The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศึกษาและฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับการเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกายในด้านการเพิ่มสมรรถนะความเร็ว พละกำลัง ความแข็งแรง ความทนทาน ความคล่องตัวและปฏิกิริยาการตอบสนองต่อสิ่งเร้า โดยใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์การกีฬา การเรียนรู้วิชามวยไทย มวยสากลและกายบริหาร หลักการฝึกสมรรถภาพร่างกาย การป้องกันอาการบาดเจ็บและการฟื้นฟู การยวดและการผ่อนคลาย การวิเคราะห์ ประเมินสมรรถภาพ (LAB)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

Book34 วิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อเพิ่มสมรรถภาพทางกายสำหรับตำรวจ

ศึกษาและฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับการเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกายในด้านการเพิ่มสมรรถนะความเร็ว พละกำลัง ความแข็งแรง ความทนทาน ความคล่องตัวและปฏิกิริยาการตอบสนองต่อสิ่งเร้า โดยใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์การกีฬา การเรียนรู้วิชามวยไทย มวยสากลและกายบริหาร หลักการฝึกสมรรถภาพร่างกาย การป้องกันอาการบาดเจ็บและการฟื้นฟู การยวดและการผ่อนคลาย การวิเคราะห์ ประเมินสมรรถภาพ (LAB)

๓๙

นอกจากจะแบงการต้ังวงออกเปน ๒ แบบ (ในแนวนอน) แลว ยังแบงการต้ังวง
ในแนวตัง้ ไดเปน ๓ ระดบั ดังนี้

ÃдѺ·Õè ñ หมัดเสมอโหนกแกม เปนการจรดมวยเนน การตง้ั รบั

ÃÐÂÐÃÐËÇÒ‹ §ËÁÑ´¡ºÑ ãºË¹ÒŒ

ÃÐÂÐËÒ‹ §ã¹á¹Ç´èÔ§

๔๐

ÃдѺ·Õè ò หมัดเสมอคาง เปนการจรดมวยกง่ึ รบั กึง่ รุก

ÃÐÂÐÃÐËÇÒ‹ §ËÁ´Ñ ¡ºÑ ãºË¹ŒÒ

ÃÐÂÐËÒ‹ §ã¹á¹Ç´Ôè§

ÃдѺ·èÕ ó หมดั เสมอราวนม เปนการจรดมวยเนน การรุก

ÃÐÂÐÃÐËNjҧËÁ´Ñ ¡ÑºãºË¹ŒÒ

ÃÐÂÐËÒ‹ §ã¹á¹Ç´§Ôè

๔๑

¡ÒÃà´Ô¹ÁÇÂ

¡ÒÃà´¹Ô à¢ÒŒ ËÒ¤μ‹Ù Í‹ Êˌ٠ÃÍ× ¶Í ตอ งดวู า คนมวยนนั้ ยนื จรดมวยดว ยทา ตรภิ งั คะ (อศั วบถ)
หรือ ปรัตญา (นาคาบถ) เพราะการเดินมวยไทยน้ัน ทุกจังหวะการยางกาว สามารถเปน
ท้ังรุกรับ และสวนกลับไดตลอดเวลา ท่ีเรียกกันวา “¨Ñ§ËÇÐÁÇ” น่ันเอง การเดินมวยเปนศาสตร
(วิชาการแขนงหน่ึง) และศิลป คือ ประกอบดวยลีลาประดุจด่ังการรายรํา การแขงขันในกีฬา
มวยไทยจึงมกี ารบรรเลงเพลงทม่ี ที ว งทํานองรุกเราแตฟ ง แลวไพเราะจับใจเปนอยา งย่งิ ผูชมมวยไทย
จึงไดรับท้ังภาพเสียง และกล่ิน (ถาเขาชมในเวทีมวย) นอกจากกลิ่นน้ํามันหรือกํายานท่ีนํามาใช
ทาตัวคนมวยแลวยังมีกล่ินอายและความตื่นเตนระคนความฮึกเหิมปะปนอยูดวย ซ่ึงผูชมจะไดมี
สว นรว มมากกวา กฬี าอื่นอกี หลายๆ ประเภท หากยิง่ ผชู มไดศกึ ษาและมีความเขาใจในมวยไทยศลิ ปะ
ปองกันตัวของชาติไทยดวยแลว จะย่ิงมีความสนุกสนานและมีความรัก หวงแหน มวยไทยนี้มาก
ยิง่ ขน้ึ อีกดวย

การเดินมวยจึงแบงออกไดเ ปน ๒ แบบ ตามการยนื จรดมวย คือ
Ẻ·èÕ ñ ตริภังคะ (อัศวบถ) เปน การเลยี นแบบทาทางการเดินของมา

ñ áÅÐ ó

ò áÅÐ ó

๑. กา วเทา นําไปขางหนาประมาณคร่ึงกา ว
๒. กา วเทา ตามเขา ประชิดรักษาจงั หวะการยนื ในทาจรดมวยไว
๓. ย่าํ เทานาํ อยกู บั ท่ี ๑ ครง้ั
๔. ยา่ํ เทา ตามอยูกับที่ ๑ คร้งั

๔๒

Ẻ·èÕ ò ปรตั ญา (นาคาบถ) เปนการเลียนแบบทา ทางการเลื้อยของงู

õ ö
ñ ¶§Ö ô

๑. แตะปลายเทานําลงบนพน้ื ดานหนา จาํ นวน ๔ คร้ัง
๒. ยกเทานําใหสูงจากพื้นประมาณ ๑ ฟตุ
๓. กาวไปขางหนาประมาณครึ่งกาว วางเทา นําท่ียกลง
๔. กาวเทาตามเขา ประชิดรักษาจังหวะการยนื ในทา จรดมวยไว

๔๓

‹ҧÊÒÁ¢ØÁ

‹ҧÊÒÁ¢ØÁ จะมีความแตกตางจากทายางสามขุมในการไหวครูมวยไทยอยูพอสมควร
กลาวคือ ยางสามขุมในการไหวครูเนนการเคล่ือนที่ไปดวยการรายรําสวยงาม แตการยางสามขุม
ในการตอ สเู นน ไปทก่ี ารเดนิ เพอื่ ตดั เวทหี รอื ปด ลอ มเสน ทางการเคลอ่ื นทขี่ องคตู อ สใู นกรณที เ่ี ปน ฝา ยรกุ
สวนกรณีท่ีเปนฝายรับจะเปนการถอยอยางมีจังหวะและรอจังหวะสวนกลับในทันทีท่ีมีโอกาส
การยางสามขุมจึงมีความสัมพันธกับการจรดมวย เหลี่ยมมวย วงมวย การเดินมวย การออกอาวุธ
และการปอ งกนั สวนกลบั โดยเฉพาะอยา งยง่ิ การเดนิ มวยจะมคี วามสมั พนั ธก บั การยา งสามขมุ เปน อนั แรก
จาํ เปน ทค่ี นมวยผตู อ งการศกึ ษาวชิ ามวยไทยจกั ตอ งฝก จนรู เขา ใจ และเกดิ ความชาํ นาญในทา จรดมวย
ในหลี่ยม วงตางๆ ตลอดถึงการยืนจรดมวยและการเดินมวยเปนอยางดีแลว จึงคอยฝกการยาง
สามขุมจะเพิ่มทักษะไดดี และรวดเร็วในการปฏิบัติใหมีความกาวหนาไดอยางมาก การยางสามขุม
เปนการกาวเขาหรือออก (รุกหรือถอย) พรอมกันกับการจรดมวยเปล่ียนเหล่ียม-เปลี่ยนวงหรือ
เปล่ียนทิศทางรุก-รับ การเปล่ียนการออกอาวุธกระทั่งการเปลี่ยนจังหวะมวยอีกดวย สามารถ
แบงออกเปน ๒ จงั หวะ คอื

จังหวะรุก

¨Ñ§ËÇÐÃØ¡

๑. ขมุ ท่ี ๑ ยาํ่ เทาตามอยกู ับที่ ๑ ครง้ั จรดเหลย่ี มวงมวยยงั เหมือนเดมิ
๒. ขุมท่ี ๒ ยาํ่ เทานาํ อยูก ับที่ ๑ ครง้ั จรดเหลยี่ มวงมวยยงั เหมอื นเดิม
๓. ขมุ ท่ี ๓ กาวเทาตามไปขา งหนา ๑ กา ว เปล่ยี นจรดเหลีย่ มวงมวย

๔๔

จังหวะรับ

¨Ñ§ËÇÐúÑ

๑. ขมุ ท่ี ๑ ย่ําเทา นาํ อยูกบั ที่ ๑ ครง้ั จรดเหล่ียมวงมวยยงั เหมือนเดิม
๒. ขุมท่ี ๒ ยาํ่ เทาตามอยกู บั ที่ ๑ ครัง้ จรดเหล่ียมวงมวยยงั เหมือนเดิม
๓. ขุมที่ ๓ กาวเทานําไปขา งหลงั ๑ กาว เปลย่ี นจรดเหลยี่ มวงมวย

๔๕

¡Òéҡ

¡Òéҡ เปน การประยกุ ตก ารยา งสามขมุ ใหอ ยใู นรปู ของจงั หวะบดิ ตวั ใหเ ฉยี งไปทางดา น
ซายหรือขวา โดยอาศัยจังหวะยํ่าของเทาในการยางสามขุมเขามาประกอบกับการเปลี่ยนเหล่ียมมวย
เพอื่ เขาทําหรือลาถอยหลบเลีย่ งอาวธุ ของคูตอ สู แบง ได ๒ ฉาก ดงั นี้

©Ò¡«ÒŒ  (เบีย่ งตวั ทางซา ย)

·‹Ò¨Ã´ÁÇ ñ ôõ ͧÈÒ ò

๑. บดิ สนเทานําไปทางขางออกนอกลําตัวประมาณ ๔๕ องศา
๒. ยกสนเทานํา (เทาหนา) ใชปลายเทาเปนจุดหมุน บิดลําตัวหมุนวาดเทาตามไป
ขางหลังประมาณคร่งึ กา ว (๔๕ องศา) รกั ษาการยนื ในทาจรดมวยไว

©Ò¡¢ÇÒ (เบี่ยงตวั ไปทางขวา)

ôõ ͧÈÒ
ñòó
๑. กา วเทา ตามไปขางหนา ประมาณครงึ่ กาว (สลับเทาหนาเทา หลัง)
๒. บดิ สนเทา นาํ ไปทางขางออกนอกลําตวั ประมาณ ๔๕ องศา
๓. ยกสนเทานํา (เทาหนา) ใชปลายเทาเปนจุดหมุน บิดลําตัวหมุนวาดเทาตาม
(เทาหลัง) ไปขางหลังประมาณคร่ึงกาว (๔๕ องศา) ขณะเดียวกันใหเปล่ียนเหลี่ยมมวยรักษา
การยืนในทา จรดมวยไว
ËÁÒÂàËμØ กรณีน้เี ทานําและเทา ตามถกู สลับกันเมื่อไดกา วเทา ตามไปขา งหนา

๔๖

ªÍ×è ·Ò‹ ËÁ´Ñ
คาํ ºÍ¡คาํ ʧèÑ
¨Ø´Ê§‹ ¾Å§Ñ : พระพายลมสิงขร (หมัดตรง)
¨Ø´Ã¡Ø μÕ : พระพายลม สิงขร (หมดั นําหรอื ตาม) ... ยกหรือครั้ง ปฏิบตั ิ
: สันหมัด
: บริเวณใบหนา ทั้งหมด ลิ้นป หนา ทอ ง

Ç¸Ô »Õ ¯ÔºμÑ Ô : จากทาจรดมวย
ËÁÑ´นํา ๑. พุงหมัดนําออกไปขางหนา บิดควํ่าหมัดใหขนานไปกับพ้ืน บิดหัวไหลบิดลําตัว
โดยเล็งใหจ ุดสงพลงั กระทบจดุ รุกตี กระทัง่ แขนเหยยี ดตงึ
๒. ดงึ หมัดกลับมาอยูในทา จรดมวย
ËÁ´Ñ μÒÁ
๑. พุงหมัดตามออกไปขางหนา บิดควํ่าหมัดใหขนานไปกับพื้น บิดหัวไหล
บดิ ลาํ ตัว โดยเล็งใหจุดสง พลังกระทบจดุ รกุ ตี กระท่ังแขนเหยียดตงึ
๒. ดึงหมดั กลับมาอยใู นทา จรดมวย
¢ŒÍá¹Ðนํา : แรงของหมดั มีทงั้ หมด ๔ ระดับ คอื ๑.ตอยดว ยหมดั ๒.ตอยดวยหวั ไหล
๓.ตอ ยดว ยสะโพก และ ๔.ตอ ยดว ยลําตัว

๔๗

ËÁ´Ñ

ªèÍ× ·‹Ò : ¾ÃСÒÌແ´âÅ¡ (หมดั หงายวงใน)
คาํ ºÍ¡คาํ ʧÑè : พระกาฬเปด โลก (หมดั นาํ หรือตาม) ... ยกหรือคร้ัง ปฏบิ ัติ
¨Ø´Ê‹§¾Åѧ : สันหมดั
¨´Ø ÃØ¡μÕ : ปลายคาง กราม หนา ทอง ลน้ิ ป

Ç¸Ô Õ»¯ºÔ μÑ Ô : จากทาจรดมวย
ËÁÑ´นํา (ËÁѴ˹Ҍ )

๑. ลดหมดั ลงเล็กนอย
๒. บดิ สะบดั ลาํ ตวั ไปขา งหนา พรอ มกบั ตวดั หมดั ขน้ึ ในลกั ษณะเกยี่ วงอคลา ยเบด็ ตกปลา
หงายฝา มอื (กาํ มอื ) เขา หาลาํ ตวั โดยเลง็ ใหจ ดุ สง พลงั กระทบจดุ รกุ ตรี ะยะหา งของหมดั กบั ลาํ ตวั ประมาณ
๑ คบื
๓. ดึงหมัดกลับมาอยูในทา จรดมวย
ËÁÑ´μÒÁ (ËÁÑ´ËÅ§Ñ )
๑. ลดหมัดลงเล็กนอ ย
๒. บดิ สะบดั ลาํ ตวั ไปขา งหนา พรอ มกบั ตวดั มอื ขนึ้ ในลกั ษณะเกยี่ วงอคลา ยเบด็ ตกปลา
หงายฝา มอื (กาํ มอื ) เขา หาลาํ ตวั โดยเลง็ ใหจ ดุ สง พลงั กระทบจดุ รกุ ตรี ะยะหา งของหมดั กบั ลาํ ตวั ประมาณ
๑ คืบ
¢ŒÍá¹Ðนํา : เมอื่ ตอ งการเพม่ิ ใหห มดั มกี าํ ลงั มากขน้ึ ตอ งสง กาํ ลงั ขนึ้ มาจากเทา โดยการเขยง เทา
ชว ยสงแรงขึน้ มา พรอมกับการชวยบิดสงตวั ดันพลงั ไปทหี่ มดั

๔๘

ªèÍ× ·‹Ò ËÁÑ´
คําºÍ¡คําÊѧè
¨´Ø ʧ‹ ¾Åѧ : ÃÒËÊ٠ͨѹ·Ã (หมดั หงายวงนอก)
¨´Ø Ã¡Ø μÕ : ÃÒËÊ٠ͨ¹Ñ ·Ã (หมดั นําหรอื ตาม) ... ยกหรือครั้ง ปฏิบตั ิ
: สนั หมดั
: ปลายคาง กราม

ÇÔ¸Õ»¯ºÔ μÑ Ô : จากทา จรดมวย
ËÁ´Ñ นาํ ๑. ลดหมดั ลงเล็กนอย
๒. บดิ ลาํ ตวั สะบดั ไปขา งหนา พรอ มกบั ตวดั หมดั ขน้ึ ในลกั ษณะเกย่ี วงอคลา ยเบด็ ตกปลา
หงายฝา มอื (กาํ มอื ) เขา หาลาํ ตวั โดยเลง็ ใหจ ดุ สง พลงั กระทบจดุ รกุ ตรี ะยะหา งของหมดั กบั ลาํ ตวั ประมาณ
๑ ศอก
๓. ดงึ หมัดกลับมาอยูในทาจรดมวย
ËÁÑ´μÒÁ ๑. ลดหมัดลงเล็กนอ ย
๒. บดิ ลาํ ตวั สะบดั ไปขา งหนา พรอ มกบั ตวดั หมดั ขนึ้ ในลกั ษณะเกยี่ วงอคลา ยเบด็ ตกปลา
หงายฝา มอื (กาํ มอื ) เขา หาลาํ ตวั โดยเลง็ ใหจ ดุ สง พลงั กระทบจดุ รกุ ตรี ะยะหา งของหมดั กบั ลาํ ตวั ประมาณ
๑ ศอก
¢ŒÍá¹Ðนาํ : ปฏบิ ตั เิ ชน เดยี วกนั กบั ทา พระกาฬเปด โลก แตร ะยะของการสง หมดั ออกไปจะกวา ง
(ไกล) กวา เพราะจดุ รกุ ตอี ยไู หลออกไป (ไมยาว)

๔๙

ªè×Í·‹Ò ËÁÑ´
คาํ ºÍ¡คาํ ʧèÑ
¨´Ø Ê‹§¾Åѧ : ควงพระขรรค (หมดั โขกวงใน)
¨´Ø Ã¡Ø μÕ : ควงพระขรรค (หมดั นาํ หรอื ตาม) ... ยกหรอื ครัง้ ปฏบิ ตั ิ
: สันหมดั
: ปลายคาง กราม ทดั ดอกไม ขมบั เบา ตา กานคอ ราวนม

Ç¸Ô Õ»¯ÔºμÑ Ô : จากทา จรดมวย
ËÁ´Ñ นํา ๑. ยกศอกขึน้ ทางขา งลําตวั เลก็ นอ ย
๒. บิดลําตัวขา งทีย่ กศอกไปขางหลังประมาณ ๔๕ องศา
๓. เอนตัวไปดา นหลงั พออกตงึ
๔. บดิ สะบดั ลาํ ตวั ไปขา งหนา พรอ มกบั ตวดั หมดั ขน้ึ สงู ในลกั ษณะเหวย่ี งควา่ํ (คลา ย
ขอเกี่ยวจากดานขาง) กดลงไปท่ีจุดรุกตี ควํ่าฝามือ (กํามือ) และบิดลําตัวชวยสงพลัง ระยะหางของ
หมดั กับลาํ ตัวประมาณ ๑ คืบ
๕. ดงึ หมดั กลบั มาอยูในทา จรดมวย
ËÁ´Ñ μÒÁ ๑. ยกศอกขน้ึ ทางขา งลาํ ตวั เลก็ นอย
๒. บิดลาํ ตวั ขางท่ยี กศอกไปขางหลังประมาณ ๔๕ องศา
๓. เอนตวั ไปดา นหลังพออกตึง
๔. บดิ ลาํ ตวั สะบดั ไปขา งหนา พรอ มกบั ตวดั หมดั ขน้ึ สงู ในลกั ษณะเหวยี่ งควาํ่ (คลา ย
ขอเกี่ยวจากดานขาง) กดลงไปท่ีจุดรุกตี ควํ่าฝามือ (กํามือ) และบิดลําตัวชวยสงพลัง ระยะหางของ
หมัดกบั ลาํ ตวั ประมาณ ๑ คบื
๕. ดงึ หมดั กลับมาอยูใ นทาจรดมวย

๕๐

ªèÍ× ·Ò‹ ËÁ´Ñ
คาํ ºÍ¡คาํ ÊÑè§
¨Ø´Ê§‹ ¾Å§Ñ : อนิ ทราขวา งจกั ร (หมัดโขกวงนอก)
¨Ø´ÃØ¡μÕ : อินทราขวา งจกั ร (หมดั นําหรือตาม) ... ยกหรอื ครั้ง ปฏิบัติ
: สันหมดั
: ปลายคาง กราม ทัดดอกไม ขมับ เบา ตา กา นคอ ราวนม

Ç¸Ô Õ»¯ºÔ ÑμÔ : จากทา จรดมวย
หมดั นํา ๑. ยกศอกขึน้ ทางขางลาํ ตัวเล็กนอ ย

๒. บิดลาํ ตวั ขา งทยี่ กศอกไปขา งหลงั ประมาณ ๔๕ องศา
๓. เอนตัวไปดานหลงั พออกตงึ
๔. บิดสะบัดลําตัวไปขางหนาพรอมกับตวัดหมัดข้ึนสูงในลักษณะเหวี่ยงคว่ํา
(คลายขอเกี่ยวจากดานหลัง) กดลงไปท่ีจุดรุกตี คว่ําฝามือ (กํามือ) และบิดลําตัวชวยสงพลัง
ระยะหางของหมัดกับลําตวั ประมาณ ๑ คืบ
๕. ดงึ หมดั กลบั มาอยใู นทาจรดมวย
ËÁ´Ñ μÒÁ ๑. ยกศอกข้นึ ทางขางลาํ ตวั เลก็ นอ ย
๒. บิดลาํ ตวั ขา งทยี่ กศอกไปขา งหลังประมาณ ๔๕ องศา
๓. เอนตัวไปดา นหลังพออกตงึ
๔. บิดลําตัวสะบัดไปขางหนาพรอมกับตวัดหมัดข้ึนสูงในลักษณะเหว่ียงควํ่า
(คลายขอเก่ียวจากดานขาง) กดลงไปที่จุดรุกตี คว่ําฝามือ (กํามือ) และบิดลําตัวชวยสงพลัง
ระยะหางของหมัดกบั ลําตัวประมาณ ๑ คบื
๕. ดงึ หมดั กลบั มาอยใู นทาจรดมวย

๕๑

ª×Íè ·‹Ò ÈÍ¡
คาํ ºÍ¡คําÊèѧ
¨´Ø ʧ‹ ¾Åѧ : ฝานลูกบวบ (ศอกตดั )
¨Ø´ÃØ¡μÕ : ฝานลกู บวบ (ศอกนําหรอื ตาม) ... ยกหรอื ครั้ง ปฏบิ ัติ
: ปุมกระดูกปลายศอก
: ปลายคาง กราม ลน้ิ ป

Ç¸Ô Õ»¯ÔºÑμÔ : จากทาจรดมวย
ÈÍ¡นาํ ๑. ยกศอกข้ึนตวัดไปขางหนา ใหฝามือ (กําหมัด) เฉียดใบหูไปขางหลังพรอมกับ
ยกอกและลําตวั ผลกั ดันไปขางหนา เล็งจดุ สง พลังเขา ปะทะจุดรกุ ตี
๒. ดงึ ศอกกลบั มาอยูในทา จรดมวย
ÈÍ¡μÒÁ ๑. ยกศอกขึ้นตวัดไปขางหนา ใหฝามือ (กําหมัด) เฉียดใบหูไปขางหลังพรอมกับ
ยกอกและลําตัวผลักดนั ไปขา งหนา เลง็ จุดสงพลังเขา ปะทะจุดรกุ ตี
๒. ดึงศอกกลบั มาอยูในทา จรดมวย
¢ÍŒ á¹Ðนํา : ลกั ษณะการออกแรงในทาน้จี ะตอ งกระทาํ อยา งรวดเร็วจึงจะไดผลดี

๕๒ ÈÍ¡

ª×èÍ·‹Ò : อินทรชติ ฟาดคนั ศร (ศอกเหว่ยี งต่าํ )
คาํ ºÍ¡Êѧè : อินทรชิตฟาดคนั ศร (ศอกนาํ หรือตาม)......ยกหรอื คร้ัง ปฏิบตั ิ
¨´Ø ʧ‹ ¾Åѧ : ปุมกระดกู ปลายศอก
¨Ø´ÃØ¡μÕ : บรเิ วณใบหนา กกหู ปลายคาง ทดั ดอกไม ไหปลารา

ÇÔ¸Õ»¯ÔºμÑ Ô : จากทา จรดมวย
ÈÍ¡นํา ๑. ยกศอกขนึ้ ทางขา งลําตัวเล็กนอ ย
๒. บิดลาํ ตวั ขา งทยี่ กศอกไปขา งหลงั ประมาณ ๔๕ องศา
๓. เอนตัวไปดา นหลังพออกตงึ
๔. บิดสะบัดลําตัวไปขางหนาพรอมกับตวัดศอกข้ึนสูง ในลักษณะเหวี่ยงต่ํา
(คลายขอเกีย่ วจากดานขา ง) กดลงไปท่จี ดุ รุกตี บิดลําตวั ชว ยสงพลงั
๕. ดึงศอกกลับมาอยูในทา จรดมวย
ÈÍ¡μÒÁ ๑. ยกศอกขน้ึ ทางขา งลาํ ตวั เลก็ นอย
๒. บิดลําตัวขา งท่ยี กศอกไปขางหลงั ประมาณ ๔๕ องศา
๓. เอนตวั ไปดา นหลังพออกตึง
๔. บิดสะบัดลําตัวไปขางหนาพรอมกับตวัดศอกขึ้นสูง ในลักษณะเหว่ียงตํ่า
(คลายขอเกี่ยวจากดา นขา ง) กดลงไปที่จุดรกุ ตี บิดลาํ ตัวชว ยสง พลัง
๕. ดงึ ศอกกลับมาอยใู นทาจรดมวย
¢ŒÍá¹Ðนาํ : ปฏบิ ตั คิ ลา ยกับทาพระขรรค แตจ ุดสง พลังเปน ศอก

๕๓

ªèÍ× ·‹Ò ÈÍ¡
คําºÍ¡Ê§Ñè
¨Ø´Ê‹§¾Å§Ñ : นาคาเคลอื่ นกาย (ศอกเหวยี่ ง)
¨´Ø ÃØ¡μÕ : นาคาเคลื่อนกาย (ศอกนําหรอื ตาม).....ยกหรือครั้ง ปฏิบตั ิ
: ปุมกระดกู ปลายศอก
: ปลายคาง กกหู ปลายคาง ราวนม ชายโครง

ÇÔ¸»Õ ¯ºÔ μÑ Ô : จากทา จรดมวย
ÈÍ¡นํา ๑. ยกศอกขนึ้ ตั้งฉากกบั ลําตัว
๒. บดิ ลาํ ตัวขา งที่ยกศอกไปขางหลังประมาณ ๔๕ องศา
๓. เอนตัวไปดานหลังพออกตึง
๔. บดิ สะบดั ลาํ ตวั ไปขา งหนา พรอ มกบั ตวดั ศอกไปขา งหนา ในลกั ษณะเหวย่ี งขนาน
กบั พ้นื เล็งจุดสง พลงั เขา ปะทะจุดรกุ ตี มีลกั ษณะเฉอื นหรอื เฉียดปนอยู
๕. ดงึ ศอกกลบั มาอยูใ นทา จรดมวย
ÈÍ¡μÒÁ ๑. ยกศอกขึน้ ตงั้ ฉากกบั ลาํ ตวั
๒. บดิ ลําตัวขา งที่ยกศอกไปขางหลงั ประมาณ ๔๕ องศา
๓. เอนตวั ไปดา นหลงั พออกตึง
๔. บดิ สะบดั ลาํ ตวั ไปขา งหนา พรอ มกบั ตวดั ศอกไปขา งหนา ในลกั ษณะเหวย่ี งขนาน
กับพื้นเลง็ จดุ สง พลงั เขา ปะทะจุดรกุ ตี มลี กั ษณะเฉอื นหรอื เฉยี ดปนอยู
๕. ดึงศอกกลบั มาอยูในทา จรดมวย
¢ÍŒ á¹Ðนาํ : เมื่อปฏบิ ตั สิ ลบั กนั ไปจะดูคลา ยกับงเู ล้ือย

๕๔ ÈÍ¡

ªÍ×è ·Ò‹ : อเิ หนาแทงกรชิ (ศอกอดั )
คําºÍ¡Ê§Ñè : อเิ หนาแทงกรชิ (ศอกนาํ หรอื ตาม)........ยกหรือคร้ัง ปฏบิ ตั ิ
¨Ø´Ê§‹ ¾Å§Ñ : ปมุ กระดูกปลายศอกและกระดกู ทอนแขน
¨Ø´ÃØ¡μÕ : ลิ้นป ชายโครง ราวนม ยอดอก

Ç¸Ô Õ»¯ÔºÑμÔ : จากทา จรดมวย
ÈÍ¡นํา ๑. ยอ เขา กมตัวลงเลก็ นอย
๒. ยกศอกข้ึนตวดั ไปขางหนาประมาณครึ่งวง (๙๐ องศา)
๓. ดนั หวั ไหลและลาํ ตัวไปขา งหนา โดยเล็งใหจ ุดสงพลังปะทะจดุ รกุ ตี
๔. ดึงศอกกลับมาอยูใ นทา จรดมวย
ÈÍ¡μÒÁ ๑. ยอเขา กมตวั ลงเล็กนอ ย
๒. ยกศอกข้ึนตวดั ไปขา งหนาประมาณครึง่ วง (๙๐ องศา)
๓. ดนั หวั ไหลแ ละลําตวั ไปขางหนา โดยเล็งใหจ ุดสง พลังปะทะจดุ รุกตี
๔. ดึงศอกกลับมาอยใู นทาจรดมวย
¢ŒÍá¹Ðนาํ : ลกั ษณะเปน เหมอื นการผลกั หรอื พงุ ศอกเขา ใสค ตู อ สู หรอื บางทอี าจเรยี กวา “ศอกพงุ ”
กไ็ ด จึงเปน ศอกทใ่ี ชท ่มิ อัดคตู อสจู ุดรกุ ตี

๕๕

ªèÍ× ·‹Ò ÈÍ¡
คําºÍ¡Ê§Ñè
¨Ø´Ê‹§¾Å§Ñ : ฤาษีบดยา (ศอกปก)
¨´Ø ÃØ¡μÕ : ฤาษีบดยา (ศอกนําหรอื ตาม).....ยกหรอื ครง้ั ปฏบิ ตั ิ
: ปมุ กระดกู ปลายศอก
: กระหมอ ม ไหปลารา กระดกู หัวไหล

Ç¸Ô Õ»¯ÔºÑμÔ : จากทา จรดมวย
ÈÍ¡นํา ๑. ยกศอกนําขึ้นสงู ใหสูงท่สี ดุ เทา ทจ่ี ะทําได พรอ มกบั ยกเทา นาํ (เทาหนา ) ขน้ึ ใหส ูง
จากพ้นื ประมาณ ๑ ศอก เขยงเทาตาม (เทาหลัง)
๒. ปก ศอกยังจดุ รุกตี พรอ มกับกระทบื เทา ท่ยี กไปขางหนา
๓. ดงึ ศอกกลับมาอยูในทาจรดมวย
ÈÍ¡μÒÁ ๑. ยกศอกนําข้ึนต้ังสูงใหสูงที่สุดเทาท่ีจะทําได พรอมกับยกเทาตาม(เทาหลัง) ขึ้น
ใหส ูงจากพนื้ ประมาณ ๑ ศอก เขยง เทานาํ (เทา หนา )
๒. ปก ศอกยงั จุดรุกตี พรอ มกับกระทบื เทา ทย่ี กไปขางหนา
๓. ดงึ ศอกกลับมาอยูในทา จรดมวย
¢ŒÍá¹Ðนํา : ลกั ษณะการปก ศอกจะมีลักษณะเฉือนหรอื เฉียด

๕๖ ÈÍ¡

ªÍè× ·Ò‹ : คลน่ื กระทบฝง (ศอกเฉียงหลงั )
คาํ ºÍ¡Êèѧ : คล่ืนกระทบฝง (ศอกนาํ หรือตาม).....ยกหรอื คร้ัง ปฏบิ ัติ
¨´Ø ʧ‹ ¾Åѧ : ปุมกระดูกปลายศอกและกระดูกทอนแขน
¨Ø´Ã¡Ø μÕ : ปลายคาง ราวนม ลิ้นป

Ç¸Ô Õ»¯ºÔ μÑ Ô : จากทา จรดมวย
ÈÍ¡นํา ๑. กา วนาํ (เทา หนา ) เฉยี งเขาดานในลาํ ตัวประมาณคร่งึ กา ว
๒. ยกศอกนาํ ขน้ึ ใหขนานกบั พื้น
๓. บดิ ลาํ ตัวเขา ดานในประมาณ ๔๕ องศา
๔. ตวดั ศอกกลับไปขางหลังครง่ึ วง (๙๐ องศา)
๕. ดึงศอกกลบั มาอยใู นทาจรดมวย
ÈÍ¡μÒÁ ๑. กา วเทา ตาม (เทา หลงั ) ไปขา งหนา ๑ กาว (สลบั เปล่ยี นเหลี่ยมมวย)
๒. กา วเทา นาํ (เทา หนา) เฉียงเขา ดานในลําตวั หนา ประมาณครง่ึ กาว
๓. ยกศอกนาํ ขน้ึ ใหข นานกับพน้ื
๔. บดิ ลําตวั เขาดา นในประมาณ ๔๕ องศา
๕. ตวัดศอกกลับไปขา งหลงั ครึง่ วง (๙๐ องศา)
๖. ดึงศอกกลับมาอยูในทา จรดมวย
¢ÍŒ á¹Ðนํา : ลักษณะคลายปลาดุกยักเง้ียงไปขางหลัง บางทีเรียกวา “ปลาดุกยักเงี้ยง”
หนึ่งวงของศอกเทา กบั ครงึ่ วงกลม (๑๘๐ องศา)

๕๗

ªÍè× ·Ò‹ ÈÍ¡
คําºÍ¡Ê§Ñè
¨´Ø ʧ‹ ¾Åѧ : จกั รนารายณ (ศอกกลับ)
¨´Ø Ã¡Ø μÕ : จกั รนารายณ (ศอกนาํ หรือตาม).....ยกหรือคร้ัง ปฏบิ ัติ
: ปุม กระดกู ปลายศอก
: ปลายคาง ขมบั กกหู เบาตา โหนกคว้ิ

Ç¸Ô Õ»¯ÔºμÑ Ô : จากทา จรดมวย
ÈÍ¡นาํ ๑. กา วเทาตามไปขางหนาประมาณคร่งึ กา ว เปลีย่ นเหลยี่ มมวย
๒. กมตวั ไปขางหนาเลก็ นอ ย
๓. ยกศอกตาม (ศอกหลัง) ตง้ั เฉยี งกับพ้นื ประมาณ ๔๕ องศา
๔. ตวัดศอกท่ียกกลับไปขางหลังเต็มวง (๑๘๐ องศา) พรอมกับวาดเทาตาม
(เทาหลัง) ไปขา งหลังเต็มวง (๑๘๐ องศา) ใหศอกปะทะจุดรุกตี
๕. ดงึ ศอกกลบั มาอยูในทา จรดมวย
ÈÍ¡μÒÁ ๑. กา วเทา นาํ เฉียงไปขา งหนาประมาณคร่งึ กาว
๒. กมตวั ไปขางหนาเลก็ นอ ย
๓. ยกศอกตาม (ศอกหลัง) ตง้ั เฉียงกับพ้ืนประมาณ ๔๕ องศา
๔. ตวัดศอกที่ยกกลับไปขางหลังเต็มวง (๑๘๐ องศา) พรอมกับวาดเทาตาม
(เทาหลงั ) ไปขา งหลงั เตม็ วง (๑๘๐ องศา) ใหศอกปะทะจุดรกุ ตี
๕. ดึงศอกกลับมาอยูใ นทา จรดมวย
¢ŒÍá¹Ðนํา : เปนทา หมนุ ตวั กลบั ศอกหลังครบวง จนกลับมายนื ในทาจรดมวยพอดี

๕๘ ࢋÒ

ªÍè× ·‹Ò : กมุ ภกรรณพงุ หอก (เขาตรง)
คําºÍ¡ÊÑè§ : กุมภกรรณพงุ หอก (เขา นาํ หรอื ตาม).....ยกหรอื คร้ัง ปฏิบัติ
¨Ø´Ê‹§¾Åѧ : ปมุ กระดกู หัวเขา
¨´Ø ÃØ¡μÕ : ปลายคาง ยอดอก หนา ทอง ทอ งนอย ลิน้ ป

Ç¸Ô »Õ ¯ÔºÑμÔ : จากทาจรดมวย
ࢋÒนํา ๑. ยกเทา นํา (เทา หนา) โดยการพบั งอเขา ข้นึ ปลายเทาเหยียดตรง
๒. พงุ ปุมกระดกู หวั เขาไปขางหนายงั จุดรกุ ตี โดยอาศัยกําลังจากกลามทองและขา
ทใี่ ชย ืนสง แรงไปยงั จุดสง พลงั
๓. ดึงเขา กลบั มาอยใู นทา จรดมวย
ࢋÒμÒÁ ๑. ยกเทาตาม (เทาหลงั ) โดยการพบั งอเขาขนึ้ ปลายเทาเหยียดตรง
๒. พงุ ปมุ กระดกู หวั เขา ไปขา งหนา ยงั จดุ รกุ ตี โดยอาศยั กาํ ลงั จากกลา มทอ งและขา
ที่ใชยืนสง แรงไปยังจดุ สง พลัง
๓. ดงึ เขา กลับมาอยใู นทา จรดมวย
¢ÍŒ á¹Ðนาํ : อาจใชม อื และแขนปด รบกวนสายตาคตู อ สกู ไ็ ด หรอื ใชผ ลกั นาํ ไปกอ นแลว จงึ ตามดว ย
กมุ ภกรรณพงุ หอก เขา จงึ มลี กั ษณะทม่ิ พงุ พรวดออกไปตรงๆ แตก ารใชท า เขา นจ้ี ะตอ งมกี าํ ลงั กลา มทอ ง
และหนาขาดี เพราะจะตอ งใชการยดื ตวั ของกลา มเน้อื เปน อยางมาก

๕๙

ªè×Í·‹Ò à¢Ò‹
คําºÍ¡คําʧèÑ
¨Ø´Ê§‹ ¾Åѧ : ครอ มเขาพระสุเมรุ (เขาโคง )
¨Ø´Ã¡Ø μÕ : ครอมเขาพระสุเมรุ (เขานําหรือตาม).....ยกหรือครงั้ ปฏบิ ัติ
: ปมุ กระดูกหวั เขา
: ชายโครง ทอง สขี า ง

Ç¸Ô Õ»¯ºÔ ÑμÔ : จากทา จรดมวย
à¢Ò‹ นํา ๑. ยกเทา นาํ (เทา หนา) โดยการพบั งอเขา ขน้ึ ปลายเทา เหยยี ดตรงพบั ขาทอนลา ง
เฉยี งข้นึ มาใหข นานกับพื้น
๒. จงั หวะตอ เนอื่ งนน้ั ใหพ งุ ปมุ กระดกู หวั เขา ไปขา งหนา ยงั จดุ รกุ ตโี ดยอาศยั กาํ ลงั จาก
กลา มทอ งและขาทใ่ี ชยนื สงจดุ พลังไปยังจุดรกุ ตีดว ยการเหว่ียงลกั ษณะโคงเขา มาจากดานขา ง
๓. ดึงเขา กลับมาอยใู นทา จรดมวย
ࢋÒμÒÁ ๑. ยกเทา ตาม (เทา หลงั ) โดยการพบั งอเขา ขนึ้ ปลายเทา เหยยี ดตรงพบั ขาทอ นลา ง
เฉยี งขึ้นมาใหข นานกับพืน้
๒. จงั หวะตอ เนอ่ื งกนั ใหพ งุ ปมุ กระดกู หวั เขา ไปขา งหนา ยงั จดุ รกุ ตโี ดยอาศยั กาํ ลงั จาก
กลามทองและขาท่ใี ชยืน สงจดุ พลงั ไปยังจดุ รุกตีดว ยการเหวีย่ งลกั ษณะโคงเขามาจากดานขา ง
๓. ดงึ เขา กลับมาอยูใ นทา จรดมวย
¢ŒÍá¹Ðนาํ : การตเี ขา ทา ในน้ี ตอ งมลี กั ษณะเฉือนหรือเฉยี ดประกอบดว ย

๖๐

ªÍè× ·Ò‹ à¢Ò‹
คาํ ºÍ¡คําÊè§Ñ
¨Ø´Ê§‹ ¾Åѧ : หนุมานแหวกฟอง (เขาลอย)
¨´Ø ÃØ¡μÕ : หนุมานแหวกฟอง (เขานําหรือตาม).....ยกหรือครง้ั ปฏบิ ัติ
: ปุม กระดูกหวั เขา
: ใบหนา ปลายคาง ยอดอก ลิ้นป

ÇÔ¸»Õ ¯ÔºμÑ Ô : จากทาจรดมวย
ࢋÒนาํ ๑. กาวเทาไปขางหนาประมาณหน่ึงกา ว (อาจเปน ๒-๓ กา วก็ได)
๒. จังหวะตอเนื่องน้ัน กระโจนลอยตัวขึ้น พรอมกับใหพุงปุมกระดูกหัวเขา
ไปขางหนายังจุดรุกตี โดยอาศัยกําลังสงตัวจากลําตัว สงจุดสงพลังไปยังจุดรุกตีดวยพุงแบบเขาตรง
(กุมภกรรณพุง หอก) หรือการเหว่ียงลักษณะโคง (ครอมเขาพระสเุ มรุ) เขามาจากดานขางกไ็ ด
๓. ดึงเขา ลดหมัด กลับมาอยใู นทาจรดมวย
à¢Ò‹ μÒÁ ปฏิบัตเิ หมอื นเขา นาํ
¢ÍŒ á¹Ðนํา : การเขาในทาน้ี เปนการเขาท่ีใชการกระโดดเขาใสคูตอสู ท้ังนี้วิถีเขาอาจจะตอง
ปรับทิศทางบาง เน่ืองจากคูตอสูอาจปดปกปอง หรือยกบัง วิถีเขาที่พุงออกไปจึงเปนไปไดท้ังตรง
หรอื โคง และอาจใชผ สมผสานกนั กไ็ ด สว นมอื และแขนจะตอ งทาํ หนา ทค่ี า้ํ เพอื่ ปด จดุ รกุ ตขี องคนมวยไว

๖๑

ª×Íè ·‹Ò ࢋÒ
คําºÍ¡คําÊèѧ
¨Ø´Ê‹§¾Åѧ : หนมุ านหกั คอชางเอราวัณ (เขาอดั )
¨´Ø ÃØ¡μÕ : หนมุ านหกั คอชา งเอราวณั (เขา นําหรอื ตาม).....ยกหรอื ครง้ั ปฏบิ ตั ิ
: ปุมกระดูกหวั เขา
: ปลายคาง ยอดอก ทอ ง ชายโครง ลิน้ ป สีขาง หนาขา เขา

ÇÔ¸»Õ ¯ºÔ μÑ Ô : จากทา จรดมวย
à¢Ò‹ นาํ ๑. ใชม อื และแขนรดั กดหนีบคอและแขนของคูตอ สูไว
๒. จังหวะตอ เน่อื งนน้ั กระโจนลอยตวั ขนึ้ ใชเทาตาม (เทาหลัง) ตะกายยํา่ ไปบนเขา
ของคูตอสู พรอมกับใหพุงปุมกระดูกหัวเขานํา (เขาหนา) ไปขางหนายังจุดรุกตีโดยอาศัยกําลังสง
จากลําตัว สงจุดสงพลังไปยังจุดรุกตีดวยพุงแบบตรง (กุมภกรรณพุงหอก) หรือเหว่ียงลักษณะโคง
(ครอ มเขาพระสุเมร)ุ เขามาจากดานขางก็ได
๓. ดงึ เขา ลดหมัด กลับมาอยใู นทาจรดมวย
ࢋÒμÒÁ ๑. ใชม ือและแขนรัดกดหนีบคอและแขนของคตู อ สูไว
๒. จังหวะตอ เน่อื งนั้น กระโจนลอยตัวข้นึ ใชเทา นาํ (เทาหนา ) ตะกายยํ่าไปบนเขา
ของคูตอสู พรอมกับใหพุงปุมกระดูกหัวเขาตาม (เขาหลัง) ไปขางหนายังจุดรุกตีโดยอาศัยกําลังสง
จากลําตัว สงจุดสงพลังไปยังจุดรุกตีดวยพุงแบบตรง (กุมภกรรณพุงหอก) หรือเหว่ียงลักษณะโคง
(ครอมเขาพระสุเมรุ) เขา มาจากดานขา งกไ็ ด
๓. ดงึ เขา ลดหมดั กลับมาอยูในทาจรดมวย
¢ÍŒ á¹Ðนํา : มวี ิธีจาํ ในทานี้ คือ กด กระโดด ตี เปน การตแี บบไมตอ งการตอ เน่ือง

๖๒

ªèÍ× ·‹Ò à¢Ò‹
คําºÍ¡คําÊѧè
¨Ø´Ê‹§¾Åѧ : ทศกณั ฑเหน่ียวเขาพระสุเมรุ (เขา กระทบ)
¨Ø´Ã¡Ø μÕ : ทศกณั ฑเ หน่ยี วเขาพระสุเมรุ (เขา นําหรือตาม).....ยกหรอื คร้งั ปฏิบัติ
: ปมุ กระดูกหวั เขา
: ทอง ชายโครง สขี าง โคนขา

Ç¸Ô »Õ ¯ÔºμÑ Ô : จากทา จรดมวย
à¢Ò‹ นํา ๑. ใชมือโอบจบั รัดลาํ คอหรือลําตัวของคตู อสูห นีบกดไวใ หแนน
๒. พุง ปุม กระดกู หวั เขานาํ (เขาหนา ) ไปขา งหนายงั จดุ รกุ ตี โดยอาศัยกําลังสง จาก
ขาและลําตัว สงจุดสงพลังไปยังจุดรุกตีดวยการพุงแบบตรง (กุมภกรรณพุงหอก) หรือการเหวี่ยง
ลกั ษณะโคง (ครอ มเขาพระสุเมรุ) เขา มาจากดา นขางก็ได
๓. ดึงเขา ลดหมดั กลับมาอยูในทา จรดมวย
ࢋÒμÒÁ ๑. ใชมอื โอบจับรัดลําคอหรือลาํ ตวั ของคูตอ สูห นีบกดไวใ หแ นน
๒. พงุ ปมุ กระดกู หัวเขาตาม (เขา หลัง) ไปขางหนา ยงั จุดรุกตี โดยอาศยั กําลังสงจาก
ขาและลําตัว สงจุดสงพลังไปยังจุดรุกตีดวยการพุงแบบตรง (กุมภกรรณพุงหอก) หรือการเหว่ียง
ลักษณะโคง (ครอ มเขาพระสเุ มร)ุ เขา มาจากดานขา งก็ได
๓. ดงึ เขา ลดหมดั กลบั มาอยใู นทา จรดมวย
¢ŒÍá¹Ðนาํ : ทาเขาน้ีจะมีการดึงหรือโนมคอคูตอสูดวย แตถารัดเอวจะเปนการตีท่ีหนาขา
หรอื ดา นขางของเขา เรียกวา “เขาเหนบ็ ” เปนการตแี บบตองการตอ เนื่อง หลกั การจาํ คอื จับ กด ตี
และไมตองกระโดดเหมอื นทา “หักคอชางเอราวัณ”

๖๓

ª×èÍ·Ò‹ à·ÒŒ
คาํ ºÍ¡คาํ Êèѧ
¨Ø´Ê§‹ ¾Å§Ñ : หนุมานเปดดาน (เตะตรง)
¨´Ø ÃØ¡μÕ : หนุมานเปดดาน (เทานาํ หรอื ตาม).....ยกหรอื คร้ัง ปฏิบัติ
: ปลายนิว้ เทา สนเทา
: ปลายคาง กราม ราวนม ซอกรักแร ดา นในของแขนทอนบน

Ç¸Ô Õ»¯ÔºμÑ Ô : จากทา จรดมวย
à·ÒŒ นํา ๑. ยกเทา นําวาดเตะลกั ษณะเหวีย่ งตรงๆ ไปยังจดุ รุกตี
๒. ดึงเทา กลับมาอยใู นทาจรดมวย
à·ÒŒ μÒÁ ๑. ยกเทา ตามวาดเตะลกั ษณะเหว่ียงตรงๆ ไปยงั จดุ รกุ ตี
๒. ดึงเทา กลับมาอยูในทาจรดมวย
¢ŒÍá¹Ðนาํ : การเตะลักษณะน้ีเรียกวา “ผาหมาก” เพราะอาการท่ีเหว่ียงเทาข้ึน
ตรงๆ เหมือนใชมีดผาลูกหมากออกเปนซีก การจะเตะใหแรงไดจะตองสลัดมือหรือฟนมือชวย
แตถาเตะเบาๆ ก็ควรยกหมัดตั้งวงปดไวใหดี ข้ึนอยูกับจังหวะเขาทําเกมรุก-รับวาสมควรเวลาใด
การฝกฝนจนกระทงั่ ชาํ นาญดังนี้แลว จงึ สามารถอานจงั หวะมวยได

๖๔

ª×Íè ·‹Ò à·ÒŒ
คาํ ºÍ¡คําÊè§Ñ
¨Ø´Ê§‹ ¾Åѧ : มาณพเลน ขา (เตะเหวย่ี ง)
¨´Ø Ã¡Ø μÕ : มาณพเลน ขา (เทา นําหรอื ตาม).....ยกหรือครงั้ ปฏิบัติ
: ครงึ่ เขาครึ่งแขง สนั เทา
: ขมบั ทัดดอกไม กานคอ ชายโครง สขี า ง พับนอก พับใน

ÇÔ¸»Õ ¯ºÔ ÑμÔ : จากทา จรดมวย
à·ŒÒนํา ๑. วาดเทา นําเตะลกั ษณะเหวี่ยงโคง ขนึ้ มาจากดา นขางไปยงั จดุ รกุ ตี
๒. พรอมกันใหลดหมัดนํา (หมัดหนา) ลงในลักษณะฟนแขนผานลําตัวจนสุดแขน
(แขนตงึ )
๓. พรอมกันใหยกหมัดตาม (หมัดหลัง) ขึ้นปดบริเวณโหนกแกมทอนแขน
ปด บรเิ วณคาง
๔. ดึงเทาและหมดั กลบั มาอยใู นทา จรดมวย
à·ÒŒ μÒÁ ๑. วาดเทา นาํ เตะลกั ษณะเหว่ยี งโคงขน้ึ มาจากดา นขา งไปยังจุดรุกตี
๒. พรอมกันใหลดหมัดนํา (หมัดหนา) ลงในลักษณะฟนแขนผานลําตัวจนสุดแขน
(แขนตงึ )
๓. พรอมกันใหยกหมัดตาม (หมัดหลัง) ขึ้นปดบริเวณโหนกแกมทอนแขนปด
บรเิ วณคาง
๔. ดงึ เทา และหมดั กลับมาอยูในทา จรดมวย

๖๕

ªÍè× ·Ò‹ à·ŒÒ
คําºÍ¡คาํ ʧÑè
¨Ø´Ê§‹ ¾Å§Ñ : เถรกวาดลานวดั (เตะกดต่ํา)
¨´Ø ÃØ¡μÕ : เถรกวาดลานวดั (เทานาํ หรอื ตาม).....ยกหรอื ครง้ั ปฏิบตั ิ
: คร่งึ เขา คร่งึ แขง (ไมสัน้ ) สันเทา (ไมย าว)
: พับนอก พบั ใน

Ç¸Ô Õ»¯ºÔ μÑ Ô : จากทา จรดมวย
à·ÒŒ นาํ ๑. วาดเทา นาํ เตะลกั ษณะเหวย่ี งไปยงั จดุ รกุ ตี แตใ หส งู กวา จดุ รกุ ตเี ลก็ นอ ย เมอื่ ใกล
ถงึ จดุ รกุ ตใี หกดควํา่ แขงลงยงั จุดรกุ ตี
๒. พรอ มกนั ใหล ดหมดั นาํ (หมดั หนา ลง) ลงในลกั ษณะฟน แขนผา นลาํ ตวั จนสดุ แขน
(แขนตงึ )
๓. พรอมกันใหยกหมัดตาม (หมัดหลัง) ข้ึนปดบริเวณโหนกแกมทอนแขนปด
บรเิ วณคาง
๔. ดงึ เทาและหมัด กลบั มาอยใู นทาจรดมวย
à·ŒÒμÒÁ ๑. วาดเทา นาํ เตะลกั ษณะเหวย่ี งไปยงั จดุ รกุ ตี แตใ หส งู กวา จดุ รกุ ตเี ลก็ นอ ย เมอื่ ใกล
ถงึ จดุ รกุ ตใี หกดคว่ําแขงลงยังจุดรกุ ตี
๒. พรอมกันใหลดหมัดนํา (หมัดหนา) ลงในลักษณะฟนแขนผานลําตัวจนสุดแขน
(แขนตงึ )
๓. พรอมกันใหยกหมัดตาม (หมัดหลัง) ข้ึนปดบริเวณโหนกแกมทอนแขนปด
บรเิ วณคาง
๔. ดึงเทาและหมัด กลับมาอยใู นทาจรดมวย
¢ŒÍá¹Ðนํา : การวาดเทา เตะมลี ักษณะเฉียงหรือฟนลง

๖๖

ª×èÍ·‹Ò à·ŒÒ
คาํ ºÍ¡คําʧÑè
¨´Ø Ê‹§¾Å§Ñ : นาคขนดหาง (เตะกดสูง)
¨Ø´ÃØ¡μÕ : นาคขนดหาง (เทานาํ หรอื ตาม).....ยกหรอื ครั้ง ปฏิบัติ
: ครง่ึ เขาคร่งึ แขง (ไมส นั้ ) สนั เทา (ไมย าว)
: ปลายคาง กราม กกหู ทัดดอกไม กานคอ หัวไหล

ÇÔ¸»Õ ¯ÔºμÑ Ô : จากทา จรดมวย
à·ŒÒนํา ๑. วาดเทา นาํ เตะลกั ษณะเหวยี่ งไปยงั จดุ รกุ ตี แตใ หส งู กวา จดุ รกุ ตเี ลก็ นอ ย เมอ่ื ใกล
ถงึ จดุ รุกตใี หก ดควาํ่ แขงลงยงั จดุ รกุ ตี (เตะใหข ามหวั ไหลค ูตอ สู)
๒. พรอมกันใหลดหมัดนํา (หมัดหนา) ลงในลักษณะฟนแขนผานลําตัวจนสุดแขน
(แขนตึง)
๓. พรอมกันใหยกหมัดตาม (หมัดหลัง) ข้ึนปดบริเวณโหนกแกมทอนแขนปด
บริเวณคาง
๔. ดึงเทาและหมัด กลับมาอยูในทาจรดมวย
à·ÒŒ μÒÁ ๑. วาดเทา นาํ เตะลกั ษณะเหวย่ี งไปยงั จดุ รกุ ตี แตใ หส งู กวา จดุ รกุ ตเี ลก็ นอ ย เมอื่ ใกล
ถงึ จดุ รุกตใี หก ดคว่ําแขงลงยงั จดุ รกุ ตี (เตะใหข า มหวั ไหลคตู อส)ู
๒. พรอ มกนั ใหล ดหมดั นาํ (หมดั หลงั )ลงในลกั ษณะฟน แขนผา นลาํ ตวั จนสดุ (แขนตงึ )
๓. พรอ มกนั ใหย กหมดั ตาม(หมดั หนา )ขน้ึ ปด บรเิ วณโหนกแกม ทอ นแขนปด บรเิ วณคาง
๔. ดงึ เทาและหมดั กลบั มาอยูในทา จรดมวย

๖๗

ªè×Í·Ò‹ à·ŒÒ
คาํ ºÍ¡คาํ ʧèÑ
¨´Ø ʧ‹ ¾Å§Ñ : มอญยนั หลกั (ถีบตรง)
¨Ø´ÃØ¡μÕ : มอญยันหลกั (เทา นําหรอื ตาม).....ยกหรอื คร้ัง ปฏิบตั ิ
: ปลายนวิ้ เทา จมูกเทา สันเทา
: ใบหนา หนาทอง ทอ งนอ ย ล้นิ ป ขอ ตอ โคนขา สะบาหัวเขา

ÇÔ¸»Õ ¯ºÔ ÑμÔ : จากทาจรดมวย
à·ŒÒนาํ ๑. ยกเทานาํ (เทา หนา ) ข้ึนตรงมีลักษณะงอเลก็ นอย โดยเลง็ ใหจ ดุ สง พลังพอดกี บั
จุดรกุ ตี ๒. เสอื กเทาไปขางหนา พงุ จุดสง พลังไปยงั จุดรุกตี ในลักษณะกระทืบ (แนวนอน)
à·ÒŒ μÒÁ ๓. ดงึ เทา กลบั มาอยใู นทาจรดมวย
กบั จดุ รุกตี ๑. ยกเทานํา (เทาหลัง) ขึ้นตรงมีลักษณะงอเล็กนอย โดยเล็งใหจุดสงพลังพอดี
¢ÍŒ á¹Ðนํา ๒. เสือกเทา ไปขา งหนา พุงจดุ สงพลังไปยงั จุดรุกตี ในลักษณะกระทบื (แนวนอน)
๓. ดงึ เทา กลบั มาอยูในทาจรดมวย
: การเสอื กเทามลี กั ษณะเหมือนการท่มิ ของทอ นขา

๖๘

ªÍ×è ·Ò‹ à·ŒÒ
คําºÍ¡คําʧèÑ
¨Ø´Ê‹§¾Åѧ : กวางเหลียวหลัง (ถบี ตะแคงบดิ เหล่ียม)
¨Ø´ÃØ¡μÕ : กวางเหลยี วหลงั (เทานําหรอื ตาม).....ยกหรือครง้ั ปฏบิ ัติ
: สันเทา
: ทองนอ ย ล้นิ ป ราวนม

Ç¸Ô Õ»¯ÔºÑμÔ : จากทาจรดมวย
à·ÒŒ นาํ ๑. ยกเทานํา (เทาหนา) ขึ้นในลักษณะพับขา บิดปลายเทาเขาดานในสนเทาออก
ดานนอก เทา สูงจากพน้ื ประมาณ ๑ ศอก บดิ ลาํ ตัวเขา ดานในเลก็ นอย
๒. ยกเทา (เทา หนา ) ในลกั ษณะตวดั พบั ขน้ึ อกี ประมาณ ๑ คบื โลต วั ไปขา งหลงั เลก็ นอ ย
๓. เสอื กเทา ออกไปใหเ ฉยี งสงู ขน้ึ ในลกั ษณะกง่ึ ดดี กงึ่ เหวย่ี ง บดิ พลกิ ลาํ ตวั ไปดา นหลงั
๔. กลับมาอยูในทาจรดมวย
à·ÒŒ μÒÁ ปฏิบตั เิ หมือนกันกลับเทานาํ เพยี งแตกา วสลับเทาเปลยี่ นเหลยี่ มมวย
¢ŒÍá¹Ðนาํ : การถีบทาน้ี เปนการพลกิ (ปด) เหลี่ยม ใชสาํ หรบั เปนลกู ไมสวนทวน (ตโี ต)
แมไ ม, ลูกไมต า งๆ ไดหลายๆ แมไม, ลกู ไม และนยิ มใชกนั มากในสมัยโบราณ นอกจากจะสามารถ
เปนอาวธุ คํา้ ยันไดดแี ลวยงั เปน ทา ปอ งกนั ไดด อี ีกทา หนง่ึ ดว ย

๖๙

ªè×Í·Ò‹ à·ÒŒ
คําºÍ¡คาํ ʧèÑ
¨´Ø ʧ‹ ¾Åѧ : โยธาสินธพ (ถบี ตะแคงบดิ เหล่ยี ม)
¨Ø´ÃØ¡μÕ : โยธาสนิ ธพ (เทานําหรือตาม).....ยกหรอื คร้งั ปฏิบตั ิ
: สนเทา ปลายน้ิวเทา จมกู เทา
: ทองนอย ลิน้ ป ราวนม ปลายคาง

Ç¸Ô Õ»¯ºÔ μÑ Ô : จากทา จรดมวย
à·ÒŒ นํา ๑. ยกเทา นําวาดเตะลักษณะเหว่ียงตรงๆ ไปยังจุดรกุ ตี
๒. จงั หวะท่เี ทา ท่ีเตะออกไปยกสุด เสอื กเทาไปขางหนา พุงจดุ สง พลังไปยงั จดุ รุกตี
ในลกั ษณะกระทบื (แนวนอน)
๓. ดึงเทา กลบั มาอยูใ นทาจรดมวย
à·ŒÒμÒÁ ๑. ยกเทา นําวาดเตะลักษณะเหวย่ี งตรงๆ ไปยังจุดรกุ ตี
๒. จังหวะทเ่ี ทาท่ีเตะออกไปยกสดุ เสอื กเทาไปขา งหนา พุงจดุ สงพลังไปยังจดุ รกุ ตี
ในลักษณะกระทบื (แนวนอน)
๓. ดึงเทา กลับมาอยใู นทา จรดมวย
¢ÍŒ á¹Ðนาํ : แมไมทานี้ จุดประสงคหลักเพื่อผสมสองทาใหสามารถใชไดในเวลาเดียวกัน
ยังมีแมไมอีกหลายๆ ทาที่นํามาใชผสมกัน เชน หมัดกับเขา หมัดกับศอก (ตอยแถมศอก) ฯลฯ

การฝกฝนแตล ะแมไมใหเกิดความชาํ นาญ จะสามารถรวมทา ได

๗๐

๗๑

º··Õè õ

¡Òýƒ¡à¾Íè× à¾èÔÁÊÁÃöÀÒ¾·Ò§¡ÒÂ

ÇμÑ ¶»Ø ÃÐʧ¤¡ ÒÃàÃÕ¹ûŒÙ ÃÐจาํ º·

๑. ผเู รียนสามารถกาํ หนดเปา หมายในการฝก เพ่อื เพิม่ สมรรถภาพทางกาย
๒. ผเู รยี นรขู ัน้ ตอนในการฝก สมรรถภาพแบงเปน ๔ ขัน้ ตอน
๓. ผเู รียนสามารถปฏบิ ัตติ ามแบบฝก เพอื่ เพ่มิ สมรรถภาพทางกาย

ÊÇ‹ ¹นํา

สมรรถภาพทางกายเปนความสามารถของบุคคลในอันที่จะใชระบบตางๆ กระทํากิจกร
รมใดๆ อันเกี่ยวกับการแสดงออกซึ่งความสามารถทางรางกายไดอยางมีประสิทธิภาพและสามารถ
ฟน ตวั กลบั สสู ภาวะปกตไิ ดใ นเวลาอนั รวดเรว็ เราจะทราบไดว า เรามสี มรรถภาพทางกายในดา นในมาก
หรอื นอย กโ็ ดยการทดสอบสมรรถภาพทางกายดวยแบบทดสอบมาตรฐาน เมอ่ื เรามีสมรรถภาพทาง
กายในดา นใดนอย เรากส็ ามารถเสริมสรางขนึ้ มาไดดว ยการกําหนดการฝกหรอื ออกกําลงั กายตอไป

การเสริมสรางสมรรถภาพทางกาย เปนการปรับปรุงสภาวะของรางกายใหอวัยวะตางๆ
ของรา งกายมีประสทิ ธภิ าพในการทาํ หนา ที่สงู และมกี ารประสานงานกนั ของระบบตางๆ ของรางกาย
ไดเปน อยา งดี

ÊÁÃöÀÒ¾·Ò§¡Ò·èÑÇä» (General Physical fitness)

คณะกรรมการนานาชาติเพ่ือจัดมาตรฐานการทดสอบความสมบูรณทางดานรางกาย
ไดจําแนกความสมบูรณท างกายออกเปน ๗ ประเภท

๑. ความเรว็ (Speed) คอื ความสามารถของรา งกายในการเคลอื่ นทจ่ี ากทหี่ นงึ่ ไปยงั อกี
ท่ีหน่งึ โดยใชระยะเวลาสน้ั ทสี่ ดุ

๒. พลังกลามเน้ือ (Muscle Power) คือ ความสามารถของกลามเน้ือในการทํางาน
อยางรวดเร็วในจังหวะของกลา มเน้อื หดตัวหนึ่งครง้ั เชน ยนื กระโดดไกล

๓. ความแขง็ แรงของกลามเนอื้ (Muscle Strength) คอื ความสามารถของกลามเนอ้ื
ทหี่ ดตัวเพยี งครัง้ เดยี วโดยไมจ าํ กดั เวลา เชน การยกน้ําหนัก เปนตน

๔. ความอดทนของกลามเนื้อ (Muscle endurance, Anaerobic Capacity) คือ
ความสามารถของกลา มเน้ือทีไ่ ดป ระกอบกิจกรรมซา้ํ ซากไดเ ปน ระยะเวลานานอยางมปี ระสิทธิภาพ

๕. ความคลองตัว (Agility) คือ ความสามารถของรางกายท่ีจะบังคับควบคุมในการ
เปล่ยี นแปลงทิศทางการเคลือ่ นทไี่ ดดวยความรวดเร็วและแนน

๗๒

๖. ความออนตัว (Flexibility) คือ ความสามารถขอ ตอตา งๆ ในการทจ่ี ะเคลอ่ื นไหว
ไดอยางกวา งขวาง

๗. ความอดทนทวั่ ไป (General endurance) คอื ความสามารถในการทาํ งานของระบบ
ตา งๆ ในรางกายทที่ าํ งานไดนานและมปี ระสทิ ธภิ าพ

à»Ò‡ ËÁÒÂ㹡Òýƒ¡à¾×èÍà¾ÔÁè ÊÁÃöÀÒ¾·Ò§¡ÒÂ

๑. อยากหนุ ดี รปู รา งสมสว น
๒. อยากแขง็ แรง เนน เรือ่ งสมรรถภาพ ไมไดเ นน กลามใหญ
๓. อยากสุขภาพดี วง่ิ ลดพงุ จะไดไมเ ส่ยี งเปนโรค

Ẻ·Õè ñ รูปรางสมสว น มคี วามแขง็ แรง แตไ มไ ดแปลวาจะวงิ่ เรว็ กระโดดไกล

Ẻ·èÕ ò แข็งแรง เนนเรือ่ งสมรรถภาพ

๗๓

Ẻ·èÕ ó ÍÂÒ¡ÊØ¢ÀÒ¾´Õ ÇÔè§Å´¾§Ø ¨Ðä´äŒ Áà‹ ÊÂèÕ §à»š¹âä

¢¹éÑ μ͹㹡Òýƒ¡ÊÁÃöÀҾẋ§à»¹š ô ¢Ñ¹é μ͹

๑. ขน้ั อบอนุ รา งกาย (Warm up)
๒. ข้นั ฝก ทกั ษะ (Skills unit)
๓. ขั้นฝก สมรรถภาพทางกาย (Fitness unit)
๔. ขนั้ คลายอนุ (Cool down)

μÇÑ Í‹ҧẺ½ƒ¡à¾èÍ× à¾ÁèÔ ÊÁÃöÀÒ¾·Ò§¡ÒÂ

วัน เวลา ๐๕.๓๕ น.-๐๕.๔๕ น. ๐๕.๔๖ น.-๐๖.๑๕ น. ๐๖.๑๖ น.-๐๖.๒๕ น. ๐๖.๒๕ น.-๐๖.๓๐น.

จนั ทร WARM UP วง่ิ ๒๕ - ๓๐ นาที Body Weight COOL DOWN

วนั อังคาร WARM UP ว่งิ ๒๕ - ๓๐ นาที Speed + Power training COOL DOWN

วันพุธ WARM UP วิง่ ๒๕ - ๓๐ นาที Body Weight COOL DOWN

วันพฤหัสบดี WARM UP วิ่ง ๒๕ - ๓๐ นาที Speed + Power training COOL DOWN

วนั ศุกร WARM UP วง่ิ ๒๕ - ๓๐ นาที Body Weight COOL DOWN

ËÁÒÂàËμØ
๑. กอนและหลังการฝก ซอ มตอ งอบอุนรา งกายอยางนอย ๕-๑๐ นาที
๒. หลังการฝก ซอมควรเสรมิ สรางความแขง็ แรงดว ยบอดเ้ี วท
๓. โปรแกรมการฝก ซอมสามารถปรบั ประยกุ ตไ ดตามความเหมาะสม

๗๔

Ẻ½¡ƒ Body Weight

ñ. ¡ÅÒŒ Áà¹×éÍËÑÇäËÅ‹
๑.๑ Shoulder Push Up (ดันพืน้ ยกสะโพกสูง ปฏบิ ัติ ๓ ยก ยกละ ๑๐-๑๒ ครงั้

พกั ๒๐ วินาที)

ÖÝĉ Öøøöǰ$"3%*0ǰ

๑.๒ ARM CIRCLES (หมุนแขนไปดานหนา ๕๐ ครั้ง ดา นหลงั ๕๐ คร้ัง ปฏบิ ตั ิ
๒ ยก พกั ๒๐ - ๓๐ วนิ าท)ี

๗๕

๑.๓ ดึงขอ (ปฏบิ ตั ิ ๓ ยก ยกละ ๔ ครงั้ พกั ๒๐ วนิ าที ชา ๆ ขนึ้ สดุ ลงสดุ )
ò. ¡ÅÒŒ Áà¹×éÍ˹ŒÒÍ¡ (Push Up »¯ºÔ ÑμÔ ó ¡ ¡ÅÐ ñð-ñõ ¤Ã§éÑ ¾¡Ñ òð Ç¹Ô Ò·Õ
ªŒÒæ ¢¹Öé Ê´Ø Å§ÊØ´)

ó. ¡ÅŒÒÁà¹é×ÍËÅ§Ñ (à¡Ã秤ŒÒ§äÇŒ »¯ÔºÑμÔ ó ¡ ¡ÅÐ òð Ç¹Ô Ò·Õ)

๗๖

ô. ¡ÅÒŒ Áà¹Íé× Ë¹ÒŒ ·ÍŒ §
๔.๑ Flutter Kick (ยกขาขึน้ ขนานกบั พื้น เกร็งคางไว ปฏบิ ตั ิ ๓ ยก ยกละ ๒๐

วนิ าที)

๔.๒ Sit - up (ปฏบิ ัติ ๓ ยก ยกละ ๑๕-๒๐ ครง้ั พกั ๒๐ วนิ าที ชาๆ ขึ้นสุด
ลงสุด)

๗๗

õ. ¡ÅŒÒÁà¹×Íé μŒ¹¢Ò
๕.๑ Truck Jump (กระโดดใหส ูง ปฏิบัติ ๓ ยก ยกละ ๑๕-๒๐ ครัง้ พัก ๒๐ วนิ าที

กระโดดเกบ็ เขา ใหสงู และเรว็ )

ǰ4RVBUǰ ìÜĚĉ îĚćĞ ĀîĆÖĕðìĊęÖšîĒúą×ćǰđÖøĘÜÙšćÜĕüšǰðäïĉ êĆ ĉǰĤǰ÷Öǰ÷ÖúąǰĤġ-ĥġǰüîĉ ćìĊ
ǰ

๕.๒ Squat (ท้ิงน้ําหนักไปท่ีกนและขา เกร็งคางไว ปฏิบัติ ๓ ยก ยกละ
๓๐-๔๐ วนิ าที)

๗๘

Ẻ½¡ƒ Speed + Power training

๑. ว่งิ sprint ๒๐-๓๐ เมตร ๕ เทย่ี ว
๒. นอนคว่าํ แลวลุกข้นึ วง่ิ sprint ๒๐-๓๐ เมตร ๕ เทย่ี ว
๓. กระโดด เขาแตะอก ๒ คร้งั แลววิ่ง sprint ๒๐-๓๐ เมตร ๕ เท่ยี ว
๔. วิง่ แตะเสน ๕ เมตร ๑๐ เมตร ๑๕ เมตร
๕. วงิ่ ยกหนา ขาหรอื วง่ิ ขนึ้ บนั ได

๗๙

º··Õè ö

¡ÒúҴà¨çº·Ò§¡ÒáÌÕ Ò

ÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤¡ ÒÃàÃÕ¹ûŒÙ ÃÐจาํ º·

- ผเู รยี นรูห ลักการปฐมพยาบาลอาการบาดเจ็บจากการเลน กีฬา
- ผเู รยี นสามารถเคล่ือนยายผบู าดเจบ็ ออกจากสนามการแขงขัน
- ผเู รยี นรูวธิ กี ารปอ งกนั การบาดเจ็บทางการกฬี า

ʋǹนาํ

การบาดเจ็บจากกีฬาเกิดข้ึนไดเสมอ ไมวาจะเปนการเลนกีฬาเพ่ือสุขภาพ หรือนักกีฬา
อาชพี และสามารถเกดิ ไดก บั อวยั วะทกุ สว นของรา งกาย การบาดเจบ็ นอ้ี าจเกดิ จากอบุ ตั เิ หตขุ ณะแขง ขนั
หรือฝกซอ มกีฬา หรอื เกดิ จากการใชงานอยา งหนักก็ได ลกั ษณะการบาดเจบ็ จากกีฬาไมแตกตา งจาก
การบาดเจ็บจากอุบตั ิเหตุ จากการทาํ งานหรืออบุ ัตเิ หตใุ นชวี ติ ประจําวันได สว นใหญการบาดเจ็บจาก
กีฬามักไมรุนแรง นักกีฬาที่บาดเจ็บสามารถทํางานในชีวิตประจําวันได แตอยางไรก็ตาม การดูแล
รักษาการบาดเจ็บจากกีฬาก็มุงหวังเพ่ือใหนักกีฬาสามารถกลับไปเลนกีฬาไดในเวลาอันรวดเร็ว โดย
เฉพาะนกั กฬี าอาชพี ควรไดร บั การดแู ลวนิ จิ ฉยั และรกั ษาอยา งทนั ทว งที เพอื่ ใหส ามารถกลบั ไปเลน กฬี า
ในสภาพเดิมในเวลาอนั สั้น

การปฐมพยาบาลเบื้องตน หมายถึง การชวยเหลือเบ้ืองตนแกผูไดรับบาดเจ็บหรือผูปวย
กอนจะมาถงึ มือแพทยหรอื พยาบาล ในบางครงั้ หากการบาดเจ็บทเี่ กิดขึ้นอาการไมถงึ ขน้ั รนุ แรงก็อาจ
ไมตองถึงมือแพทยหรือสถานพยาบาลก็ได ท้ังน้ีเพ่ือปองกันหรือลดอันตรายตอผูท่ีไดรับบาดเจ็บ
หรือผูปวยจากการเลนกีฬาที่อาจนําไปสูความพิการหรือเสียชีวิตไดโดยการใชอุปกรณในการปฐมพยาบาล
ที่เตรียมไวหรือการประยุกตวัสดุเทาที่จะหาไดในขณะนั้น ท้ังนี้การปฐมพยาบาลเบื้องตน
ที่ถูกตอง เหมาะสมและรอบคอบ ซงึ่ จะทาํ ใหผ ูไดรบั บาดเจบ็ ลดความรนุ แรง ชว ยผอ นหนกั ใหเ ปนเบา
ลดอัตราเส่ียงตอความพิการ หรือเสียชีวิตได นอกจากนี้ยังทุเลาความเจ็บปวดและทุกขทรมาน
ดวยการปฐมพยาบาลเบื้องตนมีความสําคัญมาก เน่ืองจากอุบัติเหตุท่ีเกิดข้ึนไมเพียงแตเฉพาะจาก
การกีฬาเทานั้น อุบัติเหตุอื่นๆ ที่เราตองเผชิญในชีวิตประจําวันหากไดรับการปฐมพยาบาลเบ้ืองตน
ท่ีถูกตองเหมาะสมและทันทวงที จะนําไปสูการพยากรณโรคและการรักษาตอไปที่ดีไดซ่ึง
หลกั การปฐมพยาบาลเบอ้ื งตน ประกอบดว ย การชว ยชวี ติ เบอื้ งตน (CPR) การจดั การเกยี่ วกบั บาดแผล
หลัก RICE และการเคลือ่ นยา ยผปู ว ยออกจากสนามการแขง ขัน ดังน้ี

ñ. ¡ÒêNj ªÇÕ μÔ àºÍé× §μ¹Œ ในกรณที พี่ บผปู ว ยหยดุ หายใจหรอื หวั ใจหยดุ เตน ใหด าํ เนนิ การ
ชว ยชีวติ เบ้อื งตนดวยการชวยหายใจและชว ยใหห ัวใจเตนไดใ หม (cardiopulmonary resuscitation,
CPR) โดยมีขัน้ ตอนดงั นี้

๘๐

๑.๑ การตรวจสอบ (Recognition) โดยการเขยาไหลแลวเรียก ถาไมรูตัว
ใหคลาํ ชพี จรบริเวณคอขา งๆ หลอดลม และกมลงไปฟง เสียงหรอื สมั ผัสลมหายใจจากผปู ว ย

๑.๒ การเรยี กรถพยาบาลและผูชวย (Alerting hospital system) เรยี กคนบรเิ วณ
ใกลเคยี งใหมาชว ย หรือใหโทรศัพทเรยี กรถพยาบาล

๑.๓ การจดั ทา ผปู ว ย (Positioning the patient) โดยการจดั ใหน อนอยใู นทา ตะแคง
กึ่งคว่ํา เพ่ือใหเสมหะหรือส่ิงแปลกปลอมในปากและคอไหลออกมาไดสะดวก จากน้ัน จึงจัดทาให
นอนหงาย

๑.๔ การเปดทางเดินหายใจ (Opening the airway) โดยใชมือหนึ่งดันหนาผาก
ไปดานหลงั ใชน้ิวช้ีและนวิ้ กลางของอีกมือหนึง่ เชยคางหรือจบั ฟนลา งและคางเชดิ ขึน้

๑.๕ การชว ยหายใจแบบปากประกบปาก (Mouth to mouth respiration) เปา ลม
เขาปากผูปวย ๒ ครัง้ ติดตอ กนั โดยจะเหน็ หนาอกผูป ว ยขยายออก

๑.๖ การปมหัวใจ (External chest compression) เปนการกดหนาอกเพื่อให
เลือดออกจากหัวใจไปเลี้ยงอวัยวะตางๆ โดยวางมือบนตรงกลางหนาอกสวนลางของผูปวย โดยมือ
ทงั้ สองขา งซอ นกนั และเหยียดแขนตรง ปม หวั ใจประมาณ ๑๕ คร้ังตอ การหายใจ ๒ ครง้ั

ò. ¡ÒèѴ¡ÒÃà¡ÕèÂǡѺºÒ´á¼Å ท่ีสนามแขงขัน ส่ิงท่ีควรปฏิบัติทันทีเม่ือพบวา
มีแผลเปดคือ ใชผากอซสะอาดปดแผล ถาแผลมีเลือดออกมากตลอดเวลา ใชผายืดพันใหแนนเพ่ือ
หามเลือดใชสําลีชุบแอลกอฮอลเช็ดรอบๆ แผลเร่ิมจากดานในท่ีใกลแผลวนออกดานนอกโดยไมซ้ํา
ที่เดิมแลวจึงเชด็

ó. ËÅÑ¡¡Òû°Á¾ÂÒºÒÅÍÒ¡ÒúҴà¨çº¨Ò¡¡ÒÃàÅ‹¹¡ÕÌÒ เมื่อเกิดการบาดเจ็บ
ทันทีจากการเลนกีฬา เราสามารถใหการปฐมพยาบาล และเรียงลําดับกอนหลังอยางไรนั้น
มีหลักในการจํางา ยๆ ดงั น้ี จากตัวอกั ษรภาษาอังกฤษ คอื PRICED ดังนี้

๓.๑ Prevent further injury ปองกันการบาดเจ็บที่จะตามมาอีก ใหหยุดการ
เลนกีฬาทันที นํานักกีฬาออกจากสถานที่ท่ีไดรับบาดเจ็บ เพ่ือหลีกเล่ียงการบาดเจ็บท่ีจะตามมาอีก
(to avoid further injury)

๘๑

๓.๒ Rest เปน การหยดุ พกั การใชง านของอวยั วะหรอื บรเิ วณทบี่ าดเจบ็ หรอื ใหห ยดุ
การแขงขัน เชน ในกรณีทม่ี กี ารบาดเจ็บท่ขี าและเทา ไมเ ดินลงนา้ํ หนักตอ งใชไ มพยุงชวย

๓.๓ Ice เปนการใชความเย็นหรือน้ําแข็งประคบสวนที่ไดรับบาดเจ็บ เปนเวลา
๑๐-๒๐ นาที ทกุ ๒ ชวั่ โมง วันละ ๒ – ๓ คร้ัง ใน ๒๔ – ๔๘ ช่ัวโมง เพ่ือเปน การลดอาการปวด
และการอักเสบ ขอควรระวัง หามวางนํ้าแข็งสัมผัสลงบนบริเวณผิวหนังโดยตรง เพราะอาจเกิด
การพองไหมจากความเยน็ ได

๘๒

๓.๔ Compression การกด บีบรัด เพื่อไมใหเลือดออกในเน้ือเย่ือมากข้ึน
เปนการพันกระชับสวนที่บาดเจ็บน้ันไมใหบวมเพ่ิมมากข้ึน โดยหลักการพันจากสวนปลายไปหา
สวนตนโดยอาจพันรว มกบั การประคบนาํ้ แข็งดวยได

๓.๕ Elevation เปน การจดั วางสว นทบี่ าดเจบ็ ใหส งู กวา ระดบั หวั ใจ เพอื่ ใหเ ลอื ดไหล
กลับสูหวั ใจสะดวกขน้ึ ทําใหการบวมลดลงได เชน การยกเทาสงู เพอื่ ใหไ ลเ ลือดกลับสหู วั ใจไดส ะดวก
เปนการชวยลดบวมได

๘๓

๓.๖ Diagnosis/Disposal สงพบแพทยหรือสถานพยาบาล เพื่อใหการรักษา
พยาบาลทถี่ กู ตอ งตอ ไป

การปฐมพยาบาลดว ยวธิ กี าร PRICED ดังกลาวแลว น้ัน ตอ งทาํ ใหค รบทกุ ขัน้ ตอนจึงจะ
ไดผลลพั ธท ่ดี ี ระยะเวลาการใชว ิธกี ารดังกลา วแลวควรอยูใน ๔๘-๗๒ ชวั่ โมงแรกหลังจากทไี่ ดร บั บาด
เจ็บจากการเลน กีฬา

ô. ¡ÒÃà¤Åè×͹ÂÒŒ ¼ٌºÒ´à¨ºç ออกจากสนามการแขงขนั สามารถทําได ๓ วธิ ี ดังนี้
๔.๑ การชว ยพยงุ ใชใ นกรณที ม่ี กี ารบาดเจบ็ ตอ ขาขา งหนงึ่ ขาอกี ขา งสามารถเดนิ ได

โดยไมม ีการบาดเจ็บท่ีสวนอ่ืน นักกีฬารตู ัวดี วิธนี ้ีใชผูช วย ๒ คน ขนาบทง้ั ๒ ขางของนกั กฬี า นักกฬี า
ใชแขนโอบไหลของผูชว ย ผูชว ยใชแ ขนคนละขางประสานพยงุ บริเวณหลังของนักกฬี า

๘๔

๔.๒ การชวยอุม ใชในกรณีท่ีมีการบาดเจ็บไมมาก เชนเดียวกับกรณีแรก
แตน กั กฬี าไมพ รอ มทจ่ี ะเดนิ เอง ใชผ ชู ว ย ๒ คน ขนาบทงั้ ๒ ขา งของนกั กฬี า นกั กฬี าใชแ ขนโอบไหลผ ชู ว ย
ผูชวยใชแขนคนละขางประสานพยุงบริเวณหลังของนักกีฬา อีกมือขางหนึ่งประสานเพ่ือรับน้ําหนัก
ที่บริเวณตนขาของนกั กีฬา แลวยกนกั กฬี าขน้ึ

ǰ

๔.๓ การใชเปล ใชในกรณีท่ีผูปวยมีการบาดเจ็บรุนแรง และเปนวิธีท่ีปลอดภัย
ทสี่ ดุ ในการเคล่อื นยา ยนกั กฬี าออกจากสนาม นักกฬี าจะตองนอนในทา ควาํ่ การพลกิ ตัวของนักกฬี า
เพอื่ เอาขึน้ เปล จะตอ งระวังสว นศีรษะ และตนคอ และพลกิ พรอมกนั ทง้ั ตัวเสมอ

ǰ

¡Òû‡Í§¡¹Ñ ¡ÒÃºÒ´à¨ºç ·Ò§¡ÒáÌÕ Ò

เมื่อกลาวถึงการปองกันการบาดเจ็บจากการกีฬา คงจะไมมีความยุงยากท่ีจะปองกัน
เพยี งแตท ราบสาเหตุของการบาดเจบ็ แลว ก็ปอ งกันตามสาเหตทุ ี่ทาํ ใหเกดิ การบาดเจบ็ เทา นัน้ เอง

การบาดเจ็บก็จะลดลง แตนักกีฬามีปจจัยท่ีเส่ียงตอการบาดเจ็บมากมายคงเปน
การยากมากท่ีจะปองกันไดทุกสาเหตุ เพ่ือเปนการปองกันใหมากท่ีสุดเทาที่จะทําได ควรจะปองกัน
ดว ยวิธีการตา งๆ ดังน้ี

๘๕

๑. การปองกนั ดวยทกั ษะ (Prevention through Skill) การมีทกั ษะท่ดี ใี นการเลน กฬี า
นับวาเปนส่ิงท่ีสําคัญตอชัยชนะ แตขณะเดียวกันก็มีความสําคัญตอความปลอดภัยจากการเลนกีฬา
เชนเดียวกัน ฉะนั้นนักกีฬาควรมีทักษะท่ีดีในการเลนกีฬา ในการปฏิบัติทักษะตางๆ โอกาสท่ีจะเกิด
การบาดเจบ็ จะลดลงมากกวา นกั กีฬาท่มี ที กั ษะไมดี

๒. การปองกันดวยสมรรถภาพ (Prevention through Fitness) การมีทักษะท่ีดี
เพียงอยางเดียวก็ไมสามารถท่ีจะปองกันการบาดเจ็บท่ีเกิดข้ึนไดทุกอยาง เนื่องจากการเลนกีฬา
มที า ทางการเคลอื่ นไหวตา งๆ มากมายหลายอยา งหลายสถานการณต ามรปู แบบการฝก หรอื การแขง ขนั
สมรรถภาพทางกายท่ีดีจะเปนส่ิงที่ปองกันการบาดเจ็บอีกทางหนึ่ง สมรรถภาพทางกายดานตางๆ
ทส่ี าํ คญั เชน ความแขง็ แรงของกลา มเนอ้ื ความเรว็ ความทนทาน ความออ นตวั การประสานงานทดี่ ขี อง
ประสาทกลามเนื้อ เปนตน

๓. การปองกันดวยโภชนาการ (Prevention through Nutrition) อาหารท่ีมีสาร
อาหารครบถว นสมบรู ณ สารอาหารตา งๆ เหลา นน้ั สามารถชว ยใหร า งกายฟน ตวั จากการเหนด็ เหนอ่ื ย
เม่ือยลาจากการฝกหรือการแขงขันไดเร็วยิ่งขึ้น และชวยซอมแซมสวนท่ีสึกหรอได การรับประทาน
อาหารที่เพียงพอและถูกตองตามหลักโภชนาการการกีฬาจะชวยสงเสริมประสิทธิภาพการเลน
การแขงขนั ไดอกี ทางหน่ึง

๔. การปองกันดวยการอบอุนรางกาย (Prevention through Warm Up) ในการ
อบอุน รางกายมขี อ ดคี อื กลา มเนื้อ เอ็น ขอ ตอตางๆ ถกู ยืดเหยยี ดออกจากการใชงานจริง อณุ หภมู ใิ น
รา งกายเพมิ่ สงู ขนึ้ โดยเฉพาะภายในเซลลก ลา มเนอื้ ระบบประสาทของนกั กฬี าไดร บั การกระตนุ ใหต นื่ ตวั
พรอมท่ีจะทํางาน จากขอดีตางๆ นั้นจะสงผลตอการทํางานของรางกายทํางานประสานงานกัน
ในการปฏิบัติทักษะ การหลบหลีกการปะทะตางๆ ไดดีมากยิ่งขึ้น ลดการบาดเจ็บจากหนักเปนเบา
หรือหลีกเลีย่ งไดโ ดยสน้ิ เชงิ เปน ตน

๕. การปองกันดวยสภาพแวดลอม (Prevention through Environment) การบาดเจ็บ
จากการกีฬามักจะเกิดข้ึนจากอุบัติเหตุทันทีทันใด โดยไมไดต้ังใจหรือระวังตัว เชน ขอเทาพลิก
กลา มเน้อื ฉีกขาด กระดูกหัก เปน ตน ส่งิ อํานวยความสะดวกตางๆ ในการเลน กีฬาถอื วา มสี ว นสาํ คัญ
อยางย่ิงท่ีจะชวยปองกันการบาดเจ็บได การตรวจดูสภาพความเรียบรอยของวัสดุอุปกรณท่ีจะใช
ในการเลนการแขงขันกีฬา การตรวจดูสภาพสนามการแขงขัน การตรวจสอบสภาพภูมิอากาศในการ
แขง ขันจงึ ถือวา สาํ คัญ ท้ังนเี้ พอ่ื เปนการปรบั วธิ ีการเลน การแขง ขนั หรอื หลีกเลี่ยงไดท นั เวลา เปนตน

๖. การปองกันดวยวิธีการ (Prevention through Treatment) นักกีฬาบางคน
มกั จะเกดิ การบาดเจบ็ จากการแขง ขนั หรอื หลงั จากการแขง ขนั การบาดเจบ็ ทไี่ มร นุ แรงมากกอ็ าจสามารถ
ลงเลนตอไดซ่ึงอาจจะมีวิธีการปองกันการบาดเจ็บบริเวณน้ันไมใหรุนแรงมากขึ้นได เชน การพันผา
การติดเทปกาว หรือการใชว าสลินในการหามเลอื ดแผลแตกในนักมวย เปนตน

๘๖

¡ÒÃºÒ´à¨ºç ·èÕ¾ººÍ‹ ÂáÅÐá¹Ç·Ò§¡ÒÃÃÑ¡ÉÒ

ñ. μФÃÔÇ (Cramp) ตะคริวเกิดจากการหดเกร็งตัวชั่วคราวของมัดกลามเนื้อน้ันๆ
ท้ังมัดทําใหเห็นเปนกอนหรือเปนลูกจะมีอาการเจ็บปวดมาก มีอาการเจ็บปวดในบริเวณที่เกิด
ไมสามารถเคลื่อนไหวไดจนกวาจะไดรับการรักษาและอาจจะเกิดไดบอยๆ และซ้ําท่ีเดิม หรือ
หลายๆมัดพรอมกันได สาเหตุเกิดจากกลามเน้ือไมแข็งแรงหรือไมไดรับการฝกอยางเพียงพอ
ใชงานมากเกินไป ไดรับการกระแทกอยางรุนแรง จะทําใหเกิดเปนตะคริวได นอกจากนี้การที่
รา งกายขาดเกลือแรบ างชนิด เชน แคลเซียม หรอื ในสภาพอากาศท่ีเย็นหรอื การรัดผายดื แนนเกนิ ไป
เลอื ดมาเลย้ี งกลามเน้ือนอย จะยิ่งกอ ใหเ กดิ ตะครวิ ไดเชน เดียวกนั

แนวทางการรักษา ในขณะท่ีกําลังเลนกีฬาแลวเกิดเปนตะคริวใหหยุดพักทันที จากน้ันให
ยดื เหยียดกลามเนือ้ มัดนน้ั ใหเต็มทป่ี ระมาณ ๕-๑๐ นาที เพ่ือใหกลา มเน้อื มดั นัน้ คลายตวั จึงนวดตอ
ดวยน้ํามันนวดท่ีรอนเบาๆ หามจับบีบหรือขยํา เพราะจะทําใหกลามเน้ือหดเกร็ง เกิดตะคริวไดอีก
หลงั จากนน้ั ตองบรหิ ารกลา มเนือ้ มัดนนั้ เปน พิเศษ เพ่อื ใหแ ข็งแรงอยูเสมอ

การปอ งกนั
๑. บรหิ ารกลา มเนื้อทุกๆ สวนของรางกายใหแ ขง็ แรงอยเู สมอ โดยเฉพาะกลา มเนอ้ื ขา
ซึ่งตองออกแรงมากในการวงิ่
๒. ฝกซอมและคอยๆ เพ่ิมระยะทางการว่ิงเพื่อใหกลามเนื้อแข็งแรงทนตอการเกิด
ตะคริวได
๓. บริหารกลา มเนอ้ื ทเี่ คยเปนตะครวิ ใหแขง็ แรงเปนพิเศษ เพ่ือจะไดมคี วามทนเพมิ่ ขน้ึ
๔. หลกี เลย่ี งการเลนกฬี าในสภาพอากาศท่ีหนาวเย็น
๕. ด่ืมน้ําและเกลือแรใหเพียงพอ ท้ังกอนการเลนกีฬา ขณะเลนกีฬาหรือหลังการเลน
กฬี า เพอ่ื ใหความสมดลุ ของเกลอื แรในรางกายอยเู สมอ
ò. ¡ÅŒÒÁà¹×éͺÇÁ (Muscle swelling) เปนการบาดเจ็บท่ีเกิดขึ้นจากการบวมของ
กลามเน้ือในชองวางที่จํากัดเพราะมีเยื่อผังผืดที่เหนียวหอหุมอยู ทําใหปวดมาก ปวดอยูตลอดเวลา
กินยาแกปวดก็ไมหาย ถาลองยืดกลามเน้ือมัดน้ันๆ จะมีอาการเจ็บปวดมาก สาเหตุเกิดจากการ
ที่มีเลือดไปเลี้ยงกลามเนื้อมัดน้ันหรือกลุมน้ันนอย พบในนักว่ิงที่เริ่มตนฝกซอมหนักเกินไป
กลา มเนอ้ื ยงั ไมค นุ เคยและไมแ ขง็ แรงพอ มกั พบในกลา มเนอ้ื ทขี่ า ในรายทม่ี อี าการมากขนึ้ เมอื่ เจบ็ แลว
กย็ งั ฝน วง่ิ ตอ ไปจะทาํ ใหก ลา มเนอ้ื บวมมากขนึ้ และไปกดทบั เสน เลอื ด เสน ประสาท ทาํ ใหไ มม ปี ระสาท
ส่ังงานและกลามเนอื้ ตายไดและอาจเปน อมั พาตได

๘๗

แนวทางการรกั ษา เมื่อมีอาการในระยะแรก ใหห ยุดการออกกาํ ลงั ทันที พักผอนโดยวาง
อวยั วะสว นทป่ี วดในแนวราบไมย กสงู เหนือระดับหัวใจและไมพ ันผายดื เพ่ือหวงั การลดบวม ถา อาการ
ไมด ขี น้ึ ควรตอ งพิจารณาผาตัด เพ่อื เปดชองเยือ่ บุกลา มเนือ้ เพอ่ื ระบายความดันภายในชอ งใหล ดลง
โดยเร็ว

การปอ งกนั
๑. การเร่ิมตนฝกเลนกีฬา ตองคอยๆ เพ่ิมความหนักในการออกกําลังกายจากเบา
ไปหาหนัก จากนอ ยไปหามาก ในทกุ สว นของรางกายใหแขง็ แรงอยเู สมอ
๒. ขณะเลนกีฬา เม่ือเกิดอาการปวดท่ีกลามเนื้อหนาแขงหรือนองใหหยุดพักทันที
เพือ่ ปอ งกนั อันตรายรา ยแรงอ่ืนๆ ท่ีจะตามมาโดยคาดไมถ ึง
ó. ¡ÅŒÒÁà¹×éÍช้ํา (Contusion) เกิดจากการที่กลามเนื้อโดนกระแทกดวยของแข็ง
ทําใหหลอดเลือดที่มาเล้ียงกลามเนื้อฉีกขาดมีเลือดออกมาค่ังอยูในกลามเน้ือ ถาเปนมากหรือไดรับ
การรกั ษาไมถูกตอง เลือดท่คี ่ังจะไปจับกนั เปนกอนเหนียว เกิดเปนพังผดื ทําใหก ลามเนอ้ื ทํางานไมได
เตม็ ทแี่ ละเกดิ การเจบ็ ปวดได
แนวทางการรักษา เม่ือไดรับบาดเจ็บท่ีกลามเน้ือจากการกระทบกระแทกใหหยุดพักทันที
พรอมกับประคบนํ้าแข็งประมาณ ๑๐-๑๕ นาที เพื่อปองกันไมใหเลือดออกหรือใหเลือดออกนอย
ทส่ี ดุ จากนนั้ ใชผ า ยดื พนั ทบั กลา มเนอื้ มดั นน้ั เพอื่ จะไดม แี รงกดและหยดุ การเคลอื่ นไหวของกลา มเนอ้ื
มดั น้ัน หลงั จากน้นั ๑-๒ วัน ใหประคบรอนหรอื นวดดวยนํ้ามนั นวดทร่ี อนเบาๆ เพ่ือใหเลอื ดทอี่ อก
กระจายตัวและถูกดูดซึมกลบั ไปในท่สี ดุ และปอ งกนั การยึดตดิ ของผงั พดื ตอ ไป
การปองกัน บริหารกลามเน้ือทุกสวนของรางกายใหแข็งแรงอยูเสมอ เพื่อปองกัน
การเสียนา้ํ เมอ่ื ไดรับบาดเจ็บและหลีกเล่ียงการกระทบกระแทกบรเิ วณกลามเน้อื จากของแข็งโดยตรง
ô. ¡ÅÒŒ Áà¹×éͩա (Rupture, strain) เกดิ จาก ๒ สาเหตุ คอื แรงกระทบจากภายนอก
และตวั กลา มเนอ้ื เอง ดังนี้

๔.๑ จากแรงกระทบกระแทก เกดิ จากการกระทบของแขง็ ทแี่ รงมากทาํ ใหก ลา มเนอื้
ถึงกบั ฉีกขาดและมีเลือดออกมาก

๔.๒ จากตัวกลามเนื้อเอง มีการกระตุกของกลามเนื้อทันทีทันใดจากการเปลี่ยน
ทิศทางหรืออ่ืนๆ ทําใหมีการหดเกร็งของกลามเน้ือมัดนั้นโดยฉับพลัน เกิดการฉีกขาดขึ้น ทั้งนี้
เพราะกลามเน้ือมัดนั้นไมแข็งแรง มีความทนทานนอย ความรุนแรงของกลามเน้ือฉีกขาด
แบงเปน ๓ ระดบั คือ

๘๘

ระดบั ท่ี ๑ ฉกี ขาดนอ ยกวา ๑๐ % บวมเลก็ นอ ยหรอื ไมบ วม ปวดไมม าก วง่ิ ตอ ไปได
ระดับท่ี ๒ ฉกี ขาด ๑๐-๑๕ % บวมมากข้ึน ปวดมาก วงิ่ ตอไปไมได พอเดนิ ได
ระดบั ที่ ๓ ฉีกขาด ๕๐-๑๐๐ % บวมมาก หรือปวดนอย (ถาฉีกขาดสมบูรณ)
เลนกีฬาหรอื เดินตอ ไปไมได เพราะกลามเน้ือไมส ามารถทํางานได
เมื่อเกิดการฉีกขาดของกลามเนื้อทันที เราสามารถแบงระดับงายๆ โดยการใชมือ
หรือนิ้วมือคลําดูจะพบเปนรองบุมตรงตําแหนงท่ีฉีกขาด แตถาท้ิงระยะผานไปนานจะบอกไดยาก
เพราะจะมีเลอื ดออกมาปด รอ งรอยตรงท่ฉี กี ขาด
แนวการรักษา เมื่อมีการฉีกขาดของกลามเน้ือเกิดขึ้น การปฐมพยาบาลทั่วๆ ไปคือ
หยุดเลนกีฬาทันที พักประคบนํ้าแข็ง ๑๕-๒๐ นาที พัก ๕ นาที สลับกันไป จนการบวมไมเพ่ิมขึ้น
พรอมๆ กับใชผายืดรัดใหเกิดแรงกดบริเวณนั้น ตองระวังไมใหแนนจนเกินไป และใหยกสวนปลาย
สูงข้ึน เพื่อใหเลือดไหลเวียนกลับสูหัวใจไดสะดวก เปนการลดอาการบวมดวย หลังจาก ๑-๒ วัน
ใหประคบดวยความรอนเพ่ือใหหลอดเลือดบริเวณน้ันขยายตัวจะไดดูดซับเอาเลือดท่ีออกกลับไป
เมื่อเริ่มมีกลามเนื้อฉีกขาดควรตรวจดูโดยเร็ว โดยการคลําเพ่ือดูระดับการฉีกขาด ถาเปนระดับท่ี ๑
ประมาณ ๓ วัน จะหาย ถาเปนระดับท่ี ๒ หลังจากการปฐมพยาบาลแลวตองทําใหกลามเน้ือที่ฉีก
ขาดน้ันอยูนงิ่ ๆ เพื่อใหก ารหายมีแผลเปน หรอื พงั ผดื จับบริเวณท่ีมีการฉีกขาดของกลา มเน้อื นอยที่สุด
โดยการยดึ ตรงึ ดว ยแถบพลาสเตอร (เฝอกออ น) ๓ สัปดาห ก็จะหายไปเปนปกติ ถา มีการเคลือ่ นไหว
จะทาํ ใหม แี ผลเปน ใหญแ ละพงั ผดื เกดิ ขน้ึ ประสทิ ธภิ าพของกลา มเนอื้ จะลดลงไป ถา ตรวจโดยใชน วิ้ คลาํ
พบรอ งบมุ ใหญ พบวา เปน ระดบั ท่ี ๓ ตอ งพจิ ารณาใหก ารรกั ษาโดยการผา ตดั เยบ็ ตอ กลา มเนอื้ และเขา
เฝอกในทาท่ีกลา มเนือ้ นน้ั อยใู นทาพกั


Click to View FlipBook Version