ประวตั ิรัฐธรรมนญู ไทย 143
หลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับน้ีไดจัดทําข้ึนโดยสภานิติบัญญัติแหงชาติ ซึ่ง มนตรี
รูป-สุวรรณ (2543 : 183-192) ณัฐกร วิทิตานนท (2557 : 241-245) และ ชาญชัย แสวงศักดิ์
(2560ข : 336-338) ไดก ลา วไว สรปุ ไดด งั น้ี
1. การประกาศอุดมการณการปกครองแบบประชาธปิ ไตยอยา งชดั แจง ในคาํ ปรารภ ซึง่ เปน
สวนทวี่ า ดว ยเจตนารมณข องรฐั ธรรมนูญ
2. ในกรณที ่รี าชบัลลงั กวางลง ใหการสืบราชสมบัติเปนไปตามกฎมณเฑียรบาล หากไมมี
ราชโอรส รฐั สภาอาจใหความเห็นชอบถวายสทิ ธิในการสบื ราชสมบัติแกพระราชธิดา
3. การอนุญาตใหแกไขกฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบราชสันตติวงศ พ.ศ. 2467 ดวย
วิธกี ารแบบเดียวกับการแกไขเพ่มิ เติมรัฐธรรมนญู ซ่ึงจากเดิมไมมกี ารอนุญาตใหแกไ ข
4. การใหส ทิ ธเิ สรภี าพแกชาย-หญิงเทา เทยี มกนั
5. การวางแนวทางสรางความเปนธรรมในสังคม ลดความเหล่ือมลํ้าทางสังคมและ
เศรษฐกจิ ลง การปฏิรปู ทด่ี นิ เพ่ือการเกษตรกรรม การจัดสวสั ดกิ ารแกล กู จา งเม่อื แกชรา
6. หา มสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและวฒุ สิ ภาดํารงตําแหนง ขา ราชการประจาํ
7. กาํ หนดใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและวุฒสิ ภาตองแสดงทรัพยสิน เพื่อปองกันการใช
อาํ นาจโดยมชิ อบของนกั การเมอื ง รวมท้ังรฐั มนตรี
8. การสงเสริมพรรคการเมืองโดยการกําหนดใหผูสมัครรับเลือกต้ังตองสังกัดพรรค
การเมือง และการสนับสนุนใหมผี นู าํ พรรคฝา ยคา น
9. การสง เสรมิ ใหรฐั สภามีการตรวจสอบการทํางานของรฐั การใชจา ยของขา ราชการโดยให
มีผตู รวจเงินแผน ดนิ ของรฐั สภา
10. การเพิ่มมาตรการควบคุมสมาชิกรัฐสภา
11. การกําหนดใหนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตง้ั การหา มคณะรัฐมนตรีใชกฎอัยการศึก
ตามอําเภอใจ โดยตอ งขออนมุ ัตจิ ากรฐั สภาเสียกอน
12. การกําหนดใหม ศี าลปกครอง ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากรและสงั คม
13. การใหอิสระในการปกครองตัวเองและทองถ่ิน เปนคร้ังแรกท่ีมีการวางบทบัญญัติให
ทอ งถน่ิ ปกครองตนเองไดใ นระดบั หนงึ่
14. การสรางเกราะปอ งกนั รฐั ธรรมนญู โดยกําหนดไววา การนิรโทษกรรมแกผูกระทําการ
ลมลางสถาบันพระมหากษตั รยิ หรือรัฐธรรมนูญจะกระทํามิได
15. การกําหนดใหก ารแกไ ขรฐั ธรรมนูญ กระทาํ ไดโ ดยงาย โดยใชเ สียงขา งมากธรรมดา
ฉบับท่ี 11 รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2519
รัฐธรรมนญู ฉบบั นีไ้ มแตกตางไปจากธรรมนญู การปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 คือ ให
อํานาจแบบเผด็จการโดยคนๆ เดียวแกหัวหนาฝายบริหารคือนายกรัฐมนตรี และใหมีผลบังคับ
ยอนหลังไปกอนท่ีจะมีรัฐธรรมนูญ เหมือนท่ีบัญญัติไวในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.
144 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมือง
2515 สําหรับฝายนิติบัญญัติไดกําหนดใหมี “สภาปฏิรูปการปกครองแผนดิน” ทําหนาที่ฝายนิติ
บัญญัติ ซ่ึงสภาปฏิรูปการปกครองประกอบดวยสมาชิก 300-400 คน ท่ีมาจากการแตงตั้งและอยูใน
วาระครง้ั ละ 4 ป (จักษ พนั ธช ู-เพชร, 2557 : 87) ประกาศเมอ่ื 22 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ถูกยกเลิก ใน
วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520เนือ่ งจากการรฐั ประหาร
หลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยกรางข้ึนโดยคณะกรรมการยกรางรัฐธรรมนูญที่
“คณะปฏิรปู การปกครองแผนดิน” แตงต้ังขึ้น เน้ือหาแทบท้ังหมดของรัฐธรรมนูญน้ี รับอิทธิพลมา
จากฉบบั ท่ี 7 และฉบับท่ี 9 อยา งชัดเจน ซึ่ง กจิ บดี กองเบญจภุช (2553 : 61-62) ณัฐกร วิทิตานนท
(2557 : 245-247) และ ชาญชยั แสวงศักด์ิ (2560ข : 339-340) ไดก ลาวไว สรปุ ไดด งั น้ี
1. กําหนดใหมีสภาเดียวในชื่อสภาปฏิรูปการปกครองแผนดินทําหนาที่นิติบัญญัติ
ประกอบดว ยสมาชกิ จํานวนไมนอยกวา 300 คน แตไมเกิน 400 คน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงต้ัง
และใหอ ยใู นตาํ แหนง 4 ป นบั แตว ันทพี่ ระมหากษตั ริยทรงแตงตงั้
2. มีหลกั การใหมค ือ กําหนดใหสภาปฏิรูปการปกครองแผนดินและคณะรัฐมนตรีแตงต้ัง
กรรมาธิการวิสามญั วินิจฉัยรางพระราชบญั ญัตฝิ ายละไมเ กนิ 6 คน เพ่ือกล่ันกรองกฎหมายกอ น
3. คณะรัฐมนตรีประกอบดวยนายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีอื่นไมเกิน 20 คน ซ่ึง
คณะรฐั มนตรจี ะตองรว มกับสภาทปี่ รึกษานายกรัฐมนตรี คอื บุคคลในคณะปฏริ ูปการปกครองแผนดิน
เพ่อื กําหนดนโยบายบริหาร
4. คงอํานาจตามธรรมนญู การปกครองราชอาณาจกั ร พ.ศ. 2502 เอาไวในมาตรา 21
5. มลี กั ษณะเปน รฐั ธรรมนูญฉบับถาวร เพราะถึงแมจะกําหนดใหมีการแกไขรัฐธรรมนูญ
ตามกําหนดเวลา แตเปนการแกไขเฉพาะสภาผูแทนราษฎรหรือรัฐสภา มิไดแกไขในกรอบหรือ
โครงสรางใหญของรัฐธรรมนูญ ท่ีกําหนดเวลาภายใน 4 ป ใหแกไขรัฐธรรมนูญเพื่อใหมีรัฐสภา ไดแก
สภาผแู ทนราษฎรท่ีมาจากการเลอื กตง้ั และวุฒสิ ภาทม่ี าจากการแตงต้ัง และกําหนดใหมีการเลือกต้ัง
ท่ัวไปภายใน 90 วัน นบั แตค รบกําหนด 4 ป ของรัฐธรรมนูญ
6. รบั รองให “บรรดาการกระทํา ประกาศหรือคําสั่งของหัวหนาคณะปฏิรูปการปกครอง
แผน ดิน หรอื การกระทาํ ประกาศหรือคาํ สั่งของคณะปฏริ ูปการปกครองแผนดิน ทไี่ ดกระทําประกาศ
หรอื ส่งั การกอนวันใชรฐั ธรรมนูญน้ี ทั้งนที้ เ่ี ก่ียวเนื่องกบั การปฏิรปู การปกครองแผน ดิน ไมว าจะกระทํา
ดว ยประการใดหรอื เปน ในรปู ใด และไมว าจะกระทาํ ประกาศหรอื คําสง่ั ใหม ผี ลบังคับในทางนติ บิ ญั ญตั ิ
ในทางบริหาร หรอื ในทางตุลาการ ใหถือการกระทํา ประกาศหรือคําสั่ง ตลอดจนการกระทําของผู
ปฏบิ ัตติ ามประกาศหรอื คําสง่ั นน้ั เปนการกระทํา ประกาศหรอื คําส่ังทีช่ อบดว ยกฎหมาย”
ฉบับที่ 12 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจกั ร พทุ ธศกั ราช 2520
รฐั ธรรมนญู ฉบบั นมี้ าจากการรวมบทบัญญตั ิจากรฐั ธรรมนูญหลายฉบบั สิ่งหน่ึงท่ีถูกนํามาใช
เปน เครอ่ื งมือของคณะปฏวิ ตั ิ ก็คือ การหามประชาชนมีสวนรวมทางการเมอื งและหา มการจดั ตัง้ พรรค
การเมือง นอกจากนี้ยังมีการกําหนดใหบุคคลในคณะปฏิวัติทําหนาที่เปนสมาชิกของสภานโยบาย
ประวัติรัฐธรรมนูญไทย 145
แหง ชาติ โดยมีหัวหนาคณะปฏวิ ตั เิ ปนประธาน สภานโยบายแหงชาติทาํ หนา ที่กาํ หนดนโยบายและให
คําแนะนําแกฝายบริหารเพื่อใหเปนไปตามแนวทางท่ีสภานโยบายแหงชาติกําหนด รวมไปถึงการมี
อํานาจแตงตงั้ และสั่งปลดนายกรัฐมนตรีไดดว ย (จักษ พนั ธชูเพชร, 2557 : 87) ประกาศใชเมื่อวนั ท่ี 9
พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2520 ถูกยกเลกิ เมอ่ื วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2521
หลักการสําคญั ของรฐั ธรรมนญู ฉบบั น้ยี กรา งขนึ้ โดยคณะกรรมการยกรางรัฐธรรมนูญที่คณะ
ปฏิวตั ิแตง ตัง้ ข้ึน รัฐธรรมนญู นี้ต้ังใจใหเ ปน รฐั ธรรมนูญชั่วคราว ซ่งึ สาระสาํ คญั ๆ นํามาจากรัฐธรรมนญู
ฉบับกอ นหนา นี้ แตม ขี อแตกตา งทช่ี ดั เจน ซึ่ง มนตรี รูปสวุ รรณ (2543 : 194-196) ณัฐกร วทิ ิตานนท
(2557 : 248-249) และ ชาญชยั แสวงศักด์ิ (2560ข : 341-342) ไดกลา วไว สรปุ ไดดงั น้ี
1. กําหนดใหมีสภานิติบัญญัติแหงชาติ ประกอบดวยสมาชิก 300-400 คนซึ่งอาจมาจาก
ขา ราชการประจาํ เพราะธรรมนูญการปกครองไมหามขาราชการประจําสามารถดํารงตําแหนงทาง
การเมือง
2. การกําหนดใหสภานิติบัญญัติแหงชาติทําหนาที่จัดทํารัฐธรรมนูญ โดยใหคํานึงถึงการ
เลือกตัง้ ทว่ั ไป ในป พ.ศ. 2521 และใหทําหนา ที่พิจารณาพระราชบัญญตั ิ แตไมม ีสิทธิเสนอเอง
3. กําหนดใหมีสภานโยบายแหงชาติประกอบดวยบุคคลในคณะปฏิวัติ เพื่อทําหนาที่
กาํ หนดแนวนโยบายแหงรัฐ และใหขอคิดเห็นในการบริหารประเทศแกคณะรัฐมนตรี และอาจรวม
วินิจฉัยปญหา หรือประชุมรวมกับคณะรัฐมนตรี เพ่ือมีมติใหคณะรัฐมนตรีดําเนินการ นอกจากน้ี
ประธานสภานโยบายแหงชาติยังสามารถถวายคําแนะนําใหนายกรัฐมนตรีพนจากตําแหนง และให
รัฐมนตรตี ามทีน่ ายกรัฐมนตรีถวายคาํ แนะนาํ
4. ตามธรรมนูญการปกครอง หามนายกรฐั มนตรีและรฐั มนตรี เปนสมาชิกสภานิติบัญญัติ
แหง ชาติ และหา มดํารงตําแหนง ในกิจการเอกชนท่ีดําเนนิ ธรุ กิจคากาํ ไร
5. มาตรา 27 ยังกําหนดอํานาจพิเศษของฝายบริหารที่มีลักษณะคลาย มาตรา 17 แหง
ธรรมนญู การปกครอง พ.ศ. 2502, 2515 หรอื มาตรา 21 แหงรฐั ธรรมนญู พ.ศ. 2519
6. การวินจิ ฉยั ปญ หาการปกครองที่ไมม บี ัญญัติในธรรมนญู การปกครองนั้น ใหเปนอํานาจ
หนา ท่ขี องสภานิตบิ ัญญัติแหงชาติเปนผวู ินจิ ฉยั ชข้ี าด
ฉบบั ที่ 13 รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2521
รฐั ธรรมนญู ฉบับนีป้ ระกอบดว ยหลกั การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยท่ีมลี กั ษณะคลายคลึง
กับรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2517 กาํ หนดใหป ระธานวฒุ ิสภาทาํ หนาที่ประธานรัฐสภา
ใหสมาชิกวุฒิสภามีอํานาจเทาเทียมกับสมาชิกสภาผูแทนราษฎรในหลายประการ และยอมให
ขา ราชการประจําดํารงตําแหนงขาราชการการเมือง (จักษ พันธชูเพชร,2557 : 87) ประกาศใชเมื่อ
วันที่ 22 ธนั วาคม พ.ศ. 2521 ถูกยกเลกิ เม่อื วนั ท่ี 23 กมุ ภาพันธ พ.ศ. 2534 จากการรฐั ประหาร โดย
“คณะรกั ษาความสงบเรียบรอ ยแหงชาต”ิ (ร.ส.ช.) ภายใตก ารนําของ “พล.อ.สนุ ทร คงสมพงษ”
146 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมือง
หลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยกรางข้ึนโดยคณะกรรมาธิการท่ีสภานิติบัญญัติ
แหง ชาตแิ ตง ต้ังข้ึน และไดผา นการพจิ ารณาของสภานติ บิ ัญญัตแิ หง ชาติตามทรี่ ฐั ธรรมนูญฉบบั กอนได
กําหนดไว ) ในภาพรวม โครงสรางของรฐั ธรรมนูญนก้ี เ็ หมือนกบั ๆ กับรฐั ธรรมนูญหลายฉบับทผ่ี านมา
คอื ตั้งใจจะใหใ ชถ าวร แตกตา งกันก็ตรงท่ีครั้งน้ีรัฐธรรมนูญเสมือนถูกแบงออกเปน 2 ฉบับ (หรือ 2
ระยะ) ไดแก ฉบับ “ถาวร” หรือระยะที่บทเฉพาะกาลเปนอันยกเลิกไปแลว กับฉบับ “บทเฉพาะ
กาล” หรอื ระหวา งที่บทเฉพาะกาลยงั มผี ลใชบังคับอยู ซึ่ง มนตรี รูปสุวรรณ (2543 : 55-58) ณัฐกร
วทิ ิตานนท (2557 : 250-253) และ ชาญชัย แสวงศกั ดิ์ (2560ข : 343-344) ไดก ลาวไว สรปุ ไดดังนี้
1. สว นทรี่ บั เอาหลักการในรฐั ธรรมนญู ฉบบั พ.ศ. 2517 เชน หมวดพระมหากษัตริย สวน
ใหญร ับเอาหมวดพระมหากษัตริยม าท้ังหมด รวมท้งั เรื่ององคมนตรี และการสืบสันตติวงศ หมวดสทิ ธิ
เสรีภาพของประชาชนชาวไทย หมวดหนาท่ีของชนชาวไทย หมวดแนวนโยบายแหงรัฐ
2. โครงสรางและสถาบันการเมือง ในหมวดรัฐสภาไดกําหนดใหมี 2 สภา ประกอบดวย
สภาผูแทนราษฎรกับวุฒิสภา โดยประธานวุฒิสภาทําหนาท่ีประธานรัฐสภา ประธานสภา
ผูแทนราษฎรเปนรองประธานรัฐสภา ซ่ึงตางไปจากฉบับ พ.ศ. 2517 ท่ีใหความสําคัญกับสภา
ผแู ทนราษฎร โดยใหป ระธานสภาผูแทนราษฎรเปน ประธานรฐั สภา
3. มาตราสําคัญท่ใี หบทบาทแกพ รรคการเมืองไดแก การควบคุมคะแนนเสียงของสมาชิก
พรรคที่เปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรผานการกําหนดใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรตองสังกัดพรรค
การเมือง ซึ่งหากถูกขับออกจากพรรคที่ตนสังกัด ก็เทากับวาสิ้นสมาชิกภาพของการเปน
สมาชกิ สภาผูแทนราษฎร
4. กําหนดใหมสี มาชกิ วุฒิสภาถึง 3 ใน 4 ของจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรท้ังหมด มี
การกําหนดคุณสมบตั ิไวกวางๆ โดยเปนผทู รงคุณวฒุ ทิ มี่ คี วามรหู รือความชาํ นาญในสาขาตา งๆ อายุไม
ตาํ่ กวา 35 ปบรบิ ูรณ เทากบั เปดชองใหขาราชการประจําดํารงตําแหนงสมาชิกวุฒิสภา และมีวาระ
การดาํ รงตําแหนง 6 ป โดยสมัยแรกมีการจับฉลากออกทุก 2 ป จนครบวาระ 6 ปแรก แตก็อาจถูก
แตงต้งั เขา มาไดอ ีก
5. กําหนดใหม คี ณะกรรมการตลุ าการรฐั ธรรมนญู
6. การแกไขรฐั ธรรมนูญฉบับนีส้ รา งเกณฑใ หแ กไขยาก
ฉบับท่ี 14 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พทุ ธศกั ราช 2534
รัฐธรรมนญู ฉบบั น้ีมีการจัดต้ังสภานิติบัญญัติแหงชาติอันประกอบดวยสมาชิกท่ีมาจากการ
แตง ตั้งทาํ หนา ทีร่ า งรัฐธรรมนูญ และท่ีสําคัญอีกประการคือ การใหอํานาจประธานสภารักษาความ
สงบเรียบรอยแหงชาติ ซ่ึงก็คือหัวหนาคณะรักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติมีอํานาจเหนือกวา
นายกรฐั มนตรใี นการบริหารราชการแผนดนิ โดยสรุปอํานาจเบด็ เสร็จจึงรวมอยูที่ประธานสภารักษา
ความสงบเรียบรอยแหงชาติ เพราะการริเริ่มใดๆ ของนายกรัฐมนตรีจะกระทําไมไดหากไมไดผาน
ความเห็นชอบจากสภารักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ (จักษ พันธชูเพชร, 2557 : 87) ประกาศ
ประวัติรัฐธรรมนญู ไทย 147
เม่ือวันท่ี 1 มีนาคม พ.ศ. 2534 ถูกยกเลิกเม่ือวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2534 อันเนื่องมาจากการ
ประกาศใชร ัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย
หลักการสําคญั ของรฐั ธรรมนญู ฉบบั น้ยี กรา งขึ้นโดยคณะเจาหนาที่ที่ “คณะรักษาความสงบ
เรยี บรอยแหงชาต”ิ แตงต้ังขึ้น สวนใหญใกลเคียงกับฉบับท่ี 12 อยางมาก แตมีขอแตกตางบางบาง
ประการ ซึ่ง มนตรี รูปสุวรรณ (2543 : 58-60) ณัฐกร วิทิตานนท (2557 : 253-255) และ ชาญชัย
แสวงศกั ด์.ิ (2560ข : 345-346) ไดก ลาวไว สรปุ ไดด ังน้ี
1. กําหนดใหสภานติ บิ ญั ญัติมหี นา ทจี่ ัดทาํ รฐั ธรรมนญู และพจิ ารณารา งพระราชบัญญตั ิ
2. ใหมีสภารักษาความเรียบรอ ยซง่ึ โอนมาจากคณะรักษาความสงบเรยี บรอยแหงชาติ
3. พยายามแยกอํานาจการเมอื งออกจากผลประโยชน และไมไ ดด าํ รงตาํ แหนง ซอนระหวาง
ฝายบริหารกับฝา ยนิตบิ ญั ญตั ิ
4. นายกรฐั มนตรีและรัฐมนตรจี ะเปนสภานติ บิ ัญญัติแหงชาติมิไดและจะดํารงตําแหนงใด
ในกิจการเอกชนท่ีดําเนินธุรกิจเพือ่ คากาํ ไรมิได
5. กําหนดกระบวนการในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหมของ “คณะกรรมาธิการราง
รฐั ธรรมนูญ”
ฉบบั ที่ 15 รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2534
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใชระบบสองสภา โดยใหประธานวุฒิ สภาเปนประธานรัฐสภา สมาชิก
วฒุ ิสภามาจากการแตงตั้งโดยใหอ ํานาจนายกรัฐมนตรเี ปน ผเู ลอื ก มขี อกาํ หนดหามขาราชการประจํา
ดํารงตําแหนง ขา ราชการการเมือง แตนายกรัฐมนตรีไมจําเปนตองมาจากการเลือกตั้ง (จักษ พันธชู
เพชร, 2557 : 88) ประกาศใชเมอื่ วนั ท่ี 9 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ถกู ยกเลกิ ไปเม่อื วนั ท่ี 11 ตุลาคม พ.ศ.
2540 จากการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย
หลักการสําคัญของรฐั ธรรมนญู ฉบบั นี้ยกรา งขนึ้ โดยคณะกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญและ
ไดผ า นความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแหงชาติ ซ่ึง กิจบดี กองเบญจภุช (2553 : 83-89) ณัฐกร
วิทิตานนท (2557 : 255-265) และ ชาญชยั แสวงศกั ดิ์ (2560ข : 346-348) ไดก ลา วไว สรปุ ไดด งั น้ี
1. การยืนยันวาการแกไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบสันตติวงศ พ.ศ. 2467
เปน พระราชอํานาจของพระมหากษัตริยเ ทา น้ัน
2. การกําหนดในสวนที่วาดวยพรรคการเมืองวาพรรคการเมืองตองแสดงบัญชีทรัพยสิน
และหนสี้ นิ ตามบทบญั ญัติของกฎหมาย
3. กําหนดใหรฐั สภาประกอบดวยวฒุ ิสภาและสภาผูแทนราษฎร แตกลับไปใหความสําคัญ
กับวฒุ ิสภา โดยใหป ระธานวฒุ ิสภาเปนประธานรฐั สภา
4. สมาชิกวุฒิสภามาจากการแตงตั้งท้ังหมด จํานวน 270 คน มีวาระ 6 ป ขณะท่ี
สมาชิกสภาผูแทนราษฎร มีจํานวน 360 คน โดยใชวิธีเฉล่ียจากฐานประชากรใหได จํานวน
ผแู ทนราษฎรคงที่ มีวาระ 4 ป
148 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมือง
ฉบบั ที่ 16 รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2540
รัฐธรรมนูญฉบบั นี้ เนนการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบมีสว นรวม ประชาชนไดรบั การ
รบั รองเร่อื งสทิ ธิอยา งเปน รปู ธรรม รปู แบบการปกครองใชร ะบบ 2 สภา ในสว นของคณะรัฐมนตรใี หม ี
ไดไ มเกนิ 36 คน เพอ่ื ใหก ารเลอื กตัง้ เปนไปอยางบรสิ ทุ ธิย์ ตุ ิธรรม จึงมีองคกรอิสระคือคณะกรรมการ
การเลอื กต้ัง หรอื กกต. ทาํ หนา ท่ีในการจดั การเลอื กต้งั และใหการรบั รองผลการเลือกตั้งในทุกระดับ
กําหนดบทลงโทษผทู ่ีไมไ ปใชส ทิ ธิในการลงคะแนนเสยี งเลือกต้ัง เปนครงั้ แรกท่กี ําหนดใหใ ชระบบศาล
คู โดยมรี ะบบศาลยตุ ธิ รรมรวมกับศาลปกครองในลกั ษณะคขู นาน แยกความรบั ผิดชอบและมีวธิ กี ารท่ี
แตกตางกันในแตละระบบ (จักษ พันธชูเพชร, 2557 : 88) ประกาศใช เม่ือวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.
2540 ถูกยกเลกิ เม่อื วนั ที่ 19 กนั ยายน พ.ศ. 2549 จากการรฐั ประหาร
หลกั การสาํ คัญของรฐั ธรรมนูญฉบบั น้ี ประกาศเจตนารมณห ลกั 3 ประการ (ดังปรากฏอยใู น
“คําปรารภ”) โดยมีสาระสําคัญท่ี มานิตย จุมปา (2546 : 319-355) กิจบดี กองเบญจภุช (2553 :
107-157) และ ชาญชัย แสวงศกั ดิ์ (2560ข : 353-358) ไดกลาวไว สรปุ ไดดังนี้
1. รฐั สภาประกอบดวยสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา สมาชิกสภาผูแทนราษฎรมีจํานวน
500 คน มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจํานวน 100 คน และอีก 400 คน มาจากการเลือกตั้ง
แบบแบง เขต สวนวุฒสิ ภามสี มาชิก 200 คน มาจากการเลือกตั้ง โดยใชเ ขตจงั หวัดเปนตัวกาํ หนด โดย
มจี ํานวนสมาชิกตามสัดสว นของประชากรทไ่ี ดก าํ หนดไว มีวาระการดาํ รงตาํ แหนงคราวละ 6 ป
2. กําหนดใหนายกรัฐมนตรีตองเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ใหมีนายกรัฐมนตรีและ
รัฐมนตรอี นื่ จาํ นวนไมเกิน 36 คน ใหประธานสภาผูแทนราษฎรลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
ผทู จ่ี ะดํารงตําแหนงจะตองไดร บั การเสนอชื่อในสภาผแู ทนราษฎรโดยมคี ะแนนเสยี งรบั รองไมน อยกวา
1 ใน 5 และการรับรองผูท่ีจะดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรีตองมีคะแนนเสียงเกินก่ึงหน่ึงของสภา
ผูแทนราษฎร
3. มกี ารขยายบทบัญญตั ใิ นหมวด 3 เรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอยางกวางขวาง
รวมทั้งรบั รองสทิ ธิในการตอตานโดยสันตวิ ธิ ีในการไดมาซ่งึ อาํ นาจการปกครองประเทศโดยมชิ อบดวย
รัฐธรรมนูญ
4. เปน ครง้ั แรกทบ่ี ัญญตั ิใหการเลือกตั้งเปนหนาที่ หากไมไปทําหนาท่ีอาจเสียสิทธิตามท่ี
กฎหมายบัญญัติ
5. กาํ หนดใหคณะกรรมการการเลือกต้ังเปนผูจัดการเลือกตั้งและการทําประชามติ เปน
ครั้งแรกทไี่ ดแ ยกการทําหนาทน่ี จี้ ากกระทรวงมหาดไทย
6. มีตาํ แหนง และหนาทใี่ หมๆ รวมท้ังองคก รอิสระตามรัฐธรรมนญู เชน ผูตรวจการแผน ดนิ
ของรฐั สภา คณะกรรมการสิทธมิ นษุ ยชนแหง ชาติ เพื่อตรวจสอบการใชอ ํานาจรฐั รวมทง้ั การตรวจเงนิ
แผน ดิน
7. กําหนดใหรัฐมนตรีหามเปนหุนสวน ผูถือหุน หรือบริษัทตามท่ีกฎหมายบัญญัติเพื่อ
ปองกันการทุจรติ และประพฤติมิชอบ
ประวตั ิรฐั ธรรมนญู ไทย 149
8. ใหป ระชาชนผูม สี ิทธเิ ลอื กตัง้ ไมนอ ยกวา 50,000 คน สามารถเขาช่ือเพ่ือรางกฎหมายที่
เก่ียวกบั หมวด 3 และ หมวด 5
9. มีบทบญั ญัตวิ าดวยการออกเสยี งประชามตโิ ดยความรเิ รม่ิ ของคณะรฐั มนตรปี ระกอบกบั
ความเหน็ ชอบของคณะรฐั มนตรใี หปรกึ ษาประธานสภาผแู ทนราษฎร หรือประธานวฒุ สิ ภา
10. ใหมีศาลรัฐธรรมนูญเปน การเฉพาะเพ่ือทาํ หนาทว่ี นิ ิจฉัยการใชรัฐธรรมนูญ ความขัดกัน
ของขอกฎหมายในทางรฐั ธรรมนูญ มวี ารการดํารงตาํ แหนง 9 ป โดยคาํ วินจิ ฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมี
ผลเดด็ ขาดผกู พันรฐั สภา คณะรฐั มนตรี ศาล และองคกรอน่ื ของรัฐ
11. ใหม ศี าลปกครองทําหนา ทีพ่ ิจารณาขอพิพาทระหวางหนว ยงานของรฐั ตา งๆ ที่ใชอาํ นาจ
ทางปกครอง กาํ หนดใหมศี าลปกครองชน้ั ตน และศาลปกครองสงู สดุ โดยจะมีศาลปกครองชน้ั อุทธรณ
ดว ยกๆ็ ได
12. ในหมวด 9 การปกครองทองถิ่น มีการกระจายอํานาจสูองคกรปกครองสวนทองถ่ิน
ยังผลใหอ งคกรปกครองสวนทองถ่ินมีอํานาจมากขึ้น เกิดองคกรปกครองสวนทองถิ่นในรูปองคการ
บรหิ ารสวนตําบลและเทศบาลตาํ บลและสภาทอ งถ่นิ
13. ในหมวด 10 มีการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ โดยการกําหนดใหผูมีตําแหนงทาง
การเมอื งตอ งยนื่ บัญชที รพั ยสินและหน้ีสนิ มีการตั้งคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริต
แหงชาติ (ปปช.) กําหนดเงือ่ นไขและวธิ ีการถอดถอนผดู าํ รงตาํ แหนงทางการเมอื ง และการดําเนินคดี
อาญากับผดู าํ รงตาํ แหนงทางการเมือง
14. หมวด 12 การแกไ ขเพมิ่ เตมิ รัฐธรรมนูญใหส ามารถกระทาํ ไดง าย โดยใชจํานวน 1 ใน 5
ของจํานวนสมาชิกสภาผแู ทนราษฎรหรอื สมาชกิ จากทั้ง 2 สภารวมกนั ในการลงมตใิ หใชเสยี งขา งมาก
ธรรมดา
ฉบบั ท่ี 17 รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย (ฉบบั ชั่วคราว) พทุ ธศกั ราช 2549
รัฐธรรมนญู ฉบับน้ี บัญญัติใหอํานาจอธิปไตยเปนของปวงชนชาวไทย ใหใชระบบสภาเดียว
คอื สภานิติบัญญตั แิ หงชาติ (สนช.) ทาํ หนาท่แี ทนสภาผแู ทนราษฎร วุฒสิ ภา และรัฐสภา และในการ
สรรหาใหค าํ นงึ ถงึ บุคคลกลุมตางๆ ในภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม และภาควิชาการ จากภูมิภาค
ตา งๆ อยา งเหมาะสม กาํ หนดใหม ีคณะรฐั มนตรีไมเ กิน 36 คน แตคงอํานาจกลุมรัฐประหาร ในนาม
ของ คมช. ใหประธาน คมช. มีอํานาจถวายคําแนะนําตอพระมหากษัตริยใหนายกรัฐมนตรีพนจาก
ตาํ แหนงได ใหมกี ารต้งั คณะตุลาการรัฐธรรมนญู ควบคมุ กฎหมายมใิ หข ัดตอรฐั ธรรมนญู (จกั ษ พันธชู
เพชร, 2557 : 88) ประกาศใชในวันท่ี 1 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ถูกยกเลิกเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.
2550 อันเนื่องมาจากการประกาศใชรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
หลกั การสาํ คัญของรฐั ธรรมนูญฉบบั น้ี นาํ มาจากรัฐธรรมนูญ “ชั่วคราว” หลายๆ ฉบับกอน
หนาน้ีรวมกัน ความโดดเดนอธิบายเปนขอๆ ตามที่ ณัฐกร วิทิตานนท (2557 : 278-282) และ
ชาญชยั แสวงศกั ดิ์ (2560ข : 366-369) ไดกลาวไว สรปุ ไดด งั นี้
150 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง
1. กําหนดใหสภานิติบัญญัติประกอบดวยสมาชิกจํานวนไมเกิน 250 คน ทําหนาที่สภา
ผูแ ทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา
2. ไมใ หส มาชกิ สภานติ ิบญั ญตั ิดํารงตาํ แหนง รัฐมนตรี โดยกําหนดใหสมาชิกภาพสิ้นสุดลง
เมอ่ื ดํารงตําแหนงรฐั มนตรี
3. ใหม ีสภารางรัฐธรรมนูญ มีสมาชกิ จาํ นวน 100 คน ทาํ หนาท่รี า งรฐั ธรรมนูญ
4. ใหมีสมัชชาแหงชาติจํานวนไมเกิน 2,000 คน จากการแตงตั้ง ทําหนาที่เลือกสมาชิก
สภารางรฐั ธรรมนูญ
5. กาํ หนดใหสงรา งรฐั ธรรมนูญไปใหหนวยงานสําคัญในทางราชการและสถานศึกษารวม
พจิ ารณาและรับฟงความคดิ เห็น
6. ใหมีการออกเสียงประชามติโดยนับคะแนนเสียงขางมากของผูมีสิทธิเลือกต้ังแบบ
ธรรมดา
ฉบบั ที่ 18 รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2550
รฐั ธรรมนูญฉบบั น้ใี นหลกั การมกี ารกลาวถึงเจตนารมณวา จะใหการคุมครอง สงเสริม และ
ขยายสิทธแิ ละเสรภี าพของประชาชนอยางเตม็ ที่ ลดการผกู ขาดอาํ นาจรฐั และขจดั การใชอํานาจอยาง
ไมเ ปน ธรรม ทําการเมืองใหมีความโปรงใส มีคุณธรรมและจริยธรรม ทําใหระบบตรวจสอบมีความ
เขม แขง็ และทาํ งานไดอ ยา งมปี ระสิทธิภาพ กําหนดการปกครองแบบ 2 สภา โดยวุฒิสภามาจากการ
แตง ตัง้ ผสมกับการเลอื กตัง้ ในดา นตุลาการยังคงใหใ ชร ะบบศาลคเู ชนเดิม (จักษ พันธชูเพชร, 2557 :
88) ประกาศใชเม่ือวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ถูกยกเลิกเม่ือวันท่ี 22 พฤษภา พ.ศ. 2557 อัน
เนอื่ งมาจากการรฐั ประหาร
หลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับน้ี ซ่ึง กิจบดี กองเบญจภุช (2553 : 159-208) ณัฐกร
วทิ ิตานนท (2557 : 282-290) และ ชาญชัย แสวงศักด์ิ (2560ข : 375-390) กลาวไว สรุปไดดงั น้ี
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ปรารถนาจะสถาปนาการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ “สมบูรณ”
ขนึ้ มา ดังมีเจตนารมณส ําคัญ 4 ประการ คอื
1. คุมครอง สง เสรมิ และการขยายสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอยา งเตม็ ที่
2. ลดการผกู ขาดอาํ นาจรัฐ และขจัดการใชอาํ นาจอยา งไมเปน ธรรม
3. ทาํ ใหก ารเมอื งมคี วามโปรง ใส มคี ณุ ธรรมและจริยธรรม
4. ทาํ ใหระบบตรวจสอบมีความเขม แข็ง และทาํ งานไดอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ
อาจกลาวไดว า เน้อื หาสวนมากในรฐั ธรรมนญู น้ีกเ็ ปน เน้อื หาของ พ.ศ. 2540 น่นั เอง แตอ าจมี
บา งในสาระหลกั ๆ บางเร่อื งซงึ่ ถูก “ร้ือสรา ง” ขนานใหญ ก็เพยี งเพ่อื ท่ีจะแกไ ขปญ หาบางประการของ
รัฐธรรมนญู พ.ศ. 2540 อธิบายเฉพาะเรอื่ งสําคญั ๆ ดงั น้ี
1. โดยภาพรวมรฐั ธรรมนญู ฉบับนไ้ี ดปรับหมวดหมแู ละจดั กลมุ ของบบทบัญญัติตา งๆ เขา ไว
ดวยกัน และเพ่ิมหลักการจากรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 ข้ึน เชน หมวดสิทธิและเสรีภาพของ
ประวัติรัฐธรรมนญู ไทย 151
กระบวนการยุตธิ รรม มกี ารจดั บทบัญญัติเปน สวนๆ กลาวถงึ ความเสมอภาค สิทธิเสรีภาพสวนบุคคล
สทิ ธิในกระบวนการยตุ ิธรรม ซ่ึงถือวา มีรายละเอยี ดมากขน้ึ และเปน ระบบมากขึน้
2. กาํ หนดใหการเลอื กต้งั เปน หนา ที่ ตามรัฐธรรมนูญฉบบั พ.ศ. 2540
3. มีรฐั สภาประกอบดวยสภาผแู ทนราษฎรและวุฒสิ ภา ใหประธานสภาผูแทนราษฎรเปน
ประธานรฐั สภา โดยสภาผแู ทนราษฎรมสี มาชิก 480 คน มาจากการเลือกต้งั แบบแบง เขตจาํ นวน 400
คน และมาจากการเลอื กตง้ั แบบสัดสว น 80 คน (ภายหลังมกี ารแกไ ขเพิ่มเติม)
4. วฒุ สิ ภามสี มาชกิ 150 คน มาจากการเลอื กตงั้ ในแตละจังหวัดๆ ละ 1 และสมาชิกท่ีมา
จากการสรรหาในจาํ นวนท่ีหกั ออกจากจํานวน 150 คน คงเหลอื เปนสมาชกิ ทมี่ าจากการสรรหา การ
สรรหากระทาํ โดยคณะกรรมการสรรหาสมาชกิ วุฒิสภา
5. กําหนดหลักเกณฑและวธิ กี ารตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญในรายละเอียด
เนื่องจากมสี ว นทต่ี อ งออกเปนพระราชบัญญัติตางหาก เชน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวา
ดวยการเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผูแทนราษฎรและการไดม าซ่ึงวุฒสิ ภา และองคก รตามรัฐธรรมนญู อ่ืนๆ ที่
ตองมีพระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู เปน การเฉพาะ
6. มีบทบัญญตั ิหมวดที่วา ดว ยการมีสว นรวมทางการเมอื งของประชาชนโดยตรง ไดแ ก การ
เขาชอื่ ของผูมสี ิทธเิ ลอื กตั้งไมน อยกวา 10,000 คน เพือ่ เสนอรา งพระราชบญั ญตั ติ ามหมวด 3 หมวด 5
และการใหประชาชนไมนอยกวา 20,000 คน สามารถเขาชื่อเพ่ือเสนอขอใหวุฒิสภาพิจารณาถอด
ถอนบุคคลผูด าํ รงตาํ แหนงทางการเมืองและอื่นๆ ตามมาตรา 270
7. แยกบทบัญญัตวิ า ดวยศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และองคกรอิสระใหชัดเจนย่ิงข้ึน
เชนเดยี วกบั องคก รอ่นื ๆ ตามรฐั ธรรมนูญ เชน อัยการ คณะกรรมการสิทธมิ นษุ ยชนแหงชาติ เปน ตน
8. มีบทบัญญัติวาดวยการตรวจสอบอํานาจรฐั ไดแก การตรวจสอบทรพั ยสิน การระบุการ
กระทาํ ท่ีเปนการขดั กนั แหง ผลประโยชน การถอดถอนจากตําแหนง และการดําเนินคดีอาญาผูดํารง
ตาํ แหนง ทางการเมือง
9. มีบทบัญญตั วิ าดว ยจริยธรรมของผูดาํ รงตาํ แหนง ทางการเมอื งและเจา หนาที่ของรัฐเปน
คร้ังแรก
10. มกี ารแกไ ขรฐั ธรรมนญู เปน การแกไขรฐั ธรรมนญู ทกี่ ระทาํ ไดโดยงา ย และใชเสียงขางมาก
ธรรมดาในการลงคะแนนเสียงทั้ง 3 วาระ
ฉบบั ที่ 19 รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย (ฉบบั ช่ัวคราว) พุทธศกั ราช 2557
รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย (ฉบับช่ัวคราว) พทุ ธศกั ราช 2557 ก็เหมือนหรือคลายกับ
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักไรไทย (ฉบับช่ัวคราว) พุทธศักราช 2549 ที่ตราออกมาใชเปนการ
ชัว่ คราวระหวา งรอการรางรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทยฉบบั ถาวร ซงึ่ คาดวา นะจะประกาศใชได
ในป พ.ศ. 2558 และแนน อนวาเมอื่ เปนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ยอ มมีไมกม่ี าตรา เลอื กเขียนเฉพาะ
มาตราที่จาํ เปนเรง ดวน สาํ หรับใชใ นชวงระยะเวลาเปลีย่ นผานเทา น้ัน
152 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง
ชาญชัย แสวงศักด์ิ (2560ข : 403-429) ไดใหคําอธิบายไว สรุปไดวา รัฐธรรมนูญฉบับน้ี
ประกาศใชเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ถูกยกเลิกเม่ือวันท่ี 6 เมษายน พ.ศ. 2550 อัน
เนอื่ งมาจากการประกาศใชรัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย หลกั การสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ดังน้ี
1. หมวดพระมหากษัตริย สาํ หรบั หมวดพระมหากษัตริยน้ัน ใหคงหมวดพระมหากษัตริย
ของรฐั ธรรมนูญ พ.ศ. 2550
2. หมวดสทิ ธเิ สรภี าพและการมสี ว นรวมของประชาชน การมีสวนรวมของภาคประชาชน
หรือภาคประชาสังคมนั้นถูกตัดออกไปในรัฐธรรมนูญฉบับน้ี เชน สิทธิในขอมูลขาวสารและการ
รองเรียน เสรภี าพในการชุมนุมและการสมาคม สิทธิในการเขาชื่อเสนอกฎหมาย เขาช่ือถอดถอนผู
ดาํ รงตําแหนงทางการเมือง เปน ตน
3. ใหมีการจัดต้งั สภานิติบัญญัตแิ หง ชาติ ใหสภานิติบัญญัติแหงชาติมีสมาชิกจํานวน 220
คน ทาํ หนา ท่แี ทนรฐั สภา (สภาผูแทนราษฎรและวฒุ สิ ภา) โดยผทู เ่ี ปนนกั การเมืองและมีตําแหนงทาง
การเมืองและตาํ แหนง ในพรรคการเมอื งในระยะเวลา 3 ป กอนหนา ถูกตัดสิทธิ
4. ใหมีสภาปฏิรูปแหงชาติ กําหนดใหมีการจัดต้ังสภาปฏิรูปแหงชาติท่ีมีสมาชิกจํานวน
250 คน โดยคัดเลือกจากทุกภาคสว นของประชาชนไทย โดยผูท่ีเปนนักการเมืองและมีตําแหนงทาง
การเมืองและตําแหนง ในพรรคการเมืองในระยะเวลา 3 ป กอ นหนาถูกตดั สทิ ธิ
5. ใหม กี ารแตงตั้งนายกรฐั มนตรแี ละคณะรฐั มนตรี สมาชกิ สภานิตบิ ัญญัตแิ หง ชาตจิ ะเลือก
นายกรัฐมนตรีกอนทูลเกลาและรับสนองพระบรมราชโองการ และนายกรัฐมนตรีจะเลือก
คณะรฐั มนตรีเขา มาบริหารประเทศอกี จาํ นวนไมเกิน 35 คน โดยผูที่เปนนักการเมืองและมีตําแหนง
ทางการเมืองและตําแหนงในพรรคการเมืองในระยะเวลา 3 ป กอ นหนา ถกู ตดั สทิ ธิ
6. ใหมีการจัดต้ังกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญ ใหมีการจัดต้ังกรรมาธิการยกราง
รฐั ธรรมนญู ฉบับใหมขน้ึ โดย คสช. จะเปนผูเลอื กประธานกรรมาธกิ าร สว นสมาชิกอีก 35 คน นั้นมา
จากการคดั เลอื กของสภาปฏิรูปแหงชาติ จํานวน 20 คน และโดย คสช. สนช. และ ครม. ฝายละ 5
คน โดยท่คี ณะกรรมาธกิ ารยกรา ง ไมมีสทิ ธิ์ดํารงตาํ แหนง ทางการเมือง 2 ป ภายหลังจากรัฐธรรมนูญ
ประกาศใช
7. กาํ หนดระยะเวลายกรางรัฐธรรมนูญฉบบั ใหม ใหกรรมาธกิ ารยกรางรัฐธรรมนญู ยกราง
รฐั ธรรมนูญใหเสรจ็ ภายใน 4 เดอื น กอ นสง ให คสช. และคณะรัฐมนตรตี รวจสอบ
8. ใหคงคณะรักษาความสงบแหงชาติไว เพ่ือดูแลดานความมั่นคง แตงตั้งสภานิติบัญญัติ
แหง ชาติ สภาปฏิรูปแหงชาติ และกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญ และสามารถส่ัง ระงับ ยับย้ังการ
กระทาํ ในทางนติ ิบญั ญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และใหถือวาคําสั่งและปฏิบัติตามคําส่ัง
ดังกลา วชอบดวยกฎหมายและเปน ทส่ี ุด
9. ใหคงประกาศและคําส่ังตางๆ ของ คสช. เอาไว จนกวาจะมีการตรากฎหมายหรือ
พระราชบญั ญตั ิยกเลิก
ประวัติรัฐธรรมนูญไทย 153
10. นริ โทษกรรมการกระทําท้งั ปวงของคณะรักษาความสงบแหงชาติ
สรุป
แนวคดิ การนํารฐั ธรรมนญู มาใชใ นการเมืองการปกครองไทย ไดเกิดข้ึนมาต้ังแตประเทศไทย
ไดต ิดตอ กับประเทศตะวันตก ในสมยั รัชกาลที่ 4 และคอยพัฒนาการที่ชัดเจนขึ้นจนสุกงอมและเกิด
การปฏวิ ตั ิ เมอื่ พ.ศ. 2475 รวมทัง้ ประเทศไทยไดนําเอารัฐธรรมนูญมาใชเปนกฎหมายสูงสุดในการ
ปกครองประเทศ
ประเทศไทยมีรฐั ธรรมนูญเปน ลายลักษณอักษรฉบับแรก น่ันคือ “พระราชบัญญัติธรรมนูญ
การปกครองแผนดินสยามช่ัวคราว” เมื่อวันท่ี 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ภายหลังการยึดอํานาจและ
เปล่ียนแปลงการปกครอง โดยในครั้งนั้นเรียกกันวา “กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผนดิน” จน
ตอมาในวันท่ี 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 รัฐบาลกไ็ ดประกาศใชรัฐธรรมนญู ฉบบั ถาวร คือ “รัฐธรรมนูญ
แหงราชอาณาจกั รสยาม 2475” จึงเปลี่ยนมาเรียกวา “รัฐธรรมนูญ” และถือเปนรัฐธรรมนูญถาวร
ฉบบั แรกของประเทศไทย
จากการศึกษาถึงเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญไทยในแตละฉบับ พบวามีเน้ือหาสาระที่
แตกตางกันไปท้ังนี้ขึ้นอยูกับบริบทและเจตนารมณของผูมีอํานาจทางการเมืองในขณะนั้นๆ จาก
ลักษณะของรฐั ธรรมนญู ไทยทแ่ี ตกตา งกนั ไปน้ัน ทาํ ใหเ หน็ ไดว า รัฐธรรมนญู ไทยมคี วามออ นไหวตอ การ
ดําเนินการทางการเมืองเปนอยางมาก ถาจําแนกรัฐธรรมนูญไทยตามเนื้อหาสาระจะพบวา
รฐั ธรรมนูญไทยบางฉบับมเี น้ือหาสาระท่ีสอดคลองกับกระบวนการทางการเมืองแบบประชาธิปไตย
ซ่ึงรฐั ธรรมนญู เหลานีจ้ ะมเี น้ือหาสาระท่ีเปดโอกาสใหประชาชนเขามามีสวนรวมทางการเมืองตั้งแต
ระดบั เบ้ืองตน เชน การเขา มาใชอํานาจทางการเมืองในรูปแบบการเลือกต้ัง หรืออาจเปดโอกาสให
ประชาชนเขามามสี วนรว มทางการเมืองใดระดับที่สูงข้ึน เชน สามารถเสนอรางพระราชบัญญัติ หรือ
ตรวจสอบการทาํ งานของผูดาํ รงตาํ แหนงทางการเมือง ในรปู แบบการเรม่ิ ตนถอดถอน เปน ตน
ในขณะทร่ี ัฐธรรมนญู ไทยบางฉบับกม็ เี น้ือหาสาระท่ไี มสอดคลองกับกระบวนการทางการเมอื ง
แบบประชาธิปไตย เชน การกําหนดใหท่ีมาของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไมไดมาจากการเลือกต้ัง
โดยตรง การใหอํานาจวุฒิสภาที่มาจากการแตงตั้งมีอํานาจมากกวาสภาผูแทนราษฎรท่ีมาจากการ
เลือกตง้ั เปน ตน
รฐั ธรรมนูญไทยบางฉบับมลี ักษณะทข่ี ดั แยง กบั แนวคดิ ประชาธปิ ไตย คือ มีลกั ษณะเปนเผด็จ
การอาํ นาจนยิ ม ที่เนน การใชอํานาจโดยกลุมผูมอี าํ นาจโดยไมตอบสนองตอ ผลประโยชนทางการเมือง
ของประชาชนอยา งแทจ ริง รัฐธรรมนญู ไทยในลักษณะนี้ เนน การควบคุมสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ใหอยูในวงจาํ กัด และการดําเนินการทางการเมอื งเปนไปตามความตองการของผูม ีอํานาจ
นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญไทยบางฉบับมีเน้อื หาสาระท่ีสอดคลอ งกับอดุ มการณประชาธปิ ไตยใน
บางเร่ือง ในขณะเดยี วก็มเี นื้อหาสาระบางสวนท่ียังคงเปดโอกาสใหมีการรอมชอมกับอํานาจนิยมใน
ขณะน้ันๆ ซงึ่ เรยี กรัฐธรรมนญู ในลกั ษณะนว้ี า รัฐธรรมนญู ประชาธปิ ไตยคร่งึ ใบ
154 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง
สาํ หรบั เหตผุ ลท่ปี ระเทศไทยมที ั้งรัฐธรรมนูญชั่วคราวและถาวร และคอนขางจะสลับกนั ไปมา
เปน เพราะรัฐธรรมนญู ถาวรมกั ถูกยกเลิกโดยการทํารัฐประหาร และมีการรางฉบับชั่วคราวข้ึนมาใช
แลว ดําเนินการรางฉบบั ถาวรขน้ึ มาใชในรปู แบบใดรปู แบบหนึ่ง แลว มีการจดั การเลอื กตงั้ จัดตง้ั รฐั บาล
ขึน้ ตามรัฐธรรมนญู ถาวร แลว มีการทาํ รฐั ประหารยกเลิกรัฐธรรมนูญถาวรนั้นอีก ทําใหการเมืองไทย
เผชิญกบั สภาวะชะงักงนั เสมอมา และทําใหรฐั ธรรมนญู ไทยตกอยภู ายใตวงั วนตลอดเวลาเปน วฏั จักรที่
ซ้ําซาก
ประวัติรฐั ธรรมนญู ไทย 155
แบบฝกหดั ทายบท
จงตอบคาํ ถามตอไปนี้
1. จงอธบิ ายถึงแนวคิดทเ่ี กย่ี วของกบั รัฐธรรมนญู จากเหตกุ ารณ ร.ศ. 103
2. จงอธบิ ายขอเสยี ของระบอบกษตั รยิ ภ ายใตรัฐธรรมนญู ตามแนวคดิ ของรัชกาลที่ 6
3. จงอธบิ ายถงึ การพยายามนาํ รัฐธรรมนญู มาใชในสมัยรัชกาลที่ 7
4. รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2489 มีสาระสาํ คญั ที่แตกตา งจากรฐั ธรรมนูญ
ฉบบั กอ นหนาอยางไร
5. รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2492 ทถ่ี กู รางโดยสภารางรฐั ธรรมนญู เปนคร้ัง
แรก มีสาระสาํ คัญอยา งไร
6. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจกั ร พ.ศ. 2502 ซง่ึ เปนตน แบบของรัฐธรรมนญู ใน
ลกั ษณะเดียวกันอกี หลายฉบับ มสี าระสาํ คญั อยา งไร
7. รฐั ธรรมนญู ไทยทม่ี ีเนอ้ื หาสาระแบบประชาธปิ ไตยครง่ึ ใบ มลี ักษณะอยางไร
8. รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ซงึ่ ไดช่อื วา รฐั ธรรมนญู ฉบับประชาชน มี
สาระสาํ คัญทใ่ี หอํานาจแกป ระชาชน อยางไร
9. จงวเิ คราะหแ ละอธิบายถึงสาเหตทุ สี่ ําคัญทท่ี าํ ใหป ระเทศไทยมีการเปลย่ี นแปลง
รัฐธรรมนญู บอ ยครงั้
บทท่ี 7
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช 2560
รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดท่ีใชในการปกครองประเทศ โดยเปนกฎหมายท่ีกําหนด
โครงสรา งพนื้ ฐานและสถาบันทางการเมืองในการจัดองคกรบริหารของรัฐ รวมถึงการคุมครองและ
รกั ษาสิทธิเสรภี าพของประชาชน และเปนรากฐานทม่ี าของกฎหมายอ่ืน ๆ จึงกลาวไดวารัฐธรรมนูญ
เปน กฎหมายทส่ี ําคญั ย่งิ เพราะเน้ือหาสาระของรัฐธรรมนูญทุกประเทศตางบัญญัติเรื่องของอํานาจ
การบรหิ ารประเทศไวท้งั สิ้น ไมวาประเทศนน้ั ปกครองดว ยระบอบประชาธปิ ไตย ระบอบคอมมิวนิสต
หรือระบอบการปกครองอื่น ตางก็บญั ญตั ไิ วในรฐั ธรรมนูญเร่ืองเดียวกัน คือ เร่ืองอํานาจการบริหาร
ประเทศ
ประเทศไทยนบั แตเ ปลยี่ นแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาสูระบอบ
ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาแบบประเทศอังกฤษ ใน พ.ศ. 2475 ถึง พ.ศ. 2560 เปนเวลา 85 ป
โดยในชว งเวลาดังกลา ว ประเทศไทยไดป ระกาศยกรา งและประกาศใชรฐั ธรรมนูญ เพ่ือใชเปนหลักใน
การปกครองประเทศ โดยมีรัฐธรรมนญู เปนกฎหมายสูงสดุ ในการกาํ หนดรูปแบบ สถาบัน และวิธีการ
ในการปกครองประเทศ มาแลวถึง 20 ฉบบั
ในบทนี้จะกลาวถึง รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ในสาระสําคัญ ท่ี
เกย่ี วกับ บททว่ั ไปของรฐั ธรรมนูญ สทิ ธแิ ละเสรภี าพของประชาชนชาวไทย รัฐสภา รัฐบาล ศาล และ
องคก รอสิ ระ มรี ายละเอียดดงั ตอ ไปน้ี
ความเบ้อื งตน เกย่ี วกบั รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2560
รฐั ธรรมนูญ แปลมาจากคําวา Constitution เร่ิมนํามาใชเม่ือดําเนินการยกรางรัฐธรรมนูญ
แหง ราชอาณาจักรสยาม (ไทย) ฉบบั ท่ี 2 ท่ปี ระกาศใชเปนกฎหมายสูงสุด เมอื่ วันที่ 10 ธนั วาคม พ.ศ.
2475 โดยตามศัพท รัฐธรรมนญู แปลวาระเบียบอํานาจหนา ทีใ่ นการปกครองแผนดิน
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 (2556 : 987) ไดบัญญัติความหมายของ
รัฐธรรมนูญ วาหมายถงึ บทกฎหมายสูงสุดทีจ่ ดั ระเบยี บการปกครองประเทศ โดยกาํ หนดรปู แบบของ
รฐั ระบอบการปกครองของรฐั รวมทั้งสถาบันและองคก รใชอาํ นาจอธปิ ไตยในการปกครองรฐั
ณัฐกร วิทิตานนท (2557 : 128) ไดกลาวถึงผลจากความเปนของกฎหมายสูงสุดของ
รัฐธรรมนูญไววา การที่รัฐธรรมนูญมีสถานะเปนกฎหมายสูงสุดของประเทศ ยอมสงผลตามมา 2
ประการ คือ
1. กฎหมายอน่ื ใดในระบบกฎหมายจะขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญมิได ดังรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย บัญญัติวา “รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุด บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือ
158 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมือง
ขอบังคบั หรือการกระทําใด ขัดหรือแยงตอ รัฐธรรมนญู บทบญั ญตั หิ รอื การกระทําน้นั เปนอันใชบ ังคับ
มไิ ด”
2. การแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญกระทําไดยาก โดยรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
บัญญัติวา “การแกไขเพิ่มเติมที่เปนการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษตั รยิ ทรงเปน ประมุข หรอื เปล่ียนแปลงรปู แบบของรฐั จะกระทํามิได” และโดยวธิ พี เิ ศษยง่ิ
กวา การแกไ ขกฎหมายอ่ืน ๆ
กลาวโดยสรุป รัฐธรรมนูญจึงหมายถึง กฎหมายสูงสุดท่ีใชในการปกครองประเทศ เปน
รากฐานที่มาแหงกฎหมายอื่น ซ่ึงไดกําหนดถึงที่มาแหงอํานาจอธิปไตย การใชอํานาจอธิปไตย และ
รวมถึงองคกรและสถาบนั ทางการเมือง ความสมั พันธข ององคกรหรอื สถาบนั ทางการเมอื ง รวมถึงการ
กําหนดสทิ ธแิ ละหนาท่รี ะหวางรัฐกับประชาชน
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 (ราชกิจจานุเบกษา, 2560 : 1-90)
ตราไว ณ วันท่ี 6 เมษายน พุทธศักราช 2560 เปนปที่ 2 ในรัชกาลปจจุบัน (สมเด็จพระเจาอยูหัว
มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร) ถือกําเนิดมาบนแนวคิดในการปฏิรูปในทางการเมือง
(Pliltical Reform) มี 16 หมวด 279 มาตรา ประกอบดว ย
หมวดท่ี 1 บทท่ัวไป (มาตรา 1-5)
หมวดท่ี 2 พระมหากษัตรยิ (มาตรา 6-14)
หมวดท่ี 3 สิทธิและเสรภี าพของปวงชนชาวไทย (มาตรา 25-49)
หมวดที่ 4 หนาทข่ี องชนชาวไทย (มาตรา 50)
หมวดที่ 5 หนาท่ีของรฐั (มาตรา 51-63)
หมวดท่ี 6 แนวนโยบายแหง รัฐ (มาตรา 64-78)
หมวดที่ 7 รฐั สภา (มาตรา 79-157)
หมวดท่ี 8 คณะรัฐมนตรี (มาตรา 158-183)
หมวดท่ี 9 การขดั กันแหงผลประโยชน (มาตรา 184-187)
หมวดท่ี 10 ศาล (มาตรา188-199)
หมวดที่ 11 ศาลรฐั ธรรมนญู (มาตรา 200-214)
หมวดที่ 12 องคก รอิสระ (มาตรา 215-247)
หมวดท่ี 13 องคกรอัยการ (มาตรา 248)
หมวดที่ 14 การปกครองสว นทองถิน่ (มาตรา 249-254)
หมวดที่ 15 การแกไ ขเพ่ิมเติมรฐั ธรรมนูญ (มาตรา 255-256)
หมวดที่ 16 การปฏริ ปู ประเทศ (มาตรา 257-261)
บทเฉพาะกาล (มาตรา 226-279)
สําหรับคาํ ปรารภเบอ้ื งตน ของรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2560 ที่ระบุเหตผุ ลใน
การประกาศใช เปนไปตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)
รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2560 159
พุทธศกั ราช 2557 (ราชกิจจานุเบกษา, 2557 : 1-2) ท่ีบัญญัติใหมีคณะกรรมการรางรัฐธรรมนูญ มี
หนา ที่รา งรฐั ธรรมนญู เพอ่ื ใชเ ปนหลักในการปกครอง และเปนแนวทางในการจดั ทาํ กฎหมายประกอบ
รัฐธรรมนูญและกฎหมายอ่ืน โดยไดกําหนดกลไกเพ่ือจัดระเบียบและสรางความเขมแข็งแกการ
ปกครองประเทศขึน้ ใหม ดวยการจัดโครงสรางของหนาท่ีและอํานาจขององคกรตาง ๆ ตามรัฐธรรม
และสัมพันธภาพระหวางฝายนิติบัญญัติกับฝายบริหารใหเหมาะสม การใหสถาบันศาลและองคกร
อิสระอื่นซึ่งมีหนาที่ตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ สามารถปฏิบัติหนาที่ไดอยางมีประสิทธิภาพ สุจริต
เท่ียงธรรม และมีสวนรวมในการปองกันหรือแกไขวิกฤตของประเทศตามความจําเปนและความ
เหมาะสม
รวมถึงการรับรอง ปกปองและคุมครองสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยใหชัดเจนและ
ครอบคลุมอยางกวางขวางย่ิงขึน้ โดยถือวาการมสี ิทธิเสรีภาพเปนหลกั การจํากัดตัดสิทธิเสรีภาพเปน
ขอ ยกเวน แตก ารใชสิทธเิ สรภี าพดังกลา วตองอยภู ายใตก ฎเกณฑเพื่อคุมครองสว นรวม
การกําหนดใหรัฐมีหนาท่ีตอประชาชนเชนเดียวกับการใหประชาชนมีหนาที่ตอรัฐ การวาง
กลไกปองกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจรติ และประพฤตมิ ิชอบท่ีเขม งวด เดด็ ขาด เพื่อมใิ หผบู รหิ ารท่ี
ปราศจากคุณธรรม จรยิ ธรรม และธรรมาภิบาลเขา มามอี ํานาจในการปกครองบานเมอื งหรือใชอ ํานาจ
ตามอําเภอใจ และการกําหนดมาตรการปองกันและบริหารจัดการวิกฤติการณของประเทศใหมี
ประสทิ ธภิ าพยิง่ ขน้ึ ตลอดจนไดกาํ หนดกลไกอื่น ๆ ตามแนวทางท่ีรัฐธรรมแหงราชอาณาจักร (ฉบับ
ชว่ั คราว) พุทธศักราช 2557 ระบไุ ว
รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2560 มีบทบัญญัติ จํานวน 279 มาตรา ใน
ท่ีนี้ จะไดอธิบายเพื่อประโยชนในการศึกษา โดยยึดตามหลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญ ซ่ึง
ประกอบดวย รูปแบบของรฐั รูปแบบการปกครอง ท่ีมาและผูใชอํานาจอธิปไตย หลักการใชอํานาจ
อธิปไตย หลักความเสมอภาคของประชาชนชาวไทย และหลักความเปนกฎหมายสูงสุดของ
รฐั ธรรมนญู พอสังเขป โดยมีรายละเอียด ดังนี้
บททั่วไป : หลักการสําคญั ของรฐั ธรรมนญู
รัฐธรรมนญู จะมบี ทบัญญัติในสาระสําคญั หลักการทัว่ ไป ไมร ะบรุ ายละเอียด เพราะเปนเอกสารแมบ ท
ท่ใี ชไ ดอกี ในระยะเวลานาน ถา ระบเุ นื้อหาไวยาวเกนิ ไปอาจกอใหเกิดความลา สมัยได เนอ้ื หาสาระที่
สําคัญของรัฐธรรมนูญประกอบไปดว ย (ราชกจิ จานุเบกษา, 2560 : 3-4)
มาตรา 1 “ประเทศไทยเปน ราชอาณาจักรอนั หนึ่งอันเดียว จะแบงแยกมิได” คือบทบัญญัติ
เรื่องรูปแบบของรัฐ นามประเทศ กําหนดนามประเทศท่ีใชรัฐธรรมนูญน้ีมีช่ือวาประเทศไทย เปน
ราชอาณาจักรคือมีพระมหากษัตรยิ เปนพระประมุข และเปน รัฐเด่ยี วทจี่ ะแบงแยกมิได
มาตรา 2 “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปน
ประมุข” คือบทบัญญัตเิ ร่ืองรูปแบบการปกครอง กําหนดใหประเทศไทยมีระบอบประชาธิปไตยใน
ระบบรฐั สภา อันมพี ระมหากษัตรยิ ท รงเปนประมขุ
160 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมือง
มาตรา 3 “อํานาจอธปิ ไตยเปน ของปวงชนชาวไทย พระมหากษตั รยิ ผูทรงเปน ประมขุ ทรงใช
อาํ นาจนนั้ ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบทบัญญัตแิ หง รฐั ธรรมนูญ” คอื บทบญั ญัติเร่อื ง
ท่มี าและผูใชอ าํ นาจอธิปไตย กาํ หนดใหอ าํ นาจอธปิ ไตยเปนของปวงชนชาวไทย พระมหากษตั ริยผทู รง
เปนพระประมุขทรงใชอํานาจน้ันทางรัฐสภาอันประกอบดวยสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา
คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญน้ี ท้ังนี้ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องคกร
อสิ ระ และหนว ยงานของรฐั ตอ งปฏิบตั หิ นา ทีใ่ หเปนไปตามรฐั ธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม
เพ่ือประโยชนสวนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม อันเปนหลักการใช
อาํ นาจอธปิ ไตย
มาตรา 4 “ศกั ดิ์ศรคี วามเปน มนษุ ย สทิ ธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลยอมไดรับ
ความคุม ครอง” คือบทบัญญตั เิ รอ่ื งหลักความเสมอภาคของประชาชนชาวไทย คุมครองศักด์ิศรีความ
เปนมนษุ ย สทิ ธิ เสรภี าพ และความเสมอภาค กําหนดใหศ กั ด์ศิ รีความเปนมนุษย สิทธิ เสรีภาพ และ
ความเสมอภาค บรรดาท่ีปวงชนชาวไทยเคยไดร บั การคุมครองตามประเพณีการปกครองประเทศใน
ระบอบประชาธิปไตย และตามพันธกรณีระหวางประเทศไทยมีอยูแลว ยอมไดรับการคุมครองตาม
รฐั ธรรมนูญน้เี สมอกันทุกคน
มาตรา 5 “รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสงู สดุ บทบัญญัติของกฎหมาย กฎ หรือขอบังคับ หรือ
การกระทําใด ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทํานั้น เปนอันใชบังคับมิได” คือ
บทบัญญัติเร่ืองหลกั ความเปน กฎหมายสูงสดุ ของรัฐธรรมนญู และรวมถึงเรอ่ื งหลกั การอุดชอ งวา งของ
รฐั ธรรมนญู กําหนดใหเม่ือไมมีบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้บังคับแกกรณีใด ใหกระทําการนั้นหรือ
วนิ ิจฉยั กรณนี ัน้ ไปตามประเพณกี ารปกครองไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรง
เปนประมขุ แตประเพณกี ารปกครองดงั กลาวตอ งไมข ดั หรือแยงตอ รัฐธรรมนูญนี้
พระมหากษตั รยิ ก บั รฐั ธรรมนญู
สถาบันพระมหากษัตริยเ ปนสถาบันทางการเมอื งทปี่ รากฏในประวตั ิศาสตรของประเทศไทย
ทมี่ อี ายธรรมและวฒั นธรรมที่เกาแก และมีวิวัฒนาการท่ีถือกําเนิดเคียงคูกับความเปลี่ยนแปลงทาง
สังคม ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 (ราชกิจจานุเบกษา, 2560 :
4)
มาตรา 6 “องคพ ระมหากษัตริยท รงดาํ รงอยูใ นฐานะอันเปนที่เคารพสักการะ ผูใดจะละเมิด
มิได ผูใดจะกลาวหาหรือฟองรองพระมหากษัตริยในทางใด ๆ มิได” คือบทบัญญัติเรื่องพระราช
สถานะขององคพระประมขุ กาํ หนดใหดํารงอยใู นฐานะอนั เปน ทเ่ี คารพสักการะ ผใู ดจะฟอ งรอ งในทาง
ใด ๆ มิได
มาตรา 7 “พระมหากษัตริยทรงเปนพุทธมามกะ และทรงเปนอัครศาสนูปถัมภก” คือ
บทบัญญัติเรื่องพระราชสถานะขององคพระประมุข กําหนดใหเปนอัครศาสนูปถัมภก กลาวคือ
รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2560 161
พระมหากษัตริยตองเปนพุทธมามกะ และยังตองทรงเปนผูอุปถัมภศาสนาตาง ๆ ท่ีมีผูนับถืออยูใน
ประเทศไทยดว ย
มาตรา 8 “พระมหากษัตริยทรงดํารงตําแหนงจอมทัพไทย” คือบทบัญญัติเรื่องพระราช
สถานะขององคพระประมุข กําหนดใหดํารงตําแหนงจอมทัพไทย กลาวคือพระมหากษัตริยเปนผู
บัญชาการสูงสดุ ของกองทพั ไทย
มาตรา 9 “พระมหากษตั ริยทรงไวซ่งึ พระราชอาํ นาจท่จี ะสถาปนาและถอดถอนฐานันดรศกั ดิ์
และพระราชทานและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ” คือบทบัญญัติเร่ืององคพระประมุขเปนท่ีมา
แหง ฐานนั ดรศกั ด์ิ อิสรยิ ยศ
ธโสธร ตูทองคํา (2559 : 12) กลา วสรปุ ไวว า ลักษณะสาํ คญั ของสถาบันพระมหากษตั รยิ แบง
ออกเปน 3 ประการ คอื
1. การเปนสถาบันเหนือสถาบันทางการเมืองอื่นในฐานะองคอธิปตยท่ีหมายถึงการเปน
สถาบันท่ใี ชอ าํ นาจสงู สดุ ในระบอบราชาธิปไตย และเปน สถาบันท่ีพระมหากษตั รยิ ทรงเปนประมขุ ของ
รฐั ในระบอบประชาธิปไตย เปน พระมหากษตั รยิ ภ ายใตรัฐธรรมนญู
2. การเปนสถาบนั ทเ่ี ปน ท่ยี อมรับจากสงั คมเพ่ือความชอบธรรม กอกําเนดิ ความสมั พันธกบั
ฐานอาํ นาจท้ังทางการเมือง เศรษฐกิจ และสงั คม
3. การเปน สถาบนั ท่สี ืบทอดโดยสายโลหติ เปนหลกั เปนการสืบทอดราชบลั ลังกโ ดยการสบื
สันตติวงศ เปนไปโดยการแตง ตั้ง มีกฎหมายหรอื จารตี ประเพณีกําหนด
สทิ ธแิ ละเสรีภาพของปวงชนชาวไทย
วรพจน วิศรตุ พชิ ญ (2538 : 22) ไดใ หคาํ อธิบายไววา สิทธิ (Right) คือประโยชนที่กฎหมาย
รบั รองและคุม ครองใหแกบคุ คลในอนั ทจ่ี ะกระทาํ เกยี่ วกับทรพั ยห รอื บคุ คล เชน สทิ ธใิ นทรัพยส นิ สทิ ธิ
ในรา งกาย เปนตน และ เสรภี าพ (Liberty) คือภาวะของมนษุ ยทีไ่ มอยูภายใตก ารครอบงําของผอู ื่น มี
อสิ ระท่จี ะกระทาํ การหรืองดเวนกระทาํ การ เชน เสรีภาพในการตดิ ตอสือ่ สาร เสรภี าพในการเดินทาง
เปน ตน
มานิตย จุมปา (2559 : 84) ไดจําแนกสิทธิและเสรีภาพไว 2 ประเภท คือ สิทธิเสรีภาพ
สัมบูรณ และสิทธิเสรภี าพสมั พัทธ ดงั น้ี
สิทธเิ สรีภาพสัมบูรณ หมายถึง สิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไววาเปนสิทธิเด็ดขาด ไม
อาจมกี ารจาํ กัดสทิ ธเิ สรีภาพประเภทนไ้ี ด เชน เสรภี าพในการนบั ถอื ศาสนา เปน ตน
สทิ ธิเสรภี าพสมั พัทธ หมายถงึ สทิ ธทิ ี่รฐั ธรรมนูญรบั รองไว แตใ นขณะเดียวกันก็เปดโอกาสให
มีการจํากัดสิทธิเสรีภาพนั้นได โดยกําหนดเง่ือนไว เชนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เปนตน
รฐั ธรรมนญู ของประเทศตา ง ๆ ตางกร็ บั รองและคุมครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล การกระทําใดที่ขัด
หรือแยง หรือลดทอนสทิ ธิเสรภี าพของบคุ คลจะกระทําไดก แ็ ตภ ายใตขอบเขตที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว
เทา นนั้
162 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง
ในรฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2560 เปลี่ยนวิธีการรับรองและคุมครอง
จากเดมิ ทรี่ ับรองและคุม ครองเฉพาะสทิ ธแิ ละเสรภี าพเฉพาะท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญทานั้น เปนวา
นอกจากสิทธิและเสรีภาพสาํ คญั ๆ ท่มี บี ทบญั ญัติคุมครองไวเ ปน การเฉพาะในรฐั ธรรมนญู แลว การใด
ทมี่ ไิ ดหามหรอื จาํ กดั ไวในรฐั ธรรมนูญหรือในกฎหมายหมาย บุคคลยอมมีสิทธิและเสรีภาพท่ีจะทําได
และไดร บั การคมุ ครอง ตามแนวมาตรา 5 ของคําประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมอื ง ค.ศ. 1789 ของ
ฝรั่งเศสและหลกั สากล (คณะอนุกรรมการยกรางรัฐธรรมนญู คณะกรรมรา งรัฐธรรมนญู , 2559 : 2)
กําหนดหลกั เกณฑการใชสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลใหชัดเจนวา การใชสิทธิหรือเสรีภาพ
ตอ ง ไมก ระทบกระเทอื นหรือเปน อันตรายตอความม่ันคงของประเทศ ไมกระทบกระเทือนหรือเปน
อนั ตรายตอความสงบเรยี บรอ ยและประชาชน และ ไมล ะเมดิ สิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น รวมถึง
ไมใ ชสทิ ธิเสรภี าพกนั อยางไมมขี อบเขต ไมค ํานึงถงึ สงั คมและผูอน่ื
กําหนดใหรัฐจํากดั สทิ ธหิ รอื เสรีภาพของประชาชนไดเ ฉพาะกรณที กี่ ฎหมายบัญญัติไวเทาน้ัน
และกฎหมายทีจ่ ะตราขน้ึ ตอ งจาํ กดั สิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลน้ัน ถารัฐธรรมนูญกําหนดเง่ือนไขไว
เปนการเฉพาะ ก็ตองเปนไปตามเงื่อนไขที่กําหนดเทานั้น แตถารัฐธรรมไมไดกําหนดเงื่อนไขไว
กฎหมายนั้น ตองไมเพิ่มภาระหรือจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแกเหตุ และจะ
กระทบกระเทอื นตอ ศักดิ์ความเปนมนษุ ยของบุคคลมไิ ด (คณะอนุกรรมการยกรางรัฐธรรมนูญ คณะ
กรรมรางรฐั ธรรมนูญ 29, 2559 : 3) การตรากฎหมายน้ันกําหนดใหกฎหมายตองมีผลใชบังคับเปน
การทว่ั ไป ไมมุงหมายใหใชบงั คับแกก รณใี ดกรณหี นึง่ หรือแกบุคคลใดบุคคลหน่งึ เปน การเจาะจง และ
ตองระบุเหตุผลความจําเปนในการจํากัดสิทธิและเสรภี าพไวด วย
รวมถึง การประกนั สิทธิและเสรีภาพขนั้ พ้นื ฐานตามท่ีไดร ับรองไวในปฏิญญาสากลวา ดว ยสิทธิ
มนษุ ยชน กติการะหวางประเทศวา ดว ยสทิ ธพิ ลเมืองและสทิ ธทิ างการเมือง และกติการะหวา งประเทศ
วา ดว ยสทิ ธทิ างเศรษฐกจิ สงั คม และวฒั นธรรมที่ประเทศไทยเปน ภาคี
กลาวโดยสรุปสิทธิเสรีภาพปรากฏอยูในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2560 ดงั ตอ ไปน้ี
มาตรา 28 สิทธแิ ละเสรภี าพในชีวิตและรางกาย
มาตรา 29 ความคุมครองทจี่ ะไมถกู บังคบั ใชก ฎหมายอาญายอ นหลัง และความคุมครองจาก
ขอสันนิษฐานในคดีอาญาวาไมม คี วามผดิ
มาตรา 30 ความคมุ ครองท่จี ะไมถกู เกณฑแ รงงาน
มาตรา 31 เสรภี าพในการนับถือศาสนา นิกาย ลัทธิทางศาสนา และเสรีภาพในการปฏิบัติ
ตามพธิ ีกรรมความเช่อื ของตน
มาตรา 32 สิทธใิ นความเปน อยูส ว นตัว เกยี รตยิ ศ ชือ่ เสยี ง และครอบครัว
มาตรา 33 เสรีภาพในเคหสถาน
มาตรา 34 เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ การโฆษณา และ
การสอื่ ความหมายโดยวิธีอ่ืน รวมถึงความคมุ ครองเสรีภาพในทางวชิ าการ
รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2560 163
มาตรา 35 เสรีภาพในการเสนอขา วสารและแสดงความคิดเห็นตามจรยิ ธรรมแหง วชิ าชีพของ
ส่อื มวลชน
มาตรา 36 เสรีภาพในการตดิ ตอสอ่ื สารถงึ กนั
มาตรา 37 สิทธิในทรัพยสนิ และการสืบมรดกและการไดรับคาเวนคนื
มาตรา 38 เสรีภาพในการเดินทางและการเลอื กถ่ินทอี่ ยู
มาตรา 39 คมุ ครองทีจ่ ะไมถ กู เนรเทศหรือถกู หามมใิ หเ ขามาในประเทศ
มาตรา 40 เสรภี าพในการประกอบอาชพี
มาตรา 41 สิทธิของบุคคลและชุมชน ในอันท่ีจะรับทราบและเขาถึงขอมูลหรือขาวสาร
สาธารณะในครอบครองของหนวยของรัฐ ในอันท่ีจะเสนอเรื่องราวรองทุกข รวมถึงในอันท่ีจะฟอง
หนว ยงานของรัฐ
มาตรา 42 เสรภี าพในการรวมกันเปน สมาคม สหกรณ สหภาพ องคกร ชุมชน หรือหมูคณะ
อืน่
มาตรา 43 สทิ ธิของบคุ คลและชุมชน ในอนั ที่จะอนุรักษ ฟน ฟู หรือสง เสริมภูมิปญญา ศิลปะ
วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีอันดีงามของทองถิ่นและของชาติ ในอันท่ีจะ
บาํ รุงรักษา และใชป ระโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ อยางสมดุล
และยั่งยืน ในอันที่จะเขาช่ือกันเพ่ือเสนอแนะตอหนวยงานของรัฐใหดําเนินการหรืองดเวนการ
ดําเนนิ การ อนั จะเปน ประโยชนตอ ประชาชนหรือชมุ ชน และในการจัดใหม ีระบบสวัสดิการของชุมชน
มาตรา 44 เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ
มาตรา 45 เสรภี าพในการรวมกันจัดตง้ั พรรคการเมอื ง
มาตรา 46 ความคุม ครองสิทธิในฐานะของผูบรโิ ภค
มาตรา 47 สิทธิรบั บริการสาธารณสขุ ของรฐั
มาตรา 48 สทิ ธิของมารดาในชวงระหวางกอนและหลงั การคลอดบตุ ร
มาตรา 49 สิทธิในการตอตานการลมลางระบอบประชาธิปไตย
จากทแ่ี สดงขางตน จะเหน็ ไดว า ปวงชนชาวไทยมีสิทธแิ ละเสรีภาพในหลากหลากดาน ดังน้ัน
เพ่ือที่จะใหมีผลใหสิทธิและเสรีภาพเปนจริงในทางปฏิบัติรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย จึงมี
บทบัญญตั กิ าํ หนดใหการใชอาํ นาจโดยองคก รของรัฐทุกองคก รตอ งคํานงึ ถึงศกั ด์ิความเปน มนษุ ย สิทธิ
เสรีภาพและความเสมอภาคของบคุ คล และบัญญตั หิ นา ท่ขี องรฐั ไวเ ปน การเจาะไวใ น หมวด 5 หนาท่ี
ของรัฐ มาตรา 51-63
แมวารัฐธรรมนูญจะรับรองสิทธแิ ละเสรีภาพไว แตสิทธแิ ละเสรีภาพทรี่ ับรองไวในรัฐธรรมนูญ
น้ัน บางประการรับรองไวโดยเดด็ ขาดไมมกี ารจํากัด บางประการรบั รองไวโ ดยอาจมีการจาํ กัดได
หนาที่ของปวงชนชาวไทยตามบทบัญญตั ิแหง รัฐธรรมนูญ
มานิตย จุมปา (2541 : 52) ไดอธิบายไววา เมื่อรัฐธรรมนูญมีการบัญญัติกําหนดใหสิทธิ
เสรภี าพและปวงชนชาวไทยแลว กย็ อ มจะตองมีการกาํ หนดหนา ทแ่ี กปวงชนชาวไทยดวย ดังคํากลาว
164 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง
ที่วา “สงั คมใดกต็ ามทีม่ ีการใหสิทธิเสรีภาพแกสมาชิกในสังคม ก็ยอมจะตองมีการกําหนดหนาที่แก
สมาชกิ ท่ีจะตองปฏิบัตติ ามดวย”
คําวา “สิทธิ” มีคําคูกันอยู คือ “หนาท่ี” ไมวาจะเร่ืองใดๆ ก็ตาม เม่ือมี “สิทธิ” ก็ยอมมี
“หนาที่” คูกันเสมอไป เชน บิดามารดามีสิทธิที่จะปกครองดูแลบุตรผูเยาวตลอดจนลงโทษไดตาม
สมควร แตใ นขณะเดียวกันกฎหมายกก็ ําหนดหนาที่ของบิดามารดาไววามีหนาที่ตองใหการอุปการะ
เล้ียงดูและใหก ารศกึ ษาแกบตุ รตามสมควร
หยุด แสงอุทัย (2538 : 159) ไดสรุปไววา ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนมี 2 สถานะ
กลา วคือ ฐานะเปนผูปกครอง ในฐานะน้ีประชาชนเลือกผูแทนของตนมาปฏิบัติงานในสภาแทนตน
และ ฐานะเปน ผอู ยใู ตปกครอง ในฐานะนี้รัฐธรรมนูญกําหนดใหประชาชนไดไปซึ่งสิทธิและเสรีภาพ
แตใ นขณะเดียวกนั ก็ตอ งกําหนดใหมหี นาทบี่ างประการเปนของคูก นั ไปดวย เม่ือปวงชนชาวไทยมีสิทธิ
ไดร บั ประโยชนจ ากรฐั ตามทร่ี ัฐธรรมนูญกาํ หนด ก็ยอมมีหนา ท่ที ีจ่ ะตองปฏิบตั ติ อรฐั ดวยเชน กัน
สําหรบั หนา ทข่ี องปวงชนชาวไทย ไดบ ัญญตั ิไวในหมวด 4 แหงรัฐธรรมนูญแหงราชอาราจักร
ไทย พุทธศกั ราช 2560 ทวี่ าดว ยหนา ทข่ี องปวงชนชาวไทย โดยบญั ญัติไวในมาตรา 50 บญั ญัตกิ าํ หนด
หนา ท่ปี วงชนชาวไทย ไว 10 ประการ ดังน้ี
1. พทิ ักษร ักษาไวซง่ึ ชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย
อันมพี ระมหากษัตริยท รงเปน ประมขุ
2. ปองกันประเทศ พิทักษร ักษาเกียรตภิ ูมิ ผลประโยชนของชาติ และสาธารณสมบัติของ
แผน ดนิ รวมท้ังใหค วามรว มมอื ในการปองกันและบรรเทาสาธารณภัย
3. ปฏบิ ัติตามกฎหมายอยา งเครง ครดั
4. เขา รบั การศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบงั คบั
5. รับราชการทหารตามที่กฎหมายบญั ญตั ิ
6. เคารพและไมล ะเมิดสทิ ธิและเสรีภาพของบคุ คลอ่นื และไมก ระทาํ การใดที่อาจกอ ใหเกิด
ความแตกแยกหรือเกลียดชงั ในสงั คม
7. ไปใชสิทธิเลือกตั้งหรือลงประชามติอยางอิสระโดยคํานึงถึงประโยชนสวนรวมของ
ประเทศเปนสําคัญ
8. รวมมือและสนับสนนุ การอนุรักษและคุมครองส่ิงแวดลอม ทรัพยากรธรรมชาติ ความ
หลากหลายทางชวี ภาพ รวมท้ังมรดกทางวฒั นธรรม
9. เสยี ภาษีอากรตามท่กี ฎหมายบญั ญตั ิ
10. ไมรวมมือหรอื สนับสนุนการทจุ ริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ
จากทกี่ ลา วถงึ สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย จะเห็นไดวาปวงชนชาวไทยมีสิทธิและ
เสรีภาพในหลากหลากดา น ทงั้ น้ีสิทธแิ ละเสรีภาพจะเปนจริงเพียงใดก็ข้ึนอยูกับวารัฐซ่ึงมีหนาท่ีตอง
เอ้อื อํานวยใหเ ปน ไปตามสิทธแิ ละเสรภี าพนัน้ เพียงใดดว ย
รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 165
หนาทีข่ องรฐั ทจ่ี ะตองปฏบิ ตั เิ พื่อตอบสนองตอสิทธเิ สรีภาพของประชาชน
วิษณุ เครืองาม (2530 : 26) ไดกลาวในเรื่องหนาที่ของรัฐ ไวโดยสรุปดังน้ี รัฐมีหนาที่ 2
ประการ คือ หนาที่กระทําการ หมายความวา ในกรณีท่ีบุคคลหรือชุมชนมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ
ประการใด รัฐตองมีหนาที่จัดการใหไดรับสิทธินั้นสมตามที่กําหนดไว และหนาที่งดเวนกระทําการ
หมายความวา ในกรณที ี่บคุ คลหรอื ชุมชนมเี สรีภาพในการกระทาํ การใด ยอมมีอิสระในการกระทําน้ัน
รฐั มีหนา ท่ีทจ่ี ะงดเวน การกระทาํ การใด ๆ อนั จะเปน การแทรกแซงเสรีภาพดงั กลาว
ดังนั้นเพ่ือท่ีจะใหมีผลใหสิทธิและเสรีภาพเปนจริงในทางปฏิบัติ รัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย จงึ มบี ทบัญญัติกําหนดใหการใชอํานาจโดยองคกรของรัฐทุกองคกรตองคํานึงถึง
ศกั ด์ิความเปน มนษุ ย สิทธิ เสรภี าพและความเสมอภาคของบุคคล และบญั ญัติหนา ที่ของรัฐไวเ ปนการ
เฉพาะไว
หมวด 5 หนา ทีข่ องรฐั (มาตรา 51-63) โดยรัฐมีหนาที่ทําใหสิทธิของประชาชนเปนสิ่งที่จับ
ตองได
หนา ทีข่ องรฐั ประกอบดว ย หนาที่พ้ืนฐาน และหนา ในการทําใหส ทิ ธขิ องประชาชนเปนสิ่งจับ
ตอ งได (คณะอนุกรรมการยกรา งรฐั ธรรมนูญ คณะกรรมการรางรัฐธรรมนูญ, 2559 : 4)
หนาท่ีพน้ื ฐาน รัฐตอ งพิทกั ษรักษาไวซ่งึ สถาบันพระมหากษตั รยิ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพ
แหง อาณาเขตและเขตท่ปี ระเทศไทยมสี ิทธิอธิปไตย ความมั่นคงแหงชาติ และความสงบเรยี บรอยของ
ประชาชน และรฐั ตอ งดูแลใหม กี ารปฏิบัตติ ามและบงั คบั ใชกฎหมายอยางเครง ครัด
หนาท่ีในการทําใหสิทธิของประชาชนเปนส่ิงจับตองได รัฐตองดําเนินการหรือจัดใหมี
การศึกษากอ นวัยเรียนสําหรับประชาชนอยางท่ัวถึง และเม่ือถึงวันท่ีตองไดรับการศึกษาภาคบังคับ
รองตองดําเนินการใหเด็กทุกคนไดรับการศึกษาภาคบังคับที่มีคุณภาพอยางทั่วถึงโดยไมเรียกเก็บ
คาใชจ าย และในการจัดการศึกษาทุกระดับชั้น รัฐตองมุงพัฒนาผูเรียนใหเปนคนดี มีวินัย ภูมิใจใน
ชาติ และสามารถเช่ยี วชาญไดตามความถนดั และศกั ยภาพของผูเรียนซงึ่ แตกตางกนั
รฐั ตอ งดาํ เนินการใหป ระชาชนไดร ับบริการสาธารณะสุขที่มคี ุณภาพอยา งทว่ั ถงึ
รัฐตองจัดหรือดําเนินการใหมีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานท่ีจําเปนตอการดํารงชีวิตของ
ประชาชนอยางทว่ั ถงึ ตามหลักการพัฒนาอยางยง่ั ยืน
รัฐตองคมุ ครองและบาํ รงุ รกั ษาทรัพยากรธรรมชาติ ส่ิงแวดลอม และความหลากหลายทาง
ชีวภาพใหเกิดประโยชนอยางยั่งยืน โดยตองสอดคลองกับหลักการมีสวนรวมของประชาชน และ
หลกั การกระจายอํานาจ
รัฐตองระมดั ระวังในการใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติ ใหเกดิ ผลกระทบตอประชาชน
ชุมชน สิ่งแวดลอม และความหลากหลายทางชีวภาพนอยท่ีสุด กรณีเกิดผลกระทบรัฐตองเยียวยา
ความเดอื ดรอ นหรือความเสยี หายใหแ กประชาชนหรอื ชุมชนทไี่ ดรบั ผลกระทบอยางเปน ธรรมและโดย
ไมชักชา และรัฐตองดําเนินการใหประชาชนท่ีเก่ียวของกับการดําเนินการตาง ๆ ของรัฐ ที่อาจ
166 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง
กอ ใหเกดิ ผลกระทบตอความสงบสุข วิถชี ีวิตหรือสขุ ภาพของประชาชนหรือชุมชน หรือส่งิ แวดลอม ได
มีสว นรวม และตองรบั ฟงความคดิ เหน็ ของประชาชนท่ีเก่ียวขอ งกัน
รฐั ตอ งเปด เผยขอมลู ขา วสารของราชการที่มใิ ชข อมูลเก่ียวกบั ความม่ันคงของรฐั หรอื ความลบั
ของทางราชการ และตองจดั ใหประชาชนเขา ถงึ ขอ มลู ดังกลาวโดยสะดวกตามท่กี ฎหมายบัญญตั ิ
รัฐตอ งรกั ษาไวซ ึ่งคลน่ื ความถี่และสิทธิในวงโคจรของดาวเทียมอันเปนทรัพยากรของชาติ
รัฐตอ งจดั ใหมีมาตรการหรอื กลไกในการคมุ ครองสทิ ธขิ องผูบรโิ ภค และตอ งสงเสริมสนบั สนนุ
ใหม ีการรวมตวั กันเพอ่ื คุมครองผูบรโิ ภค
รัฐตองรักษาวินัยการเงินการคลังอยางเครงครัด เพื่อใหฐานะการเงินการคลังของรัฐ มี
เสถียรภาพและม่นั คงอยางย่งั ยนื
รัฐตองใชม าตรการและกลไกเพ่อื ขจัดการทจุ รติ และประพฤติมิชอบในวงราชการทกุ รปู แบบ
ทง้ั น้ี ถารฐั “ไมท าํ หนา ที่” ดังกลาว ประชาชนสามารถฟองศาลรัฐธรรมนูญไดโดยตรง หรือ
จะไปรองคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ วาผูเกี่ยวของจงใจไมปฏิบัติตาม
รัฐธรรมนญู ได (คณะอนุกรรมการยกรา งรฐั ธรรมนูญ คณะกรรมการรา งรฐั ธรรมนูญ, 2559 : 6)
แนวนโยบายแหง รฐั : แนวทางใหรัฐดําเนินการตรากฎหมายและกําหนดนโยบายในการ
บรหิ ารราชการแผน ดิน
มานิตย จุมปา (2541 : 56) ไดอธิบายแนวนโยบายแหงรัฐไววา แนวนโยบายแหงรัฐมี
ประโยชนตอรัฐบาลท่ีบริหารประเทศ 2 ประการ คือ ประการแรก เปนแนวทางสําหรับการตรา
กฎหมาย และประการทสี่ อง เปนแนวทางในการกําหนดนโยบายในการบริหารราชการแผน ดนิ ดงั นน้ั
แนวนโยบายแหง รัฐจึงเปนหลกั การ (Principles) ตา งไปจากนโยบายของรัฐบาลที่รัฐบาลทุกรัฐบาล
ตองจดั ทาํ ซงึ่ เปน ตัวนโยบาย (Policy) แนวนโยบายแหงรัฐเปนการบัญญัติหลักการท่ีเปนกลาง ที่แต
ละรฐั บาลสามารถนาํ ไปปฏิบัตไิ ด
รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2560 กาํ หนดแนวนโยบายพ้ืนฐานของรัฐไว
ที่สาํ คญั ดงั ตอ ไปนี้ (ราชกจิ จานเุ บกษา, 2560 : 17-20)
1. รฐั พงึ จัดใหมี “ยุทธศาสตรชาติ” เปนแนวทางเปนเปาหมายการพัฒนาประเทศอยาง
ย่งั ยนื ตามหลกั ธรรมาภบิ าล
2. รฐั พึงสงเสรมิ สมั พนั ธไมตรกี บั นานาประเทศ โดยถอื หลกั ความเสมอภาคในการปฏบิ ัตติ อ
กัน และไมแ ทรกแซงกจิ การภายในของกันและกัน ใหความรวมมือกับองคการระหวางประเทศและ
คุม ครองผลประโยชนของชาตแิ ละคนไทยในตางประเทศ
3. รัฐพงึ อุปถัมภแ ละคมุ ครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอนื่
4. รัฐพึงจัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมทุกดานใหมีประสิทธิภาพ เปน
ธรรม และไมเ ลือกปฏิบัติ และใหประชาชนเขาถงึ กระบวนการยตุ ิธรรมไดโดยสะดวก รวดเร็ว และไม
เสยี คา ใชจา ยสงู เกินสมควร
รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 167
5. รัฐพึงจัดใหมีและสงเสริมการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร เทคโนโลยี และศิลป
วิทยาการแขนงตาง ๆ ใหเกิดความรู การพัฒนา และนวัตกรรม เพ่ือความเข็มแข็งของสังคมและ
เสริมสรางความสามารถของคนในชาติ
6. รัฐพึงสง เสริมและใหความคุมครองชาวไทยกลุมชาติพันธุตาง ๆ ใหมีสิทธิดํารงชีวิตใน
สังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวถิ ีชีวติ ดั้งเดิมตามความสมคั รใจไดอยางสงบสุข ไมถกู รบกวน
7. รัฐพึงเสริมสรางความเขมแข็งของครอบครัวอันเปนองคประกอบพื้นฐานที่สําคัญของ
สังคม รวมตลอดท้ังสงเสริมและพัฒนาการสรางเสรมิ สุขภาพเพ่อื ใหประชาชนมสี ุขภาพทแ่ี ข็งแรงและ
มจี ติ ใจทเี่ ขม แข็ง
8. รัฐพึงดําเนนิ การเกี่ยวกับที่ดนิ ทรัพยากรน้ํา และพลังงาน โดยมีการวางแผนการใช จัด
ใหม ีการวางผังเมือง จัดใหมีมาตรการกระจายการถอื ครองทดี่ นิ จดั ใหมีทรัพยากรน้ําที่มีคุณภาพและ
เพยี งพอ รวมถึงสง เสริมการอนรุ ักษพ ลังงานและการใชพ ลงั งานอยา งคมุ คา และพฒั นาอยางย่ังยืน
9. รัฐพึงจัดใหมีมาตรการหรือกลไกท่ีชวยใหเกษตรกรประกอบเกษตรกรรมไดอยางมี
ประสทิ ธิภาพ ไดผลผลิตท่ีมีปริมาณและคณุ ภาพสูง
10. รัฐพงึ สงเสรมิ ใหประชาชนมคี วามสามารถในการทํางานโดยเหมาะสมกับศักยภาพและ
วยั และพงึ คุมครองผใู ชแรงงานใหไดร บั ความปลอดภยั ในการทํางาน โดยไดรับสวสั ดกิ าร รายได และ
สทิ ธิประโยชนอื่นทเี่ หมาะสมแกการดาํ รงชพี
11. รัฐพงึ จัดระบบเศรษฐกิจใหป ระชาชนมโี อกาสไดรบั ประโยชนจ ากความเจริญเติบโตทาง
เศรษฐกิจไปพรอมกนั อยางทั่วถงึ เปนธรรม และย่ังยืน และรัฐตองไมประกอบกิจการท่ีเปนลักษณะ
เปนการแขงขันกับเอกชน
12. รัฐพึงพัฒนาระบบการบริหารราชการแผนดิน ใหเปนไปตามหลักการบริหารกิจการ
บา นเมอื งทด่ี ี และพึงดาํ เนนิ การใหม กี ฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหนวยงานของรัฐให
เปนไปตามระบบคณุ ธรรม
13. รัฐพึงใหมีกฎหมายเพียงเทาท่ีจําเปน และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความ
จาํ เปนหรอื ไมส อดคลอ งกับสภาพการณ หรอื ที่เปน อุปสรรคตอการดํารงชีวิตหรือการประกอบอาชีท่ี
ไมจําเปนอยา งรวดเรว็ เพือ่ ไมใ หเ ปนภาระแกประชาชน
14. รฐั พงึ สง เสริมใหป ระชาชนและชุมชนมคี วามรคู วามเขาใจท่ถี ูกตองเก่ียวกับการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั ริยทรงเปนประมุข
สถาบนั ทางการเมอื งตามรัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั ไทย พ.ศ. 2560
รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรบญั ญัตไิ วใ น มาตรา 3 วา อํานาจอธิปไตยเปนของปวงชนชาว
ไทย พระมหากษัตริยผทู รงเปน พระประมขุ ทรงใชอาํ นาจน้ัน ทางรฐั สภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตาม
บทบญั ญัตแิ หง รฐั ธรรมนูญนี้
168 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมอื ง
รัฐสภา : อํานาจฝา ยนติ บิ ัญญตั ิ
คําวา รัฐสภา น้ัน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2554 (2556 : 987) ได
ใหคํานิยามไวว า รัฐสภา หมายถึง องคก ารนติ บิ ญั ญตั ิ ทําหนาท่บี ัญญตั ิกฎหมาย ประกอบดว ยวุฒิสภา
และสภาผแู ทนราษฎร
มานติ ย จมุ ปา (2559 : 56-57) ไดอธบิ ายถงึ อาํ นาจฝา ยนติ ิบัญญัตไิ ว วา รัฐสภาเปนองคกรที่
ใชอํานาจนิติบัญญัติ มีหนาที่ออกกฎหมายใชบังคับในประเทศ โครงสรางของรัฐสภา อาจ
ประกอบดวยสภาเพียงสภาเดยี ว หรอื สองสภากไ็ ด แลวแตรัฐธรรมนูญของแตละประเทศจะกําหนด
คาํ วา “สภาเดยี ว” คอื สมาชกิ สภามีฝายเดยี วหรือประเภทเดยี ว ประชมุ พรอมกนั ในเวลาและสถานท่ี
เดยี วกนั มีอํานาจหนาท่ีอยางเดียวกัน มีท่ีมาอยางเดียวกัน สวนคําวา “สองสภา” คือ สมาชิกแบง
ออกเปนสองฝายหรือสองประเภท ประชุมแยกกันคนละเวลาและสถานท่ี มีอํานาจหนาที่มากนอย
ตางกนั แตอ าจมีกรณีทสี่ ภาท้ังสองประชุมรว มกนั ได
จุมพล หนิมพานิช (2551 : 87) ไดกลาวไววา รัฐสภามีความหมายมากกวาองคการหรือ
สถาบันซึ่งเปนผูใชอํานาจนิติบัญญัติ เพราะรัฐสภายังมีหนาที่ในการควบคุมดูแลและประสานงาน
เกยี่ วกับกจิ การของรฐั บาล และยังตองทําหนาที่เปนตัวแทนประชาชนอีกดวย ในแงดังกลาวในทาง
ทฤษฎี โดยเฉพาะในกรณขี องรฐั สภาแบบอังกฤษ (รัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยในระบบรฐั สภา) จึง
ถอื วา รฐั สภาเปนสถาบนั ทางการเมืองที่มอี าํ นาจสูงสุดในการปกครอง มีอํานาจทั้งการออกกฎหมาย
และอํานาจในการควบคุมการบริหารราชการแผน ดนิ
ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2560 หมวด 7 รฐั สภา (มาตรา 79-157)
มหี ลักการสาํ คญั ประกอบดวย สภาผูแทนราษฎร วุฒิสภา (ราชกิจจานุเบกษา, 2560 : 20) อํานาจ
หนาท่ีของรัฐสภา และการประชุมรวมกันของรัฐสภา และไดกําหนดโครงสรางของรัฐสภาให
ประกอบดวยสองสภา คือ สภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา โดยรัฐสภาจะประชุมรวมกันหรือแยกกัน
ยอ มเปนไปตามบทบญั ญัติแหงรัฐธรรมนูญ โดยกําหนดขอหามไวไมใหบุคคลเปนสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรและสมาชิกวุฒสิ ภาในขณะเดยี วกัน ประธานสภาผูแทนราษฎรเปนประธานรัฐสภา ประธาน
วุฒิสภาเปน รองประธานรฐั สภา สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรหรอื สมาชิกวุฒสิ ภา จํานวนไมนอ ยกวาหน่ึง
ในสิบของจาํ นวนสมาชกิ ท้ังหมดเทาทมี่ ีอยูของแตละสภา มีสิทธิเขาช่ือรองตอประธานแหงสภาท่ีตน
เปนสมาชิกวาสมาชกิ ภาพของสมาชิกคนใดคนหนึง่ แหง สภาน้ันสนิ้ สดุ ลง
องคป ระกอบสภาผแู ทนราษฎร ประกอบดว ยสมาชกิ จํานวน 500 คน กลา วคอื สมาชิกซึ่งมา
จากการเลอื กตั้งแบบแบง เขตเลือกต้ังจํานวน 350 คน และ สมาชิกซึ่งมาจากบัญชีรายชื่อของพรรค
การเมืองจํานวน 150 คน
วธิ กี ารไดม าซึ่งสมาชกิ สภาผูแทนราษฎร แบบแบงเขตเลอื กต้ังใหใชวิธีลงคะแนนโดยตรงและ
ลับ มีวาระ 4 ป โดยใหแตละเขตเลือกต้ังมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไดเขตละหน่ึงคน และผูมีสิทธิ
เลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลอื กตงั้ ไดคนละหนึ่งคะแนน กาบัตรเดียว โดยจะนับคะแนนไปคํานวณ
จดั สรรสมาชกิ สภาผูแทนราษฎรแบบบัญชีรายชอ่ื ตอ ไป
รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2560 169
บคุ คลผมู สี ิทธเิ ลือกต้ัง ตอ งมคี ุณสมบัติ ดังตอ ไปน้ี กลา วคอื มีสัญชาตไิ ทย มอี ายุไมต าํ่ กวา 18
ปใ นวันเลอื กตง้ั และ มชี อื่ อยใู นทะเบียนบา นในเขตเลอื กตง้ั มาแลว เปนเวลาไมนอ ยกวา 90 วัน นับถึง
วันเลือกตง้ั
บุคคลผูมีลักษณะตองหามดังตอไปน้ีในวันเลือกตั้ง เปนบุคคลตองหามมิใหใชสิทธิเลือกต้ัง
กลา วคอื เปนภกิ ษุ สามเณร นักพรต หรอื นักบวช อยใู นระหวางถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไมวาคดีนั้น
จะถงึ ทสี่ ดุ หรือไม ตองคุมขังอยูโดยหมายของศาลหรือโดยคําส่ังที่ชอบดวยกฎหมาย และ วิกลจริต
หรอื จิตฟนเฟอนไมสมประกอบ
ผูมสี ิทธิสมคั รรับเลอื กต้ังเปน สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎร กลา วคือ มสี ญั ชาติไทยโดยการเกิด มี
อายไุ มต ํ่ากวา 25 ปน บั ถงึ วนั เลอื กต้ัง และเปนสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแตเพียง
พรรคเดยี ว
ผมู ีลักษณะตองหา มมใิ หใ ชสิทธสิ มคั รรับเลอื กตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร กลาวคือ ติด
ยาเสพตดิ ใหโทษ เปน บคุ คลลม ละลายหรอื เคยเปนบคุ คลลม ละลายทจุ รติ เปน เจาของหรอื ผูถือหุนใน
กจิ การหนังสอื พมิ พหรือสอ่ื มวลชนใด ๆ เปนบคุ คลผมู ีลักษณะตอ งหา มมใิ หใชส ทิ ธเิ ลือกตั้ง อยรู ะหวา ง
ถกู ระงบั สทิ ธิรับเลือกตัง้ ชั่วคราว หรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกต้ังตามคําพิพากษาหรือตามคํา
วินจิ ฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ตองคําพิพากษาใหจําคุกหรือถูกคุมขังอยูโดยหมายของศาล เคยไดรับ
โทษจาํ คุกโดยไดพ นโทษมายังไมถงึ สบิ ปน ับถงึ วันเลอื กต้ัง เคยถกู สง่ั ใหพ นจากราชการ หนวยงานของ
รัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตตอหนาที่ หรือถือวากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวง
ราชการ เคยตอ งคําพพิ ากษาหรอื คาํ สง่ั ของศาลอันถงึ ท่สี ดุ ใหทรพั ยส นิ ตกเปน ของแผน ดนิ เพราะราํ่ รวย
ผิดปกติหรือมีทรัพยเพิ่มข้ึนผิดปกติ เคยตองคําพิพากษาอันถึงท่ีสุดวากระทําความผิดตอตําแหนง
หนาท่ีราชการ หรือตอตําแหนงหนาท่ีในการยุติธรรม หรือกระทําความผิดตามกฎหมายวาดวย
ความผดิ ของพนักงานในองคก ารหรือหนว ยงานของรัฐ หรือกระทําความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิ
ชอบ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพยที่กระทําโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตาม
กฎหมายวา ดวยการกยู มื เงนิ ท่ีเปนการฉอโกงประชาชน กฎหมายวาดวยยาเสพติดในฐานเปนผูผลิต
นาํ เขา สง ออก หรอื ผคู า กฎหมายวา ดวยการพนัน ในฐานความผิดเปน เจา มือหรือเจา สํานัก กฎหมาย
วา ดว ยการปอ งกันและปราบปรามการคามนุษย และกฎหมายวาดวยการปอ งกนั และปราบปรามการ
ฟอกเงนิ เคยตอ งคําพพิ ากษาอันถึงที่สุดวากระทาํ การอันเปนการทุจรติ ในการเลือกต้ัง
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรเปนผูแทนของปวงชนชาวไทย ไมอยูในความผูกมัดแหงอาณัติ
มอบหมาย หรือความครอบงําใด ๆ ปฏิบตั หิ นาทใ่ี นการใชอาํ นาจอธิปไตยแทนประชาชนในดา นตา ง ๆ
เพื่อรกั ษาและดแู ลผลประโยชนข องสว นรวม ตามรัฐธรรมนูญ กําหนดใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรมี
อาํ นาจหนา ที่ ดงั ตอไปนี้
1. ปห น่ึงมปี ระชมุ 2 สมยั สมยั ละไมนอยกวา 120 วนั
2. พิจารณารางกฎหมาย หนาท่ีจัดทํากฎหมาย กลาวคือ มีหนาท่ีในการออก แกไข
เปลีย่ นแปลง หรอื ยกเลิกพระราชบญั ญตั ิ ตลอดจนการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
170 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง
3. ควบคุมการบริหารราชการแผนดินของคณะรัฐมนตรีใหเปนไปตามรัฐธรรมนูญและ
กฎหมาย กลาวคอื การดาํ เนนิ การควบคมุ การปฏบิ ตั งิ านของรัฐบาลที่แถลงไวต อรัฐสภา
4. สมาชิกสภาผูแทนราษฎร จํานวน 1 ใน 5 สามารถเสนอญัตติอภิปรายไมไววางใจ
รัฐมนตรเี ปน รายบุคคลหรือท้งั คณะได
5. สมาชกิ สภาผูแทนราษฎร จํานวน 1 ใน 10 สามารถเสนอญัตติเพื่อขอใหเปดอภิปราย
ทั่วไปโดยไมมกี ารลงมตไิ ด
นอกจากจะมอี ํานาจหนา ที่ตามท่ีกาํ หนดไวใ นรฐั ธรรมนูญแลว สมาชิกสภาผูแทนราษฎรยังมี
หนา ที่ทเี่ กดิ จากธรรมเนียมและประเพณีทปี่ ฏบิ ัตสิ ืบตอ กนั มา ที่สําคัญ เชน มหี นา ที่รับฟง ความคิดเหน็
ของประชาชนเพ่อื ทจ่ี ะเปน แหลง สะทอนถึงความทุกขย ากของประชาชนใหฝายบริหารและฝายตา ง ๆ
ไดร ับรูแ ละดาํ เนนิ การแกไขใหถูกตอ ง มหี นา ท่ีสนใจและติดตามขาวสารเกี่ยวกับความเดือดรอนของ
ประชาชนท่วั ประเทศ และตอ งใหความรว มมือในการหาแนวทางแกป ญ หาดังกลา ว และเปน ตัวอยา งท่ี
ดใี นดา นความประพฤติ คา นยิ ม และการปฏิบตั ติ นเพื่อใหเกดิ ความศรัทธาอนั ดีงามตอประชาชน
จุมพล หนิมพานิช (2551 : 95) ไดกลาวถึงวุฒิสภาของประเทศไทยไว สรุปไดวา นับแต
ประเทศไทยสถาปนาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย เมื่อ พ.ศ. 2475 แรกเริ่มคณะผู
เปลี่ยนแปลงการปกครองจัดรูปการปกครองในรูปสภาเดยี ว แตต ิดขดั ในเร่ืองความรู ความชํานาญใน
การปกครองประเทศ การจัดใหมีวุฒิสภาในระยะหน่ึงก็เพ่ือใหมาเปนพ่ีเล้ียงของสภาผูแทนราษฎร
โดยจะแตงตั้งจากผูทรงคุณวุฒิในสาขาตาง ๆ รัฐธรรมนูญมักจะกําหนดใหมาจากการแตงต้ังโดย
นายกรัฐมนตรีเพราะตอ งการใหฝายบริหารเขมแข็ง โดยคัดสรรจากผูท่ีมีความรูความชํานาญในดาน
ตาง ๆ ทั้งท่ีเปนขาราชการและไมเปนขาราชการ ตอมา รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2540 ไดปรับเปลี่ยนวิธีการไดมาซ่ึงสมาชิกวุฒิสภา โดยกําหนดใหมาจากการเลือกตั้ง
โดยตรงจากประชาชนเชนเดียวกบั สภาผูแ ทนราษฎร
อยางไรก็ตาม แมจะมีการเปลี่ยนแปลงท่ีมาของสมาชิกวุฒิสภา จากการแตงต้ังเปนการ
เลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน การเลือกตั้งโดยตรงน้ีทําใหสมาชิกวุฒิสภาตองอิงกับระบบเมือง
การเมืองเพื่อประโยชนในการหาเสียงเลือกต้ัง ท้ังรัฐธรรมนูญไดใหอํานาจในการถอดถอนผูดํารง
ตาํ แหนงทางการเมืองดว ย จงึ มคี วามพยายามจากฝายการเมืองทีจ่ ะเขาครอบงาํ สมาชิกวฒุ สิ ภา ตอมา
แมจ ะมีการเปล่ียนแปลงที่มาโดยใชระบบผสม กลาวคือ มาจากการเลือกต้ังโดยตรงของประชาชน
สวนหนงึ่ กับการสรรหาอกี สวนหนึ่ง ก็เกดิ ปญ หาใหมข้ึน คอื การเลือกต้งั ยงั อิงกบั ระบบการเมอื ง สวน
การสรรหานน้ั ขาดความยดึ โยงกบั ประชาชน (คณะอนุกรรมการยกรางรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการรา ง
รฐั ธรรมนูญ, 2559 : 14) ทําใหม ีการเปลย่ี นแปลงวิธีการไดม าใหม โดยใหมาจากการเลือกกันเองของ
ประชาชนพลเมืองผมู ีความรู ความเชย่ี วชาญ จากทกุ ภาคสว นท่ีหลากหลายของสังคม พฒั นาจากการ
เปนสภาพีเ่ ลย้ี งสูการเปนสภาเติมเตม็ โดยจะชวยพิจารณารางกฎหมายที่ผานการพิจารณาของสภา
ผแู ทนราษฎรใหร อบดาน
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2560 171
นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ยังกําหนดใหมีวุฒิสภาซ่ึง
ประกอบดวยสมาชิก จํานวน 200 คน ซ่ึงมาจากการเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู ความ
เชีย่ วชาญ ประสบการณ อาชีพ ลักษณะ หรอื ประโยชนร วมกนั หรือทาํ งานหรอื เคยทาํ งานดานตาง ๆ
ทห่ี ลากหลายของสังคม โดยในการแบงกลุมตองแบงในลักษณะที่ทําใหประชาชนซึ่งมีสิทธิสมัครรับ
เลือกทกุ คนสามารถอยใู นกลมุ ใดกลุม หนึ่งได
คณุ สมบตั ทิ ีส่ มาชิกวฒุ สิ ภาตอ งมี กลาวคือ มีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไมต่ํากวา 40 ป
ในวันสมคั รรับเลือก มคี วามรูความเชี่ยวชาญและประสบการณ หรือทํางานในดานตางๆ ที่สมัคร ไม
นอ ยกวา 10 ป และไมมีลักษณะตอ งหา มตามมาตรา 98 มาตรา 109 มวี าระ 5 ป มาตรา 113 ตอ งไม
ฝก ใฝหรือยอมตนอยใู ตอาณัตขิ องพรรคการเมอื งใดๆ มสี ถานะเปน ผูแทนปวงชนชาวไทยเชนเดียวกับ
สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎร
สมาชิกวฒุ สิ ภามีหนา ท่ชี ว ยพิจารณารา งกฎหมายทผี่ านการพจิ ารณาของสภาผแู ทนราษฎรให
รอบดาน และใหความเห็นชอบการตั้งต้ังผูดํารงตําแหนงในองคกรอิสระตามบทบัญญัติในหมวด
องคก รอสิ ระ
สมาชกิ วฒุ สิ ภาจํานวนไมน อยกวา 1 ใน 10 ของจํานวนสมาชกิ ทั้งหมดเทา ที่มีอยูของวุฒิสภา
มสี ทิ ธิเขา ช่ือขอเปด อภิปรายทั่วไปในวฒุ สิ ภา เพอ่ื ใหค ณะรฐั มนตรีแถลงขอเท็จจริง หรือช้ีแจงปญหา
สาํ คญั เก่ียวกับการบรหิ ารราชการแผน ดนิ โดยไมม ีการลงมติ
อํานาจหนาทขี่ องรัฐสภา
ในการประชุมรว มกันของรฐั สภาและบทบญั ญตั ิท่ใี ชแกสภาท้ัง 2 ในรัฐธรรมนญู ใหม โดยสรุป
วา รฐั สภามีอํานาจในการออกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ดังตอไปนี้ (ราชกิจจานุเบกษา,
2560 : 37)
1. พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญวา ดว ยการเลือกตั้งสมาชกิ สภาผแู ทนราษฎร
2. พระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนูญวา ดวยการไดม าซึ่งสมาชกิ วฒุ สิ ภา
3. พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวา ดว ยคณะกรรมการการเลือกต้งั
4. พระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู วา ดวยพรรคการเมือง
5. พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู วาดวยผูตรวจการแผน ดนิ
6. พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกนั และปราบปรามการทุจรติ
7. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวา ดวยการตรวจเงนิ แผนดิน
8. พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนูญวา ดว ยวิธพี จิ ารณาของศาลรฐั ธรรมนญู
9. พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวา ดว ยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผดู ํารงตําแหนงทาง
การเมอื ง
10. พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวาดว ยคณะกรรมการสิทธมิ นุษยชนแหง ชาติ
172 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง
การประชมุ รวมกันของสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา ในกรณีตอไปน้ี (ราชกิจจานุเบกษา,
2560 : 45)
1. การใหความเหน็ ชอบในการแตง ต้งั ผสู าํ เรจ็ ราชการแทนพระองค
2. การปฏญิ าณตนของผูสําเรจ็ ราชการแทนพระองคต อ รัฐสภา
3. การรับทราบการแกไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบราชสันตติวงศ พระ
พุทธศกั ราช 2467
4. การรบั ทราบหรือใหความเห็นชอบในการสบื ราชสมบตั ิ
5. การใหความเหน็ ชอบในการปด สมัยประชุม
6. การเปด ประชุมรัฐสภา
7. การพิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรม
8. การปรึกษารางพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญหรือรา งพระราชบัญญตั ใิ หม
9. การพิจารณาใหความเหน็ ชอบ
10. การเปด อภิปรายทัว่ ไป
11. การตราขอบงั คบั การประชมุ รฐั สภา
12. การแถลงนโยบายตาม
13. การใหค วามเหน็ ชอบในการประกาศสงคราม
14. การรบั ฟง คาํ ชี้แจงและใหค วามเหน็ ชอบหนงั สอื สัญญา
15. การแกไขเพิม่ เตมิ รัฐธรรมนญู ตามมาตรา 256
ในท่ปี ระชุม สมาชิกผูใ ดจะกลาวถอยคําใดในทางแถลงขอเท็จจริง แสดงความคิดเห็น หรือ
ออกเสยี งลงคะแนน ยอมเปนเอกสทิ ธิ์โดยเดด็ ขาด ผูใดจะนาํ ไปเปนเหตุฟองรองวากลาวสมาชิกผูนั้น
ในทางใด ๆ มไิ ด
ในระหวางสมัยประชุม หามมิใหจับกุม คุมขัง หรือหมายเรียกตัวสมาชิกรัฐสภาไปทําการ
สอบสวนในฐานะทเ่ี ปนผูตอ งหาในคดอี าญา เวน แตจะไดรับอนุญาตจากสภาที่ผูนั้นเปนสมาชิก หรือ
เปนการจบั ในขณะทําผดิ
ชัยวัฒน มานศรีสุข (2559 : 2) กลาวสรุปไววา รัฐสภาเปนสถาบันทางการเมืองสําคัญท่ีมี
ประวัติศาสตรยาวนาน มีรูปแบบหลักแบงเปนสภาเดียวและสภาคู และมีอํานาจหนาท่ีท้ังดานนิติ
บญั ญตั ิ ดา นทเ่ี กี่ยวขอ งกบั ฝา ยบริหาร และดานอื่นๆ ในฐานะท่ีเปนผูแทนของประชาชน ซ่ึงรัฐสภา
ไทยตงั้ แตภ ายหลังการเปล่ยี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มีทั้งรูปแบบท่ีเปนระบบสภาเดียวและ
ระบบสภาคู การทาํ หนา ทขี่ องรัฐสภาแตกตางกันไปในแตละชวงเวลา
กลาวโดยสรุป สภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา รวมกันเรียกวา รัฐสภา เปนองคกรทางนิติ
บญั ญตั ิ มสี ถานะเปน ตวั แทนของปวงชนชาวไทย มีอาํ นาจตามบทบญั ญตั แิ หง รัฐธรรมนญู โดยสรุปคือ
อํานาจในการตรากฎหมาย กลาวคือมีอํานาจในการออกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
พระราชบัญญัตทิ ่วั ไป ตลอดจนแกไ ขเพมิ่ เตมิ หรือยกเลิกพระราชบญั ญตั ติ าง ๆ อํานาจในการควบคุม
รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 173
การบรหิ ารราชการแผนดิน กลา วคอื มีอาํ นาจหนาท่ีควบคมุ การบริหารราชการแผนดิน โดยสอดสอง
ดแู ลการปฏิบตั งิ านของฝายบรหิ าร ตามวธิ กี ารทรี่ ัฐธรรมนูญกําหนดไว เชน การต้ังกระทูถาม การขอ
เปดอภิปรายท่ัวไปเพื่อไมไววางใจรัฐมนตรี และการใหความเห็นชอบ กลาวคือมีอํานาจในการ
พจิ ารณาใหความเหน็ ชอบในเรือ่ งสําคัญ ๆ ท่ีเกย่ี วของกบั ผลประโยชนของประเทศชาติ
คณะรฐั มนตรี : อํานาจบริหาร
วิษณุ เครอื งาม (2530 : 550) และ มานติ ย จมุ ปา (2541 : 93) ไดอธบิ ายถึงอํานาจบรหิ ารไว
สรปุ ไดวา คณะรัฐมนตรี หมายถึง คณะบุคคลผูทําหนา ที่บริหารหรือปกครองประเทศ คณะรัฐมนตรี
เปนองคกรทมี่ ีอํานาจหนาท่ีตามกฎหมายอยางกวางขวาง ภารกิจสําคัญของคณะรัฐมนตรีในฐานะท่ี
เปนฝายบรหิ ารกค็ อื การบังคบั การใหเ ปนไปตามกฎหมาย
คณะรัฐมนตรี มคี วามสําคัญทั้งในทางกฎหมาย ในทางการเมอื ง และในทางอํานาจ กลาวคือ
ในทางกฎหมาย เปนองคกรฝายบริหารที่มีหนาที่บังคับการใหเปนไปตามกฎหมาย ในทางการเมือง
เปนสัญลักษณแหงอํานาจทางการเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศ และ ในทางอํานาจ มี
กฎหมายตา ง ๆ ใหอาํ นาจคณะรัฐมนตรีมาก อีกทั้งคณะรัฐมนตรีเปนผูกําหนดนโยบายของประเทศ
ดวย
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กําหนดจํานวนไวไมเกิน 36 คน โดย
พระมหากษตั ริยท รงแตงต้งั นายกรฐั มนตรจี ากบคุ คลซ่ึงสภาผแู ทนราษฎรใหค วามเห็นชอบตามมาตรา
159 ประธานสภาผูแทนราษฎรเปนผลู งนามรับสนองพระบรมราชโองการ โดยมีวาระดํารงตําแหนง
รวมกันแลว เกนิ 8 ป ไมไ ด
รัฐมนตรี ตองมีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไมตํ่าวา 35 ป สําเร็จการศึกษาไมตํ่ากวา
ปรญิ ญาตรหี รือเทยี บเทา มีความซอ่ื สัตยสุจริตเปนที่ประจักษ และไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา
98
คณะรัฐมนตรีตองแถลงนโยบายตอรัฐสภาซ่ึงตองสอดคลองกับหนาท่ีของรัฐ แนวนโยบาย
แหงรัฐ และยุทธศาสตรชาติ และตองชี้แจงแหลงท่ีมาของรายไดท่ีจะนํามาใชจายในการดําเนิน
นโยบาย โดยไมมีการลงมติความไววางใจ
รฐั มนตรยี อ มมีสทิ ธิเขา ประชุมและแถลงขอเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในท่ีประชุมสภา
แตไมม สี ิทธิออกเสยี งลงคะแนน
คณะรัฐมนตรีตองดําเนินการตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได
แถลงไวต อรฐั สภา และตอ งปฏบิ ัตติ ามหลักเกณฑ ดังตอไปน้ี
1. ปฏบิ ัติหนา ที่ดวยความซ่ือสัตย สุจรติ เสียสละ เปดเผย และมคี วามรอบคอบ
2. ใชจ า ยเงินแผน ดนิ ตามกฎหมายวา ดว ยวินัยการเงินการคลงั อยา งเครง ครดั
3. ยึดถอื และปฏิบตั ติ ามหลักการบริหารกจิ การบา นเมอื งท่ีดี และ
4. สรางเสริมใหท ุกภาคสวนในสงั คมอยรู ว มกนั อยางผาสุก
174 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง
ในกรณีที่มปี ญหาสาํ คัญเก่ียวกบั การบริหารราชแผน ดิน จะขอใหป ระธานรฐั สภาเปดอภปิ ราย
ทว่ั ไปในทป่ี ระชุมรว มกันของรัฐสภาโดยไมม ีการลงมติ กไ็ ด
ในกรณีท่ีมเี หตอุ ันสมควร คณะรัฐมนตรี อาจจดั ใหม กี ารออกเสยี งประชามตใิ นเร่ืองใด ๆ อัน
มิใชเร่ืองท่ีขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญหรือที่เกี่ยวกับตัวบุคคลหรือคณะบุคคล ได ตามที่กฎหมาย
บญั ญัติ
อํานาจในการออกพระราชกําหนด ในกรณีเพอ่ื ประโยชนในอนั ทจ่ี ะรกั ษาความปลอดภัยของ
ประเทศ และความปลอดภยั สาธารณะ ความม่ันคงในทางเศรษฐกิจ หรือปองปดภัยพิบัติสาธารณะ
ในกรณีทีเ่ ห็นวา เปน กรณฉี ุกเฉินมีความจาํ เปน รบี ดวนอันมอิ าจหลีกเลี่ยงได ดังเชน พระราชบญั ญตั ิ
อาํ นาจในการออกพระราชกาํ หนด ในกรณีมีความจาํ เปนเก่ียวดวยภาษีอากรหรือเงินตราซ่ึง
ตอ งไดรับการพิจารณาโดยดว นและลบั เพอื่ รักษาประโยชนของแผน ดนิ
มหี นา ทีล่ งนามรบั สนองพระบรมราชโองการ บทกฎหมาย พระราชหัตเลขา และพระบรม
ราชโองการอนั เกี่ยวกบั ราชการแผน ดิน
วรวลัญช โรจนพล (2559 : 5) กลาวสรุปไววา รัฐบาลเปนสถาบันทางการเมืองที่ทําหนาที่
ปกครอง เปนผใู ชอํานาจอธิปไตยหรืออํานาจรัฐ ในรัฐสมัยใหม หมายถึง สถาบันทางการเมืองที่ทํา
หนา ท่ีเปน ฝา ยบริหาร ซงึ่ แนวคิดท่สี าํ คัญในการอธิบายที่มา ฐานะ และอาํ นาจของรฐั บาล คือ แนวคดิ
สญั ญาประชาคม
ศาล : อาํ นาจตลุ าการ
มานิตย จุมปา (2559 : 60) ไดกลา วถึงอํานาจตุลาการไววา ศาลเปนองคกรท่ีใชอํานาจตุลา
การ โดยมีหนาท่ีในการพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งอํานาจหนาที่ของศาลนี้กระทบกระเทือนตอสิทธิ
เสรีภาพของประชาชน ดังนน้ั เพ่ือใหศ าลทําหนา ท่ีไดด ีที่สุด ผูพพิ ากษาของศาลจะตองมีหลักประกัน
ในความเปนอิสระ ปราศจากการแทรกแซงใด ๆ ไมวาจะเปน จากฝา ยบรหิ าร ฝา ยนติ บิ ัญญตั ิ หรือฝา ย
ตุลาการดว ยกันเอง
รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2560 ไดบัญญตั ิคมุ ครองความเปน อิสระและ
การปฏบิ ัตหิ นาท่ี ดงั น้ี
1. การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเปนอํานาจของศาล ซึ่งตองดําเนินการใหเปนไปตาม
กฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตาม
รฐั ธรรมนญู และกฎหมาย ใหเ ปน ไปโดยรวดเร็ว เปนธรรม และปราศจากอคตทิ ้ังปวง
2. บรรดาศาลทัง้ หลายจะต้ังขึน้ ไดแ ตโดยพระราชบัญญัติ แตจ ะตง้ั ศาลขึ้นใหมเ พือ่ พิจารณา
คดีใดคดหี นงึ่ โดยเฉพาะแทนศาลท่มี ีอยู จะกระทํามิได
3. องคพ ระประมขุ ทรงแตงตั้งและใหผพู พิ ากษาและตลุ าการพนจากตาํ แหนง
รัฐธรรมนญู ฯ ไดม กี ารจัดระบบศาลใหม โดยแยกศาลรฐั ธรรมนญู แยกออกไป คงไวในหมวดนี้
เพียง 3 ประเภท ประกอบดวย ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร แตละศาลมีอํานาจ
พจิ ารณาคดแี ตกตา งกนั ไป ดังน้ี
รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2560 175
ศาลยุติธรรม มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีท้ังปวง เวนแตคดีท่ีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย
บญั ญตั ิใหอ ยใู นอาํ นาจของศาลอน่ื ใหมีแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองในศาลฎีกา
และการบริหารงานบุคคลตองมีความเปนอิสระ และดําเนินการโดยคณะกรรมการตุลาการศาล
ยุติธรรม
ศาลปกครอง มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครองอันเน่ืองมาจากการใชอํานาจทาง
ปกครองตามกฎหมาย หรือเน่ืองมาจากการดําเนินกิจการทางปกครอง มี 2 ช้ันศาล กลาวคือ ศาล
ปกครองสูงสุดและศาลปกครองช้ันตน และการบริหารงานบุคคลตองมีความเปนอิสระ และ
ดาํ เนินการโดยคณะกรรมการตลุ าการศาลปกครอง
ศาลทหาร มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดอี าญา ที่ผกู ระทําความผิดเปน บคุ คลซ่ึงอยใู นอาํ นาจ
ศาลทหาร และคดีอนื่ ตามทก่ี ฎหมายบญั ญัติ
รฐั ธรรมนูญฯ แยกบทบัญญัตเิ กย่ี วกับศาลรัฐธรรมนูญไวตางหากในหมวด 11 (มาตรา 200)
ประกอบดวยตลุ าการ 9 คน ซึง่ พระมหากษัตริยทรงแตงต้ัง จากศาลฎีกา 3 คน ศาลปกครอง 2 คน
ศาสตราจารยส าขานติ ศิ าสตร 1 คน ศาสตราจารยส าขารฐั ศาสตร/รัฐประศาสนศาสตร 1 คน และผูมี
ประสบการณในการบริหารราชการแผนดินระดับอธิบดีขึ้นไป 2 คน โดยความเห็นชอบจากวุฒิสภา
ดว ยคะแนนเสียงไมนอ ยกวากึง่ หน่ึงของจํานวนสมาชกิ ทั้งหมดเทาท่ีมอี ยูของวฒุ สิ ภา ดํารงตาํ แหนงได
เพียงวาระเดยี ว (7 ป) มหี นา ที่ ดังนี้ วนิ ิจฉยั ความชอบดว ยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย หรือรางกฎหมาย
วนิ จิ ฉัยปญหาเก่ียวกับหนาท่ีและอํานาจของสภาผูแทนราษฎร วุฒิสภา คณะรัฐมนตรี หรือองคกร
อสิ ระ รวมท้งั หนา ทีแ่ ละอาํ นาจอ่นื ตามที่บญั ญตั ิไวใ นรัฐธรรมนูญ เชน มาตรา 213 วินิจฉัยวาบุคคล
ใดถกู ละเมดิ สิทธหิ รอื เสรภี าพท่ีรัฐธรรมนูญคมุ ครองไวห รอื ไม
องคคณะในการนั่งพิจารณาและในการทําคําวินิจฉัยตองประกอบดวยตุลาการศาล
รัฐธรรมนูญไมนอยกวา 7 คน ใหถ ือเสียงขา งมาก โดยคําวนิ จิ ฉัยของศาลรฐั ธรรมนูญใหเ ปน เด็ดขาด มี
ผลผกู พนั รัฐสภา คณะรัฐมนตรี องคก รอิสระ และหนว ยงานของรฐั
องคก รอสิ ระ
กอนป พ.ศ. 2540 รัฐธรรมนูญไทยไมมีองคอิสระมากอน แตในรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ไดกําหนดใหมีองคกรอิสระขึ้น และ รัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2550 กม็ กี ารรบั รองความมอี ยูแ ละหนา ทแ่ี ละอํานาจขององคก รอสิ ระ
สืบมา กลาวไดวา องคกรอิสระเกิดข้ึนและดํารงอยูตามความตองการของประชาชน
(คณะอนุกรรมการยกรา งรฐั ธรรมนญู คณะกรรมการรา งรัฐธรรมนญู , 2559 : 21-22) ซงึ่ องคกรอิสระ
เปน องคกรท่ีจดั ต้งั ข้ึนใหมคี วามอสิ ระในการปฏบิ ัตหิ นา ทเี่ พอื่ ดาํ เนนิ การหรือตรวจสอบการใชอํานาจ
รัฐใหเปนไปโดยชอบดวยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย การปฏิบัติหนาท่ีและการใชอํานาจขององคกร
อสิ ระ ตอ งเปน ไปโดยสุจริต เทีย่ งธรรม กลาหาญ และปราศจากอคติทงั้ ปวง ในการใชด ลุ พินจิ
176 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง
รัฐธรรมนญู หมวด 12 กําหนดใหมีองคกรอิสระ ประกอบดวย คณะกรรมการการเลือกต้ัง
ผูตรวจการแผนดิน คณะกรรมการปอ งกนั และปราบปรามการทุจริตแหงชาติ คณะกรรมการตรวจเงิน
แผน ดนิ และคณะกรรมการสิทธมิ นุษยชน คณุ สมบัติทว่ั ไปท่ีตอ งมี คอื มีอายุไมต ่ําวา 45 ป แตไมเกิน
70 ป มีคุณสมบัติตามมาตรา 201 และไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา 202 (ราชกิจจานุเบกษา,
2560 : 62)
ใหศาลรัฐธรรมนญู และองคกรอสิ ระรว มกันกาํ หนดมาตรฐานทางจรยิ ธรรมข้นึ ใชบังคบั แกตลุ า
การศาลรฐั ธรรมนูญและผดู าํ รงตําแหนง ในองคกรอิสระ
ในการปฏิบัติหนาที่ ใหองคกรอิสระรวมมือและชวยเหลือกันเพ่ือใหบรรลุเปาหมายในการ
ปฏบิ ตั หิ นาทีข่ องแตแ ละองคก ร
คณะกรรมการการเลือกตัง้
ประกอบดว ยกรรมการ 7 คน ซึง่ พระมหากษัตรยิ ท รงแตง ตง้ั ตามคาํ แนะนําของวุฒิสภา จาก
การสรรหา 5 คน และจากการคัดเลือกของท่ปี ระชมุ ใหญศ าลฎีกา 2 คน วาระการดํารงตําแหนง 7 ป
วาระเดยี ว มีหนาที่และอํานาจ จัดใหมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร และการเลือกสมาชิก
วุฒสิ ภา การเลือกต้งั สมาชิกสภาทอ งถิ่นและผบู ริหารทอ งถ่นิ และการออกเสียงประชามติ ใหเปนไป
โดยสุจริตและเที่ยงธรรม จดั หรอื ดําเนินการใหม กี ารจดั การออกเสียงประชามติ ใหเ ปนไปโดยชอบดวย
กฎหมาย และดูแลการดําเนินงานของพรรคการเมืองใหเปนไปตามกฎหมาย (ราชกิจจานุเบกษา,
2560 : 63-66)
ผตู รวจการแผนดิน
มีจาํ นวน 3 คน ซง่ึ พระมหากษัตรยิ ท รงแตง ตงั้ ตามคาํ แนะนําของวุฒิสภา จากผูซ่ึงไดรับการ
สรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา มีวาระการดํารงตําแหนง 7 ป วาระเดียว มีหนาที่และอํานาจ
เสนอแนะตอหนวยงานของรฐั ท่เี ก่ยี วขอ งเพือ่ ใหมกี ารปรับปรงุ กฎหมาย กฎ ขอบังคับ ระเบียบ หรือ
คาํ สงั่ ใด ๆ แสวงหาขอเท็จจริงกรณีมีผูไดรับความเดือนรอนหรือไมเปนธรรมอันเนื่องมาจากการไม
ปฏิบัติตามกฎหมายหรอื นอกเหนอื หนา ทีแ่ ละอํานาจตามกฎหมายของหนวยงานของรัฐหรอื เจาหนา ที่
ของรัฐ เสนอเร่ืองตอ ศาลรฐั ธรรมนญู เม่อื เหน็ วาบทบัญญตั ิแหงกฎหมายใดมีปญ หาเกี่ยวกบั ความชอบ
ดวยรฐั ธรรมนญู และ เสนอตอศาลปกครอง เมอื่ เหน็ วากฎ คําสงั่ หรือการกระทาํ อนื่ ใดของหนวยงาน
ของรัฐหรือเจาหนาท่ีของรัฐมีปญหาเกี่ยวกับความชอบดวยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย (ราชกิจจา
นเุ บกษา, 2560 : 66-67)
คณะกรรมการปอ งกนั และปราบปรามการทุจริตแหงชาติ
ประกอบดวยกรรมการจํานวน 9 คน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงต้ังตามคําแนะนําของ
วฒุ สิ ภา จากผซู งึ่ ไดร ับการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา วาระการดาํ รงตําแหนง 7 ป วาระเดียว มี
หนาทแ่ี ละอํานาจ ไตส วนและมีความเหน็ กรณีมกี ารกลาวหาวาผูด าํ รงตําแหนงทางการเมือง ตุลาการ
ศาลรฐั ธรรมนญู ผูดํารงตาํ แหนง ในองคก รอสิ ระ หรอื ผวู า การตรวจเงินแผน ดนิ เจาหนาทีข่ องรฐั ผูใดมี
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2560 177
พฤตกิ ารณรํ่ารวยผดิ ปกติ ทุจริตตอ หนา ที่ หรอื จงใจปฏบิ ัติหนาท่ีหรือใชอํานาจขัดตอบทบัญญัติแหง
รฐั ธรรมนูญหรือกฎหมาย (ราชกิจจานุเบกษา, 2560 : 67-70)
คณะกรรมการตรวจเงนิ แผนดิน
ประกอบดวยกรรมการจํานวน 7 คน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงต้ังตามคําแนะนําของ
วฒุ สิ ภา จากผูซงึ่ ไดรับการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา วาระในการดาํ รงตําแหนง 7 ป เพยี งวาระ
เดียว มีหนา ทแี่ ละอาํ นาจ วางนโยบายการและกําหนดหลักเกณฑม าตรฐานการตรวจเงินแผนดนิ และ
กํากับการตรวจเงินแผนดินใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยวินัยการเงินการคลังของรัฐ รวมถึง ให
คาํ ปรึกษา แนะนํา และเสนอแนะใหมีการแกไ ขขอ บกพรองเก่ียวกับการตรวจเงินแผน ดิน และวินิจฉัย
อุทธรณข องหนวยงานของรัฐที่ไมเห็นดวยกับคําส่ังเกี่ยวกับการตรวจเงินแผนดิน โดย ใหมีผูวาการ
ตรวจเงนิ แผนดินคนหนง่ึ ซ่ึงพระมหากษัตรยิ ท รงแตง ตั้งตามคําแนะนาํ ของวุฒสิ ภา โดยไดร บั การเสนอ
ช่ือจากคณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน (ราชกิจจานุเบกษา, 2560 : 70-72)
คณะกรรมการสทิ ธมิ นุษยชนแหงชาติ
ประกอบดวยกรรมการจํานวน 7 คน ซ่ึงพระมหากษัตริยทรงแตงต้ังตามคําแนะนําของ
วฒุ สิ ภาจากผซู งึ่ ไดรบั การสรรหา มีวาระการดํารงตาํ แหนง 7 ป เพียงวาระเดียว มีหนาที่และอํานาจ
ตรวจสอบและรายงานขอ เทจ็ จริงท่ถี กู ตอ งเก่ียวกับการละเมดิ สิทธมิ นุษยชนทุกกรณีโดยไมลา ชา และ
เสนอแนะมาตรการหรือแนวทางท่ีเหมาะสม ตอหนวยงานของรัฐ หรือเอกชนท่ีเก่ียวของ จัดทํา
รายงานผลการประเมินสถานการณด านสิทธมิ นุษยชนของประเทศเสนอตอรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี
เพือ่ ดาํ เนินการปอ งกันแกไขและเยยี วยาตอ ไป (ราชกจิ จานุเบกษา, 2560 : 72-73)
การแกไ ขเพ่ิมเตมิ รัฐธรรมนญู
รัฐธรรมนญู ท่ไี ดประกาศใชในชวงเวลาหน่ึง เม่ือกาลเวลาผานไปอาจทําใหไมสอดคลองกับ
สภาพการณท เ่ี ปลยี่ นแปลง หรืออาจไมสอดคลอ งกบั ความตอ งการของประชาชน จึงเปน ปกติธรรมดา
ที่รฐั ธรรมนญู ยอ มสามารถแกไ ขเพ่ิมเติมไดเพ่ือใหเกิดความเหมาะสมสอดคลองกับสภาพการณและ
ความตองการของประชาชน
กาญจนารัตน ลวี ิโรจน (2544 : 39) ไดอธิบายไววา การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมายถึง
การเปลย่ี นแปลงถอ ยคําบทบญั ญัตหิ รือเนือ้ หาแหงรฐั ธรรมนูญ ไมวา โดยแกไ ขบทบญั ญัติหรอื เนื้อหาที่
ปรากฏอยแู ลว หรือเปนการเพมิ่ เตมิ บทบัญญตั หิ รือเนอ้ื หาทีไ่ มไ ดป รากฏอยูในรฐั ธรรมนญู มากอน
วิษณุ เครอื งาม (2530 : 733) ไดก ลา วสรปุ ไวว า การแกไขเพม่ิ เตมิ รฐั ธรรมนูญ หมายถึง การ
เปล่ียนแปลงรัฐธรรมนูญ ไมวาโดยการแกไขถอยคําหรือขอความเดิมท่ีมีอยูแลว หรือโดยเพ่ิมเติม
ขอความใหมเ ขา ไป
เมอ่ื รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดของประเทศ ทําใหบทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือ
ขอบังคบั ขัดหรือแยง ตอรัฐธรรมนูญ บทบัญญตั นิ ัน้ เปนอันบังคับใชไมได รวมถึงไดกําหนดโครงสราง
กลไกพ้ืนฐานเก่ียวกับองคกรหรือสถาบันทางการเมืองของประเทศ และคุมครองสิทธิเสรีภาพของ
178 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง
ประชาชน ซึง่ เปนหัวใจหลักของการปกครองดวย ดงั นั้นการแกไ ขเพิ่มเตมิ จึงบัญญัติไวเปนการเฉพาะ
แตกตางจากการแกไขเพิ่มเติมของกฎหมายทั่วไป กลาวคือมีบัญญัติไวเปนหมวดวาดวยการแกไข
เพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญเปนอีกหมวดหนึ่ง โดยกําหนดเกี่ยวกับ ผูมีสิทธิเสนอญัตติขอแกไขเพิ่มเติม
หลักการการขอแกไขเพ่ิมเติม ผูพิจารณาขอแกไขเพ่ิมเติม การออกเสียงลงคะแนน เปนตน ซ่ึง
รฐั ธรรมนญู แตละฉบบั อาจมีการกาํ หนดเง่ือนไขท่แี ตกตางกนั ไป
ทัง้ นี้ รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติไวในหมวด 15 มาตรา
255-256 มสี าระสําคญั โดยสรปุ ดังนี้ (ราชกจิ จานุเบกษา, 2560 : 75-76)
1. การแกไ ขเพม่ิ รัฐธรรมนูญทเี่ ปน การเปล่ียนแปลงการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมี
พระมหากษตั ริยทรงเปนประมขุ หรอื เปลี่ยนแปลงรปู แบบของรัฐ จะกระทํามิได
2. ญัตติขอแกไขเพิ่มเติมตองมาจากคณะรัฐมนตรี หรือจากสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
จํานวนไมนอ ยกวา 1 ใน 5 หรอื จากสมาชิกสภาผแู ทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา จํานวนไมนอยกวา
1 ใน 5 ของจาํ นวนสมาชิกทัง้ หมดเทา ทม่ี อี ยู หรอื จากประชาชนผมู ีสทิ ธิเลือกตั้งจาํ นวนไมน อ ยกวาหา
หมื่นคน
3. ญัตติขอแกไขเพ่ิมเติมตองเสนอเปนรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมตอรัฐสภา และให
รฐั สภาพิจารณาเปนสามวาระ
4. การออกเสียงลงคะแนนในวาระทหี่ น่ึงข้ันรบั หลกั การใหใชวธิ ีเรยี กชือ่ และลงคะแนนโดย
เปดเผย ตองมีคะแนนเสียงเหน็ ชอบดวยไมน อ ยกวาก่ึงหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของ
ทง้ั สองสภา ซงึ่ ในจาํ นวนน้ันตอ งมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบดวยไมนอยกวา 1 ใน 3 ของจํานวนสมาชิก
ทงั้ หมดเทา ทีม่ ีอยูข องวุฒิสภา
5. การพิจารณาในวาระที่สองข้ันพิจารณาเรียงลําดับมาตรา ใหถือเสียงขางมากเปน
ประมาณ
6. การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สามขั้นสุดทาย ใหใชวิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดย
เปดเผย และตอ งมคี ะแนนเสยี งเหน็ ชอบดว ย มากกวา กึง่ หนึง่ ของจาํ นวนสมาชกิ ทงั้ หมดเทา ที่มีอยขู อง
ทั้งสองสภา โดยตองมสี มาชกิ สภาผแู ทนราษฎรจากพรรคการเมอื งทส่ี มาชิกมไิ ดด าํ รงตําแหนงรฐั มนตรี
ประธานหรือรองประธานสภาผูแทนราษฎร เห็นชอบดวยไมนอยกวารอยละย่ีสิบของทุกพรรค
การเมืองดังกลาวรวมกัน และตองมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบดวยไมนอยกวา 1 ใน 3 ของจํานวน
สมาชิกทงั้ หมด เทาที่มอี ยูของวุฒิสภา
7. การประกาศใช รา งรัฐธรรมนญู แกไ ขเพิ่มเติมท่ีไดรับความเห็นชอบจากรัฐสภาแลว ให
รอไว 15 วนั แลว ใหน ายกรฐั มนตรนี ําขน้ึ ทูลเกลาทูลกระหมอมถวาย เมอ่ื พระมหากษัตริยทรงลงพระ
ปรมาภิไธยและไดป ระกาศในราชกิจจานุเบกษาแลว ใชบังคบั เปนกฎหมายได
รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2560 179
สรปุ
กลา วโดยสรปุ รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เปนรัฐธรรมนูญลําดับที่
20 ทีไ่ ดประกาศใชในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทย สาระสาํ คัญอยูในหมวดท่ัวไป คือ
ประเทศไทยเปนราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตรยิ ทรงเปน ประมขุ อาํ นาจอธปิ ไตยเปน ของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริยผูทรงเปน
ประมุข ทรงใชอํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ
ศักดิ์ศรีความเปนมนุษย สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลยอมไดรับความคุมครอง
รฐั ธรรมนูญเปนกฎหมายสงู สดุ บทบัญญตั ิของกฎหมาย กฎ หรือขอบังคบั หรือการกระทาํ ใด ขดั หรอื
แยงตอรัฐธรรมนญู บทบญั ญตั ิหรือการกระทําน้นั เปนอนั ใชบังคบั มิได
นอกจากน้ีรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2560 บัญญัติกาํ หนดองคก รท่ีเปน
สถาบันทางการเมืองท่ีประกอบดวย รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล โดยรัฐสภาใหใชระบบ 2 สภา
คอื สภาผแู ทนราษฎรและวุฒิสภา สภาผูแทนราษฎรประกอบดวยสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวน
500 คน มาจากการเลอื กตัง้ แบบแบงเขต 350 คน และมาจากบัญชีรายช่ือของพรรคการเมือง 150
คน วุฒิสภาประกอบดวยสมาชิกวุฒิสภาจํานวน 200 คน มาจากการเลือกกันเองของบุคคลซ่ึงมี
ความรูความเช่ียวชาญ ประสบการณ อาชีพ ลักษณะหรือประโยชนรวมกัน หรือทํางาน หรือเคย
ทํางานดา นตา งๆ ทห่ี ลากหลายของสังคม ในการแบงกลุมตองแบงในลักษณะท่ีทําใหประชาชนซึ่งมี
สทิ ธสิ มัครรบั ทุกคนสามารถอยูในกลมุ ใดกลมุ หนง่ึ ได
คณะรฐั มนตรีประกอบดวยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอ่ืนอีกไมเกิน 35 คน นายกรัฐมนตรี
ตองแตงตั้งจากบุคคลซึ่งสภาผูแทนราษฎรใหความเห็นชอบ ซ่ึงเปนผูมีชื่อในบัญชีรายช่ือท่ีพรรค
การเมืองแจงไวตอคณะกรรมการการเลือกตั้ง กอนปดการรับสมัครรับเลือกตั้ง มติของสภา
ผแู ทนราษฎรทีเ่ ห็นชอบการแตง ต้ังบุคคลใดใหเปนนายกรัฐมนตรีตองกระทําโดยการลงคะแนนโดย
เปด เผย และมีคะแนนเสียงมากกวา ก่งึ หนง่ึ ของจาํ นวนสมาชิกท้ังหมดเทาท่มี อี ยขู องสภาผแู ทนราษฎร
หมวดวาดวยศาลมี 3 ศาล คือ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร โดยแยกศาล
รัฐธรรมนูญไปบญั ญัตแิ ยกไวอีกหมวดหนงึ่ ตา งหาก โดยวางหลักประกันความเปนอิสระใหผูพิพากษา
และตลุ าการยอ มมีอสิ ระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนญู และกฎหมายใหเ ปนไปโดย
รวดเร็ว เปน ธรรม และปราศจากอคติท้ังปวง ใหแตละศาลยกเวน ศาลทหาร มีหนวยงานท่ีรับผิดชอบ
งานธุรการทม่ี คี วามเปนอิสระในการบรหิ ารงานบคุ คล การงบประมาณ และการดําเนินการอืน่ และให
ศาลยุติธรรมและศาลปกครองมรี ะบบเงินเดอื นและคา ตอบแทนเปนการเฉพาะ ตามความเหมาะสมที่
กฎหมายบัญญตั ิ
รัฐธรรมนญู ทีไ่ ดประกาศใชในชวงเวลาหนึ่ง เมื่อกาลเวลาผานไปอาจทําใหไมสอดคลองกับ
สภาพการณท่เี ปลย่ี นแปลง หรอื อาจไมสอดคลอ งกบั ความตองการของประชาชน จงึ เปนปกติธรรมดา
ที่รฐั ธรรมนญู ยอ มสามารถแกไ ขเพิ่มเติมไดเพ่ือใหเกิดความเหมาะสมสอดคลองกับสภาพการณและ
ความตองการของประชาชน
180 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมอื ง
องคกรอิสระมี 5 องคกร ประกอบดวย คณะกรรมการการเลือกต้ัง ผูตรวจการแผนดิน
คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน และ
คณะกรรมการสทิ ธิมนุษยชนแหงชาติ
รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2560 181
แบบฝก หดั ทายบท
จงตอบคําถามตอไปน้ี
1 จงอธิบายความรูเ บอ้ื งตน เกย่ี วกับรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2560
2 จงอธบิ ายถึงสาระและความสําคญั ของบททวั่ ไปของรัฐธรรมนญู
3 จงอธิบายเน้อื หาของรฐั ธรรมนูญเกยี่ วกับสทิ ธแิ ละเสรภี าพของประชาชนชาวไทย
4 จงอธบิ ายหนาท่ีทป่ี ระชาชนชาวไทยถึงปฏบิ ัติตามบทบญั ญตั แิ หงรฐั ธรรมนญู แหง
ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2560
5 จงอธิบายสาระสําคญั ของรฐั สภาตามบทบัญญตั ิของรัฐธรรมนูญ
6 จงอธบิ ายสาระสําคัญของรัฐบาลตามบทบัญญตั ิของรัฐธรรมนูญ
7 จงอธิบายลักษณะความแตกตา งของรัฐธรรมนญู ฉบับ พ.ศ. 2560 กับฉบบั พ.ศ. 2540
8 จงอธิบายแนวนโยบายและหนา ที่แหง รัฐทีร่ ฐั บาลตอ งดาํ เนินการตามบทบญั ญัติแหง
รฐั ธรรมนูญ
9 จงอธบิ ายความสัมพันธร ะหวางอาํ นาจนติ บิ ญั ญัตกิ บั อํานาจบรหิ าร ตามบทบญั ญัติแหง
รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
บทที่ 8
สถาบันทางการเมือง
สถาบนั การเมือง (Political institution) เปนสิ่งสําคัญและปรากฏอยูในทุกระบอบและทุก
ระบบการเมือง เพราะสถาบนั การเมืองเปนสง่ิ ทแ่ี ปรเปลี่ยนปจ จัยนําเขาทางการเมืองมาเปนผลผลิต
ทางการเมอื ง และการตดั สนิ ใจของสถาบันทางการเมืองจะสงผลผูกพันตอสังคมท้ังระบบ โดยปกติ
สถาบนั การเมอื งถอื เปนสวนยอยทีส่ ําคญั ของระบบการเมอื ง และถือเปนปจจัยสําคัญปจจัยหนึ่งท่ีใช
เปน ตวั ชี้วัดถึงระดบั การพัฒนาทางการเมอื ง กลา วคือ ในสงั คมที่มรี ะดับการพฒั นาทางการเมืองอยูใน
ระดับสูง จะมีสถาบันทางการเมืองที่หลากหลาย และทําหนาท่ีเฉพาะดานมากกวาสถาบันทาง
การเมอื งในสังคมที่มีระดบั การพัฒนาการทางการเมืองที่ต่ํากวา
สถาบันทางการเมือง คือ สถาบันท่ีมีความสัมพันธกับการปกครองของรัฐโดยตรง เชน
รัฐธรรมนูญ สถาบันนิติบัญญัติ สถาบันบริหาร สถาบันตุลาการ พลเมืองและสิทธิเสรีภาพของ
ประชาชน กลาวคือ แบบแผนทางการเมืองท่ีถูกสรางขึ้นมาภายในระบบการเมืองหรือกิจกรรมที่
เกิดขึ้นในลกั ษณะของการสรา งพฤติกรรมทางการเมอื ง ท้งั ในรูปแบบทีเ่ ปนทางการและไมเปนทางการ
เพอื่ กอใหเ กิดความเปน ระเบียบเรียบรอ ยในสงั คม โดยมโี ครงสรางและองคการทางการเมืองกําหนด
รูปแบบและวธิ ีในการปฏิบตั ิหรือกิจกรรมทางการเมอื ง รวมท้งั ทาํ หนา ท่ีในการพิจารณาและตัดสินใจ
ในกจิ กรรมทางการเมืองเหลา นนั้ เพอื่ เปนหลักประกันถึงเสถยี รภาพของระบบการเมืองน้ันที่ดํารงอยู
ภายใตการเปลยี่ นแปลงของสภาวะแวดลอม
ในบทนี้จะกลาวถึง ความหมายของสถาบันการเมือง สถาบันพระมหากษัตริย สถาบันนิติ
บญั ญัติ สถาบันบริหาร และสถาบันตุลาการ มรี ายละเอยี ดดังตอ ไปน้ี
ความหมายของสถาบนั การเมือง
สถาบนั มคี วามหมายทีแ่ บงเปน 2 นัย คือ สถาบันทางรปู ธรรม คือ องคการหรือสมาคม และ
สถาบันทางนามธรรม คือ ระเบียบหรือระบบท่ีปฏิบัติในสังคม ดังน้ัน สถาบันจึงเปนแบบอยาง
พฤตกิ รรมท่กี อ ตง้ั ขน้ึ ถือปฏบิ ัติสบื ตอ กันมาและเปน ทยี่ อมรบั โดยท่ัวไปในสังคม ในสังคมจะมีสถาบัน
เกดิ ขนึ้ เชน สถาบันครอบครวั สถาบนั ทางเศรษฐกิจ สถาบันทางการเมือง สถาบันทางการเมือง คือ
สถาบันท่ีมีความสัมพันธกับการปกครองของรัฐโดยตรง เชน รัฐธรรมนูญ สถาบันฝายนิติบัญญัติ
สถาบันฝายบริหาร สถาบันตุลาการ พลเมืองและสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งนักวิชาการไดให
ความหมายของสถาบันทางการเมืองไวหลากหลาย ดังน้ี
อานนท อาภาภิรม (2545 : 56) กลาวถึงความหมายของสถาบันทางการเมืองวา หมายถึง
แบบอยางของการคิด การกระทําในเรื่องเก่ียวกับการรักษาระเบียบ ความสงบ การบรรลุเปาหมาย
ของสงั คมรว มกันและการตัดสินใจรวมกัน สถาบันทางการเมืองเปนสถาบันท่ีครอบคลุมต้ังแตเรื่อง
184 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมอื ง
ผูปกครองหรือผูมอี ํานาจในสังคม รวมทงั้ การมีสว นรวมทางการเมืองของประชาชน ผูนํา การเลอื กตั้ง
ลัทธกิ ารเมืองตา งๆ และอดุ มการณท างการเมือง เปนตน
บฆู อรี ยีหมะ (2552 : 130) กลาววา สถาบนั ทางการเมอื ง หมายถึง แบบแผนของพฤติกรรม
หรือการกระทําทางการเมอื ง ซ่งึ ถกู สรา งวางระเบยี บกฎเกณฑ บรรทดั ฐานและกระบวนการตางๆ โดย
มีโครงสรางและองคก ารทางการเมอื งทกี่ ําหนดรปู แบบวธิ ีการในการประพฤติปฏิบัติ หรือกระทําการ
ทางการเมือง และมปี ฏสิ มั พนั ธหรือการกระทเี่ กี่ยวของกับกิจกรรมทางการเมอื งของบคุ คลในสังคม
กิตตวิ ฒั น รตั นดิลก ณ ภเู ก็ต (2554 : 39) สรุปไววา สถาบันการเมือง หมายถึง แบบแผนท่ี
ถกู สรา งขน้ึ มาหรือดํารงไวซ่งึ พฤติกรรมทางการเมือง ซึ่งอาจเปนหรือไมเปนทางการก็ได มีหนาที่ใน
การสรางความเปนระเบียบเรียบรอยภายในสังคม ยุติปญหาความขัดแยงทางการเมือง และเปน
หลักประกันถึงเสถียรภาพของระบบการเมืองท่ีจะสามารถดําเนินกิจกรรมและดํารงอยูไดภายใต
สภาวะทม่ี กี ารเปลยี่ นแปลง
โกเมศ ขวัญเมือง (2555 : 328) ไดกลาวไววา สถาบันการเมือง เปนสถาบันตามกฎหมาย
รฐั ธรรมนญู กลา วคือ เปนองคกรและกฎเกณฑทัง้ หลายทเี่ กยี่ วกับอํานาจภายในรัฐ อันไดแก อํานาจ
มหาชนระดับชาติ อันไดแก รฐั สภา (อาํ นาจนติ บิ ญั ญัต)ิ และองคกรปกครองสวนกลาง (ฝายบริหาร)
รวมถึงสถาบันตุลการท่ีเปนสถาบันที่สําคัญอีกสถาบันหน่ึงภายในรัฐที่ผูกพันลึกซึ้งกับระบอบ
ประชาธิปไตย
Roy (1955 : 24) กลาววา สถาบันทางการเมือง คือ องคกรของชุมชนทางการเมืองท่ีมี
ลกั ษณะเปนทางการหรือไมเปนทางการก็ได โดยจะทําหนาท่ีในการพิจารณาและตัดสินใจเกี่ยวกับ
กจิ กรรมทางการเมอื ง
Eisenstadt (1965 : 44) สรุปวา เมื่อมองสถาบันทางการเมืองในแงกิจกรรม โดยเนน
พิจารณาไปท่กี จิ กรรมของสถาบนั ทางการเมอื งวา มีเปาหมายหรือวัตถุประสงคเชนไร ฉะน้ัน สถาบัน
ทางการเมืองจงึ หมายถึง กจิ กรรมหรอื การกระทําที่มุงจะรักษาเสถียรภาพของความเปนองคกรของ
สถาบันทางการเมืองไว ซ่ึงอาจสงผลกระทบตอกลุมสังคมหรือชุมชนทางการเมืองท่ีสถาบันทาง
การเมืองนั้นดาํ รงอยู
อภิชาติ แสงอัมพร (2559 : 128) ไดกลาวถงึ ลักษณะทส่ี าํ คญั ของสถาบันการเมืองไววา จาก
ความหมายของสถาบนั ทางการเมือง จะพบวา มลี กั ษณะที่สาํ คญั อยู 3 ประการ คือ
1. มแี บบแผน หมายถึง มีแบบแผนในการจดั ตั้งและยอมรบั ในกจิ กรรมทง้ั หลายขององคก ร
รวมถึงกฎเกณฑบ รรทดั ฐานและกระบวนการตางๆ
2. มโี ครงสรา งและองคก รทางการเมอื ง ที่กาํ หนดรปู แบบและวธิ กี ารในการประพฤตปิ ฏิบัติ
กจิ กรรมทางการเมือง
3. มีปฏิสมั พันธหรอื การกระทาํ ท่เี กย่ี วกบั กจิ กรรมทางการเมอื ง หรือการมสี ว นรว มทางการ
เมืองของบคุ คล กลมุ สมาคม หรอื ทง้ั สงั คมโดยรวม
สถาบันทางการเมือง 185
Samuel (1968 : 12-21) ไดนําเสนอปจจัยท่ีจะสรางเสถียรภาพแกสถาบันทางการเมืองไว
สรปุ ไดดงั นี้ สถาบันการเมอื งเปนความสัมพันธเชงิ อํานาจซ่ึงต้ังมัน่ และปรากฏอยใู นระบบการเมือง มี
ความสําคัญตอพัฒนาการทางการเมือง รวมท้ังเปนโครงสรางทางการเมืองที่กอใหเกิดการบรรลุ
วตั ถปุ ระสงคข องระบบการเมอื ง การท่รี ฐั มีสถาบันทางการเมืองที่ตอ เน่ืองและมีเสถียรภาพจงึ เปนส่งิ ที่
สําคัญ ปจจัยท่ีจะกอ ใหเกดิ ความมเี สถียรภาพของสถาบนั ทางการเมอื งนั้นประกอบดว ย
1. ความสามารถในการปรับตวั (Adaptability) หมายถึง ความสามารถในการตอบสนอง
หรือทําหนาท่ีเพื่อการคงอยูของสถาบันไดอยางตอเน่ือง แมวาสภาพแวดลอมทางเศรษฐกิจ สังคม
หรอื การเมืองจะมีการเปล่ียนแปลงไป
2. ความสลบั ซับซอน (Complexity) เปนการพิจารณาถึงลักษณะของสถาบันวามีหนวย
ยอ ยมากนอ ยเพียงใด มีการจาํ แนกโครงสรางการทาํ งานตามความรู ความสามารถและมีลักษณะแบง
งานกนั ทําตามความชํานาญเฉพาะดานหรือไม รวมถึงการพิจารณาในการบังคับบัญชาวาเปนไปใน
ลกั ษณะตามสายงานหรอื ไม อยา งไร
3. ความเปนอิสระ (Autonomy) หมายถงึ ความสามารถของสถาบันหรือองคการที่จะทํา
การตัดสนิ ใจดว ยตนเอง มีอาํ นาจในการดําเนินนโยบายใหเ ปนไปตามระเบยี บวิธกี ารขององคการหรือ
สถาบนั ของตนเองได โดยไมถูกครอบงาํ หรือตกอยภู ายใตอาํ นาจหรืออทิ ธิพลขององคการอน่ื
4. ความเปนปกแผน (Coherence) ถือเปนเง่ือนไขสําคัญสําหรับสถาบันทุกสถาบัน
รวมทั้งสถาบนั ทางการเมืองดวย ความเปนปกแผนน้ีเนนรวมถึงการมีความเห็นท่ีสอดคลองตองกัน
เพราะการท่จี ะไดร บั การขนานนามวา เปน สถาบันหรือองคการที่มีประสิทธภิ าพน้ัน องคป ระกอบหนึ่ง
ท่ีจะขาดเสียมิได ก็คือจะตองมีความคิดเห็นที่สอดคลองตองกันโดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับ
ขอบเขตอํานาจหนา ที่
กลาวโดยสรุป สถาบันทางการเมือง หมายถงึ แบบแผนทางการเมืองที่ถูกสรางข้ึนมาภายใน
ระบบการเมอื งหรือกิจกรรมทีเ่ กิดขึน้ ในลักษณะของการสรา งพฤตกิ รรมทางการเมือง ทัง้ ในรูปแบบที่
เปนทางการและไมเปน ทางการ เพื่อกอใหเกิดความเปนระเบียบเรียบรอยในสังคม โดยมีโครงสราง
และองคการทางการเมืองกําหนดรูปแบบและวิธีในการปฏิบัติหรือกิจกรรมทางการเมือง รวมทั้งทํา
หนาที่ในการพิจารณาและตัดสินใจในกิจกรรมทางการเมืองเหลานั้น เพื่อเปนหลักประกันถึง
เสถียรภาพของระบบการเมอื งนั้นทดี่ ํารงอยภู ายใตก ารเปลีย่ นแปลงของสภาวะแวดลอ ม
การศึกษาสถาบนั การเมืองอันเปนโครงสรางทางการเมืองโครงสรางหนึ่งท่ีทําหนาท่ีเพ่ือให
บรรลเุ ปาหมายตามวัตถปุ ระสงคข องระบบนน้ั ๆ สิง่ หนงึ่ ทีต่ องพิจารณากค็ ือโครงสรา งหรือสถาบันทาง
การเมืองดงั กลาวมคี วามมั่นคงหรอื เสถียรภาพมากนอยแคไ หน เพยี งใด
สถาบันพระมหากษตั ริย
ในการจัดใหมรี ฐั ธรรมนูญของประเทศตา งๆ ในปจ จบุ นั ไดมีการกําหนดสถาบันทางการเมือง
ทีส่ ําคัญไว คือ ประมุขแหงรัฐ เพือ่ ทําหนาที่เปนตัวแทนและเปน สัญลกั ษณข องประเทศและประชาชน
186 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง
โดยเฉพาะในงานพิธีการที่สําคัญ อยางไรก็ตามรูปแบบประมุขของรัฐในแตละประเทศมักจะมีการ
กาํ หนดแตกตา งแลว แตประวัติศาสตรและบรบิ ททางการเมืองการปกครองของประเทศน้นั ๆ
พรชัย เล่ือนฉวี (2554 : 147) ไดอธบิ ายไววา โดยทั่วไปรูปแบบประมุขของรัฐมักจะปรากฏ
ใน 2 รปู แบบ คือ ประมุขของรฐั ที่เปน พระมหากษัตรยิ และประมขุ ของรัฐท่เี ปนประธานาธิบดี โดยไม
วาจะเปนในรูปแบบใดมักมีอํานาจหนาที่ในลักษณะที่คลายคลึงกัน เชน การลงนามประกาศใช
กฎหมาย การแตงตั้งคณะรัฐมนตรี การแตงต้ังรัฐมนตรีและขาราชการช้ันสูง การประกาศสงคราม
เปน ตน สาํ หรบั กรณีประเทศไทยนั้น ภายหลังที่มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบอบ
สมบูรณาญาสทิ ธริ าชย มาเปนระบอบประชาธปิ ไตย เมอื่ พ.ศ. 2475 รปู แบบประมขุ ทป่ี ระเทศไทยใช
มาตลอดในรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ คอื ประมขุ ของรัฐในรูปแบบพระมหากษัตรยิ
อภิชาติ แสงอัมพร (2559 : 129) ไดกลาวถึงสถาบันพระมหากษัตริยไววา คําวา กษัตริย
แปลวา นกั รบหรือผปู อ งกนั ภยั ดังนั้น พระมหากษตั รยิ จงึ หมายถึงนกั รบผยู ่ิงใหญ ซ่ึงเปน คตินิยมที่สืบ
เน่ืองมาจากธรรมเนียมเรื่องวรรณะของอินเดีย ท่ีถือวากษัตริยเปนวรรณะที่รวมถึงพวกนักรบดวย
และลกั ษณะเหลา นส้ี อดคลองกับสังคมและการเมืองการปกครองในอดีต ท่ีกษัตริยเปนผูปกครองท่ี
ตองมีความสามารถในการเปนอยู ในการทําศึกสงครามกับรัฐอื่นๆ จะเห็นไดวากษัตริยที่ทรงเปน
มหาราชในอดตี นั้นลว นมีความสามารถในการนี้ทั้งสิ้น สําหรับแนวคิดในทางการเมืองการปกครองที่
เกย่ี วขอ งกับพระมหากษัตรยิ น้ันถอื วาพระมหากษัตริยคือหัวหนาครอบครัวใหญที่มีความสัมพันธกัน
ทางสายเลือดกับหมคู ณะ และเปนประมขุ ของรัฐหรอื เปน ผูมอี าํ นาจปกครองสูงสดุ เหน็ ไดจากในยโุ รป
มหี ลกั การเทวสิทธิ์ทที่ ําใหพระมหากษตั รยิ มอี าํ นาจอยางเด็ดขาด สวนในประเทศไทยนั้นสถานะของ
พระมหากษัตริยมีบางสวนคลายคลึงกับทางยุโรป แตมีคตินิยมอยางอ่ืนเขามาผสมผสานดวย ทําให
พระมหากษตั ริยม ลี ักษณะทง้ั ทเ่ี ปนพอเมืองและเปนอเนกชนนิกรสโมสรสมมติ คือ พระองคทรงถูก
เลอื กข้ึนมาปกครองประเทศและมีความใกลชิดและไดรับการเคารพรักจากประชาชนโดยทั่วไป ใน
ปจจุบันพระมหากษัตริยไทยเปนพระมหากษัตริยในระบอบประชาธิปไตย โดยผานทางรัฐสภา
คณะรัฐมนตรี และศาล โดยมีพระราชอํานาจและพระราชภารกิจท่ีกําหนดไวในรัฐธรรมนูญและตาม
พระราชประเพณีที่พระองคทรงเปน ศนู ยรวมของชาติ
กลาวโดยสรุปถึงลกั ษณะท่ัวไปของสถาบนั พระมหากษตั ริยมีลักษณะสาํ คัญ 3 ประการ คือ
ประการแรก สถาบันพระมหากษัตริยเปนสถาบันทางการเมืองที่อยูเหนือสถาบันทาง
การเมอื งอนื่ ในการปกครองในแตละรูปแบบที่มสี ถาบันพระมหากษัตริย สถาบันพระมหากษัตริยจะ
อยูเ หนอื สถาบันทางการเมืองอ่ืนในฐานเปน เปน องคอธปิ ตย
ประการที่สอง สถาบนั พระมหากษตั ริยเปน สถาบันทางการเมืองที่ตองไดรับการยอมรับจาก
สังคม จึงจะดํารงไดอยางชอบธรรม ดังน้ัน การดํารงอยูของสถาบันพระมหากษัตริยจึงตองมีฐาน
อาํ นาจเพอื่ สรางความมน่ั คง ซง่ึ ประกอบดวยอาํ นาจทางการเมอื ง เศรษฐกจิ และสังคม
สถาบนั ทางการเมือง 187
ประการทีส่ าม สถาบนั พระมหากษตั รยิ จ ะเปน สถาบนั ที่ตอ งมีการสืบทอดโดยสายโลหิตเปน
สําคญั มกี ารสืบทอดราชบัลลังกโดยการสืบสันตติวงศ การขึ้นสูบัลลังกจึงเปนไปโดยการแตงต้ังท่ีมี
กฎหมายหรือจารตี ประเพณี เปน ตวั กาํ หนดกรอบแนวทางปฏบิ ัติ
ประเภทของสถาบันพระมหากษัตรยิ
สถาบันพระมหากษัตรยิ เปนสถาบันทางการเมอื งที่ปรากฏในประวัติศาสตรของประเทศท่ีมี
อายธรรมและวฒั นธรรมท่เี กาแก ววิ ฒั นาจึงถอื กาํ เนิดเคยี งคกู ับความเปลย่ี นแปลงทางสังคม
จกั ษ พันธชเู พชร (2545 : 142) และ ธโสธร ตูทองคํา (2559 : 9-11) ไดอธิบายถึงประเภท
ของสถาบนั พระมหากษัตริยไ ววา การจดั ประเภทของสถาบันพระมหากษัตรยิ โดยทั่วไปสามารถแบง
ประเภทของพระมหากษัตริยอ อกเปน 3 ประเภท คือ กษัตริยในระบบฟวดัล (Feudal Monarchy)
กษัตริยในลัทธิเทวสิทธิ (Divine Rights Monarchy) และกษัตริยในระบบประชาธิปไตย
(Constitutional Monarchy) รายละเอยี ดดงั นี้
1. กษัตริยระบบฟวดัล (Feudal Monarchy) หรือ สถาบันพระมหากษัตริยยุคเทวราชา
เปนรูปแบบกษัตริยท่ีแพรหลายในยุคกลางของยุโรป (ระหวางคริสตศตวรรษที่ 5-14) โดยมี
แนวความคิดวา กษัตริยเปนประมุขท่ีมีอํานาจเหนือพื้นท่ีและประชาชนที่อาศัยอยูในขอบเขตของ
พืน้ ทด่ี วย ลักษณะของสังคมจะมขี ุนนางเปน เจาของที่ดินและมีไพรหรือทาสติดดินอยูในการควบคุม
ของขุนนาง อันรวมถึงบุคคลที่เขามาเชาท่ีดินเพื่อการประกอบอาชีพดวย กษัตริยทําหนาท่ีในการ
ประสานประโยชนแ ละลดขอขัดแยง ระหวา งขุนนางเจาท่ีดินและตองทําหนาที่ทางสัญลักษณอีกดวย
กษตั รยิ ม อี ํานาจควบคุมพ้ืนที่และคนจํานวนหน่ึง แตอยางไรก็ตามอํานาจท่ีแทจริงเปนของกลุมเจา
ที่ดิน
2. กษัตริยใ นลัทธเิ ทวสิทธิ (Divine Rights Monarchy) หรือ สถาบันพระมหากษัตริยยุค
สมัยใหม (คริสตศตวรรษที่ 16-19) การปฏิรูปศาสนา การฟนฟูศิลปะวิทยาการ การปฏิวัติการคา
และการปฏิวตั ิอุตสาหกรรม ทําใหก าวสยู ุคใหม มีความเชื่อวา การเปนกษัตรยิ เ ปน โองการแหงสวรรค
ตามพระประสงคของพระเจา หรือจากสิ่งศักด์ิสิทธ์ิ กษัตริยจึงมีความชอบธรรมในการใชอํานาจ
ปกครอง กลาวอีกนัยหน่ึงคือ กษัตริยเปนผูเดียวท่ีรับผิดชอบตอพระเจา ทําใหประชาชนไมอาจ
ตอตา นหรือขัดขืนในอาํ นาจกษัตริย แตประชาชนยอมรบั และประพฤตปิ ฏิบตั ติ นตามท่กี ษัตรยิ ต อ งการ
อนั ถือเปนการเคารพและยอมรบั ตอ อาํ นาจพระเจา ทําใหกษัตริยมีอํานาจสมบูรณเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
มใิ ชเปนเพยี งกษัตรยิ ในแงข องสญั ลกั ษณเทา นัน้
3. กษัตริยในระบอบประชาธิปไตย (Constitutional Monarchy) การปกครองระบอบ
ประชาธิปไตยเปนการปกครองท่ียอมรับในแนวคิดเร่ืองปจเจกบุคคล ประชาชนมีสวนรวมในการ
บรหิ ารปกครองบนพื้นฐานความเสมอภาค อิสรภาพ และภราดรภาพ เพราะมีความเชื่อพื้นฐานวา
อํานาจอธิปไตยเปนของปวงชนทุกคน มิใชเปน ของบคุ คลใดหรอื กลุมใดกลุมหนึ่ง พระมหากษัตริยใน
ระบอบประชาธปิ ไตยทรงเปน ประมขุ ของรฐั ภายใตบทบัญญัติของรัฐธรรมนญู ทรงเปนสัญลักษณการ
ใชอาํ นาจในประปรมาภไิ ธยผา นสถาบนั ทางการเมืองที่เปนผูใชอํานาจจริง ฉะนั้น กษัตริยในระบอบ
188 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมือง
ประชาธิปไตยจงึ ไมมอี าํ นาจเบด็ เสร็จเด็ดขาดเหมือนดังเชนในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย แตทํา
หนาท่ที ี่สาํ คญั คือบทบาทแหง สญั ลกั ษณในระบบการเมือง
ธงทอง จันทรางศุ (2541 : 138) ไดอธิบายไววา แตถาอาศัยพระราชอํานาจและพระราช
สถานะเปน เครื่องจําแนก สามารถจําแนกประเภทของพระมหากษตั ริยได 3 ประเภท คือ
1. พระมหากษัตริยในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย (Absolute Monarchy) คือ ใน
ระบอบน้ีพระมหากษัตริยท รงเปนประมุขของรัฐ มีพระราชอํานาจและพระบรมเดชานุภาพเด็ดขาด
และลนพนแตพระองคเดียว การปกครองแบบน้ีเคยใชอยูในประเทศตางๆ ในอดีต และเคยใชอยูใน
ประเทศไทย กอ น พ.ศ. 2475
2. พระมหากษัตรยิ ใ นระบอบปรมิตาญาสทิ ธริ าชย (Limited Monarchy) คือในระบอบนี้
พระมหากษัตรยิ ทรงมพี ระราชอํานาจทุกประการ เวน แตที่ตอ งถกู กาํ จัดโดยบทบญั ญตั ขิ องรัฐธรรมนญู
เชน การบญั ญตั ิกฎหมาย การกาํ หนดงบประมาณแผน ดนิ ตอ งใหร ฐั สภาเห็นชอบเสยี กอน แตท่ีสาํ คัญ
คืออํานาจของพระมหากษัตรยิ ใ นการแตง ต้งั และถอดถอนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี
รับผดิ ชอบโดยตรงตอ พระมหากษัตรยิ พระมหากษัตริยในระบอบนี้มักจะเปนกรณีที่สืบเนื่องมาจาก
เหตทุ ี่พระมหากษัตรยิ ใ นระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยยอมจาํ กัดพระราชอาํ นาจของพระองคเ อง โดย
วิธีการพระราชทานรัฐธรรมนูญใหแกประชาชน เชน ประเทศญี่ปุนกอนสงครามโลกคร้ังท่ี 2 หรือ
ประเทศซาอดุ อิ ารเบีย ในปจ จุบัน เปน ตน
3. พระมหากษัตริยภายใตรัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) คือ ในระบอบนี้มี
พระมหากษตั รยิ ทรงเปนประมขุ แตใ นการใชพระราชอาํ นาจทุกกรณี ท้ังนิติบัญญัติ บริหารและตุลา
การ พระองคมิไดใชพระราชอํานาจนั้นเอง แตมีองคกรหรือหนวยงานรับผิดชอบดานตางๆ กันไป
พระมหากษตั รยิ ในระบอบนี้ เชน ประเทศไทย ประเทศอังกฤษ และประเทศญ่ีปุน ในปจ จุบนั
พระราชสถานะและพระราชอาํ นาจของพระมหากษตั ริยไ ทย
ในปจจบุ ันพระมหากษัตริยไ ทยทรงเปนพระมหากษัตริยภายใตรัฐธรรมนูญ พระราชสถานะ
และพระราชอํานาจของพระมหากษัตริยจึงมิไดมีอยางกวางขวางดังเชนในอดีต ที่ประเทศไทยมี
รูปแบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย ดังน้ัน พระราชสถานะและพระราชอํานาจของ
พระมหากษตั รยิ จงึ เปน ไปตามบทบญั ญัติแหง รฐั ธรรมนูญ อยางไรก็ตามพระมหากษัตริยไทยก็ทรงมี
พระราชอํานาจที่นอกเหนือจากรัฐธรรมนูญในบางเร่ือง ซึ่งพระราชอํานาจเหลาน้ันเปนพระราช
อํานาจตามประเพณี ท่ีประชาชนชาวไทยยังคงยึดมั่นและมอบถวายพระราชอํานาจเหลานั้นอยาง
จริงใจและดว ยความจงรกั ภักดี
ธโสธร ตูทองคํา (2559 : 19-21) อธบิ ายวา พระราชสถานะและพระราชอํานาจตามทบี่ ญั ญตั ิ
ไวในรัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ ไดกลาวถึงพระราชสถานะและพระราชอํานาจของ
พระมหากษัตริยไวอยางชัดเจนและคลายคลึงกัน ซึ่งแสดงใหเห็นถึงพระราชสถานะและพระราช
อาํ นาจของพระมหากษัตริย ดงั นี้
สถาบันทางการเมอื ง 189
1. พระมหากษัตริยคือศูนยรวมของชาติทางกฎหมาย ดังท่ีปรากฏชัดในรัฐธรรมนูญ
“อํานาจอธิปไตยเปนของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริยผูทรงเปนประมุข ทรงใชอํานาจนั้นทาง
รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญน้ี” ซ่ึงแสดงใหเห็นเอกลักษณ
ประชาธปิ ไตยไทยวา อํานาจอธิปไตยอยูท่ีพระมหากษตั รยิ และประชาชน
2. พระมหากษัตริยทรงเปนองคพระประมุข รัฐธรรมนูญทุกฉบับนับตั้งแตมีการ
เปล่ยี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 บัญญัตใิ นหลักการที่วาประเทศไทยเปนราชอาณาจักร และมี
การปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ เปนประมุข กลาวคือ เปน ทีม่ าแหงเกียรตศิ กั ด์ิ
ทรงเปน กลางทางการเมือง ทรงเปน ประมขุ ถาวร และทรงเปน ศนู ยรวมของความเปน ชาติ
3. พระมหากษัตริยอยูในฐานะอันเปนท่ีเคารพสักการะ ดังที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว
บทบัญญตั ิเรอ่ื งน้ีไดร ับอิทธิพลมาจากรัฐธรรมนูญของญี่ปุนที่สอดคลองกับความคิดความเช่ือของคน
ไทย จึงมีการนํามาบญั ญัตไิ วใ นรฐั ธรรมนูญไทย ทัง้ นีด้ ว ยมคี วามประสงคท่ีจะแสดงพระราชสถานะอนั
สูงสุดของพระมหากษัตริยใหประจักษ คติการปกครองของประชาธิปไตย พระมหากษัตริยทรงอยู
เหนอื ความรบั ผดิ ชอบทางการเมอื ง จนเปน เหตใุ หเกิดหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญทว่ี า พระมหากษัตริย
ไมทรงกระทําผิด (The King Can Do No Wrong) ซึ่งหมายถึงผูใดจะฟองรองหรือกลาวหา
พระมหากษตั ริยใ นทางใดๆ ไมไ ด ไมว าจะเปนทางคดีแพง หรือคดีอาญา
4. พระมหากษัตรยิ ทรงเปน อัครศาสนปู ถัมภก ท่ีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว “พระมหากษัตริย
ทรงเปนพุทธมามกะ และทรงเปนอัครศาสนูปถัมภก” ซ่ึงหมายความวาพระมหากษัตริยตองเปน
พทุ ธศาสนิกชน และยงั ตองทาํ เปน ผอู ุปถมั ภศ าสนาตางๆ ท่มี ีผนู ับถืออยใู นประเทศไทย
5. พระมหากษัตริยทรงดํารงตําแหนงจอมทัพไทย คือ พระมหากษัตริยเปนผูบัญชาการ
สงู สดุ ของกองทัพ
6. พระมหาก ษัตริยเปน ท่ีมาของฐ านันดรศัก ด์ิ อิสริยย ศ และปร ะธานแห ง
เครอ่ื งราชอิสริยาภรณ
7. พระมหากษัตริยทรงไวซ่ึงพระราชอํานาจในการแตงตั้งและใหขาราชการในพระองค
และ สมุหราชองครกั ษพน จากตําแหนง
8. พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจในการพระราชทานอภัยโทษ รัฐธรรมนูญ
บัญญตั ิไวว า “พระมหากษตั ริยท รงไวซ ึ่งพระราชอาํ นาจในการพระราชทานอภัยโทษ” การอภัยโทษ
หมายถึง การยกโทษหรือลดหยอ นผอนโทษใหแกผถู กู สงั่ ลงโทษเพราะกระทําความผิดอาญา อันเปน
พระราชอาํ นาจของพระมหากษัตรยิ
อมร จนั ทรสมบูรณ (2516 : 1-8) กลา วถึงพระราชสถานะและพระราชอํานาจตามประเพณี
การปกครอง ไววา นอกเหนือจากพระราชสถานะและพระราชอาํ นาจของพระมหากษัตรยิ ท ่ีบัญญตั ไิ ว
ในรัฐธรรมนูญแลว ตามหลักท่ัวไป พระมหากษัตริยมีพระราชอํานาจอีกสวนหนึ่งตางหาก พระราช
อาํ นาจเหลาน้ีเปน ธรรมเนยี มปฏบิ ัติ (Convention) ซ่ึงมีคาบังคับเปนรัฐธรรมนูญเชนเดียวกัน ท้ังน้ี
เพราะวาเดิมนั้น พระมหากษัตรยิ ทรงมีพระราชอาํ นาจสทิ ธขิ าดในทกุ ๆ เรอื่ ง และทุกๆ กรณีแตผ ูเดยี ว
190 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมอื ง
และตอมาเมือ่ มีรัฐธรรมนูญรัฐธรรมนูญลายลักษณอักษรจํากัดพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย
ฉะนนั้ จงึ เปนทยี่ อมรับกันวา ถากรณีใดไมม บี ทบัญญัตริ ฐั ธรรมนูญหรอื กฎหมายกําหนดขอบเขตหรือ
เงื่อนไขของการใชพระราชอํานาจของพระมหากษัตรยิ ไ ว พระมหากษัตรยิ กจ็ ะยังคงมีพระราชอํานาจ
เชน น้ันอยโู ดยผลของธรรมเนียมปฏิบตั ิ พระราชสถานะและพระราชอํานาจตามประเพณกี ารปกครอง
ประกอบดวย
1. พระราชอาํ นาจในภาวะวิกฤต กลาวคอื เม่อื เกิดวิกฤตรายแรงทางการเมืองถึงข้ันมีการ
เผชิญหนาระหวา งฝายตางๆ ไมว าจะเปนเหตุการณ 14 ตลุ าคม 2516 หรอื เหตกุ ารณพ ฤษภาทมิฬก็ดี
จะเห็นวา พระมหากษัตริยทรงเขามาระงับเหตุรอนใหกลับสงบเย็นลงไดอยางอัศจรรย (กรณี
วิกฤตการณพฤษภาทมิฬ พระมหากษัตริยทรงเรียกแกนนําของสองฝายท่ีขัดแยงกันเขาเฝา และ
สามารถทาํ ใหปญหาความรนุ แรงตา งๆ ยุติลงไดดวยความสงบ)
2. พระราชอํานาจพิจารณาฎีการองทุกข ประเพณีถวายฎีการองทุกขจากราษฎรที่ไดรับ
ความเดือดรอนมีมานานนบั ตัง้ แตครงั้ สโุ ขทยั เปนราชธานี พระมหากษัตรยิ ทรงรบั ฎีกาและดําเนินการ
แกทุกข โดยการประสานงานกับสวนราชการตางๆ ท่ีรับผิดชอบ (ฎีการองทุกข คือ การทูลเกลาฯ
ถวายฎีกาปญหาความเดือดรอนที่ไดรับ ไมวาจะมาจากการกระทําที่ไมชอบของฝายปกครอง เชน
เจา หนา ท่ฝี ายปกครองกระทําการอันมิชอบ หรือความเดือดรอนท่ีเกิดข้ึนทั่วไป และขอพระบรมรา
ชานุเคราะหเปนการเฉพาะราย พระราชวินิจฉัยพระมหากษัตริยเก่ียวกับฎีกาของประชาชนบาง
ประการ เปนท่ีมาของโครงการพฒั นาตา งๆ ของทางราชการ เชน โครงการตามพระราชดําริ เปนตน)
พระราชอํานาจในการพิจารณาฎีการองทุกขนี้ ไมมีบทกฎหมายบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ แตมีท่ีมา
ในทางธรรมเนียมปฏบิ ตั ทิ างรฐั ธรรมนญู
อภชิ าติ แสงอัมพร (2559 : 131-134) ไดอ ธบิ ายถึงพระราชอํานาจในสวนท่ีเกี่ยวของกับนิติ
บัญญตั ไิ ว พอสรุปไดว า โดยหลักการแลว รา งกฎหมายไมว า จะเปนรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม ราง
พระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู หรอื รางพระราชบญั ญัติ เม่อื ไดรบั ความเห็นชอบจากรัฐสภาแลว
นายกรัฐมนตรีตองนําข้นึ ทูลเกลา ฯ เพ่ือพระมหากษัตริยทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศใน
ราชกจิ จานเุ บกษาแลว กใ็ ชบ งั คบั เปน กฎหมายได แตอ ยา งไรก็ตาม ในกรณีท่ีพระมหากษัตริยไมทรง
เห็นชอบดวยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเม่ือพน 90 วัน แลวมิไดพระราชทานคืนมา
รฐั สภาจะตองปรึกษารา งรฐั ธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม หรือรางพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญหรือ
รา งพระราชบัญญัตินั้นใหม ถารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมดวยคะแนนเสียงไมนอยกวา 2 ใน 3 ของ
จํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของท้ัง 2 สภาแลว นายกรัฐมนตรีตองนํารางกฎหมายนั้นข้ึน
ทูลเกลาฯ ถวายอีกคร้ังหนึ่ง เม่ือพระมหากษัตริยมิไดทรงลงพระปรมาภิไธยและพระราชทานคืน
ภายใน 30 วัน นายกรัฐมนตรีตองนํารางกฎหมายน้ันประกาศในราชกิจจานุเบกษาใชบังคับเปน
กฎหมายได เสมอื นหนงึ่ วาพระมหากษตั ริยไดทรงลงพระปรมาภไิ ธยแลว
โกเมศ ขวญั เมอื ง (2555 : 348) กลาววา สถาบนั พระมหากษัตริยในระบอบประชาธิปไตยใน
ระบบรัฐสภาไมตอ งรบั ผดิ ชอบทางการเมืองและไมม อี ํานาจทางการเมอื งอยางแทจ ริง แตใ นทางนิตนิ ยั
สถาบันทางการเมือง 191
สถาบนั กษัตรยิ คงมพี ระราชอาํ นาจพเิ ศษ ในเร่ืองสําคญั เชน การแตง ตั้งนายกรัฐมนตรี รฐั มนตรี และ
ขาราชการระดบั สูง การพระราชทานเครอ่ื งราชอสิ ริยาภรณ การยุบสภาผูแ ทนราษฎร การประกาศใช
พระราชบัญญตั ิ การยบั ย้งั พระราชบัญญัติ การพระราชทานอภัยโทษ การทําสนธิสัญญา เปนตน ซึ่ง
ในทางพฤตินัย สถาบนั พระมหากษัตริยจะไมทรงใชพระราชอํานาจดังกลาวเอง แตใหคณะรัฐมนตรี
เปนผูใชในพระปรมาภไิ ธยของสถาบันกษัตริย
กลาวโดยสรุป สถาบันพระมหากษัตริยในฐานะประมุขแหงรัฐ เปนสถาบันทางการเมือที่
สาํ คญั ดํารงตอเน่ืองชว งของประวัตศิ าสตรห รอื ตลอดประวัติศาสตรข องประเทศสวนใหญ ที่เนนการ
สบื ทอดของพระมหากษตั รยิ ท างสายโลหติ มแี นวคดิ เกยี่ วกับสถาบันพระมหากษัตรยิ ท ่หี ลากหลายนับ
จากอดีตจนถึงปจจุบัน มีวิวัฒนาการที่ตอเน่ืองและยาวนานจากอดีตสูปจจุบัน นับแตอาณาจักร
สุโขทัยอนั ถือวา เปนอาณาแรกของชาวไทยจวบจนปจ จบุ ันประเทศไทยกม็ พี ระมหากษตั รยิ เ ปน ประมุข
ตลอดมา แมวา จะมีภารกจิ อาํ นาจ และบทบาท แตกตางกันไปตามกาลเวลาแตละยุคสมัย ภายหลัง
การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ทําใหสถาบันพระมหากษัตริยเปนประมุขของรัฐภายใต
รฐั ธรรมนูญ มพี ระราชสถานะและพระราชอาํ นาจของพระมหากษัตริย ดงั นี้
1. พระมหากษัตริยค ือศนู ยร วมของชาติทางกฎหมาย
2. พระมหากษัตรยิ ทรงเปนองคพระประมุข
3. พระมหากษัตริยอยูในฐานะอันเปนทเ่ี คารพสักการะ
4. พระมหากษตั ริยท รงเปน อคั รศาสนูปถัมภก
5. พระมหากษตั รยิ ท รงดํารงตาํ แหนงจอมทพั ไทย
6. พร ะม หา ก ษัต ริย เป น ที่ม าของ ฐ านั นด รศั ก ด์ิ อิส ริย ย ศและ ปร ะ ธา นแห ง
เครอื่ งราชอสิ ริยาภรณ
7. พระมหากษตั ริยท รงไวซ ึง่ พระราชอาํ นาจในการแตง ตงั้ และใหข าราชการในพระองคแ ละ
สมุหราชองครกั ษพน จากตาํ แหนง
8. พระมหากษัตริยทรงไวซ ึง่ พระราชอาํ นาจในการพระราชทานอภยั โทษ
สถาบันนติ บิ ัญญัติ
สถาบันนิติบัญญัติ (Legislature)เปนสถาบันท่ีทําหนาที่หลักในการบัญญัติกฎหมายโดยมี
รัฐสภา (Parliament) เปนองคกรทท่ี ําหนา ที่ดงั กลา ว การปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีรัฐสภา
เปน สถาบันทแี่ สดงถงึ เจตนารมณข องประชาชน เพราะมีตัวแทนของประชาชนที่ผานการเลือกตั้งเขา
มาทําหนาที่ ฉะน้ัน การบัญญัติกฎหมายจึงตองผานกระบวนการพิจารณาและความเห็นชอบจาก
รฐั สภาเสยี กอน จงึ จะมผี ลบังคบั ใชตามหลักการของประชาธิปไตยทางออม (Indirect Democracy)
รัฐสภาเปน องคกรทใี่ ชอาํ นาจนิตบิ ญั ญัตมิ ีหนา ทีอ่ อกกฎหมายใชบ ังคบั ในประเทศ รฐั สภาจงึ มีบทบาท
ทีส่ าํ คัญที่สดุ ทจ่ี ะกาํ หนดวา พฤตกิ รรมใดของบคุ คลใดในสงั คมควรจะเปน ความผดิ และมคี วามผดิ สถาน
ใด มีอัตราโทษอยา งใด
192 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมือง
จุมพล หนมิ พานิช (2551 : 99-100) ไดอธิบายไววา อํานาจหนาท่ีในการตรากฎหมายหรือ
การออกกฎหมาย เพ่ือบังคับใชในรัฐถือเปนอํานาจหนาที่หลักของรัฐสภา ซึ่งในทางการเมืองการ
ปกครองน้ันกฎหมายนับเปนสิ่งที่สําคัญ และจําเปนอยางย่ิงสําหรับใชในการบริหารและปกครอง
ประเทศ ทงั้ นีก้ ็เพ่ือเปนการจดั ระเบียบเกย่ี วกับสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และความเปนธรรม ให
เกิดในสงั คม ดังนน้ั ในการตรากฎหมายแตละฉบบั จึงเปนไปเพ่ือประโยชนสุขสวนรวมของประชาชน
เปน หลกั โดยมุง คุม ครองสทิ ธปิ ระโยชนของประชาชนอยางท่ัวถึงและเปนธรรม นอกจากนั้นสถาบัน
ฝายนติ ิบญั ญตั ิยังมอี ํานาจในการควบคุมการบรหิ ารราชการแผนดินของสถาบันบริหาร และมีอํานาจ
ในการใหความเหน็ ชอบตามเกณฑท ี่กาํ หนดในรฐั ธรรมนญู
ดังทก่ี ลา วแลววาองคก รท่ที ําหนา ทน่ี ิติบัญญตั นิ ้นั คอื รัฐสภา ถา พิจารณาถึงรปู แบบของรัฐสภา
แลว สามารถจําแนกรูปแบบของรฐั สภาออกไดเ ปน 2 รปู แบบ คือ รูปแบบรัฐสภาจําแนกตามจํานวน
สภาท่ีประกอบกันเปนรัฐสภา และรูปแบบรัฐสภาจําแนกโดยพิจารณาโดยคํานึงถึงการใชอํานาจ
อธปิ ไตย ดงั นี้
อานนท อาภาภริ ม (2545 : 21) ไดอ ธิบายไววา รูปแบบรัฐสภาซึ่งจําแนกตามจํานวนสภาท่ี
ประกอบกันเปน รฐั สภา สามารถจาํ แนกออกได 2 ลกั ษณะ คอื
1. ระบบสภาเดียว เปนระบบท่ีไดรับความนิยมและนํามาใชปฏิบัติกันนอยมาก และมัก
ปรากฏวา นยิ มใชระบบสภาเดียวในการปกครองระดับทองถิ่นในสหรัฐอเมริกา เชนการปกครองใน
ระดับแขวง และระดับนคร สว นระดับมลรัฐน้ันมีเพยี งมลรัฐเดียวคือเนเบรสกา (Nebarska) สําหรับ
ประเทศอ่นื ๆ ทใี่ ชระบบสภาเดียวไดแก รฐั ตา งๆ ในแคนาดา ประเทศคอสตารกิ า สวนประเทศยโุ รปท่ี
ใชร ะบบสภาเดยี วกม็ ีสวเี ดน ซง่ึ เริ่มใช ค.ศ. 1967 และประเทศนอรเวย
2. ระบบสองสภา วัตถุประสงคของการจัดต้ังระบบสองสภา เพ่ือเปดโอกาสใหมีสภาที่
ประกอบดวยสมาชิกทีม่ าจากประชาชนธรรมดาท่ัวๆ ไป กับสมาชิกท่ีมีคุณสมบัติพิเศษบางประการ
เชน ผทู ่ีจะเปนสมาชิกตองมีอายุสูงกวาสมาชิกท่ีมาจากประชาชน หรือเปนตัวแทนของคนบางกลุม
กลาวไดวา ระบบสองสภามีกําเนิดในประเทศอังกฤษ และสืบตอมาไดรับความนิยมไปยังประเทศ
ตา งๆ โดยเฉพาะอยา งยิง่ ในประเทศทมี่ ีการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย
รูปแบบรัฐสภาจาํ แนกโดยพิจารณาโดยคํานึงถึงการใชอํานาจอธิปไตย สามารถแบงออกได
เปน 2 ลักษณะ คอื
1. รัฐสภาท่ีมีการแบงแยกการใชอํานาจอยางเครงครัดระหวางอํานาจนิติบัญญัติและ
บรหิ าร ความสัมพนั ธระหวา งฝา ยบรหิ ารและฝายนิติบัญญัติ อยูบนพื้นฐานของการแบงแยกอํานาจ
ซ่งึ ใหห ลักประกนั ในความเปน อสิ ระและเสรีภาพในการปฏิบัติหนาทีข่ องแตล ะฝา ย
ลกั ษณะความสัมพันธดังกลาวเปนการแบงแยกอํานาจจากกันคอนขางเด็ดขาด โดยเฉพาะ
รัฐสภาในระบบประธานาธิบดี การบริหารงานของประธานาธิบดี รฐั สภาจะนาํ ไปเปดอภิปรายเพื่อลง
มตไิ มไวว างใจไมไ ด ในขณะเดยี วกันประธานาธบิ ดีจะใชอาํ นาจในการยุบสภาไมไดเชนกัน อํานาจของ
ฝายบริหารและฝายนิติบัญญัติมีความสัมพันธ แตการใชอํานาจนั้นอยูบนพื้นฐานของความมีอิสระ