง รางรัฐธรรมนูญ เพื่อเอาใจประเทศเจาของเมืองขนึ้ หรือประเทศ
ซงึ่ อารักขาตนเอยู เพือ่ ใชเปน ขอตอ รองในการขอเอกราชหรอื ใหไ ดมาซึ่งสถานะอสิ ระในสงั คมระหวาง
ประเทศ เปนตน

ยุคที่หา กระแสของรัฐธรรมนูญในเวลานี้และยุคตอไป คือ การพยายามจัดทํารัฐธรรมนูญ
ระดับนานาชาติ เรม่ิ ที่ยโุ รปซง่ึ พัฒนาประชมคมยโุ รปข้นึ มาหลงั สงครามโลกครั้งท่ี 2 ตามสนธิสัญญา
กรุงโรม และไดพัฒนาขึ้นมาเปนลําดับจนเปลี่ยนเปนสหภาพยุโรปในป ค.ศ. 1990 ตอมาในป ค.ศ.
2000 สหภาพยุโรปไดจ ดั ทํารฐั ธรรมนูญยุโรป หรอื European Constitution เม่อื รางสาํ เร็จเสร็จสิ้น
หลายประเทศไดใ หค วามเหน็ ชอบ แตเหน็ ชอบโดยรฐั สภา มีเพียงสองประเทศทีน่ าํ ไปใหประชาชนลง
มติ คอื ฝรงั่ เศสและ เนเธอแลนด ผลปรากฏวาประชาชนฝร่ังเศสไมพอใจประธานาธิบดีจึงลงมติไม
เหน็ ชอบกับรัฐธรรมนูญยโุ รป กระบวนซึ่งกาํ หนดประกาศใชร ฐั ธรรมนญู ยโุ รปป ค.ศ. 2007 ตอ งเล่ือน
ไปไมม ีกําหนด

หลกั การพน้ื ฐานเกยี่ วกบั รัฐธรรมนูญ 81

แมรฐั ธรรมนญู สหภาพยุโรปในความเปน จรงิ จะเปนเพียงสนธิสัญญา แตหากรฐั ธรรมนูญฉบับ
น้ไี ดถูกรับรองจากประเทศตา งๆ จรงิ แลว กระแสรฐั ธรรมนูญกจ็ ะเพ่มิ วตั ถปุ ระสงคข ้นึ อีกประการหนง่ึ
คอื รฐั ธรรมนูญเปนเครือ่ งมือในการรวมตัวกันของประเทศในระดบั ภมู ภิ าค

กลาวโดยสรปุ พฒั นาการของรฐั ธรรมนญู จงึ แบง เปน 5 ยุค คือ
ยคุ ท่ี 1 ตอ งการใชกฎหมายลายลักษณอ ักษรธรรมดาจํากดั อาํ นาจของผปู กครอง
ยุคท่ี 2 เปนยุคที่ใชรัฐธรรมนูญลายลักษณอักษรที่เปนกฎหมายสูงสุดจํากัดอํานาจการ
ปกครอง ของผูป กครอง และคุมครองสิทธิเสรีภาพประชาชนตลอดจนสถาปนาประชาธิปไตยข้ึนใส
การปกครอง
ยุคท่ี 3 ตอ งการสรางความเปน ธรรมใหเ กดิ ขึน้ ในสงั คม โดยคมุ ครองคนที่ออนแอกวา
ยคุ ท่ี 4 ตองการสรางเสถียรภาพและประสิทธิภาพใหเกดิ ขึ้นในระบบการเมอื ง
ยคุ ท่ี 5 การจัดทาํ รัฐธรรมนูญนานาชาติ
อยา งไรก็ตาม รัฐธรรมนูญในสมยั นจี้ ะมีบทบัญญัติเกย่ี วกับการแบง แยกการใชอํานาจอธิปไตย
อยางเครงครัดหรือไมเครงครัดอยางไรสุดแลวแตความตองการของแตละประเทศ สวนเร่ืองการ
ประกันสทิ ธเิ สรีภาพจะบัญญัติเอาไวอยางไรหรือไมก็ได ถาบัญญัติไวก็ดีแตถึงไมบัญญัติไวก็ไมถือวา
เสียหายอะไรในเชงิ ความหมาย รฐั ธรรมนญู จงึ มคี วามหมายเปน คาํ กลางๆ และยอมรับกนั ทั่วไปวา แม
ในประเทศเผด็จการรปู แบบใดๆ ก็ตาม ก็ถือวามีรัฐธรรมนูญไดเพ่ือใชกําหนดกฎเกณฑการปกครอง
ประเทศ

อาํ นาจการจดั ใหมรี ัฐธรรมนูญ

อาํ นาจการจดั ใหม รี ฐั ธรรมนูญ หมายถงึ อาํ นาจทางการเมอื งของคณะบุคคลหรือบุคคลที่อยู
ในฐานะบนั ดาลใหมรี ัฐธรรมนูญขึน้ ไดส ําเรจ็ โดยนยั นี้ผมู ีอาํ นาจจดั ใหม รี ัฐธรรมนูญจึงหมายถึงรัฎฐาธิ
ปตย หรือผูอยูในฐานะอยางรัฏฐาธิปตย แตเดิมมาถือวาพระผูเปนเจาเทานั้นที่จะบันดาลใหมี
รฐั ธรรมนูญได เพราะรัฐธรรมนญู กค็ ือโองการสวรรค คตินิยมเชนน้สี ืบเนือ่ งมาจากลัทธิเทวสิทธิราชย
ซึ่งมีสาระสําคัญวาพระผูเปนเจาทรงเลือกกษัตริยใหเปนผูนําประเทศ และทรงวางกฎเกณฑการ
ปกครองไวใหอํานาจทั้งปวงของกษัตริย ยอมหลั่งไหลจากองคพระผูเปนเจา ดังท่ีเชื่อถืออยูในทวีป
ยโุ รปสมยั กลาง ตอมาคตินยิ มแบบลทั ธิเทวสทิ ธิราชยเ สอื่ มลง เกิดมีแนวคิดใหมๆ เก่ียวกับผูมีอํานาจ
จัดใหม ีรฐั ธรรมนญู ในลกั ษณะที่มนษุ ยธรรมดาเปน ผูสรา งขน้ึ ซง่ึ อาจจําแนกการจดั ใหม ีรฐั ธรรมนูญ ได
ดังน้ี

กาญจนารตั น ลวี ิโรจน (2544 : 3-7) เชาวนะ ไตรมาศ (2546 : 6-7) และ ณัฐกร วิทิตานนท
(2557 : 94-99) ไดอธิบายถึงที่มาของรัฐธรรมนูญอันเกิดจากอํานาจการจัดใหมีรัฐธรรมนูญ ซึ่งมี
เน้ือหาและลักษณะดังน้ี

1. ประมุขของรัฐในฐานะผูมีอํานาจจัดใหมีรัฐธรรมนูญ ประมุขของรัฐในสมัย
สมบรู ณาญาสิทธิราชย อาจเปน ผูจัดทําใหมรี ฐั ธรรมนูญข้ึนเองได ตามพระราชประสงคเม่ือพระองค

82 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบนั การเมือง

ทรงเล็งเหน็ วา ถงึ เวลาแลว ทีป่ ระชาชนควรจะมสี ทิ ธิมีเสยี งในการบรหิ ารประเทศ ในกรณีเชน น้ีประมขุ
ของรฐั จะสละอํานาจบางสวนของพระองค ใหแกค ณะบคุ คลหรอื ประชาชนโดยท่วั ไป แตย ังทรงสงวน
พระราชอํานาจบางประการไว รัฐธรรมนูญทเ่ี กดิ ข้นึ โดยอาํ นาจของประมุขของรัฐเชนนี้ ยังไมอาจถือ
ไดวา มลี กั ษณะเปน ประชาธปิ ไตยอยา งแทจรงิ แตตองถอื วาเปนกาวสําคัญทจ่ี ะผนั แปรไปสรู ะบอบการ
ปกครองแบบประชาธปิ ไตยในเวลาตอ ไป

การที่ประมุขของรัฐจัดใหม รี ฐั ธรรมนูญขนึ้ เองยอ มเกิดมผี ล 2 ประการ กลาวคอื
ประการแรก เพ่ือชวยใหประเทศรอดพนจากการปฏิวัติ เพราะประมุขของรัฐไดรีบจัดทํา
รัฐธรรมนูญข้ึนกอนทจี่ ะมกี ารเรยี กรองหรอื บีบบงั คับ
ประการทีส่ อง เพอ่ื เสรมิ สรางบารมีของกษัตรยิ ต ลอดจนเปน วิธีทาํ ใหพสกนิกรเคารพยําเกรง
กษัตริยยิ่งขึ้น เพราะสํานึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงสละพระราชอํานาจบางสวนแกพสกนิกรของ
พระองค
2. ผกู อการปฏิวัติหรอื คณะรัฐประหารในฐานะผูมีอาํ นาจจัดทําใหมีรัฐธรรมนูญ เมื่อมีการ
เปล่ียนแปลงระบอบการปกครองดังท่ีเรียกวาการปฏิวัติ หรือเมื่อมีการเปล่ียนแปลงรัฐบาลโดยใช
อํานาจบังคบั ท่ีเรียกวาการรฐั ประหาร ผกู อการปฏวิ ตั ิหรือรัฐประหารไดส าํ เรจ็ ยอมอยใู นฐานรัฏฐาธิ-
ปตย ซงึ่ มีอํานาจทางกฎเกณฑการปกครองประเทศไดตามท่ีตนตองการ บุคคลประเภทน้ีจึงจัดไดวา
เปน ผมู อี าํ นาจจดั ใหม ีรัฐธรรมนูญ
3. ราษฎรในฐานะผูมีอาํ นาจจัดใหมีรัฐธรรมนูญ ในกรณีราษฎรรวมกันกอการปฏิวัติและ
เปล่ียนแปลงระบอบการปกครองไดส ําเร็จ ราษฎรทั้งปวงยอ มไดชอ่ื วา ผูมีอาํ นาจยิ่งใหญในรัฐในฐานะ
เจาของอํานาจอธิปไตย ซึ่งตนชวงชิงมาได แมหัวหนาคณะปฏิวัติก็ตองอยูใตความประสงคของ
ประชาชน จะทําการใดตามความพอใจของตนเอง ดังกรณีขางตนหาไดไม
4. ประมขุ ของรฐั คณะปฏวิ ัติหรือราษฎรในฐานะผมู ีอํานาจจัดใหมีรัฐธรรมนูญรวมกัน ใน
บางกรณเี มอื่ ราษฎรหรือผกู อการปฏวิ ตั ิหรอื รฐั ประหาร ไดย ึดอาํ นาจจากประมขุ ของรัฐเปนผลสําเร็จ
ราษฎรผูก อ การปฏิวัติหรอื รัฐประหารอาจตกลงประนีประนอมกับประมุขของรัฐ ดวยการยินยอมให
ประมุขของรัฐอยูในอํานาจสบื ไปภายในเงอื่ นไขบางประการ รฐั ธรรมนูญในกรณีเชนนี้ถอื วาเกิดข้ึนโดย
ประมุขของรฐั และราษฎรเปน ผรู วมใจกนั จดั ใหมีข้ึน
ในประเทศไทยนนั้ ถือเปนประเพณีการเมืองตลอดมา ไมวาจะมีการปฏิวัติหรือรัฐประหาร
เกดิ ขนึ้ คร้งั ใด การตรารัฐธรรมนญู ขึน้ ใชบ ังคับใหมจ ะตองถือวาเปน ความตาํ ลงรว มกันระหวางประมุข
ของรัฐกบั คณะผูกอ การปฏิวัตหิ รอื รัฐประหารเสมอ ท่เี ปนเชนนี้นา จะมเี หตุผล 3 ประการ กลาวคือ
ประการแรก คณะผูกอการปฏิวัติหรือรัฐประหาร ตองการอาศัยพระราชอํานาจทางสังคม
ของพระมหากษัตริย เพื่อท่ีจะใหประชาชนรูสึกและเขาใจวาพระมหากษัตริยทรงยินยอมดวยตาม
รฐั ธรรมนญู ฉบับนี้แลว
ประการทส่ี อง คณะผูก อการปฏวิ ัติหรอื รฐั ประหาร ตอ งการอาศัยพระราชอํานาจทางสังคม
และการเมอื งของพระมหากษัตรยิ  เพ่อื ใหนานาประเทศรบั รองรฐั บาลใหม

หลักการพน้ื ฐานเกยี่ วกบั รัฐธรรมนูญ 83

ประการทส่ี าม คณะผกู อการปฏวิ ัตหิ รือรัฐประหาร ตองการใหเห็นความสําคัญของสถาบัน
ประมขุ เดมิ วาไมม กี ารเปล่ยี นแปลงแตอ ยา งใด หากมีการปฏิวัติแลวออกรัฐธรรมนูญไปโดยท่ีสถาบัน
ประมุขเดมิ ยงั คงอยแู ตไมไดร เู ห็นดว ย รฐั ธรรมนญู จะมคี วามสาํ คัญตา่ํ ไมเหมอื นการอา งพระบรมราช
โองการในการประกาศใชรัฐธรรมนญู ที่จะทาํ ใหร ฐั ธรรมนูญเปนทีย่ อมรับในวงกวา ง

5. ผูมอี าํ นาจภายนอกรัฐในฐานะผมู อี าํ นาจจัดใหมีรัฐธรรมนญู เมื่อรัฐเจาอาณานิคมจะให
เอกราชกลบั คืนแกรัฐใตอาณานิคม รัฐเจาอาณานิคมมักตกลงเปนเงื่อนไขกอนเสมอวา รัฐใตอาณา
นิคมจะตองจดั ทํารัฐธรรมนูญ ซง่ึ รัฐเจาอาณานคิ มรับรองแลว ในกรณีเชนน้ีอาจถือไดวารัฐเจาอาณา
นคิ มอยใู นฐานะผูมีอาํ นาจจดั ใหมรี ัฐธรรมนญู ไดดว ยอีกกรณหี นึ่ง

ผลเสยี ของรฐั ธรรมนูญซงึ่ เกดิ ข้นึ โดยผูมีอํานาจจากองคกรภายนอกเปนผูจัดใหมีเชนนี้ อาจ
กอใหเ กิดผลเสยี บางประการ กลา วคือ

ประการแรก ทําใหป ระชาชนขาดความภาคภูมิใจรัฐธรรมนูญของตน ซึ่งเปนเหตุผลในทาง
จติ วทิ ยาการเมอื ง

ประการทสี่ อง การทีอ่ งคกรภายนอกเขามาจดั ใหม รี ัฐธรรมนูญขน้ึ อาจจะเปน การฝา ฝนความ
ประสงคและเจตนารมณของประชาชนในประเทศนัน้ ๆ เชน รัฐธรรมนญู อาจจะมบี ทบญั ญัติบางอยาง
ซ่งึ ไมสอดคลอ งกับลักษณะนสิ ยั สภาพภูมิศาสตร ประวัติศาสตรแ ละความเปน อยขู องประชาชน

กลาวโดยสรปุ รฐั ธรรมนูญเกดิ ข้ึนจากอํานาจจัดใหม รี ฐั ธรรมนญู หรืออาํ นาจใหร ฐั ธรรมนญู ซง่ึ
หมายถงึ อาํ นาจของบคุ คลหรือคณะบุคคลท่อี ยใู นฐานะตัดสนิ ใจในเรื่องความเปน อยทู างการเมืองของ
ตนเอง กลาวคือ ผูใดมีอํานาจอันสูงสุดและแทจริงในรัฐขณะใดขณะหนึ่ง ผูนั้นก็จะมีอํานาจท่ีจะให
รัฐธรรมนูญได เชน

1. พระมหากษัตริยในระบอบสมบรู ณาญาสิทธิราชยโ ดยการพระราชทานรัฐธรรมนญู
2. คณะปฏวิ ตั ิหรือคณะรฐั ประหารโดยการทาํ ปฏวิ ัตหิ รือรัฐประหาร
3. สภานติ ิบัญญตั ิในระบอบประชาธิปไตยแบบมีผูแทนจดั ใหมีสภารางรัฐธรรมนูญ
4. ประชาชนทําการตกลงรวมกันโดยการเรียกรองใหมีรัฐธรรมนูญรวมถึงการราง
รัฐธรรมนญู โดยประชาชน

ผูมีอาํ นาจในการจดั ทาํ รัฐธรรมนญู

รัฐธรรมนูญนอกจากจะเกิดขึ้นจากผูมีอํานาจจัดใหมีรัฐธรรมนูญดังกลาวขางตนแลว ยัง
สามารถเกดิ จากผมู อี าํ นาจในการจัดทาํ รฐั ธรรมนูญดว ย ซ่งึ ไดรบั มอบหมายจากผเู ปนรัฏฐาธปิ ต ย หรอื
เกิดจากผูมีอํานาจในการจดั ทํารฐั ธรรมนญู ตามบทบญั ญตั ิของรฐั ธรรมนญู ฉบบั ใดฉบับหนึ่ง ซ่ึงพอจะ
แบง แยกประเภทของผมู อี ํานาจในการจดั ทาํ รัฐธรรมนญู ไดด ังตอไปน้ี

สมยศ เชื้อไทย (2535 : 81-84) ณัฐกร วิทิตานนท (2557 : 100-102) และ ชาญชัย แสวง-
ศกั ดิ์ (2560ข : 73-75) ไดกลาวถึงผูมีอํานาจหนาท่ีซึ่งไดรับการมอบหมายจากผูเปนรัฏฐาธิปตย ใน
การจัดรัฐธรรมนญู มีสาระและลกั ษณะสรุปไดด ังน้ี

84 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบนั การเมือง

1. โดยบุคคลคนเดียว ในกรณีบุคคลคนเดียวจัดทํารัฐธรรมนูญ มักเกิดข้ึนจากการปฏิวัติ
หรือรฐั ประหาร และผูทําการปฏิวัติหรือรัฐประหารไดจัดทํารางรัฐธรรมนูญเตรียมไวกอนแลว ราง
รัฐธรรมนญู ประเภทน้ีมักมขี อความสั้นๆ และมงุ หมายจะใหเ ปนรัฐธรรมนูญชวั่ คราว

2. โดยคณะบุคคล หรือคณะกรรมาธิการ ลักษณะที่คณะบุคคลจัดทํารัฐธรรมนูญ ไดแก
กรณที มี่ ีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการข้ึนยกรางและพิจารณารางรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการอาจมี
จํานวน 10 คน ถึง 20 คน โดยคัดเลือกจากผูทรงคุณวุฒิในสาขาตางๆ ประเทศท่ีเพ่ิงเปล่ียนแปลง
ระบอบการปกครองหรอื เพ่งิ ไดร ับเอกราชใหมๆ มักจัดทาํ รัฐธรรมนูญในลกั ษณะนี้

3. โดยสภานติ ิบญั ญัติ ในกรณที ี่สภานติ ิบัญญัติ เปนผมู ีอาํ นาจจดั ทํารฐั ธรรมนูญน้ัน มกั เปน
กรณที ตี่ องการยกรางรฐั ธรรมนูญใหม เพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญเกา ทัง้ ฉบบั การใหสภานิตบิ ญั ญตั ิซงึ่ เปน
สภาท่ีใชอํานาจในการดําเนินการทางกฎหมายอยูแลว เปนผูจัดทําเสียเอง ยอมเปนการประหยัด
คาใชจาย แตผ ลเสยี กค็ ือ อาจทํางานไดล า ชาเพราะตองปฏิบัติหนาที่นิติบัญญัติในเวลาเดียวกัน และ
สมาชิกสภาอาจขาดความรูความชํานาญในการรางรัฐธรรมนูญ ซึ่งตองอาศัยความรูทางทฤษฎี
กฎหมายรัฐธรรมนูญอยูไมนอย อน่ึง สภานิติบัญญัติจะมีอํานาจจัดทํารัฐธรรมนูญไดก็ตอเมื่อ
รฐั ธรรมนญู ไดบ ัญญัตใิ หมอี ํานาจจดั ทาํ รฐั ธรรมนูญ ดงั นัน้ อํานาจในการจัดทํารฐั ธรรมนูญประเภทนี้จึง
เปนอาํ นาจทอี่ ยูภายในขอบเขตของบทบัญญัตแิ หง รฐั ธรรมนญู

4. โดยสภารา งรฐั ธรรมนูญ สภารางรัฐธรรมนญู ของประเทศประชาธปิ ไตย หมายถึง สภาที่
ประกอบดว ยสมาชิกท่ีราษฎรท่วั ท้งั ประเทศไดอ อกเสยี งเลือกต้งั เขา มาทําหนาท่ีเปนผูรางรัฐธรรมนูญ
ขึ้นใชโดยเฉพาะ และโดยปกติสภาน้ีจะถูกยุบไปทันทีเมื่อรัฐธรรมนูญที่ตนรางขึ้นนั้นไดรับการ
ประกาศใชแลว เพื่อใหราษฎรทาํ การเลือกตงั้ สมาชิกเขามาทาํ หนา ท่ีในสภานติ บิ ัญญัตติ ามรฐั ธรรมนูญ
ใหม แตในบางคร้งั กม็ ีความจําเปน อยเู หมือนกนั ท่ีสภารางรัฐธรรมนูญจะยุบเลิกไปทันทีไมได เพราะ
จะตองทํางานใหติดตอกัน ในรางรัฐธรรมนูญท่ีรางขึ้นมักจะมีบทบัญญัติใหสภารางรัฐธรรมนูญทํา
หนาท่ีสภานติ บิ ัญญัติไปชว่ั คราวจนกวาจะถึงเวลามกี ารเลอื กตง้ั สมาชิกสภานิติบัญญตั ิขน้ึ

เม่ือรางรัฐธรรมนูญใหมเขาสูการพิจารณาของสภารางรัฐธรรมนูญแลว สมาชิกสภาราง
รฐั ธรรมนูญทกุ คนมีสิทธขิ อแกไขเปลยี่ นแปลงเพิ่มเติม หรือตดั ทอนขอ ความไดต ามใจชอบ แลวสภาก็
จะลงมติในรางน้ัน แตเสียงที่เห็นชอบดวยจะตองมากกวาธรรมดา เชน 2 ใน 3 ของจํานวนสมาชิก
ทั้งหมด เปนตน

ประเทศตา งๆ ที่ไดมรี ฐั ธรรมนูญขึ้นใหมหลังสงครามโลกคร้งั ท่ี 2 เชน ฝร่งั เศส อิตาลี อินเดีย
เปนตน มีสภารางรัฐธรรมนูญข้ึนมาจัดทํารัฐธรรมนูญนี้ทั้งสิ้น ดังน้ัน สภารางรางรัฐธรรมนูญของ
ประเทศเหลานี้จึงเปนสภาที่ประกอบดวยผูแทนของราษฎรอยางแทจริง เพราะเปนผูท่ีราษฎรทั่ว
ประเทศไดลงคะแนนเลือกต้ังข้ึนมา เพื่อใหทําหนาที่รางหรือบัญญัติรัฐธรรมนูญ อันเปนกฎหมาย
สงู สดุ ในการปกครองประเทศของตน

อภิชาติ แสงอัมพร (2559 : 38) ไดกลาวถึงกรณีประเทศไทยวา เคยมีการตั้งสภาราง
รฐั ธรรมนญู ทที่ าํ หนาทใี่ นการจัดทาํ รัฐธรรมนญู มาแลว 4 คร้งั คือ รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย

หลักการพ้ืนฐานเกย่ี วกับรฐั ธรรมนูญ 85

พ.ศ. 2492 รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2511 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ.
2540 และรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 แตลักษณะของสภารางรัฐธรรมนูญ
ใกลเคียงกบั สภารางรัฐธรรมนญู ท่สี ากลทั่วไป คอื สมาชกิ สภารางรฐั ธรรมนญู มาจากการเลือกต้ังของ
ประชาชนใหเขาทําหนาท่รี า งรัฐธรรมนญู นน้ั มเี พยี งครง้ั เดยี วคือสภารา งรัฐธรรมนูญท่ีเขาทําหนาท่ีใน
การรางรฐั ธรรมนูญฉบับป พ.ศ. 2540 สวนสภารางรัฐธรรมนญู ในสวนทีเ่ หลอื ไมมีลักษณะที่เปนแบบ
สากลท่ัวไป

กลาวโดยสรุป รัฐธรรมนูญนอกจากจะเกิดขึ้นจากผูมีอํานาจจัดใหมีรัฐธรรมนูญแลว ยัง
สามารถเกดิ จากผูมอี าํ นาจในการจดั ทาํ รฐั ธรรมนญู ดว ย ซึง่ ไดรับมอบหมายจากผเู ปน รฏั ฐาธิปต ย หรือ
เกดิ จากผมู ีอํานาจในการจดั ทาํ รัฐธรรมนญู ตามบทบญั ญตั ิของรฐั ธรรมนญู ฉบบั ใดฉบับหน่ึง แบงแยก
ประเภทของผูมีอํานาจในการจัดทํารัฐธรรมนูญ โดยบุคคลคนเดียว โดยคณะบุคคล โดยสภานิติ
บัญญตั ิ และโดยสภารางรฐั ธรรมนญู

เนื้อหาของรัฐธรรมนญู

ในการพจิ ารณาวา เนอื้ หาของรัฐธรรมนญู ควรเปนเชน ไร ประกอบดวยสาระอะไรบา ง คงเปน
เรื่องยากที่จะใหคําตอบไดอยางสมบูรณ เมื่อพิจารณาเน้ือหาของรัฐธรรมนูญในแตละประเทศก็มี
ลักษณะทแ่ี ตกตา งกันไปตามบรบิ ททางการเมอื งของประเทศนน้ั แมแ ตใ นประเทศหนึ่งๆ เน้ือหาสาระ
ของรัฐธรรมนูญในแตละชวงเวลาอาจแตกตางกันไป การที่ประเทศหนึ่งกําหนดเน้ือหาสาระของ
รัฐธรรมนญู โดยนําเอาหลักการมาจากรัฐธรรมนญู ของรฐั อื่น อาจทําใหประสบกับปญหาบทบัญญัติที่
ไมสอดคลองกับบริบทของรัฐนั้นได ดังนั้นการกําหนดเน้ือหาของรัฐธรรมนูญจึงตองพิจารณาถึง
หลักการหรือแนวทางที่สอดคลองกับการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ตลอดจนวิถีการดําเนินชีวิต
ภายในรฐั

ณัฐกร วิทิตานนท (2557 : 106-107) อภิชาติ แสงอัมพร ( 2559 : 39-42) และ ชาญชัย
แสวงศกั ด์ิ (2560ข : 69-72) ไดอธบิ ายถึงเนอื้ หาขอรฐั ธรรมนูญไวส รุปไดวา เน่ืองดว ยรฐั ธรรมนูญเปน
กฎหมายสงู สุดทีจ่ ัดระเบยี บการใชอ ํานาจการปกครอง การจดั ต้ังสถาบนั ทางการเมอื งทสี่ าํ คัญ รวมท้งั
การใหห ลกั ประกนั ในสิทธแิ ละเสรีภาพของประชาชน ดังนั้นเน้ือหาของรัฐธรรมนูญควรมีบทบัญญัติ
เก่ยี วกับอํานาจอธิปไตยของรัฐ การกําหนดรูปของรัฐ ระบอบการปกครอง องคกรผใู ชอ ํานาจอธิปไตย
การใชอํานาจการปกครองประเทศ การตรวจสอบการใชอํานาจเหลานั้น สิทธิและเสรีภาพของ
ประชาชน เปน ตน สมดงั คําทีก่ ลาววา รัฐธรรมนญู อกี แงหนึ่งจงึ เปรยี บเหมอื นเปน แผนทีอ่ าํ นาจสาํ หรบั
ทุกๆ ระบบการเมือง

โดยทั่วไปรัฐธรรมนูญที่เปนลายลักษณอักษรไดมีกําหนดโครงสรางของเน้ือหารัฐธรรมนูญ
ออกเปน 2 สวนใหญๆ คือ สวนนาํ และสวนที่เปนเนื้อหา แตอยางไรก็ดีทั้งสองสวนก็มีความสัมพันธ
และใชอธิบายซงึ่ กันและกนั ในทนี่ ี้จะจาํ แนกเน้อื หาของรฐั ธรรมนญู ดังนี้

86 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมือง

1. คาํ ปรารภ เปน สวนตนของรัฐธรรมนญู ทเ่ี ปรียบเสมือนคํานํา อารมั ภบท หรือบทนําของ
รัฐธรรมนญู ฉบับนน้ั ๆ คําปรารภเปนคนละสวนกับตวั บทบัญญัติที่เปนเนอื้ หาหลัก แตมีความสําคัญที่
อาจใชเ ปน เคร่ืองมือในการตคี วามมาตราตางๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับนั้นๆ หรือใชค นหาเจตนารมณของ
ผูรา งรฐั ธรรมนูญฉบับนนั้ ๆ โดยท่ัวไปคาํ ปรารภมักประกอบดวยขอความที่แสดงใหทราบถึงที่มาของ
รฐั ธรรมนูญ ความจาํ เปน หรือวตั ถปุ ระสงคในการรา งรัฐธรรมนญู

2. บทท่ัวไป เปนสวนท่ีมีความสําคัญในฐานะท่ีเปนหลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญ เปน
แนวคดิ หลกั ของรฐั ธรรมนูญฉบบั นัน้ ๆ ซ่งึ เปนแมบ ทของบทบญั ญตั ิอืน่ ๆ หรอื เนอื้ หาในรัฐธรรมนูญท้ัง
ฉบับ ดังนนั้ เนอ้ื หาในสว นอ่นื ๆ จะตองไมขัดหรือแยงกับหลักการสําคัญในบทท่ัวไป ในบทท่ัวไปมัก
กลาวถงึ รูปของรัฐ รปู แบบการปกครอง หลักการแบงแยกอํานาจอธปิ ไตย สิทธิเสรีภาพ ในลักษณะที่
เปนหลกั การใหญ เน้อื หาของบทบญั ญตั ิในสว นท่เี หลอื จะตอ งเปนไปตามหลกั การใหญของบทัว่ ไป

3. บททวั่ ไปเก่ยี วกับประมขุ ของรฐั การทรี่ ัฐหนึง่ รัฐใดจะมีประมขุ เปนพระมหากษัตรยิ หรือ
ประธานาธบิ ดนี น้ั เปน สิทธิของราษฎรในแตละรฐั เปน ผูต ัดสินใจ ประเทศท่ีราษฎรเคารพรักใครและ
จงรักภักดีตอพระมหากษัตรยิ น ้ัน ราษฎรกป็ ระสงคจ ะใหม พี ระมหากษัตริยเปนประมุข โดยเหตุน้ีแม
จะเปล่ียนมาเปนการปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือเผด็จการ ผูมีอํานาจใหมีรัฐธรรมนูญจึงได
รกั ษาประมุขท่ีเปนพระมหากษัตริยไว กรณีจึงตรงขามกับประเทศท่ีมีประธานาธิบดีเปนประมุข ที่
ประเทศเหลา นั้นไมเคยปกครองโดยกษตั ริยม ากอ น หรอื ราษฎรของประเทศเหลานั้นอาจจะเหน็ วา ผูท ่ี
จะเขามาเปนประมุขของรัฐและประมุขฝายบริหารควรมาจากการเลือกสรรของประชาชน จึง
กาํ หนดใหม ปี ระธานาธบิ ดีดาํ รงตาํ แหนง ดังกลาว

4. สิทธแิ ละเสรีภาพของประชาชน สทิ ธิและเสรีภาพเปน เรอื่ งสาํ คัญของรฐั ธรรมนญู เพราะ
การทรี่ าษฎรตอ สูเพอื่ ใหไ ดม าซึ่งรัฐธรรมนูญระบอบประชาธปิ ไตยนนั้ ก็เพราะประสงคจ ะใหต นมีสิทธิ
และเสรีภาพน่ันเอง ฉะนั้นถาดูรัฐธรรมนูญท่ีเปนลายลักษณอักษรของทุกประเทศ จะเห็นวามี
บทบัญญัติรบั รองสทิ ธิและเสรภี าพไวทั้งสิ้น

บทบัญญัติเก่ียวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนเปนเร่ืองสําคัญ แตความสําคัญดูเหมือนจะ
ปรากฏแตเฉพาะในประเทศที่ปกครองดวยระบอบประชาธิปไตยเทาน้ัน รัฐธรรมนูญในระบอบ
สมบรู ณาญาสิทธิราชย หรือเผด็จการ หรอื คอมมวิ นิสต ไมมีความจําเปน ที่จะตองมีบทบัญญัติในเร่ือง
นี้ กระน้นั ก็ตามรัฐธรรมนญู ของประเทศในระบอบประชาธปิ ไตยหลายประเทศก็มิไดบัญญัติเร่ืองนี้ไว
สาํ หรับการรบั รองสทิ ธิและเสรีภาพในรฐั ธรรมนูญของประเทศตางๆ ไดร ับรองไวในขนาดแตกตางกัน
ข้ึนอยกู บั ความเปนประชาธิปไตยของรฐั ธรรมนูญของประเทศเหลา นน้ั ทง้ั นีพ้ อท่จี ะแบงแยกประเภท
ของการรบั รองสิทธิและเสรภี าพออกไดเปน 3 ลกั ษณะ ดงั น้ี

ลักษณะแรก รับรองสิทธิและเสรีภาพไวเด็ดขาด คือไมยอมใหกฎหมายจํากัดสิทธิและ
เสรีภาพเลย

ลกั ษณะท่ีสอง รับรองสิทธแิ ละเสรภี าพไวอยางกลาง คอื ยอมใหต ัดสทิ ธแิ ละเสรีภาพโดยการ
ออกกฎหมายเฉพาะบางประเภทหรือเฉพาะบางกรณี เชน กฎหมายท่ีออกใชในกรณีท่ีมีเหตุฉุกเฉิน

หลักการพืน้ ฐานเกีย่ วกบั รัฐธรรมนูญ 87

การรับรองสิทธิและเสรีภาพอยางกลางนี้ใหประโยชนแกราษฎร แตเปนการจํากัดอํานาจสภานิติ
บญั ญตั ิ เพราะกาํ หนดเง่อื นไขใหออกกฎหมายจํากดั สิทธแิ ละเสรภี าพไดเฉพาะกฎหมายบางประเภท
หรือในบางกรณเี ทาน้ัน

ลักษณะท่ีสาม รับรองสิทธิและเสรีภาพไวภายใตบังคับแหงกฎหมาย การรับรองสิทธิและ
เสรีภาพภายใตแหงกฎหมายน้ีเปนการใหอํานาจสภานิติบัญญัติที่จะออกกฎหมายจํากัดสิทธิและ
เสรภี าพไดเ สมอ

5. หนาท่ีของประชาชน รัฐธรรมนูญท่ีรางขึ้นในระยะหลังมักกําหนดบทบัญญัติเก่ียวกับ
หนา ทข่ี องพลเมอื งหรือหนาท่ีของประชาชนไวคูกับบทบัญญัติเก่ียวกับสิทธิเสรีภาพ หนาท่ีพลเมือง
สวนใหญเปนเร่ืองของพนั ธะท่มี ีตอประเทศชาติเปนสวนรวม เชน อาจกําหนดวาตองรักษาไวซึ่งชาติ
ศาสนา และพระมหากษัตรยิ  ตองปอ งกนั ประเทศ ตองปฏิบัติตามกฎหมาย ตองเสียภาษี ตองใชสิทธิ
เลอื กตงั้ ตอ งเคารพธงชาติ เปน ตน

6. แนวนโยบายแหงรัฐ แนวนโยบายแหงรัฐหมายความถึงหลักการแหงนโยบายซึ่งตอง
ปฏบิ ัติจดั ทาํ ท้งั น้ีจะไมคํานึงวาพรรคการเมืองที่เปนฝายขางมากในสภาผูแทนราษฎรจะมีนโยบาย
อยางใด และจดั ตั้งรฐั บาลอยางใด แนวนโยบายแหงรัฐไดว างหลักการไวเ ปน กลางๆ สาํ หรบั รัฐบาลทุก
รฐั บาลและสภาผแู ทนราษฎร การกาํ หนดแนวนโยบายแหงรัฐไวในรัฐธรรมนูญเปนความคิดใหม แต
เดมิ รัฐธรรมนญู มักจะมีบทบัญญัติเก่ียวกับการปกครอง สิทธิและหนาที่ของประชาชน และสถาบัน
ตางๆ ของรฐั ธรรมนูญเทานัน้

7. อาํ นาจนิตบิ ญั ญตั ิ อํานาจนิตบิ ญั ญัติของรัฐถูกบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญในหมวดรัฐสภา
ซ่ึงรฐั ธรรมนญู มักจะมีบทบญั ญตั ิเก่ียวกบั รัฐสภาไว ดงั น้ี

7.1 จาํ นวนสมาชิกของสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา
7.2 วิธกี ารเลือกต้งั สภาผูแ ทนราษฎรและวุฒิสภา
7.3 คุณสมบัติของผมู ีสิทธเิ ลือกตัง้
7.4 คุณสมบัติของผูมีสิทธิสมัครรับเลือกต้ังเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและ
วฒุ สิ มาชกิ
7.5 อายุของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและวุฒสิ มาชิก
7.6 อาํ นาจหนาทขี่ องสภาผแู ทนราษฎรและวฒุ สิ ภา
7.7 กาํ หนดประโยชนต อบแทนสมาชิกรฐั สภา
8. อาํ นาจบริหาร อํานาจบรหิ ารของรัฐถูกบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญในหมวดรัฐบาล โดยมี
ประธานาธิบดเี ปนหวั หนา ฝา ยบริหาร หรอื นายกรฐั มนตรีเปน หัวหนาฝา ยบริหาร ในท่นี ีจ้ ะยกตัวอยาง
นายกรฐั มนตรเี ปนหวั หนาฝายบริหาร หรือหัวหนารัฐบาล โดยมีการบัญญัติหลักการสําคัญเกี่ยวกับ
รัฐบาลหรือฝายบริหาร ดงั น้ี
8.1 คุณสมบตั ิของผูเปนนายกรัฐมนตรแี ละรัฐมนตรี
8.2 การขอรบั ความไวว างใจ

88 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบนั การเมือง

8.3 การลงมติไมไ วว างใจ
8.4 การเขา รว มประชุมในรฐั สภา
8.5 การยอมใหรฐั บาลอภปิ รายในรฐั สภา
8.6 การยุบสภาผูแ ทนราษฎร
8.7 การใหฝ ายบริหารเสนอรา งกฎหมายได
8.8 การใหฝ ายบรหิ ารในสถานการณฉ กุ เฉนิ
9. อํานาจตุลาการ อํานาจตุลาการของรัฐถูกบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญในหมวดศาล โดยมี
หลักการท่ีสําคัญ คอื
9.1 หามออกกฎหมายยอนหลงั ไปลงโทษ หรือเพ่มิ โทษบคุ คล
9.2 ราษฎรจะไดรับการพจิ ารณาจากศาล
9.3 ผพู พิ ากษาจะตองเปน อิสระในการพจิ ารณาพพิ ากษาคดี
10. การแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญทุกฉบับมีบทบัญญัติใหแกไขเพิ่มเติม
รัฐธรรมนูญ และไดกําหนดวิธีการแกไขเพิ่มเติมไวแตกตางกับการบัญญัติกฎหมาย ท้ังนี้เพราะ
รัฐธรรมนูญน้ันเมื่อรางขึ้นแลวยอมมีการแกไขเพิ่มเติมไดตามความจําเปน ฉะนั้นจึงจะตองกําหนด
กฎเกณฑว า ดว ยการแกไขเพิ่มเตมิ ไวใหชัดเจนวา จะทําอยางไร แมร ฐั ธรรมนูญที่ไมมีบทบัญญัติวาดวย
การน้ีไวกย็ อ มมีการแกไขเปลีย่ นแปลงไดต ามควรแกเ วลา
11. บทเฉพาะกาล รฐั ธรรมนูญบางฉบบั เกิดข้นึ หลังจากทมี่ ีรฐั ธรรมนูญฉบบั กอ นอยูแลว โดย
ท่ีอาจจะเปนการเปลี่ยนจากฉบับชั่วคราวเปนฉบับถาวร หรือมีการแกไขรัฐธรรมนูญในสวน
สาระสาํ คัญ แลวมปี ระเดน็ ทีต่ อ งพิจารณาวา จะทําอยางไรกับองคกรเดิมหรือกิจการเดิมที่ยังคงมีอยู
ขณะท่ีองคก รใหมยังไมม ีหรอื มีแตย งั ไมเ ขามาดํารงตําแหนง แตภ าระของงานจะหยุดไมได ดังน้ันเมื่อ
ประกาศรัฐธรรมนูญฉบับใหม จึงจําเปนท่ีจะตองมีการกําหนดบทเฉพาะกาลที่เปนบทบัญญัติอยู
นอกจากนอี้ าจมกี ารกอ ตัง้ หรอื เปลยี่ นแปลงสถาบนั ตามรัฐธรรมนูญ ซง่ึ จะตองใชเวลาดําเนินการบาง
ในระหวางนกี้ ็ควรจะตอ งใหผูท ที่ าํ หนา ทีอ่ ยูแลวตามรัฐธรรมนญู เดิม ทําหนา ทีต่ อ ไปกอน ทั้งน้ี เพื่อให
มีผปู ฏิบตั ิหนาทอี่ ยเู สมอ
กลาวโดยสรุป รัฐธรรมนูญจะมีบทบัญญัติในสาระสําคัญ หลักการทั่วไป โดยไมมีระบุ
รายละเอียดเพราะเปนเอกสารแมบทที่ใชไดอีกในระยะเวลานาน ถาระบุเนื้อหาไวยาวเกินไปอาจ
กอ ใหเกิดความลาสมัยได ดังนั้นเน้ือหาสาระที่สําคัญของรัฐธรรมนูญจึงประกอบไปดวย อารัมภบท
รูปแบบการปกครอง โครงสรางของรัฐบาล สิทธิของราษฎรและพันธกรณีของรัฐบาล การแกไข
เพิม่ เติมรฐั ธรรมนูญ และ บทเฉพาะกาล

กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู

แตเดิมระบบกฎหมายไทยยังไมม กี ารกลาวถึงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอยางชดั เจน คงมี
แตการกลาวถึงกฎหมายธรรมดา อันไดแก พระราชบัญญัติ และกฎเกณฑอื่นที่มีศักด์ิเทียบเทา

หลกั การพืน้ ฐานเก่ียวกบั รฐั ธรรมนูญ 89

พระราชบัญญัติ (พระราชกาํ หนด) หรืออาจกลาวถึงบรรดากฎเกณฑท้ังหลายของฝายบริหารหรือท่ี
นยิ มเรียกกันวา กฎหมายลําดับรองเทา น้นั

นันทวัฒน บรมานันท (2541 : 8-26) และวิษณุ เครืองาม (2543ข : 26-32) ไดกลาวถึง
กฎหมายประกอบรัฐธรรมนญู ในลกั ษณะดังนี้

เน่อื งจากรัฐธรรมนูญถูกจดั ทาํ ขน้ึ เพ่ือเปนกฎหมายสงู สดุ ของประเทศและมกี ารกําหนดใหก าร
แกไขเพ่ิมเติมกระทําไดยากกวากฎหมายธรรมดา ดังนั้นในการเขียนรัฐธรรมนูญจึงไมสมควรที่จะ
บญั ญตั ริ ายละเอยี ดไว เรื่องใดท่ีเปน สาระสําคัญเกรงวา ฝา ยบริหารและฝายนิติบัญญัติจะบิดเบือนไป
จากเจตนารมณของรฐั ธรรมนูญ จึงบัญญัติหลักเกณฑสําคัญๆ ไว เชน กระบวนการไดมาซ่ึงฝายนิติ
บญั ญัติหรอื ฝายบรหิ าร อาํ นาจหนาทีข่ องผดู ําตําแหนง ทางการเมอื ง โครงสรา งขององคก รหรอื สถาบนั
ทางการเมืองประเภทตางๆ เปนตน ดังนั้น จึงมีความจําเปนที่จะตองมีกฎหมายอื่นเขามากําหนด
รายละเอียดและแนวทางปฏิบัติตางๆ เฉพาะแตเร่ืองตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว โดยกฎหมาย
ประเภทนจ้ี ะตอ งมีความศักด์ิสิทธิ์นอยกวารัฐธรรมนูญ กลาวคือ กระบวนการในการจัดทําและการ
แกไขเพมิ่ เตมิ ควรมคี วามคลอ งตัวมากกวารัฐธรรมนูญ รวมทั้งจะตองเปนกฎหมายท่ีมีเน้ือหาเฉพาะ
เรื่อง ซ่ึงแตกตางจากรัฐธรรมนูญอันเปนกฎหมายท่ีมีเน้ือหาเปนภาพรวมของระบบการปกครอง
ท้งั หมด

กฎหมายเสริมน้ีจะเขามาวางหลักเกณฑตางๆ ตามที่รัฐธรรมนูญไดมอบอํานาจเอาไว โดย
หลกั เกณฑตางๆ น้ีอาจมีผลเปน การอธิบายรฐั ธรรมนญู หรอื ขยายความรฐั ธรรมนญู เพ่ือใหบทบัญญัติ
ในรัฐธรรมนูญนัน้ มคี วามสมบูรณแ ละสามารถใชบงั คับได ดังนั้น เน้ือหาของกฎหมายเสริมจึงมีความ
เปน รัฐธรรมนญู ดวย

กฎหมายเสริมน้ีมีชื่อเรียกหลายอยาง เชน กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กฎหมายพิเศษ
กฎหมายเฉพาะอยาง เปนตน ซึ่งไมวาจะเรียกช่ืออยางไรก็ตาม ก็จะมีความหมายเดียวกันคือเปน
กฎหมายทถี่ อื วา เปนสว นหนึง่ ของรัฐธรรมนญู

ก ฎ ห ม า ย ป ร ะ ก อ บ รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ ไ ท ย เ ป น ก ฎ ห ม า ย ป ร ะ เ ภ ท ห นึ่ ง ซึ่ ง รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ แ ห ง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช 2540 ไดกําหนดใหมีขึ้นเพ่ือชวยขยายบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญใหมี
ความสมบูรณครบถว น กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนูญของไทยแมจะมีเนื้อหาที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว
เปนพเิ ศษและดูเหมือนจะมคี วามเปนสวนหน่ึงของรัฐธรรมนูญก็ตาม แตกฎหมายรัฐธรรมนูญไทยก็
มิไดมีกระบวนการในการตราที่แตกตางจากกฎหมายธรรมดาท่ัวๆ ไป คงมีเพียงการขอใหศาล
รฐั ธรรมนูญตรวจสอบความชอบดว ยรัฐธรรมนูญของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเทาน้ันที่ทําไดงาย
กวาการขอใหตรวจสอบความชอบดว ยรัฐธรรมนูญของกฎหมายธรรมดา จึงทําใหกฎหมายประกอบ
รฐั ธรรมนูญไทยมีสถานะเชน เดยี วกบั กฎหมายธรรมดา

แตอีกนยั หนึ่ง เม่ือประเทศไทยประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2540 จงึ ไดบ ัญญตั ิใหม ีกฎหมายอีกประการหนงึ่ ข้ึน คอื พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ซ่ึงเปน
การยกระดับความสาํ คัญของกฎหมายดังกลาวใหมีความพิเศษแตกตางไปจากฎหมายธรรมดาทั่วไป

90 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบนั การเมือง

กลาวคือ กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนูญมีขึน้ เพือ่ ขยายความหรือรายละเอียดของรัฐธรรมนูญโดยตรง
เนื้อหาเหลาน้ันเปนเร่ืองที่ควรบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ แตดวยรายละเอียดท่ีคอนขางมากจึงไม
สามารถบญั ญัตไิ วใ นรัฐธรรมนญู ไดท ้งั หมด จึงบญั ญัติเฉพาะหลักการสําคัญไวในรัฐธรรมนูญ ในสวน
ของรายละเอยี ดก็มาบญั ญตั ิเพม่ิ เตมิ ในกฎหมายประกอบรฐั ธรรมนูญ

นอกจากน้ี ผูรางรัฐธรรมนูญยังตองการใหความสําคัญกับกฎหมายประเภทดังกลาว จึงไม
บัญญตั ใิ หการตรากฎหมายเพ่อื ขยายความรฐั ธรรมนูญกระทําในรูปของกฎหมายธรรมดา แตตองตรา
เปนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเทา นน้ั เพอ่ื แสดงออกถึงความสาํ คัญของเรื่องเหลา นั้นอยางชัดเจน
สําหรับเหตุผลท่ีไมบัญญัติในสวนของรายละเอียดไวในรัฐธรรมนูญ แตเลือกที่จะตราเปนกฎหมาย
ประกอบรัฐธรรมนัน้ พอสรุปไดด งั นี้

1. หากบัญญัติทุกรายละเอียดไวในรัฐธรรมนูญ จะสงผลใหรัฐธรรมนูญมีความยาวมาก
เกินไป

2. หากบญั ญัตทิ ุกรายละเอยี ดไวในรฐั ธรรมนญู หากตอ งการจะแกไขเพ่ิมเติมในอนาคตจะ
กระทาํ ไดยาก เพราะกลายเปน การแกไขเพม่ิ เตมิ รัฐธรรมนญู

3. ถา การรางรัฐธรรมนูญจําเปนตองเรงรัดใหทันภายในกําหนด การบัญญัติรายละเอียด
ตา งๆ ลงในรัฐธรรมนูญ จะทําใหส้ินเปลืองเวลาในการถกเถียงถึงหลักการและถอยคําสํานวนตางๆ
และในทีส่ ุดการรางรัฐธรรมนญู ก็จะสาํ เรจ็ ไมท ันเวลา

4. การบญั ญตั ิทกุ รายละเอียดในรัฐธรรมนูญอาจเปน การผูกขาดทางความคิด ถาปลอยให
รฐั สภาหรอื สภานิตบิ ัญญตั ไิ ปบญั ญตั เิ ปนกฎหมายเองบาง นาจะเปนการเฉลี่ยความรับผิดชอบ และ
เปดกวางทางความคิดมากกวา

จากเหตุผลดังกลา วจะเห็นไดวาเนื้อหาสาระท่ีปรากฏในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเปน
เรื่องท่ีมีความสําคัญอยางย่ิง เพราะแทที่จริงแลวเน้ือหาในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญควรจะ
ปรากฏอยใู นรฐั ธรรมนูญต้งั แตแรก แตด วยขอจํากดั ดงั กลาวจึงตอ งนําเนื้อหาในสวนของรายละเอียด
ไปตราเปน กฎหมายประกอบรัฐธรรมนญู แทน

สําหรบั รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ไดบญั ญัติใหมีการตรากฎหมายในรูป
ของพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู ไว 8 ฉบับ (มาตรา 323 และ 329) ดงั น้ี

1. พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและ
วฒุ สิ ภา

2. พระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู วา ดว ยคณะกรรมการการเลือกตง้ั
3. พระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนญู วา ดว ยพรรคการเมือง
4. พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา ดวยผตู รวจการแผน ดนิ ของรัฐสภา
5. พระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนญู วาดว ยการปอ งกนั และปราบปราบการทจุ รติ
6. พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ยวิธีพจิ ารณาคดีอาญาของผดู ํารงตาํ แหนงทาง
การเมือง

หลกั การพ้นื ฐานเกี่ยวกบั รฐั ธรรมนญู 91

7. พระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู วา ดว ยการตรวจเงนิ แผนดนิ
8. พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนญู วา ดวยการออกเสยี งประชามติ
สวนรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ไดบัญญตั ิใหมีการตรากฎหมายในรปู ของ
พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู ไว 9 ฉบับ (มาตรา 138-141) ดังน้ี
1. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและ
การไดม าซ่งึ สมาชิกวฒุ สิ ภา
2. พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา ดวยคณะกรรมการการเลือกตง้ั
3. พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวา ดวยพรรคการเมือง
4. พระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญวาดว ยการออกเสยี งประชามติ
5. พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วาดวยวธิ ีพจิ ารณาของศาลรฐั ธรรมนูญ
6. พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวาดว ยวธิ พี จิ ารณาคดีอาญาของผูดาํ รงตําแหนงทาง
การเมือง
7. พระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู วาดว ยผูต รวจการแผน ดนิ
8. พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวาดวยการปอ งกันและปราบปราบการทุจริต
9. พระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ยการตรวจเงนิ แผน ดนิ
ในกรณรี ฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ไดบญั ญตั ิใหมีการตรากฎหมายในรูป
ของพระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู ไว 10 ฉบบั ดงั น้ี
1. พระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญวา ดวยการเลอื กตัง้ สมาชิกสภาผูแทนราษฎร
2. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวา ดว ยการไดม าซ่งึ สมาชิกวฒุ สิ ภา
3. พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตงั้
4. พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญวา พรรคการเมือง
5. พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ยผตู รวจการแผนดิน
6. พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา ดว ยการปอ งกนั และปราบปราบการทุจริต
7. พระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา ดวยการตรวจเงินแผนดนิ
8. พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ยวธิ ีพจิ ารณาของศาลรฐั ธรรมนญู
9. พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ยวธิ ีพจิ ารณาคดีอาญาของผดู ํารงตําแหนงทาง
การเมอื ง
10. พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวาคณะกรรมการสทิ ธมิ นุษยชนแหง ชาติ
กลาวโดยสรุปไวว า ในกรณีกฎหมายท่ัวๆ ไป เชนพระราชบัญญัติ แบงออกเปน 2 แนวทาง
ดงั น้ี
1. เห็นวากฎเกณฑตางๆ ที่มีคาบังคับอยางเปนทางการควรตองถูกยกเลิกไปตาม
รัฐธรรมนูญ แนวทางน้ีอธบิ ายตามทฤษฎกี ฎหมายบริสุทธิ์ เมื่อบรรทดั ฐานขั้นมูลฐานถกู ยกเลกิ ไปแลว

92 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง

บรรทดั ฐานอนื่ ๆ ที่อาศัยอํานาจจากบรรทดั ฐานขั้นมลู ฐานก็ตองยกเลิกไปโดยปริยายเพราะขาดฐาน
ท่มี าของอํานาจแลว

2. เห็นวา กฎเกณฑต า งๆ ท่มี ีคาบงั คับอยางเปน ทางการมิไดถ ูกยกเลิกตามรัฐธรรมนูญ ดวย
เหตผุ ลหลายประการ รฐั ธรรมนญู เพียงแตบญั ญตั ิวธิ ีการขนั้ ตอนในการตรากฎหมาย (พระราชบัญญัติ
หรือพระราชกําหนด) เทานัน้ มไิ ดบัญญัติถงึ ขนาดวากฎหมายที่ตราขึน้ จะตอ งมเี น้อื หาสาระเชน ใด แต
ความเห็นสว นน้ีกย็ งั มขี อยกเวน เพราะรายละเอียดบางอยา งเปน เรือ่ งสาํ คัญ รัฐธรรมนูญอาจบญั ญัตไิ ว
อยางชัดเจนวา เรื่องใดบางท่ีตองบัญญัติในรูปกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ตลอดจนกําหนดวา
เน้อื หาเบื้องตน ท่ีตอ งบัญญัติไวใ นกฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู จะตองมเี นือ้ หาเชนใดบาง

การแกไ ขเพมิ่ เตมิ รัฐธรรมนญู

การทเี่ ปดโอกาสใหม กี ารเปล่ียนแปลงในตวั รัฐธรรมนูญไดนั้น กอใหเกิดประโยชนเปนอยาง
มาก เน่ืองจากรัฐธรรมนูญก็เหมือนกับกฎหมายอ่ืนในทุกประเภทที่ตองมีวันลาสมัย ขาดความ
สอดคลอ งเหมาะสมกับสถานการณบ า นเมือง ความลาสมัยนี้อาจจะเปนเพราะบทบัญญัตินั้นลาสมัย
เอง หรอื อาจเปน เพราะกฎหมายน้ันไมไดบญั ญตั ถิ ึงเรื่องน้ันเอาไวกต็ ามที ดวยเหตุนี้เอง หลายฝายจึง
เห็นตรงกันวาจําเปนตองใหมีการแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญได เพื่อใหเหมาะสมกับสภาวการณของ
บา นเมืองสอดคลองกบั ความตอ งการของประชาชนทอ่ี าจเปลี่ยนแปลงไปไดอยูเสมอ

วษิ ณุ เครอื งาม (2530 : 73-75) และ ณัฐกร วิทิตานนท (2557 : 111-118) ไดกลาวถึงการ
แกไ ขเพิ่มเตมิ รฐั ธรรมนูญไวโดยสรุปดงั นี้

การแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ หมายถึง การเปล่ียนแปลงหรือแกไขถอยคําขอความ หรือ
เน้อื หาเดิมท่ีมอี ยแู ลวบางมาตราของรัฐธรรมนูญ การยุบเลิกบางมาตราของรัฐธรรมนูญ รวมท้ังการ
เพิ่มเติมถอ ยคาํ ขอ ความหรือเนอื้ หาใหมเขาไปไปในรฐั ธรรมนูญ อีกดว ย การแกไขเพ่ิมเติมเน้ือหาของ
รัฐธรรมนูญอาจจะมีไดต้ังแตการแกไขเพียงเล็กนอยไปจนถึงการแกไขที่มีผลเปนการเปลี่ยนแปลง
ระบอบการเมืองการปกครองของประเทศ โดยหนทางในการควบคุมไมใ หม ีการแกไ ขรฐั ธรรมนูญพร่ํา
เพร่ือจนสง ผลทาํ ใหรัฐธรรมนูญคลายความสําคัญในฐานะกฎหมายสูงสุดลงไป ก็คือ การกําหนดให
การแกไขเพม่ิ เตมิ รฐั ธรรมนญู สามารถทําได แตก็ยากพอสมควร เพราะในท่สี ุดหากแกไขไมไดเสียแลว
มนั อาจจะนาํ ไปสกู ารลม ลา งรัฐธรรมนญู ฉบบั น้นั ทั้งฉบับ โดยวถิ ีทางนอกรัฐธรรมนญู อยูดี

อยางไรก็ตาม เนื่องจากผูรางยอมตองการที่จะดํารงหลักการท่ีสําคัญบางประการของ
รฐั ธรรมนูญเอาไว รัฐธรรมนูญจึงอาจกําหนดขอ จํากัดในการแกไขเอาไวในบางมาตรา หรือที่เรียกวา
บทบญั ญตั ทิ หี่ ามแกไ ขน่ันเอง เชน หามแกไขเพิ่มเตมิ บทบัญญตั สิ าํ คญั ในเรือ่ งใดบา ง เชน รฐั ธรรมนูญ
ของโมนาโก ค.ศ. 1962 กําหนดหามแกไขเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑเก่ียวกับการปกครองโดยกษัตริย
รัฐธรรมนูญของตุรกี ค.ศ. 1961 กาํ หนดหา มแกไขเปลีย่ นแปลงรูปแบบของรฐั บาลในฐานะสาธารณรฐั
รฐั ธรรมนูญของเยอรมนตี ะวนั ตก ค.ศ. 1949 กาํ หนดหามแกไ ขเปลยี่ นแปลงเกยี่ วกบั ระบบสหพันธรัฐ
รัฐธรรมนูญฮอนดูรัส ค.ศ. 1982 ไมใหแกไขในเร่ืองวาระ 4 ป ของการดํารงตําแหนงของ


Click to View FlipBook Version