The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอนรายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง (Constitution and Political Institution) รหัส 2552503 นี้เป็นรายวิชา ในสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ในหมวดวิชาเฉพาะ กลุ่มวิชาเนื้อหาบังคับของนักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สากล พรหมสถิตย์, 2020-06-30 01:58:15

กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง

เอกสารประกอบการสอนรายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง (Constitution and Political Institution) รหัส 2552503 นี้เป็นรายวิชา ในสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ในหมวดวิชาเฉพาะ กลุ่มวิชาเนื้อหาบังคับของนักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต

หลกั การพนื้ ฐานเกย่ี วกบั รัฐธรรมนญู 93

ประธานาธิบดี รวมถงึ การหา มดํารงตําแหนงประธานาธิบดีติดตอกันดวย หรือในกรณีท่ีรัฐธรรมนูญ
บางฉบบั ใชว ิธหี า มโดยกําหนดเวลาหา มแกไ ขไวใ นชวงระยะหน่งึ เชน รฐั ธรรมนูญฝร่ังเศส ค.ศ. 1791
กาํ หนดหามแกไขไวเ ปนเวลา 6 ป และเมอ่ื แกไ ขแลว จะตองเวนไปอกี 4 ป และรัฐธรรมนญู กรีซ ค.ศ.
1975 บัญญัตใิ หก ารแกไ ขแตล ะครัง้ จะตอ งทงิ้ ชวงหา งกนั ไมนอยกวา 5 ป เปน ตน

พรชยั เลื่อนฉวี (2554 : 54-55) กลาวถึงกรณีประเทศรัฐธรรมนูญของประเทศจีนไววา อน่ึง
เปนท่ีนาสังเกตวาการหามแกไขบทบัญญัติบางมาตรา อาจมิไดใชวิธีหามโดยตรงเชนน้ีก็ได เชน
รัฐธรรมนูญของจีน ค.ศ. 1941 เล่ียงไปบัญญัติวาสาธารณรัฐจีนจะตองเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน
ตลอดไป แทน ซึง่ ตามนัยนก้ี ็เทา กบั วา เราไมม ที างที่จะแกไ ขรัฐธรรมนญู ในเรือ่ งนีไ้ ดเลยแมแตนอย ถึง
กระนัน้ ก็ตาม แมวา ในรฐั ธรรมนญู จะไมไ ดก ลา วถึงขอ จํากัดไวก็ตาม แตเปนท่ีเขา ใจไดวา ในการแกไข
เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ องคกรผูมีอํานาจแกไขเพิ่มเติมยอมไมสามารถใชอํานาจน้ีเกินเลยจนไป
กระทบกระเทอื นตอหลักการพน้ื ฐานที่เปนสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญ หรือทําลายสถาบันตางๆ ที่
รฐั ธรรมนญู กอตัง้ ข้ึนมาได โดยสรุปแลว บทบัญญัตใิ นรัฐธรรมนูญทหี่ า มการแกไขเปล่ยี นแปลง มักจะ
เปนเร่อื งดงั ตอไปนี้

1. รปู แบบการปกครองแบบสาธารณรัฐ
2. อาณาเขตของประเทศ
3. ศาสนาประจําชาติ
4. รปู แบบเศรษฐกจิ สงั คม และการเมอื งแบบสงั คมนิยม
5. ความเปนเอกภาพ
6. ความสมั พันธระหวา งรัฐบาลมลรัฐกับรฐั บาลกลาง
พรชยั เลอ่ื นฉวี (2554 : 56) ไดอธิบายวิธีการแกไขรัฐธรรมนูญ ไวดังนี้วา อาจแบงแยกตาม
วิธกี ารในการแกไขออกไดเปน 2 ประเภท คือ รฐั ธรรมนูญท่แี กไขไดงายและรฐั ธรรมนูญที่แกไ ขไดย าก
รัฐธรรมนญู ท่ีแกไขไดง า ย คือรัฐธรรมนญู ทอ่ี าจแกไ ขไดโ ดยวิธเี ชนเดียวกบั การแกไขกฎหมาย
ธรรมดาทั่วๆ ไป ซึ่งรวมถงึ กรณที รี่ ฐั ธรรมนญู ไมไ ดก ําหนดวิธีพเิ ศษสําหรบั การแกไ ขเพิม่ เตมิ เอาไวดวย
นยั นี้ กฎหมายฉบบั หน่งึ จึงสามารถออกมาแกไขเพิม่ เติมบทบัญญตั ิในรฐั ธรรมนูญเมอื่ ใดก็ได กลาวคือ
เพยี งพระราชบัญญัติธรรมดากอ็ าจยกเลกิ สถาบันการปกครองทง้ั ปวงหรอื อาจจะสถาปนาสถาบนั การ
ปกครองใหมได รฐั สภาในรูปแบบนจี้ ึงถือวามีอาํ นาจมาก และรฐั ธรรมนญู จารีตประเพณีนั้น ใหถือวา
เปน รฐั ธรรมนญู ทีแ่ กไ ขงายเสมอ เพราะไมไ ดม คี วามเปน กฎหมายสูงสดุ อยใู นตวั รัฐธรรมนูญลักษณะนี้
มขี อ ดีก็คือ สามารถแกไขเพิ่มเตมิ ใหทันสมัยกับการเปลี่ยนแปลงอยูเสมอ และแกไขใหเหมาะสมกับ
สถานการณไดโ ดยรวมเร็ว แตขอเสียคือ รัฐธรรมนูญนั้นไมสามารถเปนหลักประกันแกประชาชนได
อยา งแทจ รงิ
รัฐธรรมนูญทแ่ี กไ ขไดย าก เปน รัฐธรรมนญู ท่ไี มสามารถแกไขเพม่ิ เตมิ ไดดว ยวิธเี ดียวกับวธิ กี าร
ออกกฎหมายธรรมดา แตจ ะตอ งทาํ โดยวิธีพเิ ศษและยากยิ่งกวา รัฐธรรมนูญชนิดน้ี จึงมีความสําคัญ

94 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบนั การเมือง

มาก เพราะถือวามีสถานะเปนกฎหมายสงู สุด กลา วคือ รัฐธรรมนญู จําพวกน้ีลวนมีกระบวนการแกไข
คอนขา งสลับซับซอนยงุ ยากกวามาก

ประเทศสวนใหญท่ีมีรัฐธรรมนูญเปนลายลักษณอักษร มักกําหนดวิธีการแกไขเพ่ิมเติม
รฐั ธรรมนญู ใหยากกวา การแกไขกฎหมายธรรมดา เชน รฐั ธรรมนญู ของสหรฐั อเมริกาเปนตวั อยา งของ
รัฐธรรมนญู ประเภทนี้ ซงึ่ นบั แตม รี ฐั ธรรมนูญมาจนบัดน้ี มกี ารขอแกไ ขรัฐธรรมนูญนับคร้ังไมถวน แต
มเี พียงไมก คี่ รง้ั เทาน้นั ท่ีมีการแกไขสําเรจ็ ตามทีถ่ ูกเสนอมา รัฐธรรมนูญลักษณะนี้มีขอดี คือ สามารถ
เปนหลกั ประกันในการคุม ครองสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชนไดเปนอยางดี สวนขอเสียน้ันก็คืออาจไม
สามารถแกไ ขไดทันกบั สถานการณท่เี ปลยี่ นแปลงอยา งรวดเรว็ ได

อยางไรกต็ าม ความสาํ คัญของวิธกี ารแกไขรฐั ธรรมนญู ใหแกไ ขยากหรอื งา ยน้ัน ดเู หมือนจะไม
มีมากนัก ทั้งนี้เพราะข้ึนอยูกับสถานการณหรือพฤติการณในขณะน้ันวามีความจําเปนหรือไม ถามี
พฤติการณจําเปนเกิดข้ึน รัฐธรรมนูญที่แกไขยากก็อาจมีการแกไขไดอยูดี ในทํานองเดียวกัน
รัฐธรรมนญู ทีแ่ กไขงาย ถาไมม เี หตกุ ารณจําเปน เกิดขึน้ ก็ไมเห็นวาจะมีการขอแกไขโดยพร่ําเพรื่อแต
อยางใด

สมภพ โหตระกิตย (2512: 51-57) ไดอธิบายถึงกระบวนการแกไขรัฐธรรมนูญลายลักษณ
อกั ษร สรุปไดดงั นีว้ า การแกไ ขรัฐธรรมนูญลายลักษณอักษร เพ่ือใหมีลักษณะแกไขไดยาก โดยท่ัวๆ
ไป กําหนดใหมกี ระบวนการควบคมุ ตา งๆ ดงั ตอ ไปนี้

1. การเสนอขอแกไข จากการสาํ รวจรัฐธรรมนญู ของประเทศตางๆ พบวา ผูที่มีสิทธิเสนอ
ขอแกไขรัฐธรรมนูญสว นมากมักจะเปนผูท่ีรัฐธรรมนูญบัญญัติใหมีสิทธิเสนอรางกฎหมายใหสภานิติ
บัญญัติ ใหม สี ิทธเิ สนอรางกฎหมายใหสภานิติบัญญัติพิจารณาน่ันเอง ซ่ึงไดแก บุคคลดังตอไปนี้ คือ
ประมุขของรฐั สมาชกิ สภานิติบัญญัติ คณะรัฐมนตรี หรอื ประชาชน

กรณที ร่ี ัฐธรรมนญู ใหสิทธิประมขุ ของรัฐเสนอขอแกไ ขรฐั ธรรมนญู ได เชน รฐั ธรรมนูญอินเดีย
ค.ศ. 1959 ซึ่งการเสนอขอแกไขจํานวนของประมุขของรัฐจะตองไดรับความเห็นชอบจาก
คณะรัฐมนตรี และสมาชกิ สภานิติบัญญตั จิ าํ นวนไมน อ ยกวา 1 ใน 3 เปน ตน

ในกรณีทรี่ ัฐธรรมนูญบญั ญัตใิ หส ิทธแิ กสภานิตบิ ญั ญัตเิ ปนผเู สนอขอแกไ ขรัฐธรรมนูญ เพ่ือให
การขอเสนอแกไ ขเปน ไปโดยยาก จงึ ไมม รี ัฐธรรมนญู ของประเทศใดยินยอมใหสมาชิกสภานิติบัญญัติ
เสนอแกไ ขไดแ ตเ พยี งผูเดยี ว ทวา รฐั ธรรมนูญจะกําหนดใหต อ งมีสมาชกิ จํานวนหนึ่งลงชือ่ รับรองเสมอ
เปนตนวา กําหนดใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา
จํานวนไมน อ ยกวา 1 ใน 5 เปนผูมีสิทธิเสนอขอแกไขรัฐธรรมนูญได หรืออาจบัญญัติใหสิทธิแกฝาย
บรหิ ารเปน ผเู สนอญัตตใิ นเรือ่ งน้ไี ด

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญยงั อาจใหสิทธิแกป ระชาชนจํานวนหนง่ึ เปนผูริเร่ิมในการเสนอได เชน
รัฐธรรมนูญของสวิสเซอรแลนด ค.ศ. 1999 ระบุวาการท่ีประชาชนจะสามารถเขาช่ือเสนอเพ่ือขอ
เพิม่ เตมิ รัฐธรรมนญู ไดน ั้นจะตองมไี มน อยกวา 50,000 คน ขน้ึ ไป

หลกั การพน้ื ฐานเกย่ี วกบั รัฐธรรมนญู 95

2. การดําเนนิ การแกไ ข รัฐธรรมนูญของประเทศสว นใหญ จะกําหนดใหองคกรนิติบัญญัติ
ตามปกติ อันไดแกสภานิติบัญญัติ เปนผูดําเนินการพิจารณาแกไข ดวยถือวาสภานิติบัญญัติ
ประกอบดว ยผูแ ทนของปวงชน ซึง่ ไดรบั เลือกตามบทบญั ญัตขิ องรฐั ธรรมนญู ถาหากวาฝายนิติบญั ญัติ
เปน ระบบ 2 สภา สภาทงั้ สองก็มาประชมุ รวมกันในการแกไขรฐั ธรรมนูญ

ดงั เชนในประเทศฝรง่ั เศส ขอเสนอแนะแกไขรฐั ธรรมนญู จะตองไดรับความเหน็ ชอบจากสภา
ผแู ทนราษฎรและวฒุ สิ ภาตามลาํ ดับ และถา ประธานาธบิ ดเี ห็นสมควร อาจขอใหประชาชนออกเสียง
แสดงประชามติวาเห็นดวยกับขอเสนอหรือไมก็ได แตเปนที่นาสังเกตวา ประเทศสวนมากไมนิยม
จัดต้งั สภารา งรัฐธรรมนูญหรอื คณะกรรมาธิการพิเศษข้ึนมา เพ่ือดําเนินแกไขรัฐธรรมนูญเหมือนกับ
การจดั ทาํ รัฐธรรมนูญแตอยางใด

3. วิธีการแกไข สาระสําคญั ของวิธกี ารแกไขรัฐธรรมนูญ ก็คือ การลงมติใหความเห็นชอบ
ขอเสนอขอแกไข การใหความเห็นชอบผลการแกไขของคณะกรรมการฯ และการใหความเห็นชอบ
เพือ่ สงใหประมขุ ของรัฐประกาศใชบังคบั ตอไป

การลงมติในทุกข้ันตอนขางตน จะตองเปนการลงมติท่ีมีจํานวนคะแนนเสียงขางมากเปน
พิเศษ เชน 2 ใน 3 หรอื 3 ใน 5 ของจาํ นวนสมาชกิ จากทั้งสองสภา แตบ างประเทศจะกาํ หนดเพียงวา
ตอ งใหค ะแนนเสยี งเกนิ กวา กึ่งหน่ึง ของจํานวนสมาชิกท้ังหมดเทาน้ัน ตลอดจนอาจมีหลักเกณฑใน
การกําหนดใหก ารพิจารณาลงมติแตละวาระ จะตอ งท้ิงชว งเวลาหางกันนานกวา การพจิ ารณากฎหมาย
ธรรมดา เพื่อเปดโอกาสใหประชาชนรวมถึงกลุมผลประโยชนตางๆ ไดแสดงความคิดเห็นและได
วพิ ากษว จิ ารณการแกไขรัฐธรรมนญู อยางเต็มทเ่ี สยี กอน

4. ระยะเวลาการแกไ ข เพอื่ ใหการแกไขรัฐธรรมนูญเปนการแกไขยาก บางประเทศจึงได
กําหนดเงอื่ นเวลาสาํ หรับการแกไขเปล่ยี นแปลงเอาไว โดยท่ีสามารถจะกระทําไดตอเมื่อเวลาผานพน
ไปนานพอสมควร เชน บัญญัติวา “เม่ือครบ 5 ป นบั แตว นั ประกาศใชร ฐั ธรรมนูญน้ี คณะกรรมการฯ
มีอํานาจทํารายงานเสนอความคิดเห็นตอรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีเก่ียวกับการแกไขเพ่ิมเติม
รฐั ธรรมนญู นี้ หรอื กฎหมายอืน่ ได” เปนตน

5. การใหประมุขของรัฐ หรือประชาชนเขามามีสวนรวมในการแกไขรัฐธรรมนูญ หนาท่ี
ประมุขของรัฐในสวนที่เก่ียวกับการแกไขรัฐธรรมนูญ ก็คือ การลงนาม (พระปรมาภิไธย) ใน
รัฐธรรมนญู ท่ีไดรับการแกไ ขแลว รัฐธรรมนูญของหลายๆ ประเทศไดใหอํานาจประมุขของรัฐที่จะลง
นามในรัฐธรรมนูญไวอยางชัดแจง รัฐธรรมนูญหลายฉบับของไทยที่ผานมา ซ่ึงมักจะบัญญัติให
พระมหากษัตริยตองทรงลงนามกอน รางรัฐธรรมนูญนั้นจึงจะมีผลใชบังคับเปนกฎหมายได แตขั้น
ตอนนอ้ี าจไมจําเปน สําหรบั หลายๆ ประเทศ

ถึงกระน้ัน รัฐธรรมนูญบางประเทศ อาจใหอ าํ นาจประมุขของรัฐ เชน พระมหากษัตริยหรือ
ประธานาธบิ ดี มอี ํานาจท่ีจะวนิ จิ ฉยั วา สมควรใหป ระชาชนลงคะแนนเสียงชี้ชาดในรางรัฐธรรมนูญที่
ไดแกไขแลวหรือไม เชน รัฐธรรมนูญฝร่ังเศส ค.ศ. 1958 ถาประธานาธิบดีเห็นสมควร อาจขอให

96 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมือง

ประชาชนออกเสียงแสดงประชามตวิ าเห็นชอบดว ยกับขอ เสนอหรอื ไมกไ็ ด ในกรณีนี้รัฐธรรมนูญจะมี
ผลสมบูรณก ต็ อ เมื่อไดม ีการลงคะแนนประชามติรบั รองเรียบรอ ยแลว

กลา วโดยสรุป การแกไ ขเพ่มิ เติมรฐั ธรรมนญู หมายถงึ การเปล่ียนแปลงรฐั ธรรมนูญ ไมวาจะ
เปน การแกไขถอยคําหรือขอ ความทีม่ อี ยแู ลว หรอื โดยเพ่มิ เตมิ ขอความใหมเขาไป การท่ใี หม ีการแกไข
เพ่ิมเตมิ รฐั ธรรมนญู เพราะรัฐธรรมนูญกเ็ หมือนกฎหมายอนื่ โดยท่ัวไปท่ีอาจลา สมัยไดห รือไมเ หมาะสม
การสภาวการณของบานเมืองได ผูท่ีมีอํานาจหนาที่แกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะตองเปนผูที่เปน
เจาของหรือผทู ใี่ ชอ าํ นาจอธิปไตย หรือเจาของอํานาจจัดใหมีรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญจะเปนผู
กาํ หนดวาใครจะมีสิทธิหรืออํานาจหนาท่ีในการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในกรณีของประเทศไทย
รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2560 บญั ญัติไวในหมวด 15 มาตรา 255-256

การยกเลกิ รัฐธรรมนญู

การยกเลิกรฐั ธรรมนูญสาํ หรบั การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญจากฉบับช่ัวคราวไปสูฉบับถาวร
น้ัน มีความแตกตางจากการแกไขรัฐธรรมนูญ เพราะการยกเลิกรัฐธรรมนูญนั้นหมายถึงการเลิกใช
รัฐธรรมนูญลายลักษณอักษรทั้งฉบับ สวนการแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญเปนการเลิกใชหรือ
เปลี่ยนแปลงแตเ พียงบางสว น

สมภพ โหตระกิตย (2512 : 84-89) และ ณฐั กร วิทิตานนท (2557 : 118-124) ไดอธิบายถึง
การยกเลิกรัฐธรรมนูญไววา การยกเลิกรัฐธรรมนูญ แตกตางจากการแกไขรัฐธรรมนูญ เพราะการ
ยกเลิกรัฐธรรมนูญยอมหมายถงึ การเลกิ ใชรฐั ธรรมนูญลายลกั ษณอักษรหมดทงั้ ฉบับ ขณะท่ีการแกไข
เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนนั้ มุงมน่ั ปรารถนาท่ีจะเลิกใชหรือปรับเปลี่ยนแตเพียงบางสวน บางหมวด บาง
มาตราเทาน้ัน โดยทวั่ ไปการยกเลิกรัฐธรรมนูญสามารถกระทําได 2 วธิ ี คอื การยกเลิกรฐั ธรรมนญู โดย
วถิ ที างรัฐธรรมนญู และ การยกเลกิ รฐั ธรรมนญู นอกวถิ ที างรฐั ธรรมนูญ

1. การยกเลิกรัฐธรรมนูญโดยวิถีทางรัฐธรรมนูญ คือ การยกเลิกรัฐธรรมนูญโดยวิถีทาง
รฐั ธรรมนูญ สามารถกระทาํ ไดโ ดยประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับใหม ซึ่งโดยเหตุผลของการยกเลิกคือ
รัฐธรรมนูญฉบับเดิมเมื่อไดประกาศใชมาเปนเวลานานอาจมีขอความที่ไมเหมาะสม หรืออาจไม
สอดคลองกับจิตใจของประชาชนเปนสวนนอย หรือเปนหลักการปลีกยอยไมสําคัญ ก็สามารถใช
วิธีแกไขเปล่ยี นแปลงรัฐธรรมนูญนั้นใหเหมาะสมได

แตถาหากขอความท่ีไมเหมาะสมหรือไมสอดคลองนั้นมีเปนจํานวนมาก หรือถาเปนหลัก
สําคญั ของรฐั ธรรมนญู ในกรณีเชนนี้ผมู อี าํ นาจจดั ทาํ รัฐธรรมนูญในขณะนั้น อาจจดั ทาํ รัฐธรรมนูญข้ึน
ใหม ใหม หี ลกั การที่เหมาะสมกับสถานการณข องประเทศ และสอดคลอ งกับจิตใจของประชาชน

วิธีการจดั ทํารัฐธรรมนญู ฉบับใหมเพอ่ื ใชแ ทนฉบบั เกานัน้ อาจดาํ เนินการในลักษณะเดียวกับ
การแกไ ขรฐั ธรรมนญู เชน ผรู ิเรม่ิ ขอใหม กี ารยกเลกิ อาจเปนฝายบริหาร หรอื ฝายนิติบัญญัติก็ได สวน
องคก รหรือผูดาํ เนนิ การรา งรฐั ธรรมนูญฉบบั ใหม อาจมอบอาํ นาจใหสภารางรัฐธรรมนญู หรอื อาจเปน
สภานติ บิ ัญญตั ิทําหนาทร่ี างรฐั ธรรมนญู กไ็ ด

หลักการพน้ื ฐานเกย่ี วกบั รัฐธรรมนญู 97

เมือ่ ไดจัดทํารัฐธรรมนูญฉบบั ใหมเ สรจ็ แลว กจ็ ะทําพธิ ีการประกาศใช และเมื่อไดประกาศใช
แลว รัฐธรรมนญู ที่เคยใชอยกู เ็ ปนอนั ถกู ยกเลกิ ไปในวันที่ประกาศใช การประกาศใชรัฐธรรมนูญใหม
จะบัญญัตขิ อความใหย กเลิกรัฐธรรมนญู ท่ีกําลังใชอยูห รือไมก็ได ถึงแมจ ะไมบญั ญตั ไิ วกต็ าม แตใ นทาง
นิตศิ าสตรแลวยอมถอื วา เมอ่ื มกี ฎหมายฉบบั ใหมประกาศใช และกฎหมายฉบับใหมมีขอความขัดหรือ
แยงกับขอความเดิม ก็ใหถือตามกฎหมายฉบับใหม แตทั้งนี้ตองเปนกฎหมายที่มีลักษณะ หรือศักด์ิ
ฐานะเทา เทียมกัน

กรณีประเทศไทย มีตัวอยางเกี่ยวกับการประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับใหมและมีผลยกเลิก
รัฐธรรมนูญฉบับเกา คือการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 ใน
รัฐธรรมนูญฉบับน้ีก็ไมมีขอความใดใหยกเลิกพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยาม
ชว่ั คราว ลงวนั ท่ี 27 มิถนุ ายน 2475 แตเม่ือรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม ฉบับ 10 ธันวาคม
2475 ถูกประกาศใช รัฐธรรมนูญฉบับ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ก็เปนอันถูกยกเลิกไปเม่ือวันที่ 10
ธันวาคม พ.ศ. 2475

ตอ มาเม่อื รัฐธรรมนูญฉบับลงวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 (รวมท้ังฉบับแกไขเพ่ิมเติมอีก 3
ฉบบั ) ไดใ ชม าเปน เวลานานประมาณ 12 ปเ ศษ ฝายบรหิ ารและฝายนติ บิ ัญญตั ติ า งเหน็ พองตองกันวา
รัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ไดใชมานานและโดยที่สถานการณของประเทศหลัง
สงครามโลกครั้งท่ี 2 ไดเ ปลี่ยนแปลงไป รฐั ธรรมนญู ฉบับดังกลาวจึงมีขอ ความไมเหมาะสมกับประเทศ
ไทย สมควรปรับปรุงเสียใหม จึงไดดําเนินการจัดทําข้ึนใหม คือรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. 2489 รฐั ธรรมนูญฉบบั นี้ไมม ขี อ ความใดใหย กเลิกรัฐธรรมนญู ฉบบั ท่ี 2 (พ.ศ. 2475) แตประการ
ใด แตในคําปรารภของรฐั ธรรมนูญ ไดม ีขอความใหใ ชร ัฐธรรมนญู ฉบับ พ.ศ. 2489 นแ้ี ทนรัฐธรรมนูญ
แหง ราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 ซง่ึ เมอื่ ไดป ระกาศใชเรยี บรอ ยแลวกถ็ ือวารัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.
24745 ไดถ ูกยกเลกิ ไปแลว

2. การยกเลกิ รฐั ธรรมนูญนอกวิถีทางรฐั ธรรมนูญ คือ การยกเลิกรัฐธรรมนญู โดยการปฏวิ ัติ
หรอื รฐั ประหารน่นั เอง กลาวคอื การปฏิวัติ หมายถึง การชวงชิงอาํ นาจปกครองสงู สดุ ในประเทศหนึ่ง
โดยอาศยั ประชาชนสว นหนง่ึ หรอื ทั้งหมดเปนกาํ ลงั สนบั สนุน และมคี วามมุงหมายที่จะจัดต้ังระเบียบ
ทางการเมืองขึน้ ใหม หรอื เปลย่ี นแปลงรูปแบบการปกครองเสียใหม การปฏิวัติใหญครั้งสําคัญๆ ซ่ึง
เปนที่ยอมรับกันทั่วไปไดแก การปฏิวัติใหญของฝรั่งเศส ในป ค.ศ. 1789 การปฏิวัติในรัสเซีย ค.ศ.
1917 การปฏวิ ตั ิของจนี ค.ศ. 1949 การปฏิวตั ิของสหรฐั อเมรกิ า ในป ค.ศ. 1775 และการปฏิวัติของ
องั กฤษ ในป ค.ศ. 1642

สวนคําวารัฐประหาร หมายถึง การกระทําโดยใชอํานาจบังคับท่ีผิดกฎหมายและอยาง
ฉับพลนั ตอผูมีอาํ นาจปกครองดวยเหตุผลตางๆ กัน เปนการกระทําโดยบุคคลหรือคณะบุคคลโดยมี
จุดมุงหมายเพ่ือใหฐานะตําแหนงของตนท่ีมีอยูแลวเขมแข็งขึ้น หรือเพ่ือฉวยอํานาจหรือเพียงเพื่อ
เปลย่ี นแปลงทิศทางการเมืองของประเทศเทา นน้ั ก็ได

98 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมือง

อภิชาติ แสงอมั พร (2559 : 50-51) กลาวถึงกรณนี ี้ไวว า ผทู ําการปฏิวตั ิหรอื รฐั ประหารสาํ เรจ็
จะเปนผูใชอํานาจปกครองสูงสุดและมีฐานะเปนรัฏฐาธิปตย คือเปนผูใชอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจ
บริหาร และอํานาจตุลาการแตผูเดียว ผูใชอํานาจปกครองสูงสุดซึ่งอาศัยผลของการปฏิวัติหรือ
รัฐประหาร จะมีลักษณะเปนรัฐบาลโดยพฤตินัย คือมีลักษณะเปนรัฐชั่วคราวในระหวางที่ยังไมได
จดั ทาํ รัฐธรรมนูญ เพอื่ ใชเปนกฎเกณฑในการปกครองประเทศและสามารถปกครองประเทศอยา งไรก็
ได ตราบเทาทปี่ ระชาชนยงั ใหการสนบั สนุน สว นของในทางกฎหมาย โดยปกตแิ ลว การกอการปฏิวัติ
หรอื รัฐประหารน้ันหาชอบดวยกฎหมายไม ซ่ึงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 บัญญัติวา
“ผใู ดใชกาํ ลงั ประทษุ รา ยหรอื ขูเ ขญ็ วา จะใชก ําลงั ประทษุ ราย เพื่อลม ลางหรอื เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนญู
ลมลางอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร หรืออํานาจตุลาการ แหงรัฐธรรมนูญ หรือใหใชอํานาจ
ดังกลา วไมไ ด หรอื แบง แยกราชอาณาจักรหรอื อํานาจปกครองในสว นหน่ึงสวนใดแหง ราชอาณาจักร ผู
น้ันกระทําความผดิ ฐานเปนกบฏ ตอ งระวางโทษประหารชีวติ หรือถกู จาํ คกุ ตลอดชวี ติ ”

ถากระทําการปฏิวัติหรือรฐั ประหารสาํ เรจ็ ผลของการปฏิวัตหิ รือรัฐประหารอาจสมบรู ณหรือ
ชอบดวยกฎหมายได และผูกระทาํ การปฏิวัติหรอื รฐั ประหารสําเร็จ ก็จะกลายเปนรัฏฐาธิปตย จัดตั้ง
รฐั บาลท่ชี อบดวยกฎหมายได เม่อื ผูก ระทาํ การปฏิวตั หิ รือรัฐประหารสําเร็จ ยอมกอใหเกิดผลในทาง
กฎหมาย 2ประการ ดงั ตอ ไปนี้

1. ในทางรัฐศาสตรนน้ั ถอื วา เมอ่ื ปฏวิ ัตหิ รือรฐั ประหารสําเร็จแลว รัฐธรรมนูญและสถาบัน
การเมอื งตางๆ ทางการเมอื งทถ่ี กู จดั ตง้ั โดยรัฐธรรมนูญ เชน รฐั สภา คณะรัฐมนตรี ยอมจะถูกเพิกถอน
ไปโดยอตั โนมตั ิ ทั้งนเี้ พราะโดยปกติผใู ชอํานาจอธิปไตย คือ สถาบนั ตางๆ ทปี่ รากฏในรฐั ธรรมนูญ แต
เมอื่ ทําปฏิวัตหิ รอื รฐั ประหารสาํ เรจ็ อาํ นาจอธปิ ไตยและเปล่ียนมือผใู ชม าเปนของคณะปฏวิ ตั ิหรือคณะ
รัฐประหารแทน แตในทางนิติศาสตรยอมถือตามแบบพิธีเปนสําคัญ กลาวคือ เม่ือมีการปฏิวัติหรือ
รัฐประหารสาํ เรจ็ อาํ นาจอธปิ ไตยยอมอยูที่คณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหาร และถาหากคณะปฏิวัติ
หรอื คณะรัฐประหารตอ งการใหร ัฐธรรมนญู หรอื สถาบันทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญสิน้ สดุ ลง หรือให
คงไวก ต็ าม กต็ รากฎหมายขึน้ มาใหเปนไปตามนั้น

2. เม่อื ผกู ระทําการปฏวิ ัตหิ รือรฐั ประหารสาํ เร็จ กจ็ ะไดก ลายเปนรฏั ฐาธิปตย คือผมู อี ํานาจ
สงู สดุ ในประเทศ ผูใดจะกลาวหาวาเปน ผูกระทาํ ความผดิ ตอกฎหมายหาไดไม ในปจ จบุ นั ความคิดเห็น
เกี่ยวกับการไมตองรับผดิ ในการปฏิวัติหรอื รฐั ประหาร กค็ ือการขอใหผแู ทนของปวงชนเหน็ ชอบในการ
กระทําน้ัน ซ่ึงไดแก การออกกฎหมายนิรโทษกรรมในการกระทําอันเปนความผิดตอกฎหมาย คือ
ไมใหถ อื วา เปน ความผดิ ตอ กฎหมายบานเมือง

กลา วโดยสรุป ไมมรี ัฐธรรมนูญฉบบั ใดที่สมบูรณแ บบ คุณคาของรัฐธรรมนูญข้ึนอยูกับคุณคา
ของผูซ่ึงมีอํานาจหนาที่ในการสอดสองดูแลใหมีการเคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเทากับหรือ
มากกวา เนื้อหาสาระทางกฎหมายของรัฐธรรมนูญ การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเปนวิธีการปกติใน
การปรบั เปล่ียนรฐั ธรรมนญู เมอ่ื สถานการณเรียกรองใหตองกระทําเชนน้ัน การยกเลิกรัฐธรรมนูญมี
ความแตกตา งจากการแกไ ขเพมิ่ เติมรัฐธรรมนญู เพราะการยกเลิกรัฐธรรมนูญน้ันหมายถึงการเลิกใช

หลกั การพืน้ ฐานเกี่ยวกบั รฐั ธรรมนูญ 99

รัฐธรรมนูญลายลักษณอักษรท้ังฉบับ สวนการแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญเปนการเลิกใชหรือ
เปล่ียนแปลงแตเ พยี งบางสวน สําหรับการเปล่ียนแปลงรัฐธรรมนูญจากฉบับชวั่ คราวไปสฉู บับถาวรนน้ั
นักกฎหมายบางทานถอื วาเปนการแกไ ขเปลยี่ นแปลงอีกแบบหนึง่ เพราะเปนเรอ่ื งทเี่ กย่ี วเนอ่ื งกบั ฉบับ
กอ นอยูบ าง แตส าํ หรบั ในทีน่ ถี้ อื วา เปน เร่อื งของการยกเลกิ รฐั ธรรมนูญอยา งหนึง่

สรุป

รัฐธรรมนูญในลักษณะท่ีเปนกฎหมายสูงสุดในปจจุบันนี้ โดยภาพรวมแลวมีวิวัฒนาการท่ี
คอยๆ เกิดข้ึนมาจากพัฒนาการในการอยูรวมกันในสังคม ระหวางผูปกครองกับผูถูกปกครอง โดย
รัฐธรรมนูญในระยะเริ่มแรกมีลักษณะเปนบทบัญญัติหรือขอตกลงรวมกันท่ีผูปกครองไดมีการ
ประนปี ระนอมในการใชอํานาจปกครองกบั กลมุ ขุนนางและประชาชน ทาํ ใหกอ ใหเ กิดกฎเกณฑใ นการ
ปกครองที่ผูปกครองถูกจํากัดอํานาจลง และผูถูกปกครองมีสิทธิและเสรีภาพบางประการเกิดขึ้น
หลังจากน้ันพัฒนาการเหลาน้ีคอยๆ กอใหเกิดรัฐธรรมนูญในลักษณะท่ีเปนลายลักษณอักษรขึ้นมา
โดยเกดิ ขนึ้ คร้งั แรกในประเทศสหรฐั อเมรกิ า ซ่ึงเปนดินแดนที่ไมมกี ษัตรยิ ปกครองโดยตรง หลังจากนนั้
รัฐธรรมนูญจึงคอยแผขยายไปยังทวีปยุโรปและสวนตางๆ ของโลก ซ่ึงเมื่อพิจารณาโดยรวมแลว
รัฐธรรมนูญที่เปนลายลักษณอักษรท่ีเกิดขึ้นในระยะเร่ิมแรก ไดกอใหเกิดสิทธิและเสรีภาพแก
ประชาชนอยา งกวา งขวาง

สาํ หรับในแตละรัฐ การเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญ อาจเกิดขึ้นไดในหลายลักษณะ แตโดยรวม
แลวเรียกอํานาจท่ีกอใหเกิดรัฐธรรมนูญวา อํานาจรัฏฐาธิปตย ซึ่งเปนอํานาจสูงสุดภายในรัฐ
ขณะน้ันๆ รัฏฐาธิปตยอาจเปนประมุขของรัฐ ผูกอการการปฏิวัติหรือรัฐประหาร หรืออาจเปนผูมี
อาํ นาจจากภายนอกรฐั กไ็ ด เมอื่ รัฐธรรมนูญเกิดข้นึ ในรัฐแลว อาจมีเน้ือหาสาระหรือบทบัญญัติตางๆ
กนั ไป ตามบรบิ ทการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญในรัฐน้ัน แตโดยท่ัวไปมักมีเน้ือหาสาระท่ีคลายคลึงกัน
เชน ลักษณะและบทบาทของประมขุ รัฐ สิทธิและเสรีภาพ ลักษณะการใชอํานาจรัฐ การแกไ ขเพิ่มเติม
รัฐธรรมนญู เปน ตน ในกรณปี ระเทศไทยและอีกหลายประเทศ ไดมีการจัดทํารัฐธรรมนูญและมีการ
บัญญัติหลักการดังกลาวขางตน แตสําหรับรายละเอียดในประเด็นที่สําคัญมักจะมีการบัญญัติเปน
กฎหมายแยกออกมา ที่มีรายละเอียดขยายหลักการของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรียกวากฎหมายประกอบ
รฐั ธรรมนูญ ลกั ษณะเชน นี้จงึ ทําใหฐ านะของกฎหมายประกอบรฐั ธรรมนูญมศี กั ดิ์ของกฎหมายสูงกวา
กฎหมายธรรมดาทั่วไป เพราะเปน กฎหมายที่มคี วามใกลชดิ โดยตรงกับรฐั ธรรมนญู

รฐั ธรรมนูญทน่ี ํามาใชในรัฐมักจะมกี ารบัญญตั ิใหส อดคลองกับบริบททางการเมืองเศรษฐกิจ
และสังคมของรัฐในขณะนั้นๆ แตเมื่อนําไปใชร ะยะหนง่ึ บริบทตางๆ อาจเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น การ
บญั ญตั ริ ฐั ธรรมนูญท่มี คี วามเหมาะสม ควรมีบทบญั ญตั ใิ นการแกไ ขเพ่ิมเติมรฐั ธรรมนูญ เพราะถาไมมี
การบัญญตั ใิ นเรื่องดังกลาว อาจทําใหเปนขออางในการลมลางรัฐธรรมนูญได อยางไรก็ตาม หากมี
บทบญั ญตั ทิ ต่ี อ งแกไขในสาระสําคัญจาํ นวนมาก ก็อาจมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญเพ่ือใหมีรัฐธรรมนูญ
ฉบับใหมได แตท้งั น้กี ารกระทําดังกลาวควรเปนความเหน็ ชอบรว มกันของสงั คม

100 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมือง

แบบฝกหดั ทายบท

จงตอบคาํ ถามตอ ไปนี้

1. จงอธบิ ายถึงสาระสําคญั ของวิวัฒนาการท่วั ไปของรฐั ธรรมนญู ในแตล ะยุค
2. อาํ นาจการจัดใหม รี ฐั ธรรมนญู จาํ แนกออกไดเ ปน กลี่ กั ษณะ แตละลกั ษณะมขี อดี ขอ เสีย

อยา งไร พรอมท้งั วเิ คราะหว ากรณีการมีรฐั ธรรมนญู ในประเทศไทยเกิดจากอํานาจใน
ลกั ษณะใด
3. เน้ือหาของรฐั ธรรมนญู ประกอบดวยอะไรบาง
4. กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนูญ คอื อะไร ทําไมจงึ ตอ งมีกฎหมายประกอบรฐั ธรรมนูญ
5. การแกไ ขเพ่ิมเติมรฐั ธรรมนูญกับการยกเลิกรัฐธรรมนญู มีความแตกตางกนั อยา งไร
6. กระบวนการแกไ ขเพมิ่ เติมรฐั ธรรมนญู แบบลายลกั ษณอกั ษร ประกอบดวยขนั้ ตอน
อยางไร
7. การยกเลกิ รัฐธรรมนญู สามารถกระทําไดอยางไรบาง
8. จงอธบิ ายผลกระทบจากการยกเลกิ รฐั ธรรมนญู นอกวถิ ีทางรฐั ธรรมนญู
9. จงอธิบายความเหมอื นและความตา งของคาํ วา ปฏวิ ตั ิกบั รัฐประหาร

บทที่ 5

รปู แบบการปกครอง

ในการศึกษารัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองน้ัน คงหลีกเลี่ยงท่ีจะกลาวถึงรูปแบบการ
ปกครองไมได เพราะโดยปกตแิ ลว ในรฐั ธรรมนญู ของรฐั ตางๆ มักจะกลาวถึงรูปแบบการใชอาํ นาจการ
ปกครองรัฐใหส อดคลองกบั รปู แบบการปกครองในรัฐนน้ั และเน่ืองดว ยรัฐธรรมนญู เปน กฎหมายสูงสดุ
จึงจําเปนตอ งมกี ารรัดระเบยี บการปกครองรัฐใหแ นชดั วา จะใชร ปู แบบการปกครองแบบใดในรัฐน้ันๆ
การกําหนดรูปแบบการปกครองน้ี จะสงผลตอไปถึงสถาบันการเมืองที่ถูกจัดต้ังข้ึนมาในรัฐ กรณี
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2560 กําหนดไวชัดแจงใน
หมวดที่ 1 บททว่ั ไป มาตรา 2 ท่ี บัญญัติวา “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริยเปน ประมุข”

รูปแบบการปกครอง (Forms of Government) มีหลายรูปแบบและมีวิธีจําแนกประเภท
รูปแบบการปกครองหลายวิธี ขึ้นอยูกับวาจะใชเกณฑใดในการพิจารณา ในที่น้ีจะกลาวถึงประเภท
ของรูปแบบการปกครองทีจ่ ําแนกตามเกณฑตางๆ โดยจะเนนเปนพิเศษคอื รูปแบบการปกครองแบบ
ประชาธิปไตยและรปู แบบของรัฐในระบอบประชาธิปไตย เนื่องดว ยในปจ จบุ ันประเทศตา งๆ สว นใหญ
ในโลกยึดถือรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตย

ในบทนีจ้ ะกลาวถงึ การจาํ แนกรปู แบบการปกครอง รปู แบบการปกครองแบบประชาธิปไตย
ประเภทของประชาธิปไตย รูปแบบรัฐบาลในการปกครองแบบประชาธิปไตย และรูปแบบการ
ปกครองแบบเผด็จการ มีรายละเอียดดังตอ ไปน้ี

การจําแนกรปู แบบการปกครอง

การจําแนกรูปแบบการปกครองนั้น สามารถจําแนกออกไดหลายประเภท ในท่ีนี้จะจําแนก
รปู แบบการปกครองออกเปน 3 ประเภท ประเภทแรกจําแนกตามผปู กครองและผูไ ดร ับผลประโยชน
จากการปกครอง ประเภทท่ีสองจําแนกตามรัฐธรรมนูญ และประเภทสุดทายจําแนกตามสิทธิและ
เสรภี าพของประชาชน

บูฆอรี ยีหมะ (2552 : 49) ไดกลาวไววา รปู แบบการปกครองทีจ่ ําแนกตามจาํ นวนผูปกครอง
และผูไ ดร ับผลประโยชนจากการปกครอง การแจกแจงรปู แบบการปกครองท่ีนับวามีการยอมรับและ
กลาวอางถึงกนั อยา งแพรหลายและเปนรูปแบบที่สามารถใชอ ธบิ ายไดท ง้ั ในยุคอดีตและยุคสมยั ใหม ก็
คอื การจาํ แนกของอรสิ โตเตลิ โดยใชเ กณฑใ นการจําแนกดว ยการพิจารณาจากจาํ นวนของผูปกครอง
หรือพจิ ารณาวา ใครเปน ผปู กครองและใครไดร บั ผลประโยชนจากการปกครองน้ัน

ธเนศวร เจรญิ เมอื ง (2547 : 27-28) ไดอ ธิบายไวว า อรสิ โตเตลิ จาํ แนกผปู กครองออกเปน 3
ประเภท คือ คนเดียว คนจํานวนนอย และคนจํานวนมาก และจําแนกผูที่ไดรับผลประโยชนจากการ

102 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบนั การเมอื ง

ปกครองออกเปน 2 ประเภท คือ รปู แบบทช่ี อบธรรม และรูปแบบทฉ่ี อ ฉล ซงึ่ นําไปสูการแบงรูปแบบ
การปกครองออกไดเปน 6 รูปแบบ ดังนี้

1. ราชาธิปไตย (Monarchy) คนเดยี วเปน ผปู กครอง โดยใชรปู แบบท่ีชอบธรรม
2. ทรราชย (Tyranny) คนเดียวเปน ผูปกครอง โดยใชร ูปแบบทฉี่ อฉล
3. อภชิ นาธปิ ไตย (Aristocracy) คนจํานวนนอ ยเปน ผูปกครอง โดยใชร ปู แบบทีช่ อบธรรม
4. คณาธปิ ไตย (Oligarchy) คนจํานวนนอ ยปกครอง โดยใชร ูปแบบที่ฉอฉล
5. มชั ฌมิ วถิ ปี ระชาธปิ ไตย (Polity) คนจํานวนมากเปน ผปู กครอง โดยใชวธิ ีท่ชี อบธรรม
6. ประชาธปิ ไตย (Democracy) คนจาํ นวนมากเปนผปู กครอง โดยใชว ธิ ที ฉี่ อ ฉล
ราชาธิปไตย เปนรูปแบบการปกครองทีป่ กครองโดยคนๆเดียว เปน ผูมอี าํ นาจสูงสดุ ในรฐั หรอื
ในราชอาณาจักรในทุกๆ ดาน การข้ึนมามีอํานาจปกครองน้ันอาจมาจากการสืบทอดทางสายเลือด
หรือตามหลักการสืบสันตติวงศ หรืออาจเปนการสถาปนาอํานาจขึ้นมาใหม แทนท่ีราชวงศเดิมท่ี
สูญเสยี อํานาจจากการถกู ลมลาง ในทัศนะของอริสโตเตลิ เหน็ วา รูปแบบการปกครองนเี้ ปนรปู แบบท่ดี ี
เพราะผูปกครองคํานึงถงึ ผลประโยชนของคนสว นใหญ ไมใชผลประโยชนเ ฉพาะตวั
อยางไรก็ตาม นับตั้งแตคริสตศตวรรษที่ 18 เปนตนมา ระบอบกษัตริยหรือราชาธิปไตย ก็
เปลี่ยนแปลงไป บทบาทและอํานาจท่ีเคยมีอยูอยางเบ็ดเสร็จของกษัตริยก็ลดนอยลง เม่ือหลาย
ประเทศเปล่ียนแปลงการปกครองเปนระบอบประชาธิปไตย เชน อังกฤษ ไทย มาเลเซีย เปนตน
ในขณะที่มอี กี หลายประเทศท่ียังปกครองในระบอบสมบรู ณาญาสิทธิราชย เชน บรูไน ซาอุดิอารเบีย
คเู วต เปนตน
ทรราชย ความหมายดง้ั เดมิ ในยุคกรีกโบราณ คาํ วา ทรราชย หมายถงึ บคุ คลท่ีลม ลา งรัฐบาล
ทีถ่ กู ตอ งชอบธรรมของนครรฐั (City-State) แลวสถาปนาตนเองเปนผูปกครองแบบเผด็จการแทนที่
โดยไดรับการสนบั สนุนจากประชาชนในชนชั้นพอคาและชาวนา ซึ่งไรท่ีดินทํากินหรือตกเปนหนี้ตอ
เศรษฐีเจาของทด่ี นิ โดยหวังวาผปู กครองคนใหมจะเขา มาชว ยแกไ ขปญ หาได
แตสําหรับอริสโตเติล คําวา ทรราชย เปนการอธิบายถึงการปกครองของคนๆ เดียว ใน
รูปแบบราชาธปิ ไตยทขี่ าดคณุ ธรรม จริยธรรม ใชอํานาจในทางท่ีผิดหรือฉอฉลในอํานาจ มีเปาหมาย
มุงประโยชนส วนตวั และพวกพอง ละเลยการใหความใสใ จตอ ความทุกขยากเดือดรอนและประโยชน
สุขของสังคมโดยรวมของผูอยูใตการปกครอง ดังนั้น ทรราชย จึงกลายเปนรูปแบบการปกครองที่
ผดิ เพยี้ นของรูปแบบราชาธิปไตย เมื่อผปู กครองละทงิ้ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม เพอื่ ประโยชนส ุขของสังคม
โดยรวม หนั มากอบโกยผลประโยชนเพ่ือตนเองและพวกพอ ง
อภชิ นาธปิ ไตย มาจากภาษากรีกโบราณ 2 คํา ผสมกันคือ Aritos หมายถึง ดีที่สุด กับคําวา
Kratein แปลวา ปกครอง หมายถึง รูปแบบการปกครองโดยคนท่ีดีท่ีสุด หรือมีความสามารถพิเศษ
ทส่ี ดุ จดุ เร่ิมตน ของคําน้ีปรากฏขึ้นเปนคร้งั แรกในนครรัฐเอเธนส ใชอ ธบิ ายถึงทหารหนุมท่ีนํากองทัพ
ชนะในการรบดวยความกลาหาญ ชัยชนะในการรบเกิดขึน้ ไดภายใตก ารนาํ ของคนทีด่ ที ีส่ ดุ น่นั เอง ทง้ั นี้
ความกลาหาญแบบนักรบเปน ส่ิงทถี่ อื วา เปนคณุ ธรรมอนั สูงสงย่งิ ในยุคกรกี โบราณ

รูปแบบการปกครอง 103

ในระยะเวลาตอมา เมอื่ สังคมเปลย่ี นแปลงไป รวมถึงเมอ่ื รูปแบบการรบเปลี่ยนแปลงจากเดมิ
อนั เปนผลมาจากความกาวหนาของเทคโนโลยีทางการทหารที่ทาํ ใหผ นู ํากองทพั ไมไดบญั ชาการรบอยู
ขา งหนาอกี ตอ ไป ก็มีผลตอความหมายนดี้ วยเชน เดยี วกัน เมือ่ คาํ วาอภชิ น (Aristocrat) ไมไดห มายถึง
บุคคลที่ดที ส่ี ดุ เพราะเปนคนกลา หาญจากการรบอีกตอไปแลว แตเปนสถานภาพที่ติดตัวมาจากการ
เกิดในตระกูลชั้นสูงหรือตระกูลขุนนาง ซึ่งมีชีวิตท่ีหรูหราและมีอภิสิทธิ์ในสังคม อภิชนาธิปไตยใน
คําอธบิ ายของอรสิ โตเตลิ หมายถงึ รปู แบบการปกครองที่มคี ณะผูป กครองจาํ นวนทีม่ าจากคนท่ดี ีทส่ี ุด
หรือมีความสามารถพิเศษที่สุดในสังคม เปนการปกครองที่วางอยูบนหลักคุณธรรม จริยธรรม
ความสามารถอันสงู สง ของคณะผปู กครอง โดยมีเปา หมายเพือ่ ประโยชนข องคนทั้งปวง

คณาธิปไตย มาจากภาษากรีกวา Oligarkhia หมายถงึ การปกครองโดยคนจํานวนนอย การ
ปกครองรูปแบบนี้ผูปกครองประกอบดวยคนจํานวนนอยไมแตกตางจากรูปแบบอภิชนาธิปไตย
เพียงแตตางกันที่รูปแบบน้ีมุงผลประโยชนเฉพาะแกกลุมหรือพวกพองของตน แทนท่ีจะคํานึงถึง
ประโยชนข องคนทั้งหลาย อยางทีร่ ปู แบบอภิชนาธปิ ไตยยึดถอื ในรูปแบบคณาธปิ ไตยเกดิ ข้ึนไดท้ังจาก
การไดอาํ นาจมาดว ยการใชก าํ ลงั ทหาร ใชความไดเปรยี บจากความม่ังคงั่ ความเปนคนมีชาติตระกูลที่
สูงสง หรอื ํานาจอทิ ธิพลทางการเมือง โดยเมื่อไดอํานาจแลวจะพยายามสรางอํานาจและขยายฐาน
อาํ นาจเพ่อื ปกปองผลประโยชนข องตนเองและพวกพอง แทนที่จะปกครองเพ่ือผลประโยชนของคน
สว นใหญ

มัชฌมิ วถิ ปี ระชาธิปไตย ทัศนคติของอรสิ โตเติล มชั ฌมิ วิถีประชาธิปไตย จัดเปนรูปแบบการ
ปกครองทดี่ ที ีส่ ดุ เพราะยดึ หลักทางสายกลาง เนื่องจากมีลักษณะของการผสมผสานระหวางปริมาณ
กับคุณภาพ ดึงเอาขอดีทั้งในปริมาณและคุณภาพมารวมกัน กลาวคือ ในดานปริมาณ ผูมีอํานาจ
ปกครองมีจาํ นวนไมมากนัก โดยไดรับความยินยอมจากคนสวนใหญ สวนในดานคุณภาพผูมีอํานาจ
ปกครองเปนชนชั้นกลางซ่ึงเปนบุคคลท่ีมีความรูความสามารถ ในขณะเดียวกันโครงสรางสังคมยัง
ประกอบไปดว ยชนชนั้ กลางจาํ นวนมากทไ่ี มมีชอ งทางเศรษฐกิจและสังคม

มัชฌิมวถิ ีประชาธิปไตยจึงจัดเปนการปกครองโดยชนช้ันกลาง ซึ่งอริสโตเติลถือวาเปนการ
ปกครองที่ดีทส่ี ดุ เทา ทจี่ ะเกิดขนึ้ ไดห รือเปนจริงไดในสังคม ท้ังน้ีการปกครองโดยชนชั้นกลางจัดเปน
การปกครองท่ีดีท่ีสุดเพราะชนชั้นน้ีไมไดมุงผลประโยชนเฉพาะหนา และไมไดอิจฉาริษยาชนช้ันสูง
เหมอื นชนช้ันลาง ในขณะเดียวกันไมเ หมือนชนชนั้ สูงท่หี า งไกลจากชวี ิตความเปนอยูของคนชั้นลาง ดู
ถกู ชวี ิตความเปน อยแู ละไมเขา ใจความตอ งการในชวี ิตของชนชั้นลา ง

อภชิ าติ แสงอมั พร (2559 : 101) ไดอ ธิบายเก่ยี วกับรปู แบบการปกครองแบบประชาธิปไตย
ไวว า รปู แบบการปกครองแบบประชาธิปไตยในท่ีน้ีมีความแตกตางจากประชาธิปไตยในยุคปจจุบัน
คือเปนรูปแบบของประชาธิปไตยในยุคสมัยกรีกโบราณในนครรัฐเอเธนส ที่มีลักษณะเปน
ประชาธิปไตยโดยตรง ซึ่งเปดโอกาสใหพลเมืองจํานวนมากเขาประชุมหารือรวมกันเพ่ือกําหนด
กฎเกณฑ นโยบายและตดั สินปญหาตา งๆ ทสี่ าํ คญั ของบา นเมอื ง โดยถอื มติเสยี งขา งมากเปน เกณฑใน
การตดั สนิ ในทศั นะของอรสิ โตเตลิ เหน็ วาลกั ษณะเชน นเี้ ปนรปู แบบการปกครองทีไ่ มดี เนื่องจากอาศัย

104 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมอื ง

ความเห็นความรูสึกของคนหมูมากมาเปนเกณฑในการตัดสินปญหาตางๆ ท่ีสําคัญตอความอยูรอด
และเปนไปของบานเมือง โดยปราศจากความเปนระเบียบ มีเหตุผล ความรู และคุณธรรม เพราะ
ความเหน็ ของคนหมมู ากเปน ความเหน็ ท่ีขาดคณุ ภาพ ปราศจากฐานของความรู (Knowledge)

หยดุ แสงอุทัย (2538 : 44) ไดจ าํ แนกรปู แบบการปกครองซ่ึงจําแนกตามรัฐธรรมนูญไว พอ
สรุปไดวา การจําแนกรูปแบบการปกครองอีกแนวทางหนึ่ง คือ การจําแนกตามรัฐธรรมนูญ เพราะ
รฐั ธรรมนญู ทาํ หนา ทีอ่ ยา งนอย 3 ประการ คือ

1. แสดงและอธิบายใหเหน็ ถึงโครงสรางหรอื รปู แบบของการปกครอง
2. แจกแจงถึงอํานาจ บทบาท หนาท่ี ของสถาบันตางๆ ในดานการเมืองการปกครอง
ตลอดจนถงึ ความสมั พันธระหวา งสถาบันตางๆ เหลานั้น ซ่ึงหมายถึงการกําหนดกฎเกณฑ กฎกติกา
ทางกาเมืองการปกครองที่มีตอสถาบนั ตา งๆ เหลา นั้นนัน่ เอง
3. การกําหนดถึงชอบเขตของการใชอํานาจหนาท่ีทางการเมืองการปกครองของรัฐวา
สามารถใชไ ดมากนอยเดยี งใด ในปริมณฑลใดบา ง
วษิ ณุ เครอื งาม (2530 : 54) ไดอ ธบิ ายไว พอสรปุ ไดว า จากการจําแนกรูปแบบการปกครอง
ตามรฐั ธรรมนญู แบง ออกเปน 3 รปู แบบ คอื รูปแบบปกครองแบบรฐั เดย่ี ว รูปแบบการปกครองแบบ
สมาพันธรัฐ และรูปแบบการปกครองแบบสหพันธรัฐ โดยรายละเอียดรูปแบบการปกครองทั้ง 3
รปู แบบ ไดกลาวไวแ ลว ในบทเรยี นทวี่ า ดว ยรฐั
วิษณุ เครืองาม (2530 : 245-250) ยังไดกลาวถึงการจัดรูปแบบการปกครองท่ีจําแนกตาม
สทิ ธเิ สรีภาพไว พอสรุปไดว า รูปแบบการปกครองจําแนกตามสทิ ธิเสรีภาพของประชาชน การจําแนก
รปู แบบการปกครองตามสิทธิเสรีภาพของประชาชนเปนการจําแนกในยุคสมัยใหม โดยดูวารูปแบบ
การปกครองน้นั ประชาชนมสี ทิ ธิเสรีภาพมากนอยเพียงใด การใชเกณฑน้ีเปนส่ิงจําแนกรูปแบบการ
ปกครอง ทําใหสามารถแบงออกเปน 2 รูปแบบ คือ รูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตย
(Democracy) และรูปแบบการปกครองแบบเผดจ็ การ (Dictatorship)
ระบอบประชาธิปไตย การปกครองระบอบประชาธิปไตย คือ ระบอบการปกครองท่ีให
ประชาชนเปน ใหญ ซ่ึงมีลักษณะดังตอ ไปน้ี คอื
1. อํานาจสูงสุดในการปกครองอยทู ่ีประชาชน
2. ในฐานท่ีประชาชนเปนเจาของอํานาจอธิปไตย ประชาชนมีสิทธิต้ังรัฐบาลและลมเลิก
รฐั บาล
3. ประชาชนไดรบั หลกั ประกันสิทธิเสรีภาพวา รัฐบาลจะไมลวงลํ้าสิทธิเสรีภาพ หรือการ
กระทําใดใหเปน การรบกวนสิทธิเสรีภาพ
4. เนนความเทาเทียมกันของมนุษยทุกคน โดยใหความคุมครองทางกฎหมายอยาง
ทัดเทยี มกัน
5. แมประชาธิปไตยจะเปนการปกครองทเ่ี ช่ือฟงเสยี งขา งมาก แตกร็ บั ฟง เสยี งขางนอ ยดวย
โดยจะตองใหค วามเปนธรรมแกฝา ยขา งนอย

รปู แบบการปกครอง 105

ระบอบเผด็จการ การปกครองระบอบเผดจ็ การ คือ ระบอบการปกครองท่ีรวบอํานาจเขาสู
สวนกลาง ใหอํานาจอยใู นมือคนเพียงคนเดียว หรือกลุม คนเพียงไมกี่คน รัฐบาลไมตองรับผิดชอบตอ
ผูใด ระบอบเผดจ็ การเปน ระบอบท่ีมีลกั ษณะตอ งกันขามกับระบอบประชาธิปไตย ระบอบเผดจ็ การน้ี
มหี ลายประเภท เชน ราชาธิปไตย คอมมวิ นิสต รัฐตํารวจ นาซี เปน

อนึง่ การแบงแยกรูปแบบทั้งสองรูปแบบเปนส่ิงที่กระทําคอนขางยาก เพราะประเทศตางๆ
มกั อางวา ใชรปู แบบการปกครองแบบประชาธปิ ไตย ดังน้ันหากวเิ คราะหดูเฉพาะสถาบันทางการเมือง
ภายในประเทศ เชน รฐั ธรรมนูญ ระบบการเลือกต้ัง เปน ตน กไ็ มสามารถแยกประชาธิปไตยออกจาก
เผด็จการได เพราะทุกประเทศมีสถาบันการเมืองเหลาน้ีปรากฏอยูท้ังส้ิน ดังนั้นสิ่งที่จะใชในการ
จําแนกรปู แบบการปกครองท้งั 2 รปู แบบ ตอ งดูท่ีเน้ือหาของการปกครองนั้นๆ เชน การใชอํานาจรัฐ
การพจิ ารณาวาประชาชนมสี ทิ ธิเสรภี าพทางการเมืองอยางไร ประชาชนมีอาํ นาจทางการเมืองแคไหน
มกี ารจาํ กัดเสรภี าพของฝายคานหรอื ไม เปนตน

กลาวโดยสรปุ รปู แบบการปกครอง หมายถงึ แนวความคิดรวบยอด หรอื ลัทธทิ างการเมืองที่
นาํ มาใชเปน หลกั ในการปกครองรฐั การวางระบบการเมือง การกําหนดสิทธิเสรีภาพราษฎร เปนตน
กลาวตามจริงซ่ึงปรากฏในปจจุบัน รูปแบบการปกครองของประเทศตางๆ ในโลกนี้ สามารถแบง
ออกเปน 2 รูปแบบใหญๆ ในฐานะตรงกันขาม ไดแ ก รูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย และ
รปู แบบการปกครองระบอบเผดจ็ การ

รปู แบบการปกครองแบบประชาธปิ ไตย

ประชาธปิ ไตยคอื คือรปู แบบการปกครองตามอุดมการณสากลทางสังคมอยางกวางขวางท่ีมี
หลักการสําคัญกลาวถึงเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ เม่ือกลาวถึงในมุมการรูปแบบการ
ปกครองจะมีหลักการสําคัญคือการปกครองทอ่ี ํานาจเปนของประชาชน ผเู ปน เจาของอาํ นาจอธปิ ไตย
โดยตรง บนพื้นฐานของสิทธเิ สรีภาพ ความเสมอภาค และการเคารพศกั ดิแ์ หงความเปนมนุษย

สําหรับประเทศไทยใชค าํ วา ประชาธิปไตย ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสยสถาน พ.ศ.
2554 (2556 : 703) ใหความหมายของคําสําคัญคําน้ีไววา ประชาธิปไตย หมายถึง ระบอบการ
ปกครองที่มือมติปวงชนเปนใหญ การถอื เสยี งขางมากเปน ใหญ)

วรรณา เจียมศรพี งษ (2531 : 211) และ ณัฐกร วิทติ านนท (2557 : 17-19) ไดใหคําอธิบาย
เกย่ี วกับรปู แบบการปกครองแบบประชาธไิ ตยในยุคปจจบุ นั ไว มีสาระสําคัญดงั น้ี

ประชาธปิ ไตย (Democracy) เกิดข้ึนคร้ังแรกในสมัยกรีกโบราณ มาจากคําในภาษากรีก 2
คาํ ผสมกัน คือ demos หมายถงึ ประชาชน และคาํ วา kratos หมายถึง อาํ นาจหรือการปกครอง เมื่อ
รวมกันแลว มีความหมายวาการปกครองโดยประชาชน สวนในภาษาไทยคาํ วาประชาธปิ ไตย กรมหมน่ื
นราธิปพงศประพันธ ไดบัญญัติคําน้ีโดยเอาคําวาประชาชน สนธิกับคําวาอธิปไตย กลายเปน
ประชาธปิ ไตย ซงึ่ มีความหมายวา การปกครองท่ีอํานาจสงู สุดเปนของประชาชน

106 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบนั การเมอื ง

ประชาธิปไตยในยุคสมัยใหมแตกตางจากประชาธิปไตยในคําอธิบายของอริสโตเติล และที่
เกิดขนึ้ ในยคุ สมยั กรกี โบราณ ซ่งึ อรสิ โตเติลเหน็ วา เปน รูปแบบการปกครองที่เลว แตประชาธิปไตยใน
ยคุ สมยั ใหมวางอยูบนหลักการวา ดว ยสิทธิ เสรภี าพ ความเสมอภาค ความเทาเทียมกันของมนุษยทุก
คนท่ีอยูในสังคม เม่ือเปรียบเทียบกับรูปแบบการปกครองอ่ืนๆ ในปจจุบัน เชน เผด็จการ
ประชาธิปไตยจัดรูปแบบการปกครองที่คํานึงถึงสิทธิเสรีภาพของมนุษยมากที่สุด และกลายเปน
รูปแบบการปกครองทีป่ ระเทศสว นใหญของโลกยึดถอื มากที่สุด

สาํ หรบั คําวา ประชาธิปไตย พอสรุปไดโดยแบงออกเปนความหมายแบบแคบและแบบกวาง
สําหรบั ประชาธิปไตยในความหมายแบบแคบ หมายถึง รูปแบบการปกครองแบบหนึ่งซ่ึงมีลักษณะ
พิเศษ คอื ประชาชนเปนเจา ของประเทศ เปนเจา ของอาํ นาจอธิปไตย และมีสทิ ธิ มีอํานาจและโอกาส
ในการเขา ควบคมุ กจิ การทางการเมอื งของชาติ สําหรับประชาธิปไตยในความหมายแบบกวา ง เกดิ จาก
ความเขาใจวาไมควรตีความประชาธิปไตยใหอยูในรูปแบบการปกครองเพียงอยางเดียว แต
ประชาธิปไตยควรหมายถึง ปรัชญาของสังคมมนุษยหรือวิถีที่ยึดถืออุดมคติหรือหลักการท่ีกําหนด
พฤตกิ รรมระหวางมนษุ ยใ นสังคม ในกจิ กรรมทางการเมือง เศรษฐกิจ สงั คม และวัฒนธรรม

สมบัติ ธํารงธัญวงศ (2547 : 258-273) ไดอธิบายถึงลักษณะของระบอบการปกครองแบบ
ประชาธปิ ไตยดว ยการแสดงใหเ ห็นถึงองคป ระกอบของระบอบประชาธปิ ไตยวา มี 5 ลกั ษณะ ดงั น้ี

1. การมสี วนรวม (Participation) ประชาธปิ ไตยถอื วาเปนระบอบการปกครองทปี่ ระชาชน
กบั รัฐมีความเชื่อมโยงสัมพันธกันทั้งในแงของปจจัยนําเขา กลาวคือ ประชาชนเปนผูกําหนดและมี
อทิ ธพิ ลตอ รัฐบาล และในแงปจจัยนาํ ออก กลา วคอื รัฐบาลออกนโยบายและกฎหมายตอบสนองตอ
ขอ เรียกรอ ง ความตองการของประชาชน ดังนั้น ประเด็นการมีสวนรวมจึงเปนองคประกอบหนึ่งที่
ชี้ใหเห็นถึงความเช่ือมโยงระหวางประชาชนกับรัฐบาลตามท่ีกลาวมา เน่ืองจากภายใตระบอบนี้
ประชาชนเปนผคู ัดเลอื กคนทจี่ ะมาเปน รัฐบาล ในระบอบประชาธปิ ไตยนน้ั จะตองใหส ทิ ธิการเลือกต้ัง
แกค นทุกคนท่อี ยใู นวัยท่ีกฎหมายกําหนด โดยไมมขี อ จํากัดในเรื่องของเพศ ชนชนั้ ฐานะทางเศรษฐกิจ
และสงั คม สผี วิ ศาสนา ความเช่ือ นอกจากนัน้ การเลอื กต้ังตอ งดาํ เนินไปอยางอสิ รเสรี ทง้ั ในตวั ผูเ ลอื ก
และพรรคการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้งอยางหลากหลาย ปราศจากการบังคับขูเข็ญ การใชอามิส
สนิ จา ง การซ้อื สทิ ธิขายเสียง การเลือกตั้งตองเปนไปอยางบรสิ ุทธิ์ ยตุ ธิ รรม

การมีสวนรวมทางการเมืองไมเพียงดานการเลือกตั้งเทาน้ัน ประเทศที่เปนประชาธิปไตย
ประชาชนตองไดรบั โอกาสในการมีสวนรวมทางการเมอื งดา นอื่นๆ ดว ย ซึง่ เปนสิ่งจําเปนตอ ความเปน
ประชาธปิ ไตย ไดแก สทิ ธิ เสรภี าพในการแสดงความคิดเห็น การรวมกลุม การวิพากษวจิ ารณนโยบาย
และการดําเนนิ งานของรฐั บาล เปนตน

2. พหนุ ยิ ม (Pluralism) คาํ วา พหุนิยม หมายถงึ ความแตกตา ง หลากหลายดานตางๆ ใน
สังคม ทงั้ ในระดบั ปจ เจกบคุ คลและกลุม ซ่ึงมสี ิทธิเสรภี าพท่จี ะดําเนินชีวติ ตามความคิด ความเช่ือของ
ตนหรอื กลุมของตน มอี สิ ระท่ีจะคิดเหน็ แตกตาง หลากหลายและมีอสิ ระในการทจ่ี ะแสดงออกถงึ ความ
แตกตา ง หลายหลายนนั้ ตราบใดท่ีไมลวงละเมดิ สทิ ธเิ สรีภาพของผูอ่ืน ระบอบประชาธิปไตยใหสิทธิ

รปู แบบการปกครอง 107

แกคนทกุ คน ทกุ กลมุ ซ่ึงมีความคิด ความเห็น ความเช่ือ คานยิ มท่ีแตกตางหลายหลาย มอี ิสระในการ
ติดตอสัมพันธก ับรฐั บาลอยา งเทาเทยี มกันโดยไมม ีใครหรือกลุม ใดสามารถอางสิทธิพิเศษเหนือคนอื่น
หรือกลุม อ่นื และกดี กนั คนอ่ืนหรอื กลุม อ่นื ไมใหร ัฐบาลรับฟง หรือใหค วามสนใจได หากสังคมใดก็ตาม
ความคดิ ของคนบางคนหรอื บางกลุมถกู ปด ก้นั ยอมเปนท่ีสงสยั ไดว าความเปน ประชาธิปไตยของสังคม
นั้นอยูใ นข้ันทีม่ ีปญหา

3. การพัฒนานิยม (Developmentalism) หมายถึง การท่ีประชาธิปไตยเปนระบอบการ
ปกครองที่พัฒนาศักยภาพของความเปนมนุษย ใหคนเราสามารถตระหนักรูถึงพฤติกรรมหรือการ
กระทําตางๆ ของตนในฐานะท่ีเปนสวนหน่ึงของกระบวนการประชาธิปไตย เชน การไปใชสิทธิ
เลอื กตงั้ ในฐานะท่ีเปนพลเมอื งซ่ึงเห็นถงึ ความสําคัญของคะแนนเสียงของตนวา มคี ณุ คา มีความหมาย
ไมใชการตัดสินใจเลือกโดยไมไ ดต ระหนักรูวาการกระทําของตนมีความหมายวา อยา งไร

4. การปกปองคมุ ครอง (Protection) ประชาธิปไตยเปนระบอบการปกครองทจี่ าํ กดั การใช
อาํ นาจของรฐั ไมใหม ีมากจนเกินไปจนนําไปสูการทาํ ลายสทิ ธเิ สรีภาพข้ันพื้นฐานของความเปนมนุษย
ซง่ึ เปนหน่งึ ในหลักการพ้นื ฐานที่สาํ คัญในรปู แบบการปกครองน้ี การปกปองคมุ ครองประชาชน ยับยั้ง
การใชอาํ นาจของรัฐบาลปรากฏในหลายรูปแบบผานกลไกท่ีกําหนดไวในรัฐธรรมนูญ ไดแก การให
สิทธเิ สรีภาพแกป ระชาชนในการแสดงความคิดเหน็ ตพี มิ พ หรอื รายงานขาว การรวมกลมุ หรอื สมาคม
การตรวจสอบและถวงดุล ไมใหองคใดองคกรหนึ่งมีอํานาจมากจนเกินไป หรือการท่ีรัฐธรรมนูญ
กําหนดวาระการดาํ รงตําแหนงของนักการเมืองเพ่อื ปอ งกันไมใ หผ ูกขาดอํานาจไปตลอดชวี ติ

5. การดาํ เนินงาน (Performance) การปกครองในระบอบประชาธิปไตยตองนํามาซ่ึงการ
ยกระดับมาตรฐานชีวิต ความเปนอยูของประชาชนท้ังหลายใหสูงข้ึน ท้ังในดานปจจัยส่ีท่ีจําเปน
สาํ หรับดาํ รงชวี ติ ดาํ รงศกั ดิ์ศรขี องความเปนมนุษยของประชาชนท้ังหลายใหสูงข้ึน ระดับการศึกษา
ระดับของรายได ความยืนยาวของอายุขัย ของประชาชนทั้งหลาย ใหสูงขึ้น เปนตน ส่ิงเหลานี้เปน
เครอ่ื งบงชใ้ี หเหน็ ถงึ ประสิทธิภาพของรฐั บาลวา ไดป ฏิบตั หิ นา ท่ีที่ไดรับมอบหมายอยางดีหรือไม หาก
ประเทศใดมีความอุดมสมบรู ณเตม็ ไปดวยทรพั ยากรธรรมชาติและมีเทคโนโลยีในระดับข้ันที่สามารถ
ดงึ ทรัพยากรท่ีมีอยมู ากน้ันมาใชป ระโยชนไ ดไมย าก แตกลับปรากฏวาประชากรโดยสว นใหญตกอยูใน
สภาวะยากจน คุณภาพชีวิตต่ํากวาระดับมาตรฐาน ยอมตองนํามาสูขอสงสัยหรือคําถามวาการ
ดําเนนิ งานของรฐั บาลน้ันคํานงึ ถงึ ประประโยชนของประชาชนเปนหลักหรอื ไม

กลาวโดยสรุป ประชาธิปไตยเกิดขึ้นครั้งแรกในยุคกรีก คือ การปกครองโดยประชาชน คือ
อาํ นาจอธิปไตยเปน ของประชาชน ความหมายประชาธปิ ไตย มี 2 นัย คอื

นยั ที่ 1 ความหมายของประชาธิปไตยในวงแคบ หมายถึง รูปแบบการปกครองที่ประชาชน
เปนเจาของประเทศเปนเจาของอํานาจอธิปไตย มีสิทธิ อํานาจ และโอกาส ในการควบคุมกิจการ
ทางการเมืองของชาติ

108 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง

นยั ที่ 2 ความหมายของประชาธิปไตยในวงกวาง หมายถึง ปรัชญาของสังคมมนุษยหรือวิถี
ชีวิตที่ยึดถืออุดมการณหรือหลักการท่ีกําหนดพฤติกรรมของมนุษยในสังคมในกิจกรรมการเมือง
เศรษฐกจิ และสงั คม

ประชาธปิ ไตยเปน รูปแบบการปกครองตามอุดมการณสากลที่ผูนําประเทศไดรับอํานาจและ
ความชอบธรรมในการบริหารประเทศจากประชาชนผเู ปนเจาของอํานาจอธปิ ไตยโดยตรง บนพ้ืนฐาน
ของสิทธเิ สรีภาพ ความเสมอภาค และการเคารพศักดิ์แหง ความเปน มนุษย

ประเภทของประชาธปิ ไตย

แมวา การปกครองแบบประชาธิปไตยจะเปนการปกครองท่ีประชาชนเปนใหญ แตสามารถ
จําแนกแยกประเภทยอยๆ ของประชาธิปไตยออกเปน 3 ประเภทดวยกันคือ ประชาธิปไตยโดยตรง
(Direct Democracy) ประชาธปิ ไตยแบบผูแทนหรือตัวแทน (Representative Democracy) หรือ
ประชาธิปไตยโดยออม (Indirect Democracy) และ ประชาธิปไตยแบบมีสวนรวม (Participatory
Domocracy) ซง่ึ มรี ายละเอยี ดดงั นี้

โกสินทร วงศสุรวัฒน (2529 : 12) ไดกลาวถึงประชาธิปไตยโดยตรงไววา ประชาธิปไตย
รูปแบบน้ี คือรูปแบบประชาธิปไตยที่เปดโอกาสใหประชาชนทุกคนมีบทบาทสําคัญในการกําหนด
หรือตัดสนิ ใจในกจิ การตา งๆ ของสงั คม เชน การออกกฎหมาย การบังคับใชกฎหมาย บทบาทหนาท่ี
ทางการบริหาร ตลอดจนถงึ อํานาจทางดา นตลุ าการ หรอื ตดั สนิ ขอพพิ าทตางๆ โดยไมตอ งผา นตัวแทน
ประชาธปิ ไตยรูปแบบน้อี าจเรียกไดว า เปน ประชาธิปไตยแบบมีสวนรวมท่ีเกาแกมีมานานหลายพันป
แลวกว็ า ได

เมื่อกลา วถงึ การปกครองในรปู แบบประชาธิปไตยโดยตรง นกั วิชาการทง้ั หลายมกั ยกตัวอยาง
รูปแบบการปกครองของนครรัฐเอเธนส ในยุคกรีกโบราณกวา 2,500 ป มาแลว ซึ่งเหมาะสมกับ
รูปแบบนี้เพราะมีประชากรประมาณ 250,000 คน แตประชากรทง้ั หมดไมมีสทิ ธิในทางการเมืองการ
ปกครอง เพราะในนครรฐั เอเธนส แบงคนออกเปน 3 พวก 3 ชนชั้น คือ 1) พวกพลเมือง ซึ่งหมายถึง
เฉพาะผชู ายเทา น้ัน ไดสถานภาพความเปน พลเมอื งติดตัวมากตง้ั แตเ กดิ และเฉพาะพลเมืองเทานน้ั ทมี่ ี
สิทธิทางการเมืองการปกครองในนครรัฐเอเธนส ซึ่งมีประมาณ 40,000 คน 2) พวกตางดาว บิดา
มารดาไมไดเปนชาวเอเธนส 3) พวกทาส ซึ่งเปนกลุมคนท่ีมีจํานวนมากท่ีสุดในนครรัฐเอเธนส
กลาวคือ ประชาชนที่มีสิทธิทางการเมืองการปกครองจึงมีเพียงพลเมือง และเปนเพศชายเทานั้น
จํานวนของประชาชนที่เขามาเก่ียวขอ งในรูปแบบประชาธปิ ไตยโดยตรงในนครรัฐเอเธสนจึงมีจํานวน
ไมมากนัก

วนดิ า แสงสารพันธ (2543 : 9-11) และ สมบัติ ธํารงธัญวงศ (2546 : 38-43) ไดอธิบายถึง
ประชาธปิ ไตยแบบตวั แทนวา ประชาธิปไตยรปู แบบน้ี คือ การคดั เลือกตัวแทนเขาไปทําหนาท่ีในดาน
ตางๆ แทนตน หลงั จากรูปแบบประชาธปิ ไตยโดยตรงในนครรฐั เอเธนสเสอื่ มสลายลงพรอมๆ กับอารย
ธรรมยุคโบราณไดเส่ือมถอยลงไปดวย ประชาธิปไตยแบบตัวแทนเกิดข้ึนภายใตบริบทของสังคมที่มี

รูปแบบการปกครอง 109

พฒั นาการทีส่ ลับซบั ซอนมากขึ้น ท้ังทางดานสังคมและเศรษฐกิจไมว าจะเปน จาํ นวนประชากรที่มีเพ่ิม
มากข้ึน สภาพเศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มมากขึ้น สงผลทําใหร ปู แบบประชาธิปไตยโดยตรงไมสะดวกท่ีจะ
นาํ มาใชต ามแบบอยางท่ีเกิดขน้ึ ในอดีต

โดยทั่วไปมักเรียกวาเปนรูปแบบหน่ึงของระบอบประชาธิปไตยท่ีมีลักษณะตรงขามกับ
ประชาธิปไตยแบบโดยตรง ประชาธิปไตยแบบตัวแทน เปนระบอบการเมืองท่ีใหประชาชนเลือก
ผูแทนของตนเขาไปบริหารและตัดสินใจแทนตน เปนระบอบการปกครองที่ประชาชนมอบอํานาจ
อธปิ ไตยใหผูแทนทเี่ ขาเลอื กตง้ั เขาไปตามกฎหมายวา ดวยการเลือกตงั้ ของรฐั เปนผูใชอํานาจดังกลาว
แทน โดยมีระยะเวลาในการดํารงตําแหนงที่แนนอน ซ่ึงเกิดขึ้นจากแนวคิดที่วาเม่ืออาณาเขตกวาง
ใหญไ พศาลมากขึน้ ซึง่ มีความยุงยากทจ่ี ะจดั ใหป ระชาชนทุกคนมารวมประชมุ เพ่อื ลงประชามตใิ นการ
บริหารประเทศ เน่ืองจากขอจํากัดในสถานท่ีประชุม ดังนั้นในปจจุบันในระบอบประชาธิปไตยโดย
ผูแทนจึงถือกําเนิดขึ้นและมีบทบาทท่ีนิยมอยางแพรหลายภายใตหลักการท่ีสําคัญ คือเปนการ
ปกครองท่ีรบั รกู ารใชอาํ นาจอธปิ ไตย หรืออํานาจสงู สดุ ในการปกครองวา ราษฎรเทา นนั้ เปน ผใู ชอ ํานาจ
แตราษฎรไดต ั้งผแู ทนขึน้ เพื่อใชอํานาจอธปิ ไตยแทนตน ซง่ึ ระบบการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย
ทางผูแทนนี้ตั้งอยูบนพื้นฐานแนวคิดทฤษฎีวาดวยรัฐ กลาวคือ การปกครองโดยระบบผูแทนนั้น
ประชาชนเปน ผปู กครอง แตป ระชาชนทั้งหมดมิไดมารวมหารือและตัดสินใจดวยตนเอง ดังนั้น การ
ปกครองในระบอบประชาธิปไตยซ่ึงวางอยูบนพื้นฐานความคิดทางการเมืองโดยอยูในรูปแบบของ
ประชาธิปไตยโดยออม ซ่ึงการปกครองนี้เรียกวา อํานาจอธิปไตยมาจากประชาชน โดยประเทศ
ประชาธปิ ไตยสวนใหญทไ่ี ดยดึ ถือหลักการแบงแยกอาํ นาจอธิปไตยนน้ั มกั นยิ มแบง ออกเปน 3 ฝา ย คอื
อํานาจนิตบิ ญั ญตั ิ อํานาจบริหาร และอํานาจตลุ าการ เปน ตน

พัฒนาการของรูปแบบประชาธิปไตยแบบตวั แทน เร่มิ ตนราวครสิ ตศตวรรษที่ 10-11 ในขณะ
ที่กอนหนาน้ันอังกฤษและท่ัวโลกปกครองภายใตระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย (Absolute
Monarchy) โดยอังกฤษมีจุดเริ่มตนมาจากชัยชนะของพวกนอรมัน (Norman) ทํามีใหอํานาจการ
ปกครององั กฤษ กษตั ริยน อรม ันจึงริเร่ิมจัดตั้งสภาท่ีปรึกษาหรือมหาสภา (The Great Council) ซึ่ง
ถือเปนจดุ เร่มิ ตนของสถาบันรัฐสภา สภานี้ประกอบไปดวยขนุ นาง เสนาบดี ขนุ นางเจา ที่ดนิ และผูนํา
ทางศาสนา มีหนา ท่หี ลกั ในการใหค าํ ปรึกษาแกกษัตริยในดานนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ หลัก
จากนั้นอํานาจของสภาที่ปรึกษาก็มีมากขึ้นเปนลําดับจนสามารถตอรองกับกษัตริยได เน่ืองจากมี
เหตกุ ารณวุนวายท้ังทางการเมอื ง เศรษฐกิจ สังคม และภาวะสงคราม จึงเปนความจําเปนท่ีกษัตริย
ตอ งขอคาํ ปรกึ ษาหารือ ขอความรว มมือกับสภาทปี่ รึกษาในเรอื่ งตา งๆ เปนอยา งมาก

อํานาจของสภาที่ปรึกษาทมี่ ีตอกษตั ริยป รากฏอยา งเดนชดั ในสมัยพระเจา จอหนท่ี 1 (John I)
ซึ่งเปน กษตั รยิ ท่หี ลงมัวเมาในอํานาจ ปกครองประเทศในลกั ษณะกดขีป่ ระชาชน โดยการบังคับเรียก
เกบ็ ภาษีเพิ่มมากขึ้น เพื่อนําเงินไปใชในการทําสงครามเปนจํานวนมาก อันเนื่องมาจากการดําเนิน
นโยบายตางประเทศผิดพลาด ดวยการเปนศัตรูกับฝร่ังเศส และทาทายอํานาจขององคพระ
สันตะปาปา อีกท้ังยังมองขามความสําคัญของสภาที่ปรึกษา และละเมิดขอผูกพันตางๆ ท่ี

110 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบนั การเมือง

เปรียบเสมอื นรัฐธรรมนูญขององั กฤษ จนในทส่ี ดุ นาํ มาซง่ึ ความขัดแยงอยางรุนแรงระหวางกษัตริยกับ
สภาที่ปรึกษา และพระเจาจอหนถูกบังคับใหลงพระนามในมหากฎบัตร แมกนา คารตา (Magna
Carta) ในป ค.ศ. 1215 ซ่ึงมีเน้ือหาจํากัดอํานาจของกษัตริย คุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ปองกนั การกระทําทม่ี ชิ อบดวยกฎหมายและทาํ นองคลองธรรมของกษตั รยิ  ประชาธิปไตยแบบตวั แทน
ในระบบรัฐสภามีความใกลเคียงกับรูปแบบในปจจุบันมากยิ่งข้ึน และถือเปนจุดเร่ิมตนของรูปแบบ
ประชาธิปไตยแบบตวั แทนในระบบรัฐสภา

เมื่อมาถงึ ยุคสมยั ของไซมอน เดอ มองฟอรด (Montfort) ขุนนางท่ีสถาปนาขึ้นเปนกษัตริย
ภายหลงั จากยึดอํานาจจากพระเจาเฮนรีที่ 3 (Henry III) ในป ค.ศ. 1265 โดยจัดใหมีการประชุมที่
เรยี กชอื่ วา การประชุมรฐั สภา (Parliament) ขน้ึ เปนคร้ังแรก ซึ่งไมไดมีเฉพาะพระและเหลาขุนนาง
เทานัน้ แตยงั มอี ศั วินและผูแทนสามญั ชนจากเมืองตางๆ นับเปนคร้ังแรกท่ีผูแทนของเมืองมีสิทธิเขา
รวมประชุม หนา ท่ีของรฐั สภาชุดนค้ี ือ การใหคําปรกึ ษาแกกษตั ริยใ นการกาํ หนดนโยบาย การบัญญัติ
กฎหมายตา งๆ

ในครสิ ตศตวรรษที่ 14 การทาํ งานของรัฐสภา ซ่งึ มสี ภาเดียวเริม่ แสดงใหเห็นถึงการแบงแยก
ระหวา งกลมุ ขุนนางกับกลมุ สามญั ชนอยา งเดน ชดั จนมาถึงปลายศตวรรษ ระบบรัฐสภาของอังกฤษก็
วิวัฒนาการมาเปนระบบ 2 สภา อยางท่ีเปนอยูในปจจุบัน คือ สภาขุนนาง (House of Lords)
ประกอบดวยขนุ นางและพระเถระช้ันผูใหญ และสภาสามัญ (House of Commons) ประกอบดวย
ผูแทนสามัญชนและขุนนางชั้นผูนอย นับแตนั้นมาระบบรัฐสภาของอังกฤษยังคงมีการปรับปรุง
เปลี่ยนแปลงอยางตอ เนอ่ื ง ซึ่งเปนการตอสูทางการเมืองระหวางกษัตริย เหลาขุนนาง และสามัญชน
ซงึ่ ในทายที่สดุ อาํ นาจท่เี คยมมี ากของกษตั รยิ แ ละขนุ นางก็คอ ยๆ ลดนอยลง ขณะที่อํานาจของสามัญ
ชนมีเพ่ิมมากขึ้นเร่ือยๆ โดยในคริสตศตวรรษท่ี 19 ความคิดเร่ืองการมีสวนรวมทางการเมืองการ
ปกครองไดส ะพัดอยา งแพรห ลาย เกดิ ความตื่นตัวทางการเมืองเปนอยางมาก อันเปนผลมาจากการ
ปฏิวัติฝรั่งเศสซ่ึงเกิดขึ้นในป ค.ศ. 1789 ปญหาเศรษฐกิจตกต่ําจากการทําสงครามกับประเทศ
ใกลเ คยี งและจาํ นวนประชากรท่เี พิ่มมากขนึ้ จนนําไปสูปญ หาการวางงาน ความยากจน เกดิ จลาจลท่ัว
ประเทศ ในขณะเดียวกันแนวคิดเสรีนิยมและทุนนิยมเริ่มแพรหลายมากข้ึนจากการขยายตัวของ
เศรษฐกิจอุตสาหกรรม

ในป ค.ศ. 1832 จึงเกิดการปฏิรูปทางการเมืองคร้ังใหญ กอใหเกิดการเปล่ียนแปลงหลาย
ประการ เชน การขยายสิทธกิ ารเลอื กตัง้ ลดอาํ นาจของกษตั รยิ และขุนนางเพอ่ื ใหส ภาสามญั เปนอสิ ระ
และเปนตัวแทนของประชาชนมากข้ึน เกิดการจัดต้ังพรรคการเมืองเปนคร้ังแรก และสภาสามัญ
กลายเปนสถาบันท่ีมีอํานาจมาก คณะรัฐมนตรีตองรับผิดชอบตอสภาสามัญ กษัตริยไมอาจแตงต้ัง
นายกรัฐมนตรีหรือถอดถอนคณะรัฐมนตรีไดตามใจชอบอีกตอไป (สมบัติ ธํารงธัญวงศ 2546 : 71)
นบั แตนนั้ เปนตน มา ระบบรัฐสภาของอังกฤษกพ็ ัฒนาขึน้ มาเปน ลาํ ดับจนกระท่ังมีรูปแบบอยางที่เปน
ในปจจบุ นั

รปู แบบการปกครอง 111

ไพโรจน ชัยนาม (2515 : 33) ไดอ ธบิ ายรปู แบบประชาธิปไตยแบบมสี วนรวม (Participatory
Democracy) ไวพ อสรุปไดวา แนวคดิ ของประชาธิปไตยแบบมสี วนรวมก็คือ ความพยายามท่ีจะหวน
กลับหรอื ร้ือฟน รูปแบบประชาธิปไตยโดยตรงทเ่ี กดิ ข้นึ ในยุคนครรัฐเอเธนสใ นอดตี ขึ้นมาใหม เนื่องจาก
เหน็ วา การเมืองควรเปน เรือ่ งที่ทกุ คนควรเขามาเกี่ยวของ ไมใชปลอยใหเปนหนาที่ของตัวแทนเพียง
ลําพัง กลาวคือ เปนการนําการมีสวนรวมในทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยโดยตรงมา
ผสมผสานกับการมีสวนรวมในทางการเมอื งในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน หรือท่ีเรยี กอกี อยาง
วา ประชาธปิ ไตยแบบกึ่งโดยตรง (Semi-Direct Democracy) เปนประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่เปด
โอกาสใหประชาชนมีสว นรวมในทางการเมืองการปกครองในระดับตางๆ มากข้ึน โดยใหประชาชนมี
อํานาจในการควบคุมและตรวจสอบการทํางานของผทู ่ไี ดรับเลอื กต้ังใหใ ชอ ํานาจอธิปไตยแทนตนดวย
มิใชเพียงมีอํานาจเพียงเปนที่มาแหงอํานาจการปกครอง หรือมีสิทธิออกเสียงเลือกต้ังเทานั้น ซ่ึง
ลักษณะหรือรูปแบบของการมีสวนรวมในทางการเมืองน้ัน อาจจะเปนรูปแบบของการมีสวนรวม
ในทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยโดยตรง เชน การออกเสียงประชามติ การเขาช่ือเสนอ
กฎหมาย การถอดถอนบุคคลออกจากตําแหนง เปน ตน

กลาวโดยสรปุ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยสามารถจาํ แนกออกเปน 2 ประเภท ดงั นี้
1. ประชาธิปไตยโดยทางตรงหรอื ประชาธปิ ไตยแบบมสี วนรว ม เปนรูปแบบการปกครองที่
ใหป ระชาชนท้งั ประเทศเปน ผูใ ชอ าํ นาจในการปกครองโดยตรง ดว ยการประชมุ รวมกัน เพ่ือพิจารณา
ตดั สนิ ปญ หา และเลอื กตง้ั เจา หนาทีป่ ฏิบัติงานของรัฐ ราษฎรมีบทบาทในการตัดสินใจในกิจการของ
บา นเมืองโดยไมตอ งผา นกระบวนการหลายขัน้ ตอน
2. ประชาธิปไตยโดยทางออ มหรือประชาธิปไตยแบบมีตวั แทน เปนรูปแบบการปกครองที่
ใหอํานาจประชาชนเลือกตวั แทนเขาสูที่ประชุม เพ่ือพิจารณาแกไขปญหาของรัฐและบริหารกิจการ
บานเมอื งตามกรอบนโยบายของรัฐ

รปู แบบของรฐั บาลในการปกครองแบบประชาธปิ ไตย

ดังทีก่ ลา ววาการปกครองแบบประชาธิปไตยเปน รูปแบบทร่ี ฐั ตา งๆ ใชก นั มากท่สี ดุ โดยเฉพาะ
รปู แบบประชาธปิ ไตยแบบตัวแทนนับวาเปน กระแสหลกั ที่ใชท่วั โลกในปจจบุ นั ระบบรฐั บาล (System
of Government) คอื การจดั รูปแบบ โครงสรา ง และอาํ นาจหนาที่ขององคก รทางการเมอื ง ทเ่ี รียกวา
รัฐบาล อํานาจหนาที่น้ีรวมถึงความสัมพันธระหวางองคกรตางๆ ทางการเมือง เชน ความสัมพันธ
ระหวา งประชาชนกับประมุข ประมุขกบั รัฐสภา รัฐสภากับคณะรฐั มนตรี เปน ซึง่ สามารถแบง รปู แบบ
ของรัฐบาลในรูปแบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนออกเปน 3 รูปแบบ คือ รัฐบาลในระบบรัฐสภา
รฐั บาลในระบบประธานาธบิ ดี และรฐั บาลในระบบผสมก่งึ ประธานาธิบดีก่ึงรัฐสภา ซ่ึงมีรายละเอียด
ดงั ตอไปน้ี

112 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบนั การเมือง

รัฐบาลในระบบรัฐสภา (Parliamentary System)
รฐั บาลในระบบรัฐสภาถอื วารัฐสภาเปนองคก รสูงสุด เปนท่ีรวมของเจตจํานงของประชาชน
ท้ังประเทศ เปน ศนู ยกลางของอาํ นาจทางการเมือง ทําหนาท่ีท้ังทางดานนิติบัญญัติและควบคุมการ
บรหิ ารประเทศ
วิษณุ เครืองาม (2530 : 118-120) ไดใ หค าํ อธิบายถึงรูปแบบรัฐบาลในระบบรัฐสภาไว สรุป
ไดดงั นี้
รูปแบบรัฐบาลในระบบรัฐสภาน้ี มตี น กําเนดิ มาจากประเทศอังกฤษ ดําเนินตามแนวคิดหรือ
หลักความเช่ือมโยงแหง อํานาจ (Fusion of Power) ระหวา งฝายนติ ิบญั ญัตกิ ับฝายบรหิ าร เน่ืองจาก
ฝา ยบริหารท่มี ีมาจากสภาผแู ทนราษฎรหรอื ฝา ยนิติบัญญตั นิ ัน่ เอง เพราะรปู แบบนี้ประชาชนเลอื กฝา ย
บริหารโดยทางออม ซ่ึงแตกตางจากรูปแบบประธานาธิบดี ทั้งน้ีสภาผูแทนราษฎรเปนผูคัดเลือก
นายกรัฐมนตรีจากสมาชิกพรรคการเมืองท่ีครองเสียงขางมากในสภา จากนั้นนายกรัฐมนตรีเปนผู
เลือกรัฐมนตรีประกอบกันเปนคณะรัฐมนตรี ระบบน้ีจึงเรียกอีกอยางหนึ่งไดวาเปนระบบ
คณะรฐั มนตรี (Cabinet System) ความรับผิดชอบทางการเมืองภายใตรูปแบบรัฐสภา จึงเปนความ
รบั ผดิ ชอบแบบองคคณะหรือความรบั ผดิ ชอบรว ม ไมใชตัวผูนาํ รฐั บาลเพียงคนเดียวอยางที่เกิดขึ้นใน
รูปแบบประธานาธบิ ดี
เนือ่ งจากเปนความสมั พนั ธแบบเช่ือมโยงอํานาจตามท่ไี ดก ลาวมา ความสัมพันธระหวางฝาย
นิติบัญญัติกับฝายบริหารจึงมีความแนบแนนอยางยิ่ง กลาวคือ เสถียรภาพหรือความอยูรอดของ
รัฐบาลข้ึนอยูกับฝายนิติบัญญัติ เพราะข้ึนอยูกับเสียงสนับสนุนในสภา เน่ืองจากสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรมอี ํานาจในการตรวจสอบ ถวงดลุ โดยเฉพาะการเปดอภปิ รายไมไ วว างใจเพอ่ื ใหรฐั บาลพน จาก
ตาํ แหนง ในขณะที่ฝา ยบรหิ ารหรือรฐั บาลก็มอี ํานาจในการถว งดุลฝา ยนิตบิ ัญญัติดวยการประกาศยุบ
สภา
ระบบรัฐสภาเปนระบบทไี่ มย อมรบั ใหหลักการแบงแยกการใชอํานาจอธิปไตยอยางเด็ดขาด
กลาวคอื ยนิ ยอมใหฝายบริหารสามารถเก่ียวของกับฝายนิติบัญญัติได ซ่ึงระบบรัฐสภาน้ี มีลักษณะ
สําคญั 4 ประการ ดังนี้คอื (พฤทธิสาณ ชมุ พล, 2544 : 43-51)
1. ประมุขของรัฐและหัวหนาฝายบริหารเปนบุคคลคนละคนกัน กลาวคือ ประมุขของรัฐ
อาจเปนกษตั รยิ หรือประธานาธบิ ดกี ็ได และหัวหนาฝายบริหาร หมายถึง นายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรี
ตางๆ ประกอบกนั ขึ้นเปน คณะรัฐมนตรี
จะเห็นไดวาฝายบริหารประกอบไปดวยองคกร 2 องคกร คือ ประมุขของรัฐและ
คณะรฐั มนตรี ประมขุ ของรัฐไมวาจะเปนกษัตริยหรือประธานาธิบดี จะทําหนาท่ีเปนประมุขของรัฐ
และถอื วา เปนหัวหนา ฝา ยบริหารดว ย การเปนหัวหนาฝายบริหารของประมุขของรัฐน้ีเปนไปในนาม
เทาน้นั แตใ นทางปฏิบตั ิแลว คณะรฐั มนตรีจะเปนผใู ชอาํ นาจบรหิ ารแทนประมุขของรัฐและใชอํานาจ
บริหารนั้นรวมกันเปน คณะ โดยมีนายกรฐั มนตรีเปนหัวหนาของผูใชอํานาจบริหารคณะรัฐมนตรี จึง
ตองมีความรับผดิ ชอบรวมกนั ในการใชอํานาจบรหิ ารนั้น

รูปแบบการปกครอง 113

2. ประมุขของรัฐไมตองรับผิดชอบตอสภานิติบัญญัติ ประมุขของรัฐไมวาจะเปนกษัตริย
หรอื ประธานาธิบดี จะตอ งเปน อิสระไมข ้นึ ตอ สภานติ บิ ัญญตั ิ เชน สภานิตบิ ญั ญตั ไิ มม อี าํ นาจท่ีจะถอด
ถอนประมขุ ของรฐั ได ดังน้ันประมุขของรัฐจึงไมตองรับผิดชอบทางการเมืองตอสภานิติบัญญัติ อนึ่ง
ประมขุ ของรัฐทเ่ี ปน กษตั ริยไ มตอ งรบั ผิดชอบในทางใดๆ ไมวาทางการเมือง ทางอาญาหรือทางแพง
ท้ังน้ีสืบเนือ่ งมาจากหลกั ทว่ี า กษัตริยทรงกระทําผดิ มิได โดยรัฐธรรมนูญจะกําหนดใหกษัตรยิ ท รงเปน ที่
เคารพสักการะ ผใู ดจะละเมดิ มไิ ด

3. คณะรัฐมนตรตี องรับผิดชอบตอสภานติ บิ ญั ญตั ิ คณะรฐั มนตรเี ปนคณะบุคคลผใู ชอาํ นาจ
แทนประมขุ ของรัฐ กลาวคือ ประมุขของรัฐแมวา จะไดรับการยกยอ งใหเปนหัวหนาฝายบริหารก็ตาม
แตคณะรฐั มนตรีจะเปน ผูปฏบิ ัติหนาที่บรหิ ารประเทศแทนประมขุ ของรฐั โดยเปน ผคู วบคุมและบังคับ
บัญชางานประจํากระทรวงตางๆ ใหสอดคลองกับนโยบายของคณะรัฐมนตรี ฉะนั้น ในระบบนี้
คณะรัฐมนตรีจึงเปนจักรกลท่ีสําคัญที่สุด ท้ังนี้เพราะเปนผูทําหนาที่ใหความรวมมือระหวางฝาย
บริหารและฝายนิติบัญญตั ิ และเปนผรู บั ผดิ ชอบทางการเมืองแทนประมขุ ของรฐั

ดวยสาเหตุนคี้ ณะรัฐมนตรีจึงตองบริหารประเทศดวยความไววางใจของสภานิติบัญญัติ ถา
สภานติ ิบัญญตั ไิ มไวว างใจคณะรัฐมนตรจี ะตองพนจากตาํ แหนง ไปทันที ความรบั ผิดชอบทางการเมือง
ดงั กลา วน้ถี าเปน ประเทศที่มี 2 สภา ความรับผดิ ชอบน้มี ักจะเปน ความรับผิดชอบตอสภาลางคือสภา
ผูแทนราษฎร

การทํางานของคณะรัฐมนตรีน้ัน เรียกวา การบริหารราชการแผนดิน สวนการควบคุมโดย
รฐั สภานั้นเรียกวาการควบคุมการบริหารราชการแผน ดนิ ซึ่งหมายถงึ การทฝ่ี า ยนิตบิ ัญญตั ิควบคุมการ
ทํางานของฝายบรหิ ารนน่ั เอง การควบคุมการบรหิ ารราชการแผนดินในระบบรัฐสภาน้ัน โดยทั่วไปมี
อยหู ลายวธิ ี คอื

วธิ ีท่ี 1 สภานติ บิ ัญญัตมิ ีสิทธอิ ภิปรายเพอื่ ลงมติไมไววางใจหรือไววางใจกอนที่คณะรัฐมนตรี
จะรับตาํ แหนง หรือเริ่มปฏบิ ตั งิ าน ซง่ึ เรยี กวา การควบคมุ นโยบายของฝายบรหิ าร

วิธที ี่ 2 สมาชกิ สภานติ บิ ญั ญตั ิตงั้ กระทูถามใหร ัฐมนตรีตอบในปญหาตางๆ ที่เกิดขึ้นจากการ
ปฏิบัติหนาท่ีของรัฐมนตรีผูนั้น อาจนําความทุกขยากหรือปญหาของราษฎรมาชี้แจง เรียกวาการ
ควบคุมโดยการตัง้ กระทถู าม

วิธีที่ 3 สมาชิกสภานิติบัญญัติมีสิทธิเขาชื่อกันเพื่อเปดอภิปราย เพื่อลงมติไมไววางใจ
คณะรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีเปนรายบุคคลที่บริหารราชการแผนดินไปไดระยะหนึ่ง เรียกวาการ
ควบคมุ โดยการเปด อภิปรายทวั่ ไป

วิธีที่ 4 สมาชิกสภานิติบัญญัติมีสิทธิอภิปรายและใหความเห็นชอบในการที่ฝายบริหารจะ
แตงต้ังบุคคลใดใหดํารงตําแหนงในทางบริหารบางตําแหนง เรียกวาการควบคุมโดยการอนุมัติตัว
บคุ คล

อยางไรก็ตาม มิใชวาฝายบริหารจะอยูภายใตการควบคุมของสภานิติบัญญัติโดยเด็ดขาด
เพราะฝา ยบรหิ ารยอ มมีอิสระในการใชดุลยพนิ จิ ในการบรหิ ารราชการแผนดิน สภานิติบัญญัติจะเขา

114 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบนั การเมือง

แทรกแซงการทาํ งานของฝา ยบริหารไมไ ด เพยี งแตว า เมอื่ ฝา ยบริหารทํางานไปแลวสภานิติบัญญัติมี
อาํ นาจไมใหความเห็นชอบ

4. สภานิติบัญญัติอาจถูกควบคุมโดยฝายบริหาร ฝายบริหารสามารถควบคุมสภานิติ
บัญญตั ิไดดวยวิธีการยบุ สภา เพอื่ ใหอํานาจนติ บิ ัญญัตแิ ละอาํ นาจบรหิ ารสมดลุ กัน ระบบรัฐสภาจึงให
อํานาจคณะรัฐมนตรีอาจแนะนําใหป ระมุขของรัฐยุบสภา ซึ่งผลเทากับใหเครื่องมือแกคณะรัฐมนตรี
สาํ หรับตอ สูก ับสภานิติบญั ญตั ิ การยุบสภาเปน วธิ ีการทใ่ี หสมาชกิ สภานติ ิบญั ญัตพิ น จากตําแหนงกอน
ครบกาํ หนดเวลา โดยประมุขของรฐั ในฐานะประมุขของฝา ยบรหิ ารจะใชอํานาจน้ีตามคําแนะนําของ
คณะรัฐมนตรี เมือ่ ยุบสภาแลวใหมีการเลอื กตั้งใหมภายในเวลาทกี่ ําหนดไว เพอื่ ใหร าษฎรเปน ผูวินิจฉยั
วา ควรใหค วามไววางใจแกค ณะรัฐมนตรีหรือสภานิติบัญญัติ โดยจะเลือกบุคคลท่ีตนเห็นชอบเขามา
ใหม การยบุ สภาน้ีจะเกิดข้ึนไดก็แตในประเทศที่มีรัฐบาลปกครองในระบบรัฐสภา หรือประเทศท่ีมี
รัฐบาลปกครองในระบบก่ึงประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภาก็ได แตการยุบสภาจะไมสามารถเกิดขึ้นไดใน
ประเทศท่ีมีรฐั บาลปกครองในระบบประธานาธิบดี เพราะรัฐบาลในระบบรัฐสภานั้น ฝายบริหารไม
ตอ งรับผิดชอบในทางการเมืองโดยตรงตอประชาชนเหมือนกับระบบประธานาธิบดี แตฝายบริหาร
ตอ งรับผดิ ชอบตอ ฝา ยนิตบิ ัญญตั ิซ่ึงเปนผูแทนของประชาชน ดังน้ัน ตามระบบรัฐสภาทั่วไป ฝายนิติ
บัญญัติจึงสามารถเปดอภิปรายท่ัวไปเพื่อลงมติไมไววางใจฝายบริหารได และในทางกลับกันฝาย
บรหิ ารกส็ ามารถโตต อบฝายนติ ิบัญญัติไดด วยวธิ กี ารยุบสภา การท่ีใหฝ า ยบรหิ ารสามารถควบคุมฝาย
นติ บิ ญั ญตั ิไดดวยวิธีการยุบสภากเ็ พอื่ ใหอ าํ นาจนติ ิบัญญัติและอํานาจบริหารสมดลุ กนั

ดังนั้น รัฐบาลในระบบรัฐสภาท่ัวไป จึงเพงเล็งถึงการสมดุลระหวางอํานาจนิติบัญญัติกับ
อาํ นาจบรหิ ารเปน สําคัญ โดยเปดโอกาสใหแกฝายบริหารทีอ่ าจแนะนาํ ใหป ระมุขของรฐั ยุบสภาได ซึ่ง
สงผลเทา กบั ใหเ ครือ่ งมือแกค ณะรฐั มนตรสี ําหรบั ตอ สูกบั สภานิตบิ ญั ญัตนิ นั่ เอง การยบุ สภานนั้ เกดิ จาก
มูลเหตุหลายประการ ดังน้ี (สมบตั ิ ธาํ รงธัญวงศ, 2544 : 72-80)

1. มีการขัดแยงระหวางฝายบริหารกับฝายนิติบัญญัติ ในการเสนอรางกฎหมายโดยฝาย
บรหิ ารและพจิ ารณาอนมุ ัติกฎหมายโดยฝา ยนติ ิบัญญัติ

2. มกี ารขัดแยง ระหวา งสภาสงู กับสภาลางในการพิจารณาหรือจัดทํากฎหมาย
3. การยบุ สภาในขณะทีฝ่ า ยบรหิ ารกําลงั ไดคะแนนนิยมจากประชาชน และเปนเวลาที่สภา
กําลังจะสิ้นอายุหรือครบวาระ กลา วคือไมไ ดม ีความขัดแยง ใดๆ ระหวา งฝา ยนติ ิบญั ญตั กิ ับฝา ยบริหาร
4. ประมขุ ของรัฐยบุ สภาเมอ่ื มกี ารแกไขรฐั ธรรมนูญใหม รัฐธรรมนญู บางประเทศไดบญั ญตั ิ
ใหยุบสภานติ ิบัญญัติแลวสภานิติบญั ญตั ชิ ดุ ใหมจะตอ งลงมติใหค วามเห็นชอบในการแกไ ขรัฐธรรมนูญ
ของสภานติ ิบัญญตั ชิ ดุ เกา ซ่ึงถูกยุบไปแลว ซึ่งสภาชุดใหมจะแกไขประการใดมิได กรณีเชนนี้เทากับ
เปน การควบคุมระยะเวลาแกไ ขรัฐธรรมนูญใหมลี กั ษณะเปนการแกไขยากนัน่ เอง
นอกจากน้ี การยบุ สภาอาจเกดิ จากมูลเหตุอ่ืนๆ อีกก็ได เชน ประมุขของรัฐยุบสภาเม่ือสภา
นติ บิ ญั ญัตไิ มเหน็ ชอบในการท่ปี ระมุขของรฐั แตง ตั้งนายกรฐั มนตรี เปน ตน หรอื อาจเกดิ จากปญหาไม

รปู แบบการปกครอง 115

อาจตงั้ รัฐบาลไดหรือตองต้งั รฐั บาลในรปู รฐั บาลผสมหลายพรรคมากเกินไป จึงตองยบุ สภา เพ่ือจัดต้ัง
ใหมอ ีกครงั้

ในประเทศท่มี ีรัฐบาลในระบบรัฐสภานั้น การยุบสภาเปนอํานาจของประมุขของรัฐ ซ่ึงอาจ
เปนพระมหากษตั รยิ ห รือประธานาธบิ ดกี ็ได ซง่ึ ประมขุ ของรฐั จะใชอํานาจยุบสภาตามคําแนะนําของ
ฝา ยบริหาร รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย บญั ญัติวา “พระมหากษัตรยิ ท รงไวซ ึ่งพระราชอํานาจ
ที่จะยบุ สภาผูแ ทนราษฎร เพอ่ื ใหม กี ารเลอื กตง้ั สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรใหม...”

กลาวโดยสรปุ สามารถแสดงใหเหน็ ถึงความสมั พันธร ะหวางฝา ยนิติบัญญัติกับฝายบริหารใน
ระบบรฐั สภา ดังน้ี ประการแรก ฝายบริหารตอ งมาจากการเลือกสรรหรือความเห็นชอบจากฝายนิติ
บญั ญัตหิ รือสภาผแู ทนราษฎร ซง่ึ ตําแหนงนายกรัฐมนตรีโดยธรรมเนยี มประเพณีปฏิบัติทางการเมือง
จะตกเปน ของผนู ําพรรคทีค่ รองเสียงขา งมากในสภา ประการท่ีสอง ฝายนิติบัญญัติทําหนาที่ควบคุม
การบริหารราชการแผนดินของฝายบริหาร เพื่อใหบริหารประเทศใหสมตามความมุงหมายของ
ประชาชนที่ไดเลือกตง้ั เขา มา โดยวิธีการตางๆ ไดแ ก การตง้ั กระทู การเปดอภิปรายทัว่ ไปเพือ่ ลงมติไม
ไวว างใจ ประการที่สาม ฝายบริหารกม็ วี ธิ กี ารในการแกไ ขปญ หา หากเกิดกรณีความแตกแยกวุนวาย
ขาดความเหน็ พอ งตอ งกนั ในการดาํ เนนิ งานของสภาผูแทนราษฎร ดว ยการตัดสินใจยุบสภา

รัฐบาลในระบบประธานาธิบดี (Presidential System)
รฐั บาลในระบบประธานาธิบดนี ั้น ฝายบริหารและฝายนิติบัญญัติตางเปนอิสระไมข้ึนแกกัน
และกัน และแยกจากกันอยางเดด็ ขาด แตล ะฝายถือวาตางก็มีอํานาจซ่ึงไดรับมอบหมายจากปวงชน
ของประเทศใหมาดําเนินการบริหารประเทศดวยกันทั้งสองฝาย โดยเปนไปตามหลักการของการ
แบง แยกอํานาจ
จุฑารัตน บางย่ีขัน (2528 : 23-25) สมบัติ ธํารงธัญวงศ (2545 : 275-278) และ ณัฐกร
วิทิตานนท (2557 : 170-183) ไดใ หคําอธบิ ายเกีย่ วกบั รัฐบาลในระบบประธานาธบิ ดไี วสรปุ ไดดงั น้ี
รฐั บาลในระบบประธานาธบิ ดี มีจุดเริ่มตนจากรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเปนระบบ
รัฐบาลแบบใหมท ี่สรา งขนึ้ มาเคยี งคกู บั ระบบรัฐสภาแบบองั กฤษ สาระสําคญั ของระบบประธานาธิบดี
มี 4 ประการ ดงั น้ี คอื
1. ประธานาธบิ ดีทาํ หนาท่ปี ระมขุ ของประเทศและเปนหัวหนา รัฐบาล ประธานาธบิ ดีไดรับ
เลอื กตง้ั จากประชาชนโดยตรงประเภทนีจ้ ะเปนทั้งประมุขของรัฐและเปนหัวหนารัฐบาลที่ใชอํานาจ
ดว ยตนเอง จงึ ไมตองมีนายกรัฐมนตรีทําหนาที่บริหารแทนประมุขของรัฐเหมือนระบบรัฐสภา การ
บรหิ ารกไ็ มก ระทาํ ในรูปคณะรฐั มนตรี คอื ไมม ีการประชมุ คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรแี ตละคนมีฐานะเปน
หวั หนา รับผิดชอบในกระทรวงทตี่ นไดร ับมอบหมาย ในดานความสัมพันธระหวางรัฐมนตรีเหลานี้ตอ
ประธานาธิบดี จะเห็นไดวา รฐั มนตรีมีฐานะเปน เพยี งทป่ี รึกษาใหความเห็นเก่ียวกบั กิจการในกระทรวง
ซ่งึ อยูใ นความรบั ผิดชอบของตน และการวินจิ ฉยั ชข้ี าดปญหาข้นั สดุ ทา ยตกอยกู ับประธานาธบิ ดี
2. ประธานาธิบดีเปน ผไู ดรับเลือกต้ังจากประชาชนโดยตรง ทั้งน้ีเพ่ือใหประธานาธิบดีซ่ึง
เปนประมุขของประเทศ และเปนหัวหนาผูใชอํานาจบริหารดวยในขณะเดียวกัน สามารถบริหาร

116 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบนั การเมอื ง

ประเทศไดอยา งกวางขวางและเพื่อใหป ระธานาธบิ ดีเปน อิสระ ไมเกี่ยวของหรือไมตองรับผิดชอบตอ
สภานติ บิ ญั ญตั ิ โดยประธานาธบิ ดจี ะรบั ผดิ ชอบโดยตรงตอ ประชาชน

3. ประธานาธิบดีบริหารประเทศดวยความรับผิดชอบตอประชาชนโดยตรง ไมตอง
รับผิดชอบตอสภานิติบัญญัติ ท้ังน้ีเพราะวาความรับผิดชอบของประธานาธิบดีมีตอประชาชนผู
เลอื กตั้ง ซง่ึ เลือกประธานาธิบดใี หเขา มาบริหารประเทศภายในระยะเวลาท่ีกําหนดไวในรัฐธรรมนูญ
และประธานาธบิ ดจี ะเปน ผูใ ชอํานาจบรหิ ารโดยตรง อยางไรก็ตาม ประธานาธิบดีอาจตองรับผิดชอบ
ตอ สภานิตบิ ัญญัติในบางกรณี ตามวธิ กี ารทเี่ รยี กวา Impeachment เชน ถูกกลา วหาวา ไดท ําความผดิ
ฐานทรยศตอ ประเทศชาติ รบั สินบน กออาชญากรรมอยางรา ยแรง หรอื เสยี จรติ ไรสมรรถภาพในการ
ทํางาน สภาผูแทนราษฎรมอี ํานาจท่จี ะฟอ งรอ งกลาวหาตอสภาสงู และสภาสงู จะลงโทษอยางอื่นมิได
นอกจากใหออกจากตําแหนงเพียงอยางเดียว ทั้งเขารับหนาที่ใดไมไดอีกดวย และอาจถูกนําไป
ฟอ งรองเพือ่ ดําเนนิ คดใี นทางอาญาไดด ว ย การกลา วโทษประธานาธิบดีน้นั ตองไดรบั เสยี งขา งมากจาก
สภาผูแทนราษฎร แตสําหรับอํานาจในการลงโทษน้ัน สภาสูงเทานั้นท่ีมีอํานาจในการพิจารณา
พิพากษาตดั สนิ ลงโทษนั้น โดยตอ งไดร บั คะแนนเสยี ง 2 ใน 3 ของสมาชิกสภาซเี นท

ในสวนที่เกี่ยวของกับรัฐมนตรี ประธานาธิบดีมีอํานาจแตงต้ังรัฐมนตรีไดเอง แตตองไดรับ
ความเห็นชอบจากสภาสูงเสียกอน รัฐมนตรีมีฐานะเปนเพียงท่ีปรึกษาของประธานาธิบดี และ
รบั ผดิ ชอบตอ ประธานาธบิ ดเี ทา นั้น หมายความวา ประธานาธิบดีสามารถถอดถอนรัฐมนตรีไดโดยไม
ตองรับความเห็นชอบจากสภาลาง หรือสภาสูง สวนความรับผิดชอบของรัฐมนตรีตามวิธีการ
Impeachment เปนไปเชนเดียวกบั ประธานาธิบดี สรปุ ไดวา ประธานาธบิ ดไี มตอ งรับผดิ ชอบตอสภา
ซงึ่ ผลกค็ อื รฐั สภาจะทาํ ใหป ระธานาธบิ ดีพน จากตําแหนงกอนครบกําหนดไมได และจะต้ังกระทูถาม
หรือลงมตไิ มไ ววางใจประธานาธิบดีไมได

4. มกี ารแยกอํานาจระหวางอํานาจท้ังสาม คือ อํานาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ตาม
ทฤษฎนี ้ัน ระบบประธานาธิบดี คอื ระบบทม่ี ุงหมายใหอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจ
ตุลาการ แยกจากกันอยางเด็ดขาด โดยแตละอํานาจมีฐานะทัดเทียมกันและผูใชอํานาจบริหารก็มิ
ไดม าจากผใู ชอ ํานาจนิตบิ ญั ญัติ เหมอื นเชน ระบบรัฐสภา แตมาจากประชาชนผูเ ลือกตง้ั ดงั นน้ั จึงไมมี
ความเกีย่ วพนั ระหวางอํานาจดังกลาว เชน ประธานาธิบดีไมมีอํานาจเสนอรางกฎหมายโดยตรงตอ
รัฐสภา ไมม สี ิทธยิ บุ สภาและประธานาธิบดตี องไมแ ตงตั้งรัฐมนตรีจากสภานิติบัญญัติ ในทางกลับกัน
สภานติ ิบญั ญัติก็ไมมีสิทธิควบคุมการบริหารประเทศของประธานาธิบดี เชน ไมมีสิทธิเปดอภิปราย
ทั่วไปเพ่ือลงมติไมไววางใจประธานาธิบดี หรือไมมีสิทธิตั้งกระทูถาม อยางไรก็ตาม รัฐธรรมนูญได
บัญญัตใิ หมีระบบการคานและถวงดุลของการใชอ าํ นาจท้งั สามน้ีไว เชน

4.1 การแตง ตัง้ ขาราชการระดับสูง เชน ทูตประจําการตางประเทศ ผูพิพากษาศาล
สูงสุดของสหรัฐ เปน ตน ประธานาธบิ ดีจะแตงต้ังไดก ็ตอ เมือ่ ไดรบั ความเหน็ ชอบจากวุฒิสภาเสียกอ น

4.2 การทาํ สนธิสัญญากับนานาประเทศโดยฝายบริหารจะตองไดรับความเห็นชอบ
จากวุฒิสภาเปนจํานวนอยา งนอย 2 ใน 3 จึงจะมผี ลใชบงั คับได

รปู แบบการปกครอง 117

4.3 ประธานาธบิ ดีมสี ิทธิยบั ย้งั รางกฎหมาย (Veto) ทีร่ ฐั สภาไดใ หความเห็นชอบแลว
ซึ่งถา ประธานาธิบดไี มเห็นชอบดว ยก็จะคืนรางกฎหมายน้ันไปใหร ฐั สภาพจิ ารณาใหม ถารฐั สภายนื ยัน
ตามเดมิ จึงจะสามารถนาํ รา งกฎหมายนนั้ ไปประกาศใชเปน กฎหมายได

4.4 ศาลยุติธรรมสูงสุดของสหรัฐอเมริกามีอํานาจพิพากษาวารัฐธรรมนูญหรือ
กฎหมายของมลรฐั มขี อ ความขัดแยงกับรัฐธรรมนูญของสหรฐั อเมรกิ าได

กลาวโดยสรุป รัฐบาลในระบบประธานาธิบดี คือ ระบบท่ีตองการใหอํานาจนิติบัญญัติ
บริหาร และตลุ าการ มฐี านะทดั เทยี มและเปน อิสระจากกัน แตในทางปฏิบัติก็มีขอยกเวนท่ีสามารถ
เก่ียวของกันไดบางประการดงั ท่ีไดก ลา วขางตน

สมบัติ ธํารงธญั วงศ (2545 : 278) ไดอธิบายถงึ ความแตกตางระหวางระบบรัฐสภากับระบบ
ประธานาธบิ ดี ไวว า ดว ยเหตทุ รี่ ะบบหรอื รปู แบบรฐั บาลทเ่ี ปน ทนี่ ยิ มในโลกมี 2 ระบบหรอื รปู แบบ คือ
ระบบหรือรูปแบบรัฐสภากับระบบหรือรูปแบบประธานาธิบดี ท้ัง 2 ระบบหรือรูปแบบดังกลาว มี
ลักษณะแตกตางกันอยางเห็นไดชัด กลาวคือ ความแตกตางระหวางระบบหรือรูปแบบรัฐสภากับ
ระบบหรือรูปแบบประธานาธิบดี มดี งั นี้

1. ระบบรัฐสภา เสถียรภาพหรือความอยูรอดของรัฐบาลข้ึนอยู กับความไววางใจของ
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรโดยเฉพาะ สามารถหลุดพนจากตําแหนงหากสภาลงมติไมไววางใจ ดังน้ัน
ฝา ยบริหารจึงมีอายุไมแนนอน แตกตางจากระบบประธานาธิบดีท่ีประธานาธิบดีอยูในตําแหนงจน
ครบวาระ เพราะสภาผแู ทนราษฎรไมม ีอํานาจในการอภปิ รายไมไววางใจเพอื่ ใหพ น จากตําแหนง

2. ระบบรฐั สภา นายกรัฐมนตรไี ดร บั การคัดเลือกจากสมาชิกสภาหรือจากฝายนิติบัญญัติ
ถือวา ประชาชนเลอื กผูนําในการบริหารประเทศโดยทางออ ม แตกตางจากระบบประธานาธิบดีท่ีผูนํา
ฝา ยบริหารมาจากการเลือกต้ังโดยตรงจากประชาชน ทําใหความสัมพันธระหวางฝายบริหารกับฝาย
นติ ิบญั ญัติแบงแยกกันอยางชดั เจน

3. ระบบรัฐสภาเปนการบริหารงานทั้งในรูปของคณะรัฐมนตรี จึงเรียกอีกอยางหนึ่งวา
ระบบคณะรัฐมนตรี สวนระบบประธานาธิบดีผูนําฝายบริหารคือประธานาธิบดี บริหารงานและ
รบั ผิดชอบเพยี งลาํ พังคนเดียว รัฐมนตรีวาการกระทรวงตางๆ โดยสถานะเปนเพียงท่ีปรึกษา ผูชวย
หรือเลขา เทา น้นั

รัฐบาลในระบบผสมก่ึงประธานาธิบดีก่ึงรัฐสภา (Semi-Parliamentary and Semi-
Presidential System)

รฐั บาลในระบบผสมกง่ึ ประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา คอื ระบบรัฐบาลซ่งึ อยรู ะหวางสองระบบนั่น
คือระบบรัฐสภาซ่งึ รฐั บาลเปน ของคณะรฐั มนตรี มีหนา ทร่ี ับผดิ ชอบทางการเมืองตอรฐั สภา และระบบ
ประธานาธบิ ดี ซงึ่ รฐั บาลอยูภายใตการควบคมุ ของประธานาธิบดี โดยประธานาธิบดีจะเปนผูบริหาร
ประเทศ โดยมีรัฐมนตรีตางๆ ซึ่งไดรับการแตงต้ังโดยตรงจากประธานาธิบดีทําหนาที่เปนผูชวยใน
ระบบรฐั บาลแบบนี้ รัฐสภาไมมีอาํ นาจท่ีจะใหป ระธานาธิบดอี อกจากตําแหนง ได

118 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบนั การเมอื ง

สุรพล ราชภัณฑารักษ (2543 : 334-379) เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน (2548 : 15-78) และ
ณฐั กร วิทิตานนท (2557 : 197-210) ไดใหคาํ อธบิ ายเก่ยี วกบั รฐั บาลในระบบผสมกึ่งประธานาธบิ ดีกึ่ง
รัฐสภาไวส รปุ ไดด ังน้ี

รฐั ธรรมนญู ของฝรงั่ เศสฉบบั ปจ จบุ ัน ซึง่ ประกาศใชเ มื่อวันท่ี 4 ตุลาคม ค.ศ. 1958 และตอมา
เมอื่ วันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 1962 ไดมีการแกไขมาตราบางมาตราในรัฐธรรมนูญฉบับ ค.ศ. 1958
การแกไ ขทส่ี าํ คัญคือการแกไขระบบการคัดเลือกประธานาธิบดี โดยใหมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี
โดยตรงจากประชาชนทั้งประเทศ แทนท่ีจะเปนการคัดเลือกโดยออมแบบสมัยกอน ซ่ึงใหคณะผู
เลือกต้งั ในแตล ะทอ งถ่นิ เปนผูคัดเลอื กประธานาธิบดีอกี ตอหนึง่

การเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงน้ีไดทําใหประธานาธิบดีมีบทบาทมากขึ้นกวาสมัยกอน
เพราะแตเดิมนั้นประธานาธิบดีไมมีอํานาจแตอยางใด ฉะน้ันการแกไขรัฐธรรมนูญจึงมีผลตอการ
เปลี่ยนรปู รัฐบาลจากระบบรัฐสภา ซงึ่ แตเดิมประธานาธิบดีเปนเพยี งประมขุ ของประเทศเทานั้น ไมมี
อาํ นาจอนั ใด กลบั กลายมาเปน รปู รัฐบาลแบบกึ่งประธานาธบิ ดี กงึ่ รฐั สภา ซึ่งประธานาธบิ ดีตามระบบ
การเมืองใหม จะมีอํานาจเฉพาะของตนคลายๆ กับระบบประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ซึ่ง
ประธานาธบิ ดีน้นั มอี ํานาจมาก เปน หัวหนาฝายบรหิ าร แตอ ยางไรกต็ าม ระบบการเมืองของประเทศ
ฝรงั่ เศสน้ี นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีก็ยังตองรับผิดชอบตอรัฐสภาเชนเดียวกับระบบรัฐสภา
โดยทั่วไปของยโุ รป

การทก่ี ลาววา ระบบฝรง่ั เศสมคี วามคลา ยคลึงกบั ระบบรฐั บาลแบบประธานาธิบดี ทั้งนี้เพราะ
ประธานาธบิ ดีฝรัง่ เศสมอี าํ นาจมากนัน่ เอง ซง่ึ อํานาจของประธานาธิบดมี ีดงั น้ี คอื

1. อาํ นาจของประธานาธิบดใี นยามปกติ ในกรณีแรกนี้ ประธานาธิบดีจะมีอํานาจ 3 ทาง
คอื อาํ นาจที่ใชใ นสวนที่เกีย่ วของกับรฐั บาล รัฐสภา และอาํ นาจตลุ าการ

อาํ นาจในสวนทเี่ กี่ยวขอ งกบั รฐั บาล
1.1 อาํ นาจในการแตงต้ังนายกรฐั มนตรแี ละรัฐมนตรี ประธานาธบิ ดเี ปนผูม อี ํานาจใน

การแตงต้ังนายกรัฐมนตรี การแตงตั้งนายกรัฐมนตรีโดยประธานาธิบดีน้ัน เปนอํานาจเฉพาะของ
ประมุขของรัฐ สว นตาํ แหนงรัฐมนตรีตางๆ น้ัน ประธานาธิบดีมีอํานาจแตงต้ังและถอดถอนโดยการ
เสนอแนะของนายกรฐั มนตรี แมบ ทบัญญัติของรัฐธรรมนญู จะบญั ญตั ิไวเ ชนนน้ั ก็ตาม แตในทางปฏบิ ตั ิ
ประธานาธิบดีก็มีอํานาจที่จะควบคุมการแตงต้ังรัฐมนตรีไดดวย โดยอาจไมแตงตั้งบุคคลท่ี
นายกรัฐมนตรเี สนอมกกไ็ ด

1.2 อํานาจในการลงนามในกฎหมายตางๆ ประธานาธบิ ดมี อี ํานาจลงนามในกฤษฎกี า
ทผี่ านการพิจารณาของทป่ี ระชมุ ของคณะรัฐมนตรี

1.3 อํานาจทางการทูต ประธานาธิบดีจะเปนผแู ตงตั้งทตู ฝรง่ั เศสประจาํ ประเทศตา งๆ
และเปนผูรับสารตราต้งั ทูตตา งประเทศทีม่ าประจาํ ณ ประเทศฝร่ังเศส

1.4 อํานาจในการแตง ตั้งเจาหนาทีฝ่ า ยพลเรือนและทหาร

รปู แบบการปกครอง 119

อํานาจในสวนท่ีเก่ียวของกับรัฐสภา อํานาจในสวนนี้มี 2 ประเภท คือ อํานาจซึ่งมีไวใหแก
ประธานาธิบดตี ามระบบด้งั เดมิ และอํานาจใหมท ใ่ี หอภสิ ทิ ธิส์ วนตัวตางๆ แกประธานาธิบดี ดังนี้ คอื

ประเภทแรก อํานาจตามระบบดั้งเดิม ไดแก อํานาจในการประกาศใชกฎหมายที่ออกโดย
รฐั สภา โดยประธานาธิบดจี ะตอ งประกาศใชกฎหมายนั้นภายใน 15 วัน หลังจากท่ีกฎหมายฉบับน้ัน
ไดผ า นการพิจารณาอนมุ ตั จิ ากทั้งสองสภาแลว ถงึ อยา งไรก็ตาม ประธานาธบิ ดยี งั มอี าํ นาจในการขอให
มกี ารพิจารณาบางมาตราในกฎหมายฉบับนนั้ ใหมไ ด กอ นทจ่ี ะพน กาํ หนด 15 วัน ของการประกาศใช
กฎหมาย นอกจากน้ี ประธานาธิบดียังมีอํานาจในการขอใหเปด และปด สมยั ประชมุ วิสามัญได โดยการ
กําหนดประกาศเปนกฤษฎีกา สวนการประชุมสมัยสามัญน้ันการเปดและปดจะเปนไปตามที่
รัฐธรรมนญู กําหนดไว ประธานาธบิ ดีไมมอี าํ นาจทจี่ ะไปยงุ เก่ียวได

ประเภททส่ี อง อํานาจใหมท่ีใหแกประธานาธิบดี อํานาจดังกลาวไดแก ก) อํานาจในการสง
สาสนรายงานไปยังรฐั สภา ข) อาํ นาจในการยบุ สภา ค) อํานาจในการขอประชามติ

อาํ นาจในสว นทีเ่ กี่ยวขอ งกบั ฝา ยตุลาการ ประธานาธิบดีมีอภิสิทธ์ิในอํานาจที่สามารถเขาไป
สอดแทรกในการปฏบิ ตั ิงานของคณะตลุ าการรัฐธรรมนูญ และคณะตุลาการศาลสงู ได และยังมีอาํ นาจ
ในการใหอ ภัยโทษอีกดวย อาํ นาจในสวนน้มี ี 3 ประการ ดงั น้ี คือ

ประการแรก อํานาจที่เก่ียวกับตุลาการรัฐธรรมนูญ คือ องคกรทางตุลาการสูงสุด
ประธานาธิบดีมีอาํ นาจในการแตง ต้ังผูดํารงตําแหนงเปนตุลาการรัฐธรรมนูญ 3 คน ใน 9 คน และผู
ดํารงตําแหนงเปน ประธานของคณะตลุ าการรัฐธรรมนูญนี้ ประธานาธิบดีจะเปนผูแตง ต้งั

ประการทสี่ อง อํานาจที่เกี่ยวกับคณะตุลาการศาลสูง ประธานาธิบดีจะเปนผูแตงตั้งบุคคล
เพอ่ื ดาํ รงตําแหนง เปนคณะตุลาการศาลสงู

ประการทสี่ าม อํานาจในการใหอ ภัยโทษ ภายใตร ฐั ธรรมนญู ฉบบั ค.ศ. 1946 การใหอภัยโทษ
เปนการพจิ ารณารว มกันของคณะตลุ าการศาลสงู กับประธานาธิบดี แตตามรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบัน
ประธานาธิบดีจะเปนผูเดียวในการตัดสินใจในการอภัยโทษ คณะตุลาการศาลสูงมีหนาท่ีเพียงให
ความเห็นตอประธานาธบิ ดเี ทา นัน้ นอกจากนกี้ ารใหอ ภยั โทษนต้ี องกระทําโดยมกี ารลงนามรบั รองของ
รัฐมนตรี

2. อํานาจพเิ ศษของประธานาธบิ ดีในยามฉุกเฉิน ภาวะไมปกติ ประธานาธิบดีมีอํานาจใน
การตดั สินใจในภาวะไมป กติ ภายหลงั ที่ไดปรึกษากับนายกรัฐมนตรี ประธานสภาทง้ั 2 สภา และคณะ
ตลุ าการรฐั ธรรมนญู แลว ภายใตเ งื่อนไข 2 ประการ คือ 1) สถาบันแหงสาธารณรัฐ เอกราชของชาติ
บรู ณภาพแหง ดนิ แดน หรือการปฏิบัติตามขอผูกพันระหวางประเทศไดรับการคุกคามอยางรายแรง
และทนั ทีทันใด เชน การที่ประเทศถูกโจมตีโดยระเบิดปรมาณูอยางคาดไมถ ึง เปน ตน 2) สถานการณ
ท่ีเกิดขนึ้ ตามเงื่อนไข มผี ลทาํ ใหก ารทาํ หนา ที่ของสถาบนั ตางๆ ตองหยุดชะงกั ลง

เมือ่ สถานการณของประเทศเขา สูเงอ่ื นไขครบ 2 ประการ ดังกลา วแลว ประมขุ ของรัฐจะเปน
ผูตัดสินใจแตเพียงผูเดียววาจะใชอํานาจตามมาตรา 16 หรือไม ถาตัดสินใจใชอํานาจดังกลาว
ประธานาธิบดีจะใชอํานาจเขาแทนที่รัฐบาล และสภาท้ังสอง โดยมุงหวังใหสถาบันตางๆ ตาม

120 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบนั การเมอื ง

รัฐธรรมนูญท่ีหยุดชะงักการปฏิบัติหนาท่ีนั้น สามารถดําเนินการตอไปไดตามปกติ หมายความวา
ประธานาธบิ ดมี ีอํานาจในการทจ่ี ะทําใหสถานการณวุนวายของประเทศกลับคืนสูภาวะปกติ ภายใน
ระยะเวลาอนั รวดเรว็

องคก รทีค่ วบคมุ การใชอ าํ นาจของประธานาธิบดนี ีก้ ็คือ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญและรัฐสภา
ในสว นที่เกีย่ วของกับตลุ การรฐั ธรรมนญู กอ นท่จี ะใชม าตรา 16 นั้น ประธานาธบิ ดจี ะตอ งขอคําปรึกษา
ตอคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเสียกอน แตก็เปนเพียงการปรึกษาเทาน้ัน ประธานาธิบดีมีสิทธิท่ีจะ
ตัดสนิ ใจใชมาตรา 16 ไดเลย แมว า คณะตลุ าการรัฐธรรมนูญจะไมเหน็ ดวยก็ตาม

อํานาจประธานาธิบดีของประเทศฝรั่งเศสท่ีกลาวมาขางตน จะเห็นไดวาประธานาธิบดี
สามารถที่จะใชอํานาจบริหารโดยตรง และถือไดวาเปนประมุขของฝายบริหารอยางแทจริง จึงมี
ลกั ษณะคลา ยกับรัฐบาลในระบบประธานาธิบดี และนอกจากนกี้ ารทก่ี ลา ววาระบบรฐั บาลของฝรง่ั เศส
มคี วามคลายคลึงกบั ระบบรฐั สภานัน้ จะเหน็ ไดจ ากความสมั พันธระหวางรัฐบาลกบั รฐั สภา

สําหรับตําแหนงนายกรัฐมนตรีของฝรั่งเศสแตกตางจากตําแหนงนายกรัฐมนตรีในระบบ
รัฐสภา เพราะมีอํานาจนอย มีหนาที่เปนเพียงผูชวยหรือตัวแทนของประธานาธิบดีเทานั้น ใน
ขณะเดียวกันยังตกอยูในสภาพเหมอื นหนงั หนาไฟ เพราะดานหน่ึงตองทํางานสนองตอบตอนโยบาย
และความตองการของประธานาธิบดี ในขณะท่ีอีกดานหน่ึงเมื่อเกิดปญหาในการบริหารงานตองถูก
กดดันจากรัฐสภา ซ่งึ ในทายที่สุดตอ งพน จากตําแหนงหากสภาผแู ทนราษฎรลงมติไมไ ววางใจ

ตําแหนงนายกรัฐมนตรีของฝรัง่ เศส มรี ายละเอยี ด ดงั นี้ คือ
1. มาจากผูนําพรรคการเมืองที่ไดเสียงขางมากในสภาผูแทนราษฎร แตดวยการเสนอช่ือ
ของประธานาธบิ ดี
2. เปนผจู ดั ตงั้ คณะรฐั มนตรีโดยขอความไววางใจจากสภาผูแทนราษฎร
3. รับนโยบายจากรรัฐบาลไปปฏิบตั ิ
4. สภาผูแทนราษฎรมีอํานาจขบั นายกรฐั มนตรีและคณะใหพนจากตําแหนง ดวยการย่ืนญัตติ
อภิปรายไมไววางใจ และนายกรฐั มนตรีไมมอี ํานาจยุบสภาเพราะผูมีอาํ นาจยบุ สภา คอื ประธานาธิบดี
กลา วโดยสรปุ รฐั บาลในระบบผสมกง่ึ ประธานาธบิ ดกี ่งึ รัฐสภา ในรัฐธรรมนูญของฝรง่ั เศส ใน
ภาพใหญเทา กับเปน การผสมผสานกฎเกณฑอนั โดดเดน ของทง้ั อังกฤษและสหรฐั อเมรกิ า ผนวกเขากับ
ระบบเดิมๆ ของตนเองจนลงตัวกลมกลืน กาวสูความเปนประชาธิปไตยย่ิงข้ึน โดยรับรองถึงสิทธิ
เสรภี าพและความเสมอภาคตามกฎหมายของพลเมืองแตละคน ท้ังยังไดวางโครงสรางการปกครอบ
แบบกระจายเอานายเอาไวอยางชัดเจน สําหรับฝายนิติบัญญัติของฝร่ังเศสไมมีลักษณะพิเศษท่ี
แตกตา งจากฝายนิตบิ ัญญัติของรูปแบบรัฐสภากับรูปแบบประธานาธิบดี ความแตกตางของรูปแบบ
การเมืองฝร่ังเศส เมอ่ื เทียบกับ 2 รูปแบบ กค็ ือ การพยายามนําเอาขอดีหรือจุดแข็งของท้ัง 2 ระบบ
มาผสมผสานกันเพ่ือสรา งเสถียรภาพทางการเมืองใหก บั ตาํ แหนงผูนําฝายบริหาร คือ ประธานาธิบดี
ใหอ ยูจนครบวาระ เหมือนกบั ผูนาํ ฝา ยบรหิ ารในระบบประธานาธบิ ดีของสหรัฐอเมริกา

รูปแบบการปกครอง 121

รูปแบบการปกครองแบบเผด็จการ

การปกครองรูปแบบเผด็จการ (Dictatorship) เปนการปกครองที่มีมายาวนานเกาแกกวา
ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย แตหลังสงคราโลกครั้งท่ี 2 เปนตนมา ประเทศเผด็จการ
หลายๆ ประเทศ ในโลกพยายามจะเปล่ียนแปลงไปใชรูปแบบการปกครองอ่ืน ทําใหมีประเทศใน
รปู แบบเผดจ็ การลดนอ ยลงเร่อื ยๆ และมกั จะถกู ตอตานหรือในบางกรณจี ะถูกควํา่ บาตรทางเศรษฐกิจ
สังคมและวฒั นธรรมจากประเทศประชาธปิ ไตย

ชาญชัย แสวงศักดิ์ (2560ข : 220-232) ไดอธิบายถึงรูปแบบการปกครองแบบเผด็จการไว
ดงั นี้

ในรปู แบบนี้สามารถแยกระบอบการปกครองแบบเผด็จการเปน 2 รูปแบบ คือ แบบอํานาจ
นิยม (Authoritarianism) และแบบเบ็ดเสร็จนิยม (Totalitarianism) แตรูปแบบการปกครองท้ัง
อํานาจนิยมและเบ็ดเสรจ็ นิยมตางก็มจี ุดรวมกัน คอื เปน ระบอบการปกครองโดยคนๆ เดียว หรือโดย
คนกลุมเล็กๆ ที่ไมตองรับผิดชอบกับประชาชน หรือคนท่ีสนับสนุนใหเขาไดอํานาจ การท่ีไมตอง
รับผิดชอบกับประชาชน หมายความวา กลุมคนเล็กๆ หรือคนๆ เดียวที่มีอํานาจเบ็ดเสร็จในการ
ปกครองน้สี ามารถทําอะไรก็ไดตามทีเ่ ขาคิดวาถูกตอง หรือทําใหเขาไดรับผลประโยชน ไมวาจะเปน
ผลประโยชนทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือทางสังคม โดยสวนใหญการท่ีเขาไมตองรับผิดชอบตอ
ประชาชนนี้เอง ทําใหประชาชนทอี่ ยภู ายใตร ะบอบการปกครองแบบนี้ตองทุกขทรมานจากการกดขี่
ขมเหง การเลอื กปฏบิ ัติและการขูดรีด รูปแบบการปกครองแบบเผด็จการเปนรูปแบบการปกครอง
แรกเริ่มของมนุษย ซ่ึงกษัตริยมีอํานาจเด็ดขาดในการควบคุมทุกอยางในสังคม แตในสมัยโรมันกร
ปกครองแบบเผด็จการจะถกู นํามาใชชัว่ คราวเทา น้นั คอื ในชว งวิกฤตกิ ารณ เพื่อสรา งกฎระเบยี บ และ
รับประกันความมีเสถียรภาพของบานเมืองในชวงเหตุการณคับขัน เชน ภาวะสงคราม โรคระบาด
เหตุการณอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ เมื่อสภาวการณกลับคืนสูสภาวะปกติ ผูนําตองคืนอํานาจ
เบ็ดเสร็จดังกลา วใหแกป ระชาชน

เผดจ็ การแบบอาํ นาจนยิ ม (Authoritarianism) มาจากคาํ วา อาํ นาจ หรอื Authority ซึ่งเปน
การสรางอํานาจท่เี ปน ทางการ เชน อาํ นาจของตาํ รวจในการจบั อาชญากร หรอื อํานาจของศาลในการ
พพิ ากษาคดี เปนตน การปกครองแบบอํานาจนิยมเปนระบบการปกครองแบบที่เนนการใชอํานาจ
และมักอางจารตี ประเพณี การปกครองแบบน้ีจึงปฏิเสธเสรภี าพสวนบุคคล และเปนอันตรายตอการ
ปกครองแบบประชาธิปไตย ผูปกครองหรอื ผใู ชอ ํานาจในลกั ษณะเผดจ็ การอํานาจนิยม จึงมกั จะอางวา
มันเปนสิ่งทีเ่ คยปฏิบัติกันมาจนเปนจารตี ไมมีเหตุผลทีจ่ ะตอ งเปลีย่ นแปลง ผนู อ ยยอมทําตามอํานาจ
ของผูมีอํานาจ และมนั จะเปนเชน นน้ั ตลอดไป หลักการของการปกครองแบบอํานาจนิยม มีดังน้ี คือ
(ณชั ชาภทั ร อุนตรงจิตร, 2548 : 119-120)

1. ปกครองโดยคนกลมุ นอย การปกครองรูปแบบเผดจ็ การแบบอาํ นาจนิยมนี้ การตดั สินใจ
ทุกอยา งทางการเมอื งมาจากกลุม ผูปกครองกลุมเดียวทจ่ี ะกระทําการเพือ่ ประโยชนส ว นตัวโดยไมตอง
รับผิดชอบตอ ประชาชน ผูปกครองไมยินยอมใหอํานาจของตัวเองถูกลดทอนหรือไมยินยอมใหกลุม

122 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง

การเมืองอ่นื เขา มามีอาํ นาจทา ทายอํานาจของตัวเอง ทาํ ใหฝายคา นถูกจาํ กดั บทบาทซงึ่ สวนใหญจ ะไม
มีฝายคา นในรฐั สภาเลย

2. ไมตอ งการผูท ่ไี มเหน็ ดวย จากทีผ่ ูปกครองปกครองรัฐโดยเห็นแกประโยชนสวนตัวหรือ
พรรคพวกของตัวเอง ดังน้ัน จึงไมตองการสูญเสียอํานาจไป ฝายคานหรือผูไมเห็นดวยจะถูกกีดกัน
ออกจากบานเมือง โดยอางวาฝายหน่ึงทําผิดกฎหมาย รวมท้ังการจับกุมปดสถานที่ทําการ ปด
หนังสือพิมพ รายการโทรทัศนหรือนิตยสารใดๆ ที่ขัดขวางระบบ รวมทั้งส่ังหามการกระทําใดๆ ท่ี
อาจจะเปน การทาํ ลายระบบการเมอื ง

3. ใชกาํ ลงั เขาขมขู ระบบการเมอื งแบบเผด็จการ จะมีสัญลักษณท่ีบงบอกถึงพลังอํานาจ
ผานทางกองทพั และตาํ รวจลับ ซ่ึงถือไดวามีความสําคัญตอระบบเปนอันมาก ในการปกครองที่เปน
ระบบเผดจ็ การตางๆ ผนู าํ ของรัฐมกั จะเปน ผูนําทางทหาร และมกั ใชความรุนแรงเขาปราบปรามกลุม
คนทีไ่ มเหน็ ดว ย โดยมกั จะอางกับประชาชนของตนเองวากระทําไปเพ่ือเสถียรภาพและความมั่นคง
มากกวา เพื่อสรางเสรภี าพและกระบวนการแหงกฎหมาย เปนตน

4. ใชการโฆษณาชวนเชือ่ เพื่อใหประชาชนสนับสนนุ เครื่องมืออกี อยางทผ่ี นู ําแบบเผดจ็ การ
ใชเพ่ือเรียกรองการสนับสนุนจากประชาชน คือ ใชการโฆษณาชวนเชื่อ อยางตอเนื่อง เพ่ือสราง
ความชอบธรรมของตบั ระบบมากกวาท่จี ะดาํ เนนิ นโยบายเพ่อื ที่จะใหเกดิ ผลทางรูปธรรมตอประชาชน
ภายในรฐั นอกจากนใี้ นหลายๆ รัฐยังดาํ เนนิ นโยบายพฒั นาอตุ สาหกรรม เพื่อใหกลุมทนุ นยิ มในสังคม
สนับสนนุ การปกครอง นอกจากนี้ การพัฒนาเปนอุตสาหกรรมยังทําใหรัฐมีรายไดจํานวนหน่ึงเพียง
พอทจี่ ะนาํ ไปอุดหนนุ การใชกาํ ลงั ของรัฐอีกดวย

5. สทิ ธเิ สรีภาพของประชาชนถกู ลดิ รอน ระบบนผ้ี ูนาํ ของรฐั เช่ือวาประชาชนไมจําเปนตอ ง
มีสว นรวมทางการเมือง เพราะจะทําใหไมมีความสามัคคีและยังทําใหกระทบตอระเบียบและความ
สงบเรียบรอยของรัฐ ประชาชนอาจมีเสรีภาพในทางการเมืองอยูบางแตก็อยูในขอบเขตจํากัด
ประชาชนจะไมม ีเสรีภาพในทางการเมืองที่จะเลอื กพรรคการเมอื งทม่ี อี ดุ มการณท างการเมืองท่ีตรงกบั
ตัวเอง

เผด็จการแบบเบ็ดเสร็จนิยม (Totalitarianism) เผด็จการแบบเบ็ดเสร็จนิยมกับเผด็จการ
อํานาจนยิ ม มคี วามเหมือนกนั ตรงทีไ่ มย อมรบั ความเทา เทยี มกนั ทางการเมืองหรอื การปกครองโดยคน
สวนใหญ ซึ่งลักษณะท่ัวไปท่ีรัฐแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จนิยมทั้งหลายมีรวมกันและเขมขนมากกวา
อาํ นาจนิยมในประเด็นตา งๆ ดงั น้ี (บฆู อรี ยีหมะ, 2552 : 54-56)

1. ควบคุมอุดมการณทางการเมือง การปกครองในรูปแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จนิยม
ผปู กครองจะควบคุมประชาชนทกุ ดานของชวี ติ ไมเวน แมแตดานความคดิ หรอื อดุ มการณทางการเมอื ง
ผนู าํ จะสรา งรูปแบบอดุ มการณแ บบเบด็ เสรจ็ นยิ มบงั คบั ใหประชาชนจะตองยึดมั่น ซ่ึงเปรียบเสมือน
อุดมการณข องรัฐ ประชาชนทําไดเ พยี งเลือกระหวา งเชื่อฟงหรืออยูตรงขามรัฐ อุดมการณของรัฐมัก
ทาํ ใหประชาชนเชื่อวา สังคมมนษุ ยท ส่ี มบูรณรอยใู นอนาคตขา งหนา (Utopia) ดงั น้ัน ประชาชนจงึ ตอ ง
ใหความสนใจและอุทศิ ตนใหกบั อุดมการณข องรฐั

รปู แบบการปกครอง 123

2. มีพรรคการเมืองเพยี งพรรคเดียว เผด็จการเบ็ดเสร็จนิยมมักจะต้ังพรรคการเมืองใหญ
เพยี งพรรคเดยี วของตวั เอง ซ่งึ มีอาํ นาจเพียงกลมุ เดยี วในรัฐ เชน ในสหภาพโซเวียต และประเทศจีน
เปนตน ซึ่งมีพรรคคอมมิวนิสตเพียงพรรคเดียวที่เปนพรรคการเมืองหลักและมีอํานาจมาก พรรค
การเมอื งนี้มกั จะมีอํานาจมากกวา หรือเทา กบั รฐั บาล

3. มีการใชความรุนแรงและการควบคมุ อยา งเบ็ดเสร็จ มกี ารใชค วามรุนแรงของตํารวจลับ
อยา งกวางขวางในรัฐเผดจ็ การเบ็ดเสรจ็ นิยม ทัง้ เพือ่ บงั คับและปอ งกนั กิจกรมท้ังปวงของฝายตรงขาม
ในอนั ทจี่ ะทา ทายอาํ นาจของรฐั บาล นอกจากนย้ี งั ควบคุมสอ่ื มวลชนโดยทุกชองทางการส่ือสารจะอยู
ภายใตการควบคุมของรัฐบาลท้ังหมด โดยท่ีประชาชนไมมีทางเขามาใชระบบสื่อสารมวลชน
นอกจากน้ี จะเปนผูรับฟงการโฆษณาชวนเชื่อจากรัฐบาลเทานั้น นอกจากน่ียังมีการควบคุมการใช
อาวุธสงครามและควบคมุ การกระจายรายไดท างเศรษฐกจิ อยา งเบ็ดเสร็จและครอบคลุมย่ิงกวาเผด็จ
การแบบอํานาจนิยม

4. มกี ารควบคมุ ถึงระบบความคดิ เผดจ็ การแบบอาํ นาจนิยมมักจะใชวิธีการควบคุมที่ออน
กวาเผด็จการแบบเบ็ดเสรจ็ นิยม โดยผูน ําในระบบอํานาจนิยมจะมีกฎหมายและเชอื่ ฟง ในกฎหมายใน
ระดับหน่ึง ตราบเทาที่ไมมีใครเขามาทาทายตอระบบการเมือง ในขณะท่ีเบ็ดเสร็จนิยมจะเขามา
ควบคมุ ประชาชนในระดบั ทม่ี ากกวา และมุงไปสูการเปลย่ี นแปลงความรสู ึกนึกคิดและบคุ ลิกภาพของ
ประชาชน ดังเชนในสมัย สตาลิน ไดประกาศสิทธิ Soviet Man ซึ่งเปนอุดมการณสูงสุดท่ียึดม่ันใน
ลัทธิคอมมิวนิสต ซึ่งเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จนิยมน้ีจะไมควบคุมแคการกระทําเทานั้น แตรวมไปถึง
ระบบการผลิต (Hegemony) รวมทั้งพยายามปลูกฝงอุดมการณผานระบบการศึกษา เศรษฐกิจ
วฒั นธรรม และแมแตว ทิ ยาศาสตรด วย

5. มกี ารใชเ ทคโนโลยีเพอ่ื ควบคมุ ไมวาอาํ นาจนิยมหรอื เบ็ดเสร็จนิยม ตางมีจุดมุงหมายของ
รัฐเปนอยา งเดียวกัน กค็ ือ การควบคุมรัฐ (Autonomy of State) และมุงสรางระบบการเมืองใหมให
ความสนบั สนุนแกรัฐโดยปราศจากคําถาม อยางไรก็ตามระบบเผด็จการมักจะเปนระบบที่ไมยั่งยืน
เพราะการควบคุมประชาชนโดยใชกําลังทหารและตํารวจลับ เพื่อสรางความเปนเนื้อเดียวกันของ
ประชาชนน้นั เปน ส่ิงที่เกิดขนึ้ ไดยากเพราะประชาชนท่ีอาศยั อยูในรฐั นน้ั ๆ มคี วามแตกตางกันในเร่ือง
ของเช้อื ชาติ ศาสนา อาชีพ เปนตน จนยากจะรวมตัวกนั เปน หนงึ่ เดียว ประเทศทป่ี กครองดวยระบอบ
เผดจ็ การจึงมักประสบปญหาความขัดแยง ทางเชือ้ ชาติ กรณตี ัวอยางของการปกครองในระบอบเผด็จ
การเบ็ดเสร็จนยิ ม เชน รฐั บาลคอมมิวนิสตข องอดตี สหภาพโซเวียต รัฐบาลนาซีของเยอรมัน รัฐบาล
ฟาสซิสตข องอติ าลี เปนตน

กลา วโดยสรปุ ไดว า จากที่กลา วมาขา งตน รูปแบบการปกครองในระบบเผด็จการอํานาจนิยม
มคี วามแตกตา งจากระบอบเผด็จการเบ็ดเสรจ็ นิยม ตรงท่ีระดับความเขมขนที่รัฐบาลหรือผูมีอํานาจ
กระทําหรอื บังคับประชาชน ระบอบเผดจ็ การอาํ นาจนิยมมเี ปา หมายเพียงใหประชาชนเช่ือฟง ไมทา
ทายหรือประทว งในสิ่งทร่ี ัฐดาํ เนนิ การ ไมไดห วังปลกู ฝงอุดมการณท างการเมอื ง หรือมุงเปลี่ยนแปลง
ความคิดทางการเมืองจากเดิมที่เปนอยูใหยอมรับในอุดมการณทางการเมืองชุดใหมที่รัฐตองการ

124 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง

ขณะเดยี วกนั ประชาชนกม็ ีสทิ ธิเสรภี าพอยูบ างในบางระดับ ตราบใดท่ีไมไดใชสิทธิเสรีภาพท่ีมีอยูทา
ทายอาํ นาจรฐั หรอื ผูปกครอง ระบอบเผดจ็ การอํานาจนิยมจึงยินยอมใหเสรีภาพในการนับถือศาสนา
หรือการรวมกลุม เปนกลมุ ผลประโยชนต างๆ ไดบา ง

สรปุ

รูปแบบการปกครองเปน สงิ่ ทไ่ี ดก าํ หนดไวในรัฐธรรมนูญ วาประเทศมกี ารปกครองในรปู แบบ
ใด ซึ่งถาจําแนกรูปแบบตามสิทธิแลแสรีภาพของประชาชน สามารถแบงไดเปน 2 รูปแบบ คือ
ประชาธปิ ไตยและเผด็จการ

รูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยมีลักษณะสําคัญ คือ การมีสวนรวม ความเปนพหุ
นยิ ม การพฒั นานิยม การปกปอ งคมุ ครองและการดาํ เนินงานเพอ่ื ยกระดับมาตรฐานการดํารงชีพของ
คนในรัฐ ในการนํารูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยมาใช โดยสวนใหญมักมีลักษณะเปน
ประชาธปิ ไตยแบบตัวแทน ทมี่ ีผูแทนทําหนาที่ใชอาํ นาจแทนประชาชน อยา งไรก็ตาม ในระยะหลังได
มีการพฒั นาการใชอํานาจของประชาชนมากขนึ้ ทําใหรูปแบบประชาธิปไตยแบบมสี ว นรวมเปนท่ีนิยม
มากขึน้ ในรัฐธรรมนญู ของไทยก็มพี ัฒนาการใชอํานาจของประชาชนในลกั ษณะดงั กลาว กลาวคือ ใน
รฐั ธรรมนูญฉบับหลังๆ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ฉบับ พ.ศ. 2550
และ ฉบบั พ.ศ. 2560 ไดมบี ทบญั ญัติการมสี ว นรวมในการใชอาํ นาจการปกครองโดยตรงมากข้ึนกวา
รัฐธรรมนูญฉบับกอ นๆ มาก กลาวเฉพาะการใชอํานาจทางการบรหิ าร

ในประเทศท่ีมีรปู แบบการปกครองแบบประชาธิปไตยจะมีรูปแบบรัฐบาลในการปกครองที่
ตางกนั ซง่ึ ขึ้นอยูก ับรูปแบบความสัมพันธระหวางฝายบริหารและฝายนิติบัญญัติวาอยูในลักษณะใด
โดยที่รปู แบบเหลานจ้ี ะสงผลตอพฤตกิ รรมและการปฏิบัติทางการเมืองของประชาชน

สาํ หรบั รปู แบบการปกครองที่มีลักษณะตรงขามกับรูปแบบประชาธิปไตย คือ รูปแบบการ
ปกครองแบบเผดจ็ การ ซึ่งถอื เปนรปู แบบการปกครองท่ีมกี ารใชก ันมากอนรูปแบบประชาธปิ ไตย และ
คอ ยๆถกู แทนทด่ี วยรูปแบบประชาธิปไตย และเปน ทีน่ ิยมนอ ยลงในปจจบุ นั

รูปแบบการปกครอง 125

แบบฝกหดั ทายบท

จงตอบคําถามตอ ไปนี้

1. รปู แบบการปกครองสามารถจําแนกออกไดเ ปน ก่ปี ระเภท และรปู แบบการปกครองแบบ
ทรราชยมลี ักษณทสี่ าํ คัญอยา งไร

2. องคป ระกอบของระบอบประชาธปิ ไตย มอี ะไรบาง
3. รปู แบบประชาธปิ ไตยแบบตวั แทนมพี ัฒนาการมาอยา งไร มลี กั ษณะอยางไร
4. รปู แบบประชาธิปไตยแบบโดยตรงกับรปู แบบประชาธิปไตยแบบมสี วนรวม มคี วาม

แตกตางกันอยางไร
5. ลกั ษณะสาํ คญั ของรปู แบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา เปน ยางไร
6. ลกั ษณะสําคญั ของรปู แบบการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยในระบบประธานาธิบดี

เปน อยางไร
7. จงอธิบายความแตกตา งระหวางรปู แบบการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยในระบบ

รฐั สภากบั ระบบประธานาธิบดี
8. จงอธิบายถงึ รปู แบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบผสมกงึ่ ประธานาธิบดกี ง่ึ

รัฐสภา เปนอยางไร
9. จงอธิบายความแตกตางระหวา งรปู แบบเผดจ็ การแบบอาํ นาจนิยมและแบบเบด็ เสรจ็ นิยม



บทที่ 6

ประวัติรฐั ธรรมนญู ไทย

นับตง้ั แตมกี ารเปล่ียนแปลงการปกครองในประเทศไทจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย
เปน การปกครองในระบอบประชาธิปไตยท่ีมพี ระมหากษัตริยทรงเปนประมุข เม่ือวันที่ 24 มิถุนายน
พ.ศ. 2475 ประเทศไทยไดมกี ารประกาศใชร ัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสดุ ในการปกครองประเทศมา
หลายฉบับ แตละฉบับที่ประกาศใชม ลี ักษณะทนี่ าสนใจแตกตางกัน โดยภาพรวมของการประกาศใช
รัฐธรรมนญู แตล ะฉบับจะมีความสัมพันธก ับลักษณะของความเปนไปในทางการเมืองในขณะน้ัน จน
สามารถกลา วไดวาเมอื่ ศึกษาถึงเนอ้ื หาสาระของรฐั ธรรมนญู ก็สามารถไดรับการเรียนรูในพัฒนาการ
ของการเมืองไทยดวย ดังนั้น การศึกษาถึงประวัติของรัฐธรรมนูญไทยจึงมีความจําเปนและมี
ความสําคัญอยา งมาก การเขา ใจถึงพฒั นาการของรัฐธรรมนูญ ทําใหสามารถนํามาเปนขอมูลในการ
ออกแบบรฐั ธรรมนูญท่ีเหมาะสมกบั สังคมไทยในทสี่ ุด

สาํ หรบั เนื้อหาการเรียนรูในบทนี้ จะกลา วถงึ พัฒนาการของแนวคดิ การนํารฐั ธรรมนูญมาใช
ในประเทศไทย ซึ่งเกิดมาพรอมกับการท่ีสังคมไทยไดรับแนวคิดการปฏิรูปการปกครองในระบอบ
ประชาธปิ ไตยจากประเทศยโุ รปทเี่ ขามาตดิ ตอสัมพันธก ัน นอกจากนี้จะกลาวถึงเนื้อหาสาระที่สําคัญ
ของรัฐธรรมนญู ไทยในแตล ะฉบับ พรอมทงั้ สรุปใหเห็นถึงลกั ษณะในแงมุมตางๆ ของรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจกั รไทย ตงั้ แตฉบบั ท่ี 1 ถงึ ฉบับที่ 19 มรี ายละเอยี ดดังน้ี

กาํ เนดิ รฐั ธรรมนูญไทย

ประวัติรัฐธรรมนูญของประเทศไทยอาจแบงออกเปน 2 ยุค น่ันคือ ยุคกอนและหลังการ
เปล่ียนแปลงการปกครองในป พ.ศ. 2475 สําหรับยุคกอนเปลี่ยนแปลงการปกครองมีนักวิชาการ
หลายทานกลาววา หลกั ศลิ าจารึกของพอ ขนุ รามคาํ แหงมหาราช ถือเปน รฐั ธรรมนูญฉบบั แรกของไทย

วิชัย สังขประไพ (2543 : 49-52) จักษ พันธชูเพชร (2557 : 82) และ นรนิติ เศรษฐบุตร
(2558 : 12-30) ไดก ลา วถึงกาํ เนิดรัฐธรรมนูญไทยไว สรุปไดด งั น้ี

การปกครองของไทยในอดตี เปน ระบอบสมบูรณาญาสิทธริ าชย มพี ระมหากษัตรยิ เปน ประมขุ
มอี าํ นาจสงู สดุ แตเพียงผเู ดียว พระมหากษตั รยิ ทรงไวซึ่งพระราชอํานาจเด็ดขาดเหนือราษฎรทั้งปวง
แตพ ระมหากษัตรยิ ข องไทยทผ่ี า นมาตา งทรงไวซ ึ่งทศพธิ ราชธรรมในการปกครอง นับจากกรุงสุโขทัย
(พ.ศ. 1781-1891) ท่ีถือไดวาเปนราชธานีแหงแรกของไ ทยมีการปกครองในระบอบ
สมบูรณาญาสิทธริ าชย แตเ ปนลักษณะของ “พอ ปกครองลูก” อํานาจในการปกครองท้ังมวลจึงอยูที่
พระมหากษัตริย ทงั้ ในเรื่องของการปกครอง การกําหนดกฎเกณฑของสงั คม รวมทง้ั การตดั สนิ ปญหา
ตางสามารถกระทําไดด วยพระองคเ อง

128 กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมือง

สมยั กรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1893-2310) สภาพของสังคมเปลี่ยนแปลงไปมีความซับซอนมาก
ขน้ึ มปี ระชากรมากข้นึ อกี ทงั้ ไดร บั อิทธิพลตาง ๆ จากอินเดียและเพื่อนบานอื่น ๆ พระมหากษัตริย
กลายเปน สมมตเิ ทพ คือ เปนเทพเจามาจุติเพื่อปกครองประชาชนตามความเช่ือทางศาสนาที่ไดรับ
อทิ ธิพลมาจากอินเดีย พระราชกรณียกิจ ของพระมหากษัตริยมีขุนนางและขาราชบริพารทําหนาท่ี
แทนองคพระมหากษัตริย ทั้งน้ีการปกครองเปนไปตามพระราชประสงคของพระมหากษัตริยเปน
สาํ คญั

สมยั กรงุ ธนบรุ แี ละสมัยกรุงรตั นโกสินทรต อนตน ตัง้ แต พ.ศ. 2310 เปน ตนมาถึงสมัยรัชกาล
ที่ 3 ตอรฐั กาลที่ 4 การปกครองไมแตกตางไปจากสมัยกรุงศรีอยุธยามากนัก อํานาจสูงสุดยังอยูกับ
พระมหากษัตรยิ  สวนในการปกครองหัวเมอื งตาง ๆ ขุนนางทาํ หนาทีแ่ ทนพระมหากษัตริย แตอํานาจ
สงู สุดยงั คงเปน ของพระมหากษัตริยท่ีจะกาํ หนดแนวทางในการปกครอง

จนกระท้งั ในสมัยรัชกาลท่ี 4 ประเทศไทยมกี ารติดตอ กับชาวตา งประเทศมากข้ึน โดยเฉพาะ
ชาวยโุ รป ทาํ ใหป ระเทศไทยตองปรับปรงุ กฎหมายและการปกครองใหเ ปน ท่ยี อมรบั ของนานาประเทศ
ตอมาในสมัยรัชกาลท่ี 5 พระองคทานทรงปรีชาสามารถ ทรงโปรดเกลาฯ สงพระราชโอรสและ
นักเรียนไทยไปศกึ ษายงั ตางประเทศเพอื่ นาํ วิชาความรูมาพัฒนาประเทศในดานตา ง ๆ รวมท้งั พระองค
เองไดเ สด็จยุโรปถึงสองครง้ั ไดนําเอาหลกั การตา ง ๆ ของประเทศตะวันตกมาปรับปรุงระบบราชการ
ของไทย แตอยางไรกต็ ามก็ยังถอื ไดว าประเทศไทยยังปกครองในระบอบสมบูรณาญาสทิ ธริ าชย

ตอ มาในสมัยรชั กาลที่ 6 และรัชกาลท่ี 7 มีนกั เรียนไทยไปศึกษายังประเทศอังกฤษ ฝร่ังเศส
เยอรมัน มากข้ึนในหลายดานทั้งการทหาร กฎหมาย วิศวกรรมศาสตร ฯลฯ ไดพบเห็นระบบการ
ปกครองความเจริญดานการเมือง การศึกษาและวัฒนธรรมแตกตางจากประเทศไทยมาก ขณะน้ัน
ประเทศตา ง ๆ ในยุโรปไดเปลีย่ นแปลงการปกครองจากระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธิราชยม าเปนระบอบ
ประชาธิปไตยเปน เวลาหน่งึ รอ ยปเ ศษแลว

นักเรยี นไทยท่ีศึกษาอยูในประเทศยุโรปในชวงสมัยรัชกาลที่ 6 และ 7 น้ัน ไดต้ังเปนสมาคม
นักเรียนไทยและไดพบปะสังสรรคกันในเวลาหยุดภาคเรียน และไดปรึกษากันถึงเร่ืองของการ
เปล่ียนแปลงการปกครองบางแลววาการปกครองของไทยยังเปนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย
อาํ นาจการปกครองพระมหากษตั รยิ ม อี ํานาจตดั สนิ พระทัยอยูพระองคเดียว ทาํ ใหการพัฒนาประเทศ
เปน ไปไดลาชาไมท ันอาณาประเทศ

กลาวโดยสรุป อิทธิพลของแนวคิดทางการเมอื งแบบตะวันตกในสว นทเี่ ปนรากเหงา ทาํ ใหเกิด
การเปลย่ี นแปลงการปกครองเปนระบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขอยูภายใต
รฐั ธรรมนูญ ไดเรม่ิ กอตัวขึ้นมาตัง้ แตใ นรัชสมยั ของพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว และได
เพิ่มกระแสเรื่อยมาจนกระท่ังในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว จึงเกิดการ
เปลย่ี นแปลงการปกครองในป .พ.ศ. 2475

ประวตั ิรัฐธรรมนญู ไทย 129

พฒั นาการแนวคดิ รัฐธรรมนญู ไทย

แนวคิดการนํารฐั ธรรมนูญมาใชเปน หลักในการปกครอง เกิดขึน้ อยา งเปน รปู ธรรมครัง้ แรกใน
สหรฐั อเมรกิ าทสี่ ามารถตอสูเรยี กรอ งเอกราชจากอังกฤษไดป ค.ศ. 1776 การสถาปนารฐั ธรรมนูญมา
ใชเ กดิ ข้นึ เพ่อื ตอบสนองกับแนวคิดประชาธิปไตย ฉะนนั้ รฐั ธรรมนญู ของสหรฐั อเมริกาท่เี กดิ ขึ้นจึงเปน
รัฐธรรมนูญทีเ่ ปนประชาธปิ ไตย ตอ มาแนวคดิ เหลานี้ไดขยายตัวไปยังทวปี ยุโรป โดยเฉพาะในฝรั่งเศส
ไดมีการโคนลมการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย เปลี่ยนมาเปนการปกครองแบบ
ประชาธิปไตย เม่ือ ค.ศ. 1789 และไดทําการสถาปนารัฐธรรมนูญใชเปนหลักการในการปกครอง
หลังจากนั้นแนวคิดเหลาน้ีไดแพรขยายไปยังประเทศตางๆ ประเทศไทยก็ไดรับแนวคิดเร่ือง
ประชาธปิ ไตยและการปกครองโดยรัฐธรรมนญู จากการตดิ ตอกับประเทศทางตะวันตกเหลาน้ี โดยสรปุ
ดังนี้

ณัฐกร วทิ ติ านนท (2557 : 213-217) และ นรนิติ เศรษฐบุตร (2558 : 31-43) กลาวไว สรุป
ไดดังน้ี

ในชวงตอนตนของกรุงรัตนโกสินทร ประเทศไทยมีพระราชไมตรีทางการคากับประเทศ
องั กฤษเม่อื พ.ศ. 2367 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระน่ังเกลาเจาอยูหัว รวมทั้งมีตางชาติอีกหลาย
ประเทศไดเ ขามาในประเทศไทยรูปแบบตางๆ เชน การคา การเผยแพรศ าสนา เปนตน ทําใหคนไทย
ในสมยั น้นั ไดเรยี นรูวิทยาการตางๆ เชน ความรทู างภาษา ทางวทิ ยาศาสตร เปน ตน กลุมชนชัน้ สงู ไทย
โดยเฉพาะพระบรมวงศานวุ งศแ ละขา ราชการ จะเปนกลมุ แรกๆ ที่มโี อกาสไดรับความรูความคิดจาก
ประเทศทางตะวันตก ดังทเ่ี หน็ ไดจ ากพระภิกษุเจา ฟา มงกฎุ ซ่งึ ตอ มาไดขน้ึ ครองราชยเปนรัชกาลที่ 4
พระองคไดแลกเปล่ียนความรูทั้งทางภาษาและวิทยาศาสตรจากชาวตางชาติ และพระองคทรงนํา
ความรเู หลานั้นมาประยกุ ตใชในลักษณะตางๆ ใหป รากฏแมหลงั จากครองราชยแลว

การรับความรูจากทางตะวันตก โดยเฉพาะแนวคิดเร่ืองเกี่ยวกับประชาธิปไตยและ
รัฐธรรมนูญพัฒนาข้ึนในสังคมไทยตามลําดับ และแพรขยายไปยังกลุมชนทุกช้ันในสังคมไทย จน
นําไปสูการเปลี่ยนแปลงการปกครองในท่ีสุด เพ่ือใหเห็นถึงพัฒนาการดังกลาว จึงสามารถจําแนก
พัฒนาของแนวคิดรัฐธรรมนูญไทยไดต ง้ั แตในชว งรชั กาลท่ี 5 จนถงึ การเปล่ยี นแปลงการปกครอง เม่ือ
พ.ศ. 2475 ไดด ังน้ี

พฒั นาการเกี่ยวกบั รฐั ธรรมนญู ไทยสมัยรัชกาลที่ 5 กลาวคือ เม่ือรัชกาลที่ 4 ข้ึนครองราชย
เมอ่ื พ.ศ. 2394 พระองคทรงเปดรบั แนวคิดใหมๆ ของประเทศทางตะวันตก และไดทรงดําเนินการ
ปรับปรุงบา นเมอื งใหม ีความเจริญกาวหนาตามแบบอารยประเทศ รวมทั้งไดเปด รบั การทาํ สนธสิ ญั ญา
ตา งๆ เชน สนธิสัญญาบาวริง ทรงมีการเตรียมความพรอมใหกับขาราชสํานักโดยเฉพาะในหมูพระ
ราชวงศใหมีความคิดเทา ทันกับประเทศตะวนั ตก เชน ทรงจา งครูชาวตางชาติมาสอนภาษาอังกฤษใน
ราชสํานัก เปนตน การเปดรับแนวคิดของประเทศตะวันตกของพระองค ทําใหสังคมไทยไดรับรู
แนวคดิ เกยี่ วกบั รูปแบบการปกครองประชาธปิ ไตยและรฐั ธรรมนญู ในหนังสอื จดหมายเหตุ (Bangkok
Recorder) ของหมอบรดั เลย (บัณฑติ จนั ทรโ รจกจิ , 2558 : 40) ไดมีขอ เขียนเกยี่ วกบั กษตั รยิ เ มอื งอยู

130 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง

ในทิศเทศที่ไดอธิบายถึง การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา และไดมีการอธิบายถึงใช
รัฐธรรมนูญ ซึ่งในสมัยนั้นเรียก คอนสติติวชั่น ของสหรัฐอเมริกา วาเปนสิ่งที่ใชเปนหลักในการใช
อาํ นาจปกครองโดยมปี ระธานาธิบดีเปน หัวหนาในการบริหารประเทศ

เมือ่ รัชกาลที่ 5 ไดข ึน้ ครองราชย ทรงมพี ระราชประสงคอยางแนวแนท่ีจะปรับปรุงประเทศ
ไทยใหม ีความเจริญทัดเทียมกับประเทศตะวนั ตก ไดส ง พระราชโอรสไปศึกษาในประเทศตะวันตกใน
หลากหลายสาขา เพอ่ื เปน การเตรยี มคนทจ่ี ะมาเปน กําลังในการพัฒนาประเทศ กลุมของขาราชการ
และเชื้อพระวงศเหลาน้ีไดรับอิทธิพลของแนวทางในการพัฒนาและการปกครองประเทศจากทาง
ตะวนั ตก จนกระทง่ั กอ ใหเกิดเหตุการณกรณี ร.ศ. 103 (พ.ศ. 2427) ซ่ึงถือเปนจุดเร่ิมตนของกระแส
เรียกรองใหป ระเทศเปลีย่ นแปลงระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย (Absolute
Monarchy) เปนระบอบกษตั รยิ ภ ายใตรฐั ธรรมนูญ (Constitutional Monarchy)

เหตกุ ารณกรณี ร.ศ. 103 เปนเหตุการณที่เจานายและขา ราชการจํานวนหนงึ่ ไดรวมกันลงชื่อ
ในเอกสารกราบบงั คมทลู ความเหน็ จัดการเปลยี่ นแปลงการปกครองราชการแผน ดิน โดยมสี าระสาํ คัญ
ดังนี้ คือ (อภิชาติ แสงอัมพร, 2559 : 208-209)

1. ใหเ ปลีย่ นแปลงการปกครองจากแอบโสลดู โมนากี (Absolute Monarchy) ใหเปนการ
ปกครองที่เรียกวา คอนติติวชั่นแนลโมนากี (Constitutional Monarchy) ซ่ึงพระบาทสมเด็จพระ
เจาอยหู ัวทรงเปน ประธานของบานเมอื ง มขี า ราชการรบั สนองพระบรมราชโองการ เหมอื นสมเดจ็ พระ
เจา แผน ดินทกุ พระองคในยุโรป ท่ีมติ องทรงราชการท่ัวไปทกุ อยาง

2. การทํานบุ าํ รงุ แผน ดินตอ งมีพวกคาบเิ นต รบั ผดิ ชอบและตองมีพระราชประเพณีจัดสืบ
สันตติวงศใหเปนที่รูทั่วกัน เมื่อถึงคราวเปลี่ยนแผนดินจะไดไมยุงยาก และปองกั้นไมใหผูใดคิดหา
อาํ นาจเพ่ือตวั เองดว ย

3. ตองหาทางปอ งกันคอรัปชน่ั ใหขา ราชการมีเงนิ เดอื นพอใชต ามฐานานรุ ูป
4. ตอ งใหป ระชาชนมีความสุขเสมอกัน มกี ฎหมายใหความยุติธรรมแกป ระชาชนท่วั ไป
5. ใหเ ปล่ียนแปลงแกไขขนบธรรมเนียม และกฎหมายท่ีใชไมไดที่กีดขวางความเจริญของ
บานเมอื ง
6. ใหมีเสรีภาพในทางความคิดเห็น และใหแสดงออกไดในที่ประชุมหรือในหนังสือพิมพ
การพูดไมจริงจะตองมีโทษตามกฎหมาย
นอกจากน้ียังมีขอเสนอของเทียนวรรณ หรือ ต.ว.ส.วัณณาโภ นักคิดและบรรณาธิการ
หนังสือพิมพในสมัยน้ันไดเสนอแนวคิดผานขอเขียนของเขาที่มีความกาวหนากวาขอเสนอของ
เหตุการณ ร.ศ. 103 กลา วคือ ไดมกี ารเรยี กรอ งใหมีการแตง ตงั้ รัฐสภาทีม่ าจากราษฎร แต รชั กาลที่ 5
ก็ทรงเห็นวา ประเทศไทยในขณะนัน้ ยังไมพ รอ มท่ีจะมรี ัฐธรรมนูญและรฐั สภา แตพระองคก็นําแนวคิด
เหลา นมี้ าดําเนนิ นโยบายในการปรับปรุงการบริหารราชการแผนดิน โดยไดทรงจัดตั้งสภาที่ปรึกษา
ราชการแผนดนิ และสภาที่ปรึกษาในพระองคข ึ้นมาชว ยในการบรหิ ารราชการแผนดิน อยางไรก็ตาม

ประวัติรัฐธรรมนูญไทย 131

พระองคทรงยอมรับวาในอนาคตการปกครองของประเทศจะตองเปล่ียนไปในทิศทางที่ตองจัดต้ัง
รฐั ธรรมนูญและรัฐสภา

พฒั นาการเก่ียวกับรัฐธรรมนูญในสมัยรัชกาลท่ี 6 กลาวคือ เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ
เกลา เจา อยหู วั ขน้ึ ครองราชย ไดมีคณะนายทหารและพลเรือนรวมตัวกัน เรียกวา คณะ ร.ศ. 130 ได
วางแผนทจ่ี ะปฏิวตั เิ ปลีย่ นแปลงการปกครองเปน ระบอบประชาธปิ ไตยที่กษตั ริยอ ยูภายใตรัฐธรรมนูญ
ดังเชน ท่มี กี ารเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศญี่ปุน โดยเชื่อวาแนวทางดังกลาวจะชวยในการ
พัฒนาประเทศใหเจริญกา วหนา ได แตคณะกอการนี้ไดถ กู จบั กุมเสยี กอ น ในแนวทางของคณะกอการ
น้ันรัชกาลท่ี 6 ทรงไมเห็นดวยและไดทรงพระบรมราชาธิบายในประเด็นสําคัญ กลาวคือ ในขอดี
ระบอบกษตั ริยภ ายใตรัฐธรรมนญู สง ผลใหอ าํ นาจการปกครองไมไดต กอยกู ับคนๆ เดยี ว ดงั เชนระบอบ
สมบรู ณาญาสิทธิราชย ดังน้ัน ในทางทฤษฎีระบอบกษัตริยภายใตรัฐธรรมนูญจึงมีขอไดเปรียบในแง
การตดั ความแนน อนเรอื่ งคณุ สมบัตขิ องพระมหากษตั รยิ ในการปกครองระบอบสมบูรณาญาสทิ ธริ าชย
และพระองคไดทรงมีพระบรมราชาธิบายขอเสียของระบอบกษัตริยภายใตรัฐธรรมนูญไวดังน้ี คือ
(อภิชาติ แสงอมั พร, 2559 : 209-210)

ประการแรก หากประชาชนยังไมพ รอมโดยไมมีความรูพอเพียงตอการปกครองตนเองได ก็
อาจสรา งมตมิ หาชนในทางท่ผี ดิ เปนผลรายตอชาตไิ ด

ประการทส่ี อง ถาประชาชนไมรจู ักและไมเ ขา ใจการเลือกตั้งจึงไมอาจเลือกคนดีเขาสภา แต
จะเลอื กเพราะมีคนมาชกั จูงและตดิ สินบน จงึ ทําใหประชาธิปไตยกลายเปน คณาธปิ ไตย

ประการที่สาม การปกครองระบอบประชาธิปไตยตองอาศัยนักการเมืองอาชีพผลัดเปล่ียน
หมนุ เวยี นเขา มาบริหารประเทศ หากมกี ารเปล่ยี นรัฐบาลบอยครง้ั กจ็ ะทําใหก ารปกครองบอบชํ้า ทํา
ใหก ารดําเนินนโยบายไมต อเนื่องกนั การงานลาชา

ประการที่สี่ พรรคการเมอื งผลดั กนั เปน รฐั บาลทําใหอํานาจมิไดอยูในมือประชาชนที่แทจริง
เพราะพรรคการเมืองใดที่มีทุนมากก็อาจจะลอใจประชาชนไดตางๆ นานา ใหเลือกพรรคของตน
ฉะน้ัน อํานาจจงึ เปน ของคนกลมุ นอย โดยเฉพาะอยา งย่ิงคนที่บริจาคเงนิ ใหแกพรรคมากที่สุด ก็มกั จะ
มอี ํานาจมากทีส่ ดุ การลงมตใิ ดๆ ในสภาก็เปนไปตามความประสงคของบุคคลเหลาน้ี ราษฎรจึงไมได
รับผลประโยชนอะไร

ประการท่ีหา การมีรัฐสภาไมสามารถแกไขปญหาการฉอราษฎรบังหลวงใหหมดไป เพราะ
ตราบใดผมู อี าํ นาจยังมีทางเลอื กใหบ าํ เหน็จแกใครไดตามชอบใจ ตราบนั้นก็ยังคงมีผูคนสอพลอและ
คนหัวประจบ จะผิดกนั ก็แตช ่ือท่ีเรยี กผูมอี ํานาจเทาน้นั จะเห็นไดวาพระบรมราชาธิบายของพระองค
ไดสะทอ นใหเ หน็ ถงึ ประเดน็ ในเรอื่ งความพรอ มของประชาชนในการปกครองตนเองและการเลือกตั้ง
ซึง่ จะสง ผลใหเ กดิ ปญหากลายเปน การปกครองโดยคนจํานวนนอยท่ีเปน คณาธิปไตย

เม่ือรัชกาลที่ 7 ทรงข้ึนครองราชยใหมๆ ไดมีราษฎรถวายฎีกาขอใหพระองคพระราชทาน
รัฐธรรมนญู และหนังสือพมิ พหลายฉบับไดเสนอบทความเกีย่ วกับปญหาบานเมือง ซึ่งสิ่งเหลานี้ทําให

132 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมือง

รัชกาลท่ี 7 ทรงเริม่ มพี ระราชดําริท่ีจะแสวงหาแนวทางการปกครองที่เหมาะสมกับสังคมไทยหลาย
ประการ คอื (อภิชาติ แสงอมั พร, 2559 : 210)

ประการแรก ไดทรงปรึกษาในเร่ืองรูปแบบการปกครองแบบรัฐสภาโดยมีผูแทนราษฎรมา
ปฏิบตั หิ นาที่กับพระยากัลยาณไมตรีซึ่งมีความเห็นเหมือนกับพระราชดําริของรัชกาลที่ 7 ท่ีเห็นวา
ประเทศไทยยงั ไมพรอ มท่จี ะมีรฐั สภาทม่ี าจากประชาชนโดยตรง เพราะประชาชนยังไมมีความพรอม
ในหลายๆ ดา น โดยเชอ่ื วา ระบบรัฐสภาท่ีมีประสิทธิภาพ ตองมาจากการเลือกตั้งอยางใชสติปญญา
ของผูมสี ิทธเิ ลือกต้ัง จงึ ควรรอใหป ระชาชนสวนใหญไดรับการศึกษาสงู ขน้ึ กอน

ประการท่สี อง ทรงมพี ระราชดาํ ริท่จี ะตอ งเตรียมการใหประชาชนรูเร่ืองประชาธิปไตยอยาง
คอยเปนคอยไป พระองคจึงทรงปรับปรุงสภาองคมนตรี โดยคัดเลือกผูที่มีลักษณะคลายกับสภา
ผูแทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตย

ประการท่สี าม แรงกดดันจากหนงั สอื พมิ พใ นเร่ืองการเรียกรองใหเปล่ียนแปลงการปกครอง
ตามแบบประเทศตา งๆ เชน สหรฐั อเมริกา รัสเซีย จีน เปนตน ทําใหรัชกาลท่ี 7 มีพระราชดําริท่ีจะ
เตรยี มการใหประชาชนท่ัวไปมีความรูในระบอบรัฐสภาและสามารถดําเนินงานในระบอบรัฐสภาได
อยางมปี ระสิทธภิ าพ ทรงมพี ระราชดาํ ริจะใหม สี ภาเทศบาล (Municipal Council) และการปกครอง
ทอ งถ่ิน (Local Govenment) เพื่อใหประชาชนไดเ รยี นรกู ารปกครองตนเองต้ังแตร ะดับทอ งถน่ิ เพ่ือ
เปนการเตรียมปูพื้นฐานประชาธิปไตยในระดับรากฐาน การดําเนินการในคร้ังนี้ไดมีกรรมการราง
พระราชบัญญัติเทศบาลเสร็จในป พ.ศ. 2473 แตก็มิไดมีการดําเนินการในทางปฏิบัติใหเกิดผลแต
อยางใด

การดําเนนิ การในประการตอไป คือ การเตรยี มการพระราชทานรัฐธรรมนูญใหแกช าวไทย ใน
ประเดน็ น้ี เมอ่ื พ.ศ. 2474 ทรงโปรดเกลาฯ ใหพ ระยาศรีสารวาจา (เทียนเล้ียง ฮุนตระกูล) และนาย
เรมอนด บ.ี สตีเวนส (Reymond B.Stevens) เปนกรรมการในการรางรัฐธรรมนูญ และรางเสร็จใน
เดือนมีนาคม พ.ศ. 2474 โดยใชชื่อวา An Outline of Changes in the Form of Government
ในรา งฉบับนี้ไดก าํ หนดรปู แบบการปกครองประชาธิปไตยแบบรฐั สภา มกี ารเลอื กต้ังสมาชกิ สภาผแู ทน
ราษฎร กษัตริยจะมไิ ดทรงบรหิ ารราชการแผนดนิ แตจ ะมีบุคคลหนงึ่ เปนประธานของเสนาบดที ม่ี ีจาก
การเลือกตัง้ ของพระมหากษัตริยและเปน ผลู งนามรับสนองพระราชโองการ ทําใหพระมหากษัตริยไม
ทรงอยใู นฐานะที่ตองรับผิดชอบทางการเมอื ง อยูในสถานะเหนือการเมือง รางดังกลาวถูกสงไปใหที่
ประชมุ อภริ ัฐมนตรีสภาพิจารณาและที่ประชุมไมเห็นดวยกับหลักการในรางดังกลาว จึงถูกระงับไว
และมไิ ดด ําเนินการใดตอ

นรนติ ิ เศรษฐบตุ ร (2558 : 34-35) ไดกลาวไววา แมวาจะมีการเตรยี มการเปล่ียนแปลงระบบ
การปกครองของรัชกาลที่ 7 ดังกลาวแลวก็ตาม แตก็ไมอาจหยุดย้ังความตองการทําการปฏิวัติของ
ผกู อ การได เน่อื งจากความไมพ อใจในระบบการปกครอง ความเหลื่อมลา้ํ และการท่ีขาราชการรุนใหม
ขาดโอกาสที่จะกาวหนาเพราะถูกกีดกันโดยระบบเกา ทําใหเกิดการทําการปฏิวัติเปล่ียนแปลงการ
ปกครองขึ้นในวันท่ี 24 มถิ ุนายน พ.ศ. 2475 ในนามของคณะราษฎรซ่ึงประกอบดวยกลุมพลเรือนที่

ประวตั ิรฐั ธรรมนูญไทย 133

นําโดยนายปรีดี พนมยงค และกลุมนายทหารที่นําโดยพระยาพหลพลพยุหเสนา ซึ่งเปนหัวหนา
คณะราษฎร คณะราษฎรไดออกประกาศฉบับแรกหลังจากปฏิวัติสําเร็จ โดยไดแถลงอุดมการณของ
คณะราษฎรทเ่ี รียกวา หลักการในการปกครองประเทศ 6 ประการ คอื

1. รกั ษาความเปน เอกราชทงั้ หลาย เชน เอกราชในทางการเมือง ทางศาล ทางเศรษฐกิจ
เปนตน ของประเทศ

2. รกั ษาความปลอดภยั ในประเทศ ใหก ารประทษุ รายตอ กนั ลดลงใหมาก
3. บํารงุ ความสุขสมบูรณของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหมจะหางานใหราษฎร
ทกุ คนทาํ จะวางโครงการเศรษฐกจิ แหงชาติ ไมปลอ ยใหราษฎรอดอยาก
4. ใหราษฎรมีสิทธเิ สมอภาคกัน
5. ใหราษฎรมีเสรีภาพไมขัดตอหลัก 4 ประการขางตน
6. ใหก ารศกึ ษาอยา งเตม็ ท่แี กร าษฎร
เมอ่ื คณะราษฎรไดท ําการปฏิวัติสําเร็จแลว ไดแถลงความประสงคท่ีจะใหมีรัฐธรรมนูญการ
ปกครองแผนดินเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ แตยังคงยอมใหมีกษัตริยอยูภายใต
รัฐธรรมนูญ
กลา วโดยสรปุ ไดว า สภาพทัว่ ไปกอนประกาศใชรัฐธรรมนูญสภาพปญหาตาง ๆ ทางสงั คมของ
ไทยในสมัยรัชกาลท่ี 6 และ สมัยรัชกาลที่ 7 ถามองภาพรวมของประชาชนสวนใหญไมมีความ
เดอื ดรอนในเร่ืองใด เพราะประชาชนเคารพและศรัทธาในองคพระมหากษัตริย ชวี ติ ความเปนอยูเ รยี บ
งาย ประชาชนมีวฒั นธรรมและประเพณีทเ่ี คารพผปู กครอง และประการสําคัญพระบาทสมเด็จพระ
เจาอยูหวั กท็ รงอยใู นทศพศิ ราชธรรม ถงึ แมจะมีขนุ นางทําหนา ทหี่ ลายอยา งแทนพระมหากษตั รยิ  แตก็
มิไดทําความเดือดรอนใหกับประชาชนจนเกินควร จึงเห็นวาความเปนอยูของประชาชนไทยใน
ขณะนัน้ อยกู ันอยางสงบสขุ
เหตผุ ลท่ีแทจ รงิ ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปน
ระบอบประชาธปิ ไตยเม่อื วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 น้ันนาจะมาจากความตองการเปลี่ยนแปลง
ของคณะผกู อการเปนสําคัญที่ตองการใหประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงเปนระบอบประชาธิปไตย
ประชาชนไดเ ขามามสี วนรวมในการปกครองประเทศ ทงั้ นเี้ พราะประเทศยโุ รปตา งไดเ ปลยี่ นแปลงการ
ปกครองจากระบอบสมบรู ณาญาสิทธริ าชยมาเปนระบอบประชาธิปไตยแลวมีความกาวหนามีความ
เจรญิ ซ่ึงคณะผูกอการคาดการวา ประเทศไทยจะเจรญิ เชน ประเทศดงั กลา ว

สาระสําคญั ของรัฐธรรมนญู ไทยภายหลงั เปลยี่ นแปลงการปกครองในป พ.ศ. 2475 ถึง

พ.ศ. 2560

ห ลั ง จ า ก ท่ี ค ณ ะ ร า ษ ฎ ร ไ ด ทํ า ก า ร ป ฏิ วั ติ เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ก า ร ป ก ค ร อ ง จ า ก ร ะ บ อ บ
สมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยม าเปนระบอบประชาธิปไตยทม่ี ีพระมหากษตั ริยทรงเปนประมุข ก็ไดมีการนํา
รฐั ธรรมนญู มาใชเปน เครือ่ งมือในการใชอํานาจการปกครอง

134 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง

นรนิติ เศรษฐบุตร (2558 : 397) ไดสรุปไววา เม่ือศึกษาถึงวิวัฒนาของการไดมาของ
รัฐธรรมนญู ต้งั แตฉ บับแรกในวนั ที่ 27 มถิ ุนายน พ.ศ. 2475 มาจนถงึ รฐั ธรรมนญู (ฉบับชั่วคราว) วันท่ี
22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 นับเปนเวลาแปดสบิ สองปกวาของการพัฒนาการเมืองไทย เราก็ไดเห็นวา
รฐั ธรรมนูญไดเ ปน สถาบนั การเมืองอนั เปน ทยี่ อมรบั ของมหาชนไทยมาตามลําดับ แมว า ตัวรัฐธรรมนูญ
แตล ะฉบับจะถูกยกเลกิ ไดโ ดยคณะผยู ึดอํานาจมาแลวหลายคร้ัง แตก็จัดใหมีรัฐธรรมนูญฉบับใหมมา
ใชบ ังคับแทน

ต้ังแตเ ปลย่ี นแปลงการปกครองในป พ.ศ. 2475 ถึงปจ จบุ ัน ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญท้ังส้ิน
20 ฉบับ เพื่อใหเ หน็ ถงึ พัฒนาการของรฐั ธรรมนญู ไทย จึงขอกลาวถงึ สาระสาํ คัญของรัฐธรรมนูญแตล ะ
ฉบบั อยางสน้ั ๆ พอสังเขป ดงั นี้

ฉบับท่ี 1 พระราชบญั ญตั ธิ รรมนญู การปกครองแผน ดนิ สยามช่วั คราว พุทธศกั ราช
2475

เปนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ประกาศใชภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดย
คณะราษฎร โดยมีเจตนาที่จะประกาศใชเปนการช่ัวคราว กอนที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร มีการ
บัญญตั แิ นวทางหลกั ในการปกครองประเทศ ใหอํานาจอธิปไตยเปนของประชาชน พระมหากษัตริย
ทรงใชอ ํานาจบรหิ ารทางคณะกรรมการราษฎร อํานาจตุลการทางศาล และอาํ นาจนติ ิบัญญัติทางสภา
ผแู ทนราษฎร รฐั ธรรมนญู ฉบบั น้ีมลี กั ษณะการจํากัดอํานาจกษัตริยและใชเปนเคร่ืองมือปกปองและ
เอื้อประโยชนแกคณะราษฎร โดยสภาผูแทนราษฎรมีจํานวน 70 คน แตมาจากการแตงตั้งโดย
คณะราษฎร แลฝายบริหารไมมีอํานาจยุบสภา (จักษ พันธชูเพชร, 2557 : 84) มีผลใชบังคับตามคํา
กราบบังคมทูลของคณะราษฎร เม่ือวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ถูกยกเลิกเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม
พ.ศ. 2475 จากการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รสยาม พ.ศ. 2475

หลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับน้ีกลาวถึงสถาบันไว 3 สถาบัน คือ กษัตริย สภา
ผแู ทนราษฎร และกรรมการราษฎร ซึ่ง มนตรี รูปสุวรรณ (2543 : 168) ณัฐกร วิทิตานนท (2557 :
218-220) และ ชาญชยั แสวงศกั ดิ์ (2560ข : 320-422) ไดกลา วไวส รุปไดด งั นี้

1. เปนการระบุเปนครั้งแรกวาอํานาจสูงสุดเปนของราษฎรท้ังหลาย และกําหนดใหผูใช
อาํ นาจแทนราษฎรไดแก กษัตรยิ  สภาผแู ทนราษฎร คณะกรรมการราษฎร และศาล

2. จาํ กัดพระราชอํานาจของกษตั รยิ  กลา วคอื หากจะกระทาํ การใดๆ ตอ งมีคณะกรรมการ
ราษฎรลงนามกาํ กับ และหากไมทรงลงพระปรมาภไิ ธยในรา งพระราชบญั ญัติทีท่ ลู เกลาฯ ไปภายใน 7
วัน สภาผูแ ทนราษฎรสามารถลงมตยิ ืนยันและประกาศใชได

3. รฐั ธรรมนูญกาํ หนดใหส ภาผแู ทนราษฎรมีทมี่ าของสมาชกิ แตกตางกัน โดยกําหนดเปน 3
สมยั (ระยะ) โดยในสมยั ทห่ี น่ึง ใหผ ูร กั ษาพระนครฝา ยทหารแตงตงั้ สมาชกิ สภาผูแทนราษฎรชั่วคราว
70 คน

ประวตั ิรัฐธรรมนญู ไทย 135

4. กําหนดหนาทข่ี องคณะกรรมการราษฎร องคป ระกอบของคณะกรรมการราษฎร อาํ นาจ
ในการเจรจาขอตกลงและสนธสิ ญั ญาระหวา งประเทศ การประกาศสงคราม ซึ่งกษัตริยทรงใชไดโดย
คําแนะนําของคณะกรรมการราษฎร

5. การกําหนดใหกระบวนการยุติธรรมเปนไปตามกฎหมายและกระบวนการศาลในเวลา
นนั้

ฉบบั ที่ 2 รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รสยาม พทุ ธศกั ราช 2475

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใหความสําคัญในบทบาทของพระมหากษัตริยมากข้ึน เชน การให
พระมหากษตั รยิ ม พี ระราชอาํ นาจยบุ สภาผูแทนราษฎรได จึงถือเปนการคืนพระราชอํานาจบางสวน
ใหแ กพระมหากษัตรยิ  แตกลบั ไมไ ดก ลาวถึงบทบาทของคณะราษฎรทีช่ ดั เจนไว และไมเปด โอกาสใหมี
การตัง้ พรรคการเมอื ง จงึ อาจกลา วไดวารัฐธรรมนญู ฉบบั นี้ไมไ ดมีเจตนาในการสรางสรรคการปกครอง
ระบอบประชาธปิ ไตยอยา งแทจ ริง แตด ูจะเปนการเขียนขึน้ เพอื่ ใชเปน เครอ่ื งมอื ในการคงไวซึ่งอํานาจ
ทางการเมอื งของกลมุ คน คณะตนเทาน้ัน (จักษ พันธชูเพชร, 2557 : 84) มีผลบังคับใชเมื่อวันท่ี 10
ธนั วาคม พ.ศ. 2475 ถกู ยกเลิกเม่ือวันท่ี 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 เม่ือประกาศใชรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2489

หลกั การสําคญั ของรัฐธรรมนูญฉบับน้กี ลาวถึง “พระมหากษัตริย” แทนคําวา “กษัตริย” ที่
เคยใชอยูในพระราชบัญญัติ แตยังหามมิใหพระบรมวงศานุวงศตั้งแตช้ันหมอมเจาขึ้นไปโดยกําเนิด
หรอื โดยแตง ตั้ง ลงสมคั รรับเลอื กต้ังหรอื มตี าํ แหนง ทางการเมอื ง แตยงั ทรงสทิ ธิออกเสียงเลอื กต้งั ส.ส.
ได ซ่ึง กจิ บดี กอ งเบญจภุช (2553 : 45) ณัฐกร วิทิตานนท (2557 : 220-223) และ ชาญชัย แสวง-
ศักดิ์ (2560ข : 322-324) ไดกลาวไว สรปุ ไดดังน้ี

1. อํานาจอธปิ ไตยเปน ของปวงชนชาวสยามมีพระมหากษัตริยเปนประมุข ทรงใชอํานาจ
โดยบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ อํานาจอธิปไตยแบงเปนสามสวน โดยมีสภาผูแทนราษฎรเปนผูใช
อํานาจนิตบิ ัญญัติ มคี ณะรัฐมนตรเี ปน ผใู ชอ าํ นาจบริหาร และศาลเปนผูใชอํานาจตลุ าการ

2. พระมหากษตั รยิ ท รงอยูในฐานะอันเปนที่เคารพสักการะ ผูใดจะละเมิดมิได ทรงดํารง
ตําแหนงจอมทัพ ตามรัฐธรรมนูญกําหนดตองเปนพุทธมามกะ ลงนามในสัญญาสันติภาพ ทํา
สนธิสัญญากับนานาประเทศ และยังทรงมีพระราชอํานาจทางอภัยโทษ ทรงเรียกเปดและปดสมัย
ประชมุ สภาผูแ ทนราษฎร ตลอดจนยุบสภาผแู ทนราษฎร

3. พระมหากษัตริยทรงแตง ตง้ั นายกรัฐมนตรีโดยคําแนะนําของสภาผูแทนราษฎร และให
นายกรฐั มนตรเี ปน ผูจ ัดตั้งคณะรฐั มนตรี

4. สมาชกิ สภาผูแทนราษฎรอยูใ นตาํ แหนง คราวละ 4 ป สมาชิก 2 ประเภท ประกอบดวย
สมาชกิ ท่หี นึง่ มาจากการเลอื กตั้ง 2 ชน้ั โดยราษฎรชาย หญิง ท่ีมีอายะ 20 ปบริบูรณ และมีสัญชาติ
ไทยตามกฎหมาย และภายใตเ งื่อนไขท่ีระบไุ วใ น พ.ร.บ. เลือกต้ังสมาชิกสภาผแู ทนราษฎร พ.ศ. 2475
โดยการจัดการเลือกต้ังผูแทนตําบล แลวใหผูแทนตําบลเลือกผูแทนราษฎรอีกชั้นหนึ่ง สวนสมาชิก

136 กฎหมายรัฐธรรมนญู และสถาบันการเมือง

ประเภททส่ี อง ไดรบั แตง ตั้งโดยพระมหากษตั ริยตามคําแนะนําของคณะรัฐมนตรี และจะยกเลิกโดย
กําหนดระยะเวลาไววาหากมีจํานวนราษฎรผูมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจบ
การศกึ ษาชน้ั ประถมศกึ ษาเกนิ กวา คร่งึ หนงึ่ ของจาํ นวนผมู ีสทิ ธอิ อกทง้ั หมด หรอื ในระยะเวลา 10 ป

5. กําหนดใหพระบรมวงศานวุ งศตัง้ แตช ั้นหมอ มเจาข้ึนไป ไมวา จะทรงอสิ รยิ ยศโดยกําเนิด
หรือแตง ตั้งกต็ าม ยอมดาํ รงอยูใ นฐานะเหนอื การเมอื ง

รฐั ธรรมนญู ฉบบั นีถ้ ูกแกไ ข 3 คร้งั ครั้งสําคญั คือรัฐธรรมนูญแกไ ขเพ่ิมเตมิ วา ดว ยนามประเทศ
พ.ศ. 2482 มผี ลใหเปลีย่ นชอ่ื เปนรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2475

ฉบับที่ 3 รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2489

รัฐธรรมนูญฉบับนี้นําหลักการการปกครองแบบรัฐสภามาใชและใหอํานาจฝายนิติบัญญัติ
อยางเต็มท่ีในการตราพระราชบัญญัติ รัฐสภาประกอบดวย 2 สภา คือ พฤฒสภา และสภา
ผูแทนราษฎร ซ่ึงสมาชกิ ของท้ังสองสภามาจากการเลอื กตั้ง โดยสมาชิกพฤฒสภามาจากการเลือกต้ัง
ทางออม อยใู นวาระ 6ป สวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง อยูในวาระ 4 ป
และบคุ คลจะดํารงตําแหนงในสองสภาพรอมกันไมได อยา งไรกต็ าม สภาผแู ทนราษฎรมีอํานาจในการ
ควบคุมฝา ยรฐั บาลมากกวา พฤฒสภา เพราะสามารถเปด อภิปรายและลงมติไมไววางใจรฐั บาลท้งั คณะ
และรายบคุ คลได ในขณะที่พฤฒสภาไมส ามารถลงมติไมไววางใจรัฐบาลได จะทาํ ไดเ พียงการตั้งกระทู
ถามในรัฐสภา เวนแตวันแถลงนโยบายรัฐบาล มีการแยกขาราชการประจําออกจากขาราชการ
การเมือง นั่นคือ ขาราชการประจําจะดํารงตําแหนงขาราชการการเมืองไมได นอกจากน้ียังมีการ
กําหนดใหอํานาจฝายตุลาการมีอิสระในการพิจารณาคดี โดยกําหนดใหมีคณะกรรมการตุลาการ
(ก.ต.) ทําหนาที่ในการบริหารงานบุคคลใหกับผูพิพากษา เพ่ือปองกันอํานาจจากฝายบริหารหรือ
นิติบัญญัติที่จะเขาไปแทรกแซง (จักษ พันธชูเพชร, 2557 : 84-85) บังคับใชเมื่อ 10 พฤษภาคม
พ.ศ. 2489 จาํ นวน 96 มาตรา ถูกลมเลิกลงในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 โดยการรัฐประหาร
ของ “คณะทหารของชาต”ิ

หลักการสาํ คญั ของรัฐธรรมนญู ฉบับนีย้ กรางขน้ึ โดยคณะกรรมาธกิ ารวิสามัญท่ีต้ังขึ้นโดยสภา
ผูแทนราษฎร ซึ่ง มนตรี รูปสุวรรณ (2543 : 171-173) ณัฐกร วิทิตานนท (2557 : 224-226) และ
ชาญชยั แสวงศักด.ิ์ (2560ข : 324-325) ไดกลาวไว สรปุ ไดด งั นี้

1. การยกเลิกสมาชิกสภาผูแทนราษฎรประเภทที่ 2 (ที่มาจากการแตงต้ัง) ใหอํานาจนิติ
บญั ญตั ิประกอบดวย 2 สภา คือ พฤฒสภาและสภาผูแทนราษฎร รวมเรียกวารัฐสภา สมาชิกพฤฒ
สภาประกอบดวยผูซ ึ่งองคการเลือกตั้งสมาชกิ พฤฒสภาเปนผเู ลอื กตัง้ (โดยกาํ หนดวธิ เี ลือกต้ังไวใ นบท
เฉพาะกาล)

2. สมาชิกสภาผแู ทนมาจากการเลอื กตั้ง
3. ใหร ฐั สภามีอาํ นาจสูงสุดในการตคี วามรฐั ธรรมนูญ

ประวัติรัฐธรรมนูญไทย 137

4. มีบทบัญญัติหามขาราชการประจําเปนรัฐมนตรี มีผลใหแยกการเมืองออกจาก
ขาราชการประจาํ

5. บัญญัตใิ หมีคณะตุลาการรฐั ธรรมนูญจํานวน 15 คนขึ้นเปน ครั้งแรก แตทําหนาท่ีตีความ
เฉพาะสว นทขี่ ัดแยง ระหวางศาลกบั การบังคับใชก ฎหมาย

ฉบบั ท่ี 4 รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย (ฉบบั ชวั่ คราว) พุทธศกั ราช 2490

รัฐธรรมนูญฉบับน้ียังคงไวซ ึ่งการปกครองระบอบรัฐสภาท่ีมีสองสภา คือ สภาผูแทนราษฎร
กับวฒุ สิ ภา (พฤฒสภา เดมิ ) แตส มาชกิ วฒุ ิสภามาจากการแตง ตงั้ ของพระมหากษัตริย ดํารงตําแหนง
คราวละ 6 ป เฉพาะในวาระแรก เม่ือครบกาํ หนด 3 ป ใหจับฉลากออกกงึ่ หนึ่ง และสมาชิกวุฒิสภามี
อํานาจเทาเทียมกับสมาชิกสภาผูแทนราษฎร มีการเปดโอกาสใหขาราชการประจําสามารถดํารง
ตําแหนงขาราชการการเมืองได และรัฐมนตรีไมจําเปนตองเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร แต
สมาชกิ สภาผูแทนราษฎรจะเปนขาราชการประจําไมได (จักษ พันธชูเพชร, 2557 : 85) ประกาศใช
เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ถูกเปล่ียนผานอยางราบรื่น ในวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2492
หลังจากการประกาศใชรฐั ธรรมนูญ

หลกั การสําคญั ของรัฐธรรมนญู ฉบับนี้ยกรางข้ึนโดย พล.อ.ท.หลวงกาจสงคราม ซ่ีง ณัฐกร
วิทิตานนท (2557 : 226-229) และ ชาญชัย แสวงศักด์ิ (2560ข : 326-327) ไดก ลาวไว สรุปไดดงั น้ี

1. ใหอํานาจนิติบัญญัติ ประกอบดวยวุฒิสภากับสภาผูแทน โดยมีพระมหากษัตริยทรง
แตง ต้งั วุฒสิ ภา และมีจํานวนเทากับสมาชิกสภาผูแทน ใหวุฒิสภามีอํานาจเทากับสภาผูแทนในการ
เสนอรางกฎหมาย และสามารถลงมติรว มกบั สภาผแู ทนในการลงมติความไวว างใจคณะรัฐมนตรี

2. เพมิ่ หมวดวา ดวยอภิรัฐมนตรี ใหม ีคณะอภิรฐั มนตรีจํานวน 5 คน เปนผูบริหารราชการ
ในพระองคและถวายคําปรกึ ษาแดพระมหากษัตริย โดยพระมหากษตั ริยท รงแตง ต้งั

3. ในหมวดอํานาจนิติบญั ญตั ิ มกี ารเปลีย่ นแปลงคําเรียกสภาผูแทนราษฎรเปนสภาผูแทน
มวี าระ 4 ป กาํ หนดใหสมาชกิ สภาผูแทนตองไมเ ปน ขาราชการประจาํ กลับมาใชค ําวา วุฒิสภา แทนคํา
วา พฤฒสภา โดยพระมหากษัตรยิ ท รงแตง ตง้ั สมาชกิ วฒุ ิสภาเทากับจํานวนสมาชิกสภาผแู ทน กําหนด
วาระ 6 ป โดยในวาระแรกเมอื่ ครบสามป ใหจบั ฉลากออกก่ึงหน่ึง

4. ในระหวางทีไ่ มม สี ภาผูแทน วุฒิอาจประชุมได โดยนัยคือ การใหทําหนา ท่รี ฐั สภา
5. คณะรัฐมนตรปี ระกอบดวยบคุ คลทพี่ ระมหากษตั ริยทรงแตงต้ังจํานวน 15-25 คน และ
ใหประธานคณะอภิรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ สวนรัฐมนตรีจะเปนขาราชการ
ประจาํ ไมไ ด
6. การแกไขเพมิ่ เติมรฐั ธรรมนญู กระทําไดโ ดยความเห็นชอบของรัฐสภา ซ่ึงในระหวางที่ยัง
ไมม กี ารเลอื กต้งั สภาผแู ทนใหวุฒิสภาทาํ หนาท่รี ฐั สภา
7. กาํ หนดใหม สี ภารางรัฐธรรมนญู และกาํ หนดใหรางรฐั ธรรมนูญเสร็จส้นิ ภายใน 180 วนั

138 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง

ฉบับท่ี 5 รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2492

รฐั ธรรมนูญฉบับน้ีเทิดทูนพระมหากษัตริยเปนอยางมาก สวนการปกครองยังคงกําหนดให
ปกครองในระบบรัฐสภาทปี่ ระกอบดว ยสภาผแู ทนราษฎรกับวฒุ สิ ภา โดยระบุวาผูท่ีดํารงตําแหนงใน
สภาใดแลว จะดํารงตําแหนง ในอกี สภาไมได หลักความเปนกลางทางการเมืองของขาราชการประจํา
หามขาราชการดํารงตําแหนงขาราชการการเมือง และหามขาราชการเมืองดํารงตําแหนงอื่นๆ ใน
รัฐวิสาหกิจหรือสัมปทานจากรัฐ (จักษ พันธชูเพชร, 2557 : 85) ประกาศใชในวันที่ 23 มีนาคม
พ.ศ. 2492 ถกู ลมเลกิ อกี เมอ่ื วนั ท่ี 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494

หลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับน้ีเปนฉบับแรกที่ยกรางขึ้นโดยสภารางรัฐธรรมนูญท่ี
ต้ังข้ึนโดยรัฐธรรมนูญฉบับกอน ซ่ึง กิจบดี กอ งเบญจภุช (2553 : 50-54) ณัฐกร วิทิตานนท (2557 :
229-232) และ ชาญชัย แสวงศักดิ์ (2560ข : 327-329) ไดก ลา วไว สรปุ ไดดงั นี้

1. มีการต้ังองคมนตรีมีหนาท่ีใหคําปรึกษาแกกษัตริยข้ึนเปนครั้งแรก โดยถวายเปนพระ
ราชอํานาจตามพระราชอัธยาศยั

2. กําหนดการสืบราชสมบัติใหเปนไปตามกฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบสันตติวงศ
พ.ศ. 2467 และความเห็นชอบจากรฐั สภา โดยกํากับไวดว ยการการยกเลิกแกไขเพ่ิมเติมกฎมณเฑียร
บาลฯ จะกระทํามไิ ด

3. แยกสทิ ธเิ สรภี าพและหนาที่ออกจากกัน และมีการเพ่ิมรายละเอียดมากข้ึนในหมวด 3
และ 4

4. กําหนดแนวนโยบายแหง รัฐในหมวด 5 ข้นึ เปน คร้งั แรก
5. กําหนดใหมี 2 สภา คือ วุฒิสภาและสภาผูแทน ใหศักด์ิของวุฒิสภาเหนือสภาผูแทน
โดยใหประธานวุฒสิ ภาเปนประธานรัฐสภา
6. กษัตริยทรงเลอื กและแตงตั้งสมาชิกวุฒิสภา 100 คน โดยมีองคมนตรีเปนผูลงนามรับ
สนองพระบรมราชโองการ มีวาระดํารงตําแหนง 6 ป เม่ือครบสามปของสมัยแรกใหจับสลากออก
ครง่ึ หน่ึงเพือ่ เปลี่ยนสมาชกิ
7. กาํ หนดใหมีหมวดตุลาการรัฐธรรมนญู เปน คร้งั แรก ใหประธานวุฒสิ ภาเปน ประธานตุลา
การรัฐธรรมนูญ โดยมีประธานสภาผูแทน ประธานศาลฎีกา อธิบดีศาลอุทธรณ อธิบดีกรมอัยการ
และบุคคลอน่ื อกี 4 คน

ฉบับที่ 6 รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช 2475 แกไขเพม่ิ เติม
พุทธศกั ราช 2495

รัฐธรรมนญู ฉบบั นเ้ี ปน ไปเพื่อเอ้ือประโยชนแ กผ นู ําทางการเมือง เชน ใชระบบสภาเดียว คือ
สภาผแู ทนราษฎร ทีป่ ระกอบดวยสมาชกิ 2 ประเภท คอื ประเภทท่มี าจากการเลอื กตงั้ อยใู นตําแหนง
5 ป กบั ประเภทที่มาจากการแตงตั้ง ใหอยูในตําแหนง 10 ป ในจํานวนสมาชิกที่เทากันของทั้งสอง
ประเภท นอกจากนย้ี ังไมมีขอหา มขา ราชการประจําท่จี ะดาํ รงตําแหนงขาราชการทางการเมือง และ

ประวัติรัฐธรรมนูญไทย 139

รฐั มนตรไี มจ าํ เปน ตอ งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร (จักษ พันธชูเพชร, 2557 : 85) ประกาศใชเมื่อ
วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2495 ถกู ยกเลกิ เม่ือ 20 ตลุ าคม พ.ศ. 2501 เปน พลพวงจากการรัฐประหารยึด
อาํ นาจอกี ครง้ั ของคณะผูก อการชดุ เดมิ

หลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญรัฐธรรมนูญฉบับนี้คณะรัฐประหารนําโดย จอมพล ป.
พิบูลสงคราม ไดท าํ รัฐประหารโดยยกเลิกรฐั ธรรมนูญฉบับกอนเม่ือวันท่ี 29 พฤศจิกายน 2494 แลว
กราบบังคมทูลใหมีประกาศพระบรมราชโองการใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2475 แกไขเพ่ิมเติม พุทธศักราช 2495 มีหลักการผสมผสานกันระหวางฉบับ พ.ศ. 2475 กับฉบับ
พ.ศ. 2492 ซ่ึงมนตรี รูปสุวรรณ (2543 : 178-179) ไพโรจน ชัยนาม (2519 : 139) และ ชาญชัย
แสวงศกั ด์ิ (2560ข : 330) ไดกลาวไว สรุปไดดงั นี้

1. การนําเอาเฉพาะรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2475 กับรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทยแกไขเพิ่มเติมวาดวยนามประเทศ พ.ศ. 2482 มาใช และเพิ่มบทบัญญัติบาง
ประการทไี่ มเคยปรากฏในรฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2475 เชน คณะองคมนตรี หมวด
3 แนวนโยบายแหงรัฐ และตุลาการรัฐธรรมนูญ จึงอาจกลาวไดวาเปนการนําเอารัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2492 เขา มาผสมผสาน)

2. การกําหนดโครงสรางรัฐสภาใหมีสภาผูแ ทนราษฎรเพยี งสภาเดียว กาํ หนดวาระ 5 ป
3. กาํ หนดวธิ กี ารลดจาํ นวนสมาชิกประเภทที่ 2 เปน 2 ระยะ ระยะแรก 5 ป ลดตามเกณฑ
จํานวนราษฎรผมู ีสิทธเิ ลอื กตงั้ ในจังหวดั ตางๆ ซึ่งจบการศึกษาช้ันประถมศึกษา โดยอนญุ าตใหราษฎร
ในจังหวัดนั้นเลือกผูแทนเพ่ิมขึ้นอีกจํานวนหนึ่งเทากับจํานวนผูแทนท่ีจังหวัดน้ันมีอยูแลวในสภา
ผูแ ทนราษฎร เมื่อครบ 10 ป สมาชิกประเภทท่ี 2 กจ็ ะหมดวาระทง้ั หมด คงเหลือแตสมาชิกประเภท
ท่ี 1
4. กําหนดจาํ นวนคณะรฐั มนตรไี มนอ ยกวา 14 แตไ มเกนิ 28 คน
5. ในหมวด 7 ตุลาการรฐั ธรรมนญู กําหนดใหป ระกอบดว ยประธานศาลฎีกาเปนประธาน
ตุลาการรัฐธรรมนูญ ประกอบดวยตุลการคือ อธิบดีผูพิพากษาศาลอุทธรณ อธิบดีกรมอัยการ และ
ผทู รงคุณวุฒิสามคน แตง ต้งั โดยสภาผแู ทนราษฎร

ฉบบั ที่ 7 ธรรมนญู การปกครองราชอาณาจกั ร พทุ ธศกั ราช 2502

รัฐธรรมนูญฉบับน้ีมเี พียง 20 มาตรา ซึง่ ไมมีขอหามขาราชการประจําที่จะไปดํารงตําแหนง
ขาราชการการเมอื ง ไมมกี ารระบุถึงสทิ ธอิ าํ นาจทางการเมอื งของประชาชนแตประการใด แตกลับให
อํานาจแกห วั หนา ฝา ยบรหิ ารคอื นายกรฐั มนตรีอยา งมาก ทั้งอํานาจดานบริหาร อํานาจดานตุลาการ
และอาํ นาจดานนติ ิบัญญตั ิ ทําใหน ายกรัฐมนตรีมีอํานาจอยา งไมม ีขอบเขต (จักษ พันธชูเพชร, 2557 :
86) ประกาศใชเม่ือวันท่ี 28 มกราคม พ.ศ. 2502 ถูกยกเลิก เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2511
เนอ่ื งจากประกาศใชรฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย

140 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง

หลกั การสําคญั ของรฐั ธรรมนูญฉบบั นี้ยกรา งโดยคณะกรรมการยกรา งรฐั ธรรมนูญ ท่มี ีพระยา
อรรถการยี นพิ นธเปนประธาน ซ่ึง มนตรี รูปสุวรรณ (2543 : 179-180) ณัฐกร วิทิตานนท (2557 :
235-237) และ ชาญชยั แสวงศกั ดิ์ (2560ข : 331-332) ไดก ลาวไว สรุปไดดังน้ี

1. กําหนดใหมีสภารางรัฐธรรมนูญ ทําหนาที่เปนสภานิติบัญญัติแหงชาติ มีสมาชิก 240
คน แตง ตง้ั โดยกษัตริย

2. มบี ทบญั ญตั ิหามมิใหร ัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรเี ปนสมาชกิ สภารา งรฐั ธรรมนูญ
3. สภาไมมีอํานาจลงมติไมไววางใจคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีก็ไมมีอํานาจถวาย
คาํ แนะนําใหพระมหากษัตริยท รงยุบสภา
4. เมอื่ ไดบ ัญญัติธรรมนญู แหง ราชอาณาจักร โดยทค่ี ณะปฏิวัติยังตองการคงอํานาจปฏิวัติ
ไว คณะผรู างธรรมนูญการปกครอง จงึ ไดบัญญตั มิ าตรา 17 ในธรรมนญู การปกครอง ความวา
“มาตรา 17 ในระหวา งทใ่ี ชธรรมนูญน้ี ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชนใน
การระงบั หรอื ปราบปรามการกระทําอนั เปนการบอนทําลายความมั่นคงของราชอาณาจักรหรือราช
บัลลังก หรือการกระทาํ อันเปนการบอนทํางาน กอกวน หรือคุกคามความสงบท่ีเกิดข้ึนภายในหรือ
ภายนอกราชอาณาจกั ร ใหน ายกรัฐมนตรี โดยมตขิ องคณะรัฐมนตรี มีอํานาจส่ังการ หรือกระทําการ
ใดๆ ได และใหถ อื วา คาํ สง่ั หรือการกระทําเชน วา นน้ั เปน คําสงั่ หรือการกระทาํ ทช่ี อบดว ยกฎหมาย
เมื่อนายกรัฐมนตรีไดสั่งการหรือกระทําการใดไปตามความในวรรคกอนแลว ให
นายกรัฐมนตรีแจงใหสภาทราบ”
5. เปน ครง้ั แรกท่มี ีการอางถึงประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย
เนือ่ งจากในธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รมเี พียง 20 มาตรา จงึ ไมค รอบคลมุ เรอื่ งท่เี ก่ยี วกับรฐั ธรรมนูญ
ได ดงั น้ันจงึ มขี อบญั ญตั ใิ นมาตรา 20 เพอ่ื อุดชอ งวางท่รี ัฐธรรมนูญไมไดบัญญัติไว โดยใหวินิจฉัยตาม
ประเพณกี ารปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย

ฉบับที่ 8 รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511

รฐั ธรรมนูญฉบบั นีม้ กี ารแยกอํานาจบรหิ ารออกจากอาํ นาจนติ บิ ญั ญตั ิ โดยหามนายกรัฐมนตรี
และคณะรฐั มนตรีซงึ่ เปน ฝา ยบรหิ ารดาํ รงตาํ แหนง สมาชกิ รฐั สภาซ่ึงเปนฝายนิติบัญญัติ การปกครอง
ใชรปู แบบ 2 สภา คอื วฒุ ิสภากับสภาผแู ทนราษฎร แตใ หส มาชิกวุฒิสภามีอํานาจในการควบคุมการ
บรหิ ารราชการแผน ดินของฝายบริหารไดเทียบเทากับสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ทั้งๆ ที่ วุฒิสภามา
จากการแตงตั้ง โดยอางวาทั้งสองสภาถือเปนตัวแทนปวงชนชาวไทย อีกทั้งไมมีขอหามขาราชการ
ประจําดํารงตําแหนงขาราชการการเมือง แตมีบทบัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและ
อนุญาตใหมีการตงั้ พรรคการเมอื งได (จกั ษ พนั ธช ูเพชร, 2557 : 86) ประกาศและใชบังคับ เมื่อวันที่
20 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2511 ถกู ยกเลิกเม่ือ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 จากการรัฐประหารของ “จอม
พลถนอม กติ ตขิ จร” ซึ่งดาํ รงตําแหนง เปน ท้งั นายกรฐั มนตรี และผบู ญั ชาการทหารสูงสดุ ในขณะนนั้

ประวตั ิรัฐธรรมนญู ไทย 141

หลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับน้ียกรางขึ้นโดยสภารางรัฐธรรมนูญที่จัดตั้งโดย
รัฐธรรมนญู ฉบับกอ น ในภาพรวม เนือ้ หาสาระสว นใหญของรัฐธรรมนญู พ.ศ. 2511 ใกลเ คยี งกบั ฉบบั
พ.ศ. 2492 เปนอันมาก ซึ่ง มนตรี รูปสุวรรณ (2543 : 181-182) ณัฐกร วิทิตานนท (2557 : 237-
239) และ ชาญชยั แสวงศกั ดิ์ (2560ข : 333-334) ไดก ลาวไว พอสรุปไดดังน้ี

1. รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2515 กาํ หนดใหมี 2 สภา ไดแก วุฒิสภา และ
สภาผูแทนราษฎร วุฒิสภาจะประกอบดวยสมาชิก 3 ใน 4 ของจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
ท้งั หมด โดยไดร ับการแตงตั้งจากพระมหากษัตริย สว นสภาผูแทนราษฎรจะมีสมาชิกจากการเลือกต้ัง
ของประชาชน มจี าํ นวนผูแทนฯในแตละจังหวดั ในสัดสว นประชากร 150,000 คน ตอ ผูแ ทนหน่งึ คน

2. ใหอ าํ นาจแกวุฒสิ ภามากกวาสภาผูแทนราษฎร ซึ่งพิจารณาไดจากการประชุมรวมกัน
ของสภาท้ังสองมีขอ กําหนดหลายกรณี ใหมีประธานวฒุ ิสภาเปนประธานโดยใชขอบังคับการประชุม
ของวฒุ สิ ภา วฒุ ิสภามีอาํ นาจขอเปดอภิปรายทว่ั ไปเพ่อื ลงมตไิ มไ ววางใจรฐั มนตรเี ปนรายบุคคลหรือทงั้
คณะ

3. วุฒสิ ภามีอํานาจในการเสนอรางพระราชบัญญัติไดเชนเดียวกับคณะรัฐมนตรีและสภา
ผูแทนราษฎร ซ่ึงรวมถึงรา งพระราชบญั ญตั เิ กี่ยวดวยการเงิน และยังใหอํานาจในการควบคุมรัฐบาล
อนื่ ๆ เชน การต้ังกระทถู าม การเปดอภปิ รายท่ัวไป เพื่อใหคณะรัฐมนตรแี ถลงขอเท็จจรงิ เปน ตน

วุฒสิ ภาเสนอรา งกฎหมายได และการใหวุฒสิ ภามีสิทธิเขา ชือ่ เสนอญัตติอภปิ รายเพอื่ ลงมติไม
ไววางใจรัฐมนตรเี ปน รายบคุ คลหรือทั้งคณะได ถือวา เปนหลกั การใหมท บ่ี ัญญัตขิ ้ึน

4. การบรหิ ารราชการแผนดนิ ของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ตองรับผิดชอบตอรัฐสภา
คือวุฒิสภาและสภาผูแทนราษฎร

5. ไดแยกอํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหารออกจากกันมากขึ้น โดยหามมิให
นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเปนสมาชิกแหงรัฐสภา เปนท่ีมาของมาตรา 139 ซ่ึงถือวาเปนหลักการ
ใหม และในมาตรา 141 หามรฐั สภาลงมตคิ วามไววางใจภายหลังทค่ี ณะรัฐมนตรแี ถลงตอ รัฐสภา

ฉบบั ที่ 9 ธรรมนญู การปกครองราชอาณาจกั ร พทุ ธศกั ราช 2515

รัฐธรรมนญู ฉบบั นไ้ี มแ ตกตางไปจากธรรมนญู การปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 เทาใด
นัก จะตางกนั ก็เพยี งการใหอ ํานาจแกฝ า ยนติ ิบญั ญตั ใิ นการออกกฎหมายและอนุมัติรางรัฐธรรมนูญที่
คณะรฐั มนตรีเสนอมา และสามารถต้ังกระทถู ามรฐั มนตรใี นเรอ่ื งอนั เกี่ยวกบั งานในหนา ที่ สวนรปู แบบ
การปกครองยังคงใชรูปแบบสภาเดียวท่ีมาจากการแตงตั้งท้ังหมด นอกจากน้ันยังคงเปดโอกาสให
ขา ราชการประจาํ ดํารงตาํ แหนง ทางการเมอื งได และยังคงใหอํานาจอยา งไรข อบเขตแกน ายกรฐั มนตรี
และใหใ ชอ าํ นาจตามมาตราน้บี ังคบั ยอ นหลงั ไดอีกดว ย (จกั ษ พันธช เู พชร, 2557 : 86) ประกาศบังคบั
ใชเปนรัฐธรรมนูญช่ัวคราว เม่ือวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ถูกยกเลิกเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.
2517

142 กฎหมายรฐั ธรรมนูญและสถาบันการเมอื ง

หลักการสําคญั ของรัฐธรรมนญู ฉบับน้ียกรา งโดยคณะกรรมาธกิ ารรา งรัฐธรรมนูญ มีหลักการ
สําคัญคลายคลึงธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2502 แตไดแกไขเพิ่มเติมบาง ซ่ึง มนตรี รูปสุวรรณ (2543 :
182-183) ณัฐกร วิทิตานนท (2557 : 239-241) และ ชาญชัย แสวงศักดิ์ (2560ข : 335-336) ได
กลา วไวส รปุ ไดด งั น้ี

1. ใหรฐั สภาหรือสภานิติบัญญัติแหงชาติทําหนาที่นิติบัญญัติ ประกอบดวยสมาชิก 299
คน ซ่งึ พระมหากษัตริยทรงแตง ตั้ง ทาํ หนา ท่ีตรวจสอบฝายบริหารดวยการต้ังกระทูถาม เปนผูอนุมัติ
รา งรัฐธรรมนูญซ่งึ ทางคณะรฐั มนตรเี สนอใหพิจารณา แตไ มมหี นาทจ่ี ัดทํารัฐธรรมนูญ

2. ขา ราชการประจําสามารถจะเขาดํารงตาํ แหนง ทั้งในคณะรฐั มนตรแี ละในสภานิตบิ ญั ญัติ
ขณะเดยี วกนั ได

3. รฐั บาลสามารถตราพระราชกําหนดใชใ นกรณีเรง ดวน หรือมีเหตุจําเปนเพ่ือรักษาความ
มัน่ คง ปองกันภัยสาธารณะ ออกกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรหรือเงินตรา โดยมีผลบังคับใชเทากับ
พระราชบัญญัติ

4. อํานาจพิเศษของฝายบริหารปรากฏในมาตรา 17 บทบัญญัติคลายในธรรมนูญการ
ปกครอง พ.ศ. 2502 มขี อบขา ยการบงั คบั ท่ใี ชค รอบคลมุ ลกั ษณะความผดิ กวางกวา เดิม โดยผนวกการ
กระทําอันเปน การบอ นทําลายเศรษฐกิจของประเทศ หรือกอกวน คุกคามความสงบเรียบรอย หรือ
ศีลธรรมอันดีงามของประชาชน หรือการทําลายทรัพยากรของประเทศ หรือบ่ันทองอนามัยของ
ประชาชน เปน อาชญากรรมข้นั รา ยแรง เทา กับการบอนทําลายความม่ันคงของชาติ และยังเปนการ
บังคับใชย อนหลงั บังคับการกระทําดังกลา วอกี ดว ย

5. มาตรา 21 กใ็ หก ารรับรอง “บรรดาประกาศของคณะปฏวิ ัติหรือคําสั่งของหัวหนาคณะ
ปฏิวตั ิทไี่ ดประกาศหรอื ส่ังในระหวางการปฏิวัติ วันท่ี 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 จนถึงวันประกาศ
ธรรมนูญการปกครองน้ี ไมวาจะเปนในรปู แบบใดและไมวาจะประกาศหรือคําส่ังใหมีผลบังคับในทาง
นิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ ใหถือวาประกาศคือคําสั่งตลอดจนการปฏิบัติตาม
ประกาศหรอื คําส่ังน้นั เปนประกาศหรอื คําสงั่ หรือการปฏิบัติทชี่ อบดวยกฎหมาย”

6. ในกรณีมีปญหาวาการกระทําหรือการปฏิบัติใดขัดหรือแยง หรือไมเปนไปตาม
บทบญั ญตั แิ หง ธรรมนญู การปกครองใหส ภานติ ิบัญญตั แิ หง ชาติเปน ผูวนิ ิจฉัย

ฉบบั ท่ี 10 รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2517

รฐั ธรรมนูญฉบบั นยี้ งั คงเปนการปกครองในระบบสองสภา มีการจํากัดอํานาจวุฒิสภาใหทํา
หนาท่ีในการออกกฎหมายและควบคุมการบริหารงานของฝายบริหารไดเฉพาะวิธีการตั้งกระทูถาม
เทาน้ัน หามขาราชการประจําดํารงตําแหนงขาราชการเมือง นายกรัฐมนตรีตองมาจาก
สมาชิกสภาผแู ทนราษฎรเทา นน้ั และท่สี ําคัญคอื การคุมครองและรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
อยางกวางขวางกวาท่ีผานมา (จักษ พันธชูเพชร, 2557 : 86) ประกาศใช เม่ือวันท่ี 7 ตุลาคม พ.ศ.
2517 ถูกยกเลิกเมื่อวนั ที่ 6 ตลุ าคม พ.ศ. 2519 อนั เนอ่ื งมาจากการรัฐประหาร


Click to View FlipBook Version