The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานวิจัยเรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Charonchai Sripradit, 2022-03-07 07:35:30

รายงานวิจัยเรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ

รายงานวิจัยเรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ

การพัฒนาทักษะการแก้ปญั หา เรอ่ื ง คอู่ นั ดบั และกราฟของคอู่ นั ดับ
โดยใช้ชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ สำหรับนักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 1

โรงเรียนกาญจนาภิเษกวทิ ยาลยั สรุ าษฎร์ธานี

โดย

นายจรณชัย ศรีประดิษฐ
รหสั นักศึกษา 5915102001205 กลุ่มเรยี น 59004.152
นกั ศึกษาฝกึ ประสบการณ์วชิ าชีพครูโรงเรยี นกาญจนาภเิ ษกวิทยาลัย สรุ าษฎรธ์ านี

หลักสตู รสาขาวชิ าคณิตศาสตร์ คณะครุศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สรุ าษฎรธ์ านี
พ.ศ.2563



ชอ่ื เรื่อง การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา เร่อื ง คู่อันดับและกราฟของคู่อนั ดับ
โดยใชช้ ดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ สำหรบั นักเรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1
ชอื่ ผู้วิจยั โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลยั สุราษฎร์ธานี
อาจารย์ที่ปรึกษา นายจรณชัย ศรีประดษิ ฐ
ดร.ธัญญา กาศรุณ

บทคดั ยอ่

การวจิ ัยครั้งนี้ มวี ัตถปุ ระสงค์ 1) เพอื่ เปรียบเทียบทักษะการแก้ปญั หา เร่ือง คู่อันดับและกราฟ
ของคู่อันดับ ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนกาญจนาภเิ ษกวทิ ยาลยั สุราษฎร์ธานี ที่มีตอ่ ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา
2563 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุราษฎร์ธานี จำนวน 33 คน ได้มาด้วยวิธีการเลือกแบบ
เจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบประเมินทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของ
คู่อันดับ แบบอัตนัย จำนวน 5 ข้อ (ใช้วัดก่อนเรียนและหลังเรียน) แบบประเมินความคิดเห็นของ
ผู้เชี่ยวชาญ และแบบประเมินระดับความพึงพอใจ ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยดำเนินการทดสอบ
ตามขั้นตอน คือ ทดสอบก่อนเรียน (Pre – test) ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการ
แกป้ ญั หา เรอ่ื ง คอู่ ันดับและกราฟของคู่อนั ดบั ดว้ ยตนเอง เมื่อสนิ้ สดุ การเรยี นรู้ตามกำหนดแล้ว จึงทำ
การทดสอบหลังเรียน (Post – test) และให้นักเรียนทำแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ค่าทาง
สถติ ิโดยใช้ X , S.D. และสถิติทดสอบ t (t – test) แบบ dependent Samples

ผลการวิจัยพบว่า ระดับทักษะการแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าระดับทักษะการแก้ปัญหาก่อน
เรยี นดว้ ยชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ เรื่อง ค่อู นั ดับและกราฟของคู่อนั ดับ อยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถิติที่ระดับ
.05 และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ระดับชั้น
มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนกาญจนาภเิ ษกวทิ ยาลัย สรุ าษฎรธ์ านี พบว่า นักเรยี นมีความพึงพอใจอยู่ใน
ระดับมาก



กติ ตกิ รรมประกาศ

งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ โดยใช้
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย
สรุ าษฎร์ธานี เปน็ ส่วนหนง่ึ ของรายวชิ าการปฏิบตั กิ ารสอนในสถานศึกษา 2

รายงานวจิ ัยฉบบั นสี้ ำเร็จได้ ผู้วจิ ยั ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ ดร.ธญั ญา กาศรุณ อาจารย์
นิเทศและอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย อาจารย์ดร.จิณัฐตา สอนสังข์ อาจารย์กลุ่มวิชาวิจัย/วัดผลและ
ประเมินผล คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสรุ าษฎร์ธานี คุณครูจรัญญา ด้วงทอง คุณครูประจำ
วิชาคณิตศาสตร์ที่จัดการเรียนการสอนโดยใช้วิธีการแบบเปิดและเป็นคุณครูพี่เลี้ยง และผู้เชี่ยวชาญ
ทุกท่านที่คอยให้คำปรึกษาในการทำวิจัย ที่ให้ความกรุณาให้ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาตนเองแก่
ผู้วิจัย โดยข้อค้นพบที่ก่อให้เกิดประโยชน์ของงานวิจัยฉบับนี้ จะเป็นแนวทางสำหรับนักการศึกษา
ครูผสู้ อน ผทู้ ี่เก่ียวขอ้ ง ตลอดจนผูท้ ีส่ นใจทีจ่ ะนำไปใชใ้ นการพฒั นาการจัดการเรียนร้ขู องผู้เรยี น

ผู้วิจัยขอขอบพระคุณคณะผู้บริหาร คณะครู และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน
กาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุราษฎร์ธานี ทุกคน ที่ให้ความร่วมมือและอนุญาตให้คณะผู้วิจัยได้เข้าไป
ทำการศกึ ษาบรบิ ทและจดั กจิ กรรมการเรยี นร้ใู นช้ันเรียน รวมท้ังให้ข้อมลู ในการวิจัยในครง้ั น้ี

คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีจากการศึกษาวิจัยนี้ ผู้วิจัยขอขอบคุณ บิดา มารดา ครอบครัว
ครูอาจารย์ทุกท่าน รุ่นพี่ และเพื่อนๆทุกคน ที่ได้ให้การอบรมสั่งสอนวิชาความรู้ และเป็นกำลังใจ
สำคญั ทท่ี ำใหก้ ารศกึ ษาวจิ ยั ฉบับน้สี ำเรจ็ ลลุ ่วงได้ด้วยดี

จรณชยั ศรปี ระดษิ ฐ

สารบญั ค

บทคัดย่อ หน้า
กิตตกิ รรมประกาศ (ก)
สารบญั (ข)
สารบญั ภาพ (ค)
สารบญั ตาราง (จ)
บทที่ 1 บทนำ (ฉ)
1
1.1 ที่มาและความสำคัญ 1
1.2 วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย 2
1.3 สมมตุ ิฐานของการวจิ ัย 2
1.4 ขอบเขตของการวจิ ัย 2
1.5 กรอบแนวคิดการวจิ ยั 3
1.6 นยิ ามศพั ท์เฉพาะ 3
1.7 ประโยชน์ทีค่ าดว่าจะได้รับ 5
บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ัยท่เี กี่ยวขอ้ ง
2.1 เอกสารทเ่ี กย่ี วข้องกบั คณิตศาสตร์ 6
2.2 เอกสารที่เกีย่ วข้องกบั ทฤษฎีการเรียนรู้
2.3 เอกสารทเ่ี กย่ี วข้องกับชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ 6
8
2.4 เอกสารทเ่ี กยี่ วข้องกบั ความพึงพอใจ 13
18
2.5 งานวจิ ัยที่เกยี่ วข้อง
บทท่ี 3 วิธกี ารดำเนนิ การวจิ ัย 19
21
3.1 ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง 21
3.2 ตัวแปรทศ่ี กึ ษา 21
3.3 แบบแผนการวิจยั 21
3.4 นวตั กรรม/เคร่ืองมือทใี่ ช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 22
3.5 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 22
3.6 การเก็บรวบรวมข้อมลู 24
3.7 การวิเคราะหข์ ้อมลู และสถิตทิ ีใ่ ช้ 24

สารบัญ (ตอ่ ) ง

บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู หน้า
4.1 สัญลกั ษณท์ ี่ใชใ้ นการวเิ คราะหข์ ้อมลู 26
4.2 ลำดับข้นั ตอนในการวิเคราะห์ข้อมูล 26
4.3 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู 26
26
บทท่ี 5 สรปุ และอภิปรายผล 29
5.1 วตั ถุประสงค์ของการวิจัย 29
5.2 สมมติฐานของการวจิ ยั 29
5.3 ขอบเขตการวจิ ัย 29
5.4 เครอื่ งมือที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 30
5.5 การดำเนินการวิจยั 30
5.6 สถติ ิที่ใช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูล 31
5.7 สรปุ ผลการวจิ ัย 31
5.8 อภปิ รายผล 32
5.9 ขอ้ เสนอแนะ 33
34
บรรณานกุ รม 35
ภาคผนวก

สารบัญภาพ จ

ภาพท่ี หน้า
1 กรอบแนวคิดการวิจยั 3
2 ภาพแสดงแบบแผนการวจิ ยั 21



สารบญั ตาราง

ตารางที่ หน้า

1 การเปรยี บเทยี บระดบั ทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อนั ดบั และกราฟของคู่อนั ดับ 27

ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 กอ่ นเรียนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมการ

เรยี นรู้

2 คา่ เฉลยี่ และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อการ 27

จดั การเรียนรู้โดยใช้ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ ระดับชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1

บทที่ 1
บทนำ

1.1 ท่ีมาและความสำคัญ
คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาความคิดของมนุษย์ การบวก ลบ คูณ หาร

เป็นทักษะพื้นฐานในชีวิตประจำวัน และในการเรียนในระดับที่สูงขึ้นไป คณิตศาสตร์ยังเป็นศาสตร์
ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการฝึกทักษะ ความรู้พื้นฐานในการดำรงชีวิต และมุ่งให้นักเรียนนำความรู้ไปใช้
ในชวี ิตประจำวัน โดยเน้นกระบวนการให้เกิดแนวคิด ความเขา้ ใจและฝึกให้นกั เรยี นคดิ พิจารณาอย่าง
มีเหตุผล สามารถนำไปประยุกต์เพอื่ แกป้ ัญหาตา่ ง ๆ ไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพ ( ยพุ นิ พิพธิ กลุ , 2545 )

การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ในรายวิชาคณิตศาสตร์ควรเน้นให้นักเรียนได้รับการฝึ ก
ประสบการณ์เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดที่จะต้องพัฒนาให้
เกิดขน้ึ กับนกั เรียนเพ่ือให้นักเรยี นนำไปใช้ในการดำรงชวี ติ การสอนวิชาคณติ ศาสตร์ไมเ่ น้นถึงความผิด
หรือถูกของคำตอบ แต่จะเน้นที่กระบวนการเพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาความคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์
และหาเหตุผล ดงั นน้ั ครจู ำเป็นจะตอ้ งเปน็ ผทู้ ่มี คี วามรู้ทางคณติ ศาสตร์อย่างแทจ้ ริง และครูจะต้องเป็น
ผู้ที่มีความสามารถรู้จักดัดแปลงตัวอย่าง กิจกรรม แบบฝึกหัด ตลอดจนหาสื่ออุปกรณ์ประกอบการ
เรียนการสอนเพื่อช่วยให้นักเรียนได้เกิดความรู้ความเข้าใจ รู้จักคิดเป็น ทำเป็นและแก้ปัญหาเป็น
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะทำให้นักเรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ได้ทุกเมื่อ การฝึกคิดคำนวณ
เป็นประจำจะช่วยให้นักเรียนมีทักษะพื้นฐานในการเรียนคณิตศาสตร์ในระดับสูงต่อไป ซึ่งเป็นหน้าท่ี
ของครูผู้สอนคณิตศาสตร์ต้องพยายามคิดค้นหาวิธีการต่าง ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียน
การสอนใหส้ มั ฤทธผิ์ ลตามจดุ มุ่งหมายของหลักสูตร ( ยพุ นิ พพิ ธิ กลุ , 2545 : 15 )

จากการศึกษาและสำรวจสภาพปัญหาในรายวิชาคณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุราษฎร์ธานี พบว่านักเรียนร้อยละ 80
ขาดทักษะกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ในเร่ือง คู่อันดบั และกราฟของคู่อันดับ โดยจะส่งผล
กระทบต่อการเรียนในเนื้อหาระดับสูงขึ้นไป ซึ่งจากเดิมใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Passive
Learning ที่ประกอบไปด้วยกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3 ขั้นตอน คือ ขั้นนำ ขั้นสอน และ
ขั้นสรุปผล ซึ่งทำให้นักเรียนไม่เกิดกระบวนการและแนวคิดทางคณิตศาสตร์ท่ีหลากหลาย โดยส่วน
ใหญ่ครูสอนอย่างไรนักเรียนก็จะคิดตามที่ครูสอน ทำให้ครูผู้สอนไม่เห็นถึงธรรมชาติแนวคิดของ
นักเรยี น และนักเรียนกไ็ มก่ ล้าทจี่ ะคดิ นอกกรอบ ไม่กล้าทีจ่ ะนำเสนอแนวคิดของตนเอง พร้อมท้ังไม่มี
การลงมือแก้ปัญหาด้วยตนเอง ไม่มีการแลกเปลี่ยนแนวคิดกันทั้งภายในกลุ่มของตนเองและระหว่าง
กลุ่มของตนเอง ทำให้นักเรยี นขาดทักษะกระบวนการดังกลา่ ว นอกจากนักเรียนแล้วครูก็ไมไ่ ด้มารว่ ม
กันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของตนเอง ทำให้ไม่ได้พูดคุย
ปรึกษาหารอื ถงึ สภาพของการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ในแตล่ ะครงั้ อีกทง้ั ยงั ขาดสือ่ การสอนที่มีคุณภาพ
สมบรู ณแ์ บบและนา่ สนใจ จึงทำให้ขาดแรงจงู ใจทจ่ี ะดงึ ดูดความสนใจของนกั เรยี น

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นนวัตกรรมที่เน้นให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะทำได้
โดยการเรียนรจู้ ากอปุ กรณ์ของจรงิ การฝึกฝนการให้กระทำท่ซี ้ำ ๆ เป็นขัน้ ตอน การใช้สอื่ หรอื แบบฝึก
ที่หลากหลาย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นสื่อชนิดหนึ่งที่จะทำให้นักเรียนได้ฝึกใช้ความคิดเชิง

2

คณติ ศาสตร์ ทไ่ี ดจ้ ากตวั อย่าง ฝกึ การแกป้ ัญหาในตวั อย่างในการฝกึ มาก ๆ และสม่ำเสมอของนกั เรียน
จะทำให้นักเรียนเข้าใจการคิดคำนวณและการดำเนินการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ชุดกิจกรรม
การเรียนรู้สามารถช่วยให้นักเรยี นทราบว่าเขาต้องทำแบบฝึกหดั ในชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ไปเพื่ออะไร
แบบฝึกหัดมีคุณค่าอย่างไร ( สมทรง สุวพานิช 2539 : 74 ) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยชูฉกาจ ชูเลิศ
ได้ทำการศึกษาประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง คู่อันดับและ
กราฟ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยจึงสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ประกอบไปด้วย
วีดีโอการสอน แผนการจดั การเรยี นรู้ บทเรียนเสริมทักษะซึง่ มคี ำชี้แจง เนือ้ หาเร่ือง คอู่ นั ดับและกราฟ
ของคู่อันดับ รวมไปถึงแบบฝึกทักษะที่นกั เรียนสามารถ เรียนรู้ ลงมือปฏิบัติไดด้ ้วยตนเอง จึงเกิดเป็น
ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้

ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะทำวิจัย โดยนำชุดกิจกรรมการเรียนรู้มาใช้เพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา
เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกาญจนาภิเษก
วิทยาลัย สรุ าษฎรธ์ านี อำเภอไชยา จังหวดั สุราษฎรธ์ านี ซึ่งเปน็ การใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ควบคู่ไป
กับการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนมีโอกาสได้ฝึกฝน ลงมือปฏิบัติ หาคำตอบ จนเกิดความรู้
ความเข้าใจ สามารถลงมือปฏิบัติได้จริงทำให้มีทกั ษะในการแก้ปัญหาเพิ่มขึน้ เป็นการพัฒนานักเรยี น
ในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลซึง่ จะนำไปสู่การนำไปใช้ในชีวิตประจำวนั และเป็น
พื้นฐานในการเรยี นรายวิชาคณิตศาสตรใ์ นระดับทส่ี ูงขน้ึ

1.2 วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย
1) เพ่ือเปรียบเทียบทักษะการแกป้ ัญหา เรอื่ ง คู่อนั ดับและกราฟของคูอ่ ันดับ กอ่ นและหลังการ

ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้
2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย

สุราษฎรธ์ านี ทม่ี ีต่อชดุ กิจกรรมการเรียนรู้

1.3 สมมติฐานการวจิ ัย
1) ทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้

สงู กว่าก่อนใช้ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้
2) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย

สรุ าษฎรธ์ านี ทส่ี งู กว่าเกณฑร์ ะดบั มากข้ึนไป

1.4 ขอบเขตของการวจิ ัย
เพอื่ ให้การวิจยั ครัง้ นี้เป็นไปตามวตั ถปุ ระสงค์ ผู้วิจยั จงึ ได้กำหนดขอบเขตของการวิจัยไว้ดงั น้ี
1) ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2563

โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุราษฎร์ธานี อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 234 คน
ท่ีมีปญั หาดา้ นทักษะการแก้ปญั หา เรอื่ ง คู่อันดับและกราฟของคอู่ นั ดบั

3

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6 ปีการศึกษา
2563 โรงเรยี นกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สรุ าษฎรธ์ านีจำนวน 33 คน ซ่งึ ไดม้ าดว้ ยวิธีเลือกแบบเจาะจง

(Purposive Selection)

ตัวแปรที่ศกึ ษา สำหรบั การวจิ ัยในคร้งั นี้ คือ
ตวั แปรต้น ไดแ้ ก่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้

ตวั แปรตาม ได้แก่

(1) ทกั ษะการแกป้ ญั หา เร่อื ง คอู่ นั ดบั และกราฟของคู่อันดบั
(2) ระดับความพึงพอใจ

2) เนือ้ หา

เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยจะเป็นเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

(ฉบบั ปรบั ปรุงปพี ทุ ธศกั ราช 2560)

3) ระยะเวลาทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัย
เดอื นธันวาคม – เดอื นมีนาคม พ.ศ. 2564

1.5 กรอบแนวคิดการวิจยั

ตวั แปรตน้ ตวั แปรตาม

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ - ทักษะการแกป้ ัญหา เรื่อง คู่อันดบั และกราฟ
ของค่อู ันดับ

- ระดับความพงึ พอใจ

ภาพท่ี 1 กรอบแนวคิดการวิจัย

1.6 นยิ ามศัพท์เฉพาะ
1) ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ หมายถงึ แหล่งรวมกจิ กรรมการเรยี นรู้ทีใ่ ช้กับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษา

ปที ่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2563 โรงเรียนกาญจนาภเิ ษกวิทยาลัย สรุ าษฎร์ธานี อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์
ธานี เพื่อฝึกทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ ซึ่งในชุดกิจกรรมการเรียนรู้
ประกอบดว้ ย

1.1) บทเรียนเสริมทักษะ หมายถึง เอกสารที่ใช้ควบคู่กับการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ในการ
ฝึกทักษะการแก้ปญั หา เรอ่ื ง ค่อู ันดบั และกราฟของคู่อันดับ ประกอบด้วย

1.1.1) คำชี้แจง หมายถงึ คำอธบิ ายการใช้ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้
1.1.2) เนอื้ หา ประกอบด้วย

คอู่ นั ดับ (Ordered pair) เป็นสัญลกั ษณ์ที่แสดงการจบั คู่กนั ระหว่างสมาชิก
สองกลุ่ม โดยเขียนแทนด้วยสญั ลกั ษณ์ (a,b) อ่านว่า “คู่อันดับเอบี” เรียก a ว่าสมาชิกตัวทีห่ น่ึงหรอื
สมาชิกตวั หนา้ และเรยี ก b ว่าสมาชกิ ตัวทสี่ องหรือสมาชิกตวั หลงั

4

ระนาบท่ีมีเสน้ จำนวนในแนวนอน (แกน X) และแนวต้ัง (แกน Y) ตดั กนั เป็น

มุมฉากเรียกว่า “ระบบพิกัดฉาก” ซึ่งประกอบด้วยจตุภาคทั้งหมด 4 จตุภาค ได้แก่ จตุภาคที่ 1,

จตุภาคที่ 2, จตุภาคที่ 3 และจตุภาคที่ 4 การเขียนกราฟของคู่อันดับบนระบบพิกัดฉากจะให้แกน

นอนแสดงสมาชกิ ตวั ทห่ี นึ่งของค่อู นั ดับ และแกนตงั้ แสดงสมาชิกตวั ที่สองของคู่อันดับ

การแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสองชุดโดยคู่อันดับแล้วยังแสดง

ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณทัง้ สองด้วยกราฟอีกดว้ ย เมอ่ื มีกราฟแลว้ เราสามารถหาพิกัดของจุดที่อยู่

บนกราฟนั้นได้ ซึ่งความสัมพันธ์ระหวา่ งปริมาณสองชุดมีลักษณะกราฟเป็นจุดเรยี งอยู่ในแนวเส้นตรง

เดยี วกนั หรอื เปน็ กราฟเส้นตรง

ในกรณีที่กราฟแสดงความสัมพันธ์มีลักษณะเป็นจุด ถ้าต้องการดูแนวโน้ม

ของกราฟของความสัมพนั ธ์ เรานยิ มเขยี นตอ่ จุดเหลา่ น้นั ใหเ้ ปน็ เสน้ ซึง่ จะเห็นแนวโน้มของกราฟแสดง

ความสัมพันธ์ และในทางกลับกันเราสามารถบอกแนวโน้มของกราฟได้โดยที่กราฟนั้นอาจไม่มีการ

แสดงค่าบนแกน X และแกน Y หรอื พิกัดบนกราฟ

1.1.3) ใบกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง ใบกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนฝึกฝน

ทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ ผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีการ

แบบเปิด (Open Approach)

1.1.4) วีดีโอประกอบการสอน หมายถึง วิดีโอสรุปเนื้อหาที่ครูผู้สอนได้บันทึกไว้ผา่ น

คิวอาร์โค้ดเพื่อให้นักเรียนสามารถแสกนและเรียนรู้ ทบทวนเนื้อหาด้วยตนเอง โดยแบ่งออกเป็น 2

ตอน คอื ตอนท่ี 1 ค่อู นั ดบั และกราฟของคอู่ ันดับ และตอนท่ี 2 กราฟและการนำไปใช้

1.2) แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง แผนที่ใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้ในแต่ละครั้งของ

ครผู ู้สอนซ่ึงมที ัง้ หมด 6 ชว่ั โมง ดังนี้

1.2.1) แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 1 – 2 คู่อนั ดับและกราฟของคู่อนั ดับ

1.2.2) แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 3 การอา่ นคู่อนั ดับจากจดุ บนกราฟ

1.2.3) แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 4 – 5 กราฟแสดงความสัมพันธ์ของปริมาณสองชุด

1.2.4) แผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ 6 แนวโน้มของกราฟ

1.3) PowerPoint ประกอบการสอน หมายถึง PowerPoint ที่ใช้ประกอบการสอนในแต่

ละครั้งของครูผสู้ อนโดยรวบรวมเนือ้ หาท้งั หมดทเี่ ก่ียวขอ้ งกับคู่อันดบั และกราฟของคู่อันดบั

2) ทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ หมายถึง ความสามารถในการ

คำนวณหาคำตอบจากโจทย์คอู่ นั ดับและกราฟของคู่อนั ดับ สามารถประเมนิ ไดจ้ ากแบบประเมนิ ทักษะ

พสิ ัยรายวชิ า คณิตศาสตร์ โดยมี 3 ขั้นในการพจิ ารณาดงั ต่อไปนี้

2.1) นกั เรียนมที ักษะและกระบวนการในการแกป้ ัญหา ให้ 1 คะแนน

2.2) นกั เรียนมีทกั ษะและกระบวนการในการใหเ้ หตผุ ล ให้ 3 คะแนน

2.3) นกั เรียนมีทกั ษะการส่ือสารและการนำเสนอ ให้ 1 คะแนน

3) ระดับความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกของนักเรียนที่เกิดขึ้นหลังใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้

โดยมี 5 ระดับประกอบด้วย

5 หมายถึง ระดบั ความพงึ พอใจมากทส่ี ุด

4 หมายถึง ระดับความพึงพอใจมาก

5

3 หมายถงึ ระดับความพึงพอใจปานกลาง
2 หมายถงึ ระดบั ความพงึ พอใจนอ้ ย
1 หมายถึง ระดบั ความพงึ พอใจนอ้ ยทส่ี ดุ
4) นักเรียน หมายถึง ผู้ที่กำลังศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนกาญจนาภิเษก
วทิ ยาลัย สุราษฎรธ์ านีอำเภอไชยา จงั หวดั สุราษฎรธ์ านี

1.7 ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะได้รับ
1) เปน็ พน้ื ฐานในการศกึ ษาเร่ือง ค่อู นั ดบั และกราฟของคู่อันดับ สำหรบั นกั เรยี นในระดับสูงขึ้น
2) เปน็ แนวทางในการคดิ ค้นและศึกษาการวิจยั เพ่ือพฒั นาการเรียนร้วู ิชาคณติ ศาสตร์

6

บทที่ 2
เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง

การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ โดยใช้ชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุราษฎร์ธานี ผู้วิจัยได้
ศกึ ษาคน้ ควา้ เอกสารและงานวิจยั ท่เี ก่ยี วข้อง และไดน้ ำเสนอตามหัวขอ้ ดังน้ี

2.1 เอกสารทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับคณติ ศาสตร์
1) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุงปี

พุทธศักราช 2560) กลุ่มสาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์
2) ค่อู นั ดับและกราฟของคู่อันดบั

2.2 เอกสารที่เก่ยี วข้องกบั ทฤษฎกี ารเรียนรู้
1) ทฤษฎกี ารเชอ่ื มโยงของธอรน์ ไดค์ (Thorndike’s Connectionism Theory)
2) ทฤษฎกี ารเรยี นคณติ ศาสตรข์ องดีนส์
3) ทฤษฎกี ารเรียนการสอนของบรูเนอร์
4) ทฤษฎเี ก่ยี วกับความพงึ พอใจ

2.3 เอกสารท่ีเก่ยี วข้องกบั ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้
1) ความหมายของชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้
2) ความสำคัญของชดุ กิจกรรมการเรียนรู้
3) หลักการสรา้ งชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้
4) ลักษณะของชุดกิจกรรมการเรียนรู้
5) หลักทางจติ วิทยาทีเ่ กีย่ วกบั การสรา้ งชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้
6) ประโยชน์ของชุดกิจกรรมการเรียนรู้

2.4 เอกสารทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั ความพึงพอใจ
1) ความหมายของความพึงพอใจ
2) การวดั ความพงึ พอใจ

2.5 งานวจิ ยั ท่ีเกย่ี วขอ้ ง
1) วจิ ยั ต่างประเทศ
2) วิจัยในประเทศ

2.1 เอกสารทเี่ กี่ยวข้องกับคณติ ศาสตร์
1) หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบับปรบั ปรุงปพี ทุ ธศักราช

2560) กลุ่มสาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์
สาระและมาตรฐานการเรียนร้กู ลมุ่ สาระคณติ ศาสตร์
สาระการเรียนรู้ที่กำหนดไวน้ ี้เปน็ สาระหลักที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนทุกคน ประกอบด้วย

เนื้อหาวิชาคณิตศาสตรแ์ ละทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ในการจัดการเรยี นรู้ ผู้สอนบูรณาการ
สาระตา่ ง ๆ เขา้ ด้วยกนั เทา่ ทจ่ี ะเป็นไปได้

7

สาระทีเ่ ปน็ องคค์ วามรูข้ องกลมุ่ สาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์ ประกอบดว้ ย
สาระท่ี 1 จำนวนและพีชคณติ
สาระที่ 2 การวัดและเรขาคณติ
สาระที่ 3 สถิติและความนา่ จะเปน็
สาระที่ 4 แคลคลู สั

สำหรับผู้เรยี นที่มคี วามสนใจหรอื มีความสามารถสูงทางคณิตศาสตร์ สถานศึกษาอาจจัดให้
ผู้เรียนเรียนรู้สาระที่เป็นเนื้อหาวิชาให้กว้างขึ้น เข้มข้นขึ้น หรือฝึกทักษะกระบวนการมากข้ึน
โดยพิจารณาจากสาระหลักที่กำหนดไว้นี้ หรือสถานศึกษาอาจจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์อื่นเพิ่มเติม
ก็ได้ เช่น แคลคูลัสเบื้องต้น หรือทฤษฎีกราฟเบื้องต้นโดยพิจารณาให้เหมาะสมกับความสามารถและ
ความต้องการของผู้เรยี นในแต่ละสาระมรี ายละเอียด ดังน้ี

สาระท่ี 1 จำนวนและพชี คณิต
มาตรฐาน ค 1.1 เข้าใจความหลากหลายของการแสดงจำนวน ระบบจำนวน

การดำเนินการของจำนวน ผลท่เี กิดขน้ึ จากการดำเนนิ การ สมบัติของการดำเนนิ การ และนำไปใช้
มาตรฐาน ค 1.2 เข้าใจและวิเคราะห์แบบรูป ความสัมพันธ์ ฟังก์ชัน ลำดับและอนุกรม

และนำไปใช้
มาตรฐาน ค 1.3 ใช้นิพจน์ สมการ อสมการ และเมทริกซ์ อธิบายความสัมพันธ์หรือ

ช่วยแกป้ ญั หา ทก่ี ำหนดให้
สาระที่ 2 การวัดและเรขาคณิต
มาตรฐาน ค 2.1 เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัดและคาดคะเนขนาดของสิ่งที่ต้องการวัด

และนำไปใช้
มาตรฐาน ค 2.2 เข้าใจและวิเคราะห์รูปเรขาคณิต สมบัติของรูปเรขาคณิต

ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง รูปเรขาคณิตและทฤษฎีบททางเรขาคณิต และนำไปใช้
มาตรฐาน ค 2.3 เขา้ ใจเรขาคณติ วเิ คราะห์ และนำไปใช้
มาตรฐาน ค 2.4 เข้าใจเวกเตอร์ การดำเนนิ การของเวกเตอร์ และนำไปใช้

สาระท่ี 3 สถิตแิ ละความนา่ จะเป็น
มาตรฐาน ค 3.1 เข้าใจกระบวนการทางสถิติ และใช้ความรทู้ างสถิตใิ นการแกป้ ญั หา
มาตรฐาน ค 3.2 เข้าใจหลกั การนบั เบอ้ื งตน้ ความนา่ จะเปน็ และนำไปใช้

สาระท่ี 4 แคลคูลสั
มาตรฐาน ค 4.1 เข้าใจลิมิตและความต่อเนื่องของฟังก์ชัน อนุพันธ์ของฟังก์ชัน และ
ปริพันธ์ของฟังก์ชัน และนำไปใช้

มาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวชวี้ ัดทสี่ อดคล้องกบั งานวจิ ัยในคร้ังน้ี
มาตรฐาน ค 1.3 ใช้นิพจน์ สมการ และอสมการ อธิบายความสัมพันธ์หรือช่วย

แกป้ ญั หาท่กี ำหนดให้
ค 1.3 ม.1/2 เขา้ ใจและใชค้ วามรู้เกย่ี วกับกราฟในการแกป้ ญั หาคณติ ศาสตร์และปัญหา

ในชวี ิตจรงิ

8

2) คูอ่ นั ดบั และกราฟของคู่อนั ดับ
2.1) ความหมายของคอู่ นั ดบั
คอู่ ันดบั (Ordered pair) เป็นสัญลักษณท์ ่ีแสดงการจับคู่กันระหวา่ งสมาชิกสองกลุ่ม

โดยเขยี นแทนด้วยสัญลักษณ์ (a,b) อา่ นวา่ “คู่อนั ดับเอบี” เรยี ก a วา่ สมาชกิ ตัวที่หนึ่งหรือสมาชิกตัว
หนา้ และเรยี ก b ว่าสมาชกิ ตัวที่สองหรือสมาชกิ ตัวหลัง

ระนาบที่มีเส้นจำนวนในแนวนอน (แกน X) และแนวตั้ง (แกน Y) ตัดกันเป็นมุมฉาก
เรยี กว่า “ระบบพกิ ดั ฉาก” ซ่ึงประกอบด้วยจตุภาคท้ังหมด 4 จตุภาค ไดแ้ ก่ จตภุ าคที่ 1, จตุภาคที่ 2,
จตุภาคที่ 3 และจตุภาคที่ 4 การเขียนกราฟของคู่อันดับบนระบบพิกัดฉากจะให้แกนนอนแสดง
สมาชิกตัวทีห่ นงึ่ ของคู่อันดบั และแกนตั้งแสดงสมาชิกตัวทีส่ องของคู่อนั ดับ

2.2) การแสดงความสมั พันธ์ระหวา่ งปริมาณสองชุด
การแสดงความสมั พันธร์ ะหว่างปริมาณสองชุดโดยคู่อันดับแล้วยังแสดงความสัมพันธ์

ระหว่างปริมาณทั้งสองดว้ ยกราฟอีกด้วย เมื่อมีกราฟแล้วเราสามารถหาพิกัดของจุดที่อยู่บนกราฟนน้ั
ได้ ซ่ึงความสมั พันธ์ระหว่างปริมาณสองชุดมีลักษณะกราฟเปน็ จุดเรียงอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกันหรือ
เป็นกราฟเส้นตรง

ในกรณีที่กราฟแสดงความสัมพันธ์มีลักษณะเป็นจุด ถ้าต้องการดูแนวโน้มของกราฟ
ของความสัมพันธ์ เรานิยมเขียนต่อจุดเหล่านั้นให้เป็นเส้น ซึ่งจะเห็นแนวโน้มของกราฟแสดง
ความสัมพันธ์ และในทางกลับกันเราสามารถบอกแนวโน้มของกราฟได้โดยที่กราฟนั้นอาจไม่มีการ
แสดงค่าบนแกน X และแกน Y หรอื พกิ ัดบนกราฟ

จากที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐานพุทธศักราช 2551
( ฉบับปรับปรุงปีพุทธศักราช 2560 ) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ที่นำมาใช้ คือ สาระที่ 1
จำนวนและพีชคณิต ในมาตรฐานที่ มาตรฐาน ค 1.3 ใช้นิพจน์ สมการ และอสมการ อธิบาย
ความสัมพันธ์หรือชว่ ยแก้ปัญหาที่กำหนดให้ ตัวชี้วัด ค 1.3 ม.1/2 เข้าใจและใช้ความรู้เก่ียวกับกราฟ
ในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์และปัญหาในชีวิตจริง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความรู้ที่นำมาใช้ในบทเสริม
ทกั ษะการแก้ปัญหา เร่อื ง คอู่ ันดับและกราฟของคอู่ นั ดับ

2.2 เอกสารทเี่ ก่ียวขอ้ งกับทฤษฎีการเรียนรู้
ทฤษฎกี ารเรียนรู้
การเรียนรู้ หมายถึง การเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากประสบการณ์ที่คนเรา

มปี ฏสิ มั พันธก์ บั สิ่งแวดลอ้ ม หรือจากการฝึกหดั รวมทง้ั การเปลย่ี นปรมิ าณความร้ขู องผเู้ รียน
1) ทฤษฎกี ารเชอื่ มโยงของธอร์นไดค์ (Thorndike’s Connectionism Theory)
ธอร์นไดค์ (Edward L Thorndike) เป็นนักจิตวิทยาและนักการศึกษาชาวอเมริกัน

เขาเชื่อว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ต้องสร้างสิ่งเชื่อมโยงหรือสัมพันธ์ (Bond) ระหว่างสิ่งเร้า (S) กับการ
ตอบสนอง (R)

กฏแห่งการเรยี นรู้
1.1) กฎแห่งความพร้อม (law of readiness) การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดี ถ้าผู้เรียน

มคี วามพร้อมทง้ั ทางรา่ งกายและจติ ใจ กฎขอ้ น้มี ใี จความสรุปว่า

9

1.1.1) เมือ่ บคุ คลพร้อมทจี่ ะทำแล้วไดท้ ำ เขายอ่ มเกิดความพอใจ
1.1.2) เมือ่ บคุ คลพร้อมทจี่ ะทำแลว้ ไม่ไดท้ ำ เขาย่อมเกดิ ความไม่พอใจ
1.1.3) เมือ่ บคุ คลไมพ่ รอ้ มทจี่ ะทำแต่เขาตอ้ งทำ เขาย่อมเกดิ ความไม่พอใจ
1.2) กฎแห่งการฝึกหดั (low of exercise) การฝึกหัดหรือกระทำบ่อย ๆ ด้วยความ
เข้าใจจะทำให้การเรียนรู้นั้นคงถาวร ถ้าไม่ได้กระทำซ้ำบ่อย ๆ การเรียนรู้นั้นจะไม่คงถาวร และใน
ทีส่ ุดอาจจะลมื ได้ ซ่งึ กฎแหง่ การฝึกหดั แบ่งเป็น 2 กฎยอ่ ย คอื
1.2.1) กฎแห่งการไดใ้ ช้ (Law of Use) มีใจความวา่ พนั ธะหรอื ตวั เช่ือมระหว่าง
ส่ิงเรา้ และการตอบสนองจะเข้มแขง็ ข้ึนเม่ือไดท้ ำบ่อย ๆ
1.2.2) กฎแห่งการไม่ได้ใช้ (Law of Disuse) มีใจความว่าพันธะหรือตัวเช่ือม
ระหวา่ งส่ิงเรา้ และการตอบสนองจะอ่อนกำลังลง เม่ือไม่ได้กระทำอย่างต่อเนอ่ื งมีการขาดตอนหรือไม่
ไดท้ ำบ่อย ๆ
1.2.3) กฎแหง่ ผลทพี่ ึงพอใจ (law of effect) เมอื่ บคุ คลได้รับผลทพี่ ึงพอใจย่อม
อยากจะเรียนรู้ต่อไป แต่ถ้าได้รับผลที่ไม่พึงพอใจ จะไม่อยากเรียนรู้ ดังนั้นการได้รับผลทีพ่ ึงพอใจ จึง
เปน็ ปจั จยั สำคญั ในการเรยี นรู้
2) ทฤษฎีการเรยี นคณิตศาสตร์ของดนี ส์
ดีนส์ เป็นนักคณิตศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในประเทศออสเตรเลีย อังกฤษและ
สหรัฐอเมริกา ดีนส์มีความสนใจในทฤษฎีพัฒนาการของเพียเจต์ และได้เสนอแนวคิดว่า การสอน
คณิตศาสตร์ควรเน้นให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมที่ครูจัดขึ้นให้มากที่สุด ยิ่งกิจกรรมเพิ่มขึ้นเท่าใด
ประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น และดีนส์เห็นว่าสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการสอน
คณิตศาสตรม์ ีหลายองค์ประกอบ (สมทรง สุวพานชิ , 2546) ดังนี้
(1) ลำดับขนั้ การสอน เป็นสิง่ ที่มคี วามสำคัญอยา่ งยิ่งในการสอน
(2) การแสดงความคิดต้องใช้หลายวิธีและหลายๆรูปแบบเพื่อให้นักเรียนเกิด
ความคิดรวบยอด
(3) การทำให้เกิดความคดิ ได้ จะต้องให้อย่ใู นรปู ต่อไปน้ตี ามลำดับ
(4) ความพร้อมทางวุฒิภาวะสุขภาพประสบการณ์เดิม ความสนใจ ความถนัด เวลา
เหตุการณ์ สถานท่ี บรรยากาศ และสมาธิ
(5) การได้มีโอกาสฝกึ ฝนบอ่ ย ๆ
(6) การเสริมแรงที่เหมาะสมและเพียงพอ ไม่ว่าจะเปน็ ทางวาจาหรือท่าทาง
(7) การร้จู กั ใช้วิธกี ารและสือ่ การเรยี นทเ่ี หมาะสมและคุม้ คา่
แนวคิดของดีนส์ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ซึ่งมีบางส่วนที่คล้ายคลึง
กับของเพียเจต์ เช่น การให้ความสำคัญกับการกระตุ้นให้ผู้เรียนมีบทบาทและกระตือรื อร้น
ในกระบวนการเรียนรู้ ทฤษฎีการเรียนคณิตศาสตร์ของดีนส์ ประกอบด้วยกฎหรือหลัก 4 ข้อ
(อัมพร ม้าคะนอง, 2546 : 2) ดังนี้
2.1) กฎของภาวะสมดุล (the dynamic principle) กฎนี้กล่าวไว้ว่า ความเข้าใจที่
แท้จริงในมโนทศั น์ใหม่น้นั เป็นพฒั นาการทเี่ ก่ียวข้องกบั ผเู้ รยี น 3 ข้นั คอื

10

ขั้นที่ 1 เป็นขั้นพื้นฐานที่ผู้เรียนประสมกับมโนทัศนใ์ นรูปแบบทีไ่ ม่มีโครงสร้างใด
เชน่ การทเ่ี ด็กเรียนรูจ้ ากของเลน่ ชิน้ ใหมโ่ ดยการเล่นของเลน่ นั้น

ขั้นที่ 2 เป็นขั้นที่ผู้เรียนได้พบกับกิจกรรมที่มีโครงสร้างมากขึ้น ซึ่งเป็นโครงสรา้ ง
ทีค่ ลา้ ยคลึงกบั โครงสร้างของมโนทัศนท์ ี่ผู้เรียนจะไดเ้ รยี น

ขั้นที่ 3 เป็นขั้นที่ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ที่จะเห็นได้
ถงึ การนำมโนทศั นเ์ หล่านน้ั ไปใชใ้ นชีวติ ประจำวัน

ขัน้ ตอนทัง้ สามเป็นกระบวนการทด่ี ีนส์ เรียกว่า วฏั จกั รการเรียนรู้ (learning cycle) ซ่ึง
เป็นส่ิงท่เี ดก็ จะตอ้ งประสบในการเรยี นรมู้ โนทศั นท์ างคณิตศาสตรใ์ หม่ ๆ

2.2) กฎความหลากหลายของการรับรู้ (the perceptual variability principle) กฎน้ี
เสนอแนะว่าการเรียนรู้มโนทัศน์จะมีประสิทธิภาพดีเมื่อผู้เรียนมีโอกาสรับรู้มโนทัศน์เดียวกัน
ในหลาย ๆ รูปแบบ ผ่านบริบททางกายภาพ นั้นคือ การจัดสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่หลากหลายให้ผู้เรียน
เพื่อให้เข้าใจโครงสร้างทางมโนทัศน์เดียวกันนั้นจะช่วยในการได้มาซึ่งมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ของ
ผเู้ รียนได้เปน็ อย่างดี

2.3) กฎความหลากหลายทางคณติ ศาสตร์(the mathematical variability principle)
กฎข้อนี้กล่าวว่า การอ้างอิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์หรือการนำมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ไปใช้จะมี
ประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าตัวแปรที่ไม่เกี่ยวข้องกับมโนทัศน์นั้นเปลี่ยนไปอย่างเป็นระบบในขณะที่คงไว้
ซึ่งตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับมโนทัศน์นั้น ๆ เช่น การสอนมโนทัศน์ของรูปสี่เหลี่ยมด้านขนาน ตัวแปร
ที่ควรเปลี่ยนไป คือ ขนาดของมุม ความยาวของด้าน แต่สิ่งที่ควรคงไว้ คือ ลักษณะสำคัญของ
รปู ส่เี หลย่ี มด้านขนานท่ตี อ้ งมดี า้ นส่ีด้าน และด้านตรงขา้ มขนานกนั

2.4) กฎการสร้าง (the constructivist principle) กฎข้อนี้ให้ความสำคัญกับการสร้าง
ความรู้ว่า ผู้เรียนควรได้พัฒนามโนทัศน์จากประสบการณใ์ นการสร้างความรู้เพื่อก่อให้เกิดความรู้ทาง
คณิตศาสตร์ที่สำคัญและมั่นคงและจากพื้นฐานเหล่าน้ี จะนำไปสู่การวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ต่อไป
กฎข้อนี้เสนอแนะให้ผู้สอนจัดสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ผู้เรียนสร้างความรู้ทาง
คณิตศาสตร์จากส่งิ ที่เปน็ รปู ธรรมน้ัน และสามารถวิเคราะห์สิง่ ท่สี ร้างนนั้ ตอ่ ไปได้

3) ทฤษฎีการเรยี นการสอนของบรูเนอร์
ทฤษฎีนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ โดยกล่าวถึงการเรียนการ

สอนที่ดีว่า ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ คือ โครงสร้างของเนื้อหาสาระความ
พร้อมที่จะเรียนรู้ การหยั่งรู้โดยการคะเนจากประสบการณ์อย่างมีหลักเกณฑ์และแรงจูงใจที่จะเรียน
เน้อื หาใด ๆ

บรูเนอร์ให้ความสำคัญกับสมดุลระหว่างผลลัพธ์กับกระบวนการเรียนการสอน
บรูเนอร์เชื่อว่า มนุษย์เลือกที่จะรับรู้สิ่งที่ตนเองสนใจและการเรียนรู้เกิดจากกระบวนการค้นพบด้วย
ตนเอง แนวคดิ ทสี่ ำคญั ๆ ของบรเู นอร์ (ทิศนา แขมมณ,ี 2545 : 66) มดี ังนี้

(1) การจัดโครงสร้างของความร้ใู หม้ คี วามสมั พนั ธแ์ ละสอดคล้องกบั พฒั นาการทาง
สตปิ ญั ญาของเดก็ มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก

(2) การจัดหลักสูตรและการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับระดับความพร้อมของ
ผเู้ รยี นและสอดคลอ้ งกับพัฒนาการทางสติปญั ญาของผเู้ รียนจะช่วยใหก้ ารเรียนรูเ้ กิดประสทิ ธิภาพ

11

(3) การคิดแบบหยัง่ รู้ เป็นการคิดหาเหตุผลอย่างอสิ ระที่สามารถชว่ ยพัฒนาความคิด
ริเรมิ่ สรา้ งสรรค์ได้

(4) แรงจูงใจภายใน เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการ
เรยี นรู้

(5) การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากการที่คนเราสามารถสร้างความคิดรวบยอด หรือ
สามารถจัดประเภทของส่งิ ตา่ งๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

(6) การเรยี นรู้ทไี่ ดผ้ ลดที ่สี ุดคือการให้ผู้เรยี นคน้ พบการเรียนด้วยตนเอง
นอกจากน้ี บรูเนอร์ยังให้แนวความคิดว่า มนุษย์สามารถเรียนหรือคิดเกี่ยวกับ
คณิตศาสตร์ได้ 3 ระดบั (อัมพร มา้ คะนอง, 2546 : 3) ดังน้ี

(1) ที่มปี ระสบการณต์ รงและสัมผสั ได้ เช่น ผ้เู รียนรวมของ 4 ช้นิ กับของ 5 ชิ้น เพื่อ
เปน็ ของ 9 ชิ้น ซง่ึ เป็นการสัมผสั กับสิ่งที่เปน็ รูปธรรม

(2) ระดับของการใช้ภาพเป็นสื่อในการมองเห็น เช่น การใช้รูปภาพ ไดอะแกรม
ฟิล์ม ที่เป็นสื่อทางสายตา ตัวอย่างการเรียนรู้ระดับน้ี เช่น ผู้เรียนดูภาพรถ 4 คัน ในภาพแรก
ดูภาพรถ 5 คัน ในภาพที่สอง และดูภาพรถรวม 9 คัน ในภาพที่สามซึ่งเป็นภาพรวมของรถในภาพท่ี
หนึ่งและภาพที่สอง รถ 9 คันนี้เกิดจากการที่ผู้สอนวางแผนให้ผู้เรียนเรียนรู้ มิใช่เกิดจากตัวของ
ผู้เรยี นเอง

(3) ระดับของการสร้างความสมั พันธ์และใชส้ ัญลักษณ์ ซง่ึ เป็นระดบั ที่ผู้เรียนสามารถ
เขียนสัญลักษณ์แทนสิ่งที่เห็นในระดับที่สอง หรือสิ่งที่สัมผัสในระดับที่หนึ่งได้ เช่น การเขียน
5+4=9

แนวคิดของบรูเนอร์ปรากฏอยู่ในผลงานของเลช ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในนามของโมเดล
ของเลช ใช้แนวคดิ ขา้ งต้นของบรูเนอร์ในการสร้างโมเดลทแ่ี สดงว่าผู้เรียนสามารถใช้วิธีแสดงความคิด
ทางคณิตศาสตร์ได้ในหลายๆ รูปแบบ เช่น จากความรู้ที่เกิดจากการใช้สื่อรูปธรรมสามารถแสดง
ความรู้นั้นในรูปของรูปภาพ ภาษาเขียน ภาษาพูด และสถานการณ์จริงได้ โมเดลนี้ทำให้เกิดการ
พัฒนาด้านอน่ื ๆ ที่ผ้สู อนควรคำนงึ ถึง เชน่ การใหผ้ เู้ รยี นได้พดู และได้เขยี นมากขึน้ การได้พดู และเขียน
เป็นการเปลี่ยนวิธีแสดงความคิดที่สะท้อนถึงความเข้าใจของผู้เรียน ตามโมเดลที่เลชได้เสนอ
นั้น ผู้สอนสามารถประเมินความเข้าใจของผู้เรียนได้จากการดูว่า ผู้เรียนสามารถเปลี่ยนความเข้าใจ
จากรูปแบบหนึ่งไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่งได้หรือไม่ เช่น ถ้าผู้เรียนสามารถเขียนสิ่งที่ตนอธิบาย
ให้เพื่อนฟังเป็นภาษาเขียนได้ แสดงว่าผู้เรียนมีความเข้าใจในสิ่งที่พูด เนื่องจากสามารถเปลี่ยนจาก
ภาษาพูดเป็นภาษาเขียน โมเดลการแปลงของเลชมีรายละเอียดตามภาพ 1 (อัมพร ม้าคะนอง,
2546 : 4)

4) ทฤษฎเี กีย่ วกบั ความพึงพอใจ
Kotler and Armstrong (2002) รายงานว่า พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นต้องมีสิ่งจูงใจ

(motive) หรือแรงขับดัน (drive) เป็นความต้องการที่กดดันจนมากพอที่จะจูงใจให้บุคคลเกิด
พฤติกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง ซึ่งความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ความตอ้ งการบางอย่างเป็นความต้องการทางชวี วิทยา (biological) เกิดข้นึ จากสภาวะตึงเครียด เช่น
ความหิวกระหายหรือความลำบากบางอย่างเป็นความต้องการทางจิตวิทยา (psychological)

12

เกิดจากความต้องการการยอมรับ (recognition) การยกย่อง (esteem) หรือการเป็นเจ้าของ
ทรพั ย์สนิ (belonging) ความตอ้ งการส่วนใหญ่อาจไม่มากพอทจ่ี ะจงู ใจให้บุคคลกระทำในชว่ งเวลานั้น
ความต้องการกลายเป็นส่ิงจูงใจ เมื่อได้รับการกระตุ้นอย่างเพียงพอจนเกิดความตึงเครียด โดยทฤษฎี
ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มี 2 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีของอับราฮัม มาสโลว์ และทฤษฎีของซิกมันด์
ฟรอยด์

4.1) ทฤษฎีแรงจงู ใจของมาสโลว์ (Maslow’s theory motivation)
อบั ราฮมั มาสโลว์ (A.H.Maslow) ค้นหาวธิ ีทีจ่ ะอธิบายว่าทำไมคนจึงถูกผลักดันโดย

ความต้องการบางอย่าง ณ เวลาหนึ่ง ทำไมคนหนึ่งจึงทุ่มเทเวลาและพลังงานอย่างมากเพื่อให้ได้มา
ซึ่งความปลอดภัยของตนเองแต่อีกคนหนึ่งกลับทำสิ่งเหล่านั้น เพื่อให้ได้รับการยกยอ่ งนับถือจากผู้อื่น
คำตอบของมาสโลว์ คือ ความต้องการของมนุษย์จะถูกเรียงตามลำดับจากสิ่งที่กดดันมากที่สุดไปถึง
น้อยท่ีสดุ ทฤษฎขี องมาสโลวไ์ ดจ้ ดั ลำดบั ความตอ้ งการตามความสำคญั คอื

4.1.1) ความต้องการทางกาย (physiological needs) เป็นความต้องการพื้นฐาน
คือ อาหาร ท่พี ัก อากาศ ยารักษาโรค

4.1.2) ความต้องการความปลอดภัย (safety needs) เปน็ ความต้องการที่เหนือกว่า
ความตอ้ งการเพื่อความอยู่รอด เป็นความตอ้ งการในด้านความปลอดภัยจากอันตราย

4.1.3) ความต้องการทางสังคม (social needs) เป็นการต้องการการยอมรับจาก
เพื่อน

4.1.4) ความต้องการการยกย่อง (esteem needs) เป็นความต้องการการยกย่อง
ส่วนตวั ความนับถอื และสถานะทางสงั คม

4.1.5) ความตอ้ งการให้ตนประสบความสำเร็จ (self – actualization needs) เป็น
ความตอ้ งการสูงสุดของแตล่ ะบคุ คล ความตอ้ งการทำทกุ ส่ิงทุกอย่างไดส้ ำเรจ็

บุคคลพยายามที่สร้างความพึงพอใจให้กับความต้องการที่สำคัญที่สุดเป็นอันดับแรกก่อน
เมื่อความต้องการนั้นได้รับความพึงพอใจ ความต้องการนั้นก็จะหมดลงและเป็นตัวกระตุ้นให้บุคคล
พยายามสร้างความพึงพอใจให้กบั ความต้องการที่สำคัญท่ีสดุ ลำดับต่อไป ตัวอยา่ ง เช่น คนที่อดอยาก
(ความต้องการทางกาย) จะไม่สนใจต่องานศิลปะชิ้นล่าสุด (ความต้องการสูงสุด) หรือไม่ต้องการ
ยกย่องจากผู้อื่น หรือไม่ต้องการแม้แต่อากาศที่บริสุทธ์ิ (ความปลอดภัย) แต่เมื่อความต้องการ
แต่ละข้ันไดร้ บั ความพึงพอใจแล้วกจ็ ะมคี วามต้องการในขนั้ ลำดับต่อไป

4.2) ทฤษฎีแรงจูงใจของฟรอยด์
ซิกมันด์ ฟรอยด์ (S. M. Freud) ตั้งสมมุติฐานว่าบุคคลมักไม่รู้ตัวมากนักว่าพลังทาง

จิตวิทยามีส่วนช่วยสร้างใหเ้ กิดพฤตกิ รรม ฟรอยดพ์ บว่าบุคคลเพ่ิมและควบคุมสิ่งเรา้ หลายอยา่ ง สิ่งเรา้
เหล่านี้อยู่นอกเหนือการควบคุมอย่างสิ้นเชิง บุคคลจึงมีความฝัน พูดคำที่ไม่ตั้งใจพูด มีอารมณ์อยู่
เหนือเหตุผลและมพี ฤติกรรมหลอกหลอนหรือเกิดอาการวติ กจรติ อย่างมาก

ขณะที่ ชาริณี (2535) ไดเ้ สนอทฤษฎีการแสวงหาความพึงพอใจไว้ว่า บคุ คลพอใจจะ
กระทำสิ่งใด ๆ ที่ให้มีความสุขและจะหลีกเลี่ยงไม่กระทำในสิ่งที่เขาจะได้รับความทุกข์หรือความ
ยากลำบาก โดยอาจแบ่งประเภทความพอใจกรณนี ไ้ี ด้ 3 ประเภท คือ

13

4.2.1) ความพอใจด้านจิตวิทยา (psychological hedonism) เป็นทรรศนะของ
ความพึงพอใจว่ามนุษย์โดยธรรมชาติจะมีความแสวงหาความสุขส่วนตัวหรือหลีกเลี่ยงจากความทุกข์
ใด ๆ

4.2.2) ความพอใจเกีย่ วกับตนเอง (egoistic hedonism) เป็นทรรศนะของความ
พอใจว่ามนุษย์จะพยายามแสวงหาความสุขส่วนตัว แต่ไม่จำเป็นว่าการแสวงหาความสุขต้องเป็น
ธรรมชาตขิ องมนษุ ยเ์ สมอไป

4.2.3) ความพอใจเกี่ยวกับจริยธรรม (ethical hedonism) ทรรศนะนี้ถือว่า
มนุษย์แสวงหาความสขุ เพื่อผลประโยชน์ของมวลมนุษย์หรือสังคมที่ตนเป็นสมาชิกอยู่และเป็นผู้ไดร้ บั
ผลประโยชนผ์ ู้หนง่ึ ด้วย

จากทฤษฎีข้างต้นซึ่งนำมาประยุกต์โดยนำทฤษฎีมาเป็นแนวทางในการใช้ชุดกิจกรรม
การเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์นไดค์ ที่นำมาใช้ในการฝึกทำแบบฝึกหัดในชุด
กิจกรรมการเรยี นรู้บ่อย ๆ ดว้ ยความเข้าใจจะทำให้ผู้เรยี นเกดิ การเรยี นรเู้ รื่องทักษะการแก้ปัญหาเร่ือง
คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับได้อย่างถาวร และใช้ทฤษฎีการเรียนคณิตศาสตร์ของดีนส์มาเป็นแนว
ทางการสร้างสื่อการสอนคือ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยให้นักเรียนทุกคนได้มีส่วนร่วมในการทำ
แบบฝึกหัดและสนใจกิจกรรมการหาคำตอบของโจทย์แบบฝึกหัด การให้ผู้เรียนนั้นเกิดความรู้เร่ืองคู่
อันดับและกราฟของคู่อันดับได้ จากสื่อการสอนโดยผู้เรียนสามารถวิเคราะห์และแสดงวิธีการหา
คำตอบและเขียนคำตอบได้อย่างถูกต้องซึ่งคือทฤษฎีการเรียนการสอนของบรูเนอร์ และชุดกิจกรรม
การเรียนรู้ก็มีสอดคล้องกับทฤษฏีเกี่ยวกับความพึงพอใจ เนื่องจากผู้เรียนจะต้องมีแรงผลั กดันให้
ผู้เรียนอยากเขา้ ใจเนอ้ื หา จึงสรา้ งบทเสริมทกั ษะที่นา่ สนใจใหผ้ ู้เรียนได้ศึกษา

2.3 เอกสารทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้
การฝึกเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ในการเรียนการสอน ดังนั้นการฝึกโดยการใช้ชุดฝึกทักษะ

ก็เป็นการจัดสภาพการณ์เพื่อให้ผู้ฝึกเปลี่ยนพฤติกรรมจนสามารถปฏิบัติงานที่ได้รั บมอบหมายได้
อย่างมีประสิทธิภาพ ในการสร้างชุดฝึกทักษะต้องคำนึงถึงหลักการสร้างจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับชุด
ฝึกทักษะลกั ษณะของชุดฝกึ ทักษะทีด่ ี ประโยชนข์ องชดุ ฝกึ ทกั ษะ และหลกั การนำไปใช้ เป็นต้น

1) ความหมายของชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้
สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2544, หน้า 2) ได้ให้ความหมายของชุดฝึกไว้ว่า ชุดฝึกหรือ

ชุดฝึกหัด คือ สื่อการเรียนการสอนชนิดหนึ่งที่ใช้ฝึกทักษะให้กับผู้เรียน หลังจากเรียนจบเนื้อหาใน
ช่วงหนึ่ง ๆ เพื่อฝึกฝนให้เกิดความรู้ความเข้าใจ รวมทั้งเกิดความชำนาญในเร่ืองนั้น ๆ อย่างกว้างขวาง
มากขึน้

ถวลั ย์ มาศจรสั (2548, หน้า 151) ได้ใหค้ ำจำกดั ความของชุดฝึกทักษะว่า เป็นกิจกรรม
พัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมมีความหลากหลายและปริมาณ
เพียงพอที่สามารถตรวจสอบและพัฒนาทักษะ กระบวนความคิด กระบวนการเรียนรู้ สามารถ
นำผู้เรียนสู่การสรุปความคิดรวบยอดและหลักการสำคัญของสาระการเรียนรู้ รวมทั้งทำให้ผู้เรียน
สามารถตรวจสอบความเขา้ ใจบทเรียนดว้ ยตนเองได้

14

จากความหมายของนักวิชาการขา้ งต้น สรุปได้ว่า ชุดฝึกทักษะเป็นส่ือการเรียนการสอน
ชนิดหน่ึงที่ช่วยพฒั นาทักษะการเรียนรูโ้ ดยอาศัยการฝึกฝนหรือปฏิบัติด้วยตนเอง จนทำให้ผู้เรียนเกิด
การเรียนรู้ มีความชำนาญในเรื่องนั้นๆ ปัญหาที่ใช้ในการฝึกเริ่มจากง่ายไปยากและต้องเพียงพอที่จะ
สามารถตรวจสอบและพัฒนาทักษะ กระบวนการคิด กระบวนการเรยี นรู้ สามารถนำผ้เู รยี นสกู่ ารสรุป
ความคิดรวบยอดและหลักการสำคัญของสาระการเรียนรู้ เพื่อนำไปใช้ในการแก้ปัญหาในเรื่องนั้น ๆ
อย่างมีประสิทธิภาพ

2) ความสำคญั ของชดุ กจิ กรรมการเรยี นร้ทู ดี่ ี
ชาญชัย อาจินสมาจาร (2540) กล่าวถึงชุดฝึกที่เป็นวิถีทางที่สำคัญในการกระตุ้นและ

นำกจิ กรรมการเรียนร้ภู ายในหรือภายนอกชนั้ เรียน ช่วยสรา้ งเจตคตทิ ี่ดสี ู่งานที่จะทำให้นักเรียนภูมิใจ
ในความสำเร็จ สามารถกระตุ้นให้นักเรียนทำให้ดีกว่าและพัฒนาอุปนิสัยการเรียนการสอนแบบเป็น
เอกเทศ

มะลิ อาจวิชัย (2540) ได้ให้ทรรศนะประโยชน์และความสำคัญของชุ ดฝึกที่ดี
มีประสิทธิภาพช่วยให้นักเรียนประสบผลสำเร็จในการฝึกทักษะได้เป็นอย่างดี ชุดฝึกทักษะที่ดี
เปรียบเสมือนผ้ชู ว่ ยท่ีสำคญั ของครู ทำใหค้ รูลดภาระการสอนลงได้ ทำให้ผูเ้ รยี นสามารถพัฒนาตนเอง
ได้อย่างเต็มที่ และเพม่ิ ความเขา้ ใจในการเรยี นได้เป็นอย่างดี

จากแนวคิดของนักวชิ าการขา้ งต้น สรุปได้ว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญท่ชี ่วย
กระตุ้นและดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน ช่วยให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็ม
ศักยภาพของตนเอง ดังนั้นชุดฝึกทักษะที่ดีเปรียบเสมือนผู้ช่วยที่สำคัญของครู ช่วยลดภาระการสอน
ของครลู งได้

3) หลกั การสรา้ งชุดกิจกรรมการเรยี นรู้
ถวัลย์ มาศจรัส (2548, หน้า 148 – 149) ได้กล่าวถึงส่วนประกอบของชุดกิจกรรม

การเรียนรู้ไว้ว่า ต้องมีจุดประสงค์ชัดเจนสอดคล้องกับการพัฒนาทักษะตามสาระการเรียนรู้และ
กระบวนการเรยี นรู้ของกลุ่มการเรียนรู้ ในสว่ นของเน้ือหาต้องถูกต้องตามหลักวิชา ใช้ภาษาเหมาะสม
มีคำอธิบายและคำสั่งที่ชัดเจนง่ายต่อการปฏิบัติตาม สามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้ นำผู้เรียนสู่
การสรุปความคิดรวบยอด และหลักการสำคัญของกลุ่มสาระการเรียนรู้ เป็นไปตามลำดับขั้นตอน
การเรียนรู้ สอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ และความแตกต่างระหว่างบุคคล มีคำถามและกิจกรรมท่ี
ท้าทายส่งเสริมทักษะกระบวนการเรียนรู้ของธรรมชาติวิชามีกลยุทธ์การนำเสนอ และการตั้งคำถาม
ที่ชัดเจนน่าสนใจ ปฏิบัติได้ สามารถให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่าง
ตอ่ เนอ่ื ง

สมวงษ์ แปลงประสพโชค (2538, หน้า 26) ได้กล่าวถึงหลักการให้นักเรียนทำชุดฝึกไว้
ดังนี้ ชุดฝกึ และกิจกรรมควรเรียงจากง่ายไปยากหาคำตอบของชดุ ฝึกบางข้อ เพือ่ ใหน้ กั เรยี นตรวจสอบ
ผลงาน และควรมีข้อแนะนำอธิบายสำหรับข้อที่ยาก ควรให้นักเรียนได้ทำชุดฝึกในชั่วโมงเรียน จะได้
จำแนกข้อยากและมีโอกาสซักถาม หลีกเลี่ยงการให้ชุดฝึกที่ซ้ำซากและกิจกรรมที่เป็นกิจวัตร
ควรสอดแทรก เกม ปริศนา และกิจกรรมทดลองที่น่าสนใจ ควรมีชุดฝึกแบบปลายเปิดที่นักเรียน
เลือกปัญหาด้วยตนเอง ควรอนุญาตให้นักเรียนทำงานเป็นคู่หรือกลุ่มในบางโอกาส พยายามส่งเสริม
การทำงานเป็นกลมุ่ และลดการลอกงานกนั

15

จากแนวคิดของนักวิชาการข้างต้น สรุปได้ว่าหลักการสรา้ งชดุ กิจกรรมการเรียนรู้มีดังนี้
คอื ต้องมจี ดุ ประสงค์ท่ีชดั เจน ใชภ้ าษาที่เข้าใจง่าย มีคำส่ังและคำอธบิ ายชดั เจนง่ายต่อการปฏิบัติตาม
และเนื้อหาในชุดกิจกรรมการเรียนรู้ควรเรียงจากง่ายไปยาก ควรมีข้อแนะนำอธิบายเพิ่มเติม
สำหรับข้อที่ยาก การฝึกจะได้ผลดีต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล กำหนดระยะเวลาสั้น ๆ
ในการฝึก แต่บ่อยครั้ง ชุดฝึกที่ดีสามารถให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ของผู้เรียนได้
อยา่ งต่อเนือ่ ง และเพ่อื ใหค้ รจู ะใชเ้ ปน็ แนวทางในการช่วยเหลือได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพต่อไป

4) ลกั ษณะของชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ทดี่ ี
สุพรรณี ไชยเทพ (2544, หน้า 19) ไดก้ ล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดีไว้ดังน้ี
(1) ต้องมคี วามชดั เจน ทัง้ คำชีแ้ จง คำสง่ั งา่ ยต่อการเขา้ ใจ
(2) ตรงกับจุดประสงคท์ ่ตี ้องการวัด
(3) มีภาษาและรปู ภาพท่ีดงึ ดดู ความสนใจนกั เรยี นและเหมาะสมกับวยั ของผู้เรียน
(4) แบบฝึกแต่ละเรือ่ งไมค่ วรยาวมากจนเกนิ ไป
(5) ควรมกี จิ กรรมหลากหลายรูปแบบทำใหน้ ักเรยี นไม่เบอื่
(6) ควรตอบสนองความต้องการและความสนใจของผู้เรียนสร้างความสนุกสนาน
เพลิดเพลนิ ขณะทำแบบฝึก
(7) มีคำตอบทีช่ ัดเจน
(8) แบบฝกึ ท่ีดสี ามารถประเมินความก้าวหน้า และความร้ขู องนักเรียนได้
บิลโลว์ (2544, หน้า 7) กล่าวถึง ลักษณะของแบบฝึกที่ดีนั้นจะต้องดึงดูดความสนใจ

และสมาธิของผู้เรียน เรียงลำดับจากง่ายไปหายากเปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกเฉพาะอย่าง ใช้ภาษา
เหมาะสมกับวัย วัฒนธรรมประเพณี ภูมิหลังทางภาษาของผู้เรียน แบบฝึกที่ดีควรจะเป็นแบบฝึก
สำหรบั ผู้เรียนที่เรียนเกง่ และซ่อมเสริมสำหรับผเู้ รยี นที่เรียนอ่อนในขณะเดียวกัน นอกจากนี้แล้วควร
ใชห้ ลายลักษณะและมีความหมายต่อผูฝ้ ึกอีกด้วย

จากที่กล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า ลักษณะของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีควรมีจุดประสงค์ที่
ตรงกับสิ่งท่ีต้องการวัด มีความชัดเจนทั้งคำสั่งและวิธีทำ ง่ายต่อการเข้าใจ ใช้ภาษาและรูปภาพท่ี
เหมาะสมกับวัยของผูเ้ รียน แบบฝึกควรเรยี งจากงา่ ยไปยาก เปน็ แบบฝกึ ส้นั ๆ ฝึกหลายๆคร้งั มรี ปู แบบ
ที่หลาก หลายและทันสมัย สามารถดึงดูดความสนใจของผู้เรียนให้เกิดความต้องการที่จะฝึกปฏิบัติ
เพื่อใหเ้ กดิ การเรยี นรู้อย่างมีประสทิ ธิภาพ

5) หลกั ทางจติ วิทยาท่เี ก่ียวกับการสรา้ งชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้
พงษ์พันธ์ พงษ์โสภา (2544, หน้า 91 – 92) ได้กล่าวถึง กฎการเรียนรู้ที่สำคัญของ

ธอรน์ ไดค์ ว่ามีอยู่ 3 กฎ คือ
5.1) กฎแห่งความพงึ พอใจ หรือกฎแห่งผล ธอร์นไดค์ไดส้ รุปว่า อินทรยี จ์ ะทำในสิ่งท่ี

ก่อให้เกดิ ความพึงพอใจและจะหลีกเลี่ยงสิ่งทท่ี ำใหเ้ ขาไม่พึงพอใจ ธอรน์ ไดคไ์ ด้เนน้ ถงึ การใช้เทคนิคที่
จะสร้างความพึงใจใหก้ บั ผู้เรยี น เช่น การชม การใหร้ างวลั

5.2) กฎแห่งความพร้อม การเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพมากที่สุดเมื่อผู้เรียนอยู่ใน
สภาพที่พร้อมจะเรียนหรือพร้อมที่จะทำกิจกรรม ความพร้อมในที่นี้รวมความถึงความพร้อมด้าน
รา่ งกาย สตปิ ัญญา สงั คม และอารมณ์

16

5.3) กฎแหง่ การฝกึ หดั ประกอบดว้ ยกฎท่ีสำคัญ 2 ขอ้ คอื
(1) กฎแห่งการใช้พฤติกรรมใดที่อินทรีย์ได้มีการกระทำอยู่เสมอหรือมีการ

ฝกึ ฝนอยเู่ ป็นประจำ ไม่ไดท้ ้ิงช่วงไวน้ าน อินทรียย์ ่อมเกิดทกั ษะและกระทำพฤติกรรมน้นั ได้ดี
(2) กฎแห่งการไม่ใช้พฤติกรรมใดก็ตามท่ีอนิ ทรีย์ท้ิงชว่ งไว้นานอินทรีย์ย่อมจะ

เกิดการลมื หรือกระทำพฤตกิ รรมนนั้ ไมด่ ี
นอกจากนี้ พงษ์พันธุ์ พงษ์โสภา (2544, หน้า 87) ยังได้กล่าวถึงทฤษฎีพฤติกรรม

นิยมของ สกินเนอร์ ไว้ว่า มีความเชื่อในเรื่องของการเสริมแรง พฤติกรรมใดก็ตามถ้าได้รับการ
เสริมแรงพฤติกรรมนั้นก็มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ สกินเนอร์ได้นำผลการทดลองมาใช้ในกิจกรรม
การเรยี นการสอนไว้หลายรูปแบบ เชน่ บทเรยี นโปรแกรม โดยยึดหลกั การเสรมิ แรงและลักษณะอ่ืน ๆ
ทีส่ ำคัญ ประกอบดว้ ย

(1) ให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมหรอื ลงมือกระทำด้วยตนเอง
(2) ให้มีความกา้ วหนา้ ไปทลี ะนอ้ ย ๆ
(2) ใหผ้ เู้ รยี นไดร้ ผู้ ลการกระทำในทนั ที
กรรณิการ์ พวงเกษม (2540, หน้า 7) ได้กล่าวถึงการสร้างแบบฝึกหัดเพื่อใช้ฝึก
ทกั ษะอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพนน้ั ตอ้ งสร้างโดยคำนึงถงึ หลกั ทางจติ วทิ ยา ดงั นี้
(1) ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Difference) ต้องคำนึงอยู่
เสมอว่านักเรียนแต่ละคนมีความรู้ ความถนัด ความสามารถ ความสนใจแตกต่างกัน ในการสร้าง
แบบฝึกหดั จึงควรพจิ ารณาให้เหมาะสม ไม่ง่ายเกินไปสำหรับเด็กทีเ่ ก่ง และไม่แยกกลุ่ม ควรให้เด็กเก่ง
คละกบั เด็กอ่อน เพ่ือให้เดก็ เก่งช่วยเหลอื เดก็ อ่อน
(2) การเรียนรู้โดยการฝึกฝน (Law of Exercise) ธอร์นไดด์ ได้กล่าว
ว่า การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีก็ต่อเมื่อได้มีการฝึกฝนหรือการกระทำซ้ำๆฉะนั้นในการสร้างแบบฝึกหดั
จึงควรสร้างแบบฝึกหัดเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกฝนเรื่องหนึ่งๆซ้ำๆกันหลายครั้งโดยแบบฝึกหัดมีลักษณะ
หลายรูปแบบ เพื่อไม่ให้นักเรยี นเกิดความเบื่อหน่าย อันจะส่งผลทำใหค้ วามสนใจในการฝึกลดลงและ
จะไมเ่ กดิ การเรียนร้เู ทา่ ทีค่ วร
(3) กฎแห่งผล (Law of Effect) เมื่อนักเรียนได้เรียนไปแล้วนักเรียนย่อม
ต้องการทราบผลการเรียนของตนเองว่าเป็นอย่างไร เมื่อให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดหรือให้ทำงานใด ๆ
จึงควรเฉลยหรือตรวจเพื่อให้นักเรียนทราบผลโดยเร็ว หรือสามารถตรวจคำตอบได้เอง เพื่อจะได้รู้
ข้อบกพรอ่ งของตนเอง
(4) แรงจูงใจ (Motivation) เพื่อให้เด็กอยากทำแบบฝึกหัดต่อไป แบบฝึกหัด
ควรเป็นแบบสั้นๆ เพื่อไม่ให้นักเรียนเบื่อหน่าย ควรมีแบบฝึกหัดหลายรูปแบบไม่ซ้ำซาก เช่น อาจจัด
แบบฝึกหัดในลักษณะของเกม กิจกรรมในสถานการณ์ที่ต่าง ๆ แปลกใหม่ น่าสนใจ และสนุกสนาน
เหมาะสมกับวยั และความตอ้ งการของเด็ก
6) ประโยชน์ของชดุ กิจกรรมการเรียนรู้
ประทีป แสงเปี่ยมสุข (2538, หน้า 34) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของชุดฝึกไว้เช่นกันคือ
ชุดฝึกเป็นอุปกรณช์ ว่ ยลดภาระของครู ช่วยใหค้ รมู องเหน็ ปัญหาต่าง ๆ ของนักเรียนได้ชัดเจน ช่วยให้
นักเรียนได้ฝึกทักษะในการใช้ภาษาให้ดีขึ้น ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล ทำให้นักเรียน

17

ประสบผลสำเรจ็ ในทางจิตใจมากข้ึน ช่วยเสรมิ ทกั ษะทางภาษาให้คงทน เปน็ เครือ่ งมือวัดผลการเรียน
หลังจากเรียนบทเรียนแล้ว ช่วยให้นักเรียนสามารถทบทวนได้ด้วยตนเอง ช่วยให้นักเรียนฝึกฝน
ได้เต็มท่ี นอกเหนอื จากท่เี รียน ในเวลาเรียนและช่วยให้ผู้เรียนเห็นความกา้ วหน้าของตนเองด้วย

ยพุ า ย้ิมพงษ์ (2522) ไดก้ ลา่ วถงึ ประโยชนข์ องชุดฝกึ ไวห้ ลายข้อด้วยกัน ดังต่อไปน้ี
(1) เปน็ ส่วนเพิม่ เตมิ หรือเสริมหนงั สือเรยี นในการเรียนทักษะ เป็นอปุ กรณ์การสอนท่ี

ช่วยลดภาระครูได้มาก เพราะชุดฝกึ เป็นสง่ิ ที่จดั ทำข้นึ อยา่ งเปน็ ระบบและมีระเบียบ
(2) ชว่ ยเสรมิ ทกั ษะชุดฝึกหัดเป็นเครื่องมือท่ีช่วยเด็กในการฝึกทักษะ แต่ทั้งน้ีจะต้อง

อาศยั การส่งเสริมและความเอาใจใสจ่ ากครผู สู้ อนดว้ ย
(3) ช่วยในเร่ืองความแตกต่างระหวา่ งบคุ คล เนื่องจากเด็กมีความสามารถทางภาษา

แตกต่างกัน การให้เด็กทำชุดฝึกหัดที่เหมาะสมกับความสามารถของเขา จะช่วยให้เด็กประสบ
ผลสำเร็จในด้านจิตใจมากขึ้น ดังนั้นชุดฝึกหัดจึงไม่ใช่สมุดฝึกที่ครูจะให้เด็กลงมือทำหน้าต่อหน้า แต่
เปน็ แหล่งประสบการณ์เฉพาะสำหรับเดก็ ทต่ี ้องการความช่วยเหลือพิเศษ และเป็นเครอ่ื งมอื ช่วยที่มีค่า
ของครูทจี่ ะสนองความต้องการเปน็ รายบุคคลในช้นั เรียน

(4) ชุดฝึกช่วยเสริมทักษะให้คงทน ลักษณะการฝึกเพื่อช่วยให้เกิดผลดังกล่าวน้ัน
ได้แก่ ฝึกทันทหี ลงั จากที่เดก็ ไดเ้ รยี นรู้ในเร่ืองนั้น ๆ ฝกึ ซ้ำหลาย ๆ ครง้ั เน้นเฉพาะในเรือ่ งทผ่ี ดิ

จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่าลักษณะของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีประกอบด้วย 8
ลักษณะ คือ

(1) ต้องมีความชดั เจน ทงั้ คำชแี้ จง คำสงั่ งา่ ยตอ่ การเข้าใจ
(2) ตรงกับจดุ ประสงค์ทีต่ อ้ งการวดั
(3) มภี าษาและรปู ภาพท่ดี งึ ดดู ความสนใจนักเรยี นและเหมาะสมกับวยั ของผู้เรียน
(4) แบบฝกึ แตล่ ะเรอ่ื งไม่ควรยาวมากจนเกนิ ไป
(5) ควรมกี จิ กรรมหลากหลายรูปแบบทำให้นักเรียนไมเ่ บ่อื
(6) ควรตอบสนองความต้องการและความสนใจของผู้เรียนสร้างความสนุกสนาน
เพลิดเพลินขณะทำแบบฝึก
(7) มคี ำตอบท่ีชัดเจน
(8) แบบฝกึ ทีด่ ีสามารถประเมนิ ความก้าวหนา้ ความรู้ของนกั เรยี นได้และดึงดุดความ
สนใจและสมาธิของผู้เรียน โดยอาศัยหลักการทางจิตวิทยาของธอร์นไดค์ เรื่อง กฎการเรียนรู้ 3 กฎ
คือ กฎแห่งความพึงพอใจหรือกฎแห่งผล กฎแห่งความพร้อมและกฎแห่งการฝึกหัด ซึ่งคำนึงถึงความ
แตกต่างระหว่างบุคคลอยู่เสมอโดยชุดกิจกรรมการเรียนรู้จะช่วยทำให้นักเรียนประสบความสำเรจ็ ใน
การฝกึ ทักษะ

ดังนั้นชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้ฝึกทักษะการแก้ปัญหาให้กับ
นักเรียน เพื่อให้นักเรียนเกิดความชำนาญ ในเรื่องคู่อันดับและกราฟของคู่อันดับเพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถ
กระตนุ้ และดำเนนิ กิจกรรมการเรียนรู้ของนกั เรียนได้ด้วยตนเองอย่างเต็มศักยภาพ

18

2.4 เอกสารท่เี ก่ียวข้องกับความพึงพอใจ
1) ความหมายของความพงึ พอใจ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน (2542) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า

พึงพอใจ หมายถึง รกั ชอบใจ และพงึ ใจ หมายถึง พอใจ ชอบใจ
อุทัย พรรณสุดใจ (2545) ได้กล่าวถึง ความพึงพอใจว่า เป็นความรู้สึกรักชอบยินดีเต็มใจ

หรือมีเจตคติที่ดีของบุคคลต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความพอใจจะเกิดเมื่อได้รับตอบสนองความต้องการ
ทั้งด้านวัตถุและด้านจิตใจ ความพึงพอใจเป็นเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก และทัศนะของบุคคล
อันเนื่องมาจากสิ่งเร้าและสิ่งจูงใจ โดยอาจเป็นไปในเชิงประเมินค่า ว่าความรู้สึกหรือทัศนคติต่อ
สงิ่ เหล่าน้ัน เป็นไปในทางลบหรอื บวก

Applewhite (1965) ได้กล่าวถึง ความพึงพอใจ เป็นความรู้สึกส่วนตัวของบุคคลในการ
ปฏิบัติงาน ซึ่งรวมไปถึงความพึงพอใจในสภาพแวดล้อมทางกายภาพด้วย การมีความสุขที่ทำงาน
รว่ มกับคนอ่นื ที่เขา้ กันไดม้ ีทัศนคติที่ดตี ่องานด้วย

Good (1973) ได้กล่าวถึง ความพึงพอใจ หมายถึงสภาพหรือระดับความพึงพอใจที่เป็นผล
มาจากความสนใจและเจตคติของบคุ คลท่มี ีตอ่ งาน

จากความหมายของนักวชิ าการข้างตน้ สามารถสรปุ ได้ว่า ความพงึ พอใจเป็นความร้สู ึก หรือ
เจตคติส่วนบุคคลที่มีต่อบุคคล สิ่งของ หรือการงาน ทั้งในทางบวกและทางลบ ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อมกี าร
ตอบสนองความต้องการของบคุ คลนนั้

2) การวดั ความพึงพอใจ
ความพึงพอใจเกิดขึ้นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับกระบวนการจัดการเรียนรู้ประกอบกับระดับ

ความรสู้ กึ ของนักเรียนดงั น้ันในการวดั ความพงึ พอใจในการเรยี นรกู้ ระทำไดห้ ลายวิธี ต่อไปนี้ (สาโรจน์
ไสยสมบัติ , 2534: 39)

2.1) การใชแ้ บบสอบถามซงึ่ เป็นวิธีทนี่ ิยมใช้มากอยา่ งแพร่หลายวิธหี น่ึง
2.2) การสัมภาษณ์ซึ่งเป็นวิธีที่ต้องอาศัยเทคนิคและความชำนาญพิเศษของผู้
สมั ภาษณท์ ่จี ะจงู ใจให้ผตู้ อบคำถามตามข้อเทจ็ จรงิ
2.3) การสังเกต เป็นการสังเกตพฤติกรรมทั้งก่อนการปฏิบัติกิจกรรม ขณะปฏิบัติ
กิจกรรมและ หลังการปฏิบัติกิจกรรม จะเห็นได้ว่าการวัดความพึงพอใจในการเรียนรูส้ ามารถที่จะวัด
ไดห้ ลายวิธี ทงั้ น้ขี นึ้ อยกู่ บั ความสะดวก ความเหมาะสม ตลอดจนจดุ มุ่งหมายหรือเป้าหมายของการวัด
ดว้ ยจงึ จะส่งผลให้การวัดนน้ั มปี ระสทิ ธิภาพน่าเชือ่ ถอื

จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกหรือเจตคติส่วนบุคคลที่มีต่อ
บคุ คล สง่ิ ของ หรอื การงานทง้ั ในทางบวกและทางลบ โดยการวดั ความพึงพอใจข้ึนอยู่กบั กระบวนการ
เรยี นรูส้ ามารถทำได้หลายวิธี การวัดความพึงพอใจทมี่ ีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้จะใช้แบบสอบถามใน
การวดั ซง่ึ เปน็ วธิ ีทนี่ ิยมอย่างแพรห่ ลาย โดยใหน้ กั เรยี นตอบแบบสอบถามท่ีทำข้ึน

19

2.5 งานวจิ ัยท่เี กี่ยวขอ้ ง
1) วิจยั ต่างประเทศ
ยาวัช (Yavz. 2003 : Online) ได้ทำการวิจัยเพื่อศึกษาอิทธิพลของการเรียนรู้โดยใช้

แบบฝึกทกั ษะเชิงประสบการณ์ในชน้ั เรียน กรณศี กึ ษาจากการเรียนการสอน เรอ่ื งกำหนดการเชิงเส้น
เพื่อประเมินการทดลองการใช้แบบฝึกทักษะเชิงประสบการณ์ในวิชาดังกล่าว โดยได้ศึกษาผลที่เกิด
จากการใช้แบบฝึกน้ีกับนักศึกษา 3 กลมุ่ ซ่งึ มกี ลมุ่ ทดลอง 2 กลุ่ม และได้รับแบบฝึกเชิงประสบการณ์
ที่แตกต่างกัน ส่วนอีกหนึ่งกลุ่มเป็นกลุ่มควบคุม ในการวิจัยครั้งนี้จะวัดความรู้ความเข้าในการเรียน
ของนักเรียนทั้งก่อนและหลัง ผลการวิจัยพบว่า การใช้แบบฝึกเชิงประสบการณ์ทั้ง 2 กลุ่ม สามารถ
สร้างความเข้าใจเรื่องกำหนดการเชิงเส้นเพิ่มขึ้น สังเกตได้จากการเปรียบเทียบคะแนนหลังเรียน
ซึ่งสงู กว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนยั สำคญั ข้อมูลในการศึกษานที้ ำให้ทราบอีกวา่ เพศหญงิ จะเอาใจใส่
การเรียนรู้ในสิ่งแวดล้อมที่มีการปฏิสัมพันธ์ด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบเป็นกลุ่มดีกว่าการเรียนรู้
แบบรายคน ส่วนเพศชายเรยี นรู้ไดด้ ีในสภาวะการเรยี นร้ทู ้ัง 2 แบบ

2) วจิ ยั ในประเทศ
นันทพร บุญวาส (2554, บทคัดย่อ) ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดฝึกทักษะเรื่องการ

คูณและการหาร ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 3 - 4 การวจิ ยั ในครั้งนีม้ ีวตั ถุประสงคเ์ พ่ือ (1) สร้างชุดฝึกทักษะ
เรือ่ ง การคูณและการหาร (2) เปรียบเทยี บผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นเรือ่ งการคูณและการหารก่อนและ
หลังการใช้ชุดฝึกทักษะและ (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อชุดฝึกทักษะเรื่องการคูณ
และการหารของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 – 4 ประชากรทใี่ ช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปี ท่ี 3 - 4 โรงเรยี นวดั สระบัวจังหวัดปทมุ ธานี กล่มุ ตัวอย่างเปน็ นักเรยี นช้ันประถมศึกษา
ปีที่ 3 – 4 ปีการศึกษา 2553 จํานวน 52 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัด
กจิ กรรมทางการเรียนเรื่อง การคูณและการหารและแบบสอบถามความพึงพอใจเกี่ยวกับการใช้ชุดฝึก
ทักษะเรื่องการคูณและการหาร สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลจากการวิจัยพบว่า (1) ชุดฝึกทักษะเรื่องการคูณและการหาร
ชั้นประถมศึกษาปี ท่ี 3 – 4 มีประสิทธิภาพ 72.06/76.20 กล่าวคือ คะแนนเฉลี่ยจากการทำชุด
ฝึกระหว่างเรียนคิดเป็นร้อยละ 72.06 ของคะแนนเต็ม และคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังการใช้ชุดฝึกทักษะคิดเป็นร้อยละ 76.20 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์
70/70 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณและการหาร หลังการใช้ชุดฝึกทักษะสูงกว่าก่อนใช้
ชุดฝึกทักษะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 (3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดฝึกทักษะอยู่ใน
ระดับมากทสี่ ดุ

นงลักษณ์ ผ่องสุวรรณ (2547) ได้ทำการศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ
ร่วมมือจากนักเรียนแกนนำ ต่อผลสัมฤทธิท์ างการเรียนและเจตคติ ในวิชาคณติ ศาสตร์ เรื่อง คู่อันดับ
และกราฟ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประภัสสรรังสิต อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง
กลุ่มตัวอย่างที่ ใช้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประภัสสรรังสิต อำเภอเมือง จังหวัด
พัทลุง ในภาคเรียน ที่ 2 ปีการศึกษา 2546 จานวน 2 ห้องเรียน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม
กลุ่มทดลองสอนโดยวิธี จัดกิจกรรมการเรยี นรู้แบบร่วมมอื จากนกั เรยี นแกนนำ และกลุ่มควบคุมสอน
ตามปกติ ใช้เวลาสอน 8 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล เป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์

20

ทางการเรียนและแบบวดั เจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ รวบรวมข้อมูลโดยการนำเครื่องมือท้ัง 2 ชนิดไป
ทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างทั้งก่อนและหลังเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต
ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที (t – test) ผลการวิจัย พบว่า ก่อนเรียนนักเรียนที่เรียน
โดยวิธีจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ จากนักเรียนแกนนำ และเรียนตามปกติ มีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง คู่อันดับ และกราฟ ไม่แตกต่างกัน แต่เจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์
ก่อนเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยวิธีจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือจากนักเรียนแกนน ำต่ำกว่า
นักเรียนท่ีเรียนตามปกติ หลังจากการเรียนด้วยวิธีการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือจากนักเรยี น
แกนนำแล้ว ปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและเจตคตติ ่อวิชาคณติ ศาสตร์ทงั้ สองกลุ่มสูงกว่าก่อน
เรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 โดยที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อวิชา
คณิตศาสตร์หลังเรียนของนักเรียนที่เรียน โดยวิธีจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือจากนักเรียน
แกนนำ สงู กวา่ นักเรยี นทเ่ี รยี นตามปกติ อย่างมี นยั สำคัญทางสถติ ทิ รี่ ะดับ .01

ปิยนาฏ แก้วสรรค์ (2549) ได้ทำการศึกษาเรื่อง กิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์
เรื่อง คู่อันดับและกราฟ โดยใช้สื่อคอมพิวเตอร์ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนศึกษา
สงเคราะหช์ ัยนาท ผลการวิจัยพบวา่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เรอื่ ง คูอ่ ันดบั และกราฟ ของนกั เรยี นชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนด้วยสื่อคอมพิวเตอร์สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.05 และความคดิ เหน็ ของนักเรียนท่ีมีต่อกจิ กรรมการเรียนรู้คณติ ศาสตร์ เรอ่ื ง คอู่ นั ดบั และกราฟ โดย
ใชส้ ือ่ คอมพวิ เตอร์ อยู่ในระดบั เหน็ ดว้ ย

ชูฉกาจ ชูเลิศ (2558) ได้ทำการศึกษาเรื่อง ประสิทธภิ าพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรอ่ื ง ค่อู ันดับและกราฟ สาหรับนักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 มวี ัตถปุ ระสงค์เพ่ือ
กิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง คู่อันดับและกราฟ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70
และเพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาคณิตศาสตร์กลุ่มตัวอย่างที่ใช้
ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
จานวน 45 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มี 3 ชนิด ประกอบไป
ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง คู่อันดับและกราฟ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา
คณิตศาสตร์ เรื่อง คู่อันดับและกราฟ ซึ่งเป็นแบบปรนัยเลือกตอบจานวน 20 ข้อ มีค่าความยากง่าย
อยู่ระหว่าง 0.33 ถึง 0.78 และค่าอานาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง 0.25 ถึง 1.00 ค่าความเชื่อม่ันทง้ั
ฉบับเท่ากับ 0.950 และแบบวัดเจตคติของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรูร้ ายวิชาคณิตศาสตร์
จานวน 20 ข้อ มีค่าความเชอื่ มั่นของแบบวัดเจตคติของนกั เรียนต่อการจดั กิจกรรมการเรียนรู้รายวิชา
คณิตศาสตร์ทัง้ ฉบับเท่ากับ 0.814 ซึ่งผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง
คู่อนั ดบั และกราฟ มีประสิทธภิ าพเท่ากับ 71.67/70.63 ซึง่ เป็นไปตามเกณฑ์ 70/70 ทก่ี าหนดไว้ และ
เจตคติของนกั เรยี นตอ่ การจดั กิจกรรมการเรียนรรู้ ายวิชาคณิตศาสตร์ อยู่ในระดับดี

จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ พบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้
ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ทำใหนักเรียนได้รบั การฝึกฝน พฒั นารู้ความสามารถ ท้ังด้านความรู้ความเข้าใจ
การวิเคราะห์ปัญหากระบวนการแก้ปัญหาอย่างมีระบบ อีกทั้งยังส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
สูงขึ้น ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาวิธีการพัฒนาการทักษะการแก้ปัญหาโดยใชชุดกิจกรรมการเรียนรู้
เร่ือง คอู่ ันดบั และกราฟของคอู่ ันดับ เพ่อื พัฒนาความสามารถและทักษะของนกั เรียนให้ดียิ่งข้นึ

21

บทที่ 3
วธิ ีการดำเนนิ การวจิ ัย

การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลองรูปแบบกลุ่มเดียววัดสองครั้ง มีการทดสอบก่อนและ
หลังเรียนในรายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ ระดับชั้นมัธยมศึกษา
ปที ี่ 1 โรงเรียนกาญจนาภเิ ษกวทิ ยาลัย สรุ าษฎร์ธานี ซึ่งมีรายละเอยี ดและข้นั ตอนการดำเนนิ งานดังน้ี

3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
3.2 ตัวแปรท่ีศกึ ษา
3.3 แบบแผนการวจิ ยั
3.4 นวัตกรรม/เครือ่ งมือทใ่ี ชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มลู
3.5 การสรา้ งและหาคุณภาพเครอ่ื งมอื ทใี่ ช้ในการเก็บรวบรวมข้อมลู
3.6 การเก็บรวบรวมข้อมูล
3.7 การวิเคราะหข์ อ้ มูลและสถติ ทิ ่ีใช้

3.1 ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง
1) ประชากร ประชากรทีใช้ในการวิจัยในครั้งนี้เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุราษฎร์ธานี อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
มีจำนวนนกั เรียนท้งั ส้ิน 234 คน

2) กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6
ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุราษฎร์ธานี อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
มีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 33 คน โดยกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง
(Purposive Selection)

3.2 ตัวแปรท่ศี ึกษา
1) ตวั แปรตน้ ได้แก่ ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้
2) ตัวแปรตาม ได้แก่ ระดับความพึงพอใจ และทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟ

ของคอู่ ันดับ

3.3 แบบแผนการวิจยั
ในการวิจยั คร้ังนีใ้ ช้แบบแผนการวิจัยเป็นแบบกลุ่มเดยี ววัดสองครั้ง ก่อนและหลังการทดลอง

(One Group Pretest – Posttest Design) ดงั นี้

o1 x o2 กลมุ่ ทดลอง

ภาพท่ี 2 ภาพแสดงแบบแผนการวจิ ัย

22

ความหมายของสัญลกั ษณ์ท่ีใช้ในแบบแผนการวจิ ัย

o1 แทน การทดสอบก่อนใช้ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้

x แทน การทดลองท่ีใช้ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้

o2 แทน การทดสอบหลังใช้ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้

ในการดำเนินการวิจัยน้ีผู้วิจัยทดสอบก่อนเรียน (Pre – test) โดยใช้แบบประเมินทักษะการ
แก้ปัญหาเรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ ดำเนินการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ใน
การเรียนการสอนและทดสอบหลังเรียน (Post – test) โดยใช้แบบประเมินทักษะการแก้ปัญหา
เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ ตรวจให้คะแนนแบบประเมินทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับ
และกราฟของคู่อนั ดับ และนำคะแนนทไี่ ด้ไปวเิ คราะห์ค่าทางสถิติโดยใช้สถิตทิ ดสอบ t – test

3.4 นวตั กรรม/เคร่อื งมือการวิจยั
เคร่อื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมูล ประกอบดว้ ย
1) แบบประเมินทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ (ใช้วัดก่อนเรียน

และหลังเรียน) รายวชิ าคณติ ศาสตร์พ้ืนฐาน เร่ืองคอู่ ันดับและกราฟของคู่อันดับ ระดับชั้นมัธยมศึกษา
ปที ี่ 1 จำนวน 2 ฉบบั ซึ่งเปน็ แบบทดสอบอตั นยั จำนวน 5 ข้อ

2) แบบประเมินระดับความพึงพอใจต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องคู่อันดับและกราฟ
ของคูอ่ ันดับ ระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 1 จำนวน 10 ขอ้

3.5 การสร้างและหาคณุ ภาพเครอ่ื งมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมลู

1) การสรา้ งและหาคณุ ภาพแบบประเมนิ ทักษะการแกป้ ัญหา

แบบประเมินทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ ในระดับช้ัน

มัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบทดสอบฉบับเดียวกันสำหรับใช้ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน

แบบทดสอบอตั นัย 5 ข้อ ข้อละ 5 คะแนน

เกณฑใ์ นการให้คะแนน คอื

ตอนที่ 1 นกั เรียนมีทกั ษะและกระบวนการในการแก้ปัญหา ให้ 1 คะแนน

ตอนท่ี 2 นกั เรยี นมีทกั ษะและกระบวนการในการใหเ้ หตผุ ล ให้ 3 คะแนน

ตอนท่ี 3 นักเรียนมที กั ษะการสอื่ สารและการนำเสนอ ให้ 1 คะแนน

มขี ัน้ ตอนในการสร้างแบบทดสอบอตั นัย ดงั น้ี

1.1) ศกึ ษาวิธีการสร้างแบบประเมนิ ทกั ษะจากเอกสารและงานวิจัยที่เก่ยี วข้อง

1.2) วิเคราะห์ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังของเนื้อหา เนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน

เร่ือง คอู่ นั ดับและกราฟของค่อู ันดบั ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 1

1.3) สร้างแบบประเมินทักษะ เป็นข้อสอบอัตนัย 5 ข้อ โดยให้สอดคล้องกับผลการ

เรียนรู้ที่คาดหวงั

1.4) นำแบบประเมินทักษะไปทดลองใช้กับนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 1/5 โรงเรียน

กาญจนาภิเษกวทิ ยาลัย สรุ าษฎรธ์ านี อำเภอไชยา จังหวัดสรุ าษฎรธ์ านี จำนวน 31 คน

23

1.5) วิเคราะห์คณุ ภาพคา่ ความยากง่าย (P) คา่ อำนาจจำแนก (r) ค่าความเชือ่ ม่นั (α )

1.6) คัดเลือกข้อสอบที่มีค่าความยากง่าย (P) อยู่ระหว่าง 0.20 - 0.80 มีค่าอำนาจ

จำแนก (r) โดยที่ ตวั ถูก r  0.20 และมคี า่ ความเช่ือมนั่ (α ) ตง้ั แต่ 0.7 ขน้ึ ไป

1.7) นำแบบประเมินทักษะไปใช้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6 โรงเรียน

กาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุราษฎรธ์ านี จำนวนนักเรียนท้ังสิน้ 33 คน

2) การสรา้ งและการหาคุณภาพชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้

2.1) กำหนดจุดมุ่งหมายในการสร้างชดุ กิจกรรมการเรียนรู้

2.2) ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบับปรับปรุง

ปีพทุ ธศกั ราช 2560) กล่มุ สาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์ และเน้ือหาเรอื่ งคู่อันดบั และกราฟของคู่อันดับ

ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 1

2.3) วเิ คราะหเ์ นอ้ื หาและผลการเรียนรู้ เรื่อง คู่อนั ดับและกราฟของคอู่ นั ดับ

2.4) จดั เนือ้ หา เรื่อง คู่อนั ดับและกราฟของคอู่ ันดบั ไดเ้ ป็น 2 เรือ่ ง ดงั นี้

(1) คอู่ ันดบั และกราฟของคู่อันดับ

(2) กราฟและการนำไปใช้

2.5) ดำเนินการสร้างชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ ตามเน้อื หาและวัตถปุ ระสงค์ทกี่ ำหนดไว้

2.6) นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1

จำนวน 33 คน ในการเก็บรวบรวมข้อมลู ตอ่ ไป

3) การสรา้ งและการหาคุณภาพแบบประเมินระดับความพงึ พอใจ

แบบประเมินระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุด

กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ค่อู นั ดบั และกราฟของคู่อันดับ ระดบั ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 1 มีขนั้ ตอน ดังน้ี

3.1) ศกึ ษาเอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การสรา้ งแบบสอบถามความพึงพอใจ

3.2) สร้างแบบประเมินระดับความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุด

กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10 ข้อ

ซง่ึ เป็นแบบสอบถามแบบ 5 ระดบั ดังน้ี

เกณฑก์ ารให้คะแนน

ระดับมากที่สดุ ได้ 5 คะแนน

ระดับมาก ได้ 4 คะแนน

ระดับปานกลาง ได้ 3 คะแนน

ระดับนอ้ ย ได้ 2 คะแนน

การแปลผลคะแนน

ค่าคะแนนเฉลย่ี 4.51 - 5.00 อยูใ่ นระดบั ความพงึ พอใจมากทส่ี ดุ

ค่าคะแนนเฉล่ีย 3.51 - 4.50 อยใู่ นระดับความพึงพอใจมาก

ค่าคะแนนเฉลย่ี 2.51 - 3.50 อยู่ในระดับความพงึ พอใจปานกลาง

ค่าคะแนนเฉลย่ี 1.51 - 2.50 อยู่ในระดับความพงึ พอใจน้อย

ค่าคะแนนเฉล่ีย 1.00 - 1.50 อยใู่ นระดับความพึงพอใจนอ้ ยท่ีสุด

24

3.3) เลือกข้อคำถามที่มีค่าอำนาจจำแนก (r) โดยที่ ตัวถูก r  0.20 และมีค่าความ
เช่ือมนั่ (α ) ตัง้ แต่ 0.7 ขนึ้ ไป

3.4) นำแบบประเมนิ ระดับความพงึ พอใจไปใชเ้ กบ็ ข้อมูลกับกลุ่มตวั อย่าง

3.6 การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
1) ทดลองแบบก่ึงการทดลอง ( O1 × O2 ) (นวลอนงค์ บญุ ฤทธิ์พงศ์. 2556 : 55)
2) วัดความรู้ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบประเมินทักษะก่อนเรียน วิชาคณิตศาสตร์

พื้นฐาน เรอ่ื ง คอู่ ันดบั และกราฟของคอู่ นั ดับ ระดับช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 1 เป็นเวลา 1 ช่ัวโมง
3) นักเรียนกลุ่มตวั อย่างใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นเวลา 1 สัปดาห์
4) วัดความรู้ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบประเมินทักษะหลังเรียน วิชาคณิตศาสตร์

พื้นฐาน เรอ่ื ง คู่อันดับและกราฟของคอู่ ันดับ ระดับชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 1 เปน็ เวลา 1 ชัว่ โมง
5) สอบถามความพงึ พอใจนกั เรียนกลุ่มตวั อย่างดว้ ยแบบประเมินระดับความพึงพอใจ
6) นำคะแนนทไี่ ด้มาวเิ คราะห์ โดยใช้วธิ ีทางสถติ ิ เพ่อื ทดสอบสมมติฐานการวิจยั

3.7 การวเิ คราะหข์ อ้ มูลและสถิติท่ีใช้
1) เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ค่า

t – test แบบ dependent ( จริยา ทศพร, 2553 : 74 )

t = D
n D2 - ( D)2

n -1

เม่ือ
t คอื การตรวจสอบความแตกตา่ งของคะแนนก่อนเรยี นและหลังเรียน
D คอื ความแตกตา่ งคะแนนกอ่ นเรยี นและหลงั เรียนของนกั เรียนแตล่ ะคน

D คือ ผลรวมของความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของ

นกั เรียนทุกคน
D2 คอื ความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนแต่ละ

คนยกกำลงั สอง

D คอื ผลรวมของความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของ

นักเรียนแตล่ ะคนยกกำลังสอง

 D2 คือ ผลรวมของความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของ

นักเรียนทุกคนยกกำลังสอง

nD2 คือ จำนวนนักเรียนคูณผลรวมของความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อน

เรียนและหลังเรยี นของนกั เรยี นแตล่ ะคนยกกำลงั สอง
n คอื จำนวนนกั เรยี นทง้ั หมด

25

2) วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้ เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งใช้ค่าเฉลี่ย (x ) ค่าส่วน
เบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D) คา่ อำนาจจำแนกและค่าความเชือ่ มัน่ ( จริยา ทศพร, 2553 : 75 )

2.1) คา่ เฉล่ียเลขคณติ

x = x
n

เมือ่ x คอื คะแนนเฉลย่ี
x คอื ผลรวมของคะแนนทัง้ หมด
n คือ จำนวนนักเรยี นท้ังหมด

2.2) ค่าสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน

nΣx2 -(Σx)2
S.D. = n (n-1)

เม่อื คือ คา่ สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน
S.D. คอื ผลรวมของคะแนนทั้งหมด
คอื ผลรวมของคะแนนของคะแนนท้งั หมดยกกำลังสอง
Σx คอื จำนวนนกั เรยี นท้ังหมด
Σx 2 คอื คะแนนนักเรยี นแต่ละคน

n

x

26

บทท่ี 4
ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล

การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดสองครั้ง มีการทดสอบก่อนและหลัง
การใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ด้านทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับ
และกราฟของคู่อันดับ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุราษฎร์ธานี
ซง่ึ มกี ารนำเสนอขอ้ มลู และผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ดงั นี้

4.1 สญั ลกั ษณท์ ่ใี ช้ในการวิเคราะหข์ ้อมลู
4.2 ลำดบั ขน้ั ตอนในการวเิ คราะห์ข้อมูล
4.3 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล

4.1 สญั ลกั ษณท์ ใี่ ช้ในการวิเคราะหข์ ้อมูล
สัญลกั ษณ์ทใี่ ชใ้ นการวเิ คราะหข์ ้อมลู
x แทน ค่าเฉล่ยี
S.D. แทน ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
t แทน คา่ สถิตทิ ดสอบด้วยที

4.2 ลำดบั ขนั้ ตอนในการวเิ คราะห์ขอ้ มลู
การวิเคราะห์ข้อมูลได้ดำเนนิ การตามลำดบั ดังต่อไปนี้
ศึกษาทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดบั ก่อนการใช้ชุดกิจกรรมการ

เรียนรู้ และหลงั การใช้ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ ดงั นี้
1) หาค่าสถิติพื้นฐาน โดยหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน

จากการทำแบบประเมินทักษะการแก้โจทย์ปัญหา ก่อนการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และหลังการใช้
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้

2) เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนจากการทำแบบประเมินทักษะการแก้ปัญหา
เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อนั ดบั ก่อนการใช้ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ และหลังการใช้ชดุ กจิ กรรมการ
เรียนรู้

3) หาคา่ ความพงึ พอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรยี นรู้

4.3 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู
การวิจัยนี้มีจุดประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับ

และกราฟของคู่อันดับ ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของ
นักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 ทม่ี ีต่อชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ตามเกณฑ์ระดับมาก

วิจัยไดน้ ำเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูล โดยแบง่ ออกเป็น 2 ตอน ดงั น้ี

27

ตอนท่ี 1 เปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ ก่อนและ
หลงั การใช้ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้

ตารางที่ 1 การเปรียบเทียบระดับทักษะการแก้ปัญหา เรอ่ื ง คอู่ นั ดับและกราฟของคู่อันดับ
ของนักเรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 กอ่ นเรยี นและหลงั การใช้ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้

การทดสอบ จำนวน(คน) คะแนนเตม็ คะแนนเฉลย่ี S.D. T – test
4.64 1.43 16.79*
ก่อนเรียน 33 15 10.55 2.32

หลงั เรียน 33 15

* มนี ัยสำคัญทางสถิติทีร่ ะดบั .05

จากตารางที่ 1 แสดงว่าผลการประเมินทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่
อันดับหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้
ค่าสถิติ (t – test) พบว่า ค่า t เท่ากับ 16.79 คะแนนเฉลี่ยก่อนเรยี นและหลังเรยี นแตกต่างกัน อย่าง
มนี ยั สำคัญทางสถิติทร่ี ะดับ .05

ตอนท่ี 2 ความพงึ พอใจของนักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 ทีม่ ตี ่อชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ตาม
เกณฑ์ระดับมาก

ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการ
จดั การเรียนรู้โดยใช้ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1

รายการ คา่ เฉล่ีย S.D. ระดับความ
พึงพอใจ

1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สามารถทำให้ทักษะการแก้ปัญหา 4.48 0.82 มาก
ของนักเรียนดขี ึ้น

2. ความชัดเจนในการอธิบายเนอ้ื หา 4.44 0.65 มาก

3. การเรยี บเรยี งเนอื้ หาทเ่ี ข้าใจงา่ ย 4.12 0.88 มาก

4. คำชี้แจงการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีความชัดเจน 4.16 0.94 มาก
เขา้ ใจงา่ ย

5. ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ มีความเหมาะสมต่อการใช้งาน 4.56 0.71 มากท่สี ดุ

6. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มสี สี ัน สวยงาม น่าสนใจ 4.64 0.70 มากทส่ี ุด

7. ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ มีขนั้ ตอนการใชไ้ ม่ซับซอ้ น 4.36 0.91 มาก

8. ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ มคี วามปลอดภัยในการใช้งาน 4.20 0.96 มาก

9. ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ มีเนือ้ หาสอดคลอ้ งกับบทเรยี น 4.32 0.95 มาก

10.เนื้อหาในชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีสาระและประโยชน์ 4.32 0.80 มาก
สามารถนำไปประยุกตใ์ ชง้ านได้ในชีวิตประจำวนั

เฉลยี่ 4.36 0.17 มาก

28

จากตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้
ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ ระดับชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 พบว่า นักเรียนสว่ นใหญม่ ีความพึงพอใจอยู่ในระดับ
มาก ( x = 4.36) สรุปได้ว่า นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย
สรุ าษฎรธ์ านี มีความพงึ พอใจตอ่ การจดั การเรียนรู้โดยใชช้ ดุ กจิ กรรมการเรียนรู้

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับหลังการใช้
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ค่าสถิ ติ (t – test)
พบว่า ค่า t เท่ากับ 16.79 คะแนนเฉลี่ยกอ่ นเรยี นและหลงั เรียนแตกตา่ งกนั อย่างมีนัยสำคญั ทางสถติ ิ
ที่ระดับ .05 และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( x = 4.36) สรุป
ไดว้ า่ นกั เรียนในระดบั ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรยี นกาญจนาภเิ ษกวิทยาลัย สรุ าษฎรธ์ านี มีความพึง
พอใจต่อการจดั การเรียนรู้โดยใช้ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ ซึง่ สอดคล้องตามสมมติฐานทว่ี างไว้

29

บทท่ี 5
สรุปผล อภปิ รายและขอ้ เสนอแนะ

การวิจัย เรื่อง การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับโดยใช้
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย
สุราษฎร์ธานีจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยผู้ทำวิจัยขอนำเสนอสรุปผลการวิจัย การอภิปรายผลและ
ข้อเสนอแนะตามขัน้ ตอนดังน้ี

5.1 วัตถุประสงค์ของการวจิ ยั
5.2 สมมตฐิ านของการวจิ ัย
5.3 ขอบเขตการวจิ ัย
5.4 เครือ่ งมือทใ่ี ช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
5.5 การดำเนนิ การวิจยั
5.6 สถิตทิ ใี่ ช้ในการวเิ คราะหข์ ้อมูล
5.7 สรุปผลการวจิ ยั
5.8 อภิปรายผล
5.9 ขอ้ เสนอแนะ

5.1 วตั ถุประสงค์ของการวิจยั
1) เพื่อเปรียบเทียบทกั ษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ ก่อนและหลังการ

ใช้ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้
2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย

สรุ าษฎร์ธานี ท่ีมตี ่อชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ตามเกณฑ์ระดับมาก

5.2 สมมตฐิ านของการวิจัย
1) ทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้

สงู กว่ากอ่ นใช้ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้
2) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย

สุราษฎร์ธานี สงู กว่าเกณฑ์ระดับมากขึ้นไป

5.3 ขอบเขตการวจิ ยั
เพ่อื ใหก้ ารวจิ ัยคร้งั นีเ้ ปน็ ไปตามวตั ถปุ ระสงค์ ผวู้ ิจยั จึงได้กำหนดขอบเขตของการวจิ ัยดงั นี้
5.3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยครงั้ น้ี คือ นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 ปีการศึกษา 2563

โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุราษฎร์ธานี อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 234 คน
ทม่ี ปี ัญหาเรอ่ื งทกั ษะการแกป้ ัญหา เรื่อง คูอ่ ันดบั และกราฟของค่อู ันดับ

30

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา
2563 โรงเรยี นกาญจนาภิเษกวิทยาลยั สุราษฎรธ์ านีจำนวน 33 คน ซงึ่ ได้มาดว้ ยวิธีเลือกแบบเจาะจง
(Purposive Selection)

5.3.2 ตวั แปรศกึ ษา สำหรับการวจิ ยั คร้งั น้ี คอื
ตัวแปรตน้ ได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้
ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่
(1) ทกั ษะการแกป้ ญั หา เรอื่ ง คู่อันดบั และกราฟของคอู่ นั ดับ
(2) ระดับความพึงพอใจ

5.3.3 เนือ้ หา
เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยจะเป็นเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ระดับชั้นมัธยมศึกษา

ปีที่ 1 เรื่องคู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2551 (ฉบับปรับปรุงปพี ุทธศกั ราช 2560)

5.3.4 ระยะเวลาที่ใชใ้ นการวจิ ยั
ดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ระหวา่ งเดือน ธันวาคม 2563 –

เดือน มีนาคม 2564 โดยใช้เวลาในการทดลองในคาบเรียนวันจันทร์ 1 คาบ วันอังคาร 1 คาบ และ
วนั พุธ 1 คาบ รวมเป็นเวลา 3 วัน ตอ่ 1 สัปดาห์ ดงั น้ี

(1) วันที่ 18 มกราคม 2564 ทดสอบก่อนการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็น
เวลา 50 นาที

(2) วันที่ 19 – 20 และ 25 – 26 มกราคม 2564 นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไป
ใหน้ กั เรียนใชใ้ นการเรียนรแู้ ละพฒั นาทักษะการแก้ปญั หา เรอื่ ง คอู่ ันดบั และกราฟของคู่อนั ดับ

(3) วันที่ 27 มกราคม 2564 ทดสอบหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็น
เวลา 50 นาที

5.4 เครอื่ งมอื ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมลู
เครื่องมือทีใ่ ช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ประกอบดว้ ย
5.4.1 แบบประเมินทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ (ใช้วัดก่อน

เรียนและหลงั เรียน) รายวิชาคณติ ศาสตร์พื้นฐาน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรียนกาญจนาภิเษก
วทิ ยาลัย สรุ าษฎร์ธานี จำนวน 2 ฉบับ ซึง่ เปน็ แบบทดสอบอัตนยั จำนวน 5 ขอ้

5.4.2 แบบประเมินระดับความพึงพอใจต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง คู่อันดับและ
กราฟของคู่อันดับ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุราษฎร์ธานี จำนวน
10 ขอ้

5.5 การดำเนินการวจิ ัย
ผ้วู จิ ัยดำเนนิ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลของนกั เรยี นกลุม่ ตวั อย่าง 4 ขน้ั ตอน ดงั น้ี
1) ผ้วู จิ ยั ดำเนนิ การวัดทักษะการแก้ปัญหา เรือ่ ง คอู่ นั ดับและกราฟของคู่อนั ดบั กอ่ นการใช้

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยแบบประเมินทักษะการแก้ปัญหา ก่อนเรียน (Pre – test) ซึ่งเป็นข้อสอบ

31

อัตนัย จำนวน 5 ข้อ ใช้เวลา 50 นาที โดยทดสอบกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน
กาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุราษฎร์ธานี จำนวน 33 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ซึ่งเป็นกลุ่ม
ตวั อยา่ ง

2) ผ้วู จิ ยั ดำเนินการใช้ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ให้กบั กลมุ่ ตวั อยา่ ง
3) เม่อื สิ้นสดุ การใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามกำหนดแลว้ จึงทำการวดั ทักษะการแก้ปัญหา
เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ หลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยแบบประเมินทักษะ
การแก้ปัญหา หลังเรียน (Post – test) เป็นข้อสอบอัตนัย จำนวน 5 ข้อ ซึ่งเป็นชุดเดียวกับที่ใช้
แบบประเมินทักษะการแกป้ ัญหาก่อนเรยี น ทดสอบกบั กลุ่มตัวอยา่ งใชเ้ วลา 50 นาที
4) ตรวจให้คะแนนแบบประเมินทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ
และนำคะแนนที่ไดจ้ ากการทำแบบวัดทักษะการแก้ปัญหา ก่อนการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้และหลัง
การใช้ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ ไปวิเคราะหค์ ่าทางสถิติ

5.6 สถติ ทิ ่ีใชใ้ นการวิเคราะหข์ อ้ มูล
การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ ระดับชั้น

มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวทิ ยาลยั สุราษฎร์ธานี
1) เปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับก่อนการใช้ชุด

กิจกรรมการเรียนรู้ และหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ
ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ทำได้โดยการวิเคราะห์ข้อมูลค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉล่ีย
เลขคณิต (x) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และเปรียบเทียบผลต่างของคะแนนระหว่างการวัด
ทักษะก่อนการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้และหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยค่าสถิติทดสอบ
แบบ t – test Dependent Samples

2) วิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยชุด
กจิ กรรมการเรียนรู้ เรื่องคู่อนั ดับและกราฟของคู่อนั ดับ ระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรียนกาญจนา
ภเิ ษกวทิ ยาลัย สรุ าษฎรธ์ านี โดยใช้ค่าเฉล่ยี เลขคณิต (x) และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.)

5.7 สรุปผลการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัด 2 ครั้ง มีการทดสอบก่อนและหลัง

เรียนในเรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย
สรุ าษฎรธ์ านี อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎรธ์ านี สรุปผลการวิจัยไดด้ ังนี้

1) นักเรยี นมที กั ษะการแกป้ ัญหา เร่ือง คูอ่ นั ดับและกราฟของคู่อนั ดับ หลังใช้ชดุ กิจกรรมการ
เรียนรู้สูงกวา่ กอ่ นการใช้ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ อยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดับ .05

2) ระดบั ความพึงพอใจของนักเรยี นทีม่ ีตอ่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรอื่ ง คูอ่ นั ดบั และกราฟของ
คอู่ นั ดบั ระดับช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวทิ ยาลัย สุราษฎรธ์ านี มีความพึงพอใจอยู่
ในระดบั มาก

32

5.8 อภปิ รายผล
จากการวิจัย การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ โดยใช้ชุด

กิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย
สรุ าษฎร์ธานี อำเภอไชยา จงั หวดั สรุ าษฎร์ธานี สามารถอภปิ รายผลการวิจัยไดด้ งั นี้

1) การเปรียบเทียบระดับทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับก่อนการ
ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ
ของนักเรยี นระดับชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 1 พบว่า คะแนนเฉล่ียก่อนการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เท่ากับ
4.64 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.43 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้
เท่ากับ 10.55 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.32 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยและส่วน
เบย่ี งเบนมาตรฐานกอ่ นและหลังการใช้ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ค่าสถิติ t (t – test) พบว่า ระดับ
ทกั ษะการแก้ปญั หา เร่ือง คู่อนั ดบั และกราฟของคู่อนั ดับหลังใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สงู กวา่ ก่อนการ
ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
เนื่องจากชุดฝึกทักษะที่สร้างขึ้นอาศัยหลักการเรียนรู้ท่ีเริม่ จากง่ายไปหายาก เป็นการฝึกซ้ำ ๆ และมี
รูปแบบการฝึกเป็นลำดับขั้นตอนที่ดี ซึ่งนักเรียนสามารถบอกความหมายของคู่อันดับ สามารถเขียน
กราฟของคู่อันดับและหาคำตอบตามขั้นตอนได้ถูกต้อง โดยเห็นได้ชัดว่าหลังจากที่นักเรียนได้ใช้ชุด
กิจกรรมการเรียนรู้ มีระดับทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับสูงขึ้นกว่าก่อน
การใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ จึงสามารถพัฒนาระดับ
ทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ดังนั้นชุด
การสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจึงมีความสอดคล้องกับความสำคัญของชุดฝึกทักษะของถวัลย์ มาศจรัส
(2548, หน้า 151) ได้ให้คำจำกัดความของชุดฝึกทักษะว่า เป็นกิจกรรมพัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่ให้
ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมมีความหลากหลายและปริมาณเพียงพอที่สามารถตรวจสอบ
และพัฒนาทักษะ กระบวนความคิด กระบวนการเรียนรู้ สามารถนำผู้เรียนสู่การสรุปความคิดรวบ
ยอดและหลักการสำคัญของสาระการเรียนรู้ รวมทั้งทำให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความเข้าใจ
บทเรียนด้วยตนเองได้และยังสอดคล้องกับลักษณะของแบบฝึกที่ดีของบิลโลว์ (2544, หน้า 7) กล่าว
ว่า ลักษณะของแบบฝึกที่ดีนั้นจะต้องดงึ ดูดความสนใจและสมาธิของผู้เรียน เรียงลำดับจากง่ายไปหา
ยากเปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกเฉพาะอย่าง ใช้ภาษาเหมาะสมกับวัย วัฒนธรรมประเพณี ภูมิหลังทาง
ภาษาของผู้เรยี น แบบฝึกท่ีดคี วรจะเป็นแบบฝึกสำหรับผูเ้ รยี นที่เรยี นเก่ง และซ่อมเสริมสำหรับผู้เรียน
ท่ีเรยี นออ่ นในขณะเดียวกัน นอกจากนแ้ี ล้วควรใช้หลายลักษณะและมคี วามหมายต่อผู้ฝกึ อีกดว้ ย

จากการวิจัยดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและ
กราฟของคู่อันดับ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 1 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุราษฎร์ธานี ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นทำให้นักเรียนมีระดับทักษะ
การแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับสูงขึ้น ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากชุดกิจกรรมการเรียนรู้
มีลำดับการเรียนรู้จากง่ายไปหายาก และมีการแบบฝึกทักษะให้ฝึกทำซ้ำ ๆ ทำให้นักเรียนได้พัฒนา
ทกั ษะกระบวนการคิด กระบวนการเรียนรู้

2) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่
อันดับ ระดับช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุราษฎร์ธานี ซง่ึ ภาพรวมนักเรียน

33

มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้อยู่ในระดับมากคิดเป็นคา่ เฉลี่ยเท่ากับ 4.36
โดยความพึงพอใจในการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังกล่าว ในหัวข้อชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีสีสัน
นา่ สนใจ มคี า่ เฉล่ยี สูงสุด เท่ากับ 4.64 รองลงมา คือ ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้มคี วามเหมาะสมต่อการใช่
งาน มีค่าเฉลย่ี เทา่ กับ 4.56 ส่วนในขอ้ อื่น ๆ ความพึงพอใจของนักเรียนอยใู่ นระดับมาก ซ่ึงมีค่าเฉลี่ย
ตั้งแต่ 4.12 – 4.48 การที่ผลเป็นเช่นนี้ เนื่องมาจากนักเรียนอยู่ในระดับชั้นที่เรียนรู้ได้ดีจากเนื้อหา
ทมี่ ีภาพประกอบ ดังนัน้ การใช้ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ ทำใหน้ ักเรยี นมีระดับทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง
คู่อนั ดับและกราฟของคูอ่ ันดับเพมิ่ ข้ึนจากความรูพ้ ื้นฐานท่ีมีอยู่

จากการวิจัยดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้ เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน
กาญจนาภเิ ษกวิทยาลยั สุราษฎรธ์ านี อยใู่ นระดับมาก จงึ สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน
ได้เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับได้
ตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพของตนเอง สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
ตลอดจนทำให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา มาตรา 22 ที่ว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียน
ทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการ
จดั การศึกษาต้องสง่ เสรมิ ให้ผู้เรียนสามารถพฒั นาตามธรรมชาติและเตม็ ตามศกั ยภาพ

5.9 ขอ้ เสนอแนะ
ข้อเสนอแนะท่วั ไป
1) ผู้สอนควรชีแ้ จงใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจถงึ วิธีการ หลักการ ข้นั ตอนตา่ ง ๆ ของการเรียนร้โู ดยใช้

แบบฝึกในการแกป้ ญั หาทางคณติ ศาสตร์ตามขัน้ ตอน
2) เมอื่ นำแบบวัดทักษะไปใชค้ วรให้นักเรียนทราบผลการสอบอยา่ งรวดเรว็ เพื่อครูจะได้สอน

ซอ่ มเสริมและชว่ ยเหลือนักเรยี นท่ีมขี อ้ บกพรอ่ งทางการเรียน
3) ในการใช้ชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ผูส้ อนจะต้องอธิบายวิธกี ารใช้ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้อย่าง

ชัดเจนและย้ำให้นักเรยี นตระหนักถงึ ความซ่ือสตั ย์ของตนเอง อกี ทัง้ ตอ้ งมีการกระตุ้นให้นักเรียนตั้งใจ
อ่านและถามเม่อื มขี ้อสงสัย

4) ครูผู้สอนควรมกี ารพัฒนาชดุ ฝึกทักษะให้น่าสนใจอยู่เสมอเพือ่ ให้นกั เรียนเกิดความสนใจ
ใฝเ่ รียนใฝ่รู้

ขอ้ เสนอแนะในการศกึ ษาคร้ังต่อไป
1) ควรมีการพฒั นาชุดฝึกทกั ษะคณติ ศาสตร์ที่หลากหลายในเนื้อหาอน่ื ๆ
2) ควรศึกษาตัวแปรอื่น ๆ ที่มีผลต่อข้อบกพร่องทางการเรียนคณิตศาสตร์เช่นวิธีการสอน

สงั กัดของโรงเรยี นและอ่ืน ๆ
3) ควรทำการวิจัยโดยการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ทักษะ

กระบวนการทางคณิตศาสตร์ ซึ่งอาจจัดทำในแนวการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนหรือการวิจัย
เชงิ พัฒนาใหม้ กี ารพฒั นาอยา่ งตอ่ เนื่องต่อไป

บรรณานกุ รม

กรรณกิ าร์ พวงเกษม. (2540). เรียนรู้เก่ียวกับการสรา้ งแบบฝกึ หัดภาษาไทยระดบั ประถมศกึ ษา
ในภาควิชาประถมศกึ ษา. สัมมนาประถมศึกษาสัมพันธค์ ร้ังที่ 15 (หน้า 7-14), เชียงใหม่ :
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม.่

ชาญชัย อาจินสมาจาร. (2540). หลกั การสอนท่ัวไป. กรุงเทพมหานคร.
ชารณิ ี. (2535). ทฤษฎีการแสวงหาความพึงพอใจไวว้ า่ บุคคลพอใจจะกระทำ ส่ิงใดๆทใ่ี ห้

ความสุขและจะหลีกเลี่ยงไม่กระทำ ในสงิ่ ท่ีเขาจะได้รับความทุกขห์ รือความ
ยากลำบาก.พมิ พค์รงั้ ท2ี่ .กรงุ เทพฯ:สวุ ีริยาสาสน์ .
ดวงเดือน อ่อนนว่ ม. (2535). การสรา้ งเสริมสมรรถภาพการสอนคณิตศาสตร์ของครู
ประถมศึกษา. กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร์จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
ถวัลย์ มาศจรสั . (2548). คมู่ ือความคิดสร้างสรรคใ์ นการจัดทำนวตั กรรมการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ :
ธารอกั ษร.
นนั ทพร บุญวาส. (2554). การพฒั นาชดุ ฝึกทกั ษะเรือ่ งการคูณและการหาร ชนั้ ประถมศึกษาปี
ท่ี 3 - 4. วทิ ยานพิ นธศ์ ึกษาศาสตรม์ หาบันฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนคร.
ทิศนา แขมมณ.ี (2545).14 วิธีสอนสำหรบั ครมู ืออาชีพ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย
ประทีป แสงเป่ยี มสขุ . (2538, เมษายน-มถิ นุ ายน). แนวการสร้างแบบฝกึ สะกดคำยาก
วารสารวชิ าการ. 14(121) : 53-56.
พงษพ์ นั ธ์ พงษ์โสภา. (2544). จิตวิทยาการศกึ ษา. กรุงเทพฯ : พัฒนาการศึกษา.
พรรณี ไชยเทพ. (2544). การใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพ่อื พัฒนาความสามารถดา้ นการอ่านและการ
เขยี นคำในวิชาภาษาไทย ของนกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 4. การค้นควา้ แบบอสิ ระ.
มะลิ อาจวิชัย. (2540). การพฒั นาแบบฝกึ ทกั ษะภาษาไทย เร่อื งการเขยี นสะกดคำไมต่ รงตาม
มาตราตัวสะกดแม่กน แม่กด และแม่กบ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3.
วิทยานพิ นธ์การศึกษามหาบณั ฑิต บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม.
ไมตรี พงศาปาน. 2551. แนวคิดความพึงพอใจ. [Online]. เข้าถึงได้จาก :
http://maitree3.blogspot.com/2011/03/blog-post.html. 20 ตุลาคม 2560.
ยพุ า ยิม้ พงษ.์ (2522). การสร้างแบบฝึกการเขียนคำทีใ่ ช้อักษร ร ล ว สำหรบั ประถมศึกษาปที ่ี 4.
วิทยานพิ นธ์ ศศ.ม. มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร.์
สิรพิ ร ทพิ ยค์ ง. (2544).การแก้ปญั หาคณิตศาสตร์. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์ครสุ ภาลาดพร้าว
สุนันทา สุนทรประเสริฐ. (2544). การผลิตนวัตกรรมการเรยี นการสอน การสรา้ งแบบฝึก. ชัยนาท
: ชมรมพฒั นาความรดู้ ้านระเบยี บกฎหมาย.
สพุ รรณี ไชยเทพ.(2544). การใชแ้ บบฝึกเสรมิ ทักษะเพ่ือพัฒนาความสามารถด้านการอา่ น
และเขยี นคำในวิชาภาษาไทยของนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 4. การค้นควา้ อสิ ระ
ศึกษาศาสตรม์ หาบัณฑิต บัณฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั เชียงใหม่.
สุวรกาญจนมยูร. (2535).เทคนิคการสอนคณิตศาสตร.์ กรุงเทพฯ : บริษัทโรงพมิ พว์ ัฒนาพานิช.

สมจติ ต์ อินทสระ. (2542).เทคนคิ การสอนคณติ ศาสตร์ในระกับประถมศึกษา.กรุงเทพฯ :
สถาบนั ราชภฏั สวนดุสิต.

สมทรง สวุ พานชิ (2546). พฤติกรรมการสอนคณติ ศาสตรใ์ นระดับประถมศึกษา การคน้ คว้าอสิ ระ
สมวงษ แปลงประสพโชค. (2538, มีนาคม-เมษายน). “การสอนความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร”

วารสารคณิตศาสตร. ปท่ี 38(7), 438-439.
สมวงษ์ แปลงประสพโชค. (2538). “การใหแ้ บบฝกึ หัดการบ้านคณิตศาสตร์” วารสาร

คณิตศาสตร์, 39(446 – 447) : 24-30 ; พฤศจิกายน – ธันวาคม.
สาโรช ไสยสมบัต.ิ ความพงึ พอใจในการทํางานของครอู าจารย์โรงเรยี นมัธยมศกึ ษา สงั กัด

กรมสามัญศึกษาจงั หวัดร้อยเอ็ดนครนี ทรวโิ รฒ มหาสารคาม, 2534. ปรญิ ญานพิ นธ์กศ.ม.
มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒมหาสารคาม.
อัมพร ม้าคนอง. 2546. คณติ ศาสตร:์ การสอนและการเรียนรู้. ศนู ย์ตําราและเอกสารทาง วชิ าการ
คณะครุศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อทุ ยั พรรณ สดุ ใจ. (2545). ความพึงพอใจของผ้ใู ชบ้ รกิ ารท่มี ีต่อการใหบ้ รกิ าร
องคก์ ารโทรศัพทแ์ หง่ ประเทศไทยจังหวดั ชลบรุ ี. วทิ ยานิพนธศ์ ลิ ปศาสตรมหาบัณฑติ
(สังคมวิทยาประยุกต์). กรุงเทพฯ : บัณฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์
Applewhite, P. B. (1965). Organization Behavior Englewook Cliffs. New York:
Prentice Hall.
Good, Carter V. (1973). Dictionary of Education. New York: McGraw-Hill Book.
Yavauz, VeliAlpagut. (2003).The Effectiveness of Interactive in-class Exercises on
Leaming:A case From Linear Programming Education.Rensselaer
Polytechnic Institute.Retrieved February, 20, 2008, form
http://www.lib.uni.com/dissertations.

ภาคผนวก

ภาคผนวก ก
รายนามผู้เชย่ี วชาญ

รายนามผู้เชยี่ วชาญ

1. อาจารย์ ดร.ธญั ญา กาศรุณ อาจารยป์ ระจำหลักสูตรสาขาวิชาคณติ ศาสตร์
2. อาจารย์ ดร.จิณฐั ตา สอนสงั ข์ คณะครุศาสตร์
3. คุณครจู รัญญา ด้วงทอง มหาวิทยาลยั ราชภัฏสุราษฎรธ์ านี

อาจารย์กลุ่มวิชาวจิ ัย/วดั ผลและประเมินผล
คณะครศุ าสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสรุ าษฎรธ์ านี

ครูผู้สอนรายวชิ าคณติ ศาสตร์
ระดบั ชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 1
โรงเรียนกาญจนาภิเษกวทิ ยาลยั สุราษฎรธ์ านี

ภาคผนวก ข

นวัตกรรม (ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้
เรอ่ื ง คอู่ ันดบั และกราฟของคอู่ นั ดบั )

บทเรียนเสรมิ ทกั ษะการแก้ปัญหา

เรื่อง ค่อู นั ดบั และกราฟของคอู่ ันดบั

(6,180)

(10,160)

(5,150) (8,140)
(4,120)
(12,130)

(7,110)

ชื่อ – สกุล : .
ช้นั :
เลขที่ .

โรงเรยี นกาญจนาภเิ ษกวทิ ยาลัย สรุ าษฎรธ์ านี

บทเรียนเสริมทักษะการแกป้ ญั หา

รายวิชา คณิตศาสตร์พื้นฐาน

เรือ่ ง คู่อนั ดบั และกราฟของคู่อนั ดับ

หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 2

กราฟและความสมั พนั ธเ์ ชิงเส้น

ช้นั

มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1

ตามมาตรฐานการเรียนรู้และตวั ช้วี ัด
กลมุ่ สาระการเรียนรูค้ ณติ ศาสตร์ (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)
ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน พุทธศักราช 2551

จัดทาโดย

นายจรณชยั ศรปี ระดิษฐ

นกั ศกึ ษาฝกึ ประการณว์ ิชาชีพครู
หลกั สูตรสาขาวิชาคณิตศาสตร์
คณะครศุ าสตร์
มหาวิทยาลัยราชภฏั สรุ าษฎรธ์ านี

Preface

..

. ผูจ้ ัดทำได้ทำกำรศึกษำโครงสร้ำงหลักสตู รรำยวิชำ คณิตศำสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) .

. ตำมหลักสตู รแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพื้นฐำนพทุ ธศกั รำช 2551 โดยมีจุดมุ่งเน้นเพ่ือพัฒนำนักเรียนให้มี .

. ทักษะกำรแก้ปัญหำทำงคณิตศำสตร์ ได้เรียนรู้คณิตศำสตร์ที่เชื่อมโยงควำมรู้กับกระบวนกำรคิด .

. สำมำรถวิเครำะห์ปัญหำหรือสถำนกำรณ์ได้อย่ำงรอบคอบและถ่ีถ้วน ช่วยให้คำดกำรณ์ วำงแผน .

. ตัดสินใจ แก้ปัญหำได้อยำ่ งถกู ตอ้ งและเหมำะสม และสำมำรถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ .

. จงึ ได้จดั ทำบทเรียนเสริมทกั ษะกำรแกป้ ญั หำเพือ่ ใชส้ ำหรับกำรจัดกจิ กรรมกำรเรยี นรู้ .

. บทเรียนเสริมทักษะกำรแก้ปัญหำ เร่ือง คู่อันดับและกรำฟของคู่อันดับ รำยวิชำ คณิตศำสตร์ .

. พ้ืนฐำน ชั้นมัธยมศึกษำปีท่ี 1 เล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดกิจกรรมกำรเรียนรู้ เรื่อง คู่อันดับและกรำฟ .

. ของคู่อันดับ ซึ่งจดั ทำข้ึนเพื่อเป็นสื่อประกอบกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ ที่เน้นกำรเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหำ .

. ทำงคณิตศำสตร์ พัฒนำกำรคิด โดยผู้จัดทำได้ลำดับเนื้อหำท่ีมุ่งพัฒนำนักเรียนเรียนด้ำนทักษะพิสัย .

. เพ่ือใหน้ กั เรยี นสำมำรถนำไปใชใ้ นชวี ติ ประจำวนั โดยในบทเรยี นเสริมทักษะเล่มนี้ ประกอบไปด้วย ตอนที่ .

. 1 คู่อันดับ กำรอ่ำนและแปลควำมหมำยของกรำฟบนระนำบพิกัดฉำกและกรำฟของคู่อันดับ ตอนที่ 2 .

. กำรเขียนกรำฟแสดงควำมสัมพันธ์ของปริมำณสองชุดและแนวโน้มของกรำฟ กิจกรรมกำรเรียนรู้ .

. กิจกรรม “พิกัดปริศนำ” กิจกรรม “รูปอะไรตอบได้หรือไม่” กิจกรรม “เบอร์โทรโชว์พิกัด” กิจกรรม .

. “ปริศนำมะนำวลุงเนม” กิจกรรม “รถไฟไกลแค่ไหนกัน” และกิจกรรม “ทำนอย่ำงไรไม่ให้เหลือ” ซ่ึงมี .

. ควำมหลำกหลำยน่ำสนใจ เป็นสถำนกำรณ์ท่ีสอดคล้องกับชีวิตประจำวันของนักเรียนใช้ควบคู่กับกำร .

. จดั กจิ กรรมกำรเรยี นรดู้ ้วยวิธกี ำรแบบเปดิ (Open Approach) .

. ผู้จัดทำหวังเป็นอย่ำงยิ่งว่ำ บทเรียนเสริมทักษะกำรแก้ปัญหำ เร่ือง คู่อันดับและกรำฟของคู่ .

. อันดับ รำยวิชำ คณิตศำสตร์พื้นฐำน ชั้นมัธยมศึกษำปีท่ี 1 เล่มน้ี จะเป็นประโยชน์แก่ผู้เรียนและผู้ท่ี .

. เก่ียวข้องทุกฝ่ำย ที่จะช่วยให้กำรจัดกำรศึกษำด้ำนคณิตศำสตร์มีประสิทธิภำพและประสิทธิผล .

. ขอขอบคุณหลักสูตรสำขำวิชำ คณิตศำสตร์ คณะครุศำสตร์ มหำวิทยำลัยรำชภัฏสุรำษฎร์ธำนี และ .

. โรงเรียนกำญจนำภิเษกวิทยำลัย สุรำษฎร์ธำนี และหน่วยง่ำนอ่ืน ๆ ท่ีมีส่วนเก่ียวข้องในกำรจัดทำไว้ .

. ณ โอกำสน้ี .

..

..

..

. (นำยจรณชัย ศรปี ระดษิ ฐ) .

. ผู้จดั ทำ .

01


Click to View FlipBook Version