39 3. นิทานคติมีเนื้อหาเชิงสอนใจ โครงสร้างของเรื่องเกี่ยวกับกฎแห่งกรรม 4. มุขตลก เป็นเรื่องสั้นที่ตลกขบขัน แสดงถึงความโง่ หรือปฏิภาณไหวพริบของตัว ละคร 5. เรื่องโม้ เป็นเรื่องเหลือเชื่อ ไม่สมเหตุสมผล 6. นิทานทรงเครื่อง เนื้อหาเกี่ยวกับบุคคล เหตุการณ์และบรรยากาศที่วิจิตรพิสดาร นอกจากนี้วรรณีสิริสุนทร (2539:13-19) ยังได้แบ่งนิทานสำหรับเด็ก ออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ 1. นิทานพื้นบ้าน (folk tales)เป็นเรื่องที่เล่าสืบทอดกันเป็นเวลานาน แบ่งออกเป็น 1.1 นิทานเกี่ยวกับสัตว์พูดได้ 1.2 นิทานไม่รู้จบ 1.3 นิทานตลกขบขัน 1.4 นิทานอธิบายเหตุมีเนื้อเรื่องที่อธิบายหรือตอบคําถามของเด็ก ๆ ว่า"ทำไม..." เช่น ทําไมกระตายจึงหางสั้น ทําไมน้ำทะเลจึงเค็ม 1.5 เทพนิทาน ตัวละครจะมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์หรือเป็นผู้วิเศษสามารถทำสิ่งที่ มนุษย์ทั่วไปทําไมได้ 2. นิทานสอนคติธรรม (fables) เป้นเรื่องสั้นๆ ตัวละครมีทั้งคน และสัตว์มีโครง เรื่องง่าย ๆ ใชบทเรียนที่สอนใจ เชน นิทานอีสป นิทานประเภทนี้จะรวมนิทานเทียบสุภาษิต และนิทาน ชาดกไว้ด้วย 3. เทพปกรณัม (myth) เป็นเรื่องที่แสดงใหเห็นถึง เหตุการณ์และเรื่องราวในบรรพ กาลเกี่ยวกับพื้นโลกท้องฟ้า และพฤติกรรมของมนุษย์มีเทพเจ้าเป็นผู้ควบคุมปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ 4. มหากาพย์และนิทานวีรบุรุษ (epic and hero tales) คล้ายกับเทพปกรณัมต่างกัน แต่ว่าตัวละครของนิทานประเภทนี้เป็นมนุษย์ไม่ใช่เทพเจ้า มีการกระทำที่กล้าหาญฟันฝ่าอุปสรรคและ ประสบผลสำเร็จในที่สุด 5. หนังสือภาพที่เป็นเรื่องราวอ่านเล่นสมัยใหม่สำหรับเด็กที่มีตัวละครเป็นสัตว์ (Animal Stories) คูเบอร์(Cuber. 1960 : 282-285) ได้แบ่งคติชาวบ้าน (Folklore) ออกเป็น 5 รูปแบบคือ 1. ตํานาน เป็นเรื่องเก่าแก่ที่อธิบายชีวิต ปรากฏการณ์ธรรมชาติและสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลก
40 2. นิทานคติส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสัตว์จบลงด้วยคติสอนใจ สอนแนวทาง ดำรงชีวิตแก่คน 3. นิทานทองถิ่น เป็นเรื่องสอนใจ เช่นเดียวกันแต่ให้ความรูสึกว่าเป็นเรื่องจริงมากกว่า นิทานคตินิทานทองถิ่นเป็นเรื่องที่มีเค้าเรื่องจริงและเหตุการณ์ที่เกิดจริงผสมไม่จริง 4. นิทานปรัมปรา เป็นเรื่องเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน จะกล่าวถึงดินแดน มหัศจรรย์และเรื่องราวของการใช้อภินิหารทั้งหลาย 5. รูปแบบอื่น ๆ เชน เพลงชาวบ้าน สุภาษิต คําพังเพย ปริศนา มุขตลก กลอนชาวบ้าน และบทรองสำหรับเด็ก จากที่กล่าวมาข้างต้น พอจะสรุปได้ว่า ในการแบ่งประเภทของนิทานนั้นสามารถแบ่งได้ หลายประเภท โดยใช้หลักเกณฑ์การแบ่งที่แตกต่างกันตามรูปแบบและเนื้อหาของการเล่านิทาน 3.4 รูปแบบการเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัย การเล่านิทาน ถ้าจะเล่าโดยการอ่านหรือการเล่าปากเปล่า โดยไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบ วิธีการ เลยจะทำให้ความสนใจของเด็กลดลง ฉะนั้นควรมีทั้งรูปแบบและวิธีการที่จะช่วยให้บรรยากาศของการฟัง นิทานน่าสนใจยิ่งขึ้น เกริก ยุ้นพันธ์ (2539 : 36 – 55 อ้างถึงใน วรัญญา ศรีบัว.2560 : 101) กล่าวถึง การเล่า นิทานมีรูปแบบและกระบวนการเล่าหลากหลาย แยกลักษณะการเล่าได้ดังนี้ 1. การเล่านิทานแบบปากเปล่า เป็นนิทานที่ผู้เล่าเรื่องจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่ การเลือกเรื่องให้เหมาะสมและสอดคล้องกับผู้ฟังนิทานปากเปล่า เป็นนิทานที่ดึงดูดและเร้าความสนใจของ ผู้ฟังด้วยน้ำเสียง แววตา และลีลาท่าทางประกอบของผู้เล่าที่สง่าและพอเหมาะพอดี 2. การเล่านิทานแบบเล่าไปวาดไป เป็นนิทานที่ผู้เล่าจะต้องมีประสบการณ์การเล่า นิทานแบบปากเปล่าอยู่ด้วยมากพอสมควร เพราะการเล่านิทานแบบปากเปล่ายังคงใช้ศิลปะการเล่าอย่างมี ชันเชิงในการเล่าอย่างเดิม แต่จะต้องเพิ่มการวาดรูปในขณะที่เล่าเรื่องราวด้วยรูปที่วาดออกมา อาจจะ สอดคล้องกับเรื่องราว หรือบางครั้งเมื่อเล่าเรื่องจบรูปที่วาดจะไม่สอดคล้องกับเรื่องที่เล่าเลยก็ได้ คือจะได้ ภาพใหม่เกิดขึ้น 3. การเล่านิทานแบบใช้สื่ออุปกรณ์ประกอบเป็นนิทานที่เล่า โดยใช้สื่อหรืออุปกรณ์ ขณะที่เล่าเป็นนิทานที่ผู้เล่าจะต้องใช้สื่อที่จัดเตรียมหรือหามาเพื่อประกอบการเล่า เช่น การเล่านิทานโดย ใช้สื่อหนังสือ นิทานหุ่นนิ้ว นิทานหุ่นมือ นิทานหุ่นเชิด นิทานหุ่นชัก นิทานหุ่นกระบอก นิทานหุ่นกระดาษ นิทานเชือก นิทานผ้าเช็ดหน้า ฯลฯ เป็นต้น และในขณะที่เล่านิทานนี้อาจจะมีดนตรีประกอบ หรือผู้เล่า
41 หาวัสดุอย่างง่ายมาทำเครื่องเคาะกำกับจังหวะ เพื่อประกอบการเล่าเพิ่มรสชาติให้สนุกสนานยิ่งขึ้น สื่อ นิทานจะช่วยกระตุ้นเร้าความสนใจของผู้ฟังให้เกิดความสนใจในนิทานมากขึ้นด้วย กุลยา ตันติผลาชีวะ (2541 : 12–14 อ้างถึงใน วรัญญา ศรีบัว,2560 : 101) ได้กล่าวถึงรูปแบบ การเล่านิทาน ไว้ดังต่อไปนี้ 1. การเล่านิทานปากเปล่า เป็นการเล่าที่อาศัยเพียงคำพูดและน้ำเสียงการเล่าไม่มีการ ใช้สื่อประกอบการเล่า นอกจากน้ำเสียงและจังหวะการพูดที่สูง ต่ำ เร้าใจผู้ฟังตามเนื้อเรื่องที่นำเสนอการ เล่าวิธีนี้ต้องใช้ศิลปะการพูดและการเล่าที่จูงใจมาก การเล่าไม่ควรนานเกิน 15 นาที 2. การเล่านิทานประกอบท่าทาง การเล่านิทานแบบนี้เป็นการเล่าที่มีชีวิตชีวามากกว่า การเล่าปากเปล่า เพราะเด็กสามารถติดตามเรื่องที่เล่าได้ และจินตนาการเป็นรูปธรรมมากขึ้นตามท่าทาง ของผู้เล่าและสนุกมากขึ้น เพราะเห็นภาพพจน์ของเรื่องที่เล่า ท่าทางที่ใช้ประกอบการเล่านิทานอาจเป็น ท่าทางของผู้เล่าแสดงร่วมกับเด็ก ได้แก่ การทำหน้าตาและแสดงท่าทางกายหรือการเล่นนิ้วมือประกอบ การเล่า 3. การเล่านิทานประกอบภาพ ภาพที่ใช้ประกอบการเล่านิทานมีหลายชนิด มีทั้งภาพ ถ่ายภาพโปสเตอร์ ภาพจากหนังสือภาพ ภาพวาด ภาพสไลด์ ภาพเคลื่อนไหว หรือภาพฉาย การมีภาพสวย ๆ มาประกอบการเล่านิทานจะจูงใจเด็กและสร้างจินตนาการอันบรรเจิดให้กับเด็กมาก โดยเฉพาะภาพ การ์ตูน ที่เคลื่อนที่ไปแต่ละลำดับภาพจะจูงใจ ทำให้เด็กได้ติดตามเรื่องราวด้วยความอยากรู้ เด็กจะสนุก มากขึ้น ถ้าผู้เล่ากระตุ้นให้เด็กแสดงความคิดเห็น และร่วมสร้างจินตนาการให้กับนิทานที่เล่า 4. การเล่าประกอบเสียง ได้แก่ เสียงดนตรี แถบบันทึกเสียงต่างๆ สามารถนำมา ประกอบการเล่านิทานได้ จุดประสงค์เพื่อสร้างบรรยากาศที่กระตุ้นเร้าให้เกิดความตื่นเต้น อยากติดตา ม ประกอบในการเล่า เช่น เมื่อเล่าถึงรถไฟวิ่ง ผู้เล่าอาจชักชวนให้เด็กที่ฟังร่วมทำเสียงรถไฟวิ่ง ฉึ่ก ฉึ่ก ปูน ๆ ประกอบการเล่า ซึ่งอาจทำให้บรรยากาศฟังสนุกสนานไปอีกแบบ ดังนั้น ในการเล่านิทานแต่ละครั้งของครูควรคำนึงถึงรูปแบบและวิธีการอยูเสมอเพื่อเร้าความ สนใจของเด็ก กอใหเกิดประสิทธิภาพในการเล่ายิ่งขึ้น 3.5 ความหมายของนิทานภาพสำหรับเด็กปฐมวัย กล่อมจิตต์ พลายเวช (2524, หน้า 134-135) ได้กล่าวถึงหนังสือภาพสำหรับเด็กกว่าหนังสือ ภาพที่มีทั้งการบรรยายภาพ และไม่มีคำบรรยายภาพ หนังสือทั้งสองอย่างนี้เหมาะสมสำหรับเด็กเล็กที่ยัง อ่านหนังสือไม่ได้ ภาพจะทำหน้าที่บรรยายเรื่องโดยตลอด และช่วยเพิ่มพูนความรู้ด้านคำศัพท์ ช่วยขยาย ความรู้ด้านต่าง ๆ ของเด็กให้กว้างและลึกซึ่งยิ่งขึ้น
42 ฉวีวรรณ คูหาภินันทน์ (2527, หน้า 13) ได้ให้ความหมายของนิทานภาพสำหรับเด็ก หมายถึง นิทานภาพที่มีจุดมุ่งหมายในการจัดทำขึ้นสำหรับเด็กอ่านโดยเฉพาะ หรืออาจให้ผู้ใหญ่ อ่านให้ฟังก็ได้ เป็นเด็กเล็ก ๆ อาจเป็นนิทานภาพล้วน ๆ หรือนิทานที่มีเนื้อเรื่องและรูปภาพหรือหนังสือการ์ตูนก็ได้ นิทานภาพสำหรับเด็กจะต้องจัดทำขึ้นให้มีเนื้อหา สาระ รูปเล่ม และตัวอักษรที่เหมาะสมกับวัย ความรู้ และความสามารถของเด็กด้วยรูปแบบ หรือลักษณะของนิทานภาพสำหรับเด็กจะมีหลายลักษณะ โดยเฉพาะนิทานภาพสำหรับเด็กเล็ก ๆ จะมีลักษณะต่าง ๆ ไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป จับถือได้สะดวก หรือเป็นเด็กเล็กยิ่งมีหลายแบบ 3.6 ความสำคัญของนิทานภาพสำหรับเด็กปฐมวัย ฉวีวรรณ กินาวงศ์(2548, หน้า 125-126) ได้กล่าวว่านิทานมีอิทธิพลและคุณค่าต่อเด็กมาก ในระดับปฐมวัย การที่ผู้ใหญ่และครูได้ใกล้ชิดกับเด็กโดยการเล่านิทานจะเป็นเครื่องช่วยให้เข้าใจเด็กยิ่งขึ้น 1. ช่วยชดเชยประสบการณ์แก่เด็กในชนบทให้เท่าเทียมเด็กในเมือง เพราะบิดา มารดาของเด็กในชนบทไม่มีเวลาหรือไม่เห็นคุณค่าของการเล่านิทานให้เด็กฟัง 2. ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางภาษา ความคิด และจินตนาการให้กับเด็ก 3. ช่วยฝึกให้เด็กเป็นนักฟังที่ดี เข้าใจวิธีการปฏิบัติตัวขณะฟังนิทาน และสามารถเก็บ ใจความตามเรื่องราวที่ฟังคนอื่นเล่าได้ตามสมควรแก่วัย 4. ช่วยให้เด็กเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน มีความรู้สึกอบอุ่นและใกล้ชิดกับผู้เล่า 5. ช่วยปลูกฝังความรู้สึกชอบฟังนิทาน และรู้สึกชื่นชอบในหนังสือนิทานก่อนที่จะได้ อ่านอย่างเข้าใจ 6. ปลูกฝังให้เด็กเป็นคนใจกว้าง ยอมรับความจริงในชีวิตประจำวัน 7. ช่วยให้ครูและผู้ใหญ่ได้ทราบถึงความรู้สึกที่อยู่ในตัวของเด็กจากการสนทนา ซักถามในขณะฟังนิทาน 3.7 ประโยชน์ของนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย นิทานเป็นสื่อเชื่อมโยงความรักใคร่ความใกล้ชิดระหว่างพ่อแม่กับลูก ครูกับศิษย์ บรรณารักษ์ กับเด็ก ๆ ที่มาใช้ห้องสมุด ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกอบอุ่น เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง รู้สึกตนเองเป็น ส่วนหนึ่งของสังคม 1. สนองตอบต่อความต้องการของเด็ก ๆ ที่อยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็น อยากมี ประสบการณ์ซึ่งส่วนหนึ่งได้มาจากการฟังนิทาน 2. ฝึกให้เด็กเป็นผู้รู้จักฟังมีสมาธิรู้จักสำรวมอิริยาบถของตนเอง
43 3. เป็นการสร้างสรรค์ในด้านภาษาให้แก่เด็ก ทำให้เด็กใช้ภาษาได้ถูกต้องรู้จักคำศัพท์ ต่าง ๆ ถ้าผู้เล่านิทานระมัดระวัง รู้จักเลือกใช้ถ้อยคำ จะทำให้เกิดสุนทรีย์ในภาษา เพราะมีแบบอย่างที่ดี การออกเสียงดัง ร, ล. ตัวควบกล้ำได้ถูกต้อง 4. ให้ความบันเทิงกับเด็ก ๆ ทำให้เด็กได้ผ่อนคลายอารมณ์ได้รับความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ทำให้เด็ก ๆ ร่าเริงแจ่มใสสมวัย 5. ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ๆ นิทานก่อให้เกิดจินตนาการ เด็กอาจจะเกิด ความคิดสร้างสรรค์ในการแต่นิทานขึ้นเอง หรือวาดรูปตามจินตนาการจากนิทานที่ได้ฟัง ทำให้เด็ก ๆ คิดว่า เขามีโลกส่วนตัวที่เขาจะคิดสร้างสรรค์อะไรก็ได้ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเองตามมา 6. เพิ่มพูนความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเด็ก เช่น ด้านศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ภูมิศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ ทำให้เด็กสามารถตัดสินใจด้านการแสดงออก สนองตอบเหตุการณ์ ต่าง ๆ ได้ถูกต้อง 7. ผู้เล่ามีโอกาสที่จะแทรกคำสั่งสอนไปในนิทานเท่าที่เด็กจะรับไว้ได้เช่น ปลูกฝัง คุณธรรมด้านต่าง ๆ สอนให้รักเมตตาต่อสัตว์ไม่พูดเท็จ มีความซื่อสัตย์มีใจโอบอ้อมอารีไม่ อิจฉา ริษยากัน เป็นการกล่อมเกลานิสัยเด็กให้น่ารัก อ่อนโยน ไม่เอาเปรียบ เป็นที่รักของทุกคน (วิจิตราอุดมมุจลินท์, 3543, หน้า 40 อ้างถึงใน ไพพรรณ อินทนิล,2534, หน้า65) นิทานเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็กทุกวัย เด็กสามารถ พัฒนาด้านสติปัญญาอารมณ์ภาษา สังคม บุคลิกภาพ ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์ได้โดย ใช้นิทานเป็นสื่อ ในการร่วมกิจกรรมต่าง ๆ พรทิพย์วินโกมินทร์(2542, หน้า 5-6) ได้กล่าว ถึงความสำคัญและประโยชน์ของนิทาน ที่มีต่อเด็ก ดังนี้ 1. ช่วยยั่วยุให้เด็กเกิดความสนใจ อยากอ่านหนังสือ ทำให้เด็กรักการอ่าน 2. ทำให้เด็กสนุกสนาน เพลิดเพลิน เกิดความหวัง สบายใจ ให้ความอบอุ่น ทางใจ 3. ช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต นิทานบางเรื่องช่วยให้เด็กยอมรับความจริงในชีวิต มากขึ้น เช่น คนดีอาจกลายเป็นคนไม่ดีระยะหนึ่ง และคนไม่ดีอาจกลับตัวเป็นคนดีได้ หรือคนมั่งมี อาจจะจนลงในพริบตา ถ้าหากไม่รู้จักใช้เงินทอง ฯลฯ 4. ช่วยเสริมสร้างอุปนิสัยที่ดี เช่น เด็กบางคนที่มีใจคอคับแคบ ตระหนี่เห็นแก่ตัว อาจจะกลับเป็นคนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมตตากรุณา มีน้ำใจกว้างขวางขึ้น นิทานบางเรื่องอาจช่วย
44 ให้เด็กเป็นคนมองโลกในแง่ดี เชื่อว่ามีความยุติธรรมอยู่ในโลก ช่วยให้เด็กพูดจาไพเราะและเหตุผลมากขึ้น รู้จักอดทน รอคอยในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง 5. ช่วยเสริมสร้างจินตนาการแก่เด็ก ทำให้เด็กอยากเป็นคนเก่งกล้าอยากทำความดี เพราะทำความดีแล้วจะได้รับผลตอบแทนในความดีนั้น 6. ช่วยคลี่คลายปัญหาและซ่อมเสริมสภาพเด็ก เช่น เด็กบางคนเป็นคนช่วงคิด เก็บตัว ไม่กล้าแสดงออกจะได้กล้าแสดงออกเป็นกันเองบ้าง 7. ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่ากับผู้ฟัง เช่น ครูกับนักเรียน นักเรียนจะมี ความรู้สึกคุ้นเคยกับครู สนิทสนมเป็นกันเองมากยิ่งขึ้น เป็นการสร้างพื้นฐานในการฟัง ฝึกการมีสมาธิ ในการฟัง ฝึกให้เด็กรู้จักการติดตามเรื่อง และฟังรู้เรื่องอันจะเป็นผลดีแก่เด็กเมื่อโตขึ้นสามารถฟังครูรู้เรื่อง และอ่านหนังสือจับใจความได้ฝึกให้เด็กสามารถถ่ายทอดเรื่องได้ ระยะแรก ๆ ครูอาจใช้วิธีถามแนะ และให้เด็กตอบ เพื่อให้เด็กสามารถตอบคำถามเป็น เมื่อเด็กโตขึ้นจะได้รู้จักวิธีการตอบข้อสอบได้ กอบกมล ทบบัณฑิต (2548, หน้า 4-5) ได้กล่าวถึงการเล่านิทานมีประโยชน์ในการส่งเสริม พัฒนาการเด็ก ดังต่อไปนี้ 1. ส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ –จิตใจ ในขณะที่ครูเล่านิทาน เด็กจะอยู่ใกล้ชิดกับครู เป็นการถ่ายทอดความรู้ ความอบอุ่น สร้างความคุ้นเคย เด็กจะเกิดความรู้สึกมั่นคงไว้วางใจครู ช่วยลดความตึงเครียดแก่เด็ก หากครู ให้โอกาสเด็กมีส่วนร่วมในการเล่านิทานจะช่วยให้เด็กกล้าแสดงออก อนึ่ง ความสนุกสนานเพลิดเพลินที่เด็กได้รับจากการฟังนิทานจะสร้างความสุข ให้แก่เด็ก ช่วยชดเชยความเศร้าความกังวลใจจากการพลัดพรากจากผู้ปกครองของเด็กได้ และยังช่วยให้ เด็กนอนหลับอย่างเป็นสุขด้วย นอกจากนี้ในยุคที่พ่อแม่มีเวลาให้เด็กน้อย นิทานจึงมีความจำเป็นสำหรับ เด็กมากขึ้น ในแง่ของการชดเชยความต้องการในส่วนที่เด็กไม่ได้รับจากพ่อแม่ได้บ้าง 2. ส่งเสริมพัฒนาการทางสังคม เด็กได้เรียนรู้สภาพแวดล้อมรอบตัวจากการเล่านิทาน เช่น บทบาทของตัว ละคร การสื่อสารกับผู้อื่น มารยาท วินัยการเคารพกฎเกณฑ์หรือข้อตกลงคลอดจนคุณธรรมต่าง ๆ ในการอยู่ ร่วมกัน เป็นต้น 3. ส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญา นิทานมีประโยชน์ต่อการส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาและภาษามาก เพราะ นิทานช่วยให้เด็กสร้างจินตนาการถ่ายทอดจินตนาการออกมาทางกิจกรรมต่าง ๆ ช่วยให้เด็กสังเกตและ
45 จดจำเรื่องราว สะสมคำและความหมายของคำ ทำให้พัฒนาการทางภาษาพัฒนาการอย่างรวดเร็วฝึกทักษะ การฟังการพูด และส่งเสริมการอ่าน ทำให้เกิดนิสัยรักการอ่าน เป็นต้น 4. ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย ในขณะที่เด็กฟังครูเล่านิทาน หากครูสอดแทรกเทคนิคการเล่านิทานให้เด็กมี ส่วนร่วม เช่นการเล่นนิ้วมือการแสดงท่าทางประกอบนิทาน การเล่นบทบาทสมมุติหลังกิจกรรม ควรเล่า นิทานทำให้เด็กได้พัฒนา และควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ส่วนต่าง ๆ ในร่างกายได้ สรุปได้ว่า นิทานมีคุณค่าต่อเด็กปฐมวัยคือ ช่วยเสริมอารมณ์จิตใจเด็กให้เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ให้แนวทางในการแก้ไขพฤติกรรมอันไม่พึงปรารถนาได้รวมถึงการพัฒนา ในด้านสติปัญญาที่เกี่ยวกับให้ข้อคิด คติเตือนใจ ภาษาการใช้จินตนาการความคิดสร้างสรรค์และทักษะ คณิตศาสตร์ 3.8 นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา เป็นเรื่องราวที่อยู่รอบ ๆ ตัวเด็ก เป็นสิ่งที่เด็กได้ ปฏิบัติหรือพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน เด็กในวัย 3 – 4 ปี เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็นทุกอย่างรอบตัว ชอบสำรวจสิ่งต่าง ๆ ที่เหมือนกันหรือต่างกัน จัดได้ว่าเป็นนิทานที่สอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม ความมีระเบียบวินัย เป็นเรื่องราวสั้นๆ ที่สอนเกี่ยวกับการปฏิบัติตนในชีวิตประจำวัน การช่วยเหลือซึ่งกัน และกัน และการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับผิดชอบของตนเอง การเล่านิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ได้เลือกรูปแบบการเล่านิทาน ประกอบภาพ เพราะเห็นถึงความสำคัญในการมีภาพสวย ๆ มาประกอบการเล่านิทาน จะสามารถจูงใจเด็ก และสร้างจินตนาการอันบรรเจิดให้กับเด็กมากขึ้น ทำให้เด็กได้ติดตามเรื่องราวด้วยความอยากรู้ เด็กจะสนุก มากขึ้น ถ้าผู้เล่ากระตุ้นให้เด็กแสดงความคิดเห็น และร่วมสร้างจินตนาการให้กับนิทานที่เล่า หลังจากการเล่านิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา มีการซักถามเกี่ยวกับนิทานเพื่อ ทบทวนความจำของเด็ก ให้เด็กได้เรียงลำดับและพูดเล่าเรื่องจากนิทานภาพ และให้เด็กได้เล่าเรื่องจาก ประสบการณ์ในชีวิตประจำวันที่สอดคล้องกับนิทานภาพ เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่างประสบการณ์เดิม และประสบการณ์ใหม่เข้าด้วยกัน 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4.1 งานวิจัยในประเทศ นิราวัลย์ ดรลาดพันธ (2561 : บทคัดย่อ) ศึกษาการเปรียบเทียบความสามารถด้านการฟัง ของเด็กปฐมวัย เรื่องการเสริมสร้างสุขภาพด้วยสุขบัญญัติ10 ประการ ระหว่างการสอนโดยใช้สื่อนิทาน
46 มัลติมีเดียกับการสอนแบบปกติการวจิวัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1)เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพ ของสื่อ นิทานมัลติมีเดียสำหรับเด็กปฐมวัย ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2)เพื่อเปรียบเทียบ ความสามารถ ด้านการฟังของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ระหว่างการสอนโดยใช้สื่อนิทานมัลติมิเดียกับการสอนปกติ ผลการวิจัยพบวา่ 1. สื่อนิทานมัลติมีเดีย เรื่องการเสริมสร้างสุขบัญญัติ 10 ประการ ที่ ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิเท่ากับ 80.71/81.94 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ 80/80 2. นักเรียนกลุ่มทดลองที่สอน 56 โดยใช้สื่อนิทาน มัลติมีเดีย เรื่องการเสริมสร้างสุขบัญญัติ 10 ประการ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียนสูงกวา่นักเรียน กลุ่มควบคุมที่สอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 จำนงค์ศิริมงคล และคณะ (2560 : บทคัดย่อ) ศึกษาการพัฒนาทักษะการพูดของเด็ก ปฐมวัย โดยผ่านนิทานอีสป หน่วยการเรียนรู้เรื่องนานาสัตว์โลก ในครั้งนี้มีจุดประสงค์1)เพื่อพัฒนา ทักษะ การพูดของเด็กปฐมวัยโดยการใช้กิจกรรมการเล่านิทานอีสป 2)เพื่อเปรียบเทียบวัดผลสัมฤทธิ์ การพัฒนาทักษะการพูดของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการเล่านิทานอีสป พบว่าเด็กปฐมวัย มีการพัฒนา ทักษะทางด้านภาษาหลังเรียนต่างจากก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .003 เมื่อพิจารณาจาก ค่าเฉลี่ยแล้ว คะแนนการพัฒนาทักษะทางด้านภาษาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยเฉลี่ย 7.246 คะแนน แสดงว่า การจัดกิจกรรมการเล่านิทานอิสปนี้ทำให้นักเรียนมีคะแนนการพัฒนาทักษะทางด้านภาษาสูงขึ้น สมัย สุภาพ ได้ศึกษาความสามารถทางด้านการพูดของเด็กปฐมวัยอายุ 2-4 ปี ที่ได้รับการ จัดประสบการณ์การเล่านิทานแบบซ้ำ ๆ โดยใช้หนังสือนิทาน พบว่าการเล่านิทานแบบซ้ำ ๆ ช่วยส่งเสริม ความสามารถด้านทักษะการพูดมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ เด็กมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นเรื่อย ๆ จากการพูด ออกเสียงไม่ค่อยชัดและการเล่าเรื่องที่ยังไม่เป็นเรื่องราวจนเริ่มชัดเจน และเป็นเรื่องราวได้ มากขึ้น สามารถสื่อสารกับเพื่อนและครูได้ดียิ่งกว่าเดิม มีความสนุกสนานเพลิดเพลินและมีความสนุกสนาน ในการฟังนิทาน 4.2 งานวิจัยต่างประเทศ อมอริจจิ (Amoriggi. 1988 : 1366-A ) ได้ศึกษาความสามารถในการเล่านิทานของ เด็กปฐมวัย โดยผู้วิจัยเล่านิทานให้เด็กปฐมวัยฟังแล้วให้เด็กย้อนกลับ และเล่าเรื่องต่อจากผู้วิจัยเป็น เวลา 2 สัปดาห์ เด็กสามารถเล่านิทานได้ถูกต้องการเรียงลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ พัฒนามากขึ้น ในขณะ ทำการทดลองเด็กสามารถนำนิทานที่ฟังไปประยุกต์ และเล่าเรื่องต่อไปหลังทดลองผ่านไป 3 สัปดาห์ ซิมป์สัน (Simpson. 1989 : 3262-A ) ได้ศึกษาลักษณะภาษาพูดของเด็กปฐมวัย 4 ปีที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเล่านิทานแบบเล่าช้า ๆ ผลการวิจัยพบว่า การเล่าเรื่องช้า ๆ ช่วย ส่งเสริมความสามารถด้านการสื่อสารมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือช่วยให้เด็กพัฒนาความสามารถ
47 ในการถ่ายทอดภาษาให้ชัดเจนละเอียดลออครอบคลุมความหมายที่ต้องการสื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจ ซึ่งความสามารถนี้วัดได้เป็นจำนวนคำต่อประโยค ( Length of a T-Unit ) ไม่ได้วัดปริมาณคำ ฮาร์วี่ (Harvey. 2002 : 1252-A ) ได้ทำการศึกษาเชิงผลกระทบของการใช้หนังสือนิทาน ที่บันทึกเสียงไวที่มีต่อการรู้ และแสดงออกเสียงคำศัพท์ของเด็กก่อนวัยเรียน จำนวน 80 คน จากโรงเรียน สำหรับเด็กก่อนวัยเรียนในชานเมืองโรงเรียนก่อนวัยเรียนในเขตเมืองชั้นใน และจากโรงเรียนขนาดเล็ก แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ โดยเด็กได้รับหนังสือ บันทึกเสียงหรืออุปกรณ์ ทางศิลปะ เป็นเวลานานกวา 10 สัปดาห์เด็กทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการศึกษาครั้งนี้ได้รับการทดสอบ คำศัพท์ที่มีภาพประกอบ (แบบ ก. และแบบ ข. ) และแบบทดสอบคำศัพท์การแสดงออก เพื่อวัด การพัฒนาคำศัพท์ที่รับรู้ และที่แสดงออกนำรูปแบบก่อน และหลังการ ทดลองไปใช้เพื่อตรวจสอบผลที่มี ต่อความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์เมื่อเด็กฟังอ่านหนังสือบันทึกเสียงโดยอิสระ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า เด็กที่อยู่ในกลุ่มทดลองมีความรู้เกี่ยวกับศัพท์เพิ่มขึ้น และที่แสดงออกอย่างมีนัยสำคัญเด็กที่คำคะแนน ได้ต่ำที่สุดในระหว่างการทดสอบก่อนเรียนครั้งแรกมีประสบการณ์ที่ได้ประโยชน์มากที่สุด หลังการทดลอง ถึงแม้ว่าความถี่ที่กลุ่มทดลองได้ฟังนิทานบันทึกเสียงจะมีความสัมพันธ์กับจำนวนคำศัพท์ที่รับรู้เพิ่มขึ้น แต่ไม่มีความสัมพันธ์ดังกล่าวเกี่ยวกับการพัฒนาคำศัพท์ที่แสดงออก และผู้ปกครองของเด็กในกลุ่มทดลอง รายงานเด็กของตนว่า มีความสุขในการฟังบันทึกเสียงอย่างมาก วูดเวิร์ด, คาโรลิน และเจอโรม (Woodward, Carolyn & Jerme. 1977: 1) ได้ศึกษา ความสามารถในการเรียนของเด็กปฐมวัย พบว่าเด็กที่มีความพรอมทางการฟังและการออกเสียง การผูกประโยค มีความสามารถในการเขียนกว่าเด็กที่ไม่พร้อมในการฟัง
48 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย การวิจัยในชั้นเรียนเรื่อง ผลของการใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟัง และการพูดของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัดยะลา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอน หนูน้อยให้เก่งภาษาที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ตามเกณฑ์มาตรฐาน E1/E2 เท่ากับ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัดยะลา ที่มีต่อนิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา โดยมีวิธีการดำเนินการวิจัย ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย 2. ตัวแปรที่ศึกษา 3. แบบแผนการวิจัย 4. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 5. การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ 6. การรวบรวมข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิยครั้งนี้คือ เด็กปฐมวัยชาย-หญิง ที่มีอายุระหว่าง 3-4 ปี กำลังศึกษา อยู่ชั้นอนุบาล 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัดยะลา จำนวน 4 ห้องเรียน นักเรียนทั้งหมด 84 คน กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิยครั้งนี้คือ เด็กปฐมวัยชาย – หญิง ที่มีอายุระหว่าง 3 – 4 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัดยะลา จำนวนนักเรียนทั้งหมด 21 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
49 2. ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น : นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ตัวแปรตาม : ทักษะทางภาษา 2 ทักษะ 1.ทักษะการฟัง 2.ทักษะการพูด 3. แบบแผนการวิจัย รูปแบบการวิจัย คือ ศึกษากลุ่มเดียว วัดก่อนและหลังการทดลอง (One – group pretest – posttest design) ตารางที่ 13 แบบแผนการวิจัย กลุ่ม สอบก่อน(Pretest) ทดลอง สอบหลัง(Posttest) E O1 X O2 เมื่อ E แทน กลุ่มทดลอง O1 แทน ทดสอบทักษะทางการฟังและการพูด ก่อนการจัดกิจกรรม X แทน แผนการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา O2 แทน ทดสอบทักษะการฟังและการพูด หลังการจัดกิจกรรม 4. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้มีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยดังนี้ 1. นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.1 นิทานภาพเรื่อง เด็กดีมีวินัย 1.2 นิทานภาพเรื่อง บ้านแสนสุข 1.3 นิทานภาพเรื่อง โรงเรียนของฉัน 2. แผนการจัดกิจกรรม โดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา เพื่อพัฒนาทักษะการฟังและ การพูดของเด็กปฐมวัย จำนวน 9 แผน 3. แบบบันทึกการสังเกตทักษะทางการฟังและการพูด (ระหว่างการจัดกิจกรรม) 4. แบบบันทึกการสังเกตทักษะการฟังและการพูด (ก่อนและ หลังการจัดกิจกรรม)
50 5. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 ที่มีต่อนิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่ง ภาษา 5. การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ 5.1 นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา มีขั้นตอนการสร้างดังนี้ 1. ออกแบบนิทานหาภาพประกอบและจัดทำนิทานขึ้นมาให้มีความเหมาะสมกับระดับ ความสามารถของผู้เรียน ทำให้ได้นิทานภาพ 3 เรื่อง ได้แก่ เด็กดีมีวินัย บ้านแสนสุข และโรงเรียนของฉัน 2. ลงมือปฏิบัติ โดยการวาดรูปและระบายสีนิทานภาพทั้ง 3 เรื่อง 3. นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านตรวจสอบคุณภาพของนวัตกรรมนิทานภาพเพื่อให้ได้ ข้อเสนอแนะสำหรับปรับปรุง แก้ไขนวัตกรรมนวัตกรรมให้เหมาะสมกับการจัดการเรียนรู้กับผู้เรียน 4. นำข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญไปปรับปรุง แก้ไขนวัตกรรม และนำไปใช้กับนักเรียน กลุ่มเป้าหมาย 5.2 แผนการจัดกิจกรรม โดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา เพื่อส่งเสริมทักษะการ ฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย 1. ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับการส่งเสริมทักษะการฟังและการพูดโดยใช้นิทานภาพ 2. วิเคราะห์กรอบแนวคิดในการจัดกิจกรรมการส่งเสริมทักษะการฟังและการพูด โดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา 9 กิจกรรม ตารางที่ 14 วิเคราะห์การใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา แผน ที่ กิจกรรม นิทานภาพ ชุดสอนหนูน้อยให้ เก่งภาษา ทักษะการ ฟัง ทักษะการพูด การฟังและ ตอบ คำถามจาก นิทานภาพ การพูดเล่า เรื่อง เรียงลำดับ เหตุการณ์จาก นิทานภาพ การพูดเล่า เรื่องจาก ประสบการณ์ ใน ชีวิตประจำวัน 1 ฟังซิ กระซิบบอกหน่อย เด็กดีมีวินัย 2 ก็อกๆๆ เรามาเรียงลำดับเหตุการณ์ กันเถอะ 3 เล่าสู่ กันฟัง
51 4 ฟังซิ กระซิบบอกหน่อย บ้านแสนสุข 5 ก็อกๆๆ เรามาเรียงลำดับเหตุการณ์ กันเถอะ 6 เล่าสู่ กันฟัง 7 ฟังซิ กระซิบบอกหน่อย โรงเรียนของฉัน 8 ก็อกๆๆ เรามาเรียงลำดับเหตุการณ์ กันเถอะ 9 เล่าสู่ กันฟัง 3. กำหนดจุดมุ่งหมายในการสร้างแผนการจัดกิจกรรม โดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อย ให้เก่งภาษา เพื่อส่งเสริมทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย 4. จัดทำแผนการจัดกิจกรรมการส่งเสริมทักษะการฟังและการพูดโดยใช้นิทานภาพ ชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา จำนวน 9 แผน 5. นำแผนการจัดกิจกรรมการส่งเสริมทักษะการฟังและการพูดโดยใช้นิทานภาพชุดสอน หนูน้อยให้เก่งภาษา ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (หาค่า IOC) 6. นำแผนการจัดกิจกรรมการส่งเสริมทักษะการฟังและการพูดโดยใช้นิทานภาพชุดสอน หนูน้อยให้เก่งภาษา ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนํา 7. นำแผนการจัดกิจกรรมการส่งเสริทักษะการฟังและการพูดโดยใช้นิทานภาพ ชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา มีจำนวน 9 แผน ที่ปรับปรุงแก้ไขเรียบร้อยแล้วไปจัดทำเป็นฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำไปดำเนินการจัดกิจกรรมให้กับเด็กปฐมวัย จำนวน 9 วัน 5.3 แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมทักษะทางการฟังและการพูด (ระหว่างการจัด กิจกรรม) 1. ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับการส่งเสริมทักษะการฟังและการพูดโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา 2. กำหนดจุดมุ่งหมายในการสร้างแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม (ระหว่างการจัด กิจกรรม) การจัดกิจกรรมการส่งเสริมทักษะการฟังและการพูดโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา 3. สร้างแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม (ระหว่างการจัดกิจกรรม) การใช้นิทานภาพ ชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา เพื่อส่งเสริมทักษะการฟังและการพูดประจำแผนการจัดประสบการณ์ ซึ่ง 1 แผน มี 1 แบบบันทึก
52 4. ให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจสอบความถูกต้องและปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ ของอาจารย์ที่ปรึกษา 5. นำแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมการใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา เพื่อส่งเสริมทักษะการฟังและการพูดที่สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความเที่ยงตรง เชิง เนื้อหา (หาค่า IOC) และปรับปรุงแก้ไขตามข้อแนะนําจากผู้เชี่ยวชาญ 6. นำแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมการใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา เพื่อส่งเสริมทักษะการฟังและการพูดที่ปรับปรุง แก้ไขเรียบร้อยแล้ว ไปจัดทำเป็นฉบับสมบูรณ์ เพื่อนําไป บันทึกพฤติกรรมการใช้นิทานจากสื่อมัลติมีเดีย เพื่อส่งเสริมทักษะทางภาษาระหว่างการจัดกิจกรรม 5.4 แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมทักษะการฟังและการพูด (ก่อนและ หลังการจัดกิจกรรม) 1. ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับการส่งเสริมทักษะการฟังและการพูดโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา 2. กำหนดจุดมุ่งหมายในการสร้างแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม (ก่อนและหลังการจัด กิจกรรม) การจัดกิจกรรมการส่งเสริมทักษะการฟังและการพูดโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา 3. สร้างแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม (ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม) การใช้นิทานภาพ ชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา เพื่อส่งเสริมทักษะการฟังและการพูด ประจำแผนการจัดประสบการณ์ ซึ่ง 1 แผน มี 1 แบบบันทึก 4. ให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจสอบความถูกต้องและปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ ของอาจารย์ที่ปรึกษา 5. นำแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมการใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา เพื่อส่งเสริมทักษะการฟังและการพูดที่สร้างขึ้น ให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิง เนื้อหา (หาค่า IOC) และปรับปรุงแก้ไขตามข้อแนะนําจากผู้เชี่ยวชาญ 6. นำแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมการใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา เพื่อส่งเสริมทักษะการฟังและการพูดที่ปรับปรุงแก้ไขเรียบร้อยแล้วไปจัดทำเป็นฉบับสมบูรณ์ เพื่อไปบันทึก พฤติกรรม เพื่อส่งเสริมทักษะการฟังและการพูดก่อนและหลังการจัดกิจกรรม 5.5 แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาล 1 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัด ยะลาที่มีต่อนิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา 1. กำหนดวัตถุประสงค์ของการสร้างแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาล 1 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัดยะลา ที่มีต่อนิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา
53 2. กำหนดแผนผังการสร้างแบบประเมินความพึงพอใจตามประเด็นที่ต้องการสอบถาม ความพึงพอใจจำนวน 5 ข้อ และกำหนดระดับความพึงพอใจ 3 ระดับ 3. ร่างแบบประเมินตามประเด็นที่กำหนดไว้ในแผนผังการสร้างแบบประเมิน 4. จัดพิมพ์แบบประเมินความพึงพอใจฉบับร่าง 5. ให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจสอบความถูกต้องและปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของ อาจารย์ที่ปรึกษา 6. ตรวจสอบคุณภาพแบบประเมินความพึงพอใจ โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านและปรับปรุง แก้ไขตามข้อแนะนําจากผู้เชี่ยวชาญ 7. จัดพิมพ์แบบประเมินความพึงพอใจฉบับสมบูรณ์ และจัดทำสำเนาเพื่อนําไปใช้เก็บ รวบรวมข้อมูล 8. ดำเนินการสอบถามความพึงพอใจของเด็กปฐมวัย หลังจากการจัดกิจกรรม 6. การรวบรวมข้อมูล 6.1 ก่อนการจัดกิจกรรม Pretest 1. นำนิทานภาพเรื่อง อาชีพในฝัน ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 21 คน แล้วบันทึกผล การสังเกตพฤติรรม (ก่อนการจัดกิจกรรม) 6.2 ระหว่างการจัดกิจกรรม 1. ดำเนินการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ซึ่งมีจำนวน 9 แผน ให้แก่กลุ่มตัวอย่างจำนวน 21 คน 2. ผู้วิจัยบันทึกผลการสังเกตพฤติรรม (ระหว่างการจัดกิจกรรม) ของเด็กขณะจัดกิจกรรม โดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา 6.3 หลังการจัดกิจกรรม Posttest 1. ผู้วิจัยดำเนินการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพเรื่อง อาชีพในฝัน ซึ่งเป็นชุดเดียวกันกับ ก่อนการจัดกิจกรรมกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 21 คน แล้วบันทึกผลการสังเกตพฤติกรรม (หลังการจัดกิจกรรม) แล้วนำคะแนนที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูล 2. หลังการจัดกิจกรรม ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการจัดกิจกรรม โดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา เป็นรายบุคคล
54 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 7.1 สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพของเครื่องมือ 1. การหาค่าความสอดคล้องของความเหมาะสมของกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนู น้อยให้เก่งภาษา เพื่อส่งเสริมทักษะการฟังและการพูด แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมก่อนและหลังการ จัดกิจกรรม แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมระหว่างการจัดกิจกรรม และแบบสอบถามความพึงพอใจ (IOC) ให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ตรวจเป็นลักษณะการพิจารณา 3 ประเด็น คือ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และไม่ แน่ใจ ว่าประเด็น นั้นๆ วัดได้เหมาะสมหรือไม่ โดยกำหนดคะแนนคือ +1 หมายถึง เห็นด้วย 0 หมายถึง ไม่เห็นด้วย -1 หมายถึง ไม่แน่ใจ แล้วนำข้อมูลที่ได้จากการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ หาค่าความ ( Index of Item - Objective Congruence หรือ IOC) เมื่อ แทน ผลรวมของคะแนนการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ คะแนนที่ได้มากกว่า 0.50 แสดงว่าใช้ได้ หากไม่ถึง 0.50 ต้องปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำ ของผู้เชี่ยวชาญ 7.2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ค่าร้อยละ (Percentage) ใช้สูตรการคำนวณดังนี้ เมื่อ P แทน ร้อยละ F แทน ความถี่ต้องการแปลงเป็นร้อยละ N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด สูตร = สูตร P = F N × 100
55 2. ค่าเฉลี่ยของคะแนน (Mean) ใช้สูตรการคำนวณดังนี้ (ชูศรี วงศ์รัตนะ , 2544 : 35 อ้างถึงใน พรรณี นิลสุวรรณ์ , 2555 : 58) เมื่อ x̅ แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่ม ∑ x แทน ผลรวมคะแนนทั้งหมด n แทน จำนวนกลุ่มเป้าหมาย 3. การหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ใช้สูตรการคำนวณ ดังนี้ เมื่อ S. D. แทน ความเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน ∑ x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด ∑ x 2 แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกกำลังสอง n แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มทดลอง 4. การเปรียบเทียบคะแนนก่อนทดลองและหลังการจัดกิจกรรม โดยใช้ค่า t-test แบบ กลุ่มที่ไม่เป็นอิสระแก่กัน (t-test Independent) ตามสูตรดังต่อไปนี้ เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่ใช้พิจารณาใน t - distribution ∑ D แทน ผลรวมของความแตกต่างระหว่างคะแนนแต่ละคู่ สูตร x̅ = ∑ x n สูตร S. D.= √ n ∑x 2 −(∑x)2 n(n − 1) สูตร t= ∑ D √ n−∑D2−(∑D2) n−1
56 ∑ D 2 แทน ผลรวมของยกกำลังสอง n แทน จำนวนคู่ของคะแนน 5. หาประสิทธิภาพของเครื่องมือทักษะทางการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย โดยใช้ นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษาให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ค่า E1/E2 เท่ากับ 80/80 80 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่เด็กได้จากแบบบันทึกพฤติกรรมของเด็ก ปฐมวัย ระหว่างการจัดกิจกรรม ซึ่งเขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ E1 คำนวณได้จากสูตร เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ ∑ x แทน คะแนนรวมของแบบบันทึกพฤติกรรมระหว่างการทดลอง A แทน คะแนนเต็มของแบบบันทึกพฤติกรรมระหว่างการทดลอง N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 80 ตัวหลัง หมายถึง ผลรวมของคะแนนที่ได้จากแบบบันทึกพฤติกรรมของเด็กปฐมวัย ซึ่งเขียน แทนด้วยสัญลักษณ์ E2 คำนวณได้จากสูตร เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ∑ แทน คะแนนรวมของแบบบันทึกพฤติกรรมหลังการจัดกิจกรรม B แทน คะแนนเต็มของแบบบันทึกพฤติกรรมหลังการจัดกิจกรรม N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด สูตร E1 = ∑ x N ×100 A สูตร E2 = ∑ x N ×100 B
57 7.3 การแปลค่าเฉลี่ยความพึงพอใจ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.51 – 3.50 หมายความว่า มีความพึงพอใจมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.51 – 2.50 หมายความว่า มีความพึงพอใจปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.00 – 1.50 หมายความว่า มีความพึงพอใจน้อย
58 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาวิจัยในชั้นเรียนเรื่อง ผลของการใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะ การฟังและการพูดของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัดยะลา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 2. ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าและกำหนดความหมายของสัญลักษณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้เกิด ความเข้าใจตรงกันในการสื่อความหมายของข้อมูล ดังนี้ N แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง X̅ แทน ค่าเฉลี่ย (Mean) S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standar Deviation) D̅ แทน ค่าเฉลี่ยผลต่างของคะแนนก่อนและหลังการจัดกิจกรรม SD̅̅̅̅ แทน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนผลต่าง E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการแผนการจัดกิจกรรม E2 แทน ประสิทธิภาพด้านผลลัพธ์ของแผนการจัดกิจกรรม T แทน สถิติทดสอบที่ใช้ในการเปรียบเทียบค่าวิกฤตในการแจกแจงแบบ t Sig. แทน ค่าระดับนัยสำคัญทางสถิติ 2. ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับขั้นตอนต่อไปนี้ ขั้นตอนที่ 1 วิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องเชิงเนื้อหา (IOC) ของเครื่องมือวิจัย ขั้นตอนที่ 2 วิเคราะห์หาค่าประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนู น้อยให้เก่งภาษาที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ตามเกณฑ์มาตรฐาน E1/E2 เท่ากับ 80/80 ขั้นตอนที่ 3 วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนและหลังการจัด กิจกรรม โดยใช้สูตร t-test ชนิดข้อมูลสัมพันธ์กัน
59 ขั้นตอนที่ 4 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี)จังหวัดยะลา ที่มีต่อนิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ขั้นตอนที่ 1 วิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องเชิงผู้เชี่ยวชาญ ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลค่าดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญ และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาค่าดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญทางด้านการศึกษาปฐมวัย จำนวน 3 ท่าน โดยผล การวิเคราะห์ในแต่ละเครื่องมือวิจัยปรากฏผล ดังนี้ ตารางที่ 15 ผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญต่อแผนการจัดกิจกรรม โดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษาที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย แผนการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพ ชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา นิทานภาพ ชุดสอนหนูน้อย ให้เก่งภาษา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญ ผลรวมของ คะแนน R IOC แปลผล คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 กิจกรรมที่ 1 ฟังซิ กระซิบบอกหน่อย เด็กดีมีวินัย +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ กิจกรรมที่ 2 ก็อกๆๆ เรามาเรียงลำดับเหตุการณ์กันเถอะ +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ กิจกรรมที่ 3 เล่าสู่ กันฟัง +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ กิจกรรมที่ 4 ฟังซิ กระซิบบอกหน่อย บ้านแสนสุข +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ กิจกรรมที่ 5 ก็อกๆๆ เรามาเรียงลำดับเหตุการณ์กันเถอะ +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ กิจกรรมที่ 6 เล่าสู่ กันฟัง +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ กิจกรรมที่ 7 ฟังซิ กระซิบบอกหน่อย โรงเรียนของฉัน +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ กิจกรรมที่ 8 ก็อกๆๆ เรามาเรียงลำดับเหตุการณ์กันเถอะ +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ กิจกรรมที่ 9 เล่าสู่ กันฟัง +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ ค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดกิจกรรม โดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย IOC = ∑R N = 3 3 = 1
60 จากตารางที่ 15 ค่าดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญต่อแบบประเมินแผนการจัดกิจกรรม โดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ค่าดัชนี ความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญเท่ากับ 1.00 มากกว่า 0.5 เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ตารางที่ 16 ผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญต่อแบบบันทึกการสังเกต พฤติกรรมการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษาที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของ เด็กปฐมวัยระหว่างการจัดกิจกรรม แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรม โดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา (ระหว่างการจัดกิจกรรม) นิทานภาพ ชุดสอนหนูน้อย ให้เก่งภาษา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญ ผลรวมของ คะแนน R IOC แปลผล คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 กิจกรรมที่ 1 ฟังซิ กระซิบบอกหน่อย เด็กดีมีวินัย +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ กิจกรรมที่ 2 ก็อกๆๆ เรามาเรียงลำดับเหตุการณ์กันเถอะ +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ กิจกรรมที่ 3 เล่าสู่ กันฟัง +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ กิจกรรมที่ 4 ฟังซิ กระซิบบอกหน่อย บ้านแสนสุข +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ กิจกรรมที่ 5 ก็อกๆๆ เรามาเรียงลำดับเหตุการณ์กันเถอะ +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ กิจกรรมที่ 6 เล่าสู่ กันฟัง +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ กิจกรรมที่ 7 ฟังซิ กระซิบบอกหน่อย โรงเรียนของฉัน +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ กิจกรรมที่ 8 ก็อกๆๆ เรามาเรียงลำดับเหตุการณ์กันเถอะ +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ กิจกรรมที่ 9 เล่าสู่ กันฟัง +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ ค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรม (ระหว่างการจัดกิจกรรม) IOC = ∑R N = 3 3 = 1 จากตารางที่ 16 ค่าดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญต่อแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมการจัด กิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษาที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย
61 ระหว่างการจัดกิจกรรม ค่าดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญเท่ากับ 1.00 มากกว่า 0.5 เป็นไปตาม เกณฑ์มาตรฐาน ตารางที่ 17 ผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญต่อแบบบันทึกการสังเกต พฤติกรรมทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการการจัดกิจกรรม แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมทักษะการฟัง และการพูดของเด็กปฐมวัย (ก่อนและหลังการการจัดกิจกรรม) ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญ ผลรวมของ คะแนน R IOC แปลผล คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 ทักษะการฟัง +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 1. การฟังและตอบคำถามจากนิทานภาพ +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ ทักษะการพูด +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 2.การพูดเล่าเรื่องเรียงลำดับเหตุการณ์จากนิทานภาพ +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 3.การพูดเล่าเรื่องจากประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ ค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย (ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม) IOC = ∑R N = 3 3 = 1 จากตารางที่ 17 ค่าดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญต่อแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม ทักษะ การฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการการจัดกิจกรรม ค่าดัชนีความสอดคล้องของ ผู้เชี่ยวชาญเท่ากับ 1.00 มากกว่า 0.5 เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน
62 ตารางที่ 18 ผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญต่อแบบประเมินความพึง พอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา เพื่อส่งเสริมทักษะ การฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ข้อ รายการประเมิน ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ ผลรวมของ คะแนน R IOC แปลผล คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 1 เด็กชอบกิจกรรมนิทานชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 2 เด็กมีความกระตือรือร้นในการเรียนโดยใช้นิทานภาพ ชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 3 เด็กอยากให้ครูสอนโดยใช้กิจกรรมแบบนี้อีกใน ครั้งต่อไป +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ ดัชนีความสอดคล้องของแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดประสบการณ์ โดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา IOC = ∑R N = 3 3 = 1 จากตารางที่ 18 ค่าดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญต่อแบบประเมินความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีต่อการจัดประสบการณ์โดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา เพื่อส่งเสริมทักษะการฟัง และการพูดของเด็กปฐมวัย ค่าดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญเท่ากับ 1.00 มากกว่า 0.5 เป็นไปตาม เกณฑ์มาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 วิเคราะห์หาค่าประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนู น้อยให้เก่งภาษา เพื่อส่งเสริมทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ตามเกณฑ์มาตรฐาน E1/E2 เท่ากับ 80/80 ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลผลการทดลองและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาประสิทธิภาพ ของแผนการจัดกิจกรรมใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษาที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของ นักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัดยะลา ปรากฏผลดังนี้
63 ตารางที่ 19 ค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยผลการสังเกตพฤติกรรมระหว่างและหลังการจัดกิจกรรม ใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษาที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย คะแนนระหว่างการจัดกิจกรรม (E1 ) (กิจกรรมละ 6 คะแนน) รวม (54 คะแนน) คะแนนหลัง (E2) (9คะแนน) กิจกรรมที่ 1 กิจกรรมที่ 2 กิจกรรมที่ 3 กิจกรรมที่ 4 กิจกรรมที่ 5 กิจกรรมที่ 6 กิจกรรมที่ 7 กิจกรรมที่ 8 กิจกรรมที่ 9 รวม 80 108 96 112 112 116 115 119 122 980 182 ค่าเฉลี่ย 3.81 5.14 4.57 5.33 5.33 5.52 5.48 5.67 5.81 46.67 8.67 ร้อยละ 63.49 85.71 76.19 88.89 88.89 92.06 91.27 94.44 96.83 E1 = 86.42 E2 = 96.30 รวม 980 182 ค่าเฉลี่ย (̅ ) 46.67 8.67 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) 6.56 0.48 ร้อยละ E1 = 86.42 E2 = 96.30 จากตารางที่ 19 พบว่า นักเรียนมีคะแนนจากการบันทึกพฤติกรรมระหว่างการจัดกิจกรรม โดยใช้ นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษาที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย มีค่าเฉลี่ย (x̅) เท่ากับ 46.67 คิดเป็นร้อยละ 86.42 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) เท่ากับ 6.56 และหลังการจัดกิจกรรมโดยใช้ นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษาที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย มีค่าเฉลี่ย (x̅) เท่ากับ 8.67 คิดเป็นร้อยละ 96.30 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) เท่ากับ 0.48 เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่ กำหนดค่า E1/E2 เท่ากับ 80/80 สูงกว่า แสดงว่าการจัดกิจกรรมโดยโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่ง ภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย มีประสิทธิภาพเป็นไปตามสมมุติฐาน ตารางที่ 20 แสดงประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่ง ภาษาที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ตามเกณฑ์มาตรฐานค่า E1/E2 เท่ากับ 80/80 จาก กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 21 คน ประสิทธิภาพ จำนวนนักเรียน (n) คะแนนเต็ม คะแนนเฉลี่ย (x̅) ร้อยละ ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1 ) 21 54 46.67 86.42 ประสิทธิภาพของผลลัพธ์(E2 ) 21 9 8.67 96.30
64 จากตารางที่ 20 พบว่า ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1 ) เท่ากับ 86.42 และมีประสิทธิภาพ ของผลลัพธ์ (E2 ) เท่ากับ 96.30 เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานค่า E1/E2 เท่ากับ 80/80 จะเห็นได้ว่า ประสิทธิภาพแผนการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษาที่มีต่อทักษะการฟังและ การพูดของเด็กปฐมวัย ที่ผู้วิจัยได้ศึกษาและพัฒนาขึ้น ซึ่งมีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 86.42 /96.30 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ ขั้นตอนที่ 3 วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนและหลัง การจัดกิจกรรม โดยใช้สูตร t-test ชนิดของข้อมูลสัมพันธ์กัน (t-test dependent) ตารางที่ 21 การเปรียบเทียบความก้าวหน้าของการทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ก่อน และหลังการจัดกิจกรรม ผลการบันทึกพฤติกรรมก่อนและหลังการจัดกิจกรรม (9) ก่อน (X1 ) หลัง (X2 ) ผลต่าง (X2 – X1 ) ร้อยละของคะแนน ความก้าวหน้า ผลต่าง X 2 รวม 91 182 91 1,011.11 400 คะแนนเฉลี่ย (x̅) 4.33 8.67 4.33 48.11 20.24 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 1.15 0.48 1.24 13.77 11.35 ร้อยละ 48.15 96.30 48.15 535.00 105.82 จากตารางที่ 21 พบว่า การเปรียบเทียบความก้าวหน้าของทักษะการฟังและการพูดของเด็ก ปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม พบว่านักเรียนทุกคนมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ 2 คะแนน ค่าร้อย ละความก้าวหน้า 22.22 ถึง 3 คะแนน ค่าร้อยละความก้าวหน้า 33.33 และพบว่าทั้งชั้นเรียนมีค่าเฉลี่ย ก่อนการจัดกิจกรรมและหลังการจัดกิจกรรมเท่ากับ 4.33 กับ 8.67 ตามลำดับ โดยความก้าวหน้าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.33 ค่าร้อยละความก้าวหน้า 48.15
65 ตารางที่22 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การเปรียบเทียบผลการจัดกิจกรรม โดยใช้ นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษาที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัด กิจกรรม กลุ่มทดลอง จำนวน นักเรียน (N) ค่าเฉลี่ย () ̅̅̅ ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) ̅ () t-test Sig. ก่อนการจัดกิจกรรม 21 4.33 1.39 4.30 1.158 15.25 .000 หลังการจัดกิจกรรม 21 8.67 0.24 *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 22 พบว่า ก่อนการจัดกิจกรรม มีค่าเฉลี่ย (x̅) เท่ากับ 4.35 และหลังการจัดกิจกรรม มีค่าเฉลี่ย (x̅) เท่ากับ 8.65 ซึ่งผลการทดสอบ t-test แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมก่อนและหลังการจัดกิจกรรม มีค่าเฉลี่ยผลของการใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขั้นตอนที่ 4 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) ที่มีต่อนิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ตารางที่ 23 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) ที่มีต่อนิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ข้อ รายการประเมิน ความพึงพอใจ ค่าเฉลี่ย () ̅̅̅ ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) แปลผล 1 เด็กชอบกิจกรรมนิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา 3.00 0.00 มาก 2 เด็กมีความกระตือรือร้นในการเรียนโดยใช้นิทานภาพชุด สอนหนูน้อยให้เก่งภาษา 3.00 0.00 มาก 3 เด็กอยากให้ครูสอนโดยใช้กิจกรรมแบบนี้อีกในครั้งต่อไป 2.86 0.36 มาก รวม 2.95 0.21 มาก จากตารางที่ 23 พบว่า เด็กชอบกิจกรรมนิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา อยู่ในระดับมากมี ค่าเฉลี่ย (x̅) เท่ากับ 3.00 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.00 เด็กมีความกระตือรือร้นในการเรียน โดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย (x̅) เท่ากับ 3.00
66 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.00 รองลงมา คือ เด็กอยากให้ครูสอนโดยใช้กิจกรรมแบบนี้อีก ในครั้งต่อไป อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย (x̅) เท่ากับ 2.86 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.36 ตามลำดับ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
67 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยในชั้นเรียนเรื่อง ผลของการใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟัง และการพูดของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัดยะลา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอน หนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ตามเกณฑ์มาตรฐาน E1/E2 เท่ากับ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธน วิถี) จังหวัดยะลา ที่มีต่อนิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ผู้วิจัยดำเนินการศึกษาวิจัยตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. ตัวแปรที่ศึกษา 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. สถิติในการวิเคราะห์ 6. สรุปผลการวิจัย 7. อภิปรายผล 8. ข้อเสนอแนะ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ เด็กปฐมวัยชาย-หญิง ที่มีอายุระหว่าง 3-4 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้น อนุบาลปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัดยะลา จำนวน 4 ห้องเรียน นักเรียนทั้งหมด 84 คน กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ เด็กปฐมวัยชาย-หญิง ที่มีอายุระหว่าง 3-4 ปี กำลังศึกษาอยู่ ชั้นอนุบาลปีที่ 1/2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัดยะลา จำนวนนักเรียนทั้งหมด 21 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
68 2. ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น : นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ตัวแปรตาม : ทักษะทางภาษาใน 2 เรื่อง คือ 1. ทักษะการฟัง 2. ทักษะการพูด 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลนักเรียนที่ได้รับจากการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพ ชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ครั้งนี้ คือ 1. แผนการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟัง และการพูดของชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) 2. แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย (ระหว่างการจัดกิจกรรม) 3. แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย (ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม) 4. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) ที่มีต่อ นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล การศึกษาวิจัยครั้งนี้ ดำเนินการในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 เวลาในการทดลอง 2 สัปดาห์ จำนวน 9 กิจกรรม กลุ่มตัวอย่างได้รับการทดลองทั้งสิ้น 9 ครั้ง 9 แผน ระหว่างวันที่ 12 เดือนกันยายน พ.ศ. 2565 ถึงวันที่ 23 เดือนกันยายน พ.ศ. 2565 โดยมีลำดับขั้นตอน ดังนี้ 1. ประเมินสังเกตทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ในการจัดกิจกรรมนิทานภาพชุดสอน หนูน้อยให้เก่งภาษา โดยใช้แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมของทักษะการฟังและการพูดก่อนการจัด กิจกรรม (Pre-test) 2. ดำเนินการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา วันละ 1 กิจกรรม และ สังเกตทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ระหว่างการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้ เก่งภาษา ให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการสนทนาโต้ตอบ และใช้แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมของ ทักษะการฟังและการพูดระหว่างการจัดกิจกรรมทุกครั้ง
69 3. ศึกษาทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ในการจัดกิจกรรมนิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้ เก่งภาษาเด็กปฐมวัย โดยใช้แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมของทักษะการฟังและการพูดหลังการจัด กิจกรรม (Post-test) 4. ประเมินความพึงพอใจของเด็กปฐมวัย ที่มีต่อนิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา โดยใช้แบบ ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) ที่มีต่อนิทานภาพ ชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา 5. สถิติในการวิเคราะห์ ในการดำเนินการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ดังนี้ 1. สถิติพื้นฐานที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.1 สูตรการหาค่าร้อยละ (Percentage) 1.2 หาค่าเฉลี่ย (Mean) 1.3 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) 2. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือ 2.1 ค่าความเที่ยงตรงของเนื้อหา (Validity) ของแผนการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพ ชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดเด็กปฐมวัย แบบบันทึกพฤติกรรมทักษะการฟัง และการพูดของเด็กปฐมวัย ระหว่างการจัดกิจกรรม แบบบันทึกพฤติกรรมทักษะการฟังและการพูดของ เด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม และแบบประเมินความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่มีต่อนิทานภาพ ชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษาโดยใช้สูตรหาค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC 2.2 การหาค่า t-test เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนและ หลังการจัดกิจกรรมของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ t-test แบบกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระแก่กัน (t- dependent Samples) 3. หาประสิทธิภาพการจัดกิจกรรมโดยใช้สูตร E1/E2 3.1 การคำนวณหาประสิทธิภาพของ E1 3.2 การคำนวณหาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ E2 6. สรุปผลการวิจัย ผลของการใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของนักเรียน ชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัดยะลา สรุปผลการศึกษาได้ดังนี้
70 1. การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของเครื่องมือในการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อย ให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) ระหว่างการจัดกิจกรรม (E1 ) มีค่าร้อยละ เท่ากับ 86.42 และหลังการจัดกิจกรรม (E2 ) มีค่าร้อยละ เท่ากับ 96.30 เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดค่า E1/E2 เท่ากับ 80/80 สรุปได้ว่า ประสิทธิภาพของเครื่องมือ ในการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของ นักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) ค่า E1/E2 เท่ากับ 86.42 /96.30 ซึ่งมากกว่าเกณฑ์ มาตรฐานที่กำหนดเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 2. การเปรียบเทียบผลของการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อ ทักษะการฟังและการพูดของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) ก่อนการจัดกิจกรรมมี คะแนนค่าเฉลี่ย (x̅) เท่ากับ 4.35 คะแนนส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 1.39 และหลังการจัด กิจกรรม มีคะแนนค่าเฉลี่ย (x̅) เท่ากับ 8.65 คะแนนส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.24 เมื่อ เปรียบเทียบคะแนนค่าเฉลี่ยก่อนการจัดกิจกรรมกับหลังการจัดกิจกรรมมีค่าเฉลี่ยความต่าง เท่ากับ 4.300 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนเฉลี่ยผลต่าง เท่ากับ 1.16 และเมื่อทดสอบค่าที(T – test dependent) ชนิดข้อมูลสัมพันธ์กัน พบว่า มีค่าเท่ากับ 15.25 Sig .000 แสดงว่า หลังการจัดกิจกรรมโดย ใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) มีทักษะการฟังและการพูดสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 3. การศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) ที่มีต่อ นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา โดยมีค่าเฉลี่ย (x̅) เท่ากับ 2.95 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.21 เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า เด็กชอบกิจกรรมนิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา อยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ย (x̅) เท่ากับ 3.00 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.00 เด็กมีความกระตือรือร้นใน การเรียนโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย (x̅) เท่ากับ 3.00 ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.00 รองลงมา คือ เด็กอยากให้ครูสอนโดยใช้กิจกรรมแบบนี้อีกในครั้ง ต่อไป อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย (x̅) เท่ากับ 2.86 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.36 ตามลำดับ โดยภาพรวมแล้วนักเรียนมีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมาก ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
71 7. อภิปรายผล จากการสรุปผลการวิจัย มีประเด็นที่น่าสนใจนำมาอภิปราย ดังนี้ 1. จากสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 1 กล่าวว่า ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพ ชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) ตามเกณฑ์มาตรฐาน E1/E2 เท่ากับ 80/80 ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) ระหว่างการจัด กิจกรรมมีค่า E1 เท่ากับ 86.42 และหลังการจัดกิจกรรม มีค่า E2 เท่ากับ 96.30 เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ มาตรฐานที่กำหนดค่า E1/E2 เท่ากับ 80/80 การจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ที่ผู้วิจัยค้นคว้าและพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ 86.42 /96.30 สามารถอภิปรายได้ว่า ก่อนการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อ ทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยในกลุ่มตัวอย่างยังมีปัญหาด้านการฟังและการพูด จึงได้สร้าง เครื่องมือที่พัฒนาการฟังและการพูดให้กับเด็กปฐมวัย โดยผู้วิจัยได้ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ศึกษาค้นคว้างานวิจัย แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพ ชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย เพื่อกำหนดจุดมุ่งหมายและ ลักษณะของกิจกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะการฟังและการพูด โดยผ่านการตรวจสอบจากอาจารย์ที่ปรึกษา ทางวิจัย ประเมินความเหมาะสมของการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อ ทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย รวมทั้งเกณฑ์การประเมินทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย และผ่านการตรวจสอบความสอดคล้องเชิงเนื้อหา (IOC) จากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน จึงทำให้ประสิทธิภาพ ของเครื่องมือในการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษาที่มีต่อทักษะการฟังและการ พูดของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.42 /96.30 2. จากสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 2 กล่าวว่า หลังการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อย ให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) หลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะ การฟังและการพูด มีคะแนนค่าเฉลี่ย (x̅) เท่ากับ 4.35 คะแนนส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 1.39 และหลังการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูด
72 มีคะแนนค่าเฉลี่ย (x̅) เท่ากับ 8.65 คะแนนส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.24 เมื่อเปรียบเทียบ คะแนนเฉลี่ยก่อนการจัดกิจกรรมและหลังการจัดกิจกรรมมีค่าเฉลี่ยความต่าง (D) ̅̅̅ เท่ากับ 4.30 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนเฉลี่ยผลต่าง (SD̅̅̅̅) เท่ากับ 1.16 เมื่อทดสอบค่า T (t – test Independent) ชนิดข้อมูลสัมพันธ์กัน พบว่ามีค่าเท่ากับ 15.24 และค่า Sig. เท่ากับ .000 มีค่านัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 สามารถอภิปรายได้ว่า หลังการจัดกิจกรรมนักเรียนมีทักษะการฟังและการพูดสูงกว่าก่อนการจัด กิจกรรม อันเนื่องจากการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและ การพูด ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีหลักเกณฑ์การสร้างนิทานภาพ ดังนี้ 1)เนื้อเรื่องของนิทานมีความเหมาะสมกับวัย ของกลุ่มเป้าหมาย อายุ 3 – 4 ปี 2)ภาพในนิทานมีความไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย มีความเหมาะสมกับวัย ของเด็ก 3)ภาพในนิทานมีความสอดคล้องกับบริบทสังคมของเด็ก 4)นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา มีจำนวนไม่มากหรือน้อยจนเกินไป (3 – 4 ภาพ) ในระยะแรกของการจัดกิจกรรมนิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา พบว่าเด็กขาดทักษะในการ ฟังและการพูดสนทนา โต้ตอบ ขาดความมั่นใจและการกล้าแสดงออก เมื่อครูสร้างความคุ้นเคยแนะนําให เด็กแสดงออกอย่างอิสระ ใหเด็กได้ตอบคําถาม เล่าเรื่องจากนิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา และได้เล่าเรื่องเชื่อมโยงกับประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน เด็กเริ่มมีความสามารถด้านการฟังและการพูด ได้ดีมากขึ้น มีความมั่นใจในการพูดสนทนา ตอบคําถามระหว่างเพื่อนและครู และยังสามารถพูดเป็น ประโยคได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับกลอมจิตต์ พลายเวช (2524, หน้า 134-135) ได้กล่าวถึง หนังสือ ภาพสำหรับเด็กกว่าหนังสือภาพที่มีทั้งการบรรยายภาพและไม่มีคำบรรยายภาพ หนังสือทั้งสองอย่างนี้ เหมาะสมสำหรับเด็กเล็กที่ยังอ่านหนังสือไม่ได้ ภาพจะทำหน้าที่บรรยายเรื่องโดยตลอด และช่วยเพิ่มพูน ความรู้ด้านคำศัพท์ ช่วยขยายความรู้ด้านต่าง ๆ ของเด็กให้กว้างและลึกซึ่งยิ่งขึ้น นอกจากนิทานภาพ จะช่วยพัฒนาทักษะทางภาษาแล้ว ยังช่วยพัฒนาทักษะทางสังคมในการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้อีกด้วย 3. จากสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 3 กล่าวว่า หลังการจัดกิจกรรมใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่ง ภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) นักเรียน มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับความพึงพอใจมาก ผลการวิจัยพบว่า หลังการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะ การฟังและการพูดของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) โดยภาพรวมนักเรียน มีความพึงพอใจมากต่อการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟัง และการพูดของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) โดยมีค่าเฉลี่ย (x̅) เท่ากับ 8.38 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.80
73 สามารถอภิปรายได้ว่า นักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) มีความพึงพอใจ ต่อการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูด อยู่ใน ระดับพึงพอใจมาก สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะในขณะที่เด็กทำกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้ เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูด เด็กมีความสนุกสนานในการทำกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพ ชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา 8. ข้อเสนอแนะ จากการวิจัยผลของการใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูด ของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัดยะลา ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะ ดังนี้ ข้อเสนอแนะในการนำวิจัยไปใช้ 1. นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดนำไปใช้ครูเป็นผู้มี บทบาทสำคัญ ดังนั้น ครูต้องเข้าใจธรรมชาติและความสามารถของเด็กแต่ละคน ครูต้องศึกษาแนวทาง ในการจัดเพื่อส่งเสริมให้เกิดการฟังและการพูดได้อย่างแท้จริง 2. การจัดประสบการณ์ให้เด็กโดยใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ครูต้องจัด สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการฟังและการพูดของเด็ก โดยคำนึงถึงศักยภาพและความพร้อมของเด็กไม่ให้ เด็กเกิดความเครียด ยกย่องชื่นชม ครูลดบทบาทลงเปิดโอกาสให้เด็กอย่างเต็มที 3. นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีต่อทักษะการฟังและการพูด ครูควรมีการวาง แผนการจัดเรียนล่วงหน้า เนื่องจากการทำกิจกรรมมีขั้นตอนที่หลากหลาย เช่น ทักษะการฟัง พูด ในขณะ ทำกิจกรรม ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรนำนิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษาไปใช้กับเด็กปฐมวัยในระดับชั้นอื่น ๆ เช่น อนุบาล 2 อนุบาล 3 หรือระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 เพื่อส่งเสริมทักษะการฟังและการพูด 2. ควรมีการศึกษาผลของการใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษาที่มีต่อทักษะการฟังและ การพูดกับตัวแปรอื่นๆ เช่น การใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา ที่มีผลต่อการพัฒนาทักษะ ทางสังคม 3. ผู้วิจัยอาจจะนำสื่อการสอนชนิดอื่นๆ มาผลิตนิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา เช่น สื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อภาพ 3 มิติ 4. ควรมีการเปรียบเทียบความสามารถด้านการฟังและการพูด โดยใช้เทคนิควิธีอื่น เช่น ความคิดสร้างสรรค์การใช้บัตรคำประกอบภาพ เกมการศึกษา การเล่นบทบาทสมมติ
74 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ, (2560: 2 - 43). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ คุรุสภาลาดพร้าว กิ่งแก้ว อัตถากร. (2513 : 444). ประเภทของนิทาน. กรุงเทพฯ: หน่วยนิเทศก์ กรมการฝึกหัดครู คุรุสภาลาดพร้าว กุลยา ตันติผลาชีวะ (2548). การเล่านิทาน วารสารการศึกษาปฐมวัย กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551 : 111). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: เบรน-เบสบุ๊คส์ กล่อมจิตต์ พลายเวช. (2524). หนังสือสำหรับเด็ก. กรุงเทพฯ : ภาควิชาบรรณารักษ์ศาสตร์ คณะอักษร ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. กอบกมล ทบบัณฑิต. (2548). การเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: หน่วยศึกษานิเทศก์. เกริก ยุ้นพันธ์. (2539). การเล่านิทาน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สุวียาสาสน์. ฉวีวรรณ กินาวงศ์. (2548). ความสำคัญของนิทาน. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 / ราชบัณฑิตยสถาน. พิมพลักษณ์, กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์, 2546. พรทิพย์ วินโกมินทร์. (2542). นิทานและหุ่นสาหรับเด็กปฐมวัย. เพชรบุรี: สถาบันราชภัฏ. เพชรบุรีวิทยา ลงกรณ์. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542. พรรณราย ทรัพยะประภา. จิตวิทยาประยุกต์ในชีวิตและในการทำงาน. กรุงเทพฯ : พรนเรศวร์, 2548. ภัทรดา พันธุ์สีดา. (2551). การพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ SPARPS เพื่อเสริมสร้าง ทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. โมรี ชื่นสำราญ พัฒนาการทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัยกรุงเทพฯ : ศาสนา 2542
75 เยาวพา เดชะคุปต์ กิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัยกรุงเทพฯ : เจ้าพระยาระบบการพิมพ์ 2542 เยาวลักษณ์ อินสุวรรณ์. (2541). การสร้างแบบฝึกการฟังภาษาไทยสำหรับเด็กปฐมวัย. หลักสูตรปริญญา การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาเอกประถมศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา. วรนาท รักสกุลไทย และนฤมล เนียมหอม. (2549). การจัดประสบการณเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย ด้านภาษา. ในประมวลสาระชุดวิชา การจัดประสบการณสำหรับเด็กปฐมวัย หนวยที่ 10. (หนา 10-17). นนทบุรี : สาขาวิชาศึกษาศาสตรมหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช. ศรียา นิยมธรรม และประภัสสร นิยมธรรม. (2541). พัฒนาการภาษา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : บรรณกิจเทรดดิ้ง. สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ (คณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2528 : 2) Doloh, S. (2012).Theory of cognitive development Piaget [online]. Retrieved July 27, 2016, from: http://sunisadoloh.blogspot.com/2012/09/blog-post_4.html. (in Thai) Ladlia, K. (2006). Literature-Based Teaching Model for Enhancing Language Development in Preschool Students. Journal of Yala Rajabhat University, 1(1),13. (in Thai) Malkina, Natasha. (1995, January - March). Story telling in Early Language Teaching. Russia. Retrieved August30, 2006, from www//exchange.stage.gov/forum/vols/ vol00/no1/P38.htm Manajuti, P. (2007). Thailand language for children. M.p.t.: Publisher gleaming friends. (in Thai) Tongsorn, J. (2009). The use of film media stories to promote the skills of listening and speaking English for children from kindergarten to second . Phitsanulok: Community School 11 Temple Suwanpradit. (in Thai)
76 ภาคผนวก
77 ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญ
78 รายนามผู้เชี่ยวชาญ นางกัญญารัตน์ ชูเกลี้ยง อาจารย์ประจำหลักสูตรสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย (วุฒิปริญญาโทสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย) นางสาวรูกัยยะห์ เจะยะปา ครูประจำการโรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) (วุฒิปริญญาตรีหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย) นางสาวรุสนี ดอมะ ครูประจำการโรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) (วุฒิปริญญาตรีหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย)
79 ภาคผนวก ข รายชื่อนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2
80 รายชื่อนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ลำดับที่ ชื่อ - นามสกุล 1. เด็กชายฐีรวัฒน์ คำแฝง 2. เด็กชายชนาธิป ยะสีม 3. เด็กชายวัชระพล มงคลกุล 4. เด็กชายนพรัตน์ แสงสุวรรณ์ 5. เด็กชายอดิล เป๊าะยอ 6. เด็กชายดาร์ณิช มะเร๊ะ 7. เด็กชายบูคอรี มะดีเยาะ 8. เด็กชายซารีฎุลฮาฟิส วอลีมาแย 9. เด็กหญิงนิอัสมะ กะลาแต 10. เด็กหญิงอาดีลา กอและ 11. เด็กหญิงกานต์ธิดา เนติชัย 12. เด็กหญิงอัฟนาน แวหะยี 13. เด็กหญิงฟัรซานา มะลี 14. เด็กหญิงพิชญาภัค คู่มณี 15. เด็กหญิงปิยธิดา อิสระ 16. เด็กหญิงนูรอัยรีน มูแย 17. เด็กหญิงชฎาพร พรหมวาส 18. เด็กชายฟาคิร ดอเลาะ 19. เด็กหญิงฟิรดาว เจะมิง 20. เด็กหญิงฟัรจรีย์ เยะ 21. เด็กชายธณงกร
81 ภาคผนวก ค เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
82 แผนการจัดกิจกรรม การใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา เพื่อพัฒนาทักษะการฟังและการพูด เรื่อง เด็กดีมีวินัย 1. ชื่อกิจกรรม ฟังซิ กระซิบบอกหน่อย (ฟังและตอบคำถามจากนิทานภาพ) 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. เด็กสามารถฟังนิทานภาพร่วมกับเพื่อนได้ 2. เด็กสามารถตอบคำถามจากนิทานภาพได้ 3. สาระการเรียนรู้ ประสบการณ์สำคัญ 1. การฟังและการปฏิบัติตามคำแนะนำ 2. การรอจังหวะที่เหมาะสมในการพูด 3. การพูดแสดงความคิด ความรู้สึก และความต้องการ สาระที่ควรเรียนรู้ นิทานภาพ เรื่อง เด็กดีมีวินัย เป็นนิทานที่ช่วยให้เด็กรู้จักหน้าทีของตนเองที่ต้อง ทำในแต่ละวัน มี 4 ภาพ ดังนี้ ภาพที่ 1 เด็กเดินเข้าโรงเรียน ภาพที่ 2 เด็กรดน้ำต้นไม้ ภาพที่ 3 เด็กกำลังล้างมือ ภาพที่ 4 เด็กกำลังทำความสะอาดห้อง 4. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นเตรียมความพร้อม 1. เตรียมความพร้อมของเด็กโดยใช้ brain gym ตบมือ ตบตัก ตบไหล่ ขั้นเล่านิทานภาพ 2. ครูให้เด็ก ๆ นั่งเป็นวงกลม แล้วส่งต่อนิทานภาพให้เด็ก ๆ ดูทั่วถึงกันทุกคน เพื่อให้เด็กได้สัมผัส และดูภาพแต่ละภาพอย่างใกล้ชิด 3. ครูสาธิตโดยถือนิทานภาพ และเล่านิทานทีละภาพให้เด็กฟังอย่างมีสมาธิ โดยให้เด็ก สังเกตจากการที่ครูเล่านิทาน 4. ครูแบ่งกลุ่มให้เด็ก 4 กลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน 5. ครูแนะนำและสาธิตวิธีการทำกิจกรรม ฟังซิ กระซิบบอกหน่อย 6. ครูให้เด็กนั่งแถวตอนเรียงหนึ่ง จากนั้นให้คนแรกของแต่ละกลุ่มออกมาหน้าชั้นเรียน
83 ขั้นพัฒนาการพูด 7. ครูแสดงนิทานภาพ 1 ภาพ ให้เด็กคนแรกของแต่ละกลุ่มดู จากนั้นให้เด็กตอบว่านี่คือ ภาพอะไร 8. ให้เด็กคนแรกไปกระซิบคนที่ 2 ว่านิทานภาพที่ดูนั่นคือภาพอะไร จากนั้นให้คนที่ 2 ไปบอกคนที่ 3 ต่อไปเรื่อย ๆจนถึงคนสุดท้าย 9. ให้คนสุดท้ายในกลุ่มที่ฟังเสียงกระซิบจากเพื่อน มาเลือกภาพที่ตรงกับสิ่งที่ได้ยิน แล้วแสดงภาพให้ทุกคนดู 10. ให้ทุกคนช่วยกันตอบว่าภาพที่คนสุดท้ายในกลุ่มเลือกถูกหรือไม่ 11. ครูให้เด็กตอบคำถามจากนิทานภาพ ดังนี้ - นิทานภาพเรื่องนี้มีชื่อว่าอะไร? - ในนิทานภาพเรื่อง เด็กดีมีวินัย มีตัวละครจำนวนกี่คน? - ในนิทานภาพเรื่อง เด็กดีมีวินัย มีภาพอะไรบ้าง? 5. สื่อ เพลง brain gym ตบมือ ตบตัก ตบไหล่ นิทานภาพ เรื่อง เด็กดีมีวินัย
84 เกณฑ์การให้คะแนนแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม (ระหว่างการจัดกิจกรรม) ผลของการใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษาที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของ นักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัดยะลา นิทานภาพเรื่อง เด็กดีมีวินัย เกณฑ์การให้คะแนน 3 หมายถึง ดี 2 หมายถึง ปานกลาง 1 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์การประเมิน 3 2 1 1.เด็กสามารถฟังนิทาน ภาพร่วมกับเพื่อนได้ เด็กสามารถฟังนิทาน ภาพได้อย่างตั้งใจ ตั้งแต่ต้นจนจบ เด็กสามารถฟังนิทาน ภาพได้บางครั้ง โดยครู ต้องคอยชี้แนะ เด็กไม่สามารถฟังนิทาน ภาพได้ แม้ครูจะชี้แนะ แล้ว 2 . เ ด ็ ก ส า ม า ร ถ ต อ บ คำถามจากนิทานภาพที่ ฟังได้ เด็กสามารถตอบ คำถามจากนิทาน ภาพ 3 ข้อ ได้ถูกต้อง เ ด ็ ก ส า ม า ร ถ ต อ บ คำถามจากนิทานภาพ 1-2 ข้อ ได้ถูกต้อง เด็กไม่สามารถตอบ คำถามจากนิทานภาพได้ รายการประเมิน
85 แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม (ระหว่างการจัดกิจกรรม) ชั้นอนุบาลปีที่ 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) คำชี้แจง : ครูสังเกตพฤติกรรมของเด็กและใส่เครื่องหมาย ตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง ชื่อ – สกุล เกณฑ์การประเมิน / ระดับคะแนน 1.เด็กสามารถฟังนิทาน ภาพร่วมกับเพื่อนได้ 2.เด็กสามารถตอบคำถาม จากนิทานภาพที่ฟังได้ หมายเหตุ 3 2 1 3 2 1. เด็กชายฐีรวัฒน์ คำแฝง 2. เด็กชายชนาธิป ยะสีม 3. เด็กชายวัชระพล มงคลกุล 4. เด็กชายนพรัตน์ แสงสุวรรณ์ 5. เด็กชายอดิล เป๊าะยอ 6. เด็กชายดาร์ณิช มะเร๊ะ 7. เด็กชายบูคอรี มะดีเยาะ 8. เด็กชายซารีฎุลฮาฟิส วอลีมาแย 9. เด็กหญิงนิอัสมะ กะลาแต 10. เด็กหญิงอาดีลา กอและ 11. เด็กหญิงกานต์ธิดา เนติชัย 12. เด็กหญิงอัฟนาน แวหะยี 13. เด็กหญิงฟัรซานา มะลี 14. เด็กหญิงพิชญาภัค คู่มณี 15. เด็กหญิงปิยธิดา อิสระ 16. เด็กหญิงนูรอัยรีน มูแย 17. เด็กหญิงชฎาพร พรหมวาส 18. เด็กชายฟาคิร ดอเลาะ 19. เด็กหญิงฟิรดาว เจะมิง 20. เด็กหญิงฟัรจรีย์ เยะ 21. เด็กชายธณงกร 3 2 1 3 2 1
86 แผนการจัดกิจกรรมการใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษา เพื่อพัฒนาทักษะการฟังและการพูด เรื่อง เด็กดีมีวินัย 1. ชื่อกิจกรรม ก๊อก ๆ ๆ เรามาเรียงลำดับเหตุการณ์กันเถอะ(การพูดเล่าเรื่องเรียงลำดับเหตุการณ์ จากนิทานภาพ) 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. เด็กสามารถพูดเรียงลำดับนิทานภาพได้ 2. เด็กสามารถพูดเล่าเรื่องจากนิทานภาพได้ 3. สาระการเรียนรู้ ประสบการณ์สำคัญ 1.การพูดแสดงความคิด ความรู้สึก และความต้องการ 2.การบอกและเรียงลำดับกิจกรรมหรือเหตุการณ์ตามช่วงเวลา สาระที่ควรเรียนรู้ นิทานภาพ เรื่อง เด็กดีมีวินัย เป็นนิทานที่ช่วยให้เด็กรู้จักหน้าทีของตนเองที่ต้องทำใน แต่ละวัน มี 4 ภาพ ดังนี้ ภาพที่ 1 เด็กเดินเข้าโรงเรียน ภาพที่ 2 เด็กรดน้ำต้นไม้ ภาพที่ 3 เด็กกำลังล้างมือ ภาพที่ 4 เด็กกำลังทำความสะอาดห้อง 4. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นเตรียมความพร้อม 1. ครูเตรียมความพร้อมให้เด็ก โดยการให้เด็กเคลื่อนไหวร่างกายประกอบเพลง ระเบียบวินัย ขั้นเล่านิทานภาพ 2. ครูแสดงนิทานภาพ เรื่อง เด็กดีมีวินัย ให้เด็กทั้งห้องดูทีละภาพ พร้อมกับ ชักชวนเด็ก ๆ ให้ช่วยกันบอกถึงสิ่งที่เห็นในภาพจนครบทุกภาพ 3. ครูให้เด็กนั่งเป็นวงกลม แล้วแจกนิทานภาพเรื่อง เด็กดีมีวินัย โดยส่งต่อให้ เด็ก ๆได้ดูทั่วถึงกันทุกคนเพื่อให้เด็กได้สัมผัส และดูภาพแต่ละภาพอย่างใกล้ชิด
87 ขั้นพัฒนาการพูด 4. ให้อาสาสมัครออกมาถือภาพเท่ากับจำนวนรูปภาพที่มีอยู่ แล้วให้แต่ละคน ช่วยบอกรายละเอียดของภาพที่ตนเองถืออยู่จนครบทุกคน 5. ให้อาสาสมัคร ปรึกษาและช่วยกันเรียงลำดับเรื่องราวของนิทานภาพ (ภาพใดมาก่อน – ภาพใดมาทีหลัง) พร้อมทั้งยืนถือรูปภาพเรียงลำดับ 1 2 3 4 ตามเหตุการณ์ที่ เกิดก่อน – หลัง 6. ให้อาสาสมัครที่ถือภาพเล่าเรื่องให้เชื่อมโยงกันตามลำดับที่เรียงไว้ 7. ผลัดเปลี่ยนให้อาสาสมัครกลุ่มใหม่ ๆ ออกมาสัมผัสภาพ พร้อมเรียงลำดับและ เล่าเรื่องจากนิทานภาพด้วยตนเอง (ซ้ำหรือไม่ซ้ำก็ได้) 5. สื่อ เพลง ระเบียบวินัย นิทานภาพ เรื่อง เด็กดีมีวินัย
88 เกณฑ์การให้คะแนนแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม (ระหว่างการจัดกิจกรรม) ผลของการใช้นิทานภาพชุดสอนหนูน้อยให้เก่งภาษาที่มีต่อทักษะการฟังและการพูดของนักเรียน ชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จังหวัดยะลา นิทานภาพเรื่อง เด็กดีมีวินัย เกณฑ์การให้คะแนน 3 หมายถึง ดี 2 หมายถึง ปานกลาง 1 หมายถึง ปรับปรุง รายการประเมิน เกณฑ์การประเมิน 3 2 1 1. เด็กสามารถพูด เรียงลำดับนิทานภาพได้ เด็กสามารถพูดสิ่งที่อยู่ ในภาพ และเรียงลำดับ นิทานภาพได้ทั้ง 4 ภาพ เด็กสามารถพูดสิ่งที่ อยู่ในภาพ และ เรียงลำดับนิทาน ภาพได้ 2-3 ภาพ เด็กสามารถพูดสิ่งที่ อ ย ู ่ ใ น ภ า พ แ ล ะ เรียงลำดับนิทานภาพ ได้ 0-1 ภาพ 2. เด็กสามารถพูดเล่าเรื่อง จากนิทานภาพได้ เด็กสามารถเล่าเรื่อง จากนิทานภาพได้อย่าง ช ั ด เ จ น แ ล ะ คล่องแคล่วด้วยตนเอง เด็กสามารถเล่า เรื่องจากนิทานภาพ ด้วยตนเองได้บ้าง แต่ยังไม่คล่องแคล่ว เมื่อมีครูชี้แนะแล้ว จะพูดได้ดี เด็กพูดได้เป็นคำ ไม่ สามารถพูดได้เป็น เรื่องราว