ความรูเบอ้ื งตนเกยี่ วกับอาํ นาจอธปิ ไตย 43
การมารวมกบั อํานาจบริหาร ผพู ิพากษาก็จะมีอํานาจที่จะบังคับราษฎรไดเตม็ ดงั นนั้ มองเตสกเิ ออจึง
เห็นวา จะตองไมใ หอ าํ นาจตางๆ นี้ข้ึนอยตู อ กันคอื ใหผ ูใชอํานาจทงั้ สามนเ้ี ปน อิสระจากกนั
กิตตวิ ฒั น รัตนดลิ ก ณ ภูเก็ต (2554 : 21) กลา วถงึ องคกรของรัฐท่ีใชอํานาจอธิปไตยของรัฐ
โดยสรปุ วา มองเตสกิเออ ยังเรยี กรองใหม ีการจดั แบงอาํ นาจและแยกบุคคลผูใชอํานาจแตละอํานาจ
นั้นเปนคนละคนอีกดวย ซึ่งการเรียกรองใหผูใชอํานาจท่ีแบงแยกนี้ใหเปนอิสระจากกันนั้น เปน
หลักเกณฑสําคัญของรัฐธรรมนูญสมัยใหม เพราะเปนหลักประกันเสรีภาพของราษฎร ดวยเหตุนี้
ความคดิ เหน็ ของมองเตสกิเออจึงถือวาเปนความคดิ เห็นทีส่ ําคัญ และมีอิทธิพลเหนือรัฐธรรมนูญของ
ประเทศตางๆ ที่ใชระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเมื่อไดมีการแบงแยกอํานาจออกเปนสวนตางๆ 3 สวน
แลว ไดมกี ารกาํ หนดองคกรผูใชอาํ นาจตา งๆ ดังนี้ คอื
1. องคกรผูใชอํานาจนติ ิบัญญัติ คอื รฐั สภา
2. องคกรผูใชอํานาจบริหาร คือ คณะรัฐมนตรี หรือประธานาธิบดี หรือประมุขของฝาย
บริหารทเี่ รยี กชอื่ อยางอ่นื
3. องคก รผูใชอํานาจตุลาการ คือ ศาล
ความสาํ คญั ของหลกั การแบงแยกอาํ นาจของมองเตสกิเออ ก็คือ ประการแรก การแบงแยก
อํานาจ เปนหลกั ท่แี สดงถึงการแบงแยกองคกร การใชอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจ
ตุลาการ โดยผานทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามลําดับ ประการท่ีสอง หลักการแบงแยก
อํานาจ มิไดหมายความวา องคกรผูใชอํานาจทั้งสามขางตน จะตองมีอํานาจเทาเทียมกัน อํานาจใด
อํานาจหนง่ึ อาจอยูเหนืออํานาจหนึง่ กไ็ ด แตตองมิใชอํานาจท่ีเหนือกวาอยางเด็ดขาด และอํานาจที่
อยูภายใต กจ็ ะตองมีมาตรการทเ่ี ปน หลกั ประกนั ในการดําเนินการตามอาํ นาจหนา ทขี่ องตนไดพอควร
ประการท่สี าม องคกรผูใชอํานาจทง้ั สามอาจใชอาํ นาจขององคกรฝา ยอนื่ ได ไมจ ําเปน ตองใชอ าํ นาจใน
อํานาจของตนดังท่ีเคยเขาใจกันวา การแบงแยกอํานาจตองแบงโดยเด็ดขาด จะไปใชอํานาจของ
องคกรอื่นไมได ประการที่ส่ี หลักการแบงแยกอํานาจนี้เพื่อประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนให
ปลอดจากการใชอ ํานาจโดยมิชอบขององคกรของรฐั ทีใ่ ชอาํ นาจท้ังสาม
กลา วโดยสรุป ความหมายและสาระสาํ คัญของหลกั การแบงแยกอาํ นาจ พอสรุปไดว า รฐั สมยั
ใหม (Modern State) มีฐานะเปน บคุ คลอกี คนหนึ่งแยกตา งหากจากปจ เจกชนแตละคนซง่ึ เปนราษฎร
หรือเปน พลเมอื งของตน หรอื อกี นยั หนึ่ง มคี วามสามารถที่จะทรงสทิ ธิหรอื มีหนาท่ตี างๆ ตามกฎหมาย
แยกตา งหากจากปจเจกชนแตละคนท่ีเปนราษฎรหรือเปนพลเมืองของตน มีเจตนาของตนเองแยก
ตา งหากจากเจตนาของปจ เจกชนแตล ะคนท่เี ปน ราษฎรหรอื เปนพลเมืองของตน เปนตน และเห็นวา
รัฐเปน เจา ของอํานาจการปกครองแผนดินท่เี รียกวา อํานาจอธปิ ไตย รฐั แมจะมีฐานะเปนบุคคล แตก็
เปนบุคคลในแงนามธรรมหรือนิติบุคคลเทาน้ัน หาไดมีตัวตนและชีวิตจิตใจดังเชนบุคคลธรรมดาไม
ดงั น้ันรฐั จึงยอ มไมสามารถใชอาํ นาจอธิปไตยกระทําการตางๆ ทั้งสามประการน้ีแทนตนและในนาม
ของตน บุคคลธรรมดาท่ใี ชอํานาจอธปิ ไตยของรฐั แทนรัฐในนามของรัฐนี้ เรยี กวา องคกรของรฐั
44 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง
องคก รทมี่ อี าํ นาจหนา ทใี่ นการใชอ าํ นาจอธปิ ไตย
รฐั เปนเจาของอาํ นาจปกครองแผนดนิ ท่เี รียกวา อํานาจอธิปไตย แตเ น่อื งจากรัฐเปน นติ ิบุคคล
รัฐจึงไมสามารถใชอํานาจอธิปไตยกระทําการทางนิติบัญญัติ ทางบริหาร และทางตุลาการไดดวย
ตนเอง รฐั จงึ ตองมีบุคคลธรรมดาคนหนึ่งหรอื คณะหนึ่งเปน ผใู ชอาํ นาจอธปิ ไตยกระทําการแทนตนและ
ในนามตน บคุ คลทใี่ ชอ าํ นาจแทนและในนามของรัฐน้ีเรียกวาองคก รของรัฐ
เดือน บุนนาค (2520 : 16) ไดกลาวถึงการใชอํานาจอธิปไตยของรัฐไววา รัฐอาจใชอํานาจ
อธปิ ไตยของตนกระทาํ การตางๆ โดยทางองคกรเพียงองคกรเดียวก็ได เชน ในการปกครองระบอบ
สมบรู ณาญาสิทธริ าชย พระมหากษตั ริยท รงใชอ าํ นาจอธปิ ไตยกระทําการทางนิติบญั ญัติ บริหาร และ
ตลุ าการ แตล ําพังพระองคเดียว แตประวตั ิศาสตรทางการเมืองการปกครองไดแสดงใหเห็นอยูเสมอๆ
วา เม่ือใดก็ตามทก่ี ารใชอํานาจอธปิ ไตยของรฐั รวมศูนยอยูที่คนๆ เดียว หรือคนคณะเดียว ไมวาคนๆ
นน้ั หรือคนคณะน้นั จะไดอํานาจมาโดยการแบง แยกอํานาจ การแตง ต้ัง หรือการเลือกต้ังจากราษฎร
หรอื พลเมอื งก็ตาม ราษฎรหรือพลเมืองจะไมมีสิทธิเสรีภาพในอันท่ีจะกระทําการตางๆ เพื่อพัฒนา
บุคลิกภาพของตน ท้ังในทางกายภาพและจติ ใจไดเ ลย ทงั้ น้ี เพราะอาํ นาจทําใหผถู อื อาํ นาจนนั้ เสอ่ื มลง
อํานาจเด็ดขาดยิ่งทําใหผูถืออํานาจน้ันเส่ือมลงอยางถึงท่ีสุด (All Power Trends To Corrupt,
Absolute Power Corrupts Absolutely) กลาวคือ คนเราทุกคนเม่ือมีอํานาจแลวมักจะมัวเมาใน
อํานาจและมกั ใชอ ํานาจอยา งสดุ โตง เสมอ ดงั นั้นถาหากอาํ นาจนติ บิ ัญญัติกบั อาํ นาจบริหารมารวมกัน
อยใู นตวั บุคคลเดยี วกันหรอื องคกรเดยี วกัน เสรีภาพจะไมม เี ลย เพราะเปนทีน่ า หว่นั เกรงวา บุคคลหรอื
องคก รผูใชอํานาจทั้งสองนัน้ จะตรากฎหมายที่มีลักษณะกดขีม่ าใช และจะใชกฎหมายนั้นบังคับอยาง
กดขี่ และยง่ิ ถา อาํ นาจพพิ ากษาไปรวมกับอาํ นาจบรหิ ารแลว ผูพิพากษาก็จะมีอํานาจท่ีจะทําการบีบ
ค้ันไดเต็มที่ และก็ไมมีอะไรเหลือ จะสูญส้ินไปหมด ถาบุคคลคนเดียวหรือองคกรเดียวกันเปนผูใช
อํานาจท้งั สาม กฎหมายก็จะไมแนน อน การใชก ฎหมายบงั คบั ก็ผันแปรไปตามความประสงคของผูใช
อํานาจ และใครไมกระทําตามความประสงคน้ันผูมีอํานาจก็จะลงโทษตามความพอใจของตน
กฎหมายก็เลื่อนลอย บานเมอื งก็จะไมมีความสงบ
บวรศักด์ิ อุวรรณโณ (2544 : 59) กลาวถึงการแยกองคกรท่ีใชอํานาจอธิปไตยของรัฐไววา
เพอ่ื คุมครองสทิ ธเิ สรภี าพของราษฎรหรอื ของพลเมอื งจากการใชอํานาจตามอําเภอใจของผูปกครอง
แผนดนิ รฐั ธรรมนูญของรฐั เสรีประชาธิปไตยจงึ ไดบัญญตั จิ ัดระเบยี บการใชอาํ นาจอธปิ ไตยโดยวางอยู
บนพืน้ ฐานของการแบงแยกอาํ นาจ กลา วคอื มีการกระจายการใชอํานาจอธิปไตยกระทําการทางนิติ
บัญญัติ ทางบริหาร และทางตุลาการ ใหองคกรของรฐั ตางองคกรเปนผูใชแยกตางหากจากกันแตละ
องคกร ตางก็ใชอํานาจอธิปไตยกระทําการตามที่รัฐธรรมนูญมอบหมายอยางเปนอิสระ ไมตองฟง
คําสั่งหรือคําบัญชาขององคกรอื่น และก็เปนท่ียอมรับกันโดยท่ัวไปในปจจุบันวาสังคมใดไมมีการ
ประกันเสรีภาพของปจเจกชนอีกท้ังไมมีการแบงแยกอํานาจ ในสังคมนั้นไมมีรัฐธรรมนูญ คําวา
รฐั ธรรมนูญ ในที่นห้ี มายความถึงรฐั ธรรมนูญเสรปี ระชาธปิ ไตย หรือรัฐธรรมนูญตามลัทธิรัฐธรรมนูญ
นิยม (Constitutionalism) อันเปนรัฐธรรมนูญที่จํากัดอํานาจของผูปกครองวาการแผนดินไมให
ความรเู บอ้ื งตนเกีย่ วกบั อํานาจอธิปไตย 45
ผูปกครองวาการแผนดินมีอํานาจมากเกินไปจนเปนอันตรายตอ สิทธิเสรภี าพของราษฎรหรือพลเมือง
นน่ั เอง
ตามที่กลาวมาขางตน จะเห็นไดวาการแบงแยกอํานาจ (Separation of Power) น้ันไมได
หมายถึงการแบงอํานาจอธิปไตยซ่ึงเปนอันหน่ึงอันเดียวแบงแยกมิได แตหมายถึง การแบงแยก
ลักษณะของการใชอํานาจอธิปไตย ไมใหการใชอํานาจอธิปไตยไปรวมศูนยอยูท่ีองคกรใดองคหนึ่ง
ดังน้นั การแบงแยกอํานาจจึงหมายถงึ กรแบง แยกองคก รผูใชอ าํ นาจอธิปไตย
ดิเรก ควรสมาคม (2553 : 112-114) ไดอธิบายถึงลักษณะองคกรที่มีหนาที่ใชอํานาจ
อธิปไตย โดยเร่ิมจากประเด็น ปญหาเกี่ยวกับการเมืองการปกครองท่ัวไปก็คือผูมีอํานาจปกครอง
(อาํ นาจอธิปไตย) มักจะมีแนวโนมใชอํานาจไปในทางท่ีมิชอบ โดยเฉพาะเหตุการณในยุคกลางของ
ยโุ รปที่เรียกวายุคมืด (Dark Ages) หรือแมแตยุคสมบูรณาญาสิทธิราชยในยุโรป การกดขี่ ครอบงํา
ดานความคิดความเช่ือจากอิทธิพลดานศาสนาคริสตในยุคน้ัน สรางความหวาดหว่ันและเปนทิฐิ
เบอ้ื งหลังทคี่ นยุโรปในยุคน้ันหาทางหลุดพนจากอิทธิพลและอํานาจเหลาน้ัน เมื่อวิทยาศาสตรและ
อุตสาหกรรมไดเจริญกาวหนา ขนึ้ นกั คดิ และนักวิทยาศาสตรส ามารถพสิ จู นห กั ลา งความเชื่อดั้งเดิมได
ในทางการเมืองก็เชนกัน ไดมีนักคิดนักปรัชญาท่ีพยายามเสนอแนวคิดใหมๆ ท่ีสงผลตอการ
เปลีย่ นแปลงทางการเมืองที่สําคัญไดแ ก มงเตสกิเออ (Montesquieu) ไดเสนอแนวคิดเรื่องการแบง
และคานอํานาจระหวางฝา ยนิตบิ ัญญัติ ฝายบริหารและฝายตลุ าการ ในตอนน้ัน มงเตสกิเออ อธิบาย
เกี่ยวกับเสรีภาพวา
“เมื่อใดอํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหารรวมอยูท่ีคนคนเดียวกันหรือองคกรเดียวกัน
อิสรภาพยอ มไมอาจมไี ด เพราะจะเกิดความหวาดกลัว เน่อื งจากกษัตริยหรือสภาเดียวกันอาจบัญญัติ
กฎหมายแบบทรราชย เชน เดียวกนั อิสรภาพจะไมม ีอยู ถาอํานาจตุลาการไมแยกออกจากอํานาจนิติ
บัญญัติ และบริหาร หากรวมอยูกับนิติบัญญัติ ชีวิตและอิสรภาพของคนในบังคับจะอยูภายใตการ
ควบคุมแบบพลการ เพราะตุลาการอาจประพฤติดวยวิธีรุนแรงและกดข่ี ทุกส่ิงทุกอยางจะถึงซ่ึง
อวสาน ถาหากคนหรอื องคกรเดียวกนั ไมว าจะเปน ชนชัน้ สูงหรอื ประชาชนจะใชอ ํานาจทงั้ สามเหลาน้ี
คอื อาํ นาจบญั ญัตกิ ฎหมาย อํานาจบรหิ ารนโยบายสาธารณะ อาํ นาจพจิ ารณาคดขี องบุคคล”
มงเตสกิเออ ไดอธบิ ายวาในทุกรฐั จะมีอาํ นาจอยู 3 อยาง คือ
1. อาํ นาจการออกกฎหมาย คอื อาํ นาจเก่ียวกบั การวางระเบียบบงั คบั ทว่ั ไปในรฐั กลา วคือ
อาํ นาจนติ ิบัญญัติ น่นั เอง
2. อาํ นาจปฏบิ ัตกิ าร ซึ่งขนึ้ อยูก ับกฎหมายมหาชน คือ อํานาจในการใชหรือบังคับการให
เปนไปตามกฎหมาย (อาํ นาจบริหาร)
3. อํานาจปฏิบัติการตา งๆ ซงึ่ ขึน้ อยกู ับกฎหมายแพง คือ อํานาจในการวินิจฉัยอรรถคดีซึ่ง
ตอ มากค็ อื อํานาจตลุ าการ
ดิเรก ควรสมาคม (2553 : 120) ไดใหค ําอธิบายเก่ียวกับหลักประชาธิปไตยไว พอสรุปไดวา
ประชาธปิ ไตย เปนคาํ นาม แปลวา ระบอบการปกครองท่ถี ือมติปวงชนเปนใหญ การถือเสียงขางมาก
46 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง
เปน ใหญ หรือความความวา ประโยชนท่ีถูกตองของประชาชนเปนใหญ ประชาธิปไตยในฐานะของ
ระบอบการเมืองการปกครองไดถือกําเนิดข้ึนต้ังแตสมัยกรีก ซ่ึงหมายถึงอํานาจหรือการปกครอง
ประชาธิปไตยในยุคกรีกนี้เปนประชาธิปไตยทางตรง โดยการที่พลเมืองเอเธนสมีสิทธิเขาไปรวม
ประชุมในสภาประชาชน เพ่ือพิจารณากิจการสาธารณะตางๆ ดวยตัวเองโดยไมตองผานตัวแทน
เหมือนอยา งระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม
ดังน้ัน ประชาธิปไตยในฐานะที่เปนหลักการปกครองที่ประชาชนมีสิทธิในการกําหนดแนว
ทางการปกครองของรัฐดว ยตนเอง ในการพิจารณาความเปนประชาธิปไตยในสังคมใด อาจพิจารณา
ไดจ าก
1. ประชาชนมีอํานาจสูงสุดในการปกครอง หรือที่เรียกวา อํานาจอธิปไตยเปนของ
ประชาชน
2. ประชาชนไดร บั การรับรองและคมุ ครองสทิ ธเิ สรีภาพไวใ นกฎหมายสงู สดุ (รฐั ธรรมนญู )
3. การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอาศัยหลักเรือ่ งเสยี งขางมาก เสียงสวนใหญที่ผาน
การคัดเลอื ก (เลือกตงั้ ) จากประชาชน
อยางไรกต็ าม ทงั้ หมดน้ีเปนเพยี งหลกั การซ่ึงแนวทางในการจดั ทาํ รัฐธรรมนูญเทาน้ัน ในทาง
ปฏิบัติแลวผูมอี ํานาจจัดทาํ รัฐธรรมนูญยอมนําเอาหลักการหรือทฤษฎีการแบงแยกอํานาจไปใชเปน
แนวทางในการบญั ญตั ิรัฐธรรมนูญ โดยคาํ นงึ ถึงสถานการณท างการเมืองและวัฒนธรรมท่ีดํารงอยูใน
ประเทศของตน ดวยเหตุนกี้ ารแบง แยกอํานาจในรัฐธรรมนูญของรัฐเสรีประชาธิปไตยแตละรัฐ จึงมี
สาระสําคัญ ท้ังที่เหมือนกันและแตกตา งกันออกไป สรปุ ไดด งั นี้
1. รฐั ธรรมนูญของรฐั เสรีประชาธิปไตยทกุ รัฐจะบัญญัติใหแยกองคกรผูใชอํานาจอธิปไตย
กระทําการทางตุลาการออกจากองคกรผใู ชอ าํ นาจอธิปไตยกระทาํ การทางนิติบัญญัติและทางบริหาร
ซึ่งรวมเรียกวา การใชอ าํ นาจอธิปไตยกระทําการทางการเมืองอยา งเครง ครัด กลาวคอื
1.1 รัฐธรรมนูญมอบหมายใหองคกรตุลาการหรือศาลเปนผูใชอํานาจอธิปไตย
พิจารณาพพิ ากษาอรรถคดแี ตเ พยี งผเู ดียว ไมเปด โอกาสใหองคกรอื่นรวมใชอํานาจน้ีกับศาล ในดาน
กลับกนั ศาลกจ็ ะตอ งจํากดั ตัวเองอยูแตเฉพาะกับการใชอํานาจอธิปไตยพิจารณาพิพากษาอรรถคดี
เทา นน้ั รฐั ธรรมนูญไมเ ปดโอกาสใหศ าลรว มใชอาํ นาจอธปิ ไตยกระทาํ การทางนติ ิบญั ญัติและหรือทาง
บริหารกบั องคก รอ่ืน
1.2 บุคคลทเี่ ปนผพู พิ ากษาหรอื ตลุ าการ จะดาํ รงตําแหนงเปนสมาชิกขององคกรอื่น
เชน เปนสมาชกิ สภาผูแ ทนราษฎร วุฒสิ ภา รฐั มนตรี หรอื เจา หนา ที่ทางปกครอง ในเวลาเดียวกันกบั ท่ี
เปนผูพพิ ากษาไมได กลาวอีกนยั หนง่ึ การเปน ผูพ ิพากษานนั้ เปนลักษณะตอ งหา ม มใิ หไ ดรับแตงต้ังให
ดํารงตําแหนงอื่น การแยกองคกรผูใชอํานาจอธิปไตยกระทําการทางตุลาการออกจากองคกรผูใช
อํานาจอธิปไตยกระทําการทางนิติบัญญัติและบริหารอยางเครงครัดเชนวาน้ี ยอมเปนหลักประกัน
ความเปนอสิ ระของศาล ทําใหศาลอยูในวิสัยท่ีจะพิจารณาพิพากษาอรรถคดีไดอยางปราศจากอคติ
ลาํ เอยี ง และไมตกอยูภายใตอิทธพิ ลทางการเมอื งทงั้ ทางตรงและทางออ ม
ความรเู บอ้ื งตนเก่ียวกบั อาํ นาจอธปิ ไตย 47
2. ในสวนทเ่ี กย่ี วกับการจัดระเบียบการใชอํานาจอธิปไตยกระทําการทางนิติบัญญัติและ
ทางบรหิ ารนนั้ รัฐธรรมนูญของรฐั เสรีประชาธปิ ไตยมีบทบัญญตั ิแตกตางกัน ไดจ าํ แนกระบอบรัฐบาล
โดยพิจารณาจากการจัดระเบียบการใชอํานาจอธิปไตยกระทําการทางนิติบัญญัติและทางบริหาร
ออกเปน 3 ระบบ คอื ระบบรัฐสภา ระบบประธานาธบิ ดี และระบบกง่ึ รัฐสภากึ่งประธานาธบิ ดี
กลา วโดยสรุป รัฐเปนเจาของอํานาจปกครองแผนดินที่เรียกวาอํานาจอธิปไตย แตเนื่องจาก
รัฐเปนนิติบคุ คล รฐั จึงไมส ามารถใชอํานาจอธิปไตยกระทําการทางนิติบัญญัติ ทางบริหาร และทาง
ตุลาการไดด วยตนเอง รฐั จึงตอ งมบี ุคคลธรรมดาคนหนึง่ หรือคณะหนงึ่ เปนผูใชอ ํานาจอธิปไตยกระทํา
การแทนตนและในนามตน บุคคลท่ีใชอํานาจแทนและในนามของรัฐน้ีเรียกวาองคกรของรัฐ
ประกอบดวย รฐั สภา คณะรัฐมนตรี และศาล
สรปุ
อํานาจอธิปไตยเปนอํานาจสูงสุดในการปกครอง สามารถเกิดข้ึนไดในหลายรูปแบบ
โดยทวั่ ไปอาํ นาจอธิปไตยมีลักษณะสําคัญคือ มีความเด็ดขาด เปนการทั่วไป ถาวรและแบงแยกมิได
ดังน้ันอํานาจอธิปไตยในรัฐหน่ึงๆ จะมีความเปนหนึ่งเดียวที่เปนส่ิงท่ีใหรัฐคงความเปนรัฐอยูได
เพยี งแตใ นทางปฏบิ ตั ิอาจมีการแยกองคกรผใู ชอาํ นาจออกเปนสวนๆ เพื่อประโยชนในดานอื่นๆ เชน
การถวงดุลและการตรวจสอบการใชอํานาจ การแบงหนาที่ เปนตน ในการนี้ อํานาจทางการเมือง
เหนือประชากรและเหนือดนิ แดน เปน องคป ระกอบพน้ื ฐานทกี่ อใหเกดิ รฐั อาํ นาจทางการเมอื งนัน้ เปน
ปรากฏการณต ามธรรมชาตขิ องมนุษยในสังคมซึ่งตองมีฝายหน่ึงท่ีเปนหัวหนาหรือผูปกครอง กับอีก
ฝายหน่ึงซงึ่ เปน ลูกนองหรือผูถูกปกครอง อํานาจทางการเมืองจะตองเปนอํานาจตามกฎหมายดวย
กลา วคือ อํานาจดังกลา วจะตอ งเปน ไปตามทกี่ ฎหมายกาํ หนดไว มิใชเปนเพียงการปกครองโดยอาศัย
กําลังทางกายภาพหรือกําลังอาวธุ เทา นั้น
สาํ หรบั ผูทรงไวซงึ่ อํานาจอธิปไตยหรอื ทเ่ี รยี กวา รฏั ฐาธิปต ย น้ัน มแี นวคิดทีไ่ ดรบั การยอมรับ
และสอดคลองกับปจจุบัน มีสองแนวคิดหลัก คือ แนวคิดอํานาจอธิปไตยเปนของประชาชนและ
แนวคดิ อํานาจอธิปไตยเปน ของชาติ โดยทแ่ี นวคดิ อํานาจอธปิ ไตยเปนของประชาชน มีความเชื่อและ
ใหความสาํ คญั ในปจ เจกชนทยี่ อมมารวมตวั กนั เปนรฐั และอํานาจเหลานี้ยังคงมีอยูที่ประชาชน สวน
แนวคิดอํานาจอธิปไตยเปนของชาติ ใหความสําคัญกับการเปนองครวม ในลักษณะที่เมื่อประชาชน
รวมกันเปน ชาติ ดังน้ัน อาํ นาจอธปิ ไตยจะมไิ ดอยทู ่ปี ระชาชนแตล ะคน แตจ ะอยูท่ชี าติ
รฐั เปนเจาของอํานาจปกครองแผน ดินทีเ่ รียกวา อาํ นาจอธปิ ไตย แตเนอื่ งจากรฐั เปนนิติบุคคล
รัฐจึงไมสามารถใชอํานาจอธิปไตยกระทําการทางนิติบัญญัติ ทางบริหาร และทางตุลาการไดดวย
ตนเอง รัฐจงึ ตอ งมีบคุ คลธรรมดาคนหน่ึงหรอื คณะหนง่ึ เปน ผูใชอาํ นาจอธิปไตยกระทาํ การแทนตนและ
ในนามตน บคุ คลที่ใชอ ํานาจแทนและในนามของรฐั น้ีเรียกวาองคกรของรัฐ โดยการแบงแยกอํานาจ
เปน อยา งไมเครงครัด ซงึ่ มีอิทธพิ ลตอ การตัง้ ระบบการเมอื งทีเ่ รียกวาระบบรัฐสภาขึ้นในอังกฤษ และ
โดยการแบงแยกอํานาจอยางเครงครัด ซ่ึงมีอิทธิพลตอการต้ังระบบการเมืองที่เรียกวาระบบ
48 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง
ประธานาธบิ ดีขน้ึ ในสหรัฐอเมริกา สําหรับในรัฐที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งอํานาจ
อธปิ ไตยเปน ของประชาชนมักนําหลักการแบงแยกอํานาจมาใช เพื่อไมใหอํานาจอธิปไตยของรัฐถูก
นําไปใชโดยบุคคลหรือองคกรใดองคกรหน่ึง โดยแบงองคกรผูใชอํานาจออกเปน ฝายนิติบัญญัติ
(รฐั สภา) ฝายบรหิ าร (รัฐบาล) และฝายตุลาการ (ศาล) เพ่ือใหการใชอํานาจภายในรัฐมีการควบคุม
และตรวจสอบซงึ่ กันและกนั
ความรูเ บ้ืองตน เก่ยี วกบั อาํ นาจอธิปไตย 49
แบบฝกหดั ทา ยบท
จงตอบคําถามตอไปนี้
1. จงอธบิ ายความเปนมาและความหมายของอํานาจอธิปไตย
2. อํานาจอธิปไตยมลี ักษณะทส่ี ําคัญอยา งไร
3. จงอธบิ ายถึงที่มาของอํานาจอธปิ ไตยตามทฤษฎีสัญญาประชาคม
4. ประเภทของอํานาจอธปิ ไตยมีกปี่ ระเภท จงอธิบาย
5. จงอธบิ ายแนวคิดเก่ียวกบั รัฏฐาธิปต ย
6. ลกั ษณะการแสดงออกซงึ่ อาํ นาจอธิปไตยของประชาชนในระบอบประชาธปิ ไตย มี
อะไรบาง
7. จงอธบิ ายหลกั การแบงแยกอาํ นาจอธิปไตยตามแนวคดิ ของมองเตสกเิ ออ
8. จงเปรยี บเทียบความแตกตา งของแนวคดิ ความเกีย่ วกับการใชอํานาจของประชาชนใน
ฐานะเจา ของอํานาจอธปิ ไตย ตามแนวคดิ ของล็อคและมงเตสกเิ ออ
9. จงอธบิ ายถงึ ขอ ดใี นการใชสิทธเิ ลอื กตงั้ ตัวแทนของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย
บทที่ 3
ความรูทวั่ ไปเกี่ยวกบั รัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนญู และสถาบนั การเมือง เปน การศกึ ษาถงึ กฎเกณฑอ ันเกี่ยวกับการปกครองประเทศ
มขี อบเขตกวา งเกนิ ขอบเขตของทฤษฎีกฎหมายรฐั ธรรมนญู และตัวบทรัฐธรรมนูญ เพราะบทบัญญัติ
ของกฎหมายที่เก่ียวกับสถาบันการเมืองมิไดปรากฏอยูแตในรัฐธรรมนูญเทาน้ัน หากปรากฏอยูใน
บทบญั ญตั ขิ องกฎหมายและระเบยี บตางๆ ตลอดจนจารตี ประเพณี
ตง้ั แตประเทศไทยมกี ารเปลย่ี นแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปน
ระบอบประชาธิปไตยเม่ือ พ.ศ. 2475 เปนตนมา ไดมีการนําเอารัฐธรรมนูญมาใชเปนหลักในการ
ปกครองประเทศ โดยทรี่ ฐั ธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการกําหนดรูปแบบ สถาบันและวิธีในการ
ปกครองประเทศ รวมถงึ การดําเนินชีวิตของคนในสังคม ดังน้ัน การศึกษาเรียนรูเพื่อทําความเขาใจ
รวมถึงการมีสวนรว มในการกําหนดแนวทางและเนอื้ หาของรัฐธรรมนูญ จงึ เปน สิ่งที่จาํ เปนสาํ หรบั การ
เปนอยูรวมกันอยา งสันตสิ ขุ ในสงั คม
ในบทน้ีจะกลาวถึง ความหมายของรัฐธรรมนูญ ลักษณะของรัฐธรรมนูญ ความสําคัญของ
รัฐธรรมนูญ ประเภทของรัฐธรรมนูญ หลักรัฐธรรมนูญนิยม และความสัมพันธของรัฐธรรมนูญและ
สถาบันการเมืองกบั วชิ าอนื่
ความหมายของรัฐธรรมนญู
รัฐทกุ รัฐจําเปนตองมรี ัฐธรรมนญู ท้งั น้ี เปนเพราะผปู กครองในนติ ริ ัฐจะใชอํานาจไดก็ตอเม่ือ
ไดรับมอบหมายแตงต้งั มิใชเ พราะอาศยั คณุ สมบัติทเี่ ปนของตนโดยเฉพาะ ในฐานะท่ีเปนบอเกิดของ
ระบบกฎหมายของรัฐ รัฐธรรมนูญอยูในลําดับสูงสุดของลําดับชั้นของกฎเกณฑทางกฎหมาย ซ่ึง
รัฐธรรมนูญมอบอํานาจทางกฎหมายใหแกกฎเกณฑดังกลาว ในฐานะที่เปนบอเกิดของความชอบ
ธรรมของอํานาจ รัฐธรรมนูญเปนการกําหนดกตกิ าท่ีสําคัญของการเลนเมืองภายในรัฐ การใหนิยาม
ตามคาํ ของรฐั ธรรมนูญขา งตน เปนความหมายคอนขา งทจี่ ะกวา งและยงั สรางความเขา ใจที่ไมเพียงพอ
ดังน้ันจึงขอยกแนวคิดของความหมายของคําวา รัฐธรรมนูญ จากนักวิชาการหลายๆ ทาน
รายละเอียดโดยสรุปดังน้ี
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 (2556 : 987) ใหความหมายไววา
รัฐธรรมนูญ (constitution) หมายถึง บทกฎหมายหมายสูงสุดที่จัดระเบียบการปกครองประเทศ
กําหนดรูปแบบและระบอบการปกครองประเทศ สิทธิ เสรีภาพ และหนาที่ของประชาชน อํานาจ
หนา ทข่ี ององคก ร และความสมั พนั ธระหวางองคกร
หยุด แสงอทุ ัย (2538 : 39) กลาววา รัฐธรรมนูญ หมายถึง กฎหมายที่กําหนดระเบียบแหง
อาํ นาจสงู สดุ ในรัฐและความสมั พันธระหวางอํานาจเหลา นต้ี อกันและกัน
52 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบนั การเมือง
มานติ ย จุมปา (2546 : 55) ใหค วามหมายรัฐธรรมนูญวา เปนกฎหมายท่ีกําหนดโครงสราง
กลไกพื้นฐานในการปกครองประเทศ และรับรองคุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ดังนั้น
รฐั ธรรมนญู จึงเปน กฎหมายที่วางระเบียบการปกครองของรฐั ทั้งหมด
ณัฐกร วทิ ิตานนท (2557 : 74-75) กลา วไวว า คําวา รัฐธรรมนูญ เปนคําที่แปลมาจากคําวา
Constitution เปนศัพทบัญญัติโดยกรมหม่ืนนราธิปพงศประพันธ (หมอมเจาวรรณไวยากร) เริ่ม
นาํ มาใชเมอ่ื ดาํ เนนิ การรา งรฐั ธรรมนญู ฉบบั ที่ 2 (10 ธนั วาคม พ.ศ. 2475) โดยตามศัพท รัฐธรรมนูญ
แปลวาระเบียบอํานาจหนาท่ีในการปกครองแผนดิน ซึ่งมาจากการพิจารณาความหมายของคําวา
รฐั ธรรมนญู ท่มี าจากรฐั แปลวา การปกครองแผนดนิ และธรรมนญู แปลวาระเบียบอํานาจหนาท่ี
ณัฐกร วิทิตานนท (2557 : 75) ยังไดอางถึง กมล ทองธรรมชาติ ไววา รัฐธรรมนูญ คือ
กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ซ่ึงกําหนดรูปแบบและหลักการปกครองตลอดจนวิธีการ
ดําเนินการปกครองไวอยางเปนระเบียบ รวมทั้งกําหนดหนาที่ของประชาชนท่ีพึงกระทําตอรัฐ กับ
รบั รองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึง่ รฐั จะละเมิดมไิ ดไวด วย
กิตติวัฒน รัตนดิลก ณ ภูเก็ต (2554 : 126) กลาววา หลวงประดิษฐมนูธรรม (ปรีดี พนม
ยงค) อธิบายวา กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผน ดนิ เปน กฎหมายท่ีบัญญัติถึงระเบียบแหงอํานาจ
สูงสุดในแผนดินทั้งหลาย และวิธีดําเนินการทั่วไปแหงอํานาจเหลาน้ี หรือจะกลาวอีกอยางหนึ่งวา
กฎหมายธรรมนญู การปกครองวางหลักทว่ั ไปแหงอาํ นาจสงู สุดในประเทศ
จักษ พันธชูเพชร (2557 : 55) สรุปไววา รัฐธรรมนูญ หมายถึง กฎหมายสูงสุดในการ
ปกครองประเทศ โดยจะกําหนดรูปแบบ หลกั การ และวธิ กี ารดาํ เนินการปกครอง รวมท้งั สทิ ธิหนา ท่ีท่ี
รัฐมีตอ ประชาชนและประชาชนมตี อ รฐั
ดังกลาวมา สรุปไดวา รัฐธรรมนูญ หมายถึง กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ท่ีได
กําหนดถึงระเบียบของอํานาจสูงสุดและการใชอํานาจเหลาน้ัน โดยกําหนดองคการทางการเมือง
รปู แบบ หลกั การ และวธิ ีการดําเนินการปกครอง การควบคมุ อํานาจการปกครอง รวมทงั้ กาํ หนดสทิ ธิ
หนาทีข่ องรัฐตอประชาชน และหนา ท่ที ปี่ ระชาชนพึงมีตอรฐั
ความแตกตางระหวางรฐั ธรรมนญู กบั กฎหมายรฐั ธรรมนญู
จากความหมายของรัฐธรรมนูญจะเห็นไดวา รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายฉบับหนึ่งซึ่งเปน
กฎหมายสูงสดุ ทไี่ ดวางระเบยี บอาํ นาจการปกครองภายในรัฐ ยังมีอีกคําหนงึ่ ท่ีมีความใกลเคยี งกนั และ
มีการใชทีส่ ับสน คือคาํ วา “กฎหมายรัฐธรรมนูญ” โดยทั่วไปกฎหมายรัฐธรรมนญู หมายถงึ สาขาหนึ่ง
ของวิชากฎหมายมหาชน ท่ีจะศึกษาถึงตัวบทรัฐธรรมนูญที่เปนลายลักษณอักษร ศึกษาถึงจารีต
ประเพณีทรี่ บั รใู นการปฏบิ ตั ิที่เคยเปนมา อันเก่ียวกับรัฐบาลและรัฐสภา รวมถึงศึกษาถึงบทบัญญัติ
ของกฎหมายท้งั หลายที่ออกมาโดยอาศัยอํานาจตามรฐั ธรรมนูญหรือกฎหมายท่ีเกี่ยวของโดยตรงกับ
การใชรฐั ธรรมนูญ
ความรทู ่ัวไปเกย่ี วกับรัฐธรรมนูญ 53
กฎหมายรัฐธรรมนูญกับรัฐธรรมนูญเปนคําที่สรางปญหาและความสับสนใหแกผูศึกษาอยู
พอสมควร เพราะในหลายคร้งั กอใหเ กดิ ความเขา ใจผิดวาเปน สง่ิ เดยี วกัน มีความหมายเหมือนกัน ซึ่ง
ในความเปนจรงิ ทางวชิ าการหาไดเ ปน เชน นน้ั ไม นกั วิชาการหลายไดอ ธิบายถึงความแตกตางระหวาง
กฎหมายรัฐธรรมนญู กับรฐั ธรรมนูญ รายละเอยี ดโดยสรปุ ดังนี้
ไพโรจน ชัยนาม (2524 : 66) บวรศักดิ์ อุวรรณโณ (2537 : 20) และ จักษ พันธชูเพชร
(2557 : 53) กลาวถึงความแตกตางของกฎหมายรัฐธรรมนูญกับรัฐธรรม โดยสรุปไดวา กฎหมาย
รัฐธรรมนูญ (Constitutional Law หรือ Law of Constitution) หมายถึงกฎหมายในสาขามหาชนที่
วางระเบยี บเก่ียวกับสถาบันการเมอื ง (Institutions Politiques) ของรัฐ โดยกําหนดโครงสรางของรัฐ
ระบอบการปกครอง การใชอ ํานาจอธิปไตย และการดําเนินงานของสถาบันสูงสุดของรัฐท่ีใชอํานาจ
อธิปไตย กลาวคือ เปนกฎหมายที่กําหนดวิธีการปกครองหรือระบอบการเมืองของรัฐ เชน วาง
ระเบยี บเกีย่ วกบั การไดมาและสนิ้ สุดลงของบุคลผูดํารงตําแหนงประมุขของรัฐ วางระเบียบเกี่ยวกับ
สถาบันบรหิ ารหรอื คณะรฐั มนตรี ถงึ คณุ สมบตั ิของบคุ คลผดู ํารงตําแหนง รฐั มนตรี วิธีการและข้ันตอน
ของการไดม าและส้ินสดุ สภาพของรัฐมนตรแี ละอาํ นาจหนา ทีข่ องคณะรัฐมนตรี เปนตน
กฎหมายรฐั ธรรมนูญจึงเปนกฎหมายหลักในการกําหนดระเบียบแบบแผนในการจัดอํานาจ
และองคก รผใู ชอาํ นาจอธิปไตยของรัฐ ครอบคลมุ ถงึ การจดั องคก ร การดาํ เนนิ การ อาํ นาจหนา ที่ และ
ความสมั พันธร ะหวางองคก รดังกลาวตอกันและตอ ประชาชน ซึ่งโดยปกติแลวแมเนือ้ หาสาระหลกั ของ
กฎหมายรัฐธรรมนูญโดยสวนใหญจะปรากฏอยูในรัฐธรรมนูญ (Constitution) เปนหลัก แตยังมี
ปรากฏในกฎหมายอืน่ อีก ไมว า จะเปน กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู คาํ พิพากษาของศาล หรอื รวมไป
ถึงจารีตประเพณีอันเปนธรรมเนียมปฏิบัติทางกฎหมายที่เกี่ยวของกับวิธีทางปกครองหรือระบบ
การเมอื งของประเทศอีกดว ย
จึงกลาวไดวา กฎหมายรัฐธรรมนูญมีขอบเขตกวางกวารัฐธรรมนูญ เพราะกฎหมาย
รัฐธรรมนูญมีความหมายครอบคลุมไปถึงกฎเกณฑอืน่ ทั้งท่ีเปนกฎหมายลายลักษณอักษรและไมเปน
ลายลักษณอักษร ตัวอยางของกฎหมายท่ีไมถูกรวมอยูในรัฐธรรมนูญดวย คือ กฎหมายประกอบ
รฐั ธรรมนญู ซ่งึ เปนหมายทขี่ ยายรัฐธรรมนญู ในรายละเอยี ด อาทิ กฎหมายรัฐสภา กฎหมายเลือกต้ัง
กฎหมายวิธีพิจารณาความของตุลาการรัฐธรรมนูญ เปนตน นอกจากน้ันกฎหมายรัฐธรรมนูญยัง
ประกอบดวยกฎเกณฑที่เปนธรรมเนียมปฏิบัติ จารีตประเพณี หรือแมแตคําพิพากษาของศาลใน
กฎหมายมหาชน เชน ตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู หรอื ตุลาการศาลปกครองอีกดว ย
หลวงประดษิ ฐม นธู รรม (2513: 41) กลาวถงึ กฎหมายรฐั ธรรมนูญไววา อยางไรก็ตาม การที่
กฎหมายรัฐธรรมนูญแตล ะฉบบั จะมีบทบัญญัติท่ีเก่ียวกับสถาบันทางการเมืองสถาบันใดบาง หรือมี
ขอบัญญัติครอบคลุมมากนอยเพียงใดนั้น ก็ข้ึนอยูกับเจตนารมณของกฎหมายรัฐธรรมนูญในแตละ
ฉบับ มิไดเปนขอกําหนดที่ตายตัวแตอยางใดวากฎหมายรัฐธรรมนูญจะตองมีรูปแบบอยางไร หรือ
เนื้อหาสาระจะตองมีบทบัญญัติเกี่ยวกับเร่ืองใด สถาบันใด และภายในขอบเขตแคไหน เพราะ
กฎหมายรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายท่ีบัญญัติถึงระเบียบแหงอํานาจสูงสุดในแผนดินทั้งหลาย และ
54 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง
วิธีดําเนนิ การทวั่ ไปแหง อาํ นาจเหลาน้ี หรือจะกลาวอีกอยางหนึ่งก็คือ เปนกฎหมายที่วางหลักท่ัวไป
แหงอาํ นาจสงู สดุ ในประเทศ
อภิชาติ แสงอัมพร (2559 : 4-5) กลาวถึงความแตกตางระหวางกฎหมายรัฐธรรมนูญและ
รัฐธรรมนูญวา กฎหมายรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญ ไมไดเปนสิ่งท่ีมีความหมายอยางเดียวกัน
กลา วคอื กฎหมายรฐั ธรรมนญู มีความหมายท่ีกวางกวารัฐธรรมนญู โดยมิไดห มายความถึงบทบญั ญัตทิ ่ี
มอี ยูในรฐั ธรรมนญู เทา น้ัน ยังมคี วามหมายครอบคลุมถงึ ตวั บทรฐั ธรรมนญู ท้งั ที่เปนลายลักษณอักษร
และจารตี ประเพณี รวมทัง้ บทบัญญัติของกฎหมายทั้งหลายที่ออกมาโดยอาศัยอาํ นาจตามรฐั ธรรมนูญ
และเกย่ี วของโดยตรงกับการใชรฐั ธรรมนญู เชน กฎหมายประกอบรัฐธรรมนญู หรอื แมแตค ําพิพากษา
ของศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญ เปนตน กฎหมายรัฐธรรมนูญ จึงหมายถึง กฎหมายมหาชน
สาขาหนึ่ง ทมี่ ีวัตถุประสงคในการวางระเบียบของอํานาการปกครองรัฐในทางการเมือง การใชอํานาจ
อธิปไตยของรัฐ สวนรัฐธรรมนูญหมายถึงบทบัญญัติที่อยูในรัฐธรรมนูญ กรณีของประเทศไทยจะ
หมายถงึ รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย เปนตน โดยคาํ วารฐั ธรรมนญู เปนช่ือเฉพาะของกฎหมาย
ประเภทหนึง่ เชน เดียวกับพระราชบัญญัตหิ รอื พระราชกาํ หนด ซ่งึ เปนคําที่แสดงถึงความเปนกฎหมาย
ในตวั อยแู ลว โดยไมต อ งมีคาํ วากฎหมายนาํ หนาอีก
วษิ ณุ เครืองาม (2545 : 105) และ จักษ พันธชูเพชร (2557 : 59) ไดอธิบายเปรียบเทียบให
เหน็ ความแตกตา งและความเหมอื นของกฎหมายรฐั ธรรมนูญกับรัฐธรรมนูญไวในลักษณะคลายกันไว
วา ถาเปรยี บเทียบกฎหมายรัฐธรรมนญู เปน เอกเทศสญั ญาแลว รฐั ธรรมนูญก็จะเปน เพยี งกฎหมายเชา
ซอื้ เชาทรัพย คํ้าประกัน จาํ นอง จํานาํ ซ่งึ เปนสว นหน่ึงของเอกเทศสญั ญาเทานนั้
โดยนัยแหงความหมายของกฎหมายรัฐธรรมนูญเปนคําที่กวางกวารัฐธรรมนูญ เพราะ
กฎหมายรฐั ธรรมนูญรวมความไปถงึ รัฐธรรมนูญดวย ทัง้ รัฐธรรมนญู ที่เปนลายลักษณอ ักษรและไมเปน
ลายลักษณอักษร เชน กฎเกณฑการปกครองของประเทศอังกฤษ นอกจากนี้ยังหมายรวมไปถึง
กฎหมายท่วี างระเบียบเกย่ี วกบั สถาบันการเมอื งใดสถาบนั การเมืองหน่ึงดวย เชน กฎมณเฑียรบาลวา
ดว ยการสืบสนั ตตวิ งศข องสถาบันพระมหากษัตริย กฎหมายวา ดว ยคณะตลุ าการรัฐธรรมนญู เปน ตน
หากนํารัฐธรรมนูญซ่ึงเปนชื่อเฉพาะของกฎหมายเชนเดียวกับพระราชบัญญัติ พระราช
กําหนด หรือพระราชกฤษฎีกา มาเปรียบเทยี บกบั กฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเปนชือ่ รวมใชเรยี กกฎหมาย
ตา งๆ ทบี่ ัญญัตเิ ก่ยี วกบั สถาบนั การเมือง จะพบวา มสี ว นทเ่ี หมอื นกันคือ กฎหมายท้งั สองประเภทเปน
กฎหมายมหาชนและเปนกฎหมายท่ีมีบทบัญญัติวางระเบียบเก่ียวกับการเมืองการปกครองเชนกัน
เพยี งแตว ารฐั ธรรมนญู มกั จะกาํ หนดรายละเอียดมากกวา สวนทตี่ างกนั กค็ ือรัฐธรรมนูญเปนกฎหมาย
ลายลักษณอ กั ษร แตกฎหมายรัฐธรรมนญู มที ้ังสว นทเ่ี ปน ลายลกั ษณอกั ษรและไมเ ปน ลายลกั ษณอ ักษร
ซ่ึงเม่ือกลา วโดยสรปุ กค็ อื ในประเทศท่ีมีรัฐธรรมนูญไมวาจะเปนรัฐธรรมนูญที่เปนลายลักษณอักษร
หรือไมเปน ลายลกั ษณอ ักษรกต็ าม ประเทศน้นั ยอ มมีกฎหมายรฐั ธรรมนญู เพราะรัฐธรรมนญู เปนหนงึ่
ในกฎหมายหลายประเภทของกฎหมายรฐั ธรรมนูญ แตประเทศใดมกี ฎหมายรฐั ธรรมนญู ประเทศน้ัน
ความรทู ่ัวไปเกี่ยวกบั รัฐธรรมนญู 55
อาจไมมีรฐั ธรรมนูญทีเ่ ปน ลายลกั ษณอักษร ตัวอยา งเชน ในประเทศอังกฤษ ท่ีมีการใชกฎเกณฑการ
ปกครองประเทศในรูปแบบท่ีไมม ตี ัวบทกฎหมายทเี่ ปนรฐั ธรรมนญู แบบลายลกั ษณอักษร
ดงั นน้ั จึงสามารถสรปุ ไดวา กฎหมายรฐั ธรรมนญู นน้ั เปน เรอื่ งของหลกั การท่ีมีความหมายกวา ง
กวารัฐธรรมนญู โดยท่รี ฐั ธรรมนูญนน้ั เปนเพียงสาขาหนง่ึ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะในการศึกษา
กฎหมายรัฐธรรมนูญ จึงเปน การศกึ ษาถงึ หลักเกณฑ แนวคดิ และทฤษฎี ซ่ึงทง้ั น้อี าจนําบทบัญญัติใน
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย หรอื รัฐธรรมนูญของตา งประเทศ หรือแมกระทั่งคําพิพากษาของ
ศาลในทางมหาชนมาศึกษาประกอบคาํ อธิบาย โดยมไิ ดม ุงเนนทจ่ี ะศกึ ษาเฉพาะตวั บทของรัฐธรรมนญู
แตเ พียงอยางเดยี วเทา นน้ั
จากแนวคิดขางตน สามารถสรุปใหเห็นขอแตกตางของคําวารัฐธรรมนูญกับกฎหมาย
รฐั ธรรมนูญ โดยทกี่ ฎหมายรฐั ธรรมนญู หมายถึง กฎหมายสาขาหน่งึ ของกฎหมายมหาชน โดยอาจอยู
ในรูปแบบของกลุมกฎหมาย หลักการหรือทฤษฎีตางๆ ท่ีมีการวางระเบียบการปกครองรัฐในทาง
การเมือง สว นรฐั ธรรมนูญมุงหมายเฉพาะกฎหมายฉบับหนึ่งที่มีลําดับชั้นเปนกฎหมายสูงสุด ดังน้ัน
กฎหมายรฐั ธรรมนูญจงึ เปน การศกึ ษารัฐธรรมนญู และสถาบันการเมืองตา งๆ ท่ีครอบคลุมทงั้ ทฤษฎีทา
รัฐธรรมนญู และบทบญั ญตั ิในรฐั ธรรมนญู
ลักษณะของรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสดุ เปน กฎหมายทก่ี ําหนดกฎเกณฑว า ดว ยการปกครองประเทศ
เปน กฎหมายทก่ี อ ต้งั สถาบันทางการเมอื ง
มานิตย จมุ ปา (2556 : 2-4) ไดร ะบุใหช ดั เจนยง่ิ ขึ้นถึงลักษณะของรัฐธรรมนูญ ซ่ึงมีลักษณะ
สําคัญโดยสรุปดังตอไปนี้
1. รัฐธรรมนูญมลี กั ษณะเปนกฎหมายสูงสดุ ของประเทศในขณะน้ันๆ เมื่อพิจารณาในทาง
ศกั ดิห์ รอื ลาํ ดับชั้นของกฎหมายแลว ชนิดของกฎหมายมีมากมายหลายชนิด และมีช่ือเรียกตางๆ กัน
เชน พระราชบญั ญัติ พระราชกาํ หนด กฎกระทรวง เปนตน ในทางทฤษฎกี ฎหมายนนั้ กฎหมายแตละ
ชนิดมีศักด์ิแหงกฎหมายแตกตางกันเพ่ือประโยชนในการปฏิบัติ โดยปกติกฎหมายที่มีลําดับศักดิ์
กฎหมายตํ่ากวาจะขดั หรอื แยงกบั กฎหมายทม่ี ีลําดบั ศกั ดสิ์ ูงกวามิได การเรยี งลําดบั ศักดิก์ ฎหมายจาก
สงู ไปตาํ่ มี ดังน้ี คอื กฎหมายทีอ่ อกโดยฝา ยนติ ิบญั ญัติ กฎหมายท่อี อกโดยฝา ยบรหิ าร และกฎหมายที่
ออกโดยองคกรปกครองสวนทองถิน่ โดยกฎหมายท่อี อกโดยฝายนติ บิ ญั ญัติ ประกอบดว ย รฐั ธรรมนูญ
พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนูญ พระราชบญั ญัติ กฎหมายทอี่ อกโดยฝายบริหารจะประกอบดวย
พระราชกําหนด พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง กฎหมายที่ออกโดยองคกรปกครองสวนทองถิ่น จะ
ประกอบดวย ขอ บัญญตั ิจังหวดั เทศบญั ญัติ ขอ บงั คับตําบล เปนตน ในกรณีกฎหมายท่ีออกโดยฝาย
นิตบิ ญั ญตั ินน้ั รัฐธรรมนูญจะมลี ําดบั ศกั ดแ์ิ หงกฎหมายสงู สดุ
สําหรบั เหตทุ ีร่ ฐั ธรรมนญู เปน กฎหมายสงู สุดนัน้ ถาอธบิ ายในเชิงอุดมการณก ารทางการเมือง
แบบประชาธิปไตย กลา วไดวา รฐั ธรรมนูญเปนกฎหมายสงู สุดเพราะรัฐธรรมนูญเปนสัญญาประชาคม
56 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง
ทส่ี มาชกิ ในสงั คมทกุ คนรว มตกลงกนั สรา งข้นึ มาเปนกฎเกณฑในการปกครองสังคมนั้นๆ ในอกี แงหน่ึง
เม่ือพิจารณากระบวนการในการตรารัฐธรรมนูญนั้น รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดเพราะ
กระบวนการในการจัดทํารัฐธรรมนูญตางไปจากกฎหมายทั่วไปท่ีตราข้ึนโดยรัฐสภา การจัดทํา
รัฐธรรมนูญจะมีกระบวนการพิเศษที่เปดโอกาสใหประชาชนมีสวนรวมไมโดยตรงก็โดยออม เชน
ประชาชนมสี วนรว มในการเลอื กตั้งสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญ เพื่อทําหนาท่ีรางรัฐธรรมนูญ โดยใน
การรา งรฐั ธรรมนูญนั้น สภารางรฐั ธรรมนูญตอ งรบั ฟงความคดิ เห็นของประชาชนประกอบการยกราง
รัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นอาจมีการจัดใหมีการลงคะแนนออกเสียงประชามติใหความเห็นชอบ
รัฐธรรมนูญนั้นโดยประชาชน
ในอีกแงหนึ่งเม่ือพิจารณาถึงท่ีมาของอํานาจในการจัดทํารัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเปน
กฎหมายสูงสุด เพราะอํานาจในการกอต้ังองคกรทางการเมืองหรือสถาบันทางการเมือง ที่จัดใหมี
รัฐธรรมนูญนั้น สูงสุดมีอยูกอนมีรัฐธรรมนูญ ไมมีกฎเกณฑทางกฎหมายใดๆ อยูเหนือและผูกมัด
อาํ นาจในการตอ ต้ังระบบกฎหมายและสถาบันทางการเมืองอยูเลย อํานาจในการกอตั้งสถาบันทาง
การเมืองและใหกําเนิดรัฐธรรมนูญจึงเปนที่มาโดยตรงของรัฐธรรมนูญ และเปนผูสรางรัฐธรรมนูญ
เมอ่ื รัฐธรรมนญู เกดิ ขนึ้ แลว รัฐธรรมนูญกส็ รา งสถาบันทางการเมอื งโดยมอบใหใ ชอํานาจตา งๆ ไมว าจะ
เปนอํานาจนิติบญั ญตั ิ อํานาจบรหิ าร หรอื อาํ นาจตุลาการ
ความเปนกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ จะสงผลที่สําคัญ 2 ประการ ในระบบกฎหมาย
ไดแก
ประการแรก กฎหมายอื่นใดในระบบกฎหมายจะขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญมิได หาก
กฎหมายอ่ืนใดในระบบขดั หรือแยงตอรฐั ธรรมนูญ กฎหมายท่ีขัดหรือแยงนั้นจะใชบังคับไมได ดังจะ
เห็นไดว า รฐั ธรรมนูญจะมีการกําหนดสถานะความเปนกฎหมายสูงสุดของรฐั ธรรมนูญไวในบทบัญญัติ
ของรัฐธรรมนูญ เชน รัฐธรรมนูญแหงสหรัฐอเมริกา มีการกําหนดไวในมาตรา 6 วรรคสองวา
“รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดของแผนดิน หรือรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
บัญญัตไิ วในมาตรา 6 วา “รัฐธรรมนญู เปน กฎหมายสงู สุดของประเทศ บทบญั ญัตใิ ดของกฎหมาย กฎ
หรอื ขอ บังคบั ขัดหรอื แยง ตอรัฐธรรมนูญน้ี บทบัญญัติน้ันเปน อันใชบ ังคับมไิ ด”
ประการท่ีสอง การแกไขเพิ่มรัฐธรรมนูญกระทําไดยากและดวยวิธีการที่พิเศษย่ิงกวาการ
แกไ ขกฎหมายอ่นื ๆ เชน ในสหรัฐอเมรกิ า การแกไขรัฐบัญญัติอันเปนกฎหมายท่วั ไปในระดบั สหรฐั น้ัน
กระทาํ โดยการเสนอของสมาชิกรัฐสภาและพิจารณาโดยสมาชิกรัฐสภา และประธานาธิบดีเปนผูลง
นามประกาศใช โดยมจิ ําตองใหมลรัฐใหค วามเห็นชอบ แตก ารแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ
กําหนดวธิ กี ารไวเ ปนพิเศษซ่ึงกระทาํ ไดยากกวา แกไขรัฐบัญญัติ โดยผูม สี ิทธเิ สนอใหม ีการแกไ ขเพิม่ เตมิ
รัฐธรรมนูญไดแกสมาชิก 2 ใน 3 ของสมาชิกท้ังสองสภา คือ สมาชิกของสภาผูแทนราษฎรและ
สมาชิกของวุฒิสภา หรือมลรัฐจํานวน 2 ใน 3 ของจํานวนมลรัฐท้ังหมด และเม่ือพิจารณาใหมีการ
แกไขแลว จะตองสงไปให มลรัฐใหสัตยาบัน โดยตองไดรับเสียงใหสัตยาบันจํานวน 3 ใน 4 ของ
จํานวนมลรฐั ทง้ั หมด
ความรทู ั่วไปเกยี่ วกบั รฐั ธรรมนญู 57
2. ลักษณะของรฐั ธรรมนูญเปน กฎหมายลายลักษณอ ักษร มีชื่อหรือศพั ทใชเรียกใหเห็นตา ง
จากกฎหมายธรรมดาอ่ืน เชน ประเทศไทย บางชวงเวลาเรียกวา ธรรมนูญการปกครอง หรือ บางชวง
บางเวลาเรยี กวา รฐั ธรรมนูญ เปนตน
3. รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายหลักในการปกครองประเทศ จะมีลักษณะการเขียนอยาง
กวางๆ กลาวเฉพาะในเร่ืองของหลักการเทานั้น สวนรายละเอียดมักจะมีกฎหมายอื่นๆ มาบัญญัติ
รองรับอกี ชั้นหนึ่ง ในแงนี้จงึ สามารถกลาวไดวา รัฐธรรมนญู เปนท่มี าของกฎหมายตา งๆ ภายในรฐั เชน
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 จะกลาวถึงหลักการกวางๆ ในเร่ืองการเลือกต้ัง
สําหรับในรายละเอียดจะมีบทบัญญัติใหมีการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมากําหนด
รายละเอียดอีกครั้งหน่ึง เปนตน ในการที่รัฐธรรมนูญจะกลาวเฉพาะเรื่องหลักการนั้นเปนเรื่องที่มี
ความจําเปน เพราะถาใหรัฐธรรมนูญ มีบทบัญญัติถึงรายละเอียดในเร่ืองตางๆ ดวน จะทําให
รฐั ธรรมนญู มเี นื้อหามากเกินไป เกดิ ความเทอะทะ ไมเ หมาะแกการเรียนรู สวนการท่ีรัฐธรรมนูญเปน
ที่มาของกฎหมายตางๆ ภายในรัฐ เปนไปโดยภาพกวางท่ีกฎหมายตางๆ จะไมขัดหรือแยงกับ
รฐั ธรรมนูญ
4. สาระของรัฐธรรมนญู เปน กฎหมายทีก่ ําหนดกฎเกณฑว า ดวยการปกครองประเทศ ซ่ึงจะ
มีการกาํ หนดหลกั การสําคญั ในการปกครองประเทศในเรอ่ื งตางๆ ดังน้ี
4.1 รัฐธรรมนญู เปนกฎหมายที่กําหนดระบอบการปกครองและกติกาทางการเมือง
ของรัฐหรือประเทศวาจะปกครองในระบอบใด เชน เปนประชาธิปไตย สังคมนิยม หรือคอมมิวนิสต
เปน ตน นอกจากนยี้ งั รวมถงึ การกาํ หนดโครงสรา งของรัฐ
4.2 รฐั ธรรมนูญเปนกฎหมายท่ีกําหนดองคกรท่ีเปนผูใชอํานาจรัฐ รัฐธรรมนูญของ
ประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยสวนใหญ จะบญั ญัติรบั รองหลกั การแบงแยกอํานาจ 3
ฝาย คือ อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจตุลาการ โดยมีวัตถุประสงคเพื่อใหเกิดการ
ตรวจสอบและถวงดุลอํานาจซ่ึงกันและกัน มิใหองคกรหนึ่งองคกรใดใชอํานาจตามอําเภอใจ ซึ่ง
โดยทั่วไป อํานาจในการตรากฎหมายเปน อาํ นาจของฝายนิตบิ ญั ญัติ แตอ าจมกี ารใหอ าํ นาจในการตรา
กฎหมายแกฝายบริหารในบางเร่ือง อํานาจในการบริหารประเทศเปนอํานาจของฝายบริหาร และ
อาํ นาจในการวินิจฉยั คดีทั้งปวงเปนอํานาจของฝายตุลาการ
4.3 รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายท่ีกําหนดหลักเกณฑการเขาสูตําแหนง การส้ินสุด
ตลอดจนความสัมพนั ธของการใชอํานาจขององคกรตางๆ รัฐธรรมนูญบัญญัติถึงหลักเกณฑตางๆ ที่
เกยี่ วกับขั้นตอนของการดาํ รงตาํ แหนง วามวี ธิ ีการในการดาํ รงตาํ แหนงองคกรตา งๆ ของรัฐเปนอยา งไร
เชน ตาย ลาออก ยบุ สภา หรือการถกู ถอดถอน เปนตน
4.4 รัฐธรรมนญู กําหนดแนวนโยบายแหงรัฐในเรอ่ื งตางๆ ท้ังทางการเมือง เศรษฐกิจ
สังคม ความมั่นคงแหงชาติ ความสมั พันธร ะหวา งประเทศ ฯลฯ
58 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมือง
4.5 รัฐธรรมนูญของรัฐตางๆ ในปจจุบันโดยเฉพาะประเทศที่ปกครองโดยระบอบ
ประชาธปิ ไตยมักจะมีสาระสาํ คัญประการหน่งึ คือ การไมละเมิดสิทธิ เสรีภาพของประชาชน โดยให
ความเสมอภาคในทางกฎหมายและการคมุ ครองทีเ่ ทา เทยี มกนั
จกั ษ พันธช เู พชร (2557 : 57) ไดกลาวถึงลักษณะพิเศษสําคัญของรัฐธรรมนูญในฐานะเปน
กฎหมายสูงสุดและเปนกฎหมายท่ีกําหนดระเบียบแบบแผนการปกครองประเทศ 4 ประการท่ี
แตกตา งจากกฎหมายทั่วไป ดงั นี้
1. เปน กฎหมายสูงสุดเหนือกฎหมายทง้ั ปวง
2. เปนกฎหมายที่กําหนดหลักการและวิธีการปกครองประเทศ ตลอดจนความสัมพันธ
ระหวางอาํ นาจนติ บิ ญั ญัติ บริหาร และตุลาการ
3. เปน กฎหมายทีก่ าํ หนดหลักประกันเก่ยี วกับสิทธเิ สรภี าพของประชาชน
4. เปนกฎหมายหลกั ทําใหก ารใชบงั คบั เปลีย่ นแปลงแกไข และตีความมีลักษณะแตกตาง
ไปจากกฎหมายธรรมดา
โกวิท วงศสุรวัฒน (2546 : 85-86) บุญฤทธ์ิ เพ็ชรวิศิษฐ (2554 : 69) และ ณัฐกร วิทิตา-
นนท (2553 : 108) ไดก ลา วถึงลกั ษณะทดี่ ีของรฐั ธรรมนูญวา มลี กั ษณะสําคญั 5 ประการ ดังน้ี คอื
1. รัฐธรรมนญู ท่ดี คี วรมขี อ ความท่ีชดั เจนแนน อน เพื่อจะใหเ ขา ใจไดง าย จะตอ งใชถอ ยคําที่
เลอื กสรรมาแลววา มีความหมายทแ่ี นนอนทส่ี ุด
2. รัฐธรรมนูญที่ดีควรจะมีการบัญญัติถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไวอยางชัดเจน
แนนอน รวมท้ังการคมุ ครองสิทธิและเสรภี าพของประชาชนอีกดวย เพอ่ื ท่จี ะเปนหลกั ประกนั สทิ ธิและ
เสรภี าพของประชาชน ปองกันมใิ หร ัฐหรือเอกชนมากดขบี่ ังคับได
3. รฐั ธรรมนญู ทด่ี ีตองครอบคลุมบทบัญญัติเกี่ยวกับการปกครองของรัฐไวอยางครบถวน
กลาวคือ รัฐธรรมนูญควรจะมบี ทบัญญัตถิ งึ การใชอ าํ นาจอธปิ ไตย การแบง แยกการใชอํานาจอธิปไตย
ความสัมพันธขององคการที่ใชอํานาจอธิปไตยและสถาบันทางการเมืองของรัฐ การกําหนดวิธีการ
เปลย่ี นแปลงรัฐบาลตามวิถีทางของรฐั ธรรมนญู
4. รัฐธรรมนญู ที่ดีไมค วรยาวเกนิ ไป เพราะรฐั ธรรมนญู ทดี่ คี วรจะมบี ทบัญญตั เิ พียงหลักการ
จัดรูปการปกครองของรัฐท่ีสําคัญและจําเปนเทานั้น บทบัญญัติที่ละเอียดฟุมเฟอยเกินไปมากไม
เหมาะสมกับสถานการณ จะทาํ ใหเ กิดมกี ารแกไขบอ ยจนเกินไป สําหรับรายละเอียดปลีกยอยของการ
ปกครองประเทศนน้ั ควรเปน หนาท่ีขององคก รฝายนิติบัญญัติท่ีจะออกกฎหมายมาเสริมในภายหลัง
มิใชเรอ่ื งท่คี วรบญั ญตั ไิ วในรฐั ธรรมนูญ
5. รัฐธรรมนูญที่ดีควรมีการกําหนดวิธีการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญขึ้นไว เพราะ
รัฐธรรมนูญที่ดีตองมีความยืดหยุนเหมาะสมกับกาลสมัย เมื่อสถานการณตางๆ เปล่ียนแปลงไป
บทบญั ญตั เิ ดิมในรัฐธรรมนญู กค็ วรตอ งมีการปรับเปลย่ี นใหเหมาะสม นอกจากน้ีการท่ีมีวิธีการแกไข
เพิ่มเตมิ รัฐธรรมนูญน้ัน เปนการปองกนั การลม ลา งหรอื แกไขรัฐธรรมนูญโดยการใชกําลัง ในลักษณะ
ของการปฏวิ ัติหรอื รัฐประหารขึน้ เพื่อที่จะแกไขรัฐธรรมนญู
ความรทู ั่วไปเกีย่ วกับรัฐธรรมนญู 59
กลา วโดยสรปุ รัฐธรรมนญู มลี กั ษณะเปนกฎหมายสงู สุดของประเทศในขณะนน้ั ๆ ซ่งึ สง ผลให
กฎหมายอื่นใดในระบบกฎหมายจะขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญมิได หากมีกฎหมายอ่ืนใดในระบบ
กฎหมายขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ กฎหมายท่ีขัดหรือแยงน้ันจะใชบังคับมิได รวมถึงการเปน
กฎหมายท่ีแกไขเพิ่มเติมจะตองกระทําดวยวิธีท่ีพิเศษกวาการแกไขกฎหมายอื่นๆ โดยสวนใหญใน
ประเทศตางๆ จะใชรัฐธรรมนูญในลักษณะที่เปนกฎหมายลายลักษณอักษร เพ่ือใชเปนหลักในการ
ปกครองประเทศ มีลักษณะการเขียนอยา งกวางๆ โดยกลา วเฉพาะหลักการเทาน้ัน สวนรายละเอียด
มกั จะมกี ฎหมายอน่ื ๆ มาบญั ญตั ริ องรบั อกี ช้ันหนงึ่ ซ่งึ กลา วสรปุ ไดว ารัฐธรรมนูญท่ีดี คือ รัฐธรรมนญู ที่
เหมาะสมกับสภาพอันแทจ รงิ ของรัฐ กลา วคือ เพ่ือผลประโยชนตอประชาชน เปนสวนรวมและชีวิต
ความเปน อยปู ระจําวันของเอกชนแตละบคุ คล
ความสาํ คัญของรัฐธรรมนญู
รัฐธรรมนญู เปน ส่ิงจําเปน สาํ หรบั ทกุ ประเทศหรอื ไม หรอื เปนไปไดไหมที่รัฐจะสามารถดํารง
อยูไดโดยปราศจากรัฐธรรมนูญ กลา วไดว า คงเปน ไปไมไดสําหรบั ในสถานการณปจ จุบัน เพราะในทุก
ระบอบการปกครองจะตองมีรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดท่ีแสดงถึงความสัมพันธระหวางรัฐกับ
ประชาชน ทั้งในแงสิทธิที่สามารถปฏิบัติไดและหนาที่ท่ีพึงปฏิบัติ เชน ในระบอบประชาธิปไตย
รัฐธรรมนูญจะจํากัดอํานาจรัฐไมใหลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนจนเกินไป ดังจะเห็นไดจาก
บทบัญญัติของรฐั ธรรมนูญที่ตอ งมีขอบญั ญัติวาดวยสทิ ธแิ ละเสรภี าพของประชาชน เปนการคุมครอง
ไมใหรฐั เขา มาลดิ รอนหรือลว งละเมิดได แตท ้ังน้ีก็จะตองมีบทบัญญตั ิที่กลา วถึงหนา ที่ที่ควรรบั ผิดชอบ
และขอบเขตของสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไวเ ชนกัน ในระบอบประชาธิปไตย แมว ารัฐบาลจะมี
การผลดั เปลย่ี นกันเขามาทําหนา ท่ีบรหิ ารประเทศ แตกต็ องอยภู ายใตกรอบตามท่ีรัฐธรรมนูญบัญญัติ
ไว
เชาวนะ ไตรมาศ (2546 : 4) ไดกลาวถึงความจําเปนหรือเหตุผลท่ีรัฐทุกรัฐจําเปนตองมี
รัฐธรรมนูญเปนหลักในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอยางยิ่งประเทศท่ีเกิดใหม ไมวาจะเปนการ
ไดรับเอกราชใหม หรือมีการเปล่ียนแปลงการปกครองสูระบอบใหม อันเปนการพัฒนาการทาง
การเมอื ง โดยสรุปไดดงั น้ี
1. เพื่อแสดงถึงแหลงท่ีมาของอํานาจอธิปไตยและการใชอํานาจอธิปไตย ซ่ึงถือวามี
ความสําคัญยง่ิ ตอ ประเทศทีเ่ กดิ ใหม เพราะการไดเ ปนประเทศเอกราชจะมีความสมบูรณก็ตอเม่ือรัฐ
ไดรับอํานาจอธิปไตยทางการเมืองดวย การแสดงถึงที่มาของอํานาจอธิปไตยและการใชอํานาจ
อธปิ ไตยเปน ส่งิ ทรี่ ัฐธรรมนูญตองบัญญตั ไิ วใ หช ดั เจน เพือ่ แสดงความเก่ยี วพันระหวา งรฐั กบั ประชาชน
รวมถงึ ขอบเขตของสทิ ธแิ ละหนา ทข่ี องแตละฝาย
2. เพื่อแสดงฐานะของรฐั ในการดําเนินความสมั พนั ธระหวางประเทศ การทีร่ ฐั มีรฐั ธรรมนญู
ของตนเองเปน การแสดงถึงความเปน เอกราชของรฐั นน้ั อันพงึ ไดรับการยอมรับจากรฐั อ่ืน
60 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง
3. เพอ่ื เปน สญั ลักษณแ สดงถึงพัฒนาการทางการเมืองของรฐั อนั เปนสิง่ ที่สําคัญย่ิงสําหรับ
รฐั ทมี่ กี ารเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยสรู ะบอบประชาธิปไตย
หรอื เผด็จการ
อภิชาติ แสงอัมพร (2559 : 9-10) ไดกลาวถึงความสําคัญของรัฐธรรมนูญโดยสรุปไววา
รัฐธรรมนูญเปรียบเหมือนกติกาที่จะใชในการปกครองประเทศ เปนหลักการวาจะไมมีรัฐบาลใด
สามารถออกกฎหมายมาลดิ รอนสทิ ธแิ ละเสรภี าพของประชาชนได
ชาญชยั แสวงศกั ดิ์ (2560ข : 64) ไดอ ธบิ ายวา รัฐทุกรฐั จําเปน ตองมีรัฐธรรมนูญ ท้ังน้ีเพราะ
ผูปกครองในนิตริ ัฐจะใชอํานาจไดก็ตอ เมอ่ื ไดรับการมอบหมายแตงตัง้ มใิ ชเพราะอาศยั คณุ สมบัตทิ ี่เปน
ของตนโดยเฉพาะ ในฐานทเ่ี ปน บอเกิดของระบบกฎหมายของรัฐ รัฐธรรมนูญอยูในลําดับสูงสุดของ
ลาํ ดบั ช้ันของกฎเกณฑทางกฎหมาย ซึ่งรัฐธรรมนญู มอบอํานาจทางกฎหมายใหแกกฎเกณฑดังกลาว
ในฐานะทเี่ ปนบอเกดิ ของความชอบธรรมของอาํ นาจ รัฐธรรมนูญเปนการกาํ หนดกฎกติกาทส่ี าํ คญั ของ
การเลนการเมืองภายในรัฐ
กลา วโดยสรปุ รัฐธรรมนญู เปนสง่ิ จาํ เปนสาํ หรบั ทกุ ประเทศ รัฐทุกรฐั จําเปน ตอ งมรี ัฐธรรมนูญ
เพราะรฐั ธรรมนูญเปรียบเหมือนกตกิ าทจ่ี ะใชในการปกครองประเทศ ท้ังนี้เพราะผูปกครองในนิติรัฐ
จะใชอ าํ นาจไดก ต็ อ เมอื่ ไดรบั การมอบหมายแตง ต้ัง ทง้ั นี้รัฐธรรมนญู ยังเปนบอ เกดิ ของระบบกฎหมาย
ของรัฐ รัฐธรรมนูญอยูในลําดับสูงสุดของลําดับช้ันของกฎเกณฑทางกฎหมาย ซึ่งรัฐธรรมนูญมอบ
อาํ นาจทางกฎหมายใหแกก ฎเกณฑดังกลา ว
ประเภทของรัฐธรรมนญู
การแบง ประเภทของรัฐธรรมนูญมีเกณฑแบงแยกมากมาย สุดแทแตวาผูแบงแยกจะถือเอา
อะไรเปน เกณฑ ไดม ีนกั วชิ าการแบงประเภทของรฐั ธรรมนูญไวห ลายแบบ มีดงั น้ี
ณัชชาภัทร อุนตรงจิตร (2548 : 133) และ จักษ พันธชูเพชร (2549 : 336-339) แบง
ประเภทของรัฐธรรมนูญผานกรอบของลักษณะและแหลงที่มาของรัฐธรรมนูญไวตรงกัน โดยแบง
ออกเปน 2 ประเภท คอื
1. รัฐธรรมนูญจารีตประเพณี หรือ รัฐธรรมนูญที่ไมเปนลายลักษณอักษร (Unwritten
Constitution) เปน รฐั ธรรมนญู ทีไ่ มไดมีการรวบรวมและเขียนไวในฉบับเดียวกัน มีประเทศอังกฤษ
เปนประเทศแมแบบ โดยมีที่มาจาก 5 แหลงสําคัญ คือ 1) กฎหมายที่ตราขึ้นโดยรัฐสภา 2) คํา
พิพากษาของศาลยตุ ธิ รรม 3) จารตี ประเพณี 4) ธรรมเนียมปฏบิ ัติทางรัฐธรรมนูญ และ 5) กฎหมาย
ประชาคมยุโรป
2. รฐั ธรรมนญู ทเี่ ปน ลายลกั ษณอ ักษร (Written Constitution) จะมีลักษณะเปน การเขยี น
ไวเปนลายลกั ษณอักษรในเอกสารชดั เจน โดยสหรฐั อเมรกิ าเปน ประเทศแรกท่ปี ระกาศใชรัฐธรรมนูญ
ประเภทน้ี เริ่มจากมลรัฐ 12 มลรัฐไดประกาศ “บทบัญญัติแหงสมาพันธ” ในป ค.ศ. 1787 เพื่อ
เรียกรองเอกราชจากประเทศอังกฤษ และตอมาภายหลังจึงเรียกวา “รัฐธรรมนูญ” โดยใชศัพท
ความรทู ่ัวไปเกยี่ วกับรฐั ธรรมนูญ 61
“Constituion of United of America” และในปจจุบันประเทศสวนใหญจะใชรัฐธรรมนูญที่เปน
ลายลักษณอักษรเปนกฎมายสูงสุดของประเทศ เพราะความแนชัดในบทบัญญัติท่ีมีการเขียนไวใน
เอกสารอยางชัดเจน
อภิชาติ แสงอัมพร (2559 : 10-12) ไดแ บงประเภทรัฐธรรมนูญตามเกณฑตางๆ ออกเปน 4
ประเภท คือ การแบงประเภทตามรูปของรฐั การแบง ประเภทตามการกาํ หนดเวลาในการใช และการ
แบงประเภทตามวธิ ีการบัญญัติ ดังน้ี
การแบง ประเภทของรัฐธรรมนญู ตามรูปของรฐั ตามเกณฑนรี้ ฐั ธรรมนูญสามารถแบงออกได
เปน 2 ประเภท คือ รัฐธรรมนูญรัฐเด่ียวและรัฐธรรมนูญรัฐรวม กลาวคือ รัฐธรรมนูญรัฐเด่ียวเปน
ลักษณะของรฐั ธรรมนูญทบี่ ัญญตั ิไวเ ปนฉบบั เดยี วหรือระดบั เดียว โดยกาํ หนดใหมสี ภานิติบญั ญตั ิ ฝาย
บริหาร และฝายตุลาการ มีเพียงอยางละหนึ่งหนวย จะใหมีหลายหนวยหลายระดับไมได เชน
รัฐธรรมนญู ของไทยก็กําหนดใหมีรัฐสภา คณะรัฐมนตรี เพยี งคณะเดยี ว ระดับเดยี ว สวนการปกครอง
ทอ งถิน่ เปน หนว ยงานในกาํ กับของราชการสว นกลางคือกระทรวงมหาดไทย สําหรบั รฐั ธรรมนญู รฐั รวม
เปน รัฐธรรมนูญท่กี าํ หนดใหมรี ฐั บาล 2 ระดับ คอื รฐั บาลกลางหรือรฐั บาลสหพันธก ับรัฐบาลมลรัฐ มี
การแบงอํานาจหนาที่ไวอยางแนนอน เชน รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย
สวิตเซอรแลนด อนิ เดีย เปนตน
การแบงประเภทของรัฐธรรมนูญตามกําหนดเวลาในการใช การแบงลักษณะนี้เปนการ
พิจารณาในแงของระยะเวลาในการบังคับใช สามารถแบงออกเปนรัฐธรรมนูญชั่วคราวและ
รฐั ธรรมนูญถาวร กลาวคอื รัฐธรรมนญู ชั่วคราวมีลักษณะทผ่ี ูจดั ใหม ีรัฐธรรมนูญมไิ ดมุงหวงั ใหใชบงั คบั
รัฐธรรมนูญฉบับดังกลาวเปนการถาวรตลอดไป แตใชเพื่อแกไขสถานการณเฉพาะหนาเทาน้ัน
รัฐธรรมนูญประเภทนจี้ งึ ไดแ กรัฐธรรมนูญทีส่ ถาปนาข้ึนโดยคณะปฏิวัติรัฐประหาร ภายหลังจากคณะ
ปฏิวัติรัฐหารยึดอํานาจจากรัฐบาลเดิม ในกรณีประเทศไทย เชน พระราชบัญญัติธรรมนูญการ
ปกครองแผนดินสยาม (ชัว่ คราว) พ.ศ. 2475 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 หรือ
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับช่ัวคราว) พ.ศ. 2557 เปนตน สวนรัฐธรรมนูญถาวร เปน
รฐั ธรรมนูญท่ีผจู ดั ใหม ีรฐั ธรรมนูญ ประสงคจะบงั คับใชรัฐธรรมนญู ดังกลาวเปนการถาวรตลอดไป มไิ ด
มุงใชบ ังคับเพยี งชั่วครงั้ ช่ัวคราว เพ่อื แกไขสถานการณที่จาํ เปน เรง ดวนเทา นั้น ฉะน้ัน รัฐธรรมนญู ถาวร
จึงมีเนื้อหาทค่ี อ นขางสมบรู ณกวา รัฐธรรมนญู ช่ัวคราว และมักจะมีกระบวนการขั้นตอนในการจัดทํา
ตลอดจนการเห็นชอบรางรัฐธรรมนูญท่ีละเอียดรอบคอบกวารัฐธรรมนูญชั่วคราว ตัวอยางของ
รัฐธรรมนูญถาวรของไทย เชน รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 รัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 หรือรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 เปนตน
ชาญชัย แสวงศกั ด์ิ (2560ข : 65-66) ไดแบงแยกประเภทรัฐธรรมนูญตามวิธีการบัญญัติ ไว
วา การแบงแยกรฐั ธรรมนญู ตามวธิ ีการบัญญตั เิ ปนเกณฑสากลท่ีนิยมใชในการแบงแยกประเภทของ
รัฐธรรมนูญ ในการใชเกณฑนี้สามารถแบงรัฐธรรมนูญไดเปน 2 ประเภท คือ รัฐธรรมนูญจารีต
ประเพณีและรฐั ธรรมนูญลายลักษณอกั ษร
62 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบนั การเมือง
รัฐธรรมนูญจารตี ประเพณี คือรฐั ธรรมนูญทีม่ ีเนอ้ื หาสาระอยูใ นจารตี ประเพณแี ละธรรมเนยี ม
ปฏิบัตทิ ่ยี ึดถอื กันมาโดยมไิ ดมกี ารนํามาเขียนไวเปน ลายลกั ษณอักษร รัฐธรรมนูญจารีตประเพณีเปน
กระบวนการทางประวัติศาสตร การจัดองคกรทางการเมืองของรัฐตางๆ ในยุโรปจนถึงปลาย
คริสตศ ตวรรษท่ี 18 ลวนแลว แตอ าศัยจารีตประเพณีเปน สาํ คญั จนกระทง่ั ในเวลาตอมา นักกฎหมาย
และที่ปรกึ ษาของกษัตรยิ ไ ดทาํ การวเิ คราะห ประยกุ ต และประมวลกฎเกณฑท ีเ่ ปน จารตี ประเพณที าง
การเมือง แลว บันทึกสวนหน่ึงของกฎเกณฑดังกลาวไวเปนลายลักษณอักษร แตก็ยังมีกฎเกณฑทาง
การเมอื งอนื่ ๆ ท่ียังคงปลอยใหเปนไปตามจารีตประเพณีอยูเชนเดิม กฎหมายมหาชนในขณะน้ันจึง
เปน กฎหมายจารีตประเพณีเปนหลัก แตตอมาไดเกิดกระแสการจัดทําประมวลกฎหมายเอกชนข้ึน
เพอื่ ใหเ ปน ทแ่ี นน อนชัดเจนและสะดวกตอ การใชและการศึกษา การจัดทํากฎหมายลายลักษณอักษร
จึงเปน ทีน่ ยิ มในเวลาตอมา รวมถงึ รฐั ธรรมนญู อนั เปนกฎหมายสงู สดุ ดวย
ในปจ จุบัน มปี ระเทศทยี่ งั คงใชร ัฐธรรมนูญจารีตประเพณีหลงเหลืออยูนอยมาก และแมแต
สหราชอาณาจกั รซึ่งเปนตน แบบของรฐั ธรรมนูญจารตี ประเพณีก็มไิ ดมรี ัฐธรรมนญู ทเี่ ปน จารีตประเพณี
ทงั้ หมด โดยมีกฎเกณฑท างรฐั ธรรมนญู บางสวนเปนลายลักษณอ ักษร กลาวคอื ระบบรัฐธรรมนูญของ
สหราชอาณาจกั รนั้นประกอบดวย 3 สวน คือ หลักกฎหมายคอมมอนลอว ซ่ึงเปนแนวคําพิพากษา
ของศาลสูงของอังกฤษในคดกี อ นๆ ประเพณปี ฏบิ ัติทางรัฐธรรมนญู ท่ยี ึดถือกันมาโดยตลอด เชน การ
แตงตั้งนายกรัฐมนตรีจากสมาชิกสภาผูแทนราษฎร เปนตน และพระราชบัญญัติท่ีเกี่ยวกับการจัด
องคก รของสถาบันทางการเมอื ง
รัฐธรรมนญู ลายลกั ษณอกั ษร คอื รัฐธรรมนูญที่มีการบัญญัติไวเปนลายลักษณอักษร พันธะ
ผูกพันและผลบังคับใชท้ังหลายมอี ยแู ตเฉพาะในกรอบที่รัฐธรรมนูญไดบัญญัติไวเทาน้ัน ไมวาในสวน
ของอํานาจการปกครอง หรอื สว นของสิทธิ เสรภี าพของประชาชน อาจมกี ารบัญญัตเิ ปน เอกสารฉบับ
หนง่ึ หรือหลายฉบับทไ่ี ดรวบรวมกฎเกณฑการปกครองประเทศไว ไดมีการจดั ทาํ ดวยวธิ ีพิเศษแตกตาง
จากการจดั ทํากฎหมายธรรมดา เน้ือหาสาระของรัฐธรรมนูญลายลักษณอักษรซึ่งรวบรวมกฎเกณฑ
การปกครองรัฐท่ีกลาวถงึ ประมุขของรัฐซง่ึ อาจเปนกษตั ริยหรือประธานาธิบดี กลาวถึงการใชอํานาจ
อธปิ ไตยวา ใครเปน ผูใ ช ใชอ ยา งไร และองคกรทใี่ ชอํานาจอธปิ ไตยตา งๆ มีความสัมพันธซึ่งกันและกัน
อยา งไร และนอกจากนัน้ ยงั มบี ทบญั ญัตใิ นการใหค วามคุมครองสิทธิและเสรีภาพแกประชาชนในเรื่อง
อะไรบางเปน ตน รฐั ธรรมนูญ ลายลักษณอักษรเปนเอกสารท่ีมีวิธีการจัดทําเปนพิเศษแตกตางจาก
กฎหมายธรรมดา
ในกรณปี ระเทศไทยนั้นไดม ีการบัญญัติรัฐธรรมนูญอยูในเอกสารฉบับเดียว แตบางประเทศ
นยิ มบัญญตั ิรัฐธรรมนูญลายลักษณอกั ษรไวเปน หลายฉบบั เชน รฐั ธรรมนูญของสเปนที่ประกอบดวย
กฎหมายถงึ 7 ฉบับ รฐั ธรรมนญู ของสวีเดนประกอบดว ยกฎหมาย 4 ฉบับ เปน ตน
อภิชาติ แสงอัมพร (2559 : 12-14) และ ชาญชัย แสวงศักดิ์ (2560ข : 65-68) ได
เปรียบเทียบขอดขี อเสียของรัฐธรรมจารตี ประเพณีกับรัฐธรรมนญู ลายลกั ษณอ ักษร โดยสรปุ ดงั น้ี
ความรทู ่ัวไปเกยี่ วกบั รฐั ธรรมนญู 63
ขอดีของรัฐธรรมนูญจารตี ประเพณี
1. รฐั ธรรมนูญจารตี ประเพณียอ มปอ งกนั การปฏวิ ตั หิ รอื รฐั ประหารไดเพราะไมแขง็ กระดาง
ตายตวั ของรฐั ธรรมนญู จึงไมจ าํ เปนตอ งละเมดิ หรือฝา ฝนรฐั ธรรมนญู โดยใชก ําลังบงั คบั
2. รัฐธรรมนูญจารีตประเพณีมีลักษณะยึดหยุน อาจสามารถพลิกแพลงอนุโลมตาม
สถานการณได
3. รฐั ธรรมนญู จารตี ประเพณเี ปน รฐั ธรรมนูญทเ่ี กิดขึ้นโดยววิ ฒั นาการและการเปล่ียนแปลง
เปนไปโดยราษฎรไมรสู กึ ตัว คอื เมื่อมีเหตกุ ารณอ นั ใด ก็มีการปฏิบัติและเมื่อมีการปฏิบัติอยางนั้นจน
เคยชิน ก็เปนกาเสริมตอรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีเดิมไปในตัว ดังนั้น สําหรับรัฐธรรมนูญจารีต
ประเพณี จึงไมมีกรณีท่ีจะไมมีบทบัญญัติมาใชบังคับ กลาวคือไมมีกรณีชองวางแหงรัฐธรรมนูญ
เหมือนอยา งกรณีรัฐธรรมนญู ลายลกั ษณอ ักษร
ขอเสยี ของรฐั ธรรมนญู ของรฐั ธรรมนญู จารตี ประเพณี
1. มขี อ ความไมแนน อน ทําใหเกิดมปี ญ หากันไดเ สมอวารฐั ธรรมนญู มบี ทบัญญตั อิ ยา งไร
2. ไมเปดโอกาสใหทดลองวิธีใหมๆ ซึ่งไมสามารถนํามาใชโดยวิวัฒนาการได เพราะการ
ววิ ฒั นาการน้นั ตอ งอาศยั ของเดิม เชน คณะตลุ าการรฐั ธรรมนญู ยอ มไมอ าจเกดิ ข้ึนโดยทางวิวัฒนาการ
ได
ขอดขี องรัฐธรรมนูญลายลักษณอักษร
1. รัฐธรรมนญู ลายลักษณอักษรยอมเปนรัฐธรรมนูญที่มีขอความแนนอนกวารัฐธรรมนูญ
จารีตประเพณี เพราะปรากฏบทบญั ญัติไวช ดั เจนเปนตวั หนังสอื ตางกับรฐั ธรรมนญู จารีตประเพณี ซ่งึ
เปน เพียงวธิ ปี ฏิบัติตอ เนอื่ งกันมา จงึ ไมม ีขอความชัดเจนแนนอน
2. รัฐธรรมนญู ลายลักษณอ กั ษรนนั้ ถอื วา การรา งไดก ระทําโดยรอบคอบแลว เพราะผูรา งได
มีโอกาสพิจารณาความบกพรองท่ีไดเกิดขึ้นในประเทศและยอมหาทางแกไขขอบกพรองนั้น
นอกจากนั้นผรู างมีโอกาสเทียบเคียงกับรัฐธรรมนูญตางประเทศ จึงมโี อกาสคัดเลอื กวธิ กี ารตา งๆ ของ
รัฐธรรมนูญตางประเทศท่ีเหมาะสมกับความเปนอยูของประเทศตน ฉะน้ัน จึงสามารถกําหนด
บทบัญญตั ทิ ่เี หมาะสมไวใ นรฐั ธรรมนูญได
3. รัฐธรรมนูญลายลักษณอักษรยอมจะปองกันมิใหเกิดปญหาการขัดแยงระหวางอํานาจ
ตางๆ เพราะมีบทบัญญัติไวชัดแจง เชน กําหนดใหสภาผูแทนราษฎรออกกฎหมาย กําหนดใหศาล
พจิ ารณาพิพากษาคดี นอกจากน้ียงั ไดกําหนดอํานาจประมขุ ของรฐั และหวั หนาฝายบริหารไวดวย ทํา
ใหไ มมกี ารชว งชิงอาํ นาจกันระหวางผูใชอ าํ นาจตางๆ
4. รัฐธรรมนญู ลายลกั ษณอ ักษรยอมมีความมัน่ คงกวารัฐธรรมนูญจารตี ประเพณี เพราะจะ
ใชอยูจนกวาจะไดแกไ ขเพ่ิมเติมหรือถูกยกเลิกไป แตรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีนั้นอาจมีการปฏิบัติ
ตอ ๆ กันมาทําใหผดิ เพย้ี นไปได
5. รัฐธรรมนูญลายลักษณอักษรยอมเหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตย เพราะในการ
ปกครองระบอบนี้ อํานาจอธิปไตยเปนของประชาชน ฉะนั้นจึงตองมีวิธีทางที่จะแสดงวาราษฎรมี
64 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบนั การเมือง
อาํ นาจอยางไร แคไหน เพยี งไร ซ่ึงรฐั ธรรมนูญจารตี ประเพณกี ารกาํ หนดอาํ นาจจองราษฎรยอมจะไม
ชัดเจนแนน อน
6. สาํ หรบั ประเทศทแี่ ตเ ดิมมีการปกครองระบอบสมบรู ณาญาสิทธิราชย และเปล่ียนแปลง
มาเปน ระบอบประชาธิปไตย เชน ประเทศฝรง่ั เศส ประเทศไทย เปน ตน รัฐธรรมนูญลายลักษณอกั ษร
ยอ มเปน ประโยชนเ พราะแสดงใหเหน็ ผลของการปฏิวตั เิ ดน ชัด โดยกาํ หนดระบอบการปกครองใหเ ปน
การผูกมัดไวแนนอน
7. รฐั ธรรมนญู ลายลกั ษณอกั ษรยอ มกําหนดสิทธิและเสรีภาพราษฎร จึงเปนการคุมครอง
ราษฎรดกี วา รฐั ธรรมนญู จารตี ประเพณี
8. สาํ หรบั รัฐธรรมนูญลายลกั ษณอักษร การละเมดิ หรือฝา ฝน รฐั ธรรมนญู ยอ มทราบไดงาย
เพราะมีบทบัญญัตแิ นนอน แตส าํ หรบั รัฐธรรมนูญจารีตประเพณนี ั้น การฝาฝนยอมจะเปนการยากท่ี
จะทราบได เพราะไมม บี ทบญั ญัตแิ นนอน
ขอ เสยี ของรฐั ธรรมนูญลายลกั ษณอ กั ษร
1. การกําหนดบทบัญญัติตางๆ ไวในรัฐธรรมนูญไวลวงหนานั้น ยอมเปนแตเพียงการ
คาดคะเน จึงอาจไมสอดคลองกับพฤติการณที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็ได หรืออาจเกิดข้ึนภายหลังเนื่องจาก
พฤติการณไดเปล่ียนแปลงไปก็ได ฉะนั้น รัฐธรรมนูญลายลักษณอักษรจึงอาจผิดพลาดได สวน
รฐั ธรรมนูญจารีตประเพณนี ้นั เปน ผลแหง ววิ ฒั นาการ สงิ่ ใดท่เี หมาะสมกป็ ฏิบัติตอเน่ืองกันมา สิ่งใดที่
ไมเ หมาะสมกย็ กเลิกไป ดงั นน้ั จึงกอใหเกิดสมเหตุสมผลกบั ความเปน ไปของประเทศ
2. รัฐธรรมนูญลายลกั ษณอักษรมบี ทบญั ญัติตายตวั ไป จงึ ทาํ ใหต อ งแกไขบอ ยๆ ในเมื่อการ
ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญน้ันเกิดความไมเหมาะสมข้ึน และในกรณีไมสามารถแกไขรัฐธรรมนูญตาม
วถิ ีทางรฐั ธรรมนูญได ก็จะทําใหเกิดการปฏิวัตหิ รือรัฐประหารข้ึน
3. โดยทีร่ ฐั ธรรมนญู ลายลกั ษณอ กั ษรบัญญัติขอความไวแนนอน รัฐธรรมนูญจึงมีลักษณะ
ไมยึดหยนุ ตามสถานการณของบานเมอื งเหมือนกบั รฐั ธรรมนูญจารีตประเพณี
ถึงแมจะสามารถแบง แยกรฐั ธรรมนูญประเภทจารีตประเพณี และรัฐธรรมนูญประเภทลาย
ลักษณอักษร ออกใหเห็นไดอยางชัดเจน แตมีขอสังเกตท่ีเกี่ยวกับการใชเกณฑวิธีการบัญญัติอยู 2
ประการใหญๆ คือ
ประการแรก การท่ปี ระเทศใดประเทศหนึ่งจะมีรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีหรือรัฐธรรมนูญ
ลายลักษณอ กั ษรน้ันไมใชส่ิงท่ปี ระเทศหรอื ราษฎรจะเลือกเองไดตามใจชอบ ทั้งนี้เพราะรัฐธรรมนูญ
จารีตประเพณีนั้นยอมเกิดขึ้นไดดวยการวิวัฒนาการทีละเล็กละนอย ซึ่งตองใชเวลานาน ฉะนั้น
ประเทศตางๆ ซึง่ มีการเปลยี่ นแปลงระบอบการปกครองโดยกะทันหนั เชน โดยการปฏิวตั ิ รฐั ประหาร
หรอื ประเทศที่เพง่ิ ไดรับเอกราช ประเทศเหลานี้ยอมไมสามารถท่ีจะมีรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีได
เพราะประวตั ิศาสตรของประเทศเม่ือไดร ับเอกราชแลว ยอ มไมยาวนานพอ จงึ จาํ เปน ตอ งมรี ฐั ธรรมนูญ
ลายลักษณอกั ษร สหราชอาณาจักรเปน ประเทศเดียวทใ่ี ชรฐั ธรรมนญู จารตี ประเพณี สวนประเทศทอี่ ยู
ความรทู ั่วไปเก่ียวกับรัฐธรรมนูญ 65
ในเครือจักรภพนั้นจะใชรัฐธรรมนูญลายลักษณอักษร ทั้งน้ีเพราะประเทศเหลาน้ีไมมีวิวัฒนาการ
เหมอื นอยา งสหราชอาณาจักร
ประการที่สอง การจําแนกรัฐธรรมนูญออกเปนรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีกับรัฐธรรมนูญ
ลายลักษณอักษรนี้ มีนกั นติ ศิ าสตรหลายทานไมเ ห็นพองดว ย เพราะเปนการจาํ แนกไมตรงกับสภาพที่
แทจ รงิ ของรฐั ธรรมนญู เราจะเหน็ ไดวา ประเทศท่ีมรี ัฐธรรมนูญลายลักษณอักษร เชน ประเทศไทยก็
มิไดย ึดถอื เอกสารท่รี วบรวมกฎเกณฑการปกครองประเทศ หรอื ทเี่ รยี กกันวา รฐั ธรรมนูญเปนรากฐาน
การปกครองประเทศเสมอไป แตก็ไดอาศัยธรรมเนียมปฏิบัติบางประการท่ีมิไดบัญญัติไวใน
รัฐธรรมนูญเปนหลักในการปกครองประเทศ เชน ธรรมเนียมปฏิบัติในการสรรหาผูท่ีจะมาดํารง
ตําแหนง นายกรัฐมนตรนี ้ัน มิไดกําหนดไวใ นรัฐธรรมนูญ แตใ นทางปฏิบัติแลว หวั หนา พรรคการเมืองท่ี
ไดรบั ที่น่งั มากที่สุดในสภาจะไดรับการเสนอชื่อใหดํารงตําแหนงเปนนายกรัฐมนตรี เปนตน ในทาง
กลบั กนั ประเทศทีใ่ ชรฐั ธรรมนูญจารีตประเพณซี ง่ึ มีกฎเกณฑป กครองประเทศโดยอาศัยคําพิพากษา
ของศาล จารีตประเพณี ธรรมเนียมปฏิบัติเปนหลัก แตก็ยังมีกฎเกณฑการปกครองประเทศท่ีเปน
ลายลักษณอักษร เชน Magna Carta ค.ศ. 1215 Bill of Rights ค.ศ. 1689 Act of Union with
Scotland ค.ศ. 1937 Petition of Rights ค.ศ. 1628 เปนตน (ไตรรงค สุวรรณคีรี, 2558 : 125-
129) เปน กฎเกณฑก ารปกครองประเทศดวย
กลาวโดยสรปุ การแบง ประเภทของรฐั ธรรมนูญน้ัน คอนขางจะเปนเร่ืองในทางทฤษฎี และ
แมใ นทางทฤษฎีเองกย็ งั มีความเห็นไมลงรอยกนั เพราะมีเกณฑใ นการแบง แยกมากมาย ขึน้ อยกู ับวา ผู
จําแนกจะถอื เอาอะไรมาเปน เกณฑ ประโยชนข องการแบงแยกดงั กลา วจะเปนไปเพ่อื การเปรยี บเทยี บ
รัฐธรรมนญู มากกวา อยางอ่นื ซึ่งสามารถชว ยใหท ราบวารฐั ธรรมนูญของประเทศใดบางทพ่ี อจะจดั เขา
กลุมรวมกันได การแบงแยกรฐั ธรรมนญู ออกเปนกลุมประเภทนั้น อาจถือเกณฑตางๆ กลาวคือ การ
แบงแยกตามลักษณะและแหลงท่มี าของรฐั ธรรมนญู การแบงแยกตามรูปของรัฐ การแบง แยกตามการ
กําหนดเวลาในการใช และการแบง แยกตามวธิ กี ารบญั ญตั ิ
หลักรฐั ธรรมนญู นิยม
หลักรฐั ธรรมนญู นิยม เปน หลกั การทีน่ ิยมกลาวถึงในยุคปจ จุบันคอนขา งมาก โดยเฉพาะอยา ง
ยง่ิ ในประเทศทีใ่ หค วามสําคัญตอการคุมครองสทิ ธิและเสรีภาพของประชาชน ดงั ปรากฏตามประเทศ
ที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยเปนสวนใหญ สําหรับเน้ือหาของหลักรัฐธรรมนูญนิยมน้ัน มี
นกั วชิ าการท่ใี หค ําอธบิ ายไว ดังน้ี
อมร จันทรสมบูรณ (ม.ป.ป. : 9) ไดกลาวไววา หลักรัฐธรรมนูญนิยมเปนแนวคิดที่จะใช
รัฐธรรมนูญลายลักษณอ กั ษรใหเปนเครอ่ื งมือในการกําหนดรปู แบบการปกครอง และกําหนดกลไกอนั
เปน โครงสรางพนื้ ฐานในการจดั องคก รบริหารของรัฐ
บวรศักด์ิ อวุ รรณโณ (2550 : 82) กลา ววา หลักรัฐธรรมนูญนยิ มเปนหลักการทเี่ กิดขึน้ เพื่อให
รฐั ธรรมนญู ในฐานะกฎหมายสงู สดุ ทเี่ ปนลายลกั ษณอ กั ษรใชใ นการจาํ กดั อํานาจรัฐและองคกรของรัฐ
66 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบนั การเมือง
มิใหกลายเปนอํานาจตามอําเภอใจและอํานาจทรราชในทายท่ีสุด และรัฐธรรมนูญรูปแบบน้ีจะมี
ลกั ษณะเปนสญั ญาประชาคม คอื มาจากการยอมรับของสมาชิกในสังคมรวมกัน หากมีการละเมิดก็
จะตองมีกระบวนการคุมครองใหประชาชนสามารถฟอ งคดีใหศาลเยียวยาความเสียหายได
เกรียงไกร เจริญธนาวฒั น (2555 : 199) กลาววา หลกั รัฐธรรมนญู นยิ มเปนแนวคิดในการใช
รัฐธรรมนูญลายลักษณอักษรเปนเคร่ืองมือในการจํากัดอํานาจผูปกครองหรือรัฐและคุมครองสิทธิ
เสรภี าพของผูอยูใตก ารปกครองหรอื ประชาชน
จะเห็นไดว า หลกั รัฐธรรมนญู นยิ มเปนหลกั การท่อี าศยั รฐั ธรรมนญู ที่เปนลายลักษณอักษรใน
การจํากัดอํานาจของรัฐ ซึ่งในท่ีน้ีรวมถึงการตรวจสอบการใชอํานาจของรัฐ ทั้งนี้การจํากัดหรือ
ตรวจสอบการใชอ ํานาจรฐั ดงั กลา วเปน ไปเพ่ือใหก ารคุมครองสทิ ธิเสรีภาพของประชาชน เมื่อรัฐมอิ าจ
ใชอาํ นาจตามอาํ เภอใจ กลาวคอื รัฐตอ งใชอ าํ นาจภายในกรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย สิทธิและ
เสรีภาพของประชาชนก็จะไมไดรับการกระทบกระเทือน หากการกระทําของรัฐเปนการฝาฝน
รัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย อีกทั้งสงผลกระทบตอประชาชน ประชาชนยอมมีสิทธิท่ีจะฟองรองคดี
เพ่ือใหรัฐเยียวยาความเสียหาย ตลอดจนมีการกําหนดโทษตอองคกรหรือเจาหนาท่ีรัฐที่กระทํา
ความผดิ ดวย
โดยลกั ษณะของหลกั รัฐธรรมนูญนยิ มจงึ ประกอบไปดวยหลักการยอยอื่นๆ เพ่ือสงเสริมการ
ตรวจสอบการใชอ าํ นาจรัฐและการคุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เชน หลักนิติรัฐ ทฤษฎี
สัญญาประชาคม หลกั ความเปนกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ หลักประชาธิปไตย หรือหลักความ
เสมอภาคของบุคคล เปนตน
อภิชาติ แสงอัมพร (2559: 15-19) กลา วถึงพฒั นาการของหลกั รฐั ธรรมนูญนิยม รายละเอยี ด
โดยสรุปดังนี้
แนวคดิ หลักรัฐธรรมนูญนิยมเกิดข้ึนในสมัยหลังสงครามโลกคร้ังท่ี 2 ถือวาเปนแนวคิดของ
รัฐสมยั ใหม โดยเรม่ิ ตน ทเ่ี ยอรมันและฝรั่งเศส กลาวคือ ทั้งสองประเทศจําเปนตองสรางกลไกที่เปน
ลักษณะของรัฐธรรมนิยม เพ่ือแกไขปญหาของประเทศเพราะตางก็ไดรับบทเรียนอันเลวราย คือ
ประเทศเยอรมันนน้ั พรรคนาซีผูกขาดอํานาจ เยอรมันจึงกลัวพรรคการเมืองเดียวผูกขาดอํานาจ จึง
ตอ งสรางกลไกไมใหพรรคการเมืองเดยี วผูกขาดอํานาจ สว นประเทศฝร่ังเศสน้ัน กอ นหนาสงครามโลก
คร้ังท่ี 2 และหลังสงครามโลกคร้ังที่ 2 ไมมีการควบคุมการใชอํานาจรัฐ ในชวง ค.ศ. 1946 ถึง
พ.ศ. 1957 มรี ฐั บาลทีไ่ รเสถียรภาพ โดยมีการเปล่ียนรัฐบาลบอ ยถึง 70 ชุด จนมีการรางรัฐธรรมนูญ
ค.ศ. 1958
หลักการสําคัญของหลักรัฐธรรมนิยม จากพัฒนาการของหลักรัฐธรรมนูญนิยมจะพบวา
แนวคิดหรือหลักการหลักรัฐธรรมนูญนิยม มีความมุงเนนการจํากัดอํานาจของผูปกครอง เพราะ
ประชาชนเผชญิ กบั การกดขแ่ี ละการใชอ าํ นาจแบบรวมศูนยข องผปู กครอง อาศัยรัฐธรรมนูญเพื่อเปน
เคร่ืองมือในการคมุ ครองสทิ ธิและเสรีภาพแกประชาชน เกิดแนวคดิ ปรชั ญาที่สนับสนุนความเชื่อแบบ
ปจเจกนยิ ม เสรีนิยม และประชาธิปไตย บางคร้งั อาศัยรฐั ธรรมนญู เพื่อขจัดความเหลื่อมลํ้าทางสังคม
ความรทู ั่วไปเก่ียวกบั รัฐธรรมนญู 67
คมุ ครองผูออนแอกวาในทางสังคมและเศรษฐกิจ และเพ่ือสรางความเขมแข็งใหแกรัฐบาลเพื่อการ
บรหิ ารราชการแผน ดนิ อยางมปี ระสิทธิภาพ พฒั นาการของหลักรฐั ธรรมนญู นิยมไดก อใหเกิดหลักการ
สาํ คญั ๆ 4 ประการ ไดแก
1. การตรวจสอบการใชอาํ นาจรัฐ การตรวจสอบการใชอํานาจรัฐมีผลสืบเน่ืองมาจากการ
จาํ กัดอํานาจของกษตั ริยซ ง่ึ เปนผูปกครองในอดีต การจํากัดอํานาจดังกลาวมิใชเปนแตเพียงแนวคิด
เทาน้ัน แตเ ปน ผลทเี่ กิดจากขอ เทจ็ จริงทางประวัติศาสตร ดงั เชน กรณี แมกนาคาตา ซ่งึ เปนการจํากัด
พระราชอาํ นาจของพระเจาจอหน หรือแมแตการปฏิวัติใหญในฝรั่งเศส ดวยเหตุนี้การจํากัดอํานาจ
ผูปกครองจึงมิใชผลท่ีเกิดจากแนวคิดของนักปรัชญาเทานั้น แตปรากฏเปนขอเท็จจริงท่ียืนยันการ
จาํ กดั อํานาจของผปู กครองเปนผลสาํ เรจ็
เม่ือหลายประเทศเขาสูการปกครองในยุคใหม โครงสรางทางการเมืองการปกครองเร่ิมมี
ความชดั เจนมากขึ้น มีแบบแผนในการจัดตั้งองคกรและเจาหนาที่ของรัฐ การกําหนดอํานาจหนาที่
และความรบั ผิดชอบขององคกรและเจา หนาที่ดังกลา ว รวมถงึ มีการจดั ระบบกฎหมายที่มีความชดั เจน
แนนอน การจํากัดอํานาจของผูปกครองในยุคนี้จึงมิใชการใชกําลังทางกายภาพอีกตอไป แตอาศัย
ระบบกฎหมายเปนเคร่อื งมือในการจํากัดอํานาจผูปกครอง องคกร และเจาหนาที่ของรัฐ ตลอดจน
ตรวจสอบการใชอ าํ นาจของบคุ คลดงั กลา วใหเ ปน ไปตามกฎหมายอีกดวย
สําหรับระบบและกลไกการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐที่รัฐธรรมนูญกําหนดข้ึนมีอยูหลาย
ประการ อาทิ การควบคุมการบรหิ ารราชการแผน ดนิ เชน การต้งั กระทถู ามรฐั มนตรใี นเรอ่ื งท่เี ก่ยี วกบั
งานในหนาท่ี การเปดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไมไววางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี เปนตน การ
จัดตั้งองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองคกรอ่ืนตามรัฐธรรมนูญ เชน ผูตรวจการแผนดิน
คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน หรือ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ เปนตน การสรางระบบการตรวจสอบทรัพยสินของผูดํารง
ตาํ แหนงทางการเมอื ง การถอดถอนผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและเจาหนาท่ีรัฐบาลบางประเภท
และการดําเนนิ คดีอาญาผดู าํ รงตําแหนงทางการเมอื ง
2. การคุมครองสิทธิและเสรีภาพ การคุมครองสิทธิและเสรีภาพเปนผลสืบเน่ืองจาการ
จํากดั อํานาจของผปู กครอง เมือ่ ผปู กครองไมอาจใชอํานาจไดตามอําเภอใจ แตการใชอํานาจตองอยู
ภายใตก รอบของกฎหมาย การคุมครองสิทธแิ ละเสรภี าพแกประชาชนจึงเกิดขึ้นโดยปริยาย
อยา งไรก็ตาม แนวคิดวาดวยสทิ ธแิ ละเสรีภาพเปนเพียงแนวคิดท่ีเปนนามธรรม นักวิชาการ
บางกลมุ เห็นวาสิทธิเสรภี าพเปนสิ่งทมี่ อี ยูต ามธรรมชาติ มีความเปนสากล ผูกพันกับความเปนมนุษย
ทุกผทู กุ คน โดยไมจํากัดเช้ือชาญ สญั ชาติ ชนช้ันวรรณะ ลัทธคิ วามเชอื่ หรือศาสนาใดๆ เม่ือมนุษยถือ
กาํ เนดิ ก็ยอ มมสี ิทธเิ สรีภาพติดตัวมาเสมอ แนวคิดดังกลาวก็คือแนวคิดวาดวยสิทธิธรรมชาติอันเปน
รากฐานของสิทธิมนุษยชนในปจจุบัน แตถึงกระนั้น ก็ยังมีนักวิชาการอีกกลุมหน่ึง ท่ีเห็นวาสิทธิ
เสรีภาพตามความเชื่อของสํานักกฎหมายธรรมชาติไมมีความเปนธรรมและไมมีผลบังคับใชในทาง
68 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบนั การเมือง
กฎหมาย การนาํ แนวคดิ ดงั กลาวมาแปรสภาพใหเปนรูปธรรมจึงตองมีการรับรองสิทธิเสรีภาพในรูป
ของกฎหมายลายลกั ษณอ ักษร ซงึ่ ก็คือรัฐธรรมนูญน่ันเอง
การคมุ ครองสทิ ธิเสรีภาพของประชาชน มคี วามหมายอยางกวา ง กลาวคือ เปนท้งั การรบั รอง
และคุมครองสทิ ธเิ สรภี าพใหแ กป ระชาชน การรับรองสทิ ธเิ สรีภาพก็คอื การรบั รองหรอื ยืนยนั การมีอยู
ของสิทธิเสรีภาพประเภทน้ันๆ ไดแก การนําแนวคิดวาดวยสิทธิเสรีภาพท่ีเปนนามธรรมมาบัญญัติ
รบั รองใหเปน รูปธรรมผานบทบัญญตั ขิ องรฐั ธรรมนญู กอใหสิทธิเสรีภาพเหลาเกิดผลใชบังคับไดตาม
กฎหมาย นอกจากน้ี สทิ ธิเสรีภาพบางประการมิไดม ีสภาพเปน สทิ ธิมนษุ ยชนอันเปนสิทธิเสรีภาพท่ีตดิ
ตวั มนษุ ยมาแตกําเนดิ แตกลับเปนสิทธิเสรภี าพทร่ี ฐั ไดม อบใหเ ปนการเฉพาะ การรบั รองสทิ ธิเสรีภาพ
ประเภทหลงั นี้จงึ เปน การยนื ยันสทิ ธิเสรภี าพเพมิ่ เติมใหแกประชาชน นอกเหนือไปจากสิทธิมนุษยชน
ซงึ่ สิทธิเสรีภาพประเภทหลังเรยี กวาสิทธพิ ลเมอื ง
สําหรับการคุมครองสิทธิเสรีภาพเปนการสรางระบบและกลไกเพ่ือทําหนาท่ีคุมครองสิทธิ
เสรภี าพใหแ กป ระชาชน การคุมครองสิทธิเสรีภาพจึงเกิดข้ึนภายหลังจาการรับรองมความมีอยูของ
สทิ ธเิ สรภี าพแลว กลา วอกี นยั หน่งึ คอื เม่อื รัฐธรรมนญู ไดร บั รองสทิ ธเิ สรภี าพแตละประเภทวามีอยจู รงิ
และมผี ลบงั คับใชตามกฎหมาย แตสทิ ธเิ สรีภาพดังกลาวจะปราศจากคุณคาถาไมมีการคุมครองสิทธิ
เสรีภพใหม ีผลใชบังคับไดอยางจริงจัง การคุมครองสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญอาจทําไดหลายวิธี
เชน กาํ หนดใหบ ุคคลท่ถี ูกละเมดิ สทิ ธิเสรภี าพตามรัฐธรรมนญู สามารถยกบัญญตั ิแหงรัฐธรรมนูญเพ่ือ
ใชสิทธทิ างศาล หรอื ยกขน้ึ เปนขอ ตอ สคู ดีได การกําหนดใหการจํากัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนจะ
กระทําไดตอเมื่ออาศัยอํานาจตามกฎหมาย อีกท้ังกําหนดผลใชบังคับเปนการท่ัวไป จะตองระบุ
บทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญท่ีใหอํานาจในการตรากฎหมาย หรือกฎหมายประเภทน้ีจะจํากัดสิทธิ
เสรีภาพจนถึงขั้นกระทบกระเทอื นตอ สาระสาํ คญั หรือแกน ของสิทธิมไิ ด การจดั ต้ังคณะกรรมการสิทธิ
มนุษยชนแหง ชาติ การกาํ หนดใหศ าลรัฐธรรมนูญมีอํานาจพจิ ารณาวินจิ ฉยั วาบทบัญญตั ิแหง กฎหมาย
ใดกระทบตอ สิทธิมนษุ ยชนและมีปญหาความชอบดวยรัฐธรรมนญู และการกําหนดใหศาลปกครองมี
อํานาจพจิ ารณาพพิ ากษาวา กฎ คําส่ัง หรอื การกระทําอน่ื ใดในทางปกครองกระทบตอสิทธิมนุษยชน
และมีปญหาเกยี่ วกับความชอบดว ยรัฐธรรมนญู หรือกฎหมาย
3. การสรา งความเปนธรรมแกส ังคม นอกจากรฐั ธรรมนูญจะใหค วามคมุ ครองสิทธเิ สรีภาพ
แลว รัฐธรรมนูญยังตองทําหนาที่สรางความเปนธรรมแกสังคม มิใชกลายเปนเคร่ืองมือรองรับการ
แสวงหาประโยชนจ ากนายทนุ แนวคิดเสรีนยิ มประชาธิปไตยทีส่ ง เสริมอํานาจทุนนิยมอยางสดุ โตง จึง
ตองปรบั เปล่ยี นทา ทดี วยการรับแนวคดิ การปกครองแบบสงั คมนิยมประชาธิปไตยมาประยุกตใช อัน
สง ผลใหเกิดแนวคดิ วา ดวยรัฐสวสั ดกิ าร
ประชาชนบางกลุมถกู มองวา เปน ประชาชนช้นั สองของสงั คม สทิ ธเิ สรีภาพทไี่ ดรับจากรัฐจึงไม
เทาเทียมกบั ประชาชนทัว่ ไป รฐั ธรรมนูญมีบทบาทที่จะตองยกระดับคุณภาพของบุคคลดังกลาวใหมี
คณุ คาเฉกเชน เดียวกบั บคุ คลท่วั ไป แนวคดิ เชน น้ีปรากฏตามรฐั ธรรมนญู เชน การบญั ญัติใหบุคคลทุก
คนมีความเสมอภาคกันในทางกฎหมาย รัฐจะตองไมกระทําการอันเปนการเลือกปฏิบัติโดยไมเปน
ความรทู ั่วไปเกยี่ วกับรัฐธรรมนญู 69
ธรรม เพราะเหตุแหง ความแตกตางกันในถนิ่ กาํ เนิด เชอ้ื ชาติ เพศ ความพิการ สภาพทางกายภาพหรือ
สุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม เปนตน การกําหนดสิทธิของบุคคลที่จะ
ไดร บั หลักประกนั ในความปลอดภยั และสวสั ดิการในการทาํ งาน การกําหนดใหบุคคลมีสิทธิเทาเทียม
กันในการไดรับการศกึ ษาจากรัฐอยางมคี ุณภาพ และไมเ สียคา ใชจาย ทั้งนี้ตามความเหมาะสมและได
มาตรฐานจากรัฐ นอกจากนี้ ผูยากไรยังตองไดรับการรักษาจากรัฐโดยไมเสียคาใชจาย หรือการ
กาํ หนดใหบคุ คลซง่ึ ไรทอ่ี ยูอาศยั และไมมีรายไดเพียงพอแกการยังชีพ ตองไดร ับความชว ยเหลือจากรัฐ
เปน ตน
4. การสงเสรมิ เสถยี รภาพใหแ กร ัฐบาล การคมุ ครองสทิ ธิเสรีภาพและสรา งความเปนธรรม
แกสังคม มอิ าจเปนจริงไดหากไรซึ่งการผลักดันจากรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลมีหนาท่ีโดยตรงในการ
บริหารราชการแผนดิน ประกอบอับองคาพยพทั้งหลายของรัฐบาล ตางก็มีทรัพยากรที่พรอมจะ
ดําเนินการใหนโยบายของรัฐบาลบรรลุผล รัฐธรรมนูญยงั ไดกําหนดใหในการแถลงนโยบายตอรัฐสภา
คณะรัฐมนตรที ี่จะเขา บรหิ ารราชการแผนดนิ ตอ งช้แี จงตอรัฐสภาเกย่ี วกับการบริหารราชการแผนดิน
ใหเปน ไปตามแนวนโยบายพ้ืนฐานแหง รัฐ ซ่งึ มอี ยูดวยกนั หลายประการ เชน แนวนโยบายดานความ
ม่ันคงของรัฐ แนวนโยบายดานการบริหารราชการแผนดิน แนวนโยบายดานศาสนา สังคม
สาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม แนวนโยบายดานกฎหมายและการยตุ ิธรรม แนวนโยบายดาน
การมสี ว นรวมของประชาชน เปน ตน
ดังนนั้ เพือ่ ใหรัฐบาลมีเสถียรภาพในการบริหารราชการแผนดินใหเปนไปตามนโยบายท่ีได
แถลงไวก ับรฐั สภา และเพ่ือใหเกิดประโยชนแ กส าธารณะ จงึ มแี นวคดิ ทจ่ี ะใชร ัฐธรรมนูญเปนเคร่ืองมือ
ในการสรางความมั่นคงใหแกรัฐบาล เชน บทบัญญัติในการตราพระราชกําหนดใหใชบังคับดังเชน
พระราชบัญญตั ิ เมื่อคณะรฐั มนตรเี ห็นวา เปนกรณีเพ่ือประโยชนในอันท่ีจะรักษาความปลอดภัยของ
ประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความม่ันคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือ ปดปองภัยพิบัติ
สาธารณะ โดยเปนกรณีฉุกเฉนิ ทม่ี ีความจาํ เปนรบี ดวนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได แสดงถึงการสรางความ
มั่นคงในการบริหารราชประเทศใหแกรัฐบาล ในสภาวะที่ประเทศประสบเหตุการณท่ีไมปกติ เพื่อ
รัฐบาลจะรีบเรงแกไขปญหาท่ีใกลมาถึงไดทันการณ หรือกรณีท่ีรัฐธรรมนูญกําหนดสัดสวนคะแนน
เสยี งของสมาชกิ สภาผูแทนราษฎรที่ลงมติไมไววางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีตองอาศัยคะแนน
เสียงขางมากแบบเด็ดขาด เชน ตองมีคะแนนเสียงมากกวาก่ึงหน่ึงของจํานวนสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรเทา ทีม่ ีอยู
กลาวสําหรับรัฐธรรมนูญของไทย มีความพยายามในการนําแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมมาใช
โดยมีการบัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาน มีการควบคุมการใชอํานาจรัฐและเสริมสราง
เสถยี รภาพของรัฐบาลมาไวในรฐั ธรรมนญู ฉบบั ถาวรมาโดยตลอด แตไมประสบความสําเร็จ จนมาถึง
รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 และ
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ซึ่งนับไดวาเปนการยกรางรัฐธรรมนูญตามแนวคิด
70 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมือง
รฐั ธรรมนูญนิยมอยางเตม็ รปู แบบมากทีส่ ดุ ดงั ปรากฏชัดในคาํ ปรารภของรัฐธรรมนูญ ทเ่ี ปนการแสดง
เจตนารมณหลกั ของรัฐธรรมนูญ 4 ประการ คอื
1. สงเสริมและคุมครองสิทธิเสรภี าพของประชาชน
2. ใหประชาชนมสี วนรวมในการปกครองและตรวจสอบการใชอาํ นาจรฐั เพมิ่ ขน้ึ
3. ปรับปรุงโครงสรางทางการเมืองใหมีเสถียรภาพและประสทิ ธิภาพยงิ่ ขึ้น
4. กาํ หนดกลไกสถาบันทางการเมืองทั้งฝายนิติบัญญัติและฝายบริหารใหมีดุลยภาพและ
ประสิทธิภาพตามวิถีทางการปกครองแบบรัฐสภา รวมทั้งใหสถาบันศาลและองคกรอิสร่ืนสามารถ
ปฏบิ ตั หิ นา ท่ไี ดโ ดยสุจรติ และเท่ียงธรรม
ความสัมพนั ธร ะหวา งรฐั ธรรมนญู และสถาบนั การเมืองกบั วชิ าอืน่ ๆ
การจัดทํารัฐธรรมนูญลายลักษณอักษรมักจะนําแนวคิดทฤษฎีดังกลาวมาเปนรากฐานของ
การรา งบทบญั ญตั อิ ยูเสมอ หรอื กลา วอีกนยั หนึ่งกค็ ือบทบญั ญตั ิรายมาตราของรัฐธรรมนญู เปนผลผลติ
จากการนาํ แนวคดิ ทฤษฎมี าปรับใชใ หเ กดิ เปน รูปธรรมนั่นเอง ดังน้นั การศกึ ษารัฐธรรมนูญและสถาบัน
การเมืองจงึ ตองศึกษาแนวคิดทฤษฎกี อ นทีจ่ ะศกึ ษาบทบญั ญัตขิ องรัฐธรรมนูญในข้ันตอไป และในสว น
ของเน้ือหาการศึกษารัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง จึงเปนการศึกษากฎเกณฑอันเก่ียวกับการ
ปกครองประเทศในภาพกวาง หากศกึ ษาในรายละเอียดของกฎเกณฑเ ร่อื งใดเรอ่ื งหน่งึ อยางลึกซึง้ อาจ
กลายเปนการศกึ ษากฎหมายมหาชนสาขาอื่นๆ การจะทําใหผูที่ศึกษาเห็นภาพของรัฐธรรมนูญและ
สถาบนั การเมืองไดอ ยา งชัดเจนและเกิดความเขาใจน้ัน จําเปนตองศึกษาความรูในสาขาวิชาอื่นๆ ที่
เก่ียวขอ งดวย
อภิชาติ แสงอัมพร (2559: 20-22) และ ชาญชัย แสวงศักดิ์ (2560ข : 24) ไดอธิบายถึง
ความสมั พันธข องวิชารฐั ธรรมนญู และสถาบนั การเมืองกับรายวิชาอ่นื ๆ สรปุ สาระสาํ คัญไดดงั นี้
1. ความสัมพันธระหวางรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองกับวิชาปรัชญาการเมือง วิชา
ปรัชญาการเมือง มุงศึกษาปรัชญาที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครองตั้งแตสมัยโบราณจนถึงปจจุบัน
เปน เหมอื นหลกั การเหตผุ ล เรียนรูทั้งจุดมุงหมายและวิถที างของแตละปรัชญา โดยแสวงหาเหตุและ
นําผลมาปฏิรูปความคิดและการปฏิบัติทางดานการปกครอง ใหไดรูปแบบท่ีดีข้ึนจากตัวอยางความ
บกพรองของรัฐอื่นๆ วิชาปรัชญาการเมืองจึงเปนรากฐานท่ีสําคัญของการศึกษารัฐธรรมนูญและ
สถาบันการเมือง แนวคิดของนักปรัชญาในอดีตท่ีเก่ียวของกับการกอกําเนิดรัฐ อํานาจอธิปไตย
หลักการแบงแยกอํานาจ หรือแมแตสิทธิธรรมชาติ ก็ลวนแตเปนแนวคิดท่ีผูศึกษารัฐธรรมนูญและ
สถาบันการเมืองจะตอ งเรียนรเู ปน พืน้ ฐานกอ นท่ีจะไปศึกษาบทบญั ญตั ิของรฐั ธรรมนูญ
2. ความสัมพนั ธร ะหวา งรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมืองกับวิชารัฐศาสตร วิชารัฐศาสตร
เปนสาขาวิชาทศ่ี กึ ษาเรอ่ื งราวเก่ยี วขอ งกบั รฐั การเมืองการปกครอง ระบบการเมอื ง กระบวนการและ
กิจกรมทางการเมืองตางๆ ท่เี กี่ยวของกบั การจดั สรรหรือแบงปนสิง่ ทมี่ ีคณุ คาในสังคม แตรัฐธรรมนูญ
และสถาบนั การเมืองมุงศึกษาถงึ กฎระเบียบทเี่ กย่ี วกบั การเมืองการปกครองเปน หลัก โดยมไิ ดก าวลว ง
ความรทู ่ัวไปเกย่ี วกบั รัฐธรรมนญู 71
ไปวิเคราะหถ ึงความเหมาะสมของขอ เทจ็ จริงทางการเมืองโดยปราศจากหลักการทางกฎหมาย เชน
การเลอื กต้ังสมาชิกสภาผแู ทนราษฎร
3. ความสัมพันธระหวางรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองกับรัฐประศาสนศาสตร รัฐ
ประศาสนศาสตร เปนวชิ าทมี่ งุ ศกึ ษาถึงองคการของภาครัฐ และระบบราชการ กระบวนการในการ
บริหารงานในระบบราชการ การนาํ นโยบายทไ่ี ดร ับมอบหมายจากรฐั บาลไปปฏิบัติ มุงเนนใหผูศึกษา
ไดทราบถึงกฎเกณฑระเบียบตลอดจนเทคนิค วิธีการตางๆ ในการบริหารงานราชการใหมี
ประสิทธภิ าพและประสิทธผิ ล การศึกษาทางรัฐประศาสนศาสตรจึงมุงเนนเรื่องการบริหารงานของ
ภาครัฐเปนหลัก แตอยางไรก็ตาม การบริหารงานดวยความรวดเร็วและบรรลุผลจะตองอยูภายใต
กรอบของกฎหมาย กลาวคือ ตองเปนไปตามหลักความชอบดวยกฎหมายดวย นอกจากนี้ รฐั ธรรมนญู
อาจกําหนดแนวนโยบายพ้ืนฐานแหงรัฐเพื่อเปนแนวทางใหรัฐบาลไดนําไปปฏิบัติใหบังเกิดผล
กฎหมายรัฐธรรมนูญจึงเปรียบเหมือนโครงรางเพื่อใหดําเนินการ สวนการบริหารรัฐกิจก็เปนการ
ดาํ เนนิ ตามโครงรา งเหลานนั้ อยา งมีประสทิ ธภิ าพและชอบดวยกฎหมาย
4. ความสัมพันธระหวางรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองกับประวัติศาสตร วิชา
ประวัตศิ าสตร เปน วิชาทศ่ี กึ ษาเกยี่ วกับเหตกุ ารณที่เกดิ ข้นึ ในอดีต หากผทู ่ศี ึกษากฎหมายรัฐธรรมนูญ
ไดท ราบถึงประวตั ิศาสตรก ารเมืองการปกครอง ทราบถึงบรรยากาศทางการเมอื งในชวงที่มีการจัดทํา
รัฐธรรมนูญ ก็จะทําใหเขาใจถึงเจตนารมณของรัฐธรรมนูญแตละฉบับไดดีย่ิงข้ึน เชน เมื่อศึกษา
ประวตั ศิ าสตรข องไทยในชว งท่เี กดิ เหตุการณร ัฐประหารยึดอาํ นาจการปกครอง กจ็ ะทําใหทราบไดวา
รัฐธรรมนูญทจ่ี ดั ทาํ โดยคณะรัฐประหารมบี ทบัญญัติสง สง เสรมิ แนวคิดอํานาจนิยมเบ็ดเสร็จ หรือเมื่อ
ศกึ ษาประวตั ศิ าสตรก ารเมืองของประเทศไทย ชวงกอน พ.ศ. 2540 กจ็ ะพบวาเกิดแนวคิดการปฏิรูป
การเมืองครั้งสําคัญ ดวยเหตุน้ี รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 จึงมีเจตนารมณท่ี
สอดคลองกบั หลักรฐั ธรรมนญู นิยมอยางชดั เจน เปน ตน
5. ความสัมพันธระหวางรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองกับวิชาสังคมวิทยา วิชาสังคม
วิทยา เปนวิชาที่มุงศึกษาถึงสังคมท้ังหมด โดยพิจารณาในแงโครงสรางการเปล่ียนแปลงและการ
แขง ขัน หรือปญ หาตางๆ ของสังคม วิชาสังคมวทิ ยาจงึ ชวยใหผ ศู ึกษารัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง
ไดเห็นถึงสภาพปญหาในความเปนจริงของสังคม ซ่ึงอาจเกิดผลที่แตกตางไปจากเจตนารมณของ
รัฐธรรมนูญ วชิ าสังคมวทิ ยาจงึ ใหความสําคญั แกสังคมและมุงศึกษาสิ่งท่ีไมเปนทางการ ซ่ึงข้ึนอยูกับ
ปทสั ถานภายใตวัฒนธรรมทีไ่ มจ าํ เปน ตอ งมรี ูปแบบท่ีแนน อน อาจไมเ ก่ียวของกับกฎหมายหรืออยูใน
ระดบั ท่กี ฎหมายไมครอบคลุม ดังนั้นการศึกษาวิชาสังคมวิทยาควบคูไปกับรัฐธรรมนูญและสถาบัน
การเมือง จงึ เปนการเปดทัศนคติของผทู ศ่ี กึ ษารฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมืองใหกวางขึ้น นอกจาก
จะมุงศกึ ษาแตเ พยี งกฎเกณฑอันเก่ียวกับการปกครองประเทศแลว ยังตองศึกษาถึงผลที่เกิดข้ึนจริง
จากการบังคบั ใชกฎเกณฑด งั กลา วดวย
กลาวโดยสรุป การศึกษารัฐธรรมนูญและสถาบันทางการเมืองนั้น นอกจากเปนการศึกษา
บทบญั ญัตขิ องรัฐธรรมนูญทป่ี รากฏเปนลายลักษณอักษรแลว ยงั จําเปน ทจี่ ะตองศึกษาตั้งแตรากฐาน
72 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบนั การเมือง
ทฤษฎที างรัฐธรรมนญู แนวคดิ วาดวยรฐั แนวคิดวาดวยอํานาจอธิปไตย รวมถึงหลักการพื้นฐานของ
รัฐธรรมนญู ความหมาย ประเภท ทม่ี า การแกไข และการยกเลิกรัฐธรรมนูญ การจะทําใหผูที่ศึกษา
เห็นภาพของรัฐธรรมนูญและสถาบนั การเมืองไดอยา งชัดเจนและเกิดความเขาใจน้นั จาํ เปน ตองศึกษา
ความรูในสาขาวิชาอื่นๆ ท่เี กี่ยวของดวย เชน วิชาปรัชญาการเมือง วิชารัฐศาสตร วิชารัฐประศาสน
ศาสตร วิชาประวัตศิ าสตร และวชิ าสงั คมวิทยา เปนตน
สรุป
ในปจจุบันน้ีประเทศตางๆ ไดมีการนํารัฐธรรมนูญมาเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครอง
ประเทศ แมวาประเทศเหลานั้นจะมีรูปแบบการปกครองลักษณะใดก็ตาม ซึ่งตางจากอดีตที่
รัฐธรรมนญู มักมีความหมายท่ใี กลช ดิ กับแนวคดิ ประชาธปิ ไตย ดังน้ันจึงมีเพียงเฉพาะประเทศท่ีมีการ
ปกครองในระบอบประชาธิปไตยเทา นั้นทีใ่ ชร ฐั ธรรมนญู เปน หลักในการปกครองประเทศ ซึ่งลักษณะ
เชนนี้นบั เปน ววิ ัฒนาการอยางหนึ่งของรฐั ธรรมนญู สาํ หรบั สาเหตทุ ่ีประเทศตางๆ นําเอารัฐธรรมนูญ
มาใชอ ยางกวางขวางขึ้น เปน เพราะในปจ จุบันรัฐธรรมนญู เปรยี บเหมอื นสัญลกั ษณแ หงความเปนรัฐที่
สมบูรณ ที่ใชเปน เคร่อื งมือในการดําเนินความสัมพันธร ะหวางประเทศกับรัฐอ่ืนในประชาคมโลก ซึ่ง
ถือวาเปนบทบาทอกี อยา งหนง่ึ ของรัฐธรรมนูญ
กลาวไดวารัฐธรรมนูญมีความสําคัญในการปกครองประเทศมาก เพราะรัฐธรรมนูญเปน
กฎหมายที่กําหนดถึงอาํ นาจสงู สุดและการใชอาํ นาจสูงสุดภายในรัฐน้ันๆ วาใครเปนผูมีอํานาจสูงสุด
การใชอ ํานาจเหลา น้ันอยูในลักษณะใด มีความสมั พนั ธกบั อํานาจอ่ืนๆ อยา งไร รวมถึงไดม ีการกําหนด
องคกรทางการเมืองท่ีจะมาใชอํานาจเหลาน้ัน อยางไรก็ตามในประเทศท่ีปกครองดวยระบอบ
ประชาธิปไตยจะมีการกําหนดใหอํานาจสูงสุดเปนของประชาชน ดังน้ันเน้ือหาของรัฐธรรมนูญใน
ประเทศเหลานั้นจึงไดกลาวถึงสิทธิและหนาที่ของประชาชน บทบาทของรัฐที่มีตอประชาชน การ
คุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน รวมถึงการใหหลักประกันการใชสิทธิและเสรีภาพของ
ประชาชน
สาํ หรับในรัฐยคุ ใหมทใี่ หความสาํ คัญกบั สทิ ธิและเสรีภาพของประชาชน จงึ มักรา งรัฐธรรมนูญ
ลายลักษณอ กั ษรทมี่ ีการนาํ หลกั รัฐธรรมนูญนิยมมาเปนแนวทางในการจัดทํารัฐธรรมนูญ ซ่ึงสงผลให
รัฐธรรมนญู มีสาระเนือ้ หาท่มี ีการจํากัดการใชอํานาจรัฐและมีการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ เพื่อให
การคมุ ครองสทิ ธแิ ละเสรภี าพของประชาชนไมใ หถกู แทรกแซงจากรฐั ในกรณีประเทศไทย ไดมกี ารนาํ
หลกั รฐั ธรรมนญู นิยมมาใชเ ปนหลกั ในการรา งรฐั ธรรมหลายฉบับ เชน รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักร
ไทย พ.ศ. 2540 เปนตน ทําใหในหวงเวลาที่มีการใชรัฐธรรมนูญดังกลาว ประชาชนสามารถใชสิทธิ
และเสรภี าพของตนไดตามขอบเขตของรัฐธรรมนูญ โดยมิไดถ กู จาํ กัดหรือถกู แทรกแซงจากอาํ นาจรฐั
โดยท่ัวไปแลวรัฐธรรมนูญจะถือวาเปนสวนหนึ่งของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซ่ึงกฎหมาย
รัฐธรรมนูญนอกจากจะประกอบดวยรฐั ธรรมนูญแลว ยงั ครอบคลมุ ไปถงึ กฎหมายอ่นื ๆ ทีเ่ กี่ยวของกบั
สถาบนั การเมืองและการใชอํานาจรัฐ หรือหลักเกณฑ แนวคิด รวมถึงจารีตประเพณีที่เกี่ยวของกับ
ความรทู ่ัวไปเกีย่ วกบั รฐั ธรรมนญู 73
การใชอํานาจในการปกครองดวย ดังน้ัน การศึกษารัฐธรรมนูญจึงเปนสวนหนึ่งของกฎหมาย
รฐั ธรรมนญู และมีความสัมพันธก ันในแงทีว่ า ถาเราตอ งการศกึ ษารฐั ธรรมนูญใหลกึ ซง้ึ และเขาใจอยาง
ท่วั ถงึ แลว ควรที่จะศึกษาในลกั ษณะการศึกษากฎหมายรัฐธรรมนูญดวย
สําหรับการใชรัฐธรรมนูญในสากลทั่วไป สามารถแบงประเภทของรัฐธรรมนูญออกไดเปน
หลายลักษณะ แตลักษณะที่นิยมมากท่ีสุดคือการแบงประเภทรัฐธรรมนูญออกเปน รัฐธรรมจารีต
ประเพณีและรัฐธรรมนญู ลายลกั ษณอ กั ษร โดยท่ปี ระเทศสว นใหญจ ะใชรฐั ธรรมนูญท่ีเปนลายลักษณ
อักษร สวนประเทศท่ีใชรัฐธรรมนูญท่ีเปนจารีตประเพณี ท่ีชัดเจนท่ีสุดคือสหราชอาณาจักร แต
อยา งไรกต็ ามการแบงประเภทรฐั ธรรมนญู ในลักษณะนก้ี ย็ ังคงเปนปญ หาในทางวชิ าการอยบู าง เพราะ
ในประเทศท่ีใชร ฐั ธรรมนูญแบบลายลักษณอักษรก็ยังคงมีลักษณะการใชอํานาจในการปกครองบาง
ลกั ษณะท่ีไมไดบัญญตั ิไวในรปู ของกฎหมายลายลักษณอ กั ษร แตย งั คงอยูใ นรูปแบบของประเพณีการ
ปกครองและธรรมเนยี มปฏิบตั ติ า งๆ การแบงประเภทของรฐั ธรรมนูญในลักษณะนี้จึงเปนการมองใน
ภาพรวมของรฐั ธรรมนญู ในประเทศนน้ั ๆ และเพื่อประโยชนในการศึกษาเรยี นรูต อไป
74 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบนั การเมือง
แบบฝกหดั ทายบท
จงตอบคําถามตอไปนี้
1. การศึกษารฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมอื งมีความสมั พันธกบั วิชาอืน่ ๆ ในลกั ษณะใดบา ง
2. จงอธิบายถงึ ความหมายของรฐั ธรรมนญู และกฎหมายรฐั ธรรมนูญ พรอ มท้งั แสดงใหเ ห็น
ถงึ ขอแตกตา งระหวา งรฐั ธรรมนูญและกฎหมายรฐั ธรรมนญู
3. จงอธบิ ายถึงลกั ษณะของรัฐธรรมนญู พรอ มท้งั อภปิ รายถึงลกั ษณะท่ีดีของรัฐธรรมนูญ
4. รัฐธรรมนญู มีความสําคัญสาํ หรับประเทศทเ่ี กดิ ใหม ไมวาจะเปนการไดรับเอกราชใหม
หรือมีการเปล่ียนแปลงการปกครองสรู ะบอบใหม เพราะเหตใุ ด
5. การแบง ประเภทของรัฐธรรมนญู ตามรูปของรฐั สามารถแบง ออกไดก ปี่ ระเภท อะไรบาง
และแตละประเภทมลี ักษณะทสี่ ําคญั อยางไร
6. รัฐธรรมนญู ประเภทลายลกั ษณอักษรมลี ักษณะอยา งไร มีขอดีและขอ เสยี อยางไร
7. รัฐธรรมนญู จารีตประเพณีมลี กั ษณะอยา งไร และมขี อแตกตา งจากรัฐธรรมนญู ประเภท
ลายลกั ษณอ กั ษร อยางไร
8. หลักรฐั ธรรมนญู นยิ ม หมายถงึ อะไร มหี ลกั การทสี่ าํ คัญ อยา งไร
9. จงวเิ คราะหถงึ ความสมั พันธร ะหวางหลกั รัฐธรรมนญู นิยมกบั รฐั ธรรมนญู ของไทย
บทที่ 4
หลกั การพ้ืนฐานเกีย่ วกับรฐั ธรรมนญู
รฐั ธรรมนูญ ถือเปนกฎหมายสงู สุดของประเทศ เปน กฎหมายทเ่ี ปนหลักท่ีใชในการปกครอง
ประเทศ ทัง้ นีก้ ลา วไดวา ในการปกครองแบบประชาธิปไตย รฐั ธรรมนญู จัดเปนองคประกอบหนึ่งของ
การปกครองแบบประชาธปิ ไตย อนั เปน การปกครองท่ีมงุ ในจดุ หมายการปกครองเพื่อประชาชน โดย
อํานาจอธิปไตยเปนของประชาชนสวนใหญ รัฐธรรมนูญยังอาจกลาวไดวาเปนหลักเกณฑในการ
ปกครองประเทศของทกุ ภาคสว นในทางการเมืองหรอื กลาวโดยสรปุ วา “รฐั ธรรมนญู คอื กติกาหลกั ใน
การเมอื ง”
การเกิดขนึ้ ของรฐั ธรรมนญู ซึง่ เปนกฎหมายสงู สดุ ของรฐั นัน้ มลี ักษณะทมี่ วี ิวฒั นาการตามการ
พฒั นาของการเมอื งการปกครองของรัฐ เดิมทีการใชอํานาจภายในรัฐมักจะผูกพันกับตัวบุคคล แลว
คอยๆคล่ีคลายมาโดยมีการจัดระบบใหสอดคลองกับความตองการของประชาชนในรัฐ มีการนํา
แนวคดิ เร่ืองสิทธิ ความเสมอภาคของพลเมืองมาเปนปจจยั ในการปกครองรัฐ ดังนนั้ จึงอาจกลาวไดวา
มกี ารมรี ัฐธรรมนูญใชในปจจบุ ันเปน ผลพวงมาจากการพฒั นาดานการเมอื งของรัฐ เพอื่ กอใหเ กิดความ
เขา ใจในการศึกษารัฐธรรมนูญอยางกวางขวาง เราจึงตองศึกษาถึงวิวัฒนาการของรัฐธรรมนูญ การ
จัดทํารัฐธรรมนูญ เนื้อหาหลักของรัฐธรรมนูญ ตลอดจนการแกไข เปล่ียนแปลงและการยกเลิก
รัฐธรรมนญู
ในบทน้ีจะกลาวถึงวิวัฒนาการท่ัวไปของรัฐธรรมนูญ อํานาจการจัดใหมีรัฐธรรมนูญ ผูมี
อํานาจในการจัดทํารัฐธรรมนูญ เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ การแกไข
เพิม่ เตมิ รัฐธรรมนูญ และการยกเลิกรัฐธรรมนญู มรี ายละเดยี ดดงั ตอไปน้ี
ววิ ัฒนาการท่ัวไปของรัฐธรรมนญู
ในการศึกษาถึงรัฐธรรมคงหลีกเล่ียงมิไดท่ีจะศึกษาลักษณะความเปนมาของรัฐธรรมนูญ
เพอื่ ใหมีความเขาใจถึงแนวคดิ ในการจัดทาํ รฐั ธรรม วิวฒั นาการทว่ั ไปของรฐั ธรรมนูญจะแบงออกเปน
5 ยุค โดยใชเหตุการณที่สําคัญท่ีเกิดข้ึนกับรัฐธรรมนูญและสงผลตอแนวคิดและลักษณะของ
รัฐธรรมนูญในชว งเวลานน้ั ๆ ดังตอ ไปน้ี
วิษณุ เครืองาม (2530 : 107-111) บวรศักด์ิ อุวรรณโณ (2554 : 21-36) และณัฐกร
วิทิตานนท (2557 : 79-85) ไดใหคําอธิบายเกี่ยวกับพัฒนาการของรัฐธรรมนูญไว ซ่ึงมีเน้ือหาและ
ลักษณะดงั นี้
ยุคแรก การกําหนดชวงเวลายุคแรกของวิวัฒนาการท่ัวไปของรัฐธรรมนูญ จะใชชวงเวลา
ต้ังแตมีการใชอํานาจการปกครองในยุคโบราณ จนกระท่ังถึงป ค.ศ. 1215 โดยท่ัวไปใชอํานาจการ
ปกครองและกฎหมายเก่ียวกับกฎเกณฑการปกครองรัฐมีลักษณะไมคงท่ีชัดเจน อาจมีการบัญญัติ
76 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบนั การเมือง
กฎหมายบาง เปนจารตี ประเพณบี าง เปนไปตามอัธยาศยั ของผูปกครองบาง กฎหมายที่เกิดขึ้นก็ไมมี
ลักษณะเปนรัฐธรรมนูญแบบปจ จบุ ัน การบญั ญตั ิกฎหมายข้ึนมาใชในรัฐมักเปนไปเพ่ือตอบสนองตอ
การใชอํานาจของผูปกครอง และอยูภายใตการควบคุมของผูปกครอง หากมีขอกําหนดใดที่ทําให
ราษฎรมคี วามมัน่ คงปลอดภยั ก็เปนเรอ่ื งทผี่ ปู กครองจะกระทาํ เอง ไมใชเปนเพราะมีกฎหมายไวเพ่ือ
จํากัดอํานาจของผูปกครองรฐั ดงั นั้น จึงกลาวไดวาในยุคนี้ไมมีรัฐธรรมนูญดังความหมายในปจจุบัน
หรอื ถา มีจะมีลักษณะของรัฐธรรมนูญปรากฏอยูบา ง ก็ถือวา เปน รัฐธรรมนญู ทีม่ ีลักษณะเปนราชาธิป-
ไตย
ยุคท่ีสอง ในยุคน้ีเริ่มต้ังแต ป ค.ศ. 1215 ซ่ึงเปนปที่เร่ิมประกาศใชเอกสารมหากฎบัตร
(Magna Carta) เปนตนมา จนถึง ป ค.ศ. 1776 เปนปที่มีการประกาศอิสรภาพในสหรัฐอเมริกา
ในชวงระยะเวลาดังกลาวนี้ไดเกิดเหตุการณหลายเหตุการณในอังกฤษและนําไปสูการทําใหมีการ
กาํ หนดกฎเกณฑตอ การใชพระราชอาํ นาจของกษตั รยิ
ในประเทศอังกฤษ พระเจาจอหนท่ี 1 มกี รณีขดั แยง กับฝร่งั เศสจนเกดิ เปน สงคราม พระองคมี
ความจาํ เปน ทีจ่ ะตอ งเก็บภาษีราษฎรเพ่ิมเพื่อนําไปเปนปจจัยในการทําสงคราม แตบรรดาเหลาขุน
นางอังกฤษไมยินยอม จึงรวมตัวกันเม่ือวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ. 1215 เพื่อเรียกรองหลักประกันใน
สิทธิของตน โดยย่ืนคําขาดใหพระเจาจอหนยอมทําตามขอเรียกรองของพวกตน โดยใหลงพระ
ปรมาภไิ ธยในเอกสารท่ีมชี ื่อเรยี กวา Magna Carta โดยเอกสารนเ้ี รยี กรองใหกษัตรยิ ตองผูกมัดตนเอง
กบั กฎหมายและใหห ลกั ประกันสทิ ธแิ กราษฎรท้งั หลายในการใหค วามยินยอมตอการเก็บภาษีเพ่ิมข้ึน
จากเดมิ อกี ทง้ั ยังใหร าษฎรมีสทิ ธิทจี่ ะตอตานการตัดสนิ ทไ่ี มเ ปน ธรรมของฝายกษัตริยไ ด เอกสารมหา
กฎบัตร กาํ หนดถึงการจาํ กัดอาํ นาจของกษตั ริยบางประการ มีบทกําหนดคมุ ครองสิทธิและเสรีภาพแก
ราษฎร โดยมสี าระสาํ คญั โดยสรุป คือ
1. พระเจา แผน ดินจะเรยี กเกบ็ ภาษี หรือขอใหราษฎรใหความชวยเหลือไมได นอกจากจะ
ไดรบั ความยินยอมจากทีป่ ระชมุ หวั หนาราษฎร
2. การงดใชกฎหมาย หรือการยกเวนไมใ ชก ฎหมายบังคบั แกบุคคลใดบคุ คลหนึ่งจะกระทํา
ไมได
3. บุคคลใดๆ จะถูกจับกุมคุมขัง หนวงเหน่ียว หรือขับไลเนรเทศไมได นอกจากการน้ัน
เปน ไปโดยคําพพิ ากษาทชี่ อบ และตามกฎหมายของบา นเมือง
นอกจากเหตกุ ารณเ กิดขนึ้ ของเอกสารมหากฎบตั รแลว ในป พ.ศ. 1726 มีการตรากฎหมาย
อังกฤษในการรองขอความคุมครองจากกษัตริยเพิ่มเติม ในกฎหมายที่ชื่อวา Petition of Right
พระราชบญั ญัตฉิ บับนี้ยํ้าถงึ หลกั ทว่ี า สทิ ธแิ ละเสรีภาพของประชาชนจะตองไดรับความคุมครองตาม
บทบัญญัตขิ องกฎหมายของรัฐสภา สําหรับสาระสาํ คัญของ Petition of Right มดี งั นี้
1. บคุ คลไมพ ึงถกู บังคบั ใหใ หส ิ่งของ ใหกู บังคบั ใหกหู รอื เสียภาษี โดยมิไดร ับความยินยอม
จากราษฎร ตามทีก่ ฎหมายของรัฐสภาบัญญตั ไิ ว
หลกั การพนื้ ฐานเก่ยี วกบั รฐั ธรรมนูญ 77
2. บคุ คลทีเ่ ปนอิสระไมพึงถูกพิพากษาประหารชวี ิต หรือตัดอวัยวะ หรือจําคุก หรือคุมขัง
กอ นฟง คําพยานหลักฐาน อนั เปน การขดั ตอ บทบญั ญตั ขิ องกฎหมายของประเทศ
3. เอกชนจะตอ งไมถูกบงั คับใหรบั ทหารเขาอยูอาศัยในบานของตน 4) กษัตริยไมพึงออก
คาํ สงั่ ใหพ ิจารณาโทษพลเรือนตามกฎอัยการศกึ ดังเชนท่ที หารกระทาํ ในเวลาสงคราม
สําหรับเหตกุ ารณสาํ คัญอกี เหตกุ ารณหนง่ึ เกิดขน้ึ ในป ค.ศ. 1685 เปน เหตุการณท ่ีเกิดข้นึ เมอ่ื
พระเจาเจมสที่ 2 (James II) ข้ึนครองราชยในป ค.ศ. 1685 ซึ่งพระองคทรงนับถือในศาสนาคริสต
นกิ ายโรมันคาทอลกิ และมีพระราชประสงคท จี่ ะเผยแพรค ําสอนของศาสนาคริสตน ิกายโรมันคาทอลกิ
ใหกวา งขวางข้นึ แตก ไ็ ดร ับการตอตานจากเหลา ขนุ นางและคนองั กฤษจาํ นวนมากท่ีหนั มาอยูในนิกาย
ใหมค ือนิกายแองกลแิ คน ฝายขนุ นางจงึ รวมตัวกันทูลเชิญเจาชายวิลเลียมแหงออเรนจ (William of
Orange) จากฮอลแลนด ซึ่งสมรสกับเจาหญิงแมรี่ พระราชธิดาของพระเจาเจมสที่ 2 ใหข้ึนมา
ปกครองอังกฤษแทนพระเจาเจมสท่ี 2 ซึ่งในเวลาตอมาพระเจาเจมสท่ี 2 ก็ยินยอมทําตามท่ีฝายขุน
นางเรยี กรอง ทงั้ น้ีก็เพื่อไมตองการใหเกิดความขัดแยงถึงตองสูรบกัน กอนที่พระเจาวิลเล่ียมจะข้ึน
ครองราชย พระองคไดทรงลงพระนามในเอกสาร The Bill of Right (ไตรรงค สุวรรณคีรี, 2558 :
37)
The Bill of Right เปนกฎหมายที่วางกฎเกณฑที่เปนหลักในการกําหนดความสัมพันธ
ระหวางฝายกษัตริยกับรัฐสภาอังกฤษ ซ่ึงมีผลใชบังคับอยูจนถึงปจจุบัน โดยมีรายละเอียดท่ีสําคัญ
ดังน้ี
1. การท่ีพระมหากษตั รยิ ทรงใชอํานาจงดใชกฎหมายก็ดี หรือใชกฎหมายก็ดี โดยมิไดรับ
ความยนิ ยอมจากรฐั สภา เปน การกระทําไมช อบดว ยกฎหมาย
2. การทพ่ี ระมหากษัตรยิ ไ มปฏิบตั ติ ามกฎหมายก็ดี หรือการนาํ กฎหมายทยี่ กเลิกแลว มาใช
กด็ ี เปน การกระทําท่ีไมชอบดว ยกฎหมาย
3. คําสั่งต้ังศาลพิจารณาเกี่ยวกับศาสนา ตลอดจนคําสั่งและการจัดตั้งศาลใหมีลักษณะ
ทํานองเดยี วกัน เปน คําสัง่ ทไี่ มชอบดว ยกฎหมาย
4. การทพ่ี ระมหากษัตริยท รงใชพระราชอํานาจเรยี กเกบ็ เงนิ สําหรับคา ใชจายในกจิ การของ
พระองค โดยมิไดร ับความยินยอมจากรฐั สภาก็ดี เรยี กเก็บเงินเกินระยะเวลาที่รัฐสภาอนุมัติก็ดี หรือ
เรียกเก็บเงินโดยวิธอี ื่นนอกจากทไี่ ดร บั อนมุ ตั ิ หรอื จะไดรับอนุมัติจากรัฐสภาก็ดี เปนการกระทําท่ีไม
ชอบดวยกฎหมาย
5. ประชาชนมีสทิ ธิทจ่ี ะรองทุกขต อ พระมหากษัตรยิ ไ ด การจํากัดเสรภี าพเชนวานี้ก็ดี และ
การดําเนนิ คดฐี านรองทกุ ขก็ดี เปนการกระทําท่ีมชิ อบดวยกฎหมาย
6. การจดั ใหม กี องทพั ประจําการในราชอาณาจักรในยามสงบ โดยมไิ ดร ับความยนิ ยอมจาก
รฐั สภา เปนการกระทาํ ทีผ่ ดิ กฎหมาย
7. บคุ คลซ่ึงนบั ถอื ศาสนานิกายโปรเตสแตนท พึงมอี าวธุ สําหรับปองกันตนตามที่กฎหมาย
บัญญัติ
78 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง
8. การเลอื กตั้งสมาชิกสภาผแู ทนราษฎรพงึ ใหเปน การกระทาํ ดวยความสมคั รใจ
9. เสรีภาพในการพูดและอภิปราย หรือการดําเนินการใดๆ ในรัฐสภาน้ัน ไมพึงนําไป
ฟอ งรอ งเปน คดีในศาลใดศาลหนึง่
10. การเรยี กประกนั ตวั จาํ เลยมากไปก็ดี การกาํ หนดคาปรบั มากเกินไปก็ดี หรือการลงโทษ
อยางทารณุ โหดรายและผิดธรรมดากด็ ี เปน ส่งิ ทไี่ มพ งึ กระทาํ
11. ผูท ีเ่ ปนลูกขนุ ตองลงทะเบยี น และประกาศเปน ทางการโดยถูกตอง และในคดีความผิด
ฐานกบฏ ผูท ี่จะเปน ลูกขนุ ตอ งเปน ผทู ่ีมกี รรมสทิ ธิ์ในที่ดนิ
12. การปรับและริบทรัพยบุคคลกอนมีคําพิพากษา เปนการกระทําท่ีมิชอบดวยกฎหมาย
และเปน โมฆะ
13. รฐั สภาพึงจดั ใหม ีการประชมุ เนืองๆ เพ่อื แกไขปรับปรงุ กฎหมายใหดีขนึ้ อยเู สมอ
จากเหตกุ ารณทั้ง 3 เหตุการณข างตน ทําใหเกิดขอกําหนดในรูปของกฎหมายที่มีผลตอการ
จํากัดพระราชอํานาจของกษัตริย อํานาจในการปกครองของกษัตริยถูกควบคุมโดยรัฐสภา และ
ประชาชนไดรบั การคุมครองและมีหลกั ประกันทางสิทธิและเสรีภาพมากข้นึ ดงั น้ันเหตุการณในชวงยุค
ท่ีสองดังกลาวนี้ ขอบเขตของรัฐธรรมนูญไดมีความหมายที่ชัดเจนและมีความเปนรูปธรรมมากข้ึน
โดยเฉพาะการเกิดขน้ึ ของเอกสารมหากฎบตั รนั้นไดร บั การยกยองวาเปนการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญ
ฉบับแรกของโลก กลา วโดยสรปุ แลว ในยคุ ท่ีสองน้ีถือวาไดมรี ัฐธรรมนูญเกดิ ขน้ึ แลว และเปนกฎหมาย
ทเี่ กิดขน้ึ มาเพอื่ จาํ กัดอาํ นาจของกษัตรยิ ห รือผูปกครองประเทศ
ยุคท่ีสาม เริ่มนับชวงต้ังแตมีการประกาศอิสรภาพในประเทศสหรัฐอเมริกา เม่ือวันที่ 4
กรกฎาคม ค.ศ. 1776 จนถงึ ชว งสิ้นสุดสงครามโลกครงั้ ที่ 2 ในป ค.ศ. 1945 ในชวงรยะเวลาดังกลาว
นไ้ี ดมีเหตกุ ารณส าํ คัญเกดิ ข้นึ หลายเหตุการณท่ีสงผลตอความเปนรัฐธรรมนูญในโลกน้ี และไดทําให
ขอบเขตความหมายของรัฐธรรมนญู เปลยี่ นแปลงไปจากยคุ ท่ีสอง กลา วคือ รฐั ธรรมนูญท่ีเกิดข้ึนในรัฐ
ตางๆ มไิ ดหมายถงึ แคการจํากัดอํานาจของผูปกครองประเทศเทาน้ัน แตยังถือวารัฐธรรมนูญ จัดทํา
ขนึ้ มาไดด วยความสมคั รใจของราษฎร และจําตองวาดวยการจัดระเบียบการปกครองประเทศอยาง
เปนสัดเปนสวน มีการแบงแยกการใชอํานาจอธิปไตย และมีบทคุมครองสิทธิและเสรีภาพของ
ประชาชน ซ่ึงถือเปนตน แบบของรฐั ธรรมนญู ในปจจบุ ัน
จากการประกาศอิสรภาพในสหรัฐอเมริกา ป ค.ศ. 1776 นํามาสูการจัดทํารัฐธรรมนูญใน
ค.ศ. 1787 ซง่ึ ถอื วา รัฐธรรมนญู ทเี่ ปน ลายลกั ษณอ กั ษรเริ่มเกดิ ข้ึนครง้ั แรกในโลก รฐั ธรรมนูญดังกลาว
ไดม ีการวางกฎเกณฑก ารปกครองประเทศ และกําหนดอาํ นาจหนา ทขี่ ององคกรปกครองตางๆ อยาง
เปน ระเบียบ โดยมีการแยกองคกรปกครองประเทศออกเปนฝายนติ ิบญั ญัติ ฝายบรหิ าร และฝายตุลา
การ ซ่ึงรูจักกันในนามหลักการแบงแยกอํานาจ มีการบัญญัติใหรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุด
ยอมรับอาํ นาจสูงสุดของประชาชนสหรัฐอเมริกา และมีบทคมุ ครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ดังที่
ปรากฏในปฏิญญาคําประกาศอิสรภาพอเมริกา ซึ่งมขี อความตอนหน่ึงวา “ผูปกครองหรือรัฐบาลจะ
หลักการพนื้ ฐานเกย่ี วกบั รฐั ธรรมนูญ 79
จัดตั้งข้ึนไดในหมูราษฎรก็โดยอาศัยอํานาจอันชอบธรรม ซึ่งมาจากความเห็นชอบของราษฎรผูถูก
ปกครอง”
การบญั ญตั ริ ฐั ธรรมนญู สหรัฐอเมริกาไดมีการนําแนวคดิ เก่ยี วกบั ทฤษฎีประชาธิปไตยเสรนี ิยม
ของนักปรชั ญาทางกฎหมายและการเมือง ซึ่งคอ นขางเปนนามธรรมมาบญั ญตั ิไวอ ยางเปนรปู ธรรม ไม
วา จะเปนหลกั นิตริ ัฐ การแบง แยกอาํ นาจ หลกั อํานาจอธิปไตย หลักสัญญาประชาคม เปนตน เดิมที
แนวคดิ จากนักปรัชญาเหลานี้ เชน มองเตสกเิ ออ จอหน ลอค และ รุซโซ เปนตน ไดเผยแพรแนวคิด
เสรปี ระชาธปิ ไตยดังกลาวอยางแพรหลายและเปน ทยี่ อมรบั กันทั่วไปในยุโรป เพียงแตยังมิไดนํามาใช
ในเชงิ ปฏิบัติอยา งเปน รปู ธรรม เมือ่ แนวคดิ เหลา นีไ้ ดน ํามาสูการปฏิบตั ทิ เี่ ปนจริงได
การจัดทํารฐั ธรรมนูญสหรฐั อเมรกิ านี้เปนตน แบบใหประเทศตางๆ โดยเฉพาะในยุโรปไดเอา
เปนแบบอยา ง การปฏวิ ัตใิ หญใ นฝรัง่ เศส ค.ศ. 1789 นําไปสูการลมลางอํานาจการปกครองแบบเดิม
และไดมีการนํารัฐธรรมนูญฝรั่งเศสมาใชในการปกครองเม่ือ ค.ศ. 1791 มีการจัดทํารัฐธรรมนูญ
สวิตเซอรแลนด ค.ศ. 1919 ในชวงเวลาท่ีเกิดการเปล่ียนแปลงเหลาน้ี มีสาระสําคัญรวมกันคือ รัฐ
ท้ังหลายในยุโรปไดถูกทาทายดวยแนวคิดการใชอํานาจการปกครองแบบใหมที่ถือเอาอํานาจของ
ประชาชนเปนสําคัญ เกิดการพังทลายของรูปแบบการใชอํานาจการปกครองแบบเดิมคือระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย เกิดการเขาแทนท่ีของระบอบการปกครองใหม คือ ระบอบประชาธิปไตย
ดงั นัน้ เมอื่ มีการนาํ รปู แบบการปกครองแบบประชาธปิ ไตยมาใชในรัฐน้ัน การนําเอารัฐธรรมนูญมาใช
จึงมีบทบัญญตั ิที่เนนแนวคิดปรัชญาประชาธปิ ไตยเปน สําคัญ ดวยเหตนุ ร้ี ฐั ธรรมนูญในชวงเวลาน้ันจึง
ถูกนํามาใชใ นความหมายเดยี วกบั คาํ วาประชาธปิ ไตย จะตอ งมบี ทบญั ญตั เิ กย่ี วกับการแบงแยกการใช
อํานาจและการประกนั สิทธิและเสรภี าพของประชาชน และก็ใชมาตรฐานนี้ทม่ี ีบทบัญญตั เิ กย่ี วกบั การ
แบงแยกการใชอํานาจและการประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และใชมาตรฐานนี้เปน
เครอื่ งวัดวา ประเทศใดมรี ฐั ธรรมนญู หรอื ไม
ในชวงกอนสงครามโลกคร้ังท่ี 2 จะเกิดขึ้น ไดมีเหตุการณที่มีการตอสูทางความคิดในเร่ือง
สิทธทิ างการเมอื งเกิดขน้ึ ในยุโรป กลาวคือ เปน การตอ สรู ะหวา งฝายนิยมลัทธิประชาธิปไตยและฝาย
นิยมลทั ธเิ ผด็จการในรปู แบบตางๆ เชน ฟาสซสิ ม นาซี และคอมมิวนสิ ต ฝา ยนยิ มลทั ธิประชาธปิ ไตยมี
ทา ทวี าจะไดเปรียบฝา ยนยิ มลทั ธเิ ผด็จการ เพราะในระยะเวลาดังกลาวรฐั ที่เคยเปนเมอื งขึน้ หรอื อยใู น
อารักขาของรัฐอื่น พยายามด้ินรนจะยกตัวเองใหเปนประเทศอิสระ รัฐใหมท่ีมีราษฎรตางเชื้อชาติ
สัญชาติ หรือศาสนากันมาก ก็พยายามด้ินรนจะแยกตัวออกเปนรัฐอิสระหลายรัฐ ซ่ึงความพยายาม
ดังกลาวจะสําเรจ็ ไดก โ็ ดยวิถที างประชาธปิ ไตยเทานั้น รอบอบประชาธิปไตยจึงเปนสิ่งใฝหากันอยาง
หนกั ในขณะน้ัน แมวาอาจจะเปนประชาธิปไตยเพียงในนามหรือเพียงเพื่อชวงชิงอํานาจจากคนหมู
หนึ่งไปสูคนอีกหมูหนึ่งก็ตาม แตการจะทําไดสําเร็จก็ตอเมื่อไดรับความสนับสนุนจากมหาชน ซ่ึง
จําเปนตองอางคําวาประชาธิปไตยขึ้นบังหนาอยูน่ันเอง รัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นในชวงน้ีจึงจะตองมี
หลักการแบงแยกอํานาจและมีบทบัญญัติประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไดถูกนํามาใชใน
ความหมายเดยี วกบั ประชาธปิ ไตย
80 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมือง
โดยภาพรวมในยคุ น้ีตงั้ แตก ารประกาศอิสรภาพในสหรฐั อเมริกา จนถึงสน้ิ สุดสงครามโลกครง้ั
ท่ี 2 ประเทศตา งๆ ไดมีการนาํ เอารัฐธรรมนญู มาใชเปนหลกั ในการปกครองประเทศ และเนอื้ หาสาระ
ของรัฐธรรมนูญมีเนื้อหาท่ีเปนประชาธิปไตย เพราะฉะน้ันรัฐธรรมนูญกับประชาธิปไตยจึงเปนสิ่งท่ี
แยกออกจากกันมไิ ด
ยคุ ที่สี่ เริ่มต้งั แตสมยั สงครามโลกครัง้ ท่ี 2 ส้ินสุดลงจนถงึ ปจจบุ ัน ในชวงสมัยนี้ไดมีเหตุการณ
ที่สําคัญๆ ทางการเมืองเกิดขึ้นในโลกมากมาย จนทําใหขอบเขตความหมายของรัฐธรรมนูญ
เปลย่ี นแปลงไป เชน เกิดองคการสหประชาชาติ (UN) ข้ึนมา บรรยากาศชวงสงครามเย็นสงผลใหมี
หลายรัฐแตกออกเปนฟากฝงตามขั้วอุดมการณ เชน เยอรมนีตะวันตกกับเยอรมนีตะวันออก
เวียดนามเหนอื กบั เวียดนามใต เกาหลีเหนอื กบั เกาหลใี ต นอกจากน้ีบรรดารัฐทงั้ หลายทเี่ คยเปน อาณา
นคิ มของมหาอํานาจตางก็ไดรับเอกราชกันถวนหนา เชน อินเดีย ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย
สิงคโปร พมา เปนตน อีกท้ังประเทศท่ีมีการปกครองแบบเผด็จการสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต ก็
สามารถเขามารวมกจิ กรรมระหวา งประเทศได โดยมีบทบาทสําคัญรวมกับประเทศที่มีการปกครอง
แบบประชาธิปไตยอื่นๆ อกี ดวย
ในที่สุดจึงเปนท่ียอมรับวาแทที่จริงแลว รัฐธรรมนูญเปนเพียงคํากลางๆ สําหรับใชเรียก
กฎหมายสูงสุด ซึ่งเก่ียวกับกฎเกณฑในการปกครองประเทศโดยตรง ประเทศที่มีการปกครองใน
รูปแบบใดก็สามารถมีรัฐธรรมนูญของตัวเองได ความหมายของรัฐธรรมนูญในชวงสมัยน้ีจึงมี
ความหมายแปรเปล่ยี นไป เพราะรัฐธรรมนูญเร่ิมกลายเปนเอกสารกาํ หนดอุดมการณท างการเมอื งของ
รฐั ตลอดจนเปน สญั ลกั ษณข องความเปนรัฐเอกราชมากกวาความเปนประชาธิปไตย เชนในยุคกอน
หลายประเทศอาศยั รัฐธรรมนูญเปนขอ อางในการเขาสมาคมกบั รฐั อน่ื ๆ ประเทศใหมหลายๆ ประเทศ
จะตอ งรีบจัดทํารฐั ธรรมนูญขึน้ ประกาศใชอยา งรวดเรว็ เพ่อื ใหองคก ารสหประชาชาติยอมรับเขาเปน
สมาชิก หรอื การท่ีบางประเทศรบี เรง รางรัฐธรรมนูญ เพื่อเอาใจประเทศเจาของเมืองขนึ้ หรือประเทศ
ซงึ่ อารักขาตนเอยู เพือ่ ใชเปน ขอตอ รองในการขอเอกราชหรอื ใหไ ดมาซึ่งสถานะอสิ ระในสงั คมระหวาง
ประเทศ เปนตน
ยุคที่หา กระแสของรัฐธรรมนูญในเวลานี้และยุคตอไป คือ การพยายามจัดทํารัฐธรรมนูญ
ระดับนานาชาติ เรม่ิ ที่ยโุ รปซง่ึ พัฒนาประชมคมยโุ รปข้นึ มาหลงั สงครามโลกครั้งท่ี 2 ตามสนธิสัญญา
กรุงโรม และไดพัฒนาขึ้นมาเปนลําดับจนเปลี่ยนเปนสหภาพยุโรปในป ค.ศ. 1990 ตอมาในป ค.ศ.
2000 สหภาพยุโรปไดจ ดั ทํารฐั ธรรมนูญยุโรป หรอื European Constitution เม่อื รางสาํ เร็จเสร็จสิ้น
หลายประเทศไดใ หค วามเหน็ ชอบ แตเหน็ ชอบโดยรฐั สภา มีเพียงสองประเทศทีน่ าํ ไปใหประชาชนลง
มติ คอื ฝรงั่ เศสและ เนเธอแลนด ผลปรากฏวาประชาชนฝร่ังเศสไมพอใจประธานาธิบดีจึงลงมติไม
เหน็ ชอบกับรัฐธรรมนูญยโุ รป กระบวนซึ่งกาํ หนดประกาศใชร ฐั ธรรมนญู ยโุ รปป ค.ศ. 2007 ตอ งเล่ือน
ไปไมม ีกําหนด
หลกั การพน้ื ฐานเกยี่ วกบั รัฐธรรมนูญ 81
แมรฐั ธรรมนญู สหภาพยุโรปในความเปน จรงิ จะเปนเพียงสนธิสัญญา แตหากรฐั ธรรมนูญฉบับ
น้ไี ดถูกรับรองจากประเทศตา งๆ จรงิ แลว กระแสรฐั ธรรมนูญกจ็ ะเพ่มิ วตั ถปุ ระสงคข ้นึ อีกประการหนง่ึ
คอื รฐั ธรรมนูญเปนเครือ่ งมือในการรวมตัวกันของประเทศในระดบั ภมู ภิ าค
กลาวโดยสรปุ พฒั นาการของรฐั ธรรมนญู จงึ แบง เปน 5 ยุค คือ
ยคุ ท่ี 1 ตอ งการใชกฎหมายลายลักษณอ ักษรธรรมดาจํากดั อาํ นาจของผปู กครอง
ยุคท่ี 2 เปนยุคที่ใชรัฐธรรมนูญลายลักษณอักษรที่เปนกฎหมายสูงสุดจํากัดอํานาจการ
ปกครอง ของผูป กครอง และคุมครองสิทธิเสรีภาพประชาชนตลอดจนสถาปนาประชาธิปไตยข้ึนใส
การปกครอง
ยุคท่ี 3 ตอ งการสรางความเปน ธรรมใหเ กดิ ขึน้ ในสงั คม โดยคมุ ครองคนที่ออนแอกวา
ยคุ ท่ี 4 ตองการสรางเสถียรภาพและประสิทธิภาพใหเกดิ ขึ้นในระบบการเมอื ง
ยคุ ท่ี 5 การจัดทาํ รัฐธรรมนูญนานาชาติ
อยา งไรก็ตาม รัฐธรรมนูญในสมยั นจี้ ะมีบทบัญญัติเกย่ี วกับการแบง แยกการใชอํานาจอธิปไตย
อยางเครงครัดหรือไมเครงครัดอยางไรสุดแลวแตความตองการของแตละประเทศ สวนเร่ืองการ
ประกันสทิ ธเิ สรีภาพจะบัญญัติเอาไวอยางไรหรือไมก็ได ถาบัญญัติไวก็ดีแตถึงไมบัญญัติไวก็ไมถือวา
เสียหายอะไรในเชงิ ความหมาย รฐั ธรรมนญู จงึ มคี วามหมายเปน คาํ กลางๆ และยอมรับกนั ทั่วไปวา แม
ในประเทศเผด็จการรปู แบบใดๆ ก็ตาม ก็ถือวามีรัฐธรรมนูญไดเพ่ือใชกําหนดกฎเกณฑการปกครอง
ประเทศ
อาํ นาจการจดั ใหมรี ัฐธรรมนูญ
อาํ นาจการจดั ใหม รี ฐั ธรรมนูญ หมายถงึ อาํ นาจทางการเมอื งของคณะบุคคลหรือบุคคลที่อยู
ในฐานะบนั ดาลใหมรี ัฐธรรมนูญขึน้ ไดส ําเรจ็ โดยนยั นี้ผมู ีอาํ นาจจดั ใหม รี ัฐธรรมนูญจึงหมายถึงรัฎฐาธิ
ปตย หรือผูอยูในฐานะอยางรัฏฐาธิปตย แตเดิมมาถือวาพระผูเปนเจาเทานั้นที่จะบันดาลใหมี
รฐั ธรรมนูญได เพราะรัฐธรรมนญู กค็ ือโองการสวรรค คตินิยมเชนน้สี ืบเนือ่ งมาจากลัทธิเทวสิทธิราชย
ซึ่งมีสาระสําคัญวาพระผูเปนเจาทรงเลือกกษัตริยใหเปนผูนําประเทศ และทรงวางกฎเกณฑการ
ปกครองไวใหอํานาจทั้งปวงของกษัตริย ยอมหลั่งไหลจากองคพระผูเปนเจา ดังท่ีเชื่อถืออยูในทวีป
ยโุ รปสมยั กลาง ตอมาคตินยิ มแบบลทั ธิเทวสทิ ธิราชยเ สอื่ มลง เกิดมีแนวคิดใหมๆ เก่ียวกับผูมีอํานาจ
จัดใหม ีรฐั ธรรมนญู ในลกั ษณะที่มนษุ ยธรรมดาเปน ผูสรา งขน้ึ ซง่ึ อาจจําแนกการจดั ใหม ีรฐั ธรรมนูญ ได
ดังน้ี
กาญจนารตั น ลวี ิโรจน (2544 : 3-7) เชาวนะ ไตรมาศ (2546 : 6-7) และ ณัฐกร วิทิตานนท
(2557 : 94-99) ไดอธิบายถึงที่มาของรัฐธรรมนูญอันเกิดจากอํานาจการจัดใหมีรัฐธรรมนูญ ซึ่งมี
เน้ือหาและลักษณะดังน้ี
1. ประมุขของรัฐในฐานะผูมีอํานาจจัดใหมีรัฐธรรมนูญ ประมุขของรัฐในสมัย
สมบรู ณาญาสิทธิราชย อาจเปน ผูจัดทําใหมรี ฐั ธรรมนูญข้ึนเองได ตามพระราชประสงคเม่ือพระองค
82 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบนั การเมือง
ทรงเล็งเหน็ วา ถงึ เวลาแลว ทีป่ ระชาชนควรจะมสี ทิ ธิมีเสยี งในการบรหิ ารประเทศ ในกรณีเชน น้ีประมขุ
ของรฐั จะสละอํานาจบางสวนของพระองค ใหแกค ณะบคุ คลหรอื ประชาชนโดยท่วั ไป แตย ังทรงสงวน
พระราชอํานาจบางประการไว รัฐธรรมนูญทเ่ี กดิ ข้นึ โดยอาํ นาจของประมุขของรัฐเชนนี้ ยังไมอาจถือ
ไดวา มลี กั ษณะเปน ประชาธปิ ไตยอยา งแทจรงิ แตตองถอื วาเปนกาวสําคัญทจ่ี ะผนั แปรไปสรู ะบอบการ
ปกครองแบบประชาธปิ ไตยในเวลาตอ ไป
การที่ประมุขของรัฐจัดใหม รี ฐั ธรรมนูญขนึ้ เองยอ มเกิดมผี ล 2 ประการ กลาวคอื
ประการแรก เพ่ือชวยใหประเทศรอดพนจากการปฏิวัติ เพราะประมุขของรัฐไดรีบจัดทํา
รัฐธรรมนูญข้ึนกอนทจี่ ะมกี ารเรยี กรองหรอื บีบบงั คับ
ประการทีส่ อง เพอ่ื เสรมิ สรางบารมีของกษัตรยิ ต ลอดจนเปน วิธีทาํ ใหพสกนิกรเคารพยําเกรง
กษัตริยยิ่งขึ้น เพราะสํานึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงสละพระราชอํานาจบางสวนแกพสกนิกรของ
พระองค
2. ผกู อการปฏิวัติหรอื คณะรัฐประหารในฐานะผูมีอาํ นาจจัดทําใหมีรัฐธรรมนูญ เมื่อมีการ
เปล่ียนแปลงระบอบการปกครองดังท่ีเรียกวาการปฏิวัติ หรือเมื่อมีการเปล่ียนแปลงรัฐบาลโดยใช
อํานาจบังคบั ท่ีเรียกวาการรฐั ประหาร ผกู อการปฏวิ ตั ิหรือรัฐประหารไดส าํ เรจ็ ยอมอยใู นฐานรัฏฐาธิ-
ปตย ซงึ่ มีอํานาจทางกฎเกณฑการปกครองประเทศไดตามท่ีตนตองการ บุคคลประเภทน้ีจึงจัดไดวา
เปน ผมู อี าํ นาจจดั ใหม ีรัฐธรรมนูญ
3. ราษฎรในฐานะผูมีอาํ นาจจัดใหมีรัฐธรรมนูญ ในกรณีราษฎรรวมกันกอการปฏิวัติและ
เปล่ียนแปลงระบอบการปกครองไดส ําเร็จ ราษฎรทั้งปวงยอ มไดชอ่ื วา ผูมีอาํ นาจยิ่งใหญในรัฐในฐานะ
เจาของอํานาจอธิปไตย ซึ่งตนชวงชิงมาได แมหัวหนาคณะปฏิวัติก็ตองอยูใตความประสงคของ
ประชาชน จะทําการใดตามความพอใจของตนเอง ดังกรณีขางตนหาไดไม
4. ประมขุ ของรฐั คณะปฏวิ ัติหรือราษฎรในฐานะผมู ีอํานาจจัดใหมีรัฐธรรมนูญรวมกัน ใน
บางกรณเี มอื่ ราษฎรหรือผกู อการปฏวิ ตั ิหรอื รฐั ประหาร ไดย ึดอาํ นาจจากประมขุ ของรัฐเปนผลสําเร็จ
ราษฎรผูก อ การปฏิวัติหรอื รัฐประหารอาจตกลงประนีประนอมกับประมุขของรัฐ ดวยการยินยอมให
ประมุขของรัฐอยูในอํานาจสบื ไปภายในเงอื่ นไขบางประการ รฐั ธรรมนูญในกรณีเชนนี้ถอื วาเกิดข้ึนโดย
ประมุขของรฐั และราษฎรเปน ผรู วมใจกนั จดั ใหมีข้ึน
ในประเทศไทยนนั้ ถือเปนประเพณีการเมืองตลอดมา ไมวาจะมีการปฏิวัติหรือรัฐประหาร
เกดิ ขนึ้ คร้งั ใด การตรารัฐธรรมนญู ขึน้ ใชบ ังคับใหมจ ะตองถือวาเปน ความตาํ ลงรว มกันระหวางประมุข
ของรัฐกบั คณะผูกอ การปฏิวัตหิ รอื รัฐประหารเสมอ ท่เี ปนเชนนี้นา จะมเี หตุผล 3 ประการ กลาวคือ
ประการแรก คณะผูกอการปฏิวัติหรือรัฐประหาร ตองการอาศัยพระราชอํานาจทางสังคม
ของพระมหากษัตริย เพื่อท่ีจะใหประชาชนรูสึกและเขาใจวาพระมหากษัตริยทรงยินยอมดวยตาม
รฐั ธรรมนญู ฉบับนี้แลว
ประการทส่ี อง คณะผูก อการปฏวิ ัติหรอื รฐั ประหาร ตอ งการอาศัยพระราชอํานาจทางสังคม
และการเมอื งของพระมหากษัตรยิ เพ่อื ใหนานาประเทศรบั รองรฐั บาลใหม
หลักการพน้ื ฐานเกยี่ วกบั รัฐธรรมนูญ 83
ประการทส่ี าม คณะผกู อการปฏวิ ัตหิ รือรัฐประหาร ตองการใหเห็นความสําคัญของสถาบัน
ประมขุ เดมิ วาไมม กี ารเปล่ยี นแปลงแตอ ยา งใด หากมีการปฏิวัติแลวออกรัฐธรรมนูญไปโดยท่ีสถาบัน
ประมุขเดมิ ยงั คงอยแู ตไมไดร เู ห็นดว ย รฐั ธรรมนญู จะมคี วามสาํ คัญตา่ํ ไมเหมอื นการอา งพระบรมราช
โองการในการประกาศใชรัฐธรรมนญู ที่จะทาํ ใหร ฐั ธรรมนูญเปนทีย่ อมรับในวงกวา ง
5. ผูมอี าํ นาจภายนอกรัฐในฐานะผมู อี าํ นาจจัดใหมีรัฐธรรมนญู เมื่อรัฐเจาอาณานิคมจะให
เอกราชกลบั คืนแกรัฐใตอาณานิคม รัฐเจาอาณานิคมมักตกลงเปนเงื่อนไขกอนเสมอวา รัฐใตอาณา
นิคมจะตองจดั ทํารัฐธรรมนูญ ซง่ึ รัฐเจาอาณานคิ มรับรองแลว ในกรณีเชนน้ีอาจถือไดวารัฐเจาอาณา
นคิ มอยใู นฐานะผูมีอาํ นาจจดั ใหมรี ัฐธรรมนญู ไดดว ยอีกกรณหี นึ่ง
ผลเสยี ของรฐั ธรรมนูญซงึ่ เกดิ ข้นึ โดยผูมีอํานาจจากองคกรภายนอกเปนผูจัดใหมีเชนนี้ อาจ
กอใหเ กิดผลเสยี บางประการ กลา วคือ
ประการแรก ทําใหป ระชาชนขาดความภาคภูมิใจรัฐธรรมนูญของตน ซึ่งเปนเหตุผลในทาง
จติ วทิ ยาการเมอื ง
ประการทสี่ อง การทีอ่ งคกรภายนอกเขามาจดั ใหม รี ัฐธรรมนูญขน้ึ อาจจะเปน การฝา ฝนความ
ประสงคและเจตนารมณของประชาชนในประเทศนัน้ ๆ เชน รัฐธรรมนญู อาจจะมบี ทบญั ญัติบางอยาง
ซ่งึ ไมสอดคลอ งกับลักษณะนสิ ยั สภาพภูมิศาสตร ประวัติศาสตรแ ละความเปน อยขู องประชาชน
กลาวโดยสรปุ รฐั ธรรมนูญเกดิ ข้ึนจากอํานาจจัดใหม รี ฐั ธรรมนญู หรืออาํ นาจใหร ฐั ธรรมนญู ซง่ึ
หมายถงึ อาํ นาจของบคุ คลหรือคณะบุคคลท่อี ยใู นฐานะตัดสนิ ใจในเรื่องความเปน อยทู างการเมืองของ
ตนเอง กลาวคือ ผูใดมีอํานาจอันสูงสุดและแทจริงในรัฐขณะใดขณะหนึ่ง ผูนั้นก็จะมีอํานาจท่ีจะให
รัฐธรรมนูญได เชน
1. พระมหากษัตริยในระบอบสมบรู ณาญาสิทธิราชยโ ดยการพระราชทานรัฐธรรมนญู
2. คณะปฏวิ ตั ิหรือคณะรฐั ประหารโดยการทาํ ปฏวิ ัตหิ รือรัฐประหาร
3. สภานติ ิบัญญตั ิในระบอบประชาธิปไตยแบบมีผูแทนจดั ใหมีสภารางรัฐธรรมนูญ
4. ประชาชนทําการตกลงรวมกันโดยการเรียกรองใหมีรัฐธรรมนูญรวมถึงการราง
รัฐธรรมนญู โดยประชาชน
ผูมีอาํ นาจในการจดั ทาํ รัฐธรรมนญู
รัฐธรรมนูญนอกจากจะเกิดขึ้นจากผูมีอํานาจจัดใหมีรัฐธรรมนูญดังกลาวขางตนแลว ยัง
สามารถเกดิ จากผมู อี าํ นาจในการจัดทาํ รฐั ธรรมนูญดว ย ซ่งึ ไดรบั มอบหมายจากผเู ปนรัฏฐาธปิ ต ย หรอื
เกิดจากผูมีอํานาจในการจดั ทํารฐั ธรรมนญู ตามบทบญั ญตั ิของรฐั ธรรมนญู ฉบบั ใดฉบับหนึ่ง ซ่ึงพอจะ
แบง แยกประเภทของผมู อี ํานาจในการจดั ทาํ รัฐธรรมนญู ไดด ังตอไปน้ี
สมยศ เชื้อไทย (2535 : 81-84) ณัฐกร วิทิตานนท (2557 : 100-102) และ ชาญชัย แสวง-
ศกั ดิ์ (2560ข : 73-75) ไดกลาวถึงผูมีอํานาจหนาท่ีซึ่งไดรับการมอบหมายจากผูเปนรัฏฐาธิปตย ใน
การจัดรัฐธรรมนญู มีสาระและลกั ษณะสรุปไดด ังน้ี
84 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบนั การเมือง
1. โดยบุคคลคนเดียว ในกรณีบุคคลคนเดียวจัดทํารัฐธรรมนูญ มักเกิดข้ึนจากการปฏิวัติ
หรือรฐั ประหาร และผูทําการปฏิวัติหรือรัฐประหารไดจัดทํารางรัฐธรรมนูญเตรียมไวกอนแลว ราง
รัฐธรรมนญู ประเภทน้ีมักมขี อความสั้นๆ และมงุ หมายจะใหเ ปนรัฐธรรมนูญชวั่ คราว
2. โดยคณะบุคคล หรือคณะกรรมาธิการ ลักษณะที่คณะบุคคลจัดทํารัฐธรรมนูญ ไดแก
กรณที มี่ ีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการข้ึนยกรางและพิจารณารางรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการอาจมี
จํานวน 10 คน ถึง 20 คน โดยคัดเลือกจากผูทรงคุณวุฒิในสาขาตางๆ ประเทศท่ีเพ่ิงเปล่ียนแปลง
ระบอบการปกครองหรอื เพ่งิ ไดร ับเอกราชใหมๆ มักจัดทาํ รัฐธรรมนูญในลกั ษณะนี้
3. โดยสภานติ ิบญั ญัติ ในกรณที ี่สภานติ ิบัญญัติ เปนผมู ีอาํ นาจจดั ทํารฐั ธรรมนูญน้ัน มกั เปน
กรณที ตี่ องการยกรางรฐั ธรรมนูญใหม เพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญเกา ทัง้ ฉบบั การใหสภานิตบิ ญั ญตั ิซงึ่ เปน
สภาท่ีใชอํานาจในการดําเนินการทางกฎหมายอยูแลว เปนผูจัดทําเสียเอง ยอมเปนการประหยัด
คาใชจาย แตผ ลเสยี กค็ ือ อาจทํางานไดล า ชาเพราะตองปฏิบัติหนาที่นิติบัญญัติในเวลาเดียวกัน และ
สมาชิกสภาอาจขาดความรูความชํานาญในการรางรัฐธรรมนูญ ซึ่งตองอาศัยความรูทางทฤษฎี
กฎหมายรัฐธรรมนูญอยูไมนอย อน่ึง สภานิติบัญญัติจะมีอํานาจจัดทํารัฐธรรมนูญไดก็ตอเมื่อ
รฐั ธรรมนญู ไดบ ัญญัตใิ หมอี ํานาจจดั ทาํ รฐั ธรรมนูญ ดงั นัน้ อํานาจในการจัดทํารฐั ธรรมนูญประเภทนี้จึง
เปนอาํ นาจทอี่ ยูภายในขอบเขตของบทบัญญัตแิ หง รฐั ธรรมนญู
4. โดยสภารา งรฐั ธรรมนูญ สภารางรัฐธรรมนญู ของประเทศประชาธปิ ไตย หมายถึง สภาที่
ประกอบดว ยสมาชิกท่ีราษฎรท่วั ท้งั ประเทศไดอ อกเสยี งเลือกต้งั เขา มาทําหนาท่ีเปนผูรางรัฐธรรมนูญ
ขึ้นใชโดยเฉพาะ และโดยปกติสภาน้ีจะถูกยุบไปทันทีเมื่อรัฐธรรมนูญที่ตนรางขึ้นนั้นไดรับการ
ประกาศใชแลว เพื่อใหราษฎรทาํ การเลือกตงั้ สมาชิกเขามาทาํ หนา ท่ีในสภานติ บิ ัญญัตติ ามรฐั ธรรมนูญ
ใหม แตในบางคร้งั กม็ ีความจําเปน อยเู หมือนกนั ท่ีสภารางรัฐธรรมนูญจะยุบเลิกไปทันทีไมได เพราะ
จะตองทํางานใหติดตอกัน ในรางรัฐธรรมนูญท่ีรางขึ้นมักจะมีบทบัญญัติใหสภารางรัฐธรรมนูญทํา
หนาท่ีสภานติ บิ ัญญัติไปชว่ั คราวจนกวาจะถึงเวลามกี ารเลอื กตง้ั สมาชิกสภานิติบัญญตั ิขน้ึ
เม่ือรางรัฐธรรมนูญใหมเขาสูการพิจารณาของสภารางรัฐธรรมนูญแลว สมาชิกสภาราง
รฐั ธรรมนูญทกุ คนมีสิทธขิ อแกไขเปลยี่ นแปลงเพิ่มเติม หรือตดั ทอนขอ ความไดต ามใจชอบ แลวสภาก็
จะลงมติในรางน้ัน แตเสียงที่เห็นชอบดวยจะตองมากกวาธรรมดา เชน 2 ใน 3 ของจํานวนสมาชิก
ทั้งหมด เปนตน
ประเทศตา งๆ ที่ไดมรี ฐั ธรรมนูญขึ้นใหมหลังสงครามโลกคร้งั ท่ี 2 เชน ฝร่งั เศส อิตาลี อินเดีย
เปนตน มีสภารางรัฐธรรมนูญข้ึนมาจัดทํารัฐธรรมนูญนี้ทั้งสิ้น ดังน้ัน สภารางรางรัฐธรรมนูญของ
ประเทศเหลานี้จึงเปนสภาที่ประกอบดวยผูแทนของราษฎรอยางแทจริง เพราะเปนผูท่ีราษฎรทั่ว
ประเทศไดลงคะแนนเลือกต้ังข้ึนมา เพื่อใหทําหนาที่รางหรือบัญญัติรัฐธรรมนูญ อันเปนกฎหมาย
สงู สดุ ในการปกครองประเทศของตน
อภิชาติ แสงอัมพร (2559 : 38) ไดกลาวถึงกรณีประเทศไทยวา เคยมีการตั้งสภาราง
รฐั ธรรมนญู ทที่ าํ หนาทใี่ นการจัดทาํ รัฐธรรมนญู มาแลว 4 คร้งั คือ รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
หลักการพ้ืนฐานเกย่ี วกับรฐั ธรรมนูญ 85
พ.ศ. 2492 รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2511 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ.
2540 และรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 แตลักษณะของสภารางรัฐธรรมนูญ
ใกลเคียงกบั สภารางรัฐธรรมนญู ท่สี ากลทั่วไป คอื สมาชกิ สภารางรฐั ธรรมนญู มาจากการเลือกต้ังของ
ประชาชนใหเขาทําหนาท่รี า งรัฐธรรมนญู นน้ั มเี พยี งครง้ั เดยี วคือสภารา งรัฐธรรมนูญท่ีเขาทําหนาท่ีใน
การรางรฐั ธรรมนูญฉบับป พ.ศ. 2540 สวนสภารางรัฐธรรมนญู ในสวนทีเ่ หลอื ไมมีลักษณะที่เปนแบบ
สากลท่ัวไป
กลาวโดยสรุป รัฐธรรมนูญนอกจากจะเกิดขึ้นจากผูมีอํานาจจัดใหมีรัฐธรรมนูญแลว ยัง
สามารถเกดิ จากผูมอี าํ นาจในการจดั ทาํ รฐั ธรรมนญู ดว ย ซึง่ ไดรับมอบหมายจากผเู ปน รฏั ฐาธิปต ย หรือ
เกดิ จากผมู ีอํานาจในการจดั ทาํ รัฐธรรมนญู ตามบทบญั ญตั ิของรฐั ธรรมนญู ฉบบั ใดฉบับหน่ึง แบงแยก
ประเภทของผูมีอํานาจในการจัดทํารัฐธรรมนูญ โดยบุคคลคนเดียว โดยคณะบุคคล โดยสภานิติ
บัญญตั ิ และโดยสภารางรฐั ธรรมนญู
เนื้อหาของรัฐธรรมนญู
ในการพจิ ารณาวา เนอื้ หาของรัฐธรรมนญู ควรเปนเชน ไร ประกอบดวยสาระอะไรบา ง คงเปน
เรื่องยากที่จะใหคําตอบไดอยางสมบูรณ เมื่อพิจารณาเน้ือหาของรัฐธรรมนูญในแตละประเทศก็มี
ลักษณะทแ่ี ตกตา งกันไปตามบรบิ ททางการเมอื งของประเทศนน้ั แมแ ตใ นประเทศหนึ่งๆ เน้ือหาสาระ
ของรัฐธรรมนูญในแตละชวงเวลาอาจแตกตางกันไป การที่ประเทศหนึ่งกําหนดเน้ือหาสาระของ
รัฐธรรมนญู โดยนําเอาหลักการมาจากรัฐธรรมนญู ของรฐั อื่น อาจทําใหประสบกับปญหาบทบัญญัติที่
ไมสอดคลองกับบริบทของรัฐนั้นได ดังนั้นการกําหนดเน้ือหาของรัฐธรรมนูญจึงตองพิจารณาถึง
หลักการหรือแนวทางที่สอดคลองกับการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ตลอดจนวิถีการดําเนินชีวิต
ภายในรฐั
ณัฐกร วิทิตานนท (2557 : 106-107) อภิชาติ แสงอัมพร ( 2559 : 39-42) และ ชาญชัย
แสวงศกั ด์ิ (2560ข : 69-72) ไดอธบิ ายถึงเนอื้ หาขอรฐั ธรรมนูญไวส รุปไดวา เน่ืองดว ยรฐั ธรรมนูญเปน
กฎหมายสงู สุดทีจ่ ัดระเบยี บการใชอ ํานาจการปกครอง การจดั ต้ังสถาบนั ทางการเมอื งทสี่ าํ คัญ รวมท้งั
การใหห ลกั ประกนั ในสิทธแิ ละเสรีภาพของประชาชน ดังนั้นเน้ือหาของรัฐธรรมนูญควรมีบทบัญญัติ
เก่ยี วกับอํานาจอธิปไตยของรัฐ การกําหนดรูปของรัฐ ระบอบการปกครอง องคกรผใู ชอ ํานาจอธิปไตย
การใชอํานาจการปกครองประเทศ การตรวจสอบการใชอํานาจเหลานั้น สิทธิและเสรีภาพของ
ประชาชน เปน ตน สมดงั คําทีก่ ลาววา รัฐธรรมนญู อกี แงหนึ่งจงึ เปรยี บเหมอื นเปน แผนทีอ่ าํ นาจสาํ หรบั
ทุกๆ ระบบการเมือง
โดยทั่วไปรัฐธรรมนูญที่เปนลายลักษณอักษรไดมีกําหนดโครงสรางของเน้ือหารัฐธรรมนูญ
ออกเปน 2 สวนใหญๆ คือ สวนนาํ และสวนที่เปนเนื้อหา แตอยางไรก็ดีทั้งสองสวนก็มีความสัมพันธ
และใชอธิบายซงึ่ กันและกนั ในทนี่ ี้จะจาํ แนกเน้อื หาของรฐั ธรรมนญู ดังนี้
86 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมือง
1. คาํ ปรารภ เปน สวนตนของรัฐธรรมนญู ทเ่ี ปรียบเสมือนคํานํา อารมั ภบท หรือบทนําของ
รัฐธรรมนญู ฉบับนน้ั ๆ คําปรารภเปนคนละสวนกับตวั บทบัญญัติที่เปนเนอื้ หาหลัก แตมีความสําคัญที่
อาจใชเ ปน เคร่ืองมือในการตคี วามมาตราตางๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับนั้นๆ หรือใชค นหาเจตนารมณของ
ผูรา งรฐั ธรรมนูญฉบับนนั้ ๆ โดยท่ัวไปคาํ ปรารภมักประกอบดวยขอความที่แสดงใหทราบถึงที่มาของ
รฐั ธรรมนูญ ความจาํ เปน หรือวตั ถปุ ระสงคในการรา งรัฐธรรมนญู
2. บทท่ัวไป เปนสวนท่ีมีความสําคัญในฐานะท่ีเปนหลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญ เปน
แนวคดิ หลกั ของรฐั ธรรมนูญฉบบั นัน้ ๆ ซ่งึ เปนแมบ ทของบทบญั ญตั ิอืน่ ๆ หรอื เนอื้ หาในรัฐธรรมนูญท้ัง
ฉบับ ดังนนั้ เนอ้ื หาในสว นอ่นื ๆ จะตองไมขัดหรือแยงกับหลักการสําคัญในบทท่ัวไป ในบทท่ัวไปมัก
กลาวถงึ รูปของรัฐ รปู แบบการปกครอง หลักการแบงแยกอํานาจอธปิ ไตย สิทธิเสรีภาพ ในลักษณะที่
เปนหลกั การใหญ เน้อื หาของบทบญั ญตั ิในสว นท่เี หลอื จะตอ งเปนไปตามหลกั การใหญของบทัว่ ไป
3. บททวั่ ไปเก่ยี วกับประมขุ ของรฐั การทรี่ ัฐหนึง่ รัฐใดจะมีประมขุ เปนพระมหากษัตรยิ หรือ
ประธานาธบิ ดนี น้ั เปน สิทธิของราษฎรในแตละรฐั เปน ผูต ัดสินใจ ประเทศท่ีราษฎรเคารพรักใครและ
จงรักภักดีตอพระมหากษัตรยิ น ้ัน ราษฎรกป็ ระสงคจ ะใหม พี ระมหากษัตริยเปนประมุข โดยเหตุน้ีแม
จะเปล่ียนมาเปนการปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือเผด็จการ ผูมีอํานาจใหมีรัฐธรรมนูญจึงได
รกั ษาประมุขท่ีเปนพระมหากษัตริยไว กรณีจึงตรงขามกับประเทศท่ีมีประธานาธิบดีเปนประมุข ที่
ประเทศเหลา นั้นไมเคยปกครองโดยกษตั ริยม ากอ น หรอื ราษฎรของประเทศเหลานั้นอาจจะเหน็ วา ผูท ่ี
จะเขามาเปนประมุขของรัฐและประมุขฝายบริหารควรมาจากการเลือกสรรของประชาชน จึง
กาํ หนดใหม ปี ระธานาธบิ ดีดาํ รงตาํ แหนง ดังกลาว
4. สิทธแิ ละเสรีภาพของประชาชน สทิ ธิและเสรีภาพเปน เรอื่ งสาํ คัญของรฐั ธรรมนญู เพราะ
การทรี่ าษฎรตอ สูเพอื่ ใหไ ดม าซึ่งรัฐธรรมนูญระบอบประชาธปิ ไตยนนั้ ก็เพราะประสงคจ ะใหต นมีสิทธิ
และเสรีภาพน่ันเอง ฉะนั้นถาดูรัฐธรรมนูญท่ีเปนลายลักษณอักษรของทุกประเทศ จะเห็นวามี
บทบัญญัติรบั รองสทิ ธิและเสรภี าพไวทั้งสิ้น
บทบัญญัติเก่ียวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนเปนเร่ืองสําคัญ แตความสําคัญดูเหมือนจะ
ปรากฏแตเฉพาะในประเทศที่ปกครองดวยระบอบประชาธิปไตยเทาน้ัน รัฐธรรมนูญในระบอบ
สมบรู ณาญาสิทธิราชย หรือเผด็จการ หรอื คอมมวิ นิสต ไมมีความจําเปน ที่จะตองมีบทบัญญัติในเร่ือง
นี้ กระน้นั ก็ตามรัฐธรรมนญู ของประเทศในระบอบประชาธปิ ไตยหลายประเทศก็มิไดบัญญัติเร่ืองนี้ไว
สาํ หรับการรบั รองสทิ ธิและเสรีภาพในรฐั ธรรมนูญของประเทศตางๆ ไดร ับรองไวในขนาดแตกตางกัน
ข้ึนอยกู บั ความเปนประชาธิปไตยของรฐั ธรรมนูญของประเทศเหลา นน้ั ทง้ั นีพ้ อท่จี ะแบงแยกประเภท
ของการรบั รองสิทธิและเสรภี าพออกไดเปน 3 ลกั ษณะ ดงั น้ี
ลักษณะแรก รับรองสิทธิและเสรีภาพไวเด็ดขาด คือไมยอมใหกฎหมายจํากัดสิทธิและ
เสรีภาพเลย
ลกั ษณะท่ีสอง รับรองสิทธแิ ละเสรภี าพไวอยางกลาง คอื ยอมใหต ัดสทิ ธแิ ละเสรีภาพโดยการ
ออกกฎหมายเฉพาะบางประเภทหรือเฉพาะบางกรณี เชน กฎหมายท่ีออกใชในกรณีท่ีมีเหตุฉุกเฉิน
หลักการพืน้ ฐานเกีย่ วกบั รัฐธรรมนูญ 87
การรับรองสิทธิและเสรีภาพอยางกลางนี้ใหประโยชนแกราษฎร แตเปนการจํากัดอํานาจสภานิติ
บญั ญตั ิ เพราะกาํ หนดเง่อื นไขใหออกกฎหมายจํากดั สิทธแิ ละเสรภี าพไดเฉพาะกฎหมายบางประเภท
หรือในบางกรณเี ทาน้ัน
ลักษณะท่ีสาม รับรองสิทธิและเสรีภาพไวภายใตบังคับแหงกฎหมาย การรับรองสิทธิและ
เสรีภาพภายใตแหงกฎหมายน้ีเปนการใหอํานาจสภานิติบัญญัติที่จะออกกฎหมายจํากัดสิทธิและ
เสรภี าพไดเ สมอ
5. หนาท่ีของประชาชน รัฐธรรมนูญท่ีรางขึ้นในระยะหลังมักกําหนดบทบัญญัติเก่ียวกับ
หนา ทข่ี องพลเมอื งหรือหนาท่ีของประชาชนไวคูกับบทบัญญัติเก่ียวกับสิทธิเสรีภาพ หนาท่ีพลเมือง
สวนใหญเปนเร่ืองของพนั ธะท่มี ีตอประเทศชาติเปนสวนรวม เชน อาจกําหนดวาตองรักษาไวซึ่งชาติ
ศาสนา และพระมหากษัตรยิ ตองปอ งกนั ประเทศ ตองปฏิบัติตามกฎหมาย ตองเสียภาษี ตองใชสิทธิ
เลอื กตงั้ ตอ งเคารพธงชาติ เปน ตน
6. แนวนโยบายแหงรัฐ แนวนโยบายแหงรัฐหมายความถึงหลักการแหงนโยบายซึ่งตอง
ปฏบิ ัติจดั ทาํ ท้งั น้ีจะไมคํานึงวาพรรคการเมืองที่เปนฝายขางมากในสภาผูแทนราษฎรจะมีนโยบาย
อยางใด และจดั ตั้งรฐั บาลอยางใด แนวนโยบายแหงรัฐไดว างหลักการไวเ ปน กลางๆ สาํ หรบั รัฐบาลทุก
รฐั บาลและสภาผแู ทนราษฎร การกาํ หนดแนวนโยบายแหงรัฐไวในรัฐธรรมนูญเปนความคิดใหม แต
เดมิ รัฐธรรมนญู มักจะมีบทบัญญัติเก่ียวกับการปกครอง สิทธิและหนาที่ของประชาชน และสถาบัน
ตางๆ ของรฐั ธรรมนูญเทานัน้
7. อาํ นาจนิตบิ ญั ญตั ิ อํานาจนิตบิ ญั ญัติของรัฐถูกบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญในหมวดรัฐสภา
ซ่ึงรฐั ธรรมนญู มักจะมีบทบญั ญตั ิเก่ียวกบั รัฐสภาไว ดงั น้ี
7.1 จาํ นวนสมาชิกของสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา
7.2 วิธกี ารเลือกต้งั สภาผูแ ทนราษฎรและวุฒิสภา
7.3 คุณสมบัติของผมู ีสิทธเิ ลือกตัง้
7.4 คุณสมบัติของผูมีสิทธิสมัครรับเลือกต้ังเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและ
วฒุ สิ มาชกิ
7.5 อายุของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและวุฒสิ มาชิก
7.6 อาํ นาจหนาทขี่ องสภาผแู ทนราษฎรและวฒุ สิ ภา
7.7 กาํ หนดประโยชนต อบแทนสมาชิกรฐั สภา
8. อาํ นาจบริหาร อํานาจบรหิ ารของรัฐถูกบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญในหมวดรัฐบาล โดยมี
ประธานาธิบดเี ปนหวั หนา ฝา ยบริหาร หรอื นายกรฐั มนตรีเปน หัวหนาฝา ยบริหาร ในท่นี ีจ้ ะยกตัวอยาง
นายกรฐั มนตรเี ปนหวั หนาฝายบริหาร หรือหัวหนารัฐบาล โดยมีการบัญญัติหลักการสําคัญเกี่ยวกับ
รัฐบาลหรือฝายบริหาร ดงั น้ี
8.1 คุณสมบตั ิของผูเปนนายกรัฐมนตรแี ละรัฐมนตรี
8.2 การขอรบั ความไวว างใจ
88 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบนั การเมือง
8.3 การลงมติไมไ วว างใจ
8.4 การเขา รว มประชุมในรฐั สภา
8.5 การยอมใหรฐั บาลอภปิ รายในรฐั สภา
8.6 การยุบสภาผูแ ทนราษฎร
8.7 การใหฝ ายบริหารเสนอรา งกฎหมายได
8.8 การใหฝ ายบรหิ ารในสถานการณฉ กุ เฉนิ
9. อํานาจตุลาการ อํานาจตุลาการของรัฐถูกบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญในหมวดศาล โดยมี
หลักการท่ีสําคัญ คอื
9.1 หามออกกฎหมายยอนหลงั ไปลงโทษ หรือเพ่มิ โทษบคุ คล
9.2 ราษฎรจะไดรับการพจิ ารณาจากศาล
9.3 ผพู พิ ากษาจะตองเปน อิสระในการพจิ ารณาพพิ ากษาคดี
10. การแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญทุกฉบับมีบทบัญญัติใหแกไขเพิ่มเติม
รัฐธรรมนูญ และไดกําหนดวิธีการแกไขเพิ่มเติมไวแตกตางกับการบัญญัติกฎหมาย ท้ังนี้เพราะ
รัฐธรรมนูญน้ันเมื่อรางขึ้นแลวยอมมีการแกไขเพิ่มเติมไดตามความจําเปน ฉะนั้นจึงจะตองกําหนด
กฎเกณฑว า ดว ยการแกไขเพิ่มเตมิ ไวใหชัดเจนวา จะทําอยางไร แมร ฐั ธรรมนูญที่ไมมีบทบัญญัติวาดวย
การน้ีไวกย็ อ มมีการแกไขเปลีย่ นแปลงไดต ามควรแกเ วลา
11. บทเฉพาะกาล รฐั ธรรมนูญบางฉบบั เกิดข้นึ หลังจากทมี่ ีรฐั ธรรมนูญฉบบั กอ นอยูแลว โดย
ท่ีอาจจะเปนการเปลี่ยนจากฉบับชั่วคราวเปนฉบับถาวร หรือมีการแกไขรัฐธรรมนูญในสวน
สาระสาํ คัญ แลวมปี ระเดน็ ทีต่ อ งพิจารณาวา จะทําอยางไรกับองคกรเดิมหรือกิจการเดิมที่ยังคงมีอยู
ขณะท่ีองคก รใหมยังไมม ีหรอื มีแตย งั ไมเ ขามาดํารงตําแหนง แตภ าระของงานจะหยุดไมได ดังน้ันเมื่อ
ประกาศรัฐธรรมนูญฉบับใหม จึงจําเปนท่ีจะตองมีการกําหนดบทเฉพาะกาลที่เปนบทบัญญัติอยู
นอกจากนอี้ าจมกี ารกอ ตัง้ หรอื เปลยี่ นแปลงสถาบนั ตามรัฐธรรมนูญ ซง่ึ จะตองใชเวลาดําเนินการบาง
ในระหวางนกี้ ็ควรจะตอ งใหผูท ที่ าํ หนา ทีอ่ ยูแลวตามรัฐธรรมนญู เดิม ทําหนา ทีต่ อ ไปกอน ทั้งน้ี เพื่อให
มีผปู ฏิบตั ิหนาทอี่ ยเู สมอ
กลาวโดยสรุป รัฐธรรมนูญจะมีบทบัญญัติในสาระสําคัญ หลักการทั่วไป โดยไมมีระบุ
รายละเอียดเพราะเปนเอกสารแมบทที่ใชไดอีกในระยะเวลานาน ถาระบุเนื้อหาไวยาวเกินไปอาจ
กอ ใหเกิดความลาสมัยได ดังนั้นเน้ือหาสาระที่สําคัญของรัฐธรรมนูญจึงประกอบไปดวย อารัมภบท
รูปแบบการปกครอง โครงสรางของรัฐบาล สิทธิของราษฎรและพันธกรณีของรัฐบาล การแกไข
เพิม่ เติมรฐั ธรรมนูญ และ บทเฉพาะกาล
กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู
แตเดิมระบบกฎหมายไทยยังไมม กี ารกลาวถึงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอยางชดั เจน คงมี
แตการกลาวถึงกฎหมายธรรมดา อันไดแก พระราชบัญญัติ และกฎเกณฑอื่นที่มีศักด์ิเทียบเทา
หลกั การพืน้ ฐานเก่ียวกบั รฐั ธรรมนูญ 89
พระราชบัญญัติ (พระราชกาํ หนด) หรืออาจกลาวถึงบรรดากฎเกณฑท้ังหลายของฝายบริหารหรือท่ี
นยิ มเรียกกันวา กฎหมายลําดับรองเทา น้นั
นันทวัฒน บรมานันท (2541 : 8-26) และวิษณุ เครืองาม (2543ข : 26-32) ไดกลาวถึง
กฎหมายประกอบรัฐธรรมนญู ในลกั ษณะดังนี้
เน่อื งจากรัฐธรรมนูญถูกจดั ทาํ ขน้ึ เพ่ือเปนกฎหมายสงู สดุ ของประเทศและมกี ารกําหนดใหก าร
แกไขเพ่ิมเติมกระทําไดยากกวากฎหมายธรรมดา ดังนั้นในการเขียนรัฐธรรมนูญจึงไมสมควรที่จะ
บญั ญตั ริ ายละเอยี ดไว เรื่องใดท่ีเปน สาระสําคัญเกรงวา ฝา ยบริหารและฝายนิติบัญญัติจะบิดเบือนไป
จากเจตนารมณของรฐั ธรรมนูญ จึงบัญญัติหลักเกณฑสําคัญๆ ไว เชน กระบวนการไดมาซ่ึงฝายนิติ
บญั ญัติหรอื ฝายบรหิ าร อาํ นาจหนาทีข่ องผดู ําตําแหนง ทางการเมอื ง โครงสรา งขององคก รหรอื สถาบนั
ทางการเมืองประเภทตางๆ เปนตน ดังนั้น จึงมีความจําเปนที่จะตองมีกฎหมายอื่นเขามากําหนด
รายละเอียดและแนวทางปฏิบัติตางๆ เฉพาะแตเร่ืองตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว โดยกฎหมาย
ประเภทนจ้ี ะตอ งมีความศักด์ิสิทธิ์นอยกวารัฐธรรมนูญ กลาวคือ กระบวนการในการจัดทําและการ
แกไขเพมิ่ เตมิ ควรมคี วามคลอ งตัวมากกวารัฐธรรมนูญ รวมทั้งจะตองเปนกฎหมายท่ีมีเน้ือหาเฉพาะ
เรื่อง ซ่ึงแตกตางจากรัฐธรรมนูญอันเปนกฎหมายท่ีมีเน้ือหาเปนภาพรวมของระบบการปกครอง
ท้งั หมด
กฎหมายเสริมน้ีจะเขามาวางหลักเกณฑตางๆ ตามที่รัฐธรรมนูญไดมอบอํานาจเอาไว โดย
หลกั เกณฑตางๆ น้ีอาจมีผลเปน การอธิบายรฐั ธรรมนญู หรอื ขยายความรฐั ธรรมนญู เพ่ือใหบทบัญญัติ
ในรัฐธรรมนูญนัน้ มคี วามสมบูรณแ ละสามารถใชบงั คับได ดังนั้น เน้ือหาของกฎหมายเสริมจึงมีความ
เปน รัฐธรรมนญู ดวย
กฎหมายเสริมน้ีมีชื่อเรียกหลายอยาง เชน กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กฎหมายพิเศษ
กฎหมายเฉพาะอยาง เปนตน ซึ่งไมวาจะเรียกช่ืออยางไรก็ตาม ก็จะมีความหมายเดียวกันคือเปน
กฎหมายทถี่ อื วา เปนสว นหนึง่ ของรัฐธรรมนญู
ก ฎ ห ม า ย ป ร ะ ก อ บ รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ ไ ท ย เ ป น ก ฎ ห ม า ย ป ร ะ เ ภ ท ห นึ่ ง ซึ่ ง รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ แ ห ง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช 2540 ไดกําหนดใหมีขึ้นเพ่ือชวยขยายบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญใหมี
ความสมบูรณครบถว น กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนูญของไทยแมจะมีเนื้อหาที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว
เปนพเิ ศษและดูเหมือนจะมคี วามเปนสวนหน่ึงของรัฐธรรมนูญก็ตาม แตกฎหมายรัฐธรรมนูญไทยก็
มิไดมีกระบวนการในการตราที่แตกตางจากกฎหมายธรรมดาท่ัวๆ ไป คงมีเพียงการขอใหศาล
รฐั ธรรมนูญตรวจสอบความชอบดว ยรัฐธรรมนูญของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเทาน้ันที่ทําไดงาย
กวาการขอใหตรวจสอบความชอบดว ยรัฐธรรมนูญของกฎหมายธรรมดา จึงทําใหกฎหมายประกอบ
รฐั ธรรมนูญไทยมีสถานะเชน เดยี วกบั กฎหมายธรรมดา
แตอีกนยั หนึ่ง เม่ือประเทศไทยประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2540 จงึ ไดบ ัญญตั ิใหม ีกฎหมายอีกประการหนงึ่ ข้ึน คอื พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ซ่ึงเปน
การยกระดับความสาํ คัญของกฎหมายดังกลาวใหมีความพิเศษแตกตางไปจากฎหมายธรรมดาทั่วไป
90 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบนั การเมือง
กลาวคือ กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนูญมีขึน้ เพือ่ ขยายความหรือรายละเอียดของรัฐธรรมนูญโดยตรง
เนื้อหาเหลาน้ันเปนเร่ืองที่ควรบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ แตดวยรายละเอียดท่ีคอนขางมากจึงไม
สามารถบญั ญัตไิ วใ นรัฐธรรมนญู ไดท ้งั หมด จึงบญั ญัติเฉพาะหลักการสําคัญไวในรัฐธรรมนูญ ในสวน
ของรายละเอยี ดก็มาบญั ญตั ิเพม่ิ เตมิ ในกฎหมายประกอบรฐั ธรรมนูญ
นอกจากน้ี ผูรางรัฐธรรมนูญยังตองการใหความสําคัญกับกฎหมายประเภทดังกลาว จึงไม
บัญญตั ใิ หการตรากฎหมายเพ่อื ขยายความรฐั ธรรมนูญกระทําในรูปของกฎหมายธรรมดา แตตองตรา
เปนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเทา นน้ั เพอ่ื แสดงออกถึงความสาํ คัญของเรื่องเหลา นั้นอยางชัดเจน
สําหรับเหตุผลท่ีไมบัญญัติในสวนของรายละเอียดไวในรัฐธรรมนูญ แตเลือกที่จะตราเปนกฎหมาย
ประกอบรัฐธรรมนัน้ พอสรุปไดด งั นี้
1. หากบัญญัติทุกรายละเอียดไวในรัฐธรรมนูญ จะสงผลใหรัฐธรรมนูญมีความยาวมาก
เกินไป
2. หากบญั ญัตทิ ุกรายละเอยี ดไวในรฐั ธรรมนญู หากตอ งการจะแกไขเพ่ิมเติมในอนาคตจะ
กระทาํ ไดยาก เพราะกลายเปน การแกไขเพม่ิ เตมิ รัฐธรรมนญู
3. ถา การรางรัฐธรรมนูญจําเปนตองเรงรัดใหทันภายในกําหนด การบัญญัติรายละเอียด
ตา งๆ ลงในรัฐธรรมนูญ จะทําใหส้ินเปลืองเวลาในการถกเถียงถึงหลักการและถอยคําสํานวนตางๆ
และในทีส่ ุดการรางรัฐธรรมนญู ก็จะสาํ เรจ็ ไมท ันเวลา
4. การบญั ญตั ิทกุ รายละเอียดในรัฐธรรมนูญอาจเปน การผูกขาดทางความคิด ถาปลอยให
รฐั สภาหรอื สภานิตบิ ัญญตั ไิ ปบญั ญตั เิ ปนกฎหมายเองบาง นาจะเปนการเฉลี่ยความรับผิดชอบ และ
เปดกวางทางความคิดมากกวา
จากเหตุผลดังกลา วจะเห็นไดวาเนื้อหาสาระท่ีปรากฏในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเปน
เรื่องท่ีมีความสําคัญอยางย่ิง เพราะแทที่จริงแลวเน้ือหาในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญควรจะ
ปรากฏอยใู นรฐั ธรรมนูญต้งั แตแรก แตด วยขอจํากดั ดงั กลาวจึงตอ งนําเนื้อหาในสวนของรายละเอียด
ไปตราเปน กฎหมายประกอบรัฐธรรมนญู แทน
สําหรบั รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ไดบญั ญัติใหมีการตรากฎหมายในรูป
ของพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู ไว 8 ฉบับ (มาตรา 323 และ 329) ดงั น้ี
1. พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและ
วฒุ สิ ภา
2. พระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู วา ดว ยคณะกรรมการการเลือกตง้ั
3. พระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนญู วา ดว ยพรรคการเมือง
4. พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา ดวยผตู รวจการแผน ดนิ ของรัฐสภา
5. พระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนญู วาดว ยการปอ งกนั และปราบปราบการทจุ รติ
6. พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ยวิธีพจิ ารณาคดีอาญาของผดู ํารงตาํ แหนงทาง
การเมือง
หลกั การพ้นื ฐานเกี่ยวกบั รฐั ธรรมนญู 91
7. พระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู วา ดว ยการตรวจเงนิ แผนดนิ
8. พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนญู วา ดวยการออกเสยี งประชามติ
สวนรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ไดบัญญตั ิใหมีการตรากฎหมายในรปู ของ
พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู ไว 9 ฉบับ (มาตรา 138-141) ดังน้ี
1. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและ
การไดม าซ่งึ สมาชิกวฒุ สิ ภา
2. พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา ดวยคณะกรรมการการเลือกตง้ั
3. พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวา ดวยพรรคการเมือง
4. พระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญวาดว ยการออกเสยี งประชามติ
5. พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วาดวยวธิ ีพจิ ารณาของศาลรฐั ธรรมนูญ
6. พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวาดว ยวธิ พี จิ ารณาคดีอาญาของผูดาํ รงตําแหนงทาง
การเมือง
7. พระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู วาดว ยผูต รวจการแผน ดนิ
8. พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวาดวยการปอ งกันและปราบปราบการทุจริต
9. พระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ยการตรวจเงนิ แผน ดนิ
ในกรณรี ฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ไดบญั ญตั ิใหมีการตรากฎหมายในรูป
ของพระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู ไว 10 ฉบบั ดงั น้ี
1. พระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญวา ดวยการเลอื กตัง้ สมาชิกสภาผูแทนราษฎร
2. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวา ดว ยการไดม าซ่งึ สมาชิกวฒุ สิ ภา
3. พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตงั้
4. พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญวา พรรคการเมือง
5. พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ยผตู รวจการแผนดิน
6. พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา ดว ยการปอ งกนั และปราบปราบการทุจริต
7. พระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา ดวยการตรวจเงินแผนดนิ
8. พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ยวธิ ีพจิ ารณาของศาลรฐั ธรรมนญู
9. พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ยวธิ ีพจิ ารณาคดีอาญาของผดู ํารงตําแหนงทาง
การเมอื ง
10. พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวาคณะกรรมการสทิ ธมิ นุษยชนแหง ชาติ
กลาวโดยสรุปไวว า ในกรณีกฎหมายท่ัวๆ ไป เชนพระราชบัญญัติ แบงออกเปน 2 แนวทาง
ดงั น้ี
1. เห็นวากฎเกณฑตางๆ ที่มีคาบังคับอยางเปนทางการควรตองถูกยกเลิกไปตาม
รัฐธรรมนูญ แนวทางน้ีอธบิ ายตามทฤษฎกี ฎหมายบริสุทธิ์ เมื่อบรรทดั ฐานขั้นมูลฐานถกู ยกเลกิ ไปแลว
92 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง
บรรทดั ฐานอนื่ ๆ ที่อาศัยอํานาจจากบรรทดั ฐานขั้นมลู ฐานก็ตองยกเลิกไปโดยปริยายเพราะขาดฐาน
ท่มี าของอํานาจแลว
2. เห็นวา กฎเกณฑต า งๆ ท่มี ีคาบงั คับอยางเปน ทางการมิไดถ ูกยกเลิกตามรัฐธรรมนูญ ดวย
เหตผุ ลหลายประการ รฐั ธรรมนญู เพียงแตบญั ญตั ิวธิ ีการขนั้ ตอนในการตรากฎหมาย (พระราชบัญญัติ
หรือพระราชกําหนด) เทานัน้ มไิ ดบัญญัติถงึ ขนาดวากฎหมายที่ตราขึน้ จะตอ งมเี น้อื หาสาระเชน ใด แต
ความเห็นสว นน้ีกย็ งั มขี อยกเวน เพราะรายละเอียดบางอยา งเปน เรือ่ งสาํ คัญ รัฐธรรมนูญอาจบญั ญัตไิ ว
อยางชัดเจนวา เรื่องใดบางท่ีตองบัญญัติในรูปกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ตลอดจนกําหนดวา
เน้อื หาเบื้องตน ท่ีตอ งบัญญัติไวใ นกฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู จะตองมเี นือ้ หาเชนใดบาง
การแกไ ขเพมิ่ เตมิ รัฐธรรมนญู
การทเี่ ปดโอกาสใหม กี ารเปล่ียนแปลงในตวั รัฐธรรมนูญไดนั้น กอใหเกิดประโยชนเปนอยาง
มาก เน่ืองจากรัฐธรรมนูญก็เหมือนกับกฎหมายอ่ืนในทุกประเภทที่ตองมีวันลาสมัย ขาดความ
สอดคลอ งเหมาะสมกับสถานการณบ า นเมือง ความลาสมัยนี้อาจจะเปนเพราะบทบัญญัตินั้นลาสมัย
เอง หรอื อาจเปน เพราะกฎหมายน้ันไมไดบญั ญตั ถิ ึงเรื่องน้ันเอาไวกต็ ามที ดวยเหตุนี้เอง หลายฝายจึง
เห็นตรงกันวาจําเปนตองใหมีการแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญได เพื่อใหเหมาะสมกับสภาวการณของ
บา นเมืองสอดคลองกบั ความตอ งการของประชาชนทอ่ี าจเปลี่ยนแปลงไปไดอยูเสมอ
วษิ ณุ เครอื งาม (2530 : 73-75) และ ณัฐกร วิทิตานนท (2557 : 111-118) ไดกลาวถึงการ
แกไ ขเพิ่มเตมิ รฐั ธรรมนูญไวโดยสรุปดงั นี้
การแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ หมายถึง การเปล่ียนแปลงหรือแกไขถอยคําขอความ หรือ
เน้อื หาเดิมท่ีมอี ยแู ลวบางมาตราของรัฐธรรมนูญ การยุบเลิกบางมาตราของรัฐธรรมนูญ รวมท้ังการ
เพิ่มเติมถอ ยคาํ ขอ ความหรือเนอื้ หาใหมเขาไปไปในรฐั ธรรมนูญ อีกดว ย การแกไขเพ่ิมเติมเน้ือหาของ
รัฐธรรมนูญอาจจะมีไดต้ังแตการแกไขเพียงเล็กนอยไปจนถึงการแกไขที่มีผลเปนการเปลี่ยนแปลง
ระบอบการเมืองการปกครองของประเทศ โดยหนทางในการควบคุมไมใ หม ีการแกไ ขรฐั ธรรมนูญพร่ํา
เพร่ือจนสง ผลทาํ ใหรัฐธรรมนูญคลายความสําคัญในฐานะกฎหมายสูงสุดลงไป ก็คือ การกําหนดให
การแกไขเพม่ิ เตมิ รฐั ธรรมนญู สามารถทําได แตก็ยากพอสมควร เพราะในท่สี ุดหากแกไขไมไดเสียแลว
มนั อาจจะนาํ ไปสกู ารลม ลา งรัฐธรรมนญู ฉบบั น้นั ทั้งฉบับ โดยวถิ ีทางนอกรัฐธรรมนญู อยูดี
อยางไรก็ตาม เนื่องจากผูรางยอมตองการที่จะดํารงหลักการท่ีสําคัญบางประการของ
รฐั ธรรมนูญเอาไว รัฐธรรมนูญจึงอาจกําหนดขอ จํากัดในการแกไขเอาไวในบางมาตรา หรือที่เรียกวา
บทบญั ญตั ทิ หี่ ามแกไ ขน่ันเอง เชน หามแกไขเพิ่มเตมิ บทบัญญตั สิ าํ คญั ในเรือ่ งใดบา ง เชน รฐั ธรรมนูญ
ของโมนาโก ค.ศ. 1962 กําหนดหามแกไขเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑเก่ียวกับการปกครองโดยกษัตริย
รัฐธรรมนูญของตุรกี ค.ศ. 1961 กาํ หนดหา มแกไขเปลีย่ นแปลงรูปแบบของรฐั บาลในฐานะสาธารณรฐั
รฐั ธรรมนูญของเยอรมนตี ะวนั ตก ค.ศ. 1949 กาํ หนดหามแกไ ขเปลยี่ นแปลงเกยี่ วกบั ระบบสหพันธรัฐ
รัฐธรรมนูญฮอนดูรัส ค.ศ. 1982 ไมใหแกไขในเร่ืองวาระ 4 ป ของการดํารงตําแหนงของ