The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอนรายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง (Constitution and Political Institution) รหัส 2552503 นี้เป็นรายวิชา ในสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ในหมวดวิชาเฉพาะ กลุ่มวิชาเนื้อหาบังคับของนักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สากล พรหมสถิตย์, 2020-06-30 01:58:15

กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง

เอกสารประกอบการสอนรายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง (Constitution and Political Institution) รหัส 2552503 นี้เป็นรายวิชา ในสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ในหมวดวิชาเฉพาะ กลุ่มวิชาเนื้อหาบังคับของนักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต

สถาบันทางการเมอื ง 193

เชน ประธานาธบิ ดบี ริหารงานภายใตกฎหมายตางๆ ทีผ่ า นจากรรฐั สภา ในขณะเดยี วกนั หากกฎหมาย
ดงั กลา วเปน อปุ สรรคตอการปฏบิ ัตหิ นา ท่ี ประธานาธบิ ดีมีสิทธทิ จี่ ะยบั ยง้ั กฎหมายดงั กลา วนั้นได การ
โนมนาวใหฝายนิติบัญญัติผานกฎหมายท่ีเปนประโยชนตอสวนรวม และการบริหารงานของ
ประธานาธิบดีเปนสิ่งท่ีมีความจําเปน ตัวอยางเชน ในกรณีประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาขอให
รัฐสภาอนมุ ัตงิ บประมาณจํานวนมาก เพอื่ ชว ยเหลอื บริษทั ขนาดใหญทป่ี ระสบปญหาทางการเมอื งจาก
วกิ ฤตเศรษฐกิจโลก พ.ศ. 2552 เปนตน

2. รฐั สภาท่แี บงแยกอํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหารออกจากกันไมเด็ดขาด ระบอบ
ประชาธิปไตยแบบรฐั สภามีหลกั การสาํ คญั ตรงทีว่ า องคกรนิติบัญญัติเปนองคกรที่สําคัญที่สุดในการ
บัญญัตกิ ฎหมาย แตในความเปน จริงแลว คณะรฐั มนตรีตางหากที่มีอํานาจแทจ ริง เพราะการปกครอง
ในระบบรัฐสภานั้น พรรคการเมอื งทม่ี ีเสียงขางมากในรฐั สภา (สภาสามัญ) จะเปนผูท ี่จัดต้ังรัฐบาล ซ่ึง
คณะรฐั มนตรีสวนใหญประกอบดว ยบุคคลชน้ั นําท่มี ีอิทธิพลของพรรค บทบาทของเสียงขางมากของ
ฝา ยบริหาร จะตองไดรับการสนับสนุนจากสภา ซ่ึงแตละฝา ยกจ็ ะมอี าํ นาจในการตรวจสอบถวงดุลซ่ึง
กันและกัน

เม่ือเกิดความขดั แยงระหวางฝา ยนิติบัญญตั ิและฝา ยบรหิ าร ฝายบริหารสามารถยุบสภาเพ่ือ
คนื อาํ นาจใหกบั ประชาชนในการเลือกตั้งท่ัวไป วาเห็นดวยกับฝายบริหารหรือรัฐสภา โดยพิจารณา
จากผลการเลือกตั้งเปนสําคัญ ในขณะเดียวกันหากปลอยใหฝายบริหารปฏิบัติหนาท่ีตอไปอาจ
กอใหเกดิ ความเสียหายตอสว นรวม รฐั สภาอาจขอเปดอภิปรายเพ่อื ลงมติไมไ วว างใจฝา ยบรหิ าร ซงึ่ ผล
ของการอภิปรายยอ มกระทบตอเสถียรภาพของรัฐบาล

กลา วโดยสรปุ โครงสรา งของรฐั สภาอาจประกอบดวยสภาเพียงสภาเดียว หรือสองสภาก็ได
แลว แตร ฐั ธรรมนูญของแตละประเทศจะกาํ หนด

องคประกอบของรัฐสภา
รัฐสภาของแตละประเทศอาจมีองคประกอบท่ีแตกตางกัน ดังท่ีกลาวในรูปแบบของรัฐสภา
เพ่อื สะดวกในการศกึ ษา ขอยกตวั อยา งของรัฐสภาไทยมาเปนกรณีศึกษา ตามรัฐธรรมนูญไทยแตละ
ฉบับกําหนดรปู แบบและองคประกอบตางๆ กัน ในบางคร้ังก็มีลักษณะเปนสภาเดียว บางครั้งก็มี 2
สภา รวมทั้งทมี่ าและองคป ระกอบก็แตกตา งกนั ไปตามบทบญั ญัตขิ องรฐั ธรรมนูญ
อภชิ าติ แสงอัมพร (2559 : 136) ไดอธิบายโดยสรปุ วา ในรฐั ธรรมนูญที่บัญญัติโดยปกติและ
เปนรัฐธรรมนูญประเภทถาวร มักกําหนดใหรัฐสภาไทยประกอบดวย 2 สภา คือ สภาผูแทนราษฎร
และวุฒสิ ภา และยงั ไดกาํ หนดตําแหนง สําคญั ตางๆ ทม่ี คี วามสาํ คัญในการบริหารและการดําเนินการ
ในรฐั สภาใหเ ปน ไปดวยความเรยี บรอยและมปี ระสทิ ธภิ าพ ดังน้ี
1. ประธานรัฐสภา ซึ่งทําหนาที่เปนผูบังคับบัญชาในกิจการท้ังหมดของรัฐสภา เปน
ประธานในที่ประชุมรัฐสภา บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญไทยเกี่ยวกับประธานรัฐสภาในชวงหลัง จะ
กําหนดใหประธานสภาผูแทนราษฎรเปนประธานรัฐสภา และใหประธานวุฒิสภาเปนรองประธาน
รัฐสภา

194 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง

2. ผนู าํ ฝายคานในสภาผูแทนราษฎร ตําแหนงนี้มีข้ึนเพ่ือเปนการยอมรับความสําคัญของ
เสียงนอ ยในรฐั สภา ในรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย บัญญัติไววา “ภายหลังคณะรัฐมนตรีเขา
บริหารราชการแผนดินแลว พระมหากษัตริยจะทรงแตงตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรผูเปนหัวหนา
พรรคการเมืองจากสมาชิกสภาผแู ทนราษฎร ซึ่งพรรคตนมไิ ดด าํ รงตาํ แหนงรฐั มนตรี เปน ผนู ําฝายคาน
ในสภาผูแทนราษฎร”

3. คณะกรรมาธิการสามัญ ในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย บัญญัติวา “สภา
ผแู ทนราษฎรและวฒุ ิสภามีอํานาจเลือกสมาชิกของแตล ะสภา ตั้งเปนคณะกรรมาธิการสามัญ และมี
อํานาจเลือกบุคคลซ่ึงเปนสมาชิกหรือไมไดเปนสมาชิก ตั้งเปนคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อการ
กระทาํ กิจการ พจิ ารณาสอบสวนหรอื ศกึ ษาเร่อื งใดๆ อันอยูในอํานาจหนาที่ของสภาแลวรายงานตอ
สภา”

4. ผปู ระสานงานควบคมุ การลงคะแนนเสียงในสภา (Whip) เปนการประยุกตมาจากการ
ดําเนินการของรัฐสภาอังกฤษ เม่ือพรรคไดสัญญากับประชาชนไวก็ตองมีมาตรการใหมั่นใจไดวา
นโยบายท่หี าเสยี งเกิดผลเปนพระราชบัญญัติ

อํานาจหนา ทีข่ องรฐั สภา
จมุ พล หนมิ พานชิ (2551 : 97-105) ไดกลา วถงึ อํานาจหนา ที่ของรฐั ไววา รัฐสภาเปนตัวแทน
ในการทาํ หนา ทท่ี างนติ ิบญั ญตั ดิ ังกลาวแลว โดยมอี ํานาจหนาท่ีสําคัญหลายประการ ซ่ึงสามารถแบง
ออกได 4 ประการ คอื
1. อาํ นาจหนา ทใ่ี นการตรากฎหมาย
2. อาํ นาจหนา ที่ในการควบคุมการบริหารราชการแผนดิน
3. อํานาจหนาท่ใี นการใหค วามเห็นชอบ
4. อํานาจหนาที่ในการแตง ต้ังและถอดถอนบคุ คลตามท่รี ฐั ธรรมนูญกําหนด
จกั ษ พนั ธชเู พชร (2545 : 197-202) ไดอธิบายถงึ กระบวนการในการทําหนาท่ีตรากฎหมาย
ของรฐั สภาไว ดงั น้ี อํานาจหนา ทใี่ นการตรากฎหมาย การปกครองระบอบประชาธิปไตยไดกําหนดให
รฐั สภาเปนองคกรทท่ี าํ หนา ทหี่ ลกั ในการบัญญัตกิ ฎหมาย เพราะสมาชิกในรัฐสภาไดผานการยอมรับ
จากประชาชนโดยสวนใหญใหเขามาใชอํานาจนิติบัญญัติแทนตนภายใตวิถีทางท่ีกําหนดไวใน
รัฐธรรมนูญ ฉะน้ันกฎหมายหรือขอบังคับท่ีจะมีผลตอประชาชนผูเปนเจาของอธิปไตยจึงตองผาน
ความเหน็ ชอบจากรฐั สภา ซึ่งไมวาจะเปนการปกครองในรปู แบบรัฐสภาหรอื รูปแบบประธานาธิบดี ก็
จะใชหลกั การเดยี วกัน จะแตกตา งกนั กเ็ ฉพาะในรายละเอียด ซ่งึ สามารถแยกพจิ ารณาไดด ังตอไปน้ี
1. ผเู สนอรางกฎหมาย

ระบบประธานาธิบดี : ผูมีสิทธิเสนอรางกฎหมาย คือ สมาชิกรัฐสภาเทาน้ัน เพราะการ
ปกครองในรูปแบบประธานาธบิ ดเี ปนการปกครองท่ีแบงแยกอํานาจหนาที่ในการใชอํานาจอธิปไตย
แบบเดด็ ขาด คือ ฝา ยบรหิ าร ฝายตุลากร และฝา ยนิติบญั ญัตติ า งปฏิบัตหิ นา ทข่ี องตนไดอยา งคอนขา ง

สถาบนั ทางการเมือง 195

อสิ ระ เพราะฉะนั้น การเสนอรางกฎหมายจึงเปนหนาท่ีรับผิดชอบโดยตรงของฝายนิติบัญญัติ จึงให
อาํ นาจเฉพาะสมาชิกรัฐสภาเทา นั้นที่มสี ทิ ธใิ นการเสนอรา งกฎหมาย

ระบบรฐั สภา : ผูเสนอรางกฎหมายสูสภานิติบัญญัติสามารถกระทําไดท้ังสมาชิกรัฐสภา
และคณะรัฐมนตรี แลวแตกรณี การใหอํานาจในการเสนอรางกฎหมายแกฝายบริหารเน่ืองจากใน
ระบบรฐั สภา การปฏบิ ัติงานของท้ังสองฝา ยมลี ักษณะของการรว มมอื และถวงดุลอํานาจกันมากกวาที่
จะเปนการแบงแยกอาํ นาจ ประกอบกบั การทีฝ่ า ยบรหิ ารมีหนวยงานมากมายท่ีเปนเคร่ืองมือในการ
บริหารราชการแผน ดนิ ไมวาจะเปน กระทรวง ทบวง กรม รวมไปถงึ ขาราชการทที่ ํางานใหกบั รฐั จึงทาํ
ใหฝ ายบริหารมีความใกลชิดและเขาใจถึงปญหาและความตองการของประชาชนไดเปนอยางดี จึง
สมควรที่ฝายบริหารจะมีสิทธิในการเสนอรางกฎหมายไดเชนเดียวกับสมาชิกรัฐสภาซ่ึงเปนฝายนิติ
บญั ญัติ

2. การพจิ ารณารางกฎหมาย
ระบบประธานาธิบดี : การพิจารณารา งกฎหมายถือเปน ภารกิจของรฐั สภาแตเ พียงองคก ร

เดียว ฝายบรหิ ารไมม ีสทิ ธเิ ขาไปรบั ทราบหรอื ยงุ เกีย่ วอยา งเปนทางการ วธิ ีการท่ีฝายบรหิ ารจะเขา ไปมี
บทบาทตอ กระบวนการพจิ ารณารา งกฎหมายอาจทําไดโดยการใชอิทธพิ ลโนมนา วใหสมาชิกรัฐสภามี
ความเห็นคลอยตาม (Lobby) หรือการแสดงขอเท็จจริงในกรณีท่ีคณะกรรมาธิการผูพิจารณาราง
กฎหมายเรียกฝายบริหารเขาไปแถลงขอเท็จจริง (Testifying) ในข้ันตอนการพิจารณาของ
คณะกรรมาธกิ าร ซึง่ เปนโอกาสทีฝ่ า ยบรหิ ารจะไดแ สดงขอเท็จจรงิ โนมนา วความเห็นของกรรมาธิการ
แตก ม็ ิไดมสี ว นในการพิจารณารา งกฎหมายท่ฝี ายนิตบิ ญั ญตั ิเสนอมาแตป ระการใด

ระบบรฐั สภา : จะมกี ารประชุมปรึกษาเพื่อพจิ ารณารา งกฎหมายโดยฝา ยบริหารสามารถ
เขารว มประชุมเพื่อชีแ้ จงขอ มลู ในที่ประชมุ สภานิตบิ ญั ญัตไิ ด แตสทิ ธใิ นการลงคะแนนเสียงยงั คงสงวน
ไวเ ฉพาะสมาชกิ รัฐสภาเทาน้ัน และในขั้นตอนการพิจารณากฎหมายของคณะกรรมาธิการพิจารณา
รา งกฎหมาย ฝา ยบรหิ ารสามารถเสนอขอใหต ง้ั คณะกรรมาธกิ ารวิสามัญ โดยอาจเสนอชื่อบุคคลเปน
คณะกรรมาธิการวสิ ามญั ไดต ามจาํ นวนท่กี ําหนดไวตามกฎขอ บงั คบั

3. การประกาศใช
ระบบประธานาธิบดี : ใหอํานาจแกประธานาธิบดีในฐานะประมุขของประเทศเปนผูลง

นามประกาศใช
ระบบรฐั สภา : ประมุขของประเทศเปน ผูล งนามประกาศใช ซึ่งอาจเปนพระมหากษัตริย

หรอื ประธานาธิบดี แลวแตวาประเทศนนั้ มสี ถาบนั ใดเปน ประมขุ
ขอ สังเกตประการหน่ึงก็คือ โดยทั่วไปจะใหอํานาจแกประมุขท้ังในระบบประธานาธิบดี

และระบบรัฐสภา ในการทีจ่ ะยบั ยั้งกฎหมายฉบับนั้นไดกรณีทไ่ี มเ ห็นดวย
ชัยวัฒน มานศรีสุข (2559 : 5-16) ไดอธิบายถึงอํานาจหนาที่ในการควบคุมการบริหาร

ราชการแผนดนิ ไววา กระบวนการควบคุมการบริหารราชการแผนดินถือไดวาเปนหลักการที่สําคัญ
อยา งย่งิ ในระบบรัฐสภา ซง่ึ รฐั ธรรมนูญสว นใหญจะกําหนดสัมพันธภาพ ระหวางอํานาจนติ ิบญั ญัตแิ ละ

196 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง

อาํ นาจบริหารไว แตละอํานาจตางมีความเชื่อมโยงและมกี ารถวงดุลแหง อํานาจซง่ึ กันและกนั โดยฝาย
บริหารมอี ํานาจท่ีจะยุบสภาผแู ทนราษฎรเพอ่ื ใหมกี ารเลือกตงั้ ทว่ั ไปขน้ึ ใหม และในขณะเดียวกัน ฝาย
นิติบญั ญตั ิมีอํานาจในการควบคุมการบริหารราชการแผนดนิ โดยบทบญั ญัตแิ หง รัฐธรรมนูญ ซ่งึ มกี าร
กําหนดวิธีการตางๆ ไว เชน การต้ังกระทูถาม และการเปดอภิปรายท่ัวไปเพื่อลงมติไมไววางใจ
รัฐมนตรเี ปนรายบคุ คลหรอื ทง้ั คณะ หรอื การต้ังคณะกรรมาธิการประจํารัฐสภา เพ่ือทําหนาที่ในการ
สอบสวนขอเท็จจรงิ ตางๆ แลว นาํ เสนอตอ ฝายบรหิ าร

ในขณะท่ใี นระบบประธานาธบิ ดีไมสามารถทําไดดวยวิธีการตางๆ ขางตน เพราะมีการแยก
อํานาจออกจากกันโดยเด็ดขาด อยางไรก็ตามหากฝายบริหารหรือประธานาธิบดีกระทําความผิด
รายแรงหรือกระทําการอันเปนปฏิปกษตอรัฐ ก็อาจถูกตรวจสอบดวยการถูกถอดถอนออกจาก
ตาํ แหนง ไดด วยกระบวนการทเ่ี รียกวา Impeachment

ชยั วัฒน มา นศรสี ขุ (2559 : 17-18) ยงั ไดอ ธิบายถึงหนาท่ีอนื่ ๆ ทส่ี ําคญั ของรฐั สภาไว สรุปได
ดังน้ี

1. อาํ นาจหนาทีใ่ นการใหความเห็นชอบ โดยทั่วไปการใหความเห็นชอบในเรื่องสําคัญของ
การใชอ ํานาจรฐั เชน การแตงต้ังประมุขของรัฐหรือประมุขฝายบริหาร การแตงต้ังผูสําเร็จราชการ
แทนพระองค การประกาศสงคราม การทําหนังสือสัญญาที่ตองผูกพันกับรัฐตางประเทศ เปนตน
จะตองใหรัฐสภาใหความเห็นชอบ นั่นคือการใหผานความเห็นชอบจากตัวแทนของประชาชนกอน
น่นั เอง นอกจากน้ี รฐั สภาโดยวุฒสิ ภายังมีอํานาจหนาท่ีในการใหความเห็นชอบในการแตงตั้งบุคคล
ดาํ รงตาํ แหนง ตางๆ ตามรัฐธรรมนูญไดดวย เชน ท่กี าํ หนดอยูใ นรฐั ธรรมนญู ของไทยในเร่อื งการแตง ตงั้
ผูดํารงตําแหนงทางการเมืองท่ีสําคัญ เชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง
คณะกรรมการสทิ ธมิ นุษยชนแหง ชาติ หรือ คณะกรรมการปองกนั และปราบปรามการทุจริตแหงชาติ
เปน ตน

2. อาํ นาจหนา ท่ีในการแตงต้ังและถอดถอนบุคคลตามท่ีรัฐธรรมนูญกําหนด รัฐธรรมนูญ
แหงราชอาณาจกั รไทย ไดก าํ หนดใหรฐั สภาหรือฝา ยนติ บิ ัญญัตมิ อี าํ นาจหนาทใี่ นการใหความเห็นชอบ
และการพิจารณาเลอื กบุคคลใหด ํารงตาํ แหนงในองคกรตางๆ ตามรัฐธรรมนูญ โดยพระมหากษัตริย
ทรงแตงตง้ั ตามคําแนะนําของวฒุ สิ ภา และถอดถอนบุคคลออกจากตาํ แหนง ไดด วย ดังนี้

2.1 การใหความเห็นชอบบุคคลดํารงตําแหนงในองคกรตามรัฐธรรมนูญ คือ
คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผูตรวจการแผนดิน คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริต
แหงชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน องคกรอัยการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ
นอกจากน้ี วฒุ ิสภาพิจารณาเลอื กบุคคลดาํ รงตําแหนงในองคกรตามรัฐธรรมนูญ คือ คณะกรรมการ
ตุลาการศาลรฐั ธรรมนญู และ คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง

2.2 การถอดถอนบุคคลออกจากตําแหนงเปนวิธีการควบคุมฝายบริหารวิธีหน่ึง ซ่ึง
ควบคมุ และตรวจสอบพฤติกรรมของผูดาํ รงตําแหนง ระดับสูงวามีความเหมาะสมหรือสมควรท่ีจะให
ดํารงตําแหนงดังกลาวอยูตอหรือไม ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ไดกําหนดใหผูดํารง

สถาบันทางการเมือง 197

ตําแหนงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา
ประธานศาลรัฐธรรมนญู ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสดุ ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู กรรมการ
การเลอื กตั้ง ผตู รวจการแผน ดิน กรรมการตรวจเงินแผนดิน ผูพิพากษาหรือตุลการ พนักงานอัยการ
หรือผูดํารงตําแหนงระดับสูง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและ
ปราบปรามการทุจรติ กําหนด หากมพี ฤตกิ ารณรํา่ รวยผดิ ปกติสอไปในทางทุจริตตอหนาที่ สอวาการ
กระทาํ ผิดตอ ตาํ แหนง หนาท่ีราชการ สอ วา กระทําผดิ ตอตาํ แหนงหนาท่ีในการยุติธรรม สอวาจงใจใช
อาํ นาจหนา ทข่ี ดั ตอ บทบญั ญตั แิ หง รัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐาน
ทางจริยธรรมอยางรายแรง วุฒิสภามีอํานาจถอดถอนผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและขาราชการ
ระดบั สงู ดงั กลา ว ออกจากตาํ แหนงได

โดยหลักการดงั กลา วนี้มีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
เปน คร้ังแรก การถอดถอนผูดาํ รงตําแหนงทางการเมืองและขาราชการระดับสูง แบงเปน 2 กรณี คือ
(ชัยวฒั น มา นศรีสุข, 2559 : 19)

1. สมาชิกสภาผแู ทนราษฎรจาํ นวนไมนอยกวา 1 ใน 5 ของจํานวนสมาชิกเทาท่ีมีอยูของ
สภาผูแทนราษฎรหรอื ประชาชนผูมสี ทิ ธเิ ลือกตัง้ จาํ นวนไมนอยกวา 20,000 คน มีสิทธิเขาช่ือรองขอ
ตอ ประธานวุฒสิ ภาเพื่อใหว ฒุ สิ ภามีมตถิ อดถอนบุคคลออกจากตาํ แหนง ได โดยคาํ รองขอดงั กลาวตอง
ระบุพฤติการณท กี่ ลา วหาวาผูดาํ รงตําแหนง ดงั กลาวกระทาํ ความผดิ เปน ขอๆ ใหชดั เจน

2. สมาชิกวุฒิสภาจํานวนไมนอยกวา 1 ใน 4 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาท่ีมีอยูของ
วฒุ ิสภา มสี ทิ ธิเขาชื่อรอ งขอตอประธานวุฒิสภาเพ่อื ใหวฒุ สิ ภามีมติถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาออกจาก
ตําแหนงได

กลาวโดยสรุป สถาบันนิติบัญญัติเปนสถาบันที่รับผิดชอบตอกระบวนการบัญญัติกฎหมาย
เปนสําคัญ ประเทศท่ีปกครองดวยระบอบประชาธิปไตยมีองคกรท่ีทําหนาที่บัญญัติกฎหมาย คือ
รัฐสภาเพราะถือวา รฐั สภาเปนสถาบนั ท่แี สดงเจตนารมณทว่ั ไปของประชาชน รฐั สภาเปนสถาบันทาง
การเมืองทสี่ ําคัญภายใตร ะบอบประชาธิปไตยแบบตวั แทน รูปแบบของรัฐสภาในแตล ะประเทศเปน ผล
จากพัฒนาการทางประวตั ศิ าสตรท แี่ ตกตางกนั ไป โครงสรา งของรัฐสภา แบงออกเปน 2 รูปแบบหลัก
คือระบบสภาเดียวและระบบสภาคู และโดยท่ัวไปมอี ํานาหนา ที่หลักคือ มอี ํานาจหนา ทีด่ า นนติ ิบัญญตั ิ
ดานท่ีเกีย่ วขอ งกับฝายบริหาร และดานอ่ืนๆ ในฐานะท่ีเปนผูแทนของประชาชน ในปจจุบันรัฐสภา
เปน สถาบันทางการเมืองทําหนาที่นิติบัญญัติ อันไดแกการบัญญัติกฎหมาย การควบคุมการทํางาน
ของฝา ยบริหาร และการใหค วามเหน็ ชอบในเรอ่ื งสาํ คัญตา งๆ ประกอบดวยสมาชกิ จากสภาเดียวหรือ
สองสภา แบง เปน สมาชิกสภาผแู ทนราษฎรและวุฒิสภากไ็ ด

198 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง

สถาบันบรหิ าร

สถาบันบริหาร (Executive) หรอื ฝา ยบรหิ ารนัน้ มลี กั ษณะเปนสากลในทกุ ๆ ประเทศและทุก
ระบบการปกครองยอมมีองคกรหรือสถาบันๆ หน่ึงที่เรียกวารัฐบาล (Government) ทําหนาท่ี
ขับเคล่ือนองคกรหรอื ประเทศ

จกั ษ พันธช เู พชร (2545 : 213) อธบิ ายไวว า ฝายบริหาร (Executive) หมายถึง คณะบุคคล
หรือกลมุ บุคคล ซงึ่ มีหนาทใ่ี นการนาํ นโยบายของรฐั ไปดาํ เนนิ การและไปปฏิบตั ิ เพอื่ ใหบรรลุเปาหมาย
ตามวัตถปุ ระสงคของนโยบายนนั้ องคก รทีถ่ ูกกําหนดใหใชอํานาจบริหารคือรัฐบาล (Government)
ซ่ึงหมายถึง คณะรฐั มนตรีนน่ั เอง โดยมกี ลไกหรือเคร่อื งมือการนํานโยบายและกฎหมายไปปฏิบัติ คือ
ขาราชการประจําทุกคน ท่ีรวมกันปฏิบัติหนาที่ในการปกครองบริหารประเทศ ซึ่งในระบอบ
ประชาธปิ ไตยรูปแบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy) จะมีนากยกรัฐมนตรีทีไ่ ดร ับการยอมรบั
จากรัฐสภาเปนหัวหนาฝายบริหาร แตในรูปแบบประธานาธิบดี (Presidential Democracy) จะมี
ประธานาธบิ ดี ซึ่งไดรับการเลอื กตง้ั มาจากประชาชนโดยตรงเปน หัวหนา ฝายบรหิ าร

โกเมศ ขวัญเมือง (2555 : 247) ไดอธิบายไววา ฝายบริหารหรือรัฐบาลของประเทศตางๆ
ยอมมคี วามแตกตางกนั ไปไมว าในดานหนึ่งดา นใดหรือหลายดาน ตอ ไปน้ี

1. ดานองคป ระกอบจํานวยของฝายบริหาร
2. องคก รภายใน
3. กลไกการเลอื กสรรบคุ ลกร
4. ระยะเวลาการดาํ รงตําแหนง
5. อาํ นาจในการบรหิ ารท่ีเปนทางการและการเลือกต้ังโดยท่ไี มเปนทางการ
6. มาจากการเลอื กต้ังโดยตรงหรอื มาจากตัวแทนประชาชน
7. รฐั บาลทม่ี ีการบงั คบั บญั ชาตามลาํ ดับชน้ั หรือรฐั บาลท่คี ณะบคุ คลในรฐั บาลมคี วามเสมอ
ภาคเทาเทียมกนั
8. เปน รัฐบาลทมี่ อี ํานาจเขม แข็งหรือออ นแอ
โกเมศ ขวัญเมอื ง (2555 : 249) ยงั ไดก ลา วถึงววิ ฒั นาการของการบริหารของรัฐบาลไววา ถา
นับยอนประวตั ิศาสตร จะพบวาโครงสรางของฝายบริหารยอมแตกตางกันแตละยุคแตละสมัย เชน
โครงสรางฝายบริหารในยุคนครรัฐและในยุคฟนฟูศิลปวิทยาการ ยอมแตกตางเปนอยางมากเมื่อ
เปรียบเทียบกับโครงสรา งฝายบรหิ ารในยุคสมบูรณาญาสิทธริ าชยในครสิ ตศตวรรษท่ี 16 เปนตน มา
สวนในคริสตศ ตวรรษท่ี 19 พบวา ในยุโรปและอเมริกาเหนอื ไดมีความพยายามทจี่ ะทาํ ใหการ
บริหารจัดการรัฐบาลที่มเี หตุมีผลมากข้ึน โดยนําเอาระบบรัฐธรรมนูญมาปรับใช ซ่ึงทําใหเกิดระบบ
บรหิ าร 2 ระบบใหญ ไดแ ก
1. ระบบคณะรฐั มนตรี (Cabinet System) เปนระบบทเี่ รม่ิ เกิดครัง้ แรกในประเทศองั กฤษ
และสวีเดน เปนระบบทม่ี ีการบรหิ ารภายใตหลักการทีว่ า

สถาบันทางการเมือง 199

1.1 นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหนารัฐบาลที่ตองบริหารประเทศในบริบทของความ
เปนองคคณะ โดยมีคณะรัฐมนตรีมีสิทธิเขารวมในกระบวนการตัดสินใจอยางเต็มท่ี และรวม
รบั ผดิ ชอบในการปฏิบตั ิตามนโยบายดว ยเชน กัน

1.2 ระบบคณะรัฐมนตรีน้ีคอยๆ ขยายไปประเทศยุโรปตะวันตก ยุโรปกลาง และ
ยุโรปตะวนั ออก ในขณะทีร่ ะบบสมบรู ณาญาสทิ ธิราชยค อ ยๆ สลายลง ทําใหระบบคณะรัฐมนตรีเขา
แทนทีร่ ะบบสมบูรณาญาสทิ ธริ าชยและระบบนิยมการใชอาํ นาจเดด็ ขาด

2. ระบบประธานาธิบดีตามระบอบรัฐธรรมนูญ (Constitutional Presidential) ภายใต
กลักการท่ีวา

2.1 เปนระบบท่ีเร่ิมเกิดข้ึนในสหรัฐอเมริกาภายหลังประกาศอิสรภาพแลวคอยๆ
ขยายไปสปู ระเทศละตนิ อเมริกา

2.2 รูปแบบของฝายบริหารในระบบประธานาธิบดีนั้นมีลักษณะเปนการรับผิดชอบ
ตามลําดับชั้น ไมใชลักษณะความรับผิดชอบรวมแบบระบบคณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมักเรียก
Secretaries แทน Ministers รัฐมนตรีจึงอยูในฐานะเปนผูใตบังคับบัญชาของประธานาธิบดีและ
รับผิดชอบตอประธานาธิบดีโดยตรง

อภชิ าติ แสงอัมพร (2559 141-142) ไดก ลา วถงึ รูปแบบของสถาบันบริหารไว ดงั นี้
1. รัฐบาลแบบประธานาธิบดี เปนรูปแบบรัฐบาลที่ใชหลักการแบงแยกการใชอํานาจ
อธิปไตยออกเปนสดั สวนใหอ ํานาจสถาบันนิติบญั ญัติ บริหารและตุลาการเทาเทียมกัน ขณะเดียวกัน
ใหแ ตล ะฝา ยยับยง้ั ถว งดลุ กันได ประธานาธบิ ดเี ปนทง้ั ประมขุ ของประเทศและประมุขของฝายบริหาร
หรอื หวั หนาคณะของฝา ยบริหาร รับผิดชอบทางดา นบรหิ ารแตผ ูเดียว
รูปแบบรฐั บาลตามโครงสรา งนี้ การจดั ตัง้ รฐั บาล จะขึ้นอยกู ับประธานาธิบดีท่ีไดรับเลือกมา
จากประชาชนโดยเปนบุคคลท่จี ะกาํ หนดตัวรฐั มนตรีโดยตรง นอกจากจะมีอาํ นาจแตง ตั้งรัฐมนตรีแลว
ยังมีอํานาจถอดถอนรัฐมนตรีไดอีกดวย ในระบบน้ีนโยบายของรัฐบาลจะไมตองรับรองโดยรัฐสภา
รัฐบาลแบบนี้เริม่ ตนในสหรฐั อเมริกาปลายครสิ ตศ ตวรรษท่ี 19
ตามหลักการรฐั บาลแบบประธานาธบิ ดี อํานาจการบริหารอยกู บั ประธานาธิบดเี พยี งคนเดียว
ดังนัน้ รัฐมนตรีแตละคนจึงเปนเสมือนเลขานุการของประธานาธิบดี กลาวคือ ปฏิบัติหนาที่แทนตัว
ประธานาธิบดใี นแตละเร่ืองท่ไี ดร ับมอบหมาย สําหรบั รองประธานาธิบดี เปน ตาํ แหนงสงู สดุ เปน อันดบั
สองของประเทศ แตรัฐธรรมนูญระบุหนาที่ไวเพียงเล็กนอย มีบทบาทและหนาท่ีอ่ืนเทาท่ี
ประธานาธบิ ดจี ะมอบหมายให
2. รัฐบาลแบบรฐั สภา เปน รูปแบบรัฐบาลทใ่ี หอํานาจกับรัฐสภาในการควบคุมฝายบริหาร
หรอื คณะรฐั มนตรอี ยา งกวางขวาง นอกเหนอื ไปจากมีอาํ นาจในดานนิติบัญญัติ คณะรัฐมนตรีจะตอง
มาจากรัฐสภา และบริหารประเทศโดยรับผิดชอบตอ รฐั สภา การบริหารงานตางๆ ตองกระทําในนาม
ของคณะรัฐมนตรี นโยบายหรือมติท่ีผานคณะรัฐมนตรีจะตองผูกพันรัฐมนตรีทุกคน ประมุขของ

200 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง

ประเทศเปน คนละคนกับนายกรฐั มนตรซี งึ่ เปน หวั หนา คณะฝา ยบริหาร อาจเปนไปไดทัง้ ประธานาธิบดี
หรอื พระมหากษัตรยิ ท ่จี ะทาํ หนาท่ีเฉพาะพิธกี ารเทา นน้ั ไมม อี ํานาจในการบริหารประเทศ

การจัดตัง้ รฐั บาลรปู แบบนี้ จะขึน้ อยกู ับหัวหนาพรรคการเมอื งที่มีเสยี งขางมากในการเลือกตัง้
ทวั่ ไป จะเปน ผูไดรบั พระบรมราชโองการใหดํารงตาํ แหนงนายกรัฐมนตรี หลังจากน้ันนายกรัฐมนตรี
จะทําการคดั เลอื กบุคคลเขารวมรัฐบาล เม่ือนายกรัฐมนตรไี ดจ ดั ตง้ั รัฐบาลแลวจะตอ งขอพระบรมราช
โองการจากพระมหากษัตริยใหทรงแตงตั้ง หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีนําคณะรัฐมนตรีไปแถลงขอ
ความไววางใจจากรัฐสภา ถารัฐสภาลงมติไววางใจก็จะดําเนินงานของตนได แตถารัฐสภาลงมติไม
ไวว างใจ กจ็ ะดํารงตําแหนง ไมได ทัง้ นเ้ี พราะการดําเนินงานของรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีในระบบน้ี
จะตองข้ึนอยูกบั รฐั สภา รฐั บาลแบบนเี้ รมิ่ ตน ในประเทศองั กฤษ

กลาวโดยสรุป สําหรับสถาบันบริหารของไทย ประกอบดวยฝายการเมือง (คณะรัฐมนตรี
ขาราชการการเมอื งซึ่งเปน ผชู วยทาํ งานของคณะรัฐมนตร)ี กบั ฝายบริหาร (ขา ราชการประจํา) นั่นเอง
กลา วคอื ประเทศไทย ภายใตร ปู แบบระบอบประชาธปิ ไตยรูปแบบรัฐสภาน้ัน คณะรฐั มนตรีประกอบ
ไปดวยหัวคณะ คือ นายกรัฐมนตรีซึ่งปกติคือหัวหนาพรรคการเมือง ซึ่งไดรับความไววางใจจาก
ประชาชนเลอื กต้ังสมาชิกของพรรคเขามาเปนสมาชิกรัฐสภามากที่สุด หรือผูท่ีไดรับมอบหมายจาก
พรรคการเมืองดังกลาวใหทําหนาที่นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีรวมคณะทั้งชุดจะรวมกันพิจารณา
กําหนดนโยบาย (Policy) หรือแนวทางกวางๆ ในการดําเนินงานสาธารณะเพ่ือสนองตอบตอความ
ตองการสวนรวมของประชาชนและนําเสนอตอรัฐสภา เมื่อรัฐสภาใหความไววางใจแลว ตอจากน้ัน
รัฐมนตรีวาการกระทรวงแตละคนจึงรับเอานโยบายแตละดานจากรัฐบาลไปควบคุมการปฏิบัติ
ดาํ เนินงานใหเปนไปตามเปา หมาย

ความสาํ คัญของสถาบันบริหาร
อุทยั หิรญั โต (2524 : 230) ไดอ ธบิ ายความสาํ คัญของสถาบนั บรหิ ารไว 3 ประการ คือ
1. อํานาจบริหารมฐี านะอยเู หนอื อํานาจอนื่ กลาวคือเปนผูดําเนินใหกิจการท้ังปวงของรัฐ
บังเกดิ ผล เปน ผูสนองใหกจิ การของฝา ยนติ ิบัญญตั แิ ละตลุ าการสําเรจ็ ผล
2. อํานาจบริหารมีอสิ ระเต็มที่ในการบริหารประเทศ และเปนอํานาจที่สมบูรณ มิใชเปน
อํานาจท่ีคอยรับใชอ ํานาจนิติบญั ญตั ิและตุลาการ ความเปนเอกของอํานาจบริหารดังกลาวนี้ เห็นได
ชัดจากระบบการปกครองแบบประธานาธิบดี
3. อํานาจบรหิ ารมสี ทิ ธริ ิเร่มิ ในกจิ การตา งๆ ไดอ ยางกวางขวาง แมแตใ นการออกกฎหมาย
ใหมหรอื ยกเลิกกฎหมายเกา นอกจากน้ี ฝายบริหารมีอํานาจดําเนินบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน
ของประเทศชาติ และความอยูดีกินดีของประชาชนได ในขณะที่ฝายนิติบัญญัติและตุลาการไมมี
อาํ นาจเชนนเี้ ลย
วษิ ณุ เครอื งาม (2530 : 550-552) ไดกลา วถึงความสาํ คญั ของคณะรฐั มนตรไี ววา
1. ความสําคัญในทางกฎหมาย เปนองคกรฝายบริหารที่มีหนาท่ีบังคับการใหเปนไปตาม
กฎหมาย

สถาบันทางการเมอื ง 201

2. ความสําคัญในทางการเมือง เปนสัญลักษณแหงอํานาจทางการเมืองท้ังภายในและ
ภายนอกประเทศ

3. ความสําคัญในทางอํานาจ กฎหมายตางๆ ใหอํานาจคณะรัฐมนตรีมาก อีกท้ัง
คณะรัฐมนตรียงั เปนผูกําหนดนโยบายของประเทศจงึ เทา กับเปนผูกุมชะตากรรมของประเทศไวใ นมือ

กลาวโดยสรุป สถาบันบริหาร หรือฝายบริหาร (Executive) เปนสถาบันทางการเมืองที่มี
ความสําคัญ มีหนาที่ในการบริหารประเทศ ในหลักการโดยท่ัวไป รัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี จะ
ประกอบดวยนายกรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดีเปนหัวหนาคณะ และมีรัฐมนตรีที่ประจํากระทรวง
กระทรวงละ 1 คน สวนรัฐบาลใดมีหัวหนาคณะเปนนายกรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดีขึ้นอยูกับ
โครงสรางหรือรูปแบบของรัฐบาล กลาวคือ ถาโครงสรางหรือรูปแบบของรัฐบาลเปนแบบ
ประธานาธิบดี หัวหนารัฐบาลคือประธานาธิบดี แตถาโครงสรางหรือรูปแบบของรัฐบาลเปนแบบ
รฐั สภา หวั หนา คณะรัฐบาลคอื นายกรฐั มนตรี สถาบันบรหิ ารมีความสาํ คญั อยางมาก โดยเฉพาะในยุค
สมัยปจจุบนั นโยบายการดาํ เนินงานของฝา ยบรหิ ารมผี ลกระทบตอ สงั คม ไมเ พยี งแตเ ฉพาะเร่ืองความ
ม่ันคงปลอดภัยของสังคม แตกระทบถึงความเปนอยู การทํามาหากินของประชาชน กระทบถึง
สถานภาพทางสงั คมและการเมืองของกลุม ตา งๆ ดว ย

อาํ นาจหนาท่ขี องสถาบันบรหิ าร
ในกรณีประเทศไทยซึง่ ใชร ูปแบบรฐั บาลในระบบรัฐสภา มาจากการทีไ่ ดรับการสนบั สนุนจาก
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรเสยี งขางมาก คณะรฐั มนตรีจึงไมไดมีอิสระจากสภาผูแทนราษฎร กลาวคือ
จะมีความเชื่อมตออํานาจ (Fusion of Power) ระหวางฝายนิติบัญญัติและฝายบริหารเขาดวยกัน
ทีส่ ดุ แลว รฐั บาลหรอื คณะรฐั มนตรใี นระบบรฐั สภาก็จะตองรบั ผดิ ชอบตอ รฐั สภา ซึ่งเปน สถาบันอันเปน
ตวั แทนของประชาชนเสมอ
อํานาจหนาทข่ี องคณะรัฐมนตรีโดยทั่วไป แบงออกเปน 2 ประเภท คือ อํานาจหนาท่ีท่ัวไป
และ อาํ นาจหนาทีต่ ามกฎหมาย มีรายละเอยี ดพอสรุปไดด งั นี้
โกเมศ ขวัญเมือง (2555 : 248) ไดกลาวถึงอํานาจหนาที่ทั่วไปหรืออํานาจหนาที่ที่สําคัญๆ
ของฝา ยบริหารไวว า เปน อาํ นาจหนา ที่โดยกวางๆ ที่คณะรฐั มนตรตี องรบั ผดิ ชอบ ไดแก
1. วางนโยบายในการบริหารราชการแผนดิน กอนเขารับตําแหนง คณะรัฐมนตรีและ
นายกรฐั มนตรีในฐานะหัวหนาฝา ยบรหิ ารจะตอ งแถลงนโยบายตอ รฐั สภา เพ่อื เปน กรอบในการบรหิ าร
ราชการแผน ดนิ
2. บริหารราชการแผนดินตามนโยบายที่ไดแถลงไวตอรัฐสภา เปนภาระหนาที่ของ
คณะรัฐมนตรีที่จะตองนํานโยบายที่ไดแถลงไวตอรัฐสภาไปปฏิบัติบริหารราชการแผนดินใหเกิด
ประโยชนส ูงสดุ แกประชาชน
3. ประสานงานระหวางกระทรวง ทบวง กรม ตางๆ การบริหารราชการแผนดินจะมี
ประสิทธภิ าพและประสทิ ธิผล และเกิดประโยชนสูงสุดแกประชาชน ปจจัยสําคัญประการหนึ่งก็คือ

202 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมือง

การประสานความรวมมือระหวางกระทรวง ทบวง กรม และหนวยงานราชการเหลานี้ ซึ่งก็คือ
นายกรฐั มนตรีและรฐั มนตรีประจํากระทรวงตา งๆ น่นั เอง

4. วางระเบียบขอบงั คบั ใหกระทรวง ทบวง กรม ตา งๆ ถือปฏิบัติ การปฏิบัติราชการที่มุง
ผลสําเร็จหรือเปาหมายเดียวกัน จําเปนอยางย่ิงตองมีนโยบาย ระเบียบ ขอบังคับท่ีชัดเจนและมี
ทศิ ทางเดียวกัน

5. พจิ ารณาและลงมตเิ รื่องตา งๆ ท่กี ระทรวง ทบวง กรม เสนอมา การปฏิบัติราชการของ
กระทรวง ทบวง กรมตางๆ ตามนโยบายของรัฐบาล หรือปญหาอนื่ ใดทีเ่ กดิ ข้นึ อันเกี่ยวพนั กับนโยบาย
รฐั บาล องคกรที่มีอํานาจวินจิ ฉัยตัดสนิ ใจสดุ ทา ยคอื คณะรัฐมนตรี

อภิชาต แสงอัมพร (2559 : 143-144) ไดกลาวถึงอํานาจหนาท่ีตามกฎหมายไววา เปน
อาํ นาจที่กฎหมายบญั ญัติรองรับสิทธิอาํ นาจ (Authority) ไว ซ่งึ สามารถจําแนกออกเปน อํานาจหนา ท่ี
ตามกฎหมายรฐั ธรรมนูญ และอํานาจหนา ท่ีตามกฎหมายอ่นื ดังนี้

1. อํานาจหนาท่ตี ามกฎหมายรัฐธรรมนูญ อํานาจหนาท่ขี องคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ
คอื การบริหารราชการแผนดนิ อํานาจหนาทีประเภทนจี้ ึงถือวาสําคัญที่สุด

2. อํานาจหนาที่ตามกฎหมายอื่น อํานาจหนาท่ีประเภทนี้ของคณะรัฐมนตรีมักจะเปน
อาํ นาจแตง ตง้ั หรือใหความเห็นชอบการแตงต้ังผูดํารงตําแหนงที่สําคัญ อํานาจในการอนุมัติหรือให
ความเหน็ ชอบการดาํ เนนิ กิจการตา งๆ ของสวนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ และอํานาจในการวินิจฉัยช้ี
ขาด

สวนอํานาจหนาท่ีของรัฐมนตรีวาการกระทรวงตางๆ น้ันอาจแบงออกไดเปน 2 ดาน คือ
อํานาจหนา ทใ่ี นทางการเมอื ง คอื มีหนา ทบ่ี รหิ ารราชการแผน ดินรวมกับรัฐมนตรีอ่นื ตามนโยบายของ
รัฐบาล และอาํ นาจหนาท่ีในทางการปกครอง คือ เปนผูบังคับบัญชาและรับผิดชอบงานราชการท้ัง
ปวงซึง่ อยใู นสังกดั ของกระทรวง และมหี นาท่ตี องปฏิบัตติ ามกฎหมายทใ่ี หอํานาจไวโ ดยเฉพาะ

กลา วอีกนยั หนง่ึ กค็ อื รฐั บาลจะถกู ตรวจสอบโดยรฐั สภา ในแงท ่วี า รฐั บาลจะตองตอบคําถาม
ตา งๆ ทร่ี ฐั สภาถามเก่ียวกับนโยบายของรัฐบาลได และทายท่ีสุดอาจถูกลงมติไมไววางใจโดยรัฐสภา
และทสี่ ําคญั ทสี่ ดุ ในทางการเมืองก็คือ รฐั บาลที่แพม ติไมไ ววางใจจากสภาผูแทนราษฎร จะตองแสดง
ความรับผดิ ชอบดวยการลาออกหรอื ประกาศยุบสภา ซงึ่ เปนไปตามหลักการความรบั ผิดชอบของฝาย
บรหิ ารตอ ฝายนิตบิ ัญญัติ

นอกจากนี้รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ยังกําหนดใหรัฐมนตรีมีสิทธิในการเขารวม
ประชุมและแถลงขอ เท็จจรงิ หรือแสดงความคิดเหน็ ในทปี่ ระชุมสภาได นอกจากน้ี นายกรฐั มนตรียงั มี
อาํ นาจยุบสภาผูแทนราษฎรไดอีกดวย แตไมสามารถใชอํานาจดังกลาวในกรณีท่ีสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรฝายคานยื่นญัตติไมไววางใจนายกรัฐมนตรีตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ซ่ึงจะทําให
นายกรัฐมนตรีไมมีสิทธิยุบสภา และตองยอมใหมีการอภิปรายในญัตติดังกลาวในที่ประชุมสภา
ผูแทนราษฎรตอ ไป

สถาบันทางการเมือง 203

เมือ่ พิจารณาตามบทบญั ญัตขิ องรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย ไดกลาวถึงอํานาจหนาท่ี
ของคณะรัฐมนตรี สรปุ ได ดังน้ี

1. การวางนโยบายการบรหิ ารราชการแผนดิน เมือ่ เขา รับตําแหนงตอ งแถลงตอรัฐสภา
2. การเสนอรางพระราชบัญญัติตอ รฐั สภา
3. การตราพระราชกาํ หนด หรือกฎหมายอนื่ ที่ออกโดยฝา ยบรหิ าร
4. การถวายคําแนะนาํ ในการตราพระราชกฤษฎกี ายบุ สภา
5. การทลู เกลาฯ ใหอ อกพระราชกฤษฎกี าเรยี กประชมุ สภาสมยั วิสามัญ
6. ประสานงานของกระทรวง ทบวง ตามทก่ี ฎหมายกําหนด
7. หนาทอ่ี นื่ ๆ ตามท่กี ฎหมายกําหนด
กลาวโดยสรปุ อาํ นาจหนา ท่ีของคณะรฐั มนตรตี ามท่กี ลาวมานน้ั สามารถสรุปไดเปน 2 เร่ือง
ใหญๆ คือ การบริหารราชการแผนดินตามที่ไดแถลงนโยบายไวตอรัฐสภา รับผิดชอบตอสภา
ผูแทนราษฎรในหนาท่ขี องตน กลาวคือ รัฐมนตรีแตละคนรับผิดชอบตอรัฐสภาในเรื่องนโยบายและ
การดําเนินงานทั้งในสวนของตนเอง และของกระทรวงท่ีตนรับผิดชอบ นอกจากนี้ กรณีความ
ประพฤติไมเหมาะสมซง่ึ เปนเรื่องสวนตัวของรัฐมนตรี แมวาจะไมเก่ียวกับหนาท่ีความรับผิดชอบใน
การบรหิ ารราชการแผนดินโดยตรง แตก เ็ ปน เหตผุ ลในการบบี ใหร ฐั มนตรีคนนั้นจําตองลากออก เพื่อ
แสดงความรบั ผดิ ชอบตอ เหตุการณท่ีเกิดขึน้ ไดเ หมอื นกัน และรบั ผิดชอบรว มกันตอรฐั สภาในนโยบาย
ทั่วไปของคณะรัฐมนตรี เปนหลักการท่ีตองการแสดงภาพความเปนเอกภาพของรัฐบาล กลาวคือ
รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีตองรับผิดชอบตอขอตัดสินใจทั้งปวงของคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีคนใดท่ี
ปฏเิ สธไมย อมรบั หรือตอตา นขอ ตดั สินใจ โดยธรรมเนยี มปฏิบตั ิ รฐั มนตรีคนน้นั ควรที่จะลาออก การ
ไมเ ปด เผยเรอื่ งราวของการประชุมคณะรัฐมนตรี ก็ถือเปนความรับผิดชอบรวมกันประการหนึ่งของ
คณะรัฐมนตรี เพราะรฐั มนตรจี ะแสดงความขัดแยง ระหวางกนั ใหปรากฏตอสาธารณชนกอนหรือหลัง
การตัดสินใจคณะรฐั มนตรีไมไ ด

สถาบนั ตลุ าการ

รฐั ใดที่ประกาศตนเปนนติ ิรัฐ ยอ มหลกี ไมพ นทจ่ี ะยอมรบั บทบาทขององคก รตลุ าการในฐานะ
ที่เปนกุญแจสําคัญในการควบคุมการใชอํานาจของฝายนิติบัญญัติและฝายบริหาร ไมใหเปนไปตาม
อําเภอใจ การควบคุมฝายบริหาร ไดแก การควบคุมความชอบดวยกฎหมายของการกระทําทาง
ปกครอง ในขณะที่การควบคุมฝายนิติบัญญัติ ไดแก การควบคุมความชอบดวยรัฐธรรมนูญของ
กฎหมายทีต่ ราขึ้นโดยรัฐสภา

โกเมศ ขวัญเมือง (2555 : 278) ไดอธิบายไววา สถาบันตุลาการ (Judiciary) คือศาล
(Court) ที่จัดต้ังข้ึนเพื่อทําหนาท่ีตัดสินขอขัดแยงทางกฎหมายที่เกิดข้ึนโดยมีฝายตุลาการเปนผูใช
อาํ นาจอยางเสมอภาค ศาลยุคใหมโ ดยปกตจิ ะตอ งทําหนา ทเ่ี ปน อสิ ระจากหนวยงานภาครัฐ หรือฝาย
บรหิ าร ฝายตุลาการถอื วาเปน สถาบันท่สี ําคัญยิ่งของประเทศ ที่ทําหนาที่พิจารณาอรรถคดีท้ังปวงท่ี

204 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง

เกย่ี วของระหวางเอกชนกกบั เอกชน หรอื รัฐกบั รฐั โดยมคี วามเปนอิสระเปนกลาง ในการเอื้ออํานวย
ความยุตธิ รรมแกประชาชนและคาํ วนิ ิจฉัย คําตดั สินยอมผูกพนั คูก รณี

จักษ พันธช ูเพชร (2545 : 225) ไดกลาวไววา จุดมุงหมายท่ีสําคัญประการหน่ึงท่ีรัฐพึงมีตอ
ประชาชนคือการใหหลักประกันทางดานความยุติธรรมแกประชาชน ซ่ึงในทางปฏิบัติกลไกที่เปน
กรอบหรือกติกาพ้ืนฐานท่ีรัฐใชเปนแนวทางเพ่ือพิทักษความยุติธรรมในสังคมก็คือกฎหมาย โดยมี
สถาบันตุลาการเปนผูใชอํานาจอธิปไตยในการใหความยุติธรรมบนพื้นฐานคือกฎหมายของรัฐ
กลา วคอื มกี ฎหมายเปนเคร่ืองมือในการตดั สนิ คดีความเมื่อประชาชนเกิดความขดั แยงขึ้น หรืออีกนัย
หนึง่ อาจกลา วไดวาสถาบันตุลาการ หมายถงึ ศาลหรอื ผพู พิ ากษาที่ปฏิบัตหิ นา ทใี่ นศาล มีหนา ท่ีสําคญั
ในการปกปองเสรีภาพและเปนที่พ่ึงของประชาชนในกรณีท่ีเกิดความขัดแยงหรือมีการกระทําผิด
เกิดข้ึน เพราะฉะนั้นการปฏิบตั ิหนา ทขี่ องศาลจึงเปนการกระทาํ ในนามของรฐั หรอื ในพระปรมาภิไธย
ของพระมหากษัตริย ในกรณีประเทศที่ปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยเปน
ประมุข ในการตัดสนิ คดคี วามผพู ิพากษาจึงตองมีอสิ ระในการปฏบิ ตั ิงานโดยปราศจากการถกู ครอบงํา
จากอาํ นาจอืน่ ใด โดยการแยกอํานาจตลุ าการออกไปจากอํานาจนติ บิ ญั ญตั ิและอํานาจบริหาร

อภิชาติ แสงอมั พร (2559 : 144-145) ไดกลาวถึงหลักสากลที่ยึดปฏิบัติเพื่อความเปนอิสระ
ของสถาบันตลุ าการ ดังน้ี

1. การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของผพู พิ ากษาและตุลาการไมอยูภ ายใตก ารบังคับบญั ชา
ตามลําดับชั้น

2. หลักเกณฑในการจายสํานวนคดีใหผูพิพากษาและตุลาการวาจะตองเปนไปตาม
หลกั เกณฑทกี่ ฎหมายบญั ญัติ ไมข้นึ อยูกบั ดลุ พินิจของผูบรหิ ารงานของศาลแตล ะคน

3. หา มเรยี กสํานวนหรือโอนสาํ นวนไปใหผูพพิ ากษาหรอื ตลุ าการผอู ืน่ ทํา เวน แตกรณีนนั้ จะ
กระทบกระเทือนตอความยุตธิ รรมในการพจิ ารณาพพิ ากษาอรรถคดี

4. สรา งความมนั่ คงในตําแหนงหนาท่ีของผพู ิพากษาและตุลาการ เพ่อื ไมใ หผูพิพากษาและ
ตุลาการตองกงั วลใจในเร่อื งของเงินเดือนและถูกโยกยายบอยๆ โดยกําหนดการโยกยายตามวาระที่
กฎหมายบญั ญัตหิ รือเปนการเล่อื นตาํ แหนงใหส ูงข้นึ และกําหนดไมใหนําระบบบญั ชเี งินเดือนหรอื เงิน
ประจําตําแหนงของขา ราชการพลเรอื นมาใชแกผูพพิ ากษาและตุลาการ

5. แยกหนวยธุรการของศาลยตุ ิธรรม ศาลปกครอง และศาลรฐั ธรรมนูญออกเปนอิสระ ไม
สงั กดั กระทรวงใดกระทรวงหนึง่

นอกจากน้ีองคกรตุลาการยังตองดํารงความเปนกลางและปราศจากอคติ ในกระบวนการ
พิจารณาคดี ตองใหโอกาสคูความทุกฝายอยางเทาเทียมกัน ในกรณีที่ผูพิพากษามีสวนไดเสียกับ
ประเดน็ แหง คดที ี่ตนพจิ ารณา ผพู ิพากษานน้ั ตองถอนตวั ออกจากการพิจารณาคดีนั้น นอกจากน้ัน ผู
พิพากษายังตองไมเขา ไปดํารงตําแหนง ในฝา ยบริหาร หรือเขาไปทําหนาที่เปนผูรางรัฐธรรมนูญ ราง
กฎหมาย หากตอ งเขาไปทําหนาทด่ี ังกลา วกไ็ มค วรกลับเขามารบั หนา ทีเ่ ปน ผพู ิพากษาอกี เพราะในวัน
ขางหนา อาจเปนไปไดวาอาจมีประเด็นแหงคดีที่เก่ียวกับเร่ืองท่ีตนเขาไปเกี่ยวของ ดังนั้น คําตัดสิน

สถาบันทางการเมอื ง 205

พิพากษาขององคกรตุลาการจึงตองกระทําภายใตความเปนเหตุเปนผลตามกฎหมายเทาน้ัน หาใช
เพราะความเชอ่ื ในทางการเมอื งเปน การสว นตวั ความเช่ือในทางศาสนา ความนิยมชมชอบสว นตัวของ
ผูพิพากษามาเปนปจ จัยในการตัดสนิ วินิจฉยั คดีไม

วิธีการไดม าซ่ึงบคุ คลเพื่อทําหนา ท่ีตัดสนิ คดีความในกระบวนการยุติธรรม สามารถแยกออก
ไดเปน 2 ลักษณะ คอื การแตง ตงั้ และการเลอื กตั้ง ดังน้ี

การแตงต้ัง อาจจะโดยคณะกรรมการ เชน ในประเทศไทยท่ีมีคณะกรรมการตุลการ หรือ
ก.ต. ทําหนาที่ในการสรรหาและแตงตั้งบุคคลขึ้นดํารงตําแหนงผูพิพากษา หรืออาจโดยบุคคลผูทํา
หนาที่ เชน ในสหรฐั อเมริกาใหอ าํ นาจแกประธานาธบิ ดใี นการแตงตั้งผูพิพากษาศาลสูง โดยผานการ
ยอมรบั จากคณะกรรมการตลุ าการและวฒุ ิสภา ในความรคู วามสามารถตามท่ีกฎหมายของรฐั กาํ หนด

การเลอื กตง้ั ในบางประเทศจะใหประชาชนที่ไดร ับการเลือกตั้งเขาไปมีสวนในการตัดสินคดี
ความ โดยเฉพาะในประเทศทใี่ ชระบบไตส วนในการตัดสินคดีความ เชน ในประเทศสหรัฐอเมริกา ท่ี
จะตองมปี ระชาชนเขาไปทาํ หนา ท่ีเปน ลกู ขุนในกระบวนการตดั สนิ คดขี องศาลยุติธรรม

บรรเจิด สิงคะเนติ (2548 : 171) และ ไพโรจน วายุภาพ (2553 : 24) ไดใหคําอธิบายวา
ปจจบุ ันระบบศาลแบง ไดเปน 2 ระบบ คอื ระบบศาลเดยี่ ว และระบบศาลคู

ระบบศาลเดี่ยว (Single System of Justice) กระบวนการตัดสินคดีความของประชาชนไม
วาจะเปนคดีใดจะใชศาลประเภทเดียวกนั คอื ศาลยุตธิ รรม ท่ีเรยี กวาศาลปกติ (Ordinary Court) ไม
วาจะเปนขอพิพาทระหวางเอกชนดวยกัน หรือขอพิพาทระหวางเอกชนกับเจาหนาที่ของรัฐ ระบบ
ศาลเดี่ยวจะมีศาลสูงสุดเพียงศาลเดียว คือ ศาลยุติธรรมสูงสุด ที่ควบคุมดูแลศาลชั้นตนและศาล
อทุ ธรณ

ระบบศาลคู (Dual System of Justice) มกี ารแบง ศาลออกเปน 2 ลักษณะ คือ ระบบศาล
ยุติธรรม (Judicial Court) ใชสําหรับตัดสินขอพิพาททางแพงและทางอาญา กับระบบศาลอื่นที่ทํา
หนา ทีต่ ัดสนิ คดีความระหวา งเอกชนกับรฐั หรือหนวยงานของรัฐดวย ตามหลักกฎหมายมหาชน เชน
ศาลรฐั ธรรมนูญ ศาลปกครอง เปน ตน

อภิชาติ แสงอัมพร (2559 : 146) ไดกลาวถึงอํานาจหนาที่ของฝายตุลาการ เก่ียวกับการ
ตคี วามในกฎหมาย มดี ังนี้

1. ตดั สินความในขอขดั แยง ตางๆ ทเ่ี กิดข้ึน คดีตางๆ จะตองนาํ ไปข้นึ ศาล เพือ่ ใหศ าลตดั สนิ
2. ปองกันการกระทําผิด โดยการออกกฎหมายศาล และโดยการสั่งใหบุคคลระงับการ
กระทําใดๆ ท้ังน้ี เพ่ือปองกันการละเมิดกฎหมาย การไมปฏิบัติตามคําสั่งของศาล ยอมถือเปนการ
หมนิ่ ประมาทศาล อาจถกู ลงโทษปรับ หรือจาํ คกุ ได
3. ชี้ขาดเก่ยี วกับสิทธคิ กู รณี โดยไมตองมีการฟอ งรอ งกัน ซึ่งทําใหเสียเวลา และโดยไมตอง
มีการพสิ จู นกนั วามีการกระทําผดิ ใดๆ เกิดขน้ึ คําช้ขี าดของศาลดังกลาวจะมีผลผูกพันกับทุกๆ ฝายท่ี
เกย่ี วขอ ง

206 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง

4. อํานาจในการพจิ ารณาตัดสินวา กฎหมายใด หรือกฎหมายฉบับใดที่ตราข้ึนโดยฝายนิติ
บัญญัตินั้น จะขัดหรือแยงกับรัฐธรรมนูญหรือไม หรือใชอํานาจหนาที่เกินขอบเขตท่ีใหไวโดย
รัฐธรรมนูญหรือไม หรอื เปนการละเมิดสิทธิเสรีภาพสวนบุคคลหรือไม ถาเปนเชนน้ัน ก็จะตองเปน
โมฆะ

5. อํานาจในการพิจารณาตัดสินวา คําส่ังหรือการกระทําที่ขัดตอกฎหมาย หรือเปนคําสั่ง
และการกระทําทีใ่ ชอ าํ นาจโดยมิชอบ จึงไมมีผลใชบังคับหรือเปน โมฆะ

6. อํานาจหนาท่ีอ่ืน ฝายตุลาการอาจมีกิจกรรมประจําวันที่สําคัญๆ เชน การออก
ใบอนญุ าตตางๆ รวมท้งั การแตง ต้งั ผพู ิทกั ษผูเยาว เปน ตน

กรณปี ระเทศไทย อาํ นาจหนา ท่ขี องฝา ยตุลาการ พอสรุปไดดงั นี้ (อภชิ าติ แสงอมั พร, 2559 :
147-148)

1. อํานาจหนาที่ในการตรวจสอบฝายนิติบัญญัติ และฝายบริหาร เปนอํานาจหนาท่ีท่ีจะ
กระทําการตรวจสอบวา กฎหมายบทใด หรือฉบับใด ที่ฝายนิติบัญญัติไดตราขึ้นมาน้ัน ขัดแยงกับ
รฐั ธรรมนูญหรอื ไม อํานาจหนาที่เชนนี้ ปจจุบนั คณะตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญเปน ผรู บั ผดิ ชอบ สําหรบั
การตรวจสอบวา คําส่ังหรือการกระทําของฝายบริหารอยางหนึ่งอยางใด จะขัดตอกฎหมาย
นอกเหนืออํานาจที่ใหไ ว หรอื เปน การใชอํานาจโดยมิชอบ หรอื ไมนนั้ จะเปนหนาทีข่ องศาลปกครอง

2. อํานาจหนา ที่ในการคุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนโดยการพจิ ารณาพพิ ากษาคดี
ซ่ึงเกิดจากการพิพาทระหวางเอกชนกับเอกชน หรือระหวางเอกชนกับหนวยงานของรัฐ ท้ังนี้ โดย
จะตองยึดถือตัวบทกฎหมายเปนหลักในการพิจารณา และเปนไปตามกฎหมายวาดวยวิธีพิจารณา
ความตา งๆ ซ่ึงจะใหอํานาจแกศาลในการเรียกบุคคลมาใหถอยคําตอศาล และมีอํานาจจับกุมคุมขัง
บคุ คลที่ขดั ขืนไมม าศาลตามท่ไี ดอ อกหมายไปดวย

ในสว นของวธิ พี จิ ารณาความในช้นั ศาล ก็นับวามคี วามสาํ คญั พอๆ กับการจัดตั้งศาลและการ
กาํ หนดตวั ผูพพิ ากษา ดวยเหตุนจ้ี ึงมกี ารกาํ หนดใหม ีกฎหมายวาดวยวธิ พี จิ ารณาความขึ้น เพ่ือใหศาล
พจิ ารณาพิพากษาคดีดว ยความรวดเร็วและเปนธรรมตอทุกๆ ฝาย ทั้งน้ีเพราะความยุติธรรมท่ีไดมา
โดยใชเ วลานานเกนิ ควร หรอื ตอ งเสียคาใชจายมากเกินไป ก็เทากับการปฏิเสธความยุติธรรมนั่นเอง
ศาลจึงควรใหโอกาสแกทุกๆ ฝาย อยางเทาเทียมกันดวย โดยเฉพาะอยางยิ่งควรใหมีคาใชจายนอย
มฉิ ะน้ันคนจนกวา จะเสียเปรียบ

ผูพ ิพากษาจะตองไมลําเอียง และใหโอกาสแกคูความแตละฝายนําสืบแสดงพยานหลักฐาน
สนบั สนุนขออา งของตน วธิ ีพจิ ารณาทีด่ ีจะตองมีความแนนอน คดีท่ีคลายกันจะตองไดรับการตัดสิช้ี
ขาดเหมอื นๆ กัน ดังนั้น จึงมีการถือคําพิพากษาศาลฎีกาหรือศาลสูงเปนบรรทัดฐาน ที่ศาลช้ันลาง
จะตอ งยึดเปน แนวทางในการพิจารณาคดี กลา วคอื เมอ่ื มคี ดเี กดิ ขึ้นและมีขอเท็จจริงใกลเคียงกับศาล
ฎกี าหรือศาลสูงไดตดั สนิ ไปแลว ศาลช้นั ลา งกจ็ ะตดั สนิ ตามแนวทีศ่ าลฎีกาหรือศาลสงู วางไว

สาํ หรับประเภทของศาลนั้น รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ไดกําหนดใหมี
ศาลอยู 4 ประเภท คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร เชนเดียวกับ

สถาบนั ทางการเมอื ง 207

รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2550 แตในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
(ชาญชัย แสวงศักด์ิ, 2560ข : 434) ไดกําหนดใหมีศาล 3 ประเภท คือ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง
และศาลทหาร สวนศาลรัฐธรรมนญู แยกเปน หมวดตา งหากจากหมวดท่ีวาดวยศาล แตก็ยังบัญญัติให
ศาลรฐั ธรรมนญู มีอาํ นาจหนา ทดี่ ังเชนท่เี คยมมี า

กลาวโดยสรุป สาํ หรบั ประเทศไทยนนั้ ในอดีตกอ นการประกาศใชรฐั ธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ได
ใชระบบศาลเด่ียวมาโดยตลอด จนเมื่อมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
พุทธศกั ราช 2540 แลวกไ็ ดเ ปลยี่ นเปนระบบศาลคู คอื มศี าลอ่นื ทน่ี อกจากศาลยุติธรรม มาทําหนาที่
ตัดสนิ คดไี ด เชน ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง เปน ตน หนาที่หลักของฝายตุลาการก็คือ การตีความ
หรอื ตัดสินความ ตามตัวบทกฎหมายเมอ่ื มคี ดีใดคดีหนง่ึ เกิดขึ้น กลาวคือ เม่ือมีคดีเกิดขึ้นศาลจะตอง
คนหาความจริง และนาํ กฎหมายมาใชกบั คดีนน้ั ๆ แตถ า กฎหมายทม่ี อี ยูลาสมัย คลุมเครือ หรือมีการ
ขดั แยง กนั ศาลจะตอ งเปนผตู คี วามในกฎหมาย โดยอาศยั หลกั ยตุ ิธรรมในการกระทาํ ดงั กลาว อาจถือ
ไดว า ผพู ิพากษาไดมสี ว นในการสรา งกฎหมายขึ้นมา ในคดีที่คลายๆ กัน คําพิพากษาของศาล จึงอาจ
ใชเ ปน หลัก หรอื แนวทางในการตัดสินครง้ั ตอ ๆ ไปดว ย

สรปุ

สถาบันทางการเมืองเปนแบบแผนท่ีเกิดขึ้นในระบบการเมือง ซ่ึงสงผลตอลักษณะและ
พฤตกิ รรมทางการเมืองในรัฐนั้นๆ โดยสถาบันทางการเมืองในแตละสังคมจะมีลักษณะแตกตางกัน
ตามความตองการในการบรรลุเปา หมายของรฐั สถาบนั ทางการเมืองท่ีเกิดขึ้นภายในระบบการเมือง
หนงึ่ ๆ อาจดาํ รงอยอู ยา งตอเน่ืองยาวนาน หรืออาจสูญสลายไปตามกาลเวลา ก็ข้ึนอยูกับปจจัยหลาย
ประการ แตสถาบันทางการเมืองท่ีสามารถดํารงอยูและสืบทอดกันมาไดอยางยาวนานน้ัน มักจะมี
โครงสรา งทยี่ ืดหยนุ และปรบั ตวั กอ การเปลี่ยนแปลงของโลกและสงั คม

สถาบันพระมหากษัตริยเปนสถาบันสูงสุดท่ีใชในการปกครองในอดีต แตโดยสวนใหญใน
ปจจบุ ันจะเปน สถาบนั ที่อยภู ายใตรฐั ธรรมนูญ ในกรณีของสถาบนั พระมหากษัตริยไทย แมเ ปน สถาบัน
ท่ีอยูภายใตรัฐธรรมนูญ แตเปนศูนยรวมของชาติในหลายดาน ในรัฐธรรมนูญไดกําหนดพระราช
สถานะและพระราชอํานาจหลายประการ แตสวนใหญเปนพระราชอํานาจที่ไมเกี่ยวของกับการใช
อํานาจรัฐ นอกจากนั้นพระมหากษัตริยไทยยังทรงไวซ่ึงความเคารพสักการะจากปวงชนอยางสูง
ดงั น้ันจงึ กอ ใหเกดิ พระราชอํานาจและพระราชสถานะทปี่ วงชนทั่วไปยังคงถวายใหแมไมมีบทบัญญัติ
ตามกฎหมาย ซ่ึงประชาชนทั่วไปถือวาพระองคทรงเปนที่พ่ึงพิงและใหความเช่ือมั่นอยางสนิทใจ
พระราชอํานาจเหลาน้ัน เชน การยอมรับในการเขามาแกไขปญหาของประเทศในภาวะวิกฤติ พระ
ราชอํานาจในการพิจารณาฎีการองทุกข เปน ตน

นอกจากน้ัน ในการบริหารของรัฐตางๆ โดยท่ัวไปมกั มกี ารนําแนวคิดการแบงแยกอํานาจมา
ใช เพื่อกอใหเกิดการตรวจสอบระหวางอํานาจตอกัน ทําใหเกิดสถาบันทางการเมืองที่สําคัญ คือ
สถาบันนิติบัญญัติ ทําหนาท่ีหลักในการบัญญัติกฎหมาย สถาบันบริหาร ท่ีทําหนาที่ในการบริหาร

208 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมือง

ประเทศและนาํ นโยบายตางๆ ไปสูก ารปฏิบตั ิ และสถาบันตุลาการ ที่ทําหนาที่ในการตัดสินอรรถคดี
ตา งๆ ภายในรฐั ใหเกดิ ความยุติธรรม

สถาบนั ทางการเมอื งตางๆ ดงั กลา ว ลวนเปนผลผลิตที่เกิดจากการพัฒนาการทางการเมือง
การการปกครองของรัฐ เพอ่ื ใหเ กดิ แบบแผนและโครงสรางทางการเมืองการปกครองท่เี หมาะสมของ
รัฐ ซึ่งรูปแบบและลกั ษณะของสถาบนั ทางการเมอื ง อาจมีการเปล่ยี นแปลงไปตามความเหมาะสมและ
เหตุปจจัยตางๆ แตโดยท่ัวไปเม่ือสังคมมีความสลับซับซอนมากขึ้น ก็จะกอใหสถาบันทางการเมือง
เหลาน้ันมีความซับซอนและหลากหลายมากข้นึ อยางไรก็ตาม สถาบันทางการเมืองที่แตละรัฐนําไป
ปรับใช กจ็ ะถูกกําหนดไวในบทบญั ญตั ิแหง รฐั ธรรมนญู อนั เปน กฎหมายสูงสดุ ของรฐั นัน้ ๆ น่นั เอง

สถาบันทางการเมอื ง 209

แบบฝกหัดทายบท

จงตอบคาํ ถามตอ ไปนี้

1. สถาบันทางการเมืองหมายถึงอะไร มลี ักษณะทส่ี าํ คัญอยา งไร
2. จงอธบิ ายถึงประเภทของสถาบนั พระมหากษตั รยิ  เมอื่ อาศัยพระราชอาํ นาจและพระราช

สถานะเปนเครอ่ื งจําแนก
3. จงอธบิ ายถงึ พระราชอํานาจและพระราชสถานะของพระมหากษตั รยิ ไทย
4. จงอธบิ ายถงึ อํานาจหนา ทีข่ องสถาบนั นติ บิ ัญญัติ ประกอบดว ยอะไรบาง
5. ใหอ ธบิ ายความแตกตา งระหวา งรฐั สภาทมี่ ีการแบงแยกอํานาจอยา งเครงครดั ระหวา ง

อํานาจนิติบญั ญตั ิและบรหิ าร กบั รฐั สภาท่ีแบง แยกอาํ นาจนติ บิ ัญญัติและบรหิ ารออกจาก
กนั ไมเ ด็ดขาด
6. จงอธบิ ายถึงอาํ นาจหนาท่โี ดยทั่วไปของสถาบันบรหิ าร
7. จงอธบิ ายถงึ ความสัมพนั ธร ะหวางอาํ นาจนติ ิบญั ญัติกบั อํานาจบรหิ าร
8. จงอธิบายความแตกตางระหวางระบบศาลคูกับระบบศาลเดยี่ ว
9. หลกั สากลทย่ี ดึ ปฏบิ ัตเิ พอ่ื ความเปน อสิ ระของสถาบนั ตลุ าการ ประกอบดวยอะไรบาง



บทท่ี 9

สทิ ธแิ ละเสรีภาพ

สิทธิเสรภี าพของประชาชนเปนหวั ใจของระบอบประชาธปิ ไตย และของมนุษยชาติ ในฐานะ
ทเ่ี ปน สตั วโ ลกทมี่ ีจิตใจสูง ตางกับระบอบเผดจ็ การทีถ่ ือวา คนเปนทาสของรฐั และผูมีอํานาจ ซ่ึงพรอม
จะใชม าตรการทท่ี ารณุ โหดรายเกินมนษุ ยธรรมดาเพ่ือบงั คับประชาชนใหอยใู นอาํ นาจ

บทบัญญัติรฐั ธรรมนญู ในปจ จุบนั มพี ฒั นาการมาเปนลําดับจากแรกเรม่ิ ทมี่ ุงจํากัดอํานาจของ
ผปู กครอง คอยๆ ขยายผลมาสกู ารมสี ว นรวมในการปกครองของประชาชน โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญ
ของประเทศที่เปนประชาธิปไตยนั้น บทบัญญัติเรื่องสิทธิและเสรีภาพเปนเร่ืองที่มีความสําคัญและ
จําเปนอยางยง่ิ สว นการทจี่ ะมิสทิ ธแิ ละเสรีภาพในทางปฏิบัตมิ ากนอยเพียงใด คงตอ งศึกษาติดตามใน
บรบิ ททางการเมืองของประเทศนนั้ ๆ เพราะในบางครั้งรัฐธรรมนญู อาจมีบทบัญญตั ิเกี่ยวกับสิทธิและ
เสรภี าพมากมาย แตอาจมีขอความตอทายตางๆ เชน ภายใตบังคับบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ หรือ
เวน แตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมายหรือตามเงื่อนไขหรือวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ
เปน ตน

ในบทนี้จะกลาวถงึ พลเมืองและสทิ ธเิ สรีภาพของพลเมือง ความหมายและท่ีมาของสิทธิและ
เสรีภาพ ประเภทและขอบเขตการใชสทิ ธิและเสรีภาพตามรฐั ธรรมนูญ หลักประกันการคุมครองสิทธิ
และเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ องคกรท่ีทําหนาที่คุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตาม
รฐั ธรรมนญู รวมถึงแนวคดิ วา ดว ยศกั ดข์ิ องความเปนมนษุ ยและแนวคิดวาดวยหลักความเสมอภาค มี
รายละเอียดตอ ไปนี้

ความหมายของสทิ ธแิ ละเสรภี าพ

สิทธิและเสรภี าพ เปน คาํ ท่นี ิยมกลา วควบคูด ว ยกันเสมอ ในทางกฎหมายแมคําสองคําน้ีจะมี
ความหมายที่คลายคลึงกัน แตก็มิใชจะมีความหมายเหมือนกันหมด พึงสังเกตจากบทบัญญัติแหง
รัฐธรรมนูญ ทเี่ รียกชอ่ื ประเภทของสทิ ธแิ ละเสรภี าพแยกตา งหากจากกนั อยางชัดเจน เชน รัฐธรรมนญู
บัญญัติวาเสรีภาพในการชุมนุม โดยมิไดเรียกวาสิทธิในการชุมนุม หรือรัฐธรรมนูญบัญญัติวาสิทธิ
พิทักษรัฐธรรมนูญ แตมิไดเรียกวาเสรีภาพพิทักษรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติตางๆ ในหมวดสิทธิและ
เสรภี าพของปวงชนชาวไทย ในรัฐธรรมนูญจึงแสดงใหเหน็ วา ผรู างรัฐธรรมนญู มีเจตนาที่แยกใชคําวา
สิทธแิ ละเสรีภาพใหแตกตา งกนั เพราะความหมายของคําท้งั สองมีความแตกตางกัน ความหมายของ
สทิ ธแิ ละเสรีภาพ อาจมองไดห ลายแงมมุ และนักวิชาการไดใ หค วามหมายไว ดังตอ ไปน้ี

ในการใหค วามหมายกับสิทธิ มีการใหคาํ นิยามไวค อนขางหลากหลาย ในทางวิชาการไดม ีผใู ห
ความหมายของเสรภี าพไว ดงั น้ี

212 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง

พจนานกุ รมราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2554 (2556 : 1232) ใหความหมายไววา สิทธิ (right)
คืออํานาจอันชอบธรรม เชน บุคคลยอมมีสิทธิและหนาท่ีตามรัฐธรรมนูญ เขามีสิทธิ์ในท่ีดินแปลงนี้
และอํานาจที่กฎหมายรับรองใหกระทาํ การใดๆ โดยสุจรติ ไดอ ยางอสิ ระ แตตองไมก ระทบกระเทอื นถงึ
สิทธิของคนอ่ืน

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ (2538 : 348) ใหความเห็นวา สิทธิหมายถึงอํานาจที่จะใหผูอ่ืนตอง
กระทําหรอื งดเวน การทาํ การบางอยา งตามที่เรามีสิทธิอนั เปน การบงั คับใหค นอ่ืนตอ งกระทําตามสิทธิ
ของเรา

วรพจน วิศรุตพิชญ (2543 : 22) ไดใหความหมายของสิทธิไววา สิทธิคืออํานาจที่กฎหมาย
รบั รองใหแกบคุ คลในอันทจ่ี ะกระทาํ การเกยี่ วขอ งกบั ทรพั ยห รอื บคุ คลอน่ื เปน ตนวา อํานาจที่กฎหมาย
รับรองใหแ กบุคคลหนึง่ ในอันทจี่ ะเรยี กรอ งใหผ ูอื่นอีกคนหน่ึงหรือหลายคนกระทําการบางอยางบาง
ประการใหเกิดประโยชนแ กต น หรอื ใหล ะเวน กระทําการอยา งใดอยา งหน่ึง

บรรเจิด สิงคะเนติ (2552 : 49) ไดใหความหมายของสิทธิไววา สิทธิในความหมายท่ัวไป
หมายถึงอํานาจท่ีกฎหมายรับรองคุมครองใหแ กบ ุคคลในอนั ทจ่ี ะเรยี กรอ งใหบ คุ คลอนื่ กระทาํ การอยาง
ใดอยา งหน่งึ เปน สง่ิ ทก่ี อ ใหเกดิ หนา ท่แี กบุคคลอ่ืนดวย สวนสิทธิตามรัฐธรรมนูญน้ันหมายถึงอํานาจ
ตามรัฐธรรมนญู หรอื กฎหมายสูงสดุ ไดบัญญัตใิ หการรับรองคมุ ครองแกป จ เจกบุคคลในอนั ทีจ่ ะกระทํา
การใดหรือไมก ระทาํ การใด การใหอํานาจแกป จ เจกชนดังกลาว ไดกอใหเกิดสิทธิเรียกรองท่ีจะไมให
บคุ คลใดแทรกแซงการใชส ทิ ธติ ามรฐั ธรรมนูญของตน โดยเฉพาะอยางย่งิ เรียกรองตอองคกรของรัฐมิ
ใหแ ทรกแซงขอบเขตแหงสิทธิของตน ในบางกรณีการรบั รองดงั กลาวไดกอใหเกิดสิทธิเรียกรองใหรัฐ
กระทําการอยา งใดอยางหน่งึ ดวย

หยุด แสงอุทัย (2553 : 167) ใหขอสังเกตวามีความเห็นตอความหมายของสิทธิอยู 2
ความเหน็ ไดแ ก ความเหน็ แรก สทิ ธหิ มายถงึ อํานาจทีก่ ฎหมายใหแ กบคุ คลในอนั ทจี่ ะมีเจตจํานง และ
ความเห็นท่ีสอง สทิ ธิหมายถึงประโยชนท ่ีกฎหมายคมุ ครองให ซงึ่ เราไมอาจถือความเห็นใดความเห็น
หน่ึงแตเพยี งอยางเดียว เพราะความเห็นแรกมองในแงของเนอ้ื หาของสิทธิ สว นความเหน็ ท่สี องมองใน
แงของจุดประสงคข องสิทธิ ดงั น้นั ควรจะถอื วาสิทธิเปน ท้ังอํานาจและประโยชน กลาวโดยสรุป สิทธิ
คืออํานาจท่กี ฎหมายใหเพื่อสาํ เร็จประโยชนท ี่กฎหมายคมุ ครอง

อภชิ าติ แสงอัมพร (2559 : 154) ไดส รุปลกั ษณะสาํ คัญของสิทธิ ไวด ังนี้
1. สิทธิอาจเปนไดท้ังประโยชนหรืออํานาจ กลาวคือ ฝายที่ใหความเห็นวาสิทธิเปน
ประโยชนน ้นั พจิ ารณาวาวัตถุประสงคของสิทธิเปนไปก็เพื่อประโยชนอยางใดอยางหน่ึงที่บุคคลมุง
ประสงค สวนฝายที่ใหความเห็นวาสทิ ธเิ ปน อาํ นาจไดกลาววา สทิ ธิเปน อํานาจท่ีกฎหมายรับรองใหแก
บคุ คล เปนการมองในแงเ นื้อหาของสทิ ธิ
2. สทิ ธิเปน ประโยชนตอเจา ของสทิ ธิท่จี ะเลอื กใชส ทิ ธิ กลา วคอื ผูทรงสิทธิยอ มสามารถทจี่ ะ
ตัดสนิ ใจวาจะใชหรือไมก็ได หรืออาจใหผูอ่ืนใชแทนก็ได ซ่ึงกรณีการใหผูอื่นใชสิทธิแทนนี้มักพบใน
กฎหมายแพง เชน เรอ่ื งตัวการตัวแทน ผูแ ทนโดยชอบธรรม ผูอนบุ าล เปน ตน

สิทธแิ ละเสรีภาพ 213

3. สิทธิเรียกรองใหบ คุ คลอืน่ มหี นาท่เี คารพตอสทิ ธขิ องผทู รงสิทธิน้ันๆ กลาวคือ ในการใช
สิทธติ า งๆ นน้ั ผทู รงสทิ ธยิ อ มจะเรียกรองใหบุคคลอื่นกระทําการตามท่ีตนมีสิทธิอยู เชน ใหกระทํา
การใหเกดิ ประโยชนแ กผทู รงสิทธิ งดเวนกระทาํ การทผี่ ทู รงสิทธิตองการ หรืองดเวน กระทาํ การในอัน
ท่ีจะลว งละเมดิ การใชส ทิ ธนิ น้ั ๆ การทส่ี ิทธิเรยี กรองใหบคุ คลอนื่ มหี นาที่เคารพตอ สทิ ธขิ องผูทรงสทิ ธิน้ี
เองทาํ ใหเห็นวาสทิ ธิยอมคูกับหนา ท่ีเสมอ

กลาวโดยสรุป สิทธิหมายถึงประโยชนอันชอบธรรมท่ีกฎหมายไดรับรองใหแกผูที่ไดรับ
ประโยชน สามารถกระทําการตามท่ีกฎหมายบัญญัติไว และกอใหเกิดหนาท่ีแกบุคคลอ่ืนท่ีจะตอง
อาํ นวยประโยชนน ั้นใหแ กผ ูท รงสิทธิตามกฎหมายไดกําหนด อนึ่ง สิทธติ ามความหมายขางตนถือเปน
สิทธิในความหมายท่ัวไป และใชกันในกลุมประเทศเสรีประชาธิปไตยเทาน้ัน ในประเทศเผด็จการ
คอมมิวนสิ ตตางๆ หาไดมีสทิ ธเิ ชน วา นี้แตอ ยางใด

สว นในการใหความหมายของเสรีภาพก็มลี กั ษณะเชน เดียวกับสิทธิ กลา วคือมกี ารใหคํานิยาม
ไวคอนขา งหลากหลาย ในทางวชิ าการไดมผี ใู หค วามหมายของเสรภี าพไว ดงั นี้

พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 (2556 : 1256) ไดใหความหมายไววา เสรีภาพ
คอื ความสามารถทจ่ี ะกระทําการใดๆ ไดตามทตี่ นปรารถนาโดยไมมอี ปุ สรรคขดั ขวาง เชน เสรีภาพใน
การพูด เสรภี าพในการนบั ถอื ศาสนา ความมีสิทธทิ จ่ี ะทําจะพูดไดโ ดยไมละเมดิ สทิ ธขิ องผูอน่ื

บวรศกั ด์ิ อวุ รรณโณ (2538 : 348) ใหความเห็นวา เสรภี าพคอื อาํ นาจทจ่ี ะกระทําการอะไรก็
ได คอื มอี ํานาจทีจ่ ะเลือกประพฤตหิ รอื ไมประพฤติอยางใดอยา งหนงึ่ ซึ่งกอใหเ กดิ หนา ท่เี ชิงปฏิเสธแก
ผอู ่ืนทจี่ ะไมเ ขา มารบกวนการใชอํานาจเลอื กประพฤติของเรา

คาํ ประกาศสทิ ธมิ นษุ ยชนและพลเมือง วันท่ี 26 สิงหาคม ค.ศ. 1789 ซ่ึงเปนส่ิงท่ีเปนผลมา
จากการอภิวฒั นใหญเ ปล่ียนแปลงการปกครองในฝรั่งเศส ไดใหความหมายของเสรีภาพในมาตรา 4
ซง่ึ บัญญตั วิ า “เสรภี าพคอื ความสามารถท่ีจะกระทาํ การใดกไ็ ดท่ไี มเปน การรบกวนผูอ่นื ดงั น้ัน การใช
สทิ ธติ ามธรรมชาติของมนษุ ยแ ตละคนจะมีกแ็ ตเ พียงขอ จาํ กดั เฉพาะทต่ี อ งยอมใหส มาชิกอ่ืนของสังคม
สามารถใชส ทิ ธเิ หลาน้ไี ดเ ชน เดียวกัน ขอจํากดั เชนวา นี้จะกาํ หนดขึ้นไดก ็โดยบทกฎหมายเทา นน้ั ”

วรพจน วิศรุตพิชญ (2543 : 22) กลาววา เสรีภาพคืออํานาจของบุคคลในอันท่ีจะกําหนด
ตนเอง โดยอํานาจน้ีบคุ คลยอ มเลอื กวิถีชวี ิตของตนไดดว ยตนเองตามใจปรารถนา บคุ คลใดบคุ คลหน่ึง
ยอมมีเสรีภาพอยูต ราบเทา ท่ีเขาไมถ ูกบังคับใหก ระทาํ ในสิ่งท่ีเขาไมประสงคจะกระทาํ และไมถูกหนว ง
เหนี่ยวขัดขวางไมใ หก ระทําในสิ่งท่เี ขาประสงคจ ะทํา

เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน (2548 : 24) เห็นวา เสรีภาพเปนอํานาจในการกําหนดตนเอง
บุคคลสามารถเลือกไดด ว ยตนเองวา จะกระทาํ หรือไมก ็ได ดงั น้ัน บคุ คลใดบุคคลหน่งึ ยอมมีเสรภี าพอยู
ตราบเทา ที่เขาไมถกู บงั คับใหกระทําในสิ่งที่เขาไมประสงคจะกระทําหรือไมถูกหนวงเหน่ียวขัดขวาง
ไมใ หกระทําในสิง่ ที่เขาประสงคจะทาํ กลา วโดยสรุปเสรีภาพ คืออํานาจของบุคคลในอันที่จะกําหนด
ตนเองโดยอํานาจนี้ บคุ คลยอมเลือกวิถีชวี ิตของตนไดด ว ยตนเอง เสรีภาพจึงเปนอํานาจที่บุคคลมีอยู
เหนอื ตนเอง

214 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมือง

บรรเจิด สิงคะเนติ (2552 : 51) ใหความหมายของเสรีภาพไววา เสรีภาพ หมายถึง สภา
การณที่บคุ คลมอี ิสระในการท่จี ะกระทําการอยางใดอยา งหน่งึ ตามความประสงคของตน เสรีภาพจึง
หมายถึง อํานาจในการกาํ หนดตนเองโดยอิสระของบคุ คลที่จะกระทําการใดหรือไมกระทําการใดอัน
เปนอาํ นาจทีม่ เี หนอื ตนเอง

โดยสรปุ เสรีภาพ คือ สภาวะทม่ี นษุ ยมอี ิสระทจี่ ะกระทาํ การใดหรอื งดเวน กระทาํ การใด โดย
ปราศจากเง่ือนไขผกู มดั หรือหนวงเหน่ยี ว และกอใหเ กิดหนา ที่เพียงประการเดียวแกบ ุคคลอื่นทีจ่ ะตอง
ไมเขามาแทรกแซงการใชเสรภี าพของบคุ คลดงั กลา ว

ดังนนั้ เมือ่ พจิ ารณาถงึ ความหมายของสิทธิและเสรีภาพน้ัน จึงมีความแตกตางกันอยูที่สิทธิ
เปนประโยชนในเรื่องท่ีบุคคลชอบท่ีจะเรียกรองเอาจากบุคคลอื่น หากการเรียกรองน้ันเปนการ
เรยี กรองเอาแกบุคคลท่ัวไปหรือปจเจกก็เปนสิทธิในทางเอกชน เชน สิทธิทางแพง ถาการเรียกรอง
ประโยชนนั้นเปนการเรียกรองเอาจากรัฐ สิทธิน้ันก็เปนสิทธิตามกฎหมายมหาชน หรือสิทธิตาม
รฐั ธรรมนูญ หรอื หากพิจารณาถงึ วธิ ีการ สิทธินน้ั เปนสิง่ ท่ตี องใช เชน การใชส ทิ ธเิ รียกรองใหผ ูอน่ื ชําระ
หนที้ างแพง หรือสทิ ธใิ นการเลอื กต้ังแสดงเจตนารมณทางการเมอื ง เปนเรือ่ งท่จี ะเหน็ วาผทู รงสิทธินั้น
จะตองดําเนินการบางประการเพื่อใชสิทธิน้ัน สวนเสรีภาพนั้นคือประโยชนในลักษณะท่ีบุคคลจะ
กระทาํ การใดๆ โดยไมถ ูกบงั คบั หรอื อยใู ตอาณัติ อนั เปนสิง่ ท่ไี มตองเรยี กรอ งหรือดาํ เนินการเพ่อื ใช แต
เสรภี าพนั้นจะสง ผลใหบุคคลผูท รงเสรภี าพน้ันปลอดจากการถกู บงั คับใหก ระทําหรอื ไมก ระทําการอยู
แลว ตลอดเวลาท่ียังมเี สรภี าพนน้ั คมุ ครองอยู

พลเมอื งและสิทธเิ สรีภาพของพลเมือง
ความสมั พันธร ะหวา งรฐั ในฐานะองคกรทางการเมอื งกับบุคคลที่อยูภายในรัฐ สถานภาพของ
บุคคลภายในรัฐมีความแตกตางกัน แสดงออกในรูปแบบที่ตางกันไปดวย เชน ในฐานะเปนพลเมือง
หรือฐานะตางดาว เปนตน ในระบอบเสรีประชาธิปไตย ใหความสําคัญกับเร่ืองสิทธิและเสรีภาพของ
พลเมืองเปน อยางมาก สทิ ธิของพลเมืองหรือสทิ ธิในฐานะเปน พลเมอื งยอ มมี ซ่งึ เปนการจํากัดอํานาจ
ของรัฐ แตสิทธิยอมไมสมบูรณท่ีสุด ท้ังนี้เพราะหากผูใดมีสิทธิหรือเสรีภาพเต็มที่ จะสงผล
กระทบกระเทือนตอบุคคลอื่นดวย คือไปรอนสิทธิเสรีภาพของคนอ่ืน รัฐจึงมีหนาที่ในการกําหนด
ขอบเขตโดยดแู ลใหสทิ ธขิ องพลเมอื งหรือสิทธิในฐานะเปน พลเมือง
บุญฤทธ์ิ เพ็ชรวิศษิ ฐ (2554 : 94-95) ไดอธบิ ายถงึ พลเมอื งไว พอสรปุ ไดว า พลเมอื ง หมายถงึ
บุคคลซึ่งโดยกําเนิดหรือโดยการแปลงชาติหรือโอนสัญชาติ เปนสมาชิกของรัฐขึ้นอยูกับรัฐนั้น ๆ
กลาวคอื ตอ งปฏิบตั ติ ามกฎหมายของรัฐ และมีสิทธิท่ีจะไดรับการปกปองและไดรับสิทธิตาง ๆ จาก
กฎหมายของรัฐ ความเปนพลเมืองขึ้นอยูกับหลักการที่นานาประเทศสวนมากใชเปนหลักเกณฑ
พิจารณาที่มีขอแตกตางกันบางในรายละเอียด ไดแก สถานท่ีเกิด สายโลหิต และโดยการแปลงชาติ
หรอื โดยการโอนสัญชาติ ดงั นี้
1. ความเปนพลเมืองโดยสถานท่เี กิด การเปนพลเมืองข้ึนอยกู ับสถานท่ีเกิด คือ เกิด ณ รัฐ
ใดก็ถอื วาเปนพลเมอื งของรฐั นั้น ประเทศทีย่ อมรบั หลักการน้ี มีหลายประเทศรวมทง้ั สหรฐั อเมริกา

สิทธิและเสรีภาพ 215

2. ความเปนพลเมืองโดยการสืบสายโลหิต การยดึ ถอื หลกั ความเปนพลเมอื งตามความเปน
บิดามารดา หมายถึง การเปน พลเมอื งตาม บดิ า มารดา คือ บิดา มารดาเปนพลเมืองของประเทศใด
บตุ รทเ่ี กิดมาแมจ ะเกดิ ในตางประเทศกใ็ หถ อื วาเปน พลเมอื งของประเทศทบี่ ดิ ามารดาถอื สงั กัดอยู การ
ใหสิทธิแหง การเปน พลเมอื งโดยสายโลหิต คอื ยึดถือตามบดิ ามารดา ปรากฏในประเทศยโุ รปตะวนั ตก

สหรัฐอเมริกายอมรับหลักการเปนพลเมืองโดยสายโลหิตในบางกรณี เชน หากเกิดในสถาน
เอกอัครราชทูตสหรัฐในตางประเทศ หรือเม่ือสามารถพิสูจนไดวาบิดามารดาผูใหกําเนิดไปอยู ณ
ตา งประเทศเปน การชวั่ คราวเทา นั้น โดยปกตแิ ลว สหรฐั อเมริกาและองั กฤษยดึ ถอื หลกั สถานทเ่ี กดิ คือ
หากคนไทยไปมีบุตรในสหรฐั อเมรกิ าหรือองั กฤษ ยอ มไดค วามเปน พลเมอื งของสหรัฐอเมรกิ าหรือของ
อังกฤษโดยอัตโนมัติ

3. ความเปนพลเมืองโดยการแปลงชาตหิ รือโดยการโอนสัญชาติ การเปน พลเมอื งอาจไดม า
ภายหลงั คือไมเ กยี่ วกับการเกดิ ณ ทใี่ ด หรือจากการสบื สายโลหติ มาอยางไร เชน การทีพ่ ลเมอื งมผี วิ สี
แตกตางกัน และเกิดในประเทศอื่น แตมีสภาพเปนพลเมืองของอังกฤษ ของสหรัฐอเมริกา ของ
เบลเยียมการเปน พลเมืองในกรณีทเี่ กดิ ขึ้นโดยการแปลงสัญชาตหิ รอื โอนสัญชาติ แมจะมีสิทธิเหมือน
พลเมืองโดยสถานท่เี กดิ หรอื โดยการสืบสายโลหติ แตม สี ภาวะไมเทา เทยี ม กลา วคือหากมพี ฤติกรรมที่
รฐั ถือวา จะเปนภัยตอ รฐั อาจมกี ารถอนสญั ชาติ คือความเปนพลเมืองได ในประเทศเสรีประชาธิปไตย
การถอดถอนสัญชาติจะตองกระทําโดยคําส่ังศาล (โดยอํานาจฝายตุลาการ) และใหเปนตาม
กระบวนการแหง กฎหมายดวย ผทู มี่ สี ญั ชาติ เปน บคุ คลซึง่ ข้นึ อยกู บั รฐั ใดรฐั หน่งึ แตใหไ ดสทิ ธิเต็มที่ใน
ฐานะพลเมือง ผูมีสัญชาติอาจไดรับการคุมครองจากรัฐ แตอาจไมมีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง
ตวั อยา งเชน คนทเ่ี กิดในเกาะซามัวของสหรัฐอเมริกามีสถานภาพเปนเพียงผูที่มีสัญชาติอเมริกัน แต
หากบิดาหรอื มารดาคนหนง่ึ คนใดเปนพลเมืองอเมริกัน ตัวเองจงึ จะเปนพลเมืองอเมริกนั ได

กลา วโดยสรปุ สําหรบั ผไู มมสี ิทธิเปน พลเมอื ง คือคนที่มีสถานะอยางอื่นและเปนคนตางดาว
หมายถึงผูที่ไมเปนพลเมือง หรือผูที่ไมมีสัญชาติของรัฐท่ีตนกําลังอาศัยอยู คนตางดาวขึ้นอยูกับรัฐ
ตางประเทศ คนตา งดาวจะตองปฏบิ ตั ิตามกฎหมายของประเทศทตี่ นกาํ ลงั พักอยู ในขณะเดียวกันรฐั ท่ี
บคุ คลคนนน้ั อาศัยอยจู ะตอ งใหค วามคมุ ครองดูแล

เสรีภาพนั้นก็กอใหเกิดสิทธิเชนกัน ซ่ึงบางครั้งอาจจะเรียกวาสิทธิในเสรีภาพ กลาวคือ
เสรีภาพน้ันกอใหเกิดสิทธิในการท่ีจะเรียกรองมิใหบุคคลอื่นหรือรัฐกระทําการอันเปนการลิดรอน
เสรีภาพนั้นได และหากมีการลิดรอนเสรีภาพ ผูทรงเสรีภาพก็ยอมมีสิทธิในการรองขอหรือเยียวยา
เพอื่ ใหย ุตกิ ารลิดรอนเสรีภาพนน้ั

อมร รักษาสัตย (2541 : 68) ไดใหความเห็นไววา เสรีภาพในการนับถือศาสนาตาม
รัฐธรรมนูญ บุคคลไมจําเปนตอ งดาํ เนนิ การเรยี กรองหรือกระทําการใดๆ ท้งั สนิ้ ก็สามารถที่จะนับถือ
ศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธิในศาสนา และสามารถปฏิบัติกิจตามศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติ
พธิ กี รรมตามความเช่ือถอื ของตนไดตราบใดที่ไมเปน ปฏปิ ก ษต อหนา ทข่ี องพลเมือง และไมเ ปนการขัด
ตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นอกจากน้ียังกอใหเกิดสิทธิในการท่ีจะ

216 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมือง

เรยี กรอ งใหผอู ่ืนเคารพในเสรภี าพดังกลา ว โดยบคุ คลอ่ืนยอมเกิดหนาท่ีในการท่ีไมไปกระทําการใดๆ
ท่ีจะละเมดิ เสรีภาพในการนบั ถอื ศาสนาดว ย รวมท้งั ไดร บั การคุมครองมิใหร ัฐกระทําการใดๆ อันเปน
การลดิ รอนสทิ ธหิ รือเสยี ประโยชนอ ันควรมีควรไดเพราะเหตุที่นับถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธิ
ในทางศาสนา หรอื ปฏิบัตพิ ธิ ีกรรมตามความเช่ือถอื ของตนได ตราบใดที่ไมเปนปฏิปกษตอหนาท่ีของ
พลเมืองและไมเปนการขัดตอความสงบเรียบรอยศีลธรรมอันดีของประชาชน และถาหากเสรีภาพ
ดังกลา วถกู ละเมดิ ยอ มสามารถใชสทิ ธิท่จี ะขอรบั การเยยี วยาได

จากความหมายของสทิ ธแิ ละเสรีภาพในขางตน กลาวโดยสรุปไดวา เม่ือสิทธิและเสรีภาพมี
ความเกย่ี วของและเชือ่ มโยงกันโดยใกลชิดเชน นเี้ อง ทาํ ใหสวนใหญแลว เรามกั จะพจิ ารณา หรือศึกษา
สิทธแิ ละเสรภี าพนี้ไปควบคกู ันและมกั จะเรียกไปโดยรวมกันเปนคําเดยี วกันวา สทิ ธแิ ละเสรีภาพ เปน
การอธบิ ายในแงม ุมสิทธแิ ละเสรีภาพตามกฎหมายทัว่ ไป

ถากลาวถึงสิทธิและเสรีภาพตามรฐั ธรรมนูญ จะเปน กรณีที่ยกระดับสทิ ธแิ ละเสรภี าพเหลา นน้ั
ใหมคี ณุ คา อยูในระดับรัฐธรรมนญู กลาวคอื เปน สทิ ธิและเสรีภาพท่ีรัฐธรรมนูญใหความคุมครอง ซึ่ง
ผลจากการท่ีรัฐธรรมนูญใหความคุมครองจะสงผลใหบุคคลที่ถือปฏิบัติตามสิทธิเสรีภาพดังกลาว
ภายใตข อบเขต เง่ือนไข หรือขอจํากัดท่ีรัฐธรรมนูญกําหนด บุคคลน้ันยอมไดรับความคุมครองจาก
รัฐธรรมนญู ดว ยเชนกนั ฉะนั้นเม่อื บคุ คลไดรบั ความคมุ ครองจากรฐั ธรรมนูญแลว การกระทาํ ใดๆ ยอม
ไมเ ปน ความผดิ ตามกฎหมายทมี่ ีลําดับช้นั ต่าํ กวารัฐธรรมนูญ

ทม่ี าของสทิ ธแิ ละเสรภี าพ
สิทธิเสรีภาพของประชาชนเปน หัวใจของระบอบประชาธิปไตยและของมนุษยชาติ ตางจาก
ระบอบเผดจ็ การทถ่ี ือวาคนเปน ทาสของรฐั และผมู อี ํานาจ
อมร รักษาสตั ย และคณะ (2543 : 65-66) ไดก ลา วไววา เมื่อประชาชนทั่วโลกมีการศึกษาดี
ขึน้ การปกครองของประเทศตา งๆ จึงตอ งวิวฒั นาการโดยลดความปา เถือ่ นโหดรายลงและมคี วามเปน
อารยะสงู ขนึ้ ดงั เห็นไดว า โลกไดเริ่มใชการปกครองระบอบประชาธิปไตยมาแตสมัยกรีกโบราณรวม
2,500 ปมาแลว สวนโลกตะวันออกก็ไดปรากฏแนวคดิ ทางธรรมาธิปไตยในอนุทวีประยะใกลเคียงกัน
แตตอมายุโรปกลับตกไปสูยุคมืด และเอเชียตกอยูภายใตลัทธิเทวสิทธิราชย แตแนวความคิดทาง
ประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของประชาชนก็กลับฟนมาในยุโรป เริ่มจากอังกฤษในชวง
คริสตศตวรรษที่ 13 ที่พระเจาจอหน ทรงยอมลงพระนามในมหากฎบตั รเมอื่ 15 มถิ ุนายน ค.ศ. 1215
แตการยอมรบั สทิ ธิเสรีภาพของประชาชนและความสาํ คญั ของรฐั สภากม็ ิไดเ กดิ ขน้ึ อยางชัดเจน จนถึง
สมัยพระเจา วิลเลยี มที่ 3 ท่ที รงประกาศสิทธิประชาชน ใน ค.ศ. 1689 ตอมาสิทธิของพลเมืองไดรับ
การบัญญัตขิ ึน้ เปน สวนเพม่ิ เติมของรฐั ธรรมนญู สหรฐั อเมรกิ า (1787) ใน ค.ศ. 1791 และไดกลายเปน
ตวั แบบของสิทธมิ นุษยข องประเทศตา งๆ ในเวลาตอ มา
สิทธิมนุษยชนไดรับการยอมรับอยางกวางขวางท่ัวโลก เมื่อภาคีสมาชิกขององคการ
สหประชาชาติไดป ระกาศปฏิญญาสากลวา ดวยสิทธมิ นษุ ยชนอยา งเปนเอกฉนั ทเ มื่อ 10 ธนั วาคม ค.ศ.

สิทธิและเสรีภาพ 217

1948 โดยประเทศไทยซง่ึ เปนสมาชิกสหประชาชาติเม่ือป ค.ศ. 1946 ไดรวมลงนามดวย ซ่ึงถือไดวา
เปน สนธสิ ัญญาทไี่ ทยตอ งปฏิบัติตาม

วิษณุ เครืองาม (2530 : 242-243) ไดกลาวถึงที่มาของสิทธิและเสรีภาพไววา สิทธิและ
เสรีภาพเปนสิ่งทไ่ี ดม ขี ึ้นกอนทจี่ ะมกี ฎหมายรับรอง หรอื เปนส่ิงที่เกิดขึ้นจากบทบัญญัติแหงกฎหมาย
กําหนดใหมีข้ึน เปนขอท่ีสมควรพิจารณาใหชัดเจน แนวคิดท่ีมาของสิทธิและเสรีภาพ ไดมีแนวคิด
แตกตางกันออกเปน 2 แนวคิด คือ แนวคิดกฎหมายธรรมชาติ และแนวคิดกฎหมายฝายบานเมือง
ดงั นี้

1. แนวคิดกฎหมายธรรมชาติ (Law of Nature) เชื่อวาสิทธิท้ังหลายท้ังปวงเกิดข้ึนตาม
ธรรมชาตพิ รอ มๆ กบั มนษุ ย และถอื วา ความยตุ ิธรรมมากอนตวั บทกฎหมาย นบั แตสมัยโบราณมากไ็ ด
เกิดแนวคิดที่วากฎหมายธรรมชาติมีอยูจริง แมจะมิไดบัญญัติไวเปนลายลักษณอักษร แตก็นับเปน
กฎหมายที่สูงสงควรคาแกการเคารพยิ่งเสียกวากฎหมายที่ถูกตราขึ้นโดยผูปกครองประเทศ สิทธิ
ทั้งหลายแหงมนุษยชาติเกิดมีข้ึนตามกฎหมายธรรมชาติ สวนกฎหมายท่ีตราขึ้นในภายหลังนั้นเปน
เพียงการยอมรบั หรอื รับรองสิทธิทไ่ี ดมอี ยแู ลว วา มีอยจู ริงและรับบังคบั คุมครองใหเทาน้ัน ไมไดเปนผู
กอต้งั หรือประกาศสทิ ธิใหม นุษยแ ตป ระการใด เชน สิทธใิ นรางกาย เสรีภาพในการแสดงความคดิ เห็น
เปนตน กฎหมายธรรมชาติคือกฎแหงธรรมชาติของความเปนมนุษย เม่ือแนวความคิดนี้เชื่อในกฎ
ธรรมชาติ จึงเช่อื วามนุษยมีสิทธบิ างประการติดตัวมาต้ังแตเกิดจนกระท่ังตาย ซึ่งตอมาไดกลายเปน
ทมี่ าอันสาํ คญั ของสทิ ธิมนษุ ยชน (Human Rights)

2. แนวคดิ กฎหมายฝา ยบานเมอื ง (Positive Law) จอหน ออสติน (Austin) ไดกลาวไววา
กฎหมาย คือ คําสั่งของรัฏฐาธิปตย ซึ่งสั่งแกราษฎรทั้งหลาย ถาผูใดไมปฏิบัติตามผูน้ันตองรับโทษ
เพื่อสนับสนุนแนวความคิดกฎหมายฝายบานเมือง ท่ีมีความขัดแยงกับแนวความคิดกอนหนาโดย
ส้ินเชิง กลา วคอื ในเม่อื สิทธเิ ปน ประโยชนที่กฎหมายรับรองและคุมครองให สิทธิจึงเกิดข้ึนไดแตโดย
กฎหมาย ถา ไมมีกฎหมายรบั รองหรอื คุม ครองแลว สทิ ธิน้นั ๆ กไ็ มอ าจเกดิ ขนึ้ ไดเลย หากกฎหมายของ
รฐั มไิ ดรบั รองไว บุคคลในรัฐน้ันก็มิอาจจะยกสิทธิดังกลาวข้ึนอางได แนวความคิดนี้มองสวนทางวา
การกลา วอา งถึงสิทธิท่เี กดิ จากกฎหมายธรรมชาตนิ ้นั แทจ รงิ แลว กฎหมายธรรมชาติคือศีลธรรม มโน
ธรรม และความรสู ึกวาควรจะเปน ซึ่งหากฎเกณฑว ัดไดย ากวาสทิ ธิตา งๆ ท่ีเกิดข้ึนโดยธรรมชาติน้ันมี
อยเู พียงใดและภายในขอบเขตอยางไร หากยอมใหมีการอางกฎหมายธรรมชาติไดแลว ก็อาจจะเกิด
ปญ หาถกเถยี งไดไมม ที สี่ ิ้นสดุ

กลาวโดยสรุป ท่ีมาของสิทธิและเสรีภาพ ข้ึนอยูกับแนวคิดของกฎหมายท่ียึดถือ กลาวคือ
แนวคิดของกฎหมายธรรมชาติท่ีเชื่อวาสิทธิและเสรีภาพเกิดมาพรอมกับมนุษย และแนวคิดของ
กฎหมายฝายบานเมืองท่ีถือวาสิทธิและเสรีภาพเปนประโยชนและอํานาจที่กฎหมายรับรองและ
คุม ครองให

218 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง

ประเภทของสทิ ธแิ ละเสรภี าพตามรัฐธรรมนญู

เม่ือพจิ ารณารายละเอียดของสิทธิและเสรีภาพ จะพบวาสิทธิและเสรีภาพมีหลายประการ
เพือ่ ใหม กี ารจัดหมวดหมูของสิทธิและเสรีภาพใหชดั เจน จึงไดมกี ารแยกประเภทของสิทธิและเสรภี าพ
ในทีน่ ้จี ะศึกษาถงึ ประเภทของสทิ ธิและเสรภี าพตามรฐั ธรรมนญู เปนสาํ คญั ซง่ึ สามารถจําแนกประเภท
ของสทิ ธิและเสรีภาพโดยอาศยั เกณฑต า งๆ มาเปน ตัวจําแนก ดังนี้

วรพจน วิศรุตพิชญ (2538 : 22-30) ไดใ หคาํ อธบิ ายไววา สิทธแิ ละเสรีภาพตามเกณฑเนื้อหา
เม่อื อาศยั วตั ถแุ หงสทิ ธแิ ละเสรีภาพเปนหลกั เกณฑ เราอาจจาํ แนกสทิ ธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมได 6
ประเภท ดงั ตอ ไปนี้

1. สิทธิและเสรีภาพสวนบุคคล ไดแก ความมั่นคงปลอดภัยในรางกายและชีวิต ซ่ึง
รฐั ธรรมนญู บญั ญตั ิใหความคุมครองจากการใชอํานาจรัฐปองกันและปราบปรามการกระทําผิดทาง
อาญา เชน บทบัญญัตทิ ี่วา บคุ คลจะไมตองรบั โทษทางอาญา เวนแตจะไดกระทําการอันกฎหมายท่ีใช
อยใู นเวลาที่กระทํานน้ั บัญญตั ิเปนความผดิ

2. สทิ ธแิ ละเสรีภาพในทางความคิดและการแสดงออกซ่ึงความคิด เชน เสรีภาพในการนับ
ถือศาสนา เสรีภาพในทางวิชาการ เสรีภาพในการศกึ ษาอบรม หรอื เสรภี าพในการพูด การเขียน การ
พมิ พ หรือส่ือความหมายโดยวิธีอืน่ ๆ เปนตน

3. สิทธิและเสรีภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ เชน สิทธิในทรัพยสิน เสรีภาพในการทํา
สญั ญากอตง้ั นติ สิ มั พนั ธร ะหวา งกนั หรอื สทิ ธใิ นการประกอบอาชีพและการแขงขันโดยเสรีอยางเปน
ธรรม เปนตน

4. สิทธิและเสรีภาพในการรวมกลุม เชน เสรีภาพในการรวมกันเปนสมาคม สหภาพ
สหพันธ สหกรณ หรือหมูคณะอน่ื ๆ เปนตน

5. สิทธแิ ละเสรภี าพทางการเมือง เชน สทิ ธเิ ลือกต้ังและสมัครรับเลือกตั้ง เสรีภาพในการ
ชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ สิทธใิ นการสมคั รเขา รับราชการ เปนตน

6. สทิ ธิทีจ่ ะไดรบั การปฏิบัตจิ ากรฐั อยางเทา เทยี มกัน เชน บทบัญญตั ทิ ร่ี ับรองวา บคุ คลยอ ม
เสมอกนั ในกฎหมาย และไดรับความคมุ ครองตามกฎหมายเทาเทียมกัน เปนตน

ณัฐกร วทิ ิตานนท (2557 : 60-61) ไดกลาวถึงประเภทของสิทธิและเสรีภาพไววา สิทธิและ
เสรภี าพตามเกณฑผ ทู รงสทิ ธิ เมือ่ พจิ ารณาจากมมุ มองผทู รงสทิ ธหิ รอื ประธานแหง สทิ ธิ เราจะสามารถ
จาํ แนกสิทธแิ ละเสรภี าพออกเปน 2 ประเภท ไดแก สทิ ธิมนษุ ยชนและสิทธพิ ลเมอื ง ดงั น้ี

1. สิทธิมนุษยชน (Human Rights) ไดแก สิทธิและเสรีภาพทั้งหลายท่ีติดตัวมนุษยทุกคน
มาตงั้ แตก ําเนิด สทิ ธแิ ละเสรีภาพประเภทนจ้ี ึงผกู พันกับความเปน มนุษยโดยตรง กลาวคือ ถาไดช่ือวา
เปนมนุษยไ มวา จะมีเพศ เช้อื ชาติ สัญชาติ ภาษา สภาพทางรา งกายและจิตใจ หรือฐานะทางเศรษฐกจิ
หรือสังคมเชนใด ยอมมสี ิทธิและเสรีภาพประเภทน้ีกันถวนทุกคน

สิทธมิ นุษยชนมรี ากฐานความคิดจากปรัชญาวา ดวยสทิ ธิธรรมชาติ ซ่ึงถือวาสิทธิเสรีภาพเปน
สงิ่ ทม่ี ีอยูต ามธรรมชาตไิ มมผี ูใ ดเปน ผสู รา งข้ึน กฎหมายของบา นเมอื งท่ีบัญญัติรบั รองรับสิทธิเสรีภาพ

สิทธิและเสรภี าพ 219

จงึ เปนเพยี งการรบั รองสทิ ธิเสรภี าพท่มี อี ยูแลว ใหช ดั เจนย่ิงข้ึนเทาน้ัน ฉะน้ันแมวากฎหมายของรัฐใด
จะไมมีบทบัญญัติใหการรับรองสิทธิมนุษยชนหรือสิทธิธรรมชาติไวเลย ก็หาใชเครื่องยืนยันวา
ประชาชนของรฐั นน้ั จะปราศสทิ ธเิ สรภี าพไม เพราะสิทธเิ สรภี าพประเภทนี้ดํารงอยไู ดโ ดยไมต องอาศัย
อํานาจรัฐเปนเครื่องรับรอง จากลักษณะของสิทธิมนุษยชนจึงทําใหมนุษยทุกคนสามารถอางสิทธิ
เสรีภาพเหลานไี้ ดโดยไมมีเง่อื นไขของดินแดนหรอื ความเปนพลเมอื งของรฐั เปน อปุ สรรค ปจจุบันจงึ ถอื
วาสิทธิเสรีภาพเกือบทุกประเภทเปนสิทธิมนุษยชน เวนแตสิทธิเสรีภาพท่ีรัฐประสงคจะมอบใหแก
พลเมืองของรฐั เทา นนั้

2. สิทธิพลเมือง (Citizen Rights) ไดแก สิทธิและเสรีภาพตางๆ ที่ผูกพันกับความเปน
พลเมอื งของรฐั ความหมายของสิทธิพลเมอื งจงึ คอนขา งแคบกวา สทิ ธมิ นษุ ยชนคอ นขางมาก กลาวคือ
แมบคุ คลจะถอื กําเนดิ เปนมนษุ ย มสี ิทธมิ นษุ ยชนโดยธรรมชาติ แตก็ใชวามนุษยทุกคนจะไดรับความ
คุมครอง สิทธิพลเมืองมักเปนสิทธิเสรีภาพท่ีเกี่ยวของกับการเมืองซ่ึงเปนเร่ืองความม่ันคงของรัฐ
บุคคลที่มิใชพลเมืองของรัฐน้ันๆ จึงไมอาจอางสิทธิเสรีภาพดังกลาวได เชน สิทธิในการเลือกต้ัง
สมาชกิ สภาผูแทนราษฎร สทิ ธิลงสมคั รรับเลือกต้งั เปนสมาชิกสภาผแู ทนราษฎร การเลอื กต้ังผูบรหิ าร
และสมาชิกสภาทองถ่นิ สทิ ธิพทิ ักษรัฐธรรมนญู เปน ตน

มานติ ย จมุ ปา (2541 : 32-51) ไดอ ธบิ ายไวว า สิทธิเสรภี าพตามเกณฑวิธกี ารใชสิทธิเสรีภาพ
การแบง สิทธิเสรภี าพโดยคาํ นึงถงึ วธิ ีการใชสทิ ธิและเสรีภาพนนั้ แบงเปนสทิ ธิเสรภี าพทีป่ ลอดจากการ
แทรกแซงของรัฐ สิทธิเสรีภาพที่เรียกรองเอาจากรัฐ และสิทธิเสรีภาพในการแสดงเจตจํานงทาง
การเมือง ดังนี้

1. สทิ ธิเสรีภาพทปี่ ลอดจากการแทรกแซงของรัฐ ไดแก สิทธิเสรีภาพท่ีรัฐรับรองวาจะไม
เขามากาวกา ยหรอื บังคับเอาแกประชาชน ประชาชนสามารถใชสิทธิเสรีภาพเชนวาน้ีประการใดก็ได
ตามใจสมัคร เวนแตจ ะขัดตอรฐั ธรรมนูญหรือกฎหมาย เชน สทิ ธิในการท่ีรัฐจะตองไมเลือกปฏิบัติตอ
ประชาชนเพราเหตุแหง ความแตกตา งกันในเร่ืองถิ่นกําเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกาย
หรอื สขุ ภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกจิ หรอื สังคม ความเช่ือทางศาสนา การศึกษาอบรม
หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไมขัดตอบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ สิทธิของบุคคลในครอบครัว
เกียรติยศ ช่ือเสียง หรือความเปนอยูสวนตัว เสรีภาพในเคหสถาน สิทธิในการท่ีจะอยูอาศัยและ
ครอบครองเคหสถานโดยปกตสิ ุข เปน ตน

2. สิทธิเสรภี าพทป่ี ระชาชนสามารถเรียกรอ งเอาจากรฐั ไดแก สิทธิท่ีประชาชนมีสิทธิรอง
ขอตอรัฐ หรือรัฐจะตองดําเนินการเพ่ือใหสมแกสิทธิน้ันของประชาชน สิทธิเสรีภาพน้ีมิไดเพียงแต
จํากัดอํานาจรัฐเทาน้ัน แตเปนการสรางหนาที่ใหแกรัฐดวย เชน สิทธิในคล่ืนความถ่ีท่ีใชในการสง
วทิ ยุกระจายเสียง วิทยโุ ทรทัศนแ ละวิทยุโทรคมนาคม ทเี่ ปน ทรัพยากรสอื่ สารของชาติ เพื่อประโยชน
สาธารณะ เปน สทิ ธิของประชาชนทุกคนในการทีจ่ ะไดรบั ประโยชนจ ากคลน่ื ความถ่เี ชนน้ี รฐั ธรรมนูญ
จึงกําหนดใหมีองคกรของรัฐที่เปนอิสระทําหนาที่จัดสรรคลื่นความถี่และกํากับดูแลการประกอบ

220 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมือง

กจิ การวิทยกุ ระจายเสียง วิทยุโทรทัศน กิจการโทรคมนาคม ตามท่ีกฎหมายบัญญัติ สิทธิในการรับ
การศึกษาข้ันพื้นฐาน เปนตน

3. สิทธิเสรีภาพในการการแสดงเจตจํานงทางการเมือง ไดแก สิทธิในการมีสวนรวม
ทางการเมอื งทางตรง เชน สิทธิในการเลอื กตั้งสมาชกิ สภาผแู ทนราษฎร สมาชิกวฒุ ิสภา หรือเลือกตั้ง
ในระดับทองถิ่น ท้ังนี้ รวมถึงสิทธิในการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน เชน เขาชื่อเสนอ
กฎหมาย ขอ บญั ญัติทองถ่นิ การรวมแสดงประชามติ สิทธใิ นการเขาชื่อถอดถอนผูดํารงตําแหนงทาง
การเมอื ง เปนตน

กลุมพลงั วชิ าการเพ่ืออนาคต (2553 : 225-261) ไดใหคําอธิบายถึงสิทธิเสรีภาพตามเกณฑ
การจํากดั สิทธิเสรภี าพ พอสรปุ ไดวา การแบง ประเภทของสิทธิเสรีภาพวิธีน้ีเปนการพิจารณาวาสิทธิ
เสรีภาพสามารถถูกจาํ กดั ไดอยางไรบา ง โดยอาจไลเ รยี งจากการจาํ กัดท่นี อยท่ีสดุ ไปสกู ารจํากัดท่ีมาก
ท่ีสดุ สามารถแบง ออกไดเ ปน สทิ ธิเสรภี าพตามรัฐธรรมนูญทีจ่ าํ กดั ไมไ ด สทิ ธิเสรภี าพตามรฐั ธรรมนญู ท่ี
จํากัดไดโดยผลของเงื่อนไขกฎหมายพิเศษ และสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่จํากัดไดโดยผลของ
เง่อื นไขกฎหมายทวั่ ไป ดงั นี้

1. สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญท่ีจํากัดไมไดเลย หรือสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่
ปราศจากเงื่อนไขของกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ ไดแก สิทธิเสรีภาพท่ีไมอยูภายใตการจํากัดของ
กฎหมายใดๆ เลย ไดแ ก เสรีภาพในการนบั ถอื ศาสนา โดยรฐั ธรรมนูญมักใชค ําวาเสรภี าพบรบิ รู ณ การ
นบั ถือศาสนาน้ันเปนสิทธิเสรภี าพทีไ่ มม ีการจํากัดใดๆ เลย แตเ สรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ
หรือปฏบิ ัตพิ ิธีกรรมทางศาสนาน้ันเปนสทิ ธเิ สรภี าพทจ่ี าํ กดั ไดโ ดยเงอื่ นไขของรฐั ธรรมนญู กลา วคือ จะ
กระทําไดเทา ที่ไมเปนปฏิปกษตอหนาท่ีของพลเมือง และไมเปนการขัดตอความสงบเรียบรอยหรือ
ศลี ธรรมอันดขี องประชาชน เปน ตน

2. สทิ ธิเสรภี าพตามรฐั ธรรมนญู ทจี่ ํากัดไดโ ดยผลของเง่ือนไขกฎหมายพิเศษ สิทธิเสรีภาพ
ประเภทนี้ถูกจํากัดไดโดยผลของกฎหมาย แตมิใชกฎหมายใดๆ ก็สามารถตราขึ้นเพื่อจํากัดสิทธิ
เสรีภาพในกลุมนี้ได เนื่องจากรัฐธรรมนูญไดกําหนดเงื่อนไขไววาสิทธิเสรีภาพกลุมน้ีจะสามารถถูก
จาํ กัดไดในกรณใี ด หรอื ดว ยกฎหมายทมี่ ีวตั ถปุ ระสงคป ระการใดบาง การจาํ กัดสิทธิเสรีภาพในกลุมนี้
สังเกตไดวา รฐั ธรรมนญู จะใชถอ ยคาํ วา โดยอาศยั อํานาจตามบทบัญญตั ิแหงกฎหมายเฉพาะเพ่ือ เชน
เสรภี าพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ การโฆษณา และการสื่อความหมาย
โดยวิธีอนื่ รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย บัญญัตกิ ารจาํ กดั เสรภี าพในกรณีน้ีไววา จะกระทําไดก็
แตโ ดยอาศยั อาํ นาจตามบทบัญญตั ิแหง กฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความม่ันคงของรฐั เพื่อคมุ ครองสิทธิ
เสรีภาพ เกยี รติยศ ชือ่ เสยี ง สทิ ธิในครอบครวั หรอื ความเปนอยสู ว นตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความ
สงบหรือสุขภาพของประชาชนเทา นน้ั

3. สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญท่ีจํากัดไดโดยผลของกฎหมายทั่วไป สิทธิและเสรีภาพ
ประเภทนี้ถูกจาํ กดั ไดโดยผลของกฎหมายโดยไมมีเงื่อนไขประการใดกําหนดไวอกี ดังนั้น กฎหมายใดๆ
ก็สามารถตราขนึ้ เพื่อจาํ กดั สทิ ธิเสรีภาพในกลมุ น้ีไดทง้ั สิน้ ซ่ึงสิทธิและเสรีภาพในกลมุ น้ี รัฐธรรมนูญจะ

สทิ ธแิ ละเสรีภาพ 221

ใชถ อ ยคําลงทายมาตราทร่ี บั รองสิทธิเสรีภาพดังกลาววาตามที่กฎหมายบัญญัติ หรือตามบทบัญญัติ
แหงกฎหมาย เชน สิทธิในทรัพยสินและการสืบมรดก ตามมาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เปนสิทธิและเสรีภาพที่ถูกจํากัดไดโดยผลของกฎหมายทั่วไป
ท้ังนี้ถอยคําของมาตราดังกลาวไดบัญญัติวา “สิทธิของบุคคลในทรัพยสินยอมไดรับความคุมครอง
ขอบเขตแหงสิทธิและการจาํ กดั สทิ ธิเชน วา น้ียอมเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ...การสืบมรดกยอมได
ความคุม ครอง สทิ ธิของบุคคลในการสืบมรดกยอ มเปน ไปตามท่ีกฎหมายบญั ญตั ิ” ซึ่งรัฐธรรมนูญมิได
ระบวุ ากฎหมายใดบางที่จะจํากัดสิทธิเสรีภาพเร่ืองนี้ได ซ่ึงกฎหมายท่ีรับรองสิทธิและจํากัดสิทธิใน
ทรพั ยสนิ ของบุคคลไดแก ประมวลกฎหมายแพงและพาณชิ ยท ีบ่ ัญญตั ิถงึ หลักท่ัวไปและขอจํากัดแหง
สทิ ธใิ นทรพั ยส นิ ของบุคคลเอาไว และยังรวมถงึ กฎหมายอื่นท่อี าจจํากัดสทิ ธิในทรพั ยสินของบุคคลได
ดวย

อยา งไรกต็ าม การจาํ กดั สทิ ธเิ สรีภาพก็จะตองเปนไปตามหลักความไดสัดสวนดวย กลาวคือ
มาตรการท่ีจาํ กัดสิทธิและเสรีภาพน้ัน จะตอ งเปนไปเพ่ือใหบรรลุตามวัตถุประสงคของการท่ีถือเปน
เหตใุ นการจาํ กดั สิทธแิ ละเสรีภาพนน้ั ดว ย และเปน วธิ ีการทสี่ งผลกระทบนอยทีส่ ุดตอ สทิ ธิและเสรภี าพ
ท่ีถูกจํากดั นั้น โดยจะตอ งเปนทางเลอื กทเี่ ปน ผลรายนอ ยท่สี ดุ หรอื หลกี เล่ยี งไมไ ดทีจ่ ะตอ งดําเนินการ
น้ันแลว

มานิตย จุมปา (2541 : 31-32) ไดจําแนกประเภทของสิทธิและเสรีภาพตามเกณฑการจํากัด
สิทธิไวอีกลักษณะหนึ่ง คือแบงออกเปน 2 ประเภท ไดแก สิทธิสัมบูรณ และสิทธิสัมพัทธ ดัง
รายละเอียดตอไปน้ี

1. สทิ ธสิ ัมบรู ณ (Absolute Rights) หมายถงึ สิทธแิ ละเสรภี าพท่ีรัฐมิอาจจํากัดได เพราะ
เหตุวาโดยสภาพของสิทธิเสรีภาพดังกลาวมีลักษณะเปนนามธรรม และเปนสิทธิในทางมโนธรรม
กลา วคอื เปน เรื่องความรูสึกนึกคิดหรือความเช่ือความศรัทธาทีอ่ ยูในจิตใจ ดงั นน้ั แมวา รฐั ธรรมนูญจะ
จาํ กัดขอบเขตการใชสิทธเิ สรีภาพประเภทน้ี ก็เปน เพยี งการจาํ กัดในทางกฎหมายเทานั้น มิอาจจํากัด
ไดในความเปนจริง เชน เสรีภาพในการนับถือศาสนา ลัทธิความเชื่อ แมวารัฐธรรมนูญจะใหความ
คมุ ครองเสรภี าพเฉพาะศาสนาหรือลทั ธิความเช่ือท่ีไมขัดตอ ความสงบเรยี บรอ ยหรอื ศลี ธรรมอันดีของ
ประชาชน แตในความเปนจริงบุคคลอาจจะนับถือศาสนาหรือลัทธิความเชื่อท่ีขัดตอความสงบ
เรยี บรอ ยหรอื ศลี ธรรมอันดีของประชาชนก็ได เพราะรัฐไมอ าจหยัง่ รูถึงความนกึ คดิ ของบุคคลดงั กลาว
ได ตราบใดท่บี ุคคลนัน้ ไมแสดงออกมาทางกายภาพ ดงั นัน้ การจาํ กดั เสรีภาพในการนับถือศาสนา ลทั ธิ
ความเชอ่ื ตลอดเสรีภาพอืน่ ในทางมโนธรรม จงึ ไมอาจกระทําไดในทางปฏิบัติ

2. สทิ ธสิ ัมพัทธ (Relative Rights) หมายถึง สิทธแิ ละเสรภี าพท่ีรัฐอาจจํากัดขอบเขตและ
เง่ือนไขการใชสิทธิเสรีภาพได มิฉะนั้นหากปลอยใหบุคคลสามารถใชสิทธิและเสรีภาพท่ีตนมีอยาง
เตม็ ที่และไรขอบเขต การใชสทิ ธเิ สรภี าพน้ันจะไมตา งอะไรกับการใชอํานาจตามอําเภอใจของรัฐ อีก
ท้ังยงั สุมเสย่ี งทีจ่ ะเปนการใชสทิ ธเิ สรีภาพของตนไปกระทบตอ สิทธิและเสรีภาพของตน ดวยเหตุนี้จึง
ตองมีการกําหนดขอบเขตและเง่ือนไขบางประการเพื่อจํากัดการใชสิทธิเสรีภาพใหอยูในสัดสวนท่ี

222 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง

พอเหมาะพอควร เชน การใชสิทธิเสรีภาพอาจถูกจํากัดไดดวยกรณีที่มีกฎหมายเก่ียวกับการรักษา
ความมั่นคงของรัฐ หรอื ขอบเขตการใชส ิทธิเสรภี าพอาจถกู จํากัดไดดว ยกฎหมายท่ีมีวัตถุประสงคเพ่ือ
รักษาประโยชนสาธารณะ

ขอบเขตการใชส ิทธแิ ละเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
สิทธแิ ละเสรภี าพเปนเร่ืองจาํ เปน ตอ การดาํ รงชวี ิตของบคุ คลภายในรฐั แตก ารใชส ิทธเิ สรภี าพ
กใ็ ชวา จะไรขอบเขต เพราะหากใชแ ลว ไปกระทบตอสทิ ธิเสรภี าพของบุคคลอ่ืน ก็จะกลายเปนการใช
สิทธิเสรีภาพโดยมชิ อบ ไมตา งอะไรกับการใชอ าํ นาจรัฐแลวไปกระทบสิทธิของประชาชน นอกจากนี้
การกลาวอางสิทธิมนุษยชนซ่ึงเปนสิทธิเสรีภาพที่มีลักษณะกวางขวางและไมมีใครยืนยันไดวาสิทธิ
มนุษยชนมีรายละเอียดเชนใดบาง ยิ่งจะทําใหผูอางสิทธิมนุษยชนกลายเปนผูใชสิทธิเสรีภาพอยาง
สดุ โตง
บรรเจดิ สิงคะเนติ (2552 : 216-219) ไดอธิบายสรุปไววา ความไมชัดเจนแนนอนของสิทธิ
มนุษยชนก็เปนอีกสาเหตุหน่ึงที่ทําใหรัฐจําตองกําหนดขอบเขตของการใชสิทธิและเสรีภาพไวใน
รฐั ธรรมนญู ในการกําหนดขอบเขตการใชส ทิ ธแิ ละเสรภี าพ มีหลกั การหรือเหตุผลของการจํากัดสิทธิ
ดงั นี้
1. หลักวาดว ยความสงบเรียบรอ ยและศลี ธรรมอันดีของประชาชน เปนหลกั เบ้อื งตน ในการ
บญั ญตั ิกฎหมายจาํ กัดสทิ ธแิ ละเสรีภาพของบคุ คลทป่ี รากฏอยูใ นระบบกฎหมายหลายประเทศ โดยใน
ช้ันแรกไดย อมรับเฉพาะทใ่ี ชบงั คบั แกห ลกั เสรีภาพในการทําสัญญา แตตอมาปรากฏวาเปนที่ยอมรับ
กันโดยท่วั ไปวาแนวความคิดดังกลาวไดกลายเปนหลักสําคัญที่ใชบังคับโดยทั่วไปในกฎหมายเอกชน
ความสงบเรียบรอยของประชาชนมีความมุงหมายท่ีจะยกขึ้นใชในกรณีที่ผลประโยชนสวนรวมของ
สังคมขัดกับผลประโยชนสวนตัว ในที่นี้ผลประโยชนสวนรวมยอมมีความสําคัญมากกวา จึงอาจให
ความหมายไดวาความสงบเรียบรอ ยของประชาชน หมายถึง ประโยชนโ ดยท่วั ไปของประเทศชาตแิ ละ
สังคม
ศีลธรรมเปนความรูสึกนึกคิดของมนุษยวาการกระทําเชนไรเปนส่ิงที่ถูกตอง ศีลธรรม
เก่ยี วของกับกฎหมายเพราะศีลธรรมเปนรากฐานของกฎหมาย มนุษยจะยอมรับกฎหมายก็ตอเมื่อ
กฎหมายนั้นสอดคลอ งกับความรูสึกทางศีลธรรมของตน อยางไรก็ตาม กฎหมายอาจจะมุงแตเพียง
การดาํ รงไวซ ง่ึ ความเปนระเบยี บเรียบรอ ยของสงั คม ทาํ ใหในบางกรณีการกระทําบางอยางอาจจะผิด
กฎหมายแตไ มข ัดตอศีลธรรม
2. หลักสิทธขิ องบุคคลอ่ืน ขอบเขตประการแรกของการใชสิทธิและเสรีภาพคือสิทธิและ
เสรภี าพของบคุ คลอนื่ ไมวาบุคคลใดก็ไมสามารถทีจ่ ะแทรกแซงสิทธแิ ละเสรีภาพของบคุ คลอน่ื ได ตาม
ทัศนะของจอหน ล็อค มนุษยกับสังคมแยกจากกันมิไดเพราะสังคมเกิดจากมนุษย สังคมจึงมี
วัตถุประสงคเพื่อความสงบสุขของมนุษยผูเปนสมาชิกในสังคม แตเดิมนั้นมนุษยอยูในสภาวะท่ีมี
เสรภี าพอยางสมบูรณ สามารถที่จะกระทําการไดภายในขอบเขตของกฎหมายธรรมชาตแิ ละมีสถานะ

สทิ ธแิ ละเสรีภาพ 223

เทาเทยี มกนั ทาํ ใหไมม ีบุคคลใดสามารถกอ ความเสยี หายแกช วี ติ รางกาย ทรัพยสินและเสรีภาพของ
บุคคลอน่ื ๆ ได เพราะทกุ คนตางมอี ิสระเทา เทยี มกนั

เมื่อเกดิ รัฐข้นึ สิทธขิ องบคุ คลอ่ืนจงึ ไดร บั การรบั รองโดยกฎหมายของรัฐ สทิ ธขิ องบุคคลอน่ื จงึ
เปนขอจํากัดของเสรีภาพที่แฝงอยูโดยตรรกะของกฎหมาย โดยเปลี่ยนจากตรรกะในทางกฎหมาย
ธรรมชาติ มาเปนตรรกะในทางกฎหมายบา นเมอื ง การจาํ กดั สทิ ธขิ องบคุ คลอาจเปนความจําเปนเพื่อ
ความมุงหมายในการคุมครองผลประโยชนของปจเจกบุคคล แตเงื่อนไขดังกลาวยังไมใชเง่ือนไขท่ี
เพียงพอ หนาท่ีในการคุมครองผลประโยชนข องปจ เจกบุคคลน้นั ฝายนติ ิบญั ญัติอาจยกข้ึนเพ่ือใหเปน
สทิ ธิของผไู ดรบั ประโยชนได ในกรณนี ้ีเปน กรณีท่ฝี า ยนติ บิ ญั ญตั ไิ ดใหอํานาจในทางกฎหมายแกบุคคล
เพ่อื ใหบ คุ คลน้นั สามารถบรรลเุ ปา หมาย ในผลประโยชนทก่ี ฎหมายใหความคุมครองไดเฉพาะกรณีท่ี
ผลประโยชนอยางใดอยา งหนงึ่ ได ถกู กําหนดใหเ ปน ประโยชนแกบุคคลท่ีสาม ในกรณีนี้จึงกลาวไดวา
สทิ ธขิ องบุคคลอืน่ จงึ เปน ความชอบธรรมในการจาํ กัดขอบเขตสทิ ธิเสรีภาพ

3. หลักความม่นั คงของรฐั รากฐานของการทําหนา ท่ใี นการรกั ษาความมนั่ คงปลอดภัยของ
รฐั ถือวาเปนพน้ื ฐานสําหรับการจํากัดสทิ ธิและเสรีภาพ ตามพ้ืนฐานของทฤษฎีสัญญาประชาคม ความ
มน่ั คง ของรัฐเปนผลจากการที่รัฐเขามาทาํ หนาทีใ่ หก ารคมุ ครองแกส ทิ ธิของปจ เจกบุคคล ดังนั้น ตาม
แนวคิด ของนักกฎหมายธรรมชาติ ความม่ันคงในการดํารงอยูของรัฐจึงเปนเหตุผลอันชอบธรรม
สําหรับการจํากดั เสรีภาพของบคุ คลได การยอ นกลับไปพิจารณาการทาํ หนาทีใ่ นการรกั ษาความมั่นคง
ของรัฐกับความม่ันคงปลอดภัยในสิทธิของปจเจกบุคคล จึงเปนการแสดงถึงความเกี่ยวพันของ
ความชอบธรรมในยุคดั้งเดิมที่ยังคงมผี ลมาจนถึงปจจุบัน ดังน้ัน ความสามารถในการทําภาระหนาที่
ของรฐั จงึ ไดรับการยอมรับวาเปนวัตถุประสงคในการจํากัดสิทธิเสรีภาพ ซึ่งอาจกําหนดรูปแบบของ
การจาํ กดั สทิ ธแิ ละเสรภี าพในลกั ษณะของการกําหนดหนาท่ีใหแกพ ลเมอื ง เชน การกําหนดใหบคุ คลมี
หนาที่ในการเสียภาษี การกาํ หนดใหป ระชาชนมีหนา ท่ีตางๆ เปน ตน

4. หลกั การใชส ิทธติ อ งไมเปน ปฏิปกษต อ รัฐธรรมนูญ มีประเด็นท่ีสมควรพิจารณากอนวา
การใชส ิทธแิ ละเสรีภาพแคไหนเพียงใดถงึ จะเปนปฏปิ ก ษตอรัฐธรรมนญู ทั้งน้ีอาจแยกบทบัญญัติของ
รัฐธรรมนูญออกไดหลายลักษณะ เชน บทบัญญัติท่ีมีลักษณะเปนบทบัญญัติทั่วไป บทบัญญัติท่ีมี
ลกั ษณะหามมใิ หทําการแกไ ขเปล่ียนแปลง บทบัญญตั ทิ ม่ี ีลกั ษณะบงั คับใหก ระทําตาม บทบัญญัติทไี่ ม
มีลักษณะเปนการใหเ ลอื กปฏบิ ตั ไิ ด เปนตน การใชส ิทธิและเสรีภาพท่ีเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญจะ
หมายเฉพาะกรณีท่ีเปนปฏิปกษตอบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญท่ีมีลักษณะหามมิใหทําการแกไข
เปลยี่ นแปลงเทานั้น มิไดห มายความถึงบทบัญญัตขิ องรัฐธรรมนูญท้ังหมด

กรณี บทบญั ญัติของรัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2550 ท่ีมลี กั ษณะหา มมิ
ใหแกไขเปล่ียนแปลงถูกบัญญัติไวใน มาตรา 291 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติไววา ญัตติขอแกไขเพิ่มเติม
รฐั ธรรมนูญที่มีผลเปน การเปล่ียนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรง
เปนประมุข หรอื เปล่ยี นแปลงรปู ของรัฐ จะเสนอมิได ฉะนน้ั สาระสําคัญทไ่ี มอาจใชสทิ ธิใหเปน ปฏปิ ก ษ

224 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมือง

ตอรัฐธรรมนูญ จึงไดแก ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยเปนประมุข และรูปของรัฐ
สาํ หรับสาระสําคญั ของระบอบประชาธิปไตย ไดแ ก

1. อาํ นาจอธปิ ไตยเปน ของปวงชน
2. เปน การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบเสรี มใิ ชร ะบอบประชาธิปไตยแบบเผดจ็ การ
3. เปน การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยทางผูแทน
4. เปนการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยท่อี าศยั หลกั เสยี งขา งมาก
5. เปน การปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยอาศัยระบบพรรคการเมอื ง
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ไดบัญญัติหามการกระทําท่ีเปนปฏิปกษตอระบอบ
ประชาธปิ ไตย ในมาตรา 68 ซึ่งไดบัญญัติวา “บุคคลจะใชสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพ่ือลม
ลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญน้ี หรือ
เพื่อใหไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวใน
รัฐธรรมนูญนี้มไิ ด”
สว นในเรื่องรปู ของรฐั น้ันการใชส ิทธแิ ละเสรีภาพท่ีเปน ปฏปิ กษในกรณนี ี้ จงึ หมายถึงกรณีที่มี
ความพยายามท่จี ะเปล่ยี นแปลงรัฐเดี่ยวเปนสหพันธรัฐ พยายามที่จะเปล่ียนจากราชอาณาจักรเปน
สาธารณรฐั หรอื พยายามที่จะแยกสว นใดสวนหนง่ึ เปน รฐั อสิ ระ ดงั นยี้ อมเปนการกระทําท่ีกระทบตอ
ความเปนราชอาณาจักรที่เปนอนั หน่งึ อันเดยี วกันแบงแยกมิได ดังน้ันหากมีการใชสิทธิท่ีเปนปฏิปกษ
ตอระบอบประชาธปิ ไตยหรือเปนปฏิปกษตอรัฐเด่ียว ซ่ึงเปนราชอาณาจักรจึงยอมเปนการใชสิทธิท่ี
เปน ปฏปิ กษตอรฐั ธรรมนูญและไมไ ดรับความคุมครอง

หลักประกนั การคุมครองสิทธิและเสรภี าพตามรัฐธรรมนญู

รฐั ธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดท่ีมหี ลักการรับรองคมุ ครองสทิ ธิและเสรีภาพของบุคคล มีการ
กําหนดหลักประกันในการตรากฎหมายเพื่อจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล กลาวคือ ฝายนิติ
บัญญัติ จะตรากฎหมายเพ่ือจํากัดสิทธิและเสรภี าพของบคุ คลไดตอ งเปนไปตามเง่ือนไขท่ีรัฐธรรมนูญ
กําหนดไวเทาน้นั

บรรเจิด สิงคะเนติ (2548 : 249 -337) ไดใ หคําอธิบายไวว า เพ่อื มิใหการรับรองสิทธเิ สรีภาพ
เปน การรับรองโดยลายลักษณอ ักษรแตเ พียงอยา งเดยี ว รฐั ธรรมนญู จึงสรางหลักประกันเพ่ือคุมครอง
สทิ ธเิ สรีภาพของบุคคลใหม ีผลบังคบั ใชไดอยางจริงจัง ดงั วธิ ีการตางๆ ดงั น้ี

1. การรบั รองหลกั การคมุ ครองสิทธเิ สรีภาพไวใ นหมวดที่ 1 วาดวยบทท่ัวไป เพื่อแสดงถึง
สถานะของบทบัญญัติดังกลาววาเปนหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติอ่ืนใดของ
รัฐธรรมนญู หรือกฎหมายอนื่ จะละเมดิ มิได

2. การบญั ญตั ใิ หการใชอ าํ นาจขององคกรของรัฐทุกองคกรตองคํานึงถึงสิทธิเสรีภาพของ
บคุ คล

สทิ ธแิ ละเสรีภาพ 225

3. การรับรองใหบุคคลสามารถยกบทบัญญัติท่ีใหความคุมครองสิทธิเสรีภาพตามท่ี
รฐั ธรรมนูญกาํ หนดเพอื่ ใชส ิทธิทางศาล หรือยกข้ึนเปนขอตอ สคู ดใี นชน้ั ศาล

4. การจํากดั สทิ ธเิ สรีภาพของบุคคลไมอาจกระทําได เวนแตอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติ
แหงกฎหมาย นอกจากน้ีกฎหมายดังกลาวจะตองเปนกฎหมายเฉพาะกรณีที่รัฐธรรมนูญกําหนดให
สามารถตราขน้ึ เพื่อจาํ กัดสทิ ธเิ สรีภาพบางประเภทได อีกทั้งเน้ือหาสาระของกฎหมายจะตองไมเปน
การจํากัดสิทธิเสรีภาพจนเกินความจําเปน ไมกระทบกระเทือนถึงสาระสําคัญหรือแกนของสิทธิ
เสรีภาพประเภทนั้น กฎหมายท่ีมงุ จํากัดสทิ ธเิ สรภี าพจะตองใชบงั คบั เปนการท่ัวไป ไมเ ลอื กทีจ่ ะบังคับ
บุคคลใดบุคคลหน่งึ หรอื กลมุ บุคคลใดกลมุ บคุ คลหน่ึงอันเปนการเลือกปฏิบตั ิตอ บุคคล และกฎหมาย
น้นั จะตองระบุบบญั ญตั ิแหง รฐั ธรรมนูญทใี่ หอํานาจในการตรากฎหมายไวดวย ฉะน้นั กฎหมายฉบับใด
ท่ีมีเนื้อหาเปนการจํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลไมวาจะเปนสิทธิเสรีภาพประเภทใดก็ตาม หากไม
ปฏิบตั ติ ามหลักเกณฑขางตน กฎหมายดังกลาวยอมมีปญ หาความชอบดวยรฐั ธรรมนูญ

5. การจัดตัง้ องคกรตามรฐั ธรรมนญู ทม่ี ีความเปน อิสระเพ่อื ทําหนา ท่ีตรวจสอบการกระทําที่
เปน การละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคล เชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ และผูตรวจการ
แผน ดิน เปน ตน

6. การรับรองอํานาจขององคกรของรัฐฝายตุลาการเพื่อทําหนาที่ตรวจสอบการกระทํา
ตา งๆ ของรฐั ท่ีเปนการละเมดิ สทิ ธมิ นษุ ยชน และมีปญหาความชอบดว ยกฎหมาย เชน การรับรองให
ศาลรฐั ธรรมนญู มอี าํ นาจพิจารณาวนิ ิจฉัยกรณีบทบญั ญัติแหงกฎหมายกระทบตอ สิทธมิ นุษยชนและมี
ปญ หาเก่ียวกับความชอบดว ยรัฐธรรมนูญ หรอื การรับรองใหศ าลปกครองมีอํานาจพิจารณาพิพากษา
กรณีกฎ คําสั่ง หรือการกระทําอ่ืนใดในทางปกครองกระทบตอสิทธิมนุษยชนและมีปญหาเกี่ยวกับ
ความชอบดว ยรฐั ธรรมนญู หรือกฎหมาย

กลุมพลังวิชาการเพ่ืออนาคต (2553 : 221-225) ไดอธิบายไววา ในบทบัญญัติมาตรา 29
ของรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2550 ไดก าํ หนดสภาพเง่อื นไขของการจํากัดสิทธิ
เสรภี าพ ประกอบดวยหลักเกณฑด ังตอ ไปนี้

1. การจํากัดสิทธิตองเปนการทั่วไปและไมมุงหมายใหใชบังคับแกกรณีใดกรณีหนึ่งหรือ
บุคคลใดบุคคลหนึ่งเปนการเจาะจง บทบัญญัติตามมาตรา 29 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย เรียกรองใหองคกรนิติบัญญัติซ่ึงมีอํานาจในการตรากฎหมายจํากัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคลวาจะตอ งตรากฎหมายใหม ผี ลบังคับเปนการทั่วไป และไมมุงหมายใหใชบังคับแก
กรณีใดกรณีหน่ึงโดยเฉพาะเจาะจง โดยมวี ตั ถุประสงคเ พื่อหลกี เลยี่ งไมใ หองคกรนติ บิ ัญญัติออกคําส่ัง
ทางปกครองในรปู ของกฎหมาย เพราะคาํ สงั่ ทางปกครองเปนเคร่ืองมือหนักที่องคกรฝายปกครองใช
ในการดําเนนิ กจิ กรรมทางปกครองใหส าํ เรจ็ ลลุ ว งไปได ซงึ่ ถือวา เปนภาระหนา ที่โดยแทข องฝา ยบรหิ าร
หรอื ฝา ยปกครอง การยอมใหฝายนติ ิบญั ญตั ิตรากฎหมายจาํ กัดสิทธิและเสรภี าพเพ่อื ใชบังคับแกกรณี
ใดกรณีหน่ึงหรือแกบุคคลใดบุคคลหนึ่ง จึงเปนการยอมใหฝายนิติบัญญัติเขาไปแทรกแซงอํานาจ
เจา หนาท่ขี องฝา ยบรหิ ารหรอื ฝา ยปกครอง อันขดั ตอ หลักการแบงแยกอํานาจซงึ่ เปนหลักการสาํ คญั ใน

226 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง

ระบอบประชาธปิ ไตย และเพือ่ ปอ งกนั มใิ หมีการเลือกปฏิบตั ิอยางไมเปนธรรมตอปจเจกบุคคลแตละ
คน โดยการตรากฎหมายเฉพาะกรณีขึน้ ใชบงั คับอันขัดตอ หลักความเสมอภาคตามรฐั ธรรมนญู

กรณีฝายนิติบัญญัติตรากฎหมายจํากัดสิทธิและเสรีภาพแตมีผลใชบังคับเฉพาะบุคคลหนึ่ง
หรือกลุมบคุ คลจาํ นวนแนนอนจํานวนหน่ึง หรอื กลุมบุคคลทีอ่ าจคาํ นวณเปน จาํ นวนได กบั กรณีที่ฝาย
นิติบัญญัติตรากฎหมายจํากัดสิทธิและเสรีภาพที่แมกฎหมายน้ันจะมีลักษณะเปนนามธรรมและใช
บังคับแกบุคคลทว่ั ไปก็ตาม แตในทางขอเท็จจรงิ แลว ฝา ยนติ บิ ัญญัติมุง ประสงคจ ะใหใชบ ังคบั กับบคุ คล
เฉพาะรายหรือเฉพาะกลุม หรืออาจกลาวไดวา กฎหมายน้ันอาํ พรางเจตนาทแ่ี ทจริง ซึง่ ทัง้ สองกรณีถือ
ไดวา เปนกฎหมายท่ีไมมผี ลใชบังคบั เปนการทว่ั ไป แตเปนกฎหมายที่ใชเฉพาะบุคคลและเฉพาะกรณี
ในทางตรงกันขาม หากเปนกรณีท่ีเกิดเหตุการณหรือขอเท็จจริงอยางใดอยางหนึ่งขึ้น และฝายนิติ
บัญญัติเห็นวาจําเปนจะตองมีการตรากฎหมายจํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งถาหากวา
กฎหมายนั้นไมไดมีผลเฉพาะเหตุการณนน้ั แตไ ดรับการบัญญตั ใิ หครอบคลมุ เหตุการณท่ีจะเกิดข้ึนใน
อนาคต กับท้ังใชบ ังคับบุคคลไมจํากัดจํานวนดวยแลว จะถือวาในกรณีเชนนี้ฝายนิติบัญญัติอาจตรา
กฎหมายลกั ษณะนีใ้ ชบ งั คบั ได โดยถือวาเปน การตรากฎหมายทม่ี ีผลเปนการทั่วไปและไมมุงหมายให
ใชบงั คับแกก รณใี ดกรณีหนง่ึ เปน การเฉพาะเจาะจง ดังนนั้ หากฝา ยนติ ิบญั ญัตติ รากฎหมายทีม่ ผี ลเปน
การจํากดั สิทธเิ สรภี าพของประชาชน แตข ดั กบั หลักท่ีบัญญัติไวในมาตรา 29 วรรค 2 ยอมถือวาเปน
การขดั ตอ รฐั ธรรมนูญ

2. การจํากัดสทิ ธจิ ะกระทบกระเทือนสาระสําคัญแหงสิทธิไมได หลักการนี้เรียกรองการ
ควบคมุ การจํากดั สิทธิในกรณสี มบรู ณ กลา วคอื ไมวากรณีจะเปนประการใด ฝายนิติบัญญัติไมอาจจะ
ออกกฎหมายที่มีผลกระทบกระเทือนสาระสําคญั แหงสิทธิเสรีภาพได เพราะตามรัฐธรรมนูญมาตรา
29 ถือวาเปนการคมุ ครองข้ันตา่ํ สดุ ตอแกนของสทิ ธเิ สรภี าพอนั เปน หัวใจของสิทธแิ ละเสรภี าพนน้ั ๆ ซ่ึง
ไดแบง เขตแดนของสิทธอิ อกเปน 2 สว น กลาวคือ สว นที่รัฐไมอาจกาวลวงเขาไปกระทบตอสิทธิและ
เสรภี าพไดเลย และสว นทร่ี ฐั อาจเขา ไปกระทบตอสทิ ธิและเสรภี าพน้นั ได โดยในสว นหลังนร้ี ัฐธรรมนญู
ไดกําหนดไวในรัฐธรรมนูญแลววา สิทธแิ ละเสรภี าพประเภทไหนท่ีรัฐธรรมนูญตองการจะคมุ ครอง

3. การจํากัดสิทธิจะตองกระทําเทาท่ีจําเปน หลักการจํากัดสิทธิและเสรีภาพเทาที่จะ
จําเปน หรือหลกั พอสมควรแกเ หตุ หรอื หลักความไดสัดสวน เปนหลักท่ีมีความสําคัญอยางยิ่งในการ
นํามาใชควบคุมการใชอ าํ นาจของรัฐท่ีมผี ลกระทบตอสทิ ธิและเสรีภาพของประชาชน สาระสาํ คัญของ
หลกั ความไดส ัดสว น มีดงั ตอ ไปน้ี

3.1 หลักความสัมฤทธ์ิผล หมายถึง มาตรการน้ันเปนมาตรการท่ีอาจทําใหบรรลุ
วตั ถุประสงคต ามที่กาํ หนดไวไ ด มาตรการอนั ใดอันหนึ่งจะเปน มาตรการท่ีไมเหมาะสมหากมาตรการ
น้ันไมอาจบรรลุวัตถุประสงคตามที่กฎหมายกําหนดไวได หรือการบรรลุวัตถุประสงคดังกลาวน้ัน
เปนไปดวยความยากลาํ บาก

3.2 หลักความจําเปน หมายถงึ มาตรการหรือวิธีการท่ีอาจบรรลุวัตถุประสงคตามที่
กาํ หนดได และเปน มาตรการหรอื วิธกี ารที่อาจกอ ใหเกดิ ผลกระทบนอ ยทีส่ ุด ดังนั้นหากมมี าตรการอืน่

สทิ ธแิ ละเสรภี าพ 227

ท่สี ามารถบรรลวุ ัตถุประสงคนน้ั และมผี ลกระทบนอยกวา มาตรการที่รัฐไดเ ลอื กใช ในกรณีน้ียอ มถือได
วามาตรการท่รี ฐั นาํ มาใชไ มเ ปน ไปตามหลักความจําเปน

3.3 หลกั ความไดส ัดสว น ในความหมายอยางแคบ หมายถึง มาตรการอันใดอันหน่ึง
จะตองไมอ ยูนอกเหนอื ขอบเขตของความสัมพันธระหวางวธิ ีการดังกลาวกับวัตถุประสงคที่กําหนดไว
กลาวคือ เปนการพจิ ารณาความสมดุลระหวา งสิทธิขนั้ พน้ื ฐานทีถ่ ูกกระทบกบั ผลประโยชนสวนรวมที่
เกิดจากการกระทบสิทธิข้ันพื้นฐานดงั กลาวจะตองอยูในสัดสวนท่ีสมดุลกัน แตหากกระทบสิทธิของ
ปจเจกบุคคลมากแตประโยชนสาธารณะที่เกิดจากการกระทบสิทธิดังกลาวมีเพียงเล็กนอยเทานั้น
ยอ มถอื วา ไมเ ปน ไปตามหลักความไดสัดสว นในความหมายอยา งแคบ

4. การจาํ กัดสิทธติ องระบบุ ทบัญญตั ใิ นรฐั ธรรมนญู ใหอ ํานาจในการตรากฎหมายจํากัดสิทธิ
หลักการจํากัดสิทธิตองระบุบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ใหอํานาจในการตรากฎหมายจํากัดสิทธิ มี
ความสาํ คญั ในการเตือนฝายนิติบัญญัติไมใหเขาไปแทรกแซงในขอบเขตของสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไดรับ
ความคมุ ครองโดยไมตัง้ ใจ และโดยปราศจากการไตรตรองช่ังนํา้ หนักระหวางผลดแี ละผลเสียของการ
แทรกแซงดังกลา วกับผลทจ่ี ะไดจากการแทรกแซงดังกลาว ดงั นน้ั ฝา ยนติ บิ ัญญัตคิ วรจะตองไตรตรอง
อยางรอบคอบและจะตองตรวจสอบอยางละเอยี ดถึงผลดงั กลา ว เมื่อฝายนิติบญั ญตั ไิ ดลว งลํ้าเขา ไปใน
ขอบเขตของสิทธขิ ั้นพ้ืนฐานทไี่ ดร ับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ หนา ทีใ่ นการอางมาตราท่ีใหอํานาจใน
การจาํ กดั สทิ ธขิ ้นั พื้นฐานไวใ นกฎหมายถือวาเปนขอ จาํ กัดในทางรปู แบบทม่ี ตี อ ฝายนิติบัญญตั ิ

กลา วโดยสรุป ในยามท่ีบานเมืองสงบสุข การจํากัดสิทธแิ ละเสรภี าพของบุคคลโดยบทบญั ญตั ิ
แหง กฎหมาย ฝายนิตบิ ัญญตั ิตอ งตราโดยมีวตั ถุประสงคเปน ไปตามเงอ่ื นไขท่ีรัฐธรรมนูญกําหนด การ
จาํ กัดสิทธิและเสรีภาพโดยบทบญั ญัติแหงกฎหมายจึงจะชอบดวยรัฐธรรมนูญ แตในบางสถานการณ
เม่ือเกิดความไมสงบข้ึนในบานเมือง เพ่ือการดํารงอยูของรัฐและเพ่ือความตอเนื่องในการบริหาร
สาธารณะ สิทธิและเสรีภาพของประชาชนจึงตองถูกจํากัดลงภายใตสถานการณพิเศษบางอยาง
กลาวคือ รัฐธรรมนูญบัญญัติขอจํากัดของการใชสิทธิและเสรีภาพไว 3 ประการ คือ ตองไมเปน
ปฏปิ กษต อรฐั ธรรมนูญ ไมกระทบสทิ ธขิ องบคุ คลอืน่ และไมข ัดตอ ศลี ธรรมอันดีของประชาชน

องคก รที่ทาํ หนา ทคี่ ุมครองสทิ ธแิ ละเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนญู

การบัญญัติรับรองและคุมครองสิทธิและเสรีภาพไมไดทําใหประชาชนมิสิทธิและเสรีภาพ
อยางสมบูรณ เพราะเม่ือมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพข้ึน ก็จําเปนท่ีจะตองมีองคกรมาทําหนาที่
คมุ ครอง ซ่ึงองคก รทีท่ ําหนา ท่คี มุ ครองสิทธแิ ละเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญท่ีสําคัญ ไดแก
ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม ผูตรวจการแผนดิน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
แหงชาติ

โกวทิ วงศส รุ วฒั น (2559 : 1-41-1-47) ไดอธิบายถึงองคก รทางตุลการและองคกรอิสระตาม
รัฐธรรมนูญ ซง่ึ เปนกระบวนการทางดา นตลุ การและคุม ครองสทิ ธิเสรีภาพของประชาชน ไวด ังน้ี

228 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง

ศาลรัฐธรรมนูญ (Constitution Court)
เปนองคการท่ีสําคัญที่มีอํานาจหนาที่ในการคุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน การ
คุม ครองทาํ ไดโ ดยการตรวจสอบการทํางานของฝายนิติบัญญัติโดยการตรวจสอบรางกฎหมาย และ
กฎหมายท่ีสภาตราขึ้น ตลอดจนพระราชกําหนดวาขัดตอสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว
หรอื ไม แตท งั้ น้ีรฐั ธรรมนญู ประชาชนจะมีสิทธฟิ องคดีตอ ศาลรฐั ธรรมนญู ไดโดยโตรงหรอื ไม ขน้ึ อยูกบั
บทบญั ญตั ขิ องรัฐธรรมนูญแตล ะฉบับ
ศาลปกครอง (Administrative Court)
เปนองคกรที่มีอํานาจหนาทใี่ นการตรวจสอบการทํางานของฝายบริหารวา การออกกฎ คําสั่ง
ทางปกครอง หรอื การะทําอ่นื ใด ทอี่ อกโดยฝา ยบริหารขดั ตอ ความขอบของกฎหมายหรือไม โดยศาล
ปกครองมีอํานาจพิจารณาพพิ ากษาคดีทเ่ี ปนขอพพิ าทของฝา ยบรหิ ารอันเนอ่ื งมาจากการกระทําหรือ
ละเวน การกระทําทีฝ่ า ยบรหิ ารตอ งรับผิดชอบในการปฏบิ ัตหิ นา ท่ตี ามกฎหมาย
ศาลยตุ ิธรรม (Court Justice)
เปน ศาลอกี ศาลหน่งึ ท่ีมีหนา ท่ใี นการคมุ ครองสิทธิและเสรภี าพของประชาชน ศาลยุติธรรมที่
ทาํ หนาท่ีคุม ครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ไดแก ศาลอาญา กลาวคือ เม่ือมีการกระทําของ
เจา หนา ท่ีรฐั อนั ละเมิดตอ สิทธิและเสรีภาพที่กฎหมายคุมครองแกบุคคลใด บุคคลผูถูกละเมิดยอมมี
อาํ นาจทจ่ี ะนาํ คดีขน้ึ สศู าลได โดยเฉพาะอยางย่ิงในกรณีท่ีเจาหนาท่ีของรัฐเปนผูละเมิดเสียเอง โดย
การปฏิบัตหิ รือละเวนการปฏิบตั โิ ดยไมช อบ (มาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา)
ผตู รวจการแผนดิน (Ombudsman)
เปนองคกรตามรัฐธรรมนูญท่ีมีจํานวนไมเกิน 3 คน ซ่ึงพระมหากษัตริยทรงแตงต้ังตาม
คําแนะนําของวุฒิสภา จากบุคคลท่ีไดรับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา โดยมีอํานาจหนาที่
สาํ คญั คอื
1. พิจารณาและสอบสวนหาขอเท็จจริงตามคํารองเรียนในกรณี 1) การไมปฏิบัติตาม
กฎหมายหรือปฏิบัตินอกเหนืออํานาจหนาท่ีตามกฎหมายของขาราชการ พนักงานหรือลูกจางของ
หนว ยราชการ หนว ยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น และ 2) การปฏิบัติหรือ
ละเลยไมปฏิบัตหิ นาที่ของขา ราชการ พนักงาน หรือลกู จา งของหนว ยราชการ หนวยงานของรัฐ หรือ
รฐั วสิ าหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น ท่กี อใหเ กิดความเสียหายแกผ รู องเรียนหรอื ประชาชนโดยไมเปน
ธรรม ไมวาการนัน้ จะชอบหรอื ไมช อบดว ยอาํ นาจหนา ทกี่ ต็ าม
2. จดั ทาํ รายงานพรอมทัง้ เสนอความเห็นและขอเสนอแนะตอรัฐสภา นอกเหนือจากนี้ใน
กรณผี ตู รวจการแผนดินเหน็ วาบทบัญญตั ิแหงกฎหมายใดมีปญหาเกีย่ วกับความชอบดวยรัฐธรรมนูญ
ผูตรวจการแผนดินสามารถเสนอเรื่องพรอมความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญเพ่ือพิจารณาวินิจฉัยวา
กฎหมายขัดรฐั ธรรมนูญ หรอื หากเปนกฎ ขอบังคบั หรือการกระทําใดของฝายบรหิ ารขัดตอกฎหมาย
ผตู รวจการแผน ดนิ ก็สามารถเสนอเรือ่ งพรอ มความเห็นตอศาลปกครองไดเ ชนกัน

สิทธิและเสรีภาพ 229

คณะกรรมการสทิ ธิมนุษยชน (Human Rights Commission)
เปนองคกรตามรัฐธรรมนูญ (องคอิสระ) ซ่ึงประกอบดวยประธานกรรมการคนหนึ่งและ
กรรมการอ่นื จาํ นวน 6 คน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภาจากผูซึ่งไดรับ
การสรรหา โดยมีอํานาจหนาท่ี ดังน้ี
1. ตรวจสอบและรายงานการกระทําหรือการละเลยการกระทําอันเปนการละเมิดสิทธิ
มนษุ ยชน หรอื อันไมเปนไปตามพันธกรณีระหวางประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนท่ีประเทศไทยเปน
ภาคี และเสนอมาตรการแกไขที่เหมาะสมตอบุคคลหรือหนวยงานที่กระทําหรือละเลยการกระทํา
ดงั กลา ว เพอ่ื ดําเนนิ การ ในกรณีทป่ี รากฏวา ไมม ีการดาํ เนินการตามท่ีเสนอใหรายงานตอรัฐสภาเพื่อ
ดาํ เนินการ ตอ ไป
2. เสนอแนะนโยบายและขอเสนอในการปรบั ปรงุ กฎหมาย กฎหรอื ขอ บงั คับตอรัฐสภาและ
คณะรฐั มนตรเี พือ่ สงเสรมิ และคุมครองสทิ ธิมนษุ ยชน
3. สงเสรมิ การศึกษา การวิจัย และการเผยแพรค วามรดู า นสทิ ธิมนษุ ยชน
4. สงเสริมความรว มมือและการประสานงานระหวางหนวยราชการ องคการเอกชนและ
องคก ารอืน่ ในดานสทิ ธมิ นษุ ยชน
5. จดั ทาํ รายงานประจาํ ปเพ่ือประเมินสถานการณดานสิทธิมนุษยชนภายในประเทศและ
เสนอตอ รฐั สภา
6. อํานาจหนาท่อี นื่ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

แนวคดิ วา ดวยศกั ดิ์ศรคี วามเปนมนษุ ยแ ละหลกั ความเสมอภาค

แนวคดิ วา ดวยศักดศิ์ รีความเปนมนุษย
แนวคดิ วาดวยศกั ดิค์ วามเปน มนุษย (Human Dignity) ไดร ับการพัฒนามากพรอมกบั แนวคดิ
วา ดว ยสิทธติ ามธรรมชาติของสํานักกฎหมายธรรมชาติ โดยเห็นวามนุษยที่ถือกําเนิดมายอมมีศักดิ์ศรี
ในความเปน มนุษยทกุ คน รัฐหรอื บคุ คลอ่ืนใดกม็ อิ าจละเมิดศักดศ์ิ รคี วามเปนมนษุ ยไ ด
บรรเจิด สงิ คะเนติ (2548 : 35-36) ไดก ลาวไววา ศกั ด์ิศรคี วามเปน มนษุ ย (Human Dignity)
ในทางกฎหมายนน้ั นกั กฎหมายชาวเยอรมนั ทชี่ ่อื เคลาส สเติรน (Stern) ไดใหความหมายวา หมายถึง
คุณคา อันมีลกั ษณะเฉพาะท่ผี กู พันอยูกับความเปนมนุษย ซึ่งบุคคลในฐานะที่เปนมนุษยทุกคนไดรับ
คุณคาดังกลาว โดยไมตองคํานึงถึงเพศ เชื้อชาติ ศาสนา วัย หรือคุณสมบัติอ่ืนๆ ของบุคคล จาก
ความหมายดังกลาว จะเห็นไดวา ศักด์ิศรีความเปนมนุษยเปนคุณคาที่มีลักษณะเฉพาะอันสืบ
เน่ืองมาจากความเปนมนุษยและเปน คณุ คาทผ่ี กู พนั อยเู ฉพาะกับความเปน มนษุ ยเทา นน้ั โดยไมข้ึนอยู
กับเงือ่ นไขอันใดท้งั สิ้น เชน เช้ือชาติ ศาสนา เปน ตน คุณคาของความเปนมนุษยดังกลาวนี้มีอยูเพื่อให
มนุษยมีความเปนอิสระในการพัฒนาบุคลิกภาพสวนบุคคลภายใตความรับผิดชอบของตนเองโดย
อสิ ระ และถอื วา ศกั ดิ์ศรีความเปนมนุษยเปน ส่ิงสูงสดุ ทีม่ อิ าจลวงละเมิดได

230 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมอื ง

สาํ หรบั ความหมายศกั ดิศ์ รคี วามเปน มนุษยหมายถึงความมีคา ของมนษุ ยแ ตล ะคนทง้ั ในแงข อง
ความมีคาในตัวเองของผนู ั้นเอง และในสถานภาพของความเปน มนษุ ยของแตล ะคนดวย ศักด์ศิ รีความ
เปนมนุษยย อมเปนสวนที่เปน สาระสาํ คญั ของมนุษยแตละคนอนั ไมอ าจจะพรากเสียได อาจกลา วไดวา
ศกั ด์ศิ รีความเปน มนษุ ยก ็คือการปฏิบตั ิตอ เพ่ือนมนุษยดว ยกันดงั เชนเขาเปนมนษุ ย โดยทมี่ นษุ ยทุกคน
มีคุณคาในตัวเองอนั ไมอาจแบง แยกดวยเหตแุ หง เพศ เชื้อชาติ สัญชาติ ภาษา ถิ่นกําเนิด สถานะทาง
สงั คมและเศรษฐกจิ หรอื ปจจยั อื่นใด อนั ไมคํานงึ ถงึ สถานะท่บี คุ คลดงั กลา วเปน มนุษยเชน เดียวกบั เรา
ผูทรงศักดิ์ศรีความเปน มนษุ ยคือมนุษยแ ตละคนโดยมไิ ดจํากดั แตพ ลเมืองของรัฐหนง่ึ รัฐใด แมแ ตค นไร
สญั ชาติ คนเรรอน คนท่ไี มอาจส่ือสารดวยวิธีใดๆ ก็ยอมเปนผูทรงไวซึ่งศักดิ์ศรีความเปนมนุษยดวย
ดังน้ัน การเอาคนไปเปนทาสและมองวาเปนเพียงทรัพยสมบัติของนายทาส จะเฆ่ียนตีหรือลงโทษ
อยางใดกไ็ ดหรือการแบงชนชน้ั วรรณะของบุคคล ไมวา จะเก่ียวพนั กบั ความเช่อื ในลัทธิศาสนาหรือไมก็
ตาม จึงเปน การละเมดิ ตอ ศักดิศ์ รคี วามเปน มนษุ ยอ ยา งชดั เจน

อภชิ าติ แสงอมั พร (2559 : 169) กลา วไววา รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช
2550 มาตรา 4 ไดบญั ญัติถึงแนวคิดวา ดว ยศกั ด์ิศรีความเปน มนุษยไววา ศักดศิ์ รีความเปน มนษุ ย สิทธิ
เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ยอมไดรับการคุมครอง บทบัญญัติน้ีจึงเปนการประกาศ
หลกั การพืน้ ฐานของรฐั ธรรมนูญวาประสงคจะใหค วามคุมครองศกั ดศ์ิ รีความเปน มนษุ ย บทบัญญัติอืน่
ใดในรฐั ธรรมนญู หรอื กฎหมายจะตองไมม ีเนอ้ื หาที่ขดั หรอื แยงกับหลักการคุมครองศักดิ์ศรีความเปน
มนุษย เนอ่ื งจากสถานะของบทบัญญัตินเ้ี ปนหลักการพืน้ ฐานอันมอิ าจถูกเปลย่ี นแปลงหรือละเมดิ ได

กลาวโดยสรปุ สถานะของแนวคดิ วาดว ยศกั ดศิ์ รีความเปนมนษุ ยจ งึ เปน พ้ืนฐานของแนวคิดวา
ดวยสิทธแิ ละเสรภี าพอีกช้ันหนง่ึ กลาวคือ แมบ ุคคลไดรับความคุมครองสิทธิเสรีภาพจากรัฐและการ
จาํ กดั สทิ ธเิ สรีภาพก็เปนไปตามกฎหมายท่ผี านความเหน็ ชอบจากรัฐสภาแลวก็ตาม แตหากมาตรการ
ทางกฎหมายมลี ักษณะเปน การเหยยี บยํา่ ดหู มนิ่ ถงึ รากฐานศักด์ิศรคี วามเปนมนุษย สิทธิเสรีภาพที่รัฐ
รับรองก็ยอ มไรค วามหมาย เชน กฎหมายทผ่ี านความเหน็ ชอบจากรัฐสภามีมาตรการลงโทษดวยการ
ตัดนว้ิ หรือปลอ ยกระแสไฟฟาใสน ักโทษ หรือ การขังคกุ ท่ีมีสภาพเหม็นและคบั แคบ เปน ตน

แนวคิดวาดว ยหลกั ความเสมอภาค
แนวคดิ เร่ืองหลักแหง ความเสมอภาคตัง้ อยบู นพื้นฐานทว่ี า โดยธรรมชาติแลว มนุษยท กุ คนเกดิ
มากและดํารงอยูอยางเสมอภาคเทา เทียมกัน และมนุษยทุกคนจะตองเคารพสิทธแิ ละเสรีภาพของกัน
และกนั
วรี ะ โลจายะ (2545 : 465-466) อธบิ ายไววา แนวคดิ ดังกลาวเปน มมุ มองของสาํ นกั กฎหมาย
ธรรมชาตทิ ี่มองวา ส่ิงเหลาน้ีติดตัวมาแตกําเนิดและถึงแมจะไมมีกฎหมายบัญญัติรับรองไวเปนลาย
ลักษณอักษรก็ยังคงมีผลบังคับใชได การยอมรับหลักการดังกลาแสดงใหเห็นถึงความสัมพันธกับ
แนวคดิ ปจเจกชนนยิ มอีกดวย เพราะการทีร่ ฐั หรือบคุ คลตองยอมรบั และเคารพตอหลักความเสมอภาค
น้ันเทากบั เปน การยอมรับสิทธติ ามธรรมชาตขิ องปจเจกชนแตล ะคนดว ยเชน กัน

สทิ ธิและเสรีภาพ 231

ปจจบุ นั หลักความเสมอภาคเปนสว นหนึง่ ในหลักสิทธมิ นษุ ยชนท่ีไดร ับการยอมรับในรูปแบบ
ที่เปนกฎหมายลายลักษณอักษรโดยสํานักกฎหมายฝายบานเมือง กลาวคือ ไดรับการพิจารณาใน
มุมมองทางกฎหมายมใิ ชใ นขอบเขตทางปรัชญาแตเพียงอยางเดียว ปรากฏการณดังกลาวเปนผลมา
จากการรอมชอมทางความคดิ ของสํานักกฎหมายฝายบานเมืองและสํานักกฎหมายธรรมชาติ ซึ่งจะ
เห็นไดวาเปนการแปรสิทธิตามธรรมชาติของบุคคลมาเปนสิทธิของบุคคลท่ีไดรับการรับรองโดย
กฎหมาย

ววิ ฒั นาการของหลักความเสมอภาค
แนวคิดเรื่องหลักความเสมอภาคในสมัยด้ังเดิมเกิดจากคําสอนของศาสนาคริสต ท่ีสงผล
กระทบตอโครงสรางทางเศรษฐกจิ และระบบทาสทีม่ ีอยใู นยุคของอาณาจกั รโรมัน ตอมาในสมัยกลาง
ระบบศักดนิ าไดย กเลิกแนวคดิ เรอ่ื งความเสมอภาคและสรางลําดบั ชน้ั ของสังคมขน้ึ แปรผนั ตามสภาพ
ของท่ดี นิ และบุคคล อยางไรก็ตาม ความไมเสมอภาคในสมัยกลางดังกลาวคอยๆเปลี่ยนแปลงไปเมื่อ
เกดิ ชนชน้ั กลางทส่ี ะสมความเขม แข็งจนนําไปสกู ารเรยี กรอ งใหเ ปลยี่ นแปลงความไมเสมอภาคดงั กลา ว
สมยศ เช้ือไทย (2535 : 138) ไดอ ธบิ ายไววา สําหรับหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญก็
คือหลักความเสมอภาคตอหนากฎหมาย (Equality before the law) ซ่ึงบุคคลยอมเสมอภาคใน
กฎหมายและไดร ับความคมุ ครองตามกฎหมายเทาเทียมกนั ดงั นน้ั นอกจากหลักความเสมอภาคตาม
รฐั ธรรมนูญจะมิใชแตเ พยี งแนวคิดปรัชญาทางกฎหมาย แตย ังไดรับการบัญญัติเปนลายลักษณอักษร
ในรฐั ธรรมนญู อีกดว ย ซึ่งสงผลใหหลักความเสมอภาคไดรับความคมุ ครองในระดับสูงสุด ซึ่งกฎหมาย
อน่ื ใดมิอาจะละเมดิ หลักการดังกลาวได
ทัง้ ทางเศรษฐกิจ สงั คม และการเมือง นอกจากนย้ี ังมเี อกสารทางประวัติศาสตรท ่รี ะบุถงึ หลกั
ความเสมอภาคไดดที ่สี ุด กค็ ือคําประกาศสทิ ธิมนุษยชนและพลเมืองของฝร่ังเศส ซึ่งตราขึ้นภายหลัง
จากการปฏิวัติใหญของฝรั่งเศส ป ค.ศ. 1789 ซึ่งหลังจากนั้นประเทศตางๆ ก็ไดนําหลักความเสมอ
ภาคไปบญั ญัตไิ วในรฐั ธรรมนูญของตน
ณัฐกร วิทติ านนท (2557 : 68) ไดใหคําอธบิ ายเกย่ี วกับประเภทของหลกั ความเสมอภาคไววา
ความเสมอภาคตามรฐั ธรรมนูญ แบง ออกเปน 2 ประเภท ไดแก หลักความเสมอภาคท่ัวไป และหลัก
ความเสมอภาคเฉพาะเรือ่ ง ดงั น้ี
1. หลกั ความเสมอภาคทวั่ ไป เปน สิทธขิ ั้นพ้ืนฐานของบุคคลทุกคนท่ีอาจกลาวอางกับการ
กระทําใดๆ ของรฐั ได หากเรื่องนน้ั มไิ ดม กี ารกาํ หนดไวในหลักความเสมอภาคเฉพาะเร่อื ง แตหากเร่ือง
ใดมหี ลักความเสมอภาคเฉพาะเรื่องกําหนดไวแลว ก็ใหพิจารณาไปตามหลักความเสมอภาคเฉพาะ
เร่ืองนั้นๆ
2. หลักความเสมอภาคเฉพาะเรอื่ ง คือ หลกั ความเสมอภาคท่ใี ชเ ฉพาะภายในขอบเขตเร่ือง
ใดเร่ืองหนึ่งเปนการเฉพาะ เชน หลักความเสมอภาคเฉพาะเร่ืองเก่ียวกับชายและหญิง โดย
ความสัมพันธระหวา งหลกั ความเสมอภาคท่ัวไปกับหลักความเสมอภาคเฉพาะเร่ืองน้ัน ถือไดวาหลัก
ความเสมอภาคทว่ั ไปเปน พนื้ ฐานของหลกั ความเสมอภาคเฉพาะเร่อื ง แตหลกั ความเสมอภาคทว่ั ไปนั้น

232 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง

สามารถนําไปใชไ ดท กุ ๆ เรอ่ื งโดยไมจ ํากัดขอบเขตเรือ่ งใดเร่ืองหน่ึง และบุคคลทุกๆ คนยอมอางหลัก
ความเสมอภาคท่ัวไปได สวนหลักความเสมอภาคเฉพาะเร่ืองอาจถูกจํากัดโดยใชเฉพาะเรื่องหรือ
เฉพาะกลุม บคุ คลทีร่ ฐั ธรรมนูญมงุ คมุ ครองเทานั้น โดยหลักความเสมอภาคเฉพาะเรื่องน้ันยังถือเปน
หลักกฎหมายพิเศษซงึ่ ยอ มมากอนหลักความเสมอภาคท่ัวไป ถากฎเกณฑใดไดรับการพิจารณาดวย
หลกั ความเสมอภาคเฉพาะเร่อื งแลว กไ็ มจําเปน ตอ งนํามาพิจารณาตามหลักความเสมอภาคท่วั ไปอกี

สมยศ เชื้อไทย (2535 : 139) แบงหลักความเสมอภาคเฉพาะเร่ืองออกเปน 5 ดาน
ดงั ตอไปนี้

1. ความเสมอภาคในกระบวนการยุตธิ รรม เมอ่ื มกี รณที ีต่ อ งใชสทิ ธเิ รยี กรอ งทางศาล บุคคล
ทกุ คนทถี่ กู โตแ ยง สิทธิสามารถท่ีจะนาํ คดสี กู ารพิจารณาในศาลทม่ี เี ขตอาํ นาจไดอยางเทา เทียมกนั ผูใ ด
จะรอ งขอใหต ง้ั ศาลพิเศษเพอื่ พิจารณาพิพากษาคดีของตนโดยเฉพาะไมได

2. ความเสมอภาคในการเขาทํางานในภาครัฐ บุคคลทุกคนท่ีมีคุณสมบัติครบถวนตาม
กฎหมายทก่ี ําหนดคณุ สมบัติของบุคคลท่จี ะเขาทําหนาที่ในภาครัฐ บุคคลยอมมีความเสมอภาคท่ีจะ
สมคั รเขารบั ราชการได โดยทัว่ ไปกระบวนการคัดเลือกจะใชวิธีการสอบแขงขันเพื่อพิจารณาความรู
ความสามารถของบุคคล การนาํ หลักเกณฑอ ื่นมาพิจารณานอกจากเรื่องความรูความสามารถจึงอาจ
ขดั ตอ หลักความเสมอภาค เชน ผูมสี ิทธิสมัครสอบเปน เจา หนา ที่ของรฐั ตอ งจบปริญญาตรีเกยี รตนิ ยิ ม

3. ความเสมอภาคในการเลือกตัง้ บคุ คลทกุ คนท่มี คี ุณสมบตั ติ ามท่ีรฐั ธรรมนญู กาํ หนด ยอม
มีสิทธิเลอื กตัง้ และสิทธิในการลงสมคั รรับเลอื กต้ังอยางเทา เทียมกนั

4. ความเสมอภาคในการรับภาระของรัฐ เชน ความเสมอภาคในการชําระภาษีใหแกรัฐ
มากนอยตามความสามารถของแตละบุคคล ความเสมอภาคในการรับราชการทหารของชายไทยทุก
คน เวนแตจ ะเปน บคุ คลที่ไดร ับการยกเวนใหไ มต อ งเขา รับราชการทหาร เชน ผพู ิการทุพพลภาพ

5. ความเสมอภาคในการรับบริการสาธารณะ เชน บุคคลทุกคนมิสิทธิเสมอภาคในการรับ
การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน หรอื มีสิทธิเสมอภาคกันในการรับบริการทางสาธารณะสุขที่ไดมาตรฐาน

การกระทาํ ทขี่ ัดตอ หลกั ความเสมอภาค
โดยท่ัวไปบุคคลทุกคนยอมมีสิทธิเสมอกันในทางกฎหมาย อีกทั้งกฎหมายตองใหความ
คุม ครองบคุ คลทกุ คนอยางเทา เทียมกัน การเลอื กปฏิบตั ติ อ บคุ คลใดบุคคลหนึ่งใหแตกตางจากบุคคล
อน่ื ท้งั ทบ่ี ุคคลนั้นมคี ณุ สมบตั ิหรอื สาระสาํ คญั เชนเดียวกับบุคคลอ่ืน จึงเปนการเลือกปฏิบัติอยางไม
เปน ธรรมขัดตอ หลักความเสมอภาค การเลือกปฏบิ ัติตอบุคคลดวยเหตุแหงความแตกตางในเพศ เช้ือ
ชาติ ภาษา อายุ สภาพทางรางกายและจติ ใจ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม ความเช่ือความศรัทธา
การศึกษา หรือเหตุอ่ืนใด อันเปนสาระสําคัญของการดํารงอยูซึ่งศักด์ิศรีความเปนมนุษย จึงไมอาจ
กระทําได เพราะเทากับวาการเลือกปฏิบัติเชนน้ันไดแบงแยกชนช้ันของบุคคลท้ังท่ีตางก็เปนมนุษย
เชน เดียวกัน ดงั นนั้ การเลอื กปฏิบตั ิอยางไมเปน ธรรมดวยเหตุขางตน จึงเปนการเลือกปฏิบัติท่ีไมอาจ
ยอมรบั ได

สทิ ธแิ ละเสรภี าพ 233

สมคดิ เลิศไพฑรู ย (2548 : 77-80) มคี วามเห็นในประเด็นการเลือกปฏิบัติน้ีไว พอสรุปไดวา
การกระทําบางอยางอาจดูเหมือนจะเปนการละเมิดหลักความเสมอภาค แตหากการกระทํานั้นมี
เหตุผลสําคญั รองรับ ก็มอิ าจจดั วาเปน การเลือกปฏบิ ตั ทิ ี่ไมเปนธรรม เชน การเลือกปฏิบัติเพื่อรักษา
ประโยชนสาธารณะหรือรักษาความมั่นคงของรัฐ การเลือกปฏิบัติเพื่อขจัดอุปสรรคหรือสงเสริมให
บุคคลสามารถใชส ทิ ธเิ สรีภาพไดเชนเดียวกับบุคคลท่ัวไป เชน การสรางหองนํ้าสําหรับผูพิการ หรือ
การสรางทางเดินสาํ หรบั อาํ นวยความสะอวดใหแ กผพู กิ ารทางสายตาเปนการเฉพาะ เปนตน เพ่ือให
การใชสทิ ธขิ องบุคคลดังกลาวเทา เทยี มกับการใชสิทธิเสรีภาพของบุคคลทั่วไป หรือการเลือกปฏิบัติ
เพราะระบบการทํางานท่ีแตกตา งกนั เชน ระบบงานของเอกชนยอมแตกตา งจากระบบงานของรัฐ ซึ่ง
มีเร่อื งของสายการบังคับบัญชา วินัย สมรรถภาพ หรือจริยธรรมมาเกี่ยวขอ ง

สิทธเิ สรีภาพในรัฐธรรมนูญไทย

รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย ไดมบี ทบัญญัติในเร่ืองสิทธิเสรีภาพมาต้ังแตรัฐธรรมนูญ
ฉบบั แรก และไดขยายขอบเขตการคมุ ครองสิทธิและเสรภี าพมากขน้ึ เปน ลาํ ดบั กลา วไดวา รัฐธรรมนูญ
แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2540, 2550 และ 2560 มบี ทบัญญตั ทิ เ่ี กีย่ วกบั สิทธิเสรีภาพมาก
ทส่ี ดุ อยา งไรก็ตามเปนสงิ่ ทค่ี วรทราบเปน เบอื้ งตน วาบทบญั ญตั ิเกย่ี วกับสทิ ธิเสรภี าพในรัฐธรรมนญู ได
ปรากฏอยูในหลายหมวดไมเฉพาะวาจะปรากฏในหมวดสิทธิและเสรีภาพเทาน้ัน แตกระจายอยูใน
หมวดอืน่ ๆ ดว ย เชน หมวดรฐั สภา หมวดศาล หมวดการปกครองทองถน่ิ หมวดการตรวจสอบการใช
อํานาจรัฐ เปน ตน

บรรเจิด สิงคะเนติ (2558 : 249-337) ไดใ หคาํ อธิบายไววา เปนท่ียอมรับวา บทบัญญัติสิทธิ
และเสรีภาพโดยตรงและชัดแจงนั้น ปรากฏในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ใน
หมวด 3 สทิ ธิและเสรภี าพ ตง้ั แตมาตรา 26 ถึงมาตรา 69 (พ.ศ. 2560 ในหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพ
ต้งั แตม าตรา 25 ถงึ มาตรา 49) กลา วคอื การใดทมี่ ิไดห า มหรอื จาํ กัดไวใ นรัฐธรรมนญู หรือในกฎหมาย
บุคคลยอ มมสี ทิ ธิและเสรภี าพทจี่ ะทําได และไดรบั การคมุ ครอง สรปุ ไดด งั น้ี

1. ความเสมอภาค รฐั ธรรมนูญไดรับรองหลกั ความเสมอภาคในทางกฎหมายและการหาม
เลือกปฏบิ ัตโิ ดยไมเ ปน ธรรม

2. สิทธิและเสรีภาพสวนบุคคล เชน สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและรางกาย เสรีภาพใน
เคหสถาน เสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยูภายในราชอาณาจักร สิทธิในครอบครัว เกียรติยศชื่อเสียง
ตลอดจนความเปนอยสู วนตวั เสรีภาพในการสอื่ สาร เสรีภาพในการนับถอื ศาสนา เปนตน

3. สทิ ธิในกระบวนการยุติธรรม เชน ในคดีอาญาน้นั ตองสันนษิ ฐานไวกอนวาผูตองหาหรือ
จําเลยไมม ีความผดิ และจะปฏิบัติตอ บุคคลน้ันเสมือนเปนผูกระทําผิดไมได สิทธิเขาถึงกระบวนการ
ยุติธรรมไดโดยงาย สะดวก รวดเร็วและท่ัวถึง ซ่ึงในคดีแพงบุคคลมีสิทธิไดรับความชวยเหลือทาง
กฎหมายอยางเหมาะสมจากรฐั เปน ตน

234 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง

4. สทิ ธิในทรพั ยส ิน โดยสิทธขิ องบุคคลในทรัพยสนิ ยอมไดรับการคุมครองขอบเขตแหงสทิ ธิ
นั้น

5. สทิ ธแิ ละเสรภี าพในการประกอบอาชพี โดยบคุ คลยอมมเี สรีภาพในการประกอบกิจการ
หรอื ประกอบอาชพี และการแขง ขนั โดยเสรอี ยา งเปน ธรรม

6. เสรีภาพในการแสดงความคดิ เห็นของบุคคลและส่ือมวลชน โดยบคุ คลยอมมีเสรีภาพใน
การแสดงความคดิ เหน็ การพดู การเขยี น การโฆษณา และการสือ่ ความหมายโดยวธิ อี ื่น

7. สิทธแิ ละเสรภี าพในการศึกษา โดยบุคคลยอมมีสิทธิเสมอกันในการไดรับการศึกษาไม
นอยกวาสบิ สองปซ ึ่งรฐั จะตองจดั ใหอยา งท่ัวถึงและมีคุณภาพ โดยไมเก็บคาใชจาย และบุคคลยอมมี
เสรีภาพในทางวชิ าการ

8. สิทธใิ นการไดรับบรกิ ารสาธารณะสุขและสวัสดิการจากรัฐ เชน บุคคลยอมมีสิทธิเสมอ
กันในการรับบริการทางสาธารณะสุขที่เหมาะสมและไดมาตรฐาน เด็กเยาวชนซึ่งไมมีผูดูแลมีสิทธิ
ไดร บั การเล้ยี งดแู ละการศกึ ษาอบรมท่ีเหมาะสม บุคคลซึ่งพิการหรือทุพพลภาพมีสิทธิเขาถึงและใช
ประโยชนจากสวัสดิการ สงิ่ อาํ นวยความสะดวกอันเปนสาธารณะและความชวยเหลือท่ีเหมาะสมจาก
รฐั บุคคลวกิ ลจรติ ยอ มไดรับความชวยเหลอื ที่เหมาะสมจากรัฐ เปน ตน

9. สิทธิในขอมูลขาวสารและการรองเรียน เชน บุคคลยอมมีสิทธิไดรับทราบและเขาถึง
ขอมูลหรือขาวสารสาธารณะในความครอบครองของหนวยราชการ สิทธิไดรับขอมูลคําช้ีแจงและ
เหตุผลจากหนวยราชการ สิทธิมีสว นรวมในกระบวนการพิจารณาของเจาหนาท่ีของรัฐในการปฏิบัติ
ราชการทางปกครอง อนั มีผลหรืออาจมีผลกระทบตอสิทธิและเสรภี าพของตน สิทธิเสนอเรอ่ื งราวรอง
ทกุ ขแ ละไดรับแจงผลการพิจารณาภายในเวลาอนั รวดเร็ว เปน ตน

10. เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม เชน บุคคลยอมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดย
ปราศจากอาวุธ เสรีภาพในการรวมกันเปนสมาคม สหภาพ สหพันธ สหกรณ กลุมเกษตร องคการ
เอกชน องคการพฒั นาเอกชน หรอื หมคู ณะ เสรภี าพในการรวมกันจัดตัง้ พรรคการเมอื ง เปน ตน

11. สิทธิชุมชน เชน สิทธิในการอนุรักษหรือฟนฟูจารีตประเพณี ภูมิปญญาทองถิ่น
ศิลปวัฒนธรรมอันดีของทองถิ่นและของชาติ และมีสว นรว มในการจดั การ การบํารงุ รักษา และการใช
ประโยชนจากทรพั ยากรธรรมชาติ สง่ิ แวดลอม รวมท้ังความหลากหลายทางชีวภาพอยางสมดุลและ
ยัง่ ยนื เปน ตน

12. สิทธพิ ิทกั ษร ัฐธรรมนญู โดยบุคคลจะใชส ทิ ธิและเสรภี าพเพอื่ ลมลา งการปกครองระบอบ
ประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพ่ือใหไดมาซ่ึงอํานานใน
การปกครองประเทศโดยวธิ ีการซ่ึงมไิ ดเ ปน ไปตามวถิ ีทางที่บญั ญัติไวในรัฐธรรมนูญน้ี มิได และบุคคล
ยอมมีสิทธิตอตานโดยสันติวิธีซึ่งการกระทําใดๆ ที่เปนไปเพื่อใหไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครอง
ประเทศโดยวิธกี ารซง่ึ มิไดเ ปน ไปตามวถิ ที างที่บญั ญตั ไิ วร ัฐธรรมนูญน้ี

กลาวโดยสรุป สทิ ธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย จาํ แนกออกได 4 ประเภท คือ สิทธิและ
เสรภี าพสวนบุคคล สิทธแิ ละเสรีภาพในทางเศรษฐกจิ สิทธิและเสรีภาพของบุคคลรวมกับชุมชน และ

สิทธแิ ละเสรภี าพ 235

สิทธิและเสรีภาพในการมีสวนรวมทางการเมือง กลาวคือตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญน้ัน
ประชาชนชาวไทยมีสิทธิและเสรีภาพในหลากหลากดาน ดังนั้นเพื่อท่ีจะใหมีผลใหสิทธิและเสรีภาพ
เปนจริงในทางปฏิบัตริ ฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย จึงมีบทบัญญัติกําหนดใหการใชอํานาจโดย
องคกรของรัฐทุกองคกรตองคํานึงถึงศักดิ์ความเปนมนุษย สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคของ
บคุ คล และบัญญัตหิ นาท่ขี องรฐั ไวเ ปน การเฉพาะ

สรปุ

สทิ ธิและเสรีภาพของประชาชนเปนส่ิงที่มีการใหความสําคัญอยางมาก ในรัฐธรรมนูญของ
ประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะไดมกี ารนําหลักรัฐธรรมนูญนิยมมาใชใน
การจัดทํารัฐธรรมนูญ ซึ่งมีสาระสําคัญในการจํากัดการใชอํานาจของรัฐและการตรวจสอบการใช
อํานาจรัฐ กลาวคือ เม่ือเรามีบทบญั ญัตใิ นรฐั ธรรมนูญเกี่ยวกับการจาํ กดั อํานาจรฐั ทีเ่ หมาะสม ไมใหรัฐ
มีอํานาจเกินขอบเขต ก็จะทําใหประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพมากขึ้น ในทางตรงกันขาม ถารัฐมี
อํานาจมากสามารถครอบงําประชาชนในทางตางๆ ได เทากับวาสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมี
นอ ยลง

โดยทั่วไปสิทธิและเสรีภาพมีความหมายท่ีแตกตางกัน แตมีความเก่ียวของและสัมพันธกัน
อยา งใกลช ิด ซง่ึ สทิ ธอิ าจกอ ใหเ กดิ เสรภี าพได และเสรีภาพกอ็ าจกอใหเ กดิ สิทธไิ ดเ ชนเดยี วกนั อยางไร
กต็ าม สทิ ธิและเสรีภาพเปนสิ่งท่ีรัฐและประชาชนจะตองมีอยูอยางเหมาะสมกับสภาพความเปนไป
ภายในรฐั เชน วัฒนธรรม ประเพณี คานิยม เปนตน ดังน้ัน การบัญญัติถึงสิทธิและเสรีภาพจึงตองมี
การกระทําอยางละเอียดรอบคอบ

นอกจากนี้สทิ ธิและเสรภี าพเมอ่ื มกี ารนํามาใชอาจมีปญหาในเชิงปฏิบัติ คือ การใชสิทธิและ
เสรีภาพของประชาชนอาจมกี ารกระทบสทิ ธิและเสรีภาพของผูอ่ืนได ดังน้ันการใชสิทธิและเสรีภาพ
จะตองมีการกําหนดขอบเขตการใชใหชัดเจน ซึ่งหลักท่ัวไปในการกําหนดขอบเขตของสิทธิและ
เสรีภาพในรฐั ธรรมนูญ มักจะวางหลักวา จะตองไมละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไมขัดตอ
ศลี ธรรมอันดขี องประชาชน รวมทัง้ ตองไมเปน ปฏิปกษตอรฐั ธรรมนญู

อยางไรก็ตาม เพื่อใหการใชสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเปนไปอยางสมบูรณย่ิงข้ึน
โดยทวั่ ไปรัฐธรรมนญู จะมบี ทบญั ญัติในเร่ืองการใหห ลกั ประกันในการคมุ ครองสิทธิและเสรีภาพ ซง่ึ ใน
เชิงรูปธรรมจะตองมีการกําหนดองคกรท่ีจะทําหนาท่ีในการดูแลคุมครองสิทธิและเสรีภาพของ
ประชาชน องคกรเหลาน้ีประกอบดวย ศาลและองคกรอิสระ ท่ีตั้งข้ึนตามรัฐธรรมนูญ เชน
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ เปนตน ทั้งน้ีเพื่อใหการใชสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ถกู ตองเหมาะสมตามเจตนารมณรวมกันของสังคม

236 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมือง

แบบฝก หดั ทา ยบท

จงตอบคําถามตอไปน้ี

1. จงอธิบายความหมายของคําวา สทิ ธิและคาํ วา เสรีภาพ พรอ มทั้งแสดงขอแตกตางของคํา
ท้งั สอง

2. จงอธิบายประเภทของสิทธิและเสรีภาพตามรฐั ธรรมนญู พรอ มยกตวั อยางประกอบ
3. จงอธิบายถึงประโยชนของสทิ ธแิ ละเสรภี าพทป่ี ระชาชนไดร บั ไดบทบญั ญัตแิ หง

รัฐธรรมนญู แบบลายลกั ษณอ กั ษร
4. ขอบเขตการใชส ิทธแิ ละเสรีภาพตามรฐั ธรรมนญู ทกี่ ลา ววา จะตองไมเปนปฏิปก ษตอ

รัฐธรรมนูญ มลี ักษณะอยางไร
5. การสรา งหลกั ประกนั เพือ่ คมุ ครองสทิ ธแิ ละเสรภี าพของบุคคล มีอะไรบา ง จงอธิบาย
6. ผูตรวจการแผน ดินและคณะกรรมการสิทธมิ นุษยชนแหง ชาติ มีบทบาทอยางไรในการ

คุมครองสิทธิและเสรภี าพของบคุ คล
7. จงอธบิ ายถึงแนวคิดวาดวยศักดิ์ศรคี วามเปน มนษุ ย
8. จงอธบิ ายถงึ แนวคดิ วา ดวยหลกั ความเสมอภาค
9. ใหยกบทบญั ญตั วิ าดว ยสิทธิและเสรภี าพในรฐั ธรรมนญู ไทย มา 1 เรอื่ ง พรอ มยกตัวอยาง

ประกอบ

บรรณานุกรม

กลุม พลังวชิ าการเพอ่ื อนาคต. (2553). เจาะหลัก-ฎีกา กฎหมายปกครอง กฎหมายรฐั ธรรมนูญ.
กรงุ เทพฯ: พมิ พอ กั ษร.

กาญจนารัตน ลีวิโรจน. (2544). สารานุกรมรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540).
กรงุ เทพฯ: องคก ารคาของครุ สุ ภา.

กิจบดี กองเบญจภชุ . (2553). กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบนั การเมอื ง. กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั
รามคาํ แหง.

กติ ตวิ ฒั น รัตนดลิ ก ณ ภูเก็ต. (2554). คูมือศกึ ษาพ้ืนฐานวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ (พิมพครงั้ ที่ 3).
กรุงเทพฯ: เสมาธรรม.

เกรียงไกร เจรญิ ธนาวฒั น. (2546). ที่มาของกฎหมายมหาชน โครงการตาํ ราคณะนติ ิศาสตร.
กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั .
. (2548). หลักพ้นื ฐานกฎหมายมหาชนวาดวยรฐั รฐั ธรรมนูญและกฎหมาย (พมิ พครัง้ ที่
2). กรงุ เทพฯ: วญิ ูชน.
. (2555). หลักพนื้ ฐานกฎหมายมหาชน. กรงุ เทพฯ: วญิ ูชน.

เกษม อุทยานนิ . (2516). รัฐศาสตร. กรงุ เทพฯ: ไทยวัฒนาพาณิช.
โกเมศ ขวญั เมอื ง. (2555). กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบนั การเมืองเปรียบเทยี บ. กรงุ เทพฯ:

ภทู ับเบกิ .
โกวทิ วงศส ุรวฒั น. (2546). พ้นื ฐานรฐั ศาสตรกบั การเมืองในศตวรรษท่ี 21. กรงุ เทพฯ: คณะ

สังคมศาสตร ภาควชิ ารฐั ศาสตรแ ละรัฐประศาสนศาสตร มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร.
. (2547). การเมืองการปกครองไทย : หลายมติ ิ. กรงุ เทพฯ: ภาควิชารฐั ศาสตรและรัฐ
ประศาสนศาสตร คณะสงั คมศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.
. (2559). แนวคิดวา ดวยสถาบันและกระบวนการทางการเมอื งไทย ใน เอกสารการสอน
ชุดวิชา สถาบนั และกระบวนการทางการเมืองไทย (พมิ พค รั้งที่ 3). นนทบรุ :ี
มหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช.
โกสนิ ทร วงศสรุ วฒั น. (2529). วิทยานพิ นธ "ความเขา ใจในการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย".
กรุงเทพฯ: สถาบันวชิ าการทหารบกชัน้ สงู .
คณะอนุกรรมการยกรา งรฐั ธรรมนญู คณะกรรมการรา งรฐั ธรรมนญู . (2559). สรุปหลักการสาํ คญั
รางรัฐธรรมนญู เบื้องตน. กรงุ เทพฯ: ฝา ยผลิตเอกสาร สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
จรูญ สภุ าพ. (2514). ประชาธิปไตยกับพัฒนาการเศรษฐกิจและระบบการเมอื ง. กรุงเทพฯ:
ไทยวัฒนาพานชิ .

238 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมือง

จกั ษ พนั ธชูเพชร. (2545). การเมอื งการปกครองไทย : มิติทางประวตั ิศาสตรและสถาบนั ทาง
การเมือง (พิมพคร้งั ท่ี 4). กรงุ เทพฯ: มายด พับลิชช่งิ .
. (2549). การเมอื งการปกครองไทย : จากยุคสโุ ขทัยถึงสมยั ทักษิณ (พิมพค ร้ังท่ี 5).
กรุงเทพฯ: มายด พับลิชชง่ิ .
. (2557). กฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายปกครอง (พมิ พค รง้ั ที่ 3). นนทบรุ ี: ธนภทั ร
(2006) พริ้นต้ิง.

จุฑารตั น บางย่ีขัน. (2528). การเมืองสหรฐั อเมรกิ า. กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยรามคําแหง.
จมุ พล หนมิ พานชิ . (2551). "รฐั สภา" ในเอกสารการสอนชุดวิชา สถาบันและกระบวนการทางการ

เมอื งไทย หนวยที่ 9-15 (พมิ พค รง้ั ที่ 13). นนทบุร:ี มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช.
ชยั วฒั น มา นศรสี ขุ . (2559). "รัฐสภา" ในเอกสารการสอนชดุ สถาบนั และกระบวนการทางการ

เมืองไทย หนว ยท่ี 1-5 (พมิ พค รงั้ ท่ี 3). นนทบรุ :ี มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช.
ชยั อนันต สมทุ รวาณิช. (2539). รัฐ (พิมพครง้ั ที่ 4). กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั .
ชาญชัย แสวงศักดิ์. (2549). คําอธิบายกฎหมายปกครอง (พมิ พครั้งท่ี 11). กรงุ เทพฯ: วิญชู น.

. (2560ก). กฎหมายมหาชน : ววิ ฒั นาการของกฎหมายมหาชนในตา งประเทศและใน
ประเทศไทย (พมิ พค รั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: วญิ ชู น.
. (2560ข). กฎหมายรฐั ธรรมนญู : แนวคิดและประสบการณข องตา งประเทศ (พิมพค ร้งั ที่
6). กรงุ เทพฯ: วิญชู น.
เชาวนะ ไตรมาศ. (2546). การใชก ลไกรฐั ธรรมนญู สาํ หรบั ประชาชน. กรงุ เทพฯ: สถาบนั นโยบาย
ศกึ ษา.
ณฐั กร วทิ ิตานนท. (2557). หลกั รฐั ธรรมนูญเบ้อื งตน (พิมพคร้งั ที่ 3). กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณ
มหาวิทยาลัย.
ณัชชาภทั ร อนุ ตรงจิตร. (2548). รัฐศาสตร (พิมพค รัง้ ท่ี 3). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั .
ดิเรก ควรสมาคม. (2553). กฎหมายมหาชน : แนวประยุกต (พิมพค รงั้ ที่ 2). กรุงเทพฯ: วิญชุ น.
เดชชาติ วงศโ กมลเชษฐ. (2508). หลกั รฐั ศาสตร. กรุงเทพฯ: มปพ.
เดือน บนุ นาค. (2520). การแยกอาํ นาจ. วารสารนติ ิศาสตร, ฉบับท่ี 3 ปท ี่ 9 (ธันวาคม 2520) น.16.
ไตรรงค สวุ รรณครี ี. (2558). มารยาททางการเมอื งกับกฎหมายรฐั ธรรมนญู . กรงุ เทพฯ: โพสต
พบั ลิชชงิ .
ทศพล สมพงษ. (2556). พัฒนาการและการพัฒนาประชาสงั คม. กรงุ เทพฯ: ศนู ยก ารพมิ พขอนแกน .
ธงทอง จนั ทราศ.ุ (2541). รวมสาระรฐั ธรรมนญู ฉบับประชาชน. กรุงเทพฯ: มตชิ น.
ธเนศ วงศย านนาวา. (2560). การสรางความสมเหตสุ มผล (ของใคร?). กรงุ เทพฯ: คณะรฐั ศาสตร
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร.
ธเนศวร เจรญิ เมือง. (2547). รฐั ศาสตรท ่ียังมลี มหายใจ (พมิ พค รง้ั ที่ 2). กรงุ เทพฯ: พริ าบ.

บรรณานุกรม 239

ธโสธร ตูทองคาํ . (2559). "สถาบนั พระมหากษัตริย" ในเอกสารการสอนชดุ วชิ า สถาบันและ
กระบวนการทางการเมอื งไทย หนว ยท่ี 1-5 (พมิ พค ร้งั ที่ 3). นนทบรุ ี:
มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช.

นรนิติ เศรษฐบตุ ร. (2558). รัฐธรรมนญู ไทยกับการเมอื งไทย (พิมพค รัง้ ท่ี 2 แกไขเพมิ่ เติม).
กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร.

นันทวฒั น บรมานนั ท. (2541). กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนูญฝรั่งเศส : ขอ คดิ เพ่ือการปรับปรุง
กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญไทย. กรงุ เทพฯ: สถาบนั นโยบายศกึ ษา.

บรรเจดิ สงิ คะเนติ. (2548). หลกั กฎหมายเกี่ยวกบั การควบคมุ ฝา ยปกครอง. กรุงเทพฯ: วิญชู น.
. (2552). หลกั พืน้ ฐานของสทิ ธิเสรีภาพและศกั ด์ิศรีความเปนมนุษยตามรัฐธรรมนญู
(พิมพครง้ั ที่ 3). กรุงเทพฯ: วญิ ูชน.
. (2558). หลักพน้ื ฐานเก่ียวกับสทิ ธเิ สรภี าพและศกั ดิค์ วามเปนมนุษย (พิมพค รัง้ ที่ 5).
กรงุ เทพฯ: วิญชู น.

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ. (2537). กฏหมายมหาชน : การแบง แยกกฎหมายมหาชน-เอกชน และ
พฒั นาการกฎหมายมหาชนในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: นิติธรรม.
. (2538). คําอธบิ ายกฎหมายมหาชน เลม 3 ท่ีมาและนิตวิ ิธี. กรงุ เทพฯ: นิติธรรม.
. (2544). รวมคําอธิบายเนติฯภาคหนง่ึ สมยั ท่ี 54 การบรรยายครัง้ ที่ 3. กรุงเทพฯ: สาํ นกั
อบรมศึกษากฎหมายแหงเนตบิ ณั ฑิตยสภา.
. (2550). กฎหมายมหาชน เลม 1 ววิ ฒั นาการทางปรัชญาและลักษณะของกฎหมาย
มหาชนยคุ ตา งๆ (พิมพค รง้ั ที่ 9). กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั .
. (2554). คําอธิบายวิชากฎหมายรัฐธรรมนญู (พมิ พค รง้ั ท่ี 2). กรงุ เทพฯ: สํานักอบรมศึกษา
กฎหมายแหง เนติบณั ฑติ ยสภา.

บัณฑิต จนั ทรโ รจนกจิ . (2558). รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย : ความเปน มาและสาระสาํ คญั .
กรงุ เทพฯ: สถาบันพระปกเกลา .

บุญฤทธ์ิ เพช็ รวิศษิ ฐ. (2554). เอกสารประกอบการสอนกระบวนวชิ ารัฐศาสตร. ขอนแกน: คณะ
มนุษยศาสตรแ ละสงั คมศาสตร วิทยาเขตหนองคาย มหาวทิ ยาลัยขอนแกน.

บฆู อรี ยหี มะ. (2552). ความรเู บ้อื งตนทางรฐั ศาสตร (พมิ พค รงั้ ที่ 2). กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณ
มหาวทิ ยาลยั .

ประยรู กาญจนาดลุ . (2549). คาํ บรรยายกฎหมายปกครอง (พิมพค รง้ั ที่ 5). กรงุ เทพฯ: คณะ
นิตศิ าสตร จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย.

พฤทธิสาณ ชุมพล. (2544). ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาในอังกฤษ. กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณ
มหาวทิ ยาลยั .

พฤทธสิ าณ ชุมพล และคณะ. (2546). คําและความคดิ ในรัฐศาสตรรวมสมยั . กรงุ เทพฯ:
จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั .

240 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมอื ง

พรชัย เลอ่ื นฉวี. (2554). กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมอื ง (พิมพค รั้งท่ี 9). กรงุ เทพฯ:
มหาวทิ ยาลัยธรุ กจิ บัณฑิตย.

ไพโรจน ชยั นาม. (2515). สถาบันการเมอื งและรัฐธรรมนญู ของตางประเทศกบั การปกครองของ
ไทย. กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.
. (2519). รัฐธรรมนญู บทกฎหมายและเอกสารในทางการเมอื งของประเทศไทย เลม 1.
กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร.
. (2524). สถาบันการเมอื งและกฎหมายรฐั ธรรมนญู ภาค 1 ความนําทว่ั ไป. กรุงเทพฯ:
คณะนิติศาสตร มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร.

ไพโรจน วายภุ าพ. (2553). คําอธิบายระบบศาลและพระธรรมนญู ศาลยุติธรรม (พมิ พคร้งั ที่ 7).
กรงุ เทพฯ: วิญชู น.

โภคิน พลกลุ และ ชาญชยั แสวงศกั ด์ิ. (2549). หลักกฎหมายมหาชนเบอ้ื งตน (พมิ พครง้ั ท่ี 5).
กรุงเทพฯ: นิติธรรม.

มนตรี รปู สุวรรณ. (2543). กฎหมายรฐั ธรรมนญู (พมิ พค ร้ังท่ี 7). กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัย
รามคําแหง.

มานติ ย จมุ ปา. (2541). ความรูเบือ้ งตน เกี่ยวกับรฐั ธรรมนูญ พ.ศ. 2540. กรุงเทพฯ: นติ ธิ รรม.
. (2543). รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทยพทุ ธศกั ราช 2540 (ความรเู บือ้ งตน).
กรุงเทพฯ: นติ ิธรรม.
. (2546). คูม อื ศึกษาวชิ ากฎหมายปกครอง. กรงุ เทพฯ: วิญชู น.
. (2556). หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ. กรงุ เทพฯ: นติ ธิ รรม.
. (2559). หลักกฎหมายรฐั ธรรมนญู (พิมพค รัง้ ท3่ี ). กรงุ เทพฯ: นติ ิธรรม.

ราชกจิ จานเุ บกษา. (22 กรกฎาคม2557 เลม 131 ตอนท่ี 55ก.). รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับช่ัวคราว) พุทธศักราช 2557.
. (6 เมษายน 2560 เลม ท่ี 134 ตอนท่ี 40ก.). รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย
พทุ ธศกั ราช 2560.

ราชบัณฑติ ยสถาน. (2556). พจนานกุ รม ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 (พิมพครั้งที่ 2).
กรงุ เทพฯ: นานมบี คุ พบั ลิเคช่ัน.

เลขาธกิ ารสภาผแู ทนราษฎร. (2555). เอกสารทางวิชาการประกอบการประชุมเสวนา เร่ือง รฏั ฐาธิ
ปต ย เอ้ือประโยชนร ฐั ประหารหรือทาํ ลายระบบนติ ิธรรม. (หนา 1-4). กรงุ เทพฯ:
สาํ นักงานเลขาธิการสภาผแู ทนราษฎร.

วนิดา แสงสารพันธ. (2543).:วทิ ยานิพนธนิติศาสตรมหาบัณฑติ “การเขา ช่อื เสนอกฎหมายโดย
ประชาชน”. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร.

บรรณานุกรม 241

วรพจน วิศรตุ พชิ ญ. (2538). สิทธแิ ละเสรภี าพตามรฐั ธรรมนูญ. กรงุ เทพฯ: วิญูชน.
. (2540). "นติ ริ ฐั : หลักการพืน้ ฐานของรัฐธรรมนญู เสรีประชาธปิ ไตย" ในหนงั สอื "ขอ
ความคดิ และหลักการพื้นฐานในกฎหมายมหาชน". กรงุ เทพฯ: นิตธิ รรม.
. (2543). สทิ ธแิ ละเสรภี าพตามรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช 2540
(พมิ พครง้ั ท่ี 2). กรงุ เทพฯ: วิญูชน.

วรรณา เจียมศรีพงษ. (2531). "ประชาธไิ ตย" ในการเมอื งเบ้ืองตน พลศักดิ์ จริ ไกรศิริ (บก.).
กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒประสานมิตร.

วรวลัญช โรจนพล. (2559). "รัฐบาลในการเมอื งไทย" ในเอกสารการสอนชดุ สถาบนั และ
กระบวนการทางการเมืองไทย หนว ยท่ี 6-10 (พิมพครง้ั ท่ี 3). นนทบุร:ี
มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช.

วิชัย สงั ขป ระไพ. (2543). กฎหมายรัฐธรรมนูญ และสถาบนั การเมอื ง. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย
รามคําแหง.

วษิ ณุ เครอื งาม. (2530). กฎหมายรฐั ธรรมนูญ. กรงุ เทพฯ: แสวงสทุ ธิการพิมพ.
. (2543ก). "ความหมาย ลักษณะและโครงรางของกฎหมาย" ในเอกสารการสอนชดุ วิชา
ความรเู บ้อื งตนเกยี่ วกับกฎหมายทั่วไป. นนทบร:ี มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช.
. (2543ข). กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู . วารสารบณั ฑติ ยสถาน, 26-32 (ตลุ าคม 42 -
มกราคม 43).
. (2545). "ความรทู ่วั ไปเก่ยี วกบั กฎหมายรัฐธรรมญู " ใน เอกสารประกอบการสอนชุดวิชา
กฏหมายมหาชน . นนทบุร:ี มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช.

วีระ โลจายะ. (2545). สิทธเิ สรีภาพ ใน เอกสารประกอบการสอนชุดวิชากฎหมายมหาชน.
นนทบรุ :ี มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช.

สมคิด เลิศไพฑรู ย. (2542). กฎหมายเลอื กต้งั ตามรฐั ธรรมนูญฉบับปจจุบัน. กรุงเทพฯ: วญิ ชู น.
. (2548). กฎหมายรัฐธรรมนญู หลักการใหมต ามรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย
พุทธศักราช 2540. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.

สมบตั ิ ธาํ รงธัญวงศ. (2544). การเมอื งองั กฤษ. กรงุ เทพฯ: เสมาธรรม.
. (2545). การเมืองอเมรกิ า. กรงุ เทพฯ: เสมาธรรม.
. (2546). การเมอื งองั กฤษ (พิมพค รง้ั ที่ 4). กรุงเทพฯ: คณะรัฐประศาสนศาสตร สถาบนั
บณั ฑิตพฒั นบรหิ ารศาสตร.
. (2547). การเมอื ง : แนวคิดและการพฒั นา. กรงุ เทพฯ: เสมาธรรม.

สมภพ โหตระกิตย. (2512). คําสอนชน้ั ปริญญาตรี กฎหมายรฐั ธรรมนูญ (ภาค1). กรุงเทพฯ:
นํ่าเซียการพิมพ.

242 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง

สมยศ เชื้อไทย. (2535ก). คาํ อธิบายหลักรัฐศาสตรทัว่ ไป. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.
. (2535ข). คาํ อธบิ ายหลกั รฐั ธรรมนญู ท่ัวไป (พิมพครง้ั ที่ 2). กรงุ เทพฯ: เรอื นแกว การพมิ พ.
. (2560). หลักกฎหมายมหาชนเบอื้ งตน (พมิ พครงั้ ท่ี 12). กรุงเทพฯ: วญิ ชู น.

สขุ ุม นวลสกลุ และโกศล โรจนพนั ธ. (2539). ทฤษฎกี ารเมืองสมัยโบราณและสมยั กลาง (พิมพค รง้ั ท่ี
9). กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยรามคําแหง.

สรุ พล ราชภัณฑารักษ. (2543). ประชาธปิ ไตยแบบฝรั่งเศส ในประชาธิปไตย : อุดมการณ หลกั การ
และแบบอยางการปกครองหลายประเทศ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณม หาวิทยาลัย.

หยดุ แสงอทุ ัย. (2513). หลกั รัฐธรรมนญู และกฎหมายเลอื กตง้ั ทัว่ ไป. พระนคร:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.
. (2538). หลักรัฐธรรมนูญท่วั ไป (พิมพค รงั้ ที่ 9). กรงุ เทพฯ: วิญชู น.
. (2553). ความรเู บ้อื งตนเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป (พิมพครง้ั ท่ี 8). กรงุ เทพฯ:
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร.

หลวงประดิษฐม นูธรรม. (2513). คําอธบิ ายกฎหมายปกครอง พมิ พในงานพระราชทานเพลงิ ศพ
พล.ต.ต.พฒั น นิลวฒั นานนท. กรงุ เทพฯ: นติ ิเวชช.

อนุสรณ ลม่ิ มณ.ี (2541). พฒั นาการรัฐศาสตรใ นกระแสการเปลี่ยนแปลง : การปรับทิศทางและ
หลกั สูตรการศกึ ษา : รายงานผลการวิจยั . กรงุ เทพฯ: คณะรฐั ศาสตร จุฬาลงกรณ
มหาวิทยาลยั .

อภชิ าติ แสงอมั พร. (2559). เอกสารประกอบการสอนรายวิชารฐั ธรรมนูญและสถาบนั การเมอื ง.
สรุ ินทร: คณะมนุษยศาสตรแ ละสังคมศาสตร มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสุรินทร.

อมร จนั ทรสมบรู ณ. (2516). พระมหากษตั รยิ ใ นกฎหมายไทย. กรงุ เทพฯ: มงคลการพมิ พ.
. (ม.ป.ป.). คอนสติตวิ ชั่นแนลลสิ ม : ทางออกของประเทศไทย. กรงุ เทพฯ: สถาบันนโยบาย
การศึกษา.

อมร รักษาสัตย. (2541). รัฐธรรมนญู ฉบับประชาชนพรอมบทวจิ ารณ. กรุงเทพฯ: ดา นสุทธา
การพมิ พ.

อมร รกั ษาสัตย และคณะ. (2543). ประชาธิปไตย : อุดมการณ หลักการ และแบบอยางการ
ปกครองหลายประเทศ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั .

อานนท อาภาภริ ม. (2545). รัฐศาสตรเ บ้ืองตน . กรงุ เทพฯ: โอเดยี นสโตร.
Andrew, H. (2002). Politics.(2nd ed.). New York: Palgrave.
Anthony, G. (1985). The Nation-state and Violence. Cambidge: polity.
Eisenstads, S.N. (1965). Essays on Comparative Institotions. New York: John Wiley

and Sonx.


Click to View FlipBook Version