๓๙
นอกจากจะแบงการต้ังวงออกเปน ๒ แบบ (ในแนวนอน) แลว ยังแบงการต้ังวง
ในแนวตัง้ ไดเปน ๓ ระดบั ดังนี้
ÃдѺ·Õè ñ หมัดเสมอโหนกแกม เปนการจรดมวยเนน การตง้ั รบั
ÃÐÂÐÃÐËÇÒ‹ §ËÁÑ´¡ºÑ ãºË¹ÒŒ
ÃÐÂÐËÒ‹ §ã¹á¹Ç´èÔ§
๔๐
ÃдѺ·Õè ò หมัดเสมอคาง เปนการจรดมวยกง่ึ รบั กึง่ รุก
ÃÐÂÐÃÐËÇÒ‹ §ËÁ´Ñ ¡ºÑ ãºË¹ŒÒ
ÃÐÂÐËÒ‹ §ã¹á¹Ç´Ôè§
ÃдѺ·èÕ ó หมดั เสมอราวนม เปนการจรดมวยเนน การรุก
ÃÐÂÐÃÐËNjҧËÁ´Ñ ¡ÑºãºË¹ŒÒ
ÃÐÂÐËÒ‹ §ã¹á¹Ç´§Ôè
๔๑
¡ÒÃà´Ô¹ÁÇÂ
¡ÒÃà´¹Ô à¢ÒŒ ËÒ¤μ‹Ù Í‹ Êˌ٠ÃÍ× ¶Í ตอ งดวู า คนมวยนนั้ ยนื จรดมวยดว ยทา ตรภิ งั คะ (อศั วบถ)
หรือ ปรัตญา (นาคาบถ) เพราะการเดินมวยไทยน้ัน ทุกจังหวะการยางกาว สามารถเปน
ท้ังรุกรับ และสวนกลับไดตลอดเวลา ท่ีเรียกกันวา “¨Ñ§ËÇÐÁÇ” น่ันเอง การเดินมวยเปนศาสตร
(วิชาการแขนงหน่ึง) และศิลป คือ ประกอบดวยลีลาประดุจด่ังการรายรํา การแขงขันในกีฬา
มวยไทยจึงมกี ารบรรเลงเพลงทม่ี ที ว งทํานองรุกเราแตฟ ง แลวไพเราะจับใจเปนอยา งย่งิ ผูชมมวยไทย
จึงไดรับท้ังภาพเสียง และกล่ิน (ถาเขาชมในเวทีมวย) นอกจากกลิ่นน้ํามันหรือกํายานท่ีนํามาใช
ทาตัวคนมวยแลวยังมีกล่ินอายและความตื่นเตนระคนความฮึกเหิมปะปนอยูดวย ซ่ึงผูชมจะไดมี
สว นรว มมากกวา กฬี าอื่นอกี หลายๆ ประเภท หากยิง่ ผชู มไดศกึ ษาและมีความเขาใจในมวยไทยศลิ ปะ
ปองกันตัวของชาติไทยดวยแลว จะย่ิงมีความสนุกสนานและมีความรัก หวงแหน มวยไทยนี้มาก
ยิง่ ขน้ึ อีกดวย
การเดินมวยจึงแบงออกไดเ ปน ๒ แบบ ตามการยนื จรดมวย คือ
Ẻ·èÕ ñ ตริภังคะ (อัศวบถ) เปน การเลยี นแบบทาทางการเดินของมา
ñ áÅÐ ó
ò áÅÐ ó
๑. กา วเทา นําไปขางหนาประมาณคร่ึงกา ว
๒. กา วเทา ตามเขา ประชิดรักษาจงั หวะการยนื ในทาจรดมวยไว
๓. ย่าํ เทานาํ อยกู บั ท่ี ๑ ครง้ั
๔. ยา่ํ เทา ตามอยูกับที่ ๑ คร้งั
๔๒
Ẻ·èÕ ò ปรตั ญา (นาคาบถ) เปนการเลียนแบบทา ทางการเลื้อยของงู
õ ö
ñ ¶§Ö ô
๑. แตะปลายเทานําลงบนพน้ื ดานหนา จาํ นวน ๔ คร้ัง
๒. ยกเทานําใหสูงจากพื้นประมาณ ๑ ฟตุ
๓. กาวไปขางหนาประมาณครึ่งกาว วางเทา นําท่ียกลง
๔. กาวเทาตามเขา ประชิดรักษาจังหวะการยนื ในทา จรดมวยไว
๔๓
‹ҧÊÒÁ¢ØÁ
‹ҧÊÒÁ¢ØÁ จะมีความแตกตางจากทายางสามขุมในการไหวครูมวยไทยอยูพอสมควร
กลาวคือ ยางสามขุมในการไหวครูเนนการเคล่ือนที่ไปดวยการรายรําสวยงาม แตการยางสามขุม
ในการตอ สเู นน ไปทก่ี ารเดนิ เพอื่ ตดั เวทหี รอื ปด ลอ มเสน ทางการเคลอ่ื นทขี่ องคตู อ สใู นกรณที เ่ี ปน ฝา ยรกุ
สวนกรณีท่ีเปนฝายรับจะเปนการถอยอยางมีจังหวะและรอจังหวะสวนกลับในทันทีท่ีมีโอกาส
การยางสามขุมจึงมีความสัมพันธกับการจรดมวย เหลี่ยมมวย วงมวย การเดินมวย การออกอาวุธ
และการปอ งกนั สวนกลบั โดยเฉพาะอยา งยง่ิ การเดนิ มวยจะมคี วามสมั พนั ธก บั การยา งสามขมุ เปน อนั แรก
จาํ เปน ทค่ี นมวยผตู อ งการศกึ ษาวชิ ามวยไทยจกั ตอ งฝก จนรู เขา ใจ และเกดิ ความชาํ นาญในทา จรดมวย
ในหลี่ยม วงตางๆ ตลอดถึงการยืนจรดมวยและการเดินมวยเปนอยางดีแลว จึงคอยฝกการยาง
สามขุมจะเพิ่มทักษะไดดี และรวดเร็วในการปฏิบัติใหมีความกาวหนาไดอยางมาก การยางสามขุม
เปนการกาวเขาหรือออก (รุกหรือถอย) พรอมกันกับการจรดมวยเปล่ียนเหล่ียม-เปลี่ยนวงหรือ
เปล่ียนทิศทางรุก-รับ การเปล่ียนการออกอาวุธกระทั่งการเปลี่ยนจังหวะมวยอีกดวย สามารถ
แบงออกเปน ๒ จงั หวะ คอื
จังหวะรุก
¨Ñ§ËÇÐÃØ¡
๑. ขมุ ท่ี ๑ ยาํ่ เทาตามอยกู ับที่ ๑ ครง้ั จรดเหลย่ี มวงมวยยงั เหมือนเดมิ
๒. ขุมท่ี ๒ ยาํ่ เทานาํ อยูก ับที่ ๑ ครง้ั จรดเหลยี่ มวงมวยยงั เหมอื นเดิม
๓. ขมุ ท่ี ๓ กาวเทาตามไปขา งหนา ๑ กา ว เปล่ยี นจรดเหลีย่ มวงมวย
๔๔
จังหวะรับ
¨Ñ§ËÇÐúÑ
๑. ขมุ ท่ี ๑ ย่ําเทา นาํ อยูกบั ที่ ๑ ครง้ั จรดเหล่ียมวงมวยยงั เหมือนเดิม
๒. ขุมท่ี ๒ ยาํ่ เทาตามอยกู บั ที่ ๑ ครัง้ จรดเหล่ียมวงมวยยงั เหมือนเดิม
๓. ขุมที่ ๓ กาวเทานําไปขา งหลงั ๑ กาว เปลย่ี นจรดเหลยี่ มวงมวย
๔๕
¡Òéҡ
¡Òéҡ เปน การประยกุ ตก ารยา งสามขมุ ใหอ ยใู นรปู ของจงั หวะบดิ ตวั ใหเ ฉยี งไปทางดา น
ซายหรือขวา โดยอาศัยจังหวะยํ่าของเทาในการยางสามขุมเขามาประกอบกับการเปลี่ยนเหล่ียมมวย
เพอื่ เขาทําหรือลาถอยหลบเลีย่ งอาวธุ ของคูตอ สู แบง ได ๒ ฉาก ดงั นี้
©Ò¡«ÒŒ  (เบีย่ งตวั ทางซา ย)
·‹Ò¨Ã´ÁÇ ñ ôõ ͧÈÒ ò
๑. บดิ สนเทานําไปทางขางออกนอกลําตัวประมาณ ๔๕ องศา
๒. ยกสนเทานํา (เทาหนา) ใชปลายเทาเปนจุดหมุน บิดลําตัวหมุนวาดเทาตามไป
ขางหลังประมาณคร่งึ กา ว (๔๕ องศา) รกั ษาการยนื ในทาจรดมวยไว
©Ò¡¢ÇÒ (เบี่ยงตวั ไปทางขวา)
ôõ ͧÈÒ
ñòó
๑. กา วเทา ตามไปขางหนา ประมาณครงึ่ กาว (สลับเทาหนาเทา หลัง)
๒. บดิ สนเทา นาํ ไปทางขางออกนอกลําตวั ประมาณ ๔๕ องศา
๓. ยกสนเทานํา (เทาหนา) ใชปลายเทาเปนจุดหมุน บิดลําตัวหมุนวาดเทาตาม
(เทาหลัง) ไปขางหลังประมาณคร่ึงกาว (๔๕ องศา) ขณะเดียวกันใหเปล่ียนเหลี่ยมมวยรักษา
การยืนในทา จรดมวยไว
ËÁÒÂàËμØ กรณีน้เี ทานําและเทา ตามถกู สลับกันเมื่อไดกา วเทา ตามไปขา งหนา
๔๖
ªÍ×è ·Ò‹ ËÁ´Ñ
คาํ ºÍ¡คาํ ʧèÑ
¨Ø´Ê§‹ ¾Å§Ñ : พระพายลมสิงขร (หมัดตรง)
¨Ø´Ã¡Ø μÕ : พระพายลม สิงขร (หมดั นําหรอื ตาม) ... ยกหรือครั้ง ปฏิบตั ิ
: สันหมัด
: บริเวณใบหนา ทั้งหมด ลิ้นป หนา ทอ ง
Ç¸Ô »Õ ¯ÔºμÑ Ô : จากทาจรดมวย
ËÁÑ´นํา ๑. พุงหมัดนําออกไปขางหนา บิดควํ่าหมัดใหขนานไปกับพ้ืน บิดหัวไหลบิดลําตัว
โดยเล็งใหจ ุดสงพลงั กระทบจดุ รุกตี กระทัง่ แขนเหยยี ดตงึ
๒. ดงึ หมัดกลับมาอยูในทา จรดมวย
ËÁ´Ñ μÒÁ
๑. พุงหมัดตามออกไปขางหนา บิดควํ่าหมัดใหขนานไปกับพื้น บิดหัวไหล
บดิ ลาํ ตัว โดยเล็งใหจุดสง พลังกระทบจดุ รกุ ตี กระท่ังแขนเหยียดตงึ
๒. ดึงหมดั กลับมาอยใู นทา จรดมวย
¢ŒÍá¹Ðนํา : แรงของหมดั มีทงั้ หมด ๔ ระดับ คอื ๑.ตอยดว ยหมดั ๒.ตอยดวยหวั ไหล
๓.ตอ ยดว ยสะโพก และ ๔.ตอ ยดว ยลําตัว
๔๗
ËÁ´Ñ
ªèÍ× ·‹Ò : ¾ÃСÒÌà»´âÅ¡ (หมดั หงายวงใน)
คาํ ºÍ¡คาํ ʧÑè : พระกาฬเปด โลก (หมดั นาํ หรือตาม) ... ยกหรือคร้ัง ปฏบิ ัติ
¨Ø´Ê‹§¾Åѧ : สันหมดั
¨´Ø ÃØ¡μÕ : ปลายคาง กราม หนา ทอง ลน้ิ ป
Ç¸Ô Õ»¯ºÔ μÑ Ô : จากทาจรดมวย
ËÁÑ´นํา (ËÁѴ˹Ҍ )
๑. ลดหมดั ลงเล็กนอย
๒. บดิ สะบดั ลาํ ตวั ไปขา งหนา พรอ มกบั ตวดั หมดั ขน้ึ ในลกั ษณะเกยี่ วงอคลา ยเบด็ ตกปลา
หงายฝา มอื (กาํ มอื ) เขา หาลาํ ตวั โดยเลง็ ใหจ ดุ สง พลงั กระทบจดุ รกุ ตรี ะยะหา งของหมดั กบั ลาํ ตวั ประมาณ
๑ คบื
๓. ดึงหมัดกลับมาอยูในทา จรดมวย
ËÁÑ´μÒÁ (ËÁÑ´ËÅ§Ñ )
๑. ลดหมัดลงเล็กนอ ย
๒. บดิ สะบดั ลาํ ตวั ไปขา งหนา พรอ มกบั ตวดั มอื ขนึ้ ในลกั ษณะเกยี่ วงอคลา ยเบด็ ตกปลา
หงายฝา มอื (กาํ มอื ) เขา หาลาํ ตวั โดยเลง็ ใหจ ดุ สง พลงั กระทบจดุ รกุ ตรี ะยะหา งของหมดั กบั ลาํ ตวั ประมาณ
๑ คืบ
¢ŒÍá¹Ðนํา : เมอื่ ตอ งการเพม่ิ ใหห มดั มกี าํ ลงั มากขน้ึ ตอ งสง กาํ ลงั ขนึ้ มาจากเทา โดยการเขยง เทา
ชว ยสงแรงขึน้ มา พรอมกับการชวยบิดสงตวั ดันพลงั ไปทหี่ มดั
๔๘
ªèÍ× ·‹Ò ËÁÑ´
คําºÍ¡คําÊѧè
¨´Ø ʧ‹ ¾Åѧ : ÃÒËÊ٠ͨѹ·Ã (หมดั หงายวงนอก)
¨´Ø Ã¡Ø μÕ : ÃÒËÊ٠ͨ¹Ñ ·Ã (หมดั นําหรอื ตาม) ... ยกหรือครั้ง ปฏิบตั ิ
: สนั หมดั
: ปลายคาง กราม
ÇÔ¸Õ»¯ºÔ μÑ Ô : จากทา จรดมวย
ËÁ´Ñ นาํ ๑. ลดหมดั ลงเล็กนอย
๒. บดิ ลาํ ตวั สะบดั ไปขา งหนา พรอ มกบั ตวดั หมดั ขน้ึ ในลกั ษณะเกย่ี วงอคลา ยเบด็ ตกปลา
หงายฝา มอื (กาํ มอื ) เขา หาลาํ ตวั โดยเลง็ ใหจ ดุ สง พลงั กระทบจดุ รกุ ตรี ะยะหา งของหมดั กบั ลาํ ตวั ประมาณ
๑ ศอก
๓. ดงึ หมัดกลับมาอยูในทาจรดมวย
ËÁÑ´μÒÁ ๑. ลดหมัดลงเล็กนอ ย
๒. บดิ ลาํ ตวั สะบดั ไปขา งหนา พรอ มกบั ตวดั หมดั ขนึ้ ในลกั ษณะเกยี่ วงอคลา ยเบด็ ตกปลา
หงายฝา มอื (กาํ มอื ) เขา หาลาํ ตวั โดยเลง็ ใหจ ดุ สง พลงั กระทบจดุ รกุ ตรี ะยะหา งของหมดั กบั ลาํ ตวั ประมาณ
๑ ศอก
¢ŒÍá¹Ðนาํ : ปฏบิ ตั เิ ชน เดยี วกนั กบั ทา พระกาฬเปด โลก แตร ะยะของการสง หมดั ออกไปจะกวา ง
(ไกล) กวา เพราะจดุ รกุ ตอี ยไู หลออกไป (ไมยาว)
๔๙
ªè×Í·‹Ò ËÁÑ´
คาํ ºÍ¡คาํ ʧèÑ
¨´Ø Ê‹§¾Åѧ : ควงพระขรรค (หมดั โขกวงใน)
¨´Ø Ã¡Ø μÕ : ควงพระขรรค (หมดั นาํ หรอื ตาม) ... ยกหรอื ครัง้ ปฏบิ ตั ิ
: สันหมดั
: ปลายคาง กราม ทดั ดอกไม ขมบั เบา ตา กานคอ ราวนม
Ç¸Ô Õ»¯ÔºμÑ Ô : จากทา จรดมวย
ËÁ´Ñ นํา ๑. ยกศอกขึน้ ทางขา งลําตวั เลก็ นอ ย
๒. บิดลําตัวขา งทีย่ กศอกไปขางหลังประมาณ ๔๕ องศา
๓. เอนตัวไปดา นหลงั พออกตงึ
๔. บดิ สะบดั ลาํ ตวั ไปขา งหนา พรอ มกบั ตวดั หมดั ขน้ึ สงู ในลกั ษณะเหวย่ี งควา่ํ (คลา ย
ขอเกี่ยวจากดานขาง) กดลงไปท่ีจุดรุกตี ควํ่าฝามือ (กํามือ) และบิดลําตัวชวยสงพลัง ระยะหางของ
หมดั กับลาํ ตัวประมาณ ๑ คืบ
๕. ดงึ หมดั กลบั มาอยูในทา จรดมวย
ËÁ´Ñ μÒÁ ๑. ยกศอกขน้ึ ทางขา งลาํ ตวั เลก็ นอย
๒. บิดลาํ ตวั ขางท่ยี กศอกไปขางหลังประมาณ ๔๕ องศา
๓. เอนตวั ไปดา นหลังพออกตึง
๔. บดิ ลาํ ตวั สะบดั ไปขา งหนา พรอ มกบั ตวดั หมดั ขน้ึ สงู ในลกั ษณะเหวยี่ งควาํ่ (คลา ย
ขอเกี่ยวจากดานขาง) กดลงไปท่ีจุดรุกตี ควํ่าฝามือ (กํามือ) และบิดลําตัวชวยสงพลัง ระยะหางของ
หมัดกบั ลาํ ตวั ประมาณ ๑ คบื
๕. ดงึ หมดั กลับมาอยูใ นทาจรดมวย
๕๐
ªèÍ× ·Ò‹ ËÁ´Ñ
คาํ ºÍ¡คาํ ÊÑè§
¨Ø´Ê§‹ ¾Å§Ñ : อนิ ทราขวา งจกั ร (หมัดโขกวงนอก)
¨Ø´ÃØ¡μÕ : อินทราขวา งจกั ร (หมดั นําหรือตาม) ... ยกหรอื ครั้ง ปฏิบัติ
: สันหมดั
: ปลายคาง กราม ทัดดอกไม ขมับ เบา ตา กา นคอ ราวนม
Ç¸Ô Õ»¯ºÔ ÑμÔ : จากทา จรดมวย
หมดั นํา ๑. ยกศอกขึน้ ทางขางลาํ ตัวเล็กนอ ย
๒. บิดลาํ ตวั ขา งทยี่ กศอกไปขา งหลงั ประมาณ ๔๕ องศา
๓. เอนตัวไปดานหลงั พออกตงึ
๔. บิดสะบัดลําตัวไปขางหนาพรอมกับตวัดหมัดข้ึนสูงในลักษณะเหวี่ยงคว่ํา
(คลายขอเกี่ยวจากดานหลัง) กดลงไปท่ีจุดรุกตี คว่ําฝามือ (กํามือ) และบิดลําตัวชวยสงพลัง
ระยะหางของหมัดกับลําตวั ประมาณ ๑ คืบ
๕. ดงึ หมดั กลบั มาอยใู นทาจรดมวย
ËÁ´Ñ μÒÁ ๑. ยกศอกข้นึ ทางขางลาํ ตวั เลก็ นอ ย
๒. บิดลาํ ตวั ขา งทยี่ กศอกไปขา งหลังประมาณ ๔๕ องศา
๓. เอนตัวไปดา นหลังพออกตงึ
๔. บิดลําตัวสะบัดไปขางหนาพรอมกับตวัดหมัดข้ึนสูงในลักษณะเหว่ียงควํ่า
(คลายขอเก่ียวจากดานขาง) กดลงไปที่จุดรุกตี คว่ําฝามือ (กํามือ) และบิดลําตัวชวยสงพลัง
ระยะหางของหมัดกบั ลําตัวประมาณ ๑ คบื
๕. ดงึ หมดั กลบั มาอยใู นทาจรดมวย
๕๑
ª×Íè ·‹Ò ÈÍ¡
คาํ ºÍ¡คําÊèѧ
¨´Ø ʧ‹ ¾Åѧ : ฝานลูกบวบ (ศอกตดั )
¨Ø´ÃØ¡μÕ : ฝานลกู บวบ (ศอกนําหรอื ตาม) ... ยกหรอื ครั้ง ปฏบิ ัติ
: ปุมกระดูกปลายศอก
: ปลายคาง กราม ลน้ิ ป
Ç¸Ô Õ»¯ÔºÑμÔ : จากทาจรดมวย
ÈÍ¡นาํ ๑. ยกศอกข้ึนตวัดไปขางหนา ใหฝามือ (กําหมัด) เฉียดใบหูไปขางหลังพรอมกับ
ยกอกและลําตวั ผลกั ดันไปขางหนา เล็งจดุ สง พลังเขา ปะทะจุดรกุ ตี
๒. ดงึ ศอกกลบั มาอยูในทา จรดมวย
ÈÍ¡μÒÁ ๑. ยกศอกขึ้นตวัดไปขางหนา ใหฝามือ (กําหมัด) เฉียดใบหูไปขางหลังพรอมกับ
ยกอกและลําตัวผลักดนั ไปขา งหนา เลง็ จุดสงพลังเขา ปะทะจุดรกุ ตี
๒. ดึงศอกกลบั มาอยูในทา จรดมวย
¢ÍŒ á¹Ðนํา : ลกั ษณะการออกแรงในทาน้จี ะตอ งกระทาํ อยา งรวดเร็วจึงจะไดผลดี
๕๒ ÈÍ¡
ª×èÍ·‹Ò : อินทรชติ ฟาดคนั ศร (ศอกเหว่ยี งต่าํ )
คาํ ºÍ¡Êѧè : อินทรชิตฟาดคนั ศร (ศอกนาํ หรือตาม)......ยกหรอื คร้ัง ปฏิบตั ิ
¨´Ø ʧ‹ ¾Åѧ : ปุมกระดกู ปลายศอก
¨Ø´ÃØ¡μÕ : บรเิ วณใบหนา กกหู ปลายคาง ทดั ดอกไม ไหปลารา
ÇÔ¸Õ»¯ÔºμÑ Ô : จากทา จรดมวย
ÈÍ¡นํา ๑. ยกศอกขนึ้ ทางขา งลําตัวเล็กนอ ย
๒. บิดลาํ ตวั ขา งทยี่ กศอกไปขา งหลงั ประมาณ ๔๕ องศา
๓. เอนตัวไปดา นหลังพออกตงึ
๔. บิดสะบัดลําตัวไปขางหนาพรอมกับตวัดศอกข้ึนสูง ในลักษณะเหวี่ยงต่ํา
(คลายขอเกีย่ วจากดานขา ง) กดลงไปท่จี ดุ รุกตี บิดลําตวั ชว ยสงพลงั
๕. ดึงศอกกลับมาอยูในทา จรดมวย
ÈÍ¡μÒÁ ๑. ยกศอกขน้ึ ทางขา งลาํ ตวั เลก็ นอย
๒. บิดลําตัวขา งท่ยี กศอกไปขางหลงั ประมาณ ๔๕ องศา
๓. เอนตวั ไปดา นหลังพออกตึง
๔. บิดสะบัดลําตัวไปขางหนาพรอมกับตวัดศอกขึ้นสูง ในลักษณะเหว่ียงตํ่า
(คลายขอเกี่ยวจากดา นขา ง) กดลงไปที่จุดรกุ ตี บิดลาํ ตัวชว ยสง พลัง
๕. ดงึ ศอกกลับมาอยใู นทาจรดมวย
¢ŒÍá¹Ðนาํ : ปฏบิ ตั คิ ลา ยกับทาพระขรรค แตจ ุดสง พลังเปน ศอก
๕๓
ªèÍ× ·‹Ò ÈÍ¡
คําºÍ¡Ê§Ñè
¨Ø´Ê‹§¾Å§Ñ : นาคาเคลอื่ นกาย (ศอกเหวยี่ ง)
¨´Ø ÃØ¡μÕ : นาคาเคลื่อนกาย (ศอกนําหรอื ตาม).....ยกหรือครั้ง ปฏิบตั ิ
: ปุมกระดกู ปลายศอก
: ปลายคาง กกหู ปลายคาง ราวนม ชายโครง
ÇÔ¸»Õ ¯ºÔ μÑ Ô : จากทา จรดมวย
ÈÍ¡นํา ๑. ยกศอกขนึ้ ตั้งฉากกบั ลําตัว
๒. บดิ ลาํ ตัวขา งที่ยกศอกไปขางหลังประมาณ ๔๕ องศา
๓. เอนตัวไปดานหลังพออกตึง
๔. บดิ สะบดั ลาํ ตวั ไปขา งหนา พรอ มกบั ตวดั ศอกไปขา งหนา ในลกั ษณะเหวย่ี งขนาน
กบั พ้นื เล็งจุดสง พลงั เขา ปะทะจุดรกุ ตี มีลกั ษณะเฉอื นหรอื เฉียดปนอยู
๕. ดงึ ศอกกลบั มาอยูใ นทา จรดมวย
ÈÍ¡μÒÁ ๑. ยกศอกขึน้ ตงั้ ฉากกบั ลาํ ตวั
๒. บดิ ลําตัวขา งที่ยกศอกไปขางหลงั ประมาณ ๔๕ องศา
๓. เอนตวั ไปดา นหลงั พออกตึง
๔. บดิ สะบดั ลาํ ตวั ไปขา งหนา พรอ มกบั ตวดั ศอกไปขา งหนา ในลกั ษณะเหวย่ี งขนาน
กับพื้นเลง็ จดุ สง พลงั เขา ปะทะจุดรกุ ตี มลี กั ษณะเฉอื นหรอื เฉยี ดปนอยู
๕. ดึงศอกกลบั มาอยูในทา จรดมวย
¢ÍŒ á¹Ðนาํ : เมื่อปฏบิ ตั สิ ลบั กนั ไปจะดูคลา ยกับงเู ล้ือย
๕๔ ÈÍ¡
ªÍ×è ·Ò‹ : อเิ หนาแทงกรชิ (ศอกอดั )
คําºÍ¡Ê§Ñè : อเิ หนาแทงกรชิ (ศอกนาํ หรอื ตาม)........ยกหรือคร้ัง ปฏบิ ตั ิ
¨Ø´Ê§‹ ¾Å§Ñ : ปมุ กระดูกปลายศอกและกระดกู ทอนแขน
¨Ø´ÃØ¡μÕ : ลิ้นป ชายโครง ราวนม ยอดอก
Ç¸Ô Õ»¯ÔºÑμÔ : จากทา จรดมวย
ÈÍ¡นํา ๑. ยอ เขา กมตัวลงเลก็ นอย
๒. ยกศอกข้ึนตวดั ไปขางหนาประมาณครึ่งวง (๙๐ องศา)
๓. ดนั หวั ไหลและลาํ ตัวไปขา งหนา โดยเล็งใหจ ุดสงพลังปะทะจดุ รกุ ตี
๔. ดึงศอกกลับมาอยูใ นทา จรดมวย
ÈÍ¡μÒÁ ๑. ยอเขา กมตวั ลงเล็กนอ ย
๒. ยกศอกข้ึนตวดั ไปขา งหนาประมาณครึง่ วง (๙๐ องศา)
๓. ดนั หวั ไหลแ ละลําตวั ไปขางหนา โดยเล็งใหจ ุดสง พลังปะทะจดุ รุกตี
๔. ดึงศอกกลับมาอยใู นทาจรดมวย
¢ŒÍá¹Ðนาํ : ลกั ษณะเปน เหมอื นการผลกั หรอื พงุ ศอกเขา ใสค ตู อ สู หรอื บางทอี าจเรยี กวา “ศอกพงุ ”
กไ็ ด จึงเปน ศอกทใ่ี ชท ่มิ อัดคตู อสจู ุดรกุ ตี
๕๕
ªèÍ× ·‹Ò ÈÍ¡
คําºÍ¡Ê§Ñè
¨Ø´Ê‹§¾Å§Ñ : ฤาษีบดยา (ศอกปก)
¨´Ø ÃØ¡μÕ : ฤาษีบดยา (ศอกนําหรอื ตาม).....ยกหรอื ครง้ั ปฏบิ ตั ิ
: ปมุ กระดกู ปลายศอก
: กระหมอ ม ไหปลารา กระดกู หัวไหล
Ç¸Ô Õ»¯ÔºÑμÔ : จากทา จรดมวย
ÈÍ¡นํา ๑. ยกศอกนําขึ้นสงู ใหสูงท่สี ดุ เทา ทจ่ี ะทําได พรอ มกบั ยกเทา นาํ (เทาหนา ) ขน้ึ ใหส ูง
จากพ้นื ประมาณ ๑ ศอก เขยงเทาตาม (เทาหลัง)
๒. ปก ศอกยังจดุ รุกตี พรอ มกับกระทบื เทา ท่ยี กไปขางหนา
๓. ดงึ ศอกกลับมาอยูในทาจรดมวย
ÈÍ¡μÒÁ ๑. ยกศอกนําข้ึนต้ังสูงใหสูงที่สุดเทาท่ีจะทําได พรอมกับยกเทาตาม(เทาหลัง) ขึ้น
ใหส ูงจากพนื้ ประมาณ ๑ ศอก เขยง เทานาํ (เทา หนา )
๒. ปก ศอกยงั จุดรุกตี พรอ มกับกระทบื เทา ทย่ี กไปขางหนา
๓. ดงึ ศอกกลับมาอยูในทา จรดมวย
¢ŒÍá¹Ðนํา : ลกั ษณะการปก ศอกจะมีลักษณะเฉือนหรอื เฉียด
๕๖ ÈÍ¡
ªÍè× ·Ò‹ : คลน่ื กระทบฝง (ศอกเฉียงหลงั )
คาํ ºÍ¡Êèѧ : คล่ืนกระทบฝง (ศอกนาํ หรือตาม).....ยกหรอื คร้ัง ปฏบิ ัติ
¨´Ø ʧ‹ ¾Åѧ : ปุมกระดูกปลายศอกและกระดูกทอนแขน
¨Ø´Ã¡Ø μÕ : ปลายคาง ราวนม ลิ้นป
Ç¸Ô Õ»¯ºÔ μÑ Ô : จากทา จรดมวย
ÈÍ¡นํา ๑. กา วนาํ (เทา หนา ) เฉยี งเขาดานในลาํ ตัวประมาณคร่งึ กา ว
๒. ยกศอกนาํ ขน้ึ ใหขนานกบั พื้น
๓. บดิ ลาํ ตัวเขา ดานในประมาณ ๔๕ องศา
๔. ตวดั ศอกกลับไปขางหลังครง่ึ วง (๙๐ องศา)
๕. ดึงศอกกลบั มาอยใู นทาจรดมวย
ÈÍ¡μÒÁ ๑. กา วเทา ตาม (เทา หลงั ) ไปขา งหนา ๑ กาว (สลบั เปล่ยี นเหลี่ยมมวย)
๒. กา วเทา นาํ (เทา หนา) เฉียงเขา ดานในลําตวั หนา ประมาณครง่ึ กาว
๓. ยกศอกนาํ ขน้ึ ใหข นานกับพน้ื
๔. บดิ ลําตวั เขาดา นในประมาณ ๔๕ องศา
๕. ตวัดศอกกลับไปขา งหลงั ครึง่ วง (๙๐ องศา)
๖. ดึงศอกกลับมาอยูในทา จรดมวย
¢ÍŒ á¹Ðนํา : ลักษณะคลายปลาดุกยักเง้ียงไปขางหลัง บางทีเรียกวา “ปลาดุกยักเงี้ยง”
หนึ่งวงของศอกเทา กบั ครงึ่ วงกลม (๑๘๐ องศา)
๕๗
ªÍè× ·Ò‹ ÈÍ¡
คําºÍ¡Ê§Ñè
¨´Ø ʧ‹ ¾Åѧ : จกั รนารายณ (ศอกกลับ)
¨´Ø Ã¡Ø μÕ : จกั รนารายณ (ศอกนาํ หรือตาม).....ยกหรือคร้ัง ปฏบิ ัติ
: ปุม กระดกู ปลายศอก
: ปลายคาง ขมบั กกหู เบาตา โหนกคว้ิ
Ç¸Ô Õ»¯ÔºμÑ Ô : จากทา จรดมวย
ÈÍ¡นาํ ๑. กา วเทาตามไปขางหนาประมาณคร่งึ กา ว เปลีย่ นเหลยี่ มมวย
๒. กมตวั ไปขางหนาเลก็ นอ ย
๓. ยกศอกตาม (ศอกหลัง) ตง้ั เฉยี งกับพ้นื ประมาณ ๔๕ องศา
๔. ตวัดศอกท่ียกกลับไปขางหลังเต็มวง (๑๘๐ องศา) พรอมกับวาดเทาตาม
(เทาหลัง) ไปขา งหลังเต็มวง (๑๘๐ องศา) ใหศอกปะทะจุดรุกตี
๕. ดงึ ศอกกลบั มาอยูในทา จรดมวย
ÈÍ¡μÒÁ ๑. กา วเทา นาํ เฉียงไปขา งหนาประมาณคร่งึ กาว
๒. กมตวั ไปขางหนาเลก็ นอ ย
๓. ยกศอกตาม (ศอกหลัง) ตง้ั เฉียงกับพ้ืนประมาณ ๔๕ องศา
๔. ตวัดศอกที่ยกกลับไปขางหลังเต็มวง (๑๘๐ องศา) พรอมกับวาดเทาตาม
(เทาหลงั ) ไปขา งหลงั เตม็ วง (๑๘๐ องศา) ใหศอกปะทะจุดรกุ ตี
๕. ดึงศอกกลับมาอยูใ นทา จรดมวย
¢ŒÍá¹Ðนํา : เปนทา หมนุ ตวั กลบั ศอกหลังครบวง จนกลับมายนื ในทาจรดมวยพอดี
๕๘ ࢋÒ
ªÍè× ·‹Ò : กมุ ภกรรณพงุ หอก (เขาตรง)
คําºÍ¡ÊÑè§ : กุมภกรรณพงุ หอก (เขา นาํ หรอื ตาม).....ยกหรอื คร้ัง ปฏิบัติ
¨Ø´Ê‹§¾Åѧ : ปมุ กระดกู หัวเขา
¨´Ø ÃØ¡μÕ : ปลายคาง ยอดอก หนา ทอง ทอ งนอย ลิน้ ป
Ç¸Ô »Õ ¯ÔºÑμÔ : จากทาจรดมวย
ࢋÒนํา ๑. ยกเทา นํา (เทา หนา) โดยการพบั งอเขา ข้นึ ปลายเทาเหยียดตรง
๒. พงุ ปุมกระดกู หวั เขาไปขางหนายงั จุดรกุ ตี โดยอาศัยกําลังจากกลามทองและขา
ทใี่ ชย ืนสง แรงไปยงั จุดสง พลงั
๓. ดึงเขา กลบั มาอยใู นทา จรดมวย
ࢋÒμÒÁ ๑. ยกเทาตาม (เทาหลงั ) โดยการพบั งอเขาขนึ้ ปลายเทาเหยียดตรง
๒. พงุ ปมุ กระดกู หวั เขา ไปขา งหนา ยงั จดุ รกุ ตี โดยอาศยั กาํ ลงั จากกลา มทอ งและขา
ที่ใชยืนสง แรงไปยังจดุ สง พลัง
๓. ดงึ เขา กลับมาอยใู นทา จรดมวย
¢ÍŒ á¹Ðนาํ : อาจใชม อื และแขนปด รบกวนสายตาคตู อ สกู ไ็ ด หรอื ใชผ ลกั นาํ ไปกอ นแลว จงึ ตามดว ย
กมุ ภกรรณพงุ หอก เขา จงึ มลี กั ษณะทม่ิ พงุ พรวดออกไปตรงๆ แตก ารใชท า เขา นจ้ี ะตอ งมกี าํ ลงั กลา มทอ ง
และหนาขาดี เพราะจะตอ งใชการยดื ตวั ของกลา มเน้อื เปน อยางมาก
๕๙
ªè×Í·‹Ò à¢Ò‹
คําºÍ¡คําʧèÑ
¨Ø´Ê§‹ ¾Åѧ : ครอ มเขาพระสุเมรุ (เขาโคง )
¨Ø´Ã¡Ø μÕ : ครอมเขาพระสุเมรุ (เขานําหรือตาม).....ยกหรือครงั้ ปฏบิ ัติ
: ปมุ กระดูกหวั เขา
: ชายโครง ทอง สขี า ง
Ç¸Ô Õ»¯ºÔ ÑμÔ : จากทา จรดมวย
à¢Ò‹ นํา ๑. ยกเทา นาํ (เทา หนา) โดยการพบั งอเขา ขน้ึ ปลายเทา เหยยี ดตรงพบั ขาทอนลา ง
เฉยี งข้นึ มาใหข นานกับพื้น
๒. จงั หวะตอ เนอื่ งนน้ั ใหพ งุ ปมุ กระดกู หวั เขา ไปขา งหนา ยงั จดุ รกุ ตโี ดยอาศยั กาํ ลงั จาก
กลา มทอ งและขาทใ่ี ชยนื สงจดุ พลังไปยังจุดรกุ ตีดว ยการเหว่ียงลกั ษณะโคงเขา มาจากดานขา ง
๓. ดึงเขา กลับมาอยใู นทา จรดมวย
ࢋÒμÒÁ ๑. ยกเทา ตาม (เทา หลงั ) โดยการพบั งอเขา ขนึ้ ปลายเทา เหยยี ดตรงพบั ขาทอ นลา ง
เฉยี งขึ้นมาใหข นานกับพืน้
๒. จงั หวะตอ เนอ่ื งกนั ใหพ งุ ปมุ กระดกู หวั เขา ไปขา งหนา ยงั จดุ รกุ ตโี ดยอาศยั กาํ ลงั จาก
กลามทองและขาท่ใี ชยืน สงจดุ พลงั ไปยังจดุ รุกตีดว ยการเหวีย่ งลกั ษณะโคงเขามาจากดานขา ง
๓. ดงึ เขา กลับมาอยูใ นทา จรดมวย
¢ŒÍá¹Ðนาํ : การตเี ขา ทา ในน้ี ตอ งมลี กั ษณะเฉือนหรือเฉยี ดประกอบดว ย
๖๐
ªÍè× ·Ò‹ à¢Ò‹
คาํ ºÍ¡คําÊè§Ñ
¨Ø´Ê§‹ ¾Åѧ : หนุมานแหวกฟอง (เขาลอย)
¨´Ø ÃØ¡μÕ : หนุมานแหวกฟอง (เขานําหรือตาม).....ยกหรือครง้ั ปฏบิ ัติ
: ปุม กระดูกหวั เขา
: ใบหนา ปลายคาง ยอดอก ลิ้นป
ÇÔ¸»Õ ¯ÔºμÑ Ô : จากทาจรดมวย
ࢋÒนาํ ๑. กาวเทาไปขางหนาประมาณหน่ึงกา ว (อาจเปน ๒-๓ กา วก็ได)
๒. จังหวะตอเนื่องน้ัน กระโจนลอยตัวขึ้น พรอมกับใหพุงปุมกระดูกหัวเขา
ไปขางหนายังจุดรุกตี โดยอาศัยกําลังสงตัวจากลําตัว สงจุดสงพลังไปยังจุดรุกตีดวยพุงแบบเขาตรง
(กุมภกรรณพุง หอก) หรือการเหว่ียงลักษณะโคง (ครอมเขาพระสเุ มรุ) เขามาจากดานขางกไ็ ด
๓. ดึงเขา ลดหมัด กลับมาอยใู นทาจรดมวย
à¢Ò‹ μÒÁ ปฏิบัตเิ หมอื นเขา นาํ
¢ÍŒ á¹Ðนํา : การเขาในทาน้ี เปนการเขาท่ีใชการกระโดดเขาใสคูตอสู ท้ังนี้วิถีเขาอาจจะตอง
ปรับทิศทางบาง เน่ืองจากคูตอสูอาจปดปกปอง หรือยกบัง วิถีเขาที่พุงออกไปจึงเปนไปไดท้ังตรง
หรอื โคง และอาจใชผ สมผสานกนั กไ็ ด สว นมอื และแขนจะตอ งทาํ หนา ทค่ี า้ํ เพอื่ ปด จดุ รกุ ตขี องคนมวยไว
๖๑
ª×Íè ·‹Ò ࢋÒ
คําºÍ¡คําÊèѧ
¨Ø´Ê‹§¾Åѧ : หนมุ านหกั คอชางเอราวัณ (เขาอดั )
¨´Ø ÃØ¡μÕ : หนมุ านหกั คอชา งเอราวณั (เขา นําหรอื ตาม).....ยกหรอื ครง้ั ปฏบิ ตั ิ
: ปุมกระดูกหวั เขา
: ปลายคาง ยอดอก ทอ ง ชายโครง ลิน้ ป สีขาง หนาขา เขา
ÇÔ¸»Õ ¯ºÔ μÑ Ô : จากทา จรดมวย
à¢Ò‹ นาํ ๑. ใชม อื และแขนรดั กดหนีบคอและแขนของคูตอ สูไว
๒. จังหวะตอ เน่อื งนน้ั กระโจนลอยตวั ขนึ้ ใชเทาตาม (เทาหลัง) ตะกายยํา่ ไปบนเขา
ของคูตอสู พรอมกับใหพุงปุมกระดูกหัวเขานํา (เขาหนา) ไปขางหนายังจุดรุกตีโดยอาศัยกําลังสง
จากลําตัว สงจุดสงพลังไปยังจุดรุกตีดวยพุงแบบตรง (กุมภกรรณพุงหอก) หรือเหว่ียงลักษณะโคง
(ครอ มเขาพระสุเมร)ุ เขามาจากดานขางก็ได
๓. ดงึ เขา ลดหมัด กลับมาอยใู นทาจรดมวย
ࢋÒμÒÁ ๑. ใชม ือและแขนรัดกดหนีบคอและแขนของคตู อ สูไว
๒. จังหวะตอ เน่อื งนั้น กระโจนลอยตัวข้นึ ใชเทา นาํ (เทาหนา ) ตะกายยํ่าไปบนเขา
ของคูตอสู พรอมกับใหพุงปุมกระดูกหัวเขาตาม (เขาหลัง) ไปขางหนายังจุดรุกตีโดยอาศัยกําลังสง
จากลําตัว สงจุดสงพลังไปยังจุดรุกตีดวยพุงแบบตรง (กุมภกรรณพุงหอก) หรือเหว่ียงลักษณะโคง
(ครอมเขาพระสุเมรุ) เขา มาจากดานขา งกไ็ ด
๓. ดงึ เขา ลดหมดั กลับมาอยูในทาจรดมวย
¢ÍŒ á¹Ðนํา : มวี ิธีจาํ ในทานี้ คือ กด กระโดด ตี เปน การตแี บบไมตอ งการตอ เน่ือง
๖๒
ªèÍ× ·‹Ò à¢Ò‹
คําºÍ¡คําÊѧè
¨Ø´Ê‹§¾Åѧ : ทศกณั ฑเหน่ียวเขาพระสุเมรุ (เขา กระทบ)
¨Ø´Ã¡Ø μÕ : ทศกณั ฑเ หน่ยี วเขาพระสุเมรุ (เขา นําหรือตาม).....ยกหรอื คร้งั ปฏิบัติ
: ปมุ กระดูกหวั เขา
: ทอง ชายโครง สขี าง โคนขา
Ç¸Ô »Õ ¯ÔºμÑ Ô : จากทา จรดมวย
à¢Ò‹ นํา ๑. ใชมือโอบจบั รัดลาํ คอหรือลําตัวของคตู อสูห นีบกดไวใ หแนน
๒. พุง ปุม กระดกู หวั เขานาํ (เขาหนา ) ไปขา งหนายงั จดุ รกุ ตี โดยอาศัยกําลังสง จาก
ขาและลําตัว สงจุดสงพลังไปยังจุดรุกตีดวยการพุงแบบตรง (กุมภกรรณพุงหอก) หรือการเหวี่ยง
ลกั ษณะโคง (ครอ มเขาพระสุเมรุ) เขา มาจากดา นขางก็ได
๓. ดึงเขา ลดหมดั กลับมาอยูในทา จรดมวย
ࢋÒμÒÁ ๑. ใชมอื โอบจับรัดลําคอหรือลาํ ตวั ของคูตอ สูห นีบกดไวใ หแ นน
๒. พงุ ปมุ กระดกู หัวเขาตาม (เขา หลัง) ไปขางหนา ยงั จุดรุกตี โดยอาศยั กําลังสงจาก
ขาและลําตัว สงจุดสงพลังไปยังจุดรุกตีดวยการพุงแบบตรง (กุมภกรรณพุงหอก) หรือการเหว่ียง
ลักษณะโคง (ครอ มเขาพระสเุ มร)ุ เขา มาจากดานขา งก็ได
๓. ดงึ เขา ลดหมดั กลบั มาอยใู นทา จรดมวย
¢ŒÍá¹Ðนาํ : ทาเขาน้ีจะมีการดึงหรือโนมคอคูตอสูดวย แตถารัดเอวจะเปนการตีท่ีหนาขา
หรอื ดา นขางของเขา เรียกวา “เขาเหนบ็ ” เปนการตแี บบตองการตอ เนื่อง หลกั การจาํ คอื จับ กด ตี
และไมตองกระโดดเหมอื นทา “หักคอชางเอราวัณ”
๖๓
ª×èÍ·Ò‹ à·ÒŒ
คาํ ºÍ¡คาํ Êèѧ
¨Ø´Ê§‹ ¾Å§Ñ : หนุมานเปดดาน (เตะตรง)
¨´Ø ÃØ¡μÕ : หนุมานเปดดาน (เทานาํ หรอื ตาม).....ยกหรอื คร้ัง ปฏิบัติ
: ปลายนิว้ เทา สนเทา
: ปลายคาง กราม ราวนม ซอกรักแร ดา นในของแขนทอนบน
Ç¸Ô Õ»¯ÔºμÑ Ô : จากทา จรดมวย
à·ÒŒ นํา ๑. ยกเทา นําวาดเตะลกั ษณะเหวีย่ งตรงๆ ไปยังจดุ รุกตี
๒. ดึงเทา กลับมาอยใู นทาจรดมวย
à·ÒŒ μÒÁ ๑. ยกเทา ตามวาดเตะลกั ษณะเหว่ียงตรงๆ ไปยงั จดุ รกุ ตี
๒. ดึงเทา กลับมาอยูในทาจรดมวย
¢ŒÍá¹Ðนาํ : การเตะลักษณะน้ีเรียกวา “ผาหมาก” เพราะอาการท่ีเหว่ียงเทาข้ึน
ตรงๆ เหมือนใชมีดผาลูกหมากออกเปนซีก การจะเตะใหแรงไดจะตองสลัดมือหรือฟนมือชวย
แตถาเตะเบาๆ ก็ควรยกหมัดตั้งวงปดไวใหดี ข้ึนอยูกับจังหวะเขาทําเกมรุก-รับวาสมควรเวลาใด
การฝกฝนจนกระทงั่ ชาํ นาญดังนี้แลว จงึ สามารถอานจงั หวะมวยได
๖๔
ª×Íè ·‹Ò à·ÒŒ
คาํ ºÍ¡คําÊè§Ñ
¨Ø´Ê§‹ ¾Åѧ : มาณพเลน ขา (เตะเหวย่ี ง)
¨´Ø Ã¡Ø μÕ : มาณพเลน ขา (เทา นําหรอื ตาม).....ยกหรือครงั้ ปฏิบัติ
: ครงึ่ เขาครึ่งแขง สนั เทา
: ขมบั ทัดดอกไม กานคอ ชายโครง สขี า ง พับนอก พับใน
ÇÔ¸»Õ ¯ºÔ ÑμÔ : จากทา จรดมวย
à·ŒÒนํา ๑. วาดเทา นําเตะลกั ษณะเหวี่ยงโคง ขนึ้ มาจากดา นขางไปยงั จดุ รกุ ตี
๒. พรอมกันใหลดหมัดนํา (หมัดหนา) ลงในลักษณะฟนแขนผานลําตัวจนสุดแขน
(แขนตงึ )
๓. พรอมกันใหยกหมัดตาม (หมัดหลัง) ขึ้นปดบริเวณโหนกแกมทอนแขน
ปด บรเิ วณคาง
๔. ดึงเทาและหมดั กลบั มาอยใู นทา จรดมวย
à·ÒŒ μÒÁ ๑. วาดเทา นาํ เตะลกั ษณะเหว่ยี งโคงขน้ึ มาจากดา นขา งไปยังจุดรุกตี
๒. พรอมกันใหลดหมัดนํา (หมัดหนา) ลงในลักษณะฟนแขนผานลําตัวจนสุดแขน
(แขนตงึ )
๓. พรอมกันใหยกหมัดตาม (หมัดหลัง) ขึ้นปดบริเวณโหนกแกมทอนแขนปด
บรเิ วณคาง
๔. ดงึ เทา และหมดั กลับมาอยูในทา จรดมวย
๖๕
ªÍè× ·Ò‹ à·ŒÒ
คําºÍ¡คาํ ʧÑè
¨Ø´Ê§‹ ¾Å§Ñ : เถรกวาดลานวดั (เตะกดต่ํา)
¨´Ø ÃØ¡μÕ : เถรกวาดลานวดั (เทานาํ หรอื ตาม).....ยกหรอื ครง้ั ปฏิบตั ิ
: คร่งึ เขา คร่งึ แขง (ไมสัน้ ) สันเทา (ไมย าว)
: พับนอก พบั ใน
Ç¸Ô Õ»¯ºÔ μÑ Ô : จากทา จรดมวย
à·ÒŒ นาํ ๑. วาดเทา นาํ เตะลกั ษณะเหวย่ี งไปยงั จดุ รกุ ตี แตใ หส งู กวา จดุ รกุ ตเี ลก็ นอ ย เมอื่ ใกล
ถงึ จดุ รกุ ตใี หกดควํา่ แขงลงยงั จุดรกุ ตี
๒. พรอ มกนั ใหล ดหมดั นาํ (หมดั หนา ลง) ลงในลกั ษณะฟน แขนผา นลาํ ตวั จนสดุ แขน
(แขนตงึ )
๓. พรอมกันใหยกหมัดตาม (หมัดหลัง) ข้ึนปดบริเวณโหนกแกมทอนแขนปด
บรเิ วณคาง
๔. ดงึ เทาและหมัด กลบั มาอยใู นทาจรดมวย
à·ŒÒμÒÁ ๑. วาดเทา นาํ เตะลกั ษณะเหวย่ี งไปยงั จดุ รกุ ตี แตใ หส งู กวา จดุ รกุ ตเี ลก็ นอ ย เมอื่ ใกล
ถงึ จดุ รกุ ตใี หกดคว่ําแขงลงยังจุดรกุ ตี
๒. พรอมกันใหลดหมัดนํา (หมัดหนา) ลงในลักษณะฟนแขนผานลําตัวจนสุดแขน
(แขนตงึ )
๓. พรอมกันใหยกหมัดตาม (หมัดหลัง) ข้ึนปดบริเวณโหนกแกมทอนแขนปด
บรเิ วณคาง
๔. ดึงเทาและหมัด กลับมาอยใู นทาจรดมวย
¢ŒÍá¹Ðนํา : การวาดเทา เตะมลี ักษณะเฉียงหรือฟนลง
๖๖
ª×èÍ·‹Ò à·ŒÒ
คาํ ºÍ¡คําʧÑè
¨´Ø Ê‹§¾Å§Ñ : นาคขนดหาง (เตะกดสูง)
¨Ø´ÃØ¡μÕ : นาคขนดหาง (เทานาํ หรอื ตาม).....ยกหรอื ครั้ง ปฏิบัติ
: ครง่ึ เขาคร่งึ แขง (ไมส นั้ ) สนั เทา (ไมย าว)
: ปลายคาง กราม กกหู ทัดดอกไม กานคอ หัวไหล
ÇÔ¸»Õ ¯ÔºμÑ Ô : จากทา จรดมวย
à·ŒÒนํา ๑. วาดเทา นาํ เตะลกั ษณะเหวยี่ งไปยงั จดุ รกุ ตี แตใ หส งู กวา จดุ รกุ ตเี ลก็ นอ ย เมอ่ื ใกล
ถงึ จดุ รุกตใี หก ดควาํ่ แขงลงยงั จดุ รกุ ตี (เตะใหข ามหวั ไหลค ูตอ สู)
๒. พรอมกันใหลดหมัดนํา (หมัดหนา) ลงในลักษณะฟนแขนผานลําตัวจนสุดแขน
(แขนตึง)
๓. พรอมกันใหยกหมัดตาม (หมัดหลัง) ข้ึนปดบริเวณโหนกแกมทอนแขนปด
บริเวณคาง
๔. ดึงเทาและหมัด กลับมาอยูในทาจรดมวย
à·ÒŒ μÒÁ ๑. วาดเทา นาํ เตะลกั ษณะเหวย่ี งไปยงั จดุ รกุ ตี แตใ หส งู กวา จดุ รกุ ตเี ลก็ นอ ย เมอื่ ใกล
ถงึ จดุ รุกตใี หก ดคว่ําแขงลงยงั จดุ รกุ ตี (เตะใหข า มหวั ไหลคตู อส)ู
๒. พรอ มกนั ใหล ดหมดั นาํ (หมดั หลงั )ลงในลกั ษณะฟน แขนผา นลาํ ตวั จนสดุ (แขนตงึ )
๓. พรอ มกนั ใหย กหมดั ตาม(หมดั หนา )ขน้ึ ปด บรเิ วณโหนกแกม ทอ นแขนปด บรเิ วณคาง
๔. ดงึ เทาและหมดั กลบั มาอยูในทา จรดมวย
๖๗
ªè×Í·Ò‹ à·ŒÒ
คาํ ºÍ¡คาํ ʧèÑ
¨´Ø ʧ‹ ¾Å§Ñ : มอญยนั หลกั (ถีบตรง)
¨Ø´ÃØ¡μÕ : มอญยันหลกั (เทา นําหรอื ตาม).....ยกหรอื คร้ัง ปฏิบตั ิ
: ปลายนวิ้ เทา จมูกเทา สันเทา
: ใบหนา หนาทอง ทอ งนอ ย ล้นิ ป ขอ ตอ โคนขา สะบาหัวเขา
ÇÔ¸»Õ ¯ºÔ ÑμÔ : จากทาจรดมวย
à·ŒÒนาํ ๑. ยกเทานาํ (เทา หนา ) ข้ึนตรงมีลักษณะงอเลก็ นอย โดยเลง็ ใหจ ดุ สง พลังพอดกี บั
จุดรกุ ตี ๒. เสอื กเทาไปขางหนา พงุ จุดสง พลังไปยงั จุดรุกตี ในลักษณะกระทืบ (แนวนอน)
à·ÒŒ μÒÁ ๓. ดงึ เทา กลบั มาอยใู นทาจรดมวย
กบั จดุ รุกตี ๑. ยกเทานํา (เทาหลัง) ขึ้นตรงมีลักษณะงอเล็กนอย โดยเล็งใหจุดสงพลังพอดี
¢ÍŒ á¹Ðนํา ๒. เสือกเทา ไปขา งหนา พุงจดุ สงพลังไปยงั จุดรุกตี ในลักษณะกระทบื (แนวนอน)
๓. ดงึ เทา กลบั มาอยูในทาจรดมวย
: การเสอื กเทามลี กั ษณะเหมือนการท่มิ ของทอ นขา
๖๘
ªÍ×è ·Ò‹ à·ŒÒ
คําºÍ¡คําʧèÑ
¨Ø´Ê‹§¾Åѧ : กวางเหลียวหลัง (ถบี ตะแคงบดิ เหล่ียม)
¨Ø´ÃØ¡μÕ : กวางเหลยี วหลงั (เทานําหรอื ตาม).....ยกหรือครง้ั ปฏบิ ัติ
: สันเทา
: ทองนอ ย ล้นิ ป ราวนม
Ç¸Ô Õ»¯ÔºÑμÔ : จากทาจรดมวย
à·ÒŒ นาํ ๑. ยกเทานํา (เทาหนา) ขึ้นในลักษณะพับขา บิดปลายเทาเขาดานในสนเทาออก
ดานนอก เทา สูงจากพน้ื ประมาณ ๑ ศอก บดิ ลาํ ตัวเขา ดานในเลก็ นอย
๒. ยกเทา (เทา หนา ) ในลกั ษณะตวดั พบั ขน้ึ อกี ประมาณ ๑ คบื โลต วั ไปขา งหลงั เลก็ นอ ย
๓. เสอื กเทา ออกไปใหเ ฉยี งสงู ขน้ึ ในลกั ษณะกง่ึ ดดี กงึ่ เหวย่ี ง บดิ พลกิ ลาํ ตวั ไปดา นหลงั
๔. กลับมาอยูในทาจรดมวย
à·ÒŒ μÒÁ ปฏิบตั เิ หมือนกันกลับเทานาํ เพยี งแตกา วสลับเทาเปลยี่ นเหลยี่ มมวย
¢ŒÍá¹Ðนาํ : การถีบทาน้ี เปนการพลกิ (ปด) เหลี่ยม ใชสาํ หรบั เปนลกู ไมสวนทวน (ตโี ต)
แมไ ม, ลูกไมต า งๆ ไดหลายๆ แมไม, ลกู ไม และนยิ มใชกนั มากในสมัยโบราณ นอกจากจะสามารถ
เปนอาวธุ คํา้ ยันไดดแี ลวยงั เปน ทา ปอ งกนั ไดด อี ีกทา หนง่ึ ดว ย
๖๙
ªè×Í·Ò‹ à·ÒŒ
คําºÍ¡คาํ ʧèÑ
¨´Ø ʧ‹ ¾Åѧ : โยธาสินธพ (ถบี ตะแคงบดิ เหล่ยี ม)
¨Ø´ÃØ¡μÕ : โยธาสนิ ธพ (เทานําหรือตาม).....ยกหรอื คร้งั ปฏิบตั ิ
: สนเทา ปลายน้ิวเทา จมกู เทา
: ทองนอย ลิน้ ป ราวนม ปลายคาง
Ç¸Ô Õ»¯ºÔ μÑ Ô : จากทา จรดมวย
à·ÒŒ นํา ๑. ยกเทา นําวาดเตะลักษณะเหว่ียงตรงๆ ไปยังจุดรกุ ตี
๒. จงั หวะท่เี ทา ท่ีเตะออกไปยกสุด เสอื กเทาไปขางหนา พุงจดุ สง พลังไปยงั จดุ รุกตี
ในลกั ษณะกระทบื (แนวนอน)
๓. ดึงเทา กลบั มาอยูใ นทาจรดมวย
à·ŒÒμÒÁ ๑. ยกเทา นําวาดเตะลักษณะเหวย่ี งตรงๆ ไปยังจุดรกุ ตี
๒. จังหวะทเ่ี ทาท่ีเตะออกไปยกสดุ เสอื กเทาไปขา งหนา พุงจดุ สงพลังไปยังจดุ รกุ ตี
ในลักษณะกระทบื (แนวนอน)
๓. ดึงเทา กลับมาอยใู นทา จรดมวย
¢ÍŒ á¹Ðนาํ : แมไมทานี้ จุดประสงคหลักเพื่อผสมสองทาใหสามารถใชไดในเวลาเดียวกัน
ยังมีแมไมอีกหลายๆ ทาที่นํามาใชผสมกัน เชน หมัดกับเขา หมัดกับศอก (ตอยแถมศอก) ฯลฯ
การฝกฝนแตล ะแมไมใหเกิดความชาํ นาญ จะสามารถรวมทา ได
๗๐
๗๑
º··Õè õ
¡Òýƒ¡à¾Íè× à¾èÔÁÊÁÃöÀÒ¾·Ò§¡ÒÂ
ÇμÑ ¶»Ø ÃÐʧ¤¡ ÒÃàÃÕ¹ûŒÙ ÃÐจาํ º·
๑. ผเู รียนสามารถกาํ หนดเปา หมายในการฝก เพ่อื เพิม่ สมรรถภาพทางกาย
๒. ผเู รยี นรขู ัน้ ตอนในการฝก สมรรถภาพแบงเปน ๔ ขัน้ ตอน
๓. ผเู รียนสามารถปฏบิ ัตติ ามแบบฝก เพอื่ เพ่มิ สมรรถภาพทางกาย
ÊÇ‹ ¹นํา
สมรรถภาพทางกายเปนความสามารถของบุคคลในอันที่จะใชระบบตางๆ กระทํากิจกร
รมใดๆ อันเกี่ยวกับการแสดงออกซึ่งความสามารถทางรางกายไดอยางมีประสิทธิภาพและสามารถ
ฟน ตวั กลบั สสู ภาวะปกตไิ ดใ นเวลาอนั รวดเรว็ เราจะทราบไดว า เรามสี มรรถภาพทางกายในดา นในมาก
หรอื นอย กโ็ ดยการทดสอบสมรรถภาพทางกายดวยแบบทดสอบมาตรฐาน เมอ่ื เรามีสมรรถภาพทาง
กายในดา นใดนอย เรากส็ ามารถเสริมสรางขนึ้ มาไดดว ยการกําหนดการฝกหรอื ออกกําลงั กายตอไป
การเสริมสรางสมรรถภาพทางกาย เปนการปรับปรุงสภาวะของรางกายใหอวัยวะตางๆ
ของรา งกายมีประสทิ ธภิ าพในการทาํ หนา ที่สงู และมกี ารประสานงานกนั ของระบบตางๆ ของรางกาย
ไดเปน อยา งดี
ÊÁÃöÀÒ¾·Ò§¡Ò·èÑÇä» (General Physical fitness)
คณะกรรมการนานาชาติเพ่ือจัดมาตรฐานการทดสอบความสมบูรณทางดานรางกาย
ไดจําแนกความสมบูรณท างกายออกเปน ๗ ประเภท
๑. ความเรว็ (Speed) คอื ความสามารถของรา งกายในการเคลอื่ นทจ่ี ากทหี่ นงึ่ ไปยงั อกี
ท่ีหน่งึ โดยใชระยะเวลาสน้ั ทสี่ ดุ
๒. พลังกลามเน้ือ (Muscle Power) คือ ความสามารถของกลามเน้ือในการทํางาน
อยางรวดเร็วในจังหวะของกลา มเน้อื หดตัวหนึ่งครง้ั เชน ยนื กระโดดไกล
๓. ความแขง็ แรงของกลามเนอื้ (Muscle Strength) คอื ความสามารถของกลามเนอ้ื
ทหี่ ดตัวเพยี งครัง้ เดยี วโดยไมจ าํ กดั เวลา เชน การยกน้ําหนัก เปนตน
๔. ความอดทนของกลามเนื้อ (Muscle endurance, Anaerobic Capacity) คือ
ความสามารถของกลา มเน้ือทีไ่ ดป ระกอบกิจกรรมซา้ํ ซากไดเ ปน ระยะเวลานานอยางมปี ระสิทธิภาพ
๕. ความคลองตัว (Agility) คือ ความสามารถของรางกายท่ีจะบังคับควบคุมในการ
เปล่ยี นแปลงทิศทางการเคลือ่ นทไี่ ดดวยความรวดเร็วและแนน
๗๒
๖. ความออนตัว (Flexibility) คือ ความสามารถขอ ตอตา งๆ ในการทจ่ี ะเคลอ่ื นไหว
ไดอยางกวา งขวาง
๗. ความอดทนทวั่ ไป (General endurance) คอื ความสามารถในการทาํ งานของระบบ
ตา งๆ ในรางกายทที่ าํ งานไดนานและมปี ระสทิ ธภิ าพ
à»Ò‡ ËÁÒÂ㹡Òýƒ¡à¾×èÍà¾ÔÁè ÊÁÃöÀÒ¾·Ò§¡ÒÂ
๑. อยากหนุ ดี รปู รา งสมสว น
๒. อยากแขง็ แรง เนน เรือ่ งสมรรถภาพ ไมไดเ นน กลามใหญ
๓. อยากสุขภาพดี วง่ิ ลดพงุ จะไดไมเ ส่ยี งเปนโรค
Ẻ·Õè ñ รูปรางสมสว น มคี วามแขง็ แรง แตไ มไ ดแปลวาจะวงิ่ เรว็ กระโดดไกล
Ẻ·èÕ ò แข็งแรง เนนเรือ่ งสมรรถภาพ
๗๓
Ẻ·èÕ ó ÍÂÒ¡ÊØ¢ÀÒ¾´Õ ÇÔè§Å´¾§Ø ¨Ðä´äŒ Áà‹ ÊÂèÕ §à»š¹âä
¢¹éÑ μ͹㹡Òýƒ¡ÊÁÃöÀҾẋ§à»¹š ô ¢Ñ¹é μ͹
๑. ขน้ั อบอนุ รา งกาย (Warm up)
๒. ข้นั ฝก ทกั ษะ (Skills unit)
๓. ขั้นฝก สมรรถภาพทางกาย (Fitness unit)
๔. ขนั้ คลายอนุ (Cool down)
μÇÑ Í‹ҧẺ½ƒ¡à¾èÍ× à¾ÁèÔ ÊÁÃöÀÒ¾·Ò§¡ÒÂ
วัน เวลา ๐๕.๓๕ น.-๐๕.๔๕ น. ๐๕.๔๖ น.-๐๖.๑๕ น. ๐๖.๑๖ น.-๐๖.๒๕ น. ๐๖.๒๕ น.-๐๖.๓๐น.
จนั ทร WARM UP วง่ิ ๒๕ - ๓๐ นาที Body Weight COOL DOWN
วนั อังคาร WARM UP ว่งิ ๒๕ - ๓๐ นาที Speed + Power training COOL DOWN
วันพุธ WARM UP วิง่ ๒๕ - ๓๐ นาที Body Weight COOL DOWN
วันพฤหัสบดี WARM UP วิ่ง ๒๕ - ๓๐ นาที Speed + Power training COOL DOWN
วนั ศุกร WARM UP วง่ิ ๒๕ - ๓๐ นาที Body Weight COOL DOWN
ËÁÒÂàËμØ
๑. กอนและหลังการฝก ซอ มตอ งอบอุนรา งกายอยางนอย ๕-๑๐ นาที
๒. หลังการฝก ซอมควรเสรมิ สรางความแขง็ แรงดว ยบอดเ้ี วท
๓. โปรแกรมการฝก ซอมสามารถปรบั ประยกุ ตไ ดตามความเหมาะสม
๗๔
Ẻ½¡ƒ Body Weight
ñ. ¡ÅÒŒ Áà¹×éÍËÑÇäËÅ‹
๑.๑ Shoulder Push Up (ดันพืน้ ยกสะโพกสูง ปฏบิ ัติ ๓ ยก ยกละ ๑๐-๑๒ ครงั้
พกั ๒๐ วินาที)
ÖÝĉ Öøøöǰ$"3%*0ǰ
๑.๒ ARM CIRCLES (หมุนแขนไปดานหนา ๕๐ ครั้ง ดา นหลงั ๕๐ คร้ัง ปฏบิ ตั ิ
๒ ยก พกั ๒๐ - ๓๐ วนิ าท)ี
๗๕
๑.๓ ดึงขอ (ปฏบิ ตั ิ ๓ ยก ยกละ ๔ ครงั้ พกั ๒๐ วนิ าที ชา ๆ ขนึ้ สดุ ลงสดุ )
ò. ¡ÅÒŒ Áà¹×éÍ˹ŒÒÍ¡ (Push Up »¯ºÔ ÑμÔ ó ¡ ¡ÅÐ ñð-ñõ ¤Ã§éÑ ¾¡Ñ òð Ç¹Ô Ò·Õ
ªŒÒæ ¢¹Öé Ê´Ø Å§ÊØ´)
ó. ¡ÅŒÒÁà¹é×ÍËÅ§Ñ (à¡Ã秤ŒÒ§äÇŒ »¯ÔºÑμÔ ó ¡ ¡ÅÐ òð Ç¹Ô Ò·Õ)
๗๖
ô. ¡ÅÒŒ Áà¹Íé× Ë¹ÒŒ ·ÍŒ §
๔.๑ Flutter Kick (ยกขาขึน้ ขนานกบั พื้น เกร็งคางไว ปฏบิ ตั ิ ๓ ยก ยกละ ๒๐
วนิ าที)
๔.๒ Sit - up (ปฏบิ ัติ ๓ ยก ยกละ ๑๕-๒๐ ครง้ั พกั ๒๐ วนิ าที ชาๆ ขึ้นสุด
ลงสุด)
๗๗
õ. ¡ÅŒÒÁà¹×Íé μŒ¹¢Ò
๕.๑ Truck Jump (กระโดดใหส ูง ปฏิบัติ ๓ ยก ยกละ ๑๕-๒๐ ครัง้ พัก ๒๐ วนิ าที
กระโดดเกบ็ เขา ใหสงู และเรว็ )
ǰ4RVBUǰ ìÜĚĉ îĚćĞ ĀîĆÖĕðìĊęÖšîĒúą×ćǰđÖøĘÜÙšćÜĕüšǰðäïĉ êĆ ĉǰĤǰ÷Öǰ÷ÖúąǰĤġ-ĥġǰüîĉ ćìĊ
ǰ
๕.๒ Squat (ท้ิงน้ําหนักไปท่ีกนและขา เกร็งคางไว ปฏิบัติ ๓ ยก ยกละ
๓๐-๔๐ วนิ าที)
๗๘
Ẻ½¡ƒ Speed + Power training
๑. ว่งิ sprint ๒๐-๓๐ เมตร ๕ เทย่ี ว
๒. นอนคว่าํ แลวลุกข้นึ วง่ิ sprint ๒๐-๓๐ เมตร ๕ เทย่ี ว
๓. กระโดด เขาแตะอก ๒ คร้งั แลววิ่ง sprint ๒๐-๓๐ เมตร ๕ เท่ยี ว
๔. วิง่ แตะเสน ๕ เมตร ๑๐ เมตร ๑๕ เมตร
๕. วงิ่ ยกหนา ขาหรอื วง่ิ ขนึ้ บนั ได
๗๙
º··Õè ö
¡ÒúҴà¨çº·Ò§¡ÒáÌÕ Ò
ÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤¡ ÒÃàÃÕ¹ûŒÙ ÃÐจาํ º·
- ผเู รยี นรูห ลักการปฐมพยาบาลอาการบาดเจ็บจากการเลน กีฬา
- ผเู รยี นสามารถเคล่ือนยายผบู าดเจบ็ ออกจากสนามการแขงขัน
- ผเู รยี นรูวธิ กี ารปอ งกนั การบาดเจ็บทางการกฬี า
ʋǹนาํ
การบาดเจ็บจากกีฬาเกิดข้ึนไดเสมอ ไมวาจะเปนการเลนกีฬาเพ่ือสุขภาพ หรือนักกีฬา
อาชพี และสามารถเกดิ ไดก บั อวยั วะทกุ สว นของรา งกาย การบาดเจบ็ นอ้ี าจเกดิ จากอบุ ตั เิ หตขุ ณะแขง ขนั
หรือฝกซอ มกีฬา หรอื เกดิ จากการใชงานอยา งหนักก็ได ลกั ษณะการบาดเจบ็ จากกีฬาไมแตกตา งจาก
การบาดเจ็บจากอุบตั ิเหตุ จากการทาํ งานหรืออบุ ัตเิ หตใุ นชวี ติ ประจําวันได สว นใหญการบาดเจ็บจาก
กีฬามักไมรุนแรง นักกีฬาที่บาดเจ็บสามารถทํางานในชีวิตประจําวันได แตอยางไรก็ตาม การดูแล
รักษาการบาดเจ็บจากกีฬาก็มุงหวังเพ่ือใหนักกีฬาสามารถกลับไปเลนกีฬาไดในเวลาอันรวดเร็ว โดย
เฉพาะนกั กฬี าอาชพี ควรไดร บั การดแู ลวนิ จิ ฉยั และรกั ษาอยา งทนั ทว งที เพอื่ ใหส ามารถกลบั ไปเลน กฬี า
ในสภาพเดิมในเวลาอนั สั้น
การปฐมพยาบาลเบื้องตน หมายถึง การชวยเหลือเบ้ืองตนแกผูไดรับบาดเจ็บหรือผูปวย
กอนจะมาถงึ มือแพทยหรอื พยาบาล ในบางครงั้ หากการบาดเจ็บทเี่ กิดขึ้นอาการไมถงึ ขน้ั รนุ แรงก็อาจ
ไมตองถึงมือแพทยหรือสถานพยาบาลก็ได ท้ังน้ีเพ่ือปองกันหรือลดอันตรายตอผูท่ีไดรับบาดเจ็บ
หรือผูปวยจากการเลนกีฬาที่อาจนําไปสูความพิการหรือเสียชีวิตไดโดยการใชอุปกรณในการปฐมพยาบาล
ที่เตรียมไวหรือการประยุกตวัสดุเทาที่จะหาไดในขณะนั้น ท้ังนี้การปฐมพยาบาลเบื้องตน
ที่ถูกตอง เหมาะสมและรอบคอบ ซงึ่ จะทาํ ใหผ ูไดรบั บาดเจบ็ ลดความรนุ แรง ชว ยผอ นหนกั ใหเ ปนเบา
ลดอัตราเส่ียงตอความพิการ หรือเสียชีวิตได นอกจากนี้ยังทุเลาความเจ็บปวดและทุกขทรมาน
ดวยการปฐมพยาบาลเบื้องตนมีความสําคัญมาก เน่ืองจากอุบัติเหตุท่ีเกิดข้ึนไมเพียงแตเฉพาะจาก
การกีฬาเทานั้น อุบัติเหตุอื่นๆ ที่เราตองเผชิญในชีวิตประจําวันหากไดรับการปฐมพยาบาลเบ้ืองตน
ท่ีถูกตองเหมาะสมและทันทวงที จะนําไปสูการพยากรณโรคและการรักษาตอไปที่ดีไดซ่ึง
หลกั การปฐมพยาบาลเบอ้ื งตน ประกอบดว ย การชว ยชวี ติ เบอื้ งตน (CPR) การจดั การเกยี่ วกบั บาดแผล
หลัก RICE และการเคลือ่ นยา ยผปู ว ยออกจากสนามการแขง ขัน ดังน้ี
ñ. ¡ÒêNj ªÇÕ μÔ àºÍé× §μ¹Œ ในกรณที พี่ บผปู ว ยหยดุ หายใจหรอื หวั ใจหยดุ เตน ใหด าํ เนนิ การ
ชว ยชีวติ เบ้อื งตนดวยการชวยหายใจและชว ยใหห ัวใจเตนไดใ หม (cardiopulmonary resuscitation,
CPR) โดยมีขัน้ ตอนดงั นี้
๘๐
๑.๑ การตรวจสอบ (Recognition) โดยการเขยาไหลแลวเรียก ถาไมรูตัว
ใหคลาํ ชพี จรบริเวณคอขา งๆ หลอดลม และกมลงไปฟง เสียงหรอื สมั ผัสลมหายใจจากผปู ว ย
๑.๒ การเรยี กรถพยาบาลและผูชวย (Alerting hospital system) เรยี กคนบรเิ วณ
ใกลเคยี งใหมาชว ย หรือใหโทรศัพทเรยี กรถพยาบาล
๑.๓ การจดั ทา ผปู ว ย (Positioning the patient) โดยการจดั ใหน อนอยใู นทา ตะแคง
กึ่งคว่ํา เพ่ือใหเสมหะหรือส่ิงแปลกปลอมในปากและคอไหลออกมาไดสะดวก จากน้ัน จึงจัดทาให
นอนหงาย
๑.๔ การเปดทางเดินหายใจ (Opening the airway) โดยใชมือหนึ่งดันหนาผาก
ไปดานหลงั ใชน้ิวช้ีและนวิ้ กลางของอีกมือหนึง่ เชยคางหรือจบั ฟนลา งและคางเชดิ ขึน้
๑.๕ การชว ยหายใจแบบปากประกบปาก (Mouth to mouth respiration) เปา ลม
เขาปากผูปวย ๒ ครัง้ ติดตอ กนั โดยจะเหน็ หนาอกผูป ว ยขยายออก
๑.๖ การปมหัวใจ (External chest compression) เปนการกดหนาอกเพื่อให
เลือดออกจากหัวใจไปเลี้ยงอวัยวะตางๆ โดยวางมือบนตรงกลางหนาอกสวนลางของผูปวย โดยมือ
ทงั้ สองขา งซอ นกนั และเหยียดแขนตรง ปม หวั ใจประมาณ ๑๕ คร้ังตอ การหายใจ ๒ ครง้ั
ò. ¡ÒèѴ¡ÒÃà¡ÕèÂǡѺºÒ´á¼Å ท่ีสนามแขงขัน ส่ิงท่ีควรปฏิบัติทันทีเม่ือพบวา
มีแผลเปดคือ ใชผากอซสะอาดปดแผล ถาแผลมีเลือดออกมากตลอดเวลา ใชผายืดพันใหแนนเพ่ือ
หามเลือดใชสําลีชุบแอลกอฮอลเช็ดรอบๆ แผลเร่ิมจากดานในท่ีใกลแผลวนออกดานนอกโดยไมซ้ํา
ที่เดิมแลวจึงเชด็
ó. ËÅÑ¡¡Òû°Á¾ÂÒºÒÅÍÒ¡ÒúҴà¨çº¨Ò¡¡ÒÃàÅ‹¹¡ÕÌÒ เมื่อเกิดการบาดเจ็บ
ทันทีจากการเลนกีฬา เราสามารถใหการปฐมพยาบาล และเรียงลําดับกอนหลังอยางไรนั้น
มีหลักในการจํางา ยๆ ดงั น้ี จากตัวอกั ษรภาษาอังกฤษ คอื PRICED ดังนี้
๓.๑ Prevent further injury ปองกันการบาดเจ็บที่จะตามมาอีก ใหหยุดการ
เลนกีฬาทันที นํานักกีฬาออกจากสถานที่ท่ีไดรับบาดเจ็บ เพ่ือหลีกเล่ียงการบาดเจ็บท่ีจะตามมาอีก
(to avoid further injury)
๘๑
๓.๒ Rest เปน การหยดุ พกั การใชง านของอวยั วะหรอื บรเิ วณทบี่ าดเจบ็ หรอื ใหห ยดุ
การแขงขัน เชน ในกรณีทม่ี กี ารบาดเจ็บท่ขี าและเทา ไมเ ดินลงนา้ํ หนักตอ งใชไ มพยุงชวย
๓.๓ Ice เปนการใชความเย็นหรือน้ําแข็งประคบสวนที่ไดรับบาดเจ็บ เปนเวลา
๑๐-๒๐ นาที ทกุ ๒ ชวั่ โมง วันละ ๒ – ๓ คร้ัง ใน ๒๔ – ๔๘ ช่ัวโมง เพ่ือเปน การลดอาการปวด
และการอักเสบ ขอควรระวัง หามวางนํ้าแข็งสัมผัสลงบนบริเวณผิวหนังโดยตรง เพราะอาจเกิด
การพองไหมจากความเยน็ ได
๘๒
๓.๔ Compression การกด บีบรัด เพื่อไมใหเลือดออกในเน้ือเย่ือมากข้ึน
เปนการพันกระชับสวนที่บาดเจ็บน้ันไมใหบวมเพ่ิมมากข้ึน โดยหลักการพันจากสวนปลายไปหา
สวนตนโดยอาจพันรว มกบั การประคบนาํ้ แข็งดวยได
๓.๕ Elevation เปน การจดั วางสว นทบี่ าดเจบ็ ใหส งู กวา ระดบั หวั ใจ เพอื่ ใหเ ลอื ดไหล
กลับสูหวั ใจสะดวกขน้ึ ทําใหการบวมลดลงได เชน การยกเทาสงู เพอื่ ใหไ ลเ ลือดกลับสหู วั ใจไดส ะดวก
เปนการชวยลดบวมได
๘๓
๓.๖ Diagnosis/Disposal สงพบแพทยหรือสถานพยาบาล เพื่อใหการรักษา
พยาบาลทถี่ กู ตอ งตอ ไป
การปฐมพยาบาลดว ยวธิ กี าร PRICED ดังกลาวแลว น้ัน ตอ งทาํ ใหค รบทกุ ขัน้ ตอนจึงจะ
ไดผลลพั ธท ่ดี ี ระยะเวลาการใชว ิธกี ารดังกลา วแลวควรอยูใน ๔๘-๗๒ ชวั่ โมงแรกหลังจากทไี่ ดร บั บาด
เจ็บจากการเลน กีฬา
ô. ¡ÒÃà¤Åè×͹ÂÒŒ ¼ٌºÒ´à¨ºç ออกจากสนามการแขงขนั สามารถทําได ๓ วธิ ี ดังนี้
๔.๑ การชว ยพยงุ ใชใ นกรณที ม่ี กี ารบาดเจบ็ ตอ ขาขา งหนงึ่ ขาอกี ขา งสามารถเดนิ ได
โดยไมม ีการบาดเจ็บท่ีสวนอ่ืน นักกีฬารตู ัวดี วิธนี ้ีใชผูช วย ๒ คน ขนาบทง้ั ๒ ขางของนกั กฬี า นักกฬี า
ใชแขนโอบไหลของผูชว ย ผูชว ยใชแ ขนคนละขางประสานพยงุ บริเวณหลังของนักกฬี า
๘๔
๔.๒ การชวยอุม ใชในกรณีท่ีมีการบาดเจ็บไมมาก เชนเดียวกับกรณีแรก
แตน กั กฬี าไมพ รอ มทจ่ี ะเดนิ เอง ใชผ ชู ว ย ๒ คน ขนาบทงั้ ๒ ขา งของนกั กฬี า นกั กฬี าใชแ ขนโอบไหลผ ชู ว ย
ผูชวยใชแขนคนละขางประสานพยุงบริเวณหลังของนักกีฬา อีกมือขางหนึ่งประสานเพ่ือรับน้ําหนัก
ที่บริเวณตนขาของนกั กีฬา แลวยกนกั กฬี าขน้ึ
ǰ
๔.๓ การใชเปล ใชในกรณีท่ีผูปวยมีการบาดเจ็บรุนแรง และเปนวิธีท่ีปลอดภัย
ทสี่ ดุ ในการเคล่อื นยา ยนกั กฬี าออกจากสนาม นักกฬี าจะตองนอนในทา ควาํ่ การพลกิ ตัวของนักกฬี า
เพอื่ เอาขึน้ เปล จะตอ งระวังสว นศีรษะ และตนคอ และพลกิ พรอมกนั ทง้ั ตัวเสมอ
ǰ
¡Òû‡Í§¡¹Ñ ¡ÒÃºÒ´à¨ºç ·Ò§¡ÒáÌÕ Ò
เมื่อกลาวถึงการปองกันการบาดเจ็บจากการกีฬา คงจะไมมีความยุงยากท่ีจะปองกัน
เพยี งแตท ราบสาเหตุของการบาดเจบ็ แลว ก็ปอ งกันตามสาเหตทุ ี่ทาํ ใหเกดิ การบาดเจบ็ เทา นัน้ เอง
การบาดเจ็บก็จะลดลง แตนักกีฬามีปจจัยท่ีเส่ียงตอการบาดเจ็บมากมายคงเปน
การยากมากท่ีจะปองกันไดทุกสาเหตุ เพ่ือเปนการปองกันใหมากท่ีสุดเทาที่จะทําได ควรจะปองกัน
ดว ยวิธีการตา งๆ ดังน้ี
๘๕
๑. การปองกนั ดวยทกั ษะ (Prevention through Skill) การมีทกั ษะท่ดี ใี นการเลน กฬี า
นับวาเปนส่ิงท่ีสําคัญตอชัยชนะ แตขณะเดียวกันก็มีความสําคัญตอความปลอดภัยจากการเลนกีฬา
เชนเดียวกัน ฉะนั้นนักกีฬาควรมีทักษะท่ีดีในการเลนกีฬา ในการปฏิบัติทักษะตางๆ โอกาสท่ีจะเกิด
การบาดเจบ็ จะลดลงมากกวา นกั กีฬาท่มี ที กั ษะไมดี
๒. การปองกันดวยสมรรถภาพ (Prevention through Fitness) การมีทักษะท่ีดี
เพียงอยางเดียวก็ไมสามารถท่ีจะปองกันการบาดเจ็บท่ีเกิดข้ึนไดทุกอยาง เนื่องจากการเลนกีฬา
มที า ทางการเคลอื่ นไหวตา งๆ มากมายหลายอยา งหลายสถานการณต ามรปู แบบการฝก หรอื การแขง ขนั
สมรรถภาพทางกายท่ีดีจะเปนส่ิงที่ปองกันการบาดเจ็บอีกทางหนึ่ง สมรรถภาพทางกายดานตางๆ
ทส่ี าํ คญั เชน ความแขง็ แรงของกลา มเนอ้ื ความเรว็ ความทนทาน ความออ นตวั การประสานงานทดี่ ขี อง
ประสาทกลามเนื้อ เปนตน
๓. การปองกันดวยโภชนาการ (Prevention through Nutrition) อาหารท่ีมีสาร
อาหารครบถว นสมบรู ณ สารอาหารตา งๆ เหลา นน้ั สามารถชว ยใหร า งกายฟน ตวั จากการเหนด็ เหนอ่ื ย
เม่ือยลาจากการฝกหรือการแขงขันไดเร็วยิ่งขึ้น และชวยซอมแซมสวนท่ีสึกหรอได การรับประทาน
อาหารที่เพียงพอและถูกตองตามหลักโภชนาการการกีฬาจะชวยสงเสริมประสิทธิภาพการเลน
การแขงขนั ไดอกี ทางหน่ึง
๔. การปองกันดวยการอบอุนรางกาย (Prevention through Warm Up) ในการ
อบอุน รางกายมขี อ ดคี อื กลา มเนื้อ เอ็น ขอ ตอตางๆ ถกู ยืดเหยยี ดออกจากการใชงานจริง อณุ หภมู ใิ น
รา งกายเพมิ่ สงู ขนึ้ โดยเฉพาะภายในเซลลก ลา มเนอื้ ระบบประสาทของนกั กฬี าไดร บั การกระตนุ ใหต นื่ ตวั
พรอมท่ีจะทํางาน จากขอดีตางๆ นั้นจะสงผลตอการทํางานของรางกายทํางานประสานงานกัน
ในการปฏิบัติทักษะ การหลบหลีกการปะทะตางๆ ไดดีมากยิ่งขึ้น ลดการบาดเจ็บจากหนักเปนเบา
หรือหลีกเลีย่ งไดโ ดยสน้ิ เชงิ เปน ตน
๕. การปองกันดวยสภาพแวดลอม (Prevention through Environment) การบาดเจ็บ
จากการกีฬามักจะเกิดข้ึนจากอุบัติเหตุทันทีทันใด โดยไมไดต้ังใจหรือระวังตัว เชน ขอเทาพลิก
กลา มเน้อื ฉีกขาด กระดูกหัก เปน ตน ส่งิ อํานวยความสะดวกตางๆ ในการเลน กีฬาถอื วา มสี ว นสาํ คัญ
อยางย่ิงท่ีจะชวยปองกันการบาดเจ็บได การตรวจดูสภาพความเรียบรอยของวัสดุอุปกรณท่ีจะใช
ในการเลนการแขงขันกีฬา การตรวจดูสภาพสนามการแขงขัน การตรวจสอบสภาพภูมิอากาศในการ
แขง ขันจงึ ถือวา สาํ คัญ ท้ังนเี้ พอ่ื เปนการปรบั วธิ ีการเลน การแขง ขนั หรอื หลีกเลี่ยงไดท นั เวลา เปนตน
๖. การปองกันดวยวิธีการ (Prevention through Treatment) นักกีฬาบางคน
มกั จะเกดิ การบาดเจบ็ จากการแขง ขนั หรอื หลงั จากการแขง ขนั การบาดเจบ็ ทไี่ มร นุ แรงมากกอ็ าจสามารถ
ลงเลนตอไดซ่ึงอาจจะมีวิธีการปองกันการบาดเจ็บบริเวณน้ันไมใหรุนแรงมากขึ้นได เชน การพันผา
การติดเทปกาว หรือการใชว าสลินในการหามเลอื ดแผลแตกในนักมวย เปนตน
๘๖
¡ÒÃºÒ´à¨ºç ·èÕ¾ººÍ‹ ÂáÅÐá¹Ç·Ò§¡ÒÃÃÑ¡ÉÒ
ñ. μФÃÔÇ (Cramp) ตะคริวเกิดจากการหดเกร็งตัวชั่วคราวของมัดกลามเนื้อน้ันๆ
ท้ังมัดทําใหเห็นเปนกอนหรือเปนลูกจะมีอาการเจ็บปวดมาก มีอาการเจ็บปวดในบริเวณที่เกิด
ไมสามารถเคลื่อนไหวไดจนกวาจะไดรับการรักษาและอาจจะเกิดไดบอยๆ และซ้ําท่ีเดิม หรือ
หลายๆมัดพรอมกันได สาเหตุเกิดจากกลามเน้ือไมแข็งแรงหรือไมไดรับการฝกอยางเพียงพอ
ใชงานมากเกินไป ไดรับการกระแทกอยางรุนแรง จะทําใหเกิดเปนตะคริวได นอกจากนี้การที่
รา งกายขาดเกลือแรบ างชนิด เชน แคลเซียม หรอื ในสภาพอากาศท่ีเย็นหรอื การรัดผายดื แนนเกนิ ไป
เลอื ดมาเลย้ี งกลามเน้ือนอย จะยิ่งกอ ใหเ กดิ ตะครวิ ไดเชน เดียวกนั
แนวทางการรักษา ในขณะท่ีกําลังเลนกีฬาแลวเกิดเปนตะคริวใหหยุดพักทันที จากน้ันให
ยดื เหยียดกลามเนือ้ มัดนน้ั ใหเต็มทป่ี ระมาณ ๕-๑๐ นาที เพ่ือใหกลา มเน้อื มดั นัน้ คลายตวั จึงนวดตอ
ดวยน้ํามันนวดท่ีรอนเบาๆ หามจับบีบหรือขยํา เพราะจะทําใหกลามเน้ือหดเกร็ง เกิดตะคริวไดอีก
หลงั จากนน้ั ตองบรหิ ารกลา มเนือ้ มัดนนั้ เปน พิเศษ เพ่อื ใหแ ข็งแรงอยูเสมอ
การปอ งกนั
๑. บรหิ ารกลา มเนื้อทุกๆ สวนของรางกายใหแ ขง็ แรงอยเู สมอ โดยเฉพาะกลา มเนอ้ื ขา
ซึ่งตองออกแรงมากในการวงิ่
๒. ฝกซอมและคอยๆ เพ่ิมระยะทางการว่ิงเพื่อใหกลามเนื้อแข็งแรงทนตอการเกิด
ตะคริวได
๓. บริหารกลา มเนอ้ื ทเี่ คยเปนตะครวิ ใหแขง็ แรงเปนพิเศษ เพ่ือจะไดมคี วามทนเพมิ่ ขน้ึ
๔. หลกี เลย่ี งการเลนกฬี าในสภาพอากาศท่ีหนาวเย็น
๕. ด่ืมน้ําและเกลือแรใหเพียงพอ ท้ังกอนการเลนกีฬา ขณะเลนกีฬาหรือหลังการเลน
กฬี า เพอ่ื ใหความสมดลุ ของเกลอื แรในรางกายอยเู สมอ
ò. ¡ÅŒÒÁà¹×éͺÇÁ (Muscle swelling) เปนการบาดเจ็บท่ีเกิดขึ้นจากการบวมของ
กลามเน้ือในชองวางที่จํากัดเพราะมีเยื่อผังผืดที่เหนียวหอหุมอยู ทําใหปวดมาก ปวดอยูตลอดเวลา
กินยาแกปวดก็ไมหาย ถาลองยืดกลามเน้ือมัดน้ันๆ จะมีอาการเจ็บปวดมาก สาเหตุเกิดจากการ
ที่มีเลือดไปเลี้ยงกลามเนื้อมัดน้ันหรือกลุมน้ันนอย พบในนักว่ิงที่เริ่มตนฝกซอมหนักเกินไป
กลา มเนอ้ื ยงั ไมค นุ เคยและไมแ ขง็ แรงพอ มกั พบในกลา มเนอ้ื ทขี่ า ในรายทม่ี อี าการมากขนึ้ เมอื่ เจบ็ แลว
กย็ งั ฝน วง่ิ ตอ ไปจะทาํ ใหก ลา มเนอ้ื บวมมากขนึ้ และไปกดทบั เสน เลอื ด เสน ประสาท ทาํ ใหไ มม ปี ระสาท
ส่ังงานและกลามเนอื้ ตายไดและอาจเปน อมั พาตได
๘๗
แนวทางการรกั ษา เมื่อมีอาการในระยะแรก ใหห ยุดการออกกาํ ลงั ทันที พักผอนโดยวาง
อวยั วะสว นทป่ี วดในแนวราบไมย กสงู เหนือระดับหัวใจและไมพ ันผายดื เพ่ือหวงั การลดบวม ถา อาการ
ไมด ขี น้ึ ควรตอ งพิจารณาผาตัด เพ่อื เปดชองเยือ่ บุกลา มเนือ้ เพอ่ื ระบายความดันภายในชอ งใหล ดลง
โดยเร็ว
การปอ งกนั
๑. การเร่ิมตนฝกเลนกีฬา ตองคอยๆ เพ่ิมความหนักในการออกกําลังกายจากเบา
ไปหาหนัก จากนอ ยไปหามาก ในทกุ สว นของรางกายใหแขง็ แรงอยเู สมอ
๒. ขณะเลนกีฬา เม่ือเกิดอาการปวดท่ีกลามเนื้อหนาแขงหรือนองใหหยุดพักทันที
เพือ่ ปอ งกนั อันตรายรา ยแรงอ่ืนๆ ท่ีจะตามมาโดยคาดไมถ ึง
ó. ¡ÅŒÒÁà¹×éÍช้ํา (Contusion) เกิดจากการที่กลามเนื้อโดนกระแทกดวยของแข็ง
ทําใหหลอดเลือดที่มาเล้ียงกลามเนื้อฉีกขาดมีเลือดออกมาค่ังอยูในกลามเน้ือ ถาเปนมากหรือไดรับ
การรกั ษาไมถูกตอง เลือดท่คี ่ังจะไปจับกนั เปนกอนเหนียว เกิดเปนพังผดื ทําใหก ลามเนอ้ื ทํางานไมได
เตม็ ทแี่ ละเกดิ การเจบ็ ปวดได
แนวทางการรักษา เม่ือไดรับบาดเจ็บท่ีกลามเน้ือจากการกระทบกระแทกใหหยุดพักทันที
พรอมกับประคบนํ้าแข็งประมาณ ๑๐-๑๕ นาที เพื่อปองกันไมใหเลือดออกหรือใหเลือดออกนอย
ทส่ี ดุ จากนนั้ ใชผ า ยดื พนั ทบั กลา มเนอื้ มดั นน้ั เพอื่ จะไดม แี รงกดและหยดุ การเคลอื่ นไหวของกลา มเนอ้ื
มดั น้ัน หลงั จากน้นั ๑-๒ วัน ใหประคบรอนหรอื นวดดวยนํ้ามนั นวดทร่ี อนเบาๆ เพ่ือใหเลอื ดทอี่ อก
กระจายตัวและถูกดูดซึมกลบั ไปในท่สี ดุ และปอ งกนั การยึดตดิ ของผงั พดื ตอ ไป
การปองกัน บริหารกลามเน้ือทุกสวนของรางกายใหแข็งแรงอยูเสมอ เพื่อปองกัน
การเสียนา้ํ เมอ่ื ไดรับบาดเจ็บและหลีกเล่ียงการกระทบกระแทกบรเิ วณกลามเน้อื จากของแข็งโดยตรง
ô. ¡ÅÒŒ Áà¹×éͩա (Rupture, strain) เกดิ จาก ๒ สาเหตุ คอื แรงกระทบจากภายนอก
และตวั กลา มเนอ้ื เอง ดังนี้
๔.๑ จากแรงกระทบกระแทก เกดิ จากการกระทบของแขง็ ทแี่ รงมากทาํ ใหก ลา มเนอื้
ถึงกบั ฉีกขาดและมีเลือดออกมาก
๔.๒ จากตัวกลามเนื้อเอง มีการกระตุกของกลามเนื้อทันทีทันใดจากการเปลี่ยน
ทิศทางหรืออ่ืนๆ ทําใหมีการหดเกร็งของกลามเน้ือมัดนั้นโดยฉับพลัน เกิดการฉีกขาดขึ้น ทั้งนี้
เพราะกลามเน้ือมัดนั้นไมแข็งแรง มีความทนทานนอย ความรุนแรงของกลามเน้ือฉีกขาด
แบงเปน ๓ ระดบั คือ
๘๘
ระดบั ท่ี ๑ ฉกี ขาดนอ ยกวา ๑๐ % บวมเลก็ นอ ยหรอื ไมบ วม ปวดไมม าก วง่ิ ตอ ไปได
ระดับท่ี ๒ ฉกี ขาด ๑๐-๑๕ % บวมมากข้ึน ปวดมาก วงิ่ ตอไปไมได พอเดนิ ได
ระดบั ที่ ๓ ฉีกขาด ๕๐-๑๐๐ % บวมมาก หรือปวดนอย (ถาฉีกขาดสมบูรณ)
เลนกีฬาหรอื เดินตอ ไปไมได เพราะกลามเน้ือไมส ามารถทํางานได
เมื่อเกิดการฉีกขาดของกลามเนื้อทันที เราสามารถแบงระดับงายๆ โดยการใชมือ
หรือนิ้วมือคลําดูจะพบเปนรองบุมตรงตําแหนงท่ีฉีกขาด แตถาท้ิงระยะผานไปนานจะบอกไดยาก
เพราะจะมีเลอื ดออกมาปด รอ งรอยตรงท่ฉี กี ขาด
แนวการรักษา เมื่อมีการฉีกขาดของกลามเน้ือเกิดขึ้น การปฐมพยาบาลทั่วๆ ไปคือ
หยุดเลนกีฬาทันที พักประคบนํ้าแข็ง ๑๕-๒๐ นาที พัก ๕ นาที สลับกันไป จนการบวมไมเพ่ิมขึ้น
พรอมๆ กับใชผายืดรัดใหเกิดแรงกดบริเวณนั้น ตองระวังไมใหแนนจนเกินไป และใหยกสวนปลาย
สูงข้ึน เพื่อใหเลือดไหลเวียนกลับสูหัวใจไดสะดวก เปนการลดอาการบวมดวย หลังจาก ๑-๒ วัน
ใหประคบดวยความรอนเพ่ือใหหลอดเลือดบริเวณน้ันขยายตัวจะไดดูดซับเอาเลือดท่ีออกกลับไป
เมื่อเริ่มมีกลามเนื้อฉีกขาดควรตรวจดูโดยเร็ว โดยการคลําเพ่ือดูระดับการฉีกขาด ถาเปนระดับท่ี ๑
ประมาณ ๓ วัน จะหาย ถาเปนระดับท่ี ๒ หลังจากการปฐมพยาบาลแลวตองทําใหกลามเน้ือที่ฉีก
ขาดน้ันอยูนงิ่ ๆ เพื่อใหก ารหายมีแผลเปน หรอื พงั ผดื จับบริเวณท่ีมีการฉีกขาดของกลา มเน้อื นอยที่สุด
โดยการยดึ ตรงึ ดว ยแถบพลาสเตอร (เฝอกออ น) ๓ สัปดาห ก็จะหายไปเปนปกติ ถา มีการเคลือ่ นไหว
จะทาํ ใหม แี ผลเปน ใหญแ ละพงั ผดื เกดิ ขน้ึ ประสทิ ธภิ าพของกลา มเนอื้ จะลดลงไป ถา ตรวจโดยใชน วิ้ คลาํ
พบรอ งบมุ ใหญ พบวา เปน ระดบั ท่ี ๓ ตอ งพจิ ารณาใหก ารรกั ษาโดยการผา ตดั เยบ็ ตอ กลา มเนอื้ และเขา
เฝอกในทาท่ีกลา มเนือ้ นน้ั อยใู นทาพกั