The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by IYaKhup LP, 2020-05-30 00:03:55

ภูมิศาสตร์ประเทศไทย

eBook

1

ภมู ิศาสตรป์ ระเทศไทย

จิตคปุ ต์ ละอองปลิว

สาขาวิชาสงั คมศึกษา คณะมนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์
มหาวิทยาลยั ราชภฏั หม่บู า้ นจอมบงึ

2

บทที่ 1
บทนำ

ภูมิศาสตร์ (geography) ประกอบด้วยคำในภาษากรีก 2 คำ มารวมกัน คือ geo หมายถึง
โลก และ graphein หมายถึง การเขียน ดังนั้นภูมิศาสตร์จึงหมายถึงวิชาที่ศึกษาความสัมพันธ์ของ
องค์ความรู้หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ต่าง ๆ ของโลก (ศุทธินี ดนตรี, 2554: 1)
ซึง่ หลักการสำคัญของภมู ศิ าสตร์ คือ การทำความเข้าใจและสังเคราะหอ์ งค์ความรู้เกย่ี วกบั โลก

หลังสงครามโลกครง้ั ที่ 2 เปน็ ยุคของการพฒั นาทางพื้นท่ี เน่ืองจากพืน้ ทีส่ ว่ นต่าง ๆ ของโลก
มีความแตกต่างกันมากในเรื่องเศรษฐกิจรายได้ ตลอดจนสุขภาพอนามัย จึงเกิดแนวคิดในการขจัด
ความแตกต่างของพื้นที่ให้หมดไป การพัฒนาภูมิภาคจึงได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง
(ไพบลู ย์ บญุ ไชย, 2550: 2)

ภูมิศาสตร์ภูมิภาคจึงเป็นรายวิชาที่เก่าแก่ สะสมความรู้ด้านพื้นที่ และได้รับความนิยมใหม่
เรยี กวา่ พ้นื ท่ีศึกษา หรอื อาณาบริเวณศึกษา หรือภูมภิ าคศึกษา (Regional Study)

1.1 ความหมายของภูมศิ าสตร์ภมู ภิ าค
ภูมิศาสตร์ภูมิภาคเป็นแขนงหนึ่งของวิชาภูมิศาสตร์ เกิดขึ้นมาตั้งแต่ ค.ศ.1650 เม่ือ

Bemhard Varen นักภูมิศาสตร์ชาวเยอรมัน เขียนหนังสือชื่อ General Geography ทั้งนี้คำว่า
ภูมิภาค ในภาษาอังกฤษ คือ Region หรือ Landscape มาจากคำในภาษาเยอรมันว่า Landschaft
หมายถึง ศิลปะในการบรรยายศึกษาพื้นท่ี แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ General Geography และ
Specific Geography โดย General Geography เป็นการศึกษาถึงวิชาต่าง ๆ ที่เป็นวิชาสาขาของ
ภมู ศิ าสตร์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สว่ น Specific Geography เป็นการศึกษาพื้นทเี่ ฉพาะพื้นท่ีใดพ้ืนที่หน่ึง
โดยศึกษาในทุกด้านที่เกี่ยวกับพื้นที่นั้น หรือนำเอาองค์ความรู้จากวิชาต่าง ๆ ของกลุ่ม General
Geography มาใชศ้ กึ ษา (Bergman and Renwich, 1999)

เนื่องจากการแบ่งพื้นที่ออกเป็นหน่วยย่อยๆ มีขนาดแตกต่างกันตั้งแต่พื้นที่ขนาดเล็กท่ี
กำหนดขึ้นมาเพือ่ อธิบายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ลุ่มน้ำ จนถึงพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น ประเทศหรือทวปี ท่ี
รวมเอาทุกสิ่งอย่างทั้งปัจจัยทางด้านกายภาพและทางด้านวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ดังนั้นภูมิภาคจึงเป็น
เครื่องมือสำหรับวิธีคิดแบบภูมิศาสตร์ (Regions as Tools for Geographic Thinking) ที่ใช้ในการ
เลอื กและศกึ ษาพืน้ ท่ีขนาดต่าง ๆ กนั (ไพบูลย์ บุญไชย, 2550: 2)

การกำหนดภูมิภาคกระทำได้หลายวิธี การทำความเข้าใจกับคำนิยามของภูมิภาคจึงเป็น
ส่ิงสำคญั มาก ซ่ึงสามารถยกตัวอย่างได้ดังน้ี

3

นักภมู ิศาสตร์ในช่วงเรมิ่ แรกสนใจไปทางด้านปริมาณวิเคราะห์ จงึ ให้คำนยิ ามของภมู ภิ าค วา่
หมายถึง พื้นที่ซึ่งมีความกลมกลืนกันภายในมากที่สุดและแตกต่างจากพื้นที่รอบนอกมากที่สุด
(Haggett, 2001)

ช่วงเวลาต่อมาเชื่อว่า ภูมิภาค คือ ส่วนหนึ่งส่วนใดของผิวโลก อันมีคุณสมบัติภายในพื้นที่
เด่นชัด ซึ่งอาจประกอบด้วยโครงสร้างทางกายภาพและการพัฒนาของมนุษย์ และทำให้บริเวณนั้นมี
ความกลมกลืนเปน็ เอกภาพและแตกต่างจากบรเิ วณรอบนอก เกณฑ์ที่นำมาใชใ้ นการกำหนดภูมิภาคมี
เป็นจำนวนมาก ทั้งน้ีขึ้นอยู่กับวัตถุประสงคใ์ นการกำหนดภูมิภาคขึ้นมา แนวความคิดเกี่ยวกับภูมิภาค
ซึ่งพยายามแบ่งแยกพื้นผิวโลกออกเป็นส่วนย่อย ๆ มีมานานแล้วในสาขาวิชาภูมิศาสตร์ และจัดเป็น
ศนู ยก์ ลางของสาขาวชิ านท้ี ีเดยี ว (Goodall, 1988 อา้ งใน ไพบลู ย์ บญุ ไชย, 2550: 3)

จอห์นสตัน (Johnston, 1990 ไพบูลย์ บุญไชย, 2550: 3) ได้ให้คำจำกัดความของภูมิภาค
ไว้ 2 ระดบั คอื ระดับกว้าง หมายถงึ องคภ์ าวะทางพน้ื ทซี่ ่ึงมนุษยเ์ ปน็ ผสู้ รา้ งปรุงแต่งและเปลี่ยนแปลง
อยเู่ สมอ และระดบั แคบ หมายถงึ สถานทซ่ี ง่ึ มนุษยไ์ ดท้ อดทิ้งวฒั นธรรมไว้เปน็ หลกั ฐานและสร้างเสริม
ให้มีความต่อเนอื่ งกนั อยู่เสมอ

ฮาร์ทชอน (Hartshone, 1993 อ้างใน ไพบูลย์ บุญไชย, 2550: 3) กล่าวว่า ภูมิภาค
หมายถึง บริเวณที่มีความแตกต่างกันตามเกณฑ์ต่าง ๆ อันประกอบด้วย ปัจจัยทางด้านกายภาพและ
ทางด้านวัฒนธรรม ซง่ึ นักภมู ศิ าสตร์ไดแ้ บ่งพืน้ ทหี่ รือรวมพนื้ ทีเ่ ขา้ ด้วยกนั เพอื่ วัตถุประสงค์ตา่ งกัน

วีเลอร์และโคสต์เบท (Wheeler and Kostbate, 1995 อ้างใน ไพบูลย์ บุญไชย, 2550: 3)
ได้ให้ความหมายกว้างๆ ของภูมิภาคว่าหมายถึง พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งซึ่งมีความเป็นเอกภาพภายในหรือมี
ความกลมกลืนกันและแตกต่างจากพื้นที่ข้างเคียง ดังนั้นภูมิภาคหนึ่งๆ อาจหมายถึงพื้นที่ทั้งประเทศ
หรอื หลายๆ ประเทศ หรอื บางสว่ นของประเทศใดประเทศหน่งึ ก็ได้ ทงั้ นข้ี ้นึ อยู่กบั กฎเกณฑ์ที่ใช้ในการ
สร้างภูมิภาคขึ้นมา บางภูมิภาคอาจกำหนดจากองค์ประกอบทางด้านกายภาพ บางภูมิภาคอาจ
กำหนดจากองค์ประกอบทางด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง

กลา่ วโดยสรุป ภมู ภิ าค คอื หนว่ ยพนื้ ทีท่ ีใ่ ช้ศึกษาทางภูมศิ าสตร์ เป็นพ้ืนที่ซึ่งแสดงความเป็น
เอกภาพตามเกณฑ์บางอย่างที่ใช้กำหนดขนาดพื้นที่ขึ้นมาอธิบาย วิเคราะห์สภาพแวดล้อมทาง
กายภาพและมนษุ ย์ กลมุ่ คนที่อยใู่ นภมู ิภาคยอ่ ย ๆ หรือระดับทอ้ งถน่ิ เดียวกนั จะแสดงออกร่วมกันของ
กลมุ่ ในเร่ืองต่าง ๆ เรียกว่า ภาคนิยม (Regionalism) (ภาพที่ 1.1)

4

ภาพที่ 1.1 แผนผังวชิ าภูมิศาสตร์ภมู ภิ าค
ทมี่ า: Assignmenthelp (2018)

1.2 หลักการในการแบง่ ภูมิภาค
นักภูมิศาสตร์ต่างเข้าใจกันว่า ภูมิภาคเกิดขึ้นเมื่อนักภูมศิ าสตร์เริ่มบรรยายและอธิบายพื้นท่ี

สว่ นหนง่ึ ส่วนใดของผวิ โลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนื้ ทใี่ นแดนไกล การรวบรวมและนำเสนอข้อเทจ็ จริงใน
ลักษณะของการสังเคราะห์และตคี วามหมาย ตลอดจนการถ่ายทอดคุณลักษณะของภูมิภาคต้องอาศยั
องค์ประกอบที่เด่นชัดอันรวมกันเป็นภูมิภาค ภูมิศาสตร์ภูมิภาคในอดีตจึงเขียนโดยนักเดินทาง
นักสำรวจ และนักท่องเที่ยว จนกระทั่งศตวรรษที่ 19 ภูมิศาสตร์กลายเป็นสาขาวิชาหนึ่งที่มีการเรียน
การสอนกันในสถาบันการศึกษาระดับสูง ภูมิภาคจึงเป็นการผสมผสานความรู้ของวิชาจากการศึกษา
พืน้ ท่ีขนาดใหญ่ หรือการศกึ ษาภูมภิ าคธรรมชาติ และการศึกษาภมู ทิ ศั นว์ ัฒนธรรม

ในทางภูมิศาสตร์การกำหนดขอบเขตของภูมิภาคจำเป็นต้องใช้หลักเกณฑ์หลายด้าน
ประกอบกันเพื่อหาขอบเขตของพื้นที่ให้ได้สมบูรณ์ที่สุด โดยอ้างอิงจากปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่หาได้
ทั้งนี้คำว่าขอบเขตบางครั้งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมเสมอไป เหมือนกับขอบเขต
ของบ้านที่ใช้รั้วบ้านเป็นสิ่งแสดงขอบเขต ในอดีตนักภูมิศาสตร์ชาวฝรั่งเศส Paul Vidal de La
Blache กล่าวถึงการกำหนดขอบเขตของภูมิภาคของประเทศฝรั่งเศสในช่วงรอยต่อของศตวรรษที่ 19
และศตวรรษท่ี 20 โดยใชค้ ำว่าภมู ภิ าคทกี่ ำหนดตามลักษณะเฉพาะของพน้ื ทเ่ี ชิงวฒั นธรรมในท้องถ่ินท่ี
สะท้อนให้เห็นเป็นภูมิทัศน์ของพื้นที่ (Johnston et al., 2001) ในขณะที่ Haggett (2001) กล่าวถึง
หลักการในการแบง่ ภูมิภาคเอาไว้หลายประการ ดงั น้ี

5

(1) ภูมิภาคที่กำหนดด้วยเกณฑ์เดี่ยวและภูมิภาคที่กำหนดด้วยหลายเกณฑ์ (Single and
Multiple Regions) แบ่งได้ 3 ลักษณะ คอื

(1.1) ภูมิภาคเกณฑ์เดี่ยว เป็นการกำหนดภูมิภาคด้วยเกณฑ์ด้านใดด้านหนึ่ง หรือ
นำลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งมาเป็นเกณฑ์ในการแบ่งภูมิภาค เช่น ความลาดชัน พืชพรรณ ศาสนา
เป็นตน้

(1.2) ภูมิภาคหลายเกณฑ์ ใช้การกำหนดภูมิภาคด้วยเกณฑ์หลายด้านร่วมกัน เช่น
การกำหนดพื้นที่อ่อนไหวเปราะบางในเขตเมือง โดยใช้เกณฑ์ร่วมกันทั้งอัตราการว่างงานสูง อัตรา
ครวั เรอื นทม่ี คี วามยากจนสูง อตั ราการเกดิ อาชญากรรมสงู เปน็ ตน้

(1.3) ภูมภิ าคสมบูรณ์ เป็นการกำหนดด้วยลกั ษณะโดยรวมทง้ั หมดของพื้นที่น้ันตาม
หน่วยการปกครอง โดยแสดงว่าพื้นที่นั้นมีความแตกต่างจากพื้นท่ีอื่น ๆ ด้วยทั้งด้านเกณฑ์ทาง
ภูมิศาสตร์กายภาพและเกณฑ์ทางภูมิศาสตร์มนุษย์ หรือกำหนดจากลักษณะทุกด้าน ทั้งด้าน
ส่งิ แวดล้อมทางกายภาพ ชีวภาพ และสังคมทส่ี ะทอ้ นบทบาทหนา้ ทซี่ ึง่ สมั พันธ์กับกิจกรรมท่ีปรากฏอยู่
บนพ้ืนทน่ี ัน้

(2) ภูมิภาคที่เหมือนกันและภูมิภาคศูนย์รวม (Uniform and Nodal Regions) มี
ความหมายดังน้ี

(2.1) ภูมิภาคที่เหมือนกัน คือ พื้นที่ซึ่งมีลักษณะตามเกณฑ์เฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง
และมคี วามเหมือนกนั ตามเกณฑ์น้ันโดยตลอด เช่น ภมู ิภาคท่ลี าดชัน ภมู ภิ าคแหง้ แลง้

(2.2) ภูมิภาคศูนย์รวม เป็นภูมิภาคที่สัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับบทบาทหน้าที่ของ
ศูนย์กลางแห่งหนึ่งหรือหลายแห่ง ในลักษณะการติดต่อระหว่างกัน (Communication) หรือมี
ปฏิสัมพันธ์กันทางพื้นที่ เช่น เป็นภูมิภาคในเขตบริการของตลาดเดียวกัน ภูมิภาคที่อยู่ในเขตบริการ
ของธนาคาร ภูมภิ าคเขตสง่ หนงั สอื พมิ พ์ เป็นตน้

จากข้างต้นจะเห็นว่าการแบ่งขอบเขตของภูมิภาคมักสร้างหลักเกณฑ์หลาย ประเด็นมาใช้
ร่วมกัน ดังนี้ (ศทุ ธนิ ี ดนตรี, 2554: 6-7)

(1) เกณฑ์ทางกายภาพ เป็นเกณฑ์ที่อาศัยลักษณะทางกายภาพมาแบ่งขอบเขต เช่น
ลักษณะภูมปิ ระเทศ เขตภูมิอากาศ ชนดิ พชื พรรณธรรมชาติ เปน็ ตน้

(2) เกณฑ์ทางวัฒนธรรม เป็นเกณฑ์ที่ใช้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม ความเชื่อต่าง ๆ
ของคนในแต่ละพื้นที่ เช่น เกณฑ์ทางเศรษฐกิจ เกณฑ์ทางศาสนา เกณฑ์ทางเชื้อชาติ เป็นต้น

(3) เกณฑ์ทางการเมืองการปกครอง เป็นเกณฑ์ตามการแบ่งเขตการปกครองที่เป็นท่ี
ยอมรบั ร่วมกนั เชน่ ประเทศไทย ประเทศอนิ เดยี ประเทศจนี เป็นต้น

6

1.3 ประโยชน์ของภมู ิศาสตร์ภูมภิ าค
ประโยชน์ของภูมิภาคส่วนมากจะสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ในการสร้างภูมิภาค เมื่อแบ่งกลุ่ม

แบบกว้างๆ สามารถแบง่ ได้เปน็ 2 กลุ่ม คอื ดา้ นวชิ าการ และดา้ นประยุกตน์ ำความรู้ทางภมู ิภาคไปใช้
(1) ประโยชน์ทางด้านวิชาการ
(1.1) การกำหนดภูมิภาคตกอยู่ในลักษณะแนวทางไปสู่จุดหมาย (Means to End)

เพราะวิธีการทางภูมิภาคเป็นจินตนาการทางสมอง คือ การแบ่งประเภทพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจใน
บางเรื่องบางปัญหาจึงก่อให้เกิดความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ เช่น ภูมิภาคแบบเมดิเตอร์เรเนียนมี
ลักษณะอยา่ งไร แตกต่างจากพน้ื ทรี่ อบ ๆ อย่างไร เป็นต้น วิธกี ารภมู ิภาคจึงเป็นแนวทางนำไปสูค่ วามรู้
ความเข้าใจเกย่ี วกับพืน้ ท่อี ย่างไม่มีที่สนิ้ สดุ

(1.2) เป็นการบรรยายพื้นที่อย่างมีหลักเกณฑ์ ซึ่งขึ้นอยู่กับการเลือกสรรเกณฑ์
หรือตัวแปร หรือพิจารณาสหสัมพันธ์ร่วมของตัวแปรในพื้นที่ เช่น ลักษณะดินย่อมสัมพันธ์กับพื้นท่ี
เพาะปลูกและปรับตัวตามระดับเทคโนโลยี เป็นต้น หรือความสัมพันธ์ทางพื้นที่ย่อมเกิดจาก
องค์ประกอบทางด้านกายภาพและทางด้านวัฒนธรรม นักภูมิศาสตร์ภูมิภาคจึงเข้าใจพื้นที่อย่างมี
ความหมาย มิไดม้ องพนื้ ทีอ่ ย่างผิวเผนิ

(1.3) ความรู้ทางด้านภูมิภาคทำให้ผู้ศึกษามองพื้นที่อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
เฉพาะแห่ง หรือมีคุณลักษณะเฉพาะภูมิภาค ครั้งหนึ่งเคยเปรียบเทียบว่าภูมิภาคหนึ่งๆ ก็มีเอกลักษณ์
คลา้ ยกบั คนคนหนง่ึ การมองเห็นและความเข้าใจในความแตกต่างทางพนื้ ที่เช่นนยี้ ่อมเกิดข้ึนในสายตา
ของผูท้ ไ่ี ด้รบั การฝกึ ฝนอบรมมาทางนี้โดยเฉพาะเทา่ นน้ั แตน่ ักภูมิศาสตร์ภมู ิภาคตอ้ งรบั ว่าคุณลักษณะ
เฉพาะตวั เหล่านี้เปล่ียนแปลงไดต้ ามกาลเวลา

(1.4) เมื่อนักภูมิศาสตร์ภูมิภาคสามารถทำความเข้าใจกับภูมิภาคทั่วโลกก็สามารถ
สังเคราะห์ความเหมือนหรือความแตกต่างของโลกได้ละเอียดและถูกต้องมากกว่าบุคคลทั่วไป
(Layman) ผิวโลกในสายตาและข้อคิดเห็นของนักภูมิศาสตร์ คือ แผ่นโมเสก (Mosaic) หรือกระเบื้อง
สีที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นแผ่นๆ แต่ก็รวมกันเป็นผิวโลก ความรู้ความเข้าใจในลักษณะนี้จะนำไปสู่การ
ยอมรับในเรื่องความแตกต่างของมวลมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง วัฒนธรรม ศาสนา
ความเป็นอยู่หรือความรวย ความจน ความรู้ความเข้าใจทางภูมิศาสตร์จะช่วยจรรโลงมนุษยชาติให้
เห็นอกเห็นใจ ร่วมมือร่วมใจ ช่วยกันค้ำแผ่นโมเสกเหล่านี้ให้คงอยู่รอดต่อไปในลักษณะของความเป็น
องค์รวม การศึกษาภูมิภาคจึงจำเป็นสำหรับโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยปัญหาความขัดแย้ง ทั้งนี้เพราะ
มนษุ ย์ขาดการตระหนกั ในเร่อื งความแตกต่างทางพ้ืนที่นน่ั เอง

7

(2) ประโยชนท์ างด้านประยกุ ต์นำความรทู้ างภมู ิภาคไปใช้
(2.1) ในระยะแรกภูมิศาสตร์ภูมิภาค คือ การสนองความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์

เนือ่ งจากการเดินทางท่องเที่ยวยังทำไดใ้ นขอบเขตจำกดั นักภูมิศาสตร์จึงต้องทำหนา้ ท่ีบรรยายอธบิ าย
แดนไกลให้สมาชิกของสังคมทราบ นี่คือที่มาของสมาคมภูมิศาสตร์ระดับเมืองต่าง ๆ ในโลกตะวันตก
ซง่ึ ข่าวสารจากแดนไกลกอ่ ใหเ้ กิดความรสู้ ึกตืน่ เตน้ ท้ังเพลิดเพลิน และไดค้ วามรู้

(2.2) ในสมัยแรกข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางด้านกายภาพ
หรือทางด้านวัฒนธรรมเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ทำหน้ าที่ตัดสินใจในเรื่องการเมืองการปกครอง
ดังท่ีปฏิบัติกันมาในประเทศเยอรมนี ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นยุคของการพัฒนาพื้นท่ี
(Spatial Development) ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับภูมิภาคและเกณฑ์ที่ใช้ในการกำหนดภูมิภาค
กลายเป็นสิ่งจำเป็นเบื้องต้นในการแก้ปัญหาทางพื้นที่ วิธีการกำหนดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม
ประเทศท่กี ำลังพัฒนา ภูมิศาสตรภ์ ูมภิ าคจงึ มสี ่วนในการนำเสนอแนวคิดในการพัฒนาตวั แปรต่าง ๆ ท่ี
ควรพิจารณา ตลอดจนหลักเกณฑ์ที่จะพัฒนาแนวความคิดเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ภูมิภาคจึงเป็นที่ยอมรับ
ในหมู่นักวางแผนพัฒนาพื้นที่สมัยใหม่ ดังนั้นชนิดของภูมิภาคแบบต่าง ๆ จึงมิได้มีคุณค่าแต่เพียง
ในทางวิชาการเท่านัน้ แตส่ ามารถนำไปประยกุ ต์ชว่ ยแก้ปญั หาทางพ้ืนที่ใหแ้ กส่ งั คมได้

(2.3) ภูมิภาคเป็นเครื่องมือทางด้านการสอน ช่วยจัดระบบข้อมูลให้นำเสนออย่างมี
ประสิทธิภาพ เป็นเครื่องมือในการสื่อสารข้อมูล ทำให้ผู้เรียนเกิดความตื่นเต้นและสนใจ ภูมิภาคจึง
ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจ และมีความรู้เกี่ยวกับระบบโลก ทั้งด้านการกระจายและความสัมพันธ์ร่วมของ
ปจั จัยทางด้านกายภาพ ชีวภาพ การเมือง สังคม และเศรษฐกจิ เป็นสำคัญ

บทสรุป
ภูมิศาสตร์ภูมิภาคเป็นแขนงหนึ่งของวิชาภูมิศาสตร์ที่ผสมผสานระหว่างภูมิศาสตร์กายภาพ

และภูมิศาสตร์มนุษย์เข้าด้วยกัน โดยมุ่งเน้นในการศึกษาข้อมูลเชิงพื้นที่กับปฏิสัมพันธ์ของวัฒนธรรม
และธรรมชาติ มีชื่อเรียกหลายแบบ อาทิ ภูมิภาคศึกษา อาณาบริเวณศึกษา เป็นต้น ในบทนี้เป็นการ
ทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาพรวมของวิชาภูมิศาสตร์ภูมิภาค ทั้งด้านการให้ความหมาย หลักการในการ
แบ่งภูมิภาค และประโยชน์ของภูมิศาสตร์ภูมิภาค สำหรับวิชาภูมิศาสตร์ประเทศไทยเชิงวิเคราะห์
จัดว่าเป็นวิชาหนึ่งในกลุ่มของภูมิศาสตร์ภูมิภาค มีหลักแนวคิดและการจัดแบ่งภูมิภาคหลากหลาย
รปู แบบตามเกณฑแ์ ละวตั ถุประสงคท์ ่ีกำหนดข้ึน ทั้งเกณฑท์ างภูมิประเทศ เกณฑ์ทางภูมิอากาศ เกณฑ์
ทางวัฒนธรรม ประเพณี เศรษฐกิจ การเมือง และเกณฑ์ทางการท่องเที่ยว ซึ่งเหล่านี้สามารถอธิบาย
ไดใ้ นบทตอ่ ไป

8

คำถามท้ายบท
1. ภมู ิศาสตรภ์ ูมภิ าคหมายถึงอะไร
2. หลกั การในการแบง่ ภมู ภิ าคมอี ะไรบา้ ง
3. ภมู ิศาสตรภ์ ูมภิ าคมปี ระโยชน์อย่างไร

เอกสารอ้างอิง
ไพบลู ย์ บญุ ไชย. (2550). ภูมศิ าสตรภ์ มู ิภาค. (2-7). กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.
ศุทธนิ ี ดนตรี. (2554). ภมู ศิ าสตรป์ ระเทศไทย. (1-2). ภาควชิ าภูมศิ าสตร์ คณะสังคมศาสตร์

มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม.่ (เอกสารอดั สำเนา).
Assignmenthelp. (2018). Introduction to Regional Geography.

Retrieved July 2, 2018, from Web site:
http://www.assignmenthelp.net/assignment_help/regional-geography.
Bergman, E. and Renwich, W. (1999). Introduction to Geography: People, Places and
Environment. Upper Saddle River: Prentice Hall.
Haggett, P. (2001). Geography, a Global Synthesis. Harlow: Prentice Hall.
Johnston, R.J.; Gregory, D.; Pratt, G. and Watt, M. (2001). The Dictionary of Human
Geography. Oxford: Blackwell Publishers.

9

บทที่ 2
ทตี่ งั้ ขนาด รปู รา่ ง เขตแดน และการแบง่ ภมู ภิ าคในประเทศไทย

ประเทศไทยนับว่าเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือภาคพื้น
เอเชียอาคเนย์ เพราะตั้งอยู่กึ่งกลางของดินแดน ซึ่งเดิมดินแดนแถบนี้รู้จักในนามคาบสมุทรอินโดจีน
(Indo-China Peninsula) แหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกที่ชาติตะวันตกใน
สมยั จกั รวรรดนิ ิยมมงุ่ เขา้ มาแสวงหาและตกั ตวงผลประโยชน์ ทง้ั เครอื่ งเทศ ข้าว ดีบกุ และไม้สกั สง่ ผล
ให้ดินแดนแถบนี้กลายเป็นตลาดการค้าใหญ่ และดินแดนที่รวมของระบอบการปกครองหลายรูปแบบ
(ศุทธินี ดนตร,ี 2554: 26)

เดิมประเทศไทยเคยชื่อว่าประเทศสยาม (Siam) ตามหลักฐานที่ปรากฏของเซอร์ เจมส์
แลงคัสเตอร์ (Sir James Lancaster) ชาวอังกฤษที่เรียกประเทศไทยว่าสยามเป็นครั้งแรก ใน
พ.ศ.2133 เมื่อครั้งแล่นเรือมายังภูมิภาคตะวันออกไกล (Far East) สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ต่อมา มองสิเออ เดลาลูแบร์ (Monsier de La Loubere) ทูตชาวฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์
มหาราชได้แต่งหนังสือเรื่อง พรรณนาราชอาณาจักรสยาม จัดพิมพ์ที่กรุงปารีส พ.ศ.2234 ซึ่งก็เรียก
ประเทศไทยว่าสยามอีก จนถงึ สมัยรฐั บาล จอมพล แปลก พิบลู สงคราม พ.ศ.2481 จงึ มีการเปล่ียนชื่อ
จากประเทศสยามเป็นประเทศไทย (ชชั นี วายล่ี, 2543: 1)

ความโดดเด่นของประเทศไทยมีทั้งสภาพทางภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียม
ประเพณี จนต่างชาติให้สมญานามไว้มากมาย อาทิ สยามเมืองยิ้ม ดินแดนแห่งช้างเผือก ดินแดนแห่ง
ผา้ กาสาวพตั ร และดินแดนแหง่ เสรี เป็นตน้

2.1 ทต่ี ั้งของประเทศไทย
ที่ตั้งของประเทศใดประเทศหนึ่ง อาจแยกพิจารณาได้เป็น 2 ลักษณะ คือ ที่ตั้งทาง

ภูมิศาสตร์ (Geographic Location) ซึ่งกำหนดโดยพิกัดภูมิศาสตร์ และที่ตั้งสัมพัทธ์ (Relative
Location) ซึ่งกำหนดโดยความสัมพันธ์กับที่ตั้งของประเทศอื่น ๆ ทั้งในภูมิภาคเดียวกันและต่าง
ภูมิภาค (ราชบณั ฑติ ยสถาน, 2557: 3)

(1) ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ประเทศไทยมีที่ตั้งซึ่งกำหนดโดยพิกัดภูมิศาสตร์อยู่ระหว่างละติจูด
5 องศา 36 ลิปดา 50 พลิ ปิ ดา เหนอื กับ 20 องศา 27 ลปิ ดา 50 พิลปิ ดา เหนือ และระหวา่ งลองจิจูด
97 องศา 21 ลปิ ดา 32 พิลิปดา ตะวนั ออก กบั 105 องศา 38 ลิปดา 9 พลิ ปิ ดา ตะวนั ออก หรอื กลา่ ว
กว้างๆ ว่าอยู่ระหว่างเส้นศูนย์สูตร (Equator) กับเส้นทรอปิกออฟแคนเซอร์ (Tropic of Cancer) ซึ่ง
เป็นเขตละตจิ ดู ต่ำ (ชชั นี วายลี,่ 2543: 6)

10

โดยจุดเหนือสุดของประเทศไทยอยู่ในเขต ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
จุดตะวันออกสุดอยู่ในเขต ตำบลนาโพธิ์กลาง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี จุดใต้สุดอยู่ในเขต
ตำบลธารน้ำทิพย์ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และจุดตะวันตกสุดอยู่ในเขต ตำบลแม่คง อำเภอ
แมส่ ะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน (ภาพท่ี 2.1)

ต.เกาะชา้ ง อ.แมส่ าย จ.เชยี งราย

ต.แม่คง อ.แมส่ ะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน

ต.นาโพธิก์ ลาง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี

ต.ห้วยทราย อ.เมืองประจวบครี ขี ันธ์

ต.ธารน้ำทพิ ย์ อ.เบตง จ.ยะลา

ภาพท่ี 2.1 ท่ีตัง้ ทางภมู ศิ าสตรข์ องประเทศไทย
ท่ีมา: สถาบนั อาณาบรเิ วณศึกษา (2018)

11

(2) ที่ตั้งสัมพัทธ์ ประเทศไทยตั้งอยู่ในคาบสมุทรอินโดจีน ในบริเวณซีกโลกเหนือ ซึ่งเป็น
ส่วนหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ตั้งของประเทศไทยถือได้ว่าอยู่ในใจกลางของ
คาบสมุทร โดยมีประเทศอื่น ๆ ตั้งอยู่ที่บริเวณของขอบคาบสมุทร ด้านทิศตะวันออก ได้แก่
ประเทศลาว กัมพูชา และเวียดนาม ด้านทิศใต้ ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย ด้านทิศตะวันตก ได้แก่
ประเทศเมียนมาร์ นอกจาก 5 ประเทศซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทยในคาบสมุทรอินโดจีนแล้ว
ยังมีอีก 4 ประเทศที่ตั้งอยู่บนเกาะและหมู่เกาะทางทิศตะวันออกและทิศใต้ของคาบสมุทรอินโดจีนใน
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ได้แก่ ประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บรูไน และสิงคโปร์
นอกจากนี้ที่ตั้งของประเทศไทยยังล้อมรอบไปด้วยทะเลทั้งด้านตะวันตก ได้แก่ ทะเลอันดามัน และ
ด้านตะวนั ออก ไดแ้ ก่ อา่ วไทยและทะเลจีนใต้

ถา้ มองในขอบเขตทก่ี วา้ งขน้ึ ประเทศไทยมีที่ตั้งอยู่ตรงกลางระหวา่ ง 3 ภูมภิ าคใหญ่ของโลก
คือ เอเชียตะวันออก เอเชียใต้ และทวีปออสเตรเลีย ทางด้านทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือเป็น
ที่ตั้งของประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้ ส่วนทางด้านทิศตะวันตกเป็นที่ตั้งของประเทศ
อินเดีย บังกลาเทศ และศรีลังกา และทางด้านทิศใต้เป็นที่ตั้งของประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
การมีทีต่ ั้งเป็นศนู ยก์ ลางระหวา่ ง 3 ภูมิภาค ทำให้ประเทศไทยมีความสำคญั ในด้านการคมนาคมขนสง่
ทั้งทางอากาศและทางเรอื รวมทง้ั มีศกั ยภาพในการเป็นศนู ยก์ ลางการค้าและการท่องเทีย่ วของภูมิภาค
เอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใตด้ ว้ ย

2.2 ขนาดของประเทศไทย
จากข้อมูลของกรมแผนที่ทหาร ประเทศไทยมีเนื้อที่ 513,115.020 ตารางกิโลเมตร เม่ือ

เปรียบเทียบกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จัดเป็นประเทศที่มีขนาดปานกลาง แต่ในบรรดาประเทศใน
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกัน ประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจากประเทศ
อินโดนีเซียและเมียนมาร์ (ภาพที่ 2.2) และมีขนาดใหญ่กว่าประเทศลาวประมาณ 2 เท่า ใหญ่กว่า
กัมพูชาประมาณ 3 เท่า ใหญ่กว่าบรูไนประมาณ 90 เท่า และใหญ่กว่าสิงคโปร์ประมาณ 900 เท่า
(ตารางที่ 2.1) ประเทศไทยจึงจัดเป็นขนาดปานกลางที่มีพื้นที่มากพอในการพัฒนาประเทศ มีโอกาส
ในการมีทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย มีพื้นที่มากเพียงพอในการรองรับจำนวนประชากรใน
อนาคต (ศุทธนิ ี ดนตรี, 2554: 32)

12

ภาพที่ 2.2 Southeast Asia Map
ทีม่ า: Soileriragusgonta (2018)

ตารางที่ 2.1 ขนาดเน้อื ที่ของประเทศตา่ งๆ ในภมู ภิ าคเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้

อันดับท่ี ประเทศ เน้อื ท่ี (ตารางกโิ ลเมตร)
1,904,569
1 อินโดนีเซีย 676,578
513,115.020
2 เมียนมาร์ 331,210
329,847
3 ไทย 300,000
236,800
4 เวยี ดนาม 181,035
5,765
5 มาเลเซีย 697

6 ฟิลิปปินส์

7 ลาว

8 กมั พูชา

9 บรไู น

10 สงิ คโปร์

ทมี่ า: ราชบัณฑิตยสถาน (2557: 4)

13

2.3 รปู ร่างของประเทศไทย
รูปร่างของประเทศไทยนิยมเปรียบเทียบอยู่ 3 แบบด้วยกัน คือ รูปกระบวยตักน้ำ รูปขวาน

โบราณ และรูปหัวช้างที่มีงวงทอดลงไปในทะเลใต้ ทั้งนี้รูปร่างที่มีการกล่าวถึงมากที่สุด คือ รูปขวาน
โบราณ กล่าวกันว่าประเทศไทยมีรูปร่างเหมือนขวานโบราณ โดยมีภาคเหนือและภาคตะวันตกเป็น
สันขวาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นคมขวาน และภาคใต้เป็นด้ามขวาน ความยาวสูงสุดของ
ประเทศไทยวัดจากเส้นแบ่งเขตแดนไทย-เมยี นมาร์ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ไปถึงเส้นแบ่งเขต
แดนไทย-มาเลเซีย ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นระยะทางประมาณ 1,640 กิโลเมตร ส่วนความ
กว้างสูงสุดวัดจากเส้นแบ่งเขตแดนไทย-ลาวที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ไปจนถึงเส้นแบ่ง
เขตแดนไทย-เมียนมาร์ ที่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เป็นระยะทางประมาณ 780 กิโลเมตร
ฉะนน้ั จงึ มสี ว่ นยาวมากกว่าส่วนกวา้ งประมาณ 2 เท่า (ราชบณั ฑิตยสถาน, 2557: 5)

บริเวณทีแ่ คบที่สุดของประเทศไทย คอื สว่ นท่เี ป็นด้ามขวาน หรือตั้งแตจ่ งั หวดั เพชรบรุ ีลงไป
จนถึงชายแดนประเทศมาเลเซยี มีลกั ษณะเป็นผนื แผน่ ดินแคบ ๆ เชอื่ มตอ่ กบั คาบสมุทรมลายทู ่ีตรงคอ
คอดกระหรือกิ่วกระ อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง พื้นที่เหนือคอคอดกระขึ้นมาทางทิศตะวันตก ติด
กับเมียนมาร์และทางทิศตะวันออกติดกับอ่าวไทย พื้นที่ส่วนใต้จากคอคอดกระลงไปมีทะเลขนาบทั้ง
สองด้าน ทิศตะวันออกเป็นอ่าวไทยและทิศตะวันตกเป็นทะเลอันดามัน คอคอดกระเป็นส่วนที่ แคบ
ที่สุดของคาบสมุทรมลายู มีความกว้างวัดจากปากแม่น้ำกระบุรี (ปากจั่น) ถึงฝั่งอ่าวไทยเป็นระยะทาง
64 กิโลเมตร สำหรับส่วนที่แคบที่สุดของประเทศไทยอยู่ที่บ้านวังก์ด้วน ตำบลห้วยทราย อำเภอเมือง
ประจวบคีรีขันธ์ (ภาพที่ 2.1) โดยวัดจากฝั่งอ่าวไทยที่บ้านวังก์ด้วนถึงจุดแบ่งเขตแดน ไทย-เมียนมาร์
บนทวิ เขาตะนาวศรี เปน็ ระยะทางเพยี ง 10.96 กโิ ลเมตร (วิทยา ปานะบุตร และวสิ ิทธ์ โรจน์พจนรัตน์
, 2556: 162)

อีกบริเวณที่อาจถือได้ว่าเป็นส่วนที่แคบมากที่สุดในประเทศไทย ถ้าคิดเฉพาะส่วนที่เป็น
พื้นดินบนแผ่นดินใหญ่ คือ ที่บ้านโขดทราย ตำบลหาดเลก็ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด โดยวัดจาก
ฝั่งอ่าวไทยไปจนถึงเส้นแบ่งเขตแดนไทย-กัมพูชาบนทิวเขาบรรทัดเป็นระยะทางเพียง 450 เมตร
แต่เนื่องจากจังหวัดตราดมีเกาะเรียงรายอยู่ตามชายฝั่งจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกาะช้างและ
เกาะกูด ซึ่งตามกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ ให้ถือว่าเป็นบริเวณพื้นน้ำที่อยู่ระหว่างแนวชายฝั่งกับ
เกาะชายฝั่งเป็นอาณาเขตของประเทศด้วย ฉะนั้นบริเวณพื้นที่บ้านโขดทราย จังหวัดตราด จึงมิใช่
ส่วนที่แคบที่สุดของประเทศไทยอย่างแท้จริง ส่วนที่แคบที่สุดและแท้จริง คือ บริเวณบ้านวังก์ด้วน
จังหวดั ประจวบคีรขี นั ธ์ (ศุทธินี ดนตรี, 2554: 35)

14

2.4 เขตแดนของประเทศไทย
แนวเขตแดนระหว่างประเทศไทยกบั ประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 4 ประเทศ มีความยาวประมาณ

5,656 กิโลเมตร ด้านที่ติดต่อกับประเทศกัมพูชามีความยาว 798 กิโลเมตร ด้านที่ติดต่อกับประเทศ
ลาวมีความยาว 1,810 กิโลเมตร ด้านที่ติดต่อกับประเทศเมียนมาร์มีความยาว 2,401 กิโลเมตร และ
ดา้ นที่ติดตอ่ กบั ประเทศมาเลเซยี มีความยาว 647 กโิ ลเมตร (ราชบณั ฑิตยสถาน, 2557: 13)

ในอดีตได้มีสนธิสัญญาว่าด้วยเรื่องเขตแดนผูกพันไว้กับประเทศเพื่อนบ้านมาเป็นเวลานาน
กว่า 100 ปี แต่ก็ไม่มีสนธิสัญญาฉบับใดที่ไทยได้ทำกับประเทศเพื่อนบ้านโดยตรง ทุกด้านล้วนทำผ่าน
ชาติมหาอำนาจที่ครอบครองดินแดนของประเทศเพื่อนบ้านในขณะนั้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วประเทศไทย
ตกอยู่ในสภาวะเสียเปรยี บคูส่ ัญญา เขตแดนด้านเมยี นมาร์และมาเลเซีย ประเทศไทยทำสนธิสัญญาวา่
ดว้ ยเรอ่ื งเขตแดนกบั ประเทศอังกฤษ สว่ นดา้ นลาวและกมั พชู าประเทศไทยทำกบั ประเทศฝรง่ั เศส

ในเชิงยุทธศาสตร์เป็นการยากที่แต่ละประเทศจะใช้กำลังทหารเข้าวางกำลังเพื่อเฝ้ารักษา
แนวเขตแดนทางบกและทางทะเลตลอดแนว เน่อื งจากต้องใช้งบประมาณของชาตเิ ป็นจำนวนมหาศาล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีปัญหาเขตแดนเกิดขึ้นด้วยแล้ว การเข้าไปวางกำลังตามแนวชายแดนใน
ลักษณะเผชิญหน้ากันย่อมไม่เกิดผลดีต่อทั้ง 2 ฝ่าย เพราะอาจเกิดการกระทบกระทั่งกันและอาจ
ขยายตัวไปสู่การสู้รบ รัฐบาลไทยพยายามแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาเขตแดนระหว่าง
ประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านโดยสันติวิธีอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด หลังจากการสู่รบกรณี
เหตุการณ์บ้านร่มเกล้า เมื่อ พ.ศ.2531 รัฐบาลได้ตั้งกลไกในรูปคณะกรรมการต่าง ๆ เพื่อเจรจาแก้ไข
ปัญหาเขตแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในหลายระดับ และสิ่งที่คณะกรรมการเหล่าน้ัน
ยึดถือเป็นเครื่องมือก็คือ สนธิสัญญา (Treaty) และความตกลงต่าง ๆ อาทิ อนุสัญญา (Convention)
ปฏิญญา (Declaration) และแผนที่ (Map)

2.4.1 คำจำกัดความ
การกำหนดเขตแดนมีคำที่เกี่ยวข้องมากหลาย การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ

ความหมายของคำเหล่านั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ราชบัณฑิตยสถาน (2557: 14-15) ได้อธิบายคำ
จำกดั ความของคำตา่ ง ๆ ไวด้ งั นี้

(1) เขตแดนระหว่างประเทศ (International Boundary) หมายถึง เส้นสมมติท่ี
กำหนดขึ้นโดยประเทศทวิภาคี เพื่อเป็นขอบเขตและรู้ว่าอำนาจอธิปไตยของตนหรือของประเทศนั้น
ได้มาสิ้นสุดที่เส้นสมมตินี้ เส้นสมมติดังกล่าวอาจกำหนดขึ้นบนแผนที่ แผนผัง หรือแสดงด้วย
คำพรรณนาเป็นลายลักษณอ์ ักษรหรืออาจแสดงเป็นหลักฐานบนพื้นดินกไ็ ด้

(2) แนวพรมแดน (Frontier) หมายถึง พื้นที่ซึ่งมีความคาบเกี่ยวทั้ง 2 ประเทศ ซึ่ง
พื้นที่คาบเกี่ยวนี้จะไปตามเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ โดยไม่มีข้อกำหนดแน่ชัดว่าจะต้องอยู่ลึก
เขา้ ไปจากเส้นเขตแดนดา้ นละเท่าใด

15

(3) ชายแดน (Border) หมายถึง พื้นที่จากเส้นเขตแดนระหว่างประเทศเข้าไปใน
ดนิ แดนของประเทศใดประเทศหนึ่ง ไมม่ ีขอ้ กำหนดว่าจะอยูล่ กึ เขา้ ไปเทา่ ใด

(4) สันปันน้ำ (Watershed) หมายถึง บริเวณที่สูงหรือสันเขา ซึ่งแบ่งน้ำที่อยู่แต่ละ
ด้านของสันเขาให้ไหลออกเป็น 2 ฟาก ไปสู่แม่น้ำลำธาร แต่สันปันน้ำในการกำหนดเขตแดนนั้น
หมายถึง ที่สูงหรือสันเขาที่ต่อเนื่องกันและจะปันน้ำหรือน้ำฝนที่ตกลงมา ให้แบ่งออกเป็น 2 ฟาก
โดยไม่มีการไหลย้อนกลับ ในกรณีท่ีมีสันเขาแยกออกเป็นหลายสันจะยึดถือสันเขาที่มีความต่อเนื่อง
มากที่สุด กล่าวคือ สันเขาที่สูงที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นสันปันน้ำเสมอไป แต่สันเขาที่สูงและมีความ
ต่อเนอื่ งมากที่สุดมกั จะได้รับพิจารณาให้เปน็ สนั ปันนำ้

(5) ร่องน้ำลึก (Thalweg) หมายถึง ร่องน้ำที่มีความต่อเนื่องกันในแม่น้ำ โดยเป็น
รอ่ งนำ้ ทลี่ กึ ทส่ี ุด

(6) เขตแดนทางบกหรือเขตแดนบนแผ่นดิน (Land Boundary) หมายถึง เส้นเขต
แดนที่กำหนดขึ้นบนแผ่นดิน โดยคำว่า แผ่นดิน ในที่นี้หมายถึง ลักษณะภูมิประเทศที่เป็นแผ่นดิน มี
แม่นำ้ ลำห้วย หนอง บึง ทะเลสาบ และอา่ งเกบ็ น้ำเปน็ ส่วนหนงึ่ ของแผ่นดนิ ด้วย

(7) เขตแดนทางทะเล (Maritime Boundary) หมายถึง การกำหนดอาณาเขตทาง
ทะเลออกเป็นเขตต่าง ๆ ตามบทบัญญัติของอนุสัญญาองค์การสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล
ค.ศ.1982 โดยกำหนดให้มีเขตทางทะเลที่แตกต่างกันออกไป เช่น น่านน้ำภายใน ทะเลอาณาเขต
เขตตอ่ เนอื่ ง เขตเศรษฐกจิ จำเพาะ เขตไหล่ทวีป เขตทางทะเลดังกลา่ วมีขอบเขตแนวคดิ ในระบอบของ
แต่ละเขตแตกต่างกันออกไปตามวัตถุประสงค์แห่งการใช้อำนาจอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยของรัฐ
ดงั นน้ั รฐั ชายฝง่ั อาจจะมีเขตทางทะเลได้เพียงแบบใดแบบหน่ึงหรอื ครบทกุ แบบกไ็ ด้

(8) การกำหนดเขตแดน (Delimitation) หมายถึง การกำหนดเขตแดนที่อยู่ในรูป
หลักฐานทางเอกสาร ได้แก่ สนธิสัญญา แผนที่ แผนผัง หรืออื่น ๆ ซึ่งมักกระทำกันในสำนักงานหรือ
บนโตะ๊ เจรจา เพือ่ ใชเ้ ปน็ แนวทางในการแบง่ เขตแดนระหวา่ งกันในระยะเรม่ิ ตน้ ก่อนดำเนินการสำรวจ
และปักปันเขตแดนรว่ มกนั ในภมู ิประเทศจริง

(9) การปักปันเขตแดน (Demarcation) หมายถึง การดำเนินการในขั้นต่อมาซึง่ เป็น
เรื่องของการจัดสร้างสัญลักษณ์หรือที่หมายของแนวเขตแดนที่กำหนดไว้แล้วลงบนภูมิประเทศ
กล่าวคือ เมื่อได้กำหนดเขตแดนไปแล้ว ก็จะจัดตั้งคณะกรรมการดำเนินการปักปันเขตแดนใน
ภูมปิ ระเทศจริงร่วมกนั โดยกำหนดแบบของหลักเขตและวสั ดุตามมาตรฐานทีไ่ ด้ตกลงกันไว้

(10) เส้นเขตแดนแบบคงท่ี (Fixed Boundary) หมายถึง การกำหนดเขตแดนแบบ
ถาวรซึ่งนิยมกระทำกันในแม่น้ำโดยใช้ร่องน้ำลึกเป็นเกณฑ์ การกำหนดเส้นเขตแดนแบบนี้ไม่ว่าแม่น้ำ
จะเปลี่ยนทางเดินไปในลักษณะใดก็ตาม ยังคงยึดถือแนวเส้นเขตแดนเดิมที่ทำร่วมกันไว้ขณะทำการ
สำรวจและลงหลกั ฐานรับรองรว่ มกันทง้ั 2 ฝา่ ย โดยไมเ่ ปล่ยี นแปลง

16

(11) เส้นมัธยะ (Median Line) หมายถึง เส้นซึ่งอยู่ห่างจากจุดจุดหนึ่งหรือหลายจุด
ท่มี ีอยใู่ กลก้ ันทสี่ ุดบนฝงั่ ตรงขา้ มของแม่น้ำเป็นระยะเทา่ ๆ กนั แตเ่ นอ่ื งจากระดับน้ำในแม่น้ำมักไม่คงที่
การเปลย่ี นแปลงใด ๆ ของระดับนำ้ ก็จะมผี ลกระทบตอ่ เสน้ มัธยะ ทำให้เสน้ นแ้ี ปรเปลีย่ นไปดว้ ย ดังน้ัน
เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนที่ขึ้นอยู่กับระดับการขึ้นลงของระดับน้ำในแม่น้ำ จึงใช้เส้นกึ่งกลางตรง
ระดับน้ำเฉลี่ย (Average Level) เป็นตัวกำหนด การใช้เส้นมัธยะนี้นิยมใช้มากพอสมควร โดยเฉพาะ
อย่างย่ิงในกรณีท่แี มน่ ำ้ นน้ั ๆ ใช้เดนิ เรือไม่ได้

2.4.2 แนวเขตแดนทางบกระหวา่ งประเทศไทยกับประเทศเพอื่ นบ้าน
เขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีการพัฒนามาตั้งแต่อดีตจนถึง

ปัจจุบัน ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และความตกลงทางกฎหมายว่าด้วยเขตแดนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่
จะต้องนำมาพิจารณา เนื่องจากเขตแดนเป็นสิ่งที่ใช้กำหนดขอบเขตของประเทศเพื่อบ่งชี้ว่าภายใน
เขตแดนนั้น ๆ ประเทศนั้นย่อมมีสิทธิและอำนาจอธิปไตยเหนือบริเวณพื้นที่ดังกล่าวอย่างเต็มที่
ประเทศไทยมีเขตแดนทางบกติดต่อกับประเทศข้างเคียงรวม 4 ประเทศ ดังน้ี (ราชบัณฑิตยสถาน,
2557: 19-45)

(1) แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกับเมียนมาร์ (ภาพที่ 2.3) กำหนดขึ้น
ตามสนธิสัญญาที่ทำระหว่างสยามกับอังกฤษ พ.ศ.2408 มีความยาวประมาณ 2,202 กิโลเมตร
แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ไดแ้ ก่ ช่วงที่ 1 เริม่ ตั้งแต่สบรวกจนถึงสบเมย จากจดุ รวมของเขตแดน 3 ประเทศ
คือ ไทย-เมียนมาร์-ลาว ที่จุดบรรจบของแม่น้ำรวกและแม่น้ำโขงที่บ้านสบรวก อำเภอเชียงแสน
จังหวัดเชียงราย เส้นเขตแดนมีทิศทางไปทางทิศตะวันตกตามแนวร่องน้ำลึกของแม่น้ำรวก เข้าเขต
อำเภอแม่สาย ต่อจากนั้นแม่น้ำรวกไหลไปบรรจบกับแม่น้ำสาย เส้นเขตแดนลัดเลาะไปตามแนว
ร่องน้ำลึกของแม่น้ำสายจนถึงจมูกเขาดอยเวา ในทิวเขาแดนลาว จากนั้นเปลี่ยนไปใช้สันปันน้ำของ
ทิวเขาแดนลาวสู่อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย แล้วเข้าเขตอำเภอแม่อาย อำเภอฝาง อำเภอ
ไชยปราการ อำเภอเชียงดาว อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ไปทางทิศตะวันตกสู่อำเภอปาย แล้ว
ใชส้ ันปันนำ้ ของทิวเขาถนนธงชยั เหนือทอดตัวไปทางทิศตะวันตกเข้าเขตอำเภอปางมะผ้า แลว้ วกลงใต้
ตามสนั ปันน้ำของทิวเขาถนนธงชัยตะวันตกสู่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน อำเภอขนุ ยวม อำเภอแม่ลาน้อย
อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จากนั้นเปลี่ยนไปใช้แนวฝั่งทั้งสองของแม่น้ำสาละวินจนเข้าเขต
อำเภอสบเมย ตรงที่แม่น้ำสาะวินและแม่น้ำเมยบรรจบกัน จึงถือว่าเป็นจุดสิ้นสุดของเส้นเขตแดนทาง
บกระหว่างประเทศไทย-เมียนมาร์ ช่วงท่ี 1

17

ภาพท่ี 2.3 แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกับเมยี นมาร์
ที่มา: สารานกุ รมไทยสำหรบั เยาวชน (2018)

สำหรับช่วงที่ 2 เริ่มตั้งแต่สบเมยจนถึงปากแม่น้ำกระบุรี จากจุดที่แม่น้ำ
สาละวินบรรจบกับแม่น้ำเมยในอำเภอสบเมย จังหวัดตาก จากนั้นใช้แนวร่องน้ำลึกของแม่น้ำเมย
เป็นเส้นเขตแดนยาวลงใต้สู่อำเภอท่าสองยาง อำเภอแม่ระมาด อำเภอแม่สอด อำเภอพบพระและ
อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก แล้วใช้แนวฝั่งทั้งสองของห้วยวาเล่ย์ ก่อนเปลี่ยนไปใช้แนวสันปันน้ำของ
ทิวเขาถนนธงชัยตะวันตกที่ทอดตัวลงไปทางทิศตะวันตกและวกลงทิศใต้เข้าเขต อำเภอสังขละบุรี
จังหวัดกาญจนบุรี จากนั้นเปลี่ยนมาใช้สันปันน้ำของทิวเขาตะนาวศรีที่ทอดตัวยาวลงไปทางทิศใต้เข้า
เขตอำเภอทองผาภูมิ อำเภอไทรโยค อำเภอเมืองกาญจนบุรี และอำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัด
กาญจนบุรี เข้าเขตอำเภอสวนผึ้ง อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี สู่อำเภอหนองหญ้าปล้อง อำเภอ
แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ยาวลงใต้สู่อำเภอหัวหิน อำเภอปราณบุรี อำเภอสามร้อยยอด อำเภอ
กุยบุรี อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ อำเภอทับสะแก อำเภอบางสะพาน และอำเภอบางสะพานน้อย
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เข้าเขตอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร แล้วเปลี่ยนมาใช้แนวตามร่องน้ำลึกของ
คลองกระสู่อำเภอกระบุรี จากนั้นแนวเขตแดนจะเปล่ียนไปใช้ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำกระบุรีก่อนเข้าเขต

18

อำเภอละอุ่น อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง ตรงที่แม่น้ำกระบุรีไหลลงสู่ทะเลอันดามัน จึงถือเป็น
จุดสนิ้ สดุ ของเส้นเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทย-เมยี นมาร์ ชว่ งที่ 2

(2) แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกบั ลาว (ภาพที่ 2.4) เกิดขึ้นจากการทำ
สัญญาว่าด้วยการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับฝรั่งเศส พ.ศ.2436 มีความยาวประมาณ 1,750
กิโลเมตรแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 แนวเขตแดนประเทศไทยกับลาว บริเวณที่เป็นทิวเขา
และลำน้ำสายเล็ก ๆ เริ่มจากจดุ รวมของเขตแดน 3 ประเทศ คือ ไทย-เมียนมาร์-ลาว ที่จุดบรรจบของ
แม่น้ำรวกกับแม่น้ำโขงที่บ้านสบรวก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย แนวเขตแดนมีทิศทางไปทาง
ทิศใต้ตามแนวร่องน้ำลึกของแม่น้ำโขง ผ่านอำเภอเชียงแสน อำเภอเชียงของ และอำเภอเวียงแก่น
จังหวัดเชียงราย จากนั้นเส้นเขตแดนเปลี่ยนไปใช้สันปันน้ำของทิวเขาหลวงพระบาง ผ่านดอยผาตั้ง
เข้าเขตอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ลงใต้สู่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา และเปล่ียนทิศไปตะวันออก
เข้าเขตอำเภอสองแคว อำเภอทุ่งช้าง อำเภอเฉลิมพระเกยี รติ วกลงใต้สูอ่ ำเภอบ่อเกลอื อำเภอแม่จริม
อำเภอเวยี งสา อำเภอนานอ้ ย จงั หวดั นา่ น กอ่ นเขา้ เขตอำเภอบ้านโคก อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์
ผ่านภูสอยดาวเข้าเขตอำเภอชาตติ ระการ จังหวัดพิษณุโลก จากนั้นเส้นเขตแดนเปลี่ยนไปใช้ร่องน้ำลึก
ของน้ำเหืองงาที่ไหลลงใต้สู่อำเภอนาแห้ว บริเวณที่น้ำเหืองงาไหลมาบรรจบกับแม่น้ำเหือง เส้นเขต
แดนช่วงนี้เปลี่ยนไปใช้ร่องน้ำลึกของแม่น้ำเหือง ไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เข้าเขตอำเภอ
ด่านซ้าย วกขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือสู่อำเภอภูเรือ อำเภอท่าลี่ และอำเภอเชียงคาน จังหวัด
เลย จนถึงจุดที่แมน่ ำ้ เหืองไหลบรรจบกับแม่น้ำโขง

สำหรับช่วงที่ 2 เป็นแนวเขตแดนไทย-ลาว ตามแม่น้ำโขง แนวเขตแดนช่วงนี้ใช้ร่อง
น้ำลึกของแม่น้ำโขงที่ไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านอำเภอปากชม จังหวัดเลย เข้าเขต
อำเภอสังคม อำเภอศรีเชียงใหม่ อำเภอท่าบ่อ อำเภอเมืองหนองคาย อำเภอโพนพิสัย อำเภอรัตนวาปี
จังหวัดหนองคาย สู่อำเภอปากคาด อำเภอเมืองบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า อำเภอบึงโขงหลง อำเภอ
บ้านแพง จังหวัดบึงกาฬ ไหลลงใต้เข้าเขตอำเภอท่าอุเทน อำเภอเมืองนครพนม อำเภอธาตุพนม
จังหวัดนครพนม จากนั้นเส้นเขตแดนเข้าไปในเขตอำเภอหว้านใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร
อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ผ่านอำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ สู่อำเภอเขมราฐ
อำเภอนาตาล อำเภอโพธิ์ไทร อำเภอศรีเมืองใหม่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี จนถึงจุดที่
แม่น้ำมูลไหลลงแม่นำ้ โขง จากนั้นเปลี่ยนไปใช้สันปันน้ำของทิวเขาพนมดงรัก ซึ่งมีทิศทางไปทางทิศใต้
เข้าเขตอำเภอสิรินธร อำเภอบุณฑรกิ อำเภอนาจะหลวย และอำเภอนำ้ ยนื จังหวัดอบุ ลราชธานี จนถึง
ช่องบกจึงเปน็ จดุ สนิ้ สดุ แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกับลาว

19

ภาพท่ี 2.4 แนวเขตแดนทางบกระหวา่ งประเทศไทยกับลาว
ท่ีมา: สารานุกรมไทยสำหรบั เยาวชน (2018)

(3) แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกบั กมั พชู า (ภาพท่ี 2.5) เกดิ ข้นึ จากการ
ทำสัญญาเกี่ยวกับแนวเขตแดนระหว่างสยามกับฝรั่งเศสด้านเขมร พ.ศ.2406 ความยาวประมาณ 798
กิโลเมตรเร่ิมจากจุดรวมของเขตแดน 3 ประเทศ คือ ไทย-ลาว-เมียนมาร์ ที่ช่องบกในเขตอำเภอนำ้ ยนื
จังหวัดอุบลราชธานี เขตแดนใช้สันปันน้ำของทิวเขาพนมดงรักยาวไปทางทิศตะวันตก แล้วอ้อมลงใต้
เข้าเขตอำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี ก่อนเข้าสู่อำเภอกันทรลักษณ์ อำเภอขุนหาญ อำเภอภูสิงห์
จังหวัดศรีสะเกษ จากนั้นเข้าเขตอำเภอบัวเชด อำเภอสังขะ อำเภอกาบเชิง อำเภอพนมดงรัก จังหวัด
สุรินทร์ ยาวลงมาอำเภอบ้านกรวด และอำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อเข้าสูอ่ ำเภอตาพระยา
จังหวดั สระแก้ว เสน้ เขตแดนเปลยี่ นไปใช้แนวตามคลองแผง จากนัน้ แนวเขตแดนใชแ้ บบเส้นตรงโดยมี
หลักเขตแดนกำกับยาวไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เข้าเขตอำเภอโคกสูง อำเภออรัญประเทศอำเภอ
คลองหาด จังหวัดสระแก้ว จากนั้นใช้แนวของคลองน้ำใสไหลลงใต้สู่อำเภอสอยดาว จนเข้าเขตอำเภอ
โป่งน้ำร้อนจังหวัดจนั ทบุรี จึงเปล่ยี นไปใช้แนวแบบเสน้ ตรงจากหลักถึงหลัก จนถงึ อำเภอบ่อไร่ จังหวดั
ตราด แล้วเปลี่ยนไปใช้สันปันน้ำของทิวเขาบรรทัดสู่อำเภอเมืองตราด สุดท้ายที่อำเภอคลองใหญ่

20
จังหวัดตราด ใช้แนวเขตแดนแบบเส้นตรงจนถึงจุดสิ้นสุดเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาที่บ้านหาด
เล็ก ซึ่งเปน็ ปลายของแหลมสารพดั พิษ

ภาพท่ี 2.5 แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกับกัมพชู า
ท่มี า: สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน (2018)

(4) แนวเขตแดนทางบกระหวา่ งประเทศไทยกบั มาเลเซีย (ภาพที่ 2.6) มาจากสัญญา
กำหนดเขตแดนระหว่างสยามกับอังกฤษในแหลมมลายู พ.ศ.2452 มีความยาวประมาณ
576 กิโลเมตร แนวเขตแดนไทย-มาเลเซียเริ่มจากสุดชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกในอำเภอเมืองสตูลไป
ทางทิศตะวันออกจนถึงหลักแดนที่เขาบาตูปูเต๊ะ จากนั้นใช้สันปันน้ำของทิวเขาสันกาลาคีรี ก่อนเข้า
เขตอำเภอควนโดน จังหวัดสตูล สู่อำเภอสะเดา อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ลงใต้
เข้าเขตอำเภอกาบัง อำเภอยะหา อำเภอบันนังสตา อำเภอธารโต อำเภอเบตง จังหวัดยะลา สู่อำเภอ
จะแนะ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส จนถึงจุดต้นน้ำของแม่น้ำโก-ลก จึงเปลี่ยนไปใช้ร่องน้ำลึกของ
แม่น้ำโก-ลก ไหลลงผ่านอำเภอแว้ง อำเภอสุไหงโก-ลก และอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส สิ้นสุด
บริเวณที่แม่น้ำบางนราไหลมาบรรจบแม่น้ำโก-ลกที่บ้านปูยู จึงถือเป็นจุดสิ้นสุดแนวเขตแดน
ไทย-มาเลเซยี ทางด้านอ่าวไทย

21

ภาพท่ี 2.6 แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย
ทม่ี า: สารานกุ รมไทยสำหรบั เยาวชน (2018)

2.4.3 เขตแดนทางทะเล
ประเทศไทยมีความยาวของฝงั่ ทะเลรวม 3,010 กิโลเมตร ประกอบดว้ ย ฝั่งทะเลดา้ น

ตะวันออกของอ่าวไทยยาว 581 กิโลเมตร ฝั่งทะเลด้านตะวันตกของอ่าวไทยยาว 1,391.5 กิโลเมตร
และฝั่งทะเลด้านอันดามันยาว 1,037.5 กิโลเมตร สำหรับจังหวัดที่มีฝั่งทะเลยาวที่สุดของอ่าวไทย คือ
จังหวดั นครศรีธรรมราช และจงั หวดั ท่มี ฝี ง่ั ทะเลยาวท่สี ุดของอันดามนั คอื จงั หวดั พงั งา

ในด้านเขตแดนทางทะเลที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศไทยมีเขตแดนทาง
ทะเลติดต่อกับ 6 ประเทศ ได้แก่ ประเทศเวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย เมียนมาร์ และ
อนิ เดยี ตามลกั ษณะของอาณาเขตท่ีติดต่อกัน (ประชิดกนั หรืออยู่ตรงข้ามกนั ) ในบริเวณอา่ วไทยช่วงที่
ประเทศไทยมเี ขตแดนทางทะเลประชดิ กนั กับประเทศกมั พชู าและมาเลเซีย ส่วนเขตแดนท่ีอยู่ตรงข้าม
ได้แก่ ประเทศเวียดนามและบางส่วนของกัมพูชา เส้นเขตแดนในอ่าวไทยเริ่มต้นที่บริเวณชายแดน
ไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหาดเล็ก ผ่านจุดต่าง ๆ ที่ไทยประกาศเส้นเขตไหล่ทวีปไว้ยาวไปบรรจบที่จุด
เขตแดนระหว่างไทย-มาเลเซีย บริเวณอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ส่วนทางด้านทะเลอันดามัน
ประเทศไทยมีอาณาเขตทางทะเลประชิดกับประเทศมาเลเซียและเมียนมาร์ มีอาณาเขตทางทะเลอยู่
ตรงขา้ มกบั อนิ โดนเี ซีย อินเดีย และบางส่วนของเมยี นมาร์ (ศุทธนิ ี ดนตรี, 2554: 67-70)

22
น่านน้ำของประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน (ราชบัณฑิตยสถาน, 2557: 61)
แบ่งกั้นด้วยคาบสมุทรอินโดจีน ทางด้านตะวันออกของคาบสมุทร คือ อ่าวไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ
ทะเลจีนใต้ และทางด้านตะวันตกของคาบสมุทร คือ ทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทร
อินเดีย สำหรบั ทตี่ ้ังและลกั ษณะทางกายภาพของน่านนำ้ ทง้ั 2 ด้าน มีรายละเอียดแตกตา่ งกันดงั น้ี

ภาพท่ี 2.7 อ่าวประวัติศาสตร์ของไทย
ท่มี า: สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน (2018)

(1) อ่าวไทย แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ อ่าวไทยตอนบน ซึ่งหมายถึงน่านน้ำเหนือ
เส้นตรงที่ลากต่อระหว่างแหลมบ้านแสมสาร ในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี กับตำบลห้วยทรายเหนือ
อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หรือที่เรียกอีกอย่างว่า อ่าวรูปตัว ก. ซึ่งกำหนดให้เป็นอ่าว
ประวัติศาสตร์ของไทย (ภาพที่ 2.7) น่านน้ำเหนือเส้นฐานดังกล่าวนี้ เป็นน่านน้ำภายในของประเทศ
การกำหนดน่านน้ำของประเทศหรือทะเลอาณาเขตของไทยจะวัดจากเส้นฐานหรือจุดที่ระดับน้ำทะเล
ต่ำสดุ ออกไป 12 ไมล์ทะเล สว่ นเขตเศรษฐกจิ จำเพาะ (Economic Zone) วัดจากชายฝ่งั ทะเลออกไป
200 ไมล์ทะเล สำหรับอ่าวไทยตอนล่าง คือ บริเวณใต้เส้นฐานลงมาทั้งหมดจนถึงเส้นลากต่อระหว่าง
ชายแดนไทย-มาเลเซียทจี่ งั หวัดนราธวิ าสกับปลายแหลมกาเมาในประเทศเวียดนาม มีความยาวชายฝั่ง

23

ทะเลในอ่าวไทยรวมทั้งส้ิน 1,065 ไมลท์ ะเล เขตแดนทางทะเลด้านอา่ วไทยน้ีประชดิ และหรือที่อยู่ตรง
ข้ามประเทศเพื่อนบ้าน 3 ประเทศ ได้แก่ ประเทศกัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย ทั้งนี้อ่าวไทยมี
ลักษณะเป็นทะเลปิด กว้างสุด 270 ไมล์ทะเล ไม่รวมเกาะ หากรวมเกาะแล้วจะเหลือความกว้างเพียง
100 ไมลท์ ะเลเทา่ นั้น

(2) ทะเลอันดามัน เป็นทะเลที่อยู่ทางด้านชายฝั่งตะวันตกของประเทศไทย
มีชายฝั่งตั้งแต่ปากแม่น้ำกระบุรีที่จังหวัดระนอง ติดต่อกับเขตแดนเมียนมาร์ลัดเลาะฝั่งลงไปทางใต้ไป
จนจดเขตแดนไทย-มาเลเซียที่อำเภอเมืองสตูล มีความยาวชายฝั่งทะเลรวมทั้งสิ้น 560 ไมล์ทะเล
ทะเลอนั ดามันกวา้ งสุด 330 ไมลท์ ะเล

2.5 การแบ่งภมู ภิ าคในประเทศไทย
ภูมิภาค (Region) หมายถึง บริเวณพื้นที่แห่งใดแห่งหนึ่งบนพื้นผิวโลกที่กำหนดขึ้นเป็นส่วน

ต่าง ๆ แยกออกจากกัน โดยภายในแต่ละส่วนนัน้ มีลกั ษณะบางอย่างหรือหลายๆ อย่างที่คล้ายคลึงกนั
ในขณะเดียวกันก็แตกต่างไปจากส่วนอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงโดยรอบ การแบ่งภูมิภาคทำได้หลายวิธี
แล้วแต่หลักเกณฑ์และวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้ประโยชน์ จึงเกิดมีภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ ภูมิภาค
ทางการเมืองการปกครอง ภูมิภาคทางวัฒนธรรม รวมทั้งภูมิภาคที่กำหนดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ๆ
อีกหลายด้าน เกณฑ์ที่ถูกนำไปใช้ในการแบ่งภูมิภาคก็แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นวิธีการของ
หน่วยงานใด หรือตามหลักการของสาขาวิชาใด ประโยชน์ที่สำคัญของการแบ่งภูมิภาค คือ เพื่อให้
สามารถเข้าใจลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นในกรอบของพื้นที่รวมทั้งหมด
(ราชบณั ฑติ ยสถาน, 2557: 5-6)

2.5.1 การแบ่งภูมิภาคทางภมู ิศาสตร์ของคณะกรรมการภมู ศิ าสตรแ์ หง่ ชาติ
การแบ่งภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ของคณะกรรมการภูมิศาสตร์แห่งชาติ ขึ้นอยู่กับ

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติเป็นผู้เสนอขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี เมื่อ พ.ศ.2520
โดยใช้เกณฑ์ในด้านลักษณะภูมิประเทศเป็นเกณฑ์หลัก แต่ได้พิจารณาลักษณะทางภูมิอากาศ
วัฒนธรรมด้านเชื้อชาติ ภาษา และความเปน็ อยู่ของคนในทอ้ งถิน่ ประกอบด้วยภูมภิ าคทางภมู ิศาสตร์
ของประเทศไทยแบง่ ออกเป็น 6 ภูมิภาค ดงั น้ี (ภาพที่ 2.8) (ราชบัณฑิตยสถาน, 2557: 6)

(1) ภาคเหนือ ประกอบด้วย 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แพร่ น่าน
แมฮ่ อ่ งสอน ลำพนู ลำปาง และอตุ รดิตถ์

(2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 20 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ เลย อุดรธานี
สกลนคร หนองคาย บึงกาฬ มุกดาหาร นครพนม ยโสธร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด
หนองบวั ลำภู อำนาจเจรญิ นครราชสีมา อุบลราชธานี บรุ ีรมั ย์ สรุ ินทร์ และศรสี ะเกษ

24

ภาพที่ 2.8 การแบ่งภูมภิ าคทางภมู ศิ าสตร์ของคณะกรรมการภมู ศิ าสตรแ์ หง่ ชาติ
ทมี่ า: กรมสง่ เสรมิ การปกครองท้องถนิ่ (2018)

25

(3) ภาคกลาง ประกอบด้วย กรุงเทพมหานครและอีก 21 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย
พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี ลพบุรี
สระบุรี ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก นนทบุรี สมุทรปราการ สมุ ทรสาคร
สมทุ รสงคราม และนครปฐม

(4) ภาคตะวันออก ประกอบด้วย 7 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา
ชลบุรี ระยอง จนั ทบรุ ี และตราด

(5) ภาคตะวันตก ประกอบด้วย 5 จังหวัด ได้แก่ ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี
และประจวบครี ขี นั ธ์

(6) ภาคใต้ ประกอบดว้ ย 14 จงั หวัด ได้แก่ ชมุ พร ระนอง พงั งา กระบี่ ภูเกต็ พัทลุง
สรุ าษฎรธ์ านี นครศรีธรรมราช ตรงั สตลู สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธวิ าส

การแบ่งภูมิภาคทางภูมิศาสตร์โดยอาศัยลักษณะภูมิประเทศเป็นเกณฑ์หลักใน
การแบ่ง ทำให้เข้าใจความแตกต่างของลักษณะภูมิประเทศชัดเจนมากขึ้น กล่าวคือ ภาคเหนือมี
ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงสลับกับหุบเขาและที่ราบลุ่มแม่น้ำขนาดเล็ก ภาคกลางเป็นที่ราบลุ่ม
แม่น้ำขนาดใหญ่และมีภูเขาปรากฏอยู่เป็นบางตอน โดยเฉพาะบริเวณขอบของที่ราบเป็นแนวแบ่ง
ระหว่างภาคเหนือกับภาคกลางที่ชัดเจน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีลักษณะเป็นที่ราบแอ่งกระทะ มี
ผาชันกัน้ เป็นขอบเขตทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้แยก ภาคตะวันออกมลี ักษณะเปน็ ท่ีราบลุ่มแม่น้ำ
และที่ราบชายฝั่งทะเล มีภูเขาแทรกอยู่เป็นบางตอน ภาคตะวันตกมีลักษณะคล้ายภาคเหนอื เป็นภูเขา
สูงสลับกับที่ราบลุ่มแม่น้ำขนาดเล็ก แต่ตอนใต้ของภูมิภาคติดชายฝั่งทะเล และภาคใต้มีลักษณะเป็น
คาบสมุทร มีภูเขาทอดตัวเป็นแนวยาวอยู่ตอนกลางของคาบสมุทร และมีที่ราบชายฝั่งทะเลแคบ ๆ
ขนาบอยทู่ ้ัง 2 ด้าน

2.5.2 การแบง่ ภูมิภาคของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ
สำนักงานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาตหิ รือสภาพัฒน์ฯ แบ่ง

ประเทศไทยออกเป็น 6 ภูมิภาค การแบ่งภูมิภาคแบบนี้มีขอบเขตของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและ
ภาคใต้เหมือนกันกับการแบ่งภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ แต่ขอบเขตของภาคเหนือ ภาคกลาง ภาค
ตะวันออก และภาคตะวนั ตกแตกตา่ งดังน้ี (ศทุ ธนิ ี ดนตรี, 2554: 83-84)

(1) ภาคเหนือ ประกอบดว้ ย 17 จงั หวัด ไดแ้ ก่ เชียงราย เชยี งใหม่ พะเยา แพร่ น่าน
แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์
นครสวรรค์ และอุทัยธานี

(2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 20 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ เลย อุดรธานี
สกลนคร หนองคาย บึงกาฬ มุกดาหาร นครพนม ยโสธร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด
หนองบวั ลำภู อำนาจเจรญิ นครราชสมี า อบุ ลราชธานี บุรรี ัมย์ สรุ นิ ทร์ และศรีสะเกษ

26

(3) ภาคกลาง ประกอบด้วย กรุงเทพมหานครและอีก 8 จังหวัด ได้แก่ สิงห์บุรี
อา่ งทอง ลพบุรี สระบรุ ี ชยั นาท พระนครศรอี ยธุ ยา ปทุมธานี และนนทบุรี

(4) ภาคตะวันออก ประกอบด้วย 9 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา
ชลบุรี ระยอง จันทบรุ ี ตราด นครนายก และสมุทรปราการ

(5) ภาคตะวันตก ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี
ประจวบครี ีขนั ธ์ สมทุ รสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม และสพุ รรณบุรี

(6) ภาคใต้ ประกอบดว้ ย 14 จงั หวัด ได้แก่ ชมุ พร ระนอง พังงา กระบี่ ภเู ก็ต พทั ลุง
สรุ าษฎรธ์ านี นครศรธี รรมราช ตรัง สตลู สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส

2.5.3 การแบง่ ภูมิภาคของกรมอุตนุ ิยมวทิ ยา
กรมอุตุนิยมวิทยาแบ่งภูมิภาคของประเทศไทยออกเป็น 7 ภูมิภาค (ภาพที่ 2.9) โดย

แบ่งขอบเขตของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกเหมือนกันกับการแบ่งภูมิภาคทาง
ภูมิศาสตร์ แต่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคใต้แตกต่างออกไป สำหรับภาคเหนือมีการ
นำจังหวัดในส่วนของภาคกลางบนตอนมารวมไว้ด้วยกัน ภาคตะวันตกถูกรวมไปไว้กับภาคกลาง
ภาคใต้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ภูมิภาคตามฝั่งทะเล เนื่องจากมีลักษณะภูมิอากาศที่แตกต่างกัน
ส่วนกรุงเทพมหานครและปริมณฑลถูกแยกออกมาเป็นอีกหนึ่งภูมิภาค เพราะเป็นขอบเขตพื้นที่ที่มี
ความสำคัญทางเศรษฐกจิ ดังนั้นข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะภูมิอากาศจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก (ศุทธินี ดนตรี,
2554: 84-87)

(1) ภาคเหนอื ประกอบด้วย 15 จงั หวัด ได้แก่ เชียงราย เชยี งใหม่ พะเยา แพร่ น่าน
แม่ฮอ่ งสอน ลำพนู ลำปาง อตุ รดติ ถ์ ตาก กำแพงเพชร สโุ ขทัย พิษณโุ ลก พจิ ิตร และเพชรบูรณ์

(2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 20 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ เลย อุดรธานี
สกลนคร หนองคาย บึงกาฬ มุกดาหาร นครพนม ยโสธร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด
หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ นครราชสีมา อบุ ลราชธานี บรุ รี มั ย์ สรุ ินทร์ และศรสี ะเกษ

(3) ภาคกลาง ประกอบด้วย 12 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ อุทัยธานี สิงห์บุรี
อ่างทอง สพุ รรณบรุ ี ลพบุรี สระบรุ ี ชยั นาท พระนครศรีอยธุ ยา นครนายก กาญจนบรุ ี และราชบรุ ี

(4) ภาคตะวันออก ประกอบด้วย 7 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา
ชลบุรี ระยอง จนั ทบุรี และตราด

(5) ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ประกอบด้วย 10 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์
ชุมพร สรุ าษฎรธ์ านี นครศรีธรรมราช พัทลงุ สงขลา ปตั ตานี ยะลา และนราธวิ าส

(6) ภาคใต้ฝั่งตะวันตก ประกอบด้วย 6 จังหวัด ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่
ตรัง และสตลู

27

ภาพท่ี 2.9 การแบ่งภูมภิ าคของกรมอุตนุ ิยมวทิ ยา
ท่ีมา: สถาบนั วิจัยแสงซินโครตรอน (2018)

28

(7) กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประกอบด้วยกรงุ เทพมหานครและอีก 6 จงั หวัด
ไดแ้ ก่ ปทุมธานี นนทบรุ ี นครปฐม สมุทรปราการ สมทุ รสาคร และสมทุ รสงคราม

2.5.4 การแบ่งภมู ภิ าคของกรมทางหลวง
กรมทางหลวงแบ่งประเทศไทยออกเป็น 4 ภูมิภาค โดยเรียงตามหมายเลขทางหลวง

แผน่ ดิน ดังนี้ (ภาพท่ี 2.10) (ศทุ ธินี ดนตร,ี 2554: 87-89)
(1) ภาคเหนือ ประกอบด้วย 15 จงั หวัด ไดแ้ ก่ เชยี งราย เชียงใหม่ พะเยา แพร่ น่าน

แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์
เป็นภูมิภาคท่ีมีหมายเลขทางหลวงแผ่นดินขึ้นต้นด้วยเลข 1 สำหรับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1
คือ ถนนพหลโยธิน มีจุดเริ่มต้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพมหานคร และสิ้นสุดที่อำเภอแม่สาย
จงั หวัดเชยี งราย

(2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 21 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ เลย อุดรธานี
สกลนคร หนองคาย บึงกาฬ มุกดาหาร นครพนม ยโสธร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด
หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ นครราชสมี า อบุ ลราชธานี บรุ รี มั ย์ สรุ ินทร์ ศรสี ะเกษ และเพชรบูรณ์ เป็น
ภมู ภิ าคที่มหี มายเลขทางหลวงแผน่ ดินข้ึนตน้ ด้วยเลข 2 สำหรบั ทางหลวงแผ่นดนิ หมายเลข 2 คอื ถนน
มิตรภาพ มีจุดเริ่มต้นที่อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี และสิ้นสุดที่อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัด
หนองคาย

(3) ภาคกลาง ประกอบด้วย กรุงเทพมหานครและอีก 26 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี
สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี ลพบุรี สระบุรี ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก นนทบุรี
สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์
ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด เป็นภูมิภาคที่มีหมายเลขทางหลวง
แผ่นดินขึ้นต้นด้วยเลข 3 สำหรับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 คือ ถนนสุขุมวิท มีจุดเริ่มต้นที่ปลาย
ทศิ ตะวนั ตกของถนนเพลนิ จติ กรุงเทพมหานคร และสน้ิ สดุ ท่ีอำเภอคลองใหญ่ จังหวดั ตราด

(4) ภาคใต้ ประกอบด้วย 14 จงั หวดั ได้แก่ ชมุ พร ระนอง พงั งา กระบี่ ภเู กต็ พทั ลุง
สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เป็นภูมิ ภาคที่มี
หมายเลขทางหลวงแผ่นดินขึ้นตน้ ด้วยเลข 4 สำหรบั ทางหลวงแผ่นดนิ หมายเลข 4 คือ ถนนเพชรเกษม
มีจดุ เรม่ิ ต้นทสี่ ะพานเนาวจำเนยี ร กรงุ เทพมหานคร และสนิ้ สดุ ทอ่ี ำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา

29

ภาพท่ี 2.10 การแบง่ ภูมภิ าคของกรมทางหลวง
ทม่ี า: สารานุกรมเสรี (2018)

30

2.5.5 การแบง่ ภูมภิ าคตามการท่องเทย่ี วแหง่ ประเทศไทย
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยแบ่งภูมิภาคออกเป็น 5 ภูมิภาค เพื่อวัตถุประสงค์

ทางการท่องเที่ยว โดยขอบเขตของภาคเหนือเหมือนกับการแบ่งภูมิภาคของสำนักงานคณะกรรมการ
พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขอบเขตของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และ
ภาคใต้เหมอื นกบั การแบง่ ภมู ิภาคทางภมู ิศาสตร์ สว่ นขอบเขตของภาคกลางแตกต่างออกไป ดงั น้ี

(1) ภาคเหนือ ประกอบด้วย 17 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แพร่ น่าน
แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุ โลก พิจิตร เพชรบูรณ์
นครสวรรค์ และอุทยั ธานี

(2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 20 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ เลย อุดรธานี
สกลนคร หนองคาย บึงกาฬ มุกดาหาร นครพนม ยโสธร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด
หนองบวั ลำภู อำนาจเจรญิ นครราชสีมา อุบลราชธานี บุรีรมั ย์ สุรนิ ทร์ และศรสี ะเกษ

(3) ภาคกลาง ประกอบด้วย กรุงเทพมหานครและอีก 18 จังหวัด ได้แก่ สิงห์บุรี
อ่างทอง สุพรรณบุรี ลพบุรี สระบุรี ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก นนทบุรี
สมุทรปราการ สมทุ รสาคร สมทุ รสงคราม นครปฐม กาญจนบรุ ี ราชบรุ ี เพชรบุรี และประจวบครี ีขันธ์

(4) ภาคตะวันออก ประกอบด้วย 7 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา
ชลบรุ ี ระยอง จันทบุรี และตราด

(5) ภาคใต้ ประกอบด้วย 14 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต พัทลุง
สรุ าษฎรธ์ านี นครศรธี รรมราช ตรัง สตลู สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส

2.5.6 การแบ่งภูมิภาคตามเขตวัฒนธรรม
สบื เนื่องมาจากความเป็นมาของประวตั ิศาสตร์ วัฒนธรรม และภาษา จงึ สามารถแบง่

ภูมิภาคตามเขตวฒั นธรรมออกเป็น 8 ภมู ภิ าค ดงั นี้ (ศุทธนิ ี ดนตร,ี 2554: 94-95)
(1) เขตวัฒนธรรมล้านนา ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่

แมฮ่ อ่ งสอน ลำพนู ลำปาง แพร่ น่าน และพะเยา
(2) เขตวัฒนธรรมสุโขทัย ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย

กำแพงเพชร พิษณโุ ลก เพชรบูรณ์ พิจติ ร และนครสวรรค์
(3) เขตวัฒนธรรมละโว้-อยุธยา ประกอบด้วย กรุงเทพมหานครและอีก 17 จังหวัด

ได้แก่ สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก นนทบุรี
สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ปราจนี บุรี ชลบรุ ี ระยอง จนั ทบุรี และตราด

(4) เขตวัฒนธรรมสุพรรณภูมิ ประกอบด้วย 9 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี สุพรรณบุรี
กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบรุ ี และประจวบครี ีขันธ์

31

(5) เขตวัฒนธรรมล้านช้างฝั่งขวา ประกอบด้วย 14 จังหวัด ได้แก่ เลย อุดรธานี
สกลนคร หนองคาย บึงกาฬ มุกดาหาร นครพนม ยโสธร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด
หนองบัวลำภู และอำนาจเจรญิ

(6) เขตวัฒนธรรมเขมรสูง ประกอบด้วย 6 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ นครราชสีมา
อุบลราชธานี บุรรี มั ย์ สรุ นิ ทร์ และศรสี ะเกษ

(7) เขตวัฒนธรรมนครศรีธรรมราช ประกอบด้วย 11 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง
พงั งา กระบ่ี ภูเกต็ พทั ลุง สุราษฎรธ์ านี นครศรีธรรมราช ตรงั สตลู และสงขลา

(8) เขตวัฒนธรรมปัตตานี ประกอบด้วย 3 จังหวัด ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และ
นราธวิ าส

2.5.7 การแบ่งภูมิภาคตามรหสั โทรศพั ทพ์ ืน้ ฐาน
การแบ่งภูมิภาคตามเขตรหัสโทรศัพท์พื้นฐานของประเทศไทย สามารถแบ่งออกเปน็

5 ภมู ภิ าค ดังนี้ (ศทุ ธินี ดนตรี, 2554: 89)
(1) กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นนทบุรี

ปทุมธานี สมุทรปราการ และอำเภอพุทธมณฑล อำเภอนครชัยศรี อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
และอำเภอกระทุ่มแบน จงั หวดั สมทุ รสาคร ในเขตนี้ใช้รหัสโทรศพั ทข์ ้นึ ตน้ ด้วยเลข 02

(2) ภาคกลาง ประกอบด้วย สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี
สระบุรี สมุทรสาคร (ยกเว้นอำเภอกระทุ่มแบน) สมุทรสงคราม นครปฐม (ยกเว้นอำเภอพุทธมณฑล
อำเภอนครชัยศรี อำเภอสามพราน) กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุ รี
สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จนั ทบรุ ี และตราด ในเขตนี้ใช้รหัสโทรศพั ท์ขึ้นต้นด้วยเลข 03

(3) ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ประกอบดว้ ย ชัยภมู ิ เลย อดุ รธานี สกลนคร หนองคาย
บึงกาฬ มุกดาหาร นครพนม ยโสธร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด หนองบัวลำภู
อำนาจเจริญ นครราชสีมา อบุ ลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรสี ะเกษ ในเขตนีใ้ ช้รหัสโทรศัพท์ขน้ึ ต้น
ด้วยเลข 04

(4) ภาคเหนือ ประกอบด้วย เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง แพร่
น่าน พะเยา อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ อุทัยธานี
และชยั นาท ในเขตนใี้ ช้รหัสโทรศัพท์ข้ึนต้นดว้ ยเลข 05

(5) ภาคใต้ ประกอบด้วย ชุมพร ระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต พัทลุง สุราษฎร์ธานี
นครศรีธรรมราช ตรัง สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ในเขตนี้ใช้รหัสโทรศัพท์ขึ้นต้นด้วย
เลข 07

32

2.5.8 การแบง่ ภมู ภิ าคตามเขตรหัสไปรษณยี ์
การสื่อสารแห่งประเทศไทยแบ่งภูมิภาคตามระบบไปรษณีย์ออกเป็น 9 ภูมิภาค ดังน้ี

(ศทุ ธินี ดนตรี, 2554: 91)
(1) ภาคกลาง ประกอบด้วย กรุงเทพมหานครและอีก 9 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท

สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ เขตนี้ใช้
รหัสไปรษณยี ์ขึน้ ต้นดว้ ยเลข 1 เชน่ อำเภอเมืองสระบรุ ี จังหวดั สระบุรี ใชร้ หัสไปรษณีย์ 18000

(2) ภาคตะวันออก ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี
สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด เขตนี้ใช้รหัสไปรษณีย์ขึ้นต้นด้วยเลข 2 เช่น อำเภอเมือง
ชลบุรี จงั หวัดชลบรุ ี ใชร้ หสั ไปรษณีย์ 20000

(3) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ
อำนาจเจริญ ยโสธร นครราชสีมา อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ เขตนี้ใช้รหัสไปรษณีย์
ขนึ้ ตน้ ดว้ ยเลข 3 เชน่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จงั หวดั นครราชสีมา ใช้รหัสไปรษณยี ์ 30000

(4) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบด้วย 12 จังหวัด ได้แก่ เลย อุดรธานี
สกลนคร หนองคาย บึงกาฬ มุกดาหาร นครพนม ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และ
หนองบัวลำภู เขตนี้ใช้รหัสไปรษณีย์ขึ้นต้นด้วยเลข 4 เช่น อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น
ใช้รหสั ไปรษณยี ์ 40000

(5) ภาคเหนือตอนบน ประกอบด้วย 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา
แพร่ น่านแม่ฮอ่ งสอน ลำพนู ลำปาง และอุตรดติ ถ์ เขตนใ้ี ชร้ หัสไปรษณียข์ ึน้ ต้นดว้ ยเลข 5 เช่น อำเภอ
เมืองเชยี งใหม่ จงั หวัดเชยี งใหม่ ใช้รหัสไปรษณยี ์ 50000

(6) ภาคเหนือตอนล่าง ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร
พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ และอุทัยธานี เขตนี้ใช้รหัสไปรษณีย์ขึ้นต้นด้วยเลข 6 เช่น
อำเภอเมอื งนครสวรรค์ จังหวดั นครสวรรค์ ใช้รหสั ไปรษณยี ์ 60000

(7) ภาคตะวันตก ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี
ประจวบคีรีขันธ์ สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม เขตนี้ใช้รหัสไปรษณีย์ขึ้นต้น
ดว้ ยเลข 7 เช่น อำเภอเมอื งราชบรุ ี จังหวดั ราชบุรี ใช้รหัสไปรษณีย์ 70000

(8) ภาคใต้ตอนบน ประกอบด้วย 7 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่
สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช เขตนี้ใช้รหัสไปรษณีย์ขึ้นต้นด้วยเลข 8 เช่น อำเภอเมือง
นครศรธี รรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ใชร้ หสั ไปรษณยี ์ 80000

(9) ภาคใต้ตอนล่าง ประกอบด้วย 7 จังหวัด ได้แก่ ตรัง สตูล พัทลุง สงขลา ยะลา
ปัตตานี และนราธิวาส เขตนี้ใช้รหัสไปรษณีย์ขึ้นต้นด้วยเลข 9 เช่น อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา
ใชร้ หัสไปรษณีย์ 90000

33

บทสรปุ
ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ศูนย์กลางของ

คาบสมุทรอินโดจีน ในซีกโลกเหนือ ฝั่งตะวันออก ล้อมรอบด้วยประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ ได้แก่
เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ขนาดเนื้อที่ของประเทศไทยใหญ่เป็นอันดับ 3 ของภูมิภาค
รองจากอินโดนีเซียและเมียนมาร์ นักวิชาการส่วนใหญ่อธิบายรูปร่างของประเทศไทยว่าคล้ายขวาน
โบราณ สว่ นบนของขวาน ประกอบด้วย ภาคเหนือ ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก
และภาคตะวันออก ส่วนล่างหรือด้ามขวาน คือ ภาคใต้ แนวเขตแดนทางบกระหว่างไทยกับประเทศ
เพื่อนบ้าน 4 ประเทศ ถูกแบ่งขอบเขตโดยใช้สันปันน้ำของทิวเขา ร่องน้ำลึกของแม่น้ำความกว้าง
ระหวา่ งลำห้วยตา่ ง ๆ และการปกั หลกั เขตแดนในจดุ ท่ีไมม่ ีแนวเขตแดนธรรมชาติ การแบ่งภมู ิภาคของ
ไทยมีหลายหลักเกณฑ์และวัตถุประสงค์ ปัจจุบันหลักเกณฑ์ที่ยอมรับมากที่สุด คือ การแบ่งภูมิภาค
ทางภูมศิ าสตร์ ท่ีแบง่ ประเทศไทยออกเปน็ 6 ภูมภิ าค 77 จงั หวัด ทัง้ น้ีการอธิบายเก่ยี วกบั ลกั ษณะทาง
กายภาพของประเทศไทย อาทิ ลกั ษณะภูมิประเทศและลกั ษณะภูมอิ ากาศ จะปรากฏในบทต่อไป

คำถามท้ายบท
1. ประเทศไทยมที ตี่ ัง้ ทางภูมิศาสตร์และทตี่ ัง้ สัมพัทธอ์ ย่างไร
2. ขนาดเนอื้ ทขี่ องประเทศไทยใหญเ่ ปน็ อนั ดับทเ่ี ทา่ ไรของภมู ภิ าคเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้
3. รปู รา่ งของประเทศไทยคลา้ ยคลึงกับสิง่ ใดบา้ ง
4. ความยาวสูงสุด ความกว้างสูงสุด และส่วนที่แคบที่สุดของประเทศไทยมีระยะทางเท่าไร

นับจากจุดใดถงึ จดุ ใด
5. แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกับเมียนมาร์ เริ่มต้นจากจุดใดถึงจุดใด มีสิ่งใด

เป็นแนวเขตแดน
6. แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกับลาว เริ่มต้นจากจุดใดถึงจุดใด มีสิ่งใดเป็น

แนวเขตแดน
7. แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา เริ่มต้นจากจุดใดถึงจุดใด

มีสง่ิ ใดเปน็ แนวเขตแดน
8. แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย เริ่มต้นจากจุดใดถึงจุดใด

มสี ่งิ ใดเป็นแนวเขตแดน
9. เขตแดนทางทะเลของไทยมคี วามยาวโดยรวมเท่าไร นบั จากจุดใดถงึ จดุ ใด
10. หลักการในการแบ่งภมู ภิ าคของประเทศไทยมีอะไรบา้ ง จงอธบิ ายและยกตวั อย่าง

34

เอกสารอา้ งอิง
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น. (2561). การแบง่ ภมู ิภาคทางภมู ศิ าสตร์ของคณะกรรมการ

ภูมิศาสตรแ์ หง่ ชาติ. สบื คน้ 14 กรกฎาคม 2561, จากเวบ็ ไซท์:
http://www.dla.go.th/servlet/ShowLinkServlet?_mode=map&orgType=9.
ชชั นี วายลี่. (2543). ภมู ศิ าสตรป์ ระเทศไทย. (1-6). กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั รามคำแหง.
ราชบณั ฑติ ยสถาน. (2557). อกั ขรานกุ รมภูมิศาสตร์ไทย เลม่ 1. (3-50). กรุงเทพฯ:
ราชบัณฑติ ยสถาน.
วทิ ยา ปานะบุตร และวิสทิ ธ์ โรจนพ์ จนรัตน์. (2556). ความร้รู อบตวั ฉบบั สมบูรณ์. (162). กรุงเทพฯ:
เพมิ่ ทรพั ย์การพิมพ.์
ศทุ ธินี ดนตร.ี (2554). ภูมศิ าสตร์ประเทศไทย. (26-95). ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่. (เอกสารอดั สำเนา).
สถาบันวิจยั แสงซนิ โครตรอน. (2561). การแบง่ ภูมิภาคของกรมอุตุนยิ มวทิ ยา.
สบื ค้น 14 กรกฎาคม 2561, จากเว็บไซท์: http://supplies.slri.or.th/supplies2016/
index.php?submit=Edit&id1=71.
สถาบนั อาณาบรเิ วณศึกษา. (2561). ทต่ี ั้งทางภมู ิศาสตร์ของประเทศไทย. สืบค้น 9 กรกฎาคม 2561,
จากเวบ็ ไซท์: http://www.apecthai.org/apec_new/index.php.
สารานุกรมไทยสำหรบั เยาวชน. (2561). แนวเขตแดนทางบกระหวา่ งประเทศไทยกบั กมั พชู า.
สืบคน้ 10 กรกฎาคม 2561, จากเว็บไซท์:
http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=32&chap=5&page=
t32-5-infodetail04.html.
สารานกุ รมไทยสำหรับเยาวชน. (2561). แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกบั ลาว.
สืบคน้ 10 กรกฎาคม 2561, จากเวบ็ ไซท์:
http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=32&chap=5&page=
t32-5-infodetail04.html.
สารานกุ รมไทยสำหรบั เยาวชน. (2561). แนวเขตแดนทางบกระหวา่ งประเทศไทยกบั มาเลเซีย.
สืบค้น 10 กรกฎาคม 2561, จากเว็บไซท์:
http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=32&chap=5&page=
t32-5-infodetail04.html.
สารานกุ รมไทยสำหรับเยาวชน. (2561). แนวเขตแดนทางบกระหวา่ งประเทศไทยกบั เมียนมาร์.
สืบคน้ 10 กรกฎาคม 2561, จากเวบ็ ไซท์: http://kanchanapisek.or.th/
kp6/sub/book/book.php?book=32&chap=5&page=t32-5-infodetail04.html.

35

สารานกุ รมไทยสำหรบั เยาวชน. (2561). อา่ วประวัติศาสตรข์ องไทย. สบื ค้น 14 กรกฎาคม 2561,
จากเว็บไซท์: http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=
32&chap=5&page=t32-5-infodetail03.html.

สารานุกรมเสร.ี (2561). การแบง่ ภมู ิภาคของกรมทางหลวง. สบื ค้น 16 กรกฎาคม 2561,
จากเว็บไซท์: https://th.wikipedia.org/wiki/media/File:
Map_TH_provinces_by_highway.png.

Soileriragusgonta. (2018). Southeast Asia Map. Retrieved July 14, 2018,
from Web site: http://soileiragusgonta.com/map-south-east-asia/map-south-
east-asia-1-southeast-of-asian-countries.

36

บทที่ 3
ลักษณะทางกายภาพของประเทศไทย

ลักษณะภูมิประเทศและลักษณะทางธรณีวิทยาที่ปรากฏอยู่ในบริเวณภูมิภาคต่าง ๆ ของ
ประเทศไทยนั้น เป็นปรากฏการณ์ของผลที่เหลืออยู่และการเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากกระบวนการ
เปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดจากพลังแปรรูปภายนอกกับพลังแปรรูปภายใน ดังนั้นการศึกษา
ลักษณะทางกายภาพของประเทศไทยจะพิจารณาจากสภาพทั่วไปของผิวโลกแต่ละลักษณะ ทั้งทิวเขา
หุบเขา แอ่ง ที่ราบ และอื่น ๆ ในแต่ละภูมิภาค ตามการแบ่งภูมิภาคทางภูมิศาสตร์และลักษณะทาง
ธรณีวทิ ยาประกอบกนั

3.1 ลกั ษณะทางกายภาพของประเทศไทยโดยภาพรวม
3.1.1 ลกั ษณะภมู ิประเทศของประเทศไทย แบ่งไดเ้ ป็น 3 บริเวณ คอื เขตทิวเขาภาคเหนือ

ภาคตะวันตก และภาคใต้ เขตที่ราบภาคกลาง และเขตที่ราบสูง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาพท่ี
3.1)

เขตทิวเขาภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ เป็นทิวเขาที่ยาวต่อเนื่องกันตลอด ถือว่า
เป็นส่วนต่อจากเทือกเขาหิมาลัยที่โค้งลงมาทางใต้ ผ่านดินแดนของประเทศจีนและเมียนมาร์จนถึง
ประเทศไทยและมาเลเซีย โครงสร้างทางธรณีวิทยาที่เป็นรากฐานของพื้นที่บริเวณนี้ คือ รอยคดโค้งที่
วางตัวขนานกันในแนวตะวันออกและตะวันตก เมื่อพิจารณาจากอายุหินแกรนิตที่เป็นแกนของทิวเขา
เหล่านี้พบว่า เกิดจากการยกตัวของทิวเขาตั้งแต่ปลายมหายุคพาเลโอโซอิกจนถึงต้นมหายุคซีโนโซอิก
ประมาณ 65-70 ล้านปีที่แล้ว จากการที่แผ่นเปลือกโลกอินเดียเคลื่อนเข้ามาหาแผ่นเปลือกโลก
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยส่วนหนึ่งของแผ่นเปลือกโลกอินเดียมุดเข้าไปใต้แผ่นเปลือกโลก
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้เกิดทิวเขาสูงในคาบสมุทรอินโดจีน ได้แก่ ทิวเขาภาคเหนือ
ภาคตะวันตก และภาคใต้ และแอ่งขนาดใหญ่บรเิ วณภาคกลางและอ่าวไทย (จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย
, 2534)

เขตที่ราบภาคกลางเกิดจากการเคลื่อนไหวของรอยเลื่อนขนาดใหญ่ ได้แก่ รอยเลื่อนแม่ปิง
รอยเลื่อนอุตรดิตถ์ และรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ในยุคครีเทเชียสตอนปลาย จนถึงยุคเทอร์เชียรี ซ่ึง
ต่อเนื่องจากการเปิดตัวของอ่าวไทยทางใต้และการเกิดแอ่งเทอร์เชียรีในบริเว ณภาคเหนือและ
ภาคตะวันตกตอนบน และตามด้วยการเกิดรอยเลื่อนในแนวเหนือใต้ การสะสมตัวเกิดขึ้นบนบกแบบ
เนินตะกอนน้ำพารูปพัด ทางน้ำ และทะเลสาบ การเคลื่อนไหวของรอยเลื่อนทำให้เกิดการทรุดตัวเป็น
แอ่งเปลือกโลกขนาดใหญ่ บางส่วนจมอยู่ใต้ระดับน้ำทะเล แล้วมีการทับถมของตะกอนตามกาลเวลา
ทำใหเ้ กิดเปน็ ทีร่ าบภาคกลางในปัจจุบัน (ศทุ ธนิ ี ดนตร,ี 2554: 98)

37

ภาพที่ 3.1 ลกั ษณะภูมิประเทศของประเทศไทย
ทีม่ า: สวุ ารี แกว้ บรรจง (2561)

38

สำหรบั เขตทร่ี าบสงู ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกดิ ขน้ึ เมือ่ มีการทรดุ ตัวลงเป็นแอ่งขนาดใหญ่
ในบริเวณภาคกลางและอ่าวไทย พร้อมกับการยกตัวสูงขึ้นเป็นที่ราบสูงของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ซึ่งเรียกกันว่า ที่ราบสูงโคราช ลักษณะของที่ราบสูงนี้มีขอบชันทางทิศตะวันตกและภาคใต้ และค่อยๆ
ลาดลงเป็นแอ่งตรงกลาง โดยบริเวณแอ่งตอนกลางนั้นแยกออกจากกันเป็น 2 แอ่งใหญ่ มีเพียงสันเขา
เตี้ยๆ คือ ทิวเขาภูพาน เป็นแนวกั้น แอ่งทางด้านเหนือเรียกว่า แอ่งสกลนคร ส่วนแอ่งทางใต้เรียกว่า
แอ่งโคราช ก่อนการยกตวั ขึน้ เปน็ ท่รี าบสงู ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือเคยเปน็ แอง่ เปลือกโลกขนาดใหญ่
มาก่อนและมีการทับถมของโคลนตะกอนซึ่งต่อมากลายเป็นหิน เรียกชื่อว่า หมู่หินโคราช ซึ่งเป็น
ช้ันหนิ สีแดงมหายุคมโี ซโซอกิ สะสมตัวบนภาคพน้ื ทวีป ประกอบดว้ ย หนิ ทรายแป้ง หนิ ทราย หินโคลน
และหินกรวดมน จากน้นั มีการทับถมของชนั้ เกลอื หินสลบั กับหนิ ตะกอนรวมกันเป็นชัน้ หนา

การศึกษาลักษณะทางธรณีวิทยาของประเทศไทยมักเอ่ยถึงธรณีกาลและกลุ่มหินต่าง ๆ
บ่อยครั้ง อายุทางธรณีกาลจะแบ่งออกเป็นมหายุค เรียงตามอายุจากน้อยที่สุดไปหามากที่สุด จากนั้น
แบ่งมหายุคออกเป็นยคุ ต่าง ๆ เรียงตามอายุจากนอ้ ยไปหามาก และหมู่หินเรียงตามอายจุ ากน้อยท่สี ุด
ไปหามากท่ีสุดเชน่ กัน (ตารางที่ 3.1) (ราชบณั ฑิตยสถาน, 2557: 82)

ตารางที่ 3.1 ธรณกี าลและชื่อกลมุ่ หินในประเทศไทย

มหายคุ (Era) ยคุ (Period) อายุ (ล้านป)ี กลุ่มหิน (Groups)
0-2.5 -
ซโี นโซอิก ควอเทอร์นารี (Quaternary) 2.5-23
23-66 กลมุ่ หนิ กระบ่ี
(Cenozoic) นโี อจีน (Neogene)
66.4-145 กลมุ่ หนิ โคราช
พาลีโอจีน (Paleogene) 145-201 กลุม่ หนิ ลำปาง
201-252 กลมุ่ หินราชบรุ ี
มโี ซโซอิก ครีเทเชียส (Cretaceous) 252-299
299-359 กลมุ่ หนิ ตะนาวศรี
(Mesozoic) จูแรสซกิ (Jurassic) 359-419
419-444 กลมุ่ หนิ ทุ่งสง
ไทรแอสซิก (Triassic) 444-485 กล่มุ หนิ ตะรุเตา
485-541
พาลโี อโซอกิ เพอร์เมียน (Permian) เกา่ กว่า 541 -

(Paleozoic) คารบ์ อนิเฟอรัส (Carboniferous)

ดโี วเนียน (Devonian)

ไซลูเรียน (Silurian)

ออร์โดวเิ ชียน (Ordovician)

แคมเบรียน (Cambrian)

พรแี คมเบรยี น -

(Precambrian)

ท่ีมา: ราชบณั ฑิตยสถาน (2557: 82)

39

3.1.2 ลักษณะภูมิอากาศในประเทศไทย
(1) ลักษณะทั่วไปของภูมิอากาศในประเทศไทย ตามการจำแนกของภูมิอากาศ

ประเทศไทยจัดว่ามีภูมิอากาศแบบร้อนชื้น (Tropical Rainy Climate) แม้ว่าระลอกอากาศเย็นจาก
ประเทศจนี จะผา่ นเขา้ มาได้เป็นครั้งคราวในระหว่างฤดูหนาว แตอ่ ณุ หภมู ิเฉลย่ี ในแตล่ ะเดือนยังสูงกวา่
20 องศาเซลเซียส สำหรับปริมาณฝนเปลีย่ นแปลงไปมาก จากท่ีแห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งและจากฤดู
หนึ่งไปยังอีกฤดูหนึ่ง แต่โดยรวมแล้วปริมาณฝนที่ตกก็มีมากพอที่จะทำให้เกิดความชุ่มชื้นและมี
พืชพรรณธรรมชาติเป็นป่าไม้หรือทุง่ หญา้ เขตร้อน ฝนส่วนใหญ่จะเกิดในรูปของฝนซู่หรือฝนฟ้าคะนอง
ปริมาณเมฆจะมีมากที่สุดช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน ส่วนมากมักเกิดตามบริเวณด้านหน้า
ของภูเขาหรอื ด้านรับลม ส่วนดา้ นหลงั ของภเู ขาหรือด้านอับลม มักปราศจากเมฆ ทัศนวิสัยโดยท่ัวไปดี
แต่อาจมีทัศนวิสัยเลวเกิดขึ้นได้บ้างในระยะสั้นๆ ไม่เกิน 2-3 ชั่วโมง พายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนเข้า
ประเทศไทยจากทางทิศตะวันออกได้บ้าง แต่ก่อนที่จะถึงประเทศไทยจะผ่านภูเขาสูงในประเทศ
เวียดนามและลาวส่งผลให้พายุอ่อนกำลังลง มีเพียงบางลูกที่พัดเข้าสู่ภาคใต้ของประเทศไทย
(ราชบัณฑติ ยสถาน, 2557: 159)

(2) ระบบลมมรสุม ภูมิอากาศของประเทศไทยขึ้นอยู่กับระบบของลมที่สำคัญ
ซึ่งพัดตามฤดูกาล 2 ชนิด คือ ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้
(ภาพท่ี 3.2) แต่ละชนิดมสี มบตั ทิ ่สี ำคญั ดังน้ี

ก. ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ มีความสัมพันธ์กับฤดูหนาวของซีกโลกเหนือ
โดยปกติลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะเริ่มประมาณกลางเดือนตุลาคมไปจนถึ งกลางเดือน
กุมภาพันธ์ แต่บางปีก็อาจเลยไปถึงกลางเดือนมีนาคม ช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นฤดูที่อากาศ
ในประเทศไทยค่อนข้างแห้งแล้ง อุณหภูมิลดต่ำลงตั้งแต่ภาคเหนือจรดอ่าวไทย ท้องฟ้าค่อนข้างโปร่ง
ยกเวน้ ภาคใต้ฝ่ังตะวนั ออกทีท่ อ้ งฟา้ อาจมเี มฆมากและมีฝนตามชายฝ่ัง

ข. ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในฤดูร้อนของซีกโลกเหนือจะมีลมตะวันตกเฉียงใต้
ปรากฏอยู่บริเวณแถบศูนย์สูตรเป็นบริเวณเกือบครึ่งรอบโลก ตั้งแต่บริเวณมหาสมุทรแอตแลนติก
แถบชายฝั่งทะเลดา้ นตะวันตกของทวปี แอฟรกิ า ไปทางตะวันออกจนถงึ หมู่เกาะมาเรยี นาในมหาสมทุ ร
แปซิฟิกและทางตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ ลมนี้กำเนิดจากบริเวณความกดอากาศสูงในซีกโลก
ใต้ในมหาสมุทรอินเดียและทวีปออสเตรเลีย เมื่อพัดข้ามเส้นศูนย์สูตรจะเปลี่ยนเป็นลมตะวันตก
เฉียงใต้ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงปลายเดือนกันยายน ยกเว้น
ภาคใตเ้ รม่ิ ตัง้ แต่เดือนพฤษภาคมและสิ้นสุดกลางเดอื นตุลาคมในชว่ งฤดฝู นของประเทศไทย ส่งผลให้มี
เมฆมากและมฝี น

40

ช่วงเวลาระหว่างลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เรียกวา่
ช่วงเปลี่ยนฤดู เกิดขึ้นระหว่างกลางเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงที่ลมมรสุม
ตะวันออกเฉียงเหนือที่แห้งแล้ง เริ่มเปลี่ยนเป็นลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ชุ่มชื้น เมื่อพื้นดินได้รับ
ความร้อนจากรังสีดวงอาทิตย์เพิ่มขึ้น เกิดหย่อมความกดอากาศต่ำ อากาศระยะนี้จึงร้อนอบอ้าว
พอมมี วลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาก็เกิดพายุฝนฟ้าคะนองอยา่ งแรงในฤดรู ้อน

ภาพท่ี 3.2 ระบบลมมรสุม
ที่มา: ธรรมชาตมิ หัศจรรย์ (2561)

(3) ฤดูกาล จากลักษณะภูมิอากาศตามภาคต่าง ๆ สามารถแบ่งฤดูกาลของ
ประเทศไทยได้เปน็ 3 ฤดู ดังต่อไปน้ี (ราชบัณฑติ ยสถาน, 2557: 161)

ก. ฤดูฝน โดยปกติฤดูฝนในประเทศไทยจะเริ่มเมื่อลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้
พัดปกคลุมประเทศไทย คือ ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมและสิ้นสุดกลางเดือนตุลาคม เมื่อลมมรสุม
ตะวันออกเฉียงเหนือพัดเข้ามาแทนที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ สำหรับภาคใต้ของประเทศไทยฝน
จะเริ่มตกเร็วกว่าภาคอื่น ๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ จำนวนวันที่มีฝนตก ณ สถานีหนึ่งๆ โดยเฉลี่ยราย
เดือนตามข้อมูลคาบ 30 ปี (พ.ศ.2524-2553) คอื ภาคเหนือ 15 วนั ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื 14 วัน
ภาคกลาง 14 วัน ภาคตะวันออก 15 วนั ภาคใต้ฝัง่ ตะวันออก 13 วัน และภาคใตฝ้ ัง่ ตะวันตก 17 วัน

ข. ฤดูหนาว เริ่มตั้งแตก่ ลางเดอื นตลุ าคมถงึ กลางเดือนกมุ ภาพันธ์ ในระยะนีล้ มมรสุม
ตะวันออกเฉยี งเหนือพดั ปกคลมุ ประเทศไทย ทำใหอ้ ณุ หภูมลิ ดลง อากาศจะหนาวเยน็ ยกเวน้ ภาคใต้ที่
อุณหภูมิลดลงได้บ้างเป็นครั้งคราว แต่อากาศไม่จะเย็นนัก และมีฝนตามชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป จำนวนวันที่มีฝนตก ณ สถานีหนึ่งๆ โดยเฉลี่ยราย
เดือนตามข้อมูลคาบ 30 ปี (พ.ศ.2524-2553) คือ ภาคเหนือ 4 วัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 วัน
ภาคกลาง 4 วนั ภาคตะวนั ออก 6 วนั ภาคใต้ฝัง่ ตะวนั ออก 16 วัน และภาคใต้ฝงั่ ตะวนั ตก 14 วนั

41

ค. ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม ในระยะน้ี
ดวงอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนที่ผ่านเส้นศูนย์สูตรขึน้ ไปทางซีกโลกเหนือ ดังนั้นพื้นดินจะสะสมความร้อนไว้
และอุณหภูมิจะสูงขึ้น ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือมีกำลังอ่อนและค่อนข้างแปรปรวน ฝนโดยทั่วไป
ยังคงน้อย ทำให้อากาศร้อนอบอ้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนเมษายนเป็นเดือนที่ร้อนที่สุด ในช่วง
เดอื นนพ้ี ายฤุ ดรู อ้ นเป็นปรากฏการณท์ างธรรมชาตทิ ่ีเดน่ ชดั ทางประเทศไทยตอนบน จนกระท่ังยา่ งเข้า
เดือนพฤษภาคม ฝนเริ่มตกลงมาบ้าง ทำให้อากาศไม่ร้อนนัก แต่ทางภาคใต้อุณหภูมิจะต่ำกว่าภาคอ่ืน
เนื่องจากอยู่ใกล้ทะเล จำนวนวันที่มีฝนตก ณ สถานีหน่ึงๆ โดยเฉลี่ยรายเดือนตามข้อมูลคาบ 30 ปี
(พ.ศ.2524-2553) คือ ภาคเหนือ 6 วัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 วัน ภาคกลาง 6 วัน ภาค
ตะวันออก 7 วนั ภาคใตฝ้ ั่งตะวนั ออก 7 วัน และภาคใต้ฝ่ังตะวนั ตก 10 วนั

(4) ประเภทของภูมิอากาศในประเทศไทย ตามการแบ่งภูมิอากาศแบบเคิปเปน
(Koppen) มี 2 ประเภท ดังน้ี (ศุทธินี ดนตร,ี 2554: 132; วิทยา ปานะบตุ ร และวิสทิ ธ์ิ โรจนพ์ จนรตั น์
, 2556: 165)

ก. ภูมิอากาศแบบสะวันนา (Savanna Climate-Aw) หรือทุ่งหญ้าเขตร้อน มีฝนตก
ปานกลาง มีฤดูฝนสั้น ประมาณ 3-4 เดือน และมีฤดูแล้งยาวนาน บริเวณที่มีภูมิอากาศแบบ Aw
ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทย ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง
ภาคตะวนั ออกตอนบน และภาคตะวันตก

ข. ภมู ิอากาศแบบมรสุมเขตร้อน (Tropical Monsoon Climate-Am) หรอื ป่ามรสมุ
มีฝนตกชุกเกือบตลอดทั้งปี และมีฤดูแล้งสั้นๆ หรือที่เรียกว่า ฝน 8 แดด 4 พื้นที่ที่มีภูมิอากาศแบบนี้
คอื ภาคตะวนั ออกตอนล่าง (จันทบรุ ี ตราด) และภาคใต้

3.2 ลักษณะทางกายภาพของภาคเหนอื
ภาคเหนอื ประกอบดว้ ย 9 จังหวดั ได้แก่ เชียงราย เชยี งใหม่ พะเยา แพร่ น่านแมฮ่ อ่ งสอน

ลำพนู ลำปาง และอุตรดิตถ์
3.2.1 ลกั ษณะธรณวี ทิ ยา
ภาคเหนือมีลักษณะธรณีวิทยาค่อนข้างสลับซับซ้อน มีหินอายุแตกต่างกันมากตั้งแต่

มหายุคพรีแคมเบรียนจนถึงมหายคุ ซีโนโซอิก การที่หินมีอายุมากน้อยแตกต่างกันปรากฏใหเ้ ห็นอยบู่ น
พื้นผิวดินแสดงว่าในอดีตภาคเหนือเคยมีการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกอย่างรุนแรงมาแล้วหลายครั้ง
ทำให้พื้นที่บางส่วนถูกอัดดันยกตัวสูงขึ้นเป็นทิวเขาและภูเขา เกิดการสึกกร่อนพังทลายของหิน
ในขณะที่บางส่วนทรุดตัวต่ำลงไปเป็นแอ่งแผ่นดิน เกิดการตกจมทับถมของโคลนตะกอน ซึ่งต่อมา
กลายเป็นหินตะกอน นอกจากนี้ยังมีการไหลแทรกของหินหนืดจากใต้พื้นผิวโลกขึ้นมาแข็งตัวใน
ระดับบนกลายเป็นหินอัคนี รวมทั้งทำให้หินที่มีอยู่เดิมเปลี่ยนสภาพกลายเป็นหินแปร เนื่องจากได้รับ

42

ความร้อนหรือความกดดนั สูงมาก ในภาคเหนอื จงึ มีท้ังหินตะกอน หินอัคนี และหินแปรที่มีอายุตา่ งกนั
หินเหล่านี้มีความแข็งแกร่งไม่เท่ากัน บางชนิดสึกกร่อนผุพังได้ง่าย บางชนิดแข็งแกร่งทนทาน จึงเกิด
เป็นลักษณะภมู ิประเทศที่แตกตา่ งกนั ไปตามสถานทต่ี ่าง ๆ (ราชบณั ฑติ ยสถาน, 2557: 81)

ความสัมพันธร์ ะหวา่ งลักษณะธรณวี ทิ ยากับลกั ษณะภูมปิ ระเทศในภาคเหนือมีดงั นี้
(1) ภูเขาหินแกรนิต ในภาคเหนือมีภูเขาหินแกรนิตปรากฏให้เห็นอยู่หลายแห่ง
ส่วนใหญ่เป็นหินแกรนิตที่เกิดขึ้นในยุคไทรแอสซิก ตอนต้นของมหายุคมีโซโซอิก บริเวณที่พบภูเขา
หินแกรนติ ได้แก่ ทิวเขาแดนลาว ทิวเขาถนนธงชัยดา้ นตะวันออก ทิวเขาผีปันนำ้ ด้านตะวันตก ทิวเขา
เหล่านี้มีหินแกรนิตเป็นแกนอยู่ภายใน เมื่อหินชนิดอื่นที่เคยปกคลุมอยู่ข้างบน สึกกร่อนพังทลายหมด
ก็จะเผยให้เห็นแกรนิตที่อยู่ข้างใต้ ลักษณะของภเู ขาหนิ แกรนิต คือ มียอดโค้งมน ไม่หยักแหลมขรุขระ
มักเปน็ ภูเขาสงู
(2) ภูเขาหินปูน หินปูนในภาคเหนือ ส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในยุคเพอร์เมียนตอนปลาย
ของมหายุคพาลีโอโซอิก เรียกชื่อว่า กลุ่มหินราชบุรี ภูเขาหินปูนมีกระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ
หลายแห่ง เชน่ ระหว่างอำเภอปายกบั อำเภอเมอื งแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮอ่ งสอน ระหวา่ งอำเภอเชียง
ดาวกับอำเภอฝาง และระหว่างอำเภอฮอดกับอำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งบริเวณระหว่าง
จังหวัดลำปางกับจังหวัดแพร่ ลักษณะของภูเขาหินปูน คือ มียอดหยักแหลมตะปุ่มตะป่ำ มีถ้ำขนาด
ใหญ่ภายในภเู ขาหรอื ใต้ดิน
(3) เนินหินบะซอลต์ หินบะซอลต์เป็นหินอัคนีชนิดที่ไหลขึ้นมาแข็งตัวบนพื้นผิวโลก
แตกต่างจากหินแกรนิตที่แข็งตัวในระดับลึกลงไป ในภาคเหนือมีบางบริเวณที่หินบะซอลต์ปรากฏให้
เห็นเป็นเนินเตี้ยๆ ซึ่งเป็นร่องรอยของภูเขาไฟในอดีต ที่เห็นได้ชัด คือ เนินเขาในอำเภอแม่ทะ อำเภอ
สบปราบ จงั หวัดลำปาง และอำเภอเด่นชัย จงั หวัดแพร่ เปน็ หินบะซอลตใ์ นยุคนีโอจีนถึงพาลีโอจีน
(4) แอ่ง ในภาคเหนือมีแอ่ง (Basin) ซึ่งเกิดจากการยุบตัวลงของเปลือกโลกหรือการ
เลื่อนระดับของชั้นหิน อันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกในยุคนโี อจีนถงึ พาลโี อจีน ภายใน
แอ่งมีการตกจมทับถมของโคลนตะกอนในยุคควอเทอร์นารี ซึ่งเป็นยุคใหม่สุดปกคลุมอยู่ข้างบน ส่วน
ชนั้ ล่างลงไปมหี นิ ในยุคนีโอจนี ถงึ พาลโี อจนี รองรับอยู่ บางแหง่ มีลิกไนซแ์ ละน้ำมนั สะสมอยู่แอง่ แผ่นดนิ
ในภาคเหนอื มพี บกระจายอย่หู ลายแห่งและเกดิ เป็นท่ีราบล่มุ แมน่ ำ้ แทรกสลบั อย่ใู นบริเวณทวิ เขา
ในด้านธรณีวิทยาภาคเหนือจัดว่าเป็นบริเวณที่เปลือกโลกยังไม่สงบตัว มีรอยเลื่อน
หลายแห่ง เช่น รอยเลื่อนแม่จัน รอยเลื่อนพะเยา รอยเลื่อนแม่ทา ซึ่งรอยเลื่อนบางแห่งเป็นรอยเลื่อน
มีพลัง (Active Fault) จึงมีปรากฏการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้นบ่อย ๆ นอกจากนี้ยังมีพุน้ำร้อนปรากฏ
ตามทตี่ ่าง ๆ ดว้ ย

43

3.2.2 ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ
ภาคเหนือมีลักษณะภูมิประเทศที่เด่นชัด คือ มีภูเขากระจายอยู่ทั่วไปทั้งภูมิภาค

คิดเป็น 3 ใน 4 ของเนื้อที่ภาคเหนือทั้งหมด และมีภูเขาสูงเกิน 1,700 เมตร เกือบ 30 แห่ง โดย
ภาคเหนือเป็นที่ตั้งของ 10 ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย ดังแสดงในตารางที่ 3.2 (วิทยา ปานะบุตร
และวิสิทธ์ิ โรจนพ์ จนรัตน์, 2556: 172) ส่วนทรี่ าบลุ่มแมน่ ้ำกระจัดกระจายไมต่ ่อเนือ่ ง (ภาพท่ี 3.3)

(1) ทิวเขา ภาคเหนือ ประกอบด้วย ทิวเขาต่าง ๆ รวม 4 ทิวเขาเรียกชื่อว่า ทิวเขา
แดนลาว ทิวเขาถนนธงชัย ทิวเขาผีปันน้ำ และทิวเขาหลวงพระบาง บางทิวเขามีแนวที่สลับซับซ้อน
แบ่งเป็นทิวเขาย่อย ๆ หรือทิวเขาสาขาได้อีก ภูเขาในภาคเหนือส่วนใหญ่เกิดจากการบีบอัดตัวของ
เปลือกโลก จึงทำให้หินคดโค้งโก่งตวั ขนึ้ จัดเป็นเขาทเี่ กิดจากการคดโค้งของหนิ (Folded Mountain)
มียอดค่อนข้างสูง ในระดับตั้งแต่ 1,200-2,500 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง (ราชบัณฑิตยสถาน,
2557: 83) สำหรับภูเขาที่สูงที่สุดในภาคเหนือและสูงที่สุดในประเทศไทย คือ ดอยอินทนนท์
อำเภอจอมทอง อำเภอแมแ่ จม่ จงั หวัดเชยี งใหม่ ความสงู 2,580 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง

ตารางที่ 3.2 อันดบั ภูเขาสูงของไทย

อนั ดบั ช่อื ภูเขา ช่อื เทอื กเขา พ้นื ที่ตัง้ (จังหวดั ) ความสงู (เมตร)

1 ดอยอินทนนท์ ถนนธงชัย เชียงใหม่ 2,580
2,300
2 ภูเมียง หลวงพระบาง อตุ รดติ ถ์ 2,253
2,185
3 ดอยผา้ ห่มปก แดนลาว เชยี งใหม่ 2,100
2,077
4 ดอยหลวงเชยี งดาว ถนนธงชยั เชียงใหม่ 2,069
2,012
5 ภูสอยดาว หลวงพระบาง นา่ น 1,962
1,949
6 ดอยโล หลวงพระบาง น่าน

7 ดอยหลวง หลวงพระบาง นา่ น

8 ดอยผาโจ้ ผีปนั นำ้ ลำปาง

9 ดอยช้าง ถนนธงชัย เชียงใหม่

10 ดอยแม่ยะ ถนนธงชยั เชยี งใหม่

ท่ีมา: วิทยา ปานะบุตรและวสิ ิทธิ์ โรจน์พจนรตั น์ (2556: 172)

44

ภาพท่ี 3.3 ลักษณะภูมิประเทศของภาคเหนอื
ท่ีมา: สรุ สั สา เทพาพรสุวรรณ์ (2561)

(2) ที่ราบลุ่มแม่น้ำ ภาคเหนือ แบ่งที่ราบลุ่มแม่น้ำออกเป็น 2 ประเภท คือ ที่ราบ
หุบเขาแคบ ๆ เกิดจากแม่น้ำลำธารไหลกัดเซาะบริเวณภูเขา เป็นที่ราบผืนเล็ก ๆ กระจัดกระจายอยู่
ทั่วไป มีผู้คนเข้าไปตั้งถิ่นฐานในระดับหมู่บ้านและตำบล และที่ราบ ซึ่งเกิดขึ้นในแอ่งแผ่นดิน มีการ
ทับถมของโคลนตะกอนเป็นบริเวณกว้างขวางและมีลำน้ำสายใหญ่ๆ ไหลผ่าน เกิดเป็นชุมชนระดับ
เมือง อาทิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอเมืองลำพูน เป็นต้น แม่น้ำในภาคเหนือ แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่
ตามระบบการไหลของแม่น้ำ คือ กลุ่มที่ไหลลงแม่น้ำเจา้ พระยา กลุ่มทไี่ หลลงแม่น้ำโขง และกลมุ่ ทไี่ หล
ลงแม่น้ำสาละวิน

ก. กลมุ่ แม่น้ำท่ไี หลลงแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ แม่น้ำปงิ มีต้นน้ำอยู่ในอำเภอเชียงดาว
จังหวัดเชียงใหม่ มีเขื่อนภูมิพลหรือเขื่อนยันฮี (ภาพที่ 3.4) กั้นลำน้ำ ก่อนไหลไปรวมกับแม่น้ำน่านท่ี
ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ความยาวรวม 715 กิโลเมตร (วิทยา
ปานะบตุ ร และวสิ ิทธ์ิ โรจน์พจนรตั น,์ 2556: 173) แมน่ ำ้ วงั มีตน้ นำ้ อยูใ่ นอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย
ไหลไปรวมกับแม่น้ำปิงที่อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก ความยาวรวม 335 กิโลเมตร แม่น้ำยม
มตี ้นกำเนดิ อยู่ในอำเภอปง จงั หวดั พะเยา ไหลไปรวมกับแม่น้ำนา่ นทอ่ี ำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์
ความยาวรวม 555 กโิ ลเมตร และแมน่ ้ำน่าน มีตน้ นำ้ อยใู่ นอำเภอเฉลมิ พระเกยี รติ จังหวัดน่าน มเี ขอื่ น
สิริกติ หิ์ รอื เข่อื นผาซอ่ มก้ันลำนำ้ กอ่ นไหลไปรวมกับแม่น้ำปงิ ทีป่ ากนำ้ โพ จังหวัดนครสวรรค์ ความยาว
รวม 740 กิโลเมตร

45

ข. กลุ่มแมน่ ำ้ ทไ่ี หลลงแม่นำ้ โขง ได้แก่ แม่นำ้ กก มีตน้ น้ำอยู่ในประเทศเมียนมาร์ ไหล
ไปรวมกับแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ความยาวรวม 285 กิโลเมตร แม่น้ำรวก
มีต้นน้ำอยู่ในประเทศเมียนมาร์ ไหลไปบรรจบกับแม่น้ำสายที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จากนั้น
ไหลไปลงแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย บริเวณนั้นจึงมีชื่อว่าสบรวก ความยาวลำน้ำ
เฉพาะในเขตประเทศไทยประมาณ 40 กิโลเมตร (วิทยา ปานะบุตร และวิสิทธิ์ โรจน์พจนรัตน์, 2556:
175) แม่น้ำอิง มีต้นน้ำอยู่ในอำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา ไหลไปลงแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงของ
จังหวัดเชียงราย ความยาวรวม 240 กิโลเมตร

ค. กลุ่มแม่น้ำที่ไหลงแม่น้ำสาละวิน ได้แก่ แม่น้ำปาย มีต้นน้ำอยู่ในอำเภอปาย
จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไหลไปลงแม่น้ำสาละวินในเขตประเทศเมียนมาร์ ความยาวรวม 135 กิโลเมตร
แม่น้ำยวม มีต้นน้ำอยู่ในอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไหลไปลงแม่น้ำเมยที่อำเภอแม่สะเรียง
จังหวัดแม่ฮ่องสอน ความยาวรวม 215 กิโลเมตร และแม่น้ำเมย มีต้นน้ำอยู่ในประเทศเมียนมาร์
ไหลไปลงแม่นำ้ สาละวนิ ที่อำเภอสบเมย จังหวดั แมฮ่ ่องสอน ความยาวรวม 365 กิโลเมตร

3.2.3 ลกั ษณะภมู อิ ากาศ
บริเวณภูเขาภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็นและแห้งแล้งตั้งแต่กลางเดือน

ตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ในฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิสูงสุดกับ
ต่ำสุดในรอบวัน ฤดูร้อน 11-17 องศาเซลเซียสและฤดูหนาว 11-15 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุดอยู่
ในเดือนเมษายน ส่วนอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ในเดือนธันวาคมและมกราคม อุณหภูมิสูงสุดที่เคยวัดได้ คือ
40 องศาเซลเซยี ส ทีจ่ งั หวัดอตุ รดติ ถ์ มปี รมิ าณฝนเฉลย่ี ตลอดทง้ั ปีมากกวา่ 1,000 มิลลิเมตร

ภาพท่ี 3.4 เขอ่ื นภมู พิ ล จงั หวดั ตาก
ที่มา: นนทธ์ ชิ ัย จิตสุเมธ (2559)

46

3.3 ลักษณะทางกายภาพของภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 20 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ เลย อุดรธานี สกลนคร

หนองคาย บึงกาฬ มุกดาหาร นครพนม ยโสธร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด
หนองบัวลำภู อำนาจเจรญิ นครราชสมี า อบุ ลราชธานี บุรรี มั ย์ สุรินทร์ และศรสี ะเกษ

1.3.1 ลักษณะธรณีวทิ ยา
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีลักษณะธรณีวิทยาที่ไม่ค่อยสลับซับซ้อน พื้นที่ส่วนใหญ่

ปกคลุมด้วยหินตะกอนในยุคจูแรสซิกและยุคครีเทเชียส เรียกชื่อว่า กลุ่มหินโคราช ประกอบด้วย
หินทรายเป็นส่วนใหญ่ แต่มีชั้นของหินกรวดมนและหินดินดานปรากฏอยู่ในบางบริเวณ นอกจากน้ี
มีช้ันของเกลือหินแทรกตัวอยูใ่ นหินตะกอนบางแห่งด้วย จากการศึกษาอายุของหินทำให้สันนิษฐานได้
ว่าในตอนปลายของมหายุคมีโซโซอิก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแอ่งแผ่นดินขนาดใหญ่บนทวีป
มีตะกอนทับถมเป็นชั้นหนา บางช่วงเวลาแอ่งแผ่นดินนี้ยุบจมลงเป็นทะเลตื้น น้ำทะเลขังอยู่ในแอ่ง
ต่อมาเกิดการระเหยตัวจึงกลายเป็นชั้นของเกลือหินแทรกอยู่ในหินตะกอนชนิดอื่น ๆ เมื่อถึงตอนต้น
ของมหายุคซีโซอิกเกิดการบีบอัดตัวของเปลือกโลกจนเกิดเป็นทิวเขาต่าง ๆ ในภาคเหนือ ภาค
ตะวันตก และภาคใต้ของประเทศ แอ่งแผ่นดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ได้รับความ
กระทบกระเทือนด้วย เกิดการยกตัวสูงตามบริเวณขอบทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ของแอ่ง
กลายเป็นทิวเขาเตี้ยๆ มีลักษณะเป็นผาชันหรือผาตั้ง (Escarpment) ซึ่งลาดชันมากด้านหนึ่งและ
ค่อยๆ ลาดต่ำลงอีกด้านหนึ่ง ได้แก่ ทิวเขาเพชรบูรณ์ ทิวเขาดงพญาเย็น ทิวเขาสันกำแพง และทิวเขา
พนมดงรัก ส่วนบริเวณภายในแอ่งมีลักษณะเป็นที่ราบอยู่สูงจากระดับทะเลปานกลาง 150-250 เมตร
นอกจากนี้ยังมีการโก่งตัวของหินชั้นเปลือกโลกภายในแอ่งเป็นแนวยาวจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือไป
ตะวันออกเฉียงใต้ทำให้เกิดทิวเขาเตี้ยๆ ภายในแอ่ง เรียกว่า ทิวเขาภูพาน แอ่งแผ่นดินของภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือจึงแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ คือ แอ่งสกลนคร ทางทิศเหนือ และแอ่งโคราช ทาง
ทศิ ใต้ (ราชบณั ฑิตยสถาน, 2557: 87)

จากการที่บริเวณขอบของแอ่งแผ่นดินถูกยกตัวสูงจนเป็นผาชัน ทำให้บริเวณทิวเขา
เพชรบูรณ์ ดงพญาเย็น สันกำแพง และพนมดงรัก มีหินตะกอนในยุคเพอร์เมียนและยุคไทรแอสซิก
ที่ชื่อว่า กลุ่มหินราชบุรีและกลุ่มหินลำปาง กระจายตัวอยู่ทั่ว นอกจากนี้ยังพบหินอัคนีแทรกอยู่
บางบริเวณ เป็นหินบะซอลต์ในยุคนีโอจีนถึงพาลีโอจีน พบที่จังหวัดเลย จังหวัดชัยภูมิ จังหวัด
นครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดศรีสะเกษ โดยเฉพาะอย่างย่ิงที่จังหวัดบุรีรัมย์
มีเนินเขาซึ่งเป็นซากของภูเขาไฟในอดีตปรากฏให้เห็นชัดเจน 3 แห่ง คือ เขาพนมรุ้ง ภูอังคาร และ
เขากระโดง

47

1.3.2 ลกั ษณะภูมปิ ระเทศ
เนื่องจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบในระดบั

ความสูง 150-250 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง โดยมีทิวเขาเป็นขอบกั้นแยกจากภาคกลางและ
ภาคตะวันออกชัดเจน จึงมักเรียกลักษณะภูมิประเทศของภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยภาพรวมว่า
ที่ราบสูงโคราช ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ ทิวเขาและแอ่งที่ราบ (ภาพที่ 3.5) (ราชบัณฑิตยสถาน,
2557: 88)

(1) ทิวเขา ประกอบด้วย ทิวเขาที่อยู่ขอบของภาค ได้แก่ ทิวเขาเพชรบูรณ์ ทิวเขา
ดงพญาเย็น ทิวเขาสันกำแพง และทิวเขาพนมดงรัก และทิวเขาที่อยู่ตอนในของภาค ได้แก่ ทิวเขา
ภูพาน สำหรับภูเขาที่สูงที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ ตั้วโค่ง อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
ความสูง 1,752 เมตร จากระดบั ทะเลปานกลาง

(2) แอ่งทร่ี าบ ประกอบด้วย แอง่ สกลนคร แอ่งโคราช และท่ีราบลมุ่ แมน่ ำ้ เลย
ก. แอ่งสกลนคร อยู่ตอนเหนือของทิวเขาภูพาน มีแม่น้ำสำคัญ คือ แม่น้ำสงคราม
มีต้นน้ำอยู่ที่เส้นแบ่งเขตอำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร กับอำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี
ไหลไปลงแมน่ ้ำโขงท่อี ำเภอทา่ อเุ ทน จังหวดั นครพนม ความยาวรวม 420 กโิ ลเมตร
ข. แอ่งโคราช เป็นแอ่งที่ราบขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นท่ีประมาณ 3 ใน 4 ของภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ทางตอนใต้ของทิวเขาภูพาน ภายในแอ่งมีแม่น้ำชี แม่น้ำสายที่ยาวที่สุดใน
ประเทศไทย มีต้นน้ำอยู่ท่ีอำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ก่อนไหลไปรวมกับแม่น้ำมูลที่เส้นแบ่งเขต
อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ กับอำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ความยาวรวม
765 กิโลเมตร มีเขื่อนกั้นลำน้ำสาขาของแม่น้ำชี ได้แก่ เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น กั้นลำน้ำพอง
เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ กั้นลำน้ำพรม และแม่น้ำมูล มีต้นน้ำอยู่ที่อำเภอปักธงชัย จังหวัด
นครราชสีมา มีเขื่อนปากมูลกั้นลำน้ำ ก่อนไหลไปลงแม่น้ำโขงที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี
ความยาวรวม 641 กโิ ลเมตร (วทิ ยา ปานะบุตร และวิสทิ ธิ์ โรจน์พจนรตั น์, 2556: 178)
ค. ที่ราบลุม่ แม่นำ้ เลย ในจังหวัดเลยมที ่ีราบลุ่มแม่น้ำอยู่บริเวณตอนกลางของจังหวดั
แม่น้ำที่ไหลผ่าน คือ แม่น้ำเลย มีต้นน้ำอยู่ทางตอนใต้ของอำเภอภูเรือ ไหลไปลงแม่น้ำโขงที่อำเภอ
เชยี งคาน จังหวัดเลย ความยาวรวม 130 กโิ ลเมตร
3.3.3 ลกั ษณะภมู ิอากาศ
บริเวณภูเขาและแอ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็นและ
แห้งแล้ง ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ในฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ความแตกต่าง
ระหว่างอุณหภูมิสูงสุดกับต่ำสุดในรอบวัน ฤดูร้อน 11-17 องศาเซลเซียสและฤดูหนาว 11-15 องศา
เซลเซียส อุณหภูมิสูงสุดอยู่ในเดือนเมษายน ส่วนอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ในเดือนธันวาคมและมกราคม

48

อุณหภูมิต่ำสุดที่เคยวัดได้อยู่ที่จังหวัดสกลนคร -1.4 องศาเซลเซียส นับเป็นสถิติของอุณหภูมิที่
ต่ำที่สดุ ในประเทศไทย มีปริมาณฝนเฉลย่ี ตลอดท้ังปมี ากกว่า 1,000 มลิ ลิเมตร

ภาพที่ 3.5 ลกั ษณะภมู ิประเทศของภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื
ที่มา: ชนิ วัตร คำมรี กั ษ์ (2561)
3.4 ลกั ษณะทางกายภาพของภาคกลาง

ภาคกลาง ประกอบด้วย กรุงเทพมหานครและอีก 21 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย พิษณุโลก
เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี ลพบุรี สระบุรี
ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม
และนครปฐม

3.4.1 ลกั ษณะธรณวี ทิ ยา
ภาคกลางเป็นแอง่ แผ่นดินขนาดใหญท่ ่เี กิดจากการเล่ือนทรดุ ตวั ลงของหินเปลือกโลก

ในตอนต้นยุคนีโอจีนถึงพาลีโอจีน แอ่งแผ่นดินนี้มีสันนูนขวางเป็นแนวยาวอยู่ตอนกลางของแอ่ง
ทำให้เกิดเป็นแอ่งย่อย 2 แอ่งแยกออกจากกัน คือ แอ่งพิษณุโลก ทางทิศเหนือ และแอ่งเจ้าพระยา
ทางทิศใต้ สันนูนที่แบ่งทั้งสองแอ่งย่อย ปัจจุบันปรากฏให้เห็นเป็นแนวภูเขาเตี้ยๆ เรียงรา ยจาก
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือไปตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ถึงอำเภอ
โคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ภายในแอ่งแผ่นดินทั้ง 2 มีตะกอนทับถมกันเป็นชั้นหนา ประกอบด้วย
ชั้นของทรายและดินเหนียว มีอายุตั้งแต่ยุคนีโอจีนจนถึงยุคควอเทอรนารี (ราชบัณฑิตยสถาน,
2557: 85)

49

ทิศตะวันตกและทิศตะวันออกของแอ่งแผ่นดินในภาคกลางเป็นทิวเขาและสันเขาท่ี
กนั้ ภาคกลางออกจากภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื และภาคตะวนั ตก ดงั นัน้ บริเวณขอบของภาคกลางจึงมี
ภูเขาและเนินเขาตั้งอยู่กระจัดกระจาย ส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินปูนในยุคเพอร์เมียน รวมทั้งมีหินอัคนี
และหินแปรแทรกอยู่ ที่เห็นได้ชัด คือ ทางด้านทิศตะวันตกของจังหวัดสุโขทัย จังหวัดกำแพงเพชร
จังหวัดอุทัยธานี และทางด้านทิศตะวันออกของจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดลพบุรี จังหวัดสระบุรี และ
จังหวดั เพชรบรู ณ์

3.4.2 ลกั ษณะภมู ิประเทศ
ภูมิประเทศส่วนใหญ่ของภาคกลางเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ เป็นบริเวณที่ราบที่ใหญ่ที่สุด

ของประเทศ สามารถแบ่งลักษณะภูมิประเทศของภาคกลางออกเป็น 3 เขตย่อย คือ ที่ราบภาคกลาง
ตอนบน ทีร่ าบภาคกลางตอนล่าง และบริเวณขอบของที่ราบภาคกลาง (ภาพที่ 3.6)

(1) ทีร่ าบภาคกลางตอนบน ตงั้ แต่จงั หวดั สุโขทัยและจงั หวัดพิษณโุ ลกลงมาถึงจังหวดั
นครสวรรค์ ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบลอนลาด (Undulating Plain) คือ เป็นที่ราบ
สลับกบั เนินหรือภูเขาขนาดเล็ก มีที่ราบน้ำทว่ มถงึ (Floodplain) เป็นบริเวณแคบ ๆ ริม 2 ฝั่งน้ำ และ
มีตะพักลำน้ำ (River Terrace) ปรากฏเป็นหลายระดับ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนระดับฐานการ
กัดเซาะของแม่น้ำมาแล้วหลายครั้งในอดีต แม่น้ำที่ไหลผ่านที่ราบภาคกลางตอนบน คือ แม่น้ำปิง
แมน่ ำ้ ยม และแมน่ ้ำน่าน ซงึ่ ไหลไปรวมกนั เปน็ แมน่ ำ้ เจ้าพระยาที่จงั หวัดนครสวรรค์

(2) ที่ราบภาคกลางตอนล่าง ตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ลงไปถึงอ่าวไทย เรียกอีกชื่อว่า
ทุ่งราบเจ้าพระยา มีลักษณะเป็นที่ราบน้ำท่วมถึง มีแม่น้ำลำคลองไหลตัดผ่านพื้นที่เป็นโครงข่ายอย่าง
กว้างขวาง โดยมีลานตะพักลำน้ำและสันดินริมน้ำ (Levee) ปรากฏอยู่เป็นตอนๆ แม่น้ำที่ไหลผ่าน
ที่ราบภาคกลางตอนล่าง คือ แม่น้ำเจ้าพระยา เริ่มต้นจากจุดที่แม่น้ำปิงกับแม่น้ำน่านบรรจบกันท่ี
ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ (ภาพที่ 3.7) มีเขื่อนเจ้าพระยากั้นลำนำ้ ท่ี
จังหวัดชัยนาท ก่อนไหลไปทางทิศใต้จนลงอ่าวไทยที่อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ
ความยาวรวม 370 กิโลเมตร แม่น้ำสะแกกรัง มีต้นน้ำอยู่ที่อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ไหลไป
ลงแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลท่าซุง อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ความยาวรวม 180 กิโลเมตร
แม่น้ำท่าจีน ไหลแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่เส้นแบ่งเขตอำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี
กับอำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท มีชื่อเรียกแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ที่แม่น้ำไหลผ่าน อาทิ
คลองมะขามเฒ่า แม่น้ำสุพรรณบุรี แม่น้ำนครชัยศรี แล้วไหลลงอ่าวไทยที่อำเภอเมืองสมุทรสาคร
จังหวัดสมุทรสาคร ความยาวรวม 315 กิโลเมตร แม่น้ำน้อย ไหลแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่อำเภอ
เมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท ไหลไปลงแม่น้ำเจ้าพระยาที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ความยาวรวม 145 กิโลเมตร แม่น้ำลพบุรี ไหลแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่อำเภอเมืองสิงห์บุรี
จังหวัดสิงห์บุรี ไหลไปลงแม่น้ำป่าสักที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ความยาว

50

รวม 85 กิโลเมตร และแม่นำ้ ป่าสกั มตี น้ น้ำอยทู่ ีอ่ ำเภอดา่ นซา้ ย จงั หวดั เลย มเี ขอ่ื นกน้ั ลำน้ำท่ีเส้นแบ่ง
ระหว่างอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี และอำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี ก่อน ไหลไปลงแม่น้ำ
เจ้าพระยาทอ่ี ำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา จังหวัดพระนครศรอี ยุธยา ความยาวรวม 510 กิโลเมตร

ส่วนใหญ่ที่ราบภาคกลางตอนล่างตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำ นอกจากนี้ยังมีเมืองที่ตั้งอยู่
บริเวณปากแม่น้ำอยู่ 3 เมือง คือ เมืองสมุทรปราการตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา เมืองสมุทรสาคร
ตั้งอยทู่ ี่ปากแม่นำ้ ท่าจนี และเมืองสมทุ รสงครามต้ังอยู่ทป่ี ากแม่น้ำแมก่ ลอง

(3) บริเวณขอบของทีร่ าบภาคกลาง ด้านตะวันตกและดา้ นตะวนั ออกของภาคกลางมี
ภูมิประเทศเป็นที่ราบสลับกับภูเขา เนื่องจากเป็นเขตเชื่อมต่อกับทิวเขาและสันเขาที่เป็นแนวแบ่งเขต
ภาคกลางออกจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันตก มีภูเขาหินปูนกระจัดกระจายอยู่ท่ัว
บางแห่งมีหินอัคนีประเภทหินภูเขาไฟและหินแปร เช่น หินอ่อน ปรากฏอยู่เป็นหย่อมๆ ทำให้มีการทำ
เหมืองหินที่ใช้เป็นวัสดุก่อสร้างในหลายจังหวัด เช่น จังหวัดสุโขทัย จังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัด
สระบุรี สำหรับภูเขาที่สูงที่สุดในภาคกลางอยู่ที่อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ความสูง 1,890
เมตร จากระดบั ทะเลปานกลาง

ภาพที่ 3.6 ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศของภาคกลาง
ที่มา: Intirasites (2561)


Click to View FlipBook Version