การขยายสีครั้งสุดท้าย จากการท างานของวงจร เมทริกซ์ จะได้สัญญาณแม่สีหลัก คือ อาร์(R), จี (G), และบี (B) แต่กระแสต่ า อยู่ไม่เพียงพอจะไปขับแคโทด (Cathode) ของหลอดภาพได้ จ าเป็นจะต้องน าแม่สีทั้งสามไปท าการขยายให้มี ก าลังเพียงพอที่จะน าไปขับแคโทดหลอดภาพ จึงน าไปขยายในภาคขยายแต่ละแม่สีก่อน สัญญาณแม่สีอาร์(R) ไปขยายภาคสุดท้ายวงจรอาร์-เอาต์(R-Out) สัญญาณแม่สีจี (G) ไปขยายภาคสุดท้ายวงจรจี-เอาต์(G-Out) สัญญาณแม่สีบี (B) ไปขยายภาคสุดท้ายวงจรบี-เอาต์(B-Out) เมื่อด าเนินการขยายแล้วจะส่งสัญญาณไปยังแคโทด (Cathode) ของหลอดภาพสีดังนี้ แม่สีอาร์จะต่อเข้าแคโทดของอาร์ คือ อาร์เค (RK) แม่สีจี จะต่อเข้าแคโทดของจี คือ จีเค (GK) แม่สีบี จะต่อเข้าแคโทดของบี คือ บีเค (BK) รูปที่ 9.8 บล็อกไดอะแกรมอาร์-เอาต์(R-Out) จี-เอาต์(G-Out) บี-เอาต์(B-Out) อาร์-เอาต์(R-Out) จี-เอาต์(G-Out) บี-เอาต์(B-Out) หลอดภาพ
รูปที่ 9.9รายละเอียดภาคลูมิแนนซ์และโครมิแนนซ์ภายในไอซีUPC1365C 5 VIEDO CONTRANST PEDESTAL CHROMA BURST AMP BURST AMP VIEDO BURST AMP ACC DET ACC COLOR (R-Y) DEMO (B-Y) DEMO (G-Y) MATRIX RGB MATRIX CONTRAST CHROMA F.F PAL SW VCD IDENT APC DET 3 11 12 14 15 10 8 7 9 4 13 23 16 17 18 22 21 20 2 2 8 27 26 1 25 24 19 6 FROM TERMINAL 1H DELAY PHESE BANDPASS FILTER APC LINE PULSE VCC BRIGHT NESS (B-Y) (R-Y) COLOR CONTRAST GND VCC CLAMP V-DELAY (R-Y) (B-Y) VCC 12V (R-Y) (B-Y) (G-Y) CONTRAST
ทิศทางเดินของสัญญาณลูมิแนนซ์และโครมิแนนซ์ ทิศทางการเดินของสัญญาณลูมิแนนซ์และโครมิแนนซ์ไอซีเบอร์ UPC 1365C ตัวอย่างที่ 1 ไอซีเบอร์ UPC 1365C ทิศทางเดินของสัญญาณลูมิแนนซ์ สัญญาณลูมิแนนซ์ เมื่อผ่านขั้นตอน Y-Delay สัญญาณจะเข้าขา 5 สู่วงจร Video Amp ของไอซี UPC1365C เมื่อท าการขยายแล้ว จะแยกเป็น 2 ทาง ทิศทางหนึ่งไป Contrast อีกทิศทางหนึ่งไป Pedestal Clamp เมื่อผ่านกรรมวิธีของแต่ละภาคแล้วจะรวมกันเข้าเป็นอันสิ้นสุด การท างานภาคลูมิแนนซ์หรือขาวด า ก็จะไปรอรวมกับสัญญาณโครมิแนนซ์ ที่วงจร RGB Matrix ภายในไอซี การควบคุมในภาคลูมิแนนซ์ขา 4 จะท าแรงดันไฟดีซีจากวงจรปรับไบรท์แนส (Brightness) เพื่อ ควบคุมการปรับมืด-สว่างขา 7 ท าแรงดันไฟดีซีจากวงจรคอนทราสต์(Contrast) เพื่อมาควบคุมการปรับความ เข้มของภาพขา 19 ท าสัญญาณ Gate Pulse จากภาคฮอริซอนทอลมาควบคุมการท างาน Pedestal Clamp ทิศทางเดินของสัญญาณโครมิแนนซ์(UPC 1365C) สัญญาณโครมิแนนซ์ เมื่อผ่าน BPF (Band Pass Filter) จะเข้าขา 11 สู่วงจร ACC เป็นภาคแรกของด้านโครมิแนนซ์ เอซีซี แอมป์(ACC Amp) จะท าการขยายสัญญาณสีอย่างอัตโนมัติคือ เมื่อสัญญาณสีเข้ามาน้อยก็เร่ง การขยายมากขึ้น ถ้าสัญญาณสีเข้ามากก็ลดก าลังขยายลง สัญญาณที่เป็นเอาต์พุตจึงมีระดับสม่ าเสมอ โครม่า แอมป์(Chroma Amp) จะท าการขยายสัญญาณสี และจะท าการแยกเป็น 2 ทาง ทางหนึ่งไป ทางเบริสต์แอมป์ ส่วนอีกทางหนึ่งไปโครม่าแอมป์ คัลเลอร์ คอนทราสต์(Color Contrast) จะท าการควบคุมความเข้มของสีมากหรือน้อยตามต้องการ โดยการปรับที่ขา 8 คอนทราสต์คอนโทรลเป็นหน่วยควบคุมความเข้มของสีการปรับให้มีความสัมพันธ์ระหว่าง ความเข้มของขาวด าและสี โครม่า เอาต์ (Chroma Out) จะท าการขยายสัญญาณด้านสีเป็นครั้งสุดท้ายให้มีก าลังตามความ เหมาะสมของวงจรสัญญาณจะออกที่ขา 9 มุ่งสู่ 1 H Delay 1 H Delay จะท าการแยกสัญญาณ (B–Y) และ (R–Y) ออกจากกัน โดย (B–Y) เข้าขา 25 ส่วน (R–Y) จะเข้าขา 24 บี–วาย ดีมอด (B–Y Demod) การท างานของ (B–Y) กระท าโดยตรงได้เลย โดยจะน าซับ แคร์เรีย 4.43 MHz (VCO : Voltage Central Oscillator) ขา (20, 21, 22) มาหักร้างสัญญาณ (B–Y) จะได้ (B–Y) ที่ สมบูรณ์ ก็จะส่งเข้ามาหน่วยเมทริกซ์ (Matrix) อาร์–วาย ดีมอด (R–Y Demod) ในการท างานของ (R–Y) จะท าการดีมอดโดยตรงไม่ได้ จะต้องท า การสลับเฟสของสัญญาณ 0 และ 180 องศา (ตามขบวนการระบบ PAL) เมื่อด าเนินการได้สัญญาณ (R–Y) ที่สมบูรณ์ก็จะส่งเข้าหน่วย จี–วาย (G–Y) สัญญาณ (G–Y) จะก าหนดสร้างขึ้นในหน่วยเมตริกซ์
เมทริกซ์ (Matrix) จะด าเนินการเพื่อก่อให้เกิดสัญญาณเอาต์พุตของแต่ละแม่สี ดังนี้ขา 26 เป็น สัญญาณเอาต์พุตแม่สีแดง (R–Y) ขา 27 เป็นสัญญาณเอาต์พุต แม่สีเขียว (G–Y) ขา 28 เป็นสัญญาณเอาต์พุต แม่สีน้ าเงิน (B–Y) สัญญาณแม่สีของแต่ละแม่สี (R–Y), (G–Y),(B–Y) จะไปท าการขยายครั้งสุดท้ายคือ วงจร (R–Y) จะไปขยายครั้งสุดท้ายที่ R–Out วงจร (G–Y) จะไปขยายครั้งสุดท้ายที่ G–Out วงจร (B–Y) จะไปขยายครั้งสุดท้ายที่ B–Out ทิศทางเดินของสัญญาณลูมิแนนซ์และโครมิแนนซ์ ไอซีเบอร์ TA7698AP เนื่องจากในปัจจุบันวงจรต่าง ๆ ถูกบรรจุอยู่ภายในไอซี ผู้เรียนซึ่งเริ่มเรียนวิชาโทรทัศน์ย่อมจะเกิด ปัญหา ไม่สามารถเข้าใจทิศทางเดินของสัญญาณ จะเกิดความสับสนในขณะเรียน ปัญหานี้ก็จะเกิดขึ้นแน่นอน เพราะไอซีบางเบอร์จะรวมเกือบทุกภาคในไอซีเพียงตัวเดียว เช่น ไอซีเบอร์ TA7698AP, ไอซีเบอร์KA2154 เป็นเบอร์ยอดนิยมของโทรทัศน์สีไดสตาร์ และยี่ห้ออื่น ๆ เมื่อท าการเทียบเบอร์จะตรงกัน TA7698AP ไอซีนี้มี ถึง 42 ขา พิจารณาในส่วนรวมก่อนแล้วถึงจะแยกศึกษาเฉพาะลูมิแนนซ์ และโครมิแนนซ์ภาคต่าง ๆ ภายใน ไอซีประกอบด้วย 1. ภาคลูมิแนนซ์ 2. ภาคโครมิแนนซ์ 3. ภาควงจรแยกสัญญาณ (Sync Separator) 4. ภาคฮอริซอนทอล ออสซิลเลเตอร์และไดรเวอร์ 5. ภาคเวอร์ออสซิลเลเตอร์ อ่านทิศทางเดินของสัญญาณโครมิแนนซ์ การอ่านทิศทางโครมิแนนซ์ หรือสัญญาณสี ไอซีเบอร์ TA7698AP สัญญาณภาพรวม (Composite Video Signal) คือ สัญญาณลูมิแนนซ์, โครมิแนนซ์, ซิงค์ต่าง ๆ ที่ได้มาจากภาควิดีโอแอมป์ ที่ส่งมาจากไอซี 1LA7520 จะต่อเข้าที่ขา 39 (โครมิแนนซ์และลูมิแนนซ์และซิงค์ เข้ามาจุดเดียวกัน) จะอธิบายทางเดินของ สัญญาณโครมิแนนซ์ จะด าเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. อินเวอร์เตอร์ (Inverter) สัญญาณภาพรวมเข้าที่ ขา 39 เข้าวงจรอินเวอร์เตอร์ หน่วยอินเวอร์เตอร์ จะท าการกลับเฟสของสัญญาณภาพรวมให้เป็นเฟสบวกแล้วส่งสัญญาณออกที่ขา 40 2. บีพีเอฟ (BPF : Band Pass Filter) หน่วยบีพีเอฟ 4.43 MHz จะกรองให้เฉพาะสัญญาณ โครมิแนนซ์และสัญญาณเบริสต์เท่านั้นที่ผ่านได้ (สัญญาณลูมิแนนซ์ผ่านไม่ได้) สัญญาณโครมิแนนซ์จะกลับเข้า สู่ขา 5
3. โครม่าแอมพลิฟายเออร์ หรือหน่วยเอซีซี (ACC) เอซีซี แอมป์ (ACC Amp) คือ วงจรควบคุมการ ขยายสัญญาณโครมิแนนซ์อย่างอัตโนมัติ หมายถึง ถ้าสัญญาณโครมิแนนซ์เข้ามาน้อยก็เร่งก าลังขยายให้มาก ขึ้นกว่าปกติ ถ้าสัญญาณโครมิแนนซ์เข้ามามากเกินระดับก็ขยายลดลง ดังนั้นสัญญาณออกจากหน่วย “โครม่า แอมพลิฟายเออร์” จึงมีระดับมาตรฐานคงที่สม่ าเสมอ แล้วจะด าเนินการส่งสัญญาณให้หน่วย “โครม่า แอมพลิ ฟายเออร์ คอนโทรล” PICTURE CONTROL PEAKING CONTROL VIDEO AMP PEDESTAL CLAMP PEDESTAL CLAMP LPF DAC INVERTOR GATE GEN VERT PULSE HOR PULSE D30 H-OSC +VCC +12 V VSS 41 40 34 35 38 23 1 42 3 2 39 7 รูปที่ 9.10 บล็อกไดอะแกรมในส่วนของสัญญาณลูมิแนนซ์ 4. หน่วยโครม่า แอมพลิฟายเออร์ คอนโทรล (Chroma Amplifier) เป็นภาคขยายสัญญาณสี ขั้นตอนที่ 2 มีการน าสัญญาณควบคุมความเข้ม-จางของสี (DAC) ที่เข้าที่ขา 7 ส่งมาควบคุมให้ความเข้มของสีมากน้อย ตามต้องการ และหน่วยโครม่าแอมป์2 ยังมีการตรวจสอบวงจรตัดสี (ACK : Automatic Color Killer) ใน กรณีการท างานของภาคสีผิดพลาดมีค าสั่งให้โครม่าแอมป์2 หยุดการท างาน 5. หน่วยโครม่า แอมพลิฟายเออร์ และบัฟเฟอร์ (Chroma Amplifier and Buffer) จะเป็นวงจรขยาย ขั้นสุดท้าย ให้มีก าลังการขยายสูงสุด เพื่อจะท าการแยกสัญญาณสี (R–Y) และ (B–Y) จากนั้นจะส่งสัญญาณ ออกที่ขา 8 สู่หน่วยดีเลย์ไลน์ 6. ดีเลย์ไลน์ของภาคสี (Delay Line 64 Use) หน่วยดีเลย์ไลน์ ของภาคสีจะท าการแยกการผสมเชิง บวก (Additive) และการผสมเชิงลบ (Subtractive)
การผสมเชิงบวก (+) จะท าให้ได้สัญญาณ (B–Y) หรือสัญญาณ U ส่งเข้าขา การผสมเชิงลบ (-) จะท าให้ได้สัญญาณ (R–Y) หรือสัญญาณ V ส่งเข้าขา 7. บี–วาย ดีมอด (B–Y Demodulator) ในด้านเครื่องส่งสัญญาณ (B–Y) ถูกผสมด้วยซับแคร์เรีย 4.43 MHz เมื่อมาถึงเครื่องรับจะต้องสร้างซับแคร์เรีย 4.43 MHz ขึ้นเพื่อน าไปหักร้าง จะท าให้ได้สัญญาณ (B–Y) ส่งออกไปที่ขา 22 8. อาร์–วาย ดีมอด (R–Y Demodulator) การท างานจะคล้าย (B–Y) เพียงแต่ว่าต้องน าสัญญาณไป สลับเฟสแล้วมาก าหนดให้ PAL SW มาท าการดีมอด เพื่อจะให้ได้สัญญาณ (R–Y) ส่งออกที่ขา 21 หน่วย เมทริกซ์ (G–Y Matrix) เนื่องจากทางเครื่องส่งจะส่งสัญญาณแม่สีเพียง 2 สี คือ (R-Y) และ (B-Y) ส่วน (G-Y) จะต้องมาด าเนินการที่เครื่องรับ โดยการน าเอาสัญญาณ (R–Y) และ (B–Y) ป้อนเข้าวงจร (G–Y Matrix) ก็จะก่อให้เกิดสัญญาณ (G–Y) ส่งออกไปที่ขา 20 สรุป สัญญาณโครมิแนนซ์ การท างานไอซี TA7698AP อินพุต สัญญาณโครมิแนนซ์ เข้ามาที่ขา 39 เอาต์พุตกับสัญญาณสี (G–Y) ออกที่ขา 20 สัญญาณสี (R–Y) ออกที่ขา 21 สัญญาณสี (B–Y) ออกที่ขา 22 การควบคุมระบบการท างานของโครมิแนนซ์ การท างานของโครมิแนนซ์ มีขั้นตอนต่าง ๆ มากมาย การท างานของภาคต่าง ๆ จะต้องถูกต้องชัดเจน ถ้าภาคใดภาคหนึ่งมีปัญหาจะต้องมีสัญญาณควบคุม เพื่อให้ภาคลูมิแนนซ์ ภาคใดภาคหนึ่งหยุดการท างาน เรียกว่า การขจัดสีอัตโนมัติ หรือเอซีเค (ACK : Automatic Color Killer) นั้นคือ จะหยุดการท างานของภาค โครมิแนนซ์ทันทีภาคลูมิแนนซ์ท างานอย่างเดียว 1. หน่วยแยกสัญญาณเบิรสต์(Burst Detector) เป็นหน่วยแยกสัญญาณเบริสต์ความถี่ 4.43 MHz ออกจากสัญญาณสี 4.43 MHz เพื่อเอาเบริสต์ไปควบคุมซับแคร์เรีย 4.43 MHz ให้มีความถี่และเฟสตรงกับ ทางเครื่องส่งถ้ากรณีไม่มีสัญญาณเบริสต์4.43 MHz หรือการแยกเบริสต์ผิดพลาดวงจร ACK จะท างาน คือ สั่งงานให้ภาค “โครม่า แอมป์” หรือภาคลูมิแนนซ์ที่ 2 หยุดการท างาน 2. หน่วยวีซีโอ 4.43 MHz (VCO : Voltage Control Oscillator)โดยมีคริสตอล (X–TAL) เป็น วงจรออสซิลเลเตอร์ ที่ขา 13 และ 15 เพื่อไปเป็นสัญญาณดีมอด (B–Y) และ (R–Y) ถ้าการสร้างซับแคร์เรียมีปัญหาหรือผิดพลาด หน่วยเอซีเค (ACK) จะสั่งให้ภาค “โครม่า แอมป์” หยุด ท างาน การท างานภาคโครมิแนนซ์ก็สิ้นสุดลง
3. หน่วยควบคุมเฟสซับแคร์เรีย (APC) จะน าเอาสัญญาณจากหน่วยวีซีโอ (VCO) 4.43 MHz กับความถี่ของสัญญาณเบริสต์มาเปรียบเทียบหากว่าเฟสและความถี่ของหน่วย APC ผิดพลาดสามารถแก้ไข ด้วยการปรับ “ACP Network” ที่ขา 16 และ 18 แต่ถ้าการผิดพลาดมากจนแก้ไขไม่ได้ หน่วย ACK จะท างาน คือสั่งให้ “โครม่า แอมป์” หยุดการท างาน 4. หน่วยควบคุมสีอัตโนมัติ (ACC : Automatic Color Control)เป็นวงจรแรกของการท างานของ ภาคโครมิแนนซ์ เป็นวิธีสังเกตว่าภาคแรกของโครมิแนนซ์คือวงจร ACC วงจร ACC จะเป็นการควบคุมการขยายสัญญาณสีอย่างอัตโนมัติ คือ ถ้าก าลังของสัญญาณสีมีต่ ากว่า ปกติก็จะขยายให้มีก าลังสูงขึ้น จนได้เอาต์พุตระดับปกติ ถ้าก าลังของสัญญาณสีสูงกว่าปกติก็จะขยายให้มีก าลัง ต่ าลงจนได้เอาต์พุตระดับปกติ 5. หน่วยตัดสีอัตโนมัติ (ACK : Automatic Color Killer) เป็นหน่วยตรวจสอบการท างานของวงจรสีทั้งหมด ในกรณีวงจรใดวงจรหนึ่งผิดพลาดหน่วยเอซีเค (ACK) จะสร้างแรงดันไฟไปหยุดการท างานของหน่วย “โครม่า แอมป์” ภาคโครมิแนนซ์ก็จะหยุดการท างาน อย่างอัตโนมัติ 6. หน่วยฟลิปฟล็อปและพีเอแอลสวิตช์ (F–F : Flip/PAL Switch) ในระบบ PAL วงจรฟลิปฟล็อป (F–F) มาก าหนดการท างานของ Pal Switch โดยฟลิปฟล็อป น าเอา สัญญาณ Hor–Pulse (มาจากภาค Horizontal) มาเปรียบเทียบกับ I dent แล้วจึงมาก าหนดเป็นสัญญาณ ฟลิป-ฟล็อป แล้วจึงมาควบคุมการท างานของ PAL Switch เพื่อสลับเฟส R-Y จากการตรวจสอบถ้าวิธีการใดวิธีการหนึ่งผิดพลาดหน่วย ACK จะส่งสัญญาณไปยัง “โคม่า แอมป์”หยุด การท างาน นั้นก็คือการท างานของภาคสิ้นสุดลง คือ ไม่มีการท างานภาคโครมิแนนซ์ วิธีการรวมสัญญาณขาวด าและสัญญาณสี จากขั้นตอนการท างานของภาคขาวด าหรือลูมิแนนซ์ และการท างานของภาคสีหรือโครมิแนนซ์เสร็จ สมบูรณ์แล้ว จะต้องน าสัญญาณขาวด า และสัญญาณสีมารวมเข้าด้วยกัน จะด าเนินการได้ 2 ลักษณะ 1. น าสัญญาณขาวด า รวมกับสัญญาณสีที่วงจรเมทริกซ์ ภายในไอซี ถ้ามีไอซีเพียงตัวเดียวมีทั้งภาคลูมิแนนซ์และโครมิแนนซ์ การรวมกันระหว่างสัญญาณทั้ง สองจะก าหนดให้สัญญาณขาวด าส่งตรงเข้าหน่วยเมทริกซ์เลยก็ได้ เมื่อรวมในเมทริกซ์แล้ว สัญญาณเอาต์พุตของหน่วยเมทริกซ์ก็จะได้แม่สี 3 แม่สี คือ แม่สีแดง (R) แม่สีเขียว (G) แม่สีน้ าเงิน (B)
รูปที่ 9.11 บล็อกไดอะแกรมสัญญาณขาวด า รวมกับสัญญาณสีที่วงจรเมทริกซ์ จากนั้นจะต้องท าแม่สี (R), (G), (B) ไปขยายในภาคสุดท้ายของแต่ละแม่สี แม่สีแดง (R) จะส่งไปขยายสุดท้ายที่ (R–Out) แม่สีเขียว (G) จะส่งไปขยายสุดท้ายที่ (G–Out) แม่สีน้ าเงิน (B) จะส่งไปขยายสุดท้ายที่ (B–Out) 2. น าสัญญาณขาวด า รวมกับสัญญาณสีที่อาร์-เอาต์, จี-เอาต์, และบี-เอาต์ รูปที่9.12 บล็อกไดอะแกรมสัญญาณขาวด า รวมกับสัญญาณสีที่วงจร R-G-B Out อาร์-วาย ดีมอด จี-วาย เมทริกซ์ บี-วาย ดีมอด สัญญาณขาวด า (Y) เมทริกซ์ (Matrix) อาร์ (R) อาร์(R) จี (G) บี (B) สัญญาณขาวด า (Y) เมทริกซ์ อาร์-เอาต์(R-out) จี-เอาต์(G-out) บี-เอาต์(B-out) หลอดภาพ
วงจรหลอดภาพสี 1. ไส้หลอด เรียกว่า ฟิลาเมนต์ (Filament) หรือ ฮีตเตอร์ อักษรย่อว่า F หรือ H คือขา ¯และขา ° ไส้หลอดจะท าหน้าที่ให้ความร้อน เมื่อไส้หลอดร้อนความร้อนจะกระจายให้แคโทดแรงไฟจุดไส้หลอด มาจาก ฟลายแบ็คขา 3 ส่งผ่าน R621 แรงดันไฟประมาณ 6 VAC เข้าที่ขา 4 ครบศักดิ์ที่ขา 5 ของ CRT Unit 2. แคโทด (Cathode) อักษรย่อคือ K จะมีถึง 3 แคโทด คือ แคโทดสีแดง ได้แก่ RK คือขา 7 ของ CRT โดยมี Q851 เป็นตัวขยายสัญญาณสีแดง แคโทดสีเขียว ได้แก่ GK คือขา 9 ของ CRT โดยมี Q852 เป็นตัวขยายสัญญาณสีเขียว แคโทดสีน้ าเงิน ได้แก่BG คือขา 3 ของ CRT โดยมี Q853 เป็นตัวขยายสัญญาณสีน้ าเงิน 3. คอนโทรล กริด (Control Grid อักษร G1) เป็นกริดควบคุมจะบังคับการไหลของอิเล็กตรอนให้ไหลมาก น้อยตามต้องการ แต่เมื่อการควบคุมอยู่ในวงจรแคโทดแล้ว กริด 1 ไม่จ าเป็นต้องใช้งานต่อลงกราวด์ไว้ 4. สกรีน กริด (Screen Grid) อักษรย่อ G2 เป็นกริดเร่งการวิ่งของอิเล็กตรอนให้ไปสู่ส่วนรับอิเล็กตรอน เร็วขึ้น กริด G2 ต้องให้แรงไฟระดับกลางประมาณ 100–450 V ปุ่มปรับแรงไฟสกรีน กริด อยู่ที่ฟลายแบ็ค เขียนว่า Screen เพื่อปรับความมืด–สว่างหน้าจอ 5. โฟกัส กริด (Focus Grid) อักษรย่อ G3 เป็นกริดปรับโฟกัส คือ ต้องปรับล าอิเล็กตรอน ให้พุ่งสู่จอภาพมี ความชัดเจนมากที่สุด จึงต้องมีแรงไฟมาปรับประมาณ 100–450 V ปุ่มปรับโฟกัสกริดจะอยู่ที่ฟลายแบ็ค เขียน ว่า Focus เพื่อปรับความคมชัดของภาพ 6. แอโนด (Anode) คือ ส่วนดึงอิเล็กตรอนให้วิ่งสู่หลอดภาพจะต้องใช้ไฟสูงมากเป็น (High Volt) ประมาณ 10 kV–35 kV ขึ้นอยู่ขนาดของจอภาพ ยิ่งจอภาพใหญ่ยิ่งใช้ไฟสูงมากขึ้น รูปที่9.13 วงจร CRT Unit รุ่น 14C20 (Sharp)
ใบความรู้หน่วยที่10 ชื่อรายวิชา เครื่องรับโทรทัศน์ สอนครั้งที่ 16 หน่วยที่ 10 ระบบไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer) จ านวน 6 ชั่วโมง แนวคิด ในยุคปัจจุบัน ไมโครคอมพิวเตอร์ในเครื่องรับโทรทัศน์ มีความส าคัญเป็นอย่างมาก มีความโดดเด่น คือ การควบคุมการท างานของเครื่องรับโทรทัศน์เกือบทุกภาคจะใช้ไมโครคอมพิวเตอร์เป็นตัวควบคุม การท างานเครื่องรับโทรทัศน์ที่ใช้ไมโครคอมพิวเตอร์มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป เช่ น ไมโครคอนโทรลเลอร์ (Microcontroller) ไมโครโปรเซสเซอร์ ( Microprocessor) ไมโครคอม ( Microcom) รวมถึงอักษรย่อที่ใช้ แตกต่างกันเช่น CPU, MPU, UP, U–COM เราพบว่าคนเอเชียมีวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แม้จะมีเขตแดนประเทศติดกัน แต่มี ลักษณะเฉพาะไม่เหมือนกันไทยกับพม่า พูดจาไม่เหมือนกัน ภาษาไม่เหมือนกัน ไทยกับมาเลเซีย ไทยกับ กัมพูชาก็เช่นกัน ดังนั้นในปราการของภาษาจึงท าให้ไม่มีการคิดค้นเมนูเครื่องที่เป็นภาษาต่าง ๆ ออกมา สาระการเรียนรู้ ศึกษารายละเอียดในเรื่องของต าแหน่งขาของไอซี ไมโครคอมพิวเตอร์ ศึกษาองค์ประกอบหลักของ ระบบไมโครคอมพิวเตอร์ การท างานร่วมกันของไอซีหน่วยความจ า การท างานร่วมกับจูนเนอร์ การควบคุม แสง สี เสียง ภาพ การออสกรีนดิสเพลย์ การควบคุมเพาเวอร์ และบทสรุปของการควบคุมไมโครโปรเซสเซอร์ และไมโครคอมพิวเตอร์ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อนักเรียน เรียนจบแล้วสามารถ 1. บอกรายละเอียดในเรื่องของต าแหน่งขา MPU ได้ถูกต้อง 2. บอกองค์ประกอบหลักของระบบ MPU ได้ถูกต้อง 3. อธิบายการท างานร่วมกับไอซีหน่วยความจ าได้ถูกต้อง 4. อธิบายการท างานร่วมกับจูนเนอร์ได้ถูกต้อง 5. อธิบายวิธีการควบคุมแสง,สี,เสียง,ภาพได้ถูกต้อง 6. อธิบายขั้นตอนการออนสกรีนดิสเพลย์ได้ถูกต้อง 7. อธิบายขั้นตอนการควบคุมเพาเวอร์และสแตนด์บายได้ถูกต้อง 8. บอกบทสรุปการควบคุมด้วยไมโครโปรเซสเซอร์ได้ถูกต้อง 9. มีการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม คุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้ ใน ด้านความมีมนุษยสัมพันธ์ ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความเชื่อมั่นในตนเอง ความสนใจใฝ่รู้ ความรักสามัคคี ความกตัญญูกตเวที
รายละเอียดในเรื่องของต าแหน่งขา MPU ทีวีสีชาร์ป รุ่นกู๊ดมอร์นิ่ง มีการเลือกภาษาปรากฏบนหน้าจอเป็น 2 ภาษา คือ การออนสกรีน 2 ภาษา ระบบค าสั่งที่จะเกิดเป็นอักษรขึ้นหน้าจอ สามารถเลือกได้ว่าจะเอาภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ การเลือก ระบบนี้ทางโรงงานที่เป็นผู้ผลิตจะเข้า Service Mode เลือกไว้ในหน่วยความจ า หากน าไปใช้ในประเทศอื่น ที่มีอยู่ใน Service Mode ทางโรงงานหรือผู้จ าหน่ายจะเข้าระบบข้อมูลใหม่ได้ ในแท่น H ของทีวีชาร์ป ใช้IC MPU เบอร์ IX2678 CE เทียบได้กับ เบอร์ TMP87CH36N3187 มีรายละเอียดของต าแหน่งขาปรากฏตามรูปที่ 10.1 สรุปความหมายของต าแหน่งขาต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1. ขา VT เป็นขาเอาต์พุต ส่งสัญญาณพัลส์ในรูปแบบพัลส์วิดมอด ( PWM) อันเป็นข้อมูลของแรงดันไฟ เพื่อการจูนสถานีให้กับวงจรแปลงแรงดันไปบังคับขา BTหรือ VC หรือ VT ของจูนเนอร์เป็นไฟบังคับวาริแคป 2. ขา S–VOL เป็นขาเอาต์พุตส่งพัลส์ในรูปแบบ PWM เพื่อการเร่งลดเสียง น า พัลส์ดังกล่าวไป เข้าระบบ DAC แปลงแรงดันไฟจาก 5 V เพื่อการควบคุมระดับเสียง (Volume) ต่อไป 3. ขา CONT เป็นขาเอาต์พุต ส่งพัลส์ในรูปแบบ PWM ไปเข้าวงจรโลว์พาสฟิลเตอร์ เร่งลดความเข้ม หรือคอนทราสต์ของสัญญาณภาพ บังคับไปยังภาควิดีโอ 4. ขา COLOUR เป็นขาเอาต์พุต ส่งพัลส์ในรูปแบบ PWM ผ่านวงจรโลว์พาสฟิลเตอร์ ไปภาคสี บังคับ การเร่งลดสี 5. ขา BRIGHT เป็นขาเอาต์พุต ส่งพัลส์ในรูปแบบ PWM ผ่านวงจร โลว์พาสฟิลเตอร์ เป็นแรงดันไฟตรง ไปบังคับภาควิดีโอ เพื่อเร่งลดความสว่างของภาพให้มากน้อยตามความต้องการ 6. ขา TINT เป็นขาเอาต์พุต ส่งพัลส์ในรูปแบบ PWM ผ่านวงจรโลว์พาสฟิลเตอร์ ไปภาคบังคับสีหรือฮิว ในระบบสีNTSC ให้สีมีความเป็นธรรมชาติ 7. ขา P-TONE เป็นขาเอาต์พุต ส่งพัลส์ในรูปแบบ PWM เพื่อการปรับชาร์ปพิกเจอร์ หรือ การปรับ ความคมของภาพ วิธีการนี้ก็คือการจูนแรงดันไฟให้ภาควิดีโอ เพื่อลดสัญญาณรบกวนที่เป็นริงกิ้งให้ภาพ ที่ออกมาเป็นภาพที่ดีที่สุด 8. ขา SEARCH SPEED เป็นขาเลือกความไวของการจูนสถานีอัตโนมัติ เรียกว่า การเสิร์ชภาพ 9. ขา S–MUTE เป็นขาค าสั่งเอาต์พุตเพื่อตัดเสียงทิ้ง หรือ มิวต์เสียง ส่งไปบังคับภาคเสียงโดยตรง
IC801 V-H 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 AFT TV/AV AFT R G B BLK H-SYNC V-SYNC OSC1 OSC2 TEST X-IN X-OUT RESET PROTECT ID IN RC-IN 50/60Hz V-SYNC U VH VL VDD VT S-VOL CONT COLOUR BRIGHT TINT P-TONE SEARCH SPEED S-MUTE S-SYS AFT-MUTE TV-AV AFT-IN S/DI D-OUT D-IN SK CS ON TIME POWER Vss IC1001 IX2678CE/TMP87CH36N3187 รูปที่ 10.1แสดงต าแหน่งขาของ IC1001 แท่น H 10.ขา S–SYSTEM เป็นเอาต์พุต เพื่อการเลือกระบบเสียงว่าจะเอาเสียงภาษาที่ 1 หรือเสียงภาษาที่ 2 โดยเสียงภาษาที่ 1 คือ เสียงปกติของรายการ ส่วนภาษาที่ 2 คือ เสียงจากซาวด์แทร็คหรือภาษาต่างประเทศ 11.ขา AFT–MUTE เป็นเอาต์พุต ค าสั่งทางลอจิก เพื่อการหยุด AFT ในขณะที่เปลี่ยนช่อง 12.ขา TV–AV เป็นเอาต์พุต ค าสั่งเลือกว่าจะเอาสัญญาณภาพ -เสียงจากจูนเนอร์หรือจะเอาภาพและ เสียงจากภายนอก 13.ขา AFT–IN เป็นอินพุต เพื่อรับเอาแรงดันไฟ AFT เข้ามาเพื่อตรวจสอบว่า ตอนนี้ระบบการค้นหา สถานีอย่างอัตโนมัติ จูนความถี่ของสถานีตรงความถี่แล้วหรือยัง
14.ขา A/DI เป็นอินพุตค าสั่งจากคีย์กด เป็นคีย์ค าสั่งเพื่อการเปลี่ยนแปลงสแกนพัลส์ให้กับวงจรอินพุต ภายในท าให้ไอซีรับทราบว่าตอนนี้เจ้าของเครื่อง ต้องการสั่งให้ท างานแบบไหน เช่น เปลี่ยนช่องขึ้นลง เร่ง และ ลดเสียง เร่งและลดสี 15.ขา D–OUT เป็นขาในการส่งข้อมูลดีแทคในรูปแบบของข้อมูลอนุกรม ไปให้หน่วยความจ า 16.ขา D-IN เป็นขาในการรับข้อมูลกลับมาจากไอซีหน่วยความจ า 17.ขา SK เป็นขาส่งสัญญาณนาฬิกาออกไปเชื่อมโยงระบบข้อมูลให้กับหน่วยความจ า เพื่อให้การ ท างานของหน่วยความจ าสามารถท างานเข้ากับจังหวะกับไอซีไมโครคอมพิวเตอร์ได้ 18.ขา CS เป็นขาค าสั่งเลือกว่าจะให้ไอซีหน่วยความจ าท างานในรูปแบบของการบันทึกข้อมูลหรือ ท างานในรูปแบบการอ่านข้อมูลที่บันทึกไว้มาใช้งาน 19. ขา ON TIME เป็นขาค าสั่งแสดงผลทางลอจิกในกรณีที่มีการตั้งเวลาเปิด/ปิดเครื่อง 20.ขา POWER เป็นขาค าสั่งให้ภาคจ่ายไฟท าการจ่ายไฟ หรือให้เข้าสู่สภาวะสแตนด์บายอาจจะไม่ บังคับภาคจ่ายไฟโดยตรงหรือท าให้ภาคฮอริซอนทอลวงจรหนึ่งหยุดการท างาน หรือเกิดการท างาน 21.ขา Vss เป็นขารับแรงดันไฟลบ หรือกราวด์ในระบบดิจิตอล 22.ขา R เป็นเอาต์พุตเพื่อการแสดงผลเป็นอักษรหรือคาแรคเตอร์ที่จอภาพ ส าหรับสีแดง 23.ขา G เป็นเอาต์พุตเพื่อการแสดงผลเป็นอักษรหรือคาแรคเตอร์ที่จอภาพ ส าหรับสีเขียว 24.ขา B เป็นเอาต์พุตเพื่อการแสดงผลเป็นอักษรหรือคาแรคเตอร์ที่จอภาพ ส าหรับสีน้ าเงิน 25.ขา BLK เป็นเอาต์พุตเพื่อการลบเส้นสแกนส่วนที่ต้องแสดงผลเป็นตัวอักษรหรือ คาแรคเตอร์ มิเช่นนั้นแล้วท าให้การแสดงผลคาแรคเตอร์หรือที่เรียกทับศัพท์ว่าการออนสกรีนทับไปกับภาพเดิม 26.ขาH – SYNC เป็นขาอินพุตรับความถี่ 15,625 Hz ที่มาจากฮอริซอน ทอลเอาต์พุต เอาความถี่ ก าหนดต าแหน่งของการออนสกรีนในแนวนอนให้เกิดความสอดคล้องกับการสแกนของระบบจอภาพ 27.ขา V – SYNC เป็นขาอินพุตรับความถี่ 50Hz มาจากภาคเวอร์ติคอลเอาต์พุต เพื่อก าหนดต าแหน่ง ของการออนสกรีนในแนวตั้ง ให้เกิดความสอดคล้องกับการสแกนของระบบจอภาพ 28.ขา OSC1 เป็นขาอินพุตของการก าเนิดความถี่ เพื่อตั้งต าแหน่งของการออนสกรีน 29.ขา OSC2 เป็นขาเอาต์พุตของการก าเนิดความถี่เพื่อตั้งต าแหน่งของการออนสกรีน 30.ขา TEST เป็นขาทดสอบการท างานของไอซีตัวนี้เพื่อเข้าสู่เซอร์วิสโหมดเรียกข้อมูลออกมาดูว่าการ ท างานมีผิดพลาดหรือบกพร่องอยู่ส่วนไหน 31.ขาX – IN เป็นขาอินพุตของการก าเนิดความถี่ 8 MHz ซึ่งเป็นฐานทางเวลาทั้งหมดของระบบข้อมูล โดยตัวก าเนิดความถี่จะใช้คริสตอลหรือเซรามิกเรโซแนนซ์แต่ในระยะหลังเซรามิกเรโซแนนซ์ ถูกพัฒนาให้มี คุณภาพ–ประสิทธิภาพดีขึ้นจึงได้รับความนิยมมากกว่าคริสตอล 32.ขา X-OUT เป็นขารับเอาต์พุตของความถี่ 8 MHz เป็นขาที่น าเอาความถี่ที่ผลิตขึ้นมาได้ย้อนกลับ มายังเซรามิกเรโซแนนซ์ ให้วงจรเรโซแนนซ์ดักความถี่เอาไว้เพิ่มอัตราขยายจนท าให้แอม พลิจูดของความถี่ 8MHz มีระดับคงที่ 33.ขา RESET เป็นขารับอินพุตของแรงดันไฟรีเซ็ต อันเป็นวิธีเคลียร์ข้อมูลให้เกิดความพร้อมจะเริ่มต้น ใหม่เป็นค าสั่งให้ขา POWER สามารถสั่งงานออกไปได้อย่างอัตโนมัติเมื่อระบบดังกล่าวมีความพร้อมจึงอาจ เรียกขานี้ว่า ขา POR อันหมายถึง “เพาเวอร์ออนรีเซ็ต” 34.ขา PROTECT เป็นขาอินพุต รับไฟมาจากวงจรส ารวจความผิดพลาดหรือโปรเท็คชั่น หากมีไฟค าสั่ง เข้ามาที่ขานี้ ท าให้ไอซีสั่งการท างานเข้าสู่สภาวะสแตนด์บาย
35.ขา ID–INเป็นขาอินพุต รับสัญญาณไอเดนต์ของภาพ เป็นค าสั่งให้ไอซีรู้ว่าระบบการจูนสถานีได้ ค้นพบสัญญาณภาพแล้ว ไอซีมีความพร้อมในขั้นต้นที่จะบล็อกสถานี 36.ขา RC–IN เป็นอินพุตรับข้อมูลค าสั่งจากระบบรีโมทคอนโทรล เป็นรีโมทคอนโทรลอินฟาเรด ถอดรหัสการรับเป็นข้อมูลแบบอนุกรม 37.ขา 50/60 Hz เป็นขาเอาต์พุตบังคับวงจรเวอร์ติคอลให้ผลิตความถี่ 50 Hz หรือ 60 Hz เพื่อสแกน เฟรมภาพ 25 ภาพ หรือ 30 ภาพ 38.ขา V–SYNC เป็นขาอินพุตรับค าสั่งให้บังคับเวอร์ติคอลมีความถี่เท่าไร พร้อมทั้งอาจท าหน้าที่เป็นขา ส ารวจผลการท างานของเวอร์ติคอล อีกส่วนหนึ่งด้วย 39.ขา U เป็นเอาต์พุตของขาค าสั่งบังคับแบนด์การรับสถานี ในกรณีที่ต้องการรับความถี่ในระบบ UHF จะมีไฟค าสั่งออกจากขานี้ไปยังวงจรเลือกแบนด์ 40.ขา VH เป็นเอาต์พุตของขาค าสั่งบังคับแบนด์การรับสถานี ในกรณีที่ต้องการรับความถี่ในระบบ VHF แบนด์ ไฮ หรือ VHF III ท างานแบบแอ็คทีฟ ไฮ 41.ขา VL เป็นเอาต์พุตของขาค าสั่งบังคับแบนด์การรับสถานีในกรณีที่ต้องการรับความถี่ในระบบ VHF แบนด์ โลว์ หรือ VHF Iท างานแบบแอ็คทีฟไฮ 42.ขา VDD เป็นขารับไฟเลี้ยงวงจร ด้วยระบบเรกูเลต 5 โวลต์ องค์ประกอบหลักของระบบไมโครคอมพิวเตอร์(MPU) เพื่อสรุปวิธีการของไอซีไมโครคอมพิวเตอร์ ในแท่นเครื่อง H ของชาร์ป รุ่นกู๊ดมอร์นิ่ง ให้สั้นสามารถ ศึกษาองค์ประกอบการท างานในขั้นต้นได้ตามรูปที่ 10.2 และรูปที่ 10.3 ในรูปที่ 10.2 ได้แสดงถึงขั้นตอนที่ท า ให้ไอซีดังกล่าวมีความพร้อมที่จะท างานว่าต้องมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้ 1. ต้องมีไฟเลี้ยงวงจร เป็นแรงดันไฟที่เรียบตรงจากวงจรแบบเรกูเลเตอร์ มีแรงดันไฟ 5 V โดยจ่ายให้ที่ ขา 42 ของ IC1001 โดยในวงจรใช้งานจริงแรงดันไฟ 5 V นี้ได้มาจากการท างานของ D302 และ IC1005 2. ต้องมีการรีเซ็ต เพื่อเตรียมความพร้อมของระบบข้อมูล โดยต้องรีเซ็ต โลว์เข้าที่ขา 33 ของ IC1001 มีไอซี IC1004 ท าหน้าที่รีเซ็ตให้ 3. หน่วยผลิตความถี่ต้องสามารถผลิตความถี่ 8 MHz วงจรเซรามิกเรโซแนนซ์ต่อเข้ากับขาที่ 31, 32 4. จะมีค าสั่ง POWER ON เป็น “โลว์”ส่งออกที่ขา 20 บังคับวงจรภาคจ่ายไฟ หรือฮอริซอนทอล 5. เมื่อองค์ประกอบทั้ง 3 ส่วน ดังที่กล่าวมาพร้อมแล้ว สามารถสั่งงานโดยการสั่งผ่านคีย์กด หรือผ่าน รีโมทคอนโทรลก็ได้ โดยค าสั่งที่มาจากคีย์กดสั่งเข้าขาที่ 14 มีค าสั่งต่าง ๆ เช่น เลือกช่องลงเร่งลดวอลลุ่ ม หากเป็นการสั่งงานผ่านรีโมทคอนโทรลจะส่งข้อมูลเข้าทางขาที่ 36 โดยมีตัวรับรีโมทคอนโทรลอินฟาเรด ท างานด้วย RMC 1001
IC1004 R1121 C1064 C1028 D1057 R1077 R1130 C1067 RMC 1002 R1008 R1079 R1021 R1078 R1019 +5V 42 VDD CF1001 X-IN X-OUT RC-IN Vss 21 36 32 31 33 1 3 3 1 2 +5V CH-UP CH-DWN VOL-UP VOL-DWN PRESET 1144 IC1001 RESET +5V รูปที่ 10.2 องค์ประกอบขั้นต้นของไอซีไมโครคอมพิวเตอร์ แท่น H การท างานร่วมกับไอซีหน่วยความจ า รูปที่ 10.3 เป็นการแสดงให้เห็นถึงการต่อระบบข้อมูลเข้ากับหน่วยความจ า ซึ่งหน่วยความจ าภายนอก เข้ามาเพื่อรับและบันทึกข้อมูลของการจูนสถานี การตั้งระดับแสง, สี, เสียง ฯลฯ ขาที่ 15 ของไอซี ไมโครคอมพิวเตอร์ส่งข้อมูลออกไปยังขา 4 ของไอซีหน่วยความจ า ไอซีหน่วยความจ ารับเพื่อการบันทึก ในขณะที่ขา 16 ของไอซีไมโครคอมพิวเตอร์เป็นขาที่รับข้อมูลจากการบันทึกที่ส่งออกมาจากไอซีหน่วยความจ า ทางขา 3 เพื่อเอาข้อมูลมาใช้งาน การที่จะเอาข้อมูลเก็บหรือเอามาใช้งานย่อมขึ้นอยู่กับระบบเลือกไอซี ไมโครคอมพิวเตอร์ส่งค าสั่งชิพเซเล็คออกทางขาที่ 18 ออกไปบังคับไอซีหน่วยความจ าที่ขา 1
R1093 R1094 R1095 R1096 CS 18 SK D-IN D-OUT 17 16 15 +5V 1 2 3 4 5 8 DI DO C1065 SK CS IC1001 IX2683CE ST93C56B1 +5V IC1002รูปที่ 10.3 แสดงการเชื่อมโยงหน่วยความจ า การท างานร่วมกับจูนเนอร์ ในแท่น H ของชาร์ป เป็นระบบธรรมดายังไม่ใช่จูนเนอร์ที่เป็นบัสซิสเท็ม(BUS System) ความยุ่งยากใน ส่วนของจูนเนอร์จึงไม่มีให้เห็น หรือไม่ต่างไปจากวงจรยี่ห้ออื่น โดยเมื่อมีการสั่งค้นหาสถานี ระบบการเลือก แบนด์ในแต่ละย่านความถี่จะเกิดขึ้นเป็นล าดับแรก โดยค าสั่งออกจากขาที่ 39, 40 และ 41 เป็นการเลือก แบนด์ UHF, VHF III และ VHF I ตามล าดับ ปรากฏรายละเอียดตามรูปที่ 10.4 เมื่อเลือกย่านความถี่(แบนด์) ขึ้นมาค าสั่งบังคับแบนด์นั้น ๆ จะจ่ายออกไปสภาวะ “ไฮ”เช่น ระบบ อัตโนมัติเลือกแบนด์โลว์ หรือ VHF I ขึ้นมาก่อนขา 41 ของ IC1001 เกิดสภาวะ “ไฮ” ส่งไปยังดิจิตอ ล ทรานซิสเตอร์ Q1016 ท าให้เอาต์พุตของมันเป็นโลว์ ก่อให้เกิดไบอัสกับ Q210 เป็นทรานซิสเตอร์ชนิด PNP ท าให้ Q210 กลายเป็นสวิตช์ต่อเอาแรงดันไฟ 9 V จากขาอิมิตเตอร์ส่งออกคอลเล คเตอร์ เพื่อไปจ่ายให้กับขา BL อันเป็นขาบังคับแบนด์โลว์ของจูนเนอร์ได้ในที่สุด การเลือกแบนด์อื่น ๆ ก็ท านองเดียวกัน เมื่อเลือกแบนด์ที่ ต้องการได้แล้ว ระบบค้นหาสถานีจะเริ่มต้นการจ่ายสัญญาณที่เป็นดิจิตอล หรือที่รู้จักกันในรูปของพัลส์วิดมอด (PWM) ออกทางขา 1 ของ IC1001 เข้าวงจรแปลงแรงดันจาก 5 V เป็นพัลส์ที่มีแรงดัน 31 V โดยอุปกรณ์ที่ท า หน้าที่นี้คือ วงจรของทรานซิสเตอร์ Q1001 หลังจากนั้นจึงเอาสัญญาณพัลส์วิดมอด ส่งผ่านวงจรโลว์พาสฟิลเตอร์ ซึ่งประกอบด้วย R1030, R1029 R254, C1008, C1007, C1028 และ C239 เป็นข้อมูลดิจิตอลแรงดันไฟตรง 0 ถึง 31 V ส่งเข้าขา VT ใช้เพื่อ การบังคับวาริแคปในระบบเรโซแนนซ์จูนความถี่สถานีที่ต้องการ
Q212 L212 C240 R238 R1118 Q1006 Q211 R237 R1119 Q1015 Q210 R236 R1120 Q1016 C239 R254 R1028 C1007 R1029 R1030 R1031 Q1001 R1040 R1039 R1114 C1009 C1026 L1005 R1111 R1110 R1109 C233 R225 R211 R217 R233 C250 R244 R240 R1053 R1025 R241 D106 D1053 5.6V Q302 R304 C313 +9V +9V PIN 4 IDENT +5V AFT FROM IC801 PIN 44 AGC FROM IC801 PIN 47 +9V OUT IF +B BU BH BL VT AG AFT C TU201 TUNER IC1001 IX2678CE U VH VL VT ID AFT 35 13 1 41 40 39 +5V + 31 V IC801 รูปที่ 10.4 ไมโครคอมพิวเตอร์กับการควบคุมจูนเนอร์(แท่น H) วงจรจูนเนอร์ส่งสัญญาณไอเอฟออกไปยังระบบของการดีเทคเตอร์ภาพ เมื่อได้สัญญาณภาพแล้ว เอาสัญญาณภาพไปสร้างเป็นไอเดนต์หรือสร้างสัญญาณซิงค์ของภาพ ส่งกลับมาไอซีไมโครคอมพิวเตอร์อีกครั้ง ผ่านทรานซิสเตอร์บัฟเฟอร์ Q302 มายังขา 35 ของ IC1001 ให้ระบบการค้นหาสถานีหยุดการค้นหา เพราะ ตอนนี้พบภาพจากสถานีแล้ว การค้นพบภาพจากสถานีนั้นได้ความถี่เซ็นเตอร์หรือตรงสถานีแล้วหรือไม่ หากไม่ตรงสถานีบางครั้งภาพ ที่ได้จะเป็นเพียงภาพขาวด า เป็นภาพลาย เป็นภาพสีเลอะ ฯลฯ ดังนั้นจึงมีการน าเอาแรงดันไฟ AFT ส่งเข้าขา 13 ของ IC1001 เพื่อค้นหาให้ตรงสถานีต่อไปหากการจูนตรงสถานีย่อมท าให้แรงดัน AFC เข้าสู่ค่าใน ระดับอ้างอิงของ IC1001
การควบคุมแสง,สี, เสียง,ภาพ เมื่อไอซีไมโครคอมพิวเตอร์คือตัวควบคุมระบบทั้งหมด ของโทรทัศน์ ดังนั้นการควบคุมแสง, สี, เสียง ภาพ จึงเป็นหน้าที่โดยตรงของไมโครคอมพิวเตอร์ ดังแสดงให้เห็นถึงการน าเอาข้อมูลดิจิตอลพัลส์วิดมอด ส่งออกจากขาต่าง ๆ ผ่านวงจรโลว์พาสฟิลเตอร์ เพื่อแปลงจากพัลส์วิดมอด เป็นแรงดันดีซี 0 ถึง 8 V หรือ 0 ถึง 5 V การควบคุมระบบภาพนี้จะส่งผลการควบคุมไปยังIC801 R1046 R411 C1030 C1049 R414 R1066 C1033 C1048 R825 R833 R1092 C1044 C1001 R414A D407 R410 R1091 C1045 C1002 R249 R828 R1090 C1046 C1003 R437 C815 D401 C1047 D1058 R1127 C1004 R1199 R1128 R616 C309 14 P-TONE 27 HUE 17 BRIGHT 29 COLOUR 25 CONT 5 S-IF S-VOL ABL +8V R420 TINT 7 6 5 4 3 S-VOL 2 IC1001 IX2678CE IC801 TDA8361 CONT COLOUR BRIGHT P-TONE +8V รูปที่ 10.5 วงจรแปลงค าสั่งจากดิจิตอลเป็นอะนาล็อก
R OUT G OUT B OUT 18 B 19 G 20 22 23 24 21 DATA SW 22 28 24 25 26 27 29 28 OSC 1 OSC 2 V H T1001 +5V PIN 5 FBT V-OUT (PIN 2/IC501) +5V Q1017 +5V IC1001 IC801 R R G B R G B R818 R817 R819 R816 C1066 R640 R1123 D506 R513 C512 R1054 D106 R 8 1124 R1116 R1117 R1125 C1068 C1014 C1025 C1024 C1023 R1051 R1052 R1053 R1099 R840 R841 R842 Q1018 BLK รูปที่ 10.6การออนสกรีนดิสเพลย์ การออนสกรีนดิสเพลย์ ระบบการสร้าง คาเรค เตอร์เพื่อการออนสกรีนดิสเพลย์ มีการออนสกรีนได้ทั้งภาษาไทยและ ภาษาอังกฤษทั้งนี้แล้วแต่จะเลือก การออนสกรีนต้องอาศัยองค์ประกอบของภาพ ที่เรียกว่าองค์ประกอบทาง พิกเซลเพื่อก าหนดต าแหน่งของการออนสกรีน ว่าต้องอยู่เส้นภาพเวอร์ติคอลเท่าไร ฮอริซอลทอลจุดไหนใน 851 จุดต่อ 1 เส้นภาพ
ความถี่ออสซิลเลเตอร์ตรงขา 28 และ 29 จึงเป็นตัวเริ่มต้นของสัญญาณนาฬิกาของระบบนี้ พร้อมทั้ง การรับความถี่เวอร์ติคอลเพื่อก าหนดต าแหน่งทางแนวตั้งเข้าที่ขา 27 รับความถี่ฮอริซอน ทอล เพื่อก าหนด ต าแหน่งทางแนวนอน โดยส่งเข้าขาที่ 26 เนื่องจากความถี่ฮอริซอน ทอลมีทรานเชี่ยนท์จากหม้อแปลงไฟสูง หากเกิดการรบกวนขึ้นและท าให้ความถี่คลาดเคลื่อนท าให้ระบบสั่งงานผิดพลาด วงจรตรวจสอบ Data Error จะตัดระบบเข้าสู่สภาวะ AV หรือบางแบบก็ตัดเข้าสู่สภาวะสแตนด์บาย ความถี่ฮอริซอน ทอลจึงต้องส่งผ่านวงจรก าจัดสัญญาณรบกวน หากเป็นระบบดิจิตอลคือการส่งพัลส์ เข้าสู่ชมิตต์ทริกเกอร์ ในที่นี้ส่งพัลส์ผ่านวงจรชดเชยความถี่สูงได้แก่ R1123 และ C1066 ก่อนส่งผ่านวงจร ขับพัลส์ด้วย Q1018 ให้ฟังก์ชันของทรานซิสเตอร์ดูดกลืนความถี่รบกวน ตามหลักการของลาปลาชก่อนส่งเข้า สู่ขา 26 ของ IC1001 การควบคุมเพาเวอร์และสแตนด์บาย การสแตนด์บายของวงจรชาร์ปแท่น H สามารถอธิบายได้ด้วยรูปที่ 10.7 โดยขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. เมื่อสั่งเพาเวอร์ออน 1.1 ค าสั่งที่ส่งออกทางขา 20 หรือขา Power จะเป็นโลว์ ส่งไปยังอินพุตของ Q1019 ท าให้เกิด เอาต์พุตเป็น ไฮ 1.2 สภาวะไฮ ที่เกิดจากเอาต์พุตของ Q1019 ส่งไปให้อินพุตของ Q1002 ท าให้เอาต์พุตของ Q1002 เป็นโลว์ เป็นสวิตช์ต่อลงกราวด์ของเอาต์พุต จึงไปดึงเอาไฟที่มาจากชุด 13 V ซึ่งผ่าน R1060,R1069 (เพื่อท า ให้ D1000 แอลอีดีสีแดงติด) แรงดันไฟส่วนนี้จะถูกดึงลงกราวด์กับการท างานของ Q1002 แอลอีดีสีแดงจึงดับ แอลอีดีสีเขียวติดโชว์ขึ้นหมายถึงการแสดงผลว่าตอนนี้เป็นค าสั่งเพาเวอร์ออน 1.3 อีกทางหนึ่งสภาวะโลว์ ที่เอาต์พุตของ Q1002 ส่งผลท าให้ดิจิตอลทรานซิสเตอร์ชนิด PNP Q605 สามารถจ่ายไฟออกทางเอาต์พุตได้ เมื่ออินพุตเป็นโลว์เอาต์พุต จึงออกเป็นไฮ สามารถจ่ายแรงดันไฟผ่าน R650 ไปสมทบกับแรงดันและสัญญาณความถี่ 15,625 Hz (ที่มาจาก IC801) เป็นไบอัส ให้กับ Q601 ท าหน้าที่เป็นฮ อริซอนตอลไดร์เวอร์ ภาคฮอริซอนตอลไดร์เวอร์ ภาคฮอริซอน ทอลเอาต์พุตจึงท างานได้อย่างสมบูรณ์ ระบบ แรงดันไฟสูงเกิดขึ้น และแรงดันไฟต่ าตามจุดต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ 1.4 กลับไปที่เอาต์พุตของ Q1019 เมื่อมีสภาวะไฮเกิดขึ้นย่อมส่งเป็นไบอัสให้ Q804 เป็นสวิตช์ออน ต่อเอาแรงดันไฟ 13 V ที่ส่งผ่าน D810, R844 ไปหากราวด์ ทรานซิสเตอร์ 3 ตัวที่ต่อรับข้อมูลการ ออนสกรีน และเป็นบัฟเฟอร์ให้กับสัญญาณ R–G–B มาจาก IC801 จึงสามารถท าหน้าที่เป็นวงจรบัฟเฟอร์ สามารถส่งผ่าน สัญญาณและจ่ายไบอัสที่ถูกต้องให้กับทรานซิสเตอร์ R–G–B Output ได้แก่ Q851, Q852, Q853 ได้ จอภาพ จึงสว่างอย่างสมบูรณ์ หากระบบภาพปกติจะเกิดสัญญาณภาพออกไปได้
R1060 R1069 R731 D733 D1005 C734 R1062 D1004 19 R1044 R1126 D1039 R650 R659 Q601 R892 D810 R844 D812 Q804 D808 D809 D807 R840 R841 R842 Q804 Q803 Q802 R837 R839 R838 R812 R818 R809 R876 R877 R875 Q853 Q852 Q851 R867 R861 R855 R866 R868 R860 R862 R856 R851 C851 R878 R864 R858 R852 R872 20 +13V SUPPLY PIN 7 FBT R G D1000 Q1003 Q1019 Q1002 Q605 TO HOR OUTPUT +115V HOR 15,625Hz +13V SUPPLY +5V R863 B-DRIVE R857 G-DRIVE R865 (BIAS) +8V FROM IC602 FBT +165V KB KG KR 18 19 R 20 G B ON TIMER POWER R859 (BIAS) R853 (BIAS) IC1001 IC801 + 5V รูปที่ 10.7 แสดงค าสั่งสแตนด์บาย 2. ในกรณีเข้าสู่สภาวะสแตนด์บาย 2.1 ค าสั่งที่ขา 20 จะเป็นไฮ ส่งผลให้เอาต์พุตของ Q1019 ซึ่งรับค าสั่งมาจากขา 20 เกิดสภาวะโลว์ ส่งผลต่อเอาต์พุตของ Q1002 ให้มีสภาวะไฮหรือเป็นสวิตช์ OFF แรงดันไฟที่มาจากชุด 13 V ส่งผ่าน R1060 Q1069 เพื่อไปยัง D1000 ท าให้แอลอีดีสีแดงติดขึ้นมา ในจังหวะแรกนี้จะพบแสงแอลอีดีเป็นสีส้มเพราะ แอลอีดีสีเขียวยังติดค้างอยู่ เมื่อระบบสแตนด์บายท างานสมบูรณ์แล้วไฟของแอลอีดีสีเขียวจะหมดไป เพราะไฟ ดังกล่าวนั้นได้มาจากภาคฮอริซอน ทอลเอาต์พุต(น าฟลายแบ็คพัลส์มาเร็กติฟาย) แอลอีดีสีแดงจึงติดจ้า หมายถึงตอนนี้วงจรสั่งสแตนด์บาย 2.2 ผลของเอาต์พุตที่เป็นไฮของ Q1002 ส่งผลให้ Q605 ซึ่งเป็นดิจิตอลทรานซิสเตอร์ PNP หยุดการ น ากระแสหรือเอาต์พุตเป็นโลว์ แรงดันไฟไบอัสที่จะจ่ายไฟเสริมให้กับภาคฮอริซอน ทอลไดร์เวอร์ ท างานด้วย Q601 ไม่มีไปไบอัส ย่อมท าให้ภาคฮอริซอนทอลไดร์เวอร์หยุดท างานภาคฮอริซอนทอลเอาต์พุตหยุดท างาน ไฟ สูงไม่จ่ายออกไป ไฟต่ าไม่จ่ายออกไป เกิดอาการจอมืด
2.3 หันกลับมาดูที่เอาต์พุตของ Q1019 เมื่อเอาต์พุตของมันเป็นโลว์ย่อมท าให้ Q804 ไม่สามารถ น ากระแสได้ เกิดมีการไหลของกระแสจากแรงดัน 13 V (ได้มาจากภาคจ่ายไฟโดยตรง) ผ่าน D810 และ R844 ผ่านไดโอดที่ต่อแบ่งกระแสอยู่ 3 ตัว ก่อนส่งเข้าสู่ขาเบสของทรานซิสเตอร์บัฟเฟอร์ที่รับสัญญาณ R–G–B Output ได้รับไบอัสไฟบวกเช่นนี้ย่อมท าให้เกิดการคัทออฟ( Cut–Off) ไม่สามารถส่งผ่านข้อมูลใด ๆ ต่อไปได้ รวมทั้งภาค R–G–B Output ก็ไม่สามารถท างานได้ต่อเนื่อง เมื่อวงจรฮอริซอนตอลหยุดลงอย่าง สมบูรณ์ แรงดันไฟไบอัสของส่วนนี้(คือ 165 V) จึงไม่มีอีกต่อไปดังนั้นการหยุดบัฟเฟอร์ด้วยมีวัตถุประสงค์คือ ต้องการท าให้จอมืดลงมาในทันทีทันใดไม่เกิดอาการแสงตกค้างแล้วค่อย ๆ มืดลง บทสรุปการควบคุมด้วยไมโครโปรเซสเซอร์ ในปัจจุบันนี้ ระบบข้อมูลที่เป็น Bus System เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากการปรับแต่งระบบด้วย ไมโครคอมพิวเตอร์เป็นวิธีการที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง อย่างที่พบเห็นในแท่น J ของชาร์ป รุ่นกู๊ดมอร์นิ่ง การปรับแต่งวงจรจะไม่มีการใช้โพเทนชิโอมิเตอร์หรือเกือกม้าอีกต่อไปไม่ว่าจะปรับแบล็คกราวด์ ปรับโย้ค ปรับไอเอฟ ฯลฯ ในรูปที่ 10.7 เป็นการแสดงไมโครคอมพิวเตอร์ในแท่น J ไอซีเบอร์ IX2694C หรือเบอร์ M37221M6 –060P ไอซีดังกล่าวมีขา 37 เป็นขาเซอร์วิสโหมด การเข้าสู่โหมดดังกล่าวให้จ่ายไฟเข้าที่ขา 37 จ านวน 3 ครั้ง ข้อมูลในเซอร์วิสโหมดจะถูกเรียกออกมา และหากต่อขา 37 ลงกราวด์ 3 ครั้ง จะท าให้ค าสั่งเซอร์วิสโหมดถูก ล้างออกไป เมื่อเข้าสู่เซอร์วิสโหมดเรียบร้อยแล้วเราจะกดเรียกแ ชนเนลขึ้น–ลง โหมดต่าง ๆ ก็จะโชว์เป็นเมนูขึ้นมา เช่น เป็นโหมดการปรับคัทออฟ(แบ็คกราวด์ของจอภาพ) โหมดของการปรับแต่งดีเฟลคชั่น โหมดของการ ปรับแต่งไอเอฟ โหมดของการปรับแทร็ปความถี่ โหมดของการปรับอื่น ๆ
ใบความรู้หน่วยที่11 ชื่อรายวิชา เครื่องรับโทรทัศน์ สอนครั้งที่17 หน่วยที่ 11 ระบบป้องกัน(Protection) จ านวน6 ชั่วโมง แนวคิด เครื่องรับโทรทัศน์ในปัจจุบัน จะมีวงจรป้องกันไว้ในตัวไอซี ไมโครคอมพิวเตอร์ ดังปรากฏใน หลายยี่ห้อ จนได้รับการกล่าวขวัญจากบรรดานักบริการเครื่องมืออาชีพ เนื่องจากวงจรมีความยุ่งยากใน สายตาของคนทั่วไป ยังมีอุปกรณ์ที่เป็นระบบฝังพรินต์ หรือ SMD ปรากฏอยู่ในแท่นเครื่อง เครื่องรับโทรทัศน์จ าเป็น ต้องมีวงจรป้องกันหรือวงจรโปรเท็คชั่น เมื่อเกิดข้อผิดพลาดของอุปกรณ์ วงจรป้องกัน ท าหน้าที่ป้องกันไม่ให้ลุกลามไปยังวงจรส่วนอื่นๆ เพื่อการแก้ไ ขปัญหาที่เกิดขึ้นน้อยที่สุด ในระบบป้องกันที่ท าหน้าที่เป็นตัวตรวจสอบและหยุดการท างานของวงจรเครื่องรับโทรทัศน์หรือหยุด ระบบการจ่ายแรงดันไฟไปยังส่วนอื่น ๆ ในวงจร สาระการเรียนรู้ ศึกษาการท างานและวิเคราะห์ตรวจซ่อมวงจรระบบป้องกันในแท่น H แท่น J และแท่น 14B จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อนักเรียน เรียนจบแล้วสามารถ 1. อธิบายการท างานระบบป้องกันในแท่น H ได้ถูกต้อง 2. อธิบายขั้นตอนการวิเคราะห์ตรวจซ่อมวงจรป้องกันในแท่น H ได้ถูกต้อง 3. อธิบายการท างานระบบป้องกันในแท่น J ได้ถูกต้อง 4. บอกวิธีการตรวจซ่อมโปรเท็คชั่นในแท่น J ได้ถูกต้อง 5. อธิบายการท างานระบบป้องกันในแท่น 14B ได้ถูกต้อง 6. บอกขั้นตอนเทคนิคการตรวจซ่อมโปรเท็คชั่นในแท่น 14B ได้ถูกต้อง 7. มีการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ครูสามารถสังเกตเห็น ในด้านความมีมนุษยสัมพันธ์ ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความเชื่อมั่นในตนเอง ความสนใจใฝ่รู้ ความรักสามัคคี ความกตัญญูกตเวที
ระบบป้องกันในแท่น H ระบบป้องกันที่ปรากฏในแท่น H โมเดล 21 CT-200 ทีวีสีขนาด 21 นิ้ว ใช้ IC1001 เบอร์ IX2678CE หรือเบอร์ TMP87CH36N3187 ไอซีมีวงจรป้องกันอยู่ภายในโดยส ารวจจากแรงดันไฟที่ขา 34 ของ IC1001 องค์ประกอบส าคัญภายในวงจรคือ ทรานซิสเตอร์ ซึ่งต่ออยู่ในลักษณะเดียวกับ SCR ท าให้ระบบป้องกัน ท างานค้างและส่งผลออกไปทางขา 20 เป็นค าสั่งสแตนด์บาย ในวงจรนี้จึงใช้อุปกรณ์ที่ส าคัญในการส ารวจ ความบกพร่องหลายจุดด้วยกัน เช่น ตัวที่เราให้ความส าคัญที่สุด ได้แก่ Q603 เป็นต้น การป้องกันแท่นนี้เป็นการป้องกันในรูปที่ 11.1 แสดงให้เห็นระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับวงจรป้องกัน ได้แก่ การตรวจสอบการท างานของภาคเวอร์ติคอลเอาต์พุต ถ้าเวอร์ติคอลเอาต์พุตเกิดปัญหาลัดวงจร IC501 เครื่องจะเข้าสู่สภาวะสแตนด์บายจอมืด เพราะวงจรป้องกันภายใน IC1001 ออกแบบให้ท างานด้วยข้อมูล อย่างนั้นจนกว่าจะปิดเครื่องแล้วเปิดใหม่ การป้องกันของชุด 9 Vซึ่งจะเป็นต้นทางของวงจรอีกหลายวงจร ถ้าเกิดการลัดวงจรขึ้นมาย่อมจะท าให้ วงจรป้องกันท างานได้เช่นกัน วงจรป้องกันที่เรียกว่า เอ็กซ์เรย์โปรเท็คชั่น มีการส ารวจว่าวงจรฮอริซอน ทอลท างานเกินปกติหรือไม่ ฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์จ่ายไฟเกินปกติจนท าให้จอภาพมีปัญหาขึ้นมาหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวต้องป้องกัน โดยวงจรเอ็กซ์เรย์ โปรเท็คชั่น จ่ายไฟกลับไปหน่วยโปรเท็คชั่นภายใน IC1001 และในเรื่องระบบแสง ถ้ามี ปัญหาวงจรดังกล่าวนี้จะต้องสั่งให้เครื่องเข้าสู่สภาวะสแตนด์บาย เช่น กระแสของหลอดภาพเกินปกติ โดยสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งก็ตามวงจรจะเข้าสู่สภาวะโปรเท็คชั่น หากไม่สามารถคุมแสงหน้าจอให้อยู่ในสภาวะ ปกติได้ 1. วงจรโปรเท็คชั่นให้เวอร์ติคอลเอาต์พุต เมื่อฮอริซอน ทอลสามารถท างาน มีไฟออกไปที่ขา 7 ของ T601 ซึ่งเป็นฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์ แรงดันไฟดังกล่าวนี้เป็นแรงดันไฟประมาณ 15 V ส่งผ่าน R731 และท าการเร็กติฟายด้วย D733 และ C734 ได้ระดับแรงดันไฟออกประมาณ 15 V ส่งไปรอที่ขาอิมิตเตอร์ของ Q603 แต่ Q603 ยังไม่สามารถน ากระแสได้ เพราะเบสไบอัสยังไม่เกิดขึ้นที่ขา 8 ของ T602 จ่ายแรงดันไฟประมาณ 24 V ส่งผ่าน R521 ท าการเร็กติฟาย ด้วย D502 และ C510 ได้แรงดันไฟประมาณ 24 V ส่งให้กับ IC501 ซึ่งเป็นหน่วยเวอร์ติคอลเอาต์พุต จ่ายไฟ เข้าที่ขา 6 และขา 3 ของ IC501 ในขณะที่เกิดปัญหาขึ้นกับ IC501 เช่น เกิดการลัดวงจรท าให้แรงดันไฟ 24 V ไม่สามารถจ่ายให้กับ IC501 ได้ ท าให้มีแรงดันไฟ 15 V จากเร็กติฟายของ D733 และ C734 ซึ่งรออยู่ที่ขาอิมิตเตอร์ของ Q603 ส่งกระแสเข้าขาอิมิตเตอร์ออกขาเบสของ Q603 ส่งผ่าน D507 ครบวงจร แรงดันไฟต่ าลงของเวอร์ติคอล เอาต์พุตมีไบอัส Q603 ท าให้ความต้านทานอิมิตเตอร์–คอลเลคเตอร์ของ Q603 ต่ าลง Q603 จึงจ่ายกระแส ออกคอลเลคเตอร์ผ่าน R628 และ R1131 ไปยังขา 34 ของ IC1001 เกิดภาวะของการโปรเท็คชั่น เมื่อ IC1001 เข้าสู่ภาวะของการโปรเท็คชั่น ขาที่ 20 เข้าสู่ภาวะสแตนด์บาย ที่ขา 20 ของ IC1001 เป็นสภาวะ ไฮ ส่งผลให้ Q1019 มีเอาต์พุตออกไปเป็นสภาวะ โลว์ ผลของ Q1019 เป็นสภาวะ โลว์ส่งผลไป ให้ Q804 มีสภาวะทางคอลเล คเตอร์เป็น ไฮ ผลของการเป็น ไฮ ของ Q804 จะท าให้การมิวต์ภาพและ มิวต์เสียง อีกทางหนึ่งความเป็น โลว์ของ Q1019 ส่งไปยัง Q1002 ท าให้ Q1002 เอาต์พุตเป็น ไฮ ผลต่อเนื่องไปยัง Q605 ท าให้ Q605 ไม่สามารถน าเอาแรงดันไฟจากชุด 5 V ซึ่งส่งเข้าทางขาอิมิตเตอร์ออก ขาคอลเลคเตอร์ผ่าน R650 ไปไบอัสให้กับ Q601 ท าหน้าที่เป็นฮอริซอน ทอลไดร์เวอร์ได้ ภาคฮอริซอน ทอล จึงหยุดการท างาน ณ ตรงนี้
R 5 2 1 C 5 1 1 D 5 0 2 C 5 1 0 R 7 3 1 C 7 3 3 D 7 3 3 C 7 3 4 Q 6 0 3 R 6 2 9 C 6 2 1 D 1 0 0 5 R 1 0 6 2 R 6 2 8 R 5 2 6 D 5 0 7 R 5 2 5 R 6 4 9 D 6 1 8 R 6 4 8 IC602 7809 1 3 2 IC501 VER OUT 3 6 1 R 1 1 3 1 C 6 3 0 C 1 0 6 6 34 20 R 1 0 6 0 R 1 0 6 9 D 1 0 3 9 R 1 1 2 6 R 8 1 2 D 8 1 2 R 8 4 4 Q 8 0 4 D 8 4 4 Q 8 5 1 - 3 R 6 5 0 R 6 5 3 R 6 5 1 R 6 2 1 R 6 3 4 D 6 1 9 C 6 2 0 D 6 0 7 ( 2 2 V ) C 6 2 2 C 3 6 0 R 6 3 5 R 6 0 6 R 6 2 3 R 6 2 4 R 6 1 9 R 6 1 8 C 6 1 7 R 6 7 4 1 9 8 24V 15V 7 3 4 10 T602 FBT +9V +13V Q1002 Q605 B E C Q1019 +5V +12V IC801 PIN 18,19,20 RGB AMP +5V RGB-OUT +150V G R D1000 15,625Hz FROM IC801 PIN 37 +115V T601 HOR OUT EHT/HV ABL TP603 TP602 +115V CONTRAST IC1001 IX2678CE PRO PWR “L” HEATER Q801-3 RGB Driver H-Driver Q601 รูปที่ 11.1 ระบบป้องกันในแท่น H
เอาต์พุต Q1002 สภาวะเป็น ไฮ ท าให้แรงดันไฟจากชุด 15 V ผ่าน R1069 สั่ง LED D1000 ท าให้ LED สีแดงติดโชว์ขึ้นมา แสดงว่าเข้าสู่สภาวะสแตนด์บาย การท างานก็จะค้างข้อมูลตลอดไป โดยสภาวะปกติที่ IC1001 ไม่เข้าสู่ภาวะโปรเท คชั่นหรือไม่สั่งสแตนด์บายท าให้มีแรงดันจากชุด 15 V ส่งผ่าน D1005 และ R1062 มาท าให้ LED สีเขียวติดโชว์แสดงผลขึ้นมา เมื่อ IC1001 เข้าสู่สภาวะโปรเทคชั่น หรือสภาวะสแตนด์บาย วงจรฮอริซอน ทอลไม่ท างาน แรงดันไฟจากฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์ (T602) จึงไม่สามารถที่จะจ่ายแรงดันไฟ 15 V ให้กับ LED สีเขียวได้LED สีแดงจึงติดโชว์ขึ้นมา แสดงผลให้รู้ว่าเครื่อง ก าลังมีปัญหา 2. วงจรตรวจสอบกระแสหลอดภาพ กระบวนการระบบแสงมีการตรวจสอบกระแสของหลอดภาพหรือออโตเมติกบีมเคอร์เรนท์ลิมิ ตเตอร์ (ABL: Automatic Beam Current Limiter) เป็นการควบคุมกระแสของหลอดภาพแสงหน้าจอมีแสงสว่างจ้า เกินกว่าปกติกระแสหลอดภาพมีค่ามากกว่าปกติกระแสเหล่านี้จะไหลจากกราวด์ส่งผ่าน C617 ไปยัง R674 ครบวงจรกับ T602 จุดที่เป็นขา 1 ของ T602 ย่อมจะมีค่าศักย์ไฟฟ้าเป็นลบเพิ่มมากขึ้น วิธีการของการ ควบคุมจึงใช้วิธีจ่ายแรงดันไฟจากชุด 115 V ผ่าน R623 และ R624 เพื่อเอาไฟบวกมาหักล้างเป็นไฟลบของ ABL ในภาวะแสงปกติท าให้ศักย์ดังกล่าวนี้มีค่าอยู่ในระดับปกติใกล้เคียงศูนย์ณ จุดตรวจสอบ ถ้ากระแสของหลอดภาพมีระดับผิดปกติจะท าให้กระแสลบ(-) ของ ABL สูงกว่าแรงดันกระแสบวกที่ส่ง มาจากระบบภาคจ่ายไฟจุดทดสอบหรือจุดตรวจสอบ ABL จะมีศักย์เป็นลบ แรงดันไฟลบดังกล่าวจะไปดึง ไฟของคอนทราสต์ให้ต่ าลงมาเพื่อจะลดระดับแสงโดยอัตโนมัติ ถ้าระบบเกิดความผิดพลาด เช่น R623 เกิดยืดค่าวงจรหลอดภาพมีปัญหา ฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์ มีปัญหาขึ้นมาย่อมจะท าให้กระบวนการหักล้างแสงและการควบคุมไม่สามารถควบคุมแสงหน้าจอไว้ได้ ศักย์ ณ จุดตรวจสอบกลายเป็นศักย์ลบ เมื่อเกิดศักย์ในการตรวจสอบศักย์ลบขึ้นมาย่อมท าให้มีการไหลของ กระแสจากชุดแรงดันไฟ 15 V จากขา 7 ของฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์ รออยู่ที่ขาอิมิตเตอร์ของ Q603 ไหลออกมาทางขาเบสส่งผ่าน D606 และ R624 ไปครบวงจรกับศักย์ลบในชุด ABL ท าให้ Q603 ความต้านทานขาอิมิตเตอร์–ขาคอลเลคเตอร์ต่ าลง Q603 จ่ายกระแสออกทางขาคอลเล คเตอร์ผ่าน R628 และ R1131 ส่งเข้าขา 34ของ IC1001 ส่งค าสั่งสู่สภาวะของการสแตนด์บายเหมือนกับกรณีของเวอร์ติคอล 3. วงจรเอ็กซ์เรย์โปรเท็คชั่น กรณีที่วงจรฮอริซอน ทอลท างานเกินปกติแรงดันไฟที่ออกไปจากฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์ จะสูงขึ้นแรงดันไฟสูงที่เกิดขึ้นจะท าให้แสงที่หน้าจอสว่างจ้าขึ้นเรียกว่า จอภาพท างานเกินปกติแรงดันไฟจุดไส้ หลอดที่ได้มาจากฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์ก็จะเพิ่มสูงขึ้นการท างานในลักษณะนี้จะไม่สามารถควบคุมตัวเอง ได้ แสงที่เกิดมากขึ้นนี้ย่อมจะท าให้เกิดรังสีที่เรียกว่า รังสีเอ็กซ์ (X-RAY) การที่วงจรท างานเกินปกตินี้ย่อมเป็นปัญหา การท างานเกินปกติเกิดจากฮอริซอน ทอลเอาต์พุต เช่น วงจรฮอริซอน ทอลเอาต์พุตไม่สามารถควบคุมทรานส์เชี่ยนได้หรือตัวของฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์ มีปัญหาการช็อตรอบทางด้านไพรมารี่หรือเกิดจากแดมเปอร์มีปัญหาท าให้ไส้หลอดขาดได้ในที่สุด
วงจรส ารวจการท างานในชุดนี้เรียกว่าวงจรเอ็กซ์เรย์โปรเท็คชั่นโดยการน าเอาแรงดันไฟซึ่งเป็นไฟจุด ไส้หลอดที่มาจากขา 3 ของ T601 ได้ส่งผ่าน R621 มาท าการส ารวจโดยการเร็กติฟายด้วย D619 และ C620 น าแรงดันไฟดังกล่าวนั้นไปส ารวจด้วย D607 ซึ่งเป็นซีเนอร์ไดโอดในสภาวะปกติแล้วแรงดันไฟที่ได้จะอยู่ใน ระดับไม่เกิน 18 V ดังนั้นเมื่อวงจรฮอริซอนทอลท างานเกินปกติขึ้น ย่อมจะท าให้แรงดันไฟที่ส ารวจกลับมานี้มี ค่าสูงขึ้น ถ้าแรงดันไฟสูงขึ้นถึงระดับ 22 V เมื่อไรท าให้ D607 น ากระแสส่งไปยัง R1131 ส่งไปเข้าขา 34 ของ IC1001 สั่งเป็นค าสั่งโปรเท็คชั่นให้ขา 20 เข้าสู่สภาวะสแตนด์บายในที่สุด 4. วงจรป้องกันโอเวอร์โหลดของชุดไฟ 9 V วงจรป้องกันสุดท้าย คือ วงจรที่ใช้ส ารวจการดึงกระแสเกินพิกัดของชุดที่จะจ่ายแรงดันไฟ 9 V ให้กับ IC602 เป็นไอซีเรกูเลเตอร์ 3 ขา จ่ายแรงดันไฟออกไป 9 V ซึ่งเป็นเป็นแรงดันไฟหลักของระบบภาพและ ระบบเสียง ถ้าหากโหลดของชุด 9 V มีปัญหาย่อมจะท าให้แรงดันไฟที่ส่งให้ IC602 มีปัญหาตามไปด้วย เนื่องจาก IC602 เป็นลิเนียร์ไอซี แรงดันไฟที่เกิดขึ้นกับ IC602 ตกลงย่อมจะท าให้เกิดการน ากระแสของ Q603 ขาอิมิตเตอร์ออกไปยังขาเบสส่งผ่าน D618 และ R649 ไปครบวงจรกับแรงดันไฟที่ต่ าลง ท าให้ความต้านทาน อิมิตเตอร์–คอลเลคเตอร์ของ Q603 ต่ าลงจึงจ่ายกระแสผ่านจากขาอิมิตเตอร์ออกทางขาคอลเล คเตอร์ ส่งผ่าน R628 และ R1131 เข้าขาที่ 34 ของ IC1001 เข้าสู่สภาวะโปรเท็คชั่นหรือสั่งสแตนด์บายในที่สุด การวิเคราะห์ตรวจซ่อมวงจรป้องกันในแท่น H การวิเคราะห์การท างานระบบโปรเท็คชั่นจะมีเวลาหน่วงอยู่ประมาณ 3 วินาที หลังจาก 3 วินาที ไปแล้ววงจรโปรเท็คชั่นจะสั่งตัดวงจรออกไป วงจรจะเหมือนกับสภาวะสแตนด์บายดังนั้นการวิเคราะห์ตรวจ ซ่อมจะต้องท าให้เสร็จสิ้นภายใน 3 วินาที เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถหาที่มาของตัวเสียได้เลย อาการ บางอย่างเป็นอาการที่แสดงออกมาชัดเจนอาจจะไม่จ าเป็นต้องวิเคราะห์ตรวจซ่อมกันมากมายเช่น อาการแสง จ้าขึ้นมาแล้ววงจรตัดเข้าสู่ภาวะสแตนด์บาย หมายความว่าวงจรส ารวจกระแสหลอดภาพมีปัญหา การตรวจซ่อมให้พิจารณาแสงของ LED (D1000) ในกรณีที่วงจรป้องกันก าลังสั่งงานอยู่ LED สีเขียว ต้องเกิดขึ้นมาชั่วขณะแล้วดับไปกลายเป็นสีแดงติดแทน ปัญหาอยู่ที่วงจรป้องกันโดยแท้จริงในการสังเกต แสงของ LED มิได้หมายความว่า LED สีเขียวต้องติดบอกอาการที่ชัดเจนออกมาได้ทุกครั้ง เราถือว่าหาก สังเกตจากจุดนี้ไม่ได้จ าเป็นต้องใช้เครื่องมือคือ มัลติมิเตอร์หรืออื่นๆ ในการวิเคราะห์ตรวจซ่อม จะท าการวัด แรงดันรอไว้ก่อนจะเปิดเครื่อง เพราะวงจรนี้ให้เวลาแก่เรา 3 วินาที 1. วัดแรงดันไฟที่ขา K ของ D733 โดยเป็นแรงดันไฟดีซี มีค่าประมาณ 12 V โดยท าการวัดรอไว้ก่อน เปิดเครื่อง เพื่อจะตรวจสอบให้ทราบแน่ชัดว่าฮอริซอน ทอลท างานได้แล้วหรือไม่ ถ้าฮอริซอน ทอลสามารถ ท างานได้แล้ว เข็มมิเตอร์จะต้องกระดิกขึ้นแล้วก็ลง หากว่าแรงดันไฟ DC ในการวัดครั้งแรกไม่มี แต่พัลส์ AC ที่ขา 7 ของ T602 มีปกติ นั่นหมายความว่า R731 เสีย หรือ D733 เสีย ตั้งมิเตอร์วัดแรงดันไฟ DC วัดไฟ ที่ขา K ของ D502 หรือขา 6 ของ IC501 เป็นการวัดรอไว้ก่อนจะเปิดเครื่อง เมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาแรงดันไฟ ประมาณ 24 V ต้องเกิดขึ้น เข็มมิเตอร์จะต้องตีขึ้นแล้วก็ตกลงมา แสดงว่าเวอร์ติคอลไม่ได้เป็นตัวปัญหา แรงดันไฟที่เกิดขึ้นนี้เป็นแรงดันไฟต่ ากว่าปกติมากหรือไม่มีแรงดันไฟเลยอุปกรณ์ที่มีปัญหา ได้แก่ R521 และ D502 หรือไม่ก็ IC501 ให้ท าการลอยขา 6 และขา 3 ของ IC501 ออก แล้วเปิดเครื่องดูอีกครั้งหนึ่ง ถ้าลอยขา ไอซีแล้วมีแรงดันไฟตามปกติหมายถึง IC501 เสีย เกิดเป็นเส้นเดียวกลางจอ แต่ถ้าลอย IC501 ออกไปแล้วยัง ไม่มีแรงดันไฟเกิดขึ้นอุปกรณ์ที่เสีย ได้แก่ R521 และ D502 หรือจุดบัดกรีที่ขาของฟลายแบ็คมีปัญหาเรื่อง จุดบัดกรีให้ย้ าจุดบัดกรีที่ขาฟลายแบ็ค
2. วัดแรงดันไฟที่จุด TP602 ซึ่งเป็นการวัด ABL โดยวัดรอไว้ก่อนจะเปิดเครื่อง ปกติแรงดันไฟที่จุดนี้ เป็นแรงดันไฟบวก หากเปิดเครื่องขึ้นมาแล้วแรงดันไฟที่จุด TP602 มีแรงดันไฟติดลบ นั่นหมายถึงวงจร หลอดภาพเกิดปัญหา เกิดการอาร์คในวงจรหลอดภาพหรือ R623 ยืดค่า R624 ยืดค่า 3. วัดแรงดันไฟที่ขา K ของ D607 คือขา K ของ D619 โดยวัดรอไว้ก่อนที่จะเปิดเครื่อง ปกติจะมี แรงดันไฟอยู่ในระดับ 15 –18 V ถ้าผลจากการวัดเข็มมิเตอร์ที่สวิงขึ้นไปนั้นขึ้นไปได้ถึง 22 V แสดงว่าตอนนี้ ฮอริซอนทอลท างานเกินปกติ Q602 เสียในลักษณะไดโอดแดมเปอร์มีปัญหา T602 มีการลัดวงจร โดยการ ลัดวงจรทางด้านไพรมารี่เป็นต้น 4. วัดแรงดันไฟที่ขา 34 ของ IC1001 โดยวัดรอไว้ก่อนที่จะเปิดเครื่อง ปกติแรงดันไฟที่ขา 34 ของ IC1001 จะเท่ากับ 0 V แต่หากผลของการวัดปรากฏว่ามีการสวิงขึ้นมาแม้แต่เล็กน้อย หมายความว่า วงจรโปรเท็คชั่นก าลังท างานอยู่ ถ้าไม่มีแรงดันไฟ ปรากฏค้างขึ้นมาที่ขา 34 ของ IC1001 หมายถึง ระบบที่มี ปัญหาคือระบบสแตนด์บาย ไม่เกี่ยวข้องกับโปรเท็คชั่น และแรงดันไฟ เปิดไฟที่ขา 34 ค้างอยู่ตลอดเวลา หมายถึง IC1001 เสียเอง 5. วัดแรงดันไฟที่ขา 1 ของ IC602 โดยการวัดรอไว้ก่อนที่จะเปิดเครื่อง ถ้า IC602 อยู่ในสภาวะปกติ เข็มมิเตอร์จะต้องสวิงขึ้นแล้วตก โดยแรงดันไฟขา 1 ของ IC602 มีแรงดันไฟประมาณ 11.6 V ถ้าแรงดันไฟ ของ IC601 ไม่มีเลย นั่นหมายความว่า โหลดของชุด 9 V มีปัญหา หรือ IC602 มีปัญหา แต่ถ้าแรงดันไฟต่ า กว่าปกติมาก ๆ นั่นหมายถึงในส่วนของโหลด 9 V มีปัญหาด้วยเช่นเดียวกัน 6. ให้ลอย D607 ออกแล้วให้เปิดเครื่องเพื่อดูว่าวงจรท างานได้หรือไม่ เนื่องจากสงสัยว่า D607 มีปัญหาสามารถลอย D607 ออกจากวงจรได้เพราะฮอริซอนทอลไม่ได้จ่ายแรงดันไฟเกินเข้ามา 7. ถ้าลอย D607 แล้วยังปรากฏว่าวงจรโปรเท็คชั่นยังคงท างานต่อไป Q603 เสียในลักษณะรั่ว หรือ C621 ลดค่า จะแยกออกอย่างไรว่า Q603 ซึ่งเป็นวงจรส ารวจโปรเท็คชั่นหรือ C621 คือ ตัวปัญหาให้จั๊ม ขาอิมิตเตอร์-ขาเบสของ Q603 เข้าด้วยกัน เปิดเครื่องถ้าวงจรโปรเท็ค ชั่นยังท างานอยู่แสดงว่า Q603 เสีย แต่หากว่าวงจรสามารถท างานได้ตามปกติ (ต่อ D607 เข้าไปในวงจรให้เรียบร้อย) ตัวที่เสียก็คือ C621 ระบบป้องกันในแท่น J ระบบป้องกันแท่น J ที่วงจรเวอร์ติคอลไม่ได้มีการตรวจสอบแรงดันไฟโอเวอร์โหลด ภาคเวอร์ติคอลที่ ได้จากขา 8 ของ T601 (แรงดันไฟฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์เร็กติฟายแรงดันไฟ 24 V ให้IC501) และยังส่ง แรงดันไฟไปไบอัสขาเบสทรานซิสเตอร์ Q607 ท าหน้าที่เป็นหน่วยเรกูเลเตอร์จ่ายแรงดันไฟ 12 V ออกไปเลี้ยง วงจร แรงดันไฟ 12 V ส่งผ่าน R1063 ไปยัง LED ที่อยู่ในรูปของ D1100 สีเขียวเพื่อติดโชว์ขึ้นมาว่ าตอนนี้ วงจรฮอริซอนทอลสามารถท างานได้แล้ว ในส่วนการท างานของวงจรป้องกัน จะเอาแรงดันไฟจากขา 7 ของ IC601 ที่มีแรงดันไฟประมาณ 15 V ผ่าน R623 และเร็กติฟายด้วย D604 และ C621ให้แรงดันไฟออกมา 12 -15 V ส่งให้ขาอิมิตเตอร์ของ Q603 ทางหนึ่ง อีกทางหนึ่งส่งผ่าน R625 เพื่อไปเรกูเลเตอร์ด้วย IC601 ได้แรงดันไฟออกมา 8 V ในกรณี โหลดของแรงดันไฟชุด 8 V มีปัญหาย่อมจะท าให้แรงดันไฟฟ้าที่ขา 1 ของ IC601 ถูกดึงให้มีค่าต่ าลงกระแส จากแรงดันไฟชุด 15 V จึงส่งเข้าขาอิมิตเตอร์ของ Q603 ออกขาเบส ส่งผ่าน R625 และ D605 ไปครบวงจร ท าให้ความต้านทานขาอิมิตเตอร์ -ขาคอลเลคเตอร์ของ Q603 ต่ าลงจ่ายกระแสออกทางขาคอลเล คเตอร์ผ่าน R623 และ R1039 ไปเข้าขา 38 ของ IC1001 โดยมีC1020 ท าหน้าที่เป็นตัวหน่วงเวลาให้ IC1001 ไอซี ดังกล่าว จึงเข้าสู่สภาวะโปรเท็คชั่น
ในกรณีที่เกิดปัญหาที่เรียกว่าเอ็กซ์เรย์โปรเท็คชั่น แรงดันไฟที่ส่งไปยังฮีตเตอร์จะสูงขึ้นและการจ่ายไฟ ให้กับจุดต่าง ๆ ขยับสูงขึ้นด้วย เนื่องจากวงจรฮอริซอน ทอลเอาต์พุตท าการขยายสัญญาณได้เกินพิกัด วงจรแดมเปอร์มีปัญหาหรือฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์เกิดการช็อตรอบแรงดันไฟจากขา 3 ของ T601 จะถูก ส่งผ่าน D609 เพื่อท าการเร็กติฟายแรงดันไฟก่อนที่จะส่งผ่าน D630 ไปส ารวจด้วย D610 ซึ่งเป็นซีเนอร์ไดโอด D610 จะตั้งค่าเบรกดาวน์ไว้เท่ากับ 22 V หากวงจรฮอริซอน ทอลท างานเกินพิกัดย่อมจะท าให้แรงดันไฟ ที่เกิดขึ้นสูงขึ้นมาถึงระดับ 22 V ส่งผลให้ D610 เอากระแสผ่าน R1039 ไปยังขา 38 ของ IC1001 วงจรจึงเข้า สู่สภาวะโปรเท็คชั่น กรณีที่วงจรหลอดภาพควบคุมกระแสของตัวเองไม่ได้เป็นเพราะหลอดภาพเสียเอง ระบบแสงมีปัญหา วงจรบีมเคอร์เรนท์ขา 1 ของ T601 จะเป็นตัวส ารวจ ปกติวงจรบีมเคอร์เรนท์ หรือ ABL มีแรงดันไฟเป็น แรงดันไฟลบ จึงท าการส่งแรงดันไฟบวกจาก ชุด 115 V ผ่าน R630 และ R629 เพื่อมาหักล้างไฟลบของ ABL โดยเฉพาะ TP602 แรงดันไฟใกล้เคียง 0 V แทนที่จะเป็นแรงดันไฟลบ ถ้ากระแสจอภาพสูงกว่ามาตรฐาน ท าให้จุด ABL มีศักย์เป็นลบจะดึงเอาแรงดันไฟของคอนทราสต์ให้มีระดับแรงดันไฟลดลง เพื่อจะลดแสงที่ หน้าจอ กรณีเกิดปัญหากับ ABL โดยมีศักย์เป็นลบขึ้นมา ถึงแม้ว่าจะไปดึงแรงดันไฟของคอนทราสต์แล้วแต่ยังไม่ สามารถเข้าไปแก้ปัญหาได้ ย่อมจะท าให้วงจรโปรเท็คชั่นท างานคือแรงดันไฟจากชุด 15 V ส่งเข้าขาอิมิตเตอร์ ของ Q603 ไหลออกไปยังขาเบสก่อนส่งผ่าน D616 และ R629 ครบวงจรศักย์ลบของ ABL ย่อมท าให้Q603 ความต้านทานขาอิมิตเตอร์–ขาคอลเลคเตอร์ต่ าลง Q603 จึงจ่ายกระแสผ่าน R632 และ R1039 ไปยังขา 38 ของ IC1001 เข้าสู่สภาวะโปรเท็คชั่น โปรเท็คชั่นของ IC1001 ท าโดยการสั่งสแตนด์บายแรงดันไฟที่ขา 11 ของ IC1001 จะเข้าสู่สภาวะของ ความเป็น โลว์ผ่าน Q606 ท าให้เอาต์พุตมีศักย์เป็น ไฮ เกิดแรงดันไฟไปไบอัส Q605 ในการจัดไบอัสให้ C651 และ C654 เป็นหน่วยโวลเต ทดิไวเดอร์ ท าให้ Q605 เป็นสวิตช์ต่อวงจร ความถี่ 15,625 Hz ส่งไปใ ห้ ทรานซิสเตอร์ฮอร์ไดร์เวอร์Q605 ลงกราวด์ หยุดการท างานของฮอริซอนทอล อีกทางหนึ่งค าสั่งที่เป็น โลว์ท าให้ Q804 ไม่สามารถที่จะน ากระแสได้ แรงดันไฟขาคอลเล คเตอร์ของ Q804 สูงขึ้น แรงดันไฟขาคอลเลคเตอร์ Q804 ผ่าน D807 และ R818 ไปท าการมิวต์สัญญาณเสียงและส่งผ่าน D804,D805 และ D806 ไปยังวงจรขับข้อมูล เพื่อการออนสกรีนส่งผลไปวงจร RGB เอาต์พุต แรงดันไฟที่เกิดขึ้นในแต่ละจุดเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ท าให้วงจรโปรเท็คชั่นท างานตรวจสอบโดยที่วงจร ไม่ได้มีความเสียหายก็ได้C622 ที่ต่อไว้ระหว่างขาอิมิตเตอร์–เบสของ Q603 เป็นวงจรหน่วงเวลาให้กับ Q603 เราจึงใช้เวลาหน่วงประมาณ 3 วินาที โดยมี R624 ต่อขนานเข้ากับ C622 ท าหน้าที่เป็นตัวรับดิสชาร์จของ C622 กรณีที่ปิดเครื่องแล้วเปิดใหม่อย่างฉับพลัน วงจรก็ยังสามารถท างานได้เหมือนเดิม เช่นเดียวกัน C1020 ก็จะเป็นตัวหน่วงให้เป็นล าดับที่สองมี R633 รับดิสชาร์จให้กับ C1020 เช่นเดียวกัน การตรวจสอบของเอ็กซ์เรย์โปรเท็คชั่น โดยน าพัลส์ที่ออกมาจากขา 7 ของ T601 เป็นการเร็กติฟาย แรงดันไฟประมาณ 15 V หากแรงดันไฟที่เกิดขึ้นมีค่าสูงขึ้นประมาณ 23 Vท าให้แรงดันไฟดังกล่าวส่งผ่าน D606 ผ่านการท างานของซีเนอร์ไดโอด D608 เข้ามาสมทบกับแรงดันไฟที่มาจากวงจรเอ็กซ์เรย์โปรเท็คชั่น ส่งผ่านD630 ไปD610 ช่วยให้การท างานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ D610 น ากระแสนั้นผ่าน R1039 ไปยังขา 38 ของ IC1001 ได้เร็วกว่าเดิม ก่อนเข้าสู่สภาวะโปรเท็คชั่นในที่สุด
1 9 8 24V 15V 7 3 4 10 T602 FBT EHT R502 C502 D501 C503 R651 C647 Q607 R660 D623 (13V) D622 (13V) D631 R623 C604 D620 C621 R605 D605 R625 C622 R624 R623 R633 D606 D608 (5.6V) R614 R626 D609 C623 R627 D616 D630 D610 (22V) C1020 R1039 D1014 R610 R612 R613 C607 R629 R630 R640 C602 IC601 7808 G R R1049 Q1005 R1059 D1024 R1063 R1048 R1061 R1062 R1060 R1019 Q804 R816 R649 C645 R648 R621 R607 R815 D806 Q803 D805 Q802 D804 Q801 D807 R818 R817 38 11 22 29 IC501 VERT OUT +15V SUPPLY 12V +5V D1023 TP601 TP602 15,625Hz FROM IC801 PIN 13 TO HOR DRIVE Q605 +5V Q606 +15V SUPPLY MUTE TO R TO G TO B PRO POWER ERROR TIMER IC1001 IX2694CE (M37221M6-057SP) +115V CONTRAST Q1004 HEATER C651 รูปที่ 11.2 ระบบป้องกันในแท่น J
วิธีการตรวจซ่อมโปรเท็คชั่นในแท่น J ในวิธีการตรวจซ่อมโปรเท็คชั่นระหว่างแท่น H กับแท่น J มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเพราะฉะนั้น เราสามารถใช้แนวทางของแท่น H มาตรวจซ่อมในแท่น J ก็ได้ ขั้นตอนนี้จะสรุปปัญหาการตรวจซ่อมใน เบื้องต้น 1.ตั้งมิเตอร์ AC วัดแรงดันไฟของ T601 ที่ขา 8 โดยวัดรอเอาไว้ก่อนที่จะเปิดเครื่องถ้าฮอริซอน ทอล สามารถท างานได้จะมีสัญญาณ AC ซึ่งเป็นฟลายแบ็คพัลส์เข็มมิเตอร์จะต้องตีขึ้นแล้วก็ตกลงมา ถ้าไม่มี แรงดันไฟเกิดขึ้นแสดงว่ายังไม่สามารถท างานได้ 2.ตั้งมิเตอร์ DCV วัดแรงดันไฟที่ขา K ของ D609 โดยวัดรอไว้ก่อนที่จะเปิดเครื่อง ไฟที่จุดนี้จะไม่เกิน 22V ปกติมีไฟประมาณ 15 –18 V แรงดันไฟที่เกิดขึ้นมีค่าตั้งแต่ 22 V ขึ้นไปก่อนที่เข็มมิเตอร์จะตกลงมา แสดงว่าวงจรฮอริซอน ทอลท างานเกินปกติ ทรานซิสเตอร์ฮอริซอน ทอลเอาต์พุตมีปัญหา แดมเปอร์ของ ฮอริซอนทอลเอาต์พุตมีปัญหา หรือฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์เกิดการช็อตรอบหรือเกิดจาก D608 รั่ว 3.วัดแรงดันไ ฟที่จุด TP602 วัดรอไว้ก่อนเปิดเครื่องปกติแรงดันไฟที่ TP602 จะเป็นแรงดันไฟบวก เล็กน้อย ถ้าเข็มมิเตอร์ตีขึ้นมาเป็นแรงดันไฟลบ แสดงว่าวงจรหลอดภาพมีปัญหา R629 และ R630 ยืดค่า 4.วัดไฟที่ขา 1 ของ IC601 วัดรอก่อนที่จะเปิดเครื่องเช่นเดิม ปกติแล้วแรงดันไฟที่ขา 1 ของ IC601 จะมีแรงดันไฟอยู่ประมาณ 12 V ถ้าแรงดันไฟที่ขา 1 น้อยหรือต่ ากว่า 11 V จะท าให้Q603 น ากระแสได้นั่น หมายความว่าโหลดของ IC601 มีปัญหา 5.หากการตรวจสอบดังที่กล่าวมาแล้วยังไม่พบตัวเสียให้วัดที่ขา 38 ของ IC1001 ว่ามีไฟรั่วมาจากระบบ โปรเท็คชั่นหรือไม่ ถ้ามีแรงดันไฟเกิดขึ้นที่ขา 38 การตรวจสอบเข็มมิเตอร์ขึ้นแล้วตกลง มูลเหตุนั้นมาจาก D601รั่ว Q603 รั่ว หรือ C622 ลดค่า ใช้วิธีการในการตรวจซ่อม โดยการลอย D610 ขึ้นมาตัวแรกก่อน การที่ ลอย D610 ได้นั้นเพราะว่าแรงดันจากชุดเอ็กซ์เรย์โปรเท็คชั่นปกติถ้าลอย D610 ท าการจั๊ม เบส-อิมิตเตอร์ Q603 เปิดเครื่องลองดูอีกครั้งหนึ่งถ้าเครื่องท างานได้ หมายความว่า C622 เสีย ถ้ายังท างานไม่ได้แสดงว่า Q603 เสียเอง ระบบป้องกันในแท่น 14 B การศึกษาวงจรป้องกันของชาร์ปรุ่นใหม่จ าเป็นจะต้องไปดูในรูปแบบเก่าในแท่นเดิมของชาร์ปกู๊ดมอร์นิ่ง เราสามารถแยกหัวข้อต่าง ๆ ได้ดังนี้ 1. การป้องกันทางด้านเวอร์ติคอล วงจรเวอร์ติคอลจะรับแรงดันไฟ 24 V จากขา 8 ของ T602 เป็นฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์ ส่งผ่าน R521 มี D502 และ C510ท าหน้าที่เป็นวงจรเร็กติฟายจ่ายแรงดันไฟเข้าที่ขา 6 และขา 3 ของ IC501 ในขณะ ที่ขา 7 ของ T602 จะท าการเร็กติฟายแรงดันไฟประมาณ 12 V เข้าไปยังขาอิมิตเตอร์ของ Q603 และจ่ายเป็น แรงดันไฟฟ้า ให้กับ Q604 ในการเรกูเลตให้เป็นแรงดันไฟ 9 V ในกรณีที่วงจรเวอร์ติคอลหรือแรงดันไฟของเวอร์ติคอลเอาต์พุตมีปัญหา ย่อมจะท าให้เกิดการไหลของ กระแสของชุด 12 V เข้าทางขาอิมิตเตอร์ของ Q603 ออกทางขาเบสของทรานซิสเตอร์ตัวเดียวกันส่งผ่าน D507 เพื่อไปครบวงจรกันศักย์ที่ต่ ากว่าในวงจรส ารวจเวอร์ติคอล นั่นก็คือวงจร R525และ R526 เมื่อกระแส ส่งผ่าน D507 ผ่าน R526 ไปครบวงจรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ความต้านทานระหว่างขาอิมิตเตอร์คอลเล็กเตอร์ ของ Q603 ต่ าลง Q603 จึงจ่ายกระแสผ่าน R625 ไปยังขาเบสของ Q608 เพื่อให้Q608 ดึงแรงดันไฟรีเซ็ต ของIC1001 ลงกราวด์ท าให้IC1001 ส่งเป็นเพาเวอร์สแตนด์บาย
2.เอ็กซ์เรย์โปรเท็คชั่น แรงดันไฟจากขา 3 ของ T602 ส่งผ่าน R621 และ R634 ส่งให้กับ D619 ท าการเร็กติฟายเป็นแรงดัน ส่งไป D607 เป็นซีเนอร์ไดโอด มีจุดเบรคดาวน์ที่ 22 V หากวงจรฮอริซอนทอลท างานเกินปกติ ย่อมจะท าให้ แรงดันไฟชุดนี้ขยับสูงขึ้น เมื่อถึง 22 V แล้ว D607 จะน ากระแสไปยัง Q608 ท าให้ Q608 ดึงไฟรีเซ็ต IC1001 ให้ลดต่ าลงมา IC1001 จึงสั่งเข้าสู่สภาวะสแตนด์บาย ระบบเอ็กซ์เรย์โปรเท็คชั่นท างานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แรงดันไฟที่เกิดขึ้นตรงขาเบสของ Q603 ส่งผ่าน D609, D608สมทบเข้ากับขา 3 ของฟลายแบ็คทรานสฟอร์เมอร์ ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับแท่น J 3.วงจรป้องกันภาคเสียง วงจรโปรเท็คชั่นที่เกี่ยวกับภาคเสียงมีหลา ยรูปแบบของโทรทัศน์ญี่ปุ่น วงจรในระบบเสียงมักจะไปท ากับ ระบบภาคจ่ายไฟ วงจรของชาร์ป ในแท่น14B พบว่าภาคเสียงนั้นจะพ่วงวงจงโปรเท็คชั่นเอาไว้ด้วย ดังนั้นเมื่อ IC301 ลัดวงจรจึงไปดึงเอาแรงดันไฟขา เบสของ Q603 ส่งผ่าน D304 และ R318 มาครบวงจรกับ IC301 ได้ ท าให้ความต้านทานขาอิมิตเตอร์ -ขาคอลเลคเตอร์ของ Q603 ต่ าลงท าให้ Q603 จ่ายกระแสเข้าสู่เบสของ Q608 ผลคือ Q608 ดึงเอาแรงดันไฟรีเซ็ตของ IC1001 ให้ต่ าลงท าให้ IC1001 สั่งเพาเวอร์สแตนด์บาย 4. วงจรควบคุมกระแสหลอดภาพ ในระบบ ABL วงจรชาร์ป ยังคงรักษารูปแบบเดิม คือ น าเอาแรงดันไฟ 116 V ส่งผ่าน R623, R624 เพื่อมาหักล้างไฟ ABL เมื่อกระแสหลอดภาพเกินปกติท าให้ ABL มีแรงดันไฟเป็นลบ เมื่อแรงดันไฟติดลบกระแสที่มาจากชุด 12 V ส่งเข้าขาอิมิตเตอร์ของ Q603 ต่ าลง Q603 จ่ายกระแส เข้ามายังขาเบสของ Q608 ได้ในที่สุด Q608 จึงไปดึงเอาแรงดันไฟรีเซ็ตของ IC1001 ให้ต่ าลง IC1001 จึงสั่ง เข้าสู่สภาวะ เพาเวอร์สแตนด์บาย 5. การส ารวจโหลดของชุด 9 V แท่น 14 B แรงดันไฟจากชุด 12 V ที่ได้จากขา 7 ของ T602 ไปจ่ายให้กับขาคอลเล็กเตอร์ของ Q604 และจัดไบอัสด้วยซีเนอร์ไดโอด D617, D622 โดยมีไดโอด Q616 เป็นตัวลิเนียร์แรงดันไฟให้กับวงจรนี้ Q604 จึงจ่ายแรงดันออกไปได้เท่ากับ 9 V โหลดชุด 9 V ของ Q604 มีปัญหา ท าให้แรงดันที่ขาอิมิตเตอร์ของ Q604 ต่ าลง ส่งผลมายังขา คอลเลคเตอร์ของ Q604 ด้วย เนื่องจากวงจรนี้เป็นลิเนียร์เรกูเลเตอร์ เมื่อแรงดันขาคอลเลคเตอร์ของ Q604 ต่ าลงย่อมท าให้กระแสไฟไหลจากอิมิตเตอร์ออกขาเบสของ Q603 ส่งผ่าน D603 และ R649 ไปครบวงจรกับ โหลดชุด 9 V กรณีเช่นนี้ย่อมท าให้ Q603 มีไบอัสจ่ายกระแสออกขาคอลเล คเตอร์ผ่าน R625 ไปยังเบสของ Q608 และแน่นอน Q608 ไปดึงเอาแรงดันไฟรีเซ็ตของ IC1001 สั่งเพาเวอร์สแตนด์บาย 6.การค้างวงจรป้องกัน ปัญหาของวงจรโปรเท็คชั่นในแท่น 14B เมื่อวงจรเข้าสู่สภาวะโปรเท็คชั่น ค าสั่งเพาเวอร์สแตนด์บาย ที่ออกมาจากขา 10 ของ IC1001 สั่งตัดการท างานวงจรฮอริซอน ทอล เมื่อวงจรฮอริซอน ทอลไม่สามารถ ท างานได้แล้วแรงดันที่ส่งให้กับขาเบสของ Q608 จะไม่มีเกิดขึ้น Q608 จึงไม่ไปดึงเอาไฟรีเซ็ต ซึ่งจ่ายให้กับ ขา 27 ของ IC1001 จึงสั่งให้วงจรฮอริซอน ทอลท างานใหม่อีกครั้ง เกิดสัญญาณแสงที่ส่งมาขัดข้องชั่วขณะ หรือฮอริซอนทอลท างานแล้วหยุด หยุดแล้วท างานใหม่ได้อีกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหานี้เราจึงใส่ทรานซิสเตอร์ Q606 เข้ามา เพื่อให้การท างานของ Q606 และ Q608 เหมือนกับ SCR เมื่อ Q608 มีไบอัส จะดึงไบอัสของ Q606 ไปหากราวด์ ท าให้แรงดันไฟที่มาจากภาคจ่ายไฟชุด 15 V ส่งผ่าน R636 เข้าไปยังไบอัส Q606 ได้ทันที ท าให้ Q606 จ่ายกระแสออกทางด้านขาคอลเล คเตอร์ ไปไบอัสให้กับ Q608 เป็นการค้างวงจร
โปรเท็คชั่นไว้อย่างนั้น วงจรถ่วงเวลา ได้แก่ C621 ในหน่วยของ Q603 เมื่อ C621 ลดค่าย่อมท าให้ Q603 จ่ายกระแสได้ตั้งแต่ตอนเริ่มต้น และต่อมาได้แก่ C635 ถ้า C635 ลดค่าย่อมท าให้ Q606 ท างานเร็วเกินไป 1 9 8 7 3 4 10 T602 FBT EHT C510 R630 IC1001 IC1004 IC501 VER OUT 1 6 3 +9V HEATER +116V TP602 TP603 3 +5V POWER PRO +15V SUPPLY CONTRAST IC301 SOUND 2 7 Q608 10 27 C1017 C1016 R1026 D1016 R1081 D1017 R636 R637 C635 Q606 D622 (4.7V) D617 (4.7V) D616 C636 C627 R657 Q604 R643 R649 D663 D508 R525 R526 D507 R648 R629 C621 Q603 C734 R625 C622 D304 D606 R624 R318 R623 R319 D607 D608 D609 R635 C620 D619 R634 R619 R618 C617 R622 R62 L 1 732 R731 D733 C733 R521 D502 C511 รูปที่ 11.3 ระบบป้องกันในแท่น14 B
เทคนิคการตรวจซ่อมโปรเท็คชั่นในแท่น 14B 1. ตั้งมิเตอร์ AC วัดที่ขา 8 ของ T602 วัดรอก่อนเปิดเครื่อง เพื่อตรวจสอบว่าวงจรฮอริซอนทอลท างาน แล้วหรือไม่ ถ้าฮอริซอนทอลสามารถท างานได้แล้วมิเตอร์ต้องขึ้นและตก แต่ถ้ายังไม่มีแรงดันไฟนี้ให้ตรวจซ่อม วงจรฮอริซอนทอลก่อน 2. ตั้งมิเตอร์ DC วัดแรงดันที่ขา 6 ของ IC501 ว่ามีแรงดันไฟหรือไม่ ถ้าไม่มีแรงดันไฟให้ลอยขา 6 และ ขา 3 ของ IC501 ออกวัดดูว่ามีแรงดันไฟ 24 V จ่ายให้กับ IC501 แล้วหรือยัง ถ้าหากว่าวงจรเป็นปกติแต่เกิด เส้นเดียวกลางจอ นั่นหมายความว่า IC501 เสีย แต่ถ้าไม่มีแรงดันไฟออกมานั่นหมายความว่า R502 ขาด D502 ไม่น าความถี่สูง 3. ตั้งมิเตอร์ DC วัดแรงดันไฟที่ขาคอลเล็กเตอร์ของ Q604 โดยวัดรอไว้ก่อนที่จะเปิดเครื่องปกติ แรงดันไฟที่ขาคอลเล คเตอร์ของ Q604 จะมีค่าแรงดันไฟประมาณ 11.4 V หากแรงดันต่ ากว่านี้ถือว่าโหลด ชุด 9 V มีปัญหา 4. แรงดันไฟที่ขา K ของ D619 ปกติแรงดันไฟที่ชุดนี้จะอยู่ในระดับ 15–18 V แรงดันไฟสูงกว่า 22 V หมายความว่าฮอริซอน ทอลท างานเกินปกติ เช่น ทรานซิสเตอร์ฮอริซอน ทอลเอาต์พุตมีปัญหา ชุดแดมเปอร์ มีปัญหา T602 มีปัญหาตลอดจนการรั่วไหลของ D608 5. ลอยขา 2 ของ IC301 เปิดเครื่องทดสอบดูถ้าเครื่องท างานได้ปกตินั่นหมายความว่า IC301 เสีย 6. ตรวจสอบแรงดันไฟ ABL ที่จุด TP603 ปกติจะมีค่าใกล้เคียงศูนย์หรือเป็นบวกเล็กน้อยหรือถ้าเข็ม มิเตอร์ที่วัดนั้นแสดงออกมาว่าเป็นลบ นั่นหมายความว่าหลอดมีปัญหา 7.หากการตรวจสอบที่ผ่านมาไม่สามารถวิเคราะห์อาการเสียออกมาได้ นั่นหมายความว่า Q606 หรือ Q608 มีปัญหาเสียเองหรือไม่เช่นนั้น Q603 เกิดการรั่วไหลเสียเอง ให้วัดแรงดันไฟที่ขาคอลเล คเตอร์ของ Q603 ปกติจะมีแรงดันไฟเท่ากับศูนย์ ถ้ามีแรงดันเกิดขึ้นหมายความว่า Q603 เสีย หรือC621 ลดค่า