The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอนรายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง (Constitution and Political Institution) รหัส 2552503 นี้เป็นรายวิชา ในสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ในหมวดวิชาเฉพาะ กลุ่มวิชาเนื้อหาบังคับของนักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สากล พรหมสถิตย์, 2020-06-30 01:58:15

กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง

เอกสารประกอบการสอนรายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง (Constitution and Political Institution) รหัส 2552503 นี้เป็นรายวิชา ในสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ในหมวดวิชาเฉพาะ กลุ่มวิชาเนื้อหาบังคับของนักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต

ประวตั ิรัฐธรรมนญู ไทย 143

หลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับน้ีไดจัดทําข้ึนโดยสภานิติบัญญัติแหงชาติ ซึ่ง มนตรี
รูป-สุวรรณ (2543 : 183-192) ณัฐกร วิทิตานนท (2557 : 241-245) และ ชาญชัย แสวงศักดิ์
(2560ข : 336-338) ไดก ลา วไว สรปุ ไดด งั น้ี

1. การประกาศอุดมการณการปกครองแบบประชาธปิ ไตยอยา งชดั แจง ในคาํ ปรารภ ซึง่ เปน
สวนทวี่ า ดว ยเจตนารมณข องรฐั ธรรมนูญ

2. ในกรณที ่รี าชบัลลงั กวางลง ใหการสืบราชสมบัติเปนไปตามกฎมณเฑียรบาล หากไมมี
ราชโอรส รฐั สภาอาจใหความเห็นชอบถวายสทิ ธิในการสบื ราชสมบัติแกพระราชธิดา

3. การอนุญาตใหแกไขกฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบราชสันตติวงศ พ.ศ. 2467 ดวย
วิธกี ารแบบเดียวกับการแกไขเพ่มิ เติมรัฐธรรมนญู ซ่ึงจากเดิมไมมกี ารอนุญาตใหแกไ ข

4. การใหส ทิ ธเิ สรภี าพแกชาย-หญิงเทา เทยี มกนั
5. การวางแนวทางสรางความเปนธรรมในสังคม ลดความเหล่ือมลํ้าทางสังคมและ
เศรษฐกจิ ลง การปฏิรปู ทด่ี นิ เพ่ือการเกษตรกรรม การจัดสวสั ดกิ ารแกล กู จา งเม่อื แกชรา
6. หา มสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและวฒุ สิ ภาดํารงตําแหนง ขา ราชการประจาํ
7. กาํ หนดใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและวุฒสิ ภาตองแสดงทรัพยสิน เพื่อปองกันการใช
อาํ นาจโดยมชิ อบของนกั การเมอื ง รวมท้ังรฐั มนตรี
8. การสงเสริมพรรคการเมืองโดยการกําหนดใหผูสมัครรับเลือกต้ังตองสังกัดพรรค
การเมือง และการสนับสนุนใหมผี นู าํ พรรคฝา ยคา น
9. การสง เสรมิ ใหรฐั สภามีการตรวจสอบการทํางานของรฐั การใชจา ยของขา ราชการโดยให
มีผตู รวจเงินแผน ดนิ ของรฐั สภา
10. การเพิ่มมาตรการควบคุมสมาชิกรัฐสภา
11. การกําหนดใหนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตง้ั การหา มคณะรัฐมนตรีใชกฎอัยการศึก
ตามอําเภอใจ โดยตอ งขออนมุ ัตจิ ากรฐั สภาเสียกอน
12. การกําหนดใหม ศี าลปกครอง ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากรและสงั คม
13. การใหอิสระในการปกครองตัวเองและทองถ่ิน เปนคร้ังแรกท่ีมีการวางบทบัญญัติให
ทอ งถน่ิ ปกครองตนเองไดใ นระดบั หนงึ่
14. การสรางเกราะปอ งกนั รฐั ธรรมนญู โดยกําหนดไววา การนิรโทษกรรมแกผูกระทําการ
ลมลางสถาบันพระมหากษตั รยิ หรือรัฐธรรมนูญจะกระทํามิได
15. การกําหนดใหก ารแกไ ขรฐั ธรรมนูญ กระทาํ ไดโ ดยงาย โดยใชเ สียงขา งมากธรรมดา

ฉบับท่ี 11 รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2519

รัฐธรรมนญู ฉบบั นีไ้ มแตกตางไปจากธรรมนญู การปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 คือ ให
อํานาจแบบเผด็จการโดยคนๆ เดียวแกหัวหนาฝายบริหารคือนายกรัฐมนตรี และใหมีผลบังคับ
ยอนหลังไปกอนท่ีจะมีรัฐธรรมนูญ เหมือนท่ีบัญญัติไวในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.

144 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมือง

2515 สําหรับฝายนิติบัญญัติไดกําหนดใหมี “สภาปฏิรูปการปกครองแผนดิน” ทําหนาที่ฝายนิติ
บัญญัติ ซ่ึงสภาปฏิรูปการปกครองประกอบดวยสมาชิก 300-400 คน ท่ีมาจากการแตงตั้งและอยูใน
วาระครง้ั ละ 4 ป (จักษ พนั ธช ู-เพชร, 2557 : 87) ประกาศเมอ่ื 22 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ถูกยกเลิก ใน
วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520เนือ่ งจากการรฐั ประหาร

หลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยกรางข้ึนโดยคณะกรรมการยกรางรัฐธรรมนูญที่
“คณะปฏิรปู การปกครองแผนดิน” แตงต้ังขึ้น เน้ือหาแทบท้ังหมดของรัฐธรรมนูญน้ี รับอิทธิพลมา
จากฉบบั ท่ี 7 และฉบับท่ี 9 อยา งชัดเจน ซึ่ง กจิ บดี กองเบญจภุช (2553 : 61-62) ณัฐกร วิทิตานนท
(2557 : 245-247) และ ชาญชยั แสวงศักด์ิ (2560ข : 339-340) ไดก ลาวไว สรปุ ไดด งั น้ี

1. กําหนดใหมีสภาเดียวในชื่อสภาปฏิรูปการปกครองแผนดินทําหนาที่นิติบัญญัติ
ประกอบดว ยสมาชกิ จํานวนไมนอยกวา 300 คน แตไมเกิน 400 คน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงต้ัง
และใหอ ยใู นตาํ แหนง 4 ป นบั แตว ันทพี่ ระมหากษตั ริยทรงแตงตงั้

2. มีหลกั การใหมค ือ กําหนดใหสภาปฏิรูปการปกครองแผนดินและคณะรัฐมนตรีแตงต้ัง
กรรมาธิการวิสามญั วินิจฉัยรางพระราชบญั ญัตฝิ ายละไมเ กนิ 6 คน เพ่ือกล่ันกรองกฎหมายกอ น

3. คณะรัฐมนตรีประกอบดวยนายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีอื่นไมเกิน 20 คน ซ่ึง
คณะรฐั มนตรจี ะตองรว มกับสภาทปี่ รึกษานายกรัฐมนตรี คอื บุคคลในคณะปฏริ ูปการปกครองแผนดิน
เพ่อื กําหนดนโยบายบริหาร

4. คงอํานาจตามธรรมนญู การปกครองราชอาณาจกั ร พ.ศ. 2502 เอาไวในมาตรา 21
5. มลี กั ษณะเปน รฐั ธรรมนูญฉบับถาวร เพราะถึงแมจะกําหนดใหมีการแกไขรัฐธรรมนูญ
ตามกําหนดเวลา แตเปนการแกไขเฉพาะสภาผูแทนราษฎรหรือรัฐสภา มิไดแกไขในกรอบหรือ
โครงสรางใหญของรัฐธรรมนูญ ท่ีกําหนดเวลาภายใน 4 ป ใหแกไขรัฐธรรมนูญเพื่อใหมีรัฐสภา ไดแก
สภาผแู ทนราษฎรท่ีมาจากการเลอื กตง้ั และวุฒสิ ภาทม่ี าจากการแตงต้ัง และกําหนดใหมีการเลือกต้ัง
ท่ัวไปภายใน 90 วัน นบั แตค รบกําหนด 4 ป ของรัฐธรรมนูญ
6. รบั รองให “บรรดาการกระทํา ประกาศหรือคําสั่งของหัวหนาคณะปฏิรูปการปกครอง
แผน ดิน หรอื การกระทาํ ประกาศหรือคาํ สั่งของคณะปฏริ ูปการปกครองแผนดิน ทไี่ ดกระทําประกาศ
หรอื ส่งั การกอนวันใชรฐั ธรรมนูญน้ี ทั้งนที้ เ่ี ก่ียวเนื่องกบั การปฏิรปู การปกครองแผน ดิน ไมว าจะกระทํา
ดว ยประการใดหรอื เปน ในรปู ใด และไมว าจะกระทาํ ประกาศหรอื คําสง่ั ใหม ผี ลบังคับในทางนติ บิ ญั ญตั ิ
ในทางบริหาร หรอื ในทางตุลาการ ใหถือการกระทํา ประกาศหรือคําสั่ง ตลอดจนการกระทําของผู
ปฏบิ ัตติ ามประกาศหรอื คําสง่ั นน้ั เปนการกระทํา ประกาศหรอื คําส่ังทีช่ อบดว ยกฎหมาย”

ฉบับที่ 12 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจกั ร พทุ ธศกั ราช 2520

รฐั ธรรมนญู ฉบบั นมี้ าจากการรวมบทบัญญตั ิจากรฐั ธรรมนูญหลายฉบบั สิ่งหน่ึงท่ีถูกนํามาใช
เปน เครอ่ื งมือของคณะปฏวิ ตั ิ ก็คือ การหามประชาชนมีสวนรวมทางการเมอื งและหา มการจดั ตัง้ พรรค
การเมือง นอกจากนี้ยังมีการกําหนดใหบุคคลในคณะปฏิวัติทําหนาที่เปนสมาชิกของสภานโยบาย

ประวัติรัฐธรรมนูญไทย 145

แหง ชาติ โดยมีหัวหนาคณะปฏวิ ตั เิ ปนประธาน สภานโยบายแหงชาติทาํ หนา ที่กาํ หนดนโยบายและให
คําแนะนําแกฝายบริหารเพื่อใหเปนไปตามแนวทางท่ีสภานโยบายแหงชาติกําหนด รวมไปถึงการมี
อํานาจแตงตงั้ และสั่งปลดนายกรัฐมนตรีไดดว ย (จักษ พนั ธชูเพชร, 2557 : 87) ประกาศใชเมื่อวนั ท่ี 9
พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2520 ถูกยกเลกิ เมอ่ื วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2521

หลักการสําคญั ของรฐั ธรรมนญู ฉบบั น้ยี กรา งขนึ้ โดยคณะกรรมการยกรางรัฐธรรมนูญที่คณะ
ปฏิวตั ิแตง ตัง้ ข้ึน รัฐธรรมนญู นี้ต้ังใจใหเ ปน รฐั ธรรมนูญชั่วคราว ซ่งึ สาระสาํ คญั ๆ นํามาจากรัฐธรรมนญู
ฉบับกอ นหนา นี้ แตม ขี อแตกตา งทช่ี ดั เจน ซึ่ง มนตรี รูปสวุ รรณ (2543 : 194-196) ณัฐกร วทิ ิตานนท
(2557 : 248-249) และ ชาญชยั แสวงศักด์ิ (2560ข : 341-342) ไดกลา วไว สรปุ ไดดงั น้ี

1. กําหนดใหมีสภานิติบัญญัติแหงชาติ ประกอบดวยสมาชิก 300-400 คนซึ่งอาจมาจาก
ขา ราชการประจาํ เพราะธรรมนูญการปกครองไมหามขาราชการประจําสามารถดํารงตําแหนงทาง
การเมือง

2. การกําหนดใหสภานิติบัญญัติแหงชาติทําหนาที่จัดทํารัฐธรรมนูญ โดยใหคํานึงถึงการ
เลือกตัง้ ทว่ั ไป ในป พ.ศ. 2521 และใหทําหนา ที่พิจารณาพระราชบัญญตั ิ แตไมม ีสิทธิเสนอเอง

3. กําหนดใหมีสภานโยบายแหงชาติประกอบดวยบุคคลในคณะปฏิวัติ เพื่อทําหนาที่
กาํ หนดแนวนโยบายแหงรัฐ และใหขอคิดเห็นในการบริหารประเทศแกคณะรัฐมนตรี และอาจรวม
วินิจฉัยปญหา หรือประชุมรวมกับคณะรัฐมนตรี เพ่ือมีมติใหคณะรัฐมนตรีดําเนินการ นอกจากน้ี
ประธานสภานโยบายแหงชาติยังสามารถถวายคําแนะนําใหนายกรัฐมนตรีพนจากตําแหนง และให
รัฐมนตรตี ามทีน่ ายกรัฐมนตรีถวายคาํ แนะนาํ

4. ตามธรรมนูญการปกครอง หามนายกรฐั มนตรีและรฐั มนตรี เปนสมาชิกสภานิติบัญญัติ
แหง ชาติ และหา มดํารงตําแหนง ในกิจการเอกชนท่ีดําเนนิ ธรุ กิจคากาํ ไร

5. มาตรา 27 ยังกําหนดอํานาจพิเศษของฝายบริหารที่มีลักษณะคลาย มาตรา 17 แหง
ธรรมนญู การปกครอง พ.ศ. 2502, 2515 หรอื มาตรา 21 แหงรฐั ธรรมนญู พ.ศ. 2519

6. การวินจิ ฉยั ปญ หาการปกครองที่ไมม บี ัญญัติในธรรมนญู การปกครองนั้น ใหเปนอํานาจ
หนา ท่ขี องสภานิตบิ ัญญัติแหงชาติเปนผวู ินจิ ฉยั ชข้ี าด

ฉบบั ที่ 13 รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2521

รฐั ธรรมนญู ฉบับนีป้ ระกอบดว ยหลกั การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยท่ีมลี กั ษณะคลายคลึง
กับรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2517 กาํ หนดใหป ระธานวฒุ ิสภาทาํ หนาที่ประธานรัฐสภา
ใหสมาชิกวุฒิสภามีอํานาจเทาเทียมกับสมาชิกสภาผูแทนราษฎรในหลายประการ และยอมให
ขา ราชการประจําดํารงตําแหนงขาราชการการเมือง (จักษ พันธชูเพชร,2557 : 87) ประกาศใชเมื่อ
วันที่ 22 ธนั วาคม พ.ศ. 2521 ถูกยกเลกิ เม่อื วนั ท่ี 23 กมุ ภาพันธ พ.ศ. 2534 จากการรฐั ประหาร โดย
“คณะรกั ษาความสงบเรียบรอ ยแหงชาต”ิ (ร.ส.ช.) ภายใตก ารนําของ “พล.อ.สนุ ทร คงสมพงษ”

146 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมือง

หลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยกรางข้ึนโดยคณะกรรมาธิการท่ีสภานิติบัญญัติ
แหง ชาตแิ ตง ต้ังข้ึน และไดผา นการพจิ ารณาของสภานติ บิ ัญญัตแิ หง ชาติตามทรี่ ฐั ธรรมนูญฉบบั กอนได
กําหนดไว ) ในภาพรวม โครงสรางของรฐั ธรรมนูญนก้ี เ็ หมือนกบั ๆ กับรฐั ธรรมนูญหลายฉบับทผ่ี านมา
คอื ตั้งใจจะใหใ ชถ าวร แตกตา งกันก็ตรงท่ีครั้งน้ีรัฐธรรมนูญเสมือนถูกแบงออกเปน 2 ฉบับ (หรือ 2
ระยะ) ไดแก ฉบับ “ถาวร” หรือระยะที่บทเฉพาะกาลเปนอันยกเลิกไปแลว กับฉบับ “บทเฉพาะ
กาล” หรอื ระหวา งที่บทเฉพาะกาลยงั มผี ลใชบังคับอยู ซึ่ง มนตรี รูปสุวรรณ (2543 : 55-58) ณัฐกร
วทิ ิตานนท (2557 : 250-253) และ ชาญชัย แสวงศกั ดิ์ (2560ข : 343-344) ไดก ลาวไว สรปุ ไดดังนี้

1. สว นทรี่ บั เอาหลักการในรฐั ธรรมนญู ฉบบั พ.ศ. 2517 เชน หมวดพระมหากษัตริย สวน
ใหญร ับเอาหมวดพระมหากษัตริยม าท้ังหมด รวมท้งั เรื่ององคมนตรี และการสืบสันตติวงศ หมวดสทิ ธิ
เสรีภาพของประชาชนชาวไทย หมวดหนาท่ีของชนชาวไทย หมวดแนวนโยบายแหงรัฐ

2. โครงสรางและสถาบันการเมือง ในหมวดรัฐสภาไดกําหนดใหมี 2 สภา ประกอบดวย
สภาผูแทนราษฎรกับวุฒิสภา โดยประธานวุฒิสภาทําหนาท่ีประธานรัฐสภา ประธานสภา
ผูแทนราษฎรเปนรองประธานรัฐสภา ซ่ึงตางไปจากฉบับ พ.ศ. 2517 ท่ีใหความสําคัญกับสภา
ผแู ทนราษฎร โดยใหป ระธานสภาผูแทนราษฎรเปน ประธานรฐั สภา

3. มาตราสําคัญท่ใี หบทบาทแกพ รรคการเมืองไดแก การควบคุมคะแนนเสียงของสมาชิก
พรรคที่เปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรผานการกําหนดใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรตองสังกัดพรรค
การเมือง ซึ่งหากถูกขับออกจากพรรคที่ตนสังกัด ก็เทากับวาสิ้นสมาชิกภาพของการเปน
สมาชกิ สภาผูแทนราษฎร

4. กําหนดใหมสี มาชกิ วุฒิสภาถึง 3 ใน 4 ของจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรท้ังหมด มี
การกําหนดคุณสมบตั ิไวกวางๆ โดยเปนผทู รงคุณวฒุ ทิ มี่ คี วามรหู รือความชาํ นาญในสาขาตา งๆ อายุไม
ตาํ่ กวา 35 ปบรบิ ูรณ เทากบั เปดชองใหขาราชการประจําดํารงตําแหนงสมาชิกวุฒิสภา และมีวาระ
การดาํ รงตําแหนง 6 ป โดยสมัยแรกมีการจับฉลากออกทุก 2 ป จนครบวาระ 6 ปแรก แตก็อาจถูก
แตงต้งั เขา มาไดอ ีก

5. กําหนดใหม คี ณะกรรมการตลุ าการรฐั ธรรมนญู
6. การแกไขรฐั ธรรมนูญฉบับนีส้ รา งเกณฑใ หแ กไขยาก

ฉบับท่ี 14 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พทุ ธศกั ราช 2534

รัฐธรรมนญู ฉบบั น้ีมีการจัดต้ังสภานิติบัญญัติแหงชาติอันประกอบดวยสมาชิกท่ีมาจากการ
แตง ตั้งทาํ หนา ทีร่ า งรัฐธรรมนูญ และท่ีสําคัญอีกประการคือ การใหอํานาจประธานสภารักษาความ
สงบเรียบรอยแหงชาติ ซ่ึงก็คือหัวหนาคณะรักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติมีอํานาจเหนือกวา
นายกรฐั มนตรใี นการบริหารราชการแผนดนิ โดยสรุปอํานาจเบด็ เสร็จจึงรวมอยูที่ประธานสภารักษา
ความสงบเรียบรอยแหงชาติ เพราะการริเริ่มใดๆ ของนายกรัฐมนตรีจะกระทําไมไดหากไมไดผาน
ความเห็นชอบจากสภารักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ (จักษ พันธชูเพชร, 2557 : 87) ประกาศ

ประวัติรัฐธรรมนญู ไทย 147

เม่ือวันท่ี 1 มีนาคม พ.ศ. 2534 ถูกยกเลิกเม่ือวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2534 อันเนื่องมาจากการ
ประกาศใชร ัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย

หลักการสําคญั ของรฐั ธรรมนญู ฉบบั น้ยี กรา งขึ้นโดยคณะเจาหนาที่ที่ “คณะรักษาความสงบ
เรยี บรอยแหงชาต”ิ แตงต้ังขึ้น สวนใหญใกลเคียงกับฉบับท่ี 12 อยางมาก แตมีขอแตกตางบางบาง
ประการ ซึ่ง มนตรี รูปสุวรรณ (2543 : 58-60) ณัฐกร วิทิตานนท (2557 : 253-255) และ ชาญชัย
แสวงศกั ด์.ิ (2560ข : 345-346) ไดก ลาวไว สรปุ ไดด ังน้ี

1. กําหนดใหสภานติ บิ ญั ญัติมหี นา ทจี่ ัดทาํ รฐั ธรรมนญู และพจิ ารณารา งพระราชบัญญตั ิ
2. ใหมีสภารักษาความเรียบรอ ยซง่ึ โอนมาจากคณะรักษาความสงบเรยี บรอยแหงชาติ
3. พยายามแยกอํานาจการเมอื งออกจากผลประโยชน และไมไ ดด าํ รงตาํ แหนง ซอนระหวาง
ฝายบริหารกับฝา ยนิตบิ ญั ญตั ิ
4. นายกรฐั มนตรีและรัฐมนตรจี ะเปนสภานติ บิ ัญญัติแหงชาติมิไดและจะดํารงตําแหนงใด
ในกิจการเอกชนท่ีดําเนินธุรกิจเพือ่ คากาํ ไรมิได
5. กําหนดกระบวนการในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหมของ “คณะกรรมาธิการราง
รฐั ธรรมนูญ”

ฉบบั ที่ 15 รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2534

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใชระบบสองสภา โดยใหประธานวุฒิ สภาเปนประธานรัฐสภา สมาชิก
วฒุ ิสภามาจากการแตงตั้งโดยใหอ ํานาจนายกรัฐมนตรเี ปน ผเู ลอื ก มขี อกาํ หนดหามขาราชการประจํา
ดํารงตําแหนง ขา ราชการการเมือง แตนายกรัฐมนตรีไมจําเปนตองมาจากการเลือกตั้ง (จักษ พันธชู
เพชร, 2557 : 88) ประกาศใชเมอื่ วนั ท่ี 9 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ถกู ยกเลกิ ไปเม่อื วนั ท่ี 11 ตุลาคม พ.ศ.
2540 จากการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย

หลักการสําคัญของรฐั ธรรมนญู ฉบบั นี้ยกรา งขนึ้ โดยคณะกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญและ
ไดผ า นความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแหงชาติ ซ่ึง กิจบดี กองเบญจภุช (2553 : 83-89) ณัฐกร
วิทิตานนท (2557 : 255-265) และ ชาญชยั แสวงศกั ดิ์ (2560ข : 346-348) ไดก ลา วไว สรปุ ไดด งั น้ี

1. การยืนยันวาการแกไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบสันตติวงศ พ.ศ. 2467
เปน พระราชอํานาจของพระมหากษัตริยเ ทา น้ัน

2. การกําหนดในสวนที่วาดวยพรรคการเมืองวาพรรคการเมืองตองแสดงบัญชีทรัพยสิน
และหนสี้ นิ ตามบทบญั ญัติของกฎหมาย

3. กําหนดใหรฐั สภาประกอบดวยวฒุ ิสภาและสภาผูแทนราษฎร แตกลับไปใหความสําคัญ
กับวฒุ ิสภา โดยใหป ระธานวฒุ ิสภาเปนประธานรฐั สภา

4. สมาชิกวุฒิสภามาจากการแตงตั้งท้ังหมด จํานวน 270 คน มีวาระ 6 ป ขณะท่ี
สมาชิกสภาผูแทนราษฎร มีจํานวน 360 คน โดยใชวิธีเฉล่ียจากฐานประชากรใหได จํานวน
ผแู ทนราษฎรคงที่ มีวาระ 4 ป

148 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมือง

ฉบบั ที่ 16 รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2540

รัฐธรรมนูญฉบบั นี้ เนนการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบมีสว นรวม ประชาชนไดรบั การ
รบั รองเร่อื งสทิ ธิอยา งเปน รปู ธรรม รปู แบบการปกครองใชร ะบบ 2 สภา ในสว นของคณะรัฐมนตรใี หม ี
ไดไ มเกนิ 36 คน เพอ่ื ใหก ารเลอื กตัง้ เปนไปอยางบรสิ ทุ ธิย์ ตุ ิธรรม จึงมีองคกรอิสระคือคณะกรรมการ
การเลอื กต้ัง หรอื กกต. ทาํ หนา ท่ีในการจดั การเลอื กต้งั และใหการรบั รองผลการเลือกตั้งในทุกระดับ
กําหนดบทลงโทษผทู ่ีไมไ ปใชส ทิ ธิในการลงคะแนนเสยี งเลือกต้ัง เปนครงั้ แรกท่กี ําหนดใหใ ชระบบศาล
คู โดยมรี ะบบศาลยตุ ธิ รรมรวมกับศาลปกครองในลกั ษณะคขู นาน แยกความรบั ผิดชอบและมีวธิ กี ารท่ี
แตกตางกันในแตละระบบ (จักษ พันธชูเพชร, 2557 : 88) ประกาศใช เม่ือวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.
2540 ถูกยกเลกิ เม่อื วนั ที่ 19 กนั ยายน พ.ศ. 2549 จากการรฐั ประหาร

หลกั การสาํ คัญของรฐั ธรรมนูญฉบบั น้ี ประกาศเจตนารมณห ลกั 3 ประการ (ดังปรากฏอยใู น
“คําปรารภ”) โดยมีสาระสําคัญท่ี มานิตย จุมปา (2546 : 319-355) กิจบดี กองเบญจภุช (2553 :
107-157) และ ชาญชัย แสวงศกั ดิ์ (2560ข : 353-358) ไดกลาวไว สรปุ ไดดังนี้

1. รฐั สภาประกอบดวยสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา สมาชิกสภาผูแทนราษฎรมีจํานวน
500 คน มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจํานวน 100 คน และอีก 400 คน มาจากการเลือกตั้ง
แบบแบง เขต สวนวุฒสิ ภามสี มาชิก 200 คน มาจากการเลือกตั้ง โดยใชเ ขตจงั หวัดเปนตัวกาํ หนด โดย
มจี ํานวนสมาชิกตามสัดสว นของประชากรทไ่ี ดก าํ หนดไว มีวาระการดาํ รงตาํ แหนงคราวละ 6 ป

2. กําหนดใหนายกรัฐมนตรีตองเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ใหมีนายกรัฐมนตรีและ
รัฐมนตรอี นื่ จาํ นวนไมเกิน 36 คน ใหประธานสภาผูแทนราษฎรลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
ผทู จ่ี ะดํารงตําแหนงจะตองไดร บั การเสนอชื่อในสภาผแู ทนราษฎรโดยมคี ะแนนเสยี งรบั รองไมน อยกวา
1 ใน 5 และการรับรองผูท่ีจะดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรีตองมีคะแนนเสียงเกินก่ึงหน่ึงของสภา
ผูแทนราษฎร

3. มกี ารขยายบทบัญญตั ใิ นหมวด 3 เรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอยางกวางขวาง
รวมทั้งรบั รองสทิ ธิในการตอตานโดยสันตวิ ธิ ีในการไดมาซ่งึ อาํ นาจการปกครองประเทศโดยมชิ อบดวย
รัฐธรรมนูญ

4. เปน ครง้ั แรกทบ่ี ัญญตั ิใหการเลือกตั้งเปนหนาที่ หากไมไปทําหนาท่ีอาจเสียสิทธิตามท่ี
กฎหมายบัญญัติ

5. กาํ หนดใหคณะกรรมการการเลือกต้ังเปนผูจัดการเลือกตั้งและการทําประชามติ เปน
ครั้งแรกทไี่ ดแ ยกการทําหนาทน่ี จี้ ากกระทรวงมหาดไทย

6. มีตาํ แหนง และหนาทใี่ หมๆ รวมท้ังองคก รอิสระตามรัฐธรรมนญู เชน ผูตรวจการแผน ดนิ
ของรฐั สภา คณะกรรมการสิทธมิ นษุ ยชนแหง ชาติ เพื่อตรวจสอบการใชอ ํานาจรฐั รวมทง้ั การตรวจเงนิ
แผน ดิน

7. กําหนดใหรัฐมนตรีหามเปนหุนสวน ผูถือหุน หรือบริษัทตามท่ีกฎหมายบัญญัติเพื่อ
ปองกันการทุจรติ และประพฤติมิชอบ

ประวตั ิรฐั ธรรมนญู ไทย 149

8. ใหป ระชาชนผูม สี ิทธเิ ลอื กตัง้ ไมนอ ยกวา 50,000 คน สามารถเขาช่ือเพ่ือรางกฎหมายที่
เก่ียวกบั หมวด 3 และ หมวด 5

9. มีบทบญั ญัตวิ าดวยการออกเสยี งประชามตโิ ดยความรเิ รม่ิ ของคณะรฐั มนตรปี ระกอบกบั
ความเหน็ ชอบของคณะรฐั มนตรใี หปรกึ ษาประธานสภาผแู ทนราษฎร หรือประธานวฒุ สิ ภา

10. ใหมีศาลรัฐธรรมนูญเปน การเฉพาะเพ่ือทาํ หนาทว่ี นิ ิจฉัยการใชรัฐธรรมนูญ ความขัดกัน
ของขอกฎหมายในทางรฐั ธรรมนูญ มวี ารการดํารงตาํ แหนง 9 ป โดยคาํ วินจิ ฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมี
ผลเดด็ ขาดผกู พันรฐั สภา คณะรฐั มนตรี ศาล และองคกรอน่ื ของรัฐ

11. ใหม ศี าลปกครองทําหนา ทีพ่ ิจารณาขอพิพาทระหวางหนว ยงานของรฐั ตา งๆ ที่ใชอาํ นาจ
ทางปกครอง กาํ หนดใหมศี าลปกครองชน้ั ตน และศาลปกครองสงู สดุ โดยจะมีศาลปกครองชน้ั อุทธรณ
ดว ยกๆ็ ได

12. ในหมวด 9 การปกครองทองถิ่น มีการกระจายอํานาจสูองคกรปกครองสวนทองถ่ิน
ยังผลใหอ งคกรปกครองสวนทองถ่ินมีอํานาจมากขึ้น เกิดองคกรปกครองสวนทองถิ่นในรูปองคการ
บรหิ ารสวนตําบลและเทศบาลตาํ บลและสภาทอ งถ่นิ

13. ในหมวด 10 มีการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ โดยการกําหนดใหผูมีตําแหนงทาง
การเมอื งตอ งยนื่ บัญชที รพั ยสินและหน้ีสนิ มีการตั้งคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริต
แหงชาติ (ปปช.) กําหนดเงือ่ นไขและวธิ ีการถอดถอนผดู าํ รงตาํ แหนงทางการเมอื ง และการดําเนินคดี
อาญากับผดู าํ รงตาํ แหนงทางการเมือง

14. หมวด 12 การแกไ ขเพมิ่ เตมิ รัฐธรรมนูญใหส ามารถกระทาํ ไดง าย โดยใชจํานวน 1 ใน 5
ของจํานวนสมาชิกสภาผแู ทนราษฎรหรอื สมาชกิ จากทั้ง 2 สภารวมกนั ในการลงมตใิ หใชเสยี งขา งมาก
ธรรมดา

ฉบบั ท่ี 17 รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย (ฉบบั ชั่วคราว) พทุ ธศกั ราช 2549

รัฐธรรมนญู ฉบับน้ี บัญญัติใหอํานาจอธิปไตยเปนของปวงชนชาวไทย ใหใชระบบสภาเดียว
คอื สภานิติบัญญตั แิ หงชาติ (สนช.) ทาํ หนาท่แี ทนสภาผแู ทนราษฎร วุฒสิ ภา และรัฐสภา และในการ
สรรหาใหค าํ นงึ ถงึ บุคคลกลุมตางๆ ในภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม และภาควิชาการ จากภูมิภาค
ตา งๆ อยา งเหมาะสม กาํ หนดใหม ีคณะรฐั มนตรีไมเ กิน 36 คน แตคงอํานาจกลุมรัฐประหาร ในนาม
ของ คมช. ใหประธาน คมช. มีอํานาจถวายคําแนะนําตอพระมหากษัตริยใหนายกรัฐมนตรีพนจาก
ตาํ แหนงได ใหมกี ารต้งั คณะตุลาการรัฐธรรมนญู ควบคมุ กฎหมายมใิ หข ัดตอรฐั ธรรมนญู (จกั ษ พันธชู
เพชร, 2557 : 88) ประกาศใชในวันท่ี 1 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ถูกยกเลิกเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.
2550 อันเนื่องมาจากการประกาศใชรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย

หลกั การสาํ คัญของรฐั ธรรมนูญฉบบั น้ี นาํ มาจากรัฐธรรมนูญ “ชั่วคราว” หลายๆ ฉบับกอน
หนาน้ีรวมกัน ความโดดเดนอธิบายเปนขอๆ ตามที่ ณัฐกร วิทิตานนท (2557 : 278-282) และ
ชาญชยั แสวงศกั ดิ์ (2560ข : 366-369) ไดกลาวไว สรปุ ไดด งั นี้

150 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง

1. กําหนดใหสภานิติบัญญัติประกอบดวยสมาชิกจํานวนไมเกิน 250 คน ทําหนาที่สภา
ผูแ ทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา

2. ไมใ หส มาชกิ สภานติ ิบญั ญตั ิดํารงตาํ แหนง รัฐมนตรี โดยกําหนดใหสมาชิกภาพสิ้นสุดลง
เมอ่ื ดํารงตําแหนงรฐั มนตรี

3. ใหม ีสภารางรัฐธรรมนูญ มีสมาชกิ จาํ นวน 100 คน ทาํ หนาท่รี า งรฐั ธรรมนูญ
4. ใหมีสมัชชาแหงชาติจํานวนไมเกิน 2,000 คน จากการแตงตั้ง ทําหนาที่เลือกสมาชิก
สภารางรฐั ธรรมนูญ
5. กาํ หนดใหสงรา งรฐั ธรรมนูญไปใหหนวยงานสําคัญในทางราชการและสถานศึกษารวม
พจิ ารณาและรับฟงความคดิ เห็น
6. ใหมีการออกเสียงประชามติโดยนับคะแนนเสียงขางมากของผูมีสิทธิเลือกต้ังแบบ
ธรรมดา

ฉบบั ที่ 18 รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2550

รฐั ธรรมนูญฉบบั น้ใี นหลกั การมกี ารกลาวถึงเจตนารมณวา จะใหการคุมครอง สงเสริม และ
ขยายสิทธแิ ละเสรภี าพของประชาชนอยางเตม็ ที่ ลดการผกู ขาดอาํ นาจรฐั และขจดั การใชอํานาจอยาง
ไมเ ปน ธรรม ทําการเมืองใหมีความโปรงใส มีคุณธรรมและจริยธรรม ทําใหระบบตรวจสอบมีความ
เขม แขง็ และทาํ งานไดอ ยา งมปี ระสิทธิภาพ กําหนดการปกครองแบบ 2 สภา โดยวุฒิสภามาจากการ
แตง ตัง้ ผสมกับการเลอื กตัง้ ในดา นตุลาการยังคงใหใ ชร ะบบศาลคเู ชนเดิม (จักษ พันธชูเพชร, 2557 :
88) ประกาศใชเม่ือวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ถูกยกเลิกเม่ือวันท่ี 22 พฤษภา พ.ศ. 2557 อัน
เนอื่ งมาจากการรฐั ประหาร

หลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับน้ี ซ่ึง กิจบดี กองเบญจภุช (2553 : 159-208) ณัฐกร
วทิ ิตานนท (2557 : 282-290) และ ชาญชัย แสวงศักด์ิ (2560ข : 375-390) กลาวไว สรุปไดดงั น้ี

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ปรารถนาจะสถาปนาการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ “สมบูรณ”
ขนึ้ มา ดังมีเจตนารมณส ําคัญ 4 ประการ คอื

1. คุมครอง สง เสรมิ และการขยายสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอยา งเตม็ ที่
2. ลดการผกู ขาดอาํ นาจรัฐ และขจัดการใชอาํ นาจอยา งไมเปน ธรรม
3. ทาํ ใหก ารเมอื งมคี วามโปรง ใส มคี ณุ ธรรมและจริยธรรม
4. ทาํ ใหระบบตรวจสอบมีความเขม แข็ง และทาํ งานไดอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ
อาจกลาวไดว า เน้อื หาสวนมากในรฐั ธรรมนญู น้ีกเ็ ปน เน้อื หาของ พ.ศ. 2540 น่นั เอง แตอ าจมี
บา งในสาระหลกั ๆ บางเร่อื งซงึ่ ถูก “ร้ือสรา ง” ขนานใหญ ก็เพยี งเพ่อื ท่ีจะแกไ ขปญ หาบางประการของ
รัฐธรรมนญู พ.ศ. 2540 อธิบายเฉพาะเรอื่ งสําคญั ๆ ดงั น้ี
1. โดยภาพรวมรฐั ธรรมนญู ฉบับนไ้ี ดปรับหมวดหมแู ละจดั กลมุ ของบบทบัญญัติตา งๆ เขา ไว
ดวยกัน และเพ่ิมหลักการจากรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 ข้ึน เชน หมวดสิทธิและเสรีภาพของ

ประวัติรัฐธรรมนญู ไทย 151

กระบวนการยุตธิ รรม มกี ารจดั บทบัญญัติเปน สวนๆ กลาวถงึ ความเสมอภาค สิทธิเสรีภาพสวนบุคคล
สทิ ธิในกระบวนการยตุ ิธรรม ซ่ึงถือวา มีรายละเอยี ดมากขน้ึ และเปน ระบบมากขึน้

2. กาํ หนดใหการเลอื กต้งั เปน หนา ที่ ตามรัฐธรรมนูญฉบบั พ.ศ. 2540
3. มีรฐั สภาประกอบดวยสภาผแู ทนราษฎรและวุฒสิ ภา ใหประธานสภาผูแทนราษฎรเปน
ประธานรฐั สภา โดยสภาผแู ทนราษฎรมสี มาชิก 480 คน มาจากการเลือกต้งั แบบแบง เขตจาํ นวน 400
คน และมาจากการเลอื กตง้ั แบบสัดสว น 80 คน (ภายหลังมกี ารแกไ ขเพิ่มเติม)
4. วฒุ สิ ภามสี มาชกิ 150 คน มาจากการเลอื กตงั้ ในแตละจังหวัดๆ ละ 1 และสมาชิกท่ีมา
จากการสรรหาในจาํ นวนท่ีหกั ออกจากจํานวน 150 คน คงเหลอื เปนสมาชกิ ทมี่ าจากการสรรหา การ
สรรหากระทาํ โดยคณะกรรมการสรรหาสมาชกิ วุฒิสภา
5. กําหนดหลักเกณฑและวธิ กี ารตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญในรายละเอียด
เนื่องจากมสี ว นทต่ี อ งออกเปนพระราชบัญญัติตางหาก เชน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวา
ดวยการเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผูแทนราษฎรและการไดม าซ่ึงวุฒสิ ภา และองคก รตามรัฐธรรมนญู อ่ืนๆ ที่
ตองมีพระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู เปน การเฉพาะ
6. มีบทบัญญตั ิหมวดที่วา ดว ยการมีสว นรวมทางการเมอื งของประชาชนโดยตรง ไดแ ก การ
เขาชอื่ ของผูมสี ิทธเิ ลอื กตั้งไมน อยกวา 10,000 คน เพือ่ เสนอรา งพระราชบญั ญตั ติ ามหมวด 3 หมวด 5
และการใหประชาชนไมนอยกวา 20,000 คน สามารถเขาชื่อเพ่ือเสนอขอใหวุฒิสภาพิจารณาถอด
ถอนบุคคลผูด าํ รงตาํ แหนงทางการเมืองและอื่นๆ ตามมาตรา 270
7. แยกบทบัญญัตวิ า ดวยศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และองคกรอิสระใหชัดเจนย่ิงข้ึน
เชนเดยี วกบั องคก รอ่นื ๆ ตามรฐั ธรรมนูญ เชน อัยการ คณะกรรมการสิทธมิ นษุ ยชนแหงชาติ เปน ตน
8. มีบทบัญญัติวาดวยการตรวจสอบอํานาจรฐั ไดแก การตรวจสอบทรพั ยสิน การระบุการ
กระทาํ ท่ีเปนการขดั กนั แหง ผลประโยชน การถอดถอนจากตําแหนง และการดําเนินคดีอาญาผูดํารง
ตาํ แหนง ทางการเมือง
9. มีบทบัญญตั วิ าดว ยจริยธรรมของผูดาํ รงตาํ แหนง ทางการเมอื งและเจา หนาที่ของรัฐเปน
คร้ังแรก
10. มกี ารแกไ ขรฐั ธรรมนญู เปน การแกไขรฐั ธรรมนญู ทกี่ ระทาํ ไดโดยงา ย และใชเสียงขางมาก
ธรรมดาในการลงคะแนนเสียงทั้ง 3 วาระ

ฉบบั ที่ 19 รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย (ฉบบั ช่ัวคราว) พุทธศกั ราช 2557

รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย (ฉบับช่ัวคราว) พทุ ธศกั ราช 2557 ก็เหมือนหรือคลายกับ
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักไรไทย (ฉบับช่ัวคราว) พุทธศักราช 2549 ที่ตราออกมาใชเปนการ
ชัว่ คราวระหวา งรอการรางรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทยฉบบั ถาวร ซงึ่ คาดวา นะจะประกาศใชได
ในป พ.ศ. 2558 และแนน อนวาเมอื่ เปนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ยอ มมีไมกม่ี าตรา เลอื กเขียนเฉพาะ
มาตราที่จาํ เปนเรง ดวน สาํ หรับใชใ นชวงระยะเวลาเปลีย่ นผานเทา น้ัน

152 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง

ชาญชัย แสวงศักด์ิ (2560ข : 403-429) ไดใหคําอธิบายไว สรุปไดวา รัฐธรรมนูญฉบับน้ี
ประกาศใชเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ถูกยกเลิกเม่ือวันท่ี 6 เมษายน พ.ศ. 2550 อัน
เนอื่ งมาจากการประกาศใชรัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย หลกั การสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ดังน้ี

1. หมวดพระมหากษัตริย สาํ หรบั หมวดพระมหากษัตริยน้ัน ใหคงหมวดพระมหากษัตริย
ของรฐั ธรรมนูญ พ.ศ. 2550

2. หมวดสทิ ธเิ สรภี าพและการมสี ว นรวมของประชาชน การมีสวนรวมของภาคประชาชน
หรือภาคประชาสังคมนั้นถูกตัดออกไปในรัฐธรรมนูญฉบับน้ี เชน สิทธิในขอมูลขาวสารและการ
รองเรียน เสรภี าพในการชุมนุมและการสมาคม สิทธิในการเขาชื่อเสนอกฎหมาย เขาช่ือถอดถอนผู
ดาํ รงตําแหนงทางการเมือง เปน ตน

3. ใหมีการจัดต้งั สภานิติบัญญัตแิ หง ชาติ ใหสภานิติบัญญัติแหงชาติมีสมาชิกจํานวน 220
คน ทาํ หนา ท่แี ทนรฐั สภา (สภาผูแทนราษฎรและวฒุ สิ ภา) โดยผทู เ่ี ปนนกั การเมืองและมีตําแหนงทาง
การเมืองและตาํ แหนง ในพรรคการเมอื งในระยะเวลา 3 ป กอนหนา ถูกตัดสิทธิ

4. ใหมีสภาปฏิรูปแหงชาติ กําหนดใหมีการจัดต้ังสภาปฏิรูปแหงชาติท่ีมีสมาชิกจํานวน
250 คน โดยคัดเลือกจากทุกภาคสว นของประชาชนไทย โดยผูท่ีเปนนักการเมืองและมีตําแหนงทาง
การเมืองและตําแหนง ในพรรคการเมืองในระยะเวลา 3 ป กอ นหนาถูกตดั สทิ ธิ

5. ใหม กี ารแตงตั้งนายกรฐั มนตรแี ละคณะรฐั มนตรี สมาชกิ สภานิตบิ ัญญัตแิ หง ชาตจิ ะเลือก
นายกรัฐมนตรีกอนทูลเกลาและรับสนองพระบรมราชโองการ และนายกรัฐมนตรีจะเลือก
คณะรฐั มนตรีเขา มาบริหารประเทศอกี จาํ นวนไมเกิน 35 คน โดยผูที่เปนนักการเมืองและมีตําแหนง
ทางการเมืองและตําแหนงในพรรคการเมืองในระยะเวลา 3 ป กอ นหนา ถกู ตดั สทิ ธิ

6. ใหมีการจัดต้ังกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญ ใหมีการจัดต้ังกรรมาธิการยกราง
รฐั ธรรมนญู ฉบับใหมขน้ึ โดย คสช. จะเปนผูเลอื กประธานกรรมาธกิ าร สว นสมาชิกอีก 35 คน นั้นมา
จากการคดั เลอื กของสภาปฏิรูปแหงชาติ จํานวน 20 คน และโดย คสช. สนช. และ ครม. ฝายละ 5
คน โดยท่คี ณะกรรมาธกิ ารยกรา ง ไมมีสทิ ธิ์ดํารงตาํ แหนง ทางการเมือง 2 ป ภายหลังจากรัฐธรรมนูญ
ประกาศใช

7. กาํ หนดระยะเวลายกรางรัฐธรรมนูญฉบบั ใหม ใหกรรมาธกิ ารยกรางรัฐธรรมนญู ยกราง
รฐั ธรรมนูญใหเสรจ็ ภายใน 4 เดอื น กอ นสง ให คสช. และคณะรัฐมนตรตี รวจสอบ

8. ใหคงคณะรักษาความสงบแหงชาติไว เพ่ือดูแลดานความมั่นคง แตงตั้งสภานิติบัญญัติ
แหง ชาติ สภาปฏิรูปแหงชาติ และกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญ และสามารถส่ัง ระงับ ยับย้ังการ
กระทาํ ในทางนติ ิบญั ญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และใหถือวาคําสั่งและปฏิบัติตามคําส่ัง
ดังกลา วชอบดวยกฎหมายและเปน ทส่ี ุด

9. ใหคงประกาศและคําส่ังตางๆ ของ คสช. เอาไว จนกวาจะมีการตรากฎหมายหรือ
พระราชบญั ญตั ิยกเลิก

ประวัติรัฐธรรมนูญไทย 153

10. นริ โทษกรรมการกระทําท้งั ปวงของคณะรักษาความสงบแหงชาติ

สรุป

แนวคดิ การนํารฐั ธรรมนญู มาใชใ นการเมืองการปกครองไทย ไดเกิดข้ึนมาต้ังแตประเทศไทย
ไดต ิดตอ กับประเทศตะวันตก ในสมยั รัชกาลที่ 4 และคอยพัฒนาการที่ชัดเจนขึ้นจนสุกงอมและเกิด
การปฏวิ ตั ิ เมอื่ พ.ศ. 2475 รวมทัง้ ประเทศไทยไดนําเอารัฐธรรมนูญมาใชเปนกฎหมายสูงสุดในการ
ปกครองประเทศ

ประเทศไทยมีรฐั ธรรมนูญเปน ลายลักษณอักษรฉบับแรก น่ันคือ “พระราชบัญญัติธรรมนูญ
การปกครองแผนดินสยามช่ัวคราว” เมื่อวันท่ี 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ภายหลังการยึดอํานาจและ
เปล่ียนแปลงการปกครอง โดยในครั้งนั้นเรียกกันวา “กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผนดิน” จน
ตอมาในวันท่ี 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 รัฐบาลกไ็ ดประกาศใชรัฐธรรมนญู ฉบบั ถาวร คือ “รัฐธรรมนูญ
แหงราชอาณาจกั รสยาม 2475” จึงเปลี่ยนมาเรียกวา “รัฐธรรมนูญ” และถือเปนรัฐธรรมนูญถาวร
ฉบบั แรกของประเทศไทย

จากการศึกษาถึงเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญไทยในแตละฉบับ พบวามีเน้ือหาสาระที่
แตกตางกันไปท้ังนี้ขึ้นอยูกับบริบทและเจตนารมณของผูมีอํานาจทางการเมืองในขณะนั้นๆ จาก
ลักษณะของรฐั ธรรมนญู ไทยทแ่ี ตกตา งกนั ไปน้ัน ทาํ ใหเ หน็ ไดว า รัฐธรรมนญู ไทยมคี วามออ นไหวตอ การ
ดําเนินการทางการเมืองเปนอยางมาก ถาจําแนกรัฐธรรมนูญไทยตามเนื้อหาสาระจะพบวา
รฐั ธรรมนูญไทยบางฉบับมเี น้ือหาสาระท่ีสอดคลองกับกระบวนการทางการเมืองแบบประชาธิปไตย
ซ่ึงรฐั ธรรมนญู เหลานีจ้ ะมเี น้ือหาสาระท่ีเปดโอกาสใหประชาชนเขามามีสวนรวมทางการเมืองตั้งแต
ระดบั เบ้ืองตน เชน การเขา มาใชอํานาจทางการเมืองในรูปแบบการเลือกต้ัง หรืออาจเปดโอกาสให
ประชาชนเขามามสี วนรว มทางการเมืองใดระดับที่สูงข้ึน เชน สามารถเสนอรางพระราชบัญญัติ หรือ
ตรวจสอบการทาํ งานของผูดาํ รงตาํ แหนงทางการเมือง ในรปู แบบการเรม่ิ ตนถอดถอน เปน ตน

ในขณะทร่ี ัฐธรรมนญู ไทยบางฉบับกม็ เี น้ือหาสาระท่ไี มสอดคลองกับกระบวนการทางการเมอื ง
แบบประชาธิปไตย เชน การกําหนดใหท่ีมาของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไมไดมาจากการเลือกต้ัง
โดยตรง การใหอํานาจวุฒิสภาที่มาจากการแตงตั้งมีอํานาจมากกวาสภาผูแทนราษฎรท่ีมาจากการ
เลือกตง้ั เปน ตน

รฐั ธรรมนูญไทยบางฉบับมลี ักษณะทข่ี ดั แยง กบั แนวคดิ ประชาธปิ ไตย คือ มีลกั ษณะเปนเผด็จ
การอาํ นาจนยิ ม ที่เนน การใชอํานาจโดยกลุมผูมอี าํ นาจโดยไมตอบสนองตอ ผลประโยชนทางการเมือง
ของประชาชนอยา งแทจ ริง รัฐธรรมนญู ไทยในลักษณะนี้ เนน การควบคุมสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ใหอยูในวงจาํ กัด และการดําเนินการทางการเมอื งเปนไปตามความตองการของผูม ีอํานาจ

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญไทยบางฉบับมีเน้อื หาสาระท่ีสอดคลอ งกับอดุ มการณประชาธปิ ไตยใน
บางเร่ือง ในขณะเดยี วก็มเี นื้อหาสาระบางสวนท่ียังคงเปดโอกาสใหมีการรอมชอมกับอํานาจนิยมใน
ขณะน้ันๆ ซงึ่ เรยี กรัฐธรรมนญู ในลกั ษณะนว้ี า รัฐธรรมนญู ประชาธปิ ไตยคร่งึ ใบ

154 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง

สาํ หรบั เหตผุ ลท่ปี ระเทศไทยมที ั้งรัฐธรรมนูญชั่วคราวและถาวร และคอนขางจะสลับกนั ไปมา
เปน เพราะรัฐธรรมนญู ถาวรมกั ถูกยกเลิกโดยการทํารัฐประหาร และมีการรางฉบับชั่วคราวข้ึนมาใช
แลว ดําเนินการรางฉบบั ถาวรขน้ึ มาใชในรปู แบบใดรปู แบบหนึ่ง แลว มีการจดั การเลอื กตงั้ จัดตง้ั รฐั บาล
ขึน้ ตามรัฐธรรมนญู ถาวร แลว มีการทาํ รฐั ประหารยกเลิกรัฐธรรมนูญถาวรนั้นอีก ทําใหการเมืองไทย
เผชิญกบั สภาวะชะงักงนั เสมอมา และทําใหรฐั ธรรมนญู ไทยตกอยภู ายใตวงั วนตลอดเวลาเปน วฏั จักรที่
ซ้ําซาก

ประวัติรฐั ธรรมนญู ไทย 155

แบบฝกหดั ทายบท

จงตอบคาํ ถามตอไปนี้

1. จงอธบิ ายถึงแนวคิดทเ่ี กย่ี วของกบั รัฐธรรมนญู จากเหตกุ ารณ ร.ศ. 103
2. จงอธบิ ายขอเสยี ของระบอบกษตั รยิ ภ ายใตรัฐธรรมนญู ตามแนวคดิ ของรัชกาลที่ 6
3. จงอธบิ ายถงึ การพยายามนาํ รัฐธรรมนญู มาใชในสมัยรัชกาลที่ 7
4. รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2489 มีสาระสาํ คญั ที่แตกตา งจากรฐั ธรรมนูญ

ฉบบั กอ นหนาอยางไร
5. รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2492 ทถ่ี กู รางโดยสภารางรฐั ธรรมนญู เปนคร้ัง

แรก มีสาระสาํ คัญอยา งไร
6. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจกั ร พ.ศ. 2502 ซง่ึ เปนตน แบบของรัฐธรรมนญู ใน

ลกั ษณะเดียวกันอกี หลายฉบับ มสี าระสาํ คญั อยา งไร
7. รฐั ธรรมนญู ไทยทม่ี ีเนอ้ื หาสาระแบบประชาธปิ ไตยครง่ึ ใบ มลี ักษณะอยางไร
8. รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ซงึ่ ไดช่อื วา รฐั ธรรมนญู ฉบับประชาชน มี

สาระสาํ คัญทใ่ี หอํานาจแกป ระชาชน อยางไร
9. จงวเิ คราะหแ ละอธิบายถึงสาเหตทุ สี่ ําคัญทท่ี าํ ใหป ระเทศไทยมีการเปลย่ี นแปลง

รัฐธรรมนญู บอ ยครงั้



บทท่ี 7

รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช 2560

รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดท่ีใชในการปกครองประเทศ โดยเปนกฎหมายท่ีกําหนด
โครงสรา งพนื้ ฐานและสถาบันทางการเมืองในการจัดองคกรบริหารของรัฐ รวมถึงการคุมครองและ
รกั ษาสิทธิเสรภี าพของประชาชน และเปนรากฐานทม่ี าของกฎหมายอ่ืน ๆ จึงกลาวไดวารัฐธรรมนูญ
เปน กฎหมายทส่ี ําคญั ย่งิ เพราะเน้ือหาสาระของรัฐธรรมนูญทุกประเทศตางบัญญัติเรื่องของอํานาจ
การบรหิ ารประเทศไวท้งั สิ้น ไมวาประเทศนน้ั ปกครองดว ยระบอบประชาธปิ ไตย ระบอบคอมมิวนิสต
หรือระบอบการปกครองอื่น ตางก็บญั ญตั ไิ วในรฐั ธรรมนูญเร่ืองเดียวกัน คือ เร่ืองอํานาจการบริหาร
ประเทศ

ประเทศไทยนบั แตเ ปลยี่ นแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาสูระบอบ
ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาแบบประเทศอังกฤษ ใน พ.ศ. 2475 ถึง พ.ศ. 2560 เปนเวลา 85 ป
โดยในชว งเวลาดังกลา ว ประเทศไทยไดป ระกาศยกรา งและประกาศใชรฐั ธรรมนูญ เพ่ือใชเปนหลักใน
การปกครองประเทศ โดยมีรัฐธรรมนญู เปนกฎหมายสูงสดุ ในการกาํ หนดรูปแบบ สถาบัน และวิธีการ
ในการปกครองประเทศ มาแลวถึง 20 ฉบบั

ในบทนี้จะกลาวถึง รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ในสาระสําคัญ ท่ี
เกย่ี วกับ บททว่ั ไปของรฐั ธรรมนูญ สทิ ธแิ ละเสรภี าพของประชาชนชาวไทย รัฐสภา รัฐบาล ศาล และ
องคก รอสิ ระ มรี ายละเอียดดงั ตอ ไปน้ี

ความเบ้อื งตน เกย่ี วกบั รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2560

รฐั ธรรมนูญ แปลมาจากคําวา Constitution เร่ิมนํามาใชเม่ือดําเนินการยกรางรัฐธรรมนูญ
แหง ราชอาณาจักรสยาม (ไทย) ฉบบั ท่ี 2 ท่ปี ระกาศใชเปนกฎหมายสูงสุด เมอื่ วันที่ 10 ธนั วาคม พ.ศ.
2475 โดยตามศัพท รัฐธรรมนญู แปลวาระเบียบอํานาจหนา ทีใ่ นการปกครองแผนดิน

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 (2556 : 987) ไดบัญญัติความหมายของ
รัฐธรรมนูญ วาหมายถงึ บทกฎหมายสูงสุดทีจ่ ดั ระเบยี บการปกครองประเทศ โดยกาํ หนดรปู แบบของ
รฐั ระบอบการปกครองของรฐั รวมทั้งสถาบันและองคก รใชอาํ นาจอธปิ ไตยในการปกครองรฐั

ณัฐกร วิทิตานนท (2557 : 128) ไดกลาวถึงผลจากความเปนของกฎหมายสูงสุดของ
รัฐธรรมนูญไววา การที่รัฐธรรมนูญมีสถานะเปนกฎหมายสูงสุดของประเทศ ยอมสงผลตามมา 2
ประการ คือ

1. กฎหมายอน่ื ใดในระบบกฎหมายจะขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญมิได ดังรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย บัญญัติวา “รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุด บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือ

158 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมือง

ขอบังคบั หรือการกระทําใด ขัดหรือแยงตอ รัฐธรรมนญู บทบญั ญตั หิ รอื การกระทําน้นั เปนอันใชบ ังคับ
มไิ ด”

2. การแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญกระทําไดยาก โดยรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
บัญญัติวา “การแกไขเพิ่มเติมที่เปนการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษตั รยิ ทรงเปน ประมุข หรอื เปล่ียนแปลงรปู แบบของรฐั จะกระทํามิได” และโดยวธิ พี เิ ศษยง่ิ
กวา การแกไ ขกฎหมายอ่ืน ๆ

กลาวโดยสรุป รัฐธรรมนูญจึงหมายถึง กฎหมายสูงสุดท่ีใชในการปกครองประเทศ เปน
รากฐานที่มาแหงกฎหมายอื่น ซ่ึงไดกําหนดถึงที่มาแหงอํานาจอธิปไตย การใชอํานาจอธิปไตย และ
รวมถึงองคกรและสถาบนั ทางการเมือง ความสมั พันธข ององคกรหรอื สถาบนั ทางการเมอื ง รวมถึงการ
กําหนดสทิ ธแิ ละหนาท่รี ะหวางรัฐกับประชาชน

รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 (ราชกิจจานุเบกษา, 2560 : 1-90)
ตราไว ณ วันท่ี 6 เมษายน พุทธศักราช 2560 เปนปที่ 2 ในรัชกาลปจจุบัน (สมเด็จพระเจาอยูหัว
มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร) ถือกําเนิดมาบนแนวคิดในการปฏิรูปในทางการเมือง
(Pliltical Reform) มี 16 หมวด 279 มาตรา ประกอบดว ย

หมวดท่ี 1 บทท่ัวไป (มาตรา 1-5)
หมวดท่ี 2 พระมหากษัตรยิ  (มาตรา 6-14)
หมวดท่ี 3 สิทธิและเสรภี าพของปวงชนชาวไทย (มาตรา 25-49)
หมวดที่ 4 หนาทข่ี องชนชาวไทย (มาตรา 50)
หมวดที่ 5 หนาท่ีของรฐั (มาตรา 51-63)
หมวดท่ี 6 แนวนโยบายแหง รัฐ (มาตรา 64-78)
หมวดที่ 7 รฐั สภา (มาตรา 79-157)
หมวดท่ี 8 คณะรัฐมนตรี (มาตรา 158-183)
หมวดท่ี 9 การขดั กันแหงผลประโยชน (มาตรา 184-187)
หมวดท่ี 10 ศาล (มาตรา188-199)
หมวดที่ 11 ศาลรฐั ธรรมนญู (มาตรา 200-214)
หมวดที่ 12 องคก รอิสระ (มาตรา 215-247)
หมวดท่ี 13 องคกรอัยการ (มาตรา 248)
หมวดที่ 14 การปกครองสว นทองถิน่ (มาตรา 249-254)
หมวดที่ 15 การแกไ ขเพ่ิมเติมรฐั ธรรมนูญ (มาตรา 255-256)
หมวดที่ 16 การปฏริ ปู ประเทศ (มาตรา 257-261)
บทเฉพาะกาล (มาตรา 226-279)
สําหรับคาํ ปรารภเบอ้ื งตน ของรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2560 ที่ระบุเหตผุ ลใน
การประกาศใช เปนไปตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)

รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2560 159

พุทธศกั ราช 2557 (ราชกิจจานุเบกษา, 2557 : 1-2) ท่ีบัญญัติใหมีคณะกรรมการรางรัฐธรรมนูญ มี
หนา ที่รา งรฐั ธรรมนญู เพอ่ื ใชเ ปนหลักในการปกครอง และเปนแนวทางในการจดั ทาํ กฎหมายประกอบ
รัฐธรรมนูญและกฎหมายอ่ืน โดยไดกําหนดกลไกเพ่ือจัดระเบียบและสรางความเขมแข็งแกการ
ปกครองประเทศขึน้ ใหม ดวยการจัดโครงสรางของหนาท่ีและอํานาจขององคกรตาง ๆ ตามรัฐธรรม
และสัมพันธภาพระหวางฝายนิติบัญญัติกับฝายบริหารใหเหมาะสม การใหสถาบันศาลและองคกร
อิสระอื่นซึ่งมีหนาที่ตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ สามารถปฏิบัติหนาที่ไดอยางมีประสิทธิภาพ สุจริต
เท่ียงธรรม และมีสวนรวมในการปองกันหรือแกไขวิกฤตของประเทศตามความจําเปนและความ
เหมาะสม

รวมถึงการรับรอง ปกปองและคุมครองสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยใหชัดเจนและ
ครอบคลุมอยางกวางขวางย่ิงขึน้ โดยถือวาการมสี ิทธิเสรีภาพเปนหลกั การจํากัดตัดสิทธิเสรีภาพเปน
ขอ ยกเวน แตก ารใชสิทธเิ สรภี าพดังกลา วตองอยภู ายใตก ฎเกณฑเพื่อคุมครองสว นรวม

การกําหนดใหรัฐมีหนาท่ีตอประชาชนเชนเดียวกับการใหประชาชนมีหนาที่ตอรัฐ การวาง
กลไกปองกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจรติ และประพฤตมิ ิชอบท่ีเขม งวด เดด็ ขาด เพื่อมใิ หผบู รหิ ารท่ี
ปราศจากคุณธรรม จรยิ ธรรม และธรรมาภิบาลเขา มามอี ํานาจในการปกครองบานเมอื งหรือใชอ ํานาจ
ตามอําเภอใจ และการกําหนดมาตรการปองกันและบริหารจัดการวิกฤติการณของประเทศใหมี
ประสทิ ธภิ าพยิง่ ขน้ึ ตลอดจนไดกาํ หนดกลไกอื่น ๆ ตามแนวทางท่ีรัฐธรรมแหงราชอาณาจักร (ฉบับ
ชว่ั คราว) พุทธศักราช 2557 ระบไุ ว

รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2560 มีบทบัญญัติ จํานวน 279 มาตรา ใน
ท่ีนี้ จะไดอธิบายเพื่อประโยชนในการศึกษา โดยยึดตามหลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญ ซ่ึง
ประกอบดวย รูปแบบของรฐั รูปแบบการปกครอง ท่ีมาและผูใชอํานาจอธิปไตย หลักการใชอํานาจ
อธิปไตย หลักความเสมอภาคของประชาชนชาวไทย และหลักความเปนกฎหมายสูงสุดของ
รฐั ธรรมนญู พอสังเขป โดยมีรายละเอียด ดังนี้

บททั่วไป : หลักการสําคญั ของรฐั ธรรมนญู

รัฐธรรมนญู จะมบี ทบัญญัติในสาระสําคญั หลักการทัว่ ไป ไมร ะบรุ ายละเอียด เพราะเปนเอกสารแมบ ท
ท่ใี ชไ ดอกี ในระยะเวลานาน ถา ระบเุ นื้อหาไวยาวเกนิ ไปอาจกอใหเกิดความลา สมัยได เนอ้ื หาสาระที่
สําคัญของรัฐธรรมนูญประกอบไปดว ย (ราชกจิ จานุเบกษา, 2560 : 3-4)

มาตรา 1 “ประเทศไทยเปน ราชอาณาจักรอนั หนึ่งอันเดียว จะแบงแยกมิได” คือบทบัญญัติ
เรื่องรูปแบบของรัฐ นามประเทศ กําหนดนามประเทศท่ีใชรัฐธรรมนูญน้ีมีช่ือวาประเทศไทย เปน
ราชอาณาจักรคือมีพระมหากษัตรยิ เปนพระประมุข และเปน รัฐเด่ยี วทจี่ ะแบงแยกมิได

มาตรา 2 “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปน
ประมุข” คือบทบัญญัตเิ ร่ืองรูปแบบการปกครอง กําหนดใหประเทศไทยมีระบอบประชาธิปไตยใน
ระบบรฐั สภา อันมพี ระมหากษัตรยิ ท รงเปนประมขุ

160 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมือง

มาตรา 3 “อํานาจอธปิ ไตยเปน ของปวงชนชาวไทย พระมหากษตั รยิ ผูทรงเปน ประมขุ ทรงใช
อาํ นาจนนั้ ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบทบัญญัตแิ หง รฐั ธรรมนูญ” คอื บทบญั ญัติเร่อื ง
ท่มี าและผูใชอ าํ นาจอธิปไตย กาํ หนดใหอ าํ นาจอธปิ ไตยเปนของปวงชนชาวไทย พระมหากษตั ริยผทู รง
เปนพระประมุขทรงใชอํานาจน้ันทางรัฐสภาอันประกอบดวยสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา
คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญน้ี ท้ังนี้ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องคกร
อสิ ระ และหนว ยงานของรฐั ตอ งปฏิบตั หิ นา ทีใ่ หเปนไปตามรฐั ธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม
เพ่ือประโยชนสวนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม อันเปนหลักการใช
อาํ นาจอธปิ ไตย

มาตรา 4 “ศกั ดิ์ศรคี วามเปน มนษุ ย สทิ ธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลยอมไดรับ
ความคุม ครอง” คือบทบัญญตั เิ รอ่ื งหลักความเสมอภาคของประชาชนชาวไทย คุมครองศักด์ิศรีความ
เปนมนษุ ย สทิ ธิ เสรภี าพ และความเสมอภาค กําหนดใหศ กั ด์ศิ รีความเปนมนุษย สิทธิ เสรีภาพ และ
ความเสมอภาค บรรดาท่ีปวงชนชาวไทยเคยไดร บั การคุมครองตามประเพณีการปกครองประเทศใน
ระบอบประชาธิปไตย และตามพันธกรณีระหวางประเทศไทยมีอยูแลว ยอมไดรับการคุมครองตาม
รฐั ธรรมนูญน้เี สมอกันทุกคน

มาตรา 5 “รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสงู สดุ บทบัญญัติของกฎหมาย กฎ หรือขอบังคับ หรือ
การกระทําใด ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทํานั้น เปนอันใชบังคับมิได” คือ
บทบัญญัติเร่ืองหลกั ความเปน กฎหมายสูงสดุ ของรัฐธรรมนญู และรวมถึงเรอ่ื งหลกั การอุดชอ งวา งของ
รฐั ธรรมนญู กําหนดใหเม่ือไมมีบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้บังคับแกกรณีใด ใหกระทําการนั้นหรือ
วนิ ิจฉยั กรณนี ัน้ ไปตามประเพณกี ารปกครองไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรง
เปนประมขุ แตประเพณกี ารปกครองดงั กลาวตอ งไมข ดั หรือแยงตอ รัฐธรรมนูญนี้

พระมหากษตั รยิ ก บั รฐั ธรรมนญู

สถาบันพระมหากษัตริยเ ปนสถาบันทางการเมอื งทปี่ รากฏในประวตั ิศาสตรของประเทศไทย
ทมี่ อี ายธรรมและวฒั นธรรมที่เกาแก และมีวิวัฒนาการท่ีถือกําเนิดเคียงคูกับความเปลี่ยนแปลงทาง
สังคม ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 (ราชกิจจานุเบกษา, 2560 :
4)

มาตรา 6 “องคพ ระมหากษัตริยท รงดาํ รงอยูใ นฐานะอันเปนที่เคารพสักการะ ผูใดจะละเมิด
มิได ผูใดจะกลาวหาหรือฟองรองพระมหากษัตริยในทางใด ๆ มิได” คือบทบัญญัติเรื่องพระราช
สถานะขององคพระประมขุ กาํ หนดใหดํารงอยใู นฐานะอนั เปน ทเ่ี คารพสักการะ ผใู ดจะฟอ งรอ งในทาง
ใด ๆ มิได

มาตรา 7 “พระมหากษัตริยทรงเปนพุทธมามกะ และทรงเปนอัครศาสนูปถัมภก” คือ
บทบัญญัติเรื่องพระราชสถานะขององคพระประมุข กําหนดใหเปนอัครศาสนูปถัมภก กลาวคือ

รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2560 161

พระมหากษัตริยตองเปนพุทธมามกะ และยังตองทรงเปนผูอุปถัมภศาสนาตาง ๆ ท่ีมีผูนับถืออยูใน
ประเทศไทยดว ย

มาตรา 8 “พระมหากษัตริยทรงดํารงตําแหนงจอมทัพไทย” คือบทบัญญัติเรื่องพระราช
สถานะขององคพระประมุข กําหนดใหดํารงตําแหนงจอมทัพไทย กลาวคือพระมหากษัตริยเปนผู
บัญชาการสูงสดุ ของกองทพั ไทย

มาตรา 9 “พระมหากษตั ริยทรงไวซ่งึ พระราชอาํ นาจท่จี ะสถาปนาและถอดถอนฐานันดรศกั ดิ์
และพระราชทานและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ” คือบทบัญญัติเร่ืององคพระประมุขเปนท่ีมา
แหง ฐานนั ดรศกั ด์ิ อิสรยิ ยศ

ธโสธร ตูทองคํา (2559 : 12) กลา วสรปุ ไวว า ลักษณะสาํ คญั ของสถาบันพระมหากษตั รยิ แบง
ออกเปน 3 ประการ คอื

1. การเปนสถาบันเหนือสถาบันทางการเมืองอื่นในฐานะองคอธิปตยท่ีหมายถึงการเปน
สถาบันท่ใี ชอ าํ นาจสงู สดุ ในระบอบราชาธิปไตย และเปน สถาบันท่ีพระมหากษตั รยิ ทรงเปนประมขุ ของ
รฐั ในระบอบประชาธิปไตย เปน พระมหากษตั รยิ ภ ายใตรัฐธรรมนญู

2. การเปนสถาบนั ทเ่ี ปน ท่ยี อมรับจากสงั คมเพ่ือความชอบธรรม กอกําเนดิ ความสมั พันธกบั
ฐานอาํ นาจท้ังทางการเมือง เศรษฐกิจ และสงั คม

3. การเปน สถาบนั ท่สี ืบทอดโดยสายโลหติ เปนหลกั เปนการสืบทอดราชบลั ลังกโ ดยการสบื
สันตติวงศ เปนไปโดยการแตง ตั้ง มีกฎหมายหรอื จารตี ประเพณีกําหนด

สทิ ธแิ ละเสรีภาพของปวงชนชาวไทย

วรพจน วิศรตุ พชิ ญ (2538 : 22) ไดใ หคาํ อธิบายไววา สิทธิ (Right) คือประโยชนที่กฎหมาย
รบั รองและคุม ครองใหแกบคุ คลในอนั ทจ่ี ะกระทาํ เกยี่ วกับทรพั ยห รอื บคุ คล เชน สทิ ธใิ นทรัพยส นิ สทิ ธิ
ในรา งกาย เปนตน และ เสรภี าพ (Liberty) คือภาวะของมนษุ ยทีไ่ มอยูภายใตก ารครอบงําของผอู ื่น มี
อสิ ระท่จี ะกระทาํ การหรืองดเวนกระทาํ การ เชน เสรีภาพในการตดิ ตอสือ่ สาร เสรภี าพในการเดินทาง
เปน ตน

มานิตย จุมปา (2559 : 84) ไดจําแนกสิทธิและเสรีภาพไว 2 ประเภท คือ สิทธิเสรีภาพ
สัมบูรณ และสิทธิเสรภี าพสมั พัทธ ดงั น้ี

สิทธเิ สรีภาพสัมบูรณ หมายถึง สิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไววาเปนสิทธิเด็ดขาด ไม
อาจมกี ารจาํ กัดสทิ ธเิ สรีภาพประเภทนไ้ี ด เชน เสรภี าพในการนบั ถอื ศาสนา เปน ตน

สทิ ธิเสรภี าพสมั พัทธ หมายถงึ สทิ ธทิ ี่รฐั ธรรมนูญรบั รองไว แตใ นขณะเดียวกันก็เปดโอกาสให
มีการจํากัดสิทธิเสรีภาพนั้นได โดยกําหนดเง่ือนไว เชนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เปนตน
รฐั ธรรมนญู ของประเทศตา ง ๆ ตางกร็ บั รองและคุมครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล การกระทําใดที่ขัด
หรือแยง หรือลดทอนสทิ ธิเสรภี าพของบคุ คลจะกระทําไดก แ็ ตภ ายใตขอบเขตที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว
เทา นนั้

162 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง

ในรฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2560 เปลี่ยนวิธีการรับรองและคุมครอง
จากเดมิ ทรี่ ับรองและคุม ครองเฉพาะสทิ ธแิ ละเสรภี าพเฉพาะท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญทานั้น เปนวา
นอกจากสิทธิและเสรีภาพสาํ คญั ๆ ท่มี บี ทบญั ญัติคุมครองไวเ ปน การเฉพาะในรฐั ธรรมนญู แลว การใด
ทมี่ ไิ ดหามหรอื จาํ กดั ไวในรฐั ธรรมนูญหรือในกฎหมายหมาย บุคคลยอมมีสิทธิและเสรีภาพท่ีจะทําได
และไดร บั การคมุ ครอง ตามแนวมาตรา 5 ของคําประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมอื ง ค.ศ. 1789 ของ
ฝรั่งเศสและหลกั สากล (คณะอนุกรรมการยกรางรัฐธรรมนญู คณะกรรมรา งรัฐธรรมนญู , 2559 : 2)

กําหนดหลกั เกณฑการใชสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลใหชัดเจนวา การใชสิทธิหรือเสรีภาพ
ตอ ง ไมก ระทบกระเทอื นหรือเปน อันตรายตอความม่ันคงของประเทศ ไมกระทบกระเทือนหรือเปน
อนั ตรายตอความสงบเรยี บรอ ยและประชาชน และ ไมล ะเมดิ สิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น รวมถึง
ไมใ ชสทิ ธิเสรภี าพกนั อยางไมมขี อบเขต ไมค ํานึงถงึ สงั คมและผูอน่ื

กําหนดใหรัฐจํากดั สทิ ธหิ รอื เสรีภาพของประชาชนไดเ ฉพาะกรณที กี่ ฎหมายบัญญัติไวเทาน้ัน
และกฎหมายทีจ่ ะตราขน้ึ ตอ งจาํ กดั สิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลน้ัน ถารัฐธรรมนูญกําหนดเง่ือนไขไว
เปนการเฉพาะ ก็ตองเปนไปตามเงื่อนไขที่กําหนดเทานั้น แตถารัฐธรรมไมไดกําหนดเงื่อนไขไว
กฎหมายนั้น ตองไมเพิ่มภาระหรือจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแกเหตุ และจะ
กระทบกระเทอื นตอ ศักดิ์ความเปนมนษุ ยของบุคคลมไิ ด (คณะอนุกรรมการยกรางรัฐธรรมนูญ คณะ
กรรมรางรฐั ธรรมนูญ 29, 2559 : 3) การตรากฎหมายน้ันกําหนดใหกฎหมายตองมีผลใชบังคับเปน
การทว่ั ไป ไมมุงหมายใหใชบงั คับแกก รณใี ดกรณหี นึง่ หรือแกบุคคลใดบุคคลหน่งึ เปน การเจาะจง และ
ตองระบุเหตุผลความจําเปนในการจํากัดสิทธิและเสรภี าพไวด วย

รวมถึง การประกนั สิทธิและเสรีภาพขนั้ พ้นื ฐานตามท่ีไดร ับรองไวในปฏิญญาสากลวา ดว ยสิทธิ
มนษุ ยชน กติการะหวางประเทศวา ดว ยสทิ ธพิ ลเมืองและสทิ ธทิ างการเมือง และกติการะหวา งประเทศ
วา ดว ยสทิ ธทิ างเศรษฐกจิ สงั คม และวฒั นธรรมที่ประเทศไทยเปน ภาคี

กลาวโดยสรุปสิทธิเสรีภาพปรากฏอยูในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2560 ดงั ตอ ไปน้ี

มาตรา 28 สิทธแิ ละเสรภี าพในชีวิตและรางกาย
มาตรา 29 ความคุมครองทจี่ ะไมถกู บังคบั ใชก ฎหมายอาญายอ นหลัง และความคุมครองจาก
ขอสันนิษฐานในคดีอาญาวาไมม คี วามผดิ
มาตรา 30 ความคมุ ครองท่จี ะไมถกู เกณฑแ รงงาน
มาตรา 31 เสรภี าพในการนับถือศาสนา นิกาย ลัทธิทางศาสนา และเสรีภาพในการปฏิบัติ
ตามพธิ ีกรรมความเช่อื ของตน
มาตรา 32 สิทธใิ นความเปน อยูส ว นตัว เกยี รตยิ ศ ชือ่ เสยี ง และครอบครัว
มาตรา 33 เสรีภาพในเคหสถาน
มาตรา 34 เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ การโฆษณา และ
การสอื่ ความหมายโดยวิธีอ่ืน รวมถึงความคมุ ครองเสรีภาพในทางวชิ าการ

รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2560 163

มาตรา 35 เสรีภาพในการเสนอขา วสารและแสดงความคิดเห็นตามจรยิ ธรรมแหง วชิ าชีพของ
ส่อื มวลชน

มาตรา 36 เสรีภาพในการตดิ ตอสอ่ื สารถงึ กนั
มาตรา 37 สิทธิในทรัพยสนิ และการสืบมรดกและการไดรับคาเวนคนื
มาตรา 38 เสรีภาพในการเดินทางและการเลอื กถ่ินทอี่ ยู
มาตรา 39 คมุ ครองทีจ่ ะไมถ กู เนรเทศหรือถกู หามมใิ หเ ขามาในประเทศ
มาตรา 40 เสรภี าพในการประกอบอาชพี
มาตรา 41 สิทธิของบุคคลและชุมชน ในอันท่ีจะรับทราบและเขาถึงขอมูลหรือขาวสาร
สาธารณะในครอบครองของหนวยของรัฐ ในอันท่ีจะเสนอเรื่องราวรองทุกข รวมถึงในอันท่ีจะฟอง
หนว ยงานของรัฐ
มาตรา 42 เสรภี าพในการรวมกันเปน สมาคม สหกรณ สหภาพ องคกร ชุมชน หรือหมูคณะ
อืน่
มาตรา 43 สทิ ธิของบคุ คลและชุมชน ในอนั ที่จะอนุรักษ ฟน ฟู หรือสง เสริมภูมิปญญา ศิลปะ
วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีอันดีงามของทองถิ่นและของชาติ ในอันท่ีจะ
บาํ รุงรักษา และใชป ระโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ อยางสมดุล
และยั่งยืน ในอันที่จะเขาช่ือกันเพ่ือเสนอแนะตอหนวยงานของรัฐใหดําเนินการหรืองดเวนการ
ดําเนนิ การ อนั จะเปน ประโยชนตอ ประชาชนหรือชมุ ชน และในการจัดใหม ีระบบสวัสดิการของชุมชน
มาตรา 44 เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ
มาตรา 45 เสรภี าพในการรวมกันจัดตง้ั พรรคการเมอื ง
มาตรา 46 ความคุม ครองสิทธิในฐานะของผูบรโิ ภค
มาตรา 47 สิทธิรบั บริการสาธารณสขุ ของรฐั
มาตรา 48 สทิ ธิของมารดาในชวงระหวางกอนและหลงั การคลอดบตุ ร
มาตรา 49 สิทธิในการตอตานการลมลางระบอบประชาธิปไตย
จากทแ่ี สดงขางตน จะเหน็ ไดว า ปวงชนชาวไทยมีสิทธแิ ละเสรีภาพในหลากหลากดาน ดังน้ัน
เพ่ือที่จะใหมีผลใหสิทธิและเสรีภาพเปนจริงในทางปฏิบัติรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย จึงมี
บทบัญญตั กิ าํ หนดใหการใชอาํ นาจโดยองคก รของรัฐทุกองคก รตอ งคํานงึ ถึงศกั ด์ิความเปน มนษุ ย สิทธิ
เสรีภาพและความเสมอภาคของบคุ คล และบัญญตั หิ นา ท่ขี องรฐั ไวเ ปน การเจาะไวใ น หมวด 5 หนาท่ี
ของรัฐ มาตรา 51-63
แมวารัฐธรรมนูญจะรับรองสิทธแิ ละเสรีภาพไว แตสิทธแิ ละเสรีภาพทรี่ ับรองไวในรัฐธรรมนูญ
น้ัน บางประการรับรองไวโดยเดด็ ขาดไมมกี ารจํากัด บางประการรบั รองไวโ ดยอาจมีการจาํ กัดได
หนาที่ของปวงชนชาวไทยตามบทบัญญตั ิแหง รัฐธรรมนูญ
มานิตย จุมปา (2541 : 52) ไดอธิบายไววา เมื่อรัฐธรรมนูญมีการบัญญัติกําหนดใหสิทธิ
เสรภี าพและปวงชนชาวไทยแลว กย็ อ มจะตองมีการกาํ หนดหนา ทแ่ี กปวงชนชาวไทยดวย ดังคํากลาว

164 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง

ที่วา “สงั คมใดกต็ ามทีม่ ีการใหสิทธิเสรีภาพแกสมาชิกในสังคม ก็ยอมจะตองมีการกําหนดหนาที่แก
สมาชกิ ท่ีจะตองปฏิบัตติ ามดวย”

คําวา “สิทธิ” มีคําคูกันอยู คือ “หนาท่ี” ไมวาจะเร่ืองใดๆ ก็ตาม เม่ือมี “สิทธิ” ก็ยอมมี
“หนาที่” คูกันเสมอไป เชน บิดามารดามีสิทธิที่จะปกครองดูแลบุตรผูเยาวตลอดจนลงโทษไดตาม
สมควร แตใ นขณะเดียวกันกฎหมายกก็ ําหนดหนาที่ของบิดามารดาไววามีหนาที่ตองใหการอุปการะ
เล้ียงดูและใหก ารศกึ ษาแกบตุ รตามสมควร

หยุด แสงอุทัย (2538 : 159) ไดสรุปไววา ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนมี 2 สถานะ
กลา วคือ ฐานะเปนผูปกครอง ในฐานะน้ีประชาชนเลือกผูแทนของตนมาปฏิบัติงานในสภาแทนตน
และ ฐานะเปน ผอู ยใู ตปกครอง ในฐานะนี้รัฐธรรมนูญกําหนดใหประชาชนไดไปซึ่งสิทธิและเสรีภาพ
แตใ นขณะเดียวกนั ก็ตอ งกําหนดใหมหี นาทบี่ างประการเปนของคูก นั ไปดวย เม่ือปวงชนชาวไทยมีสิทธิ
ไดร บั ประโยชนจ ากรฐั ตามทร่ี ัฐธรรมนูญกาํ หนด ก็ยอมมีหนา ท่ที ีจ่ ะตองปฏิบตั ติ อรฐั ดวยเชน กัน

สําหรบั หนา ทข่ี องปวงชนชาวไทย ไดบ ัญญตั ิไวในหมวด 4 แหงรัฐธรรมนูญแหงราชอาราจักร
ไทย พุทธศกั ราช 2560 ทวี่ าดว ยหนา ทข่ี องปวงชนชาวไทย โดยบญั ญัติไวในมาตรา 50 บญั ญัตกิ าํ หนด
หนา ท่ปี วงชนชาวไทย ไว 10 ประการ ดังน้ี

1. พทิ ักษร ักษาไวซง่ึ ชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ  และการปกครองระบอบประชาธิปไตย
อันมพี ระมหากษัตริยท รงเปน ประมขุ

2. ปองกันประเทศ พิทักษร ักษาเกียรตภิ ูมิ ผลประโยชนของชาติ และสาธารณสมบัติของ
แผน ดนิ รวมท้ังใหค วามรว มมอื ในการปองกันและบรรเทาสาธารณภัย

3. ปฏบิ ัติตามกฎหมายอยา งเครง ครดั
4. เขา รบั การศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบงั คบั
5. รับราชการทหารตามที่กฎหมายบญั ญตั ิ
6. เคารพและไมล ะเมิดสทิ ธิและเสรีภาพของบคุ คลอ่นื และไมก ระทาํ การใดที่อาจกอ ใหเกิด
ความแตกแยกหรือเกลียดชงั ในสงั คม
7. ไปใชสิทธิเลือกตั้งหรือลงประชามติอยางอิสระโดยคํานึงถึงประโยชนสวนรวมของ
ประเทศเปนสําคัญ
8. รวมมือและสนับสนนุ การอนุรักษและคุมครองส่ิงแวดลอม ทรัพยากรธรรมชาติ ความ
หลากหลายทางชวี ภาพ รวมท้ังมรดกทางวฒั นธรรม
9. เสยี ภาษีอากรตามท่กี ฎหมายบญั ญตั ิ
10. ไมรวมมือหรอื สนับสนุนการทจุ ริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ
จากทกี่ ลา วถงึ สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย จะเห็นไดวาปวงชนชาวไทยมีสิทธิและ
เสรีภาพในหลากหลากดา น ทงั้ น้ีสิทธแิ ละเสรีภาพจะเปนจริงเพียงใดก็ข้ึนอยูกับวารัฐซ่ึงมีหนาท่ีตอง
เอ้อื อํานวยใหเ ปน ไปตามสิทธแิ ละเสรภี าพนัน้ เพียงใดดว ย

รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 165

หนาทีข่ องรฐั ทจ่ี ะตองปฏบิ ตั เิ พื่อตอบสนองตอสิทธเิ สรีภาพของประชาชน

วิษณุ เครืองาม (2530 : 26) ไดกลาวในเรื่องหนาที่ของรัฐ ไวโดยสรุปดังน้ี รัฐมีหนาที่ 2
ประการ คือ หนาที่กระทําการ หมายความวา ในกรณีท่ีบุคคลหรือชุมชนมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ
ประการใด รัฐตองมีหนาที่จัดการใหไดรับสิทธินั้นสมตามที่กําหนดไว และหนาที่งดเวนกระทําการ
หมายความวา ในกรณที ี่บคุ คลหรอื ชุมชนมเี สรีภาพในการกระทาํ การใด ยอมมีอิสระในการกระทําน้ัน
รฐั มีหนา ท่ีทจ่ี ะงดเวน การกระทาํ การใด ๆ อนั จะเปน การแทรกแซงเสรีภาพดงั กลาว

ดังนั้นเพ่ือท่ีจะใหมีผลใหสิทธิและเสรีภาพเปนจริงในทางปฏิบัติ รัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย จงึ มบี ทบัญญัติกําหนดใหการใชอํานาจโดยองคกรของรัฐทุกองคกรตองคํานึงถึง
ศกั ด์ิความเปน มนษุ ย สิทธิ เสรภี าพและความเสมอภาคของบุคคล และบญั ญัติหนา ที่ของรัฐไวเ ปนการ
เฉพาะไว

หมวด 5 หนา ทีข่ องรฐั (มาตรา 51-63) โดยรัฐมีหนาที่ทําใหสิทธิของประชาชนเปนสิ่งที่จับ
ตองได

หนา ทีข่ องรฐั ประกอบดว ย หนาที่พ้ืนฐาน และหนา ในการทําใหส ทิ ธขิ องประชาชนเปนสิ่งจับ
ตอ งได (คณะอนุกรรมการยกรา งรฐั ธรรมนูญ คณะกรรมการรางรัฐธรรมนูญ, 2559 : 4)

หนาท่ีพน้ื ฐาน รัฐตอ งพิทกั ษรักษาไวซ่งึ สถาบันพระมหากษตั รยิ  เอกราช อธิปไตย บูรณภาพ
แหง อาณาเขตและเขตท่ปี ระเทศไทยมสี ิทธิอธิปไตย ความมั่นคงแหงชาติ และความสงบเรยี บรอยของ
ประชาชน และรฐั ตอ งดูแลใหม กี ารปฏิบัตติ ามและบงั คบั ใชกฎหมายอยางเครง ครัด

หนาท่ีในการทําใหสิทธิของประชาชนเปนส่ิงจับตองได รัฐตองดําเนินการหรือจัดใหมี
การศึกษากอ นวัยเรียนสําหรับประชาชนอยางท่ัวถึง และเม่ือถึงวันท่ีตองไดรับการศึกษาภาคบังคับ
รองตองดําเนินการใหเด็กทุกคนไดรับการศึกษาภาคบังคับที่มีคุณภาพอยางทั่วถึงโดยไมเรียกเก็บ
คาใชจ าย และในการจัดการศึกษาทุกระดับชั้น รัฐตองมุงพัฒนาผูเรียนใหเปนคนดี มีวินัย ภูมิใจใน
ชาติ และสามารถเช่ยี วชาญไดตามความถนดั และศกั ยภาพของผูเรียนซงึ่ แตกตางกนั

รฐั ตอ งดาํ เนินการใหป ระชาชนไดร ับบริการสาธารณะสุขที่มคี ุณภาพอยา งทว่ั ถงึ
รัฐตองจัดหรือดําเนินการใหมีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานท่ีจําเปนตอการดํารงชีวิตของ
ประชาชนอยางทว่ั ถงึ ตามหลักการพัฒนาอยางยง่ั ยืน
รัฐตองคมุ ครองและบาํ รงุ รกั ษาทรัพยากรธรรมชาติ ส่ิงแวดลอม และความหลากหลายทาง
ชีวภาพใหเกิดประโยชนอยางยั่งยืน โดยตองสอดคลองกับหลักการมีสวนรวมของประชาชน และ
หลกั การกระจายอํานาจ
รัฐตองระมดั ระวังในการใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติ ใหเกดิ ผลกระทบตอประชาชน
ชุมชน สิ่งแวดลอม และความหลากหลายทางชีวภาพนอยท่ีสุด กรณีเกิดผลกระทบรัฐตองเยียวยา
ความเดอื ดรอ นหรือความเสยี หายใหแ กประชาชนหรอื ชุมชนทไี่ ดรบั ผลกระทบอยางเปน ธรรมและโดย
ไมชักชา และรัฐตองดําเนินการใหประชาชนท่ีเก่ียวของกับการดําเนินการตาง ๆ ของรัฐ ที่อาจ

166 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง

กอ ใหเกดิ ผลกระทบตอความสงบสุข วิถชี ีวิตหรือสขุ ภาพของประชาชนหรือชุมชน หรือส่งิ แวดลอม ได
มีสว นรวม และตองรบั ฟงความคดิ เหน็ ของประชาชนท่ีเก่ียวขอ งกัน

รฐั ตอ งเปด เผยขอมลู ขา วสารของราชการที่มใิ ชข อมูลเก่ียวกบั ความม่ันคงของรฐั หรอื ความลบั
ของทางราชการ และตองจดั ใหประชาชนเขา ถงึ ขอ มลู ดังกลาวโดยสะดวกตามท่กี ฎหมายบัญญตั ิ

รัฐตอ งรกั ษาไวซ ึ่งคลน่ื ความถี่และสิทธิในวงโคจรของดาวเทียมอันเปนทรัพยากรของชาติ
รัฐตอ งจดั ใหมีมาตรการหรอื กลไกในการคมุ ครองสทิ ธขิ องผูบรโิ ภค และตอ งสงเสริมสนบั สนนุ
ใหม ีการรวมตวั กันเพอ่ื คุมครองผูบรโิ ภค
รัฐตองรักษาวินัยการเงินการคลังอยางเครงครัด เพื่อใหฐานะการเงินการคลังของรัฐ มี
เสถียรภาพและม่นั คงอยางย่งั ยนื
รัฐตองใชม าตรการและกลไกเพ่อื ขจัดการทจุ รติ และประพฤติมิชอบในวงราชการทกุ รปู แบบ
ทง้ั น้ี ถารฐั “ไมท าํ หนา ที่” ดังกลาว ประชาชนสามารถฟองศาลรัฐธรรมนูญไดโดยตรง หรือ
จะไปรองคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ วาผูเกี่ยวของจงใจไมปฏิบัติตาม
รัฐธรรมนญู ได (คณะอนุกรรมการยกรา งรฐั ธรรมนูญ คณะกรรมการรา งรฐั ธรรมนูญ, 2559 : 6)
แนวนโยบายแหง รฐั : แนวทางใหรัฐดําเนินการตรากฎหมายและกําหนดนโยบายในการ
บรหิ ารราชการแผน ดิน
มานิตย จุมปา (2541 : 56) ไดอธิบายแนวนโยบายแหงรัฐไววา แนวนโยบายแหงรัฐมี
ประโยชนตอรัฐบาลท่ีบริหารประเทศ 2 ประการ คือ ประการแรก เปนแนวทางสําหรับการตรา
กฎหมาย และประการทสี่ อง เปนแนวทางในการกําหนดนโยบายในการบริหารราชการแผน ดนิ ดงั นน้ั
แนวนโยบายแหง รัฐจึงเปนหลกั การ (Principles) ตา งไปจากนโยบายของรัฐบาลที่รัฐบาลทุกรัฐบาล
ตองจดั ทาํ ซงึ่ เปน ตัวนโยบาย (Policy) แนวนโยบายแหงรัฐเปนการบัญญัติหลักการท่ีเปนกลาง ที่แต
ละรฐั บาลสามารถนาํ ไปปฏิบัตไิ ด
รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2560 กาํ หนดแนวนโยบายพ้ืนฐานของรัฐไว
ที่สาํ คญั ดงั ตอ ไปนี้ (ราชกจิ จานเุ บกษา, 2560 : 17-20)
1. รฐั พงึ จัดใหมี “ยุทธศาสตรชาติ” เปนแนวทางเปนเปาหมายการพัฒนาประเทศอยาง
ย่งั ยนื ตามหลกั ธรรมาภบิ าล
2. รฐั พึงสงเสรมิ สมั พนั ธไมตรกี บั นานาประเทศ โดยถอื หลกั ความเสมอภาคในการปฏบิ ัตติ อ
กัน และไมแ ทรกแซงกจิ การภายในของกันและกัน ใหความรวมมือกับองคการระหวางประเทศและ
คุม ครองผลประโยชนของชาตแิ ละคนไทยในตางประเทศ
3. รัฐพงึ อุปถัมภแ ละคมุ ครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอนื่
4. รัฐพึงจัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมทุกดานใหมีประสิทธิภาพ เปน
ธรรม และไมเ ลือกปฏิบัติ และใหประชาชนเขาถงึ กระบวนการยตุ ิธรรมไดโดยสะดวก รวดเร็ว และไม
เสยี คา ใชจา ยสงู เกินสมควร

รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 167

5. รัฐพึงจัดใหมีและสงเสริมการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร เทคโนโลยี และศิลป
วิทยาการแขนงตาง ๆ ใหเกิดความรู การพัฒนา และนวัตกรรม เพ่ือความเข็มแข็งของสังคมและ
เสริมสรางความสามารถของคนในชาติ

6. รัฐพึงสง เสริมและใหความคุมครองชาวไทยกลุมชาติพันธุตาง ๆ ใหมีสิทธิดํารงชีวิตใน
สังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวถิ ีชีวติ ดั้งเดิมตามความสมคั รใจไดอยางสงบสุข ไมถกู รบกวน

7. รัฐพึงเสริมสรางความเขมแข็งของครอบครัวอันเปนองคประกอบพื้นฐานที่สําคัญของ
สังคม รวมตลอดท้ังสงเสริมและพัฒนาการสรางเสรมิ สุขภาพเพ่อื ใหประชาชนมสี ุขภาพทแ่ี ข็งแรงและ
มจี ติ ใจทเี่ ขม แข็ง

8. รัฐพึงดําเนนิ การเกี่ยวกับที่ดนิ ทรัพยากรน้ํา และพลังงาน โดยมีการวางแผนการใช จัด
ใหม ีการวางผังเมือง จัดใหมีมาตรการกระจายการถอื ครองทดี่ นิ จดั ใหมีทรัพยากรน้ําที่มีคุณภาพและ
เพยี งพอ รวมถึงสง เสริมการอนรุ ักษพ ลังงานและการใชพ ลงั งานอยา งคมุ คา และพฒั นาอยางย่ังยืน

9. รัฐพึงจัดใหมีมาตรการหรือกลไกท่ีชวยใหเกษตรกรประกอบเกษตรกรรมไดอยางมี
ประสทิ ธิภาพ ไดผลผลิตท่ีมีปริมาณและคณุ ภาพสูง

10. รัฐพงึ สงเสรมิ ใหประชาชนมคี วามสามารถในการทํางานโดยเหมาะสมกับศักยภาพและ
วยั และพงึ คุมครองผใู ชแรงงานใหไดร บั ความปลอดภยั ในการทํางาน โดยไดรับสวสั ดกิ าร รายได และ
สทิ ธิประโยชนอื่นทเี่ หมาะสมแกการดาํ รงชพี

11. รัฐพงึ จัดระบบเศรษฐกิจใหป ระชาชนมโี อกาสไดรบั ประโยชนจ ากความเจริญเติบโตทาง
เศรษฐกิจไปพรอมกนั อยางทั่วถงึ เปนธรรม และย่ังยืน และรัฐตองไมประกอบกิจการท่ีเปนลักษณะ
เปนการแขงขันกับเอกชน

12. รัฐพึงพัฒนาระบบการบริหารราชการแผนดิน ใหเปนไปตามหลักการบริหารกิจการ
บา นเมอื งทด่ี ี และพึงดาํ เนนิ การใหม กี ฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหนวยงานของรัฐให
เปนไปตามระบบคณุ ธรรม

13. รัฐพึงใหมีกฎหมายเพียงเทาท่ีจําเปน และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความ
จาํ เปนหรอื ไมส อดคลอ งกับสภาพการณ หรอื ที่เปน อุปสรรคตอการดํารงชีวิตหรือการประกอบอาชีท่ี
ไมจําเปนอยา งรวดเรว็ เพือ่ ไมใ หเ ปนภาระแกประชาชน

14. รฐั พงึ สง เสริมใหป ระชาชนและชุมชนมคี วามรคู วามเขาใจท่ถี ูกตองเก่ียวกับการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั ริยทรงเปนประมุข

สถาบนั ทางการเมอื งตามรัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั ไทย พ.ศ. 2560

รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรบญั ญัตไิ วใ น มาตรา 3 วา อํานาจอธิปไตยเปนของปวงชนชาว
ไทย พระมหากษัตริยผทู รงเปน พระประมขุ ทรงใชอาํ นาจน้ัน ทางรฐั สภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตาม
บทบญั ญัตแิ หง รฐั ธรรมนูญนี้

168 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมอื ง

รัฐสภา : อํานาจฝา ยนติ บิ ัญญตั ิ
คําวา รัฐสภา น้ัน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2554 (2556 : 987) ได
ใหคํานิยามไวว า รัฐสภา หมายถึง องคก ารนติ บิ ญั ญตั ิ ทําหนาท่บี ัญญตั ิกฎหมาย ประกอบดว ยวุฒิสภา
และสภาผแู ทนราษฎร
มานติ ย จมุ ปา (2559 : 56-57) ไดอธบิ ายถงึ อาํ นาจฝา ยนติ ิบัญญัตไิ ว วา รัฐสภาเปนองคกรที่
ใชอํานาจนิติบัญญัติ มีหนาที่ออกกฎหมายใชบังคับในประเทศ โครงสรางของรัฐสภา อาจ
ประกอบดวยสภาเพียงสภาเดยี ว หรอื สองสภากไ็ ด แลวแตรัฐธรรมนูญของแตละประเทศจะกําหนด
คาํ วา “สภาเดยี ว” คอื สมาชกิ สภามีฝายเดยี วหรือประเภทเดยี ว ประชมุ พรอมกนั ในเวลาและสถานท่ี
เดยี วกนั มีอํานาจหนาท่ีอยางเดียวกัน มีท่ีมาอยางเดียวกัน สวนคําวา “สองสภา” คือ สมาชิกแบง
ออกเปนสองฝายหรือสองประเภท ประชุมแยกกันคนละเวลาและสถานท่ี มีอํานาจหนาที่มากนอย
ตางกนั แตอ าจมีกรณีทสี่ ภาท้ังสองประชุมรว มกนั ได
จุมพล หนิมพานิช (2551 : 87) ไดกลาวไววา รัฐสภามีความหมายมากกวาองคการหรือ
สถาบันซึ่งเปนผูใชอํานาจนิติบัญญัติ เพราะรัฐสภายังมีหนาที่ในการควบคุมดูแลและประสานงาน
เกยี่ วกับกจิ การของรฐั บาล และยังตองทําหนาที่เปนตัวแทนประชาชนอีกดวย ในแงดังกลาวในทาง
ทฤษฎี โดยเฉพาะในกรณขี องรฐั สภาแบบอังกฤษ (รัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยในระบบรฐั สภา) จึง
ถอื วา รฐั สภาเปนสถาบนั ทางการเมืองที่มอี าํ นาจสูงสุดในการปกครอง มีอํานาจทั้งการออกกฎหมาย
และอํานาจในการควบคุมการบริหารราชการแผน ดนิ
ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2560 หมวด 7 รฐั สภา (มาตรา 79-157)
มหี ลักการสาํ คญั ประกอบดวย สภาผูแทนราษฎร วุฒิสภา (ราชกิจจานุเบกษา, 2560 : 20) อํานาจ
หนาท่ีของรัฐสภา และการประชุมรวมกันของรัฐสภา และไดกําหนดโครงสรางของรัฐสภาให
ประกอบดวยสองสภา คือ สภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา โดยรัฐสภาจะประชุมรวมกันหรือแยกกัน
ยอ มเปนไปตามบทบญั ญัติแหงรัฐธรรมนูญ โดยกําหนดขอหามไวไมใหบุคคลเปนสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรและสมาชิกวุฒสิ ภาในขณะเดยี วกัน ประธานสภาผูแทนราษฎรเปนประธานรัฐสภา ประธาน
วุฒิสภาเปน รองประธานรฐั สภา สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรหรอื สมาชิกวุฒสิ ภา จํานวนไมนอ ยกวาหน่ึง
ในสิบของจาํ นวนสมาชกิ ท้ังหมดเทาทมี่ ีอยูของแตละสภา มีสิทธิเขาช่ือรองตอประธานแหงสภาท่ีตน
เปนสมาชิกวาสมาชกิ ภาพของสมาชิกคนใดคนหนึง่ แหง สภาน้ันสนิ้ สดุ ลง
องคป ระกอบสภาผแู ทนราษฎร ประกอบดว ยสมาชกิ จํานวน 500 คน กลา วคอื สมาชิกซึ่งมา
จากการเลอื กตั้งแบบแบง เขตเลือกต้ังจํานวน 350 คน และ สมาชิกซึ่งมาจากบัญชีรายชื่อของพรรค
การเมืองจํานวน 150 คน
วธิ กี ารไดม าซึ่งสมาชกิ สภาผูแทนราษฎร แบบแบงเขตเลอื กต้ังใหใชวิธีลงคะแนนโดยตรงและ
ลับ มีวาระ 4 ป โดยใหแตละเขตเลือกต้ังมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไดเขตละหน่ึงคน และผูมีสิทธิ
เลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลอื กตงั้ ไดคนละหนึ่งคะแนน กาบัตรเดียว โดยจะนับคะแนนไปคํานวณ
จดั สรรสมาชกิ สภาผูแทนราษฎรแบบบัญชีรายชอ่ื ตอ ไป

รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2560 169

บคุ คลผมู สี ิทธเิ ลือกต้ัง ตอ งมคี ุณสมบัติ ดังตอ ไปน้ี กลา วคอื มีสัญชาตไิ ทย มอี ายุไมต าํ่ กวา 18
ปใ นวันเลอื กตง้ั และ มชี อื่ อยใู นทะเบียนบา นในเขตเลอื กตง้ั มาแลว เปนเวลาไมนอ ยกวา 90 วัน นับถึง
วันเลือกตง้ั

บุคคลผูมีลักษณะตองหามดังตอไปน้ีในวันเลือกตั้ง เปนบุคคลตองหามมิใหใชสิทธิเลือกต้ัง
กลา วคอื เปนภกิ ษุ สามเณร นักพรต หรอื นักบวช อยใู นระหวางถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไมวาคดีนั้น
จะถงึ ทสี่ ดุ หรือไม ตองคุมขังอยูโดยหมายของศาลหรือโดยคําส่ังที่ชอบดวยกฎหมาย และ วิกลจริต
หรอื จิตฟนเฟอนไมสมประกอบ

ผูมสี ิทธิสมคั รรับเลอื กต้ังเปน สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎร กลา วคือ มสี ญั ชาติไทยโดยการเกิด มี
อายไุ มต ํ่ากวา 25 ปน บั ถงึ วนั เลอื กต้ัง และเปนสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแตเพียง
พรรคเดยี ว

ผมู ีลักษณะตองหา มมใิ หใ ชสิทธสิ มคั รรับเลอื กตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร กลาวคือ ติด
ยาเสพตดิ ใหโทษ เปน บคุ คลลม ละลายหรอื เคยเปนบคุ คลลม ละลายทจุ รติ เปน เจาของหรอื ผูถือหุนใน
กจิ การหนังสอื พมิ พหรือสอ่ื มวลชนใด ๆ เปนบคุ คลผมู ีลักษณะตอ งหา มมใิ หใชส ทิ ธเิ ลือกตั้ง อยรู ะหวา ง
ถกู ระงบั สทิ ธิรับเลือกตัง้ ชั่วคราว หรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกต้ังตามคําพิพากษาหรือตามคํา
วินจิ ฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ตองคําพิพากษาใหจําคุกหรือถูกคุมขังอยูโดยหมายของศาล เคยไดรับ
โทษจาํ คุกโดยไดพ นโทษมายังไมถงึ สบิ ปน ับถงึ วันเลอื กต้ัง เคยถกู สง่ั ใหพ นจากราชการ หนวยงานของ
รัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตตอหนาที่ หรือถือวากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวง
ราชการ เคยตอ งคําพพิ ากษาหรอื คาํ สง่ั ของศาลอันถงึ ท่สี ดุ ใหทรพั ยส นิ ตกเปน ของแผน ดนิ เพราะราํ่ รวย
ผิดปกติหรือมีทรัพยเพิ่มข้ึนผิดปกติ เคยตองคําพิพากษาอันถึงท่ีสุดวากระทําความผิดตอตําแหนง
หนาท่ีราชการ หรือตอตําแหนงหนาท่ีในการยุติธรรม หรือกระทําความผิดตามกฎหมายวาดวย
ความผดิ ของพนักงานในองคก ารหรือหนว ยงานของรัฐ หรือกระทําความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิ
ชอบ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพยที่กระทําโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตาม
กฎหมายวา ดวยการกยู มื เงนิ ท่ีเปนการฉอโกงประชาชน กฎหมายวาดวยยาเสพติดในฐานเปนผูผลิต
นาํ เขา สง ออก หรอื ผคู า กฎหมายวา ดวยการพนัน ในฐานความผิดเปน เจา มือหรือเจา สํานัก กฎหมาย
วา ดว ยการปอ งกันและปราบปรามการคามนุษย และกฎหมายวาดวยการปอ งกนั และปราบปรามการ
ฟอกเงนิ เคยตอ งคําพพิ ากษาอันถึงที่สุดวากระทาํ การอันเปนการทุจรติ ในการเลือกต้ัง

สมาชิกสภาผูแทนราษฎรเปนผูแทนของปวงชนชาวไทย ไมอยูในความผูกมัดแหงอาณัติ
มอบหมาย หรือความครอบงําใด ๆ ปฏิบตั หิ นาทใ่ี นการใชอาํ นาจอธิปไตยแทนประชาชนในดา นตา ง ๆ
เพื่อรกั ษาและดแู ลผลประโยชนข องสว นรวม ตามรัฐธรรมนูญ กําหนดใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรมี
อาํ นาจหนา ที่ ดงั ตอไปนี้

1. ปห น่ึงมปี ระชมุ 2 สมยั สมยั ละไมนอยกวา 120 วนั
2. พิจารณารางกฎหมาย หนาท่ีจัดทํากฎหมาย กลาวคือ มีหนาท่ีในการออก แกไข
เปลีย่ นแปลง หรอื ยกเลิกพระราชบญั ญตั ิ ตลอดจนการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

170 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง

3. ควบคุมการบริหารราชการแผนดินของคณะรัฐมนตรีใหเปนไปตามรัฐธรรมนูญและ
กฎหมาย กลาวคอื การดาํ เนนิ การควบคมุ การปฏบิ ตั งิ านของรัฐบาลที่แถลงไวต อรัฐสภา

4. สมาชิกสภาผูแทนราษฎร จํานวน 1 ใน 5 สามารถเสนอญัตติอภิปรายไมไววางใจ
รัฐมนตรเี ปน รายบุคคลหรือท้งั คณะได

5. สมาชกิ สภาผูแทนราษฎร จํานวน 1 ใน 10 สามารถเสนอญัตติเพื่อขอใหเปดอภิปราย
ทั่วไปโดยไมมกี ารลงมตไิ ด

นอกจากจะมอี ํานาจหนา ที่ตามท่ีกาํ หนดไวใ นรฐั ธรรมนูญแลว สมาชิกสภาผูแทนราษฎรยังมี
หนา ที่ทเี่ กดิ จากธรรมเนียมและประเพณีทปี่ ฏบิ ัตสิ ืบตอ กนั มา ที่สําคัญ เชน มหี นา ที่รับฟง ความคิดเหน็
ของประชาชนเพ่อื ทจ่ี ะเปน แหลง สะทอนถึงความทุกขย ากของประชาชนใหฝายบริหารและฝายตา ง ๆ
ไดร ับรูแ ละดาํ เนนิ การแกไขใหถูกตอ ง มหี นา ท่ีสนใจและติดตามขาวสารเกี่ยวกับความเดือดรอนของ
ประชาชนท่วั ประเทศ และตอ งใหความรว มมือในการหาแนวทางแกป ญ หาดังกลา ว และเปน ตัวอยา งท่ี
ดใี นดา นความประพฤติ คา นยิ ม และการปฏิบตั ติ นเพื่อใหเกดิ ความศรัทธาอนั ดีงามตอประชาชน

จุมพล หนิมพานิช (2551 : 95) ไดกลาวถึงวุฒิสภาของประเทศไทยไว สรุปไดวา นับแต
ประเทศไทยสถาปนาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย เมื่อ พ.ศ. 2475 แรกเริ่มคณะผู
เปลี่ยนแปลงการปกครองจัดรูปการปกครองในรูปสภาเดยี ว แตต ิดขดั ในเร่ืองความรู ความชํานาญใน
การปกครองประเทศ การจัดใหมีวุฒิสภาในระยะหน่ึงก็เพ่ือใหมาเปนพ่ีเล้ียงของสภาผูแทนราษฎร
โดยจะแตงตั้งจากผูทรงคุณวุฒิในสาขาตาง ๆ รัฐธรรมนูญมักจะกําหนดใหมาจากการแตงต้ังโดย
นายกรัฐมนตรีเพราะตอ งการใหฝายบริหารเขมแข็ง โดยคัดสรรจากผูท่ีมีความรูความชํานาญในดาน
ตาง ๆ ทั้งท่ีเปนขาราชการและไมเปนขาราชการ ตอมา รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2540 ไดปรับเปลี่ยนวิธีการไดมาซ่ึงสมาชิกวุฒิสภา โดยกําหนดใหมาจากการเลือกตั้ง
โดยตรงจากประชาชนเชนเดียวกบั สภาผูแ ทนราษฎร

อยางไรก็ตาม แมจะมีการเปลี่ยนแปลงท่ีมาของสมาชิกวุฒิสภา จากการแตงต้ังเปนการ
เลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน การเลือกตั้งโดยตรงน้ีทําใหสมาชิกวุฒิสภาตองอิงกับระบบเมือง
การเมืองเพื่อประโยชนในการหาเสียงเลือกต้ัง ท้ังรัฐธรรมนูญไดใหอํานาจในการถอดถอนผูดํารง
ตาํ แหนงทางการเมืองดว ย จงึ มคี วามพยายามจากฝายการเมืองทีจ่ ะเขาครอบงาํ สมาชิกวฒุ สิ ภา ตอมา
แมจ ะมีการเปล่ียนแปลงที่มาโดยใชระบบผสม กลาวคือ มาจากการเลือกต้ังโดยตรงของประชาชน
สวนหนงึ่ กับการสรรหาอกี สวนหนึ่ง ก็เกดิ ปญ หาใหมข้ึน คอื การเลือกต้งั ยงั อิงกบั ระบบการเมอื ง สวน
การสรรหานน้ั ขาดความยดึ โยงกบั ประชาชน (คณะอนุกรรมการยกรางรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการรา ง
รฐั ธรรมนูญ, 2559 : 14) ทําใหม ีการเปลย่ี นแปลงวิธีการไดม าใหม โดยใหมาจากการเลือกกันเองของ
ประชาชนพลเมืองผมู ีความรู ความเชย่ี วชาญ จากทกุ ภาคสว นท่ีหลากหลายของสังคม พฒั นาจากการ
เปนสภาพีเ่ ลย้ี งสูการเปนสภาเติมเตม็ โดยจะชวยพิจารณารางกฎหมายที่ผานการพิจารณาของสภา
ผแู ทนราษฎรใหร อบดาน

รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2560 171

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ยังกําหนดใหมีวุฒิสภาซ่ึง
ประกอบดวยสมาชิก จํานวน 200 คน ซ่ึงมาจากการเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู ความ
เชีย่ วชาญ ประสบการณ อาชีพ ลักษณะ หรอื ประโยชนร วมกนั หรือทาํ งานหรอื เคยทาํ งานดานตาง ๆ
ทห่ี ลากหลายของสังคม โดยในการแบงกลุมตองแบงในลักษณะที่ทําใหประชาชนซึ่งมีสิทธิสมัครรับ
เลือกทกุ คนสามารถอยใู นกลมุ ใดกลุม หนึ่งได

คณุ สมบตั ทิ ีส่ มาชิกวฒุ สิ ภาตอ งมี กลาวคือ มีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไมต่ํากวา 40 ป
ในวันสมคั รรับเลือก มคี วามรูความเชี่ยวชาญและประสบการณ หรือทํางานในดานตางๆ ที่สมัคร ไม
นอ ยกวา 10 ป และไมมีลักษณะตอ งหา มตามมาตรา 98 มาตรา 109 มวี าระ 5 ป มาตรา 113 ตอ งไม
ฝก ใฝหรือยอมตนอยใู ตอาณัตขิ องพรรคการเมอื งใดๆ มสี ถานะเปน ผูแทนปวงชนชาวไทยเชนเดียวกับ
สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎร

สมาชิกวฒุ สิ ภามีหนา ท่ชี ว ยพิจารณารา งกฎหมายทผี่ านการพจิ ารณาของสภาผแู ทนราษฎรให
รอบดาน และใหความเห็นชอบการตั้งต้ังผูดํารงตําแหนงในองคกรอิสระตามบทบัญญัติในหมวด
องคก รอสิ ระ

สมาชกิ วฒุ สิ ภาจํานวนไมน อยกวา 1 ใน 10 ของจํานวนสมาชกิ ทั้งหมดเทา ที่มีอยูของวุฒิสภา
มสี ทิ ธิเขา ช่ือขอเปด อภิปรายทั่วไปในวฒุ สิ ภา เพอ่ื ใหค ณะรฐั มนตรีแถลงขอเท็จจริง หรือช้ีแจงปญหา
สาํ คญั เก่ียวกับการบรหิ ารราชการแผน ดนิ โดยไมม ีการลงมติ

อํานาจหนาทขี่ องรัฐสภา
ในการประชุมรว มกันของรฐั สภาและบทบญั ญตั ิท่ใี ชแกสภาท้ัง 2 ในรัฐธรรมนญู ใหม โดยสรุป
วา รฐั สภามีอํานาจในการออกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ดังตอไปนี้ (ราชกิจจานุเบกษา,
2560 : 37)
1. พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญวา ดว ยการเลือกตั้งสมาชกิ สภาผแู ทนราษฎร
2. พระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนูญวา ดวยการไดม าซึ่งสมาชกิ วฒุ สิ ภา
3. พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวา ดว ยคณะกรรมการการเลือกต้งั
4. พระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู วา ดวยพรรคการเมือง
5. พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู วาดวยผูตรวจการแผน ดนิ
6. พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกนั และปราบปรามการทุจรติ
7. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวา ดวยการตรวจเงนิ แผนดิน
8. พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนูญวา ดว ยวิธพี จิ ารณาของศาลรฐั ธรรมนญู
9. พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวา ดว ยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผดู ํารงตําแหนงทาง
การเมอื ง
10. พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวาดว ยคณะกรรมการสิทธมิ นุษยชนแหง ชาติ

172 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง

การประชมุ รวมกันของสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา ในกรณีตอไปน้ี (ราชกิจจานุเบกษา,
2560 : 45)

1. การใหความเหน็ ชอบในการแตง ต้งั ผสู าํ เรจ็ ราชการแทนพระองค
2. การปฏญิ าณตนของผูสําเรจ็ ราชการแทนพระองคต อ รัฐสภา
3. การรับทราบการแกไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบราชสันตติวงศ พระ
พุทธศกั ราช 2467
4. การรบั ทราบหรือใหความเห็นชอบในการสบื ราชสมบตั ิ
5. การใหความเหน็ ชอบในการปด สมัยประชุม
6. การเปด ประชุมรัฐสภา
7. การพิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรม
8. การปรึกษารางพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญหรือรา งพระราชบัญญตั ใิ หม
9. การพิจารณาใหความเหน็ ชอบ
10. การเปด อภิปรายทัว่ ไป
11. การตราขอบงั คบั การประชมุ รฐั สภา
12. การแถลงนโยบายตาม
13. การใหค วามเหน็ ชอบในการประกาศสงคราม
14. การรบั ฟง คาํ ชี้แจงและใหค วามเหน็ ชอบหนงั สอื สัญญา
15. การแกไขเพิม่ เตมิ รัฐธรรมนญู ตามมาตรา 256
ในท่ปี ระชุม สมาชิกผูใ ดจะกลาวถอยคําใดในทางแถลงขอเท็จจริง แสดงความคิดเห็น หรือ
ออกเสยี งลงคะแนน ยอมเปนเอกสทิ ธิ์โดยเดด็ ขาด ผูใดจะนาํ ไปเปนเหตุฟองรองวากลาวสมาชิกผูนั้น
ในทางใด ๆ มไิ ด
ในระหวางสมัยประชุม หามมิใหจับกุม คุมขัง หรือหมายเรียกตัวสมาชิกรัฐสภาไปทําการ
สอบสวนในฐานะทเ่ี ปนผูตอ งหาในคดอี าญา เวน แตจะไดรับอนุญาตจากสภาที่ผูนั้นเปนสมาชิก หรือ
เปนการจบั ในขณะทําผดิ
ชัยวัฒน มานศรีสุข (2559 : 2) กลาวสรุปไววา รัฐสภาเปนสถาบันทางการเมืองสําคัญท่ีมี
ประวัติศาสตรยาวนาน มีรูปแบบหลักแบงเปนสภาเดียวและสภาคู และมีอํานาจหนาท่ีท้ังดานนิติ
บญั ญตั ิ ดา นทเ่ี กี่ยวขอ งกบั ฝา ยบริหาร และดานอื่นๆ ในฐานะท่ีเปนผูแทนของประชาชน ซ่ึงรัฐสภา
ไทยตงั้ แตภ ายหลังการเปล่ยี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มีทั้งรูปแบบท่ีเปนระบบสภาเดียวและ
ระบบสภาคู การทาํ หนา ทขี่ องรัฐสภาแตกตางกันไปในแตละชวงเวลา
กลาวโดยสรุป สภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา รวมกันเรียกวา รัฐสภา เปนองคกรทางนิติ
บญั ญตั ิ มสี ถานะเปน ตวั แทนของปวงชนชาวไทย มีอาํ นาจตามบทบญั ญตั แิ หง รัฐธรรมนญู โดยสรุปคือ
อํานาจในการตรากฎหมาย กลาวคือมีอํานาจในการออกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
พระราชบัญญัตทิ ่วั ไป ตลอดจนแกไ ขเพมิ่ เตมิ หรือยกเลิกพระราชบญั ญตั ติ าง ๆ อํานาจในการควบคุม

รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 173

การบรหิ ารราชการแผนดิน กลา วคอื มีอาํ นาจหนาท่ีควบคมุ การบริหารราชการแผนดิน โดยสอดสอง
ดแู ลการปฏิบตั งิ านของฝายบรหิ าร ตามวธิ กี ารทรี่ ัฐธรรมนูญกําหนดไว เชน การต้ังกระทูถาม การขอ
เปดอภิปรายท่ัวไปเพื่อไมไววางใจรัฐมนตรี และการใหความเห็นชอบ กลาวคือมีอํานาจในการ
พจิ ารณาใหความเหน็ ชอบในเรือ่ งสําคัญ ๆ ท่ีเกย่ี วของกบั ผลประโยชนของประเทศชาติ

คณะรฐั มนตรี : อํานาจบริหาร
วิษณุ เครอื งาม (2530 : 550) และ มานติ ย จมุ ปา (2541 : 93) ไดอธบิ ายถึงอํานาจบรหิ ารไว
สรปุ ไดวา คณะรัฐมนตรี หมายถึง คณะบุคคลผูทําหนา ที่บริหารหรือปกครองประเทศ คณะรัฐมนตรี
เปนองคกรทมี่ ีอํานาจหนาท่ีตามกฎหมายอยางกวางขวาง ภารกิจสําคัญของคณะรัฐมนตรีในฐานะท่ี
เปนฝายบรหิ ารกค็ อื การบังคบั การใหเ ปนไปตามกฎหมาย
คณะรัฐมนตรี มคี วามสําคัญทั้งในทางกฎหมาย ในทางการเมอื ง และในทางอํานาจ กลาวคือ
ในทางกฎหมาย เปนองคกรฝายบริหารที่มีหนาที่บังคับการใหเปนไปตามกฎหมาย ในทางการเมือง
เปนสัญลักษณแหงอํานาจทางการเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศ และ ในทางอํานาจ มี
กฎหมายตา ง ๆ ใหอาํ นาจคณะรัฐมนตรีมาก อีกทั้งคณะรัฐมนตรีเปนผูกําหนดนโยบายของประเทศ
ดวย
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กําหนดจํานวนไวไมเกิน 36 คน โดย
พระมหากษตั ริยท รงแตงต้งั นายกรฐั มนตรจี ากบคุ คลซ่ึงสภาผแู ทนราษฎรใหค วามเห็นชอบตามมาตรา
159 ประธานสภาผูแทนราษฎรเปนผลู งนามรับสนองพระบรมราชโองการ โดยมีวาระดํารงตําแหนง
รวมกันแลว เกนิ 8 ป ไมไ ด
รัฐมนตรี ตองมีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไมตํ่าวา 35 ป สําเร็จการศึกษาไมตํ่ากวา
ปรญิ ญาตรหี รือเทยี บเทา มีความซอ่ื สัตยสุจริตเปนที่ประจักษ และไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา
98
คณะรัฐมนตรีตองแถลงนโยบายตอรัฐสภาซ่ึงตองสอดคลองกับหนาท่ีของรัฐ แนวนโยบาย
แหงรัฐ และยุทธศาสตรชาติ และตองชี้แจงแหลงท่ีมาของรายไดท่ีจะนํามาใชจายในการดําเนิน
นโยบาย โดยไมมีการลงมติความไววางใจ
รฐั มนตรยี อ มมีสทิ ธิเขา ประชุมและแถลงขอเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในท่ีประชุมสภา
แตไมม สี ิทธิออกเสยี งลงคะแนน
คณะรัฐมนตรีตองดําเนินการตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได
แถลงไวต อรฐั สภา และตอ งปฏบิ ัตติ ามหลักเกณฑ ดังตอไปน้ี
1. ปฏบิ ัติหนา ที่ดวยความซ่ือสัตย สุจรติ เสียสละ เปดเผย และมคี วามรอบคอบ
2. ใชจ า ยเงินแผน ดนิ ตามกฎหมายวา ดว ยวินัยการเงินการคลงั อยา งเครง ครดั
3. ยึดถอื และปฏิบตั ติ ามหลักการบริหารกจิ การบา นเมอื งท่ีดี และ
4. สรางเสริมใหท ุกภาคสวนในสงั คมอยรู ว มกนั อยางผาสุก

174 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง

ในกรณีที่มปี ญหาสาํ คัญเก่ียวกบั การบริหารราชแผน ดิน จะขอใหป ระธานรฐั สภาเปดอภปิ ราย
ทว่ั ไปในทป่ี ระชุมรว มกันของรัฐสภาโดยไมม ีการลงมติ กไ็ ด

ในกรณีท่ีมเี หตอุ ันสมควร คณะรัฐมนตรี อาจจดั ใหม กี ารออกเสยี งประชามตใิ นเร่ืองใด ๆ อัน
มิใชเร่ืองท่ีขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญหรือที่เกี่ยวกับตัวบุคคลหรือคณะบุคคล ได ตามที่กฎหมาย
บญั ญัติ

อํานาจในการออกพระราชกําหนด ในกรณีเพอ่ื ประโยชนในอนั ทจ่ี ะรกั ษาความปลอดภัยของ
ประเทศ และความปลอดภยั สาธารณะ ความม่ันคงในทางเศรษฐกิจ หรือปองปดภัยพิบัติสาธารณะ
ในกรณีทีเ่ ห็นวา เปน กรณฉี ุกเฉินมีความจาํ เปน รบี ดวนอันมอิ าจหลีกเลี่ยงได ดังเชน พระราชบญั ญตั ิ

อาํ นาจในการออกพระราชกาํ หนด ในกรณีมีความจาํ เปนเก่ียวดวยภาษีอากรหรือเงินตราซ่ึง
ตอ งไดรับการพิจารณาโดยดว นและลบั เพอื่ รักษาประโยชนของแผน ดนิ

มหี นา ทีล่ งนามรบั สนองพระบรมราชโองการ บทกฎหมาย พระราชหัตเลขา และพระบรม
ราชโองการอนั เกี่ยวกบั ราชการแผน ดิน

วรวลัญช โรจนพล (2559 : 5) กลาวสรุปไววา รัฐบาลเปนสถาบันทางการเมืองที่ทําหนาที่
ปกครอง เปนผใู ชอํานาจอธิปไตยหรืออํานาจรัฐ ในรัฐสมัยใหม หมายถึง สถาบันทางการเมืองที่ทํา
หนา ท่ีเปน ฝา ยบริหาร ซงึ่ แนวคิดท่สี าํ คัญในการอธิบายที่มา ฐานะ และอาํ นาจของรฐั บาล คือ แนวคดิ
สญั ญาประชาคม

ศาล : อาํ นาจตลุ าการ
มานิตย จุมปา (2559 : 60) ไดกลา วถึงอํานาจตุลาการไววา ศาลเปนองคกรท่ีใชอํานาจตุลา
การ โดยมีหนาท่ีในการพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งอํานาจหนาที่ของศาลนี้กระทบกระเทือนตอสิทธิ
เสรีภาพของประชาชน ดังนน้ั เพ่ือใหศ าลทําหนา ท่ีไดด ีที่สุด ผูพพิ ากษาของศาลจะตองมีหลักประกัน
ในความเปนอิสระ ปราศจากการแทรกแซงใด ๆ ไมวาจะเปน จากฝา ยบรหิ าร ฝา ยนติ บิ ัญญตั ิ หรือฝา ย
ตุลาการดว ยกันเอง
รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2560 ไดบัญญตั ิคมุ ครองความเปน อิสระและ
การปฏบิ ัตหิ นาท่ี ดงั น้ี
1. การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเปนอํานาจของศาล ซึ่งตองดําเนินการใหเปนไปตาม
กฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตาม
รฐั ธรรมนญู และกฎหมาย ใหเ ปน ไปโดยรวดเร็ว เปนธรรม และปราศจากอคตทิ ้ังปวง
2. บรรดาศาลทัง้ หลายจะต้ังขึน้ ไดแ ตโดยพระราชบัญญัติ แตจ ะตง้ั ศาลขึ้นใหมเ พือ่ พิจารณา
คดีใดคดหี นงึ่ โดยเฉพาะแทนศาลท่มี ีอยู จะกระทํามิได
3. องคพ ระประมขุ ทรงแตงตั้งและใหผพู พิ ากษาและตลุ าการพนจากตาํ แหนง
รัฐธรรมนญู ฯ ไดม กี ารจัดระบบศาลใหม โดยแยกศาลรฐั ธรรมนญู แยกออกไป คงไวในหมวดนี้
เพียง 3 ประเภท ประกอบดวย ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร แตละศาลมีอํานาจ
พจิ ารณาคดแี ตกตา งกนั ไป ดังน้ี

รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2560 175

ศาลยุติธรรม มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีท้ังปวง เวนแตคดีท่ีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย
บญั ญตั ิใหอ ยใู นอาํ นาจของศาลอน่ื ใหมีแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองในศาลฎีกา
และการบริหารงานบุคคลตองมีความเปนอิสระ และดําเนินการโดยคณะกรรมการตุลาการศาล
ยุติธรรม

ศาลปกครอง มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครองอันเน่ืองมาจากการใชอํานาจทาง
ปกครองตามกฎหมาย หรือเน่ืองมาจากการดําเนินกิจการทางปกครอง มี 2 ช้ันศาล กลาวคือ ศาล
ปกครองสูงสุดและศาลปกครองช้ันตน และการบริหารงานบุคคลตองมีความเปนอิสระ และ
ดาํ เนินการโดยคณะกรรมการตลุ าการศาลปกครอง

ศาลทหาร มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดอี าญา ที่ผกู ระทําความผิดเปน บคุ คลซ่ึงอยใู นอาํ นาจ
ศาลทหาร และคดีอนื่ ตามทก่ี ฎหมายบญั ญัติ

รฐั ธรรมนูญฯ แยกบทบัญญัตเิ กย่ี วกับศาลรัฐธรรมนูญไวตางหากในหมวด 11 (มาตรา 200)
ประกอบดวยตลุ าการ 9 คน ซึง่ พระมหากษัตริยทรงแตงต้ัง จากศาลฎีกา 3 คน ศาลปกครอง 2 คน
ศาสตราจารยส าขานติ ศิ าสตร 1 คน ศาสตราจารยส าขารฐั ศาสตร/รัฐประศาสนศาสตร 1 คน และผูมี
ประสบการณในการบริหารราชการแผนดินระดับอธิบดีขึ้นไป 2 คน โดยความเห็นชอบจากวุฒิสภา
ดว ยคะแนนเสียงไมนอ ยกวากึง่ หน่ึงของจํานวนสมาชกิ ทั้งหมดเทาท่ีมอี ยูของวฒุ สิ ภา ดํารงตาํ แหนงได
เพียงวาระเดยี ว (7 ป) มหี นา ที่ ดังนี้ วนิ ิจฉยั ความชอบดว ยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย หรือรางกฎหมาย
วนิ จิ ฉัยปญหาเก่ียวกับหนาท่ีและอํานาจของสภาผูแทนราษฎร วุฒิสภา คณะรัฐมนตรี หรือองคกร
อสิ ระ รวมท้งั หนา ทีแ่ ละอาํ นาจอ่นื ตามที่บญั ญตั ิไวใ นรัฐธรรมนูญ เชน มาตรา 213 วินิจฉัยวาบุคคล
ใดถกู ละเมดิ สิทธหิ รอื เสรภี าพท่ีรัฐธรรมนูญคมุ ครองไวห รอื ไม

องคคณะในการนั่งพิจารณาและในการทําคําวินิจฉัยตองประกอบดวยตุลาการศาล
รัฐธรรมนูญไมนอยกวา 7 คน ใหถ ือเสียงขา งมาก โดยคําวนิ จิ ฉัยของศาลรฐั ธรรมนูญใหเ ปน เด็ดขาด มี
ผลผกู พนั รัฐสภา คณะรัฐมนตรี องคก รอิสระ และหนว ยงานของรฐั

องคก รอสิ ระ

กอนป พ.ศ. 2540 รัฐธรรมนูญไทยไมมีองคอิสระมากอน แตในรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ไดกําหนดใหมีองคกรอิสระขึ้น และ รัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2550 กม็ กี ารรบั รองความมอี ยูแ ละหนา ทแ่ี ละอํานาจขององคก รอสิ ระ
สืบมา กลาวไดวา องคกรอิสระเกิดข้ึนและดํารงอยูตามความตองการของประชาชน
(คณะอนุกรรมการยกรา งรฐั ธรรมนญู คณะกรรมการรา งรัฐธรรมนญู , 2559 : 21-22) ซงึ่ องคกรอิสระ
เปน องคกรท่ีจดั ต้งั ข้ึนใหมคี วามอสิ ระในการปฏบิ ัตหิ นา ทเี่ พอื่ ดาํ เนนิ การหรือตรวจสอบการใชอํานาจ
รัฐใหเปนไปโดยชอบดวยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย การปฏิบัติหนาท่ีและการใชอํานาจขององคกร
อสิ ระ ตอ งเปน ไปโดยสุจริต เทีย่ งธรรม กลาหาญ และปราศจากอคติทงั้ ปวง ในการใชด ลุ พินจิ

176 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง

รัฐธรรมนญู หมวด 12 กําหนดใหมีองคกรอิสระ ประกอบดวย คณะกรรมการการเลือกต้ัง
ผูตรวจการแผนดิน คณะกรรมการปอ งกนั และปราบปรามการทุจริตแหงชาติ คณะกรรมการตรวจเงิน
แผน ดนิ และคณะกรรมการสิทธมิ นุษยชน คณุ สมบัติทว่ั ไปท่ีตอ งมี คอื มีอายุไมต ่ําวา 45 ป แตไมเกิน
70 ป มีคุณสมบัติตามมาตรา 201 และไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา 202 (ราชกิจจานุเบกษา,
2560 : 62)

ใหศาลรัฐธรรมนญู และองคกรอสิ ระรว มกันกาํ หนดมาตรฐานทางจรยิ ธรรมข้นึ ใชบังคบั แกตลุ า
การศาลรฐั ธรรมนูญและผดู าํ รงตําแหนง ในองคกรอิสระ

ในการปฏิบัติหนาที่ ใหองคกรอิสระรวมมือและชวยเหลือกันเพ่ือใหบรรลุเปาหมายในการ
ปฏบิ ตั หิ นาทีข่ องแตแ ละองคก ร

คณะกรรมการการเลือกตัง้
ประกอบดว ยกรรมการ 7 คน ซึง่ พระมหากษัตรยิ ท รงแตง ตง้ั ตามคาํ แนะนําของวุฒิสภา จาก
การสรรหา 5 คน และจากการคัดเลือกของท่ปี ระชมุ ใหญศ าลฎีกา 2 คน วาระการดํารงตําแหนง 7 ป
วาระเดยี ว มีหนาที่และอํานาจ จัดใหมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร และการเลือกสมาชิก
วุฒสิ ภา การเลือกต้งั สมาชิกสภาทอ งถิ่นและผบู ริหารทอ งถ่นิ และการออกเสียงประชามติ ใหเปนไป
โดยสุจริตและเที่ยงธรรม จดั หรอื ดําเนินการใหม กี ารจดั การออกเสียงประชามติ ใหเ ปนไปโดยชอบดวย
กฎหมาย และดูแลการดําเนินงานของพรรคการเมืองใหเปนไปตามกฎหมาย (ราชกิจจานุเบกษา,
2560 : 63-66)
ผตู รวจการแผนดิน
มีจาํ นวน 3 คน ซง่ึ พระมหากษัตรยิ ท รงแตง ตงั้ ตามคาํ แนะนําของวุฒิสภา จากผูซ่ึงไดรับการ
สรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา มีวาระการดํารงตําแหนง 7 ป วาระเดียว มีหนาที่และอํานาจ
เสนอแนะตอหนวยงานของรฐั ท่เี ก่ยี วขอ งเพือ่ ใหมกี ารปรับปรงุ กฎหมาย กฎ ขอบังคับ ระเบียบ หรือ
คาํ สงั่ ใด ๆ แสวงหาขอเท็จจริงกรณีมีผูไดรับความเดือนรอนหรือไมเปนธรรมอันเนื่องมาจากการไม
ปฏิบัติตามกฎหมายหรอื นอกเหนอื หนา ทีแ่ ละอํานาจตามกฎหมายของหนวยงานของรัฐหรอื เจาหนา ที่
ของรัฐ เสนอเร่ืองตอ ศาลรฐั ธรรมนญู เม่อื เหน็ วาบทบัญญตั ิแหงกฎหมายใดมีปญ หาเกี่ยวกบั ความชอบ
ดวยรฐั ธรรมนญู และ เสนอตอศาลปกครอง เมอื่ เหน็ วากฎ คําสงั่ หรือการกระทาํ อนื่ ใดของหนวยงาน
ของรัฐหรือเจาหนาท่ีของรัฐมีปญหาเกี่ยวกับความชอบดวยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย (ราชกิจจา
นเุ บกษา, 2560 : 66-67)
คณะกรรมการปอ งกนั และปราบปรามการทุจริตแหงชาติ
ประกอบดวยกรรมการจํานวน 9 คน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงต้ังตามคําแนะนําของ
วฒุ สิ ภา จากผซู งึ่ ไดร ับการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา วาระการดาํ รงตําแหนง 7 ป วาระเดียว มี
หนาทแ่ี ละอํานาจ ไตส วนและมีความเหน็ กรณีมกี ารกลาวหาวาผูด าํ รงตําแหนงทางการเมือง ตุลาการ
ศาลรฐั ธรรมนญู ผูดํารงตาํ แหนง ในองคก รอสิ ระ หรอื ผวู า การตรวจเงินแผน ดนิ เจาหนาทีข่ องรฐั ผูใดมี

รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2560 177

พฤตกิ ารณรํ่ารวยผดิ ปกติ ทุจริตตอ หนา ที่ หรอื จงใจปฏบิ ัติหนาท่ีหรือใชอํานาจขัดตอบทบัญญัติแหง
รฐั ธรรมนูญหรือกฎหมาย (ราชกิจจานุเบกษา, 2560 : 67-70)

คณะกรรมการตรวจเงนิ แผนดิน
ประกอบดวยกรรมการจํานวน 7 คน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงต้ังตามคําแนะนําของ
วฒุ สิ ภา จากผูซงึ่ ไดรับการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา วาระในการดาํ รงตําแหนง 7 ป เพยี งวาระ
เดียว มีหนา ทแี่ ละอาํ นาจ วางนโยบายการและกําหนดหลักเกณฑม าตรฐานการตรวจเงินแผนดนิ และ
กํากับการตรวจเงินแผนดินใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยวินัยการเงินการคลังของรัฐ รวมถึง ให
คาํ ปรึกษา แนะนํา และเสนอแนะใหมีการแกไ ขขอ บกพรองเก่ียวกับการตรวจเงินแผน ดิน และวินิจฉัย
อุทธรณข องหนวยงานของรัฐที่ไมเห็นดวยกับคําส่ังเกี่ยวกับการตรวจเงินแผนดิน โดย ใหมีผูวาการ
ตรวจเงนิ แผนดินคนหนง่ึ ซ่ึงพระมหากษัตรยิ ท รงแตง ตั้งตามคําแนะนาํ ของวุฒสิ ภา โดยไดร บั การเสนอ
ช่ือจากคณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน (ราชกิจจานุเบกษา, 2560 : 70-72)
คณะกรรมการสทิ ธมิ นุษยชนแหงชาติ
ประกอบดวยกรรมการจํานวน 7 คน ซ่ึงพระมหากษัตริยทรงแตงต้ังตามคําแนะนําของ
วฒุ สิ ภาจากผซู งึ่ ไดรบั การสรรหา มีวาระการดํารงตาํ แหนง 7 ป เพียงวาระเดียว มีหนาที่และอํานาจ
ตรวจสอบและรายงานขอ เทจ็ จริงท่ถี กู ตอ งเก่ียวกับการละเมดิ สิทธมิ นุษยชนทุกกรณีโดยไมลา ชา และ
เสนอแนะมาตรการหรือแนวทางท่ีเหมาะสม ตอหนวยงานของรัฐ หรือเอกชนท่ีเก่ียวของ จัดทํา
รายงานผลการประเมินสถานการณด านสิทธมิ นุษยชนของประเทศเสนอตอรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี
เพือ่ ดาํ เนินการปอ งกันแกไขและเยยี วยาตอ ไป (ราชกจิ จานุเบกษา, 2560 : 72-73)

การแกไ ขเพ่ิมเตมิ รัฐธรรมนญู

รัฐธรรมนญู ท่ไี ดประกาศใชในชวงเวลาหน่ึง เม่ือกาลเวลาผานไปอาจทําใหไมสอดคลองกับ
สภาพการณท เ่ี ปลยี่ นแปลง หรืออาจไมสอดคลอ งกบั ความตอ งการของประชาชน จึงเปน ปกติธรรมดา
ที่รฐั ธรรมนญู ยอ มสามารถแกไ ขเพ่ิมเติมไดเพ่ือใหเกิดความเหมาะสมสอดคลองกับสภาพการณและ
ความตองการของประชาชน

กาญจนารัตน ลวี ิโรจน (2544 : 39) ไดอธิบายไววา การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมายถึง
การเปลย่ี นแปลงถอ ยคําบทบญั ญัตหิ รือเนือ้ หาแหงรฐั ธรรมนูญ ไมวา โดยแกไ ขบทบญั ญัติหรอื เนื้อหาที่
ปรากฏอยแู ลว หรือเปนการเพมิ่ เตมิ บทบัญญตั หิ รือเนอ้ื หาทีไ่ มไ ดป รากฏอยูในรฐั ธรรมนญู มากอน

วิษณุ เครอื งาม (2530 : 733) ไดก ลา วสรปุ ไวว า การแกไขเพม่ิ เตมิ รฐั ธรรมนูญ หมายถึง การ
เปล่ียนแปลงรัฐธรรมนูญ ไมวาโดยการแกไขถอยคําหรือขอความเดิมท่ีมีอยูแลว หรือโดยเพ่ิมเติม
ขอความใหมเ ขา ไป

เมอ่ื รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดของประเทศ ทําใหบทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือ
ขอบังคบั ขัดหรือแยง ตอรัฐธรรมนูญ บทบัญญตั นิ ัน้ เปนอันบังคับใชไมได รวมถึงไดกําหนดโครงสราง
กลไกพ้ืนฐานเก่ียวกับองคกรหรือสถาบันทางการเมืองของประเทศ และคุมครองสิทธิเสรีภาพของ

178 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง

ประชาชน ซึง่ เปนหัวใจหลักของการปกครองดวย ดงั นั้นการแกไ ขเพิ่มเตมิ จึงบัญญัติไวเปนการเฉพาะ
แตกตางจากการแกไขเพิ่มเติมของกฎหมายทั่วไป กลาวคือมีบัญญัติไวเปนหมวดวาดวยการแกไข
เพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญเปนอีกหมวดหนึ่ง โดยกําหนดเกี่ยวกับ ผูมีสิทธิเสนอญัตติขอแกไขเพิ่มเติม
หลักการการขอแกไขเพ่ิมเติม ผูพิจารณาขอแกไขเพ่ิมเติม การออกเสียงลงคะแนน เปนตน ซ่ึง
รฐั ธรรมนญู แตละฉบบั อาจมีการกาํ หนดเง่ือนไขท่แี ตกตางกนั ไป

ทัง้ นี้ รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติไวในหมวด 15 มาตรา
255-256 มสี าระสําคญั โดยสรปุ ดังนี้ (ราชกจิ จานุเบกษา, 2560 : 75-76)

1. การแกไ ขเพม่ิ รัฐธรรมนูญทเี่ ปน การเปล่ียนแปลงการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมี
พระมหากษตั ริยทรงเปนประมขุ หรอื เปลี่ยนแปลงรปู แบบของรัฐ จะกระทํามิได

2. ญัตติขอแกไขเพิ่มเติมตองมาจากคณะรัฐมนตรี หรือจากสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
จํานวนไมนอ ยกวา 1 ใน 5 หรอื จากสมาชิกสภาผแู ทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา จํานวนไมนอยกวา
1 ใน 5 ของจาํ นวนสมาชิกทัง้ หมดเทา ทม่ี อี ยู หรอื จากประชาชนผมู ีสทิ ธิเลือกตั้งจาํ นวนไมน อ ยกวาหา
หมื่นคน

3. ญัตติขอแกไขเพ่ิมเติมตองเสนอเปนรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมตอรัฐสภา และให
รฐั สภาพิจารณาเปนสามวาระ

4. การออกเสียงลงคะแนนในวาระทหี่ น่ึงข้ันรบั หลกั การใหใชวธิ ีเรยี กชือ่ และลงคะแนนโดย
เปดเผย ตองมีคะแนนเสียงเหน็ ชอบดวยไมน อ ยกวาก่ึงหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของ
ทง้ั สองสภา ซงึ่ ในจาํ นวนน้ันตอ งมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบดวยไมนอยกวา 1 ใน 3 ของจํานวนสมาชิก
ทงั้ หมดเทา ทีม่ ีอยูข องวุฒิสภา

5. การพิจารณาในวาระที่สองข้ันพิจารณาเรียงลําดับมาตรา ใหถือเสียงขางมากเปน
ประมาณ

6. การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สามขั้นสุดทาย ใหใชวิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดย
เปดเผย และตอ งมคี ะแนนเสยี งเหน็ ชอบดว ย มากกวา กึง่ หนึง่ ของจาํ นวนสมาชกิ ทงั้ หมดเทา ที่มีอยขู อง
ทั้งสองสภา โดยตองมสี มาชกิ สภาผแู ทนราษฎรจากพรรคการเมอื งทส่ี มาชิกมไิ ดด าํ รงตําแหนงรฐั มนตรี
ประธานหรือรองประธานสภาผูแทนราษฎร เห็นชอบดวยไมนอยกวารอยละย่ีสิบของทุกพรรค
การเมืองดังกลาวรวมกัน และตองมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบดวยไมนอยกวา 1 ใน 3 ของจํานวน
สมาชิกทงั้ หมด เทาที่มอี ยูของวุฒิสภา

7. การประกาศใช รา งรัฐธรรมนญู แกไ ขเพิ่มเติมท่ีไดรับความเห็นชอบจากรัฐสภาแลว ให
รอไว 15 วนั แลว ใหน ายกรฐั มนตรนี ําขน้ึ ทูลเกลาทูลกระหมอมถวาย เมอ่ื พระมหากษัตริยทรงลงพระ
ปรมาภิไธยและไดป ระกาศในราชกิจจานุเบกษาแลว ใชบังคบั เปนกฎหมายได

รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2560 179

สรปุ

กลา วโดยสรปุ รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เปนรัฐธรรมนูญลําดับที่
20 ทีไ่ ดประกาศใชในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทย สาระสาํ คัญอยูในหมวดท่ัวไป คือ
ประเทศไทยเปนราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตรยิ ทรงเปน ประมขุ อาํ นาจอธปิ ไตยเปน ของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริยผูทรงเปน
ประมุข ทรงใชอํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ
ศักดิ์ศรีความเปนมนุษย สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลยอมไดรับความคุมครอง
รฐั ธรรมนูญเปนกฎหมายสงู สดุ บทบัญญตั ิของกฎหมาย กฎ หรือขอบังคบั หรือการกระทาํ ใด ขดั หรอื
แยงตอรัฐธรรมนญู บทบญั ญตั ิหรือการกระทําน้นั เปนอนั ใชบังคบั มิได

นอกจากน้ีรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2560 บัญญัติกาํ หนดองคก รท่ีเปน
สถาบันทางการเมืองท่ีประกอบดวย รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล โดยรัฐสภาใหใชระบบ 2 สภา
คอื สภาผแู ทนราษฎรและวุฒิสภา สภาผูแทนราษฎรประกอบดวยสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวน
500 คน มาจากการเลอื กตัง้ แบบแบงเขต 350 คน และมาจากบัญชีรายช่ือของพรรคการเมือง 150
คน วุฒิสภาประกอบดวยสมาชิกวุฒิสภาจํานวน 200 คน มาจากการเลือกกันเองของบุคคลซ่ึงมี
ความรูความเช่ียวชาญ ประสบการณ อาชีพ ลักษณะหรือประโยชนรวมกัน หรือทํางาน หรือเคย
ทํางานดา นตา งๆ ทห่ี ลากหลายของสังคม ในการแบงกลุมตองแบงในลักษณะท่ีทําใหประชาชนซึ่งมี
สทิ ธสิ มัครรบั ทุกคนสามารถอยูในกลมุ ใดกลมุ หนง่ึ ได

คณะรฐั มนตรีประกอบดวยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอ่ืนอีกไมเกิน 35 คน นายกรัฐมนตรี
ตองแตงตั้งจากบุคคลซึ่งสภาผูแทนราษฎรใหความเห็นชอบ ซ่ึงเปนผูมีชื่อในบัญชีรายช่ือท่ีพรรค
การเมืองแจงไวตอคณะกรรมการการเลือกตั้ง กอนปดการรับสมัครรับเลือกตั้ง มติของสภา
ผแู ทนราษฎรทีเ่ ห็นชอบการแตง ต้ังบุคคลใดใหเปนนายกรัฐมนตรีตองกระทําโดยการลงคะแนนโดย
เปด เผย และมีคะแนนเสียงมากกวา ก่งึ หนง่ึ ของจาํ นวนสมาชิกท้ังหมดเทาท่มี อี ยขู องสภาผแู ทนราษฎร

หมวดวาดวยศาลมี 3 ศาล คือ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร โดยแยกศาล
รัฐธรรมนูญไปบญั ญัตแิ ยกไวอีกหมวดหนงึ่ ตา งหาก โดยวางหลักประกันความเปนอิสระใหผูพิพากษา
และตลุ าการยอ มมีอสิ ระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนญู และกฎหมายใหเ ปนไปโดย
รวดเร็ว เปน ธรรม และปราศจากอคติท้ังปวง ใหแตละศาลยกเวน ศาลทหาร มีหนวยงานท่ีรับผิดชอบ
งานธุรการทม่ี คี วามเปนอิสระในการบรหิ ารงานบคุ คล การงบประมาณ และการดําเนินการอืน่ และให
ศาลยุติธรรมและศาลปกครองมรี ะบบเงินเดอื นและคา ตอบแทนเปนการเฉพาะ ตามความเหมาะสมที่
กฎหมายบัญญตั ิ

รัฐธรรมนญู ทีไ่ ดประกาศใชในชวงเวลาหนึ่ง เมื่อกาลเวลาผานไปอาจทําใหไมสอดคลองกับ
สภาพการณท่เี ปลย่ี นแปลง หรอื อาจไมสอดคลอ งกบั ความตองการของประชาชน จงึ เปนปกติธรรมดา
ที่รฐั ธรรมนญู ยอ มสามารถแกไ ขเพิ่มเติมไดเพ่ือใหเกิดความเหมาะสมสอดคลองกับสภาพการณและ
ความตองการของประชาชน

180 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมอื ง

องคกรอิสระมี 5 องคกร ประกอบดวย คณะกรรมการการเลือกต้ัง ผูตรวจการแผนดิน
คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน และ
คณะกรรมการสทิ ธิมนุษยชนแหงชาติ

รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2560 181

แบบฝก หดั ทายบท

จงตอบคําถามตอไปน้ี

1 จงอธิบายความรูเ บอ้ื งตน เกย่ี วกับรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2560
2 จงอธบิ ายถึงสาระและความสําคญั ของบททวั่ ไปของรัฐธรรมนญู
3 จงอธิบายเน้อื หาของรฐั ธรรมนูญเกยี่ วกับสทิ ธแิ ละเสรภี าพของประชาชนชาวไทย
4 จงอธบิ ายหนาท่ีทป่ี ระชาชนชาวไทยถึงปฏบิ ัติตามบทบญั ญตั แิ หงรฐั ธรรมนญู แหง

ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2560
5 จงอธิบายสาระสําคญั ของรฐั สภาตามบทบัญญตั ิของรัฐธรรมนูญ
6 จงอธบิ ายสาระสําคัญของรัฐบาลตามบทบัญญตั ิของรัฐธรรมนูญ
7 จงอธิบายลักษณะความแตกตา งของรัฐธรรมนญู ฉบับ พ.ศ. 2560 กับฉบบั พ.ศ. 2540
8 จงอธิบายแนวนโยบายและหนา ที่แหง รัฐทีร่ ฐั บาลตอ งดาํ เนินการตามบทบญั ญัติแหง

รฐั ธรรมนูญ
9 จงอธบิ ายความสัมพันธร ะหวางอาํ นาจนติ บิ ญั ญัตกิ บั อํานาจบรหิ าร ตามบทบญั ญัติแหง

รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560



บทที่ 8

สถาบันทางการเมือง

สถาบนั การเมือง (Political institution) เปนสิ่งสําคัญและปรากฏอยูในทุกระบอบและทุก
ระบบการเมือง เพราะสถาบนั การเมืองเปนสง่ิ ทแ่ี ปรเปลี่ยนปจ จัยนําเขาทางการเมืองมาเปนผลผลิต
ทางการเมอื ง และการตดั สนิ ใจของสถาบันทางการเมืองจะสงผลผูกพันตอสังคมท้ังระบบ โดยปกติ
สถาบนั การเมอื งถอื เปนสวนยอยทีส่ ําคญั ของระบบการเมอื ง และถือเปนปจจัยสําคัญปจจัยหนึ่งท่ีใช
เปน ตวั ชี้วัดถึงระดบั การพัฒนาทางการเมอื ง กลา วคือ ในสงั คมที่มรี ะดับการพฒั นาทางการเมืองอยูใน
ระดับสูง จะมีสถาบันทางการเมืองที่หลากหลาย และทําหนาท่ีเฉพาะดานมากกวาสถาบันทาง
การเมอื งในสังคมที่มีระดบั การพัฒนาการทางการเมืองที่ต่ํากวา

สถาบันทางการเมือง คือ สถาบันท่ีมีความสัมพันธกับการปกครองของรัฐโดยตรง เชน
รัฐธรรมนูญ สถาบันนิติบัญญัติ สถาบันบริหาร สถาบันตุลาการ พลเมืองและสิทธิเสรีภาพของ
ประชาชน กลาวคือ แบบแผนทางการเมืองท่ีถูกสรางขึ้นมาภายในระบบการเมืองหรือกิจกรรมที่
เกิดขึ้นในลกั ษณะของการสรา งพฤติกรรมทางการเมอื ง ท้งั ในรูปแบบทีเ่ ปนทางการและไมเปนทางการ
เพอื่ กอใหเ กิดความเปน ระเบียบเรียบรอ ยในสงั คม โดยมโี ครงสรางและองคการทางการเมืองกําหนด
รูปแบบและวธิ ีในการปฏิบตั ิหรือกิจกรรมทางการเมอื ง รวมท้งั ทาํ หนา ท่ีในการพิจารณาและตัดสินใจ
ในกจิ กรรมทางการเมืองเหลา นนั้ เพอื่ เปนหลักประกันถึงเสถยี รภาพของระบบการเมืองน้ันที่ดํารงอยู
ภายใตการเปลยี่ นแปลงของสภาวะแวดลอม

ในบทนี้จะกลาวถึง ความหมายของสถาบันการเมือง สถาบันพระมหากษัตริย สถาบันนิติ
บญั ญัติ สถาบันบริหาร และสถาบันตุลาการ มรี ายละเอยี ดดังตอ ไปน้ี

ความหมายของสถาบนั การเมือง

สถาบนั มคี วามหมายทีแ่ บงเปน 2 นัย คือ สถาบันทางรปู ธรรม คือ องคการหรือสมาคม และ
สถาบันทางนามธรรม คือ ระเบียบหรือระบบท่ีปฏิบัติในสังคม ดังน้ัน สถาบันจึงเปนแบบอยาง
พฤตกิ รรมท่กี อ ตง้ั ขน้ึ ถือปฏบิ ัติสบื ตอ กันมาและเปน ทยี่ อมรบั โดยท่ัวไปในสังคม ในสังคมจะมีสถาบัน
เกดิ ขนึ้ เชน สถาบันครอบครวั สถาบนั ทางเศรษฐกิจ สถาบันทางการเมือง สถาบันทางการเมือง คือ
สถาบันท่ีมีความสัมพันธกับการปกครองของรัฐโดยตรง เชน รัฐธรรมนูญ สถาบันฝายนิติบัญญัติ
สถาบันฝายบริหาร สถาบันตุลาการ พลเมืองและสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งนักวิชาการไดให
ความหมายของสถาบันทางการเมืองไวหลากหลาย ดังน้ี

อานนท อาภาภิรม (2545 : 56) กลาวถึงความหมายของสถาบันทางการเมืองวา หมายถึง
แบบอยางของการคิด การกระทําในเรื่องเก่ียวกับการรักษาระเบียบ ความสงบ การบรรลุเปาหมาย
ของสงั คมรว มกันและการตัดสินใจรวมกัน สถาบันทางการเมืองเปนสถาบันท่ีครอบคลุมต้ังแตเรื่อง

184 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมอื ง

ผูปกครองหรือผูมอี ํานาจในสังคม รวมทงั้ การมีสว นรวมทางการเมืองของประชาชน ผูนํา การเลอื กตั้ง
ลัทธกิ ารเมืองตา งๆ และอดุ มการณท างการเมือง เปนตน

บฆู อรี ยีหมะ (2552 : 130) กลาววา สถาบนั ทางการเมอื ง หมายถึง แบบแผนของพฤติกรรม
หรือการกระทําทางการเมอื ง ซ่งึ ถกู สรา งวางระเบยี บกฎเกณฑ บรรทดั ฐานและกระบวนการตางๆ โดย
มีโครงสรางและองคก ารทางการเมอื งทกี่ ําหนดรปู แบบวธิ ีการในการประพฤติปฏิบัติ หรือกระทําการ
ทางการเมือง และมปี ฏสิ มั พนั ธหรือการกระทเี่ กี่ยวของกับกิจกรรมทางการเมอื งของบคุ คลในสังคม

กิตตวิ ฒั น รตั นดิลก ณ ภเู ก็ต (2554 : 39) สรุปไววา สถาบันการเมือง หมายถึง แบบแผนท่ี
ถกู สรา งขน้ึ มาหรือดํารงไวซ่งึ พฤติกรรมทางการเมือง ซึ่งอาจเปนหรือไมเปนทางการก็ได มีหนาที่ใน
การสรางความเปนระเบียบเรียบรอยภายในสังคม ยุติปญหาความขัดแยงทางการเมือง และเปน
หลักประกันถึงเสถียรภาพของระบบการเมืองท่ีจะสามารถดําเนินกิจกรรมและดํารงอยูไดภายใต
สภาวะทม่ี กี ารเปลยี่ นแปลง

โกเมศ ขวัญเมือง (2555 : 328) ไดกลาวไววา สถาบันการเมือง เปนสถาบันตามกฎหมาย
รฐั ธรรมนญู กลา วคือ เปนองคกรและกฎเกณฑทัง้ หลายทเี่ กยี่ วกับอํานาจภายในรัฐ อันไดแก อํานาจ
มหาชนระดับชาติ อันไดแก รฐั สภา (อาํ นาจนติ บิ ญั ญัต)ิ และองคกรปกครองสวนกลาง (ฝายบริหาร)
รวมถึงสถาบันตุลการท่ีเปนสถาบันที่สําคัญอีกสถาบันหน่ึงภายในรัฐที่ผูกพันลึกซึ้งกับระบอบ
ประชาธิปไตย

Roy (1955 : 24) กลาววา สถาบันทางการเมือง คือ องคกรของชุมชนทางการเมืองท่ีมี
ลกั ษณะเปนทางการหรือไมเปนทางการก็ได โดยจะทําหนาท่ีในการพิจารณาและตัดสินใจเกี่ยวกับ
กจิ กรรมทางการเมอื ง

Eisenstadt (1965 : 44) สรุปวา เมื่อมองสถาบันทางการเมืองในแงกิจกรรม โดยเนน
พิจารณาไปท่กี จิ กรรมของสถาบนั ทางการเมอื งวา มีเปาหมายหรือวัตถุประสงคเชนไร ฉะน้ัน สถาบัน
ทางการเมืองจงึ หมายถึง กจิ กรรมหรอื การกระทําที่มุงจะรักษาเสถียรภาพของความเปนองคกรของ
สถาบันทางการเมืองไว ซ่ึงอาจสงผลกระทบตอกลุมสังคมหรือชุมชนทางการเมืองท่ีสถาบันทาง
การเมืองนั้นดาํ รงอยู

อภิชาติ แสงอัมพร (2559 : 128) ไดกลาวถงึ ลักษณะทส่ี าํ คญั ของสถาบันการเมืองไววา จาก
ความหมายของสถาบนั ทางการเมือง จะพบวา มลี กั ษณะที่สาํ คญั อยู 3 ประการ คือ

1. มแี บบแผน หมายถึง มีแบบแผนในการจดั ตั้งและยอมรบั ในกจิ กรรมทง้ั หลายขององคก ร
รวมถึงกฎเกณฑบ รรทดั ฐานและกระบวนการตางๆ

2. มโี ครงสรา งและองคก รทางการเมอื ง ที่กาํ หนดรปู แบบและวธิ กี ารในการประพฤตปิ ฏิบัติ
กจิ กรรมทางการเมือง

3. มีปฏิสมั พันธหรอื การกระทาํ ท่เี กย่ี วกบั กจิ กรรมทางการเมอื ง หรือการมสี ว นรว มทางการ
เมืองของบคุ คล กลมุ สมาคม หรอื ทง้ั สงั คมโดยรวม

สถาบันทางการเมือง 185

Samuel (1968 : 12-21) ไดนําเสนอปจจัยท่ีจะสรางเสถียรภาพแกสถาบันทางการเมืองไว
สรปุ ไดดงั นี้ สถาบันการเมอื งเปนความสัมพันธเชงิ อํานาจซ่ึงต้ังมัน่ และปรากฏอยใู นระบบการเมือง มี
ความสําคัญตอพัฒนาการทางการเมือง รวมท้ังเปนโครงสรางทางการเมืองที่กอใหเกิดการบรรลุ
วตั ถปุ ระสงคข องระบบการเมอื ง การท่รี ฐั มีสถาบันทางการเมืองที่ตอ เน่ืองและมีเสถียรภาพจงึ เปนส่งิ ที่
สําคัญ ปจจัยท่ีจะกอ ใหเกดิ ความมเี สถียรภาพของสถาบนั ทางการเมอื งนั้นประกอบดว ย

1. ความสามารถในการปรับตวั (Adaptability) หมายถึง ความสามารถในการตอบสนอง
หรือทําหนาท่ีเพื่อการคงอยูของสถาบันไดอยางตอเน่ือง แมวาสภาพแวดลอมทางเศรษฐกิจ สังคม
หรอื การเมืองจะมีการเปล่ียนแปลงไป

2. ความสลบั ซับซอน (Complexity) เปนการพิจารณาถึงลักษณะของสถาบันวามีหนวย
ยอ ยมากนอ ยเพียงใด มีการจาํ แนกโครงสรางการทาํ งานตามความรู ความสามารถและมีลักษณะแบง
งานกนั ทําตามความชํานาญเฉพาะดานหรือไม รวมถึงการพิจารณาในการบังคับบัญชาวาเปนไปใน
ลกั ษณะตามสายงานหรอื ไม อยา งไร

3. ความเปนอิสระ (Autonomy) หมายถงึ ความสามารถของสถาบันหรือองคการที่จะทํา
การตัดสนิ ใจดว ยตนเอง มีอาํ นาจในการดําเนินนโยบายใหเ ปนไปตามระเบยี บวิธกี ารขององคการหรือ
สถาบนั ของตนเองได โดยไมถูกครอบงาํ หรือตกอยภู ายใตอาํ นาจหรืออทิ ธิพลขององคการอน่ื

4. ความเปนปกแผน (Coherence) ถือเปนเง่ือนไขสําคัญสําหรับสถาบันทุกสถาบัน
รวมทั้งสถาบนั ทางการเมืองดวย ความเปนปกแผนน้ีเนนรวมถึงการมีความเห็นท่ีสอดคลองตองกัน
เพราะการท่จี ะไดร บั การขนานนามวา เปน สถาบันหรือองคการที่มีประสิทธภิ าพน้ัน องคป ระกอบหนึ่ง
ท่ีจะขาดเสียมิได ก็คือจะตองมีความคิดเห็นที่สอดคลองตองกันโดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับ
ขอบเขตอํานาจหนา ที่

กลาวโดยสรุป สถาบันทางการเมือง หมายถงึ แบบแผนทางการเมืองที่ถูกสรางข้ึนมาภายใน
ระบบการเมอื งหรือกิจกรรมทีเ่ กิดขึน้ ในลักษณะของการสรา งพฤตกิ รรมทางการเมือง ทัง้ ในรูปแบบที่
เปนทางการและไมเปน ทางการ เพื่อกอใหเกิดความเปนระเบียบเรียบรอยในสังคม โดยมีโครงสราง
และองคการทางการเมืองกําหนดรูปแบบและวิธีในการปฏิบัติหรือกิจกรรมทางการเมือง รวมทั้งทํา
หนาที่ในการพิจารณาและตัดสินใจในกิจกรรมทางการเมืองเหลานั้น เพื่อเปนหลักประกันถึง
เสถียรภาพของระบบการเมอื งนั้นทดี่ ํารงอยภู ายใตก ารเปลีย่ นแปลงของสภาวะแวดลอ ม

การศึกษาสถาบนั การเมืองอันเปนโครงสรางทางการเมืองโครงสรางหนึ่งท่ีทําหนาท่ีเพ่ือให
บรรลเุ ปาหมายตามวัตถปุ ระสงคข องระบบนน้ั ๆ สิง่ หนงึ่ ทีต่ องพิจารณากค็ ือโครงสรา งหรือสถาบันทาง
การเมืองดงั กลาวมคี วามมั่นคงหรอื เสถียรภาพมากนอยแคไ หน เพยี งใด

สถาบันพระมหากษตั ริย

ในการจัดใหมรี ฐั ธรรมนูญของประเทศตา งๆ ในปจ จบุ นั ไดมีการกําหนดสถาบันทางการเมือง
ทีส่ ําคัญไว คือ ประมุขแหงรัฐ เพือ่ ทําหนาที่เปนตัวแทนและเปน สัญลกั ษณข องประเทศและประชาชน

186 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง

โดยเฉพาะในงานพิธีการที่สําคัญ อยางไรก็ตามรูปแบบประมุขของรัฐในแตละประเทศมักจะมีการ
กาํ หนดแตกตา งแลว แตประวัติศาสตรและบรบิ ททางการเมืองการปกครองของประเทศน้นั ๆ

พรชัย เล่ือนฉวี (2554 : 147) ไดอธบิ ายไววา โดยทั่วไปรูปแบบประมุขของรัฐมักจะปรากฏ
ใน 2 รปู แบบ คือ ประมุขของรฐั ที่เปน พระมหากษัตรยิ  และประมขุ ของรัฐท่เี ปนประธานาธิบดี โดยไม
วาจะเปนในรูปแบบใดมักมีอํานาจหนาที่ในลักษณะที่คลายคลึงกัน เชน การลงนามประกาศใช
กฎหมาย การแตงตั้งคณะรัฐมนตรี การแตงต้ังรัฐมนตรีและขาราชการช้ันสูง การประกาศสงคราม
เปน ตน สาํ หรบั กรณีประเทศไทยนั้น ภายหลังที่มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบอบ
สมบูรณาญาสทิ ธริ าชย มาเปนระบอบประชาธปิ ไตย เมอื่ พ.ศ. 2475 รปู แบบประมขุ ทป่ี ระเทศไทยใช
มาตลอดในรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ คอื ประมขุ ของรัฐในรูปแบบพระมหากษัตรยิ 

อภิชาติ แสงอัมพร (2559 : 129) ไดกลาวถึงสถาบันพระมหากษัตริยไววา คําวา กษัตริย
แปลวา นกั รบหรือผปู อ งกนั ภยั ดังนั้น พระมหากษตั รยิ จงึ หมายถึงนกั รบผยู ่ิงใหญ ซ่ึงเปน คตินิยมที่สืบ
เน่ืองมาจากธรรมเนียมเรื่องวรรณะของอินเดีย ท่ีถือวากษัตริยเปนวรรณะที่รวมถึงพวกนักรบดวย
และลกั ษณะเหลา นส้ี อดคลองกับสังคมและการเมืองการปกครองในอดีต ท่ีกษัตริยเปนผูปกครองท่ี
ตองมีความสามารถในการเปนอยู ในการทําศึกสงครามกับรัฐอื่นๆ จะเห็นไดวากษัตริยที่ทรงเปน
มหาราชในอดตี นั้นลว นมีความสามารถในการนี้ทั้งสิ้น สําหรับแนวคิดในทางการเมืองการปกครองที่
เกย่ี วขอ งกับพระมหากษัตรยิ น้ันถอื วาพระมหากษัตริยคือหัวหนาครอบครัวใหญที่มีความสัมพันธกัน
ทางสายเลือดกับหมคู ณะ และเปนประมขุ ของรัฐหรอื เปน ผูมอี าํ นาจปกครองสูงสดุ เหน็ ไดจากในยโุ รป
มหี ลกั การเทวสิทธิ์ทที่ ําใหพระมหากษตั รยิ มอี าํ นาจอยางเด็ดขาด สวนในประเทศไทยนั้นสถานะของ
พระมหากษัตริยมีบางสวนคลายคลึงกับทางยุโรป แตมีคตินิยมอยางอ่ืนเขามาผสมผสานดวย ทําให
พระมหากษตั ริยม ลี ักษณะทง้ั ทเ่ี ปนพอเมืองและเปนอเนกชนนิกรสโมสรสมมติ คือ พระองคทรงถูก
เลอื กข้ึนมาปกครองประเทศและมีความใกลชิดและไดรับการเคารพรักจากประชาชนโดยทั่วไป ใน
ปจจุบันพระมหากษัตริยไทยเปนพระมหากษัตริยในระบอบประชาธิปไตย โดยผานทางรัฐสภา
คณะรัฐมนตรี และศาล โดยมีพระราชอํานาจและพระราชภารกิจท่ีกําหนดไวในรัฐธรรมนูญและตาม
พระราชประเพณีที่พระองคทรงเปน ศนู ยรวมของชาติ

กลาวโดยสรุปถึงลกั ษณะท่ัวไปของสถาบนั พระมหากษตั ริยมีลักษณะสาํ คัญ 3 ประการ คือ
ประการแรก สถาบันพระมหากษัตริยเปนสถาบันทางการเมืองที่อยูเหนือสถาบันทาง
การเมอื งอนื่ ในการปกครองในแตละรูปแบบที่มสี ถาบันพระมหากษัตริย สถาบันพระมหากษัตริยจะ
อยูเ หนอื สถาบันทางการเมืองอ่ืนในฐานเปน เปน องคอธปิ ตย
ประการที่สอง สถาบนั พระมหากษตั ริยเปน สถาบันทางการเมืองที่ตองไดรับการยอมรับจาก
สังคม จึงจะดํารงไดอยางชอบธรรม ดังน้ัน การดํารงอยูของสถาบันพระมหากษัตริยจึงตองมีฐาน
อาํ นาจเพอื่ สรางความมน่ั คง ซง่ึ ประกอบดวยอาํ นาจทางการเมอื ง เศรษฐกจิ และสังคม

สถาบนั ทางการเมือง 187

ประการทีส่ าม สถาบนั พระมหากษตั รยิ จ ะเปน สถาบนั ที่ตอ งมีการสืบทอดโดยสายโลหิตเปน
สําคญั มกี ารสืบทอดราชบัลลังกโดยการสืบสันตติวงศ การขึ้นสูบัลลังกจึงเปนไปโดยการแตงต้ังท่ีมี
กฎหมายหรือจารตี ประเพณี เปน ตวั กาํ หนดกรอบแนวทางปฏบิ ัติ

ประเภทของสถาบันพระมหากษัตรยิ 
สถาบันพระมหากษัตรยิ เปนสถาบันทางการเมอื งที่ปรากฏในประวัติศาสตรของประเทศท่ีมี
อายธรรมและวฒั นธรรมท่เี กาแก ววิ ฒั นาจึงถอื กาํ เนิดเคยี งคกู ับความเปลย่ี นแปลงทางสังคม
จกั ษ พันธชเู พชร (2545 : 142) และ ธโสธร ตูทองคํา (2559 : 9-11) ไดอธิบายถึงประเภท
ของสถาบนั พระมหากษัตริยไ ววา การจดั ประเภทของสถาบันพระมหากษัตรยิ  โดยทั่วไปสามารถแบง
ประเภทของพระมหากษัตริยอ อกเปน 3 ประเภท คือ กษัตริยในระบบฟวดัล (Feudal Monarchy)
กษัตริยในลัทธิเทวสิทธิ (Divine Rights Monarchy) และกษัตริยในระบบประชาธิปไตย
(Constitutional Monarchy) รายละเอยี ดดงั นี้
1. กษัตริยระบบฟวดัล (Feudal Monarchy) หรือ สถาบันพระมหากษัตริยยุคเทวราชา
เปนรูปแบบกษัตริยท่ีแพรหลายในยุคกลางของยุโรป (ระหวางคริสตศตวรรษที่ 5-14) โดยมี
แนวความคิดวา กษัตริยเปนประมุขท่ีมีอํานาจเหนือพื้นท่ีและประชาชนที่อาศัยอยูในขอบเขตของ
พืน้ ทด่ี วย ลักษณะของสังคมจะมขี ุนนางเปน เจาของที่ดินและมีไพรหรือทาสติดดินอยูในการควบคุม
ของขุนนาง อันรวมถึงบุคคลที่เขามาเชาท่ีดินเพื่อการประกอบอาชีพดวย กษัตริยทําหนาท่ีในการ
ประสานประโยชนแ ละลดขอขัดแยง ระหวา งขุนนางเจาท่ีดินและตองทําหนาที่ทางสัญลักษณอีกดวย
กษตั รยิ ม อี ํานาจควบคุมพ้ืนที่และคนจํานวนหน่ึง แตอยางไรก็ตามอํานาจท่ีแทจริงเปนของกลุมเจา
ที่ดิน
2. กษัตริยใ นลัทธเิ ทวสิทธิ (Divine Rights Monarchy) หรือ สถาบันพระมหากษัตริยยุค
สมัยใหม (คริสตศตวรรษที่ 16-19) การปฏิรูปศาสนา การฟนฟูศิลปะวิทยาการ การปฏิวัติการคา
และการปฏิวตั ิอุตสาหกรรม ทําใหก าวสยู ุคใหม มีความเชื่อวา การเปนกษัตรยิ เ ปน โองการแหงสวรรค
ตามพระประสงคของพระเจา หรือจากสิ่งศักด์ิสิทธ์ิ กษัตริยจึงมีความชอบธรรมในการใชอํานาจ
ปกครอง กลาวอีกนัยหน่ึงคือ กษัตริยเปนผูเดียวท่ีรับผิดชอบตอพระเจา ทําใหประชาชนไมอาจ
ตอตา นหรือขัดขืนในอาํ นาจกษัตริย แตประชาชนยอมรบั และประพฤตปิ ฏิบตั ติ นตามท่กี ษัตรยิ ต อ งการ
อนั ถือเปนการเคารพและยอมรบั ตอ อาํ นาจพระเจา ทําใหกษัตริยมีอํานาจสมบูรณเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
มใิ ชเปนเพยี งกษัตรยิ ในแงข องสญั ลกั ษณเทา นัน้
3. กษัตริยในระบอบประชาธิปไตย (Constitutional Monarchy) การปกครองระบอบ
ประชาธิปไตยเปนการปกครองท่ียอมรับในแนวคิดเร่ืองปจเจกบุคคล ประชาชนมีสวนรวมในการ
บรหิ ารปกครองบนพื้นฐานความเสมอภาค อิสรภาพ และภราดรภาพ เพราะมีความเชื่อพื้นฐานวา
อํานาจอธิปไตยเปนของปวงชนทุกคน มิใชเปน ของบคุ คลใดหรอื กลุมใดกลุมหนึ่ง พระมหากษัตริยใน
ระบอบประชาธปิ ไตยทรงเปน ประมขุ ของรฐั ภายใตบทบัญญัติของรัฐธรรมนญู ทรงเปนสัญลักษณการ
ใชอาํ นาจในประปรมาภไิ ธยผา นสถาบนั ทางการเมืองที่เปนผูใชอํานาจจริง ฉะนั้น กษัตริยในระบอบ

188 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมือง

ประชาธิปไตยจงึ ไมมอี าํ นาจเบด็ เสร็จเด็ดขาดเหมือนดังเชนในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย แตทํา
หนาท่ที ี่สาํ คญั คือบทบาทแหง สญั ลกั ษณในระบบการเมือง

ธงทอง จันทรางศุ (2541 : 138) ไดอธิบายไววา แตถาอาศัยพระราชอํานาจและพระราช
สถานะเปน เครื่องจําแนก สามารถจําแนกประเภทของพระมหากษตั ริยได 3 ประเภท คือ

1. พระมหากษัตริยในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย (Absolute Monarchy) คือ ใน
ระบอบน้ีพระมหากษัตริยท รงเปนประมุขของรัฐ มีพระราชอํานาจและพระบรมเดชานุภาพเด็ดขาด
และลนพนแตพระองคเดียว การปกครองแบบน้ีเคยใชอยูในประเทศตางๆ ในอดีต และเคยใชอยูใน
ประเทศไทย กอ น พ.ศ. 2475

2. พระมหากษัตรยิ ใ นระบอบปรมิตาญาสทิ ธริ าชย (Limited Monarchy) คือในระบอบนี้
พระมหากษัตรยิ ทรงมพี ระราชอํานาจทุกประการ เวน แตที่ตอ งถกู กาํ จัดโดยบทบญั ญตั ขิ องรัฐธรรมนญู
เชน การบญั ญตั ิกฎหมาย การกาํ หนดงบประมาณแผน ดนิ ตอ งใหร ฐั สภาเห็นชอบเสยี กอน แตท่ีสาํ คัญ
คืออํานาจของพระมหากษัตรยิ ใ นการแตง ต้งั และถอดถอนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี
รับผดิ ชอบโดยตรงตอ พระมหากษัตรยิ  พระมหากษัตริยในระบอบนี้มักจะเปนกรณีที่สืบเนื่องมาจาก
เหตทุ ี่พระมหากษัตรยิ ใ นระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยยอมจาํ กัดพระราชอาํ นาจของพระองคเ อง โดย
วิธีการพระราชทานรัฐธรรมนูญใหแกประชาชน เชน ประเทศญี่ปุนกอนสงครามโลกคร้ังท่ี 2 หรือ
ประเทศซาอดุ อิ ารเบีย ในปจ จุบัน เปน ตน

3. พระมหากษัตริยภายใตรัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) คือ ในระบอบนี้มี
พระมหากษตั รยิ ทรงเปนประมขุ แตใ นการใชพระราชอาํ นาจทุกกรณี ท้ังนิติบัญญัติ บริหารและตุลา
การ พระองคมิไดใชพระราชอํานาจนั้นเอง แตมีองคกรหรือหนวยงานรับผิดชอบดานตางๆ กันไป
พระมหากษตั รยิ ในระบอบนี้ เชน ประเทศไทย ประเทศอังกฤษ และประเทศญ่ีปุน ในปจ จุบนั

พระราชสถานะและพระราชอาํ นาจของพระมหากษตั ริยไ ทย
ในปจจบุ ันพระมหากษัตริยไ ทยทรงเปนพระมหากษัตริยภายใตรัฐธรรมนูญ พระราชสถานะ
และพระราชอํานาจของพระมหากษัตริยจึงมิไดมีอยางกวางขวางดังเชนในอดีต ที่ประเทศไทยมี
รูปแบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย ดังน้ัน พระราชสถานะและพระราชอํานาจของ
พระมหากษตั รยิ จงึ เปน ไปตามบทบญั ญัติแหง รฐั ธรรมนูญ อยางไรก็ตามพระมหากษัตริยไทยก็ทรงมี
พระราชอํานาจที่นอกเหนือจากรัฐธรรมนูญในบางเร่ือง ซึ่งพระราชอํานาจเหลาน้ันเปนพระราช
อํานาจตามประเพณี ท่ีประชาชนชาวไทยยังคงยึดมั่นและมอบถวายพระราชอํานาจเหลานั้นอยาง
จริงใจและดว ยความจงรกั ภักดี
ธโสธร ตูทองคํา (2559 : 19-21) อธบิ ายวา พระราชสถานะและพระราชอํานาจตามทบี่ ญั ญตั ิ
ไวในรัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ ไดกลาวถึงพระราชสถานะและพระราชอํานาจของ
พระมหากษัตริยไวอยางชัดเจนและคลายคลึงกัน ซึ่งแสดงใหเห็นถึงพระราชสถานะและพระราช
อาํ นาจของพระมหากษัตริย ดงั นี้

สถาบันทางการเมอื ง 189

1. พระมหากษัตริยคือศูนยรวมของชาติทางกฎหมาย ดังท่ีปรากฏชัดในรัฐธรรมนูญ
“อํานาจอธิปไตยเปนของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริยผูทรงเปนประมุข ทรงใชอํานาจนั้นทาง
รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญน้ี” ซ่ึงแสดงใหเห็นเอกลักษณ
ประชาธปิ ไตยไทยวา อํานาจอธิปไตยอยูท่ีพระมหากษตั รยิ และประชาชน

2. พระมหากษัตริยทรงเปนองคพระประมุข รัฐธรรมนูญทุกฉบับนับตั้งแตมีการ
เปล่ยี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 บัญญัตใิ นหลักการที่วาประเทศไทยเปนราชอาณาจักร และมี
การปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ เปนประมุข กลาวคือ เปน ทีม่ าแหงเกียรตศิ กั ด์ิ
ทรงเปน กลางทางการเมือง ทรงเปน ประมขุ ถาวร และทรงเปน ศนู ยรวมของความเปน ชาติ

3. พระมหากษัตริยอยูในฐานะอันเปนท่ีเคารพสักการะ ดังที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว
บทบัญญตั ิเรอ่ื งน้ีไดร ับอิทธิพลมาจากรัฐธรรมนูญของญี่ปุนที่สอดคลองกับความคิดความเช่ือของคน
ไทย จึงมีการนํามาบญั ญัตไิ วใ นรฐั ธรรมนูญไทย ทัง้ นีด้ ว ยมคี วามประสงคท่ีจะแสดงพระราชสถานะอนั
สูงสุดของพระมหากษัตริยใหประจักษ คติการปกครองของประชาธิปไตย พระมหากษัตริยทรงอยู
เหนอื ความรบั ผดิ ชอบทางการเมอื ง จนเปน เหตใุ หเกิดหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญทว่ี า พระมหากษัตริย
ไมทรงกระทําผิด (The King Can Do No Wrong) ซึ่งหมายถึงผูใดจะฟองรองหรือกลาวหา
พระมหากษตั ริยใ นทางใดๆ ไมไ ด ไมว าจะเปนทางคดีแพง หรือคดีอาญา

4. พระมหากษัตรยิ ทรงเปน อัครศาสนปู ถัมภก ท่ีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว “พระมหากษัตริย
ทรงเปนพุทธมามกะ และทรงเปนอัครศาสนูปถัมภก” ซ่ึงหมายความวาพระมหากษัตริยตองเปน
พทุ ธศาสนิกชน และยงั ตองทาํ เปน ผอู ุปถมั ภศ าสนาตางๆ ท่มี ีผนู ับถืออยใู นประเทศไทย

5. พระมหากษัตริยทรงดํารงตําแหนงจอมทัพไทย คือ พระมหากษัตริยเปนผูบัญชาการ
สงู สดุ ของกองทัพ

6. พระมหาก ษัตริยเปน ท่ีมาของฐ านันดรศัก ด์ิ อิสริยย ศ และปร ะธานแห ง
เครอ่ื งราชอิสริยาภรณ

7. พระมหากษัตริยทรงไวซ่ึงพระราชอํานาจในการแตงตั้งและใหขาราชการในพระองค
และ สมุหราชองครกั ษพน จากตําแหนง

8. พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจในการพระราชทานอภัยโทษ รัฐธรรมนูญ
บัญญตั ิไวว า “พระมหากษตั ริยท รงไวซ ึ่งพระราชอาํ นาจในการพระราชทานอภัยโทษ” การอภัยโทษ
หมายถึง การยกโทษหรือลดหยอ นผอนโทษใหแกผถู กู สงั่ ลงโทษเพราะกระทําความผิดอาญา อันเปน
พระราชอาํ นาจของพระมหากษัตรยิ 

อมร จนั ทรสมบูรณ (2516 : 1-8) กลา วถึงพระราชสถานะและพระราชอํานาจตามประเพณี
การปกครอง ไววา นอกเหนือจากพระราชสถานะและพระราชอาํ นาจของพระมหากษัตรยิ ท ่ีบัญญตั ไิ ว
ในรัฐธรรมนูญแลว ตามหลักท่ัวไป พระมหากษัตริยมีพระราชอํานาจอีกสวนหนึ่งตางหาก พระราช
อาํ นาจเหลาน้ีเปน ธรรมเนยี มปฏบิ ัติ (Convention) ซ่ึงมีคาบังคับเปนรัฐธรรมนูญเชนเดียวกัน ท้ังน้ี
เพราะวาเดิมนั้น พระมหากษัตรยิ ทรงมีพระราชอาํ นาจสทิ ธขิ าดในทกุ ๆ เรอื่ ง และทุกๆ กรณีแตผ ูเดยี ว

190 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมอื ง

และตอมาเมือ่ มีรัฐธรรมนูญรัฐธรรมนูญลายลักษณอักษรจํากัดพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย
ฉะนนั้ จงึ เปนทยี่ อมรับกันวา ถากรณีใดไมม บี ทบัญญัตริ ฐั ธรรมนูญหรอื กฎหมายกําหนดขอบเขตหรือ
เงื่อนไขของการใชพระราชอํานาจของพระมหากษัตรยิ ไ ว พระมหากษัตรยิ กจ็ ะยังคงมีพระราชอํานาจ
เชน น้ันอยโู ดยผลของธรรมเนียมปฏิบตั ิ พระราชสถานะและพระราชอํานาจตามประเพณกี ารปกครอง
ประกอบดวย

1. พระราชอาํ นาจในภาวะวิกฤต กลาวคอื เม่อื เกิดวิกฤตรายแรงทางการเมืองถึงข้ันมีการ
เผชิญหนาระหวา งฝายตางๆ ไมว าจะเปนเหตุการณ 14 ตลุ าคม 2516 หรอื เหตกุ ารณพ ฤษภาทมิฬก็ดี
จะเห็นวา พระมหากษัตริยทรงเขามาระงับเหตุรอนใหกลับสงบเย็นลงไดอยางอัศจรรย (กรณี
วิกฤตการณพฤษภาทมิฬ พระมหากษัตริยทรงเรียกแกนนําของสองฝายท่ีขัดแยงกันเขาเฝา และ
สามารถทาํ ใหปญหาความรนุ แรงตา งๆ ยุติลงไดดวยความสงบ)

2. พระราชอํานาจพิจารณาฎีการองทุกข ประเพณีถวายฎีการองทุกขจากราษฎรที่ไดรับ
ความเดือดรอนมีมานานนบั ตัง้ แตครงั้ สโุ ขทยั เปนราชธานี พระมหากษัตรยิ ทรงรบั ฎีกาและดําเนินการ
แกทุกข โดยการประสานงานกับสวนราชการตางๆ ท่ีรับผิดชอบ (ฎีการองทุกข คือ การทูลเกลาฯ
ถวายฎีกาปญหาความเดือดรอนที่ไดรับ ไมวาจะมาจากการกระทําที่ไมชอบของฝายปกครอง เชน
เจา หนา ท่ฝี ายปกครองกระทําการอันมิชอบ หรือความเดือดรอนท่ีเกิดข้ึนทั่วไป และขอพระบรมรา
ชานุเคราะหเปนการเฉพาะราย พระราชวินิจฉัยพระมหากษัตริยเก่ียวกับฎีกาของประชาชนบาง
ประการ เปนท่ีมาของโครงการพฒั นาตา งๆ ของทางราชการ เชน โครงการตามพระราชดําริ เปนตน)
พระราชอํานาจในการพิจารณาฎีการองทุกขนี้ ไมมีบทกฎหมายบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ แตมีท่ีมา
ในทางธรรมเนียมปฏบิ ตั ทิ างรฐั ธรรมนญู

อภชิ าติ แสงอัมพร (2559 : 131-134) ไดอ ธบิ ายถึงพระราชอํานาจในสวนท่ีเกี่ยวของกับนิติ
บัญญตั ไิ ว พอสรุปไดว า โดยหลักการแลว รา งกฎหมายไมว า จะเปนรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม ราง
พระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู หรอื รางพระราชบญั ญัติ เม่อื ไดรบั ความเห็นชอบจากรัฐสภาแลว
นายกรัฐมนตรีตองนําข้นึ ทูลเกลา ฯ เพ่ือพระมหากษัตริยทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศใน
ราชกจิ จานเุ บกษาแลว กใ็ ชบ งั คบั เปน กฎหมายได แตอ ยา งไรก็ตาม ในกรณีท่ีพระมหากษัตริยไมทรง
เห็นชอบดวยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเม่ือพน 90 วัน แลวมิไดพระราชทานคืนมา
รฐั สภาจะตองปรึกษารา งรฐั ธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม หรือรางพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญหรือ
รา งพระราชบัญญัตินั้นใหม ถารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมดวยคะแนนเสียงไมนอยกวา 2 ใน 3 ของ
จํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของท้ัง 2 สภาแลว นายกรัฐมนตรีตองนํารางกฎหมายนั้นข้ึน
ทูลเกลาฯ ถวายอีกคร้ังหนึ่ง เม่ือพระมหากษัตริยมิไดทรงลงพระปรมาภิไธยและพระราชทานคืน
ภายใน 30 วัน นายกรัฐมนตรีตองนํารางกฎหมายน้ันประกาศในราชกิจจานุเบกษาใชบังคับเปน
กฎหมายได เสมอื นหนงึ่ วาพระมหากษตั ริยไดทรงลงพระปรมาภไิ ธยแลว

โกเมศ ขวญั เมอื ง (2555 : 348) กลาววา สถาบนั พระมหากษัตริยในระบอบประชาธิปไตยใน
ระบบรัฐสภาไมตอ งรบั ผดิ ชอบทางการเมืองและไมม อี ํานาจทางการเมอื งอยางแทจ ริง แตใ นทางนิตนิ ยั

สถาบันทางการเมือง 191

สถาบนั กษัตรยิ คงมพี ระราชอาํ นาจพเิ ศษ ในเร่ืองสําคญั เชน การแตง ตั้งนายกรัฐมนตรี รฐั มนตรี และ
ขาราชการระดบั สูง การพระราชทานเครอ่ื งราชอสิ ริยาภรณ การยุบสภาผูแ ทนราษฎร การประกาศใช
พระราชบัญญตั ิ การยบั ย้งั พระราชบัญญัติ การพระราชทานอภัยโทษ การทําสนธิสัญญา เปนตน ซึ่ง
ในทางพฤตินัย สถาบนั พระมหากษัตริยจะไมทรงใชพระราชอํานาจดังกลาวเอง แตใหคณะรัฐมนตรี
เปนผูใชในพระปรมาภไิ ธยของสถาบันกษัตริย

กลาวโดยสรุป สถาบันพระมหากษัตริยในฐานะประมุขแหงรัฐ เปนสถาบันทางการเมือที่
สาํ คญั ดํารงตอเน่ืองชว งของประวัตศิ าสตรห รอื ตลอดประวัติศาสตรข องประเทศสวนใหญ ที่เนนการ
สบื ทอดของพระมหากษตั รยิ ท างสายโลหติ มแี นวคดิ เกยี่ วกับสถาบันพระมหากษัตรยิ ท ่หี ลากหลายนับ
จากอดีตจนถึงปจจุบัน มีวิวัฒนาการที่ตอเน่ืองและยาวนานจากอดีตสูปจจุบัน นับแตอาณาจักร
สุโขทัยอนั ถือวา เปนอาณาแรกของชาวไทยจวบจนปจ จบุ ันประเทศไทยกม็ พี ระมหากษตั รยิ เ ปน ประมุข
ตลอดมา แมวา จะมีภารกจิ อาํ นาจ และบทบาท แตกตางกันไปตามกาลเวลาแตละยุคสมัย ภายหลัง
การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ทําใหสถาบันพระมหากษัตริยเปนประมุขของรัฐภายใต
รฐั ธรรมนูญ มพี ระราชสถานะและพระราชอาํ นาจของพระมหากษัตริย ดงั นี้

1. พระมหากษัตริยค ือศนู ยร วมของชาติทางกฎหมาย
2. พระมหากษัตรยิ ทรงเปนองคพระประมุข
3. พระมหากษัตริยอยูในฐานะอันเปนทเ่ี คารพสักการะ
4. พระมหากษตั ริยท รงเปน อคั รศาสนูปถัมภก
5. พระมหากษตั รยิ ท รงดํารงตาํ แหนงจอมทพั ไทย
6. พร ะม หา ก ษัต ริย เป น ที่ม าของ ฐ านั นด รศั ก ด์ิ อิส ริย ย ศและ ปร ะ ธา นแห ง
เครอื่ งราชอสิ ริยาภรณ
7. พระมหากษตั ริยท รงไวซ ึง่ พระราชอาํ นาจในการแตง ตงั้ และใหข าราชการในพระองคแ ละ
สมุหราชองครกั ษพน จากตาํ แหนง
8. พระมหากษัตริยทรงไวซ ึง่ พระราชอาํ นาจในการพระราชทานอภยั โทษ

สถาบันนติ บิ ัญญัติ

สถาบันนิติบัญญัติ (Legislature)เปนสถาบันท่ีทําหนาที่หลักในการบัญญัติกฎหมายโดยมี
รัฐสภา (Parliament) เปนองคกรทท่ี ําหนา ที่ดงั กลา ว การปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีรัฐสภา
เปน สถาบันทแี่ สดงถงึ เจตนารมณข องประชาชน เพราะมีตัวแทนของประชาชนที่ผานการเลือกตั้งเขา
มาทําหนาที่ ฉะน้ัน การบัญญัติกฎหมายจึงตองผานกระบวนการพิจารณาและความเห็นชอบจาก
รฐั สภาเสยี กอน จงึ จะมผี ลบังคบั ใชตามหลักการของประชาธิปไตยทางออม (Indirect Democracy)
รัฐสภาเปน องคกรทใี่ ชอาํ นาจนิตบิ ญั ญัตมิ ีหนา ทีอ่ อกกฎหมายใชบ ังคบั ในประเทศ รฐั สภาจงึ มีบทบาท
ทีส่ าํ คัญที่สดุ ทจ่ี ะกาํ หนดวา พฤตกิ รรมใดของบคุ คลใดในสงั คมควรจะเปน ความผดิ และมคี วามผดิ สถาน
ใด มีอัตราโทษอยา งใด

192 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมือง

จุมพล หนมิ พานิช (2551 : 99-100) ไดอธิบายไววา อํานาจหนาท่ีในการตรากฎหมายหรือ
การออกกฎหมาย เพ่ือบังคับใชในรัฐถือเปนอํานาจหนาที่หลักของรัฐสภา ซึ่งในทางการเมืองการ
ปกครองน้ันกฎหมายนับเปนสิ่งที่สําคัญ และจําเปนอยางย่ิงสําหรับใชในการบริหารและปกครอง
ประเทศ ทงั้ นีก้ ็เพ่ือเปนการจดั ระเบียบเกย่ี วกับสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และความเปนธรรม ให
เกิดในสงั คม ดังนน้ั ในการตรากฎหมายแตละฉบบั จึงเปนไปเพ่ือประโยชนสุขสวนรวมของประชาชน
เปน หลกั โดยมุง คุม ครองสทิ ธปิ ระโยชนของประชาชนอยางท่ัวถึงและเปนธรรม นอกจากนั้นสถาบัน
ฝายนติ ิบญั ญตั ิยังมอี ํานาจในการควบคุมการบรหิ ารราชการแผนดินของสถาบันบริหาร และมีอํานาจ
ในการใหความเหน็ ชอบตามเกณฑท ี่กาํ หนดในรฐั ธรรมนญู

ดังทก่ี ลา วแลววาองคก รท่ที ําหนา ทน่ี ิติบัญญตั นิ ้นั คอื รัฐสภา ถา พิจารณาถึงรปู แบบของรัฐสภา
แลว สามารถจําแนกรูปแบบของรฐั สภาออกไดเ ปน 2 รปู แบบ คือ รูปแบบรัฐสภาจําแนกตามจํานวน
สภาท่ีประกอบกันเปนรัฐสภา และรูปแบบรัฐสภาจําแนกโดยพิจารณาโดยคํานึงถึงการใชอํานาจ
อธปิ ไตย ดงั นี้

อานนท อาภาภริ ม (2545 : 21) ไดอ ธิบายไววา รูปแบบรัฐสภาซึ่งจําแนกตามจํานวนสภาท่ี
ประกอบกันเปน รฐั สภา สามารถจาํ แนกออกได 2 ลกั ษณะ คอื

1. ระบบสภาเดียว เปนระบบท่ีไดรับความนิยมและนํามาใชปฏิบัติกันนอยมาก และมัก
ปรากฏวา นยิ มใชระบบสภาเดียวในการปกครองระดับทองถิ่นในสหรัฐอเมริกา เชนการปกครองใน
ระดับแขวง และระดับนคร สว นระดับมลรัฐน้ันมีเพยี งมลรัฐเดียวคือเนเบรสกา (Nebarska) สําหรับ
ประเทศอ่นื ๆ ทใี่ ชระบบสภาเดียวไดแก รฐั ตา งๆ ในแคนาดา ประเทศคอสตารกิ า สวนประเทศยโุ รปท่ี
ใชร ะบบสภาเดยี วกม็ ีสวเี ดน ซง่ึ เริ่มใช ค.ศ. 1967 และประเทศนอรเวย

2. ระบบสองสภา วัตถุประสงคของการจัดต้ังระบบสองสภา เพ่ือเปดโอกาสใหมีสภาที่
ประกอบดวยสมาชิกทีม่ าจากประชาชนธรรมดาท่ัวๆ ไป กับสมาชิกท่ีมีคุณสมบัติพิเศษบางประการ
เชน ผทู ่ีจะเปนสมาชิกตองมีอายุสูงกวาสมาชิกท่ีมาจากประชาชน หรือเปนตัวแทนของคนบางกลุม
กลาวไดวา ระบบสองสภามีกําเนิดในประเทศอังกฤษ และสืบตอมาไดรับความนิยมไปยังประเทศ
ตา งๆ โดยเฉพาะอยา งยิง่ ในประเทศทมี่ ีการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย

รูปแบบรัฐสภาจาํ แนกโดยพิจารณาโดยคํานึงถึงการใชอํานาจอธิปไตย สามารถแบงออกได
เปน 2 ลักษณะ คอื

1. รัฐสภาท่ีมีการแบงแยกการใชอํานาจอยางเครงครัดระหวางอํานาจนิติบัญญัติและ
บรหิ าร ความสัมพนั ธระหวา งฝา ยบรหิ ารและฝายนิติบัญญัติ อยูบนพื้นฐานของการแบงแยกอํานาจ
ซ่งึ ใหห ลักประกนั ในความเปน อสิ ระและเสรีภาพในการปฏิบัติหนาทีข่ องแตล ะฝา ย

ลกั ษณะความสัมพันธดังกลาวเปนการแบงแยกอํานาจจากกันคอนขางเด็ดขาด โดยเฉพาะ
รัฐสภาในระบบประธานาธิบดี การบริหารงานของประธานาธิบดี รฐั สภาจะนาํ ไปเปดอภิปรายเพื่อลง
มตไิ มไวว างใจไมไ ด ในขณะเดยี วกันประธานาธบิ ดีจะใชอาํ นาจในการยุบสภาไมไดเชนกัน อํานาจของ
ฝายบริหารและฝายนิติบัญญัติมีความสัมพันธ แตการใชอํานาจนั้นอยูบนพื้นฐานของความมีอิสระ


Click to View FlipBook Version