หลกั การพนื้ ฐานเกย่ี วกบั รัฐธรรมนญู 93
ประธานาธิบดี รวมถงึ การหา มดํารงตําแหนงประธานาธิบดีติดตอกันดวย หรือในกรณีท่ีรัฐธรรมนูญ
บางฉบบั ใชว ิธหี า มโดยกําหนดเวลาหา มแกไ ขไวใ นชวงระยะหน่งึ เชน รฐั ธรรมนูญฝร่ังเศส ค.ศ. 1791
กาํ หนดหามแกไขไวเ ปนเวลา 6 ป และเมอ่ื แกไ ขแลว จะตองเวนไปอกี 4 ป และรัฐธรรมนญู กรีซ ค.ศ.
1975 บัญญัตใิ หก ารแกไ ขแตล ะครัง้ จะตอ งทงิ้ ชวงหา งกนั ไมนอยกวา 5 ป เปน ตน
พรชยั เลื่อนฉวี (2554 : 54-55) กลาวถึงกรณีประเทศรัฐธรรมนูญของประเทศจีนไววา อน่ึง
เปนท่ีนาสังเกตวาการหามแกไขบทบัญญัติบางมาตรา อาจมิไดใชวิธีหามโดยตรงเชนน้ีก็ได เชน
รัฐธรรมนูญของจีน ค.ศ. 1941 เล่ียงไปบัญญัติวาสาธารณรัฐจีนจะตองเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน
ตลอดไป แทน ซึง่ ตามนัยนก้ี ็เทา กบั วา เราไมม ที างที่จะแกไ ขรัฐธรรมนญู ในเรือ่ งนีไ้ ดเลยแมแตนอย ถึง
กระนัน้ ก็ตาม แมวา ในรฐั ธรรมนญู จะไมไ ดก ลา วถึงขอ จํากัดไวก็ตาม แตเปนท่ีเขา ใจไดวา ในการแกไข
เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ องคกรผูมีอํานาจแกไขเพิ่มเติมยอมไมสามารถใชอํานาจน้ีเกินเลยจนไป
กระทบกระเทอื นตอหลักการพน้ื ฐานที่เปนสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญ หรือทําลายสถาบันตางๆ ที่
รฐั ธรรมนญู กอตัง้ ข้ึนมาได โดยสรุปแลว บทบัญญัตใิ นรัฐธรรมนูญทหี่ า มการแกไขเปล่ยี นแปลง มักจะ
เปนเร่อื งดงั ตอไปนี้
1. รปู แบบการปกครองแบบสาธารณรัฐ
2. อาณาเขตของประเทศ
3. ศาสนาประจําชาติ
4. รปู แบบเศรษฐกจิ สงั คม และการเมอื งแบบสงั คมนิยม
5. ความเปนเอกภาพ
6. ความสมั พันธระหวา งรัฐบาลมลรัฐกับรฐั บาลกลาง
พรชยั เลอ่ื นฉวี (2554 : 56) ไดอธิบายวิธีการแกไขรัฐธรรมนูญ ไวดังนี้วา อาจแบงแยกตาม
วิธกี ารในการแกไขออกไดเปน 2 ประเภท คือ รฐั ธรรมนูญท่แี กไขไดงายและรฐั ธรรมนูญที่แกไ ขไดย าก
รัฐธรรมนญู ท่ีแกไขไดง า ย คือรัฐธรรมนญู ทอ่ี าจแกไ ขไดโ ดยวิธเี ชนเดียวกบั การแกไขกฎหมาย
ธรรมดาทั่วๆ ไป ซึ่งรวมถงึ กรณที รี่ ฐั ธรรมนญู ไมไ ดก ําหนดวิธีพเิ ศษสําหรบั การแกไ ขเพิม่ เตมิ เอาไวดวย
นยั นี้ กฎหมายฉบบั หน่งึ จึงสามารถออกมาแกไขเพิม่ เติมบทบัญญตั ิในรฐั ธรรมนูญเมอื่ ใดก็ได กลาวคือ
เพยี งพระราชบัญญัติธรรมดากอ็ าจยกเลกิ สถาบันการปกครองทง้ั ปวงหรอื อาจจะสถาปนาสถาบนั การ
ปกครองใหมได รฐั สภาในรูปแบบนจี้ ึงถือวามีอาํ นาจมาก และรฐั ธรรมนญู จารีตประเพณีนั้น ใหถือวา
เปน รฐั ธรรมนญู ทีแ่ กไ ขงายเสมอ เพราะไมไ ดม คี วามเปน กฎหมายสูงสดุ อยใู นตวั รัฐธรรมนูญลักษณะนี้
มขี อ ดีก็คือ สามารถแกไขเพิ่มเตมิ ใหทันสมัยกับการเปลี่ยนแปลงอยูเสมอ และแกไขใหเหมาะสมกับ
สถานการณไดโ ดยรวมเร็ว แตขอเสียคือ รัฐธรรมนูญนั้นไมสามารถเปนหลักประกันแกประชาชนได
อยา งแทจ รงิ
รัฐธรรมนูญทแ่ี กไ ขไดย าก เปน รัฐธรรมนญู ท่ไี มสามารถแกไขเพม่ิ เตมิ ไดดว ยวิธเี ดียวกับวธิ กี าร
ออกกฎหมายธรรมดา แตจ ะตอ งทาํ โดยวิธีพเิ ศษและยากยิ่งกวา รัฐธรรมนูญชนิดน้ี จึงมีความสําคัญ
94 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบนั การเมือง
มาก เพราะถือวามีสถานะเปนกฎหมายสงู สุด กลา วคือ รัฐธรรมนญู จําพวกน้ีลวนมีกระบวนการแกไข
คอนขา งสลับซับซอนยงุ ยากกวามาก
ประเทศสวนใหญท่ีมีรัฐธรรมนูญเปนลายลักษณอักษร มักกําหนดวิธีการแกไขเพ่ิมเติม
รฐั ธรรมนญู ใหยากกวา การแกไขกฎหมายธรรมดา เชน รฐั ธรรมนญู ของสหรฐั อเมริกาเปนตวั อยา งของ
รัฐธรรมนญู ประเภทนี้ ซงึ่ นบั แตม รี ฐั ธรรมนูญมาจนบัดน้ี มกี ารขอแกไ ขรัฐธรรมนูญนับคร้ังไมถวน แต
มเี พียงไมก คี่ รง้ั เทาน้นั ท่ีมีการแกไขสําเรจ็ ตามทีถ่ ูกเสนอมา รัฐธรรมนูญลักษณะนี้มีขอดี คือ สามารถ
เปนหลกั ประกันในการคุม ครองสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชนไดเปนอยางดี สวนขอเสียน้ันก็คืออาจไม
สามารถแกไ ขไดทันกบั สถานการณท่เี ปลยี่ นแปลงอยา งรวดเรว็ ได
อยางไรกต็ าม ความสาํ คัญของวิธกี ารแกไขรฐั ธรรมนญู ใหแกไ ขยากหรอื งา ยน้ัน ดเู หมือนจะไม
มีมากนัก ทั้งนี้เพราะข้ึนอยูกับสถานการณหรือพฤติการณในขณะน้ันวามีความจําเปนหรือไม ถามี
พฤติการณจําเปนเกิดข้ึน รัฐธรรมนูญที่แกไขยากก็อาจมีการแกไขไดอยูดี ในทํานองเดียวกัน
รัฐธรรมนญู ทีแ่ กไขงาย ถาไมม เี หตกุ ารณจําเปน เกิดขึน้ ก็ไมเห็นวาจะมีการขอแกไขโดยพร่ําเพรื่อแต
อยางใด
สมภพ โหตระกิตย (2512: 51-57) ไดอธิบายถึงกระบวนการแกไขรัฐธรรมนูญลายลักษณ
อกั ษร สรุปไดดงั นีว้ า การแกไ ขรัฐธรรมนูญลายลักษณอักษร เพ่ือใหมีลักษณะแกไขไดยาก โดยท่ัวๆ
ไป กําหนดใหมกี ระบวนการควบคมุ ตา งๆ ดงั ตอ ไปนี้
1. การเสนอขอแกไข จากการสาํ รวจรัฐธรรมนญู ของประเทศตางๆ พบวา ผูที่มีสิทธิเสนอ
ขอแกไขรัฐธรรมนูญสว นมากมักจะเปนผูท่ีรัฐธรรมนูญบัญญัติใหมีสิทธิเสนอรางกฎหมายใหสภานิติ
บัญญัติ ใหม สี ิทธเิ สนอรางกฎหมายใหสภานิติบัญญัติพิจารณาน่ันเอง ซ่ึงไดแก บุคคลดังตอไปนี้ คือ
ประมุขของรฐั สมาชกิ สภานิติบัญญัติ คณะรัฐมนตรี หรอื ประชาชน
กรณที ร่ี ัฐธรรมนญู ใหสิทธิประมขุ ของรัฐเสนอขอแกไ ขรฐั ธรรมนญู ได เชน รฐั ธรรมนูญอินเดีย
ค.ศ. 1959 ซึ่งการเสนอขอแกไขจํานวนของประมุขของรัฐจะตองไดรับความเห็นชอบจาก
คณะรัฐมนตรี และสมาชกิ สภานิติบัญญตั จิ าํ นวนไมน อ ยกวา 1 ใน 3 เปน ตน
ในกรณีทรี่ ัฐธรรมนูญบญั ญัตใิ หส ิทธแิ กสภานิตบิ ญั ญัตเิ ปนผเู สนอขอแกไ ขรัฐธรรมนูญ เพ่ือให
การขอเสนอแกไ ขเปน ไปโดยยาก จงึ ไมม รี ัฐธรรมนญู ของประเทศใดยินยอมใหสมาชิกสภานิติบัญญัติ
เสนอแกไ ขไดแ ตเ พยี งผูเดยี ว ทวา รฐั ธรรมนูญจะกําหนดใหต อ งมีสมาชกิ จํานวนหนึ่งลงชือ่ รับรองเสมอ
เปนตนวา กําหนดใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา
จํานวนไมน อ ยกวา 1 ใน 5 เปนผูมีสิทธิเสนอขอแกไขรัฐธรรมนูญได หรืออาจบัญญัติใหสิทธิแกฝาย
บรหิ ารเปน ผเู สนอญัตตใิ นเรือ่ งน้ไี ด
นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญยงั อาจใหสิทธิแกป ระชาชนจํานวนหนง่ึ เปนผูริเร่ิมในการเสนอได เชน
รัฐธรรมนูญของสวิสเซอรแลนด ค.ศ. 1999 ระบุวาการท่ีประชาชนจะสามารถเขาช่ือเสนอเพ่ือขอ
เพิม่ เตมิ รัฐธรรมนญู ไดน ั้นจะตองมไี มน อยกวา 50,000 คน ขน้ึ ไป
หลกั การพน้ื ฐานเกย่ี วกบั รัฐธรรมนญู 95
2. การดําเนนิ การแกไ ข รัฐธรรมนูญของประเทศสว นใหญ จะกําหนดใหองคกรนิติบัญญัติ
ตามปกติ อันไดแกสภานิติบัญญัติ เปนผูดําเนินการพิจารณาแกไข ดวยถือวาสภานิติบัญญัติ
ประกอบดว ยผูแ ทนของปวงชน ซึง่ ไดรบั เลือกตามบทบญั ญัตขิ องรฐั ธรรมนญู ถาหากวาฝายนิติบญั ญัติ
เปน ระบบ 2 สภา สภาทงั้ สองก็มาประชมุ รวมกันในการแกไขรฐั ธรรมนูญ
ดงั เชนในประเทศฝรง่ั เศส ขอเสนอแนะแกไขรฐั ธรรมนญู จะตองไดรับความเหน็ ชอบจากสภา
ผแู ทนราษฎรและวฒุ สิ ภาตามลาํ ดับ และถา ประธานาธบิ ดเี ห็นสมควร อาจขอใหประชาชนออกเสียง
แสดงประชามติวาเห็นดวยกับขอเสนอหรือไมก็ได แตเปนที่นาสังเกตวา ประเทศสวนมากไมนิยม
จัดต้งั สภารา งรัฐธรรมนูญหรอื คณะกรรมาธิการพิเศษข้ึนมา เพ่ือดําเนินแกไขรัฐธรรมนูญเหมือนกับ
การจดั ทาํ รัฐธรรมนูญแตอยางใด
3. วิธีการแกไข สาระสําคญั ของวิธกี ารแกไขรัฐธรรมนูญ ก็คือ การลงมติใหความเห็นชอบ
ขอเสนอขอแกไข การใหความเห็นชอบผลการแกไขของคณะกรรมการฯ และการใหความเห็นชอบ
เพือ่ สงใหประมขุ ของรัฐประกาศใชบังคบั ตอไป
การลงมติในทุกข้ันตอนขางตน จะตองเปนการลงมติท่ีมีจํานวนคะแนนเสียงขางมากเปน
พิเศษ เชน 2 ใน 3 หรอื 3 ใน 5 ของจาํ นวนสมาชกิ จากทั้งสองสภา แตบ างประเทศจะกาํ หนดเพียงวา
ตอ งใหค ะแนนเสยี งเกนิ กวา กึ่งหน่ึง ของจํานวนสมาชิกท้ังหมดเทาน้ัน ตลอดจนอาจมีหลักเกณฑใน
การกําหนดใหก ารพิจารณาลงมติแตละวาระ จะตอ งท้ิงชว งเวลาหางกันนานกวา การพจิ ารณากฎหมาย
ธรรมดา เพื่อเปดโอกาสใหประชาชนรวมถึงกลุมผลประโยชนตางๆ ไดแสดงความคิดเห็นและได
วพิ ากษว จิ ารณการแกไขรัฐธรรมนญู อยางเต็มทเ่ี สยี กอน
4. ระยะเวลาการแกไ ข เพอื่ ใหการแกไขรัฐธรรมนูญเปนการแกไขยาก บางประเทศจึงได
กําหนดเงอื่ นเวลาสาํ หรับการแกไขเปล่ยี นแปลงเอาไว โดยท่ีสามารถจะกระทําไดตอเมื่อเวลาผานพน
ไปนานพอสมควร เชน บัญญัติวา “เม่ือครบ 5 ป นบั แตว นั ประกาศใชร ฐั ธรรมนูญน้ี คณะกรรมการฯ
มีอํานาจทํารายงานเสนอความคิดเห็นตอรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีเก่ียวกับการแกไขเพ่ิมเติม
รฐั ธรรมนญู นี้ หรอื กฎหมายอืน่ ได” เปนตน
5. การใหประมุขของรัฐ หรือประชาชนเขามามีสวนรวมในการแกไขรัฐธรรมนูญ หนาท่ี
ประมุขของรัฐในสวนที่เก่ียวกับการแกไขรัฐธรรมนูญ ก็คือ การลงนาม (พระปรมาภิไธย) ใน
รัฐธรรมนญู ท่ีไดรับการแกไ ขแลว รัฐธรรมนูญของหลายๆ ประเทศไดใหอํานาจประมุขของรัฐที่จะลง
นามในรัฐธรรมนูญไวอยางชัดแจง รัฐธรรมนูญหลายฉบับของไทยที่ผานมา ซ่ึงมักจะบัญญัติให
พระมหากษัตริยตองทรงลงนามกอน รางรัฐธรรมนูญนั้นจึงจะมีผลใชบังคับเปนกฎหมายได แตขั้น
ตอนนอ้ี าจไมจําเปน สําหรบั หลายๆ ประเทศ
ถึงกระน้ัน รัฐธรรมนูญบางประเทศ อาจใหอ าํ นาจประมุขของรัฐ เชน พระมหากษัตริยหรือ
ประธานาธบิ ดี มอี ํานาจท่ีจะวนิ จิ ฉยั วา สมควรใหป ระชาชนลงคะแนนเสียงชี้ชาดในรางรัฐธรรมนูญที่
ไดแกไขแลวหรือไม เชน รัฐธรรมนูญฝร่ังเศส ค.ศ. 1958 ถาประธานาธิบดีเห็นสมควร อาจขอให
96 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมือง
ประชาชนออกเสียงแสดงประชามตวิ าเห็นชอบดว ยกับขอ เสนอหรอื ไมกไ็ ด ในกรณีนี้รัฐธรรมนูญจะมี
ผลสมบูรณก ต็ อ เมื่อไดม ีการลงคะแนนประชามติรบั รองเรียบรอ ยแลว
กลา วโดยสรุป การแกไ ขเพ่มิ เติมรฐั ธรรมนญู หมายถงึ การเปล่ียนแปลงรฐั ธรรมนูญ ไมวาจะ
เปน การแกไขถอยคําหรือขอ ความทีม่ อี ยแู ลว หรอื โดยเพ่มิ เตมิ ขอความใหมเขาไป การท่ใี หม ีการแกไข
เพ่ิมเตมิ รฐั ธรรมนญู เพราะรัฐธรรมนูญกเ็ หมือนกฎหมายอนื่ โดยท่ัวไปท่ีอาจลา สมัยไดห รือไมเ หมาะสม
การสภาวการณของบานเมืองได ผูท่ีมีอํานาจหนาที่แกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะตองเปนผูที่เปน
เจาของหรือผทู ใี่ ชอ าํ นาจอธิปไตย หรือเจาของอํานาจจัดใหมีรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญจะเปนผู
กาํ หนดวาใครจะมีสิทธิหรืออํานาจหนาท่ีในการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในกรณีของประเทศไทย
รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2560 บญั ญัติไวในหมวด 15 มาตรา 255-256
การยกเลกิ รัฐธรรมนญู
การยกเลิกรฐั ธรรมนูญสาํ หรบั การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญจากฉบับช่ัวคราวไปสูฉบับถาวร
น้ัน มีความแตกตางจากการแกไขรัฐธรรมนูญ เพราะการยกเลิกรัฐธรรมนูญนั้นหมายถึงการเลิกใช
รัฐธรรมนูญลายลักษณอักษรทั้งฉบับ สวนการแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญเปนการเลิกใชหรือ
เปลี่ยนแปลงแตเ พียงบางสว น
สมภพ โหตระกิตย (2512 : 84-89) และ ณฐั กร วิทิตานนท (2557 : 118-124) ไดอธิบายถึง
การยกเลิกรัฐธรรมนูญไววา การยกเลิกรัฐธรรมนูญ แตกตางจากการแกไขรัฐธรรมนูญ เพราะการ
ยกเลิกรัฐธรรมนูญยอมหมายถงึ การเลกิ ใชรฐั ธรรมนูญลายลกั ษณอักษรหมดทงั้ ฉบับ ขณะท่ีการแกไข
เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนนั้ มุงมน่ั ปรารถนาท่ีจะเลิกใชหรือปรับเปลี่ยนแตเพียงบางสวน บางหมวด บาง
มาตราเทาน้ัน โดยทวั่ ไปการยกเลิกรัฐธรรมนูญสามารถกระทําได 2 วธิ ี คอื การยกเลิกรฐั ธรรมนญู โดย
วถิ ที างรัฐธรรมนญู และ การยกเลกิ รฐั ธรรมนญู นอกวถิ ที างรฐั ธรรมนูญ
1. การยกเลิกรัฐธรรมนูญโดยวิถีทางรัฐธรรมนูญ คือ การยกเลิกรัฐธรรมนูญโดยวิถีทาง
รฐั ธรรมนูญ สามารถกระทาํ ไดโ ดยประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับใหม ซึ่งโดยเหตุผลของการยกเลิกคือ
รัฐธรรมนูญฉบับเดิมเมื่อไดประกาศใชมาเปนเวลานานอาจมีขอความที่ไมเหมาะสม หรืออาจไม
สอดคลองกับจิตใจของประชาชนเปนสวนนอย หรือเปนหลักการปลีกยอยไมสําคัญ ก็สามารถใช
วิธีแกไขเปล่ยี นแปลงรัฐธรรมนูญนั้นใหเหมาะสมได
แตถาหากขอความท่ีไมเหมาะสมหรือไมสอดคลองนั้นมีเปนจํานวนมาก หรือถาเปนหลัก
สําคญั ของรฐั ธรรมนญู ในกรณีเชนนี้ผมู อี าํ นาจจดั ทาํ รัฐธรรมนูญในขณะนั้น อาจจดั ทาํ รัฐธรรมนูญข้ึน
ใหม ใหม หี ลกั การที่เหมาะสมกับสถานการณข องประเทศ และสอดคลอ งกับจิตใจของประชาชน
วิธีการจดั ทํารัฐธรรมนญู ฉบับใหมเพอ่ื ใชแ ทนฉบบั เกานัน้ อาจดาํ เนินการในลักษณะเดียวกับ
การแกไ ขรฐั ธรรมนญู เชน ผรู ิเรม่ิ ขอใหม กี ารยกเลกิ อาจเปนฝายบริหาร หรอื ฝายนิติบัญญัติก็ได สวน
องคก รหรือผูดาํ เนนิ การรา งรฐั ธรรมนูญฉบบั ใหม อาจมอบอาํ นาจใหสภารางรัฐธรรมนญู หรอื อาจเปน
สภานติ บิ ัญญตั ิทําหนาทร่ี างรฐั ธรรมนญู กไ็ ด
หลักการพน้ื ฐานเกย่ี วกบั รัฐธรรมนญู 97
เมือ่ ไดจัดทํารัฐธรรมนูญฉบบั ใหมเ สรจ็ แลว กจ็ ะทําพธิ ีการประกาศใช และเมื่อไดประกาศใช
แลว รัฐธรรมนญู ที่เคยใชอยกู เ็ ปนอนั ถกู ยกเลกิ ไปในวันที่ประกาศใช การประกาศใชรัฐธรรมนูญใหม
จะบัญญัตขิ อความใหย กเลิกรัฐธรรมนญู ท่ีกําลังใชอยูห รือไมก็ได ถึงแมจ ะไมบญั ญตั ไิ วกต็ าม แตใ นทาง
นิตศิ าสตรแลวยอมถอื วา เมอ่ื มกี ฎหมายฉบบั ใหมประกาศใช และกฎหมายฉบับใหมมีขอความขัดหรือ
แยงกับขอความเดิม ก็ใหถือตามกฎหมายฉบับใหม แตทั้งนี้ตองเปนกฎหมายที่มีลักษณะ หรือศักด์ิ
ฐานะเทา เทียมกัน
กรณีประเทศไทย มีตัวอยางเกี่ยวกับการประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับใหมและมีผลยกเลิก
รัฐธรรมนูญฉบับเกา คือการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 ใน
รัฐธรรมนูญฉบับน้ีก็ไมมีขอความใดใหยกเลิกพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยาม
ชว่ั คราว ลงวนั ท่ี 27 มิถนุ ายน 2475 แตเม่ือรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม ฉบับ 10 ธันวาคม
2475 ถูกประกาศใช รัฐธรรมนูญฉบับ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ก็เปนอันถูกยกเลิกไปเม่ือวันที่ 10
ธันวาคม พ.ศ. 2475
ตอ มาเม่อื รัฐธรรมนูญฉบับลงวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 (รวมท้ังฉบับแกไขเพ่ิมเติมอีก 3
ฉบบั ) ไดใ ชม าเปน เวลานานประมาณ 12 ปเ ศษ ฝายบรหิ ารและฝายนติ บิ ัญญตั ติ า งเหน็ พองตองกันวา
รัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ไดใชมานานและโดยที่สถานการณของประเทศหลัง
สงครามโลกครั้งท่ี 2 ไดเ ปลี่ยนแปลงไป รฐั ธรรมนญู ฉบับดังกลาวจึงมีขอ ความไมเหมาะสมกับประเทศ
ไทย สมควรปรับปรุงเสียใหม จึงไดดําเนินการจัดทําข้ึนใหม คือรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. 2489 รฐั ธรรมนูญฉบบั นี้ไมม ขี อ ความใดใหย กเลิกรัฐธรรมนญู ฉบบั ท่ี 2 (พ.ศ. 2475) แตประการ
ใด แตในคําปรารภของรฐั ธรรมนูญ ไดม ีขอความใหใ ชร ัฐธรรมนญู ฉบับ พ.ศ. 2489 นแ้ี ทนรัฐธรรมนูญ
แหง ราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 ซง่ึ เมอื่ ไดป ระกาศใชเรยี บรอ ยแลวกถ็ ือวารัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.
24745 ไดถ ูกยกเลกิ ไปแลว
2. การยกเลกิ รฐั ธรรมนูญนอกวิถีทางรฐั ธรรมนูญ คือ การยกเลิกรัฐธรรมนญู โดยการปฏวิ ัติ
หรอื รฐั ประหารน่นั เอง กลาวคอื การปฏิวัติ หมายถึง การชวงชิงอาํ นาจปกครองสงู สดุ ในประเทศหนึ่ง
โดยอาศยั ประชาชนสว นหนง่ึ หรอื ทั้งหมดเปนกาํ ลงั สนบั สนุน และมคี วามมุงหมายที่จะจัดต้ังระเบียบ
ทางการเมืองขึน้ ใหม หรอื เปลย่ี นแปลงรูปแบบการปกครองเสียใหม การปฏิวัติใหญครั้งสําคัญๆ ซ่ึง
เปนที่ยอมรับกันทั่วไปไดแก การปฏิวัติใหญของฝรั่งเศส ในป ค.ศ. 1789 การปฏิวัติในรัสเซีย ค.ศ.
1917 การปฏวิ ตั ิของจนี ค.ศ. 1949 การปฏิวตั ิของสหรฐั อเมรกิ า ในป ค.ศ. 1775 และการปฏิวัติของ
องั กฤษ ในป ค.ศ. 1642
สวนคําวารัฐประหาร หมายถึง การกระทําโดยใชอํานาจบังคับท่ีผิดกฎหมายและอยาง
ฉับพลนั ตอผูมีอาํ นาจปกครองดวยเหตุผลตางๆ กัน เปนการกระทําโดยบุคคลหรือคณะบุคคลโดยมี
จุดมุงหมายเพ่ือใหฐานะตําแหนงของตนท่ีมีอยูแลวเขมแข็งขึ้น หรือเพ่ือฉวยอํานาจหรือเพียงเพื่อ
เปลย่ี นแปลงทิศทางการเมืองของประเทศเทา นน้ั ก็ได
98 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง
อภิชาติ แสงอมั พร (2559 : 50-51) กลาวถึงกรณนี ี้ไวว า ผทู ําการปฏิวตั ิหรอื รฐั ประหารสาํ เรจ็
จะเปนผูใชอํานาจปกครองสูงสุดและมีฐานะเปนรัฏฐาธิปตย คือเปนผูใชอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจ
บริหาร และอํานาจตุลาการแตผูเดียว ผูใชอํานาจปกครองสูงสุดซึ่งอาศัยผลของการปฏิวัติหรือ
รัฐประหาร จะมีลักษณะเปนรัฐบาลโดยพฤตินัย คือมีลักษณะเปนรัฐชั่วคราวในระหวางที่ยังไมได
จดั ทาํ รัฐธรรมนูญ เพอื่ ใชเปนกฎเกณฑในการปกครองประเทศและสามารถปกครองประเทศอยา งไรก็
ได ตราบเทาทปี่ ระชาชนยงั ใหการสนบั สนุน สว นของในทางกฎหมาย โดยปกตแิ ลว การกอการปฏิวัติ
หรอื รัฐประหารน้ันหาชอบดวยกฎหมายไม ซ่ึงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 บัญญัติวา
“ผใู ดใชกาํ ลงั ประทษุ รา ยหรอื ขูเ ขญ็ วา จะใชก ําลงั ประทษุ ราย เพื่อลม ลางหรอื เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนญู
ลมลางอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร หรืออํานาจตุลาการ แหงรัฐธรรมนูญ หรือใหใชอํานาจ
ดังกลา วไมไ ด หรอื แบง แยกราชอาณาจักรหรอื อํานาจปกครองในสว นหน่ึงสวนใดแหง ราชอาณาจักร ผู
น้ันกระทําความผดิ ฐานเปนกบฏ ตอ งระวางโทษประหารชีวติ หรือถกู จาํ คกุ ตลอดชวี ติ ”
ถากระทําการปฏิวัติหรือรฐั ประหารสาํ เรจ็ ผลของการปฏิวัตหิ รือรัฐประหารอาจสมบรู ณหรือ
ชอบดวยกฎหมายได และผูกระทาํ การปฏิวัติหรอื รฐั ประหารสําเร็จ ก็จะกลายเปนรัฏฐาธิปตย จัดตั้ง
รฐั บาลท่ชี อบดวยกฎหมายได เม่อื ผูก ระทาํ การปฏิวตั หิ รือรัฐประหารสําเร็จ ยอมกอใหเกิดผลในทาง
กฎหมาย 2ประการ ดงั ตอ ไปนี้
1. ในทางรัฐศาสตรนน้ั ถอื วา เมอ่ื ปฏวิ ัตหิ รือรฐั ประหารสําเร็จแลว รัฐธรรมนูญและสถาบัน
การเมอื งตางๆ ทางการเมอื งทถ่ี กู จดั ตง้ั โดยรัฐธรรมนูญ เชน รฐั สภา คณะรัฐมนตรี ยอมจะถูกเพิกถอน
ไปโดยอตั โนมตั ิ ทั้งนเี้ พราะโดยปกติผใู ชอํานาจอธิปไตย คือ สถาบนั ตางๆ ทปี่ รากฏในรฐั ธรรมนูญ แต
เมอื่ ทําปฏิวัตหิ รอื รฐั ประหารสาํ เรจ็ อาํ นาจอธปิ ไตยและเปล่ียนมือผใู ชม าเปนของคณะปฏวิ ตั ิหรือคณะ
รัฐประหารแทน แตในทางนิติศาสตรยอมถือตามแบบพิธีเปนสําคัญ กลาวคือ เม่ือมีการปฏิวัติหรือ
รัฐประหารสาํ เรจ็ อาํ นาจอธปิ ไตยยอมอยูที่คณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหาร และถาหากคณะปฏิวัติ
หรอื คณะรัฐประหารตอ งการใหร ัฐธรรมนญู หรอื สถาบันทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญสิน้ สดุ ลง หรือให
คงไวก ต็ าม กต็ รากฎหมายขึน้ มาใหเปนไปตามนั้น
2. เม่อื ผกู ระทําการปฏวิ ัตหิ รือรฐั ประหารสาํ เร็จ กจ็ ะไดก ลายเปนรฏั ฐาธิปตย คือผมู อี ํานาจ
สงู สดุ ในประเทศ ผูใดจะกลาวหาวาเปน ผูกระทาํ ความผดิ ตอกฎหมายหาไดไม ในปจ จบุ นั ความคิดเห็น
เกี่ยวกับการไมตองรับผดิ ในการปฏิวัติหรอื รฐั ประหาร กค็ ือการขอใหผแู ทนของปวงชนเหน็ ชอบในการ
กระทําน้ัน ซ่ึงไดแก การออกกฎหมายนิรโทษกรรมในการกระทําอันเปนความผิดตอกฎหมาย คือ
ไมใหถ อื วา เปน ความผดิ ตอ กฎหมายบานเมือง
กลา วโดยสรุป ไมมรี ัฐธรรมนูญฉบบั ใดที่สมบูรณแ บบ คุณคาของรัฐธรรมนูญข้ึนอยูกับคุณคา
ของผูซ่ึงมีอํานาจหนาที่ในการสอดสองดูแลใหมีการเคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเทากับหรือ
มากกวา เนื้อหาสาระทางกฎหมายของรัฐธรรมนูญ การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเปนวิธีการปกติใน
การปรบั เปล่ียนรฐั ธรรมนญู เมอ่ื สถานการณเรียกรองใหตองกระทําเชนน้ัน การยกเลิกรัฐธรรมนูญมี
ความแตกตา งจากการแกไ ขเพมิ่ เติมรัฐธรรมนญู เพราะการยกเลิกรัฐธรรมนูญน้ันหมายถึงการเลิกใช
หลกั การพืน้ ฐานเกี่ยวกบั รฐั ธรรมนูญ 99
รัฐธรรมนูญลายลักษณอักษรท้ังฉบับ สวนการแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญเปนการเลิกใชหรือ
เปล่ียนแปลงแตเ พยี งบางสวน สําหรับการเปล่ียนแปลงรัฐธรรมนูญจากฉบับชวั่ คราวไปสฉู บับถาวรนน้ั
นักกฎหมายบางทานถอื วาเปนการแกไ ขเปลยี่ นแปลงอีกแบบหนึง่ เพราะเปนเรอ่ื งทเี่ กย่ี วเนอ่ื งกบั ฉบับ
กอ นอยูบ าง แตส าํ หรบั ในทีน่ ถี้ อื วา เปน เร่อื งของการยกเลกิ รฐั ธรรมนูญอยา งหนึง่
สรุป
รัฐธรรมนูญในลักษณะท่ีเปนกฎหมายสูงสุดในปจจุบันนี้ โดยภาพรวมแลวมีวิวัฒนาการท่ี
คอยๆ เกิดข้ึนมาจากพัฒนาการในการอยูรวมกันในสังคม ระหวางผูปกครองกับผูถูกปกครอง โดย
รัฐธรรมนูญในระยะเริ่มแรกมีลักษณะเปนบทบัญญัติหรือขอตกลงรวมกันท่ีผูปกครองไดมีการ
ประนปี ระนอมในการใชอํานาจปกครองกบั กลมุ ขุนนางและประชาชน ทาํ ใหกอ ใหเ กิดกฎเกณฑใ นการ
ปกครองที่ผูปกครองถูกจํากัดอํานาจลง และผูถูกปกครองมีสิทธิและเสรีภาพบางประการเกิดขึ้น
หลังจากน้ันพัฒนาการเหลาน้ีคอยๆ กอใหเกิดรัฐธรรมนูญในลักษณะท่ีเปนลายลักษณอักษรขึ้นมา
โดยเกดิ ขนึ้ คร้งั แรกในประเทศสหรฐั อเมรกิ า ซ่ึงเปนดินแดนที่ไมมกี ษัตรยิ ปกครองโดยตรง หลังจากนนั้
รัฐธรรมนูญจึงคอยแผขยายไปยังทวีปยุโรปและสวนตางๆ ของโลก ซ่ึงเมื่อพิจารณาโดยรวมแลว
รัฐธรรมนูญที่เปนลายลักษณอักษรท่ีเกิดขึ้นในระยะเร่ิมแรก ไดกอใหเกิดสิทธิและเสรีภาพแก
ประชาชนอยา งกวา งขวาง
สาํ หรับในแตละรัฐ การเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญ อาจเกิดขึ้นไดในหลายลักษณะ แตโดยรวม
แลวเรียกอํานาจท่ีกอใหเกิดรัฐธรรมนูญวา อํานาจรัฏฐาธิปตย ซึ่งเปนอํานาจสูงสุดภายในรัฐ
ขณะน้ันๆ รัฏฐาธิปตยอาจเปนประมุขของรัฐ ผูกอการการปฏิวัติหรือรัฐประหาร หรืออาจเปนผูมี
อาํ นาจจากภายนอกรฐั กไ็ ด เมอื่ รัฐธรรมนูญเกิดข้นึ ในรัฐแลว อาจมีเน้ือหาสาระหรือบทบัญญัติตางๆ
กนั ไป ตามบรบิ ทการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญในรัฐน้ัน แตโดยท่ัวไปมักมีเน้ือหาสาระท่ีคลายคลึงกัน
เชน ลักษณะและบทบาทของประมขุ รัฐ สิทธิและเสรีภาพ ลักษณะการใชอํานาจรัฐ การแกไ ขเพิ่มเติม
รัฐธรรมนญู เปน ตน ในกรณปี ระเทศไทยและอีกหลายประเทศ ไดมีการจัดทํารัฐธรรมนูญและมีการ
บัญญัติหลักการดังกลาวขางตน แตสําหรับรายละเอียดในประเด็นที่สําคัญมักจะมีการบัญญัติเปน
กฎหมายแยกออกมา ที่มีรายละเอียดขยายหลักการของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรียกวากฎหมายประกอบ
รฐั ธรรมนูญ ลกั ษณะเชน นี้จงึ ทําใหฐ านะของกฎหมายประกอบรฐั ธรรมนูญมศี กั ดิ์ของกฎหมายสูงกวา
กฎหมายธรรมดาทั่วไป เพราะเปน กฎหมายที่มคี วามใกลชดิ โดยตรงกับรฐั ธรรมนญู
รฐั ธรรมนูญทน่ี ํามาใชในรัฐมักจะมกี ารบัญญตั ิใหส อดคลองกับบริบททางการเมืองเศรษฐกิจ
และสังคมของรัฐในขณะนั้นๆ แตเมื่อนําไปใชร ะยะหนง่ึ บริบทตางๆ อาจเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น การ
บญั ญตั ริ ฐั ธรรมนูญท่มี คี วามเหมาะสม ควรมีบทบญั ญตั ใิ นการแกไ ขเพ่ิมเติมรฐั ธรรมนูญ เพราะถาไมมี
การบัญญตั ใิ นเรื่องดังกลาว อาจทําใหเปนขออางในการลมลางรัฐธรรมนูญได อยางไรก็ตาม หากมี
บทบญั ญตั ทิ ต่ี อ งแกไขในสาระสําคัญจาํ นวนมาก ก็อาจมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญเพ่ือใหมีรัฐธรรมนูญ
ฉบับใหมได แตท้งั น้กี ารกระทําดังกลาวควรเปนความเหน็ ชอบรว มกันของสงั คม
100 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมือง
แบบฝกหดั ทายบท
จงตอบคาํ ถามตอ ไปนี้
1. จงอธบิ ายถึงสาระสําคญั ของวิวัฒนาการท่วั ไปของรฐั ธรรมนญู ในแตล ะยุค
2. อาํ นาจการจัดใหม รี ฐั ธรรมนญู จาํ แนกออกไดเ ปน กลี่ กั ษณะ แตละลกั ษณะมขี อดี ขอ เสีย
อยา งไร พรอมท้งั วเิ คราะหว ากรณีการมีรฐั ธรรมนญู ในประเทศไทยเกิดจากอํานาจใน
ลกั ษณะใด
3. เน้ือหาของรฐั ธรรมนญู ประกอบดวยอะไรบาง
4. กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนูญ คอื อะไร ทําไมจงึ ตอ งมีกฎหมายประกอบรฐั ธรรมนูญ
5. การแกไ ขเพ่ิมเติมรฐั ธรรมนูญกับการยกเลิกรัฐธรรมนญู มีความแตกตางกนั อยา งไร
6. กระบวนการแกไ ขเพมิ่ เติมรฐั ธรรมนญู แบบลายลกั ษณอกั ษร ประกอบดวยขนั้ ตอน
อยางไร
7. การยกเลกิ รัฐธรรมนญู สามารถกระทําไดอยางไรบาง
8. จงอธบิ ายผลกระทบจากการยกเลกิ รฐั ธรรมนญู นอกวถิ ีทางรฐั ธรรมนญู
9. จงอธิบายความเหมอื นและความตา งของคาํ วา ปฏวิ ตั ิกบั รัฐประหาร
บทที่ 5
รปู แบบการปกครอง
ในการศึกษารัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองน้ัน คงหลีกเลี่ยงท่ีจะกลาวถึงรูปแบบการ
ปกครองไมได เพราะโดยปกตแิ ลว ในรฐั ธรรมนญู ของรฐั ตางๆ มักจะกลาวถึงรูปแบบการใชอาํ นาจการ
ปกครองรัฐใหส อดคลองกบั รปู แบบการปกครองในรัฐนน้ั และเน่ืองดว ยรัฐธรรมนญู เปน กฎหมายสูงสดุ
จึงจําเปนตอ งมกี ารรัดระเบยี บการปกครองรัฐใหแ นชดั วา จะใชร ปู แบบการปกครองแบบใดในรัฐน้ันๆ
การกําหนดรูปแบบการปกครองน้ี จะสงผลตอไปถึงสถาบันการเมืองที่ถูกจัดต้ังข้ึนมาในรัฐ กรณี
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2560 กําหนดไวชัดแจงใน
หมวดที่ 1 บททว่ั ไป มาตรา 2 ท่ี บัญญัติวา “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริยเปน ประมุข”
รูปแบบการปกครอง (Forms of Government) มีหลายรูปแบบและมีวิธีจําแนกประเภท
รูปแบบการปกครองหลายวิธี ขึ้นอยูกับวาจะใชเกณฑใดในการพิจารณา ในที่น้ีจะกลาวถึงประเภท
ของรูปแบบการปกครองทีจ่ ําแนกตามเกณฑตางๆ โดยจะเนนเปนพิเศษคอื รูปแบบการปกครองแบบ
ประชาธิปไตยและรปู แบบของรัฐในระบอบประชาธิปไตย เนื่องดว ยในปจ จบุ ันประเทศตา งๆ สว นใหญ
ในโลกยึดถือรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตย
ในบทนีจ้ ะกลาวถงึ การจาํ แนกรปู แบบการปกครอง รปู แบบการปกครองแบบประชาธิปไตย
ประเภทของประชาธิปไตย รูปแบบรัฐบาลในการปกครองแบบประชาธิปไตย และรูปแบบการ
ปกครองแบบเผด็จการ มีรายละเอียดดังตอ ไปน้ี
การจําแนกรปู แบบการปกครอง
การจําแนกรูปแบบการปกครองนั้น สามารถจําแนกออกไดหลายประเภท ในท่ีนี้จะจําแนก
รปู แบบการปกครองออกเปน 3 ประเภท ประเภทแรกจําแนกตามผปู กครองและผูไ ดร ับผลประโยชน
จากการปกครอง ประเภทท่ีสองจําแนกตามรัฐธรรมนูญ และประเภทสุดทายจําแนกตามสิทธิและ
เสรภี าพของประชาชน
บูฆอรี ยีหมะ (2552 : 49) ไดกลาวไววา รปู แบบการปกครองทีจ่ ําแนกตามจาํ นวนผูปกครอง
และผูไ ดร ับผลประโยชนจากการปกครอง การแจกแจงรปู แบบการปกครองท่ีนับวามีการยอมรับและ
กลาวอางถึงกนั อยา งแพรหลายและเปนรูปแบบที่สามารถใชอ ธบิ ายไดท ง้ั ในยุคอดีตและยุคสมยั ใหม ก็
คอื การจาํ แนกของอรสิ โตเตลิ โดยใชเ กณฑใ นการจําแนกดว ยการพิจารณาจากจาํ นวนของผูปกครอง
หรือพจิ ารณาวา ใครเปน ผปู กครองและใครไดร บั ผลประโยชนจากการปกครองน้ัน
ธเนศวร เจรญิ เมอื ง (2547 : 27-28) ไดอ ธิบายไวว า อรสิ โตเตลิ จาํ แนกผปู กครองออกเปน 3
ประเภท คือ คนเดียว คนจํานวนนอย และคนจํานวนมาก และจําแนกผูที่ไดรับผลประโยชนจากการ
102 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบนั การเมอื ง
ปกครองออกเปน 2 ประเภท คือ รปู แบบทช่ี อบธรรม และรูปแบบทฉ่ี อ ฉล ซงึ่ นําไปสูการแบงรูปแบบ
การปกครองออกไดเปน 6 รูปแบบ ดังนี้
1. ราชาธิปไตย (Monarchy) คนเดยี วเปน ผปู กครอง โดยใชรปู แบบท่ีชอบธรรม
2. ทรราชย (Tyranny) คนเดียวเปน ผูปกครอง โดยใชร ูปแบบทฉี่ อฉล
3. อภชิ นาธปิ ไตย (Aristocracy) คนจํานวนนอ ยเปน ผูปกครอง โดยใชร ปู แบบทีช่ อบธรรม
4. คณาธปิ ไตย (Oligarchy) คนจํานวนนอ ยปกครอง โดยใชร ูปแบบที่ฉอฉล
5. มชั ฌมิ วถิ ปี ระชาธปิ ไตย (Polity) คนจํานวนมากเปน ผปู กครอง โดยใชวธิ ีท่ชี อบธรรม
6. ประชาธปิ ไตย (Democracy) คนจาํ นวนมากเปนผปู กครอง โดยใชว ธิ ที ฉี่ อ ฉล
ราชาธิปไตย เปนรูปแบบการปกครองทีป่ กครองโดยคนๆเดียว เปน ผูมอี าํ นาจสูงสดุ ในรฐั หรอื
ในราชอาณาจักรในทุกๆ ดาน การข้ึนมามีอํานาจปกครองน้ันอาจมาจากการสืบทอดทางสายเลือด
หรือตามหลักการสืบสันตติวงศ หรืออาจเปนการสถาปนาอํานาจขึ้นมาใหม แทนท่ีราชวงศเดิมท่ี
สูญเสยี อํานาจจากการถกู ลมลาง ในทัศนะของอริสโตเตลิ เหน็ วา รูปแบบการปกครองนเี้ ปนรปู แบบท่ดี ี
เพราะผูปกครองคํานึงถงึ ผลประโยชนของคนสว นใหญ ไมใชผลประโยชนเ ฉพาะตวั
อยางไรก็ตาม นับตั้งแตคริสตศตวรรษที่ 18 เปนตนมา ระบอบกษัตริยหรือราชาธิปไตย ก็
เปลี่ยนแปลงไป บทบาทและอํานาจท่ีเคยมีอยูอยางเบ็ดเสร็จของกษัตริยก็ลดนอยลง เม่ือหลาย
ประเทศเปล่ียนแปลงการปกครองเปนระบอบประชาธิปไตย เชน อังกฤษ ไทย มาเลเซีย เปนตน
ในขณะที่มอี กี หลายประเทศท่ียังปกครองในระบอบสมบรู ณาญาสิทธิราชย เชน บรูไน ซาอุดิอารเบีย
คเู วต เปนตน
ทรราชย ความหมายดง้ั เดมิ ในยุคกรีกโบราณ คาํ วา ทรราชย หมายถงึ บคุ คลท่ีลม ลา งรัฐบาล
ทีถ่ กู ตอ งชอบธรรมของนครรฐั (City-State) แลวสถาปนาตนเองเปนผูปกครองแบบเผด็จการแทนที่
โดยไดรับการสนบั สนุนจากประชาชนในชนชั้นพอคาและชาวนา ซึ่งไรท่ีดินทํากินหรือตกเปนหนี้ตอ
เศรษฐีเจาของทด่ี นิ โดยหวังวาผปู กครองคนใหมจะเขา มาชว ยแกไ ขปญ หาได
แตสําหรับอริสโตเติล คําวา ทรราชย เปนการอธิบายถึงการปกครองของคนๆ เดียว ใน
รูปแบบราชาธปิ ไตยทขี่ าดคณุ ธรรม จริยธรรม ใชอํานาจในทางท่ีผิดหรือฉอฉลในอํานาจ มีเปาหมาย
มุงประโยชนส วนตวั และพวกพอง ละเลยการใหความใสใ จตอ ความทุกขยากเดือดรอนและประโยชน
สุขของสังคมโดยรวมของผูอยูใตการปกครอง ดังนั้น ทรราชย จึงกลายเปนรูปแบบการปกครองที่
ผดิ เพยี้ นของรูปแบบราชาธิปไตย เมื่อผปู กครองละทงิ้ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม เพอื่ ประโยชนส ุขของสังคม
โดยรวม หนั มากอบโกยผลประโยชนเพ่ือตนเองและพวกพอ ง
อภชิ นาธปิ ไตย มาจากภาษากรีกโบราณ 2 คํา ผสมกันคือ Aritos หมายถึง ดีที่สุด กับคําวา
Kratein แปลวา ปกครอง หมายถึง รูปแบบการปกครองโดยคนท่ีดีท่ีสุด หรือมีความสามารถพิเศษ
ทส่ี ดุ จดุ เร่ิมตน ของคําน้ีปรากฏขึ้นเปนคร้งั แรกในนครรัฐเอเธนส ใชอ ธบิ ายถึงทหารหนุมท่ีนํากองทัพ
ชนะในการรบดวยความกลาหาญ ชัยชนะในการรบเกิดขึน้ ไดภายใตก ารนาํ ของคนทีด่ ที ีส่ ดุ น่นั เอง ทง้ั นี้
ความกลาหาญแบบนักรบเปน ส่ิงทถี่ อื วา เปนคณุ ธรรมอนั สูงสงย่งิ ในยุคกรกี โบราณ
รูปแบบการปกครอง 103
ในระยะเวลาตอมา เมอื่ สังคมเปลย่ี นแปลงไป รวมถึงเมอ่ื รูปแบบการรบเปลี่ยนแปลงจากเดมิ
อนั เปนผลมาจากความกาวหนาของเทคโนโลยีทางการทหารที่ทาํ ใหผ นู ํากองทพั ไมไดบญั ชาการรบอยู
ขา งหนาอกี ตอ ไป ก็มีผลตอความหมายนดี้ วยเชน เดยี วกัน เมือ่ คาํ วาอภชิ น (Aristocrat) ไมไดห มายถึง
บุคคลที่ดที ส่ี ดุ เพราะเปนคนกลา หาญจากการรบอีกตอไปแลว แตเปนสถานภาพที่ติดตัวมาจากการ
เกิดในตระกูลชั้นสูงหรือตระกูลขุนนาง ซึ่งมีชีวิตท่ีหรูหราและมีอภิสิทธิ์ในสังคม อภิชนาธิปไตยใน
คําอธบิ ายของอรสิ โตเตลิ หมายถงึ รปู แบบการปกครองที่มคี ณะผูป กครองจาํ นวนทีม่ าจากคนท่ดี ีทส่ี ุด
หรือมีความสามารถพิเศษที่สุดในสังคม เปนการปกครองที่วางอยูบนหลักคุณธรรม จริยธรรม
ความสามารถอันสงู สง ของคณะผปู กครอง โดยมีเปา หมายเพือ่ ประโยชนข องคนทั้งปวง
คณาธิปไตย มาจากภาษากรีกวา Oligarkhia หมายถงึ การปกครองโดยคนจํานวนนอย การ
ปกครองรูปแบบนี้ผูปกครองประกอบดวยคนจํานวนนอยไมแตกตางจากรูปแบบอภิชนาธิปไตย
เพียงแตตางกันที่รูปแบบน้ีมุงผลประโยชนเฉพาะแกกลุมหรือพวกพองของตน แทนท่ีจะคํานึงถึง
ประโยชนข องคนทั้งหลาย อยางทีร่ ปู แบบอภิชนาธปิ ไตยยึดถอื ในรูปแบบคณาธปิ ไตยเกดิ ข้ึนไดท้ังจาก
การไดอาํ นาจมาดว ยการใชก าํ ลงั ทหาร ใชความไดเปรยี บจากความม่ังคงั่ ความเปนคนมีชาติตระกูลที่
สูงสง หรอื ํานาจอทิ ธิพลทางการเมือง โดยเมื่อไดอํานาจแลวจะพยายามสรางอํานาจและขยายฐาน
อาํ นาจเพ่อื ปกปองผลประโยชนข องตนเองและพวกพอง แทนที่จะปกครองเพ่ือผลประโยชนของคน
สว นใหญ
มัชฌมิ วถิ ปี ระชาธิปไตย ทัศนคติของอรสิ โตเติล มชั ฌมิ วิถีประชาธิปไตย จัดเปนรูปแบบการ
ปกครองทดี่ ที ีส่ ดุ เพราะยดึ หลักทางสายกลาง เนื่องจากมีลักษณะของการผสมผสานระหวางปริมาณ
กับคุณภาพ ดึงเอาขอดีทั้งในปริมาณและคุณภาพมารวมกัน กลาวคือ ในดานปริมาณ ผูมีอํานาจ
ปกครองมีจาํ นวนไมมากนัก โดยไดรับความยินยอมจากคนสวนใหญ สวนในดานคุณภาพผูมีอํานาจ
ปกครองเปนชนชั้นกลางซ่ึงเปนบุคคลท่ีมีความรูความสามารถ ในขณะเดียวกันโครงสรางสังคมยัง
ประกอบไปดว ยชนชนั้ กลางจาํ นวนมากทไ่ี มมีชอ งทางเศรษฐกิจและสังคม
มัชฌิมวถิ ีประชาธิปไตยจึงจัดเปนการปกครองโดยชนช้ันกลาง ซึ่งอริสโตเติลถือวาเปนการ
ปกครองที่ดีทส่ี ดุ เทา ทจี่ ะเกิดขนึ้ ไดห รือเปนจริงไดในสังคม ท้ังน้ีการปกครองโดยชนชั้นกลางจัดเปน
การปกครองท่ีดีท่ีสุดเพราะชนชั้นน้ีไมไดมุงผลประโยชนเฉพาะหนา และไมไดอิจฉาริษยาชนช้ันสูง
เหมอื นชนช้ันลาง ในขณะเดียวกันไมเ หมือนชนชนั้ สูงท่หี า งไกลจากชวี ิตความเปนอยูของคนชั้นลาง ดู
ถกู ชวี ิตความเปน อยแู ละไมเขา ใจความตอ งการในชวี ิตของชนชั้นลา ง
อภชิ าติ แสงอมั พร (2559 : 101) ไดอ ธิบายเก่ยี วกับรปู แบบการปกครองแบบประชาธิปไตย
ไวว า รปู แบบการปกครองแบบประชาธิปไตยในท่ีน้ีมีความแตกตางจากประชาธิปไตยในยุคปจจุบัน
คือเปนรูปแบบของประชาธิปไตยในยุคสมัยกรีกโบราณในนครรัฐเอเธนส ที่มีลักษณะเปน
ประชาธิปไตยโดยตรง ซึ่งเปดโอกาสใหพลเมืองจํานวนมากเขาประชุมหารือรวมกันเพ่ือกําหนด
กฎเกณฑ นโยบายและตดั สินปญหาตา งๆ ทสี่ าํ คญั ของบา นเมอื ง โดยถอื มติเสยี งขา งมากเปน เกณฑใน
การตดั สนิ ในทศั นะของอรสิ โตเตลิ เหน็ วาลกั ษณะเชน นเี้ ปนรปู แบบการปกครองทีไ่ มดี เนื่องจากอาศัย
104 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมอื ง
ความเห็นความรูสึกของคนหมูมากมาเปนเกณฑในการตัดสินปญหาตางๆ ท่ีสําคัญตอความอยูรอด
และเปนไปของบานเมือง โดยปราศจากความเปนระเบียบ มีเหตุผล ความรู และคุณธรรม เพราะ
ความเหน็ ของคนหมมู ากเปน ความเหน็ ท่ีขาดคณุ ภาพ ปราศจากฐานของความรู (Knowledge)
หยดุ แสงอุทัย (2538 : 44) ไดจ าํ แนกรปู แบบการปกครองซ่ึงจําแนกตามรัฐธรรมนูญไว พอ
สรุปไดวา การจําแนกรูปแบบการปกครองอีกแนวทางหนึ่ง คือ การจําแนกตามรัฐธรรมนูญ เพราะ
รฐั ธรรมนญู ทาํ หนา ทีอ่ ยา งนอย 3 ประการ คือ
1. แสดงและอธิบายใหเหน็ ถึงโครงสรางหรอื รปู แบบของการปกครอง
2. แจกแจงถึงอํานาจ บทบาท หนาท่ี ของสถาบันตางๆ ในดานการเมืองการปกครอง
ตลอดจนถงึ ความสมั พันธระหวา งสถาบันตางๆ เหลานั้น ซ่ึงหมายถึงการกําหนดกฎเกณฑ กฎกติกา
ทางกาเมืองการปกครองที่มีตอสถาบนั ตา งๆ เหลา นั้นนัน่ เอง
3. การกําหนดถึงชอบเขตของการใชอํานาจหนาท่ีทางการเมืองการปกครองของรัฐวา
สามารถใชไ ดมากนอยเดยี งใด ในปริมณฑลใดบา ง
วษิ ณุ เครอื งาม (2530 : 54) ไดอ ธบิ ายไว พอสรปุ ไดว า จากการจําแนกรูปแบบการปกครอง
ตามรฐั ธรรมนญู แบง ออกเปน 3 รปู แบบ คอื รูปแบบปกครองแบบรฐั เดย่ี ว รูปแบบการปกครองแบบ
สมาพันธรัฐ และรูปแบบการปกครองแบบสหพันธรัฐ โดยรายละเอียดรูปแบบการปกครองทั้ง 3
รปู แบบ ไดกลาวไวแ ลว ในบทเรยี นทวี่ า ดว ยรฐั
วิษณุ เครืองาม (2530 : 245-250) ยังไดกลาวถึงการจัดรูปแบบการปกครองท่ีจําแนกตาม
สทิ ธเิ สรีภาพไว พอสรุปไดว า รูปแบบการปกครองจําแนกตามสทิ ธิเสรีภาพของประชาชน การจําแนก
รปู แบบการปกครองตามสิทธิเสรีภาพของประชาชนเปนการจําแนกในยุคสมัยใหม โดยดูวารูปแบบ
การปกครองน้นั ประชาชนมสี ทิ ธิเสรีภาพมากนอยเพียงใด การใชเกณฑน้ีเปนส่ิงจําแนกรูปแบบการ
ปกครอง ทําใหสามารถแบงออกเปน 2 รูปแบบ คือ รูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตย
(Democracy) และรูปแบบการปกครองแบบเผดจ็ การ (Dictatorship)
ระบอบประชาธิปไตย การปกครองระบอบประชาธิปไตย คือ ระบอบการปกครองท่ีให
ประชาชนเปน ใหญ ซ่ึงมีลักษณะดังตอ ไปน้ี คอื
1. อํานาจสูงสุดในการปกครองอยทู ่ีประชาชน
2. ในฐานท่ีประชาชนเปนเจาของอํานาจอธิปไตย ประชาชนมีสิทธิต้ังรัฐบาลและลมเลิก
รฐั บาล
3. ประชาชนไดรบั หลกั ประกันสิทธิเสรีภาพวา รัฐบาลจะไมลวงลํ้าสิทธิเสรีภาพ หรือการ
กระทําใดใหเปน การรบกวนสิทธิเสรีภาพ
4. เนนความเทาเทียมกันของมนุษยทุกคน โดยใหความคุมครองทางกฎหมายอยาง
ทัดเทยี มกัน
5. แมประชาธิปไตยจะเปนการปกครองทเ่ี ช่ือฟงเสยี งขา งมาก แตกร็ บั ฟง เสยี งขางนอ ยดวย
โดยจะตองใหค วามเปนธรรมแกฝา ยขา งนอย
รปู แบบการปกครอง 105
ระบอบเผด็จการ การปกครองระบอบเผดจ็ การ คือ ระบอบการปกครองท่ีรวบอํานาจเขาสู
สวนกลาง ใหอํานาจอยใู นมือคนเพียงคนเดียว หรือกลุม คนเพียงไมกี่คน รัฐบาลไมตองรับผิดชอบตอ
ผูใด ระบอบเผดจ็ การเปน ระบอบท่ีมีลกั ษณะตอ งกันขามกับระบอบประชาธิปไตย ระบอบเผดจ็ การน้ี
มหี ลายประเภท เชน ราชาธิปไตย คอมมวิ นิสต รัฐตํารวจ นาซี เปน
อนึง่ การแบงแยกรูปแบบทั้งสองรูปแบบเปนส่ิงที่กระทําคอนขางยาก เพราะประเทศตางๆ
มกั อางวา ใชรปู แบบการปกครองแบบประชาธปิ ไตย ดังน้ันหากวเิ คราะหดูเฉพาะสถาบันทางการเมือง
ภายในประเทศ เชน รฐั ธรรมนูญ ระบบการเลือกต้ัง เปน ตน กไ็ มสามารถแยกประชาธิปไตยออกจาก
เผด็จการได เพราะทุกประเทศมีสถาบันการเมืองเหลาน้ีปรากฏอยูท้ังส้ิน ดังนั้นสิ่งที่จะใชในการ
จําแนกรปู แบบการปกครองท้งั 2 รปู แบบ ตอ งดูท่ีเน้ือหาของการปกครองนั้นๆ เชน การใชอํานาจรัฐ
การพจิ ารณาวาประชาชนมสี ทิ ธิเสรภี าพทางการเมืองอยางไร ประชาชนมีอาํ นาจทางการเมืองแคไหน
มกี ารจาํ กัดเสรภี าพของฝายคานหรอื ไม เปนตน
กลาวโดยสรปุ รปู แบบการปกครอง หมายถงึ แนวความคิดรวบยอด หรอื ลัทธทิ างการเมืองที่
นาํ มาใชเปน หลกั ในการปกครองรฐั การวางระบบการเมือง การกําหนดสิทธิเสรีภาพราษฎร เปนตน
กลาวตามจริงซ่ึงปรากฏในปจจุบัน รูปแบบการปกครองของประเทศตางๆ ในโลกนี้ สามารถแบง
ออกเปน 2 รูปแบบใหญๆ ในฐานะตรงกันขาม ไดแ ก รูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย และ
รปู แบบการปกครองระบอบเผดจ็ การ
รปู แบบการปกครองแบบประชาธปิ ไตย
ประชาธปิ ไตยคอื คือรปู แบบการปกครองตามอุดมการณสากลทางสังคมอยางกวางขวางท่ีมี
หลักการสําคัญกลาวถึงเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ เม่ือกลาวถึงในมุมการรูปแบบการ
ปกครองจะมีหลักการสําคัญคือการปกครองทอ่ี ํานาจเปนของประชาชน ผเู ปน เจาของอาํ นาจอธปิ ไตย
โดยตรง บนพื้นฐานของสิทธเิ สรีภาพ ความเสมอภาค และการเคารพศกั ดิแ์ หงความเปนมนุษย
สําหรับประเทศไทยใชค าํ วา ประชาธิปไตย ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสยสถาน พ.ศ.
2554 (2556 : 703) ใหความหมายของคําสําคัญคําน้ีไววา ประชาธิปไตย หมายถึง ระบอบการ
ปกครองที่มือมติปวงชนเปนใหญ การถอื เสยี งขางมากเปน ใหญ)
วรรณา เจียมศรพี งษ (2531 : 211) และ ณัฐกร วิทติ านนท (2557 : 17-19) ไดใหคําอธิบาย
เกย่ี วกับรปู แบบการปกครองแบบประชาธไิ ตยในยุคปจจบุ นั ไว มีสาระสําคัญดงั น้ี
ประชาธปิ ไตย (Democracy) เกิดข้ึนคร้ังแรกในสมัยกรีกโบราณ มาจากคําในภาษากรีก 2
คาํ ผสมกัน คือ demos หมายถงึ ประชาชน และคาํ วา kratos หมายถึง อาํ นาจหรือการปกครอง เมื่อ
รวมกันแลว มีความหมายวาการปกครองโดยประชาชน สวนในภาษาไทยคาํ วาประชาธปิ ไตย กรมหมน่ื
นราธิปพงศประพันธ ไดบัญญัติคําน้ีโดยเอาคําวาประชาชน สนธิกับคําวาอธิปไตย กลายเปน
ประชาธปิ ไตย ซงึ่ มีความหมายวา การปกครองท่ีอํานาจสงู สุดเปนของประชาชน
106 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบนั การเมอื ง
ประชาธิปไตยในยุคสมัยใหมแตกตางจากประชาธิปไตยในคําอธิบายของอริสโตเติล และที่
เกิดขนึ้ ในยคุ สมยั กรกี โบราณ ซ่งึ อรสิ โตเติลเหน็ วา เปน รูปแบบการปกครองที่เลว แตประชาธิปไตยใน
ยคุ สมยั ใหมวางอยูบนหลักการวา ดว ยสิทธิ เสรภี าพ ความเสมอภาค ความเทาเทียมกันของมนุษยทุก
คนท่ีอยูในสังคม เม่ือเปรียบเทียบกับรูปแบบการปกครองอ่ืนๆ ในปจจุบัน เชน เผด็จการ
ประชาธิปไตยจัดรูปแบบการปกครองที่คํานึงถึงสิทธิเสรีภาพของมนุษยมากที่สุด และกลายเปน
รูปแบบการปกครองทีป่ ระเทศสว นใหญของโลกยึดถอื มากที่สุด
สาํ หรบั คําวา ประชาธิปไตย พอสรุปไดโดยแบงออกเปนความหมายแบบแคบและแบบกวาง
สําหรบั ประชาธิปไตยในความหมายแบบแคบ หมายถึง รูปแบบการปกครองแบบหนึ่งซ่ึงมีลักษณะ
พิเศษ คอื ประชาชนเปนเจา ของประเทศ เปนเจา ของอาํ นาจอธิปไตย และมีสทิ ธิ มีอํานาจและโอกาส
ในการเขา ควบคมุ กจิ การทางการเมอื งของชาติ สําหรับประชาธิปไตยในความหมายแบบกวา ง เกดิ จาก
ความเขาใจวาไมควรตีความประชาธิปไตยใหอยูในรูปแบบการปกครองเพียงอยางเดียว แต
ประชาธิปไตยควรหมายถึง ปรัชญาของสังคมมนุษยหรือวิถีที่ยึดถืออุดมคติหรือหลักการท่ีกําหนด
พฤตกิ รรมระหวางมนษุ ยใ นสังคม ในกจิ กรรมทางการเมือง เศรษฐกิจ สงั คม และวัฒนธรรม
สมบัติ ธํารงธัญวงศ (2547 : 258-273) ไดอธิบายถึงลักษณะของระบอบการปกครองแบบ
ประชาธปิ ไตยดว ยการแสดงใหเ ห็นถึงองคป ระกอบของระบอบประชาธปิ ไตยวา มี 5 ลกั ษณะ ดงั น้ี
1. การมสี วนรวม (Participation) ประชาธปิ ไตยถอื วาเปนระบอบการปกครองทปี่ ระชาชน
กบั รัฐมีความเชื่อมโยงสัมพันธกันทั้งในแงของปจจัยนําเขา กลาวคือ ประชาชนเปนผูกําหนดและมี
อทิ ธพิ ลตอ รัฐบาล และในแงปจจัยนาํ ออก กลา วคอื รัฐบาลออกนโยบายและกฎหมายตอบสนองตอ
ขอ เรียกรอ ง ความตองการของประชาชน ดังนั้น ประเด็นการมีสวนรวมจึงเปนองคประกอบหนึ่งที่
ชี้ใหเห็นถึงความเช่ือมโยงระหวางประชาชนกับรัฐบาลตามท่ีกลาวมา เน่ืองจากภายใตระบอบนี้
ประชาชนเปนผคู ัดเลอื กคนทจี่ ะมาเปน รัฐบาล ในระบอบประชาธปิ ไตยนน้ั จะตองใหส ทิ ธิการเลือกต้ัง
แกค นทุกคนท่อี ยใู นวัยท่ีกฎหมายกําหนด โดยไมมขี อ จํากัดในเรื่องของเพศ ชนชนั้ ฐานะทางเศรษฐกิจ
และสงั คม สผี วิ ศาสนา ความเช่ือ นอกจากนัน้ การเลอื กต้ังตอ งดาํ เนินไปอยางอสิ รเสรี ทง้ั ในตวั ผูเ ลอื ก
และพรรคการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้งอยางหลากหลาย ปราศจากการบังคับขูเข็ญ การใชอามิส
สนิ จา ง การซ้อื สทิ ธิขายเสียง การเลือกตั้งตองเปนไปอยางบรสิ ุทธิ์ ยตุ ธิ รรม
การมีสวนรวมทางการเมืองไมเพียงดานการเลือกตั้งเทาน้ัน ประเทศที่เปนประชาธิปไตย
ประชาชนตองไดรบั โอกาสในการมีสวนรวมทางการเมอื งดา นอื่นๆ ดว ย ซึง่ เปนสิ่งจําเปนตอ ความเปน
ประชาธปิ ไตย ไดแก สทิ ธิ เสรภี าพในการแสดงความคิดเห็น การรวมกลุม การวิพากษวจิ ารณนโยบาย
และการดําเนนิ งานของรฐั บาล เปนตน
2. พหนุ ยิ ม (Pluralism) คาํ วา พหุนิยม หมายถงึ ความแตกตา ง หลากหลายดานตางๆ ใน
สังคม ทงั้ ในระดบั ปจ เจกบคุ คลและกลุม ซ่ึงมสี ิทธิเสรภี าพท่จี ะดําเนินชีวติ ตามความคิด ความเช่ือของ
ตนหรอื กลุมของตน มอี สิ ระท่ีจะคิดเหน็ แตกตาง หลากหลายและมีอสิ ระในการทจ่ี ะแสดงออกถงึ ความ
แตกตา ง หลายหลายนนั้ ตราบใดท่ีไมลวงละเมดิ สทิ ธเิ สรีภาพของผูอ่ืน ระบอบประชาธิปไตยใหสิทธิ
รปู แบบการปกครอง 107
แกคนทกุ คน ทกุ กลมุ ซ่ึงมีความคิด ความเห็น ความเช่ือ คานยิ มท่ีแตกตางหลายหลาย มอี ิสระในการ
ติดตอสัมพันธก ับรฐั บาลอยา งเทาเทยี มกันโดยไมม ีใครหรือกลุม ใดสามารถอางสิทธิพิเศษเหนือคนอื่น
หรือกลุม อ่นื และกดี กนั คนอ่ืนหรอื กลุม อ่นื ไมใหร ัฐบาลรับฟง หรือใหค วามสนใจได หากสังคมใดก็ตาม
ความคดิ ของคนบางคนหรอื บางกลุมถกู ปด ก้นั ยอมเปนท่ีสงสยั ไดว าความเปน ประชาธิปไตยของสังคม
นั้นอยูใ นข้ันทีม่ ีปญหา
3. การพัฒนานิยม (Developmentalism) หมายถึง การท่ีประชาธิปไตยเปนระบอบการ
ปกครองที่พัฒนาศักยภาพของความเปนมนุษย ใหคนเราสามารถตระหนักรูถึงพฤติกรรมหรือการ
กระทําตางๆ ของตนในฐานะท่ีเปนสวนหน่ึงของกระบวนการประชาธิปไตย เชน การไปใชสิทธิ
เลอื กตงั้ ในฐานะท่ีเปนพลเมอื งซ่ึงเห็นถงึ ความสําคัญของคะแนนเสียงของตนวา มคี ณุ คา มีความหมาย
ไมใชการตัดสินใจเลือกโดยไมไ ดต ระหนักรูวาการกระทําของตนมีความหมายวา อยา งไร
4. การปกปองคมุ ครอง (Protection) ประชาธิปไตยเปนระบอบการปกครองทจี่ าํ กดั การใช
อาํ นาจของรฐั ไมใหม ีมากจนเกินไปจนนําไปสูการทาํ ลายสทิ ธเิ สรีภาพข้ันพื้นฐานของความเปนมนุษย
ซง่ึ เปนหน่งึ ในหลักการพ้นื ฐานที่สาํ คัญในรปู แบบการปกครองน้ี การปกปองคมุ ครองประชาชน ยับยั้ง
การใชอาํ นาจของรัฐบาลปรากฏในหลายรูปแบบผานกลไกท่ีกําหนดไวในรัฐธรรมนูญ ไดแก การให
สิทธเิ สรีภาพแกป ระชาชนในการแสดงความคิดเหน็ ตพี มิ พ หรอื รายงานขาว การรวมกลมุ หรอื สมาคม
การตรวจสอบและถวงดุล ไมใหองคใดองคกรหนึ่งมีอํานาจมากจนเกินไป หรือการท่ีรัฐธรรมนูญ
กําหนดวาระการดาํ รงตําแหนงของนักการเมืองเพ่อื ปอ งกันไมใ หผ ูกขาดอํานาจไปตลอดชวี ติ
5. การดาํ เนินงาน (Performance) การปกครองในระบอบประชาธิปไตยตองนํามาซ่ึงการ
ยกระดับมาตรฐานชีวิต ความเปนอยูของประชาชนท้ังหลายใหสูงข้ึน ท้ังในดานปจจัยส่ีท่ีจําเปน
สาํ หรับดาํ รงชวี ติ ดาํ รงศกั ดิ์ศรขี องความเปนมนุษยของประชาชนท้ังหลายใหสูงข้ึน ระดับการศึกษา
ระดับของรายได ความยืนยาวของอายุขัย ของประชาชนทั้งหลาย ใหสูงขึ้น เปนตน ส่ิงเหลานี้เปน
เครอ่ื งบงชใ้ี หเหน็ ถงึ ประสิทธิภาพของรฐั บาลวา ไดป ฏิบตั หิ นา ท่ีที่ไดรับมอบหมายอยางดีหรือไม หาก
ประเทศใดมีความอุดมสมบรู ณเตม็ ไปดวยทรพั ยากรธรรมชาติและมีเทคโนโลยีในระดับข้ันที่สามารถ
ดงึ ทรัพยากรท่ีมีอยมู ากน้ันมาใชป ระโยชนไ ดไมย าก แตกลับปรากฏวาประชากรโดยสว นใหญตกอยูใน
สภาวะยากจน คุณภาพชีวิตต่ํากวาระดับมาตรฐาน ยอมตองนํามาสูขอสงสัยหรือคําถามวาการ
ดําเนนิ งานของรฐั บาลน้ันคํานงึ ถงึ ประประโยชนของประชาชนเปนหลักหรอื ไม
กลาวโดยสรุป ประชาธิปไตยเกิดขึ้นครั้งแรกในยุคกรีก คือ การปกครองโดยประชาชน คือ
อาํ นาจอธิปไตยเปน ของประชาชน ความหมายประชาธปิ ไตย มี 2 นัย คอื
นยั ที่ 1 ความหมายของประชาธิปไตยในวงแคบ หมายถึง รูปแบบการปกครองที่ประชาชน
เปนเจาของประเทศเปนเจาของอํานาจอธิปไตย มีสิทธิ อํานาจ และโอกาส ในการควบคุมกิจการ
ทางการเมืองของชาติ
108 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง
นยั ที่ 2 ความหมายของประชาธิปไตยในวงกวาง หมายถึง ปรัชญาของสังคมมนุษยหรือวิถี
ชีวิตที่ยึดถืออุดมการณหรือหลักการท่ีกําหนดพฤติกรรมของมนุษยในสังคมในกิจกรรมการเมือง
เศรษฐกจิ และสงั คม
ประชาธปิ ไตยเปน รูปแบบการปกครองตามอุดมการณสากลที่ผูนําประเทศไดรับอํานาจและ
ความชอบธรรมในการบริหารประเทศจากประชาชนผเู ปนเจาของอํานาจอธปิ ไตยโดยตรง บนพ้ืนฐาน
ของสิทธเิ สรีภาพ ความเสมอภาค และการเคารพศักดิ์แหง ความเปน มนุษย
ประเภทของประชาธปิ ไตย
แมวา การปกครองแบบประชาธิปไตยจะเปนการปกครองท่ีประชาชนเปนใหญ แตสามารถ
จําแนกแยกประเภทยอยๆ ของประชาธิปไตยออกเปน 3 ประเภทดวยกันคือ ประชาธิปไตยโดยตรง
(Direct Democracy) ประชาธปิ ไตยแบบผูแทนหรือตัวแทน (Representative Democracy) หรือ
ประชาธิปไตยโดยออม (Indirect Democracy) และ ประชาธิปไตยแบบมีสวนรวม (Participatory
Domocracy) ซง่ึ มรี ายละเอยี ดดงั นี้
โกสินทร วงศสุรวัฒน (2529 : 12) ไดกลาวถึงประชาธิปไตยโดยตรงไววา ประชาธิปไตย
รูปแบบน้ี คือรูปแบบประชาธิปไตยที่เปดโอกาสใหประชาชนทุกคนมีบทบาทสําคัญในการกําหนด
หรือตัดสนิ ใจในกจิ การตา งๆ ของสงั คม เชน การออกกฎหมาย การบังคับใชกฎหมาย บทบาทหนาท่ี
ทางการบริหาร ตลอดจนถงึ อํานาจทางดา นตลุ าการ หรอื ตดั สนิ ขอพพิ าทตางๆ โดยไมตอ งผา นตัวแทน
ประชาธปิ ไตยรูปแบบน้อี าจเรียกไดว า เปน ประชาธิปไตยแบบมีสวนรวมท่ีเกาแกมีมานานหลายพันป
แลวกว็ า ได
เมื่อกลา วถงึ การปกครองในรปู แบบประชาธิปไตยโดยตรง นกั วิชาการทง้ั หลายมกั ยกตัวอยาง
รูปแบบการปกครองของนครรัฐเอเธนส ในยุคกรีกโบราณกวา 2,500 ป มาแลว ซึ่งเหมาะสมกับ
รูปแบบนี้เพราะมีประชากรประมาณ 250,000 คน แตประชากรทง้ั หมดไมมีสทิ ธิในทางการเมืองการ
ปกครอง เพราะในนครรฐั เอเธนส แบงคนออกเปน 3 พวก 3 ชนชั้น คือ 1) พวกพลเมือง ซึ่งหมายถึง
เฉพาะผชู ายเทา น้ัน ไดสถานภาพความเปน พลเมอื งติดตัวมากตง้ั แตเ กดิ และเฉพาะพลเมืองเทานน้ั ทมี่ ี
สิทธิทางการเมืองการปกครองในนครรัฐเอเธนส ซึ่งมีประมาณ 40,000 คน 2) พวกตางดาว บิดา
มารดาไมไดเปนชาวเอเธนส 3) พวกทาส ซึ่งเปนกลุมคนท่ีมีจํานวนมากท่ีสุดในนครรัฐเอเธนส
กลาวคือ ประชาชนที่มีสิทธิทางการเมืองการปกครองจึงมีเพียงพลเมือง และเปนเพศชายเทานั้น
จํานวนของประชาชนที่เขามาเก่ียวขอ งในรูปแบบประชาธปิ ไตยโดยตรงในนครรัฐเอเธสนจึงมีจํานวน
ไมมากนัก
วนดิ า แสงสารพันธ (2543 : 9-11) และ สมบัติ ธํารงธัญวงศ (2546 : 38-43) ไดอธิบายถึง
ประชาธปิ ไตยแบบตวั แทนวา ประชาธิปไตยรปู แบบน้ี คือ การคดั เลือกตัวแทนเขาไปทําหนาท่ีในดาน
ตางๆ แทนตน หลงั จากรูปแบบประชาธปิ ไตยโดยตรงในนครรฐั เอเธนสเสอื่ มสลายลงพรอมๆ กับอารย
ธรรมยุคโบราณไดเส่ือมถอยลงไปดวย ประชาธิปไตยแบบตัวแทนเกิดข้ึนภายใตบริบทของสังคมที่มี
รูปแบบการปกครอง 109
พฒั นาการทีส่ ลับซบั ซอนมากขึ้น ท้ังทางดานสังคมและเศรษฐกิจไมว าจะเปน จาํ นวนประชากรที่มีเพ่ิม
มากข้ึน สภาพเศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มมากขึ้น สงผลทําใหร ปู แบบประชาธิปไตยโดยตรงไมสะดวกท่ีจะ
นาํ มาใชต ามแบบอยางท่ีเกิดขน้ึ ในอดีต
โดยทั่วไปมักเรียกวาเปนรูปแบบหน่ึงของระบอบประชาธิปไตยท่ีมีลักษณะตรงขามกับ
ประชาธิปไตยแบบโดยตรง ประชาธิปไตยแบบตัวแทน เปนระบอบการเมืองท่ีใหประชาชนเลือก
ผูแทนของตนเขาไปบริหารและตัดสินใจแทนตน เปนระบอบการปกครองที่ประชาชนมอบอํานาจ
อธปิ ไตยใหผูแทนทเี่ ขาเลอื กตง้ั เขาไปตามกฎหมายวา ดวยการเลือกตงั้ ของรฐั เปนผูใชอํานาจดังกลาว
แทน โดยมีระยะเวลาในการดํารงตําแหนงที่แนนอน ซ่ึงเกิดขึ้นจากแนวคิดที่วาเม่ืออาณาเขตกวาง
ใหญไ พศาลมากขึน้ ซึง่ มีความยุงยากทจ่ี ะจดั ใหป ระชาชนทุกคนมารวมประชมุ เพ่อื ลงประชามตใิ นการ
บริหารประเทศ เน่ืองจากขอจํากัดในสถานท่ีประชุม ดังนั้นในปจจุบันในระบอบประชาธิปไตยโดย
ผูแทนจึงถือกําเนิดขึ้นและมีบทบาทท่ีนิยมอยางแพรหลายภายใตหลักการท่ีสําคัญ คือเปนการ
ปกครองท่ีรบั รกู ารใชอาํ นาจอธปิ ไตย หรืออํานาจสงู สดุ ในการปกครองวา ราษฎรเทา นนั้ เปน ผใู ชอ ํานาจ
แตราษฎรไดต ั้งผแู ทนขึน้ เพื่อใชอํานาจอธปิ ไตยแทนตน ซง่ึ ระบบการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย
ทางผูแทนนี้ตั้งอยูบนพื้นฐานแนวคิดทฤษฎีวาดวยรัฐ กลาวคือ การปกครองโดยระบบผูแทนนั้น
ประชาชนเปน ผปู กครอง แตป ระชาชนทั้งหมดมิไดมารวมหารือและตัดสินใจดวยตนเอง ดังนั้น การ
ปกครองในระบอบประชาธิปไตยซ่ึงวางอยูบนพื้นฐานความคิดทางการเมืองโดยอยูในรูปแบบของ
ประชาธิปไตยโดยออม ซ่ึงการปกครองนี้เรียกวา อํานาจอธิปไตยมาจากประชาชน โดยประเทศ
ประชาธปิ ไตยสวนใหญทไ่ี ดยดึ ถือหลักการแบงแยกอาํ นาจอธิปไตยนน้ั มกั นยิ มแบง ออกเปน 3 ฝา ย คอื
อํานาจนิตบิ ญั ญตั ิ อํานาจบริหาร และอํานาจตลุ าการ เปน ตน
พัฒนาการของรูปแบบประชาธิปไตยแบบตวั แทน เร่มิ ตนราวครสิ ตศตวรรษที่ 10-11 ในขณะ
ที่กอนหนาน้ันอังกฤษและท่ัวโลกปกครองภายใตระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย (Absolute
Monarchy) โดยอังกฤษมีจุดเริ่มตนมาจากชัยชนะของพวกนอรมัน (Norman) ทํามีใหอํานาจการ
ปกครององั กฤษ กษตั ริยน อรม ันจึงริเร่ิมจัดตั้งสภาท่ีปรึกษาหรือมหาสภา (The Great Council) ซึ่ง
ถือเปนจดุ เร่มิ ตนของสถาบันรัฐสภา สภานี้ประกอบไปดวยขนุ นาง เสนาบดี ขนุ นางเจา ที่ดนิ และผูนํา
ทางศาสนา มีหนา ท่หี ลกั ในการใหค าํ ปรึกษาแกกษัตริยในดานนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ หลัก
จากนั้นอํานาจของสภาที่ปรึกษาก็มีมากขึ้นเปนลําดับจนสามารถตอรองกับกษัตริยได เน่ืองจากมี
เหตกุ ารณวุนวายท้ังทางการเมอื ง เศรษฐกิจ สังคม และภาวะสงคราม จึงเปนความจําเปนท่ีกษัตริย
ตอ งขอคาํ ปรกึ ษาหารือ ขอความรว มมือกับสภาทปี่ รึกษาในเรอื่ งตา งๆ เปนอยา งมาก
อํานาจของสภาที่ปรึกษาทมี่ ีตอกษตั ริยป รากฏอยา งเดนชดั ในสมัยพระเจา จอหนท่ี 1 (John I)
ซึ่งเปน กษตั รยิ ท่หี ลงมัวเมาในอํานาจ ปกครองประเทศในลกั ษณะกดขีป่ ระชาชน โดยการบังคับเรียก
เกบ็ ภาษีเพิ่มมากขึ้น เพื่อนําเงินไปใชในการทําสงครามเปนจํานวนมาก อันเนื่องมาจากการดําเนิน
นโยบายตางประเทศผิดพลาด ดวยการเปนศัตรูกับฝร่ังเศส และทาทายอํานาจขององคพระ
สันตะปาปา อีกท้ังยังมองขามความสําคัญของสภาที่ปรึกษา และละเมิดขอผูกพันตางๆ ท่ี
110 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบนั การเมือง
เปรียบเสมอื นรัฐธรรมนูญขององั กฤษ จนในทส่ี ดุ นาํ มาซง่ึ ความขัดแยงอยางรุนแรงระหวางกษัตริยกับ
สภาที่ปรึกษา และพระเจาจอหนถูกบังคับใหลงพระนามในมหากฎบัตร แมกนา คารตา (Magna
Carta) ในป ค.ศ. 1215 ซ่ึงมีเน้ือหาจํากัดอํานาจของกษัตริย คุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ปองกนั การกระทําทม่ี ชิ อบดวยกฎหมายและทาํ นองคลองธรรมของกษตั รยิ ประชาธิปไตยแบบตวั แทน
ในระบบรัฐสภามีความใกลเคียงกับรูปแบบในปจจุบันมากยิ่งข้ึน และถือเปนจุดเร่ิมตนของรูปแบบ
ประชาธิปไตยแบบตวั แทนในระบบรัฐสภา
เมื่อมาถงึ ยุคสมยั ของไซมอน เดอ มองฟอรด (Montfort) ขุนนางท่ีสถาปนาขึ้นเปนกษัตริย
ภายหลงั จากยึดอํานาจจากพระเจาเฮนรีที่ 3 (Henry III) ในป ค.ศ. 1265 โดยจัดใหมีการประชุมที่
เรยี กชอื่ วา การประชุมรฐั สภา (Parliament) ขน้ึ เปนคร้ังแรก ซึ่งไมไดมีเฉพาะพระและเหลาขุนนาง
เทานัน้ แตยงั มอี ศั วินและผูแทนสามญั ชนจากเมืองตางๆ นับเปนคร้ังแรกท่ีผูแทนของเมืองมีสิทธิเขา
รวมประชุม หนา ท่ีของรฐั สภาชุดนค้ี ือ การใหคําปรกึ ษาแกกษตั ริยใ นการกาํ หนดนโยบาย การบัญญัติ
กฎหมายตา งๆ
ในครสิ ตศตวรรษที่ 14 การทาํ งานของรัฐสภา ซ่งึ มสี ภาเดียวเริม่ แสดงใหเห็นถึงการแบงแยก
ระหวา งกลมุ ขุนนางกับกลมุ สามญั ชนอยา งเดน ชดั จนมาถึงปลายศตวรรษ ระบบรัฐสภาของอังกฤษก็
วิวัฒนาการมาเปนระบบ 2 สภา อยางท่ีเปนอยูในปจจุบัน คือ สภาขุนนาง (House of Lords)
ประกอบดวยขนุ นางและพระเถระช้ันผูใหญ และสภาสามัญ (House of Commons) ประกอบดวย
ผูแทนสามัญชนและขุนนางชั้นผูนอย นับแตนั้นมาระบบรัฐสภาของอังกฤษยังคงมีการปรับปรุง
เปลี่ยนแปลงอยางตอ เนอ่ื ง ซึ่งเปนการตอสูทางการเมืองระหวางกษัตริย เหลาขุนนาง และสามัญชน
ซงึ่ ในทายที่สดุ อาํ นาจท่เี คยมมี ากของกษตั รยิ แ ละขนุ นางก็คอ ยๆ ลดนอยลง ขณะที่อํานาจของสามัญ
ชนมีเพ่ิมมากขึ้นเร่ือยๆ โดยในคริสตศตวรรษท่ี 19 ความคิดเร่ืองการมีสวนรวมทางการเมืองการ
ปกครองไดส ะพัดอยา งแพรห ลาย เกดิ ความตื่นตัวทางการเมืองเปนอยางมาก อันเปนผลมาจากการ
ปฏิวัติฝรั่งเศสซ่ึงเกิดขึ้นในป ค.ศ. 1789 ปญหาเศรษฐกิจตกต่ําจากการทําสงครามกับประเทศ
ใกลเ คยี งและจาํ นวนประชากรท่เี พิ่มมากขนึ้ จนนําไปสูปญ หาการวางงาน ความยากจน เกดิ จลาจลท่ัว
ประเทศ ในขณะเดียวกันแนวคิดเสรีนิยมและทุนนิยมเริ่มแพรหลายมากข้ึนจากการขยายตัวของ
เศรษฐกิจอุตสาหกรรม
ในป ค.ศ. 1832 จึงเกิดการปฏิรูปทางการเมืองคร้ังใหญ กอใหเกิดการเปล่ียนแปลงหลาย
ประการ เชน การขยายสิทธกิ ารเลอื กตัง้ ลดอาํ นาจของกษตั รยิ และขุนนางเพอ่ื ใหส ภาสามญั เปนอสิ ระ
และเปนตัวแทนของประชาชนมากข้ึน เกิดการจัดต้ังพรรคการเมืองเปนคร้ังแรก และสภาสามัญ
กลายเปนสถาบันท่ีมีอํานาจมาก คณะรัฐมนตรีตองรับผิดชอบตอสภาสามัญ กษัตริยไมอาจแตงต้ัง
นายกรัฐมนตรีหรือถอดถอนคณะรัฐมนตรีไดตามใจชอบอีกตอไป (สมบัติ ธํารงธัญวงศ 2546 : 71)
นบั แตนนั้ เปนตน มา ระบบรัฐสภาของอังกฤษกพ็ ัฒนาขึน้ มาเปน ลาํ ดับจนกระท่ังมีรูปแบบอยางที่เปน
ในปจจบุ นั
รปู แบบการปกครอง 111
ไพโรจน ชัยนาม (2515 : 33) ไดอ ธบิ ายรปู แบบประชาธิปไตยแบบมสี วนรวม (Participatory
Democracy) ไวพ อสรุปไดวา แนวคดิ ของประชาธิปไตยแบบมสี วนรวมก็คือ ความพยายามท่ีจะหวน
กลับหรอื ร้ือฟน รูปแบบประชาธิปไตยโดยตรงทเ่ี กดิ ข้นึ ในยุคนครรัฐเอเธนสใ นอดตี ขึ้นมาใหม เนื่องจาก
เหน็ วา การเมืองควรเปน เรือ่ งที่ทกุ คนควรเขามาเกี่ยวของ ไมใชปลอยใหเปนหนาที่ของตัวแทนเพียง
ลําพัง กลาวคือ เปนการนําการมีสวนรวมในทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยโดยตรงมา
ผสมผสานกับการมีสวนรวมในทางการเมอื งในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน หรือท่ีเรยี กอกี อยาง
วา ประชาธปิ ไตยแบบกึ่งโดยตรง (Semi-Direct Democracy) เปนประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่เปด
โอกาสใหประชาชนมีสว นรวมในทางการเมืองการปกครองในระดับตางๆ มากข้ึน โดยใหประชาชนมี
อํานาจในการควบคุมและตรวจสอบการทํางานของผทู ่ไี ดรับเลอื กต้ังใหใ ชอ ํานาจอธิปไตยแทนตนดวย
มิใชเพียงมีอํานาจเพียงเปนที่มาแหงอํานาจการปกครอง หรือมีสิทธิออกเสียงเลือกต้ังเทานั้น ซ่ึง
ลักษณะหรือรูปแบบของการมีสวนรวมในทางการเมืองน้ัน อาจจะเปนรูปแบบของการมีสวนรวม
ในทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยโดยตรง เชน การออกเสียงประชามติ การเขาช่ือเสนอ
กฎหมาย การถอดถอนบุคคลออกจากตําแหนง เปน ตน
กลาวโดยสรปุ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยสามารถจาํ แนกออกเปน 2 ประเภท ดงั นี้
1. ประชาธิปไตยโดยทางตรงหรอื ประชาธปิ ไตยแบบมสี วนรว ม เปนรูปแบบการปกครองที่
ใหป ระชาชนท้งั ประเทศเปน ผูใ ชอ าํ นาจในการปกครองโดยตรง ดว ยการประชมุ รวมกัน เพ่ือพิจารณา
ตดั สนิ ปญ หา และเลอื กตง้ั เจา หนาทีป่ ฏิบัติงานของรัฐ ราษฎรมีบทบาทในการตัดสินใจในกิจการของ
บา นเมืองโดยไมตอ งผา นกระบวนการหลายขัน้ ตอน
2. ประชาธิปไตยโดยทางออ มหรือประชาธิปไตยแบบมีตวั แทน เปนรูปแบบการปกครองที่
ใหอํานาจประชาชนเลือกตวั แทนเขาสูที่ประชุม เพ่ือพิจารณาแกไขปญหาของรัฐและบริหารกิจการ
บานเมอื งตามกรอบนโยบายของรัฐ
รปู แบบของรฐั บาลในการปกครองแบบประชาธปิ ไตย
ดังทีก่ ลา ววาการปกครองแบบประชาธิปไตยเปน รูปแบบทร่ี ฐั ตา งๆ ใชก นั มากท่สี ดุ โดยเฉพาะ
รปู แบบประชาธปิ ไตยแบบตัวแทนนับวาเปน กระแสหลกั ที่ใชท่วั โลกในปจจบุ นั ระบบรฐั บาล (System
of Government) คอื การจดั รูปแบบ โครงสรา ง และอาํ นาจหนาที่ขององคก รทางการเมอื ง ทเ่ี รียกวา
รัฐบาล อํานาจหนาที่น้ีรวมถึงความสัมพันธระหวางองคกรตางๆ ทางการเมือง เชน ความสัมพันธ
ระหวา งประชาชนกับประมุข ประมุขกบั รัฐสภา รัฐสภากับคณะรฐั มนตรี เปน ซึง่ สามารถแบง รปู แบบ
ของรัฐบาลในรูปแบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนออกเปน 3 รูปแบบ คือ รัฐบาลในระบบรัฐสภา
รฐั บาลในระบบประธานาธบิ ดี และรฐั บาลในระบบผสมก่งึ ประธานาธิบดีก่ึงรัฐสภา ซ่ึงมีรายละเอียด
ดงั ตอไปน้ี
112 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบนั การเมือง
รัฐบาลในระบบรัฐสภา (Parliamentary System)
รฐั บาลในระบบรัฐสภาถอื วารัฐสภาเปนองคก รสูงสุด เปนท่ีรวมของเจตจํานงของประชาชน
ท้ังประเทศ เปน ศนู ยกลางของอาํ นาจทางการเมือง ทําหนาท่ีท้ังทางดานนิติบัญญัติและควบคุมการ
บรหิ ารประเทศ
วิษณุ เครืองาม (2530 : 118-120) ไดใ หค าํ อธิบายถึงรูปแบบรัฐบาลในระบบรัฐสภาไว สรุป
ไดดงั นี้
รูปแบบรัฐบาลในระบบรัฐสภาน้ี มตี น กําเนดิ มาจากประเทศอังกฤษ ดําเนินตามแนวคิดหรือ
หลักความเช่ือมโยงแหง อํานาจ (Fusion of Power) ระหวา งฝายนติ ิบญั ญัตกิ ับฝายบรหิ าร เน่ืองจาก
ฝา ยบริหารท่มี ีมาจากสภาผแู ทนราษฎรหรอื ฝา ยนิติบัญญตั นิ ัน่ เอง เพราะรปู แบบนี้ประชาชนเลอื กฝา ย
บริหารโดยทางออม ซ่ึงแตกตางจากรูปแบบประธานาธิบดี ทั้งน้ีสภาผูแทนราษฎรเปนผูคัดเลือก
นายกรัฐมนตรีจากสมาชิกพรรคการเมืองท่ีครองเสียงขางมากในสภา จากนั้นนายกรัฐมนตรีเปนผู
เลือกรัฐมนตรีประกอบกันเปนคณะรัฐมนตรี ระบบน้ีจึงเรียกอีกอยางหนึ่งไดวาเปนระบบ
คณะรฐั มนตรี (Cabinet System) ความรับผิดชอบทางการเมืองภายใตรูปแบบรัฐสภา จึงเปนความ
รบั ผดิ ชอบแบบองคคณะหรือความรบั ผดิ ชอบรว ม ไมใชตัวผูนาํ รฐั บาลเพียงคนเดียวอยางที่เกิดขึ้นใน
รูปแบบประธานาธบิ ดี
เนือ่ งจากเปนความสมั พนั ธแบบเช่ือมโยงอํานาจตามท่ไี ดก ลาวมา ความสัมพันธระหวางฝาย
นิติบัญญัติกับฝายบริหารจึงมีความแนบแนนอยางยิ่ง กลาวคือ เสถียรภาพหรือความอยูรอดของ
รัฐบาลข้ึนอยูกับฝายนิติบัญญัติ เพราะข้ึนอยูกับเสียงสนับสนุนในสภา เน่ืองจากสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรมอี ํานาจในการตรวจสอบ ถวงดลุ โดยเฉพาะการเปดอภปิ รายไมไ วว างใจเพอ่ื ใหรฐั บาลพน จาก
ตาํ แหนง ในขณะที่ฝา ยบรหิ ารหรือรฐั บาลก็มอี ํานาจในการถว งดุลฝา ยนิตบิ ัญญัติดวยการประกาศยุบ
สภา
ระบบรัฐสภาเปนระบบทไี่ มย อมรบั ใหหลักการแบงแยกการใชอํานาจอธิปไตยอยางเด็ดขาด
กลาวคอื ยนิ ยอมใหฝายบริหารสามารถเก่ียวของกับฝายนิติบัญญัติได ซ่ึงระบบรัฐสภาน้ี มีลักษณะ
สําคญั 4 ประการ ดังนี้คอื (พฤทธิสาณ ชมุ พล, 2544 : 43-51)
1. ประมุขของรัฐและหัวหนาฝายบริหารเปนบุคคลคนละคนกัน กลาวคือ ประมุขของรัฐ
อาจเปนกษตั รยิ หรือประธานาธบิ ดกี ็ได และหัวหนาฝายบริหาร หมายถึง นายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรี
ตางๆ ประกอบกนั ขึ้นเปน คณะรัฐมนตรี
จะเห็นไดวาฝายบริหารประกอบไปดวยองคกร 2 องคกร คือ ประมุขของรัฐและ
คณะรฐั มนตรี ประมขุ ของรัฐไมวาจะเปนกษัตริยหรือประธานาธิบดี จะทําหนาท่ีเปนประมุขของรัฐ
และถอื วา เปนหัวหนา ฝา ยบริหารดว ย การเปนหัวหนาฝายบริหารของประมุขของรัฐน้ีเปนไปในนาม
เทาน้นั แตใ นทางปฏิบตั ิแลว คณะรฐั มนตรีจะเปนผใู ชอาํ นาจบรหิ ารแทนประมุขของรัฐและใชอํานาจ
บริหารนั้นรวมกันเปน คณะ โดยมีนายกรฐั มนตรีเปนหัวหนาของผูใชอํานาจบริหารคณะรัฐมนตรี จึง
ตองมีความรับผดิ ชอบรวมกนั ในการใชอํานาจบรหิ ารนั้น
รูปแบบการปกครอง 113
2. ประมุขของรัฐไมตองรับผิดชอบตอสภานิติบัญญัติ ประมุขของรัฐไมวาจะเปนกษัตริย
หรอื ประธานาธิบดี จะตอ งเปน อิสระไมข ้นึ ตอ สภานติ บิ ัญญตั ิ เชน สภานิตบิ ญั ญตั ไิ มม อี าํ นาจท่ีจะถอด
ถอนประมขุ ของรฐั ได ดังน้ันประมุขของรัฐจึงไมตองรับผิดชอบทางการเมืองตอสภานิติบัญญัติ อนึ่ง
ประมขุ ของรัฐทเ่ี ปน กษตั ริยไ มตอ งรบั ผิดชอบในทางใดๆ ไมวาทางการเมือง ทางอาญาหรือทางแพง
ท้ังน้ีสืบเนือ่ งมาจากหลกั ทว่ี า กษัตริยทรงกระทําผดิ มิได โดยรัฐธรรมนูญจะกําหนดใหกษัตรยิ ท รงเปน ที่
เคารพสักการะ ผใู ดจะละเมดิ มไิ ด
3. คณะรัฐมนตรตี องรับผิดชอบตอสภานติ บิ ญั ญตั ิ คณะรฐั มนตรเี ปนคณะบุคคลผใู ชอาํ นาจ
แทนประมขุ ของรัฐ กลาวคือ ประมุขของรัฐแมวา จะไดรับการยกยอ งใหเปนหัวหนาฝายบริหารก็ตาม
แตคณะรฐั มนตรีจะเปน ผูปฏบิ ัติหนาที่บรหิ ารประเทศแทนประมขุ ของรฐั โดยเปน ผคู วบคุมและบังคับ
บัญชางานประจํากระทรวงตางๆ ใหสอดคลองกับนโยบายของคณะรัฐมนตรี ฉะนั้น ในระบบนี้
คณะรัฐมนตรีจึงเปนจักรกลท่ีสําคัญที่สุด ท้ังนี้เพราะเปนผูทําหนาที่ใหความรวมมือระหวางฝาย
บริหารและฝายนิติบัญญตั ิ และเปนผรู บั ผดิ ชอบทางการเมืองแทนประมขุ ของรฐั
ดวยสาเหตุนคี้ ณะรัฐมนตรีจึงตองบริหารประเทศดวยความไววางใจของสภานิติบัญญัติ ถา
สภานติ ิบัญญตั ไิ มไวว างใจคณะรัฐมนตรจี ะตองพนจากตาํ แหนง ไปทันที ความรบั ผิดชอบทางการเมือง
ดงั กลา วน้ถี าเปน ประเทศที่มี 2 สภา ความรับผดิ ชอบน้มี ักจะเปน ความรับผิดชอบตอสภาลางคือสภา
ผูแทนราษฎร
การทํางานของคณะรัฐมนตรีน้ัน เรียกวา การบริหารราชการแผนดิน สวนการควบคุมโดย
รฐั สภานั้นเรียกวาการควบคุมการบริหารราชการแผน ดนิ ซึ่งหมายถงึ การทฝ่ี า ยนิตบิ ัญญตั ิควบคุมการ
ทํางานของฝายบรหิ ารนน่ั เอง การควบคุมการบรหิ ารราชการแผนดินในระบบรัฐสภาน้ัน โดยทั่วไปมี
อยหู ลายวธิ ี คอื
วธิ ีท่ี 1 สภานติ บิ ัญญัตมิ ีสิทธอิ ภิปรายเพอื่ ลงมติไมไววางใจหรือไววางใจกอนที่คณะรัฐมนตรี
จะรับตาํ แหนง หรือเริ่มปฏบิ ตั งิ าน ซง่ึ เรยี กวา การควบคมุ นโยบายของฝายบรหิ าร
วิธที ี่ 2 สมาชกิ สภานติ บิ ญั ญตั ิตงั้ กระทูถามใหร ัฐมนตรีตอบในปญหาตางๆ ที่เกิดขึ้นจากการ
ปฏิบัติหนาท่ีของรัฐมนตรีผูนั้น อาจนําความทุกขยากหรือปญหาของราษฎรมาชี้แจง เรียกวาการ
ควบคุมโดยการตัง้ กระทถู าม
วิธีที่ 3 สมาชิกสภานิติบัญญัติมีสิทธิเขาชื่อกันเพื่อเปดอภิปราย เพื่อลงมติไมไววางใจ
คณะรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีเปนรายบุคคลที่บริหารราชการแผนดินไปไดระยะหนึ่ง เรียกวาการ
ควบคมุ โดยการเปด อภิปรายทวั่ ไป
วิธีที่ 4 สมาชิกสภานิติบัญญัติมีสิทธิอภิปรายและใหความเห็นชอบในการที่ฝายบริหารจะ
แตงต้ังบุคคลใดใหดํารงตําแหนงในทางบริหารบางตําแหนง เรียกวาการควบคุมโดยการอนุมัติตัว
บคุ คล
อยางไรก็ตาม มิใชวาฝายบริหารจะอยูภายใตการควบคุมของสภานิติบัญญัติโดยเด็ดขาด
เพราะฝา ยบรหิ ารยอ มมีอิสระในการใชดุลยพนิ จิ ในการบรหิ ารราชการแผนดิน สภานิติบัญญัติจะเขา
114 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบนั การเมือง
แทรกแซงการทาํ งานของฝา ยบริหารไมไ ด เพยี งแตว า เมอื่ ฝา ยบริหารทํางานไปแลวสภานิติบัญญัติมี
อาํ นาจไมใหความเห็นชอบ
4. สภานิติบัญญัติอาจถูกควบคุมโดยฝายบริหาร ฝายบริหารสามารถควบคุมสภานิติ
บัญญตั ิไดดวยวิธีการยบุ สภา เพอื่ ใหอํานาจนติ บิ ัญญัตแิ ละอาํ นาจบรหิ ารสมดลุ กัน ระบบรัฐสภาจึงให
อํานาจคณะรัฐมนตรีอาจแนะนําใหป ระมุขของรัฐยุบสภา ซึ่งผลเทากับใหเครื่องมือแกคณะรัฐมนตรี
สาํ หรับตอ สูก ับสภานิติบญั ญตั ิ การยุบสภาเปน วธิ ีการทใ่ี หสมาชกิ สภานติ ิบญั ญัตพิ น จากตําแหนงกอน
ครบกาํ หนดเวลา โดยประมุขของรฐั ในฐานะประมุขของฝา ยบรหิ ารจะใชอํานาจน้ีตามคําแนะนําของ
คณะรัฐมนตรี เมือ่ ยุบสภาแลวใหมีการเลอื กตั้งใหมภายในเวลาทกี่ ําหนดไว เพอื่ ใหร าษฎรเปน ผูวินิจฉยั
วา ควรใหค วามไววางใจแกค ณะรัฐมนตรีหรือสภานิติบัญญัติ โดยจะเลือกบุคคลท่ีตนเห็นชอบเขามา
ใหม การยบุ สภาน้ีจะเกิดข้ึนไดก็แตในประเทศที่มีรัฐบาลปกครองในระบบรัฐสภา หรือประเทศท่ีมี
รัฐบาลปกครองในระบบก่ึงประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภาก็ได แตการยุบสภาจะไมสามารถเกิดขึ้นไดใน
ประเทศท่ีมีรฐั บาลปกครองในระบบประธานาธิบดี เพราะรัฐบาลในระบบรัฐสภานั้น ฝายบริหารไม
ตอ งรับผิดชอบในทางการเมืองโดยตรงตอประชาชนเหมือนกับระบบประธานาธิบดี แตฝายบริหาร
ตอ งรับผดิ ชอบตอ ฝา ยนิตบิ ัญญตั ิซ่ึงเปนผูแทนของประชาชน ดังน้ัน ตามระบบรัฐสภาทั่วไป ฝายนิติ
บัญญัติจึงสามารถเปดอภิปรายท่ัวไปเพื่อลงมติไมไววางใจฝายบริหารได และในทางกลับกันฝาย
บรหิ ารกส็ ามารถโตต อบฝายนติ ิบัญญัติไดด วยวธิ กี ารยุบสภา การท่ีใหฝ า ยบรหิ ารสามารถควบคุมฝาย
นติ บิ ญั ญตั ิไดดวยวิธีการยุบสภากเ็ พอื่ ใหอ าํ นาจนติ ิบัญญัติและอํานาจบริหารสมดลุ กนั
ดังนั้น รัฐบาลในระบบรัฐสภาท่ัวไป จึงเพงเล็งถึงการสมดุลระหวางอํานาจนิติบัญญัติกับ
อาํ นาจบรหิ ารเปน สําคัญ โดยเปดโอกาสใหแกฝายบริหารทีอ่ าจแนะนาํ ใหป ระมุขของรฐั ยุบสภาได ซึ่ง
สงผลเทา กบั ใหเ ครือ่ งมือแกค ณะรฐั มนตรสี ําหรบั ตอ สูกบั สภานิตบิ ญั ญัตนิ นั่ เอง การยบุ สภานนั้ เกดิ จาก
มูลเหตุหลายประการ ดังน้ี (สมบตั ิ ธาํ รงธัญวงศ, 2544 : 72-80)
1. มีการขัดแยงระหวางฝายบริหารกับฝายนิติบัญญัติ ในการเสนอรางกฎหมายโดยฝาย
บรหิ ารและพจิ ารณาอนมุ ัติกฎหมายโดยฝา ยนติ ิบัญญัติ
2. มกี ารขัดแยง ระหวา งสภาสงู กับสภาลางในการพิจารณาหรือจัดทํากฎหมาย
3. การยบุ สภาในขณะทีฝ่ า ยบรหิ ารกําลงั ไดคะแนนนิยมจากประชาชน และเปนเวลาที่สภา
กําลังจะสิ้นอายุหรือครบวาระ กลา วคือไมไ ดม ีความขัดแยง ใดๆ ระหวา งฝา ยนติ ิบญั ญตั กิ ับฝา ยบริหาร
4. ประมขุ ของรัฐยบุ สภาเมอ่ื มกี ารแกไขรฐั ธรรมนูญใหม รัฐธรรมนญู บางประเทศไดบญั ญตั ิ
ใหยุบสภานติ ิบัญญัติแลวสภานิติบญั ญตั ชิ ดุ ใหมจะตอ งลงมติใหค วามเห็นชอบในการแกไ ขรัฐธรรมนูญ
ของสภานติ ิบัญญตั ชิ ดุ เกา ซ่ึงถูกยุบไปแลว ซึ่งสภาชุดใหมจะแกไขประการใดมิได กรณีเชนนี้เทากับ
เปน การควบคุมระยะเวลาแกไ ขรัฐธรรมนูญใหมลี กั ษณะเปนการแกไขยากนัน่ เอง
นอกจากน้ี การยบุ สภาอาจเกดิ จากมูลเหตุอ่ืนๆ อีกก็ได เชน ประมุขของรัฐยุบสภาเม่ือสภา
นติ บิ ญั ญัตไิ มเหน็ ชอบในการท่ปี ระมุขของรฐั แตง ตั้งนายกรฐั มนตรี เปน ตน หรอื อาจเกดิ จากปญหาไม
รปู แบบการปกครอง 115
อาจตงั้ รัฐบาลไดหรือตองต้งั รฐั บาลในรปู รฐั บาลผสมหลายพรรคมากเกินไป จึงตองยบุ สภา เพ่ือจัดต้ัง
ใหมอ ีกครงั้
ในประเทศท่มี ีรัฐบาลในระบบรัฐสภานั้น การยุบสภาเปนอํานาจของประมุขของรัฐ ซ่ึงอาจ
เปนพระมหากษตั รยิ ห รือประธานาธบิ ดกี ็ได ซง่ึ ประมขุ ของรฐั จะใชอํานาจยุบสภาตามคําแนะนําของ
ฝา ยบริหาร รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย บญั ญัติวา “พระมหากษัตรยิ ท รงไวซ ึ่งพระราชอํานาจ
ที่จะยบุ สภาผูแ ทนราษฎร เพอ่ื ใหม กี ารเลอื กตง้ั สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรใหม...”
กลาวโดยสรปุ สามารถแสดงใหเหน็ ถึงความสมั พันธร ะหวางฝา ยนิติบัญญัติกับฝายบริหารใน
ระบบรฐั สภา ดังน้ี ประการแรก ฝายบริหารตอ งมาจากการเลือกสรรหรือความเห็นชอบจากฝายนิติ
บญั ญัตหิ รือสภาผแู ทนราษฎร ซง่ึ ตําแหนงนายกรัฐมนตรีโดยธรรมเนยี มประเพณีปฏิบัติทางการเมือง
จะตกเปน ของผนู ําพรรคทีค่ รองเสียงขา งมากในสภา ประการท่ีสอง ฝายนิติบัญญัติทําหนาที่ควบคุม
การบริหารราชการแผนดินของฝายบริหาร เพื่อใหบริหารประเทศใหสมตามความมุงหมายของ
ประชาชนที่ไดเลือกตง้ั เขา มา โดยวิธีการตางๆ ไดแ ก การตง้ั กระทู การเปดอภิปรายทัว่ ไปเพือ่ ลงมติไม
ไวว างใจ ประการที่สาม ฝายบริหารกม็ วี ธิ กี ารในการแกไ ขปญ หา หากเกิดกรณีความแตกแยกวุนวาย
ขาดความเหน็ พอ งตอ งกนั ในการดาํ เนนิ งานของสภาผูแทนราษฎร ดว ยการตัดสินใจยุบสภา
รัฐบาลในระบบประธานาธิบดี (Presidential System)
รฐั บาลในระบบประธานาธิบดนี ั้น ฝายบริหารและฝายนิติบัญญัติตางเปนอิสระไมข้ึนแกกัน
และกัน และแยกจากกันอยางเดด็ ขาด แตล ะฝายถือวาตางก็มีอํานาจซ่ึงไดรับมอบหมายจากปวงชน
ของประเทศใหมาดําเนินการบริหารประเทศดวยกันทั้งสองฝาย โดยเปนไปตามหลักการของการ
แบง แยกอํานาจ
จุฑารัตน บางย่ีขัน (2528 : 23-25) สมบัติ ธํารงธัญวงศ (2545 : 275-278) และ ณัฐกร
วิทิตานนท (2557 : 170-183) ไดใ หคําอธบิ ายเกีย่ วกบั รัฐบาลในระบบประธานาธบิ ดไี วสรปุ ไดดงั น้ี
รฐั บาลในระบบประธานาธบิ ดี มีจุดเริ่มตนจากรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเปนระบบ
รัฐบาลแบบใหมท ี่สรา งขนึ้ มาเคยี งคกู บั ระบบรัฐสภาแบบองั กฤษ สาระสําคญั ของระบบประธานาธิบดี
มี 4 ประการ ดงั น้ี คอื
1. ประธานาธบิ ดีทาํ หนาท่ปี ระมขุ ของประเทศและเปนหัวหนา รัฐบาล ประธานาธบิ ดีไดรับ
เลอื กตง้ั จากประชาชนโดยตรงประเภทนีจ้ ะเปนทั้งประมุขของรัฐและเปนหัวหนารัฐบาลที่ใชอํานาจ
ดว ยตนเอง จงึ ไมตองมีนายกรัฐมนตรีทําหนาที่บริหารแทนประมุขของรัฐเหมือนระบบรัฐสภา การ
บรหิ ารกไ็ มก ระทาํ ในรูปคณะรฐั มนตรี คอื ไมม ีการประชมุ คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรแี ตละคนมีฐานะเปน
หวั หนา รับผิดชอบในกระทรวงทตี่ นไดร ับมอบหมาย ในดานความสัมพันธระหวางรัฐมนตรีเหลานี้ตอ
ประธานาธิบดี จะเห็นไดวา รฐั มนตรีมีฐานะเปน เพยี งทป่ี รึกษาใหความเห็นเก่ียวกบั กิจการในกระทรวง
ซ่งึ อยูใ นความรบั ผิดชอบของตน และการวินจิ ฉยั ชข้ี าดปญหาข้นั สดุ ทา ยตกอยกู ับประธานาธบิ ดี
2. ประธานาธิบดีเปน ผไู ดรับเลือกต้ังจากประชาชนโดยตรง ทั้งน้ีเพ่ือใหประธานาธิบดีซ่ึง
เปนประมุขของประเทศ และเปนหัวหนาผูใชอํานาจบริหารดวยในขณะเดียวกัน สามารถบริหาร
116 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบนั การเมอื ง
ประเทศไดอยา งกวางขวางและเพื่อใหป ระธานาธบิ ดีเปน อิสระ ไมเกี่ยวของหรือไมตองรับผิดชอบตอ
สภานติ บิ ญั ญตั ิ โดยประธานาธบิ ดจี ะรบั ผดิ ชอบโดยตรงตอ ประชาชน
3. ประธานาธิบดีบริหารประเทศดวยความรับผิดชอบตอประชาชนโดยตรง ไมตอง
รับผิดชอบตอสภานิติบัญญัติ ท้ังน้ีเพราะวาความรับผิดชอบของประธานาธิบดีมีตอประชาชนผู
เลอื กตั้ง ซง่ึ เลือกประธานาธิบดใี หเขา มาบริหารประเทศภายในระยะเวลาท่ีกําหนดไวในรัฐธรรมนูญ
และประธานาธบิ ดจี ะเปน ผูใ ชอํานาจบรหิ ารโดยตรง อยางไรก็ตาม ประธานาธิบดีอาจตองรับผิดชอบ
ตอ สภานิตบิ ัญญัติในบางกรณี ตามวธิ กี ารทเี่ รยี กวา Impeachment เชน ถูกกลา วหาวา ไดท ําความผดิ
ฐานทรยศตอ ประเทศชาติ รบั สินบน กออาชญากรรมอยางรา ยแรง หรอื เสยี จรติ ไรสมรรถภาพในการ
ทํางาน สภาผูแทนราษฎรมอี ํานาจท่จี ะฟอ งรอ งกลาวหาตอสภาสงู และสภาสงู จะลงโทษอยางอื่นมิได
นอกจากใหออกจากตําแหนงเพียงอยางเดียว ทั้งเขารับหนาที่ใดไมไดอีกดวย และอาจถูกนําไป
ฟอ งรองเพือ่ ดําเนนิ คดใี นทางอาญาไดด ว ย การกลา วโทษประธานาธิบดีน้นั ตองไดรบั เสยี งขา งมากจาก
สภาผูแทนราษฎร แตสําหรับอํานาจในการลงโทษน้ัน สภาสูงเทานั้นท่ีมีอํานาจในการพิจารณา
พิพากษาตดั สนิ ลงโทษนั้น โดยตอ งไดร บั คะแนนเสยี ง 2 ใน 3 ของสมาชิกสภาซเี นท
ในสวนที่เกี่ยวของกับรัฐมนตรี ประธานาธิบดีมีอํานาจแตงต้ังรัฐมนตรีไดเอง แตตองไดรับ
ความเห็นชอบจากสภาสูงเสียกอน รัฐมนตรีมีฐานะเปนเพียงท่ีปรึกษาของประธานาธิบดี และ
รบั ผดิ ชอบตอ ประธานาธบิ ดเี ทา นั้น หมายความวา ประธานาธิบดีสามารถถอดถอนรัฐมนตรีไดโดยไม
ตองรับความเห็นชอบจากสภาลาง หรือสภาสูง สวนความรับผิดชอบของรัฐมนตรีตามวิธีการ
Impeachment เปนไปเชนเดียวกบั ประธานาธิบดี สรปุ ไดวา ประธานาธบิ ดไี มตอ งรับผดิ ชอบตอสภา
ซงึ่ ผลกค็ อื รฐั สภาจะทาํ ใหป ระธานาธบิ ดีพน จากตําแหนงกอนครบกําหนดไมได และจะต้ังกระทูถาม
หรือลงมตไิ มไ ววางใจประธานาธิบดีไมได
4. มกี ารแยกอํานาจระหวางอํานาจท้ังสาม คือ อํานาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ตาม
ทฤษฎนี ้ัน ระบบประธานาธิบดี คอื ระบบทม่ี ุงหมายใหอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจ
ตุลาการ แยกจากกันอยางเด็ดขาด โดยแตละอํานาจมีฐานะทัดเทียมกันและผูใชอํานาจบริหารก็มิ
ไดม าจากผใู ชอ ํานาจนิตบิ ญั ญัติ เหมอื นเชน ระบบรัฐสภา แตมาจากประชาชนผูเ ลือกตง้ั ดงั นน้ั จึงไมมี
ความเกีย่ วพนั ระหวางอํานาจดังกลาว เชน ประธานาธิบดีไมมีอํานาจเสนอรางกฎหมายโดยตรงตอ
รัฐสภา ไมม สี ิทธยิ บุ สภาและประธานาธิบดตี องไมแ ตงตั้งรัฐมนตรีจากสภานิติบัญญัติ ในทางกลับกัน
สภานติ ิบญั ญัติก็ไมมีสิทธิควบคุมการบริหารประเทศของประธานาธิบดี เชน ไมมีสิทธิเปดอภิปราย
ทั่วไปเพ่ือลงมติไมไววางใจประธานาธิบดี หรือไมมีสิทธิตั้งกระทูถาม อยางไรก็ตาม รัฐธรรมนูญได
บัญญัตใิ หมีระบบการคานและถวงดุลของการใชอ าํ นาจท้งั สามน้ีไว เชน
4.1 การแตง ตัง้ ขาราชการระดับสูง เชน ทูตประจําการตางประเทศ ผูพิพากษาศาล
สูงสุดของสหรัฐ เปน ตน ประธานาธบิ ดีจะแตงต้ังไดก ็ตอ เมือ่ ไดรบั ความเหน็ ชอบจากวุฒิสภาเสียกอ น
4.2 การทาํ สนธิสัญญากับนานาประเทศโดยฝายบริหารจะตองไดรับความเห็นชอบ
จากวุฒิสภาเปนจํานวนอยา งนอย 2 ใน 3 จึงจะมผี ลใชบงั คับได
รปู แบบการปกครอง 117
4.3 ประธานาธบิ ดีมสี ิทธิยบั ย้งั รางกฎหมาย (Veto) ทีร่ ฐั สภาไดใ หความเห็นชอบแลว
ซึ่งถา ประธานาธิบดไี มเห็นชอบดว ยก็จะคืนรางกฎหมายน้ันไปใหร ฐั สภาพจิ ารณาใหม ถารฐั สภายนื ยัน
ตามเดมิ จึงจะสามารถนาํ รา งกฎหมายนนั้ ไปประกาศใชเปน กฎหมายได
4.4 ศาลยุติธรรมสูงสุดของสหรัฐอเมริกามีอํานาจพิพากษาวารัฐธรรมนูญหรือ
กฎหมายของมลรฐั มขี อ ความขัดแยงกับรัฐธรรมนูญของสหรฐั อเมรกิ าได
กลาวโดยสรุป รัฐบาลในระบบประธานาธิบดี คือ ระบบท่ีตองการใหอํานาจนิติบัญญัติ
บริหาร และตลุ าการ มฐี านะทดั เทยี มและเปน อิสระจากกัน แตในทางปฏิบัติก็มีขอยกเวนท่ีสามารถ
เก่ียวของกันไดบางประการดงั ท่ีไดก ลา วขางตน
สมบัติ ธํารงธญั วงศ (2545 : 278) ไดอธิบายถงึ ความแตกตางระหวางระบบรัฐสภากับระบบ
ประธานาธบิ ดี ไวว า ดว ยเหตทุ รี่ ะบบหรอื รปู แบบรฐั บาลทเ่ี ปน ทนี่ ยิ มในโลกมี 2 ระบบหรอื รปู แบบ คือ
ระบบหรือรูปแบบรัฐสภากับระบบหรือรูปแบบประธานาธิบดี ท้ัง 2 ระบบหรือรูปแบบดังกลาว มี
ลักษณะแตกตางกันอยางเห็นไดชัด กลาวคือ ความแตกตางระหวางระบบหรือรูปแบบรัฐสภากับ
ระบบหรือรูปแบบประธานาธิบดี มดี งั นี้
1. ระบบรัฐสภา เสถียรภาพหรือความอยูรอดของรัฐบาลข้ึนอยู กับความไววางใจของ
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรโดยเฉพาะ สามารถหลุดพนจากตําแหนงหากสภาลงมติไมไววางใจ ดังน้ัน
ฝา ยบริหารจึงมีอายุไมแนนอน แตกตางจากระบบประธานาธิบดีท่ีประธานาธิบดีอยูในตําแหนงจน
ครบวาระ เพราะสภาผแู ทนราษฎรไมม ีอํานาจในการอภปิ รายไมไววางใจเพอื่ ใหพ น จากตําแหนง
2. ระบบรฐั สภา นายกรัฐมนตรไี ดร บั การคัดเลือกจากสมาชิกสภาหรือจากฝายนิติบัญญัติ
ถือวา ประชาชนเลอื กผูนําในการบริหารประเทศโดยทางออ ม แตกตางจากระบบประธานาธิบดีท่ีผูนํา
ฝา ยบริหารมาจากการเลือกต้ังโดยตรงจากประชาชน ทําใหความสัมพันธระหวางฝายบริหารกับฝาย
นติ ิบญั ญัติแบงแยกกันอยางชดั เจน
3. ระบบรัฐสภาเปนการบริหารงานทั้งในรูปของคณะรัฐมนตรี จึงเรียกอีกอยางหนึ่งวา
ระบบคณะรัฐมนตรี สวนระบบประธานาธิบดีผูนําฝายบริหารคือประธานาธิบดี บริหารงานและ
รบั ผิดชอบเพยี งลาํ พังคนเดียว รัฐมนตรีวาการกระทรวงตางๆ โดยสถานะเปนเพียงท่ีปรึกษา ผูชวย
หรือเลขา เทา น้นั
รัฐบาลในระบบผสมก่ึงประธานาธิบดีก่ึงรัฐสภา (Semi-Parliamentary and Semi-
Presidential System)
รฐั บาลในระบบผสมกง่ึ ประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา คอื ระบบรัฐบาลซ่งึ อยรู ะหวางสองระบบนั่น
คือระบบรัฐสภาซ่งึ รฐั บาลเปน ของคณะรฐั มนตรี มีหนา ทร่ี ับผดิ ชอบทางการเมืองตอรฐั สภา และระบบ
ประธานาธบิ ดี ซงึ่ รฐั บาลอยูภายใตการควบคมุ ของประธานาธิบดี โดยประธานาธิบดีจะเปนผูบริหาร
ประเทศ โดยมีรัฐมนตรีตางๆ ซึ่งไดรับการแตงต้ังโดยตรงจากประธานาธิบดีทําหนาที่เปนผูชวยใน
ระบบรฐั บาลแบบนี้ รัฐสภาไมมีอาํ นาจท่ีจะใหป ระธานาธิบดอี อกจากตําแหนง ได
118 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบนั การเมอื ง
สุรพล ราชภัณฑารักษ (2543 : 334-379) เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน (2548 : 15-78) และ
ณฐั กร วิทิตานนท (2557 : 197-210) ไดใหคาํ อธบิ ายเก่ยี วกบั รฐั บาลในระบบผสมกึ่งประธานาธบิ ดีกึ่ง
รัฐสภาไวส รปุ ไดด ังน้ี
รฐั ธรรมนญู ของฝรงั่ เศสฉบบั ปจ จบุ ัน ซึง่ ประกาศใชเ มื่อวันท่ี 4 ตุลาคม ค.ศ. 1958 และตอมา
เมอื่ วันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 1962 ไดมีการแกไขมาตราบางมาตราในรัฐธรรมนูญฉบับ ค.ศ. 1958
การแกไ ขทส่ี าํ คัญคือการแกไขระบบการคัดเลือกประธานาธิบดี โดยใหมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี
โดยตรงจากประชาชนทั้งประเทศ แทนท่ีจะเปนการคัดเลือกโดยออมแบบสมัยกอน ซ่ึงใหคณะผู
เลือกต้งั ในแตล ะทอ งถ่นิ เปนผูคัดเลอื กประธานาธิบดีอกี ตอหนึง่
การเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงน้ีไดทําใหประธานาธิบดีมีบทบาทมากขึ้นกวาสมัยกอน
เพราะแตเดิมนั้นประธานาธิบดีไมมีอํานาจแตอยางใด ฉะน้ันการแกไขรัฐธรรมนูญจึงมีผลตอการ
เปลี่ยนรปู รัฐบาลจากระบบรัฐสภา ซงึ่ แตเดิมประธานาธิบดีเปนเพยี งประมขุ ของประเทศเทานั้น ไมมี
อาํ นาจอนั ใด กลบั กลายมาเปน รปู รัฐบาลแบบกึ่งประธานาธบิ ดี กงึ่ รฐั สภา ซึ่งประธานาธบิ ดีตามระบบ
การเมืองใหม จะมีอํานาจเฉพาะของตนคลายๆ กับระบบประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ซึ่ง
ประธานาธบิ ดีน้นั มอี ํานาจมาก เปน หัวหนาฝายบรหิ าร แตอ ยางไรกต็ าม ระบบการเมืองของประเทศ
ฝรงั่ เศสน้ี นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีก็ยังตองรับผิดชอบตอรัฐสภาเชนเดียวกับระบบรัฐสภา
โดยทั่วไปของยโุ รป
การทก่ี ลาววา ระบบฝรง่ั เศสมคี วามคลา ยคลึงกบั ระบบรฐั บาลแบบประธานาธิบดี ทั้งนี้เพราะ
ประธานาธบิ ดีฝรัง่ เศสมอี าํ นาจมากนัน่ เอง ซง่ึ อํานาจของประธานาธิบดมี ีดงั น้ี คอื
1. อาํ นาจของประธานาธิบดใี นยามปกติ ในกรณีแรกนี้ ประธานาธิบดีจะมีอํานาจ 3 ทาง
คอื อาํ นาจที่ใชใ นสวนที่เกีย่ วของกับรฐั บาล รัฐสภา และอาํ นาจตลุ าการ
อาํ นาจในสวนทเี่ กี่ยวขอ งกบั รฐั บาล
1.1 อาํ นาจในการแตงต้ังนายกรฐั มนตรแี ละรัฐมนตรี ประธานาธบิ ดเี ปนผูม อี ํานาจใน
การแตงต้ังนายกรัฐมนตรี การแตงตั้งนายกรัฐมนตรีโดยประธานาธิบดีน้ัน เปนอํานาจเฉพาะของ
ประมุขของรัฐ สว นตาํ แหนงรัฐมนตรีตางๆ น้ัน ประธานาธิบดีมีอํานาจแตงต้ังและถอดถอนโดยการ
เสนอแนะของนายกรฐั มนตรี แมบ ทบัญญัติของรัฐธรรมนญู จะบญั ญตั ิไวเ ชนนน้ั ก็ตาม แตในทางปฏบิ ตั ิ
ประธานาธิบดีก็มีอํานาจที่จะควบคุมการแตงต้ังรัฐมนตรีไดดวย โดยอาจไมแตงตั้งบุคคลท่ี
นายกรัฐมนตรเี สนอมกกไ็ ด
1.2 อํานาจในการลงนามในกฎหมายตางๆ ประธานาธบิ ดมี อี ํานาจลงนามในกฤษฎกี า
ทผี่ านการพิจารณาของทป่ี ระชมุ ของคณะรัฐมนตรี
1.3 อํานาจทางการทูต ประธานาธิบดีจะเปนผแู ตงตั้งทตู ฝรง่ั เศสประจาํ ประเทศตา งๆ
และเปนผูรับสารตราต้งั ทูตตา งประเทศทีม่ าประจาํ ณ ประเทศฝร่ังเศส
1.4 อํานาจในการแตง ตั้งเจาหนาทีฝ่ า ยพลเรือนและทหาร
รปู แบบการปกครอง 119
อํานาจในสวนท่ีเก่ียวของกับรัฐสภา อํานาจในสวนนี้มี 2 ประเภท คือ อํานาจซึ่งมีไวใหแก
ประธานาธิบดตี ามระบบด้งั เดมิ และอํานาจใหมท ใ่ี หอภสิ ทิ ธิส์ วนตัวตางๆ แกประธานาธิบดี ดังนี้ คอื
ประเภทแรก อํานาจตามระบบดั้งเดิม ไดแก อํานาจในการประกาศใชกฎหมายที่ออกโดย
รฐั สภา โดยประธานาธิบดจี ะตอ งประกาศใชกฎหมายนั้นภายใน 15 วัน หลังจากท่ีกฎหมายฉบับน้ัน
ไดผ า นการพิจารณาอนมุ ตั จิ ากทั้งสองสภาแลว ถงึ อยา งไรก็ตาม ประธานาธบิ ดยี งั มอี าํ นาจในการขอให
มกี ารพิจารณาบางมาตราในกฎหมายฉบับนนั้ ใหมไ ด กอ นทจ่ี ะพน กาํ หนด 15 วัน ของการประกาศใช
กฎหมาย นอกจากน้ี ประธานาธิบดียังมีอํานาจในการขอใหเปด และปด สมยั ประชมุ วิสามัญได โดยการ
กําหนดประกาศเปนกฤษฎีกา สวนการประชุมสมัยสามัญน้ันการเปดและปดจะเปนไปตามที่
รัฐธรรมนญู กําหนดไว ประธานาธบิ ดีไมมอี าํ นาจทจี่ ะไปยงุ เก่ียวได
ประเภททส่ี อง อํานาจใหมท่ีใหแกประธานาธิบดี อํานาจดังกลาวไดแก ก) อํานาจในการสง
สาสนรายงานไปยังรฐั สภา ข) อาํ นาจในการยบุ สภา ค) อํานาจในการขอประชามติ
อาํ นาจในสว นทีเ่ กี่ยวขอ งกบั ฝา ยตุลาการ ประธานาธิบดีมีอภิสิทธ์ิในอํานาจที่สามารถเขาไป
สอดแทรกในการปฏบิ ตั ิงานของคณะตลุ าการรัฐธรรมนูญ และคณะตุลาการศาลสงู ได และยังมีอาํ นาจ
ในการใหอ ภัยโทษอีกดวย อาํ นาจในสวนน้มี ี 3 ประการ ดงั น้ี คือ
ประการแรก อํานาจที่เก่ียวกับตุลาการรัฐธรรมนูญ คือ องคกรทางตุลาการสูงสุด
ประธานาธิบดีมีอาํ นาจในการแตง ต้ังผูดํารงตําแหนงเปนตุลาการรัฐธรรมนูญ 3 คน ใน 9 คน และผู
ดํารงตําแหนงเปน ประธานของคณะตลุ าการรัฐธรรมนูญนี้ ประธานาธิบดีจะเปนผูแตง ต้งั
ประการทสี่ อง อํานาจที่เกี่ยวกับคณะตุลาการศาลสูง ประธานาธิบดีจะเปนผูแตงตั้งบุคคล
เพอ่ื ดาํ รงตําแหนง เปนคณะตุลาการศาลสงู
ประการทสี่ าม อํานาจในการใหอ ภัยโทษ ภายใตร ฐั ธรรมนญู ฉบบั ค.ศ. 1946 การใหอภัยโทษ
เปนการพจิ ารณารว มกันของคณะตลุ าการศาลสงู กับประธานาธิบดี แตตามรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบัน
ประธานาธิบดีจะเปนผูเดียวในการตัดสินใจในการอภัยโทษ คณะตุลาการศาลสูงมีหนาท่ีเพียงให
ความเห็นตอประธานาธบิ ดเี ทา นัน้ นอกจากนกี้ ารใหอ ภยั โทษนต้ี องกระทําโดยมกี ารลงนามรบั รองของ
รัฐมนตรี
2. อํานาจพเิ ศษของประธานาธบิ ดีในยามฉุกเฉิน ภาวะไมปกติ ประธานาธิบดีมีอํานาจใน
การตดั สินใจในภาวะไมป กติ ภายหลงั ที่ไดปรึกษากับนายกรัฐมนตรี ประธานสภาทง้ั 2 สภา และคณะ
ตลุ าการรฐั ธรรมนญู แลว ภายใตเ งื่อนไข 2 ประการ คือ 1) สถาบันแหงสาธารณรัฐ เอกราชของชาติ
บรู ณภาพแหง ดนิ แดน หรือการปฏิบัติตามขอผูกพันระหวางประเทศไดรับการคุกคามอยางรายแรง
และทนั ทีทันใด เชน การที่ประเทศถูกโจมตีโดยระเบิดปรมาณูอยางคาดไมถ ึง เปน ตน 2) สถานการณ
ท่ีเกิดขนึ้ ตามเงื่อนไข มผี ลทาํ ใหก ารทาํ หนา ที่ของสถาบนั ตางๆ ตองหยุดชะงกั ลง
เมือ่ สถานการณของประเทศเขา สูเงอ่ื นไขครบ 2 ประการ ดังกลา วแลว ประมขุ ของรัฐจะเปน
ผูตัดสินใจแตเพียงผูเดียววาจะใชอํานาจตามมาตรา 16 หรือไม ถาตัดสินใจใชอํานาจดังกลาว
ประธานาธิบดีจะใชอํานาจเขาแทนที่รัฐบาล และสภาท้ังสอง โดยมุงหวังใหสถาบันตางๆ ตาม
120 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบนั การเมอื ง
รัฐธรรมนูญท่ีหยุดชะงักการปฏิบัติหนาท่ีนั้น สามารถดําเนินการตอไปไดตามปกติ หมายความวา
ประธานาธบิ ดมี ีอํานาจในการทจ่ี ะทําใหสถานการณวุนวายของประเทศกลับคืนสูภาวะปกติ ภายใน
ระยะเวลาอนั รวดเรว็
องคก รทีค่ วบคมุ การใชอ าํ นาจของประธานาธิบดนี ีก้ ็คือ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญและรัฐสภา
ในสว นที่เกีย่ วของกับตลุ การรฐั ธรรมนญู กอ นท่จี ะใชม าตรา 16 นั้น ประธานาธบิ ดจี ะตอ งขอคําปรึกษา
ตอคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเสียกอน แตก็เปนเพียงการปรึกษาเทาน้ัน ประธานาธิบดีมีสิทธิท่ีจะ
ตัดสนิ ใจใชมาตรา 16 ไดเลย แมว า คณะตลุ าการรัฐธรรมนูญจะไมเหน็ ดวยก็ตาม
อํานาจประธานาธิบดีของประเทศฝรั่งเศสท่ีกลาวมาขางตน จะเห็นไดวาประธานาธิบดี
สามารถที่จะใชอํานาจบริหารโดยตรง และถือไดวาเปนประมุขของฝายบริหารอยางแทจริง จึงมี
ลกั ษณะคลา ยกับรัฐบาลในระบบประธานาธิบดี และนอกจากนกี้ ารทก่ี ลา ววาระบบรฐั บาลของฝรง่ั เศส
มคี วามคลายคลึงกบั ระบบรฐั สภานัน้ จะเหน็ ไดจ ากความสมั พันธระหวางรัฐบาลกบั รฐั สภา
สําหรับตําแหนงนายกรัฐมนตรีของฝรั่งเศสแตกตางจากตําแหนงนายกรัฐมนตรีในระบบ
รัฐสภา เพราะมีอํานาจนอย มีหนาที่เปนเพียงผูชวยหรือตัวแทนของประธานาธิบดีเทานั้น ใน
ขณะเดียวกันยังตกอยูในสภาพเหมอื นหนงั หนาไฟ เพราะดานหน่ึงตองทํางานสนองตอบตอนโยบาย
และความตองการของประธานาธิบดี ในขณะท่ีอีกดานหน่ึงเมื่อเกิดปญหาในการบริหารงานตองถูก
กดดันจากรัฐสภา ซ่งึ ในทายที่สุดตอ งพน จากตําแหนงหากสภาผแู ทนราษฎรลงมติไมไ ววางใจ
ตําแหนงนายกรัฐมนตรีของฝรัง่ เศส มรี ายละเอยี ด ดงั นี้ คือ
1. มาจากผูนําพรรคการเมืองที่ไดเสียงขางมากในสภาผูแทนราษฎร แตดวยการเสนอช่ือ
ของประธานาธบิ ดี
2. เปนผจู ดั ตงั้ คณะรฐั มนตรีโดยขอความไววางใจจากสภาผูแทนราษฎร
3. รับนโยบายจากรรัฐบาลไปปฏิบตั ิ
4. สภาผูแทนราษฎรมีอํานาจขบั นายกรฐั มนตรีและคณะใหพนจากตําแหนง ดวยการย่ืนญัตติ
อภิปรายไมไววางใจ และนายกรฐั มนตรีไมมอี ํานาจยุบสภาเพราะผูมีอาํ นาจยบุ สภา คอื ประธานาธิบดี
กลา วโดยสรปุ รฐั บาลในระบบผสมกง่ึ ประธานาธบิ ดกี ่งึ รัฐสภา ในรัฐธรรมนูญของฝรง่ั เศส ใน
ภาพใหญเทา กับเปน การผสมผสานกฎเกณฑอนั โดดเดน ของทง้ั อังกฤษและสหรฐั อเมรกิ า ผนวกเขากับ
ระบบเดิมๆ ของตนเองจนลงตัวกลมกลืน กาวสูความเปนประชาธิปไตยย่ิงข้ึน โดยรับรองถึงสิทธิ
เสรภี าพและความเสมอภาคตามกฎหมายของพลเมืองแตละคน ท้ังยังไดวางโครงสรางการปกครอบ
แบบกระจายเอานายเอาไวอยางชัดเจน สําหรับฝายนิติบัญญัติของฝร่ังเศสไมมีลักษณะพิเศษท่ี
แตกตา งจากฝายนิตบิ ัญญัติของรูปแบบรัฐสภากับรูปแบบประธานาธิบดี ความแตกตางของรูปแบบ
การเมืองฝร่ังเศส เมอ่ื เทียบกับ 2 รูปแบบ กค็ ือ การพยายามนําเอาขอดีหรือจุดแข็งของท้ัง 2 ระบบ
มาผสมผสานกันเพ่ือสรา งเสถียรภาพทางการเมืองใหก บั ตาํ แหนงผูนําฝายบริหาร คือ ประธานาธิบดี
ใหอ ยูจนครบวาระ เหมือนกบั ผูนาํ ฝา ยบรหิ ารในระบบประธานาธบิ ดีของสหรัฐอเมริกา
รูปแบบการปกครอง 121
รูปแบบการปกครองแบบเผด็จการ
การปกครองรูปแบบเผด็จการ (Dictatorship) เปนการปกครองที่มีมายาวนานเกาแกกวา
ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย แตหลังสงคราโลกครั้งท่ี 2 เปนตนมา ประเทศเผด็จการ
หลายๆ ประเทศ ในโลกพยายามจะเปล่ียนแปลงไปใชรูปแบบการปกครองอ่ืน ทําใหมีประเทศใน
รปู แบบเผดจ็ การลดนอ ยลงเร่อื ยๆ และมกั จะถกู ตอตานหรือในบางกรณจี ะถูกควํา่ บาตรทางเศรษฐกิจ
สังคมและวฒั นธรรมจากประเทศประชาธปิ ไตย
ชาญชัย แสวงศักดิ์ (2560ข : 220-232) ไดอธิบายถึงรูปแบบการปกครองแบบเผด็จการไว
ดงั นี้
ในรปู แบบนี้สามารถแยกระบอบการปกครองแบบเผด็จการเปน 2 รูปแบบ คือ แบบอํานาจ
นิยม (Authoritarianism) และแบบเบ็ดเสร็จนิยม (Totalitarianism) แตรูปแบบการปกครองท้ัง
อํานาจนิยมและเบ็ดเสรจ็ นิยมตางก็มจี ุดรวมกัน คอื เปน ระบอบการปกครองโดยคนๆ เดียว หรือโดย
คนกลุมเล็กๆ ที่ไมตองรับผิดชอบกับประชาชน หรือคนท่ีสนับสนุนใหเขาไดอํานาจ การท่ีไมตอง
รับผิดชอบกับประชาชน หมายความวา กลุมคนเล็กๆ หรือคนๆ เดียวที่มีอํานาจเบ็ดเสร็จในการ
ปกครองน้สี ามารถทําอะไรก็ไดตามทีเ่ ขาคิดวาถูกตอง หรือทําใหเขาไดรับผลประโยชน ไมวาจะเปน
ผลประโยชนทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือทางสังคม โดยสวนใหญการท่ีเขาไมตองรับผิดชอบตอ
ประชาชนนี้เอง ทําใหประชาชนทอี่ ยภู ายใตร ะบอบการปกครองแบบนี้ตองทุกขทรมานจากการกดขี่
ขมเหง การเลอื กปฏบิ ัติและการขูดรีด รูปแบบการปกครองแบบเผด็จการเปนรูปแบบการปกครอง
แรกเริ่มของมนุษย ซ่ึงกษัตริยมีอํานาจเด็ดขาดในการควบคุมทุกอยางในสังคม แตในสมัยโรมันกร
ปกครองแบบเผด็จการจะถกู นํามาใชชัว่ คราวเทา น้นั คอื ในชว งวิกฤตกิ ารณ เพื่อสรา งกฎระเบยี บ และ
รับประกันความมีเสถียรภาพของบานเมืองในชวงเหตุการณคับขัน เชน ภาวะสงคราม โรคระบาด
เหตุการณอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ เมื่อสภาวการณกลับคืนสูสภาวะปกติ ผูนําตองคืนอํานาจ
เบ็ดเสร็จดังกลา วใหแกป ระชาชน
เผดจ็ การแบบอาํ นาจนยิ ม (Authoritarianism) มาจากคาํ วา อาํ นาจ หรอื Authority ซึ่งเปน
การสรางอํานาจท่เี ปน ทางการ เชน อาํ นาจของตาํ รวจในการจบั อาชญากร หรอื อํานาจของศาลในการ
พพิ ากษาคดี เปนตน การปกครองแบบอํานาจนิยมเปนระบบการปกครองแบบที่เนนการใชอํานาจ
และมักอางจารตี ประเพณี การปกครองแบบน้ีจึงปฏิเสธเสรภี าพสวนบุคคล และเปนอันตรายตอการ
ปกครองแบบประชาธิปไตย ผูปกครองหรอื ผใู ชอ ํานาจในลกั ษณะเผดจ็ การอํานาจนิยม จึงมกั จะอางวา
มันเปนสิ่งทีเ่ คยปฏิบัติกันมาจนเปนจารตี ไมมีเหตุผลทีจ่ ะตอ งเปลีย่ นแปลง ผนู อ ยยอมทําตามอํานาจ
ของผูมีอํานาจ และมนั จะเปนเชน นน้ั ตลอดไป หลักการของการปกครองแบบอํานาจนิยม มีดังน้ี คือ
(ณชั ชาภทั ร อุนตรงจิตร, 2548 : 119-120)
1. ปกครองโดยคนกลมุ นอย การปกครองรูปแบบเผดจ็ การแบบอาํ นาจนิยมนี้ การตดั สินใจ
ทุกอยา งทางการเมอื งมาจากกลุม ผูปกครองกลุมเดียวทจ่ี ะกระทําการเพือ่ ประโยชนส ว นตัวโดยไมตอง
รับผิดชอบตอ ประชาชน ผูปกครองไมยินยอมใหอํานาจของตัวเองถูกลดทอนหรือไมยินยอมใหกลุม
122 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง
การเมืองอ่นื เขา มามีอาํ นาจทา ทายอํานาจของตัวเอง ทาํ ใหฝายคา นถูกจาํ กดั บทบาทซงึ่ สวนใหญจ ะไม
มีฝายคา นในรฐั สภาเลย
2. ไมตอ งการผูท ่ไี มเหน็ ดวย จากทีผ่ ูปกครองปกครองรัฐโดยเห็นแกประโยชนสวนตัวหรือ
พรรคพวกของตัวเอง ดังน้ัน จึงไมตองการสูญเสียอํานาจไป ฝายคานหรือผูไมเห็นดวยจะถูกกีดกัน
ออกจากบานเมือง โดยอางวาฝายหน่ึงทําผิดกฎหมาย รวมท้ังการจับกุมปดสถานที่ทําการ ปด
หนังสือพิมพ รายการโทรทัศนหรือนิตยสารใดๆ ที่ขัดขวางระบบ รวมทั้งส่ังหามการกระทําใดๆ ท่ี
อาจจะเปน การทาํ ลายระบบการเมอื ง
3. ใชกาํ ลงั เขาขมขู ระบบการเมอื งแบบเผด็จการ จะมีสัญลักษณท่ีบงบอกถึงพลังอํานาจ
ผานทางกองทพั และตาํ รวจลับ ซ่ึงถือไดวามีความสําคัญตอระบบเปนอันมาก ในการปกครองที่เปน
ระบบเผดจ็ การตางๆ ผนู าํ ของรัฐมกั จะเปน ผูนําทางทหาร และมกั ใชความรุนแรงเขาปราบปรามกลุม
คนทีไ่ มเหน็ ดว ย โดยมกั จะอางกับประชาชนของตนเองวากระทําไปเพ่ือเสถียรภาพและความมั่นคง
มากกวา เพื่อสรางเสรภี าพและกระบวนการแหงกฎหมาย เปนตน
4. ใชการโฆษณาชวนเชือ่ เพื่อใหประชาชนสนับสนนุ เครื่องมืออกี อยางทผ่ี นู ําแบบเผดจ็ การ
ใชเพ่ือเรียกรองการสนับสนุนจากประชาชน คือ ใชการโฆษณาชวนเชื่อ อยางตอเนื่อง เพ่ือสราง
ความชอบธรรมของตบั ระบบมากกวาท่จี ะดาํ เนนิ นโยบายเพ่อื ที่จะใหเกดิ ผลทางรูปธรรมตอประชาชน
ภายในรฐั นอกจากนใี้ นหลายๆ รัฐยังดาํ เนนิ นโยบายพฒั นาอตุ สาหกรรม เพื่อใหกลุมทนุ นยิ มในสังคม
สนับสนนุ การปกครอง นอกจากนี้ การพัฒนาเปนอุตสาหกรรมยังทําใหรัฐมีรายไดจํานวนหน่ึงเพียง
พอทจี่ ะนาํ ไปอุดหนนุ การใชกาํ ลงั ของรัฐอีกดวย
5. สทิ ธเิ สรีภาพของประชาชนถกู ลดิ รอน ระบบนผ้ี ูนาํ ของรฐั เช่ือวาประชาชนไมจําเปนตอ ง
มีสว นรวมทางการเมือง เพราะจะทําใหไมมีความสามัคคีและยังทําใหกระทบตอระเบียบและความ
สงบเรียบรอยของรัฐ ประชาชนอาจมีเสรีภาพในทางการเมืองอยูบางแตก็อยูในขอบเขตจํากัด
ประชาชนจะไมม ีเสรีภาพในทางการเมืองที่จะเลอื กพรรคการเมอื งทม่ี อี ดุ มการณท างการเมืองท่ีตรงกบั
ตัวเอง
เผด็จการแบบเบ็ดเสร็จนิยม (Totalitarianism) เผด็จการแบบเบ็ดเสร็จนิยมกับเผด็จการ
อํานาจนยิ ม มคี วามเหมือนกนั ตรงทีไ่ มย อมรบั ความเทา เทยี มกนั ทางการเมืองหรอื การปกครองโดยคน
สวนใหญ ซึ่งลักษณะท่ัวไปท่ีรัฐแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จนิยมทั้งหลายมีรวมกันและเขมขนมากกวา
อาํ นาจนิยมในประเด็นตา งๆ ดงั น้ี (บฆู อรี ยีหมะ, 2552 : 54-56)
1. ควบคุมอุดมการณทางการเมือง การปกครองในรูปแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จนิยม
ผปู กครองจะควบคุมประชาชนทกุ ดานของชวี ติ ไมเวน แมแตดานความคดิ หรอื อดุ มการณทางการเมอื ง
ผนู าํ จะสรา งรูปแบบอดุ มการณแ บบเบด็ เสรจ็ นยิ มบงั คบั ใหประชาชนจะตองยึดมั่น ซ่ึงเปรียบเสมือน
อุดมการณข องรัฐ ประชาชนทําไดเ พยี งเลือกระหวา งเชื่อฟงหรืออยูตรงขามรัฐ อุดมการณของรัฐมัก
ทาํ ใหประชาชนเชื่อวา สังคมมนษุ ยท ส่ี มบูรณรอยใู นอนาคตขา งหนา (Utopia) ดงั น้ัน ประชาชนจงึ ตอ ง
ใหความสนใจและอุทศิ ตนใหกบั อุดมการณข องรฐั
รปู แบบการปกครอง 123
2. มีพรรคการเมืองเพยี งพรรคเดียว เผด็จการเบ็ดเสร็จนิยมมักจะต้ังพรรคการเมืองใหญ
เพยี งพรรคเดยี วของตวั เอง ซ่งึ มีอาํ นาจเพียงกลมุ เดยี วในรัฐ เชน ในสหภาพโซเวียต และประเทศจีน
เปนตน ซึ่งมีพรรคคอมมิวนิสตเพียงพรรคเดียวที่เปนพรรคการเมืองหลักและมีอํานาจมาก พรรค
การเมอื งนี้มกั จะมีอํานาจมากกวา หรือเทา กบั รฐั บาล
3. มีการใชความรุนแรงและการควบคมุ อยา งเบ็ดเสร็จ มกี ารใชค วามรุนแรงของตํารวจลับ
อยา งกวางขวางในรัฐเผดจ็ การเบ็ดเสรจ็ นิยม ทัง้ เพือ่ บงั คับและปอ งกนั กิจกรมท้ังปวงของฝายตรงขาม
ในอนั ทจี่ ะทา ทายอาํ นาจของรฐั บาล นอกจากนย้ี งั ควบคุมสอ่ื มวลชนโดยทุกชองทางการส่ือสารจะอยู
ภายใตการควบคุมของรัฐบาลท้ังหมด โดยท่ีประชาชนไมมีทางเขามาใชระบบสื่อสารมวลชน
นอกจากน้ี จะเปนผูรับฟงการโฆษณาชวนเชื่อจากรัฐบาลเทานั้น นอกจากน่ียังมีการควบคุมการใช
อาวุธสงครามและควบคมุ การกระจายรายไดท างเศรษฐกจิ อยา งเบ็ดเสร็จและครอบคลุมย่ิงกวาเผด็จ
การแบบอํานาจนิยม
4. มกี ารควบคมุ ถึงระบบความคดิ เผดจ็ การแบบอาํ นาจนิยมมักจะใชวิธีการควบคุมที่ออน
กวาเผด็จการแบบเบ็ดเสรจ็ นิยม โดยผูน ําในระบบอํานาจนิยมจะมีกฎหมายและเชอื่ ฟง ในกฎหมายใน
ระดับหน่ึง ตราบเทาที่ไมมีใครเขามาทาทายตอระบบการเมือง ในขณะท่ีเบ็ดเสร็จนิยมจะเขามา
ควบคมุ ประชาชนในระดบั ทม่ี ากกวา และมุงไปสูการเปลย่ี นแปลงความรสู ึกนึกคิดและบคุ ลิกภาพของ
ประชาชน ดังเชนในสมัย สตาลิน ไดประกาศสิทธิ Soviet Man ซึ่งเปนอุดมการณสูงสุดท่ียึดม่ันใน
ลัทธิคอมมิวนิสต ซึ่งเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จนิยมน้ีจะไมควบคุมแคการกระทําเทานั้น แตรวมไปถึง
ระบบการผลิต (Hegemony) รวมทั้งพยายามปลูกฝงอุดมการณผานระบบการศึกษา เศรษฐกิจ
วฒั นธรรม และแมแตว ทิ ยาศาสตรด วย
5. มกี ารใชเ ทคโนโลยีเพอ่ื ควบคมุ ไมวาอาํ นาจนิยมหรอื เบ็ดเสร็จนิยม ตางมีจุดมุงหมายของ
รัฐเปนอยา งเดียวกัน กค็ ือ การควบคุมรัฐ (Autonomy of State) และมุงสรางระบบการเมืองใหมให
ความสนบั สนุนแกรัฐโดยปราศจากคําถาม อยางไรก็ตามระบบเผด็จการมักจะเปนระบบที่ไมยั่งยืน
เพราะการควบคุมประชาชนโดยใชกําลังทหารและตํารวจลับ เพื่อสรางความเปนเนื้อเดียวกันของ
ประชาชนน้นั เปน ส่ิงที่เกิดขนึ้ ไดยากเพราะประชาชนท่ีอาศยั อยูในรฐั นน้ั ๆ มคี วามแตกตางกันในเร่ือง
ของเช้อื ชาติ ศาสนา อาชีพ เปนตน จนยากจะรวมตัวกนั เปน หนงึ่ เดียว ประเทศทป่ี กครองดวยระบอบ
เผดจ็ การจึงมักประสบปญหาความขัดแยง ทางเชือ้ ชาติ กรณตี ัวอยางของการปกครองในระบอบเผด็จ
การเบ็ดเสร็จนยิ ม เชน รฐั บาลคอมมิวนิสตข องอดตี สหภาพโซเวียต รัฐบาลนาซีของเยอรมัน รัฐบาล
ฟาสซิสตข องอติ าลี เปนตน
กลา วโดยสรปุ ไดว า จากที่กลา วมาขา งตน รูปแบบการปกครองในระบบเผด็จการอํานาจนิยม
มคี วามแตกตา งจากระบอบเผด็จการเบ็ดเสรจ็ นิยม ตรงท่ีระดับความเขมขนที่รัฐบาลหรือผูมีอํานาจ
กระทําหรอื บังคับประชาชน ระบอบเผดจ็ การอาํ นาจนิยมมเี ปา หมายเพียงใหประชาชนเช่ือฟง ไมทา
ทายหรือประทว งในสิ่งทร่ี ัฐดาํ เนนิ การ ไมไดห วังปลกู ฝงอุดมการณท างการเมอื ง หรือมุงเปลี่ยนแปลง
ความคิดทางการเมืองจากเดิมที่เปนอยูใหยอมรับในอุดมการณทางการเมืองชุดใหมที่รัฐตองการ
124 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง
ขณะเดยี วกนั ประชาชนกม็ ีสทิ ธิเสรภี าพอยูบ างในบางระดับ ตราบใดท่ีไมไดใชสิทธิเสรีภาพท่ีมีอยูทา
ทายอาํ นาจรฐั หรอื ผูปกครอง ระบอบเผดจ็ การอํานาจนิยมจึงยินยอมใหเสรีภาพในการนับถือศาสนา
หรือการรวมกลุม เปนกลมุ ผลประโยชนต างๆ ไดบา ง
สรปุ
รูปแบบการปกครองเปน สงิ่ ทไ่ี ดก าํ หนดไวในรัฐธรรมนูญ วาประเทศมกี ารปกครองในรปู แบบ
ใด ซึ่งถาจําแนกรูปแบบตามสิทธิแลแสรีภาพของประชาชน สามารถแบงไดเปน 2 รูปแบบ คือ
ประชาธปิ ไตยและเผด็จการ
รูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยมีลักษณะสําคัญ คือ การมีสวนรวม ความเปนพหุ
นยิ ม การพฒั นานิยม การปกปอ งคมุ ครองและการดาํ เนินงานเพอ่ื ยกระดับมาตรฐานการดํารงชีพของ
คนในรัฐ ในการนํารูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยมาใช โดยสวนใหญมักมีลักษณะเปน
ประชาธปิ ไตยแบบตัวแทน ทมี่ ีผูแทนทําหนาที่ใชอาํ นาจแทนประชาชน อยา งไรก็ตาม ในระยะหลังได
มีการพฒั นาการใชอํานาจของประชาชนมากขนึ้ ทําใหรูปแบบประชาธิปไตยแบบมสี ว นรวมเปนท่ีนิยม
มากขึน้ ในรัฐธรรมนญู ของไทยก็มพี ัฒนาการใชอํานาจของประชาชนในลกั ษณะดงั กลาว กลาวคือ ใน
รฐั ธรรมนูญฉบับหลังๆ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ฉบับ พ.ศ. 2550
และ ฉบบั พ.ศ. 2560 ไดมบี ทบญั ญัติการมสี ว นรวมในการใชอาํ นาจการปกครองโดยตรงมากข้ึนกวา
รัฐธรรมนูญฉบับกอ นๆ มาก กลาวเฉพาะการใชอํานาจทางการบรหิ าร
ในประเทศท่ีมีรปู แบบการปกครองแบบประชาธิปไตยจะมีรูปแบบรัฐบาลในการปกครองที่
ตางกนั ซง่ึ ขึ้นอยูก ับรูปแบบความสัมพันธระหวางฝายบริหารและฝายนิติบัญญัติวาอยูในลักษณะใด
โดยที่รปู แบบเหลานจ้ี ะสงผลตอพฤตกิ รรมและการปฏิบัติทางการเมืองของประชาชน
สาํ หรบั รปู แบบการปกครองที่มีลักษณะตรงขามกับรูปแบบประชาธิปไตย คือ รูปแบบการ
ปกครองแบบเผดจ็ การ ซึ่งถอื เปนรปู แบบการปกครองท่ีมกี ารใชก ันมากอนรูปแบบประชาธปิ ไตย และ
คอ ยๆถกู แทนทด่ี วยรูปแบบประชาธิปไตย และเปน ทีน่ ิยมนอ ยลงในปจจบุ นั
รูปแบบการปกครอง 125
แบบฝกหดั ทายบท
จงตอบคําถามตอ ไปนี้
1. รปู แบบการปกครองสามารถจําแนกออกไดเ ปน ก่ปี ระเภท และรปู แบบการปกครองแบบ
ทรราชยมลี ักษณทสี่ าํ คัญอยา งไร
2. องคป ระกอบของระบอบประชาธปิ ไตย มอี ะไรบาง
3. รปู แบบประชาธปิ ไตยแบบตวั แทนมพี ัฒนาการมาอยา งไร มลี กั ษณะอยางไร
4. รปู แบบประชาธิปไตยแบบโดยตรงกับรปู แบบประชาธิปไตยแบบมสี วนรวม มคี วาม
แตกตางกันอยางไร
5. ลกั ษณะสาํ คญั ของรปู แบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา เปน ยางไร
6. ลกั ษณะสําคญั ของรปู แบบการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยในระบบประธานาธิบดี
เปน อยางไร
7. จงอธิบายความแตกตา งระหวางรปู แบบการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยในระบบ
รฐั สภากบั ระบบประธานาธิบดี
8. จงอธิบายถงึ รปู แบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบผสมกงึ่ ประธานาธิบดกี ง่ึ
รัฐสภา เปนอยางไร
9. จงอธิบายความแตกตางระหวา งรปู แบบเผดจ็ การแบบอาํ นาจนิยมและแบบเบด็ เสรจ็ นิยม
บทที่ 6
ประวัติรฐั ธรรมนญู ไทย
นับตง้ั แตมกี ารเปล่ียนแปลงการปกครองในประเทศไทจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย
เปน การปกครองในระบอบประชาธิปไตยท่ีมพี ระมหากษัตริยทรงเปนประมุข เม่ือวันที่ 24 มิถุนายน
พ.ศ. 2475 ประเทศไทยไดมกี ารประกาศใชร ัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสดุ ในการปกครองประเทศมา
หลายฉบับ แตละฉบับที่ประกาศใชม ลี ักษณะทนี่ าสนใจแตกตางกัน โดยภาพรวมของการประกาศใช
รัฐธรรมนญู แตล ะฉบับจะมีความสัมพันธก ับลักษณะของความเปนไปในทางการเมืองในขณะน้ัน จน
สามารถกลา วไดวาเมอื่ ศึกษาถึงเนอ้ื หาสาระของรฐั ธรรมนญู ก็สามารถไดรับการเรียนรูในพัฒนาการ
ของการเมืองไทยดวย ดังนั้น การศึกษาถึงประวัติของรัฐธรรมนูญไทยจึงมีความจําเปนและมี
ความสําคัญอยา งมาก การเขา ใจถึงพฒั นาการของรัฐธรรมนูญ ทําใหสามารถนํามาเปนขอมูลในการ
ออกแบบรฐั ธรรมนูญท่ีเหมาะสมกบั สังคมไทยในทสี่ ุด
สาํ หรบั เนื้อหาการเรียนรูในบทนี้ จะกลา วถงึ พัฒนาการของแนวคดิ การนํารฐั ธรรมนูญมาใช
ในประเทศไทย ซึ่งเกิดมาพรอมกับการท่ีสังคมไทยไดรับแนวคิดการปฏิรูปการปกครองในระบอบ
ประชาธปิ ไตยจากประเทศยโุ รปทเี่ ขามาตดิ ตอสัมพันธก ัน นอกจากนี้จะกลาวถึงเนื้อหาสาระที่สําคัญ
ของรัฐธรรมนญู ไทยในแตล ะฉบับ พรอมทงั้ สรุปใหเห็นถึงลกั ษณะในแงมุมตางๆ ของรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจกั รไทย ตงั้ แตฉบบั ท่ี 1 ถงึ ฉบับที่ 19 มรี ายละเอยี ดดังน้ี
กาํ เนดิ รฐั ธรรมนูญไทย
ประวัติรัฐธรรมนูญของประเทศไทยอาจแบงออกเปน 2 ยุค น่ันคือ ยุคกอนและหลังการ
เปล่ียนแปลงการปกครองในป พ.ศ. 2475 สําหรับยุคกอนเปลี่ยนแปลงการปกครองมีนักวิชาการ
หลายทานกลาววา หลกั ศลิ าจารึกของพอ ขนุ รามคาํ แหงมหาราช ถือเปน รฐั ธรรมนูญฉบบั แรกของไทย
วิชัย สังขประไพ (2543 : 49-52) จักษ พันธชูเพชร (2557 : 82) และ นรนิติ เศรษฐบุตร
(2558 : 12-30) ไดก ลา วถึงกาํ เนิดรัฐธรรมนูญไทยไว สรุปไดด งั น้ี
การปกครองของไทยในอดตี เปน ระบอบสมบูรณาญาสิทธริ าชย มพี ระมหากษัตรยิ เปน ประมขุ
มอี าํ นาจสงู สดุ แตเพียงผเู ดียว พระมหากษตั รยิ ทรงไวซึ่งพระราชอํานาจเด็ดขาดเหนือราษฎรทั้งปวง
แตพ ระมหากษัตรยิ ข องไทยทผ่ี า นมาตา งทรงไวซ ึ่งทศพธิ ราชธรรมในการปกครอง นับจากกรุงสุโขทัย
(พ.ศ. 1781-1891) ท่ีถือไดวาเปนราชธานีแหงแรกของไ ทยมีการปกครองในระบอบ
สมบูรณาญาสิทธริ าชย แตเ ปนลักษณะของ “พอ ปกครองลูก” อํานาจในการปกครองท้ังมวลจึงอยูที่
พระมหากษัตริย ทงั้ ในเรื่องของการปกครอง การกําหนดกฎเกณฑของสงั คม รวมทง้ั การตดั สนิ ปญหา
ตางสามารถกระทําไดด วยพระองคเ อง
128 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมือง
สมยั กรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1893-2310) สภาพของสังคมเปลี่ยนแปลงไปมีความซับซอนมาก
ขน้ึ มปี ระชากรมากข้นึ อกี ทงั้ ไดร บั อิทธิพลตาง ๆ จากอินเดียและเพื่อนบานอื่น ๆ พระมหากษัตริย
กลายเปน สมมตเิ ทพ คือ เปนเทพเจามาจุติเพื่อปกครองประชาชนตามความเช่ือทางศาสนาที่ไดรับ
อทิ ธิพลมาจากอินเดีย พระราชกรณียกิจ ของพระมหากษัตริยมีขุนนางและขาราชบริพารทําหนาท่ี
แทนองคพระมหากษัตริย ทั้งน้ีการปกครองเปนไปตามพระราชประสงคของพระมหากษัตริยเปน
สาํ คญั
สมยั กรงุ ธนบรุ แี ละสมัยกรุงรตั นโกสินทรต อนตน ตัง้ แต พ.ศ. 2310 เปน ตนมาถึงสมัยรัชกาล
ที่ 3 ตอรฐั กาลที่ 4 การปกครองไมแตกตางไปจากสมัยกรุงศรีอยุธยามากนัก อํานาจสูงสุดยังอยูกับ
พระมหากษัตรยิ สวนในการปกครองหัวเมอื งตาง ๆ ขุนนางทาํ หนาทีแ่ ทนพระมหากษัตริย แตอํานาจ
สงู สุดยงั คงเปน ของพระมหากษัตริยท่ีจะกาํ หนดแนวทางในการปกครอง
จนกระท้งั ในสมัยรัชกาลท่ี 4 ประเทศไทยมกี ารติดตอ กับชาวตา งประเทศมากข้ึน โดยเฉพาะ
ชาวยโุ รป ทาํ ใหป ระเทศไทยตองปรับปรงุ กฎหมายและการปกครองใหเ ปน ท่ยี อมรบั ของนานาประเทศ
ตอมาในสมัยรัชกาลท่ี 5 พระองคทานทรงปรีชาสามารถ ทรงโปรดเกลาฯ สงพระราชโอรสและ
นักเรียนไทยไปศกึ ษายงั ตางประเทศเพอื่ นาํ วิชาความรูมาพัฒนาประเทศในดานตา ง ๆ รวมท้งั พระองค
เองไดเ สด็จยุโรปถึงสองครง้ั ไดนําเอาหลกั การตา ง ๆ ของประเทศตะวันตกมาปรับปรุงระบบราชการ
ของไทย แตอยางไรกต็ ามก็ยังถอื ไดว าประเทศไทยยังปกครองในระบอบสมบูรณาญาสทิ ธริ าชย
ตอ มาในสมัยรชั กาลที่ 6 และรัชกาลท่ี 7 มีนกั เรียนไทยไปศึกษายังประเทศอังกฤษ ฝร่ังเศส
เยอรมัน มากข้ึนในหลายดานทั้งการทหาร กฎหมาย วิศวกรรมศาสตร ฯลฯ ไดพบเห็นระบบการ
ปกครองความเจริญดานการเมือง การศึกษาและวัฒนธรรมแตกตางจากประเทศไทยมาก ขณะน้ัน
ประเทศตา ง ๆ ในยุโรปไดเปลีย่ นแปลงการปกครองจากระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธิราชยม าเปนระบอบ
ประชาธิปไตยเปน เวลาหน่งึ รอ ยปเ ศษแลว
นักเรยี นไทยท่ีศึกษาอยูในประเทศยุโรปในชวงสมัยรัชกาลที่ 6 และ 7 น้ัน ไดต้ังเปนสมาคม
นักเรียนไทยและไดพบปะสังสรรคกันในเวลาหยุดภาคเรียน และไดปรึกษากันถึงเร่ืองของการ
เปล่ียนแปลงการปกครองบางแลววาการปกครองของไทยยังเปนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย
อาํ นาจการปกครองพระมหากษตั รยิ ม อี ํานาจตดั สนิ พระทัยอยูพระองคเดียว ทาํ ใหการพัฒนาประเทศ
เปน ไปไดลาชาไมท ันอาณาประเทศ
กลาวโดยสรุป อิทธิพลของแนวคิดทางการเมอื งแบบตะวันตกในสว นทเี่ ปนรากเหงา ทาํ ใหเกิด
การเปลย่ี นแปลงการปกครองเปนระบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขอยูภายใต
รฐั ธรรมนูญ ไดเรม่ิ กอตัวขึ้นมาตัง้ แตใ นรัชสมยั ของพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว และได
เพิ่มกระแสเรื่อยมาจนกระท่ังในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว จึงเกิดการ
เปลย่ี นแปลงการปกครองในป .พ.ศ. 2475
ประวตั ิรัฐธรรมนญู ไทย 129
พฒั นาการแนวคดิ รัฐธรรมนญู ไทย
แนวคิดการนํารฐั ธรรมนูญมาใชเปน หลักในการปกครอง เกิดขึน้ อยา งเปน รปู ธรรมครัง้ แรกใน
สหรฐั อเมรกิ าทสี่ ามารถตอสูเรยี กรอ งเอกราชจากอังกฤษไดป ค.ศ. 1776 การสถาปนารฐั ธรรมนูญมา
ใชเ กดิ ข้นึ เพ่อื ตอบสนองกับแนวคิดประชาธิปไตย ฉะนนั้ รฐั ธรรมนญู ของสหรฐั อเมริกาท่เี กดิ ขึ้นจึงเปน
รัฐธรรมนูญทีเ่ ปนประชาธปิ ไตย ตอ มาแนวคดิ เหลานี้ไดขยายตัวไปยังทวปี ยุโรป โดยเฉพาะในฝรั่งเศส
ไดมีการโคนลมการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย เปลี่ยนมาเปนการปกครองแบบ
ประชาธิปไตย เม่ือ ค.ศ. 1789 และไดทําการสถาปนารัฐธรรมนูญใชเปนหลักการในการปกครอง
หลังจากนั้นแนวคิดเหลาน้ีไดแพรขยายไปยังประเทศตางๆ ประเทศไทยก็ไดรับแนวคิดเร่ือง
ประชาธปิ ไตยและการปกครองโดยรัฐธรรมนญู จากการตดิ ตอกับประเทศทางตะวันตกเหลาน้ี โดยสรปุ
ดังนี้
ณัฐกร วทิ ติ านนท (2557 : 213-217) และ นรนิติ เศรษฐบุตร (2558 : 31-43) กลาวไว สรุป
ไดดังน้ี
ในชวงตอนตนของกรุงรัตนโกสินทร ประเทศไทยมีพระราชไมตรีทางการคากับประเทศ
องั กฤษเม่อื พ.ศ. 2367 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระน่ังเกลาเจาอยูหัว รวมทั้งมีตางชาติอีกหลาย
ประเทศไดเ ขามาในประเทศไทยรูปแบบตางๆ เชน การคา การเผยแพรศ าสนา เปนตน ทําใหคนไทย
ในสมยั น้นั ไดเรยี นรูวิทยาการตางๆ เชน ความรทู างภาษา ทางวทิ ยาศาสตร เปน ตน กลุมชนชัน้ สงู ไทย
โดยเฉพาะพระบรมวงศานวุ งศแ ละขา ราชการ จะเปนกลมุ แรกๆ ที่มโี อกาสไดรับความรูความคิดจาก
ประเทศทางตะวันตก ดังทเ่ี หน็ ไดจ ากพระภิกษุเจา ฟา มงกฎุ ซ่งึ ตอ มาไดขน้ึ ครองราชยเปนรัชกาลที่ 4
พระองคไดแลกเปล่ียนความรูทั้งทางภาษาและวิทยาศาสตรจากชาวตางชาติ และพระองคทรงนํา
ความรเู หลานั้นมาประยกุ ตใชในลักษณะตางๆ ใหป รากฏแมหลงั จากครองราชยแลว
การรับความรูจากทางตะวันตก โดยเฉพาะแนวคิดเร่ืองเกี่ยวกับประชาธิปไตยและ
รัฐธรรมนูญพัฒนาข้ึนในสังคมไทยตามลําดับ และแพรขยายไปยังกลุมชนทุกช้ันในสังคมไทย จน
นําไปสูการเปลี่ยนแปลงการปกครองในท่ีสุด เพ่ือใหเห็นถึงพัฒนาการดังกลาว จึงสามารถจําแนก
พัฒนาของแนวคิดรัฐธรรมนูญไทยไดต ง้ั แตในชว งรชั กาลท่ี 5 จนถงึ การเปล่ยี นแปลงการปกครอง เม่ือ
พ.ศ. 2475 ไดด ังน้ี
พฒั นาการเกี่ยวกบั รฐั ธรรมนญู ไทยสมัยรัชกาลที่ 5 กลาวคือ เม่ือรัชกาลที่ 4 ข้ึนครองราชย
เมอ่ื พ.ศ. 2394 พระองคทรงเปดรบั แนวคิดใหมๆ ของประเทศทางตะวันตก และไดทรงดําเนินการ
ปรับปรุงบา นเมอื งใหม ีความเจริญกาวหนาตามแบบอารยประเทศ รวมทั้งไดเปด รบั การทาํ สนธสิ ญั ญา
ตา งๆ เชน สนธิสัญญาบาวริง ทรงมีการเตรียมความพรอมใหกับขาราชสํานักโดยเฉพาะในหมูพระ
ราชวงศใหมีความคิดเทา ทันกับประเทศตะวนั ตก เชน ทรงจา งครูชาวตางชาติมาสอนภาษาอังกฤษใน
ราชสํานัก เปนตน การเปดรับแนวคิดของประเทศตะวันตกของพระองค ทําใหสังคมไทยไดรับรู
แนวคดิ เกยี่ วกบั รูปแบบการปกครองประชาธปิ ไตยและรฐั ธรรมนญู ในหนังสอื จดหมายเหตุ (Bangkok
Recorder) ของหมอบรดั เลย (บัณฑติ จนั ทรโ รจกจิ , 2558 : 40) ไดมีขอ เขียนเกยี่ วกบั กษตั รยิ เ มอื งอยู
130 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง
ในทิศเทศที่ไดอธิบายถึง การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา และไดมีการอธิบายถึงใช
รัฐธรรมนูญ ซึ่งในสมัยนั้นเรียก คอนสติติวชั่น ของสหรัฐอเมริกา วาเปนสิ่งที่ใชเปนหลักในการใช
อาํ นาจปกครองโดยมปี ระธานาธิบดีเปน หัวหนาในการบริหารประเทศ
เมือ่ รัชกาลที่ 5 ไดข ึน้ ครองราชย ทรงมพี ระราชประสงคอยางแนวแนท่ีจะปรับปรุงประเทศ
ไทยใหม ีความเจริญทัดเทียมกับประเทศตะวนั ตก ไดส ง พระราชโอรสไปศึกษาในประเทศตะวันตกใน
หลากหลายสาขา เพอ่ื เปน การเตรยี มคนทจ่ี ะมาเปน กําลังในการพัฒนาประเทศ กลุมของขาราชการ
และเชื้อพระวงศเหลาน้ีไดรับอิทธิพลของแนวทางในการพัฒนาและการปกครองประเทศจากทาง
ตะวนั ตก จนกระทง่ั กอ ใหเกิดเหตุการณกรณี ร.ศ. 103 (พ.ศ. 2427) ซ่ึงถือเปนจุดเร่ิมตนของกระแส
เรียกรองใหป ระเทศเปลีย่ นแปลงระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย (Absolute
Monarchy) เปนระบอบกษตั รยิ ภ ายใตรฐั ธรรมนูญ (Constitutional Monarchy)
เหตกุ ารณกรณี ร.ศ. 103 เปนเหตุการณที่เจานายและขา ราชการจํานวนหนงึ่ ไดรวมกันลงชื่อ
ในเอกสารกราบบงั คมทลู ความเหน็ จัดการเปลยี่ นแปลงการปกครองราชการแผน ดิน โดยมสี าระสาํ คัญ
ดังนี้ คือ (อภิชาติ แสงอัมพร, 2559 : 208-209)
1. ใหเ ปลีย่ นแปลงการปกครองจากแอบโสลดู โมนากี (Absolute Monarchy) ใหเปนการ
ปกครองที่เรียกวา คอนติติวชั่นแนลโมนากี (Constitutional Monarchy) ซ่ึงพระบาทสมเด็จพระ
เจาอยหู ัวทรงเปน ประธานของบานเมอื ง มขี า ราชการรบั สนองพระบรมราชโองการ เหมอื นสมเดจ็ พระ
เจา แผน ดินทกุ พระองคในยุโรป ท่ีมติ องทรงราชการท่ัวไปทกุ อยาง
2. การทํานบุ าํ รงุ แผน ดินตอ งมีพวกคาบเิ นต รบั ผดิ ชอบและตองมีพระราชประเพณีจัดสืบ
สันตติวงศใหเปนที่รูทั่วกัน เมื่อถึงคราวเปลี่ยนแผนดินจะไดไมยุงยาก และปองกั้นไมใหผูใดคิดหา
อาํ นาจเพ่ือตวั เองดว ย
3. ตองหาทางปอ งกันคอรัปชน่ั ใหขา ราชการมีเงนิ เดอื นพอใชต ามฐานานรุ ูป
4. ตอ งใหป ระชาชนมีความสุขเสมอกัน มกี ฎหมายใหความยุติธรรมแกป ระชาชนท่วั ไป
5. ใหเ ปล่ียนแปลงแกไขขนบธรรมเนียม และกฎหมายท่ีใชไมไดที่กีดขวางความเจริญของ
บานเมอื ง
6. ใหมีเสรีภาพในทางความคิดเห็น และใหแสดงออกไดในที่ประชุมหรือในหนังสือพิมพ
การพูดไมจริงจะตองมีโทษตามกฎหมาย
นอกจากน้ียังมีขอเสนอของเทียนวรรณ หรือ ต.ว.ส.วัณณาโภ นักคิดและบรรณาธิการ
หนังสือพิมพในสมัยน้ันไดเสนอแนวคิดผานขอเขียนของเขาที่มีความกาวหนากวาขอเสนอของ
เหตุการณ ร.ศ. 103 กลา วคือ ไดมกี ารเรยี กรอ งใหมีการแตง ตงั้ รัฐสภาทีม่ าจากราษฎร แต รชั กาลที่ 5
ก็ทรงเห็นวา ประเทศไทยในขณะนัน้ ยังไมพ รอ มท่ีจะมรี ัฐธรรมนูญและรฐั สภา แตพระองคก็นําแนวคิด
เหลา นมี้ าดําเนนิ นโยบายในการปรับปรุงการบริหารราชการแผนดิน โดยไดทรงจัดตั้งสภาที่ปรึกษา
ราชการแผนดนิ และสภาที่ปรึกษาในพระองคข ึ้นมาชว ยในการบรหิ ารราชการแผนดิน อยางไรก็ตาม
ประวัติรัฐธรรมนูญไทย 131
พระองคทรงยอมรับวาในอนาคตการปกครองของประเทศจะตองเปล่ียนไปในทิศทางที่ตองจัดต้ัง
รฐั ธรรมนูญและรัฐสภา
พฒั นาการเก่ียวกับรัฐธรรมนูญในสมัยรัชกาลท่ี 6 กลาวคือ เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ
เกลา เจา อยหู วั ขน้ึ ครองราชย ไดมีคณะนายทหารและพลเรือนรวมตัวกัน เรียกวา คณะ ร.ศ. 130 ได
วางแผนทจ่ี ะปฏิวตั เิ ปลีย่ นแปลงการปกครองเปน ระบอบประชาธปิ ไตยที่กษตั ริยอ ยูภายใตรัฐธรรมนูญ
ดังเชน ท่มี กี ารเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศญี่ปุน โดยเชื่อวาแนวทางดังกลาวจะชวยในการ
พัฒนาประเทศใหเจริญกา วหนา ได แตคณะกอการนี้ไดถ กู จบั กุมเสยี กอ น ในแนวทางของคณะกอการ
น้ันรัชกาลท่ี 6 ทรงไมเห็นดวยและไดทรงพระบรมราชาธิบายในประเด็นสําคัญ กลาวคือ ในขอดี
ระบอบกษตั ริยภ ายใตรัฐธรรมนญู สง ผลใหอ าํ นาจการปกครองไมไดต กอยกู ับคนๆ เดยี ว ดงั เชนระบอบ
สมบรู ณาญาสิทธิราชย ดังน้ัน ในทางทฤษฎีระบอบกษัตริยภายใตรัฐธรรมนูญจึงมีขอไดเปรียบในแง
การตดั ความแนน อนเรอื่ งคณุ สมบัตขิ องพระมหากษตั รยิ ในการปกครองระบอบสมบูรณาญาสทิ ธริ าชย
และพระองคไดทรงมีพระบรมราชาธิบายขอเสียของระบอบกษัตริยภายใตรัฐธรรมนูญไวดังน้ี คือ
(อภิชาติ แสงอมั พร, 2559 : 209-210)
ประการแรก หากประชาชนยังไมพ รอมโดยไมมีความรูพอเพียงตอการปกครองตนเองได ก็
อาจสรา งมตมิ หาชนในทางท่ผี ดิ เปนผลรายตอชาตไิ ด
ประการทส่ี อง ถาประชาชนไมรจู ักและไมเ ขา ใจการเลือกตั้งจึงไมอาจเลือกคนดีเขาสภา แต
จะเลอื กเพราะมีคนมาชกั จูงและตดิ สินบน จงึ ทําใหประชาธิปไตยกลายเปน คณาธปิ ไตย
ประการที่สาม การปกครองระบอบประชาธิปไตยตองอาศัยนักการเมืองอาชีพผลัดเปล่ียน
หมนุ เวยี นเขา มาบริหารประเทศ หากมกี ารเปล่ยี นรัฐบาลบอยครง้ั กจ็ ะทําใหก ารปกครองบอบชํ้า ทํา
ใหก ารดําเนินนโยบายไมต อเนื่องกนั การงานลาชา
ประการที่สี่ พรรคการเมอื งผลดั กนั เปน รฐั บาลทําใหอํานาจมิไดอยูในมือประชาชนที่แทจริง
เพราะพรรคการเมืองใดที่มีทุนมากก็อาจจะลอใจประชาชนไดตางๆ นานา ใหเลือกพรรคของตน
ฉะน้ัน อํานาจจงึ เปน ของคนกลมุ นอย โดยเฉพาะอยา งย่ิงคนที่บริจาคเงนิ ใหแกพรรคมากที่สุด ก็มกั จะ
มอี ํานาจมากทีส่ ดุ การลงมตใิ ดๆ ในสภาก็เปนไปตามความประสงคของบุคคลเหลาน้ี ราษฎรจึงไมได
รับผลประโยชนอะไร
ประการท่ีหา การมีรัฐสภาไมสามารถแกไขปญหาการฉอราษฎรบังหลวงใหหมดไป เพราะ
ตราบใดผมู อี าํ นาจยังมีทางเลอื กใหบ าํ เหน็จแกใครไดตามชอบใจ ตราบนั้นก็ยังคงมีผูคนสอพลอและ
คนหัวประจบ จะผิดกนั ก็แตช ่ือท่ีเรยี กผูมอี ํานาจเทาน้นั จะเห็นไดวาพระบรมราชาธิบายของพระองค
ไดสะทอ นใหเ หน็ ถงึ ประเดน็ ในเรอื่ งความพรอ มของประชาชนในการปกครองตนเองและการเลือกตั้ง
ซึง่ จะสง ผลใหเ กดิ ปญหากลายเปน การปกครองโดยคนจํานวนนอยท่ีเปน คณาธิปไตย
เม่ือรัชกาลที่ 7 ทรงข้ึนครองราชยใหมๆ ไดมีราษฎรถวายฎีกาขอใหพระองคพระราชทาน
รัฐธรรมนญู และหนังสือพมิ พหลายฉบับไดเสนอบทความเกีย่ วกับปญหาบานเมือง ซึ่งสิ่งเหลานี้ทําให
132 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมือง
รัชกาลท่ี 7 ทรงเริม่ มพี ระราชดําริท่ีจะแสวงหาแนวทางการปกครองที่เหมาะสมกับสังคมไทยหลาย
ประการ คอื (อภิชาติ แสงอมั พร, 2559 : 210)
ประการแรก ไดทรงปรึกษาในเร่ืองรูปแบบการปกครองแบบรัฐสภาโดยมีผูแทนราษฎรมา
ปฏิบตั หิ นาที่กับพระยากัลยาณไมตรีซึ่งมีความเห็นเหมือนกับพระราชดําริของรัชกาลที่ 7 ท่ีเห็นวา
ประเทศไทยยงั ไมพรอ มท่จี ะมีรฐั สภาทม่ี าจากประชาชนโดยตรง เพราะประชาชนยังไมมีความพรอม
ในหลายๆ ดา น โดยเชอ่ื วา ระบบรัฐสภาท่ีมีประสิทธิภาพ ตองมาจากการเลือกตั้งอยางใชสติปญญา
ของผูมสี ิทธเิ ลือกต้ัง จงึ ควรรอใหป ระชาชนสวนใหญไดรับการศึกษาสงู ขน้ึ กอน
ประการท่สี อง ทรงมพี ระราชดาํ ริท่จี ะตอ งเตรียมการใหประชาชนรูเร่ืองประชาธิปไตยอยาง
คอยเปนคอยไป พระองคจึงทรงปรับปรุงสภาองคมนตรี โดยคัดเลือกผูที่มีลักษณะคลายกับสภา
ผูแทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตย
ประการท่สี าม แรงกดดันจากหนงั สอื พมิ พใ นเร่ืองการเรียกรองใหเปล่ียนแปลงการปกครอง
ตามแบบประเทศตา งๆ เชน สหรฐั อเมริกา รัสเซีย จีน เปนตน ทําใหรัชกาลท่ี 7 มีพระราชดําริท่ีจะ
เตรยี มการใหประชาชนท่ัวไปมีความรูในระบอบรัฐสภาและสามารถดําเนินงานในระบอบรัฐสภาได
อยางมปี ระสิทธภิ าพ ทรงมพี ระราชดาํ ริจะใหม สี ภาเทศบาล (Municipal Council) และการปกครอง
ทอ งถ่ิน (Local Govenment) เพื่อใหประชาชนไดเ รยี นรกู ารปกครองตนเองต้ังแตร ะดับทอ งถน่ิ เพ่ือ
เปนการเตรียมปูพื้นฐานประชาธิปไตยในระดับรากฐาน การดําเนินการในคร้ังนี้ไดมีกรรมการราง
พระราชบัญญัติเทศบาลเสร็จในป พ.ศ. 2473 แตก็มิไดมีการดําเนินการในทางปฏิบัติใหเกิดผลแต
อยางใด
การดําเนนิ การในประการตอไป คือ การเตรยี มการพระราชทานรัฐธรรมนูญใหแกช าวไทย ใน
ประเดน็ น้ี เมอ่ื พ.ศ. 2474 ทรงโปรดเกลาฯ ใหพ ระยาศรีสารวาจา (เทียนเล้ียง ฮุนตระกูล) และนาย
เรมอนด บ.ี สตีเวนส (Reymond B.Stevens) เปนกรรมการในการรางรัฐธรรมนูญ และรางเสร็จใน
เดือนมีนาคม พ.ศ. 2474 โดยใชชื่อวา An Outline of Changes in the Form of Government
ในรา งฉบับนี้ไดก าํ หนดรปู แบบการปกครองประชาธิปไตยแบบรฐั สภา มกี ารเลอื กต้ังสมาชกิ สภาผแู ทน
ราษฎร กษัตริยจะมไิ ดทรงบรหิ ารราชการแผนดนิ แตจ ะมีบุคคลหนงึ่ เปนประธานของเสนาบดที ม่ี ีจาก
การเลือกตัง้ ของพระมหากษัตริยและเปน ผลู งนามรับสนองพระราชโองการ ทําใหพระมหากษัตริยไม
ทรงอยใู นฐานะที่ตองรับผิดชอบทางการเมอื ง อยูในสถานะเหนือการเมือง รางดังกลาวถูกสงไปใหที่
ประชมุ อภริ ัฐมนตรีสภาพิจารณาและที่ประชุมไมเห็นดวยกับหลักการในรางดังกลาว จึงถูกระงับไว
และมไิ ดด ําเนินการใดตอ
นรนติ ิ เศรษฐบตุ ร (2558 : 34-35) ไดกลาวไววา แมวาจะมีการเตรยี มการเปล่ียนแปลงระบบ
การปกครองของรัชกาลที่ 7 ดังกลาวแลวก็ตาม แตก็ไมอาจหยุดย้ังความตองการทําการปฏิวัติของ
ผกู อ การได เน่อื งจากความไมพ อใจในระบบการปกครอง ความเหลื่อมลา้ํ และการท่ีขาราชการรุนใหม
ขาดโอกาสที่จะกาวหนาเพราะถูกกีดกันโดยระบบเกา ทําใหเกิดการทําการปฏิวัติเปล่ียนแปลงการ
ปกครองขึ้นในวันท่ี 24 มถิ ุนายน พ.ศ. 2475 ในนามของคณะราษฎรซ่ึงประกอบดวยกลุมพลเรือนที่
ประวตั ิรฐั ธรรมนูญไทย 133
นําโดยนายปรีดี พนมยงค และกลุมนายทหารที่นําโดยพระยาพหลพลพยุหเสนา ซึ่งเปนหัวหนา
คณะราษฎร คณะราษฎรไดออกประกาศฉบับแรกหลังจากปฏิวัติสําเร็จ โดยไดแถลงอุดมการณของ
คณะราษฎรทเ่ี รียกวา หลักการในการปกครองประเทศ 6 ประการ คอื
1. รกั ษาความเปน เอกราชทงั้ หลาย เชน เอกราชในทางการเมือง ทางศาล ทางเศรษฐกิจ
เปนตน ของประเทศ
2. รกั ษาความปลอดภยั ในประเทศ ใหก ารประทษุ รายตอ กนั ลดลงใหมาก
3. บํารงุ ความสุขสมบูรณของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหมจะหางานใหราษฎร
ทกุ คนทาํ จะวางโครงการเศรษฐกจิ แหงชาติ ไมปลอ ยใหราษฎรอดอยาก
4. ใหราษฎรมีสิทธเิ สมอภาคกัน
5. ใหราษฎรมีเสรีภาพไมขัดตอหลัก 4 ประการขางตน
6. ใหก ารศกึ ษาอยา งเตม็ ท่แี กร าษฎร
เมอ่ื คณะราษฎรไดท ําการปฏิวัติสําเร็จแลว ไดแถลงความประสงคท่ีจะใหมีรัฐธรรมนูญการ
ปกครองแผนดินเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ แตยังคงยอมใหมีกษัตริยอยูภายใต
รัฐธรรมนูญ
กลา วโดยสรปุ ไดว า สภาพทัว่ ไปกอนประกาศใชรัฐธรรมนูญสภาพปญหาตาง ๆ ทางสงั คมของ
ไทยในสมัยรัชกาลท่ี 6 และ สมัยรัชกาลที่ 7 ถามองภาพรวมของประชาชนสวนใหญไมมีความ
เดอื ดรอนในเร่ืองใด เพราะประชาชนเคารพและศรัทธาในองคพระมหากษัตริย ชวี ติ ความเปนอยูเ รยี บ
งาย ประชาชนมีวฒั นธรรมและประเพณีทเ่ี คารพผปู กครอง และประการสําคัญพระบาทสมเด็จพระ
เจาอยูหวั กท็ รงอยใู นทศพศิ ราชธรรม ถงึ แมจะมีขนุ นางทําหนา ทหี่ ลายอยา งแทนพระมหากษตั รยิ แตก็
มิไดทําความเดือดรอนใหกับประชาชนจนเกินควร จึงเห็นวาความเปนอยูของประชาชนไทยใน
ขณะนัน้ อยกู ันอยางสงบสขุ
เหตผุ ลท่ีแทจ รงิ ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปน
ระบอบประชาธปิ ไตยเม่อื วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 น้ันนาจะมาจากความตองการเปลี่ยนแปลง
ของคณะผกู อการเปนสําคัญที่ตองการใหประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงเปนระบอบประชาธิปไตย
ประชาชนไดเ ขามามสี วนรวมในการปกครองประเทศ ทงั้ นเี้ พราะประเทศยโุ รปตา งไดเ ปลยี่ นแปลงการ
ปกครองจากระบอบสมบรู ณาญาสิทธริ าชยมาเปนระบอบประชาธิปไตยแลวมีความกาวหนามีความ
เจรญิ ซ่ึงคณะผูกอการคาดการวา ประเทศไทยจะเจรญิ เชน ประเทศดงั กลา ว
สาระสําคญั ของรัฐธรรมนญู ไทยภายหลงั เปลยี่ นแปลงการปกครองในป พ.ศ. 2475 ถึง
พ.ศ. 2560
ห ลั ง จ า ก ท่ี ค ณ ะ ร า ษ ฎ ร ไ ด ทํ า ก า ร ป ฏิ วั ติ เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ก า ร ป ก ค ร อ ง จ า ก ร ะ บ อ บ
สมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยม าเปนระบอบประชาธิปไตยทม่ี ีพระมหากษตั ริยทรงเปนประมุข ก็ไดมีการนํา
รฐั ธรรมนญู มาใชเปน เครือ่ งมือในการใชอํานาจการปกครอง
134 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง
นรนิติ เศรษฐบุตร (2558 : 397) ไดสรุปไววา เม่ือศึกษาถึงวิวัฒนาของการไดมาของ
รัฐธรรมนญู ต้งั แตฉ บับแรกในวนั ที่ 27 มถิ ุนายน พ.ศ. 2475 มาจนถงึ รฐั ธรรมนญู (ฉบับชั่วคราว) วันท่ี
22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 นับเปนเวลาแปดสบิ สองปกวาของการพัฒนาการเมืองไทย เราก็ไดเห็นวา
รฐั ธรรมนูญไดเ ปน สถาบนั การเมืองอนั เปน ทยี่ อมรบั ของมหาชนไทยมาตามลําดับ แมว า ตัวรัฐธรรมนูญ
แตล ะฉบับจะถูกยกเลกิ ไดโ ดยคณะผยู ึดอํานาจมาแลวหลายคร้ัง แตก็จัดใหมีรัฐธรรมนูญฉบับใหมมา
ใชบ ังคับแทน
ต้ังแตเ ปลย่ี นแปลงการปกครองในป พ.ศ. 2475 ถึงปจ จบุ ัน ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญท้ังส้ิน
20 ฉบับ เพื่อใหเ หน็ ถงึ พัฒนาการของรฐั ธรรมนญู ไทย จึงขอกลาวถงึ สาระสาํ คัญของรัฐธรรมนูญแตล ะ
ฉบบั อยางสน้ั ๆ พอสังเขป ดงั นี้
ฉบับท่ี 1 พระราชบญั ญตั ธิ รรมนญู การปกครองแผน ดนิ สยามช่วั คราว พุทธศกั ราช
2475
เปนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ประกาศใชภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดย
คณะราษฎร โดยมีเจตนาที่จะประกาศใชเปนการช่ัวคราว กอนที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร มีการ
บัญญตั แิ นวทางหลกั ในการปกครองประเทศ ใหอํานาจอธิปไตยเปนของประชาชน พระมหากษัตริย
ทรงใชอ ํานาจบรหิ ารทางคณะกรรมการราษฎร อํานาจตุลการทางศาล และอาํ นาจนติ ิบัญญัติทางสภา
ผแู ทนราษฎร รฐั ธรรมนญู ฉบบั น้ีมลี กั ษณะการจํากัดอํานาจกษัตริยและใชเปนเคร่ืองมือปกปองและ
เอื้อประโยชนแกคณะราษฎร โดยสภาผูแทนราษฎรมีจํานวน 70 คน แตมาจากการแตงตั้งโดย
คณะราษฎร แลฝายบริหารไมมีอํานาจยุบสภา (จักษ พันธชูเพชร, 2557 : 84) มีผลใชบังคับตามคํา
กราบบังคมทูลของคณะราษฎร เม่ือวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ถูกยกเลิกเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม
พ.ศ. 2475 จากการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รสยาม พ.ศ. 2475
หลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับน้ีกลาวถึงสถาบันไว 3 สถาบัน คือ กษัตริย สภา
ผแู ทนราษฎร และกรรมการราษฎร ซึ่ง มนตรี รูปสุวรรณ (2543 : 168) ณัฐกร วิทิตานนท (2557 :
218-220) และ ชาญชยั แสวงศกั ดิ์ (2560ข : 320-422) ไดกลา วไวส รุปไดด งั นี้
1. เปนการระบุเปนครั้งแรกวาอํานาจสูงสุดเปนของราษฎรท้ังหลาย และกําหนดใหผูใช
อาํ นาจแทนราษฎรไดแก กษัตรยิ สภาผแู ทนราษฎร คณะกรรมการราษฎร และศาล
2. จาํ กัดพระราชอํานาจของกษตั รยิ กลา วคอื หากจะกระทาํ การใดๆ ตอ งมีคณะกรรมการ
ราษฎรลงนามกาํ กับ และหากไมทรงลงพระปรมาภไิ ธยในรา งพระราชบญั ญัติทีท่ ลู เกลาฯ ไปภายใน 7
วัน สภาผูแ ทนราษฎรสามารถลงมตยิ ืนยันและประกาศใชได
3. รฐั ธรรมนูญกาํ หนดใหส ภาผแู ทนราษฎรมีทมี่ าของสมาชกิ แตกตางกัน โดยกําหนดเปน 3
สมยั (ระยะ) โดยในสมยั ทห่ี น่ึง ใหผ ูร กั ษาพระนครฝา ยทหารแตงตงั้ สมาชกิ สภาผูแทนราษฎรชั่วคราว
70 คน
ประวตั ิรัฐธรรมนญู ไทย 135
4. กําหนดหนาทข่ี องคณะกรรมการราษฎร องคป ระกอบของคณะกรรมการราษฎร อาํ นาจ
ในการเจรจาขอตกลงและสนธสิ ญั ญาระหวา งประเทศ การประกาศสงคราม ซึ่งกษัตริยทรงใชไดโดย
คําแนะนําของคณะกรรมการราษฎร
5. การกําหนดใหกระบวนการยุติธรรมเปนไปตามกฎหมายและกระบวนการศาลในเวลา
นนั้
ฉบบั ที่ 2 รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รสยาม พทุ ธศกั ราช 2475
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใหความสําคัญในบทบาทของพระมหากษัตริยมากข้ึน เชน การให
พระมหากษตั รยิ ม พี ระราชอาํ นาจยบุ สภาผูแทนราษฎรได จึงถือเปนการคืนพระราชอํานาจบางสวน
ใหแ กพระมหากษัตรยิ แตกลบั ไมไ ดก ลาวถึงบทบาทของคณะราษฎรทีช่ ดั เจนไว และไมเปด โอกาสใหมี
การตัง้ พรรคการเมอื ง จงึ อาจกลา วไดวารัฐธรรมนญู ฉบบั นี้ไมไ ดมีเจตนาในการสรางสรรคการปกครอง
ระบอบประชาธปิ ไตยอยา งแทจ ริง แตด ูจะเปนการเขียนขึน้ เพอื่ ใชเปน เครอ่ื งมอื ในการคงไวซึ่งอํานาจ
ทางการเมอื งของกลมุ คน คณะตนเทาน้ัน (จักษ พันธชูเพชร, 2557 : 84) มีผลบังคับใชเมื่อวันท่ี 10
ธนั วาคม พ.ศ. 2475 ถกู ยกเลิกเม่ือวันท่ี 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 เม่ือประกาศใชรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2489
หลกั การสําคญั ของรัฐธรรมนูญฉบับน้กี ลาวถึง “พระมหากษัตริย” แทนคําวา “กษัตริย” ที่
เคยใชอยูในพระราชบัญญัติ แตยังหามมิใหพระบรมวงศานุวงศตั้งแตช้ันหมอมเจาขึ้นไปโดยกําเนิด
หรอื โดยแตง ตั้ง ลงสมคั รรับเลอื กต้ังหรอื มตี าํ แหนง ทางการเมอื ง แตยงั ทรงสทิ ธิออกเสียงเลอื กต้งั ส.ส.
ได ซ่ึง กจิ บดี กอ งเบญจภุช (2553 : 45) ณัฐกร วิทิตานนท (2557 : 220-223) และ ชาญชัย แสวง-
ศักดิ์ (2560ข : 322-324) ไดกลาวไว สรปุ ไดดังน้ี
1. อํานาจอธปิ ไตยเปน ของปวงชนชาวสยามมีพระมหากษัตริยเปนประมุข ทรงใชอํานาจ
โดยบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ อํานาจอธิปไตยแบงเปนสามสวน โดยมีสภาผูแทนราษฎรเปนผูใช
อํานาจนิตบิ ัญญัติ มคี ณะรัฐมนตรเี ปน ผใู ชอ าํ นาจบริหาร และศาลเปนผูใชอํานาจตลุ าการ
2. พระมหากษตั รยิ ท รงอยูในฐานะอันเปนที่เคารพสักการะ ผูใดจะละเมิดมิได ทรงดํารง
ตําแหนงจอมทัพ ตามรัฐธรรมนูญกําหนดตองเปนพุทธมามกะ ลงนามในสัญญาสันติภาพ ทํา
สนธิสัญญากับนานาประเทศ และยังทรงมีพระราชอํานาจทางอภัยโทษ ทรงเรียกเปดและปดสมัย
ประชมุ สภาผูแ ทนราษฎร ตลอดจนยุบสภาผแู ทนราษฎร
3. พระมหากษัตริยทรงแตง ตง้ั นายกรัฐมนตรีโดยคําแนะนําของสภาผูแทนราษฎร และให
นายกรฐั มนตรเี ปน ผูจ ัดตั้งคณะรฐั มนตรี
4. สมาชกิ สภาผูแทนราษฎรอยูใ นตาํ แหนง คราวละ 4 ป สมาชิก 2 ประเภท ประกอบดวย
สมาชกิ ท่หี นึง่ มาจากการเลอื กตั้ง 2 ชน้ั โดยราษฎรชาย หญิง ท่ีมีอายะ 20 ปบริบูรณ และมีสัญชาติ
ไทยตามกฎหมาย และภายใตเ งื่อนไขท่ีระบไุ วใ น พ.ร.บ. เลือกต้ังสมาชิกสภาผแู ทนราษฎร พ.ศ. 2475
โดยการจัดการเลือกต้ังผูแทนตําบล แลวใหผูแทนตําบลเลือกผูแทนราษฎรอีกชั้นหนึ่ง สวนสมาชิก
136 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมือง
ประเภททส่ี อง ไดรบั แตง ตั้งโดยพระมหากษตั ริยตามคําแนะนําของคณะรัฐมนตรี และจะยกเลิกโดย
กําหนดระยะเวลาไววาหากมีจํานวนราษฎรผูมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจบ
การศกึ ษาชน้ั ประถมศกึ ษาเกนิ กวา คร่งึ หนงึ่ ของจาํ นวนผมู ีสทิ ธอิ อกทง้ั หมด หรอื ในระยะเวลา 10 ป
5. กําหนดใหพระบรมวงศานวุ งศตัง้ แตช ั้นหมอ มเจาข้ึนไป ไมวา จะทรงอสิ รยิ ยศโดยกําเนิด
หรือแตง ตั้งกต็ าม ยอมดาํ รงอยูใ นฐานะเหนอื การเมอื ง
รฐั ธรรมนญู ฉบบั นีถ้ ูกแกไ ข 3 คร้งั ครั้งสําคญั คือรัฐธรรมนูญแกไ ขเพ่ิมเตมิ วา ดว ยนามประเทศ
พ.ศ. 2482 มผี ลใหเปลีย่ นชอ่ื เปนรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2475
ฉบับที่ 3 รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2489
รัฐธรรมนูญฉบับนี้นําหลักการการปกครองแบบรัฐสภามาใชและใหอํานาจฝายนิติบัญญัติ
อยางเต็มท่ีในการตราพระราชบัญญัติ รัฐสภาประกอบดวย 2 สภา คือ พฤฒสภา และสภา
ผูแทนราษฎร ซ่ึงสมาชกิ ของท้ังสองสภามาจากการเลอื กตั้ง โดยสมาชิกพฤฒสภามาจากการเลือกต้ัง
ทางออม อยใู นวาระ 6ป สวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง อยูในวาระ 4 ป
และบคุ คลจะดํารงตําแหนงในสองสภาพรอมกันไมได อยา งไรกต็ าม สภาผแู ทนราษฎรมีอํานาจในการ
ควบคุมฝา ยรฐั บาลมากกวา พฤฒสภา เพราะสามารถเปด อภิปรายและลงมติไมไววางใจรฐั บาลท้งั คณะ
และรายบคุ คลได ในขณะที่พฤฒสภาไมส ามารถลงมติไมไววางใจรัฐบาลได จะทาํ ไดเ พียงการตั้งกระทู
ถามในรัฐสภา เวนแตวันแถลงนโยบายรัฐบาล มีการแยกขาราชการประจําออกจากขาราชการ
การเมือง นั่นคือ ขาราชการประจําจะดํารงตําแหนงขาราชการการเมืองไมได นอกจากน้ียังมีการ
กําหนดใหอํานาจฝายตุลาการมีอิสระในการพิจารณาคดี โดยกําหนดใหมีคณะกรรมการตุลาการ
(ก.ต.) ทําหนาที่ในการบริหารงานบุคคลใหกับผูพิพากษา เพ่ือปองกันอํานาจจากฝายบริหารหรือ
นิติบัญญัติที่จะเขาไปแทรกแซง (จักษ พันธชูเพชร, 2557 : 84-85) บังคับใชเมื่อ 10 พฤษภาคม
พ.ศ. 2489 จาํ นวน 96 มาตรา ถูกลมเลิกลงในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 โดยการรัฐประหาร
ของ “คณะทหารของชาต”ิ
หลักการสาํ คญั ของรัฐธรรมนญู ฉบับนีย้ กรางขน้ึ โดยคณะกรรมาธกิ ารวิสามัญท่ีต้ังขึ้นโดยสภา
ผูแทนราษฎร ซึ่ง มนตรี รูปสุวรรณ (2543 : 171-173) ณัฐกร วิทิตานนท (2557 : 224-226) และ
ชาญชยั แสวงศักด.ิ์ (2560ข : 324-325) ไดกลาวไว สรปุ ไดด งั นี้
1. การยกเลิกสมาชิกสภาผูแทนราษฎรประเภทที่ 2 (ที่มาจากการแตงต้ัง) ใหอํานาจนิติ
บญั ญตั ิประกอบดวย 2 สภา คือ พฤฒสภาและสภาผูแทนราษฎร รวมเรียกวารัฐสภา สมาชิกพฤฒ
สภาประกอบดวยผูซ ึ่งองคการเลือกตั้งสมาชกิ พฤฒสภาเปนผเู ลอื กตัง้ (โดยกาํ หนดวธิ เี ลือกต้ังไวใ นบท
เฉพาะกาล)
2. สมาชิกสภาผแู ทนมาจากการเลอื กตั้ง
3. ใหร ฐั สภามีอาํ นาจสูงสุดในการตคี วามรฐั ธรรมนูญ
ประวัติรัฐธรรมนูญไทย 137
4. มีบทบัญญัติหามขาราชการประจําเปนรัฐมนตรี มีผลใหแยกการเมืองออกจาก
ขาราชการประจาํ
5. บัญญัตใิ หมีคณะตุลาการรฐั ธรรมนูญจํานวน 15 คนขึ้นเปน ครั้งแรก แตทําหนาท่ีตีความ
เฉพาะสว นทขี่ ัดแยง ระหวางศาลกบั การบังคับใชก ฎหมาย
ฉบบั ท่ี 4 รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย (ฉบบั ชวั่ คราว) พุทธศกั ราช 2490
รัฐธรรมนูญฉบับน้ียังคงไวซ ึ่งการปกครองระบอบรัฐสภาท่ีมีสองสภา คือ สภาผูแทนราษฎร
กับวฒุ สิ ภา (พฤฒสภา เดมิ ) แตส มาชกิ วฒุ ิสภามาจากการแตง ตงั้ ของพระมหากษัตริย ดํารงตําแหนง
คราวละ 6 ป เฉพาะในวาระแรก เม่ือครบกาํ หนด 3 ป ใหจับฉลากออกกงึ่ หนึ่ง และสมาชิกวุฒิสภามี
อํานาจเทาเทียมกับสมาชิกสภาผูแทนราษฎร มีการเปดโอกาสใหขาราชการประจําสามารถดํารง
ตําแหนงขาราชการการเมืองได และรัฐมนตรีไมจําเปนตองเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร แต
สมาชกิ สภาผูแทนราษฎรจะเปนขาราชการประจําไมได (จักษ พันธชูเพชร, 2557 : 85) ประกาศใช
เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ถูกเปล่ียนผานอยางราบรื่น ในวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2492
หลังจากการประกาศใชรฐั ธรรมนูญ
หลกั การสําคญั ของรัฐธรรมนญู ฉบับนี้ยกรางข้ึนโดย พล.อ.ท.หลวงกาจสงคราม ซ่ีง ณัฐกร
วิทิตานนท (2557 : 226-229) และ ชาญชัย แสวงศักด์ิ (2560ข : 326-327) ไดก ลาวไว สรุปไดดงั น้ี
1. ใหอํานาจนิติบัญญัติ ประกอบดวยวุฒิสภากับสภาผูแทน โดยมีพระมหากษัตริยทรง
แตง ต้งั วุฒสิ ภา และมีจํานวนเทากับสมาชิกสภาผูแทน ใหวุฒิสภามีอํานาจเทากับสภาผูแทนในการ
เสนอรางกฎหมาย และสามารถลงมติรว มกบั สภาผแู ทนในการลงมติความไวว างใจคณะรัฐมนตรี
2. เพมิ่ หมวดวา ดวยอภิรัฐมนตรี ใหม ีคณะอภิรฐั มนตรีจํานวน 5 คน เปนผูบริหารราชการ
ในพระองคและถวายคําปรกึ ษาแดพระมหากษัตริย โดยพระมหากษตั ริยท รงแตง ต้งั
3. ในหมวดอํานาจนิติบญั ญตั ิ มกี ารเปลีย่ นแปลงคําเรียกสภาผูแทนราษฎรเปนสภาผูแทน
มวี าระ 4 ป กาํ หนดใหสมาชกิ สภาผูแทนตองไมเ ปน ขาราชการประจาํ กลับมาใชค ําวา วุฒิสภา แทนคํา
วา พฤฒสภา โดยพระมหากษัตรยิ ท รงแตง ตง้ั สมาชกิ วฒุ ิสภาเทากับจํานวนสมาชิกสภาผแู ทน กําหนด
วาระ 6 ป โดยในวาระแรกเมอื่ ครบสามป ใหจบั ฉลากออกก่ึงหน่ึง
4. ในระหวางทีไ่ มม สี ภาผูแทน วุฒิอาจประชุมได โดยนัยคือ การใหทําหนา ท่รี ฐั สภา
5. คณะรัฐมนตรปี ระกอบดวยบคุ คลทพี่ ระมหากษตั ริยทรงแตงต้ังจํานวน 15-25 คน และ
ใหประธานคณะอภิรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ สวนรัฐมนตรีจะเปนขาราชการ
ประจาํ ไมไ ด
6. การแกไขเพมิ่ เติมรฐั ธรรมนญู กระทําไดโ ดยความเห็นชอบของรัฐสภา ซ่ึงในระหวางที่ยัง
ไมม กี ารเลอื กต้งั สภาผแู ทนใหวุฒิสภาทาํ หนาท่รี ฐั สภา
7. กาํ หนดใหม สี ภารางรัฐธรรมนญู และกาํ หนดใหรางรฐั ธรรมนูญเสร็จส้นิ ภายใน 180 วนั
138 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง
ฉบับท่ี 5 รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2492
รฐั ธรรมนูญฉบับน้ีเทิดทูนพระมหากษัตริยเปนอยางมาก สวนการปกครองยังคงกําหนดให
ปกครองในระบบรัฐสภาทปี่ ระกอบดว ยสภาผแู ทนราษฎรกับวฒุ สิ ภา โดยระบุวาผูท่ีดํารงตําแหนงใน
สภาใดแลว จะดํารงตําแหนง ในอกี สภาไมได หลักความเปนกลางทางการเมืองของขาราชการประจํา
หามขาราชการดํารงตําแหนงขาราชการการเมือง และหามขาราชการเมืองดํารงตําแหนงอื่นๆ ใน
รัฐวิสาหกิจหรือสัมปทานจากรัฐ (จักษ พันธชูเพชร, 2557 : 85) ประกาศใชในวันที่ 23 มีนาคม
พ.ศ. 2492 ถกู ลมเลกิ อกี เมอ่ื วนั ท่ี 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494
หลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับน้ีเปนฉบับแรกที่ยกรางขึ้นโดยสภารางรัฐธรรมนูญท่ี
ต้ังข้ึนโดยรัฐธรรมนูญฉบับกอน ซ่ึง กิจบดี กอ งเบญจภุช (2553 : 50-54) ณัฐกร วิทิตานนท (2557 :
229-232) และ ชาญชัย แสวงศักดิ์ (2560ข : 327-329) ไดก ลา วไว สรปุ ไดดงั นี้
1. มีการต้ังองคมนตรีมีหนาท่ีใหคําปรึกษาแกกษัตริยข้ึนเปนครั้งแรก โดยถวายเปนพระ
ราชอํานาจตามพระราชอัธยาศยั
2. กําหนดการสืบราชสมบัติใหเปนไปตามกฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบสันตติวงศ
พ.ศ. 2467 และความเห็นชอบจากรฐั สภา โดยกํากับไวดว ยการการยกเลิกแกไขเพ่ิมเติมกฎมณเฑียร
บาลฯ จะกระทํามไิ ด
3. แยกสทิ ธเิ สรภี าพและหนาที่ออกจากกัน และมีการเพ่ิมรายละเอียดมากข้ึนในหมวด 3
และ 4
4. กําหนดแนวนโยบายแหง รัฐในหมวด 5 ข้นึ เปน คร้งั แรก
5. กําหนดใหมี 2 สภา คือ วุฒิสภาและสภาผูแทน ใหศักด์ิของวุฒิสภาเหนือสภาผูแทน
โดยใหประธานวุฒสิ ภาเปนประธานรัฐสภา
6. กษัตริยทรงเลอื กและแตงตั้งสมาชิกวุฒิสภา 100 คน โดยมีองคมนตรีเปนผูลงนามรับ
สนองพระบรมราชโองการ มีวาระดํารงตําแหนง 6 ป เม่ือครบสามปของสมัยแรกใหจับสลากออก
ครง่ึ หน่ึงเพือ่ เปลี่ยนสมาชกิ
7. กาํ หนดใหมีหมวดตุลาการรัฐธรรมนญู เปน คร้งั แรก ใหประธานวุฒสิ ภาเปน ประธานตุลา
การรัฐธรรมนูญ โดยมีประธานสภาผูแทน ประธานศาลฎีกา อธิบดีศาลอุทธรณ อธิบดีกรมอัยการ
และบุคคลอน่ื อกี 4 คน
ฉบับที่ 6 รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช 2475 แกไขเพม่ิ เติม
พุทธศกั ราช 2495
รัฐธรรมนญู ฉบบั นเ้ี ปน ไปเพื่อเอ้ือประโยชนแ กผ นู ําทางการเมือง เชน ใชระบบสภาเดียว คือ
สภาผแู ทนราษฎร ทีป่ ระกอบดวยสมาชกิ 2 ประเภท คอื ประเภทท่มี าจากการเลอื กตงั้ อยใู นตําแหนง
5 ป กบั ประเภทที่มาจากการแตงตั้ง ใหอยูในตําแหนง 10 ป ในจํานวนสมาชิกที่เทากันของทั้งสอง
ประเภท นอกจากนย้ี ังไมมีขอหา มขา ราชการประจําท่จี ะดาํ รงตําแหนงขาราชการทางการเมือง และ
ประวัติรัฐธรรมนูญไทย 139
รฐั มนตรไี มจ าํ เปน ตอ งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร (จักษ พันธชูเพชร, 2557 : 85) ประกาศใชเมื่อ
วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2495 ถกู ยกเลกิ เม่ือ 20 ตลุ าคม พ.ศ. 2501 เปน พลพวงจากการรัฐประหารยึด
อาํ นาจอกี ครง้ั ของคณะผูก อการชดุ เดมิ
หลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญรัฐธรรมนูญฉบับนี้คณะรัฐประหารนําโดย จอมพล ป.
พิบูลสงคราม ไดท าํ รัฐประหารโดยยกเลิกรฐั ธรรมนูญฉบับกอนเม่ือวันท่ี 29 พฤศจิกายน 2494 แลว
กราบบังคมทูลใหมีประกาศพระบรมราชโองการใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2475 แกไขเพ่ิมเติม พุทธศักราช 2495 มีหลักการผสมผสานกันระหวางฉบับ พ.ศ. 2475 กับฉบับ
พ.ศ. 2492 ซ่ึงมนตรี รูปสุวรรณ (2543 : 178-179) ไพโรจน ชัยนาม (2519 : 139) และ ชาญชัย
แสวงศกั ด์ิ (2560ข : 330) ไดกลาวไว สรุปไดดงั นี้
1. การนําเอาเฉพาะรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2475 กับรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทยแกไขเพิ่มเติมวาดวยนามประเทศ พ.ศ. 2482 มาใช และเพิ่มบทบัญญัติบาง
ประการทไี่ มเคยปรากฏในรฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2475 เชน คณะองคมนตรี หมวด
3 แนวนโยบายแหงรัฐ และตุลาการรัฐธรรมนูญ จึงอาจกลาวไดวาเปนการนําเอารัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2492 เขา มาผสมผสาน)
2. การกําหนดโครงสรางรัฐสภาใหมีสภาผูแ ทนราษฎรเพยี งสภาเดียว กาํ หนดวาระ 5 ป
3. กาํ หนดวธิ กี ารลดจาํ นวนสมาชิกประเภทที่ 2 เปน 2 ระยะ ระยะแรก 5 ป ลดตามเกณฑ
จํานวนราษฎรผมู ีสิทธเิ ลอื กตงั้ ในจังหวดั ตางๆ ซึ่งจบการศึกษาช้ันประถมศึกษา โดยอนญุ าตใหราษฎร
ในจังหวัดนั้นเลือกผูแทนเพ่ิมขึ้นอีกจํานวนหนึ่งเทากับจํานวนผูแทนท่ีจังหวัดน้ันมีอยูแลวในสภา
ผูแ ทนราษฎร เมื่อครบ 10 ป สมาชิกประเภทท่ี 2 กจ็ ะหมดวาระทง้ั หมด คงเหลือแตสมาชิกประเภท
ท่ี 1
4. กําหนดจาํ นวนคณะรฐั มนตรไี มนอ ยกวา 14 แตไ มเกนิ 28 คน
5. ในหมวด 7 ตุลาการรฐั ธรรมนญู กําหนดใหป ระกอบดว ยประธานศาลฎีกาเปนประธาน
ตุลาการรัฐธรรมนูญ ประกอบดวยตุลการคือ อธิบดีผูพิพากษาศาลอุทธรณ อธิบดีกรมอัยการ และ
ผทู รงคุณวุฒิสามคน แตง ต้งั โดยสภาผแู ทนราษฎร
ฉบบั ที่ 7 ธรรมนญู การปกครองราชอาณาจกั ร พทุ ธศกั ราช 2502
รัฐธรรมนูญฉบับน้ีมเี พียง 20 มาตรา ซึง่ ไมมีขอหามขาราชการประจําที่จะไปดํารงตําแหนง
ขาราชการการเมอื ง ไมมกี ารระบุถึงสทิ ธอิ าํ นาจทางการเมอื งของประชาชนแตประการใด แตกลับให
อํานาจแกห วั หนา ฝา ยบรหิ ารคอื นายกรฐั มนตรีอยา งมาก ทั้งอํานาจดานบริหาร อํานาจดานตุลาการ
และอาํ นาจดานนติ ิบัญญตั ิ ทําใหน ายกรัฐมนตรีมีอํานาจอยา งไมม ีขอบเขต (จักษ พันธชูเพชร, 2557 :
86) ประกาศใชเม่ือวันท่ี 28 มกราคม พ.ศ. 2502 ถูกยกเลิก เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2511
เนอ่ื งจากประกาศใชรฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย
140 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง
หลกั การสําคญั ของรฐั ธรรมนูญฉบบั นี้ยกรา งโดยคณะกรรมการยกรา งรฐั ธรรมนูญ ท่มี ีพระยา
อรรถการยี นพิ นธเปนประธาน ซ่ึง มนตรี รูปสุวรรณ (2543 : 179-180) ณัฐกร วิทิตานนท (2557 :
235-237) และ ชาญชยั แสวงศกั ดิ์ (2560ข : 331-332) ไดก ลาวไว สรุปไดดังน้ี
1. กําหนดใหมีสภารางรัฐธรรมนูญ ทําหนาที่เปนสภานิติบัญญัติแหงชาติ มีสมาชิก 240
คน แตง ตง้ั โดยกษัตริย
2. มบี ทบญั ญตั ิหามมิใหร ัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรเี ปนสมาชกิ สภารา งรฐั ธรรมนูญ
3. สภาไมมีอํานาจลงมติไมไววางใจคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีก็ไมมีอํานาจถวาย
คาํ แนะนําใหพระมหากษัตริยท รงยุบสภา
4. เมอื่ ไดบ ัญญัติธรรมนญู แหง ราชอาณาจักร โดยทค่ี ณะปฏิวัติยังตองการคงอํานาจปฏิวัติ
ไว คณะผรู างธรรมนูญการปกครอง จงึ ไดบัญญตั มิ าตรา 17 ในธรรมนญู การปกครอง ความวา
“มาตรา 17 ในระหวา งทใ่ี ชธรรมนูญน้ี ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชนใน
การระงบั หรอื ปราบปรามการกระทําอนั เปนการบอนทําลายความมั่นคงของราชอาณาจักรหรือราช
บัลลังก หรือการกระทาํ อันเปนการบอนทํางาน กอกวน หรือคุกคามความสงบท่ีเกิดข้ึนภายในหรือ
ภายนอกราชอาณาจกั ร ใหน ายกรัฐมนตรี โดยมตขิ องคณะรัฐมนตรี มีอํานาจส่ังการ หรือกระทําการ
ใดๆ ได และใหถ อื วา คาํ สง่ั หรือการกระทําเชน วา นน้ั เปน คําสงั่ หรือการกระทาํ ทช่ี อบดว ยกฎหมาย
เมื่อนายกรัฐมนตรีไดสั่งการหรือกระทําการใดไปตามความในวรรคกอนแลว ให
นายกรัฐมนตรีแจงใหสภาทราบ”
5. เปน ครง้ั แรกท่มี ีการอางถึงประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย
เนือ่ งจากในธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รมเี พียง 20 มาตรา จงึ ไมค รอบคลมุ เรอื่ งท่เี ก่ยี วกับรฐั ธรรมนูญ
ได ดงั น้ันจงึ มขี อบญั ญตั ใิ นมาตรา 20 เพอ่ื อุดชอ งวางท่รี ัฐธรรมนูญไมไดบัญญัติไว โดยใหวินิจฉัยตาม
ประเพณกี ารปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย
ฉบับที่ 8 รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511
รฐั ธรรมนูญฉบบั นีม้ กี ารแยกอํานาจบรหิ ารออกจากอาํ นาจนติ บิ ญั ญตั ิ โดยหามนายกรัฐมนตรี
และคณะรฐั มนตรีซงึ่ เปน ฝา ยบรหิ ารดาํ รงตาํ แหนง สมาชกิ รฐั สภาซ่ึงเปนฝายนิติบัญญัติ การปกครอง
ใชรปู แบบ 2 สภา คอื วฒุ ิสภากับสภาผแู ทนราษฎร แตใ หส มาชิกวุฒิสภามีอํานาจในการควบคุมการ
บรหิ ารราชการแผน ดินของฝายบริหารไดเทียบเทากับสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ทั้งๆ ที่ วุฒิสภามา
จากการแตงตั้ง โดยอางวาทั้งสองสภาถือเปนตัวแทนปวงชนชาวไทย อีกทั้งไมมีขอหามขาราชการ
ประจําดํารงตําแหนงขาราชการการเมือง แตมีบทบัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและ
อนุญาตใหมีการตงั้ พรรคการเมอื งได (จกั ษ พนั ธช ูเพชร, 2557 : 86) ประกาศและใชบังคับ เมื่อวันที่
20 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2511 ถกู ยกเลิกเม่ือ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 จากการรัฐประหารของ “จอม
พลถนอม กติ ตขิ จร” ซึ่งดาํ รงตําแหนง เปน ท้งั นายกรฐั มนตรี และผบู ญั ชาการทหารสูงสดุ ในขณะนนั้
ประวตั ิรัฐธรรมนญู ไทย 141
หลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับน้ียกรางขึ้นโดยสภารางรัฐธรรมนูญที่จัดตั้งโดย
รัฐธรรมนญู ฉบับกอ น ในภาพรวม เนือ้ หาสาระสว นใหญของรัฐธรรมนญู พ.ศ. 2511 ใกลเ คยี งกบั ฉบบั
พ.ศ. 2492 เปนอันมาก ซึ่ง มนตรี รูปสุวรรณ (2543 : 181-182) ณัฐกร วิทิตานนท (2557 : 237-
239) และ ชาญชยั แสวงศกั ดิ์ (2560ข : 333-334) ไดก ลาวไว พอสรุปไดดังน้ี
1. รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2515 กาํ หนดใหมี 2 สภา ไดแก วุฒิสภา และ
สภาผูแทนราษฎร วุฒิสภาจะประกอบดวยสมาชิก 3 ใน 4 ของจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
ท้งั หมด โดยไดร ับการแตงตั้งจากพระมหากษัตริย สว นสภาผูแทนราษฎรจะมีสมาชิกจากการเลือกต้ัง
ของประชาชน มจี าํ นวนผูแทนฯในแตละจังหวดั ในสัดสว นประชากร 150,000 คน ตอ ผูแ ทนหน่งึ คน
2. ใหอ าํ นาจแกวุฒสิ ภามากกวาสภาผูแทนราษฎร ซึ่งพิจารณาไดจากการประชุมรวมกัน
ของสภาท้ังสองมีขอ กําหนดหลายกรณี ใหมีประธานวฒุ ิสภาเปนประธานโดยใชขอบังคับการประชุม
ของวฒุ สิ ภา วฒุ ิสภามีอาํ นาจขอเปดอภิปรายทว่ั ไปเพ่อื ลงมตไิ มไ ววางใจรฐั มนตรเี ปนรายบุคคลหรือทงั้
คณะ
3. วุฒสิ ภามีอํานาจในการเสนอรางพระราชบัญญัติไดเชนเดียวกับคณะรัฐมนตรีและสภา
ผูแทนราษฎร ซ่ึงรวมถึงรา งพระราชบญั ญตั เิ กี่ยวดวยการเงิน และยังใหอํานาจในการควบคุมรัฐบาล
อนื่ ๆ เชน การต้ังกระทถู าม การเปดอภปิ รายท่ัวไป เพื่อใหคณะรัฐมนตรแี ถลงขอเท็จจรงิ เปน ตน
วุฒสิ ภาเสนอรา งกฎหมายได และการใหวุฒสิ ภามีสิทธิเขา ชือ่ เสนอญัตติอภปิ รายเพอื่ ลงมติไม
ไววางใจรัฐมนตรเี ปน รายบคุ คลหรือทั้งคณะได ถือวา เปนหลกั การใหมท บ่ี ัญญัตขิ ้ึน
4. การบรหิ ารราชการแผนดนิ ของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ตองรับผิดชอบตอรัฐสภา
คือวุฒิสภาและสภาผูแทนราษฎร
5. ไดแยกอํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหารออกจากกันมากขึ้น โดยหามมิให
นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเปนสมาชิกแหงรัฐสภา เปนท่ีมาของมาตรา 139 ซ่ึงถือวาเปนหลักการ
ใหม และในมาตรา 141 หามรฐั สภาลงมตคิ วามไววางใจภายหลังทค่ี ณะรัฐมนตรแี ถลงตอ รัฐสภา
ฉบบั ที่ 9 ธรรมนญู การปกครองราชอาณาจกั ร พทุ ธศกั ราช 2515
รัฐธรรมนญู ฉบบั นไ้ี มแ ตกตางไปจากธรรมนญู การปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 เทาใด
นัก จะตางกนั ก็เพยี งการใหอ ํานาจแกฝ า ยนติ ิบญั ญตั ใิ นการออกกฎหมายและอนุมัติรางรัฐธรรมนูญที่
คณะรฐั มนตรีเสนอมา และสามารถต้ังกระทถู ามรฐั มนตรใี นเรอ่ื งอนั เกี่ยวกบั งานในหนา ที่ สวนรปู แบบ
การปกครองยังคงใชรูปแบบสภาเดียวท่ีมาจากการแตงตั้งท้ังหมด นอกจากน้ันยังคงเปดโอกาสให
ขา ราชการประจาํ ดํารงตาํ แหนง ทางการเมอื งได และยังคงใหอํานาจอยา งไรข อบเขตแกน ายกรฐั มนตรี
และใหใ ชอ าํ นาจตามมาตราน้บี ังคบั ยอ นหลงั ไดอีกดว ย (จกั ษ พันธช เู พชร, 2557 : 86) ประกาศบังคบั
ใชเปนรัฐธรรมนูญช่ัวคราว เม่ือวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ถูกยกเลิกเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.
2517
142 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง
หลักการสําคญั ของรัฐธรรมนญู ฉบับน้ียกรา งโดยคณะกรรมาธกิ ารรา งรัฐธรรมนูญ มีหลักการ
สําคัญคลายคลึงธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2502 แตไดแกไขเพิ่มเติมบาง ซ่ึง มนตรี รูปสุวรรณ (2543 :
182-183) ณัฐกร วิทิตานนท (2557 : 239-241) และ ชาญชัย แสวงศักดิ์ (2560ข : 335-336) ได
กลา วไวส รปุ ไดด งั น้ี
1. ใหรฐั สภาหรือสภานิติบัญญัติแหงชาติทําหนาที่นิติบัญญัติ ประกอบดวยสมาชิก 299
คน ซ่งึ พระมหากษัตริยทรงแตง ตั้ง ทาํ หนา ท่ีตรวจสอบฝายบริหารดวยการต้ังกระทูถาม เปนผูอนุมัติ
รา งรัฐธรรมนูญซ่งึ ทางคณะรฐั มนตรเี สนอใหพิจารณา แตไ มมหี นาทจ่ี ัดทํารัฐธรรมนูญ
2. ขา ราชการประจําสามารถจะเขาดํารงตาํ แหนง ทั้งในคณะรฐั มนตรแี ละในสภานิตบิ ญั ญัติ
ขณะเดยี วกนั ได
3. รฐั บาลสามารถตราพระราชกําหนดใชใ นกรณีเรง ดวน หรือมีเหตุจําเปนเพ่ือรักษาความ
มัน่ คง ปองกันภัยสาธารณะ ออกกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรหรือเงินตรา โดยมีผลบังคับใชเทากับ
พระราชบัญญัติ
4. อํานาจพิเศษของฝายบริหารปรากฏในมาตรา 17 บทบัญญัติคลายในธรรมนูญการ
ปกครอง พ.ศ. 2502 มขี อบขา ยการบงั คบั ท่ใี ชค รอบคลมุ ลกั ษณะความผดิ กวางกวา เดิม โดยผนวกการ
กระทําอันเปน การบอ นทําลายเศรษฐกิจของประเทศ หรือกอกวน คุกคามความสงบเรียบรอย หรือ
ศีลธรรมอันดีงามของประชาชน หรือการทําลายทรัพยากรของประเทศ หรือบ่ันทองอนามัยของ
ประชาชน เปน อาชญากรรมข้นั รา ยแรง เทา กับการบอนทําลายความม่ันคงของชาติ และยังเปนการ
บังคับใชย อนหลงั บังคับการกระทําดังกลา วอกี ดว ย
5. มาตรา 21 กใ็ หก ารรับรอง “บรรดาประกาศของคณะปฏวิ ัติหรือคําสั่งของหัวหนาคณะ
ปฏิวตั ิทไี่ ดประกาศหรอื ส่ังในระหวางการปฏิวัติ วันท่ี 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 จนถึงวันประกาศ
ธรรมนูญการปกครองน้ี ไมวาจะเปนในรปู แบบใดและไมวาจะประกาศหรือคําส่ังใหมีผลบังคับในทาง
นิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ ใหถือวาประกาศคือคําสั่งตลอดจนการปฏิบัติตาม
ประกาศหรอื คําส่ังน้นั เปนประกาศหรอื คําสงั่ หรือการปฏิบัติทชี่ อบดวยกฎหมาย”
6. ในกรณีมีปญหาวาการกระทําหรือการปฏิบัติใดขัดหรือแยง หรือไมเปนไปตาม
บทบญั ญตั แิ หง ธรรมนญู การปกครองใหส ภานติ ิบัญญตั แิ หง ชาติเปน ผูวนิ ิจฉัย
ฉบบั ท่ี 10 รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2517
รฐั ธรรมนูญฉบบั นยี้ งั คงเปนการปกครองในระบบสองสภา มีการจํากัดอํานาจวุฒิสภาใหทํา
หนาท่ีในการออกกฎหมายและควบคุมการบริหารงานของฝายบริหารไดเฉพาะวิธีการตั้งกระทูถาม
เทาน้ัน หามขาราชการประจําดํารงตําแหนงขาราชการเมือง นายกรัฐมนตรีตองมาจาก
สมาชิกสภาผแู ทนราษฎรเทา นน้ั และท่สี ําคัญคอื การคุมครองและรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
อยางกวางขวางกวาท่ีผานมา (จักษ พันธชูเพชร, 2557 : 86) ประกาศใช เม่ือวันท่ี 7 ตุลาคม พ.ศ.
2517 ถูกยกเลิกเมื่อวนั ที่ 6 ตลุ าคม พ.ศ. 2519 อนั เนอ่ื งมาจากการรัฐประหาร