หน้า 1
หน้า 2 คำนำ ทำเนียบแหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นศูนย์การเรียนรู้อำเภอยางสีสุราชได้มีการสำรวจข้อมูล ภายใน ปีงบประมาณ 2566 จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมแหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นของอำเภอยางสีสุราช โดยศูนย์การ เรียนรู้อำเภอยางสีสุราชได้ประสานความร่วมมือเครือข่ายร่วมจัดการเรียนรู้โดยมีปราชญ์แหล่งเรียนรู้และภูมิ ปัญญาในการถ่ายทอดความรู้ทั้งหมด 7 ตำบล คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทำเนียบแหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นของ ศูนย์การเรียนรู้อำเภอ ยางสีสุราช เพื่อหวังว่าเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษาและผู้สนใจต่อไป ห้องสมุดประชาชนอำเภอยางสีสุราช
หน้า 3 สารบัญ เรื่อง หน้า แหล่งเรียนรู้ตำบลยางสีสุราช - พระสีสุราช 1 - แหล่งเจียระในพลอย 4 - อนุสรณ์ขอนยางใหญ่ 6 - ศาลหลักเมืองอำเภอยางสีสุราช 8 - ศาลหลักเมืองอำเภอยางสีสุราช 10 - วัดหนองหน่อง 12 ภูมิปัญญาตำบลยางสีสุราช - ภูมิปัญญาสานกระติบข้าว 15 - ภูมิปัญญาอนุรักษ์และสอบสานประเพณี วัฒนธรรม 17 - ภูมิปัญญาอนุรักษ์การทอผ้าไหม นายมนต์ชัย ทองตาม 18 - ภูมิปัญญาท้องถิ่นการทอผ้า 20 แหล่งเรียนรู้ตำบลบ้านกู - แหล่งเรียนรู้ วิสาหกิจชุมชนแปรรูปขนมบ้านโนนรัง 23 - แหล่งเรียนรู้วัดชัยมงคลบ้านกู่ 25 - แหล่งเรียนรู้โคกหนองนาโมเดลบ้านหนองหญ้าปล้อง 27 - แหล่งเรียนรู้วัดบ้านโนนแห่ 29 - แหล่งเรียนรู้วัดบ้านหนองหญ้าปล้อง 32 - แหล่งเรียนรู้โรงพยายาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเจริญสุข 78 ภูมิปัญญาตำบลบ้านกู่ - ภูมิปัญญาท้องถิ่นการทอผ้า บ้านป่าตอง 35 - ภูมิปัญญาท้องถิ่นการทอผ้าบ้านโนแห่ 38 - ภูมิปัญญาท้องถิ่นการเลี้ยงสัตว์ 41 - ภูมิปัญญาท้องถิ่นการเพาะเห็ด 44 - ภูมิปัญญาท้องถิ่นการทำบายศรี 47
หน้า 1 แหล่งเรียนรู้ชุมชนตำบลยางสีสุราช 1. ชื่อแหล่งเรียนรู้พระสีสุราช 2. สถานที่ตั้ง เลขที่……-…..หมู่ที่……-…..ชื่อหมู่บ้านสนาม ตำบลยางสีสุราช อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม โทรศัพท์085 7388462 โทรสาร…………………-………………..เว็บไซต์………………-………………….. 3. เจ้าของ/ผู้ครอบครอง/ผู้จัดการแหล่งเรียนรู้คงไว้เฉพาะที่ตรงกับความเป็นจริง ส่วนราชการ ครอบครอง/ผู้จัดการแหล่งเรียนรู้
หน้า 2 4. ชื่อนายคำมั่น ปินะถา บุคคลของแหล่งเรียนรู้สำหรับติดต่อ อายุ ปี 78 อาชีพ ข้าราชการบำนาญ (อดีตวัฒนธรรมอำเภอยางสีสุราช) สถานที่ติดต่อ 96 หมู่ 1 ต.ยางสีสุราช อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม 5. ประเภทของแหล่งเรียนรู้คงไว้เฉพาะที่ตรงกับความเป็นจริง แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น 6. องค์ความรู้ในแหล่งเรียนรู้(มีอะไรบ้าง) พระสีสุราช จากตํานานเล่าขานและประวัติศาสตร์บางตอน ที่มีผู้รู้และผู้เฒ่าผู้แก่ประจําผู้บ้าน จดบันทึกและ เล่าสืบต่อกันมาชั่วลูกชั่วหลานนั้น ปีพ.ศ. 2202 ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้มี ราษฎรอ้ายลาว (พิลาว - น้องลาว) อพยพมาจากเมืองจําปาสัก ซึ่งเป็นส่วน หนึ่งของอาณาจักรลานช้าง นําโดยพระ สีสุราชหรือท้าวสีสุราชเป็นหัวหน้า พระสีสุราชเป็น ราชบุตรของเจ้าเมืองจําปาสัก อพยพเข้ามาทางดอนมดแดง (อุบลราชธานี) ผ่านเมือง สุวรรณภูมิมาตั้งถิ่นฐานที่โคกหนองดุม ซึ่งมีชัยภูมิที่อุดมสมบูรณ์ ปีพ.ศ. 2212 พระสีสุราชได้ย้ายจากโคกหนองดุม ไปตั้งบ้านที่ดงตะกวดโนนสูง ความ ตอนนี้เล่าว่าพระสีสุ ราช ชาวบ้านเรียกกันว่า ท้าวสีสุราชหรือเฒ่าไก่สามเก้า เหตุเพราะท่าน ไก่ไว้กินไข่กินเนื้อ เวลาที่จะออกไปทําศึก หรือเดินทางไปไหนมาไหน ท่านชอบให้บริวารใช้หอก ประวัติบ้านยางสีสุราช สามง่าม จํานวน 9 อัน ยกขึ้นนั่งบนคอช้างและเวลาจะลงจากคอช้างก็ให้บริวารใช้หอกรับ ลงทุกครั้ง เพื่อ แสดงให้เห็นอิทธิฤทธิ์มีวิชาอาคมอยู่ยงคงกระพัน ปีพ.ศ. 2525 ได้ย้ายจากบ้านดงตะกวดโนนสูง ไปตั้งที่โนนบ้านนาที่อยู่ทางเหนือขึ้น มา มีลําห้วยไหลผ่าน ขณะนั้นทางกรุงธนบุรีกําลังมีเหตุการณ์วุ่นวาย สมเด็จเจ้าพระมหา กษัตริย์ศึก ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็น พระมหากษัตริย์ ทรงพระนามนามว่า สมเด็จพระพุทธยอด ฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบกบฏได้เรียบร้อยและ ทรงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นทางทิศตะวัน ออกของกรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานี ปีพ.ศ. 2235 พระสีสุราช ได้ย้ายจากโนนบ้านนามาทางด้านตะวันออก ที่มีชัยภูมิเป็นป่าดงยางใหญ่ มี ความอุดมสมบูรณ์มากเพราะมีหนองน้ำธรรมชาติหลายแห่ง เช่น หนองโพด หนองกระบอง หนองโสกเปื่อย และวัง ศาลา มีสัตว์อาศัยอยู่เป็นจํานวนมาก เช่น ลิง ค่าง บ่าง ชะนี เสือ ช้าง แรด และยังมีนกอาศัยอยู่เป็นจํานวนมาก มากอีกด้วย เช่น นกกระสา นกกระยาง นกคอก นกกาบบัว นกหงส์ นกเจ่า นกดวง อีแร้ง เป็นต้น พอถึง ฤดูฝนตก พายุพัดแรง ทำให้บรรดาลูกนกที่อยู่ในรังถูกพัดตกลงมาจากรัง เกลื่อนกลาด ชาวบ้านเก็บเอาไปทําเป็นอาหารปีละ มาก ๆ ดินแดนแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วย ผลหมากราก ไม้หลากหลายพันธุ์ สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่อาศัยอยู่เป็นจํานวน
หน้า 3 มาก นาข้าวอุดมสมบูรณ์ เมื่อ ก่อตั้งบ้านเรือนเสร็จจึงตั้งชื่อบ้านตามนามของผู้นํา คือ พระสีสุราช + ป่าดงยางใหญ่ ว่า บ้านยางสีสุราช เพื่อเป็นสิริมงคลและความร่มเย็นเป็นสุขสืบไป ปีพ.ศ. 2240 พระสีสุราช ได้ปกครองบ้านและทํานุบํารุงให้ชาวบ้านได้อยู่เป็นสุข และ ได้เลือกชัยภูมิที่ เหมาะสมเพื่อตั้งวัดให้เป็นศูนย์รวมจิตใจในการทําบุญและแหล่งศึกษาหาความ รู้ของบุตรหลานที่บวชเรียนในสมัย นั้น พร้อมกับเลือกสถานที่ที่มีทําเลเหมาะสมตั้งศาลปู่ตาขึ้น ประจําหมู่บ้าน เพื่อเป็นที่ร่วมทําพิธีกรรมทางไสย ศาสตร์และยึดเหนี่ยวจิตใจ สืบต่อไปในอนาคต ปีพ.ศ. 2336 พระสีสุราชได้ถึงแก่กรรมลงและนําไปเผาที่โคกโสกเชือยหรือโคกหนอง หัวคนที่อยู่ทางทิศ เหนือของบ้านโนนยาง และได้เรียกชื่อกันต่อมาจนถึงปัจจุบัน คือ โคกฟ้า ทั้งนี้เป็นเพราะนําศพของพระสีสุราชซึ่ง เป็นลูกเจ้าฟ้าเมืองจําปาสัก ไปเผาที่นั้น ตามธรรมดา เรียกว่า โคกป่าช้า เหมือนกันทั้งหมดในภาคอีสาน ในสมัย ของท้าวเมืองแสน ได้ทํานุบํารุงบ้านให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข โดยจัดให้มีสถานที่คุก หรือตารางหรือ ศาลหลักชื่อ - คา ไว้สําหรับลงโทษผู้กระทําผิดกฎระเบียบ ประเพณีอัน ดีงามของบ้านเมืองในสมัย บ้านยางสีสุราชขึ้นตรงทางการ ปกครองของเมืองโคราช ปีพ.ศ. 2407 บ้านยางสีสุราชย้ายจากการปกครองของโคราชไปขึ้นอยู่กับมณฑลร้อยเอ็ดและขึ้นตรงกับ เขตเมืองมหาสารคามในปีเดียวกัน ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หมื่นมหา เสนาได้ปกครองบ้านเมืองสืบต่อมาและมีผู้สืบทอด ปกครองต่อมา หลักฐานต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยพระสีสุราชและท้าวเมืองแสน ที่ยังมีสืบทอดจากบรรพบุรุษ ถึงลูกหลานใน ปัจจุบัน คือ ดาบประจําตัวพระสีสุราช ซึ่งมีความยาวประมาณ 2 เมตร เป็น เหล็กกําพี้น้ำดี ไม่เกิดสนิม มีลวดลาย ที่ปลายด้าม สวยงามมากได้จากลูก หลาน เหลน หล่อน ได้มอบให้หลวงปู่รอด พรมสุสโร (พระครูวิเศษสารกิจ) อดีตเจ้าคณะตําบลนาภู วัดบ้านหนองกุง อําเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม (ปัจจุบันบ้านหนองกุง อําเภอ นาเชือก จังหวัด มหาสารคาม) ซึ่งเป็นอุปัชฌาย์ในสมัยนั้น เมื่อสิ้นหลวงปู่รอด ต่อมาได้มอบดาบไว้กับหลวง ปู่พระ ครูภัทสารพิสุทธิ์ (หลวงปู่อุ่น ภัทญาโน) 8. ความรู้ที่สามารถเรียนได้จากแหล่งเรียนรู้แห่งนี้ (เรียงตามลำดับความสำคัญและความโดดเด่น 3 ลำดับ) 1) ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 2) การก่อตั้งเมือง 3) บุคคลสำคัญ ผู้บันทึก นายยงยุทธ เหล่าศรี วันที่ 24 พฤษภาคม 2566 หมายเหตุ 1. ไม่กำหนดจำนวนหน้า 2. สามารถใส่ภาพประกอบประกอบได้ทุกขั้นตอนหรือตามสมควร
หน้า 4 แบบสำรวจแหล่งเรียนรู้ชุมชน 2. ชื่อแหล่งเรียนรู้แหล่งเจียระในพลอย 2.สถานที่ตั้ง เลขที่………..หมู่ที่………..ชื่อหมู่บ้าน………………………ตำบล…………………….อำเภอ……………………….. จังหวัด……………………………………………………………… โทรศัพท์…………………………………..โทรสาร…………………………………..เว็บไซต์………………………………….. 3. เจ้าของ/ผู้ครอบครอง/ผู้จัดการแหล่งเรียนรู้คงไว้เฉพาะที่ตรงกับความเป็นจริง ¨ ส่วนราชการ ¨ วัด ¨ โบสถ์ ¨ มัสยิด ¨ เอกชน ¨ ชุมชน ¨ องค์กรชุมชน ¨ อื่นๆ โปรดระบุ........................................................ 4. ชื่อบุคคลของแหล่งเรียนรู้สำหรับติดต่อ อายุ.....................................ปี อาชีพ........................................... สถานที่ติดต่อ…………………………………..…………………………………..…………………………………..…………………………… 5.ประเภทของแหล่งเรียนรู้คงไว้เฉพาะที่ตรงกับความเป็นจริง ศูนย์ข้อมูลท้องถิ่น ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน/ ศูนย์ข้อมูล ตลาด 6.องค์ความรู้ในแหล่งเรียนรู้(มีอะไรบ้าง) อำเภอยางสีสุราช นับได้ว่าเป็นแหล่งการเจียระไนพลอยครั้งแรก และเป็น แหล่งเจียระในพลอยที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อพูดถึง การเจียระไน พลอย ที่อำเภอยางสีสุราช คนต่างถิ่นก็จะนึกว่าเป็นเรื่องที่แปลกที่มหาสารคาม มีการ เจียระในพลอยทั้ง ๆ ที่ไม่มีพลอย แต่เป็นเรื่องจริงคือมีหลายครอบครัวยึดหลักอาชีพ เจียระไนพลอย เป็นอาชีพหลักและสร้างรายได้ที่ดีมาก มูลเหตุที่มีการเจียระไนพลอย ที่อำเภอยางสีสุราช คือ เมื่อปี พ.ศ. 248๙ นายเปียง - นางมี แซ่อ่าง ไปรับจ้างเจียระไน
หน้า 5 พลอข ที่จังหวัดจันทบุรี หลายปีจนชำนาญ พอกลับมาบ้านก็คิดทำเองจึงรวมสมัคร พรรคพวกฝึกหัดเจียระในพลอยเอง จนฝีมือดีเป็นที่ขอมรับในวงการ อัญมณี ส่งผลให้ เกิดเป็นอุตสาหกรรมภายในครัวเรือน นับว่าเป็นตัวอย่างในการนำเอาอาชีพต่างถิ่นเข้า มาในหมู่บ้าน ธุรกิจเจียระไนพลอยรุ่งเรื่องมากที่สุดอยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2524 - 2428 กิจการในหมู่บ้านก้าวหน้ามาก จนกระทั่งการเจียระไนพลอย จึงกลายเป็นเอกลักษณ์ หนึ่งของอำเภอยางสีสุราช 7.วิธีการนำมาใช้ หรือวิธีการผลิต ขั้นตอนที่ 1 คัดเลือกพลอยนำมาเข้าเครื่องโกรนพลอย เพื่อตัดแต่งพลอยลบเหลี่ยมที่แหลมคมให้ได้ รูปทรงที่ต้องการ เพราะพลอยที่ขุดได้จากธรรมชาติลักษณะเหมือนก้อนหินมีเหลี่ยมแหลมคม ขั้นตอนที่ 2 นำพลอยที่โกรนแล้วมาติดกับไม้ทวนด้วยครั่งนำเข้าเครื่องเจียระไนแต่งหน้าพลอยให้เรียบ หน้ากระดาน ตีบ่าพลอยเป็นเหลี่ยมสี่แซมด้วยเหลี่ยมแปด ขึ้นรูปพลอยเป็น สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม หกเหลี่ยม รูป หัวใจ หลังเบี้ยหรือกลมเกลี้ยงให้ได้ลักษณะตามรูปทรงที่ต้องการ และเพื่อเพิ่มความเงางาม มันวาวของเม็ดพลอย ขั้นตอนที่ 3 เมื่อเจียระไนเสร็จแล้วนำไปแช่ในแอลกอฮอล์ (เมทธินแอลกอฮล์) 10 นาที หรือแช่โซดาไฟ ประมาณ 30 นาที เพื่อทำความสะอาดและนำขึ้นเช็ดด้วยผ้าขนหนูที่สะอาดให้แห้ง ขั้นตอนที่ 4 คัดขนาดของพลอย นำไปขายตามน้ำหนักเป็นกะรัด 8.ความรู้ที่สามารถเรียนได้จากแหล่งเรียนรู้แห่งนี้ (เรียงตามลำดับความสำคัญและความโดดเด่น 3 ลำดับ) 1)ขั้นตอนการเจียระไนพลอย 2)ชนิดของพลอย 3)รูปแบบการเจียระไน
หน้า 6 แบบสำรวจแหล่งเรียนรู้ชุมชน 1. ชื่อแหล่งเรียนรู้อนุสรณ์ขอนยางใหญ่ 2.สถานที่ตั้ง เลขที่………..หมู่ที่………..ชื่อหมู่บ้านสนาม ตำบลยางสีสุราช อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม โทรศัพท์085 7388462 3. เจ้าของ/ผู้ครอบครอง/ผู้จัดการแหล่งเรียนรู้คงไว้เฉพาะที่ตรงกับความเป็นจริง ¨ ชุมชน 4. ชื่อนายคำมั่น ปินะถา บุคคลของแหล่งเรียนรู้สำหรับติดต่อ อายุ ปี 78 อาชีพ ข้าราชการบำนาญ (อดีตวัฒนธรรมอำเภอยางสีสุราช) สถานที่ติดต่อ 96 หมู่ 1 ต.ยางสีสุราช อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม
หน้า 7 5. ประเภทของแหล่งเรียนรู้คงไว้เฉพาะที่ตรงกับความเป็นจริง พิพิธภัณฑ์/ อนุสาวรีย์/ศูนย์วัฒนธรรม/ศูนย์ข้อมูลท้องถิ่น 6. องค์ความรู้ในแหล่งเรียนรู้(มีอะไรบ้าง) เมื่อปี พ.ศ.2521 กลุ่มลูกหลานชาวบ้านขางสีสุราชได้มีการจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์ต้นยาง โดยการนำของนายพูนศักดิ์ โพธิ์แสงดา เป็นปลัดอำเภอในขณะนั้น นายคำมั่น ปีนะถา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมอำเภอใน ขณะนั้น พร้อมกับชาวบ้านยางสีสุราชได้ต่อต้านในการตัดต้นยาง ในบริเวณรอบหมู่บ้านจนมีการชะลอลงบ้าง ในปี 2525 แต่ได้มีกลุ่มพ่อค้านายทุนใช้อิทธิพล บีบบังคับชาวบ้าน แต่กลุ่มอนุรักษ์ต้นขางใหญ่ ก็ไม่ย่อท้อความ พยายามเพราะต้นขาง เป็นเอกลักษณ์ของอำเภอขางสีสุราช ในปีพ.ศ. 2549 วัฒนธรรมอำเภอได้มองเห็น ความสำคัญ ของการยืนต้นตายของต้นขางใหญ่ จึงคิดก็บรักษาและอนุรักษ์ต้นขางใหญ่ไว้เป็นเอกลักษณ์ ของอำเภอขางสีสุราช ทุกส่วนราชการพ่อค้าและประชาชนจึงได้ร่วมกันจัดทำพิพิธภัณฑ์โดยได้รับการสนับสนุน จากทุกส่วนราชการผู้ว่าจังหวัดมหาสารคาม และป่าไม้เขต จังหวัดขอนแก่น ส.ส. จังหวัดมหาสารคาม จึงนำเอา ต้นขางใหญ่จำนวน 3 ต้น มาเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2550 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในวโรกาส ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550 เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์คู่บ้านเมือง
หน้า 8 สาระเด่น ประวัติต้นยาง ทั้ง 3 ตันอายุ 3 ต้นรวมกันมากว่า 500-600 ปี ต้นที่ 1 ขนาตตันยาง เส้นผ่า ศูนย์กถาง 2 เมตร 95 เชนติเมตร ความยาวจากโคนต้นถึงยอด 89 เมตร ต้นที่ 2 ขนาดต้นยาง เส้นผ่าศูนย์กลาง 2 เมตร 20 เซนติเมตร ความยาวจากโคนต้นถึงยอด 78 เมตร ต้นที่ 3 ขนาดต้นยาง เส้นผ่าศูนย์กลาง 2 เมตร 10 เซนติเมตร ความยาวจากโคนต้นถึงยอด 60 เมตร 8. ความรู้ที่สามารถเรียนได้จากแหล่งเรียนรู้แห่งนี้ (เรียงตามลำดับความสำคัญและความโดดเด่น 3 ลำดับ) 1)ประวัติศสาสตร์ท้องถิ่น 2)สิ่งแวดล้อม 3)เหตุการณ์สำคัญ แบบสำรวจแหล่งเรียนรู้ชุมชน 1. ชื่อแหล่งเรียนรู้ศาลหลักเมืองอำเภอยางสีสุราช 2. สถานที่ตั้ง เลขที่………..หมู่ที่… ……..ชื่อหมู่บ้าน………………………ตำบล…………………….อำเภอ……………………….. จังหวัด……………………………………………………………… โทรศัพท์…………………………………..โทรสาร…………………………………..เว็บไซต์………………………………….. 3. เจ้าของ/ผู้ครอบครอง/ผู้จัดการแหล่งเรียนรู้คงไว้เฉพาะที่ตรงกับความเป็นจริง ¨ ส่วนราชการ ¨ วัด ¨ โบสถ์ ¨ มัสยิด ¨ เอกชน ¨ ชุมชน ¨ องค์กรชุมชน ¨ อื่นๆ โปรดระบุ........................................................ 4. ชื่อบุคคลของแหล่งเรียนรู้สำหรับติดต่อ อายุ.....................................ปี อาชีพ........................................... สถานที่ติดต่อ…………………………………..…………………………………..…………………………………..…………………………… 5. ประเภทของแหล่งเรียนรู้คงไว้เฉพาะที่ตรงกับความเป็นจริง พิพิธภัณฑ์/โบราณสถาน/ศาสนสถาน / อนุสาวรีย์/ศูนย์วัฒนธรรม/ศูนย์ข้อมูลท้องถิ่น 6. องค์ความรู้ในแหล่งเรียนรู้(มีอะไรบ้าง)
หน้า 9 ศาลหลักเมืองอำเภอยางสีสุราช เป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เคารพ สักการะ ของประชาชนอำเกอยางสีสุราช และพี่น้องประชาชนอำเภอข้างเคียง ตลอดจนประชาชนทั่วไป ที่ผ่านไปมา พบเห็น ให้อยู่เย็นเป็นสุข พ.ศ. 2538 นายสุรพันธ์ ดิสสะมาน หัวหน้าประจำกึ่งอำเภอยางสีสุราช ซึ่ง ต่อมาเป็น นายอำเภอยางสีสุราช คนแรก ได้ประชุมหัวหน้าส่วนราชการ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ได้เสนอที่ประชุม เห็นสมควรสร้างศาลหลักเมืองเพื่อเป็นศูนย์รวมด้านจิตใจ และเป็นสถานที่เคารพของประชาชน ที่ประชุมได้ตกลงเห็นสมควรจัดสร้างขึ้น โดยมอบหมายให้ นายทองแดง ปินะสา หัวหน้าการ ประถมศึกษา อำเภอ ยางสีสุราช และนายทองม้วน แก้วอาสา ศึกษาธิการอำเภอยางสีสุราช เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการสร้าง ศาลหลักเมืองและเสาหลักเมือง ตลอดการเตรียมงานเฉลิมฉลอง ศาลหลักเมือง พร้อมพิธีการเปีดป้ายที่ว่าการ อำเภอยางสีสุราช และจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2539 เวลา 15.00 น. ข้ราชการ พ่อค้าประชาชน ชาวอำเภอยางสีสุราช ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ได้อัญเชิญเสาหลักเมืองจากที่ว่าการอำเภอยางสีสุ ราช ไปประดิษฐาน ณ สถาน ที่ตั้ง หน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอยางสีสุราช (หลังเก่า ) ถนนสีสุราช (บรบือ-พยัคฆ ภูมิพิสัย) เจริญพระพุทธมนต์ ตอนกลางคืน มีมหรสพสมโภชศาลหลักเมืองตลอดทั้งคืน ในการนี้ หลวงปู่มี กนฺตสีโล ได้ทำพิธีพุทธาภิเษก เป็นเวลา 7 วัน และบริจาคเป็นจำนวนเงิน 33,999 บาท พ่อค้าประชาชนร่วมสมทบค่ก่อสร้างจำนวนทั้งสิ้น 481,459 บาท 8. ความรู้ที่สามารถเรียนได้จากแหล่งเรียนรู้แห่งนี้ (เรียงตามลำดับความสำคัญและความโดดเด่น 3 ลำดับ) 1)ประวัติศสาสตร์ท้องถิ่น 2)สิ่งแวดล้อม 3)เหตุการณ์สำคัญ
หน้า 10 แหล่งเรียนรู้ชุมชนตำบลยางสีสุราช 1. ชื่อแหล่งเรียนรู้ หลวงปู่ตุ่น ภัททญาโณ วัดยางสีสุราช มหาสารคาม 2.สถานที่ตั้ง หมู่ที่ 1 ชื่อหมู่บ้าน ยางสีสุราช ตำบลยางสีสุราช อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม โทรศัพท์ 3. เจ้าของ/ผู้ครอบครอง/ผู้จัดการแหล่งเรียนรู้คงไว้เฉพาะที่ตรงกับความเป็นจริง วัด ¨ โบสถ์ 4. ชื่อ บุคคลของแหล่งเรียนรู้สำหรับติดต่อ อายุ4๙ ปี อาชีพ........................................... สถานที่ติดต่อเลขที่ 64 หมู่ที่ 1๑ ชื่อหมู่บ้านหนองหน่อง ตำบลยางสีสุราช อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม 5.ประเภทของแหล่งเรียนรู้คงไว้เฉพาะที่ตรงกับความเป็นจริง พิพิธภัณฑ์/โบราณสถาน/ศาสนสถาน / อนุสาวรีย์/ศูนย์วัฒนธรรม/ศูนย์ข้อมูลท้องถิ่น 6.องค์ความรู้ในแหล่งเรียนรู้(มีอะไรบ้าง)
หน้า 11 หลวงปู่ตุ่น ภัททญาโณ : “พระครูภัทรสารวิสุทธิ์” หรือ “หลวงปู่ตุ่น ภัททญาโณ” อดีตเจ้าอาวาสวัดยางสี สุราช อดีตรักษาการเจ้าคณะอำเภอยางสี สุราช อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง สืบสาย ธรรมจากหลวงปู่จันดา วัดทองนพคุณ อ.พยัคฆภูมิพิสัย บูรพาจารย์ชื่อดังของมหาสารคาม เกิดในสกุล ปินะถา เมื่อปี พ.ศ.2445 ที่บ้านสนามชัย อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม หลังจากท่านเรียนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้ลาออกมาช่วยงานครอบครัวทำไร่ทำนาตามวิถีชีวิตของชาวอีสานด้วย ความขยันขันแข็งเข้าพิธีอุปสมบท ที่อุโบสถวัดยางสี สุราช อ.ยางสีสุราช โดยมีพระครูจันทรสีตลคุณ (หลวงปู่จัน ดา) วัดทองนพคุณ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังเป็นพระอุปัชฌาย์ และหลวงพ่อดำ วัดหนองหิน เป็นพระ กรรมวาจาจารย์จำพรรษาปฏิบัติศาสนกิจอยู่ที่สำนักเรียนวัดบ้านหนองกุง อ.นาเชือก มุมานะศึกษาเล่าเรียนพระ ปริยัติธรรม สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี–โท–เอก ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังศึกษาการเทศน์ปุจฉา–วิปัสสนา จาก หลวงปู่รอด พรหมสโร วัดบ้านหนองกุง จนมีความชำนาญ อีกทั้งยังให้ความสนใจด้านวิทยาคม ขณะนั้นหลวงปู่จัน ดา เจ้าอาวาสวัดทองนพคุณ มีชื่อเสียงในฐานะพระเกจิชื่อดัง ท่านจึงขอฝากตัวศึกษาวิทยาคม ซึ่งหลวงปู่จันดา เมตตาถ่ายทอดวิทยาคมให้จนหมดสิ้น รวมทั้งแนะนำการวิปัสสนากัมมัฏฐานและยังสอนอ่านเขียนอักษรขอม อักษรธรรม ทำให้หลวงปู่ตุ่น มีความรู้ในการอ่านเขียนอักขระโบราณอีกแขนงหนึ่ง ต่อมาวัดยางสีสุราชขาดแคลนพระผู้ใหญ่ที่จะพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรือง จึงนิมนต์ท่านให้มาจำพรรษา อุทิศตนรับใช้พระพุทธศาสนาอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ต่อมาได้รับความไว้วางใจจากคณะสงฆ์ให้ดำรงตำแหน่งเจ้า อาวาสต่อมาตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอยางสีสุราชว่างลง จึงได้รับแต่งตั้งเป็นรักษาการเจ้าคณะอำเภอยางสีสุราช และ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก ในราชทินนามที่ พระครูภัทรสารวิสุทธิ์ และได้รับ แต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก ในแต่ละวันมีผู้เข้ามากราบนมัสการ รับฟังธรรม และประพรมน้ำพระพุทธมนต์เสริมความเป็นสิริมงคล อย่างไม่ขาดสาย สำหรับปัจจัยที่ได้จากการบริจาค นำมาพัฒนาวัดยางสีสุราช ให้มีความเจริญรุ่งเรือง ไม่ว่าจะเป็นอุโบสถ อาคาร เรียนพระปริยัติธรรม กำแพงแก้ว ศาลาการเปรียญ เป็นต้น รวมทั้งบริจาคช่วยสาธารณกุศลช่วยชุมชนท้องถิ่น วัตรปฏิบัติอีกอย่างคือ ตลอดเวลาที่ท่านดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดยางสีสุราชและรักษาการเจ้าคณะอำเภอยางสี สุราช ท่านจะปฏิบัติหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์อย่างเคร่งครัด เป็นแบบอย่างให้คณะสงฆ์ฝ่ายปกครองปฏิบัติตาม รวมทั้งออกเผยแผ่หลักธรรมทางพุทธศาสนาอย่างสม่ำเสมอ
หน้า 12 อบรมศีลธรรมแก่พุทธศาสนิกชนตลอดปีและให้ความสำคัญการศึกษาพระปริยัติธรรม เนื่องเพราะการบวชเรียน เป็นทางเลือกหนึ่งของคนยากคนจนที่มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนสูงขึ้น หลวงปู่ตุ่น รับหน้าที่ครูสอนพระปริยัติธรรม หากตั้งใจศึกษาเล่าเรียนท่านจะมีทุนการศึกษาให้พร้อมกับสนับสนุนให้เรียนสูงยิ่งขึ้น ทำให้สำนักเรียนวัดยางสีสุ ราช ในยุคนั้นมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ละปีมี พระภิกษุสามเณรเดินทางมาศึกษาเล่าเรียนจำนวนมาก สำหรับหลักธรรมคำสอนที่หลวงปู่ตุ่น พร่ำสอนญาติโยมมาโดยตลอดเป็นเรื่องของความไม่เที่ยงของสังขาร สรรพสิ่ง ในโลกมีเกิด มีเสื่อม มีดับ แต่เมื่อเกิดเป็นมนุษย์สุดแสนที่จะประเสริฐ ดังนั้น ควรดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท มรณภาพอย่างสงบ เมื่อปี พ.ศ.2530 สิริอายุ 85 ปี พรรษา 65 8. ความรู้ที่สามารถเรียนได้จากแหล่งเรียนรู้แห่งนี้ (เรียงตามลำดับความสำคัญและความโดดเด่น 3 ลำดับ) 1)ประวัติศสาสตร์ท้องถิ่น 2)สิ่งแวดล้อม 3)เหตุการณ์สำคัญ แหล่งเรียนรู้ชุมชนตำบลยางสีสุราช 1. ชื่อแหล่งเรียนรู้ “หลวงปู่หลง สมาจาโร” วัดหนองหน่อง 2.สถานที่ตั้ง เลขที่ 64 หมู่ที่ 1๑ ชื่อหมู่บ้านหนองหน่อง ตำบลยางสีสุราช อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม โทรศัพท์085 0071785 3. เจ้าของ/ผู้ครอบครอง/ผู้จัดการแหล่งเรียนรู้คงไว้เฉพาะที่ตรงกับความเป็นจริง วัด ¨ โบสถ์
หน้า 13 4. ชื่อ พระมหาสิทธินนท์ สิทฺธินนฺโท ป.ธ.๙ บุคคลของแหล่งเรียนรู้สำหรับติดต่อ อายุ4๙ ปี อาชีพ........................................... สถานที่ติดต่อเลขที่ 64 หมู่ที่ 1๑ ชื่อหมู่บ้านหนองหน่อง ตำบลยางสีสุราช อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม 5.ประเภทของแหล่งเรียนรู้คงไว้เฉพาะที่ตรงกับความเป็นจริง พิพิธภัณฑ์/โบราณสถาน/ศาสนสถาน / อนุสาวรีย์/ศูนย์วัฒนธรรม/ศูนย์ข้อมูลท้องถิ่น 6.องค์ความรู้ในแหล่งเรียนรู้(มีอะไรบ้าง) “หลวงปู่หลง สมาจาโร” อดีต เจ้าอาวาสวัดบ้านหนองหน่อง ต.ยางสีสุราช อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม เป็นพระเกจิอาจารย์เรืองวิทยาคมสายเขมร มีชื่อเสียงโด่งดังในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม สืบทอดปฏิปทาจากพระ ครูจันดา วัดทอง นพคุณ อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม บูรพาจารย์รุ่นเก่า เกิดในสกุล ฤทธิ์ไธสง เมื่อปี พ.ศ.2473 ที่บ้านหนองหน่อง ต.ยางสีสุราช อ.ยางสี สุราช จ.มหาสารคาม ครอบครัว ประกอบอาชีพทำไร่ทำนาช่วงวัยเด็ก ช่วยงานครอบครัวด้วยความขยันขันแข็ง จนเมื่ออายุได้ 14 ปี บิดามารดา เห็นว่าบุตรชายเป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ทางธรรม จึงนำไปฝากที่วัดบ้านหนองหน่อง เพื่อบรรพชาได้บวชเรียน จนอายุครบบวช 20 ปีบริบูรณ์ เข้าพิธีอุปสมบท ที่พัทธสีมาบ้านมะโบ่ อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม โดยมีพระ ครูจันดา วัดทองนพคุณ อ.พยัคฆภูมิ พิสัย จ.มหาสารคาม เป็นพระอุปัชฌาย์ และหลวงพ่อเสาร์ เป็นพระ กรรมวาจาจารย์หลังอุปสมบท จำพรรษาศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย ที่สำนักเรียนวัดบ้านหนองหน่อง มุมานะเล่า เรียนจนสอบได้นักธรรมชั้นเอกนอกจากนี้ ยังให้ความสนใจด้านวิทยาคม ในยุคนั้น พระครูจันดา มีชื่อเสียงโด่งดัง ในภาคอีสาน ท่านจึงขอฝากตัวเป็นศิษย์เรียนวิทยาคมกับพระครูจันดา ได้รับการถ่ายทอดวิทยาคมสายเขมรจน หมดสิ้นศึกษามูลกัจจายน์ บาลี อักษรขอม ไทยน้อย อักษรลาว ทำให้มีความรู้ทางด้านอักขระโบราณอีกแขนงหนึ่ง ในช่วงนั้น วัดบ้านหนองหน่อง ขาดแคลนพระผู้ใหญ่ บรรดาญาติโยมบ้านหนองหน่อง จึงนิมนต์ให้ท่านกลับมาจำ พรรษาที่วัดบ้านเกิด ซึ่งท่านได้รับนิมนต์เพราะต้องการกลับมาพัฒนาสร้างความเจริญให้กับท้องถิ่น และได้จำ พรรษาปฏิบัติศาสนกิจอยู่ที่วัดแห่งนี้ตราบจนวาระสุดท้ายแม้กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านหนองหน่อง แต่วัตร ปฏิบัติของท่านยังคงเหมือนเดิม คือ ช่วงหลังเทศกาลออกพรรษาทุกปี จะออกเดินธุดงควัตรไปตามป่าเขาหลาย แห่งในภาคอีสาน รวมทั้งลาว และเขมรจากความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย วัตรปฏิบัติจำเริญรอยตาม พระครูจัน ดา ทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว พร่ำสอนอยู่เสมอ ว่า อย่าดำรงชีวิตด้วยความประมาท เมื่อมีเกิด
หน้า 14 แล้วก็มีแก่ เจ็บ ตาย จงอย่ายึดมั่นถือมั่น ขณะยังมีชีวิตขอให้ทุกคนหมั่นประกอบแต่กรรมดีศีล 5 รักษาให้ได้จะทำ ให้ชีวิตพานพบแต่ความสุขยังได้ชื่อว่าเป็นพระนักการศึกษา เนื่องเพราะท่านทราบดีว่าพระภิกษุสามเณรที่มาบวช เรียน ล้วนมาจากครอบครัวที่ยากจน ท่านจึงเปิดสำนักเรียนพระปริยัติธรรมและรับหน้าที่เป็นครูสอนเอง ส่วน ปัจจัยที่ได้จากจากการบริจาค ก็นำมาสนับสนุนการเรียนของพระภิกษุ-สามเณรนำปัจจัยส่วนหนึ่งไปพัฒนาสร้าง ความเจริญรุ่งเรืองให้กับวัดแห่งนี้ไม่ว่า จะเป็นการสร้างศาลาการเปรียญ กำแพงแก้ว กุฏิ เป็นต้น ทำให้วัดบ้าน หนองหน่อง เจริญรุ่งเรือง รวมทั้งพัฒนาบรรยากาศภายในบริเวณวัด มีแต่ความสงบวิเวกเหมาะสำหรับการปฏิบัติ ธรรมถึงแม้จะมีอายุเพียง 50 ปี แต่จากการตรากตรำทำงานหนักตลอดเวลา ทำให้สุขภาพของท่านไม่ค่อยแข็งแรง แต่ท่านยังรับงานนิมนต์ และต้อนรับญาติโยมที่มาหาอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย บางครั้งไม่สบายเจ็บป่วย ท่านยังฝืนสังขารรับนิมนต์ แต่ท่านก็ไม่เคยปริปากบ่น 8. ความรู้ที่สามารถเรียนได้จากแหล่งเรียนรู้แห่งนี้ (เรียงตามลำดับความสำคัญและความโดดเด่น 3 ลำดับ) 1)ประวัติศสาสตร์ท้องถิ่น 2)บุคคลสำคัญ 3)เหตุการณ์สำคัญ
หน้า 15 ภูมิปัญญาท้องถิ่นตำบลยางสีสุราช ๑. ชื่อภูมิปัญญาท้องถิ่น สานกระติบข้าว ๒. 42 หมู่ 9 ต.ยางสีสุราช อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม โทรศัพท์062 4501340 ๓. ประเภทของภูมิปัญญาท้องถิ่น ( ) ด้านอุตสาหกรรมและหัตถกรรม เช่น การจักสาน ทอ การช่าง การทอผ้า การแกะสลัก ๔. องค์ความรู้ กระติบข้าวสามารถทำได้จากวัสดุหลายอย่าง เช่น ใบจาก ใบตาล ใบลาน เป็นต้น แต่ที่นิยมใช้ทำ มาก และมีคุณภาพดีที่สุด ต้องทำจากไม้ไผ่ไม้ไผ่มีหลายชนิด แต่ละชนิด เหมาะกับงานแต่ละอย่าง และไม้ ไผ่ที่นิยมนำมาทำกระติบข้าว คือไม้ไผ่บ้าน หรือไม้ไผ่ใหญ่ อายุประมาณ 10 เดือน ถึง 1 ปี เพราะมีปล้อง ใหญ่และปล้องยาว เนื้อไม้เหนียวกำลังดี ไม่เปราะง่าย ทำเป็นเส้นตอกสวย ขาว
หน้า 16 สาระเด่น จุดแข็งกระติบข้าวไม้ไผ่ของคุณตาเจริญ คือ เหนียว ทน ไม่แตกหักง่าย อายุการใช้งานนานกว่า ที่สำคัญ คือ การรักษาป่าคือต้นทุนทางสังคม ส่งให้เกิดผลิตผลที่ผนวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้ชุมชนมี ความเข้มแข็งทั้งกายและใจ และกำลังขยายไปสู่ชุมชนในพื้นที่ทั้งหมดต่อไป วิธีการนำมาใช้ หรือวิธีการผลิต 1.นำปล้องไม้ไผ่มาตัดหัวท้าย ตัดเอาข้อออก ผ่าเป็นซีกทำเส้นตอกกว้างประมาณ2-3 ม.ม. ขูดให้เรียบ และบาง 2.นำเส้นตอกที่ได้มาสานเป็นรูปร่างกระติบข้าว หนึ่งลูกมี 2 ฝา มาประกอบกัน 3.นำกระติบข้าวที่ได้จากข้อ (2.) มาพับครึ่งให้เท่า ๆ กันพอดี เรียกว่า 1 ฝา 4.ขั้นตอนการทำฝาปิด โดยจักเส้นตอกที่มีความกว้าง 1 นิ้ว สานเป็นลายตามะกอก และลายขัด 5.นำฝาปิดหัวท้ายมาตัดเป็นวงกลม มาใส่เข้าที่ปลายทั้งสองข้าง 6.ใช้ด้ายไนล่อน และเข็มเย็บเข้าด้วยกันรอบฝาปิดหัวท้าย 7.นำก้านตาลที่ม้วนไว้มาเย็บติดกับฝาล่าง ที่เป็นตัวกระติบข้าว 8.นำกระติบข้าวที่ได้ไปรมควันจากฟางข้าว เพื่อกันแมลงเจาะ และเพื่อความสวยงาม ทนทาน ไม่เกิด ราดำ 9.นำไม้มาเหลาเป็นเส้นตอก กลมยาวเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 ม.ม. ความยาวรอบ บางเท่ากับฝากระติบ พันด้วยด้ายไนล่อน แล้วเย็บติดฝาขอบบน เพื่อความสวยงาม 10.เจาะรูที่เชิงกระติบข้าว ด้วยเหล็กแหลม 2 รู ให้ตรงข้ามกัน แล้วทำหูที่ฝาด้านบน ตรงกับรูที่เจาะ เชิงไว้ 11.ใช้ด้ายไนล่อนสอดเข้าเป็นสายไว้สะพายไปมาได้สะดวก จะได้กระติบข้าวที่สำเร็จเรียบร้อย สามารถนำมาใช้และจำหน่ายได้ ๖. ความรู้ที่สามารถเรียนได้แห่งนี้ (เรียงตามลำดับความสำคัญและความโดดเด่น ๓ ลำดับ) 1)ภูมิปัญญาการจักสาน 2) การใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น 3) การสร้างรายได้ให้ผู้สูงอายุ ผู้บันทึก นายยงยุทธ เหล่าศรี ณ วันที่...26..เดือน....มิถุนายน...พ.ศ......2566......... หมายเหตุ 1. ไม่กำหนดจำนวนหน้า 2. สามารถใส่ภาพประกอบประกอบได้ทุกขั้นตอนหรือตามสมควร
หน้า 17 ภูมิปัญญาท้องถิ่นตำบลยางสีสุราช ๑. ชื่อภูมิปัญญาท้องถิ่น อนุรักษ์และสอบสานประเพณี วัฒนธรรม ๒. 2.สถานที่ตั้ง เลขที่………..หมู่ที่………..ชื่อหมู่บ้านสนาม ตำบลยางสีสุราช อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม โทรศัพท์085 7388462 ๓. ประเภทของภูมิปัญญาท้องถิ่น คงไว้เฉพาะที่ตรงกับความเป็นจริง ( ) ด้านปรัชญา ศาสนา และประเพณี ๔. องค์ความรู้ นาย คํ่ามัน ปินะถา อดีตประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอยางสีสุราช ในขณะดำรงค์ตำแหน่งได้ ทำงานวัฒนธรรมอำเภอยางสีสุราช ได้ร่วมกันชาวบ้านต่อต้าน ต่อสู้การตัดไม้ยางในเขตบริเวณรอบ หมู่บ้านหลายวิธีหลายรูปแบบ จนสามารถชะลอการตัตไม้ยางลงบ้างแต่ยังไม่หมดยังมีพ่อค้า เข้ามา ลักลอบตัดเรื่อยๆ ในปี พ.ศ.2525 ยังมีการตัดไม้ยางอีกประมาณ 4-5 ตัน เป็นต้นยางขนาดใหญ่ที่มีอายุ ประมาณ 150-200 ปี โดยผู้มีอิทธิพลร่วมกับพ่อค้านายทุน กลุ่มชาวบ้านอนุรักษ์ต้นยาง ได้ถูกกลุ่ม อิทธิพลและะพ่อค้าใช้อิทธิพลบีบบังคับรูปแบบแต่ทุกคนก็ไม่ค่อยย่อท้อพยายามที่จะรักษาตันยางซึ่งเป็น เอกลักษณ์ของชาวยางสีสุราช ต่อมาทางอำเภอได้มีหนังสือแจ้งการยับยั้งการตัดตันยาง ทำให้การตัดต้น ยางลดลง ปัจจุบันต้นยางใหญ่กระจายในพื้นที่ชาวบ้านและดอนปู่ตาได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ศูนย์ จากลูกหลานนำมาสร้างพิพิธภัณฑสถานยางใหญ่ประจำอำเภอยางสีสุราช ๖. ความรู้ที่สามารถเรียนได้แห่งนี้ (เรียงตามลำดับความสำคัญและความโดดเด่น ๓ ลำดับ) 1)…การรักษาประเพณี …..2)…ปราช์ชาวบ้าน …3)…ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น…. ผู้บันทึก นายยงยุทธ เหล่าศรีณ วันที่......27...เดือน...มิถุนายน....พ.ศ.....2566...
หน้า 18 ภูมิปัญญาท้องถิ่นตำบลยางสีสุราช ๑. ชื่อภูมิปัญญาท้องถิ่น อนุรักษ์การทอผ้าไหม นายมนต์ชัย ทองตาม ๒. 2.สถานที่ตั้ง เลขที่๗๖ หมู่ที่ 4.ชื่อหมู่หนองแวง ตำบลยางสีสุราช อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม โทรศัพท์097 9387028 ๓. ประเภทของภูมิปัญญาท้องถิ่น คงไว้เฉพาะที่ตรงกับความเป็นจริง ( ) ด้านเกษตรกรรม เช่น การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การทำไร่นาสวนผสม การปรับใช้ เทคโนโลยี ( ✓) ด้านอุตสาหกรรมและหัตถกรรม เช่น การจักสาน ทอ การช่าง การทอผ้า การแกะสลัก ( ) ด้านการแพทย์แผนไทย เช่น หมอสมุนไพร หมอยากลางบ้าน หมอนวดแผนโบราณ หมอยาหม้อ ( ) ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การบวชป่า การสืบชะตาแม่น้ำ ( ) ด้านกองทุนและธุรกิจชุมชน เช่น ผู้นำในการจัดการกองทุนของชุมชน ผู้นำในการจัดตั้งกองทุน สวัสดิการรักษาพยาบาล ผู้นำในการจัดระบบสวัสดิการ บริการชุมชน เป็นต้น ( ) ด้านศิลปกรรม เช่น วาดภาพ(กิจกรรม) การปั้น(ประติมากรรม) นาฎศิลป์ ดนตรี การแสดง การละเล่น พื้นบ้าน นันทนาการ เป็นต้น ( ) ด้านภาษาและวรรณกรรม เช่น ความสามารถในการอนุรักษ์ และสร้างผลงานด้านภาษา วรรณกรรม ท้องถิ่น การจัดทำสารานุกรมภาษา หนังสือโบราณ การฟื้นฟู การเรียนการสอนภาษาถิ่นของท้องถิ่นต่างๆ ( )ด้านปรัชญา ศาสนา และประเพณี ( )ด้านโภชนาการ เช่น ความสามารถในการเลือกสรร ประดิษฐ์ และปรุงแต่งอาหารและยา ( )ด้านองค์กรชุมชน ๔. องค์ความรู้
หน้า 19 นายมนต์ชัย ทองตาม มีความรู้เกี่ยวกับการทอผ้าไหม เป็นผู้ที่ชำนาญของผู้ทอเป็นอย่างมาก เป็นงาน ศิลปะที่มีอยู่เพียงชิ้นเดียวในโลก เพราะแต่ละคนที่ทำแต่ละขั้นตอน จะมีความแตกต่างกัน เส้นไหมที่สาว ได้แต่ละช่วงเวลาหรือแต่ละระยะของฝักไหมให้ความหนาของเส้นไม่เท่ากัน สีไม่เหมือนกัน นอกจากนั้น แล้วความสามารถในการทอ การสอดกระสวย ความแรงในการตีกระทบหรือการฟัดทำให้ได้สีเข้มอ่อน ต่างกัน การเรียงเส้นไหมให้ตรงลายจะแสดงถึงความคมชัดและความชำนาญของผู้ทอแต่ละคน อากาศ อุณหภูมิ หรือแม้แต่อารมณ์ความรู้สึกของผู้ทอ สิ่งเหล่านี้มีผลกับความสวยงามของผ้าผืนนั้น ๆ จึงทำให้ผ้า ทอมือแต่ละผืนที่ทอ มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง สาระเด่น สีธรรมชาติสีที่ได้จากธรรมชาติ เป็นความรู้ดั่งเดิมที่สืบทอดกันมาจากปู่ย่าตายาย แหล่งวัตถุดิบสี ธรรมชาติยังสามารถหาได้จากต้นไม้ ใบไม้ ที่ให้สีสันสวยงามตามที่เราต้องการและหาได้ไม่ยาก ซึ่งปัจจุบัน มีการส่งเสริมให้ใช้วัสดุจากธรรมชาติกันมากขึ้น เพราะผลิตภัณฑ์ที่ได้จากธรรมชาติจะส่งผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมน้อยมาก และกรรมวิธีผลิตที่แตกต่างกัน ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีความสวยงามและหลากหลาย ไม่ตกสีได้ง่ายและคงทน 5. วิธีการนำมาใช้ หรือวิธีการผลิต 1. ขั้นตอนการฟอกไหม ครือ การนำไหมดิบฟอกให้สะอาด เพื่อที่จะได้นำมาย้อมสี 2. การย้อมเส้นไหม นำไหมที่ฟอกแล้วมาย้อมเป็นสีต่าง ๆ ตามต้องการ 3. ขั้นตอนการกรอเข้าหลอด นำไหมที่ย้อมเสร็จแล้วนำมาใส่ระวิง(ใช้กรอไหมเข้าหลอดด้าย) นำกรอใส หลอดด้าย หลอดใหญ่ด้วย” “เครื่องกรอไหมพุ่ง” จากนั้นก็นำไหมหลอดใหญ่ที่ได้ไปกรอใส่หลอดเล็กหรือลูก โดย ใช้”เครื่องกรอหลอดเล็ก” จากนั้นนำไหมหลอดเล็กไปใส่กระสอบเพื่อทอเป็นเส้นพุ่ง 4. ขั้นตอนการเตรียมเส้นไหมยืน - เมื่อย้อมสีไหมแล้วก็นำมากรอที่ “เครื่องกรอหลอดไหมยืน”ได้เส้นไหมยื่นใส่ในแถบหลอดใหญ่ - นำแถบหลอดใหญ่มาใส่ ”เครื่องสาวไหมหรือเครื่องดันไหม” เพื่อเตรียมสวาเข้าพัวม้วน - นำไหมจากรางมาผ่านช่องพับพันห่วงและนำไปผ่านพับฟันกี่อีกครั้ง - นำเส้นไหมที่ผ่านฟัน มาเกี่ยวกับ ”เครื่องสาวไหม” - สาวไปเรื่อย ๆ จนจำนวนเส้นครบตามต้องการ - เมื่อสาวไหมครบจำนวนที่กำหนดแล้ว ตัดเส้นไหมออกจากฟันกี่แล้วนำมาเกี่ยวกับหัวม้วนไม้ และต้อง ลากเส้นเหลือออก 5. การใส่ฟืม นำเส้นไหมยืนที่ได้จากเครื่องดัน มาสอดเข้าไปในฟันอีกครั้ง เสร็จแล้วนำไปติดตั้งในที่ทอผ้า เพื่อการทอต่อไป
หน้า 20 ๖. ความรู้ที่สามารถเรียนได้แห่งนี้ (เรียงตามลำดับความสำคัญและความโดดเด่น ๓ ลำดับ) 1)…วิธีและขั้นตอนการทอผ้า …..2)…วิธีการย้อมผ้า …3)…วิธีการสร้างรายได้จากทอผ้า…. ผู้บันทึก นายยงยุทธ เหล่าศรีณ วันที่......27...เดือน...มิถุนายน....พ.ศ.....2566... หมายเหตุ 1. ไม่กำหนดจำนวนหน้า 2. สามารถใส่ภาพประกอบประกอบได้ทุกขั้นตอนหรือตามสมควร ภูมิปัญญาท้องถิ่นตำบลยางสีสุราช ๑. ชื่อภูมิปัญญาท้องถิ่นการทอผ้า ๒. เลขที่…37…..หมู่ที่……5…..ชื่อหมู่บ้าน…โนนแห่…ตำบล……บ้านกู่……….อำเภอ……ยางสีสุราช.. จังหวัด…มหาสารคาม…… โทรศัพท์…0878087115..โทรสาร…………………-………………..เว็บไซต์………………-………………….. ๓. ประเภทของภูมิปัญญาท้องถิ่น คงไว้เฉพาะที่ตรงกับความเป็นจริง ( ) ด้านเกษตรกรรม เช่น การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การทำไร่นาสวนผสม การปรับใช้ เทคโนโลยี ( ✓) ด้านอุตสาหกรรมและหัตถกรรม เช่น การจักสาน ทอ การช่าง การทอผ้า การแกะสลัก
หน้า 21 ( ) ด้านการแพทย์แผนไทย เช่น หมอสมุนไพร หมอยากลางบ้าน หมอนวดแผนโบราณ หมอยาหม้อ ( ) ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การบวชป่า การสืบชะตาแม่น้ำ ( ) ด้านกองทุนและธุรกิจชุมชน เช่น ผู้นำในการจัดการกองทุนของชุมชน ผู้นำในการจัดตั้งกองทุน สวัสดิการรักษาพยาบาล ผู้นำในการจัดระบบสวัสดิการ บริการชุมชน เป็นต้น ( ) ด้านศิลปกรรม เช่น วาดภาพ(กิจกรรม) การปั้น(ประติมากรรม) นาฎศิลป์ ดนตรี การแสดง การละเล่น พื้นบ้าน นันทนาการ เป็นต้น ( ) ด้านภาษาและวรรณกรรม เช่น ความสามารถในการอนุรักษ์ และสร้างผลงานด้านภาษา วรรณกรรม ท้องถิ่น การจัดทำสารานุกรมภาษา หนังสือโบราณ การฟื้นฟู การเรียนการสอนภาษาถิ่นของท้องถิ่นต่างๆ ( )ด้านปรัชญา ศาสนา และประเพณี ( )ด้านโภชนาการ เช่น ความสามารถในการเลือกสรร ประดิษฐ์ และปรุงแต่งอาหารและยา ( )ด้านองค์กรชุมชน ๔. องค์ความรู้ ชาวบ้านหนองวัด หมู่ที่ 8 ตำบลยางสีสุราช อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม มี การสืบสานมรดกทางภูมิปัญญาด้านผ้าไหม การเลี้ยงหมอน ที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น กระทั่ง ได้มีการรวมกลุ่มของแม่บ้านเกษตรกรบ้าเพื่อหารายได้เสริม จากช่วงที่ว่างเว้นจากการทำนา การทอผ้าทีนี่มีเอกลักที่โดดเด่น ลักษณะเด่นของผ้าที่นี่คือ ทุกเส้นใยการถักทอเกิดจากความ ใส่ใจ ทุกขั้นตอนการผลิต ความพิเศษของที่นี้คือเส้นไหมอยู่ที่ขนาดและสีสม่ำเสมอ มีความ เงามันโดยเนื้อของเส้นไหมตามธรรมชาติ และการถักทอด้วยความชำนาญประกอบกับการมัด หมีที่เป็น ลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่นปัจจุบันกลุ่มทอผ้าไหมผ้าฝ้ายบ้านหนองวัดได้รับการต่อยอด พัฒนาสินค้าการบริหาร จนเป็นที่ยอมรับและสร้างรายได้ให้กลับชุมชน สาระเด่น สีธรรมชาติสีที่ได้จากธรรมชาติ เป็นความรู้ดั่งเดิมที่สืบทอดกันมาจากปู่ย่าตายาย แหล่งวัตถุดิบสี ธรรมชาติยังสามารถหาได้จากต้นไม้ ใบไม้ ที่ให้สีสันสวยงามตามที่เราต้องการและหาได้ไม่ยาก ซึ่งปัจจุบัน
หน้า 22 มีการส่งเสริมให้ใช้วัสดุจากธรรมชาติกันมากขึ้น เพราะผลิตภัณฑ์ที่ได้จากธรรมชาติจะส่งผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมน้อยมาก และกรรมวิธีผลิตที่แตกต่างกัน ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีความสวยงามและหลากหลาย ไม่ตกสีได้ง่ายและคงทน 5. วิธีการนำมาใช้ หรือวิธีการผลิต 1. ขั้นตอนการฟอกไหม ครือ การนำไหมดิบฟอกให้สะอาด เพื่อที่จะได้นำมาย้อมสี 2. การย้อมเส้นไหม นำไหมที่ฟอกแล้วมาย้อมเป็นสีต่าง ๆ ตามต้องการ 3. ขั้นตอนการกรอเข้าหลอด นำไหมที่ย้อมเสร็จแล้วนำมาใส่ระวิง(ใช้กรอไหมเข้าหลอดด้าย) นำกรอใส หลอดด้าย หลอดใหญ่ด้วย” “เครื่องกรอไหมพุ่ง” จากนั้นก็นำไหมหลอดใหญ่ที่ได้ไปกรอใส่หลอดเล็กหรือลูก โดย ใช้”เครื่องกรอหลอดเล็ก” จากนั้นนำไหมหลอดเล็กไปใส่กระสอบเพื่อทอเป็นเส้นพุ่ง 4. ขั้นตอนการเตรียมเส้นไหมยืน - เมื่อย้อมสีไหมแล้วก็นำมากรอที่ “เครื่องกรอหลอดไหมยืน”ได้เส้นไหมยื่นใส่ในแถบหลอดใหญ่ - นำแถบหลอดใหญ่มาใส่ ”เครื่องสาวไหมหรือเครื่องดันไหม” เพื่อเตรียมสวาเข้าพัวม้วน - นำไหมจากรางมาผ่านช่องพับพันห่วงและนำไปผ่านพับฟันกี่อีกครั้ง - นำเส้นไหมที่ผ่านฟัน มาเกี่ยวกับ ”เครื่องสาวไหม” - สาวไปเรื่อย ๆ จนจำนวนเส้นครบตามต้องการ 5. การใส่ฟืม นำเส้นไหมยืนที่ได้จากเครื่องดัน มาสอดเข้าไปในฟันอีกครั้ง เสร็จแล้วนำไปติดตั้งในที่ทอผ้า เพื่อการทอต่อไป ๖. ความรู้ที่สามารถเรียนได้แห่งนี้ (เรียงตามลำดับความสำคัญและความโดดเด่น ๓ ลำดับ) 1)…วิธีและขั้นตอนการทอผ้า …..2)…วิธีการย้อมผ้า …3)…วิธีการสร้างรายได้จากทอผ้า…. ผู้บันทึก นายยงยุทธ เหล่าศรี ณ วันที่......27...เดือน...มิถุนายน....พ.ศ.....2566...
หน้า 23 แหล่งเรียนรู้ชุมชนตำบลบ้านกู่ 1. ชื่อแหล่งเรียนรู้………………วิสาหกิจชุมชนแปรรูปขนมบ้านโนนรัง…………………………………… 2.สถานที่ตั้ง 65 หมู่ที่…3……..ชื่อหมู่บ้าน…บ้านโนนรัง……ตำบล…บ้านกู่………อำเภอ…ยางสีสุราช… จังหวัด………มหาสารคาม…………… โทรศัพท์…0931154511..โทรสาร…-…เว็บไซต์ https://www.facebook.com/NonRang.community/ 3. เจ้าของ/ผู้ครอบครอง/ผู้จัดการแหล่งเรียนรู้ ¨ องค์กรชุมชน ¨ 4. ชื่อบุคคลของแหล่งเรียนรู้สำหรับติดต่อ นางจินตนา วงศ์วังจันทร์ อายุ 51 ปี อาชีพ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านโนนรัง สถานที่ติดต่อ วิสาหกิจชุมชนแปรรูปขนมบ้านโนนรัง โทร 089-941-2832 5. ประเภทของแหล่งเรียนรู้ แหล่งฝึกอาชีพ
หน้า 24 6. องค์ความรู้ในแหล่งเรียนรู้(มีอะไรบ้าง) การแปรรูปผลผลิตในท้องถิ่น การทำกล้วยกรอบแก้วเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว ชุมชน สาระเด่น การทำขนม โดยการแปรรูปผลผลิตในท้องถิ่น และสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทำขนม และการเรียนรู้ จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ สั่งสมเป็นประสบการณ์ และผลิตออกมาในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ชุมชน ที่สร้างอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัว ขนมที่ทำได้แก่ กล้วยกรอบแก้ว 7.วิธีการนำมาใช้ หรือวิธีการผลิต แปรรูปผลไม้ในท้องถิ่น โดยใช้กล้วยมาทำเป็นขนมกล้วยกรอบแก้วที่สามารถสร้างอาชีพเสริม และเพิ่มรายได้ ให้แก่ครอบครัว 8.ความรู้ที่สามารถเรียนได้จากแหล่งเรียนรู้แห่งนี้ (เรียงตามลำดับความสำคัญและความโดดเด่น 3 ลำดับ) 1)การสร้างรายได้ 2)การแปรรูปผลิตภัณฑ์ 3)การทำกล้วยกรอบแก้ว ผู้บันทึก นางสาวสุวรรณา ชารีวาล ณ วันที่ 23 เดือนมิถุนายน พ.ศ.2566
หน้า 25 แหล่งเรียนรู้ชุมชนตำบลบ้านกู่ 1. ชื่อแหล่งเรียนรู้………………วัดชัยมงคลบ้านกู่……………………………………………………………… 2.สถานที่ตั้ง 1 หมู่ที่…9……..ชื่อหมู่บ้าน…บ้านกู่……ตำบล…บ้านกู่………อำเภอ…ยางสีสุราช… จังหวัด………มหาสารคาม…………… โทรศัพท์ - โทรสาร - เว็บไซต์ - 3. เจ้าของ/ผู้ครอบครอง/ผู้จัดการแหล่งเรียนรู้ ¨ วัด ¨ 4. ชื่อบุคคลของแหล่งเรียนรู้สำหรับติดต่อ นายมงคล บุราณผาย อาชีพ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านกู่น้อย สถานที่ติดต่อ วัดชัยมงคล ตำบลบ้านกู่ อำเภอยางสีสุราช โทร 091-880-1894 5.ประเภทของแหล่งเรียนรู้ ศาสนสถาน
หน้า 26 6.องค์ความรู้ในแหล่งเรียนรู้(มีอะไรบ้าง) องค์ความรู้ด้านสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาตามพุทธประวัติ และหลักการสำคัญของพระพุทธศาสนา สาระเด่น วัดชัยมงคลเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้าน หมู่ 1 หมู่ 9 และชาวบ้านในตำบลบ้านกู่ เป็นที่จัดกิจกรรมของ ชุมชนดังกล่าว ได้แก่ กิจกรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา กิจกรรมตักบาตร ทอดกฐิน ถือศีลในวันพระ เป็น สถานที่ทำวัตรปฏิบัติธรรมในช่วงวันพระ บวชชีพราหมณ์ บวชสามเณรฤดูร้อน นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่จัด กิจกรรมของชุมชนร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล ได้แก่ งานกีฬาประจำชุมชน และงานประเพณีประจำท้องถิ่น “งานบุญสรงกู่” ประจำทุกปี 7.วิธีการนำมาใช้ หรือวิธีการผลิต วัดชัยมงคลเป็นสถานที่ชุมนุมของชาวบ้านตำบลบ้านกู่เพื่อเป็นที่ประชุมหรือเพื่อเป็นที่ชำระจิตใจของผู้คน นับ ได้ว่าวัดมีอิทธิพลมากต่อชาวบ้านแต่ก่อนจนมาถึงในยุคสมัยปัจจุบัน วัดก็ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านมาช้า นาน ซึ่งวัดจะเป็นที่รวบรวมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าต่าง ๆ ไว้มากมาย
หน้า 27 8.ความรู้ที่สามารถเรียนได้จากแหล่งเรียนรู้แห่งนี้ (เรียงตามลำดับความสำคัญและความโดดเด่น 3 ลำดับ) 1)หลักการสำคัญของพระพุทธศาสนา 2)ประเพณีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา 3)สถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา ผู้บันทึก นางสาวสุวรรณา ชารีวาล ณ วันที่ 23 เดือนมิถุนายน พ.ศ.2566 แหล่งเรียนรู้ชุมชนตำบลบ้านกู่ 1. ชื่อแหล่งเรียนรู้………โคกหนองนาโมเดลบ้านหนองหญ้าปล้อง……………………… 2.สถานที่ตั้ง 1 หมู่ที่…6……..ชื่อหมู่บ้าน…บ้านหนองหญ้าปล้อง……ตำบล…บ้านกู่………อำเภอ…ยางสีสุราช… จังหวัด………มหาสารคาม…………… โทรศัพท์ 0883099142 โทรสาร - เว็บไซต์ - 3. เจ้าของ/ผู้ครอบครอง/ผู้จัดการแหล่งเรียนรู้ ¨ โคกหนองนา แปลงของ นางบรรทม อันธิเมือง ¨
หน้า 28 4. ชื่อบุคคลของแหล่งเรียนรู้สำหรับติดต่อ นางบรรทม อันธิเมือง อาชีพ เกษตรกร สถานที่ติดต่อ หมู่ 6 บ้านหนองหญ้าปล้อง ตำบลบ้านกู่ อำเภอยางสีสุราช 5.ประเภทของแหล่งเรียนรู้ แปลงเกษตรชุมชน 6.องค์ความรู้ในแหล่งเรียนรู้(มีอะไรบ้าง) เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การปลูกผักปลอดสารพิษ การเลี้ยงสุกร สาระเด่น ด้วยหมู่บ้านหรือชุมชนบ้านหนองหญ้าปล้องที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก จึงมีโครงการพัฒนาพื้นที่ ต้นแบบการพัฒนาโคกหนองนาโมเดล โดยเป็นแปลงของนางบรรทม อันธิเมือง เพื่อการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการปลูกผักปลอดสารพิษ และเลี้ยงสุกร โดยเน้นให้มีระบบรูปแบบและนำความรู้ที่ได้ไป พัฒนาตนเอง เพื่อให้เกิดความมั่นคง ยั่งยืน สามารถขยายผลได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นแบบอย่างการเรียนรู้ได้ 7.วิธีการนำมาใช้ หรือวิธีการผลิต การเรียนรู้เกี่ยวกับการวิธี หลักการ ขั้นตอนการปลูกผักปลอดสารพิษ และการเลี้ยงสุกร สามารถนำไปใช้ได้ จริงในการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับครัวเรือน
หน้า 29 8.ความรู้ที่สามารถเรียนได้จากแหล่งเรียนรู้แห่งนี้ (เรียงตามลำดับความสำคัญและความโดดเด่น 3 ลำดับ) 1)การเลี้ยงสุกร 2)การปลูกผักสวนครัว 3)การสร้างรายได้ให้ครอบครัว ผู้บันทึก นางสาวสุวรรณา ชารีวาล ณ วันที่ 23 เดือนมิถุนายน พ.ศ.2566 แบบสำรวจแหล่งเรียนรู้ชุมชน 1. ชื่อแหล่งเรียนรู้………………วัดบ้านโนนแห่……………………………………………………………… 2.สถานที่ตั้ง หมู่ที่…5……..ชื่อหมู่บ้าน…บ้านโนนแห่……ตำบล…บ้านกู่………อำเภอ…ยางสีสุราช… จังหวัด………มหาสารคาม…………… โทรศัพท์ - โทรสาร - เว็บไซต์ - 3. เจ้าของ/ผู้ครอบครอง/ผู้จัดการแหล่งเรียนรู้ ¨ วัด ¨
หน้า 30 4. ชื่อบุคคลของแหล่งเรียนรู้สำหรับติดต่อ นายประเสริฐ บุไธสง อาชีพ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านโนนแห่ สถานที่ติดต่อ วัดโนนแห่ ตำบลบ้านกู่ อำเภอยางสีสุราช โทร 065-2582-615 5.ประเภทของแหล่งเรียนรู้ ศาสนสถาน 6.องค์ความรู้ในแหล่งเรียนรู้(มีอะไรบ้าง) องค์ความรู้ด้านสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาตามพุทธประวัติ และหลักการสำคัญของพระพุทธศาสนา สาระเด่น วัดบ้านโนนแห่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านโนนแห่ เป็นที่จัดกิจกรรมของชุมชนดังกล่าว ได้แก่ กิจกรรม ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา กิจกรรมตักบาตร ทอดกฐิน ถือศีลในวันพระ เป็นสถานที่ทำวัตรปฏิบัติธรรม ในช่วงวันพระ
หน้า 31 7.วิธีการนำมาใช้ หรือวิธีการผลิต วัดโนนแห่เป็นสถานที่ชุมนุมของชาวบ้าน เพื่อเป็นที่ประชุมหรือเพื่อเป็นที่ชำระจิตใจของผู้คน นับได้ว่าวัดมี อิทธิพลมากต่อชาวบ้านแต่ก่อนจนมาถึงในยุคสมัยปัจจุบัน วัดก็ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านมาช้านาน ซึ่งวัด จะเป็นที่รวบรวมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าต่าง ๆ ไว้มากมาย 8.ความรู้ที่สามารถเรียนได้จากแหล่งเรียนรู้แห่งนี้ (เรียงตามลำดับความสำคัญและความโดดเด่น 3 ลำดับ) 1)หลักการสำคัญของพระพุทธศาสนา 2)ประเพณีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา 3)สถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา ผู้บันทึก นางสาวสุวรรณา ชารีวาล ณ วันที่ 23 เดือนมิถุนายน พ.ศ.2566
หน้า 32 แหล่งเรียนรู้ชุมชนตำบลบ้านกู่ 1. ชื่อแหล่งเรียนรู้………………วัดบ้านหนองหญ้าปล้อง……………………………………………………………… 2.สถานที่ตั้ง หมู่ที่…6……..ชื่อหมู่บ้าน…บ้านหนองหญ้าปล้อง……ตำบล…บ้านกู่………อำเภอ…ยางสีสุราช… จังหวัด………มหาสารคาม…………… โทรศัพท์ - โทรสาร - เว็บไซต์ - 3. เจ้าของ/ผู้ครอบครอง/ผู้จัดการแหล่งเรียนรู้ ¨ วัด ¨ 4. ชื่อบุคคลของแหล่งเรียนรู้สำหรับติดต่อ
หน้า 33 นายสุดเขต ทองมีค่า อาชีพ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านหนองหญ้าปล้อง สถานที่ติดต่อ วัดหนองหญ้าปล้อง ตำบลบ้านกู่ อำเภอยางสีสุราช 5.ประเภทของแหล่งเรียนรู้ ศาสนสถาน 6.องค์ความรู้ในแหล่งเรียนรู้(มีอะไรบ้าง) องค์ความรู้ด้านสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาตามพุทธประวัติ และหลักการสำคัญของพระพุทธศาสนา สาระเด่น วัดบ้านโนนแห่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านหนองหญ้าปล้อง เป็นที่จัดกิจกรรมของชุมชนดังกล่าว ได้แก่ กิจกรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา กิจกรรมตักบาตร ทอดกฐิน ถือศีลในวันพระ เป็นสถานที่ทำวัตรปฏิบัติ ธรรมในช่วงวันพระ 7.วิธีการนำมาใช้ หรือวิธีการผลิต วัดหนองหญ้าปล้อง เป็นสถานที่ชุมนุมของชาวบ้าน เพื่อเป็นที่ประชุมหรือเพื่อเป็นที่ชำระจิตใจของผู้คน นับ ได้ว่าวัดมีอิทธิพลมากต่อชาวบ้านแต่ก่อนจนมาถึงในยุคสมัยปัจจุบัน วัดก็ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านมาช้า นาน ซึ่งวัดจะเป็นที่รวบรวมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าต่าง ๆ ไว้มากมาย
หน้า 34 8.ความรู้ที่สามารถเรียนได้จากแหล่งเรียนรู้แห่งนี้ (เรียงตามลำดับความสำคัญและความโดดเด่น 3 ลำดับ) 1)หลักการสำคัญของพระพุทธศาสนา 2)ประเพณีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา 3)สถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา ผู้บันทึก นางสาวสุวรรณา ชารีวาล ณ วันที่ 23 เดือนมิถุนายน พ.ศ.2566
หน้า 35 ภูมิปัญญาท้องถิ่นตำบลบ้านกู่ ๑. ชื่อภูมิปัญญาท้องถิ่นการทอผ้า บ้านป่าตอง ๒. เลขที่…63…..หมู่ที่……3…..ชื่อหมู่บ้าน…ป่าตอง…ตำบล……บ้านกู่……….อำเภอ……ยางสีสุราช.. จังหวัด…มหาสารคาม…… โทรศัพท์…0860692923..โทรสาร…………………-………………..เว็บไซต์………………-………………….. ๓. ประเภทของภูมิปัญญาท้องถิ่น คงไว้เฉพาะที่ตรงกับความเป็นจริง ( ) ด้านเกษตรกรรม เช่น การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การทำไร่นาสวนผสม การปรับใช้ เทคโนโลยี ( ✓) ด้านอุตสาหกรรมและหัตถกรรม เช่น การจักสาน ทอ การช่าง การทอผ้า การแกะสลัก ( ) ด้านการแพทย์แผนไทย เช่น หมอสมุนไพร หมอยากลางบ้าน หมอนวดแผนโบราณ หมอยาหม้อ ( ) ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การบวชป่า การสืบชะตาแม่น้ำ ( ) ด้านกองทุนและธุรกิจชุมชน เช่น ผู้นำในการจัดการกองทุนของชุมชน ผู้นำในการจัดตั้งกองทุน สวัสดิการรักษาพยาบาล ผู้นำในการจัดระบบสวัสดิการ บริการชุมชน เป็นต้น ( ) ด้านศิลปกรรม เช่น วาดภาพ(กิจกรรม) การปั้น(ประติมากรรม) นาฎศิลป์ ดนตรี การแสดง การละเล่น พื้นบ้าน นันทนาการ เป็นต้น ( ) ด้านภาษาและวรรณกรรม เช่น ความสามารถในการอนุรักษ์ และสร้างผลงานด้านภาษา วรรณกรรม ท้องถิ่น การจัดทำสารานุกรมภาษา หนังสือโบราณ การฟื้นฟู การเรียนการสอนภาษาถิ่นของท้องถิ่นต่างๆ ( )ด้านปรัชญา ศาสนา และประเพณี ( )ด้านโภชนาการ เช่น ความสามารถในการเลือกสรร ประดิษฐ์ และปรุงแต่งอาหารและยา
หน้า 36 ( )ด้านองค์กรชุมชน ๔. องค์ความรู้ การทอผ้านั้นต้องอาศัยฝีมือและความรู้ความชำนาญของผู้ทอเป็นอย่างมาก เป็นงานศิลปะที่มีอยู่เพียง ชิ้นเดียวในโลก เพราะแต่ละคนที่ทำแต่ละขั้นตอน จะมีความแตกต่างกัน เส้นไหมที่สาวได้แต่ละช่วงเวลา หรือแต่ละระยะของฝักไหมให้ความหนาของเส้นไม่เท่ากัน สีไม่เหมือนกัน นอกจากนั้นแล้วความสามารถ ในการทอ การสอดกระสวย ความแรงในการตีกระทบหรือการฟัดทำให้ได้สีเข้มอ่อนต่างกัน การเรียงเส้น ไหมให้ตรงลายจะแสดงถึงความคมชัดและความชำนาญของผู้ทอแต่ละคน อากาศ อุณหภูมิ หรือแม้แต่ อารมณ์ความรู้สึกของผู้ทอ สิ่งเหล่านี้มีผลกับความสวยงามของผ้าผืนนั้น ๆ จึงทำให้ผ้าทอมือแต่ละผืนที่ ทอ มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง สาระเด่น สีธรรมชาติสีที่ได้จากธรรมชาติ เป็นความรู้ดั่งเดิมที่สืบทอดกันมาจากปู่ย่าตายาย แหล่งวัตถุดิบสี ธรรมชาติยังสามารถหาได้จากต้นไม้ ใบไม้ ที่ให้สีสันสวยงามตามที่เราต้องการและหาได้ไม่ยาก ซึ่งปัจจุบัน มีการส่งเสริมให้ใช้วัสดุจากธรรมชาติกันมากขึ้น เพราะผลิตภัณฑ์ที่ได้จากธรรมชาติจะส่งผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมน้อยมาก และกรรมวิธีผลิตที่แตกต่างกัน ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีความสวยงามและหลากหลาย ไม่ตกสีได้ง่ายและคงทน 5. วิธีการนำมาใช้ หรือวิธีการผลิต 1. ขั้นตอนการฟอกไหม ครือ การนำไหมดิบฟอกให้สะอาด เพื่อที่จะได้นำมาย้อมสี 2. การย้อมเส้นไหม นำไหมที่ฟอกแล้วมาย้อมเป็นสีต่าง ๆ ตามต้องการ 3. ขั้นตอนการกรอเข้าหลอด นำไหมที่ย้อมเสร็จแล้วนำมาใส่ระวิง(ใช้กรอไหมเข้าหลอดด้าย) นำกรอใส หลอดด้าย หลอดใหญ่ด้วย” “เครื่องกรอไหมพุ่ง” จากนั้นก็นำไหมหลอดใหญ่ที่ได้ไปกรอใส่หลอดเล็กหรือลูก โดย ใช้”เครื่องกรอหลอดเล็ก” จากนั้นนำไหมหลอดเล็กไปใส่กระสอบเพื่อทอเป็นเส้นพุ่ง 4. ขั้นตอนการเตรียมเส้นไหมยืน - เมื่อย้อมสีไหมแล้วก็นำมากรอที่ “เครื่องกรอหลอดไหมยืน”ได้เส้นไหมยื่นใส่ในแถบหลอดใหญ่ - นำแถบหลอดใหญ่มาใส่ ”เครื่องสาวไหมหรือเครื่องดันไหม” เพื่อเตรียมสวาเข้าพัวม้วน - นำไหมจากรางมาผ่านช่องพับพันห่วงและนำไปผ่านพับฟันกี่อีกครั้ง - นำเส้นไหมที่ผ่านฟัน มาเกี่ยวกับ ”เครื่องสาวไหม” - สาวไปเรื่อย ๆ จนจำนวนเส้นครบตามต้องการ - เมื่อสาวไหมครบจำนวนที่กำหนดแล้ว ตัดเส้นไหมออกจากฟันกี่แล้วนำมาเกี่ยวกับหัวม้วนไม้ และต้อง ลากเส้นเหลือออก 5. การใส่ฟืม นำเส้นไหมยืนที่ได้จากเครื่องดัน มาสอดเข้าไปในฟันอีกครั้ง เสร็จแล้วนำไปติดตั้งในที่ทอผ้า เพื่อการทอต่อไป
หน้า 37 ๖. ความรู้ที่สามารถเรียนได้แห่งนี้ (เรียงตามลำดับความสำคัญและความโดดเด่น ๓ ลำดับ) 1)…วิธีและขั้นตอนการทอผ้า …..2)…วิธีการย้อมผ้า …3)…วิธีการสร้างรายได้จากทอผ้า…. ผู้บันทึกนางสาวจิระภาพร ผ่องลุนหิต ณ วันที่......27...เดือน...มิถุนายน....พ.ศ.....2566... หมายเหตุ 1. ไม่กำหนดจำนวนหน้า 2. สามารถใส่ภาพประกอบประกอบได้ทุกขั้นตอนหรือตามสมควร
หน้า 38 ภูมิปัญญาท้องถิ่นตำบลบ้านกู่ ๑. ชื่อภูมิปัญญาท้องถิ่นการทอผ้าบ้านโนแห่ ๒. เลขที่…37…..หมู่ที่……5…..ชื่อหมู่บ้าน…โนนแห่…ตำบล……บ้านกู่……….อำเภอ……ยางสีสุราช.. จังหวัด…มหาสารคาม…… โทรศัพท์…0878087115..โทรสาร…………………-………………..เว็บไซต์………………-………………….. ๓. ประเภทของภูมิปัญญาท้องถิ่น คงไว้เฉพาะที่ตรงกับความเป็นจริง ( ) ด้านเกษตรกรรม เช่น การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การทำไร่นาสวนผสม การปรับใช้ เทคโนโลยี ( ✓) ด้านอุตสาหกรรมและหัตถกรรม เช่น การจักสาน ทอ การช่าง การทอผ้า การแกะสลัก ( ) ด้านการแพทย์แผนไทย เช่น หมอสมุนไพร หมอยากลางบ้าน หมอนวดแผนโบราณ หมอยาหม้อ ( ) ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การบวชป่า การสืบชะตาแม่น้ำ ( ) ด้านกองทุนและธุรกิจชุมชน เช่น ผู้นำในการจัดการกองทุนของชุมชน ผู้นำในการจัดตั้งกองทุน สวัสดิการรักษาพยาบาล ผู้นำในการจัดระบบสวัสดิการ บริการชุมชน เป็นต้น ( ) ด้านศิลปกรรม เช่น วาดภาพ(กิจกรรม) การปั้น(ประติมากรรม) นาฎศิลป์ ดนตรี การแสดง การละเล่น พื้นบ้าน นันทนาการ เป็นต้น ( ) ด้านภาษาและวรรณกรรม เช่น ความสามารถในการอนุรักษ์ และสร้างผลงานด้านภาษา วรรณกรรม ท้องถิ่น การจัดทำสารานุกรมภาษา หนังสือโบราณ การฟื้นฟู การเรียนการสอนภาษาถิ่นของท้องถิ่นต่างๆ ( )ด้านปรัชญา ศาสนา และประเพณี ( )ด้านโภชนาการ เช่น ความสามารถในการเลือกสรร ประดิษฐ์ และปรุงแต่งอาหารและยา ( )ด้านองค์กรชุมชน ๔. องค์ความรู้
หน้า 39 การทอผ้านั้นต้องอาศัยฝีมือและความรู้ความชำนาญของผู้ทอเป็นอย่างมาก เป็นงานศิลปะที่มีอยู่เพียง ชิ้นเดียวในโลก เพราะแต่ละคนที่ทำแต่ละขั้นตอน จะมีความแตกต่างกัน เส้นไหมที่สาวได้แต่ละช่วงเวลา หรือแต่ละระยะของฝักไหมให้ความหนาของเส้นไม่เท่ากัน สีไม่เหมือนกัน นอกจากนั้นแล้วความสามารถ ในการทอ การสอดกระสวย ความแรงในการตีกระทบหรือการฟัดทำให้ได้สีเข้มอ่อนต่างกัน การเรียงเส้น ไหมให้ตรงลายจะแสดงถึงความคมชัดและความชำนาญของผู้ทอแต่ละคน อากาศ อุณหภูมิ หรือแม้แต่ อารมณ์ความรู้สึกของผู้ทอ สิ่งเหล่านี้มีผลกับความสวยงามของผ้าผืนนั้น ๆ จึงทำให้ผ้าทอมือแต่ละผืนที่ ทอ มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง สาระเด่น สีธรรมชาติสีที่ได้จากธรรมชาติ เป็นความรู้ดั่งเดิมที่สืบทอดกันมาจากปู่ย่าตายาย แหล่งวัตถุดิบสี ธรรมชาติยังสามารถหาได้จากต้นไม้ ใบไม้ ที่ให้สีสันสวยงามตามที่เราต้องการและหาได้ไม่ยาก ซึ่งปัจจุบัน มีการส่งเสริมให้ใช้วัสดุจากธรรมชาติกันมากขึ้น เพราะผลิตภัณฑ์ที่ได้จากธรรมชาติจะส่งผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมน้อยมาก และกรรมวิธีผลิตที่แตกต่างกัน ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีความสวยงามและหลากหลาย ไม่ตกสีได้ง่ายและคงทน 5. วิธีการนำมาใช้ หรือวิธีการผลิต 1. ขั้นตอนการฟอกไหม ครือ การนำไหมดิบฟอกให้สะอาด เพื่อที่จะได้นำมาย้อมสี 2. การย้อมเส้นไหม นำไหมที่ฟอกแล้วมาย้อมเป็นสีต่าง ๆ ตามต้องการ 3. ขั้นตอนการกรอเข้าหลอด นำไหมที่ย้อมเสร็จแล้วนำมาใส่ระวิง(ใช้กรอไหมเข้าหลอดด้าย) นำกรอใส หลอดด้าย หลอดใหญ่ด้วย” “เครื่องกรอไหมพุ่ง” จากนั้นก็นำไหมหลอดใหญ่ที่ได้ไปกรอใส่หลอดเล็กหรือลูก โดย ใช้”เครื่องกรอหลอดเล็ก” จากนั้นนำไหมหลอดเล็กไปใส่กระสอบเพื่อทอเป็นเส้นพุ่ง 4. ขั้นตอนการเตรียมเส้นไหมยืน - เมื่อย้อมสีไหมแล้วก็นำมากรอที่ “เครื่องกรอหลอดไหมยืน”ได้เส้นไหมยื่นใส่ในแถบหลอดใหญ่ - นำแถบหลอดใหญ่มาใส่ ”เครื่องสาวไหมหรือเครื่องดันไหม” เพื่อเตรียมสวาเข้าพัวม้วน - นำไหมจากรางมาผ่านช่องพับพันห่วงและนำไปผ่านพับฟันกี่อีกครั้ง - นำเส้นไหมที่ผ่านฟัน มาเกี่ยวกับ ”เครื่องสาวไหม” - สาวไปเรื่อย ๆ จนจำนวนเส้นครบตามต้องการ
หน้า 40 - เมื่อสาวไหมครบจำนวนที่กำหนดแล้ว ตัดเส้นไหมออกจากฟันกี่แล้วนำมาเกี่ยวกับหัวม้วนไม้ และต้อง ลากเส้นเหลือออก 5. การใส่ฟืม นำเส้นไหมยืนที่ได้จากเครื่องดัน มาสอดเข้าไปในฟันอีกครั้ง เสร็จแล้วนำไปติดตั้งในที่ทอผ้า เพื่อการทอต่อไป ๖. ความรู้ที่สามารถเรียนได้แห่งนี้ (เรียงตามลำดับความสำคัญและความโดดเด่น ๓ ลำดับ) 1)…วิธีและขั้นตอนการทอผ้า …..2)…วิธีการย้อมผ้า …3)…วิธีการสร้างรายได้จากทอผ้า…. ผู้บันทึกนางสาวจิระภาพร ผ่องลุนหิต ณ วันที่......27...เดือน...มิถุนายน....พ.ศ.....2566... หมายเหตุ 1. ไม่กำหนดจำนวนหน้า 2. สามารถใส่ภาพประกอบประกอบได้ทุกขั้นตอนหรือตามสมควร
หน้า 41 ภูมิปัญญาท้องถิ่นตำบลบ้านกู่ ๑. ชื่อภูมิปัญญาท้องถิ่นการเลี้ยงสัตว์ ๒. เลขที่…43…..หมู่ที่……5….. ตำบล……สงวน……….อำเภอ…ห้วยราช..จังหวัด…บุรีรัมย์…… โทรศัพท์… 099-713-4151 ..โทรสาร…………………-………………..เว็บไซต์………………-………………….. ๓. ประเภทของภูมิปัญญาท้องถิ่น คงไว้เฉพาะที่ตรงกับความเป็นจริง ( ✓ ) ด้านเกษตรกรรม เช่น การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การทำไร่นาสวนผสม การปรับใช้ เทคโนโลยี ( ) ด้านอุตสาหกรรมและหัตถกรรม เช่น การจักสาน ทอ การช่าง การทอผ้า การแกะสลัก ( ) ด้านการแพทย์แผนไทย เช่น หมอสมุนไพร หมอยากลางบ้าน หมอนวดแผนโบราณ หมอยาหม้อ ( ) ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การบวชป่า การสืบชะตาแม่น้ำ ( ) ด้านกองทุนและธุรกิจชุมชน เช่น ผู้นำในการจัดการกองทุนของชุมชน ผู้นำในการจัดตั้งกองทุน สวัสดิการรักษาพยาบาล ผู้นำในการจัดระบบสวัสดิการ บริการชุมชน เป็นต้น ( ) ด้านศิลปกรรม เช่น วาดภาพ(กิจกรรม) การปั้น(ประติมากรรม) นาฎศิลป์ ดนตรี การแสดง การละเล่น พื้นบ้าน นันทนาการ เป็นต้น ( ) ด้านภาษาและวรรณกรรม เช่น ความสามารถในการอนุรักษ์ และสร้างผลงานด้านภาษา วรรณกรรม ท้องถิ่น การจัดทำสารานุกรมภาษา หนังสือโบราณ การฟื้นฟู การเรียนการสอนภาษาถิ่นของท้องถิ่นต่างๆ ( )ด้านปรัชญา ศาสนา และประเพณี ( )ด้านโภชนาการ เช่น ความสามารถในการเลือกสรร ประดิษฐ์ และปรุงแต่งอาหารและยา ( )ด้านองค์กรชุมชน
หน้า 42 ๔. องค์ความรู้ การเลี้ยงแพะนั้นจะมีระยะเวลาสั้นกว่าการเลี้ยงวัว โดยแพะเป็นสัตว์ที่หากินเองเก่งมาก ทนต่อทุก สภาพอากาศได้ดี ไม่ว่าจะร้อน ฝน หรือหนาวก็อยู่ได้หมด ผลผลิตแทบจะใช้ได้ทั้งตัวอย่าง นม เนื้อ หนัง หรือขน การเลี้ยงง่ายมากเนื่องจากเป็นสัตว์ตัวเล็ก ดูแลจัดการง่าย ใช้พื้นที่ไม่เยอะ โดยทั่วไปจะมีสาย พันธุ์แพะอยู่ 7 พันธุ์ คือ แพะพันธุ์แองโกลนูเบียน : สามารถให้ได้ทั้งเนื้อและนม มีหลายสีใน 1 ตัว สันจมูกลักษณะโค้ง ใบหูยาว แพะพันธุ์พื้นเมือง : เป็นพันธุ์ที่มีหลายสีทั้ง น้ำตาล ดำ หรือน้ำตาลสลับดำ เมื่อโตเต็มที่เพศเมียจะมีปุ่ม หน้าขาสูงกว่าเพศผู้โดยอยู่ที่ 48.5 ซม. แพะพันธุ์ซาเนน : เป็นแพะที่จัดอยู่ในพันธุ์นม หูใบเล็กตั้งตรง มีลำตัวขนเป็นสีขาว แพะพันธุ์บอร์ : เป็นแพะเนื้อที่ขนาดใหญ่มาก ลำตัวขาว แต่ที่คอและหัวจะมีสีแดง แพะพันธุ์ทอกเก็นเบิร์ก : จัดอยู่ในแพะนมที่มีใบหูตั้ง สีช็อกโกแลต หน้าตรง และข้างแก้มจะมีแถบสีขาว แพะพันธุ์อัลไพน์ : เป็นอีกแพะพันธุ์นมที่ขนสีดำ หรือน้ำตาล คล้ายพันธุ์ทอกเก็นเบิร์กเพราะมีหน้าตรง ใบ หูเล็กตั้ง และข้างแก้มก็เป็นแถบสีขาว แพะพันธุ์หลาวซาน : เป็นพันธุ์นมที่มีตัวสีขาว หน้าตรง และใบหูเล็กตั้ง คล้ายกับพันธุ์ซาเนน สาระเด่น แพะเลี้ยงสามารถแบ่งออกได้หลัก ๆ 2 ประเภท ได้แก่ แพะเนื้อ กับแพะนม ซึ่งทั้ง 2 จะมีความ แตกต่างกันอยู่คือ แพะเนื้อ เมื่อมีการเทียบกับสัตว์เคี้ยวเอื้องประเภทอื่น เช่น โค หรือแกะ แพะถือว่ามีคุณค่าทาง โภชนาการสูงมากที่สุด โปรตีนย่อยได้ง่ายและไวกว่า ส่วนเนื้อที่เป็นลูกแพะอายุก่อนหย่านมมีน้ำหนัก 6 – 8 กิโลกรัมจะรสชาติดีมาก ซึ่งโอกาสจับขายจะมีอายุตั้งแต่ 5 – 6 เดือน รวมน้ำหนักได้ที่ 25 กิโลกรัม แพะนม เป็นสายพันธุ์ที่มีคุณค่าทางอาการใกล้เคียงกับนมวัว แต่โดดเด่นมากกว่าคือนมแพะจะย่อยง่าย ไขมันกระจายตัวได้ดีเพราะเม็ดไขมันมีขนาดเล็กกว่า ทำให้ร่างกายคนสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ดี มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีกรดไขมันที่น่าสนใจ อย่างกรด Caprylic, Capric และ Caproic ช่วยรักษาอาการ
หน้า 43 ภาวะดูดซึมสารอาหารบกพร่อง และกรดอะมิโนจำเป็นอย่าง Aspartic acid, Histidine, Phenylalanine ที่ช่วยบำรุงกระดูกของผู้สูงวัย ผู้ป่วย หรือผู้ที่แพ้นมวัว 5. การเลี้ยงแพะหรือสถานที่เลี้ยง 1. การเลี้ยงแบบผูกล่าม เพื่อให้แพะหาหญ้ากินรอบบริเวณที่ผูก โดยผู้เลี้ยงต้องมีน้ำ และแร่ธาตุให้แพะ กินเวลากลางคืน 2. การเลี้ยงแบบปล่อย เป็นการเลี้ยงที่ประหยัดงบประมาณ เพราะเป็นการปล่อยให้แพะออกหากินเอง ประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง แต่มีข้อควรระวังคือ ไม่ควรปล่อยในเวลาที่ฝนตกหรือแดดร้อนจัด เพราะแพะอาจเจ็บป่วย ได้ 3. การเลี้ยงแบบขังคอก การเลี้ยงแบบนี้จะขังแพะไว้ในคอก ซึ่งจะมีแปลงหญ้าเพื่อให้แพะได้กิน บางครั้ง ต้องตักหญ้าให้แพะกินบ้าง ในคอกควรมีน้ำและอาหารข้น ซึ่งการเลี้ยงแบบนี้จะใช้เงินลงทุนสูง 4. การเลี้ยงแบบผสมผสานกับการปลูกพืช คือ การปลูกพืชปะปนไปกับการเลี้ยงแพะ อาทิ ปลูกยางพารา ปลูกปาล์มน้ำมัน และปลูกมะพร้าว ในภาคใต้ของไทย เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงแพะควบคู่ไปกับการทำสวน ยางจำนวนมาก ๖. ความรู้ที่สามารถเรียนได้แห่งนี้ (เรียงตามลำดับความสำคัญและความโดดเด่น ๓ ลำดับ) 1)…วิธีการเลี้ยงแพะ …..2)...รู้ประเภทของแพะ …3)…การให้อาหารของแพะ…. ผู้บันทึกนางสาวจิระภาพร ผ่องลุนหิต ณ วันที่......27...เดือน...มิถุนายน....พ.ศ.....2566... หมายเหตุ 1. ไม่กำหนดจำนวนหน้า 2. สามารถใส่ภาพประกอบประกอบได้ทุกขั้นตอนหรือตามสมควร
หน้า 44 ภูมิปัญญาท้องถิ่นตำบลบ้านกู่ ๑. ชื่อภูมิปัญญาท้องถิ่นการเพาะเห็ด ๒. เลขที่…43…..หมู่ที่……5….. ตำบล……สงวน……….อำเภอ…ห้วยราช..จังหวัด…บุรีรัมย์…… โทรศัพท์… 099-713-4151 ..โทรสาร…………………-………………..เว็บไซต์………………-………………….. ๓. ประเภทของภูมิปัญญาท้องถิ่น คงไว้เฉพาะที่ตรงกับความเป็นจริง ( ✓ ) ด้านเกษตรกรรม เช่น การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การทำไร่นาสวนผสม การปรับใช้ เทคโนโลยี ( ) ด้านอุตสาหกรรมและหัตถกรรม เช่น การจักสาน ทอผ้า การช่าง การทอผ้า การแกะสลัก ( ) ด้านการแพทย์แผนไทย เช่น หมอสมุนไพร หมอยากลางบ้าน หมอนวดแผนโบราณ หมอยาหม้อ ( ) ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การบวชป่า การสืบชะตาแม่น้ำ ( ) ด้านกองทุนและธุรกิจชุมชน เช่น ผู้นำในการจัดการกองทุนของชุมชน ผู้นำในการจัดตั้งกองทุน สวัสดิการรักษาพยาบาล ผู้นำในการจัดระบบสวัสดิการ บริการชุมชน เป็นต้น ( ) ด้านศิลปกรรม เช่น วาดภาพ(กิจกรรม) การปั้น(ประติมากรรม) นาฎศิลป์ ดนตรี การแสดง การละเล่น พื้นบ้าน นันทนาการ เป็นต้น ( ) ด้านภาษาและวรรณกรรม เช่น ความสามารถในการอนุรักษ์ และสร้างผลงานด้านภาษา วรรณกรรมท้องถิ่น การจัดทำสารานุกรมภาษา หนังสือโบราณ การฟื้นฟู การเรียนการสอนภาษาถิ่นของ ท้องถิ่นต่างๆ ( )ด้านปรัชญา ศาสนา และประเพณี ( )ด้านโภชนาการ เช่น ความสามารถในการเลือกสรร ประดิษฐ์ และปรุงแต่งอาหารและยา ( )ด้านองค์กรชุมชน
หน้า 45 ๔. องค์ความรู้ เห็ด (Mushroom) เป็นเชื้อราชนิดหนึ่ง เจริญเติบโตมาจากเส้นใย หากได้รับอาหารเต็มที่แล้วจะเติบโต เป็นดอกเห็ด มีลำต้นและหมวกดอก บริเวณใต้หมวกดอกมีครีบซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ เพราะเป็นที่เก็บ สปอร์สำหรับขยายพันธุ์ เห็ดแต่ละชนิดมีหน้าตาและสีสันแตกต่างกันไป ปกติเห็ดตามธรรมชาติจะขยายพันธุ์ได้ในทุกสภาพอากาศ ทั้งอากาศร้อน ชายทะเล หรือแม้กระทั่งในหิมะ และยังงอกได้ในต้นไม้ พื้นดิน มูลสัตว์ ขอนไม้ เป็นต้น ซึ่งเห็ดงอกเหล่านี้มีทั้งเห็ดกินได้และเห็ดพิษ ส่วนใหญ่เห็ดพิษจะเจริญเติบโตในป่าเขา ขึ้นใกล้มูลสัตว์ บริเวณใกล้สารเคมี หรือข้างถนน วิธีสังเกตเห็ดพิษ คือ หมวกเห็ดจะมีสีสันฉูดฉาด เช่น สีส้ม สีมะนาว สีเหลือง หรือสีน้ำตาล หมวกเห็ด มักจะมีปุ่มปม มีปลอกหุ้มโคน มีวงแหวนใต้หมวก มีโคนอวบใหญ่ มีหมวกเป็นรู เมื่อดอกแก่จะมีกลิ่นรุนแรง มีขนหรือหนามเล็ก ๆ บริเวณโคน สายพันธุ์เห็ดพิษ เช่น เห็ดระโงกพิษ หรือ เห็ดระโงกหิน เห็ดถ่านเลือด เห็ดหมวกจีน เห็ดเกล็ดดาว เป็นต้น ถ้าหากไม่แน่ใจก็ไม่ควรเก็บมาประกอบ อาหาร เนื่องจากการทำสุกไม่ได้ทำให้พิษหายไป สาระเด่น 1. เห็ดฟาง เห็ดฟาง (Straw Mushroom) หมวกเห็ดเป็นรูปร่มสีขาวอมเทา สีเทาอ่อนถึงเทาเข้มผิวเรียบ นิยมกินในช่วงดอกตูม ถ้าเลยช่วงนี้ไปจะมีการยืดตัว ก้านดอกเห็ดจะโผล่ขึ้นมาและหมวกดอกจะบาน ออก 2. เห็ดนางฟ้า เห็ดนางฟ้า (Fairy Mushroom หรือ Oyster Mushroom) หรือเห็ดแขก ลักษณะคล้าย กับเห็ดนางรมและเห็ดเป๋าฮื้อ ดอกเห็ดมีสีขาวจนถึงน้ำตาลอ่อน ก้านดอกสีขาวขนาดยาว ไม่มีวง แหวนล้อมรอบ ครีบดอกสีขาวอยู่ชิดกัน และมีเห็ดนางฟ้าอีกสายพันธุ์คือ เห็ดนางฟ้าภูฏาน ที่เรียกชื่อ เช่นนี้เพราะเป็นเห็ดที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศภูฏาน 3. เห็ดเข็มทอง เห็ดเข็มทอง (Golden Needle Mushroom) หมวกเป็นสีขาว ก้านกลมขนาดเล็ก ขึ้น รวมกันเป็นกลุ่ม ก้านยาวเรียว เนื้อเมื่อสุกจะมีลักษณะนุ่มลื่น เคี้ยวกรุบ ๆ หนึบ ๆ 4. เห็ดโคน เห็ดโคน (Termite Mushroom) หรือเห็ดปลวก ลักษณะหมวกเป็นทรงกรวยคว่ำ สีครีม จนถึงสีน้ำตาลอ่อนปนเหลือง มียอดนูนแหลมหรือทู่ ก้านดอกอาจมีวงแหวนหรือเยื่อบาง 5. เห็ดออรินจิเห็ดออรินจิ (Oringi Mushroom) หรือเห็ดนางรมหลวง หมวกเห็ดมีสีน้ำตาลอ่อนและมี ความหนา ก้านสีขาวนวลอวบ เวลาออกดอกมาจะไม่เป็นกลุ่มก้อน 6. เห็ดหูหนูเห็ดหูหนู (Ear Mushroom) มีทั้งหมด 2 ชนิด คือ เห็ดหูหนูดำกับเห็ดหูหนูขาว โดยเห็ดหู หนูดำดอกมีลักษณะคล้ายหู เนื้อนิ่มอ่อนและเหนียว ผิวด้านนอกสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม ขอบแผ่นมีรอย หยักย่น ส่วนเห็ดหูหนูขาว ดอกขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มก้อน มีลักษณะบางสีขาวอมเหลือง รูปร่างคล้ายใบ หู กลีบดอกไม้ หรือแมงกะพรุน ขอบหยักย่น 7. เห็ดหอม เห็ดหอม (Shiitake Mushroom) หมวกเห็ดมีลักษณะกลม สีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม ก้านดอก และโคนก้านดอกสีน้ำตาลอ่อนหรือขาว ครีบดอกเป็นแผ่นบางสีขาว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเข้ม มี กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์
หน้า 46 5. วิธีการเพาะเห็ด ศึกษาข้อมูลเห็ดแต่ละสายพันธุ์ : เริ่มแรกควรหาข้อมูลเห็ดที่เราชอบกินมาปลูก และควรเลือกเห็ดที่ปลูก ง่าย เช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เป็นต้น ทดลองปลูกก้อนเห็ด : ต่อมาก็ไปหาซื้อก้อนเห็ดสำเร็จรูปมาทดลองปลูกสัก 10 ก้อน โดยสามารถซื้อ ออนไลน์ ซื้อจากฟาร์มเห็ด หรือซื้อในตลาดไท โดยการใช้ก้อนเห็ดนี้ปลูกง่ายแค่เพียงรดน้ำเท่านั้น เมื่อมี ประสบการณ์และอยากทดลองขายค่อยลงทุนผลิตก้อนเชื้อเอง แต่ทั้งนี้ทุกการลงทุนต้องมีเวลา ความอดทน และ กำลังทรัพย์ด้วย เตรียมพื้นที่เพาะเห็ด : หลังจากเลือกก้อนเห็ดที่อยากปลูกได้แล้ว เราต้องหาสถานที่และสภาพอากาศที่ เหมาะสม เช่น เห็ดฟาง สามารถเพาะในตะกร้าหรือในเสื่อ, เห็ดนางฟ้า สามารถเพาะในชั้นวาง ในโอ่ง หรือบ่อ ซีเมนต์ สถานที่อาจทำเป็นชั้นพลาสติกริมกำแพงบ้าน ระเบียงหลังบ้าน ระเบียงคอนโด แล้วจัดวางก้อนเห็ดใน แนวนอนหรือแนวตั้งเรียงซ้อนกัน หรือแขวนเป็นพวงก็ช่วยประหยัดพื้นที่
หน้า 47 ๖. ความรู้ที่สามารถเรียนได้แห่งนี้ (เรียงตามลำดับความสำคัญและความโดดเด่น ๓ ลำดับ) 1)…การเพาะเห็ด …..2)...การทำก้อนเห็ด …3)…การผสมเชื้อเห็ด…. ผู้บันทึกนางสาวจิระภาพร ผ่องลุนหิต ณ วันที่......27...เดือน...มิถุนายน....พ.ศ.....2566... หมายเหตุ 1. ไม่กำหนดจำนวนหน้า 2. สามารถใส่ภาพประกอบประกอบได้ทุกขั้นตอนหรือตามสมควร ภูมิปัญญาท้องถิ่นตำบลบ้านกู่ ๑. ชื่อภูมิปัญญาท้องถิ่นการทำบายศรี ๒. เลขที่…61…..หมู่ที่……3….. ตำบล……บ้านกู่……….อำเภอ…ยางสีสุราช.....จังหวัด…มหาสารคาม…… โทรศัพท์… 0971643839 ..โทรสาร…………………-………………..เว็บไซต์………………-………………….. ๓. ประเภทของภูมิปัญญาท้องถิ่น คงไว้เฉพาะที่ตรงกับความเป็นจริง ( ) ด้านเกษตรกรรม เช่น การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การทำไร่นาสวนผสม การปรับใช้ เทคโนโลยี ( ✓ ) ด้านอุตสาหกรรมและหัตถกรรม เช่น การจักสาน ทอผ้า การช่าง การทอผ้า การแกะสลัก ( ) ด้านการแพทย์แผนไทย เช่น หมอสมุนไพร หมอยากลางบ้าน หมอนวดแผนโบราณ หมอยาหม้อ ( ) ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การบวชป่า การสืบชะตาแม่น้ำ ( ) ด้านกองทุนและธุรกิจชุมชน เช่น ผู้นำในการจัดการกองทุนของชุมชน ผู้นำในการจัดตั้งกองทุน สวัสดิการรักษาพยาบาล ผู้นำในการจัดระบบสวัสดิการ บริการชุมชน เป็นต้น ( ) ด้านศิลปกรรม เช่น วาดภาพ(กิจกรรม) การปั้น(ประติมากรรม) นาฎศิลป์ ดนตรี การแสดง การละเล่น พื้นบ้าน นันทนาการ เป็นต้น