The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เครื่องรับโทรทัศน์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nara.sr2525, 2023-05-08 02:31:28

เครื่องรับโทรทัศน์

เครื่องรับโทรทัศน์

Keywords: เครื่องรับโทรทัศน์

C702 C707 C708 LOAD L701 L702 C701 F701 S701 VA701 PR701 L706 ADG COIL 220VAC รูปที่ 2.23 ไลน์ฟิลเตอร์ของแท่นเครื่อง NO.Jของ SHARP วงจรเมนเร็กติฟาย เมื่อแรงดันไฟกระแสสลับ 220 V หรือว่าไฟบ้าน ส่งผลผ่านวงจรไลน์ฟิลเตอร์เข้ามา ส่งแรงดันไฟ ดังกล่าวนี้เข้าสู่วงจรเร็กติฟายเออร์ ซึ่งเป็นการเร็กติฟายแรงดันไฟออกมาเป็นแรงดันไฟ 300 V โดยวิธีการ ในการเร็กติฟาย คือ การน าแรงดันไฟบ้านส่งผ่านเข้ามาตรง ๆ โดยไม่มีหม้อแปลงไฟฟ้า ลักษณะนี้ย่อมจะท า ให้เกิดปัญหากับไดโอดเร็กติฟายเออร์เป็นอันมาก เราจะให้การเรียงกระแสจากไฟฟ้ากระแสสลับให้เป็นไฟฟ้า กระแสตรงที่เรียบทีเดียวเลยคงจะไม่ได้เพราะจะต้องใช้คาปาซิสเตอร์ฟิลเตอร์ที่มีค่ามากใส่ไว้ในวงจรฟิลเตอร์ เพราะคาปาซิสเตอร์ที่มีค่ามากย่อมจะมีการน าเอากระแสเหมือนกับการลัดวงจรของโหลดในระบบของการ เร็กติฟายเออร์ท าให้ไดโอด D701–D704 เกิดการระเบิดขึ้นมาก็เป็นได้ ระบบของการเร็กติฟายเออร์ของ แรงดันไฟดังกล่าวนี้ จึงใช้คาปาซิสเตอร์ที่มีค่าความจุน้อย ๆ ถ้าค่าความจุของคาปาซิสเตอร์ที่ใช้มีค่าไม่เกิน 50 µF ไม่จ าเป็นต้องใช้รีซิสเตอร์ป้องกันกระแสกระโชก ( Rs) แต่ถ้าหากว่าคาปาซิสเตอร์ที่ใช้มีค่ามากกว่า 50 µF จะต้องมีการใส่รีซิสเตอร์ป้องกันการกระโชก โดยเราตั้งสมมติฐานว่าระบบของการเรียงกระแสดังกล่าวนี้ หากว่าแรงดันไฟทางเข้ามีค่าขยับสูงขึ้น ย่อมจะท าให้แรงดันไฟดีซีทางออกจะต้องขยับสูงตามขึ้น ในเวลาที่ระบบไฟเกิดการกระโชกเปลี่ยนแปลง ชั่วขณะ คาปาซิสเตอร์ C709 จะต้องรับภาระในการเก็บประจุ เพื่อจะกรองแรงดันไฟที่ขยับสูงขึ้นให้มีค่า แรงดันไฟได้เท่าเดิมคาปาซิสเตอร์ C709 จึงต้องใช้คาปาซิสเตอร์ที่มีค่าความจุน้อย ๆ และมีR703 และ R704 ท าหน้าที่เป็นตัวที่จะรับการดิสชาร์จของคาปาซิ สเตอร์ C709 เพื่อจะท าให้คาปาซิสเตอร์ C709 มีระดับของประจุไม่เต็มที่ 100 เปอร์เซ็นต์ จากผลการค านวณวงจรเร็กติฟายเออร์ พบว่าหากการเร็กติฟาย เออร์เป็นไปตามปกติ นั่นคือมีระดับแรงดันไฟเรียบเป็นไฟตรงเหมือนกับวงจรเร็กติฟายเออร์อื่น ๆ


R701 R702 R703 180k R704 180k C709 C707 D701 D703 C706 D702 D704 C708 FROM LINE FILTER 300V รูปที่ 2.24 วงจรเร็กติฟายเออร์แรงดันไฟ 300 โวลต์ R701 R702 R727 R726 C729 R723 8.2M R724 8.2M ZD714 13V C720 C709 L704 C721 GND FB603 D701 D702 D704 D703 D713 +300V +12.4V START PIN 4 T 701 220 VAC รูปที่ 2.25 การเร็กติฟายเออร์แรงดันไฟชุดใหญ่กับชุดสตาร์ตวงจร วงจรเร็กติฟายเออร์ของภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย จะให้แรงดันไฟที่จ่ายออกไปเป็น แรงดันไฟดีซีนั้น มีค่าตั้งแต่ 290–300 V วงจรเมนเร็กติฟายเออร์ท างานร่วมกับระบบสวิตชิ่ง ท าให้ไดโอด เร็กติฟายเออร์มีปัญหากระทบมาจากความถี่สูงคาปาซิสเตอร์C707,C708 และคาปาซิสเตอร์ C706 ท าหน้าที่ ป้องกันไม่ให้ไดโอดเร็กติฟายเออร์เกิดการรั่วไหล จากกรณีที่จะต้องมีผลกระทบมาจากการรบกวนของ สัญญาณรบกวนความถี่สูง ระบบจ่ายไฟของทีวีสีชาร์ปแท่น J มีการเร็กติฟายเออร์ 2 ชุด ชุดหนึ่งเป็นแรงดันไฟบวก 300 V ซึ่งใช้ D701–D704 และท าการฟิลเตอร์ด้วยคาปาซิสเตอร์ C709 ออกมาเป็นแรงดันไฟ 290-300 V ซึ่งเป็น แรงดันไฟหลักของระบบนี้ อีกชุดหนึ่งจะใช้การลดแรงดันไฟให้ต่ าลงด้วยการใช้รีซิสเตอร์ R727 และ R726 โดยมีไดโอดเร็กติฟายเออร์ D713 และ C720 ท าหน้าที่เป็นวงจรฟิลเตอร์ สร้างเป็นแรงดันไฟสตาร์ตวงจร ออสซิลเลเตอร์ให้กับระบบภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่ง แรงดันไฟดังกล่าวจะเป็นแรงดันไฟประมาณ 8–11.8 V เป็นแรงดันไฟที่จ่ายให้กับไอซีที่ท าหน้าที่เป็นระบบออสซิลเลเตอร์ของภาคจ่ายไฟ


เนื่องจากระบบของภาคจ่ายไฟทางด้านไพรมารี่กับทางด้านเซ็คคั่นดารี่ของหม้อแปลงสวิตชิ่งไม่ใช้ กราวด์ร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาเรื่องไฟดูด การซ่อมวงจรในชุดนี้จึงต้องอาศัยกราวด์ของคาปาซิ สเตอร์ C709 หรือกราวด์ขั้วลบของชุด 300 V เราจะเรียกว่า กราวด์ร้อน หากพิจารณาจากวงจรที่เป็นวงจรรวมกราวด์ ของชุดเมนเร็กติฟายเออร์คือ ขาที่ 4 ของสวิตชิ่งทรานสฟอร์เมอร์ขาที่ 4 ของ T701 เป็นจุดคอมมอนกราวด์ ที่เป็นกราวด์ร้อน การตรวจซ่อมในส่วนของภาคจ่ายไฟในส่วนของไพรมารี่จะต้องมีการจับมิเตอร์เทียบกับ ขาที่ 4 ของ T701 ทุกครั้ง วงจรแคปริสเตอร์ ซึ่งประกอบด้วย R723,R724,C729 และแท่งเฟอร์ไรต์ FB603 ท าหน้าที่ในการ เชื่อมกราวด์ระหว่างกราวด์ร้อนกับกราวด์แท่นเครื่องซึ่งเป็นกราวด์เย็น ยุติปัญหาสัญญาณรบกวนที่เป็น สนามแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นเดียวกับภาคจ่ายไฟแบบเพาเวอร์คอนเวอร์เตอร์ เพาเวอร์ทรานซิสเตอร์ ภาคจ่ายไฟที่ใช้อยู่ในทีวีสีชาร์ป เรียกว่า เพาเวอร์คอนเวอร์เตอร์ (Power Converter) ซึ่งภาคจ่ายไฟ แบบเพาเวอร์คอนเวอร์เตอร์นี้ได้แยกชนิดออกเป็นชนิดต่าง ๆ เช่น ชนิดที่เรียกว่า บัคบูสต์คอนเวอร์เตอร์ (Buck–Boost Converter) ซึ่งระบบนี้จะใช้เคอเรนท์โช้ก เป็นตัวสะสมพลังงานและใช้วงจรเร็กติฟาย เออร์ ท าหน้าที่ในการบูสต์แรงดันไฟขึ้นมา เพื่อจะให้ประหยัดแรงดัน พบเห็นกันมากในแท่นเครื่องของยี่ห้อฟิลิปส์ ไอทีที และโซนี่ คือ วงจรฟอร์เวิร์ดคอนเวอร์เตอร์ ( Forward Converter) เรียกกันในนามของวงจร บัคคอนเวอร์เตอร์(Buck Converter) วงจรบัคบูสต์คอนเวอร์เตอร์หรือวงจรบัคคอนเวอร์เตอร์จะไม่มีอุปกรณ์ ที่เป็นวงจรป้องกันการรั่วไหลของกระแสไฟฟ้าที่มาจากไฟบ้าน หรือไม่มีระบบที่เรียกว่าระบบไอโซเลชั่น (Isolation) หรือที่รู้จักกันในนามของแท่นเครื่องกราวด์ร้อน เพราะฉะนั้นในลักษณะดังกล่าวนี้หากว่าไดโอด เร็กติฟายเออร์เกิดการรั่วไหลแม้แต่เล็กน้อย ย่อมจะท าให้เกิดปัญหาไฟดูดคนที่เป็นช่างบริการและคนที่ไปจับ แท่นเครื่องได้ ความไม่ปลอดภัยต่อชีวิตก็จะเกิดขึ้น ระบบแท่นเครื่องดังกล่าวถ้าหากว่าไม่เรียกว่าแท่นร้อนก็ จะเรียกว่าระบบออนเดอะไลน์สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย ON( –the–line Switching Power Supply) บริษัทชาร์ป จึงได้เลือกเอาภาคจ่ายไฟแบบไอโซเลตฟลายแบ็คคอนเวอเตอร์มาใช้แทน เพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องของกระแส รั่วไหล ให้มีการแยกในส่วนกราวด์ของขดลวดชุดไพรมารี่กับกราวด์ของขดลวดชุดเซ็คคั่นดารี่ ดังที่เห็น ตัวอย่างวงจรเบื้องต้นของวงจรสวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลายระบบนี้ ถ้าหากไม่เรียกว่า ระบบไอโซเล ต (Isolated Fly back Converter) เราจะเรียกว่า ภาคจ่ายไฟระบบออฟเดอะไลน์ สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย ( Off–the– line Switching Power Supply) โดยระบบนี้สามารถที่จะอธิบายการท างานได้ดังต่อไปนี้ ในกรณีที่มีพัลส์บวกส่งเข้ามาทางด้านขาเบสของทรานซิสเตอร์ Q1 ให้พัลส์ที่ส่งเข้ามาทางขาเบส ของทรานซิสเตอร์เป็นค่า V1 ท าให้ทรานซิสเตอร์ดังกล่าวสามารถน ากระแสไหลผ่านขดลวดไพรมารี่ กลายเป็นกระแส Ip ในตอนนี้ เมื่อทรานซิสเตอร์ Q1 กลายเป็นสวิตช์ออน ย่อมที่จะท าให้กระแสทางด้าน ไพรมารี่เริ่มต้นท าการสร้างก าลังงานหรือสะสมก าลังงาน (Storing Energy) การพองตัวของสนามแม่เหล็ก ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจะท าให้ขั้วกระแสไฟฟ้าระหว่างวงจรขดลวดทางด้านอินพุตและขดลวดทางด้านเอาต์พุตมีเฟส ตรงกันข้าม พลังงานดังกล่าวนี้เมื่อพิจารณาไปทางด้านเอาต์พุตย่อมจะท าให้เกิดการรีเวิร์สไบอัสส าหรับไดโอด


เมื่อทรานซิสเตอร์เข้าสู่ภาวะของการเทิร์นออฟ สนามแม่เหล็กที่เกิดการพองตัวจะเกิดการยุบตัว เกิดการเหนี่ยวน าตัดกลับ กรณีเช่นนี้ย่อมท าให้ไดโอด D เกิดการน ากระแสไปชาร์จคาปาซิเตอร์เอาต์พุต ซึ่งอยู่ในรูปของ C และท าให้เกิดกระแสขึ้นกับโหลดเราเรียกกระแสนี้ว่า IL เพื่อจะให้สวิตชิ่งทรานสฟอร์เมอร์ หรือเคอเรนท์โช้กสามารถที่จะท างานจ่ายกระแสออกไปมาก ๆ ได้โดยที่ทรานสฟอร์เมอร์หรือเคอเรนท์โช้ ก มีขนาดเล็ก จึงจ าเป็นต้องใช้ความถี่สูงเข้ามาท าการสวิตช์ ในทางปฏิบัติแล้วเราจึงพบว่าจ าเป็นจะต้องมี คาปาซิเตอร์เอาต์พุตหรือวงจรเร็กติฟายเออร์ที่สามารถกดความถี่สูงที่เป็นสัญญาณยอดแหลมๆ จากระบบ สวิตชิ่งให้ลดน้อยลง มิเช่นนั้นทรานซิสเตอร์ท าหน้าที่สวิตช์จะมีปัญหา สวิตชิ่ง ทรานซิสเตอร์ ที่ใช้ในวงจรฟลายแบ็คคอนเวอร์เตอร์ต้องเลือกทรานซิสเตอร์ที่สามารถทน แรงดันไฟเทิร์นออนได้ค่าแรงดันไฟสูงสุดที่ทรานซิสเตอร์จะต้องทนได้ ในขณะที่เข้าสู่ภาวะเทิร์นออฟสามารถ ค านวณได้ดังสมการ VCEmax = Vin/(1 − Dmax) .....สมการที่ 1 เมื่อ Vin คือ ค่าแรงดันไฟอินพุต Dmax คือ ค่าดิวตี้ไซเกิ้ลสูงสุด Q1 C R D L n:1 V1 I P IL Vin VCEรูปที่ 2.26 ภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่งที่ใช้ฟลายแบ็คคอนเวอร์เตอร์ จากสมการที่ 1 บอกให้รู้ว่า การจ ากัดปริมาณแรงดันไฟทางด้านคอลเล คเตอร์ของทรานซิสเตอร์ เพื่อจะให้ได้ค่าที่ปลอดภัยจะต้องคิดค่าดิวตี้ไซเกิ้ลที่มีค่าไม่มากนัก โดยปกติแล้วค่าดิวตี้ไซเกิ้ลอยู่ที่ระดับ 50 เปอร์เซ็นต์ลงมา ยกตัวอย่างเช่นค่า Dmax มีค่าน้อยกว่า 0.5 ในทางปฏิบัติจะใช้ค่าอยู่ที่ประมาณ 0.4 การจ ากัดปริมาณแรงดันไฟคอลเล คเตอร์สูงสุดหรือค่า VCEmax = 2.2 Vin และนั่นหมายความว่าในกรณีที่


เราเอาไปใช้กับแรงดันไฟ 300 V จะต้องให้ทรานซิสเตอร์ที่เป็นวงจรคอนเวอร์เตอร์ทนแรงดันไฟคอลเลคเตอร์ ไม่น้อยกว่า 800 V ในลักษณะของแรงดันออฟเดอะไลน์ (Off–the–line) ต่อมาในสภาวะที่ทรานซิสเตอร์ เข้าสู่สภาวะเทิร์นออน ในกรณีนี้กระแสคอลเล คเตอร์จะต้องไหลมากที่สุด เราสามารถที่จะหากระแส คอลเลคเตอร์ได้จากกระแสสูงสุดของขดลวดไพรมารี่ กระแสสูงสุดทางด้านไพรมารี่สามารถที่จะเขียนออกมา เป็นสูตรได้ว่า Ic = IL/n = Ip .....สมการที่ 2 Ip คือ ค่ากระแสสูงสุดของขดลวดไพรมารี่ N คือ ค่าอัตราส่วนจ านวนรอบระหว่างขดไพรมารี่กับขดเซ็คคั่นดารี่ T IL S P VI I I t On Off On 2V V Iout in in รูปที่ 2.27 รูปสัญญาณที่เกิดจากวงจรไอโซเลตฟลายแบ็คคอนเวอร์เตอร์ ในกรณีที่เราคิดว่าวงจรดังกล่าวนี้มีค่าประสิทธิภาพ 80 เปอร์เซ็นต์ และให้ค่าดิวตี้ไซเกิ้ลหรือค่า dmax = 0.4 หรือเท่ากับ 40 เปอร์เซ็นต์ สามารถที่จะเขียนสูตรของกระแสคอลเลคเตอร์ออกมาใหม่ได้ว่า Ic = (6.2 Vout)/Vin .....สมการที่ 3 ดังนั้นในการออกแบบวงจรสวิตช์ชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย จึงมีการออกแบบให้สามารถควบคุมแรงดันไฟ คอลเลคเตอร์ที่เป็นแรงดันไฟ VCE สูงสุดให้อยู่ในระดับปริมาณ 660 V ทรานซิสเตอร์ที่จะน ามาใช้งานต้องมี อัตราการทนแรงดันไฟระหว่างคอลเลคเตอร์ถึงอิมิตเตอร์ได้ไม่น้อยกว่า 800 V ต่อมาในส่วนของอัตราการทน กระแสจะต้องออกแบบให้มีค่าไม่น้อยกว่า 2.5 A ดังนั้นเมื่อเราทราบเกี่ยวกับลักษณะของทรานซิสเตอร์ที่จะ น ามาใช้งานในวงจรสวิตชิ่งแล้ว จึงสามารถน าเอาทรานซิสเตอร์เบอร์ต่าง ๆ มาใช้ในวงจรภาคจ่ายไฟได้อย่าง ถูกต้องมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างทรานซิสเตอร์ที่เป็นเพาเวอร์สวิตช์ชิ่ง 3 เบอร์ด้วยกัน เช่น ยี่ห้อชาร์ป ในวงจรดังกล่าวนี้ใช้เบอร์ 2SD1884 ในขณะที่เราสามารถใช้เบอร์ BUH713 หรือเบอร์ S2000AF แทนกันได้


ดังนั้นในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบของการจ่ายไฟไม่สามารถที่จะหาทรานซิสเตอร์ตัวเดิมมาใส่ได้หรือ สามารถหาได้แต่มีราคาแพง สามารถที่น าทรานซิสเตอร์เบอร์อะไรมาใช้ในวงจรภาคจ่ายไฟและทรานซิสเตอร์ ดังกล่าวนั้น จะต้องเป็นทรานซิสเตอร์ที่จะต้องท างานกับความถี่สูงได้ ขั้นตอนในการออกแบบวงจรทางด้านเร็กกูเลเตอร์เอาต์พุตวงจรดังกล่าวจะเริ่มที่การน าเอาแรงดันไฟ 300 V ส่งผ่านเข้ามาที่ไดโอด D706 เป็นไดโอดที่จะท าหน้าที่ก าจัดสัญญาณ RFI หรือเรียกว่าอาร์เอฟ ริปเปิ้ลรีเจ็คเตอร์ ก่อนที่จะส่งแรงดันไฟเข้าทางขาที่ 6 ของสวิตชิ่งทรานสฟอร์เมอร์ T701 หรือ ทรานส์ฟอร์ เมอร์โช้ก และส่งออกทางขาที่ 1ของ T701 มารอที่ขาคอลเล็กเตอร์ของ Q701 ในขณะที่มีพัลส์บวกส่งผ่าน L705 ซึ่งเป็นวงจรปรับแต่งกระแสทางขาเบสของทรานซิสเตอร์ Q701 ส่งผ่าน C715 และมีD707 เป็นตัวบังคับปริมาณของแรงดันไฟ ในขณะนี้ย่อมจะท าให้ทรานซิสเตอร์ Q701 อยู่ในสภาวะเทิร์นออนมันจะน ากระแสผ่าน R722 ครบวงจรได้ โดยรีซิสเตอร์ที่เป็นโหลด R722 จะท า หน้าที่ เป็นวงจรป้องกัน Q701 ไม่ให้เกิดความเสียหายในขณะที่อยู่ในสภาวะเป็นสวิตช์ออน ปริมาณกระแส สูงสุดที่ทรานซิสเตอร์จะต้องทนได้ ก็คือปริมาณของกระแสในจังหวะนี้และเป็นปริมาณของกระแสที่เรา เรียกว่าเป็นปริมาณกระแสของขดลวดไพรมารี่ (Ip) จังหวะต่อมาเมื่อสัญญาณพัลส์วิชมอด( PWM) ที่เป็นพัลส์ลบส่งเข้ามายังขาเบสของทรานซิสเตอร์ Q701 ทรานซิสเตอร์ Q701 เข้าสู่สภาวะการท างานออฟเดอะไลน์ ในขณะนี้ย่อมจะท าให้เกิดการเหนี่ยวน า กับขดลวด T701 ทางด้านเซ็คคั่นดารี่ ท าให้ขาที่ 13 เป็นเฟสบวก และขาที่ 14 ของสวิตชิ่งทรานสฟอร์เมอร์ ดังกล่าวเกิดเป็นเฟสลบ ไดโอดเร็กติฟายทางด้านเอาต์พุตที่อยู่ในรูปของ D603 จึงสามารถที่จะจ่ายกระแส ของโหลดที่เป็น IL ออกไปทางด้าน C609 และ C610 เพื่อให้ C609 และ C610 ท าการเก็บประจุไว้ การดึง กระแสของวงจรจึงสามารถกล่าวได้ว่ามีการดึงกระแสไป จากภาคจ่ายไฟในขณะที่ทรานซิสเตอร์ Q701 เข้าสู่ สภาวะเทิร์นออฟ จึงท าให้ทรานซิสเตอร์ Q701 มีความปลอดภัย เพราะการจ่ายกระแสมิใช่การจ่ายกระแส ออกไปโดยตรงจากทรานซิสเตอร์ แต่จะใช้ขดลวดสวิตชิ่งของทรานสฟอร์เมอร์เป็นตัวจ่ายกระแสออกไป ในการท างานที่เกี่ยวข้องกับระบบสวิตช์และทรานสฟอร์เมอร์นี้เองย่อมจะท าให้เกิดเป็นแรงดันไฟสูง ซึ่งมีปริมาณเป็น 2 เท่า ของแรงดันไฟที่ขาคอลเล็กเตอร์ของทรานซิสเตอร์ Q701 ดังนั้นทรานซิสเตอร์ Q701 ที่ออกแบบมาจากบริษัทชาร์ป จึงจ าเป็นต้องสามารถที่จะทดแทนแรงดันไฟได้ไม่น้อยกว่า 800 V เพราะหาก ดูรูปสัญญาณที่เกิดขึ้นจากวงจรภาคจ่ายไฟแท่น J จะพบว่าจะเกิดแรงดันไฟขึ้นที่ขาคอลเล คเตอร์เป็นค่า แรงดันไฟ 440 Vp-p ในขณะที่แท่น H จะเกิดเป็นแรงดันไฟ 540 Vp-p พร้อมกันนั้นในระบบของการควบคุมสัญญาณ EMI จะต้องมีการควบคุม RFI และสัญญาณ EMI ที่เกิดขึ้นจากระบบการท างานที่เกิดเป็นยอดแหลม ๆ เรียกว่า สไปค์ (Spike) อย่าให้มีปริมาณมากเกินไป ตามมาตรฐาน FCC และ VDE ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว วงจรสนับเปอร์ท างานโดย D705,C710,R705,C711 เป็นตัวก าหนดปริมาณของสัญญาณ RFI เอาไว้ ในกรณีที่เกิดยอดสไปค์แหลม ๆ ขึ้นมา เกิดขึ้นในขณะที่ ทรานซิสเตอร์ Q701 เข้าสู่สภาวะออฟ หรือเกิดขึ้นในขณะที่ศักย์ไฟขา 1 ของ T701 เป็นเฟสบวกและที่ขา 6 เทียบศักย์เป็นเฟสลบ กระแสดังกล่าวจะไหลผ่าน C711,C710 และ C713 ไปครบวงจร ยุติผลที่จะเกิดขึ้นกับ ทรานซิสเตอร์ ถ้าหากว่าคาปาซิเตอร์ดังที่ได้กล่าวมาเกิดการเก็บประจุได้เต็มที่แล้ว กระแสจะถูกส่งให้ไหล ผ่าน R705,D705 ซึ่งเป็นตัวก าจัดสัญญาณ RFI และไหลผ่าน D706


C712 R706 C713 D705 R705 C710 C711 Q701 C715 L705 D707 R722 C714 R723 R724 C729 L601 L602 300V PWM D706 6 1 14 13 D603 C608 FB602 C609 C610 FB603 T701 115V OUT รูปที่ 2.28 แนวคิดของภาคเรกูเลเตอร์เอาต์พุต ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า T701 จะมีปัญหาเกี่ยวกับการเกิดกราวด์ลูพ และกราวด์ลูพนั้น มีผลต่อการ เกิดสัญญาณ RFI ระบบการชิลด์ฮีตซิงค์จึงเข้ามามีบทบาท ดังที่ได้กล่าวมาตั้งแต่หลักการเบื้องต้น ขั้นตอน ของโรงงานนั้นอาจจะมีปัญหาในการประกอบหรือขั้นตอนในการประกอบเกิดขึ้น พนักงานประกอบอาจจะ ละเลยหรือโรงงานในบางประเทศไม่สามารถที่จะรับเอาเทคโนโลยีดังกล่าวนี้เข้ามา อาจจะไม่เข้าใจถึงเคล็ดลับ ของการออกแบบวงจร ซึ่งเป็นผู้ประกอบเครื่องดังกล่าวนี้ได้ ค าตอบอยู่ที่คาปาซิเตอร์ C714 เพราะท าหน้าที่ ในการเสริมระบบกระบวนการระบายความร้อนที่เป็นระบบแซนด์วิชให้กับวงจรตัวนี้ การท างานในรูปแบบนี้ เรียกว่า ระบบไอโซเลต นั่นก็คือ กราวด์ของวงจรทางด้านไพรมารี่กับกราวด์ ของวงจรทางด้านเซ็คคั่นดารี่ไม่จ าเป็นที่จะต้องมีการต่อถึงกัน และหมายถึงว่า กราวด์ของแท่นเครื่องกับ กราวด์ของภาคจ่ายไฟไม่ได้ต่อร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาไฟดูดในขณะที่เราไปจับแท่นเครื่อง ซึ่งในกรณีนี้จะท าให้ เกิดความปลอดภัยส าหรับผู้ที่ท าการบริการเครื่องเป็นอย่างยิ่ง แท่นเครื่องดังกล่าวนี้เราเรียกว่า แท่ นเครื่อง ออฟไลน์หรือแท่นเย็น แต่การออกแบบวงจรแท่นดังกล่าวนี้จะต้องมีการควบคุมปริมาณของอ านาจ สนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่กระจายออกไปให้ได้ การที่ไม่มีจุดกราวด์ร่วมกันส าหรับความถี่สูงแล้ว ถือว่าจะมี ปัญหาเกี่ยวกับอ านาจสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่เป็นสนามไฟฟ้าเหนี่ยวน าเกิดขึ้นได้ เพื่อจะยุติสัญญาณ EMI ในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้นมาระหว่างการถ่ายทอดพลังงานจากขดลวดไพรมารี่ไปยังขดลวดเซ็คคั่นดารี่ ถ้าการ ถ่ายทอดพลังงานจากขดลวดไพรมารี่ไปยังขดลวดเซ็คคั่นดารี่ถ่ายทอดออกไปไม่ได้ อาจจะเนื่องจากโหลดไม่ สามารถที่จะดึงพลังงานออกไปใช้งานได้หมด เพราะเราได้ศึกษาการท างานของเครื่องรับโทรทัศน์แล้วจะ พบว่าการดึงกระแสของเครื่องรับโทรทัศน์ย่อมขึ้นอยู่กับสัญญาณภาพ ขึ้นอยู่กับหน้าจอในขณะนั้นว่าจอมี ความสว่างมากหรือจอมีความสว่างน้อย ถ้าจอมีความสว่างมากย่อมท าให้วงจรดึงเอาพลังงานไปใช้งานได้มาก แต่ถ้าหากว่าจอภาพมีความสว่างน้อยย่อมจะมีการดึงเอาพลังงานออกไปใช้งานได้น้อย เพราะฉะนั้นปัญหา สัญญาณ EMI ที่เกิดขึ้นกับทรานสฟอร์เมอร์ระหว่างขดลวดไพรมารี่กับขดลวดทางด้านเซ็คคั่นดารี่ สามารถ แก้ปัญหาตรงนี้โดยการใช้ C729,R723 และ R724


ภาคจ่ายไฟของชาร์ป หลักส าคัญของภาคจ่ายไฟแบบฟลายแบ็คคอนเวอร์เตอร์ที่ใช้อยู่ในทีวีสียี่ห้อชาร์ป คือ IC701 ซึ่งใช้เบอร์ IX1779CE ซึ่งเป็นเบอร์ของชาร์ปและโซนี่ ซึ่งเทียบได้ TEA2261 ของทอมสัน โดยไอซีดังกล่าว จะท าหน้าที่เป็นวงจรพัลส์วิธมอดที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับวงจรภาคจ่ายไฟที่เป็นสวิตชิ่งโดยเฉพาะ ดังนั้นไอซี ดังกล่าวเราอาจจะเห็นอยู่ในแท่นเครื่องของชาร์ปและทอมสันหรือโซนี่บางแท่น โดยชาร์ปได้เลือกเอาไอซี ดังกล่าวนี้มาใช้เพื่อออกแบบวงจรภาคจ่ายไฟ แยกกราวด์ระหว่างกราวด์ร้อนกับกราวด์เย็นออกจากกัน โดยวงจรการท างานนั้นสามารถที่จะดูได้จากรูปที่ 2.29 ซึ่งเป็นรูปที่แสดงการท างานของวงจรภาคจ่ายไฟ ขั้นต้น และหากจะศึกษาถึงลักษณะของโครงสร้างเบื้องต้นของไอซีดังกล่าว วงจรเร็กติฟายเออร์ท าการเรียงกระแสแรงดันไฟดีซีออกมาเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นแรงดันไฟหลัก 300 V ซึ่งไปให้กับวงจรเรกูเลเตอร์เอาต์พุต ส่วนที่สองแรงดันไฟที่จะส่งมาเพื่อสตาร์ ตวงจรหรือ เริ่มต้นให้ IC701 ผลิตความถี่หรือสัญญาณพัลส์ออกไปขับทรานซิสเตอร์ Q701 วงจรในรูปที่ 2.29 แรงดันไฟที่ส่งเข้ามาเพื่อสตาร์ตวงจรนั้นเป็นแรงดันไฟประมาณ 12.4 V มาจาก ระบบของการเร็กติฟายโดยไดโอด D713 วงจรเร็กติฟายซึ่งท างานโดย D713 มีการน าเอาแรงดันไฟ 220 VAC ส่งผ่าน R727 และ R726 เพื่อจะลดแรงดันไฟก่อนส่งเข้าสู่วงจรเร็กติฟายเออร์ เพื่อที่จะเร็กติฟายออกมาเป็น แรงดันไฟ 12.4 V เป็นแรงดันไฟสตาร์ตวงจร แม้ว่าแรงดันไฟต้นทางจะมีการขยับขึ้นมาเกิน 220 V และ แรงดันไฟสตาร์ตวงจรจะส่งออกมาได้ไม่เกิน 12.4 V เนื่องจากมีซีเนอร์ไดโอด D714 ที่รักษาแรงดันไฟ 13 V บังคับไว้ แรงดันไฟดังกล่าวนี้จะส่งเข้าทางขาที่ 16 ของ IC701 และส่งผ่าน R712 เข้าไปยังขาที่ 15 ของ C701 โดยขาที่ 16 เป็นขาเพื่อการจ่ายไฟหรือเป็นขา +VCC IC701 ในขณะที่ขา 15 เป็นขาจ่ายไฟบวกส าหรับ วงจรไดร์เวอร์หรือวงจรไดร์คอยล์นั่นเอง ในการเริ่มต้นการท างานของวงจรนั้นขาที่ 15 และขาที่16 จะต้องมี แรงดันไฟขึ้นมาก่อน เพื่อจะท าให้วงจรออสซิลเลเตอร์ ซึ่งประกอบไปด้วยวงจรการก าหนดค่าเวลาคงที่ของ ออสซิลเลเตอร์อยู่ที่ขา 10 และ ขาที่ 11 ผลิตความถี่เป็นสัญญาณพัลส์ขึ้นมา ส่งสัญญาณพัลส์ดังกล่าวเข้าสู่ วงจรขับกระแส ซึ่งวงจรขับกระแสนั้นจะต้องรับแรงดันไฟมาจากขาที่ 15 ของ IC701 ก่อนที่จะส่งสัญญาณ พัลส์ออกไปทางขาที่ 14 ส่งสัญญาณพัลส์ผ่านวงจรปรุงแต่งสัญญาณอินพุตหรือปรุงแต่งรูปสัญญาณให้ขาเบส ของทรานซิสเตอร์ Q701 เพื่อให้ทรานซิสเตอร์ Q701 ท าหน้าที่เป็นสวิตช์ เมื่อ Q701 ท าหน้าที่เป็นสวิตช์ เรียบร้อยแล้ว จะท าให้เกิดการเหนี่ยวน าขึ้นในขดลวดชุดต่าง ๆ และจากหลักการนี้จะท าให้เกิดการเหนี่ยวน า ขึ้นในขดลวดขาที่ 3 และขาที่ 4 ของ T701 ซึ่งเป็นสวิตช์ชิ่งทรานสฟอร์เมอร์ พัลส์ดังกล่าวนั้นส่งเข้าสู่ไดโอด D709 และ R710 ท าการเร็กติฟายเออร์เป็นแรงดันไฟออกไปประมาณ 13 V ส่งย้อนกลับผ่าน D711 และ D720 ส่งเข้ามาให้ขาที่ 16 และขาที่ 15 ของ IC701 ตามล าดับ นั่นหมายความว่า เมื่อวงจรภาคจ่ายไฟ Q701 สามารถที่จะท างานได้แล้ว น าเอาแรงดันไฟที่ได้จาก ผลการท างานของสวิตชิ่งทรานสฟอร์เมอร์ส่งเข้ามาเลี้ยงวงจร IC701 แทนแรงดันไฟสตาร์ตวงจร D713 และ D711 จึงท าหน้าที่เป็นสวิตช์ป้องกันแรงดันไฟของแต่ละส่วนจะรบกวนซึ่งกันและกันนั่นเอง (Kick–Diode)


รูปที่ 2.29 วงจรการท างานของภาคจ่ายไฟในขั้นต้น 16 15 14 10 13 5 12 IC701 C720 C724 R722 0.27 R702 220 L705 Q701 C715 D720 R711 R712 D711 C711 R705 D705 D706 C712 C730 R710 D709 C718 C609 R724 R723 C729 +300V 12.4V START D713 FB701 L704 HOT CHASSIS FB603 D603 +115V T701 4 14 13 6 1 3 11 R717 D707 R706A C710 C713 R706 D712 C714


เมื่อวงจรภาคจ่ายไฟสามารถท างานได้แล้ว มีการเหนี่ยวน าแรงดันไฟออกไปทางด้านเซ็คคันดารี่ของ สวิตชิ่งทรานสฟอร์เมอร์เป็นแรงดันไฟออกไปทั้งหมด 4 ส่วนด้วยกัน คือ แรงดันไฟ 115 V ส าหรับวงจร ฮอริซอนตอลเอาต์พุต แรงดันไฟชุดต่อไปเป็นแรงดันไฟบวก 15 V ซึ่งแรงดันไฟดังกล่าวนี้จะถูกส่งไปยัง วงจรเรกูเลเตอร์เป็นแรงดันไฟ 12 V ส าหรับภาคจังเกิ้ล ( Junkle) ซึ่งค าว่าจังเกิ้ล หมายถึง ไอซีตัวเดียว ประกอบด้วยภาคต่าง ๆ หลายภาค ตั้งแต่ภาคไอเอฟ ภาคลูมิแนนซ์ภาคโครมิแนนซ์หรืออื่น ๆ แรงดันไฟ ชุดที่ 3 เป็นแรงดันไฟบวก 13 V ใช้เป็นแรงดันไฟต้นทางส าหรับระบบเรกูเลเตอร์ +5 V ซึ่งเป็นแรงดันไฟ ส าหรับข้อมูลดิจิตอล ชุดต่อมา คือ แรงดัน 11.3 V จะส่งไปให้กับวงจรภาคเสียงระบบเสียง 2 ภาษา หรือ ระบบมัลติเพล็กซ์ซาวด์และสุดท้ายก็คือแรงดันไฟประมาณ 16 V ที่จะส่งให้กับภาคซาวด์เอาต์พุตเป็นการแยก ระบบออกไป ด้วยตัวหม้อแปลงสวิตชิ่งที่มีขดลวดใหญ่กว่าทุกชุด เพราะระบบเสียงเป็นระบบที่ต้องการ กระแสนั่นเอง รูปที่ 2.30 แรงดันไฟทางออกของภาคจ่ายไฟ F301 C346 C347 R636 C682 C629 R666 R665 R637 C630 C631 R660 C608 C609 C610 11 12 10 9 13 14 D302 D613 D614 D603 FB601 L602 L603 16V TO SOUND OUTPUT +15V TO JUNKLE AND MAIN 12V +11.3V FOR MPX SOUND (+5VN) 115V TO HOR OUT T701


APC PWM 1 2 3 4 5 6 7 8 16 15 14 13 12 11 10 9 SRT IS IN I-MAX GND ERROR AMP OVER VOLTAGE SAFETY C2 CI CO PO DRIVER OUT V+ Vcc GND รูปที่ 2.31 โครงสร้างของ IC701 เบอร์ IX1779CE หรือ เบอร์TEA2261 หากจะพิจารณาถึงโครงสร้างของ IC701 ซึ่งเป็นเบอร์ IX1779CE หรือ เบอร์ TEA2261 ว่ามีการจ่าย แรงดันไฟอยู่ 2 ชุด ชุดแรกคือ แรงดันไฟที่จ่ายเลี้ยงวงจรของภาคต่าง ๆ ถือว่าเป็นขารับแรงดันไฟบวก Vcc ต่อมาก็คือแรงดันไฟบวกที่จะส่งเข้ามายังขาที่ 15 ซึ่งเป็นแรงดันไปบวกส าหรับภาคขับกระแส แรงดันไฟ ดังกล่าวเป็นแรงดันไฟ 12 V หลังจากที่มีการจ่ายแรงดันไฟทั้ง 2 ชุดนี้ เป็นหน้าที่ของวงจรออสซิลเลเตอร์ ที่จะผลิตความถี่ประมาณ 15 KHz โดยตัวที่จะท าหน้าที่เป็นตัวก าหนดความถี่ ได้แก่ รีซิสเตอร์ออสซิลเลเตอร์ ที่ต่ออยู่ที่ขา 11 และคาปาซิเตอร์ เพื่อการออสซิลเลเตอร์ที่ต่อเอาไว้ที่ขา 10 หลังจากที่วงจรสามารถผลิต ความถี่ได้แล้ว จะส่งความถี่เข้าสู่หน่วยเปรียบเทียบหรือวงจรคอมพาราเตอร์สร้างเป็นสัญญาณพัลส์วิธมอด ต่อไป วงจรคอมพาราเตอร์หรือหน่วยพัลส์วิธมอดจะท างานด้วยการตั้งระบบแรงดันไฟคงที่หรือแรงดันไฟ อ้างอิงไว้ภายใน IC701 การที่จะท าให้พัลส์วิธมอดมีค่าดิวตี้ไซเกิ้ลมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการส ารวจแรงดันไฟ ที่เป็นแรงดันไฟทางออกหรือแรงดันไฟที่เกิดจากการท างานของภาคจ่ายไฟ เอาแรงดันไฟดังกล่าวนั้นเข้ามา ส ารวจทางขาที่ 6 ซึ่งเป็นขาเออเรอร์แอมป์ (Error Amp) ถ้าหากแรงดันไฟทางออกมีค่าขยับสูงขึ้น แรงดันไฟ ที่ส่งกลับมาส ารวจที่ขา 6 จะต้องสูงกว่าแรงดันไฟอ้างอิง ท าการบังคับให้หน่วยคอมพาราเตอร์ผลิตสัญญาณ พัลส์วิธมอดที่มีค่าความถี่เท่าเดิม แต่ค่าดิวตี้ไซเกิ้ลของพัลส์มีค่าลดลง เพื่อท าให้การท างานของวงจรภาค จ่ายไฟลดต่ าลงมา


ในทางตรงกันข้ามหากว่าวงจรภาคจ่ายไฟท าการจ่ายแรงดันไฟออกมาต่ ากว่าปกติ การส ารวจ แรงดันไฟกลับมายังขาที่ 6 ของ IC701 ส ารวจแรงดันไฟต่ ากว่าแรงดันไฟอ้างอิงหน่วยคอมพาราเตอร์ จะเปรียบเทียบข้อมูลดังกล่าวออกมาส่งผลให้หน่วยสร้างสัญญาณพัลส์วิธมอด สร้างสัญญาณพัลส์วิธมอดที่มี ค่าดิวตี้ไซเกิ้ลค่ามากกว่าปกติได้ในที่สุด ในส่วนของวงจรผลิตความถี่ออสซิลเลเตอร์ อาจจะมีการควบคุมความถี่มาจากภายนอก เพื่อจะท า ให้เสถียรภาพของวงจรดียิ่งขึ้นหรืออาจจะป้องกันปัญหาความถี่จากวงจรภาคจ่ายไฟไม่ให้ไปรบกวนภาพ หลายวงจรจึงใช้วิธีการส่งสัญญาณพัลส์มาจากวงจรภาคฮอริซอนทอล พัลส์จากวงจรฮอริซอนทอลจะส่งเข้ามา ทางขาที่ 2 เพื่อเข้าสู่วงจรเฟสดีเทคเตอร์ก่อนจะมาบังคับการท างานของวงจรออสซิลเลเตอร์ ในส่วนของวงจร ทีวีสีชาร์ป ไม่ได้มีการส่งความถี่จากวงจรฮอริซอน ทอลเข้ามาควบคุมการท างานของวงจร ในขณะเดียวกัน ขาที่ 1 เป็นขาที่รับสัญญาณพัลส์มาจากสวิตชิ่งเรกูเลเตอร์ทรานสฟอร์เมอร์ เพื่อมาเปรียบเทียบกับความถี่ ของฮอริซอนทอล เมื่อทางเข้าของความถี่ฮอริซอนทอลที่ขา 2 ไม่ได้ใช้งานความถี่จากพัลส์ที่จะส่งเข้ามาทาง ขา 1 ของไอซีจึงไม่ได้มีการน าเอามาใช้งาน เช่นเดียวกันหมายความว่า ในวงจรเรกูเลเตอร์ของชาร์ป ไม่ได้มี การน าเอาวงจรเฟสดีเทคเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อบังคับการผลิตความถี่ของวงจรออสซิลเลเตอร์แต่อย่างใด สามารถดูวิธีการที่จะบังคับความถี่นี้ได้จากวงจรของทอมสันแท่น ICC9 เป็นตัวอย่าง เมื่อได้สัญญาณความถี่พัลส์วิธมอดเป็นที่ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว จะส่งสัญญาณดังกล่าวเข้าสู่วงจร โปรเท็คชั่นหรือวงจรป้องกันจะใช้วิธีการส ารวจกระแสของการท างานของวงจรภาคเอาต์พุต โดยส่งเข้าทาง ขาที่ 3 ถ้ากระแสเกินปกติวงจรป้องกันจะท าการหยุดสัญญาณพัลส์ที่ส่งมาจากพัลส์วิธมอดมิให้ส่งเข้าสู่วงจร ขับก าลัง ถ้าหากกระแสในวงจรไม่สูงเกินปกติวงจรป้องกันจะส่งความถี่ของวงจรพัลส์วิธมอดออกไปยังวงจร ภาคขับก าลังได้ โดยตรงภาคขับก าลังจะขับกระแสออกไปยังขาที่ 14 ของ IC701 ซึ่งวิธีการขับกระแสให้กับภาคเอาต์พุตสามารถที่จะดูวิธีการต่าง ๆ ได้ดังรูปที่ 2.32 ได้มีการให้ตัวอย่าง ของการขับกระแสให้กับภาคเอาต์พุต 3 รูปแบบด้วยกัน โดยรูปแบบที่ 1 และรูปแบบที่ 2 ต้องอาศัยแรงดันไฟ พูลอัพมาจากแรงดันไฟ 300 V เข้ามาช่วยด้วย ในขณะที่รูปแบบที่ 3 จะไม่อาศัยการพูลอัพกระแสให้กับ ขาเบสของทรานซิสเตอร์


220K 220K 39 2.7uH ZD 2.7V 470uF 1nF S2000AF 0.15/2W 14 BAT8 OLP SRT DAMPER +300V 14 120K x 5 3.3uH 330 47uF BUH713 0.02/3W 22 150pF +300V 1N4001x3 OLP SRT DAMPER 18 3.3 uH ZD 3.9 V 4.7uF 0.15/2W 14 OLP SRT DAMPER +300V 220 . 1 . 2 . 3 1nF 2SD1004 T701 T701 T701 รูปที่ 2.32 วิธีขับทรานซิสเตอร์เอาต์พุต ก. รูปแบบที่ 1 ค. รูปแบบที่ 3 ข. รูปแบบที่ 2


การควบคุมแรงดันไฟคงที่ การก าหนดแรงดันไฟทางออก สามารถที่จะก าหนดด้วยค่าดิวตี้ไซเกิ้ลของสัญญาณพัลส์วิธมอด ดังนั้นเราจึงพบว่า เมื่อภาคจ่ายไฟสามารถที่จะท างานได้แล้ว จะมีการส่งแรงดันไฟจากขดลวดขาที่ 3 และ ขาที่ 4 ของ T701 เพื่อท าการเร็กติฟายแรงดันไฟส่งให้กับ IC701 อย่างน้อย 2 ชุดด้วยกัน ชุดที่ 1 จะพบว่า มีการเร็กติฟายด้วยไดโอด D709 และฟิลเตอร์ด้วยคาปาซิสเตอร์ C730 ก่อนที่จะส่งผ่านสวิตช์ไดโอด ที่ท างานด้วย D711 เพื่อส่งแรงดันไฟดังกล่าวไปเลี้ยง IC701 ขาที่ 16 และส่งผ่านรีซิสเตอร์ R712 ซึ่งเป็น รีซิสเตอร์ที่มีค่าน้อย ส่งไปเลี้ยงวงจรภาคเอาต์พุตที่ขา 15 โดยแรงดันไฟชุดนี้ เมื่อเริ่มต้นการท างานจะรับ แรงดันไฟจากวงจรเร็กติฟายโดยส่งผ่านรีซิสเตอร์ R727 และ R726 ผ่านสวิตช์ไดโอด D713 ส่งเข้ามาในตอน เริ่มต้น ทางที่ 2 ที่มีการน าเอาพัลส์จาก T701 ออกไปใช้งาน ส่งผ่านไดโอด D708 ให้ไดโอดดังกล่าว ท าหน้าที่ในการเร็กติฟายรวมกับรีซิสเตอร์ R725 และ C722 เพื่อส่งแรงดันไฟดังกล่าวนี้เข้าสู่วงจรส ารวจ แรงดันไฟเป็นหน่วยเออเรอร์แอมป์ โดยแรงดันไฟดังกล่าวจะส่งเข้าสู่วงจรโวลเตลดิไวเดอร์ ซึ่งประกอบด้วย R713,R714,R715 และ R716 โดยในส่วนของวงจรโวลเตจดิไวเดอร์ดังกล่าวนี้ สามารถที่จะปรับแต่งผลของ การแบ่งแรงดันไฟโดยการปรับแต่งที่รีซิสเตอร์ R714 ซึ่งเป็นการปรับแรงดันไฟทางออก 115 V ของภาค จ่ายไฟนั่นเอง แต่มิใช่ว่าแรงดันไฟจะถูกปรับแต่งเฉพาะในส่วนของแรงดันไฟชุด 115 V เท่านั้น แต่แรงดันไฟ ทุกชุดที่เกิดจากการสวิตช์ของภาคจ่ายไฟจะถูกปรับแต่งโดยรวมที่ R714 ผลของแรงดันไฟตกคร่อมโดยเฉพาะ R714,R715 และ R716 ส่งไปส ารวจขา 6 ของ IC701 เป็นขารับแรงดันไฟเออเรอร์แอมป์ ดังนั้นแรงดันไฟทางออกจึงสามารถเพิ่มขดลวดได้ด้วยการปรับแต่งรีซิสเตอร์ R714 จนกระทั่ง แรงดันไฟทางออกได้แรงดันไฟออกไปเป็นปกติ นั่นหมายความว่าในตอนนี้ชุดเออเรอร์แอมป์อยู่ในสภาวะปกติ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าหากแรงดันไฟที่ได้จากการท างานเกิดขยับต่ าลงย่อมจะท าให้แรงดันไฟที่ขา 6 ของ IC701 ต่ ากว่าแรงดันไฟอ้างอิงที่อยู่ภายในของ IC701 วงจรพัลส์วิธมอด ท าหน้าที่รขยายดิวตี้ไซเกิ้ล ส่งออกไปยังขาที่ 14 ให้สัญญาณพัลส์วิธมอดมีพัลส์ที่กว้างขึ้น ส่งผลท าให้ทรานซิสเตอร์ Q701น ากระแสได้ นานขึ้น ผลของการน ากระแสที่ยาวนานอย่างนี้ ย่อมท าให้พัลส์ที่เกิดขึ้นในขณะที่ทรานซิสเตอร์เข้าสู่ภาวะ เทิร์นออฟมีค่าแรงดันไฟที่ขาคอลเล คเตอร์สูงขึ้น เมื่อแรงดันไฟที่ขาคอลเล คเตอร์ของทรานซิสเตอร์ Q701 สูงขึ้นอย่างนี้ ย่อมจะท าให้แรงดันไฟที่ขดลวดชุดเซ็คคันดารี่ขยับเพิ่มสูงขึ้นตามมาด้วย ตามทฤษฎีนั่นคือ แรงดันไฟทางออกจะมีการขยับสูงขึ้น จนกระทั่งเข้าสู่สภาวะปกติ หากแรงดันไฟมีการส่งออกไปเป็นปกติ เรียบร้อยแล้ว แรงดันไฟที่ป้อนกลับมายังขาที่ 6 จะมีค่าเท่ากับแรงดันไฟอ้างอิงของหน่วยคอมพาราเตอร์ นั่นเอง สัญญาณพัลส์วิธมอดที่เกิดขึ้นก็จะมีค่าดิวตี้ไซเกิ้ลที่มีค่าคงที่ แน่นอนว่าการจ่ายแรงดันไฟก็สามารถที่ จะจ่ายแรงดันไฟออกไปให้มีค่าคงที่ด้วย ในทางกลับกันหากภาคจ่ายไฟจ่ายแรงดันไฟได้มากกว่าปกติ ผลของการป้อนย้อนกลับมาที่ขา 6 ของไอซีจะท าให้แรงดันไฟที่ขา 6 ของ IC701 มีค่าแรงดันไฟขยับสูงขึ้น เมื่อแรงดันไฟที่ขา 6 สูงกว่าค่า แรงดันไฟอ้างอิง ท าให้วงจรคอมพาราเตอร์ท างานน้อยลง ส่งผลไปวงจรพัลส์วิธมอดท าให้วงจรพัลส์วิธมอด บังคับดิวตี้ไซเกิ้ลของพัลส์ให้มีค่าน้อยลงหรือมีค่าแคบลง ส่งออกไปทางขาที่ 14 ของ IC701 ไปขาเบสของ ทรานซิสเตอร์ Q701 ด้วยค่าของพัลส์ที่แคบ ทรานซิสเตอร์ Q701 ท างานน้อยลง การสะสมก าลังงานของ T701 จึงสะสมก าลังงานได้ในเวลาสั้น ๆ เมื่อ Q701 กลายเป็นสวิตช์ออฟ ย่อมจะท าให้แรงดันไฟทางด้าน คอลเลคเตอร์มีค่าแรงดันไฟที่มีค่าไม่สูงนัก แรงดันไฟที่ส่งออกไปทางด้านเซ็คคั่นดารี่จึงมีค่าแรงดันไฟที่ขยับ ต่ าลงมาจนเข้าสู่สภาวะปกติได้ในที่สุดแรงดันไฟทางออกเป็นปกติและแรงดันไฟที่ป้อนกลับไปยังขาที่ 6 ของ


IC701 จึงกลับเข้าสู่สภาวะปกติ คือ มีแรงดันไฟเท่ากับแรงดันไฟอ้างอิงเช่นเดียวกัน ระบบที่ท างานอย่างนี้ ย่อมจะท าให้แรงดันไฟทางออกสามารถที่จะรักษาให้มีการจ่ายแรงดันไฟออกมาคงที่ได้ ในสภาวะที่แรงดันไฟทางออกที่เป็นแรงดันไฟทางออก 115 V มีการรักษาระบบแรงดันไฟคงที่เอาไว้ ได้แล้วนั้น ถ้ามีการส ารวจพัลส์ที่ขาคอลเลคเตอร์ของทรานซิสเตอร์ Q701 ได้แรงดันไฟประมาณ 440 Vp-p และถ้าหากว่าแรงดันไฟเกิดการเปลี่ยนแปลงพัลส์ขาคอลเล คเตอร์ของทรานซิสเตอร์ Q701 เกิดการ เปลี่ยนแปลงไปตามค่าดิวตี้ไซเกิ้ลของสัญญาณพัลส์วิธมอดด้วย 6 8 9 10 11 12 13 14 T701(SRT) 7 5 4 3 1 D704 D703 D701 D702 C709 R702 R701 R704 R703 C714 C711 D705 R705 R706 C713 C718 C712 Q701 R709 D717 C715 L705 R708 D708 C717 D709 C718 R710 R725 D720 R711 D711 C730 C720 C721 R712 R726 R727 L704 C722 C725 R717 C724 R713 C723 C723 R718 C727 C728 R719 R716 R715 R714 R722 R721 R720 IC 701IX 1779CE 9 10 11 12 13 14 15 16 8 7 6 5 4 3 2 1 D706 D713 D712 D714 220VAC D715 รูปที่ 2.33 รูปแบบโดยรวมของภาคจ่ายไฟที่มองจากชุดกราวด์ร้อน


รูปที่ 2.34 พัลส์ที่เกิดขึ้น 440 Vp-p ที่ขา C ของ Q701 วงจรป้องกัน ในกรณีโหลดเกิดการลัดวงจร ภาคจ่ายไฟของชาร์ปจะท างานได้อย่างไรโดยไม่ได้รับความเสียหาย พิจารณาไปที่รูปที่2.33 Q701 ขาอิมิตเตอร์ของ Q701 จะมี R720,R721 และ R722 ท างานร่วมกัน D715 ซึ่งเป็นไดแอคหน้าที่หลักคือ ขจัดสัญญาณรบกวนชั่วขณะ ในขณะที่โอห์มของรีซิสเตอร์ทั้งสามตัวนี้มีค่าโอห์ม ประมาณ 0.1 Ω ในภาวะปกติรีซิสเตอร์ที่เป็นโอเวอร์โหลดทั้งหมดมีแรงดันตกคร่อมไม่เกิน 0.15 V หากโหลดเกิด ลัดวงจรขึ้นย่อมจะต้องดึงกระแสจากทรานสฟอร์เมอร์ แน่นอนจะต้องบังคับให้ Q701 ท างานมากขึ้น กรณี อย่างนี้กระแสที่ไหลผ่าน R720,R722 จะมีค่ามากขึ้น ส่งผ่าน R719 ไปยังขา 3 วงจรป้องกันภายใน IC701 จะท าหน้าที่ตัดความถี่ออสซิลเลเตอร์ออกไป ท าให้ภาคจ่ายไฟสามารถหยุดได้เพราะไม่มีสัญญาณพัลส์ส่งออก ไปให้กับขาเบสของ Q701 ถึงแม้ว่า IC701 ยังคงผลิตความถี่ได้ ในกรณีที่แรงดันไฟเกิดสูงกว่าปกติ ขา 7 ของ IC701 ท าหน้าที่ในการส ารวจแรงดันไฟ จะท าให้ภาค จ่ายไฟออกไปได้สูงสุดส าหรับชุด 115 V ได้ไม่เกิน 127 V เพราะหากว่าวงจรเออเรอร์แอมป์ ภายในไอซีเกิด ปัญหาใครจะเป็นตัวช่วย เพราะฉะนั้นขา 7 ของ IC701 จึงเป็นระบบดีซีคอนโทรลเลอร์ในการบังคับ ภาคจ่ายไฟไม่ให้จ่ายไฟสูงเกินจนกระทั่งแรงดันไฟทางออกเท่ากับ 300 V ขา 7 ของ IC701 จึงรับไฟมาจาก การส ารวจแรงดันไฟ ในกรณีนี้จะส ารวจแรงดันไฟมาจากวงจรเดียวกับวงจรเออเรอร์แอมป์โดยผ่าน R718 เข้าไป ในกรณีที่เกิดปัญหาโอเวอร์โวลเตจ ภาคจ่ายไฟจะตัดวงจรด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ปล่อยให้แรงดันไฟขยับ สูงขึ้นจนกระทั่งถึง 127 V


1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 Q701 116 V L702 IC751 I X 1 7 7 9 C E + 15 V +115V 12 11 10 5 6 3 4 1 13V R711 220 VAC Q702 รูปที่ 2.35 ภาคจ่ายไฟของแท่น H และแท่น 14B ในรูปแบบบล็อกไดอะแกรม


เทคนิคการตรวจซ่อม แนวการวิเคราะห์อาการเสียในภาคจ่ายไฟของแท่น J การที่จะตรวจสอบอาการเสียของภาคจ่ายไฟ จะต้องแยกระบบกราวด์ของภาคจ่ายไฟออกจากระบบ กราวด์ของแท่นเครื่องเสียก่อน จากรูป 2.33 คือในส่วนของกราวด์ของภาคจ่ายไฟให้เปรียบเทียบกับขั้วลบ ของคาปาซิสเตอร์แรงดันไฟ 300 V หรือขั้วลบของ C709 หรือวัดไฟลบที่ขา 4 ของสวิตชิ่งทรานสฟอร์เมอร์ T701 ในกรณีที่ตรวจสอบแรงดันไฟทางออกของภาคจ่ายไฟ ต้องวัดเทียบกับกราวด์แท่นเครื่อง ในส่วนของภาคจ่ายไฟ หากภาคจ่ายไฟสามารถที่จะจ่ายแรงดันไฟออกไปได้ จะมีผลท าให้ LED ที่อยู่ ที่หน้าปัดเครื่อง ซึ่งเป็น LED D1023 จะต้องติดโชว์แสดงขึ้นมา เพื่อให้เจ้าของเครื่องรู้ว่าระบบการท างาน ของเครื่องเป็นไปตามปกติ ทุกส่วนของภาคจ่ายไฟเมื่อภาคจ่ายไฟท างานจอจะสว่างหรือไม่เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง 1. กรณีไฟไม่จ่าย ในกรณีที่แรงดันไฟไม่สามารถจ่ายออกไปได้ ในการด าเนินการตรวจซ่อมดังแนวทาง ตัวอย่างต่อไปนี้ 1.1 วัดแรงดันไฟ 300 V ที่ตกคร่อม C709 ว่ามีแรงดันไฟตกคร่อม 300 V วงจรเร็กติฟายเออร์ไม่ สามารถท างานได้ ให้ตรวจสอบ R กันกระโชก ซึ่งเป็น R701,R702 ฟิวส์F701 1.2 หลักการเบื้องต้นของระบบสวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลายว่าภาคจ่ายไฟแบบนี้แม้ว่าโหลดจะเกิดการ ลัดวงจร จะไม่ท าให้รีซิสเตอร์กันกระโชกหรือฟิวส์เกิดปัญหาเพราะวงจรจะต้องหยุดตัวเองให้ได้ เมื่อเกิด ปัญหาดังกล่าว อุปกรณ์ที่ท าให้ฟิวส์และรีซิสเตอร์กันกระโชกขาด คือ วงจรเร็กติฟายและวงจรสวิตชิ่ง ทางด้านที่เป็นกราวด์ร้อนเท่านั้น อุปกรณ์ที่ท าให้ฟิวส์มีปัญหาคือไดโอดเร็กติฟายเออร์คือ D701,D702,D703 หรือ D704 เทอร์มิสเตอร์ TR701 วิธีการแยกตัวเสียในสองส่วนนี้ท าได้โดยการปลดดีเก๊าซิ่งคอยออก จ่ายไฟ เข้าสู่เครื่องอีกครั้ง D702 D701 D704 D703 R702 R709 L712 C703 C729 C709 C707 R736 R735 220V AC 10.8V +300V รูปที่ 2.36 ฟูลเวฟ/ฮาล์ฟเวฟ เร็กติฟายที่ใช้ไดโอดร่วมกัน


ถ้าฟิวส์ยังมีปัญหาอยู่นั่นหมายความว่า ไดโอดเร็กติฟายเออร์มีปัญหา ถ้าถอดดีเก๊าซิ่งคอยออกแล้ว ปรากฏว่าฟิวส์เป็นปกติ นั่นหมายความว่า ความบกพร่องนี้เกิดจาก TR701 ในกรณีที่รีซิสเตอร์กันกระโชก เกิดการขาด สิ่งที่น่าสนใจก็คือไดโอดเร็กติฟาย D701–D704 และคาปาซิเตอร์ C709 นอกเหนือไปจากนี้ ได้แก่ สวิตชิ่งทรานสฟอร์เมอร์T701 และทรานซิสเตอร์ เอาต์พุต Q701 1. ในกรณีที่ส ารวจพบว่า Q701 ลัดวงจรเสียเอง ท าให้ฟิวส์หรือรีซิสเตอร์เกิดการขาดวงจร การที่ Q701 เกิดการลัดวงจรอาจเป็นเพราะอายุการใช้งาน Q701 หรือเกิดจากสวิตชิ่งทรานสฟอร์เมอร์เกิดการ ลัดวงจร ในกรณีเช่นนี้ ถ้า Q701 เกิดการลัดวงจร เมื่อใส่เรกูเ ลเตอร์เอาต์พุตตัวใหม่เข้าไป ย่อมจะท าให้ ทรานซิสเตอร์เกิดความเสียหายได้ไม่ว่าจะใส่กี่ครั้งกี่ตัวก็ตาม เมื่อส ารวจพบว่า Q701 เกิดการลัดวงจร ให้ ถอดทรานซิสเตอร์ตัวเก่าออกและยังไม่ต้องใส่ตัวใหม่เข้าไปจ่ายไฟเข้าสู่แท่นเครื่อง วัดแรงดันไฟที่ส่งออกจาก IC701 ขาที่ 14 มีแรงดันไฟไม่เกิน 1. 3 V หากมีแรงดันไฟสูงกว่าที่ว่าไว้นั้น แสดงว่า IC701 เป็นตัวที่ท าให้ เกิดปัญหากับ Q701 แต่ถ้าหากแรงดันไฟที่ออกจากไอซีเป็นปกติ ให้ปิดเครื่องใส่ทรานซิสเตอร์ตัวใหม่เข้าไป แล้วท าการลัดวงจรทางด้านไฟออกชุด 115 V เข้ากับแท่นเครื่องหรือกราวด์เย็นก่อนที่จะเปิดเครื่อง เมื่อเปิด เครื่องขึ้นมาหากฟิวส์ยังอยู่ในสภาพปกติ แสดงว่าสวิตชิ่งทรานสฟอร์เมอร์ไม่มีจุดบกพร่อง ถ้าเปิดเครื่องขึ้น มาแล้วฟิวส์ขาดอีกนั่นหมายความว่าปัญหาที่ Q701 เสียเกิดจากทรานสฟอร์เมอร์T701 เป็นต้นเหตุ 2. หากแรงดันไฟ 300 V มีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ปิดเครื่องแล้วท าการส ารวจว่าโหลดของภาค จ่ายไฟมีปัญหาอยู่หรือไม่ ถ้าโหลดของภาคจ่ายไฟเกิดลัดวงจร ภาคจ่ายไฟดังกล่าวนี้จะต้องหยุดการท างาน จากรูป 2.30 ดังนั้นให้ตัดไฟออกจากแท่นเครื่องเสียก่อน แล้วใช้มิเตอร์ตั้งย่านโอห์ม วัดคร่อมไปที่ไดโอด เร็กติฟายไฟทางออกของชุดต่าง ๆ คือ ให้วัดความต้านทาน D603,D302,D613 และ D614 วัดโดยการสลับ สายวัดเพื่อส ารวจว่าโหลดของวงจรชุดไหนมีปัญหา ถ้าโหลดของชุดต่าง ๆ เป็นปกติ จะตั้งสเกล Rx1 ขึ้นครั้ง ไม่ขึ้นครั้ง เมื่อสลับสายมิเตอร์ ถ้าวัดแล้วปรากฏว่าเข็มมิเตอร์ขึ้นทั้งสองครั้งหมายความว่า โหลดของวงจร ชุดนั้นมีปัญหา ท าให้วงจรภาคจ่ายไฟไม่สามารถที่จะจ่ายไฟออกไปได้ 3. หากส ารวจแล้วโหลดภาคจ่ายไฟไม่มีปัญหา ให้ตั้งมิเตอร์วัดแรงดันไฟ 300 V ที่ขาคอลเลคเตอร์ ของ Q701 เทียบกับขา 4 ของสวิตชิ่งทรานสฟอร์เมอร์ว่ามีไฟ 300 V ที่ขาคอลเลคเตอร์ของ Q701 หรือไม่ หากไม่มีตัวที่เป็นปัญหาก็คือ D706 เกิดการขาดวงจรหรือตะกั่วที่บัดกรีหลุด หรือสวิตชิ่งทรานสฟอร์เมอร์มี ปัญหา 4. วัดแรงดันไฟสตาร์ ตวงจรให้กับขา 16 ของ IC701 เทียบกับขา 4 ของสวิตชิ่ง T701 ต้องมี แรงดันไฟตั้งแต่ 10.8 V ถ้าแรงดันไฟดังกล่าวไม่มี อุปกรณ์ที่จะเกิดปัญหา ได้แก่ L704,D713,D711,R726 และ R727 เป็นต้น 5. ส ารวจแรงดันไฟส าหรับขับเอาต์พุต โดยการวัดไฟที่ขา 15 ของ IC701 ต้องมีแรงดันไฟตั้งแต่ 10.8 V เช่นเดียวกับขาที่ 16 หากแรงดันไฟดังกล่าวนี้ไม่มี ตัวที่เป็นปัญหา ได้แก่ R712 6. ส ารวจแรงดันไฟที่ขา 14 ของ IC701 มีแรงดันไฟอยู่ประมาณ 1 V หากแรงดันไฟที่ขา 14 ไม่มีเลย อาจเป็นเพราะว่าวงจรโปรเท็คชั่นก าลังท างานอยู่ ให้ไปส ารวจรีซิสเตอร์โอเวอร์โหลดโปรเท็คชั่น คือ R720,R721,R722 และไดแอค D715 ว่าค่าของความต้านทานและเบอร์ของไดแอคดังกล่าวยังเป็นปกติหรือไม่ 7. ส ารวจความถี่จากหน่วยออสซิลเลเตอร์ด้วยมัลติมิเตอร์หรือออสซิลโลสโคป ที่ขา 10 ของ IC701 ว่ายังผลิตความถี่ได้อย่างต่อเนื่องอยู่หรือไม่


2. แรงดันไฟจ่ายเกินปกติ จากรูป 2.33 ในกรณีที่มีปัญหาเรื่องแรงดันไฟจ่ายเกินปกติ วงจรที่รับผิดชอบ ได้แก่หน่วยเออเรอร์แอมป์ วงจรดีซีคอนโทรล ซึ่งหน่วยเออเรอร์แอมป์และดีซีคอนโทรลจะรับแรงดันไฟ มาจากขา 6 ของ IC701 ส่งผ่านไดโอด D708 และ D725 ฟิลเตอร์ด้วย C722 ซึ่งเป็นวงจรดีซีคอนโทรล เพราะฉะนั้นในกรณีที่แรงดันไฟที่เกิดการจ่ายไฟสูงกว่าปกติ ให้ส ารวจ R725,R713 และ C722 เพราะหาก รีซิสเตอร์ทั้งสองตัวเกิดการขาดหรือยืดค่าย่อมจะเกิดปัญหาไฟจ่ายสูง ถ้า C722 เกิดรั่วหรือช็อตก็จะท าให้ ไฟจ่ายสูงเช่นเดียวกัน สุดท้ายคือ D708 ซึ่งเป็นไดโอดความถี่สูง ถ้าไม่สามารถท างานกับความถี่สูงได้ ภาคจ่ายไฟก็จะจ่ายแรงดันไฟสูงกว่าปกติ 3. แรงดันไฟจ่ายต่ ากว่าปกติ แรงดันไฟทางออกจ่ายต่ ากว่าปกติและให้ปรับ R714 และยังปรากฏว่ายัง ไม่เป็นผลให้ส ารวจแรงดันไฟที่ขา 16 ของ IC701 ถึง 12 V หรือไม่ ถ้าแรงดันไฟที่ขา 16 มีแรงดันไฟต่ า นั่นแสดงว่า D709,R710 หรือ D711 ขาดวงจร ZD712 เกิดการรั่วไหล แต่ถ้าแรงดันไฟที่ขา 16 มีแรงดันไฟ ตั้งแต่ 10.8 V ขึ้นไป ถือว่าแรงดันไฟดังกล่าวนี้ปกติแล้วตัวที่ท าให้เกิดปัญหาไฟจ่ายต่ า ได้แก่ R714 ยืดค่า R715,R716 ยืดค่าหรือขาดวงจร ภาคจ่ายไฟของแท่น H และแท่น 14B ในโทรทัศน์สีชาร์ปกู๊ดมอร์นิ่งรุ่นแรก ๆ เป็นรุ่นที่ผลิตในประเทศมาเลเซียใช้เป็นแท่น 14B ในปัจจุบัน มีการน าเอาวิธีการของภาคจ่ายไฟของแท่น 14 B มาอยู่ในแท่น H ไม่ว่าจะเป็นแท่น J แท่น H หรือแท่น 14B ไอซีที่ท าหน้าที่เป็นหน่วยพัลส์วิธมอดออสซิลเลเตอร์ก็คือ เบอร์IX1779CE หรือ TEA2261 เหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนนัมเบอร์ของ IC701 มาเป็น IC751 ความแตกต่างของแท่น J กับแท่น H มีส่วนแตกต่างกัน ในส่วนของวงจรซอฟต์สตาร์ตระบบการจ่ายไฟของแท่นเครื่องชุดนี้เริ่มตั้งแต่การน าเอาไฟ 220 VAC เข้าสู่วงจร ก าจัดสัญญาณรบกวนที่เรียกว่า ไลน์ฟิลเตอร์ L702 ก่อนท าการเร็กติฟายเออร์ออกมาเป็นแรงดันไฟ 300 V ส่งให้กับเพาเวอร์เรกูเลเตอร์ ซึ่งท างานด้วย Q701 อีกทางหนึ่งน าเอาแรงดันไฟจากชุดเร็กติฟายเออร์ ลดแรงดันไฟลงมาเป็นแรงดันไฟสตาร์ ตวงจร เพื่อจ่ายให้กับ IC751 ขา15 และขา 16 เพื่อเป็นการสตาร์ต วงจรให้กับ IC751 ท าการผลิตความถี่ เพื่อให้หน่วยออสซิลเลเตอร์ท างาน IC751 ส่งสัญญาณที่เป็นพัลส์ออก ทางขาที่ 14 ไปบังคับ Q701 ท าหน้าที่เป็นสวิตช์ ท าให้สนามแม่เหล็กของสวิตชิ่งทรานสฟอร์เมอร์เกิดการ เหนี่ยวน าออกไปทางขดลวดทางเซ็คคันดารี่มี Q702 มาท าหน้าที่ซอฟต์สตาร์ ต เพื่อให้การเริ่มต้นนิ่มนวล แรงดันไฟ 300 V ส่งเข้าที่ขา 6 ของสวิตชิ่งทรานสฟอร์เมอร์ส่งออกขาที่ 1 มารอที่ขาคอลเลคเตอร์ของ Q701 อีกส่วนหนึ่งเป็นแรงดันไฟ 10.8 V ส่งผ่าน L712 จ่ายเข้าไปยังขา 16 ซึ่งเป็นขาจ่ายไฟเลี้ยงวงจร และส่งผ่าน R704 ไปขาที่ 15 ของ IC751 ซึ่งเป็นขาจ่ายไฟให้กับไดร์เวอร์เอาต์พุต เมื่อจ่ายไฟให้ IC751 ท าให้วงจรออสซิลเลเตอร์ ซึ่งประกอบด้วย R706,C711 เกิดการผลิตความถี่ขึ้นมาส่งความถี่ดังกล่าวนี้เข้าสู่ หน่วยพัลส์วิธมอด ก่อนที่จะขับผ่านระบบไดร์เวอร์ส่งออกทางขาที่ 14 ของ IC751 ส่งผ่านระบบปรับแต่ง สัญญาณทางด้านขาเบสของ Q701 เมื่อความถี่ที่เป็นสัญญาณพัลส์ส่งมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว Q701 จะท า หน้าที่เป็นหน่วยสวิตชิ่ง น าเอากระแสส่งผ่าน T701 ท าให้ T701 มีสนามแม่เหล็กยุบตัวและพองตัวเกิด แรงดันไฟชุดต่าง ๆ เพื่อจ่ายแรงดันไฟไปใช้งาน ฉะนั้นแรงดันไฟขาที่ 5 จะส่งผ่านไดโอด D705,R705 และ ฟิลเตอร์ด้วย C729 เป็นแรงดันไฟประมาณ 13 V ส่งไปขา 16 และ 15 ของ IC751 ทดแทนแรงดันไฟสตาร์ต 10.8 V ท าให้ IC751 เข้าสู่การขับกระแสที่สมบูรณ์แบบ วิธีการนี้เรียกว่า วิธีการสตาร์ ตอย่างนิ่มนวล หรือ ซอฟต์สตาร์ต (Soft Start)


D702 D701 D704 D703 R720 C707 R709 R705 C717 D707 R708 C713 R723 D709 C724 L712 R704 C729 C709 L715 R716 C720 D708 R717 D710 Q701 R718/R721 D705 C710 R706 C711 C712 C715 IC751 IX1779CE 1 2 3 5 13 12 14 11 10 9 8 15 16 4 5 1 6 8 7 220 VAC T701 รูปที่ 2.37 การใช้ Q701 ท าหน้าที่สตาร์ตวงจรของภาคจ่ายไฟในแท่น H มัลติมิเตอร์และออสซิลโลสโคป มัลติมิเตอร์แบบเข็ม มัลติมิเตอร์ (Multimeters) คือ เครื่องมือวัดทางไฟฟ้าที่สามารถวัดปริมาณไฟฟ้าได้หลาย รูปแบบ แต่วัดได้ทีละปริมาณ โดยสามารถตั้งเป็นโวลต์มิเตอร์ แอมป์มิเตอร์ หรือโอห์มมิเตอร์ และสามารถเลือก ไฟฟ้ากระแสตรง (DC) หรือไฟฟ้ากระแสสลับ ( AC) ได้ มัลติมิเตอร์บางชนิดมีคุณสมบัติการวัดเพิ่มเติม เช่น วัดค่าความจุ วัดความถี่และทดสอบทรานซิสเตอร์ เป็นต้น การแสดงผลของมัลติมิเตอร์แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ มัลติมิเตอร์แบบเข็ม (Analog Multimeters) กับมัลติมิเตอร์แบบตัวเลข( Digital Multimeters) เพื่อให้เหมาะสมกับการทดลองซึ่งมัลติมิเตอร์แต่ละเครื่องจะมีรายละเอียดปลีกย่อยและข้อควรระมัดระวังใน การใช้งานแตกต่างกันไป โดยทั่วไปแล้วมัลติมิเตอร์จะสามารถใช้วัดปริมาณต่อไปนี้ - ความต่างศักย์กระแสตรง (DC Voltage) - ความต่างศักย์กระแสสลับ (AC Voltage) - ปริมาณกระแสตรง (DC Current) - ความต้านทานไฟฟ้า (Electrical Resistance) มัลติมิเตอร์บางแบบสามารถใช้วัดปริมาณอื่น ๆ ได้เช่น ก าลังออกของสัญญาณความถี่เสียง AF O ( utput) การขยายกระแสตรงของทรานซิสเตอร์ DC Current A ( mplification,hFE) กระแสรั่วของทรานซิสเตอร์ (Leakage Current, lCEO) ความจุทางไฟฟ้า C(apacitance) ฯลฯ


รูปที่ 2.38 มัลติมิเตอร์แบบเข็ม มัลติมิเตอร์แบบตัวเลข มัลติมิเตอร์แบบตัวเลข สามารถวัดปริมาณทางไฟฟ้าได้หลายประเภทเช่นเดียวกับมัลติมิเตอร์แบบเข็ม นอกจากนี้ยังสามารถวัดปริมาณกระแสสลับ วัดการขยายกระแสตรงของทรานซิสเตอร์ วัดความจุไฟฟ้าและ ตรวจสอบไดโอดได้ ส่วนประกอบที่ส าคัญของมัลติมิเตอร์แบบตัวเลข 1. จอแสดงผล (Display) 2. สวิตช์เปิด-ปิด (ON-OFF) 3. สวิตช์เลือกปริมาณที่จะวัดและช่วงการวัด (Range Selector Switch) 4. ช่องเสียบสายวัดร่วม : (COM) ใช้เป็นช่องเสียบร่วมส าหรับการวัดทั้งหมด (ยกเว้นการวัด CX และ hFE ไม่ต้องใช้สายวัด) 5. ช่องเสียบสายวัด mA ส าหรับวัด DCA และ ACA ที่มีขนาด 0-200 mA 6. ช่องเสียบสายวัด 10A ส าหรับวัด DCA และ ACA ที่มีขนาด 200 mA ถึง 10A 7. ช่องเสียบส าหรับวัดการขยายกระแสตรงของทรานซิสเตอร์ 8. ช่องเสียงส าหรับวัดความจุไฟฟ้า 9. ช่องเสียบสายวัด Voltage นอกจากนี้บนแผงหน้าของมัลติมิเตอร์แบบตัวเลขยังมีสัญลักษณ์เพื่อความปลอดภัย ( Safety Symbols) ก ากับไว้ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สากลส าหรับเตือนผู้ใช้ให้มีความระมัดระวังในการใช้เครื่องมือ เพื่อความปลอดภัยแก่ ผู้ใช้เองและให้เครื่องมืออยู่ในสภาพที่พร้อมจะใช้งานได้เสมอ สัญลักษณ์ที่กล่าวนี้ได้แก่ ! หมายถึง ให้ดูค าอธิบายในคู่มือ หมายถึง ความต่างศักย์ไฟฟ้าสูง


รูปที่ 2.39 มัลติมิเตอร์แบบตัวเลข ออสซิลโลสโคป ออสซิลโลสโคปหรือบางครั้งเรียกสั้นๆ ว่าสโคป (Scope ) ที่ใช้งานอยู่ทั่วไป ออสซิลโลสโคปจะใช้แสดง รูปคลื่นสัญญาณหรือช่วงห่างของสัญญาณโดยรูปคลื่นสัญญาณที่ได้อาจเป็นแบบไซน์แบบสี่เหลี่ยม แบบสามเหลี่ยมหรือแบบฟันเลื่อยเป็นต้น ส าหรับความแตกต่างของรูปคลื่นสัญญาณจะขึ้นอยู่กับการวัดที่จุด ใด ๆ ภายในวงจร จากนั้นรูปคลื่นสัญญาณที่ได้จะไปปรากฏที่หลอดคาโทด( Cathoe–Ray Tube,CRT ) ซึ่งมี ลักษณะเป็นจอแสดงผลเช่นเดียวกับจอของเครื่องรับโทรทัศน์และจอของเครื่องคอมพิวเตอร์จากรูป คลื่นสัญญาณที่ปรากฏบนจอ CRT นี้ ท าให้สามารถวัดหรือค านวณหาคาบเวลา ความถี่และคุณลักษณะของ แอมปลิจูดเช่น ค่า rms, ค่าเฉลี่ย, ค่า peak to peak เป็นต้น รูปที่ 2.40 ออสซิลโลสโคป


ใบความรู้หน่วยที่3 ชื่อรายวิชา เครื่องรับโทรทัศน์ สอนครั้งที่ 7 – 8 หน่วยที่ 3 การท างานภาคฮอริซอนตอล จ านวน 12 ชั่วโมง แนวคิด เมื่อภาคจ่ายไฟท างานได้แล้ว วงจรต่อไปต้องท างาน คือ ฮอริซอน ทอล ท าหน้าที่จ่ายไฟให้วงจรอื่น ๆ ให้อุปกรณ์เครื่องรับโทรทัศน์พร้อมที่จะท างานต่อไป สาระการเรียนรู้ ฮอริซอนทอลท างานเริ่มต้นด้วยแรงดันไฟสตาร์ตฮอร์6-12 V ที่มาจากภาคจ่ายไฟ เพื่อจ่ายไฟให้ระบบ ฮอร์ออสซิเลเตอร์ท างาน ผลิตความถี่ 15,625 Hz ในระบบ PAL ส่งสัญญาณไปขับฮอร์ไดร์เวอร์ แล้วส่ง สัญญาณต่อไปขับฮอร์เอาต์พุตให้ท างาน โดยมีโหลดของฮอร์เอาต์พุตอีก 2 ตัว คือ FBT และ H-YOKE ในการสแกนของล าอิเล็กตรอนเป็นระบบของการสร้างเฟรมภาพ ในเฟรมภาพที่เกิดขึ้นประกอบด้วย เส้นภาพทั้งหมด 625 เส้น ในระบบ CCIR หรือ 525 เส้น ในระบบ FCC การบังคับการสแกนทางแนวนอน เรียกว่า ภาคฮอริซอนทอล (Horizontal) คือเส้นสแกนฮอริซอนทอลไลน์(Horizontal Line) เส้นนี้จะมองเห็น เรียกว่า แรสเตอร์(Raster) คือ เส้นที่เรียงจากขอบบนของภาพมาถึงด้านล่างของจอภาพ ในการบังคับการ สแกนทางแนวนอน มีจุดประสงค์ต้องท าให้เกิดสัญญาณกระแสรูปซอร์ทูธ (Saw Tooth) ความถี่ 15,625 Hz ไปปรากฏที่ ฮอโย้ค (H–Yoke) จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อนักเรียน เรียนจบแล้วสามารถ 1. อธิบายการท างานฮอริซอนทอลระบบเคาท์ดาวน์ได้ถูกต้อง 2. อธิบายการท างานไอซีTDA8361 ได้ถูกต้อง 3. อธิบายการท างานฮอริซอนทอลแท่น H ได้ถูกต้อง 4. อธิบายการท างานฮอริซอนทอลแท่น J ได้ถูกต้อง 5. มีการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้ ในด้านความมีมนุษยสัมพันธ์ ความมีวินัยความรับผิดชอบความเชื่อมั่นในตนเองความสนใจใฝ่รู้ ความรักสามัคคี ความกตัญญูกตเวที


วงจรเครื่องรับโทรทัศน์ได้พัฒนาขึ้นมาถึงจุดหนึ่ง จึงมีการค้นพบว่าการที่เอาสัญญาณซิงโครไนซ์ที่มา จากสถานีส่งเข้าสู่ระบบผลิตความถี่หรือระบบออสซิลเลเตอร์ ย่อมจะท าให้เกิดปัญหาสัญญาณรบกวนเกิดขึ้น จากระบบนี้ประการต่อมา หากสัญญาณที่เข้ามามีความแรงไม่เพียงพอย่อมจะท าให้สัญญาณซิงโครไนเซชั่น มีการหล่นหาย ระบบการท างานของฮอริซอน ทอลเราพบว่ามิใช่เพียงแต่จะเอาความถี่ฮอริซอน ทอลไปบังคับ ดีเฟล็คชั่นโย้คเท่านั้น ความถี่ของฮอริซอนทอลยังออกไปยังหม้อแปลงไฟสูง หรือ ฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์ ระบบการท างานที่ประกอบด้วยขดลวดจะสามารถก าเนิดสัญญาณรบกวนเพิ่มขึ้นและเป็นปัญหากับอุปกรณ์ท า ให้เกิด RFI และ EMI ดังนั้นเทคนิควิธีการของโทรทัศน์รุ่นใหม่ที่คิดค้นด้วยวิศวกรชาวเยอรมัน จึงไม่ประสงค์ที่จะเอา สัญญาณซิงโครไนซ์จากเครื่องส่งมาใช้งานได้โดยตรง แต่วงจรจะผลิตสัญญาณซิงโครไนซ์ขึ้นมาเอง โดยวงจร ที่ท าหน้าที่ผลิตสัญญาณซิงโครไนซ์จะมีการควบคุมเฟสหรือน าเอาสัญญาณซิงโครไนซ์ที่มาจากสถานีส่งมาช่วย ในการบังคับเฟสให้เครื่องส่งกับเครื่องรับมีความถี่เริ่มต้นและสิ้นสุดตรงกันเท่านั้น รูปที่ 3.1 ฮอริซอนทอลระบบเคาท์ดาวน์ วงจรควบคุม ระบบสี เพาเวอร์รีเซ็ต ควบคุมเฟส ฮอริซอนทอล คริสตอล ออสซิลเลเตอร์ 3.58 MHz หรือ 4.43 MHz จูนนิ่ง หารความถี่ ฮอริซอนทอล วงจรขับ ฮอริซอนทอล ควบคุมสี ตรวจสอบ เฟสความถี่ ระบบซิงค์ 15,625 Hz ภาคสี ความถี่


ฮอริซอนทอลระบบเคาท์ดาวน์ ระบบการควบคุมการสแกนเส้นภาพแบบเคาท์ดาวน์( Countdown) ย่อ มาจากค าว่า ฟรีเควนซี่ เคาท์ดาวน์ ( Frequency Countdown) หมายถึง วงจร ที่ท าหน้าที่ในการหารความถี่ให้เป็นความถี่ต่ าลง โดยระบบวงจรหารความถี่ดังกล่าวนี้มีพื้นฐานมาจากระบบของเครื่องส่ง พบว่าในวงจรของเครื่องส่งโทรทัศน์ จะมีการผลิตความถี่เท่ากับซับแคร์เรียของสี คือ ผลิตความถี่ 3.58 MHz ในระบบ NTSC และ ผลิตความถี่ 4.43 MHz ในระบบ PAL ความถี่ที่ผลิตขึ้นจะเป็น 3.58 MHz หรือ 4.43 MHz เป็นความถี่หลักที่ใช้หาร ความถี่ลงมาให้เป็นความถี่ 2 เท่า ของฮอริซอนทอล ซึ่งเรียกว่า อีควอไลเซอร์พัลส์ และหารความถี่ให้ต่ าลง มาครึ่งหนึ่งเป็นความถี่ฮอริซอนทอล ถ้าความถี่ที่ส่งมาเป็นระบบ PAL ความถี่ฮอริซอนทอลจะเท่ากับ 15,625 Hz ยังมีการหารความถี่ให้ต่ าลงมาเหลือเพียง 50 Hz ส าหรับเวอร์ติคอล และสุดท้ายเอาความถี่เวอร์ติคอล หารลงมาอีกครึ่งหนึ่งเป็นความถี่ 25 Hz เรียกว่า ความถี่เฟรมซิงค์ เอาความถี่ 25 Hz ส่งกลับไปเทียบเฟส ให้กับวงจรผลิตความถี่ 4.43 MHz เรียกว่า เฟสล็อกลูพ (Phase Lock Loop) หรือ PLL เครื่องรับโทรทัศน์จึง ได้หันไปศึกษาวิธีการของวงจรเคาท์ดาวน์ ดังปรากฏตามบล็อกไดอะแกรมในรูปที่ 3.1 เพื่อประยุกต์ใช้กับ วงจรฮอริซอนทอลและเวอร์ติคอล ระบบดังกล่าวเริ่มตั้งแต่หน่วออสซิลเลเตอร์ท าการผลิตความถี่ 3.58 MHz หรือ 4.43 MHz ขึ้นมาเป็นครั้งแรก โดยการที่จะท าให้วงจรดังกล่าวนี้ผลิตความถี่ 3.58 MHz หรือ 4.43 MHz ขึ้นอยู่กับระบบสีของโทรทัศน์เครื่องนั้นจะเป็นระบบ NTSC หรือ ระบบ PAL ในส่วนของเครื่องรับโทรทัศน์ ที่ใช้งานในเมืองไทยจะเป็นระบบ PAL วงจรผลิตความถี่หรือหน่วยออสซิลเลเตอร์จะผลิตความถี่ 4.43 MHz ความถี่ 4.43 MHz เอาไปใช้ในวงจรที่เป็นระบบสีทางหนึ่ง อีกทางหนึ่งเมื่อได้ความถี่ 4.43 MHz ส่งความถี่ ดังกล่าวเข้าสู่วงจรผลิตความถี่ระบบจูนนิ่ง ท าการดักความถี่ตามระบบที่ต้องการ วงจรฮอริซอนทอล ซึ่งประกอบด้วยขดลวดไฟสูงจะเกิดผลของสัญญาณรบกวนอย่างต่อเนื่องและจะท าให้อุปกรณ์อย่างเช่น ฮอริซอนทอลเอาต์พุตเกิดความเสียหายในเวลาอันรวดเร็วหรือใช้งานไม่ทนทาน เมื่อผ่านจากวงจรจูนนิ่งของฮอริซอน ทอลมาแล้ว ต้องน าเอาความถี่ 4.43 MHz เข้าวงจรหารความถี่ เพื่อหารความถี่ออกมา 15,625 Hz ความถี่ที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นความถี่ฮอริซอน ทอล แต่ความถี่ฮอริซอน ทอล ที่เกิดขึ้นจะมีคาบเวลาตรงกับเครื่องส่งหรือไม่ จะต้องมีการน าเอาความถี่ที่ได้มานั้นส่งไปยังวงจรควบคุมเฟส เปรียบเทียบกับสัญญาณซิงโครไนซ์ที่มาจากเครื่องส่ง ถ้าหากระบบของเฟสมีปัญหาจะบังคับกลับมายังหน่วย ออสซิลเลเตอร์ซึ่งเป็นหน่วยหารความถี่ฮอริซอนทอลต่อไป สุดท้ายความถี่ 15,625 Hz ที่ได้ส่งไปยังวงจรขับ เพื่อส่งต่อไปยังวงจรฮอริซอนทอลไดร์เวอร์และ ฮอริซอนทอลเอาต์พุตต่อไป บล็อกไดอะแกรมทั่วไปในโทรทัศน์สีเป็นระบบฮอริซอนทอลฟรีเควนซี่เคาท์ดาวน์ การท างานของไอซี TDA8361 จากรูปที่ 3.2 เป็นการแสดงถึงบล็อกไดอะแกรมภายในของไอซี TDA8361 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ฮอริซอนทอล ซึ่งไอซีดังกล่าวนี้จะเป็นไอซีที่ท าหน้าที่เป็นวงจรฟรีเควนซี่เคา ท์ดาวน์ ท าหน้าที่เป็นตัวก าเนิด ความถี่ฮอริซอนทอลและเวอร์ติคอล โดยระบบของการหารความถี่ให้ต่ าลงมา ในส่วนของไอซี TDA8361 ซึ่งใช้อยู่ในแท่นเครื่อง J ของทีวีสียี่ห้อชาร์ป ประกอบด้วยวงจรของระบบ จ่ายไฟในการน าเอาแรงดันไฟส่งให้กับขาที่ 36 ของไอซีตัวนี้ แรงดันไฟดังกล่าวนอกจากจ่ายให้กับวงจรต่าง ๆ แล้วยังจ่ายให้จุดส าคัญอีก 3 จุด จุดแรกคือจ่ายให้กับวงจรเพาเวอร์รีเซ็ต เพื่อท าหน้าที่ในการบังคับการ ท างานของวงจรผลิตความถี่ให้ผลิตความถี่ ตั้งแต่ความแรงน้อย ๆ ไปหาความแรงมาก หรือเรียกว่าระบบ สตาร์ตอย่างนิ่มนวล ส่วนที่ 2 ของแรงดันไฟ ส่งให้กับวงจรเปรียบเทียบเฟสของสัญญาณในระบบซิงโครไนซ์


กับวงจรผลิตความถี่ฮอริซอนทอล และส่วนที่ 3 ส่งให้กับวงจรเปรียบเทียบเฟสชุดที่ 2 ซึ่งท าหน้าที่เป็นตัวส่ง ความถี่ฮอริซอนทอลไปใช้งาน วงจรผลิตความถี่ ซึ่งเป็นหน่วยออสซิลเลเตอร์จะเริ่มต้นผลิตความถี่ ระบบของการผลิตความถี่สามารถ เลือกได้โดยการควบคุมของค าสั่งที่มาจากไอซีไมโครคอมพิวเตอร์หรือไมโครโปรเซสเซอร์ ให้วงจรผลิตความถี่ เลือกความถี่ว่าจะผลิตความถี่ 4.43 MHz หรือ 3.58 MHz ย่อมขึ้นอยู่กับว่าระบบสีที่ใช้งานนั้นเป็นระบบ PAL หรือระบบ NTSC เมื่อวงจรออสซิลเลเตอร์ท าการผลิตความถี่โดยคริสตอลที่ขา 34 และ ขา 35 ได้แล้ว ส่งเข้าสู่วงจร จูนความถี่ เพื่อก าจัดสัญญาณที่เรียกว่า ริงกิ้ง (Ringing) แล้วจึงส่งเข้าสู่วงจรหารความถี่ เพื่อหารความถี่ 4.43 MHz หรือความถี่ 3.58 MHz ให้ต่ าลงมาเป็นความถี่เท่ากับความถี่ฮอริซอล ทอล 15,625 Hz หรือ 15,750 Hz ในกรณีของเครื่องที่ใช้ในประเทศไทย โดยปกติแล้วจะใช้ความถี่ในระบบ CCIR คือ หารจาก ความถี่ 4.43 MHz ให้เป็นความถี่ 15,625 Hz ความถี่ 15,625 Hz เป็นความถี่ฮอริซอน ทอล ตามบล็อกไดอะแกรมที่เขียนว่า ไลน์ออสซิลเลเตอร์ (Line Oscillator) ถูกส่งออกไป 3 ที่ ใหญ่ๆ ที่แรก คือ ส่งไปวงจรเปรียบเทียบเฟส ( Phase1) เพื่อท าหน้าที่ เปรียบเทียบกับสัญญาณซิงโครไนซ์ที่มาจากสถานีส่ง ส่วนที่ 2 ส่งไปยังวงจรคอยล์ ไซเดนซ์ (Coincidence) เพื่อท าหน้าที่เป็นวงจรสร้างคาบเวลาอ้างอิง ส าหรับสัญญาณแซนด์คลาสเติลพัลส์ ซึ่งเป็นระบบที่จะต้องใช้ใน การแคลมป์สัญญาณภาพ ส่วนสุดท้ายความถี่ฮอริซอนทอล 15,625 Hz ส่งไปยังวงจรปรับเลื่อนเฟส ซึ่งเป็น ส่วนสุดท้ายก่อนส่งออกไปใช้งานทางขาที่ 37 ของไอซี บล็อกไดอะแกรมตามรูปที่ 3.2 จึงมีวงจรเปรียบเทียบเฟสอยู่ 2 วงจร วงจรเฟสชุดที่ 1 ท าหน้าที่เป็น ตัวเปรียบเทียบเฟสของความถี่ 15,625 Hz กับสัญญาณฮอริซอนทอลซิงค์ มาจากเครื่องส่งสัญญาณโทรทัศน์ สัญญาณภาพจากเครื่องรับโทรทัศน์จะถูกส่งเข้าทางขาที่ 13 ส่งเข้าสู่วงจร เพื่อแยกสัญญาณลูมิแนนซ์และ โครมิแนนซ์ ก่อนส่งเข้าสู่วงจรแยกความถี่เวอร์ติคอลและฮอริซอนทอล น าความถี่ฮอริซอน ทอลซิงค์ส่งเข้าไป ยังวงจรเฟสชุดที่ 1 และน าความถี่ซึ่งเป็นความถี่อ้างอิงแซนด์คลาสเติลพัลส์ ส่งเข้าไปเปรียบเทียบอีกตัวหนึ่ง ด้วยสัญญาณทั้งหมดนี้ เมื่อเปรียบเทียบทางเฟสเกิดขึ้นแล้วการบังคับการท างานจะถูกชดเชยด้วยวงจร เน็ตเวิร์คที่ขา 40 ของไอซี TDA8361 การบังคับผลการท างานจะบังคับเฟสกลับมายังวงจรไลน์ออสซิลเลเตอร์ ในที่สุด เพื่อท าให้เฟรมภาพฮอริซอนทอลระหว่างเครื่องส่งกับเครื่องรับมีเฟรมภาพของการเริ่มต้นและสิ้นสุด สัญญาณภาพตรงกันได้จังหวะเดียวกันมิเช่นนั้นแล้วจะท าให้เกิดปัญหาภาพล้มปัญหาภาพโย้ วงจรเปรียบเทียบเฟสชุดที่ 2 เป็นวงจรที่น าเอาความถี่ฮอริซอน ทอลไปเปรียบเทียบกับความถี่ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงสุดท้ายของการท างาน นั่นก็คือจะต้องมีการน าเอาความถี่ฟลายแบ็คพัลส์ ส่งเข้าทางขา 38 ของไอซี TDA8361 วงจรออสซิลเลเตอร์ผลิตความถี่จากไอซี TDA8361 ส่งไปให้กับภาคฮอริซอนทอลไดร์เวอร์ (Horizontal Driver) วงจรไดร์เวอร์ มีการขับผ่านขดลวดของหม้อแปลงไปยังวงจรภาคฮอริซอน ทอลเอาต์พุต (Horizontal Output) ซึ่งสุดท้ายของวงจรฮอริซอน ทอลเอาต์พุต คือ การท างานผ่านดีเฟล็คชั่นโย้คและ ฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์ สัญญาณเมื่อผ่านกระบวนการต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ย่อมจะมีเฟสในช่องสุดท้าย ต่างกับความถี่ต้นทาง ดังนั้นในวงจรเปรียบเทียบเฟสชุดที่ 2 จึงอาศัยการปรับแต่งแรงดันไฟที่ขา 39 เพื่อปรับ เลือกเฟสให้กับเฟรมภาพ เรียกวงจรในส่วนนี้ว่า การปรับหาเซ็นเตอร์ของฮอริซอนทอล (Hor–Center)


X-TAL OSCILATOR 35 TUNING POWER RESET PHASE 1 LINE OSCILLATER COINCIDENCE DETECTOR PHASE 2 NOISE DETECTOR H AND V SEPARATION TRAP AND TUNING LUMINANCE CHOMINANCE INPUT 34 40 36 39 38 12 37 13 TV CVS H - Driver 5 FBT (FBT PULSE) +8 V FBT PULSE C650 D623 8.2 V D610 +12 V (S-SUPPLY) C606 R614 R627 C649 R654 C648 C209 R641 R683 R613 X803 3.58 MHz X802 4.43 MHz C819 C820 R640 15,625 Hz รูปที่ 3.2 บล็อกไดอะแกรมภายในไอซี TDA8361 (IC801 PAL/NTSC)


ฮอริซอนทอลแท่น H วงจรเครื่องรับโทรทัศน์สียี่ห้อชาร์ป ในแท่น H เช่น โมเดล 21 CT-200 ใช้ไอซีในภาคฮอริซอน ทอล เบอร์ TDA8361 ดังปรากฏรายละเอียดในรูปที่ 3.3 โดยระบบฮอริซอน ทอลจะท างานได้ก็ต่อเมื่อ วงจรภาค จ่ายไฟได้จ่ายไฟมายังฮอริซอน ทอลจ านวน 2 ชุดด้วยกัน โดยแรงดันไฟชุดแรกเป็นแรงดันไฟประมาณ 12 V จะถูกส่งผ่าน D610,R627 ท าการลดแรงดันไฟให้เหลือ 8.2 V โดยมีซีเนอร์ D623 และคาปาซิสเตอร์ C648 ท าหน้าที่เป็นตัวรักษาแรงดันไฟคงที่ 8.2 V จ่ายไฟให้กับขาที่ 36 ของ IC801 ให้วงจรผลิตความถี่ฮอริซอนทอล สามารถผลิตความถี่ขึ้นมาได้ แรงดันไฟอีกชุดหนึ่ง คือ แรงดันไฟ 115 V จ่ายไฟให้กับวงจรภาคฮอริซอน ทอล ไดร์เวอร์และวงจรฮอริซอนทอลเอาต์พุต เมื่อ IC801 ได้รับแรงดันไฟที่ขา 36 เป็นไฟ 8.2 V วงจรผลิตความถี่หรือหน่วยออสซิลเลเตอร์จะท าการ ผลิตความถี่ 4.43 MHz โดยมีอุปกรณ์ที่ส าคัญ คือ คริสตอล X802 ต่อไว้กับขาที่ 35 ของ IC801 ตามวงจร ในรูปที่ 3.3 ท าการผลิตความถี่ขึ้นมา โดยความถี่ดังกล่าวนี้จะถูกส่งเข้าสู่วงจรหารความถี่ เพื่อหารความถี่ลง มาเป็นความถี่ 15,625 Hz เป็นความถี่เท่ากับฮอริซอน ทอล IC801 ส่งเอาความถี่ 15,625 Hz ออกขาที่ 37 ส่งผ่าน R653,R659 ไปยังขาเบสของ Q601 ท าหน้าที่เป็นวงจรฮอริซอนทอลไดร์เวอร์ เพื่อจะให้ความถี่ฮอริซอน ทอลระหว่างเครื่องส่งกับเครื่องรับสามารถท างานด้วยเวลาถูกต้องตรงกัน จึงต้องมีวงจรควบคุมในเรื่องเฟสของสัญญาณ ระบบของการควบคุมเฟสหรือวงจรเฟสดีเทคเตอร์( PD) ประกอบด้วยวงจร 2 วงจร วงจรส่วนแรก ได้แก่ วงจรที่จะต้องท าหน้าที่ซิงโครไนซ์กันระหว่างความถี่ของ เครื่องส่งกับเครื่องรับ คือ วงจรเฟสดีเทคเตอร์ ซึ่งมีระบบฟิลเตอร์อยู่ที่ขา 40 ใช้วิธีการท างานโดยการน าเอา ความถี่ 15,625 Hz ที่หารความถี่ได้แล้ว ไปเปรียบเทียบเข้ากับสัญญาณซิงค์ที่มาจากสัญญาณภาพรวม ซึ่งสัญญาณภาพรวมจะส่งผ่าน C404 เข้ามาทางขาที่ 13 ของ IC801 วงจรในส่วนนี้อาจเรียกว่า ระบบคอยล์ ไซเดนซ์ วงจรเฟสดีเทคเตอร์ส าหรับฮอริซอน ทอลอีกส่วนหนึ่ง ได้แก่ การตรวจสอบความถี่สุดท้ายของระบบนี้ ส่งไปยังดีเฟล็คชั่นโย้ค หน้าที่สุดท้ายของระบบนี้จะอยู่ที่การเบี่ยงเบนล าอิเล็กตรอนให้การขีดหรือเขียนเส้น ภาพที่ปรากฏขึ้นบนจอภาพ สามารถที่จะตั้งเฟรมภาพระหว่างเครื่องส่งกับเครื่องรับได้ในเวลาตรงกัน แต่จาก เหตุผลดังกล่าวมาแล้วว่าวงจรสุดท้าย ซึ่งเป็นระบบของขดลวดอาจจะมีเฟสต่างไปจากความถี่ที่ IC801 ผลิตขึ้น ดังนั้นจึงต้องมีวงจรเฟสดีเทคเตอร์ชุดที่ 2 เข้ามาช่วยให้วงจรขับกระแส ซึ่งขับความถี่ออกไปยัง ทรานซิสเตอร์ Q601 ให้มีเฟสถูกต้อง ในระบบนี้จึงต้องส่งความถี่จากฟลายแบ็คพัลส์ ผ่าน R640 และ R641 เข้ามาทางขาที่ 38 เอามาเปรียบเทียบกับความถี่ที่ IC801 ผลิตขึ้น แก้ไขเฟสให้เฟสของความถี่ถูกต้องและ มีการปรับแต่งแรงดันไฟเข้าที่ขา 39 ของ IC801 เพื่อชดเชยในเรื่องของเฟส ในส่วนของวงจรฮอริซอน ทอลยังเกี่ยวข้องกับวงจรป้องกัน ( Protection) และวงจรควบคุมระบบ จ่ายไฟ ซึ่งประกอบด้วยการท างานของทรานซิสเตอร์ Q605,Q1002 และ Q1019 ทรานซิสเตอร์ทั้ง 3 ตัว เป็นทรานซิสเตอร์ในระบบดิจิตอล ( DTC) ซึ่งเป็นทรานซิสเตอร์ที่มีค่ารีซิสเตอร์ต่อไว้เป็นตัวจัดไบอัสให้ ทรานซิสเตอร์ในวงจรส่วนนี้หาก Q605 ซึ่งรับแรงดันไฟ +5 V เข้าทางขาอิมิตเตอร์ ไม่สามารถที่จะจ่าย กระแสออกไปยังขาคอลเล คเตอร์ เพื่อส่งผ่าน R650 และ R659 ไปยังขาเบสของ Q601 ได้ย่อมจะท าให้ ทรานซิสเตอร์ Q601 ซึ่งท าหน้าที่เป็นวงจรฮอริซอน ทอลไดร์เวอร์ ไม่สามารถที่จะท าการขยายความถี่ 15,625 Hz ส่งให้กับภาคฮอริซอน ทอลเอาต์พุตได้ นั่นหมายความว่า ฮอริซอน ทอลไม่สามารถท างานได้ ระบบไฟสูงและการจ่ายแรงดันไฟไปยังจุดต่าง ๆ ที่เป็นหน้าที่ของฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์ไม่สามารถที่จะ จ่ายออกไปได้จะท าให้เกิดอาการจอมืด


ความพิสดารของวงจรในแท่น H ของทีวีสียี่ห้อชาร์ปอยู่ที่วงจรป้องกัน ซึ่งส่วนใหญ่เราพบอยู่ใ นรูปแบบ ของวงจรทรานซิสเตอร์ แต่ทีวียี่ห้อชาร์ปแท่น H ดังกล่าวนี้บรรจุวงจรโปรเท็คชั่นไว้ในไอซีไมโครคอมพิวเตอร์ ให้ไอซีไมโครคอมพิวเตอร์ท าการสั่งตัดแรงดันไฟ หรือสั่งวงจรเข้าสู่ระบบสแตนด์บาย ในกระบวนการสุดท้าย ระบบของการป้องกันวงจรในยุคแรก ๆ ของทีวีสีชาร์ป รุ่นกู๊ดมอร์นิ่ง จะพบวิธีการของวงจรป้องกัน หรือวงจรโปรเท็คชั่น ใช้วิธีการน าเอาหน่วยโปรเท็คชั่นไปดึงแรงดันไฟรีเซ็ตในตัวไอซีไมโครคอมพิวเตอร์หรือ ไอซีไมโครโปรเซสเซอร์ ซึ่งส่งผลให้ไอซีไมโครคอมพิวเตอร์หรือไอซีไมโครโปรเซสเซอร์นั้นส่งระบบจ่ายไฟเข้าสู่ สภาวะของการสแตนด์บาย จากการพัฒนาของวันนั้นมาถึงวันนี้ หากมีปัญหาเกี่ยวกับฮอริซอนทอล เวอร์ติคอล และวงจรในส่วน ระบบเสียง ระบบโปรเท็คชั่นจะสั่งงานไปยังไอซีไมโครคอมพิวเตอร์ ให้เข้าสู่สภาวะของการสแตนด์บายหรือ ค าสั่งเพาเวอร์ออฟ ท าให้ที่หน้าปัดเครื่องซึ่งเป็น LED สองสี ติดเป็นสีแดงขึ้นมา นั่นหมายความว่าตอนนี้ เครื่องก าลังเข้าสู่สภาวะสแตนด์บาย ถ้าไม่ใช่ระบบสแตนด์บายปกติ นั่นหมายความว่า เกิดความผิดพลาดขึ้น ในวงจรของแท่นเครื่องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


IC801 36 13 38 35 37 39 40 +12 V +5 V (SUPPLY Q ) 605 (DTC) Q1002 Q1019 (DTC) PIN 20IC1001 POWER COMMAND FROM MICRO (L) PROTECTION UNIT +115V 10 Q60 9 2 1 H - OUTPUT R627 C648 C737 C610 R654 R1096 R1060 +5V R1044 D1000 RED LED D610 (SUPPLY) 4.43 MHz +115 V FBT TO ABL CUIRCUIT C617 R674 EHT FU H4 T602 C610 FB602 T601 L609 C615 H - Driver Q601 R608 C611 R609 R611 R659 R650 R653 R671 L632 C404 R640 R641 C819 X202 C649 C650 C606 R614 (FBT) 15,625 Hz R683 R613 H-CENT CVS F.B. PULSE D623 +8 V (SUPPLY) +14 V R1126 (DTC) รูปที่ 3.3 วงจรฮอริซอนทอลของ SHARP แท่น H (MODEL 21CT-200)


จากรูปที่ 3.3 ขาเบสของทรานซิสเตอร์ Q1019 ซึ่งเป็นดิจิตอลทรานซิสเตอร์จะได้รับค าสั่งจาก ขา 20 ของ IC1001 ซึ่งเป็นไอซีไมโครคอมพิวเตอร์ เป็นค าสั่งเพาเวอร์ออน สภาวะโลว์ กรณีอย่างนี้ย่อมท า ให้ทรานซิสเตอร์ Q1019 ซึ่งเป็นดิจิตอลทรานซิสเตอร์ไม่สามารถน ากระแสได้ ขาคอลเลคเตอร์ของ Q1019 มีสภาวะเป็นไฮ ส่งแรงดันไฟไปไบอัสทรานซิสเตอร์ Q1002 ทรานซิสเตอร์ Q1002 ดึงแรงดันไฟที่ ขาคอลเลคเตอร์ไปหากราวด์ ท าให้คอลเลคเตอร์มีสภาวะเป็นโลว์ เมื่อ Q1002 ขาคอลเลคเตอร์เป็นโลว์และ ขาคอลเลคเตอร์ของ Q1002 ไปต่อไว้กับขาเบสของ Q605 ทรานซิสเตอร์ Q605 ซึ่งเป็นดิจิตอลทรานซิสเตอร์ ชนิด PNP จึงสามารถที่จะน ากระแสได้ ทรานซิสเตอร์ Q605 จึงน าเอาแรงดันไฟ 5 V เข้าทางขาอิมิตเตอร์ ผ่าน R650 และ R659 ไปเป็นไบอัสให้กับทรานซิสเตอร์ Q601 ต่อไปนั่นหมายความว่า Q601 มีความพร้อม ที่จะรับสัญญาณจาก IC801 เมื่อ Q605 สามารถน ากระแสผ่าน R650 ได้แล้ว กระแสทางแรกส่งผ่าน R659 ซึ่งจะเป็นแรงดันไฟ ไปช่วยเหลือการไบอัสของ Q601 อีกทางหนึ่งจะแยกไหลผ่าน R653 และ R671 เพื่อไปไบอัสในระบบพูลอัพ ให้กับขาที่ 37 ของ IC801 ท าให้เอาต์พุตของ IC801 ในส่วนของฮอริซอน ทอลมีความพร้อมที่จะขับสัญณาณ ฮอริซอนทอลออกไปยัง Q601 เป็นที่เรียบร้อย ในทางกลับกันหากว่าวงจรไอซีไมโครคอมพิวเตอร์ สั่งเข้าสู่สภาวะสแตนด์บาย ย่อมจะท าให้ขาที่ 20 ของ IC1001 ซึ่งต่อไว้กับเบสของ Q1019 เข้าสู่สภาวะเป็นไฮ อิมพีแดนซ์ แรงดันไฟ 5 V จากระบบของ การจ่ายไฟจึงส่งผ่าน R1044 มายังขาเบสของ Q1019 ท าให้ขาเบสของ Q1019 มีสภาวะไฮ ทรานซิสเตอร์ Q1019 กลายเป็นสวิตช์ต่อวงจรท าให้ขาคอลเล คเตอร์ มีแรงดันไฟเท่ากับ 0 หรือ โลว์ ขาคอลเลคเตอร์ Q1019 ต่อไว้กับขาเบสของ Q1002 ท าให้ทรานซิสเตอร์ Q1002 กลายเป็นสวิตช์ ออฟ แรงดันไฟ 14 V จากภาคจ่ายไฟจึงส่งผ่าน R1060,R1069 และส่งผ่านไดโอดมายังขาคอลเล คเตอร์ของ Q1002 มีสภาวะ ไฮ และยังส่งไปยัง D1000 (LED สีแดง) ซึ่งเป็น LED แสดงผลอยู่ที่หน้าปัดเครื่องให้เปล่งแสงสีแดงออกมาบอก สภาวะของการตัดระบบการท างานของฮอริซอนทอล เมื่อ Q1002 อยู่ในสภาวะสวิตช์ออฟ หรือ คอลเลคเตอร์ของ Q1002 มีสภาวะเป็น ไฮ ขาคอลเลคเตอร์ ของ Q1002 ก็คือจุดเดียวกับขาเบสของ Q605 ซึ่งเป็นดิจิตอลทรานซิสเตอร์ชนิด PNP จึงท าให้ Q605 ไม่สามารถน ากระแสได้ แรงดันไฟที่ส่งผ่านจากขาอิมิตเตอร์ออกไปยังขาคอลเล คเตอร์ Q605 ไม่สามารถ ส่งผ่านไปได้ ท าให้ไบอัสที่จะเกิดขึ้นกับขาที่ 37 ของ IC801 ไม่มีและไบอัสที่เป็นตัวช่วยส าหรับทรานซิสเตอร์ Q601 ไม่มีเช่นเดียวกัน วงจรฮอริซอน ทอลถึงแม้ว่าจะผลิตความถี่ได้ แต่ภาคฮอริซอน ทอลเอาต์พุต ไม่สามารถท างานได้ ฮอริซอน ทอลจึงท างานไม่สมบูรณ์และแน่นอนระบบของฮอริซอน ทอลเอาต์พุต ไม่สามารถท างานได้ แรงดันไฟสูงและแรงดันไฟที่จะจ่ายให้กับวงจรหน่วยต่าง ๆ ไม่สามารถที่จะจ่ายไฟไปได้


+115V (SUPPLY) L851 EHT +165V TO CRT 9 2 10 T602 FBT FB602 L609 T601 L601 FU H4 1 8 7 5 4 IC602 L602 +24V VERT OUT +9V HOR PLUSE TO HOR PHASE,H-DL AND MICROCOMPUTER C616 R642 C624 C614 C617 R734 R731 C734 C855 C737 R622 C619 R620 R621 R617 R611 R674 R521 C510 D733 D502 D604 D609 H-DY C613 +12V Q602 H-OUTPUT รูปที่ 3.4 ฮอริซอนทอลเอาต์พุตและฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์ แท่น H


ในส่วนของวงจรฮอริซอน ทอลเอาต์พุตได้แสดงไว้ในรูปที่ 3.4 ส าหรับแท่นเครื่อง H ของทีวีสียี่ห้อชาร์ป รุ่นกู๊ดมอร์นิ่ง โหลดของฮอริซอน ทอลเอาต์พุตจะมีอยู่ 2 ส่วน ส่วนแรกคือฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์ (T602) กับโหลดส่วนที่ 2 ดีเฟล็คชั่นโย้ค (H–DY) ในส่วนของดีเฟล็คชั่นโย้คของทีวีสียี่ห้อชาร์ป ใช้วิธีการน าเอา ดีเฟล็คชั่นโย้คคร่อมไว้กับฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์ระหว่างขาที่ 9 และ ขาที่ 10 วิธีการของดีเฟล็คชั่นโย้ค มีอยู่ 2 วิธี คือ ใช้ดีเฟล็คชั่นโย้คต่อคร่อมกับวงจรทรานซิสเตอร์หรือต่อไปหาไฟลบ อีกวิธีหนึ่งก็คือการเอา ดีเฟล็คชั่นโย้คต่อคร่อมฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์ ทั้ง 2 วิธี มีความแตกต่างในส่วนของเฟส ของการสแกน วิธีการดีเฟล็คชั่นโย้คไปขนานกับฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์ท าไมไม่เอาดีเฟล็คชั่นโย้คต่ออนุกรมกับ ฟลายแบ็คทรานส์ฟอร์เมอร์ไปหากราวด์ สามารถชี้แจงได้ในกรณีนี้ว่าเพื่อจะควบคุมล าอิเล็กตรอนให้สแกน โดยไม่มีการบูมหรือมีการบูมน้อยที่สุด และแสดงแรงดันไฟจากจุดต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากขดลวดของ ฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์ไปเลี้ยงวงจรต่าง ๆ เช่น แรงดันไฟที่ได้จากขา 2 ของฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์ T602 ถูกน าไปเร็กติฟายเป็นแรงดันไฟ 16 5 V เพื่อจะไปจ่ายให้กับวงจร RGB เอาต์พุต หรือแรงดันไฟที่เกิด จากขาที่ 8 ของฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์ จะน าเอาไปเร็กติฟายเป็นแรงดันไฟ 24 V ส าหรับเวอร์ติคอล เอาต์พุตหรือแรงดันไฟที่เกิดจากขา 7 ของฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์T602 น าเอาไปเร็กติฟายเป็นแรงดันไฟ 12 V และลดแรงดันไฟ 12 V ลงมาเป็นแรงดันไฟ 9 V ส าหรับจ่ายให้กับวงจรลูมิแนนซ์และวงจรจูนเนอร์หรือ น าเอาพัลส์จากขาที่ 5 ของฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์ ส่งไปยังไอซีไมโครคอมพิวเตอร์ ส่งไปวงจรดีเลย์ไลน์ ส่งไปยังวงจรเปรียบเทียบเฟสให้กับฮอริซอนทอล เป็นต้น ฮอริซอนตอลแท่น J ในแท่นเครื่องที่เป็นแท่น J อย่างเช่นในโมเดล 14 CP–400,21CP–300 หรือ 21CP–400 จะมีการใช้ วงจรฮอริซอน ทอลเคาต์ดาวน์ มาจากหน่วยผลิตความถี่ 500 kHz ไอซีที่ท าหน้าที่เป็นวงจรฮอริซอน ทอล ได้แก่ ไอซี M52340SP ซึ่งเป็นไอซีในตระกูลของยี่ห้อมิซูบิชิ ควบคุมด้วยไมโครคอมพิวเตอร์เป็นข้อมูลที่ใช้ ในระบบอิน ทิเกรตอินเจ็คชั่นลอจิก ( Integrated Injection Logic) ซึ่งระบบนี้อาศัยการส่งข้อมูลที่เป็นข้อมูล อนุกรมและสัญญาณนาฬิกาเข้ามาบังคับ เพื่อควบคุมการเปลี่ยนเฟส ควบคุมฮอริซอน ทอลเซ็นเตอร์ ของระบบ ซึ่งเป็นความทันสมัยของรูปแบบหนึ่ง ระบบนี้สามารถดูได้ด้วยรูปที่ 3.5 ในบล็อกไดอะแกรมของ IC801 แท่น J ของทีวีสีชาร์ป รุ่นกู๊ดมอร์นิ่ง มีการจ่ายไฟเพื่อจะให้วงจร เริ่มต้นการท างานที่ขา 8 ของไอซี หลังจากนั้นแล้วหน่วยออสซิลเลเตอร์จะท าการผลิตความถี่ด้วย คริสตอล CF601 ต่อกับขา 14 ของไอซี ด้วยความถี่ 500 kHz หรือความถี่ 32 เท่าของความถี่ฮอ หลังจาก นั้นจะท าการหารความถี่ในหน่วยฮอริซอนทอลเคาท์ดาวน์ (Horizontal Countdown) หารลงมาให้ความถี่นั้น เท่ากับความถี่ฮอริซอน ทอล หลังจากได้ความถี่เท่ากับ 15,625 Hz ส่งความถี่ดังกล่าวนี้ไป 3 ทาง ทางที่ 1 ส่งไปวงจรเลื่อนเฟสของฮอริซอนทอลและส่งไปใช้งานที่ขา 13 ของไอซี ทางที่ 2 ส่งไปหารความถี่เป็ นความถี่ เวอร์ติคอล 50 Hz ส าหรับวงจรเวอร์ติคอล ส่วนทางที่ 3 ส่งไปเปรียบเทียบเฟสในวงจรเฟสดีเทคเตอร์ เพื่อเปรียบเทียบกับสัญญาณซิงค์ที่มาจากสถานีส่ง วงจรเฟสดีเทคเตอร์มี 2 วงจร วงจรแรกเป็นตัวเปรียบเทียบ ระหว่างความถี่ที่ผลิตขึ้นมากับสัญญาณภาพรวม ซึ่งแยกเอาในส่วนสัญญาณฮอริซอน ทอลซิงค์มาท าการ ตรวจสอบเฟสวงจรที่ 2 จะเป็นวงจรเฟสดีเทคเตอร์ที่ได้จากการส ารวจสัญญาณจากฟลายแบ็คหรือจุดสุดท้าย ของฮอริซอนทอล เพื่อส่งกลับมายังวงจรเปรียบเทียบเฟสขยับเฟสให้เฟรมภาพเป็นไปอย่างถูกต้อง ถ้าหากว่า เฟรมภาพที่เกิดขึ้นไม่ถูกต้องเราจะสั่งงานด้วยระบบ IIL ซึ่งสั่งงานมาทางขาที่ 11 และ ขาที่ 15 ค าสั่งดังกล่าว นี้เป็นค าสั่งมาจากไมโครคอมพิวเตอร์


500 KHz OSILATOR HORIZONTAL COUNT DOWN PHASE DETECTOR SYNC SEPARATOR HORIZONTAL COUNT DOWN HORIZONTAL PHASE SHIFT PHASE DETECTOR SANDCASTLE PULSE I C AND INTEGATED INJECTION LOGIC 2 IC 801:M52340SP SCP VERT SECTION COMPOSITE VIDEO IN FLYBACK PULSE HOR OUT SERIAL DATA SERIAL CLOCK Vcc +Vcc I L Vcc 2 AFC1 17 16 12 8 10 11 15 14 13 CF601 500KHz รูปที่ 3.5 บล็อกไดอะแกรมของ IC801 แท่น J ใช้ M52340 SP ในภาคฮอริซอนทอลเคาท์ดาวน์ จากความถี่ 500 kHz (MODEL 14 CT400, 21CT400) เมื่อ IC801 ซึ่งเป็นไอซี เบอร์ M52340SP ส่งความถี่ฮอริซอนทอล ออกขาที่ 13 มีความแรงประมาณ 3 VP-P จะส่งความถี่ดังกล่าวนี้ผ่าน R607,R621 และ R620 ไปยังเบสของ Q602 ท าหน้าที่เป็นวงจร ฮอริซอน ทอลไดร์เวอร์ ท าการขับสัญญาณผ่าน T602 ท าหน้าที่ ฮอริซอน ทอลไดร์เวอร์ทรานสฟอร์เมอร์ (HDT) ในส่วนของทรานซิสเตอร์ Q602 เนื่องจากทรานซิสเตอร์ดังกล่าวมีโหลดเป็นหม้อแปลง ได้แก่ T602 เพื่อจ ากัดปริมาณของกระแสไม่ให้ไหลผ่าน Q602 มากเกินไป R619 จึงเข้ามามีบทบาท เพื่อถนอมอายุการ ใช้งานของทรานซิสเตอร์ Q602 เอาไว้ในสภาวะปกติ เนื่องจากเหตุผลที่ว่า Q602 มีโหลดเป็น ทรานสฟอร์เมอร์จึงจัดไบอัสที่ขาเบสของ Q602 ให้มีไบอัสประมาณ 0.3 –0.4 V เท่านั้น ประการต่อมาเมื่อ Q602 ท างานร่วมกับขดลวดเราจึงต้องมีวงจรสนับเปอร์ ได้แก่ C619 และมีวงจรดักความถี่ ได้แก่ R618 และ C618 ต่อคร่อม T602 ไว้ ในส่วนของฮอริซอน ทอลเอาต์พุตจะใช้ทรานซิสเตอร์ Q601 ท าหน้าที่เป็นฮอริซอน ทอลเอาต์พุต โดยเบสของ Q601 รับสัญญาณพัลส์จาก T602 ส่งผ่าน L605 เพื่อปรังแต่งแก้ไขสัญญาณทรานเชี่ยนท์ ที่เกิดขึ้น Q601 ท าหน้าที่ขับดีเฟล็คชั่นโย้คและฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์


ทีวีแท่น J ของชาร์ป รุ่นกู๊ดมอร์นิ่ง ควบคุมโดยระบบดิจิตอลหรือที่เรียกว่าระบบ I 2 C พร้อมกันนั้น การควบคุมระบบการท างานของภาคจ่ายไฟด้วย IC1001 ซึ่งเป็นไมโครคอมพิวเตอร์ IX2694CE จะส่งค าสั่ง เพาเวอร์ออกมาทางขาที่ 11 เป็นค าสั่ง ไฮ ส่งผ่าน R1019 เข้ามายังดิจิตอลทรานซิสเตอร์ Q606 เพื่อให้ Q606 ดึงแรงดันไฟที่จะส่งไปยังเบสของ Q605 ให้เป็น โลว์ ท าให้ Q605 ไม่สามารถจ่ายกระแสได้ แต่ถ้า เมื่อไรที่สภาวะขาที่ 11 ของ IC1001 เป็น โลว์ย่อมจะท าให้ดิจิตอลทรานซิสเตอร์ Q606 ทางเอาต์พุต มีสภาวะเป็น ไฮ แรงดันไฟจากชุด 15 V ส่งผ่าน R661,R649 ไปยังเบส Q605 ได้ในที่สุด ทรานซิสเตอร์ Q605 ท าหน้าที่เป็นสวิตช์ต่อวงจรดึงเอาความถี่ที่มาจากขาที่ 13 ของ IC801 ลงกราวด์ นั่นหมายความว่า สัญญาณที่จะส่งผ่าน R621 และ R620 ไปยังเบสของ Q602 จะยุติลง ท าให้วงจรฮอริซอน ทอลหยุดท างาน ผลที่เกิดขึ้นก็คือเกิดอาการจอมืด นอกจากนี้แล้วค าสั่งในสภาวะสแตนด์บายส่งไปยังวงจรภาคเสียง เพื่อไป หยุดการท างานของภาคเสียงด้วยในเวลาเดียวกัน IC1001 เป็นไอซีเฉพาะของทีวีสีชาร์ป โซนี่และฟิลิปส์ ดังนั้นในกรณีที่ไม่สามารถที่จะหาเบอร์ IX2694CE มาท าการเปลี่ยนทดแทนอุปกรณ์ในส่วนนี้ได้ สามารถที่จะเอาเบอร์ของมิตซูบิชิมาทดแทนได้ เบอร์ที่ทดแทนได้นั้นก็คือเบอร์ M37221,M6-0515P เมื่อกลับไปดูวงจรแท่นเก่าของทีวีสีชาร์ป รุ่นกู๊ดมอร์นิ่ง เช่น แท่น14B ซึ่งเป็นแท่นที่สร้างความตะลึง ให้กับบรรดานักบริการทีวีสี ในแท่นเครื่องรับนี้ในวงจรฮอริซอนทอลใช้IC801 เบอร์ TDA8362 ซึ่งเป็นเบอร์ ที่พัฒนาขึ้นมาจาก TDA8361 ในการพัฒนานั้นมีส่วนคล้ายคลึงกันอยู่หลายส่วน วงจรดังกล่าวต้องการ แรงดันไฟ 8.2 V จ่ายให้ขา 36 ของ IC80I ท าหน้าที่เป็นมัลติซิสเท็ม สามารถผลิตความถี่ได้ทั้ง 4.43 MHz และ 3.58 MHz เมื่อมีการจ่ายแรงดันไฟเข้ามาทางขาที่ 36 เรียบร้อยแล้ววงจรผลิตความถี่ 4.43 MHz ซึ่งมีคริสตอล X802 และ C819 ต่อไว้ที่ขา 35 จะเริ่มต้นผลิตความถี่ ในทางตรงข้ามถ้าหากระบบที่ใช้งานนี้จะเป็นอีกระบบ หนึ่งวงจรผลิตความถี่ด้วย X803 และ C820 ซึ่งต่อไว้ที่ขา 34 ของ IC801 ผลิตความถี่เป็นความถี่ 3.58 MHz ขึ้นมาทดแทน เมื่อหน่วยออสซิลเลเตอร์ท าการผลิตความถี่ 4.43 MHz ได้แล้ว ส่งความถี่ดังกล่าวนั้นเข้าสู่วงจร หารความถี่ เพื่อหารความถี่ลงมาให้เป็นความถี่ฮอริซอนทอลได้ความถี่เท่ากับ 15,625 Hz ส่งความถี่ดังกล่าว นี้ออกทางขาที่ 37 ของ IC801 เพื่อส่งไปยัง R653 และ R659 ไปยังขาเบสของทรานซิสเตอร์ Q601 ซึ่งท า หน้าที่เป็นวงจรฮอไดร์เวอร์ทรานซิสเตอร์ ในวงจรฮอไดร์เวอร์จึงขับกระแสออกไปยัง T601 คัปปลิ้งสัญญาณ ความถี่ฮอริซอนทอลไปยังเบสของ Q602 ท าหน้าที่เป็นวงจรฮอริซอน ทอลเอาต์พุต ท าการขับดีเฟล็คชั่นโย้ค ต่อคร่อมอยู่กับฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์ โดยตัวฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์นอกจากจะท าหน้าที่ผลิต แรงดันไฟสูงแล้ว ท าหน้าที่เป็นตัวจ่ายไฟให้กับวงจรต่าง ๆ เช่น จ่ายไฟ 24 V ให้เวอร์ติคอลเอาต์พุตจ่ายไฟ 15 V ส าหรับวงจรไบอัสลูมิแนนซ์และโครมิแนนซ์ จ่ายสัญญาณพัลส์กลับไปยังวงจรฮอริซอน ทอลและจ่ายไฟ 170 V ส าหรับภาพวิดีโอเอาต์พุต


Q605 9 2 10 T601 FBT 1 8 7 5 4 IC801 MS2340SP 13 +15V IC1001 IX2694CE 11 SOUND MUTE Q606 +5V FB602 Q602 H-DRIVE T602 L605 TO DY L851 +115V +170V TO R.G.B. OUTPUT HV/EHT 3 24V ABL FBD 15V GND HEATER 3V R615 R611 C638 R631 C607 R610 C611 Q601 H-OUT C618 R618 C619 R620 R621 C645 R648 C651 R649 p-p R605 R611 R619 C85 C 5 610 R607 R1019 D611 D602 รูปที่ 3.6 ฮอริซอนทอลของแท่น J ทีวีสี SHARP กู๊ดมอร์นิ่ง


ใบความรู้หน่วยที่ 4 ชื่อรายวิชา เครื่องรับโทรทัศน์ สอนครั้งที่ 9 หน่วยที่ 4 การท างานภาคเวอร์ติคอล จ านวน 6 ชั่วโมง แนวคิด หลักการของการสแกนเส้นภาพบนจอภาพต้องมี 2 แนว แนวแรกคือการสแกนในแนวนอน เพื่อให้ เกิดเส้นแสงในแนวนอน แต่การจะท าให้เกิดเส้นภาพเป็นเส้นแสงเต็มหน้าจอได้ จะต้องมีเส้นสแกนในแนวตั้ง อีกส่วนหนึ่งด้วย โดยการพยายามบังคับล าแสงให้กวาดลงและสลับกลับขึ้นอีกครั้ง จากหลักการสแกนกล่าว ว่าในจังหวะแรกการสแกน เริ่มตั้งแต่จอภาพมุมบนและความถี่ของการสแกนแนวตั้งจะพยายามเบี่ยงเบนล า อิเล็กตรอนให้เฉียงลงมาทางขวามือเหมือนกับระบบการเขียนหนังสือ เมื่อเส้นแรกผ่านไปจะเริ่มต้นเส้นใหม่ ต่อไป เมื่อการกวาดล าแสงถึงจุดล่างสุดจะมีการบังคับล าอิเล็กตรอนขึ้นไปด้านบนด้วยเวลาที่รวดเร็ว เพื่อเริ่ม การกวาดล าแสงครั้งต่อไปหลักการท างานของเวอร์ติคอลเอาต์พุตมาจากหลักการของเครื่องขยายเสียงชนิด OTL คือ เอาต์พุตจะต้องได้ครึ่งหนึ่งของแหล่งจ่ายไฟ สาระการเรียนรู้ ภาคเวอร์ติคอล เริ่มต้นที่เวอร์ติคอลออสซิลเลเตอร์ส่งสัญญาณไปภาคเวอร์แรมป์ ภาคเวอร์ไดร์และ สิ้นสุดที่ภาคเวอร์โย้ค วงจรเวอร์ติคอลรุ่นใหม่จะใช้ระบบวงจรหารความถี่หรือวงจรฟรีเควนซี่เคา ท์ดาวน์ หลักการนี้มาจากวิธีการคิดที่ว่า วงจรเวอร์ติคอลแต่เดิมเราจะน าเอาความถี่เวอร์ติคอลซิงค์เข้ามาบังคับหน่วย ผลิตความถี่ของเวอร์ติคอล ซึ่งวิธีการบังคับความถี่ต่ าจะใช้วิธีการบังคับโดยตรงหากสัญญาณซิงค์ที่เข้ามา มีสัญญาณรบกวนติดเข้ามาด้วย ท าให้สัญญาณรบกวนดังกล่าวนั้นส่งเข้าสู่วงจรเวอร์ติคอลออสซิลเลเตอร์ เป็นวงจรผลิตความถี่ 50 Hz จะเกิดผลต่อเนื่องกับระบบภาพท าให้ระบบภาพมีเส้นภาพที่หยิกงอ อาการเสียภาคเวอร์ติคอลไม่สามารถหักเหล าอิเล็กตรอนได้ การสแกนแนวตั้งหรือในแนวบนล่าง ท างานไม่ได้ เกิดอาการเสียเส้นเดียวกลางจอในแนวนอน และถ้าเวอร์ติคอลไม่สามารถขับกระแสได้เต็มที่ ย่อมท าให้เกิดอาการเสียภาพหดบน-ล่าง ส่วนกระแสที่ส่งไปขับเวอร์โย้คไม่เพียงพอ ย่อมท าให้การสแกน เส้นภาพไม่สมบูรณ์ เกิดอาการเสียเป็นเส้นรีเทรชหรือเกิดจุดไข่ปลาในส่วนบน-ล่างของจอภาพ สุดท้ายถ้า อุปกรณ์ภาคเวอร์ติคอลช็อตเกิดอาการจอมืด


จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อนักเรียน เรียนจบแล้วสามารถ 1. อธิบายการท างานภาคเวอร์ติคอลระบบฟรีเควนซี่เคาท์ดาวน์ได้ถูกต้อง 2. อธิบายการท างานภาคเวอร์ติคอลแท่น H ได้ถูกต้อง 3. บอกขั้นตอนการวิเคราะห์ปัญหาเวอร์ติคอลแท่น H ได้ถูกต้อง 4. อธิบายการท างานภาคเวอร์ติคอลแท่น J ได้ถูกต้อง 5. บอกขั้นตอนการวิเคราะห์ปัญหาเวอร์ติคอลแท่น J ได้ถูกต้อง 6. มีการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้ ในด้านความมีมนุษยสัมพันธ์ ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความเชื่อมั่นในตนเอง ความสนใจใฝ่รู้ ความรักสามัคคี ความกตัญญูกตเวที


ควบคุมเฟสAPC วงจรหารความถี่ (เวอร์ติคอล) เวอร์ติคอลเอาต์พุต วงจรแยกซิงค์เวอร์ติคอล และฮอริซอนทอล Ver 50Hz Hor 15,625 Hz เวอร์ติคอลระบบฟรีเควนซี่เคาท์ดาวน์ วิธีการของวงจรรุ่นใหม่ใช้วิธีการผลิตความถี่สัญญาณซิงค์ที่เครื่องรับ วิธีการนี้มีข้อเด่น 2 ประการ ประการแรกคือ ป้องกันปัญหาสัญญาณรบกวนที่เข้ามากับสัญญาณซิงค์ ประการต่อมาในกรณีสัญญาณซิงค์ มาจากสถานีส่งมีความแรงน้อยหรือเกิดการขาดหายไปในบางช่วง ถ้าหากวงจรสร้างสัญญาณซิงค์ในเครื่องรับ สามารถสร้างสัญญาณได้เอง รูปที่ 4.1 ระบบฟรีเควนซี่เคาต์ดาวน์ เริ่มจากวงจรผลิตความถี่ด้วยคริสตอล 500 KHz หรือ 4.43 MHz หลังจากผลิตความถี่ได้แล้วจะส่งเข้าสู่วงจรจูนความถี่ เพื่อปรับสภาพของความถี่ ที่เกิดขึ้นให้เป็นความถี่เพื่อสัญญาณซิงค์ รูปที่ 4.1 เวอร์ติคอลที่มาจากระบบฟรีเควนซี่เคาท์ดาวน์ ความถี่จากระบบจูนนิ่ง ส่งไปยังวงจรหารความถี่หารความถี่ให้เท่าความถี่ฮอริซอน ทอล 15,625 Hz ความถี่ฮอริซอน ทอลต้องมีการซิงโครไนซ์กับสัญญาณซิงค์จากสถานีส่ง วงจรฟรีเควนซี่เคา ท์ดาวน์ ท าหน้าที่ผลิตสัญญาณฮอริซอน ทอลซิงค์ขึ้นมาเอง ถ้าความถี่ที่ผลิตขึ้นไม่เข้าจังหวะกับเครื่องส่งท าให้ เฟรมภาพทางฮอริซอนตอลผิดไป ก่อนที่เอาความถี่ฮอริซอน ทอลมาหารความถี่เป็นเวอร์ติคอล น าความถี่ ฮอริซอนทอลกลับไปยังวงจรควบคุมเฟส เทียบเฟสกับสัญญาณฮอริซอน ทอลซิงค์ วงจรแยกซิงค์ท าการแยก สัญญาณซิงค์เวอร์ติคอลและสัญญาณฮอริซอน ทอลออกมา ส่งความถี่ฮอริซอน ทอลไปยังวงจรควบคุมเฟส เปรียบเทียบกับสัญญาณซิงค์ที่ผลิตขึ้นมา แล้วบังคับกลับมายังหน่วยหารความถี่หรือบังคับกลับไปที่วงจร คริสตอลออสซิลเลเตอร์ 1.วงจรผลิตความถี่นั้นเป็นวงจรผลิตความถี่ 500 KHz คือความถี่ 32 เท่า ของความถี่ฮอริซอน ทอล การควบคุมเฟสของวงจร APC จะควบคุมเฟสโดยการจ่ายแรงดันไฟกลับมาควบคุมที่หน่วยคริสตอล ออสซิลเลเตอร์ 500 KHz 2.หน่วยคริสตอลออสซิลเลเตอร์ความถี่ 4.43 MHz คือ ความถี่ของซับแคร์เรียสี การควบคุมเฟสจะ มากระท ากับหน่วยคริสตอลของออสซิลเลเตอร์โดยตรงไม่ได้ เพราะตัวที่จะควบคุมออสซิลเลเตอร์ต้องเป็น ระบบ APC ของสัญญาณสีเท่านั้น จูนนิ่ง วงจรหารความถี่ (Hor – Osc) (500 KHz ÷ 32 = 15,625 Hz) เพาเวอร์รีเซ็ต คริสตอลออสซิลเลเตอร์ 500 KHz, 4.43 MHz ไฟ ความถี่ Vert 50Hz เล้ียงวงจร สัญญาณภาพรวม (15,625 Hz ÷ 312.5 = 50 Hz) ความถี่ Hor 15,625 Hz


เมื่อได้ความถี่ฮอริซอน ทอล ความถี่ฮอริซอน ทอลอีกส่วนหนึ่งส่งไปยังวงจรหารความถี่ด้วยค่า 312. 5 ให้เกิดความถี่ขึ้นมา 50 Hz มีการเลื่อนเฟสด้วยการควบคุมจากเวอร์ติคอลซิงค์ เพื่อแก้ปัญหาที่อาจจะมี ต่อเนื่องขึ้นมา เมื่อได้ความถี่ 50 Hz ที่ถูกต้องสมบูรณ์แล้ว ส่งความถี่ 50 Hz ไปวงจรเวอร์ติคอลเอาต์พุต ท าหน้าที่ขับกระแสของความถี่ 50 Hz ไปวงจรภาคสุดท้าย เวอร์ติคอลแท่น H เครื่องที่เป็นแท่น H ของชาร์ป อย่างเช่น อยู่ในโมเดล 21CT200 สามารถแยกวงจรออกเป็น 2 ส่วน วงจรส่วนแรกก็คือ วงจรก าเนิดความถี่ซึ่งอยู่ภายใน IC801 กับส่วนที่ 2 เป็นวงจรเวอร์ติคอลเอาต์พุต อยู่ภายใน IC501 วงจรทั้ง 2 วงจร จะต้องมีไบอัสพึ่งพาซึ่งกันและกัน ถ้า IC501 ไม่สามารถที่จะเช็ตกระแสได้ เวอร์ติคอลภายใน IC801 จะท าหน้าที่เพียงวงจรผลิตความถี่ได้อย่างเดียว แต่ยังไม่สามารถส่งความถี่ 50 Hz ออกไปยังขาเอาต์พุตได้ การท างานของระบบเวอร์ติคอล เริ่มต้นแรงดันไฟสัญญาณพัลส์มาจากฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์ ส่งผ่าน R521 ซึ่งเป็นรีซิสเตอร์ป้องกันกระแสเกินพิกัด ก่อนจะส่งผ่านไดโอดเร็กติฟายความถี่สูง D502 ฟิลเตอร์ด้วย C510 จะออกมาเป็นแรงดันไฟประมาณ 25 V เพื่อส่งเข้าไปยังขา 6 ของ IC501 ขา 6 ของ IC501 เป็นขาเพื่อจ่ายไฟให้กับทรานซิสเตอร์ในระบบบูสเตอร์และเป็นกระแสส าหรับวงจรไดร์เวอร์ ภายใน IC501 แต่แรงดันดังกล่าวไม่ใช่แรงดันไฟของทรานซิสเตอร์เอาต์พุต ซึ่งบรรจุอยู่ภายใน IC501 ดังนั้น แรงดันไฟ 25 V จากฟลายแบ็คส่งผ่าน D501 เป็นไดโอดความถี่สูง เพื่อหยุดสัญญาณเวอร์ติคอลแบล็งกิ้ง ในเวลาอันรวดเร็ว การจ่ายไฟให้กับเวอร์ติคอลเอาต์พุตต้องจ่ายผ่านไดโอดความถี่สูง การท างานของเวอร์ติคอลเอาต์พุต โหลดของเวอร์ติคอลเอาต์พุตคือ ดีเฟล็คชั่นโย้ค ไม่สามารถที่จะรับกระแสของการรีเทรชทางเวอร์ติคอลได้ ทันท่วงที ซึ่งจะท าให้การดึงเส้นสแกนสะบัดกลับขอบจอด้านล่างไปยังขอบจอด้านบนไม่สามารถท าได้ทันเวลา จึงใช้ระบบการปั้มกระแสให้กับดีเฟล็คชั่นโย้ค ทรานซิสเตอร์เพาเวอร์เอาต์พุตภายใน IC501 ต้องมีระบบปั้ม หรือระบบบูสต์แรงดันไฟ เพื่อจะจ่ายแรงดันไฟสูง ๆ ให้กับรีเฟล็คชั่น ให้ดีเฟล็คชั่นโย้คท างานได้ทันกับเวลา เพื่อจะท าให้เกิดแรงดันไฟสูงขึ้นมาส าหรับวงจรเวอร์ติคอลเอาต์พุต จึงจ าเป็นต้องใช้ไดโอด D501 มากั้น แรงดันไฟสูงจะต้องสวิงขึ้นเป็นแรงดันสไปค์(Spike) เมื่อมีการจ่ายแรงดันไฟเลี้ยงวงจรที่ขา 6 และขา 3 วงจร IC501 ท างานด้วยการสตาร์ตเป็นแรงดันไฟสูง เท่ากับแหล่งจ่ายออกทางขาเอาต์พุตขาที่ 2 ตอนเริ่มต้นขาที่ 2 มีแรงดันไฟเท่ากับ 25 V แรงดันไฟดังกล่าว จะถูกส่งผ่านวงจรเนกาตีฟฟีดแบ็คส่งกลับไปยัง IC801 ทางขา 41 ท าให้วงจรภายในของ IC801 สามารถที่จะ จ่ายกระแสออกไปทางขาเอาต์พุตก็คือ ขา 43 ผ่าน R506 เข้าทางขา 4 เป็นขาอินพุตของภาคเวอร์ติคอล เอาต์พุตหรือ IC501 ท าให้วงจรขับภายใน IC501 ดึงแรงดันไฟชุดเวอร์ติคอลเอาต์พุต ให้ไฟเซ็นเตอร์ของ เวอร์ติคอลเอาต์พุตต่ าลง กระทั่งขาที่ 2 ของ IC501 มีแรงดันไฟเท่ากับครึ่งหนึ่งของแหล่งจ่าย ก็คือประมาณ 12.5V คือ ภาวะปกติของวงจรเวอร์ติคอลเอาต์พุต หากแรงดันไฟฟีดแบ็คที่ขา 41 เป็นแรงดันไฟสูงกว่าปกติแรงดันไฟที่ออกจากขา 43 สูงกว่าปกติด้วย เพื่อจะดึงไบอัสให้กับ IC501 และถ้าแรงดันไฟที่ขาฟีดแบ็ค หรือขา 41 ของ IC801 มีการป้อนกลับไปน้อย แรงดันไฟที่ขา 43 ของ IC801 จะต้องมีน้อยหรือไม่มีเลย เพื่อจะปรับไบอัสให้กับ IC501 เหมือนกับหลักการ ของเครื่องขยายเสียงที่ท างานร่วมกันระหว่างวงจรภาคเอาต์พุตกับวงจร AF AMP


เนื่องจากกระแสที่ดีเฟล็คชั่นโย้คต้องการกระแสรูปสัญญาณฟันเลื่อย ดังนั้นวงจรที่ผลิตความถี่ เวอร์ติคอลจ าเป็นจะต้องผลิตสัญญาณในรูปแบบของฟันเลื่อย วงจรฟลิปฟล็อปโดยทั่วไปจึงมีการน าเอาความถี่ 50 Hz จากหน่วยเวอร์ติคอลออสซิลเลเตอร์เข้าสู่วงจรผลิตสัญญาณฟันเลื่อย ซึ่งเรียกว่า วงจรแรมป์ เจนเนอเรเตอร์(Ramp Generator) ก็คือวงจรที่ต่อกับขา 42 ของไอซีนั่นเอง นอกจากนั้นแล้วในวงจรเวอร์ติคอลในแท่น H ยังมีการเชื่อมโยงไปยังระบบป้องกัน คือถ้าแรงดันไฟของ เวอร์ติคอลเกิดการขาดหายไปไม่ว่าจะด้วยสาเหตุหนึ่งสาเหตุใดที่ท าให้แรงดันไฟของเวอร์ติคอลต่ าลงมาย่อม ท าให้แรงดันไฟที่ต่ าลงหรือแรงดันไฟใกล้เคียง 0 V ไปดึงเอาไฟของวงจรโปรเท็คชั่นส่งผ่าน D507 และ R525 ครบวงจร ท าให้หน่วยรีเซ็ตภายในไอซีไมโครคอมพิวเตอร์สั่งเข้าสู่สภาวะเพาเวอร์สแตนด์บาย ซึ่งนับเป็น วิธีการของการป้องกันอีกรูปแบบหนึ่ง ระบบนี้อาจเกิดขึ้นจาก R512 ขาด D502 มีปัญหาและ IC501 เกิดลัดวงจร วงจรเวอร์ติคอลเอาต์พุตมีการน าเอาสัญญาณเวอร์ติคอลพัลส์หรือเวอร์ติคอลแบล็งกิ้งส่งผ่าน C501 R513,R1054 ไปให้กับวงจรไอซีไมโครคอมพิวเตอร์ ก าหนดต าแหน่งของการแสดงผลเป็นตัวอักษรขึ้นมา ที่หน้าจอและยังเอาไปใช้ส าหรับลบเส้นสะบัดกลับในวงจรระบบภาพอีกส่วนหนึ่งด้วย ปกติวงจรแรมป์เจนเนอเรเตอร์ ท าหน้าที่เป็นวงจรปรับขนาดของกระแสที่จะส่งออกไปยัง ดีเฟล็คชั่น โย้ค ซึ่งอยู่ที่ขา 42 หลักการของการท างานระหว่างแรมป์เจนเนอเรเตอร์และวงจรเนกาตีฟฟีดแบ็ค สามารถ ปรับแต่งแรงดันไฟสลับในวงจรแท่น H ของชาร์ปกู๊ดมอร์นิ่ง จึงใช้วิธีปรับแรงดันไฟของขา 41 บังคับการ ขยายของ IC801 ในส่วนของเวอร์ติคอลส่งผลออกไปทางเอาต์พุตขา 43 ให้ขยายสัญญาณได้มากได้น้อย การปรับขนาดความกว้างของจอในแนวเวอร์ติคอลด้วยการปรับเวอร์ติคอลไซซ์( V-Size) โดยการปรับ R509 การแก้ลิเนียริตี้หรือความเป็นสัดส่วนของภาพท าได้โดยการปรับแต่ง R514 ลิเนียริตี้ของระบบนี้ต่างกับ ลิเนียริตี้ของโทรทัศน์ขาวด า เพราะลิเนียริตี้ก็คือความสมบูรณ์ของอิมพีแดนซ์ในการคัปปลิ้งดีเฟล็คชั่นโย้ค ดังนั้นในกรณีที่สัญญาณภาพขาดลิเนียริตี้ถือว่าคาปาซิ สเตอร์คัปป ลิ้งคือมูลเหตุใหญ่ แต่ถ้าดีเฟล็คชั่นคอยล์ เกิดการเสื่อมคุณภาพเราจึงจะมาปรับแต่งลิเนียริตี้จึงเป็นวงจรช่วยเสริมเท่านั้น


C504 C507 C502 D501 R504 C503 R506 C512 R513 R516 C509 D506 D1060 R1054 R505 R508 R514 (V-LINE) C508 C506 R510 R511 C515 D502 C510 C511 R525 R526 D507 R521 C648 D623 R672 D610 C514 R527 1M R520 (2.7M) D509 DY R 509 V-SIZE +8V 11.6V (FBP) +9V 42 RAMP 41 NFB 43 VERT OUT 36 BH 1 2 3 4 5 6 7 GND V-OUT Vcc V-IN PULSE WIDTH VOLTAGE BOOSTER V-OUT Vcc IX0640/LA7830(IC501) +12V TO PROTECT FBT V-PULSE +5V IC801 รูปที่ 4.2 เวอร์ติคอลของแท่น H เช่น ในโมเดล 21CT200


การวิเคราะห์ปัญหาเวอร์ติคอลแท่นH 1. ปัญหาจอมืดไฟสแตนด์บายติดระบบจ่ายไฟของเวอร์ติคอลเอาต์พุตเกิดปัญหา แรงดันไฟจ่ายได้น้อยกว่า ก าหนด หรือไม่มีการจ่ายแรงดันไฟออกไปให้กับเวอร์ติคอลเอาต์พุตท างานด้วย IC501 วงจรดังกล่าว จะไปดึงแรงดันไฟของหน่วยโปรเท็คให้ไหลผ่าน D507 และ R525 ครบวงจรไอซีไมโครคอมพิวเตอร์ จะเข้าสู่ สภาวะเพาเวอร์สแตนด์บาย ด้วยหลักการนี้จึงท าให้เกิดปัญหาจอมืดไฟสแตนด์บาย ซึ่งเป็น LED สีแดงติด ค้างการวิเคราะห์ตรวจซ่อมท าดังนี้ 1.1 ในกรณีที่เวอร์ติคอลมีปัญหา ไอซีไมโครคอมพิวเตอร์จะให้เวลากับวงจรประมาณ 3 วินาที แล้วจึงเข้าสู่สภาวะโปรเท็คชั่น ดังนั้นใน 3 วินาทีนี้ จะต้องวิเคราะห์ให้เสร็จสิ้นให้ใช้มิเตอร์วัดแรงดันไฟ DC วัดไปที่ขา 6 ของ IC501 โดยวัดรอไว้ก่อนที่จะเปิดเครื่อง จากนั้นท าการเปิดเครื่องขึ้นมาดูเข็มมิเตอร์ ถ้าเข็มมิเตอร์ไม่สวิงขึ้นมาเลย หมายความว่าระบบจ่ายไฟที่จะจ่ายให้กับเวอร์ติคอลเอาต์พุตมีปัญหา ตัวที่มี ปัญหาได้แก่ R521 และ D502 (ไดโอดความถี่สูง) หรือมาจากปัญหาของฮอริซอน ทอลและฟลายแบ็ค ให้กลับไปวัดสัญญาณพัลส์ว่ามาจากฟลายแบ็คแล้วหรือไม่ โดยการใช้มิเตอร์วัดสัญญาณพัลส์ก่อนที่จะเปิด เครื่องแล้วจึงเปิดเครื่องดูว่าสัญญาณพัลส์จากฮอริซอน ทอลมีหรือยัง ถ้าสัญญาณพัลส์มาจากฮอริซอน ทอล มีมาแล้วตัวที่มีปัญหา R521 และ D502 ถ้าไม่มีพัลส์มาเลยหมายความว่าฮอริซอน ทอลไม่ได้ท างาน อาการ จอมืดไฟสแตนด์บายติดไม่ใช่มาจากการเสียของเวอร์ติคอล 1.2 ถ้าผลการวัดตามข้อ 1.1 เข็มมิเตอร์สวิงขึ้นมาแล้วตก แสดงว่าระบบจ่ายไฟเวอร์ติคอลสามารถ จ่ายไฟได้แล้ว แต่เวอร์ติคอลเอาต์พุตเป็นปัญหาหรือเกิดจากปัญหาของระบบอื่น เพราะระบบโปรเท็คชั่น มีการส ารวจหลายทางด้วยกัน ดังนั้นให้ดูดตะกั่วที่ขา 6 และขา 3 ของ IC501 ออก หลังจากนั้นให้ท าการ จ่ายไฟเข้าไปยังเครื่อง ดูแสงที่หน้าจอว่ามีแสงหรือไม่ ถ้าปรากฏว่าหน้าจอมีแสงเป็นเส้นเดียวกลางจอ หมายถึง IC501 เสีย แต่ถ้าจอยังมืดและไฟสแตนด์บายติดอยู่เหมือนเดิม หมายความว่า อาการเสียที่เกิดขึ้น ไม่ได้มาจากเวอร์ติคอลต้องไปส ารวจวงจรโปรเท็คในส่วนอื่นๆ 2. อาการภาพหดทางด้านบนมีเส้นรีเทรชทางด้านบน หรือมีจุดไข่ปลาทางด้านบนของจอ อาการนี้เรา เรียกว่ากระแสของดีเฟล็คชั่นโย้คไม่เพียงพอ เมื่อกระแสของดีเฟล็คชั่นโย้คไม่สามารถจ่ายให้โย้คได้เพียงพอ ย่อมจะท าให้การดึงเส้นสแกนเพื่อสะบัดกลับไปยังขอบบนของจอเป็นไปได้อย่างไม่สมบูรณ์ สาเหตุมาจาก ระบบของการจ่ายไฟจ่ายกระแสได้ไม่เต็มที่ หรือวงจรบูสต์ไม่สามารถที่จะบูสต์อัพกระแสให้กับดีเฟล็คชั่นโย้ค ได้อย่างสมบูรณ์ การวิเคราะห์ตรวจซ่อมให้ท าดังนี้ 2.1 วัดแรงดันไฟที่ขา 6 ของ IC501 แรงดันไฟอยู่ในระดับ 24–25 V เต็มที่หรือไม่ถ้าแรงดันไฟที่ขา 6 ของ IC501 ต่ ากว่า 24 V อุปกรณ์ที่มีปัญหาได้แก่ C510 และ D502 2.2 วัดแรงดันไฟที่ขา 3 ของ IC501 ปกติแรงดันไฟที่ขา 3 จะต้องไม่น้อยกว่าแรงดันไฟที่ขา 6 หรือ อาจจะมีมากกว่าแรงดันไฟที่ขา 6 เล็กน้อย เนื่องจากเป็นแบบบูสต์อัพแบลงกิ้งของเวอร์ติคอลแรงดันไฟขา 3 ของ IC501 ต่ ากว่าขา 6 ของไอซีตัวเดียวกันถือว่า D501 ไดโอดความถี่สูงเป็นตัวบกพร่อง 2.3 หากแรงดันไฟที่ขา 6 และแรงดันไฟที่ขา 3 เป็นปกติ แสดงว่าเราตัดปัญหาเรื่องระบบจ่ายไฟ ออกไปได้ ระบบจ่ายไฟสามารถจ่ายไฟได้อย่างเต็มที่แล้ว ตัวที่มีปัญหาก็คือวงจรโวลเตจบูสเตอร์เป็นอุปกรณ์ ที่อยู่ภายนอกของ IC501 คือ C507 ให้เปลี่ยน C507


3. อาการภาพหดบน –ล่าง อาการดังกล่าวนี้เป็นอาการที่บอกว่ากระแสที่ไหลผ่านดีเฟล็คชั่นโย้ค ไม่เพียงพอ ถ้าเป็นเพราะระบบของการจ่ายไฟภาพที่ได้จะเป็นภาพที่มีปัญหาเรื่องของเส้นแสงด้วยในเวลา เดียวกัน ดังนั้นก่อนที่จะไปวิเคราะห์ในส่วนอื่นให้ท าการวัดแรงดันไฟที่ขา 6 และขา 3 ของ IC501 เพื่อจะ บอกว่าอาการหดด้านบนและด้านล่างของจอเป็นปัญหาเพราะระบบจ่ายไฟหรือไม่ หากระบบของการจ่ายไฟ ไม่เป็นปัญหาการหดทางด้านบนและหดทางด้านล่างนั้นมาจากสาเหตุของระบบฟีดแบ็คหรือให้ปรับ R509 ทดสอบหรือส ารวจ R509 มีความบกพร่องหรือไม่ ส่วนประเด็นที่จะท าให้ภาพหดบนหดล่างเกิดขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น คาปาซิสเตอร์C509 เกิดการรั่วไหล ท าให้มีการแบ่งกระแสของดีเฟล็คชั่นโย้คให้ไหลผ่านตัว ของมันมากกว่าปกติหรือเกิดเนื่องจาก C512 เกิดการรั่วไหลน าเอาเวอร์ติคอลพัลส์ไปจ่ายให้กับวงจรอื่น ๆ มากเกินไป กระแสในดีเฟล็คชั่นโย้คไหลได้น้อยลงอย่างนี้เป็นต้น เวอร์ติคอลแท่นJ แท่น J เป็นแท่นเครื่องระบบบัสซิสเท็ม( Bus System) ระบบดังกล่าวนี้ใช้การควบคุมค าสั่งดิจิตอล ในแท่นเครื่องที่เป็นแท่น J ภาคเวอร์ติคอลเอาต์พุตใช้งานนั้นเป็นไอซีเบอร์ LA7837 เป็นไอซีเวอร์ติคอล ที่มีขาใช้งาน 13 ขา โดยปกติทั่วไปไอซีในภาคเวอร์ติคอลเอาต์พุตมีขาใช้งาน 7 ขา 9 ขา และ 13 ขา น าเอา สัญญาณพัลส์ของฟลายแเบ็คมาท างานเร็กติฟายเออร์ด้วย D501,C503 และ C510 ท าการเรียงกระแสออกมา เป็นแรงดัน DC ประมาณ 26 V ส่งไป 2 ที่ด้วยกัน คือส่งให้กับขา 8 ของ IC501 เบอร์ LA7837 เป็นวงจรขับ การบูสต์หรือขับสัญญาณแบล็งกิ้งและเป็นตัวจ่ายกระแสให้กับภาคไดร์เวอร์ อีกขาหนึ่งต้องการแรงดันไฟ 26 V คือขาที่ 13 แต่ขา 13 เป็นภาคเอาต์พุตที่จะต้องก าเนิดสัญญาณ เวอร์ติคอลแบล็งกิ้งก่อนจ่ายไฟเข้าขา 13 ของไอซี จึงต้องส่งผ่าน D503 เพื่อให้ D503 ท าหน้าที่เป็นตัวกั้น สัญญาณแบล็งกิ้งที่จะบูสต์โดย C502 กลับไปยังขา 9 ของไอซี แรงดันไฟ 26 V ผ่าน R531 ไปขา 6 เป็น ขาแรมป์ เจนเนอเรเตอร์( Ramp Generator) เป็นหน่วย ท าหน้าที่ในการแปลงสัญญาณจากสัญญาณรูปสี่เหลี่ยมให้เป็นสัญญาณรูปฟันเลื่อย IC501 เป็นไอซีที่ท าการ ผลิตความถี่เวอร์ติคอลด้วยตัวเอง เมื่อการจ่ายแรงดันไฟ 12 V เข้าขาที่ 1 ของ IC501 ย่อมจะท าให้วงจรผลิต ความถี่ 50 Hz สามารถผลิตความถี่ได้ด้วยค่าของคาบเวลาคงที่( Time Constant) ซึ่งการก าหนดความถี่นั้น ก าหนดความถี่ด้วยอุปกรณ์ที่ขา 3 ของไอซี ความถี่ที่ได้นี้ถูกบังคับการท างานด้วยสัญญาณที่มาจาก IC801 มายังขาที่ 2 ซึ่งเราเรียกว่าขาการกระตุ้นวงจรหรือขาทริก(Trig) ซึ่งสัญญาณที่เข้ามายังขา 2 ของ IC501 นี้ถูก ส่งมาจาก IC801 สัญญาณเวอร์ติคอลซิงค์จะส่งออกจากขา 18 ของ IC801 ผ่าน R505 และ R506 มายังขา 2 ของ IC501 นอกจากจะมีการส่งสัญญาณเวอร์ติคอลซิงค์ออกมาแล้ว ยังมีการจ่ายแรงดันไฟมาบังคับการ ท างานของหน่วยผลิตความถี่ให้มีขนาดเล็กหรือใหญ่ได้ด้วย นั่นหมายความว่าแรงดันไฟที่มาจาก IC801 เป็น ตัวบังคับขนาดของหน้าจอในเวลาเดียวกัน วงจรแรมป์ เจนเนอเรเตอร์ ยังมีการปรับขนาดของสัญญาณที่ เรียกว่าการปรับไซซ์ (Size) เพิ่มเสริมเข้ามา ระบบมัลติซิสเท็ม สามารถผลิตความถี่ได้ 2 ระบบ ความถี่ 50 Hz ในระบบ CCIR หรือ 60 Hz ในระบบ FCC มีค าสั่งจากไอซีไมโครคอมพิวเตอร์สั่งมายัง Q501,Q502 ให้ต่อวงจรขา 5 และต่อวงจร ดีเฟล็คชั่นโย้ค บังคับหน่วยออสซิลเลเตอร์ให้ผลิตความถี่ได้ตามต้องการ กรณีที่ต้องการความถี่ 50 Hz ค าสั่ง ในไอซีไมโครคอมพิวเตอร์จะสั่งมาเป็น ไฮ ท าให้เอาต์พุตของ Q501,Q502 มีสภาวะเป็น โลว์ขา 5 ของ IC501 ถูกต่อลงกราวด์ ถ้าบังคับให้เวอร์ติคอลออสซิลเลเตอร์ผลิตความถี่ 60 Hz ค าสั่งจากไอซี คอมพิวเตอร์จะสั่งออกมาเป็น โลว์ ท าให้ Q501 ไม่สามารถจะน ากระแสได้ แรงดันไฟจากชุด 12 V ส่งผ่าน


R513 และ R512 ไปครบวงจรเกิดแรงดันตกคร่อม R512 จ่ายเข้าไปยังขา 5 ของ IC501 ท าให้ IC501 บังคับ การผลิตความถี่เป็นความถี่ 60 Hz ได้วงจรออสซิลเลเตอร์สามารถผลิตความถี่ได้แล้ว วงจรฟลิปฟล็อป ซึ่งเป็นการผลิตความถี่ในรูปแบบของสัญญาณสี่เหลี่ยม แต่ในดีเฟล็คชั่นโย้คต้องการกระแสเป็นรูปสัญญาณ ฟันเลื่อย จึงส่งความถี่ดังกล่าวเข้าสู่วงจรแปลงสัญญาณสี่เหลี่ยมเป็นสัญญาณฟันเลื่อย วงจรที่ท าหน้าที่นี้คือ วงจรแรมป์ เจนเนอเรเตอร์ จะมีการปรับขนาดของสัญญาณฟันเลื่อยด้วยการปรับเวอร์ติคอลไซซ์โดย R511 ที่ต่อไว้ที่ขา 4 ของไอซี หลังจากนั้นก็จะส่งความถี่นั้นเข้าสู่ภาคเอาต์พุตต่อไป การวิเคราะห์ปัญหาเวอร์ติคอลแท่น J แท่น J ใช้ IC501 เป็นวงจรผลิตความถี่โดยตรง วงจรนี้จะผลิตความถี่ได้ต้องอาศัยแรงดันไฟ ที่ขา 1 เป็นแรงดันไฟหลักการผลิตความถี่ IC501 เวอร์ติคอลเอาต์พุต ต้องการแรงดันไฟ 24–25 V โดยจ่าย แรงดันไฟเข้าไปที่ขา 8 และขา 13 ของไอซี มี C507 เป็นวงจรบูสต์แทร็ปปิ้ง ดังนั้นในการวิเคราะห์วงจร ยังคงมีรูปแบบเค้าโครงเดิมอยู่ เพียงแต่ว่าระบบนี้จะไม่มีระบบฟีดแบ็คข้ามภาคระหว่างไอซีตัวเล็กกับไอซีตัว ใหญ่ ดังที่พบเห็นกันโดยทั่วไปในการวิเคราะห์ตรวจซ่อมจะต้องท าให้ภาคเอาต์พุตเป็นปกติเสียก่อนนั่นก็คือ จะต้องวัดแรงดันไฟที่ขา 8 ถ้าเวอร์ติคอลไม่สามารถที่จะสแกนได้ จึงสามารถสรุปขั้นตอนได้ดังนี้ 1. วัดแรงดันไฟประมาณ 24–26 V ที่ขา 8 ของ IC501 ถ้าไม่มีนั่นหมายความว่าระบบของการจ่ายไฟ ซึ่งมาจากฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์มีปัญหา 2. วัดแรงดันไฟที่ขา 13 ของ IC501 ถ้าไม่มีเกิดเนื่องจาก D503 เสียหรือมีต่ าเกิดจาก D503 เสีย 3. หากแรงดันไฟที่ขา 8 และขา 13 เป็นปกติแล้ว แรงดันไฟออกที่ขา 12 ต้องได้ประมาณ 12.5 V จึงจะถือว่าระบบนี้เป็นปกติ R508 C514 R505 R506 R R513 C501 R507 R510 R511 R532 R512 C504 R514 R531 R517 R518 C507 D503 C508 R520 R524 C513 R523 C512 C509 C510 C503 D501 C505 R530 D504 R525 C506 R528 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 +B TRIG IN T.C. SIZE RAMP NF Vcc PUMP UP OSC BLOCK GND OUT OUT Vcc IC501LA7837 +12V V-SYNC FROM PIN18 IC801 +12V Q501 “L” 11.7V DY FBP “L” 50/60Hz Q502 V - Yoke รูปที่4.3เวอร์ติคอลในแท่น J


4. หากแรงดันไฟที่ขา 12 ไม่อยู่ในระดับปกติให้ส ารวจการป้อนกลับแรงดันไฟ ผ่านดีเฟล็คชั่นโย้ค กลับไปยังขา 7 ของ IC501 ว่ามีการป้อนกลับถูกต้องหรือไม่ ถ้าการป้อนกลับไปยังไม่ถูกต้อง หมายความว่า ตอนนี้ภาคเวอร์ติคอลเอาต์พุตมีปัญหาต้องเปลี่ยน IC501 5. หากแรงดันไฟที่ขา 12 ของ IC501 เป็นไปตามปกติ แต่วงจรออสซิลเลเตอร์ไม่สามารถท างานได้ ให้วัดแรงดันไฟ 12 V ที่ขา 1 ของ IC501 ปกติต้องมีแรงดันไฟตั้งแต่ 10.8 V 6. หากแรงดันไฟที่ขา 1 ของ IC501 เป็นปกติให้ส ารวจความถี่ที่เกิดขึ้นจากการท างานของ IC501 ตรงขา 3 ของไอซีว่ามีความถี่หรือไม่ ถ้าความถี่ที่ขา 3 ของ IC501 ไม่มี หมายถึง IC501 เสีย 7. IC501 สามารถผลิตความถี่ได้แล้ว แต่ไม่สามารถส่งความถี่ดังกล่าวออกไปให้ภาคเอาต์พุตได้ให้ ส ารวจแรงดันไฟที่ขา 6 ของ IC501 ซึ่งเป็นวงจรแปลงความถี่จากรูปสี่เหลี่ยมเป็นรูปฟันเลื่อยหรือวงจรแรมป์ เจนเนอเรเตอร์ ปกติขา 6 ของไอซี ต้องมีแรงดันไฟประมาณ 4.8–6.2 V 8. แรงดันไฟที่ขา 6 มีปกติแล้วส ารวจแรงดันไฟของขา 4 ปกติต้องมีตั้งแต่ 4.8–6.2 V 9. หากระบบไฟตามที่กล่าวมาเป็นไปได้อย่างถูกต้องให้ส ารวจแรงดันไฟที่ขา 2 ซึ่งแรงดันไฟที่ขา 2 ของ IC501 จะรับมาจาก IC801 อีกทีหนึ่งแรงดันไฟที่ขา 2 ของ IC501 จะอยู่ประมาณ 5.6 V ในรายละเอียดส่วนอื่นๆ ยังคงใช้หลักการของการซ่อมภาคเวอร์ติคอลเหมือนเดิม ดังนั้นจึงสามารถ วิเคราะห์ตรวจซ่อมวงจรได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ และนี่คือการพัฒนาวงจรในเครื่องรับโทรทัศน์สีรุ่นใหม่


ใบความรู้หน่วยที่5 ชื่อรายวิชา เครื่องรับโทรทัศน์ สอนครั้งที่ 10 หน่วยที่ 5 หลักการส่งและรับสัญญาณโทรทัศน์ จ านวน 6 ชั่วโมง แนวคิด หลักการส่งสัญญาณโทรทัศน์ จะส่งสัญญาณ 2 สัญญาณ ออกอากาศพร้อมกัน คือ สัญญาณด้านภาพ และสัญญาณด้านเสียง หลักการรับสัญญาณโทรทัศน์จะรับสัญญาณของภาพและเสียงมาด าเนินกรรมวิธี ให้สามารถเห็นภาพและได้ยินเสียง สาระการเรียนรู้ ด้านสัญญาณภาพ ต้องน าสัญญาณทางไฟฟ้าของภาพมารวมกับคลื่นพาหะหรือแคร์เรีย เรียกว่า วิดีโอ แคร์เรีย (Video Carrier) คลื่นนี้สามารถออกอากาศได้ ด้านสัญญาณเสียง ต้องน าสัญญาณไฟฟ้าของเสียงมารวมกับคลื่นพาหะหรือแคร์เรีย เรียกว่า ซาวด์ แคร์เรีย (Sound Carrier) คลื่นนี้สามารถออกอากาศได้ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อนักเรียน เรียนจบแล้วสามารถ 1. อธิบายหลักการเครื่องส่งโทรทัศน์ขาวด าได้ถูกต้อง 2. อธิบายหลักการเครื่องรับโทรทัศน์ขาวด าได้ถูกต้อง 3. อธิบายหลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับโทรทัศน์สีได้ถูกต้อง 4. อธิบายการท างานเครื่องส่งโทรทัศน์สีระบบ PAL ได้ถูกต้อง 5. อธิบายหลักการเครื่องรับโทรทัศน์สีเบื้องต้นได้ถูกต้อง 6. บอกมาตรฐานการส่งโทรทัศน์ขาวด าได้ถูกต้อง 7. บอกมาตรฐานการส่งโทรทัศน์สีได้ถูกต้อง 8. อธิบายหลักการเปรียบเทียบ Band Width ระบบ PAL–B และ PAL–G ได้ถูกต้อง 9. อธิบายการท างานซิงค์เซปเปอร์เรเตอร์ได้ถูกต้อง 10. มีการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมค่านิยมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ครูสามารถ สังเกตเห็นได้ ในด้านความมีมนุษยสัมพันธ์ ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความเชื่อมั่นใน ตนเองความสนใจใฝ่รู้ ความรักสามัคคีความกตัญญูกตเวที


หลักการเครื่องส่งโทรทัศน์ขาวด า รูปที่5.1 บล็อกไดอะแกรมเครื่องส่งโทรทัศน์ ด้านสัญญาณภาพ กล้องถ่ายภาพ เรียกว่า เคเมร่าทูบ (Camera Tube) จะด าเนินการถ่ายภาพต่าง ๆ เช่น คน,วิว หรือ วัตถุต่าง ๆ กล้องถ่ายจะเปลี่ยนภาพเป็นสัญญาณทางไฟฟ้าของภาพ เรียกว่า วิดีโอ ซิกแนล (Video Signal) และจะน าเอาวิดีโอ ซิกแนล ไปขยายให้มีก าลังสูงขึ้นในภาควิดีโอแอมป์ (Video Amp) ในขณะเดียวกันจะน าสัญญาณวิดีโอ ซิกแนลรวมกับสัญญาณควบคุมเพื่อบังคับการสแกนสัญญาณ เรียกว่า ซิงโครไนเซชั่น (Synchronization) นั่นหมายความว่า สัญญาณวิดีโอซิกแนลจะรวมอยู่ในสัญญาณ ซิงโครไนเซชั่นเป็นสัญญาณภาพที่สมบรูณ์ เรียกว่า คอมโพสิต วิดีโอ ซิกแนล ( Composite Video Signal) การมอดูเลชั่น ( Modulation) เนื่องจากวิดีโอ ซิกแนล ไม่สามารถออกอากาศได้ ต้องน าไปรวมกับ คลื่นพาหะ เรียกว่า แคร์เรีย (Carrier) หรือน าไปรวมกับคลื่นวิทยุ ( RF : Radio Frequency) น าเอาวิดีโอ จึงเรียกสัญญาณนี้ว่า วิดีโอ แคร์เรีย (Video Carrier) การมอดูเลชั่นด้านภาพเป็นการมอดูเลชั่น แบบเอเอ็ม (AM Modulation) วิดีโอ แคร์เรีย ก าลังยังน้อยมากต้องน าไปขยายให้มีก าลังเพียงพอต่อความต้องการในวงจรอาร์เอฟ แอมป์ (RF Amp) วิดีโอ แคร์เรีย ถูกขยายแล้วจะถูกส่งไปที่สายอากาศ เพื่อให้สายอากาศกระจายสัญญาณ วิดีโอ แคร์เรีย ออกอากาศไป กล้อง ถ่ายภาพ มอดูเลชั่น (เอฟเอ็ม) ไมโครโฟน ออดิโอ แอมปลิฟลายเออร์ ทรานสมิตเตอร์ ด้านเสียง วิดีโอ แอมปลิฟลาย เออร์ ทรานสมิตเตอร์ ด้านภาพ ซิงโครไนเซชั่น มอดูเลชั่น (เอเอ็ม)


สัญญาณเสียง ไมโครโฟน ( Microphone) เมื่อมีสัญญาณเสียงจากแหล่งต่าง ๆ เช่น เสียงพูด เสียงดนตรี ไมโครโฟน จะท าหน้าที่เปลี่ยนจากเสียงเป็นสัญญาณทางไฟฟ้าของเสียง เรียกว่า ซาวด์ ซิกแนล (Sound Signal) และ ต้องน าไปขยายให้มีก าลังสูงขึ้นในภาคออดิโอ แอมป์ (Audio Amp) ให้ ซาวด์ ซิกแนล มีก าลังตามต้องการ การมอดูเลชั่น ( Modulation) เนื่องจากซาวด์ ซิกแนล ไม่สามารถจะออกอากาศได้จะต้องน าไปรวมกับ คลื่นวิทยุ (RF : RadioFrequency) เมื่อน าเอาซาวด์ ซิกแนลไปรวมกับแคร์เรียจึงเรียก ว่า “ซาวด์ แคร์เรีย” (Sound Carrier) การมอดูเลชั่นด้านสัญญาณเสียงแบบ เอฟเอ็ม (FM Modulation) ซาวด์ แคร์เรีย น าไปขยายให้มีก าลังเพียงพอต่อความต้องการในภาคอาร์เอฟแอมป์ (RF Amp) เมื่อซาวด์แคร์เรีย ขยายแล้วจะส่งสัญญาณที่สายอากาศเพื่อให้สายอากาศกระจายสัญญาณ ซาวด์แคร์เรีย ออกอากาศไป หลักการเครื่องรับโทรทัศน์ขาวด า CRT SPรูปที่ 5.2 บล็อกไดอะแกรมเครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องรับโทรทัศน์ สัญญาณภาพ เรียกว่า วิดีโอ แคร์เรีย (Video Carrier) และสัญญาณเสียง เรียกว่า ซาวด์ แคร์เรีย (Sound Carrier) ของแต่ละสถานีส่งโทรทัศน์จะเข้าภาคจูนเนอร์จะเลือกรับสถานีที่ต้องการ สัญญาณด้านเสียง สัญญาณด้านเสียงจะเข้าภาคซาวด์ ดีเทคเตอร์(Sound Detector) การดีเทคเตอร์จะเป็นแบบเอฟเอ็ม ดีเทคเตอร์(FM Detector) วิธีการดีเทคเตอร์ คือ การตัดหรือบายพาส ( By Pass) แคร์เรียลงกราวด์ ดังนั้น สัญญาณด้านเสียงขณะนี้จะเหลือซาวด์ซิกแนล(Sound Signal) หรือสัญญาณทางไฟฟ้าของเสียง ออดิโอแอมป์ (Audio Amp) จะเป็นภาคขยายเสียงโดยการน าเอาซาวด์ซิกแนลมาท าการขยายก าลังให้ สูงขึ้นเพียงพอต่อความต้องการแล้วส่งต่อไปยังล าโพง ล าโพงเมื่อมีสัญญาณทางไฟฟ้าของเสียงหรือซาวด์ ซิกแนล มาต่อเข้าล าโพงจะท าหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณ ทางไฟฟ้าของเสียงให้เป็นเสียง


Click to View FlipBook Version