วิชา พล. (PE) ๒๑๗๐๔
ทวทิางยกาาศยาสสตําหรรก์ บัารตกํารฬี วาจเพ่อื เพิ่มสมรรถภาพ
μíÒÃÒàÃÂÕ ¹
ËÅÑ¡ÊÙμà ¹¡Ñ àÃÕ¹¹ÒÂÊºÔ ตําÃǨ
ÇÔªÒ ¾Å. (PE) òñ÷ðô Ç·Ô ÂÒÈÒÊμá ÒáÌÕ Òà¾Í×è à¾ÁèÔ ÊÁÃöÀÒ¾·Ò§¡ÒÂ
สาํ ËÃѺตําÃǨ
เอกสารนี้ “໚¹¤ÇÒÁÅºÑ ¢Í§·Ò§ÃÒª¡ÒÔ หามมใิ หผหู นง่ึ ผใู ดเผยแพร คดั ลอก ถอดความ
หรอื แปลสว นหนงึ่ สว นใด หรอื ทงั้ หมดของเอกสารนเ้ี พอ่ื การอยา งอนื่ นอกจาก “à¾Í×è ¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒͺÃÁ”
ของขาราชการตํารวจเทาน้ัน การเปดเผยขอความแกบุคคลอื่นท่ีไมมีอํานาจหนาที่จะมีความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา
¡Í§ºÑÞªÒ¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒ สํา¹¡Ñ §Ò¹ตาํ ¾ÃÇ.¨Èá.ò˧‹õªöÒñμÔ
คํานาํ
หลักสูตรนักเรียนนายสิบตํารวจ (นสต.) เปนหลักสูตรการศึกษาอบรมท่ีมีเปาหมาย
เพ่ือเสริมสรางใหบุคคลภายนอกผูมีวุฒิประกาศนียบัตรประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๖) หรือ
ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเทา ท่ีเขารับการฝกอบรมมีความรู ความสามารถ และ
ทักษะวิชาชีพตํารวจ รวมถึงพัฒนาบุคลิกภาพรางกายใหเหมาะสมสําหรับการปฏิบัติงานตํารวจ
ในกลุมสายงานปองกันปราบปราม ตลอดจนเตรียมความพรอมทางดานจิตใจและวุฒิภาวะใหมี
จติ สาํ นึกในการใหบ รกิ ารเพ่อื บาํ บดั ทุกขบาํ รงุ สขุ ของประชาชนเปนสําคัญ
กองบัญชาการศึกษา ไดรวมกับครู อาจารย และครูฝก ในสังกัดกองบังคับการ
ฝก อบรมตาํ รวจกลาง และกลมุ งานอาจารย กองบญั ชาการศกึ ษา ศนู ยฝ ก อบรมตาํ รวจภธู รภาค ๑ - ๙
และกองบัญชาการตํารวจตระเวนชายแดน ตลอดจนผูทรงคุณวุฒิจากภายนอก จัดทําตําราเรียน
หลกั สตู รนกั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจชดุ นี้ ซง่ึ ประกอบดว ยองคค วามรตู า งๆ ทจี่ าํ เปน ตอ การพฒั นาศกั ยภาพ
ของนกั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจใหเ ปน ขา ราชการตาํ รวจทพ่ี งึ ประสงคข องประชาชน เพอ่ื ใชส าํ หรบั ประกอบ
การเรียนการสอนนักเรียนนายสิบตํารวจใหมีความพรอมทั้งดานความรู ความสามารถ กําลังกาย
และจติ ใจ จนสามารถเปน ขา ราชการตาํ รวจทป่ี ฏบิ ตั งิ านใหบ รกิ ารสงั คมและประชาชนไดอ ยา งตรงตาม
ความตอ งการอยา งแทจ รงิ และมีความพรอ มในการเขา สูประชาคมอาเซียน
ขอขอบคุณครู อาจารย ครูฝก และผูทรงคุณวุฒิทุกทาน ท่ีไดรวมกันระดมความคิด
ใหคําปรึกษา คําแนะนํา ประสบการณท่ีเปนประโยชน รวมถึงการถายทอดองคความรู
ที่เปนประโยชน จนทําใหการจัดทําตําราเรียนหลักสูตรนักเรียนนายสิบตํารวจสําเร็จลุลวงไดดวยดี
ซ่ึงกองบัญชาการศึกษาหวังเปนอยางยิ่งวาตําราเรียนชุดนี้คงเปนประโยชนตอการจัดการเรียน
การสอนและการจัดการฝกอบรมของครู อาจารย และครูฝก รวมตลอดถึงใชเ ปนคมู อื การปฏบิ ัตงิ าน
ของขาราชการตํารวจ อันจะสงผลทําใหสํานักงานตํารวจแหงชาติสามารถสรางความเชื่อม่ันศรัทธา
และความผาสุกใหแ กประชาชนไดอยา งแทจรงิ
พลตํารวจโท ( รอย อิงคไพโรจน )
ผูบ ญั ชาการศึกษา
ÊÒúÑÞ Ë¹ÒŒ
วชิ า วทิ ยาศาสตรก ารกีฬาเพ่อื เพ่ิมสมรรถภาพทางกายสาํ หรบั ตํารวจ ñ
๑
º··èÕ ñ º·¹Òí ๑
- วิทยาศาสตรก ารกฬี า (Sport science) ๓
- ขอบเขตการศกึ ษา ๓
- ความมงุ หมายของวิทยาศาสตรการกีฬา ๔
- ประโยชนของวิชาวทิ ยาศาสตรการกีฬา ๔
- การออกกําลังกายเพอื่ สขุ ภาพ ๕
- ทาํ ไมการออกกําลงั กายจงึ สามารถสงเสริมสุขภาพได? ÷
- ประโยชนข องสมรรถภาพทางกายในแตล ะดาน ๗
๘
º··Õè ò ¡ÒÃÂ×´àËÂÕ´¡ÅŒÒÁà¹é×Í (Stretching) ๘
- การยืดเหยียดกลามเนอ้ื มขี อหา มและขอ ควรระวงั อยางไร ๘
- หลักการและขั้นตอนการยดื เหยยี ดกลามเน้ืออยางถกู ตอง ๑๘
- การยดื เหยยี ดกลา มเนือ้ ท้ังแบบหยดุ นงิ่ และเคลื่อนไหว/เคล่อื นท่ี òñ
๑. การยดื เหยยี ดกลา มเน้อื แบบหยดุ นงิ่ ๒๑
๒. การยืดเหยยี ดกลามเน้อื แบบเคล่อื นไหว/เคล่อื นที่ ๒๑
๒๒
º··èÕ ó ·Ò‹ ¡ÒºÃÔËÒà (Physical Training) ๒๒
- วัตถุประสงคข องการฝก กายบริหาร ๒๓
- ประโยชนข องการกายบริหาร ๒๔
- ทา กายบริหาร ๑๕ ทา ๒๕
๑. ทากังหนั ลม ๔ จงั หวะ (Mill Wind 4 Count) ๒๖
๒. ทา กม เงย (Trunk Bencing Fore and AFX) ๒๗
๓. ทากม พลิกตัว (Trunk Twister) ๒๘
๔. เหวี่ยงตวั ๔ จงั หวะ (Ving Wind 4 Count) ๒๙
๕. ทา จงิ โจรัน (Leg Thrust) ๓๐
๖. ทากระโดดแยกเทาหลังมอื ชนกัน (Full Jumping Jack)
๗. ทากระโดดนง่ั (Jumping Jack)
๘. ทา นงั่ พุงชักเทาหลัง (Squat Thrust)
๙. ทากรรเชียงบก (Rowing Exercise)
๑๐. ทาเตะอากาศ (Back Flutter Kicks) ˹ŒÒ
๑๑. ทา เกาอโ้ี ยก (Rocking Chair) ๓๑
๑๒. ทา ผายปอด (Cheery Picke) ๓๒
๑๓. ทา ดนั พน้ื (Push - Up) ๓๓
๑๔. ทา โอแมย อดรกั (Hello Darling) ๓๔
๑๕. ทาดนั พนื้ ๘ จงั หวะ (Eight Count Push - Up) ๓๕
º··Õè ô ÁÇÂä·Â ๓๖
- การยืนจรดมวย ó÷
- การเดินมวย ๓๘
- ยา งสามขุม ๔๑
- การฉาก ๔๓
- หมดั ๔๕
- ศอก ๔๖
- เขา ๕๑
- เทา ๕๘
º··èÕ õ ¡Òý¡ƒ à¾×èÍà¾ÔÁè ÊÁÃöÀÒ¾·Ò§¡Ò ๖๓
- สมรรถภาพทางกายท่ัวไป (General Physical fitness) ÷ñ
- เปา หมายในการฝก เพ่อื เพ่ิมสมรรถภาพทางกาย ๗๑
- ขนั้ ตอนในการฝก สมรรถภาพแบง เปน ๔ ข้ันตอน ๗๒
- ตัวอยา งแบบฝกเพ่ือเพิม่ สมรรถภาพทางกาย ๗๓
- แบบฝก Body Weight ๗๓
๑. กลา มเน้ือหัวไหล ๗๔
๒. กลามเนื้อหนา อก ๗๔
๓. กลา มเนอื้ หลัง ๗๕
๔. กลา มเนือ้ หนาทอง ๗๕
๕. กลามเนื้อตนขา ๗๖
- แบบฝก Speed + Power training ๗๗
๗๘
º··èÕ ö ¡ÒúҴà¨çº·Ò§¡ÒáÌÕ Ò Ë¹ŒÒ
- การชว ยชวี ิตเบอ้ื งตน ÷ù
- การจัดการเก่ยี วกบั บาดแผล ๗๙
- หลักการปฐมพยาบาลอาการบาดเจบ็ จากการเลนกฬี า ๘๐
- การเคล่ือนยา ยผบู าดเจบ็ ออกจากสนามการแขง ขัน ๘๐
- การปองกันการบาดเจ็บทางการกฬี า ๘๓
- การบาดเจบ็ ท่พี บบอ ยและแนวทางการรกั ษา ๘๔
๘๖
ºÃóҹءÃÁ øù
ÇªÔ Ò ¾Å. (PE) òñ÷ðô
ÇÔ·ÂÒÈÒÊμáÒáÕÌÒà¾×èÍà¾ÔèÁÊÁÃöÀÒ¾
·Ò§¡ÒÂสาํ ËÃºÑ ตาํ ÃǨ
¤³Ð¼Œ¨Ù ´Ñ ทาํ
ñ. ¾Å.μ.·.ÃÍ ÍÔ§¤ä¾âè¹ ¼ºª.È. ·»èÕ ÃÖ¡ÉÒ
ò. ¾Å.μ.μ.ÈáÄɳ á¡ÇŒ ¼ÅÖ¡ Ãͧ ¼ºª.È. ·èÕ»ÃÖ¡ÉÒ
ó. ¾.μ.·.ÇÑÅÅÀ ·Í§ËÍ‹ ÍÒ¨ÒÃÂ(ʺ ó)
¡ÅØ‹Á§Ò¹ÍÒ¨ÒàȽÃ.À.ö
ô. ¾.μ.·.Í¹ÃØ Ñ¡É ¶ÒÇûÃÐàÊÃ°Ô ÍÒ¨ÒÃÂ(ʺ ó)
¡ÅÁØ‹ §Ò¹ÍÒ¨ÒàȽÃ.À.÷
õ. ¾.μ.μ.¨ÃÕ Ð¾Ñ¹¸Ø ·Ñº·ÁÔ à·È ÍÒ¨ÒÃÂ( ʺ ò)
¡Å‹ØÁ§Ò¹ÍÒ¨ÒàȽÃ.À.ö
ö. Ã.μ.Í.©μÑ Ãª¹¡ ËÒÞàª§Ô ¤ÒŒ ÍÒ¨ÒÃÂ( ʺ ñ)
¡ÅÁ‹Ø §Ò¹ÍÒ¨ÒàȽÃ.À.ñ
÷. Ã.μ.·.ËÞÔ§ ÍÃÊÁØ ¹ ÁÕáʧྪà ÍÒ¨ÒÃÂ(ʺ ñ)
½Ò† »¡¤ÃͧáÅСÒý¡ƒ º¡.½Ã¡.
ËÁÒÂàËμØ -: ไดมีการนําเน้ือหา ขอความ และรูปภาพบางสวนในเอกสารเผยแพรของ
กรมพลศึกษา “การยืดเหยียดกลามเนื้อดวยหลักวิทยาศาสตรการกีฬาในนักกีฬา” ตั้งแต
หนา ๑๒-๒๒ มาประกอบตําราเรียนหลกั สตู รนกั เรียนนายสบิ ตาํ รวจ พ.ศ. ๒๕๖๐ วิทยาศาสตร
การกีฬาเพอ่ื เพม่ิ สมรรถภาพทางกายสําหรับตํารวจ หนา ๘-๒๐
๑
º··èÕ ñ
º·นํา
ÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤¡ÒÃàÃÕ¹ÌٻÃÐจําº·
๑. ความมงุ หมายของวทิ ยาศาสตรการกีฬา
๒. ประโยชนข องวิชาวทิ ยาศาสตรก ารกีฬา
๓. การออกกาํ ลงั กายเพ่อื สขุ ภาพ
๔. ทําไมการออกกําลงั กายจึงสามารถสง เสรมิ สุขภาพได?
๕. ประโยชนของสมรรถภาพทางกายในแตละดาน
ʋǹนาํ
ÇÔ·ÂÒÈÒÊμáÒáÕÌÒ (Sport science) เปนศาสตรที่วาดวยความรูที่ไดจากการศึกษา
คนควาถึงผลของการมีสวนรวมในการเลนกีฬาหรือการออกกําลังกายในกิจกรรมตางๆ โดยประยุกต
ใชหลักการทางวิทยาศาสตรรวมกับเทคนิคเฉพาะทาง เพ่ือพัฒนาศักยภาพรางกายของนักกีฬา
ใหส ามารถเลน กฬี าไดอ ยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ โดยอาศยั หลกั วชิ าทางดา นสรรี วทิ ยา จติ วทิ ยา สงั คมวทิ ยา
หรอื อื่นๆ ดงั นั้นวิทยาศาสตรก ารกฬี าจึงเปนการรวมวชิ าตา งๆ มากมายหรอื ท่เี รียกวา สหวิทยาการ
ท่ีมีเน้ือหาสาระครอบคลุมในสาขาวิชาตางๆ เชน สรีรวิทยาการกีฬา จิตวิทยาการกีฬา สังคมวิทยา
การกีฬา เวชศาสตรการกีฬา โภชนาการการกีฬา เทคโนโลยีการกีฬา วิทยวิธีทางกีฬา วิทยาการ
การจัดการการกีฬา อืน่ ๆ
วทิ ยาศาสตรก ารกฬี าเปน วทิ ยาศาสตรป ระยกุ ต โดยนาํ หลกั วชิ าตา งๆ เชน กายวภิ าคศาสตร
สรีรวิทยาการออกกําลังกาย การแพทย โภชนาการ จิตวิทยา วิทยาศาสตรการเทคโนโลยีตางๆ
มาประยกุ ตใ ชใ นการออกกาํ ลงั กาย การฝก ซอ มกฬี า การแขง ขนั กฬี า ตลอดจนการดแู ลสขุ ภาพรา งกาย
อยา งเปนขน้ั ตอน
¢Íºà¢μ¡ÒÃÈÖ¡ÉÒ
๑. กายวภิ าคศาสตร (Anatomy) คอื ศาสตรท ใ่ี หค วามรรู ายละเอยี ดเกย่ี วกบั โครงสรา ง
ของรา งกาย ทปี่ ระกอบขนึ้ เปน รปู รา งสดั สว นของรา งกายนกั กฬี าแตล ะคน ไดแ ก กระดกู กลา มเนอ้ื เอน็
ขอ ตอ หัวใจ ปอด หลอดเลือด เมด็ เลอื ดแดง เซลลป ระสาท เปนตน
๒. สรรี วทิ ยา (Sports Physiology) คอื ศาสตรท ใ่ี หค วามรเู กย่ี วกบั การทาํ งานหรอื การ
ทาํ หนา ทข่ี องอวยั วะระบบตา งๆ ของรา งกายซง่ึ สามารถกระตนุ และพฒั นาศกั ยภาพใหด ขี น้ึ ไดด ว ยระบบ
การฝก ทถ่ี กู ตอ งเหมาะสมกบั ประเภทกฬี าและนกั กฬี าแตล ะบคุ คล เชน ความสามารถในการทาํ งานของ
๒
ระบบประสาทและกลา มเนื้อ ความอดทนของระบบหายใจและไหลเวยี นเลือดและระบบพลงั งานทใ่ี ช
ในการแขงขนั แตล ะประเภทกีฬา เปนตน รวมทั้งสาเหตุทนี่ าํ ไปสูก ารเส่ือมสภาพของระบบการทํางาน
ของอวยั วะตางๆ ภายในรางกาย
๓. ชีวกลศาสตร (Sports Biomechanics) คือ ศาสตรที่วาดวยการทํางานของ
กลามเนื้อ กระดูก เอ็น และขอตอ เพ่ือนําไปสูการใชแรงในการเคลื่อนไหวหรือปฏิบัติทักษะอยางไร
ใหมีประสิทธิภาพสูงสุด ในแตละชนิดหรือประเภทกีฬา ซึ่งนําไปสูการพัฒนาหรือปรับปรุงแกไข
ขอบกพรองทางดานเทคนิคทักษะกีฬาแตละบุคคลไดอยางกลมกลืนกับระดับความสามารถที่เปนจริง
ของนักกฬี าผูนัน้ มิใชตอ งทําตามหรอื เลียนแบบแชมป โดยทม่ี ไิ ดเรียนรสู ภาพพนื้ ฐาน การฝกซอ มและ
ความแตกตางของรา งกายในแตละบคุ คล
๔. ทักษะและการฝกซอมกีฬา (Sports Training) คือ ศาสตรท่ีใหความรูหลักการ
ในการกําหนดความหนักเบา รูปแบบวิธีการฝก เขาไวในโปรแกรมการฝกซอมไดอยางถูกตอง
เหมาะสมกับนักกีฬาแตละบุคคล โดยจะตองพิจารณาและคํานึงถึงอายุ เพศ วัย ประสบการณ
ความแตกตางระหวางบุคคล รวมทั้งระบบพลังงาน สมรรถภาพทางกาย เฉพาะประเภทกีฬา
ความสามารถในการเรียนรูรับรูของนักกีฬาแตละบุคคล เพื่อนําไปสูการวางแผนการฝกซอมในแตละ
ชวงเวลาไดอยางถูกตอ งเหมาะสมกบั นักกีฬาแตล ะบคุ คล
๕. โภชนาการทางการกีฬา (Nutrition) คือ ศาสตรท่ีใหความรูรายละเอียดเก่ียวกับ
คุณคาของอาหารแตละชนดิ และรจู ักเลอื กรบั ประทานอาหารใหถ ูกตอ ง ไดส ัดสวนท้ังในดานปริมาตร
และคุณภาพในแตละชวงของการฝกซอมและแขงขันซ่ึงจะมีผลตอการใชพลังงานในการเคล่ือนไหว
การเก็บสํารองพลังงานไวในกลามเนื้อ การชดเชยพลังงานในระหวางการฝกซอมและแขงขัน
และภายหลังการฝกซอมแขงขันซ่ึงจะชวยเสริมโครงรางและความสามารถของรางกายใหคงสภาพ
แขง็ แกรง ย่ิงข้นึ
๖. จิตวิทยาการกีฬา คอื ศาสตรทใ่ี หค วามรเู ก่ยี วกบั กระบวนการคดิ การควบคมุ ทกั ษะ
การเคล่ือนไหวและทักษะกีฬา รวมถึงการตัดสินใจในแตละสถานการณของการฝกซอมและแขงขัน
ไดอ ยา งถกู ตอ งเปน ผลดตี อ เกมสก ารแขง ขนั และการแสดงออกซง่ึ ทกั ษะและความสามารถของนกั กฬี า
ไดอ ยา งสอดคลองสมั พันธกับเหตกุ ารณท เี่ กดิ ขึ้น
๗. เวชศาสตรก ารกฬี า (Sports Psychology) คอื ศาสตรท ใ่ี หค วามรเู กย่ี วกบั การปอ งกนั
บาํ บดั รกั ษาและฟน ฟสู ภาพรา งกายใหก บั นกั กฬี าทงั้ ในสภาวะปกตแิ ละในระหวา งการฝก ซอ ม เพอ่ื ชว ย
เสริมใหสมรรถภาพทางกายอยใู นสภาวะท่สี มบูรณแ ละพรอ มท่จี ะใชงานไดดที ่สี ดุ
๘. เทคโนโลยีทางการกีฬา (Sports Technology) คือ ศาสตรที่ใหความรูเก่ียวกับ
ประดิษฐการใชเครื่องมือและอุปกรณชวยสนับสนุนในการพัฒนาสงเสริมตลอดจนการแกไขปญหา
ขอบกพรองใหกับนักกีฬาเพื่อเพ่ิมศักยภาพและประสิทธิภาพใหกับผูฝกสอนกีฬาและนักกีฬา
รวมทั้งการวิเคราะหขอมูลการเคล่ือนไหวทางดานเทคนิคทักษะ การประเมินผลและรายงานผลการ
แขงขนั ทีเ่ ปนประโยชนถ กู ตอง รวดเร็วใหก ับผฝู ก สอนกีฬา นกั กฬี า และผชู ม
๓
องคความรูที่เปนสหวิทยาการในสาขาตางๆ เหลานี้ มีความจําเปนที่ควรจะตองเรียนรู
และนาํ มาประยกุ ตใ ชก บั การมกี จิ กรรมทางกาย การเลน กฬี าและการออกกาํ ลงั กาย เพอื่ เสรมิ สรา งสขุ ภาพ
ที่ดีท้ังทางกายและจิตใจใหสามารถดําเนินกิจวัตรประจําวันและดํารงชีพในสังคมไดอยางมีคุณภาพ
ชวี ิตทดี่ ี
¤ÇÒÁÁ‹Ø§ËÁÒÂ¢Í§Ç·Ô ÂÒÈÒÊμáÒáÕÌÒ
วิทยาศาสตรการกีฬามีความมุงหมายท่ีจะพัฒนาและสงเสริมเพื่อสมรรถภาพ โดยใช
กจิ กรรมทางดา นพลศกึ ษาเปนส่อื และมงุ หวงั ทจี่ ะใหผ ศู กึ ษาเกิดในสงิ่ ตอไปน้ี
๑. เพื่อใหเ กิดความรู ความเขาใจ และมีทกั ษะในกิจกรรมหรือการกฬี าในประเภทนนั้ ๆ
ไดถกู ตอ ง (Knowledge, Understanding, and Skill of Sports)
๒. เพ่อื ใหเ กดิ เจตคติ (Attitudes) ที่ดตี อการเลน กีฬาหรอื การออกกาํ ลงั กาย
๓. เพื่อใหเกิดการฝกหัด (Practices) อยางถูกตอง ตามหลักและวิธีการจนเปนนิสัย
(Habits)
๔. เพื่อใหเ ห็นความสําคญั ของสขุ ภาพ (Health) และสมรรถภาพทางกาย (Physical
Finess) ท่มี ผี ลตอการดาํ รงชวี ิตอยา งมปี ระสิทธภิ าพ
๕. เพือ่ ฝก และพัฒนาในดา นการเคารพในกฎ กตกิ า และปลกู ฝง การมีวนิ ยั การมนี ํ้าใจ
นกั กีฬา
๖. เพอ่ื ใหเ กดิ ความรแู ละเขา ใจในเรอื่ งกายวภิ าคศาสตรข น้ั พน้ื ฐาน ซงึ่ เปน สง่ิ สาํ คญั และ
มบี ทบาทตอการเคล่ือนไหวมาก
๗. เพื่อใหร จู ักเลอื กกจิ กรรมกีฬาสาํ หรบั ตนเอง และสามารถแนะนาํ ผอู นื่ ได
๘. สามารถกาํ หนดโปรแกรมการสรา งสมรรถภาพทเี่ หมาะสมสาํ หรับตนเองและผูอ น่ื
๙. ใหร จู กั ปอ งกนั อนั ตราย อนั อาจจะเกดิ ขน้ึ ไดจ ากการเลน กฬี าหรอื การออกกาํ ลงั กาย
๑๐. ใหรจู กั ใชเวลาวางใหเกิดประโยชนก ับการเลนกีฬาหรอื ออกกําลงั กาย
»ÃÐ⪹¢Í§ÇÔªÒÇÔ·ÂÒÈÒÊμá ÒáÌÕ Ò
๑. การออกกาํ ลงั กายเปน สงิ่ จาํ เปน สาํ หรบั ทกุ คน การศกึ ษาวทิ ยาศาสตรก ารกฬี า ทาํ ให
เขา ใจและแสดงใหเหน็ ถึงความจําเปน ของการออกกําลังกาย และโทษของการขาดการออกกาํ ลังกาย
๒. การออกกําลังกายและการเลนกีฬา อาจจะทําใหเกิดท้ังคุณและโทษได ความรูทาง
วทิ ยาศาสตรก ารกฬี าจะชวยจดั คนกับกีฬาใหเ หมาะสมซ่ึงกันและกัน ทําใหเ กดิ ประโยชนโ ดยไมม ีโทษ
เจอื ปน
๓. การแขงขันกีฬาในปจจุบัน ไมเพียงแตเปนการออกกําลังกายเพ่ือท่ีจะกอใหเกิด
ความสนกุ สนานเทา นน้ั แตย งั หมายถงึ ชอ่ื เสยี งของหมคู ณะหรอื แมแ ตป ระเทศชาติ วทิ ยาศาสตรก ารกฬี า
๔
จึงชวยสงเสริมสมรรถภาพทางกายของนักกีฬาหลายแง อาทิ การคัดเลือกนักกีฬา การฝกซอม
การบํารงุ ตัวและการประเมนิ ผลจากการฝก ซอม เปน ตน
๔. การบาดเจ็บระหวางฝกซอมและแขงขันกีฬา มีลักษณะจําเพาะซ่ึงแตกตางจากการ
บาดเจ็บธรรมดา การปฏิบัติอยางถูกตองเปนขั้นตอน จะชวยใหนักกีฬาที่บาดเจ็บกลับมาเลนไดใหม
อยา งมปี ระสิทธิภาพ
¡ÒÃÍÍ¡¡íÒÅѧ¡ÒÂà¾×èÍÊØ¢ÀÒ¾
การออกกําลังกาย หมายถึง กิจกรรมที่กระทําแลวทําใหรางกายมีสุขภาพที่ดี กอให
เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบตางๆ ภายในรางกายท่ีตองทํางานหนักเพิ่มมากข้ึน แตเปนผลดี
ตอสุขภาพรางกาย มีความฟต การออกกําลังกายไมไดหมายถึงการตองไปแขงขันกีฬากับผูอ่ืน
แตการออกกําลังกาย เปนการแขงขันกับตัวเอง หลายคนกอนจะออกกําลังกายมักจะอางเหตุผลของ
การไมอ อกกาํ ลงั กาย เชน ไมม เี วลา ไมม สี ถานที่ ปญ หาเกย่ี วกบั สขุ ภาพ ปญ หาเกยี่ วกบั อากาศ ทงั้ หมด
เปนขออา งท่ีจะไมอ อกกาํ ลงั กาย แตล ืมไปวา การออกกาํ ลังกาย อาจจะใหผลดีมากกวาส่งิ ท่เี ขาเสียไป
การออกกําลังกายใหสุขภาพดี ไมตองใชเวลามากมาย เพียงแควันละ ๓๐ นาที ก็พอ
การออกกําลังจะทําใหรูปรางดูดี กลามเนื้อแข็งแรง นอกจากนั้น การออกกําลังกายจะทําให
กลามเน้ือหัวใจและหลอดเลือดแข็งแรง ปองกันโรคตางๆ ทําใหรางกายสดชื่น มีพลังท่ีจะทํางาน
และยังสามารถลดความเครียดไดดว ย
·Òí äÁ¡ÒÃÍÍ¡¡íÒÅѧ¡Ò¨֧ÊÒÁÒöʋ§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ä´?Œ
เน่ืองจากการออกกําลังกาย จะทําใหสมรรถภาพทางกายของเราดีข้ึน รวมทั้งเปนการ
ปองกนั โรคอกี ดวย ซ่ึงสมรรถภาพทางกายท่สี ําคัญมี ๔ ประการ ไดแ ก
๑. ความอดทนของระบบหวั ใจและหายใจ พฒั นาสมรรถภาพโดยการประกอบกจิ กรรม
การออกกาํ ลงั กายทม่ี กี ารเคลอ่ื นไหวตอ เนอื่ งใชร ะยะเวลานานพอสมควร เชน วา ยนาํ้ วง่ิ กระโดดเชอื ก
ฯลฯ
๒. ความยืดหยุน (ความออนตัว) พัฒนาสมรรถภาพโดยการประกอบกิจกรรมที่มี
การยืดเหยยี ดของกลา มเนอ้ื เชน เลนโยคะ ฯลฯ
๓. ความแข็งแรงและความอดทนของกลามเน้ือ พัฒนาสมรรถภาพโดยการประกอบ
กจิ กรรมการออกกาํ ลงั กายทีม่ กี ารหดเกร็งของกลา มเนอ้ื เชน การยกนํา้ หนัก การดันพืน้ การลุก-น่ัง
ฯลฯ
๔. องคประกอบของรางกาย สมรรถภาพทางกายเปนตัวบงบอกวาเรามีภาวะอวน
หรือไม หากเราตองการมีองคประกอบรางกายที่สมสวน ก็จําเปนตองควบคุมท้ังการออกกําลังกาย
การมกี ิจกรรมทางกาย และโภชนาการ
๕
»ÃÐ⪹¢Í§ÊÁÃöÀÒ¾·Ò§¡ÒÂã¹áμ‹ÅдҌ ¹ Á´Õ ѧ¹éÕ
๑. ความอดทนของระบบหัวใจและหายใจ จะชวยลดอัตราเส่ียงของการเปนโรคหัวใจ
และความดันโลหิตสงู
๒. องคป ระกอบของรา งกายการมสี ดั สว นรา งกายทเ่ี หมาะสม จะชว ยลดอตั ราเสย่ี งของ
การเปนโรคอว น โรคหวั ใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคมะเรง็
๓. ความแขง็ แรงและความอดทนของกลา มเนอ้ื และความยดื หยนุ จะชว ยลดอตั ราเสย่ี ง
ของอาการปวดหลงั และเขา ทาํ ใหร ปู รา งและสดั สว นดขี นึ้ ทาํ ใหก ารทาํ งานของระบบตา งๆ ของรา งกาย
ดีข้ึน และสามารถประกอบกจิ วัตรประจําวัน และทํางานตางๆ ไดอ ยา งมีประสทิ ธภิ าพ
๖
๗
º··èÕ ò
¡ÒÃÂ×´àËÂÕ´¡ÅÒŒ Áà¹é×Í (Stretching)
ÇμÑ ¶Ø»ÃÐʧ¤¡ÒÃàÃÂÕ ¹Ã»ŒÙ ÃÐจําº·
๑. การยืดเหยียดกลา มเน้ือมขี อหามและขอ ควรระวังอยา งไร
๒. หลกั การและขั้นตอนการยดื เหยยี ดกลา มเนอื้ อยางถกู ตอง
๓. การยืดเหยยี ดกลามเนอื้ ทัง้ แบบหยุดนง่ิ และเคลอื่ นไหว/เคล่อื นท่ี
๔. การยดื เหยยี ดกลามเนื้อแบบหยุดนิ่ง
๕. การยืดเหยยี ดกลามเน้ือแบบเคล่อื นไหว/เคลอ่ื นที่
ÊÇ‹ ¹นาํ
ในปจ จบุ นั มกี ารนาํ ความรทู างวทิ ยาศาสตรก ารกฬี ามาใชใ นวงการเพอื่ พฒั นาความสมบรู ณ
แข็งแรงของรางกาย คงไมมีนักกีฬาคนใดไมรูจักคําวา การยืดเหยียดกลามเนื้อ หรือ Stretching
ชวยปองกันการบาดเจ็บจากการออกกําลังกายและเลนกีฬาได การยืดเหยียดกลามเน้ือเปนข้ันตอน
ทสี่ าํ คญั มากทง้ั กอ นและหลงั การเลน กฬี า เพราะจะชว ยลดการบาดเจบ็ ของกลา มเนอ้ื และเอน็ ขอ ตอ ได
กลามเนื้อแตละมัดประกอบดวยใยกลามเน้ือจํานวนมากรวมกัน มีลักษณะคลายลูกรักบ้ี
สวนหัวและทายเปนเอ็นกลามเนื้อทําหนาที่เช่ือมกลามเน้ือเขากับกระดูก เมื่อกลามเนื้อหดตัวจะดึง
กระดกู เขามาใกลกันมากข้นึ ทาํ ใหเกิดการเคลอื่ นไหวขอ ตอตา งๆ ของรา งกาย
¡ÒÃÂ×´àËÂÕ´¡ÅÒŒ Áà¹Í×é Á¢Õ ŒÍËÒŒ ÁáÅТ͌ ¤ÇÃÃÐÇѧÍÂÒ‹ §äÃ
๑. งดการยดื เหยยี ดกลา มเนอ้ื ในบรเิ วณทม่ี อี าการบาดเจบ็ รนุ แรง หรอื อยใู นระยะอกั เสบ
ของกลามเนอื้ และเอน็ กลามเน้อื
๒. ไมค วรกลั้นหายใจ ในขณะทาํ การยืดเหยยี ดกลามเนื้อ
๓. ไมควรยืดเหยียดกลามเนื้อดวยความเร็วหรือใชแรงเหวี่ยงที่เกิดจากการเคลื่อนไหว
รางกาย เพราะจะทําใหเกิดแรงกระชากที่เอ็นกลามเน้ือและตัวกลามเน้ือ มีโอกาสทําใหเกิด
การบาดเจบ็ หรอื ฉีกขาดได
๔. ไมควรยืดเหยียดกลามเนื้อจนกระท่ังรูสึกเจ็บปวดมากเนื่องจากจะทําใหเกิด
การฉีกขาดของกลามเน้ือได
๕. ในการยืดเหยียดกลามเนื้อตองยืดเหยียดดวยความระมัดระวัง ไมใหเกินชวงของ
การเคล่อื นไหว
๘
ËÅ¡Ñ ¡ÒÃáÅТ¹Ñé μ͹¡ÒÃÂ×´àËÂÕ´¡ÅÒŒ Áà¹éÍ× ÍÂÒ‹ §¶Ù¡μŒÍ§
๑. ควรยืดเหยียดกลุมกลามเน้ือมัดใหญกอน เชน หนาอก ไหลหลังสวนบน ตนแขน
คอ หนา ทอ ง หลัง สะโพก ตน ขา จนถงึ ปลายขา เพราะกลา มเน้ือมัดใหญม แี รงดงึ และแรงยึดเกาะมาก
สงผลทําใหเกิดอาการปวด ดังนั้น การคลายกลามเนอื้ มดั ใหญจ ะสง ผลใหรสู กึ ผอนคลายไดม ากขนึ้
๒. ควรเริ่มตนยืดเหยียดกลามเน้ือในสวนที่เกี่ยวของกับการเคลื่อนไหว คือ สะโพก
ตนขาและลําตัวกอ น
๓. การยืดเหยียดกลามเนื้อควรจะทําชาๆ คอยเปนคอยไป ไมกระตุก ไมกระชาก
และไมกล้ันหายใจ ในระหวา งทําการยืดเหยียดกลามเน้อื
๔. ถาตองการใหกลามเนื้อผอนคลายเราควรยืดเหยียดกลามเนื้อแบบนมุ นวล เต็มชว ง
ของการเคลือ่ นไหวและคางไว ๑๐ วินาที ควรทําทาละประมาณ ๒-๓ ครง้ั
¡ÒÃÂ×´àËÂÂÕ ´¡ÅŒÒÁà¹éÍ× ·Ñé§áººËÂØ´¹§èÔ áÅÐà¤Å×è͹äËÇ/à¤Åè×͹·èÕ
๑. การยืดเหยียดกลามเนอ้ื แบบหยุดน่ิง
๑.๑ การยดื เหยยี ดกลา มเนือ้ แบบหยดุ น่งิ กลมุ กลามเนอ้ื คอ
- การยืดเหยียดกลามเน้ือคอดานขาง ผูยืดเอียงศีรษะไปทางดานใดดานหน่ึง
และใชมอื ขา งเดียวกันกบั ตําแหนงทเี่ อยี งศีรษะไปเหน่ยี วดงึ ศีรษะดา นนัน้ ลง เพอื่ ยืดกลามเน้ือตนคอ
ดา นขา งซา ย-ขวา
๙
- การยืดเหยยี ดกลามเน้อื คอดา นใน หันหนาเฉยี ง ๔๕ องศา แลวกม ลงใชม ือ
เหน่ียวศีรษะทางดา นหลัง เพ่ือกดคอใหกม ลงมากยง่ิ ข้ึน ทําสลับขา งซายและขวา
- การยดื เหยยี ดกลา มเนอื้ คอดา นหลงั ยนื หนา ตรงและกม ศรี ษะลงตรงๆ ใชม อื
ท้งั สองเหนี่ยวดึงดานหลงั ศีรษะใหกมลงมากย่งิ ขน้ึ
- การยืดเหยียดกลามเน้ือคอดานหนา เงยศีรษะขึ้นและใชมือท้ังสองเชยคาง
หรอื ใชหัวแมม อื ดนั ท่ีคางเพ่อื ใหศ ีรษะเงยขน้ึ
๑๐
๑.๒ การยืดเหยยี ดกลา มเนื้อแบบหยดุ นง่ิ กลมุ กลามเนื้ออก ไหลและหลัง
- การยืดเหยยี ดกลา มเน้อื หัวไหลด านหนา และหนา อก ประสานมอื ท้งั สองไว
ดานหลังระดับเอว พยายามเหนี่ยวแขนยกขึ้นอยางชาๆ ขณะท่ีลําตัวยังตรงอยู พยายามยกแขนขึ้น
ใหม ากท่สี ดุ
- การยืดเหยียดกลามเน้ือหัวไหลดานหลัง ยกแขนเอ้ือมมือไปแตะไหล
ดา นตรงขา ม ใชม อื อกี ขา งดนั ทข่ี อ ศอก ใหย ดื ไปดา นหลงั ใหม ากทส่ี ดุ ทาํ ทง้ั ซา ย-ขวาในลกั ษณะเดยี วกนั
สง่ิ ทส่ี าํ คญั คอื ตาํ แหนง การใหแ รงดนั ควรจะอยบู รเิ วณขอ ศอก ไมใ ชอ ยทู ป่ี ลายแขน เพอื่ จะเหนยี่ วดงึ ให
ขอตอหวั ไหล
- การยืดเหยียดกลามเน้ือหัวไหลดานขางหรือบา การยืดเหยียดหัวไหลดาน
ขางสามารถทําไดหลายลักษณะ เชน ไขวแขนไปดานหลังและใชมืออีกขาง จับที่ขอมือหรือขอศอก
แลว ดึงร้ังใหแขนขา งท่ีไขวห ลงั ยืดไปฝงตรงขา ม
๑๑
- การยืดเหยียดกลามเนอื้ หนาอก ใชม ือประสานกันไวดา นหลงั บริเวณบั้นเอว
แลวพยายามรวบศอกท้ังสองไปดานหลงั จนรสู ึกวา กลา มเนอื้ หนา อกดา นหนาตึง
๑.๓ การยดื เหยยี ดกลา มเนอ้ื แบบหยดุ นงิ่ กลมุ ตน แขนดา นหลงั และหวั ไหลด า นขา ง
- การยืดเหยียดกลามเนื้อตนแขนดานหลังและหัวไหลดานขาง ยกแขนข้ึน
งอศอกพับไปดานหลังศรีษะ ใชมืออีกขางเหน่ียวดึงศอก ใหยืดผานดานหลังศีรษะไปดานตรงขาม
ส่งิ สาํ คญั คือตน แขนจะตอ งอยดู า นหลังศีรษะและยืดผานดา นหลังศีรษะไมใ ชอยูดา นขา ง
๑๒
๑.๔ การยดื เหยียดกลามเนือ้ แบบหยุดนงิ่ กลุมกลามเนอื้ ลําตัว
- การยดื เหยยี ดกลา มเนอื้ ลําตัวดา นขาง ยกแขนขน้ึ เหนือศรี ษะ เอียงลําตวั ไป
ดานตรงขาม ในลักษณะคว่ําฝามือลง ยืดแขนเอียงลําตัวไปใหมากท่ีสุด จนถึงตําแหนงที่ตึงมากท่ีสุด
นิ่งคางไว ๑๐-๑๕ วนิ าที ทําสลับขางซาย-ขวา
- ทาบิดลําตัวบิดตัวไปทางขวาก็ใหแขนขวาไขวหลังเอ้ือมไปทางซายมากๆ
ในขณะท่ีแขนซายยกสูงระดับไหล แลวเอ้ือมบิดไปทางขวามากๆ เชนกัน ทําในลักษณะ
เทาทีต่ ัวเองทาํ ได เคลอื่ นไหวไปสูตําแหนงที่รูส กึ ตงึ แลวกน็ ่ิงคา งไว
๑๓
- การยืดเหยียดกลามเน้ือหลังสวนบน เปนตําแหนงที่พบวามีปญหากันมาก
ทา ยดื งายๆ คอื ใหป ระสานมือแลว เหยยี ดแขนไปขางหนาจนแขนตึง จากน้ันพยายามโกงตัว ย่ืนแขน
ไปขางหนา ใหมากท่ีสดุ เปน การผอ นคลายกลามเนอื้
๑.๕ การยดื เหยยี ดกลา มเนอ้ื แบบหยุดนิง่ กลมุ กลามเนื้อสะโพกและตนขา
- การยืดเหยียดกลามเนื้อลําตัวดานขางและสะโพกดานนอก ยืนตรงไขวขา
ขางหนึ่งมาขางหนาพรอมกับยกแขนขางน้ันแนบขางศีรษะ เอียงลําตัว ตะแคงดานขาง
ไปในทศิ ทางเดยี วกบั ขาทอ่ี ยูขางหนา
๑๔
- การยืดเหยยี ดกลา มเน้อื นอง ตนขาดานหลัง สะโพกและหลังประสานมอื กัน
ยกขึ้นระดบั ไหล แลวเลอ่ื นขน้ึ แนบขางใบหู กม ตัวมาขา งหนา ในระดบั ทใี่ หล ําตัวขนานกับพน้ื ยกแขน
อยใู นระดบั ลาํ ตวั หรอื ศีรษะ พรอมกับเงยหนาขนึ้ หรอื จะกมตัวลงไปขา งหนาใหมากที่สดุ
- การยืดเหยียดกลามเน้ือสะโพกดานใน ยืนแยกเทาหางกันพอสมควร
ในลกั ษณะใหบิดปลายเทา เฉยี งออก ๔๕ องศา ยอ เขา ลงคอ ยๆ ท้ิงนา้ํ หนกั ตวั ลงทสี่ ะโพก ดา นหลงั
ใชมอื ทง้ั ๒ ยันไวท่ีตน ขาดานในหรอื ดันเขาทงั้ สองใหแบะออกไปดา นหลงั
๑๕
- การยืดเหยียดกลามเน้ือสะโพกดานหนา ยืนกาวขาขางหน่ึงไปดานหนา
หางพอประมาณ คอยๆ งอเขาหนาลง เขาหลัง เหยียดตึง จะมี ๒ ลักษณะดวยกันคือเหยียดเขา
กับงอเขา เชน งอเขา หนา แตเหยียดเขา หลังไว ปลายเทา ไปทางเดียวกัน กบั งอเขาหนาลงและงอเขา
หลงั ลงดวย
- การยืดเหยียดกลามเนื้อนองและตนขาดานหลัง ยืนกาวขาขางหนึ่ง
ไปขา งหนา เขา ทง้ั ๒ ขา งเหยยี ดตรง กม ตวั ลงไปขา งหนา ชา ๆ อยา งสบายๆ จนรสู กึ ตงึ บรเิ วณขอ พบั เขา
แตถาตองการใหนองตึงมากขึ้น ใหกระดกปลายเทาขึ้นขณะกมตัวลง ทายืดดังกลาวจะชวยลด
อาการตึงของ กลามเนอ้ื ตนขาดา นหลัง
- น่ังเหยียดขาขางหน่ึงวางราบกับพื้น อีกขางงอไว กมตัวลงไปขางหนา
ขณะปลายเทากระดกข้ึนและควรกมลงในลักษณะลําตัวตรง ไมเอียงหรือตะแคงไปขางใดขางหนึ่ง
นองซ่งึ มีผลตอการลดอาการปวดหลงั ได
๑๖
- การยืดเหยียดกลามเนื้อตนขาดานหนา กาวขาไปขางหนาหนึ่งขางแลวยอ
เขา ลง สว นอกี ขา งทอ่ี ยดู า นหลงั ใหง อคกุ เขา แตะพน้ื นงั่ ทบั สน เทา ขา งใดขา งหนงึ่ อกี ขา งตงั้ ฉากกบั พน้ื
จากนั้นคอยๆ เอนตัวไปดานหลัง ทิ้งนํ้าหนักตัวลงไปที่ขาขางที่คุกเขาอยู โดยใชสองมือชวยยันพื้น
พยงุ ตวั ไว
- การยืดเหยียดกลามเน้ือตนขาดานหนาและหนาแขง น่ังคุกเขาทับสนเทา
ตัวเอง ใหหลังเทาวางราบกับพ้ืน เอนลําตัวท้ิงมาดานหลังใหมากท่ีสุดโดยใชสองมือชวยยันพ้ืน
พยุงตัวไว
๑๗
๑.๖ การยดื เหยยี ดกลา มเนอื้ นอ ง กลา มเนอ้ื นอ งเปน อกี กลมุ กลา มเนอื้ หนง่ึ ทเ่ี ราใช
ทาํ งานตลอดทง้ั วนั แตไ มค อยไดบ ริหารหรือยืดเหยียด จึงทาํ ใหเกดิ ปญหาการเปน ตะคริว
- ทาท่ี ๑ กาวขาไปขางหนาในลักษณะกระดกปลายเทาขึ้น กมตัวลงไปจับ
ปลายเทาจนรสู ึกตงึ ที่นองและขอ พับเขา
- ทาท่ี ๒ กาวเทาขางหน่ึงไปขางหนา ขาที่อยูขางหลังเหยียดตรง
งอเขาขางหนายอ ตวั ลง ใหสนเทา ที่อยขู า งหลงั แตะวางราบกบั พ้นื ไวจ นรูสึกตงึ ที่นอง
๑๘
- ทาท่ี ๓ ยืนบนขั้นบันได หรือพื้นตางระดับโดยใหสนเทายื่นพนพื้น
เขา เหยียดตรง ยนื ท้ิงนา้ํ หนักลงทส่ี นเทา จนรูสกึ ตงึ บริเวณนองและเหนือขอ เทา ดานหลัง
๒. การยดื เหยยี ดกลา มเนอื้ แบบเคล่ือนไหว/เคลอ่ื นท่ี
๒.๑ การยืดเหยยี ดกลามเนอื้ แบบเคลอื่ นไหว/เคลื่อนท่ี กลมุ กลา มเนอื้ หัวไหล
- การหมุนเคลื่อนไหวขอไหล จะชวยยืดกลามเนื้อรอบขอไหล ชวยกระตุน
ใหเกิดความพรอมที่จะทําการเคล่ือนไหว โดยงอศอกเอามือแตะไหล แลวหมุนขอไหลเปนวงกลม
ไปดา นหนา หรอื ดา นหลัง
๑๙
๒.๒ การยืดเหยียดกลา มเน้ือแบบเคลอื่ นไหว/เคลื่อนที่กลุมกลามเนอื้ ลาํ ตวั
- กลุมกลามเนื้อลําตัว มีบทบาทสําคัญท่ีชวยสนับสนุนการเคลื่อนไหว
โดยเฉพาะกีฬาที่ตองอาศัยความเร็ว ความคลองตัว ทางายๆ คือ เอียงตัวไปดานขาง ยกแขน
ข้ึนเหนือศีรษะ โยกไปดานขางใหตัวเอี้ยวไดมากข้ึน อาจทํารวมกับบิดลําตัวแลว กมลง หรือยืดดวย
การงอศอกขางลําตัว แลวบิดตัวหมุนซาย/ขวา นอกจากน้ียังสามารถยืดในทาเงยแอนแลวบิดตัวไป
ดานหลังรว มดวย
๒.๓ การยืดเหยียดกลามเนอ้ื แบบเคล่อื นไหว/เคลอ่ื นที่ กลามเน้ือสะโพก
- ยืนเหยียดขาไปดานหลัง ใหปลายเทาแตะพื้น กระตุกเขางอ-เหยียดเปน
จงั หวะ จากน้นั ใหเ หยยี ดเขาตรงเตะขาขึน้ ไปดา นหนา
๒๐
Sport Tips
ขอแนะนําสําคัญในการปฏิบัติการยืดเหยียดกลามเนื้อก็คือ เริ่มจากกลามเน้ือมัดใหญ
กอนเสมอ ไมวาเราจะเริ่มจากบนลงลาง จากลางข้ึนบนหรือจากลําตัวไปสูแขนขา ยกตัวอยางเชน
ถาเปนสวนลางก็เริ่มจากกลุมกลามเน้ือสะโพกตนขากอนแลวถึงไลไปสูปลายขา ถาเปนสวนบน
กเ็ รมิ่ จากกลมุ พวกกลา มเนือ้ หวั ไหล อก หลัง กอนไปสูแขนแลวก็คอ หรือจากลําตัว ทอ งและหลัง
๒๑
º··èÕ ó
·‹Ò¡ÒºÃËÔ Òà (Physical Training)
ÇμÑ ¶Ø»ÃÐʧ¤¢ ͧ¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃÙŒ»ÃÐจําº·
๑. เพ่ือใหผ รู บั การฝกเขา ใจการปฏบิ ัติทากายบรหิ ารทถ่ี ูกตอง
๒. เพ่ือใหผูรบั การฝกมคี วามแข็งแรง อดทน ของกลามเนอื้
๓. เพื่อใหผรู ับการฝก ลดการบาดเจ็บของกลามเน้ือ
๔. เพอ่ื ใหผ รู ับการฝก มรี างกายพรอมในการปฏิบัตหิ นาที่
ʋǹนํา
เปนการออกกําลงั กายประเภทหน่ึงทีส่ ามารถทาํ คนเดยี วหรือหลายคนกไ็ ด สามารถทาํ ได
ทกุ สถานที่ไมวาจะเปนในบาน ในหองนอน หองนา้ํ หองครัว สนามหญา หรอื ตามถนนหนทาง กไ็ ด
และสิ่งที่ทําใหการบริหารกายดูนาสนใจมากข้ึนก็คือ ชวยใหมีสุขภาพท่ีสมบูรณแข็งแรงทั้งรางกาย
และจติ ใจ มรี ปู รา งทดี่ ี สมสว น หนา ตาแลดอู อ นกวา วยั และสง่ิ ทตี่ ามมาของประโยชนข องการบรหิ ารกาย
ก็คือ ทําใหคนไดออกกําลังกาย และหางไกลจากโรคภัยไขเจ็บตางๆ เชน โรคความดันโลหิตสูง
โรคหัวใจ เบาหวาน โรคอวน เปน ตน
»ÃÐ⪹¢ ͧ¡ÒáÒºÃÔËÒÃ
การบรหิ ารกายไมว า จะเปน การบรหิ ารกายแบบมอื เปลา หรอื มอี ปุ กรณ ถา ไดฝ ก เปน ประจาํ
อยางสม่ําเสมอ จะกอใหเกิดประโยชนตอรางกายและจิตใจอยางมาก ซ่ึงสามารถสรุปประโยชนของ
การบริหารกายไดด ังน้ี
๑. เสรมิ กลามเนอ้ื ขอเทาใหแ ข็งแรง
๒. เสริมกลา มเนอื้ ตน ขาหรือสะโพกใหแขง็ แรง
๓. เสริมกลา มเนอื้ หนาทองใหแข็งแรง
๔. เสริมกลามเน้อื ขางลาํ ตัว ตน แขนและหัวไหลใหแ ขง็ แรง
๕. เสริมกลามเนอ้ื ตนคอใหแข็งแรง
๖. เสริมกลา มเน้ือทุกสว นของรา งกายใหแข็งแรง
๒๒
μÑÇÍÂÒ‹ § ·Ò‹ ¡ÒºÃÔËÒà ñõ ·Ò‹ ´Ñ§¹Õé
ñ. ·‹Ò¡§Ñ Ë¹Ñ ÅÁ ô ¨§Ñ ËÇÐ (Mill Wind 4 Count)
»ÃÐ⪹ บริหารลําตวั แขน
ภาพที่ ๑ ภาพที่ ๒ ภาพท่ี ๓
¡Òû¯ºÔ μÑ Ô
·‹ÒàμÃÂÕ Á แยกเทาซายไปทางขางประมาณ ๑ ชวงไหล พรอมกับกางแขนเสมอไหล
หนั ฝา มือตาํ่ ลงพ้ืน (ภาพท่ี ๑)
¨Ñ§ËÇзÕè ñ ใหเหวี่ยงแขนซายนํามือไปแตะท่ีเทาขวา มือขวาเหวี่ยงไปอยูดานบน
(ภาพที่ ๒)
¨Ñ§ËÇзÕè ò กลับไปอยูทา เตรียม (ภาพที่ ๑)
¨§Ñ ËÇзèÕ ó เหว่ียงแขนขวานาํ มอื ไปแตะท่เี ทา ซา ย มือซา ยเหวี่ยงไปดา นบน (ภาพท่ี ๓)
¨§Ñ ËÇзèÕ ô กลับไปอยูท าเตรยี ม (ภาพที่ ๑)
๒๓
ò. ·Ò‹ ¡ÁŒ à§Â (Trunk Bencing Fore and AFX)
»ÃÐ⪹ บรหิ ารเอวหลงั
ภาพท่ี ๑ ภาพท่ี ๒ ภาพท่ี ๓
¡Òû¯ÔºμÑ Ô
·Ò‹ àμÃÂÕ Á ยนื แยกเทาประมาณ ๑ ชวงไหล มอื ทัง้ สองขางจบั ที่สะเอว (ภาพท่ี ๑)
¨§Ñ ËÇзÕè ñ กม ตวั ลงใหสุด ตามองตรง (ภาพท่ี ๒)
¨Ñ§ËÇзèÕ ò กลบั ไปอยทู าเตรยี ม (ภาพที่ ๑)
¨§Ñ ËÇзÕè ó เอนตวั ไปขางหลงั ใหสุด (ภาพท่ี ๓)
¨§Ñ ËÇзÕè ô กลับไปอยทู า เตรียม (ภาพที่ ๑)
๒๔
ó. ·‹Ò¡ÁŒ ¾Å¡Ô μÇÑ (Trunk Twister)
»ÃÐ⪹ บริหารกลา มเนอ้ื หลัง
ภาพที่ ๑ ภาพที่ ๒
¡Òû¯ºÔ μÑ Ô ภาพท่ี ๓ ภาพท่ี ๔
·‹ÒàμÃÂÕ Á ยืนแยกเทากวางประมาณ ๑ ชวงไหล มือประสานกนั ทท่ี ายทอย (ภาพท่ี ๑)
¨Ñ§ËÇзèÕ ñ กมตัวไปขางหนา ๙๐ องศา มือยังประสานทายทอยเหมือนทาเตรียม
(ภาพที่ ๒)
¨§Ñ ËÇзÕè ò เอยี งตวั และตีศอกซายไปดานขวา มือยงั ประสานทา ยทอย (ภาพที่ ๓)
¨Ñ§ËÇзÕè ó เอยี งตัวและตีศอกขวาไปดา นซาย มือยงั ประสานทายทอย (ภาพท่ี ๔)
¨§Ñ ËÇзèÕ ô กลับมาอยูในทา เตรยี มนบั เปน ๑ ยก (ภาพที่ ๑)
๒๕
ô. àËÇÂÕè §μÑÇ ô ¨Ñ§ËÇÐ (Ving Wind ô Count)
»ÃÐ⪹ บริการกลา มเนอ้ื หลัง และเอว
ภาพท่ี ๑ ภาพท่ี ๒ ภาพท่ี ๓
¡Òû¯ÔºÑμÔ
·Ò‹ àμÃÂÕ Á ยืนแยกเทาไปทางขางประมาณ ๑ ชวงไหลพรอมกับกางแขนท้ังสองข้ึน
ใหขนานกับพนื้ ฝา มอื หงายขน้ึ แขนเหยยี ดตึงหนา มองตรง (ภาพที่ ๑)
¨Ñ§ËÇзèÕ ñ เหวี่ยงตัวไปดา นขวาแขนทง้ั สองขา งยังขนานกับพ้นื (ภาพท่ี ๒)
¨§Ñ ËÇзèÕ ò กลับไปอยูในทา เตรยี ม (ภาพที่ ๑)
¨Ñ§ËÇзèÕ ó เหว่ยี งตวั ไปดา นซา ยแขนทงั้ สองขางยังขนานกบั พื้น (ภาพท่ี ๓)
¨Ñ§ËÇзÕè ô กลับมาอยใู นทาเตรยี มนับเปน ๑ ยก (ภาพท่ี ๑)
๒๖
õ. ·Ò‹ ¨§Ô â¨ÃŒ ¹Ñ (Leg Thrust)
»ÃÐ⪹ บริหารหนา ขา และแขน
ภาพท่ี ๑ ภาพท่ี ๒
¡Òû¯ÔºÑμÔ
·Ò‹ àμÃÕÂÁ นง่ั ยอง มอื ทง้ั สองอยรู ะหวา งในเขา พงุ เทา ขวาไปขา งหลงั ขาตงึ ไดแ นวกบั ลาํ ตวั
โดยทเี่ ทาซายอยูเ สมอปลายนวิ้ มือซา ย (ภาพที่ ๑)
¨Ñ§ËÇзÕè ñ พุงเทาซายไปขางหลังแลวชักเทาขวามาอยูในแนวมืออยูนอกมือขวา
(ภาพที่ ๒)
¨§Ñ ËÇзèÕ ò กลบั ไปอยใู นทา เตรยี ม (ภาพท่ี ๑)
¨§Ñ ËÇзÕè ó ปฏบิ ตั เิ หมือนจังหวะที่ ๑ (ภาพที่ ๒)
¨Ñ§ËÇзèÕ ô กลับมาอยูในทาเตรียมนบั เปน ๑ ยก (ภาพที่ ๑)
๒๗
ö. ·Ò‹ ¡ÃÐâ´´á¡෌ÒËÅ§Ñ ÁÍ× ª¹¡¹Ñ (Full Jumping Jack)
»ÃÐ⪹ บริหารกลา มเน้อื นอง และแขน
ภาพท่ี ๑ ภาพท่ี ๒ ภาพที่ ๓
¡Òû¯ÔºÑμÔ
·Ò‹ àμÃÂÕ Á ทา ตรง (ภาพท่ี ๑)
¨§Ñ ËÇзÕè ñ กระโดดแยกเทา แขนท้ังสองขางเหนือศีรษะ(แขนตึง) หลังมือชนกัน
(ภาพที่ ๒)
¨§Ñ ËÇзÕè ò กลบั ไปอยใู นทา เตรยี ม (ภาพที่ ๑)
¨§Ñ ËÇзÕè ó ปฏบิ ัติเหมอื นจังหวะที่ ๑ (ภาพที่ ๒)
¨§Ñ ËÇзèÕ ô กลับมาอยใู นทา เตรียมนับเปน ๑ ยก (ภาพท่ี ๑)
๒๘
÷. ·Ò‹ ¡ÃÐâ´´¹§Ñè (Jumping Jack)
»ÃÐ⪹ บริหารกลา มเน้ือนอ ง ตนขา และขา
ภาพท่ี ๑ ภาพที่ ๒
¡Òû¯ÔºÑμÔ
·‹ÒàμÃÕÂÁ ยืนแยกเทากวางประมาณ ๑ ชว งไหล แขนทั้งสองขา งชเู หนอื ศรี ษะกางออก
เปน รูปตวั วีกาํ มอื หลวมๆ หันกาํ มือออก (ภาพท่ี ๑)
¨Ñ§ËÇзÕè ñ กระโดดนั่งยอง มือทั้งสองอยูระหวางเขาท้ังสองโดยหันกํามือหลวมๆ
หันหลังมอื ออก (ภาพที่ ๒)
¨Ñ§ËÇзÕè ò กลบั ไปอยใู นทาเตรียม (ภาพท่ี ๑)
¨Ñ§ËÇзèÕ ó ปฏิบัตเิ หมอื นจังหวะที่ ๑ (ภาพที่ ๒)
¨§Ñ ËÇзÕè ô กลบั มาอยูในทาเตรียมนับเปน ๑ ยก (ภาพที่ ๑)
๒๙
ø. ·Ò‹ ¹è§Ñ ¾‹Ø§ªÑ¡à·ŒÒËÅѧ (Squat Thrust)
»ÃÐ⪹ บริหารขาและสะโพก
ภาพท่ี ๑ ภาพที่ ๒
¡Òû¯ºÔ μÑ Ô ภาพท่ี ๓ ภาพท่ี ๓.๑ (แสดงดา นขา ง)
·Ò‹ àμÃÂÕ Á ทาตรง (ภาพท่ี ๑)
¨§Ñ ËÇзèÕ ñ กมตวั ลงแขนท้งั สองขางอยูระหวางขา มือทง้ั สองเทาพนื้ (ภาพท่ี ๒)
¨Ñ§ËÇзÕè ò พงุ เทา ไปขางหลังจนสุด เทาทงั้ สองชดิ ตดิ กัน (ภาพท่ี ๓)
¨Ñ§ËÇзÕè ó กลับมาอยใู นทาจงั หวะที่ ๑ (ภาพที่ ๒)
¨Ñ§ËÇзèÕ ô กลับมาอยูในจงั หวะที่ ๒ นบั เปน ๑ ยก (ภาพที่ ๑)
๓๐
ù. ·Ò‹ ¡ÃÃàªÕ§º¡ (Rowing Exercise)
»ÃÐ⪹ บรหิ ารหนา ทอ งและหลัง
ภาพท่ี ๑ ภาพท่ี ๒
¡Òû¯ºÔ μÑ Ô
·Ò‹ àμÃÂÕ Á นอนหงาย เทาชดิ แขนและขาเหยียดตงึ แขนเหยยี ดเหนือศรี ษะตง้ั ฝา มือขน้ึ
น้ิวหัวแมม อื สมั ผสั พนื้ ปลายเทา ต้ังตรงชดิ ติดกัน (ภาพที่ ๑)
¨§Ñ ËÇзÕè ñ งอเขาและลาํ ตวั เขามาใหม ือทง้ั สองวางชิดกบั เทา ใกลก ัน (ภาพที่ ๒)
¨Ñ§ËÇзÕè ò กลับมาอยใู นทาเตรยี ม (ภาพท่ี ๑)
¨§Ñ ËÇзÕè ó ปฏบิ ตั เิ หมือนจงั หวะที่ ๑ (ภาพท่ี ๒)
¨§Ñ ËÇзèÕ ô กลบั มาอยใู นทาเตรยี ม นับเปน ๑ ยก (ภาพที่ ๑)
๓๑
ñð. ·Ò‹ àμÐÍÒ¡ÒÈ (Back Flutter Kicks)
»ÃÐ⪹ บริหารหนาทอ ง
ǰǰ
ภาพท่ี ๑ ภาพที่ ๒ ภาพท่ี ๓
¡Òû¯ÔºÑμÔ
·‹ÒàμÃÂÕ Á นอนหงายเอามอื ทง้ั สองรองกน ยกศรี ษะและสน เทา ทงั้ สองสงู จากพน้ื ๖ นว้ิ
เทาชิด (ภาพที่ ๑)
¨§Ñ ËÇзèÕ ñ เตะเทาซายขึ้นไปโดยทํามุมกับเทาขวาประมาณ ๔๕ องศา สวนอื่นของ
รางกายยงั อยทู เี่ ดิม (ภาพที่ ๒)
¨Ñ§ËÇзÕè ò เตะเทา ขวาข้นึ ไปแทนที่เทา ซาย ลดเทาซา ยมาอยใู นทาเตรยี ม (ภาพที่ ๓)
¨Ñ§ËÇзèÕ ó ปฏิบัติเหมือนจงั หวะท่ี ๑ (ภาพท่ี ๒)
¨Ñ§ËÇзèÕ ô ปฏบิ ตั เิ หมอื นจงั หวะที่ ๒ นับเปน ๑ ยก (ภาพท่ี ๓)
๓๒
ññ. ·‹ÒࡌÒÍÕâé ¡ (Rocking Chair)
»ÃÐ⪹ บริหาร หลงั ขา
ภาพท่ี ๑ ภาพท่ี ๒ ภาพที่ ๓
¡Òû¯ÔºμÑ Ô
·‹ÒàμÃÕÂÁ ยนื แยกเทากวา งประมาณ ๑ ชว งไหล มอื ท้ังสองขาง จบั ทส่ี ะเอว (ภาพท่ี ๑)
¨§Ñ ËÇзèÕ ñ กมตวั ใหป ลายนิ้วมือทั้งสองขางแตะปลายเทาทง้ั สอง ขาตึง (ภาพท่ี ๒)
¨§Ñ ËÇзèÕ ò งอเขา ใหต ้งั ฉาก เหยยี ดแขนไปขา งหนา ใหขนานกัน ควาํ่ ฝา มอื ขนานกบั พนื้
(ภาพที่ ๓)
¨§Ñ ËÇзèÕ ó กลบั มาอยูใ นจังหวะท่ี ๑ (ภาพท่ี ๒)
¨§Ñ ËÇзÕè ô กลบั มาอยูในทา เตรยี ม นบั เปน ๑ ยก (ภาพที่ ๑)
๓๓
ñò. ·Ò‹ ¼Ò»ʹ (Cheery Picke)
»ÃÐ⪹ บรหิ ารแขน หลัง ขา
ภาพท่ี ๑ ภาพท่ี ๒
¡Òû¯ºÔ ÑμÔ ภาพท่ี ๓ ภาพที่ ๔
·‹ÒàμÃÕÂÁ ยืนแยกเทา แขนทัง้ สองชเู หนอื ศรี ษะ เปนรูปตวั วีหนั ฝามอื ออก (ภาพท่ี ๑)
¨§Ñ ËÇзèÕ ñ กมตัวเหยียดแขนท้ังสองตึงใหปลายนิ้วแตะพ้ืน ขาตึง แขนอยูระหวางเทา
(ภาพท่ี ๒)
¨§Ñ ËÇзèÕ ò ใหม อื ขวาทับมอื ซา ย กมตัวลงระหวางเขา (ภาพที่ ๓)
¨§Ñ ËÇзÕè ó ยืดลาํ ตวั ขึ้นมาแลว กมตวั ลงไป เหยยี ดแขนท้งั สองพุงไประหวางขาดานหลงั
ขาตงึ (ภาพท่ี ๔)
¨Ñ§ËÇзÕè ô กลับมาอยูในทาเตรยี ม นับเปน ๑ ยก ใหห ายใจเขาปอดลึกๆ (ภาพที่ ๑)
๓๔
ñó. ·Ò‹ ´Ñ¹¾é¹× (Push - Up)
»ÃÐ⪹ บรหิ ารแขน หนา อก และหวั ไหล
ภาพท่ี ๑ ภาพที่ ๒
¡Òû¯ÔºμÑ Ô
·Ò‹ àμÃÂÕ Á ฝา มอื วางบนพน้ื แขนตึง พุงเทาไปขา งหลัง ลาํ ตวั ตรง (ภาพท่ี ๑)
¨§Ñ ËÇзÕè ñ งอขอศอก ยุบตวั กบั หนา อกเกือบตดิ พื้น (ภาพท่ี ๒)
¨§Ñ ËÇзèÕ ò ปฏบิ ัติเหมอื นทา เตรยี ม (ภาพที่ ๑)
¨§Ñ ËÇзèÕ ó ปฏิบตั ิเหมือนจังหวะท่ี ๑ (ภาพท่ี ๒)
¨§Ñ ËÇзÕè ô กลับมาอยใู นทา เตรียม นับเปน ๑ ยก (ภาพท่ี ๑)
๓๕
ñô. ·Ò‹ âÍŒáÁ‹ Í´ÃÑ¡ (Hello Darling)
»ÃÐ⪹ บริหารหนา ทอง
ภาพท่ี ๑ ภาพท่ี ๒
¡Òû¯ÔºμÑ Ô
·Ò‹ àμÃÕÂÁ นอนหงายเอามอื ทง้ั สองรองกน ยกศรี ษะและสน เทา ทง้ั สองสงู จากพนื้ ๖ นวิ้
เทา ชิด (ภาพที่ ๑)
¨§Ñ ËÇзèÕ ñ แยกเทา ทั้งสองใหก วา งมากทส่ี ดุ ขาตงึ ตลอด (ภาพท่ี ๒)
¨Ñ§ËÇзèÕ ò ปฏบิ ตั เิ หมือนทา เตรยี ม (ภาพท่ี ๑)
¨Ñ§ËÇзÕè ó ปฏบิ ตั เิ หมือนจงั หวะที่ ๑ (ภาพที่ ๒)
¨Ñ§ËÇзèÕ ô กลบั มาอยูในทาเตรียม นับเปน ๑ ยก (ภาพท่ี ๑)
๓๖
ñõ. ·‹Ò´¹Ñ ¾×¹é ø ¨§Ñ ËÇÐ (Eight Count Push - Up)
»ÃÐ⪹ บรหิ ารแขน หนาอก และหวั ไหล
ภาพท่ี ๑ ภาพท่ี ๒
¡Òû¯ºÔ μÑ Ô ภาพท่ี ๓ ภาพที่ ๔
·Ò‹ àμÃÂÕ Á ทาตรง (ภาพที่ ๑)
¨§Ñ ËÇзèÕ ñ กมตัวลงแขนทั้งสองขางอยูร ะหวา งขา มือทั้งสองเทาพืน้ (ภาพท่ี ๒)
¨Ñ§ËÇзèÕ ò พงุ เทา ไปขา งหลงั จนสดุ เทาทั้งสองชดิ ตดิ กนั (ภาพที่ ๓)
¨§Ñ ËÇзÕè ó งอขอ ศอก ยบุ ตัวกับหนาอกเกอื บตดิ พนื้ (ภาพท่ี ๔)
¨§Ñ ËÇзÕè ô กลับมาอยูในจังหวะท่ี ๒ (ภาพที่ ๓)
¨Ñ§ËÇзèÕ õ ปฏิบตั เิ หมอื นจังหวะท่ี ๓ (ภาพที่ ๔)
¨§Ñ ËÇзèÕ ö ปฏบิ ัตเิ หมอื นจังหวะที่ ๔ (ภาพที่ ๓)
¨Ñ§ËÇзèÕ ÷ ชกั เทา กลบั มาอยูใ นจังหวะที่ ๑ (ภาพท่ี ๒)
¨Ñ§ËÇзÕè ø ยืนตรงในทาเตรียมนบั เปน ๑ ยก (ภาพที่ ๑)
๓๗
º··Õè ô
ÁÇÂä·Â
ÇμÑ ¶»Ø ÃÐʧ¤¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃÙŒ»ÃÐจําº·
๑. ผูเ รียนสามารถปองกนั ตวั และเปน ประโยชนต อ สงั คมในชีวติ ประจําวนั ได
๒. ผเู รียนมคี วามเช่ือมน่ั ตอ ตนเอง มีระเบยี บวินัย กลา หาญ อดทน
๓. ดาํ รงไวซ ่งึ ศิลปะการตอ สปู ระจาํ ชาตไิ ทยใหย ั่งยนื แพรห ลายตลอดไป
๔. ผเู รยี นมไี หวพริบ เชาวนป ญ ญาแกป ญ หาเฉพาะหนา ได
ʋǹนาํ
ศิลปะมวยไทยเปนศิลปะการตอสูประจําชาติ เปนมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ
สมควรอยางย่ิงท่ีคนไทยทุกคนตองศึกษา หาความรูและรักษาไวตลอดไป ผูที่ไดศึกษานอกจากจะ
เปนผูที่ไดชื่อวารักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติไวแลว วิชามวยไทยยังเปนวิชาท่ีทําใหผูเรียนมี
รางกายแข็งแรง มีไหวพริบในการตอสูสรางความเช่ือม่ันใหแกตนเอง มีประโยชนในการปองกันตัว
ท้ังตนเองและผูอ่ืน และสามารถใชประกอบอาชีพได การสอนของครูจะตองอบรมใหผูเรียนมีศิลปะ
ในการตอ สู มจี งั หวะทงั้ รกุ และรบั ฝก ใหม นี า้ํ ใจเปน นกั กฬี า รแู พ รชู นะ รอู ภยั เคารพผอู าวโุ ส ไมร งั แกคนท่ี
ออ นแอกวา ไมป ระมาทคตู อสู และมีเลือดนักสู ไมยอมแพอยางงาย
๓๘
¡ÒÃÂ×¹¨Ã´ÁÇÂ
(¡ÒÃÇÒ§à·ÒŒ ã¹ÁÇÂä·Â)
¡ÒÃÂ×¹¨Ã´ÁÇ·èÕ´Õ จะตองรักษาสมดุลของรางกายใหไดดี ไมวาจะเคล่ือนท่ีไปใน
ทาทางใดออกอาวธุ หรือปอ งกัน
ǧ คือ การตั้งวงของแขนหรือต้ังแขนเปนวง สําหรับปองกันอาวุธของคูตอสูและเขาทํา
(ออกอาวธุ )
ÇÔ¸Õ¡ÒÃ คือ กําหมัดอยางหลวมๆ ยกแขนต้ังขึ้นโดยใหแขนทอนลางตั้งขนาน
กับลําตัว ยกไหลเสมอคาง กมหนาเก็บคางหรือกดคางใหแนบชิดติดกับยอดอกสายตามองลอดผาน
ใตกํามอื การตงั้ วงแบงออกไดเ ปน ๒ ประเภท คอื
๑. วงแคบ ๒. วงกวา ง