สถาบันทางการเมอื ง 193
เชน ประธานาธบิ ดบี ริหารงานภายใตกฎหมายตางๆ ทีผ่ า นจากรรฐั สภา ในขณะเดยี วกนั หากกฎหมาย
ดงั กลา วเปน อปุ สรรคตอการปฏบิ ัตหิ นา ท่ี ประธานาธบิ ดีมีสิทธทิ จี่ ะยบั ยง้ั กฎหมายดงั กลา วนั้นได การ
โนมนาวใหฝายนิติบัญญัติผานกฎหมายท่ีเปนประโยชนตอสวนรวม และการบริหารงานของ
ประธานาธิบดีเปนสิ่งท่ีมีความจําเปน ตัวอยางเชน ในกรณีประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาขอให
รัฐสภาอนมุ ัตงิ บประมาณจํานวนมาก เพอื่ ชว ยเหลอื บริษทั ขนาดใหญทป่ี ระสบปญหาทางการเมอื งจาก
วกิ ฤตเศรษฐกิจโลก พ.ศ. 2552 เปนตน
2. รฐั สภาท่แี บงแยกอํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหารออกจากกันไมเด็ดขาด ระบอบ
ประชาธิปไตยแบบรฐั สภามีหลกั การสาํ คญั ตรงทีว่ า องคกรนิติบัญญัติเปนองคกรที่สําคัญที่สุดในการ
บัญญัตกิ ฎหมาย แตในความเปน จริงแลว คณะรฐั มนตรีตางหากที่มีอํานาจแทจ ริง เพราะการปกครอง
ในระบบรัฐสภานั้น พรรคการเมอื งทม่ี ีเสียงขางมากในรฐั สภา (สภาสามัญ) จะเปนผูท ี่จัดต้ังรัฐบาล ซ่ึง
คณะรฐั มนตรีสวนใหญประกอบดว ยบุคคลชน้ั นําท่มี ีอิทธิพลของพรรค บทบาทของเสียงขางมากของ
ฝา ยบริหาร จะตองไดรับการสนับสนุนจากสภา ซ่ึงแตละฝา ยกจ็ ะมอี าํ นาจในการตรวจสอบถวงดุลซ่ึง
กันและกัน
เม่ือเกิดความขดั แยงระหวางฝา ยนิติบัญญตั ิและฝา ยบรหิ าร ฝายบริหารสามารถยุบสภาเพ่ือ
คนื อาํ นาจใหกบั ประชาชนในการเลือกตั้งท่ัวไป วาเห็นดวยกับฝายบริหารหรือรัฐสภา โดยพิจารณา
จากผลการเลือกตั้งเปนสําคัญ ในขณะเดียวกันหากปลอยใหฝายบริหารปฏิบัติหนาท่ีตอไปอาจ
กอใหเกดิ ความเสียหายตอสว นรวม รฐั สภาอาจขอเปดอภิปรายเพ่อื ลงมติไมไ วว างใจฝา ยบรหิ าร ซงึ่ ผล
ของการอภิปรายยอ มกระทบตอเสถียรภาพของรัฐบาล
กลา วโดยสรปุ โครงสรา งของรฐั สภาอาจประกอบดวยสภาเพียงสภาเดียว หรือสองสภาก็ได
แลว แตร ฐั ธรรมนูญของแตละประเทศจะกาํ หนด
องคประกอบของรัฐสภา
รัฐสภาของแตละประเทศอาจมีองคประกอบท่ีแตกตางกัน ดังท่ีกลาวในรูปแบบของรัฐสภา
เพ่อื สะดวกในการศกึ ษา ขอยกตวั อยา งของรัฐสภาไทยมาเปนกรณีศึกษา ตามรัฐธรรมนูญไทยแตละ
ฉบับกําหนดรปู แบบและองคประกอบตางๆ กัน ในบางคร้ังก็มีลักษณะเปนสภาเดียว บางครั้งก็มี 2
สภา รวมทั้งทมี่ าและองคป ระกอบก็แตกตา งกนั ไปตามบทบญั ญัตขิ องรฐั ธรรมนูญ
อภชิ าติ แสงอัมพร (2559 : 136) ไดอธิบายโดยสรปุ วา ในรฐั ธรรมนูญที่บัญญัติโดยปกติและ
เปนรัฐธรรมนูญประเภทถาวร มักกําหนดใหรัฐสภาไทยประกอบดวย 2 สภา คือ สภาผูแทนราษฎร
และวุฒสิ ภา และยงั ไดกาํ หนดตําแหนง สําคญั ตางๆ ทม่ี คี วามสาํ คัญในการบริหารและการดําเนินการ
ในรฐั สภาใหเ ปน ไปดวยความเรยี บรอยและมปี ระสทิ ธภิ าพ ดังน้ี
1. ประธานรัฐสภา ซึ่งทําหนาที่เปนผูบังคับบัญชาในกิจการท้ังหมดของรัฐสภา เปน
ประธานในที่ประชุมรัฐสภา บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญไทยเกี่ยวกับประธานรัฐสภาในชวงหลัง จะ
กําหนดใหประธานสภาผูแทนราษฎรเปนประธานรัฐสภา และใหประธานวุฒิสภาเปนรองประธาน
รัฐสภา
194 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง
2. ผนู าํ ฝายคานในสภาผูแทนราษฎร ตําแหนงนี้มีข้ึนเพ่ือเปนการยอมรับความสําคัญของ
เสียงนอ ยในรฐั สภา ในรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย บัญญัติไววา “ภายหลังคณะรัฐมนตรีเขา
บริหารราชการแผนดินแลว พระมหากษัตริยจะทรงแตงตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรผูเปนหัวหนา
พรรคการเมืองจากสมาชิกสภาผแู ทนราษฎร ซึ่งพรรคตนมไิ ดด าํ รงตาํ แหนงรฐั มนตรี เปน ผนู ําฝายคาน
ในสภาผูแทนราษฎร”
3. คณะกรรมาธิการสามัญ ในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย บัญญัติวา “สภา
ผแู ทนราษฎรและวฒุ ิสภามีอํานาจเลือกสมาชิกของแตล ะสภา ตั้งเปนคณะกรรมาธิการสามัญ และมี
อํานาจเลือกบุคคลซ่ึงเปนสมาชิกหรือไมไดเปนสมาชิก ตั้งเปนคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อการ
กระทาํ กิจการ พจิ ารณาสอบสวนหรอื ศกึ ษาเร่อื งใดๆ อันอยูในอํานาจหนาที่ของสภาแลวรายงานตอ
สภา”
4. ผปู ระสานงานควบคมุ การลงคะแนนเสียงในสภา (Whip) เปนการประยุกตมาจากการ
ดําเนินการของรัฐสภาอังกฤษ เม่ือพรรคไดสัญญากับประชาชนไวก็ตองมีมาตรการใหมั่นใจไดวา
นโยบายท่หี าเสยี งเกิดผลเปนพระราชบัญญัติ
อํานาจหนา ทีข่ องรฐั สภา
จมุ พล หนมิ พานชิ (2551 : 97-105) ไดกลา วถงึ อํานาจหนา ที่ของรฐั ไววา รัฐสภาเปนตัวแทน
ในการทาํ หนา ทท่ี างนติ ิบญั ญตั ดิ ังกลาวแลว โดยมอี ํานาจหนาท่ีสําคัญหลายประการ ซ่ึงสามารถแบง
ออกได 4 ประการ คอื
1. อาํ นาจหนา ทใ่ี นการตรากฎหมาย
2. อาํ นาจหนา ที่ในการควบคุมการบริหารราชการแผนดิน
3. อํานาจหนาท่ใี นการใหค วามเห็นชอบ
4. อํานาจหนาที่ในการแตง ต้ังและถอดถอนบคุ คลตามท่รี ฐั ธรรมนูญกําหนด
จกั ษ พนั ธชเู พชร (2545 : 197-202) ไดอธิบายถงึ กระบวนการในการทําหนาท่ีตรากฎหมาย
ของรฐั สภาไว ดงั น้ี อํานาจหนา ทใี่ นการตรากฎหมาย การปกครองระบอบประชาธิปไตยไดกําหนดให
รฐั สภาเปนองคกรทท่ี าํ หนา ทหี่ ลกั ในการบัญญัตกิ ฎหมาย เพราะสมาชิกในรัฐสภาไดผานการยอมรับ
จากประชาชนโดยสวนใหญใหเขามาใชอํานาจนิติบัญญัติแทนตนภายใตวิถีทางท่ีกําหนดไวใน
รัฐธรรมนูญ ฉะน้ันกฎหมายหรือขอบังคับท่ีจะมีผลตอประชาชนผูเปนเจาของอธิปไตยจึงตองผาน
ความเหน็ ชอบจากรฐั สภา ซึ่งไมวาจะเปนการปกครองในรปู แบบรัฐสภาหรอื รูปแบบประธานาธิบดี ก็
จะใชหลกั การเดยี วกัน จะแตกตา งกนั กเ็ ฉพาะในรายละเอียด ซ่งึ สามารถแยกพจิ ารณาไดด ังตอไปน้ี
1. ผเู สนอรางกฎหมาย
ระบบประธานาธิบดี : ผูมีสิทธิเสนอรางกฎหมาย คือ สมาชิกรัฐสภาเทาน้ัน เพราะการ
ปกครองในรูปแบบประธานาธบิ ดเี ปนการปกครองท่ีแบงแยกอํานาจหนาที่ในการใชอํานาจอธิปไตย
แบบเดด็ ขาด คือ ฝา ยบรหิ าร ฝายตุลากร และฝา ยนิติบญั ญัตติ า งปฏิบัตหิ นา ทข่ี องตนไดอยา งคอนขา ง
สถาบนั ทางการเมือง 195
อสิ ระ เพราะฉะนั้น การเสนอรางกฎหมายจึงเปนหนาท่ีรับผิดชอบโดยตรงของฝายนิติบัญญัติ จึงให
อาํ นาจเฉพาะสมาชิกรัฐสภาเทา นั้นที่มสี ทิ ธใิ นการเสนอรา งกฎหมาย
ระบบรฐั สภา : ผูเสนอรางกฎหมายสูสภานิติบัญญัติสามารถกระทําไดท้ังสมาชิกรัฐสภา
และคณะรัฐมนตรี แลวแตกรณี การใหอํานาจในการเสนอรางกฎหมายแกฝายบริหารเน่ืองจากใน
ระบบรฐั สภา การปฏบิ ัติงานของท้ังสองฝา ยมลี ักษณะของการรว มมอื และถวงดุลอํานาจกันมากกวาที่
จะเปนการแบงแยกอาํ นาจ ประกอบกบั การทีฝ่ า ยบรหิ ารมีหนวยงานมากมายท่ีเปนเคร่ืองมือในการ
บริหารราชการแผน ดนิ ไมวาจะเปน กระทรวง ทบวง กรม รวมไปถงึ ขาราชการทที่ ํางานใหกบั รฐั จึงทาํ
ใหฝ ายบริหารมีความใกลชิดและเขาใจถึงปญหาและความตองการของประชาชนไดเปนอยางดี จึง
สมควรที่ฝายบริหารจะมีสิทธิในการเสนอรางกฎหมายไดเชนเดียวกับสมาชิกรัฐสภาซ่ึงเปนฝายนิติ
บญั ญัติ
2. การพจิ ารณารางกฎหมาย
ระบบประธานาธิบดี : การพิจารณารา งกฎหมายถือเปน ภารกิจของรฐั สภาแตเ พียงองคก ร
เดียว ฝายบรหิ ารไมม ีสทิ ธเิ ขาไปรบั ทราบหรอื ยงุ เกีย่ วอยา งเปนทางการ วธิ ีการท่ีฝายบรหิ ารจะเขา ไปมี
บทบาทตอ กระบวนการพจิ ารณารา งกฎหมายอาจทําไดโดยการใชอิทธพิ ลโนมนา วใหสมาชิกรัฐสภามี
ความเห็นคลอยตาม (Lobby) หรือการแสดงขอเท็จจริงในกรณีท่ีคณะกรรมาธิการผูพิจารณาราง
กฎหมายเรียกฝายบริหารเขาไปแถลงขอเท็จจริง (Testifying) ในข้ันตอนการพิจารณาของ
คณะกรรมาธกิ าร ซึง่ เปนโอกาสทีฝ่ า ยบรหิ ารจะไดแ สดงขอเท็จจรงิ โนมนา วความเห็นของกรรมาธิการ
แตก ม็ ิไดมสี ว นในการพิจารณารา งกฎหมายท่ฝี ายนิตบิ ญั ญตั ิเสนอมาแตป ระการใด
ระบบรฐั สภา : จะมกี ารประชุมปรึกษาเพื่อพจิ ารณารา งกฎหมายโดยฝา ยบริหารสามารถ
เขารว มประชุมเพื่อชีแ้ จงขอ มลู ในที่ประชมุ สภานิตบิ ญั ญัตไิ ด แตสทิ ธใิ นการลงคะแนนเสียงยงั คงสงวน
ไวเ ฉพาะสมาชกิ รัฐสภาเทาน้ัน และในขั้นตอนการพิจารณากฎหมายของคณะกรรมาธิการพิจารณา
รา งกฎหมาย ฝา ยบรหิ ารสามารถเสนอขอใหต ง้ั คณะกรรมาธกิ ารวิสามัญ โดยอาจเสนอชื่อบุคคลเปน
คณะกรรมาธิการวสิ ามญั ไดต ามจาํ นวนท่กี ําหนดไวตามกฎขอ บงั คบั
3. การประกาศใช
ระบบประธานาธิบดี : ใหอํานาจแกประธานาธิบดีในฐานะประมุขของประเทศเปนผูลง
นามประกาศใช
ระบบรฐั สภา : ประมุขของประเทศเปน ผูล งนามประกาศใช ซึ่งอาจเปนพระมหากษัตริย
หรอื ประธานาธิบดี แลวแตวาประเทศนนั้ มสี ถาบนั ใดเปน ประมขุ
ขอ สังเกตประการหน่ึงก็คือ โดยทั่วไปจะใหอํานาจแกประมุขท้ังในระบบประธานาธิบดี
และระบบรัฐสภา ในการทีจ่ ะยบั ยั้งกฎหมายฉบับนั้นไดกรณีทไ่ี มเ ห็นดวย
ชัยวัฒน มานศรีสุข (2559 : 5-16) ไดอธิบายถึงอํานาจหนาที่ในการควบคุมการบริหาร
ราชการแผนดนิ ไววา กระบวนการควบคุมการบริหารราชการแผนดินถือไดวาเปนหลักการที่สําคัญ
อยา งย่งิ ในระบบรัฐสภา ซง่ึ รฐั ธรรมนูญสว นใหญจะกําหนดสัมพันธภาพ ระหวางอํานาจนติ ิบญั ญัตแิ ละ
196 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง
อาํ นาจบริหารไว แตละอํานาจตางมีความเชื่อมโยงและมกี ารถวงดุลแหง อํานาจซง่ึ กันและกนั โดยฝาย
บริหารมอี ํานาจท่ีจะยุบสภาผแู ทนราษฎรเพอ่ื ใหมกี ารเลือกตงั้ ทว่ั ไปขน้ึ ใหม และในขณะเดียวกัน ฝาย
นิติบญั ญตั ิมีอํานาจในการควบคุมการบริหารราชการแผนดนิ โดยบทบญั ญัตแิ หง รัฐธรรมนูญ ซ่งึ มกี าร
กําหนดวิธีการตางๆ ไว เชน การต้ังกระทูถาม และการเปดอภิปรายท่ัวไปเพื่อลงมติไมไววางใจ
รัฐมนตรเี ปนรายบคุ คลหรอื ทง้ั คณะ หรอื การต้ังคณะกรรมาธิการประจํารัฐสภา เพ่ือทําหนาที่ในการ
สอบสวนขอเท็จจรงิ ตางๆ แลว นาํ เสนอตอ ฝายบรหิ าร
ในขณะท่ใี นระบบประธานาธบิ ดีไมสามารถทําไดดวยวิธีการตางๆ ขางตน เพราะมีการแยก
อํานาจออกจากกันโดยเด็ดขาด อยางไรก็ตามหากฝายบริหารหรือประธานาธิบดีกระทําความผิด
รายแรงหรือกระทําการอันเปนปฏิปกษตอรัฐ ก็อาจถูกตรวจสอบดวยการถูกถอดถอนออกจาก
ตาํ แหนง ไดด วยกระบวนการทเ่ี รียกวา Impeachment
ชยั วัฒน มา นศรสี ขุ (2559 : 17-18) ยงั ไดอ ธิบายถึงหนาท่ีอนื่ ๆ ทส่ี ําคญั ของรฐั สภาไว สรุปได
ดังน้ี
1. อาํ นาจหนาทีใ่ นการใหความเห็นชอบ โดยทั่วไปการใหความเห็นชอบในเรื่องสําคัญของ
การใชอ ํานาจรฐั เชน การแตงต้ังประมุขของรัฐหรือประมุขฝายบริหาร การแตงต้ังผูสําเร็จราชการ
แทนพระองค การประกาศสงคราม การทําหนังสือสัญญาที่ตองผูกพันกับรัฐตางประเทศ เปนตน
จะตองใหรัฐสภาใหความเห็นชอบ นั่นคือการใหผานความเห็นชอบจากตัวแทนของประชาชนกอน
น่นั เอง นอกจากน้ี รฐั สภาโดยวุฒสิ ภายังมีอํานาจหนาท่ีในการใหความเห็นชอบในการแตงตั้งบุคคล
ดาํ รงตาํ แหนง ตางๆ ตามรัฐธรรมนูญไดดวย เชน ท่กี าํ หนดอยูใ นรฐั ธรรมนญู ของไทยในเร่อื งการแตง ตงั้
ผูดํารงตําแหนงทางการเมืองท่ีสําคัญ เชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง
คณะกรรมการสทิ ธมิ นุษยชนแหง ชาติ หรือ คณะกรรมการปองกนั และปราบปรามการทุจริตแหงชาติ
เปน ตน
2. อาํ นาจหนา ท่ีในการแตงต้ังและถอดถอนบุคคลตามท่ีรัฐธรรมนูญกําหนด รัฐธรรมนูญ
แหงราชอาณาจกั รไทย ไดก าํ หนดใหรฐั สภาหรือฝา ยนติ บิ ัญญัตมิ อี าํ นาจหนาทใี่ นการใหความเห็นชอบ
และการพิจารณาเลอื กบุคคลใหด ํารงตาํ แหนงในองคกรตางๆ ตามรัฐธรรมนูญ โดยพระมหากษัตริย
ทรงแตงตง้ั ตามคําแนะนําของวฒุ สิ ภา และถอดถอนบุคคลออกจากตาํ แหนง ไดด วย ดังนี้
2.1 การใหความเห็นชอบบุคคลดํารงตําแหนงในองคกรตามรัฐธรรมนูญ คือ
คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผูตรวจการแผนดิน คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริต
แหงชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน องคกรอัยการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ
นอกจากน้ี วฒุ ิสภาพิจารณาเลอื กบุคคลดาํ รงตําแหนงในองคกรตามรัฐธรรมนูญ คือ คณะกรรมการ
ตุลาการศาลรฐั ธรรมนญู และ คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง
2.2 การถอดถอนบุคคลออกจากตําแหนงเปนวิธีการควบคุมฝายบริหารวิธีหน่ึง ซ่ึง
ควบคมุ และตรวจสอบพฤติกรรมของผูดาํ รงตําแหนง ระดับสูงวามีความเหมาะสมหรือสมควรท่ีจะให
ดํารงตําแหนงดังกลาวอยูตอหรือไม ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ไดกําหนดใหผูดํารง
สถาบันทางการเมือง 197
ตําแหนงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา
ประธานศาลรัฐธรรมนญู ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสดุ ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู กรรมการ
การเลอื กตั้ง ผตู รวจการแผน ดิน กรรมการตรวจเงินแผนดิน ผูพิพากษาหรือตุลการ พนักงานอัยการ
หรือผูดํารงตําแหนงระดับสูง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและ
ปราบปรามการทุจรติ กําหนด หากมพี ฤตกิ ารณรํา่ รวยผดิ ปกติสอไปในทางทุจริตตอหนาที่ สอวาการ
กระทาํ ผิดตอ ตาํ แหนง หนาท่ีราชการ สอ วา กระทําผดิ ตอตาํ แหนงหนาท่ีในการยุติธรรม สอวาจงใจใช
อาํ นาจหนา ทข่ี ดั ตอ บทบญั ญตั แิ หง รัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐาน
ทางจริยธรรมอยางรายแรง วุฒิสภามีอํานาจถอดถอนผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและขาราชการ
ระดบั สงู ดงั กลา ว ออกจากตาํ แหนงได
โดยหลักการดงั กลา วนี้มีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
เปน คร้ังแรก การถอดถอนผูดาํ รงตําแหนงทางการเมืองและขาราชการระดับสูง แบงเปน 2 กรณี คือ
(ชัยวฒั น มา นศรีสุข, 2559 : 19)
1. สมาชิกสภาผแู ทนราษฎรจาํ นวนไมนอยกวา 1 ใน 5 ของจํานวนสมาชิกเทาท่ีมีอยูของ
สภาผูแทนราษฎรหรอื ประชาชนผูมสี ทิ ธเิ ลือกตัง้ จาํ นวนไมนอยกวา 20,000 คน มีสิทธิเขาช่ือรองขอ
ตอ ประธานวุฒสิ ภาเพื่อใหว ฒุ สิ ภามีมตถิ อดถอนบุคคลออกจากตาํ แหนง ได โดยคาํ รองขอดงั กลาวตอง
ระบุพฤติการณท กี่ ลา วหาวาผูดาํ รงตําแหนง ดงั กลาวกระทาํ ความผดิ เปน ขอๆ ใหชดั เจน
2. สมาชิกวุฒิสภาจํานวนไมนอยกวา 1 ใน 4 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาท่ีมีอยูของ
วฒุ ิสภา มสี ทิ ธิเขาชื่อรอ งขอตอประธานวุฒิสภาเพ่อื ใหวฒุ สิ ภามีมติถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาออกจาก
ตําแหนงได
กลาวโดยสรุป สถาบันนิติบัญญัติเปนสถาบันที่รับผิดชอบตอกระบวนการบัญญัติกฎหมาย
เปนสําคัญ ประเทศท่ีปกครองดวยระบอบประชาธิปไตยมีองคกรท่ีทําหนาที่บัญญัติกฎหมาย คือ
รัฐสภาเพราะถือวา รฐั สภาเปนสถาบนั ท่แี สดงเจตนารมณทว่ั ไปของประชาชน รฐั สภาเปนสถาบันทาง
การเมืองทสี่ ําคัญภายใตร ะบอบประชาธิปไตยแบบตวั แทน รูปแบบของรัฐสภาในแตล ะประเทศเปน ผล
จากพัฒนาการทางประวตั ศิ าสตรท แี่ ตกตางกนั ไป โครงสรา งของรัฐสภา แบงออกเปน 2 รูปแบบหลัก
คือระบบสภาเดียวและระบบสภาคู และโดยท่ัวไปมอี ํานาหนา ที่หลักคือ มอี ํานาจหนา ทีด่ า นนติ ิบัญญตั ิ
ดานท่ีเกีย่ วขอ งกับฝายบริหาร และดานอ่ืนๆ ในฐานะท่ีเปนผูแทนของประชาชน ในปจจุบันรัฐสภา
เปน สถาบันทางการเมืองทําหนาที่นิติบัญญัติ อันไดแกการบัญญัติกฎหมาย การควบคุมการทํางาน
ของฝา ยบริหาร และการใหค วามเหน็ ชอบในเรอ่ื งสาํ คัญตา งๆ ประกอบดวยสมาชกิ จากสภาเดียวหรือ
สองสภา แบง เปน สมาชิกสภาผแู ทนราษฎรและวุฒิสภากไ็ ด
198 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง
สถาบันบรหิ าร
สถาบันบริหาร (Executive) หรอื ฝา ยบรหิ ารนัน้ มลี กั ษณะเปนสากลในทกุ ๆ ประเทศและทุก
ระบบการปกครองยอมมีองคกรหรือสถาบันๆ หน่ึงที่เรียกวารัฐบาล (Government) ทําหนาท่ี
ขับเคล่ือนองคกรหรอื ประเทศ
จกั ษ พันธช เู พชร (2545 : 213) อธบิ ายไวว า ฝายบริหาร (Executive) หมายถึง คณะบุคคล
หรือกลมุ บุคคล ซงึ่ มีหนาทใ่ี นการนาํ นโยบายของรฐั ไปดาํ เนนิ การและไปปฏิบตั ิ เพอื่ ใหบรรลุเปาหมาย
ตามวัตถปุ ระสงคของนโยบายนนั้ องคก รทีถ่ ูกกําหนดใหใชอํานาจบริหารคือรัฐบาล (Government)
ซ่ึงหมายถึง คณะรฐั มนตรีนน่ั เอง โดยมกี ลไกหรือเคร่อื งมือการนํานโยบายและกฎหมายไปปฏิบัติ คือ
ขาราชการประจําทุกคน ท่ีรวมกันปฏิบัติหนาที่ในการปกครองบริหารประเทศ ซึ่งในระบอบ
ประชาธปิ ไตยรูปแบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy) จะมีนากยกรัฐมนตรีทีไ่ ดร ับการยอมรบั
จากรัฐสภาเปนหัวหนาฝายบริหาร แตในรูปแบบประธานาธิบดี (Presidential Democracy) จะมี
ประธานาธบิ ดี ซึ่งไดรับการเลอื กตง้ั มาจากประชาชนโดยตรงเปน หัวหนา ฝายบรหิ าร
โกเมศ ขวัญเมือง (2555 : 247) ไดอธิบายไววา ฝายบริหารหรือรัฐบาลของประเทศตางๆ
ยอมมคี วามแตกตางกนั ไปไมว าในดานหนึ่งดา นใดหรือหลายดาน ตอ ไปน้ี
1. ดานองคป ระกอบจํานวยของฝายบริหาร
2. องคก รภายใน
3. กลไกการเลอื กสรรบคุ ลกร
4. ระยะเวลาการดาํ รงตําแหนง
5. อาํ นาจในการบรหิ ารท่ีเปนทางการและการเลือกต้ังโดยท่ไี มเปนทางการ
6. มาจากการเลอื กต้ังโดยตรงหรอื มาจากตัวแทนประชาชน
7. รฐั บาลทม่ี ีการบงั คบั บญั ชาตามลาํ ดับชน้ั หรือรฐั บาลท่คี ณะบคุ คลในรฐั บาลมคี วามเสมอ
ภาคเทาเทียมกนั
8. เปน รัฐบาลทมี่ อี ํานาจเขม แข็งหรือออ นแอ
โกเมศ ขวัญเมอื ง (2555 : 249) ยงั ไดก ลา วถึงววิ ฒั นาการของการบริหารของรัฐบาลไววา ถา
นับยอนประวตั ิศาสตร จะพบวาโครงสรางของฝายบริหารยอมแตกตางกันแตละยุคแตละสมัย เชน
โครงสรางฝายบริหารในยุคนครรัฐและในยุคฟนฟูศิลปวิทยาการ ยอมแตกตางเปนอยางมากเมื่อ
เปรียบเทียบกับโครงสรา งฝายบรหิ ารในยุคสมบูรณาญาสิทธริ าชยในครสิ ตศตวรรษท่ี 16 เปนตน มา
สวนในคริสตศ ตวรรษท่ี 19 พบวา ในยุโรปและอเมริกาเหนอื ไดมีความพยายามทจี่ ะทาํ ใหการ
บริหารจัดการรัฐบาลที่มเี หตุมีผลมากข้ึน โดยนําเอาระบบรัฐธรรมนูญมาปรับใช ซ่ึงทําใหเกิดระบบ
บรหิ าร 2 ระบบใหญ ไดแ ก
1. ระบบคณะรฐั มนตรี (Cabinet System) เปนระบบทเี่ รม่ิ เกิดครัง้ แรกในประเทศองั กฤษ
และสวีเดน เปนระบบทม่ี ีการบรหิ ารภายใตหลักการทีว่ า
สถาบันทางการเมือง 199
1.1 นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหนารัฐบาลที่ตองบริหารประเทศในบริบทของความ
เปนองคคณะ โดยมีคณะรัฐมนตรีมีสิทธิเขารวมในกระบวนการตัดสินใจอยางเต็มท่ี และรวม
รบั ผดิ ชอบในการปฏิบตั ิตามนโยบายดว ยเชน กัน
1.2 ระบบคณะรัฐมนตรีน้ีคอยๆ ขยายไปประเทศยุโรปตะวันตก ยุโรปกลาง และ
ยุโรปตะวนั ออก ในขณะทีร่ ะบบสมบรู ณาญาสทิ ธิราชยค อ ยๆ สลายลง ทําใหระบบคณะรัฐมนตรีเขา
แทนทีร่ ะบบสมบูรณาญาสทิ ธริ าชยและระบบนิยมการใชอาํ นาจเดด็ ขาด
2. ระบบประธานาธิบดีตามระบอบรัฐธรรมนูญ (Constitutional Presidential) ภายใต
กลักการท่ีวา
2.1 เปนระบบท่ีเร่ิมเกิดข้ึนในสหรัฐอเมริกาภายหลังประกาศอิสรภาพแลวคอยๆ
ขยายไปสปู ระเทศละตนิ อเมริกา
2.2 รูปแบบของฝายบริหารในระบบประธานาธิบดีนั้นมีลักษณะเปนการรับผิดชอบ
ตามลําดับชั้น ไมใชลักษณะความรับผิดชอบรวมแบบระบบคณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมักเรียก
Secretaries แทน Ministers รัฐมนตรีจึงอยูในฐานะเปนผูใตบังคับบัญชาของประธานาธิบดีและ
รับผิดชอบตอประธานาธิบดีโดยตรง
อภชิ าติ แสงอัมพร (2559 141-142) ไดก ลา วถงึ รูปแบบของสถาบันบริหารไว ดงั นี้
1. รัฐบาลแบบประธานาธิบดี เปนรูปแบบรัฐบาลที่ใชหลักการแบงแยกการใชอํานาจ
อธิปไตยออกเปนสดั สวนใหอ ํานาจสถาบันนิติบญั ญัติ บริหารและตุลาการเทาเทียมกัน ขณะเดียวกัน
ใหแ ตล ะฝา ยยับยง้ั ถว งดลุ กันได ประธานาธบิ ดเี ปนทง้ั ประมขุ ของประเทศและประมุขของฝายบริหาร
หรอื หวั หนาคณะของฝา ยบริหาร รับผิดชอบทางดา นบรหิ ารแตผ ูเดียว
รูปแบบรฐั บาลตามโครงสรา งนี้ การจดั ตัง้ รฐั บาล จะขึ้นอยกู ับประธานาธิบดีท่ีไดรับเลือกมา
จากประชาชนโดยเปนบุคคลท่จี ะกาํ หนดตัวรฐั มนตรีโดยตรง นอกจากจะมีอาํ นาจแตง ตั้งรัฐมนตรีแลว
ยังมีอํานาจถอดถอนรัฐมนตรีไดอีกดวย ในระบบน้ีนโยบายของรัฐบาลจะไมตองรับรองโดยรัฐสภา
รัฐบาลแบบนี้เริม่ ตนในสหรฐั อเมริกาปลายครสิ ตศ ตวรรษท่ี 19
ตามหลักการรฐั บาลแบบประธานาธบิ ดี อํานาจการบริหารอยกู บั ประธานาธิบดเี พยี งคนเดียว
ดังนัน้ รัฐมนตรีแตละคนจึงเปนเสมือนเลขานุการของประธานาธิบดี กลาวคือ ปฏิบัติหนาที่แทนตัว
ประธานาธิบดใี นแตละเร่ืองท่ไี ดร ับมอบหมาย สําหรบั รองประธานาธิบดี เปน ตาํ แหนงสงู สดุ เปน อันดบั
สองของประเทศ แตรัฐธรรมนูญระบุหนาที่ไวเพียงเล็กนอย มีบทบาทและหนาท่ีอ่ืนเทาท่ี
ประธานาธบิ ดจี ะมอบหมายให
2. รัฐบาลแบบรฐั สภา เปน รูปแบบรัฐบาลทใ่ี หอํานาจกับรัฐสภาในการควบคุมฝายบริหาร
หรอื คณะรฐั มนตรอี ยา งกวางขวาง นอกเหนอื ไปจากมีอาํ นาจในดานนิติบัญญัติ คณะรัฐมนตรีจะตอง
มาจากรัฐสภา และบริหารประเทศโดยรับผิดชอบตอ รฐั สภา การบริหารงานตางๆ ตองกระทําในนาม
ของคณะรัฐมนตรี นโยบายหรือมติท่ีผานคณะรัฐมนตรีจะตองผูกพันรัฐมนตรีทุกคน ประมุขของ
200 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง
ประเทศเปน คนละคนกับนายกรฐั มนตรซี งึ่ เปน หวั หนา คณะฝา ยบริหาร อาจเปนไปไดทัง้ ประธานาธิบดี
หรอื พระมหากษัตรยิ ท ่จี ะทาํ หนาท่ีเฉพาะพิธกี ารเทา นน้ั ไมม อี ํานาจในการบริหารประเทศ
การจัดตัง้ รฐั บาลรปู แบบนี้ จะขึน้ อยกู ับหัวหนาพรรคการเมอื งที่มีเสยี งขางมากในการเลือกตัง้
ทวั่ ไป จะเปน ผูไดรบั พระบรมราชโองการใหดํารงตาํ แหนงนายกรัฐมนตรี หลังจากน้ันนายกรัฐมนตรี
จะทําการคดั เลอื กบุคคลเขารวมรัฐบาล เม่ือนายกรัฐมนตรไี ดจ ดั ตง้ั รัฐบาลแลวจะตอ งขอพระบรมราช
โองการจากพระมหากษัตริยใหทรงแตงตั้ง หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีนําคณะรัฐมนตรีไปแถลงขอ
ความไววางใจจากรัฐสภา ถารัฐสภาลงมติไววางใจก็จะดําเนินงานของตนได แตถารัฐสภาลงมติไม
ไวว างใจ กจ็ ะดํารงตําแหนง ไมได ทัง้ นเ้ี พราะการดําเนินงานของรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีในระบบน้ี
จะตองข้ึนอยูกบั รฐั สภา รฐั บาลแบบนเี้ รมิ่ ตน ในประเทศองั กฤษ
กลาวโดยสรุป สําหรับสถาบันบริหารของไทย ประกอบดวยฝายการเมือง (คณะรัฐมนตรี
ขาราชการการเมอื งซึ่งเปน ผชู วยทาํ งานของคณะรัฐมนตร)ี กบั ฝายบริหาร (ขา ราชการประจํา) นั่นเอง
กลา วคอื ประเทศไทย ภายใตร ปู แบบระบอบประชาธปิ ไตยรูปแบบรัฐสภาน้ัน คณะรฐั มนตรีประกอบ
ไปดวยหัวคณะ คือ นายกรัฐมนตรีซึ่งปกติคือหัวหนาพรรคการเมือง ซึ่งไดรับความไววางใจจาก
ประชาชนเลอื กต้ังสมาชิกของพรรคเขามาเปนสมาชิกรัฐสภามากที่สุด หรือผูท่ีไดรับมอบหมายจาก
พรรคการเมืองดังกลาวใหทําหนาที่นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีรวมคณะทั้งชุดจะรวมกันพิจารณา
กําหนดนโยบาย (Policy) หรือแนวทางกวางๆ ในการดําเนินงานสาธารณะเพ่ือสนองตอบตอความ
ตองการสวนรวมของประชาชนและนําเสนอตอรัฐสภา เมื่อรัฐสภาใหความไววางใจแลว ตอจากน้ัน
รัฐมนตรีวาการกระทรวงแตละคนจึงรับเอานโยบายแตละดานจากรัฐบาลไปควบคุมการปฏิบัติ
ดาํ เนินงานใหเปนไปตามเปา หมาย
ความสาํ คัญของสถาบันบริหาร
อุทยั หิรญั โต (2524 : 230) ไดอ ธบิ ายความสาํ คัญของสถาบนั บรหิ ารไว 3 ประการ คือ
1. อํานาจบริหารมฐี านะอยเู หนอื อํานาจอนื่ กลาวคือเปนผูดําเนินใหกิจการท้ังปวงของรัฐ
บังเกดิ ผล เปน ผูสนองใหกจิ การของฝา ยนติ ิบัญญตั แิ ละตลุ าการสําเรจ็ ผล
2. อํานาจบริหารมีอสิ ระเต็มที่ในการบริหารประเทศ และเปนอํานาจที่สมบูรณ มิใชเปน
อํานาจท่ีคอยรับใชอ ํานาจนิติบญั ญตั ิและตุลาการ ความเปนเอกของอํานาจบริหารดังกลาวนี้ เห็นได
ชัดจากระบบการปกครองแบบประธานาธิบดี
3. อํานาจบรหิ ารมสี ทิ ธริ ิเร่มิ ในกจิ การตา งๆ ไดอ ยางกวางขวาง แมแตใ นการออกกฎหมาย
ใหมหรอื ยกเลิกกฎหมายเกา นอกจากน้ี ฝายบริหารมีอํานาจดําเนินบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน
ของประเทศชาติ และความอยูดีกินดีของประชาชนได ในขณะที่ฝายนิติบัญญัติและตุลาการไมมี
อาํ นาจเชนนเี้ ลย
วษิ ณุ เครอื งาม (2530 : 550-552) ไดกลา วถึงความสาํ คญั ของคณะรฐั มนตรไี ววา
1. ความสําคัญในทางกฎหมาย เปนองคกรฝายบริหารที่มีหนาท่ีบังคับการใหเปนไปตาม
กฎหมาย
สถาบันทางการเมอื ง 201
2. ความสําคัญในทางการเมือง เปนสัญลักษณแหงอํานาจทางการเมืองท้ังภายในและ
ภายนอกประเทศ
3. ความสําคัญในทางอํานาจ กฎหมายตางๆ ใหอํานาจคณะรัฐมนตรีมาก อีกท้ัง
คณะรัฐมนตรียงั เปนผูกําหนดนโยบายของประเทศจงึ เทา กับเปนผูกุมชะตากรรมของประเทศไวใ นมือ
กลาวโดยสรุป สถาบันบริหาร หรือฝายบริหาร (Executive) เปนสถาบันทางการเมืองที่มี
ความสําคัญ มีหนาที่ในการบริหารประเทศ ในหลักการโดยท่ัวไป รัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี จะ
ประกอบดวยนายกรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดีเปนหัวหนาคณะ และมีรัฐมนตรีที่ประจํากระทรวง
กระทรวงละ 1 คน สวนรัฐบาลใดมีหัวหนาคณะเปนนายกรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดีขึ้นอยูกับ
โครงสรางหรือรูปแบบของรัฐบาล กลาวคือ ถาโครงสรางหรือรูปแบบของรัฐบาลเปนแบบ
ประธานาธิบดี หัวหนารัฐบาลคือประธานาธิบดี แตถาโครงสรางหรือรูปแบบของรัฐบาลเปนแบบ
รฐั สภา หวั หนา คณะรัฐบาลคอื นายกรฐั มนตรี สถาบันบรหิ ารมีความสาํ คญั อยางมาก โดยเฉพาะในยุค
สมัยปจจุบนั นโยบายการดาํ เนินงานของฝา ยบรหิ ารมผี ลกระทบตอ สงั คม ไมเ พยี งแตเ ฉพาะเร่ืองความ
ม่ันคงปลอดภัยของสังคม แตกระทบถึงความเปนอยู การทํามาหากินของประชาชน กระทบถึง
สถานภาพทางสงั คมและการเมืองของกลุม ตา งๆ ดว ย
อาํ นาจหนาท่ขี องสถาบันบรหิ าร
ในกรณีประเทศไทยซึง่ ใชร ูปแบบรฐั บาลในระบบรัฐสภา มาจากการทีไ่ ดรับการสนบั สนุนจาก
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรเสยี งขางมาก คณะรฐั มนตรีจึงไมไดมีอิสระจากสภาผูแทนราษฎร กลาวคือ
จะมีความเชื่อมตออํานาจ (Fusion of Power) ระหวางฝายนิติบัญญัติและฝายบริหารเขาดวยกัน
ทีส่ ดุ แลว รฐั บาลหรอื คณะรฐั มนตรใี นระบบรฐั สภาก็จะตองรบั ผดิ ชอบตอ รฐั สภา ซึ่งเปน สถาบันอันเปน
ตวั แทนของประชาชนเสมอ
อํานาจหนาทข่ี องคณะรัฐมนตรีโดยทั่วไป แบงออกเปน 2 ประเภท คือ อํานาจหนาท่ีท่ัวไป
และ อาํ นาจหนาทีต่ ามกฎหมาย มีรายละเอยี ดพอสรุปไดด งั นี้
โกเมศ ขวัญเมือง (2555 : 248) ไดกลาวถึงอํานาจหนาที่ทั่วไปหรืออํานาจหนาที่ที่สําคัญๆ
ของฝา ยบริหารไวว า เปน อาํ นาจหนา ที่โดยกวางๆ ที่คณะรฐั มนตรตี องรบั ผดิ ชอบ ไดแก
1. วางนโยบายในการบริหารราชการแผนดิน กอนเขารับตําแหนง คณะรัฐมนตรีและ
นายกรฐั มนตรีในฐานะหัวหนาฝา ยบรหิ ารจะตอ งแถลงนโยบายตอ รฐั สภา เพ่อื เปน กรอบในการบรหิ าร
ราชการแผน ดนิ
2. บริหารราชการแผนดินตามนโยบายที่ไดแถลงไวตอรัฐสภา เปนภาระหนาที่ของ
คณะรัฐมนตรีที่จะตองนํานโยบายที่ไดแถลงไวตอรัฐสภาไปปฏิบัติบริหารราชการแผนดินใหเกิด
ประโยชนส ูงสดุ แกประชาชน
3. ประสานงานระหวางกระทรวง ทบวง กรม ตางๆ การบริหารราชการแผนดินจะมี
ประสิทธภิ าพและประสทิ ธิผล และเกิดประโยชนสูงสุดแกประชาชน ปจจัยสําคัญประการหนึ่งก็คือ
202 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมือง
การประสานความรวมมือระหวางกระทรวง ทบวง กรม และหนวยงานราชการเหลานี้ ซึ่งก็คือ
นายกรฐั มนตรีและรฐั มนตรีประจํากระทรวงตา งๆ น่นั เอง
4. วางระเบียบขอบงั คบั ใหกระทรวง ทบวง กรม ตา งๆ ถือปฏิบัติ การปฏิบัติราชการที่มุง
ผลสําเร็จหรือเปาหมายเดียวกัน จําเปนอยางย่ิงตองมีนโยบาย ระเบียบ ขอบังคับท่ีชัดเจนและมี
ทศิ ทางเดียวกัน
5. พจิ ารณาและลงมตเิ รื่องตา งๆ ท่กี ระทรวง ทบวง กรม เสนอมา การปฏิบัติราชการของ
กระทรวง ทบวง กรมตางๆ ตามนโยบายของรัฐบาล หรือปญหาอนื่ ใดทีเ่ กดิ ข้นึ อันเกี่ยวพนั กับนโยบาย
รฐั บาล องคกรที่มีอํานาจวินจิ ฉัยตัดสนิ ใจสดุ ทา ยคอื คณะรัฐมนตรี
อภิชาต แสงอัมพร (2559 : 143-144) ไดกลาวถึงอํานาจหนาท่ีตามกฎหมายไววา เปน
อาํ นาจที่กฎหมายบญั ญัติรองรับสิทธิอาํ นาจ (Authority) ไว ซ่งึ สามารถจําแนกออกเปน อํานาจหนา ท่ี
ตามกฎหมายรฐั ธรรมนูญ และอํานาจหนา ท่ีตามกฎหมายอ่นื ดังนี้
1. อํานาจหนาท่ตี ามกฎหมายรัฐธรรมนูญ อํานาจหนาท่ขี องคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ
คอื การบริหารราชการแผนดนิ อํานาจหนาทีประเภทนจี้ ึงถือวาสําคัญที่สุด
2. อํานาจหนาที่ตามกฎหมายอื่น อํานาจหนาท่ีประเภทนี้ของคณะรัฐมนตรีมักจะเปน
อาํ นาจแตง ตง้ั หรือใหความเห็นชอบการแตงต้ังผูดํารงตําแหนงที่สําคัญ อํานาจในการอนุมัติหรือให
ความเหน็ ชอบการดาํ เนนิ กิจการตา งๆ ของสวนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ และอํานาจในการวินิจฉัยช้ี
ขาด
สวนอํานาจหนาท่ีของรัฐมนตรีวาการกระทรวงตางๆ น้ันอาจแบงออกไดเปน 2 ดาน คือ
อํานาจหนา ทใ่ี นทางการเมอื ง คอื มีหนา ทบ่ี รหิ ารราชการแผน ดินรวมกับรัฐมนตรีอ่นื ตามนโยบายของ
รัฐบาล และอาํ นาจหนาท่ีในทางการปกครอง คือ เปนผูบังคับบัญชาและรับผิดชอบงานราชการท้ัง
ปวงซึง่ อยใู นสังกดั ของกระทรวง และมหี นาท่ตี องปฏิบัตติ ามกฎหมายทใ่ี หอํานาจไวโ ดยเฉพาะ
กลา วอีกนยั หนง่ึ กค็ อื รฐั บาลจะถกู ตรวจสอบโดยรฐั สภา ในแงท ่วี า รฐั บาลจะตองตอบคําถาม
ตา งๆ ทร่ี ฐั สภาถามเก่ียวกับนโยบายของรัฐบาลได และทายท่ีสุดอาจถูกลงมติไมไววางใจโดยรัฐสภา
และทสี่ ําคญั ทสี่ ดุ ในทางการเมืองก็คือ รฐั บาลที่แพม ติไมไ ววางใจจากสภาผูแทนราษฎร จะตองแสดง
ความรับผดิ ชอบดวยการลาออกหรอื ประกาศยุบสภา ซงึ่ เปนไปตามหลักการความรบั ผิดชอบของฝาย
บรหิ ารตอ ฝายนิตบิ ัญญัติ
นอกจากนี้รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ยังกําหนดใหรัฐมนตรีมีสิทธิในการเขารวม
ประชุมและแถลงขอ เท็จจรงิ หรือแสดงความคิดเหน็ ในทปี่ ระชุมสภาได นอกจากน้ี นายกรฐั มนตรียงั มี
อาํ นาจยุบสภาผูแทนราษฎรไดอีกดวย แตไมสามารถใชอํานาจดังกลาวในกรณีท่ีสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรฝายคานยื่นญัตติไมไววางใจนายกรัฐมนตรีตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ซ่ึงจะทําให
นายกรัฐมนตรีไมมีสิทธิยุบสภา และตองยอมใหมีการอภิปรายในญัตติดังกลาวในที่ประชุมสภา
ผูแทนราษฎรตอ ไป
สถาบันทางการเมือง 203
เมือ่ พิจารณาตามบทบญั ญัตขิ องรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย ไดกลาวถึงอํานาจหนาท่ี
ของคณะรัฐมนตรี สรปุ ได ดังน้ี
1. การวางนโยบายการบรหิ ารราชการแผนดิน เมือ่ เขา รับตําแหนงตอ งแถลงตอรัฐสภา
2. การเสนอรางพระราชบัญญัติตอ รฐั สภา
3. การตราพระราชกาํ หนด หรือกฎหมายอนื่ ที่ออกโดยฝา ยบรหิ าร
4. การถวายคําแนะนาํ ในการตราพระราชกฤษฎกี ายบุ สภา
5. การทลู เกลาฯ ใหอ อกพระราชกฤษฎกี าเรยี กประชมุ สภาสมยั วิสามัญ
6. ประสานงานของกระทรวง ทบวง ตามทก่ี ฎหมายกําหนด
7. หนาทอ่ี นื่ ๆ ตามท่กี ฎหมายกําหนด
กลาวโดยสรปุ อาํ นาจหนา ท่ีของคณะรฐั มนตรตี ามท่กี ลาวมานน้ั สามารถสรุปไดเปน 2 เร่ือง
ใหญๆ คือ การบริหารราชการแผนดินตามที่ไดแถลงนโยบายไวตอรัฐสภา รับผิดชอบตอสภา
ผูแทนราษฎรในหนาท่ขี องตน กลาวคือ รัฐมนตรีแตละคนรับผิดชอบตอรัฐสภาในเรื่องนโยบายและ
การดําเนินงานทั้งในสวนของตนเอง และของกระทรวงท่ีตนรับผิดชอบ นอกจากนี้ กรณีความ
ประพฤติไมเหมาะสมซง่ึ เปนเรื่องสวนตัวของรัฐมนตรี แมวาจะไมเก่ียวกับหนาท่ีความรับผิดชอบใน
การบรหิ ารราชการแผนดินโดยตรง แตก เ็ ปน เหตผุ ลในการบบี ใหร ฐั มนตรีคนนั้นจําตองลากออก เพื่อ
แสดงความรบั ผดิ ชอบตอ เหตุการณท่ีเกิดขึน้ ไดเ หมอื นกัน และรบั ผิดชอบรว มกันตอรฐั สภาในนโยบาย
ทั่วไปของคณะรัฐมนตรี เปนหลักการท่ีตองการแสดงภาพความเปนเอกภาพของรัฐบาล กลาวคือ
รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีตองรับผิดชอบตอขอตัดสินใจทั้งปวงของคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีคนใดท่ี
ปฏเิ สธไมย อมรบั หรือตอตา นขอ ตดั สินใจ โดยธรรมเนยี มปฏิบตั ิ รฐั มนตรีคนน้นั ควรที่จะลาออก การ
ไมเ ปด เผยเรอื่ งราวของการประชุมคณะรัฐมนตรี ก็ถือเปนความรับผิดชอบรวมกันประการหนึ่งของ
คณะรัฐมนตรี เพราะรฐั มนตรจี ะแสดงความขัดแยง ระหวางกนั ใหปรากฏตอสาธารณชนกอนหรือหลัง
การตัดสินใจคณะรฐั มนตรีไมไ ด
สถาบนั ตลุ าการ
รฐั ใดที่ประกาศตนเปนนติ ิรัฐ ยอ มหลกี ไมพ นทจ่ี ะยอมรบั บทบาทขององคก รตลุ าการในฐานะ
ที่เปนกุญแจสําคัญในการควบคุมการใชอํานาจของฝายนิติบัญญัติและฝายบริหาร ไมใหเปนไปตาม
อําเภอใจ การควบคุมฝายบริหาร ไดแก การควบคุมความชอบดวยกฎหมายของการกระทําทาง
ปกครอง ในขณะที่การควบคุมฝายนิติบัญญัติ ไดแก การควบคุมความชอบดวยรัฐธรรมนูญของ
กฎหมายทีต่ ราขึ้นโดยรัฐสภา
โกเมศ ขวัญเมือง (2555 : 278) ไดอธิบายไววา สถาบันตุลาการ (Judiciary) คือศาล
(Court) ที่จัดต้ังข้ึนเพื่อทําหนาท่ีตัดสินขอขัดแยงทางกฎหมายที่เกิดข้ึนโดยมีฝายตุลาการเปนผูใช
อาํ นาจอยางเสมอภาค ศาลยุคใหมโ ดยปกตจิ ะตอ งทําหนา ทเ่ี ปน อสิ ระจากหนวยงานภาครัฐ หรือฝาย
บรหิ าร ฝายตุลาการถอื วาเปน สถาบันท่สี ําคัญยิ่งของประเทศ ที่ทําหนาที่พิจารณาอรรถคดีท้ังปวงท่ี
204 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง
เกย่ี วของระหวางเอกชนกกบั เอกชน หรอื รัฐกบั รฐั โดยมคี วามเปนอิสระเปนกลาง ในการเอื้ออํานวย
ความยุตธิ รรมแกประชาชนและคาํ วนิ ิจฉัย คําตดั สินยอมผูกพนั คูก รณี
จักษ พันธช ูเพชร (2545 : 225) ไดกลาวไววา จุดมุงหมายท่ีสําคัญประการหน่ึงท่ีรัฐพึงมีตอ
ประชาชนคือการใหหลักประกันทางดานความยุติธรรมแกประชาชน ซ่ึงในทางปฏิบัติกลไกที่เปน
กรอบหรือกติกาพ้ืนฐานท่ีรัฐใชเปนแนวทางเพ่ือพิทักษความยุติธรรมในสังคมก็คือกฎหมาย โดยมี
สถาบันตุลาการเปนผูใชอํานาจอธิปไตยในการใหความยุติธรรมบนพื้นฐานคือกฎหมายของรัฐ
กลา วคอื มกี ฎหมายเปนเคร่ืองมือในการตดั สนิ คดีความเมื่อประชาชนเกิดความขดั แยงขึ้น หรืออีกนัย
หนึง่ อาจกลา วไดวาสถาบันตุลาการ หมายถงึ ศาลหรอื ผพู พิ ากษาที่ปฏิบัตหิ นา ทใี่ นศาล มีหนา ท่ีสําคญั
ในการปกปองเสรีภาพและเปนที่พ่ึงของประชาชนในกรณีท่ีเกิดความขัดแยงหรือมีการกระทําผิด
เกิดข้ึน เพราะฉะนั้นการปฏิบตั ิหนา ทขี่ องศาลจึงเปนการกระทาํ ในนามของรฐั หรอื ในพระปรมาภิไธย
ของพระมหากษัตริย ในกรณีประเทศที่ปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยเปน
ประมุข ในการตัดสนิ คดคี วามผพู ิพากษาจึงตองมีอสิ ระในการปฏบิ ตั ิงานโดยปราศจากการถกู ครอบงํา
จากอาํ นาจอืน่ ใด โดยการแยกอํานาจตลุ าการออกไปจากอํานาจนติ บิ ญั ญตั ิและอํานาจบริหาร
อภิชาติ แสงอมั พร (2559 : 144-145) ไดกลาวถึงหลักสากลที่ยึดปฏิบัติเพื่อความเปนอิสระ
ของสถาบันตลุ าการ ดังน้ี
1. การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของผพู พิ ากษาและตุลาการไมอยูภ ายใตก ารบังคับบญั ชา
ตามลําดับชั้น
2. หลักเกณฑในการจายสํานวนคดีใหผูพิพากษาและตุลาการวาจะตองเปนไปตาม
หลกั เกณฑทกี่ ฎหมายบญั ญัติ ไมข้นึ อยูกบั ดลุ พินิจของผูบรหิ ารงานของศาลแตล ะคน
3. หา มเรยี กสํานวนหรือโอนสาํ นวนไปใหผูพพิ ากษาหรอื ตลุ าการผอู ืน่ ทํา เวน แตกรณีนนั้ จะ
กระทบกระเทือนตอความยุตธิ รรมในการพจิ ารณาพพิ ากษาอรรถคดี
4. สรา งความมนั่ คงในตําแหนงหนาท่ีของผพู ิพากษาและตุลาการ เพ่อื ไมใ หผูพิพากษาและ
ตุลาการตองกงั วลใจในเร่อื งของเงินเดือนและถูกโยกยายบอยๆ โดยกําหนดการโยกยายตามวาระที่
กฎหมายบญั ญัตหิ รือเปนการเล่อื นตาํ แหนงใหส ูงข้นึ และกําหนดไมใหนําระบบบญั ชเี งินเดือนหรอื เงิน
ประจําตําแหนงของขา ราชการพลเรอื นมาใชแกผูพพิ ากษาและตุลาการ
5. แยกหนวยธุรการของศาลยตุ ิธรรม ศาลปกครอง และศาลรฐั ธรรมนูญออกเปนอิสระ ไม
สงั กดั กระทรวงใดกระทรวงหนึง่
นอกจากน้ีองคกรตุลาการยังตองดํารงความเปนกลางและปราศจากอคติ ในกระบวนการ
พิจารณาคดี ตองใหโอกาสคูความทุกฝายอยางเทาเทียมกัน ในกรณีที่ผูพิพากษามีสวนไดเสียกับ
ประเดน็ แหง คดที ี่ตนพจิ ารณา ผพู ิพากษานน้ั ตองถอนตวั ออกจากการพิจารณาคดีนั้น นอกจากน้ัน ผู
พิพากษายังตองไมเขา ไปดํารงตําแหนง ในฝา ยบริหาร หรือเขาไปทําหนาที่เปนผูรางรัฐธรรมนูญ ราง
กฎหมาย หากตอ งเขาไปทําหนาทด่ี ังกลา วกไ็ มค วรกลับเขามารบั หนา ทีเ่ ปน ผพู ิพากษาอกี เพราะในวัน
ขางหนา อาจเปนไปไดวาอาจมีประเด็นแหงคดีที่เก่ียวกับเร่ืองท่ีตนเขาไปเกี่ยวของ ดังนั้น คําตัดสิน
สถาบันทางการเมอื ง 205
พิพากษาขององคกรตุลาการจึงตองกระทําภายใตความเปนเหตุเปนผลตามกฎหมายเทาน้ัน หาใช
เพราะความเชอ่ื ในทางการเมอื งเปน การสว นตวั ความเช่ือในทางศาสนา ความนิยมชมชอบสว นตัวของ
ผูพิพากษามาเปนปจ จัยในการตัดสนิ วินิจฉยั คดีไม
วิธีการไดม าซ่ึงบคุ คลเพื่อทําหนา ท่ีตัดสนิ คดีความในกระบวนการยุติธรรม สามารถแยกออก
ไดเปน 2 ลักษณะ คอื การแตง ตงั้ และการเลอื กตั้ง ดังน้ี
การแตงต้ัง อาจจะโดยคณะกรรมการ เชน ในประเทศไทยท่ีมีคณะกรรมการตุลการ หรือ
ก.ต. ทําหนาที่ในการสรรหาและแตงตั้งบุคคลขึ้นดํารงตําแหนงผูพิพากษา หรืออาจโดยบุคคลผูทํา
หนาที่ เชน ในสหรฐั อเมริกาใหอ าํ นาจแกประธานาธบิ ดใี นการแตงตั้งผูพิพากษาศาลสูง โดยผานการ
ยอมรบั จากคณะกรรมการตลุ าการและวฒุ ิสภา ในความรคู วามสามารถตามท่ีกฎหมายของรฐั กาํ หนด
การเลอื กตง้ั ในบางประเทศจะใหประชาชนที่ไดร ับการเลือกตั้งเขาไปมีสวนในการตัดสินคดี
ความ โดยเฉพาะในประเทศทใี่ ชระบบไตส วนในการตัดสินคดีความ เชน ในประเทศสหรัฐอเมริกา ท่ี
จะตองมปี ระชาชนเขาไปทาํ หนา ท่ีเปน ลกู ขุนในกระบวนการตดั สนิ คดขี องศาลยุติธรรม
บรรเจิด สิงคะเนติ (2548 : 171) และ ไพโรจน วายุภาพ (2553 : 24) ไดใหคําอธิบายวา
ปจจบุ ันระบบศาลแบง ไดเปน 2 ระบบ คอื ระบบศาลเดยี่ ว และระบบศาลคู
ระบบศาลเดี่ยว (Single System of Justice) กระบวนการตัดสินคดีความของประชาชนไม
วาจะเปนคดีใดจะใชศาลประเภทเดียวกนั คอื ศาลยุตธิ รรม ท่ีเรยี กวาศาลปกติ (Ordinary Court) ไม
วาจะเปนขอพิพาทระหวางเอกชนดวยกัน หรือขอพิพาทระหวางเอกชนกับเจาหนาที่ของรัฐ ระบบ
ศาลเดี่ยวจะมีศาลสูงสุดเพียงศาลเดียว คือ ศาลยุติธรรมสูงสุด ที่ควบคุมดูแลศาลชั้นตนและศาล
อทุ ธรณ
ระบบศาลคู (Dual System of Justice) มกี ารแบง ศาลออกเปน 2 ลักษณะ คือ ระบบศาล
ยุติธรรม (Judicial Court) ใชสําหรับตัดสินขอพิพาททางแพงและทางอาญา กับระบบศาลอื่นที่ทํา
หนา ทีต่ ัดสนิ คดีความระหวา งเอกชนกับรฐั หรือหนวยงานของรัฐดวย ตามหลักกฎหมายมหาชน เชน
ศาลรฐั ธรรมนูญ ศาลปกครอง เปน ตน
อภิชาติ แสงอัมพร (2559 : 146) ไดกลาวถึงอํานาจหนาที่ของฝายตุลาการ เก่ียวกับการ
ตคี วามในกฎหมาย มดี ังนี้
1. ตดั สินความในขอขดั แยง ตางๆ ทเ่ี กิดข้ึน คดีตางๆ จะตองนาํ ไปข้นึ ศาล เพือ่ ใหศ าลตดั สนิ
2. ปองกันการกระทําผิด โดยการออกกฎหมายศาล และโดยการสั่งใหบุคคลระงับการ
กระทําใดๆ ท้ังน้ี เพ่ือปองกันการละเมิดกฎหมาย การไมปฏิบัติตามคําสั่งของศาล ยอมถือเปนการ
หมนิ่ ประมาทศาล อาจถกู ลงโทษปรับ หรือจาํ คกุ ได
3. ชี้ขาดเก่ยี วกับสิทธคิ กู รณี โดยไมตองมีการฟอ งรอ งกัน ซึ่งทําใหเสียเวลา และโดยไมตอง
มีการพสิ จู นกนั วามีการกระทําผดิ ใดๆ เกิดขน้ึ คําช้ขี าดของศาลดังกลาวจะมีผลผูกพันกับทุกๆ ฝายท่ี
เกย่ี วขอ ง
206 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง
4. อํานาจในการพจิ ารณาตัดสินวา กฎหมายใด หรือกฎหมายฉบับใดที่ตราข้ึนโดยฝายนิติ
บัญญัตินั้น จะขัดหรือแยงกับรัฐธรรมนูญหรือไม หรือใชอํานาจหนาที่เกินขอบเขตท่ีใหไวโดย
รัฐธรรมนูญหรือไม หรอื เปนการละเมิดสิทธิเสรีภาพสวนบุคคลหรือไม ถาเปนเชนน้ัน ก็จะตองเปน
โมฆะ
5. อํานาจในการพิจารณาตัดสินวา คําส่ังหรือการกระทําที่ขัดตอกฎหมาย หรือเปนคําสั่ง
และการกระทําทีใ่ ชอ าํ นาจโดยมิชอบ จึงไมมีผลใชบังคับหรือเปน โมฆะ
6. อํานาจหนาท่ีอ่ืน ฝายตุลาการอาจมีกิจกรรมประจําวันที่สําคัญๆ เชน การออก
ใบอนญุ าตตางๆ รวมท้งั การแตง ต้งั ผพู ิทกั ษผูเยาว เปน ตน
กรณปี ระเทศไทย อาํ นาจหนา ท่ขี องฝา ยตุลาการ พอสรุปไดดงั นี้ (อภชิ าติ แสงอมั พร, 2559 :
147-148)
1. อํานาจหนาที่ในการตรวจสอบฝายนิติบัญญัติ และฝายบริหาร เปนอํานาจหนาท่ีท่ีจะ
กระทําการตรวจสอบวา กฎหมายบทใด หรือฉบับใด ที่ฝายนิติบัญญัติไดตราขึ้นมาน้ัน ขัดแยงกับ
รฐั ธรรมนูญหรอื ไม อํานาจหนาที่เชนนี้ ปจจุบนั คณะตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญเปน ผรู บั ผดิ ชอบ สําหรบั
การตรวจสอบวา คําส่ังหรือการกระทําของฝายบริหารอยางหนึ่งอยางใด จะขัดตอกฎหมาย
นอกเหนืออํานาจที่ใหไ ว หรอื เปน การใชอํานาจโดยมิชอบ หรอื ไมนนั้ จะเปนหนาทีข่ องศาลปกครอง
2. อํานาจหนา ที่ในการคุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนโดยการพจิ ารณาพพิ ากษาคดี
ซ่ึงเกิดจากการพิพาทระหวางเอกชนกับเอกชน หรือระหวางเอกชนกับหนวยงานของรัฐ ท้ังนี้ โดย
จะตองยึดถือตัวบทกฎหมายเปนหลักในการพิจารณา และเปนไปตามกฎหมายวาดวยวิธีพิจารณา
ความตา งๆ ซ่ึงจะใหอํานาจแกศาลในการเรียกบุคคลมาใหถอยคําตอศาล และมีอํานาจจับกุมคุมขัง
บคุ คลที่ขดั ขืนไมม าศาลตามท่ไี ดอ อกหมายไปดวย
ในสว นของวธิ พี จิ ารณาความในช้นั ศาล ก็นับวามคี วามสาํ คญั พอๆ กับการจัดตั้งศาลและการ
กาํ หนดตวั ผูพพิ ากษา ดวยเหตุนจ้ี ึงมกี ารกาํ หนดใหม ีกฎหมายวาดวยวธิ พี จิ ารณาความขึ้น เพ่ือใหศาล
พจิ ารณาพิพากษาคดีดว ยความรวดเร็วและเปนธรรมตอทุกๆ ฝาย ทั้งน้ีเพราะความยุติธรรมท่ีไดมา
โดยใชเ วลานานเกนิ ควร หรอื ตอ งเสียคาใชจายมากเกินไป ก็เทากับการปฏิเสธความยุติธรรมนั่นเอง
ศาลจึงควรใหโอกาสแกทุกๆ ฝาย อยางเทาเทียมกันดวย โดยเฉพาะอยางยิ่งควรใหมีคาใชจายนอย
มฉิ ะน้ันคนจนกวา จะเสียเปรียบ
ผูพ ิพากษาจะตองไมลําเอียง และใหโอกาสแกคูความแตละฝายนําสืบแสดงพยานหลักฐาน
สนบั สนุนขออา งของตน วธิ ีพจิ ารณาทีด่ ีจะตองมีความแนนอน คดีท่ีคลายกันจะตองไดรับการตัดสิช้ี
ขาดเหมอื นๆ กัน ดังนั้น จึงมีการถือคําพิพากษาศาลฎีกาหรือศาลสูงเปนบรรทัดฐาน ที่ศาลช้ันลาง
จะตอ งยึดเปน แนวทางในการพิจารณาคดี กลา วคอื เมอ่ื มคี ดเี กดิ ขึ้นและมีขอเท็จจริงใกลเคียงกับศาล
ฎกี าหรือศาลสูงไดตดั สนิ ไปแลว ศาลช้นั ลา งกจ็ ะตดั สนิ ตามแนวทีศ่ าลฎีกาหรือศาลสงู วางไว
สาํ หรับประเภทของศาลนั้น รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ไดกําหนดใหมี
ศาลอยู 4 ประเภท คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร เชนเดียวกับ
สถาบนั ทางการเมอื ง 207
รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2550 แตในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
(ชาญชัย แสวงศักด์ิ, 2560ข : 434) ไดกําหนดใหมีศาล 3 ประเภท คือ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง
และศาลทหาร สวนศาลรัฐธรรมนญู แยกเปน หมวดตา งหากจากหมวดท่ีวาดวยศาล แตก็ยังบัญญัติให
ศาลรฐั ธรรมนญู มีอาํ นาจหนา ทดี่ ังเชนท่เี คยมมี า
กลาวโดยสรุป สาํ หรบั ประเทศไทยนนั้ ในอดีตกอ นการประกาศใชรฐั ธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ได
ใชระบบศาลเด่ียวมาโดยตลอด จนเมื่อมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
พุทธศกั ราช 2540 แลวกไ็ ดเ ปลยี่ นเปนระบบศาลคู คอื มศี าลอ่นื ทน่ี อกจากศาลยุติธรรม มาทําหนาที่
ตัดสนิ คดไี ด เชน ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง เปน ตน หนาที่หลักของฝายตุลาการก็คือ การตีความ
หรอื ตัดสินความ ตามตัวบทกฎหมายเมอ่ื มคี ดีใดคดีหนง่ึ เกิดขึ้น กลาวคือ เม่ือมีคดีเกิดขึ้นศาลจะตอง
คนหาความจริง และนาํ กฎหมายมาใชกบั คดีนน้ั ๆ แตถ า กฎหมายทม่ี อี ยูลาสมัย คลุมเครือ หรือมีการ
ขดั แยง กนั ศาลจะตอ งเปนผตู คี วามในกฎหมาย โดยอาศยั หลกั ยตุ ิธรรมในการกระทาํ ดงั กลาว อาจถือ
ไดว า ผพู ิพากษาไดมสี ว นในการสรา งกฎหมายขึ้นมา ในคดีที่คลายๆ กัน คําพิพากษาของศาล จึงอาจ
ใชเ ปน หลัก หรอื แนวทางในการตัดสินครง้ั ตอ ๆ ไปดว ย
สรปุ
สถาบันทางการเมืองเปนแบบแผนท่ีเกิดขึ้นในระบบการเมือง ซ่ึงสงผลตอลักษณะและ
พฤตกิ รรมทางการเมืองในรัฐนั้นๆ โดยสถาบันทางการเมืองในแตละสังคมจะมีลักษณะแตกตางกัน
ตามความตองการในการบรรลุเปา หมายของรฐั สถาบนั ทางการเมืองท่ีเกิดขึ้นภายในระบบการเมือง
หนงึ่ ๆ อาจดาํ รงอยอู ยา งตอเน่ืองยาวนาน หรืออาจสูญสลายไปตามกาลเวลา ก็ข้ึนอยูกับปจจัยหลาย
ประการ แตสถาบันทางการเมืองท่ีสามารถดํารงอยูและสืบทอดกันมาไดอยางยาวนานน้ัน มักจะมี
โครงสรา งทยี่ ืดหยนุ และปรบั ตวั กอ การเปลี่ยนแปลงของโลกและสงั คม
สถาบันพระมหากษัตริยเปนสถาบันสูงสุดท่ีใชในการปกครองในอดีต แตโดยสวนใหญใน
ปจจบุ ันจะเปน สถาบนั ที่อยภู ายใตรฐั ธรรมนูญ ในกรณีของสถาบนั พระมหากษัตริยไทย แมเ ปน สถาบัน
ท่ีอยูภายใตรัฐธรรมนูญ แตเปนศูนยรวมของชาติในหลายดาน ในรัฐธรรมนูญไดกําหนดพระราช
สถานะและพระราชอํานาจหลายประการ แตสวนใหญเปนพระราชอํานาจที่ไมเกี่ยวของกับการใช
อํานาจรัฐ นอกจากนั้นพระมหากษัตริยไทยยังทรงไวซ่ึงความเคารพสักการะจากปวงชนอยางสูง
ดงั น้ันจงึ กอ ใหเกดิ พระราชอํานาจและพระราชสถานะทปี่ วงชนทั่วไปยังคงถวายใหแมไมมีบทบัญญัติ
ตามกฎหมาย ซ่ึงประชาชนทั่วไปถือวาพระองคทรงเปนที่พ่ึงพิงและใหความเช่ือมั่นอยางสนิทใจ
พระราชอํานาจเหลาน้ัน เชน การยอมรับในการเขามาแกไขปญหาของประเทศในภาวะวิกฤติ พระ
ราชอํานาจในการพิจารณาฎีการองทุกข เปน ตน
นอกจากน้ัน ในการบริหารของรัฐตางๆ โดยท่ัวไปมกั มกี ารนําแนวคิดการแบงแยกอํานาจมา
ใช เพื่อกอใหเกิดการตรวจสอบระหวางอํานาจตอกัน ทําใหเกิดสถาบันทางการเมืองที่สําคัญ คือ
สถาบันนิติบัญญัติ ทําหนาท่ีหลักในการบัญญัติกฎหมาย สถาบันบริหาร ท่ีทําหนาที่ในการบริหาร
208 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมือง
ประเทศและนาํ นโยบายตางๆ ไปสูก ารปฏิบตั ิ และสถาบันตุลาการ ที่ทําหนาที่ในการตัดสินอรรถคดี
ตา งๆ ภายในรฐั ใหเกดิ ความยุติธรรม
สถาบนั ทางการเมอื งตางๆ ดงั กลา ว ลวนเปนผลผลิตที่เกิดจากการพัฒนาการทางการเมือง
การการปกครองของรัฐ เพอ่ื ใหเ กดิ แบบแผนและโครงสรางทางการเมืองการปกครองท่เี หมาะสมของ
รัฐ ซึ่งรูปแบบและลกั ษณะของสถาบนั ทางการเมอื ง อาจมีการเปล่ยี นแปลงไปตามความเหมาะสมและ
เหตุปจจัยตางๆ แตโดยท่ัวไปเม่ือสังคมมีความสลับซับซอนมากขึ้น ก็จะกอใหสถาบันทางการเมือง
เหลาน้ันมีความซับซอนและหลากหลายมากข้นึ อยางไรก็ตาม สถาบันทางการเมืองที่แตละรัฐนําไป
ปรับใช กจ็ ะถูกกําหนดไวในบทบญั ญตั ิแหง รฐั ธรรมนญู อนั เปน กฎหมายสูงสดุ ของรฐั นัน้ ๆ น่นั เอง
สถาบันทางการเมอื ง 209
แบบฝกหัดทายบท
จงตอบคาํ ถามตอ ไปนี้
1. สถาบันทางการเมืองหมายถึงอะไร มลี ักษณะทส่ี าํ คัญอยา งไร
2. จงอธบิ ายถึงประเภทของสถาบนั พระมหากษตั รยิ เมอื่ อาศัยพระราชอาํ นาจและพระราช
สถานะเปนเครอ่ื งจําแนก
3. จงอธบิ ายถงึ พระราชอํานาจและพระราชสถานะของพระมหากษตั รยิ ไทย
4. จงอธบิ ายถงึ อํานาจหนา ทีข่ องสถาบนั นติ บิ ัญญัติ ประกอบดว ยอะไรบาง
5. ใหอ ธบิ ายความแตกตา งระหวา งรฐั สภาทมี่ ีการแบงแยกอํานาจอยา งเครงครดั ระหวา ง
อํานาจนิติบญั ญตั ิและบรหิ าร กบั รฐั สภาท่ีแบง แยกอาํ นาจนติ บิ ัญญัติและบรหิ ารออกจาก
กนั ไมเ ด็ดขาด
6. จงอธบิ ายถึงอาํ นาจหนาท่โี ดยทั่วไปของสถาบันบรหิ าร
7. จงอธบิ ายถงึ ความสัมพนั ธร ะหวางอาํ นาจนติ ิบญั ญัติกบั อํานาจบรหิ าร
8. จงอธิบายความแตกตางระหวางระบบศาลคูกับระบบศาลเดยี่ ว
9. หลกั สากลทย่ี ดึ ปฏบิ ัตเิ พอ่ื ความเปน อสิ ระของสถาบนั ตลุ าการ ประกอบดวยอะไรบาง
บทท่ี 9
สทิ ธแิ ละเสรีภาพ
สิทธิเสรภี าพของประชาชนเปนหวั ใจของระบอบประชาธปิ ไตย และของมนุษยชาติ ในฐานะ
ทเ่ี ปน สตั วโ ลกทมี่ ีจิตใจสูง ตางกับระบอบเผดจ็ การทีถ่ ือวา คนเปนทาสของรฐั และผูมีอํานาจ ซ่ึงพรอม
จะใชม าตรการทท่ี ารณุ โหดรายเกินมนษุ ยธรรมดาเพ่ือบงั คับประชาชนใหอยใู นอาํ นาจ
บทบัญญัติรฐั ธรรมนญู ในปจ จุบนั มพี ฒั นาการมาเปนลําดับจากแรกเรม่ิ ทมี่ ุงจํากัดอํานาจของ
ผปู กครอง คอยๆ ขยายผลมาสกู ารมสี ว นรวมในการปกครองของประชาชน โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญ
ของประเทศที่เปนประชาธิปไตยนั้น บทบัญญัติเรื่องสิทธิและเสรีภาพเปนเร่ืองที่มีความสําคัญและ
จําเปนอยางยง่ิ สว นการทจี่ ะมิสทิ ธแิ ละเสรีภาพในทางปฏิบัตมิ ากนอยเพียงใด คงตอ งศึกษาติดตามใน
บรบิ ททางการเมืองของประเทศนนั้ ๆ เพราะในบางครั้งรัฐธรรมนญู อาจมีบทบัญญตั ิเกี่ยวกับสิทธิและ
เสรภี าพมากมาย แตอาจมีขอความตอทายตางๆ เชน ภายใตบังคับบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ หรือ
เวน แตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมายหรือตามเงื่อนไขหรือวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ
เปน ตน
ในบทนี้จะกลาวถงึ พลเมืองและสทิ ธเิ สรีภาพของพลเมือง ความหมายและท่ีมาของสิทธิและ
เสรีภาพ ประเภทและขอบเขตการใชสทิ ธิและเสรีภาพตามรฐั ธรรมนูญ หลักประกันการคุมครองสิทธิ
และเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ องคกรท่ีทําหนาที่คุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตาม
รฐั ธรรมนญู รวมถึงแนวคดิ วา ดว ยศกั ดข์ิ องความเปนมนษุ ยและแนวคิดวาดวยหลักความเสมอภาค มี
รายละเอียดตอ ไปนี้
ความหมายของสทิ ธแิ ละเสรภี าพ
สิทธิและเสรภี าพ เปน คาํ ท่นี ิยมกลา วควบคูด ว ยกันเสมอ ในทางกฎหมายแมคําสองคําน้ีจะมี
ความหมายที่คลายคลึงกัน แตก็มิใชจะมีความหมายเหมือนกันหมด พึงสังเกตจากบทบัญญัติแหง
รัฐธรรมนูญ ทเี่ รียกชอ่ื ประเภทของสทิ ธแิ ละเสรภี าพแยกตา งหากจากกนั อยางชัดเจน เชน รัฐธรรมนญู
บัญญัติวาเสรีภาพในการชุมนุม โดยมิไดเรียกวาสิทธิในการชุมนุม หรือรัฐธรรมนูญบัญญัติวาสิทธิ
พิทักษรัฐธรรมนูญ แตมิไดเรียกวาเสรีภาพพิทักษรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติตางๆ ในหมวดสิทธิและ
เสรภี าพของปวงชนชาวไทย ในรัฐธรรมนูญจึงแสดงใหเหน็ วา ผรู างรัฐธรรมนญู มีเจตนาที่แยกใชคําวา
สิทธแิ ละเสรีภาพใหแตกตา งกนั เพราะความหมายของคําท้งั สองมีความแตกตางกัน ความหมายของ
สทิ ธแิ ละเสรีภาพ อาจมองไดห ลายแงมมุ และนักวิชาการไดใ หค วามหมายไว ดังตอ ไปน้ี
ในการใหค วามหมายกับสิทธิ มีการใหคาํ นิยามไวค อนขางหลากหลาย ในทางวิชาการไดม ีผใู ห
ความหมายของเสรภี าพไว ดงั น้ี
212 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง
พจนานกุ รมราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2554 (2556 : 1232) ใหความหมายไววา สิทธิ (right)
คืออํานาจอันชอบธรรม เชน บุคคลยอมมีสิทธิและหนาท่ีตามรัฐธรรมนูญ เขามีสิทธิ์ในท่ีดินแปลงนี้
และอํานาจที่กฎหมายรับรองใหกระทาํ การใดๆ โดยสุจรติ ไดอ ยางอสิ ระ แตตองไมก ระทบกระเทอื นถงึ
สิทธิของคนอ่ืน
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ (2538 : 348) ใหความเห็นวา สิทธิหมายถึงอํานาจที่จะใหผูอ่ืนตอง
กระทําหรอื งดเวน การทาํ การบางอยา งตามที่เรามีสิทธิอนั เปน การบงั คับใหค นอ่ืนตอ งกระทําตามสิทธิ
ของเรา
วรพจน วิศรุตพิชญ (2543 : 22) ไดใหความหมายของสิทธิไววา สิทธิคืออํานาจที่กฎหมาย
รบั รองใหแกบคุ คลในอันทจ่ี ะกระทาํ การเกยี่ วขอ งกบั ทรพั ยห รอื บคุ คลอน่ื เปน ตนวา อํานาจที่กฎหมาย
รับรองใหแ กบุคคลหนึง่ ในอันทจี่ ะเรยี กรอ งใหผ ูอื่นอีกคนหน่ึงหรือหลายคนกระทําการบางอยางบาง
ประการใหเกิดประโยชนแ กต น หรอื ใหล ะเวน กระทําการอยา งใดอยา งหน่ึง
บรรเจิด สิงคะเนติ (2552 : 49) ไดใหความหมายของสิทธิไววา สิทธิในความหมายท่ัวไป
หมายถึงอํานาจท่ีกฎหมายรับรองคุมครองใหแ กบ ุคคลในอนั ทจ่ี ะเรยี กรอ งใหบ คุ คลอนื่ กระทาํ การอยาง
ใดอยา งหน่งึ เปน สง่ิ ทก่ี อ ใหเกดิ หนา ท่แี กบุคคลอ่ืนดวย สวนสิทธิตามรัฐธรรมนูญน้ันหมายถึงอํานาจ
ตามรัฐธรรมนญู หรอื กฎหมายสูงสดุ ไดบัญญัตใิ หการรับรองคมุ ครองแกป จ เจกบุคคลในอนั ทีจ่ ะกระทํา
การใดหรือไมก ระทาํ การใด การใหอํานาจแกป จ เจกชนดังกลาว ไดกอใหเกิดสิทธิเรียกรองท่ีจะไมให
บคุ คลใดแทรกแซงการใชส ทิ ธติ ามรฐั ธรรมนูญของตน โดยเฉพาะอยางย่งิ เรียกรองตอองคกรของรัฐมิ
ใหแ ทรกแซงขอบเขตแหงสิทธิของตน ในบางกรณีการรบั รองดงั กลาวไดกอใหเกิดสิทธิเรียกรองใหรัฐ
กระทําการอยา งใดอยางหน่งึ ดวย
หยุด แสงอุทัย (2553 : 167) ใหขอสังเกตวามีความเห็นตอความหมายของสิทธิอยู 2
ความเหน็ ไดแ ก ความเหน็ แรก สทิ ธหิ มายถงึ อํานาจทีก่ ฎหมายใหแ กบคุ คลในอนั ทจี่ ะมีเจตจํานง และ
ความเห็นท่ีสอง สทิ ธิหมายถึงประโยชนท ่ีกฎหมายคมุ ครองให ซงึ่ เราไมอาจถือความเห็นใดความเห็น
หน่ึงแตเพยี งอยางเดียว เพราะความเห็นแรกมองในแงของเนอ้ื หาของสิทธิ สว นความเหน็ ท่สี องมองใน
แงของจุดประสงคข องสิทธิ ดงั น้นั ควรจะถอื วาสิทธิเปน ท้ังอํานาจและประโยชน กลาวโดยสรุป สิทธิ
คืออํานาจท่กี ฎหมายใหเพื่อสาํ เร็จประโยชนท ี่กฎหมายคมุ ครอง
อภชิ าติ แสงอัมพร (2559 : 154) ไดส รุปลกั ษณะสาํ คัญของสิทธิ ไวด ังนี้
1. สิทธิอาจเปนไดท้ังประโยชนหรืออํานาจ กลาวคือ ฝายที่ใหความเห็นวาสิทธิเปน
ประโยชนน ้นั พจิ ารณาวาวัตถุประสงคของสิทธิเปนไปก็เพื่อประโยชนอยางใดอยางหน่ึงที่บุคคลมุง
ประสงค สวนฝายที่ใหความเห็นวาสทิ ธเิ ปน อาํ นาจไดกลาววา สทิ ธิเปน อํานาจท่ีกฎหมายรับรองใหแก
บคุ คล เปนการมองในแงเ นื้อหาของสทิ ธิ
2. สทิ ธิเปน ประโยชนตอเจา ของสทิ ธิท่จี ะเลอื กใชส ทิ ธิ กลา วคอื ผูทรงสิทธิยอ มสามารถทจี่ ะ
ตัดสนิ ใจวาจะใชหรือไมก็ได หรืออาจใหผูอ่ืนใชแทนก็ได ซ่ึงกรณีการใหผูอื่นใชสิทธิแทนนี้มักพบใน
กฎหมายแพง เชน เรอ่ื งตัวการตัวแทน ผูแ ทนโดยชอบธรรม ผูอนบุ าล เปน ตน
สิทธแิ ละเสรีภาพ 213
3. สิทธิเรียกรองใหบ คุ คลอืน่ มหี นาท่เี คารพตอสทิ ธขิ องผทู รงสิทธิน้ันๆ กลาวคือ ในการใช
สิทธติ า งๆ นน้ั ผทู รงสทิ ธยิ อ มจะเรียกรองใหบุคคลอื่นกระทําการตามท่ีตนมีสิทธิอยู เชน ใหกระทํา
การใหเกดิ ประโยชนแ กผทู รงสิทธิ งดเวนกระทาํ การทผี่ ทู รงสิทธิตองการ หรืองดเวน กระทาํ การในอัน
ท่ีจะลว งละเมดิ การใชส ทิ ธนิ น้ั ๆ การทส่ี ิทธิเรยี กรองใหบคุ คลอนื่ มหี นาที่เคารพตอ สทิ ธขิ องผูทรงสทิ ธิน้ี
เองทาํ ใหเห็นวาสทิ ธิยอมคูกับหนา ท่ีเสมอ
กลาวโดยสรุป สิทธิหมายถึงประโยชนอันชอบธรรมท่ีกฎหมายไดรับรองใหแกผูที่ไดรับ
ประโยชน สามารถกระทําการตามท่ีกฎหมายบัญญัติไว และกอใหเกิดหนาท่ีแกบุคคลอ่ืนท่ีจะตอง
อาํ นวยประโยชนน ั้นใหแ กผ ูท รงสิทธิตามกฎหมายไดกําหนด อนึ่ง สิทธติ ามความหมายขางตนถือเปน
สิทธิในความหมายท่ัวไป และใชกันในกลุมประเทศเสรีประชาธิปไตยเทาน้ัน ในประเทศเผด็จการ
คอมมิวนสิ ตตางๆ หาไดมีสทิ ธเิ ชน วา นี้แตอ ยางใด
สว นในการใหความหมายของเสรีภาพก็มลี กั ษณะเชน เดียวกับสิทธิ กลา วคือมกี ารใหคํานิยาม
ไวคอนขา งหลากหลาย ในทางวชิ าการไดมผี ใู หค วามหมายของเสรภี าพไว ดงั นี้
พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 (2556 : 1256) ไดใหความหมายไววา เสรีภาพ
คอื ความสามารถทจ่ี ะกระทําการใดๆ ไดตามทตี่ นปรารถนาโดยไมมอี ปุ สรรคขดั ขวาง เชน เสรีภาพใน
การพูด เสรภี าพในการนบั ถอื ศาสนา ความมีสิทธทิ จ่ี ะทําจะพูดไดโ ดยไมละเมดิ สทิ ธขิ องผูอน่ื
บวรศกั ด์ิ อวุ รรณโณ (2538 : 348) ใหความเห็นวา เสรภี าพคอื อาํ นาจทจ่ี ะกระทําการอะไรก็
ได คอื มอี ํานาจทีจ่ ะเลือกประพฤตหิ รอื ไมประพฤติอยางใดอยา งหนงึ่ ซึ่งกอใหเ กดิ หนา ท่เี ชิงปฏิเสธแก
ผอู ่ืนทจี่ ะไมเ ขา มารบกวนการใชอํานาจเลอื กประพฤติของเรา
คาํ ประกาศสทิ ธมิ นษุ ยชนและพลเมือง วันท่ี 26 สิงหาคม ค.ศ. 1789 ซ่ึงเปนส่ิงท่ีเปนผลมา
จากการอภิวฒั นใหญเ ปล่ียนแปลงการปกครองในฝรั่งเศส ไดใหความหมายของเสรีภาพในมาตรา 4
ซง่ึ บัญญตั วิ า “เสรภี าพคอื ความสามารถท่ีจะกระทาํ การใดกไ็ ดท่ไี มเปน การรบกวนผูอ่นื ดงั น้ัน การใช
สทิ ธติ ามธรรมชาติของมนษุ ยแ ตละคนจะมีกแ็ ตเ พียงขอ จาํ กดั เฉพาะทต่ี อ งยอมใหส มาชิกอ่ืนของสังคม
สามารถใชส ทิ ธเิ หลาน้ไี ดเ ชน เดียวกัน ขอจํากดั เชนวา นี้จะกาํ หนดขึ้นไดก ็โดยบทกฎหมายเทา นน้ั ”
วรพจน วิศรุตพิชญ (2543 : 22) กลาววา เสรีภาพคืออํานาจของบุคคลในอันท่ีจะกําหนด
ตนเอง โดยอํานาจน้ีบคุ คลยอ มเลอื กวิถีชวี ิตของตนไดดว ยตนเองตามใจปรารถนา บคุ คลใดบคุ คลหน่ึง
ยอมมีเสรีภาพอยูต ราบเทา ท่ีเขาไมถ ูกบังคับใหก ระทาํ ในสิ่งท่ีเขาไมประสงคจะกระทาํ และไมถูกหนว ง
เหนี่ยวขัดขวางไมใ หก ระทําในสิ่งท่เี ขาประสงคจ ะทํา
เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน (2548 : 24) เห็นวา เสรีภาพเปนอํานาจในการกําหนดตนเอง
บุคคลสามารถเลือกไดด ว ยตนเองวา จะกระทาํ หรือไมก ็ได ดงั น้ัน บคุ คลใดบุคคลหน่งึ ยอมมีเสรภี าพอยู
ตราบเทา ที่เขาไมถกู บงั คับใหกระทําในสิ่งที่เขาไมประสงคจะกระทําหรือไมถูกหนวงเหน่ียวขัดขวาง
ไมใ หกระทําในสิง่ ที่เขาประสงคจะทาํ กลา วโดยสรุปเสรีภาพ คืออํานาจของบุคคลในอันที่จะกําหนด
ตนเองโดยอํานาจนี้ บคุ คลยอมเลือกวิถีชวี ิตของตนไดด ว ยตนเอง เสรีภาพจึงเปนอํานาจที่บุคคลมีอยู
เหนอื ตนเอง
214 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมือง
บรรเจิด สิงคะเนติ (2552 : 51) ใหความหมายของเสรีภาพไววา เสรีภาพ หมายถึง สภา
การณที่บคุ คลมอี ิสระในการท่จี ะกระทําการอยางใดอยา งหน่งึ ตามความประสงคของตน เสรีภาพจึง
หมายถึง อํานาจในการกาํ หนดตนเองโดยอิสระของบคุ คลที่จะกระทําการใดหรือไมกระทําการใดอัน
เปนอาํ นาจทีม่ เี หนอื ตนเอง
โดยสรปุ เสรีภาพ คือ สภาวะทม่ี นษุ ยมอี ิสระทจี่ ะกระทาํ การใดหรอื งดเวน กระทาํ การใด โดย
ปราศจากเง่ือนไขผกู มดั หรือหนวงเหน่ยี ว และกอใหเ กิดหนา ที่เพียงประการเดียวแกบ ุคคลอื่นทีจ่ ะตอง
ไมเขามาแทรกแซงการใชเสรภี าพของบคุ คลดงั กลา ว
ดังนนั้ เมือ่ พจิ ารณาถงึ ความหมายของสิทธิและเสรีภาพน้ัน จึงมีความแตกตางกันอยูที่สิทธิ
เปนประโยชนในเรื่องท่ีบุคคลชอบท่ีจะเรียกรองเอาจากบุคคลอื่น หากการเรียกรองน้ันเปนการ
เรยี กรองเอาแกบุคคลท่ัวไปหรือปจเจกก็เปนสิทธิในทางเอกชน เชน สิทธิทางแพง ถาการเรียกรอง
ประโยชนนั้นเปนการเรียกรองเอาจากรัฐ สิทธิน้ันก็เปนสิทธิตามกฎหมายมหาชน หรือสิทธิตาม
รฐั ธรรมนูญ หรอื หากพิจารณาถงึ วธิ ีการ สิทธินน้ั เปนสิง่ ท่ตี องใช เชน การใชส ทิ ธเิ รียกรองใหผ ูอน่ื ชําระ
หนที้ างแพง หรือสทิ ธใิ นการเลอื กต้ังแสดงเจตนารมณทางการเมอื ง เปนเรือ่ งท่จี ะเหน็ วาผทู รงสิทธินั้น
จะตองดําเนินการบางประการเพื่อใชสิทธิน้ัน สวนเสรีภาพนั้นคือประโยชนในลักษณะท่ีบุคคลจะ
กระทาํ การใดๆ โดยไมถ ูกบงั คบั หรอื อยใู ตอาณัติ อนั เปนสิง่ ท่ไี มตองเรยี กรอ งหรือดาํ เนินการเพ่อื ใช แต
เสรภี าพนั้นจะสง ผลใหบุคคลผูท รงเสรภี าพน้ันปลอดจากการถกู บงั คับใหก ระทําหรอื ไมก ระทําการอยู
แลว ตลอดเวลาท่ียังมเี สรภี าพนน้ั คมุ ครองอยู
พลเมอื งและสิทธเิ สรีภาพของพลเมือง
ความสมั พันธร ะหวา งรฐั ในฐานะองคกรทางการเมอื งกับบุคคลที่อยูภายในรัฐ สถานภาพของ
บุคคลภายในรัฐมีความแตกตางกัน แสดงออกในรูปแบบที่ตางกันไปดวย เชน ในฐานะเปนพลเมือง
หรือฐานะตางดาว เปนตน ในระบอบเสรีประชาธิปไตย ใหความสําคัญกับเร่ืองสิทธิและเสรีภาพของ
พลเมืองเปน อยางมาก สทิ ธิของพลเมืองหรือสทิ ธิในฐานะเปน พลเมอื งยอ มมี ซ่งึ เปนการจํากัดอํานาจ
ของรัฐ แตสิทธิยอมไมสมบูรณท่ีสุด ท้ังนี้เพราะหากผูใดมีสิทธิหรือเสรีภาพเต็มที่ จะสงผล
กระทบกระเทือนตอบุคคลอื่นดวย คือไปรอนสิทธิเสรีภาพของคนอ่ืน รัฐจึงมีหนาที่ในการกําหนด
ขอบเขตโดยดแู ลใหสทิ ธขิ องพลเมอื งหรือสิทธิในฐานะเปน พลเมือง
บุญฤทธ์ิ เพ็ชรวิศษิ ฐ (2554 : 94-95) ไดอธบิ ายถงึ พลเมอื งไว พอสรปุ ไดว า พลเมอื ง หมายถงึ
บุคคลซึ่งโดยกําเนิดหรือโดยการแปลงชาติหรือโอนสัญชาติ เปนสมาชิกของรัฐขึ้นอยูกับรัฐนั้น ๆ
กลาวคอื ตอ งปฏิบตั ติ ามกฎหมายของรัฐ และมีสิทธิท่ีจะไดรับการปกปองและไดรับสิทธิตาง ๆ จาก
กฎหมายของรัฐ ความเปนพลเมืองขึ้นอยูกับหลักการที่นานาประเทศสวนมากใชเปนหลักเกณฑ
พิจารณาที่มีขอแตกตางกันบางในรายละเอียด ไดแก สถานท่ีเกิด สายโลหิต และโดยการแปลงชาติ
หรอื โดยการโอนสัญชาติ ดงั นี้
1. ความเปนพลเมืองโดยสถานท่เี กิด การเปนพลเมืองข้ึนอยกู ับสถานท่ีเกิด คือ เกิด ณ รัฐ
ใดก็ถอื วาเปนพลเมอื งของรฐั นั้น ประเทศทีย่ อมรบั หลักการน้ี มีหลายประเทศรวมทง้ั สหรฐั อเมริกา
สิทธิและเสรีภาพ 215
2. ความเปนพลเมืองโดยการสืบสายโลหิต การยดึ ถอื หลกั ความเปนพลเมอื งตามความเปน
บิดามารดา หมายถึง การเปน พลเมอื งตาม บดิ า มารดา คือ บิดา มารดาเปนพลเมืองของประเทศใด
บตุ รทเ่ี กิดมาแมจ ะเกดิ ในตางประเทศกใ็ หถ อื วาเปน พลเมอื งของประเทศทบี่ ดิ ามารดาถอื สงั กัดอยู การ
ใหสิทธิแหง การเปน พลเมอื งโดยสายโลหิต คอื ยึดถือตามบดิ ามารดา ปรากฏในประเทศยโุ รปตะวนั ตก
สหรัฐอเมริกายอมรับหลักการเปนพลเมืองโดยสายโลหิตในบางกรณี เชน หากเกิดในสถาน
เอกอัครราชทูตสหรัฐในตางประเทศ หรือเม่ือสามารถพิสูจนไดวาบิดามารดาผูใหกําเนิดไปอยู ณ
ตา งประเทศเปน การชวั่ คราวเทา นั้น โดยปกตแิ ลว สหรฐั อเมริกาและองั กฤษยดึ ถอื หลกั สถานทเ่ี กดิ คือ
หากคนไทยไปมีบุตรในสหรฐั อเมรกิ าหรือองั กฤษ ยอ มไดค วามเปน พลเมอื งของสหรัฐอเมรกิ าหรือของ
อังกฤษโดยอัตโนมัติ
3. ความเปนพลเมืองโดยการแปลงชาตหิ รือโดยการโอนสัญชาติ การเปน พลเมอื งอาจไดม า
ภายหลงั คือไมเ กยี่ วกับการเกดิ ณ ทใี่ ด หรือจากการสบื สายโลหติ มาอยางไร เชน การทีพ่ ลเมอื งมผี วิ สี
แตกตางกัน และเกิดในประเทศอื่น แตมีสภาพเปนพลเมืองของอังกฤษ ของสหรัฐอเมริกา ของ
เบลเยียมการเปน พลเมืองในกรณีทเี่ กดิ ขึ้นโดยการแปลงสัญชาตหิ รอื โอนสัญชาติ แมจะมีสิทธิเหมือน
พลเมืองโดยสถานท่เี กดิ หรอื โดยการสืบสายโลหติ แตม สี ภาวะไมเทา เทยี ม กลา วคือหากมพี ฤติกรรมที่
รฐั ถือวา จะเปนภัยตอ รฐั อาจมกี ารถอนสญั ชาติ คือความเปนพลเมืองได ในประเทศเสรีประชาธิปไตย
การถอดถอนสัญชาติจะตองกระทําโดยคําส่ังศาล (โดยอํานาจฝายตุลาการ) และใหเปนตาม
กระบวนการแหง กฎหมายดวย ผทู มี่ สี ญั ชาติ เปน บคุ คลซึง่ ข้นึ อยกู บั รฐั ใดรฐั หน่งึ แตใหไ ดสทิ ธิเต็มที่ใน
ฐานะพลเมือง ผูมีสัญชาติอาจไดรับการคุมครองจากรัฐ แตอาจไมมีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง
ตวั อยา งเชน คนทเ่ี กิดในเกาะซามัวของสหรัฐอเมริกามีสถานภาพเปนเพียงผูที่มีสัญชาติอเมริกัน แต
หากบิดาหรอื มารดาคนหนง่ึ คนใดเปนพลเมืองอเมริกัน ตัวเองจงึ จะเปนพลเมืองอเมริกนั ได
กลา วโดยสรปุ สําหรบั ผไู มมสี ิทธิเปน พลเมอื ง คือคนที่มีสถานะอยางอื่นและเปนคนตางดาว
หมายถึงผูที่ไมเปนพลเมือง หรือผูที่ไมมีสัญชาติของรัฐท่ีตนกําลังอาศัยอยู คนตางดาวขึ้นอยูกับรัฐ
ตางประเทศ คนตา งดาวจะตองปฏบิ ตั ิตามกฎหมายของประเทศทตี่ นกาํ ลงั พักอยู ในขณะเดียวกันรฐั ท่ี
บคุ คลคนนน้ั อาศัยอยจู ะตอ งใหค วามคมุ ครองดูแล
เสรีภาพนั้นก็กอใหเกิดสิทธิเชนกัน ซ่ึงบางครั้งอาจจะเรียกวาสิทธิในเสรีภาพ กลาวคือ
เสรีภาพน้ันกอใหเกิดสิทธิในการท่ีจะเรียกรองมิใหบุคคลอื่นหรือรัฐกระทําการอันเปนการลิดรอน
เสรีภาพนั้นได และหากมีการลิดรอนเสรีภาพ ผูทรงเสรีภาพก็ยอมมีสิทธิในการรองขอหรือเยียวยา
เพอื่ ใหย ุตกิ ารลิดรอนเสรีภาพนน้ั
อมร รักษาสัตย (2541 : 68) ไดใหความเห็นไววา เสรีภาพในการนับถือศาสนาตาม
รัฐธรรมนูญ บุคคลไมจําเปนตอ งดาํ เนนิ การเรยี กรองหรือกระทําการใดๆ ท้งั สนิ้ ก็สามารถที่จะนับถือ
ศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธิในศาสนา และสามารถปฏิบัติกิจตามศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติ
พธิ กี รรมตามความเช่ือถอื ของตนไดตราบใดที่ไมเปน ปฏปิ ก ษต อหนา ทข่ี องพลเมือง และไมเ ปนการขัด
ตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นอกจากน้ียังกอใหเกิดสิทธิในการท่ีจะ
216 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมือง
เรยี กรอ งใหผอู ่ืนเคารพในเสรภี าพดังกลา ว โดยบคุ คลอ่ืนยอมเกิดหนาท่ีในการท่ีไมไปกระทําการใดๆ
ท่ีจะละเมดิ เสรีภาพในการนบั ถอื ศาสนาดว ย รวมท้งั ไดร บั การคุมครองมิใหร ัฐกระทําการใดๆ อันเปน
การลดิ รอนสทิ ธหิ รือเสยี ประโยชนอ ันควรมีควรไดเพราะเหตุที่นับถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธิ
ในทางศาสนา หรอื ปฏิบัตพิ ธิ ีกรรมตามความเช่ือถอื ของตนได ตราบใดที่ไมเปนปฏิปกษตอหนาท่ีของ
พลเมืองและไมเปนการขัดตอความสงบเรียบรอยศีลธรรมอันดีของประชาชน และถาหากเสรีภาพ
ดังกลา วถกู ละเมดิ ยอ มสามารถใชสทิ ธิท่จี ะขอรบั การเยยี วยาได
จากความหมายของสทิ ธแิ ละเสรีภาพในขางตน กลาวโดยสรุปไดวา เม่ือสิทธิและเสรีภาพมี
ความเกย่ี วของและเชือ่ มโยงกันโดยใกลชิดเชน นเี้ อง ทาํ ใหสวนใหญแลว เรามกั จะพจิ ารณา หรือศึกษา
สิทธแิ ละเสรภี าพนี้ไปควบคกู ันและมกั จะเรียกไปโดยรวมกันเปนคําเดยี วกันวา สทิ ธแิ ละเสรีภาพ เปน
การอธบิ ายในแงม ุมสิทธแิ ละเสรีภาพตามกฎหมายทัว่ ไป
ถากลาวถึงสิทธิและเสรีภาพตามรฐั ธรรมนูญ จะเปน กรณีที่ยกระดับสทิ ธแิ ละเสรภี าพเหลา นน้ั
ใหมคี ณุ คา อยูในระดับรัฐธรรมนญู กลาวคอื เปน สทิ ธิและเสรีภาพท่ีรัฐธรรมนูญใหความคุมครอง ซึ่ง
ผลจากการท่ีรัฐธรรมนูญใหความคุมครองจะสงผลใหบุคคลที่ถือปฏิบัติตามสิทธิเสรีภาพดังกลาว
ภายใตข อบเขต เง่ือนไข หรือขอจํากัดท่ีรัฐธรรมนูญกําหนด บุคคลน้ันยอมไดรับความคุมครองจาก
รัฐธรรมนญู ดว ยเชนกนั ฉะนั้นเม่อื บคุ คลไดรบั ความคมุ ครองจากรฐั ธรรมนูญแลว การกระทาํ ใดๆ ยอม
ไมเ ปน ความผดิ ตามกฎหมายทมี่ ีลําดับช้นั ต่าํ กวารัฐธรรมนูญ
ทม่ี าของสทิ ธแิ ละเสรภี าพ
สิทธิเสรีภาพของประชาชนเปน หัวใจของระบอบประชาธิปไตยและของมนุษยชาติ ตางจาก
ระบอบเผดจ็ การทถ่ี ือวาคนเปน ทาสของรฐั และผมู อี ํานาจ
อมร รักษาสตั ย และคณะ (2543 : 65-66) ไดก ลา วไววา เมื่อประชาชนทั่วโลกมีการศึกษาดี
ขึน้ การปกครองของประเทศตา งๆ จึงตอ งวิวฒั นาการโดยลดความปา เถือ่ นโหดรายลงและมคี วามเปน
อารยะสงู ขนึ้ ดงั เห็นไดว า โลกไดเริ่มใชการปกครองระบอบประชาธิปไตยมาแตสมัยกรีกโบราณรวม
2,500 ปมาแลว สวนโลกตะวันออกก็ไดปรากฏแนวคดิ ทางธรรมาธิปไตยในอนุทวีประยะใกลเคียงกัน
แตตอมายุโรปกลับตกไปสูยุคมืด และเอเชียตกอยูภายใตลัทธิเทวสิทธิราชย แตแนวความคิดทาง
ประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของประชาชนก็กลับฟนมาในยุโรป เริ่มจากอังกฤษในชวง
คริสตศตวรรษที่ 13 ที่พระเจาจอหน ทรงยอมลงพระนามในมหากฎบตั รเมอื่ 15 มถิ ุนายน ค.ศ. 1215
แตการยอมรบั สทิ ธิเสรีภาพของประชาชนและความสาํ คญั ของรฐั สภากม็ ิไดเ กดิ ขน้ึ อยางชัดเจน จนถึง
สมัยพระเจา วิลเลยี มที่ 3 ท่ที รงประกาศสิทธิประชาชน ใน ค.ศ. 1689 ตอมาสิทธิของพลเมืองไดรับ
การบัญญัตขิ ึน้ เปน สวนเพม่ิ เติมของรฐั ธรรมนญู สหรฐั อเมรกิ า (1787) ใน ค.ศ. 1791 และไดกลายเปน
ตวั แบบของสิทธมิ นุษยข องประเทศตา งๆ ในเวลาตอ มา
สิทธิมนุษยชนไดรับการยอมรับอยางกวางขวางท่ัวโลก เมื่อภาคีสมาชิกขององคการ
สหประชาชาติไดป ระกาศปฏิญญาสากลวา ดวยสิทธมิ นษุ ยชนอยา งเปนเอกฉนั ทเ มื่อ 10 ธนั วาคม ค.ศ.
สิทธิและเสรีภาพ 217
1948 โดยประเทศไทยซง่ึ เปนสมาชิกสหประชาชาติเม่ือป ค.ศ. 1946 ไดรวมลงนามดวย ซ่ึงถือไดวา
เปน สนธสิ ัญญาทไี่ ทยตอ งปฏิบัติตาม
วิษณุ เครืองาม (2530 : 242-243) ไดกลาวถึงที่มาของสิทธิและเสรีภาพไววา สิทธิและ
เสรีภาพเปนสิ่งทไ่ี ดม ขี ึ้นกอนทจี่ ะมกี ฎหมายรับรอง หรอื เปนส่ิงที่เกิดขึ้นจากบทบัญญัติแหงกฎหมาย
กําหนดใหมีข้ึน เปนขอท่ีสมควรพิจารณาใหชัดเจน แนวคิดท่ีมาของสิทธิและเสรีภาพ ไดมีแนวคิด
แตกตางกันออกเปน 2 แนวคิด คือ แนวคิดกฎหมายธรรมชาติ และแนวคิดกฎหมายฝายบานเมือง
ดงั นี้
1. แนวคิดกฎหมายธรรมชาติ (Law of Nature) เชื่อวาสิทธิท้ังหลายท้ังปวงเกิดข้ึนตาม
ธรรมชาตพิ รอ มๆ กบั มนษุ ย และถอื วา ความยตุ ิธรรมมากอนตวั บทกฎหมาย นบั แตสมัยโบราณมากไ็ ด
เกิดแนวคิดที่วากฎหมายธรรมชาติมีอยูจริง แมจะมิไดบัญญัติไวเปนลายลักษณอักษร แตก็นับเปน
กฎหมายที่สูงสงควรคาแกการเคารพยิ่งเสียกวากฎหมายที่ถูกตราขึ้นโดยผูปกครองประเทศ สิทธิ
ทั้งหลายแหงมนุษยชาติเกิดมีข้ึนตามกฎหมายธรรมชาติ สวนกฎหมายท่ีตราขึ้นในภายหลังนั้นเปน
เพียงการยอมรบั หรอื รับรองสิทธิทไ่ี ดมอี ยแู ลว วา มีอยจู ริงและรับบังคบั คุมครองใหเทาน้ัน ไมไดเปนผู
กอต้งั หรือประกาศสทิ ธิใหม นุษยแ ตป ระการใด เชน สิทธใิ นรางกาย เสรีภาพในการแสดงความคดิ เห็น
เปนตน กฎหมายธรรมชาติคือกฎแหงธรรมชาติของความเปนมนุษย เม่ือแนวความคิดนี้เชื่อในกฎ
ธรรมชาติ จึงเช่อื วามนุษยมีสิทธบิ างประการติดตัวมาต้ังแตเกิดจนกระท่ังตาย ซึ่งตอมาไดกลายเปน
ทมี่ าอันสาํ คญั ของสทิ ธิมนษุ ยชน (Human Rights)
2. แนวคดิ กฎหมายฝา ยบานเมอื ง (Positive Law) จอหน ออสติน (Austin) ไดกลาวไววา
กฎหมาย คือ คําสั่งของรัฏฐาธิปตย ซึ่งสั่งแกราษฎรทั้งหลาย ถาผูใดไมปฏิบัติตามผูน้ันตองรับโทษ
เพื่อสนับสนุนแนวความคิดกฎหมายฝายบานเมือง ท่ีมีความขัดแยงกับแนวความคิดกอนหนาโดย
ส้ินเชิง กลา วคอื ในเม่อื สิทธเิ ปน ประโยชนที่กฎหมายรับรองและคุมครองให สิทธิจึงเกิดข้ึนไดแตโดย
กฎหมาย ถา ไมมีกฎหมายรบั รองหรอื คุม ครองแลว สทิ ธิน้นั ๆ กไ็ มอ าจเกดิ ขนึ้ ไดเลย หากกฎหมายของ
รฐั มไิ ดรบั รองไว บุคคลในรัฐน้ันก็มิอาจจะยกสิทธิดังกลาวข้ึนอางได แนวความคิดนี้มองสวนทางวา
การกลา วอา งถึงสิทธิท่เี กดิ จากกฎหมายธรรมชาตนิ ้นั แทจ รงิ แลว กฎหมายธรรมชาติคือศีลธรรม มโน
ธรรม และความรสู ึกวาควรจะเปน ซึ่งหากฎเกณฑว ัดไดย ากวาสทิ ธิตา งๆ ท่ีเกิดข้ึนโดยธรรมชาติน้ันมี
อยเู พียงใดและภายในขอบเขตอยางไร หากยอมใหมีการอางกฎหมายธรรมชาติไดแลว ก็อาจจะเกิด
ปญ หาถกเถยี งไดไมม ที สี่ ิ้นสดุ
กลาวโดยสรุป ท่ีมาของสิทธิและเสรีภาพ ข้ึนอยูกับแนวคิดของกฎหมายท่ียึดถือ กลาวคือ
แนวคิดของกฎหมายธรรมชาติท่ีเชื่อวาสิทธิและเสรีภาพเกิดมาพรอมกับมนุษย และแนวคิดของ
กฎหมายฝายบานเมืองท่ีถือวาสิทธิและเสรีภาพเปนประโยชนและอํานาจที่กฎหมายรับรองและ
คุม ครองให
218 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง
ประเภทของสทิ ธแิ ละเสรภี าพตามรัฐธรรมนญู
เม่ือพจิ ารณารายละเอียดของสิทธิและเสรีภาพ จะพบวาสิทธิและเสรีภาพมีหลายประการ
เพือ่ ใหม กี ารจัดหมวดหมูของสิทธิและเสรีภาพใหชดั เจน จึงไดมกี ารแยกประเภทของสิทธิและเสรภี าพ
ในทีน่ ้จี ะศึกษาถงึ ประเภทของสทิ ธิและเสรภี าพตามรฐั ธรรมนญู เปนสาํ คญั ซง่ึ สามารถจําแนกประเภท
ของสทิ ธิและเสรีภาพโดยอาศยั เกณฑต า งๆ มาเปน ตัวจําแนก ดังนี้
วรพจน วิศรุตพิชญ (2538 : 22-30) ไดใ หคาํ อธบิ ายไววา สิทธแิ ละเสรีภาพตามเกณฑเนื้อหา
เม่อื อาศยั วตั ถแุ หงสทิ ธแิ ละเสรีภาพเปนหลกั เกณฑ เราอาจจาํ แนกสทิ ธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมได 6
ประเภท ดงั ตอ ไปนี้
1. สิทธิและเสรีภาพสวนบุคคล ไดแก ความมั่นคงปลอดภัยในรางกายและชีวิต ซ่ึง
รฐั ธรรมนญู บญั ญตั ิใหความคุมครองจากการใชอํานาจรัฐปองกันและปราบปรามการกระทําผิดทาง
อาญา เชน บทบัญญัตทิ ี่วา บคุ คลจะไมตองรบั โทษทางอาญา เวนแตจะไดกระทําการอันกฎหมายท่ีใช
อยใู นเวลาที่กระทํานน้ั บัญญตั ิเปนความผดิ
2. สทิ ธแิ ละเสรีภาพในทางความคิดและการแสดงออกซ่ึงความคิด เชน เสรีภาพในการนับ
ถือศาสนา เสรีภาพในทางวิชาการ เสรีภาพในการศกึ ษาอบรม หรอื เสรภี าพในการพูด การเขียน การ
พมิ พ หรือส่ือความหมายโดยวิธีอืน่ ๆ เปนตน
3. สิทธิและเสรีภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ เชน สิทธิในทรัพยสิน เสรีภาพในการทํา
สญั ญากอตง้ั นติ สิ มั พนั ธร ะหวา งกนั หรอื สทิ ธใิ นการประกอบอาชีพและการแขงขันโดยเสรีอยางเปน
ธรรม เปนตน
4. สิทธิและเสรีภาพในการรวมกลุม เชน เสรีภาพในการรวมกันเปนสมาคม สหภาพ
สหพันธ สหกรณ หรือหมูคณะอน่ื ๆ เปนตน
5. สิทธแิ ละเสรภี าพทางการเมือง เชน สทิ ธเิ ลือกต้ังและสมัครรับเลือกตั้ง เสรีภาพในการ
ชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ สิทธใิ นการสมคั รเขา รับราชการ เปนตน
6. สทิ ธิทีจ่ ะไดรบั การปฏิบัตจิ ากรฐั อยางเทา เทยี มกัน เชน บทบัญญตั ทิ ร่ี ับรองวา บคุ คลยอ ม
เสมอกนั ในกฎหมาย และไดรับความคมุ ครองตามกฎหมายเทาเทียมกัน เปนตน
ณัฐกร วทิ ิตานนท (2557 : 60-61) ไดกลาวถึงประเภทของสิทธิและเสรีภาพไววา สิทธิและ
เสรภี าพตามเกณฑผ ทู รงสทิ ธิ เมือ่ พจิ ารณาจากมมุ มองผทู รงสทิ ธหิ รอื ประธานแหง สทิ ธิ เราจะสามารถ
จาํ แนกสิทธแิ ละเสรภี าพออกเปน 2 ประเภท ไดแก สทิ ธิมนษุ ยชนและสิทธพิ ลเมอื ง ดงั น้ี
1. สิทธิมนุษยชน (Human Rights) ไดแก สิทธิและเสรีภาพทั้งหลายท่ีติดตัวมนุษยทุกคน
มาตงั้ แตก ําเนิด สทิ ธแิ ละเสรีภาพประเภทนจ้ี ึงผกู พันกับความเปน มนุษยโดยตรง กลาวคือ ถาไดช่ือวา
เปนมนุษยไ มวา จะมีเพศ เช้อื ชาติ สัญชาติ ภาษา สภาพทางรา งกายและจิตใจ หรือฐานะทางเศรษฐกจิ
หรือสังคมเชนใด ยอมมสี ิทธิและเสรีภาพประเภทน้ีกันถวนทุกคน
สิทธมิ นุษยชนมรี ากฐานความคิดจากปรัชญาวา ดวยสทิ ธิธรรมชาติ ซ่ึงถือวาสิทธิเสรีภาพเปน
สงิ่ ทม่ี ีอยูต ามธรรมชาตไิ มมผี ูใ ดเปน ผสู รา งข้ึน กฎหมายของบา นเมอื งท่ีบัญญัติรบั รองรับสิทธิเสรีภาพ
สิทธิและเสรภี าพ 219
จงึ เปนเพยี งการรบั รองสทิ ธิเสรภี าพท่มี อี ยูแลว ใหช ดั เจนย่ิงข้ึนเทาน้ัน ฉะน้ันแมวากฎหมายของรัฐใด
จะไมมีบทบัญญัติใหการรับรองสิทธิมนุษยชนหรือสิทธิธรรมชาติไวเลย ก็หาใชเครื่องยืนยันวา
ประชาชนของรฐั นน้ั จะปราศสทิ ธเิ สรภี าพไม เพราะสิทธเิ สรภี าพประเภทนี้ดํารงอยไู ดโ ดยไมต องอาศัย
อํานาจรัฐเปนเครื่องรับรอง จากลักษณะของสิทธิมนุษยชนจึงทําใหมนุษยทุกคนสามารถอางสิทธิ
เสรีภาพเหลานไี้ ดโดยไมมีเง่อื นไขของดินแดนหรอื ความเปนพลเมอื งของรฐั เปน อปุ สรรค ปจจุบันจงึ ถอื
วาสิทธิเสรีภาพเกือบทุกประเภทเปนสิทธิมนุษยชน เวนแตสิทธิเสรีภาพท่ีรัฐประสงคจะมอบใหแก
พลเมืองของรฐั เทา นนั้
2. สิทธิพลเมือง (Citizen Rights) ไดแก สิทธิและเสรีภาพตางๆ ที่ผูกพันกับความเปน
พลเมอื งของรฐั ความหมายของสิทธิพลเมอื งจงึ คอนขา งแคบกวา สทิ ธมิ นษุ ยชนคอ นขางมาก กลาวคือ
แมบคุ คลจะถอื กําเนดิ เปนมนษุ ย มสี ิทธมิ นษุ ยชนโดยธรรมชาติ แตก็ใชวามนุษยทุกคนจะไดรับความ
คุมครอง สิทธิพลเมืองมักเปนสิทธิเสรีภาพท่ีเกี่ยวของกับการเมืองซ่ึงเปนเร่ืองความม่ันคงของรัฐ
บุคคลที่มิใชพลเมืองของรัฐน้ันๆ จึงไมอาจอางสิทธิเสรีภาพดังกลาวได เชน สิทธิในการเลือกต้ัง
สมาชกิ สภาผูแทนราษฎร สทิ ธิลงสมคั รรับเลือกต้งั เปนสมาชิกสภาผแู ทนราษฎร การเลอื กต้ังผูบรหิ าร
และสมาชิกสภาทองถ่นิ สทิ ธิพทิ ักษรัฐธรรมนญู เปน ตน
มานติ ย จมุ ปา (2541 : 32-51) ไดอ ธบิ ายไวว า สิทธิเสรภี าพตามเกณฑวิธกี ารใชสิทธิเสรีภาพ
การแบง สิทธิเสรภี าพโดยคาํ นึงถงึ วธิ ีการใชสทิ ธิและเสรีภาพนนั้ แบงเปนสทิ ธิเสรภี าพทีป่ ลอดจากการ
แทรกแซงของรัฐ สิทธิเสรีภาพที่เรียกรองเอาจากรัฐ และสิทธิเสรีภาพในการแสดงเจตจํานงทาง
การเมือง ดังนี้
1. สทิ ธิเสรีภาพทปี่ ลอดจากการแทรกแซงของรัฐ ไดแก สิทธิเสรีภาพท่ีรัฐรับรองวาจะไม
เขามากาวกา ยหรอื บังคับเอาแกประชาชน ประชาชนสามารถใชสิทธิเสรีภาพเชนวาน้ีประการใดก็ได
ตามใจสมัคร เวนแตจ ะขัดตอรฐั ธรรมนูญหรือกฎหมาย เชน สทิ ธิในการท่ีรัฐจะตองไมเลือกปฏิบัติตอ
ประชาชนเพราเหตุแหง ความแตกตา งกันในเร่ืองถิ่นกําเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกาย
หรอื สขุ ภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกจิ หรอื สังคม ความเช่ือทางศาสนา การศึกษาอบรม
หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไมขัดตอบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ สิทธิของบุคคลในครอบครัว
เกียรติยศ ช่ือเสียง หรือความเปนอยูสวนตัว เสรีภาพในเคหสถาน สิทธิในการท่ีจะอยูอาศัยและ
ครอบครองเคหสถานโดยปกตสิ ุข เปน ตน
2. สิทธิเสรภี าพทป่ี ระชาชนสามารถเรียกรอ งเอาจากรฐั ไดแก สิทธิท่ีประชาชนมีสิทธิรอง
ขอตอรัฐ หรือรัฐจะตองดําเนินการเพ่ือใหสมแกสิทธิน้ันของประชาชน สิทธิเสรีภาพน้ีมิไดเพียงแต
จํากัดอํานาจรัฐเทาน้ัน แตเปนการสรางหนาที่ใหแกรัฐดวย เชน สิทธิในคล่ืนความถ่ีท่ีใชในการสง
วทิ ยุกระจายเสียง วิทยโุ ทรทัศนแ ละวิทยุโทรคมนาคม ทเี่ ปน ทรัพยากรสอื่ สารของชาติ เพื่อประโยชน
สาธารณะ เปน สทิ ธิของประชาชนทุกคนในการทีจ่ ะไดรบั ประโยชนจ ากคลน่ื ความถ่เี ชนน้ี รฐั ธรรมนูญ
จึงกําหนดใหมีองคกรของรัฐที่เปนอิสระทําหนาที่จัดสรรคลื่นความถี่และกํากับดูแลการประกอบ
220 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมือง
กจิ การวิทยกุ ระจายเสียง วิทยุโทรทัศน กิจการโทรคมนาคม ตามท่ีกฎหมายบัญญัติ สิทธิในการรับ
การศึกษาข้ันพื้นฐาน เปนตน
3. สิทธิเสรีภาพในการการแสดงเจตจํานงทางการเมือง ไดแก สิทธิในการมีสวนรวม
ทางการเมอื งทางตรง เชน สิทธิในการเลอื กตั้งสมาชกิ สภาผแู ทนราษฎร สมาชิกวฒุ ิสภา หรือเลือกตั้ง
ในระดับทองถิ่น ท้ังนี้ รวมถึงสิทธิในการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน เชน เขาชื่อเสนอ
กฎหมาย ขอ บญั ญัติทองถ่นิ การรวมแสดงประชามติ สิทธใิ นการเขาชื่อถอดถอนผูดํารงตําแหนงทาง
การเมอื ง เปนตน
กลุมพลงั วชิ าการเพ่ืออนาคต (2553 : 225-261) ไดใหคําอธิบายถึงสิทธิเสรีภาพตามเกณฑ
การจํากดั สิทธิเสรภี าพ พอสรปุ ไดวา การแบง ประเภทของสิทธิเสรีภาพวิธีน้ีเปนการพิจารณาวาสิทธิ
เสรีภาพสามารถถูกจาํ กดั ไดอยางไรบา ง โดยอาจไลเ รยี งจากการจาํ กัดท่นี อยท่ีสดุ ไปสกู ารจํากัดท่ีมาก
ท่ีสดุ สามารถแบง ออกไดเ ปน สทิ ธิเสรภี าพตามรัฐธรรมนูญทีจ่ าํ กดั ไมไ ด สทิ ธิเสรภี าพตามรฐั ธรรมนญู ท่ี
จํากัดไดโดยผลของเงื่อนไขกฎหมายพิเศษ และสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่จํากัดไดโดยผลของ
เง่อื นไขกฎหมายทวั่ ไป ดงั นี้
1. สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญท่ีจํากัดไมไดเลย หรือสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่
ปราศจากเงื่อนไขของกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ ไดแก สิทธิเสรีภาพท่ีไมอยูภายใตการจํากัดของ
กฎหมายใดๆ เลย ไดแ ก เสรีภาพในการนบั ถอื ศาสนา โดยรฐั ธรรมนูญมักใชค ําวาเสรภี าพบรบิ รู ณ การ
นบั ถือศาสนาน้ันเปนสิทธิเสรภี าพทีไ่ มม ีการจํากัดใดๆ เลย แตเ สรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ
หรือปฏบิ ัตพิ ิธีกรรมทางศาสนาน้ันเปนสทิ ธเิ สรภี าพทจ่ี าํ กดั ไดโ ดยเงอื่ นไขของรฐั ธรรมนญู กลา วคือ จะ
กระทําไดเทา ที่ไมเปนปฏิปกษตอหนาท่ีของพลเมือง และไมเปนการขัดตอความสงบเรียบรอยหรือ
ศลี ธรรมอันดขี องประชาชน เปน ตน
2. สทิ ธิเสรภี าพตามรฐั ธรรมนญู ทจี่ ํากัดไดโ ดยผลของเง่ือนไขกฎหมายพิเศษ สิทธิเสรีภาพ
ประเภทนี้ถูกจํากัดไดโดยผลของกฎหมาย แตมิใชกฎหมายใดๆ ก็สามารถตราขึ้นเพื่อจํากัดสิทธิ
เสรีภาพในกลุมนี้ได เนื่องจากรัฐธรรมนูญไดกําหนดเงื่อนไขไววาสิทธิเสรีภาพกลุมน้ีจะสามารถถูก
จาํ กัดไดในกรณใี ด หรอื ดว ยกฎหมายทมี่ ีวตั ถปุ ระสงคป ระการใดบาง การจาํ กัดสิทธิเสรีภาพในกลุมนี้
สังเกตไดวา รฐั ธรรมนญู จะใชถอ ยคาํ วา โดยอาศยั อํานาจตามบทบัญญตั ิแหงกฎหมายเฉพาะเพ่ือ เชน
เสรภี าพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ การโฆษณา และการสื่อความหมาย
โดยวิธีอนื่ รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย บัญญัตกิ ารจาํ กดั เสรภี าพในกรณีน้ีไววา จะกระทําไดก็
แตโ ดยอาศยั อาํ นาจตามบทบัญญตั ิแหง กฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความม่ันคงของรฐั เพื่อคมุ ครองสิทธิ
เสรีภาพ เกยี รติยศ ชือ่ เสยี ง สทิ ธิในครอบครวั หรอื ความเปนอยสู ว นตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความ
สงบหรือสุขภาพของประชาชนเทา นน้ั
3. สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญท่ีจํากัดไดโดยผลของกฎหมายทั่วไป สิทธิและเสรีภาพ
ประเภทนี้ถูกจาํ กดั ไดโดยผลของกฎหมายโดยไมมีเงื่อนไขประการใดกําหนดไวอกี ดังนั้น กฎหมายใดๆ
ก็สามารถตราขนึ้ เพื่อจาํ กดั สทิ ธิเสรีภาพในกลมุ น้ีไดทง้ั สิน้ ซ่ึงสิทธิและเสรีภาพในกลมุ น้ี รัฐธรรมนูญจะ
สทิ ธแิ ละเสรีภาพ 221
ใชถ อ ยคําลงทายมาตราทร่ี บั รองสิทธิเสรีภาพดังกลาววาตามที่กฎหมายบัญญัติ หรือตามบทบัญญัติ
แหงกฎหมาย เชน สิทธิในทรัพยสินและการสืบมรดก ตามมาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เปนสิทธิและเสรีภาพที่ถูกจํากัดไดโดยผลของกฎหมายทั่วไป
ท้ังนี้ถอยคําของมาตราดังกลาวไดบัญญัติวา “สิทธิของบุคคลในทรัพยสินยอมไดรับความคุมครอง
ขอบเขตแหงสิทธิและการจาํ กดั สทิ ธิเชน วา น้ียอมเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ...การสืบมรดกยอมได
ความคุม ครอง สทิ ธิของบุคคลในการสืบมรดกยอ มเปน ไปตามท่ีกฎหมายบญั ญตั ิ” ซึ่งรัฐธรรมนูญมิได
ระบวุ ากฎหมายใดบางที่จะจํากัดสิทธิเสรีภาพเร่ืองนี้ได ซ่ึงกฎหมายท่ีรับรองสิทธิและจํากัดสิทธิใน
ทรพั ยสนิ ของบุคคลไดแก ประมวลกฎหมายแพงและพาณชิ ยท ีบ่ ัญญตั ิถงึ หลักท่ัวไปและขอจํากัดแหง
สทิ ธใิ นทรพั ยส นิ ของบุคคลเอาไว และยังรวมถงึ กฎหมายอื่นท่อี าจจํากัดสทิ ธิในทรพั ยสินของบุคคลได
ดวย
อยา งไรกต็ าม การจาํ กดั สทิ ธเิ สรีภาพก็จะตองเปนไปตามหลักความไดสัดสวนดวย กลาวคือ
มาตรการท่ีจาํ กัดสิทธิและเสรีภาพน้ัน จะตอ งเปนไปเพ่ือใหบรรลุตามวัตถุประสงคของการท่ีถือเปน
เหตใุ นการจาํ กดั สิทธแิ ละเสรีภาพนน้ั ดว ย และเปน วธิ ีการทสี่ งผลกระทบนอยทีส่ ุดตอ สทิ ธิและเสรภี าพ
ท่ีถูกจํากดั นั้น โดยจะตอ งเปนทางเลอื กทเี่ ปน ผลรายนอ ยท่สี ดุ หรอื หลกี เล่ยี งไมไ ดทีจ่ ะตอ งดําเนินการ
น้ันแลว
มานิตย จุมปา (2541 : 31-32) ไดจําแนกประเภทของสิทธิและเสรีภาพตามเกณฑการจํากัด
สิทธิไวอีกลักษณะหนึ่ง คือแบงออกเปน 2 ประเภท ไดแก สิทธิสัมบูรณ และสิทธิสัมพัทธ ดัง
รายละเอียดตอไปน้ี
1. สทิ ธสิ ัมบรู ณ (Absolute Rights) หมายถงึ สิทธแิ ละเสรภี าพท่ีรัฐมิอาจจํากัดได เพราะ
เหตุวาโดยสภาพของสิทธิเสรีภาพดังกลาวมีลักษณะเปนนามธรรม และเปนสิทธิในทางมโนธรรม
กลา วคอื เปน เรื่องความรูสึกนึกคิดหรือความเช่ือความศรัทธาทีอ่ ยูในจิตใจ ดงั นน้ั แมวา รฐั ธรรมนูญจะ
จาํ กัดขอบเขตการใชสิทธเิ สรีภาพประเภทน้ี ก็เปน เพยี งการจาํ กัดในทางกฎหมายเทานั้น มิอาจจํากัด
ไดในความเปนจริง เชน เสรีภาพในการนับถือศาสนา ลัทธิความเชื่อ แมวารัฐธรรมนูญจะใหความ
คมุ ครองเสรภี าพเฉพาะศาสนาหรือลทั ธิความเช่ือท่ีไมขัดตอ ความสงบเรยี บรอ ยหรอื ศลี ธรรมอันดีของ
ประชาชน แตในความเปนจริงบุคคลอาจจะนับถือศาสนาหรือลัทธิความเชื่อท่ีขัดตอความสงบ
เรยี บรอ ยหรอื ศลี ธรรมอันดีของประชาชนก็ได เพราะรัฐไมอ าจหยัง่ รูถึงความนกึ คดิ ของบุคคลดงั กลาว
ได ตราบใดท่บี ุคคลนัน้ ไมแสดงออกมาทางกายภาพ ดงั นัน้ การจาํ กดั เสรีภาพในการนับถือศาสนา ลทั ธิ
ความเชอ่ื ตลอดเสรีภาพอืน่ ในทางมโนธรรม จงึ ไมอาจกระทําไดในทางปฏิบัติ
2. สทิ ธสิ ัมพัทธ (Relative Rights) หมายถึง สิทธแิ ละเสรภี าพท่ีรัฐอาจจํากัดขอบเขตและ
เง่ือนไขการใชสิทธิเสรีภาพได มิฉะนั้นหากปลอยใหบุคคลสามารถใชสิทธิและเสรีภาพท่ีตนมีอยาง
เตม็ ที่และไรขอบเขต การใชสทิ ธเิ สรภี าพน้ันจะไมตา งอะไรกับการใชอํานาจตามอําเภอใจของรัฐ อีก
ท้ังยงั สุมเสย่ี งทีจ่ ะเปนการใชสทิ ธเิ สรีภาพของตนไปกระทบตอ สิทธิและเสรีภาพของตน ดวยเหตุนี้จึง
ตองมีการกําหนดขอบเขตและเง่ือนไขบางประการเพื่อจํากัดการใชสิทธิเสรีภาพใหอยูในสัดสวนท่ี
222 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง
พอเหมาะพอควร เชน การใชสิทธิเสรีภาพอาจถูกจํากัดไดดวยกรณีที่มีกฎหมายเก่ียวกับการรักษา
ความมั่นคงของรัฐ หรอื ขอบเขตการใชส ิทธิเสรภี าพอาจถกู จํากัดไดดว ยกฎหมายท่ีมีวัตถุประสงคเพ่ือ
รักษาประโยชนสาธารณะ
ขอบเขตการใชส ิทธแิ ละเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
สิทธแิ ละเสรภี าพเปนเร่ืองจาํ เปน ตอ การดาํ รงชวี ิตของบคุ คลภายในรฐั แตก ารใชส ิทธเิ สรภี าพ
กใ็ ชวา จะไรขอบเขต เพราะหากใชแ ลว ไปกระทบตอสทิ ธิเสรภี าพของบุคคลอ่ืน ก็จะกลายเปนการใช
สิทธิเสรีภาพโดยมชิ อบ ไมตา งอะไรกับการใชอ าํ นาจรัฐแลวไปกระทบสิทธิของประชาชน นอกจากนี้
การกลาวอางสิทธิมนุษยชนซ่ึงเปนสิทธิเสรีภาพที่มีลักษณะกวางขวางและไมมีใครยืนยันไดวาสิทธิ
มนุษยชนมีรายละเอียดเชนใดบาง ยิ่งจะทําใหผูอางสิทธิมนุษยชนกลายเปนผูใชสิทธิเสรีภาพอยาง
สดุ โตง
บรรเจดิ สิงคะเนติ (2552 : 216-219) ไดอธิบายสรุปไววา ความไมชัดเจนแนนอนของสิทธิ
มนุษยชนก็เปนอีกสาเหตุหน่ึงที่ทําใหรัฐจําตองกําหนดขอบเขตของการใชสิทธิและเสรีภาพไวใน
รฐั ธรรมนญู ในการกําหนดขอบเขตการใชส ทิ ธแิ ละเสรภี าพ มีหลกั การหรือเหตุผลของการจํากัดสิทธิ
ดงั นี้
1. หลักวาดว ยความสงบเรียบรอ ยและศลี ธรรมอันดีของประชาชน เปนหลกั เบ้อื งตน ในการ
บญั ญตั ิกฎหมายจาํ กัดสทิ ธแิ ละเสรีภาพของบคุ คลทป่ี รากฏอยูใ นระบบกฎหมายหลายประเทศ โดยใน
ช้ันแรกไดย อมรับเฉพาะทใ่ี ชบงั คบั แกห ลกั เสรีภาพในการทําสัญญา แตตอมาปรากฏวาเปนที่ยอมรับ
กันโดยท่วั ไปวาแนวความคิดดังกลาวไดกลายเปนหลักสําคัญที่ใชบังคับโดยทั่วไปในกฎหมายเอกชน
ความสงบเรียบรอยของประชาชนมีความมุงหมายท่ีจะยกขึ้นใชในกรณีที่ผลประโยชนสวนรวมของ
สังคมขัดกับผลประโยชนสวนตัว ในที่นี้ผลประโยชนสวนรวมยอมมีความสําคัญมากกวา จึงอาจให
ความหมายไดวาความสงบเรียบรอ ยของประชาชน หมายถึง ประโยชนโ ดยท่วั ไปของประเทศชาตแิ ละ
สังคม
ศีลธรรมเปนความรูสึกนึกคิดของมนุษยวาการกระทําเชนไรเปนส่ิงที่ถูกตอง ศีลธรรม
เก่ยี วของกับกฎหมายเพราะศีลธรรมเปนรากฐานของกฎหมาย มนุษยจะยอมรับกฎหมายก็ตอเมื่อ
กฎหมายนั้นสอดคลอ งกับความรูสึกทางศีลธรรมของตน อยางไรก็ตาม กฎหมายอาจจะมุงแตเพียง
การดาํ รงไวซ ง่ึ ความเปนระเบยี บเรียบรอ ยของสงั คม ทาํ ใหในบางกรณีการกระทําบางอยางอาจจะผิด
กฎหมายแตไ มข ัดตอศีลธรรม
2. หลักสิทธขิ องบุคคลอ่ืน ขอบเขตประการแรกของการใชสิทธิและเสรีภาพคือสิทธิและ
เสรภี าพของบคุ คลอนื่ ไมวาบุคคลใดก็ไมสามารถทีจ่ ะแทรกแซงสิทธแิ ละเสรีภาพของบคุ คลอน่ื ได ตาม
ทัศนะของจอหน ล็อค มนุษยกับสังคมแยกจากกันมิไดเพราะสังคมเกิดจากมนุษย สังคมจึงมี
วัตถุประสงคเพื่อความสงบสุขของมนุษยผูเปนสมาชิกในสังคม แตเดิมนั้นมนุษยอยูในสภาวะท่ีมี
เสรภี าพอยางสมบูรณ สามารถที่จะกระทําการไดภายในขอบเขตของกฎหมายธรรมชาตแิ ละมีสถานะ
สทิ ธแิ ละเสรีภาพ 223
เทาเทยี มกนั ทาํ ใหไมม ีบุคคลใดสามารถกอ ความเสยี หายแกช วี ติ รางกาย ทรัพยสินและเสรีภาพของ
บุคคลอน่ื ๆ ได เพราะทกุ คนตางมอี ิสระเทา เทยี มกนั
เมื่อเกดิ รัฐข้นึ สิทธขิ องบคุ คลอ่ืนจงึ ไดร บั การรบั รองโดยกฎหมายของรัฐ สทิ ธขิ องบุคคลอน่ื จงึ
เปนขอจํากัดของเสรีภาพที่แฝงอยูโดยตรรกะของกฎหมาย โดยเปลี่ยนจากตรรกะในทางกฎหมาย
ธรรมชาติ มาเปนตรรกะในทางกฎหมายบา นเมอื ง การจาํ กดั สทิ ธขิ องบคุ คลอาจเปนความจําเปนเพื่อ
ความมุงหมายในการคุมครองผลประโยชนของปจเจกบุคคล แตเงื่อนไขดังกลาวยังไมใชเง่ือนไขท่ี
เพียงพอ หนาท่ีในการคุมครองผลประโยชนข องปจ เจกบุคคลน้นั ฝายนติ ิบญั ญัติอาจยกข้ึนเพ่ือใหเปน
สทิ ธิของผไู ดรบั ประโยชนได ในกรณนี ้ีเปน กรณีท่ฝี า ยนติ บิ ญั ญตั ไิ ดใหอํานาจในทางกฎหมายแกบุคคล
เพ่อื ใหบ คุ คลน้นั สามารถบรรลเุ ปา หมาย ในผลประโยชนทก่ี ฎหมายใหความคุมครองไดเฉพาะกรณีท่ี
ผลประโยชนอยางใดอยา งหนงึ่ ได ถกู กําหนดใหเ ปน ประโยชนแกบุคคลท่ีสาม ในกรณีนี้จึงกลาวไดวา
สทิ ธขิ องบุคคลอืน่ จงึ เปน ความชอบธรรมในการจาํ กัดขอบเขตสทิ ธิเสรีภาพ
3. หลักความม่นั คงของรฐั รากฐานของการทําหนา ท่ใี นการรกั ษาความมนั่ คงปลอดภัยของ
รฐั ถือวาเปนพน้ื ฐานสําหรับการจํากัดสทิ ธิและเสรีภาพ ตามพ้ืนฐานของทฤษฎีสัญญาประชาคม ความ
มน่ั คง ของรัฐเปนผลจากการที่รัฐเขามาทาํ หนาทีใ่ หก ารคมุ ครองแกส ทิ ธิของปจ เจกบุคคล ดังนั้น ตาม
แนวคิด ของนักกฎหมายธรรมชาติ ความม่ันคงในการดํารงอยูของรัฐจึงเปนเหตุผลอันชอบธรรม
สําหรับการจํากดั เสรีภาพของบคุ คลได การยอ นกลับไปพิจารณาการทาํ หนาทีใ่ นการรกั ษาความมั่นคง
ของรัฐกับความม่ันคงปลอดภัยในสิทธิของปจเจกบุคคล จึงเปนการแสดงถึงความเกี่ยวพันของ
ความชอบธรรมในยุคดั้งเดิมที่ยังคงมผี ลมาจนถึงปจจุบัน ดังน้ัน ความสามารถในการทําภาระหนาที่
ของรฐั จงึ ไดรับการยอมรับวาเปนวัตถุประสงคในการจํากัดสิทธิเสรีภาพ ซึ่งอาจกําหนดรูปแบบของ
การจาํ กดั สทิ ธแิ ละเสรภี าพในลกั ษณะของการกําหนดหนาท่ีใหแกพ ลเมอื ง เชน การกําหนดใหบคุ คลมี
หนาที่ในการเสียภาษี การกาํ หนดใหป ระชาชนมีหนา ท่ีตางๆ เปน ตน
4. หลกั การใชส ิทธติ อ งไมเปน ปฏิปกษต อ รัฐธรรมนูญ มีประเด็นท่ีสมควรพิจารณากอนวา
การใชส ิทธแิ ละเสรีภาพแคไหนเพียงใดถงึ จะเปนปฏปิ ก ษตอรัฐธรรมนญู ทั้งน้ีอาจแยกบทบัญญัติของ
รัฐธรรมนูญออกไดหลายลักษณะ เชน บทบัญญัติท่ีมีลักษณะเปนบทบัญญัติทั่วไป บทบัญญัติท่ีมี
ลกั ษณะหามมใิ หทําการแกไ ขเปล่ียนแปลง บทบัญญตั ทิ ม่ี ีลกั ษณะบงั คับใหก ระทําตาม บทบัญญัติทไี่ ม
มีลักษณะเปนการใหเ ลอื กปฏบิ ตั ไิ ด เปนตน การใชส ิทธิและเสรีภาพท่ีเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญจะ
หมายเฉพาะกรณีท่ีเปนปฏิปกษตอบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญท่ีมีลักษณะหามมิใหทําการแกไข
เปลยี่ นแปลงเทานั้น มิไดห มายความถึงบทบัญญัตขิ องรัฐธรรมนูญท้ังหมด
กรณี บทบญั ญัติของรัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2550 ท่ีมลี กั ษณะหา มมิ
ใหแกไขเปล่ียนแปลงถูกบัญญัติไวใน มาตรา 291 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติไววา ญัตติขอแกไขเพิ่มเติม
รฐั ธรรมนูญที่มีผลเปน การเปล่ียนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรง
เปนประมุข หรอื เปล่ยี นแปลงรปู ของรัฐ จะเสนอมิได ฉะนน้ั สาระสําคัญทไ่ี มอาจใชสทิ ธิใหเปน ปฏปิ ก ษ
224 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมือง
ตอรัฐธรรมนูญ จึงไดแก ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยเปนประมุข และรูปของรัฐ
สาํ หรับสาระสําคญั ของระบอบประชาธิปไตย ไดแ ก
1. อาํ นาจอธปิ ไตยเปน ของปวงชน
2. เปน การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบเสรี มใิ ชร ะบอบประชาธิปไตยแบบเผดจ็ การ
3. เปน การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยทางผูแทน
4. เปนการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยท่อี าศยั หลกั เสยี งขา งมาก
5. เปน การปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยอาศัยระบบพรรคการเมอื ง
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ไดบัญญัติหามการกระทําท่ีเปนปฏิปกษตอระบอบ
ประชาธปิ ไตย ในมาตรา 68 ซึ่งไดบัญญัติวา “บุคคลจะใชสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพ่ือลม
ลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญน้ี หรือ
เพื่อใหไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวใน
รัฐธรรมนูญนี้มไิ ด”
สว นในเรื่องรปู ของรฐั น้ันการใชส ิทธแิ ละเสรีภาพท่ีเปน ปฏปิ กษในกรณนี ี้ จงึ หมายถึงกรณีที่มี
ความพยายามท่จี ะเปล่ยี นแปลงรัฐเดี่ยวเปนสหพันธรัฐ พยายามที่จะเปล่ียนจากราชอาณาจักรเปน
สาธารณรฐั หรอื พยายามที่จะแยกสว นใดสวนหนง่ึ เปน รฐั อสิ ระ ดงั นยี้ อมเปนการกระทําท่ีกระทบตอ
ความเปนราชอาณาจักรที่เปนอนั หน่งึ อันเดยี วกันแบงแยกมิได ดังน้ันหากมีการใชสิทธิท่ีเปนปฏิปกษ
ตอระบอบประชาธปิ ไตยหรือเปนปฏิปกษตอรัฐเด่ียว ซ่ึงเปนราชอาณาจักรจึงยอมเปนการใชสิทธิท่ี
เปน ปฏปิ กษตอรฐั ธรรมนูญและไมไ ดรับความคุมครอง
หลักประกนั การคุมครองสิทธิและเสรภี าพตามรัฐธรรมนญู
รฐั ธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดท่ีมหี ลักการรับรองคมุ ครองสทิ ธิและเสรีภาพของบุคคล มีการ
กําหนดหลักประกันในการตรากฎหมายเพื่อจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล กลาวคือ ฝายนิติ
บัญญัติ จะตรากฎหมายเพ่ือจํากัดสิทธิและเสรภี าพของบคุ คลไดตอ งเปนไปตามเง่ือนไขท่ีรัฐธรรมนูญ
กําหนดไวเทาน้นั
บรรเจิด สิงคะเนติ (2548 : 249 -337) ไดใ หคําอธิบายไวว า เพ่อื มิใหการรับรองสิทธเิ สรีภาพ
เปน การรับรองโดยลายลักษณอ ักษรแตเ พียงอยา งเดยี ว รฐั ธรรมนญู จึงสรางหลักประกันเพ่ือคุมครอง
สทิ ธเิ สรีภาพของบุคคลใหม ีผลบังคบั ใชไดอยางจริงจัง ดงั วธิ ีการตางๆ ดงั น้ี
1. การรบั รองหลกั การคมุ ครองสิทธเิ สรีภาพไวใ นหมวดที่ 1 วาดวยบทท่ัวไป เพื่อแสดงถึง
สถานะของบทบัญญัติดังกลาววาเปนหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติอ่ืนใดของ
รัฐธรรมนญู หรือกฎหมายอนื่ จะละเมดิ มิได
2. การบญั ญตั ใิ หการใชอ าํ นาจขององคกรของรัฐทุกองคกรตองคํานึงถึงสิทธิเสรีภาพของ
บคุ คล
สทิ ธแิ ละเสรีภาพ 225
3. การรับรองใหบุคคลสามารถยกบทบัญญัติท่ีใหความคุมครองสิทธิเสรีภาพตามท่ี
รฐั ธรรมนูญกาํ หนดเพอื่ ใชส ิทธิทางศาล หรือยกข้ึนเปนขอตอ สคู ดใี นชน้ั ศาล
4. การจํากดั สทิ ธเิ สรีภาพของบุคคลไมอาจกระทําได เวนแตอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติ
แหงกฎหมาย นอกจากน้ีกฎหมายดังกลาวจะตองเปนกฎหมายเฉพาะกรณีที่รัฐธรรมนูญกําหนดให
สามารถตราขน้ึ เพื่อจาํ กัดสทิ ธเิ สรีภาพบางประเภทได อีกทั้งเน้ือหาสาระของกฎหมายจะตองไมเปน
การจํากัดสิทธิเสรีภาพจนเกินความจําเปน ไมกระทบกระเทือนถึงสาระสําคัญหรือแกนของสิทธิ
เสรีภาพประเภทนั้น กฎหมายท่ีมงุ จํากัดสทิ ธเิ สรภี าพจะตองใชบงั คบั เปนการท่ัวไป ไมเ ลอื กทีจ่ ะบังคับ
บุคคลใดบุคคลหน่งึ หรอื กลมุ บุคคลใดกลมุ บคุ คลหน่ึงอันเปนการเลือกปฏิบตั ิตอ บุคคล และกฎหมาย
น้นั จะตองระบุบบญั ญตั ิแหง รฐั ธรรมนูญทใี่ หอํานาจในการตรากฎหมายไวดวย ฉะน้นั กฎหมายฉบับใด
ท่ีมีเนื้อหาเปนการจํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลไมวาจะเปนสิทธิเสรีภาพประเภทใดก็ตาม หากไม
ปฏิบตั ติ ามหลักเกณฑขางตน กฎหมายดังกลาวยอมมีปญ หาความชอบดวยรฐั ธรรมนูญ
5. การจัดตัง้ องคกรตามรฐั ธรรมนญู ทม่ี ีความเปน อิสระเพ่อื ทําหนา ท่ีตรวจสอบการกระทําที่
เปน การละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคล เชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ และผูตรวจการ
แผน ดิน เปน ตน
6. การรับรองอํานาจขององคกรของรัฐฝายตุลาการเพื่อทําหนาที่ตรวจสอบการกระทํา
ตา งๆ ของรฐั ท่ีเปนการละเมดิ สทิ ธมิ นษุ ยชน และมีปญหาความชอบดว ยกฎหมาย เชน การรับรองให
ศาลรฐั ธรรมนญู มอี าํ นาจพิจารณาวนิ ิจฉัยกรณีบทบญั ญัติแหงกฎหมายกระทบตอ สิทธมิ นุษยชนและมี
ปญ หาเก่ียวกับความชอบดว ยรัฐธรรมนูญ หรอื การรับรองใหศ าลปกครองมีอํานาจพิจารณาพิพากษา
กรณีกฎ คําสั่ง หรือการกระทําอ่ืนใดในทางปกครองกระทบตอสิทธิมนุษยชนและมีปญหาเกี่ยวกับ
ความชอบดว ยรฐั ธรรมนญู หรือกฎหมาย
กลุมพลังวิชาการเพ่ืออนาคต (2553 : 221-225) ไดอธิบายไววา ในบทบัญญัติมาตรา 29
ของรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2550 ไดก าํ หนดสภาพเง่อื นไขของการจํากัดสิทธิ
เสรภี าพ ประกอบดวยหลักเกณฑด ังตอ ไปนี้
1. การจํากัดสิทธิตองเปนการทั่วไปและไมมุงหมายใหใชบังคับแกกรณีใดกรณีหนึ่งหรือ
บุคคลใดบุคคลหนึ่งเปนการเจาะจง บทบัญญัติตามมาตรา 29 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย เรียกรองใหองคกรนิติบัญญัติซ่ึงมีอํานาจในการตรากฎหมายจํากัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคลวาจะตอ งตรากฎหมายใหม ผี ลบังคับเปนการทั่วไป และไมมุงหมายใหใชบังคับแก
กรณีใดกรณีหน่ึงโดยเฉพาะเจาะจง โดยมวี ตั ถุประสงคเ พื่อหลกี เลยี่ งไมใ หองคกรนติ บิ ัญญัติออกคําส่ัง
ทางปกครองในรปู ของกฎหมาย เพราะคาํ สงั่ ทางปกครองเปนเคร่ืองมือหนักที่องคกรฝายปกครองใช
ในการดําเนนิ กจิ กรรมทางปกครองใหส าํ เรจ็ ลลุ ว งไปได ซงึ่ ถือวา เปนภาระหนา ที่โดยแทข องฝา ยบรหิ าร
หรอื ฝา ยปกครอง การยอมใหฝายนติ ิบญั ญตั ิตรากฎหมายจาํ กัดสิทธิและเสรภี าพเพ่อื ใชบังคับแกกรณี
ใดกรณีหน่ึงหรือแกบุคคลใดบุคคลหนึ่ง จึงเปนการยอมใหฝายนิติบัญญัติเขาไปแทรกแซงอํานาจ
เจา หนาท่ขี องฝา ยบรหิ ารหรอื ฝา ยปกครอง อันขดั ตอ หลักการแบงแยกอํานาจซงึ่ เปนหลักการสาํ คญั ใน
226 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง
ระบอบประชาธปิ ไตย และเพือ่ ปอ งกนั มใิ หมีการเลือกปฏิบตั ิอยางไมเปนธรรมตอปจเจกบุคคลแตละ
คน โดยการตรากฎหมายเฉพาะกรณีขึน้ ใชบงั คับอันขัดตอ หลักความเสมอภาคตามรฐั ธรรมนญู
กรณีฝายนิติบัญญัติตรากฎหมายจํากัดสิทธิและเสรีภาพแตมีผลใชบังคับเฉพาะบุคคลหนึ่ง
หรือกลุมบคุ คลจาํ นวนแนนอนจํานวนหน่ึง หรอื กลุมบุคคลทีอ่ าจคาํ นวณเปน จาํ นวนได กบั กรณีที่ฝาย
นิติบัญญัติตรากฎหมายจํากัดสิทธิและเสรีภาพที่แมกฎหมายน้ันจะมีลักษณะเปนนามธรรมและใช
บังคับแกบุคคลทว่ั ไปก็ตาม แตในทางขอเท็จจรงิ แลว ฝา ยนติ บิ ัญญัติมุง ประสงคจ ะใหใชบ ังคบั กับบคุ คล
เฉพาะรายหรือเฉพาะกลุม หรืออาจกลาวไดวา กฎหมายน้ันอาํ พรางเจตนาทแ่ี ทจริง ซึง่ ทัง้ สองกรณีถือ
ไดวา เปนกฎหมายท่ีไมมผี ลใชบังคบั เปนการทว่ั ไป แตเปนกฎหมายที่ใชเฉพาะบุคคลและเฉพาะกรณี
ในทางตรงกันขาม หากเปนกรณีท่ีเกิดเหตุการณหรือขอเท็จจริงอยางใดอยางหนึ่งขึ้น และฝายนิติ
บัญญัติเห็นวาจําเปนจะตองมีการตรากฎหมายจํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งถาหากวา
กฎหมายนั้นไมไดมีผลเฉพาะเหตุการณนน้ั แตไ ดรับการบัญญตั ใิ หครอบคลมุ เหตุการณท่ีจะเกิดข้ึนใน
อนาคต กับท้ังใชบ ังคับบุคคลไมจํากัดจํานวนดวยแลว จะถือวาในกรณีเชนนี้ฝายนิติบัญญัติอาจตรา
กฎหมายลกั ษณะนีใ้ ชบ งั คบั ได โดยถือวาเปน การตรากฎหมายทม่ี ีผลเปนการทั่วไปและไมมุงหมายให
ใชบงั คับแกก รณใี ดกรณีหนง่ึ เปน การเฉพาะเจาะจง ดังนนั้ หากฝา ยนติ ิบญั ญัตติ รากฎหมายทีม่ ผี ลเปน
การจํากดั สิทธเิ สรภี าพของประชาชน แตข ดั กบั หลักท่ีบัญญัติไวในมาตรา 29 วรรค 2 ยอมถือวาเปน
การขดั ตอ รฐั ธรรมนูญ
2. การจํากัดสทิ ธจิ ะกระทบกระเทือนสาระสําคัญแหงสิทธิไมได หลักการนี้เรียกรองการ
ควบคมุ การจํากดั สิทธิในกรณสี มบรู ณ กลา วคอื ไมวากรณีจะเปนประการใด ฝายนิติบัญญัติไมอาจจะ
ออกกฎหมายที่มีผลกระทบกระเทือนสาระสําคญั แหงสิทธิเสรีภาพได เพราะตามรัฐธรรมนูญมาตรา
29 ถือวาเปนการคมุ ครองข้ันตา่ํ สดุ ตอแกนของสทิ ธเิ สรภี าพอนั เปน หัวใจของสิทธแิ ละเสรภี าพนน้ั ๆ ซ่ึง
ไดแบง เขตแดนของสิทธอิ อกเปน 2 สว น กลาวคือ สว นที่รัฐไมอาจกาวลวงเขาไปกระทบตอสิทธิและ
เสรภี าพไดเลย และสว นทร่ี ฐั อาจเขา ไปกระทบตอสทิ ธิและเสรภี าพน้นั ได โดยในสว นหลังนร้ี ัฐธรรมนญู
ไดกําหนดไวในรัฐธรรมนูญแลววา สิทธแิ ละเสรภี าพประเภทไหนท่ีรัฐธรรมนูญตองการจะคมุ ครอง
3. การจํากัดสิทธิจะตองกระทําเทาท่ีจําเปน หลักการจํากัดสิทธิและเสรีภาพเทาที่จะ
จําเปน หรือหลกั พอสมควรแกเ หตุ หรอื หลักความไดสัดสวน เปนหลักท่ีมีความสําคัญอยางยิ่งในการ
นํามาใชควบคุมการใชอ าํ นาจของรัฐท่ีมผี ลกระทบตอสทิ ธิและเสรีภาพของประชาชน สาระสาํ คัญของ
หลกั ความไดส ัดสว น มีดงั ตอ ไปน้ี
3.1 หลักความสัมฤทธ์ิผล หมายถึง มาตรการน้ันเปนมาตรการท่ีอาจทําใหบรรลุ
วตั ถุประสงคต ามที่กาํ หนดไวไ ด มาตรการอนั ใดอันหนึ่งจะเปน มาตรการท่ีไมเหมาะสมหากมาตรการ
น้ันไมอาจบรรลุวัตถุประสงคตามที่กฎหมายกําหนดไวได หรือการบรรลุวัตถุประสงคดังกลาวน้ัน
เปนไปดวยความยากลาํ บาก
3.2 หลักความจําเปน หมายถงึ มาตรการหรือวิธีการท่ีอาจบรรลุวัตถุประสงคตามที่
กาํ หนดได และเปน มาตรการหรอื วิธกี ารที่อาจกอ ใหเกดิ ผลกระทบนอ ยทีส่ ุด ดังนั้นหากมมี าตรการอืน่
สทิ ธแิ ละเสรภี าพ 227
ท่สี ามารถบรรลวุ ัตถุประสงคนน้ั และมผี ลกระทบนอยกวา มาตรการที่รัฐไดเ ลอื กใช ในกรณีน้ียอ มถือได
วามาตรการท่รี ฐั นาํ มาใชไ มเ ปน ไปตามหลักความจําเปน
3.3 หลกั ความไดส ัดสว น ในความหมายอยางแคบ หมายถึง มาตรการอันใดอันหน่ึง
จะตองไมอ ยูนอกเหนอื ขอบเขตของความสัมพันธระหวางวธิ ีการดังกลาวกับวัตถุประสงคที่กําหนดไว
กลาวคือ เปนการพจิ ารณาความสมดุลระหวา งสิทธิขนั้ พน้ื ฐานทีถ่ ูกกระทบกบั ผลประโยชนสวนรวมที่
เกิดจากการกระทบสิทธิข้ันพื้นฐานดงั กลาวจะตองอยูในสัดสวนท่ีสมดุลกัน แตหากกระทบสิทธิของ
ปจเจกบุคคลมากแตประโยชนสาธารณะที่เกิดจากการกระทบสิทธิดังกลาวมีเพียงเล็กนอยเทานั้น
ยอ มถอื วา ไมเ ปน ไปตามหลักความไดสัดสว นในความหมายอยา งแคบ
4. การจาํ กัดสิทธติ องระบบุ ทบัญญตั ใิ นรฐั ธรรมนญู ใหอ ํานาจในการตรากฎหมายจํากัดสิทธิ
หลักการจํากัดสิทธิตองระบุบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ใหอํานาจในการตรากฎหมายจํากัดสิทธิ มี
ความสาํ คญั ในการเตือนฝายนิติบัญญัติไมใหเขาไปแทรกแซงในขอบเขตของสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไดรับ
ความคมุ ครองโดยไมตัง้ ใจ และโดยปราศจากการไตรตรองช่ังนํา้ หนักระหวางผลดแี ละผลเสียของการ
แทรกแซงดังกลา วกับผลทจ่ี ะไดจากการแทรกแซงดังกลาว ดงั นน้ั ฝา ยนติ บิ ัญญัตคิ วรจะตองไตรตรอง
อยางรอบคอบและจะตองตรวจสอบอยางละเอยี ดถึงผลดงั กลา ว เมื่อฝายนิติบญั ญตั ไิ ดลว งลํ้าเขา ไปใน
ขอบเขตของสิทธขิ ั้นพ้ืนฐานทไี่ ดร ับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ หนา ทีใ่ นการอางมาตราท่ีใหอํานาจใน
การจาํ กดั สทิ ธขิ ้นั พื้นฐานไวใ นกฎหมายถือวาเปนขอ จาํ กัดในทางรปู แบบทม่ี ตี อ ฝายนิติบัญญตั ิ
กลา วโดยสรุป ในยามท่ีบานเมืองสงบสุข การจํากัดสิทธแิ ละเสรภี าพของบุคคลโดยบทบญั ญตั ิ
แหง กฎหมาย ฝายนิตบิ ัญญตั ิตอ งตราโดยมีวตั ถุประสงคเปน ไปตามเงอ่ื นไขท่ีรัฐธรรมนูญกําหนด การ
จาํ กัดสิทธิและเสรีภาพโดยบทบญั ญัติแหงกฎหมายจึงจะชอบดวยรัฐธรรมนูญ แตในบางสถานการณ
เม่ือเกิดความไมสงบข้ึนในบานเมือง เพ่ือการดํารงอยูของรัฐและเพ่ือความตอเนื่องในการบริหาร
สาธารณะ สิทธิและเสรีภาพของประชาชนจึงตองถูกจํากัดลงภายใตสถานการณพิเศษบางอยาง
กลาวคือ รัฐธรรมนูญบัญญัติขอจํากัดของการใชสิทธิและเสรีภาพไว 3 ประการ คือ ตองไมเปน
ปฏปิ กษต อรฐั ธรรมนูญ ไมกระทบสทิ ธขิ องบคุ คลอืน่ และไมข ัดตอ ศลี ธรรมอันดีของประชาชน
องคก รที่ทาํ หนา ทคี่ ุมครองสทิ ธแิ ละเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนญู
การบัญญัติรับรองและคุมครองสิทธิและเสรีภาพไมไดทําใหประชาชนมิสิทธิและเสรีภาพ
อยางสมบูรณ เพราะเม่ือมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพข้ึน ก็จําเปนท่ีจะตองมีองคกรมาทําหนาที่
คมุ ครอง ซ่ึงองคก รทีท่ ําหนา ท่คี มุ ครองสิทธแิ ละเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญท่ีสําคัญ ไดแก
ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม ผูตรวจการแผนดิน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
แหงชาติ
โกวทิ วงศส รุ วฒั น (2559 : 1-41-1-47) ไดอธิบายถึงองคก รทางตุลการและองคกรอิสระตาม
รัฐธรรมนูญ ซง่ึ เปนกระบวนการทางดา นตลุ การและคุม ครองสทิ ธิเสรีภาพของประชาชน ไวด ังน้ี
228 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง
ศาลรัฐธรรมนูญ (Constitution Court)
เปนองคการท่ีสําคัญที่มีอํานาจหนาที่ในการคุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน การ
คุม ครองทาํ ไดโ ดยการตรวจสอบการทํางานของฝายนิติบัญญัติโดยการตรวจสอบรางกฎหมาย และ
กฎหมายท่ีสภาตราขึ้น ตลอดจนพระราชกําหนดวาขัดตอสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว
หรอื ไม แตท งั้ น้ีรฐั ธรรมนญู ประชาชนจะมีสิทธฟิ องคดีตอ ศาลรฐั ธรรมนญู ไดโดยโตรงหรอื ไม ขน้ึ อยูกบั
บทบญั ญตั ขิ องรัฐธรรมนูญแตล ะฉบับ
ศาลปกครอง (Administrative Court)
เปนองคกรที่มีอํานาจหนาทใี่ นการตรวจสอบการทํางานของฝายบริหารวา การออกกฎ คําสั่ง
ทางปกครอง หรอื การะทําอ่นื ใด ทอี่ อกโดยฝา ยบริหารขดั ตอ ความขอบของกฎหมายหรือไม โดยศาล
ปกครองมีอํานาจพิจารณาพพิ ากษาคดีทเ่ี ปนขอพพิ าทของฝา ยบรหิ ารอันเนอ่ื งมาจากการกระทําหรือ
ละเวน การกระทําทีฝ่ า ยบรหิ ารตอ งรับผิดชอบในการปฏบิ ัตหิ นา ท่ตี ามกฎหมาย
ศาลยตุ ิธรรม (Court Justice)
เปน ศาลอกี ศาลหน่งึ ท่ีมีหนา ท่ใี นการคมุ ครองสิทธิและเสรภี าพของประชาชน ศาลยุติธรรมที่
ทาํ หนาท่ีคุม ครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ไดแก ศาลอาญา กลาวคือ เม่ือมีการกระทําของ
เจา หนา ท่ีรฐั อนั ละเมิดตอ สิทธิและเสรีภาพที่กฎหมายคุมครองแกบุคคลใด บุคคลผูถูกละเมิดยอมมี
อาํ นาจทจ่ี ะนาํ คดีขน้ึ สศู าลได โดยเฉพาะอยางย่ิงในกรณีท่ีเจาหนาท่ีของรัฐเปนผูละเมิดเสียเอง โดย
การปฏิบัตหิ รือละเวนการปฏิบตั โิ ดยไมช อบ (มาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา)
ผตู รวจการแผนดิน (Ombudsman)
เปนองคกรตามรัฐธรรมนูญท่ีมีจํานวนไมเกิน 3 คน ซ่ึงพระมหากษัตริยทรงแตงต้ังตาม
คําแนะนําของวุฒิสภา จากบุคคลท่ีไดรับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา โดยมีอํานาจหนาที่
สาํ คญั คอื
1. พิจารณาและสอบสวนหาขอเท็จจริงตามคํารองเรียนในกรณี 1) การไมปฏิบัติตาม
กฎหมายหรือปฏิบัตินอกเหนืออํานาจหนาท่ีตามกฎหมายของขาราชการ พนักงานหรือลูกจางของ
หนว ยราชการ หนว ยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น และ 2) การปฏิบัติหรือ
ละเลยไมปฏิบัตหิ นาที่ของขา ราชการ พนักงาน หรือลกู จา งของหนว ยราชการ หนวยงานของรัฐ หรือ
รฐั วสิ าหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น ท่กี อใหเ กิดความเสียหายแกผ รู องเรียนหรอื ประชาชนโดยไมเปน
ธรรม ไมวาการนัน้ จะชอบหรอื ไมช อบดว ยอาํ นาจหนา ทกี่ ต็ าม
2. จดั ทาํ รายงานพรอมทัง้ เสนอความเห็นและขอเสนอแนะตอรัฐสภา นอกเหนือจากนี้ใน
กรณผี ตู รวจการแผนดินเหน็ วาบทบัญญตั ิแหงกฎหมายใดมีปญหาเกีย่ วกับความชอบดวยรัฐธรรมนูญ
ผูตรวจการแผนดินสามารถเสนอเรื่องพรอมความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญเพ่ือพิจารณาวินิจฉัยวา
กฎหมายขัดรฐั ธรรมนูญ หรอื หากเปนกฎ ขอบังคบั หรือการกระทําใดของฝายบรหิ ารขัดตอกฎหมาย
ผตู รวจการแผน ดนิ ก็สามารถเสนอเรือ่ งพรอ มความเห็นตอศาลปกครองไดเ ชนกัน
สิทธิและเสรีภาพ 229
คณะกรรมการสทิ ธิมนุษยชน (Human Rights Commission)
เปนองคกรตามรัฐธรรมนูญ (องคอิสระ) ซ่ึงประกอบดวยประธานกรรมการคนหนึ่งและ
กรรมการอ่นื จาํ นวน 6 คน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภาจากผูซึ่งไดรับ
การสรรหา โดยมีอํานาจหนาท่ี ดังน้ี
1. ตรวจสอบและรายงานการกระทําหรือการละเลยการกระทําอันเปนการละเมิดสิทธิ
มนษุ ยชน หรอื อันไมเปนไปตามพันธกรณีระหวางประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนท่ีประเทศไทยเปน
ภาคี และเสนอมาตรการแกไขที่เหมาะสมตอบุคคลหรือหนวยงานที่กระทําหรือละเลยการกระทํา
ดงั กลา ว เพอ่ื ดําเนนิ การ ในกรณีทป่ี รากฏวา ไมม ีการดาํ เนินการตามท่ีเสนอใหรายงานตอรัฐสภาเพื่อ
ดาํ เนินการ ตอ ไป
2. เสนอแนะนโยบายและขอเสนอในการปรบั ปรงุ กฎหมาย กฎหรอื ขอ บงั คับตอรัฐสภาและ
คณะรฐั มนตรเี พือ่ สงเสรมิ และคุมครองสทิ ธิมนษุ ยชน
3. สงเสรมิ การศึกษา การวิจัย และการเผยแพรค วามรดู า นสทิ ธิมนษุ ยชน
4. สงเสริมความรว มมือและการประสานงานระหวางหนวยราชการ องคการเอกชนและ
องคก ารอืน่ ในดานสทิ ธมิ นษุ ยชน
5. จดั ทาํ รายงานประจาํ ปเพ่ือประเมินสถานการณดานสิทธิมนุษยชนภายในประเทศและ
เสนอตอ รฐั สภา
6. อํานาจหนาท่อี นื่ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
แนวคดิ วา ดวยศกั ดิ์ศรคี วามเปนมนษุ ยแ ละหลกั ความเสมอภาค
แนวคดิ วา ดวยศักดศิ์ รีความเปนมนุษย
แนวคดิ วาดวยศกั ดิค์ วามเปน มนุษย (Human Dignity) ไดร ับการพัฒนามากพรอมกบั แนวคดิ
วา ดว ยสิทธติ ามธรรมชาติของสํานักกฎหมายธรรมชาติ โดยเห็นวามนุษยที่ถือกําเนิดมายอมมีศักดิ์ศรี
ในความเปน มนุษยทกุ คน รัฐหรอื บคุ คลอ่ืนใดกม็ อิ าจละเมิดศักดศ์ิ รคี วามเปนมนษุ ยไ ด
บรรเจิด สงิ คะเนติ (2548 : 35-36) ไดก ลาวไววา ศกั ด์ิศรคี วามเปน มนษุ ย (Human Dignity)
ในทางกฎหมายนน้ั นกั กฎหมายชาวเยอรมนั ทชี่ ่อื เคลาส สเติรน (Stern) ไดใหความหมายวา หมายถึง
คุณคา อันมีลกั ษณะเฉพาะท่ผี กู พันอยูกับความเปนมนุษย ซึ่งบุคคลในฐานะที่เปนมนุษยทุกคนไดรับ
คุณคาดังกลาว โดยไมตองคํานึงถึงเพศ เชื้อชาติ ศาสนา วัย หรือคุณสมบัติอ่ืนๆ ของบุคคล จาก
ความหมายดังกลาว จะเห็นไดวา ศักด์ิศรีความเปนมนุษยเปนคุณคาที่มีลักษณะเฉพาะอันสืบ
เน่ืองมาจากความเปนมนุษยและเปน คณุ คาทผ่ี กู พนั อยเู ฉพาะกับความเปน มนษุ ยเทา นน้ั โดยไมข้ึนอยู
กับเงือ่ นไขอันใดท้งั สิ้น เชน เช้ือชาติ ศาสนา เปน ตน คุณคาของความเปนมนุษยดังกลาวนี้มีอยูเพื่อให
มนุษยมีความเปนอิสระในการพัฒนาบุคลิกภาพสวนบุคคลภายใตความรับผิดชอบของตนเองโดย
อสิ ระ และถอื วา ศกั ดิ์ศรีความเปนมนุษยเปน ส่ิงสูงสดุ ทีม่ อิ าจลวงละเมิดได
230 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมอื ง
สาํ หรบั ความหมายศกั ดิศ์ รคี วามเปน มนุษยหมายถึงความมีคา ของมนษุ ยแ ตล ะคนทง้ั ในแงข อง
ความมีคาในตัวเองของผนู ั้นเอง และในสถานภาพของความเปน มนษุ ยของแตล ะคนดวย ศักด์ศิ รีความ
เปนมนุษยย อมเปนสวนที่เปน สาระสาํ คญั ของมนุษยแตละคนอนั ไมอ าจจะพรากเสียได อาจกลา วไดวา
ศกั ด์ศิ รีความเปน มนษุ ยก ็คือการปฏิบตั ิตอ เพ่ือนมนุษยดว ยกันดงั เชนเขาเปนมนษุ ย โดยทมี่ นษุ ยทุกคน
มีคุณคาในตัวเองอนั ไมอาจแบง แยกดวยเหตแุ หง เพศ เชื้อชาติ สัญชาติ ภาษา ถิ่นกําเนิด สถานะทาง
สงั คมและเศรษฐกจิ หรอื ปจจยั อื่นใด อนั ไมคํานงึ ถงึ สถานะท่บี คุ คลดงั กลา วเปน มนุษยเชน เดียวกบั เรา
ผูทรงศักดิ์ศรีความเปน มนษุ ยคือมนุษยแ ตละคนโดยมไิ ดจํากดั แตพ ลเมืองของรัฐหนง่ึ รัฐใด แมแ ตค นไร
สญั ชาติ คนเรรอน คนท่ไี มอาจส่ือสารดวยวิธีใดๆ ก็ยอมเปนผูทรงไวซึ่งศักดิ์ศรีความเปนมนุษยดวย
ดังน้ัน การเอาคนไปเปนทาสและมองวาเปนเพียงทรัพยสมบัติของนายทาส จะเฆ่ียนตีหรือลงโทษ
อยางใดกไ็ ดหรือการแบงชนชน้ั วรรณะของบุคคล ไมวา จะเก่ียวพนั กบั ความเช่อื ในลัทธิศาสนาหรือไมก็
ตาม จึงเปน การละเมดิ ตอ ศักดิศ์ รคี วามเปน มนษุ ยอ ยา งชดั เจน
อภชิ าติ แสงอมั พร (2559 : 169) กลา วไววา รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช
2550 มาตรา 4 ไดบญั ญัติถึงแนวคิดวา ดว ยศกั ด์ิศรีความเปน มนุษยไววา ศักดศิ์ รีความเปน มนษุ ย สิทธิ
เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ยอมไดรับการคุมครอง บทบัญญัติน้ีจึงเปนการประกาศ
หลกั การพืน้ ฐานของรฐั ธรรมนูญวาประสงคจะใหค วามคุมครองศกั ดศ์ิ รีความเปน มนษุ ย บทบัญญัติอืน่
ใดในรฐั ธรรมนญู หรอื กฎหมายจะตองไมม ีเนอ้ื หาที่ขดั หรอื แยงกับหลักการคุมครองศักดิ์ศรีความเปน
มนุษย เนอ่ื งจากสถานะของบทบัญญัตินเ้ี ปนหลักการพืน้ ฐานอันมอิ าจถูกเปลย่ี นแปลงหรือละเมดิ ได
กลาวโดยสรปุ สถานะของแนวคดิ วาดว ยศกั ดศิ์ รีความเปนมนษุ ยจ งึ เปน พ้ืนฐานของแนวคิดวา
ดวยสิทธแิ ละเสรภี าพอีกช้ันหนง่ึ กลาวคือ แมบ ุคคลไดรับความคุมครองสิทธิเสรีภาพจากรัฐและการ
จาํ กดั สทิ ธเิ สรีภาพก็เปนไปตามกฎหมายท่ผี านความเหน็ ชอบจากรัฐสภาแลวก็ตาม แตหากมาตรการ
ทางกฎหมายมลี ักษณะเปน การเหยยี บยํา่ ดหู มนิ่ ถงึ รากฐานศักด์ิศรคี วามเปนมนุษย สิทธิเสรีภาพที่รัฐ
รับรองก็ยอ มไรค วามหมาย เชน กฎหมายทผ่ี านความเหน็ ชอบจากรัฐสภามีมาตรการลงโทษดวยการ
ตัดนว้ิ หรือปลอ ยกระแสไฟฟาใสน ักโทษ หรือ การขังคกุ ท่ีมีสภาพเหม็นและคบั แคบ เปน ตน
แนวคิดวาดว ยหลกั ความเสมอภาค
แนวคดิ เร่ืองหลักแหง ความเสมอภาคตัง้ อยบู นพื้นฐานทว่ี า โดยธรรมชาติแลว มนุษยท กุ คนเกดิ
มากและดํารงอยูอยางเสมอภาคเทา เทียมกัน และมนุษยทุกคนจะตองเคารพสิทธแิ ละเสรีภาพของกัน
และกนั
วรี ะ โลจายะ (2545 : 465-466) อธบิ ายไววา แนวคดิ ดังกลาวเปน มมุ มองของสาํ นกั กฎหมาย
ธรรมชาตทิ ี่มองวา ส่ิงเหลาน้ีติดตัวมาแตกําเนิดและถึงแมจะไมมีกฎหมายบัญญัติรับรองไวเปนลาย
ลักษณอักษรก็ยังคงมีผลบังคับใชได การยอมรับหลักการดังกลาแสดงใหเห็นถึงความสัมพันธกับ
แนวคดิ ปจเจกชนนยิ มอีกดวย เพราะการทีร่ ฐั หรือบคุ คลตองยอมรบั และเคารพตอหลักความเสมอภาค
น้ันเทากบั เปน การยอมรับสิทธติ ามธรรมชาตขิ องปจเจกชนแตล ะคนดว ยเชน กัน
สทิ ธิและเสรีภาพ 231
ปจจบุ นั หลักความเสมอภาคเปนสว นหนึง่ ในหลักสิทธมิ นษุ ยชนท่ีไดร ับการยอมรับในรูปแบบ
ที่เปนกฎหมายลายลักษณอักษรโดยสํานักกฎหมายฝายบานเมือง กลาวคือ ไดรับการพิจารณาใน
มุมมองทางกฎหมายมใิ ชใ นขอบเขตทางปรัชญาแตเพียงอยางเดียว ปรากฏการณดังกลาวเปนผลมา
จากการรอมชอมทางความคดิ ของสํานักกฎหมายฝายบานเมืองและสํานักกฎหมายธรรมชาติ ซึ่งจะ
เห็นไดวาเปนการแปรสิทธิตามธรรมชาติของบุคคลมาเปนสิทธิของบุคคลท่ีไดรับการรับรองโดย
กฎหมาย
ววิ ฒั นาการของหลักความเสมอภาค
แนวคิดเรื่องหลักความเสมอภาคในสมัยด้ังเดิมเกิดจากคําสอนของศาสนาคริสต ท่ีสงผล
กระทบตอโครงสรางทางเศรษฐกจิ และระบบทาสทีม่ ีอยใู นยุคของอาณาจกั รโรมัน ตอมาในสมัยกลาง
ระบบศักดนิ าไดย กเลิกแนวคดิ เรอ่ื งความเสมอภาคและสรางลําดบั ชน้ั ของสังคมขน้ึ แปรผนั ตามสภาพ
ของท่ดี นิ และบุคคล อยางไรก็ตาม ความไมเสมอภาคในสมัยกลางดังกลาวคอยๆเปลี่ยนแปลงไปเมื่อ
เกดิ ชนชน้ั กลางทส่ี ะสมความเขม แข็งจนนําไปสกู ารเรยี กรอ งใหเ ปลยี่ นแปลงความไมเสมอภาคดงั กลา ว
สมยศ เช้ือไทย (2535 : 138) ไดอ ธบิ ายไววา สําหรับหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญก็
คือหลักความเสมอภาคตอหนากฎหมาย (Equality before the law) ซ่ึงบุคคลยอมเสมอภาคใน
กฎหมายและไดร ับความคมุ ครองตามกฎหมายเทาเทียมกนั ดงั นน้ั นอกจากหลักความเสมอภาคตาม
รฐั ธรรมนูญจะมิใชแตเ พยี งแนวคิดปรัชญาทางกฎหมาย แตย ังไดรับการบัญญัติเปนลายลักษณอักษร
ในรฐั ธรรมนญู อีกดว ย ซึ่งสงผลใหหลักความเสมอภาคไดรับความคมุ ครองในระดับสูงสุด ซึ่งกฎหมาย
อน่ื ใดมิอาจะละเมดิ หลักการดังกลาวได
ทัง้ ทางเศรษฐกิจ สงั คม และการเมือง นอกจากนย้ี ังมเี อกสารทางประวัติศาสตรท ่รี ะบุถงึ หลกั
ความเสมอภาคไดดที ่สี ุด กค็ ือคําประกาศสทิ ธิมนุษยชนและพลเมืองของฝร่ังเศส ซึ่งตราขึ้นภายหลัง
จากการปฏิวัติใหญของฝรั่งเศส ป ค.ศ. 1789 ซึ่งหลังจากนั้นประเทศตางๆ ก็ไดนําหลักความเสมอ
ภาคไปบญั ญัตไิ วในรฐั ธรรมนูญของตน
ณัฐกร วิทติ านนท (2557 : 68) ไดใหคําอธบิ ายเกย่ี วกับประเภทของหลกั ความเสมอภาคไววา
ความเสมอภาคตามรฐั ธรรมนูญ แบง ออกเปน 2 ประเภท ไดแก หลักความเสมอภาคท่ัวไป และหลัก
ความเสมอภาคเฉพาะเรือ่ ง ดงั น้ี
1. หลกั ความเสมอภาคทวั่ ไป เปน สิทธขิ ั้นพ้ืนฐานของบุคคลทุกคนท่ีอาจกลาวอางกับการ
กระทําใดๆ ของรฐั ได หากเรื่องนน้ั มไิ ดม กี ารกาํ หนดไวในหลักความเสมอภาคเฉพาะเร่อื ง แตหากเร่ือง
ใดมหี ลักความเสมอภาคเฉพาะเรื่องกําหนดไวแลว ก็ใหพิจารณาไปตามหลักความเสมอภาคเฉพาะ
เร่ืองนั้นๆ
2. หลักความเสมอภาคเฉพาะเรอื่ ง คือ หลกั ความเสมอภาคท่ใี ชเ ฉพาะภายในขอบเขตเร่ือง
ใดเร่ืองหนึ่งเปนการเฉพาะ เชน หลักความเสมอภาคเฉพาะเร่ืองเก่ียวกับชายและหญิง โดย
ความสัมพันธระหวา งหลกั ความเสมอภาคท่ัวไปกับหลักความเสมอภาคเฉพาะเร่ืองน้ัน ถือไดวาหลัก
ความเสมอภาคทว่ั ไปเปน พนื้ ฐานของหลกั ความเสมอภาคเฉพาะเร่อื ง แตหลกั ความเสมอภาคทว่ั ไปนั้น
232 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง
สามารถนําไปใชไ ดท กุ ๆ เรอ่ื งโดยไมจ ํากัดขอบเขตเรือ่ งใดเร่ืองหน่ึง และบุคคลทุกๆ คนยอมอางหลัก
ความเสมอภาคท่ัวไปได สวนหลักความเสมอภาคเฉพาะเร่ืองอาจถูกจํากัดโดยใชเฉพาะเรื่องหรือ
เฉพาะกลุม บคุ คลทีร่ ฐั ธรรมนูญมงุ คมุ ครองเทานั้น โดยหลักความเสมอภาคเฉพาะเรื่องน้ันยังถือเปน
หลักกฎหมายพิเศษซงึ่ ยอ มมากอนหลักความเสมอภาคท่ัวไป ถากฎเกณฑใดไดรับการพิจารณาดวย
หลกั ความเสมอภาคเฉพาะเร่อื งแลว กไ็ มจําเปน ตอ งนํามาพิจารณาตามหลักความเสมอภาคท่วั ไปอกี
สมยศ เชื้อไทย (2535 : 139) แบงหลักความเสมอภาคเฉพาะเร่ืองออกเปน 5 ดาน
ดงั ตอไปนี้
1. ความเสมอภาคในกระบวนการยุตธิ รรม เมอ่ื มกี รณที ีต่ อ งใชสทิ ธเิ รยี กรอ งทางศาล บุคคล
ทกุ คนทถี่ กู โตแ ยง สิทธิสามารถท่ีจะนาํ คดสี กู ารพิจารณาในศาลทม่ี เี ขตอาํ นาจไดอยางเทา เทียมกนั ผูใ ด
จะรอ งขอใหต ง้ั ศาลพิเศษเพอื่ พิจารณาพิพากษาคดีของตนโดยเฉพาะไมได
2. ความเสมอภาคในการเขาทํางานในภาครัฐ บุคคลทุกคนท่ีมีคุณสมบัติครบถวนตาม
กฎหมายทก่ี ําหนดคณุ สมบัติของบุคคลท่จี ะเขาทําหนาที่ในภาครัฐ บุคคลยอมมีความเสมอภาคท่ีจะ
สมคั รเขารบั ราชการได โดยทัว่ ไปกระบวนการคัดเลือกจะใชวิธีการสอบแขงขันเพื่อพิจารณาความรู
ความสามารถของบุคคล การนาํ หลักเกณฑอ ื่นมาพิจารณานอกจากเรื่องความรูความสามารถจึงอาจ
ขดั ตอ หลักความเสมอภาค เชน ผูมสี ิทธิสมัครสอบเปน เจา หนา ที่ของรฐั ตอ งจบปริญญาตรีเกยี รตนิ ยิ ม
3. ความเสมอภาคในการเลือกตัง้ บคุ คลทกุ คนท่มี คี ุณสมบตั ติ ามท่ีรฐั ธรรมนญู กาํ หนด ยอม
มีสิทธิเลอื กตัง้ และสิทธิในการลงสมคั รรับเลอื กต้ังอยางเทา เทียมกนั
4. ความเสมอภาคในการรับภาระของรัฐ เชน ความเสมอภาคในการชําระภาษีใหแกรัฐ
มากนอยตามความสามารถของแตละบุคคล ความเสมอภาคในการรับราชการทหารของชายไทยทุก
คน เวนแตจ ะเปน บคุ คลที่ไดร ับการยกเวนใหไ มต อ งเขา รับราชการทหาร เชน ผพู ิการทุพพลภาพ
5. ความเสมอภาคในการรับบริการสาธารณะ เชน บุคคลทุกคนมิสิทธิเสมอภาคในการรับ
การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน หรอื มีสิทธิเสมอภาคกันในการรับบริการทางสาธารณะสุขที่ไดมาตรฐาน
การกระทาํ ทขี่ ัดตอ หลกั ความเสมอภาค
โดยท่ัวไปบุคคลทุกคนยอมมีสิทธิเสมอกันในทางกฎหมาย อีกทั้งกฎหมายตองใหความ
คุม ครองบคุ คลทกุ คนอยางเทา เทียมกัน การเลอื กปฏิบตั ติ อ บคุ คลใดบุคคลหนึ่งใหแตกตางจากบุคคล
อน่ื ท้งั ทบ่ี ุคคลนั้นมคี ณุ สมบตั ิหรอื สาระสาํ คญั เชนเดียวกับบุคคลอ่ืน จึงเปนการเลือกปฏิบัติอยางไม
เปน ธรรมขัดตอ หลักความเสมอภาค การเลือกปฏบิ ัติตอบุคคลดวยเหตุแหงความแตกตางในเพศ เช้ือ
ชาติ ภาษา อายุ สภาพทางรางกายและจติ ใจ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม ความเช่ือความศรัทธา
การศึกษา หรือเหตุอ่ืนใด อันเปนสาระสําคัญของการดํารงอยูซึ่งศักด์ิศรีความเปนมนุษย จึงไมอาจ
กระทําได เพราะเทากับวาการเลือกปฏิบัติเชนน้ันไดแบงแยกชนช้ันของบุคคลท้ังท่ีตางก็เปนมนุษย
เชน เดียวกัน ดงั นนั้ การเลอื กปฏิบตั ิอยางไมเปน ธรรมดวยเหตุขางตน จึงเปนการเลือกปฏิบัติท่ีไมอาจ
ยอมรบั ได
สทิ ธแิ ละเสรภี าพ 233
สมคดิ เลิศไพฑรู ย (2548 : 77-80) มคี วามเห็นในประเด็นการเลือกปฏิบัติน้ีไว พอสรุปไดวา
การกระทําบางอยางอาจดูเหมือนจะเปนการละเมิดหลักความเสมอภาค แตหากการกระทํานั้นมี
เหตุผลสําคญั รองรับ ก็มอิ าจจดั วาเปน การเลือกปฏบิ ตั ทิ ี่ไมเปนธรรม เชน การเลือกปฏิบัติเพื่อรักษา
ประโยชนสาธารณะหรือรักษาความมั่นคงของรัฐ การเลือกปฏิบัติเพื่อขจัดอุปสรรคหรือสงเสริมให
บุคคลสามารถใชส ทิ ธเิ สรีภาพไดเชนเดียวกับบุคคลท่ัวไป เชน การสรางหองนํ้าสําหรับผูพิการ หรือ
การสรางทางเดินสาํ หรบั อาํ นวยความสะอวดใหแ กผพู กิ ารทางสายตาเปนการเฉพาะ เปนตน เพ่ือให
การใชสทิ ธขิ องบุคคลดังกลาวเทา เทยี มกับการใชสิทธิเสรีภาพของบุคคลทั่วไป หรือการเลือกปฏิบัติ
เพราะระบบการทํางานท่ีแตกตา งกนั เชน ระบบงานของเอกชนยอมแตกตา งจากระบบงานของรัฐ ซึ่ง
มีเร่อื งของสายการบังคับบัญชา วินัย สมรรถภาพ หรือจริยธรรมมาเกี่ยวขอ ง
สิทธเิ สรีภาพในรัฐธรรมนูญไทย
รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย ไดมบี ทบัญญัติในเร่ืองสิทธิเสรีภาพมาต้ังแตรัฐธรรมนูญ
ฉบบั แรก และไดขยายขอบเขตการคมุ ครองสิทธิและเสรภี าพมากขน้ึ เปน ลาํ ดบั กลา วไดวา รัฐธรรมนูญ
แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2540, 2550 และ 2560 มบี ทบัญญตั ทิ เ่ี กีย่ วกบั สิทธิเสรีภาพมาก
ทส่ี ดุ อยา งไรก็ตามเปนสงิ่ ทค่ี วรทราบเปน เบอื้ งตน วาบทบญั ญตั ิเกย่ี วกับสทิ ธิเสรภี าพในรัฐธรรมนญู ได
ปรากฏอยูในหลายหมวดไมเฉพาะวาจะปรากฏในหมวดสิทธิและเสรีภาพเทาน้ัน แตกระจายอยูใน
หมวดอืน่ ๆ ดว ย เชน หมวดรฐั สภา หมวดศาล หมวดการปกครองทองถน่ิ หมวดการตรวจสอบการใช
อํานาจรัฐ เปน ตน
บรรเจิด สิงคะเนติ (2558 : 249-337) ไดใ หคาํ อธิบายไววา เปนท่ียอมรับวา บทบัญญัติสิทธิ
และเสรีภาพโดยตรงและชัดแจงนั้น ปรากฏในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ใน
หมวด 3 สทิ ธิและเสรภี าพ ตง้ั แตมาตรา 26 ถึงมาตรา 69 (พ.ศ. 2560 ในหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพ
ต้งั แตม าตรา 25 ถงึ มาตรา 49) กลา วคอื การใดทมี่ ิไดห า มหรอื จาํ กัดไวใ นรัฐธรรมนญู หรือในกฎหมาย
บุคคลยอ มมสี ทิ ธิและเสรภี าพทจี่ ะทําได และไดรบั การคมุ ครอง สรปุ ไดด งั น้ี
1. ความเสมอภาค รฐั ธรรมนูญไดรับรองหลกั ความเสมอภาคในทางกฎหมายและการหาม
เลือกปฏบิ ัตโิ ดยไมเ ปน ธรรม
2. สิทธิและเสรีภาพสวนบุคคล เชน สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและรางกาย เสรีภาพใน
เคหสถาน เสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยูภายในราชอาณาจักร สิทธิในครอบครัว เกียรติยศชื่อเสียง
ตลอดจนความเปนอยสู วนตวั เสรีภาพในการสอื่ สาร เสรีภาพในการนับถอื ศาสนา เปนตน
3. สทิ ธิในกระบวนการยุติธรรม เชน ในคดีอาญาน้นั ตองสันนษิ ฐานไวกอนวาผูตองหาหรือ
จําเลยไมม ีความผดิ และจะปฏิบัติตอ บุคคลน้ันเสมือนเปนผูกระทําผิดไมได สิทธิเขาถึงกระบวนการ
ยุติธรรมไดโดยงาย สะดวก รวดเร็วและท่ัวถึง ซ่ึงในคดีแพงบุคคลมีสิทธิไดรับความชวยเหลือทาง
กฎหมายอยางเหมาะสมจากรฐั เปน ตน
234 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง
4. สทิ ธิในทรพั ยส ิน โดยสิทธขิ องบุคคลในทรัพยสนิ ยอมไดรับการคุมครองขอบเขตแหงสทิ ธิ
นั้น
5. สทิ ธแิ ละเสรภี าพในการประกอบอาชพี โดยบคุ คลยอมมเี สรีภาพในการประกอบกิจการ
หรอื ประกอบอาชพี และการแขง ขนั โดยเสรอี ยา งเปน ธรรม
6. เสรีภาพในการแสดงความคดิ เห็นของบุคคลและส่ือมวลชน โดยบคุ คลยอมมีเสรีภาพใน
การแสดงความคดิ เหน็ การพดู การเขยี น การโฆษณา และการสือ่ ความหมายโดยวธิ อี ื่น
7. สิทธแิ ละเสรภี าพในการศึกษา โดยบุคคลยอมมีสิทธิเสมอกันในการไดรับการศึกษาไม
นอยกวาสบิ สองปซ ึ่งรฐั จะตองจดั ใหอยา งท่ัวถึงและมีคุณภาพ โดยไมเก็บคาใชจาย และบุคคลยอมมี
เสรีภาพในทางวชิ าการ
8. สิทธใิ นการไดรับบรกิ ารสาธารณะสุขและสวัสดิการจากรัฐ เชน บุคคลยอมมีสิทธิเสมอ
กันในการรับบริการทางสาธารณะสุขที่เหมาะสมและไดมาตรฐาน เด็กเยาวชนซึ่งไมมีผูดูแลมีสิทธิ
ไดร บั การเล้ยี งดแู ละการศกึ ษาอบรมท่ีเหมาะสม บุคคลซึ่งพิการหรือทุพพลภาพมีสิทธิเขาถึงและใช
ประโยชนจากสวัสดิการ สงิ่ อาํ นวยความสะดวกอันเปนสาธารณะและความชวยเหลือท่ีเหมาะสมจาก
รฐั บุคคลวกิ ลจรติ ยอ มไดรับความชวยเหลอื ที่เหมาะสมจากรัฐ เปน ตน
9. สิทธิในขอมูลขาวสารและการรองเรียน เชน บุคคลยอมมีสิทธิไดรับทราบและเขาถึง
ขอมูลหรือขาวสารสาธารณะในความครอบครองของหนวยราชการ สิทธิไดรับขอมูลคําช้ีแจงและ
เหตุผลจากหนวยราชการ สิทธิมีสว นรวมในกระบวนการพิจารณาของเจาหนาท่ีของรัฐในการปฏิบัติ
ราชการทางปกครอง อนั มีผลหรืออาจมีผลกระทบตอสิทธิและเสรภี าพของตน สิทธิเสนอเรอ่ื งราวรอง
ทกุ ขแ ละไดรับแจงผลการพิจารณาภายในเวลาอนั รวดเร็ว เปน ตน
10. เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม เชน บุคคลยอมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดย
ปราศจากอาวุธ เสรีภาพในการรวมกันเปนสมาคม สหภาพ สหพันธ สหกรณ กลุมเกษตร องคการ
เอกชน องคการพฒั นาเอกชน หรอื หมคู ณะ เสรภี าพในการรวมกันจัดตัง้ พรรคการเมอื ง เปน ตน
11. สิทธิชุมชน เชน สิทธิในการอนุรักษหรือฟนฟูจารีตประเพณี ภูมิปญญาทองถิ่น
ศิลปวัฒนธรรมอันดีของทองถิ่นและของชาติ และมีสว นรว มในการจดั การ การบํารงุ รักษา และการใช
ประโยชนจากทรพั ยากรธรรมชาติ สง่ิ แวดลอม รวมท้ังความหลากหลายทางชีวภาพอยางสมดุลและ
ยัง่ ยนื เปน ตน
12. สิทธพิ ิทกั ษร ัฐธรรมนญู โดยบุคคลจะใชส ทิ ธิและเสรภี าพเพอื่ ลมลา งการปกครองระบอบ
ประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพ่ือใหไดมาซ่ึงอํานานใน
การปกครองประเทศโดยวธิ ีการซ่ึงมไิ ดเ ปน ไปตามวถิ ีทางที่บญั ญัติไวในรัฐธรรมนูญน้ี มิได และบุคคล
ยอมมีสิทธิตอตานโดยสันติวิธีซึ่งการกระทําใดๆ ที่เปนไปเพื่อใหไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครอง
ประเทศโดยวิธกี ารซง่ึ มิไดเ ปน ไปตามวถิ ที างที่บญั ญตั ไิ วร ัฐธรรมนูญน้ี
กลาวโดยสรุป สทิ ธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย จาํ แนกออกได 4 ประเภท คือ สิทธิและ
เสรภี าพสวนบุคคล สิทธแิ ละเสรีภาพในทางเศรษฐกจิ สิทธิและเสรีภาพของบุคคลรวมกับชุมชน และ
สิทธแิ ละเสรภี าพ 235
สิทธิและเสรีภาพในการมีสวนรวมทางการเมือง กลาวคือตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญน้ัน
ประชาชนชาวไทยมีสิทธิและเสรีภาพในหลากหลากดาน ดังนั้นเพื่อท่ีจะใหมีผลใหสิทธิและเสรีภาพ
เปนจริงในทางปฏิบัตริ ฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย จึงมีบทบัญญัติกําหนดใหการใชอํานาจโดย
องคกรของรัฐทุกองคกรตองคํานึงถึงศักดิ์ความเปนมนุษย สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคของ
บคุ คล และบัญญัตหิ นาท่ขี องรฐั ไวเ ปน การเฉพาะ
สรปุ
สทิ ธิและเสรีภาพของประชาชนเปนส่ิงที่มีการใหความสําคัญอยางมาก ในรัฐธรรมนูญของ
ประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะไดมกี ารนําหลักรัฐธรรมนูญนิยมมาใชใน
การจัดทํารัฐธรรมนูญ ซึ่งมีสาระสําคัญในการจํากัดการใชอํานาจของรัฐและการตรวจสอบการใช
อํานาจรัฐ กลาวคือ เม่ือเรามีบทบญั ญัตใิ นรฐั ธรรมนูญเกี่ยวกับการจาํ กดั อํานาจรฐั ทีเ่ หมาะสม ไมใหรัฐ
มีอํานาจเกินขอบเขต ก็จะทําใหประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพมากขึ้น ในทางตรงกันขาม ถารัฐมี
อํานาจมากสามารถครอบงําประชาชนในทางตางๆ ได เทากับวาสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมี
นอ ยลง
โดยทั่วไปสิทธิและเสรีภาพมีความหมายท่ีแตกตางกัน แตมีความเก่ียวของและสัมพันธกัน
อยา งใกลช ิด ซง่ึ สทิ ธอิ าจกอ ใหเ กดิ เสรภี าพได และเสรีภาพกอ็ าจกอใหเ กดิ สิทธไิ ดเ ชนเดยี วกนั อยางไร
กต็ าม สทิ ธิและเสรีภาพเปนสิ่งท่ีรัฐและประชาชนจะตองมีอยูอยางเหมาะสมกับสภาพความเปนไป
ภายในรฐั เชน วัฒนธรรม ประเพณี คานิยม เปนตน ดังน้ัน การบัญญัติถึงสิทธิและเสรีภาพจึงตองมี
การกระทําอยางละเอียดรอบคอบ
นอกจากนี้สทิ ธิและเสรภี าพเมอ่ื มกี ารนํามาใชอาจมีปญหาในเชิงปฏิบัติ คือ การใชสิทธิและ
เสรีภาพของประชาชนอาจมกี ารกระทบสทิ ธิและเสรีภาพของผูอ่ืนได ดังน้ันการใชสิทธิและเสรีภาพ
จะตองมีการกําหนดขอบเขตการใชใหชัดเจน ซึ่งหลักท่ัวไปในการกําหนดขอบเขตของสิทธิและ
เสรีภาพในรฐั ธรรมนูญ มักจะวางหลักวา จะตองไมละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไมขัดตอ
ศลี ธรรมอันดขี องประชาชน รวมทัง้ ตองไมเปน ปฏิปกษตอรฐั ธรรมนญู
อยางไรก็ตาม เพื่อใหการใชสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเปนไปอยางสมบูรณย่ิงข้ึน
โดยทวั่ ไปรัฐธรรมนญู จะมบี ทบญั ญัติในเร่ืองการใหห ลกั ประกันในการคมุ ครองสิทธิและเสรีภาพ ซง่ึ ใน
เชิงรูปธรรมจะตองมีการกําหนดองคกรท่ีจะทําหนาท่ีในการดูแลคุมครองสิทธิและเสรีภาพของ
ประชาชน องคกรเหลาน้ีประกอบดวย ศาลและองคกรอิสระ ท่ีตั้งข้ึนตามรัฐธรรมนูญ เชน
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ เปนตน ทั้งน้ีเพื่อใหการใชสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ถกู ตองเหมาะสมตามเจตนารมณรวมกันของสังคม
236 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมือง
แบบฝก หดั ทา ยบท
จงตอบคําถามตอไปน้ี
1. จงอธิบายความหมายของคําวา สทิ ธิและคาํ วา เสรีภาพ พรอ มทั้งแสดงขอแตกตางของคํา
ท้งั สอง
2. จงอธิบายประเภทของสิทธิและเสรีภาพตามรฐั ธรรมนญู พรอ มยกตวั อยางประกอบ
3. จงอธิบายถึงประโยชนของสทิ ธแิ ละเสรภี าพทป่ี ระชาชนไดร บั ไดบทบญั ญัตแิ หง
รัฐธรรมนญู แบบลายลกั ษณอ กั ษร
4. ขอบเขตการใชส ิทธแิ ละเสรีภาพตามรฐั ธรรมนญู ทกี่ ลา ววา จะตองไมเปนปฏิปก ษตอ
รัฐธรรมนูญ มลี ักษณะอยางไร
5. การสรา งหลกั ประกนั เพือ่ คมุ ครองสทิ ธแิ ละเสรภี าพของบุคคล มีอะไรบา ง จงอธิบาย
6. ผูตรวจการแผน ดินและคณะกรรมการสิทธมิ นุษยชนแหง ชาติ มีบทบาทอยางไรในการ
คุมครองสิทธิและเสรภี าพของบคุ คล
7. จงอธบิ ายถึงแนวคิดวาดวยศักดิ์ศรคี วามเปน มนษุ ย
8. จงอธบิ ายถงึ แนวคดิ วา ดวยหลกั ความเสมอภาค
9. ใหยกบทบญั ญตั วิ าดว ยสิทธิและเสรภี าพในรฐั ธรรมนญู ไทย มา 1 เรอื่ ง พรอ มยกตัวอยาง
ประกอบ
บรรณานุกรม
กลุม พลังวชิ าการเพอ่ื อนาคต. (2553). เจาะหลัก-ฎีกา กฎหมายปกครอง กฎหมายรฐั ธรรมนูญ.
กรงุ เทพฯ: พมิ พอ กั ษร.
กาญจนารัตน ลีวิโรจน. (2544). สารานุกรมรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540).
กรงุ เทพฯ: องคก ารคาของครุ สุ ภา.
กิจบดี กองเบญจภชุ . (2553). กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบนั การเมอื ง. กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั
รามคาํ แหง.
กติ ตวิ ฒั น รัตนดลิ ก ณ ภูเก็ต. (2554). คูมือศกึ ษาพ้ืนฐานวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ (พิมพครงั้ ที่ 3).
กรุงเทพฯ: เสมาธรรม.
เกรียงไกร เจรญิ ธนาวฒั น. (2546). ที่มาของกฎหมายมหาชน โครงการตาํ ราคณะนติ ิศาสตร.
กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั .
. (2548). หลักพ้นื ฐานกฎหมายมหาชนวาดวยรฐั รฐั ธรรมนูญและกฎหมาย (พมิ พครัง้ ที่
2). กรงุ เทพฯ: วญิ ูชน.
. (2555). หลักพนื้ ฐานกฎหมายมหาชน. กรงุ เทพฯ: วญิ ูชน.
เกษม อุทยานนิ . (2516). รัฐศาสตร. กรงุ เทพฯ: ไทยวัฒนาพาณิช.
โกเมศ ขวญั เมอื ง. (2555). กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบนั การเมืองเปรียบเทยี บ. กรงุ เทพฯ:
ภทู ับเบกิ .
โกวทิ วงศส ุรวฒั น. (2546). พ้นื ฐานรฐั ศาสตรกบั การเมืองในศตวรรษท่ี 21. กรงุ เทพฯ: คณะ
สังคมศาสตร ภาควชิ ารฐั ศาสตรแ ละรัฐประศาสนศาสตร มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร.
. (2547). การเมืองการปกครองไทย : หลายมติ ิ. กรงุ เทพฯ: ภาควิชารฐั ศาสตรและรัฐ
ประศาสนศาสตร คณะสงั คมศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.
. (2559). แนวคิดวา ดวยสถาบันและกระบวนการทางการเมอื งไทย ใน เอกสารการสอน
ชุดวิชา สถาบนั และกระบวนการทางการเมืองไทย (พมิ พค รั้งที่ 3). นนทบรุ :ี
มหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช.
โกสนิ ทร วงศสรุ วฒั น. (2529). วิทยานพิ นธ "ความเขา ใจในการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย".
กรุงเทพฯ: สถาบันวชิ าการทหารบกชัน้ สงู .
คณะอนุกรรมการยกรา งรฐั ธรรมนญู คณะกรรมการรา งรฐั ธรรมนญู . (2559). สรุปหลักการสาํ คญั
รางรัฐธรรมนญู เบื้องตน. กรงุ เทพฯ: ฝา ยผลิตเอกสาร สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
จรูญ สภุ าพ. (2514). ประชาธิปไตยกับพัฒนาการเศรษฐกิจและระบบการเมอื ง. กรุงเทพฯ:
ไทยวัฒนาพานชิ .
238 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมือง
จกั ษ พนั ธชูเพชร. (2545). การเมอื งการปกครองไทย : มิติทางประวตั ิศาสตรและสถาบนั ทาง
การเมือง (พิมพคร้งั ท่ี 4). กรงุ เทพฯ: มายด พับลิชช่งิ .
. (2549). การเมอื งการปกครองไทย : จากยุคสโุ ขทัยถึงสมยั ทักษิณ (พิมพค ร้ังท่ี 5).
กรุงเทพฯ: มายด พับลิชชง่ิ .
. (2557). กฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายปกครอง (พมิ พค รง้ั ที่ 3). นนทบรุ ี: ธนภทั ร
(2006) พริ้นต้ิง.
จุฑารตั น บางย่ีขัน. (2528). การเมืองสหรฐั อเมรกิ า. กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยรามคําแหง.
จมุ พล หนมิ พานชิ . (2551). "รฐั สภา" ในเอกสารการสอนชุดวิชา สถาบันและกระบวนการทางการ
เมอื งไทย หนวยที่ 9-15 (พมิ พค รง้ั ที่ 13). นนทบุร:ี มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช.
ชยั วฒั น มา นศรสี ขุ . (2559). "รัฐสภา" ในเอกสารการสอนชดุ สถาบนั และกระบวนการทางการ
เมืองไทย หนว ยท่ี 1-5 (พมิ พค รงั้ ท่ี 3). นนทบรุ :ี มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช.
ชยั อนันต สมทุ รวาณิช. (2539). รัฐ (พิมพครง้ั ที่ 4). กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั .
ชาญชัย แสวงศักดิ์. (2549). คําอธิบายกฎหมายปกครอง (พมิ พครั้งท่ี 11). กรงุ เทพฯ: วิญชู น.
. (2560ก). กฎหมายมหาชน : ววิ ฒั นาการของกฎหมายมหาชนในตา งประเทศและใน
ประเทศไทย (พมิ พค รั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: วญิ ชู น.
. (2560ข). กฎหมายรฐั ธรรมนญู : แนวคิดและประสบการณข องตา งประเทศ (พิมพค ร้งั ที่
6). กรงุ เทพฯ: วิญชู น.
เชาวนะ ไตรมาศ. (2546). การใชก ลไกรฐั ธรรมนญู สาํ หรบั ประชาชน. กรงุ เทพฯ: สถาบนั นโยบาย
ศกึ ษา.
ณฐั กร วทิ ิตานนท. (2557). หลกั รฐั ธรรมนูญเบ้อื งตน (พิมพคร้งั ที่ 3). กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณ
มหาวิทยาลัย.
ณัชชาภทั ร อนุ ตรงจิตร. (2548). รัฐศาสตร (พิมพค รัง้ ท่ี 3). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั .
ดิเรก ควรสมาคม. (2553). กฎหมายมหาชน : แนวประยุกต (พิมพค รงั้ ที่ 2). กรุงเทพฯ: วิญชุ น.
เดชชาติ วงศโ กมลเชษฐ. (2508). หลกั รฐั ศาสตร. กรุงเทพฯ: มปพ.
เดือน บนุ นาค. (2520). การแยกอาํ นาจ. วารสารนติ ิศาสตร, ฉบับท่ี 3 ปท ี่ 9 (ธันวาคม 2520) น.16.
ไตรรงค สวุ รรณครี ี. (2558). มารยาททางการเมอื งกับกฎหมายรฐั ธรรมนญู . กรงุ เทพฯ: โพสต
พบั ลิชชงิ .
ทศพล สมพงษ. (2556). พัฒนาการและการพัฒนาประชาสงั คม. กรงุ เทพฯ: ศนู ยก ารพมิ พขอนแกน .
ธงทอง จนั ทราศ.ุ (2541). รวมสาระรฐั ธรรมนญู ฉบับประชาชน. กรุงเทพฯ: มตชิ น.
ธเนศ วงศย านนาวา. (2560). การสรางความสมเหตสุ มผล (ของใคร?). กรงุ เทพฯ: คณะรฐั ศาสตร
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร.
ธเนศวร เจรญิ เมือง. (2547). รฐั ศาสตรท ่ียังมลี มหายใจ (พมิ พค รง้ั ที่ 2). กรงุ เทพฯ: พริ าบ.
บรรณานุกรม 239
ธโสธร ตูทองคาํ . (2559). "สถาบนั พระมหากษัตริย" ในเอกสารการสอนชดุ วชิ า สถาบันและ
กระบวนการทางการเมอื งไทย หนว ยท่ี 1-5 (พมิ พค ร้งั ที่ 3). นนทบรุ ี:
มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช.
นรนิติ เศรษฐบตุ ร. (2558). รัฐธรรมนญู ไทยกับการเมอื งไทย (พิมพค รัง้ ท่ี 2 แกไขเพมิ่ เติม).
กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร.
นันทวฒั น บรมานนั ท. (2541). กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนูญฝรั่งเศส : ขอ คดิ เพ่ือการปรับปรุง
กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญไทย. กรงุ เทพฯ: สถาบนั นโยบายศกึ ษา.
บรรเจดิ สงิ คะเนติ. (2548). หลกั กฎหมายเกี่ยวกบั การควบคมุ ฝา ยปกครอง. กรุงเทพฯ: วิญชู น.
. (2552). หลกั พืน้ ฐานของสทิ ธิเสรีภาพและศกั ด์ิศรีความเปนมนุษยตามรัฐธรรมนญู
(พิมพครง้ั ที่ 3). กรุงเทพฯ: วญิ ูชน.
. (2558). หลักพน้ื ฐานเก่ียวกับสทิ ธเิ สรภี าพและศกั ดิค์ วามเปนมนุษย (พิมพค รัง้ ที่ 5).
กรงุ เทพฯ: วิญชู น.
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ. (2537). กฏหมายมหาชน : การแบง แยกกฎหมายมหาชน-เอกชน และ
พฒั นาการกฎหมายมหาชนในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: นิติธรรม.
. (2538). คําอธบิ ายกฎหมายมหาชน เลม 3 ท่ีมาและนิตวิ ิธี. กรงุ เทพฯ: นิติธรรม.
. (2544). รวมคําอธิบายเนติฯภาคหนง่ึ สมยั ท่ี 54 การบรรยายครัง้ ที่ 3. กรุงเทพฯ: สาํ นกั
อบรมศึกษากฎหมายแหงเนตบิ ณั ฑิตยสภา.
. (2550). กฎหมายมหาชน เลม 1 ววิ ฒั นาการทางปรัชญาและลักษณะของกฎหมาย
มหาชนยคุ ตา งๆ (พิมพค รง้ั ที่ 9). กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั .
. (2554). คําอธิบายวิชากฎหมายรัฐธรรมนญู (พมิ พค รง้ั ท่ี 2). กรงุ เทพฯ: สํานักอบรมศึกษา
กฎหมายแหง เนติบณั ฑติ ยสภา.
บัณฑิต จนั ทรโ รจนกจิ . (2558). รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย : ความเปน มาและสาระสาํ คญั .
กรงุ เทพฯ: สถาบันพระปกเกลา .
บุญฤทธ์ิ เพช็ รวิศษิ ฐ. (2554). เอกสารประกอบการสอนกระบวนวชิ ารัฐศาสตร. ขอนแกน: คณะ
มนุษยศาสตรแ ละสงั คมศาสตร วิทยาเขตหนองคาย มหาวทิ ยาลัยขอนแกน.
บฆู อรี ยหี มะ. (2552). ความรเู บ้อื งตนทางรฐั ศาสตร (พมิ พค รงั้ ที่ 2). กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณ
มหาวทิ ยาลยั .
ประยรู กาญจนาดลุ . (2549). คาํ บรรยายกฎหมายปกครอง (พิมพค รง้ั ที่ 5). กรงุ เทพฯ: คณะ
นิตศิ าสตร จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย.
พฤทธิสาณ ชุมพล. (2544). ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาในอังกฤษ. กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณ
มหาวทิ ยาลยั .
พฤทธสิ าณ ชุมพล และคณะ. (2546). คําและความคดิ ในรัฐศาสตรรวมสมยั . กรงุ เทพฯ:
จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั .
240 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมอื ง
พรชัย เลอ่ื นฉวี. (2554). กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมอื ง (พิมพค รั้งท่ี 9). กรงุ เทพฯ:
มหาวทิ ยาลัยธรุ กจิ บัณฑิตย.
ไพโรจน ชยั นาม. (2515). สถาบันการเมอื งและรัฐธรรมนญู ของตางประเทศกบั การปกครองของ
ไทย. กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.
. (2519). รัฐธรรมนญู บทกฎหมายและเอกสารในทางการเมอื งของประเทศไทย เลม 1.
กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร.
. (2524). สถาบันการเมอื งและกฎหมายรฐั ธรรมนญู ภาค 1 ความนําทว่ั ไป. กรุงเทพฯ:
คณะนิติศาสตร มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร.
ไพโรจน วายภุ าพ. (2553). คําอธิบายระบบศาลและพระธรรมนญู ศาลยุติธรรม (พมิ พคร้งั ที่ 7).
กรงุ เทพฯ: วิญชู น.
โภคิน พลกลุ และ ชาญชยั แสวงศกั ด์ิ. (2549). หลักกฎหมายมหาชนเบอ้ื งตน (พมิ พครง้ั ท่ี 5).
กรุงเทพฯ: นิติธรรม.
มนตรี รปู สุวรรณ. (2543). กฎหมายรฐั ธรรมนญู (พมิ พค ร้ังท่ี 7). กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัย
รามคําแหง.
มานติ ย จมุ ปา. (2541). ความรูเบือ้ งตน เกี่ยวกับรฐั ธรรมนูญ พ.ศ. 2540. กรุงเทพฯ: นติ ธิ รรม.
. (2543). รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทยพทุ ธศกั ราช 2540 (ความรเู บือ้ งตน).
กรุงเทพฯ: นติ ิธรรม.
. (2546). คูม อื ศึกษาวชิ ากฎหมายปกครอง. กรงุ เทพฯ: วิญชู น.
. (2556). หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ. กรงุ เทพฯ: นติ ธิ รรม.
. (2559). หลักกฎหมายรฐั ธรรมนญู (พิมพค รัง้ ท3่ี ). กรงุ เทพฯ: นติ ิธรรม.
ราชกจิ จานเุ บกษา. (22 กรกฎาคม2557 เลม 131 ตอนท่ี 55ก.). รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับช่ัวคราว) พุทธศักราช 2557.
. (6 เมษายน 2560 เลม ท่ี 134 ตอนท่ี 40ก.). รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย
พทุ ธศกั ราช 2560.
ราชบัณฑติ ยสถาน. (2556). พจนานกุ รม ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 (พิมพครั้งที่ 2).
กรงุ เทพฯ: นานมบี คุ พบั ลิเคช่ัน.
เลขาธกิ ารสภาผแู ทนราษฎร. (2555). เอกสารทางวิชาการประกอบการประชุมเสวนา เร่ือง รฏั ฐาธิ
ปต ย เอ้ือประโยชนร ฐั ประหารหรือทาํ ลายระบบนติ ิธรรม. (หนา 1-4). กรงุ เทพฯ:
สาํ นักงานเลขาธิการสภาผแู ทนราษฎร.
วนิดา แสงสารพันธ. (2543).:วทิ ยานิพนธนิติศาสตรมหาบัณฑติ “การเขา ช่อื เสนอกฎหมายโดย
ประชาชน”. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร.
บรรณานุกรม 241
วรพจน วิศรตุ พชิ ญ. (2538). สิทธแิ ละเสรภี าพตามรฐั ธรรมนูญ. กรงุ เทพฯ: วิญูชน.
. (2540). "นติ ริ ฐั : หลักการพืน้ ฐานของรัฐธรรมนญู เสรีประชาธปิ ไตย" ในหนงั สอื "ขอ
ความคดิ และหลักการพื้นฐานในกฎหมายมหาชน". กรงุ เทพฯ: นิตธิ รรม.
. (2543). สทิ ธแิ ละเสรภี าพตามรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช 2540
(พมิ พครง้ั ท่ี 2). กรงุ เทพฯ: วิญูชน.
วรรณา เจียมศรีพงษ. (2531). "ประชาธไิ ตย" ในการเมอื งเบ้ืองตน พลศักดิ์ จริ ไกรศิริ (บก.).
กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒประสานมิตร.
วรวลัญช โรจนพล. (2559). "รัฐบาลในการเมอื งไทย" ในเอกสารการสอนชดุ สถาบนั และ
กระบวนการทางการเมืองไทย หนว ยท่ี 6-10 (พิมพครง้ั ท่ี 3). นนทบุร:ี
มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช.
วิชัย สงั ขป ระไพ. (2543). กฎหมายรัฐธรรมนูญ และสถาบนั การเมอื ง. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย
รามคําแหง.
วษิ ณุ เครอื งาม. (2530). กฎหมายรฐั ธรรมนูญ. กรงุ เทพฯ: แสวงสทุ ธิการพิมพ.
. (2543ก). "ความหมาย ลักษณะและโครงรางของกฎหมาย" ในเอกสารการสอนชดุ วิชา
ความรเู บ้อื งตนเกยี่ วกับกฎหมายทั่วไป. นนทบร:ี มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช.
. (2543ข). กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู . วารสารบณั ฑติ ยสถาน, 26-32 (ตลุ าคม 42 -
มกราคม 43).
. (2545). "ความรทู ่วั ไปเก่ยี วกบั กฎหมายรัฐธรรมญู " ใน เอกสารประกอบการสอนชุดวิชา
กฏหมายมหาชน . นนทบุร:ี มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช.
วีระ โลจายะ. (2545). สิทธเิ สรีภาพ ใน เอกสารประกอบการสอนชุดวิชากฎหมายมหาชน.
นนทบรุ :ี มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช.
สมคิด เลิศไพฑรู ย. (2542). กฎหมายเลอื กต้งั ตามรฐั ธรรมนูญฉบับปจจุบัน. กรุงเทพฯ: วญิ ชู น.
. (2548). กฎหมายรัฐธรรมนญู หลักการใหมต ามรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย
พุทธศักราช 2540. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.
สมบตั ิ ธาํ รงธัญวงศ. (2544). การเมอื งองั กฤษ. กรงุ เทพฯ: เสมาธรรม.
. (2545). การเมืองอเมรกิ า. กรงุ เทพฯ: เสมาธรรม.
. (2546). การเมอื งองั กฤษ (พิมพค รง้ั ที่ 4). กรุงเทพฯ: คณะรัฐประศาสนศาสตร สถาบนั
บณั ฑิตพฒั นบรหิ ารศาสตร.
. (2547). การเมอื ง : แนวคิดและการพฒั นา. กรงุ เทพฯ: เสมาธรรม.
สมภพ โหตระกิตย. (2512). คําสอนชน้ั ปริญญาตรี กฎหมายรฐั ธรรมนูญ (ภาค1). กรุงเทพฯ:
นํ่าเซียการพิมพ.
242 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง
สมยศ เชื้อไทย. (2535ก). คาํ อธิบายหลักรัฐศาสตรทัว่ ไป. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.
. (2535ข). คาํ อธบิ ายหลกั รฐั ธรรมนญู ท่ัวไป (พิมพครง้ั ที่ 2). กรงุ เทพฯ: เรอื นแกว การพมิ พ.
. (2560). หลักกฎหมายมหาชนเบอื้ งตน (พมิ พครงั้ ท่ี 12). กรุงเทพฯ: วญิ ชู น.
สขุ ุม นวลสกลุ และโกศล โรจนพนั ธ. (2539). ทฤษฎกี ารเมืองสมัยโบราณและสมยั กลาง (พิมพค รง้ั ท่ี
9). กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยรามคําแหง.
สรุ พล ราชภัณฑารักษ. (2543). ประชาธปิ ไตยแบบฝรั่งเศส ในประชาธิปไตย : อุดมการณ หลกั การ
และแบบอยางการปกครองหลายประเทศ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณม หาวิทยาลัย.
หยดุ แสงอทุ ัย. (2513). หลกั รัฐธรรมนญู และกฎหมายเลอื กตง้ั ทัว่ ไป. พระนคร:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.
. (2538). หลักรัฐธรรมนูญท่วั ไป (พิมพค รงั้ ที่ 9). กรงุ เทพฯ: วิญชู น.
. (2553). ความรเู บ้อื งตนเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป (พิมพครง้ั ท่ี 8). กรงุ เทพฯ:
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร.
หลวงประดิษฐม นูธรรม. (2513). คําอธบิ ายกฎหมายปกครอง พมิ พในงานพระราชทานเพลงิ ศพ
พล.ต.ต.พฒั น นิลวฒั นานนท. กรงุ เทพฯ: นติ ิเวชช.
อนุสรณ ลม่ิ มณ.ี (2541). พฒั นาการรัฐศาสตรใ นกระแสการเปลี่ยนแปลง : การปรับทิศทางและ
หลกั สูตรการศกึ ษา : รายงานผลการวิจยั . กรงุ เทพฯ: คณะรฐั ศาสตร จุฬาลงกรณ
มหาวิทยาลยั .
อภชิ าติ แสงอมั พร. (2559). เอกสารประกอบการสอนรายวิชารฐั ธรรมนูญและสถาบนั การเมอื ง.
สรุ ินทร: คณะมนุษยศาสตรแ ละสังคมศาสตร มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสุรินทร.
อมร จนั ทรสมบรู ณ. (2516). พระมหากษตั รยิ ใ นกฎหมายไทย. กรงุ เทพฯ: มงคลการพมิ พ.
. (ม.ป.ป.). คอนสติตวิ ชั่นแนลลสิ ม : ทางออกของประเทศไทย. กรงุ เทพฯ: สถาบันนโยบาย
การศึกษา.
อมร รักษาสัตย. (2541). รัฐธรรมนญู ฉบับประชาชนพรอมบทวจิ ารณ. กรุงเทพฯ: ดา นสุทธา
การพมิ พ.
อมร รกั ษาสัตย และคณะ. (2543). ประชาธิปไตย : อุดมการณ หลักการ และแบบอยางการ
ปกครองหลายประเทศ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั .
อานนท อาภาภริ ม. (2545). รัฐศาสตรเ บ้ืองตน . กรงุ เทพฯ: โอเดยี นสโตร.
Andrew, H. (2002). Politics.(2nd ed.). New York: Palgrave.
Anthony, G. (1985). The Nation-state and Violence. Cambidge: polity.
Eisenstads, S.N. (1965). Essays on Comparative Institotions. New York: John Wiley
and Sonx.