The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เครื่องรับโทรทัศน์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nara.sr2525, 2023-05-08 02:31:28

เครื่องรับโทรทัศน์

เครื่องรับโทรทัศน์

Keywords: เครื่องรับโทรทัศน์

กรรมวิธีด้านสัญญาณเสียง ในสํวนภาคสัญญาณเสียงจะไมํถูกดีเทคเตอร์ เพราะสัญญาณเสียงสํงสัญญาณแบบเอฟเอ็ม ( FM) แตํจะ เกิดการบีท (Beat) กันหรือหักล๎างความถี่ระหวํางความถี่ไอเอฟ ( IF) ของสัญญาณภาพและความถี่ไอเอฟ ( IF) ของสัญญาณเสียง จึงเกิดเป็นความถี่เสียงใหมํ คือ ความถี่ 5.5 MHz คือ VIF = 38.9 MHz SIF = 33.4 MHz SIF ใหมํ = 5.5 MHz + - - + 0 0 To Video Amplifier Composite Video Signal ( ) Positive Phase Detector ( ) Negative Phase Detector I-F Input I-F Input รูปที่ 6.30 แสดงการ Detector แบบเนกาทีฟ เฟส ดีเทคเตอร์และโพสิทีฟ เฟส ดีเทคเตอร์


หลักการแยกสัญญาณเสียงออกจากสัญญาณภาพ (Sound Take Off) ในการจะแยกสัญญาณเสียงออกจากสัญญาณภาพ จะด าเนินการหลังจากภาควิดีโอ ดีเทคเตอร์ แตํภายในไอซีหลังภาควิดีโอ ดีเทคเตอร์ ยังมีภาควิดีโอ แอมป์ เสียงกับภาพจึงจะแยกหลังภาควิดีโอ แอมป์ ดังนั้นสัญญาณหลังภาควิดีโอ แอมป์ จะมี 2 สัญญาณ คือ 1. สัญญาณด๎านภาพ 0 - 5 MHz 2. สัญญาณด๎านเสียง 5.5 MHz สัญญาณทั้ง 2 จะต๎องแยกออกจากกัน จุดที่เสียงแยกออกจากภาพ เรียกวํา Sound Take Off การจะ แยกสัญญาณออกจากกัน จะใช๎วงจรกรองเฉพาะความถี่ที่ต๎องการจะแยก รูปที่ 6.31 แสดงการแยกสัญญาณเสียงออกจากสัญญาณภาพ วิธีการแยกสัญญาณทั้งสองสัญญาณออกจากกัน - สัญญาณด๎านเสียง คือ SIF 5.5 MHz จะถูกกรองให๎ความถี่ 5.5 MHz ผํานด๎วยเซรามิก ฟิลเตอร์ (Ceramic Filter) 5.5 MHz จึงจะได๎เฉพาะสัญญาณด๎านเสียง คือ 5.5 MHz เทํานั้นที่ผํานได๎ และจะไป ด าเนินการด๎านสัญญาณเสียง - สัญญาณด๎านภาพ คือ คอมโพสิต วิดีโอ 0 -5 MHz จะผํานเข๎าสูํวงจร วิดีโอ เอาต์พุต โดยจะมีวงจร แทรป 5.5 MHz ดักสัญญาณ SIF 5.5 MHz หรือท าการบาย พาส ( By Pass) 5.5 MHz ลงกราวด์ สัญญาณที่ ผํานได๎จึงเหลือเฉพาะสัญญาณภาพ 0-5 MHz เทํานั้น จะต๎องน าสัญญาณภาพไปขยายยังภาควิดีโอ เอาต์พุต ภาควิดีโอ แอมปลิไฟเออร์ วงจรวิดีโอ แอมป์ เป็นวงจรขยายเฉพาะสัญญาณด๎านภาพ วงจรขยายด๎านสัญญาณภาพสํวนมากจะมี การขยาย 2 ภาพคือ 1. วิดีโอ แอมป์ (Video Amp) 2. วิดีโอ เอาต์พุต (Video Out-Put) ท าหน๎าที่ขยายสัญญาณ “คอมโพสิต วิดีโอ ซิกแนล” เนื่องจากทางด๎านสัญญาณภาพมีความกว๎าง 0-5 MHz ความกว๎าง (Band Width) ของสัญญาณภาพมี มากถึง 5 MHz โอกาสจะสูญเสียสัญญาณด๎านความถี่สูงและสัญญาณด๎านความถี่ต่ าเกิดได๎งํายในภาคขยาย สัญญาณด๎านภาพจึงต๎องมีวงจรชดเชยหรือการแก๎การสูญเสียความถี่ทั้งด๎านสูงและด๎านต่ า จึงจะท าให๎สัญญาณ ด๎านภาพมีคุณภาพสูงขึ้น วิดีโอ ด๎านสัญญาณเสียง วิดีโอ เอาต์พุต แทรปภาพทิ้งให๎เสียงผําน CF2301 CF451 แทรปภาพทิ้งให๎เสียงผําน


รูปที่ 6.32 วงจรภาคขยายสัญญาณด๎านภาพ สัญญาณคอมโพสิต วิดีโอซิกแนล ที่ได๎จากภาควิดีโอ ดีเทคเตอร์ จะต๎องมาด าเนินการดังนี้ 1. ขยายสัญญาณคอมโพสิต วิดีโอ ในภาคขยายที่ 1 เรียกวํา ภาควิดีโอ แอมป์ ภาคขยายที่ 1 สํวนมากจะอยูํภายในไอซี (IC) และสัญญาณ ซาวด์ ไอเอฟ 5.5MHz ก็จะออกจากวงจรวิดีโอแอมป์ 2. วงจรแทรป 5.5 MHz เนื่องจากวําวงจรวิดีโอ แอมป์มีการขยายสัญญาณซาวด์ไอเอฟ 5.5 MHz ด๎วยแล๎วจึงท าการแยกออกจากสัญญาณภาพ โอกาสที่สัญญาณซาวด์ ไอเอฟ 5.5 MHz จะรวมมากับสัญญาณ ภาพยํอมเกิดขึ้นได๎ จึงต๎องท าการดักสัญญาณซาวด์ ไอเอฟ 5.5 MHz นั้นก็คือเมื่อความถี่ซาวด์ ไอเอฟ 5.5 MHz ผํานเข๎าวงจรแทรป 5.5 MHz วงจรแทรปก็จะดึงสัญญาณซาวด์ ไอเอฟ 5.5 MHz ลงกราวด์ ดังนั้น จึงเหลือเฉพาะสัญญาณคอมโพสิต วิดีโอซิกแนล เพื่อน าสัญญาณนี้ไปขยายในภาควิดีโอ เอาต์พุตตํอไป ภาควิดีโอ เอาต์พุต วิดีโอ เอาต์พุต จะเป็นวงจรขยายสัญญาณด๎านภาพภาคสุดท๎ายโดยการรับเอาสัญญาณคอมโพสิต วิดีโอ ซิกแนล จากภาควิดีโอ แอมป์ มาท าการขยายแล๎วสํงให๎หลอดภาพตํอไป วงจรวิดีโอ เอาต์พุต จะต๎องค านึงถึง 3 ลักษณะ 1. วงจรปรับอัตราขยาย 2. วงจรชดเชยความถี่ต่ าและความถี่สูง 3. วงจรลบเส๎นฟลายแบ็ค 1. วงจรปรับอัตราการขยาย ในวงจรวิดีโอเอาต์พุตจะมีวงจรปรับความเข๎ม–จางของภาพคือ สํวนปรับ “คอนทราสต์” (Contrast) สั่งงานด๎วย IC MPU หรือ IC1001 ที่ขา 3 ท างานรํวมกับขา 25 ของ IC801 แรงไฟลดลงมาก (ต่ า) ใกล๎เคียง 0 V = ความเข๎มของภาพจะมากสุด แรงไฟเพิ่ม (สูง) ประมาณ 2-3 V = ความเข๎มของภาพจะลดลง 2. วงจรชดเชยความถี่สูงและความถี่ต่ า จะใช๎วงจร “จูน” โดยมีอุปกรณ์เรียกชื่อ เฉพาะวํา “พีคกิ้ง คอยล์” (Peaking Coil) วงจรนี้จะตํอไปยังแหลํงจํายไฟ +B (ประมาณ 100 VDC) วิดีโอ แอมป์ แทรป 5.5 MHz วิดีโอ เอาต์พุต Composite Video Signal Composite Video Signal SIF 5.5 MHz ซาวด์ ไอเอฟ 5.5 MHz CRT


3. วงจรลบเส้นฟลายแบ็ค ( Fly Back) เส๎นฟลายแบ็คคือเส๎นสะบัดกลับ โดยปกติเส๎นนี้จะมองไมํเห็น แตํเมื่อการขยายผลการสูญเสียความถี่ต่ า ความถี่สูง จะท าให๎เกิดอาการเห็นเส๎นฟลายแบ็ค รูปที่ 6.33 ลักษณะของการเกิดเส๎นฟลายแบ็ค การอ่านทางเดินของสัญญาณภาพโทรทัศน์ขาวด า การอํานทางเดินของสัญญาณภาพจะเป็นการอํานตั้งแตํจูนเนอร์, วิดีโอ ไอเอฟ ปรีแอมป์, วิดีโอแอมป์, วิดีโอ ไอเอฟ, วิดีโอ เอาต์พุต, หลอดภาพ 1. จูนเนอร์สัญญาณภาพคือวิดีโอ ไอเอฟ 38.9 MHz และสัญญาณเสียงคือ ซาวด์ ไอเอฟ 33.4 MHz สัญญาณทั้งสองจะไปด๎วยกันกํอน โดยจะออกจากจูนเนอร์ผํานตัวเก็บประจุ เข๎าสูํภาควิดีโอ ไอเอฟ ปรีแอมป์ 2. วิดีโอ ไอเอฟ ปรีแอมป์ จะเป็นทรานซิสเตอร์ เมื่อวิดีโอ ไอเอฟ 38.9 MHz และซาวด์ ไอเอฟ 33.4 MHz เข๎ามาจะท าการขยายออกสูํ ซอร์ฟิลเตอร์ 3. ซอร์ ฟิลเตอร์ วิดีโอ ไอเอฟ 38.9 MHz และซาวด์ ไอเอฟ 33.4 MHz จะผํานตัวเก็บประจุเข๎าสูํ ซอร์ ฟิลเตอร์ จะมี 4 ขา ขาอินพุต 2 ขา และขาเอาต์พุต 2 ขา สัญญาณขาเอาต์พุต เข๎าขาไอซี วิดีโอไอเอฟ 4. วิดีโอ ไอเอฟ, วิดีโอ ดีเทคเตอร์, วิดีโอ แอมป์ ภายในไอซีประกอบด๎วยภาค วิดีโอ ไอเอฟ, วิดีโอ ดีเทคเตอร์, วิดีโอ แอมป์ สัญญาณภาพและสัญญาณเสียงจะเข๎าไอซีเมื่อด าเนินการตามขั้นตอนแตํละภาคแล๎ว สัญญาณจะออกซึ่งประกอบด๎วย สัญญาณด๎านภาพ คือ วิดีโอ ซิกแนล 0 – 5 MHz สัญญาณด๎านเสียง คือ ซาวด์ ไอเอฟ 5.5 MHz (สัญญาณภาพและเสียงแยกจากกัน ณ จุดนี้) 5. วิดีโอ เอาต์พุต สัญญาณด๎านภาพจากไอซี TDA8361 จะผําน ทรานซิสเตอร์ L451,CF451 และ วงจรแทรปซาวด์ไอเอฟ 5.5MHz จะขยายสัญญาณภาพออกที่ขาคอลเลคเตอร์ผํานไปยังหลอดภาพ 6. หลอดภาพหรือจอภาพ เป็นสํวนส าคัญ ท าหน๎าที่เปลี่ยนสัญญาณทางไฟฟ้าของภาพหรือวิดีโอ ซิก แนลให๎เป็นภาพสัญญาณด๎านภาพ คือ วิดีโอ ซิกแนล จากภาควิดีโอ เอาต์พุต จะมาเข๎าที่ แคโทด ของ หลอดภาพ


การอ่านทางเดินของสัญญาณด้านภาพโทรทัศน์สี Q101 R125 TUNER C101 +12V C111 R120 C112 R122 +12V R123 C113 R124 R121 L102 C114 L103 R126 C115 VIF IN 9 VIF IN 10 5 22 AUDIO OUT VIDEO OUT IF BM AFT BL AGC BH VT BU L101 1 2 3 4 SF10 1 IC101 LA7520N VIF IN รูปที่ 6.34 ตัวอยํางการอํานทางเดินของสัญญาณด๎านภาพโทรทัศน์สี ตัวอย่าง ทางเดินของสัญญาณด๎านภาพโทรทัศน์สี 1. จูนเนอร์ เป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์จูนเนอร์ สัญญาณเอาต์พุตจูนเนอร์ คือ ขั้ว IF ขั้ว IF จะมี สัญญาณภาพคือ วิดีโอ ไอเอฟ ( VIF) 38.9 MHz และสัญญาณเสียง คือ ซาวด์ ไอเอฟ ( SIF) 33.4 MHz สัญญาณทั้งสองจะมุํงเข๎าสูํวิดีโอ ไอเอฟ ปรีแอมป์ 2. วิดีโอ ไอเอฟ ปรีแอมป์เป็นวงจรขยายวงจรแรกโดยใช๎ทรานซิสเตอร์ (Q101) เมื่อสัญญาณออก จากจูนเนอร์จะผําน C112 เข๎าขาเบส ทรานซิสเตอร์ Q101 จะท าการขยายสัญญาณ วิดีโอ ไอเอฟ 38.9 MHz และซาวด์ ไอเอฟ 33.4 MHz สัญญาณที่ขยายแล๎วออกที่ขาคอลเลกเตอร์จะมุํงเข๎าสูํ ซอร์ฟิลเตอร์ 3. ซอร์ ฟิลเตอร์ คือ อุปกรณ์ที่จะกรองให๎เฉพาะความถี่ วิดีโอ ไอเอฟ 38.9 MHzและ ซาวด์ ไอเอฟ 33.4 MHz เทํานั้นที่ผํานได๎โดยซอร์ฟิลเตอร์ จะมี 4 ขา ขาอินพุต2 ขาและขาเอาต์พุต 2 ขา ขาเอาต์พุต จะตํอไปขา 9 และขา 10 ของไอซี วิดีโอ ไอเอฟ 4. วิดีโอ ไอเอฟ – วิดีโอ ดีเทคเตอร์– วิดีโอ แอมป์จะอยูํภายใน IC101 เบอร์ LA7520N เมื่อด าเนินการตามขั้นตอนของแตํละภาคแล๎ว สัญญาณหลังจากภาควิดีโอแอมป์ จะได๎แกํ 1. สัญญาณด๎านภาพ คือ วิดีโอ ซิกแนล จะออกที่ ขา 22 คือ ขา วิดีโอเอาต์พุต ( Video Out) จะไปยังภาคลูมิแนนซ์ และโครมิแนนซ์ 2. สัญญาณด๎านเสียง คือ ซาวด์ ซิกแนล (Sound Signal) จะไปภาคขยายเสียงตํอไป


ระบบไอเอฟของภาพ กํอนที่จะกลําวถึงระบบของสัญญาณเสียง เราอยําลืมวําสัญญาณภาพและสัญญาณเสียงสํงมาในเวลา พร๎อมกันและสํงเข๎าจูนเนอร์ตัวเดียวกัน วงจรจูนเนอร์จะท าหน๎าที่เลือกสถานีเพื่อการรับชมครั้งละ 1 สถานี แล๎วท าการแปลงแคร์เรียที่สํงมาจากเครื่องสํงให๎เป็นความถี่ไอเอฟ เรียกวํา วิดีโอไอเอฟ (VIF) ระบบการแปลง ความถี่นี้ใช๎หลักซุปเปอร์เฮตเทอโรดายน์ คือ มีวงจรออสซิลเลเตอร์ท าการผลิตความถี่ให๎สูงกวําความถี่ของ สัญญาณภาพที่รับเข๎ามาเทํากับ 38.9 MHz เข๎าไปท าการบีท (Beat) เข๎ากับความถี่ที่มาจากสถานีสํง ผลของ การบีทจะเกิดเป็นความถี่อินเตอร์มีเดียฟรีเควนซี ( Intermediate Frequcncies) ระบบไอเอฟท าให๎เกิด ความถี่ที่ส าคัญ 3 ความถี่ คือ 1. เกิดเป็นความถี่ไอเอฟของภาพ (Picture IF Frequency) มีความถี่เทํากับ 38.9 MHz 2. เกิดเป็นความถี่แคร์เรียของไอเอฟเสียง (Sound IF Carrier Frequency) มีความถี่ 33.4 MHz 3. เกิดเป็นความถี่ซับแคร์เรียของสัญญาณสี (Colour Sub – Carrier Frequency) มีความถี่ 34.47 MHz ซึ่งผลจากจูนเนอร์นี่เอง ท าให๎เกิดความถี่ที่มีสํวนแตกตํางระหวํางภาพเสียงอยูํ 5.5 MHz และหากมีการ ดีเทคเตอร์สัญญาณภาพออกมาได๎แล๎ว จะท าให๎เกิดซับแคร์เรียของสีเทํากับ 4.43 MHz ซึ่งเทํากับที่สํงมาจาก เครื่องสํงพอดี ความถี่ทั้งหมดที่กลําวมานี้ จะถูกสํงออกมาจากจูนเนอร์เพื่อเข๎าสูํวงจรขยายที่เป็นวงจรปรีแอมป์อาจจะ เห็นวําบางแทํนเครื่องจะไมํมีวงจรปรีแอมป์ บางแทํนเครื่องมีวงจรปรีแอมป์ ขึ้นอยูํกับเหตุผลทางด๎านความ แรงของสัญญาณ ซึ่งไอซีในภาควิดีโอไอเอฟเป็นตัวก าหนด ดังนั้นถ๎าจูนเนอร์มีความแรงของสัญญาณไมํ เพียงพอส าหรับภาควิดีโอไอเอฟแล๎ว วงจรปรีแอมป์จะต๎องเข๎ามามีบทบาทอยํางแนํนอน ดังที่เราเห็นปรากฏใน ทีวีชาร์ป สัญญาณจากจูนเนอร์จะสํงผําน C201 เข๎ามา Q201 ซึ่งท าหน๎าที่เป็นวงจรไอเอฟปรีแอมป์จะท าการ ขยายสัญญาณให๎มีความแรงขึ้น กํอนที่สํงความถี่ที่ขยายได๎นั้น ผําน C213 ไปยังซอร์ฟิลเตอร์ เพื่อบังคับ อัตราสํวนหรือควบคุมความแรงให๎อยูํในพิกัดตามรูปแบบของอินเตอร์แคร์เรียบี ท ซึ่งหลักของระบบอินเตอร์ แคร์เรียบีทจะต๎องให๎สัญญาณไอเอฟภาพท าหน๎าที่เป็นออสซิลเลเตอร์ของระบบเสียง เพื่อให๎ความถี่ภาพเข๎า มาบีทกับความถี่เสียงเพื่อให๎เกิดเป็นไอเอฟเสียงเทํากับ 5.5 MHz แตํมีปัญหาอยูํวําสัญญาณภาพเป็นสัญญาณ ในระบบ AM ไมํมีลักษณะทางแอม พลิจูดเหมือนออสซิลเลเตอร์ จึงจ าเป็นที่จะต๎องเอาความถี่ของสัญญาณ ภาพเข๎าสูํวิธีการลิมิตเตอร์ตามหลักของอินเตอร์แคร์เรีย การจะท าอยํางนี้ได๎จะต๎องควบคุมความแรงของ สัญญาณให๎เข๎าสูํระบบนี้กํอนเราเรียกวิธีการนี้วํา “วิธีการบล็อกเกน ” (Block Gain) โดยหลักของวงจรบล็อก เกนมีรายละเอียดอยํางยํอพอสรุปได๎ดังตํอไปนี้


R207 R206 R202 L203 C203 C213 Q201 R203 R204 R205 C202 C201 T203 R208 IC801 9 11 45 46 10 PIF-IN PIF-IN +8V SAW FILTER IF FROM TUNER +9V รูปที่ 6.35 แสดงให๎เห็นวงจรปรีแอมป์ 1.ให๎ความแรงของสัญญาณเสียงไมํเกิน 10 % ซึ่งตอนนี้สัญญาณเสียงที่มาจากจูนเนอร์ คือ ความถี่ 33.4 MHz ซึ่งเป็นซาวด์ไอเอฟแคร์เรีย 2.จะต๎องความคุมสัญญาณไอเอฟภาพ ซึ่งตอนนี้อยูํในยํานความถี่ 38.9 MHz ให๎มีความแรงอยูํที่ระดับ 50 – 60 % เพื่อให๎ความแรงสัญญาณภาพมีความแรงมากกวําสัญญาณเสียงไมํน๎อยกวํา 5 เทําตัว 3.ต๎องบังคับความถี่ที่เป็นความถี่ข๎างเคียงทางด๎านความถี่ต่ า ให๎สํงผํานมาได๎ตั้งแตํ 31.9 MHz ขึ้นไป 4.ต๎องบังคับความถี่ข๎างเคียงทางด๎านความถี่สูงให๎ตอบสนองได๎ไมํเกิน 40.4 MHz วงจรที่จะเข๎ามามีบทบาทในการนี้เรียกวํา ซอร์ฟิลเตอร์ (Saw Filter) เมื่อสัญญาณสํงผํานซอร์ฟิลเตอร์ แล๎ว จึงสํงไปให๎กับ IC801 เบอร์ TDA8361 ซึ่งปรากฏอยูํในแทํน H ของทีวีสีชาร์ปรุํนกู๏ดมอร์นิ่ง เข๎าทางขา 45 และขา 46 การที่วงจรไอเอฟภาพมีอินพุต 2 อินพุต เพื่อก าจัดสัญญาณรบกวนที่เรียกวํา “ริงกิ้ง” (Ringing)


45 46 47 48 6 50 9 11 14 4 7 2 3 10 IF IN1 IF IN2 GND +5V Vcc GND RF AGC IC801 (TDA8361)รูปที่ 6.36 วงจรภาคไอเอฟ ระบบดีมอดูเลเตอร์และเอเอฟซีรุ่นใหม่ ระบบดีมอดูเลเตอร์และเอเอฟซีรุํนใหมํปัญหาของระบบดีเทคเตอร์หรือดีมอดสัญญาณภาพ แตํเดิมเรา จะใช๎วิธีการ “ซิงโครไนซ์ดีเทคเตอร์ ” นั่นคือ จะใช๎วิธีการสํงไอเอฟภาพ 38.9 MHz เข๎าวงจรขยาย ลิมิตเตอร์ สร๎างแคร์เรียตัวใหมํขึ้นมาให๎กับวงจรดีเทคเตอร์แล๎วเอาแคร์เรียที่เกิดขึ้นเข๎าสูํวงจรดักความถี่ ซึ่ง ประกอบด๎วยขดลวดดีเทคเตอร์ บังคับความถี่ให๎ได๎ความถี่ที่ต๎องการแล๎วเอาสัญญาณดังกลําวไปเปรียบเทียบ กับสัญญาณไอเอฟของภาพที่มาจากสถานีสํงเปรียบเทียบออกมานั้นลักษณะซิงโครไนซ์ ผลของความแตกตําง ทางแอมพลิจูดจะออกมาเป็นรูปสัญญาณ กลายเป็นสัญญาณภาพเกิดขึ้น หลายสิบปีที่ผํานมา วงจรซิงโครไนซ์ดีเทคเตอร์ได๎รับความนิยมอยํางมาก เพราะวงจรดีเทคเตอร์ใน ระบบเอเอ็มโดยทั่วไปแล๎ว ให๎รายละเอียดของสัญญาณภาพแบบเดียวกับการเร็กติฟายแบบครึ่งคลื่น เมื่อวงจร ดีเทคเตอร์ในระบบดีเทคเตอร์หันมาใช๎ระบบซิงไครไนซ์ดีเทคเตอร์ จะให๎สัญญาณดีเทคเตอร์ได๎ทั้งสองเฟส รายละเอียดของภาพจึงเพิ่มขึ้นเป็นสองเทํา นั่นหมายความวํา ระบบซิงโครไนซ์ให๎ภาพมีน้ ามีนวลมากขึ้น มากกวําระบบเกําเป็นสองเทํานั่นเองแตํนักบริการเครื่องบอกวํา ระบบนี้สร๎างความยุํงยากให๎กับเราเป็นอันมาก เพราะความถี่ของระบบดีเทคเตอร์ที่เป็นความถี่ 38.9 MHz นั้น ถูกเลื่อนเฟสออกไป 90 องศา เพื่อเอาไปใช๎ใน ระบบเฟสล็อกลูพดีเทคเตอร์ในวงจรเอเอฟซีหากวงจรจูนของวิดีโอดี เทคเตอร์มีปัญหา ยํอมจะท าให๎ความถี่ ของเอเอฟซีมีปัญหาตามไปด๎วย อาการที่เกิดขึ้นอาจเกิดขึ้นกับภาพดังตํอไปนี้


1. เกิดอาการสีเลอะ สีหยาบ ในกรณีที่ความถี่ของวงจรดีเทคเตอร์ผิดไปและท าให๎ระบบเอเอฟซีท างาน ผิดไปด๎วย แรงดันไฟเอเอฟซีที่สํงไปให๎กับจูนเนอร์บีตความถี่ต่ ากวําปกติ อาการนี้จะเหมือนกับอาการเสีย ของภาคสีความแตกตํางของระบบนี้อยูํที่วํา ถ๎าสีเลอะเนื่องจากระบบของภาคสี ไมํวําจะเรํงหรือลดสีอยํางไร ก็ตาม ถ๎าเป็นระบบของสีเสียเองสียังคงจะเลอะหรือสียังคงหยาบตํอไป แตํถ๎าเนื่องจากระบบดีเทคเตอร์หรือ ระบบเอเอฟซี หากมีการลดสัญญาณสีให๎อํอนลง อาการสีเลอะหรือสีหยาบจะหายไป 2. เกิดอาการไม่มีสี ในกรณีที่วงจรดีเทคเตอร์ความถี่ผิด ยํอมสํงผลให๎ความถี่ของเอเอฟซีผิดไปด๎วย หรือในกรณีที่เอเอฟซีมีปัญหา และสํงแรงดันไฟไปให๎กับจูนเนอร์บีตความถี่ได๎สูงกวําปกติ ในกรณีนี้ความถี่ที่ เกิดขึ้นสูงกวําปกติ วงจรซอร์ฟิลเตอร์จะไมํยอมให๎ความถี่สูงผํานไปโดยสะดวก จะลดความแรงของสัญญาณสี หรือความถี่ 34.47 MHz ให๎มีความแรงน๎อยกวํา 70 % หากความแรงของสีน๎อยกวํา 70 % ไมํเพียงพอที่จะให๎ ระบบสีท างานได๎ วงจรก าจัดสีจึงท าการตัดสีทิ้ง ภาพจึงเป็นสัญญาณขาวด า แทํนเครื่องยุคใหมํ ๆ ด๎วยปัญหาที่เกิดขึ้นจึงลดขั้นตอนด๎วยการมีกระป๋องจูนเพียงแคํ 1 กระป๋อง แตํเดิม มี 2 กระป๋อง คือ กระป๋องจูนความถี่ 38.9 MHz ของดีเทคเตอร์กับกระป๋องจูน เฟส 90 องศา ของเอเอฟซี อีก 1 กระป๋อง วงจรดีมอดูเลเตอร์เพียงวงจรเดียวที่มีกระป๋องจูน ในขณะวงจรเอเอฟซี หันไปใช๎วงจรแซมเปิ้ล และโฮลด์เป็นที่เรียบร๎อยแล๎ว เพื่อแก๎ปัญหาความยุํงยาก ชํางโดยทั่วไปไมํทราบหลักการวํา ความถี่ของทั้งสองระบบนี้มีหลักการหรือมีที่มาอยํางไร ดังนั้นถ๎า กระป๋องจูนของดีเทคเตอร์เกิดการจูนความถี่ผิด ยํอมจะท าให๎เอเอฟซีผิดไปด๎วย การจูนกระป๋องเอเอฟซีจึง เป็นไปด๎วยความยุํงยาก เพื่อต๎องตัดความยุํงยาก การจูนจึงเหลือเพียงกระป๋องเดียว ถ๎าจูนกระป๋องของดีเทค เตอร์ได๎ถูกต๎องจะท าให๎ภาพดี สีสวย เสียงใสขึ้นมาทันที เมื่อวงจรดีเทคเตอร์สามารถท างานได๎แล๎ว ตอนนี้ก็จะเกิดเป็นสัญญาณภาพรวมสํงเข๎าสูํวงจรขยาย สัญญาณภาพสํงออกขา 7 พร๎อมกันนั้นจากหลักการของระบบอินเตอร์ แคร์เรีย จึงท าให๎ความถี่ 38.9 MHz ของไอเอฟภาพซึ่งถูกลิมิตตเตอร์แล๎ว มีลักษณะเป็นออสซิลเลเตอร์ที่มีแอมพลิจูดคงที่ และความถี่ถูกล็อกไว๎ให๎ คงที่ที่ 38.9 MHz มาบีทเข๎าไอเอฟ แคร์เรีย ของเสียงเกิดเป็นความถี่ผลตํางเทํากับ 5.5 MHz ส าหรับเสียง โมโนธรรมดา และเกิดเป็นไอเอฟ 5.74 MHz ส าหรับ “ระบบเสียงของสองภาษา” สํงความถี่เสียงที่เป็นไอเอฟ เข๎าสูํวงจรขยายของวิดีโอ แล๎วสํงออกขา 7 ของ IC801 เชํนเดียวกับสัญญาณภาพ ระบบไอเดนต์ภาพ เอเอฟซีเป็นวงจรเพื่อแก๎ปัญหาส าหรับการไฟน์จูน ให๎การจูนสามารถจูนได๎ตรงสถานีที่สุด ดังนั้นการ ควบคุมจูนเนอร์จะต๎องมีแรงดันไฟเอเอฟซี ไปบังคับจูนเนอร์ แรงดันไฟของเอเอฟซี อาจจะมีชื่อเรียกได๎ 2 แบบคือ AFC หรือ AFT ก็ได๎ แตํเดิมนั้นแรงดันไฟเอเอฟซีจะสํงเข๎าไปยังวงจรจูนเนอร์เพียงอยํางเดียว เป็นการบังคับหนํวยออสซิลเลเตอร์เชํนเดียวกับวิทยุ FM ในรุํนแรก ๆ แตํการศึกษาวงจรในระยะตํอมาพบวํา การสํงแรงดันไฟไปบังคับหนํวยออสซิลเลเตอร์ภายในจูนเนอร์อยํางเดียว จะท าให๎การท างานของวงจรผิดพลาด มีปัญหากับระบบไอเอฟเป็นอันมาก จึงได๎มีการเปลี่ยนแปลงน าเอาแรงดันไฟเอเอฟซี เข๎าสูํไอซี ไมโครโปรเซสเซอร์ เพื่อให๎ไอซี ไมโครโปรเซสเซอร์ท าการเปลี่ยนแปลงแรงดันไฟจูนนิ่ง เราเรียกระบบนี้วํา “ระบบออโตแมติก ไฟน์จูน” (Automatic Fine Tune) หรือ AFT


วงจรจูนในยุคแรก ๆ ที่ใช๎ไมโครโปรเซสเซอร์ยังไมํมีระบบค๎นหาภาพด๎วยตัวเอง จึงไมํจ าเป็นต๎องมี สัญญาณไอเดนต์ (IDENT) แตํเมื่อมีการจูนอัตโนมัติหรือที่เรียกวํา เสิร์ช (Search) ไอซีไมโครโปรเซสเซอร์หรือ ไมโครคอมพิวเตอร์จะรู๎ได๎อยํางไรวําตอนนี้จูนเจอสถานีแล๎ว สัญญาณภาพจากวงจรดีมอดูเลเตอร์จะถูกสํงเข๎าสูํ วงจรไอเดนต์ดีเทคเตอร์ เป็นข๎อมูลที่บอกวําหากมีสัญญาณภาพก็จะมีสัญญาณซิงค์ ยุคแรกเราใช๎สัญญาณซิงค์ โดยตรงไปบังคับการท างานให๎กับไอซีไมโครคอมพิวเตอร์ มีสัญญาณไอเดนต์ออกไปทางขา 4 ของ IC801 เพื่อให๎ไอซีไมโครคอมพิวเตอร์รู๎วําตอนนี้มีสัญญาณภาพแล๎วหรือบอกไอซีไมโครคอมพิวเตอร์วําจูนเจอสถานี


ใบความรู้หน่วยที่7 ชื่อรายวิชา เครื่องรับโทรทัศน์ สอนครั้งที่ 13 หน่วยที่ 7 ระบบเสียง จ านวน 6 ชั่วโมง แนวคิด วงจรทางด้านเสียงของเครื่องรับโทรทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องรับโทรทัศน์ขาวด าหรือโทรทัศน์สี จัดวงจรไม่สลับซับซ้อน ระบบของการผสมความถี่เสียงผสมมาแบบเอฟเอ็ม วงจรทางด้านเสียงมีลักษณะ พิเศษออกมา คือ ความถี่ที่ออกมาเป็นความถี่ไอเอฟของเสียงเท่ากับ 4.5 MHz หรือ 5.5 MHz เป็นความถี่ ปานกลางที่ได้มาจากระบบอินเตอร์แคร์เรียบีทตามระบบเครื่องรับที่ใช้ในปัจจุบัน สาระการเรียนรู้ ด้านสัญญาณเสียง การส่งโทรทัศน์จะเป็นระบบเอฟเอ็ม(FM) สัญญาณเสียงกับภาพจะส่งมาพร้อมกัน เมื่อมาถึงเครื่องรับภาคจูนเนอร์ด าเนินการเปลี่ยนสัญญาณภาพและเสียงเป็นความถี่ไอเอฟ VIF = 38.9 MHz และ SIF = 33.4 MHz เมื่อผ่านวงจรวีดีโอ ไอเอฟ วีดีโอ ดีเทคเตอร์ ณ จุดนี้ ความถี่ไอเอฟ ด้านเสียง จะเปลี่ยนเป็น 5.5 MHz ความถี่ซาวด์ ไอเอฟ 5.5 MHz นี้จะไปด าเนินในภาคต่าง ๆ ด้านเสียงต่อไป จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อนักเรียน เรียนจบแล้วสามารถ 1. อธิบายการท างานภาคต่าง ๆ ของสัญญาณเสียงได้ถูกต้อง 2. อธิบายการท างานระบบเสียงสองภาษาได้ถูกต้อง 3. อธิบายการท างานระบบเสียงสปาเชี่ยลไลซ์ได้ถูกต้อง 4. อธิบายการท างานวงจรขยายแบบบริดจ์ก าลัง 3 วัตต์ได้ถูกต้อง 5. บอกขั้นตอนการวิเคราะห์ตรวจซ่อมวงจรขยาย BTL ได้ถูกต้อง 6. มีการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้ ในด้านความมีมนุษยสัมพันธ์ ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความเชื่อมั่นในตนเอง ความสนใจใฝ่รู้ ความรักสามัคคี ความกตัญญูกตเวที


ภาคต่างๆ ของสัญญาณเสียง ซาวด์ ไอเอฟ5.5 MHz ซาวด์ไอเอฟ 5.5 MHz มาจากการท างานของภาควีดีโอ ดีเทคเตอร์ วงจรปัจจุบันเครื่องรับโทรทัศน์ ใช้ไอซี ซึ่งต่อจากภาควิดีโอ ดีเทคเตอร์ เป็นภาควิดีโอ แอมป์ สัญญาณซาวด์ ไอเอฟ 5.5 MHz จะแยกหลัง วงจรวีดีโอ แอมป์ รูปที่ 7.1 บล็อกไดอะแกรมการแยกสัญญาณด้านภาพและสัญญาณด้านเสียง การแยกซาวด์ ไอเอฟ 5.5 MHz ออกจากคอมโพสิต วิดีโอ ซิกแนล แยกซาวด์ไอเอฟ 5.5 MHz ออกจากคอมโพสิต วิดีโอ ซิกแนล 0–5 MHz ด้วยวงจรจูน 5.5 MHz ให้ผ่านได้ ซาวด์ไอเอฟ 5.5 MHz แยกเอาเฉพาะความถี่ซาวด์ ไอเอฟ ออกไปด้านเสียงโดยตรง C302 1 2 3 5 4 SIF 5.5 MHz L105 IC101 รูปที่ 7.2 วงจรแยก SIF 5.5 MHz ออกจากสัญญาณวิดีโอ ซิกแนล วีดีโอ ไอ-เอฟ วีดีโอ ดีเทคเตอร์ วีดีโอ แอมป์ ซาวด์ ไอ-เอฟ ซาวด์ ดีเทค เตอร์ ซาวด์ แอมป์ วิดีโอ เอาต์พุต ด้านสัญญาณเสียง ด้านสัญญาณภาพ ล าโพง หลอดภาพ


จากรูป 7.2 สัญญาณคอมโพสิต วิดีโอ ซิกแนล ( 0–5 MHz) กับสัญญาณซาวด์ ไอเอฟ (5.5 MHz) จะออกจากภาควิดีโอ แอมป์ จะออกจากจุดเดียวกันคือ ขา 3 ปัจจุบันอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มีการพัฒนาน าเอาอุปกรณ์ใหม่มาแทนของเดิม คือ เซรามิกฟิลเตอร์ มีขนาดเล็กลงมากและมีประสิทธิภาพยอมให้ความถี่เฉพาะ 5.5 MHz เท่านั้นที่ผ่านได้ เซรามิกฟิลเตอร์ จึงน ามาใช้แทนซาวด์ ไอเอฟ 5.5 MHz เอฟเอ็ม ดีเทคเตอร์ การดีเทคเตอร์ หมายถึง การน าเอาแคร์เรียหรือน าเอาอาร์เอฟ (RF) บายพาส (By Pass) ลงกราวด์ ดังนั้นสัญญาณด้านเสียงจึงเหลือเฉพาะสัญญาณทางไฟฟ้าของเสียง (Sound Signal) จากนั้นน าสัญญาณ ทางไฟฟ้าของเสียงไปด าเนินการขยายในภาคขยายเสียง (Amplifier) MUTE FM DET. MUTE 1 30 7 29 LIMITER 28 27 26 25 2 3 4 5 22 AFT AF AMP SIF. DETECTOR VIDEO AMP CERAMIC FILTER SIF IN DC ATT VR SIF DET. OUT FM DISCRIMINATOR IF AGC FILTER FM DET OUT DC ATT IN AF AMP AF AMP OUT VIEDO OUTรูปที่ 7.3 ด้านสัญญาณเสียงภายในไอซี LA7520 จากรูป 7.3 ภายในไอซี LA 7520 ให้เริ่มต้นสังเกตบล็อก Video Amp ด้านสัญญาณภาพ คือ Composite Video Signal จะออกที่ขา 22 ด้านสัญญาณเสียง คือ SIF 5.5 MHz จะออกที่ขา 25 ด้านสัญญาณ SIF จะผ่านหน่วยกรองเซรามิกฟิลเตอร์ 5.5 MHz (Ceramic Filter) จะเข้าขา 27 เข้าหน่วยลิมิตเตอร์(Limiter) และเข้าสู่หน่วย เอฟเอ็ม ดีเทคเตอร์(FM Detector) การดีเทคเตอร์ จะใช้แบบควอดเดรเจอร์ดีเทคเตอร์ ( Quadrature Detector) สัญญาณที่เหลือคือ สัญญาณทางไฟฟ้าของเสียงเรียกว่า ซาวด์ ซิกแนล สัญญาณจะเข้าสู่ ATT


หน่วย ATT ควบคุมความรุนแรงของซาวด์ซิกแนล (เร่ง-ลด ความดังของเสียง) โดยการน าแรงดันไฟ 0-5 VDC มาต่อเข้าขา ( DC ATT IN) ในการปรับเร่ง -ลดเสียง ถ้าแรงดันไฟดีซีมากก็เป็นการเร่งเสียงดังมาก แต่ถ้าปรับแรงดันไฟดีซีต่ าก็เป็นการลดเสียงลง จากนั้นจะส่งเข้าหน่วย AF Amp หน่วย AF Amp จะท าหน้าที่ขยายครั้งแรกหรือเรียกว่า Pre-Amp เมื่อด าเนินการขยายแล้วจะส่ง สัญญาณที่ถูกขยายแล้วออกไปที่ขา 5 เพื่อส่งไปขยายเสียงต่อไป ออดิโอ แอมปลิฟายเออร์ ออดิโอ แอมปลิฟายเออร์ จะน าเอาสัญญาณทางไฟฟ้าของเสียง เรียกว่า ซาวด์ ซิกแนล มาท าการ ขยายให้มีก าลังมากขึ้นแล้วส่งสัญญาณทางไฟฟ้าของเสียงให้กับล าโพง ล าโพงก็จะท าหน้าที่เปลี่ยนจาก สัญญาณทางไฟฟ้าของเสียงให้เป็นเสียง ภาคออดิโอแอมปลิฟายเออร์ ในปัจจุบันมักจะนิยมใช้ไอซี(IC) เพียงตัวเดียวก็สมบูรณ์แล้ว ตัวอย่าง วงจรภาคขยายเสียง หรือ ออดิโอ แอมป์(Audio Amp) ใช้ไอซี เบอร์ AN5265 1 2 3 4 5 6 7 8 9 R659 C658A R658 R656 C652 C651 R652 C653 R654 C654 R655 C655 C656 R653 C658 R651 R651A 5 5 R909 IC901 MM152811DTB +25V IC651 AN5265 HOR SYNC DETECTOR CIRCUIT SD +12V Q651 2SA1015Y +16V MUTE IC101 LA7520N SPEAKER 8 OHM 5W AF OUT D901 D659 D658 รูปที่ 7.4 แสดงภาคขยายเสียงใช้ไอซี เบอร์ AN 5265


จากรูป 7.4 สัญญาณจาก IC101 เบอร์ LA7520N ขา 5 (AFOUT) จะเป็นทางออกของสัญญาณเสียง เข้าขา 2 ของ IC651 เบอร์ AN5265 จะเป็นไอซีออดิโอแอมปลิฟายเออร์ เมื่อท าการขยายแล้วจะออกที่ขา 8 ผ่าน C658 ต่อไปยังล าโพง ระบบเสียงสองภาษา ระบบโทรทัศน์เสียง 2 ภาษา เนื่องจากการส่งโทรทัศน์ผ่าน VHF ส่งระบบ PAL–B สถานีส่งหลัก ในกรุงเทพฯ คือ ช่อง 5, 7, 9, 11 จะพบว่าระบบ VHF ไม่สามารถเปิดสถานีเพิ่มได้อีกแล้ว จึงจ าเป็นต้องส่ง ระบบใหม่ คือ UHF ระบบ UHF ประเทศไทยก าหนดให้ส่งระบบ PAL–G ในระบบนี้จะมีเสียง 2 ภาษา สถานีส่งสถานีแรก คือ ไอทีวี (ITV) หรือ ปัจจุบันคือ TPBS และสถานีช่อง 3 ระบบเสียง 2 ภาษา - ภาษาที่ 1 ความถี่ 5.5 MHz - ภาษาที่ 2 ความถี่ 5.74 MHz ภาษาที่ 1 และภาษาที่ 2 อาจก าหนด ดังนี้ ภาษาที่ 1 หมายถึง ภาษาจากการพากษ์ไทย ภาษาที่ 2 หมายถึง ภาษามาจากซาวด์แทร็ก หรือ เสียงในฟิล์ม จะพบว่าภาษาที่ 1 กับภาษาที่ 2 มีความถี่ที่แตกต่างกัน ดังนั้นวิธีการจะเลือกภาษาใดภาษาหนึ่ง กระท าได้โดยใช้วงจรกรองความถี่ เฉพาะความถี่ใดความถี่หนึ่งให้ผ่านได้ ดังนั้นผู้ชมโทรทัศน์จึงสามารถจะ เลือกว่าต้องการภาษาที่1 หรือภาษาที่ 2 ได้ตามต้องการอินพุต ซาวด์ ไอเอฟ จากการแยกออกจากสัญญาณ ภาพประกอบด้วย SIF 5.5 MHz และ SIF 5.74 MHz สัญญาณ SIF 5.5 MHz และ 5.74 MHz จะเดินทางมาพร้อมกัน จากนั้น SIF 5.5 MHz จะผ่านทางด้วย Ceramic 5.5 MHz และ SIF 5.74 MHz ก็จะผ่านทางด้วย Ceramic 5.74 MHz ในการส่งสัญญาณเสียงสเตอริโอของเครื่องรับโทรทัศน์ จะส่งสัญญาณแรกเป็นสัญญาณหลัก เรียกว่า สัญญาณโมโน หรือ สัญญาณ L+R และส่งสัญญาณตัวที่ 2 เป็นสัญญาณ 2R ให้เครื่องรับ สัญญาณออกมามี ความถี่ของเสียง 2 ความถี่ คือสัญญาณเสียง L+R กับสัญญาณเสียง 2R เอาสัญญาณเสียง 2R มากลับเฟสสัญญาณจะได้เป็นสัญญาณ -2R กรณีที่ 1 เอาสัญญาณ L+R มาผสมกับ -2R จะได้เป็นสัญญาณ L-R กรณีที่ 2 เอาสัญญาณโมโน คือ L+R มาผสมกับสัญญาณ L-R ที่ไม่กลับเฟส จะได้เท่ากับ (L+R) + (L-R) =2L หรือเป็นได้สัญญาณเสียงแชนแนลซ้าย กรณีที่ 3 เอาสัญญาณโมโนคือ L+R มาผสมกับสัญญาณ L-R ที่กลับเฟส จะเท่ากับ (L+R) - (L-R) = 2R หรือได้สัญญาณเสียงทางแชนแนลขวา


FM 5.5 MHz FM 5.74 MHz X2 ST MONO DUAL L R 2 54.687 KHz (AM) 117.5 Hz 274.1 Hz 2 + รูปที่ 7.5 หลักการส่งเสียงสเตอริโอและเสียง 2 ภาษา ดังนั้นหลักของการส่งสัญญาณสเตอริโอและการส่งสัญญาณในระบบสองภาษาจึงเป็นไปตามรูป ซึ่งอธิบายบล็อกไดอะแกรม เป็นขั้นตอนดังนี้ 1. มีการน าเอาสัญญาณในระบบสเตอริโอสัญญาณทางด้านแช นแนลซ้ายและแช นแนลขวา เข้าสู่ วงจรขยายแชลแนลซ้ายและแช นแนลขวา ก่อน น าสัญญาณดังกล่าวผสมกันเป็นสัญญาณเสียงในระบบโมโน ส่งสัญญาณเสียงในระบบโมโน ซึ่งเราถือว่าเป็นสัญญาณ L+R ไปยังวงจรผสมสัญญาณระบบ FM ใช้แคร์เรีย หลักความถี่ 5.5 MHz เป็นสัญญาณตัวแรก 2. หากมีการส่งสัญญาณเสียงเป็นระบบสเตอริโอ เราจะน าเอาสัญญาณแชลแนลขวา ที่ท าการขยาย สัญญาณมาแล้วเข้าสู่วงจรขยายเป็นสองเท่า สัญญาณเหล่านี้เราจะเรียกว่า 2R หากมีการเลือกเป็นระบบ สเตอริโอ น าสัญญาณระบบสเตอริโอนั้นผสมกับสัญญาณชี้น าในระบบผสมสัญญาณก่อนที่จะมอดกับแคร์เรีย ความถี่ 5.74 MHz ในระบบ FM ส่งไปผสมกับวงจร ซึ่งผสมมากับแคร์เรียหลักในหน่วยดูเพล็กเซอร์ต่อไป 3. หากจะมีการส่งสัญญาณภาษาที่ 2 หรือเสียงในฟิล์ม เราจะเอาสัญญาณเสียงในฟิล์มซึ่งเป็นระบบ โมโนนั้นเข้าสู่ระบบวงจรขยายสัญญาณเสียง แล้วน าเอาสัญญาณเสียงที่เป็นภาษาที่ 2 นั้น ผสมกับสัญญาณ ชี้น าแทนสัญญาณเสียงสเตอริโอ เมื่อได้สัญญาณเรียบร้อยแล้วจะน าเอาสัญญาณเสียงที่เป็นระบบ 2 ภาษา


เข้าไปผสมคลื่นกับความถี่ 5.74 MHz ส่งเข้าสู่ระบบดูเพล็กเซอร์ เพื่อผสมกับสัญญาณเสียงที่มาแคร์เรียหลัก คือ 5.5 MHz ส่งออกไปยังเครื่องส่งต่อไป 4. หากเครื่องรับโทรทัศน์เป็นระบบเสียงสเตอริโอมีระบบอัตโนมัติ เครื่องรับสามารถเลือกได้ว่าเป็น การส่งในระบบสเตอริโอหรือระบบ 2 ภาษา โดยบล็อกไดอะแกรมในส่วนล่างเป็นตัวบังคับเครื่องรับให้สามารถ ท างานได้โดยอัตโนมัติ ถ้าเป็นการส่งในระบบสเตอริโอสัญญาณส่งจะใช้ความถี่ 117.5 Hz ถ้าเป็นการส่ง ในระบบ 2 ภาษา จะใช้ 274.1 Hz ความถี่สเตอริโอ หรือ ระบบ 2 ภาษาถูกส่งเข้าสู่วงจรผสมคลื่นแบบ AM ผสมเข้ากับแคร์เรียความถี่ 54.687 KHz ซึ่งเราถือว่าสัญญาณส่วนนี้เป็นสัญญาณชี้น า ก่อนจะผสมคลื่นระบบ FM กับซับแคร์เรีย 5.74 MHz นั่นหมายความว่าในเครื่องรับที่ไม่มีวงจรอัตโนมัติ บล็อกไดอะแกรมที่เป็นระบบอัตโนมัติไม่จ าเป็น จะต้องมาเกี่ยวข้องแต่อย่างใดทั้งสิ้น ถ้าเครื่องรับที่มีระบบการท างานแบบอัตโนมัติแล้วความถี่ชี้น า 117.5 Hz และความถี่ 274.1 Hz จะเป็นตัวบอกว่าจะให้ท างานในระบบสเตอริโอหรือ 2 ภาษา เพราะถ้า เครื่องส่งมาในระบบ 2 ภาษา เครื่องรับที่รับในระบบสเตอริโอจะมีเสียงดังอยู่เพียงล าโพงด้านเดียว เพราะฉะนั้นถ้าจะให้มีเสียงออกทั้งสองด้านจะต้องรับเป็นเสียงโมโนจะเป็นเสียงโมโนเสียงภาษาที่ 1 หรือ เสียงภาษาที่ 2 เท่านั้น ในกรณีที่เครื่องรับไม่ใช่ระบบสเตอริโอ แต่เป็นเครื่องรับที่เลือกภาษาได้ เจ้าของเครื่องจะท าหน้าที่ เป็นผู้เลือกภาษาด้วยตนเอง หากไม่มีการส่งสัญญาณในระบบภาษาและเครื่องส่งโทรทัศน์ส าหรับแช นแนลนั้น ไม่ได้ส่งในระบบสเตอริโอ เมื่อเลือกภาษาที่ 2 จะได้ส่งเสียงซ่าออกมา แต่ถ้าเมื่อส่งโทรทัศน์เครื่องนั้นส่งมาใน ระบบสเตอริโอด้วยจะได้เสียงโมโนอีกแชนแนลหนึ่งออกมา ระบบเสียงสปาเชี่ยลไลซ์ ทีวีสีชาร์ป ที่อยู่ในแท่น H เป็นระบบเสียงแบบโมโน ถ้าต้องการฟังเสียง ภาษาที่ 2 ท าได้โดยการบังคับรีโมท เพื่อเลือกภาษาที่ 2 ออกมา หมายความว่า ถึงแม้ว่าเครื่องรับ โทรทัศน์ ของเราไม่ใช่ระบบสเตอริโอ แต่เราสามารถเลือกระบบ 2 ภาษาได้ คือ การเลือกดักความถี่ว่าจะดักความถี่ 5.5 MHz ซึ่งเป็นภาษาที่ 1 หรือจะเลือกดักความถี่ 5.74 MHz ซึ่งเป็นภาษาที่ 2 อันเป็นความถี่ไอเอฟ ของเสียงหลังจากผ่านวงจรดีเทคเตอร์


5.5 MHz TRAP IC801 7 5 6 50 16 R467 R223 R2329 C2301 R463 C2317 R2328 C2316 CF2302 CF2301 C2321 Q202 8 V +Vcc L451 CF451 13 IC801 IC1001 AV TV/AVรูปที่ 7.6 วงจรดีเทคเตอร์เสียง SPATIALIZE ระบบเสียงสปาเชี่ยลไลซ์ จากระบบสัญญาณในรูปที่ 7 .6 พบว่า เมื่อวงจรดีเท คเตอร์หรือมอดูเลเตอร์ ท าการแยกความถี่ สัญญาณภาพออกจากสัญญาณภาพรวมได้แล้ว ท าการส่งสัญญาณภาพรวมเข้าสู่วงจรวิดีโอ แอมพลิฟายเออร์ ก่อนจะส่งออกขา 7 ของ IC801 ต่อเนื่องในวงจรตามรูปที่ 7.7 อธิบายถึงไอซีตัวเดิม แต่อธิบายถึงระบบเสียง สัญญาณที่ออกจากขา 7 ของ IC801 มีทั้งสัญญาณภาพรวมและไอเอฟของเสียง เราจะเอาสัญญาณดังกล่าว ส่งผ่านทรานซิสเตอร์บัฟเฟอร์ แยกสัญญาณออกไปใช้ 3 ส่วนด้วยกัน ส่วนที่หนึ่งเป็นเรื่องของสัญญาณ ภาพรวม จะส่งไปยังหน่วยลูมิแนนซ์–โครมิแนนซ์ ของ IC801 โดยส่งเข้าที่ขา 13 ของ IC801 ก่อนที่จะส่ง เข้าไปใช้งานนั้นต้องมีการดักความถี่เสียง ซึ่งมีความถี่ขณะนี้เท่ากับ 5.5 MHz มีแบนด์วิดธ์ 1 MHz เพื่อจะดัก ไม่ให้เสียงไปกวนภาพ L2307 S-IN SIF P-DEC-OUT


ในส่วนของเสียงจะถูกแยกออกเป็น 2 ทาง คือ เสียงความถี่ 5.5 MHz คือเสียงภาษาที่ 1 และ 5.74 MHz ซึ่งเป็นเสียงภาษาที่ 2 อยู่ที่ความต้องการของเราว่าจะเอาเสียงภาษาที่ 1 หรือเสียงภาษาที่ 2 การเลือกไอเอฟก็จะเป็นตัวเลือกว่าจะเอาสัญญาณเข้าขา 5 ของ IC801 จะเอาสัญญาณตัวใดรับค าสั่งมาจาก ไอซีไมโครคอมพิวเตอร์หรือ IC1001 หลังจากนั้นจะส่งไอเอฟเข้าสู่ขา 5 ของ IC801 เข้าวงจรลิมิตเตอร์ เข้าสู่วงจรเอฟเอ็มดีเทคเตอร์ ซึ่งเป็นวงจรดีเทคเตอร์แบบเฟสล็อกลูพ จะน าเอาความถี่ไอเอฟ 5.5 MHz หรือ 5.74 MHz เข้าวงจรตั้งความถี่เพื่อล็อกเฟสไว้ที่เซ็นเตอร์ของไอเอฟ แล้วท าการแยกความต่างออกมา ตามความเปลี่ยนแปลงของความถี่กลายเป็นสัญญาณส่งเข้าสู่วงจรวอลลุ่มคอนโทรล ก่อนส่งไปใช้งานทาง ขา 50 ของ IC801 ส่งให้วงจรขยายสัญญาณต่อไป เนื่องจากวงจรใช้งานดังที่กล่าวมานี้ สามารถเอาสัญญาณเสียงระบบจูนเนอร์ หรือสัญญาณเสียงจาก ระบบ AV มาใช้งานก็ได้ ดังนั้นขา 5 เป็นขาที่จะเอาสัญญาณเสียงมาจากระบบของสัญญาณ TV ในขณะที่ ขา 6 จะเป็นขาที่จะรับสัญญาณที่มาจากระบบ AV สวิตช์ ซึ่งเป็นวงจรร่วมของระบบวอลลุ่มคอนโทรล ท าหน้าที่เป็นตัวเลือกว่าจะเลือกเอาสัญญาณระบบ TV หรือจะเอาสัญญาณภายนอกที่เรียกว่า AV ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับค าสั่ง TV/AV ที่ขา 16 ค าสั่งดังกล่าวสั่งมาจากระบบไมโครคอมพิวเตอร์ + - + - C319 C R317 R336 326 R320 R321 R337 + - 13V Q303 D307 SOUND MUTE FROM IC1001PIN 9 IC301 TDA7056 SPSP+ 8 6 2 1 9 7 5 4 INPUT 3 รูปที่ 7.7 วงจรขยาย BTL


วงจรขยายแบบบริดจ์ ก าลัง 3 วัตต์ ในระบบเพาเวอร์เอาต์พุต หรือระบบเพาเวอร์แอมป์ของเครื่องขยายเสียง สามารถจะแจกแจง รายละเอียดได้ตามรูปที่ 7.7 วงจรดังกล่าวเป็นวงจรขยายแบบบริดจ์หรือที่เรียกว่าวงจรขยาย BTL เป็นวงจรที่ ต้องการกระแสจ านวนมาก ดังนั้นเราจึงจ่ายไฟบวกเข้าที่ขา 1 และขา 2 ของ IC301 ขณะที่จ่ายแรงดันไฟลบ เข้าที่ขา 4,5,7 และ 9 ของ IC301 ระบบการท างานของวงจรขยายแบบบริดจ์ก็คือการที่เราขยายเสียง 2 วงจร ขับเข้าสู่ล าโพงตัวเดียว เมื่อสัญญาณเสียงที่ผ่านระบบดีเทคเตอร์มาแล้ว ถูกส่งออกจาก IC801 มันจะถูกคัปปลิ้งเข้าสู่ขาที่ 3 ของ IC301 ส่งเข้าสู่วงจรขยายชุดบนเป็นการขยายแบบไม่กลับเฟส ออกไปยังขาที่ 6 เพื่อขับออกล าโพง ในขณะที่วงจรขยายชุดบนน าเอาสัญญาณป้อนกลับมายังวงจรขยายชุดล่างเป็นวงจรขยายแบบอินเวอร์ติ้งแอม พลิฟายเออร์ หรือวงจรขยายกลับเฟส ท าการขับออกจุดเอาต์พุตที่ขา 8 มีเฟสของเสียงต่างกับเฟสของเสียง ที่ส่งออกทางขา 6 อยู่ 180 องศา สัญญาณเสียงซึ่งขับออกล าโพงมีก าลังขยายเพิ่มขึ้นมาถึงสองเท่า ยกตัวอย่างเช่นวงจรขยายชุดบนขับสัญญาณเสียงได้เป็นเฟสบวก เสียงของวงจรขยายชุดบนจะถูกส่ง มายังวงจรขยายชุดล่างกลับเฟสเป็นเฟสลบ จะท าให้กระแสไหลจากภาคจ่ายไฟ คือ ขา 1,2 ส่งกระแสบวก ของไอซีผ่านล าโพงทั้ง 2 ตัว เพื่อครบวงจรกับเฟสลบที่ท างานด้วยวงจรขยายชุดล่างหรือครบวงจรกับการต่อ วงจรของขา 8 จังหวะต่อมาวงจรขยายชุดบนขยายสัญญาณมาเป็นเฟสลบ สัญญาณเฟสลบจากชุดบน จึงป้อนกลับ มายังชุดล่างให้ขับสัญญาณเสียงออกมาที่ขา 8 ออกมาเป็นเฟสบวก ดังนั้นกระแสลบบวกจากขา 1 และขา 2 ของ IC301 ถูกส่งออกทางขา 8 ผ่านทางขั้วล่างของล าโพงทั้งคู่กลับไปครบวงจรกับการท างานของวงจรขยาย ชุดบนหรือท างานครบวงจรกับขา 6 เมื่อระบบดังกล่าวท างานได้ในลักษณะดังนี้ จุดออกล าโพงไม่จ าเป็นจะต้องใส่คาปาซิ สเตอร์คัปปลิ้ง ท าให้การขับกระแสขับได้เต็มที่ และคุณภาพเสียงมีคุณภาพมากขึ้น วงจรบริดจ์ในลักษณะนี้คือวงจร ที่น ามาจากระบบ OTL จึงเรียกวงจรขยายระบบนี้ว่า BTL พร้อมกันนั้นแล้วระบบดังกล่าวยังมีระบบของการมิวต์เสียง โดยสัญญาณเพื่อการมิวต์เสียงได้มาจาก ขาที่ 9 ของ IC1001 ซึ่งเป็นไอซีไมโครคอมพิวเตอร์ ถ้าโอซีไมโครคอมพิวเตอร์ส่งแรงดันสภาวะไฮ ผ่าน R337 และ D307 เข้ามาขาเบสของ Q303 ท าให้ Q303 ดึงเอาสัญญาณซึ่งผ่านคาปาชิเตอร์คัปปลิ้ง C326 และ R317 ให้ลงกราวด์ท าให้หยุดสัญญาณเสียงเอาไว้ การวิเคราะห์ตรวจซ่อมวงจรขยายBTL การวิเคราะห์หากว่าวงจรขยายไม่สามารถที่จะขยายสัญญาณให้ดังออกไปยังล าโพงได้ สามารถ ด าเนินการตรวจซ่อมได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1. ก่อนท าการตรวจซ่อม ให้ท าการถอดล าโพงทั้งคู่ออกเสียก่อน ป้องกันในขณะที่ IC301 มีปัญหากระแสไฟบวกจะไหลผ่านวอยคอยล์เกิดความเสียหายได้ 2. วัดแรงดันไฟที่ขา 1 และขา 2 ของ IC301 ต้องได้แรงดันไฟ 13 V ถ้าไฟในระบบนี้ไม่มี ถือว่า ระบบไฟ 13 V ซึ่งมาจากภาคจ่ายไฟมีปัญหา


3. หากแรงดันไฟที่ขา 1 และขา 2 ปกติ ให้วัดแรงดันไฟที่ขา 6 และขา 8 ของ IC301 ปกติ แรงดันไฟที่ขา 6 และขา 8 ต้องได้ครึ่งหนึ่งของแหล่งจ่ายหรือได้เท่ากับ 6.5 V หากแรงดันไฟขาใด ขาหนึ่งไม่ได้ครึ่งหนึ่งของแหล่งจ่ายไฟ แสดงว่าตอนนี้ IC301 เสียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 4. ใช้มือแตะที่ขา 3 ของ IC301 ว่ามีเสียงฮัมออกมาหรือไม่ ถ้าแตะที่ขา 3 แล้วมีเสียงดังออกมา นั่นแสดงว่าไอซียังปกติ แต่ถ้าแตะแล้วไม่มีเสียงดังแต่แรงดันไฟที่จุดเซ็นเตอร์เป็นปกติ นั่นหมายความว่า ระบบมิวต์เสียงด้วย Q303 มีปัญหาให้ตรวจสอบ Q303 หากปกติทุกอย่าง ให้ส ารวจระบบคัปปลิ้งสัญญาณ C326,R317 และ R336 ว่าเป็นปัญหาหรือไม่ ถ้าทั้งหมดที่กล่าวมาไม่เป็นปัญหา หมายความว่าเกิดความ บกพร่องของวงจรซาวด์ไอเอฟ วงจรภาคขยายเสียงจะมีปัญหากับระบบการจ่ายไฟอยู่ในกรณีที่ IC301 เกิดลัดวงจร ย่อมจะท าให้ เกิดปัญหาการดึงกระแสของภาคจ่ายไฟเกินปกติ ภาคจ่ายไฟจะถึงภาวะโอเวอร์โหลด หยุดการท างาน ถ้าพบว่าเกิดอาการไฟไม่จ่ายและจอมืด อาจเป็นปัญหาของโหลดในภาคจ่ายไฟลัดวงจรก็ได้ จึงกล่าวว่าการ ตรวจซ่อมอาการจอมืดไฟไม่จ่าย ให้ท าการปิดเครื่องแล้วใช้มิเตอร์ตั้งโอห์มวัดไปที่ไดโอด D302 แล้วท าการ สลับสายมิเตอร์ถ้าเข็มมิเตอร์ขึ้นโอห์มต่ าทั้งสองครั้ง นั่นหมายความว่า IC301 คือตัวปัญหาที่ท าให้เกิดการ อาการจอมืดไฟไม่จ่าย แต่ถ้าเกิดจอมืดไฟไม่จ่าย แล้ววัดความต้านทานของ D302 ได้โอห์มขึ้นครั้งหนึ่งไม่ขึ้นครั้งหนึ่ ง หมายความว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ IC301 (ของระบบเสียง) ให้วัดความต้านทานของ D732 ด้วยวิธีการเดียวกัน ถ้าวัด D732 แล้วปรากฏว่าเข็มมิเตอร์ขึ้นทั้งสองครั้ง นั่นหมายความว่า ฮอริซอน ทอลเอาต์พุตหรือ Q602 ลัดวงจรไปแล้ว


ใบความรู้หน่วยที่8 ชื่อรายวิชา เครื่องรับโทรทัศน์ สอนครั้งที่ 14 หน่วยที่ 8 กล้องถ่ายโทรทัศน์ขาวด าสี และหลอดภาพโทรทัศน์ จ านวน 6 ชั่วโมง แนวคิด หลอดภาพโทรทัศน์ในปัจจุบันคือหลอดแคโทด-เรย์ทูบ (Cathode–Ray Tube : CRT) หลอดภาพสีกับ หลอดภาพขาวด ามีลักษณะโครงสร้างหลัก ๆ เหมือนกันความแตกต่างก็คือจะการเกิดสีสันขึ้นมาจะต้องมีการเรือง แสงของฟอสเฟอร์ 3 สี คือ สีแดง สีเขียว และสีน้ าเงิน สาระการเรียนรู้ กล้องถ่ายโทรทัศน์ เรียกว่า “คาเมร่าทูบ” (Camera Tube) เป็นอุปกรณ์ที่ส าคัญอีกอย่างหนึ่งจะท า การถ่ายภาพ หรือสีสันจากแหล่งต่างๆ กล้องถ่ายโทรทัศน์ จะท าหน้าที่เปลี่ยนจากภาพมาเป็นสัญญาณทาง ไฟฟ้าของภาพ เรียกว่า วิดีโอ ซิกแนล (Video Signal) กล้องถ่ายภาพจะมีหลายชนิดเริ่มตั้งแต่มีกิจกา ร โทรทัศน์ก็จะพัฒนามาเรื่อยๆ ทั้งในด้านความไวของแสง หมายถึง กล้องถ่ายที่ดีจะถ่ายภาพในขณะที่มีแสง สว่างของแสงเพียงเล็กน้อยได้ ในยุคแรกที่เป็นกล้องขาวด า จะเริ่มตั้งแต่กล้อง - Iconoscope - Image Orthicon - Videocon จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อนักเรียน เรียนจบแล้วสามารถ 1. อธิบายการท างานกล้องถ่ายโทรทัศน์ขาวด าได้ถูกต้อง 2. อธิบายการท างานกล้องถ่ายโทรทัศน์สีได้ถูกต้อง 3. อธิบายการท างานหลอดภาพโทรทัศน์ขาวด าได้ถูกต้อง 4. อธิบายการท างานหลอดภาพโทรทัศน์สีได้ถูกต้อง 5. มีการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้ ในด้านความมีมนุษยสัมพันธ์ ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความเชื่อมั่นในตนเอง ความสนใจใฝ่รู้ ความรักสามัคคี ความกตัญญูกตเวที กล้องถ่ายโทรทัศน์ขาวด า-สี และหลอดภาพโทรทัศน์ กล้องถ่ายโทรทัศน์ เรียกว่า “คาเมร่าทิ้ว” (Camera Tube) จะท าหน้าที่ถ่ายภาพต่างๆ แล้วจะเปลี่ยน จากภาพมาเป็นสัญญาณทางไฟฟ้าของภาพ เรียกว่า “วิดีโอ ซิกแนล” ส่วนกล้องถ่ายภาพโทรทัศน์สี เรียกว่า “คัลเลอร์ วิดีโอ แคมเมอร่า” (Color Video Camera)


กล้องถ่ายโทรทัศน์ขาวด า กล้องถ่ายภาพแม้จะมีหลายชนิด แต่จะมีโครงสร้างและลักษณะการท างานที่คล้ายกัน กล้องถ่ายภาพ ประกอบด้วยอุปกรณ์ที่ส าคัญ ดังนี้ 1. เลนส์ (Camera Lens) ท าหน้าที่เช่นเดียวกับดวงตามนุษย์ รับแสงหรือภาพที่ก าลังถ่ายให้มาตก กระทบยังแผ่นรับภาพให้มีความคมชัดมากที่สุด โดยทั่วไปแล้วแสงที่ผ่านเลนส์จะลดลงจากเดิมเล็กน้อย ประมาณ 10-15 % ขึ้นอยู่กับ Transmission Factor อันเกิดจากการสูญเสียที่ตัวเลนส์แล้วแสงที่ผ่านเลนส์ จะไปตกกระทบที่แผ่นรับภาพ 2. แผ่นรับภาพขึ้นอยู่กับชนิดของกล้องถ่าย เช่น กล้องถ่าย Image Orthicon เรียกแผ่นรับภาพว่า ทาร์เก็ต (Target) เมื่อภาพผ่านเลนส์มาแล้วก็จะกระทบกับแผ่นรับภาพ (Target) แผ่นรับภาพจะมีสารไวแสง ได้แก่ ซีเซี่ยม (Cesium) หรือ ซิลเวอร์(Silver) คุณสมบัติของสารไวแสง ภาพที่มีแสงสว่างมากความต้านทาน ของสารไวแสงจะลดลงท าให้กระจายอิเล็กตรอนออกมามากถ้าภาพในส่วนสว่างน้อยความต้านทานของ สารไวแสงจะมากขึ้น การกระจายอิเล็กตรอนก็จะออกมาน้อย 3. ปืนอิเล็กตรอน (Electron Gun) หรืออิเล็กตรอนกัน (Electron Gun) ประกอบด้วย ไส้หลอดและ แคโทด เมื่อมีความร้อนถึงจุดๆ หนึ่งจะกระจายอิเล็กตรอนออกมาล าอิเล็กตรอนจะสแกนบนแผ่น Target ทางด้านหลังการสแกนจะคล้ายกับการสแกนบนจอโทรทัศน์ เมื่อการสแกนไปกระทบภาพส่วนสว่างของภาพ มาก สารไวแสงก็จะกระจายอิเล็กตรอนออกมามาก และท านองตรงกันข้ามเมื่อมีการสแกนไปกระทบภาพส่วน สว่างน้อย สารไวแสงก็จะกระจายอิเล็กตรอนออกมาน้อย คือ กระจายอิเล็กตรอนออกมามากหรือน้อย เรียกว่าสัญญาณทางไฟฟ้าของภาพ รูปที่ 8.1 กล้องโทรทัศน์ Image Orthicon การท างานของหลอด ( Image Orthicon) เมื่อกล้องถ่ายภาพท าการถ่ายภาพ ภาพแต่ละภาพก็จะมีส่วนสว่างต่างระดับกันโดยแบ่งเป็นระดับ คือ ส่วนของสีขาวจะสว่างมากส่วนของสีเทามีความสว่างปานกลาง ส่วนของสีด ามีความสว่างน้อยมาก ภาพจะผ่าน “เลนส์” (Lens) ท าหน้าที่ปรับ “โฟกัส” (Focus) ให้มีความชัดมากที่สุด จะสะท้อนเข้าสู่ “โฟโต้แคโทด” (YOKE) ANODE CURRENT OUT LOAD


(Photocathode) หน้าที่ของโฟโต้แคโทด คือ จะกระจายอิเล็กตรอนตามปริมาณของภาพ ภาพสว่างมากก็ กระจายอิเล็กตรอนออกมามาก ความสว่างของภาพน้อยก็จะกระจายอิเล็กตรอนออกมาน้อย อิเล็กตรอนจะไป กระทบแผ่น “ทาร์เก็ต” (Target) ด้านหน้าทาร์เก็ต สกรีน เมื่อชุดอิเล็กตรอนของหลอดถ่ายภาพไปสแกน ด้านหลังของแผ่น ทาร์เก็ต สารไวแสงที่ฉาบไว้บนแผ่นทาร์เก็ต จะกระจายอิเล็กตรอนออกมามากหรือน้อยตาม ภาพแสงที่มาปรากฏ การกระจายอิเล็กตรอนของสารไวแสงเรียกว่า “รีเทิร์น บีม” (Return Beam) ซึ่งเป็น สัญญาณทางไฟฟ้าของภาพ ก าลังที่ได้รับยังน้อยมา กท าการขยายในชุด Electron–Multiplier ให้ก าลังสูงขึ้น สัญญาณในขณะนี้จะตกคร่อม “โหลด รีซิสเตอร์” (Load Resistors) เรียกว่า สัญญาณทางไฟฟ้าของภาพ (Video Signal) เพื่อจะน าสัญญาณนี้ไปใช้งานต่อไป กล้องถ่ายโทรทัศน์สี กล้องถ่ายโทรทัศน์สีจะมีหลักการท างานคล้ายกับกล้องถ่ายโทรทัศน์ ขาวด า แต่ที่แตกต่างกันคือกล้อง ถ่ายโทรทัศน์สีจะ มีกล้องเล็ก 3 กล้อง เพื่อเก็บสัญญาณแม่สีแต่ละแม่สี คือ กล้องที่ 1 จะรวบรวมหรือรับเอา เฉพาะสัญญาณสีแดง (R) กล้องที่ 2 จะรวบรวม หรือรับเอาเฉพาะสัญญาณสีเขียว (G) กล้องที่ 3 จะรวบรวม หรือรับเอาเฉพาะสัญญาณสีน้ าเงิน (B) กล้องถ่ายโทรทัศน์ จะท าการถ่ายภาพต่างๆ แล้วเปลี่ยนจากภาพมาเป็นสัญญาณทางไฟฟ้าของภาพ เรียกว่า “วิดีโอ ซิกแนล” เกิดจากภาพหรือแสงมาตกกระทบวัตถุที่ไวต่อแสงในหลอดถ่ายภาพ เช่น ซีเซี่ยม (Cesium) วัตถุไวแสงมีคุณสมบัติ คือ จะก่อให้เกิดสัญญาณทางไฟฟ้าของภาพ กล้องโทรทัศน์สี จะมีอุปกรณ์ที่ส าคัญนอกจากกล้องเล็กๆ 3 กล้อง ก็จะต้องมีกระจกสะท้อนสีแสงแต่ละ สีให้กับกล้องแต่ละแม่สี การมีกระจกสะท้อนสีแต่ละแม่สี แต่เดิมเรียกว่า “กระจกไดโครนิก ” (Diachronic Mirror) แต่ปัจจุบันจะใช้ “ปริซึม” แยกสีแสงต่างๆ แทน กล้องถ่ายแบบกระจกไดโครนิก จะประกอบด้วยส่วนต่างๆดังนี้ 1. เลนส์ (Lens) ท าหน้าที่คล้ายกับดวงตามนุษย์ เพื่อจะรับภาพหรือแสงเข้าสู่กล้องถ่าย ให้กล้องถ่าย ทราบว่าขณะนี้ก าลังด าเนินการถ่ายภาพหรือแสงอย่างไร 2. โฟกัส (Focus) ท าการปรับภาพหรือแสงให้ความคมชัดมากที่สุด 3. ระบบแยกแสงด้วยกระจกไดโครนิก เป็นกล้องถ่ายโทรทัศน์สี คือ กระจกหมายเลข 1, 2, 3, 4 รูปที่ 8.2 การแยกแสงโดยกระจกไดโครนิก Y B -Y R R -Y B G G 1 3 2 4


กระจกหมายเลข 1 และ 2 จะสะท้อนแสงสีน้ าเงินให้สะท้อนสู่กล้องถ่ายสีน้ าเงิน (B) กระจกหมายเลข 3 และ 4 จะสะท้อนแสงสีแดงให้สะท้อนสู่กล้องถ่ายสีแดง (R) กระจกหมายเลข 1 จะสะท้อนแสงสีเขียวให้สะท้อนสู่กล้องถ่ายสีเขียว (G) เมื่อกล้อง R–G–B ท าการถ่ายภาพจะเปลี่ยนจากภาพเป็นสัญญาณทางไฟฟ้าของภาพ (Video Signal) และจะเข้าสู่ขบวนการท างานของกล้องต่อไปกล้องถ่ายแบบแยกแสงสีด้วยปริซึมจะเป็นกล้องรุ่นใหม่ รูปที่ 8.3 แสดงองค์ประกอบของกล้องโทรทัศน์ การท างานของกล้องโทรทัศน์รุ่นใหม่แสงสีต่างๆ จะผ่านเลนส์ (Lens) เข้าสู่ส่วนกรองแสง เรียกว่า ฟิลเตอร์(Filter) แล้วจึงเข้าสู่ปริซึม (Prism) เพื่อท าการแยกแสงสีต่างๆ ออกเป็นแม่สี คือ สีแดง สีเขียว และสี น้ าเงิน ตามอัตราส่วนหรือเปอร์เซ็นต์ของสีที่ได้ ให้กับหลอดถ่ายภาพสีแดง หลอดถ่ายภาพสีเขียว และหลอด ถ่ายภาพสีน้ าเงิน การแยกสีสันต่างๆ ออกจากกันด้วย “ปริซึม” นี้จะดีกว่าแบบกระจกไดโครนิก เพราะเปอร์เซ็นต์การ สูญเสียในด้านสีแสงจะลดลงมากและการแยกสีสันต่างๆ แยกได้ชัดเจน เช่นเดียวกับการใช้ปริซึม แยกสีสันจาก ดวงอาทิตย์ รูปที่ 8.4 การแยกสีสันต่างๆ ด้วยปริซึม เลนส์ ฟิลเตอร์ ปริซึม แดง น้ าเงินเขียว ปรี –แอมป์ โปรเซสเซอร์ เมตริกซ์ R-Y B-Y Y สัญญาณซิงค์ กล้องสีแดง กล้องสีเขียว กล้องสีน้ำ เงิน ปริซึม แสงสี


เมื่อแสงสีสันต่างๆ ผ่านสู่ปริซึม ก็จะท าการแยกสีแดงให้กล้องถ่ายภาพสีแดง สีน้ าเงิน ก็จะแยกให้กล้อง สีน้ าเงินและสีเขียว จะแยกให้กล้องสีเขียว กล้องแต่ละสี จะก่อให้เกิดสัญญาณทางไฟฟ้าของภาพแต่ละแม่สี สัญญาณที่ออกมาจากหลอดภาพแต่ละแม่สี โดยจะมีการปรับแต่งเพื่อลบการรบกวน (Noise) แล้วส่งแม่สีทั้ง สามเข้าภาคปรี-แอมป์(Pre-Amp) เพื่อปรับขนาดของสัญญาณ และเข้าสู่ขบวนการปรับแต่งสัญญาณภาพโดย “โปรเซสเซอร์” (Processor: PR) ในขณะเดียวกันจะมีการน าสัญญาณซิงค์ (Sync) เข้าไปควบคุมทุกขบวน การในการปรับแต่ง เมื่อสัญญาณภาพถูกปรับแต่งดีแล้วจึงเข้าสู่ภาคเมตริกซ์ เพื่อรวมสัญญาณภาพสีของแต่ละ หลอดภาพ พร้อมกับสัญญาณซิงค์และสัญญาณเบิรสต์ (Sync Burst) เป็นสัญญาณภาพที่สมบูรณ์เรียกว่า VBS = Video + Burst + Sync ดังนั้นสัญญาณหลักที่เป็นเอาต์พุต (Out Put) จะมี 3 สัญญาณ 1. สัญญาณขาวด า (Y) 2. สัญญาณแม่สีน้ าเงิน (B–Y) 3. สัญญาณแม่สีแดง (R–Y) พบว่าไม่มีสัญญาณแม่สีเขียว คือ (G–Y) สัญญาณนี้จะไป กระท าขึ้นที่เครื่องรับโทรทัศน์ หลอดภาพโทรทัศน์ขาวด า หลอดภาพ เรียกว่า พิกเจอร์ทูบ หรือ CRT (Cathode Ray Tube) เป็นส่วนส าคัญเครื่องรับโทรทัศน์ หลอดภาพท าหน้าที่ เปลี่ยนจากสัญญาณทางไฟฟ้าของภาพ ให้เห็นเป็น “ภาพ” หลอดภาพโทรทัศน์ขาวด า มีส่วนประกอบ ดังนี้ รูปที่ 8.5 โครงสร้างของหลอดภาพ 15 KV G2 0 – 300 V G3 0 – 400 V ไฮโวลต์ (Anode) G4 15 KV G1 50 V โฟกัสกริด สกรีนกริด คอนโทรลกริด แคโทด ใส้หลอด


1. ส่วนปล่อยอิเล็กตรอน 1.1 ไส้หลอด เรียกว่า “ฟิลาเม็นต์” (Filament) อักษรย่อ คือ F หรือ “ฮีตเตอร์” (Heater ) อักษรย่อ คือ H ไส้หลอดจะท าหน้าที่ ให้ความร้อนแก่แคโทด คือ เมื่อไส้หลอดติดจะก่อให้เกิดความร้อนรอบๆ บริเวณไส้หลอด ความร้อนกระจายท าให้แคโทดร้อนตามไปด้วย ไส้หลอดจะต้องมีแรงไฟมาต่อ เพื่อให้ ไส้หลอดติดประมาณ 6 V–12 V 1.2 แคโทด (Cathode) อักษรย่อคือ เค (K) เมื่อไส้หลอดกระจายความร้อนมาสู่แคโทดเมื่อ แคโทดร้อนจนถึงจุดหนึ่งจะปล่อยอิเล็กตรอนออกมาอิเล็กตรอนจะมีศักย์เป็นลบ (-) การออกแบบวงจ ร สามารถบังคับอิเล็กตรอนให้ออกมากหรือน้อยได้โดยการปรับแรงไฟของแคโทด คือการปรับ “ไบรท์เนส” (Brightness) โดยสามารถปรับให้มืด-สว่างได้ 2. ส่วนบังคับและส่วนเร่งอิเล็กตรอน 2.1 คอนโทรลกริด (Control Grid) หรือเรียกว่า กริด 1 (G1) คอนโทรลกริด หรือ กริด ควบคุมการไหลของอิเล็กตรอน กริด 1 ต้องให้ศักย์เป็นลบ เมื่อเทียบกับแคโทด กริด 1 มีลบมากก็จะบังคับให้อิเล็กตรอนไหลไปสู่แอโนดได้น้อย กริด 1 มีลบน้อยก็จะบังคับให้อิเล็กตรอนไหลไปสู่แอโนดได้มาก (ศักย์เหมือนกันย่อมผลักกัน ศักย์ต่างกันจะดึงดูดกัน)แต่เนื่องจากปัจจุบันการบังคับ อิเล็กตรอนให้ไหลมากหรือน้อยกระท าที่ แคโทด ดังนั้น กริด1 จึงต่อลงกราวด์ 2.2 สกรีนกริด (Screen Grid) หรือ กริด2 (G2) เป็นกริดเร่งอิเล็กตรอน กริด 2 จึงต้องต่อ แรงดันไฟเป็นบวก กริด2 จะมีไฟ +B ประมาณ 0–300 V 2.3 โฟกัสกริด (Focus Grid) หรือ กริด3 (G3) เป็นกริดปรับโฟกัส คือ จะต้องปรับให้ล า อิเล็กตรอนเป็นจุดเล็กที่สุด (การปรับโฟกัสคล้ายกับการปรับโฟกัสของกล้องถ่ายรูป) แต่การปรับโฟกัสของ โทรทัศน์ ขาวด า สังเกตได้ยาก แรงดันไฟปรับโฟกัส จึงสามารถปรับค่าได้ประมาณ 0–400 V 2.4 แอโนด (Anode) เป็นส่วนดึงอิเล็กตรอนให้วิ่งสู่จอภาพ จะต้องใช้แรงไฟสูงมากประมาณ 5 KV–15 KV แรงไฟสูง เรียกว่า ไฮ –โวลต์ (High–Volt) จะได้มาจากฟลายแบ็ค (Fly Back) น ามาต่อหลอด ภาพตรงจุดที่เรียกว่า “สะดือ” หลอดภาพ 3. ส่วนรับอิเล็กตรอน ส่วนรับอิเล็กตรอน คือ ส่วนที่เป็น “จอภาพ ” จอภาพจะฉาบไว้ด้วยสารเรืองแสง ที่เรียกว่า “ฟอสเฟอร์” เมื่ออิเล็กตรอนมาตกกระทบสารเรืองแสง ก็จะเกิดเป็นแสงสว่างขึ้นองค์ประกอบภายนอก ของ หลอดภาพ ขาวด า จะมีอุปกรณ์ ดังนี้ 1. โย้ค (Yoke) เป็นขดลวด เพื่อบังคับการหักเหของล าอิเล็กตรอน ทั้งในแนวนอนและแนวตั้งโย้ค จะ ติดชิดบริเวณจอหลอดภาพ โย้คแนวนอน เรียกว่า ฮอริซอนตอล โย้ค (Horizontal Yoke) จะเป็นโย้คบังคับให้เกิดการสแกนของ ล าอิเล็กตรอนแนวนอน โย้คแนวตั้ง เรียกว่า เวอร์ติคอล โย้ค(Vertical Yoke) จะเป็นโย้คบังคับให้เกิดการสแกนของ ล าอิเล็กตรอนในแนวตั้ง


รูปที่ 8.6 แสดงองค์ประกอบภายนอกหลอดภาพโย้ค (Yoke) 2. เซ็นเตอร์ริงค์(Center Ring) เป็นแม่เหล็กถาวรคล้ายแผ่นโลหะ 2 แผ่น สามารถปรับหมุนไปมาได้ รอบทิศทางบริเวณหลังโย้ค ใช้ส าหรับปรับให้ล าอิเล็กตรอนถูกต้องตามต าแหน่งที่ต้องการหรือในกรณีอาการ เว้าด้านขอบบนจอภาพหรือเส้นสแกนไม่ตรงเรียกว่าอาการ Pin Cushioning เมื่อมีการปรับเซ็นเตอร์ ริงค์ ช่วยแล้ว แต่ยังแก้ไขไม่หมดให้ใช้อีกชุดหนึ่ง เรียกว่า Corrector Magnet รูปที่ 8.7 เซ็นเตอร์ริงค์(Center Ring)


3. เซ็นเตอร์เม็กเน็ต (Center Magnet) จะเป็นแท่งแม่เหล็กปรับให้มีเส้นสแกนที่ถูกต้อง แท่งแม่เหล็ก นี้จะอยู่ด้านหลังต่อจาก เซ็นเตอร์ริงค์ รูปที่ 8.8 อาการปรากฏ Pin Cushioning อัตราส่วนของจอภาพ (Aspect Ratio) อัตราส่วนของจอภาพ หมายถึง ด้านหน้าจอโทรทัศน์ อัตราส่วนความกว้างต่อความสูง เช่น ขนาด อัตราส่วน 4:3 อัตราส่วนลักษณะนี้ คือ ขนาดกว้าง 4 ส่วน และสูง 3 ส่วน อัตราส่วนของจอภาพรุ่นใหม่ Plasma TV, LCD TV และ LED TV คือ จอกว้าง 16:9 การวัดจอภาพ เป็นนิ้ว จะวัดเส้นทแยงมุมเช่นจอภาพ 10 นิ้ว, 21 นิ้ว, 29 นิ้ว ฯลฯ รูปที่ 8.9 อัตราส่วนของจอภาพ 4 ต่อ 3 หลอดภาพโทรทัศน์สี จากการศึกษาหลอดภาพโทรทัศน์ขาวด าเราจะเห็นว่ามีแคโทด อยู่ 1 อัน เพราะมีแค่สีขาวกับสีด า เท่านั้น แต่ส าหรับโทรทัศน์สีนั้น จากการที่เราศึกษาเรื่องการผสมสีทางแสงแบบ Additive หรือแบบบวก จะมี 3 ส่วน 4 ส่วน 21"


แม่สีอยู่ 3 สีคือ แสงสีแดง แสงสีเขียว และแสงสีน้ าเงิน ฉะนั้นหลอดภาพโทรทัศน์สีจึงต้องมีแคโทดอยู่ 3 อัน เพื่อที่จะยิงอิเล็กตรอนที่เป็นแม่สีทั้ง 3 แม่สี 1. จอภาพ จะต้องมีการจัดเป็นกลุ่มของสารเรืองแสง เพื่อที่จะท าการเรืองแสงออกมาตามแม่สีที่ อิเล็กตรอนยิงออกมา และหน้าจอจะมีกลุ่มของสารเรืองแสงเป็นจ านวนมากเรียงรายจนเต็มหน้าจอ 1 กลุ่มจะ ประกอบไปด้วยสารฟอสเฟอร์สีแดง (R) สารฟอสเฟอร์สีเขียว (G) และสารฟอสเฟอร์สีน้ าเงิน (B) 2. ช่องตะแกรงกรองแสง คือส่วนที่อิเล็กตรอนจะต้องวิ่งผ่านก่อนที่จะไปถึงกลุ่มสีแต่ละกลุ่มสาร ฟอสเฟอร์มี 2 ชนิด คือ 1) ชนิดหน้ากากเงา 2) ชนิดช่องตะแกรงกรองแสง ล าอิเล็กตรอนแต่ละแม่สีจะต้อง ผ่านช่องตะแกรงอย่างเหมาะสม เมื่อแม่สีแต่ละแม่สีผ่านช่องตะแกรงแล้ว จึงวิ่งสู่กลุ่มของสารฟอสเฟอร์ของแม่ สีแดง,เขียว,น้ าเงิน ที่หน้าจอภาพ 2.1 ชนิดหน้ากากเงาล าอิเล็กตรอนแต่ละแม่สีจะผ่านหน้ากากเงาหรือเรียกว่า ชาโดว์ มาสก์ (Shadow Mask) อย่างเหมาะสม ล าอิเล็กตรอนแต่ละแม่สีจะพุ่งเข้าสู่จุดสารฟอสเฟอร์ของแต่ละกลุ่มแม่สี อย่างถูกต้องแม่นย า รูปที่ 8.10 หน้ากากเงาจอโทรทัศน์สี รูปที่ 8.11 หน้าจอโทรทัศน์สี BLUE RED GREEN หน้าจอ สารฟอสเฟอร์สีน้ าเงิน สารฟอสเฟอร์สีแดง สารฟอสเฟอร์สีเขียว


2.2 ชนิดช่องตะแกรงล าอิเล็กตรอนของแต่ละแม่สีจะผ่านช่องตะแกรงอย่างเหมาะสม เมื่อ อิเล็กตรอนแต่ละแม่สีผ่านช่องตะแกรงก็จะพุ่งเข้าสู่กลุ่มสารฟอสเฟอร์แต่ละกลุ่มอย่างถูกต้องและ แม่นย า แต่ ถ้าล าอิเล็กตรอนของแต่ละแม่สี พุ่งเข้าสู่สารฟอสเฟอร์ของแต่ละแม่สีผิดพลาด สีที่ปรากฏจะผิดพลาดจาก ความเป็นจริง 3. ปืนอิเล็กตรอน คือชุดปล่อยอิเล็กตรอนมีอยู่ 3 ชุดคือ 1. ปืนอิเล็กตรอน สีแดง (Red) เรียกว่า RK คือ แคโทดสีแดง 2. ปืนอิเล็กตรอน สีเขียว (Green) เรียกว่า GK คือ แคโทดสีเขียว 3. ปืนอิเล็กตรอน สีน้ าเงิน (Blue) เรียกว่า BK คือ แคโทดสีน้ าเงิน การวางปืนอิเล็กตรอนก็มีอยู่2 แบบคือ 1. แบบรูปสามเหลี่ยมท ามุมกัน 120 องศา 120 120 120 รูปที่ 8.12 ปืนอิเล็กตรอนแบบรูปสามเหลี่ยมท ามุมกัน 120 องศา


2. แบบวางตามแนวนอน รูปที่ 8.13 ปืนอิเล็กตรอนแบบวางตามแนวนอน 8.1.1 รูปแบบการวางปืนอิเล็กตรอน 1. แบบปืนอิเล็กตรอนวางเป็นรูปสามเหลี่ยม (Delta Beam Type) หลอดภาพสีชนิดนี้จะมีการวางปืนอิเล็กตรอนเป็นรูปสามเหลี่ยมท ามุมกัน 120 องศา ล าอิเล็กตรอนทั้ง 3 ล าจะวิ่งจากปืนอิเล็กตรอนผ่านหน้ากากเงาซึ่งเป็นรูปกลมอยู่ติดกับหน้าจอและหน้าจอจะมีกลุ่มของ สีหลักที่วางอยู่ที่หน้าจอเป็นจ านวนมาก ซึ่งเป็นอิเล็กตรอนแต่ละล าเมื่อวิ่งผ่านหน้ากากเงาแล้ว จะไปกระทบ กับสารฟอสเฟอร์ของสีนั้น ๆ อย่างถูกต้องและแม่นย าโดย - ล าอิเล็กตรอนสีแดงต้องไปกระทบกับสารฟอสเฟอร์สีแดง - ล าอิเล็กตรอนสีเขียวต้องไปกระทบกับสารฟอสเฟอร์สีเขียว - ล าอิเล็กตรอนสีน้ าเงินต้องไปกระทบกับสารฟอสเฟอร์สีน้ าเงิน ล าอิเล็กตรอนของสีใดเมื่อวิ่งผ่านหน้ากากเงาแล้วจะไปกระทบกับสารฟอสเฟอร์ของสีนั้น ๆ ถ้าเกิดการ ผิดพลาดขึ้นมาก็จะท าให้สีที่จอภาพผิดพลาดไปด้วย เช่น ถ้าล าอิเล็กตรอน น้ าเงินยิงไปถูกสารฟอสเฟอร์สีแดง ก็จะท าให้หน้าจอเป็นสีแดง ปืนทั้งสามอยู่ในแนวนอนระดับเดียวกัน ปืนสีแดง ปืนสีน้ าเงิน ล าอิเล็กตรอน ปืนสีเขียว


รูปที่ 8.14 แบบปืนอิเล็กตรอนวางเป็นรูปสามเหลี่ยม (Delta Beam Type) 2. แบบปืนอิเล็กตรอนวางเรียงกันตามแนวนอน (In-Line Beam Type) หลอดภาพสีชนิดนี้จะมีการวางปืนอิเล็กตรอนเรียงกันตามแนวนอนล าอิเล็กตรอนทั้ง 3 ล าจะวิ่งจากปืน อิเล็กตรอนผ่านหน้ากากเงาซึ่งเป็นรูปสามเหลี่ยมอยู่ติดกันกับหน้าจอ และหน้าจอจะมีกลุ่มของสีหลักที่วางอยู่ ที่หน้าจอเป็นจ านวนมาก ซึ่งปืนอิเล็กตรอนแต่ละล าเมื่อวิ่งผ่านหน้ากากเงาแล้ว จะไปกระทบกับ สารฟอสเฟอร์ของสีนั้นๆ - ล าอิเล็กตรอนสีแดงต้องไปกระทบกับสารฟอสเฟอร์สีแดง - ล าอิเล็กตรอนสีเขียวต้องไปกระทบกับสารฟอสเฟอร์สีเขียว - ล าอิเล็กตรอนสีน้ าเงินต้องไปกระทบกับสารฟอสเฟอร์สีน้ าเงิน การยิงของปืนอิเล็กตรอนวางเรียงตามแนวนอนมีความแม่นย ากว่าการวางปืนอิเล็กตรอนเป็นรูป สามเหลี่ยมที่มุมกัน 120 องศา ถ้าการยิงผิดพลาด คือไม่ตรงกลุ่มสี สีที่ปรากฏก็จะผิดพลาดตามไปด้วย ล าอิเล็กตรอน หน้ากาก จุดที่ฉาบฟอสฟอร์ R : Red G : Green B : Blue ปืนสีน้ าเงิน ปืนสีแดง ปืน สี เขียว 120 องศา 120 องศา 120 องศา


รูปที่ 8.15 แบบปืนอิเล็กตรอนวางเรียงกันในแนวนอน (In-Line Beam Type) 3. ชนิดช่องตะแกรง (Aperture Grille Type) หลอดภาพสีชนิดนี้มีการวางปืนอิเล็กตรอนเรียงกันตามแนวนอน ล าอิเล็กตรอนทั้ง 3 ล าวิ่งจากปืน อิเล็กตรอนผ่านหน้ากากเงาซึ่งเป็นรูสี่เหลี่ยมอยู่ติดกับหน้าจอ และหน้าจอจะมีกลุ่มของสีหลักที่วางอยู่ที่ หน้าจอเป็นจ านวนมาก ซึ่งปืนอิเล็กตรอนแต่ละล าเมื่อวิ่งผ่านหน้ากากเงาแล้ว ไปกระทบกับสารฟอสเฟอร์ของ สีนั้นๆ เช่น - ล าอิเล็กตรอนสีแดงต้องไปกระทบกับสารฟอสเฟอร์สีแดง - ล าอิเล็กตรอนสีเขียวต้องไปกระทบกับสารฟอสเฟอร์สีเขียว - ล าอิเล็กตรอนสีน้ าเงินต้องไปกระทบกับสารฟอสเฟอร์สีน้ าเงิน รูปที่ 8.16 หลอดภาพสีชนิดช่องตะแกรง (Aperture Grille Type) R : Red G : Green B : Blue จอที่ฉาบวัตถุเรืองแสง ไว้เป็นทางตามแนวตั้ง หน้าการเงา ล าอิเล็กตรอน ปืนสีน้ าเงิน ปืนสีเขียว ปืนสีแดง ปืนทั้งสามอยู่ในแนวนอนระดับเดียวกัน หน้ากากเงา R : Red G : Green B : Blue Phosphor ล าอิเล็กตรอน จุดที่ฉาบฟอสฟอร์ ปืนสีน้ าเงิน ปืนสีเขียว ปืนทั้งสามอยู่ในแนวนอนระดับเดียวกัน ปืนสีแดง


โครงสร้างภายในของหลอดภาพโทรทัศน์สีและการท างาน โครงสร้างภายในของหลอดภาพโทรทัศน์สีจะประกอบด้วย 3 ส่วนที่ส าคัญคือ 1. ส่วนปล่อยอิเล็กตรอน 2. ส่วนควบคุมและเร่งอิเล็กตรอน 3. ส่วนรับอิเล็กตรอน รูปที่ 8.17 โครงสร้างภายในของหลอดภาพ 1.ส่วนปล่อยอิเล็กตรอน จะมีไส้หลอดหรือฮีตเตอร์เป็นตัวที่ท าหน้าที่เผาแคโทดให้ร้อนเพื่อกระจาย อิเล็กตรอนให้หลุดออกจากแคโทด ไส้หลอดจะมี 2 ขา ส่วนมากจะเรียกว่า ฮีตเตอร์ (Heater) จะใช้ไฟ AC ประมาณ 6-12 V โทรทัศน์รุ่นใหม่ส่วนมากจะน าไฟมาจากฟลายแบ็ค (Fly Back Transformer : FBT) เมื่อไส้หลอดเผาแคโทดให้ร้อนถึงจุดจุดหนึ่งจะท าให้แคโทดสามารถกระจายอิเล็กตรอนออกมาปัจจุบันแคโทด ยังมีวงจรควบคุมให้อิเล็กตรอนไหลมากน้อยตามต้องการ แคโทด (K) จะมีอยู่ 3 ชุด - KR ปืนอิเล็กตรอนสีแดง - KG ปืนอิเล็กตรอนสีเขียว - KB ปืนอิเล็กตรอนสีน้ าเงิน 2.ส่วนควบคุมและเร่งอิเล็กตรอน 2.1 กริด1 หรือ Grid 1 (G1) หรือคอนโทรลกริด ท าหน้าที่ควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนที่ออกมา จากแคโทด ถ้าแคโทดสามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ กริด1 จึงต่อลงกราวด์ 2.2 สกรีนกริด หรือ Grid 2 (G2) ท าหน้าที่เร่งอิเล็กตรอนไปสู่จอภาพให้เร็วขึ้นไฟที่ใช้ในการควบคุม ประมาณ 100V–450V ส่วนมากจะมาจากไฟที่มาจากฟลายแบ็ค(FBT) เรียกว่า ปุ่มปรับสกรีน (Screen) 2.3 โฟกัสกริด หรือ Grid 3 (G3) ท าหน้าที่ปรับความคมชัดของภาพ ไฟที่ใช้ในการควบคุมประมาณ 1KV–4KV ส่วนมากจะมาจากไฟที่มาจากฟลายแบ็ค(FBT) เรียกว่า ปุ่มปรับโพกัส(Focus) ล ำอิเล็กตรอ แคโทด กริดท ่ 1 กริดท ่ 2 กริดท ่ 3


2.4 แอโนดท าหน้าที่ดึงอิเล็กตรอนวิ่งสู่จอภาพ จะใช้ไฟสูงมากประมาณ 15KV – 35KV ขึ้นอยู่กับ ขนาดของจอภาพ โดยไฟสูงจะได้มาจากฟลายแบ็ค (Fly Back) เป็นไฟดีซี เรียกไฟสูงนี้ว่า “ไฮโวลต์” (High Volt)มีอักษรย่อ HV หรือ EHT 3. ส่วนรับอิเล็กตรอน คือหน้าจอภาพที่ฉาบไว้ด้วยสารเรืองแสงเป็นกลุ่ม ซึ่ง 1 กลุ่มจะประกอบไปด้วย สารฟอสเฟอร์สีแดง สารฟอสเฟอร์สีเขียว สารฟอสเฟอร์สีน้ าเงิน และมีจ านวนกลุ่มของสีแต่ละกลุ่มจ านวนมาก เรียงรายเต็มหน้าจอภาพ 8.1.2 จอพลาสม่าทีวี (PLASMA TV) หลักการท างานของ Plasma TV คือหากต้องการให้เม็ดสีไหนส่องสว่าง ท าการปล่อยแรงดันไฟฟ้าเข้า ไปเม็ดพิกเซลจะส่องสว่างขึ้นมาอย่างรวดเร็วเมื่อก๊าซ Neon และ Xenon ถูกแรงดันไฟฟ้ากระตุ้นก็จะแตกตัว เป็น UV โดยเมื่อ UV ไปกระทบ Phosporที่เป็นสารเรืองแสงจึงท าให้เม็ดเซลส่องสว่างออกมา รูปที่8.18 การท างานของจอภาพแบบ Plasma TV ข้อดีของ Plasma TV 1. สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวได้ดีกว่าลื่นไหลกว่า เพราะเม็ดพิกเซลสามารถก าเนิดแสงเองได้ เหมาะกับพวกหนัง Action และกีฬามาก 2. สามารถแสดงสีด าให้ด าสนิทและลึกมีมิติกว่า ไม่ต้องกังวลเรื่อง Backlight รั่ว 3. มีคอนทราสต์ที่สูงกว่าท าให้เห็นมิติของภาพได้ดีกว่า 4. มุมมองจอภาพที่กว้างกว่า LCD TV มองด้านข้างสีไม่ซีดจาง 5. ให้สีสันที่ถูกต้องเป็นธรรมชาติมากกว่า 6. ระดับความสว่างของภาพและโทนสีเป็นมิตรต่อสายตามากกว่า


ข้อเสียของ Plasma TV 1. อาการ Burn-In มีโอกาสเกิดขึ้นได้ถ้าเปิดภาพนิ่งเป็นเวลานานๆเช่นโลโก้ช่อง 7 หรือโลโก้ True Vision เป็นต้น 2. ไม่เหมาะส าหรับใช้ในห้องที่คุมแสงไม่ได้เช่นห้องที่มีความสว่างจากหลอดไฟสูงๆหรือกลางแจ้ง 3. หน้ากระจก ท าให้เกิดการสะท้อนเป็นเงาได้ 4. กินไฟมากกว่าและหน้าจอร้อนมากกว่า 8.1.3 จอแอลซีดีทีวี(LCD TV) LCD ย่อมาจาก Liquid Crystal Display ซึ่งหมายความว่ามอนิเตอร์แบบนี้เป็นแบบผลึกเหลวเป็น สารที่มีคุณสมบัติก้ ากึ่งระหว่างของแข็งและของเหลว เมื่อตอนหยุดนิ่งผลึกเหลวมันจะอยู่ในสถานะ ของเหลว แต่เมื่อมีแสงผ่านมาก็จะเกิดการจัดเรียงโมเลกุลใหม่ ผลึกเหลวก็จะมีคุณสมบัติเป็นของแข็งแทนส่วนที่แสงผ่าน ไปเรียบร้อยแล้วจะกลับมามีคุณสมบัติเป็นของเหลวเหมือนเดิม ส าหรับปัจจุบันนี้ มอนิเตอร์ LCD ใช้กันอย่างแพร่หลายในฐานะที่เป็นมอนิเตอร์ของเครื่อง คอมพิวเตอร์ แบบพกพาต่างๆไม่ว่าจะเป็น โน้ตบุ๊ค และ PDA รวมไปถึงก้าวมามีบทบาทแทนที่มอนิเตอร์แบบ CRT ของเครื่องตั้งโต๊ะแล้วในปัจจุบันแบ่งออกได้เป็นสองแบบใหญ่ๆ ก็คือ Dual-Scan Twisted Nematic (DSTN) กับ Thin Flim Transistor (TFT) มอนิเตอร์แบบ LCD นั้นจะท างานโดยการให้แสงขาว ( White light) ผ่านตัวแอ็คทีฟ ฟิลเตอร์ (Active Filter) ซึ่งก็หมายความว่า แม่สีแสง (สีแดงสีเขียว และ สีน้ าเงิน) นั้นได้มาจากการกลั่นกรองแสงขาว นั่นเองโดยส่วนใหญ่แล้วผลึกเหลวนั้นจะเป็นสารอินทรีย์ที่มีโมเลกุลเป็นลักษณะคล้ายๆ กับแท่งไม้ยาวๆซึ่งโดย ธรรมชาติแล้วจะมีการจัดเรียงประมาณว่าขนานกันไปเรื่อยๆมันเป็นไปได้ที่จะท าการควบคุมการจัดเรียงของ โมเลกุลเหล่านี้ด้วยการปล่อยให้ผลึกเหลว นั้นไหลไปตามพื้นผิวที่เป็นร่องซึ่งถ้าพื้นผิวที่เป็นร่องนี้แต่ละร่อง ขนานกันอยู่เจ้าโมเลกุลก็จะมีการจัดเรียงแบบขนานกันไปด้วย รูปที่ 8.19 การเดินทางของแสงผ่านผลึกเหลวและภาพหน้าจอที่ประกอบด้วยพิกเซลของจอ LCD


8.1.4 จอแอลอีดีทีวี(LED TV) รูปที่ 8.20 Full LED TVและ RGB LED TV แอลอีดีทีวีนั้นแทบไม่มีอะไรแตกต่างจากหลักการท างานของแอลซีดีทีวีเลยจะต่างกันก็เพียงแค่ตรงใน ส่วนของการใช้ชนิดของแหล่งก าเนิดแสงคนละชนิดเท่านั้นเองโดยแอลซีดีทีวีจะใช้หลอด CCFL แต่แอลอีดีทีวี จะใช้หลอดแอลอีดี (LED: Light Emitting Diode) ซึ่งเป็นหลอดไฟขนาดเล็กที่ปัจจุบันเรามักจะพบเห็นกัน โดยทั่วไปทั้งที่อยู่ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพาต่างๆในของเล่นเด็กไฟท้ายรถยนต์รุ่นใหม่ๆหรือ แม้กระทั่งสัญญาณไฟจราจรก็ตามดังนั้นแอลอีดีทีวีมันก็คือแอลซีดีทีวีที่ใช้แหล่งก าเนิดแสงเป็นหลอดแอลอีดี แทนที่จะใช้เป็นหลอด CCFL เนื่องจากหลอดแอลอีดีนี้มีขนาดที่เล็กมากและมีอัตราการบริโภคพลังงานที่น้อย กว่าเมื่อเทียบกับหลอดCCFL การใช้หลอดแอลอีดีก็จะยังคงใช้พื้นที่ที่เล็กกว่าและสิ้นเปลืองพลังงานน้อยกว่า การใช้หลอด CCFL มากขนาดของแอลอีดีทีวีนั้นมีความบางกว่าแอลซีดีทีวี 8.1.5 องค์ประกอบภายนอกหลอดภาพโทรทัศน์สี รูปที่ 8.21 องค์ประกอบภายนอกโทรทัศน์สี


องค์ประกอบภายนอกหลอดภาพโทรทัศน์สี นับตั้งแต่ส่วนในสุดตรงคอหลอดภาพประกอบด้วยดังนี้ 1. โย้ค(Yoke)จะมีทั้งเวอร์ติคอลโย้ค และ ฮอริซอนตอลโย้ค คือ ขดลวด บังคับการสแกนของล า อิเล็กตรอนทางแนวตั้งและแนวนอน ( เหมือนกับโทรทัศน์ ขาวด า ) 2. วงแหวนแม่เหล็ก 2 ขั้วส าหรับปรับความบริสุทธิ์ของสี 3. ชุดวงแหวนแม่เหล็ก 4 ขั้วใช้ส าหรับปรับสแตติกคอนเวอร์เจนช์สีแดงกับสีน้ าเงิน ให้ยิงตรงจุดสี 4. ชุดวงแหวนแม่เหล็ก 6 ขั้ว มี 2 วงซ้อนกันใช้ปรับสแตติกคอนเวอร์เจนช์ (การปรับวงแหวนแม่เหล็ก ต่างๆต้องใช้ประสบการณ์มาก) รูปที่ 8.22 ต าแหน่งแม่เหล็กเพียวริตี้ ( 2 ขั้ว, 4 ขั้ว และ 6 ขั้ว ) ออโตเมตริกซ์ ดีเก๊าซิ่งคอยล์ (Automatic Degaussing Coil ) ในหลอดภาพโทรทัศน์ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ถ้าภายในหลอดภาพโทรทัศน์เกิดมีแม่เหล็กตกค้างท าให้ล า อิเล็กตรอนบ่ายเบนหรือยิงไม่ถูกจุดสีของตนเอง ดังนั้นเมื่อเปิดเครื่องครั้งแรกจะต้องมีการหักล้างอ านาจ แม่เหล็กภายในหลอดภาพ การหักล้างอ านาจแม่เหล็กเรียกว่า ออโตเมตริกซ์ดีเก๊าซิ่งคอยล์ การท างานจะ เป็นไปอย่างอัตโนมัติ คือเมื่อเปิดเครื่องโทรทัศน์ การท างานของออโตเมตริกซ์ดีเก๊าซิ่งคอยล์ จะท างานเพียง 5 – 10 วินาที ก็จะหยุดการท างานหรือการหักล้างแม่เหล็กจะสิ้นสุดลง ขดลวดดีเก๊าซิ่งคอยล์ จะอยู่บริเวณด้านหลังของจอภาพเป็นขดลวดพันด้านนอกของหลอดภาพ


รูปที่ 8.23 แสดงให้เห็นขดลวดดีเก๊าซิ่งคอยล์


ใบความรู้หน่วยที่9 ชื่อรายวิชา เครื่องรับโทรทัศน์ สอนครั้งที่ 15 หน่วยที่ 9 ลูมิแนนซ์และโครมิแนนซ์ จ านวน 6 ชั่วโมง แนวคิด การส่งสัญญาณโทรทัศน์สีจะท าการส่งสัญญาณขาวด า ซึ่งเป็นสัญญาณความส่องสว่างเป็นตัวแรก เรียกสัญญาณนี้ว่า ลูมิแนนซ์(Luminance) หรือ สัญญาณ Yความส่องสว่างมากแสงที่หน้าจอย่อมมากตามไป ด้วย หากภาพนั้นมีความส่องสว่างน้อยภาพจะออกมาด า สัญญาณสี หรือ โครมิแนนซ์(Chrominance) จะส่งสัญญาณความต่างสีของสีแดง (R–Y) กับน้ าเงิน (B–Y)ส่วนสัญญาณความต่างสีเขียว (G–Y) เครื่องรับคืนกลับด้วยวิธีการรวมเฟสในเครื่องรับ การแยกสัญญาณ ทั้ง 2 ออกจากกันเริ่มแยกหลังภาควิดีโอ แอมป์ (Video Amp) โดยจะมีสัญญาณถึง 3 สัญญาณ ดังนี้ 1. ซาวด์ ไอเอฟ 5.5 MHz 2. สัญญาณขาวด า 0–5 MHz 3. สัญญาณสี 4.43 MHz สาระการเรียนรู้ ในเครื่องรับโทรทัศน์ หลังจากภาควิดีโอ แอมป์จะเป็น ภาคลูมิแนนซ์ และโครมิแนนซ์เป็นภาคที่ แตกต่างจากโทรทัศน์ขาวด า อย่างชัดเจน ภาคลูมิแนนซ์ หรือภาคขาวด า หรือภาคขยายสัญญาณวาย (Y) ภาคขยายนี้ยังมีส่วนคล้ายหรือ ใกล้เคียงกับโทรทัศน์ขาวด า โดยจะมีการขยายสัญญาณขาวด า ประมาณ 2–3 ภาค ภาคโครมิแนนซ์หรือสัญญาณสี ภาคโครมิแนนซ์มีบทบาทที่ส าคัญเป็นอย่างมาก เพราะขั้นตอนกว่า จะได้เป็นภาพสีออกมา มีวงจรการท างานค่อนข้างจะสลับซับซ้อนมาก ปัจจุบันวงจรเครื่องรับโทรทัศน์ใช้ไอซีครอบคลุมทั้งภาคลูมิแนนซ์และโครมิแนนซ์แต่นักเรียนยังมี ความจ าเป็นจะต้องศึกษาพื้นฐานเกี่ยวกับการท างานภาคลูมิแนนซ์และโครมิแนนซ์ เพราะจะเป็นแนวทางใน การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง ในด้านสัญญาณภาพไม่ว่าโทรทัศน์ขาวด า หรือสี การด าเนินการจะคล้ายกันตั้งแต่จูนเนอร์ วิดีโอ ไอเอฟ วิดีโอ ดีเทคเตอร์ วิดีโอ แอมป์ หลังจากวงจรวิดีโอ แอมป์ โทรทัศน์ขาวด ากับโทรทัศน์สีจะต่างกัน


จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อนักเรียน เรียนจบแล้วสามารถ 1. บอกวิธีการแยกสัญญาณขาวด าออกจากสัญญาณสีได้ถูกต้อง 2. บอกวิธีการท างานภาคลูมิแนนซ์ได้ถูกต้อง 3. บอกวิธีการท างานภาคโครมิแนนซ์ได้ถูกต้อง 4. อธิบายทิศทางเดินของสัญญาณลูมิแนนซ์และโครมิแนนซ์ได้ถูกต้อง 5. อธิบายการควบคุมระบบการท างานของโครมิแนนซ์ได้ถูกต้อง 6. อธิบายวิธีการรวมสัญญาณขาวด าและสัญญาณสีได้ถูกต้อง 7. อธิบายการท างานวงจรหลอดภาพสีได้ถูกต้อง 8. มีการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้ ในด้านความมีมนุษยสัมพันธ์ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความเชื่อมั่นในตนเอง ความสนใจใฝ่รู้ ความรักสามัคคี ความกตัญญูกตเวที วิธีการแยกสัญญาณขาวด าออกจากสัญญาณสี วิธีการของโทรทัศน์สีขาวด าหรือลูมิแนนซ์ความถี่ 0–5 MHz และสัญญาณสีหรือโครมิแนนซ์ ความถี่ 4.43 MHz สัญญาณต้องแยกออกจากกันก่อน เพื่อไปด าเนินการตามหน้าที่ของตนเอง การแยกสัญญาณทั้ง สองออกจากกันจะเริ่มแยกหลังภาควิดีโอ แอมป์โดยจะมีสัญญาณถึง 3 สัญญาณ 1. ซาวด์ ไอเอฟ 5.5 MHz 2. สัญญาณขาวด า 0–5 MHz 3. สัญญาณสี 4.43 MHz จุด A จะพบว่ามีวงจรกรองความถี่ 5.5 MHz โดยเซรามิกฟิลเตอร์ ดังนั้นสัญญาณจะผ่านได้เพียง สัญญาณ SIF 5.5 MHz เท่านั้น จุด B จะพบว่ามีวงจรแทรป 5.5 MHz และ 4.43 MHz วงจรแทรป คือ วงจรดึงสัญญาณความถี่ที่ไม่ ต้องการให้“บายพาส” ลงกราวด์ - แทรป 5.5 MHz จะดักหรือดึงความถี่ SIF 5.5 MHz ลงกราวด์ - แทรป 4.4 MHz จะดักหรือดึงความถี่ 4.43 MHz ลงกราวด์ ดังนั้นสัญญาณที่เข้า Y–Delay จะเหลือเพียงสัญญาณเดียว คือ สัญญาณลูมิแนนซ์หรือสัญญาณขาวด า หรือสัญญาณ Y จะเข้าสู่กรรมวิธีของภาคลูมิแนนซ์ต่อไป จุด C จะพบว่ามีวงจรกรอง BPF 4.43 MHz (Band Pass Filter) กรองให้เฉพาะความถี่โครมิแนนซ์ 4.43 MHz เท่านั้นที่ผ่านได้


ดังนั้นสัญญาณที่ผ่าน BPF 4.43 MHz คือสัญญาณโครมิแนนซ์ จะผ่านไปยังภาคโครมิแนนซ์ต่อไป (ก่อน BPF บางยี่ห้ออาจจะมีวงจรแทรป 5.5 MHz ร่วมอยู่ด้วย) A B C BPF 4.43 MHz 4.43 MHz Y - Delay 5.5 MHz 5.5 MHz รูปที่ 9.1 การกรองสัญญาณต่าง ๆ ตัวอย่าง การแยกสัญญาณต่าง ๆ ของโทรทัศน์ธานินทร์ ไอซีเบอร์ TA 7606 ขา 12 เป็นเอาต์พุตของภาค วิดีโอแอมป์ สัญญาณ ณ จุดนี้จะมี 3 สัญญาณ คือ 1. SIF 5.5 MHz 2. ลูมิแนนซ์ 0–5 MHz 3. โครมิแนนซ์ 4.43 MHz สัญญาณทั้ง 3 จะเดินไปด้วยกันก่อนผ่าน C31, C32, เซรามิกฟิลเตอร์ 5.5 MHz เซรามิกฟิลเตอร์กรอง ให้เฉพาะความถี่ 5.5 MHz ผ่านได้ความถี่นอกเหนือจากนั้นผ่านไม่ได้ สัญญาณ SIF 5.5 MHz จะไปด าเนินการ ภาคเสียงต่อไป


สัญญาณทั้ง 3 จะเดินเข้าสู่วงจรแทรป T1 (5.5 MHz) แทรป 5.5 MHz จะดักความถี่ SIF 5.5 MHz สัญญาณที่ผ่านได้ คือลูมิแนนซ์และโครมิแนนซ์ไปขยาย Q2 IF HA 1364 T1 C31 C32 IF Video Video 1 16 12 3 1 5.5 MHz Q2 1 รูปที่ 9.2 ชี้ทางเดินของสัญญาณ วิธีการท างานภาคลูมิแนนซ์ ภาคขยายสัญญาณขาวด าหรือสัญญาณลูมิแนนซ์ หรือสัญญาณ Y มีการขยาย 2–3 ภาคเท่านั้นกรรมวิธี คล้ายกับโทรทัศน์ขาวด า แต่มีวิธีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพื่อคุณภาพของภาพที่ดีขึ้น จากการแยกเอาสัญญาณขาวด า ออกจากสัญญาณต่าง ๆ ได้แล้วและสัญญาณขาวด าก็จะน ามาขยาย สัญญาณขาวด า ในภาคลูมิแนนซ์โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. ดีเลย์ไลน์ (Delay Line) จะท าหน้าที่หน่วงสัญญาณให้ช้าลง ประมาณ 0.5 - 1 S หมายความว่า สัญญาณที่เข้ามาจะต้องใช้ในการเดินทางออกมาจากดีเลย์0.5 - 1 S ท าไมต้องมีดีเลย์เพราะว่าต้องให้สัญญาณขาวด าไปพบกับสัญญาณสีพอดีในขณะที่รวมกันในวงจร เมตริกซ์ (Matrix) เนื่องจากว่าวงจรภาคสีมีกรรมวิธีหลายขั้นตอนมากกว่ากรรมวิธีของขาวด า จึงท าให้ขาวด า และสีพบกันพอดี


4 2 3 1 - รูปที่ 9.3 กรรมวิธีด้านสัญญาณ ลูมิแนนซ์ 2. ภาควิดีโอ แอมป์(Video Amp) สัญญาณภาพขาวด าผ่านดีเลย์ไลน์แล้วท าการขยายสัญญาณขาวด า ให้มีก าลังมากขึ้น จากนั้นจะแยกเป็น 2 ทาง คือ สัญญาณด้านหนึ่งจะไปยังภาค คอนทราสต์ คอนโทรล (Contrast Control) อีกทางหนึ่งจะไปเฟรดสตอล แคลมป์ (Pedestal Clamp) 3. คอนทราสต์ คอนโทรล จะด าเนินการควบคุมระดับความเข้มของสัญญาณ โดยการปรับความเข้มอยู่ ที่ระดับแรงดันไฟดีซี ได้มาจากการปรับคอนทราสต์ คอนโทรลหน้าเครื่องรับ ระดับแรงดันไฟดีซีที่ปรับค่าได้ ประมาณ 2–10 V ถ้าระดับแรงดันไฟดีซีสูงความเข้มก็มาก ในทางตรงกันข้ามถ้าระดับแรงดัน ไฟดีซีต่ าความ เข้มก็ลดลง 4. เฟรดสตอลแคลมป์หมายถึง รักษาระดับเฟรดสตอลของสัญญาณภาพโดยปกติ ถ้าปรับระดับ มืดสว่าง ระดับสัญญาณภาพและระดับเฟรดสตอลจะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ท าให้ภาพเกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างกะทันหัน จึงต้องยึดระดับสัญญาณซิงค์ (Sync) ไว้เรียกว่าแคลมป์ (Clamp) คือจะใช้สัญญาณเกต พัลส์ (Gate Pulse) สัญญาณที่ได้มาจากภาคฮอริซอนทอลมายึดระดับสัญญาณซิงค์ไว้ การปรับมืด และสว่าง จะน าแรงดันไฟดีซีจากการปรับไบรท์แนสคอลโทรล (Brightness Control) มา ควบคุมการปรับมืดและสว่างของภาพ จากนั้นน าสัญญาณจาก 2 แหล่ง คือคอนทราสต์ คอนโทรล (Contrast Control)และเฟรดสตอล แคลมป์ รวมเข้าด้วยกันได้เป็นสัญญาณขาวด าที่สมบูรณ์พร้อมที่จะน าไปรวมกับสัญญาณสี


วิธีการท างานภาคโครมิแนนซ์ วิธีการท างานของภาคโครมิแนนซ์หรือสัญญาณด้านสี มีขั้นตอนการท างานสลับซับซ้อนมากกว่าขาวด า สัญญาณสีที่ส่งมาจากสถานีส่ง จะมีอยู่ 3 สัญญาณหลัก คือ 1. สัญญาณสี(B–Y) คือสัญญาณสีน้ าเงิน 2. สัญญาณสี(R–Y) คือสัญญาณสีแดง 3. สัญญาณสี(G–Y) จะมาด าเนินการในเครื่องรับโทรทัศน์คืนสีที่สามออกมา รูปที่ 9.4 กรรมวิธีด้านสัญญาณสี การแยกสัญญาณสีออกจากขาวด า สัญญาณภาพรวมระหว่างสัญญาณสีกับสัญญาณขาวด า จะมาด้วยกันก่อน พอเข้าหน่วยบีพีเอฟ (BPF) 4.43 MHz หน่วยบีพีเอฟ 4.43 MHz จะกรองให้เฉพาะสัญญาณสีเท่านั้นผ่านได้ส่วนสัญญาณขาวด าจะผ่าน ไม่ได้ เมื่อสัญญาณสีผ่านได้ก็จะเข้าสู่กรรมวิธีของด้านสัญญาณโครมิแนนซ์ การขยายสัญญาณสี หรือ สัญญาณโครมิแนนซ์ มีวงจรค่อนข้างสลับซับซ้อนกว่าด้านสัญญาณขาวด าเมื่อ เข้าใจการแยกเอาเฉพาะสัญญาณสีมาได้แล้ว ต่อไปกรรมวิธีของภาคสี วิธีการศึกษาแบ่งได้เป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่1 การขยายสัญญาณสีขั้นแรก หลังจากที่หน่วยแบนด์พาสฟิลเตอร์ (BPF : Band Pass Filter) แยกเฉพาะสัญญาณสี4.43 MHz ออกมาจากสัญญาณขาวด าได้แล้ว สัญญาณสีประกอบด้วย สัญญาณ (B–Y) หรือสัญญาณยู (U) และสัญญาณ (R–Y) หรือสัญญาณวี(V) และยังมีสัญญาณเบริสต์ (Burst) ความถี่ 4.43 MHz โดยจะด าเนินกรรมวิธีของภาค สีดังนี้ หน่วย เอซีซีแอมป์ (ACC Amp) เป็นวงจรขยายภาคแรกของโทรทัศน์สี โทรทัศน์รุ่นเก่าเรียกว่า แบนด์ พาส แอมป์ (Band Pass Amp) ขยายสัญญาณสีอย่างอัตโนมัติด้วยวงจรเอซีซี (ACC : Automatic Color Control) การท างานถ้าสัญญาณสีเข้ามามากกว่าปกติ จะลดการขยายลงและถ้าสัญญาณสีเข้ามาน้อย กว่าปกติ จะเพิ่มการขยายให้สูงขึ้น ดังนั้นระดับของสัญญาณสีจะมีขนาดสม่ าเสมอตามต้องการ เอาต์พุต สัญญาณ สัญญาณ ภาพรวม บีพีเอฟ BPF เอซีซี แอมป์ ACC Amp คัลเลอร์ คอนโทรล โครม่า เอาต์พุต เบริสต์ Burst วงจรตัดสีอัตโนมัติ ACK


หน่วยโครม่าแอมป์ (Chroma Amp) จะน าสัญญาณสีที่ได้จากหน่วย ACC ด าเนินการขยายสัญญาณ ให้สูงขึ้น หน่วยคัลเลอร์ คอนโทรล (Color Control) ปรับความเข้มมากน้อยของสัญญาณสี โดยการควบคุมจะ ติดต่อด้านหน้าของเครื่องรับโทรทัศน์เพื่อให้ผู้ชมเลือกระดับความเข้มมากหรือน้อยตามความต้องการ หน่วยโครม่า เอาต์ (Chroma Out) เป็นภาพขยายสุดท้ายของการขยายครั้งแรก เพื่อให้ได้ระดับของ การขยายเป็นไปอย่างเหมาะสม และส่งต่อไปยังวงจรแยกสัญญาณ (B–Y) และ (R–Y) ขั้นตอนที่ 2 การแยกสัญญาณ (B–Y) และ (R–Y) รูปที่ 9.5 บล็อกไดอะแกรมการแยกสัญญาณ (B–Y) และ (R–Y) สัญญาณจากการขยายสีครั้งแรก สัญญาณสีจะรวมกันมาก่อนระหว่างสัญญาณสี(B–Y) หรือตัวแทน สียู (U) กับ (R–Y) ตัวแทนสีวี (V) ในการดีมอด สัญญาณสี (B–Y) มีเฟสคงที่จะแยกไปหน่วยบวก ส่วนสัญญาณ (R–Y) จะต้องมีการสลับเฟส 0–180 องศา เส้นเว้นเส้น (คุณลักษณะของระบบ PAL) วิธีการแยกจะให้ สัญญาณส่วนหนึ่งไปก่อน อีกส่วนหนึ่งจะผ่านดีเลย์ไลน์64 µS จะได้ สัญญาณ (B–Y) หรือ (U) ไปทางหน่วย ผสมเชิงบวก ส่วน (R–Y) จะไปหน่วยผสมเชิงลบ ระหว่างหน่วยทั้งสองจะรวมวงจรปรับเฟสของสัญญาณ เมื่อ ได้สัญญาณ (B–Y) และ (R–Y) แล้วจะต้องส่งสัญญาณทั้งสองเข้าสู่หน่วย (B–Y Demod) และ (R–Y Demod) ดีเลย์ไลน์ ปรับเฟส B–Y R–Y อินพุต B – Y R – Y


ขั้นตอนที่ 3 การดีมอดูเลเตอร์(Demodulator) รูปที่ 9.6 บล็อกไดอะแกรมการดีมอดสัญญาณ (B–Y) และ (R–Y) จากการที่เครื่องส่งสัญญาณสีออกอากาศได้ต้องน าสัญญาณ (B–Y) หรือ (U) และสัญญาณ (R–Y) หรือ (V) น าสัญญาณทั้งสองผสมกับคลื่นพาหะรอง เรียกว่า ซับแคร์เรีย (Sub–Carrier 4.43 MHz) วิธีการนี้เรียกว่า การมอดูเลชั่น พอมาถึงเครื่องรับ เครื่องรับจะต้องสร้างคลื่นพาหะรอง เรียกว่า ซับแคร์เรีย (Sub–Carrier 4.43 MHz)เข้าไปหักล้างกับคลื่นพาหะรองที่มาจากเครื่องส่ง วิธีการนี้เรียกว่า ดี–มอดูเลชั่น การดีมอด บี–วาย (B–Y Demod) (B–Y Demod) จะด าเนินการได้เลย เพราะเฟสของสัญญาณคงที่ ดังนั้นจะน าเอาคลื่นพาหะรองหรือซับ แคร์เรีย (Sub–Carrier 4.43 MHz) ที่สร้างขึ้นมาเริ่มด าเนินการหักล้างกับคลื่นพาหะรองได้เลยท าให้ได้เป็น สัญญาณ (B–Y) เพื่อส่งให้หน่วยเมทริกซ์ (Matrix) ต่อไป ซับแคร์เรีย (Sub–Carrier) ได้มาจากการท างานของวงจรวีซีโอ (VCO : Voltage Control Oscillator) จะสร้างความถี่ 4.43 MHz (B–Y) Output (B–Y) Demod (R–Y) Demod PAL SW 0/180 ดีเลย์ไลน์ ปรับเฟสสี ฟลิปฟล็อป 90 องศา (R–Y) Output เบิรสต์ เอพีซี ไอเดนต์ 7.8 MHz ซับแคร์เรีย 4.43 MHz อินพุต สัญญาณสี รวม


การดีมอด อาร์–วาย (R–Y Demod) (R–Y Demod) จะดีมอดโดยตรงไม่ได้ จะต้องสลับเฟส 0–180 การสลับเฟสจะท าเส้นเว้นเส้นของการ สแกนทางแนวนอน ความถี่ของแนวนอน คือ 15,625 Hz การกลับเฟส คือการท างานครึ่งหนึ่ง คือ 15,625 Hz หาร 2 เท่ากับความถี่ 7.8 kHz เรียกว่าความถี่ไอเดนต์7.8 kHz (I Densification) การสลับเฟสเส้นเว้นเส้นจะกระท าด้วยพัลส์สวิตช์(PAL SW) เป็นสวิตช์อิเล็กทรอนิกส์สัญญาณที่มา ก าหนดให้พัลส์สวิตช์ท างานคือความถี่ไอเดนต์7.8 kHz เพื่อการรักษาเฟสของสัญญาณให้ถูกต้อง จะต้องน าเอาความถี่ไอเดนต์7.8 kHz ไปเปรียบเทียบกับ เฟสของฮอริซอลทอล (Horizontal) ในหน่วยฟลิปฟล็อป (F–F) เมื่อเฟสของสัญญาณถูกต้องแล้วจึงน าไปเป็น สัญญาณก าหนด พัลส์ สวิตช์(PAL SW) ท างาน สัญญาณ (R–Y)ก่อนการดีมอดยังต้องเยื้องเฟสกับ (B–Y) อยู่ 90 องศา เมื่อขั้นตอนต่าง ๆถูกต้องจะได้เป็น สัญญาณ (R–Y) เพื่อส่งให้หน่วยเมตริกซ์ (Matrix) ต่อไป คลื่นพาหะรอง หรือ ซับแคร์เรีย 4.43 MHz หรือเรียกว่า วีซีโอ (VCO : Voltage Control Oscillator) รุ่นใหม่จะสร้างความถี่ 8.86 MHz (จะมีวงจรหารสอง 4.43 MHz เท่าเดิม) ขั้นตอนที่ 4 อาร์จีบี เมตริกซ์ (RGB Matrix) จากการผ่านขั้นตอน (B–Y Demod) และ (R–Y Demod) ส่งเข้าหน่วยเมทริกซ์(Matrix) เพื่อก่อให้เกิด สัญญาณ (G–Y) (สัญญาณ G–Y ไม่ได้มาจากสถานีส่ง) หน่วยเมทริกซ์ (Matrix) เมื่อสัญญาณทั้งสามเข้ามาก็จะ ส่งให้เกิดแม่สีหลัก คือ - สีแดง หรือ อาร์ (R) - สีเขียว หรือ จี(G) - สีน้ าเงิน หรือ บี (B) สัญญาณแม่สีทั้งสามนั้นไม่มีกระแสเพียงพอที่จะท าให้หลอดภาพท างานได้ต้องน าไปขยายแต่ละแม่สี ก่อน ในภาคขยายสุดท้ายของแต่ละแม่สีคือ - สีแดง (R) ไปขยายภาค อาร์-เอาต์ (R-Out) - สีขียว (G) ไปขยายภาค จี-เอาต์(G-Out) - สีน้ าเงิน (B) ไปขยายภาค บี-เอาต์(B-Out)


รูปที่ 9.7 บล็อกไดอะแกรมของวงจรเมทริกซ์(Matrix) ขั้นตอนที่5 วงจรตัดสี วงจรตัดสี (Color Killer) หรือ การขจัดสีอัตโนมัติ(ACK : Automatic Color Killer) จะตัดการท างาน ของภาคสี หรือไม่ให้วงจรขยายภาคสีท างาน 1. การรับสัญญาณภาพขาวด า ในส่วนของสัญญาณจะไม่มีสัญญาณเบริสต์ (Burst) จะต้องตัดการ ขยายภาพสีออก ให้โทรทัศน์สีท างานเฉพาะภาคขาวด าอย่างเดียว ภาพที่ปรากฏจึงเป็นภาพ ขาว-ด า 2. ตรวจสอบสัญญาณเบริสต์ (Burst) ว่ามีหรือไม่ เช่น ขณะเครื่องรับโทรทัศน์สีเปลี่ยนหาสถานีรับ เมื่อไม่มีสัญญาณเบิรสต์จะเห็นว่าหน้าจอโทรทัศน์มีสโนว์เป็นขาวด า สัญญาณเบริสต์ผิดพลาดหรือไม่ หรือ ระดับสัญญาณเบริสต์ต่ ากว่าปกติ ถ้าหน่วยเอซีเค (ACK : Automatic Color Killer) ตรวจพบจะต้องให้ภาคสี หยุดท างาน 3. ตรวจสอบการท างานของ เอพีซี (APC : Automatic Phase Control) โดยการน าเอาเฟส สัญญาณเบริสต์ 4.43 MHz เปรียบเทียบกับคลื่นพาหะรอง (Sub Carrier 4.43 MHz) อย่างใดอย่างหนึ่ง ผิดพลาด หน่วยเอซีเค (ACK) ต้องการท างาน คือ การท างานของภาคขยายสี 4. ตรวจการท างานของฟลิป–ฟล็อป (F–F) เป็นการตรวจสอบเฟสของความถี่ไอเดนต์7.8 kHz กับ เฟสของฮอร์พัลส์(Hor Pulse) ไม่ตรงกัน หรือความถี่อย่างใดอย่างหนึ่งผิดพลาด ท าให้การบังคับพัลล์สวิตซ์ (PAL SW) ผิดพลาดด้วยหน่วย เอซีเค (ACK) จะท างานโดยการหยุดหรือตัดการท างานภาคสี 5. การตัดการท างานของภาคสี โดยการตรวจสอบของหน่วย ACK จะส่งสัญญาณไปตัดการท างาน ของภาค ACC Amp หรือ Chroma Out วงจรใดวงจรหนึ่ง ภาคสีก็จะหยุดการท างาน ภาพที่ปรากฏจึงมี เฉพาะภาพขาวด า เท่านั้น สัญญาณสีแดง สัญญาณสีเขียว สัญญาณสีน้ าเงิน สัญญาณลูมิแนนซ์(Y) (R–Y) ดีมอดูเลชั่น (G–Y) เมทริกซ์ (B–Y) ดีมอดูเลชั่น RGB Matrix


Click to View FlipBook Version