The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เครื่องรับโทรทัศน์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nara.sr2525, 2023-05-08 02:31:28

เครื่องรับโทรทัศน์

เครื่องรับโทรทัศน์

Keywords: เครื่องรับโทรทัศน์

สัญญาณด้านภาพ สัญญาณด้านภาพจะเข้าสู่วิดีโอดีเทคเตอร์ (Video Detector) เป็นแบบเอเอ็ม ดีเทคเตอร์ คือการตัด หรือบายพาสแคร์เรียลงกราวด์ ดังนั้นสัญญาณด้านภาพขณะนี้จะเหลือวิดีโอ ซิกแนล (Video Signal) หรือ สัญญาณทางไฟฟ้าของภาพ วิดีโอ แอมป์ (Video Amp) จะเป็นภาคขยายสัญญาณด้านภาพ โดยน าเอาวิดีโอ ซิกแนล มาท าการ ขยายก าลังให้สูงขึ้นเพียงพอต่อความต้องการแล้วส่งวิดีโอ ซิกแนล ที่ถูกขยายให้กับหลอดภาพ หลอดภาพ เมื่อมีสัญญาณทางไฟฟ้าของภาพ หรือ วิดีโอ ซิกแนล มาต่อเข้าหลอดภาพ จะท าหน้าที่ เปลี่ยนจากสัญญาณทางไฟฟ้าของภาพให้เป็นภาพ ความรู้เกี่ยวกับโทรทัศน์สี การที่คนเราสามารถมองเห็นสีสันต่าง ๆ ย่อมจะมีความเป็นธรรมชาติ หลังจากที่การคิดค้นเครื่องส่ง โทรทัศน์ขาวด าเป็นผลส าเร็จก็มีการค้นคว้าพัฒนาเพื่อให้สามารถส่งโทรทัศน์สีโทรทัศน์สีมีองค์ประกอบ มีขั้นตอนต่าง ๆ ที่สลับซับซ้อนมากมาย แต่มนุษย์เราก็ประสบความส าเร็จในที่สุดสามารถสร้างเครื่องส่ง โทรทัศน์สี ประเทศไทยเริ่มมีกิจการโทรทัศน์สีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 และในปัจจุบันเทคโนโลยีต่าง ๆ ถูกพัฒนา จนถึงยุคไมโครคอมพิวเตอร์ ความสามารถในการมองเห็นภาพเป็นสีต่าง ๆ ของดวงตามนุษย์ มีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ 1. ความส่องสว่าง เรียกว่า ไบรท์เนส (Brightness) หมายถึง ปริมาณของแสงสว่างที่สะท้อนเข้า สู่ดวงตามีความสว่างแตกต่างกันคือบางสีจะมีความสว่างมาก บางสีจะมีความสว่างน้อย เช่น สีเหลือง จะสว่างมากกว่าสีน้ าเงิน 2. สีสันเรียกว่า ฮิว (Hue) เป็นความรู้สึกที่สามารถบอกวัตถุที่ก าลังมองว่าเป็นสีอะไร เช่น สิ่งของเหมือนวัตถุนั้นเป็นสีแดง,เขียว,เหลือง ดังนั้นความสามารถของดวงตามองเห็นเป็นสีอะไรขึ้นอยู่กับวัตถุ นั้นสะท้อนสีอะไรให้กับดวงตา 3. ความเข้มเรียกว่า แซตทูเรชั่น (Saturation) เป็นความสามารถบอกถึงรายละเอียด เช่น มองเห็นวัตถุเป็นสีเหลือง, เหลืองเข้ม, หรือเหลืองเจือจาง ย่านความถี่แสงและความยาวคลื่นสีสันต่างๆ ที่เกิดจากการที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือเกิดจากธรรมชาติ จะมีทั้งสีมองเห็นและสีที่มองไม่เห็น คลื่นแสงที่สามารถมองเห็นจะอยู่ระหว่างรังสีอินฟราเรด ( Infrared) กับรังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet) ส่วนที่นอกเหนือจากนี้จะมองไม่เห็นสี สีสันทั้งหลายต่างมีพลัง แม่เหล็กไฟฟ้า คือ มีความยาวคลื่นและความถี่ของแต่ละสีจะไม่เท่ากัน - สีม่วง (Violet) มีความยาวคลื่นประมาณ 400 -450 มิลลิไมครอนหรือนาโนเมตร - สีน้ าเงิน (Blue) มีความยาวคลื่นประมาณ 450-500 มิลลิไมครอนหรือนาโนเมตร - สีเขียว (Green) มีความยาวคลื่นประมาณ 500- 570 มิลลิไมครอนหรือนาโนเมตร - สีเหลือง (Yellow) มีความยาวคลื่นประมาณ 570-590 มิลลิไมครอนหรือนาโนเมตร - สีส้ม (Orange) มีความยาวคลื่นประมาณ 590-610 มิลลิไมครอนหรือนาโนเมตร - สีแดง (Red) มีความยาวคลื่นประมาณ 610-700 มิลลิไมครอนหรือนาโนเมตร


รูปที่ 5.3 ความถี่แสงและความยาวคลื่น หลักการผสมสี หลักการผสมสี คือการน าเอาแม่สี ( Primary Color) 3 แม่สีมาผสมเข้าด้วยกันจะก่อให้เกิดสีสันต่างๆ หลักการผสมสีจะมี 2 ลักษณะ คือแบบแอ็ดดิทีฟ (Additive) และแบบซับแทรกทีฟ (Subtractive) 1. การผสมแบบ แอ็ดดิทีฟ (Additive) การผสมในลักษณะนี้จะน าเอาแม่สี 3 แม่สี คือแดง,เขียว และน้ าเงิน เมื่อน ามาผสมกันเข้าจะได้สีที่ เจือจางกว่าเดิม การผสมแบบแอ็ดดิทีฟ จะน ามาใช้ในกิจการโทรทัศน์ รูปที่ 5.4 การผสมสีแบบแอ็ดดิทีฟ (Additive) แม่สี หรือ ไพรมารี่ คัลเลอร์(Primary Color) จะประกอบไปด้วย 1. สีแดง (Red=R) 2. สีเขียว (Green=G) 3. สีน้ าเงิน (Blue=B) แสงจากดวงอาทิตย์ แท่งแก้วปริซึม


เมื่อน าแม่สี 2-3 แม่สีมาผสมกันเข้าจะเกิดสีต่าง ๆ เช่น แดง (R) + เขียว (G) = สีเหลือง (Yellow) เขียว (G) + น้ าเงิน (B) = สีฟ้า (Cyan) น้ าเงิน (B) + แดง (R) = สีม่วง (Magenta) แดง (R) + เขียว (G) + น้ าเงิน (B) = สีขาว (White) ในการผสมลักษณะนี้คือ การน าเอาแม่สีมาผสมกันเข้าในอัตราส่วนที่เหมาะสมจึงจะได้สีตามที่กล่าวมา ข้างต้น การผสมลักษณะนี้จะใช้ในกิจการโทรทัศน์ กล้องถ่ายโทรทัศน์สีจะต้องมีกล้องเล็กๆ 3 กล้อง คือ กล้องสีแดง, กล้องสีเขียว และกล้องสีน้ าเงิน ส่วนหลอดภาพโทรทัศน์สีก็จะมีชุดปล่อยแม่สี 3 ชุด คือแม่สีแดง (RK) แม่สีเขียว (GK) แม่สีน้ าเงิน (BK) 2. การผสมแบบซับแทรกทีฟ(Subtractive) การผสมแบบซับแทรกทีฟ จะมีแม่สี 3 แม่สี มาผสมกัน ได้แก่ 1. แดง 2. น้ าเงิน 3. เหลือง การผสมแบบนี้จะใช้สีเข้มข้นมากกว่าเดิม จะเป็นการผสมใช้ในงานวาดเขียนหรือการพิมพ์ แดง + เหลือง = แดง, เหลือง แดง + น้ าเงิน = สีม่วง เหลือง + น้ าเงิน = เขียว แดง + เหลือง + น้ าเงิน = ด า , รูปที่ 5.5 การผสมสีแบบซับแทรกทีฟ (Subtractive)


สัดส่วนการผสมแสงสี ในวิธีการของโทรทัศน์ สัญญาณส่องสว่าง เรียกว่า สัญญาณลูมิแนนซ์ (Luminance) หรือสัญญาณ Y จะเป็นส่วนที่จะชี้บอกความส่องสว่างของสีนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการผสมสีจากแม่สีผลจากการทดลอง เมื่อน าหลอดไฟสีแดง สีน้ าเงินสีเขียวให้มีอัตราส่วนที่เหมาะสมจะเห็นเป็นสีขาวได้จากสมการ Y = 0.30 R + 0.59 G + 0.11B จากสมการสัญญาณลูมิแนนซ์หรือสัญญาณ Y เกิดจากการรวมตัวของแสงสว่างแต่ละสี หลอดไฟสีแดง ความสว่าง 30 % หลอดไฟสีเขียว ความสว่าง 59 % หลอดไฟสีน้ าเงิน ความสว่าง 11 % จากการทดลองแสดงว่าความเข้มของสีต่าง ๆ ของทั้งสามสีมีความส่องสว่างไม่เท่ากันมีอัตราส่วนที่ เหมาะสมจึงจะได้เป็นสีขาว ดังนั้นจะสามารถน าไปหาค่าความส่องสว่างแต่ละสีได้ดังต่อไปนี้ Y = 0.30R + 0.59G + 0.11B หาค่า R – Y = R – (0.30R + 0.59G + 0.11B) = R – 0.30R – 0.59G – 0.11B R – Y = 0.70R – 0.59G – 0.11B (1) หาค่า B – Y = B – (0.30R + 0.59G + 0.11B) = B – 0.30R – 0.59G – 0.11B B – Y = 0.89B – 0.59G – 0.30R (2) หาค่า G – Y = G – (0.59G + 0.30R + 0.11B) = G – 0.59G – 0.30R – 0.11B G – Y = 0.41G – 0.30R – 0.11B (3) การรับส่งโทรทัศน์สีจะต้องพิจารณาน าสัญญาณที่น าไปใช้ คือ Y เป็นสัญญาณส่องสว่าง (Luminance) เกิดจากสัญญาณ R+G+B ในอัตราส่วนที่เหมาะสม วิธีการค านวณได้นี้เป็นค่าสัญญาณทางไฟฟ้าได้จากกล้องถ่ายโทรทัศน์สี ส าหรับค่าต่าง ๆ มีรายละเอียด แทนค่าในตาราง ตัวอย่างความส่องสว่างของแต่ละสีดังนี้ ภาพสีเหลือง จะท างานเฉพาะกล้องสีแดงกับสีเขียว Y = 0.30R + 0.59G + 0B = 0.89 ภาพสีฟ้า จะท างานเฉพาะกล้องสีเขียวกับสีน้ าเงิน Y = 0R + 0.59G + 0.11B ดังนั้น Y = 0.70 ภาพสีแดง จะท างานเฉพาะกล้องสีแดง Y = 0.30R + 0G + 0B ดังนั้น Y = 0.30 ภาพสีน้ าเงิน จะท างานเฉพาะกล้องสีน้ าเงิน Y = 0R + 0G + 0.11B ดังนั้น Y = 0.11 ภาพสีด า กล้องทั้ง 3 จะไม่ท างาน คือ ไม่มีสัญญาณเอาต์พุต Y = 0


การสร้างสัญญาณสีจากภาพสี ภาพที่ปรากฏอยู่ทั่วๆ ไป ที่เราสามารถมองเห็นเป็นภาพสี จะประกอบด้วยสีสันต่าง ๆ ส่วนที่เปลี่ยน สัญญาณภาพสีเป็นสัญญาณสี ได้แก่ กล้องถ่ายโทรทัศน์สีและหลอดภาพสี จะสร้างสัญญาณสีไม่ครบ แต่จะ สร้างขึ้นมาเพียง 3 สี เท่านั้น คือ สีแดง (R) สีเขียว (G) สีน้ าเงิน (B) ถ้าต้องการได้สีอื่นจะต้องน าสัญญาณสีทั้ง 3 ไปผสมกันแบบแอ็ดดิทีฟ เมื่อน าสัญญาณ R, G, B ผ่านวงจรเมทริกซ์จะได้สัญญาณ Y, B-Yและ R-Y (ไม่มีG-Y) รูปที่ 5.6 ระดับสัญญาณจากกล้องถ่ายจะได้สัญญาณลูมิแนนซ์, B – Y และ R – Y สัญญาณลูมิแนนซ์(Y) สัญญาณ (B – Y) สัญญาณ (R – Y) ขาว เหลือง ฟ้า เขียว ชมพู แดง น้ าเงิน ด า 0.89 0.70 0.59 0.41 0.30 0.11 0.89 - 0.89 0.30 -0.30 -0.59 0.59 0.11 -0.11 -0.70 -0.59 0.59 0.70


เครื่องส่งโทรทัศน์สีระบบ PAL รูปที่ 5.7 สัญญาณจากกล้องทั้ง 3 เมื่อผ่านเมทริกซ์(Matrix) รูปที่ 5.8 บล็อกไดอะแกรมเครื่องส่งโทรทัศน์สีระบบPAL รูปที่ 5.8 บล็อกไดอะแกรมเครื่องส่งโทรทัศน์สีระบบ PAL เมทริกซ์ น้ าเงิน (B) (GB) (B)(((B)(B ) แดง (R) เขียว (G) Y B - Y R - Y กล้อง เมทริกซ์ สัญญาณเอาต์พุต แอ็ดเดอร์3 วิดีโอซิกแนล แอมปลิฟาย เครื่องส่ง เมทริกซ์ R Y ฟิลเตอร์ ยู – มอดูเลชั่น แอ็ดเดอร์2 B -Y ฟิลเตอร์ วี – มอดูเลชั่น R -Y B + 90 - 90 G ซับแคร์เรีย สวิตช์ชิ่งซิกแนล 7.8 kHz แอ็ดเดอร์ 1 ดีเลย์ไลน์ สัญญาณซิงโครไนเซชั่น 15,625 Hz 4.43 MHz


สัญญาณทางไฟฟ้าจากกล้องถ่ายแต่ละกล้อง คือ สัญญาณเอาต์พุตจากกล้องสีแดง (R) กล้องสีเขียว (G) และกล้องสีน้ าเงิน (B) ขั้นตอนต่อไปจะน าสัญญาณทั้ง 3 มาเข้าวงจร เมทริกซ์ จะก่อให้เกิดสัญญาณ 1. สัญญาณขาวด า ลูมิแนนซ์(Luminance) หรือ สัญญาณ Y 2. สัญญาณสี โครมิแนนซ์(Chrominance) ประกอบด้วยสัญญาณ (R–Y) และ (B–Y) สัญญาณสีไม่มีสัญญาณ ( G–Y) สาเหตุเป็นเพราะว่าถ้าน าสัญญาณ (G–Y) มาด าเนินด้วยจะมีปัญหามาก เพราะขอบเขตการส่องสว่างสูงเทียบกับสีทั้งสอง (Y = 0.30R + 0.59G + 0.11B) จะเกิดการรบกวนระหว่าง สัญญาณสีต่อสัญญาณสีได้ง่าย แต่สัญญาณ (G–Y) จะถูกสร้างขึ้นในเครื่องรับโทรทัศน์ วิธีการด าเนินการด้านสัญญาณขาวด า (Luminance หรือ Y) จากกล้องถ่ายสีแดง (R) สีเขียว (G) และสีน้ าเงิน (B) มาผ่านเข้าวงจรเม ทริกซ์ (Matrix) จะได้สัญญาณ ภาพขาวด าตามหลักของโทรทัศน์ขาวด าในส่วนของสัญญาณขนาดนี้ยังไม่สมบูรณ์จะต้องน าไปรวมกับสัญญาณ ควบคุมคือสัญญาณซิงโครไนเซชั่นในภาคแอ็ดเดอร์ 1 (Adder 1) รูปที่ 5.9 บล็อกไดอะแกรมด้านลูมิแนนซ์ เมทริกซ์ (Matrix) เมื่อน าสัญญาณจากกล้องถ่าย R - G - B มาเข้าวงจรเมทริกซ์(Matrix) จะท าให้เกิดสัญญาณภาพ ขาวด าหรือลูมิแนนซ์หรือ Y ส่งเข้าภาคแอ็ดเดอร์1 ซิงโครไนเซชั่น (Synchronization) จะน าเอาสัญญาณซิงโครไนเซชั่น ประกอบด้วย - Hor Sync, Hor Blank - Ver Sync, Ver Blank - Equalizing Pulse สัญญาณทั้งหมดเหมือนโทรทัศน์ขาวด า หน่วยแอ็ดเดอร์ 1 น าสัญญาณขาวด าและซิงโครไนเซชั่น รวมเข้าด้วยกันก่อให้เกิดสัญญาณที่สมบูรณ์ เรียกว่า คอมโพสิต วิดีโอ ซิกแนล (Composite Video Signal) สัญญาณภาพขาวด าประกอบด้วยสัญญาณต่าง ๆ ดังนี้ สัญญาณซิงโครไนเซชั่น แอ็ดเดอร์ 1 ดีเลย์ไลน์ แอ็ดเดอร์ 3 สัญญาณ Y เครื่องส่ง สัญญาณจากภาคโครมิแนนซ์ วิดีโอซิกแนล แอมปลิฟาย


รูปที่ 5.10 สัญญาณภาพขาวด า ที่ประกอบด้วยสัญญาณต่าง ๆ จากรูปที่ 5.10 ภาพนี้คือ ภาพสัญญาณขาวด า 1 เส้น (H1) ใน 1 ภาพจะต้องมี 625 เส้น ฮอ ซิงค์ อยู่ระดับ 100 % เป็นสัญญาณไปควบคุมเส้นสะบัดกลับในแนวนอน ฮอ แบล็งกิ้ง อยู่ระดับ 75 % เป็นสัญญาณท าให้เส้นสะบัดกลับมืด จะมีทั้งบ่าหน้าและบ่าหลัง ระดับสัญญาณภาพ โดยภาพระดับต่าง ๆ ถูกก าหนดโดยประมาณดังนี้ ระดับขาว – ด า ประมาณ 10 – 15 % ระดับเทา – ประมาณ 40 – 50 % ระดับด า – สุด 70 % เวอร์ซิงค์ เป็นสัญญาณไปควบคุมเส้นสะบัดกลับในแนวตั้ง เวอร์แบล็งกิ้ง เป็นสัญญาณท าให้เส้นสะบัดกลับแนวตั้งมืด คือมองไม่เห็นสะบัดกลับ อิควอไลซิ่งพัลส์ เป็นสัญญาณควบคุมการท างานของแนวตั้ง ดีเลย์ไลน์ (Delay Line) ดีเลย์ไลน์ จะท าหน้าที่หน่วงสัญญาณให้ช้าลงคือมีระยะเวลาการท างาน หมายความว่า สัญญาณอินพุต (INPUT) เข้ามาที่หน่วยดีเลย์ไลน์ จะต้องมีเวลาการท างานระยะหนึ่งจึงจะมีสัญญาณออกที่เอาต์พุต เหตุที่ต้อง หน่วงสัญญาณด้านขาวด าให้ช้าลงเพราะทางด้านสีหรือการท างานของด้านโครมิแนนซ์มีการท างานหลาย ขั้นตอนจึงต้องใช้ระยะเวลาการท างานนานกว่าขาวด า แต่มีวิธีการอยู่ว่าสัญญาณทั้งขาวด าและสีต้องผสมกันใน เวลาที่เหมาะสมสัญญาณทั้งสองจึงจะมีการท างานที่ถูกต้อง ดังนั้นจ าเป็นจะต้องหน่วงสัญญาณขาวด าไว้ระยะ หนึ่งก่อนที่จะท าการผสมกัน (ในเครื่องรับโทรทัศน์สีก็มีหลักการท างานคล้ายกัน) หน่วยแอ็ดเดอร์ 3 จะน าสัญญาณจาก 2 แหล่งมารวมเข้ากัน คือ 1. สัญญาณลูมิแนนซ์ ( Luminance) หรือสัญญาณ Y หรือสัญญาณภาพขาวด าที่เป็นสัญญาณภาพที่ สมบูรณ์เรียกว่า คอมโพสิต วิดีโอ ซิกแนล (Composite Video Signal) 2. สัญญาณสีหรือโครมิแนนซ์ (Chrominance) โดยสัญญาณสีจะประกอบไปด้วย สัญญาณ (B–Y) หรือสัญญาณ U สัญญาณ (R–Y) หรือสัญญาณ V (จะไม่มีสัญญาณ G–Y) เมื่อสัญญาณจาก 2 แหล่งมารวมกัน เข้าแล้วจะได้เป็นสัญญาณภาพที่สมบูรณ์ คือ คอมโพสิต วิดีโอ ซิกแนล ฮอซิงค์ ฮอแบล็งกิ้ง 100 % 75 % 40-50 % 15 % สัญญาณภาพขาว – ด า


หน่วยวิดีโอ ซิกแนลแอมป์ จะเป็นวงจรขยายคอมโพสิต วิดีโอ ซิกแนล ให้มีก าลังสูงขึ้นตามต้องการแล้วน าไปเข้าเครื่องส่งโทรทัศน์ ส่งออกทางสายอากาศต่อไป วิธีการด าเนินการด้านสัญญาณสี (Chrominance) 1. สร้างสัญญาณสี (R–Y) และ (B–Y) จะเห็นได้ว่าสัญญาณ (G–Y) ที่เครื่องส่งจะไม่ได้ส่งสัญญาณ G–Y จะต้องไปสร้างขึ้นที่เครื่องรับโทรทัศน์ 2. สร้างเครื่องพาหะรอง เรียกว่า ซับแคร์เรีย 4.43 MHz 3. สร้างสัญญาณเบิรสต์(Burst) หรือสัญญาณซิงค์ (Sync) ของสีความถี่4.43 MHz 4. สร้างสวิตช์ชิ่งซิกแนล (Switching Signal) 7.8 kHz 5. วิธีการยู–มอดูเลชั่น (U–Modulation) และวี–มอดูเลชั่น (V–Modulation) 1. สร้างสัญญาณสีR–Y และ B–Y จากกล้องถ่ายสีแดง (R) สีเขียว (G) และสีน้ าเงิน (B) สัญญาณจะเข้าสู่หน่วย Matrix ก่อให้เกิดสัญญาณ สีสัญญาณหลัก คือสัญญาณ (B–Y) เรียกว่า สัญญาณ U สัญญาณ (R–Y) เรียกว่า สัญญาณ V จะเห็นได้ว่าไม่มี (G–Y) เมื่อได้สัญญาณ U และ V แล้วจะด าเนินตามกรรมวิธีด้านสี 2. สร้างซับแคร์เรีย 4.43 MHz การสร้างซับแคร์เรีย 4.43 MHz สาเหตุที่ต้องมีการสร้างคลื่นพาหะรองหรือซับแคร์เรีย 4.43 MHz ส าหรับน าไปมอดูเลชั่นกับสัญญาณ ( B–Y) และ (R–Y) ท าหน้าที่คลื่นพาหะของสีเมื่อผสมเข้าด้วยกันแล้วจะ กลายเป็นสัญญาณน าออกอากาศและยังป้องกันไม่ให้สัญญาณทั้งสองสอดแทรกเข้ากับสัญญาณขาวด าจึง เปรียบเสมือนการห่อหุ้มสัญญาณ (B–Y) และ (R–Y) วิธีการมอดูเลชั่นจะเป็นแบบ เอเอ็ม (AM) รูปที่5.11 สัญญาณ (R-Y) และ (B-Y) จากวงจร Matrix สัญญาณ (B – Y) สัญญาณ (R – Y) 0.89 - 0.89 0.30 -0.30 -0.59 0.59 0.11 -0.11 -0.70 -0.59 0.59 0.70


รูปที่ 5.12 วิธีการมอดูเลชั่น ความกว้างของสัญญาณ ( B–Y) และ (R–Y) เรียกว่า แบนด์วิดท์ ของสัญญาณ (B–Y) และ (R–Y) สัญญาณยู (U) เป็นตัวแทนสัญญาณสีบี–วาย (B–Y) สัญญาณวี (V) เป็นตัวแทนสัญญาณสีอาร์–วาย (R–Y) จะมีแบนด์วิดธ์ ข้างละ 1 MHz รูปที่ 5.13 แบนด์วิดธ์(Band Width) ของสัญญาณยูและวี และต าแหน่งซับแคร์เรีย 3.สัญญาณเบิรสต์ (Burst) หรือเรียกว่า สัญญาณซิงค์ (Sync) ของสี สัญญาณเบิรสต์ หรือ ซิงค์สีจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคอยควบคุมเฟส (Phase) ของสีให้คงที่สม่ าเสมอจะมี ความถี่เท่ากับซับแคร์เรีย สัญญาณเบิรสต์จะมีความถี่เท่ากับ 4.43 MHz ต าแหน่งของสัญญาณเบิรสต์จะวางไว้ ที่บ่าหลังสัญญาณ ฮอแบล็ง (Hor Blank) ทุก ๆ รูปสัญญาณ 0 1 2 3 4 5 6 7 1.25 MHz ไซด์แบนด์ของสี 1 MHz 1 MHz ซาวด์แคร์เรีย ซับ แคร์เรีย 4.43 MHz วิดีโอ แคร์เรีย สัญญาณที่จะท าการมอดูเลชั่น แคร์เรีย สัญญาณที่มอดูเลชั่น


รูปที่ 5.14 ต าแหน่งเบิรสต์ที่อยู่บนบ่าหลังฮอแบล็ง รูปที่ 5.15 ต าแหน่งเบิรสต์จะอยู่บนบ่าหลังของ ฮอแบล็งทุก ๆ ลูก 3. สร้างสัญญาณสวิตชิ่ง ซิกแนล (Switching Signal) สัญญาณสวิตชิ่ง ซิกแนล หรือ สัญญาณไอเดนต์ ( I dent) 7.8 MHz ก าหนดให้พัลส์สวิตช์ ( PAL SW) ท างานจะเป็นสวิตช์อิเล็กทรอนิกส์จะสลับเฟสของสัญญาณระหว่าง +90 องศา และ -90 องศา สัญญาณไอเดนต์ 7.8 MHz ท าหน้าที่สลับการท างานของพัลส์ สวิตช์ ( PAL SW) เพื่อก าหนดให้ สัญญาณ (R–Y) สลับ เฟสบวก 90 องศา และลบ 90 องศา (0 -180 องศา) เส้นหนึ่งเป็นเฟสบวกอีกเส้นหนึ่ง เป็นเฟสลบการสลับเฟสจะด าเนินการอย่างต่อเนื่องโดยมีสัญญาณเบิรสต์สอดแทรกเข้ามาด้วย สัญญาณ เบิรสต์ สัญญาณ โครมิแนนซ์ สัญญาณ เบิรสต์ ซิงค์ 100 % สัญญาณลูมิแนนซ์ 100 % Sync เบิรสต์ Black 75 % สัญญาณแบล็งกิ้ง 70 % 20 % 0 %


รูปที่ 5.16 การท าสัญญาณสวิตชิ่งมาก าหนดท างานพัลส์สวิตช์ 5. วิธีการ ยู- มอดูเลชั่น และวี- มอดูเลชั่น การมอดูเลชั่น หมายถึง การน าคลื่นพาหะรองหรือซับแคร์เรีย จะท าการมอดูเลชั่นต้องก าหนดให้ สัญญาณเยื้องเฟสกันอยู่ 90 องศาก่อนเพื่อป้องกันการรบกวน รูปที่ 5.17 สัญญาณ U จะน าหน้าสัญญาณ V อยู่ 90 องศา ด้านสัญญาณ (B–Y) หรือสัญญาณ U (สัญญาณ U ตัวแทนคือสัญญาณ B-Y) สัญญาณ B–Y เมื่อผ่าน หน่วยกรอง (Filter) ให้สัญญาณ (B–Y) จะต้องท ามุม 0 (ส่วน (R–Y) จะต้องท ามุม 90 องศา) หมายความว่า สัญญาณทั้งสองเยื้องเฟสกัน วิธีการยู – มอดูเลชั่น คือ น าเอาสัญญาณซับแคร์เรีย 4.43MHz มามอดูเลชั่นเข้า กับสัญญาณ (B–Y) จากนั้นเรียกสัญญาณ U เป็นตัวแทนของสัญญาณ (B–Y) ไปรอรวมสัญญาณ V ในหน่วย แอ็ดเดอร์ (Adder) สัญญาณ ( R–Y) หรือสัญญาณ V (สัญญาณ V คือตัวแทน (R–Y)) เมื่อผ่านหน่วยกรอง จะต้องสลับเฟส ของซับแคร์เรียคือ +90 องศา และ -90 องศา เส้นเว้นเส้นโดยน าเอาสัญญาณไอเดนต์ 7.8 kHz มาก าหนดให้ พัลส์ สวิตช์ท าหน้าที่สลับเฟสสัญญาณซับแคร์เรียจะถูกด าเนินการมอดูเลชั่นในวงจรวี –มอดูเลชั่น โดยมี สัญญาณเบิรสต์สอดแทรกเข้ามาด้วย เบิรสต์ 4.43 MHz ซับ แคร์เรีย 4.43 MHz วี – มอดูเลชั่น ไอเดนต์ 7.8 MHz สัญญาณ (R – Y) U V 45o 90o + 90 % - 90 %


เมื่อผ่านขั้นตอนยู –มอดูเลชั่นและวี–มอดูเลชั่น ก็จะน าสัญญาณมารวมกันเข้าในหน่วยแอ็ดเดอร์ 2 ก็เสร็จสิ้นวิธีการทางด้านสัญญาณสีเพื่อน าไปรวมกับสัญญาณลูมิแนนซ์ในแอ็ดเดอร์3 ต่อไป รูปที่ 5.18 การน า(R – Y)และ(B – Y)มาท าการมอดูเลชั่น วิธีการน าสัญญาณ (R–Y) และ (B–Y) มาท าการมอดูเลชั่น 1. รูปสัญญาณ (R–Y) ที่ออกจากวงจรไปเม ทริกซ์จะน าไปมอดูเลชั่น คือ การเอาสัญญาณ ( R–Y) รวมเข้ากับคลื่นพาหะรอง ความถี่ 4.43 MHz จะได้รูปสัญญาณ (R–Y) มอดูเลชั่นหรือวี–มอดูเลชั่น 2. รูปสัญญาณ (R–Y) และ (B–Y) จากมอดูเลชั่นมารวมเข้าด้วยกันจะได้สัญญาณโครมิแนนซ์ 3. รูปสัญญาณ (B–Y) ที่ออกจากวงจรเมตริกซ์จะน าไปมอดูเลชั่น คือ การน าเอาสัญญาณ (B–Y) รวมเข้ากับคลื่นพาหะรอง ความถี่ 4.43 MHz จะได้รูปสัญญาณ (B–Y) มอดูเลชั่นหรือยู–มอดูเลชั่น R – Y B – Y (R–Y) Modulation Modulation (B–Y) Modulation Chrominance + 0 - + 0 - + 0 - + 0 - + 0 - + 0 -


สรุปรูปสัญญาณที่เครื่องส่งโทรทัศน์สี รูปที่ 5.19 การผสมสัญญาณรวมสีและสัญญาณขาวด ารวมทั้งต าแหน่งสัญญาณเบิรสต์ 100 % 75 % 60 % 40 ด า - 50 % เทา 15 % ขาว สัญญาณภาพขาวด า แบล็งกิ้ง ซิงค์ Chrominanc e เบิรสต์ เบิรสต์ สัญญาณสี สัญญาณภาพขาวด า


หลักการเครื่องรับโทรทัศน์สีเบื้องต้น หลักการเครื่องรับโทรทัศน์สีเบื้องต้น โดยพิจารณาว่าเครื่องรับโทรทัศน์สีจะคล้ายกับเครื่องรับโทรทัศน์ ขาวด าจะแตกต่างเฉพาะเครื่องรับโทรทัศน์สีจะเพิ่มวงจรภาคสีหรือโครมิแนนซ์ รูปที่ 5.20 บล็อกไดอะแกรมเครื่องรับโทรทัศน์สีเบื้องต้น สัญญาณจากสถานีส่ง จะประกอบไปด้วยสัญญาณหลัก 2 สัญญาณ 1. สัญญาณด้านเสียง 2. สัญญาณด้านภาพ 2.1 สัญญาณด้านขาวด า 2.2 สัญญาณด้านสี 2.3 สัญญาณซิงโครไนเซชั่น สัญญาณเข้ามาที่สายอากาศ จะเข้าสู่วงจรของเครื่องรับ คือ จูนเนอร์จะเลือกรับสถานีที่ต้องการและ ด าเนินวิธีการของจูนเนอร์จะได้สัญญาณเอาต์พุต คือ VIF และ SIF สัญญาณด้านเสียง สัญญาณด้านเสียงจะเข้าสู่วงจรซาวด์ ดีเทคเตอร์ หรือ เอฟเอ็ม ดีเทคเตอร์ การดีเทคเตอร์ คือ การตัด หรือบายพาส (By Pass) สัญญาณอาร์เอฟ ( RF) หรือแคร์เรีย ลงกราวด์ ดังนั้นสัญญาณด้านเสียงขณะนี้จะ เหลือเฉพาะซาวด์ ซิกแนลหรือสัญญาณทางไฟฟ้าของเสียงเพื่อลงไปขยายเสียงต่อไป ออดิโอแอมป์เป็นวงจรขยายเสียง โดยการน าเอาซาวด์ ซิกแนล ด าเนินการขยายก าลังให้มีก าลังเพียงพอ ต่อความต้องการแล้วส่งไปยังล าโพงท าหน้าที่เปลี่ยนจากซาวด์ซิกแนล เป็นเสียง สัญญาณด้านภาพ สัญญาณด้านภาพจะมีทั้งสัญญาณขาวด าและสีรวมมาด้วยกันเข้าวงจรวิดีโอ ดีเทคเตอร์ ภาควิดีโอ ดีเทคเตอร์ ท าการตัดหรือบายพาส สัญญาณอาร์เอฟ หรือแคร์เรียลงกราวด์ ดังนั้นสัญญาณด้านภาพขณะนี้จะ เหลือเฉพาะ (Composite Video Signal) สัญญาณขาวด าและสีจะท าการแยกออกจากกัน ซาวด์ ดีเทคเตอร์ ออดิโอ แอมป์ วิดีโอ ดีเทคเตอร์ ลูมิแนนซ์ โครมิแนนซ์ จูนเนอร์ วงจร เมทริกซ์ SP CRT


ด้านขาวด าหรือลูมิแนนซ์ สัญญาณขาวด าจะผ่านดีเลย์ ไลน์จะท าการหน่วงสัญญาณขาวด าให้ช้าลง เนื่องจากในด้านสีนั้นมีวงจรที่ สลับซับซ้อนมากท าให้การท างานต้องใช้เวลานาน ดังนั้นเพื่อให้สัญญาณขาวด าไปพบกับสัญญาณสีพอดีในตอน รวมกันเข้าจึงจ าเป็นจะต้องหน่วงสัญญาณขาวด าไว้ก่อน ลูมิแนนซ์ คือ การขยายสัญญาณขาวด า จะมีภาคขยายเพียง 2 -3 ภาค ก็จะสมบูรณ์จะส่งไปรอรวมกับ สัญญาณสีที่วงจรเมทริกซ์ ด้านสัญญาณสีหรือโครมิแนนซ์ มีกรรมวิธีหรือขั้นตอนการท างานค่อนข้างจะสลับซับซ้อนมาก คือ น าเอาสัญญาณ (R–Y) และ (B–Y) มาด าเนินการตามขั้นตอนและสร้างสัญญาณ ( G–Y) ได้สัญญาณสีหลัก คือ สัญญาณสีแดง (R) สัญญาณสีเขียว (G) และสัญญาณสีน้ าเงิน (B) แล้วน าไปรวมกับสัญญาณด้านขาวด า ที่วงจร เมทริกซ์ วงจรเมทริกซ์ จะท าการผสมสัญญาณขาวด าและสัญญาณสีเข้าด้วยกัน แล้วจึงส่งต่อให้หลอดภาพสี หลอดภาพสี หลอดภาพที่จะน าเอาแม่สีหลัก คือ แม่สีแดง ( R) แม่สีเขียว ( G) แม่สีน้ าเงิน (B) แล้วด าเนินการตาม กรรมวิธีของหลอดภาพสีแม่สีต่างๆ จะท าการผสมสีแล้วยิงอิเล็กตรอนไปกระทบที่หน้าจอ เพื่อให้มองเห็นเป็น ภาพสี มาตรฐานการรับส่งโทรทัศน์ คณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิทยุระหว่างประเทศ (CCIR: International Committee) ได้แต่งตั้ง คณะท างานเพื่อก าหนดด้านเทคนิคของโทรทัศน์ขาวด าที่มีใช้อยู่ในประเทศต่างๆ มีอยู่หลายระบบ คือ แบบ 525 เส้น System M แบบ 625 เส้น System C, B, G, H, I, K, L, N แบบ 819 เส้น System E, F 5.1 มาตรฐานการส่งโทรทัศน์ขาวด า มาตรฐานการส่งโทรทัศน์ขาวด าครั้งแรกประเทศไทยใช้ระบบของอเมริกา 525 เส้น ต่อมาเปลี่ยนเป็น ระบบของยุโรป 625 เส้น (PAL – B) ประมาณปี พ.ศ. 2510 ทุกสถานีได้เปลี่ยนแปลงมาส่งโทรทัศน์สีใช้ระบบ PAL – B จนถึงปัจจุบัน ดังนั้นถ้าเป็นระบบ PAL – B ขาวด าและสีใช้มาตรฐานอย่างเดียวกัน


PAL-B รายการด้านเทคนิค มาตรฐาน 1. ใช้ระบบ System PAL-B 2. จ านวนเส้น 625 เส้น 3. จ านวน Frame (2 Frame = 1 Field) 50 4. จ านวนภาพ ต่อ วินาที 25 ภาพ 5. การสแกน Interlace Scanning 6. ความถี่ของ Horizontal 15,625 Hz 7. ความถี่ของ Vertical 50 Hz 8. อัตราส่วนจอภาพ (กว้าง : สูง) 4:3 9. ขอบเขตความกว้างของสัญญาณภาพ 5 MHz 10. ของเขตความกว้างของช่อง (Band Width) 7 MHz 11. ระยะห่างของคลื่นพาหะของเสียงและคลื่นพาหะของภาพ 5.5 MHz 12. คลื่นพาหะของภาพอยู่ห่างจากความถี่ต่ าสุด 1.25 MHz 13. คลื่นพาหะของเสียงห่างจากความถี่สูงสุด 0.25 MHz 14. ความกว้างของภาพ (Upper Side Band) 5 MHz 15. ความกว้างของ Vertigial Side Band 0.75 MHz 16. ระดับสัญญาณ ซิงค์ (Sync Lever) 100 % 17. ระดับแบล็งกิ้ง (Blanking Level) 75 % 18. ระดับขาวสุดของภาพประมาณ 12 % 19. ระดับด าสุดของภาพประมาณ 70 % 20. ซับแคร์เรีย 4.43 MHz


มาตรฐานการส่งโทรทัศน์สี เนื่องด้วยประเทศไทยได้ส่งโทรทัศน์สีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 ในระบบ PAL-B ส่งย่าน VHF ช่อง 3, 5, 7, 9, 11 ในย่าน VHF จะเพิ่มสถานีส่งไม่ได้อีก ถ้าจะท าการเปิดสถานีส่งโทรทัศน์สีขึ้นมาใหม่จะต้องส่งความถี่ย่าน UHF เท่านั้น ในอนาคตอาจจะส่งด้วยระบบ PAL-G PAL-G รายการด้านเทคนิค มาตรฐาน 1. ใช้ระบบ System PAL-G 2. จ านวนเส้น 625 เส้น 3. จ านวน Frame (2 Frame = 1 Field) 50 4. จ านวนภาพ ต่อ วินาที 25 ภาพ 5. การสแกน Interlace Scanning 6. ความถี่ของ Horizontal 15,625 Hz 7. ความถี่ของ Vertical 50 Hz 8. อัตราส่วนจอภาพ (กว้าง : สูง) 4:3 9. ขอบเขตความกว้างของสัญญาณภาพ 5 MHz 10. ของเขตความกว้างของช่อง (Band Width) 7 MHz 11. ระยะห่างของคลื่นพาหะของเสียงและคลื่นพาหะของภาพ 5.5 MHz 12. คลื่นพาหะของภาพอยู่ห่างจากความถี่ต่ าสุด 1.25 MHz 13. คลื่นพาหะของเสียงห่างจากความถี่สูงสุด 0.25 MHz 14. ความกว้างของภาพ (Upper Side Band) 5 MHz 15. ความกว้างของ Vertigial Side Band 0.75 MHz 16. ระดับสัญญาณ ซิงค์ (Sync Level) 100 % 17. ระดับแบล็งกิ้ง (Blanking Level) 75 % 18. ระดับขาวสุดของภาพประมาณ 12 % 19. ระดับด าสุดของภาพประมาณ 70% 20. ซับแคร์เรีย 4.43 MHz 21. ความถี่ของเสียง (SC)(เสียง 2 ภาษา) ภาษาที่ 1 (SC1) ภาษาที่ 2(SC2) 5.5 MHz 5.74 MHz


เปรียบเทียบ Band Width ระบบ PAL- B และ PAL-G คุณลักษณะของระบบ PAL-B รูปที่ 5.21 ความกว้างของความถี่ของแต่ละช่องระบบ PAL-B 1. ความกว้างของช่อง (Channel Band Width) = 7 MHz 2. ความกว้างของความถี่ภาพ (Upper Side Band) = 5 MHz 3. ความกว้างของ Vestigial Side Band = 0.75 MHz 4. ความถี่ของภาพและความถี่ของเสียงห่างกัน = 5.5 MHz 5. ความถี่ของภาพห่างจากความถี่เริ่มต้นของช่อง = 1.25 MHz 6. ความถี่ของเสียงห่างจากความถี่สูงสุดของช่อง = 0.25 MHz 7 MHz VC LSB USB CC SC -1.25 -0.75 0 +4.43 +5 +5.5 +5.75 MHz 0 dB -10 dB -13 dB -16 dB -10 dB -20 dB


คุณลักษณะของระบบ PAL-G รูปที่ 5.22 คุณลักษณะของระบบ PAL-G VC = Video Carrier = 1.25 MHz (ห่างจากความถี่ด้านต่ า) SC1 = Sound Carrier 1 = 5.5 MHz SC2 = Sound Carrier 2 = 5.74 MHz CC = Color Carrier = 4.43 MHz VSB = Vestigial Side Band USB = Upper Side Band ระบบเสียง 2 ภาษา (Dual Sound) 5.75 ซิงค์เซปเปอร์เรเตอร์(Sync Separator) วิธีการของโทรทัศน์ ในด้านสัญญาณภาพมิใช่ว่าจะส่งสัญญาณภาพมาเพียงอย่างเดียว โดยให้เครื่อง ท างานอย่างมีอิสระ ในลักษณะนี้เครื่องรับก็สามารถด าเนินการได้ แต่ภาพที่ปรากฏบนจออาจจะเกิดการ ผิดพลาดได้ เช่น ภาพเลื่อนไป –มา ทางซ้ายทางขวา หรือเลื่อนขึ้นเลื่อนลง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว เครื่องส่งจะต้องมีสัญญาณควบคุมมาพร้อมกับการส่งสัญญาณภาพด้วย เพื่อให้เครื่องรับและสถานีส่งเกิดการ ท างานที่พร้อมกันหรือตรงกัน เรียกว่า การซิงโครไนเซชั่น (Synchronization) สัญญาณที่จะมาควบคุมให้ การท างานของเครื่องรับเป็นไปอย่างถูกต้องเรียกสัญญาณภาพสมบูรณ์หรือเรียกว่าคอมโพสิต วิดีโอ ซิกแนล ประกอบด้วยสัญญาณหลัก คือ 8 MHz LSB USB CC -1.25 -0.75 0 +4.43 +5 +5.5 +5.74 SC1 SC2 VC PAL-G MHz 0 dB -10 dB -20 dB -30 dB -20 dB -13 dB


- วิดีโอ ซิกแนล (Video Signal) - ฮอซิงค์ (Hor– Sync) - ฮอแบล็ง (Hor– Blank) - เวอร์ซิงค์ (Ver – Sync) - เวอร์แบล็ง (Ver–Blank) - อิควอไลซิ่ง พัลส์ (Equalizing Pulse) จะน าสัญญาณเหล่านี้เข้าสู่วงจรซิงค์เซปเปอร์เรเตอร์ เพื่อท าการด าเนินการให้เหลือเฉพาะเวอร์ซิงค์ และฮอซิงค์ไปใช้งานต่อไป วงจรซิงค์เซปเปอร์เรเตอร์ วงจรซิงค์เซปเปอร์เรเตอร์ จะน าสัญญาณภาพที่สมบูรณ์คือคอมโพสิต วิดีโอ ซิกแนลมาด าเนินการตัด สัญญาณทั้งหมดให้เหลือเฉพาะเวอร์ซิงค์ ความถี่ 50 Hz และฮอซิงค์ ความถี่ 15,625 Hz รูปที่ 5.23 วงจรซิงค์เซปเปอร์เรเตอร์ จากรูปที่ 5.23 สัญญาณที่ป้อนเข้าวงจรซิงค์เซปเปอร์เรเตอร์ ได้แก่ คอมโพสิต วิดีโอ ซิกแนล น าสัญญาณนี้ผ่านเข้าวงจรซิงค์เซปเปอร์เรเตอร์ท าการตัดระดับสัญญาณต่ ากว่า 75 % ทิ้ง สัญญาณที่เหลือคือ สัญญาณที่สูงกว่า 75 % ขึ้นไปเหลือเฉพาะเวอร์ซิงค์กับฮอซิงค์เท่านั้น H H V Composite Video Signal Sync Separator


รูปที่ 5.24คอมโพสิต วิดีโอ ซิกแนล จากรูป 5.24 จะเป็นสัญญาณคอมโพสิต วิดีโอ ซิกแนล ซึ่งประกอบด้วย - วิดีโอ ซิกแนล (Video Signal) - ฮอซิงค์ (Hor– Sync) - ฮอแบล็ง (Hor – Blank) - เวอร์ซิงค์ (Ver – Sync) - เวอร์แบล็ง (Ver–Blank) - อิควอไลซิ่ง พัลส์ (Equalizing Pulse) C1 R1 R2 R4 H H V Sync output +B รูปที่ 5.25 ซิงค์เซปเปอร์เรเตอร์ 100 75 50 25 0 25 50 75 100 ฮอซิงค์100 % เวอร์ซิงค์100 % ฮอแบล็ง 75 % เวอร์แบล็ง 75 % วิดีโอ ซิกแนล


เมื่อทราบถึงจุดประสงค์ของภาคซิงค์เซปเปอร์เรเตอร์ ต้องการระดับสัญญาณที่สูงกว่าระดับ แบล็งกิ้ง (Blanking) คือ 75 % ขึ้นไป โดยก าหนดให้วงจรทรานซิสเตอร์ (Transistor) ท างานหรือน ากระแสได้ เฉพาะตอนส่วนสูงของสัญญาณมากกว่าระดับ 75 % ขึ้นไป ถ้าต่ ากว่าระดับ 75 % แล้วทรานซิสเตอร์จะ หยุดท างานหรือหยุดน ากระแส วิธีแยก ซิงค์ พัลส์ (Sync Pulse) อันประกอบด้วย 1. เวอร์ซิงค์ ความถี่ 50 Hz 2. ฮอซิงค์ ความถี่ 15,625 Hz ขั้นตอนต่อไปจะต้องแยกซิงค์ เวอร์ซิงค์ ความถี่ 50 Hz ไปควบคุมภาคเวอร์ติคอล แยกด้วยวงจรโลว์ พาส ฟิลเตอร์ ( Low Pass Filter) หรืออินติเกรเตอร์ (Integrator) R1 R2 C1 C2 V-Sync H-Sync V-Sync รูปที่ 5.26 วงจรโลว์ พาส ฟิลเตอร์ ลักษณะการท างาน วงจรโลว์ พาส ฟิลเตอร์หรืออิน ทิเกรเตอร์โลว์ พาส ฟิลเตอร์ คือ กรองให้เฉพาะความถี่ต่ าเท่านั้นผ่านได้ ทางด้านอินพุตของวงจรสัญญาณที่เข้ามามีเวอร์ซิงค์ความถี่ 50 Hz (ความถี่ต่ า) และฮอซิงค์ความถี่ 15,625 Hz (ความถี่สูง) สัญญาณทั้งสองนี้จะผ่าน R1 , R2 , C1และ C2 , C1และ C2 มีผลต่อความถี่สูงจะท าการ บายพาสความถี่สูงลงกราวด์ดังนั้นสัญญาณเอาต์พุตจึงเหลือเฉพาะเวอร์ซิงค์เท่านั้น เอาต์พุตของวงจรโลว์ พาส ฟิลเตอร์ มีเฉพาะเวอร์ ซิงค์ ความถี่ 50 Hz เพื่อไปควบคุมการท างาน ทางเวอร์ติคอลต่อไป ฮอซิงค์ความถี่ 15,625 Hz ไปควบคุมภาคฮอริซอนทอล แยกด้วยวงจรไฮ ฟิลเตอร์ ดิฟเฟอเรนติเอเตอร์


R1 R2 C1 C2 H-Sync H-Sync V-Sync รูปที่ 5.27 วงจรไฮ พาส ฟิลเตอร์ ลักษณะการท างาน วงจรไฮพาส ฟิลเตอร์ หรือดิฟเฟอเรนติเอเตอร์ คือ วงจรกรองให้เฉพาะความถี่สูงผ่านได้เท่านั้นผ่านได้ อินพุตของวงจรสัญญาณที่เข้ามามีเวอร์ ซิงค์ ความถี่ 50 Hz (ความถี่ต่ า) และฮอซิงค์ความถี่ 15,625 Hz (ความถี่สูง) สัญญาณทั้งสองผ่าน C1 , C2 และ R1 , R2 , C1 , C2จะมีผลให้ความถี่สูงผ่านได้สะดวกมาก ความถี่สูงจะผ่านทางด้าน C1 และ C2 ความถี่ต่ าจะไม่ผ่าน C1 และ C2 สัญญาณเอาต์พุตจะเหลือ เฉพาะฮอซิงค์เท่านั้น เอาต์พุตของวงจรไฮ พาส ฟิลเตอร์มีเฉพาะฮอซิงค์ความถี่ 15,625 Hz เพื่อไปควบคุมการ ท างานภาคฮอริซอนตอลต่อไป วงจรซิงค์เซปเปอร์เรเตอร์ สัญญาณจะเข้าสู่วงจรซิงค์เซปเปอร์เรเตอร์ คือ คอมโพสิต วิดีโอ ซิกแนล สัญญาณเอาต์พุตของขา 3 ของไอซี UPC1366 จะท าการแยกไปหลายทิศทาง - SIF 5.5 MHz - Video Out - Sync Separator ทรานซิสเตอร์ ท าหน้าที่ซิงค์เซปเปอร์เรเตอร์ คือ Q501 ทางเดินของสัญญาณจากขา 3 ของไอซี UPC1366 จะเข้าวงจรซิงค์เซปเปอร์เรเตอร์โดยผ่าน R501, C502, C501, R502 เข้าขาเบสของทรานซิสเตอร์ (Q501) สัญญาณออกที่ขาคอลเล คเตอร์เหลือเพียงฮอซิงค์และเวอร์ซิงค์เท่านั้น เพื่อจะไปด าเนินการแยก ฮอซิงค์ออกจากเวอร์ซิงค์ต่อไป ตัวอย่างที่ 1 วงจรซิงค์เซปเปอร์เรเตอร์ โทรทัศน์ ขาว-ด า ยี่ห้อ International


3 Q501 R502 R504 R505 R506 C501 R501 C502 C503 R503 C504 รูปที่ 5.28 วงจรซิงค์เซปเปอร์เรเตอร์ ตัวอย่างที่ 2 ภาค Sync Separatorใช้ไอซี ของโทรทัศน์สี ไอซีเบอร์TA7698AP ในการพิจารณาในวงจร Sync Separator ในไอซี รูปที่ 5.29 โครงสร้างภายในไอซีเบอร์ TA7698AP AFC SyncSep AFC Out In


อาการขัดข้องของวงจร Sync Separator 1. สัญญาณ Composite Video Signal จะเข้าสู่ภาค Sync Separator เพื่อที่จะเลือกเอาเฉพาะ Ver–Sync ความถี่ 50 Hz และ Hor–Sync ความถี่ 15,625 Hz 2. สัญญาณ Ver–Sync ความถี่50 Hz ไปควบคุมการท างานของภาค Ver–Osc ความถี่ 50 Hz อาการที่ 1 ถ้าวงจรภาค Sync Separator ไม่ท างาน คือ ไม่มี Ver–Sync ความถี่ 50 Hz และไม่มี Hor–Sync ความถี่ 15,625 Hz ภาพจะเกิดอาการล้มและเลื่อนตลอดเวลา รูปที่ 5.30 อาการที่ 1 ภาพล้มซ้ายขวา อาการที่ 2 ไม่มี Ver–Sync ความถี่ 50 Hz แต่มี Hor–Sync ความถี่ 15,625 Hz ปกติ อาการที่ปรากฏ “ภาพเลื่อนขึ้นลงตลอดเวลา” รูปที่ 5.31 อาการที่ 2 ภาพเลื่อนขึ้นลงตลอดเวลา ภาพเลื่อนขึ้นลง


ใบความรู้หน่วยที่6 ชื่อรายวิชา เครื่องรับโทรทัศน์ สอนครั้งที่11 – 12 หน่วยที่ 6 การท างานของจูนเนอร์และสัญญาณภาพ จ านวน 12 ชั่วโมง แนวคิด จูนเนอร์ ( Tuner) เป็นอุปกรณ์ในภาครับสํวนหน๎าที่รับสัญญาณจากระบบสายอากาศจากสถานีสํงใน ปัจจุบันแบํงเป็นความถี่ยําน ( VHF) และยําน ( UHF) เพื่อเลือกเฟ้นความถี่ที่ต๎องการรับช ม โดยรายละเอียด ของจูนเนอร์ประกอบด๎วยวงจรยํอยๆ 3 สํวน คือ วงจรขยายความถี่วิทยุ ( RF Amplifier) วงจรผสมสัญญาณ (Mixer) และวงจรผลิตความถี่ (Oscillator) สัญญาณภาพและสัญญาณเสียงสํงมาในเวลาพร๎อมกันเข๎าจูนเนอร์ วงจรจูนเนอร์ท าหน๎าที่เลือกรับเพียง ครั้งละ 1 สถานี แปลงแคร์เรียที่สํงมาจากเครื่องสํงให๎เป็นความถี่ไอเอฟ เรียกวํา วิดีโอ ไอเอฟ (VIF) ระบบการ แปลงความถี่ใช๎หลักซุปเปอร์เฮตเทอโรดายน์เกิดเป็นความถี่ 3 ความถี่คือ 1. ความถี่ไอเอฟของภาพ 38.9 MHz 2. ความถี่แคร์เรียของไอเอฟเสียง 33.4 MHz 3. ความถี่ซับแคร์เรียของสัญญาณสี 34.47 MHz สาระการเรียนรู้ 1. ภาคจูนเนอร์หรือ ฟรอนต์เอนด์ (Front End) เป็นภาครับภาคแรกที่ท าหน๎าที่รับสัญญาณโทรทัศน์ จากสถานีสํงเข๎ามาแปลงสัญญาณ RF ให๎เป็นสัญญาณ IF 2. ชนิดของจูนเนอร์มี 2 ชนิด คือ ชนิดกลไกและชนิดอิเล็กทรอนิกส์ ปัจจุบันใช๎แบบอิเล็กทรอนิกส์ 3. สัญญาณความถี่ตํางๆ ที่ออกจากขา IF Output ของจูนเนอร์ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อนักเรียน เรียนจบแล๎วสามารถ 1. บอกจุดประสงค์ของภาคจูนเนอร์ได๎ถูกต๎อง 2. อธิบายการท างานภาคอาร์เอฟ แอมพลิฟายเออร์ได๎ถูกต๎อง 3. อธิบายการท างานของภาคออสซิลเลเตอร์และมิกเซอร์ได๎ถูกต๎อง 4. บอกชนิดของจูนเนอร์ได๎ถูกต๎อง 5. อธิบายการท างานอิเล็กทรอนิกส์จูนเนอร์แบบซินซิไซเซอร์ได๎ถูกต๎อง 6. อธิบายการท างานระบบสายอากาศโทรทัศน์ได๎ถูกต๎อง 7. อธิบายการท างานภาคตําง ๆ ของสัญญาณภาพได๎ถูกต๎อง 8. อธิบายการท างานระบบไอเอฟของภาพได๎ถูกต๎อง 9. อธิบายการท างานระบบดีมอดูเลเตอร์และเอเอฟซีรุํนใหมํได๎ถูกต๎อง 10. อธิบายการท างานระบบไอเดนต์ภาพได๎ถูกต๎อง


11. มีการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม คํานิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ครูสามารถสังเกตเห็นได๎ ในด๎านความมีมนุษยสัมพันธ์ ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความเชื่อมั่นในตนเอง ความสนใจใฝ่รู๎ ความรักสามัคคี ความกตัญญูกตเวที จูนเนอร์มีหน๎าที่รับสัญญาณโทรทัศน์จากสถานีสํงตํางๆ ที่สํงสัญญาณโทรทัศน์มาในรูปของคลื่น แมํเหล็กไฟฟ้า ประกอบด๎วย สัญญาณภาพและเสียง สัญาณแบลงกิ้ง สัญญาณซิงค์ สัญญาณอีควอไลซิ่ง และ สัญญาณเบริสต์ จุดประสงค์ของภาคจูนเนอร์ เลือกรับสัญญาณจากสถานีสํงเพื่อรับชมเพียงครั้งละ 1 สถานี แล๎วท าการแปลงแคร์เรียที่สํงมาจาก เครื่องสํงให๎เป็นความถี่ไอเอฟ ซึ่งเรียกวํา วิดีโอ ไอเอฟ ( VIF) ระบบของการแปลงความถี่ใช๎หลัก ซุปเปอร์เฮตเทอโรดายน์ คือ จะมีวงจรออสซิลเลเตอร์ท าการผลิตความถี่ให๎สูงกวําความถี่ของสัญญาณภาพที่ รับเข๎ามาเทํากับ 38.9 MHz เข๎าไปท าการบีทความถี่ที่มาจากสถานีสํง ผลของการบี ทจะเกิดเป็นความถี่ อินเตอร์มีเดียฟรีเควนซี่ ( Intermediate Frequency) ซึ่งในระบบไอเอฟนี้จะท าให๎เกิดความถี่ที่ส าคัญ 3 ความถี่ คือ เกิดความถี่ไอเอฟของภาพ ( Picture IF Frequency) มีความถี่เทํากับ 38.9 MHz เกิดเป็นความถี่ แคร์เรียของไอเอฟเสียง ( SoundIF Carrier Frequency) มีความถี่เทํากับ 33.4 MHz เกิดความถี่ซับแคร์เรีย ของสัญญาณสี (Colour Sub-Carrier Frequency) มีความถี่เทํากับ 34.47 MHz ปัจจุบันมีการรับสัญญาณโทรทัศน์ 2 ยํานความถี่ คือ ระบบ วีเอชเอฟ ( VHF) แบํงได๎ 2 แบนด์VHF-L แชนเนล 2-4 และ VHF-H แชนเนล 5-20 รับชมชํอง 5, 7, 9 และ 11 สํวนระบบยูเอชเอฟ ( UHF) แบํงได๎ 2 แบนด์UHF-IV แชนเนล 21-31 และ UHF-V แชนเนล 38-69 รับชมชํอง TPBS ชํอง 3 ท าการขยาย สัญญาณที่รับเข๎ามา สัญญาณที่รับเข๎ามามี 2 สัญญาณคือ - สัญญาณด๎านภาพ เรียกวํา วิดีโอ แคร์เรีย (Video Carrier) - สัญญาณด๎านเสียง เรียกวํา ซาวด์แคร์เรีย (Sound Carrier) การขยายสัญญาณจะต๎องเป็นไปอยํางอัตโนมัติโดยอาศัยแรงไฟ เอจีซี (AGC) มาควบคุมความกว๎างของ สัญญาณ (Band Width) ผํานได๎ในยํานความกว๎าง 0–12 MHz กรรมวิธีเปลี่ยนความถี่ที่รับเข๎ามาให๎เป็น ความถี่ ไอเอฟ (IF) - วิดีโอ แคร์เรีย ให๎เป็นความถี่ วิดีโอ ไอเอฟ = 38.9 MHz - ซาวด์แคร์เรีย ให๎เป็นความถี่ ซาวด์ ไอเอฟ = 33.4 MHz


75 Ω SELECTIVE INPUT NETWORK RF AMPLIFIER DOUBLE-TUNED INTERSTAGE MIXER LOCAL OSCILLATOR LOW-PASS FILTER IF & FM TRAPS RF SELECTIVE NETWORK RF AMPLIFIER DOUBLE-TUNED INTERSTAGE MIXER POST AMPLIFIER LOCAL OSCILLATOR AGC TUNING VOLTAGE BANDSWITCHING VOLTAGE VHF IF OUTPUT 40-60 MHz CHANNEL 1 SWITCH 300 Ω ANTENNA INPUT UHF BE 453 AGC TUNING VOLTAGE IF OUTPUT รูปที่ 6.1 ภาคตํางๆ ภายในจูนเนอร์


การท างานภาคอาร์เอฟแอมพลิฟายเออร์(RF Amplifier) ลักษณะการท างานหลักของภาคอาร์เอฟ แอมป์ 1. เลือกรับสัญญาณจากสถานีสํงเพียงสถานีใดสถานีหนึ่งเข๎ามาเทํานั้น 2. ต๎องให๎ความกว๎างหรือเรียกวํา แบนด์วิดธ์(Band Width) ของแตํละสถานีผํานได๎ตลอด ความกว๎างของระบบ PAL–B = 7 MHz ความกว๎างของระบบ PAL–G = 8 MHz จะต๎องให๎แบนด์วิดธ์กว๎างประมาณ 0 - 12 MHz 3. การขยายสัญญาณจะต๎องมีการควบคุมให๎การขยายเป็นไปอยํางอัตโนมัติ โดยใช๎แรงไฟเอจีซี (AGC) จากภายนอกมาควบคุมให๎การขยายเป็นไปอยํางอัตโนมัติ ถ๎าสัญญาณเข๎ามาน๎อยจะเรํงการขยายให๎สูง กวําปกติ แตํถ๎าสัญญาณเข๎ามามากจะลดการขยายลง ดังนั้นสัญญาณที่ถูกขยายจะมีอัตราสํวนที่คงที่สม่ าเสมอ สถานีสํงแตํละสถานีความถี่ที่สํงจะแตกตํางกัน การเลือกรับความถี่ของสถานีหนึ่งได๎นั้น จะใช๎วงจรจูน (Tuned) หรือวงจรแทงก์(Tank) วงจรจูนจะประกอบด๎วยอุปกรณ์หลักอยูํ 2 อยํางคือ 1. ขดลวด เรียกวํา คอยล์(Coil) อักษรยํอคือ L 2. ตัวเก็บประจุ (Capacitor) อักษรยํอคือ C L C รูปที่ 6.2 วงจร“จูน”(Tuned) วงจรจูนจะรับความถี่ใดความถี่หนึ่งได๎นั้น ต๎องอยูํในสภาวะเรโซแนนซ์ (Resonance) กับความถี่นั้น ๆ เมื่อค านวณคําเรโซแนนซ์กับความถี่ได๎แล๎ว ความถี่จะผํานวงจรจูนไป L คือ ตัวเหนี่ยวน า มีหนํวยเป็นเฮนรี่ (Henry), C คือ ตัวเก็บประจุ มีหนํวยเป็นฟารัด (Farad) XL คือ คําอินดัคทีฟ รีแอกแตนซ์ (Inductive Reactance) คือ คําของขดลวด (Coil) ที่มีตํอไฟฟ้า กระแสสลับ มีหนํวยเป็น โอห์ม (Ω) XC คือ คําคาปาซิทีฟ รีแอกแตนซ์ (Capacitive Reactance) คือ คําความต๎านทานของตัวเก็บประจุ (Capacitor) ที่มีตํอไฟฟ้ากระแสสลับมีหนํวยเป็น โอห์ม (Ω) ในวิธีการของโทรทัศน์ไมํมุํงแตํขยายก าลังหรือขยายสํวนสูงของรูปสัญญาณเทํานั้น สํวนสูงรูปสัญญาณ เรียกวํา แอมพลิจูด (Amplitude) ต๎องให๎ความกว๎างของสัญญาณผํานได๎ด๎วย โดยเฉพาะสัญญาณโทรทัศน์ มีความกว๎างแตํละสถานีเรียกวํา แบนด์วิดธ์ สภาวะเรโซแนนซ์คือค่า XL = ค่า XC


การท างานของภาค ออสซิลเลเตอร์และมิกเซอร์ การท างานภาค “ออสซิลเลเตอร์” (Oscillator) ภาคออสซิลเลเตอร์ สร๎างความถี่ขึ้นในเครื่องรับ โดยจะสร๎างความถี่ใดความถี่หนึ่งขึ้นมา ความถี่ที่สร๎าง ขึ้นจะสูงกวําความถี่ที่รับเข๎ามาเสมอ เมื่อสร๎างความถี่ได๎แล๎วจะสํงไปให๎ภาคมิกเซอร์ตํอไปวิธีหาคํา ความถี่ ออสซิลเลเตอร์ ออสซิลเลเตอร์ = วิดีโอ แคร์เรีย + วิดีโอ ไอเอฟ หรือ ออสซิลเลเตอร์ = ซาวด์แคร์เรีย + ซาวด์ ไอเอฟ การท างานภาค “มิกเซอร์” (Mixer) ภาคมิกเซอร์ จะเป็นกรรมวิธีเครื่องรับแบบซุปเปอร์เฮตเทอโรดายน์ ( Super Heterodyne) คือความถี่ ที่รับเข๎ามา จะเป็นความถี่ใด ๆ ก็ตาม แตํความถี่ที่ออกจากภาคมิกเซอร์ จะเป็นความถี่กลางเสมอหรือเป็น ความถี่ไอเอฟการท างานของภาคมิกเซอร์ จะน าสัญญาณจาก 2 แหลํง คือ 1. จากภาคอาร์เอฟ แอมป์ (RF Amp) 2. จากภาคออสซิลเลเตอร์ (Oscillator) จะน าสัญญาณจาก 2 แหลํงมาหักล๎างกันหรือบี ท (Beat) กัน เพื่อจะได๎เป็นความถี่ใหมํคือความถี่ไอเอฟ การค านวณหาความถี่ ไอเอฟ ของภาพและการค านวณหาความถี่ ไอเอฟ ของเสียง วิดีโอ ไอเอฟ = ออสซิลเลเตอร์ – วิดีโอ แคร์เรีย ซาวด์ ไอเอฟ = ออสซิลเลเตอร์ – ซาวด์แคร์เรีย สัญญาณอินพุต “จูนเนอร์” สัญญาณด๎านภาพ คือ วิดีโอ แคร์เรีย และสัญญาณด๎านเสียง คือ ซาวด์แคร์เรีย สัญญาณเอาต์พุต ของจูนเนอร์ สัญญาณด๎านภาพ คือ วิดีโอ ไอเอฟ = 38.9 MHz สัญญาณด๎านเสียง คือ ซาวด์ ไอเอฟ = 33.4 MHz *ไมํวํารับสัญญาณจากสถานีใด ๆ ก็ตาม สัญญาณเอาต์พุตจะคงที่เสมอ ชนิดของจูนเนอร์ ชนิดตําง ๆ ของ “จูนเนอร์” ตั้งแตํเริ่มกิจการโทรทัศน์มีจูนเนอร์หลายรูปแบบแตํปัจจุบัน จูนเนอร์ ยุกแรก ๆ ก็จะคํอยหายไปจากท๎องตลาด ซึ่งยุคแรก ๆ เป็นจูนเนอร์แบบกลไก แบํงออกได๎เป็นหลายชนิด จึงจะขอยกตัวอยํางเฉพาะที่ปัจจุบันยังมีจ าหนํายคือจูนเนอร์แบบกลไก (Machanical Tuner) และจูนเนอร์ แบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Tuner) 1. จูนเนอร์แบบกลไกแบบเทอร์เรต (Turret) จูนเนอร์แบบกลไก มีการท างานโดยใช๎สวิตช์เป็นตัวตัดตํอวงจร เพื่อให๎เกิดการเรโซแนนซ์เลือกสถานี รับชม 1 สถานี โดยการเปลี่ยนแปลงคําของขดลวดและมีตัวเก็บประจุคําคงที่หรือเปลี่ยนแปลงคําตัวเก็บประจุ แทน แตํให๎คําขดลวดคงที่ จูนเนอร์แบบกลไกแบํงได๎ 3 แบบ คือ แบบสวิตช์ แบบเทอร์เรต (Turret) และแบบ จานหมุน


รูปที่ 6.3 จูนเนอร์แบบกลไก จูนเนอร์แบบเทอร์เรต มีใช๎งานอยูํในเครื่องรับโทรทัศน์ขาวด า ซึ่งมีขดลวดเป็นชุด ๆ แยกกันอิสระ เฉพาะชํอง โดยแตํละชุดมีคําเทํากับ 1 สถานี ขดลวดมีลักษณะตํอแบบขนาน ( Parallel Coil) และแตํละชุดมี จ านวนรอบไมํเทํากัน ชุดที่มีจ านวนขดลวดน๎อยก็จะใช๎จูนความถี่สูง ชุดที่มีจ านวนขดลวดมากจะใช๎จูน ความถี่ต่ า 2. จูนเนอร์แบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Tuner) จูนเนอร์แบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นจูนเนอร์แบบใหมํมาทดแทนจูนเนอร์แบบกลไก จูนเนอร์แบบ อิเล็กทรอนิกส์มีขนาดเล็ก โดยอาศัยแรงดันไฟหรือแรงเคลื่อนไปควบคุมการท างานของวงจรอุปกรณ์ที่เป็น จุดเดํน ได๎แกํ วาแร็กเตอร์ ไดโอด (Varactor Diode) หรือวาริแคป ไดโอด (Varicap Diode) จูนเนอร์ที่ใช๎วาริแคปไดโอดตํอรํวมกับคอนเดนเซอร์และขดลวดในวงจรเรโซแนนซ์ โดยการเปลี่ยนแปลง คําความถี่เรโซแนนซ์ในวงจรจูนและชุดสร๎างความถี่ ใช๎วิธีการเปลี่ยนคําความจุของวาริแคปโดยการเปลี่ยนคํา แรงดันไบอัสกลับ รูปที่ 6.4 สัญลักษณ์ของวาแรกเตอร์ไดโอดและรูปรํางจริง สัญลักษณ์ รูปร่างจริง


ในวงจรจูนนี้ ถ๎าจะเปลี่ยนเลือกความถี่หรือเลือกสถานีที่จะรับก็คือ กระท าได๎ 2 กรณี 1. ให๎คําขดลวด (L) คงที่แตํเปลี่ยนคํา (C) 2. ให๎คําขดลวด (C) คงที่แตํเปลี่ยนคํา (L) ในวงจรจูนแบบอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อคําซี ( C) สามารถเปลี่ยนได๎ด๎วยวาริแคปจึงเลือกวงจรเปลี่ยนคําซี ( C) แตํคําแอล (L) คงที่ วงจรประกอบด๎วย ขดลวดและวาริแคป รูปที่ 6.5 จูนเนอร์แบบอิเล็กทรอนิกส์ VR L + รูปที่ 6.6 วงจร “จูน” หรือเรโซแนนซ์ขั้นพื้นฐาน ความจุของวาริแคปนี้มีขีดจ ากัดที่ต่ ามาก ซึ่งแรงเคลื่อนที่ป้อนให๎วาริแคปจะใช๎ประมาณ 0-30 V คําความจุของวาริแคปมีคําเปลี่ยนแปลงอยูํระหวําง 2-14 พีเอฟ (PF) เมื่อน าไปใช๎งานไมํสามารถจะควบคุม ยํานความถี่ยํานวีเอชเอฟ (VHF) และยูเอชเอฟ ( UHF) ได๎จึงให๎พิจารณาการเลือกยํานความถี่ระบบวีเอชเอฟ (VHF) กํอนอิเล็กทรอนิกส์จูนเนอร์แบํงออกเป็น 2 สํวนคือ 1. สํวนของวงจรจูนเนอร์ สํวนนี้จะบรรจุในกระป๋อง อาจจะเรียกวํา “กระป๋องจูนเนอร์” 2. สํวนควบคุม ได๎แกํ สํวนที่เป็นสํวนปรับแตํงที่หน๎าปัดและสํวนที่ควบคุมนี้ อาจใช๎รีโมทคอนโทรล


1. ส่วนของวงจรจูนเนอร์ บรรจุในกระป๋องโลหะ เพื่อป้องกันการรบกวนจากสัญญาณตํางๆ ไมํให๎เข๎าไป ในวงจรของจูนเนอร์ อาจจะเรียกวํา กระป๋องจูนเนอร์ รูปที่ 6.7 ขั้วตํอตํางๆ ของอิเล็กทรอนิกส์จูนเนอร์ ขาต่างๆ ของจูนเนอร์แบบอิเล็กทรอนิกส์ 1.1ขา ANT จุดตํอสัญญาณเข๎า ได๎แกํ จุดตํอสายอากาศ (Antenna) อักษรยํอ คือ ANT จุดตํอนี้จะเป็น สายอากาศโคแอคเชียล 75 Ω จากสายอากาศภายในบ๎านหรือภายนอกบ๎าน 1.2ขาไฟเลี้ยงของวงจรหรือไฟหลัก (Main Voltage : BM) ขั้วนี้จะเขียนอักษรยํอวํา BM หรือ +B จะต๎องมีไฟ 12 V ป้อนในวงจรตลอดเวลาเพื่อจํายไฟให๎ขาคอลเลคเตอร์ของทรานซิสเตอร์ในจูนเนอร์ 1.3ขาไฟเลือกแบนด์(BL, BH, BU) ระบบโทรทัศน์ จะมีทั้งระบบ VHF และ UHF - ระบบ VHF แบํงเป็น 2 แบนด์คือ โลว์แบนด์(BL) และ ไฮแบนด์(BH) - ระบบ UHF เรียกวํา แบนด์ยู (BU) รูปที่ 6.8 แรงไฟส าหรับเลือกแบนด์ 1.4 ขาแรงดันไฟจูน ( Tuning Voltage : BT) หรือ จูนนิ่งแรงดันไฟจูนมีหน๎าที่เลือกสถานีโทรทัศน์ ที่ต๎องการรับมีแรงดันไฟระหวําง 0-30 โวลต์ แรงดันไฟระดับหนึ่งจะตรงกับสถานีหนึ่ง ตัวอย่าง BT มีคําเทํากับ 12 V จะตรงกับชํอง 7 BT มีคําเทํากับ 16 V จะตรงกับชํอง 9 BT มีคําเทํากับ 25 V จะตรงกับชํอง 11 ANT IF OUT BM BL BH BU BT AFT AGC 12 V 12 V 0-30 V แรงไฟ AFT แรงไฟ AGC วิดีโอ ไอเอฟ 12 V BL BH BU


1.5 ขาแรงดันไฟ เอจีซี (AGC) จะได๎มาจากการท างานของภาควิดีโอ ดีเทคเตอร์ สํงมาควบคุมการ ท างานภาค อาร์เอฟแอมป์ ในจูนเนอร์มีการขยายอัตโนมัติ จํายไฟให๎ขาเบสของทรานซิสเตอร์ในจูนเนอร์ (แรงดันไฟ ตัวอยํางนี้เป็นคําสมมติเพื่ออธิบายให๎เข๎าใจเทํานั้น) รูปที่6.9 ระดับแรงไฟเลือกสถานีโดยประมาณ 1.6 ขาแรงดันไฟ เอเอฟที (Automatic Fine Tuning: AFT) แรงดันไฟ AFT หรือ AFC จะมาควบคุม การท างานของภาคออสซิลเลเตอร์ให๎ผลิตความถี่ให๎ถูกต๎องตลอดเวลา จากสาเหตุที่การผลิตความถี่ ออสซิลเลเตอร์มีการเปลี่ยนแปลงหรือไมํถูกต๎องจากการผลิตความถี่ที่ต๎องการ จะสํงผลให๎คุณภาพของภาพ และเสียงไมํสมบูรณ์ จึงจ าเป็นจะต๎องสร๎างแรงดันไฟ AFT มาควบคุม แรงดันไฟ AFT ได๎มาจากวงจร AFT Detector และในปัจจุบันแรงดันไฟ AFT ถูกน าไปใช๎ในการค๎นหาสถานีโดยอัตโนมัติด๎วย 1.7 ขาจุดตํอสัญญาณออก คือ ขาเอาต์พุต เรียกวําVIFหรือIFคือ จะน าเอาสัญญาณ VIF = 38.9 MHz และ SIF = 33.4 MHzจากจูนเนอร์ตํอไปยัง VIF 1. ส่วนควบคุมจูนเนอร์แบบอิเล็กทรอนิกส์ ชุดควบคุมจะแยกจากชุดกระป๋องจูนเนอร์ ชุดควบคุมจะติดตั้งที่ด๎านหน๎าเครื่องรับโทรทัศน์ สามารถ ปรับแตํงได๎งําย ชุดนี้จะรวบรวมอยูํกับชุดรีโมทคอนโทรลชุดควบคุมจะประกอบไปด๎วยปุ่มปรับและปุ่มกดตํางๆ 3 ลักษณะ 1. ปุ่มกดเลือกสถานีที่จะรับ ปุ่มกดจะมี 6 ปุ่มกด ถึง 8 ปุ่มกด 2. ปุ่มปรับเลือกยํานการรับคือการเลือกแบนด์ การเลือกแบนด์จะมี 3 ระดับ 2.1 เลือกรับ VHF-L (VHF Low Band) คือสถานียําน VHF 2.2 เลือกรับ VHF-H (VHF High Band) คือสถานียําน VHF ชํอง 5 2.3 เลือกรับ UHF เลือกรับระบบ UHF (ปัจจุบันสถานีโทรทัศน์ชํอง TPBS, 3) 3. ปุ่มปรับ “ไฟน์จูน” (Fine Tuned) เป็นปุ่มปรับเลือกสถานีที่ต๎องการรับ คือการปรั บ แรงไฟ BT (Tuning Voltage) แรงไฟ BT จะปรับได๎ตั้งแตํ 0 V– 30 V แรงไฟ BT คําๆ หนึ่งจะตรงกับสถานีใดสถานีหนึ่ง 5 V 12 V 25 V 30 V ชํอง 3 ชํอง 5 ชํอง 7 ชํอง 9 ชํอง 11 ชํอง 9 CH 5 CH 7 CH 9 CH 11 แบนด์ไฮ CH 3 แบนด์โลว์


รูปที่ 6.10 ชุดควบคุมจูนเนอร์แบบอิเล็กทรอนิกส์ อิเล็กทรอนิกส์จูนเนอร์แบบซินซิไซเซอร์(Synthesize) จูนเนอร์แบบซินซิไซเซอร์ เป็นระบบใหมํลําสุดในปัจจุบันจะเห็นได๎จากเครื่องรับโทรทัศน์สีในปัจจุบัน มีวิธีการค๎นหาสถานีอยํางอัตโนมัติ (Automatic Tuning Synthesizer Tuning ; VST) คือ น าเอาระบบไอซี ไมโครคอมพิวเตอร์มาควบคุมการท างานของอิเล็กทรอนิกส์จูนเนอร์ให๎การค๎นหาสถานีเป็นไปอยํางอัตโนมัติ เมื่อพบสถานีแล๎วจะต๎องหยุดและต๎องเก็บข๎อมูลในหนํวยความจ าเมมโมรี่ (Memory) การค้นหาสถานี 1. การค๎นหาสถานี เริ่มต๎นการท างานอยูํที่ไอซีไมโครคอมพิวเตอร์ ( IC901) โดยจะสร๎างสัญญาณ (Pluse Width Modulator : PWM) ออกที่ขา 17 ของ IC901 2. สัญญาณ PWM จากขา 17 จะตํอไปเข๎าขาเบสของทรานซิสเตอร์ ( Q904) เพื่อก าหนดแรงไฟ BT (BT คือ ไฟค๎นหาสถานี) 3. สังเกตแรงดันไฟ 103 V ผําน R461, R943 จะมาตํอเข๎าขา คอลเลคเตอร์ ( Q904) เมื่อสัญญาณ PWM ที่ขาเบสเปลี่ยนแปลง จะสํงผลให๎ขาคอลเลคเตอร์เปลี่ยนแปลงตามไปด๎วย อยูํในชํวง 0 V ถึง 30 V 4. แรงดันไฟ 0–30 V ที่ขาคอลเล คเตอร์ จะผํานวงจรฟิลเตอร์ R964, R946, R106, C928, C929 ตํอไปยังขา VT ของจูนเนอร์ (BT หรือ VT) 5. ขา VT เมื่อขา VT ได๎รับแรงดันไฟ 0-30 V แรงดันไฟคํา ๆ หนึ่งจะตรงกับสถานีใดสถานีหนึ่ง 1 2 3 4 5 6 7 8 V V V V V V V V H H H H H H H H L L L L L L L L (1) (2) (3)


Q101 R125 TUNER C101 +12V C111 R120 C112 R122 +12V R123 C113 R124 R121 L102 C114 R107 C106 R106 R946 C929 C928 R964 Q904 R943 R461 +103V C930 C926 R961 IC901 MM162811DTB 17 37 HOR-Sync DTC CIRCUIT C-Sync From Pin36or IC601 L103 R126 C115 VIF IN VIF IN 9 10 5 22 AUDIO OUT VIDEO OUT ZD004 IF BM AFT BL AGC BH VT BU L101 16 VIF IN รูปที่ 6.11 วงจร Tuner & Memory การค้นหาสถานีอัตโนมัติ เมื่อมีค าสั่งให๎ค๎นหาสถานีอัตโนมัติ โดยผู๎ชมกดสั่งงานที่รีโมทคอนโทรล เมื่อมีการด าเนินการค๎นหาสถานี เมื่อพบสถานีแล๎วเครื่องจะต๎องหยุดการค๎นหาสถานีอยํางอัตโนมัติ การค๎นหาสถานีอัตโนมัติด๎วยสัญญาณซิงค์ ( Synchronous Detec Signal) จุดตรวจการพบสัญญาณ ซิงค์ (Sync) จะตรวจด๎วย ไอซีไมโครคอมพิวเตอร์ IC901 ขา 37 คือ ขา SD (Station Detector) 1. ให๎กดปุ่ม Preset และปุ่ม Auto Search ค๎างไว๎ 2 วินาที การค๎นหาสถานีจะเริ่มขึ้นที่หน๎าจอปรากฏ OSD (On Screen Display) 2. ไอซีไมโครคอมพิวเตอร์ ( IC901) ที่ขา 17 จะสํงสัญญาณ PWM ซึ่งจะเป็นการควบคุมแรงดันไฟ ค๎นหาสถานี (BT) 3. ขณะค๎นหาสถานีที่ขา 16 ของ IC901 จะต๎องควบคุมเสียงไมํให๎ภาคเสียงท างานขณะค๎นหาสถานีโดย ขา 16 จะเป็น Low 4. เมื่อด าเนินการค๎นหาสถานีใดสถานหนึ่งพบ จะท าให๎การท างานทุกภาคของเครื่องรับโทรทัศน์เป็นไป อยํางอัตโนมัติ 5. การตรวจสอบสัญญาณซิงค์ ( Sync) และ HorPluse (ขณะไมํมีสถานี Sync และ Hor pulse จะไมํ ปรากฏ แตํเมื่อพบสถานีจะมี Sync และ Hor Pulse)


37 IC901 MM152011DTB R201 C201 R202 R203 R204 C202 R205 C203 R206 R208 C204 R209 C205 R210 R207 +5V Q201 2SC1015 Q202 2SN1015 Q203 2SC1015 Q204 2SC1015 H. PULSE SYNC +12V รูปที่ 6.12 Hor–Sync Detector 6. ขณะค๎นหาสถานี ขา 37 ของไอซี ไมโครคอมพิวเตอร์ มีสภาวะ High (5 V) นั้น ขา 17 จึงสร๎างคลื่น สี่เหลี่ยม (PWM) เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ เพื่อก าหนดให๎แรงไฟ BT เปลี่ยนแปลงจาก 0 - 30 V 7. เมื่อพบสถานีและจะล็อกสถานีที่พบนั้น คือ จะมีสัญญาณซิงค์และฮอพัลส์จะเข๎าขาเบสของ Q203 และ Q204 สํงผลให๎ Q203 และ Q204 น ากระแสได๎ ( Turn–On) จะสํงผลให๎ Q202 น ากระแสด๎วย เมื่อ Q202 น ากระแสก็จะมี แรงไฟตํอไปเข๎าขาเบสของ Q201 ท าให๎ Q201 ท างาน 8. เมื่อมีเบสไบอัส Q201 ท างานขา 37 เหมือนถูกช็อตลงกราวด์ ท าให๎ไอซีไมโครคอมพิวเตอร์ ( IC901) ทราบวํามีการค๎นพบสถานีแล๎วก็จะสํงค าสั่งให๎ขา 17 ล็อก PWM เอาไว๎ (คือหยุดค๎นหาสถานี) ระบบสายอากาศโทรทัศน์ สายอากาศโทรทัศน์เป็นสํวนประกอบหนึ่งในวิธีการของการรับ –สํงโทรทัศน์ สายอากาศทาง ด๎านเครื่องสํงจะสํงสัญญาณเป็นลักษณะคลื่นแมํเหล็กไฟฟ้า จะแพรํกระจายจากสายอากาศเครื่องสํงเป็นความ เข๎มของสนามแมํเหล็กไฟฟ้า ทางด๎านเครื่องรับจะต๎องมีสายอากาศโทรทัศน์เครื่องรับจึงจะท าให๎สามารถรับ สัญญาณได๎อยํางมีประสิทธิภาพ สายอากาศโทรทัศน์ (Antenna) สายอากาศโทรทัศน์เป็นสํวนประกอบที่ส าคัญอีกสํวนหนึ่ง สายอากาศโทรทัศน์จะมีทั้งของทางด๎าน เครื่องสํงโทรทัศน์และด๎านเครื่องรับโทรทัศน์ทางด๎านเครื่องสํงโทรทัศน์จะสํงสัญญาณเป็นลักษณะคลื่น แมํเหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Wave) แพรํกระจายออกจากสายอากาศเครื่องสํงในลักษณะรอบทิศทาง คลื่นที่ออกอากาศจะเป็นความเข๎มของสนามแมํเหล็กไฟฟ้ามากหรือสูงที่สุด ก็คือ ที่สายอากาศเครื่องสํง เมื่อมีระยะหํางไกลออกไปก าลังของความเข๎มของสนามแมํเหล็กไฟฟ้าจะลดลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดเมื่อมีระยะ ทางไกลถึงระยะหนึ่ง ความเข๎มของสนามแมํเหล็กไฟฟ้าก็จะลดลง จนเครื่องรับโทรทัศน์ไมํสามารถรับสัญญาณ โทรทัศน์ได๎เลย เครื่องสํงโทรทัศน์ในสํวนกลางคือ กรุงเทพฯสถานีสํงโทรทัศน์จะมีก าลังสํงออกอากาศไปยัง เครื่องรับมีระยะทางที่สัญญาณเดินทางไปถึงประมาณ 150 กิโลเมตร ถ๎าระยะทางมากกวํานี้จะไมํสามารถรับ สัญญาณได๎ขอบเขตของการรับสัญญาณ หมายความถึง ระยะทางที่สัญญาณคลื่นแมํเหล็กไฟฟ้าเดินทางไปถึง


คลื่นแมํเหล็กไฟฟ้าจากสายอากาศเครื่องสํงโทรทัศน์ เดินทางในแนวเส๎นตรงไปยังเครื่องรับในระดับสายตา เรียกวํา “ไลน์ออฟ ไซท์” (Line of Sight) ดังนั้น การที่สัญญาณจากสถานีสํงโทรทัศน์เดินทางไปได๎ไกลมาก ขึ้นอยูํกับ 1. ก าลังของเครื่องสํงโทรทัศน์ ก าลังสํงยิ่งสูงความเข๎มของสนามแมํเหล็กไฟฟ้ายิ่งมาก ระยะทางจะ เดินทางได๎มากด๎วย 2. สายอากาศเครื่องสํง จะต๎องมีความสูง ยิ่งความสูงมากการเดินทางยิ่งไปได๎ไกล รูปที่ 6.13 แสดง ระยะ “ไลน์ออฟ ไซท์” (Line of Sight) ประสิทธิภาพของการรับคลื่นโดยตรงและคลื่นสะท้อน การกระจายคลื่นวิทยุโทรทัศน์ไปยังเครื่องรับโทรทัศน์จะรับสัญญาณได๎ 2 ทิศทาง คือ 1. คลื่นตรง เรียกวํา “ไดเรก เวฟ” (Direct Wave) คลื่นตรง หมายถึง คลื่นที่ออกจากสายอากาศ ทางด๎านเครื่องสํงพุํงตรงไปสูํสายอากาศเครื่องรับโทรทัศน์ คลื่นชนิดนี้จะให๎ความแรงสูงสุด 2. คลื่นสะท๎อน คือ คลื่นสะท๎อนผิวดิน ( Ground Reflected Wave) คลื่นสะท๎อนนี้จะมีทั้งผลดีผลเสีย จะต๎องเปรียบเทียบกับเฟสของสัญญาณกับคลื่นไดเรกเวฟที่ปลายสายอากาศเครื่องรับ เฟสตรงกัน ก าลังของสัญญาณจะเสริมกันหรือเพิ่มขึ้น เฟสตรงข๎ามกัน ก าลังของสัญญาณจะหักล๎างกันหรือลดลง รูปที่ 6.14 การรับสัญญาณระหวํางคลื่นตรงกับคลื่นสะท๎อนผิวดิน (A) (B) คลื่นสะท้อนดิน คลื่นผิวดิน คลื่นตรง เครื่องส่งโทรทัศน์ ดิน สายอากาศเครื่องรับโทรทัศน์


สายอากาศรับโทรทัศน์ สายอากาศเครื่องรับโทรทัศน์ เป็นตัวรับพลังงานไฟฟ้าในรูปแบบความเข๎มของสนามไฟฟ้า ( Field Strenght) สายอากาศเครื่องรับโทรทัศน์จะมี 2 แบบ คือ 1. สายอากาศภายในบ๎าน คือ สายอากาศที่ติดกับเครื่องรับโทรทัศน์ เรียกวํา อินดอร์ (Indoor Antenna) 2. สายอากาศภายนอกบ๎าน คือ สายอากาศที่ติดตั้งภายนอกบ๎านหรือนอกอาคารเรียกวํา เอาท์ดอร์ (Outdoor Antenna) จะมีหลายแบบหรือหลายชนิดขึ้นอยูํกับระยะทางใกล๎หรือไกลจากสถานีสํง สายอากาศจะต๎องมีความเหมาะสมกับความถี่เฉพาะชํองใดชํองหนึ่ง และเพื่อประสิทธิภาพการรับจะต๎องให๎มี ความแรงมาถึงขั้วตํอสายอากาศที่เครื่องรับประมาณ 50 ดีบี (dB) ถึง 80 ดีบี (dB) สายอากาศของเครื่องรับ โทรทัศน์ มีดังนี้ 1. ฮาล์ฟเวฟ ไดโพล (Half Wave Dipole) 2. โพลเด็ด ไดโพล (Folded Dipole) 3. ยากิ (Yaki) 1. สายอากาศแบบ ฮาล์ฟเวฟ ไดโพล สายอากาศแบบ Half Wave Dipole เป็นสายอากาศแบบพื้นฐานคล๎าย ๆ กับสายอากาศภายในบ๎าน ลักษณะของสายอากาศจะเป็นแทํงโลหะ2 แทํงวางอยูํใกล๎กับสายอากาศจะมีอิมพีแดนซ์ 75= Ω รูปที่ 6.15 สายอากาศแบบ Half Wave Dipole สัญญาณจากเครื่องสํงจะถูกสายอากาศแบบ Half Wave Dipole ชักน าสัญญาณโทรทัศน์โดยมี สายน าเรียกวํา ทรานสมิสชั่นไลน์ (Transmission Line) ตํอกับเครื่องรับโทรทัศน์ การออกแบบหรือการ ก าหนดความยาวของสายอากาศ จะก าหนดที่ครึ่งหนึ่งของความยาวคลื่นจึงจะท าให๎มีประสิทธิภาพในการรับ สูงสุด ถ๎าสายอากาศยาวเกินไปหรือสั้นเกินไป จะท าให๎ประสิทธิภาพในการรับลดลงทันที สายอากาศแบบ Half Wave Dipole แตํละความถี่หรือแตํละชํองจะมีขนาดความยาวไมํเทํากัน T/2 ทิศทางสัญญาณมาจากสถานี


2. สายอากาศ แบบโฟลเด็ด ไดโพล สายอากาศแบบโฟลเด็ด ไดโพล สายอากาศแบบนี้คล๎ายกับน าโลหะมา 1 แทํง แล๎วโค๎งงอสํวนปลายของ โลหะเข๎าหากัน จุดตํอของสัญญาณ คือ ปลายโลหะทั้งสอง รูปที่ 6.16 สายอากาศแบบโฟลเด็ด ไดโพล เมื่อต๎องการเพิ่มประสิทธิภาพในการรับสัญญาณสูงขึ้นจะเพิ่มอุปกรณ์ตัวสะท๎อนสัญญาณ เรียกวํา รีเฟลกเตอร์ (Reflector) จะติดด๎านหลังของโฟลเด็ด ไดโพล (หันทิศทางโฟลเด็ด ไดโพล ไปทางเครื่องสํง) รูปที่ 6.17 สายอากาศแบบโฟลเด็ด ไดโพล (Folded Dipole) 3. สายอากาศแบบยากิ สายอากาศแบบยากิ เป็นสายอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง เป็นที่นิยมใช๎มากโดยเฉพาะอยูํที่รับสัญญาณ สายอากาศหํางจากสถานีสํง สายอากาศแบบยากิมีอิมพีแดนซ์ 300 Ω สายอากาศแบบยากิ มีองค์ประกอบอยูํ 3 อยําง ได๎แกํ ไดเรกเตอร์ (Director) โฟลเด็ด (Folded Dipole) รีเฟลกเตอร์ (Reflector) สายอากาศแบบยากิจะมีจ านวนขั้วเรียกวํา อิลิเมนต์ ( Element) อิลิเมนต์ มากหรือน๎อยบํงบอกถึง คุณภาพการรับจ านวนอิลิเมนต์ จะเรียกชื่อยํอวํา อี(E: Element) เชํน 3E, 7E, 10E, 14E สูงสุดปัจจุบันมี 29E จ านวนอิลิเมนต์ยิ่งมากประสิทธิภาพการรับจะสูงตามไปด๎วย ด้านหลัง ด้านหน้า สายน าสัญญาณ สายอากาศ


รูปที่ 6.18 สายอากาศยากิ 3.1 ไดเรกเตอร์ ไดเรกเตอร์ มีจ านวน 8 E จ านวนของไดเรกเตอร์จะมีมากหรือน๎อยจะบอกประสิทธิภาพการรับ ไดเรกเตอร์ยิ่งมีจ านวนมากประสิทธิภาพการรับจะสูงตามไปด๎วยไดเรกเตอร์จะต๎องหันทิศทางไปทางสถานีสํง โดยไดเรกเตอร์ 1E จะท าการขยายสัญญาณขึ้นอีกประมาณ 1.5 dB 3.2 โฟลเด็ด ไดโพล โฟลเด็ด ไดโพลเป็นตัวรับสัญญาณโทรทัศน์ โฟลเด็ด ไดโพล 1 อันจะตรงกับ สถานีสํง 1 สถานีความ ยาวของ โฟลเด็ด ไดโพล ความยาวของโฟลเด็ด ไดโพล 2.7 เมตร รับสถานีชํอง 3 ความยาวของโฟลเด็ด ไดโพล 0.85 เมตร รับสถานีชํอง 5 ความยาวของโฟลเด็ด ไดโพล 0.79 เมตร รับชํองสถานี 7 ความยาวของโฟลเด็ด ไดโพล 0.73 เมตร รับชํองสถานี 9 3.3 รีเฟลกเตอร์ รีเฟลกเตอร์จะเป็นตัวสะท๎อนสัญญาณเข๎าสูํโฟลเด็ด ไดโพล ท าให๎ประสิทธิภาพสูงขึ้น สํวนมาก รีเฟลกเตอร์จะมีจ านวนน๎อยกวําไดเรกเตอร์แตํจะมากกวําโฟลเด็ด ไดโพล สายน าสัญญาณ (Feeder Line) สายน าสัญญาณ เรียกวํา “ทรานสมิสชั่นไลน์” (Transmission Line) หรือบางครั้งเรียกวํา สายฟีดเดอร์ หมายถึง สายถํายทอดสัญญาณหรือสํงสัญญาณสายอากาศโทรทัศน์คือสํวนที่เป็นโฟลเด็ด ไดโพลมาสูํเครื่องรับ โทรทัศน์สายน าสัญญาณที่นิยมใช๎งานโทรทัศน์มี 2 ชนิด Reflector Connected Folded Dipoles Director


รูปที่ 6.19 แสดงสายน าสัญญาณ 1. สายทวินลีด (Twin Lead) สายทวินลีดลักษณะสายน าสัญญาณจะมี 2 เส๎นวางคูํกัน ระยะหํางเทํากันตลอดสายมีฉนวนกั้น มีอิมพีแดนซ์ 300 Ω และ 75 Ω (มีเฉพาะติดมากับเครื่องรับ) รูปที่ 6.20 สายอากาศแบบทวินลีด (Twin Lead) 2. สายโคแอคเชียล (Coaxial) สายโคแอคเชียลลักษณะสายน าสัญญาณจะมี 2 เส๎น สายน าสัญญาณเส๎นในสุดจะอยูํตรงกลางสาย สํวนสายน าสัญญาณอีกเส๎นหนึ่งจะเป็นสาย “ซิลด์” อยูํรอบนอกสายมีอิมพีแดนซ์ 75 Ω รูปที่ 6.21 สายแบบโคแอคเชียล บูสเตอร์ (Booster) บูสเตอร์ ท าหน๎าที่ขยายสัญญาณโทรทัศน์ให๎มีก าลังสูงขึ้นกํอนที่จะสํงสัญญาณให๎กับเครื่องรับโทรทัศน์ ระดับสัญญาณที่จะปรากฏที่ขั้วตํอสายอากาศโทรทัศน์ ต๎องการระดับสัญญาณประมาณ 50 ดีบี (50 dB) ถึง 80 ดีบี (80 dB) ถ๎าสัญญาณต่ าเครื่องรับโทรทัศน์สามารถมีภาพปรากฏ แตํเริ่มมีสัญญาณรบกวน เรียกวํา มีสโนว์ (Snow) ยิ่งคําระดับสัญญาณต่ ากวํา 50 ดีบี มาก ๆ ภาพจะยิ่งมีสโนว์มาก จะต๎องแก๎ไขโดยติดตั้งเครื่อง ขยายสัญญาณโทรทัศน์กํอนป้อนสัญญาณให๎กับโทรทัศน์ เครื่องขยายสัญญาณโทรทัศน์เรียกวํา บูสเตอร์ โฟลเด็ด ไดโพล โทรทัศน์ สายน าสัญญาณ TV


สาเหตุที่จ าเป็นต้องใช้ 1. เครื่องรับโทรทัศน์อยูํหํางไกลจากสถานีสํงมาก มากกวํา 50 กิโลเมตร ติดตั้งสายอากาศที่มี ประสิทธิภาพสูงแล๎วคือจ านวนลิเมนต์มากแล๎ว (ปัจจุบันจ านวน E สูงสุด 29E) รับสัญญาณภาพยังมีสโนว์ 2. เมื่อต๎องการใช๎สายอากาศ 1 ชุด แตํต๎องการแยกเครื่องรับโทรทัศน์มากกวํา 1 เครื่องท าให๎ สัญญาณลดลง จึงต๎องท าการขยายสัญญาณ แล๎วจึงแยกไปยังเครื่องรับโทรทัศน์หลาย ๆ เครื่อง การแมตช์ชิ่ง (Matching) การแมตช์ชิ่ง คือ การท าให๎เกิดการสมดุล การถํายทอดสัญญาณจากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอุปกรณ์หนึ่ง ถ๎าต๎องการให๎มีการถํายทอดก าลังหรือสัญญาณเป็นไปอยํางมีประสิทธิภาพต๎องค านึงถึงการ “แมตช์ชิ่ง” ถ๎าการตํอระหวํางอุปกรณ์ตํออุปกรณ์ไมํแมตช์ชิ่งก าลังของสัญญาณจะลดลงทันที การแมตช์ชิ่งระบบ สายอากาศจะค านึงถึงอุปกรณ์ 1. สายอากาศ 2. สายน าสัญญาณ 3. เครื่องรับโทรทัศน์ การแมตช์ชิ่ง การแมตช์ชิ่ง หมายถึง คําอิมพีแดนซ์ ของอุปกรณ์ทั้ง 3 อยําง จะต๎องมีคําตรงกันหรือเทํากัน สายอากาศ จะมีอิมพีแดนซ์ 75 Ω หรือ 300 Ω สายน าสัญญาณ จะมีอิมพีแดนซ์ 75 Ω หรือ 300 Ω โทรทัศน์ จะมีอิมพีแดนซ์ 75 Ω หรือ 300 Ω สิ่งที่ควรค านึงในการติดตั้งสายอากาศ 1. จุดที่รับสัญญาณหํางจากสถานีมากน๎อยเพียงใด เพื่อการตัดสินใจวําจะซื้อสายอากาศกี่ชํองและแตํ ละชํองจ าเป็นจะใช๎จ านวน (E) มากหรือน๎อยจึงจะพอเหมาะในสถานที่นั้น ๆ เชํน สายอากาศชํอง 3 จ านวน 3E สายอากาศชํอง 5 จ านวน 5E สายอากาศชํอง 7 จ านวน 7 E สายอากาศ 1 ชํอง จะเลือกรับได๎ดีในความถี่นั้น ๆ เทํานั้นสํวน จ านวน E พิจารณาให๎เหมาะสมวํามากหรือน๎อย 2. ความสูงของสายอากาศ ความสูงจะต๎องสังเกตอาคารใกล๎เคียงวําจ าเป็นจะต๎องใช๎ความสูงมาก น๎อยกี่เมตรจากสํวนสูงของอาคารจึงจะพอเหมาะ สูงหรือต่ ามากกวําปกติจะมีผลตํอการรับสัญญาณ 3. เสาที่มาติดตั้งสายอากาศ ควรจะใช๎ทํอประปา ขนาดของทํอต๎องมีขนาดพอเหมาะ เชํน 3 4 ” , 1” 11 2 ” และอุปกรณ์มายึดเสาให๎แข็งแรง จะต๎องมีความรู๎เกี่ยวกับอุปกรณ์การติดตั้ง 4. ในกรณีติดตั้งสายอากาศหลาย ๆ ชํองในเสาอากาศ 1 ต๎น ระยะหํางระหวํางสายอากาศแตํละชํอง ไมํน๎อยกวํา 1 เมตร 5. ควรมีอุปกรณ์ยึดสายน าสัญญาณให๎หํางจากทํอประปา อุปกรณ์ดังกลําวเรียกวํา เข็มขัดยึด สายอากาศ 6. เสาอากาศที่ติดตั้งมีความสูงมาก การติดตั้งต๎องค านึงถึงความปลอดภัย จากแรงลม และสายไฟฟ้า ใกล๎อาคาร 7. สายน าสัญญาณควรเดินให๎สั้นที่สุดเทําที่จะท าได๎


ภาคต่างๆ ของสัญญาณภาพ ในเครื่องรับโทรทัศน์มีภาคตําง ๆ มากด๎านสัญญาณภาพภาคตําง ๆ ด๎านสัญญาณภาพ บางภาคอาจจะ มีสัญญาณด๎านเสียงรวมอยูํด๎วยโทรทัศน์ขาวด าในด๎านสัญญาณภาพมีล าดับดังนี้ 1. จูนเนอร์ 2. วิดีโอ ไอเอฟ 3. วิดีโอดีเทคเตอร์ 4. วิดีโอ แอมป์ 5. วิดีโอ เอาต์พุต โทรทัศสีก็จะเหมือนขาวด าเกือบทั้งหมด จะมีข๎อแตกตํางอยูํเพียงภาควิดีโอ เอาต์พุต โดยโทรทัศน์สีจะ เป็นภาคลูมิแนนซ์ (ขาวด า) และโครมิแนนซ์ (สี) แทนภาควิดีโอ เอาต์พุต ภาควิดีโอ ไอเอฟ แอมพลิฟายเออร์ ภาควิดีโอ ไอเอฟ รับสัญญาณจากจูนเนอร์ คือ สัญญาณวิดีโอ ไอเอฟ 3 8.9 MHz และซาวด์ ไอเอฟ 33.4 MHz มาท าการขยายสัญญาณทั้งภาพและเสียงให๎มีก าลังมากขึ้น โดยวงจรวิดีโอไอเอฟมีการขยาย ประมาณ 2 – 3 ภาค วิธีการของภาควิดีโอ ไอเอฟ มีจุดประสงค์ดังนี้ 1. ให๎ความถี่ที่ต๎องการผํานเทํานั้น ไมํยอมให๎ความถี่ที่ไมํต๎องการหรือความถี่อื่นผําน ความถี่ที่ไมํ ต๎องการนั้นถูกลดก าลังของสัญญาณลง เพื่อไมํให๎เข๎าไปขยายสัญญาณกับวิดีโอ ไอเอฟ ( Video IF) และซาวด์ ไอเอฟ (Sound IF) 2. ภาควิดีโอ ไอเอฟจะรับเฉพาะความถี่วิดีโอและซาวด์ ไอเอฟ เพื่อน าไปขยายทั้งสํวนสูงของ สัญญาณให๎พอเหมาะโดยสัญญาณที่จะผํานได๎คือ วิดีโอ ไอเอฟ = 38.9 MHz ซาวด์ ไอเอฟ = 33.4 MHz 3. ท าการขยายสัญญาณวิดิโอ ไอเอฟ มีอัตราการขยายประมาณ 2,000–3,000 เทํา และความกว๎าง ของสัญญาณประมาณ 7 MHz 4. มีการขยาย 2–3 ภาค โดยมีสัญญาณด๎านอินพุตประมาณ 100 dB ท าการขยายภาคละ 30 dB โดยจะขยายสัญญาณ 3 ภาค รวมกันแล๎วประมาณ 90 dB 5. ในภาควิดีโอ ไอเอฟ จะต๎องมีวงจรเอจีซี ( AGC) เพื่อควบคุมการขยายของวงจรให๎เป็นไปอยําง อัตโนมัติ


รูปที่ 6.22 บล็อกไดอะแกรมภาควิดีโอ ไอเอฟ อัตราส่วนการขยายสัญญาณภาพและเสียง อัตราสํวนในการขยายสัญญาณวิดีโอ ไอเอฟ ( VIF) และซาวด์ ไอเอฟ ( SIF) จะต๎องมีการขยายให๎มี อัตราสํวนที่เหมาะสม เพราะสัญญาณทั้ง 2 เดินทางไปพร๎อม ๆ กัน ถ๎าให๎อัตราสํวนไมํเหมาะสมแล๎วโอกาสที่ สัญญาณทั้ง 2 จะรบกวนกันได๎งําย ภาควิดีโอ ไอเอฟ (VIF) มี 2–3 ภาค ก าลังขยายทั้งหมดประมาณ 100 dB โดยมีอัตราสํวนด๎านวิดีโอ ไอเอฟ ประมาณ 50 % อัตราสํวนด๎านซาวด์ ไอเอฟประมาณ 10 % รูปที่ 6.23 อัตราสํวนการขยายสัญญาณภาพและเสียงในภาควิดีโอ ไอเอฟ สาเหตุที่ท าให๎การขยายของสัญญาณภาพและสัญญาณเสียงแตกตํางกันมากเพราะถ๎าให๎อัตราการขยาย ใกล๎เคียงหรือเทํากันแล๎วสัญญาณเสียงจะไปรบกวนสัญญาณภาพ ความถี่ 31.9 MHz ความถี่ของสัญญาณวิดีโอไอเอฟ ของภาพชํองที่สูงกวําของชํองที่ก าลังรับจะต๎อง ไมํให๎มีการขยายสัญญาณ โดยจะใช๎วงจรแทรปเซอร์กิต (Trap Circuit) เพื่อดึงสัญญาณสํวนนี้ลงกราวด์ (Ground) วิดีโอ แอมป์ ไปจูนเนอร์ (อาร์เอฟ เอจีซี) 40.4 MHz 50 % 38.9 MHz 31.9 MHz 33.4 MHz จูนเนอร์ ซอร์ ฟิลเตอร์ วิดีโอ ไอเอฟ 2-3 ภาค วิดีโอ ดีเทคเตอร์ ไอเอฟ เอจีซี ไปจูนเนอร์ (เอเอฟที) 10%


ความถี่ 33.4 MHz คือความถี่ของสัญญาณซาวด์ไอเอฟ ของเสียง ชํองที่ก าลังรับสัญญาณจะให๎มีการ ขยายสัญญาณประมาณ 10 % เทํานั้นของสัญญาณเสียง ความถี่ 38.9 MHz คือความถี่ของวิดีโอ ไอเอฟ ของภาพชํองที่ก าลังรับสัญญาณจะให๎มีการขยาย สัญญาณประมาณ 50 % ของสัญญาณภาพ ความถี่ 40.4 MHz คือความถี่ของซาวด์ ไอเอฟ ของเสียง ชํองที่ต่ ากวําชํองที่ก าลังรับ จะต๎องไมํให๎มีการ ขยายสัญญาณโดยจะใช๎วงจรแทรปเซอร์กิต เพื่อดึงสัญญาณสํวนนี้ลงกราวด์ (Ground) วิธีการขยายความกว้างของสัญญาณ การขยายความกว๎างของสัญญาณคือ การขยายแบนด์วิดท์ในภาคขยาย ไอเอฟความกว๎างของสัญญาณ ภาพและความกว๎างของสัญญาณใช๎ความกว๎างมาก คือภาพและเสียงหํางกันถึง 5.5 MHz ดังนั้นต๎องให๎ความ กว๎างอยํางต่ า 5.5 MHz ผํานตลอด ภาคขยายไอเอฟต๎องกว๎างไมํต่ ากวํา 10 MHz การขยายความกว๎างยุํงยาก มากกวําการขยายสํวนสูง โดยทั่ว ๆ ไปวิธีการขยายความกว๎าง เรียกวํา สแตกเกอร์จูน (Stagger Tuned) รูปที่ 6.24 Stagger Tuned วิธีการของสแตกเกอร์จูน คือการจูน ไอเอฟ ของแตํละภาคให๎มีความถี่เรโซแนนซ์ที่แตกตํางกัน ภาควิดีโอ ไอเอฟ มีการท างานอยูํ 3 ภาคโดยจะท าการจูนภาคไอเอฟ ในแตํละภาคที่ความถี่เรโซแนนซ์ ที่แตกตํางกัน ผลที่ได๎คือคําเฉลี่ยความกว๎างหรือแบนด์วิดธ์จะท าให๎ได๎แบนด์วิดธ์ที่กว๎างมากตามต๎องการ ซอร์ ฟิลเตอร์ (Saw Filter) ซอร์ ฟิลเตอร์ เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดใหมํที่ถูกพัฒนามาแทน ไอเอฟ นั่นก็คือ วิดีโอ ไอเอฟ รุํนเกําจะเป็นกระป๋องไอเอฟ มีแกนปรับหรือจูนให๎มีความถี่ถูกต๎อง แตํปัจจุบันใช๎ซอร์ ฟิลเตอร์แทนโดยไมํมี การจูนหรือปรับแตํงซอร์ ฟิลเตอร์จะยอมให๎เฉพาะความถี่วิดีโอ ไอเอฟ 38.9 MHz ซาวด์ ไอเอฟ 33.4 MHz เทํานั้นที่ผํานได๎ ความถี่ที่แตกตํางหรือนอกเหนือจากนี้จะไมํยอมให๎ผํานได๎ 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 1.0 0.9 0.8 0.7 0.6 0.5 0.4 0.3 0.2 0.1 0


ก. อเมริกา ข. ยุโรป รูปที่ 6.25 สัญลักษณ์ของซอร์ ฟิลเตอร์ วงจรภาควิดีโอ ไอเอฟ ภาควิดีโอ ไอเอฟ ในปัจจุบันนี้จะใช๎ไอซี ซึ่งภายในไอซีประกอบด๎วยภาควิดีโอ ไอเอฟวิดีโอ ดีเทคเตอร์ วิดีโอ แอมป์จะศึกษาการถํายทอดสัญญาณจากวงจรหนึ่งสูํวงจรหนึ่งการถํายทอดสัญญาณจากจูนเนอร์สูํภาค วิดีโอ ไอเอฟ รูปที่ 6.26 ทางเดินของสัญญาณจากจูนเนอร์สูํภาควิดีโอ ไอเอฟ 2 1 3 4 อินพุต เอาต์พุต จูนเนอร์ TU201 วิดีโอ ไอเอฟ วิดีโอ ไอเอฟ ซอร์ ฟิลเตอร์ (SF201) วิดีโอ ไอเอฟ ปรีแอมป์ 1 2 3 4 เอาต์พุต อินพุต 1 3 2 4 C213 C210 R209 R205


ทางเดินของสัญญาณวิดีโอ ไอเอฟ 38.9 MHz และซาวด์ ไอเอฟ 33.4 MHz สัญญาณเอาต์พุตจูนเนอร์ ออกที่ขาไอเอฟ สัญญาณจะผําน C201 เข๎าขาเบสของทรานซิสเตอร์ ภาควิดีโอ ไอเอฟ ปรีแอมป์ ทรานซิสเตอร์จะท าการขยายสัญญาณออกที่ขาคอลเล็คเตอร์ จะผําน C213 เข๎าซอร์ฟิลเตอร์ ( SF201) มีขา ทางด๎านอินพุต 2 ขา คือ ขาที่ 1 รับสัญญาณ สํวนขาที่ 2 เป็นกราวด์ รูปที่ 6.27 ซอร์ฟิลเตอร์ ซอร์ ฟิลเตอร์ มีขาทางด๎านเอาต์พุต 2 ขา คือ เอาต์พุตขา 3 จะท าการตํอไปเข๎าขา 45 ของ ไอซีและขา เอาต์พุต 4 จะตํอไปเข๎าขา 46 ของไอซีเบอร์TDA8361 ด๎านเอาต์พุต ขา 3 จะตํอไปเข๎าขา 45 ขา 4 จะตํอไปเข๎าขา 9 ของไอซี ภายในไอซีเบอร์ TDA8361 จะประกอบด๎วยภาค 1. วิดีโอ ไอเอฟ 4. ซาวด์ ไอเอฟ 2. วิดีโอ ดีเทคเตอร์ 5. ซาวด์ ดีเทคเตอร์ 3. วิดีโอ แอมป์ 6. ซาวด์แอมป์ รูปที่ 6.28 แสดงต าแหนํงขาของ IC เบอร์ TDA8361 1 3 2 4 อินพุต เอาต์พุต


ขาไอซีที่ส าคัญของไอซี TDA8361 ขา 5 = SIF ขา 44 = AFT OUT ขา 6 = EXT SOUND IN ขา 45 = (-) PIF - IN ขา 7 = P-DET OUT ขา 46 = (+) PIF – IN ขา 8 = DIG AGC ขา 47 = AGC OUT ขา 9 = GND ขา 48 = AGC ขา 10 = VCC ขา 49 = AGC REF ขา 50 = SOUND OUT ขา 51 = DEC ขา 52 = AGC DEC ภาควิดีโอ ดีเทคเตอร์ ภาควิดีโอ ดีเทคเตอร์ จะน าสัญญาณเข๎ามาจากภาควิดีโอ ไอเอฟ น าสัญญาณมาท าการดีเทคเตอร์ โดยการดีเทคเตอร์นั้นจะดีเทคเตอร์แบบ เอเอ็มสัญญาณด๎านภาพจะสํงแบบ AM สํวนสัญญาณด๎านเสียงจะสํง แบบ FM ดังนั้นภาคนี้จึงท าการดีเทคเตอร์เฉพาะสัญญาณทางด๎านภาพเทํานั้น กรรมวิธีของการดีเทคเตอร์ด้านสัญญาณภาพ รูปที่ 6.29 แสดงสัญญาณคอมโพสิต วิดีโอ ซิกแนล เพื่อความเข๎าใจในวิธีการ ดีเทคเตอร์การสํงสัญญาณโทรทัศน์ในด๎านภาพ สัญญาณภาพจ ะออกอากาศ ได๎นั้น จะต๎องน าไปรวมกับอาร์เอฟหรือแคร์เรีย สัญญาณภาพจึงสามารถออกอากาศได๎ สัญญาณภาพที่ ออกอากาศจึงเรียกวําวิดีโอ แคร์เรีย เมื่อมาถึงภาควิดีโอ ดีเทคเตอร์ คือ การตัดอาร์เอฟ หรือ แคร์เรีย ทิ้งไป ดังนั้นสัญญาณสํวนที่เหลือ คือ วิดีโอ ซิกแนล (Video Signal) แตํยังมีสัญญาณความคุมรวมอยูํด๎วยจึงรวมเรียกวํา คอมโพสิตวิดีโอ ซิกแนล การดีเทคเตอร์ มีอยูํ 2 แบบคือ 1. เนกาตีฟ เฟส ดีเทคเตอร์ (Negative Phase Detector) 2. โพสิตีฟ เฟส ดีเทคเตอร์ (Positive Phase Detector) สัญญาณทางด๎านเอาต์พุตของภาควิดีโอ ดีเทคเตอร์ทางด๎านสัญญาณภาพ คือ สัญญาณคอมโพสิต วิดีโอ ซิกแนล วิดีโอ ดีเทคเตอร์ Sound I.F. 5.5 MHz Composite Video Signal Picture I.F. Signal วิดีโอ ดีเทคเตอร์


Click to View FlipBook Version