The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nicenew18, 2022-03-31 12:19:20

การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการทางการตลาด

รวมเล่มหนังสือ_merged

Keywords: Feasibility Study

1. กำหนดประเด็นจะประเมินตามมาตรฐานทางวชิ าการสาขาทเี่ ก่ยี วขอ้ ง
2. มอบหมายให้ผู้เชีย่ วชาญในสาขาที่เกยี่ วข้องเป็นผู้ประเมิน เชน่ งานก่อสรา้ ง (มอบวศิ วกร)
งานการฝกึ อบรม (มอบผ้เู ชี่ยวชาญด้านฝึกอบรม)
3. ใช้ขอ้ มูลทางเอกสารและตรวจสอบผลผลติ โครงการในภาคสนาม
การประเมินประสทิ ธิภาพการบรหิ ารงานของหน่วยงาน

วัตถปุ ระสงค์เพอ่ื ทราบวา่ ประสิทธภิ าพ การบริหารงานของหนว่ ยงานดำเนนิ โครงการว่าเปน็ อย่างไร ส่งผลกระทบต่อ
การบรหิ ารโครงการหรือไม่ อยา่ งไร
ประเด็นและวิธกี ารประเมิน
1. ใชท้ ฤษฎหี รือตัวแบบเชิงระบบ (Systems Theory or Model) เปน็ กรอบในการประเมนิ โดยพจิ ารณา
2. ปริมาณและคณุ ภาพของปัจจยั นำเข้า (Inputs) ของโครงการ
3. กระบวนการบริหาร (Administrative Process)
4. ผลลพั ธ์ของโครงการ (Project Outcomes or Results) ประกอบดว้ ย

- ผลผลติ ของโครงการ
- ผลกระทบของโครงการ
5. ประเมนิ ทง้ั หน่วยดำเนินการสว่ นกลางและในพ้ืนท่ี
จะนำผลวจิ ัยประเมินโครงการมาใช้ทำอะไร
1. ปรับการจัดการโครงการที่เหลอื /ในอนาคตให้บรรลวุ ตั ถุประสงค์อย่างมีประสิทธผิ ลและประสิทธภิ าพมากยง่ิ ข้นึ
2. ปรับปรุงคณุ ภาพของโครงการให้ได้มาตรฐานทางวชิ าการของสาขาท่ีเก่ยี วข้อง
3. ปรับการบริหารของหนว่ ยดำเนนิ โครงการใหม้ ีประสิทธภิ าพมากย่งิ ขน้ึ
4. ใชป้ ระกอบการพจิ ารณาวา่ สมควรดำเนนิ โครงการตอ่ ไปหรอื ไม่
รปู แบบการวจิ ยั ประเมินผลโครงการ
รปู แบบการวิจยั ประเมนิ ผลโครงการ หมายถึง กรอบความคดิ หรอื แบบแผนในการประเมนิ ท่ีแสดงใหเ้ หน็ รายการ
ท่คี วรประเมินหรือกระบวนการของการประเมินในการประเมนิ โครงการใดโครงการหนงึ่
การออกแบบกำกบั งานและการวิจัยประเมินผลโครงการ
การวจิ ยั ประเมินผลมงุ่ ให้ไดส้ ารสนเทศ เพอ่ื ประโยชนใ์ นการตดั สินใจของผบู้ รหิ ารและให้ได้ข้อความรู้ที่เปน็ ความร้ใู หม่
ดังนัน้ ผลการวิจัยประเมินผลจะเป็นไปตามวัตถปุ ระสงค์ดังกลา่ วไดจ้ ำเปน็ ต้องมีการคัดเลือกและออกแบบวจิ ัยประเมนิ ผล
ทเี่ หมาะสม เพ่ือตอบวตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั ประเมนิ โครงการและเพื่อให้ไดผ้ ลวจิ ยั ประเมนิ ผลท่ีมีท้งั ความตรงภายใน

135 | P a g e

และความตรงภายนอก โดยเฉพาะมคี วามสอดคล้องกับสภาพความเป็นจรงิ (Isomorphism) และเป็นทยี่ อมรับ เชื่อถือได้
ของผมู้ ีส่วนไดส้ ว่ นเสยี ผลและผู้ใช้ผลประเมนิ
ความหมายของการกำกบั งาน คอื การเก็บรวบรวมขอ้ มูลการปฏบิ ัติงานในโครงการทีก่ ำหนดไว้แลว้ ใชข้ ้อมลู เหลา่ น้ัน
เพ่ือการแกไ้ ขปรบั ปรุงวธิ ีการปฏบิ ัติงาน เพ่อื ใหผ้ ลงานเป็นไปตามแผนอยา่ งมีประสิทธิภาพมากที่สุด การกำกับงานเป็น

กิจกรรมที่ดำเนนิ การโดยผ้บู รหิ ารโครงการ โดยมุ่งตอบคำถามหลักวา่ ในการดำเนินโครงการน้ัน
1. ได้รับทรัพยากรครบถ้วนหรอื ไม่ ไดร้ ับตามกำหนดหรือไม่
2. ไดป้ ฏิบัตติ ามแผนท่ีกำหนดหรือไม่
3. ได้ผลทีก่ ำหนดหรอื ไม่

ข้อมูลจากการกำกบั งานจะเป็นประโยชนอ์ ยา่ งย่งิ ต่อการเรง่ รดั ใหโ้ ครงการดำเนินไปตามเป้าหมาย
และแลว้ เสรจ็ ภายในเวลาทีก่ ำหนด ในโครงการขนาดใหญ่ ผบู้ รหิ ารโครงการนยิ มวางระบบกำกับงาน
ควบค่กู ับการประเมินตนเอง (self - audit or self assessment) เพอื่ นำสารสนเทศทีไ่ ด้จากการกำกับงาน
มาใช้ในการบริหารงาน เร่งรัดงานให้บรรลเุ ปา้ หมายอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ และนำสารสนเทศจากการประเมนิ ตนเอง
มาใชใ้ นการแก้ไขปญั หาและอุปสรรคต่าง ๆ ตลอดจนเพ่อื ใหแ้ น่ใจถึงผลลพั ธ์ของโครงการท้ังด้านปริมาณและคุณภาพ
การออกแบบกำกบั งาน ประกอบดว้ ยระบบยอ่ ย 2 ระบบ คอื
1. ระบบการเก็บข้อมูล
2. ระบบการรายงาน
การออกแบบกำกบั งาน

1. ระบบการเกบ็ ขอ้ มลู สำหรบั กำกับงานสามารถทำได้หลายวธิ ี เชน่ การประชุม การนิเทศตรวจเยีย่ ม
การตรวจสอบการบรหิ ารภายใน การควบคมุ เปน็ ตน้
2. ระบบการรายงาน โดยทว่ั ไปมีการรายงานผลการปฏิบตั งิ าน รายงานการเงินงบประมาณ
รายงานการตรวจสอบการบรหิ ารภายใน (internal audit report) เปน็ ตน้ สำหรับความถี่ห่างของการรายงาน
มักขนึ้ อยูก่ ับลกั ษณะของโครงการ มกี ารรายงานเป็นรายสปั ดาห์ รายเดือน รายสองเดอื น รายสามเดอื น
รายหกเดือน และรายปี เป็นตน้
ระบบการเก็บขอ้ มูลและระบบรายงาน เพื่อใหไ้ ด้สารสนเทศท่เี ป็นประโยชนต์ อ่ การกำกบั งาน
ในด้านปจั จยั ด้านกจิ กรรม และด้านผลลัพธ์ กล่าวคอื ในดา้ นปัจจัยนน้ั เป็นการมุง่ ตรวจสอบวา่ โครงการไดร้ ับทรพั ยากร
ทงั้ ในดา้ นปริมาณและคุณภาพตามเวลาทกี่ ำหนดหรอื ไม่ การกำกบั กจิ กรรมมุ่งตรวจสอบว่า

136 | P a g e

ในการดำเนนิ งานไดป้ ฏบิ ัตติ ามแผนที่กำหนดไว้หรือไม่ เพียงใด และการกำกบั งานดา้ นผลลพั ธห์ รือ
ผลการดำเนนิ งาน คือ การตรวจสอบว่าไดผ้ ลลพั ธ์ตรงตามแผนทีก่ ำหนดไวห้ รือไม่
ขัน้ ตอนของการจัดระบบการกำกับงานมีดงั นี้
1. กำหนดขอ้ มูลทต่ี ้องการจดั เก็บทง้ั ข้อมลู ดา้ นทรัพยากร ดา้ นกจิ กรรม และดา้ นการดำเนินงาน
2. ดำเนินการจัดกระทำขอ้ มูลให้อยู่ในรปู สารสนเทศพร้อมท่ีจะใช้ในการกำกับงานดา้ นต่าง ๆ ได้
เชน่ การบนั ทกึ การทำเป็นดัชนี การจดั ประเภท การย่อสรปุ การเก็บรักษาขอ้ มูล เป็นตน้

3. จดั ระบบรายงานทีเ่ หมาะสม รายงานที่ดีต้องสนั้ กะทดั รดั ตรงประเด็น ตลอดจนมีการเสนอแนะแนวทาง
เรง่ รดั การทำงานตามแผนที่กำหนดไว้
4. นำเสนอผ้บู รหิ ารพจิ ารณากลัน่ กรองตามความเหมาะสม
โดยสรุป คุณภาพของการกำกบั งานขน้ึ อยู่กบั ระบบกำกบั งาน คือ ขอ้ มลู ท่ีตรงประเด็น ครอบคลุม
มีคุณภาพและความเหมาะสมของการรายงาน และผูบ้ ริหารโครงการ ถ้าผบู้ รหิ ารเห็นและใหค้ วามสำคัญตอ่ การ
จัดระบบการกำกับงานท่ีมีคณุ ภาพแลว้ ยอ่ มทำใหเ้ กิดการเรง่ รดั ให้โครงการดำเนนิ งานอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพไดผ้ ล
ตรงเป้าหมายและแลว้ เสรจ็ ภายในเวลาทก่ี ำหนด
ความหมายของการวจิ ัยประเมินผลโครงการ หมายถงึ กระบวนการใหไ้ ด้มาซึง่ สารสนเทศเก่ียวกบั ความก้าวหน้า
ของโครงการและความสำเร็จของโครงการอันเปน็ เครอื่ งบง่ ชถี้ งึ คณุ ค่าของโครงการ กล่าวคือ เป็นเคร่อื งแสดงวา่ โครงการ
ได้ดำเนนิ ไปแล้วได้ผลสมตามวัตถปุ ระสงค์ของโครงการมากน้อยเพียงใดตลอดจนในอนาคตควรจะดำเนินการอยา่ งไร
ซึง่ เปน็ การพิจารณาคุณค่าโดยใช้ผลงานในอดตี และพิจารณาถึงศักยภาพและทางเลือกในการดำเนนิ งานในอนาคตต่อไปดว้ ย
การวจิ ัยประเมนิ ผลทค่ี รบวงจรประกอบด้วยการประเมิน 3 ระยะ คือ
1. การวจิ ยั ประเมินผลกอ่ นเรมิ่ แผนงานหรือโครงการ ซึง่ เป็นการวิจัยประเมินผลความต้องการจำเปน็ (needs)
หรอื ศักยภาพตา่ ง ๆ เพ่อื กำหนดทศิ ทางในการพัฒนาตลอดจนเปน็ ขอ้ มูลเสน้ ฐานก่อนเริ่มโครงการใดโครงการหนงึ่
เพอื่ ใชเ้ ปน็ ข้อมูลเปรียบเทยี บเพอื่ แสดงถึงความสำเรจ็ ของการดำเนนิ โครงการ ตลอดจนการประเมินความเหมาะสม
และความเป็นไปไดข้ องโครงการก่อนพิจารณาอนุมตั ิให้ดำเนนิ การ
2. การวิจัยประเมนิ ขณะโครงการดำเนนิ อยู่ ซ่ึงเป็นการวิจัยประเมนิ ความก้าวหน้าของโครงการ โดยเฉพาะดา้ น
การดำเนินงานและผลเบ้อื งตน้ ซึง่ สารสนเทศทไ่ี ดน้ ำไปสูก่ ารปรับปรงุ การดำเนนิ งานของโครงการให้มีประสิทธิภาพ
และเพม่ิ โอกาสความสำเรจ็ ตามเป้าหมายท้ังเชงิ ปรมิ าณและคุณภาพภายในกรอบเวลาและทรพั ยากรที่กำหนดให้มากทสี่ ดุ
3. การวจิ ัยประเมินผลเมอ่ื สนิ้ สุดโครงการ ซึ่งเป็นการวิจัยประเมนิ ความสำเรจ็ ของโครงการซ่ึงมี
การวิจยั ประเมนิ เม่ือสน้ิ สดุ โครงการทนั ทีและมกี ารวจิ ยั ประเมนิ เมอ่ื สนิ้ สดุ โครงการไประยะหนึ่ง เชน่ 6 เดือน หรือ 1 ปี

137 | P a g e

เพอื่ ศกึ ษาความยงั่ ยืนของผลลพั ธ์ตลอดจนการบรรลจุ ดุ หมายในเชิงผลกระทบของโครงการการวิจัยประเมนิ ผล
ในกรณหี ลงั น้เี รยี กวา่ การตดิ ตามผล (follow-up study หรอื tracer study) การตดิ ตามผล (follow-up study
หรือ tracer study) มีความสำคัญมากในการประเมนิ คุณคา่ และความสำเรจ็ ของโครงการ การวจิ ยั ประเมนิ และตดิ ตามผล
โดยผูป้ ระเมินภายนอกจึงเปน็ เง่ือนไขสำคญั ของการดำเนินโครงการ เชน่ โครงการรงุ่ อรณุ ซ่ึงเปน็ โครงการบูรณาการการศกึ ษา
ระดับประถมศึกษาและมธั ยมศกึ ษาเพื่อการอนุรักษ์พลงั งานและส่งิ แวดลอ้ ม ซ่ึงเปน็ โครงการไตรภาคีของสำนักงาน
คณะกรรมการ-นโยบายพลงั งานแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธกิ ารและมูลนธิ ิสถาบนั สงิ่ แวดลอ้ มไทย
การวิจัยประเมินผลในขณะทโ่ี ครงการดำเนนิ อยู่หรอื การวิจัยประเมนิ กระบวนการดำเนนิ งานของโครงการ
(process evaluation) จะมีส่วนใกล้เคียงกับการกำกับงานอย่มู าก เพราะท้งั การวิจยั ประเมนิ
การดำเนนิ งานและการกำกับงานเกี่ยวขอ้ งกับการเกบ็ ข้อมูลผลการดำเนนิ งานขณะทีโ่ ครงการดำเนนิ อยู่
การวจิ ัยประเมินผลในขณะที่โครงการดำเนินอย่หู รือการวิจยั ประเมนิ กระบวนการดำเนินงานของโครงการ
(process evaluation) มคี วามแตกตา่ งกัน คือ การกำกับงานเปน็ การเก็บขอ้ มูลตอ่ เน่ืองตลอดโครงการเพอ่ื เร่งรัด
การทำงานตามแผนให้แลว้ เสร็จภายในเวลาทกี่ ำหนด ในขณะทก่ี ารวิจัยประเมนิ กระบวนการ
เป็นการตรวจสอบความก้าวหนา้ ของโครงการและความไมก่ ้าวหน้าของโครงการเพื่อให้ไดส้ ารสนเทศ
ทำไมจึงเกดิ ปัญหาอปุ สรรคข้นึ สาเหตุของปัญหาและอุปสรรคนั้นคืออะไร การประเมินกระบวนการมีลกั ษณะดำเนิน
เปน็ ชว่ งเวลามลี ักษณะเปน็ การศึกษาเฉพาะกจิ เจาะลกึ เฉพาะเร่อื ง และมักจะแยกออกจากการปฏบิ ัตงิ าน ในขณะท่ี
การกำกับงานมกั จะบรู ณาการเขา้ กับการปฏิบัติงานและดำเนนิ การเกบ็ ขอ้ มลู เพื่อการกำกบั ดแู ลโครงการอยา่ งต่อเน่ือง
ตลอดโครงการ ถา้ มีการวิจยั ประเมนิ กอ่ นเรม่ิ แผนหรอื โครงการมสี ารสนเทศ ผนวกกับจินตนาการอยา่ งเพียงพอ
เพอ่ื กำหนดแผนหรือโครงการ ผู้บรหิ ารโครงการมกี ารวางระบบและออกแบบกำกับงาน และการประเมนิ ตนเอง
หรือการตรวจสอบตนเองอยา่ งเปน็ ระบบแล้ว ผบู้ ริหารโครงการกจ็ ะเปน็ ผบู้ ริหารที่ประสบความสำเรจ็ การวจิ ัยประเมนิ
ผลภายนอกเปน็ การดำเนินงานเพ่อื ยนื ยนั คณุ คา่ และความสำเรจ็ ของโครงการอีกทง้ั เป็นการประชาสัมพนั ธค์ วาม
สำเรจ็ ของโครงการด้วย

การวจิ ัยประเมินผลมีบทบาทเดน่ ชัดในการกำหนดแผนงานหรอื โครงการมบี ทบาทในการวางแผนและมีบทบาท
ในการสรปุ และยืนยันประสิทธภิ าพของโครงการ ท้งั การวิจยั ประเมนิ ผลและการกำกบั งานลว้ นมบี ทบาทสำคญั ต่อ
การบรหิ ารดำเนนิ โครงการอย่างมีประสทิ ธภิ าพ กลา่ วคือ การกำกับงานมีบทบาทสำคัญตอ่ การตัดสินใจเกยี่ วกับปจั จยั
และกิจกรรมเป็นสำคัญ และทงั้ การกำกับงานและการวจิ ัยประเมนิ ผลลว้ นมบี ทบาทสำคัญทจ่ี ะชว่ ยผลักดันให้เกดิ
ความสำเรจ็ ตามแผนที่กำหนดไว้

138 | P a g e

การวิจยั และประเมนิ ผลโครงการ ประกอบด้วยกระบวนการ 4 ขั้นตอน คือ
1. การวางแผน
2. การดำเนินการ
3. การลงข้อสรปุ และเสนอแนะ
4. การรายงานและเผยแพร่

1. การวางแผนการวจิ ัยประเมนิ ผลโครงการ
1.1 รวบรวมขอ้ มลู ขา่ วสาร
1.2 ปรึกษาหารอื กับผทู้ ี่เกี่ยวข้องกับโครงการ
1.3 กำหนดวัตถุประสงค์ของการประเมนิ
1.4 กำหนดประเด็น ขอบเขต และวธิ ีการ
1.5 การจัดทำขอ้ เสนอโครงการประเมิน
1.6 การเสนอขออนุมัติ

2. การดำเนินการประเมนิ ผลโครงการ
2.1 กำหนดตัวช้ีวดั เครื่องมือและเทคนคิ การรวบรวมข้อมลู
2.2 รวบรวมข้อมูล
2.3 วเิ คราะหข์ ้อมลู
2.4 จัดทำรายงานประเมนิ ผล
2.5 เสนอขอรับการอนุมตั ิ

3. การลงขอ้ สรุปและให้ข้อเสนอแนะ
3.1 ปรึกษาหารอื กับผู้ทีม่ ีความสำคญั ต่อโครงการ
3.2 จัดทำข้อสรปุ และขอ้ เสนอแนะ

139 | P a g e

3.3 เสนอขอรับการอนุมัติ
4. การรายงานและเผยแพร่ผลประเมนิ เพ่อื ใช้ประโยชนจ์ ากผลการวจิ ยั ประเมินให้มากท่สี ุด
หลักการทีส่ ำคัญของการเผยแพรผ่ ลประเมนิ เป็นบทบาทและความรับผิดชอบตามสญั ญาการประเมิน
และเป็นหน้าทข่ี องผใู้ ห้วจิ ยั ประเมิน เมื่อผ้ใู หว้ ิจัยประเมนิ ตอ้ งการใหผ้ ูว้ จิ ัยประเมนิ เผยแพรผ่ ลวิจยั ประเมนิ ทั้ง
ในรูปบทความหรือนำเสนอในทป่ี ระชมุ สัมมนา ผูว้ จิ ัยประเมินกค็ วรให้ความร่วมมอื หากผู้วิจยั ประเมินประสงค์ท่ี
จะเผยแพรห่ รอื ตพี ิมพร์ ายงานการวจิ ยั ประเมินในรปู แบบใดก็ตาม จะต้องขออนุมตั จิ ากผู้ให้วิจยั ประเมนิ
เมอื่ ได้รับอนมุ ัติแล้ว ผู้วจิ ัยประเมินจงึ จะสามารถดำเนินการตีพิมพ์หรือเผยแพรผ่ ลวจิ ยั ประเมินได้

การวิเคราะหโ์ ครงการและการออกแบบการวจิ ยั ประเมนิ โครงการ
การวเิ คราะหโ์ ครงการ หมายถึง กระบวนการในการศกึ ษา พจิ ารณารายละเอียดของ

โครงการต้ังแต่เร่ิมตน้ จนสำเร็จเรียบรอ้ ย
ความสำคัญของการวเิ คราะหโ์ ครงการ
1. เพื่อใช้ในการบริหาร
- ดำเนินการตอ่
- ยกเลกิ
- ปรับปรงุ แก้ไข (งบประมาณ คน เวลา กระบวนการ สถานที่ ฯลฯ)
2. เพอื่ การปฏิบัตกิ าร
3. เพื่อการวิจัย
สง่ิ ทีต่ ้องวิเคราะหใ์ นการวิจยั ประเมนิ โครงการ
1. องค์ประกอบในการเขยี นโครงการ

2. รายละเอียดในแต่ละหวั ขอ้ โครงการ
3. ความสอดคล้องของหวั ข้อตา่ งๆ ของโครงการและยุทธศาสตร์

การวเิ คราะห์องคป์ ระกอบของโครงการ
เพ่อื พิจารณาวา่ การเขียนโครงการน้ันมีองค์ประกอบครบถว้ นหรือไม่

1. ชื่อโครงการ
2. ผู้รบั ผดิ ชอบโครงการ

140 | P a g e

3. หลกั การและเหตุหรือความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา
4. วตั ถุประสงค์
5. เปา้ หมาย
6. วธิ ดี ำเนนิ การ
7. สถานทดี่ ำเนินการ
8. ระยะเวลาดำเนินการ
9. งบประมาณดำเนินการ
10. การวัดและประเมินผล
11. ประโยชนท์ ีค่ าดวา่ จะได้รับ
การวิเคราะห์รายละเอียดในแต่ละหัวข้อของโครงการ
- เป็นการพจิ ารณาการเขยี นในแต่ละหัวขอ้ ว่าถูกต้องเหมาะสมหรอื ไม่
การวิเคราะห์ความสอดคลอ้ งของหวั ข้อต่าง ๆ ของโครงการ
- เป็นการพจิ ารณารายละเอียดความสอดคลอ้ งภายในหัวขอ้ เดยี วกนั และระหว่างหัวข้ออื่นๆ

การกำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจยั ประเมินโครงการ หมายถึง การระบคุ ำตอบท่ตี ้องการจาก
การวิจยั ประเมนิ โครงการน้นั ๆ มแี นวทางการกำหนด 2 แบบ คือ
1. จากขอ้ กำหนดรายละเอียด (Terms of Reference)
2. ตามวัตถุประสงค์ของการวิจยั เกย่ี วกับ

- ปจั จยั ทีใ่ ช้ในโครงการ (Input)
- การปฏิบตั ิ (Implement)
- ผลสัมฤทธข์ิ องโครงการ (Achievement)
การออกแบบการวิจัยประเมินโครงการ หมายถึง การตดั สนิ ใจเลือกใชว้ ธิ ีการ/ยุทธวิธี(Approaches/Strategies)
ทเ่ี หมาะสมกับในการหาคำตอบจากโครงการนนั้
วตั ถุประสงค์
1. เพอื่ ให้ไดค้ ำตอบในปญั หาทีท่ ำวิจัยอยูถ่ ูกต้องและประหยัด
2. เพื่อควบคุมความแปรปรวนในการวิจยั
การออกแบบการวิจัย (Research Design)

141 | P a g e

1. การออกแบบวิธกี ารวิจัย (Research approach)
2. การออกแบบการเลือกกลุม่ ตวั อยา่ ง (Sampling Design) หรือการเลือกผใู้ หข้ ้อมูล
3. การออกแบบเครอื่ งมือและการรวบรวมข้อมูล (Instrumental and data collection design)
4. การออกแบบการวเิ คราะหข์ ้อมูล (Data analysis design)

11.3 การประเมินโครงการด้วยหลกั การ PERT and CMP

การวางแผนโครงการดว้ ย PERT/CPM

โครงการ (project) มีลักษณะแตกต่างจากงานประจำในแง่ของเวลาและการดำเนินการ โครงการจะ
ประกอบด้วยกิจกรรมซึ่งมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งโครงการ คือ งานที่มีเวลาแล้ว
เสร็จ แตกต่างกับงานประจำซึ่งไม่มีเวลาสิ้นสุดของการทำงาน การวางแผนโครงการก็มีลักษณะคล้ายคลึง
กับ การวางแผนงานอื่นๆ คือ การกำหนดแนวทางปฏิบัติว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ท่ี
ต้องการ

เช่นเดียวกับการวางแผนโดยทั่วไป การวางแผนโครงการก็มีขั้นตอนต่างๆ โดยเริ่มจากการ
กำหนด เปา้ หมาย ของโครงการ ซึ่งประกอบดว้ ยทรัพยากรทีต่ ้องการ เวลาแล้วเสร็จของโครงการและผลลัพธ์ที่
จะได้ การกำหนดและมอบหมายงานให้แก่ผู้มสี ว่ นร่วมในโครงการ การประมาณการเวลาท่ีต้องใชแ้ ละทรพั ยากรท่ี
ต้องการในการทำกิจกรรมต่างๆ ในโครงการ โดยอาศัย วิธีการพยากรณ์ การวางแผนการใช้เงินตลอดจนการ
ควบคุมงบประมาณให้อยู่ภายในปริมาณที่กำหนด และประการสุดท้ายผู้บริหารโครงการจะต้องกำหนดนโยบาย
เพื่อการทำกิจกรรมว่า กิจกรรมจะมีผลกระทบต่อการดำเนินโครงการมากที่สุดในแง่ของเวลาที่แล้วเสร็จของ
โครงการ และในกรณีที่ต้องเร่งโครงการให้เสร็จเรว็ ขึ้นกว่าที่วางแผนไว้ ผู้บริหารโครงการจะตอ้ งกำหนดว่าควรจะ
ใช้ทรพั ยากรในกจิ กรรมใดเพ่ือเรง่ รัดให้โครงการเสร็จเร็วข้นึ ได้ตามท่ีต้องการ นอกจากน้ี ผู้บรหิ ารโครงการยัง
จะต้องกำหนดลำดับการทำงานก่อนหลังของกิจกรรมต่างๆ ในโครงการว่า จะต้องทำ กิจกรรมใดก่อนหลังกัน
อย่างไร

ในดา้ นของการควบคุมและตดิ ตามผลของโครงการ ผบู้ รหิ ารโครงการจะต้องตดิ ตามผลของโครงการ โดย
การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลการดำเนินการกับสิ่งที่ได้วางแผนไว้ สิ่งที่จำเป็นจะต้องควบคุมและติดตามผลคือ
ค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรม ระยะเวลาของการทำกิจกรรม และผลงานที่ได้ การควบคุมโครงการจำเป็นต้องอาศยั
การวางแผนอย่างละเอียดและถูกต้อง การกำหนดมาตรฐานเพื่อใช้ในการควบคุมอย่างรัดกุม และการมีข้อมูลและ
สารสนเทศอย่างเพยี งพอ

142 | P a g e

กล่าวโดยสรุปสำหรับผู้บริหารโครงการ สิ่งซึ่งจำเป็นจะต้องรู้เพื่อการวางแผนและควบคุมโครงการได้
อย่างมีประสิทธิภาพ คอื

1. ในโครงการมีกิจกรรมหรืองานย่อยอะไรบ้างที่จะต้องทำ แต่ละกิจกรรมมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
กิจกรรมใดต้องทำก่อน กิจกรรมใดต้องทำหลังจากกิจกรรมใด และเวลาที่ต้องใช้ในการทำแต่ละ
กิจกรรมเปน็ เท่าใด

2. โครงการที่ทำมเี วลาแลว้ เสร็จเป็นเทา่ ไร
3. ในบรรดากิจกรรมต่างๆ มีกิจกรรมใดบ้างที่ถือว่าเป็นกิจกรรมวิกฤต (critical activity) ซึ่งหมายถึง

กจิ กรรมทีเ่ มือ่ เกดิ ล่าชา้ ไปกว่าทก่ี ำหนด จะมีผลกระทบตอ่ เวลาแล้วเสร็จท้ังหมดของโครงการ
4. ในบรรดากจิ กรรมต่างๆ มกี ิจกรรมใดบ้างท่ีเมื่อเกดิ การล่าช้า จะไมม่ ผี ลกระทบต่อเวลาแล้วเสร็จของ

โครงการ และกิจกรรมเหล่านี้อาจล่าช้าได้นานมากที่สุดเท่าใด จึงจะไม่มีผลต่อเวลาแล้วเสร็จของ
โครงการ
5. ในกรณีที่ต้องการเร่งให้โครงการเสร็จเร็วขึ้นกว่าที่กำหนด จะต้องทำการเร่งรัดกิจกรรมใดบ้าง และ
จะทำอย่างไรจึงทำให้ตน้ ทุนการเรง่ รัดกจิ กรรมถกู ท่ีสุด

การวเิ คราะหข์ า่ ยงาน PERT/CPM
การวิเคราะห์ข่ายงาน PERT/CPM มีวัตถุประสงค์เพื่อหาวิถีวิกฤตของโครงการ ขั้นตอนการวิเคราะห์

ข่ายงานประกอบดว้ ย
การแยกแยะงาน (job breakdown) เป็นขั้นตอนการแจกแจงของกิจกรรมต่างๆ ที่จำเป็นต้องทำใน

โครงการทั้งหมดวา่ มกี จิ กรรมอะไรบ้างท่ีต้องทำ กจิ กรรมต่างๆ มคี วามสมั พนั ธ์กันอย่างไร กิจกรรมใดต้องทำก่อน
กจิ กรรมใดต้องทำหลัง

การประมาณการเวลาของกิจกรรม (activity time estimation) เป็นการประมาณการเวลาที่ต้องใช้
ทำแต่ละกิจกรรมโดยอาศัยผู้ชำนาญงานในแต่ละกิจกรรม สำหรับข่ายงาน CPM การประมาณการจะทำ
โดยประมาณการเพียงค่าเดียว โดยถือว่าค่านี้มีความเป็นไปได้มากที่สุด มีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดความ
คลาดเคล่ือน

143 | P a g e

ในกรณีของ PERT การประมาณการเวลาแล้วเสร็จของกิจกรรมจะถือว่าเวลาการทำกิจกรรมมีลักษณะ
การแจกแจงแบบเบตา ดังแสดงในรูป การประมาณการเวลาสำหรับกิจกรมจะต้องประมาณการ 3 จุด คือ a
m และ b โดยท่ี

a หมายถึงเวลาที่คาดวา่ จะทำกิจกรรมแลว้ เสรจ็ ได้เร็วท่สี ุด (optimistic time)
b หมายถงึ เวลาที่คาดวา่ จะทำกิจกรรมแล้วเสรจ็ ไดช้ า้ ท่ีสุด (pessimistic time)
m หมายถงึ เวลาทีเ่ ปน็ ไปได้มากท่สี ดุ ทีจ่ ะทำกจิ กรรมแล้วเสรจ็ (most likely time)
จากทฤษฎขี องการแจกแจงแบบเบต้า ทำการคำนวณหาคา่ คาดหมายของเวลาแลว้ เสร็จของกจิ กรรมจาก
สูตร

จากนนั้ จงึ คา่ คาดหมาย t แทนเวลาแลว้ เสรจ็ ของกิจกรรม เพือ่ ใชใ้ นการวิเคราะหข์ า่ ยงานตอ่ ไป
เนื่องจากเวลาแลว้ เสร็จของกิจกรรมสำหรับขา่ ยงาน PERT มกี ารแจกแจงแบบเบตา้ ดังนั้นเวลาแลว้ เสร็จ

ของแต่ละกิจกรรมจงึ มีคา่ ความแปรปรวนซงึ่ คำนวณได้จากสตู ร

ค่าความแปรปรวนน้ีจะใช้เพือ่ หาค่าความนา่ จะเป็น ท่โี ครงการจะเสร็จภายในเวลาทก่ี ำหนด
เขียนข่ายงาน (draw network) เมื่อได้แยกแยะกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องทำตลอดจนความสัมพันธ์ของ

กิจกรรมต่างๆ ในโครงการ และประมาณการเวลาในการทำกิจกรรมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเขียนข่ายงานโดย
อาศยั หลกั การที่ได้กล่าวมาแล้วขา้ งต้น

144 | P a g e

วิเคราะห์หาวิถีวิกฤต (critical path analysis) หลังจากเขียนข่ายงานเสร็จแล้วขั้นตอนสุดท้ายคือ
การหาวถิ วี กิ ฤตของขา่ ยงาน จากวถิ ีวกิ ฤตน้ีจะทำใหท้ ราบถงึ เวลาแลว้ เสรจ็ ของโครงการวา่ เป็นเท่าใด และกิจกรรม
ใดบา้ งที่อยูใ่ นวถิ วี ิกฤต ซึ่งจะทำไปสูก่ ารวางแผนตดั สินใจเพื่อควบคุมโครงการ หรอื เรง่ รดั โครงการตอ่ ไป

พน้ื ฐานการวเิ คราะหข์ ่ายงาน
ในการคำนวณหาวถิ ีวกิ ฤตจำเปน็ ตอ้ งทราบถึงนิยามต่างๆ ทีใ่ ช้ในการวิเคราะหด์ งั ตอ่ ไปนี้คือ
เวลาเร่มิ ต้นเร็วท่สี ุด (earliest start, ES) หมายถงึ เวลาเรว็ ทส่ี ุดทีก่ จิ กรรมจะสามารถเร่มิ ตน้ ทำได้
เวลาแล้วเสร็จเร็วที่สดุ (earliest finish, EF) หมายถงึ เวลาเรว็ ท่สี ดุ ทกี่ จิ กรรมสามารถทำเสรจ็ ได้
เวลาเริ่มต้นช้าที่สุด (Latest start, LS) หมายถึง เวลาช้าที่สุดที่กิจกรรมจะสามารถเริ่มต้นได้ โดยไม่

ทำให้เวลาแล้วเสรจ็ ของโครงการลา่ ชา้ ไปกวา่ ท่วี างแผนไว้
เวลาแลว้ เสร็จช้าที่สดุ (Latest finish, LF) หมายถงึ เวลาชา้ ทสี่ ุดทีก่ ิจกรรมจะสามารถทำเสร็จได้ โดย

ไม่ทำให้เวลาแล้วเสร็จของโครงการล่าช้าไปกว่าท่วี างแผนไว้
เวลาลอยตัวอิสระ (free float, FF) หมายถึง เวลาที่กิจกรรมสามารถเลื่อนเวลาเริ่มต้นหรือทำล่าช้า

ออกไปจากที่กำหนด โดยไมม่ ผี ลกระทบที่จะทำใหเ้ วลาแลว้ เสรจ็ ของโครงการเสร็จล่าช้ากว่ากำหนด และไมม่ ีผลทำ
ให้กำหนดเวลาเริ่มต้นของกิจกรรมอนื่ ทต่ี ามหลงั ตอ้ งเลอ่ื นตามไปด้วย

เวลาลอยตัวรวม (total float, TF) หมายถึง เวลาที่กิจกรรมสามารถเลื่อนเวลาเริ่มต้นหรือทำล่าช้า
ออกไปจากที่กำหนด โดยไม่มีผลกระทบที่จะทำให้เวลาแล้วเสร็จของโครงการเสร็จล่าช้ากว่าที่กำหนด แต่อาจทำ
ให้เวลาเริม่ ตน้ เร็วท่สี ดุ ของกจิ กรรมที่ตามหลงั เล่ือนตามไปด้วย

วิถีวกิ ฤต (critical path) เปน็ วิถที ่ปี ระกอบดว้ ยกจิ กรรมทีม่ เี วลาลอยตัวเปน็ ศูนย์
การคำนวณเวลาเริ่มต้นเร็วที่สุด (ES) และเวลาแล้วเสร็จเร็วที่สุด (EF) ทำโดยอาศัยหลักเกณฑ์
สำคัญ 2 ประการ คอื
1. เวลาแล้วเสร็จเร็วที่สุดของกิจกรรมมีค่าเท่ากับเวลาเริ่มต้นเร็วที่สุดของกิจกรรมบวกกับเวลาที่ใช้ใน

การทำกจิ กรรมนั้น ซ่ึงสามารถเขยี นเปน็ ความสมั พันธ์ คอื
EF = ES + t

เมื่อ t เป็นเวลาในการทำกจิ กรรม

145 | P a g e

2. สำหรับวงกลมที่มีกิจกรรมเข้าเพียงกิจกรรมเดียว ES ของกิจกรรมต่างๆ ที่ออกจากวงกลมนั้น จะมี
คา่ เท่ากับ EF ของกจิ กรรมท่ีเขา้ สู่วงกลม แต่ถา้ มีกจิ กรรมหลายกิจกรรมเขา้ ที่วงกลม ES ของกิจกรรม
ทอี่ อกจากวงกลมมีคา่ เท่ากบั คา่ EF ทมี่ ากทีส่ ุดของกิจกรรมท่ีเขา้ วงกลม ดังแสดงในรูป

ตวั อยา่ งท่ี 1 จงคำนวณเวลาเร่ิมตน้ เรว็ ทส่ี ุด และเวลาแลว้ เสร็จเร็วทีส่ ุดของแตล่ ะกิจกรรมของข่ายงาน

วธิ ีทำ สมมติใหเ้ วลาเร่ิมต้นเร็วที่สุดของกิจกรรมท่ไี มม่ ีกิจกรรมใดนำหน้ามีค่าเป็น 0 ดงั นนั้ เวลา
เร่มิ ต้นเร็วที่สุดของกจิ กรรม A และ B มคี า่ เปน็ ศูนย์ จากหลกั เกณฑท์ ไ่ี ดก้ ล่าวมาแลว้
เวลาแล้วเสรจ็ เรว็ ทีส่ ุดของกจิ กรรม A และ คำนวณได้ ดงั นี้ คอื
กจิ กรรม A : EF = 0 + 8 = 8
กิจกรรม B : EF = 0 + 4 = 4

เวลาเริ่มต้นเร็วที่สุดของกิจกรรม C และ D มีค่าเท่ากับเวลาแล้วเสร็จเร็วที่สุดของกิจกรรม A ส่วนเวลา
เริ่มต้นเร็วที่สุดของกิจกรรม E มีค่าเท่ากับเวลาแล้วเสร็จที่สุดของกิจกรรม B การคำนวณเวลาแล้วเสร็จเร็วที่สุด
ของกจิ กรรม C, D และ E กท็ ำได้เชน่ เดียวกับของกจิ กรรม A และ B คอื

กิจกรรม C : ES = 8; EF = 8 + 6 = 14
กจิ กรรม D : ES = 8; EF = 8 + 11 = 19

146 | P a g e

กจิ กรรม E : ES = 8; EF = 4 + 9 = 13

สำหรับกิจกรรมสุดท้าย F เวลาเริ่มต้นเรว็ ทีส่ ุด คือ เวลาแล้วเสร็จเร็วที่สุดของกิจกรรม C และเวลาแลว้

เสรจ็ เร็วทส่ี ุดของกจิ กรรม F กส็ ามารถคำนวณได้คอื

กิจกรรม F : ES = 14; EF = 14 + 3 = 17

กิจกรรมสุดท้าย คือ G เวลาเริ่มต้นเร็วที่สุดเลือกจากเวลาแล้วเสร็จเร็วที่สุดของกิจกรรม D,

E และ F โดยเลอื กค่าทม่ี ากที่สุด คอื ของกิจกรรม D ดงั นั้น

กิจกรรม G : ES = 19; EF = 19 + 1 = 20

สรุปเวลาเร่ิมตน้ และแลว้ เสรจ็ เรว็ ทีส่ ดุ ของแตล่ ะกจิ กรรมเปน็ ดังน้ี คอื

กิจกรรม เวลาท่ีใช้ทำกิจกรรม ES EF

A8 08

B4 04

C6 8 14

D 11 8 19

E9 4 13

F3 14 17

G1 19 20

สำหรับการคำนวณเวลาเริ่มต้นช้าที่สุด (LS) และเวลาแล้วเสร็จช้าที่สุด (LF) จะคำนวณย้อนกลับจาก
กิจกรรมสุดทา้ ยไปยงั กิจกรรมแรก และทำได้โดยอาศัยหลกั เกณฑ์ทส่ี ำคัญ 2 ประการ คอื

1. เวลาเริ่มต้นช้าที่สุดของกิจกรรมมีค่าเท่ากับเวลาแล้วเสร็จช้าที่สุดของกิจกรรม ลบด้วยเวลาที่ใช้ใน
การทำกจิ กรรมนน้ั ซึง่ สามารถเขยี นเปน็ ความสัมพันธ์ คอื

2. สำหรับวงกลมที่มีกิจกรรมออกจากวงกลมเพียงกิจกรรมเดียว LF ของกิจกรรมที่เข้าสู่วงกลมมีค่า
เท่ากับ LS ของกจิ กรรมท่ีออกจากวงกลมนั้น แต่ถ้ามีกิจกรรมออกจากวงกลมหลายกิจกรรม LF ของ
กจิ กรรมทีเ่ ข้าวงกลมจะมีค่าเท่ากบั LS ทนี่ ้อยทสี่ ดุ ของกจิ กรรมที่ออกจากวงกลม ดังแสดงในรูป

147 | P a g e

ตวั อย่างท่ี 2 จงคำนวณเวลาเร่มิ ตน้ ชา้ ท่ีสุด (LS) และเวลาเร่ิมตน้ เรว็ ท่สี ุดของแต่ละกจิ กรรมของข่ายงานใน
วิธีทำ ตัวอยา่ งที่ 1

คำนวณ LS กำหนดให้เวลาแล้วเสร็จช้าที่สดุ (LF) ของกิจกรรมสุดท้ายคือ G มีค่าเท่ากับเวลาแล้วเสร็จเร็ว
ที่สุด (EF) ของกิจกรรม และการคำนวณหาเวลาเริ่มต้นเร็วที่สุด (LS) ของกิจกรรม G ทำได้โดย
อาศัยสมการ ดงั น้ัน

กิจกรรม G : LF = EF = 20; LS = LF – t = 20 – 1 = 19
กิจกรรม D, E และ F มีค่า LF เท่ากับค่า LS ของกิจกรรม G คือ 19 การ

ของกิจกรรม D,E และ F จะไดผ้ ลลพั ธค์ อื
กจิ กรรม D : LF = 19; LS = 19 - 11 = 8

กิจกรรม E : LF = 19; LS = 19 - 9 = 10
กจิ กรรม F : LF = 19; LS = 19 - 3 = 16
ในทำนองเดยี วกัน ค่า LS และ LF ของกจิ กรรม B และ C คำนวณได้ดงั นค้ี อื
กิจกรรม B : LF = 10; LS = 10 - 4 = 6
กิจกรรม C : LF = 16; LS = 16 - 6 = 10

สำหรับกิจกรรม A ค่า LF ของกิจกรรมเลือกจาก LS ของกิจกรรม C และ D โดยเลือก
กจิ กรรมท่มี ี LS น้อยทส่ี ดุ ในทนี่ ีค้ ือของกิจกรรม D ซง่ึ มีคา่ เท่ากบั 8 และคา่ LS คำนวณได้ดงั แสดงคอื

กจิ กรรม A : LF = 8; LS = 8 - 8 = 0

สรุปเวลาเร่ิมต้นและแลว้ เสร็จช้าท่สี ดุ ของกิจกรรมได้ดังนี้ คอื

กิจกรรม เวลาท่ใี ชท้ ำกจิ กรรม LF LS
0
A8 8 6
10
B4 10 8
10
C6 16 16
19
D 11 19

E9 19

F3 19

G1 20

148 | P a g e

การวเิ คราะหห์ าวิถวี ิกฤต

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าวิถีวิกฤตประกอบด้วยกิจกรรมที่มีค่าเวลาลอยตัวเป็นศูนย์ กิจกรรมที่อยู่ในวิถี

วิกฤตคือ กิจกรรมวิกฤต กิจกรรมวิกฤตถ้าเกิดการล่าช้าจะมีผลกระทบต่อเวลาแล้วเสร็จของโครงการทั้งหมด

กจิ กรรมวกิ ฤตจึงต้องไดร้ บั การควบคุมอยา่ งดโี ดยเฉพาะอย่างยง่ิ ในด้านเวลาการวิเคราะหห์ าวิถีวิกฤตทำได้โดยการ

คำนวณหาเวลาลอยตวั รวม (TF) ซง่ึ คำนวณไดจ้ ากสมการ

TF = LS – ES

หรอื TF = LF – EF

กจิ กรรมใดท่ีมคี า่ เวลาลอยตัวรวมเปน็ ศนู ย์ กค็ อื กจิ กรรมในวถิ วี ิกฤต

นอกจากนี้การวิเคราะห์ข่ายงานยังต้องการรู้ถึงเวลาลอยตัวอิสระของแต่ละกิจกรรม ซึ่งคำนวณได้จาก

สมการ คือ

FF = ES ของกิจกรรมถดั ไป – EF ของกิจกรรมท่พี จิ ารณาอยู่

ตัวอยา่ งที่ 4 จงวิเคราะห์หาวถิ ีวิกฤตของขา่ ยงานในตัวอยา่ งที่ 1 และคำนวณหาเวลาลอยตัว

อสิ ระของแตล่ ะกิจกรรม อธิบายความหมายของเวลาลอยตัวอิสระและเวลาลอยตัวรวม โดย

ยกตัวอย่างประกอบ

วธิ ีทำ จากตัวอย่างที่ 2 และ 3 สามารถคำนวณหาเวลาลอยตวั รวม (TF) และเวลาลอย

ตวั อิสระ (EF) ไดด้ ังแสดงในตารางตอ่ ไปนี้

กิจกรรม เวลาใน ES EF LS LF กจิ กรรม ถดั ไป ES ของ กิจกรรม FF TF

การทำ ถัดไป

กิจกรรม

A 8 0 8 0 8 C,D 8 00

B 4 0 4 6 10 E 4 06

C 6 8 14 10 16 F 14 0 2

D 11 8 19 8 19 G 19 0 0

E 9 4 13 10 19 G 19 6 6

F 3 14 17 16 19 G 19 2 2

G 1 19 20 19 20 20 0 0

ดังน้ันวิถีวกิ ฤตประกอบด้วยกิจกรรม A, D และ G ดงั แสดงในรปู

149 | P a g e

ดังน้นั สรปุ ไดว้ า่ โครงการตามข่ายงานต้องใช้เวลาในการทำโครงการทั้งส้ินรวม 20 หนว่ ยเวลา โดยมี
กิจกรรมวกิ ฤตคือ A, D และ G

เวลาลอยตัวอิสระหมายถงึ เวลาที่กจิ กรรมสามารถล่าช้าไดโ้ ดยไม่ทำให้กจิ กรรมอื่นท่ีตามมาต้องเลื่อน
ตามไปดว้ ย และเวลาแลว้ เสร็จของโครงการก็ไมล่ า่ ช้าออกไป สว่ นเวลาลอยตัวรวมหมายถงึ เวลาทกี่ จิ กรรม
สามารถล่าช้าไดโ้ ดยไมม่ ผี ลกระทบต่อเวลาแลว้ เสรจ็ ของโครงการ แต่อาจมผี ลทำให้กิจกรรมทตี่ ามมาต้องเลอื่ นตาม
ออกไป ตัวอย่างเชน่ กจิ กรรม B มี FF = 0 หมายความว่าถ้ากจิ กรรม B เลื่อนชา้ ออกไปแม้แต่ 1 หนว่ ย กจ็ ะทำให้
กิจกรรมที่ตามมาคือ E ตอ้ งเริ่มต้นลา่ ช้าตามไปด้วย แต่กิจกรรม B มี TF = 6 หมายความวา่ กจิ กรรม B อาจล่าช้า
ไปได้อีก 6 หน่วยเวลา โดยไม่ทำใหเ้ วลาแล้วเสรจ็ ของโครงการลา่ ช้าออกไปเลย

150 | P a g e

ตวั อยา่ งท่ี 5 โครงการแนะนำผลิตภัณฑใ์ หมอ่ อกสูท่ ้องตลาด มีกจิ กรรมตา่ งๆ ท่ีต้องทำดงั

แสดงในตารางต่อไปนี้ จงเขยี นข่ายงาน PERT/CPM และวิเคราะห์หาเวลาทตี่ ้องใชใ้ นการทำ

โครงการและกิจกรรมทีเ่ ปน็ กิจกรรมวกิ ฤตของโครงการ

รหสั กจิ กรรม รายละเอยี ด กจิ กรรมทีต่ ้อง เวลาในการทำ

ทำกอ่ น กจิ กรรม (สัปดาห์)

A จดั องค์การเพ่ือการขาย - 6

B วา่ จ้างพนกั งานขาย A 4
C 4
D ฝึกอบรมพนกั งานขาย B 2
E 2
F เลอื กตวั แทนโฆษณา A 10
G 2
H วางแผนโฆษณา D 10
I 6
J ทำการโฆษณา E 13
K 9
L ออกแบบภาชนะบรรจผุ ลิตภณั ฑ์ - 3
M 5
วธิ ที ำ ติดตัง้ เคร่ืองบรรจุผลติ ภัณฑ์ G

บรรจุผลติ ภณั ฑ์ทม่ี ีในสต็อก H, J

ส่งั ผลิตภณั ฑ์จากบริษัทผ้ผู ลติ -

เลือกตัวแทนจำหน่าย A

จำหนา่ ยผลติ ภณั ฑ์ให้ตวั แทนจำหนา่ ย C, K

ขนส่งผลติ ภัณฑ์ให้ตัวแทนจำหนา่ ย I, L

ข่ายงานของโครงการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหมอ่ อกสู่ท้องตลาดแสดงอยู่ในรูป

151 | P a g e

การวิเคราะห์วิถวี ิกฤตของข่ายงานดังแสดงอยใู่ นตารางตอ่ ไปน้ี ซง่ึ เปน็ การคำนวณเพื่อหาวถิ วี ิกฤตของ
โครงการแนะนำผลิตภัณฑใ์ หม่สู่ทอ้ งตลาด

กจิ กรรม เวลาในการ ES EF LS LE กิจกรรม ถัดไป ES ของ กจิ กรรม FF TF

ทำกจิ กรรม ถดั ไป

A 6 0 6 0 6 B, D, K 6 00

B 4 6 10 6 10 C 10 0 0

C 7 10 17 10 17 L 17 0 0

D 2 6 8 9 11 E 8 03

E 4 8 12 11 15 F 12 0 3

F 10 12 22 15 25 - 25 3 3

G 2 0224 H 2 02

H 10 2 12 4 14 I 13 1 2

I 6 13 19 14 20 M 20 1 1

J 13 0 13 1 14 I 13 0 1

K 9 6 15 8 17 L 17 2 2

L 3 17 20 17 20 M 20 0 0

M 5 20 25 20 25 - 25 0 0

จากตารางขา้ งต้น จะได้ว่าวิถีวิกฤตประกอบด้วยกจิ กรรมตา่ ง ๆ คือ A, B, C, L และ M โดยมีเวลา

แล้วเสร็จของโครงการ 25 สัปดาห์

152 | P a g e

การเร่งรดั กจิ กรรม
การประมาณการเวลาแล้วเสรจ็ ของกจิ กรรม โดยทว่ั ไปจะประมาณการโดยพจิ ารณาถึงทรัพยากรทีใ่ ช้ใน

การทำกจิ กรรมซ่งึ ประกอบดว้ ยแรงงาน และเงินทุน ในกรณีท่ีต้องการเร่งรดั โครงการใหเ้ สรจ็ เรว็ ข้นึ กวา่ ท่ี
คาดหมายกส็ ามารถทำได้โดยการระดมทรพั ยากรเพิม่ ขึ้น การเรง่ รดั โครงการใหเ้ สร็จเร็วขึ้น อาจทำเพ่ือหลีกเลยี่ ง
ความเสยี หายท่จี ะเกิดขึน้ เนอ่ื งจากการทำโครงการล่าชา้ กวา่ ทกี่ ำหนด เชน่ ถูกปรบั หรือเพ่อื ประโยชนใ์ นการลด
ค่าใชจ้ ่ายดา้ นการดำเนินการ ถา้ สามารถเรง่ โครงการใหเ้ สร็จเร็วขน้ึ กวา่ ทก่ี ำหนด คา่ ใช้จ่ายหรอื ตน้ ทนุ เพอ่ื การ
ดำเนนิ การกิจกรรมมีความสัมพันธก์ บั เวลาแลว้ เสร็จของกิจกรรม ดงั แสดงในรูป

จากรูปจะเหน็ ไดว้ ่าถา้ ต้องการเรง่ รดั กิจกรรมใหเ้ สรจ็ เรว็ ข้ึนกวา่ ปกติจะต้องเพ่ิมตน้ ทุนการดำเนิน
กจิ กรรม ความสัมพันธ์ระหว่างเวลาและตน้ ทนุ ของการดำเนนิ กจิ กรรมนี้อาจมีลักษณะเชิงเสน้ คือเม่ือยิง่ เรง่ รดั เวลา
มากขึน้ เท่าใด ต้นทนุ การเร่งรัดกิจกรรมกจ็ ะสงู ขึ้นมาก ในการบริหารโครงการ ผบู้ รหิ ารโครงการอาจเลอื กตดั สินใจ
เร่งรดั กิจกรรมในโครงการเพื่อเร่งรดั โครงการให้เสรจ็ เรว็ ข้ึน เพือ่ การตดั สนิ ใจที่มีประสทิ ธภิ าพวา่ จะเลือกเร่งรดั
กิจกรรมใด ผ้บู ริหารจะตอ้ งมีข้อมูลในดา้ นต่อไปนี้ คือ

1. ความสมั พันธข์ องเวลาแล้วเสร็จ และตน้ ทุนของการดำเนินกิจกรรมแต่ละกิจกรรม
2. กจิ กรรมใดบ้างทีเ่ ป็นกิจกรรมวิกฤต
การเรง่ รดั กจิ กรรมเพอื่ ทำใหเ้ วลาแล้วเสร็จของโครงการเสร็จเร็วขน้ึ จะต้องทำกบั กจิ กรรมทอี่ ยู่ในวิกฤต
หรือเร่งรดั กิจกรรมวกิ ฤตเท่านน้ั ท้งั นีเ้ พราะการเร่งรัดกจิ กรรมทีไ่ ม่ใชก่ ิจกรรมวิกฤตจะไม่มีผลทำใหเ้ วลาแลว้ เสรจ็
ของโครงการเสร็จเร็วขนึ้ แต่อย่างใด และการเลือกเร่งรดั กิจกรรมวิกฤตกจ็ ะต้องเลือกเรง่ รัดกจิ กรรมท่มี ตี ้นทุน
เพม่ิ ข้ึนเนื่องจากการเร่งรดั ตำ่ ทส่ี ดุ กอ่ น นอกจากน้กี ารเร่งรัดกิจกรรมเพื่อทำให้โครงการแล้วเสร็จเรว็ ขึ้น กค็ วรทำ
เฉพาะเทา่ ทผี่ ลประโยชนท์ ่ีได้รับจากการเรง่ รดั โครงการ มีค่าสูงกวา่ ตน้ ทนุ ท่ีต้องจ่ายเพม่ิ ขึ้นเพ่ือการเรง่ รดั กิจกรรม
ผลประโยชนจ์ ากการเร่งรัดโครงการให้เสรจ็ เร็วขน้ึ อาจอยู่ในลกั ษณะของเงนิ ชดเชยหรอื รางวัลที่ได้ ถา้ สามารถทำ
ให้โครงการเสร็จเรว็ กวา่ กำหนด หรือการที่ไมต่ ้องเสียค่าปรับเนอ่ื งจากสามารถเร่งรัดโครงการให้แลว้ เสร็จตาม
กำหนด หรือการลดคา่ ใช้จา่ ยเพ่อื การดำเนินการโครงการเนือ่ งจากโครงการเสรจ็ เร็วข้นึ เป็นตน้ ดงั รูป แสดง

153 | P a g e

ความสัมพันธข์ องตน้ ทุนการดำเนินการ ต้นทุนการเร่งรดั โครงการ และตน้ ทุนรวม ของการเรง่ รัดกิจกรรมใน
โครงการ

ขั้นตอนในการเรง่ รัดกิจกรรมเพอ่ื ทำให้โครงการเสรจ็ เรว็ ขึน้ ประกอบด้วย
1. รวบรวมขอ้ มลู เพื่อหาความสมั พันธ์ระหว่างเวลาแลว้ เสร็จ และตน้ ทนุ ของการดำเนนิ กจิ กรรมของ

ทุกกิจกรรมในโครงการ
2. วเิ คราะหห์ าวถิ ีวกิ ฤต
3. เร่งรดั กิจกรรมวกิ ฤต โดยเลอื กเรง่ รดั กจิ กรรมท่ีมตี น้ ทนุ การเร่งรดั งานต่ำทส่ี ดุ กอ่ น การเรง่ รดั ใหท้ ำ

ทีละหน่วยเวลา และทำการเร่งรดั จนกว่าจะไดเ้ วลาแล้วเสรจ็ ของโครงการตามที่ต้องการ หรอื จนกว่า
ต้นทุนการเรง่ รัดกจิ กรรมจะมีคา่ สงู กว่าผลประโยชนท์ ่ีได้จากการเรง่ รัดโครงการ

154 | P a g e

ตัวอย่างที่ 7 จากข่ายงานในรปู และความสัมพันธข์ องต้นทนุ และเวลาแลว้ เสร็จของการดำเนินกิจกรรม
ดงั แสดงในตาราง จงหาว่าควรเร่งรัดโครงการให้เสรจ็ ในเวลากี่วันจงึ จะดที ี่สดุ ถา้ การดำเนนิ
โครงการต้องเสยี ค่าใชจ้ า่ ยวนั ละ 1,150 บาท

กิจกรรม เวลาแลว้ เสรจ็ ปกติ เวลาแลว้ เสร็จเร็วท่สี ุด ตน้ ทุนเรง่ รดั /วนั

A 6 6 -
B 10 8 500 บาท
C 5 4 300 บาท
D 4 1 700 บาท
E 9 7 600 บาท
F 2 1 800 บาท

วธิ ีทำ ขน้ั ตอนการแกป้ ัญหาทำไดด้ ังต่อไปน้ีคือ
1. วเิ คราะห์หาวถิ วี กิ ฤตของขา่ ยงาน ดงั วิธีทไ่ี ด้กล่าวมาแลว้ และตัวอย่างการแก้ปัญหา ใน
ตวั อยา่ งที่ 5 และ 6 จะไดว้ า่ วิถีวกิ ฤตของข่ายงานประกอบดว้ ยกิจกรรม C, D, E และ F โดย
มเี วลาแลว้ เสร็จของโครงการเท่ากับ 20 วัน

155 | P a g e

2. พจิ ารณากิจกรรมวิกฤต โดยนำกจิ กรรมวิกฤตมาจัดลำดบั ตามต้นทนุ การเรง่ รัดกิจกรรม

กจิ กรรม ตน้ ทนุ การเร่งรัด/วัน จำนวนวันทีเ่ รง่ รัดได้

C 300 บาท 1

E 600 บาท 2

D 700 บาท 3

F 800 บาท 1

3. เริ่มต้นทำการเรง่ รดั กจิ กรรมโดยเลอื กกจิ กรรมท่ีมตี ้นทนุ เร่งรัดตำ่ สดุ คือ กจิ กรรม C เป็น

อนั ดบั แรก จะต้องเสยี ตน้ ทุน 300 บาท ทำให้โครงการเสรจ็ เร็วขึ้น 1 วัน ตน้ ทุนที่จ่ายไปมีค่า

นอ้ ยกวา่ คา่ ดำเนนิ การโครงการทจ่ี ะประหยัดได้ ดงั นน้ั เร่งรดั กจิ กรรม C ใหเ้ สรจ็ ภายใน 4 วนั

เวลาแล้วเสร็จของโครงการจะเปน็ 19 วนั

4. วเิ คราะหห์ าวิถวี ิกฤตของข่ายงานหลงั จากเร่งรัดงาน C แลว้ พบวา่ วถิ วี กิ ฤตยงั คงเป็นวถิ ี

เดิม คอื C-D-E-F ดงั น้ันเลือกเร่งรัดกิจกรรมที่มตี น้ ทนุ การเรง่ รดั กจิ กรรมต่ำสดุ ถัดไปคือ

กจิ กรรม E ซง่ึ มีต้นทนุ การเร่งรดั กิจกรรม 600 บาท

5. วิเคราะหห์ าวิถีวิกฤตของขา่ ยงานหลงั การเรง่ รัดกจิ กรรม E ลง 1 วัน (เหลอื 8 วัน) จะได้

วา่ วถิ ีวกิ ฤตจะมี 2 วถิ ี คอื C-D-E-F และ A-B-F ซ่ึงเมอ่ื นำกจิ กรรมมาจดั เรียงตามลำดับ

ต้นทนุ การเร่งรัดกิจกรรมจะได้ ดงั แสดงต่อไปนี้

วิถีวิกฤต กิจกรรม ตน้ ทุนเร่งรัด/วัน จำนวนวนั ทีเ่ รง่ รดั ได้

A-B-F A - เรง่ รดั ไม่ได้

B 500 บาท 2

F 800 บาท 1

C-D-E-F C - เรง่ รดั ไม่ไดอ้ ีกแลว้

E 600 บาท 1

D 700 บาท 3

F 800 บาท 1

จากการพิจารณาจะเหน็ วา่ กิจกรรม F เปน็ กิจกรรมร่วมของวิถวี ิกฤตทั้งสอง ดังนั้นการเรง่ รดั กจิ กรรมนี้

ใหเ้ สร็จเรว็ ขึ้นจะทำให้โครงการเสร็จเร็วขนึ้ ได้และต้นทุนการเรง่ รัดกจิ กรรมเป็น 800 บาท นอกจากน้ีอาจเลือก

เร่งรดั กิจกรรม B และ E ซ่งึ จะทำให้เวลาแล้วเสร็จของโครงการเสร็จเร็วข้นึ 1 วนั เชน่ เดียวกนั แต่ตน้ ทนุ การเร่งรัด

กิจกรรมจะสูงกว่าคือ เท่ากับ 1,100 บาท (500+600) ดังน้ันจึงเลอื กเร่งรดั กิจกรรม F ก่อน

156 | P a g e

6. พิจารณาขา่ ยงานหลงั การเร่งรัดกจิ กรรม F จะได้ว่าวิถีวกิ ฤตยังคงมี 2 วถิ ี คือ A-B-

F และ C-D-E-F และกจิ กรรมท่ีสามารถเร่งรดั ไดค้ ือ B และ E โดยมีผลรวมของตน้ ทุนเรง่ รัด

ตำ่ กวา่ คา่ ดำเนินการโครงการทจี่ ะประหยัดได้ จงึ เร่งรัดกิจกรรม B และ E กิจกรรมละ 1 วนั

7. จากการพิจารณาขา่ ยงานหลังการเรง่ รัดกิจกรรม B และ E พบวา่ วิถวี ิกฤตยงั คงเป็น A-B-

F และ C-D-E-F และการเร่งรัดโครงการให้เสรจ็ เรว็ ข้ึนอาจทำได้อีก 1 วัน โดยการเรง่ รดั

กจิ กรรม B และ D แต่ผลรวมของตน้ ทนุ การเร่งรัดงานเทา่ กับ 1,200 บาท (500+700) ซึ่งมี

ค่ามากกว่าคา่ ดำเนนิ การโครงการทีป่ ระหยัดได้ ดังน้นั จึงไมเ่ ร่งรัดงานต่อไป โดยให้โครงการ

เสรจ็ ในเวลา 16 วัน

ผลสรุปของการเร่งรัดกจิ กรรมแสดงดงั ต่อไปนี้คอื

วิถี เวลาแลว้ เสรจ็ ของโครงการหลังการการเร่งรัดกิจกรรม N วัน

N =0 1 2 3 4

C-D-E-F 20 19 18 17 16

A-B-F 18 18 18 17 16

กจิ กรรมที่เร่งรดั C E F B, E

ตน้ ทนุ เร่งรัดกจิ กรรม (บาท) 300 600 800 1,100

แบบฝกึ หัดท้ายบทเรียน
1. การติดตามและประเมนิ ผลโครงการ หมายถงึ
2. ทำไมต้องมีการประเมินผลโครงการ
3. การออกแบบกำกับงาน มี 2 ระบบจงอธิบาย
4. การกำหนดวตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัยประเมนิ โครงการ หมายถงึ
5. การตดิ ตามผล (follow-up study หรือ tracer study) มคี วามสำคญั อยา่ งไรจงอธบิ าย
6. การวิเคราะห์ข่ายงาน PERT/CPM มีวัตถุประสงค์เพื่อหาวิถีวิกฤตของโครงการ ขั้นตอนการวิเคราะห์
ข่ายงานประกอบด้วย จงอธิบาย

157 | P a g e

บทที่ 12 การเขียนโครงร่างงานวิจยั และรายงานการศกึ ษาความเปน็ ไปได้
หัวข้อการสอน
12.1 การเขียนโครงร่างงานวิจัย
12.2 การเขียนรายงานการศึกษาความเปน็ ไปได้
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
12.1 สามารถเขยี นโครงร่างงานวจิ ยั ศกึ ษาความเป็นได้
12.2 สามารถเขยี นรายงานวิจยั การศึกษาความเป็นไปได้
เนอ้ื หาสาระการเรยี นรู้

การศกึ ษาความเปน็ ไปไดข้ องโครงการทางการตลาด เปน็ การนำกระบวนการวจิ ยั มาใช้ เพ่ือค้นหาความรู้
ข้อเทจ็ จรงิ อยา่ งมีระเบยี บ มีกฎเกณฑ์ในการรวบรวมข้อมูล วเิ คราะหแ์ ละแปลผลข้อมูล เพ่อื แสวงหาคำตอบ
สำหรบั คำถามหรือประเด็นการศึกษาท่ตี ้งั ไว้ ไดแ้ ก่โครงการธรุ กิจน้คี วามเป็นไปไดค้ ุ้มค่าการการลงทนุ หรอื ไม่ ซ่ึง
เป็นกระบวนการศกึ ษาทเี่ ปน็ ทยี่ อมรับในแตล่ ะสาขาวชิ า โดยเฉพาะในทางธุรกจิ กจ็ ะใช้การวิจยั ทางธรุ กจิ มา
วเิ คราะห์หาข้อมูลทเี่ ชื่อถือได้ เพื่อใหเ้ ห็นถงึ โอกาสที่ธุรกจิ จะได้รบั ผลสำเร็จ และพบปญั หาอุปสรรคใดบ้างของการ
เขา้ สธู่ รุ กิจ

การเขียนโครงรา่ งการวิจัย (Research proposal)
เป็นขั้นตอนท่ที ำใหผ้ วู้ ิจัยทราบรายละเอยี ดในแตล่ ะขน้ั ของการทำวจิ ยั และใชเ้ ป็นเครื่องมือเสนอขออนุมัติ

งบประมาณเพื่อทำการศึกษาวจิ ยั เพอ่ื ใหผ้ ้อู นุมัตงิ บประมาณวจิ ยั มองเห็นแนวทางการศึกษาวิจัยที่มีระเบียบวิธที ่ี
เหมาะสม มีความเปน็ ไปได้ในการทำวจิ ัยไปสู่ความสำเร็จ และเป็นประโยชน์ตอ่ องค์กรธุรกิจ ควรได้รับการอนมุ ัติ
งบสนบั สนุนการศกึ ษาวจิ ัย
การเขียนโครงร่างการวิจยั ท่ีดี

ผูศ้ ึกษาควรมีความรูแ้ ละความเขา้ ใจอย่างถ่องแทว้ า่ จะทำการศึกษาเรื่องอะไร มวี ตั ถปุ ระสงคอ์ ะไร จะใช้
ระเบียบวิธกี ารศกึ ษาอะไรและอยา่ งไร และงานวิจัยนัน้ มีประโยชนอ์ ยา่ งไรบ้าง จึงสามารถเขียนข้อเสนอวจิ ยั ได้ดี

ดร.สภารัตน์ คงเมือง ทัยสวุ รรณ์ (2561) กลา่ วว่า “โครงรา่ งการวจิ ยั มอี งค์ประกอบดงั นี้
1. ช่ือเร่อื ง
2. ความสำคญั และที่มาของปัญหาการวิจยั
3. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
4. คำถามของการวจิ ยั

158 | P a g e

5. ทฤษฎแี ละงานวิจยั ทีเ่ กีย่ วข้อง
6. สมมตฐิ าน และกรอบแนวความคดิ ในการวจิ ยั
7. ขอบเขตของการวจิ ัย
8. การใหค้ ำนิยามเชงิ ปฏิบัติทีจ่ ะใชใ้ นการวจิ ัย
9. ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รบั จากการวจิ ยั
10. ระเบยี บวธิ วี จิ ยั
11. ระยะเวลาในการดำเนินงาน
12. งบประมาณค่าใชจ้ า่ ยในการวิจัย
13. บรรณานกุ รม
14. ภาคผนวก
15. ประวตั ิของผูด้ ำเนนิ การวิจยั ”
การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยประเมินผลโครงการ

หลกั ในการเขียนข้อเสนอโครงการวจิ ัยประเมนิ โครงการ
หลักในการเขียนขอ้ เสนอโครงการวิจยั ประเมินโครงการ มดี ังนี้
1. หลักการสอ่ื สาร
2. ความสำคญั ของการวิจัยประเมิน
3. ความเหมาะสมของแผนแบบสำหรับการตดั สินคณุ คา่
4. ความเหมาะสมของแผนแบบการรวบรวมข้อมูลเชิงบรรยาย
5. ความเหมาะสมของรายงานการวิจัยประเมนิ ผลโครงการ
6. ความเหมาะสมของปจั จยั ทต่ี ้องการในการวจิ ยั ประเมนิ ผลโครงการ
รูปแบบของข้อเสนอโครงการวจิ ัยประเมินผลโครงการ
1. หลักการและเหตุผลในการวจิ ยั ประเมนิ : ทำไมต้องวจิ ัยประเมินผลโครงการนี้ ?
2. วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั ประเมิน : วิจัยประเมินผลโครงการน้เี พ่ืออะไร ?
3. การวเิ คราะหแ์ ละบรรยายส่ิงท่ีมุง่ วิจัยประเมนิ : สิ่งท่ีจะวิจัยประเมนิ คืออะไรและอยา่ งไร ?
4. แบบวจิ ัยประเมิน : จะวจิ ยั ประเมินได้อยา่ งถูกต้องได้อย่างไร ?
5. ร่างรายงานการวจิ ยั ประเมิน: จะใหผ้ ูใ้ ชผ้ ลทราบผลวจิ ัยประเมนิ อยา่ งไร เมื่อไร ?
6. งบประมาณการวิจัยประเมิน : ใช้เงนิ เทา่ ไร ?
7. กำหนดการวิจัยประเมินวจิ ยั ประเมนิ : ทำอะไร เม่ือไร ?

159 | P a g e

แนวในการฝึกเขียนขอ้ เสนอโครงการวจิ ยั ประเมินผลโครงการ
การฝกึ เปน็ ส่วนยอ่ ย โดยแบ่งการฝึกเขยี นข้อเสนอโครงการวิจัยประเมนิ ผลโครงการเปน็ ส่วนย่อย ๆ 3 ส่วน คือ
1. การฝึกทำความเข้าใจกับโครงการ
2. การฝึกกำหนดจุดมงุ่ หมายของการวจิ ัยประเมนิ ผลโครงการ
3. การฝกึ ออกแบบวจิ ัยประเมิน
การเขยี นรายงานการวจิ ัยประเมินโครงการและการเขียนขอ้ เสนอโครงการวิจัยประเมินผลโครงการ

การเขยี นรายงานการวิจยั ประเมินโครงการ
วตั ถปุ ระสงคข์ องการรายงานการวิจยั ประเมนิ โครงการ
1. เพ่อื นำเสนอสารสนเทศเชิงประเมนิ เกย่ี วกบั โครงการทม่ี งุ่ วจิ ัยประเมนิ เพ่ือให้ผใู้ ช้ผลวิจยั
ประเมนิ ได้ทราบข้อค้นพบข้อสรุปและข้อเสนอแนะจากการวิจยั ประเมินโครงการ
2. เพอื่ เป็นการให้การศึกษาแก่ผู้เกย่ี วขอ้ งกับ โครงการที่วจิ ยั ประเมินผล
3. เพอื่ การสำรวจและศึกษาโครงการที่วจิ ยั ประเมินผล

การเขยี นรายงานการศกึ ษาความเป็นไปไดข้ องโครงการ

รปู แบบของการรายงานผลการวิจยั ประเมนิ โครงการ
การรายงานผลการวจิ ัยประเมินมกี ารนำเสนออยู่ 4 รูปแบบ
1. การนำเสนอผลการประเมนิ ด้วยวาจา
2. การนำเสนอผลการวจิ ยั ประเมนิ ดว้ ยวธิ กี ารช้ีแจงสาธารณะ
3. การนำเสนอผลการวิจัยประเมนิ ด้วยลายลักษณอ์ ักษร
4. การนำเสนอผลการวิจัยประเมนิ ด้วยวาจาควบคู่กบั การนำเสนอด้วยลายลกั ษณ์อักษร
รูปแบบของการนำเสนอผลการประเมินท่คี ่อนข้างนิยมกันมาก คือ การนำเสนอในรปู ของ ลายลกั ษณ์

อักษร
หลกั การทว่ั ไปสำหรบั การเขยี นรายงานการวิจัยประเมนิ โครงการ

1. ความถกู ตอ้ ง
2. ความรดั กุม
3. ความชัดเจน
4. ความงา่ ย
5. ความต่อเนือ่ ง

160 | P a g e

6. ความหลากหลาย
7. ความสำคัญ
การเขยี นรายงานการวิจยั ประเมินโครงการ
ส่วนนำ ซงึ่ ประกอบดว้ ย
1. ปกหนา้
2. ปกใน
3. บทคัดย่อหรือบทสรปุ สำหรับผูบ้ ริหาร
4. กิตติกรรมประกาศ
5. สารบญั
สว่ นเนอ้ื เรื่อง ซง่ึ ประกอบด้วย
บทที่ 1 บทนำ
บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ัยที่เกย่ี วขอ้ ง
บทที่ 3 วธิ ีการวจิ ยั ประเมนิ
บทท่ี 4 ผลการวจิ ยั ประเมินโครงการ
บทที่ 5 สรุปผลการวิจยั ประเมนิ

อภปิ รายผลและขอ้ เสนอแนะ
สว่ นผนวก ประกอบด้วย 2 ส่วน
1. บรรณานกุ รม
2. ภาคผนวก
การเผยแพรผ่ ลการวจิ ัยประเมนิ โครงการ
ในการนำเสนอผลการวจิ ยั ประเมนิ เพื่อการเผยแพร่ ผวู้ ิจัยประเมินสามารถเผยแพรผ่ ลการประเมิน
ได้หลายลักษณะ ได้แก่
1. รายงานเป็นระยะ ๆ ดว้ ยวาจาหรือลายลักษณ์อกั ษร
2. การเผยแพรใ่ นทางวิชาการ อาจจะตพี ิมพล์ งในวารสารต่าง ๆ
3. จดั การประชุมสมั มนาเพ่ือรายงานผลการประเมินสูส่ าธารณะอย่างเป็นทางการ

ตัวอยา่ งแนวทางการเขยี นรายงานการศึกษาความเปน็ ไปได้ทางการตลาด ในรูปแบบบทความเพ่ือการ
เผยแพร่ในวารสารวิชาการ

161 | P a g e

162 | P a g e

163 | P a g e

164 | P a g e

165 | P a g e

166 | P a g e

167 | P a g e

168 | P a g e

169 | P a g e

170 | P a g e

171 | P a g e

172 | P a g e

173 | P a g e

174 | P a g e

175 | P a g e

176 | P a g e

177 | P a g e

กิจกรรม
1. นกั ศกึ ษาแบง่ กลมุ่ 5-6 คน ทาโครงรา่ งการวจิ ยั ศกึ ษาความเป็นไปไดข้ องโครงการทางการตลาดนาเสนอ ใน
สปั ดาหท์ ่ี 4 ของการศกึ ษา
2. เขียนบทความวจิ ยั เม่ือทาการศกึ ษา และนาเสนอรายงานรูปเลม่ ฉบบั สมบรู ณแ์ ลว้ ในสปั ดาหส์ ดุ ทา้ ยของ
การศกึ ษา

178 | P a g e

บทท่ี 13 กรณีศกึ ษาตวั อยา่ งการศึกษาความเป็นได้โครงการทางการตลาด
หวั ข้อการสอน
13.1 ประเภทสนิ ค้าเกษตรแปรรปู เพ่อื การส่งออก กรณี ซองเดอร์
13.2 ประเภทธุรกิจบริการ กรณี ธุรกจิ สปาแบรนดไ์ ทยระดับโลกปญั ญปุริย์
จดุ ประสงค์การเรียนรู้

13.1 ศกึ ษากรณีตวั อย่างประเภทสนิ คา้ เกษตรแปรรูปเพ่ือการสง่ ออก กรณี ซองเดอร์
13.2 ศึกษากรณีตวั อยา่ งประเภทธุรกิจบริการ กรณี ธรุ กจิ สปาแบรนดไ์ ทยระดบั โลกปญั ญปุริย์
เนอ้ื หาสาระการเรียนรู้

13.1 ประเภทสนิ ค้าเกษตรแปรรูปเพอ่ื การสง่ ออก กรณี ซองเดอร์
ความเปน็ มา ประวตั ิความเป็นมาของกจิ การซองเดอร์ บริษัทซองเดอรไ์ ทยออร์กานิคฟูด จ ากัด เรม่ิ ก่อต้งั

ตงั้ แตป่ ี 2544 แรกๆ เริม่ จากเปน็ สินคา้ โอท็อป ตอ่ มาพฒั นาข้นึ เป็นเอสเอม็ อี พร้อมกับพัฒนาความหลากหลายของ
สินคา้ ใหม้ ากขึ้น พฒั นาเร่ืองบรรจุภัณฑ์ เรือ่ งการตลาด ธรุ กจิ ท่ที าคืออาหารเพื่อสุขภาพ โดยน าธัญพืชไทยทเี่ ปน็
พืชออร์แกนิกมาแปร รูปและยึดหลกั ตอ้ งเป็นธัญพืชไทย เช่น ขา้ วกลอ้ ง ลกู เดือย เมด็ บัว ถวั่ เขียว ถ่วั เหลอื ง ข้างโพด
และข้าวฟ่าง ท าเปน็ เคร่อื งดมื่ เครอ่ื งด่ืมผสมธัญพชื เปน็ สแนก็ หวานนอ้ ยๆ และไม่ต้องทอด วตั ถดุ ิบเป็นของไทย
100 เปอร์เซ็นต์ เภสัชกรหญิงภคินี จิวัฒนไพบูลย์ ผูจ้ ัดการฝ่ายการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑแ์ ละเป็นลูกสาว
เจ้าของบริษทั “เราเปน็ รายแรกท่ีผลิตสนิ ค้าทเ่ี ปน็ ออร์แกนิก เราท าตง้ั แต่คนยังไมร่ ูจ้ ักเกษตรอนิ ทรยี ห์ รือออร์แก
นิกเลย แตเ่ มื่อก่อน เราไม่ได้ใชค้ านม้ี ามากนักเพราะคนยังไมค่ ่อยเขา้ ใจ” การใชช้ อ่ื สนิ ค้าวา่ “ซองเดอร์” ทำ ให้
ผคู้ นจำนวนไมน่ อ้ ยต่างสงสัยวา่ น่เี ปน็ ของต่างชาตหิ รอื เปล่า บา้ งก็ อยากรคู้ าแปล อยากรูท้ ี่มาทไี่ ป ประเด็นน้ลี ูก
สาวเจ้าของซองเดอร์ อธบิ ายว่า “ซองเดอรม์ าจากซองเดียว หมายความ ว่าเราคัดสรรสิ่งทดี่ ีทสี่ ุดมาอย่ใู นซองเดียว
นี้แหละ ซองเป็นภาษาฝร่ังเศส เด่ยี วกภ็ าษาไทย เราใช้วิธผี สมค าภาษา ฝรงั่ เศสบวกกับภาษาไทย เม่อื ก่อนจะต้งั ช่ือ
อะไรท่เี ปน็ ไทยๆ คนไทยมกั จะองิ ต่างประเทศ ถ้าเป็นของไทยแตต่ รา อินเตอรน์ ดิ หนึง่ คนจะยอมรบั มากกว่า เราเลย
ใช้ชือ่ นี้ แต่วัตถดุ ิบของไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ ผบู้ รโิ ภคสามารถเช่ือม่นั ใน คุณภาพของสนิ คา้ ไดว้ ตั ถุดิบของเราไมม่ นี
าเขา้ จากต่างประเทศเลย อย่างไรก็ตาม การท่ใี ชค้ าวา่ ซองเดอรก์ ็มีคนทัก มากว่าเป็นของนอกหรือเปลา่ เรากบ็ อก
ว่าเป็นอะไรก็ได้ แตส่ นิ ค้าขา้ งในเป็นของไทยรอ้ ยเปอร์เซน็ ต”์ หลงั จากประสบความสำเร็จในการน าธัญพชื มาท
าเป็นซีเรยี ลและขนมขบเค้ียวแล้ว ซองเดอร์ก็แตกไลน์ สนิ ค้าออกไปอีกด้วยการท าโจ๊กข้าวกลอ้ ง ซึ่งปัจจบุ ันมโี จ๊ก
ขา้ วกลอ้ งงอก รวมถงึ โจก๊ ขา้ วกล้องงอกสำหรบั เด็ก และ กลมุ่ อาหารสำหรบั เดก็ 6 ในส่วนของก าลงั การผลิตน้นั
ช่วงเรม่ิ ตน้ กิจการของซองเดอรม์ ีพนกั งานไมถ่ งึ 10 คน โดยเร่มิ จากกลุ่มท างาน เลก็ ๆ แล้วขยายเป็นบรษิ ัท ตอน
นัน้ สนิ คา้ เป็นประเภทเครอื่ งดื่มชง โจก๊ ขา้ วกล้อง ยงั ไมห่ ลากหลาย มแี ค่ 7 รายการ แต่สนิ คา้ ทุกอยา่ งกไ็ ดร้ บั การ

179 | P a g e

ตอบรบั จากลูกค้าค่อนข้างดี บริษทั จึงไดพ้ ัฒนาขึ้นเร่ือยๆ ปจั จบุ ันมีสนิ ค้าเกือบ 40 รายการ และวันนม้ี สี านักงาน
อยู่ทีจ่ งั หวดั นนทบุรีและมโี รงงานผลิตอยู่ที่อำเภออูท่ อง จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี มีพนักงาน 50 คน ซเี รียลบาร์ถกู ปาก
หลากหลายกลุม่ เภสัชกรหญงิ ภคินี บอกว่า “เราพฒั นาท้งั ในเร่อื งความหลากหลายของขนาดบรรจจุ ากกล่มุ ลูกค้าท่ี
มากข้นึ เช่น เมื่อก่อนไม่มีสินคา้ พวกสแน็ก ตอนน้ีกม็ กี ลุ่มสแนก็ ท่ีเปน็ ซเี รยี ลบาร์มากข้ึน เกาะกลุ่มลกู ค้าท่มี ีอายุ
ประมาณ 30 ปีข้ึนไป ท าใหเ้ ข้าถงึ กลุม่ ลกู ค้าอายนุ ้อยลง ท าให้เขาไดเ้ ลอื กรับประทานอาหารทห่ี ลากหลายมากข้ึน
เหมือนกบั ว่าชิมอาหารน้ีก่อนหลังจากทต่ี ิดใจ ตอ่ จากนน้ั เขากจ็ ะเลอื กกินอาหารประเภทชงดื่มเพิ่มข้นึ ทำให้สินคา้
ขายได้มากขนึ้ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของเราจะมโี ปรตีนสงู มาก” การพฒั นาและการเติบโตอยา่ งไมห่ ยุดย้ังของซอง
เดอร์ ช้ชี ดั วา่ บรษิ ทั เดินถูกทางแลว้ เพราะอยา่ งทบี่ อก ไปแล้วแต่แรก กระแสออร์แกนกิ และเร่ืองอาหารเพ่ือ
สุขภาพน้นั ใชจ่ ะเพียงเปน็ เทรนดข์ องประเทศท่ีเจริญแล้วเทา่ นั้น ยังเปน็ ไปท่ัวโลกด้วย “เราคดิ วา่ ธรุ กจิ ของเรากเ็ ดนิ
มาถกู ทางแล้ว ซงึ่ เรามีคอนแทรคฟาร์มมงิ่ กบั กลมุ่ ชาวนาที่ท าเกษตรอินทรีย์ 10 ราย แตล่ ะรายก็มีพืน้ ทเี่ พาะปลูก
มาก เขาจะสง่ ขา้ วและวัตถดุ ิบตัวอ่ืนมาให้เราเพื่อนำมาแปรรูป เนือ่ งจากเรามี ชาวนาท่ีเป็นกลมุ่ ก้อนทำใหส้ ามารถ
ควบคุมคุณภาพของวตั ถุดิบและชว่ ยเหลอื เกษตรกร เป็นการเออื้ ชมุ ชน รวมท้ัง เปน็ การทำซีเอชอาร(์ CSR) ให้กับ
สว่ นรวมไปในตวั เพราะเราใช้วตั ถดุ ิบท่ีอยใู่ นบ้านเรา นอกจากนี้ แรงงานที่ใชก้ ็ เปน็ คนพนื้ ทส่ี ุพรรณบรุ ี เป็นการ
ช่วยเหลอื ใหค้ นพนื้ ที่มีรายได้เพม่ิ ข้นึ ” ในบรรดาสินคา้ ทีม่ ีหลากหลายนัน้ เธอแจกแจงว่า สนิ คา้ ทีข่ ายดีทีส่ ุดคือ
สนิ คา้ ธญั พืชชงดม่ื รองลงมาเปน็ สแนก็ เพ่ือสุขภาพ เป็นพวกซีเรียลบาร์ พวกงาด าอดั เป็นแท่ง อีกอยา่ งท่ียอดขาย
เพมิ่ ขน้ึ เรื่อยๆ คือโจก๊ ข้าวกล้อง สำหรับซเี รยี ลบาร์ของซองเดอร์นัน้ มีขายในเซเว่นอเี ลฟเวน่ ประมาณ 2,300 สาขา
ทัง้ ในกรุงเทพฯ และ ปริมณฑล ซึง่ เดิมนัน้ ทางบรษิ ัทมองว่า สินคา้ กล่มุ ซเี รียลบาร์เปน็ ตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่พอปรับ
โฉมบรรจุภัณฑ์ท าให้ ได้กลุ่มลูกค้าทห่ี ลากหลายอายมุ ากข้ึน ขายได้เยอะขึน้ และเห็นชัดว่า ปัจจบุ นั คนทุกเพศทุก
วยั หนั มาใสใ่ จกับ อาหารเพ่ือสขุ ภาพมากข้ึน สนิ คา้ ของซองเดอรน์ น้ั ราคาขายตงั้ แต่ 10 บาทจนถงึ 90 บาท 10 บาท
เปน็ พวกสแน็กบาร์ ขายชิน้ เดียวคอื ฟดู้ ฟติ ทบี่ ริษัทท าขายทเี่ ซเวน่ ฯ แห่งเดยี ว ท่ีอ่ืนขายไม่ได้ เนือ่ งจากเป็น
ข้อตกลงกบั ทางเซเว่นฯ เพราะบรษิ ัท ไมไ่ ด้เสยี ค่าแรกเข้า คู่แข่งคือตวั ชว่ ยให้เร่งพัฒนา กจิ การของซองเดอร์นนั้ ท
ามา 9 ปีในเรอ่ื งคู่แข่งนัน้ เภสัชกรหญิงภคนิ ี มองวา่ “เราเป็นเอสเอ็มอแี ละมอง ว่าเจ้าใหญ่ๆ ไม่ไดเ้ ปน็ คูแ่ ข่ง แตม่ อง
เปน็ โมเดลใหก้ ับเรา ท าใหเ้ ราพฒั นาไปจนถึงจดุ ๆนัน้ และจะพฒั นาเพิ่มขนึ้ เร่ือยๆ แต่ในระดับเอสเอ็มอเี องกม็ ี
หลากหลาย แตบ่ างเจา้ ไม่ได้ทำเอง ฉะน้ัน การมีคู่แขง่ เรามองว่าดี เป็นส่งิ ทด่ี ีท่ี จะท าให้สนิ คา้ ประเภทนมี้ ีคน
ยอมรบั มากขน้ึ มีคนอยากกิน มีคนสนใจท าใหข้ ายได้งา่ ยขึ้น มแี รงผลักดันท าให้เรา พัฒนาดว้ ย ทุกวันน้ที ีพ่ ฒั นา
ไดม้ าถงึ จดุ น้เี พราะมีคแู่ ข่งทส่ี ูสีกนั ท้งั ในเรื่องของบรรจุภณั ฑ์ เร่อื งรปู ลักษณ์ ท าให้ต้อง พัฒนามาตลอดเวลา โดย
กลุม่ เครื่องดื่มจะมีคแู่ ขง่ มากที่สดุ ” 7 แม้เธอจะเขา้ มาในชว่ งทีซ่ องเดอร์เปน็ ทรี่ ู้จักในท้องตลาดแลว้ แต่ 4 ปีทเี่ ขา้ มา
ชว่ ยธุรกิจของคณุ พ่อคุณแม่ เธอก็ไดป้ รบั ปรุงในหลายเรอื่ ง “4 ปที ่ีเขา้ มาท างาน ดิฉนั ได้พัฒนาทุกอย่างใหมห่ มด

180 | P a g e

เลย ท้งั รปู ลักษณบ์ รรจุภัณฑ์ โลโก้ ซ่ึงเดมิ ขายได้ปีละ 12 ลา้ นบาท ทกุ วนั นเ้ี พิ่มเปน็ 35 ลา้ นบาท และปนี ี้น่าจะมี
ยอดขายมากกว่านี้ ร่นุ คณุ พอ่ คณุ แมก่ ็เป็นคนวางรากฐานวา่ จะท าสินค้าประเภทไหน จะวางตำแหนง่ สนิ คา้ ไว้ท่ี
ไหน อะไรท่ีไมใ่ ช่สินคา้ เพื่อ สขุ ภาพเราจะไม่ท า คณุ พอ่ เองแม้จบชัน้ มธั ยม แตท่ า่ นมองว่าท าอะไรก็ได้ท่ีมันท ายาก
ท าอะไรทีย่ ากๆ เพอ่ื ใหค้ นท า ตามยาก คุณพ่อไมม่ ีความรู้เรือ่ งวิศวกรเลยแต่สามารถเรียนรแู้ ละสร้างเคร่ืองจักรท่ี
สามารถท างานไดด้ ีกว่าทว่ี ิศวกร คิดเสยี อกี เช่น เคร่ืองดรมั ดราย (drum dry) เปน็ เหมือนเคร่ืองอบแหง้ ทีท่ าให้
อาหารเหนยี วๆ เข้าไปแล้วอบแหง้ ออกมาซง่ึ ต้องใช้ความรอ้ น และคุณพ่อก็ได้ศึกษาเรียนรูต้ รงนี้จนท าใหส้ ามารถ
สรา้ งเครือ่ งมอื นี้ออกมาได้” หลายประเทศในเอเชยี เปน็ ลูกคา้ ในเร่ืองการขายน้นั ปจั จุบนั ยอดขายในประเทศของ
ซองเดอร์อยู่ท่ี 70 เปอร์เซน็ ต์ตา่ งประเทศ 30 เปอร์เซ็นต์ ซึง่ เปน็ สว่ นท่ีเพิม่ ขึน้ กวา่ แตก่ อ่ น บริษัทเองก็ต้องมีการ
ขยายก าลังผลติ เพือ่ รองรบั ออร์เดอร์ที่มากข้ึน ทัง้ นี้ ตลาดตา่ งประเทศส่วนใหญ่จะอยใู่ นโซนเอเชียเพราะคนในแถบ
น้รี บั ประทานอาหารคล้ายๆ กับคนไทย ประเทศที่ขายดีอันดบั หนึ่งคอื มาเลเชีย ตามด้วย ฮ่องกง สงิ คโปร์ สว่ นลาว
ก็มลี ูกค้ามาตดิ ต่อเอง นอกจากนี้ก็มี กัมพูชา เวยี ดนาม และบงั กลาเทศ นอกจากนี้ หลายประเทศอยูใ่ นช่วงก าลงั
ตดิ ตอ่ ค้าขายกนั ท้ังของญี่ป่นุ อเมริกา และประเทศในโซนยุโรป ซึ่งจะเป็นขา้ วกลอ้ งสำหรบั เดก็ เพราะเป็นสนิ คา้
ใหมข่ องบรษิ ัทท่ีน าไปออกบู๊ธที่ ประเทศเยอรมนีเม่ือตน้ ปที ่ีผา่ นมา และไดร้ ับความสนใจมากเน่ืองจากปัจจุบันมี
เด็กจำนวนเยอะมากทีแ่ พ้นมวัว และแพแ้ ปง้ สาลี จงึ เปน็ ช่องทางของผลติ ภณั ฑ์ตวั น้ี ซึ่งจะท าใหเ้ ด็กได้มีโอกาส
รบั ประทานอาหารเพ่ือสุขภาพมากขึ้น ได้รับมาตรฐานออรแ์ กนิกสากล เภสชั กรหญงิ ภคินี ฉายภาพให้เหน็ ว่าทุก
วนั น้ีสินค้าออรแ์ กนกิ ขายง่ายขึ้น จากเดิมคนไมค่ ่อยเข้าใจ แตส่ งิ่ ท่ี บริษทั ต้องท าตามมาคือเรื่องของการท
ามาตรฐาน เมอ่ื ก่อนไม่ไดม้ องตรงนแี้ ละคดิ ว่าการท ามาตรฐานไม่สำคญั มาก แต่ความจริงการท ามาตรฐานสำคัญ
มาก เพราะท าให้สามารถก้าวไปสูท่ ัง้ ตลาดในประเทศและต่างประเทศไดม้ ากขึ้น “เมือ่ มีมาตรฐานเขากเ็ ช่ือมน่ั ซง่ึ
จะเป็นมาตรฐานออร์แกนกิ ระดับนานาชาติ อาทิออรแ์ กนิกอยี ู หรอื มาตรฐานของ แคนาดา หรือมาตรฐานยูเอฟเอฟ
ซีเอ ซ่ึงเป็นมาตรฐานออรแ์ กนกิ สากลท่ที ้องตลาดทวั่ ไปไม่วา่ ประเทศไหนถ้าเห็น สัญลักษณ์น้จี ะยอมรบั เหมอื นกบั มี
ใบรับรอง และสามารถตรวจย้อนกลับได้ ช่วงแรกๆ เรามอี อร์แกนิกไทยแลนด์ ซึ่งยงั ไมเ่ พยี งพอ ต้องขยายการ
รับรองท่ีเปน็ สากลดว้ ย โดยเราได้รบั งบประมาณส่วนหน่ึงจากทางรฐั บาล ในช่วง แรกทย่ี ังไม่ท าเพราะคา่ ใช้จา่ ยสูง
มาก และไม่แน่ใจวา่ ทำไปแล้วจะขายไดห้ รือไม”่ ในการท าสินคา้ เพื่อสขุ ภาพและ เปน็ ออรแ์ กนิกนั้น เธอว่า “ถ้าจะ
ทำใหส้ นิ คา้ พวกนี้ขายได้ง่ายต้องให้ผบู้ ริโภคเข้าใจก่อนวา่ เป็นอาหารสุขภาพ แลว้ ความเป็นออร์แกนิกจะตามมา
ลูกค้ากจ็ ะซ้ือ แต่ถา้ ไม่อรอ่ ย ถ้าไม่เพื่อสุขภาพแลว้ ก็ไมส่ ามารถตอบโจทย์ของลูกคา้ ได้ จุดประสงค์ของซองเดอร์คอื
ต้องเป็นออรแ์ กนกิ และเพ่อื สุขภาพด้วย” สำหรบั แผนธรุ กิจในอนาคต เธอระบวุ า่ “ต้องรกั ษามาตรฐานของสนิ คา้
อย่างต่อเน่ืองและต้องพัฒนาสนิ ค้าใหมๆ่ ให้ตรงกับการใช้ชวี ติ ประจ าวนั ของคนรนุ่ ใหม่ๆ พร้อมกนั นนั้ จะต้องเอา
ใจใสก่ ลมุ่ สูงอายแุ ละกลมุ่ เด็กมากขึน้ เพราะเป็นกลมุ่ ที่หาอาหารทานไดย้ าก และแม้ สนิ ค้าประเภทนจี้ ะมคี ู่แข่งมาก

181 | P a g e

ข้ึน แตท่ งั้ น้ที ั้งน้ันอยู่ท่กี ระบวนการผลติ และให้ความม่ันใจต่อลกู ค้า เพราะสินค้าออร์ แกนิกมกี ารยอมรบั และนิยม
มากขึน้ 8 ปัจจบุ ันซองเดอร์มีวางขายที่เดอะมอลล์ เลมอนฟาร์ม โกลเดน้ เพลสและในเซเวน่ ฯ แล้ว แตท่ างบรษิ ัทก็
ยงั อยากขยายตลาดให้มากกว่านี้ โดยการเปดิ รับตัวแทนจำหน่าย และในชว่ งเทศกาลคริสตม์ าสและปใี หม่ ทางซอง
เดอร์ก็จดั ทำกระเชา้ ตะกรา้ ของขวญั ไว้บริการดว้ ย ซึง่ มีใหเ้ ลือกหลากหลายขนาดหลายราคาต้ังแต่ 139 บาท จนถงึ
1,399 บาท สามารถดรู ายละเอียดต่างๆไดท้ ่ี www.xongdur.com

“Xongdur” จาก OTOP สู่ส่งออก
ผศ.ดร.พัลลภา ปีติสันต์30 ก.ค. 2558 เวลา 1:00 น.

Xongdur(ซองเดอร์) คือธุรกิจที่เร่ิมจากการเป็นสินค้า OTOP แต่ประสบความสำเร็จจนสามารถทำตลาดส่งออก
ได้อย่างดงาม

Xongdur(ซองเดอร์) ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค เร่ิมต้นจากธุรกิจครอบครัวขนาดเล็ก ในจังหวัดสุพรรณบุรี เป็น
ผลิตภัณฑ์ OTOP ท่ีช่วยเหลือเกษตรกรอินทรีย์ไม่ให้ถูกกดราคาผลผลิต โดยมี “คุณสุวรรณา จิวัฒน
ไพบูลย์” เป็นเจ้าของไอเดียธุรกิจ

คุณสุวรรณา มีความสนใจน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต จึงให้ความสำคัญ
กับการผลิตอาหารที่ปลอดภัย เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เธอมีแนวคิดว่า หากเรา
ผลิตส่ิงที่เป็นประโยชน์ขึ้นมาเพ่ือรับประทานเอง และเหลือเผ่ือให้ผู้อื่น จะเป็นการส่งต่อความสุขให้ผู้คน สังคม
และสิ่งแวดล้อม ได้ โดยหากมีโมเดลในการทำธุรกิจที่ดี ธุรกิจสามารถเติบโตได้ ด้วยวิธี “ดีแล้วบอกต่อ” ก็ไม่
จำเป็นต้องพึงโฆษณามากเกินไป ทว่าให้สินค้าขายตัวเอง

เดิมคุณสุวรรณาเปิดร้านขายยาแผนปัจจุบัน ชื่อ จิวัฒน์เวชภัณฑ์ หลังจากนั้นได้ขยายธุรกิจเพ่ิมเป็นการนำเข้า
นมผงจากประเทศออสเตรเลีย มาจำหน่ายในประเทศไทย โดยต้ังชื่อว่า “หนูน้อย” จนถึง พ.ศ. 2540 ต้องเจอ
กับวิกฤตเศรษฐกิจเน่ืองจากค่าเงินบาทลอยตัว ทำให้ประสบภาวะขาดทุนจากการทำราคาเพื่อการแข่งขันใน
ตลาด จึงหันมาให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจแบบ

“เศรษฐกิจพอเพียง” และได้เร่ิมธุรกิจใหม่ที่เน้นการผลิตสินค้าออร์แกนิค มีการศึกษาและวิจัยผลิตภัณฑ์ขึ้นมา
และก่อตั้ง บริษัท ซองเดอร์ ไทยออร์กานิคฟูด จำกัด ข้ึนในปี 2543
พวกเขาเริ่มจากผลิตสินค้าประเภทธัญพืชขึ้นมาจำหน่าย โดยช่ือแบรนด์ “ซองเดอร์” น้ัน มาจากคำว่า “ซอง
เดียว” ซึ่งทางคุณสุวรรณา อยากจะส่ือสารให้กับผู้บริโภคได้รู้ว่า บริษัทนั้น คัดสรรธัญพืชหลากหลายชนิดที่เป็น
เกษตรอินทรีย์ ไร้สารพิษ มาไว้ในซองเดียว แต่ประสบการณ์จากการทำตลาดนมผง ทำให้ทราบว่า แม้คนไทย

182 | P a g e

จะสนใจบริโภคสินค้าไทย แต่ชื่อที่ไทยจ๋ายังไม่ตอบรสนิยมคนไทย แต่มักนิยมช่ือที่ให้ความรู้สึกอินเตอร์มากกว่า
นั่นคือที่มาของการ ปรับชื่อเป็น “ซองเดอร์”

ในช่วงแรกของธุรกิจ คุณสุวรรณาและคุณยรรยง(สามี) เน้นการพัฒนาคุณภาพสินค้าและเทคโนโลยีการผลิต
เพ่ือให้ได้รับการรับรองมาตราฐานสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น HACCP, CODEX, HALAL, IFOAM, ORGANIC EU
โดยการจัดจำหน่ายในช่วงแรกเน้นขายเป็นสินค้า OTOP แต่พบว่า สินค้าน้ันยังไม่ได้รับการตอบรับท่ีดีจากตลาด
ต่างจังหวัดเท่าท่ีควร จึงเริ่มมองหาตลาดใหม่ โดยการมาออกงานแสดงสินค้าระดับประเทศ ท่ีกรุงเทพ ซึ่งได้รับ
ผลตอบรับดีเกินคาด

หลังจากดำเนินธุรกิจไปซักพัก “ภญ. ภาคินี” ซ่ึงเป็นลูกสาวได้เข้ามาเป็นกำลังหลักในการพัฒนาธุรกิจ เธอมอง
ว่า เทรนด์สุขภาพน้ันน่าจะยังดำเนินต่อไป จึงเน้นการปรับปรุงโดยเริ่มจากสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้า โดย
วิเคราะห์ว่า กลุ่มลูกค้าเดิมที่ Xongdur จับตลาดนั้น ส่วนใหญ่อยู่ในวัย 40 ปีขึ้นไป ท่ีมีความสนใจในเรื่องการ
รักษาสุขภาพและเป็นกลุ่มลูกค้าท่ีอยู่กับบริษัทในระยะยาว แต่หาก Xongdur มีการปรับปรุงภาพลักษณ์ให้ดู
ทันสมัยข้ึน ก็น่าจะมีโอกาสได้ลูกค้าคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น

ภญ. ภาคินี มองว่า ในการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์นั้น บรรจุภัณฑ์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะบรรจุภัณฑ์เปรียบได้กับ
“นักขายท่ีไร้เสียง” จึงมีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้มีรูปแบบโดดเด่นสะดุดตา สีสันสดใสขึ้น

นอกจากนั้น Xongdur ยังมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าใหม่อย่างต่อเน่ือง โดยสินค้าท่ีผลิตนั้นยังคงยึดหลักของ
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการทำการตลาด โดยสินค้าท่ีผลิตต้องใช้วัตถุดิบในประเทศท้ังหมด เพราะหากต้อง
นำเข้าจากต่างประเทศ ถือเป็นการพึงพอผู้อ่ืน ซึ่งหากมีวิกฤติเศรษฐกิจ ธุรกิจก็จะขาดภูมิคุ้มกัน

นอกจากแนวคิดในการบริหารจัดการ บริษัทยังเน้นเรื่องความพอประมาณ อย่าง การเลือกสรรเทคโนโลยีในการ
ผลิต จะเน้นการพัฒนาภูมิปัญญาให้เข้ากับเทคโนโลยี โดยมีการพัฒนาและสร้างเคร่ืองจักรภายในประเทศ ซ่ึง
ปัจจุบัน 80% ของเคร่ืองจักร บริษัทสามารถผลิตและซ่อมบำรุงได้เอง และมีการลดต้นทุนด้านพลังงานจากการ
ใช้น้ำมันดีเซลมาเป็นการใช้ไม้ฝืน เพื่อให้กลายเป็นพลังงานสะอาดในการผลิตได้อีกด้วย

สำหรับสินค้าของ Xongdur ปัจจุบันแบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก คือ เคร่ืองดื่มธัญญาหารสำเร็จรูป Cereal bar เพ่ือ
สุขภาพ อาหารเช้าธัญพืชสำเร็จรูป เครื่องปรุงรส และอาหารเสริมสำหรับเด็ก โดยมีช่องทางการจัดจำหน่ายท่ี
หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Top supermarket, Tesco Lotus, Big C, Foodland, Golden Place, Lemon
farm และเซเว่น อีเลฟเว่น ตลอดจนร้านขายสินค้าสุขภาพอื่นๆ ทั้งยังมีการขายไปต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์
มาเลเซีย ฮ่องกง ญ่ีปุ่น จีน ซาอุดิอารเบีย ออสเตรเลีย เป็นต้น

183 | P a g e

นอกจากน้ันในการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน และมั่นคง Xongdur เน้นพัฒนาพนักงานให้เป็นเหมือนบุคคลใน
ครอบครัวท่ีมีส่วนในการออกความคิดเห็นด้านต่างๆ โดยถือว่าพนักงานเป็นหนึ่งส่วนของการเติบโตและเป็น
เจ้าของร่วมกัน
กรณีศึกษาธุรกิจ Xongdur น้ันสะท้อนให้เห็นถึง การสร้างธุรกิจโดยเน้นการค่อยๆ เติบโตอย่างยั่งยื่นและมั่นคง
ซึ่งเร่ิมจากการสร้างคุณค่าของตัวผลิตภัณฑ์ และการเลือกตลาดที่เหมาะสม ในการเติบโตน้ัน เจ้าของธุรกิจไม่
ควรหยุดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยที่ผลิตภัณฑ์ใหม่ แม้จะอยู่บนเทคโนโลยีการผลิตเดิม แต่ก็ต้องตอบโจทย์
กลุ่มเป้าหมายท่ีวางไว้ หรือกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่ต้องการเข้าถึง ขณะการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์น้ัน แม้สามารถ
ทำให้ยอดขายของ Xongdur เพิ่มขึ้น 100% แต่คุณค่าที่ Xongdur มอบให้กับกลุ่มลูกค้าไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ ก็
ไม่เปลี่ยน นั่นคือ ยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของ การรักษาสุขภาพ ปลอดสารพิษ ราคาสมเหตุผล
(เครดิต : กรณีศึกษาโดย คุณกมนชนก ยุกติรัตน, คุณกีรติ ภวเดโชชัย, คุณจุฬาภา เรืองวัฒนาโชค, คุณธนาธิป
วิริยะ และคุณสาธิตา ชัยพาณิชย์กุล นักศึกษาปริญญาโท สาขาภาวะผู้ประกอบการและนวัตกรรม วิทยาลัยการ
จัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล)
Xongdur ช้างเผอื กตลาดข้าวไทย พัฒนาสินค้าเติบโตรองรบั ตลาดอาหารออรแ์ กนคิ
วนั ท่ี 4 มถิ นุ ายน 2561

184 | P a g e


Click to View FlipBook Version