รายงานการวิจัยในชั้นเรียน ผลของการใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและ การพูดของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัดยะลา โดย นางสาวฟาตีม๊ะ สุมาตรา รายงานการวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 4 ระดับปริญญาตรี สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ปีการศึกษา 2565
ชื่อวิจัย ผลของการใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและ การพูดของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัดยะลา ผู้วิจัย นางสาวฟาตีม๊ะ สุมาตรา สาขาวิชา การศึกษาปฐมวัย คณะกรรมการที่ปรึกษา ........................................................................กรรมการ (อาจารย์เสาวลักษณ์ สมวงษ์) อาจารย์นิเทศประจำหลักสูตร ........................................................................กรรมการ (นางสาวรูกัยยะห์ เจะยาปา) ครูพี่เลี้ยง รายงานการวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 4 ระดับปริญญาตรี สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ปีการศึกษา 2565
ก ชื่อวิจัย ผลของการใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและ การพูดของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัดยะลา ผู้วิจัย นางสาวฟาตีม๊ะ สุมาตรา สาขาวิชา การศึกษาปฐมวัย ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมโดยใช้ นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ตามเกณฑ์มาตรฐาน E1/E2 เท่ากับ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ใช้นิทานภาพ ชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษาก่อนและหลังการจัดกิจกรรม 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้น อนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัดยะลา ที่มีต่อนิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัยชาย-หญิง ที่มีอายุระหว่าง 3-4 ปีกำลังศึกษา อยู่ในโรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ชั้นอนุบาลปีที่ 1/2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 21 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าดัชนีความสอดคล้องเชิงเนื้อหา ( IOC) ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (x̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนก่อนและหลังการ ทดลอง โดยใช้ค่า T (t-test) ชนิดข้อมูลสัมพันธ์กัน (Dependent Samples) และการหาประสิทธิภาพของ เครื่องมือตามเกณฑ์ E1/E2 ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ของนักเรียนชั้น อนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน E1/E2 เท่ากับ 86.42/96.30 2. การจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา เพื่อส่งเสริมทักษะการฟังและ การพูดของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) หลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัด กิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) ที่มีต่อนิทานภาพ ชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย (x̅) เท่ากับ 2.95 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.21
ข Title The effect of using the picture story series to teach children to be proficient in language on listening and speaking skills of students in Kindergarten 1/2 at Municipal School 4 (Thanawithi), Yala Province The Author Fateemah Sumatra Degree Program Bachelor of Education (Early Childhood Education) Academic Year 2022 Abstract The objectives of this classroom research were 1) to determine the effectiveness of the activity plan by using a picture story series to teach children to be proficient in language. affecting the listening and speaking skills of early childhood According to the standard E1/E2 , 80/80 2) to compare the listening and speaking skills of early childhood children. Use picture tales to teach children to be proficient in languages before and after the activity 3) to study the satisfaction of students in Kindergarten 1/2 of the Municipality 4 School (Thanawithi) in Yala Province towards the picture tales in teaching children to be good at teaching children. language The sample group used in this research was male-female preschool children. 21 students aged between 3-4 years studying in Municipal School 4 (Thanawithi), Muang District, Yala Province, Kindergarten Year 1/2, Semester 1, Academic Year 2022, 21 students were selected by purposive sampling. The statistics used in the data analysis were Content Conformity Index (IOC), percentage (%), mean (x̅), standard deviation (S.D.), and the difference in scores before and after the experiment was compared using the values.T (t-test), Dependent Samples, and instrument performance based on E1/E2 criteria. The research results were found that 1. Efficiency of activities by using a picture story series to teach children to be proficient in language of students in Kindergarten 1/2of Municipal School 4 (Thanawithi) meets the standard E1/E2 equal to 86.42 /96.30
ค 2. After the activities by using the picture story series to teach the little ones to be proficient in language to promote listening and speaking skills of students in Kindergarten 1/2, Municipality School 4 (Thanawithi) after the activity was higher than before the activity. statistically significant at the .05 level 3. The satisfaction of students in kindergarten 1/2 of the Municipal School 4 (Thanawithi) towards the picture tales that teach children to be proficient in languages. In the high level, the mean (x̅) was 2.95, the standard deviation (S.D.) was 0.11.
ง กิตติกรรมประกาศ รายงานวิจัยเรื่องผลของการใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและ การพูดของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัดยะลา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 สำเร็จลุล่วงมาได้ด้วยดีเนื่องจากความกรุณาของอาจารย์เสาวลักษณ์ สมวงษ์ ที่กรุณาให้คำปรึกษา ข้อเสนอแนะ แก้ไขข้อบกพร่องและเพิ่มเติมความสมบูรณ์ของงานวิจัยมาโดยตลอด ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ อย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ ขอขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญทุกท่านนางกัญญารัตน์ ชูเกลี้ยง นางสาวรูกัยยะห์ เจะยะปา และนางสาวรุสนี ดอมะ ที่กรุณาตรวจแก้ไขและให้คำแนะนำเกี่ยวกับเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ขอขอบพระคุณ ผู้อำนวยการโรงเรียน ครูและนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) ที่กรุณาให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกในการทดลองและเก็บ รวบรวมข้อมูลการลงวิจัย เป็นอย่างดี นอกจากนี้ผู้วิจัยขอขอบพระคุณคณาจารย์ คณะครุศาสตร์ และขอขอบใจเพื่อน ๆ สาขาการศึกษา ปฐมวัยที่คอยช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้มาโดยตลอด ทำให้การศึกษางานวิจัยนี้เต็มไปด้วยความสุข และเหตุการณ์ที่น่าประทับใจ จนทำให้งานวิจัยฉบับนี้ประสบผลสำเร็จด้วยดี และขอขอบใจเพื่อน ๆ ที่ให้ ความช่วยเหลือสนับสนุนและเป็นกำลังใจอีกหลายท่านที่มิกล่าวนามไว้ ณ ที่นี้ ฟาตีม๊ะ สุมาตรา ตุลาคม 2565
จ สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย………………………………………………………………………………………………. ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ…………………………………………………………………………………………. ข กิตติกรรมประกาศ……………………………………………………………………………………………….. ง สารบัญ……………………………………………………………………………………………………………….. จ สารบัญตาราง……………………………………………………………………………………………………… ซ สารบัญภาพ………………………………………………………………………………………………………… ญ บทที่ 1 บทนำ………………………………………………………………………………………….............. 1 ที่มาและความสำคัญของปัญหา…………………………………………………………………. 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย…………………………………………………………………………… 3 สมมติฐานของการวิจัย………………………………………………………………………………. 3 ขอบเขตของการวิจัย…………………………………………………………………………………. 3 ประโยชน์ของการวิจัย………………………………………………………………………………. 4 นิยามศัพท์เฉพาะ……………………………………………………………………………………… 4 กรอบแนวคิดการวิจัย……………………………………………………………………………….. 5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง………………………………………………………………… 6 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560…………………………………………… 7 ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย…………………………………………………………………………… 7 วิสัยทัศน์…………………………………………………………………………………………………. 7 หลักการ………………………………………………………………………………………………….. 7 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุ 3 – 6 ปี……………………………………… 8 จุดหมาย………………………………………………………………………………………………….. 8 มาตรฐานและคุณลักษณะที่พึงประสงค์………………………………………………………. 8 ตัวบ่งชี้…………………………………………………………………………………………………….. 9 สภาพที่พึงประสงค์…………………………………………………………………………………… 9 สาระการเรียนรู้………………………………………………………………………………………… 16 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย.........…………………… 22
ฉ หน้า ความหมายของภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย……………………………………………………… 22 ความสำคัญของการพัฒนาภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย............................................ 22 พัฒนาการทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัย………………………………………………….. 24 ทักษะการฟัง.......................................................................……………………………. 29 ทักษะการพูด...................................................…………………………………………….. 31 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางภาษา.......................……………………………….. 35 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย…………………………………………. 36 ความหมายของนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย............................................................. 36 ความสำคัญของนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย............................................................. 37 ประเภทของนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย.................................................................. 38 รูปแบบการเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัย.............................................................. 40 ความหมายของนิทานภาพสำหรับเด็กปฐมวัย...................................................... 41 ความสำคัญของนิทานภาพสำหรับเด็กปฐมวัย..................................................... 42 ประโยชน์ของนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย................................................................ 42 นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา................................................................. 45 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง............................................................................................. 45 งานวิจัยในประเทศ.............................................................................................. . 45 งานวิจัยต่างประเทศ............................................................................................ . 46 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย............................................................................................... . 48 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง................................................................................... 48 ตัวแปรที่ศึกษา...................................................................................................... 49 แบบแผนการวิจัย................................................................................................. 49 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย……………………………………………………………………………. 49 การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ………………………………………………….. 50 การรวบรวมข้อมูล.....................................................................……………………… 53 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………………… 54 สารบัญ (ต่อ)
ช หน้า บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล......................................................................................... 58 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………. 58 ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล................................................. 58 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล..................................………………………………………………… 59 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ....…………………………………………………… 67 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง........................................……………………………………. 67 ตัวแปรที่ศึกษา..................................................................................................... . 68 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย....................................................................................... 68 การเก็บรวบรวมข้อมูล......................................................................................... . 68 สถิติในการวิเคราะห์............................................................................................. 69 สรุปผลการวิจัย.................................................................................................... . 69 อภิปรายผล.......................................................................................................... . 71 ข้อเสนอแนะ........................................................................................................ . 73 บรรณานุกรม................................................................................................................... . 74 ภาคผนวก........................................................................................................................ . 76 ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือ.......................................... 77 ภาคผนวก ข รายชื่อนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 ...................................................... 79 ภาคผนวก ค เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย................................................................. 81 ภาคผนวก ง คุณภาพของเครื่องมือวิจัย............................................................... 134 ภาคผนวก จ ภาพแสดงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้............................................... 142 ประวัติผู้วิจัย..................................................................................................................... 165 สารบัญ (ต่อ)
ซ ตารางที่ 1 มาตรฐานที่ 1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี................................ 9 2 มาตรฐานที่ 2 กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรง ใช้ได้คล่องแคล่ว และ สัมพันธ์กัน............................................................................................ ............... 10 3 มาตรฐานที่ 3 มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข........................................................ 11 4 มาตรฐานที่ 4 ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว.......... 11 5 มาตรฐานที่ 5 มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม..................................... 11 6 มาตรฐานที่ 6 มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง………………………………………………………………………………………………….. 12 7 มาตรฐานที่ 7 รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความเป็นไทย................................ 12 8 มาตรฐานที่ 8 อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดี ของสังคมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข............. 13 9 มาตรฐานที่ 9 ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย................................................ 14 10 มาตรฐานที่ 10 มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้.................. 14 11 มาตรฐานที่ 11 มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์......................................... 15 12 มาตรฐานที่ 12 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีความสามารถในการแสวงหา ความรู้ได้เหมาะสมกับวัย..................................................................................... 16 13 แบบแผนการวิจัย............................................................................................... . 49 14 วิเคราะห์การใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา………………………………… 50 15 ผลของการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญต่อแผนการจัด กิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษาที่มีต่อทักษะการฟังและ การพูดของเด็กปฐมวัย......................................................................................... 59 16 ผลของการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญต่อแบบบันทึกการ สังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษาที่ มีต่อทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยระหว่างการจัดกิจกรรม................ 60 สารบัญตาราง หน้า
ฌ ตารางที่ หน้า 17 ผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญต่อแบบบันทึกการ สังเกตพฤติกรรมทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัด กิจกรรม..................................................................................................... .......... 61 18 ผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญต่อแบบประเมินความ พึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้ เก่งภาษา เพื่อส่งเสริมทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย.......................... 62 19 ค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยผลการสังเกตพฤติกรรมมระหว่างและหลังการจัด กิจกรรมใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษาที่มีต่อทักษะการฟังและการ พูดของเด็กปฐมวัย.............................................................................................. . 63 20 แสดงประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้ เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ตามเกณฑ์มาตรฐาน ค่า E1/E2 เท่ากับ 80/80 จากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 21 คน............................... 63 21 การเปรียบเทียบความก้าวหน้าของทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม............................................................................... 64 22 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การเปรียบเทียบผลการจัดกิจกรรมโดย ใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษาที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของ เด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม............................................................ 65 23 ผลของการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียน เทศบาล ๔ (ธนวิถี) ที่มีต่อนิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา...................... 65 สารบัญตาราง (ต่อ)
ญ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 กรอบแนวคิดการวิจัย………………………………………………………………………………….. 5 2 ภาพแสดงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้……………………………………………………………… 142
1 บทที่ 1 บทนำ ที่มาและความสำคัญของปัญหา การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยมีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานของชีวิต เพราะการเป็นผู้ให้ ที่ดีมีคุณภาพในวันข้างหน้า จะต้องได้รับการปูพื้นฐานที่ดีมาตั้งแต่ปฐมวัย ช่วงของชีวิตเป็นช่วงที่เด็ก 6 ปี แรก มีพัฒนาการในทุกด้านรวดเร็วมาก โดยเฉพาะสติปัญญา ซึ่งสอดคล้องกับเพียเจต์ (Piaget, 1962 อ้างถึงใน Doloh, 2012) ได้กล่าวว่าพัฒนาการทางด้านสติปัญญาที่เกิดขึ้นในวัยปฐมวัยนี้จะเป็นรากฐาน ให้แก่พัฒนาการทางด้านปัญญาในระดับต่อๆ ไปและในการพัฒนาประชากรประเทศควรเริ่มตั้งแต่ปฐมวัย เพราะเด็กปฐมวัยจะพัฒนาทั้งทางร่างกาย สติปัญญา สังคม บุคลิกภาพอย่างรวดเร็ว ประสบการณ์ที่เด็ก ได้รับในช่วงแรกมีอิทธิพลอย่างยิ่งในการพัฒนาขั้นต่อๆ ไป โดยใช้ภาษาเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ในการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์ การอยู่ร่วมกันในสังคมจำเป็นต้องใช้ภาษาในการสื่อสารความหมาย ซึ่งกันและกัน เพื่อแลกเปลี่ยนถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก ทัศนคติ ตลอดจนประสบการณ์ให้ผู้อื่นเข้าใจ ซึ่งจะทำให้มนุษย์สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างราบรื่น ภาษาเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ต้องอาศัยทักษะการฟังและการพูดซึ่งเป็นพื้นฐานของการอ่าน การเขียน เพื่อติดต่อทำความเข้าใจกับผู้อื่นให้เข้าใจตนได้ (Tongsorn, 2009 อ้างถึงใน wongplab, 2012) และการพัฒนาทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย เป็นทักษะทางภาษาที่เด็กเรียนรู้ได้ดีกว่าด้านอื่น ๆ (ladlia, 2006) ดังนั้นการส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาที่เกี่ยวกับทักษะการฟังและการพูด จึงต้องอาศัยทั้ง ศาสตร์และศิลป์มาบูรณาการในการจัดกิจกรรมให้มีความน่าสนใจ มีความสนุกสนาน เพลิดเพลิน รวมทั้ง ได้รับความรู้ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต ภาษามีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัย เรียนรู้โดยเริ่มจากการฟังและนำไปสู่การพูด ซึ่งการพูดเป็น ทักษะของมนุษย์ที่ก่อตัวขึ้นมาควบคู่กับการฟัง ทั้งนี้การฟังและการพูดนั้นมีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตมาก Manajuti (2007) ได้กล่าวไว้ว่า เด็กที่ฟังเป็นจะใช้ทักษะนั้นเชื่อมต่อสู่การพูดเป็นไปตามกัน ทักษะการฟัง และการพูดในชีวิตประจำวันมากถึงร้อยละ 30 โดยเริ่มจากการพูดเลียนแบบเสียงที่ได้ยิน พูดเพื่อ สื่อความรู้สึกนึกคิด ความเข้าใจและถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีให้ผู้อื่นทราบ ซึ่งวิธีการที่จะให้เด็กปฐมวัย มีพัฒนาการด้านการฟังและการพูดได้เร็วขึ้น คือการใช้นิทานเป็นสื่อในการสอน โดยนิทานเป็นสื่ออีก ประเภทหนึ่งที่มีความเหมาะสมเอื้อต่อพัฒนาการของเด็กและช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี เสรีจินตนาการให้แก่เด็ก โดยนิทานเป็นตำราของเด็กปฐมวัยเป็นสื่อที่สนองความต้องการตามธรรมชาติ ของเด็ก สร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กทั้งทางด้านสังคม อารมณ์ คุณธรรม จริยธรรม ช่วยให้เด็กสามารถรับรู้
2 เข้าใจ ทำให้เด็กซึมซับและรับความรู้ไว นิทานสามารถช่วยเด็กเชื่อมโยงสิ่งที่เป็นนามธรรมไปสู่สิ่งที่เป็น รูปธรรม การส่งเสริมทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัยมีหลายวิธี เช่น การร้องเพลง การเล่านิทาน การอ่าน คำคล้องจอง เป็นต้น นิทานเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งที่มีความใกล้ชิดกับเด็กแทบทุกวัย นอกจากนิทาน จะช่วยให้เด็ก ๆมีความสุขสนุกหรรษาแล้ว ยังเป็นโลกแห่งจินตนาการที่สมบูรณ์แบบที่คอยช่วยถักทอ สายใยความรักความฝันสานสัมพันธ์อันอบอุ่น ความละมุนละไมในกลุ่มสมาชิกของครอบครัว อีกทั้งนิทาน ยังให้แง่คิดคติสอนใจ ปัจจุบันนิทานภาพมีหลากหลาย สามารถส่งเสริมพัฒนาการและดึงดูดความสนใจ ในการจัดการเรียนการสอน นิทานเป็นวรรณกรรมรูปแบบหนึ่งในยุคสมัยนี้ที่เด็กสามารถเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งการจัดกิจกรรมเหล่านี้จะเน้นให้เด็กแสดงออกและสามารถเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมของเด็กได้ เช่น การตอบคำถามของครูผู้สอน การพูดเล่าเรื่องจากภาพและการให้เล่าเรื่องชีวิตประจำวันที่เชื่อมโยงกับเรื่อง ที่ครูกำหนด การเล่าเรื่องราวไม่จำเป็นว่าจะต้องตั้งอยู่ในความถูกต้อง เพราะเป้าหมาย คือ เน้นให้เด็กกล้า ที่จะแสดงออก และเชื่อมโยงความคิดและจินตนาการออกมาเป็นคำพูดได้(สุธีรา คุปวานิชพงษ์, 2558) การเล่านิทานเป็นวิธีที่ง่าย และนิยมกันแพร่หลายในการส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยเกิดทักษะทางภาษา (Malkina. 1995: 38) กล่าวว่า การเล่านิทานเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิผลต่อผู้เริ่มเรียนภาษาเพราะ สามารถแสดงถึงอารมณ์ต่าง ๆ การรับรู้ และความต้องการได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็ก เพราะการเล่า นิทาน สามารถกระตุ้นความสนใจของเด็ก เพราะเรื่องที่นำมาเล่านั้น เด็กสามารถนำมาใช้ในการพัฒนา ทักษะด้านการใช้ภาษาของนักเรียน เมื่อนักเรียนได้ฟังครูเล่านิทานจะจดจำความต่อเนื่องของเรื่องราว ตลอดจนได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีความสามารถทางการพูดเพิ่มขึ้นด้วย จากการที่ผู้วิจัยได้ลงปฏิบัติการสอนที่โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) ชั้นอนุบาล 1/2 เด็กมีจำนวน 21 คน มีการจัดการเรียนการสอนโดยใช้กิจกรรมหลัก 6 กิจกรรม และส่งเสริมทักษะทางวิชาการให้กับเด็ก ผู้วิจัยได้สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กตลอดระยะเวลาที่ทำการสังเกตการสอน พบว่า เด็กร้อยละ 80 มีพฤติกรรมไม่กล้าสนทนาโต้ตอบ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น เห็นได้ชัดจากกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ต้องให้ครูเรียกชื่อจึงจะตอบ ต้องคอยกระตุ้นในการฟัง การพูด และการตอบคำถาม ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัย จึงมีความสนใจในการจัดทำสื่อการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมทักษะการฟังและการพูดโดยใช้นิทานภาพ ชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ให้เด็กสามารถเล่าเรื่องจากภาพและเรียงลำดับเหตุการณ์ ซึ่งนิทานภาพ จะมีรูปภาพที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน สวยงาม และดึงดูดความสนใจผู้เรียนให้อยากเรียนรู้และทำกิจกรรม ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น
3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ตามเกณฑ์มาตรฐาน E1/E2 เท่ากับ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อย ให้เก่งภาษาก่อนและหลังการจัดกิจกรรม 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัดยะลา ที่มีต่อนิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา สมมติฐานของการวิจัย 1. แผนการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการ พูดของเด็กปฐมวัยมีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 80/80 2. หลังการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา เด็กปฐมวัยมีทักษะการฟัง และการพูดสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัดยะลา ที่มีต่อนิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา อยู่ในระดับมาก ขอบเขตของการวิจัย 1. ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ เด็กปฐมวัยชาย-หญิง ที่มีอายุระหว่าง 3-4 ปี กำลัง ศึกษาอยู่ชั้นอนุบาล 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัดยะลา จำนวน 4 ห้องเรียน นักเรียนทั้งหมด 84 คน กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ เด็กปฐมวัยชาย-หญิง มีอายุระหว่าง 3-4 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 1/2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัด ยะลา จำนวนนักเรียนทั้งหมด 21 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 2. ขอบเขตด้านตัวแปร ตัวแปรต้น : นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา
4 ตัวแปรตาม : ทักษะทางภาษาใน 2 เรื่อง คือ 1. ทักษะการฟัง 2. ทักษะการพูด 3. ระยะเวลาที่ทำการวิจัย การศึกษาวิจัยครั้งนี้ ดำเนินการในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ใช้เวลาในการทดลอง 2 สัปดาห์จำนวน 9 กิจกรรม กลุ่มตัวอย่างได้รับการทดลองทั้งสิ้น 9 ครั้ง 9 แผน ประโยชน์ของการวิจัย 1. ผู้วิจัยได้พัฒนานิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ในการจัดกิจกรรมสำหรับทักษะการฟัง และการพูดให้กับเด็กปฐมวัย 2. นักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 เกิดทักษะการฟังและการพูดหลังจากการใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อย ให้เก่งภาษาสำหรับเด็กปฐมวัยตามเกณฑ์มาตรฐาน E1/E2 เท่ากับ 80/80 3. สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการฟัง และการพูดให้กับเด็กปฐมวัย นิยามศัพท์เฉพาะ เด็กปฐมวัย หมายถึง นักเรียนชาย-หญิง ที่มีอายุระหว่าง 3-4 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 1/2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัดยะลา ทักษะการฟัง หมายถึง การแสดงพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยในการจดจ่อใส่ใจเรื่องเล่า จากนิทานภาพ และสามารถตอบคำถามจากนิทานภาพ ทักษะการพูด หมายถึง การแสดงพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยใน 2 เรื่อง ได้แก่ การพูด เล่าเรื่องเรียงลำดับเหตุการณ์จากนิทานภาพ และการพูดเล่าเรื่องจากประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา หมายถึง นิทานที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากหลักเกณฑ์การสร้าง นิทานภาพ ดังนี้ 1)เนื้อเรื่องของนิทานมีความเหมาะสมกับวัยของกลุ่มเป้าหมายอายุ 3 – 4 ปี 2)ภาพใน นิทานมีความไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย มีความเหมาะสมกับวัยของเด็ก 3)ภาพในนิทานมีความสอดคล้องกับ บริบทสังคมของเด็ก 4)นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษามีจำนวนไม่มากหรือน้อยจนเกินไป (3 – 4 ภาพ) นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษาที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีทั้งหมด 3 เรื่อง ได้แก่ เด็กดีมีวินัย บ้านแสน สุข โรงเรียนของฉัน แต่ละเรื่องจะมีภาพประกอบ 4 ภาพ โดยดำเนินการจัดกิจกรรมตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1) ขั้นเตรียมความพร้อม 2)ขั้นเล่านิทานภาพ 3)ขั้นพัฒนาการพูด
5 ทักษะทางภาษา 2 ทักษะ 1. ทักษะการฟัง - การฟังและตอบคำถามจากนิทานภาพ 2. ทักษะการพูด - การพูดเล่าเรื่องเรียงลำดับเหตุการณ์จาก นิทานภาพ - การพูดเล่าเรื่องจากประสบการณ์ใน ชีวิตประจำวัน นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา เกณฑ์ในการสร้างนิทานภาพ 1. เนื้อเรื่องของนิทานมีความเหมาะสมกับวัยของ กลุ่มเป้าหมายอายุ 3 – 4 ปี 2. ภาพในนิทานมีความไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย มีความ เหมาะสมกับวัยของเด็ก 3. ภาพในนิทานมีความสอดคล้องกับบริบทสังคมของ เด็ก 4. นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษามีจำนวน ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป (3 – 4 ภาพ) กิจกรรมนิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา 1.นิทานภาพเรื่อง เด็กดีมีวินัย กิจกรรมที่ 1 การฟังและตอบคำถามจากนิทานภาพ กิจกรรมที่ 2 การพูดเล่าเรื่องเรียงลำดับเหตุการณ์จากนิทานภาพ กิจกรรมที่ 3 การพูดเล่าเรื่องจากประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน 2.นิทานภาพเรื่อง บ้านแสนสุข กิจกรรมที่ 1 การฟังและตอบคำถามจากนิทานภาพ กิจกรรมที่ 2 การพูดเล่าเรื่องเรียงลำดับเหตุการณ์จากนิทานภาพ กิจกรรมที่ 3 การพูดเล่าเรื่องจากประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน 3.นิทานภาพเรื่อง โรงเรียนของฉัน กิจกรรมที่ 1 การฟังและตอบคำถามจากนิทานภาพ กิจกรรมที่ 2 การพูดเล่าเรื่องเรียงลำดับเหตุการณ์จากนิทานภาพ กิจกรรมที่ 3 การพูดเล่าเรื่องจากประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม กรอบแนวคิดการวิจัย ภาพประกอบที่ 1 กรอบแนวคิดวิจัย
6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาวิจัยเรื่อง ผลของการใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและ การพูดของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัดยะลา ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการทำงานวิจัยโดยมีรายละเอียดตามหัวข้อดังต่อไปนี้ 1. หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 1.1 ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย 1.2 วิสัยทัศน์ 1.3 หลักการ 1.4 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปี 1.5 จุดหมาย 1.6 มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1.7 ตัวบ่งชี้ 1.8 สภาพที่พึงประสงค์ 1.9 สาระการเรียนรู้ 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย 2.1 ความหมายของภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย 2.2 ความสำคัญของการพัฒนาภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย 2.3 พัฒนาการทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัย 2.4 ทักษะการฟัง 2.5 ทักษะการพูด 2.6 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางภาษา 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย 3.1 ความหมายของนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย 3.2 ความสำคัญของนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย 3.3 ประเภทของนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย 3.4 รูปแบบการเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัย 3.5 ความหมายของนิทานภาพสำหรับเด็กปฐมวัย
7 3.6 ความสำคัญของนิทานภาพสำหรับเด็กปฐมวัย 3.7 ประโยชน์ของนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย 3.8 นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4.1 งานวิจัยในประเทศ 4.2 งานวิจัยต่างประเทศ 1. หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 ได้กำหนดเนื้อหาสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการ พัฒนาเด็กปฐมวัย ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560: 2 - 43) 1.1 ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปีบริบูรณ์อย่างเป็นองค์รวมบนพื้นฐาน การอบรมเลี้ยงดู และการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติ และพัฒนาการตามวัยของเด็ก แต่ละคนให้เต็มตามศักยภาพภายใต้บริบทสังคม และวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ด้วยความรักความเอื้ออาทร และความเข้าใจของทุกคนเพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เกิดคุณค่าต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ 1.2 วิสัยทัศน์ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยมุ่งพัฒนาเด็กทุกคนให้ได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาอย่างมีคุณภาพ และต่อเนื่องได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมีความสุข และเหมาะสมตามวัย มีทักษะชีวิต และปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นคนดีมีวินัย และสำนึกความเป็นไทย โดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก 1.3 หลักการ เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดู และการส่งเสริมพัฒนาการตามอนุสัญญา ว่าด้วยสิทธิเด็ก ตลอดจนได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเหมาะสมด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง เด็กกับพ่อแม่ เด็กกับผู้สอน เด็กกับผู้เลี้ยงดู หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูการพัฒนาและให้ การศึกษาแก่เด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็กมีโอกาสพัฒนาตนเองตามลำดับขั้นของพัฒนาการทุกด้านอย่างเป็นองค์ รวมมีคุณภาพ และเต็มตามศักยภาพ โดยกำหนดหลักการ ดังนี้ 1. ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัยทุกคน
8 2. ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดู และให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงความแตกต่าง ระหว่างบุคคล และวิถีชีวิตของเด็กตามบริบทของชุมชน สังคม และวัฒนธรรมไทย 3. ยึดพัฒนาการ และการพัฒนาเด็กโดยองค์รวม ผ่านการเล่นอย่างมีความหมายและมีกิจกรรม ที่หลากหลายได้ลงมือกระทำในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้เหมาะสมกับวัยและมีการพักผ่อน เพียงพอ 4. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิต และสามารถปฏิบัติตนตามหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นคนดีมีวินัย และมีความสุข 5. สร้างความรู้ ความเข้าใจ และประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็กระหว่างสถานศึกษา กับพ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย 1.4 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุ 3-6 ปีเป็นการจัดการศึกษาในลักษณะ ของการอบรมเลี้ยงดู และให้การศึกษาเด็กจะได้รับการพัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาตามวัยและความสามารถของแต่ละบุคคล 1.5 จุดหมาย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยมุ่งเด็กมีพัฒนาการตามวัยเต็มตามศักยภาพ และมีความพร้อม ในการเรียนรู้ต่อไปจึงกำหนดจุดหมายเพื่อให้เกิดกับเด็กเมื่อจบการศึกษาระดับปฐมวัย ดังนี้ 1. ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย แข็งแรง และมีสุขนิสัยที่ดี 2. สุขภาพจิตดี มีสุนทรียภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม และจิตใจที่ดีงาม 3. มีทักษะชีวิต และปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีวินัยและอยู่ร่วมกับ ผู้อื่นได้อย่างมีความสุข 4. มีทักษะการคิด การใช้ภาษาสื่อสาร และการแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย 1.6 มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยกำหนดมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์จำนวน 12 มาตรฐาน ประกอบด้วย 1.6.1 พัฒนาการด้านร่างกาย ประกอบด้วย 2 มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ 1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย และมีสุขนิสัยที่ดี มาตรฐานที่ 2 กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและ ประสานสัมพันธ์กัน 1.6.2 พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย 3 มาตรฐาน คือ
9 มาตรฐานที่ 3 มีสุขภาพจิตดี และมีความสุข มาตรฐานที่ 4 ชื่นชม และแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว มาตรฐานที่ 5 มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม 1.6.3 พัฒนาการด้านสังคม ประกอบด้วย 3 มาตรฐานคือ มาตรฐานที่ 6 มีทักษะชีวิต และปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาตรฐานที่ 7 รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย มาตรฐานที่ 8 อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 1.6.4 พัฒนาการด้านสติปัญญา ประกอบด้วย 4 มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ 9 ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย มาตรฐานที่ 10 มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ มาตรฐานที่ 11 มีจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ มาตรฐานที่ 12 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ และมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ ได้เหมาะสมกับวัย 1.7 ตัวบ่งชี้ ตัวบ่งชี้เป็นเป้าหมายในการพัฒนาเด็กที่มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับมาตรฐาน คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1.8 สภาพที่พึงประสงค์ สภาพที่พึงประสงค์เป็นพฤติกรรมหรือความสามารถตามวัยที่คาดหวังให้เด็กเกิดบนพื้นฐาน พัฒนาการตามวัยหรือความสามารถตามธรรมชาติในแต่ละระดับอายุ เพื่อนำไปใช้ในการกำหนดสาระการ เรียนรู้ในการจัดประสบการณ์ และประเมินพัฒนาการเด็กโดยมีรายละเอียดของมาตรฐานคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์ ตารางที่ 1 มาตรฐานที่ 1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 1.1 น้ำหนักและส่วนสูงตาม เกณฑ์ 1.1.1 น้ำหนักและส่วนสูงตาม เกณฑ์ของกรมอนามัย 1.1.1 น้ำหนักและส่วนสูงตาม เกณฑ์ของกรมอนามัย 1.1.1 น้ำหนักและส่วนสูงตาม เกณฑ์ของกรมอนามัย 1.2 มีสุขภาพอนามัย สุขนิสัยที่ดี 1.2.1 ยอมรับประทานอาหารที่มี ประโยชน์ และดื่มน้ำที่สะอาด เมื่อมีผู้ชี้แนะ 1.2.1 รับประทานอาหารที่มี ประโยชน์และดื่มน้ำสะอาด ด้วยตนเอง 1.2.1 รับประทานอาหารที่มี ประโยชน์ได้หลายชนิดและดื่ม น้ำสะอาดได้ด้วยตนเอง
10 ตารางที่ 1 มาตรฐานที่ 1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี(ต่อ) ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 1.2 มีสุขภาพอนามัย สุขนิสัยที่ดี 1.2.2 ล้างมือก่อนรับประทาน อาหารและหลังจากใช้ห้องน้ำ ห้องส้วมเมื่อมีผู้ชี้แนะ 1.2.2 ล้างมือก่อนรับประทาน อาหารและหลังจากใช้ห้องน้ำ ห้องส้วมด้วยตนเอง 1.2.2 ล้างมือก่อนรับประทาน อาหารและหลังจากใช้ห้องน้ำ ห้องส้วมด้วยตนเอง 1.2.3 นอนพักผ่อนเป็นเวลา 1.2.3 นอนพักผ่อนเป็นเวลา 1.2.3 นอนพักผ่อนเป็นเวลา 1.2.4 ออกกำลังกายเป็นเวลา 1.2.4 ออกกำลังกายเป็นเวลา 12.4 ออกกำลังกายเป็นเวลา 1.3 รักษาความปลอดภัย ของตนเอง และผู้อื่น 1.3.1 เล่นและทำกิจกรรมอย่าง ปลอดภัยเมื่อมีผู้ชี้แนะ 1.3.1 เล่นและทำกิจกรรม อย่างปลอดภัยด้วยตนเอง 1.3.1 เล่น ทำกิจกรรม และ ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างปลอดภัย ตารางที่ 2 มาตรฐานที่ 2 กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรง ใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว และประสานสัมพันธ์กัน ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 2.1 เคลื่อนไหวร่างกาย อย่างคล่องแคล่ว ประสานสัมพันธ์ และทรงตัวได้ 2.1.1 เดินตามแนวที่กำหนดได้ 2.1.1 เดินต่อเท้าไปข้างหน้า เป็นเส้นตรงได้โดยไม่ต้องกาง แขน 2.1.1 เดินต่อเท้าถอยหลังเป็น เส้นตรงได้โดยไม่ต้องกางแขน 2.1.2 กระโดดสองขาขึ้นลงอยู่กับ ที่ได้ 2.1.2 กระโดดขาเดียวอยู่กับที่ ได้โดยไม่เสียการทรงตัว 2.1.2 กระโดดขาเดียวไป ข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ เสียการทรงตัว 2.1.3 วิ่งแล้วหยุดได้ 2.1.3 วิ่งหลบหลีกสิ่งกีดขวาง ได้ 2.1.3 วิ่งหลบหลีกสิ่งกีดขวาง ได้อย่างคล่องแคล่ว 2.1.4 รับลูกบอลโดยใช้มือและ ลำตัวช่วย 2.1.4 รับลูกบอลโดยใช้มือทั้ง สองข้าง 2.1.4 รับลูกบอลที่กระดอนขึ้น จากพื้นได้ 2.2 ใช้มือ-ตาประสาน สัมพันธ์กัน 2.2.1 ใช้กรรไกรตัดกระดาษขาด จากกันได้โดยใช้มือเดียว 2.2.1 ใช้กรรไกรตัดกระดาษ ตามแนวเส้นตรงได้ 2.2.1 ใช้กรรไกรตัดกระดาษ ตามแนวเส้นโค้งได้ 2.2.2 เขียนรูปวงกลมตามแบบได้ 2.2.2เขียนรูปสี่เหลี่ยมตาม แบบได้อย่างมีมุมชัดเจน 2.2.2เขียนรูปสามเหลี่ยมตาม แบบได้อย่างมีมุมชัดเจน 2.2.3 ร้อยวัสดุที่มีรูขนาดเส้น ผ่านศูนย์กลาง 1 ซม.ได้ 2.2.3 ร้อยวัสดุที่มีรูขนาดเส้น ผ่านศูนย์กลาง 0.5 ซม.ได้ 2.2.3 ร้อยวัสดุที่มีรูขนาดเส้น ผ่านศูนย์กลาง 0.25ซม.ได้
11 ตารางที่ 3 มาตรฐานที่ 3 มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 3.1 แสดงออกทางอารมณ์ได้ อย่างเหมาะสม 3.1.1 แสดงอารมณ์ ความรู้สึกได้ อ ย ่ า ง เ ห ม า ะ ส ม ก ั บ บ า ง สถานการณ์ 3.1.1 แสดงอารมณ์ ความรู้สึก ได้ตามสถานการณ์ 3.1.1 แสดงอารมณ์ ความรู้สึก ได้สอดคล้องกับสถานการณ์ อย่างเหมาะสม 3.2 มีความรู้สึกที่ดี ต่อตนเองและผู้อื่น 3.2.1 กล้าพูดกล้าแสดงออก 3.2.1กล้าพูดกล้าแสดงออก อย่างเหมาะสมบาสถานการณ์ 3.2.1 กล้าพูดกล้าแสดงออก อ ย ่ า ง เ ห ม า ะ ส ม ต า ม สถานการณ์ 3.2.2 แสดงความพอใจในผลงาน ตนเอง 3.2.2 แสดงความพอใจใน ผลงานและความสามารถของ ตนเอง 3.2.2 แสดงความพอใจใน ผลงานและความสามารถของ ตนเองและผู้อื่น ตารางที่ 4 มาตรฐานที่ 4 ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 4.1 สนใจ มีความสุข และแสดงออกผ่าน งานศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว 4.1.1 สนใจ มีความสุข และ แสดงออกผ่านงานศิลปะ 4.1.1 สนใจ มีความสุข และ แสดงออกผ่านงานศิลปะ 4.1.1 สนใจ มีความสุข และ แสดงออกผ่านงานศิลปะ 4.1.2 สนใจ มีความสุข และ แสดงออกผ่านเสียงเพลงดนตรี 4.1.2 สนใจ มีความสุข และ แสดงออกผ่านเสียงเพลงดนตรี 4.1.2 สนใจ มีความสุข และ แสดงออกผ่านเสียงเพลงดนตรี 4.1.3 สนใจ มีความสุข และแสดง ท่าทาง / เคลื่อนไหว ประกอบ เพลง จังหวะ และดนตรี 4.1.3 สนใจ มีความสุข และ แสดงท่าทาง / เคลื่อนไหว ประกอบเพลง จังหวะ และ ดนตรี 4.1.3 สนใจ มีความสุข และ แสดงท่าทาง / เคลื่อนไหว ประกอบเพลง จังหวะ และ ดนตรี ตารางที่ 5 มาตรฐานที่ 5 มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 5.1 ซื่อสัตย์สุจริต 5.1.1 บอกหรือชี้ได้ว่าสิ่งใดเป็น ของตนเองและสิ่งใดเป็นของผู้อื่น 5.1.1 ขออนุญาตหรือรอคอย เมื่อต้องการสิ่งของผู้อื่น เมื่อมี ผู้ชี้แนะ 5.1.1 ขออนุญาตหรือ รอคอยเมื่อต้องการสิ่งของผู้อื่น ด้วยตนเอง 5.2 มีความเมตตา กรุณามีน้ำใจ และช่วยเหลือแบ่งปัน 5.2.1 แสดงความรักเพื่อนและมี เมตตาสัตว์เลี้ยง 5.2.1 แสดงความรักเพื่อนและ มีเมตตาสัตว์เลี้ยง 5.2.1 แสดงความรักเพื่อนและ มีเมตตาสัตว์เลี้ยง
12 ตารางที่ 5 มาตรฐานที่ 5 มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม (ต่อ) ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 5.2 มีความเมตตา กรุณามีน้ำใจ และช่วยเหลือแบ่งปัน 5.2.2 แบ่งปันผู้อื่นได้เมื่อมีผู้ ชี้แนะ 5.2.2 ช่วยเหลือและแบ่งปัน ผู้อื่นได้เมื่อมีผู้ชี้แนะ 5.2.2 ช่วยเหลือและแบ่งปันผู้อื่น ได้ด้วยตนเอง 5.3 มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น 5.3.1 แสดงสีหน้าหรือท่าทาง รับรู้ความรู้สึกผู้อื่น 5.3.1 แสดงสีหน้าหรือท่าทาง รับรู้ความรู้สึกผู้อื่น 5.3.1 แสดงสีหน้าหรือท่าทาง รับรู้ความรู้สึกผู้อื่นอย่าง สอดคล้องกับสถานการณ์ 5.4 มีความรับผิดชอบ 5.4.1ทำงานที่ได้รับมอบหมาย จนสำเร็จเมื่อมีผู้ช่วยเหลือ 5 . 4 . 1 ท ำ ง า น ที่ ไ ด ้ รั บ มอบหมายจนสำเร็จเมื่อมีผู้ ชี้แนะ 5.4.1 ทำงานที่ได้รับมอบหมาย จนสำเร็จด้วยตนเอง ตารางที่ 6 มาตรฐานที่ 6 มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 6.1 ช่วยเหลือตนเองใน การ ปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน 6.1.1 แต่งตัวโดยมีผู้ช่วยเหลือ 6.1.1 แต่งตัวด้วยตนเอง 6.1.1 แต่งตัวด้วยตนเองได้ อย่างคล่องแคล่ว 6.1.2 รับประทานอาหารด้วย ตนเอง 6.1.2 รับประทานอาหารด้วย ตนเอง 6.1.2 รับประทานอาหารด้วย ตนเองอย่างถูกวิธี 6.1.3 ใช้ห้องน้ำห้องส้วมโดยมีผู้ ช่วยเหลือ 6.1.3 ใช้ห้องน้ำห้องส้วมด้วย ตนเอง 6.1.3 ใช้และทำความสะอาด หลังใช้ห้องน้ำ ห้องส้วมด้วย ตนเอง 6.2 มีวินัยในตนเอง 6.2.1 เก็บของเล่นของใช้เข้าที่ เมื่อมีผู้ชี้แนะ 6.2.1 เก็บของเล่นของใช้ เข้าที่ ด้วยตนเอง 6.2.1 เก็บของเล่นของใช้เข้าที่ อย่างเรียบร้อยด้วยตนเอง 6.2.2 เข้าแถวตามลำดับก่อนหลัง ได้เมื่อมีผู้ชี้แนะ 6.2.2 เข้าแถวตามลำดับ ก่อนหลังได้ด้วยตนเอง 6.2.2 เข้าแถวตามลำดับ ก่อนหลังได้ด้วยตนเอง 6.3 ประหยัดและ พอเพียง 6.3.1 ใช้สิ่งของเครื่องใช้อย่าง ประหยัดและพอเพียงเมื่อมีผู้ ชี้แนะ 6.3.1 ใช้สิ่งของเครื่องใช้อย่าง ประหยัดและพอเพียงเมื่อมีผู้ ชี้แนะ 6.3.1 ใช้สิ่งของเครื่องใช้อย่าง ประหยัดและพอเพียงด้วย ตนเอง ตารางที่ 7 มาตรฐานที่ 7 รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความเป็นไทย ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 7.1 ดูแลรักษาธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม 7.1.1 มีส่วนร่วมดูแลรักษา ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อมีผู้ ชี้แนะ 7.1.1 มีส่วนร่วมดูแลรักษา ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อ มีผู้ชี้แนะ 7.1.1 ดูแลรักษาธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง
13 ตารางที่ 7 มาตรฐานที่ 7 รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความเป็นไทย (ต่อ) ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 7.1 ดูแลรักษาธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม 7.1.2 ทิ้งขยะได้ถูกที่ 7.1.2 ทิ้งขยะได้ถูกที่ 7.1.2 ทิ้งขยะได้ถูกที่ 7.2 มีมารยาทตาม วัฒนธรรมไทย และ รักความเป็นไทย 7.2.1 ปฏิบัติตนตามมารยาท ไทยได้เมื่อมีผู้ชี้แนะ 7.2.1 ปฏิบัติตนตามมารยาท ไทยได้ด้วยตนเอง 7.2.1 ปฏิบัติตนตามมารยาทไทย ได้ตามกาลเทศะ 7.2.2 กล่าวคำขอบคุณและขอ โทษเมื่อมีผู้ชี้แนะ 7.2.2 กล่าวคำขอบคุณและขอ โทษด้วยตนเอง 7.2.2 กล่าวคำขอบคุณและขอโทษ ด้วยตนเอง 7.2.3 หยุดยืนเมื่อได้ยินเพลง ชาติไทยและเพลงสรรเสริญพระ บารมี 7.2.3 ยืนตรงเมื่อได้ยินเพลง ชาติไทยและเพลงสรรเสริญพระ บารมี 7.2.3 ยืนตรงและร่วมร้องเพลง ชาติไทยและ เพลงสรรเสริญพระบารมี ตารางที่8 มาตรฐานที่ 8 อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 8.1 ยอมรับความเหมือน และความแตกต่างระหว่าง บุคคล 8.1.1 เล่นและทำกิจกรรม ร่วมกับเด็กที่แตกต่างไปจาก ตน 8.1.1 เล่นและทำกิจกรรมร่วมกับ เด็กที่แตกต่างไปจากตน 8.1.1 เล่นและทำกิจกรรมร่วมกับ เด็กที่แตกต่างไปจากตน 8.2 มีปฏิสัมพันธ์ที่ดี กับผู้อื่น 8.2.1 เล่นร่วมกับเพื่อน 8.2.1 เล่นหรือทำงานร่วมกับ เพื่อนเป็นกลุ่ม 8.2.1 เล่นหรือทำงานร่วมมือกับ เพื่อนอย่างมีเป้าหมาย 8.2.2 ยิ้มหรือทักทายผู้ใหญ่ และบุคคลที่คุ้นเคย เมื่อมีผู้ ชี้แนะ 8.2.2 ยิ้ม ทักทาย หรือพูดคุยกับ ผู้ใหญ่และบุคคลที่คุ้นเคยได้ด้วย ตนเอง 8.2.2 ยิ้ม ทักทาย และพูดคุยกับ ผู้ใหญ่และบุคคลที่คุ้นเคยได้ เหมาะสมกับสถานการณ์ 8.3 ปฏิบัติตนเบื้องต้น ในการเป็น สมาชิกที่ดีของสังคม 8.3.1 ปฏิบัติตามข้อตกลง เมื่อมีผู้ชี้แนะ 8.3.1 มีส่วนร่วมสร้างข้อตกลง และปฏิบัติตามข้อตกลงเมื่อมีผู้ ชี้แนะ 8.3.1 มีส่วนร่วมสร้างข้อตกลง และปฏิบัติตามข้อตกลงด้วย ตนเอง 8.3.2 ปฏิบัติตนเป็นผู้นำและ ผู้ตามเมื่อมีผู้ชี้แนะ 8.3.2 ปฏิบัติตนเป็นผู้นำและผู้ ตามได้ด้วยตนเอง 8.3.2 ปฏิบัติตนเป็นผู้นำและผู้ ตามได้เหมาะสมกับสถานการณ์ 8 . 3 .3 ย อ ม ร ั บ ก า ร ประนีประนอ มแ ก ้ ไข ปัญหาเมื่อมีผู้ชี้แนะ 8.3.3 ประนีประนอมแก้ไข ปัญหาโดยปราศจากการใช้ ความรุนแรงเมื่อมีผู้ชี้แนะ 8.3.3 ประนีประนอมแก้ไข ปัญหาโดยปราศจากการใช้ ความรุนแรงด้วยตนเอง
14 ตารางที่ 9 มาตรฐานที่ 9 ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 9.1 สนทนาโต้ตอบ และเล่าเรื่องให้ผู้อื่น เข้าใจ 9.1.1 ฟังผู้อื่นพูดจนจบและพูด โต้ตอบเกี่ยวกับเรื่องที่ฟัง 9.1.1 ฟังผู้อื่นพูดจนจบ และสนทนาโต้ตอบสอดคล้อง กับเรื่องที่ฟัง 9.1.1 ฟังผู้อื่นพูดจนจบ และสนทนาโต้ตอบอย่าง ต่อเนื่องเชื่อมโยงกับเรื่องที่ ฟัง 9.1 สนทนาโต้ตอบ แ ล ะ เ ล ่ า เ ร ื ่ อ ง ใ ห ้ ผ ู ้ อื่ น เข้าใจ 9.1.2 เล่าเรื่องด้วยประโยคสั้น ๆ 9.1.2 เล่าเรื่องเป็นประโยค อย่างต่อเนื่อง 9.1.2 เล่าเป็นเรื่องราว ต่อเนื่องได้ 9.2 อ่าน เขียนภาพ และสัญลักษณ์ได้ 9.2.1 อ่านภาพ และพูดข้อความ ด้วยภาษาของตน 9.2.1 อ่านภาพ สัญลักษณ์ คำ พร้อมทั้งชี้หรือกวาดตามอง ข้อความตามบรรทัด 9.2.1 อ่านภาพ สัญลักษณ์ คำ พร้อมทั้งชี้หรือกวาดตา มองจุดเริ่มต้นและจุดจบของ ข้อความ 9.2.2 เขียนขีดเขี่ยอย่าง มีทิศทาง 9.2.2 เขียนคล้ายตัวอักษร 9.2.2 เขียนชื่อของตนเอง ตามแบบ เขียนข้อความด้วย วิธีที่คิดขึ้นเอง ตารางที่ 10 มาตรฐานที่ 10 มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 10.1 มีความสามารถ ในการคิดรวบยอด 10.1.1 บอกลักษณะของสิ่งต่าง ๆ จากการสังเกตโดยใช้ประสาท สัมผัส 1 0.1.1 บ อ ก ล ั ก ษ ณะ แ ล ะ ส่วนประกอบของสิ่งต่าง ๆ จากการสังเกตโดยใช้ประสาท สัมผัส 1 0 .1.1 บ อ ก ล ั ก ษ ณ ะ ส ่ ว น ป ร ะ ก อ บ ก า ร เ ป ล ี ่ ย น แ ป ล ง ห รื อ ความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ จ า ก ก า ร ส ั ง เ ก ต โ ด ย ใช้ ประสาทสัมผัส 10.1.2 จับคู่หรือเปรียบ เทียบสิ่ง ต่าง ๆ โดยใช้ลักษณะหรือหน้าที่ การใช้งานเพียงลักษณะเดียว 10.1.2 จับคู่และเปรียบเทียบ ความแตกต่างหรือความ เหมือนของสิ่งต่าง ๆ โดยใช้ ลักษณะที่สังเกตพบเพียง ลักษณะเดียว 10.1.2 จับคู่และเปรียบ เทียบความแตกต่างและ ความเหมือนของสิ่งต่าง ๆ โดยใช้ลักษณะที่สังเกตพบ สองลักษณะขึ้นไป 10.1 มีความสามารถ ในการคิดรวบยอด 10.1.3 คัดแยกสิ่งต่าง ๆ ตาม ลักษณะหรือหน้าที่การใช้งาน 10.1.3 จำแนกและจัดกลุ่มสิ่ง ต่าง ๆ โดยใช้อย่างน้อยหนึ่ง ลักษณะเป็นเกณฑ์ 10.1.3 จำแนกและจัดกลุ่ม สิ่งต่าง ๆ โดยใช้ตั้งแต่สอง ลักษณะขึ้นไปเป็นเกณฑ์
15 ตารางที่ 10 มาตรฐานที่ 10 มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้(ต่อ) ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 10.1 มีความสามารถ ในการคิดรวบยอด 10.1.4 เรียงลำดับสิ่งของหรือ เหตุการณ์อย่างน้อย 3 ลำดับ 10.1.4 เรียงลำดับสิ่งของหรือ เหตุการณ์อย่างน้อย 4 ลำดับ 10.1.4 เรียงลำดับสิ่งของ หรือเหตุการณ์อย่างน้อย 5 ลำดับ 10.2 มีความสามารถ คิดในเชิงเหตุผล 10.2.1 ระบุผลที่เกิดขึ้นใน เหตุการณ์หรือการกระทำเมื่อมีผู้ ชี้แนะ 10.2.1 ระบุสาเหตุหรือผลที่ เกิดขึ้นในเหตุการณ์หรือการ กระทำเมื่อมีผู้ชี้แนะ 10.2.1 อธิบายเชื่อมโยง สาเหตุและผลที่เกิดขึ้นใน เหตุการณ์หรือการกระทำ ด้วยตนเอง 10.2.2 คาดเดา หรือคาดคะเนสิ่ง ที่อาจจะเกิดขึ้น 10.2.2 คาดเดา หรือคาดคะเน สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น หรือมีส่วน ร่วมในการลงความเห็นจาก ข้อมูล 10.2.2 คาดคะเนสิ่งที่อาจจะ เกิดขึ้น และมีส่วนร่วมใน การลงความเห็นจากข้อมูล อย่างมีเหตุผล 10.3 มีความสามารถ ในการคิดแก้ปัญหา และตัดสินใจ 10.3.1ตัดสินใจในเรื่องง่ายๆ 10.3.1 ตัดสินใจในเรื่องง่ายๆ และเริ่มเรียนรู้ผลที่เกิดขึ้น 10.3.1 ตัดสินใจในเรื่อง ง่ายๆ และยอมรับผลที่ เกิดขึ้น 10.3.2 แก้ปัญหาโดยลองผิดลอง ถูก 10.3.2 ระบุปัญหา และ แก้ปัญหาโดยลองผิดลองถูก 10.3.2 ระบุปัญหา สร้าง ทางเลือกและเลือกวิธี แก้ปัญหา ตารางที่ 11 มาตรฐานที่ 11 มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 11.1 ทำงานศิลปะตามจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ 11.1.1 สร้างผลงานศิลปะเพื่อ สื่อสารความคิด ความรู้สึกของ ตนเอง 11.1.1 สร้างผลงานศิลปะเพื่อ สื่อสารความคิด ความรู้สึกของ ตนเองโดยมีการดัดแปลง และ แปลกใหม่จากเดิมหรือมี รายละเอียดเพิ่มขึ้น 11.1.1 สร้างผลงานศิลปะ เ พ ื ่ อ ส ื ่ อ สา ร ค ว า ม คิ ด ความรู้สึกของตนเองโดยมี การดัดแปลง แปลกใหม่จาก เดิมและมีรายละเอียด เพิ่มขึ้น 11.2 แสดงท่าทาง/ เคลื่อนไหวตามจินตนาการอย่าง สร้างสรรค์ 11.2.1 เคลื่อนไหวท่าทางเพื่อ สื่อสารความคิด ความรู้สึกของ ตนเอง 11.2.1 เคลื่อนไหวท่าทางเพื่อ สื่อสารความคิด ความรู้สึกของ ตนเองอย่างหลากหลายหรือ แปลกใหม่ 11.2.1 เคลื่อนไหวท่าทาง เ พ ื ่ อ ส ื ่ อ ส า ร ค ว า ม คิ ด ความรู้สึกของตนเองอย่าง หลากหลายและแปลกใหม่
16 ตารางที่ 12 มาตรฐานที่ 12 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ ได้เหมาะสมกับวัย ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 12.1 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ 12.1.1 สนใจฟังหรืออ่านหนังสือ ด้วยตนเอง 12.1.1 สนใจซักถาม เกี่ยวกับ สัญลักษณ์หรือตัวหนังสือที่พบ เห็น 12.1.1 สนใจหยิบหนังสือมา อ่านและเขียนสื่อความคิด ด้วยตนเองเป็นประจำอย่าง ต่อเนื่อง 12.1.2 กระตือรือร้น ในการเข้า ร่วมกิจกรรม 12.1.2 กระตือรือร้น ในการ เข้าร่วมกิจกรรม 12.1.2 กระตือรือร้นในการ ร่วมกิจกรรมตั้งแต่ต้นจนจบ 12.2 มีความสามารถในการ แสวงหาความรู้ 12.2.1 ค้นหาคำตอบของข้อ สงสัยต่างๆ ตามวิธีการที่มีผู้ ชี้แนะ 12.2.1 ค้นหาคำตอบของข้อ สงสัยต่างๆ ตามวิธีการของ ตนเอง 12.2.1 ค้นหาคำตอบของข้อ สงสัยต่างๆ โดยวิธีการที่ หลากหลายด้วยตนเอง 12.2.2 ใช้ประโยคคำถามว่า “ใคร” “อะไร” ในการค้นหา คำตอบ 12.2.2 ใช้ประโยคคำถามว่า “ที่ไหน” “ทำไม” ในการ ค้นหาคำตอบ 12.2.2 ใช้ประโยคคำถามว่า “เมื่อไหร่” “อย่างไร” ในการค้นหาคำตอบ 1.9 สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เป็นสื่อกลางในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็ก เพื่อส่งเสริม พัฒนาการเด็กทุกด้าน ให้เป็นไปตามจุดหมายของหลักสูตรที่กำหนด ประกอบด้วย ประสบการณ์สำคัญ และสาระที่ควรเรียนรู้ ดังนี้ 1. ประสบการณ์สำคัญ ประสบการณ์สำคัญเป็นแนวทางสำหรับผู้สอนนำไปใช้ในการออกแบบ การจัดประสบการณ์ให้เด็กปฐมวัยเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติ และได้รับการส่งเสริมพัฒนาการครอบคลุมทุกด้าน ดังนี้ 1.1 ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มี โอกาสพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อ และระบบ ประสาท ในการทำกิจวัตรประจำวันหรือทำกิจกรรมต่างๆ และสนับสนุนให้เด็กมีโอกาสดูแลสุขภาพ สุขอนามัย สุขนิสัย และการรักษาความปลอดภัย ดังนี้ 1.1.1 การใช้กล้ามเนื้อใหญ่ 1) การเคลื่อนไหวอยู่กับที่ 2) การเคลื่อนไหวเคลื่อนที่ 3) การเคลื่อนไหวพร้อมวัสดุอุปกรณ์
17 4) การเคลื่อนไหวที่ใช้การประสานสัมพันธ์ของการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ในการขว้าง การจับ การโยน การเตะ 5) การเล่นเครื่องเล่นสนามอย่างอิสระ 1.1.2 การใช้กล้ามเนื้อเล็ก 1) การเล่นเครื่องเล่นสัมผัสและการสร้างจากแท่งไม้ บล็อก 2) การเขียนภาพและการเล่นกับสี 3) การปั้น 4) การประดิษฐ์สิ่งต่างๆด้วยเศษวัสดุ 5) การหยิบจับ การใช้กรรไกร การฉีก การตัด การปะ และการร้อยวัสดุ 1.1.3 การรักษาสุขภาพอนามัยส่วนตัว 1) การปฏิบัติตนตามสุขอนามัย สุขนิสัยที่ดีในกิจวัตรประจำวัน 1.1.4 การรักษาความปลอดภัย 1) การปฏิบัติตนให้ปลอดภัยในกิจวัตรประจำวัน 2) การฟังนิทาน เรื่องราว เหตุการณ์ เกี่ยวกับการป้องกันและรักษา ความปลอดภัย 3) การเล่นเครื่องเล่นอย่างปลอดภัย 4) การเล่นบทบาทสมมติเหตุการณ์ต่างๆ 1.1.5 การตระหนักรู้เกี่ยวกับร่างกายตนเอง 1) การเคลื่อนไหวเพื่อควบคุมตนเองไปในทิศทาง ระดับ และพื้นที่ 2) การเคลื่อนไหวข้ามสิ่งกีดขวาง 1.2 ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ - จิตใจ เป็นการสนับสนุนให้เด็ก ได้แสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกของตนเองที่เหมาะสมกับวัย ตระหนักถึงลักษณะพิเศษเฉพาะ ที่เป็นอัตลักษณ์ความเป็นตัวของตัวเอง มีความสุข ร่าเริงแจ่มใส การเห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม สุนทรียภาพ ความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง และความเชื่อมั่นในตนเองขณะปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ 1.2.1 สุนทรียภาพ ดนตรี 1) การฟังเพลง การร้องเพลง และการแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบเสียงดนตรี 2) การเคลื่อนไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี 3) การเล่นบทบาทสมมติ 4) การทำกิจกรรมศิลปะต่างๆ
18 5) การสร้างสรรค์สิ่งสวยงาม 1.2.2 การเล่น 1) การเล่นอิสระ 2) การเล่นรายบุคคล กลุ่มย่อย กลุ่มใหญ่ 3) การเล่นตามมุมประสบการณ์ 4) การเล่นนอกห้องเรียน 1.2.3 คุณธรรม จริยธรรม 1) การปฏิบัติตนตามหลักศาสนาที่นับถือ 2) การฟังนิทานเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม 3) การร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงจริยธรรม 1.2.4 การแสดงออกทางอารมณ์ 1) การสะท้อนความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น 2) การเล่นบทบาทสมมติ 3) การเคลื่อนไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี 4) การร้องเพลง 5) การทำงานศิลปะ 1.2.5 การมีอัตลักษณ์เฉพาะตนและเชื่อว่าตนเองมีความสามารถ 1) การปฏิบัติกิจกรรมต่างๆตามความสามารถของตนเอง 1.2.6 การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น 1) การแสดงความยินดีเมื่อผู้อื่นมีความสุข เห็นอกเห็นใจเมื่อผู้อื่นเศร้าหรือ เสียใจ และการช่วยเหลือปลอบโยนเมื่อผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ 1.3 ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาส ปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมต่างๆ รอบตัวจากการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านการเรียนรู้ทางสังคม เช่น การเล่น การทำงานกับผู้อื่น การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน การแก้ปัญหาข้อขัดแย้งต่าง ๆ 1.3.1 การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน 1) การช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวัน 2) การปฏิบัติตนตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 1.3.2 การดูแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
19 1) การมีส่วนร่วมรับผิดชอบดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก ห้องเรียน 2) การทำงานศิลปะที่ใช้วัสดุหรือสิ่งของที่ใช้แล้วมาใช้ซ้ำหรือแปรรูปแล้ว นำกลับมาใช้ใหม่ 3) การเพาะปลูกและดูแลต้นไม้ 4) การเลี้ยงสัตว์ 5) การสนทนาข่าวและเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในชีวิตประจำวัน 1.3.3 การปฏิบัติตามวัฒนธรรมท้องถิ่นที่อาศัยและความเป็นไทย 1) การเล่นบทบาทสมมุติการปฏิบัติตนในความเป็นคนไทย 2) การปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมท้องถิ่นที่อาศัยและประเพณีไทย 3) การประกอบอาหารไทย 4) การศึกษานอกสถานที่ 5) การละเล่นพื้นบ้านของไทย 1.3.4 การมีปฏิสัมพันธ์ มีวินัย มีสวนร่วม และบทบาทสมาชิกของสังคม 1) การร่วมกำหนดข้อตกลงของห้องเรียน 2) การปฏิบัติตนเป็นสมาชิที่ดีของห้องเรียน 3) การให้ความร่วมมือในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ 4) การดูแลห้องเรียนร่วมกัน 5) การร่วมกิจกรรมวันสำคัญ 1.3.5 การเล่นแบบร่วมมือร่วมใจ 1) การร่วมสนทนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 2) การเล่นและทำงานร่วมกับผู้อื่น 3) การทำศิลปะแบบร่วมมือ 1.3.6 การแก้ปัญหาความขัดแย้ง 1) การมีส่วนร่วมในการเลือกวิธีการแก้ปัญหา 2) การมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง 1.3.7 การยอมรับในความเหมือนและความแตกต่างระหว่างบุคคล 1) การเล่นหรือ ทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มเพื่อน
20 1.4 ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้รับ รู้และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมบุคคลและสื่อต่าง ๆ ด้วยกระบวนการ เรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กพัฒนาการใช้ภาษา จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์การแก้ปัญหา การคิดเชิงเหตุผล และการคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวและมีความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ที่ เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นต่อไป 1.4.1 การใช้ภาษา 1) การฟังเสียงต่างๆ ในสิ่งแวดล้อม 2) การฟังและปฏิบัติตามคำแนะนำ 3) การฟังเพลง นิทาน คำคล้องจอง บทร้อยกรงหรือเรื่องราวต่าง ๆ 4) การแสดงความคิด ความรู้สึก และความต้องการ 5) การพูดกับผู้อื่นเกี่ยวกับประสบการณ์ของตนเองหรือพูดเล่าเรื่องราว เกี่ยวกับตนเอง 6) การพูดอธิบายเกี่ยวกับสิ่งของ เหตุการณ์ และความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ 7) การพูดอย่างสร้างสรรค์ในการเล่น และการกระทำต่าง ๆ 8) การรอจังหวะที่เหมาะสมในการพูด 9) การพูดเรียงลำดับเพื่อใช้ในการสื่อสาร 10) การอ่านหนังสือภาพ นิทาน หลากหลายประเภท/รูปแบบ 11) การอ่านอิสระตามลำพัง การอ่านร่วมกัน การอ่านโดยมีผู้ชี้แนะ 12) การเห็นแบบอย่างของการอ่านที่ถูกต้อง 13) การสังเกตทิศทางการอ่านตัวอักษร คำ และข้อความ 14) การอ่านและชี้ข้อความ โดยกวาดสายตาตามบรรทัดจากซ้ายไปขวา จากบนลงล่าง 15) การสังเกตตัวอักษรในชื่อของตน หรือคำคุ้นเคย 16) การสังเกตตัวอักษรที่ประกอบเป็นคำผ่านการอ่านหรือเขียนของผู้ใหญ่ 17) การคาดเดาคำ วลี หรือประโยค ที่มีโครงสร้างซ้ำ ๆ กัน จากนิทาน เพลง คำคล้องจอง 18) การเล่นเกมทางภาษา 19) การเห็นแบบอย่างของการเขียนที่ถูกต้อง 20) การเขียนร่วมกันตามโอกาส และการเขียนอิสระ
21 21) การเขียนคำที่มีความหมายกับตัวเด็ก/คำคุ้นเคย 22) การคิดสะกดคำและเขียนเพื่อสื่อความหมายด้วยตนเองอย่างอิสระ 1.4.2 การคิดรวบยอด การคิดเชิงเหตุผล การตัดสินใจและแก้ปัญหา 1) การสังเกตลักษณะ ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลง และความสัมพันธ์ ของสิ่งต่าง ๆ โดยใช้ประสาทสัมผัสอย่างเหมาะสม 2) การสังเกตสิ่งต่างๆ และสถานที่จากมุมมองที่ต่างกัน 3) การบอกและแสดงตำแหน่ง ทิศทาง และระยะทางของสิ่งต่างๆ ด้วยการกระทำ ภาพวาด ภาพถ่าย และรูปภาพ 4) การเล่นกับสื่อต่างๆที่เป็นทรงกลม ทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก ทรงกระบอกกรวย 5) การคัดแยก การจัดกลุ่ม และการจำแนกสิ่งต่างๆตามลักษณะและ รูปร่าง รูปทรง 6) การต่อของชิ้นเล็กเติมในชิ้นใหญ่ให้สมบูรณ์ และการแยกชิ้นส่วน 7) การทำซ้ำ การต่อเติม และการสร้างแบบรูป 8) การนับและแสดงจำนวนของสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน 9) การเปรียบเทียบและเรียงลำดับจำนวนของสิ่งต่าง ๆ 10) การรวมและการแยกสิ่งต่าง ๆ 11) การบอกและแสดงอันดับที่ของสิ่งต่าง ๆ 12) การชั่ง ตวง วัดสิ่งต่าง ๆ โดยใช้เครื่องมือและหน่วยที่ไม่ใช่หน่วยมาตรฐาน 13) การจับคู่ การเปรียบเทียบ และการเรียงลำดับสิ่งต่าง ๆ ตามลักษณะ ความยาว/ความสูงน้ำหนัก ปริมาตร 14) การบอกและเรียงลำดับกิจกรรมหรือเหตูการณ์ตามช่วงเวลา 15) การใช้ภาษาทางคณิตศาสตร์กับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน 16) การอธิบายเชื่อมโยงสาเหตุและผลที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์หรือการกระทำ 17) การคาดเดาหรือการคาดคะเนสิ่งที่อาจเกิดขึ้นอย่างมีเหตุผล 18) การมีส่วนร่วมในการลงความเห็นจากข้อมูลอย่างมีเหตุผล 19) การตัดสินใจและมีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ปัญหา
22 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย 2.1 ความหมายของภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย ภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์ ซึ่งต้องอาศัยทักษะการฟังและ การพูดอันเป็นพื้นฐานของการอ่านและเขียนในการติดต่อทำความเข้าใจกับผู้อื่น ได้รวบรวมแนวคิดของ นักการศึกษาไว้ดังนี้ ศรียา นิยมธรรม และประภัสสร นิยมธรรม (2541 : 1) ให้นิยาม ภาษาเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ มนุษย์ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เป็นนามธรรมต่อกันไม่ว่าจะเป็นการติดต่อกับผู้อื่นในลักษณะใด ย่อม ต้องอาศัยภาษาเป็นเครื่องมือ เช่น การแสดงความคิดเห็น การวางแผนการทำงานร่วมกัน เป็นต้น ภาษา เป็นพฤติกรรมชนิด ซึ่งเป็นตัวให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคม ช่วยให้เด็กเกิดความอบอุ่นมั่นคง ภาษาช่วยให้ เกิด การเรียนรู้ ช่วยให้มีแนวคิด ความรู้สึก ตลอดจนเจตคติต่าง ๆ การปรับตัวของเด็กได้รับอิทธิพลจาก ภาษาพูด โมรี ชื่นสาราญ (2542 : 1) กล่าวว่า ภาษา หมายถึง การแสดงออกทางคําพูด การเขียน ท่าทาง กริยาอาการ การคิด และสิ่งที่ใช้แทนคําพูดเพื่อสื่อความหมายให้ผู้อื่นรับรู้เข้าใจได้ ราชบัณฑิตยสถาน (2546 : 822) ให้ความหมายของภาษาไว้ว่า ภาษา หมายถึง ถ้อยคำที่ใช้ พูดหรือเขียนเพื่อสื่อความหมายของชนกลุ่มหนึ่งหรือเพื่อสื่อความหมายเฉพาะวงการตัวหนังสือหรืออากัป กริยาที่สื่อความหมายได้ โดยปริยายหมายความว่า สาระเรื่องราวเนื้อความที่เข้าใจกันได้ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551 : 111) กล่าวว่า ภาษาเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการทางสติปัญญา เด็กก่อนวัยเรียนเป็นวัยที่มีพัฒนาการทางภาษามากรู้จักคำศัพท์มากขึ้น พัฒนาคําพูดเดี่ยวสู่คําพูดเป็นวลี และประโยคในที่สุด สรุปได้ว่า ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ซึ่งอาจจะสื่อสารในรูปแบบของสัญลักษณ์ถ้อยคำ เสียง ตัวหนังสือ หรืออากัปกริยาที่สามารถสื่อความหมายได้ เพื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจในสิ่งที่ต้องการ จะสื่อสาร 2.2 ความสำคัญของการพัฒนาภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย ภาษามีความสำคัญอย่างมากต่อบุคคลทุกคนดังที่ (พัชรี ผลโยธิน, 2540 : 1) กล่าวว่า ภาษา มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะใช้ภาษาอย่างมีจุดมุ่งหมาย เช่น ใช้ภาษาเป็น เครื่องมือในการติดต่อสื่อสารการคิดและการเรียนรู้ ใช้เพื่อแสดงความต้องการ ใช้เพื่อสร้างหรือควบคุม ใช้เพื่อปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ใช้แสดงอารมณ์ความรู้สึกหรือความคิดเห็น บางครั้งจินตนาการผ่านภาษาและ บางครั้งก็ใช้ภาษาในการบอกเล่าให้ข้อมูลกับบุคคลอื่นการพัฒนาภาษา จึงมีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัยเป็น อย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจากภาษามีความสำคัญต่อเด็กสรุปได้ดังนี้(อรุณี หรดาล, 2557 : 5-9)
23 2.2.1 ภาษาเป็นเครื่องมือสำหรับการสื่อสาร มนุษย์ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อ ความรู้ความคิดความรู้สึกกับตนเองและบุคคลต่าง ๆ ด้วยกระบวนการสื่อสารนี้เอง ต้องอาศัยภาษาเป็นเครื่องมือ ฮอลลิเดย์ (Holiday, 1975 : 17-19 อ้างอิงในวรนาท รัตน์สกุลไทยและ นฤมล เนียมหอม,2552 : 10-11) และไวก็อตกี้ (Vygotsky, 1997 : 80-81) กล่าวถึงความสำคัญของภาษา ในแง่ของการใช้ภาษาของเด็กเพื่อสื่อความต้องการความคิดและการกระทำ ซึ่งสามารถสรุปเป็นหน้าที่ของ ภาษา 8 ประการดังนี้ 1. เด็กใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการแสดงความต้องการ เมื่อเด็กได้ใช้ภาษาจะทำให้ เด็กได้รับสิ่งของการช่วยเหลือหรือสิ่งอื่น ๆตามที่เด็กต้องการ 2. เด็กใช้ภาษาเพื่อควบคุมพฤติกรรมของผู้อื่น โดยเริ่มต้นจากการที่เด็กถูกควบคุมโดย ภาษาของผู้ใหญ่เด็กจะเรียนรู้และอย่างจากการควบคุมมาเป็นใช้ภาษาเพื่อการควบคุมผู้อื่นแทนการใช้ ภาษาตามลักษณะนี้จะเจาะจงไปที่พฤติกรรมของบุคคลมากกว่าสิ่งของหรือการช่วยเหลือที่เด็กต้องการการ ใช้ภาษาในลักษณะนี้เรียกว่าภาษาสังคม (social speech) ที่พัฒนาในระยะแรกจุดมุ่งหมายเพื่อบอกเล่า ผู้อื่นให้ทำตามความประสงค์ของตนเช่นหม่ำนมอุ้มหน่อยภาษาประเทศนี้พัฒนาซับซ้อนขึ้นเมื่อเด็กมีอายุ มากขึ้นเรื่อย ๆ 3. เด็กใช้ภาษาในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแม่หรือบุคคลใกล้ชิด เป็นการใช้ภาษาเพื่อทักทายหรือสื่อให้ผู้อื่นหันมาสนใจ 4. เด็กใช้ภาษาในการแสดงตัวตนของเด็ก เป็นการใช้ภาษาในการพัฒนาบุคลิกภาพ ในการแสดงความรู้สึกส่วนตัวการมีส่วนร่วมหรือการถอนตัว ความสนใจ ความพึงพอใจ 5. เด็กใช้ภาษาเพื่อค้นหาข้อมูล เด็กมีความต้องการที่จะสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัวจน ใช้ภาษาในรูปของการถามคำถาม 6. เด็กใช้ภาษาในการคิดจินตนาการ เป็นการใช้ภาษาในลักษณะของการเล่นสมมติคือ จินตนาการ 7. เด็กใช้ภาษาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เป็นการใช้ภาษาเช่นเดียวกับผู้ใหญ่แตกต่าง กันที่ประสบการณ์จะเป็นไปตามที่เด็กคิดและรับรู้ 8. เด็กใช้ภาษาเพื่อควบคุมตัวเอง เป็นการใช้ภาษาที่เรียกว่าภาษาที่ยึดตัวเองเป็น ศูนย์กลาง (Egocentric speech) ที่พัฒนาขึ้นเมื่อเด็กอายุ 3 ถึง 7 ขวบเป็นภาษาที่ใช้เพื่อควบคุมตนเอง กับความเป็นไปของสิ่งแวดล้อมและความคาดหวังของสังคมรอบตัวเด็กมักจะพูดกับตัวเองดัง ๆ และมักเป็น เรื่องของตนเอง เช่น ออกแรงยกอีกหน่อย ทำอย่างนี้จะโดนแม่ตี ดีจังทำได้แล้ว อดทนไว้เล่นอย่างนี้สนุกดี พรุ่งนี้ชวนเพื่อนมาเล่นด้วยดีกว่าจะได้ช่วยกัน เป็นต้น
24 2.2.2 ภาษาเป็นเครื่องมือสำหรับการคิด ภาษาเปิดโลกกว้างทางความคิดภาษาเป็นความคิด มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันทั้งในส่วนที่เป็นภาษาไทยและภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคำ ความคิด สัมพันธ์กับภาษา ทั้งสองประเทศนี้ตั้งแต่แรกเกิดไปจนตลอดชีวิต ไวก็อตสกี้ (Vygotsky, 1962 อ้างอิงใน Lefrancois, 1993 : 274-276) เชื่อว่าหลังจาก 2 ขวบเป็นต้นไปความคิดกับภาษาไทย มีความสัมพันธ์และสำคัญต่อกันเป็น อย่างยิ่ง เด็กจะใช้ภาษาภายใน (Inner speech) ซึ่งเป็นภาษาที่พูดกับตัวเองคล้ายคล้ายภาษาที่ยึดตัวเอง เป็นศูนย์กลางแต่ไม่ได้พูดออกมาภาษาภายใน เป็นภาษาระดับจิตสำนึกเป็นภาษาที่ทำให้เด็กเห็นจุดหมาย ของการกระทำและนำไปสู่สิ่งที่เด็กบุกบ้าน จะกระทำและแก้ปัญหาภาษาไทยได้มีการแสดงสัมพันธภาพ ทางความคิดระดับสูงนอกจากนี้สมรรถภาพทางภาษายันสัมพันธ์กับสมรรถภาพในการควบคุมพฤติกรรม ต่าง ๆ ด้วย 2.2.3 ภาษาเป็นเครื่องมือสำหรับการเรียนรู้ ภาษาช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ในขณะเดียวกันก็ ได้มาด้วยการเรียนรู้ต่าง ๆ ส่งเสริมซึ่งกันและกันเด็กรับรู้ข้อมูลผ่านทางภาษาเด็กต้องพยายามทำความเข้าใจ เพื่อให้สามารถตอบสนองได้อย่างเหมาะสมเด็กเรียนภาษาไปพร้อมกับเรียนรู้ความคิดรวบยอดต่าง ๆ ความเข้าใจภาษาเป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้ของเด็กเพราะเด็กสามารถใช้ภาษาในการไต่ถามเกี่ยวกับ สิ่งต่าง ๆ เช่น ทำไมฝนตก แม่ทำอะไร ทำไมเงาะมีขน พี่ไปไหน ทำไมพ่อ ต้องทำงาน อะไรอยู่ในขวด เป็นต้น เด็กที่ช่างสังเกตและสนใจสิ่งต่าง ๆที่อยู่รอบตัวมากก็จะมีความอยากรู้มากและวิธีการได้มาซึ่งความรู้ที่ง่าย และเร็วที่สุดวิธีหนึ่งก็คือการต่อผู้ที่รู้แล้วภาษาจึงมีอิทธิพลมากที่สุดต่อความงอกงามทางปัญญาของเด็กซึ่ง สังเกตได้จากการพูดและการฟัง ดังนั้นความสามารถทางภาษาจึงเป็นสิ่งที่วัดสมรรถภาพทางสติปัญญา ของเด็ก สรุปได้ว่า การพัฒนาภาษามีความสำคัญอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตประจำวันเด็กใช้ภาษาเป็น เครื่องมือในการสื่อสารความรู้ความคิด ความรู้สึกและความต้องการกับบุคคลที่อยู่รอบข้างให้เข้าใจตรงกัน เด็กได้พัฒนาภาษาไปพร้อมกัน 2.3 พัฒนาการทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัย ภาษาของเด็กในวัยนี้มีความสำคัญมาก เด็กพร้อมที่จะฝึกทักษะทางภาษาทั้งในด้าน การรู้คำศัพท์ การออกเสียงคำให้ชัดเจน การใช้ประโยชน์เพื่อการติดต่อสื่อสาร การบอกชื่อวัตถุ สิ่งของ เป็นต้น แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น อายุ เพศ โอกาส และสิ่งแวดล้อมที่เป็นองค์ประกอบ ในการพัฒนาได้ดีกว่าเด็กในระยะแรก แต่อย่างไรก็ตามลักษณะพัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัยเป็น ไปตามขั้นตอนมีลักษณะเหมือนขั้นบันไดเริ่มตั้งแต่การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน โดยแต่ละ ขั้นตอนจะมีความเหลื่อมล้ำเชื่อมสัมพันธ์กันและกันไม่แยกกันโดยสิ้นเชิงพัฒนาการทางภาษาขั้นต้นจะเป็น
25 พื้นฐานของการพัฒนาการทางภาษาขั้นที่สูงขึ้น พัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัยครอบคลุมทักษะทาง ภาษา 4 ด้านได้แก่ ทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียน (นงลักษณ์รักพงษ์, 2560 : 21) นอกจากนี้ยังมีนักการศึกษาทางการศึกษาปฐมวัยอีกหลายท่านได้กล่าวถึงพัฒนาการทางภาษา ของเด็กปฐมวัย ดังต่อไปนี้ วรนาท รักสกุลไทย และนฤมล เนียมหอม (2549; อ้างถึงใน ภิญญดาพัชญ์ เพ็ชรรัตน์, 2551 : 17-18) ได้กล่าวถึงพัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัยด้านการฟังและการพูด ดังนี้ อายุ 3-4 ปี - พูดเสียงสระ เสียงวรรณยุกต์ และตัวสะกดได้ชัดครบทุกเสียง แต่เสียง พยัญชนะ ห ย ค อ า บ ก ป ก ต ล อ พ ง ค มีการพูดไม่ชัดเจนบ้าง และพูดไม่คล่อง - พูดคำศัพท์ได้ประมาณ 900-1,500 คำ - ใช้สรรพนามที่เป็นพหูพจน์ สรรพนามแทนเพศ คำนาม และคำกริยาได้ - พูดวลีหรือประโยคที่มีความยาว 3 คำขึ้นไป - สนทนาได้ประมาณ 5 นาที- มักถาม อะไร ใคร ที่ไหน ทำไม - ใช้คำสันธาน อายุ 4-5 ปี - พูดเสียงสระ เสียงวรรณยุกต์ และตัวสะกดได้ชัดครบทุกเสียง พูดเสียงพยัญชนะ ฟ และ ช ได้ชัดเจนขึ้น พูดไม่คล่องเป็นบางครั้ง - พูดคำศัพท์ได้ประมาณ 1,500-2,000 คำ - ใช้คำกริยา คำวิเศษณ์ คำลงท้าย และคำอุทานได้ - พูดประโยคที่มีความยาว 4 คำขึ้นไป และเป็นประโยคที่เป็นเหตุเป็นผล - เล่าเรื่องเกี่ยวกับตนเอง และผู้อื่นได้ โดยผู้ใหญ่ต้องพูดแนะเล็กน้อย - ตอบคำถามง่ายๆ ได้ มักถาม เมื่อไร อย่างไร - ใช้คำสันธาน “แต่” “เพราะว่า” อายุ 5-6 ปี - พูดเสียงสระ เสียงวรรณยุกต์ และตัวสะกดได้ชัดครบทุกเสียง พูดเสียงพยัญชนะ ส ได้ชัดเจนขึ้น เสียง ร อาจยังไม่ชัด - พูดคำศัพท์ได้ประมาณ 2,500-2,800 คำ - ใช้คำสรรพนาม คำกริยา คำบุพบท ได้ถูกต้อง
26 - พูดประโยคที่มีความยาว 5-6 คำขึ้นไป เป็นประโยคที่มีความซับซ้อนขึ้น และมักใช้ ประโยคคำสั่ง พูดคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ กับผู้อื่นได้อย่างสัมพันธ์กับเรื่องที่พูด พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ (2521; อ้างถึงใน เกตน์นิภา ฮาดคันทุง, 2561 : 25) เสนอว่า พัฒนาการทางภาษาของเด็กของเด็กปฐมวัยไปอย่างรวดเร็ว พัฒนาการทางภาษาก็เหมือนกับพัฒนาการ ในด้านอื่น ๆ คือมีความเจริญงอกงามที่ต่อเนื่องกัน เด็กแต่ละคนจะมีแบบแผนของการพัฒนาภาษา ไม่แตกต่างกัน จะมีลำดับขั้นตอนของความเจริญงอกงามเหมือนกัน แต่ประสิทธิภาพของพัฒนาการนั้นอาจ แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความสามารถที่มีอยู่เดิม ความถนัด อัตราของการพัฒนา ประสบการณ์เดิมและความสนใจของเด็กก่อนที่เด็กจะมีความสามารถในการใช้ภาษาติดต่อสื่อสารกันได้นั้น เด็กแต่ละคนจะมีขั้นตอนในการพัฒนาทางภาษา ดังนี้ 1. การเปล่งเสียงออกมาก่อนการพูดภาษา ตั้งแต่แรกเกิดถึง 1 ปีในระยะนี้ เด็กเริ่ม ส่งเสียงร้อง เริ่มจำคำง่าย ๆ ใกล้ตัว เช่น พ่อแม่ และบางครั้งเล่นส่งเสียงเพื่อความเข้าใจของตนเองเท่านั้น แต่ไม่มีความหมายสำหรับผู้อื่น 2. การพัฒนาภาษาพูดในระยะเริ่มแรก (Early Linguistic Development) ระยะ 1 ถึง 5 ปีเริ่มใช้ภาษาพูดเป็นประโยคง่ายๆ เช่น แม่มา พ่อไป แต่ส่วนมากจะพูดคำเดียวมากกว่าคำยาว ๆ 3. การพัฒนาการพูดในภายหลัง (Later Linguistic Development) ระยะ 5 ถึง 11 ปีระยะนี้เด็กเริ่มเรียนคำศัพท์ การอ่านความหมาย เริ่มสนใจไวยากรณ์เริ่มใช้ภาษาพูดในลักษณะ รูปประโยคที่สมบูรณ์และเริ่มเข้าใจคำและความหมายของคำมากขึ้น 4. การพัฒนาการสร้างประโยค (Development of Syntax) ระยะตั้งแต่ 11 ปีขึ้นไป เด็กเริ่มศึกษาไวยากรณ์อย่างแท้จริงและสามารถใช้ภาษาได้ยิ่งขึ้น วราภรณ์ รักวิจัย (2535; อ้างถึงใน เกตน์นิภา ฮาดคันทุง, 2561 : 26-27) สรุปได้ว่า ครูควรมี ความเข้าใจเกี่ยวกับลำดับขั้นตอนในการพัฒนาทางภาษา ทั้งนี้เพื่อหาวิธีส่งเสริมได้อย่างเหมาะสม ได้แบ่ง พัฒนาการทางภาษาออกเป็น 7 ขั้น ดังนี้ 1. ระยะอ้อแอ้ (Random Stage หรือ Paralinguistic Stage) อายุแรกเกิด ถึง 6 เดือน ในระยะนี้เป็นระยะที่เด็กจะเปล่งเสียงต่าง ๆ ที่ยังไม่มีความหมาย การเปล่งเสียงของเด็กก็เพื่อ บอกความต้องการของเขาและเมื่อได้รับการตอบสนองเขาจะรู้สึกพอใจ ตัวอย่างเช่น เด็กจะร้องเมื่อถูก ปล่อยให้อยู่คนเดียว เมื่อรู้สึกหิวจี้ ฯลฯ หรือเพราะรู้สึกเป็นสุขที่ได้ส่งเสียงออกมาเมื่อเด็กอายุได้6 เดือน จะเริ่มออกเสียงอ้อแอ้ และเริ่มเปล่งเสียงต่าง ๆ ซึ่งไม่มีผู้ใดเข้าใจแยกแยะได้นอกจากนักภาษาศาสตร์
27 ในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ดีของการสนับสนุนให้เด็กพัฒนาการทางการพูด และเด็กที่มีสุขภาพดีทั้งทางกายและ ใจจะมีโอกาสพัฒนาทางภาษาได้ดีกว่าเด็กที่ไม่สบายเจ็บป่วยร้องไห้โยเย 2. ระยะแยกแยะ (Jargon Stage) อายุ 6 เดือน ถึง 1 ปี และเด็กจะรู้สึกพอใจที่จะได้ ส่งเสียง และถ้าเสียงใดที่เขาเปล่งออกมาได้รับการตอบสนองในทางบวก เขาก็จะเปล่งเสียงนั้นซ้ำอีก ในบางครั้งเด็กจะเลียนเสียงสูงๆ ต่ำ ๆ ที่มีคนพูดคุยกับเขา 3. ระยะเลียนแบบ (Imitation Stage) อายุ 1 ถึง 2 ขวบ ในระยะนี้เด็กจะเริ่มเลียน เสียงต่าง ๆ ที่เขาได้ยิน เช่น เสียงของพ่อแม่ ผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด เสียงที่เปล่งออกมาอย่างไม่มีความหมายจะ ค่อย ๆ หายไป และเด็กจะเริ่มฟังเสียงที่ได้รับการตอบสนองซึ่งนับว่าพัฒนาการทางภาษาจะเริ่มต้นอย่าง แท้จริงที่ระยะนี้ 4. ระยะขยายความ (The Stage of Expansion) อายุ 2 ถึง 4 ปี ในระยะนี้ เด็กจะ หัดพูดโดยจะเริ่มจากการหัดเรียกชื่อ คน สัตว์ และสิ่งของที่อยู่ใกล้ตัว เขาจะเริ่มเข้าใจถึงการใช้สัญลักษณ์ ในการสื่อความหมาย ซึ่งเป็นการสื่อความหมายในโลกของผู้ใหญ่ การพูดของเด็กในระยะแรก ๆ จะเป็น การออกเสียงคำนามต่าง ๆ เป็นส่วนใหญ่ เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง นก แมว หมี ฯลฯ และคำศัพท์ต่าง ๆ ที่เขาเห็น รู้สึกและได้ยิน ซึ่งในวัยต่าง ๆ เขาจะสามารถพูดได้ดังนี้ 4.1 อายุ 2 ขวบ เด็กจะเริ่มพูดเป็นคำโดยจะสามารถใช้คำนามได้ร้อยละ 20 4.2 อายุ 3 ขวบ เด็กจะเริ่มพูดประโยคได้ 4.3 อายุ 4 ขวบ เด็กจะเริ่มใช้คำศัพท์ต่างๆและรู้จักการใช้คำเติมหน้าและ ลงท้ายอย่างที่ผู้ใหญ่ใช้กัน 5. ระยะโครงสร้าง (Structure Stage) อายุ 4 ถึง 5 ขวบ ระยะนี้เด็กจะเริ่มพัฒนา ความสามารถในการรับรู้และการสังเกต เด็กจะเริ่มเล่นสนุกกับคำและรู้จักคิดคำและประโยคของตนเอง โดยอาศัยการผูกจากคำวลีและประโยคที่เขาได้ยินคนอื่น ๆ พูด เด็กจะเริ่มคิดกฎเกณฑ์ในการประสมคำ และหาความหมายของคำและวลี โดยเด็กจะเริ่มรู้สึกสนุกกับการเปล่งเสียง โดยเขาจะเล่นเป็นเกมกับ เพื่อนๆ หรือสมาชิกในครอบครัว 6. ระยะตอบสนอง (Responding Stage) อายุ 5 ถึง 6 ขวบ ในระยะนี้ความสามารถ ในการคิด และพัฒนาการทางภาษาของเด็กจะสูงขึ้น เขาจะเริ่มพัฒนาภาษาไปสู่ภาษาที่เป็นแบบแผนมาก ขึ้น และใช้ภาษาเหล่านั้นกับสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัว การพัฒนาทางภาษาของเด็กในวัยนี้จะเริ่มต้นเมื่อเขาเข้า เรียนในชั้นอนุบาล โดยเด็กจะเริ่มใช้ไวยากรณ์อย่างง่ายได้ รู้จักใช้คำที่เกี่ยวข้องกับบ้าน และโรงเรียนภาษา ที่เด็กใช้ในการสื่อความหมายในระยะนี้จะเกิดจากสิ่งที่เขามองเห็นและรับรู้
28 7. ระยะสร้างสรรค์ (Creative Stage) อายุ 6 ปี ขึ้นไป ในระยะนี้ได้แก่ระยะที่เด็กเริ่ม เข้าโรงเรียน เด็กจะเล่นสนุกกับคำและหาวิธีสื่อความหมายด้วยตัวเอง เด็กในระยะนี้จะพัฒนาวิเคราะห์และ สร้างสรรค์ ทักษะในการสื่อความหมายโดยใช้ถ้อยคำสำนวนการเปรียบเทียบ และภาษาพูดที่เป็นนามธรรม มากขึ้น และเขาจะรู้สึกสนุกกับการแสดงความคิดเห็นโดยการพูดและการเขียน Henrick (1979, p. 46 อ้างถึงใน เกตน์นิภา ฮาดคันทุง, 2561 : 27-28) ได้สรุปเกี่ยวกับ ทฤษฎีพัฒนาการทางภาษาพูด ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมีลำดับขั้นตอน เริ่มตั้งแต่วัยทารกจนสิ้นสุดระยะวัย เด็กตอนต้น เมื่อสามารถที่จะใช้ภาษาได้อย่างสมบูรณ์ ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นปฏิกิริยาสะท้อน (Reflexive Vocalization) การใช้ภาษาของเด็กในระยะนี้คือ ตั้งแต่คลอดถึงอายุหนึ่งเดือนครึ่ง เป็นแบบปฏิกิริยาสะท้อนเทียบเท่ากับภาษาหรือการสื่อความหมายของ สัตว์ประเภทอื่น ๆ เสียงนี้เป็นไปโดยอัตโนมัติและไม่มีความหมายในขั้นแรก แต่เมื่ออายุราวหนึ่งเดือนล่วง แล้วทารกอาจเปล่งเสียงต่างกันได้ตามความรู้สึก เช่น ชอบ ไม่ชอบ ง่วง หิว ขั้นที่ 2 ขั้นเล่นเสียง (Babbling Stage) อายุเฉลี่ยของทารกในขั้นนี้ ต่อจากขั้นที่ 1 จนถึงอายุ ราว 8 เดือน อวัยวะในการเปล่งเสียงและฟังของทารก เช่น ปาก ลิ้น หู เริ่มพัฒนามากขึ้น เป็นระยะที่ทารก ได้ยินเสียงผู้อื่น และเสียงตนเอง สนุกและสนใจลองเล่นเสียง (Vocal Play) ที่ตนได้ยิน โดยเฉพาะเสียงของ ตนเอง แต่เสียงที่เด็กเปล่งก็ไม่มีความหมายในเชิงภาษา ระยะนี้ทารกทุกชาติทำเสียงเหมือนกันหมด แม้ เสียงที่เด็กเปล่งยังคงไม่เป็นภาษา แต่ก็มีความสำคัญในกระบวนการพัฒนาการพูด เพราะเป็นระยะที่เด็กได้ ลองทำเสียงต่าง ๆ ทุกชนิด เปรียบเสมือนการข้อมเสียงซอของนักสีซอก่อนการเล่นซอที่แท้จริง ขั้นที่ 3 ขั้นเลียนเสียง (Laling Stage) ระยะนี้ทารกอายุประมาณ 9 เดือน เขาเริ่มสนุก ที่จะเลียนเสียงผู้อื่น นอกจากเล่นเสียงของตนเอง ระยะนี้ประสาทรับฟังพัฒนามากยิ่งขึ้น จนสามารถจับ เสียงผู้อื่นพูดได้ถี่ถ้วนยิ่งขึ้น ประสาทตาจับภาพการเคลื่อนไหวของริมฝีปากได้แล้ว จึงรู้จักและสนุกที่จะ เลียนเสียงผู้อื่น ระยะนี้เขาเลียนเสียงของตัวเองน้อยลง การเลียนเสียงผู้อื่นยังผิดๆ ถูกๆ และยังไม่สู้จะ เข้าใจความหมายของเสียงที่เปล่งเลียนแบบผู้ใหญ่ เด็กหูหนวกไม่สามารถพัฒนาทางด้านภาษามาถึงขั้นนี้ ชั้นนี้เป็นระยะที่ทารกเริ่มพูดภาษาแม่ของตน ขั้นที่ 4 ขั้นออกเสียง (Echolalia) ระยะนี้ทารกอายุประมาณ 1 ขวบ ยังคงเลียนเสียงผู้ที่ แวดล้อมเขา และทำได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น เลียนเสียงตัวเองน้อยลง แต่ยังรู้ความหมายของเสียงไม่แจ่มแจ้ง นัก ขั้นที่ 5 ขั้นรู้จักความหมาย (True Speech) ระยะนี้ทารกอายุตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไป ความจำ การใช้เหตุผล การเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งที่ทารกได้รู้เห็นพัฒนาขึ้นแล้ว เช่น เมื่อเปล่ง เสียง "แม่" ก็รู้ว่าคือ
29 ผู้หญิงคนหนึ่งที่อุ้มชูดูแลตน การพัฒนามาถึงขั้นนี้เป็นไปอย่างบังเอิญ (ไม่ได้ จงใจ) แต่ต่อมาจากการได้รับ การตอบสนองที่พอใจ และไม่พอใจ ทำให้การเรียนความสัมพันธ์ของเสียง และความหมายก้าวหน้าสืบไป ในระยะแรกเด็กจะพูดคำเดียวก่อน ต่อมาจึงจะอยู่ในรูปวลีและรูปของประโยค ตั้งแต่ยังไม่ถูกต้องตามหลัก ไวยากรณ์ไปจนถึงถูกหลักไวยากรณ์ของภาษานั้น ๆ นักภาษาศาสตร์ได้ทำการวิจัยทางเด็กที่พูดภาษาต่าง ๆ ทั่วโลก เห็นพ้องต้องกันว่าพัฒนาการทางภาษาตั้งแต่ขั้นที่หนึ่งถึงห้าข้างต้นอยู่ในระยะวัยทารก ส่วนระยะที่ เด็กเข้าใจภาษาและใช้ภาษาได้อย่างอัตโนมัติเหมือนผู้ใหญ่นั้น อยู่ในระยะเด็กตอนต้นหรือช่วงปฐมวัย นั่นเอง ซึ่งพัฒนาการทางภาษาที่น่าสนใจก็คือ ความยาวของประโยค ยิ่งเด็กโตขึ้นก็จะยิ่งสามารถพูดได้ ประโยคยาวขึ้น ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงความสามารถทางการใช้ภาษาของเด็กได้เป็นอย่างดี สรุปได้ว่า การพัฒนาความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย คือ การส่งเสริมการใช้ภาษา ให้กับเด็กอย่างเป็นลำดับขั้นตอนตามช่วงวัยของเด็ก ซึ่งการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ด้านภาษาให้กับเด็ก เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาทางสติปัญญา เด็กปฐมวัยมีการเรียนรู้ภาษามากขึ้น พัฒนาคำพูดเดี่ยวสู่คำพูด ที่เป็นวลีและเป็นประโยคมากที่สุด การให้เด็กได้ปฏิบัติกิจกรรมทางภาษาอย่างสม่ำเสมอ จะส่งผลต่อ พัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป 2.4 ทักษะการฟัง 2.4.1 ความหมายของการฟัง พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (2546 : 811) ให้ความหมายของการ ฟังไว้ว่า “ฟัง” หมายถึง ตั้งใจฟัง คอยรับเสียงด้วยหู ได้ยิน เชื่อตามถ้อยคำ เช่น ฟังออก คือ เข้าใจ” กุลยา ตันติผลาชีวะ (2547 : 147) ให้นิยามว่าการฟัง หมายถึง การรับรู้ เรื่องราว ด้วยประสาทสัมผัสทางหูที่เด็กสะสมและนำไปสร้างเสริมพัฒนาการทางภาษาการใช้เพื่อพัฒนาปัญญาเด็ก จะเก็บคำพูด จังหวะ เรื่องราวจากสิ่งที่ฟังมาสานต่อเป็นคำศัพท์ เป็นประโยตที่จะถ่ายทอดไปสู่การพูด ถ้าเรื่องราวที่เด็กได้ฟังมีความชัดเจน ง่ายต่อการเข้าใจ เด็กจะได้คำศัพท์ และมีความหมายมากขึ้น พรรณราย ทรัพยะประภา (2548 : 129) อธิบายว่า “การฟัง หมายถึง การใส่ใจในสิ่ง ที่ได้ยิน รวมทั้งการใช้ความคิด ความรู้สึก และวิจารณญาณประกอบไปด้วย เพื่อให้เป็นแนวทางของการ สื่อสารนั้น เปิดเผยและมีประสิทธิผล ซึ่งจะเอื้ออำนวยให้เกิดความเข้าใจอย่างดีระหว่างกันและกันได้ อย่างมากทีเดียว” ปราณี ประพฤติการณ์ (2553 : 3) “การฟัง หมายถึง การได้ยิน การติดตาม เรื่องราว ของสิ่งที่ได้ยินไปด้วยความเข้าใจสิ่งนั้น จับข้อความต่าง ๆ ที่ควรคล้อยตามหรือโต้แย้ง”
30 สรุปได้ว่า การฟังเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องจากการได้ยิน เมื่อได้ยินแล้วมีการตั้งใจ รับรู้และแปลความหมายเพื่อความเข้าใจในสิ่งที่ได้ยิน ทักษะการฟังควรเป็นสิ่งที่ส่งเสริมแก่เด็ก 2.4.2 ความสำคัญของการฟัง การฟังสำหรับเด็กปฐมวัยมีความสำคัญเป็นอันดับแรก เนื่องจากว่าเด็กปฐมวัยเรียนรู้ ภาษาจากการฟังก่อนทักษะด้านอื่น ๆ ซึ่งมีนักการศึกษาได้กล่าวถึงความสำคัญของการฟัง ดังนี้ เยาวลักษณ์ อินสุวรรณ์ (2541 : 22) กล่าวว่า การฟังเป็นทักษะทางภาษาที่มี ความสำคัญยิ่งในการติดต่อสื่อสารความหมายซึ่งกันและกันในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เป็นทักษะที่สามารถสอน กันได้ด้วยวิธีการที่เป็นลำดับขั้นตอนสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นโดยอาศัยเวลา ความอดทน การฝึกฝน และการสังเกต ภัทรดรา พันธุ์สีดา (2551 : 13) กล่าวถึงความสำคัญของการฟังว่า การฟังเป็นทักษะ ทางภาษาที่ใช้มากที่สุด และมีส่วนสำคัญต่อการพูด การอ่าน และการเขียน การฟัง ช่วยให้ได้รับความรู้ ประสบการณ์ความสนุกสนาน สร้างมนุษยสัมพันธ์และส่งผลต่อการเลือกประเมินและตัดสินใจ การฟังเป็นทักษะทางภาษาที่เด็กปฐมวัยเรียนรู้ได้ดีกว่าทักษะด้านอื่น สรุปได้ว่า การฟังมีความสำคัญต่อการติดต่อสื่อความหมาย เป็นทักษะที่ใช้มากที่สุด ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการพูด การอ่านและการเขียน การฟังจะทำได้ดีต้องอาศัยการฝึกฝน และการฟังเป็น ทักษะทางภาษาที่เด็กปฐมวัยเรียนรู้ได้ดีกว่าทักษะด้านอื่น 2.4.3 องค์ประกอบของการฟัง สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ (คณะกรรมการประถมศึกษา แห่งชาติ, 2528 : 2) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบในการฟังไว้ว่า องค์ประกอบในการฟัง ได้แก่ 1. การจำแนกเสียง 2. การฟังคำพูด คำสั่งเข้าใจ และปฏิบัติตามได้ถูกต้อง 3. มารยาทในการฟัง 4. การฟังนิทานหรือเรื่องราวแล้วจับใจความได้ 5. การฟังเพลง คำคล้องจอง และการเล่นที่สร้างเสริมประสบการณ์ทางภาษา ฐิติรัตน์ ลดาวัลย์ และคณะ (2542 : 31) การฟังเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากการ ทำงานอย่างตั้งใจของระบบประสาท ซึ่งจะต้องประกอบด้วย 1. การได้ยิน 2. การรับรู้
31 3. การจำได้ 4. ความเข้าใจ วิวัฒน์ แพร่สิริ (วิวัฒน์ แพร่สิริ, 2546 : 16-18) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของการฟัง ไว้ว่า การฟังเป็นทักษะอย่างหนึ่งที่ต้องอาศัยองค์ประกอบเหล่านี้ 1. ต้องมีสมาธิในการฟัง 2. สนใจต่อสิ่งที่ฟัง 3. ต้องมีจุดมุ่งหมายในการฟัง 4. ต้องมีความสามารถในการจับใจความ 5. มีความพร้อมในการฟัง 6. ฟังโดยไม่ลำเอียงต่อเรื่องที่ฟัง 7. จดบันทึกสิ่งที่ฟังและนำไปใช้ประโยชน์ Fisher (2535 : 18 อ้างถึงใน เกตน์นิภา ฮาดคันทุง, 2561 : 31-33) ได้กล่าวถึง องค์ประกอบของทักษะการฟัง ได้แก่ 1. การเข้าใจความหมาย หมายถึง การรับรู้เสียงพูด และเกิดความเข้าใจ สามารถ ตีความคำ วลี และประโยคให้มีความหมายตามความรู้และประสบการณ์ของตน 2. การปฏิบัติตามคำสั่ง หมายถึง การรับรู้เสียงพูด และเกิดความเข้าใจ สามารถ ปฏิบัติตามคำสอน คำแนะนำ และคำบรรยายได้อย่างถูกต้อง สรุปได้ว่า องค์ประกอบของการฟังในเด็กปฐมวัย คือ การเข้าใจ ความหมายของคำ และการจับประเด็นเรื่องราวที่ฟังได้ 2.5 ทักษะการพูด 2.5.1 ความหมายของการพูด การพูดเป็นการสื่อสารของมนุษย์โดยใช้ปากและกล่องเสียงเพื่อเปล่งเสียงออกมา เพื่อใช้ในการสื่อสารระหว่างบุคคลโดยอาศัยภาษาเป็นตัวสื่อความหมายของสิ่งที่พูด การพูดเป็น ความสามารถเฉพาะของมนุษย์ แต่ก็มีสัตว์บางประเภทสามารถเลียนเสียงพูดของมนุษย์ได้ จากการศึกษา พบว่า มีนักการศึกษาได้กล่าวถึงความหมายของการพูด ดังนี้
32 สุภาวดี ศรีวรรธนะ (2542 : 86) ให้นิยามการพูด หมายถึงพฤติกรรม การติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลด้วยการใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง ภาษาอากัปกิริยา ท่าทาง สีหน้า แววตา เพื่อถ่ายทอดความรู้สึก ความคิด ความต้องการของผู้พูดไปสู่ผู้ฟัง ศิวาพร วัฒนรัตน์ (2556 : 31) ได้ให้ความหมายของการพูดไว้ว่า การพูด (Speech) หมายถึง พฤติกรรมการสื่อสารเพื่อสื่อความหมายแบบหนึ่งที่เรียกว่า Oral Communication หมายถึงการสื่อความหมายโดยใช้ปากเป็นการสื่อความคิดจากคนหนึ่งซึ่งเรียกว่า ผู้พูด ไปยังอีกคนหนึ่งหรือ กลุ่มหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า ผู้ฟัง ทั้งนี้จะต้องมีจุดมุ่งหมายเช่น เพื่อถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจ ความคิดเห็น ความรู้สึก หรือความต้องการให้แก่ผู้ฟังโดยมีเสียง ภาษา สัญลักษณ์ รวมทั้ง อากัปกิริยาเป็นสื่อประกอบ ความเข้าใจ นันทา ขุนภักดี (2529; อ้างอิงใน อรณิชา กอบกำ, 2563 : 11) กล่าวว่า การพูด เป็นการแสดงหรือการถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความรู้สึกและความต้องการของผู้พูดออกมาโดยอาศัย ถ้อยคำ น้ำเสียง รวมทั้งกิริยาท่าทางทำให้ผู้ฟังได้ยินและเข้าใจจุดมุ่งหมายของผู้พูดจนสามารถ แสดง ปฏิกิริยาโต้ตอบให้ผู้พูดทราบจนเป็นที่เข้าใจได้ สรุปได้ว่า การพูดเป็นการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น โดยการเปล่งเสียงออกมาเป็น ถ้อยคำ เพื่อส่งสารให้ผู้ฟังเข้าใจถึงความต้องการ ความรู้สึกนึกคิดของตนเอง ซึ่งการพูดของเด็กปฐมวัยใน การวิจัยครั้งนี้เป็นการบอกชื่อคำศัพท์ การเล่าเรื่องจากภาพและการสนทนาโต้ตอบ 2.5.2 ความสำคัญของการพูด จากการศึกษาพบว่า มีนักการศึกษาได้กล่าวถึงความสำคัญของการพูด ดังนี้ สุภาวดี ศรีวรรธนะ (2542 : 63-64) สรุปไว้ว่า การพูดเป็นเครื่องมือสำคัญของการติดต่อสื่อสารที่จะนำไปสู่ ความสำเร็จในชีวิต การฝึกพูดเป็นพื้นฐานที่จะช่วยฝึกทักษะด้านภาษาได้เป็นอย่างดี ซึ่งจุดประสงค์ ของการพูดมีดังนี้ 1. พัฒนาความสามารถในการพูดได้ชัดเจน ได้ฝึกเสียงที่เป็นปัญหาสำหรับเด็ก เช่น เสียง “ส” นอกจากนี้ยังควรพูดด้วยน้ำเสียงที่น่าฟัง รื่นหู ไม่ดัง ไม่ค่อยเกินไป มีความมั่นใจในการพูด 2. เพื่อให้เด็กพัฒนาการพูดได้คล่องเป็นธรรมชาติ ได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ 3. พูดถูกต้องจนเป็นนิสัย เช่น เด็ก ๆ มักจะพูดปฏิเสธว่า “ผมเปล่าทำ" ต้องแก้เป็น "ผมไม่ได้ทำครับ" หรือ "ไม่ได้ทำค่ะ”
33 4. เพื่อใช้ภาษาเป็นเครื่องมือติดต่อสังคมกับเพื่อนๆ และบุคคลอื่น ๆ การที่เด็กจะเป็นที่น่าคบหาสมาคมด้วยย่อมต้องมีภาษาที่สุภาพ ดังนั้นการให้การศึกษาเด็กวัยนี้ย่อมจะฝึก เด็กให้รู้จักใช้คำสุภาพทั้งหลาย เช่น คำว่า “ขอโทษ” “ขอบคุณ” “ขอบใจ" โดยต้องเป็นแบบให้เด็กและ ต้องให้เด็กใช้อย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้จะต้องให้รู้กาลเทศะด้วยเสียงที่พูดในห้องเรียนย่อมจะไม่ต้องดัง เหมือนเสียง ที่ใช้ในสนาม 5. เพื่อพัฒนาความสามารถในการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น คือ ไม่เพียงแต่แสดง ความคิดเห็นของตนเท่านั้น แต่ยังสามารถเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูดสามารถพูดสิ่งที่มีผู้กล่าวไว้ได้ 6. การฝึกเลียนเสียงคำพูดก่อนที่จะบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ หากไม่ฝึกในเรื่องนี้ เด็กบางคนจะเล่าเรื่องไม่ตรงจุด เช่น เด็กอาสาจะเล่าเรื่อง "ไปเที่ยวทะเล” แทนที่จะพูดถึงการไปทะเล เด็กบางคนจะมัวพะวงแต่จุดไม่สำคัญ เช่น การแต่งตัว การซื้อของต่าง ๆ สำหรับการเดินทาง ครูอาจต้อง ช่วยเตือนเด็กให้พูดเข้ามาหาเรื่องอีกที่หนึ่ง 7. เรียนรู้เกี่ยวกับภาษา เช่น หลักของการออกเสียง เสียงวรรณยุกต์ การเว้นวรรค การเรียบเรียงคำที่เป็นประโยค และคำบางคำมีความหมายได้หลายอย่าง 2.5.3 ลักษณะสำคัญทางการพูด เฮอร์ลอค (Hurlock, 2530 อ้างถึงใน เกตน์นิภา ฮาดคันทุง, 2561 : 35-37) ได้กล่าวถึงลักษณะสำคัญทางการพูด ไว้ดังนี้ 1. ความเข้าใจภาษาที่ผู้อื่นพูด (Comprehension) ความสามารถที่จะเข้าใจ คำพูดของผู้อื่นต้องอาศัยความรู้ศัพท์ต่าง ๆ ที่เป็นพื้นฐานทำนองเดียวกับที่ผู้ใหญ่เรียนภาษาต่างประเทศ ก็จะต้องรู้ศัพท์มากพอสมควร จึงจะจับใจความได้และอาจเข้าใจภาษาก่อนจะพูดได้เด็กก็เช่นกัน เด็กอาจ เข้าใจท่าทางการพูด การกระทำ แต่อาจไม่เข้าใจคำประโยคที่พูดในการพัฒนาความเข้าใจนั้น เด็กอาจ มีการตอบสนองต่อทั้งลีลา การพูดและสำเนียงที่เขาได้ยินในสภาพการณ์ต่าง ๆ เด็กจะเรียนรู้ความหมาย ของคำจากสถานการณ์ จากท่าทาง เช่น การยิ้ม ซุ่มเสียงที่พูด 2. การเรียนรู้คำศัพท์ (Vocabulary Learning) พิจารณาได้ 2 ด้าน คือ 2.1 คำศัพท์ทั่วไป ได้ลำดับขั้นของคำศัพท์ ไว้ดังนี้ คำนาม เป็นคำแรกของเด็กซึ่งเกิดจากการเล่นเสียง กริยา หลังจากที่เด็กได้เรียนรู้คำนามเพียงพอที่จะไปเรียกชื่อคนและ สิ่งของใน สภาพแวดล้อมได้แล้ว เข้าก็เริ่มที่จะเรียนรู้คำศัพท์โดยเฉพาะคำศัพท์ที่เป็นการแสดงท่าทาง เช่น ให้เอาไป และถือไว้
34 คำคุณศัพท์ จะปรากฏให้เห็นได้ในราวขวบครึ่ง คำคุณศัพท์ง่าย ๆ ที่ใช้ ในเริ่มแรก ได้แก่ "ดี" "เลว" "ชน” ร้อน” และ “หนาว” ซึ่งจะใช้กับบุคคล อาหาร และของเล่น กริยาวิเศษณ์ เด็กจะรู้จักใช้พร้อม ๆ กับคำคุณศัพท์ คำกริยาวิเศษณ์ที่ ใช้ทั่ว ๆ ไปก็มี "ที่นี้” และ “ที่ไหน" ในช่วงสองปีแรกเด็กเรียนรู้คำศัพท์ได้ช้า หลังจากนั้นในระยะก่อนเข้า เรียนจะเรียนรู้เร็วขึ้น และจะเรียนรู้อย่างรวดเร็วหลังจากเข้าโรงเรียนแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากการได้รับการ สอน โดยตรงจากครูและจากการได้พบเห็นสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น 2.2 ศัพท์เฉพาะ เฮอร์ลอค (Hurlock) ได้แยกศัพท์เฉพาะออกเป็น 7 ลักษณะ ศัพท์เกี่ยวกับสี เด็กทั่วไปจะรู้จักชื่อสีชั้นต้นในราว 4 ขวบ และจะเรียนรู้ในสีอื่น ๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับ ความสนใจเรื่องสีและโอกาสที่จะเรียนรู้ศัพท์เกี่ยวกับจำนวน มาตรวัดเซาว์ปัญญาของ สแตนฟอร์ด บิเนต์ (Standford Binet) เด็ก 5 ขวบ สามารถที่จะนับสิ่งของได้ ศัพท์เกี่ยวกับเวลา เด็กอายุ 6-7 ขวบ จะรู้ความหมายของเวลา ตอนเช้า ตอน บ่าย ตอนกลางวัน ตอนกลางคืน ฤดูร้อน และฤดูหนาว ศัพท์เกี่ยวกับเงิน เด็กอายุ 4-5 ขวบ เริ่มที่จะรู้ค่าของเหรียญตามลักษณะ ขนาด และสีของเหรียญ ศัพท์สแลง ช่วงระหว่าง 4-8 ขวบ เด็กส่วนมากโดยเฉพาะเด็กชายใช้ ศัพท์สแลง แสดงออกทางอารมณ์และทำตามกลุ่มเพื่อน ศัพท์คำสบถ สาบาน คำสาบานส่วนมากเด็กชายจะเป็นผู้ใช้ เริ่มในวัย เข้าเรียน เพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้ตนเองว่าโตแล้วเพื่อทดแทนความรู้สึกที่เป็นปมด้อย และเพื่อดึงดูดความ สนใจ ศัพท์ลับเฉพาะ เด็กหญิงเกือบทุกคนจะใช้ภาษาเฉพาะหลังจากอายุ 6 ขวบ เพื่อใช้สื่อสารกับเพื่อน 3. การสร้างประโยค (Forming Sentences) เมื่อเด็กเริ่มพูดเป็นประโยค ก็มัก ทำโดยเอาคํามาต่อกัน ซึ่งเด็กจะเริ่มทำได้ก่อนอายุ2 ขวบ ระยะแรกๆ ก็มักใช้คําเดียวก่อนอาจเป็นคํานาม หรือกริยามาประกอบกับท่าทาง เมื่อเด็กอายุ2 ขวบ เด็กจะรวมคํามาต่อเป็นประโยคแต่ไม่สมบูรณ์ ประโยคมักประกอบด้วยคํานามและคำกริยา บางครั้งอาจมีคำคุณศัพท์ หรือกริยาวิเศษณ์ด้วย เมื่ออายุ 4 ขวบ เด็กพูดเป็นประโยคได้เกือบสมบูรณ์และรู้จักใช้คําเกือบทุกชนิด พออายุ 6 ขวบ เด็กรู้จักใช้ประโยค เกือบทุกแบบประโยคที่ใช้ตอนแรกๆ มักเป็นประโยคง่ายๆ แล้วค่อยๆ ซับซ้อนขึ้นตามลำดับ 4. การออกเสียง (Pronunciation) เด็กจะเลียนเสียงตามที่ตนได้ยิน ดังจะเห็นได้ว่า เด็กจะพูดภาษาได้ตามลักษณะภาษาที่ตนได้ยินมาจากสิ่งแวดล้อมในช่วงอายุ 12-18 เดือน เด็กส่วนมากมักพูดฟังไม่รู้เรื่อง นอกจากคน ใกล้ชิดในช่วงอายุ 18-36 เดือน การออกเสียงดีขึ้นมาก
35 การไม่เข้าใจสิ่งที่เด็กพูด ทำให้เข้าใจผิด ไม่รู้ว่าต้องการอะไรแน่ มักทำให้เด็กเกิดความคับข้องใจได้ง่าย และทำให้เด็กมีพฤติกรรมถอยหลัง คือใช้วิธีร้องให้เหมือนเมื่อยังเล็กอีกครั้ง โดยปกติหลังวัย 3 ขวบ จะออกเสียงชัดขึ้น 2.6 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางภาษา ชิตาพร เอียมสะอาด (2548; อ้างถึงใน นงลักษณ์ รักพงษ์, 2559 : 24-27) ได้กล่าวถึง ทฤษฎีและแนวคิดการเรียนรู้ภาษา ของเด็กปฐมวัยไว้ดังต่อไปนี้ 1. ทฤษฎีความพึงพอใจแห่งตน ผู้คิดตั้งทฤษฎีนี้ คือ Mowrer ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาชาว อเมริกัน เขาให้ชื่อทฤษฎีของเขาว่า Autistic theory หรือ Autism theory of speech acquisition เขาทดลองการสอนพูดกับนก พบว่า นกจะเลียนเสียงพูดของคนเฉพาะเสียงหรือคำทีผู้ฝึกพูดด้วย เวลาที มันอิ่มหรือลูบไล้ด้วยความรัก นอกจากนี้คำเหล่านี้ยังทำให้นกเพลิดเพลินและเป็นสุข การที่นกแก้ว นกขุนทองสามารถทำเสียงต่าง ๆ ได้หลายอย่างนี่เอง จึงมีบางเสียงที่คล้ายคลึงกับเสียงที่ใช้ในภาษาพูดของ มนุษย์ที่แสดงออกถึงความชื่นชมยินดี ดังนั้นเมื่อนกได้ยินเสียงตัวมันเองเปล่งเสียงออกมาคล้ายคลึงกับเสียง ที่นำมาความปิติให้ขนาดกินอาหารหรือถูกลูบไล้ด้วยความรักนกจึงเลียนเสียงตามไปด้วย การให้รางวัล อย่างเหมาะสมจะทำให้การเลียนเสียงของนกดีขึ้นจนสามารถพูดเป็นคำเป็นประโยคได้ 2. ทฤษฎีการเลียนแบบ (The imitation theory) ทฤษฎีนี้เชื่อว่าพัฒนาการทางภาษา นั้นเกิดขึ้นหลายทาง โดยอาศัยการเรียนแบบซึ่งอาจเกิดได้จากการมองเห็นหรือการได้ยินเสียง โดยผู้ที่ ทำการศึกษาเกี่ยวกับการเลียนแบบในพัฒนาการทางภาษาอย่างละเอียดคือ Lewis เป็น นักภาษาศาสตร์ใน ปี ค.ศ.1951 กล่าวว่า การเลียนแบบของเด็กเกิดจากความพอใจและความสนใจ ของตัวเองเป็นปฐม ปกติ ช่วงความสนใจของเด็กนั้นสั้นมาก เพื่อที่จะชดเชยเด็กจึงต้องมีสิ่งเร้าซ้ำ ๆ กัน ซึ่งทำให้เด็กมักพูดซ้ำ ๆ ใน ระยะของการเล่นเสียง บางครั้งใช้การเคาะโต๊ะ เคาะจังหวะไปด้วย เมื่อศึกษาถึงกระบวนการเลียนแบบ ภาษาพูด ก็พบว่า จุดเริ่มต้นเกิดเมื่อพ่อแม่เรียนแบบเด็กในระยะเล่นเสียง เช่น เด็กเผชิญกับคำพูดย้ำ พยางค์ "แม่" เมื่อเสียงที่เด็กเปล่งออกมานั้นก่อให้เกิดความสนใจ เด็กก็จะกล่าวซ้ำอีก การฝึกภาษาที่ดีนั้น เด็กควรได้รับการฝึกฝนจนกระทั่งมีคำตอบที่คงที่มีความ ต้องการพูดซ้ำ ๆ เมื่อพ่อแม่มาพูดหยอกล้อด้วย ขณะที่เล่นเสียงพ่อแม่ควรใช้ระยะเงียบมาช่วยฝึกด้วย เช่น ช่องว่างระหว่างการทำเสียงอ้อแอ้เด็กจะหยุด เงียบ แม่อ่านเร้าความสนใจเด็กใหม่โดยเราให้พูด "แม่ๆ" ถ้าเด็กตอบสนองด้วยการเรียนแบบก็ควรให้ฝึก ต่อไป 3. ทฤษฎีนี้อาศัยจากหลักของทฤษฎีการเรียนรู้ ซึ่งถือว่าพฤติกรรมทั้งหลายถูกสร้างขึ้น โดยอาศัยการวางเงื่อนไข Rheingold et al. พบว่า เด็กจะพูดมากขึ้นเมื่อให้รางวัลหรือเสริมกำลัง ซึ่ง Todd และเพื่อนร่วมงานก็แสดงให้เห็นว่าการให้รางวัลทางสังคมทำให้เด็กอายุ 3 เดือนเปล่งเสียงมากขึ้น
36 แต่พบว่า เฉพาะเสียงที่บ่งความปิติยินดี ไม่อาจทำให้เพิ่มการตอบสนองได้ เพราะเขาจะลองใช้เทป บันทึกเสียงแทนคน ปรากฏว่าไม่มีการตอบสนองตรงข้ามกับนกแก้วนกขุนทอง ที่สามารถวางเงื่อนไขด้วย จานเสียงหรือเทปก็ได้ เด็กนั้นต้องการตอบสนองจากผู้ใหญ่จริง ๆ ดังนั้นเด็กจึงเลียนแบบวิธีการออกเสียง ด้วยวิธีนี้ยิ่งไปกว่านั้นเสียงแม่ปรากฏควบคู่กับการให้อาหาร ซึ่งจัดเป็นการเสริมกำลัง โดยตรงอยู่แล้วก็ เท่ากับช่วยให้เด็กพูดมากขึ้น ดังนั้นเด็กที่มีเสียงพูดเหมือนพ่อแม่มากก็คือเด็กที่ได้รับการเสริมกำลังมากกว่า เด็กคนอื่นนั่นเอง ยิ่งพ่อแม่ตอบสนองอย่างเต็มอกเต็มใจและร่าเริงเมื่อเด็กพูด "แม่ แม่" มากกว่าเมื่อพูด ทำไร้ความหมาย แล้วพยางค์มันก็จะยิ่งปรากฏบ่อยในการพูดของเด็ก 4. ทฤษฎีสภาวะติดตัวมาแต่กำเนิด (Innatenes theory) Chomsky นักภาษาศาสตร์ ชาวอเมริกันเป็นผู้คิดทฤษฎีนี้ เขาอธิบายว่าเด็กทุกคนเกิดมาพร้อมกับเครื่องมือในการเรียนรู้ภาษา (Language acquisition device) ซึ่งเรียกว่า แอล เอ ดี (L. A. D) เครื่องมือนี้จะทำหน้าที่เป็นฝ่ายรับ ข้อมูลทางภาษาจากประโยคต่าง ๆ เด็กก็จะเกิดการเรียนรู้กฎต่าง ๆ ทางไวยากรณ์ที่มีใช้ในภาษากฎทาง ไวยากรณ์ต่าง ๆ นี้ คือ ความรู้ในภาษา (Competence) ทฤษฎีนี้มีผู้วิจารณ์มากเพราะไม่ทราบว่า แอล เอ ดี อยู่ที่ไหน จึงดูไร้เหตุผลนอกจากนี้การระบุว่า แอล เอ ดี รับเฉพาะข้อมูลภาษาโดยไม่ พิจารณา สถานการณ์อื่น ๆ เช่น ความสัมพันธ์ของบุคคลต่อสิ่งแวดล้อมก็จะดูผิดธรรมชาติในการเรียนรู้ภาษาแม่ของ เด็กนั้น เด็กจะต้องเรียนรู้ทั้งระดับเสียง ระดับความหมาย และระดับไวยากรณ์ สรุปได้ว่า ทฤษฎีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางภาษา ได้พูดถึงการเรียนรู้ภาษาของ เด็กเกิดจากหลายด้าน ได้แก่ พื้นฐานทางชีววิทยา การเลียนแบบ การหัดเปล่งเสียงแบบต่าง ๆ และสิ่งที่ สำคัญคือ การตอบสนองจากบุคคลใกล้ชิดด้วยการโต้ตอบ ให้การเสริมแรง และเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ ภาษา 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับนิทานภาพสำหรับเด็กปฐมวัย 3.1 ความหมายของนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย ความหมายของนิทาน มีหน่วยงาน และนักวิชาการหลายท่าน ได้กล่าวถึงความหมายของ นิทานไว้ได้ ดังนี้ เกษลดา มานะจุติ และอภิญญา มนูญศิลป์(2544 : 1) “ได้ให้ความหมายของนิทานว่าหมายถึง เรื่องเล่าต่อกันมาโดยใช้วาจาหรือเล่าโดยแสดงภาพประกอบหรือการเล่าโดยวัสดุอปกรณ์ใช้ประเภทต่าง ๆ ประกอบก็ได้เช่นหนังสือภาพ หุ่น หรือการใช้คนแสดงบทบาทลีลาเป็นไปตามเนื้อเรื่องของนิทานนั้น ๆ แต่เดิมมานิทานถูกเล่าสู่กันและกันด้วยปากสืบกันมาเพื่อเป็นเครื่องบันเทิงใจในยามวางและเพื่อถ่ายทอด ความเชื่อความศรัทธาเลื่อมใสในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่ยึดถือของคนแต่ละกลุ่ม
37 เกริก ยุ้นพันธ์(2547 : 8) ได้ให้ความหมายของนิทานไว้ว่าหมายถึง เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกัน มาตั้งแต่สมัยโบราณเป็นการผูกเรื่องขึ้น เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน และสอดแทรกคติ สอนใจ ลงไป ประคอง นิมมานเหมินทร์(2550 : 9)ได้ให้ความหมายของนิทานว่าหมายถึง เรื่องที่เล่ากันต่อ ๆ มาจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งโดยไม่ทราบว่าใครเป็นผู้แต่ง เช่น นิทานเรื่องสังข์ทองปลาบู่ทอง หรือ โสนน้อยเรือนงาม มีการเล่าสู่กันฟังจากปู่ย่าตายายของเราพ่อแม่ของเรา รวมทั้งตัวเราเองไปจนถึงลูกหลาน เหลนโหลนของเราเป็นทอด ๆกันไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า บางครั้งก็แพรกระจายจากทองถิ่นหนึ่งไปสู่อีกท้องถิ่น หนึ่ง เช่น นิทานเรื่องสังข์ทอง อาจมีหลายสำนวนแล้วแต่ความทรงจำ ความเชื่อ อารมณ์ของผู้เล่าและ วัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่นจากความหมายของนิทานดังกล่าว จากความหมายดังกล่าวข้างต้นพอจะสรุปได้วา นิทานคือเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาหรือ มีผู้แต่งขึ้น เพื่อใหเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน สร้างสรรค์จินตนาการ สอดแทรกความคิดและจริยธรรม อันดีงาม เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนที่ถูกที่ควรนอกจากนี้ยังช่วยปลูกฝงนิสัยรักการอ่านหนังสือใหกับ เด็กอีกด้วย 3.2 ความสำคัญของนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย นิทาน เป็นสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตเด็กช่วยให้เด็กมีความสุข ให้แง่คิดและคติสอนใจ การจัดประสบการณ์ให้เด็กโดยใช้นิทานเป็นสิ่งจำเป็น เพราะการเล่านิทานสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการ พัฒนาและเตรียมความพร้อมให้กับเด็ก ได้มีนักวิชาการกล่าวถึงความสำคัญของนิทานไว้หลายท่านดังต่อไป เกริก ยุ้นพันธ์ (2547 : 55 -56) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเล่านิทาน ดังนี้ 1. เด็ก ๆ หรือผู้ฟังจะเกิดความรู้สึกอบอุ่นและใกล้ชิดเป็นกันเองกับผู้เล่า 2. เด็ก ๆ หรือผู้ฟังจะเกิดความรู้สึกรวมในขณะฟัง ทำให้เขาเกิดความเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย และสดชื่นแจ่มใส 3. เด็ก ๆ หรือผู้ฟังจะมีสมาธิ หรือความตั้งใจที่มีระยะเวลานานขึ้น หรือยาวขึ้น โดยเฉพาะผู้เล่าที่มีความสามารถในการตรึงให้ผู้ฟัง หรือเด็ก ๆ ใจจดจ่ออยู่กับเรื่องราวที่ผู้เล่าเล่าเรื่องที่มี ขนาดยาว 4. เด็ก ๆ หรือผู้ฟังจะถูกกล่อมเกลาด้วยนิทานที่มีเนื้อหาส่งเสริมคุณธรรมและ จริยธรรม ทำให้เด็ก ๆ และผู้ฟังเข้าใจในความดี และความงามยิ่งขึ้น 5. นิทานจะทำให้เด็ก ๆ หรือผู้ฟังมีความละเอียดอ่อน รู้จักการรับและการให้มองโลก ในแง่ดี
38 6. นิทานจะทำให้เด็ก ๆ หรือผู้ฟังใช้กระบวนการคิดในการพิจารณาแก้ปัญหาได้ 7. นิทานสามารถสร้างความกล้าให้กับเด็ก ๆ หรือผู้ฟังโดยการแสดงออกที่ผ่าน กระบวนการคิดที่มีประสิทธิภาพ 8. เด็ก ๆ หรือผู้ฟังจะได้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ และสามารถประยุกต์ใช้กับ ชีวิตประจำวันได้ 9. นิทานช่วยสร้างเสริมจินตนาการที่กว้างไกลไร้ขอบเขตให้กับเด็ก หรือผู้ฟัง 10. นิทานสามารถช่วยให้เด็ก ๆ และผู้ฟังได้รู้จักการใช้ภาษาที่ถูกต้อง การออกเสียง การกระดกลิ้นตัว ร เรือ และ ล ลิงได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมชาติ วิเชียร เกษประทุม(2550 : 9-10) ได้กล่าวถึงความสำคัญของนิทานว่ามีคุณค่าและ มีประโยชน์ดังนี้ 1. นิทานให้ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เป็นการผ่อนคลายความเครียดและช่วยให้ เวลาผ่านไปอย่างไม่น่าเบื่อหน่าย 2. นิทานช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวเด็กบางคน อาจมองผู้ใหญ่ว่าเป็นบุคคล ที่ขี้บ่น ชอบดุด่า น่าเบื่อหน่าย หรือน่าเกรงขาม แต่ถ้าผู้ใหญ่มีเวลาเล่านิทานให้เด็กฟังบ้าง นิทานที่สนุก ๆ ก็จะช่วยให้เด็กอยากอยู่ใกล้ชิดผู้ใหญ่มากขึ้น 3. นิทานให้การศึกษาและเสริมสร้างจินตนาการ 4. นิทานให้ข้อคิดและคติเตือนใจช่วยปลุกฝังคุณธรรมต่าง ๆ ที่สังคมพึงประสงค์ ให้แก่ผู้ฟัง เช่น ให้ซื่อสัตย์ ให้เชื่อผู้ใหญ่ ให้พูดจาไพเราะอ่อนหวาน ให้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้ขยันขันแข็ง เป็นต้น 5. นิทาน ช่วยสะท้อนให้เห็นสภาพของสังคมในอดีตในหลาย ๆ ด้าน เช่น ลักษณะของ สังคมวิถีชีวิตของประชาชนในสังคม ตลอดจนประเพณีค่านิยมและความเชื่อ เป็นต้น 3.3 ประเภทของนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย นิทานแบ่งออกเป็นประเภท โดยการอาศัยวิธีกำหนดต่างกันออกไป ซึ่งได้มีผู้แบ่งประเภทของ นิทานต่าง ๆ กันดังนี้ กิ่งแก้ว อัตถากร (2513 : 444) ได้แบ่งรูปแบบนิทานตามเนื้อหาโวหาร และโครงสร้าง ออกเป็น 6 ชนิดคือ 1. นิทานไม่รู้จบ เป็นนิทานที่มีการเล่าซ้ำเป็นช่วง ๆ จะเปลี่ยนเฉพาะคําบางคําเท่านั้น 2. นิทานเรื่องสัตว์เป็นเนื้อเรื่องที่มีสัตว์เป็นตัวละคร